ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 21 Mar 2026 03:08:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังใกล้บรรลุ 5 เป้าหมาย https://thestandard.co/trump-iran-military-operations-reduce/ Sat, 21 Mar 2026 03:08:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1189803 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน T […]

The post ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังใกล้บรรลุ 5 เป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังใกล้บรรลุ 5 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

 

1.ลดขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ

 

2.ทำลายฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

3.กำจัดกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และอาวุธต่อต้านอากาศยานของอิหร่าน

 

4.ไม่ยอมให้อิหร่านเข้าใกล้ขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ และอยู่ในสถานะที่สหรัฐฯ สามารถตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง หากเกิดขึ้น

 

5.ปกป้องพันธมิตรในตะวันออกกลางในระดับสูงสุด รวมถึงอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และประเทศอื่น ๆ

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว ยืนยันว่าสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง และเมื่อถูกถามว่าอิสราเอลจะพร้อมยุติสงครามในอิหร่านเมื่อสหรัฐฯ พร้อมหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “ผมคิดว่าอย่างนั้น”

 

เขายืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นดีมาก โดยต้องการสิ่งต่างๆ ที่คล้ายกัน และทั้งสองประเทศ ‘ต้องการชัยชนะ’

 

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่นั้น ทรัมป์กล่าวว่า เขา “ไม่ต้องการหยุดยิง”

 

“คุณไม่สามารถหยุดยิงได้เมื่อคุณกำลังทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างแท้จริง”

 

ประเทศที่ใช้ช่องแคบ ต้องดูแลช่องแคบ

 

ส่วนกรณีของช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ ชี้ว่าจะต้องได้รับการดูแลและควบคุมโดยประเทศต่างๆ ที่ใช้ช่องแคบ ซึ่งหากได้รับการร้องขอ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการดูแลช่องแคบฮอร์มุซ

 

“ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องได้รับการดูแลและควบคุมตามความจำเป็นโดยประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ช่องแคบนี้ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ใช้! หากได้รับการร้องขอ เราจะช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในความพยายามเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่น่าจะจำเป็นอีกต่อไปเมื่อภัยคุกคามจากอิหร่านหมดไปแล้ว”

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO ที่ขาดการสนับสนุนสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ และความขัดแย้งยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

 

“ประเทศนาโตเป็นพวกขี้ขลาด และเราจะจดจำไว้!” เขากล่าว และชี้ว่าประเทศ NATO ไม่ต้องการเข้าร่วมการสู้รบกับอิหร่าน แต่ยังคงบ่นเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

 

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่บรรทุกขึ้นเรือ

 

สำหรับผลกระทบจากสงครามที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูง ล่าสุดทาง

 

ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านที่ถูกบรรทุกขึ้นเรือก่อนเวลา 00.01 น. วานนี้ (20 มีนาคม)

 

ภายใต้คำสั่งดังกล่าว อนุมัติให้นานาชาติสามารถซื้อน้ำมันอิหร่านบางส่วนเหล่านี้ได้ และยกเว้นผู้ซื้อจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

 

สื่อเผยอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพดิเอโกการ์เซีย

 

สำหรับสถานการณ์สู้รบล่าสุด มีรายงานจาก Wall ​Street Journal อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคนว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูกใส่ฐานทัพดิเอโกการ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งเป็นฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักรในมหาสมุทรอินเดีย ที่อยู่ห่างจากอิหร่านประมาณ 4,000 กิโลเมตร แต่ไม่โดนเป้าหมาย

 

โดยขีปนาวุธ 1 ลูก ล้มเหลวระหว่างการบิน ขณะที่เรือรบสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธสกัดกั้นใส่ขีปนาวุธอีกลูกหนึ่ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุได้ว่าการสกัดกั้นนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ และไม่มีรายงานแน่ชัดว่า อิหร่านทำการยิงขีปนาวุธโจมตีใส่ฐานทัพดังกล่าวในช่วงไหน

 

ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าว ถือเป็นการใช้งานขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) ครั้งแรกของอิหร่าน และเป็นการพยายามขยายขอบเขตปฏิบัติการสู้รบให้ไกลกว่าตะวันออกกลางและคุกคามผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ยังเป็นการบ่งชี้ว่าขีปนาวุธของอิหร่านมีพิสัยทำการไกลกว่าที่รัฐบาลเตหะรานเคยยอมรับไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า อิหร่านจงใจจำกัดพิสัยทำการของขีปนาวุธของตนเองไว้ที่ระยะ 2,000 กิโลเมตร

 

ภาพ : REUTERS/Kevin Lamarque

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทรัมป์เผย กำลังพิจารณาลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังใกล้บรรลุ 5 เป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” https://thestandard.co/iran-israel-war-irgc-pentagon-timeframe/ Fri, 20 Mar 2026 11:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1189694 ภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน-อิสราเอล

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานของอิหร่านหลาย […]

The post สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน-อิสราเอล

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานของอิหร่านหลายระลอก ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (20 มีนาคม) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ตอบรับคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าจะไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติของอิหร่านซ้ำอีก ในขณะที่กองทัพอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า กำลังมุ่งโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานของระบอบการปกครองก่อการร้ายอิหร่าน”

 

สงครามที่ปะทุจนถึงวันนี้เป็นวันที่ 21 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันคน โดยรายงานจากสำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (Hrana) ในสหรัฐฯ ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากสงครามในอิหร่านเพิ่มเป็น 3,186 คนแล้ว ในจำนวนนี้เกือบ 1,400 คน เป็นพลเรือน และเป็นเด็กอย่างน้อย 210 คน

 

ขณะที่สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ราว 1,400 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 204 คน และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บกว่า 18,000 คน

 

อิสราเอลเดินหน้ายุทธศาสตร์ลอบสังหาร

 

อิสราเอลยังคงมุ่งเป้ากำจัดผู้นำหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน โดยวันนี้มีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน ที่ยืนยันว่า อาลี โมฮัมหมัด ไนญี ( Ali Mohammad Naini) โฆษกและรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แห่งอิหร่าน ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศที่ดำเนินการโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิสราเอลได้สังหารผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านไปแล้วกว่า 20 คน โดยหนึ่งในรายล่าสุดคืออาลี ลาริจานี ผู้นำฝ่ายความมั่นคง และเอสมาอิล คาติบ (Esmaeil Khatib) รัฐมนตรีข่าวกรอง ที่ถูกสังหารในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดิน

 

ในการแถลงของเนทันยาฮู ต่อสื่อต่างประเทศวานนี้ เขายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องแนวทางและความเสี่ยงในการส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในอิหร่าน

 

“คนมักกล่าวกันว่า คุณไม่สามารถชนะ คุณไม่สามารถทำการปฏิวัติได้จากทางอากาศ นั่นเป็นความจริง คุณไม่สามารถทำได้จากทางอากาศเพียงอย่างเดียว คุณสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างจากทางอากาศได้ และเรากำลังทำอยู่ แต่ต้องมีองค์ประกอบภาคพื้นดินด้วย” เนทันยาฮู กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวอย่างชัดเจนว่า “เขาจะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ไปยังอิหร่าน”

 

“ถ้าผมส่ง ผมคงไม่บอกพวกคุณหรอก แต่ผมจะไม่ส่งทหารไป”

 

ไม่มี ‘กรอบเวลา’ สำหรับสงครามกับอิหร่าน

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าของบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ จากสภาคองเกรส เพื่อสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน โดยพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตือนว่าสงครามที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่มี ‘กรอบเวลา’ ที่จะยุติลง

 

“สำหรับ 2 แสนล้านดอลลาร์ ผมคิดว่าตัวเลขนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ เห็นได้ชัดว่าต้องใช้เงินในการกำจัดผู้ร้าย เราจะกลับไปยังสภาคองเกรสและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะได้รับงบประมาณอย่างเหมาะสมสำหรับสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และสำหรับสิ่งที่เราอาจต้องทำในอนาคต” เฮกเซธ กล่าว และยืนยันว่า “ไม่ต้องการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน”

 

“ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะยุติเมื่อใด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานาธิบดี”

 

อิหร่านเตือน ‘ยับยั้งชั่งใจเป็นศูนย์’ เดินหน้าโจมตีอิสราเอล-ประเทศอ่าว

 

ส่วนท่าทีของอิหร่านในวันนี้ มีการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีไปยังเป้าหมายด้านพลังงานของอิสราเอล คือโรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา ซึ่งเป็นการตอบโต้หลังจากที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ของอิหร่าน

 

โดยอับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า “การยับยั้งชั่งใจจะเป็นศูนย์” และอิหร่านจะ “ไม่ยั้งมืออีก” หากโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศถูกโจมตีอีกครั้ง

 

ส่วนสถานการณ์ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย พบว่ายังมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธไปยังหลายพื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ซึ่งระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นไว้ได้ เช่นเดียวกับในซาอุดีอาระเบีย มีรายงานว่าทางการซาอุฯ สามารถสกัดกั้นและทำลายโดรน 10 ลำได้ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ และอีก 1 ลำทางภาคเหนือ

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสำนักข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่าทางการ UAE ได้จับกุมสมาชิกอย่างน้อย 5 คนของ ‘เครือข่ายก่อการร้าย’ ที่เชื่อมโยงกับอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ธุรกิจเป็นฉากบังหน้าเพื่อแทรกซึมระบบเศรษฐกิจ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการภายนอกที่มีการประสานงานกัน

 

ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post สงครามอิหร่านวันที่ 21 อิสราเอลสังหารโฆษก IRGC เพนตากอนชี้ “ไม่มีกรอบเวลาทำสงคราม” appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ที่ถูกอิหร่านกำหนดเป้าหมายโจมตี https://thestandard.co/iran-targets-gulf-energy/ Fri, 20 Mar 2026 10:23:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1189633 แผนที่แสดงพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซียที่อิหร่านกำหนดเป้าโจมตี พร้อมธงชาติ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันว่า […]

The post เปิดพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ที่ถูกอิหร่านกำหนดเป้าหมายโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซียที่อิหร่านกำหนดเป้าโจมตี พร้อมธงชาติ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานสำคัญในประเทศเพื่อนบ้านอ่าวเปอร์เซีย คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ล้วนกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงและถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่เมื่อวันพุธ (18 มีนาคม) อิสราเอลได้ทำการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านและกาตาร์ใช้ร่วมกัน และถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

 

โดยเป้าหมายในทั้งสามประเทศ มีทั้งโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี และแหล่งก๊าซสำคัญ ได้แก่

 

  • โรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ (SAMREF Refinery) – ซาอุดีอาระเบีย
  • โรงงานปิโตรเคมีจูบาอิล (Jubail Petrochemical Complex) – ซาอุดีอาระเบีย
  • แหล่งก๊าซอัลฮอสน์ (Al Hosn Gas Field) – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • โรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด (Mesaieed Petrochemical Complex) – กาตาร์
  • บริษัทเมไซอีด โฮลดิง (Mesaieed Holding Company) – กาตาร์
  • โรงกลั่นราสลาฟฟาน (Ras Laffan Refinery) – กาตาร์

 

จุดแรกที่ถูกโจมตีภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการโจมตีเซาท์พาร์ส คือนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ใหญ่ที่สุดในโลก โดย QatarEnergy เปิดเผยว่า โรงแยกก๊าซ LNG ถูกโจมตี 2 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง รวมถึงโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว (GTL) อีก 1 แห่งและชี้ว่า การโจมตีของอิหร่าน ทำให้กำลังผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติลงถึง 17% ซึ่งเป็นความเสียหายระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจทำให้กำลังการผลิต LNG หายไป 12.8 ล้านตันต่อปี และสูญเสียรายได้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี โดยอาจใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี

 

อีกจุดคือโรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ ในเมืองยันบู (Yanbu) ชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ภายใต้การร่วมทุนของ Saudi Aramco ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และ Exxon Mobil บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ก็ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเช่นกัน ซึ่งคาดว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง แต่อาจเป็นการส่งคำขู่ที่น่ากลัวของอิหร่าน เนื่องจากพื้นที่นี้ คือทางออกเดียวของซาอุดีอาระเบียในการส่งออกน้ำมันดิบสู่ทะเลแดง โดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ทั้งนี้ Aditya Saraswat นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา Rystad Energy ชี้ว่า จนถึงขณะนี้ อิหร่านได้ดำเนินการตามโจมตีตามเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภัยคุกคามจากอิหร่านต่อแหล่งพลังงานต่างๆ มีความเป็นไปได้สูง

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามแหล่งพลังงานก็ปรากฎชัดเจน โดยราคาก๊าซมาตรฐานของยุโรปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 30% ในช่วงเริ่มต้นของการซื้อขายวันนี้ (20 มีนาคม) ซึ่งสูงกว่าราคาก่อนเกิดวิกฤตเป็นสองเท่า และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023

 

แผนที่แสดงพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซียที่อิหร่านกำหนดเป้าโจมตี พร้อมธงชาติ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ 1

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดพิกัดแหล่งพลังงานสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ที่ถูกอิหร่านกำหนดเป้าหมายโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
IEA เสนอรัฐบาลทั่วโลก ใช้ 10 มาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/iea-10-emergency-measures-energy-crisis/ Fri, 20 Mar 2026 10:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1189625 ภาพแสดงโลโก้ IEA พร้อมสัญลักษณ์พลังงาน และมาตรการฉุกเฉิน 10 ข้อ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) หน่วยงานกำกับดูแลด้า […]

The post IEA เสนอรัฐบาลทั่วโลก ใช้ 10 มาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ IEA พร้อมสัญลักษณ์พลังงาน และมาตรการฉุกเฉิน 10 ข้อ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานระดับโลก ได้เสนอ 10 มาตรการฉุกเฉิน สำหรับประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยประชาชนและภาคธุรกิจในการเตรียมรับมือผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

โดย 10 มาตรการฉุกเฉินดังกล่าว ได้แก่

 

1.ทำงานจากที่บ้านหากเป็นไปได้เพื่อประหยัดน้ำมัน

 

2.ลดความเร็วบนทางหลวงลงอย่างน้อย 10 กม./ชม. เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

 

3.ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดความต้องการใช้น้ำมัน

 

4.จำกัดการเข้าถึงถนนของรถยนต์ในเมืองใหญ่โดยใช้ระบบหมุนเวียนป้ายทะเบียน

 

5.เพิ่มการใช้รถร่วมกัน

 

6.ส่งเสริมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับยานพาหนะเชิงพาณิชย์ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุกและการบำรุงรักษายานพาหนะ

 

7.เปลี่ยนจากการใช้ LPG เพื่อการขนส่ง มาเป็นการเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จำเป็น เช่น การทำอาหาร

 

8.หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเครื่องบินหากเป็นไปได้

 

9.ส่งเสริมการทำอาหารด้วยไฟฟ้าและทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพา LPG

 

10. ช่วยเหลือโรงงานอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบปิโตรเคมีที่แตกต่างกันเพื่อลดการใช้ LPG

 


 

ภาพแสดงโลโก้ IEA พร้อมสัญลักษณ์พลังงาน และมาตรการฉุกเฉิน 10 ข้อ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลก 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

อ้างอิง :

 

The post IEA เสนอรัฐบาลทั่วโลก ใช้ 10 มาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ปูติน’ และ ‘รัสเซีย’ อาจเป็นผู้ชนะในสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน? https://thestandard.co/putin-russia-winner-us-iran-war/ Fri, 20 Mar 2026 08:23:25 +0000 https://thestandard.co/putin-russia-winner-us-iran-war/ ภาพวลาดิเมียร์ ปูติน ยืนอยู่ข้างหน้า โดยมีฉากหลังเป็นเปลวไฟ, น้ำมัน และทองคำแท่ง พร้อมธงชาติรัสเซีย สื่อถึงชัยชนะของรัสเซียในสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน

“จู่ ๆ มอสโกก็ได้รับของขวัญชิ้นนี้ มันคือเส้นชีวิตของพว […]

The post ทำไม ‘ปูติน’ และ ‘รัสเซีย’ อาจเป็นผู้ชนะในสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวลาดิเมียร์ ปูติน ยืนอยู่ข้างหน้า โดยมีฉากหลังเป็นเปลวไฟ, น้ำมัน และทองคำแท่ง พร้อมธงชาติรัสเซีย สื่อถึงชัยชนะของรัสเซียในสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน

“จู่ ๆ มอสโกก็ได้รับของขวัญชิ้นนี้ มันคือเส้นชีวิตของพวกเขา”

 

เป็นคำกล่าวของ วลาดิเมียร์ มิลอฟ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานรัสเซียที่สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง นำไปสู่การปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพลังงานโลก และบีบให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาต้องกลับลำระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อยับยั้งเศรษฐกิจโลกที่อาจผันผวนรุนแรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุเพดาน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การตัดสินใจดังกล่าวกำลังเพิ่มอำนาจต่อรองของ วลาดิเมียร์ ปูติน และทำให้รัสเซียกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่กุมชะตากรรมความมั่นคงทางพลังงานอีกครั้ง นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่ยังได้เม็ดเงินมหาศาลไหลกลับไปหล่อเลี้ยงการทำสงครามยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง

 

เหตุใดความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากชายแดนรัสเซีย อาจเป็นส้มหล่นทางยุทธศาสตร์ที่ปูตินไม่ต้องลงแรงเอง แล้วชัยชนะครั้งนี้จะอยู่กับเครมลินได้นานขนาดไหน?

 

เปิดรายละเอียดมาตรการระงับคว่ำบาตร ทรัมป์ตกลงอะไรกับปูติน?

 

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา สก็อต เบสเซนต์​ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย โดยเปิดทางให้ประเทศต่างๆ ซื้อน้ำมันรัสเซียได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 11 เมษายน

 

เบสเซนต์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะเจาะจงและระยะสั้น เป็นไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก และกดราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินไปจากสงครามในตะวันออกกลาง พร้อมยืนยันว่า จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐบาลรัสเซีย

 

ขณะที่รัสเซียออกมาแสดงความยินดีกับมาตรการครั้งนี้ โดย คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษของปูตินออกมากล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ยอมรับความจริงแล้วว่า ถ้าไม่มีน้ำมันจากรัสเซีย ตลาดพลังงานโลกไม่สามารถมีเสถียรภาพได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม

 

ด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า รัสเซียเข้าใจความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพตลาด เท่ากับว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และรัสเซียตรงกัน

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงต่อต้านจากยูเครนและยุโรป โดย โวโลดิเมียร์​ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนโต้แย้งว่า สหรัฐฯ กำลังทำให้รัสเซียแข็งแกร่งขึ้น มีเงินเพิ่มงบประมาณซื้ออาวุธ

 

ขณะที่ อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรปชี้ว่า การลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจะเพิ่มทรัพยากรให้รัสเซียทำสงครามกับยูเครน

 

หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ทยอยออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นราว 500 รายการ เช่น

 

  • การห้ามส่งออกเทคโนโลยีที่อาจถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธ
  • การห้ามนำเข้าทองคำและเพชร
  • การปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินรัสเซีย
  • การคว่ำบาตรกลุ่ม ‘โอลิการ์ช’ หรือมหาเศรษฐีที่ใกล้ชิดเครมลิน พร้อมทั้งอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ
  • มาตรการห้ามนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย

 

หมีขาวที่กำลังจะตาย: รัสเซียได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรอย่างไร

 

The Economist และ Politico วิเคราะห์ตรงกันว่า มาตรการผ่อนคลายการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือ ‘จุดพลิกเกม’ สำหรับปูตินที่มาได้อย่างเหมาะเจาะและตรงเวลา เพราะที่ผ่านมา รัสเซียกำลังอยู่ในสภาวะจนตรอก ภายใต้ทางเลือกระหว่างการผ่อนกำลังทำสงครามยูเครนกับปล่อยให้เศรษฐกิจพังยับเยิน

 

ต้องอธิบายว่า ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน โดยเฉพาะในภาคพลังงานที่เป็นเส้นเลือดหลักของรัฐ สะท้อนจากรายได้จากน้ำมันเริ่มลดลงต่อเนื่อง หลังลูกค้ารายใหญ่ในเอเชียอย่างอินเดียและจีนชะลอการซื้อ เพราะเกรงกลัวมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Rosneft และ Lukoil

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณส่งออกน้ำมันรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงถึง 20% ซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ทำให้รายได้จากน้ำมันและก๊าซของรัสเซียหดตัวถึง 44% เมื่อเทียบกับปี 2025 ขณะที่งบประมาณขาดดุลพุ่งแตะ 3.4 ล้านล้านรูเบิลภายในเวลาเพียง 2 เดือน

 

ภายใต้แรงบีบคั้นดังกล่าว รัสเซียจึงต้องหันไปใช้ ‘กองเรือเงา’ เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางการค้า เช่น กรณีเรือบรรทุกน้ำมันซาราห์ที่จดทะเบียนในฮ่องกง ปิดสัญญาณติดตามชั่วคราวเพื่อรับน้ำมันรัสเซีย 3 ล็อตนอกชายฝั่งโอมาน ก่อนมุ่งหน้าไปสิงคโปร์ และคาดว่าจะถ่ายโอนต่อให้เรือลำอื่นเพื่อส่งต่อไปยังเอเชีย เช่น จีน

 

เซอร์เกย์ วาคูเลนโก นักวิจัยอาวุโสจาก Carnegie Russia Eurasia Center อธิบายสถานการณ์ของรัสเซียกับ Politico ว่า แม้เศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่รัฐบาลต้องเผชิญทางเลือกที่ยาก เช่น ลดรายจ่าย เพิ่มภาษี และการลดงบทางทหารบางส่วน ขณะที่ในหัวของปูติน การยุติสงครามยูเครนไม่เคยอยู่ในทางเลือกก็ตาม

 

แต่ปรากฏว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังการประกาศของสหรัฐฯ ปรากฏว่า เรือบรรทุกน้ำมันซาราห์หันหัวกลับแล่นสู่อินเดีย โดย The Economist นิยามว่า การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมพลังงานของรัสเซีย

 

เพราะเหตุใดรัสเซียจึงได้ประโยชน์จากสงครามอิหร่าน

 

หลังจากสงครามอิหร่านปะทุขึ้น นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ อุปทานน้ำมันโลกหายวับไปกับตาราว 15–20% ทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว รัสเซียจึงกลับมาถืออำนาจต่อรองและได้เปรียบประโยชน์ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้

 

  • 1. วิกฤตอ่าวเปอร์เซียคือโอกาสของรัสเซีย โดยเฉพาะในการระบายสต็อกน้ำมันจำนวนมหาศาลที่ค้างอยู่กลางทะเล โดยรัสเซียที่จะได้รายได้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะน้ำมันจากรัสเซียคือทางเลือกที่ดีที่สุด เช่น คุณภาพใกล้เคียงจากน้ำมันของตะวันออกกลาง หรือโรงกลั่นในเอเชียอย่างอินเดียและจีนใช้แทนได้ทันที ขณะที่ความต้องการพุ่งเร็วกว่ากำลังผลิต
  • 2. มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เปิดช่องโหว่ให้ยุโรปแตกแถว เพราะหลายประเทศในยุโรปเริ่มหวาดกลัวต่อภาวะขาดแคลนพลังงาน ทำให้ความพยายามในการโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อลงโทษในสงครามยูเครนเริ่มอ่อนแรงลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เอกภาพยุโรปถูกบ่อนเซาะทำลาย โดย The Economist เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า ภูมิภาคไม่สามารถทำสงครามสองด้านพร้อมกันได้ คือ ทั้งอิหร่านและรัสเซีย
  • 3. รัสเซียมีเวลาหายใจทำสงครามกับยูเครน โดย เซอร์เกย์ วาคูเลนโก อดีตผู้บริหาร Gazprom Neft ประเมินผ่าน The Economist ว่า ทุกๆ 10 ดอลลาร์ของราคาน้ำมัน Brent ที่เพิ่มขึ้นใน 1 เดือน จะทำให้รายได้จากการส่งออกพลังงานของรัสเซียเพิ่มขึ้นราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์จะไหลเข้าสู่รัฐบาลโดยตรง

 

เท่ากับว่า งบประมาณของรัสเซียในปี 2026 จะมีเงินไหลเข้ามากขึ้น ทำให้เครมลินมีเวลาหายใจในการทำสงครามกับยูเครน ขณะที่ยังช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศโดยอัตโนมัติ

 

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า หากราคาน้ำมัน Brent อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 และช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อไป รัสเซียอาจได้รับ ‘ลาภลอย’ เป็นจำนวนที่มากพอจะชดเชยเงินทุนสำรองของธนาคารกลางราว 3 แสนล้านดอลลาร์ที่ถูกตะวันตกอายัดไปในปีเดียวกัน

 

  • 4. จีนร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สงครามอิหร่านครั้งนี้ทำให้จีนเจอจุดสลบทางพลังงาน คือ การขาดแคลนก๊าซ LNG และน้ำมันจากตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้อาจทำให้จีนนำเข้าก๊าซผ่านท่อจากรัสเซีย ซึ่งเชื่อกันว่า โครงการ Power of Siberia 2 อาจกลับมาเป็นที่น่าสนใจอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้การเจรจาจะติดขัด แต่จีนอาจยอมปรับเงื่อนไขบางอย่าง ที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสให้โครงการเกิดขึ้นจริง
  • 5. สงครามอิหร่านตัดกำลังสหรัฐฯ ในการช่วยยูเครน Politico มองว่า ยิ่งการสู้รบดำเนินต่อไป สหรัฐฯ ก็ยิ่งใช้ทรัพยากรทางทหารมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า รัสเซียให้ข้อมูลข่าวกรองแก่อิหร่าน เพื่อช่วยโจมตีเรือรบและเครื่องบินของสหรัฐฯ

 

‘ทูตพิศาล’ มองรัสเซียได้เปรียบ

 

ขณะที่ พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามอิหร่านในรายการ THE STANDARD NOW ว่า รัสเซียคือผู้ชนะและได้ประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์ทั้งหมด เพราะปูตินและทรัมป์ไม่ได้มองว่า อีกฝ่ายเป็นศัตรูต่อกันและกัน แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ 3 ข้อ

 

1.รัสเซียกอบโกยรายได้มหาศาลจากวิกฤตพลังงาน รัสเซียรวยขึ้นอย่างมหาศาลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น และยังมีข้อตกลงเจรจาซื้อขายน้ำมันมูลค่าอีกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐตามมา

 

  • 2. รัสเซียได้เปรียบในสมรภูมิยูเครน ทูตพิศาลมองว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้กลุ่มนาโต (NATO) แตกเป็นเสี่ยงๆ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้รัสเซียสามารถเผด็จศึกและได้รับชัยชนะในยูเครนตามเงื่อนไขที่ตนเองต้องการได้สูงขึ้น ขณะที่ปูตินอาจใช้จังหวะนี้เข้าไปทำข้อตกลงกับทรัมป์ในประเด็นยูเครน
  • รัสเซียเล่นบท ‘ผู้สร้างสันติภาพ’ อดีตทูตไทยประจำสหรัฐฯ เชื่อว่า ปูตินจะเป็นผู้ยื่นมือเข้าไปช่วยดึงทรัมป์ขึ้นจากเหว และช่วยรักษาหน้าทรัมป์เอาไว้ โดยหากทรัมป์ยอมโอนอ่อนในเรื่องยูเครน ปูตินก็จะเป็นคนไปเจรจาขอให้อิหร่านยอมลดราวาศอกลงในจุดที่ทำได้

 

สงครามอิหร่านอาจเป็นลาภลอยรัสเซีย แต่ไม่แก้วิกฤต

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่า การฟื้นตัวของรัสเซียจากสงครามอิหร่าน อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะยูเครนยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อีกทั้งยังถูกคว่ำบาตรและมีข้อจำกัดด้านการลงทุน ทำให้รัสเซียมีศักยภาพเพิ่มกำลังการผลิตจำกัด

 

ปัจจุบัน รัสเซียมีกำลังการผลิตน้ำมันสำรองเพียง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับน้ำมันจากอ่าวที่หายไป 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยังไม่สามารถเพิ่มการผลิต LNG ได้มากนัก

 

ทั้งนี้ Politico วิเคราะห์ว่า ยังเร็วเกินไปที่รัสเซียจะประกาศชัยชนะ โดยมิลอฟ อดีตรัฐมนตรีช่วยพลังงานรัสเซียระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจเครมลินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันต้องอยู่ในระดับสูงแบบนี้ประมาณ 1 ปี แต่ถ้าได้ 1-2 เดือน ก็คงไม่ถึงกับกอบกู้เศรษฐกิจ

 

ส่วน The Economist มองว่า สงครามอิหร่านไม่ใช่ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ สำหรับรัสเซีย เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เงิน แต่คือข้อจำกัดทางการทหารและเศรษฐกิจระดับพลเรือน โดยมองว่า ช่องแคบฮอร์มุซมอบประโยชน์ทางด้านพลังงานชั่วคราวเท่านั้น

 

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม ‘ปูติน’ และ ‘รัสเซีย’ อาจเป็นผู้ชนะในสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่านกระทบกาตาร์ LNG หาย 17% เสี่ยงเขย่าพลังงานโลก เอเชีย-ยุโรปอ่วม https://thestandard.co/iran-qatar-lng-crisis/ Fri, 20 Mar 2026 04:01:31 +0000 https://thestandard.co/iran-qatar-lng-crisis/ โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม อิหร่าน

สงครามอิหร่านทำให้กาตาร์สูญเสียกำลังการส่งออกก๊าซธรรมชา […]

The post สงครามอิหร่านกระทบกาตาร์ LNG หาย 17% เสี่ยงเขย่าพลังงานโลก เอเชีย-ยุโรปอ่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม อิหร่าน

สงครามอิหร่านทำให้กาตาร์สูญเสียกำลังการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 17% โดยคาดว่า อาจสูญเสียรายได้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่เอเชียและยุโรปจะได้รับผลกระทบครั้งใหญ่จากความเสียหายครั้งนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า อุตสาหกรรมนี้จะใช้ฟื้นฟู 3-5 ปี และกลุ่มประเทศอ่าวอาจสูญเสียภาพลักษณ์ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในภูมิภาค

 

เมื่อวานนี้ (19 มีนาคม) ซาอัด อัล-กะอ์บี CEO ของ​ QatarEnergy เปิดเผยว่า สงครามอิหร่านทำลายกำลังการส่งออกก๊าซธรรมชาติลดลงถึง 17% โดยระบุว่า โรงแยกก๊าซ LNG ถูกโจมตี 2 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง รวมถึงโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว (GTL) อีก 1 แห่ง

 

CEO QatarEnergy ระบุว่า นี่เป็นความเสียหายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจทำให้กำลังการผลิต LNG หายไป 12.8 ล้านตันต่อปี และสูญเสียรายได้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งอาจใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี

 

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า กาตาร์และภูมิภาคนี้จะถูกโจมตีแบบนี้ โดยเฉพาะจากประเทศมุสลิมด้วยกันในช่วงเดือนรอมฎอน” อัล-กะอ์บีระบุ

 

ก่อนหน้านี้ QatarEnergy ประกาศ ‘เหตุสุดวิสัย’ (Force Majeure) ครอบคลุมการผลิตและการส่งออกก๊าซ LNG ทั้งหมด หลังศูนย์หลักที่ราส ลัฟฟานถูกโจมตี ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบก๊าซให้ลูกค้าในยุโรปและเอเชียได้ตามสัญญา พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีกำหนดกลับมาผลิตจนกว่าสถานการณ์สู้รบจะยุติ

 

ทั้งนี้ ความเสียหายจากการโจมตียังส่งผลไปยังบริษัทพลังงานรายใหญ่ เช่น ExxonMobil ซึ่งถือหุ้นในโรงแยกก๊าซที่ได้รับความเสียหาย และ Shell ที่เป็นพันธมิตรในโรงงานแปรรูป GTL โดยคาดว่า โรงงานบางส่วนจะใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 1 ปี

 

อนึ่ง Reuters ระบุว่า การโจมตีของอิหร่านของกาตาร์ไม่ได้สร้างผลกระทบจำกัดอยู่แค่ก๊าซ LNG เท่านั้น แต่ยังทำให้การส่งออกทรัพยากรชนิดอื่นๆ ลดลงเช่นเดียวกัน ได้แก่ คอนเดนเสทลดลง 24%, ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 13%, ก๊าซฮีเลียมลดลง 14% รวมถึงแนฟทาและกำมะถันลดลง 6% โดยส่งผลกระทบกับภาคบริการโดยตรง เช่น ร้านอาหารในอินเดียและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเกาหลีใต้

 

อัล-กะอ์บียังทิ้งท้ายว่า ความเสียหายครั้งนี้อาจทำให้ภูมิภาคถอยหลังไป 10-20 ปี ขณะที่ภาพลักษณ์ของประเทศอ่าวในฐานะ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในตะวันออกกลางถูกทำลาย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการโจมตีโครงสร้างพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตาม

 

อิหร่านไม่ถอย หลังอิสราเอลโจมตี South Pars

 

ในช่วงที่ผ่านมา อิหร่านออกโรงเตือนว่า จะ ‘ไม่ยับยั้งชั่งใจ’ อีกต่อไป หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศถูกโจมตีอีกครั้ง หลังอิสราเอลโจมตี South Pars แหล่งก๊าซสำคัญของประเทศ ทำให้เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพลังงานทั่วภูมิภาคอ่าว

 

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ผ่าน X ว่า การตอบโต้การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของศักยภาพทั้งหมด และเหตุผลเดียวที่อิหร่านพยายามยับยั้งชั่งใจ เพราะต้องการให้ความตึงเครียดผ่อนคลายลง แต่หากยังถูกโจมตี เตหะรานจะไม่ยอมอีกต่อไป

 

ขณะเดียวกัน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่า เป้าหมายของสงครามคือการกำจัดภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน โดยอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังทำลายโรงงานผลิตชิ้นส่วนขีปนาวุธ และทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมของอิหร่านเสียหายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ผู้นำอิสราเอลยังย้ำว่า การโจมตีแหล่ง South Pars เป็นปฏิบัติการของอิสราเอลเพียงลำพัง โดยจะระงับการโจมตีโครงสร้างพลังงานเพิ่มเติมตามคำขอของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

 

ภาพ: Stringer / Reuters

อ้างอิง:

 

The post สงครามอิหร่านกระทบกาตาร์ LNG หาย 17% เสี่ยงเขย่าพลังงานโลก เอเชีย-ยุโรปอ่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติตะวันตก-ญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ จี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก https://thestandard.co/iran-strait-hormuz-energy-threat/ Fri, 20 Mar 2026 03:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1189434 ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

รัฐบาล 7 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อ […]

The post ชาติตะวันตก-ญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ จี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

รัฐบาล 7 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยประณามอิหร่านว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้เรือสามารถผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

 

แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มประเทศดังกล่าว “ขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด” ต่อการกระทำของอิหร่าน ทั้งการโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่มีอาวุธในอ่าว การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น โรงงานน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย

 

“เราขอเรียกร้องให้อิหร่านยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิด การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ รวมถึงความพยายามอื่นใดในการขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบทันที” แถลงการณ์ระบุ พร้อมย้ำให้อิหร่านปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817

 

ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานโลก

 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลก เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ การเคลื่อนไหวของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการคุกคามเรือสินค้า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และการวางทุ่นระเบิด สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกทันที

 

นักวิเคราะห์มองว่า การปิดช่องแคบและการโจมตีแหล่งก๊าซและน้ำมันเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งสำคัญในภูมิภาค ซึ่งมีฉากหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่ลุกลาม และดึงสหรัฐฯ เข้าร่วม

 

หวั่นกระทบทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศเปราะบาง

 

ในแถลงการณ์ 7 ประเทศเตือนว่า การกระทำของอิหร่านจะสร้างผลกระทบผู้คนทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด เนื่องจากราคาพลังงานที่ผันผวนมีแนวโน้มส่งผลต่อค่าครองชีพ ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังชี้ว่า การแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศและการทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกหยุดชะงัก “ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

 

ดันมาตรการพลังงาน-เตรียมคุ้มกันการเดินเรือ

 

ในเชิงนโยบาย กลุ่มประเทศดังกล่าวสนับสนุนการตัดสินใจของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่อนุมัติการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน

 

พร้อมกันนี้ กลุ่มประเทศดังกล่าวยังส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การประสานกับประเทศผู้ผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัย

 

“เราพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบจะเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย” แถลงการณ์ระบุ

 

ขณะเดียวกัน 7 ชาติระบุด้วยว่า จะให้ความช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางของสหประชาชาติ

 

เรียกร้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ท้ายที่สุด กลุ่มประเทศดังกล่าวย้ำว่า เสรีภาพในการเดินเรือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงสำคัญของโลก ที่ไม่เพียงสะท้อนความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก

The post ชาติตะวันตก-ญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ จี้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนทันยาฮูยืนยัน อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก ยอมรับโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ‘ดำเนินการเพียงลำพัง’ https://thestandard.co/netanyahu-israel-iran-energy-attack/ Fri, 20 Mar 2026 03:23:25 +0000 https://thestandard.co/netanyahu-israel-iran-energy-attack/ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู แถลงข่าวกรณีอิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านอีก

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวต่อสื่อ […]

The post เนทันยาฮูยืนยัน อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก ยอมรับโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ‘ดำเนินการเพียงลำพัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู แถลงข่าวกรณีอิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านอีก

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศที่นครเยรูซาเล็ม วานนี้ (19 มีนาคม) เกี่ยวกับความคืบหน้าปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน โดยเน้นย้ำถึงเป้าหมายในการทำสงครามเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน

 

ขณะที่ยอมรับว่าอิสราเอลทำการโจมตีเพียงลำพังต่อแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของอิหร่าน และยืนยันว่าจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านอีก ตามคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

 

ย้ำ 3 เป้าหมายของสงคราม

 

การแถลงข่าวดังกล่าว กินเวลานานกว่า 45 นาที และเป็นการแถลงภาษาอังกฤษครั้งแรกของเนทันยาฮู นับตั้งแต่เปิดฉากทำสงคราม

 

โดยผู้นำอิสราเอล เริ่มต้นการแถลงด้วยการยืนยันว่า “เขายังมีชีวิตอยู่” และชี้ว่า ภายใต้การนำด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังร่วมมือกันปฏิบัติการในอิหร่าน ด้วยความมุ่งมั่นและพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ขณะที่เขาปกป้องปฏิบัติการสิงโตคำราม (Operation Roaring Lion) ว่าเป็นไปเพื่อกำจัดภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบเผด็จการอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

 

1.กำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์

 

2.กำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธ

 

3.สร้างเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนอิหร่านได้มีอิสรภาพของตนเอง

 

ในประเด็นภัยคุกคามทางนิวเคลียร์นั้น เขาชี้ว่า หลังจากสงครามผ่านมา 20 วัน “อิหร่านในวันนี้ ไร้ความสามารถที่จะเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอีกต่อไป และไม่มีศักยภาพที่จะผลิตขีปนาวุธ” แต่ไม่ได้ให้หลักฐานใด ๆ สำหรับข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

 

เขายังอ้างว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังปกป้องประเทศตนเอง และประเทศตะวันออกกลางทั้งหมด และยืนยันว่า ‘กำลังชนะสงคราม’ โดยเผยว่า อิหร่านกำลังถูกทำลายและคลังอาวุธขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านถูกลดทอนไปเป็นจำนวนมาก

 

ตอบรับทรัมป์ ไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก

 

ระหว่างการแถลง ผู้สื่อข่าวได้ถามเนทันยาฮู ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทราบหรืออนุมัติให้อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่านหรือไม่ ซึ่งเนทันยาฮู ยืนยันว่า “อิสราเอลดำเนินการโจมตีเพียงลำพัง” และเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ขอให้อิสราเอลระงับการโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านในอนาคต ซึ่งอิสราเอลก็จะระงับการโจมตี

 

“ประธานาธิบดีทรัมป์ขอให้เราชะลอการโจมตีในอนาคต และเราก็กำลังชะลออยู่”

 

สำหรับกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก เนทันยาฮู มั่นใจว่า ความพยายามใดๆ ของอิหร่านที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซจะล้มเหลว

 

“ลัทธิแห่งความตายในอิหร่านกำลังพยายามข่มขู่โลกด้วยการปิดเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ มันจะไม่ได้ผล”

 

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า “จำเป็นต้องหาเส้นทางอื่น” ในการขนส่งน้ำมันโดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเชื่อว่า การสร้างท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียนของอิสราเอลจะเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้

 

“เพียงแค่มีท่อส่งน้ำมัน ท่อส่งก๊าซไปทางตะวันตกผ่านคาบสมุทรอาหรับ ตรงไปยังอิสราเอล ตรงไปยังท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียนของเรา คุณก็จะกำจัดจุดคอขวดไปตลอดกาล” เนทันยาฮูกล่าว และเชื่อว่า

 

“นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้”

 

อิสราเอลไม่ได้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม

 

เนทันยาฮูยังปฏิเสธว่า อิสราเอลไม่ได้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน และไม่ได้ ‘หลอกลวง’ ทรัมป์ โดยยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถบอกผู้นำสหรัฐฯ ได้ว่าควรทำอะไร

 

“มีใครคิดจริงๆ หรือว่าใครจะไปบอกประธานาธิบดีทรัมป์ได้ว่าควรทำอะไร? อย่าพูดแบบนั้นเลย ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจโดยยึดหลักว่า เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ อเมริกา และผมขอเสริมว่า ผมคิดว่ามันดีต่อคนรุ่นหลังด้วย”

 

“ข่าวที่ว่าเราลากสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันนั้น ไม่ใช่แค่ข่าวปลอม แต่มันไร้สาระ ไร้สาระจริงๆ ผมคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์พูดได้ดีที่สุดแล้ว และผมก็เคยพูดหลายครั้งเช่นกันว่า การกระทำใดๆ ย่อมมีความเสี่ยง แต่ในสภาวะที่คุกคามถึงชีวิต การไม่กระทำใดๆ นั้นมีความเสี่ยงมากกว่ามาก”

 

“โลกเป็นหนี้บุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับการเป็นผู้นำในความพยายามนี้เพื่อปกป้องอนาคตของเรา” เนทันยาฮูกล่าว และเสริมว่า ทรัมป์เคยบอกกับเขาเมื่อกว่าหนึ่งปีก่อนว่า “บีบี เราต้องแน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”

 

ภาพ : REUTERS/Ronen Zvulun/Pool

อ้างอิง:

 

The post เนทันยาฮูยืนยัน อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก ยอมรับโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ‘ดำเนินการเพียงลำพัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง https://thestandard.co/middle-east-war-energy-shock-thailand/ Fri, 20 Mar 2026 02:23:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1189419 ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม […]

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ วิกฤตพลังงานโลก สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

เหล่านี้คือมุมมองของ ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ ถึงสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่กำลังลุกลามทั่วตะวันออกกลาง จนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางพลังงานขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

 

สำหรับธารา นี่ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่คือวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่กำลังจะล้มใส่ชีวิตประจำวันของคนไทยในอีกไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำมันหมดปั๊ม ค่าไฟที่แพงขึ้นในบ้าน ไปจนถึงต้นทุนปุ๋ยที่ขยับราคาอาหารบนจานข้าว

 

THE STANDARD พาทุกคนสำรวจภาพรวมของวิกฤตในครั้งนี้ว่า เพราะเหตุใดการแก้ปัญหาแบบ ‘แยกส่วน’ อาจไม่ใช่คำตอบ แล้วทำไมประเทศไทยต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทางออกที่เหลืออยู่สำหรับประเทศไทยในปี 2026

 

สงครามในตะวันออกกลาง: ไม่ใช่แค่วิกฤตน้ำมัน แต่เป็นวิกฤตพลังงาน

 

ธาราระบุว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตพลังงานครั้งที่สาม’ ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถือเป็นผลกระทบจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ หรือเส้นทางคอขวดพลังงานของโลก

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง จนควรถูกนิยามว่าเป็น ‘วิกฤตพลังงาน’ (Energy Shock) เพราะแรงสั่นสะเทือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังลามไปทั้งระบบพลังงาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และค่าครองชีพทั่วโลก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาพูดถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ความสนใจมักพุ่งเป้าไปที่ ‘น้ำมัน’ เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง พื้นที่อ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ยังเป็นศูนย์กลางของเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำคัญอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (เช่น LNG/LPG) สารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้การผลิตปุ๋ย พลาสติก อะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

“การที่เราพึ่งพาประเทศในตะวันออกกลางเป็นแหล่งขนส่งวัตถุดิบ มันคือจุดเปราะบางในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยไม่เคยคิดมาก่อน คือมันเคยมีบทเรียนในอดีต สงครามทำให้ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นมา 2 ครั้ง แต่ว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุด” ธารากล่าว

 

ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย รับความเสี่ยงอะไรจากสงครามตะวันออกกลาง?

 

หากจะทำความเข้าใจว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางอย่างไร ต้องย้อนกลับมาพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก่อน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • น้ำมัน – ทรัพยากรที่ใช้ในภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้คนรับรู้ผลกระทบได้ใกล้ตัวที่สุด โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 7 แห่ง (เอกชน 6 แห่ง ทหารอีก 1 แห่ง) และมีกำลังการกลั่นเพียงพอ แต่ปัญหาสำคัญคือไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก
  • พลังงานผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซฟอสซิลเหลว เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า โดยไทยมักพึ่งพาด้วยการนำเข้าจากภายนอก ซึ่งสัดส่วนประมาณ 35% มาจากอ่าวไทย, 10% มาจากเมียนมา ขณะที่สัดส่วนที่เหลือนำเข้าจากตะวันออกกลาง และมาจากตลาดสปอต (Spot Market)

 

แม้เราจะเห็นภาพวิกฤตน้ำมันหมดปั๊ม แต่ธาราระบุว่า หากเทียบ 2 โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไทย สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือพลังงานผลิตไฟฟ้าอย่าง ‘ก๊าซฟอสซิลเหลว’ เพราะแม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น แต่โดยรวมยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง และสามารถหาแหล่งทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ต่างจากก๊าซที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งผลิตและการขนส่งมากกว่า

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ขยายความว่า วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานแบบเดิมไปสู่ระบบพึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้ไฟฟ้าเป็นฐาน ซึ่งหมายความว่า ความมั่นคงทางพลังงานในวันนี้ไม่ได้ผูกอยู่กับน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ ‘เชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า’ เป็นสำคัญ

 

นั่นหมายความว่า เมื่อก๊าซจากตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ หลายประเทศต่างๆ ต้องเข้าสู่ภาวะ ‘แย่งซื้อ’ ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อราคาก๊าซสูง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าไฟมีแนวโน้มขยับตาม ธาราย้ำว่า แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลทันที แต่ในระยะยาวย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องตีโจทย์ให้แตก

 

วิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดอื่น ด้วย เช่น ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่การขาดแคลน ‘แนฟทา’ วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง ดังสถานการณ์ล่าสุดในโรงงานที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง หรือในต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้, จีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

 

การปิดตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังทำให้การผลิตเม็ดพลาสติกลดลงและราคาสูงขึ้น ผลกระทบจึงขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

 

ไทยควรทำอย่างไรเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

“ไม่ใช่วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตไฟฟ้า ไม่ใช่วิกฤตอาหาร ไม่ใช่วิกฤตปิโตรเคมี แต่มันคือหลากวิกฤตที่ผูกรวมอยู่ด้วยกัน แล้วต้องแก้ให้มันสอดคล้องไปด้วยกัน เพราะทุกๆ อย่างมันถูกผูกถึงกันหมด”

 

ธารามองว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมกล่าวเตือนว่า ขณะนี้รัฐยังเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะเป็นการตีโจทย์ผิดฝาผิดตัวไป แต่ควรมองวิกฤตดังกล่าวเป็นระบบเดียวกัน และลงมือแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

 

1.รัฐบาลต้องสื่อสารกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างสถานการณ์น้ำมัน โดยต้องอธิบายให้ชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอะไรและให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศมีให้ใช้ได้กี่วัน

 

ธารามองว่า ที่ผ่านมาเกิดความสับสนของข้อมูล เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เปลี่ยนไปมา หรือการสื่อสารที่ไม่ตรงกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ความตื่นตระหนกยิ่งขยายตัว

 

2. ไทยต้องมีเครื่องมือรับมือสถานการณ์ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เช่น การบริหารคลังสำรองน้ำมัน และการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพราะท้ายที่สุด ภาระต้นทุนจะตกอยู่กับรัฐและประชาชน

 

3. ไทยต้องวางรากฐานโครงสร้างพลังงานใหม่ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซในสัดส่วนสูง หรือ ‘กับดักก๊าซ’ หากไม่ปรับโครงสร้าง ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญวิกฤตลักษณะเดิมซ้ำในอนาคต

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซไทยแลนด์ย้ำว่า แม้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐอาจเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เพื่อพยุงระบบและควบคุมค่าไฟ แต่แนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น และไม่ได้แตะที่ต้นตอของความเปราะบาง

 

ทางออกจึงอยู่ที่การทบทวนแผนพลังงานระยะยาว โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ว่า ไทยจะลดการพึ่งพาก๊าซลงได้อย่างไร และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง

 

ขณะที่ธารายังเสนอให้ไทยลงทุนกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ ‘Grid Modernization’ เพื่อรองรับพลังงานกระจายศูนย์ เช่น โซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

 

นอกจากนี้ ธารามองว่า ไทยควรเปิดโอกาสให้เกิดระบบพลังงานแบบ ‘กระจายศูนย์’ มากขึ้น เช่น การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน และเปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ หรือ ‘Prosumer’ เพราะหากไทยมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายและกระจายตัว เมื่อเกิดวิกฤตในจุดใดจุดหนึ่ง ระบบโดยรวมก็ยังสามารถเดินต่อได้

 

“มันคือการตัดสินใจทางการเมือง มันต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการตัดสินใจว่าประเทศไทยจะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาจากมุมไหนของโลก ไม่ว่าเราจะซื้อมาจากรัสเซีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ

 

“คือโลกมันไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ทุกจุดสามารถเป็นคอขวดได้ตลอดเวลา เราก็ต้องกลับมาพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ธาราทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: Amit Dave / Reuters, Greenpeace Thailand

The post ไม่ใช่แค่ Oil Shock แต่เป็น Energy Shock: มอง สงครามตะวันออกกลางลามถึงไทย น้ำมัน ค่าไฟ อาหารจ่อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน’ จับตาอิสราเอล-อิหร่าน โจมตีแหล่งก๊าซ-น้ำมัน ยกระดับสงครามสู่เฟสใหม่ https://thestandard.co/iran-israel-energy-war/ Thu, 19 Mar 2026 09:27:11 +0000 https://thestandard.co/iran-israel-energy-war/ ข้อความบนภาพ 'ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน' จับตาสงครามอิหร่าน ยกระดับสู่เฟสใหม่

กรณีอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Par […]

The post ‘ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน’ จับตาอิสราเอล-อิหร่าน โจมตีแหล่งก๊าซ-น้ำมัน ยกระดับสงครามสู่เฟสใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อความบนภาพ 'ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน' จับตาสงครามอิหร่าน ยกระดับสู่เฟสใหม่

กรณีอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านและกาตาร์ใช้ร่วมกัน และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน เปรียบเสมือนการปักมีดเข้าไปที่หัวใจ และกลายเป็นชนวนทำให้อิหร่าน ตัดสินใจตอบโต้อย่างเดือดดาล ด้วยการโจมตีไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งก๊าซและน้ำมันในหลายประเทศอ่าวเปอร์เซีย

 

จุดที่ถูกโจมตีอย่างหนัก คือนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (Ras Laffan) แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่สุดในโลกของกาตาร์ ที่ผลิตก๊าซ LNG ประมาณ 20% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ซึ่งขีปนาวุธอิหร่าน ก่อให้เกิดความเสียหายและไฟไหม้อย่างรุนแรง

 

นอกจากนี้ อิหร่านยังยิงขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง ในกรุงริยาด ของซาอุดีอาระเบีย และโรงงานผลิตก๊าซฮับชาน (Habshan) และแหล่งน้ำมันบาบ (Bab) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ทางการของทั้งสองประเทศสามารถสกัดไว้ได้

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิสราเอลและอิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่นโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง

 

แต่การโจมตีที่ปะทุขึ้นวานนี้ เพิ่มความเป็นไปได้ที่หลังจากนี้ สงครามอาจเข้าสู่เฟสใหม่ และจะมีการตอบโต้กันไปมาโดยมีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นตัวประกัน ซึ่งจะยิ่งส่งผลซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน หลังจากที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซไปก่อนหน้านี้

 

ประเทศอ่าวจะสู้กลับอิหร่านหรือไม่?

 

คำถามสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือ กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะหันไปตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหรือไม่ ซึ่งอาจยิ่งผลักให้สงครามขยายวงกว้างรุนแรงมากขึ้นอีก

 

หลังถูกโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน รัฐบาลกาตาร์ได้ประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตรายและเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และสั่งขับนักการทูตอิหร่านบางส่วน รวมถึงผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและผู้ช่วยทูตฝ่ายความมั่นคง โดยให้เวลา 24 ชั่วโมงในการเดินทางออกจากประเทศ

 

ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองนครกาตาร์ ได้สนทนากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสในวันพฤหัสบดี โดยสำนักงานของเจ้าผู้ครองนครกาตาร์แถลงในภายหลังว่า ผู้นำทั้งสองเห็นว่าการโจมตีของอิหร่าน “เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย ซึ่งคุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค และบ่อนทำลายความมั่นคงของแหล่งพลังงานโลก”

 

ขณะที่เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด (Faisal bin Farhan Al Saud) รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ประกาศสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหากจำเป็น และเตือนอิหร่านว่า “ความอดทนต่อการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียนั้นมีขีดจำกัด” พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเตหะราน “ทบทวน” กลยุทธ์ของตนโดยทันที

 

ทรัมป์รู้แผนโจมตีของอิสราเอลล่วงหน้า

 

Wall Street Journal รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์โจมตีที่เกิดขึ้น ว่าการที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส เพราะมีเป้าหมายที่จะตัดแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งรับผิดชอบภารกิจสู้รบและปกป้องระบอบการปกครองของอิหร่านจากภัยคุกคาม

 

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อเมริกันและอิสราเอล เผยว่า สหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้คำมั่นว่าจะควบคุมการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ได้รับแจ้งแผนการดังกล่าวล่วงหน้าและไม่มีปัญหาใดๆ อีกทั้งยังเป็นผู้อนุมัติการโจมตีครั้งนี้ เพื่อกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ทราบมาก่อนว่าอิสราเอลจะทำการโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่านครั้งนี้

 

โดยทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังจากอิหร่านทำการโจมตีแหล่งพลังงานในประเทศอ่าวเปอร์เซีย โดยชี้ว่าการที่อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซ LNG ของกาตาร์ “ไม่เป็นธรรมและไร้เหตุผล”

 

ขณะที่เขายังขู่ว่า หากอิหร่านโจมตีกาตาร์อีกครั้ง สหรัฐฯ จะ “ระเบิดแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สทั้งหมดอย่างรุนแรง และทรงพลังอย่างที่อิหร่านไม่เคยเห็นหรือพบเจอมาก่อน” และให้คำยืนยันว่า “อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่านอีก เว้นแต่อิหร่านจะตัดสินใจโจมตีประเทศผู้บริสุทธิ์อื่นๆ”

 

IRGC เตือนทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันอ่าวเปอร์เซีย

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศคำเตือนว่า อิหร่านจะทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย หากแหล่งอุตสาหกรรมพลังงานของตนถูกโจมตีอีกครั้ง

 

โดย IRGC ยืนยันว่า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี และแหล่งก๊าซ ทั้งในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ล้วนกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงและถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ขณะที่ก่อนหน้านี้ ยังมีการระบุรายชื่อโรงกลั่นน้ำมันและแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญในภูมิภาคซึ่งตกเป็นเป้าหมาย ได้แก่

 

  • โรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ (Samref Refinery) – ซาอุดีอาระเบีย
  • โรงงานปิโตรเคมีจูบาอิล (Jubail Petrochemical Complex) – ซาอุดีอาระเบีย
  • แหล่งก๊าซอัลฮอสน์ (Al Hosn Gas Field) – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • โรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด (Mesaieed Petrochemical Complex) – กาตาร์
  • บริษัทเมไซอีด โฮลดิง (Mesaieed Holding Company) – กาตาร์
  • โรงกลั่นราสลาฟฟาน (Ras Laffan Refinery) – กาตาร์

 

โดยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเผยว่า ผู้ประกอบการบริษัทพลังงานหลายราย ได้เริ่มอพยพคนออกจากสถานที่เป้าหมายที่อยู่ในรายชื่อแล้วเพื่อป้องกันอันตราย

 

หวั่นสงครามเฟสใหม่ ฉุดวิกฤตพลังงานเลวร้าย

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนจากการโจมตีแหล่งก๊าซในอิหร่าน และการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดีดตัวพุ่งสูงกว่า 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นแตะ 114 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (19 มีนาคม)

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยง ที่อิหร่านอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียมากขึ้นอีก ซึ่งอาจยิ่งทำให้วิกฤตอุปทาน จากการที่ปริมาณน้ำมันทั่วโลกหายไปหลายล้านบาร์เรล เลวร้ายลงไปอีก

 

ขณะที่ มาร์ติน ซีเนียร์ หัวหน้าฝ่ายกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ Argus Media ชี้ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกิดขึ้น จะสร้าง ‘ผลกระทบด้านพลังงานระดับใหม่’ ซึ่งอาจใช้เวลาในการซ่อมแซมความเสียหายที่ยาวนานแม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม

 

 

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post ‘ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน’ จับตาอิสราเอล-อิหร่าน โจมตีแหล่งก๊าซ-น้ำมัน ยกระดับสงครามสู่เฟสใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเลเซียฉีกดีลภาษี-การค้ากับสหรัฐฯ ประกาศเป็นโมฆะ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งทรัมป์ https://thestandard.co/malaysia-us-trade-tax-deal-void/ Thu, 19 Mar 2026 08:01:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1189157 ธงชาติมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและภาษีที่ถูกยกเลิก

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานวันนี้ (19 มีนาคม) ว่า มาเ […]

The post มาเลเซียฉีกดีลภาษี-การค้ากับสหรัฐฯ ประกาศเป็นโมฆะ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและภาษีที่ถูกยกเลิก

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานวันนี้ (19 มีนาคม) ว่า มาเลเซียเป็นประเทศแรกที่ประกาศถอนตัวและระบุให้ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ที่ทำไว้กับคณะบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ‘เป็นโมฆะ’

 

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่เพียงพอรองรับ และไม่สามารถบังคับใช้แบบเหมารวมได้

 

นอกเหนือจากข้ออ้างเรื่องคำตัดสินของศาลแล้ว การถอนตัวครั้งนี้ยังมีสาเหตุมาจาก ‘แรงกดดันภายในประเทศ’ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวถูกนักการเมืองฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมวิจารณ์อย่างหนักว่า รัฐบาลยอมเสียเปรียบสหรัฐฯ มากเกินไป และทำลายความเป็นกลางของมาเลเซีย

 

อีกทั้งกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลมาเลเซียในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งที่ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสนับสนุนอิสราเอลและการโจมตีอิหร่าน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้มาเลเซียยกเลิกข้อตกลงนี้

 

ท่าทีของมาเลเซียในช่วงแรกเต็มไปด้วยความสับสน โดยรัฐบาลได้ออกมากลับคำให้สัมภาษณ์ของ โจฮารี อับดุล กานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า ก่อนที่โฆษกรัฐบาลจะออกมายืนยันในภายหลังว่า จุดยืนการยกเลิกข้อตกลงนั้นยังคงอยู่ ที่ปรึกษารัฐบาลและนักวิเคราะห์ต่างเตือนว่า การสื่อสารที่สับสนและท่าทีที่เป็น ‘ความเสี่ยงสูง’ นี้ อาจทำลายความเชื่อมั่นและเสี่ยงต่อการถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการลงโทษรุนแรงได้

 

มาตรการทางภาษีสหรัฐฯ และท่าทีผู้นำมาเลเซีย

 

อัตราภาษี 19% สำหรับการส่งออกที่ตกลงกันไว้เดิม ‘ถูกยกเลิกแล้ว’ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้หันมาบังคับใช้มาตรา 122 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลาสูงสุด 150 วัน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังกำลังสอบสวนมาเลเซียเรื่องการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 301 ซึ่งครอบคลุมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและกำลังการผลิตส่วนเกิน

 

ส่วนแนวทางแก้ไขในอนาคตนั้น มีรายงานว่า อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย คาดหวังว่าจะได้พบกับโดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อชี้แจงจุดยืนและหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดด้านนโยบายการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างกัน

 

แฟ้มภาพ: Andrew Harnik / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post มาเลเซียฉีกดีลภาษี-การค้ากับสหรัฐฯ ประกาศเป็นโมฆะ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน https://thestandard.co/thai-worker-israel-missile-attack/ Thu, 19 Mar 2026 07:29:27 +0000 https://thestandard.co/thai-worker-israel-missile-attack/ ภาพประกอบสถานการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล มีแรงงานไทยเสียชีวิต 1 คน

สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศขอ […]

The post AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล มีแรงงานไทยเสียชีวิต 1 คน

สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศของไทย ว่าแรงงานต่างชาติ 1 คน ในอิสราเอล ที่เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านวานนี้ (18 มีนาคม) เป็นแรงงานเกษตรชาวไทย

 

กรณีการเสียชีวิตของแรงงานไทยดังกล่าว เกิดขึ้นที่หมู่บ้านโมชาฟ อาดานิม ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทลอาวีฟไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร และห่างจากเวสต์แบงก์ไม่ถึง 8 กิโลเมตร

 

แถลงการณ์จากหน่วยบริการทางการแพทย์ของอิสราเอล ระบุว่า พบร่างชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลสาหัสเนื่องจากเศษชิ้นส่วนขีปนาวุธ ที่ตกลงมาและกระจัดกระจายไปทั่วที่เกิดเหตุ

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า หญิงชาวปาเลสไตน์ 3 คนเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 8 คน หลังถูกเศษชิ้นส่วนขีปนาวุธตกใส่ร้านทำผมแห่งหนึ่ง ในเมืองเบตอาวา (Beit Awa) ในเขตเวสต์แบงก์

 

โดย AFP รายงานว่า มีเศษชิ้นส่วนขีปนาวุธตกในหลายจุดทั่วเขตเวสต์แบงก์ ขณะที่กองทัพอิสราเอลเผยว่า มีการยิงขีปนาวุธโจมตีจากอิหร่านหลายระลอก และกำลังปฏิบัติการสกัดกั้น

 

 

อ้างอิง:

 

 

The post AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? https://thestandard.co/us-troops-middle-east-iran-war/ Thu, 19 Mar 2026 05:47:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1189115 ภาพทหารสหรัฐฯ เตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากข […]

The post จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารสหรัฐฯ เตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เพื่อรับมือสงครามอิหร่าน

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินมานานเกือบ 3 สัปดาห์เต็มและอาจส่อเค้ากลายเป็น ‘สงครามพลังงานครั้งใหญ่’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับหลายประเทศทั่วโลก

 

โดยฟากฝั่งของสหรัฐฯ มีสัญญาณสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจเป็นท่าทีที่มีส่วนช่วยยกระดับความรุนแรงให้กับสงครามครั้งนี้ ได้แก่

 

1. การพิจารณา ‘เพิ่มกำลังทหาร’ ในตะวันออกกลาง

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งทหารอเมริกันหลายพันนายไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังและขยายปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่านซึ่งยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์

 

แม้ทรัมป์จะ ‘เคยต่อต้าน’ การทำสงครามในต่างแดน แต่ล่าสุดเขากลับปฏิเสธที่จะตัด ‘ทางเลือก’ ในการส่งทหารราบลงพื้นที่ (Boots on the Ground) ในสมรภูมิอิหร่านออกไป โดยทำเนียบขาวระบุชัดเจนว่า ทรัมป์ ‘เปิดกว้างสำหรับทุกทางเลือก’ และมีการหารือถึงการส่งทหารไปประจำการตามแนวชายฝั่งของอิหร่านอีกด้วย

 

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ในขณะนี้นั้น สหรัฐฯ กำลังประเมินทางเลือกหลายทาง ได้แก่ การส่งกองกำลังไปรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ, การส่งทหารราบไปยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน และการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่เสี่ยงและซับซ้อนมาก

 

โดยเฉพาะแผนยึดครองเกาะคาร์ก เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ไม่ได้มองแค่การโจมตีทางอากาศ แต่กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ‘เข้าควบคุม’ เกาะคาร์ก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารมองว่า ‘เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง’ เนื่องจากเกาะนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างยิ่งยวด การส่งทหารราบเข้าไปยึดครองพื้นที่นี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การใช้ทหารราบถือเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างมากสำหรับทรัมป์ เนื่องจากเสียงสนับสนุนในประเทศต่ำ และขัดกับสัญญารณรงค์หาเสียงที่เขาเคยประกาศว่า จะไม่นำสหรัฐฯ ไปพัวพันกับสงครามต่างชาติ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องเผชิญปัญหาการสูญเสียกำลังรบสำคัญอย่างเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ที่ต้องส่งไปซ่อมบำรุงที่กรีซหลังเกิดเหตุไฟไหม้

 

2. ‘ของบประมาณเพิ่มเติม’ เพื่อทำสงครามกับอิหร่าน

 

เพนตากอนสหรัฐฯ กำลังของบประมาณเพิ่มเติมราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้ทำสงครามกับอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า จำนวนเงินดังกล่าวจะสูงกว่าต้นทุนปฏิบัติการของรัฐบาลทรัมป์ที่ผ่านมาอย่างมาก โดยงบก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการผลิตอาวุธสำคัญที่ถูกใช้ไปอย่าง ‘เร่งด่วน’

 

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้เสนอคำของบประมาณในหลายรูปแบบ และ The Washington Post ชี้ว่า ข้อเสนอล่าสุดนี้น่าจะก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในสภาคองเกรส เนื่องจากเสียงสนับสนุนจากประชาชนต่อความพยายามดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำ และพรรคเดโมแครตก็เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

 

ในขณะที่พรรครีพับลิกันได้ส่งสัญญาณสนับสนุนคำของบประมาณเพิ่มเติมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีข้อผูกมัดในด้านยุทธศาสตร์ทางนิติบัญญัติ หรือพบแนวทางที่ชัดเจนในการรวบรวมเสียงให้ผ่านเกณฑ์ 60 เสียงของวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทั้งเพนตากอนและทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

 

นักวิเคราะห์มองว่า ที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีรัฐบาลโจ ไบเดนเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อนุมัติให้เป็นทุนในสงครามยูเครนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทรัมป์มักจะพูดเกินจริงหรือโกหกเกี่ยวกับจำนวนเงินที่สหรัฐฯ ใช้ไปเพื่อช่วยยูเครนสกัดกั้นรัสเซีย โดยเสนอตัวเลขประเมินที่สูงเกินจริงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสงครามกับอิหร่านของเขา ‘ดูเล็กน้อยหรือดูถูกกว่า’ ในสายตาพลเมืองอเมริกันเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

 

โดยงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติให้ความช่วยเหลือยูเครนสะสมตั้งแต่เริ่มต้นสงคราม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2025 ซึ่งได้รับความเห็นชอบในสมัยไบเดนนั้นอยู่ที่ 1.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แฟ้มภาพ: Hapelinium / Shutterstock

Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จับสัญญาณสหรัฐฯ พิจารณาส่งทหารไปตะวันออกกลาง-ของบทำสงครามเพิ่ม 2 แสนล้าน เตรียมพร้อมสงครามเฟสใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมอิสราเอลโจมตี South Pars ของอิหร่าน ถึงเป็นชนวนยกระดับสงครามครั้งนี้ https://thestandard.co/israel-iran-south-pars-war-escalation/ Thu, 19 Mar 2026 05:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1189056 ภาพแหล่งก๊าซธรรมชาติ South Pars ซึ่งเป็นชนวนความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า อิสราเอลได้โจมตีแหล่งก […]

The post ทำไมอิสราเอลโจมตี South Pars ของอิหร่าน ถึงเป็นชนวนยกระดับสงครามครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแหล่งก๊าซธรรมชาติ South Pars ซึ่งเป็นชนวนความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า อิสราเอลได้โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่านเมื่อวานนี้ (18 มีนาคม) เป็นเหตุให้อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการโจมตีคลังน้ำมันและโครงสร้างทางพลังงานสำคัญของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านภายในภูมิภาค โดยเฉพาะกาตาร์ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

South Pars คืออะไร สำคัญมากขนาดไหน?

 

South Pars เป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยเป็นพื้นที่ที่อิหร่านและกาตาร์เป็นเจ้าของและใช้ประโยชน์ร่วมกัน

 

โดยพื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งผลิตพลังงานภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออิหร่านที่มักประสบปัญหาในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

 

ด้วยความที่เป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ ทันทีที่มีข่าวการโจมตี ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความกังวลว่า อุปทานพลังงานโลกจะหยุดชะงัก

 

การมีผลประโยชน์ร่วมกันในแหล่งก๊าซนี้ ทำให้ South Pars ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเชื่อมความสัมพันธ์และลดความตึงเครียดทางการทูต’ ระหว่างกาตาร์และอิหร่าน รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมาโดยตลอด

 

ทำไมการโจมตี South Pars จึงถือเป็นการ ‘ยกระดับสงคราม’ ครั้งนี้

 

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดสงครามที่มีการพุ่งเป้าโจมตี โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตพลังงานของอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลพยายามหลีกเลี่ยงการโจมตีภาคการผลิตน้ำมันและก๊าซของอิหร่านมาตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีเพื่อนบ้าน

 

หลังจากการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศทันทีว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ ถือเป็น ‘เป้าหมายโดยตรงและชอบธรรม’ ที่จะถูกโจมตีโต้กลับ การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการเหวี่ยงลูกตุ้มความขัดแย้งไปสู่ ‘สงครามเศรษฐกิจและพลังงานแบบเต็มรูปแบบ’

 

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากเกิดความเสียหายต่อตัวโครงสร้างการผลิตอย่างรุนแรง จะส่งผลกระทบร้ายแรงยาวนานหลายปี และไม่สามารถฟื้นฟูได้ทันที เมื่อสงครามจบลง ซึ่งแตกต่างจากการที่แค่การขนส่งหยุดชะงักชั่วคราว

 

ปฏิกิริยาตอบโต้จากประเทศต่างๆ

 

รัฐบาลกาตาร์มีคำสั่งให้ผู้ช่วยทูตด้านความมั่นคงและทหารของอิหร่านเดินทางออกนอกประเทศทันที หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงก๊าซธรรมชาติหลักในนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก

 

ขณะที่ UAE ได้สั่งปิดสถานีก๊าซ Habshan ในกรุงอาบูดาบี หลังถูกอิหร่านโจมตี ด้านซาอุดีอาระเบียระบุว่าโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของตนถูกโจมตีเช่นกัน โดยทางการซาอุฯ แถลงอย่างดุดันว่า “ความเชื่อใจเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ในอิหร่านได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว”

 

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เตหะรานเปิดฉากตอบโต้ใส่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วอ่าวเปอร์เซีย พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการโจมตีครั้งนี้ และประเทศกาตาร์ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น

 

ทรัมป์ยังได้ส่งสัญญาณเตือนถึงอิหร่าน โดยระบุว่า อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ที่มีความสำคัญและมีค่ามหาศาลแห่งนี้อีกต่อไป “ยกเว้นแต่ว่าอิหร่านจะตัดสินใจอย่างโง่เขลาด้วยการโจมตีผู้บริสุทธิ์อย่าง กาตาร์ อีกครั้ง”

 

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ “ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีความช่วยเหลือหรือความยินยอมจากอิสราเอลก็ตาม จะดำเนินการโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ทั้งหมดด้วยอานุภาพและความรุนแรงที่อิหร่านไม่เคยพบเห็นหรือประสบมาก่อนในชีวิต”

 

ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เตือนถึง ‘ผลลัพธ์ที่ไม่อาจควบคุมได้’ หากสงครามถูกยกระดับมากยิ่งขึ้นไปอีกจากการโจมตีโครงสร้างทางพลังงาน โดยอิหร่านยังได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเทลอาวีฟและบางพื้นที่ในเขตเวสต์แบงก์อีกด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุโจมตีโต้กลับในครั้งนี้

 

แฟ้มภาพ: Morteza Nikoubazl / NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมอิสราเอลโจมตี South Pars ของอิหร่าน ถึงเป็นชนวนยกระดับสงครามครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ขู่ระเบิดแหล่งก๊าซใหญ่อิหร่าน หากโจมตีกาตาร์อีกครั้ง ยืนยันสหรัฐฯ ไม่รู้เรื่องอิสราเอลโจมตี https://thestandard.co/trump-iran-gas-field-qatar-attack/ Thu, 19 Mar 2026 04:34:51 +0000 https://thestandard.co/trump-iran-gas-field-qatar-attack/ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่โจมตีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขอสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใน Trut […]

The post ทรัมป์ ขู่ระเบิดแหล่งก๊าซใหญ่อิหร่าน หากโจมตีกาตาร์อีกครั้ง ยืนยันสหรัฐฯ ไม่รู้เรื่องอิสราเอลโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่โจมตีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขอสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใน Truth Social เกี่ยวกับกรณีที่อิสราเอลทำการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในอิหร่าน โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ทราบเรื่องการโจมตีครั้งนี้ เช่นเดียวกับกาตาร์ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

 

“อิสราเอลด้วยความโกรธแค้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ได้โจมตีอย่างรุนแรงต่อแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เซาท์พาร์ส ในอิหร่าน โดยโจมตีเพียงส่วนเล็กๆ ของแหล่งก๊าซทั้งหมด

 

สหรัฐอเมริกาไม่ทราบเรื่องการโจมตีครั้งนี้ และประเทศกาตาร์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น” ทรัมป์ ระบุ

 

ทั้งนี้ กาตาร์ ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ของอิหร่าน ที่ยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (Ras Laffan) แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่สุดในโลก ที่ผลิตก๊าซ LNG สัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

 

โดยทรัมป์ ชี้ว่าการที่อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซ LNG ของกาตาร์ นั้น “ไม่เป็นธรรมและไร้เหตุผล”

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ ยังระบุว่า “อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่านอีก เว้นแต่อิหร่านจะตัดสินใจโจมตี ประเทศผู้บริสุทธิ์อื่นอย่างไม่ฉลาด ซึ่งในกรณีนี้คือกาตาร์” พร้อมทั้งขู่ว่า หากอิหร่านโจมตีกาตาร์อีกครั้ง สหรัฐฯ จะ “ระเบิดแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สทั้งหมดอย่างรุนแรงและทรงพลังอย่างที่อิหร่านไม่เคยเห็นหรือพบเจอมาก่อน”

 

“ผมไม่ต้องการอนุมัติความรุนแรงและการทำลายล้างในระดับนี้ เนื่องจากผลกระทบระยะยาวที่จะมีต่ออนาคตของอิหร่าน แต่หากแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ถูกโจมตีอีกครั้ง ผมจะไม่ลังเลที่จะทำเช่นนั้น”

 

ภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทรัมป์ ขู่ระเบิดแหล่งก๊าซใหญ่อิหร่าน หากโจมตีกาตาร์อีกครั้ง ยืนยันสหรัฐฯ ไม่รู้เรื่องอิสราเอลโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านเดือด กล่าวหาอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซสำคัญ ก่อนยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่แหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซประเทศอ่าว https://thestandard.co/iran-retaliates-gulf-energy-attack/ Thu, 19 Mar 2026 03:34:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1188942 โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติในตะวันออกกลาง

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่อแววลุกลามไ […]

The post อิหร่านเดือด กล่าวหาอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซสำคัญ ก่อนยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่แหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซประเทศอ่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติในตะวันออกกลาง

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่อแววลุกลามไปสู่สงครามพลังงาน หลังจากที่วานนี้ (18 มีนาคม) เกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านและกาตาร์แบ่งใช้ร่วมกัน รวมถึงมีการโจมตีโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติบนชายฝั่งเมืองอัสซาลูเยห์ ในจังหวัดบูเชห์ร ของอิหร่านด้วย

 

โดยอิหร่านกล่าวหาอิสราเอล ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว และประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายโจมตีแหล่งอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในประเทศอ่าวเปอร์เซีย ก่อนจะดำเนินการโจมตีทั้งในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

โดยที่กาตาร์ มีรายงานการยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (Ras Laffan) แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผลิตก๊าซ LNG ได้ประมาณ 20% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ซึ่งผลการโจมตีก่อให้เกิดไฟไหม้อย่างรุนแรง โดยบริษัทน้ำมัน QatarEnergy รายงานว่าเกิดความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ล่าสุดทางการสามารถควบคุมเพลิงส่วนใหญ่ได้แล้ว

 

ที่ซาอุดีอาระเบีย มีรายงานการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 2 แห่ง ในกรุงริยาด โดยทางการซาอุฯ สามารถสกัดและทำลายขีปนาวุธได้ 4 ลูก และนอกจากนี้ยังพบความพยายามโจมตีด้วยโดรนใส่โรงงานก๊าซทางตะวันออกของประเทศ

 

ส่วนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็มีรายงานการสกัดกั้นขีปนาวุธที่พยายามโจมตีโรงงานก๊าซฮับชาน (Habshan) และแหล่งน้ำมันบาบ (Bab) จนทำให้ต้องระงับการดำเนินการในโรงงานชั่วคราว

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ประณามอิสราเอลสำหรับการโจมตีโรงงานก๊าซในเซาท์พาร์ส ว่าเป็นการกระทำที่ ‘อันตรายและไร้ความรับผิดชอบ’ และประณามอิหร่านสำหรับการตอบโต้ที่ “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง” ก่อนจะสั่งขับนักการทูตอาวุโสของอิหร่าน 2 คนออกจากประเทศ

 

ขณะที่เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เตือนว่า อิหร่านต้อง “ทบทวนการตัดสินใจที่ผิดพลาด” และเน้นย้ำว่าการโจมตีตอบโต้เช่นนี้ จะไม่นำมาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ แก่เตหะราน ซึ่งซาอุฯ สงวนสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหากจำเป็น

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประณามการกระทำของอิหร่านว่าเป็น “การโจมตีของผู้ก่อการร้าย” ซึ่งถือเป็น “การยกระดับความรุนแรงที่อันตรายและการละเมิดหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

IRGC เตือนทำลายอุตสาหกรรมพลังงานในอ่าวเปอร์เซียหากถูกโจมตีอีกครั้ง

 

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เตือนว่ากองทัพอิหร่านจะทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย หากแหล่งอุตสาหกรรมพลังงานของตนถูกโจมตีอีกครั้ง

 

แถลงการณ์ของ IRGC ที่เผยแพร่โดยสื่ออิหร่านระบุว่า “เราขอเตือนท่านอีกครั้งว่าท่านได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเรากำลังดำเนินการตอบโต้”

 

“หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของท่านและพันธมิตรของท่านจะไม่หยุดจนกว่าจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง และการตอบโต้ของเราจะรุนแรงกว่าการโจมตีในคืนนี้มาก”

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Stringer/File Photo

 

อ้างอิง:

 

 

The post อิหร่านเดือด กล่าวหาอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซสำคัญ ก่อนยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่แหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซประเทศอ่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-ไอร์แลนด์ย้ำสัมพันธ์ 51 ปีในวันนักบุญแพทริค https://thestandard.co/thailand-ireland-51-year-relations/ Wed, 18 Mar 2026 13:43:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1188888 ภาพบรรยากาศงานฉลองวันนักบุญแพทริค โดยมีตัวแทนจากไทยและไอร์แลนด์ร่วมงาน เพื่อย้ำความสัมพันธ์ 51 ปี

สถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทยจัดงานวันนักบุญ […]

The post ไทย-ไอร์แลนด์ย้ำสัมพันธ์ 51 ปีในวันนักบุญแพทริค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานฉลองวันนักบุญแพทริค โดยมีตัวแทนจากไทยและไอร์แลนด์ร่วมงาน เพื่อย้ำความสัมพันธ์ 51 ปี

สถานเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทยจัดงานวันนักบุญแพทริค (St. Patrick’s Day) และวันชาติไอร์แลนด์ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยปีนี้มี ชาร์ลี แม็คโคนาล็อก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การสื่อสาร และกีฬา ของไอร์แลนด์ เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 14-18 มีนาคม 2569

 

ภายในงาน วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทย เข้าร่วม และกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-ไอร์แลนด์ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 51 ปี ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้า เศรษฐกิจ การศึกษา ดิจิทัล และเทคโนโลยี

 

วิชาวัฒน์ยังกล่าวถึงการจัดงาน Thailand-Ireland Forum: Advancing Technology and Digital Partnership ครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2568 รวมถึงความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศในประเด็นต่างๆ เช่น การสนับสนุนการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ของไทย, การผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) และการขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคต

 

ด้าน แพท เบิร์น เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานวันนักบุญแพทริคในไทยปีนี้มีขึ้นท่ามกลางการเยือนไทยของรัฐมนตรีแม็คโคนาล็อก และสะท้อนความสำคัญของความร่วมมือระหว่างไอร์แลนด์กับไทย รวมถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชนของทั้งสองประเทศ

 

นอกจากเข้าร่วมงานดังกล่าว ระหว่างการเยือนกรุงเทพฯ แม็คโคนาล็อกยังได้พบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ของไทย รวมถึงเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในอนาคต อีกทั้งยังได้พบกับชุมชนชาวไอริชในประเทศไทยและตัวแทนจาก Thailand GAA หรือสมาคมกีฬาเกลิกฟุตบอลในประเทศไทย

 

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีการนำเสนอวัฒนธรรมไอริชผ่านการบรรเลง Uilleann Pipes หรือปี่พื้นเมืองไอริช, การแสดง Harp ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติของไอร์แลนด์ และการแสดงเต้นรำแบบ Sean Nós

 

ทั้งนี้ การเยือนของแม็คโคนาล็อกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเยือนต่างประเทศประจำวันนักบุญแพทริคของรัฐบาลไอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศคู่มิตร รวมถึงเชื่อมโยงกับชุมชนชาวไอริชในต่างประเทศ

 

The post ไทย-ไอร์แลนด์ย้ำสัมพันธ์ 51 ปีในวันนักบุญแพทริค appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? https://thestandard.co/kent-resigns-trump-iran-war-gamble/ Wed, 18 Mar 2026 12:58:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1188879 ภาพประกอบแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพื้นหลัง โดยมี โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ปรากฏอยู่ด้านหน้า

กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับ […]

The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพื้นหลัง โดยมี โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ปรากฏอยู่ด้านหน้า

กระแส Make America Great Again หรือ ‘MAGA’ ได้รับการจับตามองอีกครั้ง หลัง โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลอย่างมากในฐานเสียงของกลุ่ม MAGA ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อประท้วงการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 8 เดือน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ในทางการเมือง ในขณะที่ทรัมป์ทุ่มเดิมพันไปกับสงครามอิหร่านที่นับวันจะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

 

โจ เคนต์ คือใคร

 

เคนต์เป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นของโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการ MAGA มาโดยตลอด เขาเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในแคมเปญหาเสียง เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สมัยที่สองของทรัมป์เมื่อปี 2020

 

เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐวอชิงตันถึง 2 ครั้ง ในปี 2022 และ 2024 ในนามพรรครีพับลิกัน ซึ่งแม้จะพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครพรรคเดโมแครตทั้งสองครั้ง แต่เขาได้รับการสนับสนุน (Endorsement) จากทรัมป์โดยตรงในการเลือกตั้งทั้งสองรอบ ก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ และประกาศลาออกในที่สุด

 

เหตุผลของ ‘การลาออกของเคนต์’ คืออะไร

 

เคนต์ระบุในจดหมายลาออกว่า อิหร่านไม่ได้เป็น ‘ภัยคุกคามที่เร่งด่วน’ ต่อสหรัฐฯ แต่สงครามนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ในอเมริกา

 

เคนต์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียภรรยาจากเหตุระเบิดในซีเรีย มองว่าทรัมป์ ‘ละทิ้งคำมั่นสัญญา’ ที่จะกันสหรัฐฯ ออกจาก ‘สงครามที่ไม่สิ้นสุด’ เขากล่าวหาว่า ทรัมป์ถูก ‘เสียงสะท้อน’ ของสื่อและเจ้าหน้าที่อิสราเอลหลอกลวงให้เชื่อว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ต้องรีบจัดการ ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิรัก

 

ในฐานะอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านการรบมา 11 ครั้ง และสูญเสียภรรยาจากสงคราม เคนต์ยืนยันว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้คนอเมริกันและไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่ต้องสูญเสียไป

 

จดหมายลาออกของเคนต์พาดพิงและกล่าวโทษอิสราเอล ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักการเมืองหลายคน ซึ่งโจมตีข้อความของเคนต์ว่าเป็นการใช้ทัศนคติที่ ‘ต่อต้านชาวยิว’ (Anti-Semitic) และใช้ข้ออ้างเพื่อหา ‘แพะรับบาป’

 

ปฏิกิริยาของทรัมป์ และทำเนียบขาว เป็นอย่างไร

 

ทรัมป์ปฏิเสธความกังวลของเคนต์ โดยกล่าวว่าเคนต์เป็นคนที่ ‘อ่อนแอในเรื่องความมั่นคง’ และถือเป็นเรื่องดีที่เขาออกไป เพราะคนที่ไม่เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามถือว่า ‘เป็นคนไม่ฉลาด’

 

ขณะที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาของเคนต์นั้นเป็นเรื่อง ‘น่าขันและเป็นตลกร้าย’ พร้อมยืนยันว่า ทรัมป์มีหลักฐานที่หนักแน่นว่า ‘อิหร่านกำลังเตรียมโจมตีสหรัฐฯ ก่อน’

 

ทางด้าน ทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติและอดีตเจ้านายของเคนต์ ได้รักษาระยะห่างจากการลาออกครั้งนี้ โดยออกแถลงการณ์สนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำประเทศที่พลเมืองชาวอเมริกันเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมา

 

การลาออกของ โจ เคนต์ สะท้อนนัยสำคัญอย่างไร

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การลาออกของเคนต์ตอกย้ำให้เห็นถึง ‘ความแตกแยก’ ภายในรัฐบาลและฐานเสียงของทรัมป์ในกลุ่ม MAGA แม้การลาออกครั้งนี้ ‘อาจไม่เปลี่ยน’ แผนยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งมิดเทอม (Midterm Elections) ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึง 8 เดือนข้างหน้า การที่บุคคลที่มีอิทธิพลสูงในกลุ่ม MAGA ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง อาจทำให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมบางส่วน ‘เริ่มเสื่อมศรัทธา’ ในตัวประธานาธิบดีได้

 

ขณะที่ ทิม พูล นักจัดรายการพอดแคสต์ฝั่งอนุรักษนิยม เตือนว่า นี่คือสัญญาณของการแตกสลายในขบวนการ MAGA และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และอุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า อาจารย์มองว่าการลาออกดังกล่าวดู ‘เป็นเรื่องปกติ’ ที่แม้แต่ผู้สนับสนุนตัวยงก็อาจเปลี่ยนจุดยืนได้ เมื่อเห็นผลกระทบจากสงครามที่กำลังจะลุกลามใหญ่โต

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘เกิดความแตกแยกและไม่เห็นด้วยขึ้นแล้ว’ ในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ หรือ MAGA โดยบุคคลที่ตัดสินใจลาออกน่าจะเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก เพราะใครที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในตอนนี้มักจะถูกบีบให้ออก อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่สนับสนุนและมองทรัมป์เป็นฮีโร่อยู่อย่างเหนียวแน่น

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่ สงครามกับอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจาก ‘อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ยิสต์’ ตามการกล่าวอ้างของเคนต์นั้น อาจารย์ประพีร์มองว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มสนับสนุนอิสราเอล เช่น AIPAC จะอยู่เบื้องหลังและมีส่วนผลักดันให้เกิดสงคราม เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการให้เงินทุนการเมืองและกำหนดทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน แต่อาจารย์ยังไม่ขอฟันธงว่า เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ของทรัมป์จริงๆ คืออะไร

 

อาจารย์ประพีร์เชื่อว่า สงครามนี้จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของทรัมป์อย่างแน่นอน เพราะแฟนคลับจำนวนหนึ่งเริ่มลังเลและผิดหวังที่ทรัมป์มุ่งเน้นยุทธศาสตร์การใช้กำลังทหารรวดเร็วเกินคาด ตามแนวทาง Peace Through Strength แทนที่จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ ประชาชนอาจเริ่มรู้สึกว่า ผู้นำอย่างทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ ไปติดกับดักสงครามที่ไม่มีวันจบ

 

อาจารย์ยังแสดงความกังวลอย่างมากว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังเด็ดหัวผู้นำระดับสูงของประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง อาจกลายเป็น ‘แนวปฏิบัติของรัฐ’ (State Practice) หรือ ‘บรรทัดฐานใหม่’ (New Normal) ในสังคมโลก ซึ่งสะท้อนทิศทางของสหรัฐฯ ที่เน้นการใช้กำลังและโชว์ความแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

แฟ้มภาพ: Joshua Sukoff / shutterstock

Elizabeth Frantz / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post สัญญาณแตกจากภายใน เดิมพันทรัมป์ในสงครามอิหร่านมาถึงจุดเปลี่ยน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองภาพสงครามอิหร่าน Oil Shock เพิ่งเริ่ม กับผลกระทบที่อาจไม่จบแค่วิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/iran-war-oil-shock-crisis/ Wed, 18 Mar 2026 11:50:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1188838 ภาพประกอบสงครามอิหร่าน วิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงค […]

The post มองภาพสงครามอิหร่าน Oil Shock เพิ่งเริ่ม กับผลกระทบที่อาจไม่จบแค่วิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสงครามอิหร่าน วิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงไปยังระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่ ‘ราคาน้ำมันพุ่ง’ หรือ ‘ตลาดที่ผันผวน’ แต่คือการเปิดฉากของสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า ‘พายุไฟทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic Firestorm)’ ซึ่งก่อผลกระทบพร้อมกันทั้งในด้านพลังงาน การเงิน ความมั่นคงทางอาหาร และห่วงโซ่อุปทาน

 

สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations : CFR) เผยแพร่ความคิดเห็นจากหลายนักวิเคราะห์ซึ่งชี้ว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็น ‘จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง’ ของระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบระยะสั้น

 

สถานการณ์สงครามและการปิดเส้นเลือดพลังงานโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ถูกจับตามองว่า อาจจะยืดเยื้อและก่อผลกระทบที่ลุกลามและยาวนานกว่าที่หลายคนคิดไว้ ในขณะที่ทางเลือกของสหรัฐฯ ที่จะลดระดับความขัดแย้งก็เหลือน้อยลงทุกที

 

ช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

หัวใจของวิกฤตครั้งนี้ อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวด (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลก โดยที่ผ่านมามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลส่งผ่านเส้นทางเดินเรือนี้ทุกวัน

 

เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน (Edward Fishman) นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาภูมิเศรษฐกิจมอริซ อาร์. กรีนเบิร์ก ของ CFR ชี้ว่า สงครามอิหร่านได้ก่อให้เกิดสิ่งที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เรียกว่า ‘การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก’

 

การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบที่หายไป ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากประมาณ 65 ดอลลาร์ในช่วงที่เริ่มต้นสงครามเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

 

ช่องแคบไม่ได้ถูกปิดด้วยทุ่นระเบิดหรือการปิดล้อมทางทะเล แต่อิหร่านใช้โดรนและอาวุธราคาถูกอื่นๆ โจมตีเรือกว่าสิบลำ ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเรือพาณิชย์กว่าหนึ่งร้อยลำที่แล่นผ่านช่องแคบในแต่ละวัน โดยการโจมตีไม่กี่ครั้งก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงของอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

 

การแก้ไขปัญหานี้ สำหรับรัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางเลือกใดที่ง่าย โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ร่วมกับพันธมิตรใน IEA ได้ประสานงานการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จำนวน 400 ล้านบาร์เรลใน 120 วัน หรือเท่ากับเพียงประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังน้อยกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซมาก

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียชั่วคราว โดยหวังว่าจะเพิ่มอุปทานน้ำมัน แม้ว่าการกระทำนี้จะทำให้มอสโก กลับมามีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่ก็ยังแทบไม่มีผลกระทบในทางบวกต่อราคาน้ำมันโลก

 

ฟิชแมน ชี้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำมันจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง แต่ก็จะทำให้วอชิงตันเหลือทางเลือกที่ไม่น่าพึงประสงค์แค่ 2 ทาง คือ

 

1.โน้มน้าวให้เตหะรานเปิดช่องแคบอีกครั้ง ซึ่งจะต้องมีการประนีประนอมที่ยากลำบาก

 

2.ยกระดับสงครามต่อไป ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเรือรบและอาจต้องส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไป

 

Oil Shock จากสงครามในอิหร่านเพิ่งเริ่มต้น

 

แบรด ดับเบิลยู. เซตเซอร์ (Brad W. Setser) นักวิจัยอาวุโสของโครงการวิทนีย์ เชพาร์ดสันของ CFR ชี้ว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการขนส่งน้ำมันที่หยุดชะงักลง ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวอาหรับมีทางเลือกน้อยลง

 

โดยแม้ว่าซาอุดีอาระเบีย จะสามารถใช้วิธีส่งน้ำมันผ่านท่อได้วันละ 2 ล้านบาร์เรลหรืออาจมากถึง 4 ล้านบาร์เรล แต่โลกก็ยังขาดแคลนน้ำมันอีกเกือบ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันจากประเทศในอ่าวอาหรับ

 

รอรี่ จอห์นสตัน (Rory Johnston) จาก Commodity Context ประเมินว่า ประเทศในอ่าวอาหรับอาจมีการปิดบ่อน้ำมันมากถึง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหมายความว่าบ่อน้ำมันปิดตัวลงเนื่องจากไม่มีที่เก็บน้ำมัน

 

ทั้งนี้ แม้จะมีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะไม่ทำให้น้ำมันประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก หายไปจากตลาด

 

จอห์นสตัน ชี้ว่า โดยทั่วไปแล้ว การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้การบริโภคน้ำมันลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการคำนวณคร่าวๆ นี้ชี้ให้เห็นว่า การปิดช่องแคบเป็นเวลานานจะยิ่งผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และอาจสูงถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ช่วงก่อนสงคราม ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)

 

พูดง่ายๆ คือ มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน ว่าวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งนี้จะยังไม่จบสิ้น และยังมีความปั่นป่วนที่สำคัญในตลาดก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ฮีเลียม และตลาดก๊าซธรรมชาติเหลวด้วย

 

ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ก็จะไม่รอดพ้นจากวิกฤตน้ำมันเหล่านี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถผลิตน้ำมันได้มากพอๆ กับที่บริโภคทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากครัวเรือนอเมริกันส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคน้ำมัน และโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันบริโภคน้ำมันในแต่ละวันมากกว่าชาวยุโรปหรือชาวจีน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จึงต้องดึงเงินออมมาใช้เพื่อรักษาระดับการบริโภคโดยรวม หรือลดการบริโภคสินค้าอื่นๆ ลง

 

โดยจอห์นสตัน มองว่า การประเมินอย่างสมเหตุสมผลคือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

 

จากวิกฤตพลังงาน สู่ความมั่นคงทางอาหาร

 

ไมเคิล เวอร์ซ (Michael Werz) นักวิจัยอาวุโสของ CFR ที่มุ่งเน้นการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอพยพ และประเทศกำลังพัฒนา มองว่า “ผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในตะวันออกกลางและหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงในไทยและอาเซียน จะยิ่งลุกลามไปทั่วโลกจากวิกฤตอาหารที่รุนแรงขึ้น” เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางสำหรับขนส่งอาหารและปุ๋ยทางการเกษตรที่สำคัญอีกด้วย

 

ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมกันแล้วมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน มีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อวิกฤตอาหาร เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด เช่นนำเข้า ข้าว 77% ข้าวโพด 89% ถั่วเหลือง 95%และน้ำมันพืช 91 เปอร์เซ็นต์

 

ข้อมูลของสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะในลอนดอน ชี้ว่าการหยุดชะงักใดๆ ต่อห่วงโซ่อุปทานจะส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในทันที

 

ในอิหร่าน อัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาอาหารเพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ในรอบปีที่ผ่านมา โดยราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้น 7 เท่า ในขณะที่ราคาถั่วเลนทิลเขียวและน้ำมันพืชพุ่งขึ้น 3 เท่า

 

มีแนวโน้มว่า เส้นทางการขนส่งทางบกใหม่ๆ จะเปิดขึ้น ทำให้รัสเซีย ซีเรีย และตุรกีอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์เหนืออุปทานที่สำคัญ ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย โดยปกติจะนำเข้าผ่านท่าเรือทะเลแดง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอย่างมากจากการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

ทั้งนี้ เมื่อกิจกรรมการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ก็จะกระทบต่อการส่งออกปุ๋ยไปยังทั่วโลกด้วย โดยที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ มีการพึ่งพาประเทศในอ่าวอาหรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชดเชยการส่งออกปุ๋ยที่หายไปจากสงครามของรัสเซียในยูเครน และจีนที่มีการเพิ่มข้อจำกัดการส่งออกมากขึ้น

 

ขณะที่ประมาณ 1 ในสี 4 ของการผลิตปุ๋ยทั่วโลกถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหมายความว่าราคากำลังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในตะวันออกกลาง ราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง พุ่งสูงขึ้นถึง 19% ในหนึ่งสัปดาห์

 

อิหร่านเล็งเป้า Data Center หัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ

 

ด้าน คริส แม็กไกวร์ (Chris McGuire) นักวิจัยอาวุโสด้านจีนและเทคโนโลยีเกิดใหม่ของ CFR ชี้ว่า การโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ได้มุ่งเป้าไปที่ Data Center เชิงพาณิชย์ และทำให้ Data Center 2 แห่งของ Amazon ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีก 1 แห่งในบาห์เรนได้รับความเสียหาย

 

การโจมตีดังกล่าว ยังทำให้บริการดิจิทัลหยุดชะงักเป็นวงกว้างใน UAE รวมถึงธนาคารของประเทศด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพอิหร่านเล็งเป้าหมายไปที่ Data Center ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมาก

 

โดยการโจมตีเหล่านี้ ยังเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนพื้นฐานในแผนการที่จะรวมโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกไว้ในภูมิภาคที่มีความผันผวนมากที่สุดแห่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน เคยเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20 แต่ในศตวรรษที่ 21 Data Center ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ AI Data Center ที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาและใช้งานโมเดล AI ขั้นสูง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตระหนักถึงอิทธิพลที่ลดลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมน้ำมัน และกำลังลงทุนอย่างหนักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพื่อเป็นรากฐานของเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน โดยมีความพยายามสร้าง AI Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก

 

แต่แม็กไกวร์ กล่าวว่า “การโจมตีที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสัญญาณความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมาก” โดยเฉพาะสำหรับบริษัทสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพา Data Center ที่มีมูลค่าสูงหลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

เขามองว่า ตราบใดที่โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค การสร้าง AI Data Center ในตะวันออกกลางก็จะมีความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักและการถูกทำลาย ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญในการพิจารณาลงทุน และอาจเป็นเหตุผลที่ถูกใช้ประกอบการตัดสินใจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในการอนุมัติใบอนุญาตให้สร้าง AI Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศอ่าวอาหรับโดยใช้ชิปของสหรัฐฯ

 

ภาพ : REUTERS/Amr Alfiky/File Photo

 

อ้างอิง :

The post มองภาพสงครามอิหร่าน Oil Shock เพิ่งเริ่ม กับผลกระทบที่อาจไม่จบแค่วิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธเศรษฐกิจจีนกระทบญี่ปุ่นอย่างไร https://thestandard.co/china-japan-economic-weapon-nationalism/ Wed, 18 Mar 2026 08:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1188751 ธงชาติจีนและญี่ปุ่นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ตั้งแต่ปลายปี 2025 ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดตึง […]

The post กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธเศรษฐกิจจีนกระทบญี่ปุ่นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและญี่ปุ่นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ตั้งแต่ปลายปี 2025 ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดตึงเครียดอีกครั้ง ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นเศรษฐกิจโดยตรง หากแต่เริ่มจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นที่พาดพิงประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการท้าทาย ‘เส้นแดง’ ของจีน บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเชื้อเพลิงให้ความบาดหมางในครั้งนี้บานปลายอย่างไร และ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนจะมีอานุภาพทำลายล้างญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจได้แค่ไหน อย่างไร

 

ประการแรก กระแสชาตินิยม ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม

 

ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วย ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายญี่ปุ่น จากผลการเลือกตั้งล่าสุด ตอกย้ำว่า กระแสชาตินิยมแนวอนุรักษนิยมผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นไต้หวันและความมั่นคง นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นใช้วาทกรรมด้าน ‘ความอยู่รอดของชาติ’ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถลดระดับท่าทีได้ง่าย แม้จะรับรู้ถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจ

 

ในขณะที่ ทางฝ่ายจีนก็ใช้กระแสชาตินิยมเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ตอบโต้ญี่ปุ่นในประเด็น ‘ลัทธิทหารนิยม’ และ ‘อาชญากรรมสงครามในอดีต’ วาทกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความชอบธรรมภายในประเทศ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นที่รุนแรง ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนชัดจากถ้อยแถลงของหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

 

กระแสชาตินิยมที่เข้มข้นในแต่ละประเทศ จึงเปรียบเสมือน ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศถูกแรงกดดันจากสังคมและการเมืองภายในบังคับให้ ‘ถอยไม่ได้’ และเมื่อการเมืองแข็งกร้าวขึ้น เศรษฐกิจก็ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือโดยตรง

 

ประการถัดมา ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนยิงตรงไปที่จุดอ่อนญี่ปุ่น

 

จีนเลือกใช้ ‘พลังทางเศรษฐกิจ’ ของตัวเองเป็นอาวุธ (Economic Weapon) ในการถล่มยิงตรงไปที่ ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ของญี่ปุ่นที่มีความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในหลายด้านอาวุธทางเศรษฐกิจที่จีนใช้จัดการกับญี่ปุ่นในขณะนี้ ได้แก่

 

(1) การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมดของโลก

 

(2) การจำกัดการส่งออกสินค้า Dual-Use Items ที่สามารถใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร เช่น แร่หายาก ทังสเตน เทลลูเรียม บิสมัท เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหนัก

 

(3) ขึ้นบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังบริษัทญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

 

และ (4) มาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการเชิงสัญลักษณ์และภาคบริการ เช่น การเรียกหมีแพนด้าคืนกลับประเทศจีน และการส่งคำเตือนด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ จีนอาศัย ‘กฎหมายควบคุมการส่งออกและกรอบความมั่นคงแห่งชาติ’ ในการประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้า Dual-Use Items และยังได้ขยายผลไปถึงบริษัทในประเทศที่สาม หากมีการส่งต่อสินค้าต้นทางจากจีนไปยังบริษัทญี่ปุ่น โดยฝ่ายจีนให้เหตุผลว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ‘สกัดการเสริมกำลังทหารและความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น’ และยืนยันว่า เป็นมาตรการที่ ‘ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย’

 

ประการสุดท้าย ผลกระทบต่อญี่ปุ่น: ‘พึ่งพามาก เสี่ยงมาก’

 

การที่อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนสามารถสร้างแรงกระแทกให้กับญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะขนาดของมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะญี่ปุ่นมี ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ในห่วงโซ่อุปทาน จากข้อมูลล่าสุด ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ของทั้งหมด โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก (Heavy Rare Earths) เช่น ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสูงถึงเกือบ 100%

 

ในขณะที่ จุดแข็งของจีนคือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมกำลังการผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก สัดส่วนมากกว่า 90% และสำหรับแร่หายากหนัก มีสัดส่วนการแปรรูปในจีนสูงกว่า 98%

 

ด้วยความเปราะบางของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานนี้ เมื่อฝ่ายจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก แม้จะไม่ถึงขั้นการห้ามส่งออกแบบเด็ดขาด หากแต่เพียงแค่ชะลอการออกใบอนุญาต หรือเพิ่มขั้นตอนทางเอกสารที่ล่าช้าเพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงที่โรงงานของญี่ปุ่นอาจจะต้องหยุดสายการผลิต

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจมหภาคและการเติบโต GDP ของญี่ปุ่น สถาบันวิจัยญี่ปุ่นมีการรายงานผลกระทบไว้ เช่น สถาบัน Nomura Research Institute ประเมินว่า หากข้อจำกัดการส่งออกของจีนกินเวลานานหนึ่งปี เศรษฐกิจ GDP ญี่ปุ่นอาจจะลดลง 0.43% หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านเยน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเพียงแค่บางบริษัท แต่มีอานุภาพส่งผลกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

 

ในแง่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่น มีรายงานว่า อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ญี่ปุ่นที่มีการพึ่งพาแร่หายากหนักจากจีนเกือบ 100% หากวัตถุดิบขาดหรือไม่เพียงพอ สายการผลิตก็อาจหยุดชะงัก และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายจีนควบคุมสารเคมีและวัสดุสำคัญ เช่น แกลเลียม และสารตั้งต้นการผลิตชิป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

 

ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำจะได้รับผลกระทบโดยตรงด้านการผลิตชิ้นส่วนทางทหาร ยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน และโครงการอวกาศ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นในระยะยาว

 

นอกจากนี้ อาวุธเศรษฐกิจของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผลไปยังภาคบริการ ฝ่ายจีนได้ใช้ทั้งมาตรการเชิงสัญลักษณ์และคำเตือนเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น จากสถิติล่าสุด หน่วยงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า เดือนมกราคม 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงประมาณ 61% เมื่อเทียบรายปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดเหลือราว 385,000 คน (จากระดับเกือบ 1,000,000 คนในปีก่อนหน้า)

 

แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ มาชดเชยบางส่วน แต่นักท่องเที่ยวจีนนับเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง มีรายงานว่า ในปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้ให้ญี่ปุ่นราวหนึ่งในห้าของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด การหายไปของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ

 

โดยสรุป ปมขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นมีกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ สำหรับฝ่ายจีนสามารถใช้จุดแข็งทางเศรษฐกิจของตนเองแปลงเป็น ‘พลังกดดันทางการเมือง’ และใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่กำลังบีบญี่ปุ่นอย่างหนัก ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่น แม้ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในระยะสั้น ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีนได้และด้วยกระแสชาตินิยมในรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น สะท้อนว่า งานนี้น่าจะจบยาก และอาจจะจบไม่สวย

 

สำหรับบทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีนี้ก็คือ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเพียงแหล่งเดียว แม้จะมีความราบรื่นในยามปกติ แต่สามารถกลายเป็น ‘จุดเปราะบาง’ ด้านความมั่นคงได้ง่าย เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนทิศ

 

ดังนั้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศเดียวที่มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงและภายใต้แนวโน้มโลกหันขวาที่รัฐบาลอนุรักษนิยมขวาจัดและชาตินิยมสูงจะนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ยิ่งพึ่งพามาก ยิ่งเสี่ยงมาก และไม่ปรับ ไม่รอด

 

แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

Evelyn Hockstein / File Photo / Reuters

Kiyoshi Ota / Pool via Reuters

The post กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธเศรษฐกิจจีนกระทบญี่ปุ่นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>