Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 19 Apr 2026 08:09:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บอร์ด CPALL ตีตกข้อเสนอส่ง ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส-ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ร่วมวง Virtual Bank ในเครือซีพี หวั่นกระทบความคล่องตัว เตรียมชงผู้ถือหุ้นลงมติ 29 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/cpall-virtual-bank-shareholder-vote/ Sun, 19 Apr 2026 05:36:31 +0000 https://thestandard.co/cpall-virtual-bank-shareholder-vote/ โลโก้ CPALL, CPAXT, เคาน์เตอร์เซอร์วิส วางอยู่บนภาพพื้นหลัง แสดงถึงข่าวที่บอร์ด CPALL เบรกข้อเสนอให้ร่วม Virtual Bank

เกิดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักษ์ให […]

The post บอร์ด CPALL ตีตกข้อเสนอส่ง ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส-ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ร่วมวง Virtual Bank ในเครือซีพี หวั่นกระทบความคล่องตัว เตรียมชงผู้ถือหุ้นลงมติ 29 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ CPALL, CPAXT, เคาน์เตอร์เซอร์วิส วางอยู่บนภาพพื้นหลัง แสดงถึงข่าวที่บอร์ด CPALL เบรกข้อเสนอให้ร่วม Virtual Bank

เกิดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของไทย เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ได้มีมติ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการนำบริษัทย่อยสุดแข็งแกร่งทั้ง 3 แห่ง เข้าไปร่วมวงในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัทแม่

 

มติดังกล่าวมาจากฝั่งกรรมการบริษัทฯ ที่ไม่มีส่วนได้เสีย ซึ่งลงมติสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยไม่อนุมัติให้บริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

 

บอร์ด CPALL และคณะกรรมการตรวจสอบให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่า บริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งนี้ ไม่ใช่แค่บริษัทลูกทั่วไป แต่เป็นกลไกหลักที่มีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของ CPALL อย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven)

 

นอกจากนี้ บอร์ดประเมินว่า หากปล่อยให้มีการปรับโครงสร้างโดยนำ 3 บริษัทนี้เข้าไปผนวกรวมกับ Virtual Bank อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงและข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ สูญเสียความคล่องตัวเพราะการทำงานอาจมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากเข้าข่ายการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกันตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต.

 

กระทบความเป็นกลางทางธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นกลางและความสัมพันธ์ทางธุรกิจในปัจจุบัน รวมทั้งความกังวลด้านธรรมาภิบาล โดยบอร์ดพิจารณาถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส ความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องข้อกำหนดของทางการ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน บอร์ด CPALL จึงมีมติให้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตัดสินใจในวาระนี้โดยตรง

 

สำหรับการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. โดยจะเป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) เพียงรูปแบบเดียว ผ่านแอปพลิเคชัน IR Plus AGM ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record Date) ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

 

สำหรับผู้ถือหุ้นที่ไม่สะดวกเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง สามารถมอบฉันทะให้กรรมการอิสระของบริษัทฯ ได้แก่ ผดุง เตชะศรินทร์ และ ศาสตราจารย์(พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช เพื่อเป็นตัวแทนในการลงมติรักษาสิทธิและผลประโยชน์ได้

 

The post บอร์ด CPALL ตีตกข้อเสนอส่ง ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส-ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ร่วมวง Virtual Bank ในเครือซีพี หวั่นกระทบความคล่องตัว เตรียมชงผู้ถือหุ้นลงมติ 29 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ https://thestandard.co/whoop-health-device/ Sun, 19 Apr 2026 02:42:17 +0000 https://thestandard.co/whoop-health-device/ ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย

‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คนในยุคนี้ให้ความสำคัญ […]

The post รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย

‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกันอย่างมาก เราจะเห็นคนทั้ง Gen Y Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha มักจะใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส กอล์ฟ วิ่ง หรือ แม้แต่การแช่น้ำแข็ง ฯลฯ

 

สิ่งที่ตามมากับการออกกำลังกายในยุคนี้คือ อุปกรณ์ (Device) ที่ใช้ติดตามข้อมูลทางสุขภาพ หลังการออกกำลังกาย เช่น Smart watch, Smart Ring ไปจนถึง Whoop สายรัดสุขภาพที่กลายเป็นทั้งอุปกรณ์ตรวจสุขภาพและแฟชั่นได้ในเวลาเดียวกัน

 

ทำไม Whoop ถึงกลายเป็นอุปกรณ์ยอดฮิต?

 

Whoop สายรัดข้อมือสำหรับติดตามข้อมูลทางสุขภาพ กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากมาย หลังดารา เซเลบ นักธุรกิจ และนักกีฬาทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น Cristiano Ronaldo, LeBron James และ Michael Phelps ต่างเลือกมาใช้ ด้วยหน้าตาที่ดูเรียบง่าย และสามารถกลืนไปกับชีวิตประจำวัน ในขณะที่ยังสามารถติดตามข้อมูลทางสุขภาพได้หลากหลายมิติ

 

ตั้งแต่ค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV), อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก (Resting heart rate), อัตราการหายใจ (Respiratory rate) ไปจนถึงระยะการนอนหลับ (Sleep staging) แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นคำแนะนำในการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล

 

ปัจจุบันรายได้ของ Whoop ประกอบไปด้วย รายได้จากการขายอุปกรณ์ (Whoop strap) กับ รายได้จากค่าธรรมเนียมรายเดือนที่เกี่ยวกับข้อมูลและคำแนะนำด้านสุขภาพ (Subscription model) ซึ่งข้อมูลล่าสุด Whoop สามารถทำรายได้แบบสม่ำเสมอ (ARR) ถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ด้วยผู้ใช้งานกว่า 2.5 ล้านรายต่อปี

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปทำความรู้จักกับ ‘Whoop’ บริษัทผลิตสายรัดข้อมือสำหรับติดตามข้อมูลทางสุขภาพ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้

 

ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย 1

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ Sat, 18 Apr 2026 13:00:35 +0000 https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปล […]

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram อย่าง Meta วางแผนดำเนินการปลดพนักงานระลอกแรกซึ่งถือเป็นการปลดครั้งใหญ่ที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ในวันที่ 20 พฤษภาคม

 

 
 

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนดังกล่าวเปิดเผยว่า บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของพนักงานทั่วโลก หรือใกล้เคียง 8,000 คนในรอบแรก บริษัทยังมีแผนการปลดพนักงานเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่ารายละเอียดของการปรับลด รวมถึงวันที่และขนาดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด

 

Meta หั่นพนักงานเซ่นพิษลงทุน AI

 

ผู้บริหารอาจมีการปรับเปลี่ยนแผนงานโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท โดยการลดจำนวนพนักงานในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังปรับเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มกำลัง

 

Meta กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อให้ทันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI โดยได้เตรียมงบลงทุนสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.32 ล้านล้านบาท) สำหรับปีนี้เพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบริษัทวางแผนปรับลดพนักงานมากกว่า 20% ในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 15,000 คน

 

การปลดพนักงานครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 และต้นปี 2023 ที่บริษัทได้เลิกจ้างพนักงานไปกว่า 21,000 คน แม้ในครั้งนี้สถานะทางการเงินจะดีขึ้น แต่ผู้บริหารก็วาดภาพอนาคตที่มีลำดับชั้นการบริหารลดลงและมี ‘ประสิทธิภาพ’ มากขึ้น

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างทีมในแผนก Reality Labs และย้ายวิศวกรไปสู่องค์กร Applied AI แห่งใหม่ เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเขียนโค้ดและทำงานซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความเปลี่ยนแปลงที่แพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรม

 

Snap ร่วมวงลดคน พึ่งพาระบบอัตโนมัติ

 

ด้าน อีแวน สปีเกล ซีอีโอของบริษัท Snap คู่แข่งสำคัญของ Instagram ได้ออกมาประกาศแผนปรับลดพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่ง หรือ 16% ของพนักงานทั้งหมด การประกาศดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 7% ทันทีในวันพุธ (15 เม.ย.) ที่ผ่านมา

 

แม้สปีเกลจะกล่าวขอโทษพนักงานผ่านบันทึกข้อความภายใน และระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจเพื่อศักยภาพระยะยาวของบริษัท “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้ทีมของเราลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และสนับสนุนชุมชนได้ดียิ่งขึ้น” สปีเกลระบุในบันทึก

 

บริษัทยังได้ปิดรับตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่มากกว่า 300 ตำแหน่ง สปีเกลชี้ให้เห็นว่าทีมขนาดเล็กที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าในโครงการสำคัญได้ อย่างเช่น Snapchat+ และการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน Snap Lite

 

การปรับลดพนักงานเกิดขึ้นขณะที่บริษัทเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มนักลงทุนที่ผลักดันให้ปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัว ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และสร้างเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจนขึ้น

 

เล็กแต่ทรงพลัง ทิศทางใหม่บิ๊กเทค

 

แนวโน้มการลดขนาดทีมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริษัทเทคโนโลยี เจมี ไดมอน ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan กล่าวในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นว่า การต่อสู้เพื่อการแข่งขันที่แท้จริงนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยทีมขนาดเล็กที่มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างชัดเจน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ ไมค์ แคนนอน-บรูคส์ ซีอีโอของ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งปรับลดพนักงาน 1,600 ตำแหน่ง ที่ออกมายอมรับว่า “คงจะเป็นการเสแสร้งหากจะทำเป็นว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เปลี่ยนทักษะที่เราต้องการ หรือจำนวนตำแหน่งที่จำเป็นในบางงาน เพราะมันเปลี่ยนจริงๆ”

 

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง แมตต์ โพปเซล ผู้บริหารจาก The Predictive Index เตือนว่า การพึ่งพาเพียงแค่ AI ในการตัดสินใจ อาจทำให้เกิดความลำเอียงในการทำงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่นักจิตวิทยาการเมือง อเล็กซ์ โลเวลล์ ชี้ว่าการลดขนาดทีมอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจ ซึ่งกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการเติบโตในองค์กร โซมิตรา ชูคลา นักวิจัยจาก Harvard Business School เตือนว่าทีมขนาดเล็กอาจลดทอนระบบการสร้างบุคลากรหน้าใหม่ หากไม่มีพนักงานระดับเริ่มต้น ก็อาจเกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

 

ท้ายที่สุดแล้ว อีริก บรินยอล์ฟสัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้ชนะจะไม่ใช่แค่องค์กรที่คล่องตัวที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบการทำงานได้ดีที่สุด เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ : Primakov / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ https://thestandard.co/songkran-2026-silom-travel-cost/ Sat, 18 Apr 2026 12:58:49 +0000 https://thestandard.co/songkran-2026-silom-travel-cost/ ภาพผู้คนจำนวนมากเล่นน้ำสงกรานต์บนถนน พร้อมข้อความ 'พอกผิว' ขึ้นมีม สงกรานต์ 2569 แต่ค่าเดินทางพุ่ง ทำคนไทย 'อ่อม' ในรูปแบบกราฟิก

เทศกาลสงกรานต์กลับมาเยือนอีกครั้ง และเหมือนเช่นทุกปีที่ […]

The post ‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนจำนวนมากเล่นน้ำสงกรานต์บนถนน พร้อมข้อความ 'พอกผิว' ขึ้นมีม สงกรานต์ 2569 แต่ค่าเดินทางพุ่ง ทำคนไทย 'อ่อม' ในรูปแบบกราฟิก

เทศกาลสงกรานต์กลับมาเยือนอีกครั้ง และเหมือนเช่นทุกปีที่คนไทยต่างเลือกใช้ช่วงเวลานี้ในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกราบไหว้ครอบครัว หรือการจองตั๋วเครื่องบินหนีร้อนไปพักผ่อนต่างประเทศ

 

 
 

ในขณะที่บางคนเลือกนอนพักผ่อนอยู่บ้านเงียบๆ และอีกหลายล้านคนเลือกออกไปร่วมสนุกจนเปียกปอนตามจุดจัดงานต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้ถือว่ามีความพิเศษและยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

เพราะเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในฐานะ ‘มรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกอย่างเป็นทางการ จนสถานทูตกว่า 42 ประเทศร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทย

 

การยกระดับในครั้งนี้ช่วยผลักดันให้สงกรานต์ของไทยก้าวขึ้นเป็น ‘World Water Festival’ ในระดับสากล และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ปรากฏการณ์สาดน้ำออนไลน์ผ่านเลนส์วิดีโอสั้น

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ ประเทศไทย ได้ทำการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 ถึง 17 เมษายน 2569 พบว่ามียอดการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์พุ่งสูงถึง 424,598,759 เอนเกจเมนต์

 

ตัวเลขการมีส่วนร่วมดังกล่าวมาจากจำนวนข้อความทั้งสิ้น 871,601 ข้อความ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าบรรยากาศในโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับเทศกาลบนท้องถนน ยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ถูกให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 12-15 เมษายนที่สามารถกวาดยอดรวมไปได้มากกว่า 241,947,985 เอนเกจเมนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดเอนเกจเมนต์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเทศกาล

 

หากเจาะลึกไปที่แพลตฟอร์มจะพบว่า TikTok ครองอันดับหนึ่งด้วยยอดสูงถึง 234,409,857 เอนเกจเมนต์ คิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของการมีส่วนร่วมทั้งหมด จากจำนวนข้อความ 110,504 ข้อความ

 

สถิตินี้มีค่าเฉลี่ยต่อโพสต์สูงถึง 2,129 เอนเกจเมนต์ ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบวิดีโอสั้นสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ที่เน้นการถ่ายทอดบรรยากาศอย่างรวดเร็ว สดใหม่ และสามารถเข้าถึงอารมณ์ความสนุกได้ทันที

 

ด้านแพลตฟอร์ม Facebook ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 71 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่หลักในการแชร์ข่าวสารจากสื่อมวลชน ขณะที่ Instagram มียอดประมาณ 68 ล้านครั้งในฐานะพื้นที่อวดไลฟ์สไตล์ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์

 

แลนด์มาร์กยอดฮิตและพลังขับเคลื่อนจากคลื่นแฟนด้อม

 

เมื่อวิเคราะห์ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด หมวดกิจกรรมสงกรานต์กวาดยอดไปถึง 101 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยคำยอดฮิตอย่างการ ‘เล่นน้ำ’ ครองอันดับหนึ่งด้วยยอด 60.8 ล้านเอนเกจเมนต์ ตามมาด้วยคำว่าเที่ยวที่ 43.1 ล้านเอนเกจเมนต์

 

แลนด์มาร์กในตำนานอย่างย่านสีลมยังคงความร้อนแรงด้วยยอด 23.2 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งปีนี้กลับมาคึกคักจนผู้คนหลั่งไหลเข้ามามหาศาลถึงขั้นต้องปิดถนนเพื่อเคลียร์พื้นที่ กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์

 

นอกจากนี้กิจกรรมอย่างการรดน้ำดำหัว ทำบุญ ขบวนแห่ ไปจนถึงงานเทศกาลดนตรีอย่าง S2O และจุดจัดงานตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งไอคอนสยาม คิงเพาเวอร์ หรือเซ็นทรัลเวิลด์ ก็ถูกพูดถึงอย่างล้นหลามไม่แพ้กัน

 

กระแสบนโซเชียลปีนี้ยังลุกเป็นไฟด้วยพลังของแฟนคลับพลัง เมื่อเหล่าศิลปิน ดาราและวง T-Pop ปรากฏตัวในงานเทศกาลสงกรานต์ โดยกวาดยอดไปถึง 55.3 ล้านเอนเกจเมนต์ นำโดยศิลปินคู่ขวัญ FreenBecky ที่ครองแชมป์ยอด 11.7 ล้านเอนเกจเมนต์ในฐานะ นางสงกรานต์ Gen-Z

 

ตามมาติดๆ ด้วย TleFirstone ที่สร้างยอด 8.6 ล้านเอนเกจเมนต์จากการปรากฏตัวตามงานต่างๆ ในขณะที่ LingOrm กวาดตัวเลขไปมากกว่า 5 ล้านครั้งด้วยลุคนางรากษสเทวียืนนำขบวนแห่สุดอลังการ

 

ฝั่งศิลปินกลุ่มก็คึกคักอย่างมาก โดยวง BUS กวาดไป 7.9 ล้านเอนเกจเมนต์จากลีลาบนเวที ขณะที่ 4EVE ทำยอดไป 4.3 ล้านเอนเกจเมนต์ด้วยลุคเกิร์ลกรุ๊ปและชุดไทยให้แฟนคลับตามเก็บภาพ รวมถึง PROXIE และ PiXXiE ที่ถูกแชร์โมเมนต์กันอย่างเนืองแน่น

 

ภาพรวมในต่างจังหวัดก็ดึงดูดคนได้มหาศาล โดยเชียงใหม่ครองแชมป์เมืองรองทะลุ 9.2 ล้านเอนเกจเมนต์จากภาพฝูงชนหน้าห้างเมญ่า ขณะที่ถนนข้าวเหนียวขอนแก่นกวาดไป 6.4 ล้านเอนเกจเมนต์ และวันไหลพัทยาเก็บยอดไปได้ 3.9 ล้านเอนเกจเมนต์

 

สารพัดปัจจัยเบรกความสนุกและสมรภูมิความงามท้าสายน้ำ

 

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ยังมียอดเอนเกจเมนต์กว่า 36 ล้านครั้งในหมวดการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่สะท้อนว่าปีนี้หลายคนต้องคิดหนัก โดยมีคีย์เวิร์ดน้ำมันแพงถูกพูดถึงสูงถึง 6 ล้านเอนเกจเมนต์

 

ตามมาด้วยคำว่าประหยัดอีก 5 ล้านเอนเกจเมนต์ สะท้อนว่าค่าตั๋วโดยสารและค่าน้ำมันกลายเป็นปัจจัยให้คนลังเล ส่งผลให้เกิดการบ่นว่าสงกรานต์ปีนี้บรรยากาศ ‘อ่อม’ ซึ่งคำนี้กวาดเอนเกจเมนต์ไปถึง 4.4 ล้านครั้ง

 

ในขณะเดียวกันหลายคนก็ตัดสินใจฉลองเทศกาลอยู่ในกรุงเทพมหานครแทน หรือบางส่วนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้านโดยไม่ไปไหนเลย เพื่อฉลองเทศกาลแบบเงียบๆ ตามสไตล์คนเก็บตัว

 

เทศกาลนี้ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเครื่องสำอางที่โหดที่สุด โดยคีย์เวิร์ด ‘กันน้ำ’ ครองอันดับหนึ่งในหมวดนี้ด้วยยอด 11.7 ล้านเอนเกจเมนต์ ตามมาด้วยคำว่าแต่งหน้าที่ทำได้ 8.5 ล้านเอนเกจเมนต์ และคำว่าเมคอัพอีก 4.4 ล้านเอนเกจเมนต์

 

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างค้นหาวิธีแต่งหน้าและรีวิวเครื่องสำอางกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้กระแสการ ‘พอกผิว’ ก่อนออกไปเล่นน้ำก็ติดเทรนด์ด้วยยอด 3.1 ล้านเอนเกจเมนต์จนกลายเป็นมีมประจำเทศกาลที่สร้างรอยยิ้มให้หลายคน

 

ด้านความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ถูกจับตามอง โดยหมวดความปลอดภัยและอุบัติเหตุถูกพูดถึงมากกว่า 20 ล้านเอนเกจเมนต์ ตั้งแต่ข่าวเมาแล้วขับไปจนถึงเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยเป็นห่วงไม่แพ้ความสนุก

 

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post ‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง https://thestandard.co/ktc-profit-q1-2026/ Sat, 18 Apr 2026 09:13:25 +0000 https://thestandard.co/ktc-profit-q1-2026/ ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ KTC ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 16.7%

เคทีซีเผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ทำได้ 2,171 ล้านบาท เพิ […]

The post KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ KTC ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 2.1 พันล้านบาท เติบโต 16.7%

เคทีซีเผยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ทำได้ 2,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พอร์ตสินเชื่อรวม 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7%

 

พิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทมีฐานรายได้รวมอยู่ที่ 6,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY) โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้ค่าธรรมเนียม interchange และรายได้ค่าธรรมเนียมร้านค้า

 

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,993 ล้านบาท อยู่ที่ระดับเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หนี้สูญได้รับคืนในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 979 ล้านบาท ลดลง 1.8% (YoY) บริษัทยังคงรักษาประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

 

แม้รายได้รวมจะเติบโตเพียง 0.8% แต่ด้วยต้นทุนการเงินที่ลดลง 16.1% เหลือ 369 ล้านบาท และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13% เหลือ 1,387 ล้านบาท เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรในไตรมาสแตกเติบโตได้ 16.7% อยู่ที่ 2,171 ล้านบาท

 

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 พบว่ามียอดลูกหนี้บัตรเครดิตของอุตสาหกรรมรวม 480,582 ล้านบาท ลดลง 2.4% (YoY) ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนเท่ากับ 852,321 ล้านบาท ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของอุตสาหกรรมสำหรับงวด 2 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 360,825 ล้านบาท ซึ่งหดตัว 2.5% (YoY)

 

ในขณะที่เคทีซีมีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตงวด 2 เดือน อยู่ที่ 48,464 ล้านบาท ขยายตัว 0.4% (YoY) และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรของเคทีซีในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีมูลค่า 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7% (YoY) แม้ว่าอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความ ระมัดระวังที่มากขึ้นของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

 

โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เคทีซีรักษาส่วนแบ่งตลาดในด้านลูกหนี้ บัตรเครดิตไว้ใน ระดับเดิมที่ 14.5% (YoY) และสามารถขยายตัวในส่วนแบ่งตลาดด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรขึ้ นเป็ น 13.4% จาก 13.1% (YoY) และส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้ สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้ นเป็น 4.2% จาก 4.1% (YoY)

 

ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.0% (YoY) อยู่ที่ 4,169 ล้านบาท จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.0% จากพอร์ตที่มีคุณภาพดี รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายให้ที่อยู่ในระดับใกล้เดิม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 35.0% ลดลงเล็กน้อยจาก 35.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

 

“ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมคุณภาพพอร์ตอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถรักษาความแข็งแกร่งของฐานรายได้และผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง” พิทยากล่าว

 

เคทีซียังคงดำเนินนโยบายการอนุมัติสินเชื่อโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราการชำระคืนของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของพอร์ตสินเชื่อบุคคล ยังคงขยายตัวจากทั้งสินเชื่อ ‘เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน’ และสินเชื่อบัตรกดเงินสด ‘เคทีซี พราว’ ซึ่งสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้อย่างมีคุณภาพ และการพัฒนาสิทธิประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

 

“ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดี เคทีซียังคงมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว โดยมุ่งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และควบคุมอัตราหนี้ด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับไม่เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ พร้อมเป้าการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ 5% และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 1–2% โดยเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในระยะยาว” พิทยากล่าว

 

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,732,625 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.93% พอร์ตสมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,019,095 บัตร เพิ่มขึ้น 8.0% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 70,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากับ 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.12%

 

ขณะที่พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 713,530 บัญชี เพิ่มขึ้น 3.4% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคล และดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,012 ล้านบาท เติบโตที่ 3.3% NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.47% สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,387 ล้านบาท ลดลง 29.0% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566

 

อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับ 1.30 เท่า จาก 1.58 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ อัตราส่วน D/E ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า

 

The post KTC เผยกำไร Q1/69 โต 16.7% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท จากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้นและต้นทุนการเงินลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม https://thestandard.co/starbucks-beta-chatgpt-app/ Fri, 17 Apr 2026 06:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1198527 ภาพประกอบลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์พกพาในร้าน Starbucks พร้อมข้อความข่าว ‘Starbucks เปิดตัวแอป บน ChatGPT’

Starbucks เปิดตัวแอปเวอร์ชันทดลอง (Beta) บน ChatGPT เพื […]

The post Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์พกพาในร้าน Starbucks พร้อมข้อความข่าว ‘Starbucks เปิดตัวแอป บน ChatGPT’

Starbucks เปิดตัวแอปเวอร์ชันทดลอง (Beta) บน ChatGPT เพื่อช่วยลูกค้าค้นหาเมนูเครื่องดื่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยมุ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มักตัดสินใจจาก ‘อารมณ์และความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม

 

พอล รีเดล รองประธานอาวุโสฝ่ายดิจิทัลและลอยัลตี้ของ Starbucks กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยอินไซต์สำคัญคือ ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกเมนู แต่เริ่มจากความรู้สึก เช่น อยากได้เครื่องดื่มที่สดชื่น หรืออยากดื่มอะไรหวานๆ ก่อนจะค่อยหาตัวเลือกที่ตรงใจ

 

ดังนั้น บริษัทจึงพยายามเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความต้องการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และนี่คือที่มาของการพัฒนาแอปเวอร์ชันทดลองบน ChatGPT

 

ในด้านการใช้งาน ลูกค้าจะต้องเปิดใช้งานแอป Starbucks ผ่านไดเรกทอรีภายใน ChatGPT จากนั้นพิมพ์คำสั่งพร้อมใส่ ‘@Starbucks’ เพื่อเริ่มต้นค้นหาและปรับแต่งเครื่องดื่มตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทเครื่องดื่ม ระดับความหวาน หรือส่วนผสมเพิ่มเติม รวมถึงสามารถเลือกสาขาที่ต้องการสั่งซื้อได้ แต่ขั้นตอนการชำระเงินยังคงต้องดำเนินการผ่านแอปหรือเว็บไซต์ของ Starbucks โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสมาชิกยังคงเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

 

รีเดลยังเน้นย้ำว่า การเปิดตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูธุรกิจในสหรัฐฯ ภายใต้กลยุทธ์ Back to Starbucks ที่มุ่งดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น ผ่านมาตรการหลายด้าน เช่น การนำพื้นที่นั่งในร้านกลับมาให้บริการ ตามด้วยการปรับเมนูให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น รวมถึงการนำระบบระดับสมาชิกกลับมาใช้ในโปรแกรมสะสมแต้ม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการกลับมาซื้อซ้ำ

 

ขณะเดียวกัน Starbucks ยังเดินหน้าพัฒนาแอปมือถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เช่น การเพิ่มหมวดหมู่เครื่องดื่มยอดนิยมและเมนูลับในแท็บ offers ซึ่งช่วยให้ลูกค้าค้นพบตัวเลือกใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีพฤติกรรมชอบทดลองสิ่งใหม่และให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าความคุ้นเคย

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Starbucks เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังเผชิญจำนวนลูกค้าลดลงต่อเนื่องนานถึง 2 ปี โดยสถานการณ์เริ่มดีขึ้นจากการที่บริษัทสามารถรายงานยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 สะท้อนว่ามาตรการปรับกลยุทธ์เริ่มเห็นผลมากขึ้น

 

ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ Starbucks เพราะก่อนหน้านี้บริษัทได้พัฒนา Green Dot Assist ผู้ช่วย AI สำหรับบาริสต้า ร่วมกับแพลตฟอร์ม Microsoft Azure OpenAI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในร้าน

 

และในภาพกว้าง เทรนด์การนำ AI มาผสานกับประสบการณ์ชอปปิงกำลังขยายตัวไปทั่วอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Walmart, Etsy และ Booking.com ต่างเริ่มทดลองใช้ ChatGPT เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาและสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านอินเทอร์เฟซแชต ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของอีคอมเมิร์ซในอนาคต

 

ภาพ: Kimsoomin22/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม https://thestandard.co/zen-group-premium-specialty-strategy/ Fri, 17 Apr 2026 02:10:53 +0000 https://thestandard.co/zen-group-premium-specialty-strategy/ ภาพประกอบข่าวกลยุทธ์ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกม ส่งแบรนด์ Specialty ชิงตลาดพรีเมียม พร้อมรูป ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium

ถึงวันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื […]

The post ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวกลยุทธ์ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกม ส่งแบรนด์ Specialty ชิงตลาดพรีเมียม พร้อมรูป ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium

ถึงวันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณคลี่คลายลง ส่งผลให้หลายๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น และในช่วงเวลาเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

 

เช่นเดียวกับ ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า การทำธุรกิจปีนี้ค่อนข้างท้าทาย หลังจากเกิดความไม่แน่นอนต่างๆ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเออร์และพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อ รวมถึงบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบในระยะยาว

 

ที่ผ่านมา บริษัทใช้กลยุทธ์ทำสัญญาซื้อขายระยะยาวแบบปีต่อปี โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักที่ใช้ในหลายๆ แบรนด์ เช่น เนื้อนำเข้าเกรด A4/A5 ปลาสด และเนื้อวัว เพื่อช่วยล็อกต้นทุนและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งแนวทางดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความผันผวนและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง

 

“แม้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โลก แต่ระยะสั้นบริษัทจะไม่เลือกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคา โดยยังคงตรึงโครงสร้างราคาขายเดิมเอาไว้ก่อน” ฐิตานันท์ ย้ำ

 

ในด้านทิศทางธุรกิจ เซ็นกรุ๊ปประเมินว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกลุ่ม Premium Mass ซึ่งมีมูลค่าราว 17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดรวม ยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี สวนทางกับตลาดกลุ่ม Mass ที่เริ่มชะลอตัว จึงมองว่ากลยุทธ์การเติบโตในระยะถัดไปจะมุ่งเน้นการพัฒนาร้านอาหารรูปแบบ Specialty หรือร้านเฉพาะทางมากขึ้น

 

หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนาแบรนด์ Cyu Shabu เพื่อสร้าง New Space ในตลาด ผ่านการนำเสนอ Specialty Shabu ที่แตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งในด้านคุณภาพวัตถุดิบ การออกแบบประสบการณ์ ปัจจุบัน Cyu Shabu มีทั้งหมด 3 สาขา ทุกสาขาการวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในเซกเมนต์พรีเมียม ซึ่งตลาดดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือราว 10% ของตลาดรวม แม้จะมีกลุ่มลูกค้าเพียง 3-5% ของประชากร แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดชาบูยังคงแข่งขันรุนแรง จากสงครามราคาและการอัดโปรโมชันของผู้ประกอบการหลายราย แต่ Cyu Shabu เลือกที่จะไม่แข่งขันด้านราคา โดยเน้นสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพและประสบการณ์ เพื่อรองรับผู้บริโภครุ่นใหม่ในกลุ่ม Urban Lifestyle ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าราคา

 

ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค จะมองความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ และคุณภาพของมื้ออาหาร ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในระยะยาว

 

สำหรับแผนระยะสั้น แบรนด์จะมุ่งยกระดับมาตรฐานทั้งด้านผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ก่อนขยายสาขาไปยังทำเลใหม่ โดยจะลดการพึ่งพาศูนย์การค้าแบบเดิม และหันไปเน้นคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงย่านไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ เช่น Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha พร้อมทั้งมีแผนขยายสู่พื้นที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในระยะยาว

 

ในด้านการตลาด บริษัทใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลยุทธ์ Organic Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพื่อกระตุ้นการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวสามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำได้อย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มแบรนด์ Premium Mass และ Specialty มีสัดส่วนรายได้เกือบ 10% ของรายได้รวมบริษัทอยู่ราว 4,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 3-5% ตามทิศทางตลาด แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

 

The post ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาลัย ‘ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ)’ ผู้ก่อตั้ง เมืองไทย แคปปิตอล อาณาจักรสินเชื่อรายย่อยที่ดูแลลูกค้ากว่า 4 ล้านราย https://thestandard.co/choochart-phattharachai-muangthai-capital-death/ Thu, 16 Apr 2026 07:55:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1198369 ภาพ คุณชูชาติ พัชรชัย ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอ เมืองไทย แคปปิตอล พร้อมโลโก้บริษัท

แวดวงธุรกิจไทยได้สูญเสียอีกหนึ่งนักธุรกิจผู้มีความสามาร […]

The post อาลัย ‘ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ)’ ผู้ก่อตั้ง เมืองไทย แคปปิตอล อาณาจักรสินเชื่อรายย่อยที่ดูแลลูกค้ากว่า 4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ คุณชูชาติ พัชรชัย ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอ เมืองไทย แคปปิตอล พร้อมโลโก้บริษัท

แวดวงธุรกิจไทยได้สูญเสียอีกหนึ่งนักธุรกิจผู้มีความสามารถอย่าง ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ) ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บริษัทสินเชื่อรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งเคยมีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท

 

ณ สิ้นปี 2568 เมืองไทย แคปปิตอล ให้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้ากว่า 9.98 แสนบัญชี และมีสาขามากถึง 8,673 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยที่ผ่านมาบริษัทให้บริการลูกค้ามาแล้วกว่า 4 ล้านราย

 

สำหรับกำหนดการพิธี มีการสวดพระอภิธรรมระหว่างวันที่ 14-16 เมษายน 2569 ณ บ้านสวนพฤกษชาติ 198 ถนนราชธานี ตำบลธานี อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย และจะมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ วัดราชธานี จังหวัดสุโขทัย เวลา 15.00-16.00 น.

 

จากธุรกิจลิสซิ่ง สู่อาณาจักรสินเชื่อรายย่อย

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 22 พฤษภาคม 2535 ชูชาติ พัชรชัย และดาวนภา พัชรชัย ได้ก่อตั้ง บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล จากการเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านแนวคิด ‘บริการใกล้ชิด ดุจญาติมิตรที่รู้ใจ’

 

ชูชาติเคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งว่า จุดแข็งอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ เมืองไทย แคปปิตอล เติบโตขึ้นมาได้คือหัวใจในการบริการ อย่างน้ำดื่มเย็นๆ ที่มีให้กับลูกค้า แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่บริษัทให้ความใส่ใจอย่างมาก

 

เมืองไทย แคปปิตอล เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 โดยเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคา 5.50 บาทต่อหุ้น มีชื่อเดิมคือ เมืองไทย ลิสซิ่ง หรือ MTLS ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น MTC เมื่อ 20 เมษายน 2561

 

ราคาหุ้นของ MTC เคยพุ่งไปทำจุดสูงสุดที่ 73.75 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เคยพุ่งไปกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนมูลค่า ณ ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 6.4 หมื่นล้านบาท

 

จากการจัดอันดับ Thailand’s 50 Richest List ของ Forbes ชูชาติและดาวนภา ถือเป็นมหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด อันดับ 14 ของไทย มีความมั่งคั่งรวม 5.85 หมื่นล้านบาท

 

ปัจจุบัน เมืองไทย แคปปิตอล ได้ส่งต่อการบริหารงานสู่ทายาทรุ่นที่สอง อย่าง ศึกษิต พัชรชัย และ ปริทัศน์ เพชรอำไพ ในฐานะกรรมการของบริษัท ขณะที่ ดาวนภา พัชรชัย ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ

The post อาลัย ‘ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ)’ ผู้ก่อตั้ง เมืองไทย แคปปิตอล อาณาจักรสินเชื่อรายย่อยที่ดูแลลูกค้ากว่า 4 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อกสภาพคล่องด้วย “Asset-Backed Financing” ทำไมการ “กู้เงินตัวเอง” ที่ Easy Money คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ไม่ใช่ทางตัน https://thestandard.co/easy-money-asset-backed-financing/ Thu, 16 Apr 2026 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1196705 ภาพประกอบสินเชื่อ Asset-Backed Financing ของ Easy Money เพื่อปลดล็อกสภาพคล่องทางการเงิน

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งว […]

The post ปลดล็อกสภาพคล่องด้วย “Asset-Backed Financing” ทำไมการ “กู้เงินตัวเอง” ที่ Easy Money คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ไม่ใช่ทางตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสินเชื่อ Asset-Backed Financing ของ Easy Money เพื่อปลดล็อกสภาพคล่องทางการเงิน

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง สิ่งที่น่ากังวลสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่คือ “ปัญหาสภาพคล่อง” หรือสภาวะที่หลายคนเรียกว่า “เงินหมุนไม่ทันชีวิต”

 

ในทัศนะของ สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป “สินเชื่อที่มีหลักประกัน” หรือ “Asset-Backed Financing” เป็นมากกว่าเครื่องมือแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่คือการส่งมอบโอกาสเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดโอกาสทางการเงิน โดย Easy Money ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำสถาบันสินเชื่อทางเลือกที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการจำนำให้เป็นกลไกทางการเงินที่ทันสมัย โปร่งใส และพึ่งพาได้

 

เมื่อ Asset-Backed Financing คือกลยุทธ์สภาพคล่อง

 

Easy Money มองว่า Asset-Backed Financing ไม่ใช่ทางออกสุดท้ายของปัญหา แต่คือการปลดล็อกศักยภาพของทรัพย์สินที่มีอยู่ ให้กลายเป็นสภาพคล่องเพื่อต่อยอดโอกาสทางการเงินโดยไม่ต้องสร้างหนี้ใหม่ในระบบ และเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับกลุ่ม “Asset Rich, Credit Poor” ที่มีสินทรัพย์อยู่ในมือ แต่ขาดเครดิตในระบบธนาคาร อย่างเช่น ผู้ประกอบการรายย่อย ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการที่ไม่มีเอกสารรายได้ตามรูปแบบที่สถาบันการเงินกำหนด

 

“Asset-Backed Financing เหมือนการกู้เงินตัวเอง ไม่ใช่การกู้คนอื่น เป็นการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินของตัวเราเอง” สิทธิวิชญ์ เสนอ

 

Easy Money

 

ยกระดับความน่าเชื่อถือด้วย “ศูนย์การเรียนรู้” และ “มาตรฐานความปลอดภัย”  

 

เพื่อก้าวสู่การเป็นทางเลือกทางการเงินชั้นนำ Easy Money ยกระดับการประเมินทรัพย์สินที่หลากหลายตั้งแต่อัญมณี ทองคำ ไปจนถึงพระเครื่องให้เป็นไปอย่างแม่นยำ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้วิเชียรวิชญ์” เพื่อฝึกอบรมพนักงานให้เชี่ยวชาญการดูทรัพย์สินทุกประเภท นอกจากนี้ยังจัดทำระบบ Centralized Database ที่ทำให้ราคาประเมินเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 

ภาพประกอบสินเชื่อ Asset-Backed Financing ของ Easy Money เพื่อปลดล็อกสภาพคล่องทางการเงิน 2

 

ในด้านความปลอดภัย Easy Money ยึดถือหลักการดูแลทรัพย์สินเทียบเท่าสถาบันการเงินชั้นนำภายใต้มาตรฐาน ISO ด้วยนโยบาย “วันมา วันกลับ ทรัพย์เหมือนเดิม” เช่น การจัดเก็บเครื่องเพชรในซองหนาพิเศษและซีลความร้อน 4 ด้าน เพื่อป้องกันการขูดขีดหรือความเสียหาย

 

Easy Money

 

ดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย

 

หัวใจสำคัญของ Easy Money คือความเป็นธรรมและความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการคิดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือนตามกฎหมาย ที่มาพร้อมระบบคำนวณรายครึ่งเดือน ช่วยให้ผู้ที่ต้องการเงินหมุนเวียนระยะสั้นเพียง 15 วัน จ่ายดอกเบี้ยเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ขณะที่อายุตั๋วจำนำก็ถูกออกแบบมาเพื่อลดความกังวลด้วยระยะเวลาที่ยาวถึง 4 เดือน กับอีก  30 วัน และสามารถต่ออายุได้ต่อเนื่องเพียงชำระดอกเบี้ย ซึ่งต่างจากการขายฝากตามร้านทองทั่วไปที่มักมีข้อจำกัดด้านเวลาเพียง 1 เดือน

 

นอกจากนี้ Easy Money ยังมาพร้อม Easy Smart App ที่ลูกค้าสามารถเช็กตั๋ว ชำระดอกเบี้ย หรือกดเพิ่ม-ลดวงเงินได้ด้วยตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันสูงถึง 80% สะท้อนความสำเร็จในการปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล และไม่ว่าลูกค้าจะนำของมาประเมินที่หน้าสาขาหรือผ่าน Easy Smart App ก็ไม่ต้องเสียค่าประเมินทรัพย์ และไม่มีค่าฝากของรายเดือน 

 

ทิศทางการเติบโตของ Easy Money

 

เป้าหมายของ Easy Money คือการก้าวสู่การเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นในวงกว้าง และสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงให้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

 

“เรากำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสู่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อยกระดับสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล เรามุ่งมั่นสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับพนักงาน และส่งมอบโอกาสทางการเงินที่เข้าถึงได้ให้กับคนไทย” สิทธิวิชญ์ เสริม

 

นอกจากบทบาทผู้ให้บริการสินเชื่อแล้ว Easy Money ยังสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้บริโภคผ่าน “ทรัพย์หลุดจำนำ” ซึ่งกลายเป็นแหล่งรวมสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าท้องตลาดถึง 30-40% ตอบโจทย์การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน

 

ภาพประกอบสินเชื่อ Asset-Backed Financing ของ Easy Money เพื่อปลดล็อกสภาพคล่องทางการเงิน 5

 

ก้าวย่างของ Easy Money ในวันนี้จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า Asset-Backed Financing ไม่ใช่เพียงทางเลือกยามลำบาก แต่คือเครื่องมือบริหารการเงินสำหรับทุกคนที่มองเห็น “โอกาส” ในทรัพย์สินของตนเอง

The post ปลดล็อกสภาพคล่องด้วย “Asset-Backed Financing” ทำไมการ “กู้เงินตัวเอง” ที่ Easy Money คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ไม่ใช่ทางตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 https://thestandard.co/5-things-imf-world-bank-spring-meetings-2026/ Tue, 14 Apr 2026 08:33:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1197947 ภาพประกอบการประชุม World Bank-IMF Spring Meetings 2026 พร้อมข้อความ 5 ประเด็นน่าจับตา

ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา งาน World Bank-IMF Spring Meetings […]

The post รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการประชุม World Bank-IMF Spring Meetings 2026 พร้อมข้อความ 5 ประเด็นน่าจับตา

ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา งาน World Bank-IMF Spring Meetings ถูกจัดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมาแล้ว 4 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ในปี 2020, สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022, นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในปี 2025 และล่าสุด วิกฤตราคาน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฝังรากลึก และแรงกดดันด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา การประชุมดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนบททดสอบความกดดัน (stress test) สำหรับการพัฒนาที่เท่าเทียม (Equitable Development) และระบบพหุภาคีที่กำลังแตกสลายลง

 

สำนักข่าว Bloomberg และ ศูนย์วิจัยนโยบายของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-CPR) ได้ระบุถึง 5 ประเด็นน่าจับตา โดยมีมุมมองร่วมกัน ดังนี้

 

1. ‘ความขัดแย้ง’ ไม่ใช่ ‘ปัจจัยภายนอก’ อีกต่อไป

 

ความขัดแย้งในอิหร่านคือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดย Bloomberg ชี้ว่า ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรหลักเพียงตัวแปรเดียวในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาน้ำมันพุ่งถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็อาจทำให้ GDP โลกโตเพียง 2.2% และดันเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ได้

 

ในขณะที่ UN ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ใช่แค่ความเสี่ยงรองอีกต่อไป แต่เป็นความสำคัญหลักทางนโยบายที่จะส่งผลกระทบทันที ซึ่งอาจพลิกโฉมกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อเสียใหม่ โดยสถาบันต่างๆ อาจต้องนำปัจจัยด้านความขัดแย้งเข้ามาควบรวมในโมเดลประเมิน แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงตัวแปรภายนอก (exogenous) ที่ควบคุมไม่ได้อย่างในอดีต

 

2. โครงสร้างหนี้แบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

 

Bloomberg ระบุว่าปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญในวาระการประชุมครั้งนี้ และ IMF คาดการณ์ว่าจะมีคำขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยความต้องการด้านดุลการชำระเงินราว 20,000 ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มเติมจากยอดหนี้คงค้างเดิมที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์

 

ในขณะที่ UN ชี้ว่า โครงสร้างหนี้ในปัจจุบันไม่เหมาะสมกับโลกที่มีความผันผวนซ้อนทับกัน พร้อมย้ำว่าการส่งสัญญาณแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มีความสำคัญกว่าคำพูดใดๆ เช่น การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ การเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับประเทศลูกหนี้ (Borrowers’ Platform) และการดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย

 

3. กลุ่มอำนาจกลาง มีบทบาทมากขึ้นในโลกแบ่งขั้ว

 

Bloomberg มองว่า ‘พหุภาคีที่ตึงเครียด’ (strained multilateralism) และกระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ซึ่งแม้จะมีการร้องขอให้หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายแบบตัวใครตัวมัน แต่โอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในภาวะวิกฤตนี้ยังคงดูริบหรี่

 

ส่วนทาง UN ชวนจับตาว่า ประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ในการกำหนดวาระการประชุมด้านการพัฒนา ขณะที่กลุ่มประเทศอำนาจระดับกลาง (middle powers) กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการสนทนา สร้างพันธมิตร และเสนอแนวคิดนวัตกรรมเชิงสถาบัน

 

4. ‘การเงินทางเลือก’ ก้าวแทนที่ ‘ธนาคารแบบเดิม’

 

Bloomberg ระบุว่า ธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญความเสี่ยง หลังสถาบันการเงินทางเลือกเริ่ม (non-bank) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่า IMF เริ่มพิจารณาการเติบโตของการให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารในตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจังในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา

 

ทาง UN ขยายความประเด็นนี้ว่า เทคโนโลยี Fin-tech และตลาด Stablecoin กำลังกลายเป็นเวทีหลักของการปล่อยสินเชื่อ และอาจมีมูลค่าถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาโลกได้ หากมีการกำกับดูแลและการเข้าถึงที่ดีพอ

 

5. ตัวชี้วัด ‘ความสำเร็จ’ แทนที่ GDP แบบเดิม

 

ความผันผวนทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันต่างๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด Bloomberg ระบุว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้ธนาคารกลางหลักๆ เช่น ECB และ BOJ ต้องเผชิญความกดดันในการกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ย

 

UN เผยว่า ในการปรับปรุงกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อ ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้พยายามที่จะก้าวข้ามการใช้ GDP ในการชี้วัดความสำเร็จ โดยเปลี่ยนไปใช้ตัวชี้วัดด้านการจ้างงานแบบใหม่ และนับความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและสภาพภูมิอากาศร่วมด้วย

 

ภาพ: Reuters Connect

 

อ้างอิง:

 

The post รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ https://thestandard.co/x-cuts-clickbait-bot-revenue/ Mon, 13 Apr 2026 08:13:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1197641 ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญห […]

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาบัญชีที่ชอบเน้นโพสต์แบบ Clickbait รวมถึงกลุ่มที่เน้นรวบรวมข่าวสารมาโพสต์แบบรัวๆ จน ‘ทำให้ไทม์ไลน์ล้น’ ตามรายงานจาก TechCrunch

 

 
 

นิกิต้า เบียร์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X เปิดเผยว่าในรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนรอบนี้ บัญชีประเภทผู้รวบรวมข่าวสาร (Aggregators) ทั้งหมดถูกหักส่วนแบ่งรายได้ลง 40% และในรอบถัดไปจะถูกหักเพิ่มอีก 20% ขณะเดียวกัน X กำลังทดลองเครื่องมือใหม่เพื่อระบุตัวผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับ และจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งให้กลุ่มนี้โดยตรง ตามรายงานจาก Social Media Today

 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘สายปั่นรายวัน’ ที่ชอบนำโพสต์ของคนอื่นมาลงซ้ำเป็นจำนวนมาก รวมถึงบัญชีที่ชอบใช้คำว่า ‘BREAKING’ ในทุกโพสต์เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานตัวจริง

 

เบียร์ระบุว่าพฤติกรรมการลงโพสต์ที่ขโมยมาจำนวนมากในแต่ละวันได้เบียดบังพื้นที่ของนักเขียนหน้าใหม่ โดยเขายืนยันว่า X จะไม่ก้าวล่วงเสรีภาพในการพูด แต่จะไม่สนับสนุนเงินให้แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย ‘การปั่นระบบ’ หรือหลอกลวงผู้ใช้งาน

 

ทั้งนี้ ระบบแบ่งรายได้ของ X คำนวณจากจำนวนครั้งที่โพสต์ถูกแสดงผลต่อผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกแบบเสียเงิน (X Premium) โดยยังไม่มีการแยกประเภทการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นกดไลก์ คอมเมนต์ หรือรีโพสต์ ล้วนนับเป็นรายได้เท่ากันหมด ทำให้โพสต์ที่เน้นรีโพสต์ซ้ำอาจสร้างรายได้มากกว่าโพสต์ต้นฉบับที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ X กำลังพยายามแก้ไข

 

จัดระเบียบรายได้และบทลงโทษบัญชีปั่นกระแส

 

รายงานข่าวระบุว่าบัญชีข่าวบางกลุ่มเริ่มได้รับแจ้งเตือนว่าบัญชีของตนถูกระงับการสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น โดมินิก แมคกี เจ้าของบัญชี Dom Lucre ที่มีผู้ติดตาม 1.6 ล้านคน ได้ออกมาบ่นว่าเขาถูกตัดสิทธิ์การทำรายได้โดยไม่มีการชี้แจง

 

แมคกีเริ่มเป็นที่รู้จักจากการโพสต์ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 และเคยถูกแบนชั่วคราวจาก X ในปี 2023 รวมถึงถูกระงับรายได้ในปี 2024 มาแล้ว

 

เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าทำรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ถึงปีละ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.77 ล้านบาท) แมคกีอ้างว่าตนเองทำงานหนัก แต่ข้อมูลจากผู้ใช้งานรายอื่นพบว่าเขาใช้คำว่า BREAKING ถึง 91 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง เนท ซิลเวอร์ มองว่าระบบนิเวศของ X เริ่มมีปัญหาและยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะดึงทราฟฟิกจาก X ไปยังเว็บไซต์ภายนอก โดยระบุว่านี่คือผลลัพธ์ของระบบนิเวศที่เสียหาย ด้านเบียร์โต้แย้งว่าข้อมูลของซิลเวอร์ไม่ถูกต้อง ขณะที่มัสก์โต้กลับด้วยถ้อยคำรุนแรง แม้จะมีผลวิเคราะห์อื่นๆ ที่สนับสนุนข้อมูลของซิลเวอร์ก็ตาม

 

ปัญหาบัญชีที่เน้นนำเนื้อหาคนอื่นมาโพสต์ซ้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน X เท่านั้น โดย Instagram เคยออกมาตรการคล้ายกันในปี 2024 ด้วยการนำโพสต์ที่เป็นรีโพสต์ออกจากหน้าแนะนำเนื้อหา (Explore) และให้น้ำหนักกับโพสต์ต้นฉบับมากขึ้น

 

ยกระดับการล้างบางบอตครั้งใหญ่

 

ในอีกด้านหนึ่ง X กำลังเร่งดำเนินการ ‘ล้างบางบอต’ อีกครั้ง โดยเบียร์ยืนยันว่าทีมงานได้ทำการระงับบัญชีบอตไปแล้วจำนวนมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามข้อมูลรายงานจาก Social Media Today

 

เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า X สามารถตรวจจับและสั่งระงับบัญชีบอตได้สูงถึง 208 บัญชีต่อนาที โดยทีมงานส่วนใหญ่กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฟีเจอร์ตรวจจับสแปมและการกำจัดบอตเพื่อลดกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในแอป

 

เบียร์เตือนว่าการพัฒนาของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จะยิ่งทำให้การตรวจจับบอตทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกแพลตฟอร์มจำเป็นต้องรีบดำเนินการก่อนที่กิจกรรมของบอตจะเข้าครอบงำกิจกรรมของมนุษย์

 

ปัญหาเรื่องบอตเป็นประเด็นสำคัญมาตั้งแต่ช่วงที่ อีลอน มัสก์ เข้าซื้อกิจการมูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งมัสก์เคยพยายามจะถอนตัวจากการซื้อขายเพราะมองว่า Twitter รายงานจำนวนบอตต่ำกว่าความเป็นจริง

 

แม้ที่ผ่านมามัสก์จะประกาศว่าสามารถเอาชนะบอตได้แล้ว แต่ผลวิเคราะห์จากภายนอกกลับบ่งชี้ว่าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยรายงานจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในออสเตรเลียเมื่อปี 2023 ซึ่งวิเคราะห์กิจกรรมบอตบน X ช่วงการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน พบว่าแพลตฟอร์มยังเต็มไปด้วยการปั่นกระแสในหลายรูปแบบ

 

ขณะที่ เวรา ยูโรวา รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในปีเดียวกันว่า X มีสัดส่วนโพสต์ข้อมูลบิดเบือนสูงที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มหลัก

 

การลดจำนวนพนักงานลงถึง 80% รวมถึงทีมดูแลเนื้อหา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาบอตยังคงรุนแรงอยู่ อย่างไรก็ตาม ‘ความพยายามครั้งล่าสุด’ ภายใต้การนำของเบียร์อาจส่งผลให้การกวาดล้างบอตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม

 

โดยเฉพาะในช่วงที่ X เองก็ยอมรับว่ามีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อแพร่กระจายข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากต้องการรักษาตำแหน่งแพลตฟอร์มสำหรับการสนทนาแบบเรียลไทม์ เรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไข

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก https://thestandard.co/anthropic-mythos-ai-global-concern/ Mon, 13 Apr 2026 07:30:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1197638 หน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงโลโก้ Anthropic และชื่อ Mythos พร้อมข้อความเกี่ยวกับ AI ที่สร้างความกังวล

หลังการเปิดตัว Mythos โมเดล AI ตัวจาก Anthropic ซึ่งมีค […]

The post รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงโลโก้ Anthropic และชื่อ Mythos พร้อมข้อความเกี่ยวกับ AI ที่สร้างความกังวล

หลังการเปิดตัว Mythos โมเดล AI ตัวจาก Anthropic ซึ่งมีความสามารถด้านการเขียนโค้ดในระดับที่สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แทบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ ในการค้นหาและโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ จนสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารบริษัท โดยเฉพาะสถาบันการเงิน

 

 
 

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เรียกผู้นำวอลล์สตรีทเข้าพบเพื่อเตือนถึงภัยคุกคามเร่งด่วน โดยระบุว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จาก Anthropic PBC กำลังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งความมั่นคงทางไซเบอร์

 

ล่าสุด ผู้บริหารจากธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของแคนาดาและหน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงได้รวมตัวกันในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เกิดจากโมเดล AI ตัวใหม่ที่ชื่อ ‘Claude Mythos’ ของ Anthropic ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

Mythos คืออะไร?

 

Claude Mythos Preview คือโมเดล AI อเนกประสงค์ ที่ Anthropic ระบุว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดในหลายการทดสอบ ซึ่งรวมถึงความสามารถด้านการเขียนโค้ดและการใช้เหตุผล บริษัทระบุว่าโมเดลนี้ทรงพลังมากจนตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้บุคคลทั่วไปใช้งาน พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโมเดล AI บางตัวมีความสามารถด้านการเขียนโค้ดในระดับที่สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แทบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ ในการค้นหาและโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

ข้อมูลจาก Anthropic ระบุว่า ในช่วงการทดสอบ Mythos Preview สามารถค้นพบช่องโหว่ประเภท Zero-day ได้แล้วหลายพันรายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ในทุกระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ ของโลก Zero-day คือช่องโหว่ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยชื่อนี้สื่อความหมายว่านักพัฒนามีเวลา “ศูนย์วัน” ในการเตรียมแพตช์เพื่อแก้ไขปัญหา ช่องโหว่เหล่านี้เปรียบเสมือนขุมทองสำหรับแฮกเกอร์ เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเข้าควบคุมระบบที่อ่อนแอได้อย่างอิสระ

 

Anthropic ชี้ว่า Mythos สามารถตรวจพบช่องโหว่เหล่านี้ได้โดยพึ่งพามนุษย์น้อยลงกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ “Mythos Preview แสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดของทักษะทางไซเบอร์ ช่องโหว่บางจุดที่มันตรวจพบนั้น เคยรอดพ้นจากการตรวจสอบโดยมนุษย์มานานหลายทศวรรษ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัติมาแล้วนับล้านครั้ง” บริษัทระบุ หากเครื่องมือนี้ตกอยู่ในมือของแก๊งแรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือรัฐบาลที่เป็นปฏิปักษ์ มันอาจนำไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวว่าพวกเขายังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างของ Anthropic เกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Mythos อย่างเป็นอิสระ ทางด้าน กัง หวัง รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก University of Illinois ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมินความสำคัญที่แท้จริงของ Mythos Preview หากไม่ได้ทำการทดสอบการใช้งานจริงมากกว่านี้

 

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่และหน่วยงานกำกับของแคนาดา เร่งหารือเพื่อเตรียมรับมือ

 

รายงานจาก The Globe and Mail ระบุว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่ม Canadian Financial Sector Resiliency Group (CFRG) ซึ่งมี อเล็กซิส คอร์เบตต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของธนาคารกลางแคนาดา เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง, สำนักงานผู้ตรวจการสถาบันการเงิน (OSFI) และผู้บริหารจากธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 แห่งของแคนาดา รวมถึง Desjardins Group เข้าร่วมด้วย

 

ตามรายงาน พอล บาเดอร์ทสเชอร์ โฆษกธนาคารกลางแคนาดา เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมฉุกเฉิน แต่เป็นเพียงวาระเพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์เท่านั้น

 

Anthropic อธิบายว่า Mythos เป็นเครื่องมือแบบ ‘ใช้งานได้สองทาง’ คือสามารถช่วยบริษัทต่างๆ ในการตรวจจับและแก้ไขช่องโหว่ แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังพอที่จะช่วยผู้ไม่หวังดีในการเจาะระบบเช่นกัน บริษัทระบุว่า Mythos ได้ค้นพบจุดบกพร่องหลายพันรายการใน “ทุกระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ” แล้ว

 

ด้วยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Anthropic จึงยังไม่ได้เปิดตัว Mythos สู่สาธารณะ แต่เลือกที่จะแชร์เวอร์ชันทดลองใช้งานภายใต้โปรเจกต์ Project Glasswing ให้กับองค์กรที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบางแห่งเท่านั้น เช่น Amazon, Microsoft, Apple, Google, JPMorgan Chase, CrowdStrike, Palo Alto Networks และ Nvidia

 

ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์เตือน แฮกเกอร์อาจได้ประโยชน์จาก Mythos

 

รายงานอีกฉบับจาก Business Insider ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เตือนว่า หาก Mythos ถูกเปิดให้ใช้งานแบบสาธารณะ ฝ่ายที่จะได้ประโยชน์ก่อนคือกลุ่มผู้โจมตี โดยจะสามารถสร้างแคมเปญฟิชชิง (Phishing), ดีปเฟก (Deepfakes) หรือชุดคำสั่งเจาะระบบ (Exploit Chains) ได้ในทันที แม้ว่าในระยะยาว ฝ่ายตั้งรับจะสามารถใช้เครื่องมือลักษณะเดียวกันนี้มาช่วยอุดช่องโหว่ได้เร็วขึ้น แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นนั้นถือว่าน่ากังวลอย่างมาก

 

การทดสอบภายในของ Anthropic เองก็แสดงให้เห็นว่า โมเดลพยายามที่จะแหกคุกออกจากสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย และถึงขั้นส่งอีเมลไปหานักวิจัยเองโดยที่ไม่ได้ถูกสั่ง “หากความสามารถที่นำเสนออยู่นี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่แค่คำโฆษณาทางการตลาด ผมคนหนึ่งล่ะที่รู้สึกกังวลอย่างมาก” แดน แอนดรูว์ หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ Intruder กล่าว

 

ทั้งนี้ Mythos เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือ AI ใหม่หลายตัวที่สามารถค้นหา Zero-day หรือสร้างชุดคำสั่งเจาะระบบได้ ปัจจุบันมีทั้ง Codex Security ของ OpenAI และ Big Sleep agent ของ Google ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อหาช่องโหว่โดยเฉพาะ

 

มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยอะไรบ้าง?

 

Anthropic ระบุว่ามาตรการป้องกันความปลอดภัยยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา “เราได้เห็นมันไปถึงระดับความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” Anthropic ระบุ

 

Anthropic ยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้งาน Mythos Preview เนื่องจากความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่ท้ายที่สุดแล้ว บริษัทก็หวังว่าจะสามารถเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถนำ “โมเดลระดับ Mythos” ไปใช้ในวงกว้างสำหรับงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และงานอื่นๆ ได้ “การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราจำเป็นต้องพัฒนามาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และด้านอื่นๆ ที่สามารถตรวจจับและบล็อกผลลัพธ์ที่อันตรายที่สุดของโมเดลให้ได้เสียก่อน” บริษัทระบุ

 

สำหรับบั๊กระดับร้ายแรงที่สุดที่ Mythos ค้นพบ จะยังต้องอาศัยมนุษย์เข้ามาตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญจะต้องยืนยันความถูกต้องของการค้นพบเหล่านั้นก่อนที่จะส่งข้อมูลต่อไปยังกลุ่มผู้ดูแลโค้ด ตามที่ Anthropic ระบุ

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเตฟาโน กาบบานา ผู้ร่วมก่อตั้ง Dolce & Gabbana วางมือจากตำแหน่งบริหาร หลังแบรนด์ที่รอดทุกดราม่ากำลังเผชิญหนี้ 1.69 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/dolce-gabbana-cofounder-resigns-debt/ Sun, 12 Apr 2026 12:31:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1197533 สเตฟาโน กาบบานา และโดเมนิโก โดลเช ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Dolce & Gabbana

สเตฟาโน กาบบานา (Stefano Gabbana) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์แ […]

The post สเตฟาโน กาบบานา ผู้ร่วมก่อตั้ง Dolce & Gabbana วางมือจากตำแหน่งบริหาร หลังแบรนด์ที่รอดทุกดราม่ากำลังเผชิญหนี้ 1.69 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเตฟาโน กาบบานา และโดเมนิโก โดลเช ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Dolce & Gabbana

สเตฟาโน กาบบานา (Stefano Gabbana) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลก ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการของ Dolce & Gabbana แล้ว โดยการสละตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับหนี้สินราว 450 ล้านยูโร (ราว 1.69 หมื่นล้านบาท) อันเป็นผลจากสภาวะซบเซาของภาคค้าปลีกสินค้าหรู

 

ชายวัย 63 ปีผู้นี้ปลุกปั้นแบรนด์ร่วมกับ โดเมนิโก โดลเช (Domenico Dolce) มาตั้งแต่ปี 1985 โดยเขาแจ้งการตัดสินใจให้บริษัททราบตั้งแต่เดือนธันวาคม จากนั้น อัลฟอนโซ โดลเช (Alfonso Dolce) น้องชายของโดเมนิโกซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโออยู่แล้ว ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานกรรมการแทนในเดือนมกราคม

 

แม้จะสละตำแหน่งผู้บริหาร แต่กาบบานาจะยังคงอยู่ในฝ่ายสร้างสรรค์ของบริษัทต่อไป เพื่อสานต่อความร่วมมือในการออกแบบคอลเลกชันร่วมกับโดลเช บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็น ‘การปรับเปลี่ยนที่เป็นไปตามธรรมชาติ’ ของโครงสร้างองค์กรและการกำกับดูแลกิจการ

 

Bloomberg รายงานว่ากาบบานากำลังพิจารณาทางเลือกสำหรับหุ้นราว 40% ที่เขาถือครอง

 

ในแง่โครงสร้างการถือหุ้น กาบบานาและโดลเชร่วมกันถือ holding unit ที่ควบคุมบริษัท 80% โดยแบ่งคนละ 40% ส่วนอีก 20% ที่เหลือถือแยกโดยโดเมนิโก, อัลฟอนโซ และโดโรเตีย (Dorotea) ซึ่งเป็นพี่น้องตระกูลโดลเช

 

หนี้สินกดดัน เร่งหาเงินทุนใหม่

 

แฟชั่นเฮาส์สัญชาติอิตาลีแห่งนี้ถูกกดดันจากความต้องการสินค้าหรูที่ชะลอตัวทั่วโลก โดยเฉพาะในจีน ซ้ำด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่าน ซึ่งกดดันผลกำไรและทำให้การปฏิบัติตามเงื่อนไขหนี้สินยากลำบากขึ้น

 

Bloomberg อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่ากลุ่มผู้ให้กู้กำลังมองหาเงินทุนอัดฉีดใหม่จำนวน 150 ล้านยูโร (ราว 5.64 พันล้านบาท) เป็นส่วนหนึ่งของแผนรีไฟแนนซ์หนี้ทั้งหมด โดยบริษัทพิจารณาขายสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์และต่ออายุใบอนุญาตต่างๆ เพื่อระดมทุน

 

เมื่อปีที่แล้วบริษัทเคยรีไฟแนนซ์หนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2030 พร้อมกู้เพิ่ม 150 ล้านยูโร (ราว 5.64 พันล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจ โดยมี Rothschild & Co. เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

บริษัทเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) ว่า “สำหรับประเด็นเรื่องหนี้สิน ทางกลุ่มบริษัทยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ ในขณะนี้ เนื่องจากการเจรจากับธนาคารยังคงดำเนินอยู่”

 

นอกจากนี้มีรายงานว่าบริษัทเตรียมแต่งตั้ง สเตฟาโน คานติโน (Stefano Cantino) อดีตซีอีโอของ Gucci เข้ามาในตำแหน่งบริหารระดับสูง ซึ่งอาจประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า

 

แบรนด์ที่ผ่านดราม่ามาหลายครั้ง

 

Dolce & Gabbana ก่อตั้งขึ้นในมิลานและโด่งดังอย่างรวดเร็วจากการเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าคนดัง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุค 1990 เมื่อมาดอนนาเลือกสวมใส่ชุดของแบรนด์ และว่าจ้างให้ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับทัวร์คอนเสิร์ต The Girlie Show ในปี 1993

 

แม้นักออกแบบทั้งสองจะเลิกรากันในฐานะคู่รักมานานกว่า 20 ปี แต่ยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์กาบบานายังปรากฏตัวในงานแฟชั่นโชว์ โดยมีมาดอนนานั่งชมอยู่แถวหน้า

 

อย่างไรก็ตาม แบรนด์เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้ง โดยเฉพาะการยกเลิกงานแฟชั่นโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในปี 2018 หลังเผยแพร่วิดีโอโปรโมตที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เคารพวัฒนธรรมจีน

 

ลูกา ซอลกา (Luca Solca) นักวิเคราะห์จาก Bernstein มองว่ากาบบานาคือต้นเหตุของดราม่าบนโซเชียลมีเดียในครั้งนั้น และหากเขาจากไปจริง อาจถูกนำเสนอว่าเป็นการ ‘ไถ่โทษ’ จากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เขาไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ตราบใดที่กาบบานายังอยู่ในฝ่ายสร้างสรรค์

 

ล่าสุดต้นปีนี้ แบรนด์ถูกวิจารณ์อีกครั้งในงานแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าบุรุษเรื่องการขาดความหลากหลายทางเชื้อชาติ โดย เบลลา ฮาดิด (Bella Hadid) ออกมาประณามผ่านโซเชียลมีเดีย

 

พริยา ราช (Priya Raj) ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องลับว่าแบรนด์นี้มีหนี้สินมาก” แต่เธอมองว่าแบรนด์สามารถอยู่รอดผ่านกระแสคว่ำบาตรมาได้ทุกครั้ง “แม้ในตลาดที่หมกมุ่นกับความหรูหราแบบเงียบๆ แต่กลิ่นอายเซ็กซี่แบบซิซิลีของพวกเขาก็ยังอยู่เหนือกระแส”

 

เธอเสริมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การออกแบบ แต่เป็นเรื่องการบริหารการเงิน และคาดว่าการดึงนักลงทุนรายย่อยหรือสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์น่าจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้

 

แนวทางนี้สอดคล้องกับภาพรวมของวงการ เช่น Kering SA และ Mayhoola ที่เข้าช่วยเหลือด้านหนี้สินให้ Valentino, Prada SpA ที่เข้าซื้อ Gianni Versace Srl รวมถึง Giorgio Armani ที่กำหนดในพินัยกรรมให้ทายาทเปิดขายหุ้นบริษัท 15% ให้นักลงทุนภายนอกภายใน 18 เดือนหลังจากที่เขาจากไป

 

Dolce & Gabbana พยายามรักษาความเป็นอิสระด้วยการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มความงาม, อสังหาริมทรัพย์ และการบริการ รวมถึงสินค้าตกแต่งบ้านเพื่อเจาะตลาดใหม่ บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 2 พันล้านยูโร (ราว 7.52 หมื่นล้านบาท) ในรอบปีที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.63 บาท ณ วันที่ 11 เมษายน 2569

 

ภาพ : Estrop/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สเตฟาโน กาบบานา ผู้ร่วมก่อตั้ง Dolce & Gabbana วางมือจากตำแหน่งบริหาร หลังแบรนด์ที่รอดทุกดราม่ากำลังเผชิญหนี้ 1.69 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลสงกรานต์ ปี 69 คนแห่เดินทางทะลัก 26.5 ล้านคัน ประกันภัยปรับเกม ชูคุ้มครองสั้น-ยืดหยุ่น เข้าตอบโจทย์ https://thestandard.co/songkran-travel-insurance-2026/ Sun, 12 Apr 2026 02:24:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1197287 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการเดินทางช่วงสงกรานต์ ปี 2569 ที่ 26.5 ล้านคัน และแนวโน้มประกันภัยที่เน้นความคุ้มครองสั้นและยืดหยุ่น

เทศกาลสงกรานต์นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการเดินทางหนาแ […]

The post เทศกาลสงกรานต์ ปี 69 คนแห่เดินทางทะลัก 26.5 ล้านคัน ประกันภัยปรับเกม ชูคุ้มครองสั้น-ยืดหยุ่น เข้าตอบโจทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการเดินทางช่วงสงกรานต์ ปี 2569 ที่ 26.5 ล้านคัน และแนวโน้มประกันภัยที่เน้นความคุ้มครองสั้นและยืดหยุ่น

เทศกาลสงกรานต์นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการเดินทางหนาแน่นที่สุดของปี ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่คาดคิดจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

THE STANDARD WEALTH รวมเช็กลิสต์ประกันภัยที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงและเสริมความอุ่นใจให้กับผู้เดินทาง โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย หลากหลาย และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน

 

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ เมืองไทยประกันชีวิต ได้จับมือ gettgo โบรกเกอร์ประกันออนไลน์ ส่งมอบความอุ่นใจ เปิดตัว ‘กรมธรรม์ประกันภัยสงกรานต์เบิกบานใจ (ไมโครอินชัวรันส์)’ ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ วงเงินสูงสุด 1 แสนบาท ให้ความคุ้มครองนานถึง 30 วันนับจากวันที่เริ่มต้นคุ้มครอง

 

“สะท้อนแนวโน้มการพัฒนาประกันภัยให้มีขนาดเล็ก เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์การใช้งานในช่วงเวลาสั้นมากขึ้น อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างหลักประกันให้ประชาชนในวงกว้าง”

 

ขณะเดียวกัน ประกันภัยไทยวิวัฒน์ขยับไปอีกขั้น ให้กับผู้ทำประกันการเดินทางต่างประเทศ ด้วยการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ใหม่ ‘TVI Smart Delay (ไทยวิวัฒน์ สมาร์ท ดีเลย์)’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของการเดินทาง โดยเฉพาะปัญหาเที่ยวบินล่าช้าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก บริการดังกล่าวให้สิทธิ์เข้าใช้บริการห้องรับรองสนามบิน (Airport Lounge) ในเครือข่าย LoungeKey™ กว่า 1,000 แห่งทั่วโลกทันที เมื่อเที่ยวบินล่าช้าเกิน 90 นาที โดยไม่ต้องสำรองจ่าย และไม่ต้องรอเคลมเอกสารย้อนหลัง

 

ด้านผู้ให้บริการประกันดิจิทัล ‘รู้ใจ’ ยังคงเน้นจุดแข็งด้านความยืดหยุ่นและความสะดวกในการเข้าถึง โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและปรับแต่งแผนความคุ้มครองได้ตามลักษณะการเดินทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมความคุ้มครองที่ครอบคลุมตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล อุบัติเหตุ ไปจนถึงปัญหาที่พบบ่อยอย่างสัมภาระสูญหาย เที่ยวบินล่าช้า หรือการยกเลิกการเดินทาง ความคุ้มครองสูงสุด 10 ล้านบาท แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและการวางแผนทริปแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น

 

อีกด้านหนึ่ง ไปรษณีย์ไทย จับมือ ทิพยประกันภัย ขยายช่องทางการเข้าถึงประกันภัยไปสู่บริการในชีวิตประจำวัน โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งประกันการเดินทาง อุบัติเหตุ อัคคีภัย และทรัพย์สิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินทาง แต่ยังรวมถึงการดูแลบ้านและทรัพย์สินในช่วงที่เจ้าของไม่อยู่

 

ขณะที่แรบบิท ประกันชีวิต บริษัทในเครือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดอินไซต์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 แม้ทุกคนจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่ยังผันผวน แต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คนไทยยังคงมีแนวโน้มเดินทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกลับบ้าน ท่องเที่ยว และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมคาดการณ์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปี 2569 (10-19 เม.ย.) จะมีปริมาณรถยนต์ที่ใช้เดินทางทั่วประเทศกว่า 26.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันในปี 2568 ยังพบว่ายอดขายประกันอุบัติเหตุในกลุ่มลูกค้าแรบบิท ประกันชีวิต เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 94% เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงความต้องการความคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการเดินทางของผู้บริโภค

 

ท้ายที่สุด ภาพรวมของตลาดประกันภัยในช่วงสงกรานต์ปีนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อขายความคุ้มครองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับตัวของผู้ประกอบการที่พยายามออกแบบบริการให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป ทั้งในมิติของการเดินทางที่หนาแน่นขึ้น ความไม่แน่นอนของระบบขนส่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และยืดหยุ่น

 

The post เทศกาลสงกรานต์ ปี 69 คนแห่เดินทางทะลัก 26.5 ล้านคัน ประกันภัยปรับเกม ชูคุ้มครองสั้น-ยืดหยุ่น เข้าตอบโจทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% https://thestandard.co/thailand-drug-shortage-crisis-preparedness/ Fri, 10 Apr 2026 07:36:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1196709 เม็ดยาและแคปซูลถูกผลิตบนสายพานการผลิตยา พร้อมข้อความ 'ไทยเสี่ยงขาดแคลนยาหรือยัง เมื่อผู้ผลิตตรึงสต็อก-ราคา ได้อีก 60 วัน'

ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเ […]

The post ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็ดยาและแคปซูลถูกผลิตบนสายพานการผลิตยา พร้อมข้อความ 'ไทยเสี่ยงขาดแคลนยาหรือยัง เมื่อผู้ผลิตตรึงสต็อก-ราคา ได้อีก 60 วัน'

ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันขาดแคลน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องครบ 1 เดือน สังคมยังคงจับตามองมาตรการรับมือของรัฐบาลในการบริหารสต็อกพลังงาน และบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกสิ่งในระบบเศรษฐกิจ

 

 
 

แต่ปัญหาที่ยังไม่ค่อยได้รับการพูดถึงคือ ‘ราคายาที่อาจแพงขึ้น’ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าตัวยาสำคัญ (API) จากต่างประเทศสูงมาก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก

 

ซึ่งหากต้นทุนยาปรับขึ้นจริง ผู้คนจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ่ายแพงขึ้น เพื่อให้มียาใช้ดำรงชีวิตต่อไปได้

 

คำถามคือ ตอนนี้คลังสำรองยาไทย มีเหลือใช้เพียงพอแค่ไหน ต้นทุนการผลิตยาถูกส่งมายังผู้บริโภคหรือยัง จะกระทบต่อกลุ่มยาไหนบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมพร้อมรับมือ worst case scenario มากแค่ไหน อย่างไร

 

THE STANDARD WEALTH ชวนหาคำตอบกับ สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการชุมชนเภสัชกรรม จำกัด (มหาชน)

 

ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง

 

สุรชัย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง กลุ่มผู้ผลิตยาภายในประเทศได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) อย่างใกล้ชิดทุกๆ 2 วัน เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ขาดแคลนยา โดยปัจจุบันยังสามารถผลิตและจัดส่งยาเข้าสู่โรงพยาบาลได้ตามปกติ โดย อย เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในจัดหาอุปกรณ์ และ สารสำคัญในการผลิตยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้การผลิตยาดำเนินต่อไปได้

 

“เราเคยพูดคุยกับทางภาครัฐไว้ว่า ผู้ผลิตยาในประเทศจะพยายามคง สต็อกผลิตยาให้สามารถอยู่ได้ 120 วัน ซึ่งตอนนี้ผ่านมาแล้ว 60 วันแล้ว ภาวะปัจจุบันเรายังสามารถคงสต็อกและตรึงราคายาไปได้อีก 60 วัน ซึ่งเป็นเรื่องยากแต่พยายามทำอยู่”

 

ปัจจัยที่จะทำให้ตรึงราคายาไม่ถึง 60 วัน

 

สุรชัย เน้นย้ำว่า ปัญหาหลักที่อาจทำให้ไม่สามารถตรึงราคายาได้ถึง 60 วัน ไม่ได้มาจากการขาดแคลนสารผลิตยา แต่มาจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยาที่ปรับสูงขึ้น จากการขาดแคลนพลาสติก โดยเม็ดพลาสติกถือเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบได้น้อยลงก็จะทำให้ผลิตเม็ดพลาสติกได้น้อยและราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

 

โดยหากบรรจุภัณฑ์พลาสติกขาดแคลน ผู้ผลิตน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก และอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าก่อนกลุ่มยาอื่นๆ เนื่องจากต้นทุนหลักของน้ำเกลือมาจากขวดซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้พลาสติก ปริมาณมาก นอกจากนี้การขนส่งน้ำเกลือยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้ต้นทุนค่าพลังงานและค่าขนส่งแพงขึ้นจนไม่คุ้มทุน

 

ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแผง (PVC) สำหรับกลุ่มยาเม็ด แคปซูล ยาครีม และยาฉีดยังพอจะหาซื้อและบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาต่อไปอีก 60 วันได้

 

ทั้งนี้ต้นทุนพลาสติกคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของมูลค่าการผลิตยาทั้งหมด แต่ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาแล้วเท่าตัว

 

ถ้าพลาสติกขาดแคลน แก้ปัญหาอย่างไร

 

หากไม่สามารถจัดเม็ดพลาสติกใหม่เข้ามาได้ จนกระทบการผลิตบรรจุภัณฑ์ยา แนวทางการแก้ปัญหาปัจจุบันคือ อย. ยืนยันว่าจะประสานงานข้ามกระทรวง ไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอความร่วมมือกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติก ช่วยกันสำรองเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์น้ำเกลือและน้ำยาล้างไต ให้แก่อุตสาหกรรมยา

 

ไทยมีอำนาจต่อรองบริษัทยาต่างชาติมากแค่ไหน หากผลิตในประเทศไม่พอ

 

การค้างชำระเงินค่ายาของภาครัฐส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่อง และกระแสเงินสดของผู้ผลิตยาภายในประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำเงินสดในส่วนนี้ ไปใช้วางมัดจำหรือจ่ายล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อสั่งซื้อสารเคมีและวัตถุดิบทางยา จากต่างประเทศเข้ามาผลิตยา

 

หากไม่มีการวางเงินมัดจำหรือจ่ายเงินสดเต็มจำนวนล่วงหน้า ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศก็จะไม่จัดส่งสินค้ามาให้

 

ทั้งนี้หากไทยเกิดภาวะขาดแคลนยา เนื่องจากผลิตในประเทศไม่เพียงพอ เราแทบจะไม่มีอำนาจต่อรองกับบริษัทยาต่างประเทศเลย แม้ว่าประเทศไทยจะนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนมากถึง 70% แต่กลุ่มบริษัทยาต่างชาติเหล่านี้ดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจที่เน้นแสวงหากำไร และไม่ได้มีข้อผูกมัดที่จะต้องช่วยเหลือ หรือให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นพิเศษ

 

ในสถานการณ์ที่ยามีจำนวนจำกัดหรือเกิดภาวะขาดแคลน หากบริษัทยาต่างชาติสามารถขายยาให้กับประเทศอื่นในราคาที่สูงกว่าได้ พวกเขาก็จะเลือกส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นแทนที่จะส่งมาขายให้ประเทศไทย

 

ดังนั้นการพึ่งพาตัวเองและสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตยาภายในประเทศถือเป็นทางรอดดี ที่สุดของไทยในภาวะวิกฤต เนื่องจากยาที่ผลิตในประเทศมีราคาถูกกว่า ยานำเข้ามาก ข้อได้เปรียบด้านราคานี้เอง ทำให้ยาที่ผลิตในไทยมีปริมาณการใช้จริงในประเทศที่สูงมาก แม้จะมีสัดส่วนการผลิตเพียง 30% ก็ตาม

 

“ราคายาเราถูกมาก เมื่อเทียบกับยาต่างประเทศ สมมุติว่ายาต่างประเทศเม็ดหนึ่งขาย 200 บาท เราสามารถผลิตยาของเราเองแล้วขายในราคาเพียงเม็ดละ 10 บาท ซึ่งถูกลง 20 เท่า”

 

ไทยเตรียมพร้อมรับมือ ‘วิกฤตขาดแคลนยา’ มากแค่ไหน

 

การนำเข้ายาเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาสารสำคัญทางยา API (Active Pharmaceutical Ingredient) จากต่างประเทศในการผลิตยา จึงต้องทำสัญญาสั่งซื้อยาล่วงหน้า ทำให้ตอนนี้มี API เพียงพอเพราะเตรียมซื้อของไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่ตัวที่น่ากังวลคือ สารช่วยในการผลิตยาหรือ ‘Excipients’ แม้ไม่ได้เป็นสารสำคัญทางยา แต่กินพื้นที่การจัดเก็บในคลังยาค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถจัดเก็บได้นาน เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ทำสัญญาสั่งซื้อล่วงหน้า จึงเสี่ยงที่จะขาดแคลน ทำให้ต้นทุนการผลิตยาในประเทศสูงขึ้น

 

“Excipients และบรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งสองที่ไม่ได้ซื้อเตรียมไว้ เพราะไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหา แต่พวกเรา (ผู้ผลิตยาในประเทศ) จะพยายามตรึงราคาไว้จากตอนนี้ไปอีก 60 วัน”

The post ตอนนี้เราขาดแคลนยาหรือยัง ประเทศไทยพร้อมรับมือวิกฤตยาขาด-ยาแพงแค่ไหน ในวันที่ผลิตเองได้ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] https://thestandard.co/alcohol-law-reform-tourism-economy/ Fri, 10 Apr 2026 07:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196254 ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักขอ […]

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

The post เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก https://thestandard.co/g-shock-centralworld-vintage-genz-goro/ Thu, 09 Apr 2026 12:16:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1196409 ภาพบรรยากาศ G-SHOCK Flagship Store สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ปรับโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ และการจัดแสดงคาแรกเตอร์ GORO

เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสา […]

The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ G-SHOCK Flagship Store สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ปรับโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ และการจัดแสดงคาแรกเตอร์ GORO

เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสายสตรีทที่อยู่คู่วงการมานานกว่า 40 ปี แต่วันนี้แบรนด์กำลังขยับตัวครั้งสำคัญในไทย ด้วยการพลิกโฉม Flagship Store แห่งใหม่ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ ที่หยิบบรรยากาศโรงรถมาเป็นแรงบันดาลใจ เน้นดีไซน์ที่ดูแข็งแรงแต่เรียบง่าย

 

โดยมี เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย CASIO G-SHOCK ในไทย เป็นผู้ดำเนินการ โดยร้านแบ่งโซนสินค้าชัดเจน ทั้งโซน G-SHOCK Premium ที่รวมรุ่นไฮเอนด์อย่าง MR-G และ MT-G, โซน G-SHOCK สำหรับคนรุ่นใหม่, โซน G-SHOCK Women & Baby-G, โซน Timeless & Vintage และโซน Edifice

 

จุดที่น่าสนใจของสาขานี้คือการนำ ‘GORO’ หนึ่งในสี่คาแรกเตอร์ที่ NIGO ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับโลกออกแบบให้ G-SHOCK โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น DW-5000 และ DW-5600 ซึ่งเป็นรุ่นที่นักสะสมรู้จักกันดี มาจัดแสดงที่ร้าน ซึ่งสาขานี้ถือเป็นเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกและเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำคาแรกเตอร์ตัวนี้มาจัดแสดง

 

สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช Head of Casio Watch บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การนำ GORO มาจัดแสดงที่สาขานี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค”

 

ตลาดนาฬิกาแข่งดุ แต่ Vintage คือโอกาส

 

ปัจจุบัน CASIO G-SHOCK มีจุดขายรวมประมาณ 132 แห่งทั่วประเทศ ฐานลูกค้าอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สัดส่วนชาย 70% หญิง 30% โดยสาขาในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาด้วย ส่วนสาขาในพื้นที่โลคัลส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยและคนในพื้นที่

 

เมื่อถามถึงภาพรวมตลาดนาฬิกาในไทย สิรินาถยอมรับว่าการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่มองว่าด้วยพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ทำให้แบรนด์ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

 

สิ่งที่น่าจับตาคือปีนี้ G-SHOCK โฟกัสตลาดกลุ่ม Vintage อย่างจริงจัง เพราะเทรนด์การแต่งตัวสไตล์ Vintage กลับมาได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในกลุ่ม Gen Z ที่นิยม mix & match นาฬิกาเข้ากับสไตล์การแต่งตัว

 

สิรินาถมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่แบรนด์เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงจุด ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงคอลเลกชันพิเศษที่ collab กับแบรนด์ระดับโลก

 

ผู้บริโภคเปลี่ยน แบรนด์ต้องตาม

 

อีกหนึ่งความท้าทายที่ G-SHOCK ต้องรับมือคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์ต้องขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกช่องทาง

 

ส่วนเรื่องช่วงเวลาที่คนไทยนิยมซื้อนาฬิกานั้น สิรินาถระบุว่าไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับช่วงเทศกาลมากกว่า เช่น ปีใหม่และวาเลนไทน์ ที่ลูกค้ามักซื้อเป็นของขวัญ

 

สำหรับแผนการตลาดปีนี้จะเน้นสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ผ่านแคมเปญ, กิจกรรม และการสื่อสารทั้ง Online และ Offline รวมถึงสร้างกระแสผ่าน KOL และอีเวนต์ในรูปแบบคอมมูนิตี้มากขึ้น

 

“เป้าหมายของเราคือการทำให้ G-SHOCK เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนของผู้สวมใส่ ไม่ใช่เพียงนาฬิกาบนข้อมือ” สิรินาถกล่าว

The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง https://thestandard.co/chip-helium-crisis-ai-data-center/ Thu, 09 Apr 2026 11:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1196406 ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ […]

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก

วิกฤต ‘ฮีเลียม’ (Helium) ลุกลามทั่วโลก หลังแหล่งผลิตใหญ่ใน Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต ทำให้อุปทานหาย 27-30% ดันราคาพุ่งแรง กระทบอุตสาหกรรมชิปโดยตรง ลาม AI แม้ TSMC ยังรับมือได้ระยะสั้น แต่ผู้ผลิตทั่วโลกเริ่มสะดุด ฝั่งเอกชนไทยชี้ชิป ‘หายจากตลาดเกลี้ยง’ หลัง AI-Data Center แย่งซื้อหนัก ดันราคาไอทีพุ่งสูง และอาจกระทบผู้บริโภค

 

แหล่งผลิต Ras Laffan Industrial City หยุดผลิต เขย่าซัพพลายโลก

 

ก๊าซชนิดนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การผลิตชิป ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเสี่ยงชะลอตัว

 

จุดปะทุสำคัญมาจากนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน ในกาตาร์ (Qatar’s Ras Laffan Industrial City) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตฮีเลียม รายใหญ่ของโลกที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของอุปทานโลก ซึ่งต้องหยุดดำเนินการเกือบทั้งหมดตั้งแต่ในช่วงมีนาคม จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

ผลกระทบที่ตามมาทำให้อุปทานฮีเลียมทั่วโลกลดลงราว 27-30% ขณะที่ราคาสปอตพุ่งขึ้น 40-100% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะในเอเชียที่เริ่มเห็นสัญญาณการหยุดชะงักในสายการผลิต

 

ด้านบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ระบุว่ายังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระยะสั้น และยังไม่เห็นผลกระทบ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมจาก Semicon China ชี้ตรงกันว่า การขาดแคลนฮีเลียมได้เริ่มกระทบต่อการผลิตแล้ว โดยผู้ประกอบการเร่งกระจายความเสี่ยงและหาแหล่งจัดหาทดแทนอย่างเร่งด่วน

 

‘ซินเน็ค’ เผยชิป ขาดตลาดหนัก หลังกลุ่ม AI-Data Center แย่งซื้อ

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงวิกฤตการขาดแคลนชิปจากปัญหาซัพพลายฮีเลียม ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีพุ่งสูงขึ้นจากการแย่งซื้อของ AI และ Data Center ทั่วโลก 1

 

ด้านสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งโลกอย่างรวดเร็วส่งผลให้ขณะนี้เกิดภาวะชิป ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนอย่างหนัก

 

จากเดิมชิปจะมีการใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสัดส่วนที่สูงมากทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์

 

แต่ปัจจุบันชิปถูกนำไปใช้ขยายวงกว้างขึ้นไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังอยู่ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

 

“เมื่อความต้องการสูงขึ้น จึงเกิดภาวะของขาดตลาด ยอมรับว่าตอนนี้ ชิปนั้นหายไปจากตลาดจริงๆ ขาดตลาดมาก เพราะว่า AI เอาไปหมด AI โตเร็วมาก ซึ่งทุกคนใช้ AI เป็นเครื่องมือและตัวช่วยในการประมวลผลต่างๆ ฉะนั้น กลุ่มธุรกิจ AI เมื่อมีกำไรดี เขาก็ยอมที่จะซื้อชิปแพง เราเองก็สู้ไม่ไหว สถานการณ์ตอนนี้ก็คงต้องยอมให้ตลาด AI แย่งชิปของเราไปก่อน”

 

ดีมานด์ตลาดเพิ่มสูงขึ้น ชี้ผู้ผลิตอัปเกรด เริ่มขึ้นราคาทันที

 

สถานการณ์ดังกล่าว อาจจะลามไปถึงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Apple ที่จำเป็นต้องใช้ชิปมาเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน แม้บางรายที่ยังคงซื้อของได้ราคาปกติแต่ ปริมาณที่ต้องการอาจยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะชิปในตลาดเริ่มขาดแคลน

 

“ปกติแล้ว ชิปจะมีการอัปเกรดตลอดเวลา แต่จะไม่มีการปรับขึ้นราคา

 

แต่ตอนนี้กลับพบว่า ผู้ผลิตชิป เมื่ออัปเกรดแล้วจะขึ้นราคาทันที ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก”

 

นี่ถือว่าเป็นวิกฤต ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะรับมือและแก้วิกฤตกันได้

 

“แต่ครั้งนี้การหาซื้อชิปในตลาดอื่นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีของ ยอมรับว่า ครั้งนี้หายไปจากตลาดจริงๆ ขณะนี้ยังต้องใช้ของสต็อกเดิมที่ยังมีอยู่ บริหารจัดการขึ้นให้มันยาวขึ้นกว่าปกติ ในฐานะที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมานาน ยังอยู่ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)”

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าอุตสาหกรรมปี 2569 นี้จะเป็น ปีที่ไม่ใช่ความท้าทาย แต่เป็นปีที่เหนื่อยมาก

 

“หลายอุตสาหกรรมที่ต้องประสบกับวิกฤตในบางโอกาส ประเทศไทยอาจต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่นเดียวกับชิปหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุน เร่งให้ชิปกลุ่มนี้ลงทุนได้มากๆ อุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องพึ่งพาชิปก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้า”

 

“เราต้องทำให้มันยาวขึ้นเท่านั้นเองเพราะว่าของมันกำลังจะแพงขึ้น หรือไม่ก็จำเป็นต้องลงทุนก็รีบลงทุนเลย เราเห็นของทุกอย่างแพงไปหมด โซล่าร์ก็แพง เม็ดพลาสติกก็แพงแถมยังขาดตลาด”

 

ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ของแพง ยอมรับ เป็นปีแห่ง ‘ความยากและเหนื่อย’

 

พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ความท้าทายแต่มันคือความยากและเหนื่อยมาก ถามว่ามันเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางไหม ก็ใช่ แต่อีกส่วนคือโลกมันเปลี่ยนไปมาก เราจะปรับตัวไม่ทันรายใหญ่นั้นก็ไม่ง่าย รายเล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงตายแน่นอนเจอเหตุการณ์แบบนี้”

 

นอกจากนี้ ผลพวงที่จะเกิดขึ้นเมื่อชิปแพง สินค้าเช่นโน้ตบุ๊กก็จะแพงขึ้น แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิมมัน จะเกิดการซื้อของที่ไม่ใช่รุ่นใหม่ในราคาที่สูง พฤติกรรมการใช้งานพวกโทรศัพท์มือถือก็จะยาวขึ้น

 

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน จากการหารือกับกลุ่มยานยนต์ พบว่ากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมาร์จินสูง ยังคงมีกำลังพอที่จะซื้อชิปในราคาที่แพงได้

 

สำหรับรายใหญ่ของโลกขณะนี้อย่าง Samsung และ NVIDIA บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเหล่านี้ ต้องการใช้ชิปในปริมาณที่สูงมาก บวกกับกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศต่างเร่งลงทุนรวมถึงไทยทุกรายลงทุนมูลค่าหลักพัน-หมื่นล้านบาท ทุกอย่างต้องประมวลผล

 

ขณะนี้ จึงคาดหวังว่าจีนจะเร่งการผลิตและอัปเกรดชิปรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ให้ตลาดชิปที่กำลังสะดุดอยู่ตอนนี้กลับมาเป็นปกติ หากเป็นแบบนั้นวิกฤตรอบนี้อาจไม่ยาวอย่างที่กังวล

 

ส่วนจะอยู่กับวิกฤตและสภาวะแบบนี้อีกกี่เดือนนั้น ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีด้วยชิปรุ่นใหม่ๆ ที่มีพลังงมากขึ้นแต่ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมอาจไม่จำเป็นต้องใช้ชิปในปริมาณที่มาก ใช้จำนวนน้อยลงแต่เป็นชิปที่มีศักยภาพสูงขึ้นในราคาที่แพงขึ้นนั่นเอง

 

“AI ไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วตอนนี้ ในเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าเขาก็มีหมด ซินเน็คเองเราไม่ใช่แค่ผู้แทนจำหน่ายเรา ก็เป็นผู้ที่ขายของให้กับ Data Center เหมือนกัน ต่อให้เขาแย่งชิปเราแต่ประเทศไทยก็ยังต้องมี Data Center เหมือนกัน แต่มันจะดีกว่าถ้าคนไทยได้เป็นเจ้าของ Data Center เอง ซึ่งเราก็ยังเน้นไปที่การขายของให้ แต่ยังไม่คิดจะไปร่วมทุนกับใครเพื่อทำ Data Center ”

 

‘BOI’ มอง 4 เกม พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI คือผู้ชนะเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไทยมีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี (2568 – 2572)

 

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และต้องการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 80,000 คนใน 5 ปี เพื่อสร้างฐานกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

 

พร้อมย้ำว่า “โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

 

‘Terahop’ บิ๊กคอร์ปจีน ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโลก ปักหมุดลงทุนไทย 3 หมื่นล้าน

 

ล่าสุด “เทอราฮอป (Terahop)” ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงความเร็วสูงอันดับ 1 ของโลกจากจีน ปักหมุดฐานผลิตหลักในไทย ลงทุนต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท

 

โดยเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสระบุรี จ้างงานสูงถึง 1 หมื่นคน ขยายตัวรวดเร็วรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center หนุนไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลของภูมิภาค

 

ภาพ: Fajar Adinda Putra, Quality Stock Arts / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘ชิป’ หายจากตลาดเกลี้ยง! วิกฤตฮีเลียมทุบซัพพลายโลก AI-Data Center แย่งซื้อ สินค้าไอทีไม่รอด ราคาจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น https://thestandard.co/total-shareholder-returns-bank-dividends/ Thu, 09 Apr 2026 08:07:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1196241 ภาพประกอบแสดงแนวโน้ม Total Shareholder Returns (TSR) และหุ้นแบงก์ไทยพร้อมเงินปันผล

ในโลกการลงทุน กำไรสุทธิของบริษัท หรือ ราคาหุ้นที่เพิ่มข […]

The post รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้ม Total Shareholder Returns (TSR) และหุ้นแบงก์ไทยพร้อมเงินปันผล

ในโลกการลงทุน กำไรสุทธิของบริษัท หรือ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น เป็นมาตรวัดที่สำคัญ แต่สิ่งที่นักลงทุนสถาบันและสถาบันการเงินระดับโลกให้ความสำคัญมากไปกว่านั้นคือ ประสิทธิภาพของการใช้เงินทุน (Capital Efficiency) ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขที่เรียกว่าผลตอบแทนรวมผู้ถือหุ้น หรือ Total Shareholder Return (TSR)

 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราจะสังเกตได้ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking) ของไทยหลายแห่ง มี Dividend Payout Ratio สูงขึ้น หรือก็คือการ จ่ายเงินปันผลในอัตราส่วนที่มากขึ้น เมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ ไม่เพียงแค่หุ้นกลุ่มแบงก์ในไทย แต่หุ้นขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ทั่วโลก ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเงินปันผลมากขึ้น 

 

และไม่ใช่แค่เงินปันผลเท่านั้น เรามักจะได้ยินว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วโลกประกาศซื้อหุ้นคืน พร้อมให้ความสำคัญกับ TSR มากขึ้นเรื่อยๆ  

  

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกลไกของ TSR ทำไมธนาคารไทยถึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนมากขึ้น พร้อมกรณีศึกษาจากบริษัทระดับโลกว่ามีวิธีบริหารจัดการ TSR ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

TSR 101 มากกว่าแค่ราคาหุ้น คือผลตอบแทนรวมที่แท้จริง

 

ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินว่าหุ้นแบงก์ไทยมีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Return on Equity (ROE) ต่ำเกินไป วัดง่ายๆ ก็คือเฉลี่ยแล้วไม่ถึง 10% แต่การมองในมิติของ ROE เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราประเมินได้ไม่รอบด้าน

 

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ROE กับ TSR ต่างกันอย่างไร

 

ROE คือมาตรวัดประสิทธิภาพการทำกำไรภายในของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นตามบัญชี (Book Value) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมในการดูความสามารถในการทำกำไรภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

TSR คือผลตอบแทนรวมที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจริง โดยคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น บวกกับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น โดย TSR ถือเป็นอัตราการสะสมทุน (Capital Accumulation Rate) ของนักลงทุน

 

ความแตกต่างที่สำคัญคือ ROE เป็นเรื่องของผลประกอบการในอดีต แต่ TSR ผสานรวมความคาดหวังของตลาดในอนาคต เข้าไว้ด้วยกันผ่านราคาหุ้น หากบริษัทมี ROE สูงแต่ราคาหุ้นในตลาดแพงมาก (P/B Ratio สูง) ผลตอบแทนที่แท้จริงต่อเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นอาจจะน้อยกว่าที่คิด

 

หากคุณประเมินผลตอบแทนจากเพียงราคาหุ้นบนหน้าจอ คุณกำลังเห็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เพราะ TSR คือการคำนวณผลตอบแทนที่รวมทุกบาททุกสตางค์ที่ไหลกลับมาสู่นักลงทุน ประกอบด้วย

  1. ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Appreciation) คือการเพิ่มขึ้นของราคาตลาด
  2. เงินสดรับ (Cash Distributions) ทั้งในรูปเงินปันผลปกติและปันผลพิเศษ

 

ทำไม ROE อย่างเดียวถึงไม่พอ?

 

ในมาตรฐานสากล การสร้าง TSR ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นราคาหุ้น แต่คือ ‘วินัยทางการเงิน’ ตามหลักการของ Morgan Stanley สถาบันการเงินระดับโลกมองว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน TSR ประกอบด้วยปัจจัยพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth), 2.การเปลี่ยนแปลงของตัวคูณราคาต่อกำไร (P/E Multiple Change) และ 3.นโยบายการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน (Dividend Payout and Share Buybacks Policy)

 

เมื่อบริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีเงินกองทุนส่วนเกิน เกินความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจและการสำรองความเสี่ยง การส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน ถือเป็นกลไกปกติในตลาดทุนสากล วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างเงินทุนและยกระดับมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นในระยะยาว

 

บทเรียนจาก MSCI ทำไมตลาดเกิดใหม่ (EM) ถึงต้องปรับตัว?

 

งานวิจัยจาก MSCI ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มักให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดพัฒนาแล้ว แม้เศรษฐกิจ (GDP) จะโตแรงกว่า คือปัญหา ‘Share Dilution’ หรือการที่บริษัทมีการออกหุ้นใหม่เพื่อระดมทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้กำไรต่อหุ้นไม่โตเท่าที่ควร

 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทระดับโลกที่สร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ หรือ Long-term Compounders มักมีลักษณะร่วมกันคือ การมีวินัยในการจัดสรรเงินทุน โดยเน้นความสามารถในการทำกำไร ความมั่นคงของกระแสเงินสด และการส่งคืนทุนส่วนเกินให้ผู้ถือหุ้น

 

เราลองไปดูตัวอย่างของสถาบันการเงินและบริษัทระดับโลกว่าบริหารจัดการ TSR อย่างไร

 

กรณีแรกคือ JPMorgan Chase & Co (JPM) เป็นตัวอย่างของสถาบันการเงินที่ใช้กลยุทธ์ Fortress Balance Sheet หรือการรักษางบดุลให้แข็งแกร่งเหมือนป้อมปราการ เพื่อรองรับความเสี่ยงและส่งคืนกำไรส่วนเกินเมื่อฐานเงินกองทุนสูงเกินความจำเป็น

 

ย้อนไปเมื่อปี 2024 JPM รายงานรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTCE) สูงถึง 20%

 

ธนาคารปรับเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสในปี 2024 ถึงสองครั้ง จาก 1.05 ดอลลาร์ เป็น 1.15 ดอลลาร์ และขยับขึ้นสู่ 1.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพื่อส่งผ่านกำไรที่เติบโตกลับสู่ผู้ลงทุนโดยตรง พร้อมกับประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมหาศาลจาก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ก่อนจะประกาศใหม่ด้วยวงเงินที่เพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 เพื่อทดแทนโครงการเดิม

 

กรณีที่สองคือ Apple Inc (AAPL) เป็นบริษัทที่ปฏิวัติการบริหารเงินทุนส่วนเกินจากธุรกิจเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดมหาศาล ให้กลายเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโปรแกรม Capital Return Program

 

ในปี 2024 Apple ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนวงเงินสูงสุดถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติการซื้อหุ้นคืนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ Apple เลือกใช้การซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือหลักคู่กับการจ่ายปันผล เนื่องจากให้ความยืดหยุ่นสูงกว่า หากปีใดสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย บริษัทสามารถปรับลดวงเงินซื้อหุ้นคืนได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เหมือนการลดเงินปันผล

 

การซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอช่วยประคองราคาหุ้นและเพิ่มมูลค่าหุ้นเดิมในมือผู้ถือหุ้น โดย Apple ได้ปรับเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องมานานถึง 12 ปี ควบคู่ไปกับการลดจำนวนหุ้นทั้งหมดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

กรณีที่สามคือ DBS Bank ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา และเลือกที่จะส่งผ่านผลกำไรนั้นให้ผู้ถือหุ้นแทนการสะสมเงินสดไว้เฉยๆ

 

ในปี 2024 DBS มีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยรักษาเงินกองทุน CET1 ไว้ที่ 17.0% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ธนาคารจึงประกาศจ่ายเงินปันผลคืนเงินทุน (Capital-return dividend) เพิ่มเติมอีกไตรมาสละ 15 เซนต์ ในช่วงปี 2025-2027 พร้อมประกาศซื้อหุ้นคืนวงเงิน 3 พันล้าน SGD ในเดือนพฤศจิกายน 2024

 

แนวคิด Capital Allocation Funnel สมดุลระหว่างความมั่งคั่งและความมั่นคง 

 

แนวปฏิบัติระดับสากล มีการจัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินทุนอย่างชัดเจนผ่านกรอบแนวคิด Capital Allocation Funnel เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง การเติบโต และการตอบแทนผู้ถือหุ้น ดังนี้

 

  1. รากฐานความมั่นคง และเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

 

ก่อนที่จะพิจารณาการจ่ายปันผล หัวใจสำคัญคือการรักษาฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

ในระยะกลาง ธนาคารตั้งเป้าหมายรักษา CET1 Ratio ไว้ที่อย่างน้อย 15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ส่วนระยะยาว เมื่อกฎระเบียบ Basel III มีความชัดเจนและสภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย แบงก์จะปรับระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 13-15% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน

 

  1. การลงทุนเพื่อการเติบโตที่มีคุณภาพ จัดสรรเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในส่วนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง หรือลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

  1. การส่งคืนผลตอบแทนผ่านเงินปันผลปกติ การจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

 

  1. การจัดการส่วนเกินตามผลงาน เมื่อมีเงินทุนส่วนเกินเกินความจำเป็น บริษัทจะพิจารณาเครื่องมือพิเศษ เช่น เงินปันผลพิเศษหรือการซื้อหุ้นคืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างทางการเงิน

 

ปรากฏการณ์ที่กลุ่มสถาบันการเงินทั่วโลก รวมถึงธนาคารไทย หันมามุ่งเน้น TSR และการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานโลกที่ให้ความสำคัญกับนักลงทุนเป็นศูนย์กลาง

 

ในยุคที่กำไรบรรทัดสุดท้ายอาจถูกบิดเบือนด้วยบัญชีได้บ้าง แต่ตัวเลข TSR คือภาพสะท้อนความจริงของการสร้างมูลค่า การเลือกลงทุนในองค์กรที่มีวินัยในการบริหารเงินทุน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนที่ผ่านความผันผวนของตลาด และมุ่งสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง 

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก Total Shareholder Returns (TSR) สาเหตุที่ทำให้หุ้นแบงก์ไทยหันจ่ายปันผลมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท https://thestandard.co/nothing-phone-4a-headphone-thailand/ Wed, 08 Apr 2026 11:02:04 +0000 https://thestandard.co/nothing-phone-4a-headphone-thailand/ ภาพผลิตภัณฑ์ Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) พร้อมข้อความเน้นดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต AI และราคาเริ่มต้น 5,999 บาท

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ […]

The post Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) พร้อมข้อความเน้นดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต AI และราคาเริ่มต้น 5,999 บาท

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ สมาร์ตโฟน Phone (4a) Pro, Phone (4a) และหูฟังครอบหู Headphone (a) โดยเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

 

แนวคิดหลักของรอบนี้คือการนำฟีเจอร์ที่มักอยู่ในสมาร์ตโฟนระดับบนลงมาอยู่ในช่วงราคาหมื่นต้นถึงหมื่นปลาย ทั้งเลนส์เทเลโฟโตแบบ Periscope, หน้าจอ AMOLED ความละเอียด 1.5K และระบบ AI ที่ทำงานบนตัวเครื่อง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Built Different’

 

ดีไซน์โปร่งใสกับ Glyph Matrix 137 จุด

 

Phone (4a) Series ยังคงเอกลักษณ์ดีไซน์โปร่งใสของ Nothing แต่เพิ่มสีสันให้หลากหลายขึ้น โดย Phone (4a) Pro ใช้โครงสร้าง Aluminium Metal Unibody บางเพียง 7.95 มม. น้ำหนัก 210 กรัม ส่วน Phone (4a) ใช้กระจกด้านหลังคู่กับเฟรม Polycarbonate หนาราว 8.5 มม. น้ำหนัก 205 กรัม

 

ด้านหลังของทั้งสองรุ่นมาพร้อม Glyph Matrix จำนวน 137 จุด LED ที่ควบคุมแยกจุดได้ Nothing ระบุว่ามีขนาดใหญ่กว่า Phone (3) ถึง 57% และความสว่างเพิ่มขึ้นเท่าตัว สูงสุดราว 3,000 นิต ทำหน้าที่เป็นมากกว่าไฟแจ้งเตือน โดยแสดงสถานะสายเรียกเข้า เพลงที่กำลังเล่น สถานะการถ่ายวิดีโอ รวมถึงปรับแต่งแพตเทิร์นแสงตามความต้องการของผู้ใช้ได้

 

Phone (4a) Pro มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65, กระจก Gorilla Glass 7i และระบบระบายความร้อน VC Cooling ขนาด 5,300 ตร.มม. ซึ่ง Nothing ระบุว่าใหญ่ที่สุดที่เคยใส่ในสมาร์ตโฟนของแบรนด์

 

Phone (4a) Pro กับเลนส์ Periscope ซูมสูงสุด 140 เท่า

 

ระบบกล้องของ Phone (4a) Pro ประกอบด้วยกล้อง 4 ตัว ได้แก่ กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Sony ขนาด 1/1.56 นิ้ว พร้อม OIS, กล้อง Periscope 50 ล้านพิกเซล ซูมออปติคัล 3.5 เท่าและซูมดิจิทัลสูงสุด 140 เท่า, กล้อง Ultra-wide 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา และกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

 

กล้องหลักใช้ระบบโฟกัส All-Pixel PDAF ของ Sony ซึ่ง Nothing ระบุว่าเพิ่มความเร็วโฟกัสขึ้น 20% พร้อมลดการใช้พลังงานลง 3% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบประมวลผลภาพ TrueLens Engine 4 และ Ultra XDR

 

ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 7 Gen 4 พร้อม RAM 12GB และ ROM 256GB หน้าจอ Flexible AMOLED ขนาด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz ขอบบางเพียง 1.85 มม. ความสว่างสูงสุด 5,000 นิต มาพร้อมลำโพงคู่ Dynamic Adaptive Dual Speakers

 

Phone (4a) สเปกใกล้เคียง ในราคาที่ต่ำกว่า

 

Phone (4a) ใช้ระบบกล้องที่ใกล้เคียงกับรุ่น Pro ประกอบด้วยกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล, กล้อง Periscope 50 ล้านพิกเซลซูมสูงสุด 70 เท่า, กล้อง Ultra-wide 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

 

ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 7s Gen 4 มีให้เลือก 2 สเปก คือ RAM 8GB/ROM 256GB และ RAM 12GB/ROM 256GB หน้าจอ AMOLED 1.5K ขนาด 6.78 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 4,500 นิต แบตเตอรี่ 5,080 mAh รองรับชาร์จเร็ว 50W

 

AI ที่ฝังตั้งแต่กล้องถึงระบบปฏิบัติการ

 

สิ่งที่ Nothing พยายามวางตำแหน่งในรุ่นนี้คือการนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายภาพตั้งแต่ต้นทาง โดยมีฟีเจอร์อย่าง AI Preset ที่ให้ผู้ใช้เลือกโทนภาพได้ก่อนกดชัตเตอร์ และสามารถบันทึกหรือแชร์พรีเซ็ตกับผู้ใช้คนอื่นผ่านระบบ Community ได้ด้วย

 

นอกจากนี้ยังมี AI Best Shot สำหรับคัดเลือกภาพที่ดีที่สุดจากหลายช็อตโดยอัตโนมัติ, AI Erase สำหรับลบวัตถุรบกวนในภาพ, AI Cutout สำหรับแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง และ AI Tone Sync สำหรับปรับโทนสีและแสงแบบเรียลไทม์

 

ในฝั่งระบบปฏิบัติการ ทั้งสองรุ่นใช้ Nothing OS 4.1 บน Android พร้อมระบบ Essential AI ที่ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่ Essential Space สำหรับจัดระเบียบข้อมูล, Essential Memory สำหรับจดจำพฤติกรรมผู้ใช้, Essential Search สำหรับค้นหาข้อมูลทั้งในเครื่องและออนไลน์ ไปจนถึง Essential Recorder ที่บันทึกเสียงพร้อมสรุปเนื้อหาอัตโนมัติ ทั้งหมดประมวลผลแบบ on-device

 

Nothing ระบุว่ารองรับการอัปเดต Android 3 เวอร์ชัน และ Security Patch นาน 6 ปี

 

Headphone (a) หูฟังครอบหูดีไซน์โปร่งใส

 

Nothing ยังเปิดตัว Headphone (a) หูฟังครอบหู (Over-ear) ที่ยังคงดีไซน์โปร่งใสเป็นเอกลักษณ์ โครงสร้างหลักผลิตจาก Aluminium Alloy ส่วนแผ่นรองหูใช้ Memory Foam หุ้มหนังสังเคราะห์ PU

 

ด้านเสียงรองรับ Hi-Res Audio, LDAC และ USB-C Lossless Audio พร้อมช่องเสียบ 3.5 มม. ระบบตัดเสียงรบกวนมีทั้ง Adaptive ANC ที่ปรับระดับอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม และ Transparency Mode สำหรับเปิดรับเสียงรอบข้าง ใช้ไมโครโฟน 3 ตัวสำหรับแยกเสียงพูดจากเสียงรบกวน

 

ฟีเจอร์เสริมที่น่าสนใจคือ Camera Shutter Mode ที่ใช้หูฟังเป็นรีโมตถ่ายภาพได้ เชื่อมต่อพร้อมกันสูงสุด 2 อุปกรณ์ รองรับทั้ง iOS และ Android แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 135 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC

 

อย่างไรก็ตาม Nothing ได้วางราคาไว้ดังนี้

 

  • Phone (4a) Pro (12+256GB) ราคา 18,999 บาท มี 3 สี ได้แก่ ขาว ดำ และชมพู
  • Phone (4a) มี 2 สเปก ได้แก่ 12+256GB ราคา 16,999 บาท และ 8+256GB ราคา 14,999 บาท มี 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ ชมพู และน้ำเงิน
  • Headphone (a) ราคา 5,999 บาท มีสีขาว ดำ และชมพู ส่วนสีเหลือง Limited Edition จะเข้าไทยในภายหลัง

The post Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>