Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 08 Sep 2026 08:32:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก https://thestandard.co/locarb-ifrs-sustainability-alliance-thailand/ Tue, 08 Sep 2026 08:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1252163 ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย

บริษัท โล-คาร์บ จำกัด (LO-CARB) ประกาศเป็น ThailandR […]

The post LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย

บริษัท โล-คาร์บ จำกัด (LO-CARB) ประกาศเป็น Thailand’s 1st IFRS Sustainability Alliance และ ISSB Training Partner ในงาน Open House ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยมี Allison Tucker ผู้จัดการ IFRS Sustainability Alliance จาก IFRS Foundation ร่วมงาน นับเป็นครั้งแรกที่ IFRS Foundation เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทยโดยตรง ท่ามกลางกำหนดการที่ไทยต้องเริ่มรายงานตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสากล IFRS ตั้งแต่ปี 2570

 

งานนี้มีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำร่วมเสวนา ในหัวข้อที่ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานสากลไปจนถึงมุมมองนักลงทุนสถาบัน

 

ความยั่งยืนคือเสาหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ

 

ณิชาภัทร รัตนประภาต กรรมการผู้จัดการ LO-CARB กล่าวเปิดงานว่า บริษัทมองความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจมาตั้งแต่วันแรก โดยเชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจในยุคนี้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบทางออกใหม่ๆ เธอระบุว่า LO-CARB ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยองค์กรอื่นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยมีเป้าหมายทางธุรกิจเป็นปลายทาง

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 1

 

IFRS S1 และ S2 คืออะไร และทำไมไทยต้องเริ่มตอนนี้?

 

IFRS Sustainability Disclosure Standards คือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่ IFRS Foundation ผู้กำหนดมาตรฐานบัญชีระดับโลกจัดทำขึ้น เพื่อให้บริษัททั่วโลกรายงานความเสี่ยงด้านความยั่งยืนด้วยรูปแบบเดียวกัน เปรียบเทียบกันได้เหมือนงบการเงิน โดยแบ่งเป็น 2 ฉบับ

  • IFRS S1 — กรอบทั่วไป ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนทุกประเภท ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว
  • IFRS S2 — เจาะจงเฉพาะความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

 

Tucker อธิบายว่าปัจจุบันมีกว่า 45 ประเทศเริ่มนำมาตรฐานนี้ไปใช้ ครอบคลุม GDP โลก 60%, มูลค่าตลาดทุน 40% และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง ข้อมูลจาก Canadian Institute for Sustainable Finance ยังระบุว่า บริษัทแคนาดาที่เปิดเผยความเสี่ยงภูมิอากาศมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสถาบันต่างชาติเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับบริษัทที่ไม่เปิดเผย ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องเริ่มรายงานปี 2570 

 

องค์กรไทยเจอความท้าทายอะไรบ้างในการเปิดเผยข้อมูล?

 

ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืน จากบางจาก คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าความยากของกลุ่มบริษัทที่มีบริษัทในเครือเกือบ 100 แห่งคือมาตรฐานข้อมูลไม่ตรงกัน เช่น การคำนวณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละบริษัทอาจใช้ Methodology คนละ Tier ทำให้รวมเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ บางจากจึงวาง Data Governance เป็นพื้นฐานก่อนเชื่อมโยงกับ IFRS พร้อมดำเนินโครงการ Carbon Markets Club ที่มีสมาชิกกว่า 1,000 ราย

 

กวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มองว่าคอขวดของภาคพลังงานไทยไม่ใช่กำลังการผลิต แต่เป็นระบบส่งไฟฟ้าที่ยังไม่รองรับพลังงานหมุนเวียนปริมาณสูง โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนรวมพลังงานสะอาดถึง 90% ภายในปี 2593 จากปัจจุบันที่ราว 10% กว่า ดังนั้น ธุรกิจที่พึ่งพาโครงสร้างพลังงานเดิมอาจเจอต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนหรือระบบสายส่งอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางนโยบายนี้

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 2

 

ข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างไร?

 

ดร.ไพศาล สุขพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ความยั่งยืน จาก LO-CARB ยกกรณี Auckland Airport นิวซีแลนด์ ที่เจอฝนตกหนัก 200 มิลลิเมตรในวันเดียวเมื่อปี 2566 เสียหาย 800 ล้านบาท ทั้งที่เคยทำแบบจำลองน้ำท่วมล่วงหน้าไว้แล้ว หลังเหตุการณ์ สนามบินปรับโมเดลใหม่ ประเมินความเสียหายสูงสุดที่ 1,500 ล้านบาทต่อครั้ง จึงตัดสินใจลงทุน 450 ล้านบาทขยายระบบระบายน้ำ

 

LO-CARB กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มลักษณะเดียวกัน โดยใช้เหตุการณ์น้ำท่วมจริงในไทย เช่น กรณีหาดใหญ่ที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาทและใช้เวลาฟื้นตัว 3 เดือน มาคำนวณความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ และแปลงออกมาเป็นตัวเลขผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินโดยตรง เพื่อให้ผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่แค่ตัวเลขความเสี่ยงเชิงสถิติที่ตีความยาก

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 3

 

ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Quantum Technologies Foundation of Thailand (QTFT) เสริมว่าอุปสรรคหลักขององค์กรคือแต่ละแผนกมักตีความคำเดียวกันไม่ตรงกัน เช่น คำว่า “ขายแล้ว” ฝ่ายขายอาจหมายถึงออกใบสั่งซื้อ ขณะที่ฝ่ายบัญชีหมายถึงเงินเข้าบัญชีแล้ว ความไม่ตรงกันแบบนี้ทำให้ข้อมูลที่แต่ละแผนกมีอยู่นำมารวมกันเพื่อวิเคราะห์หรือใช้กับ AI ไม่ได้จริง จึงเสนอให้องค์กรตกลงความหมายคำศัพท์สำคัญร่วมกันก่อน เพื่อให้ข้อมูลทั้งห่วงโซ่ธุรกิจสื่อสารกันได้

 

จุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับกรอบการรายงาน IFRS ซึ่งดร.ไพศาลระบุว่า Governance หรือการกำหนดว่า “ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” คือเสาหลักแรกและเป็นจุดที่องค์กรส่วนใหญ่ติดขัดที่สุด เพราะหลายฝ่ายมองว่าการจัดการข้อมูลความยั่งยืน “ไม่ใช่งานของฉัน” หากไม่แก้จุดนี้ก่อน ต่อให้มีเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นเพียงแดชบอร์ดที่ไม่มีใครเปิดดู 

 

ดร.จิรวัฒน์ยกตัวอย่างว่าเคยพบปัญหานี้กับลูกค้าจริง จนต้องปรับระบบให้มีคนรับผิดชอบโดยตรงคอยรับสรุปสถานการณ์จากระบบ แล้วนำไปพูดคุยต่อกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงกลายเป็นการตัดสินใจจริงในองค์กร

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 4

 

นักลงทุนสถาบันมองความยั่งยืนอย่างไร?

 

สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ซึ่งบริหารสินทรัพย์ในไทยราว 1 ล้านล้านบาท เปิดเผยว่า AIA ไม่ลงทุนในธุรกิจถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2560-2561 ตามมาตรฐาน Science Based Targets initiative (SBTi) โดยเคยขายหุ้นบริษัทหนึ่งมูลค่าราว 5,000 ล้านบาทจนเหลือศูนย์ เนื่องจากมีรายได้จากถ่านหินเพียง 1% พร้อมตั้งเป้าให้เงินลงทุนในไทย 30% สอดคล้องกับ SBTi ภายในปี 2573 และ 100% ภายในปี 2583

 

ยุทธศักดิ์ สุภสร จากแอสเสท เวิรด์ คอร์ป ระบุปัจจัยหลักที่นักลงทุนสถาบันใช้ประเมินบริษัท ได้แก่:

  • ผลกระทบต่อกระแสเงินสด: ข้อมูลความยั่งยืนสะท้อนความเสี่ยงด้านรายได้และต้นทุนดำเนินงานโดยตรง
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: บริษัทที่มีธรรมาภิบาลและเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสมีต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า
  • ความสามารถฟื้นตัว (Resilience): วัดจากแผนรับมือความเสี่ยงระยะสั้น กลาง ยาว พร้อมแหล่งเงินทุนรองรับที่ชัดเจน

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 5

 

ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข้อมูลความยั่งยืนเปลี่ยนจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ในอดีต มาเป็นข้อมูลพื้นฐานทางการเงินที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริง

 

ผู้สนใจรายละเอียดมาตรฐาน IFRS Sustainability Disclosure และแนวทางเตรียมความพร้อมของธุรกิจไทย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.locarb.green

The post LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] https://thestandard.co/scb-first-upgrade-high-net-worth/ Tue, 08 Sep 2026 03:58:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1251942 บัตร SCB FIRST พร้อมสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า High Net Worth

ทำไมธนาคารยุคนี้ถึงหันมาแข่งกันสร้าง ‘Seamless Experien […]

The post ‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตร SCB FIRST พร้อมสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า High Net Worth

ทำไมธนาคารยุคนี้ถึงหันมาแข่งกันสร้าง ‘Seamless Experience’ ด้วยการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนท์ของชีวิตลูกค้า ตั้งแต่มื้ออาหาร การเดินทาง ไปจนถึงวันพักผ่อน?

 

อาจเพราะ ‘เวลา’ กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ความมั่งคั่งสูง เวลายังเป็น ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ ทุกชั่วโมงที่สูญเสียไปกับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน อาจหมายถึงโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน 

 

นี่คือเหตุผลที่ธนาคารยุคนี้แข่งกันสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกค้าผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับบน ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ ความคุ้มค่าเชิงเวลา และสิทธิพิเศษที่แตกต่าง มากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยเสียอีก

 

หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาคือ SCB WEALTH ที่เพิ่งประกาศอัปเกรดสิทธิประโยชน์ครั้งใหญ่ของบัตร SCB FIRST เพื่อสร้าง ‘Seamless Experience’ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป

 

 

ถอดรหัส 4 แกนไลฟ์สไตล์ ยกระดับบัตร SCB FIRST เพื่อตอบโจทย์แห่งความเป็นที่หนึ่งที่ครอบคลุมทุกด้านของการใช้ชีวิต

 

อัปเกรดการเดินทางแบบเดิมๆ สู่ ‘ประสบการณ์ไร้รอยต่อ’

 

หากมองผ่านเทรนด์ของกลุ่ม High Net Worth การเดินทางจะต้องมาในรูปแบบของ ‘Premium Experiential Travel’ สะดวกสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้านไปจนถึงการพักผ่อนระดับลักชัวรี

 

ในหมวดการเดินทาง SCB WEALTH แบ่งสิทธิประโยชน์ตามขนาดสินทรัพย์ให้ชัดเจนกว่าเดิม ระหว่างลูกค้ากลุ่ม ระหว่างกลุ่ม AUM 10 – <30 ล้านบาท และกลุ่ม AUM >= 30 ล้านบาท

 

สิทธิ์แรกที่ปรับ คือ Priority Pass ที่กลุ่ม AUM ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับสิทธิ์เข้าเลานจ์สนามบินเพิ่มจากเดิมเป็น 4 ครั้งต่อปีปฏิทิน พร้อมพาผู้ติดตามได้อีก 1 ท่าน ขณะที่กลุ่ม 10 ถึงต่ำกว่า 30 ล้านบาท ยังคงสิทธิ์เดิมที่ 2 ครั้งต่อปี

 

  • สำหรับสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านการเดินทางและท่องเที่ยวที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แก่ บริการรถลิมูซีนรับ-ส่งสนามบินภายในประเทศ 1 ครั้งต่อปีปฏิทิน ซึ่งเปิดให้เฉพาะกลุ่ม 30 ล้านบาทขึ้นไป และการอัปเกรดสถานะสมาชิกโรงแรมสู่ระดับ ONYX Rewards Platinum Status ได้ทันที เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ โรงแรมในเครือ ONYX Hospitality Group ที่ร่วมรายการ 17 แห่งทั่วประเทศไทย (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ status match / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย) พร้อมรับสิทธิ์พัก 2 คืน จ่าย 1 คืน หรือ พัก 4 คืน จ่าย 2 คืน ที่ Amari Hua Hin หรือ Amari Pattaya เมื่อจองพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปติดต่อกัน สูงสุด 4 คืน ตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 ห้องพัก / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย นับจากวันที่อัปเกรดสถานะ)

 

สุขภาพคือคำนิยามใหม่ของความหรูหรา

 

สิ่งที่ยังคงอยู่คือสิทธิ์การใช้ฟิตเนสระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น WE Fitness, Virgin Active หรือฟิตเนสในโรงแรม 5 ดาวอย่าง Sheraton Grand Sukhumvit และ Grand Hyatt Erawan รวมถึงอีก 12 แห่งในต่างจังหวัด

 

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ โควตาการนวดผ่อนคลาย ที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 สิทธิ์ต่อไตรมาส ทั้งที่ Let’s Relax ครั้งละ 1 ชั่วโมง หรือ Health Land ครั้งละ 2 ชั่วโมง โดยจำกัดเดือนละ 1 ครั้ง (รวมไม่เกิน 12 ครั้ง/ปีปฏิทิน)

 

‘ของอร่อยที่กินบ่อยที่สุด’ คือสิ่งที่ครองใจลูกค้าได้จริง

 

ความน่าสนใจของหมวดอาหารคือ SCB WEALTH ไม่ได้โฟกัสเฉพาะกลุ่ม Fine Dining หรือโอมากาเสะราคาแพง แต่เลือกแบรนด์ที่ลูกค้าใช้บริการบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน จึงเพิ่มเครดิตเงินคืนสำหรับร้านโปรดไม่ว่าจะเป็น Starbucks, ร้านค้าในเครือ MAGURO Group และ After You

 

สำหรับกลุ่ม AUM 30 ล้านบาทขึ้นไป รับรวมสูงสุด 2,800 บาท/ปีปฏิทิน หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 700 บาท ส่วนกลุ่ม 10 – < 30 ล้านบาท สูงสุดอยู่ที่ 2,000 บาทต่อปี/ปฏิทิน หรือไตรมาสละ 500 บาท

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มสิทธิ์ใหม่ รับฟรีเมนู Super Crab Garlic Don & Kanimiso มูลค่า 499 บาท ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น SEKI เมื่อทานครบ 1,500 บาทขึ้นไป พร้อมสิทธิ์เครื่องดื่มฟรีทุกเดือนที่ The Coffee Club รวม 12 ครั้งต่อ/ปีปฏิทิน

 

เชื่อมทุกสินทรัพย์เข้าด้วยกัน เพื่อความมั่งคั่งระยะยาว

 

แกนสุดท้ายคือการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยและการสะสมความมั่งคั่งผ่านสินทรัพย์ถาวร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ มอบสิทธิ์การเป็นสมาชิก SANSIRI PRIORITY และบริการ SLC Life Curator เมื่อซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริตามเงื่อนไขที่กำหนด และส่วนลดอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เฉพาะผู้ถือบัตร SCB FIRST เท่านั้น การจับมือกับดีเวลลอปเปอร์แถวหน้าของไทยแบบนี้ไม่ใช่แค่มอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นการดึงเม็ดเงินกู้ให้ไหลกลับเข้าพอร์ตสินเชื่อของกลุ่ม SCBX ด้วย

 

การยกเครื่องสิทธิประโยชน์ของ SCB FIRST ในรอบนี้ ถือเป็นการอัปเกรดที่สร้าง ‘Seamless Experience’ ได้ครอบคลุมทุกด้านของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

 

ดูรายละเอียดสิทธิประโยชน์ใหม่ของบัตร SCB FIRST เพิ่มเติม ได้ที่ https://www.scb.co.th/th/scbfirst/first-privileges

 

คำเตือน “ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี”

 

The post ‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/ai-billionaires-wealth-increase/ Mon, 07 Sep 2026 14:09:34 +0000 https://thestandard.co/ai-billionaires-wealth-increase/ ชายสวมสูทกำลังเก็บธนบัตรดอลลาร์จำนวนมากในกระเป๋าเสื้อ

กระแสการลงทุนใน AI ผลักดันให้จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่ม […]

The post AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายสวมสูทกำลังเก็บธนบัตรดอลลาร์จำนวนมากในกระเป๋าเสื้อ

กระแสการลงทุนใน AI ผลักดันให้จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 3,795 คนในปี 2025 โดยทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกพุ่งขึ้นเป็น 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12.8% จากปีก่อนหน้า

 

Altrata บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่งคั่ง รายงานว่า จำนวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 8.2% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมาจากอุตสาหกรรม AI ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการสร้างความมั่งคั่งในหลายภูมิภาคทั่วโลก

 

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน 150 แห่งที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี โดยบริษัทที่ลงทุนใน AI อย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่างปี 2024–2025 สูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนใน AI ถึง 23%

 

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมใน AI ไม่ได้ทำให้มหาเศรษฐีมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งภายในกลุ่มมหาเศรษฐีกว้างขึ้น โดยมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป สามารถครอบครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั่วโลก

 

รายงานยังระบุว่า ปัจจุบันมีมหาเศรษฐีระดับพิเศษ หรือ ซูเปอร์บิลเลียนแนร์ จำนวน 29 คน ทั่วโลก โดยหมายถึงบุคคลที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป และ คนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 27% ของความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด

 

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2017 จำนวนมหาเศรษฐีระดับพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมมีเพียง 10 คน และ ครอบครองทรัพย์สินรวมคิดเป็น 7.2% ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั้งหมดเท่านั้น

 

มายา อิมเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายการวิเคราะห์และการจัดทำรายงานเชิงแนวโน้มของ Altrata กล่าวว่า ความนิยมใน AI และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ถึงอย่างไรนั้นความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน

 

“คาดว่าโชคลาภของมหาเศรษฐีจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทเทคโนโลยี จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามกระแสและทิศทางของ AI” อิมเบิร์ก ย้ำ

 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในปีนี้เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการเทขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปรายใหญ่ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนมหาเศรษฐีที่ถือครองหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีในสัดส่วนสูง ความผันผวนดังกล่าวทำให้มูลค่าทรัพย์สินบนกระดาษเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ได้ขายหุ้นหรือเปลี่ยนทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินสดก็ตาม

 

สอดคล้องกับ Forbes รายงานว่า อีลอน มัสก์ มีมูลค่าทรัพย์สินลดลง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ขณะที่ แลร์รี เอลลิสัน สูญเสียมูลค่าความมั่งคั่งบนกระดาษ 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

 

มายา อิมเบิร์ก ยังเตือนว่า การที่ตลาดมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่เสมอไป แต่การที่ความมั่งคั่งจำนวนมากพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีและ AI ย่อมเพิ่มความเสี่ยง หากภาคธุรกิจดังกล่าวเผชิญแรงกดดันหรือการประเมินมูลค่าปรับตัวลดลง

 

ในด้านภูมิภาค อเมริกาเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวน 1,337 คน และเพิ่มขึ้น 11.6% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

 

สำหรับสาเหตุที่จำนวนมหาเศรษฐีในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Altrata รายงานว่า ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของตลาดเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทั้งตลาดเอกชนและตลาดหุ้น รวมถึงการขยายตัวของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

ด้านฝั่งยุโรปมีมหาเศรษฐีจำนวน 1,081 คน หลังเพิ่มขึ้น 7.9% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่เอเชียมีมหาเศรษฐี 881 คน เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อนหน้า

 

ท้ายที่สุด แม้กระแสความสนใจใน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนของการเพิ่มทรัพย์สินมหาเศรษฐี แต่ Altrata ย้ำว่า ปี 2025 ยังเป็นปีที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในหลายด้าน เนื่องจากสินทรัพย์หลักทุกประเภทที่บริษัทติดตามให้ผลตอบแทนเป็นบวก

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่สินทรัพย์หลักทุกประเภทให้ผลตอบแทนเป็นบวกพร้อมกัน แม้ตลาดจะต้องเผชิญความผันผวนจากสงครามการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ตาม

 

ภาพ: Evgeniy Voytik/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป https://thestandard.co/kumamoto-airport-direct-bangkok-vietnam-indonesia/ Mon, 07 Sep 2026 12:49:41 +0000 https://thestandard.co/kumamoto-airport-direct-bangkok-vietnam-indonesia/ ภาพสนามบินคุมาโมโตะพร้อมเครื่องบินและข้อความระบุแผนเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030

ผู้บริหารสนามบินคุมาโมโตะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น […]

The post สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสนามบินคุมาโมโตะพร้อมเครื่องบินและข้อความระบุแผนเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030

ผู้บริหารสนามบินคุมาโมโตะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เตรียมเปิดเที่ยวบินประจำสู่ประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมสำรวจความเป็นไปได้ของเส้นทางบินไปยังเวียดนามและจุดหมายอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

บริษัท Kyushu Kumamoto International Airport ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานสนามบินแห่งนี้ กำลังหารือกับสายการบินและบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวเรื่องช่วงเวลาและรายละเอียดอื่นในการเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ ภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2030 โดยอาจมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำให้บริการก่อนเที่ยวบินประจำ

 

ฮิเดอากิ ยามาคาวะ ประธานบริษัท ระบุว่านอกจากเส้นทางไทยแล้ว บริษัทต้องการขยายเครือข่ายไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต โดยเขามองว่าเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นจุดหมายที่เป็นไปได้ แม้จะยอมรับว่าการสร้างความไว้วางใจกับสายการบินต้องใช้เวลา

 

ปัจจุบันสนามบินแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงงานของ TSMC และ Sony Group มีเส้นทางบินระหว่างประเทศ 6 เส้นทาง เชื่อมต่อกับไต้หวันและเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 11 เส้นทาง

 

ผู้โดยสารต่างชาติโต 32 เท่า จนทำกำไรครั้งแรก

 

สนามบินคุมาโมโตะเคยเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2016 ก่อนจะถูกแปรรูปเป็นเอกชนในปี 2020 และให้ Kyushu Kumamoto International Airport ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรวมถึง Mitsui Fudosan และสายการบินรายใหญ่ เข้ามาบริหาร

 

จากนั้นในปี 2023 สนามบินก็เปิดอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันที่รวมการให้บริการเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศไว้ด้วยกัน จนทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 3.81 ล้านคนในปีงบประมาณ 2025 จาก 2.6 ล้านคนในปีงบประมาณ 2022 ซึ่งเป็นช่วงหลังการระบาดของโควิด

 

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งจำนวนผู้โดยสารพุ่งจาก 20,000 คนเป็น 640,000 คน หรือเพิ่มขึ้นราว 32 เท่า และส่งผลให้ผู้บริหารสนามบินมีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แปรรูปเป็นเอกชนเต็มรูปแบบ

 

เป้าหมายถัดไปคือการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศอีกมากกว่า 40% จากระดับปีงบประมาณ 2025 ไปสู่ 920,000 คนภายในปีงบประมาณ 2029 โดยราว 20% ของจำนวนดังกล่าวจะเป็นชาวญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ

 

เพื่อรองรับการขยายเส้นทางระหว่างประเทศ สนามบินตัดสินใจเลื่อนแผนขยายอาคารผู้โดยสารให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ 2034

 

โดยในระยะแรกที่ตั้งเป้าเพิ่มเส้นทางระหว่างประเทศเป็น 8 เส้นทาง สนามบินจะเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินและพื้นที่พักคอยให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2029

 

เดิมพันธุรกิจขนส่งสินค้าจากโรงงานในพื้นที่

 

อีกด้านที่สนามบินต้องการขยายคือธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยในปี 2025 ได้จัดตั้งคลังสินค้าที่เก็บของนำเข้าและส่งออกไว้ชั่วคราวได้โดยยังไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะนำของออกไป

 

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม สำนักงานศุลกากรสาขายัตสึชิโระของศุลกากรนางาซากิ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบศุลกากรเฉพาะทางมาประจำเพื่อดูแลการตรวจปล่อยสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งสำนักงานศุลกากรในจังหวัดนางาซากิที่อยู่ทางเหนือของคุมาโมโตะเป็นผู้ดูแลสนามบินในคิวชูฝั่งตะวันตก

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ทำเลของสนามบิน เพราะนอกจากโรงงานที่มีอยู่แล้วของ TSMC และ Sony พื้นที่ดังกล่าวยังมีการพัฒนาโรงงานผลิตแห่งใหม่อยู่ระหว่างดำเนินการ

 

ยามาคาวะระบุว่าการใช้สนามบินที่อยู่ใกล้เคียงช่วยลดทั้งต้นทุนการขนส่งทางรถบรรทุกและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้สนามบินคุมาโมโตะเป็นอีกทางเลือกที่ภาคธุรกิจใช้ได้จริง

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลา 1 ทศวรรษหลังแผ่นดินไหวปี 2016 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะอีกครั้ง

 

ยามาคาวะระบุว่าสนามบินจัดการสถานการณ์ได้โดยไม่มีปัญหา ทั้งการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารผู้โดยสาร, รันเวย์ และลานจอด โดยไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเขามองว่าปัจจัยสำคัญคือการที่อาคารเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงแผ่นดินไหวตั้งแต่ต้น

 

ภาพ: eric1207cvb / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน https://thestandard.co/snnp-warehouse-fire-no-impact/ Mon, 07 Sep 2026 10:33:46 +0000 https://thestandard.co/snnp-warehouse-fire-no-impact/ ภาพกราฟิกข่าว SNNP แจงไฟไหม้โกดังสินค้า

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ช […]

The post ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว SNNP แจงไฟไหม้โกดังสินค้า

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 07.05 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณโกดังคลังเก็บสินค้าและอาคารผลิตขนมขาไก่และน่องไก่ ภายในโรงงานของบริษัทฯ บริเวณซอยสุขาภิบาล 2 พุทธมณฑลสาย 5

 

โดยบริษัทฯ สามารถควบคุมและระงับเหตุเพลิงไหม้ได้เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เบื้องต้นไม่พบผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีประกันภัยคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้า โดยจะร่วมกับบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประเมินความเสียหายตามขั้นตอน เบื้องต้นวงเงินประกันภัยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 

พร้อมยืนยันว่าให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงาน ผู้เกี่ยวข้อง ทรัพย์สิน และชุมชนโดยรอบ พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หากมีความคืบหน้า บริษัทฯ จะรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

 

สำหรับผลกระทบต่อการดำเนินงาน บริษัทฯ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้า เนื่องจากมีสินค้าคงคลังเพียงพอรองรับการจำหน่ายได้ประมาณ 1 เดือน นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานของบริษัทฯ ในประเทศเวียดนาม รวมถึงผู้ผลิตภายนอก (OEM) เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการจัดจำหน่ายสินค้าได้

 

ภาพ: ศรีนานาพรฯ แจง

 

The post ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? https://thestandard.co/ai-energy-bottleneck-investment/ Mon, 07 Sep 2026 02:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1249857 ภาพแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน สื่อถึงเทคโนโลยี AI และพลังงาน

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลงทุนในธีม AI นักลงท […]

The post AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน สื่อถึงเทคโนโลยี AI และพลังงาน

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลงทุนในธีม AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทซอฟต์แวร์เป็นอันดับแรก แต่ในปี 2026 ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ UOB Privilege Banking มองว่าโอกาสการลงทุนของ AI ในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ฉากหน้าว่าจะเขียนโมเดลให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และการเชื่อมต่อที่เคลื่อนย้ายข้อมูลจำนวนมหาศาลจะมีความสำคัญมากขึ้น

 

ความต้องการไฟฟ้า คอขวดสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ในยุคที่ AI กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญและพลิกโฉมในทุกอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่กำลังเติบโตเป็นเงาตามตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า” จากรายงาน Key Questions on Energy and AI ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเติบโตขึ้น 17% ขณะที่เฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ เติบโตสูงถึง 50% ภายในปีเดียว

 

AI คือผู้บริโภคพลังงานตัวยง เทคโนโลยี AI ต้องการการประมวลผลที่ซับซ้อนซึ่งแลกมาด้วยการใช้พลังงานที่สูงมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตั้งคำถามผ่าน ChatGPT 1 ครั้งนั้น ใช้พลังงานมากกว่าการค้นหาข้อมูลผ่าน Google ตามปกติถึง 15 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น ชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ๆ แม้จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน (สูงสุดถึง 700 วัตต์) และ Data Center ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ด้วยความต้องการด้านการประมวลผล AI ที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานของ Data center ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ความต้องการใช้พลังงานของ Data center จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 15% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data center เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าในประเทศทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 4% ในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 8% ในปี 2030

 

ยุคแห่งการใช้ไฟฟ้า (Electrification) ที่เร่งตัวขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่ม AI Data Center เท่านั้นที่เป็นตัวเร่ง แต่แนวโน้ม “การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ไฟฟ้า” ในมิติอื่นๆ ของโลกก็กำลังขับเคลื่อนความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) , อาคารประหยัดพลังงานที่เปลี่ยนมาใช้ปั๊มความร้อน (Heat pumps) , การเปลี่ยนระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมาใช้พลังงานไฟฟ้า , การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศที่มากขึ้น รวมถึงการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2023-2035 อัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของความต้องการพลังงานรวมถึง 6 เท่า ซึ่งนั่นหมายความว่า โลกจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปริมาณที่เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศในทุกๆ ปี

 

มิติใหม่ของพลังงาน: เมื่อเทรนด์ AI บรรจบกับความต้องการพลังงานยุค Climate Change

 

การใช้พลังงานแบบดั้งเดิมเป็นต้นเหตุสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงประมาณ 75% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดทั่วโลก วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทั่วโลกเร่งรับมือ เนื่องจากโลกของเรามีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับวิกฤตแทนที่จะสามารถรักษาระดับไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ประชาคมโลกเคยตกลงกันไว้

 

เพื่อเร่งดำเนินการไปสู่เป้าหมาย Net Zero ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนี้ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐทั่วโลกที่ออกแผนการลงทุนและการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น กฎหมาย Inflation Reduction Act ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงนโยบาย REPowerEU และ Green Deal Industrial Plan ของสหภาพยุโรป

 

ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความผันผวนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน ยิ่งผลักดันให้ประเทศต่างๆ ต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเอาไว้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการลงทุนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการลงทุนในพลังงานฟอสซิล

 

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงก็ทำมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก ด้านความต้องการของผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคยุคใหม่มองหานวัตกรรม ความยั่งยืน และมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา แรงจูงใจหลักในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือความต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อม การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น ภาษี , การดูแลรักษา และการประหยัดค่าเชื้อเพลิง ในขณะที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะและประสิทธิภาพพลังงาน มักมีเหตุผลหลักมาจากการมุ่งหวังที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย

 

ห่วงโซ่พลังงานที่ต้องมองให้ครบจาก AI Compute สู่ Electricity Demand สู่ Grid Capex สู่ Power Efficiency การบริหารจัดการ การกระจาย และการกักเก็บพลังงานอย่างชาญฉลาด (Smart management) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอุตสาหกรรม อาคาร การขนส่ง และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ถือเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยให้โลกสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

 

โอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI และโลกพลังงานสะอาด

 

สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนและเติบโตระยะยาวไปกับกลุ่มพลังงานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโลก AI สู่อนาคตสะอาดและยั่งยืน UOB Privilege Banking ขอแนะนำ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เอไอ พาวเวอร์ โซลูชั่น ฟันด์ (UAIPOWER-USD) ซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) และกำลังเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 3-16 ก.ย. 2569

 

UAIPOWER-USD เป็นกองทุน onshore USD ที่ลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว คือ Robeco Capital Growth Funds – Robeco Smart Energy ชนิดหน่วยลงทุน I USD

 

กองทุนหลักมีการลงทุนที่ครอบคลุมห่วงโซ่พลังงานแบบครบวงจร โดยกระจายการลงทุนผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Renewable Energies, Energy Distribution, Energy Management และ Energy Efficiency ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า โครงข่าย ชิปจัดการพลังงาน ระบบกักเก็บ ไปจนถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กองทุนมีผลการดำเนินงานระยะกลางถึงระยะยาวที่แข็งแกร่ง พร้อม Morningstar Rating ระดับ 5 ดาว และอยู่ในกลุ่มอันดับต้นของกองทุน Alternative Energy โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 1ของกลุ่ม (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2569)

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

The post AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง https://thestandard.co/tesla-cybercab-nhtsa-probe-austin/ Sun, 06 Sep 2026 09:17:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1251487 รถยนต์ Tesla Cybercab สีทองไร้พวงมาลัยกำลังวิ่งอยู่บนถนนในเมืองออสติน

Tesla เริ่มให้บริการรถ Cybercab ที่ไม่มีพวงมาลัยบนถนนใน […]

The post Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ Tesla Cybercab สีทองไร้พวงมาลัยกำลังวิ่งอยู่บนถนนในเมืองออสติน

Tesla เริ่มให้บริการรถ Cybercab ที่ไม่มีพวงมาลัยบนถนนในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ซึ่งถือเป็นการทดสอบต่อสาธารณะครั้งแรกของคำมั่นที่บริษัทให้ไว้ว่าจะเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิมไปสู่รถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

 

 
 

ทว่าไม่นานหลังเปิดให้บริการ สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) ก็ประกาศเปิดการตรวจสอบรถรุ่นดังกล่าว โดยจะเข้าไปดูกระบวนการและข้อมูลทางเทคนิคที่ Tesla ใช้อ้างว่ารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง

 

ประเด็นสำคัญคือ Tesla เป็นผู้แจ้ง NHTSA เองว่าบริษัทตัดสินใจรับรองว่า Cybercab เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางทุกข้อที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำลังจะเข้าไปตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่

 

รถ 2 ที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัย แป้นเหยียบ และกระจกมองข้าง

 

Cybercab เป็นรถคูเป้ 2 ที่นั่งสีทองที่ไม่มีแป้นเหยียบและกระจกมองข้าง โดยปัจจุบันยังไม่เปิดขายให้ลูกค้าทั่วไป แต่บริษัทได้เปิดแบบฟอร์มบนเว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูลติดต่อของผู้ที่สนใจซื้อรถรุ่นนี้ไปใช้เป็นรถให้บริการจำนวนมาก

 

จุดขายที่ Tesla ชูมาตลอดคือ Cybercab เป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่าโรโบแท็กซี่ของคู่แข่ง เพราะใช้เพียงกล้องและโครงข่ายประสาทเทียมในการนำทาง ต่างจากรถของค่ายอื่นที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเรดาร์และไลดาร์ ซึ่งอาศัยแสงเลเซอร์สร้างแผนที่สภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ

 

สำหรับการใช้งานจริงนั้น ลูกค้าในออสตินสามารถจองรถ Cybercab ได้แล้วผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ Robotaxi ที่บริษัทเปิดตัวเมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้ Tesla เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้ให้บริการเรียกรถอย่าง Uber และ Lyft รวมถึงบริการเรียกรถไร้คนขับอย่าง Waymo ในเครือ Alphabet และ Zoox ของ Amazon

 

ก่อนหน้างานเปิดตัว บริษัทได้เพิ่มรถ Cybercab หลายสิบคันเข้ามาให้ผู้โดยสารจองได้ จากเดิมที่มีให้บริการเฉพาะรถ Model Y และในบางกรณีก็ยังมีคนขับนิรภัยนั่งประกบอยู่ด้วย

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ Tesla กลายเป็นบริษัทรายที่ 2 ในสหรัฐฯ ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารด้วยรถที่ออกแบบมาเพื่อการขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยเฉพาะ ตามหลัง Zoox ที่เริ่มให้บริการฟรีในซานฟรานซิสโกและให้บริการแบบเก็บเงินในลาสเวกัสเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

 

ขณะที่ Waymo ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดบริการเรียกรถไร้คนขับ มีรถวิ่งให้บริการอยู่ราว 4,000 คันใน 14 เมือง เพียงแต่ใช้รถที่ดัดแปลงและติดตั้งเซ็นเซอร์พิเศษเพื่อให้ขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องมีคนขับ

 

หน่วยงานกำกับเข้าตรวจสอบการรับรองมาตรฐานด้วยตัวเอง

 

NHTSA ระบุว่าได้เปิดการตรวจสอบรถ Cybercab ราว 1,000 คัน โดยจะเข้าไปดูว่าบริษัทใช้เกณฑ์ใดในการรับรองมาตรฐาน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างการที่ Tesla ตัดสินว่ามาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางบางข้อไม่มีผลบังคับใช้กับรถรุ่นนี้

 

เอกสารของหน่วยงานระบุว่ารถดังกล่าวไม่มีระบบควบคุมด้วยมือแบบดั้งเดิมที่ติดตั้งไว้อย่างถาวร ทั้งแป้นเบรก, คันเร่ง, พวงมาลัย และกระจกมองข้าง

 

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ NHTSA ตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้ เพราะเมื่อปี 2022 หน่วยงานเคยตรวจสอบ Zoox บริษัทรถยนต์ไร้คนขับในเครือ Amazon ในรูปแบบเดียวกัน หลังบริษัทประกาศรับรองรถขับเคลื่อนอัตโนมัติของตัวเอง

 

ผลของกรณีดังกล่าวคือเมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานได้ปิดการสอบสวนและอนุญาตให้ Zoox นำโรโบแท็กซี่มาให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านการยกเว้นชั่วคราวครั้งแรกสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ผลิตในสหรัฐฯ

 

หน่วยงานกำกับดูแลใช้ท่าทีระมัดระวังกับรถยนต์ไร้คนขับมาตลอดหลายปี ทว่าเมื่อเดือนมิถุนายน NHTSA ได้เสนอกฎใหม่ที่จะยกเลิกข้อกำหนดเรื่องแป้นเหยียบสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายให้เทคโนโลยีใหม่ออกสู่ท้องถนนได้เร็วขึ้น

 

ปัจจุบันหน่วยงานสามารถให้ข้อยกเว้นแก่ผู้ผลิตรถยนต์เพื่อขายรถที่ยังไม่เป็นไปตามกฎทุกข้อได้ แต่จำกัดไว้ที่ 2,500 คันต่อปี ขณะที่ผู้ผลิตก็สามารถรับรองด้วยตัวเองได้ว่าเทคโนโลยีของตนเป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง

 

โฆษกของ NHTSA ระบุว่า Tesla ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอข้อยกเว้นสำหรับ Cybercab แต่หน่วยงานได้ติดต่อกับบริษัทและติดตามสถานการณ์อยู่ ขณะที่ Tesla ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นในทันที

 

ตัวเลขจริงที่ยังห่างจากคำสัญญาของมัสก์

 

ความท้าทายอีกด้านของ Tesla คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคยให้ภาพไว้กับนักลงทุน

 

มัสก์เคยระบุว่า Tesla จะมีบริการเรียกรถไร้คนขับครอบคลุมครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2025 และจะมีโรโบแท็กซี่ของบริษัทหลายล้านคันวิ่งบนถนนภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่บริษัทเคยระบุว่า Cybercab จะวางขายในราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 987,600 บาท)

 

จนถึงตอนนี้ Tesla สร้างสายการผลิตที่รองรับ Cybercab ได้แล้วมากกว่า 125,000 คันต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ Cybertruck ที่เป็นรุ่นที่ผลิตน้อยที่สุดของบริษัท

 

ทว่าตัวเลขการใช้งานจริงยังห่างไกลจากนั้นมาก โดยข้อมูลทะเบียนของรัฐเท็กซัสระบุว่า ณ เช้าวันศุกร์ Tesla มีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียนในรัฐรวม 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Cybercab เพียง 45 คัน

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนยังยึดตามคำยืนยันของมัสก์ที่ว่า Cybercab จะครองท้องถนนเมื่อเทคโนโลยีพร้อม

 

อเล็กซานเดอร์ พอตเตอร์ นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler เขียนในบทวิเคราะห์เมื่อวันอังคารว่า หากถามว่าการนำ Cybercab ไปวิ่ง 45 คันในออสตินถือเป็นตัวเลขที่ดีหรือไม่ ในมุมมองของเขา ตราบใดที่จำนวนรถให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอไปจนถึงสิ้นปี ก็ถือว่าดีพอแล้ว

 

ย้อนกลับไปมัสก์เปิดตัว Cybercab ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ในงานที่จัดอย่างอลังการที่สตูดิโอ Warner Bros. ในเมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมนำเสนอภาพอนาคตที่เต็มไปด้วยแท็กซี่ไร้คนขับและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่คอยเสิร์ฟเครื่องดื่มในบาร์

 

แต่ความคืบหน้าหลังจากนั้นกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยการผลิตรถรุ่นนี้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อต้นปีนี้ และมีการพบเห็น Cybercab บางคันในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ในสภาพที่ยังติดตั้งพวงมาลัยและมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

 

ทั้งนี้ กฎระเบียบด้านความปลอดภัยของรัฐบาลกลางในปัจจุบันยังคงห้าม Tesla ขาย Cybercab ให้ผู้บริโภคทั่วไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 4 กันยายน 2569

 

ภาพ : Tada Images / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ https://thestandard.co/uber-layoffs-remote-work-robotaxi-push/ Sat, 05 Sep 2026 07:03:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1251258 โลโก้ Uber สีดำ พร้อมข้อความ Uber ปลดพนักงาน 3,300 คนทั่วโลก นำเงินไปลุยรถไร้คนขับ

Uber ประกาศปลดพนักงานราว 3,300 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 1 […]

The post เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Uber สีดำ พร้อมข้อความ Uber ปลดพนักงาน 3,300 คนทั่วโลก นำเงินไปลุยรถไร้คนขับ

Uber ประกาศปลดพนักงานราว 3,300 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด โดยมีเป้าหมายลดชั้นการบริหารลงและโยกเงินไปลงทุนในธุรกิจหลักอย่างเรียกรถ, เดลิเวอรี และโรโบแท็กซี่

 

 
 

ดารา คอสโรว์ชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber ระบุในอีเมลถึงพนักงานว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้บริษัทมีชั้นการบริหารมากขึ้น, ต้องประสานงานกันมากขึ้น และความรับผิดชอบในงานกระจัดกระจาย

 

เขาอธิบายเพิ่มว่าโครงสร้างบางอย่างเคยเหมาะสมในตอนที่ธุรกิจยังเล็ก แต่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ พร้อมระบุว่าการลดคนจะทำให้ Uber อยู่ในจุดที่พร้อมกว่าเดิมสำหรับโอกาสครั้งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

 

ผลของการปรับครั้งนี้ทำให้จำนวนพนักงานของบริษัทลดลงเหลือต่ำกว่า 30,000 คน ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับเมื่อปี 2021 ก่อนเข้าสู่ช่วงขยายตัวรอบล่าสุด

 

ด้านตลาดทุนตอบรับในเชิงบวก โดยราคาหุ้น Uber ปรับขึ้นสูงสุด 2.1% แตะ 76.79 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,526 บาท) ในตลาดนิวยอร์ก ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาปิดที่บวกไม่ถึง 1%

 

หั่นหัวหน้างาน 20% และยุบทีมเล็กลงครึ่งหนึ่ง

 

รายละเอียดของการปรับโครงสร้างมุ่งไปที่ตำแหน่งงานด้านการบริหารและการประสานงานเป็นหลัก โดยคอสโรว์ชาฮีระบุว่าบริษัทได้ลดตำแหน่งที่เน้นงานประสานงานเป็นหลักลง และกำหนดขอบเขตงานของตำแหน่งประสานงานที่ยังเหลืออยู่ให้แน่นอนขึ้น

 

ในแง่ตัวเลข Uber จะลดจำนวนหัวหน้างานลง 20% โดยบางส่วนถูกโยกไปเป็นพนักงานที่ทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีลูกน้อง ทว่าบริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าในจำนวนหัวหน้างานทั้งหมดมีสัดส่วนเท่าใดที่ถูกปลดจริง

 

โฆษกของบริษัทระบุว่าการปลดครั้งนี้ค่อนข้างได้สัดส่วนกันในทุกระดับอาวุโส และกระทบทั้งพนักงานระดับหัวหน้าและพนักงานทั่วไป

 

อีกมาตรการที่เห็นผลทันทีคือการยุบทีมขนาดเล็กมากที่บริษัทเรียกว่า Micro-team ซึ่งเป็นทีมที่มีลูกน้องเพียง 1-2 คน โดยจะลดจำนวนลงราวครึ่งหนึ่ง พร้อมลดจำนวนพนักงานที่ต้องไต่สายบังคับบัญชาเกิน 7 ระดับกว่าจะถึงซีอีโอ

 

นอกจากนี้บริษัทยังรวมทีมงานหลักเข้าด้วยกันทั้งฝ่ายวิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ และเดลิเวอรี รวมถึงการรวม 3 ทีมปฏิบัติการที่ดูแลร้านอาหาร, ค้าปลีก และบริการเดลิเวอรีที่รับจ้างส่งในนามแบรนด์อื่นเข้าไว้ด้วยกัน

 

พร้อมกันนี้ Uber ยังเข้มงวดกับนโยบายการทำงานมากขึ้น โดยขอให้พนักงานเกือบทั้งหมดเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศหลักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน และจำกัดให้เหลือพนักงานที่ทำงานทางไกลได้เพียงราว 1% เท่านั้น

 

เงินที่ประหยัดได้ กับเดิมพันในโรโบแท็กซี่

 

สำหรับเม็ดเงินที่บริษัทจะประหยัดได้นั้น นักวิเคราะห์แต่ละสำนักประเมินไว้ต่างกันพอสมควร โดยนักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินว่าการปลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินได้ราว 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.71 หมื่นล้านบาท)

 

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ประเมินสูงกว่านั้น โดยมองว่าอาจอยู่ที่ราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 4.93-6.58 หมื่นล้านบาท

 

โรนัลด์ โจซีย์ นักวิเคราะห์จาก Citi ระบุว่าการดำเนินการครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ของ Uber

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence เตือนว่าการลงทุนที่หนักขึ้นในยานยนต์ไร้คนขับอาจจำกัดประโยชน์ที่จะเห็นในอัตรากำไรระยะสั้น

 

เหตุผลที่ต้องเก็บเงินก้อนนี้ไว้ก็เพราะ Uber ให้คำมั่นว่าจะใช้เงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) เพื่อขยายเครือข่ายโรโบแท็กซี่ในช่วงหลายปีข้างหน้า

 

การเดิมพันดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าฐานลูกค้ากว่า 200 ล้านคนจะทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในการนำยานยนต์ไร้คนขับมาทำเงินจริง

 

โดย Uber วางแผนให้บริการโรโบแท็กซี่ในอย่างน้อย 15 เมืองภายในปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ Waymo ในเครือ Alphabet และ Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่ต่างเร่งเปิดบริการในตลาดใหญ่เช่นกัน

 

ในระหว่างนี้บริษัทได้โยกเงินทุนในหลายรูปแบบตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบางบริษัท และการเข้าลงทุนใน Avride, Lucid Group, Nuro และ Rivian Automotive

 

ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อเดือนก่อน Uber ระบุว่า Wayve พันธมิตรในอังกฤษได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานขนส่งกรุงลอนดอน ให้เปิดบริการโรโบแท็กซี่เชิงพาณิชย์โดยมีคนขับนั่งกำกับอยู่หลังพวงมาลัย

 

แรงกดดันจากคู่แข่ง และโจทย์ที่ยังแก้ไม่ตกในธุรกิจเดลิเวอรี

 

ฉากหลังของการรื้อโครงสร้างครั้งนี้คือแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน โดยราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงแล้ว 7% นับตั้งแต่ต้นปี

 

ในธุรกิจส่งอาหาร แม้ Uber Eats จะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี แต่กลับเสียพื้นที่ในสหรัฐฯ ให้ DoorDash ซึ่งขยายส่วนแบ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 64% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิดสิ้นสุดลง

 

ขณะที่ Uber มีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ 31% ตามข้อมูลของ YipitData

 

ปัญหาดังกล่าวซ้อนทับกับความไม่นิ่งในระดับผู้บริหาร โดยปัจจุบัน แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ประธานบริษัท เข้ามาดูแลธุรกิจส่งอาหารเป็นการชั่วคราว หลัง ซูซาน แอนเดอร์สัน ลาออกไปเมื่อเดือนมิถุนายน หลังรับตำแหน่งได้เพียงปีเศษ

 

เขากำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งบริษัทได้รวมทีมปฏิบัติการที่ดูแลผู้ส่งของ, ร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกันแล้ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างสรรหาหัวหน้าฝ่ายเดลิเวอรีระดับโลกและหัวหน้าฝ่ายพาณิชย์คนใหม่

 

อีกภารกิจใหญ่ที่รออยู่คือการรวมกิจการกับ Delivery Hero กลุ่มธุรกิจส่งอาหารจากเบอร์ลิน หลังตกลงเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 13,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.97 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนกรกฎาคม

 

ที่น่าสังเกตคือคอสโรว์ชาฮีไม่ได้พูดถึงผลกระทบของ AI ในประกาศครั้งนี้เลย แม้จะมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินงานประจำวันมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ Uber เคยปลดพนักงานแบบเจาะจงมาแล้วในปีนี้ ทั้งฝ่ายบริการลูกค้าและฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมบริษัทปลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าไป 10% พร้อมระบุเหตุผลว่ามาจากการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ Uber ต่างจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นที่ปลดพนักงานถี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยอ้างการทุ่มลงทุนด้าน AI เพราะบริษัทเลี่ยงการลดคนครั้งใหญ่มาตลอดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด และเพิ่งประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะชะลอจังหวะการรับคนเข้าทำงานลง

 

ภาพ : Iurii Vlasenko / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR https://thestandard.co/gulf-data-center-park-direct-ppa-smr/ Fri, 04 Sep 2026 11:05:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1251047 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW

GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center เฟสแรก 1,000 MW รับดีมาน […]

The post GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW

GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center เฟสแรก 1,000 MW รับดีมานด์ พร้อมขยายลงทุนพลังงานสะอาด หากรัฐคลอดแผน PDP 2026 แง้มยังสนใจศึกษาเทคโนโลยี SMR

 

สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยหลังร่วมงาน Bangkok Business Summit 2026 ช่วงเสวนาหัวข้อ “Powering Thailand’s Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” ถึงความคืบหน้าโครงการ Data Center Park ว่า โครงการในเฟสแรกมีขนาดประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ (MW)

 

โดยปัจจุบันมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทไม่ได้มีแผนชะลอการลงทุนแต่อย่างใด

 

สำหรับกระแสความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจ Data Center ในช่วงที่ผ่านมา มองว่าอาจเกิดจากกรณีของผู้ประกอบการบางรายที่ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมถูกมองในแง่ลบ

 

ทั้งที่ผู้พัฒนา Data Center มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาต ตลอดจนการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อชุมชน ทุกมิติ

 

“Data Center ของเราส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้ติดกับชุมชน เราดำเนินการขออนุญาตตามกฎหมายทุกอย่างตามระเบียบ” สมิทธ์กล่าว

 

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า Data Center โดยทั่วไป มีลักษณะคล้ายห้องแอร์ขนาดใหญ่ หรือห้องคอมพิวเตอร์ที่เราเคยเห็นในบริษัท เพียงแต่เปลี่ยนจากการนำคอมพิวเตอร์ของบริษัทหนึ่งมาไว้รวมกัน เป็นการนำระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัทมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน

 

สำหรับการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ปัจจุบันบริษัทยังใช้ไฟฟ้าจากระบบกริดเป็นหลัก

 

โดยภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันได้ผ่านรูปแบบ Direct PPA บริษัทจึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าและนำไฟฟ้ามาขายให้กับ Data Center ของบริษัทเองผ่านรูปแบบดังกล่าว

 

“เราทำธุรกิจไฟฟ้าอยู่แล้ว เราก็เป็นทั้งคนซื้อและคนขาย จึงอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะสามารถพัฒนาไฟฟ้าและนำมาขายให้กับ Data Center ของเราได้หรือไม่” สมิทธ์กล่าว

 

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับ Data Center หลายแห่ง โดยบางพื้นที่ได้มีการซื้อที่ดินไว้แล้ว และมีขนาดหลายร้อยไร่

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดและขนาดพื้นที่ทั้งหมดได้ เนื่องจากโครงการมีการทยอยซื้อที่ดินแบ่งเป็นหลายเฟส

 

ทั้งนี้ หากประเมินพื้นที่เบื้องต้น โดยทั่วไป Data Center จะใช้พื้นที่แตกต่างกันตามรูปแบบการออกแบบว่า จะพัฒนาในแนวสูงหรือแนวราบ แต่สัดส่วนที่บริษัทใช้อ้างอิงอยู่ที่ประมาณ 1 เมกะวัตต์ต่อพื้นที่ 0.7 ไร่ ดังนั้นหาก Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้พื้นที่ประมาณ 70 ไร่

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนพัฒนาที่ดิน Data Center Park เพิ่มเติม โดยมีการซื้อที่ดินเตรียมพร้อมไว้แล้วจำนวนหลายร้อยไร่

 

สำหรับโครงการระยะแรกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่โครงการส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่ได้ลงนามสัญญากับลูกค้า จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

 

“ลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวัน มีความต้องการหลายระดับ และมีเท่าไหร่ก็มีลูกค้ารองรับ แต่ตัวเลขของโครงการที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ยังไม่สามารถเปิดเผยได้” สมิทธ์ระบุ

 

สำหรับทิศทางของ PDP ฉบับใหม่ หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาดในปริมาณมาก ภาคเอกชนก็พร้อมเข้าร่วมลงทุน

 

โดยจากข้อมูลเบื้องต้น ภายใต้แผน PDP2026 มีทั้งสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable) เพิ่มขึ้นรวมกันในระดับ 50,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป

 

หากคิดจากต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยของโครงการพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยสะท้อนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในระดับ 3.5 ล้านล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีภาคการเงินเข้ามาสนับสนุนการลงทุน

 

สำหรับเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน และหากภาครัฐเปิดทางและสังคมมีความพร้อม บริษัทก็สนใจที่จะเข้าร่วมพัฒนา

 

ทั้งนี้ จุดแข็งของบริษัทคือมีต้นทุนทางการเงินที่สามารถแข่งขันได้ มีความสัมพันธ์ ความน่าเชื่อถือกับเจ้าของเทคโนโลยี และมีขนาดการลงทุนที่ใหญ่เพียงพอที่จะสร้าง Economies of Scale ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และมีโอกาสเสนอขายไฟฟ้าให้ภาครัฐในราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด สมิทธ์ เสนอมุมมองด้านพลังงานของไทย ในเวทีเสวนา อีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบด้านพลังงานที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ Direct PPA, Third Party Access และ Wheeling Charge เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นคง

 

รวมถึงเสนอให้มีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุน Data Center หรือบอร์ด Data Center เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและเลือกพื้นที่ลงทุนได้อย่างเหมาะสม

The post GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับ Volkswagen? ยักษ์รถยนต์แบรนด์เยอรมัน ผ่าตัดใหญ่ในรอบ 89 ปี จ่อปลดคนงานอีก 50,000 คน หลังเจอภาษีสหรัฐฯ-ศึกจีนรุกหนัก https://thestandard.co/volkswagen-restructuring-layoffs-china-us/ Fri, 04 Sep 2026 06:56:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1250787 รถยนต์ Volkswagen สีขาวจอดอยู่บนถนนในเมือง

จากยักษ์รถยนต์เยอรมนี สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ Volkswagen […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับ Volkswagen? ยักษ์รถยนต์แบรนด์เยอรมัน ผ่าตัดใหญ่ในรอบ 89 ปี จ่อปลดคนงานอีก 50,000 คน หลังเจอภาษีสหรัฐฯ-ศึกจีนรุกหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ Volkswagen สีขาวจอดอยู่บนถนนในเมือง

จากยักษ์รถยนต์เยอรมนี สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ Volkswagen กำลังผ่าตัดโครงสร้างในรอบ 89 ปี หลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและกำลังผลิตล้น ขณะที่คู่แข่งจีนรุกหนัก และตลาดจีนไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม

 

 
 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า คณะกรรมการกำกับดูแลของ Volkswagen อนุมัติแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานทั่วโลกเพิ่มอีกประมาณ 50,000 ตำแหน่ง

 

ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน และการแข่งขันที่รุนแรงจากค่ายรถยนต์จีน

 

แผนดังกล่าวถือเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 89 ปีของ Volkswagen

 

ขณะเดียวกัน บริษัทพร้อมสำรวจทางเลือกอื่นสำหรับโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี ซึ่งกำลังเผชิญกับการทยอยยุบไลน์ผลิตรถยนต์รุ่นต่างๆ ตั้งแต่ปี 2031 เป็นต้นไป

 

โรงงานทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Emden, Zwickau, Neckarsulm และ Hannover ซึ่งในอีก 10 เดือนข้างหน้าจะมีการหารือเกี่ยวกับอนาคตของโรงงานเหล่านี้

 

ขณะที่รถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ผลิตอยู่ในปัจจุบันจะทยอยสิ้นสุดการผลิตตั้งแต่ปี 2031 เป็นต้นไปเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ข้อตกลงครั้งนี้ยังช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างฝ่ายบริหารกับสหภาพแรงงาน หลัง Volkswagen ชะลอแนวคิดจัดประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารเคยพิจารณาใช้เป็นช่องทางผลักดันแผนปรับโครงสร้าง

 

แม้จะเผชิญการคัดค้านจากตัวแทนแรงงานและรัฐโลเวอร์แซกโซนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท

 

ภายใต้ข้อตกลง Volkswagen จะปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทให้เรียบง่ายขึ้น พร้อมจำกัดอิทธิพลของคณะกรรมการกำกับดูแลต่อการตัดสินใจสำคัญบางประการ ซึ่งปัจจุบันตัวแทนสหภาพแรงงานและรัฐโลเวอร์แซกโซนีครองเสียงข้างมากในคณะกรรมการดังกล่าว

 

กำไรดิ่งหนัก หลังเจอศึกจีน-ภาษีนำเข้า

 

หากย้อนดูอัตรากำไรของ Volkswagen ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ ในปี 2025 เจอภาษีนำเข้าที่หนักหน่วง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเอเชีย และตลาดจีนที่อ่อนตัวลง

 

“นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของกลุ่มบริษัท เรากำลังรับผิดชอบต่อพนักงานทั้งหมดของเรา ต่อพันธมิตรของเรา และต่อตำแหน่งงานด้านอุตสาหกรรมทั่วโลก” Oliver Blume ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen กล่าวในแถลงการณ์

 

พร้อมระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นสัญญาณสำคัญต่ออนาคตของ Volkswagen Group และสะท้อนถึงความรับผิดชอบของบริษัทที่มีต่อพนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก

 

หลังมีการประกาศข่าว หุ้น Volkswagen ที่จดทะเบียนในแฟรงก์เฟิร์ตปิดพุ่งขึ้น 7.9% สะท้อนความโล่งใจของนักลงทุน

 

หลังแหล่งข่าวระบุว่า ความขัดแย้งภายในบริษัทก่อนหน้านี้มีความเสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงล่าสุดเกิดขึ้นหลังการเจรจาที่ตึงเครียดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ระหว่างคณะกรรมการและ Porsche SE ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Volkswagen กับสหภาพแรงงานและรัฐโลเวอร์แซกโซนี

 

โดยแนวคิดก่อนหน้านี้จะแยกธุรกิจรถยนต์นั่งและธุรกิจชิ้นส่วนของ Volkswagen ออกเป็นบริษัทต่าง หากแต่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแผนล่าสุด

 

ตลาดจีนร่วงหนัก 80%

 

เมื่อดูกำไรจากธุรกิจและกิจการร่วมค้าของ Volkswagen ในจีน ซึ่งเคยเป็นเรือธงหลักของผลประกอบการของบริษัท ลดลงมากกว่า 80% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

 

ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างที่เรียกว่า ‘Future Plan’ มีขึ้นในช่วงที่ Volkswagen เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้าของสหรัฐและความอ่อนแอของตลาดรถยนต์จีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเคยเป็นแหล่งสร้างกำไรสำคัญของกลุ่ม

 

Volkswagen กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทุกด้าน ถูกบีบคั้นระหว่างภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และตลาดจีนที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเคยเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มบริษัท

 

จากข้างต้น “บริษัทจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนทั่วโลกเพิ่มเติม ซึ่งจะรวมถึงการลดตำแหน่งงานประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วโลก นอกเหนือจากการลดตำแหน่งงาน 50,000 ตำแหน่งที่กำลังดำเนินการอยู่เดิม”

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลาของการลดจำนวนพนักงาน หรือวิธีการกระจายการลดจำนวนพนักงานไปยังแบรนด์และภูมิภาคต่างๆ

 

รู้จัก Volkswagen

 

Volkswagen ก่อตั้งขึ้นในปี 1937 ที่ประเทศเยอรมนี โดยชื่อ Volkswagen มีความหมายว่า ‘รถยนต์ของประชาชน’ ก่อนเติบโตเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก

 

Volkswagen Group เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ดังและยานยนต์ระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น Audi, Porsche, Lamborghini, Bentley และ Škoda (รวมถึง SEAT, Cupra และมอเตอร์ไซค์ Ducati ด้วย)

 

ปัจจุบัน Volkswagen Group มีฐานการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในตลาดสำคัญทั่วโลก และกำลังเร่งปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การแข่งขันจากจีน และความเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์โลก

 

ภาพ : U__Photo / Shutterstock

 

อ้างอิง

The post เกิดอะไรขึ้นกับ Volkswagen? ยักษ์รถยนต์แบรนด์เยอรมัน ผ่าตัดใหญ่ในรอบ 89 ปี จ่อปลดคนงานอีก 50,000 คน หลังเจอภาษีสหรัฐฯ-ศึกจีนรุกหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเซ็นทรัล ตั้ง ‘วัลยา จิราธิวัฒน์’ ขึ้นเป็น President กลุ่มเซ็นทรัล หลังปั้นเซ็นทรัลพัฒนาจาก 10 สู่ 45 โครงการ https://thestandard.co/walaya-chirathivat-central-group-president/ Fri, 04 Sep 2026 03:48:54 +0000 https://thestandard.co/walaya-chirathivat-central-group-president/ ภาพถ่ายบุคคลของ วัลยา จิราธิวัฒน์ President กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศแต่งตั้ง วัลยา จิราธิวัฒน์ ดำรงตำแห […]

The post กลุ่มเซ็นทรัล ตั้ง ‘วัลยา จิราธิวัฒน์’ ขึ้นเป็น President กลุ่มเซ็นทรัล หลังปั้นเซ็นทรัลพัฒนาจาก 10 สู่ 45 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายบุคคลของ วัลยา จิราธิวัฒน์ President กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศแต่งตั้ง วัลยา จิราธิวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง President กลุ่มเซ็นทรัล โดย ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของทีมผู้บริหารระดับสูง และเตรียมองค์กรให้พร้อมรับโอกาสการเติบโตในอนาคต ท่ามกลางบริบทธุรกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
 
 

 
ในบทบาทใหม่ วัลยาจะเข้าไปสนับสนุนวาระสำคัญระดับกลุ่ม เชื่อมโยงศักยภาพระหว่างกลุ่มธุรกิจ และทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายนานาชาติ รวมถึงรับผิดชอบภารกิจสำคัญตามที่ได้รับมอบหมายจากประธานกรรมการบริหาร
 

จัดทัพผู้บริหารระดับสูงรอบใหม่ทั้งชุด

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้วัลยาเข้าไปอยู่ในทีมผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มเซ็นทรัล ภายใต้การนำของ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร หรือ Executive Chairman and CEO ร่วมกับ ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการบริหาร, พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร และ ปัณฑิต มงคลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน
 
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี 2569 กลุ่มเซ็นทรัลได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เป็นประธานกรรมการ ต่อมาในเดือนเมษายน 2569 ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ หรือ ExCom ซึ่งมี ทศ จิราธิวัฒน์ เป็นประธาน พร้อมผู้บริหารจากหลากหลายสายงาน
 
ทศ กล่าวถึงเหตุผลของการเสริมทีมว่า “วันนี้โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก เทคโนโลยีและ AI กำลังสร้างโอกาสใหม่ ขณะที่พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วเช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องพัฒนาองค์กรอยู่เสมอ มองให้เห็นว่าโอกาสอยู่ตรงไหน”
 
ส่วนเหตุผลที่เลือกวัลยา ทศ กล่าวว่า “วัลยาร่วมงานกับกลุ่มเรามากว่า 40 ปี มีความเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และมีผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง”
 
ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลดำเนินธุรกิจในไทยและต่างประเทศรวม 18 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเอเชียและยุโรป โดยปีนี้เป็นปีที่ 79 ของกลุ่มนับจากจุดเริ่มต้นที่เป็นห้างสรรพสินค้า
 

40 ปีในกลุ่มเซ็นทรัล จากค้าปลีกสู่เก้าอี้ซีอีโอเซ็นทรัลพัฒนา

วัลยาเริ่มงานในกลุ่มเซ็นทรัลจากฝั่งค้าปลีก โดยระหว่างปี 2541 – 2547 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อนย้ายไปเซ็นทรัลพัฒนาในปี 2548 ในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้าง
 
จากนั้นขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้าง ระหว่างปี 2554 ถึง 2561, รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระหว่างปี 2561 ถึง 2564 และกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี 2565 – 2569
 
นอกจากนี้ยังนั่งเป็นกรรมการและกรรมการนโยบายความเสี่ยงของเซ็นทรัลพัฒนา ตั้งแต่ปี 2565, กรรมการ บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2564 และกรรมการ บริษัท ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ตั้งแต่ปี 2560
 
ผลงานที่โดดเด่นในช่วงที่ดูแลเซ็นทรัลพัฒนา คือการนำองค์กรเติบโตจาก 10 โครงการ ขึ้นไปเป็น 45 โครงการ พร้อมทำสถิติผลประกอบการสูงสุดในปี 2568 ด้วยรายได้ 53,000 ล้านบาท และกำไรกว่า 19,000 ล้านบาท
 
ในเวทีระดับภูมิภาค วัลยาได้รับการจัดอันดับ Fortune Most Powerful Women Asia ทั้งในปี 2567 และ 2568 รวมถึงรางวัล CEO of the Year จาก Retail Asia Awards 2024 ในฐานะผู้บริหารไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้
 
วัลยา จิราธิวัฒน์ President กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวถึงโจทย์ในบทบาทใหม่ว่า “วันนี้กลุ่มเซ็นทรัลมีจุดแข็งจากความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของแต่ละธุรกิจ สิ่งสำคัญสำหรับก้าวต่อไป คือการนำศักยภาพเหล่านั้นมาต่อยอดและสร้างโอกาสร่วมกันให้มากขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน พันธมิตร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน” ภายใต้เจตนารมณ์ Central of Life
 
**ภาพ:** ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม / THE STANDARD
 

The post กลุ่มเซ็นทรัล ตั้ง ‘วัลยา จิราธิวัฒน์’ ขึ้นเป็น President กลุ่มเซ็นทรัล หลังปั้นเซ็นทรัลพัฒนาจาก 10 สู่ 45 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ ซื้อ ‘The Lake Como EDITION’ โรงแรมหรูริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ค่าห้องเฉลี่ยคืนละกว่า 6 หมื่นบาท https://thestandard.co/sansiri-buys-lake-como-hotel-italy/ Fri, 04 Sep 2026 03:41:54 +0000 https://thestandard.co/sansiri-buys-lake-como-hotel-italy/ ภาพโรงแรม The Lake Como EDITION ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขาย หรือ S […]

The post แสนสิริ ซื้อ ‘The Lake Como EDITION’ โรงแรมหรูริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ค่าห้องเฉลี่ยคืนละกว่า 6 หมื่นบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรม The Lake Como EDITION ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขาย หรือ SPA ใน The Lake Como EDITION โรงแรมระดับ 5 ดาวริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ผ่านกองทุน Sansiri Capital โดยมีกำหนดปิดดีลภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569

 

 

ผู้ขายในดีลนี้คือกลุ่มผู้ร่วมทุนระดับโลก Bain Capital และ Omnam Group ขณะที่ Sansiri Capital เป็นกองทุนเชิงกลยุทธ์ของแสนสิริซึ่งบริหารการลงทุนในรูปแบบ Private Equity จัดตั้งขึ้นเพื่อเข้าถือครองสินทรัพย์กลุ่ม Hospitality และ Lifestyle ในทำเล Gateway Cities และเมืองท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก

 

เลือกซื้อโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว เพื่อรับรู้รายได้ทันที

 

จุดที่ทำให้ดีลนี้ต่างจากการออกไปพัฒนาโครงการใหม่ในต่างประเทศคือสถานะของสินทรัพย์ เพราะ The Lake Como EDITION ผ่านการปรับโฉมและเปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แสนสิริจึงไม่ต้องแบกความเสี่ยงด้านการก่อสร้างและการพัฒนา และรับรู้รายได้เข้าสู่กองทุนได้ทันทีที่ปิดดีล

 

ผลการดำเนินงานช่วงไฮซีซันเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โรงแรมมีอัตราการเข้าพักสูงกว่า 70% และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน หรือ ADR แตะระดับกว่า 1,500 ยูโร ซึ่งแสนสิริระบุว่าเป็นระดับราคาที่ทำให้ได้รับอานิสงส์จากมาร์จินที่สูง

 

อีกเหตุผลที่แสนสิริหยิบมาอธิบายการตัดสินใจคือความหาได้ยากของทำเล โดยมองว่าริมทะเลสาบโคโมมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาพื้นที่ใหม่สูงมาก และแทบไม่มีที่ดินติดริมน้ำเหลือให้ลงทุนอีกแล้ว เงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ปรับขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

 

ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมฝั่งคาเดนาบเบีย ตรงข้ามกับเบลลาจิโอ ห่างจากมิลานและสนามบินนานาชาติมัลเปนซาราวหนึ่งชั่วโมง อาคารเดิมเป็นพาลาซโซจากศตวรรษที่ 19 ที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ และเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของ Marriott International ในแบรนด์ EDITION

 

โรงแรมมีห้องพักกว่า 300 ห้อง และห้องพักขนาดใหญ่รวมถึงห้องสวีตอีก 148 ห้อง พร้อมสปาและเวลเนสแห่งใหม่ ห้องอาหาร บาร์ และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ โดยยังเก็บสิ่งอำนวยความสะดวกริมน้ำที่เป็นภาพจำของทำเลนี้ไว้ ทั้ง Floating Pool และบีชคลับ

 

เบื้องหลังโรงแรมเป็นทีมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ งานอินทีเรียร์อยู่ในมือของ Neri&Hu ประสบการณ์อาหารดูแลโดยเชฟ Mauro Colagreco ระดับมิชลินสตาร์ และโปรแกรมสุขภาพจาก The Longevity Suite ขณะที่ตัวอาคารได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED Gold

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่แสนสิริลงทุนในธุรกิจโรงแรม

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 แสนสิริใช้เงิน 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าลงทุนใน Standard International ด้วยการถือหุ้น 35% หลังจากนั้นก็เพิ่มสัดส่วนเรื่อยมาจนขึ้นไปอยู่ที่ 71% ก่อนขายหุ้นทั้งหมดให้เครือ Hyatt Hotels Corporation เมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยมูลค่าดีลรวม 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือนับหมื่นล้านบาท

 

แม้ขายหุ้นใน Standard International ออกไปแล้ว แสนสิริยังถือพร็อพเพอร์ตี้ในมืออีกหลายแห่ง ทั้ง The Standard, Hua Hin, The Standard Residences, Hua Hin, The Peri Hotel, Hua Hin และ The Peri Hotel, Khao Yai รวมถึง The Manner โรงแรมระดับลักชัวรีในย่านโซโหของนิวยอร์ก

 

ณภัทร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ Managing Director กองทุนแสนสิริ แคปิตอล กล่าวว่า “การเข้าถือครอง The Lake Como EDITION ถือเป็นก้าวสำคัญของแสนสิริในการขับเคลื่อน New S-Curve เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินและกระจายความเสี่ยง ในพอร์ต Global Luxury Hospitality”

 

ทิศทางการลงทุนที่วางไว้คือการเลือกสินทรัพย์ระดับ Trophy Asset ในเมืองหลักและจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีดีมานด์สูงแต่ซัพพลายจำกัด ซึ่งณภัทรระบุว่าเป็นกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน “ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” พร้อมกระจายแหล่งรายได้ไปยังสกุลเงินหลักระดับสากล เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในประเทศ

 

แสนสิริระบุว่ายังเดินหน้ามองหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม Luxury Trophy Asset ในเมืองท่องเที่ยวและ Key Gateway Cities อื่นทั่วโลกต่อไป โดยมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็น Global Real Estate & Lifestyle Investment Platform ซึ่งจะทำให้น้ำหนักรายได้ของกลุ่มเทไปทางธุรกิจโรงแรมและไลฟ์สไตล์ระดับโลกมากขึ้นกว่าเดิม

The post แสนสิริ ซื้อ ‘The Lake Como EDITION’ โรงแรมหรูริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี ค่าห้องเฉลี่ยคืนละกว่า 6 หมื่นบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย https://thestandard.co/data-center-ghost-demand-thailand/ Fri, 04 Sep 2026 01:35:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1250559 ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ

Data Center โตแรงตามกระแส AI แต่เกมนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ไฟต้ […]

The post Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ

Data Center โตแรงตามกระแส AI แต่เกมนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ไฟต้องพอ’ เมื่อออสเตรเลีย-มาเลเซียเริ่มเจอแรงต้านจากชุมชน ขณะที่ไทยกำลังเจอโจทย์ทั้ง NIMBY และ Ghost Demand

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ต้องการ Data Center ไหม แต่คือ ไทยจะดึงคลื่นลงทุน AI อย่างไร ให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์ โดยไม่ผลักต้นทุนไฟ-น้ำและโครงสร้างพื้นฐานไปให้คนทั้งประเทศ

 

ในวันที่ 4 ก.ย. จะมีการประชุมบอร์ดครั้งแรก พร้อมชวนจับตา PDP 2026 ซึ่งจะกำหนดดีมานด์การใช้พลังงาน

 

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเลือกให้รอบคอบ

 

Cloud ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโตขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2010

 

การพัฒนา Data Center ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 จากแรงขับเคลื่อนของ Cloud Computing และการสตรีมวิดีโอ ก่อนที่ AI จะเข้ามาเพิ่มแรงส่งอีกระลอก

 

ข้อมูลจาก McKinsey & Co. ระบุว่า ความต้องการ Data Center ในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 28 กิกะวัตต์ในปี 2025 หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของความต้องการทั่วโลก เป็นรองเพียง ‘อเมริกาเหนือ’ ที่มีสัดส่วน 43% และคาดว่ากำลังการผลิตในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030

 

เมื่อ Data Center ขยายตัว ความต้องการพลังงานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก 173 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2025 เป็น 378 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2030 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รัฐบาลในหลายประเทศมองว่าอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตนี้เป็นช่องทางสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ยังไม่คาดว่าการก่อสร้าง Data Center จะชะลอตัวลงในเร็วๆ นี้

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ Data Center ซึ่งส่วนใหญ่ยังเผชิญกับข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลที่จำกัด กำลังถูกตรวจสอบจากสาธารณชนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นแรงกดดันต่อแหล่งพลังงาน น้ำ และสภาพแวดล้อมในพื้นที่

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 1

 

เจมส์ เมอร์ฟี กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ DC Byte บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Data Center กล่าวว่า ‘ข้อจำกัดต่อ Data Center ไม่ใช่เรื่องใหม่’

 

โดยมีตัวอย่างทั้งในยุโรปและสิงคโปร์ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของบางพื้นที่ในสหรัฐฯ ที่เริ่มระงับโครงการก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม อาจเป็นเพียงการ ‘ขยายสิ่งปัญหาใต้พรม’

 

“ความต้องการยังคงร้อนแรงในแทบทุกตลาดในภูมิภาคนี้ มีเพียงไม่กี่แห่งที่เป็นข้อยกเว้น เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากความเฟื่องฟู”

 

เมอร์ฟีกล่าวกับ Nikkei Asia พร้อมเตือนว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ผู้พัฒนาโครงการ ‘ไม่ได้มีส่วนร่วมกับชุมชน’

 

ออสเตรเลีย เจอโจทย์ใหญ่ ไฟ-น้ำ ไม่พอ

 

กรณีของออสเตรเลียสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เมื่อ NextDC ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ของประเทศ รายงานการใช้พลังงานและน้ำที่เพิ่มขึ้นในปีงบ 2026 แม้ผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยรายได้เพิ่มขึ้น 16% และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 82.1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายกำลังการให้บริการ Data Center ไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะความสามารถในการประมวลผล แต่ยังหมายถึงความต้องการใช้ ‘ทรัพยากร’ ที่มากขึ้น

 

โดย NextDC ระบุว่าอัตราการใช้น้ำต่อพลังงาน (Water Usage Effectiveness: WUE) เพิ่มขึ้นเป็น 2.40 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จาก 2.25 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปีก่อน ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) เพิ่มเป็น 1.49 จาก 1.44 ซึ่งเป็นการปรับตัวแย่ลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

 

เพื่อนบ้านมาเลเซีย เริ่มเจอแรงต้าน Data Center หนัก

 

สัญญาณการต่อต้านไม่ได้จำกัดอยู่ในออสเตรเลีย แต่เริ่มปรากฏในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน โดยในมาเลเซียมีกรณีที่แรงต่อต้านจากชุมชนทำให้ผู้พัฒนาต้องถอนตัวจากโครงการ ที่โคตา ดามันซารา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ผู้พัฒนาโครงการ Data Center ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้ถอนใบสมัครเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม หลังเผชิญแรงต่อต้านจากประชาสังคมหนัก การถอนตัวเกิดขึ้นหลังมีการยื่นคำร้องออนไลน์ โดยผู้จัดทำคำร้องแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดความโปร่งใสในการพัฒนาโครงการ รวมถึงผลกระทบด้าน ‘มลภาวะทางเสียง’ และความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

 

ซารา ไอเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน วัย 28 ปี เข้าร่วมการรณรงค์ ยื่นคำร้องรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 6,000 รายชื่อ ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

 

“หน่วยงานท้องถิ่นควรแจ้งให้พื้นที่โดยรอบทราบเกี่ยวกับการพัฒนาใหม่ใดๆ” ไอเซียกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้คนที่เธอพูดคุยด้วย ไม่มีใครได้รับแจ้ง อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงการ

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 2

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้มีการประท้วงในเมืองเกลัง ปาตะห์ รัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสิงคโปร์ โดยชาวบ้านราว 50 คนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อต่อต้านโรงงานที่ดำเนินการโดย ZDATA Technologies จากจีน ซึ่งให้บริการแก่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน รวมถึง ByteDance (TikTok)

 

อาดิบ ซัลกาปลี กรรมการผู้จัดการของ Viewfinder Global Affairs บริษัทที่ปรึกษาในมาเลเซีย มองว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นในเวลานี้ยังเป็นเพียง ‘การต่อต้านเฉพาะจุด’ มากกว่าจะพัฒนาเป็นประเด็นระดับชาติ แต่เมื่อสาธารณชนตระหนักถึงการลงทุนใน Data Center มากขึ้น เขาคาดว่าจะเห็นการตรวจสอบโครงการที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

“เราสามารถคาดหวังได้ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นจากสาธารณชน ไม่ใช่แค่ในมาเลเซียเท่านั้น แต่รวมถึงทั่วทั้งภูมิภาคด้วย” เขากล่าว

 

กฎเข้มขึ้น อาจไม่หยุด AI แต่กำลังเปลี่ยน ‘แผนที่ลงทุน’

 

แม้เสียงคัดค้านจากชุมชนจะเพิ่มขึ้น แต่การยกระดับกฎระเบียบอาจไม่ได้ทำให้ความต้องการ Data Center ในภูมิภาคลดลง หากแต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทาง การลงทุนไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่ ‘พร้อมรองรับ’ มากกว่า

 

เมอร์ฟีจาก DC Byte กล่าวว่า “นโยบายสามารถจำกัดการลงทุนของแต่ละประเทศได้ แต่โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ความต้องการเหล่านั้นจะพบตลาดหรือพื้นที่ที่ยินดีรองรับมันเอง”

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่มอสส์เวลในออสเตรเลีย ไปจนถึงมาเลเซีย จึงสะท้อนโจทย์ร่วมของ Data Center ยุค AI ว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนอาจไม่ได้จบลงเพียงการมีพื้นที่และไฟฟ้าเพียงพอ

 

แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกับต้นทุนที่ชุมชนและระบบสาธารณูปโภคต้องแบกรับ

 

เพราะยิ่ง AI ขยายตัวเร็วเท่าไร คำถามเรื่อง ‘ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุนของการเติบโต’ ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นเท่านั้น

 

ปรากฎการณ์ NIMBY-Ghost Demand 2 โจทย์ใหม่ไทย รัฐต้องไม่ลงทุนรับ ‘ดีมานด์ลวง’

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 3

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขยายตัวของ Data Center ในไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญ 2 ด้านที่ต้องจับตา

 

คือ ปรากฏการณ์ NIMBY (Not In My Backyard) ที่ประชาชนยอมรับความจำเป็นของ Data Center แต่ไม่ต้องการให้มาตั้งอยู่ใกล้บ้าน

 

และความเสี่ยงจาก ‘Ghost Demand’ หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ถูกจองไว้จำนวนมาก แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมดหรือไม่

 

ณัฐ มองว่า Data Center ไม่ใช่ธุรกิจที่ควรถูกมองว่าเป็นภัย เพราะโดยตัวมันเองแทบไม่ได้ปล่อยมลพิษ และความเสี่ยงด้านไฟไหม้ เสียง หรือความร้อน สามารถออกแบบระบบป้องกันและลดผลกระทบได้ หากมีการประเมินตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวจากในอดีต ผลกระทบที่ต้องพิจารณาก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ Data Center ขนาด 1-5 เมกะวัตต์ อาจแทบไม่สร้างผลกระทบที่ชุมชนรับรู้ได้ แต่ปัจจุบันโครงการขนาดใหญ่สามารถใช้ไฟฟ้าในระดับหลายสิบเมกะวัตต์ และอาจเพิ่มขึ้นไปถึงระดับหลายร้อยเมกะวัตต์

 

“ปัญหาไม่ใช่ว่า Data Center น่ากลัว แต่เมื่อมันใหญ่ขึ้น มันต้องมีการตรวจสอบผลกระทบที่ดี ทั้งเรื่องเสียง ความร้อน ความเสี่ยงจากไฟไหม้ และการใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยถามว่าทำไมเสียงดัง หรือทำไมชุมชนได้รับผลกระทบ”

 

NIMBY : ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธ Data Center แต่ไม่เอาไว้หน้าบ้าน

 

ณัฐ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่สะท้อนลักษณะของ NIMBY หรือ ‘Not In My Backyard’ คือประชาชนอาจไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของ Data Center แต่เมื่อโครงการเข้ามาอยู่ใกล้ชุมชน ความกังวลเรื่องเสียง ความร้อน ความปลอดภัย ระบบน้ำมันสำรอง หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น การแก้ปัญหาไม่ควรใช้เพียงการสื่อสารว่า Data Center ‘ไม่อันตราย’ แต่ต้องทำให้การเลือกพื้นที่และการอนุญาตตั้งอยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน

 

แนวทางหนึ่งคือการกำหนด Zoning หรือพื้นที่รองรับ Data Center ล่วงหน้า เพื่อให้รัฐสามารถประเมินความพร้อมทั้งด้านไฟฟ้า ระบบส่ง น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อชุมชนได้ก่อนเปิดให้ลงทุน

 

อย่างกรณีของมาเลเซีย สะท้อนบทเรียนดังกล่าว โดยพื้นที่ยะโฮร์เคยได้รับความสนใจจาก Data Center จำนวนมากจากการอยู่ใกล้สิงคโปร์ แต่มีการกำหนดพื้นที่และกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center กระทบชุมชนและทรัพยากรของประเทศโดยไม่มีการวางแผน

 

‘Ghost Demand’ อีกด้านที่อาจกระทบคนทั้งประเทศ

 

ขณะที่ NIMBY เป็นปัญหาในระดับพื้นที่ อีกโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ Ghost Demand

 

ณัฐ ชี้ว่า ปัจจุบันมีคำขอใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center ในระดับสูงมาก

 

หากทุกโครงการเกิดขึ้นจริง ความต้องการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 4

 

ปัญหา คือ Data Center สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 1-2 ปี แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าและระบบส่ง ต้องใช้เวลาหลายปีในการลงทุน

 

หากรัฐเร่งลงทุนระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับคำขอจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดโครงการบางส่วนไม่เกิดขึ้น หรือใช้ไฟไม่ถึงระดับที่จองไว้ ประเทศไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับ ‘ความต้องการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดึง Data Center เข้ามาไม่ควรดูเพียงตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องดู Commitment การใช้ไฟฟ้าจริงควบคู่กันด้วย

 

เตือนรัฐอย่าแข่งแจกสิทธิประโยชน์ แนะรอบคอบ ‘ไทยเลือกได้’

 

สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต เพราะเมื่อสิงคโปร์เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน และมาเลเซียเริ่มชะลอการขยายตัวของ Data Center ไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุน

 

ดังนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการเสนอ สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้มากที่สุดอีกต่อไป

 

แต่ควรเปลี่ยนเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขว่า หากนักลงทุนต้องการเข้ามาใช้ทรัพยากรของไทย นักลงทุนจะสร้างคุณค่าอะไรกลับคืนให้ประเทศ

 

ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การลงทุนในระบบส่งไฟฟ้า การสร้าง Ecosystem รวมถึงมาตรการชดเชยหรือดูแลชุมชนในพื้นที่ตั้งโครงการ

 

“วันนี้เราไม่จำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์ เพราะทุกคนอยากมาอยู่แล้ว เราควรทำตัวเป็นคนที่หล่อเลือกได้ ให้เขาเข้ามาบอกว่า ถ้าอยากเปิด Data Center ขนาดใหญ่ในไทย จะให้อะไรกับประเทศบ้าง” ณัฐ กล่าวย้ำ

 

ท้ายที่สุด โจทย์ Data Center ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะ ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’

 

จับตา PDP 2026 และบอร์ด Data Center ถกนัดแรก 4 ก.ย.

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือ การประชุมบอร์ด Data Center นัดแรกในวันที่ 4 กันยายน 2569

 

โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน หลังพบข้อกังวลว่า Data Center บางแห่งอาจอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ในการขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารประเภทอื่น ก่อนนำไปประกอบกิจการ Data Center ทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอาจไม่ครอบคลุม

 

การประชุมครั้งนี้จึงน่าจับตาว่า ไทยจะวางกติกา Data Center อย่างไร

 

โดย IEA คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มจากราว 415 TWh ในปี 2024 เป็น 945 TWh ในปี 2030 หรือมากกว่า 2 เท่า

 

ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงภูมิภาคเดียวก็มีแนวโน้มใช้ไฟสำหรับ Data Center เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ในปี 2030

 

สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งต้องจับตา เพราะร่าง PDP 2026 ถูกออกแบบให้รองรับความต้องการไฟฟ้ารอบใหม่จาก Data Center, AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

โดยมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ราว 50,900 เมกะวัตต์ในช่วง 11 ปีแรก พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและเปิดทางให้เกิด Direct PPA

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 5

 

ขณะที่มีการประเมินว่า Data Center ในไทยอาจต้องการไฟฟ้าสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์

 

โดยวันที่ 8 กันยายน 2569 กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP 2026 ซึ่งจะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญว่า ไทยจะจัดสมดุลระหว่าง ‘ไฟที่ AI ต้องการ’ กับ ‘ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย’ อย่างไร

 

กรณีศึกษาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป สหรัฐฯ ออสเตรเลียและมาเลเซีย กำลังชี้ให้เห็นว่า

 

การแข่งขันเพื่อเป็นฐาน Data Center ไม่ได้จบที่มีไฟ-น้ำ ให้เพียงพอ แต่ต้องตอบโจทย์ น้ำ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และความโปร่งใส ไปพร้อมกัน

 

หากไทยต้องการให้คลื่นลงทุน Data Center เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว จะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องติดตาม

 

ภาพ: ArDanMe , Lacy Chenault / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เมื่อที่ดินแพงขึ้นทุกปี บ้านที่คุ้มค่าต้องให้มากกว่าตัวเงิน” ถอดวิธีคิด Providence Lane Lasalle บ้านที่คืนเวลาให้ชีวิต จาก ‘สัมมากร’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/providence-lane-lasalle/ Thu, 03 Sep 2026 05:14:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1250168

ตลอด 5 ทศวรรษในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สัมมากรเป็นที่ยอมร […]

The post “เมื่อที่ดินแพงขึ้นทุกปี บ้านที่คุ้มค่าต้องให้มากกว่าตัวเงิน” ถอดวิธีคิด Providence Lane Lasalle บ้านที่คืนเวลาให้ชีวิต จาก ‘สัมมากร’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอด 5 ทศวรรษในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สัมมากรเป็นที่ยอมรับเรื่องความน่าเชื่อถือและคุณภาพบ้าน แต่โจทย์การสร้างบ้านในปัจจุบันมีมากกว่านั้น ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการต่อพื้นที่พักอาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป

 

 

นั่นคือโจทย์สำคัญของ ‘ณพน เจนธรรมนุกูล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ด้วยการนำความน่าเชื่อถือที่สะสมหลายสิบปีมาตอบคำถามใหม่ว่า บ้านแบบไหนจะตอบโจทย์ชีวิตยุคนี้และในอนาคต

 

วันนี้ THE STANDARD WEALTH ชวนคุยเรื่องความเปลี่ยนแปลงของผู้ซื้อบ้าน วิธีคิดในการพัฒนาโครงการ และความน่าสนใจของ “Providence Lane Lasalle” หนึ่งในโครงการของสัมมากร ที่สะท้อนแนวคิดต่อพื้นที่ เวลา และชีวิตที่เปลี่ยนไป

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 1

‘ณพน เจนธรรมนุกูล’

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน)

 

คนซื้อบ้านหรูวันนี้ พวกเขาคิดถึงอะไร?

 

แม้ลูกค้าสัมมากรจะต่างกันทั้งเซกเมนต์ งบประมาณ ทำเล และช่วงชีวิต แต่ณพนเผยว่าสิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกันคือ ‘Space’ ซึ่งวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่จำนวนตารางเมตร

 

“การซื้อบ้านคือความต้องการ Space ทั้งเพื่อตัวเองและกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะงานเสริม ออกกำลังกาย หรือพักผ่อน บ้านช่วยปลดล็อกให้ทำทุกอย่างได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ทำให้มีเวลาเพลิดเพลินกับสิ่งที่ชอบได้มากขึ้น”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 2

 

ณพนมองว่าช่วงโควิดทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดขึ้น เมื่อคนอยู่บ้านมากขึ้น พื้นที่เดิมจึงต้องรองรับทั้งการทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย และกิจกรรมของทุกคนในครอบครัว ประกอบกับความสนใจเรื่อง Well-being ที่ชัดเจนขึ้น ทำให้คนคาดหวังให้บ้านเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย

 

“หลังโควิด ไลฟ์สไตล์การใช้บ้านเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนครับ บ้านไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับพักผ่อนหรือหลับนอน แต่กลายเป็นทั้งพื้นที่ทำงาน พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่สำหรับชาร์จพลัง ดังนั้นโจทย์ของเราคือ ทำอย่างไรให้ทุกตารางเมตรของบ้านเอื้อต่อการใช้ชีวิตจริง และช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้อยู่อาศัย การออกแบบบ้านในวันนี้จึงต้องคิดถึงทั้งฟังก์ชัน ความยืดหยุ่น และคุณภาพชีวิตควบคู่กันครับ”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 3

 

สำหรับกลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับ 15-30 ล้านบาท สิ่งที่มองหาไม่ใช่แค่พื้นที่ที่กว้างขึ้น แต่คือบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้จริง ทั้งพื้นที่ทำงาน ความเป็นส่วนตัว รองรับสัตว์เลี้ยง และทำเลที่ช่วยประหยัดเวลาในชีวิตประจำวัน

 

“สำหรับบางคน นี่อาจไม่ใช่บ้านหลังแรก สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกันคือทำเลกับพื้นที่ หากต้องการบ้านขนาดใหญ่มีสวนก็อาจต้องอยู่ไกลออกไป แต่ถ้าต้องการประหยัดเวลาและอยู่ใกล้เมืองมากขึ้น ก็ต้องบริหารพื้นที่อีกรูปแบบหนึ่ง”

 

การสร้างบ้านต้องเริ่มจากความเข้าใจในวิถีชีวิตผู้อยู่อาศัย

 

สำหรับสัมมากร การพัฒนาโครงการไม่ได้เริ่มจากตัวบ้าน แต่เริ่มจากการ “สวมหมวกเป็นผู้อยู่อาศัย” เพื่อเข้าใจให้ชัดเจนว่าคนที่จะมาอยู่มีวิถีชีวิตแบบไหน มีกิจกรรมอะไร และมี Pain Point อะไรในชีวิตประจำวัน

 

“เพราะบ้านหลังหนึ่งไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงาม แต่คือเรื่องของการใช้งานจริง การออกแบบจึงต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทีมการตลาดและทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมมือกันตอบโจทย์ชีวิต ทั้งพื้นที่ รูปแบบ ราคา และสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างบ้านสำหรับผู้ที่ไม่ได้ซื้อเป็นหลังแรก ซึ่งมักมีกิจกรรมและของสะสมเยอะขึ้นตามจำนวนคน พื้นที่ต่าง ๆ เช่น ตู้เสื้อผ้า หรือห้องน้ำสำหรับอยู่ร่วมกันจึงต้องเพียงพอ เราจึงนำ Pain Point และความต้องการเหล่านี้มาใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบ”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 4

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องที่จอดรถ สัมมากรออกแบบให้กว้างกว่าขั้นต่ำตามกฎหมาย เพื่อรองรับรถขนาดใหญ่หรือหลายคันของบ้านระดับบน และป้องกันปัญหาประตูชนกันที่ดูเล็กน้อยแต่สามารถสร้างความหงุดหงิดได้ในชีวิตประจำวัน

 

“การพัฒนาบ้านลักชัวรีสำหรับผม ไม่ได้หมายถึงการใส่ทุกฟังก์ชันหรูหราเข้าไปเพื่อให้บ้านดูสวยงามแค่วันแรก แต่คือการออกแบบที่คิดถึงการอยู่อาศัยระยะยาว หากฟังก์ชันไหนมีอายุใช้งานจำกัด หรือเสี่ยงเป็นภาระในการดูแลในอนาคต เราเลือกที่จะหลีกเลี่ยง เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่แห่งความสบายใจเมื่อเวลาผ่านไป”

 

การออกแบบบ้านต้องคำนึงถึงอนาคตระยะยาว เพราะครอบครัวมักอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมกว่า 50 ปี พื้นที่ในบ้านจึงต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับชีวิตที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 5

 

“ตัวอย่างเช่น การกั้นห้องเพิ่มเมื่อลูกเติบโตขึ้น หรือการปรับพื้นที่เก็บของให้รองรับการติดตั้งลิฟต์ในอนาคตเมื่อขึ้นบันไดไม่สะดวก โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างใหญ่ การคิดเผื่อลักษณะนี้ช่วยให้บ้านรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า”

 

ทำไมต้องลาซาล? ทำเลที่คืนเวลาให้คนอยู่อาศัย

 

สัมมากรเลือกทำเลลาซาลสำหรับโครงการ Providence Lane Lasalle เพราะตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง โดยเป็นทำเลที่เดินทางเข้าเมืองสะดวก แต่ยังรักษาบรรยากาศความสงบเอาไว้ได้อย่างลงตัว

 

“ลาซาลเป็นซอยที่ค่อนข้างเงียบ และมี Community ที่แข็งแรง ที่สำคัญคือโครงการหมู่บ้านใหม่มีไม่เยอะ เพราะที่ดินขนาดใหญ่หาได้ยาก ส่วนใหญ่เราจะเห็นการพัฒนาเป็นคอนโดมากกว่า เพราะฉะนั้นบ้านที่อยู่ในพื้นที่ลักษณะนี้จึงมีความหายากอยู่ในตัว”

 

การมีโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ยิ่งตอกย้ำคุณค่าของทำเล เพราะความใกล้โรงเรียนและเมืองไม่ได้แค่อำนวยความสะดวก แต่แปลงเป็น “เวลา” ที่คืนให้ครอบครัวในทุกวัน

 

“ทำเลใกล้เมืองหรือใกล้โรงเรียนช่วยคืนเวลามหาศาลให้ผู้อยู่อาศัย จากที่ต้องเสียเวลาเดินทางวันละหลายชั่วโมง ก็เปลี่ยนเป็นเวลาคุณภาพสำหรับครอบครัว ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือมีเวลาออกกำลังกาย หากคำนวณเวลาที่ประหยัดได้สะสมหลายปี มันคือสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลจนประเมินค่าเป็นตัวเลขได้ยาก”

 

การอยู่ใกล้เมืองมีข้อจำกัดเรื่องราคาที่ดินที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาบ้านขยับตาม สัมมากรจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างทำเล พื้นที่ใช้สอย และระดับราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 6

 

“โจทย์ของเราคือการหาสมดุลระหว่างทำเลใกล้เมือง พื้นที่ใช้สอย และมูลค่าที่สมเหตุสมผลในทำเลศักยภาพอย่างลาซาล เราตั้งใจให้บ้านมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง รองรับกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยได้จริง และสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับเวลาและการใช้ชีวิตใกล้เมือง ลาซาลคือทำเลที่ตอบโจทย์ครับ”

 

Providence Lane Lasalle บ้านที่ออกแบบเพื่อยกระดับให้ชีวิต

 

ก่อนเริ่มออกแบบโครงการ Providence Lane Lasalle สัมมากรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายตั้งแต่ต้น ทั้งครอบครัวที่ต้องการลดเวลาเดินทางให้ลูก คู่รักที่ต้องการขยายพื้นที่จากคอนโด รวมถึงคู่รักที่ไม่มีลูกแต่ต้องการพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงและกิจกรรมส่วนตัว

 

“Providence Lane Lasalle อาจไม่ใช่บ้านหลังแรกของทุกคน แต่เราตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อคนที่ให้ความสำคัญกับ ‘เวลา’ เป็นอันดับต้น ๆ เพราะเราเชื่อว่าเวลาคือต้นทุนที่มีค่าที่สุด การออกแบบของเราจึงมุ่งเน้นที่การตัดทอนข้อจำกัด และคืนเวลาส่วนตัว เพื่อให้บ้านรองรับทุกความสุขได้อย่างเต็มที่”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 7

 

“ผมมองว่าบ้านที่ดีต้องปรับตัวตามผู้อยู่อาศัยได้ ไม่ใช่คนอยู่ต้องปรับตัวตามบ้าน เราจึงตั้งใจทลายกรอบสถาปัตยกรรมแบบเดิม ๆ ทิ้งไป เพื่อมอบอิสระสูงสุดให้ลูกบ้าน ไม่ว่าอนาคตครอบครัวจะขยายหรือไลฟ์สไตล์จะเปลี่ยนไป บ้านหลังนี้ก็พร้อมที่จะถูกปรับแต่งและเติบโตไปพร้อมกับพวกเขาได้เสมอ”

 

โครงสร้างบ้านออกแบบให้ยืดหยุ่น ไร้เสากลางบ้าน มีพื้นที่ Double Volume ที่สามารถกั้นห้องหรือต่อเติมพื้นเพิ่มได้ในอนาคตตาม Life Stage ของสมาชิกที่เติบโตขึ้น โดยไม่ต้องรื้อบ้านครั้งใหญ่

 

Providence Lane Lasalle ถูกออกแบบเป็นโครงการเพียง 14 ยูนิตที่เน้นความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ทั้งเรื่องจำนวนบ้าน ระยะห่าง และการลดเสียงในพื้นที่สำคัญ

 

“ความเป็นส่วนตัวคือจุดสำคัญที่เราตั้งใจออกแบบให้ดีที่สุด นอกจากการเว้นระยะห่างระหว่างบ้านแล้ว ยังมีการเสริมฉนวนกันเสียงในห้องสำคัญ ใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การคำนวณช่องอากาศไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุลดทอนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ”

 

นอกจากฟังก์ชัน ตัวบ้านยังสะท้อนปรัชญาการออกแบบที่สัมมากรรักษาไว้ คือความสวยเหนือกาลเวลา ซึ่งณพนมองว่าจากประสบการณ์ยาวนาน ทำให้เห็นว่าดีไซน์บางแบบอาจดูเก่าเร็ว แต่บางแบบยังคงมีเสน่ห์ยาวนานหลายสิบปี

 

“จากประสบการณ์ 56 ปีที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่าดีไซน์ที่ตามกระแสมาก ๆ มักจะดูเก่าเร็ว สัมมากรจึงให้ความสำคัญกับความงามแบบ Timeless ที่เน้นความสมมาตรและการเลือกใช้วัสดุที่ทนทาน สำหรับ Providence Lane Lasalle เรานำหลักการนี้มาต่อยอดด้วยสไตล์ Modern Contemporary เพื่อให้บ้านดูร่วมสมัย แต่ยังคงความคลาสสิกที่มองกี่ปีก็ยังสวยงาม โดยยึดหลักเดิมคือภายนอกเรียบง่ายและภายในยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามความต้องการของชีวิตตัวเอง”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 8

 

สำหรับณพน Providence Lane Lasalle จึงเป็นหนึ่งในภาพของบ้านที่สัมมากรอยากทำต่อไป คือบ้านที่ไม่ได้เพิ่มเพียงพื้นที่ใช้สอย แต่ช่วยลดความเครียด เพิ่มเวลา และเปิดพื้นที่ให้เจ้าของบ้านทำสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าได้มากขึ้น

 

“Providence Lane Lasalle มุ่งสร้างบ้านเพื่อยกระดับประสิทธิภาพชีวิต โดยลดความเครียด เพิ่มเวลาพักผ่อน และสร้างความสุขอย่างแท้จริง สำหรับผู้ซื้อระดับนี้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว การเลือกที่อยู่อาศัยจึงควรเพิ่มคุณค่าให้ชีวิต ทั้งการเพิ่มเวลา พื้นที่ส่วนตัวสำหรับทำงาน และพื้นที่กระชับความสัมพันธ์กับลูกหรือสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจมอบให้แก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน”

 

ก้าวต่อไปของสัมมากร แบรนด์ที่ต้องอยู่ในใจคนรุ่นต่อไป

 

สัมมากรปรับโปรดักต์และวิธีคิดให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น แต่ณพนยังคงให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือที่สะสมมานาน เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกบ้านในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่วันที่ตัดสินใจซื้อ

 

“สิ่งที่มีค่าที่สุดของสัมมากรตลอด 5 ทศวรรษ คือความไว้วางใจจากลูกบ้าน การที่เรายังเห็นบ้านหลังแรกๆ ของโครงการเมื่อหลายสิบปีก่อนยังคงอยู่ นั่นไม่ใช่แค่เครื่องพิสูจน์คุณภาพการก่อสร้าง แต่คือความรับผิดชอบที่เราต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ พร้อมๆ กับการพัฒนาโปรดักต์ให้ตอบโจทย์ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป”

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 9

 

สัมมากรมุ่งขยายความหมายของคำว่า Quality ให้ครอบคลุมการใช้งานจริง ทั้งฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน พื้นที่ที่ยืดหยุ่นตามช่วงชีวิต และทำเลที่ช่วยคืนเวลาให้ผู้อยู่อาศัย

 

นอกจากนี้บริษัทยังเน้นสร้างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ แม้คาดว่า Gen Z อาจเริ่มจากคอนโดมิเนียม แต่สัมมากรต้องการสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ชื่อสัมมากรอยู่ในใจเมื่อความต้องการเปลี่ยนไปในอนาคต

 

“เราทราบดีว่าจุดเริ่มต้นการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่อาจเริ่มจากคอนโดมิเนียม เราพยายามทำให้แบรนด์สัมมากรเติบโตไปพร้อมกับพวกเขาตั้งแต่วันนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่อยู่มายาวนานก็สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ และเมื่อถึงวันที่พวกเขาพร้อมจะขยับขยาย สัมมากรจะเป็นชื่อแรกที่พวกเขาเชื่อใจในอนาคต”

 

ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังการขาย เมื่อผู้อยู่อาศัยได้ใช้งานพื้นที่จริงและเปลี่ยนแบบบ้านบนกระดาษให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 10

 

“การได้เห็นผู้อยู่อาศัยเข้ามาใช้ชีวิตและได้รับประโยชน์จริงจากพื้นที่ที่เราตั้งใจออกแบบ คือสิ่งสะท้อนความสำเร็จที่มีความหมายที่สุดสำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นเสียงชื่นชมจากลูกบ้านในแง่ฟังก์ชันการใช้งาน สภาพแวดล้อมภายในหมู่บ้าน หรือการที่พื้นที่เหล่านั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น”

 

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่สัมมากรพยายามรักษาจากอดีตกับสิ่งที่กำลังสร้างสำหรับอนาคตอาจไม่ใช่คนละเรื่องกันนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นในบ้านหนึ่งหลังไม่ได้เกิดจากการที่มันยืนอยู่ได้นานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่บ้านยังสามารถทำหน้าที่กับชีวิตของคนที่อยู่ข้างในได้ แม้ชีวิตนั้นจะเปลี่ยนไปตามเวลา

 

และสำหรับแบรนด์บ้านที่เดินทางมาหลายทศวรรษ โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนรุ่นใหม่ “รู้จัก” สัมมากร แต่คือทำให้เมื่อถึงวันที่พวกเขาต้องเลือกบ้านสักหลัง ชื่อของสัมมากรจะยังถูกพูดถึงและนึกถึงเสมอ

 

ณพน เจนธรรมนุกูล ซีอีโอสัมมากร ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการ Providence Lane Lasalle 11

 

เพราะ ‘เวลา’ คือต้นทุนที่มีค่าที่สุด ร่วมค้นหาความหมายของการอยู่อาศัยที่ลงตัวได้ที่ Providence Lane Lasalle บ้านที่คืนเวลาให้คุณได้โฟกัสกับความสุขอย่างเต็มที่ พร้อมดีไซน์ที่คิดเผื่ออนาคต รองรับทุกจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า ในราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท*

 

ดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://sam.co.th/4qvE0Ow หรือโทร. 1427

 

ภาพ: Headline on Cover

The post “เมื่อที่ดินแพงขึ้นทุกปี บ้านที่คุ้มค่าต้องให้มากกว่าตัวเงิน” ถอดวิธีคิด Providence Lane Lasalle บ้านที่คืนเวลาให้ชีวิต จาก ‘สัมมากร’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ https://thestandard.co/ai-investment-beyond-mag7/ Thu, 03 Sep 2026 00:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1249637 ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

เรื่องราวการลงทุนใน AI ระยะแรกมีผู้ชนะที่ชัดเจนเพียงไม่ […]

The post Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

เรื่องราวการลงทุนใน AI ระยะแรกมีผู้ชนะที่ชัดเจนเพียงไม่กี่ราย

 

Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla หรือที่ตลาดเรียกรวมกันว่า Magnificent Seven ยืนอยู่ใจกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ และตลาดก็ตอบแทนหุ้นเหล่านี้อย่างงดงาม

 

ปัจจุบัน หุ้นทั้งเจ็ดมีน้ำหนักรวมกันเกือบหนึ่งในสามของดัชนี S&P 500 และในปี 2025 สร้างผลตอบแทนราว 42% ของผลตอบแทนรวมของดัชนี หากลงทุน 1 ดอลลาร์ในกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แบบทั่วไป เงินเกือบ 40 เซนต์จะกระจุกอยู่ในบริษัทเพียงสิบแห่ง

 

ความโดดเด่นนี้มีเหตุผลรองรับ เนื่องจากบริษัทกลุ่มนี้มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และหลายรายอยู่ในตำแหน่งที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในระยะยาว

 

แต่หากต้องการมองหาโอกาสใหม่ๆ การมองเฉพาะหุ้นกลุ่มเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Magnificent Seven จะยังเติบโตได้หรือไม่ เพราะหลายบริษัทยังเป็นธุรกิจชั้นนำของโลกและมีโอกาสเติบโตต่อไป

 

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ผลตอบแทนจาก AI ในระยะต่อไปจะเกิดขึ้นที่ไหน

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตลอดปี 2026 กำลังส่งสัญญาณว่า โอกาสเหล่านั้นอาจกำลังกระจายออกไปในวงกว้างขึ้น

 

ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น 1

 

เมื่อการลงทุนใน AI ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันอีกต่อไป

 

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดปีนี้

 

ตั้งแต่แตะระดับสูงสุดช่วงต้นเดือนมิถุนายน หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ปรับลดลงราว 8% และส่งผลกดดันต่อดัชนีหลัก ขณะที่หุ้นราวสองในสามของบริษัทใน S&P 500 รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่กลับปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 Equal Weight ที่กระจายน้ำหนักแก่ทุกบริษัทเท่ากัน ปรับขึ้นมากกว่า 13% เทียบกับราว 8.5% ของดัชนีมาตรฐานที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กให้ผลตอบแทนราว 15% และ 19% ตามลำดับ

 

แม้แต่หุ้นทั้งเจ็ดเองก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป ในปี 2025 Alphabet ให้ผลตอบแทนราว 66% ขณะที่ Amazon ให้ผลตอบแทนเพียง 6%

 

สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นการลงทุนในธีมเดียวกัน กำลังแยกออกเป็นหลายเส้นทาง

 

วัฏจักรเทคโนโลยีมักดำเนินไปเช่นนี้ ช่วงแรก ผู้สร้างเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจะเป็นผู้รับประโยชน์หลัก แต่เมื่อเทคโนโลยีแพร่หลายมากขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มกระจายออกไป ตั้งแต่ธุรกิจที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีไปใช้จริง ไปจนถึงธุรกิจที่ดูแลความปลอดภัยและสนับสนุนเงินทุนให้กับระบบทั้งหมด

 

AI กำลังเดินเข้าสู่ช่วงนั้น และสิ่งที่นักลงทุนควรมองต่อจากนี้คือ มูลค่ากำลังเคลื่อนไปอยู่ตรงไหน

 

จากชิป สู่ดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงาน

 

ชั้นแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ โครงสร้างพื้นฐาน

 

ความสามารถของโมเดล AI ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ที่อยู่เบื้องหลัง ความต้องการชิป หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย และพลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับการฝึกฝนและรันโมเดลจึงยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

 

แต่สิ่งที่ได้รับการพูดถึงน้อยกว่า และกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือ พลังงาน

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าในระดับใกล้เคียงกับเมืองขนาดเล็กทั้งเมือง ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถสั่งซื้อชิปรุ่นใหม่ได้เร็วกว่าที่โรงไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าจะสร้างเสร็จเพื่อรองรับความต้องการเหล่านั้น

 

ข้อจำกัดของการเติบโตของ AI จึงไม่ได้อยู่ที่ชิปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งคอขวดสำคัญ

 

นั่นทำให้ธุรกิจที่ครั้งหนึ่งอาจดูห่างไกลจากโลกเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการเติบโตของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โอกาสที่ใหญ่กว่า อาจอยู่ที่คนใช้ AI

 

แต่โอกาสที่ใหญ่กว่าอาจอยู่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น นั่นคือ การนำ AI ไปใช้จริง

 

ผลตอบแทนจากการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่อาจกระจุกอยู่ในบริษัทเพียงไม่กี่ราย แต่คุณค่าจากการนำโมเดลเหล่านั้นไปใช้สามารถกระจายไปยังธุรกิจนับพันแห่ง

 

ตั้งแต่สาธารณสุข บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม นี่คือจุดที่ AI เริ่มก้าวพ้นจากการเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สาธิตศักยภาพ และเข้าไปปรากฏอยู่ในรายได้ ต้นทุน ประสิทธิภาพ และผลกำไรของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

 

นี่อาจเป็นส่วนที่หวือหวาน้อยที่สุดของเรื่องราว AI แต่ในระยะยาวอาจเป็นส่วนที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้กว้างที่สุด

 

เพราะคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ใช่เพียงว่าใครสร้าง AI ที่เก่งที่สุด แต่คือ ใครสามารถใช้ AI เพื่อทำธุรกิจได้ดีขึ้นจริง

 

Cybersecurity และ Financial Services โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้

 

อีกสองกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการขยายตัวของ AI ก็ควรได้รับความสนใจเช่นกัน

 

AI ทำให้รูปแบบและช่องทางการโจมตีทางไซเบอร์ซับซ้อนขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม ธุรกิจ Cybersecurity จึงมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว

 

ในภาคการเงิน AI ถูกนำมาใช้แล้วตั้งแต่การตรวจจับการฉ้อโกง การประเมินสินเชื่อ ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า บริษัทฟินเทคและสถาบันการเงินที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความเร็ว และคุณภาพของบริการ

 

ขณะเดียวกัน มูลค่าจำนวนไม่น้อยที่ AI จะสร้างขึ้นในทศวรรษหน้าอาจยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่อาจมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ AI หลายแห่งยังเป็นบริษัทนอกตลาด

 

นั่นทำให้ Private Markets ควรเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องโอกาสจาก AI เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ถูกมองแยกออกไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

แล้วถ้า Magnificent Seven กลับมานำตลาดอีกครั้ง?

 

มีข้อโต้แย้งหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดคาดว่าผลตอบแทนจะกระจายออกจากหุ้นขนาดใหญ่ นักลงทุนเคยเห็นสัญญาณเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ก่อนที่ Magnificent Seven จะกลับมานำตลาด และทำให้ผู้ที่ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้เร็วเกินไปได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด

 

ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนัก

 

การกระจุกตัวของตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้วัดได้อย่างแม่นยำว่ากลุ่มผู้นำจะเปลี่ยนมือเมื่อใด สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจเป็นเพียงอีกช่วงเวลาหนึ่งของการกระจายตัว ก่อนที่หุ้นใหญ่จะกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง

 

แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพยายามจับจังหวะว่า Magnificent Seven จะขึ้นหรือลง และไม่ใช่ข้อเสนอให้นักลงทุนทิ้งหุ้นทั้งเจ็ด หลายบริษัทยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่งและอาจเป็นผู้ชนะสำคัญของยุค AI ต่อไป

 

ประเด็นสำคัญที่น่าจะส่งผลต่อตลาดในระยะยาวคือ แนวคิดเรื่อง “การเติบโตของ AI” และ “เจ็ดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ” ซึ่งเคยเปรียบเสมือนสิ่งเดียวกัน ทว่าในปัจจุบันเริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน การพิจารณาแนวโน้ม AI โดยยึดติดกับกรอบความคิดเดิม อาจทำให้มองข้ามการกระจายตัวของมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่กำลังขยายตัวขึ้น

 

สาระสำคัญจึงไม่ใช่การมองข้ามบทบาทของผู้นำกลุ่มเดิม แต่คือการตระหนักว่าโอกาสทางธุรกิจจาก AI ได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าผู้เล่นยุคบุกเบิกแล้ว ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ ศูนย์ข้อมูล ระบบพลังงาน งานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) บริการทางการเงิน ไปจนถึงองค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจที่นำ AI เข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดกำไรจริง

 

นี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของเรื่องราว AI ในระยะต่อไป บทแรกเป็นของบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มขึ้นมา แต่บทต่อไปกำลังถูกเขียนโดยระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่านั้นมาก

 

Source: 2H 2026 Investment Outlook, UOB Group

The post Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีที่ดินติดหาดเหลืออีก 50 ไร่ แต่เลือกไม่สร้าง ‘พิมาลัย’ บนเกาะลันตา โตด้วยราคาแทนจำนวนห้อง ตั้งเป้ารายได้ 600 ล้านบาท https://thestandard.co/pimalai-lanta-growth-price-strategy/ Wed, 02 Sep 2026 12:15:38 +0000 https://thestandard.co/pimalai-lanta-growth-price-strategy/ ภาพผู้บริหารพิมาลัย รีสอร์ต แอนด์ สปา พร้อมข้อความกลยุทธ์การเติบโตด้วยราคา

เวลาโรงแรมพูดถึงการเติบโต สิ่งที่มักตามมาคือแผนเพิ่มห้อ […]

The post มีที่ดินติดหาดเหลืออีก 50 ไร่ แต่เลือกไม่สร้าง ‘พิมาลัย’ บนเกาะลันตา โตด้วยราคาแทนจำนวนห้อง ตั้งเป้ารายได้ 600 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารพิมาลัย รีสอร์ต แอนด์ สปา พร้อมข้อความกลยุทธ์การเติบโตด้วยราคา

เวลาโรงแรมพูดถึงการเติบโต สิ่งที่มักตามมาคือแผนเพิ่มห้องพักหรือสร้างอาคารหลังใหม่ แต่บนพื้นที่ 250 ไร่ของพิมาลัย รีสอร์ต แอนด์ สปา บนเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ยังมีที่ดินติดหน้าหาดฝั่งตะวันตกว่างพร้อมพัฒนาอยู่อีกราว 50 ไร่ และรีสอร์ตเลือกที่จะยังไม่ก่อสร้างอะไรลงไป

 

 

เหตุผลข้อหนึ่งมาจากกฎหมายควบคุมพื้นที่สีเขียวหรือ Green Zone ที่บังคับใช้อย่างเข้มงวดบนเกาะลันตา ซึ่งห้ามก่อสร้างอาคารสูงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แบบโรงแรมเชนขนาดใหญ่ อนุญาตให้พัฒนาได้เฉพาะรีสอร์ตเดี่ยว บ้านพัก หรืออาคารพักอาศัยเดี่ยว โดยกรอบนี้จะยังอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีก่อนจะถึงรอบพิจารณาทบทวนกฎหมายครั้งถัดไป

 

พิมาลัยตัดสินใจรอความชัดเจนของการทบทวนดังกล่าวก่อน แล้วนำงบประมาณไปลงกับการยกระดับสิ่งที่มีอยู่แล้วแทน

 

เมื่อจำนวนห้องพักคงเดิม การเติบโตของรายได้จึงต้องมาจากราคาต่อคืนเป็นหลัก ปีนี้พิมาลัยวางรายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 600 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม สปา และกิจกรรมสันทนาการ เติบโตจากปีก่อนราว 5% ซึ่งมาจากการปรับอัตราราคาห้องพักเฉลี่ยขึ้นประมาณ 3.5-5% ตามคุณภาพงานบริการที่พัฒนาขึ้น

 

กระบี่ที่เปลี่ยนจากจุดหมายรอง มาเป็นปลายทางที่คนตั้งใจบินมา

 

การขึ้นราคาห้องพักทำได้ก็ต่อเมื่อมีความต้องการเข้าพักรองรับ และในช่วงปีที่ผ่านมากระบี่ก็มีจุดเปลี่ยนที่ช่วยเรื่องนี้ คือการเปลี่ยนสถานะของกระบี่เองในช่วงปีที่ผ่านมา ตัวจุดเปลี่ยนคือการเปิดเที่ยวบินตรงแบบเที่ยวบินประจำเป็นปีแรกของสายการบินจากตะวันออกกลาง ซึ่งใช้เครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีที่นั่งชั้นธุรกิจและมี First Class ให้บริการด้วย

 

ผลที่ตามมาคือพฤติกรรมการวางแผนเดินทางที่พลิกไป จากเดิมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลงกรุงเทพฯ หรือภูเก็ตก่อนแล้วต่อมากระบี่ เปลี่ยนเป็นการจองเที่ยวบินตรงเข้ากระบี่ตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มจุดหมายระดับพรีเมียม

 

ชรินทิพย์ ตียาภรณ์ ทายาทรุ่นที่ 2 และเจ้าของร่วม พิมาลัย รีสอร์ต แอนด์ สปา ระบุว่า “กระบี่กำลังเปลี่ยนสถานะจากจุดหมายรองไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางหลักอย่างชัดเจน” โดยเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมากระบี่โดยเฉพาะ มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทริปที่เริ่มจากจังหวัดอื่น

 

ทว่าสถานะใหม่นี้อยู่ได้เพียงราวสองเดือนเศษ ก่อนที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทำให้การเดินทางชะลอตัวลงทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชีย ผลคือพิมาลัยต้องปรับลดเป้าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยตลอดปีลงมาอยู่ที่ราว 69% จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ต้นปีที่ 75% และต่ำกว่าปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 70% เล็กน้อย

 

แม้อย่างนั้น ระดับดังกล่าวก็ยังห่างจากค่าเฉลี่ยของเกาะลันตาอยู่มาก โดยช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเกาะลันตาลงไปอยู่ที่ราว 30% ขณะที่พิมาลัยพยุงตัวเองไว้ได้ที่ 40-50% ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนโรงแรมระดับบนในพื้นที่ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่อื่น ทำให้ห้องพักในโรงแรมกลุ่มนี้ยังถูกจับจองได้เร็ว

 

เมื่อเพิ่มห้องไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มมูลค่าต่อการเข้าพักหนึ่งครั้ง

 

ในวาระครบรอบ 25 ปี พิมาลัยประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘The Luxury of Being Unfound’ ซึ่งนิยามความหรูหราว่าคือการได้หลีกออกจากความวุ่นวายและกลับไปพบธรรมชาติกับความสงบอีกครั้ง แนวคิดนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบให้การลงทุนทั้งหมดในปีนี้เดินไปทางเดียวกัน

 

ก้อนใหญ่ที่สุดคือการปรับปรุงสปาด้วยงบประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรีโนเวตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ โดยยกระดับไปสู่แนวคิด Health & Wellness ทั้งการพัฒนาทรีตเมนต์ ปรับปรุงห้องสปา ขยายบ่อจากุซซี่กลางแจ้งให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มบ่อแช่น้ำแข็งสำหรับการฟื้นฟูร่างกาย มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

 

อีกโครงการคือ Resort Center งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งปรับปรุงอาคารสองชั้นขนาดราว 100 ตารางเมตรที่เดิมเป็น Dive Center ให้กลายเป็นเรือนรับรองสำหรับแขกที่มาถึงก่อนเวลาเช็กอินบ่ายสาม หรือเช็กเอาต์แล้วต้องรอบินตอนค่ำ โดยมีห้องพักชั่วคราว 5 ห้องให้เก็บสัมภาระ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และใช้พื้นที่พักผ่อนพร้อมเครื่องดื่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

 

ถัดมาคือโครงการ ‘Pimalai Heritage’ ซึ่งออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตควบคู่กับ Pimalai Heritage Bar เพื่อเล่าประวัติศาสตร์ จุดกำเนิด และวิถีชุมชนของเกาะลันตา รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทะเลอันดามัน

 

ในแง่พฤติกรรมผู้เข้าพัก ลูกค้าจากสหราชอาณาจักรพักเฉลี่ย 4-5 คืน ขณะที่ลูกค้าเยอรมนีและตลาดยุโรประยะไกลพักราว 7-10 คืน และมีลูกค้าประมาณหนึ่งในสี่ที่กลับมาพักซ้ำ ซึ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยวสัดส่วนนี้ขยับขึ้นไปถึงราว 30%

 

ฐานลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มคู่รัก แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่มครอบครัวหลายเจเนอเรชันที่เดินทางร่วมกัน โดยเฉพาะช่วงปีใหม่และวันหยุดสำคัญ ซึ่งมักเลือกพักพูลวิลล่าและอยู่นาน ขณะที่โอกาสอีกกลุ่มที่รีสอร์ตมองไว้คือ Executive Retreat ขนาดเล็กสำหรับผู้บริหารราว 10-20 คน ที่ต้องการสถานที่ส่วนตัวสำหรับประชุมและใช้เวลาร่วมกันนอกออฟฟิศ

 

ในช่วงฤดูท่องเที่ยว ราคาห้องเริ่มต้นเฉลี่ยของพิมาลัยอยู่ที่ประมาณ 16,000 บาทต่อคืน

 

ไม่แตะปุ่มตั้งราคาอัตโนมัติ

 

ขณะที่โรงแรมจำนวนมากหันไปใช้ระบบตั้งราคาแปรผันตามดีมานด์หรือ Dynamic Pricing แต่พิมาลัยเลือกทางตรงข้าม ชรินทิพย์ระบุว่ารีสอร์ตติดตั้งและใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์มานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่เลือกปิดฟังก์ชันการตั้งราคาของระบบไว้ และนำ AI มาใช้เฉพาะการบริหาร Overbooking เพื่ออัปเกรดห้องให้ลูกค้าเมื่อห้องประเภทเริ่มต้นเต็ม

 

เหตุผลอยู่ที่ไม่ใช่ Dynamic Pricing เพราะยอดจองสัดส่วนสูงสุดถึง 50% มาจากตัวแทนท่องเที่ยวต่างประเทศที่ทำสัญญาราคาคงที่ร่วมกันมายาวนาน การปล่อยให้ราคาขึ้นลงตามดีมานด์จะกระทบความน่าเชื่อถือของสัญญาเหล่านั้นโดยตรง อีกเหตุผลคือการดูแลกลุ่มลูกค้าที่กลับมาพักซ้ำให้ได้ราคาที่คุ้มค่าเหมือนเดิมทุกครั้ง

 

ช่องทางที่เหลือคือการจองตรงผ่านเว็บไซต์ 40% ซึ่งได้แรงหนุนจากระบบจองที่ใช้งานง่ายและโปรแกรมสมาชิกที่มีฐานแล้วกว่า 100,000 ราย ส่วน OTA มีสัดส่วนเพียง 10% เพราะรีสอร์ตมีบริการรถและเรือรับส่งฟรีจากสนามบิน ทำให้พนักงานต้องคุยรายละเอียดเวลาเดินทางกับลูกค้าโดยตรงล่วงหน้าเป็นหลัก

 

สิ่งที่ทำให้นโยบายนี้ยืนได้คือระยะเวลาจองล่วงหน้าของลูกค้ายุโรปที่ยาวเฉลี่ยกว่า 200 วัน ทำให้ตั้งแต่ช่วงกลางปี ยอดจองห้องพักของเดือนมกราคมแตะระดับ 80-90% และเดือนกุมภาพันธ์เกิน 90% ไปแล้ว เมื่อรายได้ช่วงพีคถูกล็อกไว้ล่วงหน้าขนาดนี้ แรงจูงใจที่จะไล่ราคาขึ้นลงรายวันจึงน้อยลงไปด้วย

 

การจองข้ามปีของกลุ่มยุโรปยังทำให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวไทยตลอดปีอยู่ที่ราว 2% เท่านั้น เพราะจองไม่ทัน ยกเว้นเดือนพฤษภาคมที่มีวันหยุดราชการมาก สัดส่วนลูกค้าไทยจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 10% ของเดือนนั้น ส่วนช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวในไตรมาส 3 ตลาดที่เข้ามาเติมห้องพักหลักคือตลาดระยะใกล้อย่างจีนและอินเดีย

 

เรื่องความยั่งยืน รีสอร์ตมีระบบรีไซเคิลน้ำ 100% ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ตามด้วยระบบจัดการขยะแบบ Zero Waste การยกเลิกพลาสติกใช้ครั้งเดียว การใช้ขวดน้ำเซรามิกแบบเติม และรถกอล์ฟไฟฟ้าภายในพื้นที่

 

ในระดับชุมชน รีสอร์ตทำโครงการติดตามสถานะแนวปะการังร่วมกับนักชีววิทยาทางทะเลและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตามากว่า 10 ปี พร้อมรับบทเป็นผู้นำเครือข่ายโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ดูแลโรงเรียน 10 แห่งบนเกาะ และสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชนทุ่งหยีเป็ง

 

ชรินทิพย์ระบุว่าสำหรับพิมาลัย ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบ การบริหาร และการพัฒนารีสอร์ตมาตั้งแต่วันแรก มากกว่าการเป็นแคมเปญที่แยกออกมาจากธุรกิจ

 

ในทศวรรษใหม่ ชรินทิพย์นิยามการเติบโตของพิมาลัยว่าวัดจากการดึงนักเดินทางที่พักนานขึ้น มีส่วนร่วมกับจุดหมายปลายทางอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจคุณค่าของธรรมชาติกับวัฒนธรรมที่อยู่รอบตัว มากกว่าการเพิ่มจำนวนแขกเพียงอย่างเดียว โดยกลุ่มที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือลูกค้าที่กลับมาพักซ้ำ ซึ่งหลายคนกลับมาทุกปีและเลือกพักครั้งละหนึ่งสัปดาห์

The post มีที่ดินติดหาดเหลืออีก 50 ไร่ แต่เลือกไม่สร้าง ‘พิมาลัย’ บนเกาะลันตา โตด้วยราคาแทนจำนวนห้อง ตั้งเป้ารายได้ 600 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัปเดตสิทธิประโยชน์ ‘SCB PRIVATE BANKING’ มากกว่าการบริหารสินทรัพย์ คือการดีไซน์ ‘เอกสิทธิ์ชีวิต’ ที่ไร้ขีดจำกัด [Advertorial] https://thestandard.co/scb-private-banking-hnwis-benefits/ Wed, 02 Sep 2026 10:23:44 +0000 https://thestandard.co/scb-private-banking-hnwis-benefits/ ภาพบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า High Net Worth Individuals

ตลาดบัตรเครดิตระดับไฮเอนด์กำลังเปลี่ยนเกมจาก ‘รางวัลการ […]

The post อัปเดตสิทธิประโยชน์ ‘SCB PRIVATE BANKING’ มากกว่าการบริหารสินทรัพย์ คือการดีไซน์ ‘เอกสิทธิ์ชีวิต’ ที่ไร้ขีดจำกัด [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า High Net Worth Individuals

ตลาดบัตรเครดิตระดับไฮเอนด์กำลังเปลี่ยนเกมจาก ‘รางวัลการใช้จ่าย’ ไปสู่ ‘ประสบการณ์เฉพาะตัว’ โดยเฉพาะบัตรเครดิตของกลุ่มลูกค้า High Net Worth Individuals (HNWIs) ยิ่งต้องปรับกลยุทธ์การแข่งขันไปให้ความสำคัญกับ ‘ความเอ็กซ์คลูซีฟ’ ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

 

ภายหลังจาก SCB WEALTH ประกาศเป้าหมายปี 2569 ปักหมุด AUA โต Double Digit จากสินทรัพย์การลงทุนภายใต้ธีม Customer Centricity ผ่านแนวคิด “Your Success. Our Success.” จึงถือโอกาสอัปเดตสิทธิประโยชน์ครึ่งปีหลัง 2026 ของบัตร ‘SCB PRIVATE BANKING’ ที่ผ่านการคิด และเลือกสรรมาอย่างดี เพื่อตอบโจทย์ lifestyle ลูกค้าผู้มั่งคั่งโดยเฉพาะ

 

SCB PRIVATE BANKING เป็นบัตรเครดิตระดับ Visa Infinite ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยผู้ถือบัตรจะต้องมีสินทรัพย์หรือเงินลงทุนกับธนาคาร (AUM) ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป

 

หากคลี่ดูไส้ในของสิทธิประโยชน์อัปเกรดใหม่ของบัตร ‘SCB PRIVATE BANKING’ จะพบว่า SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับ ‘Tiered Rewards’ หรือ การแบ่งระดับสิทธิประโยชน์ตามมูลค่าสินทรัพย์ (AUM) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบ Tailor-made ที่คัดสรรมาประสบการณ์แบบพรีเมียมรอบด้าน ผูกโยงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิอัปเกรดเที่ยวบิน การเข้าใช้ Priority Pass และห้องรับรองพิเศษ รวมถึงบริการลิมูซีนและสิทธิประโยชน์ในโรงแรม ร้านอาหาร และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คัดมาเฉพาะกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ SCB WEALTH ในการเป็น ‘Life Curator’ มากขึ้น

 

ภาพบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า High Net Worth Individuals 1

 

กลยุทธ์ ‘Tiered Rewards’ ที่ถูกอัปเกรดสิทธิประโยชน์ใหม่ครึ่งปีหลัง 2569 แบบ Tailor-made จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกัน

 

The Travel Frequency: การเดินทางที่ออกแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผู้มั่งคั่ง

 

สิทธิประโยชน์หมวด Travel คือตัวชี้วัดความแตกต่างของ Tier ได้ชัดเจนที่สุด โดยยังคงมอบสิทธิประโยชน์เดิมอย่างไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • อัปเกรดเที่ยวบินในภูมิภาคเอเชีย 1 ครั้ง/ปีปฏิทิน จาก 9 สายการบิน (เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสม 1 ล้านบาทขึ้นไป)
  • สิทธิ์ใช้บัตร Priority Pass ไม่จำกัดจำนวนครั้ง พร้อมผู้ติดตาม 1 ท่าน (สำหรับ AUM 50 ล้านบาทขึ้นไป)
  • สิทธิ์ใช้ TG Lounge (เที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ) หรือ Coral Lounge (เที่ยวบินในประเทศ) 3 ครั้ง/ปีปฏิทิน (สำหรับ AUM 50 – <200 ล้านบาท) หรือ 4 ครั้ง/ปีปฏิทิน (สำหรับ AUM 200 ล้านบาทขึ้นไป)
  • บริการรถรับส่งสนามบินภายในประเทศ  (Limousine) รับสิทธิ์ 2 ครั้ง/ปีปฏิทิน และ สิทธิ์จาก King Power 2 ครั้ง (สำหรับ AUM 50 – <200 ล้านบาท) หรือ 4 ครั้ง/ปีปฏิทิน + สิทธิ์จาก King Power 2 ครั้ง (สำหรับ AUM 200 ล้านบาทขึ้นไป)
  • บริการรถรับส่งภายในสนามบินสำหรับผู้โดยสารขาเข้า 2 ครั้ง/ปีปฎิทิน (สำหรับ AUM 50 – <200 ล้านบาท) หรือ 6 ครั้ง/ปีปฏิทิน (สำหรับ AUM 200 ล้านบาทขึ้นไป)
  • อัปเกรดสถานะสู่ ONYX Rewards Platinum Status ได้ทันที เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ โรงแรมในเครือ ONYX Hospitality Group ที่ร่วมรายการ 17 แห่งทั่วประเทศไทย (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ status match / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย) และรับสิทธิ์พัก 2 คืน จ่าย 1 คืน หรือ พัก 4 คืน จ่าย 2 คืน ที่ Oriental Residence Bangkok เมื่อจองพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปติดต่อกัน สูงสุด 4 คืน ตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 ห้องพัก / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย นับจากวันที่อัปเกรดสถานะ )

 

ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเข้ามาในครึ่งปีหลัง 2569

 

สิทธิพิเศษที่ Tailor-made เพื่อตอบโจทย์การเดินทาง ถูกคัดสรรมาจากอินไซต์ของกลุ่มลูกค้าระดับ Ultra-Wealth หรือผู้บริหารระดับสูง  ที่มักมีการเดินทางไปต่างประเทศแทบทุกเดือน ทั้งการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อน การมีรถรับส่งส่วนตัวคอยสแตนด์บายในวันที่เหนื่อยล้าจากการบินยาวนาน การให้สิทธิ์ผู้ติดตามใน Priority Pass ยังตอบโจทย์การเดินทางพร้อมคู่สมรสหรือเลขาฯ ส่วนตัว ไปจนถึงการอัปเกรดสถานะ ONYX Rewards Platinum Status เพื่อประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับทุกครั้งที่เดินทาง

 

Micro-Luxury & Wellness: ความสุขระดับพรีเมียมในชีวิตประจำวัน

 

ในหมวด Dining และ Wellness มีการแบ่ง Tier การรับเครดิตเงินคืนจากร้านอาหารยอดฮิตและสิทธิ์เข้าใช้บริการฟิตเนสชั้นนำมากมาย อาทิ

 

  • ใช้บริการ Fitness ชั้นนำทั่วประเทศ เช่น WE, Virgin และโรงแรมชั้นนำ
  • สิทธิ์นวดที่ Let’s Relax (1 ชั่วโมง 30 นาที) หรือ Health Land (2 ชั่วโมง) 1 ครั้ง/เดือน (รวม 12 ครั้ง/ปีปฏิทิน)
  • สิทธิพิเศษใหม่! รับเครดิตเงินคืน เมื่อใช้บริการที่ ร้านค้าในเครือ MAGURO Group, After You หรือ Starbucks รวมสูงสุด 3,600 บาท/ปีปฏิทิน (สำหรับ AUM 50 – <200 ล้านบาท) เพิ่มเติมสิทธิ์ประโยชน์สำหรับ AUM 200 ล้านบาทขึ้นไป รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 4,800 บาท/ปีปฏิทิน
  • รับเครื่องดื่มฟรี ที่ The Coffee Club 2 ครั้ง/เดือน (รวม 24 ครั้ง/ปีปฏิทิน)
  • ส่วนลดจากห้องอาหารโรงแรมชั้นนำมากกว่า 30 แห่ง

 

แม้จะเป็นลูกค้าระดับ HNWIs แต่ในชีวิตประจำวันก็ยังคงใช้จ่ายและมองหาสิทธิประโยชน์จากร้านโปรด การให้บัตรเข้าไปอยู่ในยอดใช้จ่ายเล็กๆ เหล่านี้ ช่วยเพิ่ม Active Rate ของการใช้บัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Living & Wealth Security: ความมั่นคงและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

 

แกนสุดท้ายคือการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยและการสะสมความมั่งคั่งผ่านสินทรัพย์ถาวร ผ่านสิทธิประโยชน์เดิมที่ยังคงไว้ และอัปเกรดสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

  • บริการ Home Assistance คุ้มครองครั้งละ 2,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ รับส่วนลดดอกเบี้ยบ้านอัตราพิเศษ และรับสิทธิ์ SANSIRI PRIORITY พร้อมบริการ SLC Life Curator *เมื่อซื้อโครงการแสนสิริตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • รับคะแนนสะสม x2 (เทียบเท่า 2 คะแนน สำหรับทุกการใช้จ่าย 25 บาท/เซลส์สลิป)
  • บริการที่จอดรถพิเศษรองรับ 16 แห่ง ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำใน กทม. และต่างจังหวัด 
  • เข้าใช้บริการ FIRST Lounge 19 สาขา และ SCB Investment Center 4 สาขา
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ รับสิทธิ์อัปเกรดและส่วนลดที่ Quantum Vault

 

ดูรายละเอียดสิทธิประโยชน์ใหม่ของบัตร ‘SCB PRIVATE BANKING’ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.scb.co.th/th/privatebanking/private-privileges

 

คำเตือน “ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี”

The post อัปเดตสิทธิประโยชน์ ‘SCB PRIVATE BANKING’ มากกว่าการบริหารสินทรัพย์ คือการดีไซน์ ‘เอกสิทธิ์ชีวิต’ ที่ไร้ขีดจำกัด [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส https://thestandard.co/apple-tim-cook-executive-chair/ Wed, 02 Sep 2026 08:43:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1249829 ภาพ ทิม คุก ประธานบริหารของ Apple

Apple มอบแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าเกือบ 47 ล้านดอลลาร์ (รา […]

The post Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทิม คุก ประธานบริหารของ Apple

Apple มอบแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าเกือบ 47 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.56 พันล้านบาท) ให้กับ ทิม คุก หลังจากเขาก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ และ เข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร หรือ executive chair ของบริษัทเมื่อวันอังคาร (1 กันยายน) ที่ผ่านมา โดยแพ็กเกจดังกล่าวประกอบด้วยเงินเดือนประจำปี และ หุ้นของ Apple

 

 
 

ในด้านของข้อมูลเกี่ยวกับค่าตอบแทนครั้งนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ Apple ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้ ทิม คุก จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นซีอีโอ แต่เขายังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของบริษัท โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ การประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

ทุ่ม 47 ล้านดอลลาร์รั้ง ‘ทิม คุก’

 

สำหรับโครงสร้างค่าตอบแทนของ ทิม คุก ในตำแหน่งใหม่นั้น เงินเดือนประจำปีถูกกำหนดไว้ที่ 2 ล้านดอลลาร์ และ ในช่วงเวลาเดียวกัน Apple ยังมีแผนมอบหุ้นให้เขามูลค่า 45 ล้านดอลลาร์ เมื่อนำทั้งสองส่วนมารวมกัน ค่าตอบแทนเบื้องต้นของคุกจะอยู่ที่ประมาณ 47 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมโบนัสและผลประโยชน์อื่นๆ ที่ ทิม คุก อาจได้รับ โดย Apple รายงานว่า รายละเอียดเกี่ยวกับค่าตอบแทนในส่วนนี้จะเปิดเผยเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ถึงอย่างไรแล้วค่าตอบแทนรวมของ ทิม คุก ในบทบาทใหม่ถือว่าลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับเงินเดือนและหุ้นที่เขาได้รับในปีงบประมาณ 2025

 

ขณะเดียวกัน จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้ เขายังมีสิทธิ์ได้รับหุ้นประจำปีตามเป้าหมายมูลค่า 55 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2027 หากสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนด

 

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าว แม้ จอห์น เทอร์นัส จะเป็นผู้บริหารที่เข้ามารับผิดชอบการดำเนินงานประจำวันในฐานะซีอีโอ แต่ค่าตอบแทนของคุกในตำแหน่งประธานบริหารก็ยังอยู่ในระดับสูง และมีมูลค่าใกล้เคียงกับแพ็กเกจค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงที่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อทิศทางธุรกิจ

 

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Apple

 

การส่งมอบตำแหน่งซีอีโอจาก ทิม คุก ให้กับ จอห์น เทอร์นัส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนตัวซีอีโอของ Apple เพียงครั้งที่สองในศตวรรษนี้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุน พนักงาน และผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

 

โดยตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ ทิม คุก ดำรงตำแหน่งซีอีโอ เขามีบทบาทสำคัญในการนำพา Apple ให้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบัน Apple มีมูลค่าตลาดประมาณ 4.75 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างมาก

 

นอกจากการบริหารธุรกิจแล้ว ทิม คุก ยังสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลจีน โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก Apple เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีน

 

ด้วยเหตุนี้ ทิม คุก จึงต้องทำหน้าที่บริหารความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจของ Apple กับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการค้า นโยบายของรัฐบาล มาตรการกำกับดูแล รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตของบริษัท

 

สำหรับตำแหน่งประธานบริหารนั้น Apple จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ ทิม คุก โดยก่อนหน้านี้ อาร์เธอร์ เลวินสัน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่ได้มีบทบาทบริหาร และในส่วนของ อาร์เธอร์ เลวินสัน ได้เปลี่ยนไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระอาวุโสแทน

 

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2025 อาร์เธอร์ เลวินสัน ได้รับค่าตอบแทนจาก Apple จำนวน 5.57 แสนดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าตอบแทนของ ทิม คุก ในตำแหน่งใหม่อย่างมาก ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า ตำแหน่งของทิม คุก ไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงบทบาทเชิงสัญลักษณ์หรือบทบาทของกรรมการบริษัททั่วไป

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยกล่าวว่า ทิม คุก จะยังคงช่วยดูแลงานบางด้านของบริษัท ซึ่งรวมถึงการติดต่อประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ดังนั้น การที่บริษัทกำหนดค่าตอบแทนในระดับสูงให้แก่เขาจึงสอดคล้องกับความคาดหมายว่า ทิม คุก จะยังคงเข้ามามีส่วนร่วมกับภารกิจสำคัญของ Apple ต่อไป

 

ด้านนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นมองว่า การประกาศโครงสร้างค่าตอบแทนครั้งนี้ช่วยยืนยันว่า ทิม คุก จะยังคงทำหน้าที่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับผู้บริหารของบริษัท มากกว่าจะเป็นเพียงกรรมการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานโดยตรง

 

ดังนั้น แพ็กเกจค่าตอบแทนเกือบ 47 ล้านดอลลาร์จึงไม่ได้สะท้อนเพียงมูลค่าทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่า Apple ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เครือข่ายความสัมพันธ์ และความเชี่ยวชาญของทิม คุก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านการแข่งขัน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

 

จอห์น เทอร์นัส เริ่มบทบาทใหม่ในฐานะซีอีโอ

 

ด้านจอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ เริ่มต้นวันแรกในการทำงานในตำแหน่งใหม่ ด้วยการส่งข้อความถึงพนักงานทั่วบริษัท โดยกล่าวขอบคุณทิม คุก สำหรับการทำงานที่ผ่านมา และแสดงความยินดีที่ทิม คุก จะยังคงอยู่กับ Apple ในตำแหน่งประธานบริหาร

 

ซีอีโอคนใหม่กล่าวว่า การเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในช่วงเวลาที่ Apple มีสถานะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง พร้อมทั้งแสดงความตื่นเต้นต่อทิศทางการทำงานและโครงการต่างๆ ที่บริษัทกำลังจะเดินหน้าต่อไป

 

ลุ้น Apple สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ หลังซีอีโอใหม่ขึ้นเวทีครั้งแรก

 

สำหรับการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสำคัญครั้งแรกของจอห์น เทอร์นัส ในฐานะซีอีโอ จะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 9 กันยายน 2026 ระหว่างงานเปิดตัว iPhone ประจำปีของ Apple ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ภายในงานดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่า Apple จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนแบบพับได้รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่อาจมีความสำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในอนาคต และอาจเป็นบททดสอบแรกของจอห์น เทอร์นัส ในฐานะผู้นำคนใหม่ต่อหน้าสาธารณชนและนักลงทุนทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ในข้อความถึงพนักงาน ซีอีโอคนใหม่ยังกล่าวเป็นนัยว่า งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในสัปดาห์หน้าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก พร้อมย้ำว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นกับผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งหลายรายการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

 

พร้อมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า Apple กำลังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่บริษัทอาจยังไม่ได้จินตนาการถึงในขณะนี้ คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนทิศทางของเขาที่ต้องการสื่อว่า Apple จะยังคงให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และไม่จำกัดการเติบโตของบริษัทไว้เพียงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ด้านตลาดหุ้น หุ้น Apple ปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังคงตอบรับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารในเชิงบวก และอาจมองว่าการที่ทิม คุก ยังคงมีบทบาทอยู่ภายในบริษัท ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการบริหารงานของ Apple

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.29-33.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 2 กันยายน 2569

 

ภาพ: John Gress Media Inc/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
วู้ดดี้ เผยอีก 2 ปี เตรียมลงจาก CEO รับเป็นคอขวดธุรกิจ เปิดทางให้องค์กรโตได้ โดยไม่พึ่งบุคคลเดียว https://thestandard.co/woody-ceo-steps-down-growth/ Wed, 02 Sep 2026 08:06:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1249815 ภาพวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด

ท่ามกลางมรสุมพายุเศรษฐกิจและภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยั […]

The post วู้ดดี้ เผยอีก 2 ปี เตรียมลงจาก CEO รับเป็นคอขวดธุรกิจ เปิดทางให้องค์กรโตได้ โดยไม่พึ่งบุคคลเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด

ท่ามกลางมรสุมพายุเศรษฐกิจและภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังคงชะลอตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อของประเทศไทยในปี 2569 มีอัตราการเติบโตเพียง 1.8% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมราว 5.46 แสนล้านบาท แม้สื่อดิจิทัลจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

 

 
 

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้สร้างสรรค์และผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่แบรนด์ต่างๆ พากันปรับลดงบประมาณโฆษณาลง แต่ถึงอย่างไรนั้น ในทุกๆ วิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่สำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ

 

ทลายจุดอ่อน ‘พึ่งพิงตัวบุคคล’ คอขวดที่กั้นการเติบโต

 

วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ประเมินภาพรวมของตลาดอีเวนต์และอุตสาหกรรมสื่อต่อจากนี้ว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีทั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวนและความปั่นป่วน ธุรกิจต้องรับมือกับความท้าทายหลายรูปแบบ

 

แม้ในอดีตการทำงานอาจวางแผนกันเป็นรายไตรมาสได้ แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการวางแผนงานกันแบบรายวัน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนและอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

หากมองย้อนกลับมาที่ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ในอดีต รายได้ทั้งหมดของบริษัทขึ้นอยู่กับแบรนด์ อิมแพกต์ และตัวตนของ ‘วู้ดดี้’ แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า ในช่วงที่ธุรกิจกำลังรุ่งเรือง การบริหารจัดการรูปแบบนี้ทำได้ง่ายเพราะดูแลศิลปินเพียงคนเดียว แต่ในเชิงกลยุทธ์แล้ว สิ่งนี้กลับเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงมาก เพราะหากวันใดวันหนึ่งวู้ดดี้เกิดภาวะหมดไฟ รู้สึกเบื่อหน่าย หรือต้องการหลบไปบวชเรียน ธุรกิจทั้งระบบก็จะหยุดชะงักลงทันที

 

ทำให้การพึ่งพิงแบรนด์ด้วยบุคคลเพียงอย่างเดียว ทำให้รายได้ของบริษัทติดอยู่ที่ระดับร้อยกว่าล้านบาทมานานเกือบครึ่งทศวรรษ ซึ่งวู้ดดี้ยอมรับตามตรงว่า ตนเองนี่แหละที่เป็นเสมือนคอขวดตัวจริงในการเติบโตของบริษัท จนนำมาสู่คำถามใหญ่ที่ค้างคาใจมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาว่า หากวันหนึ่งไม่มีวู้ดดี้แล้ว ระบบนิเวศและพนักงานทั้งหมดในองค์กรจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

ปรับโครงสร้างใหญ่สู่ ‘Ministry of Life’

 

คำถามสำคัญดังกล่าวได้กลายเป็นสารตั้งต้นที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานจากการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยตัวบุคคล เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นศูนย์กลางของคอนเทนต์และคอมมูนิตี้

 

แม้ในทางกฎหมาย ชื่อบริษัทที่ใช้จดทะเบียนจะยังคงเป็น บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด (Woody World) แต่บริษัทได้เปิดตัวชื่อและนิยามการดำเนินธุรกิจใหม่ในนาม ‘Ministry of Life’ หรือที่เรียกว่ากระทรวงชีวิต โดยจะดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ Content การสร้างสรรค์เนื้อหา ตามด้วย Community การสร้างและดูแลกลุ่มสังคมของผู้รับชม รวมถึง Experience การส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า และ Commerce การต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการค้าใหม่ๆ

 

พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้รุกเข้าสู่ตลาด Health & Well-being อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากวิเคราะห์แล้วว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูงอย่างมากในระยะยาว

 

ในส่วนของการบริหารงาน เบื้องต้น ‘วู้ดดี้’ จะยังคงทำหน้าที่ในตำแหน่ง CEO ต่อไปอีกประมาณ 1–2 ปี เพื่อเซตและวางระบบองค์กรให้มีความสมบูรณ์ที่สุด จากนั้นภายใน 2 ปีข้างหน้า มีแผนที่จะขยับบทบาทไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการบริษัท เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกเข้ามารับผิดชอบการบริหารงานอย่างเต็มตัว พร้อมเน้นย้ำว่า บริษัทมีแผนการ Exit อย่างยั่งยืนวางไว้ในอนาคต

 

ปักธง 16 รายการใหม่ ตอบโจทย์ Insight ผู้บริโภค

 

สำหรับทิศทางในการดำเนินธุรกิจ Ministry of Life อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดตัวรายการใหม่รวมทั้งหมด 16 รายการ ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดสู่การสร้างคอมมูนิตี้และการจัดงานอีเวนต์ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ชมและกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะด้าน

 

ยกตัวอย่างรายการ Woody Talk รายการสนทนาและทอล์กโชว์ที่เป็นคอนเทนต์แฟลกชิปหลัก ตามด้วย Health & Well-being Content คอนเทนต์เจาะลึกด้านสุขภาพและการดูแลตัวเอง ต่อด้วย Finance & Investment Content: คอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารทรัพย์สิน และ Relationship Content คอนเทนต์ด้านความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต และชีวิตคู่

 

“เป้าหมายระยะยาวของบริษัทคือ แต่ละรายการจะไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจอ แต่จะต่อยอดไปสู่การจัดกิจกรรมพิเศษและงาน Expo ใหญ่ที่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจของบริษัท” วู้ดดี้ ย้ำ

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน การรุกผลิตรายการในหลากหลายเซกเมนต์นี้ มองว่ามีโอกาสได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสะท้อนจากจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีสูงถึง 56.6 ล้านบัญชี หรือคิดเป็น 79.1% ของประชากรทั้งหมด และ คาดการณ์ว่าในปีนี้ตัวเลขผู้ใช้งานจะยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ การกระจายเซกเมนต์คอนเทนต์ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ที่ไม่ต้องการเห็นการอัดโฆษณาที่ถี่หรือบ่อยเกินไป แต่ต้องการเห็นความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมรายการยุคใหม่จึงต้องแบ่งย่อยออกเป็นหลายเซกเมนต์เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่แตกต่างกัน

 

นำ AI เพิ่มสปีดการทำงาน เร็วสุดจบได้ใน 1 วัน

 

นอกเหนือจากรายการใหม่ บริษัทยังได้เปิดตัวธุรกิจ Collab ซึ่งเป็นบริการสร้างสรรค์คอนเทนต์ร่วมกับแบรนด์หรือพาร์ตเนอร์ต่างๆ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกับทักษะและความเชี่ยวชาญของทีมงานและพาร์ตเนอร์ในการผลิตคอนเทนต์

 

และ ผลจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการทำงานลงได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลานานหลายเดือน เหลือเพียงประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น หรือในบางโปรเจกต์ที่มีความเร่งด่วน สามารถดำเนินการถ่ายทำและเผยแพร่ได้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว

 

ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากธุรกิจ Collab ในปีแรกไว้ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยจะเน้นการร่วมงานกับแบรนด์ที่มีแนวคิดและความเชื่อสอดคล้องกับ Ministry of Life ประมาณ 5–10 แบรนด์ ซึ่งมีงบประมาณเฉลี่ยราว 10 ล้านบาทต่อแบรนด์

 

กางโครงสร้างรายได้ใหม่ ปรับสัดส่วนรายได้ พร้อมเปิดรับผู้ร่วมทุน S2O / K2O

 

เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างรายได้และการเติบโต หากย้อนไปในยุคโทรทัศน์ รายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย เพียงรายการเดียว สามารถสร้างรายได้ได้เกือบ 100 ล้านบาทต่อปี กระทั่งมายุคเริ่มต้นออนไลน์ บริษัทเคยสร้างรายได้จากการทำ Facebook Live ได้สูงถึงครั้งละประมาณ 1 ล้านบาท และเมื่อรวมธุรกิจเทศกาลดนตรีอย่าง S2O เข้าไว้ในงบกำไรขาดทุน รายได้รวมของบริษัทเคยเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่กว่า 200–300 ล้านบาท

 

ต่อมา บริษัทได้ตัดสินใจแยกบัญชีของ S2O ออกไปต่างหาก เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินมีความชัดเจน โปร่งใส และเหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมทุน ส่งผลให้รายได้ในงบของ วู้ดดี้ เวิลด์ กลับมาอยู่ที่ระดับมากกว่า 100 ล้านบาทตามเดิม

 

แต่เมื่อบริบททางธุรกิจและสื่อเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการลดงบโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ บริษัทจึงได้วางแผนปรับลดสัดส่วนรายได้ที่มาจากคอนเทนต์ของตัววู้ดดี้ลง ให้เหลือเพียงประมาณ 15–20% ภายในปี 2028 จากเดิมที่เคยต้องพึ่งพารายได้จากคุณวู้ดดี้ในสัดส่วนถึง 50% หรือเกือบทั้งหมดในบางช่วง

 

สำหรับโครงสร้างรายได้ใหม่ภายในปี 2028 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตรวมไว้ที่ประมาณ 20% โดยแบ่งสัดส่วนที่มาของรายได้เป็นธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ 40% ตามด้วยธุรกิจอีเวนต์และประสบการณ์ 40% และธุรกิจการร่วมสร้างคอนเทนต์กับแบรนด์ต่างๆ 20%

 

วู้ดดี้ทิ้งท้ายว่า ในส่วนโปรเจกต์ใหญ่อื่นๆ ในเครืออย่างงานเทศกาลดนตรีระดับโลก S2O และ K2O บริษัทยังคงเปิดรับพาร์ตเนอร์และผู้ร่วมทุนจากภายนอกที่สนใจเข้ามาร่วมขยายธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

The post วู้ดดี้ เผยอีก 2 ปี เตรียมลงจาก CEO รับเป็นคอขวดธุรกิจ เปิดทางให้องค์กรโตได้ โดยไม่พึ่งบุคคลเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sushiro บุกสหรัฐฯ เปิดสาขาแรกที่นิวยอร์ก ท้าชนโอมากาเสะราคาแพงด้วยซูชิจานละ 166 บาท พร้อมนโยบายไม่รับทิป https://thestandard.co/sushiro-new-york-no-tip-sushi/ Tue, 01 Sep 2026 10:11:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1249466 ภาพจานซูชิหลากหลายเมนูบนสายพานลำเลียงของร้าน Sushiro

Sushiro หนึ่งในเชนร้านซูชิสายพานรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น […]

The post Sushiro บุกสหรัฐฯ เปิดสาขาแรกที่นิวยอร์ก ท้าชนโอมากาเสะราคาแพงด้วยซูชิจานละ 166 บาท พร้อมนโยบายไม่รับทิป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจานซูชิหลากหลายเมนูบนสายพานลำเลียงของร้าน Sushiro

Sushiro หนึ่งในเชนร้านซูชิสายพานรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เตรียมเปิดร้านสาขาแรกในสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์กในเดือนตุลาคมนี้ โดยเดิมพันว่าความต้องการร้านอาหารราคาเข้าถึงได้ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงหนุนให้บริษัทขยายตลาดได้สำเร็จ

 

 
 

ร้านดังกล่าวเป็นอาคาร 3 ชั้น ให้บริการทั้งซูชิแบบจานเดี่ยวและอาหารแบบเซตคอร์ส ซึ่งออกแบบมาเพื่อแนะนำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันรู้จักซูชิและอาหารญี่ปุ่นชนิดอื่น

 

มาซาฮิโระ ยามาโมโตะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Food & Life Companies บริษัทแม่ของร้านดังกล่าว ระบุว่าบริษัทให้คำมั่นว่าจะทำให้ประสบการณ์การกินอาหารแบบสบายๆ ดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ลดทอนคุณภาพ

 

สำหรับแผนการขยายตลาดนั้น บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียววางแผนโฟกัสที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก โดยปัจจุบันมีร้านสไตล์อิซากายะชื่อ Sakabayashi Sushi Tavern เปิดให้บริการอยู่แล้วที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์

 

ราคาจับต้องได้ ท่ามกลางโอมากาเสะที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

 

จุดยืนที่ Sushiro เลือกคือการเป็นทางเลือกที่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ในเวลาที่ร้านโอมากาเสะระดับไฮเอนด์ผุดขึ้นจำนวนมากในนิวยอร์กและเมืองอื่นของสหรัฐฯ ซึ่งบางแห่งตั้งราคาสูงจนน่าตกใจ

 

ที่น่าสนใจคือซูชิเคยเป็นอาหารที่ผูกกับภาพของชนชั้นแรงงานมาก่อน ขณะที่ปัจจุบันค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังบีบให้ครัวเรือนอเมริกันต้องลดการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง

 

ในแง่ราคานั้น เมนูซูชิพื้นฐานของร้านมีทั้งแซลมอน, ทูน่า, กุ้ง และหอยเชลล์ ในราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 166 บาท) ต่อจานที่มี 2 คำ โดยแบ่งราคาออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 5, 6, 8 และ 10 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 166, 200, 266 และ 333 บาทตามลำดับ

 

แม้ราคาดังกล่าวจะสูงกว่าที่ขายในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ยังถูกกว่าร้านซูชิทั่วไปในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.32 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลจาก Sushi Council ของ National Fisheries Institute

 

ทำไมอาหารญี่ปุ่นถึงมาถูกจังหวะในสหรัฐฯ

 

ทอม เบลีย์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอาหารผู้บริโภคจาก Rabobank อธิบายว่าอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนอเมริกัน จากการที่พวกเขาเดินทางบ่อยขึ้นและได้สัมผัสอาหารต่างชาติมากขึ้น

 

อีกแรงหนุนคือการท่องเที่ยวที่พุ่งสูง ซึ่งได้อานิสงส์จากเงินเยนที่อ่อนค่าและกระแสความนิยมบนโซเชียลมีเดีย ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากขึ้นได้รู้จักอาหารญี่ปุ่น โดยเบลีย์สรุปว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้เปิดใจลองสิ่งใหม่มากขึ้น

 

นอกจากตัวอาหารแล้ว รูปแบบร้านเองก็เป็นจุดขาย โดย Rabobank มองว่าโมเดลสายพานโดยรวมถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน

 

ที่ร้าน Sushiro ลูกค้าจะสั่งอาหารผ่านคีออสก์ระบบดิจิทัล จากนั้นซูชิและเมนูอื่นอย่างไข่ตุ๋นและราเมนจะถูกส่งมาตามสายพานที่ลากจากครัวมาถึงโต๊ะอาหาร

 

อีกปัจจัยที่เข้าทางคือผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้นและมองหาอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยลง พร้อมกับหลีกเลี่ยงเมนูทอดที่พบได้ทั่วไปในอาหารอเมริกัน ซึ่ง Rabobank ระบุว่าซูชิและซาชิมิตอบโจทย์ตรงนี้ในฐานะแหล่งโปรตีนที่สะอาด

 

ระบบอัตโนมัติกับการไม่รับทิปที่สวนธรรมเนียมอเมริกัน

 

โจทย์ที่ท้าทายคือร้านอาหารในสหรัฐฯ มักมีอัตรากำไรที่บางมาก ขณะที่การแข่งขันในเมืองอย่างนิวยอร์กก็รุนแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งค่าแรง, ค่าเช่า และค่าพลังงาน

 

นักวิเคราะห์มองว่าระบบอัตโนมัติของ Sushiro จะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้ต่ำลงได้ ขณะที่ทำเลก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยได้ เพราะร้านตั้งอยู่ใจกลางแมนฮัตตันซึ่งมีประชากรหนาแน่น บนพื้นที่ 9,000 ตารางฟุต หรือราว 836 ตารางเมตร รองรับได้ 170 ที่นั่ง

 

ความเคลื่อนไหวที่สวนธรรมเนียมท้องถิ่นคือ Sushiro จะใช้นโยบายไม่รับทิป ซึ่งต่างจากแนวปฏิบัติมาตรฐานในสหรัฐฯ

 

โยสุเกะ ทานากะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Food & Life U.S. ระบุว่านโยบายดังกล่าวจะสะท้อนอยู่ในราคาสินค้า รวมถึงเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานแทน

 

เขาอธิบายว่าบริษัทพยายามทำให้ราคาแข่งขันได้สำหรับลูกค้า และเนื่องจากเป็นร้านซูชิแบบกึ่งอัตโนมัติ จึงคิดว่าสามารถรองรับรูปแบบนี้ได้

 

ความเคลื่อนไหวของ Sushiro สะท้อนแนวโน้มที่ใหญ่กว่านั้น คือเชนร้านอาหารญี่ปุ่นกำลังมองหาตลาดต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหนีตลาดในประเทศที่หดตัวลง

 

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสอาหารญี่ปุ่นระหว่างเดินทาง ซึ่งสามารถแปรเป็นความต้องการเมื่อพวกเขากลับถึงบ้านได้

 

สำหรับ Sushiro ที่ก่อตั้งขึ้นในโอซากาเมื่อปี 1984 ปัจจุบันเติบโตจนมีสาขาราว 800 แห่งทั่วโลกแล้ว

 

ขณะที่คู่แข่งอย่าง Kura Sushi ก็ขยายตัวอย่างดุดันในอเมริกาเหนือเช่นกัน เพียงแต่เน้นไปที่ชายฝั่งตะวันตกเป็นหลัก โดยบริษัทซึ่งจดทะเบียนทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นรายนี้มี 94 สาขา และจะเปิดเพิ่มอีก 16 แห่งภายในสิ้นปีนี้

 

Kura Sushi เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2009 และวางแผนเพิ่มจำนวนสาขาอีก 20%

 

นอกจากนี้ยังมีเชนร้านอาหารญี่ปุ่นรายอื่นที่ขยายตลาดในสหรัฐฯ ทั้ง Ippudo และ Yoshinoya ซึ่งเพิ่งประกาศเข้าซื้อกิจการเชนร้านราเมนสัญชาติอเมริกันอย่าง Kizuki International เพื่อขยายการมีอยู่ในตลาดสหรัฐฯ ให้มากขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.27 บาท ณ วันที่ 1 กันยายน 2569

 

ภาพ: leungchopan / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Sushiro บุกสหรัฐฯ เปิดสาขาแรกที่นิวยอร์ก ท้าชนโอมากาเสะราคาแพงด้วยซูชิจานละ 166 บาท พร้อมนโยบายไม่รับทิป appeared first on THE STANDARD.

]]>