Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 29 May 2026 12:44:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คลังไม่ต่อเวลาลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังปิดลงทะเบียน 4 ทุ่มคืนนี้ เตรียมจัดสรรงบทำมาตรการใหม่หากใช้สิทธิไม่เต็ม https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-registration-close/ Fri, 29 May 2026 12:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1212539 ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความแจ้งปิดลงทะเบียนและโยกงบประมาณ

โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ ปิดลงทะเบียน 22.00 น. […]

The post คลังไม่ต่อเวลาลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังปิดลงทะเบียน 4 ทุ่มคืนนี้ เตรียมจัดสรรงบทำมาตรการใหม่หากใช้สิทธิไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความแจ้งปิดลงทะเบียนและโยกงบประมาณ

โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ ปิดลงทะเบียน 22.00 น. วันนี้ กระทรวงการคลังเผยไม่ขยายเวลาเพิ่ม หากยอดใช้สิทธิไม่เต็ม เตรียมนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้ในโครงการอื่น

 

วันนี้ (29 พฤษภาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ จะไม่มีการขยายระยะเวลาลงทะเบียนเพิ่มเติม โดยประชาชนต้องลงทะเบียนภายในเวลา 22.00 น. ของคืนนี้เท่านั้น

 

ทั้งนี้ หากหลังปิดลงทะเบียนยังมีวงเงินหรือจำนวนสิทธิคงเหลือ รัฐบาลจะนำงบประมาณส่วนดังกล่าวไปใช้ในโครงการอื่นๆ ภายใต้กรอบการใช้เงินกู้ โดยจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีกำหนดประชุมในเร็วๆ นี้

 

วินิจกล่าวว่า ในวันสุดท้ายของการลงทะเบียน ยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปยืนยันตัวตนที่สาขาธนาคารบางแห่ง แม้หลายพื้นที่เริ่มมีผู้ใช้บริการเบาบางลงแล้ว โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังมีเวลาในการดำเนินการ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

 

ทั้งนี้ การยืนยันตัวตนถือเป็นมาตรการสำคัญด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและปัญหามิจฉาชีพ ขณะที่ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน รัฐบาลจะพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

 

สำหรับยอดลงทะเบียนล่าสุดอยู่ที่ 26.2 ล้านคน ถือเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการ โดยมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติประมาณ 470,000 ราย ในจำนวนนี้ราว 2,600 ราย เกิดจากการทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งพลัส การย้ายถิ่นพำนักไปต่างประเทศ และการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตมาลงทะเบียน ขณะที่อีกกว่า 440,000 ราย เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขของโครงการ

 

ล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. มีจำนวนสิทธิคงเหลือ 4,039,659 สิทธิ

The post คลังไม่ต่อเวลาลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หลังปิดลงทะเบียน 4 ทุ่มคืนนี้ เตรียมจัดสรรงบทำมาตรการใหม่หากใช้สิทธิไม่เต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้น ‘ซีพี ออลล์’ โหวตไม่เห็นด้วย แยก 3 ธุรกิจการเงิน ไปรวม Virtual Bank ด้าน ธปท.ย้ำหลักการ Real Sector ต้องไม่มีอำนาจคุมภาคการเงิน และต้องแยกกันเพื่อเปิดทางผู้เล่นใหม่ https://thestandard.co/cpall-shareholders-virtual-bank-bot/ Fri, 29 May 2026 11:23:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1212511 ภาพอาคารธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมโลโก้ CPALL และ CP Group ประกอบข่าวผู้ถือหุ้น CPALL โหวตไม่เห็นด้วยกับการแยกธุรกิจเพื่อ Virtual Bank

จากกรณีที่คณะกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หร […]

The post ผู้ถือหุ้น ‘ซีพี ออลล์’ โหวตไม่เห็นด้วย แยก 3 ธุรกิจการเงิน ไปรวม Virtual Bank ด้าน ธปท.ย้ำหลักการ Real Sector ต้องไม่มีอำนาจคุมภาคการเงิน และต้องแยกกันเพื่อเปิดทางผู้เล่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมโลโก้ CPALL และ CP Group ประกอบข่าวผู้ถือหุ้น CPALL โหวตไม่เห็นด้วยกับการแยกธุรกิจเพื่อ Virtual Bank

จากกรณีที่คณะกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาในหลักการว่าจะให้ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ซึ่งเดิมทีเป็นธุรกิจในเครือที่ CPALL ถือหุ้นอยู่ เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือไม่นั้น

 

 

ผู้ถือหุ้น CPALL โหวตไม่เห็นด้วยแยก 3 ธุรกิจ ไปรวม Virtual Bank

 

ล่าสุด ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันนี้ (29 พฤษภาคม 2569) ซึ่งเริ่มประชุมเมื่อเวลา 14.00 น. ได้มีมติไม่เห็นด้วยให้แยก 3 ธุรกิจดังกล่าวเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ด้วยคะแนนเสียง 96.4%

 

การลงคะแนนเสียงดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม โดยบริษัทในเครือ CP Group ซึ่งถือหุ้นรวมกัน 36.2% ใน CPALL ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

 

ธปท.ย้ำหลักการ Real Sector ต้องแยกจากภาคการเงิน และไม่มีอำนาจควบคุม

 

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลักการก็คือภาคการเงินกับธุรกิจนอกภาคการเงิน (Real Sector) ต้องแยกกัน ธปท.มีหลักการนี้ชัดเจน เพราะว่าธปท.อยากได้ผู้เล่นรายใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทใหม่เลย หรือเป็นบริษัทที่ทำ Real Sector แล้วเข้ามาก็ได้

 

“ฉะนั้นต้องเขียนให้ชัดว่าถ้าเป็น Real Sector เข้ามา ต้องตัดให้ขาดในแง่ของความสามารถในการควบคุมอำนาจกิจการ ต้องไม่ปนกัน ไม่เช่นนั้นภาคการเงินจะเอื้อ Real Sector ได้ เพราะฉะนั้นต้องตัดให้ได้ หากผู้ถือหุ้นไม่ยอมก็มีแนวทางอื่น ซึ่งให้ไปแล้วว่ามีหลายแนวทางที่จะทำให้ถูกได้ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์”

 

ถ้าทุกบริษัทสามารถดำเนินการได้ผ่านเกณฑ์ ก็ไม่มีเหตุผลที่คณะกรรมการต้องดึงรั้งไว้ อยากให้ทุกบริษัทสามารถเริ่มให้บริการประชาชนได้ เพียงแต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่พูดคุยกันไว้ เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุที่เลือก 3 รายนี้ เนื่องจากการพูดคุยกันในเบื้องต้นว่าสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ต่างๆ ได้

 

ทั้งนี้ ธปท.เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ในกระบวนการยื่นขออนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank ตั้งแต่ต้น ผู้ขอรับใบอนุญาตได้ยื่นขออนุญาตและรับรองแล้วว่าจะดำเนินการให้ธุรกิจที่ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ตนเองมีอำนาจควบคุม มาอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน โดยแยกออกจาก Real Sector เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงของธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้ Virtual Bank เอื้อประโยชน์ (Conflict of Interest) แก่ธุรกิจในเครือทั้งในและนอกภาคการเงินอย่างไม่เหมาะสม อาทิ การให้สินเชื่อเกินขอบเขตที่กำหนด การทำธุรกรรมที่กำหนดราคาหรือเงื่อนไขที่พิเศษกว่ากรณีปกติ เป็นต้น

 

ผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank อาจดำเนินการได้หลายแนวทางเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของประกาศกระทรวงการคลัง ตัวอย่างเช่น

 

(1) โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องโอนมาทั้งกิจการ) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันกับ VB

 

(2) ลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจทางการเงินเพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม

 

(3) คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่มีนัยสำคัญ

 

(4) ดำเนินการอื่นใดเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประกาศ

 

(5) ยื่นขออนุญาตโดยไม่ปรับโครงสร้างธุรกิจพร้อมให้เหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา

 

จับตา! CP Group เดินหน้าต่ออย่างไร? เพื่อตั้ง Virtual Bank ได้ทันตามแผน

 

ด้านแหล่งข่าวบริษัทเปิดเผยว่า หนึ่งในสิ่งที่ธปท.ต้องการเห็นคือ CP Group ไม่ได้มีอำนาจควบคุมเหนือ CPALL ในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหน่ึงในหลักการที่กำหนดไว้ หลังจากนี้ CP Group จะต้องนำผลการประชุมผู้ถือหุ้น CPALL วันนี้ รายงานต่อธปท. จากนั้นรอดูว่าธปท.จะมีความเห็นอย่างไรต่อไป

 

ส่วนกระบวนการในการจัดตั้ง Virtual Bank นั้น ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จะเริ่มเปิดให้บริการ Virtual Bank ได้ในภายในเดือนกรกฎภาคมนี้ โดยอาจจะเป็นการเปิดให้บริการเพียงบางส่วนก่อน

 

นักลงทุนสถาบันและต่างชาติกลับเข้าลงทุน CPALL หลังปลดข้อกังวล

 

ด้าน ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากผลการลงคะแนนเสียงดังกล่าว ทำให้โครงสร้างธุรกิจของ CPALL จะยังคงเหมือนเดิม ถือเป็นผลบวกต่อราคาหุ้น

 

“ก่อนหน้านี้นักลงทุนสถาบันบางส่วนลดสัดส่วนหุ้น CPALL ในพอร์ตลง แต่จากผลประชุมทำให้ ความไม่แน่นอนดังกล่าวถูกปลดล็อก ทำให้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติจะกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง หลังจากที่กำไรของบริษัทในไตรมาสแรกเติบโตดีกว่าคาด แต่ที่ผ่านมาถูกกดดันจากประเด็นนี้” ภาดลกล่าว

 

ทั้งนี้ ผลการประชุมดังกล่าวเป็นการรับรองว่าผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วย และเป็นเหมือนการตอบในสิ่งที่ธปท.มีคำถามก่อนหน้านี้ และช่วยลดข้อกังขาเกี่ยวกับอำนาจในการควบคุมธุรกิจการเงินของ CP Group ต่อ CPALL ได้

 

ล่าสุด ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.61% จากวันก่อนหน้า

 

The post ผู้ถือหุ้น ‘ซีพี ออลล์’ โหวตไม่เห็นด้วย แยก 3 ธุรกิจการเงิน ไปรวม Virtual Bank ด้าน ธปท.ย้ำหลักการ Real Sector ต้องไม่มีอำนาจคุมภาคการเงิน และต้องแยกกันเพื่อเปิดทางผู้เล่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โปรไม่แรง คนไม่จ่าย’ เซ็นทรัลพัฒนาเผยโจทย์ค้าปลีกปี 69 แค่ทราฟฟิกไม่พอสร้างยอดขาย จับมือพันธมิตรทุ่ม 1,000 ล้าน กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ https://thestandard.co/central-pattana-retail-spending-push/ Fri, 29 May 2026 07:45:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1212413 ภาพ ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก […]

The post ‘โปรไม่แรง คนไม่จ่าย’ เซ็นทรัลพัฒนาเผยโจทย์ค้าปลีกปี 69 แค่ทราฟฟิกไม่พอสร้างยอดขาย จับมือพันธมิตรทุ่ม 1,000 ล้าน กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนพลังงาน และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ มีผลให้ภาพของตลาดค้าปลีกไทยปี 2569 กำลังสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ตัดสินใจซื้อจากความต้องการ กลายเป็นการใช้จ่ายที่ต้องผ่านการคิดและเปรียบเทียบมากขึ้น โดยเฉพาะคำว่า ‘คุ้มค่า’ ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจจับจ่ายในทุกหมวดสินค้า

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกต้องเร่งอัดแคมเปญส่งเสริมการขายและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดกำลังซื้อ โดยเฉพาะในช่วงกลางปีที่โดยปกติจะมีความคึกคักน้อยกว่าช่วงปลายปี

 

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ผนึกกำลังพันธมิตรค้าปลีกทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ ‘Amazing Thailand Grand Sale 2026’ พร้อมระดมร้านค้าและแบรนด์เข้าร่วมกว่า 30,000 แบรนด์ และ 13,000 ร้านค้า ครอบคลุม 63 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมนี้

 

“วันนี้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก ทุกการใช้จ่ายต้องรู้สึกคุ้มค่า หากไม่มีโปรโมชันหรือสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจน การตัดสินใจใช้จ่ายจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม” ดร. ณัฐกิตติ์กล่าว

 

สำหรับแคมเปญถือเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งเซ็นทรัลพัฒนา ตามด้วยเซ็นทรัล รีเทล และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการชอปปิงระดับโลก หรือ Global Shopping Destination ที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และ ฮ่องกงได้

 

ปีนี้ถือเป็นหนึ่งในปีที่จัดแคมเปญใหญ่สุด โดยจำนวนแบรนด์ที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นราว 50% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อการใช้แคมเปญการตลาดขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

 

ขณะเดียวกัน ททท. ยังวางเป้าหมายกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านเครือข่ายศูนย์การค้าและร้านค้าทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, อุดรธานี, พัทยา, หาดใหญ่ และภูเก็ต เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการจับจ่ายในวงกว้างมากขึ้น

 

เมื่อถอดรหัสนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่ซื้ออะไรในไทย จากข้อมูลของเซ็นทรัล พบว่าพฤติกรรมการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวแต่ละสัญชาติที่มีความแตกต่างกัน เริ่มจากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เช่น จีน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินเดีย และ สปป. ลาว ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจค้าปลีกไทย โดยมีการกระจายตัวไปยังเมืองสำคัญ เช่น อุดรธานี หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ

 

ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะรัสเซียและสหรัฐอเมริกา นิยมเดินทางไปยังเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่างภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวแทบทุกชาติชื่นชอบเหมือนกันคือ สตรีทฟู้ดไทย และสินค้ากลุ่มสปา เครื่องหอม และอะโรมา ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย

 

หากเจาะลึกลงไปในแต่ละสัญชาติ พบว่า นักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย นิยมเลือกซื้อสกินแคร์แบรนด์ไทยและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียให้ความสนใจกับรองเท้าผ้าใบ สินค้าไอที และแก็ดเจ็ต ส่วนกลุ่มรัสเซียยังคงมีกำลังซื้อสูงในสินค้าลักชัวรีและอาหารไทย

 

ดร.ณัฐกิตติ์มองว่า หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดค้าปลีกไทยคือการก้าวเข้าสู่ยุคของ Smart Consumer หรือผู้บริโภคที่มีข้อมูลอยู่ในมือก่อนตัดสินใจซื้อ

 

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากใช้ AI เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา ตรวจสอบคุณสมบัติสินค้า รวมถึงเปรียบเทียบขนาด รุ่น และรีวิวจากผู้ใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้แบรนด์ต้องแข่งขันกันด้วยข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์มากกว่าการสื่อสารแบบเดิม

 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ชัดเจนคือ อิทธิพลของดาราใหญ่ในการขายสินค้าเริ่มลดลง ขณะที่ผู้บริโภคกลับให้ความเชื่อถือรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ครีเอเตอร์เฉพาะกลุ่ม หรือคอนเทนต์จากผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok มากขึ้น และแม้ดารายังคงมีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับโลก แต่หากต้องการสร้างยอดขาย ผู้บริโภคยุคนี้มักเชื่อคนที่ใช้งานจริงมากกว่า

 

ด้าน รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละเจเนอเรชันแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคอมมูนิตี้มากกว่าแบรนด์สินค้า พวกเขาไม่ได้ยึดติดกับโลโก้หรือความหรูหรา แต่เลือกซื้อสินค้าจากความชอบร่วมกันในกลุ่มความสนใจ เช่น กาแฟ สัตว์เลี้ยง กีฬา หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะทาง รวมถึงได้รับอิทธิพลจากอินฟลูเอนเซอร์ในชุมชนเหล่านั้น

 

ขณะที่ Gen Y ยังคงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ส่วน Gen X และ Baby Boomer ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ยังคงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คุณภาพสินค้า และสินค้ากลุ่มแบรนด์เนม

 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องคือสินค้ากลุ่ม Active Lifestyle และ Health & Wellness สะท้อนการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเซ็นทรัลเตรียมนำกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลกมาผูกเข้ากับกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดแคมเปญ

 

แม้ตัวเลขผู้ใช้บริการและปริมาณทราฟฟิกในศูนย์การค้ายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ยอมรับว่าการผลักดันยอดขายในปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาการเปิดศูนย์การค้าหรือจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการเพียงอย่างเดียว แม้ผู้บริโภคยังคงออกมาเดินห้าง แต่จะใช้จ่ายต่อเมื่อรู้สึกว่าดีลนั้นคุ้มค่าจริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดกิจกรรม โปรโมชันอยู่เป็นระยะๆ

 

ภายใต้แคมเปญครั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลจึงระดมธุรกิจในเครือกว่า 17 กลุ่มธุรกิจ ทั้ง เซ็นทรัลพัฒนา, เซ็นทรัล รีเทล และพันธมิตรต่างๆ มาร่วมสร้างอิมแพ็กต์ทางเศรษฐกิจ ผ่านการจัดกิจกรรมยาว 52 วัน พร้อมอีเวนต์มากกว่า 300 รายการทั่วประเทศ จุดเด่นสำคัญคือการนำสินค้าใหม่ มาร่วมรายการส่งเสริมการขาย ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะการระบายสต็อกสินค้าเก่าเหมือนในอดีต

 

นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่หรือสินค้าราคาสูงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น โทรทัศน์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันความต้องการขยับจากขนาด 65 นิ้ว ไปสู่ระดับ 98-100 นิ้วขึ้นไป สะท้อนการเลือกใช้จ่ายในสินค้าที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตระยะยาว

 

ดร. ณัฐกิตติ์ ทิ้งท้ายว่า ปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้ครัวเรือน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน และต้นทุนโลจิสติกส์ หากปัจจัยเหล่านี้คลี่คลายลง จะช่วยฟื้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงเอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกำลังสำคัญของภาคค้าปลีกไทย

 

นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ภาพที่เห็นชัดคือ ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่กำลังเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น และนั่นกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการค้าปลีกทุกคนต้องเผชิญในยุคที่ความคุ้มค่า กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างชาติ

 

ภาพ: โจทย์ค้าปลีกปี 2569

The post ‘โปรไม่แรง คนไม่จ่าย’ เซ็นทรัลพัฒนาเผยโจทย์ค้าปลีกปี 69 แค่ทราฟฟิกไม่พอสร้างยอดขาย จับมือพันธมิตรทุ่ม 1,000 ล้าน กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที https://thestandard.co/immigration-thim-app-aws-tourists/ Thu, 28 May 2026 12:31:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1212088 สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแ […]

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแรกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งใน Pain Point สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักเผชิญคือคิวยาว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเกิดจากความยุ่งยากในการกรอกเอกสารกระดาษและกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานาน

 

 
 

เพื่อแก้ปัญหานี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จึงได้จับมือกับบริษัท ดิจิทัล ไอเดนติตี้ จำกัด พัฒนาระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย หรือ Thailand Immigration Management System (THIM) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเว็บและมือถือระดับประเทศแห่งแรกที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปีให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ยกระดับตม.ไทย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

 

แอปพลิเคชัน THIM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบดิจิทัลได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งระบบจะช่วยลดระยะเวลาในการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง (ใบตม.) เหลือเพียงไม่เกิน 3 นาที สำหรับการใช้งานครั้งแรก และไม่เกิน 1 นาที สำหรับการเดินทางครั้งถัดๆ ไป เนื่องจากระบบจะจดจำข้อมูลพื้นฐานไว้ ทำให้ผู้ใช้กรอกเพียงแค่ข้อมูลการเดินทางล่าสุดเท่านั้น

 

พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ในอดีตการใช้กระดาษเปลืองทั้งงบประมาณและเวลาอย่างมาก แม้ปีก่อนจะเริ่มยกเลิกระบบกระดาษและเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อร้องเรียนว่าต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่เดินทาง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM ที่ตั้งเป้าให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ

 

“เราต้องการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป้าหมายคืออยากให้ใช้แอปพลิเคชันนี้ทั้งหมด เป็นการ Modernize ตม. กระบวนการพบเจ้าหน้าที่ ตม. ต้องไม่เกิน 40 วินาทีต่อคน” พล.ต.ต. ปรัชญา กล่าว

 

นอกจากเรื่องระยะเวลากรอกข้อมูลแล้ว การปรับมาใช้แอปพลิเคชันแทนเว็บไซต์ยังช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่มักสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้

 

นอกจากนี้ สตม. ยังมีแผนพัฒนาฟังก์ชันอื่นๆ ในแอป THIM เพื่อให้กลายเป็น Super App เช่น การแจ้งที่อยู่ในไทยทุกๆ 90 วัน การขอเอกสารรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการมอบโปรโมชันและเอกสิทธิ์พิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน THIM เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในโครงการนำร่องผ่าน App Store และ Play Store โดยมียอดดาวน์โหลดหลักแสนครั้ง รองรับ 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15 ภาษาภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

 

ทำไมถึงต้องใช้ AWS Cloud?

 

เบื้องหลังการทำงานที่รวดเร็วและปลอดภัยของ THIM คือโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จาก AWS ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

  • การตรวจสอบเอกสาร โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดึงข้อความจากหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งให้ความถูกต้องแม่นยำ 100%
  • การคำนวณและการประสานงาน รองรับการปรับขนาดการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก (Rush hour)
  • ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End เพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องปรับตัวและตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลงทุนในแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย (Sovereign by design) ที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ยังคงเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ AWS

 

“ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในมุมมองของภาครัฐต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากเดิมที่เป็นเพียงการยกระดับระบบหลังบ้าน สู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” วัตสันกล่าว

 

องค์กรไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ

 

นอกเหนือจากการนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มาปรับใช้แล้ว วัตสันยังได้ฉายภาพเกี่ยวกับความตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรของไทย โดยระบุว่า แม้การใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรที่จะขยับขยายไปสู่การใช้ AI ในระดับ Enterprise ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนขององค์กรในไทยที่ตอบว่ามีการใช้ AI นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 32% ในปีก่อนหน้า ขยับสูงขึ้นเป็น 43% ในปีนี้ หากประเมินในแง่ของปริมาณ จะครอบคลุมถึงองค์กรและหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่รวมกว่า 220,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ องค์กรสูงถึง 68% ต่างให้ระดับความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แต่ที่น่ากังวลคือ องค์กรถึง 51% ยอมรับว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะมารองรับการทำงานดังกล่าวได้

 

กล่าวคือ องค์กรเกินกว่าครึ่งมีความต้องการที่จะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการหาคนมาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคลากรใหม่เข้ามาเติมเต็มไม่ได้ หรือแม้แต่คนในองค์กรเองก็ยังมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการนำ AI มาใช้จริง ความท้าทายนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศต้องหยุดชะงัก

 

ภาพ: gguy/ Shutterstock

 

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป https://thestandard.co/cpn-vietnam-investment-sun-group/ Thu, 28 May 2026 12:04:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1212054 ภาพผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนาและซัน กรุ๊ป ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ศึกษาโครงการในเวียดนาม

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับซัน […]

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนาและซัน กรุ๊ป ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ศึกษาโครงการในเวียดนาม

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับซัน กรุ๊ป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจท่องเที่ยวรายใหญ่ของเวียดนาม เพื่อศึกษาโอกาสพัฒนาโครงการรีเทลและมิกซ์ยูสในเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ดานัง, โฮจิมินห์ซิตี้ และฟู้โกว๊ก ควบคู่กับการวางกรอบลงทุนในเวียดนามสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15-20 ปีข้างหน้า

 

พิธีลงนามจัดขึ้นในงาน Thailand-Vietnam Business Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และพลเอกโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ระดับ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.25 แสนล้านบาท)

 

ฝ่ายเซ็นทรัลพัฒนา ลงนามโดย ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ ดั้ง มิงห์ เจื่อง ประธานบริษัทซัน กรุ๊ป โดยมี วัลยา จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน

 

ทั้งนี้ MOU กับซัน กรุ๊ป เป็นข้อตกลงร่วมศึกษาโอกาสการพัฒนาโครงการ ยังไม่มีการสรุปรายละเอียดหรือข้อตกลงลงทุน ขณะที่กรอบเงินลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นแผนการลงทุนระยะยาวในเวียดนามที่บริษัทระบุไว้นอกเหนือจากความร่วมมือครั้งนี้ แต่ได้ระบุถึงการเปิดกว้างโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามผู้มีศักยภาพรายอื่นๆ ด้วย

 

ภายใต้ MOU ทั้งสองฝ่ายจะศึกษาแนวทางพัฒนาโครงการในแต่ละเมืองตามศักยภาพที่ต่างกัน ที่ดานัง มุ่งศึกษาโครงการเชิงพาณิชย์และไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่บริเวณริมแม่น้ำฮาน

 

ส่วนโฮจิมินห์ซิตี้ เน้นโครงการรีเทลและมิกซ์ยูสในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ขณะที่ฟู้โกว๊ก วางแนวทางพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านรีเทลและไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยว

 

บริษัทระบุว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นมุ่งสู่ระดับแลนด์มาร์ก ผสานศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุนรายโครงการหรือกำหนดเวลาก่อสร้างที่แน่นอน

 

เซ็นทรัลพัฒนาเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทยในกลุ่มเซ็นทรัล ปัจจุบันบริหารศูนย์การค้า 45 แห่ง โครงการที่อยู่อาศัย 53 โครงการ อาคารสำนักงาน 11 แห่ง โรงแรม 13 แห่ง และคอมมูนิตี้มอลล์ 16 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเซ็นทรัลเวิลด์ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นโครงการมิกซ์ยูสต้นแบบที่ผสานพื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

 

บริษัทยังพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในเมืองหลักของไทยอย่างภูเก็ต, เชียงใหม่, นครราชสีมา, ขอนแก่น และชลบุรี ซึ่งกลายเป็นฐานประสบการณ์ที่ตั้งใจต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเวียดนามเป็นตลาดที่กลุ่มเซ็นทรัลมีการลงทุนต่อเนื่องอยู่แล้วผ่านธุรกิจหลายประเภท

The post ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ วางเป้าลงทุนเวียดนามสูงสุด 6.6 หมื่นล้านบาท เริ่มจาก MOU ศึกษามิกซ์ยูส 3 เมืองกับซัน กรุ๊ป appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด https://thestandard.co/commerce-sme-ecommerce-thailand/ Thu, 28 May 2026 10:06:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1212001 ภาพผู้ประกอบการหญิง 2 คนกำลังทำงานในธุรกิจขนาดเล็ก

วันนี้ (28 พ.ค.2569) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ […]

The post กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ประกอบการหญิง 2 คนกำลังทำงานในธุรกิจขนาดเล็ก

วันนี้ (28 พ.ค.2569) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ จับมือ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติไทย ‘ThailandPostMart’ และ ‘Nex Gen Commerce’ กระตุ้นยอดขายผู้ประกอบการชุมชนรายย่อยระยะยาว โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) ตลอดโครงการฯ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมอบรมเสริมแกร่งความรู้ SME นำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าช่วยบริหารจัดการธุรกิจ

 

 
 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมต่อยอดความสำเร็จโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่ต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบของสถานการณ์โลก วิกฤตด้านพลังงาน และการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลก พร้อมกับดูแลผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และ SME ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นฟันเฟืองที่คอยหมุนระบบเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ

 

‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ คืออะไร

 

โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ 2 แพลตฟอร์มออนไลน์สายเลือดไทยระดับประเทศ ได้แก่ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce เพื่อนำสินค้าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่กำลังได้รับความนิยม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางการค้าใหม่ๆ ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย และรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน

 

โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม (GP: Gross Profit) บนแพลตฟอร์มของ ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce ตลอดโครงการฯ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ยังช่วยสนับสนุนคูปองส่วนลดให้ 100 บาท

 

รวม 500,000 ใบ และค่าขนส่งฟรี

 

สำหรับประชาชนที่เข้าซื้อสินค้าบน 2 แพลตฟอร์ม ภายใต้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ ก็จะได้สินค้าคุณภาพดีในราคาพิเศษ เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าผู้ประกอบการของไทย

 

ตลอดโครงการฯ กรมฯ และเจ้าหน้าที่ 2 แพลตฟอร์มจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนสามารถผลักดันให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และใช้ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางหลักควบคู่กับหน้าร้านในการจำหน่ายสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายและเพิ่มการรับรู้สินค้าให้กว้างขวางมากขึ้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมต่อยอดความรู้ เสริมแกร่งผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน

 

และ SME ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ เพิ่มยอดขายและสร้างรายได้ให้ธุรกิจ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ดิจิทัล คอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ

 

‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ สมัครที่ไหน เมื่อไร

 

เบื้องต้น หน่วยงานต่างๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ร่วมกันรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และ SME ที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2,000 ราย เพื่อเข้าเปิดร้านค้าบน

 

2 แพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะเต็ม โดยสมัครได้ทาง www.ไทยช่วยไทย.net

 

สินค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมดเป็นสินค้าจาก SME และจากชุมชน โดยเป็นสินค้าอุปโภค/บริโภคที่ใช้วัตถุดิบและผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการสนับสนุนใช้สินค้าไทย ทดแทนการนำเข้าสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทย ที่สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยระยะยาว

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดพิธีเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย’ โดยได้รับเกียรติจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เป็นประธานในพิธี

 

รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ มาร่วมแสดงศักยภาพภายในงานฯ

 

พร้อมกับจัดกิจกรรมให้ทุกคนได้กดตะกร้าเพื่อเลือกซื้อสินค้า อุดหนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วย งานจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ พร้อมถ่ายทอดสดพิธีเปิดงาน ผ่านระบบออนไลน์ (Facebook Live) ของกระทรวงพาณิชย์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า”

 

ภาพ: NT_Studio / Shutterstock

The post กระทรวงพาณิชย์ เตรียมเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME’ ดึงร้านค้าขายของบนแพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย ไม่เสียค่า GP แถมคูปองส่วนลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า https://thestandard.co/marketing-7-0-ai-brand-visibility/ Thu, 28 May 2026 05:39:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211870 ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลัง […]

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ของวงการการตลาด เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างสรรค์งาน แต่ขยับขึ้นเป็น ‘Augmented Human’ ที่ช่วยตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้คำถามสำคัญของแบรนด์เปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องคิดว่าจะดึงดูดลูกค้าอย่างไร กลายเป็นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ AI ‘เห็น’ และแนะนำแบรนด์ของตัวเองให้ลูกค้า

 

 
 

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในใจความสำคัญของหัวข้อ ‘Welcome to Marketing 7.0’ ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ที่ถอดทิศทางการตลาดยุคใหม่ภายใต้แนวคิด Human Harmony with Intelligence Layers หรือการที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องทำงานสอดประสานกัน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของความคิดสร้างสรรค์มนุษย์

 

ก่อนเข้าสู่ยุค 7.0 การตลาดผ่านวิวัฒนาการมาแล้ว 6 ยุค ที่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสินค้า, ข้อมูล และเทคโนโลยีในการตัดสินใจของผู้บริโภค

 

  • Marketing 1.0 (Product-centric) เน้นสินค้าเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าสินค้าดีพอก็ขายได้เอง การตลาดโฟกัสที่คุณสมบัติ คุณภาพ และกระบวนการผลิต ผ่านการสื่อสารทางเดียวจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคด้วยแนวคิด 4Ps
  • Marketing 2.0 (Consumer-oriented) เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น จึงเกิด CRM, บัตรสมาชิก และการวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์นานที่สุด
  • Marketing 3.0 (Values-driven) ลูกค้าเริ่มเลือกแบรนด์จากคุณค่าและจุดยืน เรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อ
  • Marketing 4.0 (Digital & Connected) ลูกค้าออนไลน์ตลอดเวลาและเชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม การตลาดต้องออกแบบ Customer Journey แบบไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผ่าน Omnichannel และ MarTech
  • Marketing 5.0 (Technology for Humanity) AI, Big Data และ IoT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด แบรนด์เข้าใจพฤติกรรมและบริบทของลูกค้ารายบุคคลได้ลึกขึ้น เน้น Personalization อย่างจริงจัง
  • Marketing 6.0 (Immersive Marketing) โลกจริงและโลกดิจิทัลหลอมรวมกันเป็น Phygital ประสบการณ์กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญ และ AI เริ่มทำงานร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

 

จนมาถึง Marketing 7.0 ที่ AI ถูกนำมาใช้แบบเต็มรูปแบบ ทั้ง Generative AI, ระบบ Automation และการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล แต่หัวใจยังคงเป็น Human-AI Collaboration ที่ใช้ AI เพื่อเสริมความเข้าใจมนุษย์ พร้อมให้น้ำหนักกับ Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และความยั่งยืน

 

Cognitive Technology หัวใจของ Marketing 7.0

 

จุดที่ทำให้ Marketing 7.0 แตกต่างจากยุคก่อนคือการก้าวข้ามการใช้ Big Data ของยุค 5.0 และโลกเสมือนของยุค 6.0 ไปสู่ Cognitive Technology หรือเทคโนโลยีที่เน้นความเข้าใจในกระบวนการทางสมองและจิตใจของมนุษย์ ซึ่ง MAT มองว่านักการตลาดต้องเข้าถึง 3 แกนหลักเพื่อครองใจผู้บริโภค

 

แกนแรกคือ Attention การสร้างความน่าสนใจในระดับเสี้ยววินาที เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีเวลาให้คอนเทนต์น้อยลงเรื่อยๆ แกนที่สองคือ Social Connection การสร้างจุดเชื่อมโยงทางสังคมและการมีส่วนร่วม ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในสังคม และแกนที่สามคือ Reward Motivation การใช้รางวัลหรือคุณค่าที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ

 

ทั้ง 3 แกนสะท้อนว่า การตลาดยุคนี้ไม่สามารถพึ่งข้อมูลพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมผู้บริโภคถึงทำสิ่งนั้น และอะไรเป็นตัวกระตุ้นการตัดสินใจในระดับจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ในมุมประมวลผล แต่การตีความและวางกลยุทธ์ยังต้องอาศัยมุมมองของมนุษย์

 

ปม Paradox ของ AI ที่นักการตลาดต้องเผชิญ

 

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วและประหยัดงบประมาณ แต่ในทางกลับกัน ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับรู้สึกว่างานที่ AI สร้างขาดจิตวิญญาณและความเคารพในศิลปะ กลายเป็นความย้อนแย้ง (Paradox) แรกที่นักการตลาดต้องบริหารจัดการ

 

ความย้อนแย้งที่สองอยู่ที่บทบาทใหม่ของ AI ในฐานะ ‘Augmented Human’ ที่เข้ามาช่วยตัดสินใจซื้อแทนมนุษย์ หรือที่เรียกว่า AI Shopping เมื่อผู้บริโภคให้ AI ช่วยเปรียบเทียบและเลือกสินค้าให้ บทบาทของแบรนด์จึงเปลี่ยนจากการสื่อสารตรงกับผู้บริโภค ไปสู่การสร้างตัวตนให้ AI ‘มองเห็น’ และเลือกแนะนำได้

 

โจทย์ที่ตามมาคือ แบรนด์จะหลีกเลี่ยงความจำเจของ AI ที่มักแนะนำกลยุทธ์คล้ายคลึงกัน (Bias) ได้อย่างไร เพราะหาก AI หลายตัวมีตรรกะใกล้กัน แบรนด์ที่ไม่มีจุดแตกต่างที่ชัดเจนพอ ก็เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยคู่แข่งในการแนะนำของ AI

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ทำให้ Product Life Cycle สั้นลงอย่างมหาศาล จากการออกสินค้าใหม่ที่ใช้เวลาเป็นปี เหลือเพียงหลักชั่วโมง ก็ทำให้ความจดจำของแบรนด์ลดลงไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจจึงต้องนำ Performance Marketing ที่เน้นสร้างยอดขายฉับไว มาทำงานควบคู่กับ Brand Building ที่สร้างความผูกพันระยะยาว เพื่อไม่ให้สินค้าถูกลืมไปพร้อมวงจรผลิตภัณฑ์ที่หมุนไว

 

กลยุทธ์ ‘Lipstick Effect’ และ 5 กุญแจรับมือ

 

ในวันที่โลกผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ MAT มองว่านักการตลาดต้องนำหลักการ ‘Lipstick Effect’ มาใช้ คือการสร้างความสุขเล็กๆ ที่คุ้มค่าต่อใจ (High Emotional Value) ให้ผู้บริโภคในช่วงลำบาก โดยเน้นการสื่อสารผ่าน Nano หรือ Micro-Influencer ที่สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระแส มากกว่าการทุ่มงบโฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

MAT ยังสรุป 5 กุญแจที่องค์กรต้องปรับตัวสำหรับการตลาดยุคใหม่

 

  1. Balance Strategic รักษาสมดุลระหว่างยอดขายระยะสั้นและการสร้างแบรนด์ระยะยาว
  2. Human is the Differentiator ใช้ AI เป็นเครื่องมือ แต่ใช้ Human Insight สร้างความแตกต่าง
  3. Understand Augmented Human เข้าใจกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีเทคโนโลยีเสริมศักยภาพ
  4. Stay Adaptive ปรับตัวให้ทันต่อความผันผวนของโลกและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไว
  5. Deep Value Creation สร้างคุณค่าธุรกิจจากความเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองว่าอนาคตของการตลาดอาจไม่ได้เดินไปสู่ Marketing 8.0 แบบที่หลายคนคาดเดา แต่อาจเป็นการรีเซ็ตกลับไปทำความเข้าใจมนุษย์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Marketing 0.1’ หรือ ‘Customer 0.1’ เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีหลายตัวตนในแต่ละแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมไม่สามารถอธิบายด้วย Demographic แบบเดิมได้ การตลาดจึงต้องเข้าใจมนุษย์รายบุคคลในแต่ละบริบทของชีวิตและแพลตฟอร์มที่ต่างกัน

 

มุมที่ MAT ทิ้งท้ายไว้คือ แม้ AI จะเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ได้ดีเพียงใด แต่ยังไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ชีวิต, ค่านิยม และทัศนคติ (Value & Attitude) ของมนุษย์ได้ทั้งหมด แบรนด์ที่หาช่องว่างและสร้างคุณค่าในมุมนี้ได้ จึงมีแนวโน้มเป็นผู้ชนะในระยะยาว

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต https://thestandard.co/bangkok-office-market-non-cbd-growth/ Thu, 28 May 2026 05:35:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1211866 ภาพมุมสูงของอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นย่านธุรกิจที่กำลังเติบโต

ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มเห็นการพลิ […]

The post Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นย่านธุรกิจที่กำลังเติบโต

ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มเห็นการพลิกเกมของอุปสงค์อย่างชัดเจน เมื่อพื้นที่นอกศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด แทนพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่เคยเป็นทำเลหลักของการเช่าสำนักงานมาตลอด

 

 
 

บริษัท ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยรายงานตลาดสำนักงานไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบว่าพื้นที่ Non-CBD มีอัตราการดูดซับสุทธิ 59,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 159,000 ตร.ม. สะสมรายปี เทียบกับพื้นที่ CBD ที่ดูดซับเพียง 11,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 13,000 ตร.ม. สะสมรายปี หรือคิดเป็นความแตกต่างราว 5 เท่าและ 12 เท่าตามลำดับ

 

ตัวเลขสะท้อนการพลิกเกมของตลาด

 

ข้อมูลของ Knight Frank ระบุว่า พื้นที่ CBD ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีราคาเสนอเช่าเฉลี่ยที่ 962 บาท/ตร.ม./เดือน ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการครอบครอง (Occupancy Rate) อยู่ที่ 78% เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน และ 0.1% จากปีก่อน

 

เมื่อแยกตามทำเลในกลุ่ม CBD พบว่า เพลินจิต-ชิดลม-วิทยุ มีค่าเช่าสูงสุดที่ 1,072 บาท/ตร.ม./เดือน แต่ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการครอบครองที่ 74% ส่วนนานา-อโศก-พร้อมพงษ์ มีค่าเช่าที่ 908 บาท ลดลงถึง 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สีลม-สาทร-พระราม 4 มีค่าเช่าที่ 988 บาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน

 

ฝั่ง Non-CBD มีราคาเสนอเช่าเฉลี่ยที่ 685 บาท/ตร.ม./เดือน เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราการครอบครองอยู่ที่ 80% เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน และ 1.6% จากปีก่อน ซึ่งทั้งสองตัวเลขสูงกว่าฝั่ง CBD อย่างชัดเจน

 

เมื่อแยกตามทำเลในกลุ่ม Non-CBD พบว่า เพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา มีอัตราการครอบครองสูงสุดในตลาดที่ 83% ค่าเช่าอยู่ที่ 731 บาท/ตร.ม./เดือน ตามด้วยพหลโยธิน-วิภาวดี ที่ 716 บาท ซึ่งโดดเด่นด้วยอัตราเติบโตของค่าเช่าสูงสุดในตลาดที่ 4.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนบางนา-ศรีนครินทร์ มีค่าเช่าต่ำสุดที่ 635 บาท แต่เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อน

 

ฝั่งพื้นที่เช่าครอง CBD รวมอยู่ที่ 2,880,000 ตร.ม. โดยสีลม-สาทร-พระราม 4 ใหญ่ที่สุดที่ 1,396,000 ตร.ม. ขณะที่ Non-CBD มีพื้นที่เช่าครองรวม 2,187,000 ตร.ม. โดยเพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา ใหญ่ที่สุดที่ 801,000 ตร.ม.

 

เมื่อ ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Non-CBD ขยับขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาด มาจากการพัฒนาอาคารระดับเกรด A ในทำเลนอกศูนย์กลางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เช่าเข้าถึงอาคารคุณภาพสูงในมาตรฐานใกล้เคียง CBD ในขณะที่จ่ายค่าเช่าน้อยกว่า โดย Knight Frank มองว่าเป็นการกระจายตัวของ ‘คุณภาพอาคาร’ ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของตลาด

 

อีกปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้เช่าหันมาเลือก Non-CBD คือเรื่องการเดินทางของพนักงาน โดยผู้เช่าหลายรายเริ่มนำข้อมูลการเดินทางของพนักงานมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจเลือกทำเล ซึ่งในหลายกรณี Non-CBD ตอบโจทย์ด้านการเข้าถึงได้ดีกว่า และช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน

 

ตัวเลขรายโซนสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจน โดยเพชรบุรี-พระราม 9-รัชดา มีอัตราการดูดซับสุทธิสูงสุดในตลาดที่ 34,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และ 54,000 ตร.ม. สะสมรายปี ตามด้วยพหลโยธิน-วิภาวดี ที่ 20,000 และ 44,000 ตร.ม. ตามลำดับ

 

ในทางตรงข้าม ฝั่ง CBD เริ่มเห็นการลดลงของพื้นที่เช่าครองในบางโซน โดยเฉพาะเพลินจิต-ชิดลม-วิทยุ ที่มีการดูดซับสุทธิติดลบ 5,000 ตร.ม. ในไตรมาสนี้ และติดลบถึง 34,000 ตร.ม. สะสมรายปี

 

แรงกดดันราคาใน CBD และอนาคตที่ทำเลถูกนิยามใหม่

 

แม้ CBD จะยังคงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางธุรกิจหลักของกรุงเทพฯ แต่แรงกดดันด้านราคาเริ่มเห็นชัดขึ้น โดยค่าเช่าเฉลี่ยลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ Non-CBD ยังคงเสถียรและขยับขึ้นเล็กน้อย

 

Knight Frank ประเมินว่า แนวโน้มการกระจายตัวของอุปสงค์จะยังคงดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า โดยมีอุปทานใหม่ในทำเล Non-CBD เข้ามาเสริมเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้เช่ามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม CBD ยังไม่ได้สูญเสียบทบาทไปทั้งหมด เพราะยังมีกลุ่มผู้เช่าที่ให้น้ำหนักกับความเป็นศูนย์กลางการเดินทาง, การเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ และภาพลักษณ์ของทำเล

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ CBD จะไม่ใช่ตัวเลือกเดียวอีกต่อไป เมื่ออาคารมาตรฐานสูงในทำเลรองสามารถเทียบเคียงได้ในหลายมิติ และตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่จังหวะที่บทบาทของทำเลถูกนิยามใหม่ จากการแข่งขันบนแกนที่ตั้ง สู่การแข่งขันบนแกนของคุณภาพอาคารและความสะดวกของพนักงาน

 

ภาพ: Tavarius / Shutterstock

The post Knight Frank ชี้ตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ Q1/69 อาคาร ‘เกรด A’ กระจายออกนอก CBD แถมราคาถูกกว่า ฉุดการเช่า ‘เพลินจิต-ชิดลม’ หดตัว ดัน ‘พระราม 9-รัชดา’ เติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง https://thestandard.co/thai-property-stocks-revenue-decline/ Thu, 28 May 2026 03:18:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1211743 ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร

ส่อง 15 หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ที่เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศั […]

The post ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร

ส่อง 15 หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ที่เน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่เผชิญกับการลดลงของรายได้และกำไร ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมที่ชะลอลงอย่างหนัก

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย บอกว่า ในอดีตดีมานด์ต่อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนยูนิตต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 5 หมื่นยูนิต ขณะที่อุปทานบ้านใหม่ในอดีตอยู่ที่เกือบ 2 แสนยูนิตต่อปี แต่ปัจจุบันยังถือว่าลดลงมาน้อยมาก

 

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตากันหลังจากนี้คือ ปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นอสังหาฯ หรือหุ้นกู้ที่บริษัทอสังหาฯ บางแห่งออกขาย หลังจากบางบริษัทเริ่มขาดสภาพคล่องทำให้ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน

 

ทั้งนี้ การสกรีนความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง สามารถดูได้เบื้องต้นจาก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) โดยเฉพาะบริษัทที่มี D/E สูงเกิน 1 เท่า ในขณะที่แนวโน้มรายได้เริ่มชะลอลง จะเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนต้องเข้าไปดูรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน

 

ภาพ: wuttipong charoensub / gettyimages

 

ภาพมุมสูงกรุงเทพมหานคร 1

The post ส่อง 15 หุ้นอสังหาฯ เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัย รายได้-กำไร หดตัวต่อเนื่อง คนซื้อบ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงครึ่งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี https://thestandard.co/thai-property-liquidity-crisis-debt/ Thu, 28 May 2026 02:08:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1211704 ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริ […]

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ยอดผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงต้นปีนี้อาจเป็นแค่ ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ เท่านั้น เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องหนัก หลังยอดโอนฯ จ่อติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ท่ามกลางภาวะหนี้สูง โดยอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ของบริษัทอสังหาฯ ไทยราว 60 แห่งในไตรมาส 1 ของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่านั้น สะท้อนว่า กระแสเงินสดมีน้อยกว่าภาระหนี้ ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี จับตาครึ่งหลังปี 2569 จ่อท้าทายหนัก เหตุพิษตะวันออกกลางจ่อลามกำลังซื้อและดันต้นทุนพุ่ง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บริษัทอสังหาฯ ไทยผิดนัดชำระหุ้นกู้เฉียด 8 พันล้านบาทแล้วในปีนี้

 

ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 มีบริษัทในภาคอสังหาฯ ผิดนัดชำระหนี้ (Default) หุ้นกู้ไปแล้ว 3 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นกู้กว่า 7,756 ล้านบาท ดังนี้

 

  • บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น รวมมูลค่า 3,102 ล้านบาท และปรับโครงสร้าง (Restructure) 14 รุ่น 4,625 ล้านบาท
  • บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2,807 ล้านบาท
  • บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 5 รุ่น รวมกว่า 1,847 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) เปิดเผยว่า ได้ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ครบทั้ง 10 รุ่นที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว พร้อมเดินหน้าแผนขายสินทรัพย์ ทั้งตึกสีลมและที่ดินริมแม่น้ำ เพื่อเร่งจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบ ปรับลดขนาดองค์กรในครึ่งปีหลัง และปรับกลยุทธ์ใหม่กระตุ้นยอดขาย สร้างบ้านมาตรฐานใหม่ และศูนย์สุขภาพใกล้บ้าน

 

กระนั้น แนวโน้มระยะข้างหน้ายังต้องระวัง เนื่องจากโดยตามข้อมูลจาก ThaiBMA ระบุว่า ในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 นี้ กลุ่มอสังหาฯ ยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอีกกว่า 1.21 แสนล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง

 

เปิดสาเหตุ ทำไมบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญ ‘ปัญหาสภาพคล่อง’

 

  • ยอดขายชะลอตัว สต็อกบ้านคงค้างสูง กำลังซื้ออ่อนแอ

 

สรพงษ์ จักรธีรังกูร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หนึ่งในสาเหตุบริษัทอสังหาฯ ไทยเผชิญปัญหาสภาพคล่องมาจากอุปสงค์ที่ลดลง สะท้อนจากยอดขายที่ลดลง 3 ปีติดต่อกัน

 

“ถ้าดูตัวเลขปีก่อน เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดีมานด์หายไปครึ่งหนึ่งจากปี 2565 ซึ่งแต่ละบริษัทไม่ได้คาดการณ์ว่าตัวเลขจะหายไปเยอะขนาดนี้ภายใน 3 ปี” สรพงษ์กล่าว

 

ย้อนไปในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิด-19 อุปสงค์บ้านใหม่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้ประกอบการคาดหวังโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในปี 2566 – 2567 แต่ด้วยหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอลง สงครามและภาษีการค้า รวมทั้งเหตุการณ์แผ่นดิน ทำให้อุปสงค์ลดลง ทำให้โครงการหลายแห่งยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

 

ก่อนหน้านี้อุปสงค์บ้านใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 1 แสนหน่วยต่อปี ส่วนอุปทานซึ่งรวมโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ อยู่ที่เกือบ 2 แสนหน่วยต่อปี แต่ปัจจุบันอุปสงค์ลดลงมาเหลือเพียง 5 หมื่นหน่วยต่อปี ขณะที่อุปทานลดลงเพียงเล็กน้อย

 

  • บางบริษัทมีปัญหาจากการบริหารเงินทุน

 

สรพงษ์ กล่าวว่า อีกปัญหาที่สำคัญคือ ปัญหาจากการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องของบางบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่ออกหุ้นกู้ระยะสั้น 1-2 ปี เพื่อมาพัฒนาโครงการ 2-3 ปี จนประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ เพราะไม่สามารถออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาทดแทนชุดเก่า (Rollover) ได้สำเร็จ

 

“ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ หรือค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน โดยสรุปมาจาก 2 ส่วนคือ อุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกัน และการบริหารเงินแบบเสี่ยงมากขึ้น” สรพงษ์กล่าว

 

  • ภาระหนี้สินสูง กระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จ่อครบกำหนดใน 1 ปี

 

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)

 

เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากข้อมูลบริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประมาณ 60 แห่งชี้ให้เห็นว่า ผู้พัฒนาโครงการกำลังเผชิญโจทย์ด้านสภาพคล่องและแนวโน้มการระดมทุนที่ยากขึ้น โดยความตึงตัวทางการเงินของผู้พัฒนาอสังหาฯ นี้สะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน อ่อนแอลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ซึ่งอยู่ในระดับสูงประมาณ 1.3-1.4 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระภาระผูกพัน (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) อยู่ที่ประมาณ 0.30 เท่า ซึ่งสะท้อนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานน้อยกว่าภาระหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสต็อกคงค้างสูงและพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกเป็นหลัก

 

แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปยังความเสี่ยงด้านเครดิต โดยเห็นสัญญาณการปรับลดอันดับเครดิตในกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยนับจากต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม TRIS Rating ได้ปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว 6 แห่ง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1

 

  • ระดมทุนใหม่ยากขึ้น เหตุนักลงทุนระมัดระวัง

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า บริษัทอสังหาฯ ระดมทุนในตลาดหุ้นกู้ได้ยากขึ้น ตัวอย่างเช่น ยอดการเสนอขายหุ้นกู้เทียบกับยอดที่ระดมทุนได้จริง (Success Rate) ในกลุ่มอสังหาฯ ที่เหลือประมาณ 80% สะท้อนว่า มีบางรายไม่สามารถระดมทุนได้เต็มจำนวนตามที่ต้องการ

 

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนมีความกังวลและระมัดระวังมากขึ้น หลังจากมีข่าวบริษัทอสังหาฯ บางรายผิดนัดชำระหนี้หรือขอปรับโครงสร้าง ทำให้บางบริษัทไม่สามารถออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถออกหุ้นกู้ระยะยาวได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต้องหันมาออกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น Commercial Paper มากขึ้น

 

โดยปริมาณการออกตราสารหนี้ระยะยาวช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ลดลง -27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนทางกับยอดออกตราสารหนี้ระยะสั้น 4 เดือนแรกปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 25.52%

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2

 

ส่องการผิดนัดชำระหนี้แบงก์: บริษัทอสังหาฯ เจอปัญหาระดมสินเชื่อด้วย

 

ดร.กาญจนา กล่าวต่อว่า ในทำนองเดียวกัน การระดมทุนผ่านสินเชื่อธนาคารก็มีความท้าทาย เห็นได้จากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย (Pre-Financing) ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในระบบธนาคารพาณิชย์กลับมาหดตัวลง -6.5% YoY ในไตรมาส 1/2569 โดยเป็นการลดลงทั้งในส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโด (-7.9% YoY และ -4.0% YoY ตามลำดับ) ท่ามกลางสัญญาณระมัดระวังทั้งในฝั่งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่องมากกว่าการขยายการลงทุน

 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภาพดังกล่าวมีโอกาสลากยาวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่า สินเชื่อ Pre-Financing เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยของระบบแบงก์มีแนวโน้มหดตัวลงประมาณ -3.0% ถึง -2.0% ในปี 2569 เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2568

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการอสังหาฯ พึ่งพาแหล่งเงินทุนจากสินเชื่อธนาคาร (Pre-Financing) อยู่ที่ประมาณ 60% ขณะที่การหาแหล่งเงินทุนจากการออกหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้น

 

เมื่อมาพิจารณาในฝั่งคุณภาพสินเชื่อ ดร.กาญจนา เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หนี้กลุ่ม Stage 2 ที่ผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพิ่มสูงขึ้นเป็น 8.66% ในไตรมาส 1 ปีนี้จาก 8.61% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขยับขึ้นมาทะลุระดับ 4% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อยู่ที่ 4.32% ในไตรมาส 4 ของปี 2568 และยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 4.20% ในไตรมาส 1 ของปีนี้

 

สำหรับในระยะต่อไป ดร.กาญจนามองว่า แนวโน้มคุณภาพหนี้ (Quality) จะยังเป็นประเด็นสำคัญที่สถาบันการเงินต้องระมัดระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีความเปราะบางสูง

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3

 

เตือน! แนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้ ‘ท้าทายขึ้น’

 

ดร.กาญจนา กล่าวว่า สถานการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปี (ไตรมาสที่ 2-4) น่าจะมีความท้าทายเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ที่ออกมาค่อนข้างดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจอ่อนแอลง กดดันให้กำลังซื้อของผู้บริโภค และเพิ่มภาระต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ

 

สอดคล้องกับ ดร.ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาทลดลง 2.3% (ในกรณีฐาน) ซึ่งนับเป็นการหดตัวเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4

 

โดยณรงค์พล ยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่า จะทำให้ราคาบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาบ้าน โดยคาดการณ์ว่าราคาบ้านในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

 

“แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% เนื่องจากยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างเต็มที่ แต่คาดว่าผลกระทบที่แท้จริงจะเริ่มเห็นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าจะดัชนีราคาก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% โดยต้นทุนที่สูงขึ้นประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเกือบ 3% จะกระทบต่อความสามารถในการกู้เงินและการตัดสินใจซื้อของประชาชนด้วย” ดร.ณรงค์พลกล่าว

 

ภาพประกอบลูกระเบิดหนี้กำลังพุ่งเข้าใส่บ้านหรู สื่อถึงวิกฤตหนี้ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5

 

KSecurities หวั่นลุกลามอุตสาหกรรมอื่น แต่อาจไม่ลุกลามถึงขั้นวิกฤต

 

สรพงษ์กล่าวต่อว่า แม้หลายบริษัทจะประสบปัญหายอดขายชะลอตัวหนัก แต่ก็ยังมีบางบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังประคองยอดขายไว้ได้ เช่น บมจ.เอพี (ประเทศไทย) หรือ บมจ.แสนสิริ

 

ส่วนหลายบริษัทที่ยอดขายชะลอลงก็เริ่มหยุดพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในหลายทำเล รวมทั้งชะลอการซื้อที่ดิน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

 

“แต่ถ้าจะบอกว่าปัญหาไม่ลุกลามออกไปนอกอุตสาหกรรมเลย ก็คงจะมองโลกแง่ดีเกินไป เพราะอสังหาฯ มี Multiplier Effect สูง และมี Supply Chain กว้าง ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมาก”

 

อย่างไรก็ตาม สรพงษ์เชื่อว่าปัญหาจะไม่ลุกลามไปถึงขั้นวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมาตลอด ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอสังหาฯ จะเกิดขึ้นได้เมื่ออุปสงค์ฟื้นตัว เพราะการลดอุปทานทำได้ไม่เร็วนัก

 

สำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือหุ้นกู้ของกลุ่มอสังหาฯ​ สรพงษ์กล่าวว่า ต้องระมัดระวังบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) สูง โดยเฉพาะบริษัทที่มี D/E สูงเกิน 1 เท่าไปมาก สวนทางกับยอดขายที่ลดลงต่อเนื่อง

The post ธุรกิจอสังหาไทยเจอวิกฤตสภาพคล่อง? จับตาคลื่นผิดนัดชำระ เหตุกระแสเงินสดไม่พอจ่ายหนี้จะครบกำหนดใน 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% https://thestandard.co/ferrari-ev-luce-jony-ive-stock-drop/ Wed, 27 May 2026 12:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1211628 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟ […]

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ ‘Luce’ (ลูเช) ที่แปลว่า ‘แสง’ ในภาษาอิตาลี โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 5.5 แสนยูโร (ประมาณ 20.9 ล้านบาท) แต่การเปิดตัวกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เมื่อทั้งนักลงทุนและแฟนรถต่างผิดหวัง จนหุ้นของบริษัทร่วงเกือบ 8% ในตลาดมิลาน และกว่า 5% ในตลาดนิวยอร์ก

 

 
 

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่มาพร้อมกับการทำ Ferrari ที่เป็นรถไฟฟ้า แม้ Luce จะเร็ว หายาก และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ก็เป็นการขอให้ผู้ซื้อยอมรับรถที่ไร้ทั้งเสียงคำราม แรงสั่นสะเทือน และพละกำลังของเครื่องยนต์ ซึ่งเคยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตราม้าลำพองมีมูลค่ามหาศาล

 

 

 

โดย Bloomberg เปรียบเทียบว่า สำหรับคนที่ยังกังขา การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเหมือนแชมเปญที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่แม้ฉลากจะเหมือนเดิม แต่ต้องพิสูจน์ว่ายังให้ความรู้สึกแบบเดิมได้หรือไม่

 

ดีไซน์สุดล้ำฝีมือ Jony Ive ที่แฟนๆ ไม่ปลื้ม

 

จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือรูปลักษณ์ของ Luce ซึ่งออกแบบโดย โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ผ่านบริษัท LoveFrom ที่เขาก่อตั้งร่วมกับ มาร์ก นิวสัน โดยรถสปอร์ตอิตาลีนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนโลหะให้เป็นงานศิลปะมานาน ด้วยฝีมือการหล่อ ขึ้นรูป และปั้นแต่งตัวถัง แต่ Luce กลับมีเส้นสายที่ลื่นและกลมมนกว่า จนดูเหมือนอุปกรณ์ไฮเทคระดับพรีเมียมที่ติดตราม้าลำพอง มากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังซ่อนอยู่

 

แฟรงก์ สตีเฟนสัน นักออกแบบผู้เคยฝากผลงานทั้ง Ferrari F430 และ McLaren P1 วิจารณ์ว่า Luce ขาดความประณีตของตัวถังที่ปั้นแต่งด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์คาร์อิตาลี และ “ดูไม่เหมือน Ferrari ที่แท้จริง” ขณะที่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ เอสซิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ AIR Capital ระบุเจาะจงกว่านั้นว่ารูปลักษณ์ของรถดูเหมือน “ลูกผสมระหว่าง Honda Accord ไฟฟ้า กับ Tesla Model 3”

 

อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับบนโซเชียลมีเดียก็แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ตั้งแต่ที่บอกว่า “ส่งไปกองขยะได้เลย” ไปจนถึง “งานออกแบบชั้นครู” ด้าน ฟลาวิโอ มันโซนี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Ferrari ยอมรับว่าแนวคิด Ferrari ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่นั้น ‘สร้างความเห็นแตกต่าง’ แต่เชื่อว่าผู้คนจะเริ่มชื่นชมมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ลายเซ็นของไอฟ์ยังปรากฏในการออกแบบภายใน โดยตัวถังครึ่งบนและส่วนประกอบหลายชิ้นของ Luce ทำจากกระจกที่ส่วนใหญ่มาจาก Corning ผู้ผลิตกระจกสัญชาติสหรัฐฯ ขณะที่หน้าจอเลือกใช้เทคโนโลยี OLED เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าจอทั่วไป แต่ยังคงพวงมาลัย, ปุ่ม และคันโยกแบบดั้งเดิมไว้

 

ซึ่งจอห์น เอลคานน์ ประธานของ Ferrari ย้ำว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นความผิดพลาดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

แรงจัดแต่วิ่งไม่ไกล ปริศนาของ Ferrari ไฟฟ้า

 

ในแง่สมรรถนะ Luce ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ตัวละ 1 ล้อ ทำให้เร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาราว 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเกิน 190 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อีกทั้งยังเป็น Ferrari รุ่นแรกที่มี 5 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบส่งกำลังแบบเครื่องยนต์ดั้งเดิมทำไม่ได้

 

ทว่าจุดที่ชวนตั้งคำถามคือระยะทางวิ่ง แม้ Luce จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใหญ่กว่าที่ Mercedes-Benz ใช้ใน G-Class ไฟฟ้า และที่ BMW ใส่ในลิมูซีน i7 แต่กลับวิ่งได้เพียงราว 330 ไมล์ (ราว 530 กิโลเมตร) ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ของ BMW และ Volvo ที่วิ่งได้เกิน 500 ไมล์ (ราว 800 กิโลเมตร)

 

โดย Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า การขับ Ferrari แบบเร่งสุดแรงและขับเร็วต่อเนื่องเป็นระยะทางไกล ล้วนรีดพลังแบตเตอรี่อย่างหนัก ทำให้จากเดิมที่ผู้ขับเคยจ้องมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ต่อไปอาจต้องคอยลุ้นเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลือแทน

 

Ferrari พยายามชดเชยเสียงเครื่องยนต์ที่หายไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ด้วยการติดตั้งระบบขยายเสียงภายนอก (External Amplification System) ที่นำเสียงจริงจากเพลาไฟฟ้ามาขยายแล้วปล่อยออกสู่ภายนอกรถ ทั้งยังเปิดเสียงนี้ในห้องโดยสารได้เมื่ออยู่ในโหมดสมรรถนะ เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงการตอบสนองของรถ โดยบริษัทเปรียบแนวทางนี้กับกีตาร์ไฟฟ้า

 

เดิมพันครั้งใหญ่ ท่ามกลางคู่แข่งที่ถอยทัพ

 

แม้จะเสี่ยง แต่ Ferrari ก็มีเหตุผลที่ต้องเดินหน้า เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ กำลังจำกัดพื้นที่ของเครื่องยนต์สันดาปลงทุกที แม้แต่ Ferrari เองก็ต้องเตรียมรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยเขตปลอดมลพิษและกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ที่หันมาเลือก EV

 

ประธานของ Ferrari ระบุว่าบริษัทมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสในการทดลองสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การเดินหน้าครั้งนี้สะท้อนผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อ Ferrari ดึงตัว เบเนเดตโต วินญา อดีตผู้บริหารจากวงการไมโครชิป มานั่งเก้าอี้ซีอีโอในปี 2022 เพื่อนำทัพสู่ยุคไฟฟ้า โดยวินญาเล่าว่าตอนที่เขาเข้ามา “พนักงานต่างหวาดกลัวที่จะทำรถไฟฟ้า” พร้อมย้ำว่าบริษัทจะหยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีตไม่ได้ แต่ต้องเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม

 

ที่น่าสนใจคือ Ferrari เดินหน้าลุย EV สวนทางกับคู่แข่งที่พากันชะลอแผน ทั้ง Lamborghini เพื่อนร่วมชาติที่ล้มเลิกแผนรถสปอร์ตไฟฟ้าหันไปทำไฮบริดแทน และ Porsche จากเยอรมนีที่ลดเป้าหมายด้าน EV ลง ท่ามกลางความต้องการที่ซบเซาและการแข่งขันดุเดือดจากแบรนด์จีนที่ผลิตได้เร็วและถูกกว่า

 

Ferrari ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป อาศัยกลยุทธ์การขายรถที่มีความพิเศษเฉพาะตัวสูง ซึ่งช่วยปกป้องบริษัทจากแรงกดดันที่คู่แข่งเผชิญได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาหุ้นของ Ferrari กลับร่วงลงกว่า 30% สอดคล้องกับภาวะซบเซาของแบรนด์หรูทั่วโลก หลังเงินเฟ้อบั่นทอนกำลังซื้อสินค้าระดับบน

 

คำถามที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่ว่า Ferrari จะขาย Luce ได้หรือไม่ เพราะบริษัทน่าจะขายได้แน่นอนจากฐานลูกค้าที่ภักดี แต่เป็นคำถามที่ว่าการก้าวสู่โลกไฟฟ้าครั้งนี้จะยิ่งเสริมตำนานของม้าลำพอง หรือค่อยๆ กัดกร่อนมันลงทีละน้อย เพราะเมื่อเครื่องยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหายไป ตลาดก็กำลังตั้งคำถามว่ามนตร์เสน่ห์ของ Ferrari จะยังหลงเหลืออยู่มากแค่ไหน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Courtesy of Ferrari

 

อ้างอิง:

 

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า https://thestandard.co/osotspa-expand-clmv-europe/ Wed, 27 May 2026 06:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1211430 ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แ […]

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา พร้อมข้อความตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและการบุกตลาดต่างประเทศ

ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทยมูลค่า 2 หมื่นล้าน โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องมองหาสนามใหม่นอกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ ‘โอสถสภา’ ได้นำสินค้าเข้ามาร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก หวังพบตัวแทนขายจากทั่วโลก ก่อนนำแบรนด์บุกสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ

 

มุกดา ไพรัชเวท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทสามารถสร้างความแข็งแกร่งและเป็นผู้นำในตลาดประเทศไทยได้แล้ว จากนี้จะเร่งขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเริ่มจากกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายแรกของการขยายธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน ยังมองหาโอกาสใหม่ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และจำนวนประชากรจำนวนมาก ทั้งในยุโรป, อเมริกาเหนือ และสหรัฐอเมริกา

 

“เรามองว่าตลาดดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมีประชากรมากกว่าประเทศไทยหลาย 10 เท่า และยังมีพื้นที่ทางการตลาดเหลือให้เข้าไปสร้างการเติบโตได้อีกมาก”

 

ในส่วนของการขยายตลาดของบริษัทจะไม่ใช้แนวทางเร่งลงทุนแบบก้าวกระโดด แต่เลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยจะเริ่มจากการนำสินค้าเข้าไปทดลองตลาดในระยะสั้น เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น และทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลมาต่อยอดในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด

 

ขณะเดียวกัน จะไม่ใช้กลยุทธ์รสชาติเดียวสำหรับทุกประเทศ เพราะแต่ละตลาดมีความชอบแตกต่างกัน โดยที่ผ่านมา บริษัทเคยได้รับบทเรียนจากการทำตลาดในเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า รสชาติเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกตลาด

 

สำหรับสินค้าหลักที่จะใช้เจาะตลาดโลก จะเลือกใช้แบรนด์เครื่องดื่ม M-150 และ Shark เป็นหัวหอกในการทำตลาด ในส่วนของ Shark วางตำแหน่งแบรนด์ไว้ในตลาดพรีเมียม จะไม่แข่งขันด้านราคา แต่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและภาพลักษณ์สินค้า ซึ่งโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดเมียนมา โดย Shark สามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมได้

 

กลยุทธ์ข้างต้นจะทำให้บริษัทเพิ่มรายได้จากต่างประเทศสูงกว่า 35% จากปัจจุบัน รายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 25% โดยสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดในประเทศ 75% มั่นใจว่าตลาดโลกจะเป็น Growth Engine ตัวใหม่ หลังจากปัจจุบันโอสถสภามีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยเกือบ 50-70% และยังครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในปีนี้ โอสถสภาได้เข้าร่วมงาน THAIFEX เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดตัวแบรนด์สู่เวทีนานาชาติอย่างเป็นทางการ หลังจากใช้เวลาเตรียมความพร้อมมานานหลายปี โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวก จากการนัดหมายเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 ราย จากผู้ซื้อและพันธมิตรหลากหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวได้ในอนาคต

 

แม่ทัพใหญ่โอสถสภา กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี ตลาดเติบโตเพียงราว 2% และคาดว่าทั้งปีจะขยายตัวในระดับต่ำประมาณ 2-5% ถึงแม้ตลาดยังเติบโต แต่การแข่งขันถือว่ารุนแรงมาก ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและแบรนด์ใหม่ที่นำสินค้าเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น

 

ด้านเป้าหมายรายได้รวมของโอสถสภา คาดว่าจะเติบโตระดับเลขหลักเดียว ขณะที่การลงทุนต่างประเทศในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จะดำเนินอย่างระมัดระวัง ไม่ได้ตั้งเป้าให้รายได้พุ่งแบบก้าวกระโดดในทันที แต่เป็นการเน้นสร้างฐานธุรกิจให้โตอย่างยั่งยืน

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้บางพื้นที่จะได้รับผลกระทบและมีข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน แต่บริษัทยังเห็นความต้องการสินค้าอยู่ในระดับต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลกระทบในวงจำกัด โดยที่ผ่านมาบริษัทใช้รูปแบบการขายแบบ FOB (Free On Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งและค่าประกันภัยเอง

 

ด้านต้นทุนวัตถุดิบ ในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีการล็อกราคาและคำสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ล่วงหน้าไว้แล้วและสินค้าส่วนใหญ่ยังใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลาสติกและต้นทุนปิโตรเคมีค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับธุรกิจอื่น

 

สะท้อนว่า การขยายสู่ตลาดต่างประเทศครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของโอสถสภาที่กำลังเปลี่ยนจากผู้นำตลาดในประเทศ ไปสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของตลาดชูกำลังไทยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเติบโตช้าลงมากขึ้นทุกวัน

 

The post ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในไทย โตช้าแต่แข่งเดือด เป็นเหตุให้ ‘โอสถสภา’ เดินหน้าบุก CLMV-ยุโรป ที่มีประชากรมากกว่าถึง 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nissan ถอนคันเร่ง EV เบรกลงทุนสหรัฐฯ อังกฤษ อาจหันกลับโฟกัสรถไฮบริด น้ำมัน ที่ทำกำไรมั่นคงกว่า https://thestandard.co/nissan-pulls-ev-investment-us-uk/ Wed, 27 May 2026 03:08:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1211320 รถยนต์ไฟฟ้า Nissan กำลังชาร์จแบตเตอรี่

แม้ครั้งหนึ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็น ‘ส […]

The post Nissan ถอนคันเร่ง EV เบรกลงทุนสหรัฐฯ อังกฤษ อาจหันกลับโฟกัสรถไฮบริด น้ำมัน ที่ทำกำไรมั่นคงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้า Nissan กำลังชาร์จแบตเตอรี่

แม้ครั้งหนึ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะถูกมองว่าเป็น ‘สมรภูมิอนาคต’ ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก แต่ล่าสุด Nissan ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ตัดสินใจยกเลิกแผนลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการผลิตรถยนต์ EV ที่โรงงานเมืองแคนตัน รัฐมิสซิสซิปปี ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกา

 

ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการ EV ที่อ่อนแรงลง การสิ้นสุดมาตรการภาษีจากภาครัฐ รวมถึงแรงกดดันด้านต้นทุน ผลประกอบการ ทำให้ค่ายรถต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์อีกครั้ง

 

แทนที่จะเดินหน้าเร่งเครื่อง EV โรงงานแห่งนี้จะหันไปผลิตรถยนต์ไฮบริด รถกระบะ และรถเอสยูวีแบบตัวถังแยกส่วน (Body-on-Frame) มากขึ้น พร้อมการคืนชีพของรุ่น Xterra ที่เคยได้รับความนิยมในตลาดอเมริกัน

 

ความเคลื่อนไหวของ Nissan สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่กำลังเริ่ม ‘ถอนคันเร่ง’ จากการผลักดัน EV แบบเต็มสปีด และหันกลับมาเดิมพันกับรถไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาปภายใน

 

นอกจาก Nissan ยังมี Ford GM Honda และแม้แต่ Tesla ซึ่งได้เลื่อน ยกเลิก หรือลดขนาดโครงการรถยนต์ไฟฟ้าลง ด้วยปัจจัย ทั้งความท้าทายด้านราคา และความสนใจของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฮบริด เช่นกัน

 

แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จะยังคงมุ่งมั่นในระยะยาวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่กลยุทธ์ในระยะสั้นให้ความสำคัญกับผลกำไรและการปรับตัวให้เข้ากับตลาดมากกว่าการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่รวดเร็ว

 

ล่าสุด สื่อญี่ปุ่น Nikkei Asia รายงานว่า Nissan Motor เผชิญสัญญาณกดดันรอบใหม่ในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า โดย JATCO บริษัทลูกของ Nissan ยกเลิกแผนผลิตชุดขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV powertrain ที่เมืองซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ เนื่องจากความต้องการรถ EV ของ Nissan ในตลาดยุโรปประสบภาวะชะลอตัว

 

โครงการนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับฐานการผลิต EV ของ Nissan ในอังกฤษ มีกำหนดการแล้วเสร็จปีนี้ โดยเมื่อเดือนมกราคม 2568 JATCO ประกาศแผนลงทุน 48.7 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 65 ล้านดอลลาร์ เพื่อผลิตชุดขับเคลื่อน EV ได้สูงสุด 340,000 ชุดต่อปี สำหรับป้อนให้กับโรงงาน Nissan ในซันเดอร์แลนด์

 

ชุดขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นระบบที่รวมมอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และเกียร์ไว้ด้วยกัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำลังขับเคลื่อน ประสิทธิภาพพลังงาน และต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น

 

แต่แผนดังกล่าวกลับมีอันต้องสะดุด Nissan เผชิญกับยอดขายที่อ่อนแรงในตลาดหลัก ทั้งสหรัฐฯ และจีน แม้ก่อนหน้านี้ Nissan ได้ประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

 

โดยจะลดจำนวนโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกจาก 17 แห่ง เหลือ 10 แห่ง พร้อมทบทวนโรงงานที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังหรือ powertrain หลายแห่ง

 

ประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำความท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ที่แม้จะยังเป็นตลาดสำคัญของโลก แต่ผู้ผลิตหลายรายต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ต้นทุนสูง และความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ได้โตเร็วเท่ากับแผนลงทุนเดิม

 

รายงานข่าวระบุว่า สำหรับเมืองซันเดอร์แลนด์ ถือเป็นฐานผลิตสำคัญของ Nissan มายาวนาน เคยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของบริษัทในยุโรป ฉะนั้น การยกเลิกแผนของ JATCO จึงไม่ใช่เพียงการถอยทัพจากโครงการลงทุน

 

แต่ยังสะท้อนคำถามใหญ่ต่ออนาคตห่วงโซ่อุปทาน EV ในอังกฤษด้วย สำหรับ Nissan แล้ว นี่อาจเป็นอีกสัญญาณว่าแผนฟื้นธุรกิจ ต้องเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้นในทุกภูมิภาค

 

ทั้งนี้ ขณะนี้ Nissan ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อรายงานดังกล่าว และ JATCO ก็ยังไม่มีคำตอบ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ Nissan พับแผนผลิตชิ้นส่วนดังกล่าว ปัจจุบัน Nissan ยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Leaf EV ที่โรงงานซันเดอร์แลนด์ พร้อมวางแผนเริ่มสายการผลิต SUV รุ่นใหม่ของครอสโอเวอร์ อย่าง JUKE สำหรับป้อนตลาดยุโรปตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป

 

สำหรับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Nissan ในยุโรปชะลอตัวลงในปีงบประมาณ 2025 โดยยอดขายของ Leaf ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของโมเดล ลดลงถึง 99% จากปีก่อนหน้า เหลือเพียง 87 คัน

 

ขณะที่ Ariya ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) พลังงานไฟฟ้า 100% อีกรุ่นของบริษัท มียอดขายลดลง 44% เหลือ 11,507 คัน

 

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป ระบุอีกว่า ส่วนแบ่งตลาดของ Nissan ในยุโรปลดลงเหลือ 2.2% ในปี 2025 จากระดับ 3.9% เมื่อราวทศวรรษก่อน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การเร่งปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้แผนฟื้นฟู Re:Nissan ที่ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งครอบคลุมการทบทวนกำลังการผลิตทั้งรถยนต์และระบบขับเคลื่อนทั่วโลก รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์และมอเตอร์ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

 

แม้ Nissan จะประกาศรายชื่อโรงงานผลิตรถยนต์ 7 แห่งที่เตรียมปิดตัวแล้ว แต่รายละเอียดยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างด้านระบบขับเคลื่อนยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด

 

โดยบริษัทตั้งเป้ากำหนดมาตรการที่ชัดเจนภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027 พร้อมระบุว่า “การกำหนดกลยุทธ์ระบบขับเคลื่อนระยะยาว จำเป็นต้องใช้เวลาอีกหลายปี และยังไม่มีแผนรูปธรรมที่จะเปิดเผยในขณะนี้”

 

ในญี่ปุ่น Nissan มีฐานการผลิตระบบขับเคลื่อนหลักอยู่ที่โรงงานโยโกฮาม่าและอิวากิ รวมถึงบริษัทย่อยอีกหลายแห่ง

 

โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน มีพนักงานราว 3,000 คนที่โรงงานโยโกฮาม่า และประมาณ 800 คนที่โรงงานอิวากิ

 

ดังนั้น การปรับโครงสร้างเพิ่มเติมในสายการผลิตชิ้นส่วน EV อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอนาคตด้วย

 

ภาพ: David MG/ ShutterStock

 

อ้างอิง:

The post Nissan ถอนคันเร่ง EV เบรกลงทุนสหรัฐฯ อังกฤษ อาจหันกลับโฟกัสรถไฮบริด น้ำมัน ที่ทำกำไรมั่นคงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน https://thestandard.co/scb-eic-ai-exports-record-deficit/ Tue, 26 May 2026 06:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1211047 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกไทยที่เติบโตจาก AI และการขาดดุลการค้าเดือนเมษายน

ส่งออกไทย เม.ย. 2026 โตแรง จาก AI แต่ดุลการค้าทำสถิติขา […]

The post SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลการส่งออกไทยที่เติบโตจาก AI และการขาดดุลการค้าเดือนเมษายน

ส่งออกไทย เม.ย. 2026 โตแรง จาก AI แต่ดุลการค้าทำสถิติขาดดุลลึกเป็นประวัติการณ์ หลังนำเข้าโตแซงเกือบ 2 เท่า

 

ส่งออกไทยเดือน เม.ย. 2026 ขยายตัวสูงต่อเนื่อง

 

มูลค่าการส่งออกเดือน เม.ย. อยู่ที่ 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% เร่งขึ้นจาก 18.7% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 16.2% และค่ากลาง Reuters Poll 17.3%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 3.8%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 18.9%

 

 

 

 

ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งต่อเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าเกษตร

 

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 64.6% ในเดือนนี้ เร่งขึ้นอีกจาก 43.8% ในเดือนก่อน สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 13 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ขณะที่ข้อมูลส่งออกของประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ผลิตหลักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้ากลุ่มดังกล่าว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย เติบโตสูงสองหลักเช่นกัน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 13.2% หรือมากกว่าครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 23.1%
  • การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 44.2% ต่อเนื่องจาก 41.9% เดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงถึง 93.8% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 11.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ลดลง ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลัก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.7% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%
  • การส่งออกสินค้าเกษตรกรรมกลับมาขยายตัวสูง 17.9% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (ขยายตัว 74.3% หลังหดตัว -9% ในเดือนก่อน) โดยเฉพาะทุเรียนสดที่ขยายตัวสูงกว่า 109.5% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลของปัจจัยฐานที่ต่ำ การส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.1% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%

 

ส่งออกไปตะวันออกกลาง (ME 15) ฟื้นในเดือน เม.ย. จากอัญมณีเครื่องประดับ

 

การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางกลับมาขยายตัว 19.3% ในเดือน เม.ย. หลังหดตัวแรง -57.1% ในเดือนก่อน แต่เป็นผลจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ขยายตัวสูงถึง 1,157.1% โดยเฉพาะตลาด UAE หากไม่รวมสินค้านี้พบว่าการส่งออกไปตะวันออกกลางยังหดตัวสูง -39.7%

 

นำเข้าพุ่งแรง 45% สูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ดุลการค้าขาดดุลสูงทำสถิติใหม่

 

มูลค่านำเข้าเดือน เม.ย. อยู่ที่ 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% เร่งขึ้นจาก 35.7% ในเดือนก่อน สูงสุดในรอบ 59 เดือน และสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 37.7% และค่ากลาง Reuters Poll 30.1%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าใน 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 35.7% โดยการนำเข้าในเดือนนี้ขยายตัวสูงจาก

 

  • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 38.7% แม้ชะลอลงเกือบครึ่งจาก 64.4% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 17.1% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลักได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 121.8% และ 133.8% ตามลำดับ (CTG: 14.6% และ 13.1%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าจากผู้ผลิตหลักโดยเฉพาะจีนและไต้หวัน (76.9% และ 188.8% ตามลำดับ)
  • สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 128.6% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง มีส่วนทำให้การนำเข้ารวมเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 16.4% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบที่ขยายตัวสูงกว่า 169.3% (CTG : 14%) จากผลสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกสูงขึ้น
  • สินค้าทุนขยายตัว 32.8% เร่งขึ้นจาก 28.3% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.9% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 65.4% และ 26.4% ตามลำดับ (CTG: 5.9% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนกลุ่มนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Data Center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่ขยายตัว 49.5% และคิดเป็น 53.3% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดในเดือนนี้

 

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย (SCB EIC ประเมิน -9,700 และค่ากลาง Reuters Poll -5,000) ไทยขาดดุลการค้าสะสม 4 เดือนแรกของปีนี้ -19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

SCB EIC ปรับแนวโน้มส่งออกปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 7.8% แต่แนวโน้มนำเข้าโตสูงกว่าที่ 15.8%

 

SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 7.8% (เดิมมอง 0.5%) แม้สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง สาเหตุหลักมาจาก

 

  • ประมาณการการค้าโลกปี 2026 ปรับสูงขึ้น WTO และ IMF ปรับเพิ่มประมาณการปริมาณการค้าโลกเป็นขยายตัว 1.9% และ 2.8% จากเดิม 0.5% และ 2.6% ตามลำดับ โดย WTO ให้เหตุผลว่าการค้าเกี่ยวกับ AI มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอเชียได้ผลบวกสูง ประกอบกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ มีแนวโน้มต่ำกว่ามุมมองเดิม
  • มูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 18.9% เติบโตมากกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 57% (CTG 10.7%) นอกจากนี้ ความต้องการทองคำสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปของไทยขยายตัว 50.8% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (CTG 2.2%)
  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องในระยะข้างหน้า (สัดส่วน 21% ของมูลค่าการส่งออกในปี 2025) จากแรงหนุนของวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และการลงทุน Data center ที่ยังขยายตัว (ซึ่งไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ WTO

 

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ามูลค่าแนวโน้มมูลค่าการส่งออกของไทยปี 2026 จะอยู่ในช่วง -3% ถึง 8% และยังมีความเสี่ยงจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตา

 

อย่างไรก็ดี SCB EIC ปรับประมาณการมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% ในปีนี้ (เดิม 9.0%) ผลจาก

 

  • นำเข้า 4 เดือนแรกขยายตัวสูงมาก 35.7% โดยเฉพาะวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่ขยายตัว 51.3% (CTG 21.5%)
  • การนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มขยายตัวสูงตามราคาพลังงานโลก หลังได้รับผลกระทบจากสงครามฯ สอดคล้องกับดัชนีราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น 10.2% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ขยายตัวถึง 47.5% ในเดือน มี.ค. (ยังไม่ประกาศเลขเดือน เม.ย.)

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-250526

The post SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 รับอานิสงส์ AI แต่เตือนดุลการค้าเดือน เม.ย. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากต้นทุนพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน https://thestandard.co/ev-fire-thailand-hub-law-tech/ Tue, 26 May 2026 06:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1211033 ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสา […]

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก แต่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังมีโจทย์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภค

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

กรณีของ ‘Volvo’ ในไทย ยิ่งสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาด EV วันนี้ อาจไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายหรือเทคโนโลยี แต่สังคมกำลังตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย

 

โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเร่งตัวเองสู่ ‘ฮับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค’ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ ฝันใหญ่ของไทยครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากแค่ไหน แต่คือ ไทยพร้อมหรือไม่? กับบททดสอบอุตสาหกรรม EV ที่ ‘ซับซ้อน’ กว่ารถยนต์สันดาปแบบเดิม

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 1

 

EV ไทยโตแรง แต่ ‘กฏหมาย-มาตรฐาน’ ยังวิ่งตามไม่ทัน

 

ณัฐพร บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับวิกฤตซากแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยกำลัง ‘เร่งตัว’ อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและนโยบายผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

แต่เบื้องหลังภาพของ ‘พลังงานสะอาด’ อย่ามองรถ EV แค่สะอาดตอนใช้ แต่ความเสี่ยงแบตเตอรี่ และซากขยะ มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการซากแบตเตอรี่ และกฎหมายที่ยังตามเทคโนโลยียังตามไม่ทัน

 

ปัจจุบันไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถ EV ตามเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากภาคขนส่งและภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ

 

“เราเห็นยอดจดทะเบียนรถ EV เติบโตเร็วมาก เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12.56% ภายในเวลาไม่กี่ปี มูฟเมนต์ยอดจองรถ EV ยอดขายในงานมอเตอร์โชว์” ณัฐพร กล่าว

 

แต่หากดูตัวเลขสัดส่วนการเติบโต ถือว่ายัง ‘กระจุกตัว’ อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รย.) ขณะที่รถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังเติบโตต่ำกว่าที่ควร แม้จะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันและปล่อยมลพิษสูง

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ TDRI ตั้งข้อสังเกต คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจไม่ได้ ‘สะอาดจริง’ หากระบบผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“ถ้าไฟฟ้าที่เอามาชาร์จ EV ยังมาจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ มันอาจเป็นแค่การย้ายบัญชีการปล่อยคาร์บอน จากภาคขนส่งไปอยู่ภาคพลังงานเท่านั้นหรือไม่”

 

โดย Green Transition ต้องเป็น ‘Sustainable Transition’ ด้วย ไม่ใช่สะอาดเฉพาะปลายทางการใช้งาน แต่สร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 2

 

ไทยยังใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ EV เดิม แต่โลกไปไกลแล้ว

 

ด้าน อติชาติ โรจนกร เป็นนักวิชาการด้านนโยบายพลังงานและนักวิจัยของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ กรรมการบริหารของ สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) (Thailand Energy Storage Technology Association) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า ไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยรถ EV โดยใช้ มอก. 3026-2563 ซึ่งอ้างอิงจาก UNR100 Revision 2 (สำหรับรถยนต์) และ มอก. 2952-2561 อ้างอิง UNR136 (สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า)

 

แต่ปัญหาคือ ไทยยังใช้มาตรฐาน UNR100 Revision 2 ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปขยับไปใช้ Revision 3 แล้ว และจีนกำลังใช้มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

“Revision 3 จะเพิ่มระบบ Active Safety เช่น ระบบ BMS (Battery Monitoring/Management System) ที่สามารถแจ้งเตือนก่อนแบตเตอรี่เกิด Thermal Runaway หรือไฟไหม้” อติชาติ กล่าว

 

ขณะที่จีนมีมาตรการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle (NEV) Battery Recycling Policy) มี digital identity ซึ่งมีผล 1 เมษายน 2569 และกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบการเก็บคืนและรีไซเคิลผ่านระบบติดตาม Traceability Platform

 

ล่าสุดยังมีมาตรฐานใหม่ของจีนจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ กำหนดว่า หลังเกิดความเสียหาย แบตเตอรี่ต้องไม่ลุกไหม้หรือระเบิดภายใน 2 ชั่วโมง

 

“ไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานให้ทันเทคโนโลยี และไม่ควรยึดติดว่ามาตรฐานใดมาจากประเทศไหน หากช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้”

 

บทเรียนไฟไหม้รถ EV กำลังสะท้อน Ecosystem พฤติกรรมผู้ใช้

 

อติชาติ ระบุถึงว่า บทเรียนสาเหตุไฟไหม้รถ EV กรณีเคสดังล่าสุดว่า แม้ไม่อาจทราบถึงปัญหาที่แน่ชัด แต่หากมองภาพปัญหา อาจเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งไม่ได้เกิดจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบชาร์จไฟ และพฤติกรรมการใช้งาน

 

เช่น การใช้หัวชาร์จไม่ได้มาตรฐาน การชาร์จด้วยกำลังไฟสูงเกินกว่ารถรองรับ หรือการนำรถไปชาร์จกับระบบไฟบ้านเก่าที่ไม่รองรับโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่

 

อธิชาติ ยกตัวอย่างว่า บ้านจำนวนมากในไทยยังเป็นระบบไฟเก่า แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยซื้อรถ EV มาแล้วเสียบชาร์จกับปลั๊กบ้านทันที

 

“คืนแรกที่ชาร์จรถ EV ในบ้าน คือคืนวัดใจของระบบไฟบ้านกันทีเดียว”

 

ฉะนั้น หลายกรณีที่เกิดเพลิงไหม้จริง อาจไม่ได้เกิดจากตัวรถโดยตรง แต่เกิดจากระบบไฟหรืออุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
11 ก.ค. 2567 | 10:57
เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง
26 ต.ค. 2566 | 19:36
ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน
18 พ.ค. 2569 | 13:29
ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง
25 มี.ค. 2564 | 19:53

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ’Data Transparency’ หรือความโปร่งใสด้านข้อมูลแบตเตอรี่ โดยปัจจุบันข้อมูลสุขภาพแบตเตอรี่และระบบควบคุมต่างๆ อยู่ในมือผู้ผลิตรถเป็นหลัก ผู้บริโภคหรือหน่วยงานอิสระยังเข้าถึงข้อมูลได้จำกัด

 

“วันนี้ค่ายรถเป็นทั้งผู้ถือข้อมูล และเป็นคนอธิบายว่าตัวเองผิดหรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐควรมี ‘หน่วยงานกลาง’ บูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบตเตอรี่และเหตุเพลิงไหม้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรม EV ในระยะยาว”

 

‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ กับทางแพร่งอุตสาหกรรม EV ไทย

 

เหตุการณ์รถ EV ไฟไหม้ไม่ควรถูกใช้เพื่อสร้างความตื่นตระหนก หรือผลักให้สังคมย้อนกลับไปใช้รถน้ำมัน แต่ควรเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ

 

ทั้งการอัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับการขนส่งแบตเตอรี่ การดูแลซากแบตเตอรี่หลังหมดอายุ และการสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส

 

“คำถามไม่ใช่ว่า EV ดีหรือไม่ดี แต่คือไทยพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับเทคโนโลยีที่กำลังโตเร็วกว่ากฎหมาย”

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ในไทยยังไม่ใช่มาตรฐานบังคับโดยตรง

 

ณัฐพรกล่าวว่า ปัจจุบันกรณี แบตเตอรี่ Power Bank ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ยังถูกบังคับให้ต้องมีมอก. แต่แบตเตอรี่รถ EV ซึ่งมีขนาดใหญ่และความเสี่ยงสูงกว่า กลับใช้วิธี ‘บังคับอ้อม’ ผ่านเงื่อนไขการจดทะเบียนรถ

 

“Power Bank ยังเป็น มอก.บังคับ แต่แบตรถ EV ที่ใหญ่กว่าและเสี่ยงกว่า กลับยังไม่ใช่”

 

ไทยควรยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ให้เป็นมาตรฐานบังคับสำหรับรถทุกประเภท รวมถึงรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถที่ไม่ต้องจดทะเบียน

 

ซากแบตเตอรี่ EV ‘ระเบิดเวลา’ ลูกใหม่ของไทย

 

นอกจากประเด็นความปลอดภัยระหว่างใช้งาน นักวิชาการยังเตือนถึง ‘ภูเขาซากแบตเตอรี่’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ EV มีอายุเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี แต่ในความเป็นจริงอาจเสื่อมเร็วกว่านั้น โดยเฉพาะรถใช้งานหนัก รถน้ำท่วม หรือรถที่เกิดอุบัติเหตุ รถที่ไม่อยู่ในระบบมีอีกมาก

 

ณัฐพร ระบุว่า ไทยยังไม่มี Roadmap ชัดเจนในการจัดการซากแบตเตอรี่ EV ทั้งระบบ ทั้งการติดตาม การรีไซเคิล และความรับผิดชอบของผู้ผลิต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 3

 

“ยุโรปมี Battery Passport (EU Battery Regulation) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงการรีไซเคิลและการใช้วัสดุหมุนเวียน แต่ไทยยังไม่มีแม้แต่ฐานข้อมูลซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจน”

 

หากไม่มีระบบจัดการที่ดี ไทยอาจเผชิญปัญหาขยะอันตรายขนาดใหญ่ในอนาคต เพราะแร่สำคัญในแบตเตอรี่ EV เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ล้วนเป็นสารที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและไทยพึ่งพาการนำเข้า 100% ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความปั่นป่วนของนโยบายโดนัล ทรัมป์ ที่แสวงหาแหล่งผลิตแร่หายาก ซึ่งอนาคตอาจหายาก แพง และไม่แน่นอน

 

“เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

พร้อมเสนอให้ไทยใช้กฎหมาย ‘EPR’ (Extended Producer Responsibility) ยึดหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้ผู้ผลิตต้องรับคืนและจัดการซากแบตเตอรี่ที่ขายออกไป

 

“อย่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อนค่อยแก้มาตรฐาน ไม่อยากให้รัฐสะดุดขาตัวเอง”

 

นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่า ปัญหาสำคัญของไทย คือ “เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย ตอนนี้เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

ดังนั้นหลังจากนี้ เสนอให้รัฐเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย EV เพิ่มความโปร่งใสด้านข้อมูล ตรวจสอบได้

 

ขอให้คณะทำงานบอร์ด EV ซึ่งมีหลายหน่วยงาน อาทิ BOI กระทรวงอุตสาหกรรม มองถึงประเด็นนี้ให้มากขึ้น และวางระบบจัดการซากแบตเตอรี่ครบวงจร ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

 

พร้อมย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่การต่อต้าน EV แต่คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ปลอดภัยและยั่งยืนจริง

 

“อย่าให้ EV สะอาดแค่ตอนใช้ แต่สกปรกตอนจบ แล้วกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต” ณัฐพร กล่าว

 


ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 4

 

กูรูยานยนต์มองบทพิสูจน์ ‘ความเชื่อมั่น’ แบรนด์

 

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า สืบเนื่องจากกรณีรถยนต์วอลโว่ รุ่น EX30 (รถยนต์ไฟฟ้า) และ XC 60 (รถปลั๊กอินไฮบริด) เกิดเหตุไฟไหม้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นกับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

“ผมมองว่าเป็นการเรียกความเชื่อมั่นการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเมื่อมีปัญหาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทางบริษัทวอลโว่ ก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการแก้ปัญหาประกาศเรียกรถในประเทศไทยทั้งหมด 1,668 คัน เพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ โดยจะเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นไปทันที ชี้ให้เห็นว่า ไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาเกิดนาน”

 

กรณีความกังวลประเด็นสังคม อยากให้นิติบุคคล หรืออาคารต่างๆ นึกถึงข้อเท็จจริงด้วย ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ไม่มีรถไฟฟ้า ในส่วนของรถน้ำมันก็เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้

 

“เรื่องนี้เกิดความบกพร่องขึ้นได้ ไม่ได้เกิดแค่ประเทศไทย ประเทศอื่นก็มี สิ่งสำคัญ คือ เกิดเหตุแล้วแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วหรือไม่”

 

รู้จัก Volvo จากรถหรูสวีเดนสู่ลมใต้ปีกทุนจีนค่าย Geely

 

แรกเริ่มเดิมที Volvo เป็นรถยนต์สัญชาติสวีเดน และต่อมาก็มี Ford เป็นเจ้าของและถือหุ้นใหญ่ เคยเป็นบริษัทแม่และเจ้าของแบรนด์รถยนต์ Volvo (ในส่วนธุรกิจรถยนต์นั่ง)

 

โดยฟอร์ดได้ซื้อกิจการมาในปี 1999 แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจขายกิจการ Volvo ให้กับกลุ่มบริษัท Geely ค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เข้ามาถือหุ้น ในปี 2010

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 5

 

กระทั่งปี 2019 Volvo พัฒนา EX40 เป็นรถ SUV ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรก ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจาก XC40 ที่ขายดีที่สุด และเป็นวอลโว่รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบสาระบันเทิงแบบใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบแอนดรอยด์

 

ขณะที่ พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีหนังสือแจ้งมาตรการเชิงป้องกันกรณีแบตเตอรี่อาจเกิดความร้อนสูง

 

“หากชาร์จเกิน 70% ของความจุแบตเตอรี่ พร้อมแจ้งลูกค้าให้ปรับการชาร์จไม่เกิน

 

70% เป็นการชั่วคราว”

 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ระงับการจำหน่าย Volvo EX30 ชั่วคราว และมีผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องทุกข์ที่ สคบ. แล้ว 45 ราย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เริ่มดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้า Volvo EX30 ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยตั้งเป้า 3 เดือนเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ลูกค้า EX30 ครบทุกคัน

 

ภาพ: Shutterstock AI, Marcelo.mg.photos, wasanajai/ Shutterstock

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจฝืดแต่คนยอมหยิบของพรีเมียม อะไรทำให้ ‘สติ๊กเกอร์ลดราคา’ ของ TOPS Fun Fest กระตุ้นการซื้อได้ https://thestandard.co/tops-sticker-boosts-sales/ Tue, 26 May 2026 05:31:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1211009 ภาพผู้บริหารจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล พร้อมข้อความแคมเปญ TOPS Fun Fest สติ๊กเกอร์ลดราคา

แคมเปญสติ๊กเกอร์ส่วนลด ‘TOPS Fun Fest แปะอะไรก็ลด’ ปิดฉ […]

The post เศรษฐกิจฝืดแต่คนยอมหยิบของพรีเมียม อะไรทำให้ ‘สติ๊กเกอร์ลดราคา’ ของ TOPS Fun Fest กระตุ้นการซื้อได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล พร้อมข้อความแคมเปญ TOPS Fun Fest สติ๊กเกอร์ลดราคา

แคมเปญสติ๊กเกอร์ส่วนลด ‘TOPS Fun Fest แปะอะไรก็ลด’ ปิดฉากลงเมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทิ้งชุดข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลายเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจของวงการค้าปลีกไทย โดยท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยผลการดำเนินแคมเปญในปี 2569 ที่สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนวิธีคิด จากการเน้นราคา ไปสู่การใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์ที่ให้น้ำหนักกับความคุ้มค่า

 

 
 

จากข้อมูลพบว่า ยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ยเติบโตกว่า 18% จำนวนใบเสร็จที่มีการใช้สติ๊กเกอร์ส่วนลดมากกว่าปีก่อน 52% และดันยอดขายของแคมเปญเติบโต 78% ขณะที่ความถี่ในการกลับมาซื้อเพิ่มขึ้น 4.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สวนทางกับภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย

 

พฤติกรรม ‘แบ่งขั้ว’ ดันสติ๊กเกอร์ 80% วิ่งเข้าสินค้าพรีเมียม

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อธิบายว่า สภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง (Ultra-Cautious Spending) จนเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘Polarized Spending’ หรือการใช้จ่ายแบบแบ่งขั้ว

 

“ผู้บริโภคยอมจ่ายสินค้าพรีเมียมเพื่อสร้างความสุขเล็กๆ ให้กับตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการด้วย” จักรกฤษณ์ระบุ พร้อมเสริมว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ชื่นชอบส่วนลดที่เลือกได้เองตามต้องการ มากกว่าส่วนลดแบบเหมารวมที่อาจไม่ตรงใจ

 

อินไซต์ดังกล่าวสะท้อนชัดในข้อมูลการใช้สติ๊กเกอร์ โดยสติ๊กเกอร์ส่วนลดมูลค่าสูงสุด 20% ถูกนำไปใช้กับสินค้าพรีเมียม เช่น เนื้อนำเข้า, สกินแคร์ และสินค้าออร์แกนิก ถึงราว 80-82% ขณะที่อีก 18-20% ใช้กับสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เนื่องจากลูกค้าคำนวณแล้วว่าการลดราคาสินค้ามูลค่าสูงให้ผลคุ้มค่ากว่า

 

กลไกที่ขับเคลื่อนแคมเปญมาจาก 4 องค์ประกอบ คือความคุ้มค่าที่ชัดเจนในมุมของผู้บริโภค, การมอบอำนาจให้ลูกค้าเลือกดีลเองผ่านสติ๊กเกอร์ภายใต้แนวคิด Customer Empowerment, แรงกระตุ้นจากเวลาที่จำกัด และรางวัลจากการใช้จ่ายที่กระตุ้นการซื้อซ้ำ

 

ซอยเวลาเป็น 3 รอบ จุดชนวน ‘การเสพติดความคุ้มค่า’

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของแคมเปญในปีนี้ อยู่ที่การปรับรูปแบบโปรโมชันจากที่เคยให้ระยะเวลายาว มาเป็นการจำกัดอายุสติ๊กเกอร์ให้เหลือรอบละ 2 สัปดาห์ และซอยแคมเปญออกเป็น 3 รอบย่อยภายในระยะเวลา 6 สัปดาห์เท่าเดิม เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมเดิมที่ลูกค้ามักมากระจุกตัวซื้อเฉพาะช่วง 2-3 วันสุดท้าย

 

การปรับนี้นำไปสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า ‘การเสพติดความคุ้มค่า’ เมื่อลูกค้าซื้อครบเงื่อนไขและได้รับสติ๊กเกอร์ ก็เกิดความต้องการนำไปใช้ต่อเพื่อให้คุ้มที่สุด สร้างวงจรการช้อปที่วนกลับมาอย่างต่อเนื่อง และดึงความถี่ในการเข้าร้านให้สม่ำเสมอขึ้น

 

ข้อมูลเชิงลึกของผู้เข้าร่วมแคมเปญพบว่ากว่า 75% เป็นผู้หญิง เกือบ 80% เป็นกลุ่มวัยทำงานเจเนอเรชัน X และ Y และกว่า 60% อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มที่นำสติ๊กเกอร์มาใช้มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 78% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 12 สัปดาห์ก่อนหน้า ความถี่ในการซื้อเติบโตขึ้น 50% ยอดซื้อต่อลูกค้าเพิ่มขึ้น 22% และดึงดูดลูกค้าใหม่จากการบอกต่อได้ 17% ขณะที่ผลสำรวจระบุว่าลูกค้า 86% มองว่าแคมเปญนี้น่าสนใจและคุ้มค่า

 

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือกรณีของลูกค้ารายหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ที่ปกติมียอดซื้อต่อบิลราว 3,000 บาท แต่เมื่อเข้าร่วมแคมเปญ ยอดซื้อต่อบิลเติบโตขึ้น 97% เป็นกว่า 5,700 บาท สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสัดส่วนสินค้าในตะกร้า จากผักผลไม้ทั่วไปมาเป็นสินค้าพรีเมียมมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจากส้มเป็นเชอร์รี่นำเข้า และเพิ่มสัดส่วนเนื้อวากิว ส่งผลให้ในเวลา 6 สัปดาห์ ลูกค้ารายนี้ได้รับส่วนลดรวม 47,000 บาท จากยอดใช้จ่ายกว่า 300,000 บาท

 

นอกจากสินค้าพรีเมียม แคมเปญยังกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อกักตุนอย่างก้าวกระโดด โดยเทียบกับยอดขาย 12 สัปดาห์ก่อนหน้า กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเติบโตสูงสุดถึง 328%, สินค้าบรรจุสำเร็จโต 189% และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโต 178% เนื่องจากเป็นสินค้าที่เก็บไว้ใช้ได้นานและลูกค้ารู้สึกว่าได้ราคาคุ้มที่สุด

 

หวังเพิ่ม Return Rate มากขึ้น

 

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของแคมเปญ มาพร้อมการนำข้อผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุง ทั้งการพัฒนาระบบสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจวิธีใช้สติ๊กเกอร์มากขึ้น จนอัตราการนำสติ๊กเกอร์กลับมาใช้ (Return Rate) เพิ่มขึ้นมาที่ 60% และการยกระดับการบริหารซัพพลายเชนเพื่อป้องกันสินค้าพรีเมียมขาดตลาดในช่วงท้ายของแต่ละรอบ

 

“เป้าหมายของเราในอนาคตคือการอยากให้เกิด Return Rate เป็น 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องสื่อสารกับลูกค้าต่อไป” จักรกฤษณ์ ระบุ

 

ฝั่งการจัดการต้นทุน ท็อปส์เพิ่มจำนวนรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) จาก 24 คัน เป็น 44 คัน ทำให้ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ฝั่งช่องทางออนไลน์ มีการพัฒนาระบบ E-Sticker ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาที่ลูกค้าออนไลน์เคยได้รับสติ๊กเกอร์แบบเล่มแล้วใช้งานไม่สะดวก พร้อมกับเริ่มนำ AI เข้ามาช่วยผลิตวิดีโอแคมเปญ

 

ในช่วงโค้งสุดท้าย ท็อปส์ปิดแคมเปญด้วยโปรโมชัน ‘Super Sticker’ ที่เพิ่มส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับสินค้า 60 รายการ จากความร่วมมือของพันธมิตรคู่ค้าที่เห็นผลตอบรับของแคมเปญ โดยท็อปส์ตั้งเป้าให้แคมเปญนี้ช่วยผลักดันยอดขายรวมของท็อปส์ในปี 2569 เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

สิ่งที่แคมเปญนี้สะท้อนออกมาคือบทบาทของการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการมอบอำนาจให้ลูกค้าเลือกส่วนลดเอง ซึ่งช่วยทลายกำแพงในใจให้กล้าทดลองหยิบสินค้าพรีเมียมระดับหลักพันโดยไม่ลังเล และเปลี่ยนการช้อปปิ้งให้กลายเป็นเกมเชิงกลยุทธ์ที่ลูกค้ารู้สึกสนุกไปพร้อมกับได้ความคุ้มค่าที่จับต้องได้

The post เศรษฐกิจฝืดแต่คนยอมหยิบของพรีเมียม อะไรทำให้ ‘สติ๊กเกอร์ลดราคา’ ของ TOPS Fun Fest กระตุ้นการซื้อได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว https://thestandard.co/krungthai-wealth-fx-global-advisory/ Tue, 26 May 2026 03:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1205868 Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับแคมเปญขอ […]

The post Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับแคมเปญของ Krungthai WEALTH ภายใต้คอนเซปต์ “การก้าวออกจากกรอบคิดแบบเดิม สู่ความมั่งคั่งไร้พรหมแดน” เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

ความพิเศษและความยิ่งใหญ่ของการเปิดตัวแนวคิดดังกล่าวยังถือเป็นการปักหลักไมล์ปีที่ 60 ของกรุงไทยในฐานะของการเป็นธนาคารและสถาบันการเงินที่ยืนหยัดเคียงข้างลูกค้ามาโดยตลอด พร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จให้กับลูกค้า

 

ปีนี้ Krungthai WEALTH เน้นหนักการสื่อสารความเก่งทางด้าน Wealth Management พวกเขาพุ่งไปที่ 3 มิติสำคัญ เพื่อมุ่งสร้างความมั่งคั่งให้งอกงาม เติบโต และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ากลุ่ม Wealth ของธนาคารทุกรายสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จวบจนอิสระทางการเงินให้เติบโตได้อย่างไร้ข้อจำกัดและไร้ซึ่งพรหมแดน ประกอบไปด้วย

 

1. Global Advisory : การก้าวออกจากกรอบ สู่ความมั่งคั่งระดับโลกด้วยนวัตกรรมทางการเงินการลงทุนที่เป็นรายแรกในตลาดหลายครั้ง รวมถึง ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทำให้ไม่พลาดทุกจังหวะในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทน และยังมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมสินทรัพย์ได้ครบอย่าง Wealthfolio ทำให้ติดตามความเคลื่อนไหวของพอร์ตได้สะดวกตัดสินใจได้ทันเวลาทุกสถานการณ์ และยังมีทีมนักวิเคราะห์และที่ปรึกษาทางการเงินที่สามารช่วยวางแผนการเงิน การลงทุนเพื่อตอบโจทย์ทุกเป้าหมายที่ต้องการได้

 

2. Global Service : ก้าวออกจากกรอบ สู่ความสำเร็จรุ่นต่อไปผ่านโซลูชันด้านการศึกษาที่ครบทุกมิติทั้งด้านการเงิน การวางแผนการศึกษา ที่พักในต่างแดน และอนาคตหลังเรียนจบ ช่วยคุณในทุกช่วงเวลาตั้งแต่ช่วงเตรียมตัว ช่วงใช้ชีวิตในต่างประเทศ และหลังจบการศึกษา โดยมีการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มแต้มต่อความได้เปรียบในทุกเรื่อง

 

3. Global Lifestyle : ก้าวออกจากกรอบ สู่เอกสิทธิ์ไร้พรมแดนด้วย “เอกสิทธิ์” ด้านการใช้ชีวิต และไลฟ์สไตล์ที่ให้คุณและครอบครัวมีโมเมนต์ของความสุขร่วมกันผ่านสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ และครอบคลุมประเทศปลายทางกว่า 200 แห่งทั่วโลก เพื่อให้ทุกทริปของคุณพิเศษตั้งแต่เริ่มจนจบทริป

 

สำหรับบทความนี้ THE STANDARD WEALTH ขอเริ่มต้นประเดิมให้ข้อมูลที่น่าสนใจของ Krungthai WEALTH ด้วยการเจาะไปที่ Global Advisory เป็นหลัก

 

Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว

 

Global Advisory ของ Krungthai Wealth : ที่ก้าวออกจากกรอบแนวคิดและแนวทางการลงทุนแบบเดิมๆ

 

จุดแข็งความเก่งประการหนึ่ง คือ ศักยภาพในการเติมเต็มความต้องการในการลงทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศ หรือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และ seamless เพื่อไม่ให้พลาดในทุกช่วงโมเมนต์สำคัญ รวมถึงเกิดความคุ้มค่า

 

เริ่มต้นที่ “การลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศ” ซึ่งกรุงไทยสามารถช่วยให้ลูกค้าทำ  Strategic Rebalancing หรือการปรับพอร์ทข้ามทวีปเพื่อความคล่องตัวในการเข้าลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศ ลดความยุ่งยากในการแลกเงินกลับมาเป็นสกุลเงินบาทก่อนไปลงทุนในอีกสกุลเงินทุกครั้ง และไม่ต้องเสียอัตราแลกเปลี่ยนซ้ำซ้อน 2 รอบ

 

ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่พอร์ทมีเงินเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ​ USD ลูกค้าจะสามารถแลกสกุลเงินดังกล่าวไปเป็นปอนด์สเตอร์ลิง GBP ได้โดยตรง เพื่อเข้าลงทุนช้อนซื้อสินทรัพย์ในตลาดฝั่งอังกฤษได้ทันทีผ่านแอปฯ Krungthai Next

 

นอกจากนี้ยังรองรับสูงสุดถึง 3 คู่สกลุลเงินในการแลกไป-กลับ ได้แก่

  • USD (ดอลลาร์สหรัฐฯ​) <> EUR (ยูโร)
  • USD (ดอลลาร์สหรัฐฯ​) <> GBP (ปอนด์สเตอร์ลิง)
  • USD (ดอลลาร์สหรัฐฯ​) <> JPY (เยน)

 

ประโยชน์ที่ลูกค้า Krungthai WEALTH ได้รับแบบเต็ม ๆ คือ ไม่ต้องเสียอัตราแลกเปลี่ยนซ้ำซ้อน จากการต้องแลกกลับเป็นเงินบาท (THB) ก่อน แล้วค่อยแลกไปเป็น GBP, EUR หรือ JPY อีกทอด

 

ทั้งยังสามารถเข้าซื้อสินทรัพย์ได้เร็วขึ้น (T+0) ไม่ต้องรอรอบการโอนเงินหลายวัน เพื่อให้ตอบสนองทันต่อการวางแผนด้านการลงทุนที่ทุกวินาทีล้วนมีค่าและต้องอาศัยจังหวะการมูฟที่รวดเร็ว ไร้ซึ่งแรงเสียดทาน

 

และเพราะสามารถสวิทช์แลกหน่วยเงินเพื่อการลงทุนได้อย่างรวดเร็วโดยตรงระหว่างสกุลเงินนั้น ความเก่งในจุดนี้ของ Krungthai WEALTH จึงสามารถประยุกต์ไปสู่การใช้งานเพื่อจับจ่ายยามเดินทางไปท่องเที่ยว หรือทำงานยังจุดหมายปลายทางที่ทั้ง 4 สกุลเงินดังกล่าวสามารถใช้จ่ายได้อีกด้วย (USD, EUR, GBP และ JPY)

 

โดยสามารถนำเงินในพอร์ท Global Savings ไปแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ต้องการได้ทันทีผ่านแอปฯ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน และใช้ชำระหรือทำธุรกรรมได้ทันทีที่ต้องการ

 

เรียกได้ว่า นี่คือการออกแบบความสะดวกที่ Krungthai WEALTH คิดไว้แล้วเพื่อตอบทุกอินไซท์ที่เหล่าลูกค้ากลุ่ม Wealth รวมถึงเหล่านักลงทุนมีได้อย่างแท้จริง

 

ศึกษาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/link/thestandardwealth-wealth หรือสนใจเป็นลูกค้า Krungthai WEALTH สมัครได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

 

The post Krungthai WEALTH Global Advisory EP.1 เจาะลึกความเก่ง FX Ecosystem โซลูชันการเงินในสกุลเงินหลักของโลก บทบาทสำคัญต่อการบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจ และการวางแผนอนาคตครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น https://thestandard.co/t-beauty-market-eveandboy-growth/ Mon, 25 May 2026 11:36:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1210750 ภาพปกบทความ T-Beauty พลิกเกมตลาดความงาม โดยมีรูป หิรัญ ตันมิตร ผู้บริหารอีฟแอนด์บอย

ถึงวันนี้ตลาดความงามไทยยังเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ท่ามกล […]

The post T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ T-Beauty พลิกเกมตลาดความงาม โดยมีรูป หิรัญ ตันมิตร ผู้บริหารอีฟแอนด์บอย

ถึงวันนี้ตลาดความงามไทยยังเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ โหมโปรดักต์ใหม่เข้าสู่ตลาด และยังเริ่มเห็นแบรนด์จีนเข้ามารุกตลาดเพิ่มขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ที่รายงานว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-7% โดยเฉพาะปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดทะยานขึ้นแตะ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ ‘T-Beauty’ หรือแบรนด์ของคนไทยที่เริ่มได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่

 

การเติบโตของ T-Beauty สะท้อนให้เห็นชัดจากงาน ‘EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2025’ ที่อีฟแอนด์บอยจัดขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นงานที่ให้รางวัลแบรนด์ความงามที่ทำยอดขายสูงสุด โดยปีนี้กลุ่มแบรนด์ที่สร้างยอดขายได้ดี มี 6 หมวดหมู่ ได้แก่ สกินแคร์, เมคอัพ, น้ำหอม, อุปกรณ์ตกแต่งทรงผม, กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรักษาสุขอนามัย, และ Supplement โดยกลุ่มที่ยังโตสุดคือ สกินแคร์

 

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละปีจะเริ่มเห็นแบรนด์ไทยได้รับรางวัลจากการทำยอดขายสูงสุดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันลูกค้าในตลาดความงามและเครื่องสำอางเริ่มให้ความสำคัญกับแบรนด์ไทยไม่ต่างจากแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งถ้าเทียบกับอดีตแบรนด์ไทยจะได้รับรางวัลน้อยมาก เพราะไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่ากับแบรนด์เกาหลีหรือญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกันก็มีแบรนด์ไทยราว 14 แบรนด์ ที่สามารถรักษาฐานผู้บริโภคจนได้รับรางวัลต่อเนื่องนาน 5 ปี โดยเฉพาะกลุ่มน้ำหอมและสกินแคร์ และนอกจากความสำเร็จจากยอดขาย จะเริ่มเห็นว่าบางแบรนด์เริ่มต้นจากรายได้หลักล้านบาท แต่วันนี้เริ่มทำรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาทไปแล้ว อาจเป็นเพราะสามารถปรับตัวได้เร็วและมีการพลิกกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่ตลอด จนสามารถเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงและอยากซื้อซ้ำได้

 

“ยอมรับว่าการสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้ในตลาดความงามไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพฤติกรรมลูกค้าเริ่มมีลอยัลตีต่ำมาก และไม่ยึดติดว่าจะใช้ต้องแบรนด์เดิมตลอดไป ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มากขึ้นจะยิ่งรู้ว่าผลิตภัณฑ์แบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานของตนเอง ทำให้ที่ผ่านมาแนวทางการเลือกแบรนด์เข้ามาวางอยู่บนเชลฟ์สินค้า อีฟแอนด์บอยจะเลือกแบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจนและสินค้าต้องมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตด้วย” หิรัญ กล่าว

 

ที่สำคัญในตลาดแทบไม่มีแบรนด์ไหนที่แข่งกันเรื่องราคาเลย แม้หลายๆแบรนด์จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออก ที่ผู้ประกอบการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้นทุนสูงขึ้นทุกอย่างเลย แต่ทุกคนก็พยายามบริหารเรื่องราคาให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

สำหรับแผนงานของอีฟแอนด์บอยในปีนี้ เตรียมขยายสาขาในรูปแบบ Pop-up Store 2 แห่ง ในทำเลสีลมและทรงวาด ซึ่งเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญผลักดัน T-Beauty สู่ผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

นอกจากนี้ยังพัฒนา Experience Store รูปแบบใหม่ ด้วยการเปิดตัว ‘EVEANDBOY Café’ ที่ศูนย์การค้า PLATINUM POP โดยจะมีเมนูเครื่องดื่มเข้ามาเพิ่มความต่างจากสาขาอื่น โดยเบื้องหลังในการเปิดเป็นเพราะมองเห็นโอกาสว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่ช้อปปิ้ง แต่ยังมองหาสถานที่พักผ่อน จึงอยากพัฒนาร้านให้เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งความงามและไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน และเชื่อว่าร้านรูปแบบคาเฟ่จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยต่อยอดให้แบรนด์เดินหน้าสู่ Lifestyle Experience ซึ่งจะสามารถสร้างทราฟฟิกให้ร้านได้เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอีฟแอนด์บอยมีสาขาทั้งหมด 67 แห่ง ในปี 2568 ที่ผ่านมาทำรายได้อยู่ที่ 8,297 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 7,037 ล้าน ซึ่งถือว่าตรงตามเป้าที่วางไว้ โดยปัจจุบันสินค้าภายในร้านมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศในสัดส่วนเท่าๆ กัน และเป้าหมายในปีนี้ตั้งใจทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตจะมาจากกลยุทธ์ข้างต้น รวมถึงการเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าไปในหัวเมืองใหญ่ที่ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อสูง

 

The post T-Beauty พลิกเกมในตลาดความงาม จากเคยตามหลังเกาหลี-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-registration-rights/ Mon, 25 May 2026 09:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1210678 ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความรอเช็กสิทธิ 3 วัน

ปลัดคลังยืนยัน ผู้ลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย Plus 60/ […]

The post ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมข้อความรอเช็กสิทธิ 3 วัน

ปลัดคลังยืนยัน ผู้ลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย Plus 60/40’ ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ไม่เสียสิทธิแน่นอน หากผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ เนื่องจากระบบนับรวมอยู่ในยอดลงทะเบียนแล้ว มั่นใจ 30 ล้านสิทธิเพียงพอ หลังเปิดลงทะเบียนวันแรกยอดพุ่ง 23.2 ล้านคน

 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ตอบปมข้อกังวลการเข้าร่วม โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ โดยยืนยันว่าประชาชนที่ลงทะเบียนใหม่และอยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบสิทธิประมาณ 3 วัน จะไม่เสียสิทธิในการเข้าร่วมโครงการอย่างแน่นอน หากตรวจสอบแล้วมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

 

เนื่องจากตัวเลขผู้ลงทะเบียนล่าสุด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23.2 ล้านคน ได้รวมกลุ่มผู้ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบสิทธิเข้าไปในระบบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แม้จำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิจะเต็มในระหว่างรอผลตรวจสอบ ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จไว้ก่อนก็ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม หากผ่านคุณสมบัติ

 

ทั้งนี้ หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ สิทธิดังกล่าวจึงจะถูกนำกลับมาเปิดให้ประชาชนรายอื่นเข้ามาลงทะเบียนเพิ่มเติมต่อไป

 

สำหรับบรรยากาศการเปิดลงทะเบียนวันแรก ประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยในช่วง 30 นาทีแรก มียอดลงทะเบียนทะลุ 10 ล้านคน อย่างไรก็ดี ระบบยังสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังมีการเพิ่มขีดความสามารถของระบบ (Scale up) ให้รองรับธุรกรรมได้สูงสุดถึง 700,000 รายการต่อวินาที

 

ลวรณยังแสดงความมั่นใจว่า จำนวน 30 ล้านสิทธิจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปมีประมาณ 53 ล้านคน และมีผู้ที่อยู่ในฐานข้อมูลโครงการภาครัฐรวมกว่า 43 ล้านคน เมื่อพิจารณาโครงการลักษณะเดียวกันในอดีต เช่น โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งเคยเปิดลงทะเบียนแบบปลายเปิดไว้ แต่มีผู้ใช้สิทธิสูงสุดประมาณ 28 ล้านคนเท่านั้น

 

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไม่ได้ให้สิทธิอัตโนมัติ แต่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมเองนั้น ลวรณระบุว่า เป็นไปตามข้อกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนต้องกดยืนยันและยอมรับเงื่อนไข (Consent) ด้วยตนเองก่อนเข้าร่วมโครงการ

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าเดิมในระบบ ซึ่งมีอยู่ราว 1 ล้านราย ให้เข้ามากดยืนยันสิทธิการเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถติดต่อสาขาของ ธนาคารกรุงไทย เพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการได้

 

ลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า ในรอบนี้ แอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ จะเริ่มนำเทคโนโลยี AI หรือ ‘นกกระซิบ’ มาใช้ เพื่อช่วยร้านค้าในการค้นหาข้อมูล บริหารต้นทุน และจัดทำบัญชีอย่างง่าย ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้ารายย่อยที่ไม่เคยมีข้อมูลทางการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากธนาคารของรัฐได้ง่ายขึ้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมองว่า โครงการไทยช่วยไทย Plus (60/40) จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

The post ปลัดคลังย้ำลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ แล้วรอตรวจสอบสิทธิ 3 วัน ได้สิทธิแน่นอนหากผ่านเกณฑ์ เผยระบบนับโควตาแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น https://thestandard.co/tfex-gold-futures-mini-asean-retail/ Mon, 25 May 2026 09:07:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1210674 ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 […]

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงทองคำแท่งและกราฟการซื้อขาย พร้อมข้อความ 'คนไทยเทรด Gold Futures สูงสุดในอาเซียน TFEX เปิด Mini Gold ลดหลักประกันลง 10 เท่า'

TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Online Futures โต 19% ทะลุ 5.2 หมื่นสัญญาต่อวัน สูงสุดในตลาดอาเซียน ล่าสุด เปิดการซื้อขาย Mini Gold Online Futures ลดมูลค่าหลักประกันลง 10 เท่า มาเหลือ 1.5 หมื่นบาทต่อสัญญา

 

จากข้อมูลรายงานการซื้อขายรายเดือนของ TFEX พบว่า ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในตลาด TFEX ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 52,937 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 19% จากค่าเฉลี่ยเมื่อปี 2568 และเพิ่มขึ้น 37% จากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TFEX กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นทำให้การซื้อขาย Gold Online Futures ของไทย เป็นอันดับ 1 ในตลาดอาเซียน

 

ทั้งนี้ TFEX เปิดให้ซื้อขาย Gold Online Futures ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีแรกมีการซื้อขายเฉลี่ย 2,759 สัญญา ขยับขึ้นไปถึง 6 หมื่นสัญญา ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ในปัจจุบันทำให้หลักประกันในการซื้อขาย Gold Online Futures เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 แสนบาทต่อสัญญา

 

ตรีวิทย์กล่าวต่อว่า แม้ปริมาณการซื้อขาย Gold Online Futures จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากราคาทองคำโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าของสัญญาและมูลค่าของหลักประกันเพิ่มขึ้นตาม จนนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงผลิตภัณฑ์นี้ได้ยากขึ้น

 

“Mini Gold Online Futures จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ โดย 1 สัญญา จะเท่ากับ 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำไทย โดยที่หลักประกันลดลง 10 เท่า” ตรีวิทย์กล่าว

 

ณ วันที่ 25 พฤษภาคม มูลค่าหลักประกันของ Mini Gold Online Futures อยู่ที่ 15,050 บาทต่อสัญญา

 

ภาพ: e-crow/ Shutterstock

The post TFEX เผยโวลุ่มเทรด Gold Futures 4 เดือนแรก โต 19% จากค่าเฉลี่ยปี 68 สูงสุดในตลาดอาเซียน พร้อมเปิดเทรด Mini Gold Futures ลดหลักประกันลง 10 เท่า ให้รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>