Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Aug 2026 11:10:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center https://thestandard.co/chantanon-wannakejohn-energy-secretary-mission/ Tue, 18 Aug 2026 06:12:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1243195 ภาพบุคคล ฉันทนนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘ฉันทา […]

The post เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบุคคล ฉันทนนท์ วรรณเขจร ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center

 

 
 

จากเดิมที่ชื่อของ ‘ณัฐพล รังสิตพล’ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถูกจับตาเป็นตัวเต็งข้ามห้วยไปนั่งปลัดกระทรวงพลังงาน

 

ล่าสุดเก้าอี้ดังกล่าวกลับเป็นของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร หลัง ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

 

ก่อนหน้านี้ กระแสการโยกย้ายปลัด 2 กระทรวงสำคัญอย่าง อุตสาหกรรม-พลังงาน ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะชื่อของ ณัฐพล รังสิตพล ที่มีรายงานว่าเตรียมย้ายจากกระทรวงอุตสาหกรรมไปนั่งปลัดกระทรวงพลังงาน หลังดำรงตำแหน่งปลัดอุตสาหกรรมครบ 4 ปีในวันที่ 30 กันยายนนี้ และยังเหลืออายุราชการอีก 4 ปี

 

แต่การแต่งตั้งกลับพลิกโผในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ชื่อของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร จะถูกเสนอขึ้นมาแทน และ ครม. มีมติไฟเขียวในวันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ส่งผลให้ฉันทานนท์ก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ขณะที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังต้องจับตาต่อไป โดยล่าสุดยังไม่มีการแต่งตั้ง

 

สำหรับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ข้ามกระทรวง โดยเติบโตมาจากสายงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนขยับมารับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุดได้รับความเห็นชอบให้ขึ้นเป็น ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

 

ประวัติส่วนตัวและประวัติการศึกษา

 

ฉันทานนท์ วรรณเขจร อายุ : 55 ปี

 

การศึกษา ระดับปริญญาโท: สาขาบริหารธุรกิจ (Master of Business Administration), University of New Hampshire, ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2539 – 2540)

 

  • ประกาศนียบัตร: หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการบริหารธุรกิจ, University of Wisconsin-Madison, ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2538 – 2539)
  • ปริญญาตรี: บัญชีบัณฑิต (สาขาบัญชี), มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (พ.ศ. 2532 – 2536)

 

ประวัติการอบรมผู้บริหารระดับสูง

 

  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 65/2566 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 20/2567 สถาบันวิทยาการพลังงาน
  • หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 4/2564 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
  • หลักสูตร Net Zero CEO Leadership Program รุ่นที่ 1

 

ประวัติการทำงานที่สำคัญ ฉันทานนท์เติบโตในสายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงข้ามกระทรวง

 

โดยมีประวัติการทำงาน ดังนี้

 

  • พ.ศ. 2569: ปลัดกระทรวงพลังงาน / ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง ระดับ 11)
  • พ.ศ. 2563 – 2568: เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • พ.ศ. 2562 – 2563: ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • พ.ศ. 2560 – 2562: รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • พ.ศ. 2558 – 2560: ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อดีต: อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2543 – 2545: นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • การดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์กรต่างๆ
  • ประธานกรรมการ การประปานครหลวง (กปน.)
  • กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • กรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
  • กรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและการตลาด สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.

 

เปิดภารกิจสำคัญปลัดพลังงาน

 

  • ความมั่นคงทางพลังงาน – ดูแลการจัดหาและสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิง ให้เพียงพอท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดโลก
  • ค่าไฟและต้นทุนพลังงาน – เดินหน้าลดภาระค่าไฟประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมบริหารโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าให้มีความสมดุล
  • PDP ฉบับใหม่ – ขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ให้รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Data Center และ AI
  • เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด – เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน รองรับเป้าหมาย Net Zero และการลดการปล่อยคาร์บอน
  • เปิดทางลงทุนพลังงานยุคใหม่ – ทั้ง Solar, Wind, Battery Storage, Hydrogen, SAF รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล
  • บริหารก๊าซธรรมชาติและ LNG – วางสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบกับต้นทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น
  • รับมือภาคอุตสาหกรรมยุค Data Center – ความต้องการไฟฟ้าก้อนใหญ่จาก Cloud, AI และ Data Center จะเป็นโจทย์สำคัญของระบบไฟฟ้าไทย
  • ปฏิรูประบบไฟฟ้า – เดินหน้าประเด็น Direct PPA, การจัดสรรโครงข่าย และการบริหาร Capacity ของระบบส่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด

The post เปิดประวัติ ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ปลัดพลังงานคนใหม่ จากสายเกษตร สู่ภารกิจเผือกร้อน ความมั่นคงพลังงาน-ค่าไฟ-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 https://thestandard.co/gmm-music-mod-muan-rangsit-festival/ Tue, 18 Aug 2026 05:31:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1243153 ภาพผู้บริหาร GMM MUSIC และ MOD พร้อมโลโก้ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’

GMM MUSIC ผนึกกำลัง MOD (Monday On December) จัดตั้งกิจ […]

The post GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร GMM MUSIC และ MOD พร้อมโลโก้ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’

GMM MUSIC ผนึกกำลัง MOD (Monday On December) จัดตั้งกิจการร่วมค้า ‘ม่วนไม่จำกัด’ เตรียมเปิดตัวมิวสิกเฟสติวัลแบรนด์ใหม่ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ ประเดิมจับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569

 

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้ชมมิวสิกเฟสติวัลในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคอนเซปต์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเฉพาะงานที่เน้นความสนุกและการมีส่วนร่วมของผู้ชม เช่น เพลงลูกทุ่งสามช่า หรือเพลงร็อก กำลังเป็นที่นิยมและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยแนวโน้มดังกล่าว GMM SHOW จึงมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจสู่เซกเมนต์ใหม่ และเลือกลงทุนในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ที่รวมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งนักศึกษาและวัยทำงาน อีกทั้งยังมีระบบคมนาคมที่สะดวก และรองรับผู้เข้าร่วมงานได้ในระดับหลายหมื่นคน

 

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ GMM SHOW ร่วมมือกับ MOD (บริษัท มันเดย์ ออน ดีเซมเบอร์ จำกัด) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการออกแบบเวทีคอนเสิร์ตและสร้างสรรค์งาน รังสิตสาด มาแล้ว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะนำจุดแข็งด้านการบริหารจัดการของ GMM SHOW มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของ MOD เพื่อผลักดัน ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ ให้เป็นพื้นที่เปิดประสบการณ์ใหม่ทุกมิติ ทั้งด้านไลน์อัปศิลปิน โปรดักชันเวที และมาตรฐานการจัดงานระดับมืออาชีพ

 

ด้าน พัสกร วุฒิวิญญูชน ผู้ก่อตั้งบริษัท มันเดย์ ออน ดีเซมเบอร์ จำกัด กล่าวว่า ความม่วน คือ DNA ของคนไทยที่ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวใด ก็สามารถร่วมสนุกไปด้วยกันได้ งานนี้จึงต้องการถ่ายทอดเสน่ห์ความสนุกแบบไทยในมุมใหม่ ผ่านศิลปะ แสง สี และงานดีไซน์ เพื่อสร้างประสบการณ์มิวสิกเฟสติวัลรูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้ ในโปรเจกต์ดังกล่าว GMM MUSIC จะดูแลด้านศิลปินและคอนเทนต์ ขณะที่ GMM SHOW รับผิดชอบการบริหารการผลิตอีเวนต์ขนาดใหญ่ ส่วน MOD จะดูแลด้าน Creative Direction, การออกแบบเวที, งานวิชวล, งานศิลป์ และบรรยากาศภายในงานทั้งหมด

 

The post GMM MUSIC จับมือ MOD ตั้งกิจการร่วมค้า เปิดแบรนด์ ‘ม่วนรังสิต เฟสติวัล’ จับวัยรุ่นย่านรังสิต ปลายปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia จับมือ 6 ยักษ์การเงินวอลล์สตรีท หวังระดมทุนดีลชิป AI 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีชิปและสัญญาซื้อชิปเป็นหลักประกัน https://thestandard.co/nvidia-wall-street-ai-chip-fund/ Tue, 18 Aug 2026 03:52:07 +0000 https://thestandard.co/nvidia-wall-street-ai-chip-fund/ Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia กำลังนำเสนอ

Nvidia ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Apollo, BlackRoc […]

The post Nvidia จับมือ 6 ยักษ์การเงินวอลล์สตรีท หวังระดมทุนดีลชิป AI 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีชิปและสัญญาซื้อชิปเป็นหลักประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia กำลังนำเสนอ

Nvidia ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Apollo, BlackRock, Blackstone, Brookfield, Goldman Sachs และ KKR เพื่อจัดตั้งแพลตฟอร์มการจัดหาเงินทุนด้านการประมวลผลอิสระ โดยมีเป้าหมายระดมทุนจากบุคคลภายนอกมากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 17 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

 

 

เจนเซน หวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia Corp. เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อสัปดาห์นี้ว่า บริษัทได้จับมือกับกลุ่มสถาบันการเงินรายใหญ่ของวอลล์สตรีท ตั้งเป้าระดมทุนสนับสนุนดีลด้านคอมพิวติ้งสำหรับ AI ร่วมกันเป็นมูลค่ารวม 5 แสนล้านดอลลาร์

 

ความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วยบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสถาบันการเงินทั้ง 6 แห่ง เพื่อจัดตั้งกองทุนเฉพาะสําหรับลูกค้าของ Nvidia ซึ่งรวมถึงห้องปฏิบัติการ AI ภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการ AI คลาวด์ โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินสําหรับการจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับขนาดใหญ่

 

เป้าหมายของหวงคือการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนของ Nvidia ว่ายังมีบริษัทอีกจำนวนมากที่พร้อมปล่อยกู้ให้ลูกค้าของเขา โดยเฉพาะสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Anthropic PBC และ OpenAI ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อดีมานด์ในอนาคต ขณะที่บริษัทพยายามขยายฐานลูกค้าออกไปนอกเหนือกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscaler) อย่าง Microsoft และ Amazon ซึ่งหลายรายกำลังพัฒนาชิ้นส่วนของตัวเองขึ้นมาใช้

 

ภายใต้ความร่วมมือนี้ สถาบันการเงินจะจัดหาเงินทุนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สำหรับดีลซื้อชิป ขณะที่ Nvidia จะเข้าค้ำประกันดีลบางส่วน ทั้งนี้ ณ เวลาที่ประกาศ ยังไม่มีการลงนามในดีลใดๆ และการประกาศดังกล่าวถูกทำให้คลุมเครือโดยเจตนา ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้

 

โครงสร้างดีลและหลักประกัน

 

แม้เงินทุนส่วนใหญ่จะถูกระดมผ่านตลาดสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่มาก ทำให้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดทุนสาธารณะ ซึ่งคาดว่าจะออกมาในรูปของหุ้นกู้ หลายชุดมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อชุด ออกโดยนิติบุคคลเฉพาะกิจที่จะให้ลูกค้าของ Nvidia เช่าชิปอีกทอดหนึ่ง

 

หลักประกันที่ใช้ค้ำสินเชื่อคาดว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างตัวชิปที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงกับสัญญารับซื้อผลผลิตล่วงหน้า โดยหากลูกค้าไม่สามารถจ่ายค่าชิปได้ ชิปเหล่านั้นก็สามารถนำไปให้รายอื่นเช่าต่อ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

 

ขณะนี้ผู้บริหารของกลุ่มพันธมิตรกำลังหันไปหาลูกค้าของตน ทั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และบริษัทประกันภัย เพื่อวัดความสนใจในการเข้าซื้อตราสารหนี้ก้อนนี้ โดยระบุว่าเงินบางส่วนอาจมาจากนักลงทุนรายย่อยด้วย

 

เสียงเตือนเรื่องฟองสบู่

 

นักลงทุนมีความกังวลมาตลอดว่า Nvidia และบริษัทอื่นๆ กำลังก่อฟองสบู่ในอุตสาหกรรมนี้ผ่านการจัดหาเงินทุนแบบหมุนวนภายในกลุ่มระหว่างกันไปเรื่อยๆ (Circular Financing) ซึ่งถูกจุดขึ้นจากดีลที่ Nvidia เข้าไปลงทุนในลูกค้าของตัวเองอย่าง CoreWeave Inc.

 

ในช่วงแรก โครงการระดมทุนนี้สร้างความไม่สบายใจให้นักลงทุนตราสารหนี้ ที่กังวลว่าผู้ผลิตชิปรายนี้จะมีความเสี่ยงจากภาระหนี้ (Leverage) มากเพียงใด แต่ความกังวลคลี่คลายลงหลังหวงชี้แจงว่า การสนับสนุนของ Nvidia จะครอบคลุมไม่เกิน 25% ของแต่ละโอกาสการลงทุน และจะพิจารณาเป็นรายโครงการ

 

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองฝั่งที่กังวลว่า มูลค่าของชิปที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในเวลานี้ถูกดันให้สูงเกินจริงจากดีมานด์ที่ทำสถิติสูงสุด ซึ่งขับเคลื่อนโดยกระแสความคลั่งไคล้ AI หนึ่งในความกังวลคือ การเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างเข้มข้นอาจนำไปสู่ภาวะกำลังการประมวลผลล้นตลาดในอีกหลายปีข้างหน้า

 

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการประกาศ อธิบายเจตนาของหวงว่าเป็นการเปิด “หน้าร้านตราสารหนี้” เพื่อโฆษณาต่อลูกค้าและนักลงทุนที่กำลังกังวล ทั้งนี้ หากดีลไม่เกิดขึ้นจริงตามที่ประกาศไว้หรือเกิดปัญหาขึ้น ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของทั้งพันธมิตรผู้ให้เงินทุนและ Nvidia เอง

 

ภาพ: glen photo, Hepha1st0s / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Nvidia จับมือ 6 ยักษ์การเงินวอลล์สตรีท หวังระดมทุนดีลชิป AI 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีชิปและสัญญาซื้อชิปเป็นหลักประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน https://thestandard.co/clicx-save-more-deposit/ Mon, 17 Aug 2026 12:14:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1242971 ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLI […]

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมทผลิตภัณฑ์เงินฝาก CLICX Save More 2% ที่มีข้อความดอกเบี้ยสูงและถอนได้ตลอดเวลา

วันนี้ (17 สิงหาคม) ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX Bank ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ พ็อกเกตเงินฝากใหม่ ด้วยดอกเบี้ย 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

CLICX Bank ยังชูจุดเด่น ‘เงินออมที่สร้างผลตอบแทนควบคู่ความคล่องตัว’ เนื่องจากสามารถย้ายเงินเข้า-ออก และ นำไปใช้จ่ายได้ทุกเมื่อ ตอบโจทย์คนเริ่มสร้างเงินเก็บ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการบริหารเงินพักให้เกิดประโยชน์

 

สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดให้ผู้ฝากสามารถเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่บาทแรก ขณะเดียวกันยังคงมีอิสระในการบริหารเงินตามความจำเป็นของแต่ละคน ทำให้การออมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีเงินก้อนใหญ่ หรือแลกกับข้อจำกัดในการนำเงินมาใช้เมื่อจำเป็น แต่สามารถเริ่มต้นได้ตามความพร้อมและเติบโตไปพร้อมกับการใช้ชีวิต ซึ่งธนาคารเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้คนไทยสามารถบริหารเงินที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้การเก็บออมเป็นเรื่องที่เริ่มต้นและทำต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวของการขับเคลื่อน Financial Well-being ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทางเลือกในการออมผ่านพ็อกเกต CLICX Save More 2% โดยสามารถเปิดพ็อกเกตได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. – 30 กันยายน 2569 เวลา 23.59 น. และจำกัด 50,000 พ็อกเกต แล้วแต่เงื่อนไขใดจะถึงก่อน

 

โดยผู้สนใจจะต้องมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ CLICX Save ก่อน จึงจะสามารถเปิดพ็อกเกตผ่านแอปพลิเคชัน CLICX ได้ โดยเงินฝากตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากวันที่เปิดพ็อกเกต ส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยทุกวันจากยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นวัน และโอนดอกเบี้ยเข้าพ็อกเกตทุกวันที่ 1 ของเดือน พร้อมเปิดให้ผู้ฝากสามารถย้ายเงินออกจากพ็อกเกตเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทุกเมื่อ

The post CLICX เปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ ‘CLICX Save More 2%’ ชูดอกเบี้ยสูง 2% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 12 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ https://thestandard.co/muang-thai-life-sov-leader/ Mon, 17 Aug 2026 11:12:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1242932 สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประก […]

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมืองไทยประกันชีวิต

เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ตอกย้ำความเป็นผู้นำแบรนด์ประกันชีวิตบนโลกออนไลน์ หลังผลวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening โดย Wisesight ประจำไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน–มิถุนายน) ชี้ว่า MTL คว้า Share of Voice สูงถึง 42% จากการถูกกล่าวถึง 256,448 Mentions ครองอันดับ 1 เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ‘สาระ ล่ำซำ’ ซีอีโอ ระบุแรงหนุนสำคัญมาจากแคมเปญสุขภาพ D Health Lite, BKPP และการยกระดับบริการผ่านวิดีโอคอล ตลอดจนรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ ที่เปลี่ยนเรื่องสุขภาพยากๆ ให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง สะท้อนว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มุ่งให้คุณค่าและอยู่เคียงข้างชีวิตผู้บริโภค

 

 
 

ยึดอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชู Share of Voice 42%

 

สมรภูมิประกันชีวิตยุคดิจิทัลไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือการสร้างการรับรู้และครองใจผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิเคราะห์ Social Monitoring & Listening ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569 โดย Wisesight บริษัทผู้ให้บริการด้าน Social Data Analytics ชั้นนำ เผยว่า บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ได้รับการกล่าวถึงบนโลกออนไลน์รวม 256,448 Mentions คิดเป็น Share of Voice (SOV) สูงถึง 42% จากทั้งหมด 613,411 Mentions ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต

 

สถิติดังกล่าวส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตครองอันดับ 1 สองไตรมาสติดต่อกัน และขยับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ทำได้ 37% โดยเมื่อเจาะลึกเป็นรายเดือน พบสถิติการถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง:

 

  • เดือนเมษายน: 108,200 Mentions
  • เดือนพฤษภาคม: 93,986 Mentions
  • เดือนมิถุนายน: 54,262 Mentions

 

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ชูผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกระดับบริการวิดีโอคอล

 

ในมิติของ Positive Mentions เมืองไทยประกันชีวิตกวาดเสียงตอบรับเชิงบวกได้รวม 1,676 Mentions (สูงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 900 Mentions) โดยหัวใจหลักที่ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจและเอ่ยถึงแบรนด์ประกอบด้วย 3 มิติหลัก:

 

  1. ด้านผลิตภัณฑ์ (52%) นำโดยแคมเปญสุขภาพ D Health Lite และ BKPP ที่ตอบโจทย์การคุ้มครองสุขภาพในราคาเข้าถึงง่าย
  2. ด้านบริการหลังการขาย (21%) ความสะดวกจากการใช้บริการ MTL Customer Contact Center, บริการ Video Call และการบริการที่ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็ว
  3. ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ (19%) กิจกรรมบนสื่อสังคมออนไลน์และการสร้างคุณค่าแก่สังคม

 

‘Go Healthier with MTL’ เปลี่ยนประกัน สู่คอนเทนต์สุขภาพโดนใจ

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ดันให้ Share of Voice ของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือการเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ขายประกัน’ ไปสู่การ ‘สร้างคอนเทนต์สุขภาพ’ ผ่านรายการออนไลน์ ‘Go Healthier with MTL’ ซึ่งดำเนินรายการโดย สาริศา ล่ำซำ

 

รายการดังกล่าวเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5, โรคอัลไซเมอร์, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไต, สุขภาพการนอน, ปัญหาเชื้อดื้อยา ตลอดจนเทรนด์ออกกำลังกายระดับโลกอย่าง HYROX นำเสนอในรูปแบบที่ย่อยง่าย เข้าใจรวดเร็ว และนำไปปฏิบัติตามได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

“ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยประกันชีวิตสามารถเชื่อมโยงการสื่อสาร ผลิตภัณฑ์ บริการ และคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ เข้ากับความสนใจของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นภาพสะท้อนสำคัญของการรับรู้ ความสนใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน” สาระ กล่าวสรุป

The post เมืองไทยประกันชีวิต ยึดโซเชียล! ครอง Share of Voice 42% คว้าอันดับ 1 สองไตรมาสติด ชูนวัตกรรมสุขภาพและคอนเทนต์โดนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค https://thestandard.co/krungsri-finnovate-ai-insurtech-fintech/ Mon, 17 Aug 2026 10:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1242896 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครื […]

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครือกรุงศรี เปิดเผยพอร์ตการลงทุนสตาร์ทอัพช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยลงทุนใน 3 สตาร์ทอัพชั้นนำสาย AI, InsurTech และ FinTech ที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก

 

ปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “การลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเน้นการลงทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศ สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรที่มุ่งลงทุนในเมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในสตาร์ทอัพทั้ง 3 บริษัทนี้ดำเนินการผ่าน Finnoventure Private Equity Trust I ซึ่งปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 20 สตาร์ทอัพ นับตั้งแต่ปี 2564 และยังคงสร้างการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ คาดว่ากรุงศรี ฟินโนเวตจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพจำนวน 3 บริษัท ที่กรุงศรี ฟินโนเวต ลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • AlpacaDB, Incorp (Alpaca) สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ และพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการบริหารความมั่งคั่งและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นผู้ให้บริการ Brokerage-as-a-service เชื่อมต่อ API และพัฒนาระบบหลังบ้านให้กับแพลตฟอร์มด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งของสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง
  • Qoala Technology PTE LTD (Qoala) สตาร์ทอัพสายอินชัวร์เทคสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลูกค้าในหลายประเทศทั่วอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย
  • Whale Technologies Limited (Whale) สตาร์ทอัพรายล่าสุดที่กรุงศรี ฟินโนเวต ปิดดีลการลงทุนเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยสตาร์ทอัพรายนี้เป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กรที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานแบบครบทุกช่องทาง โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพ เสียง พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ โดยให้บริการองค์กรในภาคธุรกิจต่างๆ ในหลายประเทศทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมทั้งในเอเซียแปซิฟิก

 

“ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เกิดขึ้นมากมายในตลาด แต่ Whale เป็นหนึ่งใน ไม่กี่รายที่มีศักยภาพเป็น Native Enterprise-grade AI และสามารถขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรและครอบคลุมทุกช่องทางตลอดเส้นทางประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กรุงศรี ฟินโนเวต ตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Alpaca และ Qoala เป็นสองบริษัทฟินเทคที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาคธุรกิจการเงิน และกำลังต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการขององค์กรการเงินให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายโซลูชันให้ครอบคลุมหลาย ภูมิภาคทั่วโลก” ปาลิดา กล่าว

 

“นอกจากโอกาสสร้างความเติบโตให้พอร์ตการลงทุนแล้ว สิ่งสำคัญของการลงทุนในสตาร์ทอัพคือการแสวงหาโอกาสในการผสานความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ ในเครือกรุงศรี ดังนั้นเมื่อกรุงศรีเองขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค การลงทุนในสตาร์ทอัพต่างประเทศที่มีศักยภาพระดับภูมิภาคหรือระดับโลกก็จะช่วยส่งเสริมให้ความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับธุรกิจและพาร์ทเนอร์”

 

ปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต มีมูลค่ารวมราว 5,000 ล้านบาท (หรือ 150 ดอลลาร์สหรัฐ) ลงทุนในสตาร์ทอัพรวมกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมสตาร์ทอัพไทย อาเซียน และต่างประเทศ ในจำนวนนี้เป็นระดับยูนิคอร์น 4 บริษัท

 

ภาพ: Sutthiphong Chandaeng / Shutterstock

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต https://thestandard.co/crc-profit-portfolio-tourism/ Mon, 17 Aug 2026 09:20:27 +0000 https://thestandard.co/crc-profit-portfolio-tourism/ ภาพแสดงโลโก้ CRC และกราฟผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่มีกำไรและรายได้เติบโต

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เผยผลประกอบการไตรมาส […]

The post CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ CRC และกราฟผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่มีกำไรและรายได้เติบโต

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 60,119 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 124% สะท้อนความสำเร็จจากการขยายสาขา คุมเข้มบริหารต้นทุนและสร้าง Synergy ที่แข็งแกร่งภายในเครือ

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จในไตรมาสนี้มาจากการปรับปรุงเครือข่ายสาขา ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Brand ซึ่งมีอัตรากำไรสูง รวมถึงการบริหาร Product Mix ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และควบคุมระดับสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม

 

แม้บริษัทต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงรักษาวินัยทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

 

สำหรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา CRC เดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ต่างๆ ในเครือภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาขอนแก่น แคมปัส และนอร์ทวิลล์ โดยครอบคลุมทั้ง Tops, Supersports, KIS, CMG, Power Buy, B2S, OfficeMate และ Auto1

 

นอกจากนี้ บริษัทยังรุกเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่และต่อยอดธุรกิจในตลาด Beauty เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ผ่านแบรนด์ LOOKS และ KIS ในรูปแบบ Standalone พร้อมเปิดตัวร้านเบเกอรีสไตล์ญี่ปุ่น Haruki รวมถึงพัฒนารูปแบบร้าน TOPS DAILY Hybrid ร่วมกับ PET N’ ME และ TOPS CARE เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน CRC ยังให้ความสำคัญกับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยยอดขายจากนักท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตมากกว่า 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม

 

ในด้านฐานสมาชิก Loyalty Program บริษัทเดินหน้าขยายระบบสมาชิก The 1 Vietnam ให้ครอบคลุมธุรกิจ Non-Food มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนสมาชิก The 1 ในไทยและเวียดนามรวมกันเพิ่มขึ้นแตะ 30 ล้านคน โดยแบ่งเป็นสมาชิกในประเทศไทย 23 ล้านคน และเวียดนาม 7 ล้านคน

 

ปเนต ทิ้งท้ายว่า ในส่วนของทิศทางการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2569 CRC ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ Portfolio ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69

The post CRC โชว์ฟอร์ม Q2/69 กำไรพุ่ง 124% ทำรายได้ทะลุ 6 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ปรับพอร์ตสินค้า-ยอดทัวริสต์โต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน https://thestandard.co/dollar-exposure-investor-risk/ Mon, 17 Aug 2026 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1238617 ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย

แม้ลงทุนด้วยเงินบาท นักลงทุนไทยยังเสี่ยงรับผลกระทบจากค่ […]

The post เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย

แม้ลงทุนด้วยเงินบาท นักลงทุนไทยยังเสี่ยงรับผลกระทบจากค่าเงินดอลลาร์ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ต โดยมีวิธีประเมินผลกระทบต่อผลตอบแทน หุ้น และธุรกิจ ผ่านความเสี่ยง 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ การลงทุนต่างประเทศ รายได้ ต้นทุน และหนี้ต่างประเทศ

 


 

ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์และความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนของนักลงทุนไทย 1

 

This information is not investment advice. Investment decisions should be considered based on the investor’s understanding and risk level.

The post เช็ก 4 จุด ‘Dollar Exposure’ ที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น https://thestandard.co/ap-sansiri-sc-new-projects-purchasing-power/ Fri, 14 Aug 2026 12:41:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1242064 ภาพไซต์ก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิดโครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เอพี ไทยแลนด์ […]

The post AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไซต์ก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิดโครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เอพี ไทยแลนด์, แสนสิริ และเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังรวมกัน 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 88,670 ล้านบาท

 

แผนดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่มีการยอมรับว่าตลาดยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

 

เอพี ไทยแลนด์ ปรับเพิ่มแผนเปิดโครงการทั้งปีเป็น 46 โครงการ

 

เอพี ไทยแลนด์ รายงานรายได้รวมครึ่งปีแรก 22,431 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.66 เท่า

 

แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าแนวราบ ซึ่งทำรายได้ครึ่งปีแรก 18,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เฉพาะไตรมาส 2 อยู่ที่ 9,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมมาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการพร้อมอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ได้แก่ GOOD DAY สุขุมวิท 93, ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น, ASPIRE อ่อนนุช สเตชั่น และ ASPIRE สุขุมวิท-พระราม 4 ขณะที่ในไตรมาส 2 บริษัทปิดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ครบทั้งโครงการเพิ่มอีก 5 โครงการ

 

ในแง่ยอดขาย เอพีระบุว่า 7 เดือนแรกทำยอดขายสุทธิได้ 27,974 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 49,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มแนวราบ 22,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 5,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.6%

 

สำหรับแผนธุรกิจ เอพีปรับเพิ่มแผนเปิดโครงการใหม่ประจำปี 2569 เป็น 46 โครงการ มูลค่ารวม 56,000 ล้านบาท เพิ่มจากแผนต้นปี 4 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังเตรียมเปิด 31 โครงการ มูลค่า 33,320 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 3 จำนวน 17 โครงการ มูลค่า 17,900 ล้านบาท และไตรมาส 4 จำนวน 14 โครงการ มูลค่า 15,420 ล้านบาท

 

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลการดำเนินงานเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 

แสนสิริ กำไรไตรมาส 2 ฟื้น 16% ตุน Backlog 26,000 ล้านบาท

 

แสนสิริรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน และรายได้รวม 7,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 1,869 ล้านบาท และรายได้รวม 14,235 ล้านบาท

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเติบโตในไตรมาส 2 มาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดีขึ้นทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยตลาดกลุ่ม Premium และ Medium กลับมาโอนได้ดีขึ้น ส่วนกลุ่ม Affordable ยังรักษาระดับไว้ได้ โดยเฉพาะโครงการแนวราบระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท

 

ในส่วนยอดขาย ครึ่งปีแรกแสนสิริทำได้ 25,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าหมายทั้งปี พร้อมปิดการขายแล้ว 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท และมีอีก 8 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ที่รอปิดการขาย

 

ปัจจัยหนุนครึ่งปีหลังที่แสนสิริระบุคือ ยอดขายรอโอน หรือ Backlog กว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ราว 40% ควบคู่กับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ที่เตรียมส่งมอบ 6 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท และการเติบโตของตลาดต่างจังหวัดอย่างภูเก็ต, หัวหิน, เชียงใหม่, ขอนแก่น และพื้นที่ EEC

 

แผนครึ่งปีหลัง แสนสิริเตรียมเปิด 21 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 12 โครงการ และแนวสูง 9 โครงการ

 

วิชาญระบุเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวและเผชิญแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจที่โตจำกัด หนี้ครัวเรือนสูง และความเสี่ยงจากต่างประเทศ แต่นโยบายลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. จะเป็นปัจจัยช่วยพยุงกำลังซื้อ

 

เอสซี แอสเสท กำไรครึ่งปีโต 48% จ่ายปันผล 0.06 บาทต่อหุ้น

 

เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น หรือ SC รายงานรายได้รวมจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 10,268 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อแยกตามประเภทรายได้ พบว่ามาจากการขายที่อยู่อาศัย 9,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% รายได้ค่าเช่าและบริการจากกลุ่มโรงแรมและคลังสินค้า 525 ล้านบาท และรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการจากธุรกิจบริหารนิติบุคคล 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24%

 

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร ระบุว่าการเติบโตมาจากผลการดำเนินงานไตรมาส 2 เป็นหลัก ซึ่งมีรายได้รวม 7,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% โดยมาจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ COBE Ratchada-Rama 9 ประกอบกับกลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้โครงสร้าง Engine 2 และ Engine 3 ทั้งโรงแรม คลังสินค้า และธุรกิจบริหารนิติบุคคล เริ่มสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

 

อรรถพลระบุว่าบริษัทยังควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เมื่อเทียบกับรายได้ ที่ลดลงมาอยู่ที่ 19% ในครึ่งปีแรก และ 18% ในไตรมาส 2

 

คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และจ่ายปันผลภายในวันที่ 9 กันยายน 2569

 

สำหรับครึ่งปีหลัง เอสซี แอสเสท เตรียมเปิดโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 28,350 ล้านบาท ควบคู่กับการปรับแบบบ้านในเครือภายใต้แนวคิด Live and Learn Home ออกมาเป็นบ้าน 8 ซีรีส์ 27 ดีไซน์ ขณะที่ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมี Backlog กว่า 16,000 ล้านบาท

 

ภาพ: J-Alone / Shutterstock

The post AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี https://thestandard.co/selena-gomez-wondermind-investor-lawsuit/ Fri, 14 Aug 2026 10:53:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1242034 เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง

กลุ่มนักลงทุน 5 รายยื่นฟ้อง เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแ […]

The post ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง

กลุ่มนักลงทุน 5 รายยื่นฟ้อง เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐเดลาแวร์เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ที่ผ่านมา ในข้อกล่าวหาฉ้อโกงหลักทรัพย์และผิดสัญญา จากกรณีสตาร์ตอัปด้านสุขภาพจิต Wondermind ที่โกเมซร่วมก่อตั้ง โดยกล่าวหาว่าถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท และระดับการมีส่วนร่วมของตัวโกเมซเอง

 

นอกจากโกเมซแล้ว คำฟ้องยังระบุชื่อจำเลยอีก 2 ราย คือ แมนดี้ ทีฟีย์ มารดาของโกเมซ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และ ดาเนียลลา เพียร์สัน อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจ

 

Wondermind เปิดตัวในปี 2021 โดยวางตัวเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาและแนวทางดูแลสุขภาพจิตในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘Mental Fitness’ หรือการฝึกฝนสุขภาพจิตให้แข็งแรงในลักษณะเดียวกับที่คนเข้ายิมเพื่อดูแลสุขภาพกาย โดยโกเมซรับตำแหน่ง Co-Founder, Chief Impact Officer และ Head of Marketing

 

คำฟ้องระบุ ลงเงิน 39.8 ล้านบาท แลกกับความคาดหวังที่ไม่เกิดขึ้นจริง

 

กลุ่มโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า พวกเขาลงทุนรวม 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39.8 ล้านบาท) เมื่อปี 2022 ด้วยความคาดหวังว่าโกเมซจะใช้ชื่อเสียงและฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 500 ล้านคน มาช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัท

 

“โจทก์เข้าใจว่ามูลค่าของ Wondermind ในฐานะบริษัทเกิดใหม่นั้น อยู่ที่การมีส่วนร่วมของโกเมซเป็นหลัก รวมถึงความสามารถของเธอในการทำการตลาดกับฐานผู้ติดตามที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีจำนวนมากและติดตามเธออย่างเหนียวแน่น” คำฟ้องระบุ

 

การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรอบแรกในปี 2022 ซึ่งบริษัทระดมได้รวม 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 165.9 ล้านบาท) จากผู้ลงทุนหลายราย รวมถึงกองทุนของ เซเรนา วิลเลียมส์ นักเทนนิสระดับตำนาน ตลอดจนบริษัทร่วมลงทุนชั้นนำอย่าง Lightspeed Venture Partners และ Sequoia Capital ขณะที่โจทก์ในคดีนี้มี เบรนต์ ซอนเดอร์ส อดีตซีอีโอของ Allergan รวมอยู่ด้วย

 

ในช่วงเวลานั้น บริษัทระบุว่ามีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 95 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.15 พันล้านบาท) และตามคำฟ้อง นักลงทุนถูกทำให้เชื่อว่าบริษัทจะมีความร่วมมือกับองค์กรใหญ่อย่าง JPMorgan Chase และ Fidelity รวมถึงมีแผนสร้างรายได้หลายทาง ทั้งดีลโฆษณา, การขึ้นปกนิตยสารของคนดัง และแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

 

“ความร่วมมือเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง แผนงานต่างๆ ไม่เคยเกิดขึ้น แอปไม่เคยถูกสร้าง และตลอด 3 ปีที่บริษัทค่อยๆ ล่มสลายลงรอบตัวพวกเขา ไม่มีผู้ก่อตั้ง เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการคนใดเลย ที่เอ่ยปากบอกนักลงทุนซึ่งเป็นเจ้าของเงินที่กำลังหล่อเลี้ยงความล่มสลายนั้น” ทนายความของฝ่ายโจทก์ระบุในคำฟ้อง

 

ปมภายในที่ถูกเปิดเผยผ่านรายงานของ The Cut

 

ตามคำฟ้อง นักลงทุนเพิ่งรับรู้ถึงปัญหาทางการเงินของบริษัท จากรายงานของ The Cut ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งรายงานถึงความขัดแย้งภายในบริษัท ทั้งในแง่โครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

 

รายงานชิ้นดังกล่าวกลายเป็นฐานสำคัญของคำฟ้องคดีนี้ โดยฝ่ายโจทก์อ้างอิงรายงานของ The Cut ในการกล่าวหาว่า โกเมซไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญา ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยืดเยื้อกับมารดาของเธอ

 

คำฟ้องยังระบุด้วยว่า โกเมซ, ทีฟีย์ และเพียร์สัน ถือหุ้นรวมกันเกือบ 90% ของบริษัท ขณะที่กลุ่มโจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอย่างจำกัด และกล่าวหาว่าฝ่ายจำเลยปกปิดปัญหาด้านการดำเนินงาน, การเงิน และการบริหารของบริษัท

 

อีกประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้องคือ ทีฟีย์ได้แจ้งกับนักลงทุนว่า เพียร์สันนำเงินของนักลงทุนไปใช้จ่ายค่าเช่าที่พักในนครนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ที่ราว 6 หมื่นดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1.99 ล้านบาท) โดยเพียร์สันลาออกจาก Wondermind ไปตั้งแต่ปี 2023

 

เพียร์สันปฏิเสธข้อกล่าวหา ด้านโกเมซยังไม่ให้ความเห็น

 

ต่อกรณีดังกล่าว เพียร์สันออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เธอ “ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีต่อเธอ และยินดีที่จะมีโอกาสนำเสนอเอกสารและบันทึกทางการเงินที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง” พร้อมยืนยันว่าไม่เคยนำเงินของนักลงทุนไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

 

ขณะที่ โกเมซ, ทีฟีย์ และบริษัท Wondermind ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นจากสื่อในทันที

 

สำหรับข้อเรียกร้องในคดีนี้ ฝ่ายโจทก์ต้องการเรียกคืนเงินลงทุนทั้งหมด พร้อมค่าเสียหายและค่าทนายความ โดยยื่นฟ้องในข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์, ฉ้อโกงทั่วไป, ผิดสัญญา และข้อกล่าวหาอื่นๆ

 

ทั้งนี้ คดียังอยู่ในชั้นศาล และข้อกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้รับการพิสูจน์

 

ภาพ: Christopher Polk/2026GG/Penske Media via Getty Images

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.17 บาท ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี https://thestandard.co/chao-q2-growth-china-retail/ Fri, 14 Aug 2026 06:57:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1241919 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของบริษัทเจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) พร้อมแผนรุกตลาดจีน

บมจ.เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ CHAO ผู […]

The post ‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของบริษัทเจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) พร้อมแผนรุกตลาดจีน

บมจ.เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ CHAO ผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 308.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี มีรายได้รวมแตะ 601.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 10.4 ล้านบาท

 

โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาสนี้มาจากยอดขายในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่ประสบความสำเร็จจากการรุกตลาดกลุ่มข้าวตัง ควบคู่กับการเติบโตของช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในไตรมาส 2 ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับยอดขายในต่างประเทศบางจุดและช่องทางค้าปลีกดั้งเดิมชะลอตัวลง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังได้ตั้งงบลงทุนก้อนใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้าในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 7.2 ล้านบาท

 

ณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHAO กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ เตรียมขับเคลื่อนองค์กรอย่างรอบคอบท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไฮไลต์สำคัญคือการเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมผนึกกำลังกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านค้าปลีกรายใหญ่เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายธุรกิจสินค้าแบรนด์ลูกค้าในสหรัฐอเมริกา และปรับโครงสร้างผู้จัดจำหน่ายในฮ่องกงเพื่อหนุนการเติบโตในระยะถัดไป

 

ในส่วนของตลาดภายในประเทศ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเน้นขยายสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้าวตัง ขนมขบเคี้ยวแปรรูปจากธัญพืช และขนมขบเคี้ยวแปรรูปจากเนื้อสัตว์ พร้อมทั้งกระจายสินค้าอาหารแปรรูป เช่น น้ำพริกหนังปลากรอบ หมูหยอง และกุนเชียงหมู ผ่านร้านสะดวกซื้อและทุกแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่

 

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน บริษัทเตรียมใช้มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายเชิงรุก นำระบบอัตโนมัติและพลังงานทดแทนเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและลดของเสีย โดยเชื่อมั่นว่า แม้จะต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการบุกตลาดจีน รวมถึงการออกสินค้าใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนที่รัดกุม จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ดันผลงานช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

The post ‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump https://thestandard.co/bem-profit-record-orange-line-big-jump/ Fri, 14 Aug 2026 06:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1241906 รถไฟฟ้า BEM พร้อมกราฟแสดงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี

BEM โชว์ผลงาน Q2/2569 ทุบสถิติกำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท ส […]

The post BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟฟ้า BEM พร้อมกราฟแสดงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี

BEM โชว์ผลงาน Q2/2569 ทุบสถิติกำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี อานิสงส์สายสีน้ำเงินเติบโตแกร่งบวกบริหารหนี้รุกหั่นต้นทุนเงิน 9% พร้อมส่งรถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกถึงไทยปลาย พ.ย. นี้ ก่อนเปิดทดลองวิ่งปลายปีหน้า

 

 
 

กำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท ทำลายสถิติมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี

 

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แสดงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยทำกำไรสุทธิแตะ 1,012 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 19 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทำสถิติกำไรสุทธิต่อไตรมาส 2 ที่สูงที่สุดของ BEM ในรอบ 10 ปี

 

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการให้บริการในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,982 ล้านบาท สะท้อนโครงสร้างรายได้และสินทรัพย์ที่สมบูรณ์ โดยแบ่งออกเป็น

 

  • ธุรกิจทางพิเศษ (สัดส่วนกว่า 50%) สร้างรายได้ค่าผ่านทาง 2,071 ล้านบาท จากปริมาณผู้ใช้บริการทางด่วนในเขตเมืองที่มากกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน
  • ธุรกิจระบบราง (สัดส่วนราว 40%) สร้างรายได้ 1,672 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3% YoY) จากปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เติบโตต่อเนื่องตามการพัฒนาโครงการตลอดแนวสายทาง และประโยชน์จากการเป็นรถไฟฟ้าสายวงกลม (Circle Line) ที่เชื่อมต่อและรับผู้โดยสารจากสายอื่นเข้าสู่ระบบ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้เชิงรุก (Active Debt Management) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยหั่นต้นทุนทางการเงินลงได้ถึง 9% ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 BEM กวาดกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นไปได้สูงถึง 1,887 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นหุ้น Defensive เกรดพรีเมียมที่มีกระแสเงินสดมั่นคง

 

รถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกเตรียมถึงไทยปลาย พ.ย. 2569

 

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งจะเป็น Growth Driver สำคัญในการสร้างการเติบโตรอบใหม่ BEM ได้เปิดเผยความคืบหน้าของงานจัดหาขบวนรถไฟฟ้าและการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

  • โครงการสายสีส้มช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – แยกร่มเกล้า)

 

{{LISTSTART}}ขบวนที่ 1 ผลิตและทดสอบที่โรงงานในตุรกีแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างส่งไปทดลองวิ่งที่ประเทศเยอรมนีเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ก่อนส่งมายังประเทศไทยในลำดับถัดไป{{LISTITEM}}ขบวนที่ 2 อยู่ระหว่างทดสอบในตุรกี และจะเป็นรถไฟฟ้าขบวนแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
{{LISTEND}}

 

ทั้งนี้ BEM วางกำหนดการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการปลายปี 2570 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตามแผนในต้นปี 2571

 

  • โครงการสายสีส้มช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)

 

  • มีความคืบหน้างานก่อสร้างงานประชาสัมพันธ์และโครงสร้างพื้นฐานแล้ว 37% (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569)

 

  • การจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับสายสีน้ำเงิน มีความคืบหน้าแล้ว 43%

 

ปักหมุดผู้โดยสาร 300,000 เที่ยว/วัน ดันผลงานโตแบบก้าวกระโดด

 

BEM คาดการณ์ว่า การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกในปี 2571 จะเริ่มรองรับผู้โดยสารเข้าสู่ระบบได้ราว 100,000 เที่ยว/วัน และเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบรวมฝั่งตะวันตกในปี 2573 ปริมาณผู้โดยสารจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 300,000 เที่ยว/วัน ซึ่งจะช่วยป้อนผู้โดยสารเชื่อมต่อเข้าสู่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และดันผลประกอบการของ BEM เข้าสู่ยุค ‘Big Jump’ อย่างเต็มตัว

The post BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ https://thestandard.co/jian-cha-7-eleven-tea-expansion/ Thu, 13 Aug 2026 11:55:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1241626 ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเ […]

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเดือด สมรภูมิการค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการแย่งชิงพื้นที่บนห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘เจี้ยนชา’ (Jian Cha) แบรนด์สัญชาติไทย ที่ลุกขึ้นมาปรับทัพครั้งใหญ่ ด้วยการนำโปรดักต์ใหม่เข้าไปชิมลางในร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น หวังสร้าง Brand Awareness และเปิดประตูให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น

 

ภารกิจปักหมุดในเซเว่นฯ โจทย์หินที่แลกมาด้วยเวลา 8 เดือน

 

เชื่อมโยงจากอินไซต์ดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมวงพูดคุยกับ ‘ดร.พอลลี เฮสันต์’ ผู้บริหารแบรนด์เจี้ยนชา (Jian Cha) ถึงเบื้องหลังการปรับตัวครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อ ตลอดจนเทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

โดย ดร.พอลลี ฉายภาพว่า จากเดิมที่ร้านส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด แบรนด์จึงเริ่มมองหาโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีอัตราการบริโภคชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

จากโจทย์ดังกล่าว ทีม RD จึงใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์นานถึง 7-8 เดือน จนคลอดออกมาเป็นเมนู ‘มัทฉะสตรอว์เบอร์รี’ ขนาด 230 มล. ในราคา 49 บาท ประเดิมวางจำหน่ายในเซเว่นฯ เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2 แสนแก้วภายใน 3 เดือน ก่อนจะสลับหมุนเวียนสินค้าตัวใหม่เข้ามาสร้างสีสันให้แฟนคลับติดตาม และหากผลตอบรับดีก็พร้อมขยายสู่สาขาทั่วประเทศทันที

 

อย่างไรก็ตาม กว่าจะออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มบนชั้นวางได้นั้น ดร.พอลลี ยอมรับว่าทีมงานต้องผ่านการแก้โจทย์สุดหิน ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษารสชาติ ตามด้วยการยืดอายุการเก็บรักษาในตู้เย็นให้ได้ 14 วัน รวมถึงเทคนิคสำคัญอย่างการแยกเลเยอร์เครื่องดื่มในแก้วไม่ให้ผสมรวมกันระหว่างการขนส่ง ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ทำได้ยากในเชิงอุตสาหกรรม

 

ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นหัวหอก ทดลองตลาด ก่อนสเกลหน้าร้าน

 

ต่อยอดจากสินค้าใหม่ การขยายช่องทางเข้าสู่เซเว่นฯ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านเวลา หรือแค่การตอบโจทย์ลูกค้ายามดึกหรือเช้าตรู่ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ Trial Strategy สำหรับทดลองตลาดในต่างจังหวัดที่แบรนด์ยังขยายไปไม่ถึง หากพื้นที่ไหนได้รับกระแสตอบรับดี เจี้ยนชาก็พร้อมต่อยอดด้วยการไปเปิด ‘Experience Shop’ เพื่อมอบประสบการณ์เต็มรูปแบบให้กับลูกค้าในจังหวัดนั้นๆ

 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของแผนการขยายสาขาหน้าร้าน จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 60-65 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาต่างจังหวัด เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ประมาณ 4 สาขา ซึ่งทำยอดขายได้ดีเทียบเท่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

 

แต่ในครึ่งปีหลังนี้ ทางแบรนด์ได้ตัดสินใจขยายสาขาช้าลง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 150 สาขาในสิ้นปี ปรับลดลงมาเหลือ 100 สาขา เพื่อหันมาโฟกัสเรื่องการควบคุมคุณภาพบริการและประสบการณ์ของลูกค้าให้เท่ากันทุกพื้นที่

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจต่อจากนี้ แบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเองเป็น 40% (จากเดิมที่เป็นแฟรนไชส์ 80%) โดยเฉพาะการบุกต่างจังหวัด เพื่อลงไปลองผิดลองถูกและวางระบบซัพพลายเชนให้คุ้มค่าต่อการจัดส่ง ก่อนจะส่งต่อให้พาร์ตเนอร์แฟรนไชส์เข้ามารับช่วงขยายต่อ เพื่อเป็นการการันตีผลกำไรและความเสี่ยงให้กับพาร์ตเนอร์อย่างยั่งยืน

 

เตรียมเปิดไลน์ขนมหวาน-ปรับสัดส่วนรายได้ สู่เป้าหมายใหญ่ 1,000 สาขาทั่วโลก

 

ไม่เพียงแต่นโยบายการคุมคุณภาพหน้าร้าน วันนี้ภาพรวมการขายยังสะท้อนความแข็งแกร่งด้วยยอดขายเฉลี่ย 200-260 บาทต่อบิล โดยมีสัดส่วนเดลิเวอรีอยู่ที่ 40% ซึ่งแบรนด์กำลังพยายามเกลี่ยสัดส่วนนี้ให้สมดุลขึ้น ผ่านการรุกตลาดลูกค้าระดับ B+ ลงมาในช่องทางเซเว่นฯ ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า เจี้ยนชาเตรียมเปิดตัวไลน์สินค้ากลุ่มขนมหวาน ทั้งแบรนด์ตัวเองและโปรเจกต์ Collab เพื่อวางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและบนแอปพลิเคชัน

 

ตั้งเป้าขยายสาขาให้ได้ 1,000 แห่งทั่วโลกภายใน 5 ปี

 

ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก โดยปัจจุบันเจี้ยนชาเปิดให้บริการแล้วใน ออสเตรเลีย 3 สาขา (รูปแบบ Area Franchise), สเปน 1 สาขาที่บาร์เซโลนา, สิงคโปร์ 2 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาแรกที่ LA สหรัฐอเมริกา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ สามารถทำราคาขายได้สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า ช่วยดันรายได้ต่อสาขาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากลต่อกลุ่มนักลงทุนอีกด้วย

 

ดร.พอลลี ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะยาว บริษัทต้องการขยายเจี้ยนชาให้ได้ 1,000 สาขาทั่วโลกภายใน 5 ปี โดยระยะสั้นจะเน้นสร้างฐานใน 4 ประเทศแรกให้แข็งแรง จากนั้นในปีหน้าจะเตรียมลุยตลาดเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม และจะมีการเจรจากับพาร์ตเนอร์เพื่อบุกตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนต่อไป

 

ภาพ: ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential https://thestandard.co/nothing-ear-phone-ai-features/ Wed, 12 Aug 2026 12:47:26 +0000 https://thestandard.co/nothing-ear-phone-ai-features/ ภาพหูฟัง Nothing Ear (3a) และสมาร์ตโฟน Nothing Phone (4b) ที่เปิดตัวพร้อมกัน

Nothing Thailand เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Not […]

The post Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหูฟัง Nothing Ear (3a) และสมาร์ตโฟน Nothing Phone (4b) ที่เปิดตัวพร้อมกัน

Nothing Thailand เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Nothing Ear (3a) หูฟัง True Wireless ราคา 3,999 บาท และ Nothing Phone (4b) สมาร์ตโฟนราคา 13,999 บาท

 

 

 

จุดร่วมของทั้งสองรุ่นอยู่ที่การนำ AI เข้ามาช่วยบันทึกและเรียกคืนข้อมูล โดยฝั่งหูฟังเพิ่มความสามารถในการอัดเสียงเข้ามาไว้ในตัวเครื่อง ส่วนฝั่งสมาร์ตโฟนใช้ชุดฟีเจอร์ Essential บน Nothing OS 4.1 ทำหน้าที่จัดเก็บและสรุปข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกไว้

 

Ear (3a) เพิ่มการอัดเสียงในตัวหูฟัง

 

ความสามารถใหม่ของ Ear (3a) คือ Audio Snapshot ที่ให้ผู้ใช้กดที่ตัวหูฟังเพื่อบันทึกเสียงรอบตัวหรือไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างวันได้ทันที ควบคู่กับ Call Recording สำหรับบันทึกบทสนทนา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในแอปพลิเคชัน Nothing X ซึ่งมี AI ช่วยถอดเสียง สรุปใจความ และค้นหาข้อมูลย้อนหลัง

 

ในส่วนคุณภาพเสียง Ear (3a) ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12 มิลลิเมตร รองรับ Hi-Res Audio และปรับแต่งเสียงเองได้ผ่าน Advanced EQ Control พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Wideband ANC ที่ Nothing ระบุว่าทำงานในช่วงความถี่กว้างขึ้น

 

ตัวเครื่องยังคงดีไซน์โปร่งใสประจำแบรนด์ โดยปรับเคสชาร์จเป็นทรงโค้งมน และเพิ่มไฟแสดงสถานะบนเคสสำหรับตรวจสอบการจับคู่และการอัปเดตเฟิร์มแวร์

 

เรื่องแบตเตอรี่ Nothing ระบุว่าใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง และสูงสุด 42 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จในโหมดปิด ANC ซึ่งเป็นตัวเลขจากการทดสอบในห้องทดลองของบริษัท ตัวหูฟังใช้ Bluetooth 6.0 เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ และมีมาตรฐานกันฝุ่นกันละอองน้ำ IP54

 

Phone (4b) กับโครงสร้าง Unibody และกล้องหลัก 50MP

 

สำหรับ Phone (4b) Nothing ระบุว่าออกแบบโดยทีมงานในกรุงลอนดอน โดยยังคงดีไซน์โปร่งใส และมาพร้อม Glyph Bar อินเทอร์เฟซแสงที่แสดงการแจ้งเตือน สถานะการบันทึก และความคืบหน้าของกิจกรรมต่างๆ โดยผู้ใช้ไม่ต้องเปิดหน้าจอ

 

ตัวเครื่องใช้โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมฝาหลังและเฟรมเข้าด้วยกัน ด้วยวัสดุ Crystal-clear Soft Polymer หรือ TPU ซึ่ง Nothing ระบุว่าเสริมความแข็งแรงในการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมมาตรฐาน IP64

 

กล้องเป็นแบบกล้องหลังคู่ ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้อง Ultra-wide 8MP มุมกว้าง 119.5 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ทำงานร่วมกับระบบประมวลผลภาพ TrueLens Engine 4

 

สเปกภายในใช้ชิป Snapdragon 6 Gen 4 พร้อม Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตรสำหรับระบายความร้อน หน้าจอเป็น Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 2,000 nits ส่วนแบตเตอรี่อยู่ที่ 5,200mAh ซึ่งเป็นความจุมากที่สุดที่ Nothing เคยใส่ในสมาร์ตโฟนของแบรนด์ และชาร์จเร็ว 33W

 

Nothing OS 4.1 รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential

 

Phone (4b) ทำงานบน Nothing OS 4.1 ซึ่งพัฒนาบน Android โดยรวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential ที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกัน แทนการสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชัน

 

เริ่มจาก Essential Key ปุ่มลัดที่ปรับตำแหน่งใหม่ ใช้บันทึกภาพหน้าจอ เว็บไซต์ การโทร หรือ Voice Note ก่อนส่งต่อไปยัง Essential Space พื้นที่ที่ใช้ AI จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ขณะที่ Essential Search ใช้ค้นหาทั้งข้อมูลในเครื่องและคำตอบบนอินเทอร์เน็ต ส่วน Essential Memory จะเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยบันทึกไว้เพื่อช่วยเรียกคืนสิ่งที่ผู้ใช้อาจลืม

 

อีกส่วนคือ Essential Voice ที่แปลงเสียงพูดเป็นข้อความและรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และ Playground ที่ให้ผู้ใช้สร้างเครื่องมือหรือ Widget ด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

 

สำหรับการวางจำหน่าย Nothing Ear (3a) มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Pink, Black, White และ Blue ราคา 3,999 บาท ส่วน Nothing Phone (4b) มาในสเปก 8+128GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue ราคา 13,999 บาท จำหน่ายผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

The post Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ Wed, 12 Aug 2026 12:41:31 +0000 https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง […]

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางโดยรวม สะท้อนจากข้อมูลวิเคราะห์ความสนใจด้านการท่องเที่ยวล่าสุดของ AirAsia MOVE ที่พบว่ายอดค้นหาเที่ยวบินจากประเทศไทยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 86%

 

 

 

ยอดค้นหาที่ฟื้นตัวภายใต้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่าย

 

ตัวเลข 86% มาจากการเปรียบเทียบยอดค้นหาเที่ยวบินเฉลี่ยต่อวันในช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2569 กับค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดครึ่งแรกของปี

 

การเปรียบเทียบสองช่วงเวลานี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจเดินทางภายใต้สภาพแวดล้อมทางตลาดที่ต่างกัน โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนนำไปสู่คำถามว่านักท่องเที่ยวไทยจะชะลอหรือทบทวนแผนการเดินทางหรือไม่

 

ขณะที่ช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคมเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลไทยเพิ่มการติดตามและบริหารจัดการราคาน้ำมันภายในประเทศ ท่ามกลางการปรับราคาหลายครั้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม แม้ราคาน้ำมันยังคงผันผวนต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว การเพิ่มขึ้นของยอดค้นหา 86% สะท้อนว่านักท่องเที่ยวไทยกลับมากระตือรือร้นกับการค้นหาจุดหมายปลายทางและวางแผนการเดินทางในอนาคตมากขึ้น แม้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายจะยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม AirAsia MOVE ระบุว่ายอดค้นหาเที่ยวบินอาจไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดจองทั้งหมด แต่ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจนักท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายที่ผู้บริโภคกำลังพิจารณาสำหรับวันหยุดในอนาคต

 

จุดหมายวันแม่ที่กระจายตัวมากขึ้น

 

เมื่อพิจารณาความสนใจเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ข้อมูลของ AirAsia MOVE ระบุว่านักท่องเที่ยวไทยกำลังพิจารณาจุดหมายปลายทางที่หลากหลายขึ้น

 

สำหรับการเดินทางภายในประเทศ เชียงใหม่, ภูเก็ต, น่าน และสุราษฎร์ธานี ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัวและการพักผ่อนระยะสั้น

 

สำหรับจุดหมายต่างประเทศ นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสนใจญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเวียดนาม, จีน, มาเลเซีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน และมัลดีฟส์

 

หากดูภาพรวมความสนใจของคนไทยในช่วงวันหยุดยาววันแม่ ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ โดยโตเกียว, โอซาก้า, ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ติดอันดับเมืองที่มีการค้นหาสูงที่สุด ขณะที่เวียดนามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดานังและญาจาง ส่วนจุดหมายในประเทศอย่างภูเก็ต, กระบี่, เชียงใหม่, เชียงราย และหาดใหญ่ ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง

 

เมืองรองของไทยเป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทเด่นขึ้น ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการวันหยุดริมทะเล การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม และทางเลือกใหม่นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลัก

 

คนทุกวัยออกเดินทาง และการเดินทางเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้น

 

แม้วันแม่แห่งชาติจะเป็นเทศกาลที่เชื่อมโยงกับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว แต่ข้อมูลของ AirAsia MOVE พบว่าความสนใจด้านการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในนักเดินทางทุกช่วงวัย

 

นักท่องเที่ยวอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินสูงที่สุด ตามด้วยกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ

 

รูปแบบการเดินทางก็หลากหลายขึ้นเช่นกัน นอกเหนือจากการเดินทางคนเดียวและการเดินทางเป็นคู่ การเดินทางเป็นกลุ่มยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความต้องการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนผ่านประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน

 

สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ใด AirAsia MOVE แนะนำให้เลือกจุดหมายตามรูปแบบการท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ โดยกลุ่มพักผ่อนริมทะเลมีภูเก็ต, กระบี่, ดานัง, ญาจาง และมัลดีฟส์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพักผ่อนในเมืองมีเชียงใหม่, เชียงราย, โตเกียว, โอซาก้า และฉางซา กลุ่มทริประยะสั้นเดินทางสะดวกมีดานัง, กัวลาลัมเปอร์ ไทเป และฮ่องกง ขณะที่กลุ่มเปิดประสบการณ์ในจุดหมายใหม่มีน่าน, ระนอง, นราธิวาส, อุบลราชธานี และอัลมาตี

 

ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา Country Representative ประจำประเทศไทย AirAsia MOVE ระบุว่าแม้ราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางจะยังผันผวน แต่นักท่องเที่ยวไทยยังสนใจค้นหาจุดหมายและวางแผนการเดินทางที่มีความหมายร่วมกับคนสำคัญ โดยวันหยุดยาวอย่างวันแม่แห่งชาติถือเป็นโอกาสให้ครอบครัวและเพื่อนได้ใช้เวลาร่วมกัน

 

“การมองเห็นความสนใจด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้จุดหมายปลายทางและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค” ฉัททันต์กล่าว

 

ภาพ : FocusStocker / Shutterstock

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากมาสเตอร์แฟรนไชส์สู่เจ้าของแบรนด์ ไมเนอร์ ฟู้ด ทุ่ม 1,650 ล้านบาท ซื้อ Bonchon คุมทุกตลาดนอกทวีปอเมริกา https://thestandard.co/minor-food-buys-bonchon-global-rights/ Wed, 12 Aug 2026 10:50:46 +0000 https://thestandard.co/minor-food-buys-bonchon-global-rights/ ภาพกราฟิกสรุปดีลไมเนอร์ ฟู้ด ซื้อ Bonchon มูลค่า 1,650 ล้านบาท

ธุรกิจร้านไก่ทอดในไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวานของนักลงทุน […]

The post จากมาสเตอร์แฟรนไชส์สู่เจ้าของแบรนด์ ไมเนอร์ ฟู้ด ทุ่ม 1,650 ล้านบาท ซื้อ Bonchon คุมทุกตลาดนอกทวีปอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปดีลไมเนอร์ ฟู้ด ซื้อ Bonchon มูลค่า 1,650 ล้านบาท

ธุรกิจร้านไก่ทอดในไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวานของนักลงทุน ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่มีการเติบโตปีละ 3–5% แม้การแข่งขันจะสูงลิบ แต่ก็ยังมีช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดแย่งชิงมาร์เก็ตแชร์กันอย่างต่อเนื่อง

 

 

ถึงวันนี้จากคนที่เคยนั่งต่อคิวรอชิม ‘ไก่ทอดซอสการ์ลิค’ สไตล์เกาหลี คงเริ่มเห็นก้าวสำคัญของวงการอาหารไทย เมื่อ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ ประกาศความร่วมมือกับ Serruya Private Equity (SPE) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ลงนามเข้าซื้อกิจการ Bonchon International แบรนด์ไก่ทอดเกาหลีชื่อดังระดับโลก จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม (VIG Partners และ Mr. Seo & Family) โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569

 

เปิดโครงสร้างการลงทุน

 

การแท็กทีมครั้งนี้ ไมเนอร์ ฟู้ด ใช้เงินลงทุนสุทธิ 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,650 ล้านบาท) ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ ณ วันปิดดีล

 

โดยจะแบ่งการบริหารจัดการธุรกิจตามภูมิภาคอย่างชัดเจน ในฝั่ง ไมเนอร์ ฟู้ด จะเป็นเจ้าของแบรนด์และสิทธิ์การดำเนินธุรกิจ Bonchon ในทุกภูมิภาคทั่วโลก (นอกทวีปอเมริกา) ส่วน Serruya Private Equity (SPE) จะเป็นเจ้าของและดูแลการดำเนินธุรกิจทั้งหมดในทวีปอเมริกา

 

จากร้านเล็กๆ ในปูซาน สู่แฟรนไชส์ระดับโลก 500 สาขา

 

หากย้อนเส้นทางของ Bonchon เริ่มต้นจากร้านอาหารแห่งเดียวในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2545 ด้วยจุดเด่นของไก่ทอดสูตรเฉพาะที่ใช้เทคนิคการทอดสองครั้งเคลือบซอสเข้มข้น ก่อนจะได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและจากนั้นจึงขยายเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในปี 2549

 

ปัจจุบัน Bonchon เติบโตเป็นแฟรนไชส์ระดับโลกที่มีเครือข่ายราว 500 สาขา ครอบคลุม 9 ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ไทย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, เมียนมา, ไต้หวัน, ลาว, กัมพูชา และ มาเลเซีย โดยรายได้หลักมาจากตลาดนอกประเทศเกาหลีใต้

 

ทำไมดีลนี้ถึงคุ้มค่าสำหรับไมเนอร์ ฟู้ด

 

ด้วยการขยับจากผู้บริหารแฟรนไชส์สู่เจ้าของแบรนด์ จากในอดีต ไมเนอร์ ฟู้ด เป็นผู้ถือสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ Bonchon ในไทย (และเป็นรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อวัดจากรายได้รวม) การเข้าซื้อครั้งนี้จึงเป็นการก้าวกระโดดขึ้นเป็นเจ้าของแบรนด์เต็มตัว

 

อีกทั้งยังตอบโจทย์กลยุทธ์ Asset-Light ของบริษัทที่เน้นสร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าธรรมเนียมสิทธิและการขายซอสสูตรเฉพาะ โดยใช้เงินลงทุนต่ำแต่ขยายสาขาได้รวดเร็ว ช่วยรับรู้กำไรได้ทันที

 

และยังคุมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) Bonchon ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานผลิตซอสเอง และมีกำลังการผลิตรองรับการเติบโตได้อีกมาก โดยจะสามารถช่วยสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในอนาคต

 

ฟังมุมมองจากผู้บริหารทั้งสองบริษัท

 

เดลเลน โซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความเข้าใจในแบรนด์ Bonchon เป็นอย่างดีจากประสบการณ์บริหารในไทย และการก้าวสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์นอกทวีปอเมริการ่วมกับ SPE ถือเป็นความภาคภูมิใจ และพร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ควบคู่กับรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ และลงทุนเพื่อผลักดันการเติบโตทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่

 

ขณะที่ Mr. Michael Serruya ประธานกรรมการ Serruya Private Equity กล่าวต่อว่า Bonchon มีเมนูที่เป็นเอกลักษณ์และมีฐานลูกค้าที่ภักดีสูงมาก ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 30 ปีกับไมเนอร์ ซึ่งบริหารแบรนด์ Swensen’s ของ SPE ในไทย เรามีความเชื่อมั่นร่วมกันในการสร้างและขยายแบรนด์ระดับโลก และพร้อมจะสนับสนุนทีมผู้บริหารและผู้ประกอบการแฟรนไชส์เพื่อขยายตลาดในอเมริกาอย่างต่อเนื่อง

 

The post จากมาสเตอร์แฟรนไชส์สู่เจ้าของแบรนด์ ไมเนอร์ ฟู้ด ทุ่ม 1,650 ล้านบาท ซื้อ Bonchon คุมทุกตลาดนอกทวีปอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราการว่างงานเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้น คนหนุ่มสาว 67 ล้านคนไร้งาน เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ AI เข้ามาพลิกโฉมการทำงาน https://thestandard.co/global-youth-unemployment-ai-jobs/ Wed, 12 Aug 2026 08:11:15 +0000 https://thestandard.co/global-youth-unemployment-ai-jobs/ ภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวกำลังใช้ชีวิตประจำวัน สื่อถึงประเด็นการว่างงานของเยาวชนทั่วโลก

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organi […]

The post อัตราการว่างงานเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้น คนหนุ่มสาว 67 ล้านคนไร้งาน เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ AI เข้ามาพลิกโฉมการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวกำลังใช้ชีวิตประจำวัน สื่อถึงประเด็นการว่างงานของเยาวชนทั่วโลก

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนทั่วโลกในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และ การสร้างงานที่ซบเซา ส่งผลให้เยาวชนหางานได้ยากขึ้น พร้อมทั้งเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดแรงงานที่มีอยู่เดิมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

รายงานฉบับใหม่ของ ILO ระบุว่า อัตราการว่างงานทั่วโลกในกลุ่มประชากรอายุ 15-24 ปี ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 12.4% ในปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ระดับ 12.3% ในปี 2566 ซึ่งเทียบเท่ากับประชากรอายุ 15-24 ปี จำนวน 67 ล้านคนทั่วโลก

 

โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวถือเป็นการพลิกกลับของแนวโน้มการฟื้นตัวที่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และยังสะท้อนให้เห็นถึงความถดถอยทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพของตำแหน่งงานที่มีรองรับแรงงานเยาวชน

 

นอกจากนี้ ILO ระบุว่า สัดส่วนของเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (not in employment, education or training: NEET) ได้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ 20% ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรมากกว่า 257 ล้านคน

 

“สถานการณ์กำลังเลวร้ายลงในแทบทุกภูมิภาค” รายงานระบุ พร้อมชี้ให้เห็นว่าอัตราการว่างงานของเยาวชนในช่วงปี 2566 ถึง 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8 จาก 11 อนุภูมิภาคทั่วโลก (subregion) ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวยังเพิ่มสูงขึ้นครอบคลุมทั้งในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง รายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ และรายได้ต่ำ

 

แนวโน้มดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ AI เข้ามาพลิกโฉมสถานที่ทำงาน โดย ILO คาดการณ์ว่า 6.1% ของตำแหน่งงานที่ทำโดยประชากรอายุ 15-29 ปีในปัจจุบัน อยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับ AI มากที่สุด

 

โดยหากเพียง 10% ของตำแหน่งงานเหล่านั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง แรงงานเยาวชนประมาณ 5.6 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีรายได้สูง อาจต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน การเปลี่ยนสายอาชีพ หรือการออกจากกำลังแรงงาน ซึ่งแม้ว่าผลกระทบระยะยาวของ AI จะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่รายงานระบุว่าไม่ควรประเมินความเสี่ยงดังกล่าวต่ำเกินไป

 

ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานในภาคส่วนที่ต้องใช้ทักษะสูง เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังคงขยายตัวในประเทศส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา เยาวชนจำนวนมากไม่สามารถรับภาระจากการว่างงานเป็นเวลานานได้ และต้องหันไปรับงานที่ไม่มีความมั่นคงแทน ส่งผลให้แรงงานเยาวชนเกือบ 9 ใน 10 คนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำยังคงอยู่ในระบบการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งขาดการคุ้มครองด้านแรงงานและสวัสดิการสังคมที่เพียงพอ

 

อ้างอิง:

The post อัตราการว่างงานเยาวชนทั่วโลกเพิ่มขึ้น คนหนุ่มสาว 67 ล้านคนไร้งาน เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ AI เข้ามาพลิกโฉมการทำงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดจากวิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าผลประกอบการ Q2/2569 สายการบินยักษ์ใหญ่ THAI กำไรสุทธิดิ่ง 87.3% ด้าน BA กำไรลด 18% https://thestandard.co/thai-ba-profit-plunge-oil-price/ Wed, 12 Aug 2026 08:02:39 +0000 https://thestandard.co/thai-ba-profit-plunge-oil-price/

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมกา […]

The post ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดจากวิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าผลประกอบการ Q2/2569 สายการบินยักษ์ใหญ่ THAI กำไรสุทธิดิ่ง 87.3% ด้าน BA กำไรลด 18% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมการบินไทย THAI และ BA เผยให้เห็นผลกระทบหนักจากวิกฤตความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาน้ำมันเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง โดยการบินไทย (THAI) แม้มีรายได้รวมขยายตัว 8.5% แต่งบน้ำมันพุ่งทะลุ 72.6% กดดันกำไรสุทธิ Q2 ลดลงถึง 87.3% เหลือ 1,537 ล้านบาท เร่งปรับแผนประกันความเสี่ยงค่าน้ำมัน (Fuel Hedging) เพิ่มเป็น 60% พร้อมลุยขยายฝูงบินระยะยาว ขณะที่ บางกอกแอร์เวย์ส (BA) มีรายได้รวมโต 5.5% แต่กำไรสุทธิ Q2 ลดลง 18% เหลือ 332.6 ล้านบาท ทว่าภาพรวมครึ่งปีแรกยังโตแข็งแกร่งกำไรพุ่ง 16.3% ล่าสุดบอร์ด BA อนุมัติอัดฉีดเงิน 2,000 ล้านบาท เพิ่มทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ตอกย้ำความเชื่อมั่นการเติบโตระยะยาว

 

 

วิกฤตตะวันออกกลางดันต้นทุนค่าน้ำมันพุ่ง

 

สมรภูมิอุตสาหกรรมการบินไทยในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นต้นทุนหลักที่เข้ามากดดันผลกำไรสุทธิของทั้ง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA แม้ทั้งสองค่ายจะปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันและบริหารราคาบัตรโดยสารเพื่อชะลอผลกระทบแล้วก็ตาม

 

การบินไทยรายได้โตแต่น้ำมันพุ่ง 72.6% ทุบกำไร Q2 ร่วง 87.3%

 

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ ถึงผลการดำเนินงาน Q2/2569 มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการครั้งเดียว) อยู่ที่ 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% YoY ได้แรงหนุนจากการขนส่งผู้โดยสาร (+6.7%) และการขนส่งสินค้าที่เติบโตถึง 28.2%

 

ทว่า ค่าใช้จ่ายรวมพุ่งขึ้นไปถึง 44,930 ล้านบาท (+29.7% YoY) โดยมีชนวนเหตุหลักมาจาก ค่าน้ำมันเครื่องบินที่สูงถึง 19,462 ล้านบาท พุ่งขึ้น 72.6% YoY ตามราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ปรับขึ้นแตะ 187.16 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้

 

  • กำไรสุทธิ Q2/2569 เหลือ 1,537 ล้านบาท (ลดลง 87.3% จาก 12,134 ล้านบาทใน Q2/2568)
  • ภาพรวมครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2569) รายได้รวม 99,650 ล้านบาท (+3.3% YoY) และมีกำไรสุทธิ 11,645 ล้านบาท (-47.0% YoY)

 

ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอนาคตของ THAI มีดังนี้

 

  • ปรับกรอบบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมันขยับเพดานสูงสุดไม่เกิน 60% พร้อมตั้ง War Room ติดตามราคาน้ำมันใกล้ชิด
  • ลุยแผน 5 ปี วงเงิน 120,000 ล้านบาท จัดหาเครื่องบินใหม่ เน้นโบอิ้ง 787 Dreamliner ปักหมุดขยายฝูงบินแตะ 150 ลำภายในปี 2576
  • เปิดบินเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม (1 ก.ค. 69) และเตรียมเปิดบินสู่นครดานัง เวียดนาม ปลายปีนี้ ควบคู่กับการเริ่มนำร่องใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ร่วมกับกลุ่มบางจาก
  • การสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up) ส่วนที่เหลือ 75% ของเจ้าหนี้ในเดือนสิงหาคม 2569 บริษัทมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน

 

บางกอกแอร์เวย์ส กำไร Q2 ลด 18% ครึ่งปีแรกยังโต

 

ด้านบริษัท บางกอกแอร์เวย์ส จำกัด (มหาชน) หรือ BA รายงานผลการดำเนินงาน โดยระบุว่ารายได้รวม Q2/2569 อยู่ที่ 6,052.5 ล้านบาท (+5.5% YoY) ได้แรงหนุนจากรายได้บัตรโดยสาร (+3.0%) และเงินปันผลรับที่เติบโตถึง 60.4% อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 49.0% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมพุ่งขึ้น 11.7%

 

ผลประกอบการที่สำคัญมีดังนี้

 

  • กำไรสุทธิ Q2/2569 อยู่ที่ 332.6 ล้านบาท (ลดลง 18.0% YoY)
  • ภาพรวมครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2569) รายได้รวม 13,934.7 ล้านบาท (+3.0% YoY) และมีกำไรสุทธิ 2,431.8 ล้านบาท (+16.3% YoY) ได้อานิสงส์จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินและเงินปันผลรับ

 

การเคลื่อนไหวสำคัญของ BA

 

  • บอร์ดมีมติเมื่อมิถุนายน 2569 อนุมัติใส่เงินเพิ่มทุน 2,000 ล้านบาท ในบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ตามสัดส่วนถือหุ้น
  • ปรับลดเที่ยวบินในเส้นทางที่ดีมานด์ชะลอตัว เช่น ภูเก็ต สิงคโปร์ มัลดีฟส์ และนำเครื่องบินใบพัด (Turboprop) มาสลับใช้แทนเครื่องไอพ่นเพื่อประหยัดต้นทุน
  • สนามบินสมุยยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลัก โดยยอดผู้โดยสาร Q2/2569 เติบโต 6.9% (704,840 คน) ดันยอดสะสมครึ่งปีแรกแตะ 1.61 ล้านคน

The post ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดจากวิกฤตตะวันออกกลาง เขย่าผลประกอบการ Q2/2569 สายการบินยักษ์ใหญ่ THAI กำไรสุทธิดิ่ง 87.3% ด้าน BA กำไรลด 18% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z-Y ปรับพอร์ตชีวิต! KTC X BIH เผยอินไซต์คนรุ่นใหม่แห่อัดฉีดงบ ‘สุขภาพเชิงป้องกัน’ พุ่ง 40% รับมือสังคมสูงวัย https://thestandard.co/gen-z-y-invest-preventive-health/ Wed, 12 Aug 2026 04:20:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1241117 ภาพประกอบคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials กำลังดูแลสุขภาพและวางแผนการเงิน

คนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials ปรับพอร์ตชีวิตหันมาลงท […]

The post Gen Z-Y ปรับพอร์ตชีวิต! KTC X BIH เผยอินไซต์คนรุ่นใหม่แห่อัดฉีดงบ ‘สุขภาพเชิงป้องกัน’ พุ่ง 40% รับมือสังคมสูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials กำลังดูแลสุขภาพและวางแผนการเงิน

คนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials ปรับพอร์ตชีวิตหันมาลงทุนใน สุขภาพเชิงป้องกัน มากขึ้น โดยยอดใช้จ่ายหมวดสุขภาพของสมาชิก KTC ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เติบโตเกือบ 40% ในปี 2568 สะท้อนความตระหนักในการดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ในปี 2569 ซึ่งมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด

 

 
 

ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด NCDs ทุบเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้าน

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้โจทย์ของระบบสาธารณสุขเปลี่ยนจากการทำอย่างไรให้คนมี “อายุยืน” ไปสู่การรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีคุณภาพให้นานที่สุด

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมการแพทย์ชี้ว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทยสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดสมอง” ซึ่งกรมควบคุมโรค (HDC) รายงานสถิติปี 2567 พบผู้ป่วยมากถึง 358,062 ราย และมีผู้เสียชีวิต 39,086 ราย ครองแชมป์สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย สร้างภาระทั้งด้านค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน และภาระการดูแลของครอบครัวระยะยาว

 

ทั้งนี้ สถิติความท้าทายทางสุขภาพและเศรษฐกิจไทย มีดังนี้

 

  • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ในปี 2569 : ~14 ล้านคน (20% ของประชากรไทย)
  • ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs : 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (ปี 2567) : 358,062 ราย (เสียชีวิต 39,086 ราย)

 

สุขภาพสมองไม่ใช่เรื่องของผู้สูงวัย แต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย

 

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เฉพาะทางโรคพาร์กินสันและความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า โรคทางสมองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มป่วยเพิ่มขึ้นชัดเจน จากปัจจัยเสี่ยงรอบตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือด ภาวะอ้วน ความเครียด และพฤติกรรมการนอนหลับ

 

เมื่อป่วยด้วยโรคสมอง ความสูญเสียไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวผู้ป่วย แต่กระทบถึงรายได้และคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวที่ต้องกลายมาเป็นผู้ดูแล

 

“อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ มือสั่นขณะพัก เคลื่อนไหวช้าลง เดินไม่มั่นคง หกล้มบ่อย ความจำถดถอย หรือพฤติกรรมผิดปกติระหว่างนอนหลับ ส่วนอาการเฉียบพลัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพราะทุกนาทีที่ล่าช้าส่งผลต่อการฟื้นตัว” นพ.อภิชาติ เน้นย้ำ

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลใช้นวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาช่วยฟื้นฟูผู้ป่วย เช่น การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (TMS) โดยไม่ต้องผ่าตัด และการฟื้นฟูด้วย หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน (Walkbot) ระบบฝึกการทรงตัว และเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีที่สุด โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาทมากกว่า 78 คน คอยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลและรองรับเคสฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

 

คนรุ่นใหม่ปรับพอร์ตการเงิน ลงทุนสุขภาพเชิงป้องกัน

 

สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (KTC) เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอย่างเดียว มาเป็นการวางแผนสุขภาพสมองควบคู่กันไป

 

สะท้อนจากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในปี 2568 พบว่า ยอดใช้จ่ายของสมาชิกอายุต่ำกว่า 30 ปี (Gen Z และ Millennials) ในหมวดสุขภาพ เติบโตขึ้นเกือบ 40% ทั้งในส่วนบริการทางการแพทย์ ความงาม กีฬา ฟิตเนส การตรวจสุขภาพ และการฉีดวัคซีนป้องกัน

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้รอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา แต่เลือกปรับพฤติกรรมมาเป็นการลงทุนเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

KTC จึงได้ขยายบทบาทสู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิด ‘KTC Wellness: The Journey to Well-being’ ร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ชั้นนำอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเชื่อมโยงสมาชิกบัตรให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง โครงการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน และสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าในทุกช่วงวัย

The post Gen Z-Y ปรับพอร์ตชีวิต! KTC X BIH เผยอินไซต์คนรุ่นใหม่แห่อัดฉีดงบ ‘สุขภาพเชิงป้องกัน’ พุ่ง 40% รับมือสังคมสูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสงไฟโคมแดงเริ่มริบหรี่ เมื่อ ‘ร้านอิซากายะรายเล็ก’ ในญี่ปุ่นกำลังโดนบีบจนไร้ทางถอย ครึ่งปีแรก 2026 ปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/japan-izakaya-bankruptcies-record/ Wed, 12 Aug 2026 02:57:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1241043 ภาพบรรยากาศร้านอิซากายะในญี่ปุ่นยามค่ำคืน มีผู้คนเดินผ่านและแสงไฟจากร้าน

ภาพบรรยากาศร้านอิซากายะรายเล็กที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเรา […]

The post แสงไฟโคมแดงเริ่มริบหรี่ เมื่อ ‘ร้านอิซากายะรายเล็ก’ ในญี่ปุ่นกำลังโดนบีบจนไร้ทางถอย ครึ่งปีแรก 2026 ปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้านอิซากายะในญี่ปุ่นยามค่ำคืน มีผู้คนเดินผ่านและแสงไฟจากร้าน

ภาพบรรยากาศร้านอิซากายะรายเล็กที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะกระทบแก้วเบียร์ และ กลิ่นหอมของกินเล่นหลังเลิกงาน อาจกลายเป็นเพียงความทรงจำในไม่ช้า เมื่อบรรดาร้านเหล้าแบบดั้งเดิมขนาดเล็กทั่วญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ และ เสี่ยงที่จะไปไม่รอด แม้ในวันที่โต๊ะยังคงเต็มไปด้วยผู้คนก็ตาม

 

 
 

ที่ร้าน Kuranosuke ในเขตโคโตะ กรุงโตเกียว ร้านขนาด 20 กว่าที่นั่งมักจะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าหลังเลิกงาน ทว่า คาโซโนะริ มัตสึบาระ เจ้าของร้านกลับเปิดเผยความจริงที่ชวนใจหายว่า รายได้จริงไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเหมือนจำนวนลูกค้า หลังผ่านพ้นช่วงโควิด เขาต้องตัดเมนูลงเหลือเพียงครึ่งเดียว และ แบกรับต้นทุนด้วยการขยับราคาขึ้นราว 50 เยนทุกๆ ครึ่งปี พร้อมหันมาเน้นบริหารวัตถุดิบรายวันเพื่อรับมือกับราคาของสดที่ผันผวน

 

ในส่วนของเมนูชูโรงของร้านอย่าง ปลาโบนิโตย่างฟาง วัตถุดิบส่งตรงจากตลาดโทยาสุ ที่เกือบทุกโต๊ะต้องสั่ง กำลังกลายเป็นโจทย์หิน เพราะราคาขายส่งปลาโบนิโตพุ่งสูงขึ้นถึง 3–4 เท่าในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มัตสึบาระย้ำด้วยความหนักใจว่า หากต้องปรับราคาขึ้นอีกนิด ลูกค้าก็อาจจะหยุดสั่งเมนูดังกล่าวทันที

 

คลื่นการปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์

 

สถานการณ์ของร้าน Kuranosuke เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง หากมาดูข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research (TSR) รายงานว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2026 มีผู้ประกอบการอิซากายะล้มละลายไปแล้วถึง 118 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1989 ที่น่าตกใจคือ กว่า 90% ของธุรกิจที่ล้มละลายเป็นร้านขนาดเล็กที่มีพนักงานต่ำกว่า 10 คน ส่งผลให้ TSR คาดการณ์ว่าปี 2026 นี้อาจกลายเป็นปีที่มีการปิดตัวของร้านอิซากายะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

เคนจิ โกโตะ ผู้จัดการ TSR อธิบายว่า ร้านเล็กกำลังโดนศึกรอบด้าน ทั้งค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และ ค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ครั้นจะขึ้นราคาสินค้าก็เสี่ยงที่จะเสียลูกค้าทันที และเมื่อกำไรถูกบีบจนติดลบ ทางรอดจึงเหลืออยู่น้อยเต็มที

 

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติม เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิจิ เตรียมปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับกลุ่มอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี (เริ่มเมษายน 2026) นักวิเคราะห์เตือนว่า มาตรการนี้จะยิ่งผลักดันให้ผู้คนหันไปซื้ออาหารพร้อมทานจากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไปกินที่บ้านแทนการนั่งดื่มกินที่ร้าน

 

รายใหญ่เติบโต รายเล็กไร้ทางสู้

 

ในขณะที่ร้านขนาดเล็กกำลังล้มหายตายจาก รายงานจาก Fuji Keizai คาดการณ์ว่า ภาพรวมตลาดอาหารสไตล์อิซากายะและโรบาตะจะหดตัวลงเหลือ 1.1 ล้านล้านเยนในปี 2035 (ลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2019) สวนทางกับตลาดฟาสต์ฟู้ดที่คาดว่าจะโตพุ่งเป็น 5.1 ล้านล้านเยน (เพิ่มขึ้น 58%)

 

ไดสุเกะ มิวะ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมร้านอาหาร ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่า เครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่ เช่น Watami, Kushikatsu Tanaka หรือ Colowide ยังคงทำกำไรได้ดี เพราะมีกำลังทุนในการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ จัดการซัพพลายเชน และนำเทคโนโลยีเข้ามาลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งอาหารผ่านมือถือ ตามด้วยพัฒนาแพลตฟอร์มการจอง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถลงทุนได้เลย

 

พฤติกรรมคนดื่มเปลี่ยนไป

 

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเรื่องเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในภาวะเงินเฟ้อ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่โปรโมชันลดราคาอีกต่อไป แต่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว และความชัดเจนของแบรนด์

 

“ผู้บริโภคไม่ได้ทิ้งอิซากายะไปไหน เพียงแต่ความต้องการและรูปแบบการใช้บริการเปลี่ยนไป” ไดสุเกะ มิวะ ย้ำ

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากร้านอิซากายะรายเล็กไม่สามารถสร้างจุดเด่นที่ชัดเจน หรือหาทางปรับตัวให้อยู่รอดในโครงสร้างต้นทุนใหม่นี้ได้ เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเสน่ห์ยามค่ำคืนในวัฒนธรรมการดื่มแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ก็อาจค่อยๆ ลบเลือนหายไปพร้อมกับแสงไฟของร้านเล็กๆ เหล่านี้อย่างน่าเสียดาย

 

ภาพ::Kamerakozou/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post แสงไฟโคมแดงเริ่มริบหรี่ เมื่อ ‘ร้านอิซากายะรายเล็ก’ ในญี่ปุ่นกำลังโดนบีบจนไร้ทางถอย ครึ่งปีแรก 2026 ปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>