ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Apr 2026 09:06:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทีมเจรจาสหรัฐฯ ถึงปากีสถาน เตรียมร่วมเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน https://thestandard.co/us-iran-peace-talks-pakistan/ Sat, 11 Apr 2026 09:06:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1197132 คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ

คณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ นำโดย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธาน […]

The post ทีมเจรจาสหรัฐฯ ถึงปากีสถาน เตรียมร่วมเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ

คณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ นำโดย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมด้วย จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษเพื่อภารกิจสันติภาพ เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานแล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับอิหร่านในวันนี้ (11 เมษายน)

 

โดยจอมพล อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันประเทศและเสนาธิการทหารบกของปากีสถาน และโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของปากีสถาน ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศในอิสลามาบัด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา

 

ก่อนหน้านี้ คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน ซึ่งมีทั้งหมด 71 คน นำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และอับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ได้เดินทางถึงอิสลามาบัดแล้วเช่นกัน

 

โดยการเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นการเจรจาระดับสูงสุดระหว่างทั้งสองฝ่ายนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และเป็นการเจรจาแบบพบหน้ากันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งมีการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

ทั้งนี้ โอกาสที่การเจรจาจะเดินหน้าได้อย่างราบรื่นหรือนำไปสู่การหยุดยิงได้หรือไม่ยังมีความไม่แน่ชัด โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลเตหะรานยืนยันว่า “การเจรจาจะไม่สามารถเริ่มต้นได้หากอิสราเอลไม่หยุดโจมตีเลบานอนและปราศจากเงื่อนไขสำคัญคือการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

 

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน แสดงความคาดหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ในการเจรจาสันติภาพ พร้อมทั้งย้ำความปรารถนาของอิสลามาบัดที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุ “ทางออกที่ยั่งยืนและถาวรสำหรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น”

 

คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 1คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 2คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 3คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 4คณะผู้แทน สหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ลงจากเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ 5

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post ทีมเจรจาสหรัฐฯ ถึงปากีสถาน เตรียมร่วมเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมเจรจาอิหร่าน-สหรัฐฯ เดินทางไปปากีสถาน จับตาเจรจาสันติภาพ จะสำเร็จหรือคว้าน้ำเหลว? https://thestandard.co/iran-us-peace-talks-pakistan/ Sat, 11 Apr 2026 04:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1197012 ภาพคณะผู้แทนเจรจา อิหร่านและ สหรัฐฯ ในการประชุมสันติภาพที่ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน

คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดของปาก […]

The post ทีมเจรจาอิหร่าน-สหรัฐฯ เดินทางไปปากีสถาน จับตาเจรจาสันติภาพ จะสำเร็จหรือคว้าน้ำเหลว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคณะผู้แทนเจรจา อิหร่านและ สหรัฐฯ ในการประชุมสันติภาพที่ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน

คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน เดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานแล้ว เพื่อเตรียมเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่มีกำหนดเปิดฉากขึ้นในเช้าวันนี้ (11 เมษายน) ตามเวลาท้องถิ่น โดยทางการปากีสถานได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วเมือง พร้อมทั้งปิดกั้นพื้นที่สีแดงอันเป็นที่ตั้งของอาคารรัฐบาล สถานทูต และโรงแรมเซเรนา ซึ่งเป็นสถานที่จัดการเจรจาและที่พักของคณะผู้แทน

 

ทีมเจรจาของอิหร่านนั้นมีจำนวนกว่า 70 คน นำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และอับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง พร้อมด้วยสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่สนับสนุน

 

ส่วนทีมเจรจาของสหรัฐฯ นำโดย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมด้วยทูตพิเศษเพื่อภารกิจสันติภาพ คือ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสตีฟ วิทคอฟฟ์ ตลอดจนพลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)

 

อิหร่านพร้อมบรรลุดีล แต่สหรัฐฯ ต้องให้ ‘ข้อตกลงที่แท้จริง’

 

แผนเจรจาสันติภาพครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิหร่าน ตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างโรงไฟฟ้าและสะพาน

 

โดยวาระการเจรจาของเตหะราน รวมถึงข้อเรียกร้องที่สำคัญ อาทิ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านทั้งทางตรงและทางอ้อม และการยอมรับอำนาจของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านตั้งเป้าที่จะเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดนและควบคุมการเข้าออก ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งใหญ่เหนือเส้นทางขนส่งทางทะเลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

 

ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดว่า “รัฐบาลอิหร่านมีเจตนาที่ดีต่อการเจรจา แต่ไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ” และ “อิหร่านพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงหากสหรัฐฯ เสนอสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ข้อตกลงที่แท้จริง’ และให้สิทธิแก่อิหร่าน”

 

ทางด้านทรัมป์ ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อข้อเรียกร้องของอิหร่าน แต่ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า “เหตุผลเดียวที่ชาวอิหร่านยังมีชีวิตอยู่ก็เพื่อเจรจาข้อตกลง”

 

“ดูเหมือนว่าชาวอิหร่านจะไม่รู้ตัวว่าพวกเขาไม่มีไพ่เด็ดอะไร นอกจากการข่มขู่โลกในระยะสั้นโดยใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศ เหตุผลเดียวที่พวกเขายังอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ก็คือเพื่อการเจรจา!” ทรัมป์ ระบุ

 

ขณะที่เจ.ดี. แวนซ์ กล่าวก่อนเดินทางไปยังปากีสถานว่า “เขาคาดหวังผลลัพธ์การเจรจาที่ดี” แต่เสริมว่า “ถ้าพวกเขา (อิหร่าน) กำลังจะพยายามเล่นงานเรา พวกเขาก็จะพบว่า ทีมเจรจาของเราไม่พร้อมรับฟังเท่าไหร่”

 

นักวิเคราะห์อิหร่านหวั่นอิสราเอลทำลายโอกาสหยุดยิง

 

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ยและเจ้าภาพจัดการเจรจา แถลงต่อประชาชนวานนี้ (10 เมษายน) โดยชี้แจงถึงความสำคัญของการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ว่า “การหยุดยิงถาวรเป็นขั้นตอนต่อไปที่ยากลำบาก ซึ่งก็คือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนผ่านการเจรจา” และย้ำว่า “นี่คือช่วงเวลาชี้ชะตา”

 

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โซห์เรห์ คาราซมี (Zohreh Kharazmi)จากคณะศึกษาศาสตร์โลก มหาวิทยาลัยเตหะราน ให้สัมภาษณ์ Al Jazeera ว่า “บรรยากาศในหมู่ชาวอิหร่านทั่วไปขณะนี้ เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างมากต่อสหรัฐฯ” และ “ไม่คิดว่าสหรัฐฯ และพันธมิตร จะน่าเชื่อถือสำหรับการเจรจาใดๆ”

 

สำหรับเงื่อนไขการเจรจาของอิหร่านที่ระบุว่า อิสราเอลต้องหยุดการโจมตีเลบานอนนั้น คาราซมีกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ เป็นอย่างมากที่จะมีอำนาจต่อรองหรือแรงกดดันต่ออิสราเอล” และเตือนว่า “อิสราเอลมีแนวโน้มที่จะทำลายโอกาสใดๆ ก็ตามสำหรับการหยุดยิงในภูมิภาค”

 

ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีทั่วพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยการโจมตีอาคารรัฐบาลในเมืองนาบาติเยห์ วานนี้ ทำให้สมาชิกกองกำลังความมั่นคงของเลบานอนเสียชีวิต 13 นาย

 

โดยประธานรัฐสภาอิหร่านยังเตือนความไม่แน่นอนของการเจรจาจากท่าทีของอิสราเอล และชี้ว่า “การหยุดยิงในเลบานอนจะต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ”

 

อย่างไรก็ตาม ทางการอิสราเอลและเลบานอน เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอิสราเอล และเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ จะมีการเจรจากันที่กรุงวอชิงตัน ดีซี. ในวันอังคารนี้ (14 เมษายน)

 

โดยทำเนียบประธานาธิบดีเลบานอนระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้โทรศัพท์พูดคุยกันเมื่อวันศุกร์ และตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับการประกาศหยุดยิงและกำหนดวันเริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ แต่สถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดีซี. ระบุว่า “การเจรจาครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ” และ “อิสราเอลปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน

 

ภาพ : Pakistan’s Ministry of Foreign Affairs/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ทีมเจรจาอิหร่าน-สหรัฐฯ เดินทางไปปากีสถาน จับตาเจรจาสันติภาพ จะสำเร็จหรือคว้าน้ำเหลว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ Fri, 10 Apr 2026 07:19:53 +0000 https://thestandard.co/global-heatwave-human-survival-risk/ ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอด […]

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลกระทบจากคลื่นความร้อนในเมืองกรุงเทพฯ ปี 2024

โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่รอดในสภาพอากาศสุดขั้วจากภาวะโลกรวน โดย ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงในปี 2024 ร่วมกับเมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย

 

เมื่อวานนี้ (9 เมษายน) The Guardian รายงานอ้างอิงถึงงานวิจัยของ Nature Communications ที่ผ่านการวิเคราะห์คลื่นความร้อนตั้งแต่ปี 2003-2024 ว่า โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระดับอันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ โดยผ่านการคำนวณอุณหภูมิ ความชื้น และความสามารถของร่างกาย พร้อมกับศึกษาสภาพอากาศในหลายประเทศ

 

ปรากฏว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ตั้งคำถามไปยังความเชื่อเดิมทางวิทยาศาสตร์ คือ มนุษย์มีขีดจำกัดในการทนความร้อนชื้นหรืออุณหภูมิกะเปาะเปียก (Wet-bulb Temperature) ได้ที่ 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยพบว่า ระดับอันตรายอาจเกิดขึ้นในอุณหภูมิต่ำกว่านั้น เพราะสภาพอากาศร้อนจัดในปัจจุบันสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีความสามารถในการระบายความร้อนลดลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และเสี่ยงต่อภาวะฮีตสโตรกจนถึงเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในบางพื้นที่ของโลก ได้แก่ เมืองเมกกะในซาอุดีอาระเบีย, กรุงเทพฯ, เมืองฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ, เมืองลาร์คานาในปากีสถาน และเมืองเซบีญาในสเปน เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง จนมีช่วงเวลาที่อยู่ในระดับเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์

 

ขณะที่ในบางกรณี เช่น เมืองลาร์คานาในปากีสถานและฟีนิกซ์ในสหรัฐฯ มีช่วงเวลาคลื่นความร้อนพุ่งสูงผิดปกติ แม้บางครั้งจะอยู่ในที่ร่ม ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

 

ทั้งนี้ เพอร์กินส์-เคิร์กแพทริก ศาสตราจารย์และหัวหน้าทีมวิจัยจาก Australian National University ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวน่าตกใจมาก โดยไม่คาดคิดว่า ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นชัดเจนในระดับเมือง พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วโลกในอนาคตที่ร้อนขึ้นอีก 2-3 องศาจะเป็นอย่างไรต่อ

 

อนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า การที่มนุษย์กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางสรีรวิทยาเช่นนี้ ทำให้การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งจำเป็น หากมนุษย์ยังต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ร้อนชื้น เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเขตร้อนทั่วโลก

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

อ้างอิง:

 

The post คลื่นความร้อนโลกพุ่งระดับอันตราย มนุษย์เสี่ยงอยู่ไม่ได้ ‘กรุงเทพฯ’ ติดโผพื้นที่เสี่ยงปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? https://thestandard.co/kmt-china-taiwan-visit/ Fri, 10 Apr 2026 06:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1196655 สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่ […]

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน โดยกล่าวว่า ประชาชนสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองนัยยะการเยือนครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามการเมือง หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

วันนี้ (10 เมษายน) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานสถานการณ์ล่าสุด หลัง เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ ขณะที่สีจิ้นผิงให้การต้อนรับเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองช่องแคบ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนฝั่งไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี

 

อย่างไรก็ดี ในการพบกันที่มหาศาลาประชาชน สีจิ้นผิงกล่าวกับเจิ้งลี่เหวินว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังไม่สงบ และสันติภาพถือเป็นสิ่งล้ำค่า ประชากรของสองช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และการร่วมมือ

 

“นี่คือเสียงร่วมของประชาชนของเรา ผู้นำของทั้งสองพรรคมาพบกันในวันนี้เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของบ้านเกิดร่วมกัน ส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้มีอนาคตที่สดใสและงดงาม”

 

สีจิ้นผิงยังกล่าวว่า จีนยินดียึดมั่นบนพื้นฐานทางการเมืองร่วมกันในการต่อต้านเอกราชไต้หวัน และจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการเจรจากับพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง เพื่อให้อนาคตของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอยู่ในมือของประชาชนจีนเองอย่างมั่นคง

 

ขณะที่เจิ้งลี่เหวินกล่าวกับสีจิ้นผิงว่า ด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่าย ช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้งอีกต่อไป และจะไม่เป็น ‘กระดานหมาก’ ให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามาแทรกแซง พร้อมย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันวางแผนและสร้างกลไกการเจรจาและความร่วมมือที่มีความเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

 

ภารกิจเพื่อสันติภาพหรือแผนสกัดจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ?

 

อย่างไรก็ตาม การเยือนของเจิ้งลี่เหวินถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) รวมถึงสร้างความกังวลภายในบางส่วนของก๊กมินตั๋งเอง สะท้อนความอ่อนไหวทางการเมืองไต้หวันจากการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดข้ามช่องแคบที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ พรรค DPP มองว่า การเยือนของผู้นำก๊กมินตั๋งเกิดขึ้นในบริบทที่ไต้หวันกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองครั้งสำคัญ หลังรัฐบาลกำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท) ซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งรับมือแรงกดดันจากจีน

 

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งพยายามขัดขวางการจัดซื้อในอาวุธในรัฐสภา ทำให้เกิดความสงสัยจากรัฐบาลว่า อาจมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างระหว่างที่เจิ้งลี่เหวินพบกับสีจิ้นผิง

 

อนึ่ง ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันเคยเตือนว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับปักกิ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยง ขณะที่พรรค DPP ระบุว่า หากการพบกันเกิดขึ้นจริง ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จะกำกับควบคุมทั้งหมด โดยอาจใช้อิทธิพลแทรกซึมจุดยืนของพรรคก๊กมินตั๋งผ่านนโยบายกลาโหม บั่นทอนความมั่นคงของไต้หวัน และทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อ่อนแอลง

 

อย่างไรก็ดี เจิ้งลี่เหวินปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยย้ำว่า พรรคก๊กมินตั๋งกำลังสนับสนุนการรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและความร่วมมือกับวอชิงตัน พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้นในนโยบายกลาโหม

 

ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งอธิบายบทบาทของไต้หวันว่า กำลังเปลี่ยนจาก ‘แนวหน้าสงครามเย็น’ ไปเป็น ‘ห่วงโซ่แห่งสันติภาพ’ โดยเห็นว่า การเจรจาและความร่วมมือไม่ใช่การแข่งขันแบบแพ้หรือชนะ แต่ควรเป็นแนวทางของความสัมพันธ์ในภูมิภาค

 

หนิว เจ๋อซวิน ศาสตราจารย์จาก Chinese Culture University ในไทเปให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า การเดินทางของเจิ้งลี่เหวินอาจเป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามหรือทิศทางการเมืองของไต้หวัน หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

“หากวาทกรรมสันติภาพได้รับการยอมรับ ก็อาจไม่เพียงทำลายจุดยืน ‘ต่อต้านจีน’ ของ DPP แต่ยังดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางได้ด้วย” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่า เจิ้งลี่เหวินจะสามารถรักษาจุดยืนของพรรค พร้อมกับนำผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับมาให้ไต้หวันได้หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ว่า พรรคก๊กมินตั๋งมีความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน เพราะหากพรรคก๊กมินตั๋งไม่สามารถยืนหยัดในจุดยืน หรือไม่สามารถนำผลประโยชน์รูปธรรมกลับสู่ไต้หวันได้ พรรค DPP จะแข็งแกร่งในการเสริมสร้างวาทกรรมต่อต้านจีน และครองความได้เปรียบอีกครั้ง

 

ทั้งนี้มีรายงานว่า พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็ก เตรียมจับมือลงเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจปูทางไปสู่ความร่วมมือในการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2028 โดยหวังเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างพรรค DPP

 

ภาพ: cnsphoto via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

 

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมลาเนียปฏิเสธปม ‘Epstein Files’ เรียกร้องสภาคองเกรส เปิดไต่สวนคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ https://thestandard.co/melania-epstein-files-congress-victims/ Fri, 10 Apr 2026 03:56:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1196606 ภาพ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แถลงข่าวปฏิเสธปม ‘Epstein Files’ พร้อมเรียกร้องให้ สภาคองเกรส เปิดการไต่สวน

เมลาเนีย ทรัมป์​ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ออกแถลงการณ์ปฏิเ […]

The post เมลาเนียปฏิเสธปม ‘Epstein Files’ เรียกร้องสภาคองเกรส เปิดไต่สวนคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แถลงข่าวปฏิเสธปม ‘Epstein Files’ พร้อมเรียกร้องให้ สภาคองเกรส เปิดการไต่สวน

เมลาเนีย ทรัมป์​ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรค้ามนุษย์ พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสเปิดการไต่สวนสาธารณะ ถือเป็นการจุดประเด็นดังกล่าวให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาและสามีของเธอพยายามไม่พูดถึงก็ตาม

 

 
 

วันนี้ (10 เมษายน) เมลาเนียแถลงการณ์ผ่านช่องทางของทำเนียบขาว โดยเริ่มต้นกล่าวว่า ทุกคำกล่าวหาที่เชื่อมโยงเธอกับเอปสตีนต้องยุติลงในวันนี้ พร้อมยืนยันว่า เธอไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเอปสตีน หรือแม้แต่ กิสเลน แม็กเวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรม โดยย้ำว่า การตอบอีเมลระหว่างเธอสองคนเป็นเพียงการติดต่อทั่วไป และไม่ได้มีนัยสำคัญแต่อย่างใด

 

“ฉันไม่เคยเป็นเพื่อนกับเอปสตีน แม้ว่าทรัมป์และฉันจะเคยถูกเชิญไปงานเดียวกับเขาเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมในนิวยอร์กและปาล์มบีช

 

“ฉันไม่ใช่เหยื่อของเอปสตีน และเขาไม่ได้เป็นผู้แนะนำฉันให้รู้จักกับสามี ฉันพบทรัมป์โดยบังเอิญในงานเลี้ยงที่นิวยอร์กในปี 1998 ซึ่งมีการบันทึกไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Melania” เธออธิบาย

 

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งระบุว่า เขาพบเอปสตีนครั้งแรกช่วงปี 2000 ในงานเลี้ยงที่เธอไปกับทรัมป์ แต่ไม่รู้จักและไม่รู้ว่า เขาทำผิดกฎหมายอะไรบ้าง โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มักมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เช่น ภาพถ่ายของเธอกับเอปสตีน และข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย แต่เธอไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พยาน ไม่มีชื่อในเอกสาร คำให้การ หรือการสอบสวนของ FBI ในคดีดังกล่าว

 

เมลาเนียย้ำว่า การใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวต้องยุติลง โดยขณะนี้ มีบุคคลและหลายองค์กรถูกบังคับให้ขอโทษและถอนคำกล่าวอ้าง เช่น The Daily Beast และ HarperCollins UK พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดการไต่สวนเพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับเหยื่ออย่างเป็นทางการ

 

“ขณะนี้ถึงเวลาที่สภาคองเกรสต้องดำเนินการ เอปสตีนไม่ได้กระทำเพียงลำพัง และควรมีการเปิดเผยความจริงอย่างโปร่งใส

 

“ฉันเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดการไต่สวนสาธารณะเพื่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของเอปสตีน เปิดโอกาสให้พวกเธอได้ให้การภายใต้คำสาบาน และบันทึกคำให้การไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ” เมลาเนียทิ้งท้าย

 

อนึ่ง สตรีหมายเลขหนึ่งไม่ได้ระบุเหตุผลที่เธอออกมาพูดในวันนี้ ถือเป็นการรื้อฟื้นประเด็นเอปสตีนไฟล์ที่หลุดออกจากความสนใจของผู้คนท่ามกลางข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยโฆษกของสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวว่า ผู้ช่วยของทรัมป์ได้รับทราบถึงแผนการสำหรับแถลงการณ์ของเธอในวันนี้แล้ว

 

แถลงการณ์ที่ต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมือง

 

อนึ่ง Reuters ตั้งข้อสังเกตว่า แม้สตรีหมายเลขหนึ่งจะเคยออกมาพูดประเด็นทางการเมืองเป็นครั้งคราว แต่แถลงการณ์ของเมลาเนียมีความพิเศษ โดย ไมเคิล ลาโรซา อดีตเลขาธิการฝ่ายสื่อสารมวลชนของ จิล ไบเดน อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งระบุว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ไม่มีสตรีหมายเลขหนึ่งคนไหนออกมาพูดถึงประเด็นอื้อฉาวในสาธารณะ โดยเฉพาะการใช้ช่องทางของทำเนียบขาวประกาศอย่างเป็นทางการ

 

“ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก” เธอระบุ โดยย้ำว่า เมลาเนียตั้งใจและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ พร้อมประเมินว่า การแถลงการณ์ของเธอจะสั่นสะเทือนในทางการเมืองมาก จนไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวออกมาพูดอีก

 

อย่างไรก็ดี เหยื่อจากเอปสตีนจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านข้อเสนอการไต่สวนสาธารณะของเมลาเนีย โดยระบุว่า พวกเธอได้ทำหน้าที่มากพอแล้วในการเผยแพร่อาชญากรรมของเอปสตีนในคำให้การและรายงานต่างๆ ต่อจากนี้ คือหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ต้องดำเนินการต่อ พร้อมขอให้รัฐบาลทรัมป์ปฏิบัติตามกฎหมาย Epstein Files Transparency Act อีกด้วย

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สั่งปลด แพม บอนดี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม หลังมีรายงานว่า เขาไม่พอใจกับท่าทีของเธอที่รับมือประเด็นเอปสตีนไฟล์ เช่น การหลุดพูดว่า รัฐบาลมีรายชื่อ ‘ลูกค้า’ ของเอปสตีนในมือ

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เมลาเนียปฏิเสธปม ‘Epstein Files’ เรียกร้องสภาคองเกรส เปิดไต่สวนคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเนทันยาฮูเปิดฉากเจรจาเลบานอน ตั้งเป้าปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์-ดันสันติภาพ https://thestandard.co/netanyahu-lebanon-peace-talks/ Fri, 10 Apr 2026 03:27:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1196595 เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการประกาศเจรจา เลบานอน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศเริ่มต้นก […]

The post ทำไมเนทันยาฮูเปิดฉากเจรจาเลบานอน ตั้งเป้าปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์-ดันสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระหว่างการประกาศเจรจา เลบานอน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศเริ่มต้นกระบวนการเจรจากับเลบานอนโดยเร็วที่สุด ชี้มีเป้าหมายหลัก 2 ข้อ คือ การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และสร้างสันติภาพระหว่าง 2 ประเทศ โดยอ้างว่า เป็นข้อเรียกร้องจากทางการเลบานอน

 

 
 

เมื่อคืนนี้ (9 เมษายน) เนทันยาฮูระบุว่า ได้ประกาศให้ทางการอิสราเอลเริ่มต้นกระบวนการเจรจากับเลบานอนโดยเร็วที่สุด หลังถูกขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยการเจรจาจะมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับเลบานอนอย่างเต็มรูปแบบ

 

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เนทันยาฮูส่งข้อความถึงชาวอิสราเอลผ่านวิดีโอว่า ยังไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน กองทัพยังคงโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง จนกว่ามั่นใจได้ว่า ประชาชนจะปลอดภัย

 

“ความสำเร็จสำคัญของเราทั้งในอิหร่านและแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ต่อสถานะของอิสราเอลในภูมิภาค” ผู้นำอิสราเอลระบุ

 

เบื้องหลังการเจรจาครั้งนี้คืออะไร?

 

ตามรายงานของ The Times of Israel และ Reuters เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเลบานอนระบุว่า ทางการได้ใช้เวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผลักดันข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิสราเอลเพื่อปูทางสู่การเจรจา โดยเป็นคนละกรอบการเจรจา แต่ใช้แนวทางเดียวกันกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาศัยตัวกลางอย่างปากีสถานในการไกล่เกลี่ย

 

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระบุว่า ยังไม่มีกำหนดวันหรือสถานที่ชัดเจน ขณะที่เลบานอนขอให้สหรัฐฯ เป็นตัวกลางและผู้ค้ำประกัน

 

รายงานดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับท่าทีของ โจเซฟ อวน ประธานาธิบดีเลบานอนที่ระบุว่า ทางออกเดียวของสถานการณ์ตอนนี้คือการหยุดยิงกับอิสราเอล ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาโดยตรง โดยย้ำว่า ข้อเสนอของเลบานอนได้รับท่าทีเชิงบวกจากนานาชาติ

 

ส่วน นาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน พยายามประกาศให้อาวุธอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเท่านั้น พร้อมต่อสายหา เซห์บาฟ ชารีฟ นายกฯ ปากีสถานเพื่อขอให้ยืนยันว่า เลบานอนอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงร่วมกับสหรัฐฯ และอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม อาลี ฟัยยาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ปฏิเสธเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล โดยเสนอเงื่อนไข 3 ข้อ คือ อิสราเอลต้องถอนทหาร ยุติการสู้รบ และให้ประชาชนกลับบ้าน

 

สำหรับข้อเรียกร้องของฝ่ายอิสราเอล เจ้าหน้าที่รายหนึ่งยืนยันว่า จะไม่มีการหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก่อนการเจรจาใดๆ ขณะที่สื่อฮีบรูยังระบุว่า อิสราเอลอาจเรียกร้องให้เลบานอนปลดรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

 

ทำไมเนทันยาฮูถึงเริ่มเปิดฉากเจรจา

 

NBC ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โทรหาเนทันยาฮูเพื่อขอให้ลดระดับการโจมตีเลบานอน โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ผู้นำอิสราเอลควรจะเบามือลง

 

เช่นเดียวกับ เจ.ดี.แวนซ์​ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่า อิสราเอลตกลงจะควบคุมตนเอง เพื่อช่วยสหรัฐฯ เจรจากับอิหร่าน แต่ Al Jazeera ยังรายงานว่า อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนต่อไป

 

The Times of Israel เผยว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รู้สึกตกใจกับขนาดการโจมตีของอิสราเอล จนกังวลว่า อาจทำให้การเจรจากับอิหร่านล่ม โดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษได้โทรกดดันเนทันยาฮูให้ลดระดับปฏิบัติการโดยตรง

 

รายงานยังระบุว่า สหรัฐฯ อาจผลักดันให้อิสราเอลใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการทูตกดดันกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แทนการใช้กำลังทหาร

 

การเจรจามีแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

 

Axios ระบุว่า การเจรจายุติสงครามอาจประเดิมด้วยสหรัฐฯ เป็นเวทีแรกในอีกไม่กี่วัน หรือสัปดาห์หน้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นำโดยคณะผู้แทน ได้แก่ มิเชล อิสซา ผู้แทนสหรัฐฯ, นาดา ฮามาเดห์-โมอาวัด ผู้แทนเลบานอน และ เยเคียล ไลเตอร์ ผู้แทนอิสราเอล หลัง รอน เดอร์เมอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุทธศาสตร์ไม่ได้เข้าร่วม เพราะมีความเห็นไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

 

ภาพ: Ronen Zvulun / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทำไมเนทันยาฮูเปิดฉากเจรจาเลบานอน ตั้งเป้าปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์-ดันสันติภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตกว่า 60 ประเทศ ประณามเหตุโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน https://thestandard.co/ambassadors-condemn-un-peacekeepers-lebanon/ Fri, 10 Apr 2026 02:55:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1196586 ภาพกลุ่มเอกอัครราชทูตกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน

วันนี้ (10 เมษายน) เอกอัครราชทูตจากกว่า 60 ประเทศทั่วโล […]

The post ทูตกว่า 60 ประเทศ ประณามเหตุโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มเอกอัครราชทูตกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน

วันนี้ (10 เมษายน) เอกอัครราชทูตจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก นำโดย อูมาร์ ฮาดี้ ผู้แทนถาวรอินโดนีเซียประจำสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณาม ‘ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด ต่อกรณีการโจมตีกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเหตุโจมตีล่าสุดในเลบานอนที่ส่งผลให้ เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพชาวอินโดนีเซียเสียชีวิต 3 คน

 

นอกจากผู้เสียชีวิตชาวอินโดนีเซียแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากฝรั่งเศส กานา เนปาล และโปแลนด์ ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางตอนใต้ของเลบานอน

 

นานาชาติแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในเลบานอน โดยเฉพาะจำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานอย่างย่อยยับ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชนกว่า 1 ล้านคน

 

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,530 คน และได้รับบาดเจ็บอีกราว 5,000 คน จากเหตุปะทะที่เกิดขึ้นในเลบานอน

 

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของ UN ระบุว่า เจ้าหน้าที่ 1 คนอาจเสียชีวิตจากการยิงของ รถถังอิสราเอล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ส่วนอีก 2 คนเสียชีวิตในวันถัดมาจากระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่ง UN ประเมินว่า น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

การผนึกกำลังของประเทศต่างๆ ในประชาคมโลกครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อเรียกร้องร่วมกันในการยกระดับมาตรการคุ้มครอง การแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ และการเคารพต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของประเทศต่างๆ ต่อระเบียบพหุภาคีและหลักการพื้นฐานของการรักษาสันติภาพโดยสหประชาชาติ

 

ขณะนี้อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลว่า เลบานอนไม่ได้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หนึ่งในกลุ่มพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอนก็ยังคงเดินหน้าตอบโต้อิสราเอลในขณะนี้ ท่ามกลางการจับตามองว่า อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้อีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เคยทำสำเร็จเมื่อช่วงปลายปี 2024

 

ภาพ: Permanent Mission of Pakistan to the UN / X

 

อ้างอิง:

 

The post ทูตกว่า 60 ประเทศ ประณามเหตุโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพในเลบานอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/anuthin-thailand-foreign-policy/ Fri, 10 Apr 2026 02:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1196565 อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื […]

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 1

นโยบายด้านการต่างประเทศเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

 

 
 

โดยในการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเสร็จสิ้น มีการระบุถึงเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายใหญ่คือการเร่งเสริมสร้างบทบาทและความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพของไทยและรักษาสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกขั้วมหาอำนาจ ขณะที่มุ่งเน้นรักษาความมั่นคงชายแดน และป้องกันภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ

 

โดยเนื้อหานโยบายด้านการต่างประเทศในคำแถลงมีดังนี้

 

เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย (Beyond Thailand) เพื่อแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคี โดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทในการนำอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีพ.ศ. 2571

 

เสริมสร้างเสถียรภาพ

 

โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มความยืดหยุ่นในการถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ

 

ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ

 

รัฐบาลจะขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปีพ.ศ. 2571 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล

 

และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทย

 

ส่งเสริมความมั่นคงชายแดน

 

รัฐบาลจะส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข

 

ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดย

 

  • ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์และสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาระบบที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างกำแพงชายแดน เพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งสินค้า ยาเสพติดแรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์การลักลอบเผาป่า การลักลอบทำเหมือง และกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบทบาทสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

 

  • มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

  • แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้

 

สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดย

 

  • บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ รวมทั้งจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพนัน เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

 

  • ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน

 

  • ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

 


 

อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนคู่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 2

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post สรุปนโยบายการต่างประเทศไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส “ความเชื่อมั่น” กลยุทธ์ที่พา KBank เป็นผู้นำคว้าอันดับ 1 Forbes World’s Best Banks ไทย 3 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kbank-forbes-best-banks-trust-strategy/ Thu, 09 Apr 2026 12:27:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1196417 ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า

การเปิดบัญชีวันนี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีบนมือถือ การย้ายธนาค […]

The post ถอดรหัส “ความเชื่อมั่น” กลยุทธ์ที่พา KBank เป็นผู้นำคว้าอันดับ 1 Forbes World’s Best Banks ไทย 3 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า

การเปิดบัญชีวันนี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีบนมือถือ การย้ายธนาคารก็ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนเดิม เมื่อทางเลือกเพิ่มขึ้น สิ่งที่ลูกค้าต้องใช้ในการตัดสินใจจึงไม่ใช่แค่ฟีเจอร์หรือชื่อแบรนด์ แต่คือความมั่นใจว่าใช้แล้วจะไม่ผิดพลาด

 

การแข่งขันของธนาคารจึงค่อย ๆ ขยับจากเรื่องขนาดหรือเครือข่าย ไปอยู่ที่ความรู้สึกของผู้ใช้บริการจริง ว่าทุกครั้งที่โอนเงิน ติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือใช้แอป ธนาคารทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหรือสร้างปัญหาเพิ่ม หรือก็คือเรื่องของ Trust หรือความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการหรือลูกค้าธนาคารนั่นเอง

 

“ความเชื่อมั่น” จึงเป็นจุดแข็งที่ธนาคารต้องใช้แข่งขันกันในยุคนี้ และ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank คือธนาคารที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นสามารถเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง หลังจากที่ Forbes นิตยสารธุรกิจชั้นนำระดับโลก เลือก KBank ให้เป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับ Forbes World’s Best Banks

 

ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า 1

 

วันนี้ THE STANDARD WEALTH จะพาไปไขเคล็ดลับและถอดเฟรมเวิร์กถึงเบื้องหลังความสำเร็จ 3 ปีซ้อนของธนาคารกสิกรไทย ทำอย่างไรถึงคว้ารางวัลได้อย่างสม่ำเสมอ

 

Forbes ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกให้ KBank กลายเป็นที่ 1?

 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงการจัดอันดับของ Forbes กันเสียก่อน

 

การประเมินผลธนาคารในครั้งนี้ อ้างอิงจากการรวบรวมข้อมูลผ่านระบบออนไลน์แพลตฟอร์ม โดยมีลูกค้าธนาคารเข้าร่วมมากกว่า 54,000 คนทั่วโลก ครอบคลุมถึง 34 ประเทศ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเทศถูกปรับให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร เพื่อให้มั่นใจได้ว่านี่คือตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างระดับโลกอย่างแท้จริง

 

เกณฑ์การประเมินของแบบสำรวจนี้ครอบคลุม 7 ด้านหลัก ได้แก่ ความพึงพอใจโดยรวม การแนะนำต่อ ความน่าเชื่อถือ เงื่อนไขบริการ การให้บริการลูกค้า บริการดิจิทัล และคำแนะนำทางการเงิน

 

เมื่อพิจารณาเกณฑ์ทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าเกณฑ์เหล่านี้ก็ไม่ได้แยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง แต่ค่อย ๆ ผสานรวมกันจนเป็นภาพเดียว และนั่นคือประสบการณ์ระยะยาวของลูกค้าที่ธนาคารจะต้องพัฒนาตัวเองเพื่อมารองรับความต้องการเหล่านี้

 

ทำไม Trust ถึงกลายเป็น KPI ให้ธนาคารได้?

 

การวัดผลของธนาคารในความเข้าใจของทุกคนคือการวัดจำนวนสินทรัพย์ การปล่อยสินเชื่อ หรือตัวเลขกำไร แต่ความเชื่อมั่นกลายมาเป็น KPI ได้อย่างไรกัน?

 

ตัวเลขที่กล่าวข้างต้นอาจใช้วัดผลได้ในมุมมองของความแข็งแรงของสถาบันการเงิน แต่การที่จะเป็นธนาคารที่ดีที่สุดได้ ต้องปรับมุมมองมาที่มุมมองของลูกค้าธนาคาร ซึ่งข้อมูลสำรวจของ Statista ได้วิเคราะห์ว่าลูกค้าธนาคารทั่วโลกว่า ลูกค้าได้ให้ความสำคัญกับด้านใดมากที่สุด? คำตอบที่ได้คือ Trust หรือความน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักสูงสุดที่ 24.9% ตามมาด้วยบริการดิจิทัล (20.1%) การดูแลลูกค้า (19.8%) เงื่อนไขบริการ (19.4%) และคำแนะนำทางการเงิน (15.8%)

 

ทั้งหมดนี้รวมกันเป็น “ภาพรวมความรู้สึก” หรือ Trust ที่ลูกค้ามีต่อธนาคาร ซึ่งเกิดจากทุกประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการรับโอนเงิน การติดต่อคอลเซ็นเตอร์ การขอสินเชื่อที่ชัดเจน หรือการแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชันล่มอย่างรวดเร็ว เป็นผลรวมของการส่งมอบคุณค่าอย่างสม่ำเสมอในทุกมิติของธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ยาวนาน

 

เฟรมเวิร์ก “3+1 & Productivity” ยุทธศาสตร์ของ KBank

 

ความสำเร็จของธนาคารกสิกรไทยไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการคิดและทำอย่างมียุทธศาสตร์​ ซึ่งก็คือยุทธศาสตร์ “3+1 และ Productivity” เป็นเบื้องหลังความสำเร็จอย่างแท้จริง ทำให้ธนาคารสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากระบบที่ทำงานสอดประสานกันในหลายชั้น

 

ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า 2

 

ตัวเลข 3 แรกคือ

 

1. Trust through Stability ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ

 

ในธุรกิจการเงิน “ความไม่พลาด” คือรากฐานของความเชื่อมั่น โดย KBank สร้างความมั่นใจระยะยาวให้ลูกค้า ด้วยการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการใช้ Data & AI วิเคราะห์ เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพสินเชื่อ มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษาความรัดกุม

 

2. Trust through Everyday Use ขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม

 

ธนาคารเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นเกิดจากการทำธุรกรรมรายวัน เป้าหมายด้านการขยายรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารกสิกรไทย ขับเคลื่อนด้วยบริการคุณภาพที่ทั้งเชื่อถือได้ และพร้อมรองรับลูกค้าทุกที่ทุกเวลาผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อก้าวสู่สถานะธนาคารหลักสำหรับทั้งลูกค้าบุคคลและธุรกิจ ด้วยโซลูชันการเงินครบวงจร เพราะเมื่อระบบเสถียร รวดเร็ว Trust จะฝังรากลึกในชีวิตลูกค้า

 

3. Trust through Experience ความน่าเชื่อถือผ่านประสบการณ์ดิจิทัล

 

ประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อกลายเป็น Hygiene Factor ที่ขาดไม่ได้ ธนาคารกสิกรไทยได้ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Digital First Experience” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่างๆ มีการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และบริการในทุกจุดสัมผัส ผสานเข้ากับศักยภาพของบุคลากร โดยมุ่งเน้นที่ช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก ทั้งแอปพลิเคชัน K PLUS สำหรับลูกค้ารายย่อย และ K BIZ สำหรับลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช้งานง่าย สะดวก และแก้ไขปัญหาได้จริง คือจุดตัดสินที่ทำให้ลูกค้าผูกพันกับแบรนด์

 

ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า 3

 

ต่อมาคือ ยุทธศาสตร์ ‘+1’ Trust through Future Relevance โดยมุ่งเน้นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว พร้อมปรับลำดับความสำคัญของธุรกิจ การเปิดรับนวัตกรรมและการขยายขอบเขตการให้บริการใหม่ๆ ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าธนาคารมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล

 

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมกลยุทธ์ด้าน Productivity โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ AI ควบคู่กับความเชี่ยวชาญของพนักงาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังยกระดับคุณภาพบริการในทุก Touchpoint ทั้งความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล การพัฒนาเหล่านี้จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของลูกค้าทั้งระบบและรักษามาตรฐานที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขึ้นเป็นผู้นำ 3 ปีซ้อนจากความเชื่อมั่นลูกค้าและความสม่ำเสมอจาก KBank

 

การได้อันดับ 1 นับเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจ แต่การครองตำแหน่งต่อเนื่อง 3 ปีจาก Forbes World’s Best Banks ซึ่งวัดจากเสียงของลูกค้าจริง สะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่านั้น เพราะลูกค้าไม่ได้จำช่วงเวลาที่บริการดีที่สุด แต่จำช่วงที่สะดุดได้แม่นยำกว่าเสมอ ความเชื่อมั่นจึงไม่อาจสร้างได้จากการทำดีเป็นครั้งคราว แต่ต้องเกิดจากการรักษามาตรฐานให้คงเดิมในทุกวัน ทุกช่องทาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากที่สุดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่

 

ภาพประกอบธนาคารกสิกรไทย (KBank) ได้รับการจัดอันดับเป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อนจาก Forbes World's Best Banks สะท้อนกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า 4

 

การได้รับรางวัล 3 ปีติดต่อกันจึงเป็นหลักฐานว่าธนาคารกสิกรไทยมีระบบที่สามารถรักษาความเชื่อมั่นได้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ในตลาดที่บริการทางการเงินแทบไม่แตกต่างกันในเชิงฟีเจอร์ ธนาคารที่ลูกค้าเลือกไม่ใช่ธนาคารที่ทำได้ครบที่สุด แต่คือธนาคารที่ลูกค้ารู้สึกมั่นใจพอที่จะใช้ต่อโดยไม่ต้องหันไปเปรียบเทียบ

 

ท้ายที่สุด ความเป็นผู้นำในธุรกิจธนาคารไม่ได้วัดจากขนาดหรืออัตราการเติบโต แต่วัดจากคำถามที่เรียบง่ายกว่า “เมื่อลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าเดิม พวกเขาจะยังเลือกธนาคารเดิมอยู่หรือไม่?”

 

ภาพประกอบแสดงถึงความสำเร็จของ KBank ในการคว้ารางวัล Forbes World's Best Banks 3 ปีซ้อน โดยเน้นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่น 5

The post ถอดรหัส “ความเชื่อมั่น” กลยุทธ์ที่พา KBank เป็นผู้นำคว้าอันดับ 1 Forbes World’s Best Banks ไทย 3 ปีซ้อน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาณานิคมขยะ: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการเป็นถังขยะโลก https://thestandard.co/waste-colonialism-southeast-asia/ Thu, 09 Apr 2026 10:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1196386 คนคัดแยกขยะในกรุงเทพฯ กำลังคัดแยกขวดพลาสติกเพื่อส่งขายรีไซเคิล

ขณะที่สนธิสัญญาพลาสติกโลกยังคืบหน้าไม่ถึงไหน มาตรการแบน […]

The post อาณานิคมขยะ: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการเป็นถังขยะโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนคัดแยกขยะในกรุงเทพฯ กำลังคัดแยกขวดพลาสติกเพื่อส่งขายรีไซเคิล

ขณะที่สนธิสัญญาพลาสติกโลกยังคืบหน้าไม่ถึงไหน มาตรการแบนการนำเข้าขยะของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่ยังไม่เพียงพอจะหยุดการหลั่งไหลของขยะ

 

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2568 หว่องปุยยี นักรณรงค์ชาวมาเลเซีย ยืนประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา เรียกร้องให้ประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว (Global North) หยุดทำกับประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เหมือนเป็นถังขยะสำหรับพลาสติกที่พวกเขาไม่อาจจัดการได้

 

ความจำเป็นที่จะต้องมีสนธิสัญญาพลาสติกโลกยังคงอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นปลายทางหลักสำหรับขยะหลังจากที่จีนห้ามการนำเข้าในปี 2560 ข้อมูลของ OECD ปี 2566 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มประเทศรายได้สูงมองมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นปลายทางการส่งออกขยะลำดับต้น

 

คำว่า ‘อาณานิคมขยะ’ ถูกใช้ครั้งแรกในปี 2532 เพื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ประเทศโลกเหนือมีไลฟ์สไตล์การบริโภคสูง แล้วส่งขยะมาให้ประเทศโลกใต้จัดการแทน

 

การส่งออกภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 

การค้าขยะระหว่างประเทศเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1980 ในฐานะทางออกสำหรับประเทศที่มีต้นทุนการรีไซเคิลสูง แม้เจตนาเริ่มต้นจะเป็นการสร้างงานและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้ระบบการจัดการขยะของประเทศนำเข้าล้นเกิน

 

“พวกเขาส่งออกมลพิษมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเรามีข้อบังคับที่อ่อนกว่า” ปุณญธร จึงสมาน นักวิจัยด้านพลาสติกของมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม อธิบาย

 

ฐิติกร บุญทองใหม่ จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) พบว่า ขยะจาก ‘โรงงานรีไซเคิลเถื่อน’ ในภาคตะวันออกของไทยถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบแทนการรีไซเคิล เมื่อฝนตก เศษพลาสติกเหล่านี้ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านแม่น้ำหลายสาย ปัจจุบันมี 6 ใน 10 ประเทศที่มีมลพิษทางพลาสติกสูงสุดในโลกอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ผลกระทบต่อสุขภาพก็ชัดเจนไม่แพ้กัน รายงานของกรีนพีซในมาเลเซียพบสารอันตรายและโลหะหนักอย่างแคดเมียมและตะกั่วบริเวณพื้นที่ทิ้งขยะที่เกาะปูเลาอินดะฮ์ ขณะที่การเผาพลาสติกในเมืองซูไงปาตานีระหว่างปี 2561-2562 ทำให้ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นกว่า 30%

 

ปุณญธรยังชี้ว่า พลาสติกนำเข้าราคาถูกทำให้ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในประเทศลดลง กดราคาพลาสติกที่คนคัดแยกขยะเก็บมาขาย จนพวกเขาขู่เลิกเก็บขยะหากรัฐบาลไม่แบนการนำเข้า ซึ่งจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศหยุดชะงักทั้งระบบ

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มโต้กลับ

 

ในเดือนมกราคม 2568 ไทยและอินโดนีเซียประกาศระงับการนำเข้าเศษพลาสติกในทันที มาเลเซียก็เริ่มจำกัดการนำเข้าด้วยความกังวลว่าขยะจะเปลี่ยนทิศทาง โดยแบนการจัดส่งจากประเทศนอกอนุสัญญาบาเซลในเดือนกรกฎาคม 2568 และเพิ่มความเข้มข้นด้วยการแบนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

แต่นักวิทยาศาสตร์และนักรณรงค์ยังคงกังวลว่าการแบนไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง ฐิติกรพบว่าขยะพลาสติกนำเข้ายังคงถูกแจ้งเป็นอย่างอื่น ขณะที่ในอินโดนีเซียพบว่าเศษกระดาษนำเข้ามีพลาสติกปนอยู่ถึง 30% ก่อนถูกขายต่อหรือเผาเป็นเชื้อเพลิง

 

“มีปลายทางใหม่เกิดขึ้นทุกปี” ควาสตู ทาปา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์กล่าว “ผู้ค้าขยะจะสามารถหาจุดหมายใหม่ที่จะแสวงหาประโยชน์ได้อยู่เสมอ” กรณีนี้เห็นได้ชัดเมื่อปี 2566 เมื่อไทยกวดขันการนำเข้า ขยะจากยุโรปและอเมริกาเหนือถูกนำมาทิ้งอย่างผิดกฎหมายในเมียนมา โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน

 

ลูคัส ฟอร์ด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ชี้ว่า การบังคับใช้มักไม่คงเส้นคงวา เนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกันระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมและกระทรวงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ซึ่งเปิดช่องให้การนำเข้ายังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบอื่น

 

คนคัดแยกขยะในกรุงเทพฯ กำลังคัดแยกขวดพลาสติกเพื่อส่งขายรีไซเคิล 1

คนคัดแยกขยะนอกระบบในกรุงเทพฯ ส่งวัสดุรีไซเคิลขาย โดยขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จะถูกนำไปผลิตเป็นขวดใหม่

 

สนธิสัญญาพลาสติกโลก

 

การเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกครั้งล่าสุดที่กรุงเจนีวาในเดือนสิงหาคม 2568 จบลงด้วยบทร่างที่อ่อนแอลง ความท้าทายสำคัญคือความพยายามจากรัฐที่ผลิตน้ำมันในการสกัดกั้นมาตรการจำกัดการผลิตและควบคุมสารเคมีในพลาสติก แม้แต่ประเทศที่ผลักดันสนธิสัญญาฉบับทะเยอทะยาน เช่น กลุ่ม HAC ก็ยังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเรื่องการค้าขยะโดยตรง

 

เซดัด กุนโดดู นักชีววิทยาทางทะเลและสมาชิกของ Scientists’ Coalition for an Effective Plastics Treaty ตั้งคำถามว่า เหตุใดกลุ่มประเทศยุโรปที่อ้างตัวว่ามีความทะเยอทะยานสูงในการแก้ปัญหาพลาสติก กลับเป็นผู้ส่งออกขยะรายใหญ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนา และไม่ยอมเข้มงวดกับการค้าขยะ

 

อนุสัญญาบาเซลที่ถูกแก้ไขในปี 2562 ให้ต้องมีการยินยอมล่วงหน้าก่อนขยะเคลื่อนผ่านพรมแดน ถือเป็นกรอบอ้างอิงที่ดี แต่กุนโดดูเชื่อว่ายังไม่เพียงพอเพราะเป็นไปตามสมัครใจ สนธิสัญญาที่ดีควรรวมข้อปฏิบัติสำหรับขยะทุกประเภทไว้ภายใต้นิยามเดียวกัน เพื่อปิดช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์

 

ปุณญธรชี้ว่า หัวใจของการเจรจาอยู่ที่ว่าสนธิสัญญาจะรวมการจำกัดปริมาณการผลิตพลาสติกหรือไม่ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด ประเทศที่มีน้ำมันและก๊าซเกินความต้องการด้านพลังงานจะนำวัตถุดิบเหล่านั้นไปผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งจัดการได้ยากและมักถูกส่งออกมายังประเทศยากจนกว่า

 

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุดสิ่งนี้คือการยุติเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อให้เกิดการหลั่งไหลนี้” เขากล่าว “ทำให้พลาสติกแพงขึ้น ดังนั้นคุณจะเหลือเพียงผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นและสามารถจัดการได้อย่างถูกต้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า”

 

การเจรจาอย่างเป็นทางการรอบต่อไปคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงสิ้นปี 2569 หรือต้นปี 2570 หลังจากที่มีการคัดเลือกประธานสนธิสัญญาคนใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยทดแทน หลุยส์ วายาส วัลดิวิเอโซ ที่ลาออกหลังประเทศต่างๆ ไม่สามารถตกลงบทร่างที่เขาเสนอได้ แม้จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่นั่นถือเป็นความหวังเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่สำหรับสนธิสัญญาที่มีประสิทธิภาพ

 

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้จัดทำเป็นภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์​ Dialogue Earth ​​https://dialogue.earth/en/pollution/waste-colonialism-is-alive-in-southeast-asia/

 

แปลโดย กริสรินทร์ จูงศิริวัฒน์

The post อาณานิคมขยะ: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการเป็นถังขยะโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ตัวกลางหย่าศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน https://thestandard.co/shehbaz-sharif-pakistan-mediator-us-iran-ceasefire/ Thu, 09 Apr 2026 09:50:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1196344

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน นับว่า มีบทบาทสำคัญอ […]

The post รู้จัก เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ตัวกลางหย่าศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน นับว่า มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น ‘ตัวกลางประสานรอยร้าว’ ระหว่างคู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงที่ทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกันโดยตรง โดยปากีสถานเป็นผู้รวบรวมข้อเสนอและกรอบเวลาในการลดความรุนแรงส่งให้ทั้งสองฝ่าย จนนำไปสู่การประกาศหยุดยิง (Ceasefire) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

 

ผู้นำปากีสถานได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย เนื่องจากปากีสถานมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ และมีพรมแดนติดกับอิหร่าน อีกทั้งยังใกล้ชิดกับมหาอำนาจอื่นอย่างจีนอีกด้วย แม้ข้อตกลงหยุดยิงจะดูมีความเปราะบางอย่างมาก แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นนี้ก็ได้รับการยกย่องว่า เป็นชัยชนะทางการทูตครั้งใหญ่ที่สุดของปากีสถานในรอบหลายปี

 

เชห์บาซ ชารีฟ จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสันติภาพที่อิสลามาบัด โดยเชิญผู้แทนระดับสูงของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านมาหารือกัน ซึ่งมีกำหนดการจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อหาข้อตกลงที่ยั่งยืนต่อไป

 


 

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ผู้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ตัวกลางหย่าศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Dealmaker: เจาะเบื้องหลังเกมการทูต ปากีสถานยุติสงคราม ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ได้อย่างไร https://thestandard.co/pakistan-us-iran-peace-deal/ Thu, 09 Apr 2026 09:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1196326 ภาพการเจรจาทางการทูต โดยมีผู้นำ ปากีสถาน เป็นตัวกลางยุติความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน

ตัวเต็งรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2026   ผู้ยุติสงครามโ […]

The post The Dealmaker: เจาะเบื้องหลังเกมการทูต ปากีสถานยุติสงคราม ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเจรจาทางการทูต โดยมีผู้นำ ปากีสถาน เป็นตัวกลางยุติความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิหร่าน

ตัวเต็งรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2026

 

ผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 3

 

และ The Dealmaker

 

 
 

เหล่านี้คือข้อความที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างยกย่องบทบาทของ ‘ปากีสถาน’ ในฐานะตัวกลางเจรจายุติความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังสามารถผลักดันให้เกิดการหยุดยิง 2 สัปดาห์ในสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่านได้สำเร็จ

 

กระแสการยกย่องดังกล่าวสะท้อนบทบาทเชิงรุกของปากีสถานที่ค่อยๆ ขยับจาก ‘ผู้เล่นชายขอบ’ สู่ ‘ตัวกลางของโลก’ โดยอาศัยทั้งสายสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ และความใกล้ชิดเชิงประวัติศาสตร์กับอิหร่าน เปิดช่องทางการสื่อสารที่แทบไม่หลงเหลืออยู่ในห้วงวิกฤต

 

เหนือสิ่งอื่นใด เบื้องหลังภาพของ ‘The Dealmaker’ คือการทำงานแบบหลังบ้านที่เข้มข้น ตั้งแต่สายสัมพันธ์ส่วนตัว การเจรจาหลายช่องทาง ตลอดจนการเร่งเครื่องในช่วงชั่วโมงสุดท้าย ก่อนการปะทะจะยกระดับไปอีกขั้น

 

ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางยุติความขัดแย้งครั้งนี้ได้อย่างไร ใครคือคีย์แมนสำคัญ และบทบาทของประเทศแห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป THE STANDARD ชวนเจาะลึกเบื้องหลังเกมการทูตปิดดีลหยุดยิงครั้งสำคัญของโลก

 

จับมือทรัมป์-แน่นแฟ้นอิหร่าน: สูตร (ไม่) ลับการทูตปากีสถาน

 

New York Times ระบุว่า ปากีสถานก้าวขึ้นมาเป็น ‘กาวใจ’ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ เพราะมีต้นทุนสำคัญ คือ การสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์เป็นเวลาหลายเดือน และความแน่นแฟ้นกับอิหร่านที่มีเป็นทุนเดิม จนสามารถกลายเป็นศูนย์กลางของการยุติความขัดแย้งครั้งสำคัญของโลกได้

 

ต้องย้อนกลับไปเล่าก่อนว่า ตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ปากีสถานพยายามสร้างความใกล้ชิดแบบเป็นพิเศษ ทั้งการทำข้อตกลงด้านคริปโต แร่หายาก การเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ ไปจนถึงเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ และขอบคุณสหรัฐฯ ที่ช่วยมาไกล่เกลี่ยปมขัดแย้งอินเดียในปี 2025

 

(หมายเหตุ: อินเดียปฏิเสธว่า การยุติความขัดแย้งมาจากกลไกทวิภาคี ไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง)

 

ชื่อของคีย์แมนคนสำคัญไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่คือ จอมพล ซาเยด อาซิม มูเนียร์ (Syed Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพปากีสถาน ผู้ชายที่ทรัมป์ยกย่องนับสิบครั้งว่า เป็นจอมพลคนโปรด นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ บุคคลสำคัญ และมนุษย์ยอดเยี่ยม

 

ไม่แน่ชัดว่า มูเนียร์เป็นคนโปรดของทรัมป์ได้อย่างไร แต่นักวิเคราะห์และแหล่งข่าวใกล้ชิดชี้ตรงกันว่า จอมพลรายนี้เข้าขากับ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ดี ขณะที่เข้าใจบุคลิกและตัวตนของทรัมป์อย่างชัดเจน

 

“เขามีความฉลาดทางอารมณ์สูง… และแน่นอนว่ามีความสามารถในการไกล่เกลี่ย” หลิน หมินหวัง รองผู้อำนวยการศูนย์เอเชียใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย Fudan University ระบุ พร้อมย้ำว่า ในการทำงานกับทรัมป์ ความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทสำคัญมาก เพราะผู้นำสหรัฐฯ คนนี้ให้คุณค่ากับ ‘มิตรภาพส่วนตัว’

 

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับปากีสถานโดดเด่นเป็นทุนเดิม โดย ฟาติมา เรซา (Fatima Reza) ผู้เขียนบทความวิจัย Pakistan-Iran Relations in the Evolving International Environment อธิบายว่า ทั้ง 2 ประเทศมีสัมพันธ์อันดีต่อกันในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา แม้จะเผชิญข้อจำกัดบางอย่างตามบริบทระหว่างประเทศ เช่น ช่วงเหตุการณ์ 9/11 ปากีสถานเป็นพันธมิตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ปราบปรามกลุ่มแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) ซึ่งมีอิหร่านอยู่ด้วย

 

อย่างไรก็ดี ก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเคยให้การสนับสนุนปากีสถานในสงครามระหว่างอินเดีย 2 ครั้ง ขณะที่พระเจ้าชาห์ก็เคยตรัสว่า ความอยู่ดีมีสุขของปากีสถานเป็นวาระสำคัญในนโยบายต่างประเทศของพระองค์

 

ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศมีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ โดยมีพรมแดนติดกันระหว่างจังหวัดบาลูจิสถานในปากีสถาน กับจังหวัดซิสถาน-บาลูเชสถานของอิหร่าน ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของ ‘ชาวบาลูจ’ ที่กระจายตัวอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดน

 

นอกจากนี้ อาซีมา ชีมา ผู้อำนวยการผู้ก่อตั้ง Verso Consulting บริษัทวิจัยในอิสลามาบัดยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ในสภาวะที่สหรัฐฯ และอิหร่านไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการนับ 4 ทศวรรษ ปากีสถานคือตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของอิหร่านในสหรัฐฯ มานานมาก เช่นเดียวกับบทบาทของสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำธุรกรรมให้สหรัฐฯ ในเตหะราน

 

ปากีสถานเป็นตัวกลางในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร?

 

ปากีสถานมีบทบาทโดดเด่นจากการเป็นตัวกลางในเวทีโลกเป็นทุนเดิม เช่น การเป็นกาวใจให้กับสหรัฐฯ และจีนในช่วงสงครามเย็นจนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1979 หรือการเป็นตัวกลางข้อตกลงเจนีวาปี 1988 ที่ทำให้สหภาพโซเวียตถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน

 

ขณะที่ล่าสุด ปากีสถานยังช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อระหว่างตาลีบันอัฟกานิสถานกับสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การเจรจาที่โดฮา รวมถึงข้อตกลงปี 2020 ที่ปูทางสู่การถอนทหารของ NATO ในอัฟกานิสถาน

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ปากีสถานต้องเข้ามามีบทบาทคือภูมิศาสตร์ เนื่องจากมีพรมแดนติดกับอิหร่านโดยตรง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ปากีสถานมี ‘แรงจูงใจเร่งด่วน’ ที่ต้องการเห็นสงครามยุติ เพราะความขัดแย้งลุกลามอาจดึงประเทศอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย หลังลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมร่วมกับปากีสถานเมื่อปี 2025

 

ขณะที่ความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจยังบีบคั้นปากีสถาน เพราะประเทศพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ส่วนพลเมืองที่ไปทำงานในประเทศอาหรับยังสร้างรายได้มหาศาล คิดเป็นปริมาณใกล้เคียงรายได้จากการส่งออกทั้งหมด

 

รายงานพิเศษของ Al Jazeera ระบุว่า ปากีสถานเริ่มใช้ช่องทางการทูตทันที หลังสงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ดำเนินการจากหลังบ้านท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นในประเทศ ทั้งการประท้วงของประชาชนในกรุงการาจี สงครามกับกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน และวิกฤตราคาน้ำมัน

 

วิธีการเดินเกมของปากีสถาน คือ รักษาสมดุลกับทุกฝ่ายอย่างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะ 2 เพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียผ่านข้อตกลงป้องกันร่วม และอิหร่านผ่านวิธีการประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดสำคัญทำให้เตหะรานไว้วางใจบทบาทของปากีสถาน

 

นอกจากนี้ ในช่วงสงครามทวีความรุนแรงจากการที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติของอิหร่านอย่าง South Pars ปากีสถานยังจับมือซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์เพื่อหากลไกเจรจา 4 ฝ่าย

 

แม้ตอนแรก สหรัฐฯ และอิหร่านปฏิเสธการเจรจา แต่ในความเป็นจริง ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ ให้อิหร่าน และประสานส่งข้อเสนอโต้กลับ 10 ข้อของเตหะรานให้สหรัฐฯ

 

New York Times ระบุว่า เซห์บาฟ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และ อิสฮาค ดาร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน คือคีย์แมนสำคัญที่ทำหน้าที่ส่งข้อความให้รัฐบาลสหรัฐฯ และอิหร่านหลายสัปดาห์ ขณะที่มูเนียร์มุ่งเน้นหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นหลัก

 

รายงานระบุว่า มูเนียร์หารือเรื่องอิหร่านกับทรัมป์มาเกือบปีแล้ว จนผู้นำสหรัฐฯ กล่าวชมจอมพลบนมื้ออาหารกลางวันในการพบปะที่ทำเนียบขาวปี 2025 ว่า “รู้จักอิหร่านดีมาก ดีกว่าคนส่วนใหญ่เสียอีก”

 

นอกจากนี้ Al Jazeera ยังระบุว่า ชารีฟและมูเนียร์เดินทางไปพบมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานที่ซาอุดีอาระเบียเพื่อแสดงการสนับสนุน แต่เรียกร้องให้ลดความตึงเครียด

 

ขณะที่ในช่วงเวลา 10 ชั่วโมงสุดท้าย หลังทรัมป์ขู่ทำลายอารยธรรมอิหร่านตลอด 47 ปี มูเนียร์ติดต่อทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งเครื่องเดินหน้าทางการทูตอย่างหนัก ขณะที่ New York Times รายงานว่า จีนเข้ามาแทรกแซงให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอในวินาทีสุดท้าย

 

จับตามองปากีสถาน กับบทบาทเจรจาปิดดีลสงครามใหญ่

 

บทวิเคราะห์จาก Al Jazeera มองว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงยังไม่ใช่สันติภาพ และมีประเด็นขัดแย้งสำคัญ หลังอิสราเอลและสหรัฐฯ ชี้ตรงกันว่า เลบานอนไม่รวมอยู่ในข้อตกลง แต่นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือจุดเปลี่ยนของปากีสถานไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่า นี่คือผลงานจากการประสานงานของทั้งระบบ ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงเท่านั้น

 

ไมเคิล คูเกลแมน สมาชิกอาวุโสฝ่ายเอเชียใต้จาก Atlantic Council ระบุกับ New York Times ว่า ข้อตกลงสันติภาพคือผลแดงชิ้นโบแดงคือปากีสถาน หลังต้องต่อสู้กับภาพลักษณ์ย่ำแย่ในระดับโลกมานาน เพราะนานาประเทศไม่เคยมองว่า ประเทศนี้จะมีอิทธิพลในระดับภูมิภาคหรือแม้กระทั่งระดับโลกได้เลย โดยเฉพาะกับบทบาทเล่นเกม 2 หน้าในวงการทูต เช่น สนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามอัฟกานิสถาน ขณะที่ยังหนุนตาลีบันในเวลาเดียวกัน

 

ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ในรายการ Decoding the World ว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ปากีสถานโดดเด่นขึ้นมาในฐานะ ‘พระเอก’ หรือตัวกลางสำคัญที่สุดในการเจรจาหยุดยิง โดยใช้ข้อได้เปรียบจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและผลประโยชน์ที่มีร่วมกับทั้งสหรัฐฯ อิหร่าน และซาอุดีอาระเบียมาสร้างอำนาจต่อรอง จนทำให้ทั้งคู่ยอมรับให้ปากีสถานเป็นคนกลางในการพูดคุย

 

พิศาลมองว่า ผลงานที่โดดเด่นนี้ยังเป็นการบดบังรัศมีของประเทศอื่นๆ ที่อยากเป็นกาวใจ รวมถึงกลบบทบาทของอินเดียในเวทีโลกไปโดยปริยาย หรือแม้แต่จีนที่มีการเสนอข้อตกลง 5 ข้อออกมาก่อนหน้านี้ เพราะผู้ที่ทำให้เกิดการหยุดยิงได้จริงก็ยังคงเป็นปากีสถาน

 

อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ยังวิเคราะห์ว่า บทบาทปากีสถานส่งผลกระทบอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในมิติความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะการลงนามสนธิสัญญาด้านการป้องกันประเทศภายใต้ ‘ร่มนิวเคลียร์’ ร่วมกับซาอุดีอาระเบียที่มีคล้ายคลึงกับ NATO คือ ปากีสถานจะเข้ามาช่วยเหลือ หากมีใครโจมตีหรือทำลายซาอุดีอาระเบีย

 

อย่างไรก็ดี มาเรีย ราชิด (Maria Rashid) นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก University of Wolverhampton เคยกล่าวเตือนบทบาทของปากีสถานในเวทีโลกตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2025 กับ Al Jazeera ว่า ต้องระมัดระวังในการสรุปสถานการณ์ในระยะยาว เพราะลึกๆ แล้ว ปากีสถานยังต้องการเสถียรภาพภายในประเทศ ขณะที่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกองทัพปากีสถานกับสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่ อีกทั้งยังกระทบกับระบอบประชาธิปไตยภายในประเทศ

 

ปัจจุบัน ฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวหารัฐบาลปากีสถานว่า จำกัดเสรีภาพ กดดันสื่อและใช้ความรุนแรงทางการเมือง ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 27 ยังเป็นประเด็นถกเถียง เพราะปากีสถานกำลังให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่มูเนียร์ และลดบทบาทการตรวจสอบของฝ่ายตุลาการ

 

ส่วนประเด็นที่ยังคงหลงลืมไม่ได้ คือ การปราบปรามพรรคเตห์รีก-เอ-อินซาฟ (Pakistan Tehreek-e-Insaf) ของ อิมราน ข่าน อดีตนายกฯ ที่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2023 โดยราชิดระบุว่า ความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศกำลังกลบฝังปัญหาภายในประเทศอย่างสิ้นเชิง

 

แฟ้มภาพ: Government of Pakistan

 

อ้างอิง:

 

The post The Dealmaker: เจาะเบื้องหลังเกมการทูต ปากีสถานยุติสงคราม ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ยืนยัน เลบานอนไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน https://thestandard.co/trump-lebanon-ceasefire-us-iran/ Thu, 09 Apr 2026 03:33:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1196081 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประเด็นเลบานอนไม่ได้รวมในข้อตกลงหยุดยิง สหรัฐฯ-อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และทำเนียบขาวยื […]

The post ทรัมป์ยืนยัน เลบานอนไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประเด็นเลบานอนไม่ได้รวมในข้อตกลงหยุดยิง สหรัฐฯ-อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และทำเนียบขาวยืนยันว่า เลบานอนไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่าสงครามในเลบานอนเป็น ‘การปะทะที่แยกออกไปต่างหาก’ เนื่องจากมีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ในขณะที่ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันตรงกันว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้ ‘ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค’ รวมถึงพื้นที่ในเลบานอนด้วย ซึ่งขณะนี้ทีมตัวกลางเจรจากำลังใช้ความพยายามอย่างสูงในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยังคงดำเนินต่อไปได้

 

อิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอน

 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยืนยันว่าการโจมตีเลบานอนจะดำเนินต่อไป หลังจากนั้น อิสราเอลได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศกว่า 100 ครั้ง ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งนี้ การโจมตีพุ่งเป้าไปที่พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ศูนย์การแพทย์ และมัสยิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 ราย บาดเจ็บกว่า 1,160 ราย และเป็นการซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่มีประชาชนต้องพลัดถิ่นฐานแล้วกว่า 1.2 ล้านคน

 

ท่าทีและการขู่ตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตร

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลและ ‘อาจถอนตัว’ ออกจากข้อตกลงหยุดยิง หากอิสราเอลยังคงละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเลบานอน นอกจากนี้สื่อของอิหร่านยังมีรายงานเบื้องต้นว่า อาจมีการระงับการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเป็นการตอบโต้ แม้ว่าทางการอิหร่านจะยังไม่ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้ก็ตาม

 

ทางด้าน นาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติการรุกราน ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประณามการโจมตีของอิสราเอลว่าเป็น ‘อาชญากรรมสงคราม’ และเป็นการพยายามแก้แค้นพลเรือน พร้อมทั้งยืนยันสิทธิอันชอบธรรมในการต่อต้านการรุกรานครั้งนี้

 

แม้ทั้งอิสราเอล-เลบานอนจะเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนรายวันมาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 เดือน โดยสงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดโจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงของอิสราเอลและการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน

 

แฟ้มภาพ: Elizabeth Frantz / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ยืนยัน เลบานอนไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลสันติภาพเสี่ยงล่ม อิหร่านชี้เจรจาสหรัฐฯ ‘ไม่สมเหตุสมผล’ หากอิสราเอลยังถล่มเลบานอน https://thestandard.co/iran-us-israel-peace-deal-risk/ Thu, 09 Apr 2026 02:28:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1196035 ภาพผู้แทน อิหร่าน เจรจา สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจาก อิสราเอล โจมตี เลบานอน

อิหร่านส่งสัญญาณเตือนว่า ข้อตกลงหยุดยิงอาจล่ม หากอิสราเ […]

The post ดีลสันติภาพเสี่ยงล่ม อิหร่านชี้เจรจาสหรัฐฯ ‘ไม่สมเหตุสมผล’ หากอิสราเอลยังถล่มเลบานอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้แทน อิหร่าน เจรจา สหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจาก อิสราเอล โจมตี เลบานอน

อิหร่านส่งสัญญาณเตือนว่า ข้อตกลงหยุดยิงอาจล่ม หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอน ชี้ไม่สมเหตุสมผลที่จะเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา ขณะที่ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลระบุว่า พร้อมลั่นไกและเดินกลับเข้าสู่สงครามได้ทุกเมื่อ

 

เมื่อคืนนี้ (8 เมษายน) โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านระบุว่า อิสราเอลละเมิดเงื่อนไขหลายประการในข้อตกลงหยุดยิงด้วยการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยืนกรานให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยชี้ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การหยุดยิงหรือการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

 

“ความไม่ไว้วางใจทางประวัติศาสตร์ของอิหร่านต่อสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง เกิดจากการละเมิดพันธกรณีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกรูปแบบ น่าเสียดายที่สถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง” กาลีบาฟโพสต์ข้อความบน X

 

ประธานรัฐสภาอิหร่านระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยเรียกข้อเสนอของอิหร่านว่าเป็น เนื้อหาพื้นฐานที่สามารถใช้เจรจาได้ และเป็นกรอบหลักของการพูดคุยครั้งนี้ แต่ข้อตกลง 3 จาก 10 ข้อถูกละเมิด ได้แก่

 

  • การไม่หยุดยิงเลบานอน เพราะข้อเสนอกำหนดให้มีการหยุดยิงในทุกพื้นที่ ซึ่งรวมถึงเลบานอนและภูมิภาคอื่นๆ
  • การรุกล้ำน่านฟ้าอิหร่านด้วยโดรนในเมืองลาร์ จังหวัดฟาร์ส
  • การปฏิเสธสิทธิอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

 

สหรัฐฯ และอิสราเอลคิดเห็นอย่างไร?

 

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหัวหน้าการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่บูดาเปสต์ว่า อิหร่านเข้าใจผิดที่คิดว่า ข้อตกลงหยุดยิงรวมถึงเลบานอน โดยยืนยันว่า การเจรจายุติสงครามครอบคลุมแค่สหรัฐฯ, อิสราเอล, อิหร่าน และชาติอาหรับเท่านั้น

 

“เท่าที่ผมเข้าใจ ฝ่ายอิสราเอลเสนอที่จะยอมละระดับการโจมตีลงในเลบานอน เพราะพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่า การเจรจาของเราจะประสบความสำเร็จ” แวนซ์กล่าว ถือเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับ เชห์บาฟ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ตัวกลางเจรจาสันติภาพ

 

ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านตกลงยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยทำเนียบขาวระบุว่า เตหะรานส่งสัญญาณจะส่งมอบคลังยูเรเนียมที่มีอยู่

 

“สหรัฐฯ จะร่วมกับอิหร่านเพื่อขุดและกำจัด ‘ฝุ่นนิวเคลียร์’ ที่ถูกฝังลึกทั้งหมด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social พร้อมย้ำว่า มีข้อตกลงและจดหมายจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่โดยคนนอก ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเขาจะดำเนินการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องหลังจากนี้

 

ขณะที่มีรายงานจาก The Times of Israel ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า แผน 10 ข้อที่อิหร่านเผยแพร่ต่อสาธารณะ ไม่ใช่ชุดเงื่อนไขเดียวกันกับที่ทำเนียบขาวตกลง ซึ่งใช้เป็นกรอบสำหรับการหยุดสงครามและการเจรจาในอนาคต

 

“เอกสารที่สื่อกำลังรายงานกันอยู่ ไม่ใช่กรอบการเจรจาที่ใช้งานจริง” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายนี้กล่าวแบบไม่เปิดเผยชื่อ โดยย้ำว่า จะไม่เปิดเผยรายละเอียดการเจรจาในที่สาธารณะเพื่อเคารพกระบวนการ พร้อมปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยืนยันว่า การหยุดยิงกับอิหร่านไม่รวมถึงเลบานอน โดยสั่งเดินหน้าถล่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป และอ้างว่า เป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย พร้อมยืนยันว่า อิสราเอลพร้อมกลับเข้าสู่สงครามทุกเมื่อ

 

ปัจจุบัน กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่พื้นที่ย่านการค้าและที่พักอาศัยหนาแน่นใจกลางกรุงเบรุตโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายและบาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่มีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

 

ทั้งนี้ หน่วยป้องกันพลเรือนของเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 ราย และบาดเจ็บ 1,165 ราย จากการโจมตีครั้งล่าสุด

 

ภาพ: Majid-Asgaripour / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ดีลสันติภาพเสี่ยงล่ม อิหร่านชี้เจรจาสหรัฐฯ ‘ไม่สมเหตุสมผล’ หากอิสราเอลยังถล่มเลบานอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีหศักดิ์’ เผยลูกเรือมยุรีนารีเสียชีวิต 3 ราย เตรียมเยือนโอมานติดตามความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/sihasak-mayuree-naree-strait-hormuz/ Wed, 08 Apr 2026 10:50:54 +0000 https://thestandard.co/sihasak-mayuree-naree-strait-hormuz/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีลูกเรือ มยุรีนารี เสียชีวิต 3 ราย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการก […]

The post ‘สีหศักดิ์’ เผยลูกเรือมยุรีนารีเสียชีวิต 3 ราย เตรียมเยือนโอมานติดตามความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีลูกเรือ มยุรีนารี เสียชีวิต 3 ราย

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ลูกเรือ 3 คนของเรือมยุรีนารีเสียชีวิตแล้ว โดยกระทรวงฯ ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมระบุว่า เตรียมเยือนโอมานเพื่อติดตามการหารือเรื่องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

วันนี้ (8 เมษายน) สีหศักดิ์แถลงว่า มีกำหนดการเดินทางเยือนโอมานในวันที่ 15-16 เมษายนที่กำลังจะถึง ตามคำเชิญของบาดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อขอบคุณทางการโอมานที่ช่วยประสานความช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารีที่ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งลูกเรือ 20 คนได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัยแล้วก่อนหน้านี้

 

อย่างไรก็ตาม สีหศักดิ์ระบุว่า หน่วยกู้ภัยของอิหร่านและโอมานสามารถเข้าไปภายในตัวเรือได้ แต่พบว่า ลูกเรือทั้ง 3 คนเสียชีวิตแล้ว จึงขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว

 

นอกจากนี้ การเยือนโอมานยังมีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการหารือระหว่างอิหร่านกับโอมาน ซึ่งกำลังเจรจาร่วมกันในการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้มีความปลอดภัย และคงไว้ซึ่งหลักเสรีภาพในการเดินเรือ

 

คาดว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะเปิดโอกาสให้เรือที่ตกค้างในช่องแคบฮอร์มุซสามารถเดินทางผ่านได้ โดยปัจจุบันมีเรือของไทยผ่านไปแล้ว 1 ลำ ซึ่งเป็นเรือของบริษัทบางจาก ขณะเดียวกันยังมีเรือไทยอีก 9 ลำที่รอการอนุญาตให้ผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งในจำนวนนี้ 5 ลำเป็นเรือบรรทุกปุ๋ย

 

ทั้งนี้ ไทยเตรียมประสานขอความร่วมมือจากโอมานให้ช่วยติดต่อกับอิหร่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือไทยทั้ง 9 ลำสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายในช่วงเวลาการหยุดยิงดังกล่าว

 

อ้างอิง:

 

The post ‘สีหศักดิ์’ เผยลูกเรือมยุรีนารีเสียชีวิต 3 ราย เตรียมเยือนโอมานติดตามความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ยินดี สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หวังทุกฝ่ายเจรจาสร้างสันติภาพยั่งยืน เตรียมเยือนโอมาน 15-16 เม.ย. ขอช่วยเปิดทางเรือไทย 9 ลำผ่านฮอร์มุซ https://thestandard.co/sihasak-us-iran-ceasefire-oman-hormuz/ Wed, 08 Apr 2026 10:48:27 +0000 https://thestandard.co/sihasak-us-iran-ceasefire-oman-hormuz/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ แถลงข่าวแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันนี้ (8 เมษายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี […]

The post สีหศักดิ์ยินดี สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หวังทุกฝ่ายเจรจาสร้างสันติภาพยั่งยืน เตรียมเยือนโอมาน 15-16 เม.ย. ขอช่วยเปิดทางเรือไทย 9 ลำผ่านฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ แถลงข่าวแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

วันนี้ (8 เมษายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวภายหลังสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงร่วมกับประเทศอิหร่าน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ว่า ประเทศไทย และหลาย ๆ ประเทศ มองว่า เป็นข่าวที่น่ายินดี และคาดหวังว่า ทั้ง 2 ฝ่าย จะใช้โอกาสใน 2 สัปดาห์นี้ เป็นก้าวสำคัญ เพื่อให้มีการหยุดยิงที่ยั่งยืน และถาวร สามารถนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลางได้

 

โดยฝ่ายไทย เห็นว่า ความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมากโดยเฉพาะกับอิหร่าน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้ยาก ซึ่งประเทศไทยก็ได้ผลกระทบเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงอยากให้ข้อตกลงหยุดยิงนี้ สามารถนำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืน และนำไปสู่สันติภาพ พร้อมหวังว่า ทุกฝ่ายจะมุ่งสู่โต๊ะการเจรจาอย่างจริงจัง และจริงใจ

 

สีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตนมีเองยังมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ระหว่าง 15-16 เมษายนนี้ ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยตนจะได้ขอบคุณฝ่ายโอมานเป็นโอกาสแรก ในการประสานช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี ที่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย 20 คน แต่ก็ยังมีข่าวที่น่าเสียใจ ที่มีลูกเรือดังกล่าวอีก 3 คน เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

 

นอกจากนั้น ตนเองยังจะไปหารือ ติดตาม และพูดคุย ในฐานะที่โอมานและอิหร่าน ได้ดูแลน่านและน้ำช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันในการเดินเรือ เพื่อให้มีการเดินเรือได้อย่างปลอดภัย และหวังว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการหยุดยิงนี้ น่าจะมีการเปิดทางให้เรือสินค้าที่ยังตกค้าง สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งที่ผ่านมาเรือของไทยสามารถผ่านมาได้แล้ว 1 ลำ ซึ่งเป็นเรือของบางจาก และได้ถึงประเทศไทยแล้ว แต่ยังเหลือเรืออีก 9 ลำที่ยังรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือที่บรรทุกปุ๋ย ที่ยังรอผ่านด้วย ดังนั้น ตนจึงจะขอให้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ ให้เรือไทยทั้ง 9 ลำสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วย

 

สีหศักดิ์ ยังย้ำว่า แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน จะมีการหยุดยิง 2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์ก็ยังมีความผันแปร ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ ได้ใช้โอกาส 2 สัปดาห์นี้ รีบเดินทางกลับประเทศไทย โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้น ๆ ได้ และหากคนไทยรายใด มีปัญหาด้านการใช้จ่าย ก็ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตไทย ซึ่งจะมีกองทุนให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ สามารถกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

 

ส่วนการผนึกกำลังของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานนั้น นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 เมษายนนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษอีกครั้ง เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้อาเซียนได้หารือร่วมกัน และร่วมมือกันในด้านพลังงาน โดยใช้แรงกระตุ้นจากเหตุการณ์นี้มาร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะไม่เฉพาะกับประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะยังมีประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอยู่ด้วย

The post สีหศักดิ์ยินดี สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หวังทุกฝ่ายเจรจาสร้างสันติภาพยั่งยืน เตรียมเยือนโอมาน 15-16 เม.ย. ขอช่วยเปิดทางเรือไทย 9 ลำผ่านฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-world-reaction/ Wed, 08 Apr 2026 07:17:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1195830 ภาพข่าว การหยุดยิง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าที นานาชาติ ต่อ สันติภาพ ตะวันออกกลาง

หลายประเทศทั่วโลกแสดงความยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐ […]

The post ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข่าว การหยุดยิง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าที นานาชาติ ต่อ สันติภาพ ตะวันออกกลาง

หลายประเทศทั่วโลกแสดงความยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เรียกร้องให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งขอให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่ และชื่นชมบทบาทของปากีสถานในการ้เป็นตัวกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการหยุดยิง

 

สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยการเจรจาเพื่อสรุปข้อตกลงสันติภาพจะเริ่มขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในวันศุกร์นี้ (10 เมษายน)

 

การหยุดยิงชั่วคราวครั้งนี้ จะทำให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ท่ามกลาง

 

การจับตามองจากทั่วโลกที่ตั้งความหวังให้ความขัดแย้งที่ก่อผลกระทบรุนแรงยุติลง

 

และนี่คือท่าทีของหลายประเทศต่อการหยุดยิงครั้งนี้

 

อิรัก

 

กระทรวงการต่างประเทศอิรักยินดีกับข่าวการหยุดยิง แต่ย้ำว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้บรรลุถึงการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

อียิปต์

 

กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์เผยแพร่แถลงการณ์บน Facebook ว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องคว้าไว้เพื่อเปิดทางให้กับการเจรจา การทูต และการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์” และชี้ว่า “การหยุดยิงต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการยึดมั่นอย่างเต็มที่ต่อการยุติปฏิบัติการทางทหารและเคารพเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศ”

 

ขณะที่อียิปต์จะยังคงร่วมมือกับปากีสถานและตุรกี “เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค” ซึ่งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน “ต้องคำนึงถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงที่ชอบธรรม” ของประเทศในอ่าวเปอร์เซียด้วย

 

อิสราเอล

 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในการระงับการโจมตีอิหร่าน และ “ความพยายามของสหรัฐฯ ในการรับรองว่าอิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายต่ออเมริกา อิสราเอล ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับของอิหร่าน และโลกอีกต่อไป”

 

อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูกล่าวว่า การหยุดยิง “ไม่รวมถึงเลบานอน” ซึ่งกองกำลังอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินและกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

โอมาน

 

กระทรวงการต่างประเทศโอมานแถลงยินดีกับการประกาศหยุดยิงดังกล่าวและชื่นชม “ความพยายามของปากีสถานและทุกฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุติสงคราม”

 

“เรายืนยันถึงความสำคัญของการเร่งความพยายามในขณะนี้ เพื่อหาทางออกที่จะยุติวิกฤตจากต้นตอและบรรลุการยุติภาวะสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างถาวร”

 

องค์การสหประชาชาติ (UN)

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิง “เพื่อปูทางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและครอบคลุมในภูมิภาค”

 

กูเตอร์เรสเน้นย้ำว่า “การยุติความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือนและบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษย์” และขอบคุณปากีสถานและประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการหยุดยิง

 

ญี่ปุ่น

 

มินารุ คิฮาระ (Minoru Kihara) เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยินดีกับข่าวการหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และชื่นชมว่าเป็น “ก้าวย่างในเชิงบวก” ในขณะที่รอติดตาม “การเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้าย”

 

อินโดนีเซีย

 

อีวอนน์ เมเวงกัง (Yvonne Mewengkang) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย แถลงว่า จาการ์ตาต้อนรับข้อตกลงหยุดยิง และเรียกร้องให้อิหร่านและสหรัฐฯ เคารพ “อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการทูต” ของแต่ละฝ่าย

 

ขณะที่อินโดนีเซียยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหารรักษาสันติภาพชาวอินโดนีเซีย 3 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในเลบานอนเมื่อปลายเดือนมีนาคม ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลลาห์

 

มาเลเซีย

 

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียแถลงว่า “การหยุดยิงถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ และเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงที่จำเป็นอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง”

 

นอกจากนี้ มาเลเซียยังเรียกร้องให้ “ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และด้วยความสุจริตใจ เพื่อป้องกันการกลับไปสู่การสู้รบ” พร้อมทั้งหลีกเลี่ยง “การกระทำที่ยั่วยุหรือมาตรการฝ่ายเดียวใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเสถียรภาพที่เปราะบางของภูมิภาค หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของโลก”

 

ออสเตรเลีย

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ยินดีกับข่าวการหยุดยิงและแสดงความหวังว่า ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยของอิหร่าน ควบคู่ไปกับการโจมตีเรือพาณิชย์ โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง เราได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และต้นทุนด้านมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย”

 

นิวซีแลนด์

 

วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ยินดีกับการหยุดยิง แต่มองว่าทุกฝ่ายยังต้องดำเนินการอีกมาก

 

“แม้ว่านี่จะเป็นข่าวดี แต่ก็ยังมีงานสำคัญอีกมากที่ต้องทำในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร เนื่องจากสงครามได้ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความวุ่นวายในวงกว้างต่อตะวันออกกลางและที่อื่นๆ” เขากล่าวในโพสต์บน X

 

เยอรมนี

 

ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ชื่นชมการหยุดยิงและขอบคุณปากีสถานสำหรับบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อตกลง โดยเขาชี้ว่า เป้าหมายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าควรเป็นการเจรจาเพื่อ “ยุติสงครามอย่างถาวร” ผ่านช่องทางการทูต

 

ยูเครน

 

รัฐบาลยูเครนยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอันดรี ซีบิฮา (Andrii Sybiha) รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเรียกร้องให้วอชิงตันมีความ “เด็ดขาด” เช่นเดียวกันในการหยุดยั้งสงครามของรัสเซียต่อประเทศของตน

 

“ความเด็ดขาดของอเมริกาได้ผล เราเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีความเด็ดขาดเพียงพอที่จะบังคับให้มอสโกหยุดยิงและยุติสงครามกับยูเครน” ซีบิฮาเขียนบน X

 

ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง :

The post ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? https://thestandard.co/iran-ceasefire-conditions-trump-accepts/ Wed, 08 Apr 2026 06:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1195782 ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในแถลงการณ์ตอบรับข้อต […]

The post 10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยในแถลงการณ์ตอบรับข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ว่าอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ซึ่งเป็น “พื้นฐานที่ใช้ได้” สำหรับการเจรจา

 

ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้ ถือเป็น “ชัยชนะเหนือสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติการสู้รบ

 

เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้ง 10 ข้อของอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่รายงานจากสื่อบางสำนักระบุว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบด้วย

 

1.สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเพิ่มเติม

 

2.การคงไว้ซึ่งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

 

3.การยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน

 

4.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหลักทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

5.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

6.การยกเลิกมติทั้งหมดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ต่อต้านอิหร่าน

 

7.การยุติมติทั้งหมดของคณะกรรมการบริหารทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ต่อต้านอิหร่าน

 

8.การจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่อิหร่านสำหรับความสูญเสียในสงคราม

 

9.การถอนกำลังรบของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค

 

10.การยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

 

โดยปากีสถานเผยว่าได้เชิญคณะผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่าน ไปยังกรุงอิสลามาบัดในวันศุกร์ (10 เมษายน) เพื่อเจรจาต่อรองเพิ่มเติมในข้อตกลงขั้นสุดท้ายสำหรับการยุติความขัดแย้งทั้งหมด

 

แต่รัฐบาลอิหร่านย้ำว่า “การเจรจาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของกรอบข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ”

 

ภาพประกอบข่าว ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา โดยมี 10 เงื่อนไขที่อิหร่านเสนอ 1

 

อ้างอิง :

The post 10 เงื่อนไขหยุดยิงของอิหร่าน มีอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี https://thestandard.co/amnesty-myanmar-release-sai-zaw-thaike/ Wed, 08 Apr 2026 05:24:05 +0000 https://thestandard.co/amnesty-myanmar-release-sai-zaw-thaike/ ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว

วันนี้ (8 เมษายน) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย […]

The post แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว

วันนี้ (8 เมษายน) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม “#FreeSaiZawThaike” ภายใต้แคมเปญ “Write for Rights” หรือ “เขียน เปลี่ยน โลก” โดยยื่น 3,008 แอ็กชัน ที่ร่วมในแคมเปญนี้ต่อสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ทางการเมียนมาปล่อยตัว ไซ ซอว์ แต็ก ช่างภาพข่าวชาวเมียนมา ที่ถูกศาลทหารตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี เพียงเพราะรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พายุไซโคลนในประเทศเมียนมา

 

โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นักกิจกรรม และผู้คนที่รวมตัวกันโดยสงบที่หน้าสถานทูตเมียนมา ได้แต่งกายด้วยเสื้อโทนสีขาว สวมผ้าถุงและโสร่ง พร้อมสะพายกล้อง เพื่อสื่อถึงบทบาทของไซ ซอว์ แต็ก ในฐานะช่างภาพข่าว และเป็นการยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและเสรีภาพสื่อมวลชนในเมียนมา

 

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ภายใต้แนวคิด “Capture the Truth is Not a Crime” หรือ “การบันทึกความจริงไม่ใช่อาชญากรรม” ที่ด้านหน้าสถานทูตเมียนมา พร้อมทั้งถือป้ายข้อความ และตะโกนเรียกร้องว่า “Free Sai Zaw Thaike”

 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา แต่ยังเป็นการยืนยันร่วมกันว่าการนำเสนอความจริงไม่ควรถูกดำเนินคดีหรือมีความผิด

 

ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 1ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 2ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 3ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 4ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 5ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 6ภาพผู้ร่วมกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชูภาพ ไซ ซอว์ แต็ก พร้อมป้ายเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัว 7

The post แอมเนสตี้ไทยยื่น 3,008 แอ็กชัน เรียกร้องเมียนมาปล่อย ‘ไซ ซอว์ แต็ก’ นักข่าวผู้รายงานเหตุพายุไซโคลน หลังถูกศาลทหารสั่งจำคุก 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-negotiations-deal/ Wed, 08 Apr 2026 04:14:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1195741 ภาพไดคัต โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำอิหร่าน หันหน้าชนกัน โดยมีฉากหลังเป็นธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ไม่ถึง 1.30 ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายการโจมตีโครงสร้าง […]

The post เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัต โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำอิหร่าน หันหน้าชนกัน โดยมีฉากหลังเป็นธงชาติสหรัฐฯ และอิหร่าน

ไม่ถึง 1.30 ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างโรงไฟฟ้าและสะพานทั่วอิหร่าน ทรัมป์ได้ประกาศแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าสหรัฐฯ ตกลงที่จะหยุดยิงและระงับแผนโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคืออิหร่านตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน และผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ในฐานะตัวกลางไกล่เกลี่ย

 

 
 

“จากการสนทนากับนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และจอมพลอาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน พวกเขาร้องขอให้ผมระงับกำลังทำลายล้างที่จะส่งไปยังอิหร่านในคืนนี้ และภายใต้เงื่อนไขที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์”

 

ท่าทีของทรัมป์มีขึ้น หลังจากที่เขาประกาศคำขู่อย่างแข็งกร้าว ว่า “สามารถกำจัดอิหร่านได้ในคืนเดียว” หากอิหร่านล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนเส้นตาย และเตือนว่า “อารยธรรมทั้งหมดของอิหร่านจะล่มสลาย” ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มต้นการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

 

ในขณะที่อิหร่านโต้กลับด้วยการตัดช่องทางติดต่อสื่อสารกับสหรัฐฯ และเดินหน้าโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศอ่าว พร้อมประกาศว่าการโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ และพันธมิตรจะขยายออกไปนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหากสหรัฐฯ ข้ามเส้นแดงในการโจมตีเป้าหมายพลเรือน

 

คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยกย่องข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นว่า “เป็นชัยชนะของสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ “เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น”

 

ขณะที่ทรัมป์ระบุเหตุผลที่ตกลงหยุดยิง เพราะสหรัฐฯ ได้บรรลุเป้าหมายทางทหารทั้งหมดเกินกว่าที่ต้องการแล้ว และกำลังคืบหน้าไปมากกับข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน และสันติภาพในตะวันออกกลาง

 

เขายังเผยว่า อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ ซึ่งเป็น “พื้นฐานที่ใช้ได้” สำหรับการเจรจา โดยเขาคาดหวังว่าข้อตกลงจะ “สรุปและเสร็จสมบูรณ์” ภายในช่วงเวลา 2 สัปดาห์

 

เบื้องหลังการตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดที่สำคัญและการเดินเกมการทูตของปากีสถานที่แข่งขันกับเวลา เพื่อยับยั้งการขยายตัวของสงครามที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก

 

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่เรารู้จนถึงตอนนี้

 

การทูต 11 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย

 

สถานการณ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเส้นตายที่กำหนดไว้ในเวลา 20.00 น. ตามเวลาของกรุงวอชิงตัน ดีซี. หรือราว 07.00 น. ตามเวลาไทย เป็นไปอย่างตึงเครียด ขณะที่ปากีสถานได้ใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่และแข่งกับเวลาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของสงคราม

 

โดยตลอดช่วง 11 ชั่วโมงก่อนเส้นตาย รัฐบาลปากีสถานพยายามเรียกร้องไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านและเลื่อนกำหนดเส้นตายออกไปอีก 2 สัปดาห์ พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังรัฐบาลเตหะราน ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาเดียวกัน

 

“ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางอย่างสันติกำลังคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แข็งแกร่ง และทรงพลัง โดยมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้การเจรจาทางการทูตดำเนินไปได้ตามขั้นตอน ผมขอร้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างจริงใจให้ขยายเวลาออกไปอีกสองสัปดาห์” นายกรัฐมนตรีชารีฟ โพสต์ข้อความบน X พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่าน “เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ในช่วง 2 สัปดาห์เดียวกัน เพื่อแสดงถึงท่าทีที่ดี”

 

“เรายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่กำลังสู้รบหยุดยิงในทุกพื้นที่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้การเจรจาทางการทูตสามารถยุติสงครามได้อย่างเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค”

 

ข้อความของชารีฟ ไปถึงทรัมป์ ในไม่กี่ชั่วโมงก่อนสิ้นสุดกำหนดเส้นตาย ขณะที่ Al Jazeera อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวในรัฐบาลปากีสถานว่า “ผู้ต่อต้านภายในของทุกฝ่ายพยายามที่จะบ่อนทำลายความพยายามในการลดความตึงเครียด และจนถึงช่วงเช้าตรู่ ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงยังคงมีอยู่”

 

“เรากำลังเผชิญกับความตึงเครียดที่อันตราย แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาทางการทูตยังไม่สามารถตัดทิ้งได้จนถึงนาทีสุดท้าย”

 

อิหร่านยืนยันหยุดยิง-เปิดฮอร์มุซ

 

หลังจากที่ทรัมป์ประกาศตกลงหยุดยิงไม่นาน ทางด้าน อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก็โพสต์ข้อความยืนยันว่า “อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ ในเบื้องต้นแล้ว”

 

อะรอกชี แสดงความขอบคุณปากีสถานสำหรับความพยายามทางการทูตจนถึงนาทีสุดท้ายเพื่อให้สหรัฐฯ ระงับการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และระบุว่า “หากการโจมตีอิหร่านยุติลง กองกำลังติดอาวุธอันทรงพลังของอิหร่านจะยุติปฏิบัติการป้องกันตนเอง” และยืนยันว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะปลอดภัยเป็นเวลา 2 สัปดาห์หากมีการประสานงานกับกองทัพอิหร่าน

 

“เป็นเวลา 2 สัปดาห์ การผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยจะเป็นไปได้โดยการประสานงานกับกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านและโดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิค”

 

ทางด้านนายกรัฐมนตรีปากีสถานยังเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงทันทีในทุกแห่ง รวมถึงเลบานอนและที่อื่นๆ”

 

ขณะที่ล่าสุด โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้สั่งการให้หน่วยทหารทั้งหมดหยุดยิงแล้ว ตามคำแถลงที่อ่านออกอากาศทางช่องข่าว IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน

 

“นี่ไม่ใช่จุดจบของสงคราม แต่ทุกเหล่าทัพควรปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำสูงสุดและหยุดยิง” คำแถลงระบุ

 

10 เงื่อนไขตกลงหยุดยิงมีอะไรบ้าง?

 

เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้ง 10 ข้อของอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่รายงานจากสื่อบางสำนักระบุว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อประกอบด้วย

 

1.สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเพิ่มเติม

 

2.การคงไว้ซึ่งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน

 

3.การยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน

 

4.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหลักทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

5.การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมทั้งหมดต่ออิหร่าน

 

6.การยกเลิกมติทั้งหมดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ต่อต้านอิหร่าน

 

7.การยุติมติทั้งหมดของคณะกรรมการบริหารทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ต่อต้านอิหร่าน

 

8.การจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่อิหร่านสำหรับความสูญเสียในสงคราม

 

9.การถอนกำลังรบของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค

 

10.การยุติสงครามในทุกแนวรบ รวมถึงต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

 

ด้านสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้ ถือเป็น “ชัยชนะเหนือสหรัฐฯ” และอ้างว่าทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติการสู้รบ

 

แถลงการณ์ระบุว่า ข้อเสนอ 10 ข้อดังกล่าว คือการเรียกร้องให้อิหร่านมีอำนาจเหนือและควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมี “สถานะทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร”

 

ทั้งนี้ สภาฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้อิหร่านจะตกลงที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ในขั้นต่อไป แต่การเจรจาก็จะเป็นไป “ด้วยความไม่ไว้วางใจฝ่ายอเมริกันอย่างสิ้นเชิง” พร้อมทั้งระบุว่า “อิหร่านจะจัดสรรเวลา 2 สัปดาห์สำหรับการเจรจาเหล่านี้ และระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายได้โดยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย”

 

แถลงการณ์ยังยืนยันว่า “อิหร่านพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีในทันที หากฝ่ายศัตรูทำผิดพลาดจากข้อตกลงแม้เพียงเล็กน้อย”

 

จีนกดดันอิหร่านรับข้อตกลงหยุดยิง?

 

ทรัมป์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าจีนกดดันอิหร่านให้ตอบรับข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากหลายสำนักข่าวก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่า จีนสนับสนุนให้เตหะรานบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายพันคนทั้งในอิหร่านและเลบานอน และยังปิดกั้นเส้นทางการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ

 

การประกาศหยุดยิงเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่รัสเซียและจีนใช้สิทธิวีโต (Veto) ขัดขวางมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มุ่งเป้าไปที่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอ้างว่ามติดังกล่าวมีอคติต่ออิหร่าน

 

ฟู่ คอง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าร่างมติดังกล่าว “ล้มเหลวในการชี้สาเหตุที่แท้จริงและภาพรวมทั้งหมดของความขัดแย้ง” และอาจเสี่ยงต่อการให้ “ฉากบังหน้าทางกฎหมาย” สำหรับการใช้กำลังทหาร สหราชอาณาจักรกล่าวว่าการใช้สิทธิวีโต้มติดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจอย่างยิ่ง”

 

อิสราเอลมีท่าทีอย่างไร?

 

สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลตกลงที่จะ “ระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องเปิดช่องแคบและหยุดการโจมตีสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคโดยทันที”

 

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลย้ำว่า “การหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ไม่รวมถึงเลบานอน”

 

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า “อิสราเอลสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการทำให้มั่นใจว่า อิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายอีกต่อไป”

 

จะเกิดอะไรหลังจากนี้?

 

ปากีสถานได้เชิญ คณะผู้แทนของสหรัฐฯ และอิหร่าน ไปยังกรุงอิสลามาบัดในวันศุกร์ (10 เมษายน) เพื่อเจรจาต่อรองเพิ่มเติมเพื่อหาข้อตกลงขั้นสุดท้ายในการยุติความขัดแย้งทั้งหมด

 

ขณะที่รัฐบาลเตหะรานย้ำว่า “การเจรจาจะอยู่บนพื้นฐานของกรอบข้อเสนอทั้ง 10 ข้อ”

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด

 

โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นเมื่ออิหร่านเปิดช่องแคบอีกครั้ง และอิสราเอลคาดว่า การโจมตีของอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วงเวลานั้น

 

ซึ่งหลังจากการประกาศของทรัมป์นานกว่า 1 ชั่วโมง กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่ายังคงมีขีปนาวุธที่ถูกยิงมาจากอิหร่าน และได้ยินเสียงระเบิดจากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นเหนือกรุงเทลอาวีฟ

 

ในขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมทั้ง คูเวต บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้ออกประกาศเตือนภัยและเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดรายละเอียดข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน และขั้นตอนเจรจาหลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>