Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 Oct 2026 03:23:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 CCS as a Service ทางรอดลดคาร์บอน หรือโอกาสธุรกิจใหม่ของไทย? https://thestandard.co/ccs-as-a-service-a-lifeline-for-carbon/ Tue, 20 Oct 2026 03:23:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1270016 สัญลักษณ์ข้อความ CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage วางบนพื้นผิวสีเข้ม

ท่ามกลางแรงกดดันระดับโลกในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊า […]

The post CCS as a Service ทางรอดลดคาร์บอน หรือโอกาสธุรกิจใหม่ของไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญลักษณ์ข้อความ CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage วางบนพื้นผิวสีเข้ม

ท่ามกลางแรงกดดันระดับโลกในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) หรือการดักจับ ขนส่ง และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง

 

 
 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความจำเป็นสูงและมีการประกาศตั้งเป้าหมายการลงทุนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง โครงการ CCS ทั่วโลกกลับเกิดขึ้นได้จริงเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

 

ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ได้ฉายภาพถึงอุปสรรคสำคัญ พร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง ‘CCS as a Service’ ซึ่งอาจกลายเป็นทางออกปลดล็อกต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับประเทศไทย

 

ณัฐนันท์ ระบุว่า ข้อมูลจากการสำรวจของ Bloomberg สะท้อนว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการประกาศตั้งเป้าหมายลงทุนในโครงการ CCS รวมกันสูงถึงประมาณ 400-500 ล้านเมตริกตันคาร์บอน ทว่าเมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการที่สามารถเกิดขึ้นและดำเนินงานได้จริงกลับมีเพียง 120-140 ล้านเมตริกตันคาร์บอน เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นช่องว่างต่างกันมากถึงเกือบ 3 เท่าตัว

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงการจำนวนมากไม่สามารถแจ้งเกิดได้ มาจากภาระเงินลงทุนแรกเริ่ม (CapEx) ที่สูงมากตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของ CCS ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. ผู้ปล่อยคาร์บอน (Emitters) ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก
  2. การดักจับ (Capture) ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีราคาสูงมาก
  3. การขนส่ง (Transport) จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งคาร์บอนเฉพาะ
  4. การกักเก็บใต้ดิน (Storage) ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจจับและกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินลึก เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์บอนรั่วไหลกลับสู่ชั้นบรรยากาศ

 

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ โดยในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ได้มีการบรรจุ CCS ไว้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

 

‘CCS as a Service’ โมเดลแชร์โครงสร้างพื้นฐาน ปลดล็อก Pain Point ด้านต้นทุน

 

เพื่อแก้ไข Pain Point เรื่องเงินลงทุนมหาศาล ภาคธุรกิจในต่างประเทศจึงได้คิดค้นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า ‘CCS as a Service’

 

แนวคิดหลักคือ การปรับเปลี่ยนจากการที่แต่ละบริษัทต้องลงทุนสร้างระบบดักจับ ท่อขนส่ง และพื้นที่กักเก็บคาร์บอนของตัวเองทั้งหมด มาเป็นการใช้ โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Shared Facility) โดยมีผู้ให้บริการสร้างเครือข่ายกลางขึ้นมา

 

โมเดลนี้ช่วยให้ผู้ปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-Abate Sectors) ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระ CapEx ในการสร้างระบบเองทั้งหมด แต่สามารถเข้ามาใช้บริการเครือข่ายส่วนกลาง ทั้งระบบท่อขนส่งและหลุมกักเก็บ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดเงินลงทุนก้อนโตลงได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุนการดักจับคาร์บอนต่อตัน ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น

 

ถอดรหัส 6 Key Success Factors ผลักดัน CCS as a Service ให้สำเร็จ

 

SCB EIC ประเมินว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาโมเดล CCS as a Service เช่นกัน แต่จำเป็นต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมผ่าน 6 ปัจจัยความสำเร็จสำคัญ (Key Success Factors) จากโมเดลในต่างประเทศ ได้แก่

 

  1. ภาครัฐ (Government) ต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุน ทั้งการให้เงินทุนตั้งต้น สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) หรือการช่วยการันตีปริมาณคาร์บอนขั้นต่ำ (Volume Guarantee) เพื่อลดความเสี่ยงให้โครงการเกิดได้จริง
  2. สัญญาบริการ (Customers) ใช้รูปแบบสัญญาชำระค่าบริการขั้นต่ำแบบ Minimum Take-or-Pay คล้ายสัญญาซื้อขายแก๊ส เพื่อล็อกปริมาณการใช้บริการและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่ผู้ลงทุน
  3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การออกแบบและสร้างระบบท่อส่งรวมถึงพื้นที่กักเก็บ ต้องเผื่อรองรับการขยายปริมาณ (Volume) คาร์บอนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
  4. ผู้ให้บริการ (Service Providers) ต้องเร่งสำรวจและศึกษาคุณสมบัติทางธรณีวิทยาของโพรงหรือหลุมกักเก็บใต้ดิน ให้มั่นใจว่ามีขนาดความจุมากพอที่จะดำเนินงานในเชิงพาณิชย์ (Commercialize) ได้จริง
  5. กลไกตลาดคาร์บอน (Carbon Market & Tax) ต้นทุนของการทำ CCS ต่อตัน จะต้องมีราคาถูกกว่าอัตราภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือราคาการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ไม่เช่นนั้น ผู้ประกอบการจะเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตทดแทนการลงทุนดักจับ
  6. ภาคธนาคารและการเงิน (Banking Sector) สนับสนุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เช่น การออก Green Bond หรือการปล่อยสินเชื่อ Green Loans อัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบ Infrastructure Financing ซึ่งกระจายความเสี่ยงไปยังผู้เล่นหลายราย ช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ง่ายและขยายวงเงินได้มากขึ้น

 

เปิดกรณีศึกษาต่างประเทศ และบทสรุปโอกาสของไทย

 

ในต่างประเทศเริ่มเห็นตัวอย่างความสำเร็จของโมเดลนี้แล้ว เช่น ในประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ ผ่านโครงการอย่าง Northern Lights ซึ่งเปิดพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานให้บริหารจัดการและกักเก็บคาร์บอนร่วมกัน

 

สำหรับประเทศไทย CCS as a Service นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนเกมสำคัญ ไม่เพียงแต่เป็นทางรอดในการลดคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Katiindies / Shutterstock

 

The post CCS as a Service ทางรอดลดคาร์บอน หรือโอกาสธุรกิจใหม่ของไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จับมือ JCB เปิดตัว ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ เจาะกลุ่มพรีเมียม ปักธงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ‘Jneration’ https://thestandard.co/krungsri-consumer-jcb-ultimate-card-launch/ Mon, 19 Oct 2026 13:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1269971 ภาพเปิดตัวบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท โดยผู้บริหารกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และ JCB

บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ประกาศความร่วมมือครั้งสำ […]

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จับมือ JCB เปิดตัว ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ เจาะกลุ่มพรีเมียม ปักธงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ‘Jneration’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเปิดตัวบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท โดยผู้บริหารกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และ JCB

บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ‘JCB’ เปิดตัวบัตรเครดิตระดับพรีเมียม ‘กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ (Krungsri JCB Ultimate) ภายใต้แนวคิด ‘Japan Everyday, Everywhere’ ชูจุดเด่นสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายได้สูงที่หลงใหลในเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น พร้อมปรับโฉมบัตร ‘กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม’ เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

 

เจาะกลุ่ม ‘Jneration’ เปลี่ยน ‘ญี่ปุ่น’ ให้เป็นไลฟ์สไตล์ประจำวัน

 

สมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด เปิดเผยว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ได้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หรือกลุ่มที่เรียกว่า ‘Jneration’

 

สะท้อนจากสถิติขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ที่ระบุว่าในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปญี่ปุ่นสูงถึง 1.23 ล้านคน (เติบโต 7.3%) โดยกว่า 70% เป็นผู้ที่เดินทางซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

 

ขณะที่ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต กรุงศรี ช่วงมกราคม-สิงหาคม 2569 ยืนยันว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สมาชิกบัตรเดินทางไปมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดใช้จ่ายรวมกว่า 1,200 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของยอดใช้จ่ายต่างประเทศทั้งหมด โดยหมวดที่มีการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า, แฟชั่น, โรงแรม และร้านอาหาร สิทธิประโยชน์ระดับ Ultimate ตอบโจทย์ กิน-เที่ยว-ช้อป

 

ภาพเปิดตัวบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท โดยผู้บริหารกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และ JCB 1

 

ทั้งนี้ ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ ออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้มีรายได้ประจำตั้งแต่ 70,000 บาทขึ้นไป โดยมาพร้อมดีไซน์หน้าบัตรสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากศิลปินไทยร่วมสมัยระดับโลกอย่าง ‘Benzilla’ (ปริญญา ศิริสินสุข) พร้อมสิทธิประโยชน์หลัก ดังนี้

 

  • คะแนนสะสม กรุงศรี พอยต์ 5 เท่า: เมื่อใช้จ่ายเป็นสกุลเงินเยนที่ประเทศญี่ปุ่น, ร้านอาหารญี่ปุ่นและร้านอาหารทั่วโลก รวมถึงแบรนด์พันธมิตรชั้นนำในไทย เช่น Uniqlo, COMME des GARÇONS, Issey Miyake, Loft, Matsukiyo, Nitori, Tsuruha และ UFM Fuji Super
  • เครดิตเงินคืนสูงสุด 5%: เมื่อเติมน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ
  • เอกสิทธิ์การเดินทาง: สิทธิ์เข้าใช้บริการ Lounge Key ในสนามบินชั้นนำทั่วโลก พร้อมประกันอุบัติเหตุการเดินทางวงเงินคุ้มครองสูงสุด 20 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับสิทธิประโยชน์ของ ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม’ โฉมใหม่ สำหรับผู้มีรายได้ประจำ 15,000 บาทขึ้นไป ให้ได้รับคะแนนสะสม 3 เท่าในหมวดญี่ปุ่น ร้านอาหาร และแบรนด์พันธมิตร พร้อมเครดิตเงินคืนบางจากสูงสุด 3.5%

 

หวังโกยลูกค้าบัตรใหม่ 20,000 บัญชี

 

ด้าน อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และ นายมาซากิ โยกาว่า ประธานและซีอีโอ JCB International ร่วมยืนยันความแข็งแกร่งของพันธมิตรที่มีร่วมกันมานานกว่า 10 ปี (นับตั้งแต่เปิดตัวบัตรแพลทินัมในปี 2559 ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกกว่า 500,000 บัญชี)

 

สำหรับการเปิดตัวบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท ในครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดสมัครบัตรใหม่ที่ 20,000 บัญชี และคาดการณ์ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรแตะ 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2570 โดยพร้อมเปิดให้สมัครอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE, เว็บไซต์ krungsricard.com หรือสาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยา

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จับมือ JCB เปิดตัว ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ เจาะกลุ่มพรีเมียม ปักธงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ‘Jneration’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายแรกในไทย! โตโยต้า อัด 1.4 พันล้าน ขึ้นไลน์ผลิต ‘รถปิกอัปไฮโดรเจน’ https://thestandard.co/first-in-thailand-toyota-invests-14-billion-baht/ Mon, 19 Oct 2026 12:30:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1269967 รถปิกอัปไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โตโยต้า ไฮลักซ์ สำหรับการส่งออก

บีโอไออนุมัติส่งเสริม โตโยต้า มอเตอร์ ขยายการลงทุน 1,49 […]

The post รายแรกในไทย! โตโยต้า อัด 1.4 พันล้าน ขึ้นไลน์ผลิต ‘รถปิกอัปไฮโดรเจน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถปิกอัปไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โตโยต้า ไฮลักซ์ สำหรับการส่งออก

บีโอไออนุมัติส่งเสริม โตโยต้า มอเตอร์ ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัปไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกของไทย กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570

 

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัปไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท

 

มีกำลังผลิต 3,000 คันต่อปี คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 โดยในระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

 

การเลือกนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโตโยต้ามาต่อยอดบนสายการผลิต Hilux เดิมในประเทศไทย

 

สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัป Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า

 

อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด

 

การลงทุนของโตโยต้าครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ ‘ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี’ ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไฟฟ้าไมลด์ไฮบริด (MHEV) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)

 

รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ควบคู่กับการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายจากทุกประเทศ

 

โตโยต้าลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท

 

โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทย (สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์) ด้วยกำลังผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี

 

มีการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โครงการลงทุนผลิต FCEV ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Multi-pathway ที่มุ่งสู่การลดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

 

จากฐานผลิต Hilux สู่ฐานเทคโนโลยี FCEV เพื่อส่งออกโลก

 

สำหรับโครงการนี้ โตโยต้าจะใช้โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานผลิตรถปิกอัป FCEV โดยต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัป Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV

 

หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์

 

โครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งจะพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับเทคโนโลยียานยนต์ FCEV และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก

 

สรุปรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

 

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทย ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 บีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 203 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 141,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภท MHEV, HEV, PHEV, BEV และล่าสุดคือ FCEV ตลอดจนแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

 

สะท้อนว่าไทยกำลังพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ที่รองรับเทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยโครงการ FCEV ของโตโยต้า เป็นอีกโครงการสำคัญที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเสริมบทบาทไทยในฐานการผลิตยานยนต์ครบวงจรท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

The post รายแรกในไทย! โตโยต้า อัด 1.4 พันล้าน ขึ้นไลน์ผลิต ‘รถปิกอัปไฮโดรเจน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KFC ในสหรัฐฯ ทิ้ง Pepsi อดีตเจ้าของ หันจับมือ Coca-Cola ครั้งแรกในรอบ 40 ปี https://thestandard.co/kfc-us-switches-pepsico-coca-cola/ Sun, 18 Oct 2026 09:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1269511 ป้ายร้าน KFC สาขาในสหรัฐฯ

KFC ในสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนผู้จำหน่ายเครื่องดื่มจาก Peps […]

The post KFC ในสหรัฐฯ ทิ้ง Pepsi อดีตเจ้าของ หันจับมือ Coca-Cola ครั้งแรกในรอบ 40 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายร้าน KFC สาขาในสหรัฐฯ

KFC ในสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนผู้จำหน่ายเครื่องดื่มจาก PepsiCo มาเป็น Coca-Cola ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เครือร้านไก่ทอดในเครือ Yum Brands เปลี่ยนค่ายเครื่องดื่ม โดยจะเริ่มทยอยเปลี่ยนตั้งแต่เดือนมกราคม และคาดว่าจะเสิร์ฟเครื่องดื่มของ Coca-Cola ได้ครบทุกสาขาในสหรัฐฯ ภายในสิ้นไตรมาสแรกของปี 2027

 

โรเบิร์ต มอสโคว์ นักวิเคราะห์ของ TD Cowen ประเมินว่าการเปลี่ยนครั้งนี้จะกระทบ KFC ในสหรัฐฯ ราว 3,700 สาขา ซึ่งใช้เครื่องดื่มของ PepsiCo มาตลอดนับตั้งแต่ PepsiCo ซื้อกิจการ KFC เมื่อปี 1986

 

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของแผนพลิกฟื้น KFC การมีเมนูเครื่องดื่มใหม่ร่วมกับพันธมิตรใหม่อย่าง Coca-Cola จะเปิดโอกาสให้เราคิดค้นสิ่งใหม่ ตอบโจทย์รสนิยมที่เปลี่ยนไป และทำให้ลูกค้ามีเหตุผลมากขึ้นที่จะเลือกเรา” แคเธอรีน แทน-กิลเลสพี ประธานของ KFC สหรัฐฯ ระบุในบันทึกถึงแฟรนไชส์ซีและพนักงาน ซึ่ง CNBC ได้รับมา

 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนครั้งนี้มีผลเฉพาะ KFC ในสหรัฐฯ ส่วน KFC ในต่างประเทศหลายตลาด ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนที่ใหญ่กว่ามาก จะยังใช้เครื่องดื่มของ PepsiCo เช่นเดียวกับ Taco Bell อีกแบรนด์ในเครือ Yum Brands โดยแทน-กิลเลสพีระบุว่า PepsiCo ยังเป็นพันธมิตรสำคัญของบริษัทแม่และ KFC ในตลาดต่างประเทศ

 

เครื่องดื่มกลายเป็นอาวุธใหม่ของร้านฟาสต์ฟู้ด

 

การเปลี่ยนค่ายเครื่องดื่มเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดึงลูกค้าชาวอเมริกันกลับมา หลังจำนวนมากหันไปหาคู่แข่งอย่าง Chick-fil-A และ Popeyes ข้อมูลของ Technomic ระบุว่า KFC ซึ่งเคยเป็นเครือร้านไก่อันดับ 1 ของสหรัฐฯ ตอนนี้มียอดขายเป็นอันดับ 5 หลังยอดขายลดลงต่อเนื่องหลายปีและต้องปิดสาขาบางส่วน

 

KFC จึงพยายามขยายเมนูให้หลากหลายกว่าไก่ทอดแบบมีกระดูกที่ขายเป็นถัง ทั้งแซนด์วิช ปีกไก่ และไก่เทนเดอร์ รวมถึงเปิดแบรนด์ย่อย Saucy by KFC ที่ขายไก่เทนเดอร์ ซอส และเครื่องดื่ม

 

เครื่องดื่มเป็นสินค้าที่ทำกำไรสูง และกลายเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในร้านอาหาร เพราะเครือร้านต่างมองหาเมนูใหม่ที่ดึงดูดผู้บริโภควัยรุ่นและสร้างกำไรได้ดีกว่า ท่ามกลางสงครามลดราคาของร้านฟาสต์ฟู้ด ขณะที่ผู้บริโภคต้องเจอค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

ร้านอย่าง McDonald’s และ Taco Bell ต่างขยายเมนูเครื่องดื่มให้หลากหลายขึ้น ทำแบบเดียวกับ Starbucks และร้านกาแฟอื่นๆ ที่ใช้เครื่องดื่มเย็นเมนูแปลกใหม่ดึงยอดขายมาหลายปี

 

ส่วน KFC เพิ่งเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่อย่างกาแฟเย็นและมิลค์เชกที่ร้าน Open House ร้านทดลองเมนูของบริษัทในรัฐเท็กซัส รวมถึงน้ำเลมอนโซดาและเครื่องดื่มไข่มุกในบางสาขาทั่วโลก

 

ด้าน Coca-Cola เคยบอกกับ CNBC เมื่อต้นปีว่าบริษัทได้ช่วยพันธมิตรร้านอาหารหลายรายคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ ขณะที่ PepsiCo มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Taco Bell มากกว่า KFC โดยเคยพัฒนา Mountain Dew Baja Blast ให้กับ Taco Bell โดยเฉพาะ จนเครื่องดื่มนี้สร้างยอดขายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

PepsiCo เสียลูกค้ารายใหญ่ต่อเนื่อง

 

สำหรับ PepsiCo การเสีย KFC ถือเป็นเรื่องที่เจ็บกว่าลูกค้ารายอื่น เพราะ PepsiCo เคยเป็นเจ้าของ KFC ก่อนจะแยกธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งรวมถึง Pizza Hut และ Taco Bell ออกมาเป็นบริษัทใหม่ในปี 1997 และที่ผ่านมา KFC ก็ยังคงใช้เครื่องดื่มของเจ้าของเดิมมาตลอด

 

ย้อนไปในตอนที่ PepsiCo ซื้อ KFC เมื่อปี 1986 KFC ถือเป็นลูกค้าเครื่องดื่มแบบกดตู้รายใหญ่อันดับ 2 ของ Coca-Cola รองจาก McDonald’s เท่านั้น

 

ข้อมูลของ Beverage Digest ระบุว่า KFC เป็นหนึ่งในเครือร้านอาหารที่ขาย Pepsi ได้มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยสาขาในสหรัฐฯ เสิร์ฟทั้ง Pepsi, Starry, Mountain Dew และน้ำดื่ม Aquafina รวมถึงน้ำมะนาวและชาเย็นสูตรของร้านเอง

 

ช่วงที่ผ่านมา PepsiCo ยังเสียลูกค้ารายใหญ่ไปอีกหลายราย ทั้งเครือโรงแรม Marriott เมื่อต้นปีนี้ และศูนย์อาหารของ Costco เมื่อปีก่อน ขณะที่ Coca-Cola ก็ดึงลูกค้าของ Pepsi ไปได้อีกหลายราย เช่น Culver’s, Arby’s และ Panda Express

 

การเปลี่ยนค่ายเครื่องดื่มของเครือร้านอาหารรายใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ก็เคยมีมาก่อน โดยในปี 2024 PepsiCo ดึง Subway เครือร้านอาหารที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐฯ ไปจาก Coca-Cola ได้ราว 20,000 สาขา อย่างไรก็ตาม มอสโคว์ระบุว่า “ไม่มีบริษัทไหนพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อยอดขายตลอดทั้งปี”

 

นักวิเคราะห์ห่วงทิศทางของ PepsiCo

 

มอสโคว์ระบุว่าข้อมูลค้าปลีกของ TD Cowen พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Coca-Cola มีส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมเพิ่มขึ้น 0.7 จุด ขณะที่ Pepsi ลดลง 1.3 จุด ส่วน Keurig Dr Pepper ก็มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเมื่อนับรวมเครื่องดื่มชูกำลัง

 

“เรามองว่า 2 บริษัทนี้ลงทุนในตลาดเครื่องดื่มสหรัฐฯ หนักและต่อเนื่องกว่า เพื่อผลักดันการเติบโตของรายได้ ขณะที่ PepsiCo มักพูดถึงการลดต้นทุนและการเพิ่มอัตรากำไรว่าเป็นเรื่องสำคัญ” มอสโคว์ระบุ

 

ราโมน ลากัวร์ตา ซีอีโอของ PepsiCo เองก็ยอมรับว่าบริษัทแข่งขันได้ไม่ดีในตลาดน้ำอัดลม รวมถึงแบรนด์ Pepsi ที่เคยชิงอันดับ 1 กับ Coca-Cola มายาวนาน แต่ตอนนี้กลับเสียพื้นที่ให้ Dr Pepper ส่วนยอดขาย Mountain Dew ก็ซบเซา เพราะผู้บริโภคหันไปดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้น

 

ในปีนี้หุ้น PepsiCo ลดลงราว 10.6% เพราะผู้บริโภคที่เจอเงินเฟ้อต่างลดงบซื้อขนมขบเคี้ยว และหันไปซื้อสินค้าแบรนด์ห้างที่ราคาถูกกว่า บริษัทเคยลดราคาขนมอย่าง Doritos และ Cheetos เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เมื่อเดือนกันยายนกลับมีรายงานว่าวางแผนขึ้นราคาขนม น้ำอัดลม และดิปบางรายการ จนนักวิเคราะห์บางส่วนงงกับทิศทางของบริษัท

 

เมื่อต้นเดือนตุลาคม PepsiCo ยังปรับลดคาดการณ์กำไร และระบุว่าจะเร่งลดต้นทุน “อย่างเร่งด่วนที่สุด” แต่มอสโคว์ยังสงสัยว่าอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ PepsiCo ทำงานได้แย่ลง “แล้วพวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร เรายังหาคำตอบที่เจาะจงสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้ได้ยาก”

 

ในวันที่ข่าวนี้ออกมา หุ้น PepsiCo ปิดลดลง 0.7% ขณะที่หุ้น Yum Brands ปิดเพิ่มขึ้น 2.8% และหุ้น Coca-Cola ขยับขึ้น 0.2%

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Summer_Wind / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post KFC ในสหรัฐฯ ทิ้ง Pepsi อดีตเจ้าของ หันจับมือ Coca-Cola ครั้งแรกในรอบ 40 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tinder เปิดผลสำรวจคนโสดเอเชีย พบ คนไทย 85% เคยเหงา พร้อมตามหารักแท้และความสัมพันธ์ระยะยาว https://thestandard.co/tinder-asia-human-connection-survey/ Sat, 17 Oct 2026 06:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1269267 สมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอปพลิเคชัน Tinder สำหรับหาคู่

ผลสำรวจของ Tinder และ Match Group พบว่า คนโสดไทยหลายคนเ […]

The post Tinder เปิดผลสำรวจคนโสดเอเชีย พบ คนไทย 85% เคยเหงา พร้อมตามหารักแท้และความสัมพันธ์ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอปพลิเคชัน Tinder สำหรับหาคู่

ผลสำรวจของ Tinder และ Match Group พบว่า คนโสดไทยหลายคนเคยรู้สึกเหงา แต่ยังคงเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่จริงจัง แอปหาคู่จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนได้ทำความรู้จักกัน โดยความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือยังเป็นปัจจัยสำคัญ

 

Tinder และ Match Group เปิดเผยผลสำรวจ Match Group Asia Human Connection Survey ซึ่งจัดทำโดย Ipsos เพื่อศึกษาพฤติกรรมและการสร้างความสัมพันธ์ของคนโสดอายุ 18–45 ปี กว่า 4,000 คน ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย และไทย การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2569

 

ผลสำรวจพบว่า คนโสดในเอเชียต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิถีชีวิตยุคใหม่ ตลอดจนแรงกดดันจากการทำงาน ความเหนื่อยล้า และความกังวลเมื่อต้องเข้าสังคม ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การพูดคุยออนไลน์ไม่เชื่อมต่อไปสู่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้ง่ายนัก โดย 25% ของคนโสดในเอเชียต่างบอกว่ารู้สึกเหงา ขณะที่ 75% ยังพยายามเปิดรับความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ๆ

 

คนโสดไทยอยากได้ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

 

ในประเทศไทย 85% ของคนโสดบอกว่าเคยรู้สึกเหงาในบางช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม 62% ยังคงพยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และ 72% ระบุว่าอยากมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีคนรู้จักจำนวนมากแต่ไม่สนิทกัน

 

นอกจากนี้ คนโสดไทย 53% ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อคลายเหงา แทนการติดต่อกับเพื่อนหรือครอบครัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 4 ประเทศ ผลสำรวจจึงสะท้อนว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การพบคนใหม่ แต่ยังรวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายผ่านช่องทางดิจิทัลด้วย

 

ยังมีหวังกับความรักในอนาคต

 

แม้การใช้ชีวิตและการพบปะผู้คนอาจไม่ง่าย แต่คนโสดไทยจำนวนมากยังมองหาความรักในระยะยาว โดย 60% กำลังมองหาความสัมพันธ์แบบโรแมนติก และ 74% คาดว่าจะมองหาความรักภายใน 5 ปีข้างหน้า

 

ในกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจ 46% ระบุว่าจะเลือกเดตกับคนที่มองเห็นอนาคตร่วมกันเท่านั้น ขณะที่ 58% เชื่อว่าจะได้พบคนที่ใช่ และ 41% เชื่อว่าตนเองจะแต่งงานในอนาคต ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนโสดไทยให้ความสำคัญกับการเลือกคนที่เข้ากันได้ มากกว่าการคบหาโดยไม่คิดถึงอนาคต

 

คนโสดไทยเปิดใจใช้แอปหาคู่ ช่วยคลายเหงา แต่ต้องปลอดภัย

 

เมื่อการพบปะในชีวิตจริงมีข้อจำกัด แอปหาคู่จึงเป็นอีกช่องทางที่หลายคนเลือกใช้ โดย 46% ของคนโสดไทยเคยใช้แอปหาคู่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และ 60% มองว่าการใช้แอปหาคู่เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

 

ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจ 67% กล่าวว่าแอปหาคู่ช่วยให้รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้นและลดความโดดเดี่ยวลง ส่วน 46% มองว่าแอปเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยยังเป็นเรื่องสำคัญ โดย 46% ระบุว่าโปรไฟล์ที่ยืนยันตัวตนและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นปัจจัยหลักในการเลือกใช้แอป

 

รณัสถ์ ศรีรุ่งเรืองเดชา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย Tinder Thailand กล่าวว่า ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าคนโสดไทยไม่ได้ต้องการเพียงมีคนอยู่รอบตัว แต่ต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนสร้างความเชื่อมโยงใหม่ๆ ได้ ขณะเดียวกัน การทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว Match Group, Tinder, AIS, กรมสุขภาพจิต, TIMS และ GILC จึงร่วมกันขับเคลื่อนแคมเปญ Human Connection เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความเหงา และส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในชีวิตจริง

 

ด้าน เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group ทิ้งท้ายว่า ในยุคที่ติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกลับยากขึ้น การสำรวจนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจจากข้อมูลจริงว่าเหตุใดคนโสดในเอเชียจึงรู้สึกขาดการเชื่อมต่อ ผลสำรวจจึงแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้หมดหวังกับความรัก แต่เลือกและใส่ใจมากขึ้นในการมองหาความสัมพันธ์ที่จริงใจและเหมาะสมกับตนเอง

 

ภาพ: viewimage/shutterstock

The post Tinder เปิดผลสำรวจคนโสดเอเชีย พบ คนไทย 85% เคยเหงา พร้อมตามหารักแท้และความสัมพันธ์ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากอยู่รอดยุคใน AI ทำไมคนรุ่นใหม่ต้องมี 6 อาชีพ สรุปมุมมองผู้นำระดับโลกจากงาน EMPOWER THE FUTURE ECONOMY https://thestandard.co/ai-era-future-workforce-skills/ Fri, 16 Oct 2026 09:50:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1269093 เวทีเสวนา KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY สะท้อนมุมมองการปรับตัวของแรงงานในยุค AI

ในวันโลกเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าที่ถู […]

The post อยากอยู่รอดยุคใน AI ทำไมคนรุ่นใหม่ต้องมี 6 อาชีพ สรุปมุมมองผู้นำระดับโลกจากงาน EMPOWER THE FUTURE ECONOMY appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวทีเสวนา KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY สะท้อนมุมมองการปรับตัวของแรงงานในยุค AI

ในวันโลกเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการค้าที่ถูกจัดระเบียบใหม่ AI ที่เปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ และความยั่งยืนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน

 

 
 

เมื่อ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต คำถามคือเราจะเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และพร้อมพัฒนาศักยภาพคน โดยไม่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

THE STANDARD WEALTH สรุปสาระสำคัญ จากงาน KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำระดับโลก

 

การเติบโตในยุค AI แข่งกันที่ ‘ความเร็ว’ และ ‘Productivity’

 

Anoop Sagoo ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture มองว่า การเติบโตในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย AI ที่มีการแพร่หลายไปยังภาคส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีในอดีตอย่าง Metaverse ปัจจุบันทุกองค์กรไม่ได้ตั้งคำถามว่า AI คืออะไรอีกต่อไป แต่คำถามกลับเน้นไปที่จะสร้างมูลค่าจาก AI ได้อย่างไร เพื่อผลักดันการเติบโตและสร้างข้อแตกต่าง

 

ยกตัวอย่างประเทศจีน สิ่งที่จีนทำได้เก่งมากคือการผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง และสร้างบริบทของ AI ให้เหมาะกับวิธีการดำเนินงานของตัวเอง ทำให้การพัฒนา AI ในจีนไปเร็วมาก

 

ทั้งนี้ อุปสรรคของการสกัดมูลค่าจาก AI คือ แม้หลายบริษัทจะใช้ AI เพื่อเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นงานหลังบ้านหรือในระดับองค์กรโดยรวม แต่ประโยชน์ที่ได้กลับกระจัดกระจายไม่เป็นรูปธรรม เช่น ช่วยประหยัดเวลาทำงานได้ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงต่อคน ซึ่งตีเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องยาก

 

ดังนั้น หากต้องการให้ AI สร้างมูลค่า สูงสุด ภาคธุรกิจจะต้องคิดใหม่ว่าจะออกแบบกระบวนการทำงานและการไหลของข้อมูลภายในธุรกิจอย่างไร ให้คนสามารถนำ AI มาใช้ในการทำงานจริงได้อย่างแท้จริง

 

ด้าน Jan Metzger หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ มองว่า สิ่งที่กำหนดการเติบโตยุคนี้คือ ความเร็วในการสร้างและขยายตัวของบริษัทในอดีตต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างบริษัทให้เติบโต แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น OpenAI, Anthropic, ByteDance หรือการเติบโตของ Nvidia สามารถสร้างรายได้ระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี

 

กลยุทธ์ 3 เสาหลักแก้ปัญหาเงินทุนกระจุกตัว

 

ในอดีต การเติบโตมักกระจุกตัวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกระแสเงินทุนมักหลั่งไหลไปยังประเทศที่มีความมั่งคั่งมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของเงินทุน Sarvesh Suri รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า เป้าหมายหลักของธนาคารโลกคือการสร้างงาน เนื่องจากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศกำลังพัฒนาจะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบถึง 1,200 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานเพียง 420 ล้านตำแหน่ง ทำให้แรงงาน 2 ใน 3 เสี่ยงไม่มีงานทำ ทั้งนี้ ประมาณ 90% ของตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นในภาคเอกชน ดังนั้น การระดมทุนจากภาคเอกชน (Private capital) จึงเป็นเสาหลักสำคัญ

 

กลยุทธ์ 3 เสาหลักสนับสนุนการระดมทุนภาคเอกชน

 

1 สร้างโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน ขนส่ง ดิจิทัล)

 

  1. ร่วมมือกับรัฐสร้างแรงจูงใจและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน
  2. ทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนโดยตรง เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน ความช่วยเหลือทางเทคนิค และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นผ่าน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, ดิจิทัล, เกษตรกรรม, การท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าสูง พร้อมเน้นย้ำการสนับสนุนธุรกิจ MSME

 

ธุรกิจขนาดเล็กทำอย่างไร ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

สำหรับประเทศไทย ธุรกิจ MSME คิดเป็น 96% ของสถานประกอบการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานสูงถึง 70% แต่การส่งออก 80% กลับถูกครองโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% เท่านั้น ทำให้ MSME เสี่ยงต่อการถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่การเติบโตยุคใหม่ กลุ่มธนาคารโลกจึงเสนอยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักเพื่อช่วยเหลือ MSME

 

  • Visible (ทำให้ถูกมองเห็น): เปลี่ยนจากการใช้หลักทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน มาเป็นการนำ Soft Assets เช่น ประวัติการค้า บัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือธุรกรรมดิจิทัล มาใช้เป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อและทำธุรกรรมกับธนาคาร
  • Connected (การเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์ม): สร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มหรือองค์กรที่มีเครือข่ายเข้าถึง MSME จำนวนมาก เช่น Grab ซึ่งช่วยเชื่อมโยงและสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อแก่ MSME และผู้ค้ารายย่อยกว่า 32 ล้านรายในอาเซียน
  • Enabled (ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI): เร่งเสริมสร้างทักษะความตระหนักรู้และการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้แก่ผู้ประกอบการ MSME เพื่อให้สามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจได้จริง
  • Finance (การเข้าถึงแหล่งเงินทุน): เมื่อ MSME มีตัวตน เชื่อมโยง และมีทักษะแล้ว จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถสนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ MSME ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ยุค AI ทักษะเปลี่ยนไว 1 คน อาจทำ 6 อาชีพ

 

ความจริงที่ต้องยอมรับคือคุณค่าของทักษะมนุษย์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากยุคโบราณที่เน้นการรบ มาสู่ยุค 150 ปีที่แล้วที่เน้นการท่องจำความรู้ Metzger กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมให้ความสำคัญกับทักษะความรู้เชิงวิชาการ เช่น แพทย์ วิศวกร แต่ในยุค AI ซึ่งเข้าถึงองค์ความรู้ได้ไม่จำกัด ทักษะเดิมจะมีมูลค่าน้อยลงมากในอนาคต ทำให้มนุษย์หันมาแข่งขันกันด้วยความอยากรู้อยากเห็นเชิงปัญญา (Intellectual Curiosity), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), วิจารณญาณ (Judgment) และความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Flexibility)

 

เขาแนะนำให้ทุกคนที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะต้องเตรียมพร้อมที่จะมีหลายอาชีพตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยต้องมีความอยากรู้อยากเห็นพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะชีวิตในอนาคตของทุกคนจะแตกต่างจากชีวิตของคนรุ่นก่อนอย่างมาก

 

“ในอดีต คุณอาจทุ่มเวลาเรียนทั้งหมดเพื่อเป็นผู้สอบบัญชี แล้วทำอาชีพนั้นไปแทบทั้งชีวิต แต่ผมคาดว่าคนที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนวันนี้ จะประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้ ในช่วงชีวิตจะต้องทำ 6 อาชีพที่แตกต่างกัน ดังนั้น คุณต้องเตรียมใจให้พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ”

 

ด้าน Azar Koulibaly รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia เตือนว่า รัฐบาลต้องยกระดับทักษะแรงงานให้มีความรู้ความเข้าใจ พร้อมใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ เพราะหากไม่มีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เป็นเจ้าของโมเดล AI กับประเทศที่เป็นผู้ใช้งานจะกว้างขึ้น การยกระดับทักษะแรงงานจะช่วยให้ประเทศที่อาจยังไม่ได้อยู่แถวหน้าในวันนี้ สามารถตามทันและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคตได้

 

มนุษย์จะอยู่รอดต้องใช้ AI เป็น

 

Metzger กล่าวว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า มนุษย์จะก้าวเข้ายุค Renaissance ที่ในอดีต เชื่อว่าศักยภาพของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด คนหนึ่งคนสามารถเรียนรู้ข้ามศาสตร์ได้ เป็นการเรียนรู้สิ่งหนึ่ง เพื่อเติมเต็มอีกสิ่งหนึ่ง เขาแนะนำว่าคนรุ่นใหม่ควรเรียนรู้พื้นฐานด้านชีววิทยา เคมี และคณิตศาสตร์ โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเจาะลึกและเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ซับซ้อน เขาเน้นย้ำว่า นี่คือช่วงยุคทองที่มนุษย์สามารถทลายข้อจำกัด ปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ได้

 

ด้าน Koulibaly กล่าวเสริมว่า ถ้าในอดีต Steve Jobs เปรียบคอมพิวเตอร์เหมือนจักรยานนำทางความคิด ปัจจุบัน AI ก็คือ ‘สกูตเตอร์’ หรือ ‘มอเตอร์ไซค์นำทางความคิด’ สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่แค่มีของสิ่งนี้แล้วจบ แต่จะต้องรู้วิธีขับขี่และควบคุมทิศทาง รวมถึงเป็นคนกำหนดเส้นทางว่าจะขี่สกูตเตอร์ไปไหน พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในยุค AI คือเราต้องมี AI literacy ไม่ใช่แค่เพื่อใช้เทคโนโลยีนี้เป็นเท่านั้น แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนไว้วางใจได้และยังตอบสนองประโยชน์ของมนุษยชาติ

 

แต่การจะไปถึงจุดนั้น เราต้องให้มนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจของ AI (human in the loop) และการจะมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการได้ มนุษย์คนนั้นก็ต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร

The post อยากอยู่รอดยุคใน AI ทำไมคนรุ่นใหม่ต้องมี 6 อาชีพ สรุปมุมมองผู้นำระดับโลกจากงาน EMPOWER THE FUTURE ECONOMY appeared first on THE STANDARD.

]]>
Getty Images เตรียมยื่นล้มละลายและออกจากตลาดหุ้น หลังหุ้นร่วงราว 99% ทั้งแบกหนี้ก้อนโตและเจอภาพ AI ตีตลาด https://thestandard.co/getty-images-bankruptcy-stock-ai/ Thu, 15 Oct 2026 08:09:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1268665 ภาพแสดงข้อความ Getty Images หนี้ท่วม เจอภาพ AI ตีตลาด เตรียมยื่นล้มละลาย

Getty Images ผู้ให้บริการภาพถ่ายและวิดีโอ ประกาศเมื่อวั […]

The post Getty Images เตรียมยื่นล้มละลายและออกจากตลาดหุ้น หลังหุ้นร่วงราว 99% ทั้งแบกหนี้ก้อนโตและเจอภาพ AI ตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ Getty Images หนี้ท่วม เจอภาพ AI ตีตลาด เตรียมยื่นล้มละลาย

Getty Images ผู้ให้บริการภาพถ่ายและวิดีโอ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (12 ต.ค.) ที่ผ่านมาว่าจะยื่นขอคุ้มครองการล้มละลายตาม Chapter 11 และถอนตัวออกจากตลาดหุ้น ภายใต้ข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้กับ Koch Equity Development บริษัทของตระกูล Koch และสมาชิกตระกูล Getty

 

 
 

ทั้งสองกลุ่มให้คำมั่นว่าจะใส่เงินทุนใหม่ในรูปของส่วนของผู้ถือหุ้นสูงสุด 533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.79 หมื่นล้านบาท) และจะถือหุ้น Getty ทั้งหมด 100% หลังการปรับโครงสร้างเสร็จสิ้น ซึ่งบริษัทคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

Getty ระบุว่าจะเปิดให้เจ้าหนี้ลงมติรับรองแผนก่อน จากนั้นจะเริ่มกระบวนการ Chapter 11 แบบเร่งรัดที่ตกลงแผนกับเจ้าหนี้ไว้ล่วงหน้า (Prepackaged) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเจ้าหนี้เสียงข้างมากตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ให้คำมั่นแล้วว่าจะลงมติสนับสนุนแผนนี้

 

บริษัทยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจจะเป็นไปตามปกติ และจะชำระเงินให้คู่ค้าครบถ้วนตามรอบการชำระปกติ ขณะที่ Koch Equity Development จะจัดหาเงินทุนเพิ่มอีกสูงสุด 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,798 ล้านบาท) เพื่อใช้ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้าง

 

เจ้าหนี้ยอมยกเลิกหุ้นกู้ราว 9 พันล้านบาท

 

ภายใต้แผนดังกล่าว ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันซึ่งคิดเป็น 83.5% ของหุ้นกู้กลุ่มนี้ ตกลงลดภาระหนี้ให้ Getty ด้วยการยกเลิกหุ้นกู้คงค้างมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,059 ล้านบาท)

 

ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นกู้มีหลักประกันและเจ้าหนี้เงินกู้ระยะยาว (Term Loan) รวมราว 89% รวมถึงเจ้าหนี้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Credit Facility) ทั้งหมด ตกลงลดดอกเบี้ยและขยายเวลาครบกำหนดชำระหนี้ส่วนที่มีหลักประกันของ Getty

 

มูลค่าหุ้นหายไป 99% นับจากกลับเข้าตลาด

 

ารปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock คู่แข่งในธุรกิจเดียวกันล้มเหลว ท่ามกลางภาระหนี้ก้อนใหญ่และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากภาพที่สร้างด้วย AI

 

ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน Getty มีหนี้รวมราว 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.05 หมื่นล้านบาท) ขณะที่มูลค่าตลาดของบริษัท ณ ราคาปิดวันศุกร์ก่อนการประกาศอยู่ที่ราว 20.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 696 ล้านบาท)

 

ราคาหุ้น Getty ลดลงราว 99% นับตั้งแต่กลับเข้าตลาดหุ้นในปี 2022 ผ่านการควบรวมกับบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อซื้อกิจการ (SPAC) ซึ่งประเมินมูลค่าบริษัทไว้ราว 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.61 แสนล้านบาท) หลังจาก Getty เป็นบริษัทเอกชนมานาน 14 ปี

 

ในเดือนสิงหาคม Getty ถอนประมาณการทางการเงินของบริษัท โดยให้เหตุผลว่าอยู่ระหว่างทบทวนทางเลือกในการจัดหาเงินทุนและแนวทางบริหารงบดุล พร้อมว่าจ้าง Guggenheim Securities เป็นที่ปรึกษา ต่อมาช่วงปลายเดือนกันยายน ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ได้เริ่มกระบวนการเพิกถอนหุ้นของบริษัท

 

ทั้งนี้ Getty เป็นคู่แข่งของ Reuters และ Associated Press ในธุรกิจจัดหาภาพถ่ายและวิดีโอสำหรับใช้ในงานข่าว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.55 บาท ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Algi Febri Sugita / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Getty Images เตรียมยื่นล้มละลายและออกจากตลาดหุ้น หลังหุ้นร่วงราว 99% ทั้งแบกหนี้ก้อนโตและเจอภาพ AI ตีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น https://thestandard.co/tiktok-ceo-ai-science-cybersecurity/ Wed, 14 Oct 2026 08:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1268293 โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอ TikTok กำลังพูดบนเวที

โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอของ TikTok คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) […]

The post ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอ TikTok กำลังพูดบนเวที

โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอของ TikTok คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยให้เกิดการค้นพบครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า และจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน แต่ในระยะสั้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก AI เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า

 

 
 

“ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการค้นพบครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทั้งฟิสิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และวัสดุศาสตร์ เพราะ AI ซึ่งเป็นไปได้มากจริงๆ” ชิวกล่าวบนเวที DBS Asia Future Forward Conference ที่สิงคโปร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม

 

ความเห็นของชิวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มปรับท่าที พยายามลดความคาดหวังทั้งเรื่องประโยชน์และภัยของ AI ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน หลังจากทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในงานอีกแห่งที่สิงคโปร์วันเดียวกัน จัดสัน อัลทอฟฟ์ ผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจองค์กรของ Microsoft ก็มองในทิศทางเดียวกัน “ผมอยากแยกกระแสที่ถูกปั่นออกจากความเป็นจริง ไม่มีทางที่แนวคิดเรื่องพลังประมวลผลที่ฉลาดไม่สิ้นสุด จะมาแทนที่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์ได้” อัลทอฟฟ์กล่าว

 

เชื่อ AI จะพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดด

 

ปัจจุบัน ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok กำลังขยายงานวิจัย AI ให้กว้างกว่าแอปสำหรับผู้บริโภค โดยในเดือนเมษายน ทีมวิจัย Seed ของบริษัทได้เปิดตัว Protenix-v2 โมเดล AI สำหรับทำนายและออกแบบโครงสร้างของโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งอาจนำไปใช้ในการค้นคว้ายาใหม่ได้

 

“เรากำลังดูว่าจะร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้อย่างไร เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วย เราได้ทำงานด้านนี้ไปบ้างแล้ว และเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ชิวกล่าว

 

บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นก็ลงทุนกับงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้วย AI เช่นกัน โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคม รัฐบาลสหรัฐฯ, Meta และ Google ประกาศร่วมโครงการมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.05 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาโมเดล AI ที่ทำนายพฤติกรรมของเซลล์ได้ หวังเร่งงานวิจัยชีววิทยาและการค้นคว้ายาใหม่

 

“แนวโน้มชัดมาก เราเพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ AI น่าจะทำได้เท่านั้น และถ้าดูความก้าวหน้าโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ ตอนนี้กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมาก” ชิวกล่าว

 

เมื่อถูกถามถึงมุมมองสุดขั้วของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน AI ชิวมองว่า “ในระยะสั้นเราน่าจะกำลังประเมิน AI สูงเกินไป แต่ในระยะยาวเราน่าจะประเมินมันต่ำเกินไป”

 

เขาอธิบายว่ามนุษย์ต้องใช้เวลาในการปรับตัวรับเทคโนโลยีลักษณะนี้ ซึ่งจะเป็นเหมือนเม็ดทรายที่ติดอยู่ในฟันเฟือง ทำให้ความก้าวหน้าช้าลงในระยะสั้น “แต่การคิดว่า AI ช้าในระยะสั้น แล้วจะไม่สำคัญในระยะยาว เป็นข้อสรุปที่ผิดและมีความเสี่ยง”

 

มนุษย์ยังทำบางอย่างได้ดีกว่า AI

 

แม้จะมองบวก แต่ชิวยอมรับว่า “เทคโนโลยียังไปไม่ถึงจุดนั้น สมองของเรายังทำบางอย่างที่โมเดลยังทำไม่ได้” โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยการแยกแยะรายละเอียดของภาพ และการดึงความทรงจำระยะยาวมาใช้ ซึ่งมนุษย์ยังทำได้ดีกว่า

 

เมื่อถูกถามว่า AI อาจมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ชิวตอบว่ายัง “เร็วเกินไปนิดหน่อย” ที่จะสรุป เพราะ AI ยังเรียนรู้บางเรื่องได้ไม่เร็วเท่ามนุษย์ “แต่ก็พอมองเห็นโลกที่ซิลิคอนเหนือกว่าคาร์บอนได้”

 

ซิลิคอนเป็นวัสดุหลักของชิปที่ใช้ขับเคลื่อน AI ส่วนคาร์บอนเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ชิวมองว่าซิลิคอนมีอายุยืนกว่า ขยายได้ง่ายกว่า และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีได้ง่ายกว่าผ่านมนุษย์ “มีโอกาสอยู่บ้างที่มันจะเหนือกว่าในบางด้าน”

 

เขายังตั้งคำถามว่า หากวันนั้นมาถึงจริง “เราจะทำให้โมเดลทำงานในแบบที่มนุษย์อย่างเรามองว่าถูกต้องได้อย่างไร”

 

ชิวยกตัวอย่างจาก TikTok ว่าสัดส่วนวิดีโอที่สร้างด้วย AI ยังไม่สมดุลกับยอดวิวที่ได้ แม้ระบบแนะนำวิดีโอจะขับเคลื่อนด้วย AI ก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมอยากดูอะไร โดยผู้ใช้ที่ดูแต่คอนเทนต์ AI อย่างเดียวมีสัดส่วนเพียงไม่กี่ %

 

ขณะที่รายงานของ Kapwing บริษัทผู้พัฒนาเครื่องมือสร้างวิดีโอในซานฟรานซิสโก เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุว่าราว 59% ของวิดีโอที่ขึ้นบนหน้า For You ของบัญชี TikTok ที่เพิ่งสมัครใหม่ เป็น ‘AI Slop’ หรือวิดีโอคุณภาพต่ำที่เห็นได้ชัดว่าสร้างด้วย AI

 

ชิวมองว่าผู้คนยังให้คุณค่ากับความจริงแท้ และเมื่อเห็นวิดีโอที่ “ไม่จริงอย่างเห็นได้ชัด” ก็ยังมีแรงต้านในการรับชม “มีการทดลองใช้ AI สร้างคอนเทนต์มากมาย และหลายชิ้นสร้างสรรค์เกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ แต่ตอนนี้คนก็ยังไม่ได้หันมาดูคอนเทนต์ AI อย่างเดียว”

 

ห่วงภัยไซเบอร์จาก AI Agent

 

ชิวมองว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ AI “ค่อนข้างใหญ่” และ “เกิดขึ้นจริง” ในระยะสั้น ขณะที่บริษัทต่างๆ แข่งกันนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยเฉพาะ AI Agent หรือ AI ที่ลงมือทำงานแทนคนได้เอง ซึ่งต่างจากโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT และ Claude ที่เน้นตอบคำถาม

 

เขาเตือนว่าผู้ใช้อาจให้สิทธิ์ AI Agent อย่างกว้างขวางโดยไม่เข้าใจผลที่อาจเกิดขึ้น เช่น การปล่อยให้ AI สั่งซื้อของเอง ซึ่งระบบอาจซื้อมากกว่าที่ผู้ใช้ต้องการ เพราะพยายามทำงานให้สำเร็จ

 

ในฝั่งธุรกิจ AI Agent ทำให้ต้นทุนการสร้างสแปมและการฉ้อโกงถูกลงอย่างมาก ชิวมองว่าแม้จะลดสแปมบนแพลตฟอร์มให้เป็นศูนย์ไม่ได้ แต่ธุรกิจควร “ทำให้การปล่อยสแปมจำนวนมากบนแพลตฟอร์มมีต้นทุนสูงเกินไป” และต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมไว้รับมือ

 

เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญของ TikTok ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกราว 2.21 พันล้านคน ตามข้อมูลของ DataReportal เมื่อเดือนเมษายน

 

ชิวยังมองว่าเรื่องนี้ต้องอาศัย “การให้ความรู้อีกมาก” และทักษะการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจะสำคัญมากใน 2-3 ปีข้างหน้า จึงแนะนำให้ทุกคนลงมือใช้ AI ด้วยตัวเอง “ถ้าคุณไม่ใช้โมเดลและผลิตภัณฑ์เหล่านี้เอง แค่อ่านอย่างเดียว คุณจะไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้หรือไม่ได้”

 

เขายังเสนอให้องค์กรฝึกพนักงานไม่ให้แชร์ความลับทางการค้าหรือข้อมูลทางกฎหมายที่เป็นความลับกับแชตบอตสาธารณะ “มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก คนจึงใช้กันอย่างกระตือรือร้นเกินไปในบางครั้ง การเข้าใจขอบเขตว่าการใช้งานแบบไหนสมเหตุสมผลและยอมรับได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.62 บาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยามพิวรรธน์ปิดฉากความสำเร็จ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ตอกย้ำผู้นำ Luxury Retail พร้อมปักหมุดกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination https://thestandard.co/siam-piwat-bangkok-watch-week-success/ Wed, 14 Oct 2026 06:40:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1267689 ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน

สยามพิวรรธน์ปิดฉากความสำเร็จของงาน Siam Paragon Bangkok […]

The post สยามพิวรรธน์ปิดฉากความสำเร็จ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ตอกย้ำผู้นำ Luxury Retail พร้อมปักหมุดกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน

สยามพิวรรธน์ปิดฉากความสำเร็จของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ซึ่งจัดเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ตลอดการจัดงาน 6 วัน มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 40,000 คน มีแบรนด์นาฬิกาเข้าร่วมกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวจากปีแรก พร้อมการเปิดตัวเรือนเวลาใหม่กว่า 200 รุ่น

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนบทบาทของสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้พัฒนาแลนด์มาร์กระดับโลกอย่างสยามพารากอนและไอคอนสยาม และผู้นำตลาด Luxury Retail ของไทย ที่วางเป้าหมายสร้าง Global Luxury Community ผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ฐานธุรกิจลักชัวรีที่แข็งแรง เครือข่ายพันธมิตรระดับโลก และการสร้างวัฒนธรรมนาฬิกาผ่านองค์ความรู้

 

ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน 1

 

สยามพิวรรธน์: จุดหมายที่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกวางใจ

 

ด้วยส่วนแบ่งตลาดลักชัวรีในไทยกว่า 70% และการเป็นที่ตั้งของแบรนด์และ Flagship Store ชั้นนำมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ สยามพิวรรธน์จึงเป็นจุดหมายที่แบรนด์ระดับโลกไว้วางใจ และเลือกเป็นพันธมิตรหลักในการทำตลาดในไทย หรือที่เรียกว่า Partner of Choice

 

แต่ในวันที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเพียงตัวสินค้า หากให้น้ำหนักกับประสบการณ์ องค์ความรู้ และการได้อยู่ในคอมมูนิตี้ที่ชอบสิ่งเดียวกัน การเป็นแค่พื้นที่ขายจึงไม่เพียงพอ สยามพิวรรธน์จึงต่อยอดแลนด์มาร์กของกลุ่มให้เป็น Knowledge-sharing Platform ที่ช่วยแบรนด์สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค และ Bangkok Watch Week คือตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนความสำเร็จจากการที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงจากหลายแบรนด์เดินทางมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง

 

แคโรไลน์ เมอร์ฟีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “กรุงเทพฯ มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกามาอย่างยาวนาน Bangkok Watch Week จึงเป็นการสร้างแพลตฟอร์มในการฉายภาพศักยภาพของกรุงเทพฯ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สู่การเป็นหนึ่งในเมืองหลวงด้านนาฬิกาของโลก”

 

ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน 2

 

ผนึกพันธมิตรกว่า 45 แบรนด์ จากเมซงเก่าแก่ถึงแบรนด์นาฬิกาอิสระ

 

งาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 มีแบรนด์เข้าร่วมงานมากกว่า 45 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่เมซงเก่าแก่อย่าง A. Lange & Söhne, Cartier, Jaeger-LeCoultre และ Vacheron Constantin ไปจนถึงผู้ผลิตนาฬิกาอิสระอย่าง Greubel Forsey, MB&F และ Ressence รวมถึงแบรนด์ที่มาร่วมเป็นครั้งแรก อาทิ Blancpain, Breguet, Oris, Tudor และ Universal Genève

 

ไฮไลต์ของงานนี้ ได้แก่

 

  • Roger Dubuis เลือกเวทีนี้เปิดตัวคอลเล็กชัน Knights of the Round Table เป็นครั้งแรกของโลก
  • Oris เปิดตัว Aquis Bangkok Limited Edition รุ่นเอ็กซ์คลูซีฟที่ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน ได้แรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร
  • Universal Genève เมซงนาฬิกาสวิสเก่าแก่ เปิดตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ในภูมิภาค
  • Breguet จัดแสดงผลงานรำลึกวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon นวัตกรรมสำคัญที่วางรากฐานให้ประวัติศาสตร์นาฬิกากลไก

 

งานนี้ยังได้ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรด้านวัฒนธรรมและการศึกษานาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ มาสร้างกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ศาสตร์แห่งเรือนเวลา เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสจริง พร้อมวิทยากร ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนจากหลายประเทศ ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแบรนด์ วิสัยทัศน์ผู้บริหาร การออกแบบ นวัตกรรม และมุมมองการสะสมเรือนเวลา

 

ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน 3

 

18 เซสชัน ผู้ฟังกว่า 4,000 คน เมื่องานนาฬิกาเป็นมากกว่าการจัดแสดง

 

งานประกอบด้วยกิจกรรม 3 ส่วนใหญ่ด้วยกัน ได้แก่ The Exhibition สำหรับจัดแสดงเรือนเวลา The Symposium สำหรับแลกเปลี่ยนความคิด และ The Experience สำหรับลงมือสัมผัสงานฝีมือ

 

The Symposium จัด 18 เซสชัน มีผู้ฟังรวมกว่า 4,000 คน ประกอบด้วยวิทยากร อาทิ Georges Kern จาก Breitling, Emmanuel Breguet จาก Breguet, Nicolas Rudaz จาก Franck Muller และ Morgan Maillard จาก Vacheron Constantin รวมถึง Bulgari ที่ร่วมกับ Emma Behaeghel เล่าเรื่องคอลเล็กชัน OCTO และ Serpenti ขณะที่ FHH Academy Lounge ซึ่งเปิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก เปิดให้ผู้เข้าชมเรียนพื้นฐานการประดิษฐ์นาฬิกาและสอบรับประกาศนียบัตร FHH Watch Advisor Certification

 

ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน 4

 

ธนพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ สยามพารากอน สยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “เราสร้างพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกแบรนด์ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนมุมมองผ่าน The Symposium และสร้างการมีส่วนร่วมผ่าน The Experience นี่คือเหตุผลที่เราสามารถดึงดูดแบรนด์ต่างๆ ให้เข้าร่วมงานได้มากยิ่งขึ้น”

 

ความสนใจยังขยายออกนอกพื้นที่งาน ดึงดูดสื่อไทยและนานาชาติ พร้อมได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่าง CNN และสื่อจากอีกหลายประเทศในเอเชียและยุโรปมารายงานข่าวตลอดสัปดาห์ ส่วนบนโซเชียลมีเดีย งานสร้างการรับรู้กว่า 600 ล้านครั้ง Reach เพิ่มขึ้น 366% และ Engagement เพิ่มขึ้น 147% จากปีก่อน

 

ภาพบรรยากาศงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 แสดงนาฬิกาหรูและผู้เข้าร่วมงาน 5

 

ก้าวต่อไป: จัดงานปีที่ 3 ในปี 2027

 

สยามพิวรรธน์ยืนยันจัด Siam Paragon Bangkok Watch Week 2027 เป็นปีที่ 3 และตั้งใจขยายงานให้ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยวางให้งานเป็นมากกว่างานประจำปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ทำให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น Global Watch Destination

The post สยามพิวรรธน์ปิดฉากความสำเร็จ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ตอกย้ำผู้นำ Luxury Retail พร้อมปักหมุดกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อก Ease of Doing Business พร้อมตั้งองค์กรกลางรวมศูนย์ดูแลนักลงทุนต่างชาติ ทางรอดสำคัญช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย https://thestandard.co/ease-doing-business-foreign-investment-thailand/ Tue, 13 Oct 2026 11:13:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1267992 ภาพกราฟิก WEALTH IN DEPTH พร้อมข้อความปลดล็อก Ease of Doing Business ทางรอดสำคัญ ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

ท่ามกลางคลื่นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งใ […]

The post ปลดล็อก Ease of Doing Business พร้อมตั้งองค์กรกลางรวมศูนย์ดูแลนักลงทุนต่างชาติ ทางรอดสำคัญช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก WEALTH IN DEPTH พร้อมข้อความปลดล็อก Ease of Doing Business ทางรอดสำคัญ ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

ท่ามกลางคลื่นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางทางยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร Bank of America สาขาประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังได้รับฟังข้อมูลจากประชุม MF and World Bank Group Annual Meetings 2026 ถึงโอกาส ความพร้อม และ ‘คอขวด’ สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปลดล็อก โดยเฉพาะประเด็น Ease of Doing Business และการจัดตั้ง ‘องค์กรกลาง’ เพื่อดูแลนักลงทุนอย่างครบวงจร

 

อรกัญญา พิบูลธรรม ระบุว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำด่วนที่สุดเพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้กลายเป็นการลงมือลงทุนจริง (Action) คือการปรับปรุงความง่ายในการทำธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ซึ่งเป็นมาตรการที่ ‘ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว’

 

หัวใจสำคัญของการปฏิรูป Ease of Doing Business มี 2 ส่วนหลัก ดังนี้

 

  1. กระบวนการออกกฎหมายและข้อบังคับที่ไม่สร้าง Surprise: รัฐบาลควรจัดทำรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกฝ่ายล่วงหน้าก่อนออกกฎเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจตั้งรับและปรับตัวได้ทัน
  2. การจัดตั้ง ‘องค์กรกลางรวมศูนย์’ (One-Stop Agency): บูรณาการหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กรมสรรพากร, กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน

 

“BOI พยายามอย่างมากในการเชิญชวนนักลงทุนมาประเทศไทย แต่เมื่อนักลงทุนมาถึง กลับต้องเจอกับขั้นตอนที่ซับซ้อน ติดขัดหลายหน่วยงาน ทำให้การแปลงแอปพลิเคชันการลงทุน (Application) ให้กลายเป็นการลงทุนจริง (Reality) เกิดขึ้นได้อย่างล่าช้า” อรกัญญา พิบูลธรรม

 

หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ การจัดตั้งบริษัทสามารถทำผ่านระบบออนไลน์เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน ขณะที่ประเทศไทยยังต้องใช้เวลานานเป็นเดือน มีขั้นตอนเอกสารจำนวนมาก และยังไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ถอดรหัสสูตร 3Cs เช็กลิสต์ศักยภาพไทยในสายตาทุนโลก

 

จากประสบการณ์การทำงานในสมาคมหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และสถาบันการเงินระดับโลก อรกัญญา สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของประเทศผ่านกรอบ 3Cs (CCE Framework)

 

  • Consistency (ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย): ประเทศไทยสอบผ่านในจุดนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความเสถียรภาพ และทีมงานด้านเศรษฐกิจมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน ทำให้การขับเคลื่อนและตกลงนโยบายมีความราบรื่น
  • Certainty (ความแน่นอนของโครงสร้างพื้นฐาน): ประเทศไทยมีความพร้อมสูง ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และพลังงานสะอาด (Clean Energy) มีเพียงประเด็นเดียวที่ต้องเร่งสปีดคือการพัฒนาแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor)
  • Efficiency (ประสิทธิภาพกระบวนการ): ตัววัดสำคัญคือ Ease of Doing Business ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญและจับตามองมากที่สุดในขณะนี้

 

บทพิสูจน์ความตื่นตัว UNGA Roadshow และทัพผู้บริหารระดับโลกบุกไทย

 

จากงาน UN General Assembly (UNGA) ที่นิวยอร์ก ซึ่งทีมงาน Bank of America ร่วมจัดงานให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไทยได้พบปะกับนักลงทุนต่างชาติ โดยใช้เวลาเตรียมการไม่ถึง 3 สัปดาห์ แต่กลับได้รับผลตอบรับเป็นปรากฏการณ์ทีดี ดังนี้

 

  • การเจอกันตัวต่อตัว (1-on-1): CEO จาก PIMCO กองทุนตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าพบผู้นำไทยด้วยตนเอง
  • สถาบันการเงินในตลาดทุน: จองสล็อตการประชุมเต็ม 30 ที่นั่งภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน
  • บิ๊กเทคระดับโลก: ประธานด้านธุรกิจต่างประเทศของ Google ให้การต้อนรับคณะผู้แทนไทยในการเยี่ยมชมไซต์งาน Hudson Yards ด้วยตนเอง
  • ความสนใจ IMF – World Bank: ในการประชุมประจำปี IMF – World Bank ณ กรุงเทพฯ Bank of America ได้ส่งทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญบินเข้าร่วมงานกว่า 100 คน (จากปกติ 40-50 คน) สะท้อนว่าประเทศไทยและอาเซียนคือศูนย์กลางความสนใจของทุนโลก ขณะเดียวกัน IMF ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขึ้นเป็น 2.1%

 

อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และโอกาสจากห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ในแง่อุตสาหกรรมเป้าหมาย นักลงทุนอเมริกันและต่างชาติให้ความสนใจในกลุ่ม AI, Digital Infrastructure, Data Center, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และ Hard Disk Drive (HDD)

 

เนื่องจากประเทศไทยวางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทชั้นนำจากไต้หวันในการย้ายฐานการผลิต PCB นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย (Legal Infrastructure) ที่เข้มแข็งและได้เปรียบหลายประเทศในภูมิภาค

 

สำหรับคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาเลเซีย แม้จะก้าวหน้าในอุตสาหกรรม Semiconductor จนครอบครองสัดส่วน 15% ของ Global Output แต่เนื่องจากเค้กการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มีขนาดใหญ่มาก ประเทศไทยจึงมีโอกาสสูงมากในการรองรับเม็ดเงินการลงทุนส่วนขยายที่ล้นออกมา

 

AI – สังคมสูงวัย และการยกระดับ SME ผ่าน Supply Chain Financing

 

ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี อรกัญญา มองว่า การเข้ามาของ AI ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย (Aging Society) เต็มตัว โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% ของประชากร AI จะเข้ามาช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงาน โดยนักลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ได้มองหาแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่มองหาแรงงานที่มีคุณภาพ (Quality Labor) และการศึกษาระดับสูง

 

ส่วนการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานราก เมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน 1 ราย จะเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (SMEs) ถึง 100-200 ราย ธนาคารแห่งอเมริกาจึงให้ความสำคัญกับ Supply Chain Financing อย่างไรก็ดี ปัญหาของ SMEs ไทยคือคุณภาพสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มักระมัดระวังการปล่อยกู้

 

ทางออกจึงต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน โดยหากรัฐบาลเข้ามาช่วยกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee) ก็จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs มากยิ่งขึ้น

The post ปลดล็อก Ease of Doing Business พร้อมตั้งองค์กรกลางรวมศูนย์ดูแลนักลงทุนต่างชาติ ทางรอดสำคัญช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่ผู้ถือศีล ‘ซีพีแรม’ ชี้คนรุ่นใหม่-สายคลีน ดันตลาดเจปี 69 คึกคัก ตั้งเป้ายอดขายพุ่ง 20-30% https://thestandard.co/cpram-vegetarian-sales-growth/ Tue, 13 Oct 2026 02:43:41 +0000 https://thestandard.co/cpram-vegetarian-sales-growth/ ภาพผู้บริหารซีพีแรม นันทณัฐ ปิตวิวัฒนานนท์ พร้อมข้อความระบุว่าคนรุ่นใหม่และสายคลีนดันตลาดเจปี 2569 คึกคัก ซีพีแรมจ่อรับยอดขายพุ่ง

ซีพีแรม มองบวกเทศกาลกินเจปี 2569 สัญญาณฟื้นตัวชัด ชูพื้ […]

The post ไม่ใช่แค่ผู้ถือศีล ‘ซีพีแรม’ ชี้คนรุ่นใหม่-สายคลีน ดันตลาดเจปี 69 คึกคัก ตั้งเป้ายอดขายพุ่ง 20-30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารซีพีแรม นันทณัฐ ปิตวิวัฒนานนท์ พร้อมข้อความระบุว่าคนรุ่นใหม่และสายคลีนดันตลาดเจปี 2569 คึกคัก ซีพีแรมจ่อรับยอดขายพุ่ง

ซีพีแรม มองบวกเทศกาลกินเจปี 2569 สัญญาณฟื้นตัวชัด ชูพื้นที่ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต คึกคักสุด รับอานิสงส์วิกฤตน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย มั่นใจดันยอดขายโตทะยาน 20–30% สวนทางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 

นันทณัฐ ปิตวิวัฒนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า ในเทศกาลเจปี 2569 ตลาดอาหารเจทั่วประเทศมีมูลค่าประมาณ 45,900 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของศูนย์วิจัยที่คาดว่าตลาดปีนี้จะเติบโตประมาณ 8%

 

สำหรับปัจจัยที่หนุนการเติบโตคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมจะรับประทานอาหารเจเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่วันนี้ได้มีการเลือกกินอาหารเจในชีวิตประจำวันแล้ว และหากสังเกตจะเห็นว่าฐานผู้บริโภคได้ขยายจากกลุ่มผู้ถือศีลกินเจไปสู่ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและกลุ่ม Flexitarian หรือผู้ที่พยายามลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ซึ่งแม้จะลดเนื้อสัตว์ แต่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติ รวมถึงความสะดวกในการซื้อหาและความคุ้มค่าเป็นหลัก

 

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว สร้างโอกาสให้ ‘ซีพีแรม’ เดินหน้าพัฒนาเมนูอาหารเจ ทั้งเบเกอรี อาหารพร้อมรับประทาน อาหารรองท้อง และเครื่องดื่มชงสดในร้าน 7-Eleven ปัจจุบันมีสินค้ากลุ่มเจรวมกว่า 50 รายการ เพิ่มจากปีก่อนซึ่งมีประมาณ 40 รายการ โดยปีนี้มีเมนูใหม่ 9 รายการ และยังมีเมนูผัดกะเพราเจ ที่ยังคงเป็นสินค้าขายดีที่สุด

 

โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มอาหารเจอยู่ที่ 8–10% ต่อปี ซึ่งถือว่าสอดรับกับทิศทางของตลาดโดยรวม โดยเฉพาะพื้นที่เยาวราชที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 10%

 

นันทณัฐระบุว่า แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว และมีผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังและจำกัดการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ในมิติของคนที่กินเจ ยังมีความเชื่อความศรัทธา และอาจเลือกกินเจในช่วงเวลาสั้นๆ และหากสังเกตจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ก็หันมากินเจกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากแบรนด์ไหนมีความหลากหลาย รสชาติอร่อย และคุ้มค่าก็จะมีความได้เปรียบในตลาด

 

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา แม้บางพื้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่ยังไม่รุนแรงจนกระทบต่อการบริโภคในภาพรวม เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทได้เตรียมบริหารจัดการสต็อกและซัพพลายเชนล่วงหน้า โดยวางแผนก่อนเทศกาล 10–15 วัน และสำรองสินค้าให้เพียงพอตลอดช่วงเทศกาล โดยใช้โรงงานลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เป็นฐานการผลิตหลัก ร่วมกับโรงงานในภูมิภาคที่จังหวัดชลบุรีและสุราษฎร์ธานี เพื่อกระจายสินค้าไปยังร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ

 

ส่วนเส้นทางขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม บริษัทได้เตรียมแผนรับมือและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไว้ล่วงหน้าแล้ว ขณะที่เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นตามระดับน้ำที่ลดลง

 

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพีแรม ยังขอยืนยันว่า ในปีนี้แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยังตรึงราคาจำหน่ายสินค้า ไม่มีการปรับขึ้นราคา แม้ว่าราคาวัตถุดิบหลักอย่างผักสดจะปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากได้วางแผนการผลิตและเจรจาราคากับคู่ค้าไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี เพื่อช่วยรับมือและลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

 

The post ไม่ใช่แค่ผู้ถือศีล ‘ซีพีแรม’ ชี้คนรุ่นใหม่-สายคลีน ดันตลาดเจปี 69 คึกคัก ตั้งเป้ายอดขายพุ่ง 20-30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Swensen’s ฉลอง 40 ปี ดึง Mickey Mouse และ Minnie Mouse มัดใจทุกเจเนอเรชัน สู้ตลาดเบเกอรี่-ไอศกรีม 2.9 หมื่นล้านที่แข่งดุ https://thestandard.co/swensens-40-years-mickey-minnie-market/ Tue, 13 Oct 2026 02:43:36 +0000 https://thestandard.co/swensens-40-years-mickey-minnie-market/ ภาพฉลอง 40 ปี Swensen’s ร่วมกับ Mickey Mouse และ Minnie Mouse

Swensen’s ฉลองครบ 40 ปีในไทยด้วยการนำ Mickey Mouse และ […]

The post Swensen’s ฉลอง 40 ปี ดึง Mickey Mouse และ Minnie Mouse มัดใจทุกเจเนอเรชัน สู้ตลาดเบเกอรี่-ไอศกรีม 2.9 หมื่นล้านที่แข่งดุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฉลอง 40 ปี Swensen’s ร่วมกับ Mickey Mouse และ Minnie Mouse

Swensen’s ฉลองครบ 40 ปีในไทยด้วยการนำ Mickey Mouse และ Minnie Mouse มาอยู่ในเมนูไอศกรีม บัตรสมาชิก และของใช้ในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘40 ปีแห่งความสุขที่ไม่มีวันละลาย’ เริ่มที่ทุกสาขาตั้งแต่ 12 ตุลาคม 2569

 

 

การฉลองครั้งนี้มาในช่วงที่ตลาดเบเกอรี่และไอศกรีมมีผู้เล่นมากขึ้นและแข่งขันสูง ขณะที่สินค้าลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง

 

ทำไมต้อง Mickey และ Minnie

 

กัลลฎา แจ้งพินิจพร Head of Brand ของ Swensen’s อธิบายว่า ไม่ว่าคนเจนไหนก็เคยมีความทรงจำกับ Swensen’s ขณะที่ Mickey และ Minnie ก็เป็นคาแรกเตอร์ที่คนทั่วโลกรู้จักและรักมานาน ทั้งสองแบรนด์จึงมีจุดร่วมตรงที่อยู่ในความทรงจำของคนหลายรุ่น

 

ดังนั้นการนำ Mickey และ Minnie มาร่วมฉลองจะช่วยเติมความสดใหม่ให้แบรนด์ที่อยู่มา 40 ปี และทำให้คนทุกวัยเข้ามาร่วมสนุกได้

 

ในธุรกิจสินค้าลิขสิทธิ์ทั่วโลก ตัวการ์ตูนและสื่อบันเทิงยังเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ข้อมูลของ Licensing International ระบุว่า ปี 2025 ยอดขายสินค้าและบริการลิขสิทธิ์ทั่วโลกอยู่ที่ราว 3.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.45% ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มบันเทิงและคาแรกเตอร์ราว 1.62 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 41.5%

 

คาแรกเตอร์ที่อยู่มานานยังได้รับความนิยมมากกว่าตัวใหม่ รายงานฉบับก่อนหน้าพบว่า คาแรกเตอร์และไตเติลที่อยู่มานาน (Evergreen) มีสัดส่วน 73% ของกลุ่มบันเทิง ส่วนที่เพิ่งเปิดตัวมีเพียง 22% และ Disney เองก็ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยรายงาน Top Global Licensors 2026 ของ License Global ประเมินยอดขายปลีกสินค้าลิขสิทธิ์ของ Disney ในปี 2025 ไว้ราว 63,000 ล้านดอลลาร์

 

ผู้ซื้อสินค้าลิขสิทธิ์ยังกระจายอยู่หลายช่วงวัย ในปี 2024 Millennials ซื้อมากที่สุดที่ 28% และคาดว่า Gen Z จะขึ้นมานำที่ 27% ตามด้วย Gen Alpha ที่ 22% ขณะที่ ผลสำรวจบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ในรายงานเดียวกันพบว่า อาหารและเครื่องดื่มเป็นหมวดสินค้าที่มีโอกาสเติบโตเป็นอันดับ 3 รองจากเสื้อผ้า และของเล่นกับเกม

 

3 แกน Exclusive-Everyday-Experience พาแบรนด์ออกนอกร้าน

 

กัลลฎาระบุว่า แผนฉลองครั้งนี้วางไว้ 3 แกน แกนแรกคือ Exclusive ใช้ Mickey และ Minnie ในลายเส้นที่ Disney ออกแบบให้ Swensen’s โดยเฉพาะ ใช้เป็นภาพจำของการฉลอง 40 ปี และหาได้ที่ Swensen’s เท่านั้น สินค้าชุดนี้จึงมีมูลค่าในแง่ของสะสมด้วย

 

แกนที่สองคือ Everyday สินค้าที่ระลึกเลือกจากของที่คนใช้จริงในชีวิตประจำวัน ได้แก่ หมอนผ้าห่ม, ยางมัดผม และบัตรสมาชิก เพื่อให้คนนึกถึงแบรนด์ทุกครั้งที่หยิบใช้

 

สัญลักษณ์ของ Swensen’s บนสินค้าชุดนี้มีเพียงไอคอนรูปเชอร์รีที่วางคู่กับ Mickey และ Minnie แบรนด์ตั้งใจให้ของดูเป็นของใช้น่ารักที่หยิบใช้ได้ทุกวัน มากกว่าเป็นของโฆษณาแบรนด์ แต่คนเห็นก็ยังจำได้ว่ามาจาก Swensen’s

 

แกนที่สามคือ Experience มีเมนูพิเศษ Magic Moment Sundae และในสาขาที่ร่วมรายการ ลูกค้าที่สั่งเมนูนี้จะได้ถ่ายภาพ Polaroid ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แบรนด์เคยทำและนำกลับมาอีกครั้ง พร้อมกรอบรูปลาย Mickey และ Minnie สาขาเหล่านี้ยังตกแต่งให้มีมุมถ่ายภาพด้วย

 

ตลาดเบเกอรี่-ไอศกรีม 2.9 หมื่นล้าน ผู้เล่นมากขึ้น แข่งดุขึ้น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2569 ตลาดร้านเครื่องดื่ม (รวมร้านเบเกอรี่และไอศกรีม) จะมีมูลค่า 9.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 5.1% จากปีก่อน ส่วนแบ่งในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มขยับขึ้นเป็น 14%

 

ในจำนวนนี้ ร้านเบเกอรี่ (รวมไอศกรีม) มีมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.9% ได้แรงหนุนจากผู้บริโภคที่ทานเบเกอรี่มากขึ้น รูปแบบเบเกอรี่ที่หลากหลายขึ้น และแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการมากขึ้น การแข่งขันก็สูงตามไปด้วย

 

ในตลาดที่คู่แข่งมากขึ้น การให้ลูกค้ามีเหตุผลใหม่ในการแวะเข้าร้านจึงสำคัญ รอบนี้ Swensen’s เลือกใช้ของสะสมที่มีเฉพาะที่นี่ ควบคู่กับประสบการณ์ในร้าน

 

กัลลฎาระบุว่า เป้าหมายคือทำให้แบรนด์ยังสดใหม่สำหรับคนทุกรุ่น และยังเป็นแบรนด์แห่งความสุขที่คนไทยรักต่อไป

 

อ้างอิง:

The post Swensen’s ฉลอง 40 ปี ดึง Mickey Mouse และ Minnie Mouse มัดใจทุกเจเนอเรชัน สู้ตลาดเบเกอรี่-ไอศกรีม 2.9 หมื่นล้านที่แข่งดุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกกระทรวงคลัง เปิดเหตุผล ทำไมพิจารณาเก็บ ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร https://thestandard.co/finance-ministry-departure-tax/ Sun, 11 Oct 2026 05:31:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1267195 ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ประเด็นภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการ […]

The post โฆษกกระทรวงคลัง เปิดเหตุผล ทำไมพิจารณาเก็บ ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ประเด็นภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ตอบทุกข้อสงสัยประเด็นเรื่องภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Departure Tax) กับ THE STANDARD WEALTH

 

โดยระบุว่า หนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังการพิจารณาเก็บภาษีดังกล่าว มาจากความต้องการหารายได้สำหรับนำมาใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและส่งเสริมโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังจากปัจจุบันมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศ จึงจำเป็นต้องมีงบประมาณมาปรับปรุงและกระตุ้นการท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ ดร.วินิจ ยังกล่าวต่อว่า การจัดหาแหล่งรายได้ใหม่ทางภาษียังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลัง และการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ปรับมุมมองต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศไทยไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมที่เป็นลบ

 

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ในการปรับปรุงนโยบายภาษี กระทรวงการคลังไม่ได้เพียงต้องการเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่จะพิจารณาอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ความเสนอภาคเท่าเทียม และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น

 

เปิดบทสัมภาษณ์ ‘ฉบับเต็ม’ แบบคำต่อคำ ดังนี้

 

คำถาม: กระทรวงการคลังประเมินรายได้จากภาษีเดินทางออกนอกประเทศไว้อย่างไร?

 

ดร.วินิจตอบ: ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Departure Tax) ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของกรมสรรพากร และเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่ระบุไว้ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ

 

ส่วนประมาณการรายได้ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง หากได้ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ทั้งนี้ ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ประมาณการไว้ว่า กรมสรรพากรจะมีการจัดเก็บ Departure Tax จำนวน 28,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2569 และจัดเก็บได้อีกจำนวน 12,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570

 

คำถาม: ทำไมกระทรวงการคลังจึงตัดสินใจนำภาษีเดินทางกลับมาใช้?

 

ดร.วินิจตอบ: Departure Tax เป็นภาษีที่มีอยู่เดิมในอดีต แต่ถูกยกเว้นไว้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาครัฐจำเป็นต้องมีงบประมาณรองรับมากขึ้น สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการส่งเสริมให้คนไทยหันมาเที่ยวไทยมากขึ้น

 

เนื่องจากในทุกวันนี้ คนไทยมีการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เดินทางเข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทย ดังนั้น การมีงบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

คำถาม: ขณะนี้ภาคเอกชนมีเสียงคัดค้านค่อนข้างมาก กระทรวงการคลังจะสร้างสมดุลระหว่างการจัดเก็บรายได้กับผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างไร?

 

ดร.วินิจตอบ: การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ทางภาษีถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวินัยทางการเงินการคลัง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงการคลังกำหนดรายละเอียดไว้แล้วว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร

 

กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น และหลังจากกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้น จะมีการนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

 

คำถาม: กฎหมายกำหนดเพดานภาษีไว้สูงสุด 5,000 บาท มีโอกาสหรือไม่ที่จะจัดเก็บมากกว่า 1,000 บาท?

 

ดร.วินิจตอบ: ในอดีต อัตราสูงสุดที่ไทยเคยจัดเก็บอยู่ที่ 1,000 บาท ดังนั้น ในปัจจุบันคงไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก ส่วนเพดานที่กำหนดไว้สูงสุดที่ 5,000 บาทนั้น ก็ลักษณะคล้ายกับเพดานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)​ที่ในอดีตมีการกำหนดตัวเลขเผื่อไว้

 

คำถาม: IMF มีข้อเสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) มากขึ้น กระทรวงการคลังไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน?

 

ดร.วินิจตอบ: แผนการคลังระยะปานกลางสะท้อนให้เห็นแล้วว่าไทยมีความตั้งใจที่จะลดการขาดดุลและรักษาวินัยทางการคลังอย่างชัดเจน

 

แม้หลายฝ่ายอาจกังวลเกี่ยวกับงบลงทุนโดยตรงของภาครัฐที่ลดลง แต่ในส่วนนี้ยังมีกลไกของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนของภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน

 

ดังนั้น ปีนี้จึงเป็นปีสำคัญที่จะมีการใช้กลไกของท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจร่วมกัน เพื่อสร้างเม็ดเงินลงทุนให้เพิ่มขึ้น

 

คำถาม: ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังจัดทำ MTFF ฉบับใหม่หรือไม่ และกระบวนการเป็นอย่างไร?

 

ดร.วินิจตอบ: โดยปกติช่วงเวลาที่จะมีการทบทวนแผนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ดังนั้น กระบวนการจะยังเป็นไปตามแผนเดิม

 

คำถาม: MTFF ฉบับใหม่จะเข้มงวดขึ้นหรือมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง?

 

ดร.วินิจตอบ: คงต้องพิจารณาตามความจำเป็น แต่ในการกำหนดแผน กระทรวงการคลังมีกรอบที่ค่อนข้างมีวินัยอยู่แล้ว สะท้อนได้จากสถาบันจัดอันดับ (Credit Rating Agency) ที่มีการปรับมุมมองความเชื่อมั่นของประเทศไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่เคยมีมุมมองเป็น ‘Negative’ ก็เปลี่ยนมาเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ โดยส่วนสำคัญที่กระทรวงการคลังชี้แจงมาโดยตลอดคือความตั้งใจในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังของไทย

 

คำถาม: การที่รัฐบาลต้องการปรับสมดุลทางการคลัง ถือเป็นสัญญาณหรือไม่ว่า จะมีการปรับขึ้นภาษีตามแผนทุกตัว?

 

ดร.วินิจตอบ: เรามีความตั้งใจที่จะเพิ่มรายได้ แต่การปรับขึ้นภาษี กระทรวงการคลังก็จะคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขัน ความเสมอภาค และความเท่าเทียม รวมถึงความพร้อมของระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่จะดำเนินการด้วยอย่างแน่นอน

 

“แน่นอนว่ารัฐบาลต้องการรายได้เพิ่มขึ้น แต่การหารายได้จะต้องคิดอย่างเป็นระบบ บางส่วนอาจมีการปรับเพิ่ม ขณะที่บางส่วนต้องดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงต้องรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และพิจารณาความพร้อมของระบบเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย”

 

คำถาม: หลังจากรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษีเดินทางออกนอกประเทศเสร็จแล้ว จะมีการนำข้อเสนอ เช่น การจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน มาทบทวนหรือไม่?

 

ดร.วินิจตอบ: การรับฟังความคิดเห็นเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งกระทรวงการคลังเองก็เปิดกว้างต่อความคิดเห็น โดยเฉพาะกรมสรรพากรที่กำลังดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ดังนั้น ข้อคิดเห็นที่ได้รับจะถูกนำมาพิจารณาในทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน

 

คำถาม: หลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็น จะเริ่มเห็นความชัดเจนเรื่องการจัดเก็บภาษีเดินทางเมื่อใด และมีกรอบเวลาในไตรมาสใดหรือไม่?

 

ดร.วินิจตอบ: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีรายละเอียดและแผนการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยหลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็น กระทรวงการคลังจะประสานกรมสรรพากรเพื่อชี้แจงรายละเอียดและแผนการดำเนินงานต่อไป

The post โฆษกกระทรวงคลัง เปิดเหตุผล ทำไมพิจารณาเก็บ ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด https://thestandard.co/apple-iphone-18-pro-production-cut/ Sat, 10 Oct 2026 07:50:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1267036 ภาพ iPhone 18 Pro พร้อมข้อความระบุ Apple ลดผลิตชิ้นส่วน 15-20% หลังยอดขายน้อยกว่าคาด

Apple สั่งให้ซัพพลายเออร์บางรายลดการผลิตชิ้นส่วนของ iPh […]

The post Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPhone 18 Pro พร้อมข้อความระบุ Apple ลดผลิตชิ้นส่วน 15-20% หลังยอดขายน้อยกว่าคาด

Apple สั่งให้ซัพพลายเออร์บางรายลดการผลิตชิ้นส่วนของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่เพิ่งเปิดตัวไป หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงทำให้บริษัทต้องขึ้นราคา จนความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลง ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

แหล่งข่าวหลายรายที่ทราบเรื่องนี้ให้ข้อมูลกับ Nikkei Asia ว่า Apple เริ่มระมัดระวังเรื่องปริมาณการผลิตมากขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน โดย 2 รายในจำนวนนี้ระบุว่าคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับเดือนตุลาคมถูกลดลงอย่างน้อย 15% จากที่สั่งไว้แต่แรก เพราะความต้องการในตลาดต่ำกว่าที่คาดไว้

 

“เฉพาะเดือนตุลาคม เราเห็นคำสั่งซื้อจาก Apple ลดลง 15-20% สำหรับทั้ง 2 รุ่นพรีเมียม และยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้” แหล่งข่าวระดับผู้บริหารรายหนึ่งกล่าว

 

การลดออร์เดอร์ครั้งนี้จะกระทบปริมาณการผลิตในเดือนตุลาคมของซัพพลายเออร์บางรายเท่านั้น เพราะชิ้นส่วนแต่ละชนิดใช้เวลาผลิตล่วงหน้าไม่เท่ากัน และยังไม่แน่ชัดว่า Apple จะปรับลดออร์เดอร์เพิ่มอีกหรือไม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

 

เลื่อนเปิดตัวรุ่นมาตรฐาน ทำยอดสั่งชิ้นส่วนต่ำกว่าทุกปี

 

แหล่งข่าวอีกรายที่รู้เรื่องนี้โดยตรงระบุว่าความต้องการชิ้นส่วนตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมน้อยกว่าปีก่อนๆ แต่ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ Apple เปลี่ยนตารางเปิดตัว iPhone โดยปีนี้บริษัทเลือกเปิดตัว 3 รุ่นพรีเมียมก่อน และเก็บ iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน รวมถึง iPhone Air รุ่นใหม่ไว้เปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

 

“เราพบว่าความต้องการชิ้นส่วนตั้งแต่เดือนสิงหาคมสำหรับครึ่งหลังของปีนี้ไม่แรงเท่าปีก่อนๆ ที่ Apple เปิดตัวทุกรุ่นพร้อมกัน” ผู้ดูแลงานซัพพลายเชนรายหนึ่งกล่าว “ปีนี้ iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นรุ่นที่ช่วยดันยอดได้ จะยังไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี เพื่อเปิดตัวในช่วงต้นปี 2027”

 

ถึงอย่างนั้น ยอดจัดส่งที่ลดลงก็ยังไม่ได้ทำให้รายได้ของ Apple ลดลงทันที เพราะ iPhone ทุกรุ่นปีนี้ราคาแพงขึ้นจากปีก่อนอย่างน้อย 10% อีกทั้งซัพพลายเชนของ Apple ก็มีความพร้อมและมีประสบการณ์ในการปรับแผนการผลิตให้ทันกับสภาพตลาดอยู่แล้ว

 

คนรอรับเครื่องสั้นลง สัญญาณความต้องการซื้อแผ่ว

 

นักวิเคราะห์ของ UBS ระบุในบทวิเคราะห์ช่วงต้นเดือนตุลาคมว่า ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าต้องรอรับ iPhone 18 Pro ในกว่า 30 ตลาดทั่วโลกกำลังสั้นลง

 

“ระยะเวลารอที่สั้นลงในขณะที่ปริมาณสินค้ายังคงที่ เป็นเรื่องที่เรากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ Apple เพิ่งขึ้นราคา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะซื้อน้อยลงเมื่อเทียบกับการเปิดตัวครั้งก่อนๆ” นักวิเคราะห์ของ UBS ระบุ

 

Apple เปิดตัว iPhone รุ่นเรือธงล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน โดย iPhone 18 Pro เริ่มต้นที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.02 หมื่นบาท) และ iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.36 หมื่นบาท) แพงขึ้นรุ่นละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,354 บาท) จากรุ่นปีที่แล้ว และเริ่มวางขายตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน

 

ส่วน iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple มีราคาเริ่มต้นที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.70 หมื่นบาท) สำหรับรุ่นความจุ 256GB และจะเริ่มวางขายใน 70 ประเทศและพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม

 

“มันแพงเกินไปสำหรับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง” แหล่งข่าวรายที่ 3 ที่รู้เรื่องนี้โดยตรงกล่าวกับ Nikkei Asia “เมื่อดูจากความต้องการ iPhone 18 Pro และ Pro Max แล้ว เราคาดว่า iPhone Duo ก็น่าจะเจอสถานการณ์คล้ายกันไม่นานหลังวางขาย”

 

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกเจอวิกฤตชิปหน่วยความจำ

 

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ควบคู่กับต้นทุนชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดย IDC คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในปี 2026 จะลดลง 16.7% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และภาวะซบเซาน่าจะลากยาวไปถึงปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม IDC ระบุว่าราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 27.6% จากปีก่อน เพราะผู้ผลิตต่างขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูง

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Apple ได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่ง ขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android หลายราย เช่น Xiaomi, Oppo และ Vivo ต่างปรับลดประมาณการยอดจัดส่งลงอย่างหนัก จากต้นทุนที่สูงขึ้นและชิ้นส่วนที่หาได้ยาก

 

Counterpoint บริษัทวิจัยตลาด ประเมินว่า Apple และ Samsung ซึ่งเน้นทำตลาดรุ่นค่อนข้างพรีเมียมมาตลอด น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น เพราะคู่แข่งรายเล็กที่เน้นรุ่นราคาประหยัดโดนผลกระทบหนักกว่า

 

หยาง หวัง นักวิเคราะห์ของ Counterpoint คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของทั้ง 2 แบรนด์จะเพิ่มจากต่ำกว่า 20% ในปี 2025 เป็นมากกว่า 22% ในปี 2026

 

แต่ความต้องการ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่อ่อนตัวลงก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง Apple ก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากราคาชิ้นส่วนที่พุ่งขึ้นแรง

 

นอกจากนี้ Nikkei Asia ยังเคยรายงานเมื่อเดือนกันยายนว่า Apple กำลังเร่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิต iPhone Duo ที่ผ่านมาตรฐาน เนื่องจากหน้าจอพับมีความซับซ้อนกว่า และ Apple มีมาตรฐานด้านคุณภาพที่เข้มงวด ทั้งนี้ Apple ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจาก Nikkei Asia

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.54 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทาราจับมือ Global Payments รับชำระ 153 สกุลเงิน ดันยอดจองตรง อุดจุดรั่วลูกค้าทิ้งการจองหน้าจ่ายเงิน https://thestandard.co/centara-global-payments-booking/ Fri, 09 Oct 2026 12:05:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1266823 ภาพผู้บริหารเซ็นทาราและ Global Payments จับมือกันหลังการลงนามความร่วมมือ

หน้าจ่ายเงินอาจเป็นจุดที่โรงแรมเสียลูกค้าง่ายที่สุด เพร […]

The post เซ็นทาราจับมือ Global Payments รับชำระ 153 สกุลเงิน ดันยอดจองตรง อุดจุดรั่วลูกค้าทิ้งการจองหน้าจ่ายเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารเซ็นทาราและ Global Payments จับมือกันหลังการลงนามความร่วมมือ

หน้าจ่ายเงินอาจเป็นจุดที่โรงแรมเสียลูกค้าง่ายที่สุด เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน หรืออัตราแปลงสกุลเงินที่ไม่คาดคิด อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลังเล หรือยกเลิกการจองในขั้นตอนสุดท้าย

 

 
 

ล่าสุด โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ซึ่งมีโรงแรมในเครือ 93 แห่งใน 12 ประเทศ จับมือ Global Payments Inc. นำระบบชำระเงินข้ามพรมแดนมาใช้กับการจองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมในไทย โดยแสดงราคาได้ 153 สกุลเงิน รองรับช่องทางชำระเงินกว่า 200 รูปแบบ เชื่อมกับแหล่งข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน และมีระบบล็อกอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าจะเริ่มใช้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้

 

จองตรงเกือบ 35% โรงแรมต้องคุมหน้าจ่ายเงินเอง

 

ปี 2568 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน แต่ละคนมาพร้อมสกุลเงินและความคุ้นเคยในการจ่ายเงินที่ต่างกัน

 

ปัญหาทั้งการแปลงสกุลเงิน ช่องทางชำระเงินจากต่างประเทศที่รองรับได้จำกัด และความซับซ้อนของการรับ-โอนเงินข้ามประเทศ ซึ่ง Global Payments มองว่ายังทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเสียโอกาสทางรายได้ไปไม่น้อย

 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการจองก็เปลี่ยนไป ผลการศึกษาของอุตสาหกรรมระบุว่า เกือบ 35% ของการจองโรงแรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง เพราะนักเดินทางมองหาราคาที่คุ้มกว่า เงื่อนไขที่ยืดหยุ่น และสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมสมาชิก

 

เมื่อการจองตรงมีน้ำหนักมากขึ้น หน้าจ่ายเงินจึงกลายเป็นจุดสร้างความแตกต่าง ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เซ็นทาราคุมขั้นตอนชำระเงินได้เอง และใกล้ชิดกับลูกค้าที่จองผ่านช่องทางตรงมากขึ้น

 

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “การนำระบบแสดงราคาในหลากหลายสกุลเงินและเทคโนโลยีการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีความปลอดภัยเข้ามาใช้ จะทำให้ความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของเราเหนียวแน่นยิ่งขึ้น”

 

Global Payments ต่อจิ๊กซอว์ จากสายการบินถึงล็อบบี้โรงแรม

 

ความร่วมมือกับเซ็นทาราสะท้อนกลยุทธ์ขยายธุรกิจในเอเชียของ Global Payments ที่เลือกจับธุรกิจท่องเที่ยว เพราะเป็นกลุ่มที่มีธุรกรรมจำนวนมาก แต่ยังติดความซับซ้อนของการชำระเงินระหว่างประเทศ

 

ฟิล พอมฟอร์ด ผู้บริหารสูงสุดและผู้จัดการใหญ่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Global Payments กล่าวว่า

 

“นักเดินทางในปัจจุบันนั้นคาดหวังว่าจะสามารถเลือกชำระเงินด้วยสกุลเงินและช่องทางการชำระเงินที่ตนเองคุ้นเคย พร้อมได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นไม่ว่าจะจองบริการนั้นๆ จากที่ใดก็ตาม”

 

Global Payments ดูแลธุรกรรมมูลค่ารวมราว 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีใน 175 กว่าประเทศ นับตั้งแต่เข้าตลาดไทยเมื่อราว 1 ปีก่อน บริษัทได้ร่วมมือกับสายการบินในไทยมาแล้ว ก่อนจะขยายมาสู่เครือโรงแรม เพื่อเชื่อมการชำระเงินของนักเดินทางต่างชาติตั้งแต่ขึ้นเครื่องที่ประเทศต้นทาง ไปจนถึงเช็กอินที่โรงแรมปลายทาง

The post เซ็นทาราจับมือ Global Payments รับชำระ 153 สกุลเงิน ดันยอดจองตรง อุดจุดรั่วลูกค้าทิ้งการจองหน้าจ่ายเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศรีนานาพร เผยคุมเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิต ‘เบนโตะ’ ได้แล้ว ยันไร้ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต สินค้าไม่ขาดตลาด https://thestandard.co/snnp-bento-factory-fire-controlled/ Fri, 09 Oct 2026 11:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1266819 ภาพโรงงานผลิตขนมเบนโตะของศรีนานาพรที่เกิดเหตุเพลิงไหม้

วันนี้ (9 ตุลาคม 2569) บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำ […]

The post ศรีนานาพร เผยคุมเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิต ‘เบนโตะ’ ได้แล้ว ยันไร้ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต สินค้าไม่ขาดตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานผลิตขนมเบนโตะของศรีนานาพรที่เกิดเหตุเพลิงไหม้

วันนี้ (9 ตุลาคม 2569) บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP แจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณอาคารผลิตขนมขบเคี้ยวตราเบนโตะ (Bento) ภายในโรงงานสาขา 00001 บนถนนเศรษฐกิจ 1 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยเจ้าหน้าที่และทีมดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงและระงับเหตุได้เรียบร้อยแล้ว

 

ศรีนานาพรระบุว่า ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงาน ผู้เกี่ยวข้อง และชุมชนโดยรอบ เบื้องต้นไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้และความเสียหายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

โดยบริษัทฯ มีประกันภัยคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้าที่เกิดขึ้น โดยมีวงเงินครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้ บริษัทฯ จะประสานงานกับบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสียหายและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

 

สำหรับผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ จากการประเมินเบื้องต้น บริษัทฯ คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากมีสินค้าคงคลังเพียงพอสำหรับการจำหน่ายประมาณ 1 เดือน และสามารถรองรับการผลิตเพิ่มเติมจากโรงงานของบริษัทฯ ในประเทศเวียดนามได้

 

พร้อมยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยของพนักงาน ทรัพย์สิน และชุมชนเป็นอันดับแรก หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม บริษัทฯ จะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งที่ 2 ของบริษัท ในรอบกว่า 1 เดือน โดยก่อนหน้านี้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณโกดังเก็บสินค้าและอาคารผลิตขนมขาไก่และน่องไก่ ภายในโรงงานของบริษัทฯ บริเวณซอยสุขาภิบาล 2 พุทธมณฑลสาย 5 โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นกัน

The post ศรีนานาพร เผยคุมเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิต ‘เบนโตะ’ ได้แล้ว ยันไร้ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต สินค้าไม่ขาดตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมไทยอาจกลายเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ที่ Toyota, Honda และค่ายรถญี่ปุ่นต้องเจอเป็นประจำ https://thestandard.co/thai-floods-toyota-honda-production/ Fri, 09 Oct 2026 11:52:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1266815 ภาพน้ำท่วมในประเทศไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย ทำ […]

The post น้ำท่วมไทยอาจกลายเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ที่ Toyota, Honda และค่ายรถญี่ปุ่นต้องเจอเป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำท่วมในประเทศไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น

ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Honda และ Mitsubishi ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ขณะที่ผู้ผลิตต่างต้องเร่งปรับตัว เพราะความเสี่ยงที่น้ำท่วมจะกระทบธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

 
 

เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม ถนนภายในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทญี่ปุ่นหลายราย ยังคงมีน้ำท่วมขัง หน้าโรงงานของ Takebe Tekkosho ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถเชิงพาณิชย์ มีกระสอบทรายวางเรียงกันอยู่ และกำลังมีการสูบระบายน้ำ แต่ก็เริ่มมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

 

Takebe เป็นผู้ผลิตโครงรถให้กับแพลตฟอร์ม IMV ของ Toyota ซึ่งใช้ผลิตรถกระบะและรถรุ่นอื่นๆ แต่เมื่อโรงงานถูกน้ำท่วม บริษัทก็ส่งชิ้นส่วนให้ Toyota ได้ยาก

 

“ทั้งบริษัทกำลังเร่งฟื้นฟูโรงงาน โดยมีสำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่นคอยให้การสนับสนุน” ตัวแทนของบริษัทกล่าว

 

Toyota หยุด 3 โรงงาน ส่วน Honda และ Mitsubishi หยุดตาม

 

Toyota ประกาศระงับการผลิตที่โรงงาน 3 แห่งในไทยจนถึงวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม โดยคาดว่าการผลิตรถกระบะ Hilux และรถเชิงพาณิชย์รุ่นอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากชิ้นส่วนที่ส่งมาไม่ได้

 

“เรากำลังประสานงานกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด และเร่งทำงานเพื่อกลับมาผลิตได้อีกครั้ง” เจ้าหน้าที่ของ Toyota ระบุ

 

ขณะที่ Honda และ Mitsubishi Motors ก็หยุดการผลิตจนถึงวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคมเช่นกัน เพราะไม่สามารถจัดหาชิ้นส่วนได้ตามปกติ

 

ผู้บริหารของซัพพลายเออร์รายหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในเครือของค่ายรถรายใด และมีโรงงานอยู่ในภาคตะวันออกของไทย ให้ความเห็นว่า “ระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังสูงอยู่ และยังมีการปล่อยน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง ซัพพลายเออร์บางรายยังเปิดโรงงานไม่ได้ ปัญหาครั้งนี้จึงอาจลากยาว”

 

มีรายงานว่าค่ายรถบางราย รวมถึง Toyota วางแผนเร่งผลิตชดเชยส่วนที่เสียไป แต่ยังไม่มีรายละเอียดออกมา ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเคยคาดการณ์ว่าปีนี้ไทยจะผลิตรถยนต์ได้ 1.45 ล้านคัน ก็อาจต้องปรับตัวเลขดังกล่าว เพราะเป็นการคาดการณ์ก่อนเกิดน้ำท่วม

 

ด้าน อมตะ คอร์ปอเรชัน ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมในชลบุรี ระบุว่า ณ วันที่ 7 ตุลาคม โรงงานทุกแห่งในนิคม “ยังคงเข้าออกได้ด้วยยานพาหนะทุกประเภทภายใต้สภาพถนนปกติ” และบริษัท “ยังคงติดตามสภาพอากาศและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมือหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง”

 

ต้องมองน้ำท่วมเป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำได้

 

ความเสียหายครั้งนี้ทำให้หลายคนนึกถึงมหาอุทกภัยในภาคกลางของไทยเมื่อปี 2011 ซึ่งหลายพื้นที่จมน้ำนานหลายเดือน รวมถึงโรงงานของ Honda และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนในตอนนั้นก็ทำให้ Toyota และค่ายรถอื่นๆ ต้องหยุดการผลิตเช่นกัน

 

แม้ความเสียหายรอบนี้จะไม่รุนแรงเท่าปี 2011 แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อออกไป หากยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง

 

เมื่อไทยยังต้องเผชิญน้ำท่วมหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องมองน้ำท่วมเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นได้อีกเรื่อยๆ มากกว่าจะมองเป็นเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

 

อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือการทบทวนแผนรับมือเหตุฉุกเฉินเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ หรือ Business Continuity Plan (BCP) โดยหลังน้ำท่วมปี 2011 ผู้ผลิตหลายรายได้ลงทุนป้องกันโรงงานจากน้ำท่วมไปแล้ว แต่รอบนี้กลับเจอปัญหาใหม่ คือแม้โรงงานจะไม่ได้รับความเสียหาย พนักงานก็เดินทางมาทำงานไม่ได้

 

“ภาคธุรกิจต้องตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าสภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดบ่อยขึ้น” ชูเฮ ฮาชิโมโตะ จาก Roland Berger บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติเยอรมัน กล่าว “ทางเลือกหนึ่งคือการทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมของพื้นที่ที่พนักงานในตำแหน่งสำคัญอาศัยอยู่ และเส้นทางที่พวกเขาใช้เดินทางมาทำงาน”

 

อ้างอิง:

 

 

The post น้ำท่วมไทยอาจกลายเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ที่ Toyota, Honda และค่ายรถญี่ปุ่นต้องเจอเป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“กรุงเทพประกันชีวิต” 75 ปี กับการเติบโตบนความ “ใส่ใจ” สู่การปรับกลยุทธ์รับความเสี่ยง “สังคมอายุยืน” https://thestandard.co/bla-longevity-strategy/ Fri, 09 Oct 2026 11:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1266360 ภาพกราฟิกกรุงเทพประกันชีวิตฉลอง 75 ปี พร้อมแนวคิด 'ใส่ใจ' รับสังคมสูงวัย

แนวคิดเรื่องความ “ใส่ใจ” ลูกค้า คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื […]

The post “กรุงเทพประกันชีวิต” 75 ปี กับการเติบโตบนความ “ใส่ใจ” สู่การปรับกลยุทธ์รับความเสี่ยง “สังคมอายุยืน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกกรุงเทพประกันชีวิตฉลอง 75 ปี พร้อมแนวคิด 'ใส่ใจ' รับสังคมสูงวัย

แนวคิดเรื่องความ “ใส่ใจ” ลูกค้า คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มาตลอด และในปีนี้ บริษัทได้ยกระดับกลยุทธ์ครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “ใส่ใจให้ชีวิตดี เริ่มที่ใส่ใจตัวเอง” พร้อมปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ และยกระดับช่องทางขายทั้งระบบ เพื่อต่อยอดในการรับมือกับ “สังคมอายุยืน” ที่บริษัทมองว่าเป็นความเสี่ยงใหม่ของประเทศไทย

 

 

🔹 75 ปี: ความไว้วางใจที่เปลี่ยนนิยามตามยุคสมัย

 

โชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรุงเทพประกันชีวิต สะท้อนภาพการเติบโตตลอด 75 ปีที่ผ่านมาว่า สอดคล้องกับวิวัฒนาการของธุรกิจประกันชีวิตไทยที่เปลี่ยนผ่านจากยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับประกันชีวิต สู่ยุคที่มีเครือข่ายสถานพยาบาลและช่องทางจำหน่ายรองรับอย่างครอบคลุม

 

“ความสำคัญในแต่ละเรื่องล้วนเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา ถ้านึกย้อนกลับไปช่วงหนึ่งจะเป็นช่วงของการลดหย่อนภาษี มาวันนี้มาถึงเรื่องของการมีอายุยืน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความใส่ใจ” โชนกล่าว พร้อมระบุว่า การแปลงความใส่ใจให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัตินั้น จำเป็นต้องอาศัยนโยบาย ระบบงาน และบุคลากรที่ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

 

🔹 จุดเปลี่ยนแนวคิด “ใส่ใจให้ชีวิตดี เริ่มที่ใส่ใจตัวเอง”

 

สำหรับที่มาของแคมเปญในปีนี้ โชนอธิบายว่า บริษัทมองเห็นข้อจำกัดของแนวทางเดิมที่มักส่งเสริมให้คนในสังคมเสียสละเพื่อคนอื่นโดยมองข้ามการดูแลตัวเอง แนวทางการเตรียมพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวจึงต้องปรับให้รับมือกับอายุที่ยืนยาวขึ้นด้วย กรุงเทพประกันชีวิตจึงถ่ายทอดผ่านหนังโฆษณา “ยอดมนุษย์” ที่สะท้อนผ่านบทบาทพ่อแม่ พร้อมบอกว่าการเสียสละต้องเกิดขึ้นพร้อมการใส่ใจตัวเอง กรุงเทพประกันชีวิตส่งเสริมให้ทุกคนใส่ใจตัวเองภายใต้แนวคิดของการส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี 4 ด้าน คือ “กายฟิต เงินพร้อม ใจสมดุล ความสัมพันธ์ดี”

 

แนวคิดดังกล่าวมาจากการศึกษาวิจัยพฤติกรรมลูกค้าและกระแสสังคมสูงวัย (Longevity) ที่พบว่าปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพใจก่อนเรื่องการเงิน แตกต่างจากอดีตเมื่อ 15 ปีก่อนที่เน้นการวางแผนการเงินรอบด้านเป็นหลัก จนทำให้กรอบ 4 มิตินี้กลายเป็นรากฐานในการออกแบบกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบในปัจจุบัน

 

🔹 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

 

ในมิติของผลิตภัณฑ์ กรุงเทพประกันชีวิตได้พัฒนาทางเลือกที่อุดช่องว่างความคุ้มครองที่ผลิตภัณฑ์ทั่วไปยังเข้าไม่ถึง เช่น บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายกรมธรรม์หลักที่จ่ายเงินชดเชยรายปีแก่ผู้เอาประกันภัยที่ป่วยด้วยกลุ่มโรคร้ายแรง* ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาวอย่างชัดเจน เช่น โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน หรือการทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยสามารถเลือกรับความคุ้มครองต่อเนื่อง 10 ปี หรือสูงสุดถึงอายุ 99 ปี

 

เกนเฟิสต์ เซฟวิ่งส์ & เฟล็กซี่ แคร์ 12/6 ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกับธนาคารกรุงเทพ นอกจากให้เงินคืนปีละ 2% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ยังเพิ่มวงเงิน 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปี สำหรับผลประโยชน์เพิ่มเติมด้านสุขภาวะ (Well-being)  ตั้งแต่ปีแรก โดยไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพและไม่มีระยะเวลารอคอย หากใช้ไม่ครบ เมื่อครบสัญญา 12 ปี จะได้รับวงเงินคงเหลือพร้อมกับเงินเพิ่ม 20%ของวงเงินคงเหลือ ณ วันครบกำหนดสัญญา ส่งผลให้ปัจจุบันทำยอดขายเป็นอันดับ 2 ของตระกูล เกนเฟิสต์  (โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองก่อนทำประกันภัยทุกครั้ง)

 

ด้านบริการ BLA EveryCare เป็นบริการเสริมด้านสุขภาพที่บริษัทพัฒนาขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลาย เช่น บริการ Medical Evacuation กรณีฉุกเฉิน, บริการ “ลูกจำเป็น” ร่วมกับ V-Nurse ช่วยพาผู้สูงวัยไปพบแพทย์และดูแลฟื้นฟูผู้ป่วย รวมถึงบริการปรึกษาสุขภาพจิตออนไลน์กับ BeDee แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพในเครือ BDMS

 

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำ “4 บัญชีชีวิต” เครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าประเมินคุณภาพชีวิตของตัวเองใน 4 มิติ ได้แก่ร่างกาย การเงิน สภาพจิตใจ และความสัมพันธ์ โดยลูกค้าสามารถให้คะแนนตามพฤติกรรมของตน เช่น ความถี่การกินมื้ออาหารเค็ม หวาน มัน ชั่วโมงนอน หรือเวลาที่ใช้ร่วมกับคนใกล้ตัว เป็นต้น

 

🔹 ทีมขาย: จากตัวแทนขายสู่ Life Care Partner

 

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือการพัฒนาหลักสูตร Life Care Partner ให้ตัวแทนก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการขายกรมธรรม์และการจัดการเคลม เป็นการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการวางแผนการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตแต่ละด้านของลูกค้าแต่ละคน โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ โดยเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับกิจกรรมหรือหน่วยงานในพื้นที่ที่ตอบโจทย์แต่ละมิติของชีวิต เช่น กิจกรรมด้านสุขภาพใจกับองค์กรในชุมชน หรือ กิจกรรมด้านสุขภาพกายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปัจจุบันตัวแทนที่ผ่านหลักสูตรนี้และสามารถยกระดับตัวเองเป็น Life Care Partner มีอัตราการซื้อซ้ำจากลูกค้าเดิมสูงกว่าตัวแทนทั่วไปถึง 75% ขณะที่ยอดขายวัดจากจำนวนกรมธรรม์ในช่วงเมษายน–กรกฎาคม ปี 2569 เติบโตขึ้นถึง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ภาพกราฟิกกรุงเทพประกันชีวิตฉลอง 75 ปี พร้อมแนวคิด 'ใส่ใจ' รับสังคมสูงวัย 1

 

🔹 ผลดำเนินงานรอบ 6 เดือน

 

ครึ่งปีแรกของปี 2569 กรุงเทพประกันชีวิตยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโต 10% อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโต 6% อยู่ที่ 3,603 ล้านบาท ขณะที่ New Business Contractual Service Margin (NBCSM) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำไรในอนาคตที่คาดการณ์จากกรมธรรม์ใหม่ตามมาตรฐานบัญชี IFRS17 อยู่ที่ 2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อนหน้า

 

ขณะที่ความพึงพอใจของลูกค้า (NPS) ของช่องทางตัวแทนอยู่ที่ 66% เพิ่มขึ้น 9 จุดจากปีก่อน ส่วนแอป BLA Happy Life มี Active User เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน และได้เรตติ้งเฉลี่ย 4.8 จาก 5 คะแนนทั้ง App Store และ Google Play

 

สำหรับช่องทางขาย ยอดขายผ่านช่องทางธนาคารยังคงเติบโตดีในปีนี้ แม้ยอดขายผ่านตัวแทนจะดูชะลอตัวลงเมื่อเทียบปีต่อปี โชนอธิบายว่าเป็นผลมาจากฐานเปรียบเทียบที่สูงเป็นพิเศษในปีก่อนจากมาตรการ Co-Pay ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่อย่างใด

 

ปัจจุบัน กรุงเทพประกันชีวิตอยู่อันดับ 8 ของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยในแง่เบี้ยปีแรก โดยตั้งเป้าขยับขึ้นสู่อันดับ 6 ภายในปี 2573 ควบคู่ไปกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือ การเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ในสายตาลูกค้าด้านความใส่ใจภายในปีเดียวกัน

 

การปรับตัวรองรับคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสนใจและเริ่มเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ การเตรียมพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีใน 4 ด้านสำคัญเป็นแนวทางที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาว กรุงเทพประกันชีวิตจึงให้ความใส่ใจในการสนับสนุนให้ทุกคนเตรียมพร้อมด้วยการใส่ใจตัวเองตั้งแต่วันนี้

 

“วันนี้คนศึกษาเรื่องประกันชีวิตกันเองมากขึ้น และเลือกซื้อจากบริษัทที่ดูแลได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่เงื่อนไขในกรมธรรม์อย่างเดียว นี่คือเหตุผลที่เราปักหมุดไว้ว่า ภายในปี 2573 กรุงเทพประกันชีวิตจะเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ในสายตาลูกค้าด้านความใส่ใจ ไม่ใช่แค่อันดับในอุตสาหกรรม เพราะความไว้วางใจแบบนี้คือสิ่งที่อยู่ยืนยาวกว่า” โชนกล่าวทิ้งท้าย

 

หมายเหตุ

 

  • โปรดศึกษาเงื่อนไข ความคุ้มครอง และข้อยกเว้นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง ทั้งนี้ รายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขอย่างสมบูรณ์จะระบุไว้ในกรมธรรม์
  • 8 โรคร้ายแรง ได้แก่ โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคพาร์กินสัน การบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง โรคของเซลล์ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว โรคกล้ามเนื้อเสื่อม ภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ ชนิดรุนแรง และ การทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
  • การแถลงสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันหรือพิจารณาการจ่ายเงินตามสัญญา
 

The post “กรุงเทพประกันชีวิต” 75 ปี กับการเติบโตบนความ “ใส่ใจ” สู่การปรับกลยุทธ์รับความเสี่ยง “สังคมอายุยืน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นบุกค้น 4 ยักษ์เบียร์ที่ครองตลาดราว 90% สงสัยนัดประชุมลับร่วมกันขึ้นราคา https://thestandard.co/japan-beer-cartel-probe/ Thu, 08 Oct 2026 12:58:58 +0000 https://thestandard.co/japan-beer-cartel-probe/ ชั้นวางเบียร์ญี่ปุ่นในซูเปอร์มาร์เก็ต

คณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรมของญี่ปุ่น (JFTC) เข้าตรวจค้ […]

The post ญี่ปุ่นบุกค้น 4 ยักษ์เบียร์ที่ครองตลาดราว 90% สงสัยนัดประชุมลับร่วมกันขึ้นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชั้นวางเบียร์ญี่ปุ่นในซูเปอร์มาร์เก็ต

คณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรมของญี่ปุ่น (JFTC) เข้าตรวจค้นสำนักงานของผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ 4 รายของประเทศเมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม ด้วยข้อสงสัยว่าร่วมกันกำหนดราคาเบียร์และเครื่องดื่มคล้ายเบียร์ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายป้องกันการผูกขาด ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้

 

 

บริษัทที่ถูกตรวจค้นได้แก่ Asahi Breweries, Kirin Brewery, Sapporo Breweries และ Suntory Spirits ซึ่งรายงานระบุว่ามีส่วนแบ่งรวมกันราว 90% ของตลาดเบียร์ญี่ปุ่น และสินค้าของทั้ง 4 แบรนด์วางขายอยู่ทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ JFTC ใช้หมายศาลเข้าตรวจค้นและยึดหลักฐานจากบริษัทในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่า JFTC มองคดีนี้เป็นเรื่องร้ายแรงเป็นพิเศษ เพราะอาจกระทบผู้บริโภคในวงกว้าง และอาจพิจารณายื่นเรื่องให้อัยการดำเนินคดีอาญา

 

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า อิวานาริ ฮิโรโอะ เลขาธิการของ JFTC กล่าวว่า “ผมไม่ปฏิเสธว่ามีการสอบสวนเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ขอไม่ให้ความเห็นในรายละเอียด เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น”

 

ถูกสงสัยนัดคุยกันหลังประชุมสมาคม

 

แหล่งข่าวระบุว่าทั้ง 4 บริษัทถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกันมาเป็นเวลานาน โดยให้ตัวแทนฝ่ายขายนัดพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และตกลงกันว่าจะขึ้นราคาเมื่อไรและขึ้นมากน้อยแค่ไหน

 

สินค้าที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้งเบียร์และเครื่องดื่มคล้ายเบียร์ รวมถึงฮัปโปชุ ซึ่งเป็นเบียร์ที่ใช้มอลต์น้อย และเครื่องดื่มกลุ่มที่เรียกว่า ‘เบียร์ประเภทที่ 3’ ที่มีรสชาติคล้ายเบียร์แต่ราคาถูกกว่า

 

เชื่อกันว่าตัวแทนของบริษัทเหล่านี้นัดประชุมลับเพื่อหารือเรื่องการขึ้นราคา หลังเข้าร่วมการประชุมประจำของสมาคมผู้ผลิตเบียร์แห่งญี่ปุ่นที่จัดขึ้นราวเดือนละครั้ง และคาดว่า JFTC ได้เข้าตรวจค้นสมาคมดังกล่าวด้วย

 

ทั้ง 4 บริษัทขึ้นราคาเบียร์และเครื่องดื่มคล้ายเบียร์ต่อเนื่องในเดือนตุลาคม 2022, ตุลาคม 2023 และเมษายน 2025 โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และการขนส่งสูงขึ้น ขณะที่ Japan Times รายงานว่าการสอบสวนเน้นไปที่การขึ้นราคาในเดือนตุลาคม 2022 และเมษายน 2025

 

ข้อมูลของกรมสรรพากรแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่ายอดขายเบียร์และฮัปโปชุในประเทศเมื่อปี 2024 รวมกันราว 1.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.36 แสนล้านบาท)

 

การตรวจค้นยังเกิดขึ้นไม่นานหลังญี่ปุ่นปรับปรุงภาษีสุราเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยกำหนดให้ภาษีเบียร์และเครื่องดื่มคล้ายเบียร์อยู่ในอัตราเดียวกันที่ 54.25 เยน (ประมาณ 11.39 บาท) ต่อ 350 มิลลิลิตร

 

การปรับครั้งนี้ทำให้ภาษีเบียร์ลดลงราว 9 เยน (ประมาณ 1.89 บาท) ขณะที่ภาษีฮัปโปชุและเบียร์ประเภทที่ 3 เพิ่มขึ้นราว 7 เยน (ประมาณ 1.47 บาท) และราคาสินค้าก็ปรับเปลี่ยนตามอัตราภาษีใหม่ด้วย

 

บริษัทเบียร์ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ

 

ทั้ง 4 บริษัทยืนยันว่าอยู่ระหว่างถูก JFTC สอบสวน และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

 

Kirin Holdings ระบุว่า Kirin Brewery บริษัทลูก ถูกตรวจค้น “จากข้อสงสัยว่าละเมิดกฎหมายป้องกันการผูกขาด” โดยบริษัทมองเรื่องนี้ “อย่างจริงจังมาก” และจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่ พร้อมระบุว่ายังประเมินไม่ได้ว่าเรื่องนี้จะกระทบผลประกอบการแค่ไหน และจะเปิดเผยความคืบหน้าที่สำคัญทันที

 

ด้านโฆษกของ Suntory ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัท จากข้อสงสัยว่าอาจละเมิดกฎหมายป้องกันการผูกขาดในการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศ พร้อมระบุว่า “เราขออภัยอย่างจริงใจหากเรื่องนี้ทำให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรู้สึกกังวลหรือได้รับความไม่สะดวก”

 

ส่วน Asahi ระบุว่าบริษัทอยู่ระหว่างการสอบสวนของ JFTC และจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เช่นกัน

 

หลังข่าวการสอบสวนออกมา ราคาหุ้นของ Asahi, Kirin และ Sapporo ต่างปรับตัวลดลง ขณะที่ธุรกิจเบียร์ของ Suntory ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

ไล่ตรวจสอบต่อจากไอศกรีมและน้ำมันดีเซล

 

คดีเบียร์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนมิถุนายน JFTC เข้าสอบสวนผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ 6 รายของญี่ปุ่น รวมถึง Meiji และ Ezaki Glico ผู้ผลิต Pocky จากข้อกล่าวหาว่าร่วมกันขึ้นราคามาหลายปีเกินกว่าที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นจริง

 

ส่วนครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ JFTC ใช้หมายศาลเข้าตรวจค้น คือเมื่อเดือนกันยายน 2025 ในคดีร่วมกันกำหนดราคาน้ำมันดีเซล ซึ่ง JFTC ได้ยื่นเรื่องให้อัยการดำเนินคดีอาญากับผู้จำหน่ายน้ำมัน 5 ราย และหน่วยสอบสวนพิเศษของสำนักงานอัยการเขตโตเกียวได้สั่งฟ้องแล้ว โดยคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

 

ภาพ: VTT Studio / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.21 บาท ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นบุกค้น 4 ยักษ์เบียร์ที่ครองตลาดราว 90% สงสัยนัดประชุมลับร่วมกันขึ้นราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จาก Landlocked สู่ Landlinked สปป.ลาวใช้ทองคำหนุนกีบ ดันประเทศสู่ยุคเทค | Exclusive Interview EP.97 https://thestandard.co/exclusive-interview-landlinked-laos/ Thu, 08 Oct 2026 04:13:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1266016 exclusive-interview-Landlinked laos

“เราไม่ได้ขายทรัพยากร… แต่เรากำลังขาย ‘นวัตกรรม’ […]

The post ชมคลิป: จาก Landlocked สู่ Landlinked สปป.ลาวใช้ทองคำหนุนกีบ ดันประเทศสู่ยุคเทค | Exclusive Interview EP.97 appeared first on THE STANDARD.

]]>
exclusive-interview-Landlinked laos

“เราไม่ได้ขายทรัพยากร… แต่เรากำลังขาย ‘นวัตกรรม’ ”

 

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ ดร. จันทอน สิดทิไซ กับการพลิกโฉม สปป.ลาว ผ่าน ‘Lao Bullion Bank’

 

หลายคนอาจมองว่า สปป.ลาว เป็นประเทศ Landlocked ที่ต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและความผันผวนของค่าเงิน แต่ในความเป็นจริง ลาวนั่งอยู่บนขุมทรัพย์ทองคำใต้ดินที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งมากกว่า GDP ประเทศถึง 10 เท่า!

 

โจทย์สำคัญคือ… จะทำอย่างไรให้ ‘สินแร่’ เปลี่ยนเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่แท้จริง?

 

ดร. จันทอน สิดทิไซ ประธาน PTL Holding และ Lao Bullion Bank เผยยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนา ‘Ecosystem ทองคำแบบครบวงจร’ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการทำเหมืองแร่ การพัฒนาโรงกลั่นตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการยกระดับสู่ระบบการเงินระดับธนาคาร และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 

 

การค้ำประกันเสถียรภาพเงินกีบ: นำทองคำมาเป็น Reserve Backing เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างสภาพคล่องทางการเงิน

 

เทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก: พัฒนาการกลั่นทองคำบริสุทธิ์สูงถึง 99.999% ซึ่งมีไม่ถึง 5 แห่งในโลก เพื่อป้อนอุตสาหกรรม High-Tech และ Semiconductor ยุคใหม่ (AI & Microchips)

 

Digital Transformation: พัฒนาแอปพลิเคชัน LBB Plus และ Gold Certificate ยกระดับทองคำในตู้เซฟของประชาชนให้กลายเป็นสภาพคล่องในระบบดิจิทัล

 

เปลี่ยน Landlocked เป็น Landlinked: เชื่อมโยงโครงข่ายการค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาค เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

รับชมสัมภาษณ์ฉบับเต็ม และร่วมเจาะลึกโมเดลการเงินแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สปป.ลาว ได้ที่นี่!

 

The post ชมคลิป: จาก Landlocked สู่ Landlinked สปป.ลาวใช้ทองคำหนุนกีบ ดันประเทศสู่ยุคเทค | Exclusive Interview EP.97 appeared first on THE STANDARD.

]]>