Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Jul 2026 11:52:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก https://thestandard.co/bearhouse-bubble-tea-growth-lessons/ Tue, 28 Jul 2026 11:52:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1235971 ซาร์ตและกานต์ ผู้ก่อตั้ง BEARHOUSE กับเครื่องดื่มชานมไข่มุกโมจิ

ช่อง Bearhug บนยูทูบมีผู้ติดตาม 3.84 ล้านคน แต่คลิปล่าส […]

The post จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาร์ตและกานต์ ผู้ก่อตั้ง BEARHOUSE กับเครื่องดื่มชานมไข่มุกโมจิ

ช่อง Bearhug บนยูทูบมีผู้ติดตาม 3.84 ล้านคน แต่คลิปล่าสุดถูกอัปโหลดไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ทว่าเจ้าของช่องทั้งสองคนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายสนามมาอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านชานมชื่อ BEARHOUSE ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท จากปีแรกที่ทำได้ 15 ล้านบาท

 

กว่าจะมาถึงตัวเลขนี้ BEARHOUSE ผ่านทั้งดีลแฟรนไชส์ที่ไม่ได้ไปต่อ ช่วงขาดทุนหนักจนต้องรื้อระบบหน้าร้านใหม่ทั้งหมด และช่วงเวลาราว 5 ปีที่เกือบลืมไปว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร ก่อนกลับมาโฟกัสจนกลายเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ในวันนี้ และต่อยอดเป็นเมนูล่าสุดอย่าง ‘ซิลเวอร์มูนโมจิ’ ที่ตั้งเป้าขาย 1 ล้านแก้วภายในสิ้นปี

 

ดีลที่ไต้หวันซึ่งไม่ได้ไปต่อ กับไข่มุกที่มาจากคำถามว่าชอบทานอะไร

 

จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปกว่า 7 ปีก่อน ตอนที่ ซาร์ต-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท 21ซันแพสชั่น จำกัด ยังเป็นยูทูบเบอร์ และค้นพบว่าตัวเองหลงใหลชาไข่มุกมากพอจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง โดยเลือกสาขาแรกที่สยามสแควร์

 

ก่อนหน้าที่จะลงมือทำเอง ทั้งคู่เคยบินไปไต้หวันเพื่อเจรจาขอซื้อแฟรนไชส์แบรนด์ชา แต่การเจรจาไม่สำเร็จเพราะเงินทุนไม่พอ ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นอยู่ที่ราว 10 ล้านบาท และยังต้องกันเงินสำรองอีกราว 10 ล้านบาทเผื่อค่าปรับหากขยายสาขาไม่ได้ตามเป้าที่เจ้าของแบรนด์กำหนด รวมแล้วต้องเตรียมเงินเกือบ 20 ล้านบาท ทั้งคู่จึงเก็บความผิดหวังกลับมาพร้อมข้อสรุปว่า ถ้าต้องใช้เงินก้อนนี้อยู่แล้ว ก็เอามาสร้างแบรนด์ของคนไทยเองดีกว่า

 

สิ่งที่ปัทมพรหลงใหลมากกว่าตัวชาคือ ‘ไข่มุก’ การพัฒนาสูตรไข่มุกด้วยตัวเองจึงเป็นโจทย์แรก แต่ทดลองหลายครั้งก็ยังไม่ผ่าน จนกานต์-อรรถกร รัตนารมย์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ย้อนถามกลับว่าปัทมพรชอบทานอะไรกันแน่

 

คำตอบคือของหนึบ ซึ่งมาจากการเติบโตในครอบครัวคนจีนที่คุ้นเคยกับขนมเข่งและขนมเทียน ก่อนขยับมาเป็นไดฟูกุและวาราบิโมจิเมื่อโตขึ้น คำตอบสั้นๆ นั้นกลายเป็น ‘ไข่มุกโมจิ’ ที่ทำให้ BEARHOUSE เป็นเจ้าแรกในไทย และโลโก้รูปหมีก็ถอดแบบมาจากเม็ดไข่มุกโมจิสีขาวที่มีรอยแตก

 

ความจริงจังกับไข่มุกเห็นได้ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน เมื่อสูตรยังไม่เข้าที่ ทั้งคู่ยอมเลื่อนเปิดร้านออกไป 3 เดือนทั้งที่ต้องแบกค่าเช่าพื้นที่สยามสแควร์ พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ใช้สารกันบูดหรือวัตถุกันเสียใดๆ เพื่อให้ได้ไข่มุกที่กล้าให้หลานวัย 5 ขวบทานได้ทุกวัน

 

บทเรียนจากช่วงขาดทุน และวันที่ยุติบทบาทยูทูบเบอร์

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอด 7 ปีของการเป็นนักธุรกิจเต็มตัว อรรถกรตอบว่าการมีชื่อเสียงช่วยดึงดูดความสนใจได้ในระดับหนึ่ง แต่พาไปได้ไม่ตลอด

 

“ธุรกิจมีช่วงเวลาที่ขึ้นและลง เราต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่พึ่งพาแค่ชื่อเสียงในวันแรกแล้วจะอยู่รอดตลอดไป ชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรกแล้วก็จบไป” อรรถกรกล่าว

 

ช่วงที่ยากที่สุดคือตอนขาดทุนหนัก ทางออกที่อรรถกรเลือกคือกลับไปหาข้อมูล เรื่องไหนไม่เคยศึกษาก็ต้องศึกษา แล้วทยอยแก้ทีละจุดเหมือนการทำแพตช์อัปเดตให้ร้านเป็นเวอร์ชัน 3.1 และ 3.2 ไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นรื้อระบบหน้าร้านและเมนูใหม่ทั้งหมด ซึ่งดึงลูกค้ากลับเข้ามาได้จริง

 

ความจริงจังนั้นนำไปสู่การตัดสินใจยุติบทบาทยูทูบเบอร์ในช่วงที่ BEARHOUSE เปิดสาขาที่ 14 เพื่อลงมาบริหารและคุมคุณภาพเต็มเวลา ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมากลายเป็นสิ่งที่ทั้งคู่ภูมิใจที่สุด

 

“สมัยก่อนคนทั่วไปมักจะเรียกร้านเราว่าร้านชานมแบร์ฮัก ซึ่งเป็นชื่อช่องยูทูบ แต่ปัจจุบันเวลาไปที่ไหน คนจะจดจำและเรียกเราว่าเจ้าของแบรนด์แบร์เฮ้าส์ นี่คือสิ่งที่เราภาคภูมิใจ” ปัทมพรระบุ

 

อีกบทเรียนที่ปัทมพรให้น้ำหนักมากคือทีมงาน โดยยอมรับตรงไปตรงมาว่าการมาจากสายยูทูบเบอร์และไม่มีประสบการณ์ร้านอาหารคือจุดอ่อน ทางแก้จึงเป็นการดึงทีมที่มีประสบการณ์ตรงด้านร้านอาหารเข้ามาอุดช่องโหว่ทั้งหมด

 

เรื่องกระแสเงินสดก็ผ่านบทเรียนราคาแพงมาแล้วเช่นกัน จากประสบการณ์ของซันซุ อีกแบรนด์ในเครือที่เคยอยู่ในภาวะติดลบ ทำให้ต้องกลับมาวางระบบหลังบ้านใหม่และดึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินเข้ามาดูแล ทุกวันนี้การเปิดสาขาใหม่จึงต้องผ่านการประเมินทางการเงินก่อนเสมอ

 

การเลือกทำเลเปลี่ยนไปด้วยเหตุผลเดียวกัน โดย “ในอดีตเราเคยคิดว่ามีเงินก็สามารถเปิดสาขาได้เลย อาศัยแค่ทำเลที่ชอบและมีคนเดินผ่านเยอะก็คิดว่ารอดแน่นอน แต่ปัจจุบันต้องศึกษาละเอียดถึงขั้นส่งทีมงานไปนั่งนับจำนวนคนเดินผ่าน วิเคราะห์ว่าทำเลนั้นสามารถขายได้ทั้งวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์หรือไม่ และครอบคลุมไปถึงช่วงกลางคืนด้วยหรือเปล่า” ปัทมพรอธิบาย

 

5 ปีที่เกือบลืมว่าตัวเองคือใคร

 

มูลค่าตลาดชารวมของไทยอยู่ที่มากกว่า 20,000 ล้านบาท และเฉพาะตลาดชานมไข่มุกราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลของ BEARHOUSE ระบุว่าปี 2569 ภาพรวมตลาดจะเติบโตเฉลี่ย 8-12% เทียบปีก่อน โดยกลุ่ม ‘Premium’ เติบโตสูงสุดที่ 12-15% จากการที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ได้คุณค่า

 

ในสนามที่มีทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ คู่แข่งที่ทยอยเข้ามาไม่ใช่สิ่งที่อรรถกรกังวล

 

“การมีคู่แข่งช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโตไปพร้อมๆ กัน ถ้าเราอยู่คนเดียวในตลาดคงเป็นเรื่องน่าเหงา ผมจะกังวลมากกว่าหากตลาดนี้ไม่มีคู่แข่งเลย” อรรถกรกล่าว

 

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือเรื่องที่เกิดขึ้นภายในบ้านตัวเอง เพราะตลอด 5 ปี BEARHOUSE เทการสื่อสารไปที่ชาผลไม้ น้ำมะพร้าว และน้ำองุ่น จนแทบไม่ได้พูดถึงไข่มุกโมจิที่เป็นดีเอ็นเอของตัวเองเลย ผลคือเสียงจากลูกค้ากระจัดกระจาย บางคนแนะนำให้ทานชาผลไม้ บางคนแนะนำน้ำมะพร้าว จนไม่เหลือคำตอบเดียวว่าถ้ามาร้านนี้ควรสั่งอะไร

 

คำถามที่ปัทมพรกลับมาตั้งกับตัวเองคือ ถ้าลูกค้าเดินเข้าร้าน BEARHOUSE ควรจะนึกถึงอะไร คำตอบพากลับมาที่จุดเดิม คือดึงไข่มุกโมจิขึ้นมาเป็นซิกเนเจอร์อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันยอดขายกลุ่มเมนูที่มีไข่มุกโมจิคิดเป็นสัดส่วน 80% ของยอดขายรวมไปแล้ว

 

ความหวานที่ไต่ระดับ สวนทางเทรนด์สุขภาพ

 

ย้อนกลับไปในวันที่กระแสรักสุขภาพมาแรง BEARHOUSE เคยมีเมนูทางเลือกแบบปราศจากน้ำตาลให้ลูกค้าเลือก แต่ทำยอดขายได้เพียง 2% เพราะสำหรับลูกค้าแล้วการดื่มชานมคือการให้รางวัลตัวเอง เมื่อตัดสินใจทานแล้วจึงต้องทานให้สุด เมนูที่แทบไม่มีคนสั่งกลับสร้าง Food Waste หน้าร้านค่อนข้างมากและกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า BEARHOUSE จึงยกเลิกไปเมื่อราว 3-4 ปีก่อน

 

ข้อมูลล่าสุดยิ่งยืนยันทิศทางเดียวกัน โดยอรรถกรระบุว่าเทรนด์รักสุขภาพแทบใช้ไม่ได้กับลูกค้าภาคใต้ ซึ่งค่าเฉลี่ยความหวานที่สั่งเกินระดับ 100% และบางรายสั่งเพิ่มไซรัปเป็นสองเท่า

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือตัวเลขในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด ค่าเฉลี่ยความหวานของลูกค้าในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศกำลังไต่ระดับขึ้นเช่นกัน จากระดับเฉลี่ย 50% ขยับเป็น 52, 53 และ 54 ต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอรรถกรตีความว่าสะท้อนความเครียดของผู้คนที่ต้องการของหวานเป็นรางวัลเล็กๆ ในแต่ละวัน

 

ตัวเลขชุดเดียวกันยังบอกว่ากลุ่มลูกค้าวัยทำงานระดับสูงเพิ่มขึ้น 10-15% เพราะต้องการ ‘Reward Drink’ ระหว่างวัน และเริ่มปฏิบัติกับชานมในฐานะ ‘Affordable Luxury’ รวมถึงเป็นเครื่องดื่มระหว่างการประชุม ขณะที่กลุ่ม Gen Z และ Millennials ยังนิยมปรับแต่งเมนูตามใจทั้งระดับความหวานและท็อปปิ้ง โดยความถี่การดื่มโดยรวมอยู่ที่ 3-5 วันต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 2 แก้วในช่วงเช้าและบ่าย

 

อีกความสำเร็จที่ BEARHOUSE ทำได้คือฐานสมาชิก โดยข้อมูลจากพาร์ตเนอร์ระบบจัดการร้านอาหารระบุว่าที่นี่คือร้านเครื่องดื่มที่มีฐานสมาชิกมากที่สุดในระบบ อยู่ที่ราว 500,000 ราย ซึ่งอรรถกรอธิบายว่าเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่ลูกค้าตัดสินใจสมัครสมาชิกได้ง่าย เพราะมีพฤติกรรมอยากสะสมแต้มอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อ BEARHOUSE ออกแบบให้เป็นเครื่องดื่มที่ทานได้ทุกวันและมีโปรโมชันบ่อยครั้ง จึงยิ่งดึงดูดให้คนสมัคร

 

กลยุทธ์ CRM ใช้คือออกแบบให้เก็บแต้มและแลกของรางวัลได้ง่ายที่สุด ทานเพียงไม่กี่แก้วก็แลกเครื่องดื่มฟรีได้ โดยพนักงานหน้าร้านจะสื่อสารจุดนี้เสมอ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปกับการกรอกข้อมูลสมัคร ปัจจุบันสัดส่วนช่องทางขายมาจากเดลิเวอรี 40% และหน้าร้าน 60% โดยฐานลูกค้า 90% เป็นคนไทย และมียอดใช้จ่ายต่อบิลเบื้องต้นราว 150-160 บาท ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสาขา

 

ซิลเวอร์มูนโมจิ กับเป้า 800 ล้านบาท

 

การกลับมาโฟกัสไข่มุกโมจิลงเอยที่ผลิตภัณฑ์ล่าสุดอย่าง ‘ซิลเวอร์มูนโมจิ’ ซึ่งต่อยอดจาก ‘มูนโมจิ’ ที่เปิดตัวเมื่อปีก่อนและได้รับการตอบรับดี ชื่อมูนโมจิมาจากแรงบันดาลใจของพิธีไหว้พระจันทร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้โมจิ พร้อมเรื่องเล่าถึงกระต่ายที่ตำโมจิอยู่บนดวงจันทร์

 

เวอร์ชันใหม่เกิดจากเสียงตอบรับของปีก่อนที่ลูกค้าบางส่วนสะท้อนว่าโมจิดูดยาก และเหมาะกับคนที่คุ้นเคยกับการทานไข่มุกอยู่แล้ว รอบนี้จึงปรับสูตรให้ดูดง่ายขึ้นเพื่อรองรับคนที่เพิ่งเคยกิน โดยยังคงกลยุทธ์ ‘ข้าวไทย’ ที่เลือกใช้ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงูจากภาคเหนือ ซึ่งจากการทดสอบวัตถุดิบหลายรูปแบบพบว่าตอบโจทย์ที่สุด เพราะให้เนื้อสัมผัสที่ดูดง่ายและคงความหนึบแม้แช่ในน้ำเป็นชั่วโมงโดยไม่เละ

 

ชาที่นำมาจับคู่คือชาผูเอ๋อร์ที่ผ่านการหมักและเก็บอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงราคาเกือบกิโลกรัมละ 3,000 บาท เทียบเท่าราคามัทฉะ และเป็นที่มาของคำว่าซิลเวอร์ในชื่อเมนู

 

เมนูนี้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ราคา 129 บาทต่อแก้ว โดยเสิร์ฟเฉพาะหลัง 14.00 น. เป็นต้นไป เหตุผลหลักมาจากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและทำสดใหม่ทุกวัน ขณะเดียวกันช่วงเวลาดังกล่าวยังตรงกับกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการช่วงพักจากความเหนื่อยล้าพอดี

 

เป้าหมายของซิลเวอร์มูนโมจิอยู่ที่ 1 ล้านแก้วภายในสิ้นปี และหากรวมทั้งซีรีส์มูนโมจิจะอยู่ที่ 2 ล้านแก้ว หรือเฉลี่ยวันละราว 2,000 แก้ว คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของเป้าหมายรายได้รวม 800 ล้านบาท

 

สำหรับแผนขยายสาขา ปัจจุบัน BEARHOUSE มี 79 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 60% และต่างจังหวัด 40% โดยช่วงหลังขยายเร็วในภาคใต้ทั้งหาดใหญ่และยะลาซึ่งได้รับการตอบรับดี ใช้งบลงทุนราว 4-5 ล้านบาทต่อสาขา บนพื้นที่เฉลี่ย 50 ตารางเมตร และตั้งเป้าครบ 90 สาขาภายในสิ้นปีนี้ ปัจจุบันมีพนักงานรวม 580 คน แบ่งเป็นสำนักงาน 200 คน และสาขาเกือบ 400 คน

 

ก้าวถัดไปที่อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เป้าหมายใหญ่ที่สุดของอรรถกรอยู่ที่การขายแฟรนไชส์เพื่อพา BEARHOUSE ออกไปทั่วโลก การวางระบบมาตรฐานให้พร้อมเสมือนเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เพราะการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวไปเรื่อยๆ จะควบคุมมาตรฐานคุณภาพไม่ได้

The post จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว https://thestandard.co/negative-marketing-brands-success-fail/ Tue, 28 Jul 2026 06:27:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1235896 ภาพประกอบคอลลาจปากคน พร้อมข้อความ 'ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขการตลาดสไตล์ Negative ทำไมบางแบรนด์ดัง แต่บางแบรนด์เจ็บตัว'

ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพ […]

The post ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคอลลาจปากคน พร้อมข้อความ 'ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขการตลาดสไตล์ Negative ทำไมบางแบรนด์ดัง แต่บางแบรนด์เจ็บตัว'

ในวงการตลาดมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมานานว่า ไม่ว่าจะถูกพูดถึงในแง่ดีหรือแง่ร้าย ขอแค่มีคนพูดถึงแบรนด์ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไปแล้ว แต่คำถามที่นักการตลาดถามกันมาตลอดคือ การถูกด่า ถูกวิจารณ์ หรือถูกทัวร์ลง ช่วยให้แบรนด์ดังและขายดีขึ้นจริงหรือไม่ และถ้าจริง มันได้ผลในเงื่อนไขแบบไหน

 

 

 

คำตอบจากงานวิจัยหลายชิ้นตรงกันในจุดหนึ่ง คือการตลาดสไตล์ Negative ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกแบรนด์ทุกสถานการณ์ บางกรณีเรียกยอดขายและการรับรู้ได้มหาศาล อย่างแคมเปญของ Nike ที่จุดกระแสเดือดจนมีคนเรียกร้องให้บอยคอต แต่กลับสร้างรายได้หลักหลายพันล้านดอลลาร์

 

ขณะที่บางแบรนด์เล่นเกมเดียวกันแล้วจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญออกภายในไม่กี่ชั่วโมง เส้นแบ่งระหว่างสองผลลัพธ์นี้คือสิ่งที่งานวิจัยพยายามอธิบาย

 

‘ข่าวลบ’ ขายของได้จริง

 

หลักฐานวิชาการที่ตรงประเด็นที่สุดมาจากงานของ Jonah Berger, Alan Sorensen และ Scott Rasmussen ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marketing Science เมื่อปี 2010 ในชื่อ ‘Positive Effects of Negative Publicity’ ทีมวิจัยตั้งคำถามตรงๆ ว่าข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ และเมื่อไร ทั้งที่งานวิจัยก่อนหน้าส่วนใหญ่พบแต่ผลเสียของข่าวลบ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวแย่หรือการบอกต่อในทางไม่ดี ที่ล้วนฉุดการประเมินสินค้าและยอดขายให้ต่ำลง

 

ข้อค้นพบสำคัญคือ ‘ข่าวลบ’ เพิ่มโอกาสการซื้อและยอดขายได้ผ่านการเพิ่มการรับรู้ต่อสินค้า พูดง่ายๆ คือคนจะซื้อของได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าของนั้นมีอยู่ก่อน และข่าวลบก็ทำหน้าที่ปลุกการรับรู้นั้น ผลจึงต่างกันชัดเจนระหว่างแบรนด์ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วกับแบรนด์ที่คนยังไม่รู้จัก

 

กลไกนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า ยิ่งสินค้าถูกทำให้ปรากฏต่อสายตาบ่อยเท่าไร ก็ยิ่งถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาตอนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าการปรากฏนั้นจะมาจากโฆษณา การบอกต่อ หรือแม้แต่ดราม่า

 

ตัวอย่างที่ทีมวิจัยใช้คือ รีวิวหนังสือเชิงลบใน The New York Times ทำให้ยอดขายหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงลดลง แต่กลับดันยอดขายหนังสือของนักเขียนที่คนยังไม่ค่อยรู้จักให้สูงขึ้น เพราะสำหรับกลุ่มหลัง การถูกพูดถึงในแง่ลบยังดีกว่าการไม่ถูกพูดถึงเลย

 

นอกจากนี้ Berger และทีมยังชี้ว่าระยะเวลาห่างระหว่างการรับรู้ข่าวกับจังหวะที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจริงก็มีผลต่อเรื่องนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนมักจำได้ว่าเคยได้ยินชื่อสินค้านั้น แต่เลือนรางว่าได้ยินมาในแง่ดีหรือแง่ร้าย

 

ทำไม ‘สมองมนุษย์’ ถึงจดจ่อกับเรื่องลบ

 

เบื้องหลังปรากฏการณ์ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ คือกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Negativity Bias งานสำรวจคลาสสิกของ Roy Baumeister และคณะ ในชื่อ ‘Bad Is Stronger Than Good’ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Review of General Psychology ปี 2001 รวบรวมหลักฐานจากแทบทุกสาขาของจิตวิทยาแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่า ข้อมูลด้านลบมีผลต่อความสนใจ, ความจำ, อารมณ์ และการตัดสินใจ มากกว่าข้อมูลด้านบวกที่รุนแรงพอกัน คำวิจารณ์กระทบใจคนมากกว่าคำชม และความประทับใจแย่ก็ก่อตัวเร็วกว่าและลบออกยากกว่า

 

ผลของกลไกนี้สามารถวัดได้ โดยนักวิจัยรายหนึ่งเคยทดลองเขียนบทความสองชิ้นความยาวเท่ากันแล้วโพสต์พร้อมกัน ชิ้นหนึ่งพูดถึงอนาคตที่สดใส อีกชิ้นพูดถึงอนาคตที่มืดมน ผลปรากฏว่าชิ้นที่พูดถึงเรื่องมืดมนมีคนอ่านมากกว่าถึง 7 เท่า สะท้อนว่าคนเลือกเปิดอ่านเรื่องลบก่อนเรื่องบวกโดยแทบไม่รู้ตัว

 

พอย้ายมาอยู่บนโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ยิ่งถูกขยาย งานวิจัยของ William Brady และคณะ ในวารสาร PNAS ปี 2017 วิเคราะห์ข้อความบนโซเชียลกว่า 5 แสนข้อความ แล้วพบว่ายิ่งข้อความมีคำที่สื่ออารมณ์เชิงศีลธรรมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งต่อมากขึ้นเท่านั้น โดยทุกคำที่เพิ่มเข้าไปหนึ่งคำ ดันอัตราการส่งต่อขึ้นราว 20%

 

ทีมวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Moral Contagion หรือการแพร่ระบาดทางศีลธรรม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ เนื้อหาลักษณะนี้แพร่ได้แรงภายในกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่ข้ามไปยังกลุ่มที่คิดต่างได้น้อย

 

งานวิจัยรุ่นถัดมายังพบว่า ภาษาที่โจมตีหรือลดทอนกลุ่มตรงข้าม คือสัญญาณที่บอกได้แม่นที่สุดว่าโพสต์ไหนจะมีคนกดไลก์และแชร์มาก เหนือกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดที่ทีมวิจัยวัด ข้อค้นพบนี้เป็นดาบสองคมสำหรับแบรนด์ เพราะมันหมายความว่าเนื้อหาที่จุดอารมณ์และแบ่งฝ่ายมักได้ยอดเอนเกจเมนต์สูง แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่จะสร้างศัตรูไปพร้อมกัน

 

เมื่อ ‘ยิ่งด่ายิ่งดัง’ ได้ผล และเมื่อมันพังไม่เป็นท่า

 

ตัวอย่างที่มักถูกยกเป็นความสำเร็จของ Outrage Marketing คือแคมเปญของ Nike ที่ใช้ Colin Kaepernick อดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่เคยประท้วงด้วยการคุกเข่าระหว่างเพลงชาติ เป็นพรีเซนเตอร์เมื่อปี 2018 แคมเปญนี้จุดกระแสไม่พอใจอย่างหนักและมีการเรียกร้องให้บอยคอต

 

แต่รายงานระบุว่าสุดท้าย Nike ทำรายได้จากแคมเปญนี้ราว 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.02 แสนล้านบาท) เพราะลูกค้าเดิมที่มีค่านิยมตรงกับแบรนด์รวมตัวสนับสนุนจนมากกว่าฝ่ายที่ไม่พอใจ

 

บทวิเคราะห์ที่อิงงานวิจัยชี้ว่า ความไม่พอใจสามารถเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ได้จริง หากความไม่พอใจนั้นปลุกให้กลุ่มคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกับแบรนด์ออกมายืนข้างแบรนด์แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะผลักลูกค้าที่เห็นต่างออกไป โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าหลากหลายค่านิยม

 

กรณีของ Gillette ก็คล้ายกัน แม้โฆษณาที่ตั้งคำถามเรื่องความเป็นชายจะเจอกระแสต้านช่วงแรก แต่แบรนด์กลับได้การมีส่วนร่วมและความภักดีระยะยาวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคกลุ่มอายุน้อย

 

อีกด้านหนึ่งของเหรียญคือแบรนด์ที่เล่นเกมนี้แล้วเจ็บตัวจริง กรณี Bud Light ที่ร่วมงานกับ Dylan Mulvaney อินฟลูเอนเซอร์ข้ามเพศเมื่อปี 2023 จุดกระแสบอยคอตจากผู้บริโภคกลุ่มอนุรักษนิยมจนกระทบยอดขายและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนโฆษณาของ Pepsi ที่ใช้ Kendall Jenner เมื่อปี 2017 ถูกวิจารณ์ว่าฉวยประเด็นความยุติธรรมทางสังคมมาใช้แบบฉาบฉวย จนแบรนด์ต้องถอดโฆษณาออกภายใน 24 ชั่วโมง แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว

 

ความต่างระหว่าง Nike กับ Bud Light ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครกล้ากว่ากัน แต่อยู่ที่สองปัจจัยที่งานวิจัยชี้ตรงกัน ปัจจัยแรกคือระดับการรับรู้ต่อแบรนด์ งานของ Berger ชี้ว่ากลไกยิ่งด่ายิ่งดังได้ผลกับแบรนด์หรือสินค้าที่คนยังไม่รู้จักเป็นหลัก เพราะข่าวลบช่วยเพิ่มการรับรู้ที่ยังขาดอยู่ ขณะที่แบรนด์ใหญ่ที่คนรู้จักดีอยู่แล้วมักได้แต่ผลเสีย และผลด้านการรับรู้นี้ก็จางลงตามเวลา

 

ปัจจัยที่สองคือประเภทของการถูกด่า ต้องแยกให้ชัดระหว่างการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์เลือกยืนบนจุดยืนที่บางคนไม่เห็นด้วย กับการถูกวิจารณ์เพราะแบรนด์ทำสิ่งที่ถูกมองว่าละเมิดคุณค่าบางอย่าง กรณีหลังอย่างโฆษณาที่ถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติของ H&M หรือ Gucci มักจบด้วยการขอโทษและถอดแคมเปญ ไม่ใช่ยอดขายที่พุ่งขึ้น

 

อีกประเด็นที่ต้องไม่มองข้ามคือ แม้แต่แนวคิด Negativity Bias ที่เป็นรากฐานของเรื่องนี้ก็ยังถูกตั้งคำถามในแวดวงวิชาการ งานของ Jennifer Corns ในปี 2018 และบทวิเคราะห์รุ่นหลังโต้แย้งว่าแนวคิดนี้มักถูกนำเสนอเกินจริง

 

การที่คนจดจำเรื่องลบได้นานกว่าจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรื่องลบจะส่งผลรุนแรงกว่าในทุกสถานการณ์ สำหรับแบรนด์ที่คิดจะเดิมพันด้วยการตลาดสไตล์ Negative บทเรียนจากงานวิจัยจึงไม่ใช่คำตอบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่คือการประเมินให้ชัดก่อนลงมือว่าแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเงื่อนไขที่กลไกนี้จะทำงานให้ หรืออยู่ในเงื่อนไขที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ยิ่งด่ายิ่งดังจริงไหม? ไขงานวิจัยเบื้องหลังการตลาดสไตล์ Negative ว่าทำไมบางแบรนด์ยิ่งดัง แต่บางแบรนด์ยิ่งเจ็บตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code https://thestandard.co/us-section-301-thailand-tax-impact/ Tue, 28 Jul 2026 05:33:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235854 ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกั […]

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่แข่งกันที่มาตรฐาน’ ชี้โจทย์ใหญ่ของไทยคือการยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความน่าเชื่อถือ มากกว่ารับมือภาษี 12.5% เพียงอย่างเดียว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สรท. เตือน ‘โลกการค้าใหม่ ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา’

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% (จากกรอบ 10-15%) เป็นผลจากการใช้มาตรา 301 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งประเมินว่าประเทศไทยยังมีมาตรการป้องกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและแรงงานเด็กไม่เพียงพอ

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 1

 

ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสียภาษีสูงกว่าอีกหลายประเทศ แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม

 

ธนากร มองว่า แม้ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 18.28% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ผลกระทบจะยังไม่รุนแรงกับสินค้าทุกประเภท เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีรายการสินค้าที่ยกเว้นภาษี

 

ไทยเสียเปรียบคู่แข่งทันที เมื่อมาเลเซียเสียภาษีต่ำกว่า

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สหรัฐฯ สามารถหาซื้อจากประเทศคู่แข่งได้ เช่น สินค้าเกษตรและยางพารา จะได้รับผลกระทบมากกว่า

 

“โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% ขณะที่ไทยถูกเก็บ 12.5% ส่งผลให้ ‘สินค้าไทยเสียเปรียบ’ ด้านราคาในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะสินค้าอาหาร สินค้ายาง ที่ไทยแข่งขันกับมาเลเซียอยู่แล้ว”

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 2

 

ธนากร ระบุอีกว่า ความกังวลคงมี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI ประเด็นที่ไทยควรเร่งแก้ไขไม่ใช่เพียงการใช้แรงงานภายในประเทศ เพราะเชื่อว่าไทยมีมาตรการด้านแรงงานอยู่ในระดับที่ดี

 

“แต่สิ่งที่สหรัฐฯ เล็งเป้าให้ความสำคัญคือระบบตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า มีความเชื่อมโยงกับการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ไทยก็อาจตกเป็นเป้าการตรวจสอบของสหรัฐฯได้”

 

ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ส่งออกอันดับ 1 เอกชนขอเสนอให้รัฐบาลเร่งนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปชี้แจงกับสหรัฐฯ (USTR) ได้อีกครั้ง

 

หากมีข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กก็ควรระบุให้ชัดว่าเกิดในอุตสาหกรรมใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด หากไทยสามารถชี้แจงได้ ปัญหาก็จบ

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเร่งสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตนเอง และนำระบบรับรองจากหน่วยงานอิสระ (Third-party Certification) มาใช้ เพื่อยืนยันว่าการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ปราศจากการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ธนากรเสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ด้านการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันติดตามมาตรการการค้ารายสินค้าและรายตลาด เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการเจรจา รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีรอบใหม่

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เริ่มเก็บอัตราภาษีใหม่แล้ววิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องเผชิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า

 

“การแข่งขันการค้าโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ราคาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่มาตรฐานแรงงาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบภาครัฐต้องเจรจาเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานแรงงานเด็กซึ่งไทยแทบจะไม่มีข้อกังวลนี้”

 

อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็น ต้องยกระดับมาตรฐานควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และข้อความเกี่ยวกับมาตรา 301 และภาษีการค้า 3

 

ทำความรู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธการค้าของสหรัฐฯ ที่ไทยกำลังเผชิญ

 

การที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่ม 12.5% รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขึ้นภาษีธรรมดา แต่เป็นผลจากการใช้ ‘มาตรา 301’ (Section 301) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐฯ

 

มาตรา 301 เป็นบทบัญญัติใน กฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) ที่ให้อำนาจแก่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตรวจสอบประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่ามีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

ความแตกต่างจากกลไกการค้าระหว่างประเทศทั่วไปคือ หากสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศใดมีพฤติกรรมเข้าข่าย ก็สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีนำเข้า จำกัดการค้า หรือมาตรการอื่น โดยไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยจากองค์การการค้าโลก (WTO)

 

มาตรา 301 ใช้สอบสวนอะไรบ้าง

 

กฎหมายฉบับนี้แบ่งการบังคับใช้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก

 

  • Regular Section 301 ใช้ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การจำกัดการนำเข้าสินค้า หรือมาตรการที่สร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ
  • Special 301 เน้นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า โดยสหรัฐฯ จะจัดทำบัญชีประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น Watch List และ Priority Watch List

 

ไทยเคยถูกใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง

 

ที่ผ่านมา ไทยเคยตกเป็นเป้าของมาตรา 301 ในหลายประเด็นสำคัญ

 

  • ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ไทยถูกจัดอยู่ในบัญชี Priority Watch List จากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลง และสิทธิบัตรยา ก่อนจะทยอยปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • การเปิดตลาดบุหรี่ สหรัฐฯ เคยกดดันให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดการนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ จนนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองประเทศ

 

รอบล่าสุด สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทย 3 เรื่อง มีอะไรบ้าง

 

สำหรับการสอบสวนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นภาษี แต่ครอบคลุมถึงข้อกังวลด้านห่วงโซ่อุปทานและมาตรฐานการผลิต โดยเฉพาะ

 

  • การใช้แรงงานบังคับและมาตรฐานแรงงาน
  • การป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า หรือการนำสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงมาส่งออกผ่านไทย
  • ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่อาจทำให้สินค้าไหลเข้าสหรัฐฯ ในปริมาณมาก

 

จากการตรวจสอบของสหรัฐฯ มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

 

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์ยาง

 

อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มงวดมากขึ้น หากพบการหลีกเลี่ยงภาษีหรือการสวมสิทธิ์ ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม

 

ทำไมมาตรา 301 จึงสำคัญ

 

แม้จะเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ แต่ในทางปฏิบัติ มาตรา 301 ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกอย่างกว้างขวาง เพราะเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าได้ฝ่ายเดียว

 

โดยไม่ต้องรอกระบวนการของ WTO ทำให้กฎหมายฉบับนี้กลายเป็น ‘อาวุธทางการค้า’ ที่หลายประเทศจับตา และผู้ส่งออกไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันและมาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกทวีความเข้มข้นมากขึ้น

 

สินค้าไทยกลุ่มไหนได้รับผลกระทบ? เช็ก HS Code ที่ต้องจับตา

 

เอกสารของ USTR ระบุว่า สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยหลักการ ไม่ใช่การประกาศรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษี แต่ใช้หลัก ‘เก็บทุกสินค้า เว้นแต่เป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้น’ ซึ่งระบุไว้ใน Annex I และ Annex II Part A

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกไทยจึงต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าเป็นรายพิกัดว่าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นหรือไม่

 

กลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่ควรตรวจสอบเป็นอันดับแรก

 

  • HS 84-85 : เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน
  • HS 87 : รถยนต์และชิ้นส่วน (ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว ซึ่งไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มรอบนี้)
  • HS 40 : ยางและผลิตภัณฑ์ยาง
  • HS 39 : พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก
  • HS 16, 20 และ 21 : อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป ซอส และเครื่องปรุงรส
  • HS 71 : อัญมณีและเครื่องประดับ
  • HS 94 : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน
  • HS 61-63 : เสื้อผ้า สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

 

สินค้ากลุ่มใดอาจได้รับการยกเว้น

 

สำหรับไทย มีสินค้าบางประเภทที่อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามบัญชี Annex เช่น มะพร้าว กาแฟสำเร็จรูป วัตถุดิบอาหาร และสินค้าเกษตรบางรายการ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ

 

ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับการยกเว้นทั้งกลุ่ม ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ HS Code ของสินค้าแต่ละรายการอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% หรือเข้าข้อยกเว้นตามที่ USTR กำหนด

 

ภาพ: IAB Studio, Shutterstock AI/ Shutterstock

อ้างอิง:

  • USTR
  • กระทรวงพาณิชย์

The post รู้จัก ‘มาตรา 301’ ทำไมผลกระทบต่อไทยอาจมากกว่าภาษี 12.5% เปิดรายชื่อสินค้าเสี่ยง เช็กพิกัด HS Code appeared first on THE STANDARD.

]]>
อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า https://thestandard.co/ajinomoto-thais-compare-prices-costs/ Mon, 27 Jul 2026 09:43:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235639 ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที […]

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย

อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมราว 34,000 ล้านบาท มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยสินค้าเรือธงยังเป็นเครื่องปรุงรสกลุ่มรสดีที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 90% ตามด้วยผงชูรสที่ถือส่วนแบ่งตลาดราว 80% และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เบอร์ดี้มีส่วนแบ่งตลาดราว 50% สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆของบริษัทยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ภาพรวมบริษัทในครึ่งปีแรกมีความท้าทายคล้ายๆ กับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นถึง 30–50% ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแป้งมันสำปะหลังซึ่งใช้ในการผลิตผงชูรสก็มีการขึ้นราคาในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

 

เพื่อรับมือกับปัจจัยดังกล่าว บริษัทจึงนำมาตรการลดภาระต้นทุนมาใช้หลายด้าน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตามด้วยการควบคุมการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการด้านการขนส่ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งห่วงโซ่มีความคล่องตัวและคุ้มค่ามากขึ้น

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ซาโตชิเน้นว่า ตลาดประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอายิโนะโมะโต๊ะ แต่ต้องจับตามองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าผู้บริโภคประมาณ 2 ใน 3 คนเริ่มเปรียบเทียบราคาเป็นปัจจัยก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะในตลาดกาแฟที่มีการแข่งขันสูง บริษัทจะเน้นสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์เบอร์ดี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ อาหารแช่แข็ง และอาหารเสริม ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้

 

สำหรับประเด็นราคาสินค้า ซาโตชิยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพและให้สามารถจัดหาสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค

 

อีกหนึ่งแนวทางที่บริษัทให้การสนับสนุนคือการช่วยยกระดับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ ซึ่งเป็นพันธกิจใหม่ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้กับร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ จุดเด่นของโครงการนี้คือช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอนการทำอาหาร และประหยัดเวลา เนื่องจากปัจจุบันเกือบ 50% ของคนไทยบริโภคอาหารพร้อมทานจากร้านอาหารทั้งในรูปแบบการนั่งทาน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี

 

ท้ายที่สุด มร.ซาโตชิย้ำว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ในปี 2569 ให้เป็นตัวเลขหลักเดียว แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยสัดส่วนรายได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ยืนยันว่ากลุ่มสินค้าเครื่องปรุงรสยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือกลุ่มกาแฟ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเติบโตในระยะต่อไป

The post อายิโนะโมะโต๊ะเผยพฤติกรรมคนไทย 2 ใน 3 เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ เป็นเหตุให้ต้องตรึงราคา-คุมเข้มต้นทุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ https://thestandard.co/japan-convenience-store-foreign-worker-visa/ Mon, 27 Jul 2026 09:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1235626 ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคั […]

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านสะดวกซื้อ Lawson ในญี่ปุ่น พร้อมข้อความเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติกลายเป็นกำลังสำคัญของเครือร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นรายใหญ่หลายแบรนด์ เริ่มตั้งแต่ 7‑Eleven, Lawson และ FamilyMart โดยในปี 2025 พนักงานพาร์ตไทม์รวมกันของเครือเหล่านี้มีประมาณ 8 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1.1 แสนคนเป็นแรงงานต่างชาติ

 

ผู้บริหารฝ่ายสรรหาและหัวหน้าฝึกอบรม กล่าวว่า นอกจากจำนวนแรงงานต่างชาติจะเพิ่มขึ้นแล้ว คุณภาพการทำงานก็สูงกว่าที่คาด หลายคนสามารถสื่อสารกับลูกค้าญี่ปุ่นได้สุภาพและรวดเร็ว และสามารถรักษามาตรฐานการบริการของร้านได้ดี

 

แต่อีกด้านหนึ่งงานในร้านสะดวกซื้อมีความหลากหลายและท้าทายมาก พนักงานต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องคอยรับมือเหตุฉุกเฉิน และคอยตอบโต้ลูกค้าที่ไม่พอใจ โดยเฉพาะกะดึกที่มักมีพนักงานคนเดียวในร้าน ทำหน้าที่รับชำระเงิน, เตรียมอาหารสำเร็จรูป, จัดการพัสดุ, ทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยของร้าน พนักงานจึงต้องฝึกทั้งทักษะปฏิบัติและทำความเข้าใจวิธีการทำงานในแบบญี่ปุ่น

 

เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม บริษัทใหญ่ๆ จึงนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนหลายภาษาเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเด่นๆ คือ Lawson ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดระบบฝึกอบรมแบบ VR ซึ่งจำลองสถานการณ์การทำงานกว่า 300 กรณีและรองรับได้ถึง 13 ภาษา ระบบนี้ช่วยให้พนักงานฝึกตอบเหตุการณ์จริงในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการฝึกในร้านจริง และเร่งให้พนักงานคุ้นเคยกับมาตรฐานการบริการ

 

Lawson รายงานว่าพนักงานพาร์ตไทม์ที่มีประมาณ 1.8 แสนคน โดยแรงงานต่างชาติมากกว่า 3.1 หมื่นคน ราว 17% มาจากประเทศในเอเชียใต้ เช่น เนปาล บังกลาเทศ และ ศรีลังกา อีกส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติที่ทำงานไม่เกิน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

และเพื่อส่งเสริมทักษะให้พนักงาน Lawson จึงพัฒนาแอปภายในที่มีพจนานุกรม 9 ภาษา และคู่มือย่อสำหรับการอบรมพื้นฐานที่ใช้เวลาเรียนราว 15 ชั่วโมง คู่มือนี้ใช้แนวคิด ‘yasashii nihongo’ หรือภาษาญี่ปุ่นแบบง่าย เพื่อช่วยให้การสื่อสารในเหตุฉุกเฉินและการบริการสาธารณะชัดเจนขึ้น

 

ขณะที่ FamilyMart ก็มีการมอบรางวัลเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างชาติเพิ่มทักษะด้านภาษาและการบริการ เพราะนอกจากภาษาแล้ว วัฒนธรรมการบริการและมารยาทก็สำคัญ เช่น วิธีต้อนรับลูกค้า, การเตรียมอาหาร, หรือลักษณะการใช้ภาชนะและอุปกรณ์ มักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องฝึกฝนและอธิบายอย่างระมัดระวัง ดังนั้นการสอนเชิงปฏิบัติและการใช้ตัวอย่างจริงจึงสำคัญมาก

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังขอให้รัฐพิจารณารวมแรงงานร้านสะดวกซื้อไว้ในหมวด ‘Special Skilled Workers’ เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานเหล่านี้ทำงานระยะยาวและสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการร้านได้ หากสอบข้อกำหนดและได้รับวีซ่าในหมวดนี้ จะช่วยสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและลดการขาดแคลนแรงงานระยะยาว

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์มองว่า แรงงานต่างชาติจำนวนมากถือว่างานร้านสะดวกซื้อเป็นประตูสู่การทำงานครั้งแรกในญี่ปุ่น หากมีการปรับนโยบายด้านวีซ่าและพัฒนาระบบฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง แรงงานกลุ่มนี้มีศักยภาพจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานของร้านสะดวกซื้อในระยะยาว

 

ภาพ: VTT Studio/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นดันแรงงานต่างชาติเฉียด 1.1 แสนคน ชงรัฐเปิดช่องวีซ่าทักษะเฉพาะทางดันขึ้นชั้นผู้จัดการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย https://thestandard.co/disability-confidence-thai-business-growth/ Mon, 27 Jul 2026 08:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235602 ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของ […]

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของประชากรโลกมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการรับรู้ และร้อยละ 80 ของกลุ่มนี้อยู่ในวัยทำงาน แต่อัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 30 ธนาคารโลกประเมินว่า การกีดกันผู้พิการออกจากตลาดแรงงานอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3-7% ของ GDP ต่อปี จากผลผลิตที่หายไปและรายได้ภาษีที่ลดลง และในกรณีของประเทศไทย หากลดอุปสรรคการจ้างงานผู้พิการได้สำเร็จ มีการประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 17.40-40.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 635,000 ล้านบาทถึง 1.48 ล้านล้านบาท

 

 
 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกรอบการมองประเด็นการจ้างงานผู้พิการและบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ (neurodivergent) ในภาคธุรกิจไทย นอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ยังส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจและการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยตรง

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 1

 

TBDN ขับเคลื่อนแนวคิด Disability Confidence เพื่อโอกาสผู้พิการ 

 

เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย (Thailand Business and Disability Network: TBDN) คือเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ILO Global Business and Disability Network (GBDN) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความพร้อมด้านการยอมรับความแตกต่าง หรือ Disability Confidence ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพทีมงาน การสร้างสรรค์ผู้นำ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน ESG แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการทำตามโควตาจ้างงานตามกฎหมายหรือกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว

 

องค์กรสมาชิก TBDN มีทั้งบริษัทข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะได้เข้าถึงกิจกรรมขับเคลื่อนศักยภาพ เครือข่ายพันธมิตร การรับรองความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือประเมินมาตรฐานที่แปลงกลยุทธ์ระดับสากลให้ใช้ได้จริงในบริบทไทย

 

เครื่องมือหนึ่งที่ TBDN ผลักดันให้สมาชิกนำไปใช้คือ กลุ่มทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร (Employee Resource Groups: ERGs) ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้พนักงานร่วมค้นหาโอกาสปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก นโยบาย และประสบการณ์การทำงาน แทนที่จะวัดผลเพียงตัวเลขจ้างงานตามโควตากฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้แนวคิด Disability Confidence ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างต่อเนื่อง มากกว่าเป็นเพียงโครงการระยะสั้น

 

ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN ระบุว่า “การสร้างความพร้อมเพื่อเปิดรับความหลากหลาย หรือ Disability Confidence ไม่ใช่เรื่องของแผนกทรัพยากรบุคคล หรือเป็นเพียงกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่นี่คือวาระสำคัญในระดับผู้นำองค์กร”

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 2

 ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN

 

ด้าน ดีปา บาราที (Deepa Bharati) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO มองว่าการเปิดรับความหลากหลายในที่ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด” เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและยังรอการเปิดพื้นที่อีกมาก

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 3

 ดีปา บาราที ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO

 

หลักฐานจากภาคธุรกิจ

 

กรอบแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบาย แต่มีตัวเลขรองรับจากสมาชิก TBDN ที่นำไปปฏิบัติจริง IHG Hotels & Resorts Thailand ดำเนินโครงการนำร่องด้านการจ้างงานแบบมีส่วนร่วมในโรงแรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2567 ผลลัพธ์พบว่าพนักงาน 71.5% เข้าใจความหลากหลายทางการรับรู้ลึกซึ้งขึ้น ความกังวลเรื่องต้นทุนปรับสภาพแวดล้อมลดจาก 60% เหลือ 36% และผู้จัดการโรงแรม 90% มั่นใจในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม พร้อมสร้างชั่วโมงการอบรมและโอกาสจ้างงานกว่า 7,000 ชั่วโมง คุณเคท เกอริทส์ (Kate Gerits) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย ของ IHG ระบุว่าสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างคือหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งขององค์กร

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 4

เคท เกอริทส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย

 

ขณะที่ PCS Thailand ในเครือ OCS Group หนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของไทยด้วยพนักงานกว่า 30,000 คน มองว่าการปรับอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงได้ไม่เพียงตอบโจทย์กฎหมาย แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย และยกระดับภาพลักษณ์ ESG ในสายตานักลงทุน คุณวรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทพร้อมออกแบบและปรับบทบาทหน้าที่ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน โดยไม่จำกัดประชากรศาสตร์หรือข้อจำกัดส่วนบุคคล

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 5

วรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย

 

Disability Confidence กรอบคิดสำคัญที่องค์กรเริ่มให้น้ำหนัก

 

เมื่อประกอบตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ภาพที่ปรากฏคือกรอบ Disability Confidence ไม่ใช่ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากร ตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและองค์กรต่างๆ เริ่มให้น้ำหนักในการประเมินศักยภาพการเติบโตระยะยาวขององค์กร

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน https://thestandard.co/deeprom-southern-economy-hatyai-kpor/ Sun, 26 Jul 2026 06:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1235264 อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น […]

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดซัพพลายเชน ดันอุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และค้าชายแดน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน 300,000 ล้านบาท พร้อมเร่งฟื้นหาดใหญ่ครบ 1 ปีหลังน้ำท่วม

 

 
 

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2569 ดีพร้อมจัด กิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) จำนวน 12 รุ่นทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการเชื่อมโยงผลลัพธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ธุรกิจ การจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการติดตามผลด้านรายได้ การลดต้นทุน และการจ้างงาน ต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนเก่ง ธุรกิจแกร่ง พื้นที่เข้มแข็ง

 

ทั้งนี้ ภาคใต้ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงมีทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน จึงเป็นฐานเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

โดยปีนี้ ดีพร้อมจัดกิจกรรม คพอ. ในภาคใต้ 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัด นครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 86 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาค

 

ได้แก่ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล และธุรกิจรังนก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้าง มูลค่าเพิ่มและขยายตลาดในอนาคต

 

ณัฏฐิญา เผยอีกว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ที่มุ่งยกระดับการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ , บริษัท สยายปีกบิน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปมูลค่าสูง และ บริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

 

สะท้อนให้เห็นว่า คพอ. สามารถต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการได้ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อย่างดี

 

ดีพร้อม

ดีพร้อม

 

อธิบดี กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้ มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ก่อนออกแบบกระบวนการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ

 

พร้อมเพิ่มเนื้อหาที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI, Power BI, การตลาดดิจิทัล เทรนด์ธุรกิจโลก ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐานมากขึ้น

 

ชูเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-Rubber City

 

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ Cluster เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันวัตถุดิบ เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค มากกว่าการพัฒนาเฉพาะรายธุรกิจ

 

สำหรับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา และ Rubber City ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตได้

 

ครบ 1 ปีน้ำท่วม เร่งฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่กับดีพร้อม ที่อ.หาดใหญ่ โดยอธิบดี ณัฏฐิญา ระบุถึง ภาพรวมเศรษฐกิจหลังครบรอบ 1 ปีหลังเหตุอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

 

โดยดีพร้อมได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วย ผู้ประกอบการซ่อมฟื้นเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย วางแผนธุรกิจใหม่ และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้สถานประกอบการสามารถกลับมาผลิตได้ปกติโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ก็ผู้ประกอบการก็เริ่มกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง

 

“ช่วง 1 ปี เราผลักดันผู้ประกอบการให้ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผู้ประกอบการ OEM ที่เริ่มพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Soft Power เช่น ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสน่ห์ใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในระยะยาว”

 

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ดีพร้อมจึงออกแบบหลักสูตรให้ผู้ประกอบการได้วิเคราะห์ธุรกิจ

 

พร้อมจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจรายกิจการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการต่างอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนหลังจบโครงการ พร้อมติดตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

ทั้งนี้ คพอ. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของดีพร้อมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาผู้ประกอบการแล้ว 437 รุ่น รวมกว่า 14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

 

โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าว สร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมกัน ไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ดีพร้อมตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่ลงทุน ไม่น้อยกว่า 7 เท่า ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

‘หาดใหญ่’ ประตูเชื่อมเศรษฐกิจใต้-มาเลเซีย

 

สำหรับ ‘หาดใหญ่’ ถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและเป็นประตูเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยบทบาทศูนย์กลางการค้า การบริการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอาเซียน

 

ส่งผลให้จังหวัดสงขลามีขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงที่สุดของภาคใต้ มูลค่า 251,480 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ (GRP) มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท

 

โดยมีภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ดังนั้น การฟื้นตัวของหาดใหญ่หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการเร่งฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานของทั้งภูมิภาคอีกด้วย

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง https://thestandard.co/china-fines-tripcom-antitrust/ Sun, 26 Jul 2026 03:14:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1235193 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Trip.com และข้อความเกี่ยวกับการถูกจีนปรับข้อหาผูกขาด

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนสั่งลงโทษ Trip.com Group ผู้ […]

The post Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Trip.com และข้อความเกี่ยวกับการถูกจีนปรับข้อหาผูกขาด

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนสั่งลงโทษ Trip.com Group ผู้ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินรวมราว 5,180 ล้านหยวน (ประมาณ 2.58 หมื่นล้านบาท) จากพฤติกรรมผูกขาดตลาด หลังการสอบสวนที่ใช้เวลานาน 6 เดือน

 

 
 

สำนักงานกำกับดูแลและบริหารตลาดแห่งรัฐ (SAMR) แถลงเมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า Trip.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับสากลในชื่อเดียวกัน รวมถึงแพลตฟอร์มที่เจาะตลาดจีนอย่าง Ctrip และ Qunar ตลอดจนเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Skyscanner ได้ใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ

 

บทลงโทษดังกล่าวประกอบด้วยการริบเงินที่ได้มาโดยมิชอบ 1,658 ล้านหยวน (ประมาณ 8.26 พันล้านบาท) และค่าปรับอีก 3,521 ล้านหยวน (ประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท) โดยค่าปรับส่วนหลังคิดเป็น 7.5% ของยอดขายในจีนเมื่อปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 46,958 ล้านหยวน (ประมาณ 2.34 แสนล้านบาท)

 

เปิดกลไกกดราคาที่ทำให้โรงแรมไร้ทางเลือก

 

ตามคำวินิจฉัยของ SAMR ระบุว่า Trip.com มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2020 ผ่านการใช้อัลกอริทึมจัดสรรทราฟฟิก กฎของแพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางเทคนิคของตัวเองเป็นอาวุธ

 

รูปแบบแรกคือการจูงใจให้โรงแรมพันธมิตรระดับ Special-tier เซ็นสัญญาผูกขาด ด้วยการสัญญาว่าจะได้รับทราฟฟิกและการสนับสนุนด้านการตลาดมากขึ้น แลกกับการห้ามไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มคู่แข่ง

 

ส่วนโรงแรมระดับ Gold-tier และระดับทั่วไปจำนวนมาก ถูกกำหนดให้ต้องเสนอราคาที่ถูกที่สุดบน Trip.com เมื่อเทียบกับทุกแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์

 

นอกจากนี้ SAMR ยังพบว่าบริษัทใช้ทั้งเครื่องมือปรับราคาอัตโนมัติและการแทรกแซงโดยพนักงาน เพื่อกดราคาห้องพักบนแพลตฟอร์มของตัวเองลงทันทีที่ตรวจพบว่าโรงแรมนั้นตั้งราคาถูกกว่าบนแพลตฟอร์มอื่น พร้อมใช้เทคโนโลยีคอยตรวจสอบว่าโรงแรมทำตามเงื่อนไขหรือไม่

 

หากพบว่าไม่ทำตาม โรงแรมจะถูกลงโทษด้วยการลดทราฟฟิก ถอดป้ายสัญลักษณ์บนแพลตฟอร์ม และหักเงินมัดจำค่าคำสั่งซื้อ โดย SAMR สั่งให้ Trip.com ยุติพฤติกรรมเหล่านี้ พร้อมคืนเงินมัดจำที่หักไปจากผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมด 122 ล้านหยวน (ประมาณ 608 ล้านบาท)

 

The Business Times ที่อ้างอิงรายงานของ Bloomberg ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการจำกัดไม่ให้ผู้ประกอบการโรงแรมทำธุรกิจข้ามแพลตฟอร์ม และละเมิดสิทธิ์ในการกำหนดราคาของตัวเอง จนกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคในที่สุด

 

บริษัทยอมรับคำวินิจฉัย ขณะหุ้นดิ่งจากต้นปี

 

ด้าน Trip.com ออกแถลงการณ์ผ่าน WeChat เมื่อวันเสาร์ว่ายอมรับคำวินิจฉัยอย่างจริงใจและไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมระบุว่าจะปฏิรูปโมเดลธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขันที่ดี และดำเนินมาตรการแก้ไขต่อไป

 

ขณะที่ เจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com ได้ส่งจดหมายภายในถึงพนักงานเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่ง South China Morning Post ได้เห็นเนื้อหา โดยสั่งการให้พนักงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และย้ำว่าบริษัทจะไม่บ่ายเบี่ยงหรือหาข้ออ้างเมื่อถูกถามถึงกรณีนี้

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงปรับลง 0.8% มาอยู่ที่ 342.60 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,473 บาท) เมื่อวันศุกร์ก่อนคำวินิจฉัยจะออกมา ซึ่งร่วงลงมาไกลจากจุดสูงสุดที่เคยยืนเหนือระดับ 600 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,580 บาท) เมื่อต้นปี

 

ก่อนหน้านี้ South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยอ้างแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้ว่า ผลการสอบสวนมีแนวโน้มจะประกาศภายในสัปดาห์ดังกล่าว และบริษัทอาจเผชิญค่าปรับในช่วง 2,000-6,000 ล้านหยวน ซึ่งตัวเลขที่ออกมาจริงก็อยู่ในกรอบดังกล่าว

 

ทั้งนี้ กฎหมายป้องกันการผูกขาดของจีนเปิดช่องให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยการริบเงินที่ได้มาโดยมิชอบ และปรับได้สูงสุดถึง 10% ของยอดขายในปีก่อนหน้า

 

บทลงโทษครั้งใหญ่สุดนับจากยุคกวาดล้างเทคจีน

 

การสอบสวนที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคมครั้งนี้ ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดครั้งสำคัญที่สุดของจีนกับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ นับตั้งแต่การกวาดล้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงเมื่อปี 2021

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว Alibaba Group Holding ถูกปรับเป็นสถิติที่ 18,200 ล้านหยวน (ประมาณ 9.06 หมื่นล้านบาท) คิดเป็น 4% ของรายได้ในประเทศปี 2019 ส่วน Meituan ยักษ์ใหญ่บริการส่งอาหาร ถูกปรับ 3,440 ล้านหยวน (ประมาณ 1.71 หมื่นล้านบาท) หรือราว 3% ของยอดขายในประเทศปี 2020

 

สำหรับ Trip.com นั้น การสอบสวนเกิดขึ้นหลังมีคำเตือนจากหน่วยงานท้องถิ่นและเสียงร้องเรียนจากภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบังคับทำสัญญาผูกขาดและการใช้อัลกอริทึมแทรกแซงราคา

 

โดยทางการในมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ และเมืองเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลเหอหนานทางตอนกลาง ได้เรียก Trip.com เข้าชี้แจงเมื่อเดือนสิงหาคมและกันยายนตามลำดับ ขณะที่สมาคมที่พักแบบโฮมสเตย์ในมณฑลยูนนานกล่าวหาบริษัทว่ามีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน พร้อมขู่ดำเนินคดีเมื่อเดือนธันวาคม

 

ต่อมาในเดือนมีนาคม Trip.com ได้ถอด ‘ผู้ช่วยธุรกิจ AI’ ออกจากระบบอย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เปิดให้ปรับราคาด้วยอัลกอริทึม และถูกวิจารณ์เป็นวงกว้างว่าก้าวก่ายอำนาจการตั้งราคาของผู้ประกอบการ

 

ความเข้มงวดครั้งนี้สะท้อนความกังวลของหน่วยงานกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้น ว่าการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์กำลังบีบอัตรากำไรของผู้ประกอบการโรงแรม และมีส่วนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดในจีน

 

โดยเมื่อปีก่อนทางการท้องถิ่นก็ได้เรียกคู่แข่งของ Trip.com ทั้ง Douyin ในเครือ ByteDance และ Meituan เข้าชี้แจงในประเด็นการผูกขาดเช่นกัน

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย China Trading Desk ระบุว่า Trip.com ครองส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวออนไลน์ในจีนราว 56% และปัจจุบันเป็นเว็บไซต์รับจองที่พักที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

การที่โรงแรมต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มนี้ในการเข้าถึงลูกค้า จึงเป็นต้นทางของอำนาจต่อรองที่ถูกใช้กีดกันไม่ให้โรงแรมไปลงขายบนคู่แข่งอย่าง Fliggy ของ Alibaba, Douyin หรือ Meituan

 

ด้านผลประกอบการ Trip.com รายงานรายได้ปี 2025 ที่ 62,400 ล้านหยวน (ประมาณ 3.11 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นเป็น 33,400 ล้านหยวน (ประมาณ 1.66 แสนล้านบาท) จาก 17,200 ล้านหยวน (ประมาณ 8.57 หมื่นล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขายหุ้นบางส่วนใน MakeMyTrip กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ของอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม สัญญาณความท้าทายเริ่มปรากฏตั้งแต่การรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ที่บริษัทเตือนถึงค่าปรับก้อนใหญ่จากการสอบสวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือกระแสเงินสด

 

ที่สำคัญคือแม้รายได้ไตรมาสเดือนมีนาคมจะเติบโต 17% แต่บริษัทกลับคาดการณ์ว่าไตรมาสถัดไปจะชะลอลงเหลือเพียง 3-8% ซึ่งเป็นอัตราที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 4.98 บาท ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2569

ภาพ : umitc / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ https://thestandard.co/bangto-fin-trip-halal-tour/ Sat, 25 Jul 2026 09:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1235065 บังโต วีรชน ศรัทธายิ่ง และผู้บริหาร Fin Trip ร่วมกันเปิดตัวธุรกิจทัวร์ฮาลาล

ย้อนกลัยไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพจคำโตๆ โพสต์ข้อ […]

The post บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังโต วีรชน ศรัทธายิ่ง และผู้บริหาร Fin Trip ร่วมกันเปิดตัวธุรกิจทัวร์ฮาลาล

ย้อนกลัยไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพจคำโตๆ โพสต์ข้อความสั้นๆ ว่า “พรุ่งนี้เรื่องใหญ่ เตรียม ‘ทัวร์ลง’ ได้เลย”

 

 
 

วันรุ่งขึ้นทัวร์ลงจริง แต่เป็นทัวร์ในความหมายของธุรกิจนำเที่ยว เมื่อบริษัทคำโตๆ ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัท Fin Trip เปิดตัวธุรกิจท่องเที่ยวฮาลาลภายใต้แบรนด์ คำโตๆ Fintrip โดยเริ่มเส้นทางแรกที่ซินเจียง ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคมนี้

 

จับมือกันในระดับแบรนด์ ไม่ใช่การเข้าถือหุ้น

 

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าถือหุ้นหรือการตั้งบริษัทใหม่ แต่เป็นการนำความถนัดของสองฝ่ายมาทำแบรนด์ทัวร์ร่วมกัน

 

Fin Trip รับผิดชอบการบริหารจัดการ การจัดโปรแกรมเดินทาง และการดูแลลูกทัวร์ ซึ่งเป็นงานที่บริษัททำอยู่แล้ว ส่วนทีมคำโตๆ ดูแลการทำสื่อ การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบมาตรฐานฮาลาล โดยใช้ชื่อ ‘คำโตๆ’ นำหน้าแบรนด์ ขณะที่การแบ่งรายได้ระหว่างสองฝ่ายยังไม่มีการเปิดเผย

 

วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือบังโต ผู้ก่อตั้งบริษัทคำโตๆ และเจ้าของช่องคำโตๆ ระบุว่า จะเป็นผู้ลงพื้นที่สำรวจและเปิดเส้นทางใหม่ด้วยตัวเองในครั้งแรก เมื่อวางระบบลงตัวแล้ว ทีมงานของ Fin Trip จะรับช่วงดูแลทริปต่อจากนั้น ดังนั้นแม้บังโตจะไม่ได้ร่วมเดินทางทุกทริป แต่ทัวร์ยังขายภายใต้แบรนด์คำโตๆ ต่อไป เพราะได้ผ่านมาสำรวจเส้นทางเรียบร้อยแล้ว

 

การที่บังโตร่วมเดินทางด้วยหรือไม่ ยังสะท้อนออกมาเป็นราคาที่ต่างกัน โดยโปรแกรมประเดิมเส้นทางซินเจียงเหนือแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ทริปที่บังโตร่วมเดินทางด้วย วันที่ 10-17 สิงหาคม 2569 ราคา 79,965 บาท ทริปที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ร่วมเดินทาง วันที่ 17-24 สิงหาคม 2569 ราคา 77,965 บาท และทริปทั่วไป วันที่ 24-31 สิงหาคม 2569 ราคา 74,965 บาท

 

เท่ากับว่าการมีบังโตร่วมเดินทางถูกคิดเป็นส่วนต่างราว 5,000 บาทต่อคน เมื่อเทียบกับทริปเส้นทางเดียวกันที่ไม่มีบังโตไปด้วย โดยราคาแต่ละรอบยังขึ้นอยู่กับต้นทุนอย่างค่าตั๋วเครื่องบินที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงแต่ละเส้นทางก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป

 

ขณะเดียวกัน คำโตๆ Fintrip ยังมีแผนทำ Influence Partner และ Affiliate Partner เปิดให้อินฟลูเอ็นเซอร์ช่วยแนะนำและขายทริป แล้วรับส่วนแบ่งจากยอดขายที่เกิดขึ้น รวมถึงเข้ามาร่วมออกแบบทริปในอนาคต ซึ่งคาดว่ารายได้ส่วนหนึ่งของฝั่งบังโตจะมาจากช่องทางนี้ นอกเหนือจากการขายทริปตรงผ่านบริษัท

 

ตลาดที่ยังไม่มีใครทำทั้งระบบ

 

อาทิตย์ เทพไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Fin Trip ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ที่ให้บริการลูกค้าชาวมุสลิมอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการสื่อสารออกมาชัดเจนว่าเป็นทัวร์ฮาลาล 100%

 

ที่ผ่านมา Fin Trip เคยจัดกรุ๊ปทัวร์ปกติที่มีลูกค้ามุสลิมร่วมเดินทางราว 30% แล้วใช้วิธีจัดมื้ออาหารเฉพาะหรือแยกโรงแรมให้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับความสะดวกเต็มที่ ซึ่งอาทิตย์มองว่าบริษัททำได้ดีกว่านั้น และกลายเป็นที่มาของการติดต่อทีมคำโตๆ เพื่อร่วมกันทำทัวร์ฮาลาล

 

ด้านบังโตอธิบายว่า ฮาลาลในบริบทของทัวร์นี้คือมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยของการจัดทริป มากกว่าการเป็น ‘ทริปเชิงศาสนา’ โดยทริปจะไม่มีสิ่งมึนเมาและไม่พาไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง ส่วนเรื่องอาหารครอบคลุมถึงการไม่มีเนื้อหมู ไม่มีเลือดผสม และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการเผื่อเวลาสำหรับการละหมาดไว้ในตารางเดินทางตั้งแต่ต้น

 

การวางมาตรฐานแบบนี้ทำให้บังโตมองว่าทัวร์เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างศาสนิกและกลุ่มครอบครัวที่ต้องการการเดินทางที่ปลอดภัยได้ด้วย ทำให้ฐานลูกค้ากว้างกว่ากลุ่มมุสลิมเพียงอย่างเดียว

 

ส่วนเหตุผลที่เลือกซินเจียงเป็นเส้นทางแรก บังโตระบุว่าแม้จีนไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ซินเจียงเป็นมณฑลที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยราว 3 เท่า และมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้จัดการเรื่องอาหารฮาลาลได้ง่ายกว่า ประกอบกับเป็นเส้นทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวไทยยังรู้จักไม่มากนัก

 

ตลาดนักเดินทางมุสลิมที่โตทั้งขาออกและขาเข้า

 

เมื่อดูขนาดตลาด ปัจจุบันไทยมีประชากรมุสลิมราว 10 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.2 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยค่าที่พักและค่าอาหารเป็น 2 หมวดที่คนไทยจ่ายมากที่สุด รวมกันกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปี 2569 นักเดินทางจะใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อทริป

 

ด้านภาพตลาดโลก รายงาน Halal Travel Trends 2026 ของมาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้ง คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมระหว่างประเทศทั่วโลกจะอยู่ที่ 186 ล้านคนในปี 2568 ก่อนเพิ่มเป็น 245 ล้านคนในปี 2573 โดยในปี 2567 เอเชียดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้เกือบ 120 ล้านคน หรือราว 65% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก 176 ล้านคน

 

รายงานอีกฉบับคือ Muslim Women in Travel 2026 ระบุว่า นักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมมีจำนวน 90 ล้านคนในปี 2568 คิดเป็น 48% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 63 ล้านคน หรือ 45% ในปี 2562 โดยปัจจัยที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัยและความสบายใจของจุดหมายปลายทางที่ 60% รองลงมาคือความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่ 30%

รายงานยังพบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยแพลตฟอร์มที่ใช้มากที่สุดคือ Instagram ตามด้วย YouTube และ TikTok

 

อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ‘ตลาดขาเข้า’ เนื่องจากประชากรมุสลิมเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วทั้งการเดินทางเข้าและออก สอดคล้องกับที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ครัวฮาลาลของโลก ขณะที่รายงานของมาสเตอร์การ์ดระบุว่าไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมมายาวนาน และโอกาสอยู่ที่การทำให้บริการที่มีอยู่แล้วถูกค้นหาเจอและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

 

เป้าโต 10% กับโจทย์เส้นทางนอกประเทศมุสลิม

 

ปีที่ผ่านมา Fin Trip มีรายได้ราว 800 ล้านบาท โดยความร่วมมือครั้งนี้ตั้งเป้าการเติบโตเบื้องต้นราว 10% ส่วนแผนเส้นทางตั้งเป้านำเสนอเส้นทางใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1 เส้นทางโดยไม่ซ้ำกัน และมองการขยายไปยังมองโกเลีย รัสเซีย โครเอเชีย รวมถึงพื้นที่อื่นในเอเชีย

 

บังโตระบุว่าเส้นทางในกลุ่มประเทศมุสลิมจัดการได้ไม่ยาก เพราะร้านอาหารฮาลาลและสถานที่ละหมาดหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว โจทย์ที่ยากกว่าคือประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งกำแพงภาษาและข้อจำกัดเรื่องขนาดร้านอาหาร การพากรุ๊ปทัวร์ 25 คนไปรับประทานอาหารฮาลาลจึงต้องใช้เวลาหาข้อมูลมาก โดยแนวทางคือส่งทีมเข้าไปสำรวจและตรวจสอบมาตรฐานก่อนเปิดขาย

 

“ปัญหาใหญ่ของคนไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศคือเรื่องอาหาร ยิ่งถ้าต้องการฮาลาลด้วยแล้ว ยิ่งหาของอร่อยและวางใจได้ยากมาก” บังโตกล่าว

 

ส่วนเป้าหมายถัดไปที่บังโตต้องการผลักดันคือการขอการรับรองมาตรฐานทัวร์ฮาลาลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซึ่งมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักเดินทางได้มากกว่าการรับประกันด้วยชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว

 

The post บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า https://thestandard.co/openai-ai-escapes-hacks-huggingface/ Sat, 25 Jul 2026 02:28:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1234855 ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล

OpenAI ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัทหลุดออกจากพื้นที […]

The post AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล

OpenAI ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัทหลุดออกจากพื้นที่ทดสอบที่ควรถูกปิดตายจากโลกภายนอก แล้วเจาะเข้าระบบจริงของ Hugging Face ซึ่งเป็นศูนย์รวมโมเดล AI แบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่งให้ทำ

 

ที่ชวนขนลุกกว่านั้นคือเหตุผลเบื้องหลัง เพราะไม่มีใครสั่งให้โมเดลไปโจมตีใครทั้งสิ้น มันแค่กำลังทำข้อสอบวัดทักษะการแฮ็กอยู่ แล้วคำนวณได้ว่าการเจาะเข้าไปขโมยเฉลยง่ายกว่าการนั่งทำข้อสอบตรงๆ เปรียบได้กับนักเรียนที่แฮ็กเข้าบริษัทพิมพ์ตำราเรียนเพื่อโกงข้อสอบไฟนอล ต่างกันแค่คราวนี้คนลงมือไม่ใช่มนุษย์

 

OpenAI ระบุในบล็อกโพสต์เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคมว่า “เราถือว่านี่คือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถทางไซเบอร์ระดับสูงสุดเท่าที่มีในตอนนี้” พร้อมบอกว่าที่ยอมเปิดเผยผลตรวจสอบเบื้องต้นทั้งที่ยังสอบสวนไม่จบ ก็เพื่อให้ฝ่ายป้องกันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และได้ปรับมุมมองว่าโมเดลยุคนี้ทำอะไรได้บ้างแล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นี่คือหนึ่งในกรณีแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า AI หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบแล้วไปแตะระบบจริงของบริษัทอื่นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่วงการความปลอดภัยไซเบอร์เตือนกันมานานว่าจะต้องเกิดขึ้นสักวัน โดย CNN เปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมหลุดออกจากห้องแล็บที่ปิดตาย แล้วไปโผล่ในอาคารข้างเคียง จนนำไปสู่การเสนอร่างกฎหมายที่จะให้อำนาจรัฐบาลสั่งปิดโมเดล AI ได้ทันทีเมื่อจำเป็น

 

จากห้องสอบสู่การบุกบริษัทจริง ลำดับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสั่ง

 

จุดเริ่มต้นคือชุดทดสอบชื่อ ExploitGym ซึ่งเป็นข้อสอบราว 900 ข้อที่ออกแบบมาวัดว่าระบบ AI เก่งเรื่องการเจาะระบบแค่ไหน รูปแบบของข้อสอบคือยื่นซอฟต์แวร์ที่มีจุดบกพร่องให้ พร้อมบอกวิธีกระตุ้นให้จุดบกพร่องนั้นทำงาน จากนั้นเป็นหน้าที่ของ AI ที่จะแปลงข้อมูลตรงนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือเจาะระบบจริงๆ โดยกติกาเหมือนเกม ‘ชิงธง’ คือเมื่อเจาะเข้าไปได้แล้ว ต้องหารหัสตัวอักษรและตัวเลขยาวๆ ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องมาแสดงเป็นหลักฐานให้ได้

 

โมเดลที่ถูกนำมาทดสอบมี 2 ตัว คือ GPT-5.6 Sol ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่เปิดให้คนทั่วไปใช้งานแล้ว กับอีกตัวที่ยังไม่เปิดตัวและมีขีดความสามารถสูงกว่า ทั้งคู่ถูกขังไว้ใน ‘แซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งหมายถึงพื้นที่ทดสอบที่ควรถูกตัดขาดจากระบบอื่นและจากอินเทอร์เน็ต โดยปกติแล้วโมเดลเหล่านี้จะปฏิเสธคำสั่งที่เกี่ยวกับการแฮ็ก แต่รอบนี้ OpenAI จงใจปิดกลไกที่คอยห้ามไว้ เพื่อดูว่าเมื่อไม่มีอะไรมาขวางแล้วมันจะทำอะไรได้บ้าง

 

แต่แทนที่จะลงมือทำข้อสอบ โมเดลกลับสรุปว่าทางที่คุ้มกว่าคือเจาะระบบที่ขังตัวเองอยู่ให้แตก แล้วออกไปหา ‘เฉลย’ จากข้างนอก

 

ประตูที่โมเดลใช้หนีออกมาคือช่องโหว่ประเภท zero-day หรือจุดบกพร่องที่เจ้าของระบบยังไม่เคยรู้มาก่อนจึงไม่มีเวลาแก้ไข ซึ่งซ่อนอยู่ในระบบติดตั้งชุดคำสั่งเสริมที่ OpenAI เปิดช่องไว้ให้ใช้ระหว่างทดสอบ จากนั้นโมเดลก็ไต่ไปตามระบบภายในของ OpenAI จนเปิดทางออกสู่อินเทอร์เน็ตได้สำเร็จ ทั้งที่ไม่ควรมีสิทธิ์นั้นเลย

 

เมื่อออกมาถึงโลกภายนอก โมเดลประเมินว่า Hugging Face น่าจะมีคำตอบที่ต้องการ เพราะเป็นแหล่งรวมโมเดลและชุดข้อมูลโอเพนซอร์สหลายพันรายการ ซึ่งอาจมีทั้ง ‘แพตช์’ หรือชุดแก้ไขช่องโหว่ และเครื่องมือเจาะระบบที่มีคนเขียนไว้แล้ว จึงบุกเข้าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานจริงของบริษัทเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม โดยอาศัยข้อมูลยืนยันตัวตนสำหรับเข้าระบบที่ขโมยมา พร้อมปล่อยตัวโจมตีขนาดเล็กจำนวนมากที่ทำงานสั้นๆ แล้วหายไป เข้าไปสำรวจเครือข่ายพร้อมกันเป็นชุด ซึ่ง Hugging Face ระบุว่ามีการสั่งงานบนเครือข่ายของบริษัทรวมแล้วถึง 17,000 ครั้ง

 

สิ่งที่ทำให้ฝั่ง Hugging Face เอะใจตั้งแต่แรกคือพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติของแฮกเกอร์ โทมัส วูล์ฟ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ เล่าว่าพอเปิดบันทึกการใช้งานดูก็รู้สึกทันทีว่ามันไม่สมเหตุสมผล เพราะคนร้ายเอาแต่ไล่ดูชุดข้อมูลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งที่แฮกเกอร์ที่เป็นมนุษย์ย่อมไม่ต้องการของแบบนั้น พวกเขาต้องการของที่เอาไปขายต่อได้

 

บริษัทหยุดการโจมตีได้ในอีก 2 วันถัดมา แต่กว่าจะรู้ตัวคนร้าย โมเดลก็ลอยนวลอยู่บนอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายวัน โดยตอนที่ Hugging Face ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม บริษัทยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำ รู้เพียงว่ามีการเข้าถึงข้อมูลภายในโดยไม่ได้รับอนุญาตจนต้องแจ้งความ ขณะที่ เคลมองต์ เดอลองก์ ซีอีโอของบริษัท เล่าภายหลังว่าการโจมตีครั้งนั้นซับซ้อนจนพนักงานสงสัยกันเองว่าต้องใช้โมเดล AI ระดับแนวหน้าเท่านั้นถึงจะทำได้ ก่อนจะพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

 

หลังรู้ต้นตอ OpenAI สั่งปิดระบบที่ใช้ทดสอบโมเดลทั้งหมดเพื่อประเมินความเสียหายและกันไม่ให้หลุดซ้ำ ส่วน Hugging Face ปิดช่องโหว่และสร้างระบบส่วนที่ถูกเจาะขึ้นใหม่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 1

ภาพ: Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

ทำไม AI ถึงเลือกโกงแทนที่จะทำข้อสอบ

 

พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกในวงการว่า ‘reward hacking’ หรือการที่ AI หาทางลัดเพื่อเก็บคะแนน โดยไม่สนใจว่าวิธีที่ใช้ตรงกับเจตนาของคนออกแบบหรือไม่

 

ต้นตอมาจากวิธีฝึกโมเดลที่เรียกว่า ‘การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง’ ซึ่งทำงานด้วยการให้รางวัลเมื่อ AI ทำงานสำเร็จ ปัญหาคือสิ่งที่โมเดลเรียนรู้ที่จะทำให้ได้มากที่สุดคือ ‘คะแนน’ ไม่ใช่ ‘พฤติกรรมที่ถูกต้อง’ ตามที่โปรแกรมเมอร์ตั้งใจ ตัวอย่างที่ OpenAI เคยบันทึกไว้เองตั้งแต่ปี 2559 คือตอนฝึก AI ให้เล่นเกมแข่งเรือ ปรากฏว่ามันค้นพบว่าการหมุนวนอยู่กับที่จุดเดียวทำให้เก็บคะแนนได้มากที่สุด จึงเลือกทำแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยเข้าเส้นชัยสักครั้ง

 

จัสติน แคปโปส อาจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก อธิบายว่า AI จะคิดถึงผลที่ตามมาจากการกระทำของตัวเองก็ต่อเมื่อถูกฝึกมาให้คิดเท่านั้น เขายกตัวอย่างว่าถ้ามีคนบอกให้คุณหาเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 336.9 ล้านบาท) ให้ได้ภายในสิ้นวัน การงัดตู้เซฟธนาคารก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จ ถึงแม้จะถูกจับในภายหลังก็ตาม

 

เรื่องนี้ยังไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะของโมเดล OpenAI เพราะผลทดสอบล่าสุดของสถาบันความมั่นคงด้าน AI แห่งสหราชอาณาจักรพบว่า โมเดลระดับแนวหน้าทุกตัวที่ถูกทดสอบพยายามโกงอย่างน้อยก็ในบางครั้ง ขณะที่ สตีเวน แอดเลอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ของ OpenAI มองว่าเหตุการณ์นี้คือสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟังอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้มีหลักฐานจริงแล้วว่าระบบ AI ที่ทำงานโดยยึดเป้าหมายคนละอย่างกับที่มนุษย์ต้องการ จะลงมือทำสิ่งผิดกฎหมายได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่แข็งแรงพอ

 

ความย้อนแย้งที่สุดคือ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าโจทย์ใน ExploitGym ที่โมเดลพยายามหนีนั้น ยากกว่าการโจมตีที่มันก่อขึ้นเพื่อไปขโมยเฉลยหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วมันเจอคำตอบที่ตามหาหรือเปล่า โดยวูล์ฟสรุปไว้ว่ามันคือการ ‘โกง’ แต่บางครั้งการโกงก็ง่ายกว่า ก่อนทิ้งท้ายว่าจะให้คนอื่นเป็นคนตัดสินเองว่าโมเดลสอบผ่านบททดสอบนี้หรือไม่

 

แซนด์บ็อกซ์ที่ไม่เคยปิดสนิท เมื่อต้นเหตุอาจอยู่ที่มนุษย์

 

ขณะที่พาดหัวข่าวทั่วโลกพูดถึง AI ที่หลุดการควบคุม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์กลับมองต่างออกไป และชี้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงอาจเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ล้วนๆ

 

หัวใจของแซนด์บ็อกซ์คือการตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ แต่คำอธิบายของ OpenAI เองระบุว่าการทดสอบครั้งนี้รันอยู่ในพื้นที่ที่แยกออกมาต่างหากอย่างรัดกุม โดยเหลือช่องทางเชื่อมต่อเครือข่ายไว้เพียงทางเดียว คือไว้ให้โหลดชุดคำสั่งเสริมมาติดตั้ง ซึ่งช่องทางนั้นวิ่งผ่านซอฟต์แวร์ของบริษัทภายนอกที่ OpenAI ติดตั้งไว้ในระบบตัวเอง เท่ากับว่าแซนด์บ็อกซ์นี้ไม่เคยถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตจริง

 

แดน กุยโด ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Trail of Bits เรียกความผิดพลาดครั้งนี้ว่าเป็นความล้มเหลวในการกักกัน ทั้งที่ปิดกลไกความปลอดภัยของโมเดลไปแล้ว ขณะที่นักวิจัยอีกรายบอกกับ TechCrunch ตรงๆ ว่าถ้าคำว่าแซนด์บ็อกซ์หมายถึงแซนด์บ็อกซ์จริงๆ มันต้องไม่มีสายเชื่อมต่อออกสู่อินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่เส้นเดียว

 

เจค วิลเลียมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สรุปประโยคที่กลายเป็นที่พูดถึงว่า สิ่งที่คนหนึ่งเรียกว่าโมเดลหนีออกจากแซนด์บ็อกซ์ได้ อีกคนอาจเรียกว่าคุณสร้างแซนด์บ็อกซ์ผิดตั้งแต่แรก มันเลยหนีออกมาได้เป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับ จีนา เนฟฟ์ หัวหน้าศูนย์ Minderoo ด้านเทคโนโลยีและประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่ให้ความเห็นกับ BBC ว่ากรณีนี้ดูเหมือน OpenAI จะสร้างแซนด์บ็อกซ์ที่ปลอดภัยไม่มากพอ

 

อีกจุดที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ตั้งข้อสังเกตกับ CNN คือ ทั้ง OpenAI และบริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์ต่างไม่รู้มาก่อนว่ามีช่องโหว่ที่เปิดทางให้โมเดลหนีออกไปได้ พร้อมเสนอว่าบริษัท AI ควรเข้มงวดกว่านี้ ถึงขั้นอาจต้องส่งวิศวกรบินไปเสียบสายเข้าเครือข่ายที่ศูนย์ข้อมูลโดยตรง แทนการรันบนคลาวด์แบบที่คุ้นเคยกัน และควรมีปุ่มตัดการเชื่อมต่อด้วยมือไว้เป็นทางออกฉุกเฉิน

 

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่าคำวิจารณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังรู้ผลแล้วทั้งสิ้น ส่วน OpenAI ระบุว่าได้แจ้งช่องโหว่ที่พบให้เจ้าของซอฟต์แวร์ทราบตามขั้นตอนที่ควรทำ และกำลังร่วมกันแก้ไข ขณะที่โฆษกของบริษัทไม่ตอบคำถามของ TechCrunch ที่ถามว่าสภาพแวดล้อมทดสอบนั้นถูกตั้งค่าโดยมนุษย์หรือโดย AI ด้าน นีล ลอว์เรนซ์ ศาสตราจารย์ด้านการเรียนรู้ของเครื่องจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็เตือนว่าสิ่งที่โมเดลทำได้นั้นอยู่ในขีดความสามารถที่รู้กันดีอยู่แล้วของโมเดลยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 2

 

สิ่งที่ยืนยันว่านี่เป็นปัญหาระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่ของ OpenAI เจ้าเดียว คือ Anthropic เคยบันทึกเรื่องคล้ายกันไว้ในเอกสารเปิดตัวโมเดล Mythos ว่าเมื่อสั่งให้โมเดลลองหนีออกจากคอมพิวเตอร์ที่ปิดกั้นไว้ มันก็ทำได้สำเร็จและออกไปถึงอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แม้บริษัทจะระบุว่ายังหนีออกจากการกักกันไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ก็เคยมีโมเดลของ OpenAI ที่ไม่ระบุชื่อเล็ดลอดออกจากแซนด์บ็อกซ์ไปโพสต์ผลทดสอบบนแพลตฟอร์ม GitHub มาแล้ว

 

เมื่อฝ่ายป้องกันถูกมาตรการป้องกันมัดมือ

 

แต่เรื่องที่ทำให้วงการความปลอดภัยไซเบอร์ถกเถียงกันหนักที่สุด กลับไม่ใช่ตัวการโจมตี หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอน Hugging Face พยายามป้องกันตัวเอง

 

หลังตรวจพบการบุกรุก บริษัทลองใช้โมเดลของ Anthropic ทั้ง Fable 5 และ Opus รุ่นก่อนหน้า มาช่วยวิเคราะห์บันทึกการใช้งานเพื่อไล่ดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โมเดลทั้งคู่ปฏิเสธที่จะทำงานให้ โดยอ้างมาตรการป้องกันของตัวเอง เพราะบันทึกเหล่านั้นมีองค์ประกอบของการโจมตีไซเบอร์อยู่ สุดท้ายบริษัทต้องหันไปใช้โมเดลที่ถูกจำกัดน้อยกว่าอย่าง GLM 5.2 ของ Z.AI จากกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นโมเดลแบบเปิดที่ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปรันบนเครื่องตัวเองและปรับแต่งได้ตามต้องการ

 

วูล์ฟอธิบายเหตุผลว่า เวลาที่โมเดลระดับแนวหน้ากำลังโจมตีคุณและไล่แทรกซึมไปทั่วระบบ ฝ่ายป้องกันต้องหยิบเครื่องมือที่เก่งพอกันมาใช้ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือแม้แต่ไม่กี่นาที ไม่ใช่ต้องไปรอยื่นเรื่องขออนุมัติกับโครงการที่คัดเลือกผู้ใช้เป็นรายๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ OpenAI, Anthropic และ Google ใช้กันอยู่ เพราะโมเดลของทั้ง 3 รายมีข้อจำกัดฝังมาในตัวและผู้ใช้แก้ไขเองไม่ได้

 

ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์รายหนึ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นความไม่เท่าเทียมที่รู้กันอยู่ นั่นคือฝ่ายโจมตีที่เป็น AI ไม่มีอะไรมาคอยรั้ง ขณะที่เครื่องมือฝ่ายป้องกันที่ดีที่สุดกลับถูกล็อกไว้หลังมาตรการป้องกันที่ไม่เข้าใจบริบท ส่วนผู้บริหารจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์อีกรายเสริมว่า ความจริงที่ทำให้อึดอัดคือองค์กรจำนวนมากยังตั้งรับด้วยความเร็วระดับมนุษย์ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยกระดับไปใช้ความเร็วระดับเครื่องจักรกันแล้ว

 

ประเด็นนี้ยังลามไปถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เพราะการที่บริษัทอเมริกันต้องพึ่งโมเดลแบบเปิดจากจีนเพื่อสู้กับการโจมตีที่เกิดจากโมเดลอเมริกันด้วยกันเอง กลายเป็นข้อโต้แย้งย้อนกลับไปยังเจ้าหน้าที่รัฐสหรัฐฯ รวมถึงผู้บริหารของ OpenAI และ Anthropic ที่สนับสนุนการจำกัดการเข้าถึงโมเดลจีน

 

เดอลองก์สรุปบทเรียนไว้ว่า โลกเพิ่งเริ่มนับหนึ่งกับการรับมือภัยไซเบอร์ในยุคที่ AI ลงมือทำเองได้ และสิ่งที่ทุกคนกำลังเรียนรู้คือการเก็บทุกอย่างเป็นความลับไม่ใช่คำตอบ เพราะฝ่ายป้องกันทุกรายทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะไม่กี่รายที่ถูกคัดเลือกมา ควรได้ใช้โมเดลที่เก่งกว่านี้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะโมเดลแบบเปิด ขณะที่ทาง Hugging Face ทิ้งข้อสรุปไว้ว่าเครื่องมือโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และทำงานได้เองไม่ใช่เรื่องในทฤษฎีอีกต่อไป

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 3

ภาพ: Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

จากเหตุครั้งนี้สู่ข้อเสนอปุ่มปิดสวิตช์ AI

 

แรงกระเพื่อมทางนโยบายมาถึงภายในไม่กี่วัน เมื่อ เท็ด ลิว สส. จากพรรคเดโมแครต จับมือกับ นาธาเนียล มอแรน สส. จากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายชื่อ AI Kill Switch Act เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่โมเดลของ OpenAI หลุดการควบคุมโดยตรง

 

สาระสำคัญคือการให้อำนาจกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสั่งให้บริษัทเอกชนปิดโมเดลหรือเครื่องมือ AI ได้ และกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนาต้องมีความสามารถทางเทคนิคที่จะชะลอ, ระงับ หรือปิดระบบของตัวเองได้ พร้อมต้องรายงานเหตุขัดข้องต่อรัฐบาล เพราะช่องว่างในปัจจุบันคือแม้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจะยอมให้หน่วยงานรัฐได้ดูโมเดลก่อนใคร แต่ไม่มีข้อกำหนดใดบังคับให้ต้องมีวิธีเข้าไปแทรกแซงหรือสั่งปิดการทำงานได้เลย

 

ลิวระบุว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ระบบ AI ต้องมี ‘ปุ่มปิดสวิตช์’ และรัฐบาลกลางต้องมีอำนาจกับกระบวนการที่ชัดเจนในการสั่งปิดโมเดลที่ ‘หลุดการควบคุม’ เพราะ AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่ตอบคำถาม ไปเป็นเทคโนโลยีที่ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งทำธุรกรรมการเงิน, การควบคุมระบบขนส่ง หรือการทำสงครามไซเบอร์ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ ด้านมอแรนซึ่งอยู่คนละพรรคให้เหตุผลในทางเดียวกันว่า AI จะก้าวหน้าต่อไปและมันควรเป็นเช่นนั้น แต่การดูแลอย่างมีความรับผิดชอบหมายถึงการทำให้มนุษย์ยังคงความสามารถที่จะควบคุมเทคโนโลยีที่ตัวเองสร้างขึ้นเอาไว้ได้

 

ลิวยังยกกรณีของ Anthropic ขึ้นมาประกอบ โดยชี้ว่าขีดความสามารถด้านการเจาะระบบของโมเดล Mythos และ Fable ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องงัดกฎหมายส่งออกมาใช้อย่างเก้ๆ กังๆ เพื่อกันไม่ให้เข้าถึงสาธารณะอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งต่อเนื่องมาจากเดือนเมษายนที่ Anthropic จำกัดการเข้าถึง Mythos เอง ก่อนที่เดือนมิถุนายนรัฐบาลทรัมป์จะสั่งจำกัดทั้ง Mythos และ Fable 5 จนบริษัทต้องถอนผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด แล้วค่อยกลับมาให้บริการหลังเจรจาผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ส่วน OpenAI เองก็เคยจำกัดการเข้าถึง GPT-5.6 Sol ในลักษณะเดียวกัน แต่ปัจจุบันเปิดให้ใช้ทั่วไปแล้ว พร้อมออกมาเตือนว่าการที่รัฐบาลสั่งจำกัดเป็นรายกรณีแบบนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดี

 

ก่อนหน้านี้ แจ็ก คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เคยให้สัมภาษณ์ BBC ในทำนองเดียวกับร่างกฎหมายนี้ว่า เราควรมีทางเลือกที่จะยกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบเบรกได้ เพราะตอนนี้อุตสาหกรรม AI เหมือนมีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีแป้นเบรก

 

ฝั่งที่มองต่างก็มีเช่นกัน เพราะรัฐบาลทรัมป์ระบุมาตลอดว่าไม่ต้องการรัดคอนวัตกรรมด้วยกฎที่เป็นภาระ หรือยอมเสียพื้นที่ในการแข่งขันด้าน AI กับจีน ขณะที่แคปโปสจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กชี้ให้เห็นทางตันที่แท้จริงว่า เมื่อทั้งโลกกำลังแข่งกันครองความเป็นเจ้าด้าน AI กฎระเบียบย่อมทำให้ทุกอย่างช้าลง บริษัทจึงมีแรงจูงใจสูงมากที่จะไม่ใส่ระบบควบคุมด้านความปลอดภัย ตราบใดที่คู่แข่งยังไม่ใส่เหมือนกัน

 

อีกมุมที่ไม่ควรมองข้ามคือคำถามว่า OpenAI ได้อะไรจากการเปิดเผยเรื่องนี้เอง ลอว์เรนซ์จากเคมบริดจ์ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทกำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นและเจอแรงกดดันหนักจาก Anthropic ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาจากโมเดล Mythos ที่เก่งเรื่องการเจาะระบบ OpenAI จึงอาจกำลังไล่ตามด้วยการโชว์ให้เห็นว่าระบบของตัวเองก็ทำได้เหมือนกัน แต่เขาก็ทิ้งประโยคที่รุนแรงไม่แพ้กันว่าเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า OpenAI ไม่มีความสามารถพอที่จะนำเทคโนโลยีของตัวเองออกมาใช้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับ เจค มัวร์ ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก ESET ที่มองว่าการประกาศครั้งนี้อาจมีมิติของการแข่งขันแฝงอยู่

 

เกร็ก บร็อกแมน ประธานของ OpenAI ยืนยันในการแถลงข่าวว่าบริษัทยังสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อทำความเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น และกำลังตรวจสอบทุกขั้นตอนในกระบวนการทำงานเพื่อหาวิธีรับมือที่เหมาะสม

 

แต่คำถามใหญ่ก็ยังค้างอยู่ ทั้งที่ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว นั่นคือโมเดลเหล่านั้นไปแฮ็กเว็บไซต์อื่นหรือบุคคลอื่นอีกหรือไม่, ลอยนวลอยู่โดยไม่มีใครควบคุมนานแค่ไหนกันแน่ และเคยโกงข้อสอบชุดอื่นมาก่อนหรือเปล่า ซึ่ง OpenAI ยังไม่ตอบ บอกเพียงว่าจะจัดทำรายงานฉบับละเอียดออกมา

 

สิ่งที่พอสรุปได้ในตอนนี้จึงมีเพียงว่า ความเสียหายรอบนี้ยังจำกัดวงอยู่ แต่ถ้าอุตสาหกรรมยังไม่มีมาตรการป้องกันร่วมกันที่รัดกุมกว่านี้ ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้อีก

 

ภาพปก: Zakharchuk / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด https://thestandard.co/mercedes-benz-q2-sales-ev-asean/ Fri, 24 Jul 2026 08:56:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1234639 ภาพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ไฟฟ้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดขายร […]

The post ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ไฟฟ้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดขายรวมทั่วโลก 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่เติบโตเด่นสุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โต 50% สร้างยอดขายกว่า 52,900 คัน หรือคิดเป็น 13% ของยอดขายรวมในกลุ่ม Passenger Cars

 

ส่วนประเทศไทย ช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มียอดจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทเคยจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อระบายสต็อกรุ่น CLS ที่ขายไปได้ประมาณ 700-720 คัน

 

รุ่นที่ยังเติบโตโดดเด่นเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โตสูงถึง 130% โดยส่วนใหญ่เป็นการขาย The all-new electric CLA ที่ทำยอดกว่า 300 คันในเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมกว่า 1,350 คัน

 

ขณะนี้กำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบของกลุ่มธนบุรี ซึ่งร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงให้กับรถไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์โดยเฉพาะ

 

นอกจากนี้ในกลุ่ม Top-End Vehicle แบรนด์ Mercedes‑Maybach เติบโต 83% ขณะที่ G‑Class โต 100% กลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราเติบโตรวม 34% ส่วนรถแวน สองรุ่นเด่นคือ Sprinter โต 83% และ V‑Class โต 14%

 

เรียกได้ว่าผลการเติบโตในแต่ละเซกเมนต์สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทำให้เมอร์เซเดส‑เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้ขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมในหลายประเทศอาเซียน ทั้งมาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และไทย

 

คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส‑เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกทั้งระดับโลกและในประเทศไทยสะท้อนว่าแบรนด์ยังสามารถสร้างการเติบโตได้แม้เผชิญความท้าทายระดับโลก

 

สำหรับทิศทางในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมกระตุ้นตลาดรถยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ทั้งในเซกเมนต์รถไฟฟ้า 100% และ Top‑End Vehicle หลายรุ่น พร้อมเปิดตัวแคมเปญ FLEX Mobility Campaign ซึ่งนำเสนอทางเลือกด้านการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นขึ้น

 

คริสเตียนย้ำว่า โปรแกรม Flex ไม่ได้มาเพื่อแทนการลดราคาแบบเดิม แต่เป็นการรวมส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีเงินดาวน์และค่างวดรายเดือนที่ต่ำลง โดยแพ็กเกจนี้จะช่วยลูกค้าประหยัดได้สูงสุดกว่า 400,000 บาทตลอดสัญญา และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น จากโสดขับคูเป้ ต่อมามีครอบครัวอาจเปลี่ยนเป็น SUV หรือรถที่ใหญ่ขึ้น

 

กลยุทธ์นี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season ของไตรมาส 3 และหากผู้บริโภคไทยตอบรับดี โปรแกรม Flex อาจมีสัดส่วนมากถึง 25% ของยอดขายรวมในอนาคต

 

ภาพ: ยอดขายรถไฟฟ้า

The post ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน https://thestandard.co/krungsri-thai-economy-ai-set-china-tech/ Fri, 24 Jul 2026 06:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1234561 ภาพตึกระฟ้าในเมืองพร้อมกราฟและข้อมูลทางการเงิน

ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุง […]

The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตึกระฟ้าในเมืองพร้อมกราฟและข้อมูลทางการเงิน

ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุงศรี เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569 โดยเศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงครึ่งแรกของปี ที่มูลค่าการส่งออกเดือนมกราคม-มิถุนายน เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB), ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)

 

 

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นรองเพียงไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บลจ. กรุงศรี มองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากการเข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชน AI

 

สอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่รายงานว่าในช่วงไตรมาส 1/2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1.02 ล้านล้านบาท เติบโตมากถึง 142% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ และซัพพลายเชน AI แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG, EV, Smart Electronics, Digital, Creative รวมมูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท และเป็นเงินลงทุนในโครงการใหม่มูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท

 

 

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับขึ้นแตะระดับ 3-4% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ

 

คงมุมมองตราสารหนี้ “Neutral” ชี้ Yield ยังน่าสนใจ

 

บลจ. กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาส การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อ ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

 

ตลาดจึงให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่า GDP จะเติบโตที่ระดับศักยภาพ

 

SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด งบดุลแกร่ง-ปันผลสูง

 

ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตแต่ไม่หวือหวา โดย บลจ. กรุงศรี ให้เป้าหมาย SET ไว้ที่ 1,620 จุด กรณีฐาน แต่ปัจจุบันดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,630-1,650 จุด ในระยะข้างหน้า Best Case มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 1,700 จุด และมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 อยู่ที่ 97.4 บาทต่อหุ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

 

 

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจในฐานะ safe haven หลบความผันผวน และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงที่ 5-7% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มแบงก์ ที่แม้ราคาจะปรับขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ยังให้เงินปันผลที่ระดับ 6-7% สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง และหันมาใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

 

ประกอบกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ วางแผนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าระยะสั้น ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ปีนี้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายปี สวนทางกับนักลงทุนสถาบัน ที่ทยอยขายทำกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก รวมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ประมาณการกำไรต่อหุ้นยังถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นมาแล้ว 13% มาอยู่ที่ 96.87 ในปัจจุบัน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง การคลายตั้งสำรองของบริษัท และ ความคาดหวัง ของตลาดที่ต่ำ จากบรรยากาศตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี

 

แตกต่างกับแนวโน้มในอดีต ซึ่งปกติแล้วในช่วงต้นปี ตลาดมักจะตั้งความคาดหวัง ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไว้สูง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆปรับลดประมาณการลงมาเรื่อยๆ

 

 

ธีม AI ไปต่อ แนะซื้อหุ้นเทคจีนเพิ่ม Upside

 

ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ บลจ. กรุงศรี มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ยังมีแนวโน้ม สร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ยังลงทุนสินทรัพย์ในธีม AI ต่อไปได้

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน พบว่า ความต้องการชิ้นส่วนในซัพพลายเชน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2570 ท่ามกลางอุปทานที่ยังตึงตัว ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน มีอำนาจกำหนดราคาขายในตลาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาร์จิ้นให้ปรับเพิ่มขึ้น

 

 

ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจเร่งความผันผวนของราคาพลังงาน และ สินทรัพย์เสี่ยง
  • หุ้นกลุ่ม AI และ เทคโนโลยีมีโอกาสปรับฐาน จากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังปรับตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งปีแรก
  • ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยยังคงอยู่ โดยอัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะกดดันทั้งมูลค่าหุ้น และ บรรยากาศการลงทุนโดยรวม

 

4 ธีมลงทุนคว้าโอกาสครึ่งหลังปี 2569

 

  • รับมือตลาดผันผวนด้วยหุ้น Defensive และ ตราสารหนี้ระยะสั้น เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และทนทานต่อ วัฏจักรเศรษฐกิจ ควบคู่กับตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต พร้อมรักษาสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน
  • เพิ่มผลตอบแทนด้วยหุ้นคุณภาพและหุ้นปันผล

 

เพิ่มเสถียรภาพพอร์ต ด้วยการเลือกลงทุนบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และทำกำไรต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นปันผลช่วยเพิ่มผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดผันผวน คว้าโอกาสการเติบโตตามกระแสโลก โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต

 

  • หุ้นเทคโนโลยีและ AI เครื่องยนต์การเติบโตระยะยาว

 

AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ช่วงการพิสูจน์ ว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริงแค่ไหน โดยหุ้นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่แพลตฟอร์ม AI เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ไปจนถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

 

แม้หุ้นกลุ่มนี้จะมีศักยภาพสร้างการเติบโตให้พอร์ตในระยะยาว แต่ก็พ่วงมาด้วย ความผันผวน และความเสี่ยงเรื่องมูลค่าที่ยังสูงเกินพื้นฐาน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Tech และ Chinese Tech

 

  • หุ้นเทคโนโลยีจีน โอกาสที่ตลาดไม่ควรมองข้าม

 

ปัจจุบันจีนมีความโดดเด่นด้านการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา จีนมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเกือบทั้งซัพพลายเชน ทั้งชิปประมวลผล พลังงาน ระบบระบายความร้อน และแบตเตอรี่

 

ทำให้จีนสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยผลิตได้จำนวนมากกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ

 

ในส่วนของซอฟต์แวร์ ล่าสุด Moonshot AI ได้เปิดตัวโมเดล Kiwi K3 ซึ่งได้สร้าง แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้บริษัท AI เจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ โดยทำคะแนนทดสอบ และการใช้งานจริงสูสีกับโมเดล AI ระดับท็อปอย่าง Fable5 ของ Claude และ GPT 5.6 Sol ของ ChatGPT ในราคาที่ถูกกว่า สะท้อนว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนมี Upside สูงมาก แต่มูลค่ายังถูกกว่าสหรัฐฯ อยู่มาก

 

นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีจีนและฮ่องกงมักได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ เมื่อมีการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

บลจ. กรุงศรี ตั้งเป้าปี 69 AUM แตะ 7.2 แสนล้าน

 

สุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ. กรุงศรี) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท

 

โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่

 

KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ. กรุงศรียังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่า AUM ทั้งปี 2569 จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ 720,000 ล้านบาท

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock/

The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งที่ควรรู้ก่อนมาทาน Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld https://thestandard.co/kaiten-sushi-onodera/ Fri, 24 Jul 2026 03:24:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1218785 Maguro Group

“ซูชิสายพาน” ได้กลายเป็นสังเวียนการแข่งขันใ […]

The post สิ่งที่ควรรู้ก่อนมาทาน Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maguro Group

“ซูชิสายพาน” ได้กลายเป็นสังเวียนการแข่งขันในธุรกิจอาหารที่ดุเดือดและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศไทย วัดได้จากบรรยากาศร้านเจ้าตลาดที่คึกคักอยู่เสมอ รายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการที่แบรนด์ซูชิสายพานหน้าใหม่ๆ ทะยอยตบเท้าเข้าสู่ตลาดนี้อย่างคึกคัก

 

ล่าสุดก็มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า แบรนด์ซูชิสายพานระดับพรีเมียมอย่าง “Kaiten Sushi Ginza Onodera” จากเครือ ONODERA GROUP ภายใต้ความร่วมมือกับ MAGURO GROUP ได้เตรียมจะเปิดให้บริการในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

ซึ่งจุดเด่นสำคัญของร้านคือ “คุณภาพของวัตถุดิบระดับพรีเมียม” ที่เทียบเท่าการยกระดับประสบการณ์มื้ออาหารร้านซูชิสายพานให้ใกล้เคียงร้านโอมากาเสะ (Omakase) แต่ในราคาที่เข้าถึงได้และทานได้บ่อยๆ เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพก็คือ เวลาไปทานร้านโอมากาเสะทั่วไป ราคามักถูกตั้งไว้ให้ผูกกับคอร์สทั้งชุด โดยวัตถุดิบพรีเมียมส่วนใหญ่จะถูกจัดคอร์สมาแบบเสร็จสรรพจากเชฟ แต่ที่ Kaiten Sushi Ginza Onodera กลับเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเองทีละคำ ตามงบประมาณและความอยากในมื้อนั้นๆ ได้อย่างอิสระ

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปทาน Kaiten Sushi Ginza Onodera เพื่อให้มื้อแรกของคุณสนุกและคุ้มค่าที่สุด

 

  1. ยกระดับประสบการณ์ซูชิสายพาน ผ่านทุกคำที่ถูกปั้นสดใหม่

ความสดใหม่เริ่มต้นหลังคุณกดสั่งผ่านหน้าจอ Touch Screen ทุกออร์เดอร์จะถูกส่งตรงถึงเชฟเพื่อรังสรรค์ซูชิคำต่อคำ แทนการปั้นรอไว้บนสายพาน เพื่อให้ทุกคำคงความสด รสชาติ และเนื้อสัมผัสของวัตถุดิบ ก่อนเสิร์ฟถึงตรงหน้าคุณในช่วงเวลาที่ดีที่สุด

 

  1. คุณภาพระดับพรีเมียม ในราคาที่เข้าถึงได้ กับ Signature ที่สะท้อนตัวตนของ Onodera

Kaiten Sushi Ginza Onodera นำเสนอเมนูที่หลากหลายในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มต้นเพียง 40 บาท ตั้งแต่เมนูยอดนิยมอย่าง Salmon Sushi ไปจนถึงเมนู Signature อย่างปลาทูน่าคุณภาพที่คัดสรรโดย Yamayuki ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทูน่าระดับโลก ซึ่งเริ่มต้นเพียงหลักร้อยต้นๆ ให้คุณได้ลิ้มลองทั้ง Akami, Chutoro และ Otoro

นอกจากปลาทูน่าแล้ว ร้านยังคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากญี่ปุ่นอีกหลากหลายชนิดตามฤดูกาล พร้อมเมนูพรีเมียมในช่วงราคา 100–300 บาท ให้ทุกคนเลือกอิ่มอร่อยได้ตามความชื่นชอบและงบประมาณของตัวเอง

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

 

  1. จานทั้ง 3 สี กับประสบการณ์ที่แตกต่าง

ที่ Kaiten Sushi Ginza Onodera แต่ละสีของจานมีความหมายแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าเลือกเมนูได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจานสีทอง คือเมนูปกติที่สามารถสั่งได้ตลอด จานสีเงิน เป็นเมนู Seasonal ที่มีเฉพาะช่วงเวลาหรือวัตถุดิบตามฤดูกาล ซึ่งจะหมุนเวียนมาบนสายพานในจำนวนจำกัด ส่วนจานสีดำคือเมนูพิเศษที่ร้านมอบให้ลูกค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มความสนุกและความเซอร์ไพรส์ให้กับทุกมื้ออาหาร

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

 

  1. คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศจากญี่ปุ่น

นอกเหนือจากเมนู Signature แล้ว Kaiten Sushi Ginza Onodera ยังรวบรวมวัตถุดิบคุณภาพจากญี่ปุ่นไว้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Uni หลายสายพันธุ์ ทั้ง Bafun, Murasaki และ Ensui รวมถึงวัตถุดิบที่นำเข้าในสภาพมีชีวิต เช่น Akagai, Mirugai และ Tsubugai ซึ่งเชฟจะรังสรรค์สดใหม่หลังได้รับออร์เดอร์ ตลอดจนปลาพรีเมียมอย่าง Hamachi, Kanpachi, Hirame และ Kinmedai ที่คัดสรรตามฤดูกาล เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกครั้งที่มาเยือน ความพิเศษยังอยู่ที่เทคนิคทำซูชิแบบดั้งเดิมสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) ที่ให้ความสำคัญกับการบ่มและการหมักปลาเพื่อดึงรสอูมามิตามธรรมชาติออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังใช้ “อากะชาริ” (Aka Shari) หรือข้าวซูชิสีแดงที่ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูแดงแบบดั้งเดิม ซึ่งจะพบเฉพาะในร้านโอมากาเสะระดับสูงเท่านั้น

 

  1. มีวัตถุดิบจากปลาหายากตามฤดูกาล ที่มักพบในร้านโอมากาเสะ

อีกหนึ่งเสน่ห์ของ Kaiten Sushi Ginza Onodera คือการคัดสรรปลาตามฤดูกาลจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Isaki, Kinki, Mejina, Sawara และอีกมากมาย ซึ่งหลายชนิดมักพบได้ในร้านโอมากาเสะ แต่ที่นี่เปิดโอกาสให้ลิ้มลองในรูปแบบซูชิสายพานระดับพรีเมียม ทำให้ทุกครั้งที่มาเยือนมีเมนูใหม่ ๆ ให้ค้นพบอยู่เสมอ

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

 

แล้วใครอยู่เบื้องหลังความพรีเมียมนี้?

 

MAGURO GROUP คือผู้นำเข้าและผู้ดำเนินธุรกิจ Kaiten Sushi Ginza Onodera ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Licensed Brand) ภายใต้ความร่วมมือกับ ONODERA GROUP ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นร้านอาหารแบรนด์ที่ 9 ในเครือ MAGURO GROUP และเป็นแบรนด์นำเข้าลำดับที่ 3

 

จุดแข็งของ MAGURO GROUP คือความเชี่ยวชาญในตลาดอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium Mass มากกว่า 10 ปี พร้อมประสบการณ์ในการบริหาร Licensed Brand ให้คงมาตรฐานเดียวกับประเทศต้นกำเนิด ทั้งด้านคุณภาพอาหาร วัตถุดิบ การบริการ และประสบการณ์ภายในร้าน ดังเช่น Tonkatsu AOKI และ KIWAMIYA

 

เมื่อผสานความเชี่ยวชาญของ MAGURO GROUP เข้ากับมาตรฐานของ ONODERA GROUP ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติ และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน จึงทำให้ Kaiten Sushi Ginza Onodera พร้อมส่งมอบประสบการณ์ซูชิสายพานระดับพรีเมียมที่คงมาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านแผนขยายสาขาแห่งที่ 2 และ 3 ในปี 2027 โดยสาขาแรกจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

เพื่อความสะดวก ลูกค้าสามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้ผ่านแอปพลิเคชัน TableCheck เพียงค้นหาชื่อร้าน “Kaiten Sushi Ginza Onodera Thailand” เพื่อเลือกวันและเวลาที่ต้องการ และเตรียมสัมผัสประสบการณ์ซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากย่านกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ตั้งแต่วันเปิดให้บริการเป็นต้นไป

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld

The post สิ่งที่ควรรู้ก่อนมาทาน Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่ centralwOrld appeared first on THE STANDARD.

]]>
EKA Global ส่องครึ่งหลังปี 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นรับต้นทุนลด-ส่งออกโต https://thestandard.co/eka-global-food-packaging-recovery/ Fri, 24 Jul 2026 02:39:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1234366 ภาพบรรจุภัณฑ์อาหารยืดอายุจาก EKA Global

เอกา โกลบอล (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอ […]

The post EKA Global ส่องครึ่งหลังปี 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นรับต้นทุนลด-ส่งออกโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรจุภัณฑ์อาหารยืดอายุจาก EKA Global

เอกา โกลบอล (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเด่นชัด จากแรงหนุน 5 ปัจจัยหลัก นำโดยราคาน้ำมันดิบโลกที่ผ่อนคลายดึงราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลง ควบคู่กับการส่งออกอาหารและเกษตรแปรรูปของไทยที่เติบโตแข็งแกร่ง 5 เดือนแรกทะลุ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ‘ชัยวัฒน์ นันทิรุจ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ย้ำชัดสนามการแข่งขันเปลี่ยนผ่านจาก ‘ศึกราคา’ สู่ ‘ศึกมาตรฐานและนวัตกรรม’ หลังสหภาพยุโรปดันกฎหมาย PPWR และไทยเร่งปรับระเบียบสัมผัสอาหาร (FCM) บีบผู้ประกอบการเร่งปรับตัว ชูตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในไทยและอาเซียนศักยภาพโต 5 – 10% ต่อปี รับเทรนด์สังคมเมืองและนโยบายลด Food Waste

 

 

5 ปัจจัยหนุนตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

 

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตเริ่มคลี่คลาย สวนทางกับอุปสงค์การส่งออกสินค้าอาหารไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้นในระดับสากล

 

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA Global) เปิดเผยว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่ แต่ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวเด่นชัดผ่าน 5 ตัวขับเคลื่อนสำคัญ:

 

  • ต้นทุนเม็ดพลาสติกผ่อนคลาย: ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกหลักอ่อนตัวลงตาม ประกอบกับปริมาณวัตถุดิบในประเทศมีเพียงพอ ช่วยลดภาระการผลิตของภาคธุรกิจ
  • การส่งออกไทยขยายตัวสถิติใหม่: ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 10.6%) โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ขณะที่ 5 เดือนแรกมีมูลค่ารวมกว่า 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 17%) หนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงพุ่งตาม
  • การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป: ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารเพื่อสุขภาพ ขยายตัวสูง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุสินค้าและรองรับการขนส่งระยะไกล
  • การยกระดับมาตรฐานของประเทศคู่ค้า: กฎระเบียบทางการค้าสากลบีบให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
  • เมกะเทรนด์ลดขยะอาหาร: ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตันต่อปี บรรจุภัณฑ์ยืดอายุจึงกลายเป็นทางออกเชิงนโยบาย

 

สลายศึกราคา สู่สงครามมาตรฐาน PPWR

 

การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากเรื่อง ‘ราคาถูก’ ไปสู่ ‘นวัตกรรมและความปลอดภัย’ อย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวเร่งสำคัญจากมาตรการค้าระหว่างประเทศ:

 

  • กฎระเบียบภายในประเทศ: ประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials: FCM) ให้เทียบเท่าสากล
  • กติกาการค้าสหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปเริ่มผลักดันกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) บังคับใช้เกณฑ์การรีไซเคิลและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

 

“ปัจจุบันผู้ประกอบการไม่ได้ตัดสินใจเลือกบรรจุภัณฑ์จากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ Food Safety ความสามารถในการรักษาคุณภาพสินค้า และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า การลงทุนด้านนวัตกรรมจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในระยะยาว” ชัยวัฒน์ระบุ

 

โอกาสโต 5-10% รับเทรนด์สังคมเมือง

 

EKA Global ประเมินว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ยังมีศักยภาพการเติบโตเฉลี่ย 5 – 10% ต่อปี รับอานิสงส์จากการขยายตัวของสังคมเมือง และความต้องการลดการสูญเสียระหว่างขนส่ง

 

เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว EKA Global เดินหน้าลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) มุ่งเน้น 3 แกนหลัก คือ Food Safety, High Barrier Packaging และ Sustainable Packaging เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอาหารไทยในเวทีการค้าโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

 

การขยับตัวของ EKA Global สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังกลายเป็น ‘ยุทธศาสตร์ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมอาหารไทย การที่สหภาพยุโรปงัดมาตรการ PPWR มาใช้ จะกลายเป็นทั้งกำแพงการค้าและโอกาสของผู้ประกอบการไทย หากสามารถใช้นวัตกรรมยืดอายุอาหารควบคู่กับรีไซเคิลได้จริง จะช่วยเปลี่ยนภาพรวมส่งออกไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การขายสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูงได้อย่างยั่งยืน

The post EKA Global ส่องครึ่งหลังปี 2569 ตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นรับต้นทุนลด-ส่งออกโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
GOLD NOW Prompt ตัวช่วยให้นักลงทุนทอง “พร้อม” ทุกจังหวะราคา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/gold-now-prompt-investors/ Fri, 24 Jul 2026 02:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1227141

สมรภูมิการลงทุนทองคำนั้นผันผวนกันอย่างรวดเร็ว การคาดการ […]

The post GOLD NOW Prompt ตัวช่วยให้นักลงทุนทอง “พร้อม” ทุกจังหวะราคา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมรภูมิการลงทุนทองคำนั้นผันผวนกันอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์ทิศทางต้องมาพร้อมกับ “ความพร้อม” ในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างผลตอบแทน

 

GOLD NOW Prompt คือนวัตกรรมล่าสุดบนแอป GOLD NOW ที่ถูกพัฒนามาเพื่อแก้โจทย์ด้านสภาพคล่องให้นักลงทุนทองคำโดยเฉพาะ ด้วยระบบการสำรองเงินลงทุนไว้ล่วงหน้า ช่วยให้คุณสามารถรับมือกับทุกความเคลื่อนไหวของราคาได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดการธุรกรรมทางการเงินในนาทีที่วิกฤตหรือโอกาสมาถึง

 

จุดแข็งของ GOLD NOW Prompt คือการเชื่อมต่อระหว่าง “ความคิด” และ “การแอ็กชัน” ให้ไร้รอยต่อ ผ่านการเติมเงินเข้าระบบได้ตามต้องการ พร้อมความคล่องตัวในการโอนเงินกลับสู่บัญชีหลักได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญคือการฟรีค่าธรรมเนียมในทุกการทำรายการ ช่วยให้ต้นทุนการบริหารเงินลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

การเริ่มต้นใช้งานทำได้ง่ายและเบ็ดเสร็จภายในแอปเดียว ตั้งแต่การเปิดฟังก์ชัน เติมเงิน จนถึงขั้นตอนการซื้อขาย เมื่อคุณตัดสินใจซื้อ ระบบจะตัดยอดเงินจาก Prompt และอัปเดตทองคำเข้าพอร์ตทันที ในทางกลับกัน เมื่อขายทองคำ ยอดเงินจะถูกนำกลับมาพักไว้ใน Prompt เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรอบการลงทุนถัดไป หรือเลือกถอนออกได้ตามความสะดวก

 

ในกรณีที่เติมเงินสำรองไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่มีรายการซื้อขาย สามารถโอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับเข้าบัญชีธนาคารได้ทันที เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเงินลงทุนได้ทุกที่ทุกเวลา

 

ส่วนเงินทุนที่ผ่านการซื้อขายทองคำเรียบร้อยแล้ว หากต้องการโอนกำไรหรือเงินต้นกลับเข้าสู่บัญชีหลัก หลังจากทำรายการโอน ยอดเงินจะถูกปรับเข้าบัญชีธนาคารภายในเวลา 12.00 น. ของวันทำการถัดไป

 

สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความคล่องตัวและไม่อยากพลาดโอกาสทองในทุกจังหวะของตลาด GOLD NOW Prompt คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารพอร์ตทองคำของคุณเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมีความพร้อมในระดับสูงสุดเสมอ

 


 

GOLD NOW Prompt

The post GOLD NOW Prompt ตัวช่วยให้นักลงทุนทอง “พร้อม” ทุกจังหวะราคา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน https://thestandard.co/mdes-huawei-trustworthy-ai-thailand-economy/ Thu, 23 Jul 2026 12:32:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1234292 ภาพผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหัวเว่ยร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้าน AI

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ของอา […]

The post ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหัวเว่ยร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้าน AI

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ของอาเซียน (AI Hub for ASEAN) ด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีมูลค่าทะลุ 5.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.2% ‘ดีอี’ ชูแนวคิด AI Governance Sandbox นำมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้จริง ขณะที่หัวเว่ยเปิดตัวโครงการ Thailand AI Ecosystem Initiative และตั้งเป้าผลิตบุคลากร AI Talent 100,000 คน ผ่าน Huawei ASEAN Academy หวังยกระดับอธิปไตยทางดิจิทัลและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

 
 

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นวาระระดับชาติที่ไม่อาจสร้างได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) จึงประกาศย่อยกลยุทธ์ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), ความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) และทรัพยากรบุคคล (Talent) เพื่อเร่งเครื่องให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุในงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแลร่วมกันแปลงหลักการธรรมาภิบาลระดับสากลให้กลายเป็นการใช้งานจริงที่จับต้องได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุมและยั่งยืน

 

มุ่งเป้าปั๊มเศรษฐกิจดิจิทัลทะลุ 5.6 ล้านล้าน

 

ทางด้าน พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้ว่า หัวใจสำคัญของก้าวต่อไปในเศรษฐกิจไทยคือการเดินหน้าด้วย ‘Trustworthy AI’ หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัย ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่น

 

เครื่องชี้วัดความพร้อมของประเทศสะท้อนผ่านดัชนีสำคัญ ประกอบด้วย

 

  • Broad Digital GDP ปี 2569: คาดว่าจะเติบโต 4.2% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.6 ล้านล้านบาท
  • Government AI Readiness Index 2025: ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 2 ของอาเซียน (โดย Oxford Insights) ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งด้านนโยบายและโครงสร้างภาครัฐ

 

กระทรวงดีอีจึงวาง 3 แนวทางรุกหนัก ได้แก่ การยกระดับธรรมาภิบาล AI สู่มาตรฐานสากล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่างหัวเว่ย เพื่อยกระดับการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมจริง

 

ยุทธศาสตร์จากหัวเว่ย ล็อกสเปกภาษาและวัฒนธรรมไทย

 

ออสติน เจิ้ง เชาวู รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ ICT บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันว่า ยุคปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ “ความเร็ว” แต่ต้องเป็น AI ที่ “น่าเชื่อถือและใช้งานได้จริง” โดยหัวเว่ยได้เปิดตัวกรอบแนวคิด 5 ประการ ได้แก่:

 

  • การค้นหา Use Case ที่สร้างมูลค่าสูงในภาคธุรกิจ
  • การพัฒนาโมเดล AI ที่มีความน่าเชื่อถือ
  • การสร้างรากฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้
  • การกำกับดูแล AI ตลอดวงจรการใช้งาน
  • การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง

 

“ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค AI ไม่ใช่การตัดสินใจผิด แต่คือการไม่ลงมือทำเลย” ออสติน เจิ้ง เชาวู ระบุ พร้อมย้ำว่า AI ในไทยต้องถูกออกแบบให้เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมของคนไทยอย่างแท้จริง เพื่อรักษา อธิปไตยทางดิจิทัล

 

เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ภายในงานได้มีการเปิดตัวโครงการ ‘Thailand AI Ecosystem Initiative’ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิด (Open Platform) เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย และสตาร์ทอัป พร้อมดัน Huawei ASEAN Academy ทำหน้าที่สถาบันผลิตบุคลากร ตั้งเป้าสร้าง AI Talent จำนวน 100,000 คน ส่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน

 

นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ซอฟต์แวร์ หัวเว่ยยังอวดโฉมโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลขั้นสูงอย่าง Atlas 950 SuperPoD เพื่อรองรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และ AI Agent แห่งอนาคต พร้อมจัดงาน Huawei Thailand Suppliers Convention 2026 ดึงคู่ค้ากว่า 130 บริษัทร่วมตั้งกลุ่ม Huawei Thailand Data Center Ecosystem Alliance ปูทางสร้างซัพพลายเชนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะรองรับความต้องการประมวลผลที่พุ่งสูงขึ้น

The post ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ https://thestandard.co/deepseek-v4-ai-price-war-us-giants/ Thu, 23 Jul 2026 12:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1234265 โลโก้ DeepSeek-V4 และสัญลักษณ์ AI สื่อถึงการแข่งขันด้านราคา

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลัง D […]

The post DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ DeepSeek-V4 และสัญลักษณ์ AI สื่อถึงการแข่งขันด้านราคา

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลัง DeepSeek สตาร์ทอัปจีนประกาศเปิดตัวโมเดลเรือธง DeepSeek-V4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ หลังจากที่เปิดให้ทดสอบวงแคบในรุ่น V4 Flash และ V4 Pro ไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา

 

 
 

โมเดลใหม่นี้ นำเสนอสถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts (MoE) ขนาด 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ แต่เลือกเปิดทำงานเฉพาะส่วนที่จำเป็น ส่งผลให้มีต้นทุนประมวลผลถูกกว่าโมเดลหลักในตลาดตั้งแต่ 7 ถึง 30 เท่า แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านการเขียนโค้ดและการคิดวิเคราะห์ได้สูงถึง 90-95% ของคู่แข่งฝั่งสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic

 

ปรากฏการณ์นี้ นอกจากจะทะลวงกำแพงมาตรการคุมส่งออกชิปของสหรัฐฯ ด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์แล้ว ยังบังคับให้องค์กรทั่วโลกต้องคำนวณต้นทุนการประมวลผล (TCO) ใหม่ทั้งหมด แม้จะยังมีแรงต้านด้านความมั่นคงและ Data Privacy ในชาติตะวันตก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยน AI จากเทคโนโลยีราคาแพงให้กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

สัญญาณเตือนถึงยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ว่า ‘ยุค AI ราคาแพงกำลังจบลง’

 

วงการเทคโนโลยีโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ DeepSeek สตาร์ทอัป AI ดาวรุ่งจากประเทศจีน ประกาศเปิดตัวโมเดลเรือธง DeepSeek-V4 อย่างเป็นทางการ หลังผ่านการทดสอบในรุ่น V4 Flash และ V4 Pro

 

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดซอฟต์แวร์ตามรอบปี แต่คือการส่งสัญญาณเตือนเชิงยุทธศาสตร์ไปยังมหาอำนาจเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic ว่า สมรภูมิ AI ได้เปลี่ยนจาก “การแข่งกันที่ความเก่ง” ไปสู่ “การแข่งกันที่ความคุ้มค่าต่อคำสั่งประมวลผล” เรียบร้อยแล้ว

 

นวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่ทลายกำแพงมาตรการคุมชิป

 

ความลับเบื้องหลังศักยภาพในการหั่นราคาของ DeepSeek-V4 คือการเลือกใช้สถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts (MoE) ขนาดพารามิเตอร์รวม 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ แต่เปิดทำงานจริงต่อคำสั่ง (Active Parameters) เพียง 49B ในรุ่น V4 Pro และ 13B ในรุ่น V4 Flash

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:

 

  • โมเดล AI ดั้งเดิม เหมือนพนักงานสารพัดประโยชน์คนเดียวที่ต้องแบกงานทุกอย่าง และใช้สมองทุกส่วนประมวลผลตอบคำถามตลอดเวลา

 

  • โครงสร้าง MoE ของ DeepSeek-V4 เหมือนองค์กรที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนับร้อยคน โดยมีตัวจัดการ (Router) คอยส่งงานให้ตรงจุด หากสั่งเขียนโค้ด ระบบจะปลุกเฉพาะ AI ผู้เชี่ยวชาญด้านโค้ดขึ้นมาทำงาน ขณะที่ส่วนอื่นยังคงพักผ่อน

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ DeepSeek-V4 สามารถส่งมอบประสิทธิภาพความฉลาดในระดับใกล้เคียงโมเดลท็อป แต่กินพลังงานและทรัพยากรชิปน้อยลงอย่างมหาศาล ดัน ต้นทุนการประมวลผลให้ถูกกว่าโมเดลหลักในท้องตลาดถึง 7-30 เท่า

 

แรงกระแทกต่อ TCO และการปรับกลยุทธ์ของฝั่งอเมริกา

 

การจ่ายเงินเพียง 10-15% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ถึง 90% คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องหันมาคำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ต้องรันคำสั่ง API จำนวนหลายพันล้าน Tokens ต่อวัน

 

ปรากฏการณ์นี้บีบให้ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ต้องปรับกลยุทธ์ส่งโมเดลตระกูลสเปกย่อยราคาประหยัด เช่น GPT-Mini, Haiku หรือ Gemini Flash ออกมาบล็อกการขยายตัวของจีนอย่างหนักหน่วง

 

สำหรับผู้ใช้งานองค์กร แม้การย้ายค่าย (Switching Cost) จาก OpenAI หรือ Anthropic มายัง DeepSeek จะมีต้นทุนในการปรับจูนระบบเดิม แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับค่า API ที่ลดลงระยะยาว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในแง่การบริหารต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

 

กำแพงความมั่นคงและทางออกด้วย Private Cloud

 

อย่างไรก็ตาม แม้ DeepSeek จะชนะขาดในมิติของราคา แต่แรงต้านสำคัญคือ ‘ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitics) การที่หน่วยงานรัฐและองค์กรชั้นนำในสหรัฐฯ และชาติตะวันตกสั่งห้ามใช้ DeepSeek บนอุปกรณ์ของรัฐ สะท้อนถึงความกังวลด้าน Data Privacy อย่างรุนแรง

 

ทางออกขององค์กรเอกชนในปัจจุบันจึงมักอยู่ในรูปแบบ Hybrid:

 

  • ใช้งานผ่าน Public API กับงานทั่วไปที่ไม่มีความลับ
  • นำโมเดล Open-Source ของ DeepSeekมาปรับแต่งและ Host เองบน Private Cloud ภายในองค์กรเพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล

 

3 มิติใหม่แห่งอนาคตอุตสาหกรรม AI

 

ปรากฏการณ์ DeepSeek-V4 กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปสู่อนาคตใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้

 

  • AI เป็นสาธารณูปโภคราคาถูก: ความสามารถประมวลผลขั้นสูงจะกลายเป็นระบบพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงง่าย ช่วยให้สตาร์ทอัปพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยต้นทุนที่ถูกลงอย่างมาก
  • ขยายตัวรวดเร็ว: โมเดลที่ประหยัดทรัพยากรอย่าง V4 Flash จะช่วยเร่งให้เกิดการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง (Edge Devices) และ Private Cloud ขนาดเล็กได้ทันที
  • การเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจฝั่งสหรัฐฯ: ยักษ์ใหญ่ตะวันตกอาจต้องขยับไปขายโซลูชันระดับ Enterprise Safety, ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือขั้นสูง แทนการขายโมเดลขนาดใหญ่ราคาแพงเพียงอย่างเดียว

 

สงครามราคา AI ที่จุดชนวนโดย DeepSeek ในครั้งนี้ แม้จะทำให้อัตรากำไร (Margin) ของผู้พัฒนาโมเดล AI ทั่วโลกดิ่งลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ในท้ายที่สุดคือ ‘ผู้บริโภคและนักพัฒนา’ ที่กำลังจะได้ใช้เทคโนโลยีระดับท็อปในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดคลื่นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ภาพ: daily_creativity / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ https://thestandard.co/white-house-moonshot-ai-nvidia-chips-thailand/ Thu, 23 Jul 2026 10:09:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1234194 นิ้วกำลังกดไอคอนแอปพลิเคชัน Kimi AI บนหน้าจอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวออกมากล่าวหา Moonshot A […]

The post ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิ้วกำลังกดไอคอนแอปพลิเคชัน Kimi AI บนหน้าจอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวออกมากล่าวหา Moonshot AI สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนว่า นำผลลัพธ์จากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เพื่อพัฒนาโมเดล Kimi K3 ที่เพิ่งเปิดตัวและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยี พร้อมระบุว่า บริษัทเข้าถึงชิป Nvidia รุ่น GB300 ที่ถูกห้ามขายให้บริษัทจีน ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงจากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยด้วย

 

 
 

ไมเคิล แครตซิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำทำเนียบขาว โพสต์ผ่าน X เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อมูลว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิป GB300 มาไว้ในครอบครอง

 

นอกจากนี้ยังเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิปรุ่นดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยมีความเป็นไปได้ว่าเพื่อใช้ฝึกโมเดล AI ของบริษัท

 

ข้อกล่าวหานี้ชี้ว่า Moonshot ละเมิดทั้งกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานของบริษัทเจ้าของโมเดล ทั้งนี้ Moonshot และ Nvidia ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นต่อโพสต์ของแครตซิออส

 

ปมชิป Blackwell ที่ห้ามขายให้บริษัทจีน

 

ชิป GB300 ที่แครตซิออสอ้างถึงเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ตระกูล Blackwell ซึ่งสหรัฐฯ ห้ามจำหน่ายให้บริษัทจีน โดยแม้รัฐบาลทรัมป์จะเปิดทางให้ขายชิป H200 ที่มีสมรรถนะต่ำกว่าได้บ้าง แต่ยังคงสกัดการขายชิปตระกูล Blackwell ที่ล้ำสมัยกว่าอยู่

 

ที่ผ่านมาสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปที่ล้ำสมัยที่สุดของ Nvidia มาตั้งแต่ปี 2022 ด้วยความกังวลว่าอาจถูกกองทัพจีนนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งนับจากนั้นรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกก็เข้มงวดกับการลักลอบขนชิปมากขึ้น

 

ขณะที่บันทึกภายในเมื่อเดือนพฤษภาคมยังยืนยันว่า สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง ซึ่งดูแลการควบคุมการส่งออกชิป AI จำกัดการขายชิปประสิทธิภาพสูงให้บริษัทจีนแม้จะอยู่นอกประเทศจีนก็ตาม

 

โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีบริษัทใดอาศัยช่องโหว่ส่งชิปไปยังบริษัทลูกของกิจการจีนหรือไม่ ซึ่งเป็นบริบทที่ทำให้การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ในไทยถูกจับตาเป็นพิเศษ

 

นอกจากประเด็นชิปแล้ว แครตซิออสยังระบุว่า Moonshot พัฒนาแพลตฟอร์มภายในที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อทำ distillation กับโมเดลของสหรัฐฯ ในวงกว้าง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดึงคำตอบจากโมเดลที่แข็งแกร่งกว่ามาฝึกโมเดลที่อ่อนแอกว่า เพื่อลอกความสามารถบางส่วนมาไว้กับตัวเอง

 

โดยเขาระบุว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทสลับวิธีเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

 

ท่าทีคว่ำบาตรจากฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็แสดงความกังวลในทำนองเดียวกันเมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) แม้จะไม่ได้เจาะจงถึง Moonshot โดยระบุว่ารัฐบาลสนับสนุนโมเดลแบบโอเพนซอร์ส แต่ไม่สนับสนุนการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และหากพบว่าโมเดลจากต่างประเทศขโมยจากบริษัทอเมริกัน สหรัฐฯ ก็มีอำนาจคว่ำบาตรได้

 

เบสเซนต์ยังกล่าวผ่าน Fox Business ว่า ทางการสหรัฐฯ กำลังตรวจพบร่องรอยเฉพาะตัวที่บ่งชี้ว่าโมเดลจีนหลายตัวมีต้นทางมาจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

 

ก่อนย้ำจุดยืนอีกครั้งในวันพุธว่ามาตรการคว่ำบาตรและการขึ้นบัญชีดำยังเป็นทางเลือกที่พร้อมนำมาใช้ พร้อมระบุว่าการสนับสนุนโอเพนซอร์สไม่ได้แปลว่าเปิดให้ใครก็ได้มาหยิบฉวยทรัพย์สินทางปัญญาของอเมริกา

 

ท่าทีเหล่านี้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาที่เพิ่มขึ้นจาก OpenAI และ Anthropic ที่ระบุว่าคู่แข่งจากจีนนำผลลัพธ์จากโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ไปใช้อย่างเป็นระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อพัฒนาแชตบอตคู่แข่งด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว โดยก่อนหน้านี้ Anthropic เคยกล่าวหา Moonshot ในประเด็นเดียวกัน ซึ่ง Moonshot ยังไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

เช่นเดียวกับเมื่อเดือนมิถุนายนที่ Anthropic กล่าวหา Alibaba ว่าลอบดูดความสามารถของโมเดล Claude ผ่านการทำ distillation พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสลงโทษบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองสภาก็ผลักดันกฎหมายที่มีเป้าหมายขึ้นบัญชีดำหรือคว่ำบาตรบริษัทจีนที่ทำ distillation อย่างไม่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด แต่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าการพัฒนา AI ของประเทศเป็นผลจากความทุ่มเทและความพยายามของตัวเอง รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

เมื่อ Kimi K3 สั่นคลอนความเชื่อเรื่องช่องว่างสหรัฐฯ-จีน

 

ต้นตอของความตื่นตัวครั้งนี้คือ Kimi K3 ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Open-Weight ที่ Moonshot ระบุว่า มีความสามารถโดยรวมเหนือกว่าคู่แข่งทุกราย ยกเว้น Claude Fable 5 ของ Anthropic และ GPT-5.6 ของ OpenAI

 

การเปิดตัวดังกล่าวสั่นคลอนสมมติฐานที่เชื่อกันมานานว่าความสามารถด้าน AI ของจีนยังตามหลังผู้นำอย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่มาก จนทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงแรง คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นจากผลกระทบของ DeepSeek เมื่อปีก่อน

 

โดย Moonshot มีกำหนดปล่อย Kimi K3 เป็นโมเดลโอเพนซอร์สในวันที่ 27 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นโมเดลขนาดใหญ่ระดับนี้ตัวแรกที่เปิดให้ดาวน์โหลดและปรับแต่งได้อย่างอิสระ

 

ทางฝั่ง OpenAI นั้น เกร็ก บร็อคแมน ประธานบริษัท ยอมรับว่า Moonshot พัฒนาโมเดลที่แข่งขันได้จริง โดยระบุว่าเป็นโมเดลที่ดีทีเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อถูกถามว่า Moonshot ดึงผลลัพธ์จากโมเดลของ OpenAI ไปใช้หรือไม่ เขากลับตอบว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุป พร้อมย้ำว่าบริษัทเฝ้าติดตามเรื่องนี้อยู่เสมอ

 

บร็อคแมนระบุว่า เขาเคยเห็นการประเมินที่ชี้ว่าจีนอาจตามหลังสหรัฐฯ ในการพัฒนาโมเดลเพียงราว 4 เดือนเท่านั้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าอาจสั้นกว่านั้นอีก อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า OpenAI ยังมีความได้เปรียบอย่างมาก จากการลงทุนด้านทรัพยากรประมวลผลตั้งแต่เนิ่นๆ และการวิจัยที่สะสมมาหลายปี

 

เขายังชี้ว่า มีความเข้าใจผิดว่าโมเดลแบบ Open-Weight อย่าง Kimi นั้นใช้งานฟรี ทั้งที่ยังเป็นโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทรัพยากรประมวลผลจำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนสูง โดยการแข่งขันที่แท้จริงจะอยู่ที่ว่าใครสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดได้

 

ขณะที่ OpenAI ออกแถลงการณ์ว่าโมเดลแบบเปิดมีความสำคัญต่อการทำให้ทุกคนเข้าถึง AI ได้ พร้อมระบุว่าความก้าวหน้าของโมเดลเปิดจากจีนไม่ใช่เหตุผลที่จะต่อต้านแนวทางเปิดกว้าง

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ Moonshot กำลังเร่งระดมทุนรอบสุดท้ายก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปีนี้ ที่ระดับมูลค่าบริษัทสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท)

 

แม้นักลงทุนสหรัฐฯ จะไม่ได้ถูกห้ามลงทุนในบริษัทที่ซื้อขายในฮ่องกงเป็นการทั่วไป แต่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทใดเป็นการเฉพาะ ก็อาจสกัดไม่ให้เม็ดเงินอเมริกันไหลเข้าไปยังบริษัทนั้นได้ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่ Moonshot ต้องเผชิญท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.80 บาท ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเงื่อนไข ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท จ่อลงทะเบียนปลายปี วิจัยกรุงศรีมองช่วยหนุนเศรษฐกิจระยะสั้น https://thestandard.co/thai-tiew-thai-plus-subsidy/ Thu, 23 Jul 2026 10:03:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1234190 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงเงื่อนไขโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส รัฐช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท

จับตาโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กระทรวงการท่องเที่ยวและ […]

The post ส่องเงื่อนไข ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท จ่อลงทะเบียนปลายปี วิจัยกรุงศรีมองช่วยหนุนเศรษฐกิจระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงเงื่อนไขโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส รัฐช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท

จับตาโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจ่ออัดฉีด 1,750 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท คาดเปิดลงทะเบียนปลายปีนี้ วิจัยกรุงศรีมอง เศรษฐกิจไตรมาส 4 อาจได้แรงหนุนจากโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส แต่อาจเผชิญ Payback Effect หลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

 

 
 

ส่องเงื่อนไขโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’

 

วิจัยกรุงศรี ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมดำเนินโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) ในลักษณะเดียวกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน วงเงิน 1,750 ล้านบาท

 

โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พักไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ และร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในสัดส่วน 50% ขณะที่ประชาชนรับผิดชอบ 50%

 

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569

 

วิจัยกรุงศรีมอง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ช่วยพยุงการบริโภคและท่องเที่ยว Q4

 

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยพยุงการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่อาจเผชิญผลกระทบจาก Payback Effect ภายหลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงสิ้นเดือนกันยายน

 

อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะเป็นแรงหนุนในระยะสั้นเท่านั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับขนาดหรือวงเงิน เงื่อนไขในการเข้าร่วมและรายละเอียดอื่นๆ ของโครงการ

 

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปียังเผชิญความเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Niño)

 

แม้ภาครัฐจะมีแผนลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทแต่ยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการ ความรวดเร็วในการเบิกจ่าย และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือสินค้านำเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

The post ส่องเงื่อนไข ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ รัฐช่วยจ่ายค่าห้อง 50% สูงสุด 3,000 บาท จ่อลงทะเบียนปลายปี วิจัยกรุงศรีมองช่วยหนุนเศรษฐกิจระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
LH Bank เดิมพันครึ่งปีหลังกับทุนต่างชาติ ดันพอร์ต FDI โต 50% แตะ 3 หมื่นล้าน คุม NPL ไม่ให้ถึง 3% https://thestandard.co/lh-bank-fdi-npl-foreign-capital/ Thu, 23 Jul 2026 08:42:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1234116 ภาพอาคารสูงในย่านธุรกิจ สื่อถึงแนวคิดด้านการเงินและการลงทุน

กลุ่มธุรกิจการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ วางเป้าหมายปี 2569 […]

The post LH Bank เดิมพันครึ่งปีหลังกับทุนต่างชาติ ดันพอร์ต FDI โต 50% แตะ 3 หมื่นล้าน คุม NPL ไม่ให้ถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารสูงในย่านธุรกิจ สื่อถึงแนวคิดด้านการเงินและการลงทุน

กลุ่มธุรกิจการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ วางเป้าหมายปี 2569 ให้สินเชื่อเติบโต 10-12% ดัน NIM กลับขึ้นสู่กรอบ 2.0-2.2% และคุม NPL ไม่ให้แตะ 3% โดยมีธุรกิจระหว่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย พร้อมตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อที่เชื่อมโยง FDI แตะ 3 หมื่นล้านบาท โต 50% จากปีก่อน

 

 
 

ฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank ระบุว่า สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับธุรกิจระหว่างประเทศเติบโต 27% ในครึ่งปีแรก และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ถึง 50% โดยพอร์ตสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทในครึ่งปีแรก และตั้งเป้าไปให้ถึง 3 หมื่นล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

 

แรงหนุนหลักมาจาก CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งของไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่ม ที่ส่งต่อลูกค้าเข้ามายังไทย ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

กลุ่มลูกค้าหลักในปัจจุบันคือธุรกิจสัญชาติไต้หวัน และธนาคารอยู่ระหว่างขยายฐานลูกค้าจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมดิจิทัล

 

ผู้บริหาร LH Bank อธิบายว่า ลักษณะความต้องการสินเชื่อของกลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนผ่านช่วง โดยก่อนหน้านี้การเติบโตมาจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการลงทุนก่อสร้างโรงงาน แต่หลังจากนี้จะเริ่มเห็นความต้องการที่มาจากการผลิตและการส่งออกจริง

 

อย่างไรก็ตาม ฉี ชิง-ฟู่ ยอมรับว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในไทยได้นำเงินลงทุนเข้ามาค่อนข้างมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา และปีนี้เริ่มเห็นการชะลอตัวลง แม้ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าอยู่ก็ตาม โดยเงินลงทุนหลักในการก่อสร้างโรงงานมักมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัทแม่ ส่วนที่ขอสินเชื่อจากธนาคารในประเทศจะเป็นเงินทุนหมุนเวียนเป็นหลัก

 

NPL ขยับ 5 ไตรมาสติด เข้าใกล้เพดาน 3%

 

โจทย์ที่นักลงทุนจับตาคือคุณภาพสินทรัพย์ โดย NPL ratio ขยับขึ้นต่อเนื่องจาก 2.09% ในปี 2565 มาเป็น 2.36% 2.34% 2.44% ระหว่างปี 2566 – 2568 และล่าสุด 2.56% ณ ครึ่งปีแรกของปีนี้ แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 2.85% แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคืออัตราส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (coverage ratio) ที่ลดลงจากระดับราว 200% มาอยู่ที่ 144%

 

ฉี ชิง-ฟู่ อธิบายที่มาของ NPL ว่าเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการช่วยเหลือหลังโควิดทยอยสิ้นสุดลง โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารเร่งขยายพอร์ตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธนาคารเลือกใช้กลไกค้ำประกันภาครัฐและการกระจายความเสี่ยงรายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือหลักในรอบนี้

 

ในด้านการตั้งสำรอง ครึ่งปีแรกธนาคารตั้งสำรองไว้ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% และผู้บริหารคาดว่าจะทยอยลดลงในครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของคุณภาพสินทรัพย์

 

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จากระดับ 2.5% ในปี 2566 และทยอยลดลงเป็น 2.32% และ 2.00% ในปี 2567-2568 ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ซึ่งหมายความว่าปัจจุบัน NIM อยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีที่ 2.0-2.2%

 

ผู้บริหารระบุว่า คาดหวังให้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งจะทำให้ NIM มีโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยอาศัยการมุ่งเน้นกลุ่ม SME และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเป้าหมาย Cost to Income Ratio ที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 53%

 

ด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ธนาคารระบุว่าได้แรงหนุนจากธุรกิจบริหารจัดการกองทุน ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และธุรกรรม Trade Finance กับ FX ขณะที่ฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 16.7% จากกลยุทธ์ Lifestyle Banking และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมในกลุ่มรายย่อยเพิ่มขึ้น 127%

 

จับตาราคาน้ำมัน–ภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่

 

ฉี ชิง-ฟู่ ประเมินภาพเศรษฐกิจปีนี้ว่าเป็นปีที่ท้าทาย โดยประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถูกปรับลดจาก 3.4% เหลือ 3% จากภาวะสงครามที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งความเสี่ยงหลักคือราคาพลังงานที่อาจปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ความเป็นไปได้ที่ช่องแคบจะกลับมาเปิดใช้งานภายในสิ้นเดือนนี้แทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากบันทึกความเข้าใจล้มลงและสงครามกลับมาปะทุ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอีกรอบ และตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงค่อนข้างมากต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยหลายอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากเส้นทางเดินเรือที่ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

 

อีกความเสี่ยงคือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันไทยและอีกหลายประเทศเผชิญอัตราราว 10% และจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้ โดยความไม่แน่นอนอยู่ที่อัตราใหม่ ซึ่งหลังจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศตั้งแต่กลางเดือนก่อน มีการคาดการณ์ว่าไทยอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 12.5%

 

ผลพวงที่ตามมาคือดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลหนัก ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าชัดเจนเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค และมีแนวโน้มจะขาดดุลต่อเนื่องหลังราคาพลังงานกลับมาสูงอีกครั้ง

 

ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังเผชิญทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ จากความกังวลเรื่องภาวะสงครามและต้นทุนค่าครองชีพ แต่ผู้บริหารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3-4

 

ด้านปัจจัยบวก อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้รับการปรับมุมมองเป็น stable หลังจากถูกปรับลดเป็น negative ในปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้าต่อเนื่อง แม้จำนวนโครงการจะลดลง 20% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น 142% จากปีก่อน ณ ไตรมาสแรก โดยมาจากอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ส่งผลให้ธนาคารประเมินว่า GDP ไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ 2% ปรับขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.4%

 

The post LH Bank เดิมพันครึ่งปีหลังกับทุนต่างชาติ ดันพอร์ต FDI โต 50% แตะ 3 หมื่นล้าน คุม NPL ไม่ให้ถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>