Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 29 Sep 2026 07:26:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ https://thestandard.co/bangkok-flood-economic-impact/ Tue, 29 Sep 2026 04:33:36 +0000 https://thestandard.co/bangkok-flood-economic-impact/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ

น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค […]

The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ

น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค่ไหน?

 

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน สูญ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ KResearch คาดผลกระทบอยู่ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน

 

น่าห่วงว่าผลกระทบรอบนี้อยู่ที่การจับจ่าย การท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และโลจิสติกส์ ขณะที่กลุ่มแรงงานรายวันและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

แต่โจทย์สำคัญคือต้องจับตาสัปดาห์นี้ ที่ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำหลากและศึกน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 หากลามถึง EEC และนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ 1

 

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 ก.ย. ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี

 

ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประเมินไว้ จะมีการทบทวนผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ 2

 

กทม.เสียหายสูงสุด 7,014 ล้านบาท

 

ผลการประเมินรายพื้นที่พบว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน

 

แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ ยังสามารถทำงานจากที่บ้านได้ จึงช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ขณะที่ 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

ส่วน ภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 2 ประมาณ 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีได้รับผลกระทบสูงสุดราว 2,101 ล้านบาท

 

เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น ประกอบกับพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง

 

ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังเฉพาะจุด

 

และยังไม่มีรายงานนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับจำกัด

 

จับจ่าย ท่องเที่ยว บริการ หนักสุด

 

ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางหลักที่ส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ

 

โดยน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก

 

นอกจากนี้ การกำหนดวันหยุดราชการพิเศษวันที่ 28-29 ก.ย. ในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้จำนวนวันทำงานในพื้นที่เศรษฐกิจลดลง

 

ขณะที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยาและแหล่งท่องเที่ยวในชลบุรี ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยว กระทบรายได้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ผลกระทบในส่วนนี้มีข้อจำกัดในการชดเชย โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย

 

ในขณะที่ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า จากถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ทำได้ยากขึ้น

 

“ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ”

 

ด้านราคาสินค้า เริ่มพบการปรับขึ้นของผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10-18 ต.ค.2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและเป็นเพียงชั่วคราว

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ 3

 

สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังใกล้เก็บเกี่ยว โดยความเสียหายต่อผลผลิตจะเห็นชัดเจนหลังน้ำลด และมีการสำรวจพื้นที่จริง

 

ห่วงน้ำยืดเยื้อกดเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

 

ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายในกรณีฐานที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569

 

โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก

 

ทั้งนี้ ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน ‘ยังไม่รุนแรง’ ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี

 

โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4

 

ชงรัฐเร่งเยียวยา ลงทุนกับระบบระบายน้ำ

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ 4ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำท่วม 5 วันในกรุงเทพฯ และข้อเสนอแนะการบริหารจัดการน้ำ 5

 

ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน

 

  • การเยียวยาอย่างรวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ หรือสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
  • ด้านที่สองคือ เร่งบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายภาคเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือโดยเร็ว
  • ด้านที่สามคือ ดูแลปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น อย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ พร้อมเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยในระยะต่อไป

 

KResearch คาดน้ำท่วมทุบเศรษฐกิจไทย 1.7 หมื่นล้านบาท จับตานิคม-EEC

 

ด้านณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล

 

เบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน

 

โดยเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.03%-0.11% ของ GDP ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรเปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัดสินใจคงประมาณการ GDP ภาพรวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม

 

กระนั้น ณัฐพรเตือนว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้น หากเหตุน้ำท่วมลากยาว ยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบพื้นที่อื่นๆ

 

โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก พื้นที่ EEC หรือนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP ก็อาจมากกว่าที่ประเมินไว้

 

กลุ่มลูกจ้างรายวัน-ไรเดอร์ กระทบหนัก

 

ณัฐพร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร แพลตฟอร์มบริการ การขนส่งและ โลจิสติกส์

 

ขณะที่กลุ่มลูกจ้างที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มลูกจ้างรายวันและไรเดอร์ ที่หากออกไปทำงานไม่ได้ รายได้จะขาดหายไปทันที

 

อย่างไรก็ดี ณัฐพรมองว่า ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมรอบนี้จะมีลักษณะเป็นการหยุดชะงักชั่วคราว (Temporary Disruption) มากกว่า ไม่เหมือนกับช่วงน้ำท่วมใหญ่รอบก่อนหรือวิกฤตโควิด

 

ซ้ำเติม ‘หนี้ครัวเรือนไทย’ เปราะบาง

 

นอกจากนี้อีกมุมหนึ่ง ณัฐพรมองว่า “เหตุน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะกระทบต่อการใช้จ่ายและการบริโภคของผู้คน เนื่องจากเหตุน้ำท่วมทำให้ผู้คนบางส่วนออกไปจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ นอกจากนี้หลายคนอาจต้องกันเงินบางส่วนไว้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหรือรถยนต์ที่เสียหาย ท่ามกลางภาวะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า แม้เหตุน้ำท่วมจะเพิ่มภาระหนี้ให้ผู้ประสบภัยบางคน แต่ไม่น่าจะทำให้หนี้ครัวเรือนในภาพรวมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังคงลดลงและต่ำกว่า 84% ในปีนี้ 2569

 

เนื่องจากสถาบันการเงินมีมาตรการพักชำระหนี้ พักดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้รองรับกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว

 

“หนี้ครัวเรือนไทยเปราะบางอยู่แล้ว และเหตุน้ำท่วมก็อาจจะไปเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่หนี้สินเยอะอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำให้เห็นภาพตัวเลขหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ของประเทศไหลต่อไหม คงไม่เห็นภาพนั้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP น่าจะยังลดลงอยู่ และอาจจะอยู่ระดับต่ำกว่า 84% ต่อ GDP ในปีนี้”

The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ https://thestandard.co/sme-urges-flood-aid/ Tue, 29 Sep 2026 04:12:26 +0000 https://thestandard.co/sme-urges-flood-aid/ ภาพกราฟิกแสดงข้อเรียกร้องจากสมาพันธ์ SME ไทย ให้รัฐบาลและ กทม. เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยจากปัญหาน้ำท่วมทันที โดยไม่ต้องรอน้ำลด

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐ […]

The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อเรียกร้องจากสมาพันธ์ SME ไทย ให้รัฐบาลและ กทม. เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยจากปัญหาน้ำท่วมทันที โดยไม่ต้องรอน้ำลด

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที หลังเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงหลายจังหวัดที่เผชิญอุทกภัย โดยเน้นว่าไม่ควรรอให้น้ำลดก่อนจึงค่อยให้ความช่วยเหลือ เพราะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ทุกนาทีมีค่า

 

ดร.ณพพงศ์ ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเป็นฝนหนักในช่วงเวลาสั้นและเกิดน้ำท่วมขังในเมือง แตกต่างจากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในปี 2554 ผลกระทบจึงไปกระทบต่อเศรษฐกิจจากการเคลื่อนที่อย่างตรงจุด ได้แก่ การค้าหน้าร้าน ภาคบริการ การเดินทางของแรงงาน และระบบโลจิสติกส์

 

แม้ถนนจะท่วมเพียงไม่กี่วันก็ทำให้ร้านค้าต้องปิด เครื่องจักรและสินค้าเสียหาย รายได้และผลิตภาพลดลงทันที ในขณะที่ภาระค่าเช่า ค่าแรง ค่างวด และดอกเบี้ยยังคงไหลต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครประกาศเขตประสบสาธารณภัยครบทั้ง 50 เขต แม้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายสุทธิได้ แต่สมาพันธ์ฯ ยอมรับว่ากังวลมาก เนื่องจากผู้ประกอบการ MSME มีสายป่านสั้นและเปราะบาง การหยุดกิจการเพียง 3-4 วัน อาจทำให้รายได้กลายเป็นศูนย์ โดยยกบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ปลายปี 2568 ว่าการฟื้นตัวของธุรกิจค้าขนาดเล็กต้องใช้เวลานานถึง 3-6 เดือน หากรอให้ความเสียหายลุกลาม บางธุรกิจอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้

 

สมาพันธ์ SME ไทยจึงเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันเพียงอย่างเดียว ไปสู่แนวทาง ‘Flood Resilience’ หรือความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญว่า ‘รู้ล่วงหน้า ระบายเร็ว การเดินทางไม่ล่มทั้งระบบ ธุรกิจหยุดสั้นที่สุด ฟื้นตัวเร็วที่สุด’ และขอให้รัฐบาลและกทม. ใช้อำนาจ งบประมาณ และกลไกที่มีเพื่อสั่งการและลงมือทันทีผ่านมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟู 5 ข้อ ประกอบด้วย

 

  1. พักหนี้และภาระดอกเบี้ย ให้ผู้ประสบภัยมีเวลาตั้งหลัก 6 เดือนถึง 1 ปี โดยไม่ถูกภาระหนี้ซ้ำเติม
  2. เติมทุนฟื้นฟูทันที สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพร้อมเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซมร้านค้า เครื่องจักร และสต็อกสินค้า ให้กลับมาเปิดกิจการได้เร็วที่สุด
  3. เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา ลดขั้นตอนและเอกสาร เพื่อให้ MSME และประชาชนที่ขาดสภาพคล่องเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็ว
  4. บรรเทาต้นทุนคงที่ เยียวยาหรือลดภาระค่าเช่า ค่าแรง และค่าสาธารณูปโภค โดยขอความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้าและผู้ให้เช่า หรือใช้มาตรการทางภาษีชั่วคราวเพื่อบรรเทาแรงกดดัน
  5. เร่งสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน กระตุ้นการจับจ่าย เปิดพื้นที่ค้าขาย และเชื่อมช่องทางการขายออฟไลน์-ออนไลน์ ให้นำเงินกลับสู่ผู้ประกอบการรายย่อย

 

“อำนาจมิได้มีไว้เพียงบริหารราชการ แต่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน” ดร.ณพพงศ์ กล่าว พร้อมเน้นว่า ทุกวันที่ธุรกิจหยุดคือรายได้ที่หายไป ทุกวันที่ไม่มีเงินทุนคือโอกาสที่หายไป ดังนั้น สมาพันธ์ SME ไทยจึงขอให้รัฐบาลและกรุงเทพฯ ตัดสินใจ สั่งการ และระดมทุกหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที

The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ https://thestandard.co/private-sector-flood-response/ Mon, 28 Sep 2026 12:32:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1261008 ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที […]

The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ระบบสื่อสาร ห้างร้าน ไปจนถึงโครงการที่อยู่อาศัย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ภาคเอกชนหลายรายจึงเร่งออกมาตรการดูแลลูกค้า พนักงาน และส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ประสบภัย THE STANDARD WEALTH รวบรวมความเคลื่อนไหวของแต่ละธุรกิจไว้ดังนี้

 

AIS เดินหน้าดูแลโครงข่ายต่อเนื่อง รับมือฝนหนัก และน้ำท่วมทั่วประเทศ

 

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ AIS เดินหน้าดูแลโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรในทุกภูมิภาคยังคงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร AIS ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ นำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เข้าเสริมการให้บริการบริเวณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และศูนย์พักพิงในพื้นที่ร่มเกล้า

 

พร้อมเปิดจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าพักพิง สามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข้อมูลข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกร AIS ในต่างจังหวัดทุกภูมิภาคยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน ภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการดูแลโครงข่ายตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยใน ภาคตะวันออก แม้ปริมาณฝนในบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดกระแสไฟฟ้า

 

ทีมวิศวกรจึงเร่งเข้าพื้นที่เพื่อนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าสนับสนุนสถานีฐานตามจุดต่างๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมเตรียมแบตเตอรี่สำรอง เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลโครงข่ายท่ามกลางข้อจำกัดของสถานการณ์ในพื้นที่

 

ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย AIS ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสถานะโครงข่าย สภาพอากาศ ระดับน้ำ และระบบไฟฟ้า พร้อมนำ AI มาช่วยประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการทำงานของทีมวิศวกรภาคสนาม ให้สามารถจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 1

 

LINE MAN ช่วยเหลือ ‘ไรเดอร์ 3 ด้าน’

 

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล LINE MAN ออกมาตรการช่วยเหลือไรเดอร์ โดยยึดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเป็นหลัก พร้อมลดภาระความกังวลของไรเดอร์ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่

 

ยกเลิกงานได้เมื่อเส้นทางไม่ปลอดภัย โดยจะไม่นำมาคำนวณอัตรายกเลิกงาน

 

ไรเดอร์สามารถยกเลิกงานได้ด้วยตนเองเมื่อพบเส้นทางน้ำท่วมหรือไม่ปลอดภัย โดยเลือกเหตุผล ‘ฝนตกหนัก/ภัยธรรมชาติ’ และจะไม่ถูกนำไปคำนวณอัตรายกเลิกงาน รวมถึงไม่มีบทลงโทษพักงานชั่วคราวใด ๆ ทั้งสิ้น

 

พักชำระค่าผ่อน โดยพักการเรียกเก็บค่าผ่อนชำระ สำหรับไรเดอร์ที่มีภาระผ่อนชำระกับบริษัทฯ

 

อัปเดตจุดเสี่ยงน้ำท่วมรายวัน บริษัทฯ ได้เฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจุดที่ควรเพิ่มความระมัดระวังผ่านแอปฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไรเดอร์ตรวจสอบเส้นทางและประเมินความปลอดภัยก่อนออกให้บริการ

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 2

 

เซ็นทรัลพัฒนาขอเชิญชวนร่วมบริจาคสิ่งของ

 

เซ็นทรัลพัฒนาขอเชิญชวน ‘คนไทยรวมใจที่เซ็นทรัล’ ร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ ข้าวสาร, อาหารแห้ง, น้ำดื่ม, ยารักษาโรคและ ของใช้จำเป็น ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหลายสาขาทั่วประเทศ (อัปเดตวันที่ 28 ก.ย. 69 เวลา 13.40 น.)

 

กรุงเทพฯ และปริมณฑล — 18 สาขา

 

เซ็นทรัล พระราม 2

 

เซ็นทรัล พระราม 3

 

เซ็นทรัลพาร์ค

 

เซ็นทรัล พระราม 9

 

เซ็นทรัล เวสต์เกต

 

เซ็นทรัล บางนา

 

เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

 

เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ

 

เอสพลานาด รัชดา

 

เซ็นทรัล วิลเลจ

 

เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์

 

เซ็นทรัล อีสต์วิลล์

 

เซ็นทรัล เวสต์วิลล์

 

เซ็นทรัล รามอินทรา

 

เซ็นทรัลเวิลด์

 

เซ็นทรัล ลาดพร้าว

 

เซ็นทรัล ศาลายา

 

เซ็นทรัล มหาชัย

 

ภาคตะวันออก — 6 สาขา

 

เซ็นทรัล จันทบุรี

 

เซ็นทรัล ระยอง

 

เซ็นทรัล พัทยาบีช

 

เซ็นทรัล มารีนา

 

เซ็นทรัล ชลบุรี

 

เซ็นทรัล ศรีราชา

 

ภาคเหนือ — 4 สาขา

 

เซ็นทรัล เชียงใหม่แอร์พอร์ต

 

เซ็นทรัล เชียงใหม่

 

เซ็นทรัล พิษณุโลก

 

เซ็นทรัล นครสวรรค์

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ — 3 สาขา

 

เซ็นทรัล อุบล

 

เซ็นทรัล อุดร

 

เซ็นทรัล โคราช

 

ภาคใต้ — 1 สาขา

 

เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี

 

เซ็นทรัล รีเทล รวมพลังทุกธุรกิจในเครือ เคียงข้างชาวไทยฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

 

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ เซ็นทรัล รีเทล และห้างร้านในเครือ เดินหน้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

 

👉🏻 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เปิดพื้นที่จอดรถยนต์ฟรี ณ เซ็นทรัลบางรัก, เซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

 

📆 26 – 30 ก.ย. 69

 

👉🏻 ท็อปส์ เร่งเติมอาหาร น้ำดื่ม และสินค้าจำเป็นเข้าสู่สาขา รวมถึงเพิ่มรอบการจัดส่งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกคนยังมีสิ่งจำเป็นใกล้ตัว

 

พร้อม มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา เพื่อสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ ข้าวหอมมะลิ น้ำดื่ม นมถั่วเหลือง ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 3

 

👉🏻 ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา

 

👉🏻 ท็อปส์ : เปิดให้บริการตามปกติ

 

❌ยกเว้น สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์: ปิดให้บริการชั่วคราว

 

👉🏻 ท็อปส์ เดลี่ : เปิดให้บริการปกติ

 

❌ ยกเว้น 5 สาขาที่ปิดให้บริการชั่วคราว ดังนี้

 

📍 สาขาเคหะคลองจั่น

 

📍 สาขานิลุบล ซอย 10

 

📍 สาขาร่มเกล้า 27

 

📍 สาขารัชดาภิเษก 52

 

📍 สาขา Klaeng Gas Station

 

👉🏻 ท็อปส์ แคร์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา

 

ขณะเดียวกันจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน ความพร้อมของสาขา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตอกย้ำแนวคิด Small Acts Together ที่เชื่อว่าพลังเล็ก ๆ เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ พร้อมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้

 

👉🏻 โก โฮลเซลล์ ร่วมสนับสนุนข้าวสาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้แก่หน่วยงานและพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปประกอบอาหารและช่วยเหลือประชาชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่สาขารังสิต และสาขาเจริญราษฎร์

 

✅มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา

 

✅พร้อม เคียงข้างชุมชนสาขาศรีนครินทร์ ด้วยการสนับสนุนข้าวสาร 15 ถุงและไข่ไก่ 2 มัดให้แก่ตัวแทนผู้ใหญ่บ้าน เพื่อส่งต่อให้เทศบาลบางเมืองนำไปประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

 

✅สาขาอมตะ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับจัดทำถุงยังชีพจำนวน 21 แพ็ค เพื่อนำไปบรรจุและส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

👉🏻 โก โฮลเซลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา

 

👉🏻 ไทวัสดุ ส่งทีมพนักงานสาขาสุขาภิบาล 3 ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่คลองแสนแสบ

 

📍พร้อมเปิดพื้นที่จอดรถชั่วคราวที่ไทวัสดุ สาขาอรัญประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

 

👉🏻 ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา

 

👉🏻 ออโต้วัน : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา ออโต้วันพร้อมดูแลรถของท่าน

 

⏰ ตั้งแต่เวลา 8.00 น. -20.00 น.

 

📞สามารถสอบถาม 02-103-3999

 

📌ดูสาขาใกล้บ้านคุณ : https://www.auto1.co.th/th/store

 

👉🏻 เพาเวอร์บาย เปิดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือฟรีที่เพาเวอร์บาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 4

 

👉🏻 โรบินสันไลฟ์สไตล์ เปิดพื้นที่จอดรถฟรี ณ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ บ่อวิน, บ้านฉาง, สุวรรณภูมิ, ปราจีนบุรี และศรีสมาน

 

และขอเชิญชวนบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

เพื่อรวบรวมและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ๆ

 

📍 จุดรับบริจาค โรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, บ่อวิน และ บ้านฉาง ตั้งแต่วันนี้ – 2 ตุลาคม 2569

 

เซ็นทรัล รีเทล พร้อมรวมพลังจากทุกธุรกิจในเครือ เพื่อดูแลลูกค้า พนักงาน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เราขอส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ทุกคนปลอดภัย และเราจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ❤

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 5

 

แสนสิริ-พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิด War Room 24 ชม.

 

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 25–27 ก.ย. 69 ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่มีระดับน้ำสูง แสนสิริ และพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิด War Room บริหารจัดการเชิงรุกระดมกำลังดูแลทั้งลูกบ้านและพนักงานอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจ นอกจากนี้ยังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังโครงการเดิมที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาและได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ

 

อาทิ ในโซนประชาชื่นที่มีมากกว่า 700 หลังคาเรือน ควบคู่ไปกับการประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบและระยะถัดไปได้เตรียมแผนงานและมาตรการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทุกโครงการกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

 

ทีมงานแสนสิริและพลัสฯ ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างทันที พร้อมจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว ประกอบไปด้วย เสริมกระสอบทรายและยกระดับแนวป้องกันในจุดเสี่ยง

 

พร้อมเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำไปยังโครงการที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน, เร่งจัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น พร้อมประสานงานด้านการขนส่งเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงลูกบ้านได้อย่างทันท่วงที,Sansiri Call Center เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 26–27 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา

 

พร้อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก

 

เพื่อประสานทีมงานเข้าดูแลเป็นรายกรณีและทีมงานในแต่ละโครงการอัปเดตสถานการณ์น้ำและแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นให้ลูกบ้านทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางของโครงการและ Kuhu Application

 

สำหรับโครงการแนวราบ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักมีระดับน้ำบริเวณหน้าโครงการประมาณ 50 ซม.ทีมงานได้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมเสริมกำลังพลและทรัพยากรจากพื้นที่ใกล้เคียงรวมถึงเดินหน้าสูบน้ำอย่างต่อเนื่องและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ส่วนโครงการแนวสูงเร่งส่งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเข้าพื้นที่ จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็น พร้อมตรวจสอบระบบสำคัญของอาคาร เช่น ชั้นใต้ดิน ห้องระบบ ห้องไฟฟ้า Lobby ระบบสูบน้ำ และระบบลิฟต์ และต่อจากนี้จะมีการประเมินความพร้อมและเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟู

 

และที่สำคัญ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนค่าที่พัก อำนวยความสะดวกด้านสถานที่จอดรถ โดยเปิดให้พนักงานสามารถนำรถมาจอดที่อาคาร SIRI CAMPUS ได้ อนุมัติการลาหยุดกรณีพิเศษสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่เกิดเหตุ

 

ตลอดจนจัดหาที่พักใกล้โครงการ พร้อมจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนให้ทีมงานส่วนหน้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลังสถานการณ์น้ำลดบริษัทได้จัดเตรียมเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบ้านพักอาศัยของพนักงาน พร้อมสินเชื่อฉุกเฉินกรณีพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0% เพื่อช่วยบรรเทาภาระและสนับสนุนการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพนักงาน

 

ล่าสุด ได้มีการขยายการดูแลลูกบ้านโดยจัดให้มีรถรับ-ส่ง นำร่องในทำเลที่เป็นคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยโดยลูกบ้านสามารถติดตามประกาศและข้อมูลล่าสุดจากช่องทางของโครงการ และ Kuhu Application แสนสิริ พร้อมเคียงข้าง ดูแล และให้ความช่วยเหลือลูกบ้านอย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์

 

สำหรับลูกบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อนิติบุคคลประจำโครงการ, Sansiri Call Center โทร. 1685

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 9

 

ทรู คอร์ปอเรชั่นส่งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW เสริมสัญญาณพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ด้วยความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเร่งนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เข้าติดตั้งเพื่อเสริมสัญญาณและรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมถึงการประสานความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำท่วมยังอยู่ในระดับสูง และบางจุดสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย

 

โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการอพยพออกจากพื้นที่ การขนย้ายสิ่งของ และการนำอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ภายในชุมชน

 

ในสถานการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ในพื้นที่ การติดต่อสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งสำหรับการประสานขอความช่วยเหลือ การติดต่อกับครอบครัว และการติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์ล่าสุด การเสริมสัญญาณในพื้นที่จึงมีความสำคัญต่อทั้งประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอพยพ ให้ความช่วยเหลือ และนำสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้การติดต่อและประสานงานสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

การนำ COW เข้าพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินของทรูในการดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยทีมวิศวกรภาคสนามยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการทำงานและเสริมอุปกรณ์ตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 6

 

‘SENA’ นำทีมลงพื้นที่โครงการรับมือภัยน้ำท่วม

 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมในหลายพื้นที่และเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน สร้างผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในวงกว้าง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกบ้านและโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักว่า “ก่อนจะช่วย เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรจริง ๆ” เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและตรงกับความจำเป็นของลูกบ้าน

 

ทั้งนี้ SENA ได้เริ่มเฝ้าระวังและเตรียมทีมรับมือ เนื่องจากสถานการณ์ฝนอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว โดยให้ทุกทีมใช้สถานะโครงการ 3 ระดับ ได้แก่ RED / YELLOW / GREEN เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประเมินความเร่งด่วนและดูแลลูกบ้านต่อเนื่องในแต่ละช่วงของสถานการณ์ ดังนี้

 

  • RED — RESCUE: ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการตรวจจุดเสี่ยง เช่น บริเวณน้ำลึกและฝาท่อ พร้อมจัดป้ายเตือน สิ่งกั้นพื้นที่ และช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ
  • YELLOW — RECOVER: ดูแลพื้นที่และประสานความช่วยเหลือที่จำเป็น เพื่อให้ลูกบ้านเริ่มกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้
  • GREEN — RESTORE: เดินหน้าฟื้นฟูและให้ข้อมูลเรื่องการเคลมประกัน สิทธิ และความช่วยเหลือที่ลูกบ้านควรได้รับ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกรณี

 

การเปลี่ยนสถานะเป็น GREEN ไม่ได้หมายความว่างานจบ แต่หมายถึงทีมสามารถเปลี่ยนจากการช่วยเหลือภาวะฉุกเฉินไปสู่การฟื้นฟูและดูแลเรื่องสิทธิของลูกบ้านได้เต็มที่ โดยการดูแลหนึ่งกรณีจะสิ้นสุดเมื่อลูกบ้านได้รับการช่วยเหลือจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

“งานของ SENA ไม่จบเมื่อน้ำลด แต่จบเมื่อลูกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราเริ่มเฝ้าระวังตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนได้เร็ว สิ่งสำคัญคือการรู้สถานการณ์จริงของแต่ละโครงการ ความต้องการของลูกบ้านแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เราจึงประชุมทีมอย่างเร่งด่วนเพื่ออัปเดตสถานการณ์ ประเมินจุดที่ต้องเฝ้าระวังและจุดที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมจัดทีมและสิ่งของจำเป็นให้ตรงกับความต้องการจริง” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้บริหาร SENA ยังลงพื้นที่ร่วมกับทีมงาน เพื่อรับฟังสถานการณ์จากหน้างานและเสียงสะท้อนของลูกบ้านโดยตรง เนื่องจากข้อมูลจากพื้นที่จริงเป็นหัวใจของการตัดสินใจช่วยเหลือ ยิ่งรับรู้สถานการณ์ได้เร็ว ก็ยิ่งจัดทีมและทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น

 

สำหรับลูกบ้าน SENA ที่ต้องการแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำโครงการ หรือ SENA Contact Center โทร. 1775 เพื่อให้ทีมงานรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีช่องทางติดต่อฉุกเฉินรายโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านประสานผู้จัดการอาคารและนิติบุคคลได้โดยตรง ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/senadevelopmentpcl หรือ https://www.facebook.com/SenXGroups

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 7

 

กองทัพบก–เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลังช่วยผู้ประสบอุทกภัยบางกะปิ

 

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อม พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) และ พล.ต.กิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ร่วมกับผู้บริหารเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ นำโดย วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ และคุณไพลิน – พลอยชมพู อัมพุช ร่วมบรรจุอาหาร ข้าวกล่อง และสิ่งของจำเป็นจาก Gourmet Market และ Gourmet Eats ส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยใน ชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงและการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพในการอำนวยความสะดวกเข้าพื้นที่ เพื่อเร่งส่งต่อความช่วยเหลือถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

 

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดย เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ซึ่งอยู่คู่กับชุมชนบางกะปิมายาวนานกว่า 32 ปี พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการประสานความช่วยเหลือและดูแลชุมชนโดยรอบ ซึ่งจากผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการ โดยมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อรองรับการให้บริการสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าบริโภคจำเป็นซึ่ง Gourmet Market และ Gourmet Eats ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

 

เดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการส่งต่อความช่วยเหลือ และร่วมดูแลชุมชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

 

ภาพกราฟิกแสดงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของภาคเอกชน 8

 

Pepper Lunch, Yoshinoya และ Katsuya ร่วมส่งมอบอาหาร

 

Pepper Lunch, Yoshinoya และ Katsuya ร่วมส่งต่อมื้ออาหารและกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการส่งมอบอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

แม็คโคร-โลตัส ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

แม็คโคร-โลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก เพื่อบรรเทาผลกระทบในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

การดำเนินงานครั้งนี้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขตบึงกุ่ม สำนักงานเขตบางกะปิ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ (กร.ทอ.) เพื่อนำไปมอบให้ประชาชนในพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม รวมถึงในพื้นที่อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนและชุมชนได้อย่างตรงจุด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

 

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่ออาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของจำเป็นไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชุมชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบ

The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ลดสาขา-ลดต้นทุน ปิดร้านกว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ หวังฟื้นผลประกอบการ https://thestandard.co/starbucks-close-north-america-stores/ Mon, 28 Sep 2026 11:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1260952 ภาพร้าน Starbucks พร้อมข้อความระบุการปิด 250 สาขาในอเมริกาเหนือ

Starbucks ประกาศปิดร้านกาแฟในทวีปอเมริกาเหนือ กว่า 250 […]

The post Starbucks ลดสาขา-ลดต้นทุน ปิดร้านกว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ หวังฟื้นผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้าน Starbucks พร้อมข้อความระบุการปิด 250 สาขาในอเมริกาเหนือ

Starbucks ประกาศปิดร้านกาแฟในทวีปอเมริกาเหนือ กว่า 250 แห่ง จากจำนวนร้านทั้งหมด 18,371 แห่ง โดยบริษัทวางแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นสัปดาห์นี้ และร้านส่วนใหญ่จะปิดก่อนสิ้นปีการเงิน 2026 ซึ่งสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

 

 
 

การปิดสาขาครั้งนี้ถือเป็นการปิดร้านครั้งใหญ่รอบที่ 2 ในทวีปอเมริกาเหนือ นับตั้งแต่ไบรอัน นิคคอล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starbucks เมื่อปี 2024 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจ บริษัทจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งด้านบรรยากาศภายในร้าน ควบคู่กับการให้บริการ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับพนักงาน

 

Starbucks ยังไม่ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าร้านใดบ้างจะถูกปิด หรือมีร้านในสหรัฐฯ จำนวนเท่าใดที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าสาขา Fig Garden Village ซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย Fresno State และสาขาในเมือง Merced รัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่ในกลุ่มร้านที่เตรียมปิด

 

ไมค์ แกรมส์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Starbucks กล่าวในจดหมายถึงพนักงานว่า บริษัทได้ตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอร้านกาแฟในอเมริกาเหนืออย่างละเอียด และพบว่าร้านบางแห่งไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่บริษัทต้องการแก่ลูกค้าและพนักงานได้อย่างสม่ำเสมอ หรือไม่มีแนวทางที่จะทำให้ผลประกอบการอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยร้านส่วนใหญ่ที่ถูกเลือกปิดมีสาเหตุมาจากผลประกอบการที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือไม่สามารถมอบประสบการณ์ตามมาตรฐานของบริษัทได้

 

สำหรับปีการเงิน 2026 Starbucks ปรับลดเป้าหมายการเปิดร้านใหม่เหลือ 440 แห่ง จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดประมาณ 600–650 แห่ง โดยจะเน้นการขยายสาขาในตลาดต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังเห็นโอกาสการเติบโตระยะยาวในอเมริกาเหนือ และยังคงพัฒนาแผนเปิดสาขาใหม่ รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้านในภูมิภาคนี้ต่อไป

 

ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง 300 ล้านดอลลาร์

 

Starbucks คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างจากการปิดร้านครั้งนี้ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายเงินสดประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับการยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดและการจ่ายค่าชดเชยให้พนักงาน

 

ตามด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 พันล้านบาท)จากการจำหน่ายและการบันทึกค่าเสื่อมมูลค่าทรัพย์สินของร้านกาแฟที่บริษัทเป็นเจ้าของ

 

ทั้งนี้ บริษัทจะพยายามย้ายพนักงานจากร้านที่ปิดไปยังสาขาอื่น หากมีตำแหน่งว่างและสามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่สามารถจัดหาตำแหน่งงานใหม่ให้ได้ จะให้การสนับสนุนด้านค่าชดเชยตามความเหมาะสม

 

นอกจากการปิดสาขาแล้ว Starbucks ยังเดินหน้าลดจำนวนพนักงานในฝ่ายบริหารและฝ่าย nonretail ซึ่งไม่ได้ทำงานประจำอยู่ในร้านกาแฟโดยตรง โดยบริษัทปลดพนักงานกลุ่มดังกล่าว 900 คนในช่วงการปิดร้านรอบก่อนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และปลดพนักงานฝ่ายบริหารเพิ่มเติมอีก 300 คนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมปิดสำนักงานบางแห่งในสหรัฐฯ ที่มีการใช้งานน้อย เพื่อควบคุมต้นทุนและปรับโครงสร้างการดำเนินงาน

 

สหภาพแรงงานเผยมีร้านสหภาพฯ 20 แห่งอยู่ในกลุ่มที่จะปิด

 

Starbucks Workers United ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนพนักงาน Starbucks ที่รวมตัวเป็นสหภาพแรงงานประมาณ 700 แห่งในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีร้านที่เป็นสาขาสหภาพแรงงาน 20 แห่งอยู่ในกลุ่ม 250 ร้านที่จะปิด หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของร้านทั้งหมดที่จะถูกปิด

 

ในส่วนของพนักงาน Starbucks เริ่มลงมติจัดตั้งสหภาพแรงงานตั้งแต่ปลายปี 2021 แต่จนถึงขณะนี้ สหภาพแรงงานและบริษัทยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านแรงงานร่วมกันได้ โดย Starbucks Workers United รายงานว่าจะส่งคำขอข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการปิดสาขา และจะดำเนินการเจรจาต่อรองในทุกสาขาที่มีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน

 

เดินหน้ารีโนเวตร้าน 1,500 สาขา

 

นอกเหนือจากการปิดร้านที่ดำเนินงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ Starbucks ยังเดินหน้าปรับปรุงร้านกาแฟในอเมริกาเหนือให้มีบรรยากาศอบอุ่นและน่าใช้บริการมากขึ้น โดยตั้งเป้าปรับปรุงร้านจำนวน 1,500 แห่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีการเงินของบริษัท

 

บริษัทย้ำว่า ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพการดำเนินงานของแต่ละสาขาชัดเจนขึ้น แม้ร้านส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงและแรงผลักดันโดยรวมของบริษัท แต่ยังมีบางร้านที่ไม่สามารถทำผลงานให้ดีขึ้นได้ แม้พนักงานและผู้บริหารจะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสะท้อนว่า Starbucks กำลังเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจในอเมริกาเหนือ ทั้งการลดจำนวนร้านที่ไม่ทำกำไร รวมถึงลดต้นทุนด้านบุคลากรและสำนักงาน ตลอดจนการลงทุนปรับปรุงสาขาที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและฟื้นฟูผลประกอบการในระยะยาว

 

ภาพ: bluestork / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Starbucks ลดสาขา-ลดต้นทุน ปิดร้านกว่า 250 แห่งในอเมริกาเหนือ หวังฟื้นผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การบินไทย’ เร่งแก้ปัญหาสัมภาระตกค้างในสนามบิน จากผลกระทบฝนตกหนักและน้ำท่วม เร่งเพิ่มกำลังคน 2 วันรวด พร้อมทยอยนำส่งถึงผู้โดยสารบ่ายวันนี้ https://thestandard.co/thai-airways-baggage-delay-suvarnabhumi/ Mon, 28 Sep 2026 09:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1260876 ภาพกระเป๋าเดินทางจำนวนมากบนสายพานลำเลียงสัมภาระที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งความคืบหน้าการบริห […]

The post ‘การบินไทย’ เร่งแก้ปัญหาสัมภาระตกค้างในสนามบิน จากผลกระทบฝนตกหนักและน้ำท่วม เร่งเพิ่มกำลังคน 2 วันรวด พร้อมทยอยนำส่งถึงผู้โดยสารบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกระเป๋าเดินทางจำนวนมากบนสายพานลำเลียงสัมภาระที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งความคืบหน้าการบริหารจัดการสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง อันเป็นผลจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการให้บริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้กระบวนการคัดแยกและนำส่งสัมภาระเกิดความล่าช้า

 

บริษัทฯ ได้เร่งจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติมตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา

 

สำหรับสัมภาระของผู้โดยสารที่ตกค้างในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และได้ลงทะเบียนไว้กับบริษัทฯ แล้ว บริษัทฯ จะสามารถทยอยนำส่งให้แก่ผู้โดยสารได้ภายในช่วงบ่ายของวันนี้

 

ผู้โดยสารสามารถติดตามสถานะสัมภาระและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ดังนี้

 

  • กรณีรับสัมภาระด้วยตนเอง ติดต่อสำนักงานบริการสัมภาระ ชั้น 2 บริเวณด้านหน้าทางออกผู้โดยสารภายในประเทศ ระหว่างเวลา 06.30–23.30 น. โทร. 0-2134-5373–74
  • กรณีผู้โดยสารลงทะเบียนข้อมูลสัมภาระผ่าน QR Code สามารถสอบถามสถานะได้ที่

 

  • เส้นทางภายในประเทศ โทร. 0-2134-5373–74
  • เส้นทางระหว่างประเทศ โทร. 0-2134-5466–68

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะติดต่อผู้โดยสารเพื่อยืนยันข้อมูลก่อนดำเนินการจัดส่งสัมภาระผ่านทางโทรศัพท์หรืออีเมล

 

บริษัทฯ ขออภัยผู้โดยสารสำหรับความไม่สะดวกและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการบริหารจัดการสัมภาระตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำส่งสัมภาระถึงผู้โดยสารโดยเร็วที่สุด

 

ภาพกระเป๋าเดินทางจำนวนมากบนสายพานลำเลียงสัมภาระที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1

 

ภาพ: Sorbis / Shutterstock

 

 

 

The post ‘การบินไทย’ เร่งแก้ปัญหาสัมภาระตกค้างในสนามบิน จากผลกระทบฝนตกหนักและน้ำท่วม เร่งเพิ่มกำลังคน 2 วันรวด พร้อมทยอยนำส่งถึงผู้โดยสารบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลังกระเป๋ามาช้า-ตกค้างหนัก ที่สุวรรณภูมิ เหตุ‘การบินไทย’ ที่รับผิดชอบ Ground Handling ‘มีคนไม่เพียงพอ’ เร่งประสาน ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ ระบายกระเป๋า https://thestandard.co/suvarnabhumi-baggage-delay-thai-airways-personnel/ Mon, 28 Sep 2026 07:22:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1260814 ภาพความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ผู้โดยสารต้องรอคอยกระเป๋าเดินทางนาน

ความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภู […]

The post เจาะเบื้องหลังกระเป๋ามาช้า-ตกค้างหนัก ที่สุวรรณภูมิ เหตุ‘การบินไทย’ ที่รับผิดชอบ Ground Handling ‘มีคนไม่เพียงพอ’ เร่งประสาน ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ ระบายกระเป๋า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ผู้โดยสารต้องรอคอยกระเป๋าเดินทางนาน

ความวุ่นวายบริเวณสายพานรับสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ผู้โดยสารขาเข้าต้องเผชิญกับการรอคอยกระเป๋าเดินทางยาวนานถึง 5-6 ชั่วโมง รวมถึงเที่ยวบินล่าช้าอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกของฝ่ายบริหาร AOT ได้สะท้อนให้เห็นว่า ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากระบบของสนามบิน แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ความขาดแคลนบุคลากรของผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) และข้อจำกัดทางสัญญาสัมปทานที่มีมานานกว่า 20 ปี

 

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับปัญหาการลำเลียงสัมภาระล่าช้าและตกค้างสะสม มีสาเหตุหลักมาจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบบริการภาคพื้น (Ground Handling) ประสบปัญหา ‘บุคลากรไม่เพียงพอ’ อย่างหนัก ส่งผลให้ไม่สามารถขนย้ายกระเป๋าขึ้นเครื่อง หรือนำกระเป๋าลงจากเครื่องบินมายังสายพานรับสัมภาระได้ทันตามรอบเที่ยวบิน

 

เมื่อเที่ยวบินเก่าทยอยลำเลียงกระเป๋าไม่เสร็จ แต่เที่ยวบินใหม่ยังคงเดินทางมาถึงอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดปัญหากระเป๋าเดินทางตกค้างและสะสมเป็นจำนวนมาก

 

ประเด็นสำคัญคือ ปัญหานี้เกิดขึ้น เฉพาะกับสายการบินที่ใช้บริการ Ground Handling ของการบินไทยเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งเที่ยวบินของการบินไทยเองและสายการบินลูกค้าอื่น ๆ ที่การบินไทยรับดูแล ขณะที่ผู้ให้บริการภาคพื้นอีก 2 รายในสุวรรณภูมิไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นเฉพาะที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เท่านั้น โดยท่าอากาศยานดอนเมืองไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีการให้บริการภาคพื้นของการบินไทย

 

มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า AOT ดึง ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ กู้วิกฤต

 

ในระหว่างที่การบินไทยยังไม่สามารถเคลียร์ระบบได้ลงตัว ทาง AOT ได้เร่งประสานงานและยื่นมือเข้าช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายและขอบเขตหน้าที่ก็ตาม โดยได้เร่งแก้ไขปัญหา ดังนี้

 

จัดส่งกำลังพล AOT เข้าช่วยเคลียร์กระเป๋า

 

AOT ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ภายใน ทอท. เข้าไปช่วยยกและขนย้ายกระเป๋าสัมภาระ อย่างไรก็ตาม การทำงานทำได้เพียงในขอบเขตการช่วยยกตามจุดที่การบินไทยกำหนดเท่านั้น เนื่องจากสิทธิและความรับผิดชอบในตัวกระเป๋าเป็นของการบินไทย

 

ประสานงานกองทัพบก (ทบ.), กองทัพอากาศ (ทอ.)

 

AOT ได้ขอความอนุเคราะห์ส่งกำลังพลจากกองทัพบกเข้ามาร่วมช่วยขนย้ายสัมภาระเพื่อเพิ่มความรวดเร็ว

 

กระจายพื้นที่รับกระเป๋า & ผสานไปรษณีย์ไทยส่งถึงบ้าน

 

AOT กำลังหารือร่วมกับการบินไทยในการขนย้ายกระเป๋าตกค้างออกมายังพื้นที่อื่นเพื่อให้ผู้โดยสารรับได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งประสานงานกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อจัดส่งกระเป๋าสัมภาระตรงไปยังที่พักอาศัยของผู้โดยสาร

 

สำหรับเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม AOT ระบุว่า การบินไทยจะต้องรับผิดชอบในส่วนของการบินไทย แต่ในส่วนที่ AOT เข้าไปช่วยเหลือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ทาง AOT ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้ผู้โดยสารเป็นสำคัญมากกว่าการเกี่ยงภาระค่าใช้จ่าย

 

ข้อจำกัดทางกฎหมาย สัญญา 35 ปี ที่ไม่มี ‘บทลงโทษ-ค่าปรับ’

 

เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สังคมต่างตั้งคำถามถึงบทลงโทษและค่าปรับที่ AOT ควรเรียกเก็บจากการบินไทย แต่จากการเปิดเผยสัญญาพบข้อจำกัดทางกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้

 

  • ไม่มีเงื่อนไขค่าปรับในสัญญาเดิม ซึ่งสัญญาสัมปทานภาคพื้นของการบินไทยเป็นสัญญาฉบับเก่าที่ทำไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีระยะเวลาผูกพันยาวนานถึง 35 ปี ซึ่งในสัญญา ไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขค่าปรับหรือบทลงโทษกรณีบริการล่าช้าไว้แต่อย่างใด
  • ความพยายามแก้ไขสัญญาที่ไม่ประสบผล ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดปัญหากระเป๋าช้าในลักษณะนี้ต่อจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่ง AOT พยายามยื่นขอแก้ไขสัญญาเพื่อใส่บทลงโทษและค่าปรับมาโดยตลอด แต่เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญา จึงยังไม่ได้รับอนุมัติให้แก้ไขได้
  • ในขณะที่สัญญาของผู้ให้บริการอีกรายอย่าง BFS มีระยะเวลา 20 ปี และหมดสัญญาลงในวันที่ 27 ของเดือนกันยายนนี้ ซึ่ง AOT ได้ขยายสัญญาชั่วคราวระหว่างรอ พ.ร.บ. ร่วมลงทุน PPP แต่สัญญาของการบินไทยนั้นยาวนานไปจนถึงประมาณ ปี พ.ศ. 2578

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ AOT มักตกเป็นผู้รับอิฐรับขวานและถูกตำหนิจากสาธารณชน ทั้งที่ไม่มีเครื่องมือทางสัญญาในการกำกับดูแลหรือลงโทษคู่สัญญา

 

ทางออกระยะยาว ดัน Ground Handler รายที่ 3 เสริมศักยภาพ 30-50%

 

บทเรียนจากการพึ่งพาการบินไทยเพียงอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการบริหารจัดการท่าอากาศยานระดับชาติ AOT จึงผลักดันการจัดหา ผู้ให้บริการภาคพื้น รายที่ 3 (Ground Handler รายที่ 3) เพื่อกระจายและบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน

 

สำหรับความคืบหน้าผู้ให้บริการรายที่ 3 หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการแล้วเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดลงนามในสัญญาภายในสัปดาห์นี้

 

ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้จริงประมาณ ต้นปีหน้าการเข้ามาของผู้ให้บริการรายที่ 3 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ (Capacity) ในการบริหารจัดการสัมภาระภาคพื้นขึ้นทันที 30% และหากพัฒนาเต็มศักยภาพจะขยายขีดความสามารถได้สูงถึง 50% ซึ่งจะช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องการผูกขาดบริการ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตกระเป๋าล่าช้าซ้ำรอยในอนาคต

 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยช่วงเช้าวันนี้ (28 กันยายน) เวลาประมาณ 9.30-10.30 น. จำนวนผู้โดยสารเบาบางลงกว่าปกติ แต่ยังมีผู้โดยสารตกค้างจากเที่ยวบินที่ล่าช้าเมื่อวาน ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ยังรุนแรงในหลายพื้นที่ ส่งผลให้พนักงานบริการภาคพื้นดินบางส่วนเดินทางมาทำงานไม่ได้ ทำให้บริการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่องเป็นไปด้วยความล่าช้า โดยเฉพาะบริการขนถ่ายสัมภาระที่ล่าช้าหลายชั่วโมง ทำให้วันนี้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติต่อแถวจองบริการส่งกระเป๋าจากสนามบินไปยัง โรงแรม ที่พักอย่างหนาแน่น เพราะรอรับกระเป๋าเดินทางเองไม่ไหว

 

ด้านฝั่งผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยบ้างประปราย ล่าสุดเวลา 11.07 น. สายการบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG413 เดินทางจากกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ แจ้งว่าเที่ยวบินจะมีความล่าช้าประมาณ 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากการจัดเตรียมความพร้อมการบินไม่เรียบร้อย และแนะนำให้ผู้โดยสารรับประทานอาหารกลางวันไว้ล่วงหน้า เนื่องจากบนเครื่องอาจไม่มีการเสิร์ฟอาหาร

 

ล่าสุดเวลา 12.20 น. สายการบิน Thai Airways แจ้งว่ามีเที่ยวบินล่าช้าเพิ่มเติม โดยเที่ยวบิน TG922 กรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต จากเดิมมีกำหนดออกเดินทางเวลา 12.25 น. คาดว่าจะล่าช้าประมาณ 11 ชั่วโมง 20 นาที โดยเลื่อนกำหนดออกเดินทางเป็นเวลา 23.45 น.

 

พร้อมแจ้งให้ผู้โดยสารที่เดินทางเที่ยวบินดังกล่าวติดต่อพนักงานที่ Gate C9

The post เจาะเบื้องหลังกระเป๋ามาช้า-ตกค้างหนัก ที่สุวรรณภูมิ เหตุ‘การบินไทย’ ที่รับผิดชอบ Ground Handling ‘มีคนไม่เพียงพอ’ เร่งประสาน ‘ทบ.-ทอ.-ไปรษณีย์ไทย’ ระบายกระเป๋า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กเงื่อนไข! ‘การบินไทย’ เยียวยาผู้โดยสารกระทบน้ำท่วม เว้นค่าเปลี่ยนตั๋ว-คืนเงินเต็มจำนวนหากไฟลต์ยกเลิก https://thestandard.co/thai-airways-flood-compensation/ Mon, 28 Sep 2026 01:56:44 +0000 https://thestandard.co/thai-airways-flood-compensation/ เครื่องบินของการบินไทยจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษ […]

The post เช็กเงื่อนไข! ‘การบินไทย’ เยียวยาผู้โดยสารกระทบน้ำท่วม เว้นค่าเปลี่ยนตั๋ว-คืนเงินเต็มจำนวนหากไฟลต์ยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินของการบินไทยจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทฯ ยังคงดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเริ่มคลี่คลาย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติการและดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การเดินทางของผู้โดยสารได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และสนับสนุนให้การปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ดังนี้

 

  • เสริมความพร้อมด้านกำลังคนและทรัพยากร โดยบริษัทฯ ประสานความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กองทัพอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนด้านกำลังคน สถานที่ อุปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็น
  • บริษัทฯ ปรับแผนการปฏิบัติการและการให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการและลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร
  • ขยายมาตรการอำนวยความสะดวกด้านบัตรโดยสารถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2569

 

ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารซึ่งออกก่อนหรือภายในวันที่ 26 กันยายน 2569 และมีกำหนดเดินทางเข้า–ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 26 กันยายน–11 ตุลาคม 2569 สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด ดังนี้

 

  • สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ 1 ครั้ง ในเส้นทางและระดับราคาเดิม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับที่นั่งว่างในแต่ละเที่ยวบิน และต้องเดินทางภายในวันที่ 11 ตุลาคม 2569
  • กรณีเปลี่ยนแปลงวันเดินทางหลังวันที่ 11 ตุลาคม 2569 การดำเนินการจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้บนบัตรโดยสาร
  • ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนบัตรโดยสารไปยังชั้นโดยสารที่สูงขึ้น ภายในอายุบัตรโดยสาร โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยน แต่ต้องชำระค่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจริงการคืนบัตรโดยสารที่ได้รับผลกระทบกรณีเที่ยวบินยกเลิก ผู้โดยสารจะได้รับการคืนเงินเต็มจำนวน

 

เครื่องบินของการบินไทยจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1

 

ขอแนะนำผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางและตรวจสอบสถานะเที่ยวบิน

 

แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย บริษัทฯ ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากสภาพการจราจรในบางพื้นที่อาจยังได้รับผลกระทบ และขอให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนออกเดินทางผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

 

  • THAI Mobile Application
  • เว็บไซต์ thaiairways.com
  • THAI Contact Center โทร. +66 2 356 1111 เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

 

บริษัทฯ ขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้น

The post เช็กเงื่อนไข! ‘การบินไทย’ เยียวยาผู้โดยสารกระทบน้ำท่วม เว้นค่าเปลี่ยนตั๋ว-คืนเงินเต็มจำนวนหากไฟลต์ยกเลิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม https://thestandard.co/bill-gates-ai-warning-regulation/ Sun, 27 Sep 2026 08:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1260299 บิล เกตส์ อดีตซีอีโอไมโครซอฟท์กำลังพูดในงาน

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ออกมาเตือนว่าปัญญาปร […]

The post บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ อดีตซีอีโอไมโครซอฟท์กำลังพูดในงาน

บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ออกมาเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีพลังมากพอจะสร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติในวงกว้าง หากตกไปอยู่ในมือคนที่มีเจตนาร้าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกกฎหมายกำกับดูแลเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง

 

 
 

เขาให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของ NBC ว่า “AI ทรงพลังมากพอที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนเสียชีวิต 1 พันล้านคนได้อย่างแน่นอน”

 

เกตส์อธิบายต่อว่าแม้การจะไปถึงระดับที่กระทบมนุษย์ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ “ไม่เคยมีอาวุธใดทรงพลังเท่ากับการที่คนมีเจตนาร้ายได้ใช้เครื่องมือ AI ที่ล้ำสมัยที่สุด”

 

เมื่อถูกถามว่าวอชิงตันจำเป็นต้องออกกฎหมายหรือไม่ เกตส์ตอบว่า “แน่นอน” พร้อมระบุว่า “ไม่มีใครคิดว่าการกำกับดูแลตัวเองเพียงพอ ต้องให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองเข้ามาร่วมหารือว่ามาตรการป้องกันและการติดตามตรวจสอบควรเป็นอย่างไร และต้องเป็นสิ่งที่บังคับใช้”

 

เขาเสริมว่ากฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มภาระให้อุตสาหกรรมอยู่บ้าง แต่จะไม่ทำให้การพัฒนาช้าลงอย่างมาก

 

จากผู้มองโลกแง่ดีสู่ผู้เตือนภัย

 

ท่าทีของเกตส์ในครั้งนี้ต่างจากเดิมมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่มองโลกในแง่ดีต่อ AI อย่างเปิดเผยที่สุด ก่อนจะเปลี่ยนมุมมองในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

ในบทความที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม เกตส์ระบุว่าโลกยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้อย่างปลอดภัย และเตือนว่าคนร้ายอาจใช้เครื่องมือ AI ที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ในการโจมตีทางไซเบอร์, การฉ้อโกง, การปล่อยข้อมูลเท็จ และการสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อโรงพยาบาล, สถาบันการเงิน, ระบบไฟฟ้า และระบบของรัฐ

 

เขาเขียนว่า “ผมเชื่อว่าเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่สังคม การเมือง และเศรษฐกิจปั่นป่วน และเราต้องการเวลาเตรียมตัวรับมือ” พร้อมระบุว่าหากมีใครเสนอแผนชะลอการพัฒนา AI ทั่วโลกที่น่าเชื่อถือ เขาก็น่าจะสนับสนุน

 

ขณะที่เมื่อเดือนก่อน เกตส์ยังเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายกำหนดให้งานบางประเภทสงวนไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้น ในบทความยาว 6,000 คำที่คาดการณ์ว่าตลาดแรงงานจะเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่

 

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกตส์แยกความเสี่ยงออกเป็น 2 แบบ คือความเสี่ยงระยะใกล้ที่ผู้ก่อการร้ายหรือรัฐนอกกฎหมายจะนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด กับคำเตือนเรื่องความเสี่ยงที่จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ในระยะยาว

 

เขาไม่ได้ปัดตกความเสี่ยงระยะยาว แต่เรียกร้องให้คนอเมริกันอย่ามองข้ามความเสี่ยงที่ AI อาจถูกคนร้ายนำไปใช้สร้างความเสียหายในวงกว้างได้ตั้งแต่วันนี้

 

เหตุการณ์ที่จุดกระแสความกังวลในซิลิคอนแวลลีย์

 

คำเตือนของเกตส์เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของ AI ที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นข่าวใหญ่หลายครั้ง ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Anthropic ควบคุมโมเดลของตัวเองได้จริงหรือไม่

 

สัปดาห์นี้มีรายงานว่าระบบของ OpenAI ได้เจาะเว็บไซต์ของหน่วยงานสาธารณสุขแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย โดยบริษัทไม่ได้แจ้งรัฐบาลออสเตรเลียเป็นเวลาหลายเดือนหลังเกิดเหตุ ซึ่ง แอนโทนี อัลบานีซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่าเป็นเรื่อง “ที่ยอมรับไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด”

 

ขณะที่ Anthropic เผยแพร่รายงานเมื่อไม่นานมานี้ ระบุหลายกรณีที่ผู้กระทำทั้งที่เป็นรัฐและไม่ใช่รัฐพยายามใช้ Claude วางแผนโจมตีด้วยโดรนและทำวิจัยด้านชีววิทยาที่อันตราย รวมถึงกรณีที่กลุ่มติดอาวุธในเยเมน ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง พยายามใช้ Claude พัฒนาซอฟต์แวร์นำวิถีขีปนาวุธ

 

อีกเหตุการณ์ที่จุดกระแสคือ เจคอบ ค็อกซอน อดีตพนักงานของ Anthropic ที่ลาออกเมื่อต้นเดือนนี้ พร้อมโพสต์กล่าวหาว่าทั้ง Anthropic และ OpenAI กำลัง “เอาชีวิตของพวกเราไปเสี่ยง” ด้วยการแข่งกันพัฒนา AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ และระบุว่า “คนที่สร้าง AI เชื่ออย่างจริงจังว่ามันอาจฆ่าพวกเราทั้งหมดภายในสิ้นทศวรรษนี้”

 

หลังจากนั้น ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic ได้เผยแพร่บทความเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI โดยระบุว่า “วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการชะลอคือการออกกฎระเบียบที่ครอบคลุมบริษัท AI ชั้นนำทุกรายของสหรัฐฯ เพราะจะครอบคลุมถึงบริษัทที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือโดยสมัครใจด้วย”

 

ข้อเสนอของอาโมเดอิได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วจาก แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ขณะที่สัปดาห์นี้ทั้งอัลต์แมนและอาโมเดอิยังขึ้นกล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้สหรัฐฯ นำการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI

 

วอชิงตันยังไม่ขยับ ผู้บริหารเทคเองก็เห็นต่าง

 

แม้ความกังวลในซิลิคอนแวลลีย์จะเพิ่มขึ้น แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงคัดค้านการกำกับดูแล AI โดยเรียกความกังวลเรื่องความปลอดภัยว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” และปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่า “แผนการของพวกโลกาภิวัตน์” ที่ต้องการควบคุมเทคโนโลยีนี้

 

ทรัมป์ยังเยาะเย้ยอาโมเดอิว่า “แกล้งทำเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่สมบูรณ์แบบ” แม้เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาจะให้คำมั่นว่าจะตั้ง AI Force ขึ้นมาเพื่อ “เฝ้าดู” บริษัท AI ก็ตาม

 

ขณะที่การพบกันระหว่างทรัมป์กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ ก็ไม่ได้นำไปสู่คำมั่นที่มีนัยสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีนี้

 

ด้าน ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็เคยปฏิเสธที่จะเรียกสมาชิกสภากลับมาออกกฎหมายควบคุมการพัฒนา AI โดยระบุว่าจะให้บริษัท AI เป็นผู้ตัดสินใจ เพราะ “แม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบ เราจึงไม่ควรรีบให้สภาทำอะไรที่อาจเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของชาติ”

 

ที่น่าสนใจคือผู้บริหารในวงการเทคเองก็ยังเห็นไม่ตรงกันว่าควรบังคับใช้มาตรการป้องกันอย่างไร แม้แต่ภายใน Microsoft เอง

 

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ดูลังเลที่จะเรียกร้องให้มีกฎระเบียบเต็มรูปแบบ โดยระบุในพอดแคสต์ All-In ว่าบริษัท AI ควรจัดการเรื่องนี้เอง “ถ้าเห็นปัญหาที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องหยุด ก็หยุด” แม้ในบันทึกถึงพนักงานเดือนนี้เขาจะเตือนว่าบริษัทต้องใช้เวลาทำให้เทคโนโลยีปลอดภัย

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการประสานงานทั้งอุตสาหกรรม โดยมองว่าแต่ละห้องปฏิบัติการควรใช้เวลาตรวจสอบภายในเองเมื่อพบปัญหา

 

ขณะที่ แบรด สมิธ ประธานของ Microsoft ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าบริษัท AI ต้องรอกฎหมายจากรัฐบาลกลางก่อนจึงจะชะลอตัวเองได้ โดยเปรียบเทียบว่าหากมีบริษัทผลิตเครื่องบินเพียง 2 รายในโลก และมีคนมาบอกว่ากังวลว่าเครื่องบินจะตกจนมีคนตาย ผู้บริหารจะเลือกชนะการแข่งขัน หรือเลือกให้ความปลอดภัยของผู้โดยสารและสาธารณชนมาก่อน

 

ในระดับรัฐ ผู้ว่าการบางรัฐเริ่มขยับแล้ว โดย แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ลงนามคำสั่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนเสริมกฎหมายด้านความปลอดภัยของ AI ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแมริแลนด์และนิวยอร์กก็ออกแผนเพิ่มการกำกับดูแล AI ในรัฐของตัวเองเช่นกัน

 

ภาพ : Alexandros Michailidis / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post บิล เกตส์ เตือน AI ในมือคนร้ายทรงพลังพอจะก่อเหตุคร่าชีวิตคน 1 พันล้านคน เรียกร้องวอชิงตันออกกฎหมายคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ขึ้น 23% ใน 6 ปี จนลูกค้าหนีไปร้านอื่น McDonald’s ทุ่ม 2.83 แสนล้านบาทดึงคนกลับ https://thestandard.co/mcdonalds-big-mac-price-customers-investment/ Sun, 27 Sep 2026 07:49:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1260282 ภาพกราฟิกแสดงราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 23% ใน 6 ปี ทำให้ลูกค้าหนีไปร้านอื่น

McDonald’s ประกาศแผนใช้เงิน 8.5 พันล้านดอลลาร์สหร […]

The post ราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ขึ้น 23% ใน 6 ปี จนลูกค้าหนีไปร้านอื่น McDonald’s ทุ่ม 2.83 แสนล้านบาทดึงคนกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 23% ใน 6 ปี ทำให้ลูกค้าหนีไปร้านอื่น

McDonald’s ประกาศแผนใช้เงิน 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.83 แสนล้านบาท) ตลอด 10 ปีข้างหน้าเพื่อปรับโฉมร้านทั่วโลก โดยมีเป้าหมายหลักคือดึงลูกค้าที่ต้องการประหยัดกลับมา หลังจากคนกลุ่มนี้มองว่าเมนูของร้านแพงเกินไปแล้ว

 

 
 

แผนที่มีชื่อว่า McDonald’s Next ครอบคลุมการลงทุนด้านเทคโนโลยี, การปรับปรุงร้าน, การฝึกอบรมพนักงานใหม่ และการขยายส่วนแบ่งตลาดในหมวดไก่และเครื่องดื่ม พร้อมช่วยเหลือแฟรนไชส์ผ่านการลดค่าเช่า

 

ทว่านักลงทุนกลับตอบรับในทางตรงข้าม โดยหุ้น McDonald’s ร่วงเกือบ 5% ในวันประกาศ ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 จากความกังวลว่าเงินก้อนมหาศาลที่ต้องใช้ปรับปรุงร้านกว่า 46,000 แห่งทั่วโลกจะกัดกินกำไร

 

ปัจจุบันหุ้นของบริษัทลดลงเกือบ 31% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และมีแนวโน้มจะทำผลตอบแทนรายปีแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 ขณะที่บริษัทคาดว่ายอดขายในสหรัฐฯ ไตรมาสนี้จะติดลบเล็กน้อย หลังไตรมาสก่อนหน้าโตเพียง 0.8% ซึ่งช้าที่สุดในรอบกว่า 1 ปี

 

ราคาขึ้นจนลูกค้ามองว่าไม่คุ้มอีกต่อไป

 

ต้นตอของปัญหาย้อนกลับไปช่วงหลังโควิดที่ McDonald’s เริ่มขึ้นราคาเมนูเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบอย่างเนื้อวัวที่พุ่งขึ้น, ค่าแรงที่สูงขึ้น และค่าน้ำมัน

 

ดัชนีบิ๊กแม็กของ The Economist ซึ่งปกติใช้เปรียบเทียบอำนาจซื้อระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ปรับขึ้นราว 23% ระหว่างปี 2019 ถึงสิ้นปี 2025

 

ในเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็ถูกบีบจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จนเลือกมากขึ้นว่าจะใช้เงินที่ไหน ซึ่งทำให้การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารรุนแรงขึ้น ทั้งการออกเมนูพิเศษช่วงเวลาจำกัดและการลดราคาอย่างดุเดือด

 

เจคอบ ไอเคน-ฟิลลิปส์ นักวิเคราะห์จาก Melius Research ซึ่งเป็นรายเดียวในบรรดานักวิเคราะห์ที่ Bloomberg ติดตามที่แนะนำให้ขายหุ้นนี้ ระบุว่า “ราคาของพวกเขาขึ้นไปมาก จนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาหารที่คุ้มค่าที่สุดอีกต่อไป”

 

เขายกตัวอย่างว่าตัวเองสามารถพาครอบครัวไปนั่งกินที่ร้านสเต๊ก Texas Roadhouse ได้ในราคาที่ไม่ได้แพงกว่ากันมากนัก

 

McDonald’s เคยออกมาโต้โพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องราคาที่แพงขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2024 โดยโพสต์ที่ถูกแชร์กันมากแสดงชุดบิ๊กแม็กราคา 18 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 600 บาท) ซึ่งบริษัทชี้แจงว่ามาจากร้านเพียงแห่งเดียวจากกว่า 13,700 แห่งในสหรัฐฯ ส่วนในปีนั้นบริษัทก็ได้แรงหนุนจากชุดเมนูราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 167 บาท)

 

นอกจากเรื่องราคา ลูกค้าเก่าบางส่วนยังบ่นว่าร้านสูญเสียเสน่ห์ที่เคยทำให้การไปกินแมคเป็นความทรงจำวัยเด็กที่มีความสุข โดยเฉพาะหลังบริษัทไม่ได้เปิดสนามเด็กเล่นหลายแห่งที่ปิดไปช่วงโรคระบาดกลับมาอีก

 

คู่แข่งโตสวนทาง ขณะแฟรนไชส์ไม่ยอมลดราคา

 

แม้ราคาที่สูงขึ้นจะกระทบร้านอาหารทั้งอุตสาหกรรม แต่คู่แข่งของ McDonald’s ดูจะทำได้ดีกว่าในตอนนี้

 

Burger King ของ Restaurant Brands International มียอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ โตขึ้น 8.5% ในไตรมาสล่าสุด ดีกว่าที่คาดจากการปรับสูตร Whopper และแคมเปญร่วมกับ Star Wars ส่วน Taco Bell ในเครือ Yum! Brands มียอดขายสาขาเดิมโต 7% จากชุดอาหารราคา 5, 7 และ 9 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167, 233 และ 300 บาท)

 

นักลงทุนยังมองว่าความขัดแย้งกับเจ้าของแฟรนไชส์เป็นอีกเหตุผลที่ยอดขายไม่ดี เพราะร้าน McDonald’s เกือบ 95% ดำเนินการโดยแฟรนไชส์ ซึ่งต่อต้านการลดราคาอย่างเมนู 10 รายการที่ราคาต่ำกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 100 บาท) ในปีนี้ เพราะแม้จะดันยอดขายได้แต่ก็กัดกินกำไรของผู้ประกอบการที่ต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

 

คริส เคมพ์ซินสกี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ McDonald’s ระบุในการแถลงผลประกอบการครั้งล่าสุดว่าราว 1 ใน 3 ของแฟรนไชส์ไม่ได้ตั้งราคาตามแนวทางที่บริษัทให้ไว้ ขณะที่การรับรู้ของผู้บริโภคต่อเมนูดังกล่าวก็ต่ำกว่าเป้าหมาย

 

เขายอมรับว่าผู้บริโภครายได้น้อย ซึ่งนิยามว่าเป็นครัวเรือนในสหรัฐฯ ที่มีรายได้ไม่เกิน 45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.50 ล้านบาท) ยังออกมากินฟาสต์ฟู้ดอยู่ แต่ไม่บ่อยเท่าเดิม โดยระบุว่า “แรงกดดันเรื่องค่าครองชีพจะไม่หายไปไหน”

 

แผน Next เน้นไก่ เครื่องดื่ม และ AI

 

เคมพ์ซินสกีอธิบายว่าในหลายตลาดรวมถึงสหรัฐฯ จำนวนลูกค้าร้านฟาสต์ฟู้ดไม่ได้เพิ่มขึ้น McDonald’s จึงต้องแย่งส่วนแบ่งจากคู่แข่งและเพิ่มประสิทธิภาพของร้าน โดยระบุว่า “ผู้ชนะคือบริษัทที่สร้างความต้องการได้มากกว่าและส่งมอบได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า”

 

ฝั่งเมนูนั้น ไก่ชุบแป้งด้วยมือซึ่งเปิดขายแล้วในร้าน 10,000 แห่งในเอเชียและบางร้านใกล้ชิคาโก ช่วยเพิ่มทั้งยอดขายและคะแนนความพึงพอใจด้านคุณภาพ โดยบริษัทวางแผนขยายการทดสอบไปยังตลาดสหรัฐฯ และไอร์แลนด์เพิ่มในปีหน้า

 

บริษัทยังเตรียมออกแซนด์วิชไก่ย่างและแรปในสหรัฐฯ และตลาดอื่น พร้อมทดลองเมนูอย่างไข่อบและเมนูแบบชาม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการโปรตีนมากขึ้นและขนาดอาหารที่หลากหลาย

 

สกาย แอนเดอร์สัน ประธาน McDonald’s USA ระบุว่าปัจจุบันมีคนอเมริกันราว 30 ล้านคนใช้ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ซึ่งต้องการมื้อที่เล็กลงและมีโปรตีนสูงขึ้น ขณะที่งานวิจัยของบริษัทพบว่าคนอเมริกัน 60 ล้านคนกำลังมองหาโปรตีนเพิ่มในอาหาร

 

ด้านเทคโนโลยี บริษัทนำระบบ ArchIQ ที่พัฒนาร่วมกับ Google มาใช้ ซึ่งใช้ AI เพิ่มความแม่นยำของออร์เดอร์และจัดการงานอย่างสต็อกสินค้าและตารางกะพนักงานแบบอัตโนมัติ ขณะที่ Archy ระบบรับออร์เดอร์ AI ในช่องไดรฟ์ทรู รับออร์เดอร์ได้ทั้งภาษาสเปนและอังกฤษด้วยความแม่นยำ 90%

 

เอียน บอร์เดน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่า Archy อาจลดชั่วโมงการทำงานได้อย่างน้อย 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในร้านทั่วไป แต่ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจลดพนักงาน เพื่อให้พนักงานหันไปโฟกัสงานบริการหรืองานอย่างการชุบแป้งไก่แทน

 

สำหรับการปรับปรุงร้าน จะมีทั้งตู้ล็อกเกอร์สำหรับออร์เดอร์เดลิเวอรี, พื้นที่ชงกาแฟที่มองเห็นได้, สนามเด็กเล่นที่ใหญ่ขึ้น และผังครัวที่ดีขึ้น

 

ขณะที่เจ้าของแฟรนไชส์ในสหรัฐฯ ซึ่งปกติต้องใช้เงินปรับปรุงร้านสูงสุดราว 450,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15.01 ล้านบาท) ต่อทศวรรษ จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26.68 ล้านบาท) ภายใต้แผนใหม่ โดย McDonald’s จะช่วยรับภาระบางส่วนผ่านการลดค่าเช่าและเงินสนับสนุน

 

บอร์เดนระบุว่าเมื่อลงทุนเสร็จแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพจะสร้างกระแสเงินสดเพิ่มราว 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3.33 ล้านบาท) ให้ร้านโดยเฉลี่ยในสหรัฐฯ

 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองบวก

 

อีริก กอนซาเลซ นักวิเคราะห์จาก Seaport Global มองแผนนี้เป็นสัญญาณที่ดี แต่ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะเห็นผลที่ชัด ขณะที่ปัจจัยลบหลายอย่าง ทั้งงบลงทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นและแรงกดดันต่อยอดขายระยะสั้น ได้สะท้อนอยู่ในมูลค่าหุ้นแล้ว

 

ปัจจุบันหุ้น McDonald’s ซื้อขายที่ราว 17 เท่าของกำไรคาดการณ์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีของตัวเองอย่างมาก

 

นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทส่วนใหญ่ยังมองบวก โดยมีนักวิเคราะห์ที่ให้คำแนะนำเทียบเท่าซื้อ 24 ราย, ถือ 16 ราย และขายเพียง 1 ราย ตามข้อมูลของ Bloomberg ขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงกว่าราคาปิดล่าสุดราว 28%

 

รีเบกกา วอลเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Walser Wealth Management ซึ่งถือหุ้น McDonald’s อยู่ ระบุว่านักลงทุนต้องการเห็นคุณภาพอาหารและความคุ้มค่าที่ดีขึ้น รวมถึงสัญญาณว่าจำนวนลูกค้าฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

 

เธอมองว่า McDonald’s เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้ง Happy Meal, โรนัลด์ แมคโดนัลด์ และสนามเด็กเล่น และ “พวกเขาต้องออกแบบประสบการณ์นั้นใหม่” พร้อมระบุว่า “เราเชื่อจริงๆ ว่า McDonald’s จะหาทางผ่านเรื่องนี้ไปได้”

 

ภาพ : Billy F Blume Jr / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.35 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

 

The post ราคาบิ๊กแม็กในสหรัฐฯ ขึ้น 23% ใน 6 ปี จนลูกค้าหนีไปร้านอื่น McDonald’s ทุ่ม 2.83 แสนล้านบาทดึงคนกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก VOYAH แบรนด์ EV พรีเมียม ในกลุ่ม Dongfeng จับมือ AAS Group นำรุ่น DREAM 9 ปักธงในไทยเป็นหมุดหมายแรกนอกจีน https://thestandard.co/voyah-dream9-thailand-launch/ Sun, 27 Sep 2026 06:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1260178 รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม

บทความ WEALTH IN DEPTH ฉบับนี้เกิดจาก THE STANDARD WEAL […]

The post ทำความรู้จัก VOYAH แบรนด์ EV พรีเมียม ในกลุ่ม Dongfeng จับมือ AAS Group นำรุ่น DREAM 9 ปักธงในไทยเป็นหมุดหมายแรกนอกจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม

บทความ WEALTH IN DEPTH ฉบับนี้เกิดจาก THE STANDARD WEALTH ได้รับเชิญเป็น 1 ใน 7 ตัวแทนสื่อมวลชนไทย ที่ได้รับเชิญรวมทั้งสื่อมวลชน ทั้งจากสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฮ่องกง เดินทางไป ณ นครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ในกิจกรรม VOYAH Intelligent Luxury Tour 2026 เพื่อเจาะลึกศักยภาพทางเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตขั้นสูงของ VOYAH (โวย่า) แบรนด์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมในเครือ ตงเฟิง มอเตอร์ (Dongfeng Motor)

 

 
 

คณะสื่อมวลชนได้เข้าเยี่ยมชมสายการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ณ โรงงาน VOYAH Huangjin โดยภายในโรงงานประกอบขั้นสุดท้าย (Final Assembly Workshop) เผยให้เห็นนวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม 4.0 ดังนี้

 

  • ระบบลำเลียงชิ้นส่วนอัตโนมัติเหนือศีรษะ ทำงานสอดประสานกับหุ่นยนต์ขนถ่ายอัตโนมัติ (Automated Guided Vehicle: AGV)
  • อัตลักษณ์ทางดิจิทัล (Digital Identity) แสดงผลผ่านหน้าจอดิจิทัลประจำรถแต่ละคัน เพื่อติดตามกระบวนการประกอบแบบเรียลไทม์ตั้งแต่ชิ้นส่วนแรกจนเสร็จสมบูรณ์
  • การเชื่อมโยงระบบ 5G, Big Data และ AI ทำให้สายการผลิตสามารถรองรับการผลิตแบบสุ่มผสมผสาน (Randomized Mixed-Production System) โดยสามารถผลิตรถยนต์ทรงซีดาน (Sedan), เอสยูวี (SUV) และเอ็มพีวี (MPV) ร่วมกันบนสายพานเดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

เมื่อรวมกำลังการผลิตของโรงงาน VOYAH Huangjin และ VOYAH Yunfeng แบรนด์ VOYAH มีศักยภาพการผลิตรวมสูงถึง 450,000 คันต่อปี และมีขีดความสามารถในการปล่อยรถยนต์เสร็จสมบูรณ์ออกจากสายพานในทุกๆ 40 วินาที

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 1

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 2

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 3

 

User Center 30,000 ตร.ม. กับวิสัยทัศน์ Full-Stack In-House

 

นอกจากโรงงานผลิต คณะสื่อมวลชนยังได้เยี่ยมชม User Center แบบครบวงจร ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงาน VOYAH Huangjin ซึ่งเป็น Flagship Store ที่ใหญ่ที่สุดของ VOYAH ในจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ผสานโชว์รูมจัดแสดง ศูนย์ตกแต่งเฉพาะบุคคล บริการหลังการขาย และสถานีชาร์จความเร็วสูงพิเศษ (Ultra-Fast Charging) ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายตรง (Direct-Sales Service System)

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 4

 

ตงเฟิง และ VOYAH ยึดมั่นในยุทธศาสตร์ การพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเองแบบครบวงจร (Full-Stack In-House Development) ทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า แชสซีส์ ห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบขับขี่อัตโนมัติ และกระบวนการผลิต ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้แล้วมากกว่า 400,000 รายทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทดลองขับยนตรกรรมรุ่นสำคัญ ได้แก่ VOYAH DREAM 9 ซึ่งเป็นรถยนต์ในกลุ่ม MPV (Multi-Purpose Vehicle), VOYAH PASSION S และ VOYAH TAISHAN X8 บนสนามทดสอบจริง

 

เปิดตัว VOYAH DREAM 9 MPV เรือธงระดับพรีเมียม

 

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 VOYAH ได้จัดการเปิดตัวระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่ในค่ำคืน ‘Night of Dreams’ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ National Speed Skating Oval กรุงปักกิ่ง โดยความร่วมมือกับ China Media Group (CMG) ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 4 องก์หลัก ดังนี้

 

  • สุนทรียศาสตร์แห่งตะวันออก (Eastern Aesthetics)
  • การต้อนรับแบบตะวันออก (Eastern Hospitality)
  • ปัญญาแห่งตะวันออก (Eastern Intelligence) และ การพานพบแห่งตะวันออก (Eastern Encounters)

 

ลู่ ฟาง (Lu Fang) ประธานกรรมการและเลขาธิการพรรคประจำ VOYAH Automotive ได้ประกาศนโยบายสำคัญไว้ว่า

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 5

 

“จากผู้ไล่ตามความฝันสู่ผู้สร้างความฝัน อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนกำลังแปรเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงทีละก้าว พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นมหาอำนาจแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ และสำหรับยานยนต์พลังงานใหม่ในวันนี้ สายตาของคนทั้งโลกกำลังจับจ้องมาที่ประเทศจีน”

 

เจาะลึก 3 รุ่น ตอบตามโจทย์ไลฟ์สไตล์เจาะกลุ่มนักธุรกิจ-ครอบครัว

 

โดยรถยนต์ VOYAH DREAM 9 ยกระดับตระกูล DREAM เข้าสู่เซกเมนต์พรีเมียมระดับ 500,000 หยวน เพื่อตอบโจทย์ 3 มิติการเดินทางหลัก ได้แก่ การรับรองระดับพรีเมียม (Premium Hospitality) การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางของครอบครัว นำเสนอผ่าน 3 รุ่นย่อย ทั้งระบบขับเคลื่อน PHEV และ BEV ในราคาจำหน่ายช่วง 419,900 ถึง 529,900 หยวน มีดังนี้

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 6

 

รุ่น Ultra เทคโนโลยีเรือธงสำหรับครอบครัว (Family Flagship)

  • พัฒนาบนสถาปัตยกรรม Full-Domain Level 3 มาพร้อมระบบสำรองความปลอดภัย (Redundancy System) 8 ระบบ และโครงสร้างกรงเหล็กรับแรงกระแทกด้านหน้า 7 ชั้น ด้านหลัง 5 ชั้น
  • ติดตั้งช่วงล่างถุงลมสามห้อง (Three-Chamber Air Suspension) และระบบควบคุมความหนืดโช้กอัปไฟฟ้า EDC แบบวาล์วคู่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทำงานร่วมกับระบบขับขี่อัจฉริยะ HUAWEI Qiankun ADS 5
  • เบาะนั่งแถวสองรองรับการหมุน การปรับเอนไร้แรงโน้มถ่วง (Zero-Gravity) และระบบนวดเชิงกล พร้อมระบบปรับลดระดับความสูงตัวรถอัตโนมัติเมื่อก้าวขึ้น-ลง
  • จอดิจิทัลความชัดสูงขนาด 21.4 นิ้วบนเพดาน, ตู้เย็นขนาด 13 ลิตร แบบเปิดได้สองฝั่ง รองรับทั้งทำความเย็นและความร้อน, ใช้วัสดุห้องโดยสารที่เป็นมิตรต่อเด็กและทารก (Baby-Friendly) และฟังก์ชันจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ภายนอก (V2L)

รุ่น Ultra+ (ห้องรับรองธุรกิจระดับหรู – Luxury Business Lounge):

  • กระจังหน้าเรืองแสงลายกลุ่มดาว, ไฟหน้าอัจฉริยะ DLP แบบทูโทน และไฟต้อนรับลายพรม (Welcome Light Carpet)
  • เพดานบุด้วยวัสดุหนังกลับ (Suede), ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Lighting, ม่านบังแดดไฟฟ้าแถวสองเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และออปชันกระจกมองข้างปรับลดแสงสะท้อนและตัดแสงอัตโนมัติเพื่อความเป็นส่วนตัว
  • ความสบายเหนือระดับครั้งแรกในอุตสาหกรรม: ติดตั้งระบบอุ่นเบาะ ระบบระบายอากาศ และระบบนวด ครบทุกตำแหน่งที่นั่ง

รุ่น Lizun Edition / หลี่จุน (สุนทรียศาสตร์แห่งตะวันออกขั้นสูง – Ultimate Eastern Luxury)

  • ติดตั้งตราสัญลักษณ์คริสตัลหน้ารถพับเก็บได้อัตโนมัติ (Retractable Hood Emblem) และตัวถังทูโทนเฉดสีเอกสิทธิ์เฉพาะ
  • ตกแต่งกระจังหน้าด้วยลวดลาย Dragon Scale (เกล็ดมังกร), เส้นสายตัวถังด้านข้างแบบ Gilded Twin-String และล้อแม็กดีไซน์ลอยตัว Heaven and Earth in Harmony สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมจีนสู่เวทีสากล

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 7

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 8

 

หลังเปิดรับจอง VOYAH DREAM 9 สามารถสร้างปรากฏการณ์ทำ ยอดจองล่วงหน้ามากกว่า 30,000 คัน ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง โดยรุ่นท็อปอย่าง Lizun Edition มีสัดส่วนมากกว่า 50% และเป็นการสั่งจองเพื่ออัปเกรดจากลูกค้าเดิมของ VOYAH DREAM มากกว่า 20,000 คัน ปัจจุบันแบรนด์ VOYAH ขยายตลาดสู่ต่างประเทศแล้วกว่า 40 ประเทศและภูมิภาค พร้อมโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 240 แห่งทั่วโลก

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 9

 

AAS Group เซ็น ตงเฟิง ตั้ง ‘AI Mobility’ นำ VOYAH เขย่าตลาด MPV หรู

 

ขณะที่มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทย คือความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เมื่อ เอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ได้ประกาศลงนามสัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Sole Distributor Agreement) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ร่วมกับ ตงเฟิง มอเตอร์ กรุ๊ป (Dongfeng Motor Group) เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ VOYAH ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

โดยอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างเราและตงเฟิงในการนำแบรนด์ VOYAH เข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนถึงพันธสัญญาในการส่งมอบนิยามใหม่แห่งความหรูหรา ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย งานดีไซน์อันประณีต และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การที่เอเอเอส กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าผลกำไรระยะสั้น คือวิสัยทัศน์ร่วมที่สอดประสานกับตงเฟิง จนนำมาสู่การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ผ่านการดำเนินงานของ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด

 

เรามุ่งมั่นวางรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ภายใต้ปรัชญาที่ยึดมั่นมาโดยตลอด ‘AAS the Name You Can Trust’ หรือ ‘เอเอเอสฯ ชื่อที่คุณไว้วางใจได้’ ตั้งแต่ความประทับใจแรกสัมผัสไปจนถึงการดูแลหลังการขายอย่างครบวงจร เป้าหมายของเราคือการสร้างความมั่นใจสูงสุดและความประทับใจในทุกการเดินทาง เอเอเอส กรุ๊ป พร้อมส่งมอบนิยามความหรูหราแห่งอนาคตสู่ตลาดเมืองไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวไปจนถึงความคล่องตัวในทุกภารกิจทางธุรกิจ

 

ทั้งนี้เอเอเอส กรุ๊ป ได้จัดตั้งบริษัทในเครือแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2569 ภายใต้ชื่อ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด (AI Mobility Co., Ltd.) เพื่อดูแลรับผิดชอบการจัดจำหน่าย การดำเนินงานด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย และการบริการลูกค้าทั่วประเทศ

 

จากการตรวจสอบข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า ปัจจุบันพอร์ตของเอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ยังไม่มีการจัดจำหน่ายรถยนต์ในกลุ่ม MPV ดังนั้นการร่วมมือกับ Dongfeng Motor เพื่อนำ VOYAH DREAM 9 เข้ามาทำตลาดจำหน่ายในประเทศไทยก็ถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตธุรกิจให้กับ AAS Group

 

ด้าน หวัง หลง ประธานกรรมการ บริษัท China Dongfeng Motor Industry Import and Export จำกัด ได้กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในหมุดหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ สำหรับการขับเคลื่อนแผนการขยายตลาดยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเราสู่ระดับสากล การร่วมมือกับ เอเอเอส กรุ๊ป ทำให้เราได้พันธมิตรที่มีความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์หรูมานานกว่า 4 ทศวรรษ และมีปรัชญาการทำงานที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญเช่นเดียวกัน การผสานความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมอันยาวนานกว่า 50 ปีของตงเฟิง เข้ากับเครือข่ายการจัดจำหน่ายและความเชี่ยวชาญด้านการบริการของ เอเอเอส กรุ๊ป จะช่วยเปิดประตูสู่การเดินทางระดับพรีเมียมที่เปี่ยมด้วยความชาญฉลาด ประณีต และคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ผ่านแบรนด์ VOYAH ให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

รถยนต์ VOYAH DREAM 9 MPV ไฟฟ้าพรีเมียม 10

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า Dongfeng Motor เลือกประเทศไทยเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรกที่จะนำรถยนต์ ข้ามาวางจำหน่ายผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด ซึ่งคาดจะเปิดตัวไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จากนั้น Dongfeng Motor ยังมีแผนที่จะขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมต่อเนื่องในอนาคต

 

สำหรับตงเฟิง มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (Dongfeng Motor Corporation)

 

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 ณ เมืองอู่ฮั่น เริ่มต้นจากโรงงานผลิตยานยนต์แห่งที่ 2 มีสินทรัพย์รวมกว่า 499,300 ล้านหยวน พนักงานกว่า 127,000 คนติดอันดับ Fortune Global 500 ในอันดับที่ 188 มียอดจำหน่ายรถยนต์ในต่างประเทศมากกว่า 1,200,000 คัน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

 

ด้านเอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ผู้นำด้านธุรกิจยานยนต์ระดับพรีเมียมในไทย ดำเนินงานมากกว่า 39 ปี ก่อตั้งเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2529 โดยอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ และอนุรักษ์ อินทรภูวศักดิ์ ผู้นำเข้าและจำหน่าย รวมถึงให้บริการหลังการขายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Bentley, Porsche, Ducati, Harley-Davidson รวมถึงตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในเครือ Changan เช่น Deepal, Avatr, Nevo, Lumin

 

การเปิดตัว VOYAH DREAM 9 และการรุกตลาดไทยของ AAS Group ผ่าน AI Mobility ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเข้ารถยนต์ MPV รุ่นใหม่ แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับพรีเมียม ที่เทคโนโลยีอัจฉริยะ และวิศวกรรมการผลิตขั้นสูง

 

การที่แบรนด์ระดับเรือธงอย่าง VOYAH DREAM 9 มาพร้อมเทคโนโลยีชั้นสูงผ่านความร่วมมือกับ AAS Group ย่อมทำให้สมรภูมิตลาดยานยนต์ MPV พรีเมียมในประเทศไทยนับจากนี้ต้องจับตาต่อไปว่าภาพการแข่งขันในข้างหน้าจากนี้ของตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

The post ทำความรู้จัก VOYAH แบรนด์ EV พรีเมียม ในกลุ่ม Dongfeng จับมือ AAS Group นำรุ่น DREAM 9 ปักธงในไทยเป็นหมุดหมายแรกนอกจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โก โฮลเซลล์ยืนยันวัตถุดิบยังเพียงพอสำหรับร้านอาหารและโรงแรมช่วงน้ำท่วม พร้อมแผนสำรองเส้นทางขนส่ง https://thestandard.co/go-wholesale-flood-supply-plan/ Sun, 27 Sep 2026 03:20:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1260116 ภาพกราฟิก โก โฮลเซลล์ ยืนยันวัตถุดิบเพียงพอช่วงน้ำท่วม พร้อมแผนสำรองขนส่ง

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ยืนยันว่ายังมี ‘สินค้า […]

The post โก โฮลเซลล์ยืนยันวัตถุดิบยังเพียงพอสำหรับร้านอาหารและโรงแรมช่วงน้ำท่วม พร้อมแผนสำรองเส้นทางขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก โก โฮลเซลล์ ยืนยันวัตถุดิบเพียงพอช่วงน้ำท่วม พร้อมแผนสำรองขนส่ง

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ยืนยันว่ายังมี ‘สินค้าจำเป็น’ และวัตถุดิบอาหารเพียงพอครอบคลุมทุกหมวด ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า และธุรกิจ Foodservice ที่ต้องมีวัตถุดิบพอจะเปิดให้บริการต่อไป

 

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกรุงเทพมหานครขยายประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากเดิม 3 เขต เป็นครอบคลุมทั้ง 50 เขต มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ท่ามกลางฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอาหาร และสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น

 

ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์นี้คือการทำให้ผู้ประกอบการยังเข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบได้ต่อเนื่อง เพราะหลายธุรกิจยังต้องเปิดร้านและดูแลลูกค้าของตัวเอง ควบคู่กับการให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน

 

วัตถุดิบครบทุกหมวด และติดตามความต้องการรายสาขา

 

โก โฮลเซลล์ติดตามปริมาณสินค้าและความต้องการของแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อเติมสินค้าได้ทันหากบางพื้นที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น

 

บริษัทวางบทบาทตัวเองเป็น ‘Business Partner’ ของผู้ประกอบการมากกว่าผู้ขายสินค้า โดยมองว่าในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ความพร้อมของวัตถุดิบและระบบ Supply Chain มีผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจของลูกค้า จึงต้องบริหารทั้งสินค้า การกระจายสินค้า และการให้บริการให้ยืดหยุ่นที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

 

ระบบขนส่งเดินปกติ พร้อมแผนสำรองเส้นทาง

 

ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ยังดำเนินการได้ตามปกติ โดยบริษัทเตรียม ‘แผนสำรอง’ ไว้ทั้งด้านเส้นทาง การขนส่ง และการบริหารสต็อก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากระดับน้ำ การจราจร หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงบางพื้นที่

 

แผนดังกล่าวจะถูกปรับตามสถานการณ์จริงในแต่ละวัน โดยยึดความปลอดภัยของทีมขนส่งและผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก

 

เปิดทุกสาขา เฝ้าระวังรามคำแหงและรังสิต ข้อมูล ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

 

ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 โก โฮลเซลล์ยังเปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา พร้อมจัดทีมติดตามสถานการณ์น้ำและเส้นทางการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง

 

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือสาขารามคำแหงและสาขารังสิต ซึ่งเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น และมีการประเมินสถานการณ์ต่อเนื่องเพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างปลอดภัย

 

สถานะการเปิดให้บริการอาจเปลี่ยนไปตามระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ โดยบริษัทระบุว่าจะติดตามสถานการณ์และปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ต่อไป

The post โก โฮลเซลล์ยืนยันวัตถุดิบยังเพียงพอสำหรับร้านอาหารและโรงแรมช่วงน้ำท่วม พร้อมแผนสำรองเส้นทางขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท็อปส์ยืนยันสินค้าจำเป็นในคลังยังเพียงพอช่วงน้ำท่วม เพิ่มรอบส่งน้ำดื่มและอาหารพร้อมรับประทาน https://thestandard.co/tops-flood-supply-essential-goods/ Sun, 27 Sep 2026 03:17:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1260111 สินค้าจำเป็นบนชั้นวางในร้านท็อปส์ที่เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยืนยันว่ามีสินค้าสำรองในคล […]

The post ท็อปส์ยืนยันสินค้าจำเป็นในคลังยังเพียงพอช่วงน้ำท่วม เพิ่มรอบส่งน้ำดื่มและอาหารพร้อมรับประทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจำเป็นบนชั้นวางในร้านท็อปส์ที่เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยืนยันว่ามีสินค้าสำรองในคลังและศูนย์กระจายสินค้าเพียงพอในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ‘สินค้าจำเป็น’ อย่างน้ำดื่ม อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน และของใช้ในชีวิตประจำวัน

 

เพื่อไม่ให้สินค้าบนชั้นวางขาด ท็อปส์เพิ่มรอบการจัดส่งเข้าหน้าร้าน โดยเน้นน้ำดื่มและอาหารพร้อมรับประทานเป็นหลัก ขณะที่บางสาขาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องปิดให้บริการชั่วคราวหรือปรับเวลาเปิดปิดตามสถานการณ์

 

บริษัทระบุว่าให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย และจะกลับมาเปิดสาขาที่ปิดอยู่ทันทีที่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่เอื้ออำนวย

 

สินค้าในคลังยังเพียงพอ แต่บางพื้นที่อาจได้ของช้ากว่าปกติ

 

ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งของท็อปส์ยังเดินตามปกติ และได้ ‘เพิ่มรอบการจัดส่งเป็นกรณีพิเศษ’ เพื่อเติมสินค้าหน้าร้านให้เร็วขึ้น พร้อมบริหารสต็อกให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

 

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่ระดับน้ำสูง การจราจรติดขัด หรือการเดินทางมีความเสี่ยง การจัดส่งอาจล่าช้ากว่าปกติในบางช่วง เพราะท็อปส์ยึดความปลอดภัยของพนักงานขนส่งเป็นหลัก และปรับแผนการจัดส่งให้เข้ากับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง

 

ตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เพื่อรับมือเป็นระบบ ท็อปส์ตั้งศูนย์ปฏิบัติการกู้วิกฤตและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม หรือ ‘War Room’ ทำงานแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

 

งานของศูนย์ครอบคลุมสามส่วน ส่วนแรกคือการประเมินความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน ส่วนที่สองคือการติดตั้งคันกั้นน้ำและเตรียมระบบระบายน้ำในพื้นที่สาขา และส่วนที่สามคือการบริหารห่วงโซ่อุปทานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตร

 

เพื่อสำรองและกระจายสินค้าจำเป็นไปยังสาขาต่างๆ ให้พอกับความต้องการ

 

ท็อปส์ระบุว่าจะปรับการดำเนินงานตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

สาขาที่ปิดชั่วคราว ข้อมูล ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

 

ข้อมูลที่ท็อปส์แจ้งไว้ ณ วันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 18.40 น. มีสาขาที่ปิดให้บริการชั่วคราวรวม 10 สาขา แบ่งเป็นท็อปส์ 1 สาขา คือสาขาแฟชั่นไอส์แลนด์

 

ท็อปส์ เดลี่ 6 สาขา ได้แก่ รัชดา 52, เฉลิมพระเกียรติ 30 แยก 14, ร่มเกล้า 27, นิลุบล ซอย 10, เคหะคลองจั่น และคลองตำหรุ

 

ท็อปส์ แคร์ 3 สาขา ได้แก่ สุขาภิบาล 3, ลาดกระบัง และหัวหมาก

 

จำนวนสาขาที่ปิดอาจเปลี่ยนไปแล้วตามระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ ลูกค้าสามารถติดตามการเปิดปิดของแต่ละสาขาได้ผ่าน Official Facebook Fanpage ของ Tops Thailand

The post ท็อปส์ยืนยันสินค้าจำเป็นในคลังยังเพียงพอช่วงน้ำท่วม เพิ่มรอบส่งน้ำดื่มและอาหารพร้อมรับประทาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ https://thestandard.co/man-city-financial-charges-verdict/ Sat, 26 Sep 2026 12:24:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1260016 รูปปั้น Vincent Kompany หน้าสนาม Etihad Stadium ของสโมสร Manchester City

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิดแทบทุกข้อหาจากทั […]

The post รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปปั้น Vincent Kompany หน้าสนาม Etihad Stadium ของสโมสร Manchester City

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิดแทบทุกข้อหาจากทั้งหมด 115 ข้อหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎด้านการเงินของพรีเมียร์ลีก ตามรายงานของ The Athletic ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยต่อสาธารณะ

 

รายงานระบุว่าสโมสรถูกตัดสินว่าผิดทุกข้อหายกเว้นเพียง 1 ข้อ ขณะที่บทลงโทษยังไม่ได้รับการตัดสิน โดยยังเปิดทุกความเป็นไปได้ และคาดว่าแมนฯ ซิตี้จะยื่นอุทธรณ์

 

ทั้งนี้ สโมสรปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด ขณะที่พรีเมียร์ลีกปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยโฆษกระบุเพียงว่า “นี่เป็นกระบวนการที่เป็นความลับ เราจะไม่ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น”

 

ด้านโฆษกของแมนฯ ซิตี้ ระบุว่า “กระบวนการของพรีเมียร์ลีกยังดำเนินอยู่ โดยยังมีส่วนสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ และอยู่ภายใต้การรักษาความลับอย่างเข้มงวด จุดยืนของสโมสรจึงยังคงเป็นไปตามแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023”

 

สโมสรยังระบุว่า “สโมสรเคารพกระบวนการอันชอบธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด 8 ปี บนพื้นฐานที่ว่าคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของพรีเมียร์ลีกจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลที่เป็นอิสระ, เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ปราศจากอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

 

หากผลการตัดสินเป็นไปตามรายงาน นี่จะเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อและเป็นประเด็นร้อนของพรีเมียร์ลีกมานานกว่า 3 ปี

 

จุดเริ่มต้นจากเอกสารหลุดเมื่อปี 2018

 

การสอบสวนเริ่มต้นหลัง Der Spiegel หนังสือพิมพ์เยอรมัน เผยแพร่เอกสารทางการเงินของแมนฯ ซิตี้ที่หลุดออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะตั้งข้อหาสโมสรในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังสอบสวนนาน 4 ปี และส่งเรื่องให้คณะกรรมการอิสระพิจารณา

 

ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่สโมสรไม่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ซึ่งสะท้อนภาพที่แท้จริงและเป็นธรรมของรายได้ รวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนและต้นทุนการดำเนินงาน ในทุกฤดูกาลตั้งแต่ 2009-10 ถึง 2017-18

 

ข้อกล่าวหาอื่นยังรวมถึงการไม่เปิดเผยรายละเอียดการจ่ายเงินให้นักเตะและโค้ช, การละเมิดกฎการเงินแฟร์เพลย์ของ UEFA และกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีกเอง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าได้รับรายได้จากผู้สนับสนุนที่สูงเกินจริงจากบริษัทที่เชื่อมโยงกับเจ้าของสโมสร

 

เมื่อข้อกล่าวหาถูกเปิดเผยในปี 2023 แมนฯ ซิตี้ระบุว่า “ประหลาดใจ” และยินดีให้คณะกรรมการอิสระพิจารณาหลักฐานที่สโมสรมองว่ามีจำนวนมากและหักล้างไม่ได้ ซึ่งสนับสนุนจุดยืนของสโมสร

 

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2024 และสิ้นสุดเกือบ 3 เดือนต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม โดยคณะกรรมการอิสระ 3 คนที่แต่งตั้งโดยประธานอิสระของคณะกรรมการตุลาการพรีเมียร์ลีก ขณะที่สื่ออังกฤษรายงานว่าแมนฯ ซิตี้ว่าจ้าง เดวิด แพนนิก เป็นทนายความนำทีม ส่วนพรีเมียร์ลีกมี อดัม ลูอิส เป็นตัวแทน

 

แมนฯ ซิตี้เคยเผชิญคดีลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 UEFA เคยสั่งแบนสโมสรจากการแข่งขันระดับยุโรป 2 ปี พร้อมปรับ 26.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.19 พันล้านบาท) หลังพบว่ารายงานรายได้จากผู้สนับสนุนสูงเกินจริงระหว่างปี 2012-2016

 

ทว่าศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) กลับคำตัดสินดังกล่าวในอีก 5 เดือนต่อมา เนื่องจากความผิดที่ถูกกล่าวหาบางส่วนพิสูจน์ไม่ได้ ส่วนบางส่วนก็เกิดขึ้นนานเกินกว่าที่กฎของ UEFA จะลงโทษได้

 

อย่างไรก็ตาม CAS ก็ตัดสินว่าแมนฯ ซิตี้มีความผิดฐานไม่ให้ความร่วมมือกับ UEFA ด้วยการไม่ส่งหลักฐานจำนวนมาก ซึ่ง CAS ระบุว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง จนนำไปสู่ค่าปรับ 8.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 390 ล้านบาท)

 

บทลงโทษมีตั้งแต่ปรับเงินจนถึงไล่ออกจากลีก

 

บทลงโทษที่เป็นไปได้กำหนดไว้ในกฎข้อ W.51 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีตั้งแต่การตักเตือนและปรับเงิน ไปจนถึงการตัดแต้ม และร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากพรีเมียร์ลีก โดยคณะกรรมการยังสามารถรวมบทลงโทษหลายอย่างเข้าด้วยกัน หรือกำหนดบทลงโทษอื่นที่เห็นว่าเหมาะสมได้

 

ประเด็นที่แฟนบอลจับตาคือการตัดแต้มอาจมีผลตั้งแต่วันที่ตัดสินหรือมีผลย้อนหลังก็ได้ ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ที่แมนฯ ซิตี้อาจถูกริบแชมป์

 

อย่างไรก็ตาม เจมส์ ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายด้านการกำกับดูแลกีฬาจาก Onside Law เคยบอกกับ The Athletic เมื่อปี 2023 ว่าหากมีการตัดแต้ม เขาคาดว่าจะมีผลกับฤดูกาลต่อจากนี้ เพราะโดยทั่วไปคณะกรรมการไม่ชอบตัดสินแชมป์ผ่านกระบวนการศาล

 

ที่สำคัญคือบทลงโทษใดๆ ต้องเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ได้

 

เอียน ฮาร์กรีฟส์ หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมาย Quillon Law มองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะผลการตัดสินตามที่มีรายงานเป็นเพียงการเปิดฉากเฟสใหม่ของคดี โดยคำถามสำคัญคือคณะกรรมการจะมองว่าบทลงโทษระดับใดเหมาะสมกับความผิด และจะอ้างอิงแนวทางจากคดีก่อนหน้าอย่างไร

 

เขาระบุว่ามีทางเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ระดับปานกลางอย่างการห้ามซื้อขายนักเตะ ไปจนถึงระดับร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากลีก รวมถึงยังมีคำถามว่าคำตัดสินจะยืนหยัดได้หรือไม่ในการอุทธรณ์ที่คาดว่าจะเข้มข้น

 

ตัวอย่างจากคดีก่อนหน้าคือ Everton ถูกตัดรวม 8 แต้มในฤดูกาล 2023-24 จากการละเมิดกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืน 2 ครั้ง ส่วน Nottingham Forest ถูกตัด 4 แต้มเมื่อเดือนมีนาคม 2024 จากการละเมิดกฎเดียวกัน ซึ่งทั้งสองคดีมีขนาดเล็กกว่าข้อกล่าวหาต่อแมนฯ ซิตี้มาก

 

ผลกระทบที่ไปไกลกว่าวงการฟุตบอล

 

ความสำเร็จในสนามของแมนฯ ซิตี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตา เพราะนับตั้งแต่ Abu Dhabi United Group ของ ชีค มันซูร์ บิน ซายิด อัล นาห์ยาน เข้าซื้อสโมสรในปี 2008 ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 8 สมัย, แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และลีก คัพ 7 สมัย

 

ในจำนวนนี้ 6 ถ้วยได้มาหลังถูกตั้งข้อหา ขณะที่ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎ สโมสรคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และคอมมิวนิตี้ ชิลด์

 

ปัจจุบันแมนฯ ซิตี้อยู่ภายใต้การคุมทีมของ เอ็นโซ มาเรสกา ที่มารับงานต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งอำลาทีมหลังคุมมา 10 ปี โดยทีมเปิดฤดูกาล 2026-27 ด้วยการชนะรวด 5 นัดและรั้งจ่าฝูง หลังใช้เงินซื้อนักเตะช่วงซัมเมอร์ไป 450 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.99 หมื่นล้านบาท)

 

คดีนี้ยังมีมิติทางการเมืองด้วย เพราะเจ้าของสโมสรเป็นน้องชายของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแมนฯ ซิตี้ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านกีฬาจากตะวันออกกลางที่ประสบความสำเร็จที่สุด ขณะที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็พยายามกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

 

ไซมอน ลีฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Three Points Law ซึ่งเขียนเรื่องการกำกับดูแลการเงินในวงการฟุตบอล มองว่า “นี่คือข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงซึ่งพุ่งตรงไปที่หัวใจของสโมสร” และหากไม่ถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียงและสถานะของสโมสรในโลกฟุตบอล

 

ด้าน แคโรไลน์ ไดเนจ ประธานคณะกรรมาธิการวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของรัฐสภาอังกฤษ ระบุว่ารายงานดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการฟุตบอลของประเทศ และระยะเวลากับค่าใช้จ่ายที่มากผิดปกติของกระบวนการนี้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างจริงจัง

 

เธอย้ำว่า “ต้องปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปตามครรลอง และต้องเคารพกระบวนการอันชอบธรรม แต่ฉันหวังอย่างจริงใจว่าขั้นตอนที่เหลือจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ขณะที่ โรดรี อดีตกองกลางแมนฯ ซิตี้ที่ปัจจุบันเล่นให้บาร์เซโลนา ระบุว่าเขาเชื่อมั่นในสโมสรมาตลอด และนักเตะทุกคนก็เชื่อเช่นนั้นตลอดคดี โดยกล่าวว่า “จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าสโมสรผิด เราจะเชื่อสโมสร ผมเคยอยู่ที่นั่นและรู้ว่าพวกเขาทำงานและให้ความร่วมมืออย่างไร”

 

ภาพ: erinwphoto / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ เท่ากับ 44.31 บาท ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP ALL เร่งเติมสต็อกสินค้าจำเป็น ทั้งอาหาร-น้ำ เข้าร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ฝนตกและน้ำท่วมหนัก https://thestandard.co/cp-all-7-eleven-flood-stock/ Sat, 26 Sep 2026 11:59:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1259957 พนักงานกำลังเติมสินค้าจำเป็นบนชั้นวางภายในร้าน 7-Eleven เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต […]

The post CP ALL เร่งเติมสต็อกสินค้าจำเป็น ทั้งอาหาร-น้ำ เข้าร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ฝนตกและน้ำท่วมหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานกำลังเติมสินค้าจำเป็นบนชั้นวางภายในร้าน 7-Eleven เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น แสดงความห่วงใยประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึงน้ำดื่ม อาหาร และของใช้จำเป็นในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว

 

โดยขณะนี้บริษัทฯ ได้เร่งประสานงานและกระจายสินค้าไปยังร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในพื้นที่ต่างๆ โดยในพื้นที่ที่เส้นทางยังสามารถเข้าถึงได้ ทีมงานจะทยอยนำสินค้าจำเป็นเข้าสู่สาขา พร้อมเร่งเติมสินค้าขึ้นชั้นวางอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเป็นร้านใกล้บ้าน ยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้

 

สำหรับพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง บริษัทฯ อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมนำสินค้าเข้าไปเติมทันทีเมื่อสภาพเส้นทางและสถานการณ์เอื้ออำนวย โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงาน ทีมขนส่ง และประชาชนในพื้นที่

 

ในช่วงเวลาที่หลายชุมชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก บริษัทฯ มุ่งมั่นให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงประชาชนที่ต้องการโดยเร็วที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย สะท้อนบทบาทของเซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะร้านใกล้บ้านที่เติบโตและอยู่เคียงข้างชุมชนในทุกวัน

The post CP ALL เร่งเติมสต็อกสินค้าจำเป็น ทั้งอาหาร-น้ำ เข้าร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ฝนตกและน้ำท่วมหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร ‘มาม่า’ ชี้ น้ำท่วมกระตุ้น Panic Buying สินค้าขาดชั้นวางชั่วคราว ย้ำสต็อกหน้าร้านยังมีสำรอง แต่การเติมอาจล่าช้า https://thestandard.co/mama-flood-panic-buying-stock/ Sat, 26 Sep 2026 07:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1259818 ภาพปกข่าวผู้บริหารมาม่า พร้อมข้อความเกี่ยวกับน้ำท่วมและ Panic Buying

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส […]

The post ผู้บริหาร ‘มาม่า’ ชี้ น้ำท่วมกระตุ้น Panic Buying สินค้าขาดชั้นวางชั่วคราว ย้ำสต็อกหน้าร้านยังมีสำรอง แต่การเติมอาจล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกข่าวผู้บริหารมาม่า พร้อมข้อความเกี่ยวกับน้ำท่วมและ Panic Buying

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเร่งออกไปซื้อสินค้า จนสินค้าบางประเภทหมดจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว

 

 
 

มองว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่ประชาชนได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยในช่วงเช้าอย่างกะทันหัน ราวเวลา 09.00 น. เมื่อห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ เปิดให้บริการ ประชาชนจึงพากันออกไปซื้อสินค้าเพื่อกักตุนทันที ส่งผลให้เกิดภาวะตื่นตระหนกซื้อ หรือ Panic Buying ในระยะสั้น

 

เมื่อพิจารณาลำดับ พบว่าสินค้าเริ่มหมดจากร้านสะดวกซื้อก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น โลตัส โดยสินค้ากลุ่มเนื้อหมูเป็นสินค้าที่หมดจากชั้นวางเป็นอันดับแรก ตามด้วยผักสด

 

สต็อกหน้าร้านยังมีสำรอง แต่การเติมสินค้าอาจล่าช้า

 

สำหรับการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ปัญหาหลักในระยะแรกคือการนำสินค้าจากคลังหลังร้านมาเติมบนชั้นวางให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยปกติแล้ว ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะมีสินค้าสำรองอยู่ในระบบเพียงพอรองรับความต้องการประมาณ 2–3 วัน

 

ขณะที่การขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC ไปยังหน้าร้าน อาจประสบอุปสรรคชั่วคราว เนื่องจากห้างสรรพสินค้ามักใช้รถขนส่งขนาดเล็กในการกระจายสินค้าไปยังแต่ละสาขา ซึ่งอาจไม่สามารถเดินทางหรือเข้าพื้นที่บางแห่งได้อย่างสะดวกในช่วงเกิดน้ำท่วม

 

ส่วนการขนส่งสินค้าจากโรงงานไปยังศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้า ยังดำเนินการได้ตามปกติและไม่มีปัญหา เนื่องจากใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ในการขนส่ง โดยสินค้าจะผ่านคลังสินค้าของสหพัฒน์ ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้า

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้า ซึ่งไม่นับรวมสินค้าที่อยู่หน้าร้าน ยังมีสต็อกเพียงพอรองรับความต้องการได้อีกประมาณ 3–4 วัน และผู้ผลิตพร้อมเติมสินค้าเข้าสู่ศูนย์กระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง

 

โรงงานยังผลิตตามปกติ มีวัตถุดิบสำรองเพียงพอ

 

ด้านศักยภาพการผลิต พันธ์ กล่าวต่อว่า โรงงานยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าได้ตามปกติ เนื่องจากมีการสำรองวัตถุดิบไว้ในโกดังในปริมาณเพียงพอ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องหยุดสายการผลิต

 

แม้การจัดส่งวัตถุดิบบางรายการจากซัปพลายเออร์อาจล่าช้าออกไปประมาณ 1–2 วัน แต่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงวันเสาร์–อาทิตย์ และโดยปกติวันอาทิตย์ไม่มีการจัดส่งวัตถุดิบอยู่แล้ว จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากที่สุดถึงวันจันทร์ ก่อนที่การจัดส่งจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

คาดผลกระทบระยะสั้น ไม่ใช่ภาวะขาดแคลนสินค้าระยะยาว

 

สำหรับการประเมินสถานการณ์ครั้งนี้ มองว่าเหตุการณ์เกิดจากฝนตกหนักอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยมีปริมาณน้ำฝนสูง ส่งผลให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อการดำเนินงานในระยะสั้นประมาณ 2–3 วันเท่านั้น

 

สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำขังเป็นเวลานานถึง 15–20 วัน ดังนั้น ภาวะสินค้าขาดจากชั้นวางในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นผลจากการเร่งซื้อและกักตุนสินค้าในช่วงเวลาสั้นๆ มากกว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนสินค้าในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ห้างร้านต่างๆ ยังสามารถปรับแผนการกระจายสินค้าเพื่อแก้ไขปัญหาได้ เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถขนส่งขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าเข้าสู่สาขาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าขนาดเล็กตามซอกซอยมีแนวโน้มที่สินค้าจะหมดเร็วกว่า เนื่องจากเป็นจุดที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการซื้อสินค้าในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

ชี้ระบบเตือนภัยล่าช้า ทำประชาชนพึ่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย

 

พันธ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบแจ้งเตือนภัยของภาครัฐอาจล่าช้าไปเล็กน้อย เมื่อประชาชนได้รับข้อมูลอย่างกะทันหัน จึงหันไปติดตามข่าวสารจากเพจต่างๆ บนโซเชียลมีเดียเป็นหลัก และเกิดความกังวลจนต้องออกไปซื้อสินค้ากักตุน

 

อย่างไรก็ตาม จากศักยภาพด้านการผลิต ปริมาณวัตถุดิบสำรอง และสต็อกสินค้าในศูนย์กระจายสินค้า บริษัทเชื่อว่าสถานการณ์จะสามารถคลี่คลายได้ในเวลาไม่นาน และจะไม่นำไปสู่ภาวะสินค้าขาดแคลนแน่นอน

The post ผู้บริหาร ‘มาม่า’ ชี้ น้ำท่วมกระตุ้น Panic Buying สินค้าขาดชั้นวางชั่วคราว ย้ำสต็อกหน้าร้านยังมีสำรอง แต่การเติมอาจล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Vietjet จับมือ Starlink ให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องฟรี ติดตั้ง 120 ลำ เป็นสายการบินเวียดนามรายแรก https://thestandard.co/vietjet-starlink-free-internet-flights-vietnam/ Fri, 25 Sep 2026 11:45:57 +0000 https://thestandard.co/vietjet-starlink-free-internet-flights-vietnam/ เครื่องบินของสายการบิน Vietjet กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

Vietjet สายการบินต้นทุนต่ำของเวียดนาม ลงนามข้อตกลงกับ S […]

The post Vietjet จับมือ Starlink ให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องฟรี ติดตั้ง 120 ลำ เป็นสายการบินเวียดนามรายแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินของสายการบิน Vietjet กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

Vietjet สายการบินต้นทุนต่ำของเวียดนาม ลงนามข้อตกลงกับ Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX เพื่อเป็นสายการบินเวียดนามรายแรกที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

ข้อตกลงนี้เป็นหนึ่งในหลายดีลที่ประกาศระหว่างการเยือนสหรัฐฯ และแคนาดาของ โต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยมีการแลกเปลี่ยนเอกสารที่นครนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ต่อหน้าผู้นำระดับสูงและตัวแทนภาคธุรกิจจากทั้ง 2 ประเทศ
Vietjet ยังเป็นบริษัทแรกที่ประกาศสัญญาทางธุรกิจกับ Starlink นับตั้งแต่บริการนี้เข้าสู่เวียดนามเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งส่งสัญญาณถึงโอกาสในการขยายไปยังลูกค้าองค์กรและชุมชนห่างไกลที่ยังเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ไม่ดี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของดีล

ติดตั้ง 120 ลำในระยะแรก

ในระยะแรก Starlink จะติดตั้งบนเครื่องบินของ Vietjet 120 ลำ แบ่งเป็นเครื่อง Airbus A321 และ Boeing 737 รวม 100 ลำ และ Airbus A330 อีก 20 ลำ พร้อมมีแผนติดตั้งบนเครื่องบินทุกลำที่จะรับมอบในอนาคตด้วย
บริการนี้จะครอบคลุมทั้งเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงเส้นทางที่บินผ่านมหาสมุทรและพื้นที่ห่างไกล โดยนอกจาก Vietjet แล้ว ผู้ร่วมลงนามยังมี Galaxy Holdings และ Galaxy Telecom ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน
เหงียน ถิ เฟือง ถาว ประธานกรรมการของ Vietjet ระบุว่า “ด้วย Starlink เวลาที่อยู่บนเครื่องบินไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตัดขาดจากโลกออนไลน์อีกต่อไป” โดยผู้โดยสารจะสามารถทำงาน, ดูความบันเทิง และติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนได้ตลอดการเดินทาง
ด้าน ทิม ฮิวส์ รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจระดับโลกและกิจการภาครัฐของ SpaceX ระบุว่าการนำ Starlink ขึ้นไปบนเครื่องบินของ Vietjet จะต่อยอดจากบริการที่เชื่อมต่อบ้านเรือนและธุรกิจบนภาคพื้นดินในเวียดนามอยู่แล้ว
ทั้งนี้ Vietjet ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวกับ SpaceX และสายการบินจะลงทุนต่อเนื่องทั้งเรื่องข้อมูล, ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ

โอกาสของ Starlink ไปไกลกว่าการบิน

เวียดนามกลายเป็นตลาดที่ 6 ของ Starlink ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งในภูมิภาคนี้บริการของบริษัทถูกใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเดินเรือ, การแพทย์ และโทรคมนาคม
หอการค้าอเมริกันในเวียดนามมองว่าบริษัทสหรัฐฯ รายนี้มีโอกาสที่ดีในหลายภาคเศรษฐกิจ โดย แดน มาร์ติน ผู้แทนอาวุโสประจำกรุงฮานอย บอกกับ Nikkei Asia ว่า “สิ่งที่เราได้ยินจากภาคธุรกิจอเมริกันไปไกลกว่าการบิน”
เขาอธิบายว่า “บริษัทเดินเรือ, ผู้ประกอบการด้านพลังงาน, ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และธุรกิจในพื้นที่ที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ ต่างเห็นโอกาสแบบเดียวกัน”
รัฐบาลเวียดนามเองก็เคยระบุว่าภาคการแพทย์และการศึกษาจะใช้บริการ Starlink รวมถึงลูกค้าในพื้นที่ที่สัญญาณอ่อน ซึ่งตอนนี้ขยายไปถึงบนน่านฟ้าด้วย
นอกจากนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ของเวียดนามระบุว่า Starlink ได้บริจาคอุปกรณ์รับสัญญาณแล้ว 254 ชุดให้ 13 เมืองและจังหวัด และมีแผนจะมอบให้ครบ 1,000 ชุด
อย่างไรก็ตาม Starlink อาจต้องเจอคู่แข่งรายใหญ่ เพราะสื่อที่รัฐควบคุมรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่าเวียดนามได้ออกใบอนุญาตให้ Amazon คู่แข่งที่ก่อตั้งโดย เจฟฟ์ เบโซส ทดสอบบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแล้ว

เซ็นดีลอื่นอีกหลายฉบับระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

Vietjet ใช้โอกาสการเยือนของประธานาธิบดีปิดดีลอีกหลายฉบับ ทั้งการจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องบิน Boeing 5 ลำ และข้อตกลงด้านการซ่อมบำรุงอีกหลายฉบับ
หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงกับ Pratt & Whitney ผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน เพื่อร่วมกันดูแลเครื่องบินของ Vietjet และอาจขยายไปรับงานเครื่องบินของสายการบินคู่แข่งในอนาคต
อีกฉบับคือข้อตกลงกับ FTAI Aviation เพื่อศึกษาการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงที่ท่าอากาศยานนานาชาติลองแถ่ง ใกล้นครโฮจิมินห์
นอกจากธุรกิจการบินแล้ว Vietjet ยังมองไปที่ธุรกิจการเงินด้วย โดยบริษัทเคยบอกกับ Nikkei Asia ว่าให้ความสำคัญกับศูนย์การเงินระหว่างประเทศของเวียดนามเป็นลำดับต้นๆ และสนใจเป็นพิเศษเรื่องการเงินสำหรับธุรกิจการบิน ซึ่งหมายถึงการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อหรือเช่าเครื่องบิน
สายการบินทำงานใกล้ชิดกับ HDBank ธนาคารในเครือ ซึ่งก็ประกาศดีลระหว่างการเยือนครั้งนี้เช่นกัน โดยจะร่วมมือกับ Citi ด้านตราสารอนุพันธ์และการเงินเพื่อการค้า และร่วมมือกับ Standard Chartered ด้านการระดมทุนและการชำระราคาระหว่างประเทศ
ภาพ: Thanhliemnguyen / Shutterstock

**อ้างอิง:**

• https://asia.nikkei.com/business/transportation/vietjet-signs-deal-with-starlink-for-free-in-flight-wifi-on-vietnam-airline

• https://www.thestar.com.my/aseanplus/aseanplus-news/2026/09/24/vietjet-to-install-starlink-internet-on-120-aircraft#goog_rewarded

• https://en.vietnamplus.vn/vietjet-partners-with-starlink-to-offer-free-high-speed-wi-fi-on-flights-post352512.vnp

 

The post Vietjet จับมือ Starlink ให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องฟรี ติดตั้ง 120 ลำ เป็นสายการบินเวียดนามรายแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องผู้ผลิตยากลุ่ม GLP-1 กล่าวหายาเชื่อมโยงกับการสูญเสียการมองเห็น แม้งานวิจัยยังไม่ยืนยันว่ายาเป็นสาเหตุ https://thestandard.co/us-patients-sue-glp1-vision-loss/ Fri, 25 Sep 2026 11:42:49 +0000 https://thestandard.co/us-patients-sue-glp1-vision-loss/ จักษุแพทย์กำลังตรวจวัดสายตาผู้ป่วยด้วยเครื่อง Phoropter

ผู้ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ในสหรัฐฯ หลายสิบรายยื่นฟ้อง Novo No […]

The post ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องผู้ผลิตยากลุ่ม GLP-1 กล่าวหายาเชื่อมโยงกับการสูญเสียการมองเห็น แม้งานวิจัยยังไม่ยืนยันว่ายาเป็นสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จักษุแพทย์กำลังตรวจวัดสายตาผู้ป่วยด้วยเครื่อง Phoropter

ผู้ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ในสหรัฐฯ หลายสิบรายยื่นฟ้อง Novo Nordisk ผู้ผลิต Ozempic และ Wegovy รวมถึง Eli Lilly ผู้ผลิต Zepbound และ Mounjaro โดยกล่าวหาว่ายาเหล่านี้เป็นสาเหตุของภาวะสูญเสียการมองเห็นฉับพลันที่เรียกว่า NAION และบริษัทไม่ได้เตือนผู้ป่วยถึงความเสี่ยงอย่างเพียงพอ

 

 

 

ทั้งสองบริษัทกำลังต่อสู้คดี โดยยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ายาเป็นต้นเหตุ ขณะที่แพทย์และนักวิจัยระบุว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ยังชี้ไปคนละทาง และยังไม่ชัดพอที่จะบอกได้ว่ายาทำให้เกิดภาวะนี้หรือไม่ หรือเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

NAION ย่อมาจาก Nonarteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่าภาวะหลอดเลือดในตาอุดตัน เกิดจากเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทตาได้ลดลง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลันโดยไม่มีอาการเจ็บปวด และมักเป็นการสูญเสียถาวร ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ได้รับการรับรอง

 

ยื่นฟ้องแล้วกว่า 90 คดีในรัฐนิวเจอร์ซีย์

 

มิเชลล์ เฟนเนลล์ วัย 53 ปี เป็นหนึ่งในผู้ฟ้อง โดยเธอเล่าว่าขณะนั่งทำงาน ตาขวาเริ่มรู้สึกหนัก ก่อนที่ภาพจะพร่ามัวจนรู้สึกเหมือนมองผ่านโหลปลา คือมองตรงไปข้างหน้าได้ แต่มองด้านขวาหรือมองลงล่างไม่ได้

 

2 สัปดาห์ต่อมา แพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นภาวะ NAION และเมื่อถามถึงยาที่ใช้อยู่ เฟนเนลล์เล่าว่า “เขาบอกทันทีเลยว่าให้หยุดใช้ Ozempic” เพื่อปกป้องการมองเห็นที่ยังเหลืออยู่ โดยเธอเริ่มใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มาได้ 6 เดือนก่อนเกิดอาการ

 

อีกรายคือ เจย์ แวนเดกริฟฟ์ วัย 69 ปี ซึ่งเริ่มใช้ Ozempic รักษาเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อปลายปี 2023 ก่อนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะ NAION ในอีกราว 1 ปีต่อมา ซึ่งสุดท้ายตาซ้ายสูญเสียการมองเห็นไป 2 ใน 3 โดยเขาระบุว่า “มันกระทบทุกนาทีของทุกวัน” และอยากให้ตัวเองรู้เรื่องความเสี่ยงตั้งแต่แรก

 

สำหรับจำนวนคดีนั้น สำนักงานกฎหมาย Weitz & Luxenberg ยื่นฟ้องในศาลรัฐนิวเจอร์ซีย์ไปแล้วมากกว่า 90 คดีนับตั้งแต่ปี 2025 ในนามผู้ป่วยที่เกิดภาวะ NAION ระหว่างใช้ Ozempic หรือ Wegovy เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจาก Novo

 

นอกจากนี้ยังมีคดีอีกกลุ่มที่ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในฟิลาเดลเฟียในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งกล่าวหาว่ายา GLP-1 ของทั้ง Novo และ Lilly เป็นสาเหตุของภาวะ NAION และบริษัทไม่ได้เตือนผู้ป่วยอย่างเพียงพอ โดยทั้งคดีในระดับรัฐและรัฐบาลกลางยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

ผลวิจัยต่างกันตั้งแต่ไม่พบความเสี่ยงถึงเสี่ยงขึ้น 8 เท่า

 

จุดเริ่มต้นของข้อกังวลมาจากงานวิจัยของสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในบอสตันเมื่อปี 2024 ซึ่งพบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาเซมากลูไทด์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลักใน Ozempic และ Wegovy อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดภาวะสูญเสียการมองเห็นประเภทนี้

 

หลังจากนั้นมีการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นอีกหลายชิ้น แต่ผลที่ได้ยังขัดแย้งกัน โดยหลักฐานบางส่วนชี้ว่ายาอาจเพิ่มความเสี่ยงราว 2 เท่า ขณะที่งานวิจัยจากศูนย์รักษาดวงตาเฉพาะทางแห่งหนึ่งรายงานว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า แต่อีกหลายชิ้นกลับไม่พบความเกี่ยวข้อง

 

ในจำนวนนั้นรวมถึงการศึกษาขนาดใหญ่ที่ Novo เป็นผู้สนับสนุนทุน ซึ่งวิเคราะห์การทดลองทางคลินิกแบบสุ่มของผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 ของบริษัท และไม่พบว่ายาเพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้

 

ทินา วิลส์บอลล์ ผู้บริหารฝ่ายการแพทย์อาวุโสของ Novo และผู้นิพนธ์หลักของงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า “ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเราควรกังวลเรื่อง NAION จริงๆ ผมไม่เห็นความเป็นเหตุเป็นผล”

 

แพทย์ระบุว่าแม้หากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่าจริง ก็ยังหมายความว่าจะมีผู้สูญเสียการมองเห็นน้อยมาก คือเฉลี่ยราว 2 คนต่อผู้ใช้ยา 10,000 คน

 

สาเหตุที่นักวิจัยได้ข้อสรุปต่างกันส่วนหนึ่งมาจากวิธีจำแนกภาวะ NAION ที่ต่างกัน เพราะภาวะนี้ไม่มีรหัสโรคเฉพาะของตัวเองที่แพทย์ใช้บันทึกในเวชระเบียน แต่ละงานวิจัยจึงต้องใช้เกณฑ์ของตัวเองในการระบุผู้ป่วย

 

อีกทั้งผู้ป่วยจำนวนมากยังมีโรคอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงของ NAION อยู่แล้วโดยตัวมันเอง ทั้งเบาหวาน, โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

 

ตามข้อมูลของสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน ภาวะนี้พบได้ยาก โดยในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไปราว 2-10 คนต่อ 100,000 คนต่อปี ส่วนในประชากรทั่วไปพบน้อยกว่า 1 คนต่อ 100,000 คน

 

สำหรับผู้ที่เกิดภาวะนี้ งานวิจัยพบว่ามักเกิดขึ้นในช่วง 6-18 เดือนแรกหลังเริ่มใช้ยา GLP-1

 

หลายประเทศใส่คำเตือนแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่ใส่

 

ประเด็นที่ผู้ฟ้องหยิบยกมาคือการที่หลายประเทศบังคับให้ Novo และ Lilly ใส่คำเตือนหรือข้อมูลเกี่ยวกับ NAION บนฉลากยาแล้ว แต่ในสหรัฐฯ ยังไม่มีคำเตือนดังกล่าว

 

เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) สรุปว่า NAION เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากมากของยาเซมากลูไทด์ โดยประเมินว่าอาจเกิดกับผู้ใช้ยาได้สูงสุด 1 ใน 10,000 คน และแนะนำให้ใส่คำเตือนบนฉลากยาของ Novo ในยุโรป

 

ขณะที่ฉลากยาในอังกฤษ, ญี่ปุ่น และออสเตรเลียก็มีคำเตือนหรือข้อมูลเรื่อง NAION เช่นกัน โดยในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังรวมถึง Mounjaro ของ Lilly ด้วย

 

ส่วนในเดนมาร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของ Novo มีผู้ป่วย 27 รายได้รับเงินชดเชยรวมกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50.01 ล้านบาท) จากภาวะ NAION ที่เกิดหลังใช้ Ozempic หรือ Wegovy และยังมีอีก 38 กรณีรอพิจารณา ตามข้อมูลของหน่วยงานอิสระที่ประเมินคำร้องทางการแพทย์ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กเป็นผู้จ่ายเงินชดเชย

 

Novo ระบุว่าบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีเหล่านั้น ขณะที่วิลส์บอลล์มองว่าการจ่ายเงินชดเชยไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่ายาเป็นสาเหตุ

 

ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น หลังพบสัญญาณครั้งแรกเมื่อปลายปี 2024 โดยโฆษกของ FDA ระบุว่าหน่วยงานจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่หลังการประเมินเสร็จสิ้น แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเป็นเมื่อไร

 

แอรอน เคสเซลไฮม์ ศาสตราจารย์จาก Harvard Medical School ซึ่งศึกษาเรื่องการกำกับดูแลของ FDA อธิบายว่าโดยปกติ FDA ค่อนข้างระมัดระวังในการกำหนดว่าคำเตือนใดควรอยู่บนฉลาก เพราะหน่วยงานต้องการเห็นความเกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือพอจะเป็นพื้นฐานในการบอกว่ายาเป็นสาเหตุจริง

 

ขณะที่สมาคมจักษุแพทย์อเมริกันระบุเมื่อเดือนพฤษภาคมว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับคำเตือนแบบครอบคลุมทุกกรณี โดยระบุว่า “การทบทวนข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเซมากลูไทด์ทำให้เกิด NAION เพียงแต่พบความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองอย่าง”

 

ฝั่งบริษัทยาทั้งสองแห่งยืนยันจุดยืนของตัวเอง โดยโฆษกของ Novo ระบุว่าคดีเหล่านี้ไม่มีมูลและบริษัทกำลังต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วน Eli Lilly ระบุในเอกสารยื่นต่อศาลว่างานวิจัยยังไม่ได้พิสูจน์ว่ายา GLP-1 ตัวใดทำให้เกิด NAION และยืนยันว่ายาของบริษัทปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

แพทย์ชี้ต้องชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงเป็นรายคน

 

จอห์น เจ. เฉิน ศาสตราจารย์จาก Mayo Clinic ผู้เชี่ยวชาญโรคของเส้นประสาทตา ระบุว่าแพทย์ควรช่วยผู้ป่วยประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของตัวเอง โดยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเพื่อควบคุมเบาหวานหรือโรคหัวใจ ประโยชน์ที่ได้น่าจะมากกว่าความเสี่ยง

 

เขาอธิบายว่า “ยา GLP-1 มีประโยชน์อย่างมากสำหรับโรคอ้วนระดับรุนแรง, เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพิสูจน์มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า”

 

ทว่าการคำนวณจะต่างออกไปสำหรับคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนแบบเดียวกัน โดยเฉินระบุว่า “ถ้าพวกเขาต้องการลดน้ำหนักแค่ราว 2 กิโลกรัม นั่นอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “เราไม่อยากให้คุณหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ และหากคุณสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลันโดยไม่มีอาการเจ็บปวด ควรไปพบจักษุแพทย์”

 

เช่นเดียวกับ ราจ มาตูรี โฆษกด้านคลินิกของสมาคมจักษุแพทย์อเมริกัน ที่ระบุว่าผู้ที่ใช้เซมากลูไทด์อยู่แล้วและไม่มีอาการใดๆ ควรใช้ยาต่อตามคำแนะนำ และปรึกษาคำถามหรือข้อกังวลกับแพทย์ประจำตัว

 

เมื่อปี 2025 สมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์อเมริกันยังแนะนำให้ผู้ป่วยทุกคนที่เริ่มใช้ยา GLP-1 เข้ารับการตรวจตาเพื่อเช็กสุขภาพเส้นประสาทตา เนื่องจากการมีเส้นประสาทตาที่มีขนาดเล็กหรือแออัดถือเป็นปัจจัยเสี่ยงทางกายวิภาคที่สำคัญที่สุดของการเกิดภาวะ NAION

 

เทอรี ไกสต์ นักทัศนมาตรและนายกสมาคมดังกล่าว ระบุว่าหากตรวจพบว่าเส้นประสาทตามีลักษณะน่ากังวลก็ควรพูดคุยกัน “แต่ฉันไม่คิดว่าทุกคนที่ใช้ยา GLP-1 ต้องกังวลว่าจะสูญเสียมองเห็น”

 

ภาพ: DuxX / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.34 บาท ณ วันที่ 24 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องผู้ผลิตยากลุ่ม GLP-1 กล่าวหายาเชื่อมโยงกับการสูญเสียการมองเห็น แม้งานวิจัยยังไม่ยืนยันว่ายาเป็นสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH https://thestandard.co/krungthai-wealth-precious-night-charity-dinner/ Fri, 25 Sep 2026 07:31:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1259310 The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทาง Kru […]

The post The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทาง Krungthai WEALTH โดย ธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ Scarlet Platinum M Card จัดดินเนอร์การกุศล “The Precious Night” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื้อเชิญลูกค้าคนสำคัญมาร่วมกันส่งต่อโอกาสในการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ภายใต้ “โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซับซ้อนด้วยเซลล์และยีนบำบัด” โดยมูลนิธิรามาธิบดีฯ ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

 

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 1

 

ไม่เพียงเท่านั้น การจัดดินเนอร์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในการส่งต่อความหวังและโอกาสนี้ยังเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายของการร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกด้วย

 

ภายในงาน ได้จัดกิจกรรมประมูลของสะสมหายาก ภาพจิตรกรรมจากศิลปินผู้สร้างชื่อด้านพุทธศิลป์และจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น “รศ.ดร. สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน” และ “ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล” พร้อมด้วยของสะสมและของประมูลรายการพิเศษอีกมากมาย

 

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 2

 

โดยรายได้จากการประมูลทั้งหมดจะนำไปสมทบ “โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซับซ้อนด้วยเซลล์และยีนบำบัด” เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พร้อมส่งต่อความหวังและโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ผู้ป่วยและครอบครัว

 

ลูกค้า Krungthai WEALTH ยังได้ร่วมสัมผัสค่ำคืนแห่ง “Light of Hope” หรือ “แสงแห่งความหวัง” ผ่านดินเนอร์ระดับเวิลด์คลาสที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศโดย 9 เชฟดัง จาก 9 ร้านอาหารชั้นนำทั่วโลก มาร่วมรังสรรค์ 9 เมนูสุดพิเศษ

 

อีกหนึ่งไฮไลท์คือการเติมเต็มค่ำคืนด้วยบทเพลงแห่งความหวังจากศิลปินอย่าง ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย และ ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว สะท้อนความมุ่งมั่นของ Krungthai WEALTH ในการส่งมอบคุณค่าที่มากกว่าการบริหารความมั่งคั่ง ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมเชื่อมโยงพลังแห่งการให้จากลูกค้า สู่การสร้างโอกาสและคุณค่าแก่สังคม ภายใต้แนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

 

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 3

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 4

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 5

The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH 6

 

สำหรับลูกค้า Krungthai WEALTH สามารถติดตามกิจกรรมพิเศษ ๆ ได้จาก https://wealth.krungthai.com/ หรือ RM ที่ดูแล เพื่อไม่ให้พลาดทุกโมเมนท์สำคัญ

The post The Precious Night ค่ำคืนแห่งความหวังและการส่งต่อโอกาสผ่านดินเนอร์การกุศลสุดโดย Krungthai WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง ‘อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล’ ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ คุมเครือข่ายไทย เมียนมา และลาว มีผล 1 ตุลาคม 2569 https://thestandard.co/kpmg-apisit-pinmanikul-ceo-thailand/ Fri, 25 Sep 2026 04:43:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1259228 ภาพ อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของเคพีเอ็มจี ประเทศไทย

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ประกาศว่า อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล ได้ […]

The post เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง ‘อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล’ ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ คุมเครือข่ายไทย เมียนมา และลาว มีผล 1 ตุลาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของเคพีเอ็มจี ประเทศไทย

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ประกาศว่า อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

 

โดยคุณอภิสิทธิ์จะรับตำแหน่งต่อจาก เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ซึ่งจะอำลาตำแหน่งและเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน 2569 หลังจากดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาและลาว ตั้งแต่ปี 2562

 

ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายภาษี รับผิดชอบสายงานภาษี และเป็นหนึ่งในผู้นำหลักขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง

 

เขามีประสบการณ์และความเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง พร้อมความโดดเด่นในการพัฒนาบุคลากร สร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ

 

เขามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และสนับสนุนความสำเร็จในระยะยาวที่ผ่านมาของเคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาและลาว

 

“ในสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมีทั้งความยืดหยุ่น (Resilience) ความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและความคล่องตัว (Agility) เพื่อกำหนดทิศทางที่มั่นคงและนำพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน คุณอภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะเหล่านี้ตลอดเส้นทางการเป็นผู้นำ

 

ทั้งการยึดมั่นในความไว้วางใจ คุณภาพและการสร้างคุณค่าในระยะยาว ผมเชื่อมั่นว่า เขาพร้อมที่จะนำเคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาและลาว สู่ความสำเร็จและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง” เจริญกล่าว

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสเป็นผู้นำของเคพีเอ็มจี ประเทศไทย

 

เมียนมาและลาว ท่ามกลางบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและมีความซับซ้อนมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะผสานความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้เชิงลึกและศักยภาพหลากหลายสายงานของเรา เพื่อช่วยให้ลูกค้ารับมือกับความท้าทาย คว้าโอกาสใหม่ๆ และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ” อภิสิทธิ์กล่าว

The post เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง ‘อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล’ ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ คุมเครือข่ายไทย เมียนมา และลาว มีผล 1 ตุลาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 รวมกว่า 45 แบรนด์ ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination [PR News] https://thestandard.co/bangkok-watch-week-global-destination/ Thu, 24 Sep 2026 10:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1258490 Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เปิดฉากขึ้นแล้วระห […]

The post Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 รวมกว่า 45 แบรนด์ ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เปิดฉากขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน รวบรวมแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 45 แบรนด์ พร้อม Novelties มากกว่า 200 เรือน เวที Symposium 18 เซสชัน ตลอดจน World Premiere, Southeast Asia Premiere และการเปิด FHH Academy Lounge ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

มากกว่าการรวมตัวของแบรนด์และนักสะสม งานซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยังมีเป้าหมายผลักดันกรุงเทพฯ ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน Global Watch Destination และเป็นหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินของคอมมูนิตี้นาฬิการะดับโลก ผ่านทั้งการจัดแสดงเรือนเวลา การเปิดตัวผลงานใหม่ เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงแบรนด์ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมเข้าด้วยกัน

 

โดยปีนี้มีแบรนด์ร่วมงานกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปี 2025 กว่า 50% คาดมีนักสะสมต่างชาติกว่า 400 คน และผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คนตลอด 6 วัน

 

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ และโรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ พร้อมพันธมิตรนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก

 

กว่า 45 แบรนด์นาฬิการะดับโลก รวมตัวใน Bangkok Watch Week 2026

 

แบรนด์ที่เข้าร่วมงานประกอบด้วย A. Lange & Söhne, Amida, Behrens, Bianchet, Blancpain, Boucheron, Breguet, Breitling, Bvlgari, Cartier, Chanel, Chopard, Cvstos, Franck Muller, Gerald Charles, Girard-Perregaux, Grand Seiko, Greubel Forsey, Hublot, IWC Schaffhausen, Jacob & Co., Jaeger-LeCoultre, L.Leroy, Louis Erard, MB&F, Norqain, Oris, Panerai, Parmigiani Fleurier, Piaget, Ressence, Roger Dubuis, Speake-Marin Genève, TAG Heuer, Tiffany & Co., Tudor, Ulysse Nardin, Universal Genève, Vacheron Constantin และ Zenith

 

การรวมตัวกันนี้ทำให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ครอบคลุมตั้งแต่เมซงประวัติศาสตร์ยาวนาน ผู้ผลิตลักชัวรีระดับโลก ไปจนถึงแบรนด์อิสระ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาปัจจุบันมิได้แข่งกันแค่เรื่องกลไก แต่ยังรวมถึงงานฝีมือ การออกแบบ นวัตกรรม และการสร้างคอมมูนิตี้

 

เปิดงานด้วย The Symposium ว่าด้วย Time, Culture และ Community

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เริ่มต้นด้วย The Opening Symposium: “Global Moments Where Time, Culture and Community Converge” ที่นำบุคคลสำคัญจากแวดวงนาฬิการะดับนานาชาติมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างเวลา วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้

 

ผู้ร่วมเวทีประกอบด้วย Aurélie Streit รองประธาน Fondation Haute Horlogerie หรือ FHH, Wei Koh ประธานคณะกรรมการตัดสิน Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG และ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมี แคโรไลน์ เมอร์ฟีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวต้อนรับและเปิดงาน

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

Aurélie Streit อธิบายบทบาทของ FHH และ FHH Academy ในการเผยแพร่ความรู้และยกระดับมาตรฐาน Haute Horlogerie ขณะที่ Wei Koh ถ่ายทอด ‘Historic Global Moments’ ทั้งนวัตกรรมเรือนเวลาและเหตุการณ์สำคัญบนเวที GPHG ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนาฬิกามาอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนธณพร ตันติยานนท์ ได้เผยถึงบทบาทของสยามพิวรรธน์ในการสร้าง Global Moments ผ่านคอมมูนิตี้และวัฒนธรรมนาฬิกา โดยใช้พื้นที่เชื่อมโยงหลากหลายวัฒนธรรม สู่ Bangkok Watch Week ที่รวมแบรนด์ ผู้บริหาร นักสะสม และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และขยายวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาในภูมิภาค

 

กว่า 200 Novelties พร้อม World Premiere และ Southeast Asia Premiere

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Bangkok Watch Week 2026 คือการที่แบรนด์กว่า 45 แบรนด์นำ Novelties มากกว่า 200 เรือน มูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งผลงานใหม่ รุ่นพิเศษ ไปจนถึงคอลเล็กชันที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกและครั้งแรกในภูมิภาค

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Roger Dubuis ที่เลือกงานนี้เป็นเวทีเปิดตัวคอลเล็กชัน Knights of the Round Table เป็นครั้งแรกของโลก นำเสนอทั้งความซับซ้อนทางกลไกและภาษาการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเมซง

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

ขณะที่ Oris แบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระที่มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี เปิดตัว Aquis Bangkok Limited Edition สำหรับไทยเพียง 50 เรือน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกและสถาปัตยกรรมกรุงเทพฯ ส่วน Universal Genève ใช้โอกาสนี้เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงมรดกประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิสสู่อนาคต

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

การจัดแสดง World Premiere, Southeast Asia Premiere และรุ่นพิเศษสำหรับไทยพร้อมกัน สะท้อนว่ากรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สำคัญที่แบรนด์ใช้สื่อสารเรื่องราวและผลิตภัณฑ์ใหม่ไปยังนักสะสมในภูมิภาค

 

The Exhibition รวมมาสเตอร์พีซ กลไกซับซ้อน และ 225 ปี Tourbillon

 

อีกส่วนหนึ่งของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ The Exhibition ซึ่งรวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน มาสเตอร์พีซ ผลงานที่มีกลไกซับซ้อน ตลอดจนชิ้นงานหายากและคอลเล็กชันสำคัญจากหลายแบรนด์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสตัวเรือนจริงอย่างใกล้ชิด

 

หนึ่งในไฮไลต์มาจาก Breguet ซึ่งนำเรือนเวลาที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon มาจัดแสดง สะท้อนทั้งนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านกลไกที่ Breguet สั่งสมและสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

18 Symposium ตลอด 6 วัน เชื่อมแบรนด์ นักสะสม และ Watch Culture

 

นอกจาก The Opening Symposium งานยังมี The Symposium อีก 18 เซสชัน ตลอด 6 วัน ให้ผู้บริหาร ผู้สร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับโลกเรือนเวลา ครอบคลุมงานฝีมือ นวัตกรรม ประวัติศาสตร์ มรดกของเมซง การสร้างแบรนด์ และอนาคตของวัฒนธรรมนาฬิกา พร้อมด้วย Watch Collector Symposium และเซสชันร่วมกับ FHH

 

หนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจคือ Georges Kern, CEO of House of Brands ซึ่งจะขึ้นเวที The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture เพื่อพูดถึงเส้นทางของ Breitling ตั้งแต่มรดกของแบรนด์ การสร้างคอมมูนิตี้ ไปจนถึงอนาคตของ Watch Culture

 

ขณะที่ Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony จะถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ 225 ปี

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

ตลอดงานยังประกอบด้วยเวทีสำคัญ ได้แก่

 

  • CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking กับ Sassoun Sirmakes, CEO
  • Piaget กับ Pierre Guerrier, Business Developer and Watchmaking Expert
  • The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture
  • Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre กับ Georges Kern และ Gregory Bruttin
  • Vacheron Constantin กับ Morgan Maillard, Style and Heritage Expert
  • Franck Muller: Discover the Art of Dial Painting Through Franck Muller’s Artisan Craftsmanship กับ Nicholas Rudaz, CEO
  • Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar กับ Jean-Philippe Bonneau, Chief Marketing Officer
  • Jacob & Co. Inheriting the Impossible กับ Benjamin Arabov, CEO
  • Grand Seiko: The Evolution of Precision กับ Takashi Sakamoto, Vice President และ Jonathan Bues, Communications and Brand Advisor
  • TUDOR: A Century of TUDOR กับ Cole Pennington
  • Gerald Charles: Carrying the Legacy Mr. Genta’s Forward: The Ziviani Story and Gerald Charles’ Next Chapter in Asia
  • BVLGARI: The Art of Time กับ Emma Behaeghel, Regional Managing Director, BVLGARI South Asia Pacific
  • Introducing NORQAIN: The Independent Swiss Watch Brand กับ Tobias Küffer, Vice President
  • The Life of an ICON: Past, Present & Future กับ Vacheron Constantin และ Franck Muller โดย FHH
  • The Boundless Creativity of Independent Powerhouses กับ Ressence, Louis Erard และ Gerald Charles โดย FHH
  • The Watch Collector Symposium on Beyond Collecting: นักสะสม นาฬิกา และคุณค่าของการสะสมนาฬิกา กับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

 

เห็นได้ว่า The Symposium นั้นเป็นพื้นที่สำหรับส่งต่อองค์ความรู้และเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมนาฬิกาในหลายมิติ ตั้งแต่เทคนิคการผลิตไปจนถึงคำถามว่าความหมายของแบรนด์ การสะสม และ Watch Culture กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

The Experience เปิด FHH Academy Lounge ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

นอกจาก Symposium ภายในงานยังมีโซน The Experience นำเสนอกิจกรรม งานฝีมือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากแบรนด์ต่าง ๆ

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

ไฮไลต์คือการเปิด FHH Academy Lounge โดย Fondation Haute Horlogerie ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดให้ผู้สนใจ นักสะสม ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญ รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ FHH ที่มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐาน Haute Horlogerie สากล พร้อมเปิดให้เตรียมความพร้อมและทดสอบรับ FHH Certification

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

นอกจากนี้ กิจกรรมจากแบรนด์ต่าง ๆ ในโซน The Experience ยังช่วยให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเบื้องหลัง ทั้งงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีเรือนเวลาอย่างใกล้ชิด

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

 

จากงานนาฬิกาสู่ Watch Culture Platform ของกรุงเทพฯ

 

สำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนความพยายามยกระดับงานจากพื้นที่จัดแสดงนาฬิกาสู่การเป็น Watch Culture Platform ที่เชื่อมแบรนด์ ผู้ผลิต นักสะสม ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ งานฝีมือ และมรดกทางวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว

 

สิ่งที่น่าจับตาคือการที่กรุงเทพมหานครได้รับเลือกเป็นพื้นที่เปิดตัวระดับโลกและภูมิภาค รวมถึงการเข้ามาของ Fondation Haute Horlogerie ซึ่งเชื่อมคอมมูนิตี้นาฬิกาไทยเข้ากับเครือข่ายอุตสาหกรรมนานาชาติ โจทย์ใหญ่ของงานคือการเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากตลาดผู้ซื้อและนักสะสม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ ผู้เชี่ยวชาญ และคอมมูนิตี้นาฬิการะดับโลกเลือกมาพบกัน ผลักดันเมืองสู่การเป็น Global Watch Destination และหมุดหมายวัฒนธรรมนาฬิกาของภูมิภาค

 

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านเว็บไซต์ Bangkok Watch Week และ Instagram @bangkokwatchweek

The post Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 รวมกว่า 45 แบรนด์ ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>