Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 09 May 2026 05:29:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Bloomberg เปิดข้อมูล สหรัฐฯ สงสัยบริษัทไทย อาจเป็นช่องทางลักลอบส่งชิป Nvidia มูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาทไปยังจีน https://thestandard.co/us-suspects-thai-firm-chip-smuggling-china/ Sat, 09 May 2026 05:25:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1205386 ภาพชิปคอมพิวเตอร์ Nvidia

บริษัทสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับวงการ AI รายหนึ่ง กำลัง […]

The post Bloomberg เปิดข้อมูล สหรัฐฯ สงสัยบริษัทไทย อาจเป็นช่องทางลักลอบส่งชิป Nvidia มูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาทไปยังจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชิปคอมพิวเตอร์ Nvidia

บริษัทสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับวงการ AI รายหนึ่ง กำลังตกเป็นที่สงสัยของทางการสหรัฐฯ ว่าอาจเป็นช่องทางลักลอบส่งเซิร์ฟเวอร์ของ Super Micro Computer Inc. ที่บรรจุชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังประเทศจีน โดยมีลูกค้าปลายทางหนึ่งคือ Alibaba ตามรายงานเชิงสืบสวนของ Bloomberg ที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้

 

 
 

Bloomberg ระบุว่าอัยการสหรัฐฯ ได้ออกคำฟ้องเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระบุถึงแผนการที่ผู้ร่วมก่อตั้ง Super Micro ถูกกล่าวหาว่าทำงานร่วมกับบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายหนึ่ง โดยอาศัยกลุ่มนายหน้าหลายรายผลัดกันเป็นตัวกลาง เพื่อเบี่ยงเบนเส้นทางของชิปเซมิคอนดักเตอร์ AI ในลักษณะที่ละเมิดกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ โดยบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อัยการไม่ได้ระบุชื่อในคำฟ้องและเรียกเพียงว่า ‘Company-1’ นั้น Bloomberg ระบุว่าคือ OBON Corp. ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ

 

ตามรายงานของ Bloomberg เซิร์ฟเวอร์มูลค่ารวม 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.05 หมื่นล้านบาท) ที่ขายให้ OBON ส่วนหนึ่งถูกส่งต่อไปยัง Alibaba ผู้นำด้าน AI ของจีน ทั้งนี้คำฟ้องดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อ OBON หรือ Alibaba โดยตรง และทางการสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้กล่าวหาบริษัททั้งสองในเชิงสาธารณะว่าทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด

 

โฆษกของ Alibaba ปฏิเสธข้อสงสัยอย่างชัดเจน โดยระบุว่า “Alibaba ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ Super Micro, OBON หรือนายหน้าบุคคลที่สามที่อาจถูกกล่าวถึงในคำฟ้องดังกล่าว เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการลักลอบที่ถูกกล่าวหา และไม่เคยใช้ชิป Nvidia ที่ถูกห้ามในศูนย์ข้อมูลของเรา”

 

OBON และ Siam AI เส้นทางที่เกี่ยวพัน

 

Bloomberg รายงานว่า OBON เป็นบริษัทที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนอกแวดวงเทคโนโลยี แต่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง Siam AI ผู้ให้บริการคลาวด์ด้าน AI ระดับชาติของไทย ตามข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 โดย OBON ระบุในขณะนั้นว่าจะติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ของ Nvidia ในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กในกรุงเทพฯ เพื่อ “ขับเคลื่อน OBON ให้เปิดตัว Siam AI Cloud และพลิกโฉมแผนแม่บท AI ของประเทศ” ขณะที่ Siam AI ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทแยกต่างหากก่อนหน้านั้น 4 เดือน

 

ต่อมา Siam AI ได้รับการแต่งตั้งเป็น Nvidia Cloud Partner อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศไทย และได้ต้อนรับ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ในงานที่เน้นแนวคิด Sovereign AI เมื่อเดือนธันวาคม 2024 โดยหวงกล่าวระหว่างการสนทนากับ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ซีอีโอของ Siam AI ว่า “ส่วนสำคัญที่สุดของปัญญาประดิษฐ์คือข้อมูล และข้อมูลของไทยเป็นของคนไทย”

 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า รัตนพล ซึ่งเป็นหลานของ ทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐี และอดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ OBON อย่างน้อยจนถึงเดือนพฤษภาคม 2024 ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของบริษัทซึ่งอ้างอิงเว็บไซต์ Siam AI ว่าเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OBON อย่างไรก็ตาม Bloomberg ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองบริษัทยังคงมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอยู่หรือไม่

 

รัตนพลให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Bloomberg เมื่อวันพุธ ( 6 พ.ค.) ว่า เขาได้ออกจาก OBON เมื่อก่อตั้ง Siam AI จึงไม่สามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อสงสัยของสหรัฐฯ ที่มีต่อ OBON ได้ “ผมจะตอบเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ Siam AI ซึ่งบริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้” พร้อมระบุว่า “Siam AI นำเข้า GPU เพื่อใช้งานเอง”

 

แหล่งข่าววงในที่ขอสงวนนามให้ข้อมูลกับ Bloomberg ว่า OBON เป็นเพียงหนึ่งในซัพพลายเออร์หลายรายที่ Siam AI สั่งเซิร์ฟเวอร์ AI มาในประเทศไทย โดยนอกจากศูนย์ข้อมูลที่ OBON ประกาศเปิดตัวร่วมกันในเดือนพฤษภาคม 2024 แล้ว Siam AI ยังประกาศข้อตกลงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการประมวลผลอีกอย่างน้อย 2 แห่ง รวมถึงการร่วมจัดหาชิป Nvidia กับพันธมิตรในดูไบ

 

นอกจากนี้ Bloomberg ระบุว่า ได้พยายามติดต่อ OBON เพื่อขอความเห็นแต่ไม่สำเร็จ โดยเบอร์โทรศัพท์บนเว็บไซต์ของ OBON ถูกตัดการเชื่อมต่อ ขณะที่ผู้สื่อข่าว Bloomberg ที่ไปยังที่อยู่อย่างเป็นทางการของบริษัทในกรุงเทพฯ ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าจากเจ้าหน้าที่อาคาร แต่ได้รับการยืนยันว่ามีพนักงานของ OBON ทำงานอยู่ที่นั่นจริง

 

ผลกระทบต่อความทะเยอทะยานด้าน AI ของไทย

 

ตามรายงานของ Bloomberg ข้อสงสัยที่มีต่อ OBON อาจฉุดความทะเยอทะยานด้าน AI ของไทย และอาจปลุกกระแสในวอชิงตันให้กลับมาพิจารณาออกมาตรการจำกัดการขายชิปไปยังภูมิภาคนี้อีกครั้ง โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยพิจารณาออกมาตรการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปยังไทยถึง 3 ครั้ง แต่ยังไม่ได้บังคับใช้จริง ขณะที่โฆษกรัฐบาลไทยปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อรายงานนี้

 

ในส่วนของ Super Micro แม้บริษัทจะไม่ได้ถูกระบุชื่อในคำฟ้อง แต่ได้เปิดการสอบสวนภายในและสั่งให้ ยี่ฉวน เลียว ผู้ร่วมก่อตั้งที่ตกเป็นจำเลยและลาออกจากคณะกรรมการแล้ว หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ขณะที่จำเลยทั้งสามได้แก่ ยี่ฉวน เลียว, ติงเว่ย ซุน และ รุ่ยจัง จาง ปฏิเสธข้อกล่าวหา

 

ชาร์ลส์ เหลียง ซีอีโอของ Super Micro กล่าวในการแถลงผลประกอบการรายไตรมาสว่า “ผมรู้สึกตกใจและเสียใจอย่างยิ่งกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาเหล่านี้” พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีใครจากบริษัทนอกเหนือจากผู้ที่ถูกระบุชื่อในคำฟ้องของกระทรวงยุติธรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง”

 

ทั้งนี้ Bloomberg รายงานว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ขอให้ระงับการขนส่งทั้งหมดไปยัง Company-1 คำสั่งดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ ณ วันที่ออกคำฟ้องในเดือนมีนาคม

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.20 บาท ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Nor Gal / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Bloomberg เปิดข้อมูล สหรัฐฯ สงสัยบริษัทไทย อาจเป็นช่องทางลักลอบส่งชิป Nvidia มูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาทไปยังจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ https://thestandard.co/finance-proposes-borrowing-200-billion-baht-thai-plus-project/ Fri, 08 May 2026 10:33:42 +0000 https://thestandard.co/finance-proposes-borrowing-200-billion-baht-thai-plus-project/ ภาพกราฟิก: ข้อความ 'เคาะกู้ล็อตแรก 200,000 ล้านบาท จ่อเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ ทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’'

รัฐบาลเตรียมกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.ก […]

The post คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก: ข้อความ 'เคาะกู้ล็อตแรก 200,000 ล้านบาท จ่อเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ ทำ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’'

รัฐบาลเตรียมกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เตรียมใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ โดยเตรียมเสนอครม. 19 พ.ค.นี้

 

วันนี้ (8 พฤษภาคม) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท จากกรอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ทั้งโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แจกเงิน 30 ล้านสิทธิ คนละ 4,000 บาท และเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ถือบัตร 13.2 ล้านคน

 

แหล่งข่าวระบุว่า ข้อสรุปดังกล่าว เป็นมติจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ก่อนเสนอ ครม. วันที่ 12 พฤษภาคมนี้

 

สาระสำคัญคือการเพิ่มวงเงินกู้ใหม่อีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

 

แหล่งข่าวระบุต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ทยอยกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน แบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2 แสนล้านบาท โดยวงเงินก้อนแรกจะนำมาใช้ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งมีกำหนดเสนอ ครม. ในวันที่ 19 พฤษภาคม

 

สำหรับมาตรการหลักภายใต้โครงการดังกล่าว ประกอบด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ จำนวน 30 ล้านสิทธิ วงเงินคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ถือบัตร 13.2 ล้านคน จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน

 

เบื้องต้น รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนโครงการวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้สิทธิวันที่ 1 มิถุนายน

 

ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แหล่งข่าวระบุว่า ช่วง 2 เดือนแรกจะให้สิทธิกับผู้ถือบัตรเดิม 13.2 ล้านคนก่อน โดยเพิ่มวงเงินใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ก่อนจะประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งอาจมีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รายได้เดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี และเปลี่ยนไปใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งแทน

 

ทั้งนี้ วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทแรก มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานต่อประชาชน โดยนอกจากมาตรการด้านการบริโภค ยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด คาดว่าจะใช้วงเงินรวมราว 1.6 แสนล้านบาท

 

ส่วนวงเงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท ที่จะใช้รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยังสามารถบรรจุในแผนบริหารหนี้สาธารณะรอบถัดไปได้ เนื่องจากโครงการต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

 

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ตามกรอบของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำหนดให้โครงการต้องได้รับอนุมัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และต้องลงนามสัญญาผูกพันการเบิกจ่ายภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

 

“ขณะนี้กระทรวงการคลังรอให้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ หลังจากนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าได้ลงนามเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว หากประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ จะเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 11 พฤษภาคม และ ครม.ชุดใหญ่ วันที่ 12 พฤษภาคม” แหล่งข่าวกล่าว

The post คลังจ่อชง ครม.กู้ล็อตแรก 2 แสนล้าน 19 พ.ค.นี้ เดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี https://thestandard.co/google-fitbit-air-launch-competes-whoop/ Fri, 08 May 2026 10:19:54 +0000 https://thestandard.co/google-fitbit-air-launch-competes-whoop/ ภาพ Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ

Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม […]

The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ

Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไม่มีหน้าจอ ราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,218 บาท) เมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการขยับเข้าชนกับ Whoop และผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอรายอื่นๆ โดยตรง

 

 

Fitbit Air มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายครบถ้วน ทั้งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง, การตรวจจับจังหวะหัวใจพร้อมแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (A-fib), ระดับออกซิเจนในเลือด, อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดจนระยะและช่วงการนอนหลับ

 

Google ระบุในบล็อกโพสต์ว่า อุปกรณ์ตัวนี้ออกแบบมาสำหรับคนที่มองว่าอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไปเทอะทะ, ใช้งานยุ่งยาก หรือราคาแพง พร้อมเน้นว่า Fitbit Air นั้นเรียบง่าย, ราคาเอื้อมถึงได้ และสวมใส่สบายพอที่จะใส่ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เล็กลงกว่ารุ่นพี่ครึ่งหนึ่ง แบตอึดทั้งสัปดาห์

 

Fitbit Air ขนาดเล็กลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยเล็กกว่า Fitbit Luxe 25% และเล็กกว่า Inspire 3 ถึง 50% สอดคล้องกับชื่อ ‘Air’ ที่ใช้ ตัวอุปกรณ์มีน้ำหนัก 12 กรัม (รวมสาย) และ 5.2 กรัม (ไม่รวมสาย)

 

การใช้งานนั้นตัวอุปกรณ์จะตรวจจับและบันทึกกิจกรรมต่างๆ ได้อัตโนมัติ พร้อมเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้และปรับให้เป็นส่วนตัวมากขึ้นเมื่อใช้นานขึ้น แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 1 สัปดาห์ และระบบชาร์จเร็วสามารถเติมพลังงานสำหรับ 1 วันได้ในเวลาเพียง 5 นาที กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร

 

เนื่องจากไม่มีหน้าจอและปุ่มกด Fitbit Air จึงใช้การสั่นเตือนสำหรับฟังก์ชันนาฬิกาปลุก พร้อมไฟดวงเล็กที่ใช้บอกสถานะแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ยังรองรับการบันทึกกิจกรรมและมื้ออาหารผ่านเสียงพูด แต่ไม่สามารถตอบกลับด้วยเสียงเหมือนสมาร์ตโฟนหรือสมาร์ตวอตช์

 

ตัวอุปกรณ์มี 4 สีให้เลือก ได้แก่ Obsidian, Fog, Lavender และ Berry และเปิดตัวพร้อมสายรัด 3 แบบ คือ ‘Performance Loop Band’ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและระบายอากาศได้ดี, ‘Active Band’ กันน้ำ และ ‘Elevated Modern Band’ ที่เน้นความเรียบหรู โดยสายรัดเพิ่มเติมราคา 35 ดอลลาร์ (ราว 1,126 บาท)

 

Fitbit Air ยังจับคู่กับ Pixel Watch ได้ ผู้ใช้สามารถใส่ Pixel Watch ในระหว่างวัน และเปลี่ยนมาใส่ Fitbit Air ตอนกลางคืนหรือระหว่างออกกำลังกาย เพื่อความสบายมากขึ้น โดยเปิดให้พรีออเดอร์แล้ว และจะเริ่มวางขายในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

 

โมเดลธุรกิจที่ต่างจาก Whoop

 

หน้าตาของ Fitbit Air ละม้ายคล้ายกับอุปกรณ์ของ Whoop คือเป็นสายผ้านุ่มที่มีชุดแบตเตอรี่และเซ็นเซอร์ติดอยู่ด้านล่าง แต่ความแตกต่างใหญ่อยู่ที่โมเดลธุรกิจ Google เก็บค่าฮาร์ดแวร์ครั้งเดียว พร้อมค่าสมัครสมาชิก Google Health แบบไม่บังคับ เดือนละ 10 ดอลลาร์ (ราว 322 บาท) ขณะที่ Whoop ไม่คิดค่าฮาร์ดแวร์ แต่เก็บค่าสมาชิกรายปี เริ่มต้นที่ 200 ดอลลาร์ (ราว 6,436 บาท)

 

เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น Fitbit Air ยังมีราคาต่ำกว่า Oura Ring จาก Oura Health ที่เริ่มต้น 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท) และ Apple Watch SE 3 รุ่นถูกที่สุดของ Apple ที่ 249 ดอลลาร์ (ราว 8,013 บาท) รวมถึง Pixel Watch 4 ของ Google เองที่ราคา 349 ดอลลาร์ (ราว 11,231 บาท)

 

Google ยังเปิดตัว Google Health Coach โค้ชด้านฟิตเนส, การนอน และสุขภาพแบบครบในที่เดียวที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ซึ่งเปิดให้ใช้สำหรับสมาชิก Google Health Premium ทำหน้าที่ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล วิเคราะห์พฤติกรรมการนอน และอื่นๆ โดยจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 19 พฤษภาคม

 

ริชิ จันทรา ผู้ดูแลธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่และสุขภาพของ Google ระบุในการสัมภาษณ์ว่า การเปิดตัว Fitbit Air คือจุดเริ่มต้นการกลับมาของ Fitbit หลังเงียบหายไปหลายปี โดยเขามอง Fitbit เป็นแบรนด์ที่จะใช้ทำตลาดกับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งใช้งานได้ทั้งบน iOS และ Android ส่วน Pixel Watch จะวางตัวให้กับกลุ่มผู้ใช้ที่ผูกพันกับ Pixel และ Android อยู่แล้ว

 

“เราเชื่อว่าคลื่นนวัตกรรมต่อไปของเทคโนโลยีสวมใส่ จะก้าวข้ามจากการให้ข้อมูลเฉยๆ ไปสู่การช่วยให้คุณตีความและลงมือทำตามข้อมูลเหล่านั้นได้” จันทรากล่าว

 

ตลาดอุปกรณ์ติดตามแบบไร้หน้าจอกำลังบูม

 

การเปิดตัว Fitbit Air เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไร้หน้าจอกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Oura ผู้ผลิตสมาร์ตริง ระดมทุนได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.89 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ Whoop ระดมทุนได้ 575 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.85 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือนมีนาคม โดยทั้งสองบริษัทมีมูลค่ากิจการเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.22 แสนล้านบาท)

 

ข้อมูลจาก Circana บริษัทวิจัยตลาดระบุว่า ยอดซื้ออุปกรณ์ติดตามฟิตเนสในสหรัฐฯ เติบโต 88% ระหว่างปี 2024-2025 โดยเฉพาะกลุ่มสมาร์ตริงที่เติบโตถึง 195%

 

จากข้อมูลของ IDC ในตลาดสายรัดข้อมือทั่วโลกปี 2025 พบว่า Fitbit ครองส่วนแบ่งราว 6% และ Whoop 2% ขณะที่ผู้ผลิตจีนยังครองตลาดอย่างเหนียวแน่น โดย Xiaomi กินส่วนแบ่งราวครึ่งหนึ่ง ตามด้วย Huawei ราว 25% และ Samsung 10%

 

วิลล์ อาห์เหม็ด ซีอีโอของ Whoop เคยกล่าวว่า อุปกรณ์ติดตามแบบสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมงจะช่วยตรวจจับ “ความผิดปกติเล็กๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ” ซึ่งการตรวจสุขภาพประจำปีไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะเป็นเพียงภาพ ณ ช่วงเวลาหนึ่งโดยปราศจากบริบท

 

เมื่อไม่มีหน้าจอ แบตเตอรี่จึงใช้พลังงานเฉพาะเซ็นเซอร์ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ใช้งานได้นานกว่า Apple Watch มาก โดย Fitbit Air ใช้งานได้ 1 สัปดาห์ Oura Ring อยู่ที่ราว 8 วัน ส่วน Whoop 5.0 ใช้งานได้นานถึง 2 สัปดาห์

 

ฮอลลี เชลตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Oura กล่าวว่า “ผู้คนกำลังมองหาประโยชน์จากเทคโนโลยีสุขภาพ โดยไม่ต้องถูกหน้าจออีกชิ้นดึงดูดความสนใจตลอดเวลา” และเมื่อไม่มีการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถเลือกเองได้ว่าจะดูข้อมูลบ่อยแค่ไหนก็ได้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.18 บาท ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Courtesy of Google

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post Google เปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์สวมใส่ไร้หน้าจอ ราคาเริ่ม 3,218 บาท ท้าชน Whoop แบบไม่ต้องจ่ายสมาชิกรายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น https://thestandard.co/aura-wellness-revenue-expansion-beauty-clinics/ Fri, 08 May 2026 09:35:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1205166 ผู้บริหาร Aura Wellness นั่งบนโซฟาในคลินิก

พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดคลินิกความงามของไทยเปลี่ยนแปล […]

The post คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร Aura Wellness นั่งบนโซฟาในคลินิก

พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดคลินิกความงามของไทยเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ลูกค้ามักเริ่มเข้าคลินิกในวัย 30 ปีขึ้นไปเพื่อแก้ไขริ้วรอย ปัจจุบันลูกค้าวัย 20 ปีก็เริ่มเข้าคลินิกเพื่อดูแลผิวก่อนเกิดปัญหา

 

 
 

เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Aura Wellness ระบุอีกว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนตระหนักถึงข้อได้เปรียบทางรูปลักษณ์ ส่งผลให้ฐานลูกค้าของ Aura Wellness ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาขยายจากกลุ่มอายุ 20-30 ปี มาเป็น 20-40 ปี (Gen Y และ Gen Z) ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเริ่มขยายไปยังกลุ่ม 40-60 ปีเพิ่มขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาด โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยอยู่ที่ราว 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% เทียบปีก่อน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องราว 1.0%

 

ต่างชาติเดินทางมาใช้บริการในไทย ดันตลาด Medical Tourism เติบโต

 

นอกเหนือจากคนไทยแล้ว พบว่าลูกค้าต่างชาติก็เข้ามาใช้บริการความงามที่ไทยมากขึ้น โดย T-Beauty และ Clean Beauty ของไทยกำลังเป็นที่นิยมในระดับโลก ลูกค้าต่างชาติไม่ได้บินมาเพื่อท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจบินมาใช้บริการและกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

“T-Beauty มีความยืดหยุ่นและรองรับความหลากหลาย ได้เหนือกว่า K-Beauty ซึ่งมักจะมีรูปแบบความงามที่เฉพาะเจาะจงและตายตัวเกินไป T-Beauty ของเราสามารถปรับแต่งให้เข้ากับทุกสีผิว, โครงหน้า, เพศสภาพ และตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQ+ ได้”

 

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่า ในปี 2569 ททท. จะเดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67% โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาต่ำกว่าประเทศตะวันตก 30-70% และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง

 

ในปี 2568 ไทยคาดว่าจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ราว 1.25 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 5.8 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทยมาจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ

 

สำหรับ Aura Wellness เจตบดินทร์ ระบุว่าสิ่งที่ทำแตกต่างจากที่อื่นคือ เราไม่ได้ใช้ระบบเอเจนซี่ แม้จะเคยศึกษาโมเดลนี้ แต่พบว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง จึงเลือกใช้วิธี Direct Marketing เจาะเข้าถึงลูกค้า ซึ่งนอกจากจะบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่ากว่าแล้ว ยังสามารถสร้างประสบการณ์แบบ Personal Touch เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง

 

ปัจจุบัน Aura Wellness ดำเนินงานผ่าน 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่

 

  • Aura Bangkok Clinic ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีรายได้ระดับ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี 19 สาขา
  • Aura Xpress แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวในปี 2568 ออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพแต่มีงบประมาณจำกัดในระดับหลักพันบาท ใช้โมเดลไม่มีพนักงานขาย ซึ่งได้รับการตอบรับดีจนสามารถสร้างยอดขายเกือบ 200 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 3 ไตรมาสแรก ปัจจุบันมี 6 สาขา
  • AURASOL Wellness & Spa มี 1 สาขา

 

เจตบดินทร์เปรียบเทียบโมเดลธุรกิจของทั้งสองแบรนด์ว่า Aura Bangkok Clinic เป็นเสมือนสายการบินแบบ Full Service ส่วน Aura Xpress คือสายการบิน Low Cost ที่เน้นความกระชับและคล่องตัว โดยทั้งสองแบรนด์ใช้ทีมแพทย์มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมี Aura Training สำหรับฝึกอบรมพนักงานของเครือ และใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ร่วมกัน

 

เปิดสาขาแรกในต่างจังหวัดที่อุดรธานี

 

ผลประกอบการของ Aura Wellness ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ปี 2564 อยู่ที่ 161 ล้านบาท เพิ่มเป็น 324 ล้านบาทในปี 2565, 740 ล้านบาทในปี 2566, 1,210 ล้านบาทในปี 2567 และแตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็น CAGR ของรายได้ในช่วง 4 ปีที่ 81% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจาก 123 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 214 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโต 74%

 

นอกจากการเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ ยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Growth) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ก็เติบโต 12% เทียบปีก่อน ส่วนยอดขายต่อสาขาของ Aura Bangkok Clinic ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดถึง 3 เท่า

 

ด้านทำเล Aura Wellness ใช้กลยุทธ์ออนไลน์ในการสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าตั้งใจมาใช้บริการโดยตรง ไม่ต้องพึ่งทำเลที่มีคนเดินผ่านไปมามาก นี่คือเหตุผลที่ทำให้สามารถเปิดสาขาในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องสะดุดตา เช่น การเปิดคลินิกบนชั้น 21 ของอาคารสำนักงาน หรือการเช่าพื้นที่นอกห้างสรรพสินค้า

 

ขณะเดียวกันเริ่มต้นเจาะตลาดระดับภูมิภาคที่ภาคอีสานเป็นหลัก เช่น ที่อุดรธานีและขอนแก่น โดยสาเหตุที่เราเลือกเปิดสาขาที่อุดรธานีเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะมองว่าแม้จะเป็นเมืองรองแต่เห็นกำลังซื้อที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งสามารถหาทำเลทองในคอมมูนิตี้มอลล์ท้องถิ่นที่ควบคุมต้นทุนค่าเช่าในระยะยาวได้ดีกว่าการอยู่ในห้างสรรพสินค้า

 

“ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด เราเชื่อมั่นว่าผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพย่อมได้เปรียบกว่าผู้เล่นรายเล็ก ทั้งในแง่ของงบประมาณการตลาดที่เข้าถึงเป้าหมายได้ และโครงสร้างระบบการฝึกอบรมกับการบริการ”

 

ตั้งเป้าถึง 30 สาขาในปีนี้

 

ล่าสุด Aura Wellness ได้รับการลงทุนจาก Fullerton Thai Private Equity Fund กองทุนจากสิงคโปร์ที่ลงทุนในบริษัทไทยไปทั้งสิ้น 10 แห่ง โดย Aura Wellness เป็นรายสุดท้ายที่กองทุนเลือกลงทุนจนปิดกอง เป็นการซื้อหุ้น 2.857% จากเจตบดินทร์ จึงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นหลักที่ยังคงเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิม

 

ตัวแทนของ Fullerton ระบุเหตุผลในการเลือกลงทุนใน Aura ว่ามาจากศักยภาพของอุตสาหกรรม Beauty and Wellness ที่เป็น New Economy ของไทยซึ่งตอบโจทย์ Global Demand, ความสามารถในการสร้างแบรนด์ในตลาดที่แข่งขันสูง และทีมผู้บริหารที่บริหารอย่างเป็นระบบ

 

เจตบดินทร์ ระบุว่าสิ่งที่ Aura Wellness ได้รับจากดีลนี้คือ “ความน่าเชื่อถือและเครือข่ายระดับโลก”

 

ในปี 2569 Aura Wellness วางงบลงทุนหลักหลายร้อยล้านบาทเพื่อเปิดสาขาใหม่ 4-7 สาขาต่อแบรนด์ ขึ้นอยู่กับทำเลและโอกาส โดยในระยะนี้โฟกัสการขยาย Aura Xpress ก่อน ตั้งเป้าจบปีนี้ด้วยจำนวนสาขารวมประมาณ 30 แห่ง จากเริ่มต้นปีที่ 22 สาขา ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการมีสาขารวม 50 แห่ง

 

ท้ายที่สุดนี้ สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่เดิมวางแผนในปี 2571 ปัจจุบันนั้น เจตบดินทร์ระบุว่ายังอยู่ในช่วงการศึกษา โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีรายได้ถึงจุดใดจุดหนึ่งจึงจะพร้อมเข้าตลาด แต่มองว่า IPO คือเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นจะ IPO ก็ต่อเมื่อโครงสร้างทีมงานและผู้บริหารมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่สุดในการนำเงินลงทุนไปขยายกิจการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

เบื้องต้นนอกจากขยายสาขาในไทยแล้ว Aura Wellness จะมุ่งเน้นการดึงลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานในไทยทั้งบุคลากรทางการแพทย์และการบริหาร ซึ่งตอบโจทย์กว่าการออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศ

 

อ้างอิง:

 

The post คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สยามพิวรรธน์’ ผนึก ‘Huawei’ พลิกเกม Travel Tech ด้วย Wearable Tech รุกน่านน้ำใหม่เจาะฐานนักท่องเที่ยวพรีเมียมทั่วโลก [Advertorial] https://thestandard.co/siam-piwat-huawei-travel-tech-wearable/ Fri, 08 May 2026 07:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1205065 สยามพิวรรธน์ และ Huawei ร่วมมือกันพัฒนา Travel Tech และ Wearable Tech สำหรับนักท่องเที่ยว

ตลาดท่องเที่ยวไทยกำลังเจอความท้าทายใหม่ เมื่อนักท่องเที […]

The post ‘สยามพิวรรธน์’ ผนึก ‘Huawei’ พลิกเกม Travel Tech ด้วย Wearable Tech รุกน่านน้ำใหม่เจาะฐานนักท่องเที่ยวพรีเมียมทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยามพิวรรธน์ และ Huawei ร่วมมือกันพัฒนา Travel Tech และ Wearable Tech สำหรับนักท่องเที่ยว

ตลาดท่องเที่ยวไทยกำลังเจอความท้าทายใหม่ เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มมองหา ‘ประสบการณ์’ ที่แตกต่าง สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโกลบอลเดสติเนชั่น จึงยกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหัวเว่ย (Huawei) ผู้นำเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลก เปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables พลิกเกม Travel Tech เชื่อม Ecosystem ด้วย Wearable Tech ครั้งแรกในไทย เดินหน้าเสริมศักยภาพการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยขยายฐานนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาท Game Changer ในการสร้าง Global Experiential Destination และมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech

 

สร้าง Global Experiential Destination ด้วย Wearable Tech

 

จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ทำให้เห็นความน่าสนใจในการเดินเกมของสยามพิวรรธน์ในมิติต่างๆ ทั้งการนำความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในฐานะเจ้าตลาดลักชัวรีรีเทลที่เข้าใจ Insight นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม มาผสานกับความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของ Huawei หรือการใช้ประโยชน์จาก Wearable Tech และระบบนิเวศของ Huawei ซึ่งมี Data มหาศาลและเข้าถึงไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวแบบ Real-time มาเป็นหัวใจสำคัญของโลกธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะตัว

 

สยามพิวรรธน์ และ Huawei ร่วมมือกันพัฒนา Travel Tech และ Wearable Tech สำหรับนักท่องเที่ยว 1

 

บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากแบรนด์ชั้นนำสะท้อนความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในตลาดท่องเที่ยว 

 

ด้วยศักยภาพการเติบโตของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำในตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม ‘High-Quality Tourist’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวเว่ย เบอร์ 1 ของจีน เลือกสยามพิวรรธน์เป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

 

อีกทั้งความสำเร็จบนเวทีระดับสากล ยังสะท้อนความแข็งแกร่งในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยเฉพาะสยามพารากอนและไอคอนสยาม ที่ครองส่วนแบ่งตลาด Luxury Retail ในไทยสูงถึง 70% และเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ต่อตารางเมตรสูงสุดในประเทศ ขณะที่ไอคอนสยามสร้างประวัติศาสตร์บนเวที MAPIC Awards 2025 ณ ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะ 1 ใน 3 โครงการรีเทลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก และเป็นเพียงหนึ่งเดียวจากเอเชีย ที่ได้รับเกียรตินี้เคียงข้างโครงการยักษ์ใหญ่จากอังกฤษและสเปน

 

ความแข็งแกร่งนี้ยังสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นจากแบรนด์ระดับโลกที่เลือกเปิดแฟลกชิปสโตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในไทย ณ พื้นที่ของสยามพิวรรธน์

 

รวมถึงการเปิดตัว HUAWEI Experience Store แฟล็กชิปสโตร์รูปแบบใหม่ ชั้น 3 สยามพารากอน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มีการดีไซน์พิเศษให้เป็น One-Stop Service ศูนย์บริการครบวงจรสำหรับลูกค้า Huawei รวมการจำหน่ายสินค้า พื้นที่ทดลอง และบริการหลังการขายไว้ในที่เดียว 

 

การที่แบรนด์ระดับโลกเหล่านี้เลือกปักหมุดที่นี่ เป็นการยืนยันว่าสยามพิวรรธน์มีฐานลูกค้าที่เป็น “High-quality Tourists” แท้จริง พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดระดับโลก (Global Best Experience) ที่ดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 100 ล้านคนต่อปี

 

สยามพิวรรธน์ และ Huawei ร่วมมือกันพัฒนา Travel Tech และ Wearable Tech สำหรับนักท่องเที่ยว 2

 

เชื่อม Ecosystem ผ่าน Wearable Tech ปฏิวัติประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรม

 

สยามพิวรรธน์เดินเกมตอกย้ำผู้นำการสร้างประสบการณ์ระดับโลก ‘Global Experiential Destination’ ด้วยการปฏิวัติประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมครั้งแรกในประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Tech โดยใช้จุดแข็งหลักด้านการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ผสานเข้ากับการใช้นวัตกรรมสุดล้ำจาก Huawei พาร์ตเนอร์เบอร์ 1 จากจีน เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 

 

การพลิกโฉมอุตสาหกรรมรีเทลพร้อมสร้างคุณค่าให้ลูกค้า พันธมิตร และระบบนิเวศโดยรวม ระหว่าง ‘สยามพิวรรธน์’ กับ ‘Huawei’ เริ่มต้นขึ้นในปี 2020 ซึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนั้น เป็นการนำ Huawei Cloud มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้าน Retail Omnichannel ก่อนจะพัฒนา ONESIAM SuperApp  ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการขยาย Global Partner Ecosystem และมอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

 

ปีนี้ สยามพิวรรธน์ตั้งเป้าต่อยอดความร่วมมือผ่านการพัฒนาโซลูชันบน Quick App ONESIAM และการเชื่อมต่อกับ Wearables, Skytone และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเพิ่ม engagement กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์ผ่านนวัตกรรมของ Huawei เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ทำให้สยามพิวรรธน์เป็นรีเทลรายแรกและรายเดียวในไทยที่เชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ผ่านระบบ Quick Apps บน HarmonyOS ของ Huawei รองรับการทำงานทั้ง iOS และ Android  ช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้งาน Huawei กว่า 400 ล้านเครื่องในจีน และผู้ใช้ Wearables อีกกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก มอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ทันทีผ่านการสแกนหรือการเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียว

 

การยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวผ่านการเชื่อมต่อแบบ O2O อย่างครบวงจร ครอบคลุมทุกช่วงของ Customer Journey ช่วยให้ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในทุกช่วงของการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและวางแผนก่อนเดินทาง ไปจนถึงประสบการณ์เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิกแบบ One-Tap, E-Coupon หรือระบบแนะนำบริการภายในศูนย์การค้า นำ Data-Driven Insights มาวิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และมอบข้อเสนอที่แม่นยำในครั้งถัดไป ผ่านช่องทาง Omnichannel ที่แข็งแกร่ง ช่วยให้สยามพิวรรธน์มอบข้อเสนอและประสบการณ์ได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายในทุก Touchpoint รวมไปถึงการนำ Huawei Cloud มาใช้ในการพัฒนา Application รองรับการทำงานแบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อช่องทาง Online และ Offline เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในมิติของการให้บริการและการบริหารจัดการ

 

นอกจากนี้ ยังสร้างแคมเปญการตลาดรูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยี เช่น ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้ ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables เดินให้ครบ 2,000 ก้าว เพื่อรับ Gift Card มูลค่า 500 บาท พร้อมทั้งขยาย Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำกว่า 150 ราย ทั้งสายการบิน โรงแรม และบริการด้านสุขภาพ

 

ผลลัพธ์จากการผสานจุดแข็งและนวัตกรรม ส่งผลให้ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 สยามพิวรรธน์สามารถสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดการหาลูกค้าใหม่ เติบโตมากกว่า 400% และ ยอดการใช้จ่ายเติบโตขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำ Retail Tech มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

 

สยามพิวรรธน์ และ Huawei ร่วมมือกันพัฒนา Travel Tech และ Wearable Tech สำหรับนักท่องเที่ยว 3

 

‘Winning Strategy’ กลยุทธ์ครองความเป็นหนึ่งในใจนักเดินทางทั่วโลก

 

นอกจากตลาดจีนที่สยามพิวรรธน์มีความแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ตลาดศักยภาพใหม่ๆ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยอาศัยการเข้าถึงผู้ใช้งาน Huawei Wearables กว่า 200 ล้านคนทั่วโลก เป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้ ‘Winning Strategy’ เพื่อครองความเป็นหนึ่งในใจนักเดินทางทั่วโลก

 

โอกาสมากมายยังซ่อนอยู่ภายใต้การเติบโตของ Huawei ที่กลับมาครองอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนในจีน และอยู่อันดับต้นๆ ของตลาด Smartwatch โลกในปี 2025 ด้วยยอดจัดส่งกว่า 25.5 ล้านเครื่อง เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 21.7% โดยมีแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในจีน ควบคู่กับการลงทุนด้าน R&D ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพการใช้งานจริง โดยเฉพาะในเซกเมนต์สุขภาพและการกีฬา จนสามารถสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีในกลุ่มผู้บริโภคระดับบนได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของสยามพิวรรธน์

 

ยิ่งไปกว่านั้น กลยุทธ์ ‘Thailand Tourism Next 2026’ ของภาครัฐที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง ยังสอดคล้องกับทิศทางของสยามพิวรรธน์ที่มุ่งสร้าง ‘Global Experiential Destination’ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม Travel Retail และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวไทยด้วยนวัตกรรม Retail Tech

 

การเปิดตัว ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก พร้อมตอกย้ำบทบาท Game Changer ตัวจริงที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

The post ‘สยามพิวรรธน์’ ผนึก ‘Huawei’ พลิกเกม Travel Tech ด้วย Wearable Tech รุกน่านน้ำใหม่เจาะฐานนักท่องเที่ยวพรีเมียมทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/tdri-reveals-issues-surrounding-aots-impending-increase-in/ Thu, 07 May 2026 12:29:27 +0000 https://thestandard.co/tdri-reveals-issues-surrounding-aots-impending-increase-in/ TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อ […]

The post TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกต่างประเทศในสนามบิน 6 แห่ง เป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ อ้างรองรับต้นทุนในอนาคต ‘ทั้งที่มีกำไรมหาศาล’ แต่ AOT ยังไร้การชี้แจงต้นทุนที่ชัดเจน จึงห่วงว่า การขึ้นค่าสนามบินที่ขาดความโปร่งใสเช่นนี้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคนไทย

 

 

การเดินทางไปต่างประเทศกำลังจะแพงขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ได้มีมติเห็นชอบให้ท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) ระหว่างประเทศใน 6 สนามบินหลัก ประกอบด้วย สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงราย จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้น 53% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งใหม่นี้นับว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในอดีตมีการปรับขึ้นจาก 500 บาทเป็น 700 บาทในปี 2550 และในอีก 7 ปีถัดมาหรือในปี 2567 ปรับเป็น 730 บาท เพื่อรองรับระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าบริการ PSC ของประเทศไทยมีอัตราที่แตกต่างกันในแต่ละสนามบินตามลักษณะผู้ดำเนินการสนามบิน ซึ่งอัตราในประเทศจะต่ำกว่าอัตราระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเที่ยวบินในประเทศแต่อย่างใด

 

TDRI เปิดปม AOT ขึ้นค่าบริการทั้งที่มีกำไรมหาศาล แต่ยังไร้การชี้แจงต้นทุนที่ชัดเจน

 

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่บทความที่ระบุว่า AOT ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฎรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต

 

แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของ AOT ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาทต่อคน ถึง 290 บาทต่อคน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 AOT มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท

 

TDRI ตั้งข้อสังเกตขึ้นค่า PSC อาจเพื่อชดเชยสนามบินในประเทศที่ขาดทุน

 

นอกจากนี้ TDRI ยังตั้งข้อสังเกตหากพิจารณาผลประกอบการรายสนามบินพบว่า สนามบินหลักอย่าง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่มีกำไรจากการดำเนินการ ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังคงประสบกับภาวะขาดทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจจะไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้ขาดทุน ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงทำให้มีกำไร รวมถึงอาจมีการพึ่งพารายได้ของเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยในส่วนที่สนามบินขาดทุนอีกทางหนึ่ง

 

ถอดบทเรียน การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบินทั่วโลก ทำอย่างไรถึงโปร่งใส

 

สนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ทั้งสนามบินที่ดำเนินการโดยรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจ/เอกชน (Privatization) เข้ามาบริหาร ส่วนรัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล ไม่ว่าสนามบินจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงานด้านอื่น ๆ เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างแข่งขันกันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการสนามบินมีโอกาสที่จะกำหนดราคาที่สูงเกินจริง หรือบริหารการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

 

ในต่างประเทศมักจะมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใสและชัดเจน ทั้งการติดตามผลการดำเนินงาน คุณภาพของบริการ และความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลการปรับราคา

 

ในสหราชอาณาจักร: การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบิน Heathrow อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Civil Aviation Authority (CAA) ซึ่งทบทวนเป็นระยะทุก 5 ปี

 

โดยข้อมูลสำคัญที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ต้นทุนการดำเนินงาน โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งบลงทุนและโครงการพัฒนาซึ่งจะพิจารณาทั้งแผนการลงทุนในอนาคตและความคืบหน้าของโครงการที่ได้ผูกพันไว้ ข้อมูลปัจจัยการเงินและฐานสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงตัวชี้วัดคุณภาพบริการอย่าง ระยะเวลารอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดพื้นที่ เป็นต้น

 

ข้อมูลเหล่านี้ CAA จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการ พร้อมทั้งจัดทำรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ

 

ในออสเตรเลีย: ใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่าสหราชอาณาจักร โดยเปิดให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) ที่ติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานของสนามบินอย่างต่อเนื่อง เช่น รายได้การให้บริการทั้งบริการการบินและรายได้เชิงพาณิชย์อื่น ๆ อัตรากำไรการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ความเพียงพอของสิ่งอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วในการจัดการผู้โดยสาร เป็นต้น (ACCC, 2025)

 

ดังนั้น แม้ ACCC จะไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

 

TDRI ห่วงกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคนไทย

 

เมื่อพิจารณากลับมายังประเทศไทย AOT เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้น 70%) และบริษัทจดทะเบียน อาจสร้างความท้าทายของการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจที่ต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ

 

แม้ว่า AOT จะได้นำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ครั้งที่ 3/2568 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร

 

นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการจะปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเช่นเดียวกัน ภาครัฐก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน

 

“การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน” ดร.สุเมธ องกิตติกุล และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าว

 

อ้างอิง:
https://tdri.or.th/2026/04/psc-policy-transparency/

The post TDRI เปิดปม AOT จ่อขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก อ้างรองรับต้นทุนอนาคต แม้กำไรมหาศาล ชี้ขาดความโปร่งใส เสี่ยงทุบความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็นทรัล รีเทล ส่ง Supersports ถือหุ้น JD Sports 40% รุกตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ 3.5 หมื่นล้าน ดันมาร์เก็ตแชร์แตะ 40% https://thestandard.co/central-retail-jd-sports-investment/ Thu, 07 May 2026 10:33:26 +0000 https://thestandard.co/central-retail-jd-sports-investment/ ภาพ: ป้ายโลโก้ JD Sports พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าถือหุ้น 40% โดย Supersports ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

CRC Sports ผู้บริหารร้าน Supersports ในเครือเซ็นทรัล รี […]

The post เซ็นทรัล รีเทล ส่ง Supersports ถือหุ้น JD Sports 40% รุกตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ 3.5 หมื่นล้าน ดันมาร์เก็ตแชร์แตะ 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ: ป้ายโลโก้ JD Sports พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเข้าถือหุ้น 40% โดย Supersports ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

CRC Sports ผู้บริหารร้าน Supersports ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศเข้าถือหุ้น 40% ใน JD Sports Thailand ขยายพอร์ตธุรกิจสปอร์ตไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ดันส่วนแบ่งการตลาดในเซกเมนต์นี้แตะ 40% ทันที

 

การเข้าลงทุนดังกล่าวช่วยให้ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด เจาะตลาด Sport Lifestyle ของไทยได้อย่างเต็มตัว ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 35,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี

 

ไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล แบรนด์ แอนด์ สเปเชียลตี้ (CRBS) กล่าวว่า การลงทุนใน JD Sports ซึ่งมีเครือข่ายกว่า 4,900 สาขาใน 49 ประเทศ จะเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงและได้รับสิทธิ์จัดจำหน่ายสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์กีฬาระดับโลก

 

“JD Sports เป็นพันธมิตรหลักของแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Adidas และ Nike รวมถึงบริหารแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ อาทิ New Balance และ On” ไทกล่าว

 

สัดส่วนการถือหุ้น 40% จะทำให้ซี อาร์ ซี สปอร์ต ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท เจดี สปอร์ตส์ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (JD Sports Thailand) ซึ่งปัจจุบันมียอดขายในประเทศกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้กว่าเท่าตัว พร้อมวางแผนขยายสาขาจาก 15 แห่ง เป็น 30 แห่ง ภายใน 5 ปี โดยอาศัยทำเลบนพื้นที่ค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัล

 

อเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ระบุว่า ดีลนี้เข้ามาช่วยเติมเต็ม Ecosystem ของเซ็นทรัล รีเทล จากเดิมที่ร้าน Supersports และ Rev Runnr มีฐานที่แข็งแกร่งในกลุ่มสินค้า Sport Performance เป็นหลัก การเข้ามาของ JD Sports จะช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Sport Lifestyle ได้อย่างครอบคลุม

 

การขยายพอร์ตธุรกิจในครั้งนี้ ส่งผลให้เครือข่ายร้านค้าปลีกของซี อาร์ ซี สปอร์ต ประกอบด้วย Supersports 88 สาขา, Rev Runnr 24 สาขา, Mono Store 17 สาขา และ JD Sports 15 สาขา รองรับความต้องการของผู้บริโภคได้ครบทุกเซกเมนต์

 

ภาพ : Soundaholic studi / Shutterstock

The post เซ็นทรัล รีเทล ส่ง Supersports ถือหุ้น JD Sports 40% รุกตลาดสปอร์ตไลฟ์สไตล์ 3.5 หมื่นล้าน ดันมาร์เก็ตแชร์แตะ 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z https://thestandard.co/swensens-the-creation-siam-gen-z/ Thu, 07 May 2026 06:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1204684 ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘T […]

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘The Creation’ ที่ Siam Scape ชั้น 1 ย่านสยามสแควร์ โดยมี Pick and Mix Bar ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเอง พร้อมสเตชันผัดไอศกรีมเทปันยากิหน้าร้าน เป้าหมายเจาะกลุ่ม Gen Z และตั้งเป้ายอดขายต่อสาขาเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้ประเมินก่อนขยายโมเดลไปสาขาอื่นทั้งในและต่างประเทศ

 

 
ปัจจุบันตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ‘ไอศกรีมบรรจุหีบห่อ’ มูลค่าตลาดประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ที่แข่งขันด้วยแบรนด์ใหญ่กว่า 10 ราย พร้อมจุดจำหน่ายมากกว่า 5 หมื่นจุดทั่วประเทศไทย และ ‘กลุ่มร้านไอศกรีม’ มูลค่าตลาดกว่า 1ล้านบาท และมากกว่า 3000 ร้านทั่วประเทศไทย

 

ขณะที่ Swensen’s ทำตลาดในไทยมาแล้ว 38 ปี และมีสาขากว่า 360 แห่ง โดยตลอด 38 ปีที่ผ่านมาได้ปล่อยสินค้าใหม่ทุก 5-10 ปี ตั้งแต่ไอศกรีมถ้วยใหญ่พสุธากัมปนาท, เมนูฟองดู, ช็อกโกแลตลาวา, บิงซู มาจนถึงคราฟท์บาร์ที่เปิดในช่วงโควิด

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสิ่งที่ Swensen’s ขายให้ลูกค้าคือ “Customer Experience หรือประสบการณ์และความสุขของลูกค้าที่ได้มารับประทานไอศกรีมร่วมกัน”

 

เลือกทำเลสยามสแควร์จับ Gen Z กลุ่ม Early Adopter

 

Swensen’s เลือกทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสยามสแควร์เพื่อจับกลุ่ม Gen Z ที่เป็น Early Adopter ของตลาด มีความเป็น Foodie, Creator, Trend Setter และ Social Seeker พร้อมรองรับกลุ่มผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานเรียนพิเศษในย่านนี้

 

แม้ฐานลูกค้าหลักระดับประเทศของ Swensen’s ยังคงเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีเด็ก (Family with kids) แต่สาขาต้นแบบนี้ออกแบบมาเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะ หน้าตาร้านเน้นความเรียบหรู ลดทอนสีสันฉูดฉาด ใช้ไฟนีออนและวัสดุสีเงิน ขณะที่ยังคงโคมไฟ Tiffany Lamp ตามรูปแบบเดิม

 

Pick and Mix Bar เลือกท็อปปิ้งเอง 30 ชนิด

 

ไฮไลต์หลักของสาขาคือ Pick and Mix Bar ที่ให้ลูกค้าผสมไอศกรีมซันเดเอง มีท็อปปิ้งให้เลือกราว 30 ชนิด รวมถึงท็อปปิ้งพรีเมียมที่ไม่มีในสาขาทั่วไป เช่น ซอสพิสตาชิโอ, เฟอร์เรโร รอชเชอร์, องุ่นไชน์มัสแคต และผลไม้นำเข้าหลายชนิด ซึ่งสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตามเทรนด์

 

รูปแบบบริการกำหนดปริมาณตามขนาดถ้วย ราคาเริ่มต้นที่ 149 บาท สำหรับไอศกรีม 1 สกู๊ป ลูกค้าผสมได้ 2 รสจากทั้งหมด 24 รสมาตรฐาน เลือกซอสฟรี 1 ชนิด ส่วนท็อปปิ้งพรีเมียมอย่างเฟอร์เรโร รอชเชอร์ บวกราคาเพิ่ม 10-15 บาท

 

อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปของสาขานี้คือสเตชันผัดไอศกรีมแบบเทปันยากิที่โชว์การทำหน้าร้าน ใช้แทนการปั่น โดยอาจยกระดับเป็นสเตชันผัดโชว์ตรงกลางร้านในลักษณะคล้าย Benihana ในอนาคต

 

ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสามารถสั่งจากเมนู Chef Recommendation 9 รสที่ทางร้านคิดมาให้ ราคาเริ่มต้น 119 บาท พร้อมจุด Self Service Station สำหรับน้ำดื่มและอุปกรณ์รับประทานอาหาร เพื่อให้รูปแบบการบริการเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ตั้งเป้ายอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน ก่อนขยายโมเดล

 

อย่างไรก็ตามตลาดคาเฟ่ขนมหวานเป็นสนามที่แข่งขันรุนแรง เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าตลาดต่ำ (Low Entry Barrier) ใช้เงินลงทุนและพื้นที่น้อยกว่าร้านอาหารคาว ไม่ต้องลงทุนระบบดูดควันราคาแพง ขณะที่แบรนด์ใหม่จากต่างประเทศก็เข้ามาตีตลาดต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การตัดราคา

 

อีกแรงกดดันสำคัญคืออายุของกระแสสินค้าใหม่ที่สั้นลงมาก อนุพนธ์ระบุว่า “จากเดิมที่สินค้าใหม่เคยอยู่ในกระแสได้ 3 เดือน ปัจจุบันเหลือเวลาเพียงเดือนครึ่งก็หมดกระแสแล้ว”

 

ด้วยเหตุนี้ Swensen’s จึงเลือกสร้างคอนเซปต์ที่นำไอศกรีมรสเดิมมาเปลี่ยนลูกเล่นที่ท็อปปิ้ง ทำให้ออกเมนูใหม่ได้รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลานาน

 

Swensen’s ตั้งเป้ายอดขายของสาขาต้นแบบที่ Siam Scape ให้เกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประเมินก่อนขยายโมเดลไปยังสาขาอื่นทั้งในหัวเมืองใหญ่และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ยอดการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย ของลูกค้าปัจจุบันอยู่ที่ราว 240-260 บาท

 

ส่วนเทรนด์สุขภาพ Swensen’s ยังคงเน้นความอร่อยและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ หลังเคยทดลองทำเมนูหวานน้อยและแคลอรีต่ำมาแล้วไม่ได้รับความนิยม ลูกค้ายังคงต้องการรสชาติเดิมที่คุ้นเคย

 

อนุพนธ์ปิดท้ายว่า “ความเซ็กซี่หรือความแปลกใหม่ของแบรนด์อาจอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่ความยั่งยืนของธุรกิจอาหารจะกลับมาที่แก่นแท้เสมอ นั่นคือรสชาติอาหารที่อร่อย ภาพลักษณ์ที่ตรงปก สินค้าโดนใจ และราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้”

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 https://thestandard.co/openai-ai-phone-2027/ Thu, 07 May 2026 02:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1204595 ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ช […]

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI ชิ้นแรกของค่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็น ‘AI Phone’  โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้เร็วที่สุดในปี 2027

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ OpenAI ภายใต้การนำของ Sam Altman โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นเพียง แอปพลิเคชัน ที่ต้องพึ่งพาระบบปฏิบัติการของผู้อื่น ทั้ง iOS และ Android ไปสู่การสร้าง Ecosystem ฮาร์ดแวร์ AI แบบ Native ของตนเองอย่างสมบูรณ์

 

OpenAI เร่งผลักดัน AI Phone เป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าเปิดตัวเร็วที่สุดในปี 2027 เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด AI บนโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาครองตลาดได้อย่างสมบูรณ์ โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งแอปพลิเคชัน ChatGPT มาล่วงหน้า แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด (Ground-up design) โดยมี AI เป็นแกนหลักในการสั่งการและประมวลผล แทนที่รูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชันแบบเดิมๆ

 

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรูปลักษณ์และหน้าตาของ AI Phone แต่กระแสข่าวลือที่ว่า Sam Altman ได้หารือกับ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบระดับตำนานของ Apple อย่างใกล้ชิด ทำให้วงการเทคโนโลยีต่างจับตามองว่า ‘ฟอร์มแฟกเตอร์’ (Form Factor) ของโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ อาจเป็นการก้าวข้ามกรอบของหน้าจอสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ไปสู่ดีไซน์ใหม่ที่อาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

ภาพ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ร่วมกันพัฒนา AI Phone 1

Jony Ive & Sam Altman

 

หากอุปกรณ์นี้ประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้งาน จากการใช้โทรศัพท์มือถือที่เน้นหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชัน สู่การใช้อุปกรณ์ที่สั่งการด้วยเสียงและบริบทผ่าน AI อย่างแท้จริง

 

ภาพ: AI Image Generator

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI เตรียมเปิดตัว ‘AI Phone’ รุ่นแรก เร็วที่สุดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรีเข้าซื้อ ‘พอร์ตสินเชื่อยานยนต์’ ของบริษัทในเครือซีไอเอ็มบีไทย https://thestandard.co/krungsri-acquires-cimbthai-auto-loans/ Tue, 05 May 2026 12:30:59 +0000 https://thestandard.co/krungsri-acquires-cimbthai-auto-loans/ ภาพแสดงการเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ของ กรุงศรี จากบริษัทในเครือ ซีไอเอ็มบีไทย

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ กรุงศรี และ ธุรก […]

The post กรุงศรีเข้าซื้อ ‘พอร์ตสินเชื่อยานยนต์’ ของบริษัทในเครือซีไอเอ็มบีไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการเข้าซื้อพอร์ตสินเชื่อยานยนต์ของ กรุงศรี จากบริษัทในเครือ ซีไอเอ็มบีไทย

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ กรุงศรี และ ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ในเครือกรุงศรี บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ กรุงศรี ออโต้ ประกาศบรรลุข้อตกลงในสัญญาซื้อขายทรัพย์สิน (Asset Purchase Agreement) เพื่อรับโอนพอร์ตสินเชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์จาก บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ จำกัด และ บริษัท เวิลด์ลีส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)

 

การเข้าซื้อครั้งนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาซึ่งต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนก่อน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายฐานลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งให้กับกรุงศรี ออโต้ ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรีกรุ๊ปในการดำเนินกลยุทธ์โดยใช้ความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

“นอกเหนือจากการเติบโตของพอร์ต การเข้าซื้อในครั้งนี้จะทำให้กรุงศรีสามารถส่งมอบคุณค่าที่มากขึ้น โดยลูกค้าจะสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายของกรุงศรีกรุ๊ปภายใต้กลยุทธ์หลัก ONE Krungsri Collaboration ซึ่งผสานพลังความร่วมมือภายในกรุงศรี รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครอบคลุมด้านไลฟ์สไตล์และสินเชื่อยานยนต์แบบครบวงจรในที่เดียว กรุงศรีมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างไร้รอยต่อให้กับลูกค้าทุกคน” เคนอิจิ กล่าว

The post กรุงศรีเข้าซื้อ ‘พอร์ตสินเชื่อยานยนต์’ ของบริษัทในเครือซีไอเอ็มบีไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Devil Wears Prada 2 เปิดตัวพุ่ง 7.65 พันล้านบาททั่วโลก แซงรายได้เปิดตัวภาคแรก 2.8% สะท้อนพลังของผู้ชมหญิงและกระแสคิดถึงอดีต https://thestandard.co/devil-wears-prada-2-box-office/ Tue, 05 May 2026 12:26:56 +0000 https://thestandard.co/devil-wears-prada-2-box-office/ โปสเตอร์โปรโมทภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2 แสดงตัวเลขรายได้ 7.65 พันล้านบาท สะท้อนพลังผู้ชมหญิงและกระแสความคิดถึงอดีต

The Devil Wears Prada 2 ภาคต่อของหนังคลาสสิกปี 2006 เปิ […]

The post The Devil Wears Prada 2 เปิดตัวพุ่ง 7.65 พันล้านบาททั่วโลก แซงรายได้เปิดตัวภาคแรก 2.8% สะท้อนพลังของผู้ชมหญิงและกระแสคิดถึงอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์โปรโมทภาพยนตร์ The Devil Wears Prada 2 แสดงตัวเลขรายได้ 7.65 พันล้านบาท สะท้อนพลังผู้ชมหญิงและกระแสความคิดถึงอดีต

The Devil Wears Prada 2 ภาคต่อของหนังคลาสสิกปี 2006 เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยรายได้ทั่วโลกราว 233.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.65 พันล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้ในสหรัฐฯ และแคนาดา 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.52 พันล้านบาท) และอีก 156.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.13 พันล้านบาท) จากตลาดต่างประเทศ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผู้หญิงที่อยากกลับสู่โลกแฟชั่นและสื่อมวลชน หลังภาคแรกเข้าฉายไป 20 ปี

 

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้จาก 20th Century Studios ในเครือ Disney เป็นตัวอย่างล่าสุดของกระแสบ็อกซ์ออฟฟิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง ‘นอสตัลเจีย’ หรือความคิดถึงวัฒนธรรมป็อปยุคก่อนของผู้ชมรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen X ต่อจาก Michael และ The Super Mario Galaxy Movie ที่ทำรายได้ถล่มทลายมาก่อนหน้า

 

ในยุคที่ความวิตกด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ผู้ชมเลือกดื่มด่ำกับภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย เทรนด์นี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของฮอลลีวูด ในช่วงที่แฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Marvel และ Fast & Furious กำลังประสบปัญหา และจำนวนผู้เข้าโรงภาพยนตร์ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด

 

มาร์ธา มอร์ริสัน หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Disney Entertainment Studios ระบุว่า “นอสตัลเจียคือตัวขับเคลื่อนสำคัญในวิธีที่ผู้คนเสพความบันเทิงในตอนนี้ และสำหรับ Prada (The Devil Wears Prada 2) ก็เป็นเช่นนั้นแน่นอน”

 

เปิดตัวสูงกว่าภาคแรก 2.8% ผู้ชม 76% เป็นผู้หญิง

 

 

ที่น่าสนใจคือรายได้เปิดตัวของภาคนี้สูงกว่าภาคแรก 2.8% โดยภาคแรกในปี 2006 เปิดตัวที่ 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) และทำรายได้รวมที่ 326.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.07 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ภาคใหม่ทำรายได้เกือบ 72% ของรายได้รวมภาคแรกในเวลาเพียง 3 วันแรกของการฉาย

 

ตลาดต่างประเทศตอบรับอย่างคึกคัก โดยอิตาลีเป็นการเปิดตัวทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนโดยตัวละครหญิงเรื่องแรกที่เปิดฤดูกาลบ็อกซ์ออฟฟิศฤดูร้อน

 

เดวิด กรอส นักวิเคราะห์บ็อกซ์ออฟฟิศ ระบุว่า “ภาพยนตร์แนวดราม่าผสมตลก (Dramedy) น้อยเรื่องที่จะทำรายได้ระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงการที่ภาคต่อทำรายได้สูงกว่าเดิมอีก” ขณะที่ข้อมูลจาก Nielsen ระบุว่ายอดสตรีมภาคแรกเพิ่มขึ้นกว่า 428% จากเดือนมีนาคมถึงเมษายน

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนอิทธิพลของกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นหญิงในตลาดภาพยนตร์อย่างชัดเจน โดย 76% ของผู้ชมเป็นผู้หญิง และเป็นการเปิดตัวที่ทำรายได้สูงที่สุดของ เมอรีล สตรีพ ในทุกตลาดทั่วโลก

 

กลุ่มผู้ชมไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยหนุ่มสาว โดยกลุ่มที่ซื้อตั๋วมากที่สุดคือคนอายุ 25-34 ปี ที่ 28% รองลงมาคือกลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี ที่ 22% เวนดี ฟิเนอร์แมน ผู้อำนวยการสร้าง เล่าว่าการไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นอีเวนต์ที่ผู้คนทั่วโลกแต่งตัวไปดู ทั้งใส่รองเท้าสีแดง, แต่งหน้าและแต่งตัวเลียนแบบตัวละคร พร้อมเอ่ยบทพูดในหนังตามกันไปด้วย

 

ฮอลลีวูดเดินหน้าใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเดิม รับเทรนด์นอสตัลเจีย

 

 

การที่ Disney ตัดสินใจสร้างภาคต่อเกิดขึ้นในช่วงที่ฮอลลีวูดพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมากขึ้น โดยปฏิทินภาพยนตร์ปี 2026 เต็มไปด้วยภาคต่อของแฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Star Wars, Marvel, DC Comics, Toy Story, Super Mario Bros., Hunger Games, Scream, Scary Movie, Minions, Dune และ Jumanji รวมถึงภาคต่อของ Practical Magic ปี 1998 ที่จะเข้าฉายในฤดูใบไม้ร่วง

 

ในงาน CinemaCon ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่สตูดิโอภาพยนตร์ใช้นำเสนอผลงานที่จะเข้าฉายต่อผู้บริหารเครือโรงภาพยนตร์ เต็มไปด้วยดาราอาวุโสที่มาโปรโมตภาคต่อของภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ถึงต้น 2000 ทั้ง Toy Story 5, Practical Magic 2, Focker-in-Law, Scary Movie 6 และ Spaceballs: The New One รวมถึงการนำซีรีส์เกมอย่าง Resident Evil และของเล่นยุค 1980 อย่าง Masters of the Universe มาทำเป็นภาพยนตร์

 

The Devil Wears Prada ภาคแรกออกฉายโดย Twentieth Century Fox และเมื่อ Disney ซื้อกิจการบันเทิงของ Fox ในปี 2019 ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เทียบเท่า Avatar หรือ Planet of the Apes แต่หลังจากภาคต่อถ่ายทำเสร็จเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว Disney ก็มองเห็นศักยภาพและทุ่มงบโฆษณาเต็มที่ พร้อมจับมือแบรนด์ดังอย่าง Dior และ Starbucks โดยมอร์ริสันระบุว่าแคมเปญการตลาดครั้งนี้ “เทียบชั้นกับแคมเปญของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของเรา”

 

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า The Devil Wears Prada ยังคงเป็นที่นิยมในวัฒนธรรมป็อปมา 2 ทศวรรษ คือการที่บทพูดในภาพยนตร์กลายเป็นมีมในโซเชียลมีเดีย โดยทีมการตลาดของ Disney ได้นำประโยคในตำนานของสตรีพจากภาคแรกที่ว่า “Florals? For spring? Groundbreaking” (ลายดอกไม้? สำหรับฤดูใบไม้ผลิ? ช่างเป็นการบุกเบิก) มาแปลงเป็นแท็กไลน์โปรโมตภาคต่อว่า “A sequel? For spring? Groundbreaking” (ภาคต่อ? สำหรับฤดูใบไม้ผลิ? ช่างเป็นการบุกเบิก)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Loredana Sangiuliano / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post The Devil Wears Prada 2 เปิดตัวพุ่ง 7.65 พันล้านบาททั่วโลก แซงรายได้เปิดตัวภาคแรก 2.8% สะท้อนพลังของผู้ชมหญิงและกระแสคิดถึงอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
FIFA ใช้ระบบ Dynamic Pricing ครั้งแรกใน World Cup 2026 ดันราคาตั๋วทะลุ 1.34 แสนบาท แฟนบอลประณาม ‘ทรยศครั้งใหญ่’ https://thestandard.co/fifa-world-cup-2026-dynamic-pricing-outrage/ Tue, 05 May 2026 11:06:49 +0000 https://thestandard.co/fifa-world-cup-2026-dynamic-pricing-outrage/ โลโก้ FIFA และภาพประกอบเกี่ยวกับราคาตั๋วฟุตบอลโลก 2026 ที่ใช้ระบบ Dynamic Pricing ทำให้แฟนบอลไม่พอใจ

FIFA ตัดสินใจใช้ระบบกำหนดราคาแบบ Dynamic Pricing ที่ปรั […]

The post FIFA ใช้ระบบ Dynamic Pricing ครั้งแรกใน World Cup 2026 ดันราคาตั๋วทะลุ 1.34 แสนบาท แฟนบอลประณาม ‘ทรยศครั้งใหญ่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ FIFA และภาพประกอบเกี่ยวกับราคาตั๋วฟุตบอลโลก 2026 ที่ใช้ระบบ Dynamic Pricing ทำให้แฟนบอลไม่พอใจ

FIFA ตัดสินใจใช้ระบบกำหนดราคาแบบ Dynamic Pricing ที่ปรับเปลี่ยนตามอุปสงค์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ส่งผลให้ราคาตั๋วของฟุตบอลโลก 2026 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จนแฟนบอลทั่วโลกออกมาประณามว่าเป็นการขูดรีด

 

ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดร่วมโดยสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก จะเริ่มในวันที่ 11 มิถุนายน แต่ก่อนถึงวันแข่งราว 1 เดือน บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกลับถูกบดบังด้วยกระแสไม่พอใจของแฟนบอลต่อราคาตั๋วที่พุ่งสูง

 

โดยราคาที่สูงสุดในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ที่ 4,105 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.34 แสนบาท) สำหรับนัดเปิดสนามของทีมชาติสหรัฐฯ พบกับปารากวัย ที่ลอสแอนเจลิส และตั๋วจำนวนมากมีราคาราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.55 หมื่นบาท)

 

ทั้งนี้ตั๋วยังเปิดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ทางการของ FIFA ในส่วนการขายช่วงท้าย หลังเปิดขายเป็นล็อตๆ ตั้งแต่กันยายนที่ผ่านมา โดยตั๋วที่ถูกที่สุดอยู่ที่ 380 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.24 หมื่นบาท) สำหรับการแข่งขัน 7 คู่ รวมถึงนัดที่กือราเซาประเทศที่เปิดตัวในฟุตบอลโลกครั้งแรก พบกับไอวอรี่โคสต์

 

ราคาตั๋วแบ่งตามประเภทที่นั่ง ตั้งแต่ Front Category 1 ที่แพงที่สุด ไปจนถึง Category 4 ที่ถูกที่สุด แต่มีความผิดปกติด้านราคา เช่น ตั๋ว Category 3 สำหรับเกม USA-ปารากวัย อยู่ที่ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.67 หมื่นบาท) ขณะที่ Category 2 สำหรับเกมออสเตรียพบจอร์แดนกลับอยู่ที่ 380 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ราคาเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามระบบ Dynamic Pricing

 

เกมทีมดังราคาพุ่ง รอบรองชนะเลิศแตะ 3.6 แสนบาท

 

แฟนบอลที่ยินดีจ่ายในราคาสูงยังสามารถซื้อตั๋วชมเกมของชาติยักษ์ใหญ่ได้ โดยตั๋วของอาร์เจนตินา ทีมแชมป์เก่าที่มี ลิโอเนล เมสซี เป็นกัปตันทีม อยู่ที่ 2,475-2,925 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.10-9.57 หมื่นบาท) ขณะที่บราซิลอยู่ที่ราว 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.53 หมื่นบาท)

 

นัดที่ราคาแพงที่สุดในรอบแบ่งกลุ่มได้แก่ USA-ปารากวัยในวันที่ 12 มิถุนายน รองลงมาคืออาร์เจนตินาพบออสเตรีย เอกวาดอร์พบเยอรมนี, อุรุกวัยพบสเปน และอังกฤษพบโครเอเชีย ขณะที่เกม 17 คู่ในรอบแบ่งกลุ่มขายหมดแล้ว รวมถึงเกมเปิดสนามระหว่างเม็กซิโกพบแอฟริกาใต้

 

สำหรับรอบน็อคเอาต์ ตั๋วนัดชิงชนะเลิศไม่ได้เปิดจำหน่ายทั่วไปแล้ว แต่แฟนบอลที่มีงบราว 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 แสนบาท) ยังจองตั๋วรอบรองชนะเลิศได้ โดย Front Category 1 สำหรับเกมที่แอตแลนตาอยู่ที่ 9,660 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.16 แสนบาท) และที่ดัลลัสที่ 11,130 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.64 แสนบาท)

 

ที่น่าตกใจกว่านั้น ในตลาด Resale ของ FIFA เอง มีการนำตั๋วรอบชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฎาคมที่สนาม MetLife Stadium มาประกาศขายในราคาใบละเกือบ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75 ล้านบาท) แม้ตลาดนี้จะเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง ไม่ใช่ราคาที่ FIFA ตั้งโดยตรง แต่ FIFA ก็ได้ส่วนแบ่งจากการขายต่อทุกครั้งในอัตรา 30%

 

แฟนบอลเดือด FIFA เผชิญฟ้องร้องและคำวิจารณ์

 

กลุ่มแฟนบอลฟุตบอลยุโรป (FSE) วิจารณ์ FIFA ว่าเป็นการ ‘ทรยศครั้งใหญ่’ และเรียกโครงสร้างราคานี้ว่าเป็นการ ‘ขูดรีด’ พร้อมยื่นฟ้องต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แฟนบอลยังถูกซ้ำเติมด้วยการที่ FIFA เพิ่มหมวดราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้เวลาแข่ง โดยตั๋วที่เหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในหมวดราคาแพง

 

นิก โรซาโต วิศวกรซอฟต์แวร์ในแมสซาชูเซตส์ ที่ติดตามทีมชาติสหรัฐฯ ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2002 เผยว่าตั๋วถูกที่สุดสำหรับเกมเปิดสนามอยู่ที่ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่นั่งดีกว่านั้นทะลุ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ “เรากำลังพูดถึงเกมรอบแบ่งกลุ่มนะ ไม่ใช่รอบน็อคเอาต์ มันเหลือเชื่อมาก” โรซาโตกล่าว

 

ขณะที่ แอนดรูว์ ไวน์เฟลด์ ผู้บริหารด้านสาธารณสุขในออร์แลนโด ตัดสินใจซื้อตั๋ว 3 ใบสำหรับเกม USA-ปารากวัย ในราคาใบละ 1,940 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.35 หมื่นบาท) “ขูดรีดอาจเป็นคำที่แรงไป แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันคือสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่” เขากล่าว

 

หลังเผชิญกระแสตอบรับเชิงลบในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา FIFA ได้ตกลงปล่อยตั๋วราคา 60 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,964 บาท) บางส่วนให้กับ 48 ชาติที่ผ่านเข้ารอบ โดยสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ได้รับจัดสรรราว 500 ใบต่อนัด

 

FIFA ยอมรับ พร้อมทบทวนกลยุทธ์ตั๋วในปี 2030

 

จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ปกป้องนโยบายราคา โดยกล่าวในการประชุม FIFA Congress ที่แวนคูเวอร์ว่า “มีตั๋วที่แพงและก็มีตั๋วที่ราคาเข้าถึงได้ สิ่งสำคัญคือรายได้ทั้งหมดที่เราสร้างขึ้นจะกลับไปสนับสนุนวงการฟุตบอลในประเทศต่างๆ”

 

ขณะที่ มาทีอัส กราฟสตรอม เลขาธิการ FIFA ยอมรับว่าจะทบทวนกลยุทธ์การขายตั๋วสำหรับฟุตบอลโลก 2030 โดยระบุว่าราคาตั๋วที่สูงในปี 2026 สะท้อน “สภาพตลาดในอเมริกาเหนือ”

 

พร้อมชี้ว่ารายได้จากฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่คาดว่าจะสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.26 แสนล้านบาท) จะถูกนำไปลงทุนในวงการฟุตบอลทั่วโลกผ่านโครงการ FIFA Forward

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Alex Photo Stock / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post FIFA ใช้ระบบ Dynamic Pricing ครั้งแรกใน World Cup 2026 ดันราคาตั๋วทะลุ 1.34 แสนบาท แฟนบอลประณาม ‘ทรยศครั้งใหญ่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Team Thailand+’ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลุยเวที SelectUSA 2026 ที่สหรัฐฯ โชว์ศักยภาพธุรกิจไทย พร้อมปิดดีล MOU สินค้าเกษตรนัดแรก https://thestandard.co/team-thailand-selectusa-usa-agri-deal/ Tue, 05 May 2026 10:43:16 +0000 https://thestandard.co/team-thailand-selectusa-usa-agri-deal/ คณะ ‘Team Thailand+’ นำโดยรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ร่วมภารกิจ SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา

วอชิงตัน ดี.ซี., สหรัฐอเมริกา – คณะ ‘Team Thailan […]

The post ‘Team Thailand+’ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลุยเวที SelectUSA 2026 ที่สหรัฐฯ โชว์ศักยภาพธุรกิจไทย พร้อมปิดดีล MOU สินค้าเกษตรนัดแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะ ‘Team Thailand+’ นำโดยรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ร่วมภารกิจ SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา

วอชิงตัน ดี.ซี., สหรัฐอเมริกา – คณะ ‘Team Thailand+’ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนไทย นำโดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เริ่มภารกิจอย่างเป็นทางการในงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ณ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา

 

คณะ ‘Team Thailand+’ นำโดยรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ร่วมภารกิจ SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา 1

 

การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของ ‘ทีมไทยแลนด์+’ ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหอการค้าไทย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย – สหรัฐฯ และเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยเข้าสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

งาน SelectUSA Investment Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 พฤษภาคม 2569 โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพหลัก เปิดบ้านต้อนรับผู้นำธุรกิจและนักลงทุนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้มีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 2,700 ราย และมีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนระดับรัฐ (EDOs) เข้าร่วมครบทั้ง 50 รัฐและดินแดนของสหรัฐฯ รวมกว่า 1,100 หน่วยงาน

 

โดยในพิธีเปิดเมื่อเช้าวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

 

ปีนี้งานมุ่งเน้นประเด็น ‘Future Ready: Reshaping Global Business & Manufacturing Renaissance’ หรือการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต (emerging technologies) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และ supply chain ยุคใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่สหรัฐฯ

 

ในวันแรกของภารกิจ คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม meet & greet กับผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และแนวโน้มการลงทุนในอนาคต โดยภาคเอกชนทุกท่านได้มีการอัปเดตแผนงานการลงทุนในอนาคต ร่วมกับผู้แทน

 

ในช่วงบ่าย คณะได้แยกกลุ่มเพื่อดำเนินภารกิจเฉพาะด้าน โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าหารือกับ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายในประเด็นสำคัญ และได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา ระหว่าง สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กับพันธมิตรภาคเอกชนของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือเชิงรูปธรรมในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน

 

คณะ ‘Team Thailand+’ นำโดยรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ร่วมภารกิจ SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา 2

 

สำหรับ ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะเข้าหารือกับ และภาคธุรกิจอเมริกัน U.S. ASEAN – Business Council เพื่อสร้างเครือข่ายและสำรวจโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายฐานการผลิตและการลงทุนในสหรัฐอเมริกา

 

ในช่วงท้ายของวัน คณะผู้แทนไทยกลับมารวมกันและได้เข้าพบและหารือกับ วุฒิสมาชิก Tammy Duckworth เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสของรัฐ Illinos ก่อนสรุปผลการดำเนินภารกิจของ ‘Team Thailand+’ ในวันแรก

 

คณะ ‘Team Thailand+’ นำโดยรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร และ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ร่วมภารกิจ SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา 3

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจวันแรกว่า การเข้าร่วมงาน SelectUSA ในปีนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เนื่องจากมีภาคเอกชนไทยเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจไทยในการขยายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมมองหาโอกาสในการเชิญชวนผู้ประกอบการสหรัฐฯ มาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นด้วย

 

“ภาคเอกชนไทยมีความตั้งใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า และเพิ่มบทบาทด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมเจรจาการค้าให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ในระยะต่อไป” ดร.พจน์ กล่าว

The post ‘Team Thailand+’ ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลุยเวที SelectUSA 2026 ที่สหรัฐฯ โชว์ศักยภาพธุรกิจไทย พร้อมปิดดีล MOU สินค้าเกษตรนัดแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โอกาสทองของ SME ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | UOB SustainAble EP.2 https://thestandard.co/uob-sustainable-ep-2/ Tue, 05 May 2026 02:20:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1203761 UOB SustainAble EP.2

ทำธุรกิจ SME ทุกวันนี้ แค่ประคองยอดขายก็เหนื่อยแล้ว พอไ […]

The post ชมคลิป: โอกาสทองของ SME ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | UOB SustainAble EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
UOB SustainAble EP.2

ทำธุรกิจ SME ทุกวันนี้ แค่ประคองยอดขายก็เหนื่อยแล้ว พอได้ยินคำว่าความยั่งยืน (Sustainability) หลายคนเลยมองว่าเป็นภาระ และผลักออกไปก่อน


แต่รู้หรือไม่? ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของคนสายป่านยาวอีกต่อไป แต่มันคือ ‘ใบเบิกทาง’ (License to Thrive) ที่จะช่วยให้ SME ขายของได้แพงขึ้น เข้าหาลูกค้ารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น และลดต้นทุนได้จริง!


UOB SustainAble EP.2 เฟิร์น-ศิรัถยา จะพาผู้ประกอบการ SME ทุกท่านไปเจาะลึก ‘กติกาโลกใหม่’ ที่กำลังบีบให้คนตัวเล็กต้องปรับตัว พร้อมถอดรหัส Success Story จาก SME ไทยตัวจริง ที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็น ‘แต้มต่อ’ ทางธุรกิจ

 

  • บจก.แอล.ที.การยาง: อัปเกรดยางแผ่นธรรมดา สู่วัตถุดิบพรีเมียมระดับโลกด้วยมาตรฐาน EUDR
  • Impact x เก็บสะอาด: ใช้ Data จัดการขยะ ลดต้นทุน ดึงดูดลูกค้าองค์กรใหญ่
  • KMP Corporation: แชร์พื้นที่รถขนส่ง (Backhaul) ลดคาร์บอน ลดต้นทุนน้ำมัน ดันกำไรพุ่ง

 


พร้อม 3 ทางลัดสำหรับ SME จาก UOB ตั้งแต่การประเมินตัวเองฟรีๆ ด้วย UOB Sustainability Compass, การจับคู่พาร์ตเนอร์ ไปจนถึงโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้คุณกล้าเปลี่ยน!

The post ชมคลิป: โอกาสทองของ SME ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | UOB SustainAble EP.2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดจบ Spirit Airlines กับฉายา ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ ผู้บุกเบิกตั๋วเครื่องบินราคาถูกของสหรัฐฯ ปิดตำนาน 34 ปี เปิดคำถามใหญ่ว่าใครคือคนที่ต้องเดือดร้อนในวันที่ตั๋วประหยัดหายไป https://thestandard.co/spirit-airlines-cheap-flights-end/ Mon, 04 May 2026 06:57:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1203618 เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี

Spirit Airlines สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติสหรัฐฯ ที่บุกเ […]

The post จุดจบ Spirit Airlines กับฉายา ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ ผู้บุกเบิกตั๋วเครื่องบินราคาถูกของสหรัฐฯ ปิดตำนาน 34 ปี เปิดคำถามใหญ่ว่าใครคือคนที่ต้องเดือดร้อนในวันที่ตั๋วประหยัดหายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี

Spirit Airlines สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติสหรัฐฯ ที่บุกเบิกการเดินทางทางอากาศราคาประหยัดมาตลอด 34 ปี ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 03.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ของวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นสายการบินใหญ่รายแรกของประเทศในรอบ 25 ปีที่ปิดตัวเพราะปัญหาทางการเงิน นับตั้งแต่การปิดตัวของ Midway Airlines หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001

 

 
 

ในบ่ายวันศุกร์ก่อนหน้านั้น (1 พฤษภาคม) เจเรเมียห์ เบอร์ตัน (Jeremiah Burton) ช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศวัย 45 ปี ยืนรอเที่ยวบินที่สนามบินบัลติมอร์เพื่อเดินทางไปนิวออร์ลีนส์เยี่ยมหลานแฝดที่เพิ่งเกิดของลูกสาว นี่คือครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้ขึ้นเครื่องบิน

 

“พูดตามตรง ผมแค่เข้า Google ค้นหาตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุด” เบอร์ตันเล่ากับ CNBC พร้อมเสริมว่าเขาจ่ายค่าตั๋วราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,255 บาท) เมื่อปลายเดือนที่แล้ว และมีกำหนดบินกลับวันที่ 6 พฤษภาคม

 

เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา สายการบินที่เบอร์ตันเลือกก็เตรียมยุติการให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากเส้นทางกว่า 3 ทศวรรษของสายการบินที่นำการเดินทางทางอากาศราคาประหยัดมาสู่คนหลายล้านคนทั่วสหรัฐฯ

 

จุดจบของ ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ ที่เคยพลิกโฉมการบินอเมริกัน

 

Spirit เป็นสายการบินอันดับ 8 ของสหรัฐฯ ในปี 2025 มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศราว 4% ตามข้อมูลของ Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน

 

แม้ส่วนแบ่งตลาดอาจดูไม่ใหญ่ แต่ Spirit คือสายการบินที่บุกเบิกโมเดล ‘ตั๋วเปล่าราคาต่ำ’ (ultra-low base fare) ในตลาดสหรัฐฯ ที่ขายตั๋วในราคาถูกสุดๆ แต่คิดเงินเพิ่มสำหรับทุกอย่าง ตั้งแต่กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง, น้ำดื่ม, กาแฟ ไปจนถึงการเลือกที่นั่ง โมเดลนี้ผลักดันให้ราคาตั๋วในอุตสาหกรรมถูกลงทั้งระบบ และทำให้สายการบินขนาดใหญ่ต้องเปิดตั๋วประเภท ‘basic economy’ มาแข่ง

 

ก่อนรุ่งสางวันเสาร์ เว็บไซต์และแอปของ Spirit ขึ้นข้อความว่า “เรียนผู้โดยสารทุกท่าน เที่ยวบินทั้งหมดถูกยกเลิก และไม่มีบริการลูกค้าให้บริการอีกต่อไป” ส่วนหน้าจอที่อาคารผู้โดยสารหลายแห่งขึ้นข้อความ “เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่า Spirit Airlines ได้ยุติการดำเนินงานทั่วโลก” พร้อมข้อความปิดท้ายว่า “เป็นเกียรติที่ได้พาเพื่อนและครอบครัวมาใกล้ชิดกันตลอด 34 ปีที่ผ่านมา”

 

ที่อาคาร Marine Air Terminal ของสนามบิน LaGuardia ในนิวยอร์ก ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1940 และเป็นบ้านของ Spirit ในนิวยอร์ก กลายเป็นพื้นที่เงียบสงัด ร้านค้าปิดตัวไปครึ่งวัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถูกส่งกลับบ้านก่อนเวลา

 

ที่ตึกใหญ่ของ Spirit ในเมือง Dania Beach รัฐฟลอริดา ทีมผู้บริหารของบริษัทรวมตัวกันในห้อง ‘war room’ เฝ้าดูเที่ยวบินสุดท้ายลงจอด หนึ่งในนักบินของเที่ยวบิน NK1833 จากดีทรอยต์ไปดัลลัสซึ่งเป็นเที่ยวบินสุดท้าย ถามหอบังคับการก่อนแตะรันเวย์ว่ามีเที่ยวบินอื่นของ Spirit ตามมาอีกไหม

 

“ผมไม่เห็นเที่ยวบินอื่นแล้ว คุณอาจเป็นเที่ยวบินสุดท้าย” เจ้าหน้าที่หอบังคับการตอบ ก่อนกล่าวปิดท้ายว่า “เป็นความยินดีที่ได้ทำงานกับพวกคุณ ขอให้โชคดี”

 

เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี 1

ภาพ : Leonard Zhukovsky / Shutterstock

 

อีกหนึ่งเรื่องที่กระทบใจคือกัปตัน จอน แจ็คสัน (Jon Jackson) ของ Spirit ที่กำหนดบินเที่ยวบินอำลาเกษียณในวันเสาร์ แต่สายการบินปิดตัวก่อนที่เขาจะได้บิน เขาต้องโดยสารเครื่องของ Southwest Airlines กลับบัลติมอร์ และเมื่อทีม Southwest ทราบเรื่อง พวกเขาจึงจัดพิธีต้อนรับด้วยการฉีดน้ำต้อนรับเครื่องบิน พร้อมเสียงปรบมือเมื่อเขาเดินออกจากสะพานเทียบเครื่องบิน

 

ผลกระทบครั้งใหญ่นี้กระทบพนักงานราว 17,000 ตำแหน่ง รวมพนักงานของ Spirit เอง 14,000 คน และผู้รับจ้างทางอ้อมอีกนับพันคน ตามคำชี้แจงของบริษัท

 

ปัญหาที่สะสมมานาน ก่อนสงครามอิหร่านเป็นฟางเส้นสุดท้าย

 

แม้ข่าวการปิดตัวจะมาถึงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ปัญหาของ Spirit สะสมมาหลายปีแล้ว สายการบินทำกำไรครั้งสุดท้ายในปี 2019 ก่อนเข้าสู่ภาวะขาดทุนต่อเนื่องนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 โดยตั้งแต่ต้นปี 2020 จนถึงเวลาที่ยื่นล้มละลายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2024 บริษัทขาดทุนสะสมมากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.13 หมื่นล้านบาท)

 

หลายปัจจัยรุมเร้า Spirit พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจากสายการบินยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมากกว่าอย่าง Delta, United และ American Airlines ที่หันมาเปิดตั๋วราคาประหยัดสู้

 

แรงกดดันจากดีลควบรวมกับ JetBlue ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในยุค โจ ไบเดน (Joe Biden) ฟ้องคัดค้านจนสำเร็จ ทำให้ Spirit ต้องเดินหน้าด้วยตัวคนเดียว ปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องที่ทำให้เครื่องบินหลายลำต้องจอดบนพื้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยสายการบินใหญ่หันไปพึ่งพาผู้โดยสารระดับพรีเมียมที่ยอมจ่ายหลักพันดอลลาร์เพื่อที่นั่งหรูหรามากขึ้น

 

ในเดือนสิงหาคม 2025 Spirit ยื่นล้มละลายเป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาไม่ถึงปี โดยรายงานว่ามีหนี้สิน 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.63 แสนล้านบาท) และทรัพย์สิน 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.8 แสนล้านบาท)

 

นักวิเคราะห์ระบุว่าส่วนหนึ่งของปัญหาคือ Spirit ไม่ได้ปรับโครงสร้างมากพอในการล้มละลายครั้งแรก ไม่ได้ลดต้นทุนอย่างจริงจัง และเลี่ยงการตัดสินใจที่ยากลำบาก จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้เพื่อพ้นภาวะล้มละลายครั้งที่ 2 ด้วยภาระหนี้ที่ลดลง

 

เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี 2

ภาพ : Markus Mainka / Shutterstock

 

แต่เพียง 3 วันต่อมา สงครามในอิหร่านก็ปะทุขึ้น ปิดกั้นปริมาณน้ำมันราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงทันที

 

น้ำมันเครื่องบินคือต้นทุนอันดับ 2 ของสายการบิน รองจากค่าแรง American Airlines เคยระบุว่าทุกๆ เซ็นต์ที่ราคาน้ำมันเครื่องบินขึ้น จะกระทบต้นทุนของบริษัท 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63 พันล้านบาท) ต่อปี ขณะที่ United Airlines ระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่าหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับปัจจุบัน บริษัทอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.58 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็น 2 เท่าของกำไรประจำปีสูงสุดที่บริษัทเคยทำได้

 

สายการบินใหญ่อาจรองรับแรงกระแทกได้ด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียม ขึ้นราคาตั๋ว และตัดเที่ยวบินบางส่วน แต่สายการบินเล็กอย่าง Spirit กลับติดกับดักโมเดลธุรกิจของตัวเอง เพราะการพึ่งพาตั๋วราคาต่ำสุดทำให้ขึ้นราคาได้ยาก ลูกค้าหลักคือผู้โดยสารที่ไวต่อราคา หากตั๋วแพงขึ้น ลูกค้าก็พร้อมหายไปทันที

 

ดีลกอบกู้ที่พังในนาทีสุดท้าย และเกมโทษกันทางการเมือง

 

ในช่วงท้ายสุดก่อนปิดตัว Spirit อยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เรื่องแผนกอบกู้มูลค่าสูงสุด 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63 หมื่นล้านบาท) ที่จะให้รัฐบาลถือหุ้นในสายการบินสูงสุด 90% และให้สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลอยู่เหนือเจ้าหนี้รายอื่น

 

แต่กลุ่มผู้ถือหุ้นกู้รายใหญ่ของ Spirit ปฏิเสธข้อเสนอนี้ในนาทีสุดท้าย โฮเวิร์ด ลัตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ โทรหา เดฟ เดวิส (Dave Davis) ซีอีโอของ Spirit เพื่อแจ้งว่าดีลไม่สำเร็จ และเจ้าหนี้กับรัฐบาลยังเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็นสำคัญ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเรื่องนี้

 

ทรัมป์เองยอมรับเมื่อวันศุกร์ก่อนการปิดตัวว่า “เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ แต่ถ้าหาดีลที่ลงตัวไม่ได้ ก็คงไม่มีใครทำได้แล้ว ผมก็อยากรักษาตำแหน่งงานพวกนี้ไว้”

 

แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณเปิดทางสำหรับการช่วยเหลือ Spirit ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า แต่แนวคิดการช่วยเหลือสายการบินรายเดียวกลับสร้างกระแสตอบโต้จากทั้งอุตสาหกรรมการบินและสมาชิกพรรครีพับลิกัน

 

หลังการปิดตัว ทำเนียบขาวโยนความผิดให้รัฐบาลของ ไบเดน เพราะเป็นผู้คัดค้านดีลควบรวมระหว่าง Spirit กับ JetBlue ในปี 2023 โดย ฌอน ดัฟฟี (Sean Duffy) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมระบุว่า “ตอนนั้นหลายฝ่ายเตือนแล้วว่าการขวางดีลครั้งนั้นจะนำไปสู่หายนะ ดีลควบรวมนั้นควรจะได้ไฟเขียวไปตั้งแต่แรก”

 

อย่างไรก็ตาม แทด เดอเฮเวน (Tad DeHaven) นักวิเคราะห์นโยบายจาก Cato Institute สถาบันวิจัยแนวเสรีนิยม กลับชี้ว่ารัฐบาลของทรัมป์เองก็มีส่วนรับผิดชอบ โดยมองว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านของทรัมป์เป็น ‘นโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด’ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งและกระทบต้นทุนของ Spirit “พวกเขามีปัญหาอยู่แล้ว” เดอเฮเวนบอก พร้อมอธิบายว่าสถานการณ์นี้คือผลกระทบที่ทับซ้อนกันของนโยบายหลายเรื่อง

 

ผู้โดยสารและพนักงานที่ตกค้าง และคำถามถึงราคาตั๋วในวันที่ ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ หายไป

 

จากเดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นเดือน Spirit มีกำหนดบินราว 9,000 เที่ยวบิน รองรับผู้โดยสารรวม 1.8 ล้านที่นั่ง คิดเฉลี่ยราว 300 เที่ยวบินและผู้โดยสารราว 60,000 คนต่อวันที่ได้รับผลกระทบ

 

ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วโดยตรงจาก Spirit ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตจะได้รับเงินคืนอัตโนมัติ ส่วนผู้ที่ซื้อผ่านตัวแทนท่องเที่ยวต้องติดต่อตัวแทนเอง สำหรับผู้ที่ใช้คะแนนสะสม Free Spirit, voucher หรือ credit ในการจองตั๋ว อาจไม่ได้รับการคืนเงิน เพราะบริษัทที่ปิดตัวมักหยุดให้บริการรางวัลและคูปองหลังยุติการดำเนินงาน

 

สายการบินคู่แข่งหลายรายออกมาช่วยเหลือ ทั้ง United, Delta, JetBlue และ Southwest ที่ออกมาตรการจำกัดราคาตั๋วเที่ยวเดียวที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 บาท) สำหรับผู้โดยสาร Spirit ที่มีหมายเลขยืนยันการจองและหลักฐานการชำระเงิน ขณะที่ Frontier Airlines ลดราคาตั๋วเริ่มต้น 50% ทุกเส้นทางจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม

 

เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี 3

ภาพ : Wenjie Zheng / Shutterstock

 

วันแรกหลังการปิดตัว United Airlines ระบุว่ามีลูกค้า Spirit จองตั๋วกับ United ราว 14,000 คน ส่วน JetBlue ประกาศขยายตารางบินที่ฟอร์ต ลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) พร้อมเส้นทางใหม่หลายเส้น ตั้งแต่เมืองคาลี (Cali) ในโคลอมเบีย ไปจนถึงเมืองแนชวิลล์ (Nashville) ในรัฐเทนเนสซี

 

แต่สำหรับพนักงาน Spirit สถานการณ์หนักหนากว่ามาก เฟรดดี ปีเตอร์สัน (Freddy Peterson) อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินวัย 60 ปี ที่ทำงานกับ Spirit มา 10 ปี เล่าว่าเขาตั้งนาฬิกาปลุกเวลา 03.00 น. ของวันเสาร์เพื่อเช็กเว็บไซต์บริษัทตามข่าวลือเรื่องการปิดตัว และพบว่าทุกเที่ยวบินถูกยกเลิก

 

ปีเตอร์สันต้องขับรถจากแอตแลนตากลับบ้านที่จอร์เจีย “ผมคงจะร้องไห้หนักเลย ตอนได้อยู่ในรถคนเดียว” เขาบอก พร้อมเสริมว่า Spirit ‘ทำสิ่งดีๆ ให้ผมมากมาย’ และมองว่าชื่อเสียงด้านความวุ่นวายของสายการบินนั้น ‘เกินจริงไปมาก’ แต่เขาก็ตำหนิฝ่ายบริหารที่ไม่สื่อสารกับพนักงานในช่วงท้าย

 

เจสัน แอมโบรซี (Jason Ambrosi) ประธานสมาคมนักบินสายการบิน (Air Line Pilots Association) เขียนข้อความว่า “ความเจ็บปวดจากการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่ถูกรู้สึกในห้องประชุมผู้บริหาร แต่จะถูกรู้สึกโดยนักบิน, พนักงานต้อนรับ, ช่างเครื่อง, พนักงานควบคุมการบิน และทีมภาคพื้นดิน รวมถึงครอบครัวและชุมชนที่พึ่งพาพวกเขา”

 

ในมุมของผู้โดยสาร แม้คนที่ไม่เคยบิน Spirit ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะตลอดที่ผ่านมา การมีอยู่ของ Spirit ทำให้สายการบินใหญ่ต้องลดราคาตั๋วลงมาแข่ง แม้จะเป็นเพียงตั๋ว ‘basic economy’ ที่ไม่มีสิทธิประโยชน์ก็ตาม เมื่อ Spirit หายไป ตั๋วราคาถูกไปฟลอริดา, ลาสเวกัส หรือแคริบเบียน อาจหาได้ยากขึ้น

 

นี่เป็นสิ่งที่ผู้โดยสารเห็นแล้วในเส้นทางที่ Spirit ถอนตัวระหว่างกระบวนการล้มละลายครั้งที่ 2 และเป็นเหตุผลหนึ่งที่สายการบินใหญ่หลายรายแอบเชียร์ให้แผนกอบกู้ Spirit ล้มเหลว เพราะการมีคู่แข่งราคาประหยัดน้อยลง 1 รายหมายถึงอำนาจในการกำหนดราคาที่มากขึ้น

 

เครื่องบิน Spirit Airlines จอดอยู่บนลานบิน บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการให้บริการ 34 ปี 4

ภาพ : Iv-olga / Shutterstock

 

ปัจจุบัน 4 สายการบินใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ United, American, Delta และ Southwest ครองส่วนแบ่งเที่ยวบินที่ผู้โดยสารใช้บริการรวมราว 80% และการหายไปของ Spirit จะทำให้ตลาดยิ่งกระจุกตัวมากขึ้น

 

การล้มละลายในอุตสาหกรรมการบินไม่ใช่เรื่องใหม่ ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา มีสายการบินใหญ่ของสหรัฐฯ ยื่นล้มละลายไปแล้ว 8 ราย แต่ส่วนใหญ่จบลงด้วยการถูกคู่แข่งซื้อกิจการ การปิดตัวสนิทแบบ Spirit จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

 

ท้ายที่สุด การจากไปของ Spirit ไม่ได้สะท้อนแค่ความล้มเหลวของสายการบินรายหนึ่ง แต่สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมที่ตัวเลือกราคาประหยัดกำลังหายไป และอำนาจกำลังกระจุกตัวอยู่ในมือผู้เล่นยักษ์ใหญ่ไม่กี่ราย

 

สำหรับเบอร์ตันที่เพิ่งบินครั้งแรกในชีวิต ถ้าโชคดีเขาคงได้กลับบ้านในวันที่ 6 พฤษภาคมตามแผน แต่สำหรับนักเดินทางอีกหลายล้านคนที่เคยอาศัย Spirit เป็นทางเลือกในการได้ออกเดินทาง คำถามที่รออยู่คือ การได้บินด้วยราคาที่จับต้องได้จะยังเป็นทางเลือกของพวกเขาอยู่หรือไม่ในวันที่ ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ หายไปจากท้องฟ้าตลอดกาล

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.51 บาท ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2569

ภาพปก : Markus Mainka / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จุดจบ Spirit Airlines กับฉายา ‘ยักษ์เล็กสีเหลือง’ ผู้บุกเบิกตั๋วเครื่องบินราคาถูกของสหรัฐฯ ปิดตำนาน 34 ปี เปิดคำถามใหญ่ว่าใครคือคนที่ต้องเดือดร้อนในวันที่ตั๋วประหยัดหายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทิม คุก’ ฝากแนวคิดถึง ‘ซีอีโอใหม่ Apple’ เลือกให้ชัดจะใช้เวลาไปกับอะไร โฟกัส ให้ถูกจุด ธุรกิจจะโตเอง https://thestandard.co/tim-cook-apple-new-ceo-focus/ Sat, 02 May 2026 03:45:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1203187 ‘ทิม คุก’ ซีอีโอ Apple กำลังกล่าวปาฐกถาบนเวที

หลังจาก ‘ทิม คุก’ ส่งไม้ต่อให้ ‘จอห์น เทอร์นัส’ ขึ้นรับ […]

The post ‘ทิม คุก’ ฝากแนวคิดถึง ‘ซีอีโอใหม่ Apple’ เลือกให้ชัดจะใช้เวลาไปกับอะไร โฟกัส ให้ถูกจุด ธุรกิจจะโตเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทิม คุก’ ซีอีโอ Apple กำลังกล่าวปาฐกถาบนเวที

หลังจาก ‘ทิม คุก’ ส่งไม้ต่อให้ ‘จอห์น เทอร์นัส’ ขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Apple คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์เริ่มหยิบยกขึ้นมาคือ เขาจะฝากคำแนะนำอะไรถึงผู้สืบทอดตำแหน่ง

 

ทิม คุก กล่าวว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเลือกให้ชัดว่าจะใช้เวลาไปกับอะไร พร้อมย้ำว่าแก่นหลักของ Apple คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน หากยังคงยึดเป้าหมายนี้เป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ ธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ

 

ในอีกด้านหนึ่ง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่เพิ่งประกาศออกมา ทิม คุก ระบุว่าเป็น ‘ไตรมาสที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา’ และ ยังถือเป็นครั้งแรกหลังจากบริษัทประกาศว่าเขาจะลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ เพื่อส่งต่อบทบาทให้จอห์น เทอร์นัส หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ขึ้นมารับช่วงต่อ

 

ตัวเลขผลประกอบการสะท้อนความแข็งแกร่งของบริษัทอย่างชัดเจน โดย Apple มีรายได้รวม 1.112 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จาก iPhone อยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 22% เมื่อเทียบรายปี ภาพรวมดังกล่าวทำให้ซีอีโอคนใหม่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งบนฐานธุรกิจที่มั่นคง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญแรงกดดันในการขับเคลื่อนทั้งผลิตภัณฑ์หลัก และ นวัตกรรมใหม่ไปพร้อมกัน

 

ด้านจอห์น เทอร์นัส กล่าวถึงแนวทางการบริหารว่า เขาจะยึดหลักการทำงานที่ได้เรียนรู้จากทิม คุก โดยเฉพาะความรอบคอบ การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ และวินัยทางการเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของผู้นำคนปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะสานต่อ

 

แม้ภายหลังการประกาศผลประกอบการ หุ้น Apple จะปรับตัวลงเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ต่อมาก็ฟื้นตัวขึ้นมากกว่า 3% ระหว่างการซื้อขาย สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อทิศทางของบริษัทในระยะข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดปีที่ผ่านมา Apple ยังคงเผชิญคำถามจากนักวิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางด้าน AI และผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone โดยทิม คุก ย้ำว่า บริษัทจะเน้นการผสาน AI เข้าไปในอุปกรณ์ มากกว่าการพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์แบบแยกส่วน ขณะเดียวกันยังเริ่มเห็นแนวโน้มที่ภาคธุรกิจนำ Mac ไปใช้ในงานด้าน AI มากขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาและการรันระบบอัตโนมัติ

 

ในมุมนี้ บทบาทเดิมของจอห์น เทอร์นัส ในสายฮาร์ดแวร์จึงถูกมองว่าเป็นจุดแข็งสำคัญ ที่จะช่วยผลักดันความสามารถด้าน AI ของ Apple ต่อไป โดยบริษัทเตรียมเปิดเผยความคืบหน้าเพิ่มเติมในงาน Worldwide Developers Conference (WWDC) ช่วงเดือนมิถุนายน

 

ขณะเดียวกัน Apple ยังยอมรับว่า ปัญหาด้านอุปทาน หรือภาวะสินค้าขาดตลาด ได้ส่งผลกระทบต่อทั้ง iPhone และ Mac ในไตรมาสเดือนมีนาคม และคาดว่า Mac จะได้รับผลกระทบมากขึ้นในไตรมาสถัดไป ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ จากความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI ที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก International Data Corporation (IDC) รายงานว่า ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกลดลง 4.1% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ดี บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple ยังมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรและอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตชิป และในระยะต่อไป ซีอีโอคนใหม่จะต้องมีบทบาทสำคัญในการบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ควบคู่ไปกับการดูแลห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ของบริษัท

 

ภาพ: FotoField/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ทิม คุก’ ฝากแนวคิดถึง ‘ซีอีโอใหม่ Apple’ เลือกให้ชัดจะใช้เวลาไปกับอะไร โฟกัส ให้ถูกจุด ธุรกิจจะโตเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI https://thestandard.co/meta-reality-labs-metaverse-loss-ai/ Thu, 30 Apr 2026 10:38:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1202815 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของ Reality Labs ที่ขาดทุนมหาศาล และอนาคตของ Metaverse ที่กำลังจางหายไป

ขณะที่ Meta ทุ่มเงินมหาศาลให้กับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ( […]

The post Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของ Reality Labs ที่ขาดทุนมหาศาล และอนาคตของ Metaverse ที่กำลังจางหายไป

ขณะที่ Meta ทุ่มเงินมหาศาลให้กับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความพยายามด้าน Metaverse ของบริษัทกลับยังคงขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

 

 
 

รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 เผยให้เห็นว่า Reality Labs หน่วยธุรกิจที่ดูแลด้านนี้ ขาดทุนจากการดำเนินงาน 4.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.32 แสนล้านบาท) ขณะที่มีรายได้เพียง 402 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.31 หมื่นล้านบาท) ลดลง 2.4% จากปีก่อน

 

Reality Labs เป็นหน่วยธุรกิจของ Meta ที่พัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) Augmented Reality (AR) และอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2020 และตลอด 21 ไตรมาสที่ผ่านมา ขาดทุนสะสมไปแล้วถึง 8.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท) เฉลี่ยแล้วขาดทุนประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส

 

ซูซาน หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meta อธิบายว่ารายได้ที่ลดลงในไตรมาสนี้มาจากยอดขายชุดหูฟัง Quest ที่ลดลง แม้จะถูกชดเชยบางส่วนจากการเติบโตของยอดขายแว่นตา AI

 

ย้อนกลับไปในปี 2021 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta สะท้อนวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่าทั้งการทำงานและความบันเทิงจะเคลื่อนย้ายไปสู่โลกเสมือนจริง แต่วิสัยทัศน์นั้นถูกเปลี่ยนทิศหลังการมาถึงของ ChatGPT ในปลายปี 2022 ที่จุดกระแส Generative AI และทำให้ Meta ถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งอย่าง OpenAI Anthropic และ Google ในสนามนี้

 

ปลดพนักงาน Reality Labs โยกทรัพยากรสู่ AI

 

Reality Labs เผชิญการปรับโครงสร้างหลายระลอก โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Meta ปลดพนักงานในหน่วยนี้ราว 1,000 คน เพื่อโยกทรัพยากรจากงาน VR ไปสู่อุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI หลังจากที่แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta ที่ร่วมพัฒนากับ EssilorLuxottica ประสบความสำเร็จเกินคาด

 

ต่อมาในเดือนมีนาคม บริษัทยังปลดพนักงานอีกหลายร้อยคนในหลายหน่วยรวมถึง Reality Labs ก่อนจะประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะปลดพนักงานอีก 10% หรือราว 8,000 คน พร้อมยุติการสรรหาตำแหน่งงานใหม่อีก 6,000 ตำแหน่ง

 

แม้บริษัทจะถอยจากความฝัน Metaverse ลง แต่การลงทุนใน AI กลับยิ่งเพิ่มขึ้น โดย Meta ได้ปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายลงทุนในปี 2026 เป็น 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสก่อนหน้า

 

รายได้ Q1 พุ่ง แต่นักลงทุนยังกังวลค่าใช้จ่าย AI

 

ในด้านภาพรวมของบริษัท Meta รายงานรายได้รวมในไตรมาส 1 ที่ 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.84 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 60.9% มาอยู่ที่ 2.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.75 แสนล้านบาท) ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการประหยัดภาษีตามกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

 

ธุรกิจโฆษณายังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยทำเงินได้ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.79 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสนี้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสร้างรายได้ 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.56 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 29.3% และคิดเป็น 19.4% ของรายได้รวม

 

อย่างไรก็ตามแม้ผลประกอบการจะดูแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นของ Meta กลับร่วงลงมากกว่า 6% ในการซื้อขายนอกเวลา หลังบริษัทประกาศปรับเพิ่มงบลงทุน AI ครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ปีที่ผ่านมา Meta ดึงตัวนักวิจัยและวิศวกร AI มากกว่า 50 คนจากคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้บริษัทเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ชื่อ Muse Spark เมื่อต้นเดือนนี้ และซักเคอร์เบิร์กเปิดเผยว่ามีการใช้งาน Meta AI ‘เพิ่มขึ้นอย่างมาก’ หลังการเปิดตัว แม้ต้นทุนในการพัฒนาและดูแลผลิตภัณฑ์ AI จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

 

“เรากำลังเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาหน่วยความจำ” ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในการประชุมกับนักลงทุน

 

เมื่อนักลงทุนสอบถามถึงแผนการลงทุนในปี 2027 หลี่ตอบว่าบริษัทยังไม่ได้ให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจง พร้อมยอมรับว่า “ประสบการณ์ของเราที่ผ่านมาคือ เรามักประเมินความต้องการด้านการประมวลผลของเราต่ำเกินไปอยู่เสมอ”

 

ดีล Manus ถูกจีนสกัด

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือทางการจีนได้สั่งห้าม Meta เข้าซื้อกิจการบริษัท Manus ผู้พัฒนา Agentic AI สัญชาติจีน หลังการตรวจสอบด้านความมั่นคงของชาติ โดยทางการจีนไม่ได้ระบุชัดเจนว่าดีลดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบใด หรือคาดหวังให้คลายดีลอย่างไร

 

หลี่ระบุเพียงว่าบริษัท ‘ยังคงทำงานในรายละเอียด’ โดยไม่ได้อัปเดตสถานะการรวมเทคโนโลยีของ Manus เข้ากับแพลตฟอร์มของ Meta

 

Meta ประกาศซื้อกิจการ Manus ในเดือนธันวาคม โดย Nikkei Asia เคยรายงานว่ามูลค่าดีลอยู่ระหว่าง 2-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.53-9.79 หมื่นล้านบาท)

 

สตาร์ทอัพรายนี้เริ่มต้นที่อู่ฮั่นและปักกิ่ง ก่อนย้ายพนักงานหลักไปสิงคโปร์ในกลางปี 2025 และปิดสำนักงานในจีนพร้อมปลดพนักงานส่วนใหญ่ ปัจจุบันดีลถูกปิดแล้ว โดย เซียว หง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Manus ได้รับตำแหน่งรองประธานของ Meta

 

แม้ทั้งแอปของ Manus และ Meta จะไม่เปิดให้บริการในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ Meta สร้างรายได้กว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 แสนล้านบาท) ต่อปีจากการขายโฆษณาให้บริษัทจีนที่ต้องการขายสินค้าออกนอกประเทศ และยังพึ่งพาซัพพลายเออร์จีนในการผลิตแว่นตา AI ที่ได้รับความนิยม

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 เมษายน 2569

 

ภาพ: Lexie Moreland/WWD via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 https://thestandard.co/big-four-ai-economy-kpmg-deloitte/ Thu, 30 Apr 2026 10:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1202805 ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบของ AI และเศรษฐกิจต่อบริษัท Big Four โดยเน้น KPMG ปลดพนักงานและ Deloitte ลดสวัสดิการ

KPMG หนึ่งใน Big Four บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระด […]

The post Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบของ AI และเศรษฐกิจต่อบริษัท Big Four โดยเน้น KPMG ปลดพนักงานและ Deloitte ลดสวัสดิการ

KPMG หนึ่งใน Big Four บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระดับโลก ประกาศปลดพนักงานในธุรกิจที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ราว 4% หรือประมาณ 400 คน เนื่องจากความต้องการบริการด้านกฎระเบียบและบริการอื่นๆ ที่ลดลง ตามรายงานจาก The Wall Street Journal และ Business Insider

 

 
 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า บริษัทได้แจ้งพนักงานเมื่อวันพุธ (29 เมษายน) ที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การบริหารลูกค้า และบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ความต้องการในตลาดชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกปลดเป็นที่ปรึกษาที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่มีหุ้นส่วน (Partner) คนใดได้รับผลกระทบจากการปลดในรอบนี้

 

ปัจจุบันธุรกิจที่ปรึกษาของ KPMG ในสหรัฐฯ มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกกว่า 276,000 คน โดยบริษัทกำลังเผชิญกับความต้องการบริการที่ปรึกษาบางประเภทที่ลดลง รวมถึงอัตราการลาออกโดยสมัครใจที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หลังจากที่ได้จ้างพนักงานเกินจำนวนในช่วงการระบาดของโควิด

 

การที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่อนคลายกฎระเบียบในหลายภาคส่วน ส่งผลให้ความต้องการบริการที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแลของลูกค้ากลุ่มธนาคารและบริการทางการเงินลดลง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจที่ปรึกษาในภาพรวม

 

ปลดหุ้นส่วนผู้สอบบัญชี 10% พร้อมเดินหน้าลงทุน AI

 

ก่อนหน้านี้ KPMG ยังได้ประกาศแผนปลดหุ้นส่วนในธุรกิจตรวจสอบบัญชีในสหรัฐฯ ราว 10% หรือประมาณ 100 คน โดยบางส่วนเป็นการลาออกโดยสมัครใจเพื่อเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นการปรับจำนวนหุ้นส่วนให้สอดคล้องกับขนาดของธุรกิจ ไม่ใช่เพราะปัญหาด้านผลงานรายบุคคล

 

โดยหุ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับชดเชยทางการเงินและการสนับสนุนในการหางานใหม่

 

อย่างไรก็ตาม KPMG ยืนยันว่าธุรกิจที่ปรึกษาในบางส่วนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะด้านการทำธุรกรรม กลยุทธ์ และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเดินหน้าจ้างงานในตำแหน่งสำคัญ เช่น วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่สนับสนุนการทรานส์ฟอร์มสู่ AI ความปลอดภัยไซเบอร์ และบริการ Managed Services

 

ต้นปีที่ผ่านมา KPMG เปิดตัวโครงการ AI Spark Innovation Awards ในธุรกิจที่ปรึกษา โดยมอบรางวัลเป็นเงินสดให้กับที่ปรึกษาที่นำ AI มาใช้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น พร้อมเปิดตัวแดชบอร์ดที่ให้พนักงานเห็นว่าเพื่อนร่วมงานใช้ AI อย่างไรและกำหนดเป้าหมายการใช้งานของตนเองได้

 

ขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Boston Consulting Group ซึ่งมีอัตราการใช้ AI สูงถึง 90% ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้นำตัวชี้วัดการใช้ AI มาผนวกเข้ากับการประเมินผลงานพนักงานแล้ว

 

ทิม วอลช์ ประธานและซีอีโอของ KPMG สหรัฐฯ ระบุว่าพนักงาน “ต้องนำเครื่องมือที่จัดเตรียมไว้ให้มาใช้งาน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในอนาคต”

 

Deloitte ลดสวัสดิการ ลาคลอด-วันลา-เงินช่วยทำเด็กหลอดแก้ว

 

ขณะเดียวกัน Business Insider รายงานเมื่อกลางเดือนเมษายนว่า Deloitte อีกหนึ่งบริษัทใน Big Four มีแผนลดสวัสดิการสำคัญหลายรายการสำหรับพนักงานบางกลุ่ม

 

โดยเอกสารภายในและบันทึกการประชุมที่ Business Insider ได้รับ ระบุว่าจะมีการลดหรือยกเลิกสวัสดิการลาคลอด วันลาประจำปี (PTO) แผนเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) สำหรับพนักงานในกลุ่ม Center ซึ่งครอบคลุมงานสนับสนุนภายในองค์กร เช่น งานธุรการ, ฝ่ายไอที และฝ่ายการเงิน

 

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีพนักงานได้รับผลกระทบกี่คน โดย Deloitte มีพนักงานในสหรัฐฯ ราว 181,000 คน

 

โฆษกของ Deloitte ชี้แจงว่าบริษัทกำลังปรับโครงสร้างด้านบุคลากรเพื่อให้สวัสดิการสอดคล้องกับมาตรฐานในตลาด

 

รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงคือพนักงานในกลุ่ม Center จะได้รับวันลาเพื่อครอบครัวแบบรับเงินสูงสุด 8 สัปดาห์ และวันลา 18-25 วันตามอายุงานและตำแหน่ง รวมถึงจะหยุดสะสมเงินบำนาญหลังวันที่ 31 ธันวาคม

 

นอกจากนี้พนักงานในส่วน Enterprise Solutions ที่อยู่ในกลุ่ม Center จะถูกลดวันลาเพื่อครอบครัวลงครึ่งหนึ่งจาก 16 สัปดาห์เหลือ 8 สัปดาห์ และยกเลิกเงินช่วยเหลือสำหรับการรับบุตรบุญธรรมและการทำเด็กหลอดแก้ว 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.63 ล้านบาท)

 

ภาพสะท้อนตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป

 

ราวิน เจซูธาซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตของการทำงานและผู้นำระดับโลกของ Mercer Transformation Services ระบุว่ามีลูกค้าหลายรายกำลังพิจารณาลดต้นทุน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน โดยกำลังพิจารณาต้นทุนแรงงานในแต่ละด้านอย่างละเอียด และ “สวัสดิการที่พนักงานไม่ได้ใช้เต็มที่ มักเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกตัด”

 

ปีเตอร์ คาเปลลี ศาสตราจารย์ด้านการจัดการและผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรมนุษย์ของ Wharton Business School มองว่าบริษัทต่างๆ “เข้มงวดมากขึ้นในทุกด้าน” ทั้งการปลดพนักงานและการเพิ่มภาระงาน “การลดและบีบรัดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเมื่อตลาดแรงงานหย่อนตัว บริษัทรู้สึกว่าทำได้”

 

ทั้งนี้รายได้ของ Deloitte ในสหรัฐฯ ปีล่าสุด (สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2025) อยู่ที่ 35,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทก็เผชิญความท้าทายในธุรกิจหลักทั้งการตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษา จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐได้รับผลกระทบจากนโยบาย DOGE ของรัฐบาลทรัมป์ที่เข้มงวดเรื่องสัญญาจ้างที่ปรึกษา

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 เมษายน 2569

 

ภาพ: ภาพ : Walter Cicchetti / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? https://thestandard.co/oil-price-adjustment-refinery/ Thu, 30 Apr 2026 10:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1202761 ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลา […]

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อเราขับรถไปยังปั๊มน้ำมัน เรากลับพบราคาหน้าปั๊มในไทยกลับไม่ได้ลดลงแบบทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในเมื่อต้นทุนถูกลงแล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ได้ซื้อของถูกทันที?

 

ความสงสัยนี้มักถูกตั้งคำถามไปที่โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างราคาพลังงาน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการภายในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมันอย่างเป็นระบบ

 

โรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่อะไรบ้าง?

 

โรงกลั่นน้ำมัน คืออุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการความร้อนเพื่อกลั่นแยกส่วนเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การจัดหาวัตถุดิบต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลั่นได้อย่างต่อเนื่อง

 

กระบวนการนี้เองที่สร้าง Time Lag หรือความเหลื่อมล้ำทางเวลา ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศกว่า 90% โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กว่าน้ำมันดิบหนึ่งล็อตจะผ่านการเจรจาตกลงราคา จัดหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่เดินทางข้ามมหาสมุทรและขนถ่ายเข้าสู่ถังเก็บสำรอง จึงต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน

 

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วง มี.ค. – เม.ย. 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันดิบตึงตัว โรงกลั่นไทยจึงเร่งจัดหาน้ำมันท่ามกลางอำนาจต่อรองผู้ขายที่สูงขึ้นเพื่อรับมือความเสี่ยงขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว โดยต้นทุนเพิ่มเติมเหล่านี้มาจาก

 

1. Crude Premium เป็นส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง เป็นราคาจ่ายจริงที่ขึ้นลงไม่คงที่ อาจจะเป็นบวก (Premium) หรือเป็นลบ (Discount) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ

 

  • คุณภาพน้ำมันดิบ หากน้ำมันดิบชนิดนั้นกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์ราคาสูงอย่าง เบนซิน หรือ ดีเซล ในสัดส่วนที่มาก ค่า Premium จะสูงกว่าน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์ราคาต่ำอย่างน้ำมันเตา
  • ความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ถ้าภาวะปกติราคาอาจนิ่ง แต่ในสภาวะสงครามที่มีความต้องการสูง ค่า Premium จะพุ่งสูงขึ้น

 

2. ค่าขนส่งและค่าประกันภัย โดยผลกระทบจากสภาวะสงคราม เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก เส้นทางการเดินเรือกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ค่าระวางเรือ โดยในช่วงสงครามที่เรือขาดแคลน ค่าขนส่งอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ค่าประกันภัย บริษัทประกันภัยจะเดินทางขนส่งโดยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เบี้ยประกันการขนส่งผ่านพื้นที่สงครามอาจพุ่งสูงขึ้นมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิง เบี้ยเสี่ยงภัย เป็นต้น

 

นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ภายในโรงกลั่นเองยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณก่อนจะเกิดกำไรสุทธิ เช่น

 

  • ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ
  • ค่าการบำรุงรักษาและบุคลากร เช่น ค่าซ่อมบำรุงตามรอบระยะเวลา และค่าแรงพนักงาน
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนเครื่องจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษีที่ต้องนำส่งรัฐ

 

ในทางปฏิบัติ น้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โรงกลั่นจัดหาและซื้อมาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงมากจากวิกฤตที่ผ่านมา หรืออีกนัยหนึ่ง โรงกลั่นได้จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในราคาที่รวมพรีเมียมสูงสุดจากผลกระทบของวิกฤตก่อนหน้านั่นเอง

 

กลไกราคาที่ทำให้ราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงได้ทันที

 

น้ำมันดิบราคาแพงที่แบกรับต้นทุนพรีเมียมจากเมื่อ 2 เดือนก่อนเดินทางมาถึงหอกลั่น แต่สถานการณ์ความตึงเครียดของโลกคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ณ วันปัจจุบันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

 

ราคาขายผลิตภัณฑ์หน้าโรงกลั่นจะต้องใช้กลไกบังคับให้ต้องตั้งราคาขายอิงตามสภาวะตลาดโลกในวันที่จำหน่าย (Market-Based Pricing)

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 1

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้องนำวัตถุดิบต้นทุนสูงมาผลิตเพื่อขายในราคาตลาดที่ต่ำลง สถานการณ์ลักษณะนี้เรียกว่าการขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของธุรกิจโรงกลั่น ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมักตั้งคำถามต่อการปรับตัวของราคาขายปลีก

 

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาน้ำมันอาจไม่สามารถปรับลดลงได้ทันที เพราะต้นทุนและราคาขายไม่ได้เกิดขึ้นในเส้นเวลาเดียวกัน น้ำมันดิบล็อตที่ตลาดโลกชี้ว่าราคาถูกในช่วงเวลาหนึ่งจะเดินทางมาถึงและกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมขาย ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

 

ในช่วงรอยต่อของความเหลื่อมล้ำด้านเวลานี้ อุตสาหกรรมโรงกลั่นจะเดินเครื่องผลิตในจังหวะที่ส่วนต่างกำไร หรือค่าการกลั่นหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ และในบางช่วงเวลาอาจทำให้ค่าการกลั่นลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ หรือในบางกรณีอาจติดลบได้

 

ทำไมต้องอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์?

 

ราคาน้ำมันในไทยอ้างอิงกับราคากลางตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่สำคัญในเอเชีย และถูกใช้เป็น Benchmark ในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของภูมิภาคได้

 

หลักการที่ใช้คือราคาเสมอภาคการนำเข้าและส่งออก ซึ่งช่วยป้องกันความไม่สมดุลในตลาด ในทางทฤษฎี หากราคาภายในประเทศต่ำกว่าตลาดโลกมาก อาจเกิดแรงจูงใจในการส่งออกหรือทำกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งในบางกรณีอาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศ

 

การกำหนดราคาอ้างอิงกับ MOPS มุมหนึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโดยรวม แม้ว่าบางครั้งอาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงไม่รวดเร็ว กรณีที่ปล่อยให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป ประเทศไทยจะต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาดโลกที่สูงกว่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลในมุมหนึ่งที่เลือกใช้แนวทางนี้

 

ข้อสังเกตสำคัญกับการเป็นธุรกิจแบบวัฏจักรของโรงกลั่น

 

ข้อสังเกตจากข้อมูลทำให้เห็นได้ว่า โรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจแบบวัฏจักร ซึ่งเห็นได้จากโครงสร้างรายได้และพิจารณากลไกตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

 

ผลประกอบการโรงกลั่นขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก ช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นจากความต้องการสูงหรือวิกฤต โรงกลั่นจะได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain) เนื่องจากนำวัตถุดิบราคาถูกเดิมมาขายในราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่เมื่อวัฏจักรกลับกัน ที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวลดลงและถูกกว่าราคาปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรม

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 2

 

โรงกลั่นหยุดผลิตได้หรือไม่?

 

หากทิศทางของราคาน้ำมันล่วงหน้า (Future Curve) ลดต่ำลง โรงกลั่นย่อมทราบดีว่าการเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจนำไปสู่การบันทึกตัวเลขขาดทุนจากสต็อก อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเดินเครื่องต่อหรือหยุดพัก ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและกลไกการกำกับดูแล

 

ดังนั้น ในเหตุการณ์ในการลดกำลังการผลิตอย่างกะทันหันไม่เพียงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขการรักษาระดับน้ำมันสำรองทางกฎหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน

 

โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องอย่างสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิค สัญญาทางการค้า และกรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ระบบพลังงานดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่ยังรวมถึงภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดในส่วนปลายน้ำ ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหน้าปั๊มเช่นกัน

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุกส่งมอบมรดก 130 ล้านล้านบาทให้ จอห์น เทอร์นัส แต่ก้าวแรกบนเก้าอี้ CEO Apple กลับเป็นโจทย์หิน เมื่อบริษัทมีทุกอย่างยกเว้นคำตอบเรื่อง AI https://thestandard.co/tim-cook-john-ternus-apple-ceo-ai/ Thu, 30 Apr 2026 09:39:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1202775 ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI

หลังจากครองเก้าอี้ผู้นำ Apple มาเกือบ 15 ปี และเพิ่งฉลอ […]

The post ทิม คุกส่งมอบมรดก 130 ล้านล้านบาทให้ จอห์น เทอร์นัส แต่ก้าวแรกบนเก้าอี้ CEO Apple กลับเป็นโจทย์หิน เมื่อบริษัทมีทุกอย่างยกเว้นคำตอบเรื่อง AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI

หลังจากครองเก้าอี้ผู้นำ Apple มาเกือบ 15 ปี และเพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัทได้ไม่กี่สัปดาห์ ทิม คุก (Tim Cook) ก็ประกาศปิดฉากยุคของตัวเอง พร้อมส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมานำพา Apple ก้าวสู่ครึ่งศตวรรษถัดไป

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา Apple ประกาศว่า คุกจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และส่งไม้ต่อให้ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ขึ้นเป็น CEO คนที่ 8 ของบริษัท มีผลวันที่ 1 กันยายนนี้ ส่วนคุกจะขยับไปรับบทบาทประธานบริหาร (Executive Chairman) และคาดว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่ออีกหลายปี

 

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Apple อยู่ในจุดสูงสุดทางธุรกิจ แต่ก็เป็นช่วงที่ทุกย่างก้าวต่อไปจะถูกจับตามากที่สุด เพราะเทอร์นัสกำลังจะเข้ามารับช่วงในจังหวะที่บริษัทต้องเดิมพันครั้งใหญ่ในยุค AI ขณะที่คู่แข่งทุกค่ายทุ่มทรัพยากรมหาศาลแซงหน้าไปแล้ว

 

มรดกของ ทิม คุก จาก ‘มือหนึ่งด้านปฏิบัติการ’ สู่ผู้สร้างอาณาจักร 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ตลอดเกือบ 15 ปีบนเก้าอี้ CEO นับตั้งแต่รับไม้ต่อจาก สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในปี 2011 คุกได้พา Apple จากบริษัทมูลค่าตลาดราว 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.37 ล้านล้านบาท) ขึ้นไปแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า ขณะที่รายได้บริษัทก็ขยายตัวเกือบ 4 เท่า ทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณล่าสุด

 

จีน มันสเตอร์ (Gene Munster) จาก Deepwater Asset Management เคยเปรียบบทบาทของคุกว่าเป็น “ประธานาธิบดีของประเทศ มากกว่าซีอีโอของบริษัท” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำหนักและอิทธิพลของ Apple ที่แผ่ขยายข้ามเส้นแบ่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปสู่ภูมิรัฐศาสตร์, วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันของผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก

 

ในซิลิคอนวัลเลย์ คุกเป็นที่รู้จักในฐานะ ‘มือหนึ่งด้านปฏิบัติการ’ ผู้ยกเครื่องซัพพลายเชนของ Apple ตั้งแต่เข้าร่วมบริษัทในปี 1998 ช่วงที่ Apple เกือบล้มละลาย ก่อนขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการในปี 2005 สองปีก่อนการเปิดตัว iPhone

 

ภายใต้การนำของคุก Apple เปลี่ยนฐานการผลิตหลักไปยังจีนตั้งแต่ราวปี 2000 จนเครือข่ายการผลิตเติบโตครอบคลุมแรงงานกว่า 3 ล้านคน และทำให้ Foxconn จากไต้หวันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างสำนักงานใหญ่ของ Apple ในแคลิฟอร์เนียกับโรงงานประกอบในจีน

 

แม้ จ็อบส์ จะเป็นผู้ให้กำเนิด iPhone แต่คุกคือคนที่แปลงให้ iPhone กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับต่อยอดสินค้าฮิตอื่นๆ ตามมา ทั้ง Apple Watch ในปี 2014 ที่กลายเป็นนาฬิกาขายดีที่สุดในโลก ทำรายได้ปีละราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.87 แสนล้านบาท) ตามด้วย AirPods ในปี 2016 ที่กลายเป็นอุปกรณ์เสริมที่แทบจะมาคู่กับ iPhone

 

ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI 1

ภาพ: Courtesy of Apple

 

แต่ความสำเร็จที่เปลี่ยนภาพ Apple มากที่สุดในยุคคุกอาจเป็นการเดิมพันกับธุรกิจบริการ ที่ในปีงบประมาณล่าสุดทำรายได้ทะลุ 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.54 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14% และคิดเป็น 26% ของยอดขายรวมของบริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ App Store, iCloud, Apple Music ไปจนถึง Apple TV+ โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทไต่ขึ้นจาก 38% ในอดีตสู่ระดับ 48% ในไตรมาสล่าสุด สะท้อนแรงส่งจากธุรกิจบริการที่อัตรากำไรสูงกว่าฮาร์ดแวร์มาก

 

อีกหนึ่งความสำเร็จด้านฮาร์ดแวร์คือการเปลี่ยนชิปประมวลผลในเครื่อง Mac มาใช้ชิปที่ Apple ออกแบบเอง แทนชิปจาก Intel ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าให้ประสิทธิภาพดีกว่าและประหยัดพลังงานกว่า ทำให้ Mac กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้ต้องการเครื่องสำหรับงาน AI

 

บทเรียนราคาแพงและจังหวะที่ Apple พลาด

 

แม้ตลอดยุคของคุกจะเต็มไปด้วยตัวเลขที่งดงาม แต่ก็ใช่ว่าทุกการเดิมพันจะลงเอยด้วยชัยชนะ คุกเองยอมรับเมื่อไม่นานนี้ในการประชุมพนักงานร่วมกับเทอร์นัสว่า “ความผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งแรก” ของเขาในฐานะ CEO คือการเปิดตัว Apple Maps บน iPhone ในปี 2012 ที่แอปทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งบอกเส้นทางผิด ระบุชื่อสถานที่ผิดพลาด และให้ประสบการณ์ที่ด้อยกว่า Google Maps อย่างเห็นได้ชัด

 

“เราคิดว่าผลิตภัณฑ์พร้อมแล้ว เพราะเราทดสอบในพื้นที่เฉพาะของเรามาก แต่ปรากฏว่ายังไม่พร้อม” คุกเล่า เหตุการณ์ครั้งนั้นนำไปสู่การปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ครั้งแรกในยุคของเขา ด้วยการปลด สก็อตต์ ฟอร์สตอลล์ (Scott Forstall) อดีตหัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ที่เคยเป็นมือขวาของจ็อบส์

 

ความผิดพลาดอื่นๆ ที่คุกเคยเอ่ยถึงคือ AirPower แท่นชาร์จไร้สายที่ประกาศเปิดตัวแต่ไม่เคยวางขายจริง รวมถึงโปรเจกต์ Titan รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ Apple ทุ่มเทพัฒนานานกว่าทศวรรษก่อนยกเลิกไปอย่างเงียบๆ

 

แต่บทเรียนที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของ Apple มากที่สุดในยุคหลังของคุก คงหนีไม่พ้น Vision Pro แว่นมิกซ์เรียลลิตี้ราคา 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.14 แสนบาท) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2024 ในราคาที่สูงกว่าคู่แข่งอย่าง Meta Quest 3S ถึง 10 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างกระแสจนกลายเป็นสินค้าเรือธงได้ ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ Apple ปรับลดการผลิต Vision Pro ภายในไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว เนื่องจากความต้องการต่ำและสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก

 

ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI 2

ภาพ: Courtesy of Apple

 

ปัจจุบันธุรกิจกลุ่ม wearable ของ Apple ซึ่งรวม Apple Watch, AirPods และ Vision Pro กำลังหดตัวต่อเนื่อง โดยรายได้ในปีงบประมาณ 2025 ลดลง 4% เหลือ 3.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.16 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 8.6% ของรายได้รวม ลดลงจากที่เคยทำสถิติสูงสุด 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.33 ล้านล้านบาท) ในปี 2022

 

แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่คุกทิ้งไว้ให้ผู้สืบทอดคือเรื่อง AI ซึ่ง Apple ถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งอยู่หลายก้าว ในขณะที่ Google, Microsoft, Meta และ OpenAI ทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนา AI Apple กลับเลือกแนวทาง ‘ระมัดระวัง’ โดยเปิดทางให้ใช้ ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google เข้ามาเสริมในระบบปฏิบัติการของตัวเอง แทนที่จะพัฒนาโมเดลใหญ่ของตัวเองแข่งกับยักษ์ใหญ่รายอื่น

 

ซูซานนาห์ สตรีทเตอร์ (Susannah Streeter) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Wealth Club มองว่า “Apple ไม่ได้ทุ่มทุกอย่างไปกับ AI” และคาดว่าเทอร์นัสจะสานต่อกลยุทธ์ตั้งรับแบบนี้ต่อไป โดยไม่ใช้ทุนเกินตัว ซึ่งสมเหตุสมผลในยุคที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าฟองสบู่ AI อาจแตก

 

จอห์น เทอร์นัส คือใคร?

 

เทอร์นัส วัย 51 ปี เข้าร่วม Apple ตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ หลังจากจบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งเขายังเป็นนักว่ายน้ำของทีมมหาวิทยาลัยอีกด้วย ก่อนไต่เต้าขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ในปี 2013 และรองประธานอาวุโสในปี 2021 ดูแลทีมวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ทั้งหมดของบริษัท ครอบคลุมทั้ง iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ Vision Pro

 

ภายใน Apple เทอร์นัสได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่ ‘อินกับสินค้า’ ชอบลงรายละเอียดกับทีมพัฒนา และมีสไตล์การประชุมที่ตรงประเด็น โดยมักเลือกคุยกับวิศวกรระดับปฏิบัติการที่รู้รายละเอียดสินค้ามากกว่าผู้จัดการที่อยู่เหนือขึ้นไป จุดนี้เองที่ทำให้เขาสร้างความจงรักภักดีในทีมงานได้สูง

 

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเล่าว่า เทอร์นัสเป็นคนที่แทบไม่มีศัตรูในบริษัทที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการเมืองภายในที่ดุเดือด สมัยที่อยู่ในทีมพัฒนา AirPods รุ่นแรก ทีมงานของ Apple มีความขัดแย้งภายในอย่างหนักเรื่องการเชื่อมต่อ Bluetooth จนสมาชิกบางคนถูกย้ายไปจีน บางคนถูกบีบให้ออก แต่เทอร์นัสในวัยไม่ถึง 40 ปีตอนนั้น เลือกที่จะวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง

 

อีกหนึ่งผลงานสำคัญในช่วงที่เทอร์นัสดูแลฝ่ายฮาร์ดแวร์คือการเปลี่ยน Mac มาใช้ชิปที่ Apple ออกแบบเอง ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของยุคใหม่ของผลิตภัณฑ์กลุ่มคอมพิวเตอร์ของบริษัท

 

ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI 3

ภาพ : Christoph Dernbach/picture alliance via Getty Images

 

นอกเวลางาน เทอร์นัสมีงานอดิเรกที่ตื่นเต้นไม่น้อย คือการขับรถ Porsche แข่งในสนามอย่าง Laguna Seca ในแคลิฟอร์เนีย โดยทำเวลาต่อรอบได้ต่ำกว่า 1 นาที 40 วินาที ซึ่งถือว่าดีมากสำหรับนักแข่งสมัครเล่น

 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Apple ค่อยๆ ผลักดันโปรไฟล์ของเทอร์นัสให้สาธารณชนได้เห็นมากขึ้น ทั้งการให้เขาเป็นคนเปิดตัว iPhone Air ในงานปี 2025, การส่งไปต้อนรับลูกค้าที่ Apple Store เรือธงในกรุงลอนดอนวันแรกที่ iPhone รุ่นใหม่วางขาย และล่าสุดคือการให้เขาเป็นผู้เปิดตัว MacBook Neo ซึ่งเป็น MacBook ราคาย่อมเยารุ่นแรกของ Apple

 

iPhone จอพับ และโรดแมปสินค้ายุคใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

 

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้น่าจับตามากเป็นพิเศษ คือผลิตภัณฑ์ที่เทอร์นัสจะใช้เปิดตัวยุคของตัวเอง

 

จากรายงานของ Bloomberg ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังเข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 กันยายน เทอร์นัสจะเป็นผู้เปิดตัว iPhone จอพับ (foldable iPhone) เครื่องแรกของ Apple ที่ออกแบบให้กางหน้าจอออกได้คล้าย iPad ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมองว่าจะเป็นการเปิดยุคใหม่ของ iPhone หลังจากครองตลาดสมาร์ทโฟนมาเกือบ 20 ปีโดยที่ดีไซน์แทบไม่เปลี่ยนแปลง

 

จังหวะการเปิดตัวที่บังเอิญตรงกับการรับตำแหน่งของเทอร์นัสนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการส่งไม้ต่อ ที่ Apple ต้องการให้ผู้นำคนใหม่เป็นผู้นำเสนอสินค้าใหม่ที่อาจกลายเป็นสินค้าฮิตขนาดใหญ่ของบริษัท โดยเทอร์นัสเองเป็นผู้ดูแลการพัฒนา iPhone จอพับมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดตัว

 

iPhone จอพับของ Apple จะเน้นจุดขาย 4 ด้าน คือ ความทนทาน, ประสิทธิภาพ, รอยพับที่มองเห็นน้อยลง และหน้าจอแนวนอนที่กางออกมาแล้วใช้งานคล้าย iPad ราคาที่คาดการณ์อยู่ที่ราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.5 หมื่นบาท) ขึ้นไป

 

นอกจาก iPhone จอพับ โรดแมปของ Apple ในยุคของเทอร์นัสยังจะเข้าสู่หมวดหมู่สินค้าใหม่อีกราว 10 หมวดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเทียบกับยุคของคุกที่เปิดตัวสินค้าหมวดใหม่เพียง 3 หมวด คือ Apple Watch, AirPods และ Vision Pro

 

ในกลุ่มอุปกรณ์ Smart Home ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Apple กำลังพัฒนา Smart Home Hub คล้าย HomePod แต่มีหน้าจอ ที่จะมีระบบจดจำใบหน้าเพื่อปรับประสบการณ์ใช้งานให้แต่ละคน, Tabletop Robot รุ่นใหญ่กว่าที่มีแขนกลขยับหน้าจอได้ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในบ้านที่จะแข่งกับ Ring และ Google Nest

 

ในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ที่มีกล้อง Apple กำลังพัฒนา Smart Glasses เพื่อแข่งกับ Meta Ray-Ban, AI AirPods รุ่นไฮเอนด์ที่จะมีกล้องความละเอียดต่ำเก็บภาพรอบตัวเพื่อป้อนเข้าระบบ AI และ Pendant อุปกรณ์ทรงกลมที่สวมเป็นสร้อยคอหรือเข็มกลัด

 

นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ระยะยาวอื่นๆ เช่น Mac จอสัมผัสรุ่นแรกที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 และแว่น AR ที่ Apple วาดฝันว่าจะมาทดแทน iPhone ในที่สุด โดยตั้งเป้าเปิดตัวระหว่างปี 2028-2030

 

ในการประชุมพนักงานเมื่อไม่นานมานี้ เทอร์นัสบอกว่า Apple กำลังจะ “เปลี่ยนแปลงโลกอีกครั้ง” และอธิบายว่าโรดแมปสินค้าที่กำลังจะมาคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในอาชีพของเขา

 

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องผลิตภัณฑ์

 

แม้โรดแมปสินค้าจะดูสดใส แต่ความท้าทายที่รอเทอร์นัสอยู่ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเปิดตัวสินค้าใหม่ได้กี่หมวด แต่อยู่ที่การจัดการกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ Apple เคยเจอมา

 

โจทย์แรกคือ AI ที่บริษัทเริ่มต้นด้วยการประกาศอัปเกรด Siri เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน แต่ต้องเลื่อนออกไปเพราะปัญหาคุณภาพ ขณะเดียวกัน OpenAI กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ร่วมกับ โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) อดีตหัวหน้าฝ่ายดีไซน์ของ Apple ที่ออกแบบ iPod, iPhone, iPad และ MacBook Air ก่อนลาออกในปี 2019 ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้สนามแข่งขันด้านอุปกรณ์ AI ดุเดือดยิ่งขึ้น

 

ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI 4

ภาพ : PixieMe / Shutterstock

 

จอห์น เบอร์กี (John Burkey) อดีตวิศวกรในทีม Siri ระหว่างปี 2014-2016 เปรียบสถานการณ์ของ Apple ในวันนี้ว่า “ตอนนี้พวกเขาต้องตีโฮมรันแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนแค่ตีซิงเกิลก็พอ” แต่เขามองในแง่ดีว่าการมีผู้นำคนใหม่จะช่วยให้ Apple สามารถ ‘รีแบรนด์’ ตัวเองในเรื่อง AI ได้

 

โจทย์ที่สองคือความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐฯ ปัจจุบัน Apple ยังพึ่งพาจีนเป็นฐานการผลิต iPhone ราว 80% และจีนคิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 25% ในบางช่วง การจัดการความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง โดยเฉพาะกรณีไต้หวัน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะการทูตระดับสูง

 

ตลอดยุคของคุก เขากลายเป็นเหมือนนักการทูตของ Apple ที่ดูแลความสัมพันธ์กับทั้งสี จิ้นผิง และ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2024 คุกประกาศแผนลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.49 ล้านล้านบาท) ภายใน 5 ปีข้างหน้า ระหว่างการพบปะกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาว

 

ในบทบาทใหม่ คุกจะยังคงเป็นตัวแทน Apple ในการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก รวมถึงดูแลความสัมพันธ์กับทำเนียบขาวต่อไป ซึ่งช่วยให้เทอร์นัสมีเวลาเรียนรู้บทบาทด้านการทูตอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

โจทย์ที่สามคือการจัดทีมผู้บริหาร เทอร์นัสจะมีลูกทีมระดับสูงที่ขึ้นตรงกับเขาหลายคนซึ่งทำงานกับ Apple มาเกือบ 4 ทศวรรษ เช่น เกร็ก โจสเวียก (Greg Joswiak) หัวหน้าฝ่ายการตลาด, เอ็ดดี คิว (Eddy Cue) หัวหน้าฝ่ายบริการ และ เดียร์เดร โอไบรเอน (Deirdre O’Brien) หัวหน้าฝ่ายค้าปลีกและทรัพยากรบุคคล

 

ในช่วงหลัง Apple มีการเปลี่ยนแปลงในระดับผู้บริหารค่อนข้างมาก ทั้งการลาออกของ เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (Jeff Williams) อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) เมื่อเดือนกรกฎาคม, การเกษียณของ ลิซา แจ็คสัน (Lisa Jackson) หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนมกราคม และการประกาศเกษียณของ เคต อดัมส์ (Kate Adams) ที่จะมีผลปลายปี 2026

 

ภาพ ทิม คุก และ จอห์น เทอร์นัส ตัวแทนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง CEO ของ Apple พร้อมความท้าทายด้าน AI 5

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

จุดเปลี่ยนผ่านที่อาจกำหนดอนาคตของ Apple

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ เทอร์นัสกำลังจะรับตำแหน่งในจังหวะคล้ายกับที่คุกเคยรับช่วงต่อจากจ็อบส์ในปี 2011 นั่นคือเข้ามาในเวลาที่บริษัทอยู่ในจุดสูงสุด มีโรดแมปสินค้าใหม่ที่จ่อรอเปิดตัวอย่างแน่นหนา และมีฐานลูกค้า 2.5 พันล้านอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลก

 

แต่ความเหมือนนั้นอาจจบลงตรงนั้น เพราะคุกเข้ารับตำแหน่งในยุคที่ Apple เป็นผู้นิยามว่าโลกจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ขณะที่เทอร์นัสกำลังจะรับช่วงในยุคที่บริษัทอื่นเป็นผู้นำในเทคโนโลยีคลื่นใหม่อย่าง AI และ Apple อยู่ในฐานะ ‘ผู้ตาม’ ที่ต้องเร่งไล่ตามให้ทัน

 

โทนี เฟเดลล์ (Tony Fadell) อดีตผู้บริหาร Apple ผู้ร่วมสร้าง iPod และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา iPhone ยุคแรก มองว่า Apple กำลังอยู่ในช่วงเวลา ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ อีกครั้งเพราะ AI

 

“Apple ต้องคิดต่างจากที่เคยทำมาตลอด 10-15 ปีที่ผ่านมา” เฟเดลล์กล่าว “บริษัทต้องคิดเรื่องการปฏิวัติอีกครั้ง”

 

ท่ามกลางแรงกดดันที่รออยู่ คำแนะนำที่คุกฝากไว้ให้ผู้สืบทอดตำแหน่งกลับเรียบง่ายแต่มีน้ำหนัก เขาบอกว่าการพยายามเลียนแบบความคิดของคนอื่นมีแต่จะทำให้ตัดสินใจอะไรไม่ได้ และคำแนะนำของเขาคือ “เป็นตัวของตัวเอง”

 

ตลอดยุคของจ็อบส์ Apple ถูกนิยามด้วยวิสัยทัศน์ด้านผลิตภัณฑ์ ตลอดยุคของคุก Apple ถูกนิยามด้วยความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการและการสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

 

คำถามที่จะกำหนดยุคของเทอร์นัสจึงไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะเปิดตัวสินค้าหมวดใหม่ได้กี่อย่าง หรือจะตามคู่แข่งทันในเรื่อง AI หรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ Apple ในยุคของเขาจะถูกจดจำในฐานะอะไร และยังจะเป็นบริษัทที่กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของโลกได้อยู่หรือไม่

 

คำตอบคงต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนแล้วคือ การเดินทางสู่ครึ่งศตวรรษถัดไปของ Apple จะไม่ง่ายเหมือนทศวรรษที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.49 บาท ณ วันที่ 28 เมษายน 2569

 

ภาพปก : Justin Sullivan/Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ทิม คุกส่งมอบมรดก 130 ล้านล้านบาทให้ จอห์น เทอร์นัส แต่ก้าวแรกบนเก้าอี้ CEO Apple กลับเป็นโจทย์หิน เมื่อบริษัทมีทุกอย่างยกเว้นคำตอบเรื่อง AI appeared first on THE STANDARD.

]]>