ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Feb 2026 13:58:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ https://thestandard.co/nordic-warns-might-is-right-era/ Thu, 05 Feb 2026 13:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1174408 ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

งาน Nordic National Day ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอ […]

The post นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

งาน Nordic National Day ปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นเวทีที่สะท้อนสารการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่ายในช่วงเวลาที่ระเบียบโลกบนกติกาถูกท้าทายหนักกว่าเดิม

 

นอร์ดิกส่งสัญญาณเตือน: โลกเสี่ยงกลับสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’

 

ฝั่งประเทศนอร์ดิกส่งสารร่วมว่า การคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คือฐานที่ทำให้รัฐต่างๆ ปฏิสัมพันธ์กันบนเงื่อนไขที่เท่าเทียมและเป็นธรรม แต่ในความเป็นจริง ระเบียบโลกที่เคยคุ้นเคยกำลังถูกบ่อนทำลายมากขึ้น โดยยกสงครามยูเครนเป็นกรณีศึกษาที่ถูกระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโลก

 

แกนหลักของสุนทรพจน์ฝั่งนอร์ดิกคือคำเตือนว่า หากหลักบูรณภาพแห่งดินแดนไม่ถูกค้ำจุน โลกอาจไหลกลับไปสู่ตรรกะ ‘Might is Right’ หรือสถานการณ์ที่ผู้มีกำลังเป็นผู้กำหนดความถูกต้อง

 

จากยูเครนถึงอาร์กติก: เรื่องไกลตัวที่เชื่อมถึงไทย

 

นอร์ดิกชี้ว่า ในโลกที่ความมั่นคงเชื่อมโยงกันสูง เหตุการณ์ในภูมิภาคหนึ่งไม่จำกัดผลกระทบอยู่เพียงพื้นที่นั้น พร้อมยก ‘อาร์กติก’ เป็นตัวอย่างสำคัญว่า เสถียรภาพของภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับความมั่นคงโลก ทั้งการค้าแบบเปิดและความทนทานของระบบเศรษฐกิจที่หลายประเทศ รวมถึงไทย พึ่งพาอยู่

 

ในสุนทรพจน์ได้นิยามบทบาทประเทศนอร์ดิกว่าเป็น ‘ดวงตาและหู’ ของ NATO ในอาร์กติก และสนับสนุนการเพิ่มการแสดงตนและความเฝ้าระวังร่วมกับพันธมิตร ท่ามกลางความเปราะบางใหม่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าภูมิภาคและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น โดยย้ำว่า การดำเนินการต้องถูกกำกับด้วยพันธะผูกพันต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ‘การทูตยังเป็นทางออก’ โดยระบุว่า การเจรจาและการทูตยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ข้อพิพาท พร้อมกล่าวยินดีต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา และแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทั้งสองฝ่าย

 

สิทธิมนุษยชนคือความมั่นคงของคน และเศรษฐกิจไม่ควรเป็นอาวุธ

 

ในมิติสิทธิมนุษยชน ฝั่งนอร์ดิกวางกรอบความมั่นคงให้กว้างกว่าพรมแดนและกำลังทางทหาร โดยย้ำว่า สิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคง และการพัฒนา ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องรวมถึงความปลอดภัยของปัจเจกบุคคล ทั้งสิทธิ ศักดิ์ศรี และโอกาส พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทของไทยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และต้องการเดินหน้าความร่วมมือด้านนี้ต่อไป

 

ขณะที่ในมิติภูมิเศรษฐศาสตร์ นอร์ดิกชี้ว่า ความตึงเครียดทางการเมืองโลกเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงประกาศจุดยืนปฏิเสธการใช้อำนาจบีบคั้นทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและสนับสนุนการค้าที่อยู่บนกติกา รวมถึงห่วงโซ่มูลค่าที่คาดการณ์ได้

 

ฝ่ายไทยย้ำ ค่านิยมร่วม ชูคน-การค้า-นวัตกรรม

 

ฝั่งไทย จุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในนามฝ่ายไทยว่า งาน Nordic National Day เป็นการยืนยันมิตรภาพ ค่านิยมร่วม และหุ้นส่วนความสัมพันธ์ไทย-นอร์ดิก โดยไทยให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยั่งยืน และนวัตกรรมเป็นฐานความร่วมมือ รวมทั้งต้องการขับเคลื่อนในแบบของไทย

 

ไทยอ้างอิงตัวเลขความสัมพันธ์เชิงรูปธรรมว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวนอร์ดิกเดินทางมาไทยกว่า 6 แสนคน และมีคนไทยพำนักในภูมิภาคนอร์ดิกกว่า 1.2 แสนคน ขณะที่มูลค่าการค้าไทย-นอร์ดิกในปี 2025 อยู่ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบริษัทนอร์ดิกที่ดำเนินธุรกิจในไทยมากกว่า 350 บริษัท

 

ด้านความร่วมมือทางการค้า ฝ่ายไทยกล่าวถึงหมุดหมายสำคัญคือ การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่ง EFTA ระบุว่า เป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับครอบคลุม และขณะนี้อยู่ระหว่างรอการมีผลบังคับใช้

 

อย่างไรก็ตาม ภายในงานปีนี้มีเอกอัครราชทูตจาก 4 ประเทศนอร์ดิกประจำประเทศไทยร่วมอยู่ครบ ได้แก่

 

  • ประเทศนอร์เวย์: H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle
  • ประเทศเดนมาร์ก: H.E. Mr. Danny Annan
  • ประเทศสวีเดน: H.E. Ms. Anna Hammargren
  • ประเทศฟินแลนด์: H.E. Ms. Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos

 

ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 1ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 2ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 3ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 4ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 5ตัวแทนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ณ งาน Nordic National Day เตือนโลกเสี่ยงเผชิญยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ 6

The post นอร์ดิกเตือน โลกเสี่ยงเข้าสู่ยุค ‘กำลังเหนือกติกา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง https://thestandard.co/international-social-media-ban-youth/ Thu, 05 Feb 2026 13:41:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174393 หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน

หลายประเทศในประชาคมโลกเริ่มทยอยประกาศบังคับใช้กฎหมายแบน […]

The post เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน

หลายประเทศในประชาคมโลกเริ่มทยอยประกาศบังคับใช้กฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียเด็กและเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 14-16 ปี เพื่อทวงคืนชีวิตในวัยเด็กและปกป้องสุขภาพจิตของเด็กๆ จากภาวะซึมเศร้าและการเสพติดอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย รวมถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น โดยมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การห้ามเล่นโซเชียลมีเดีย แต่คือการบีบให้ยักษ์ใหญ่ Big Tech ทั้งหลายต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของเยาวชนอย่างจริงจัง

 

หลายประเทศเริ่มทยอยประกาศกฎหมายแบนสื่อโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและเยาวชน 1

 

อ้างอิง:

The post เปิดลิสต์นานาชาติสั่งแบนโซเชียลเด็ก-เยาวชน มีประเทศไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? https://thestandard.co/takaichi-sanamania-young-voters-japan/ Thu, 05 Feb 2026 09:58:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1174239 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นกับกลุ่มผู้สนับสนุนวัยรุ่น แสดงถึงกระแส ‘ซานะมาเนีย’ ที่กำลังมาแรงในการเลือกตั้ง

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ป […]

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นกับกลุ่มผู้สนับสนุนวัยรุ่น แสดงถึงกระแส ‘ซานะมาเนีย’ ที่กำลังมาแรงในการเลือกตั้ง

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่น วัย 64 ปี กำลังสร้างปรากฎการณ์ทางการเมือง หลังปรากฎกระแส ‘ซานะมาเนีย (Sanamania)’ หรือ ซานะคัตสึ ในภาษาญี่ปุ่น ที่มาจากคำว่า โอชิคัตสึ ซึ่งเป็นคำที่มักใช้ในการเชียร์ไอดอล จากความ ‘คลั่งไคล้อย่างมาก’ ของกลุ่มคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มีต่อเธอ ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้เธอได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

ผลสำรวจล่าสุดจากหลายสำนักโพลชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 18-29 ปี เกือบ 90% สนับสนุนทาคาอิจิ

 

ขณะที่โพลของสถานีโทรทัศน์ NHK ที่จัดทำขึ้นหลังทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พบว่าคะแนนนิยมของทาคาอิจิ ในกลุ่มคนอายุ 18-39 ปี อยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ อย่าง ชิเงรุ อิชิบะ และ ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่ได้คะแนนนิยมเมื่อเริ่มรับตำแหน่งอยู่ที่ 38% และ 51% ตามลำดับ

 

⭕ วัยรุ่นญี่ปุ่นแห่ซื้อของกิน-ของใช้ตามทาคาอิจิ

 

แทบไม่น่าเชื่อว่ากระแสคลั่งไคล้ทาคาอิจิ มากถึงขนาดที่บรรดาแฟนคลับวัยรุ่นพากันไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ตามที่เธอใช้จนกลายเป็นไวรัล เช่น กระเป๋าหนังสีดำที่เธอใช้เป็นประจำ หรือปากกาสีชมพูที่เธอใช้จดบันทึกในรัฐสภาก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ขนมขบเคี้ยวที่เธอชอบอย่างข้าวเกรียบที่ปรากฎในภาพที่เธอถือขณะนั่งรถไฟก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ทาคาโนริ โคบายาชิ ผู้อำนวยการบริษัท Hamano ในจังหวัดนากาโนะ ผู้ผลิตกระเป๋าหนังสีดำราคา 900 ดอลลาร์ หรือราวๆ 28,000 บาท ที่ทาคาอิจิใช้เป็นประจำ กล่าวว่า เขาประหลาดใจกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่แย่งกันซื้อสินค้ารุ่นนี้จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้านานถึง 9 เดือน

 

เขาเผยว่า “ปกติแล้วกระเป๋ารุ่นนี้จะถูกซื้อโดยคนอายุ 40 หรือ 50 ปี แต่ตั้งแต่กระเป๋าใบนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาจจะผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก็เห็นความสนใจจากลูกค้าอายุ 20 และ 30 ปีเป็นจำนวนมาก”

 

⭕ 3 เดือนเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่

 

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนในการดำรงตำแหน่ง ทาคาอิจิสามารถสร้างความนิยมและความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างเธอซึ่งเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยมขวาจัด กับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ได้อย่างมาก

 

หลายคลิปวิดีโอของเธอกลายเป็นไวรัลดังในโซเชียลมีเดีย ทั้งการแสดงฝีมือดวลกลองกับประธานาธิบดี อี แจมยอง ของเกาหลีใต้ ในเพลง Golden จากภาพยนตร์แอนิเมชันยอดนิยมเรื่อง K-Pop Demon Hunters และการถ่ายเซลฟีและร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดเป็นภาษาอิตาลี ให้กับจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี

 

ประวัติส่วนตัวของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นลูกสาวของพนักงานออฟฟิศและตำรวจจากจังหวัดนารา ที่สร้างเส้นทางอาชีพนักการเมืองด้วยตนเองโดยปราศจากเส้นสายหรือพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวย เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้รับความนิยมจากประชาชน

 

โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่น มากกว่าการได้รับอภิสิทธิ์โดยกำเนิด กลายเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งต่อชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่รู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ห่างไกลจากช่วงเวลาอันเฟื่องฟูของญี่ปุ่นในอดีต

 

⭕ ชนะใจ Young Voter

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ของทาคาอิจิ ในการนำเสนอตัวตนที่แตกต่างของเธอ ดูเหมือนจะโดนใจหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่เป็น Young Voter ซึ่งอาจช่วยดึงคะแนนเสียงของพรรครัฐบาล LDP ที่เสียไปให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปีที่แล้วกลับคืนมา

 

มีการประเมินกันว่า กระแสซานะมาเนีย อาจช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลได้รับที่นั่ง สส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มากถึง 300 ที่นั่ง จากจำนวน สส.ทั้งหมด 465 ที่นั่ง

 

ขณะที่ความเห็นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนที่ให้สัมภาษณ์ Japan Times ก็เป็นไปในแง่บวกและชื่นชมทาคาอิจิ

 

โดย เก็นกิ ทาคาฮาชิ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 21 ปี ให้สัมภาษณ์ Japan Times ในการปราศรัยหาเสียงของทาคาอิจิเมื่อวันอังคาร ว่า “รู้สึกเหมือนกับว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว” โดยเขาสังเกตจากการที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ ล้วนเป็นผู้ชาย และมองว่านี่เป็นการ “เปลี่ยนจากประเพณีมาสู่นวัตกรรม”

 

เคนชิโร คาวาซากิ ผู้สนับสนุนทาคาอิจิวัย 24 ปี มองว่านายกรัฐหญิงคนนี้ “เก่งในเรื่องทำการตลาดให้ตัวเธอเอง” และเสริมว่า “คนรุ่นใหม่มีความอ่อนไหวต่อกลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์ของนักการเมืองเป็นพิเศษ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยทั่วไปเริ่มเบื่อหน่ายกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ แล้ว”

 

⭕ ใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด

 

นอกจานี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาดของทาคาอิจิ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยทาคาอิจิ สร้างฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียได้มากกว่าคู่แข่งของเธออย่างมาก ซึ่งเธอมีผู้ติดตามประมาณ 2.6 ล้านคนบน X เทียบกับโยชิฮิโกะ โนดะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก ที่มีผู้ติดตามประมาณ 64,000 คน

 

จากการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ข้อมูลทางการเมือง Senkyo.com ในเดือนพฤศจิกายน พบว่าจำนวนยอดการดูวิดีโอ YouTube ที่เกี่ยวข้องกับทาคาอิจินั้นสูงกว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคอย่างมาก ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

เมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ความสนใจในวิดีโอ YouTube ของทาคาอิจิ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของจำนวนผู้ชมพรรคคู่แข่งอย่าง Sanseito ในช่วงที่พรรคมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงระหว่างการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ข้อความที่ชัดเจนของทาคาอิจิเกี่ยวกับนโยบายการใช้จ่ายงบประมาณและความมั่นคงของชาติ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เฉียบคมขึ้น อาจช่วยดึงคะแนนเสียงกลับคืนมา

 

ทั้งนี้ มาซากิ ฮาตะ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์โอซาก้ามองว่า “คนรุ่นเก่ามักชอบการสื่อสารที่เน้นฉันทามติ” ขณะที่ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ตอบสนองต่อการนำเสนอที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา และผู้นำที่สามารถผลักดันนโยบายไปข้างหน้าได้”

 

อ้างอิง :

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลิปเสียงเอปสตีน ถกปมเงินลับ ‘โทนี่ แบลร์’ รับจ้างฟอกขาวภาพลักษณ์อดีตผู้นำเผด็จการคาซัคสถาน https://thestandard.co/epstein-blair-kazakhstan-money-scandal/ Thu, 05 Feb 2026 08:39:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1174177 โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ท่ามกลางประเด็นคลิปเสียง เอปสตีน ที่กล่าวถึงเงินค่าจ้างฟอกขาวภาพลักษณ์ผู้นำคาซัคสถาน

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) มีการเปิดเผยคลิปเสียงบทสนทนา […]

The post คลิปเสียงเอปสตีน ถกปมเงินลับ ‘โทนี่ แบลร์’ รับจ้างฟอกขาวภาพลักษณ์อดีตผู้นำเผด็จการคาซัคสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ท่ามกลางประเด็นคลิปเสียง เอปสตีน ที่กล่าวถึงเงินค่าจ้างฟอกขาวภาพลักษณ์ผู้นำคาซัคสถาน

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) มีการเปิดเผยคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงลับและผู้ต้องหาคดีก่ออาชญากรรมทางเพศ กับ เอฮุด บารัก อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งคาดว่าเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2013 ที่พูดถึงกลยุทธ์การหาเงินของ โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่เชื่อกันว่า เขาได้รับเงินค่าที่ปรึกษาจากรัฐบาลคาซัคสถานสูงถึงประมาณ 11 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยรับจ้างฟอกขาวปรับปรุงภาพลักษณ์ให้แก่อดีตผู้นำเผด็จการของคาซัคสถาน

 

บารักและเอปสตีนมีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน โดยเอปสตีนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและคนจัดการธุระต่างๆ ให้กับบารัก โดยในบทสนทนาเอปสตีนตั้งข้อสังเกตว่า แบลร์อาจนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองจริงๆ ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนเงินก้อนใหญ่ที่เหลืออาจถูกกระจายไปยังบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวในอังกฤษอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แบลร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรับเงินจาก นูร์ซุลตัน นาซาร์บายิฟ อดีตผู้นำเผด็จการคาซัคสถาน ในปี 2011 เพื่อช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและดึงดูดการลงทุน เนื่องจากในช่วงนั้นผู้นำคาซัคสถานเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนงานน้ำมันที่เมือง จานาโอเซน (Zhanaozen) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

อีกทั้งการที่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ มาเป็นที่ปรึกษาให้ ก็ถือเป็น ‘เกราะป้องกันทางการทูต’ อย่างดี ที่มีส่วนช่วยให้รัฐบาลคาซัคสถานเข้าหาผู้นำประเทศตะวันตกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

 

ฝั่งโทนี่ แบลร์มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไร

 

โฆษกของมูลนิธิ Tony Blair Institute ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาในคลิปเสียงดังกล่าว โดยระบุว่า ตัวเลขรายได้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็น ‘ไม่เป็นความจริง’ และเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ โดยคนในคลิปเสียงไม่มีความรู้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่แบลร์ทำ อีกทั้งยังชี้แจงเรื่องเงินจากคาซัคสถานว่า ถูกจ่ายให้กับองค์กรของแบลร์ เพื่อจ้างทีมงานในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่รายได้ส่วนตัว และไม่ใช่งานล็อบบี้

 

ส่วนประเด็นความสัมพันธ์กับเอปสตีนนั้น โฆษกมูลนิธิของแบลร์ยืนยันว่า แบลร์เคยพบเอปสตีนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เป็นเพียงเวลาสั้นๆ ในปี 2002 และไม่เคยติดต่อกันอีก

 

เอกสารคดีเอปสตีนยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่กว้างขวางขึ้นในแวดวงการเมืองอังกฤษ โดยตำรวจอังกฤษได้เริ่มสอบสวนข้อกล่าวหาการประพฤติมิชอบของ ปีเตอร์ แมนเดลสัน คนสนิทของแบลร์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีน โดยพบอีเมลที่แมนเดลสันส่งข้อมูลความลับของรัฐบาลอังกฤษให้เอปสตีน และเอกสารธนาคารที่ชี้ว่า เอปสตีนได้โอนเงินหลายหมื่นดอลลาร์เข้าบัญชีที่เชื่อมโยงกับแมนเดลสัน

 

บทบาทปัจจุบันของ โทนี่ แบลร์

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เสนอชื่อแบลร์เป็นหนึ่งใน ‘คณะกรรมการบริหาร’ ของคณะกรรมการแห่งสันติภาพ (Executive Board of the Board of Peace) เพื่อดูแลการฟื้นฟูฉนวนกาซาตามแผนการของสหรัฐฯ

 

บทบาทนี้ของแบลร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากนักวิจารณ์ในตะวันออกกลางและอังกฤษ ซึ่งโจมตีแบลร์ว่าเป็น ‘อาชญากรสงคราม’ จากกรณีที่ตัดสินใจนำอังกฤษเข้าร่วมสงครามอิรัก โดยอ้างถึงเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) แต่กลับไม่มีอาวุธเหล่านี้อยู่จริง

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสข่าวว่าแบลร์อาจได้พบกับเอปสตีนอีกหลายครั้งหลังจากพ้นตำแหน่งผู้นำประเทศไปแล้วที่บ้านพักเอปสตีนในนิวยอร์ก หรือพบปะกันในวงสังคม ซึ่งมักมีแนวโน้มหารือกันเรื่องการระดมทุนเพื่อการกุศล และโครงการด้านการเมืองระดับโลก จึงทำให้เขาถูกตั้งคำถามในประเด็นที่ว่าเขาได้ใช้เครือข่ายของเอปสตีนในการเข้าหาแหล่งเงินทุน สำหรับมูลนิธิและงานที่ปรึกษาของเขา แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า แบลร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมทางเพศของเอปสตีนแต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Dan Kitwood / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post คลิปเสียงเอปสตีน ถกปมเงินลับ ‘โทนี่ แบลร์’ รับจ้างฟอกขาวภาพลักษณ์อดีตผู้นำเผด็จการคาซัคสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณวิกฤตสื่อ? ทำไม The Washington Post เลิกจ้างพนักงาน-ลดขนาดห้องข่าว https://thestandard.co/washington-post-layoffs-newsroom/ Thu, 05 Feb 2026 06:13:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1174079 บรรยากาศภายในห้องข่าว The Washington Post หลังมีการประกาศเลิกจ้างพนักงานและปรับลดขนาดองค์กร

“การปล่อยให้ห้องข่าวร้างผู้คน ถือเป็นบ่อนทำลายสิทธิของส […]

The post สัญญาณวิกฤตสื่อ? ทำไม The Washington Post เลิกจ้างพนักงาน-ลดขนาดห้องข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในห้องข่าว The Washington Post หลังมีการประกาศเลิกจ้างพนักงานและปรับลดขนาดองค์กร

“การปล่อยให้ห้องข่าวร้างผู้คน ถือเป็นบ่อนทำลายสิทธิของสาธารณชนในการรับรู้ข้อมูล ทุกตำแหน่งงานนักข่าวที่หายไป หมายถึงสายตาอีกคู่ที่ลดลงในการเฝ้าติดตามสถาบันที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน

 

“เมื่อมีนักข่าวน้อยลงในการเปิดโปงการกระทำมิชอบ ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และรายงานพัฒนาการที่กระทบต่อชุมชนทั่วประเทศ สังคมพลเรือนย่อมอ่อนแอลง” แถลงการณ์ระบุ

 

นี่คือแถลงการณ์จาก National Press Club หลัง The Washington Post สื่ออเมริกันยักษ์ใหญ่ สร้างแผ่นดินไหวในวงการวารสารศาสตร์ด้วยการประกาศเลิกจ้างพนักงาน 1 ใน 3 ของบริษัท โดยระบุว่า บริษัทขาดทุนมากเกินไปและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน ขณะที่จะหันไปให้ความสำคัญกับข่าวระดับชาติ การเมือง ธุรกิจและสุขภาพมากขึ้น

 

เกิดอะไรขึ้นกับ The Washington Post เพราะเหตุใดยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อจึงประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่? THE STANDARD สรุปประเด็นทั้งหมดในบทความนี้

 

The Washington Post ช็อกวงการสื่อ เลิกจ้างพนักงาน-ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

 

กลายเป็นเรื่องสั่นสะเทือนวงการสื่อมวลชน หลังมีรายงานในเช้าวันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ว่า The Washington Post สื่อยักษ์ใหญ่แถวหน้าของสหรัฐฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นต้นแบบวารสารศาสตร์เชิงเจาะลึก ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 30% หรือ 1 ใน 3 ของบริษัท คิดเป็นนักข่าวจำนวน 300 คนจาก 800 คน

 

แมตต์ เมอร์เรย์ (Matt Murray) บรรณาธิการบริหาร The Washington Post ระบุเหตุผลในการเลิกจ้างกับที่ประชุมว่า บริษัทขาดทุนมานานเกินไปและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้ เพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ไป บริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อวางตำแหน่งองค์กรให้เหมาะสมกับอนาคต

 

“หากจะพูดให้ชัด การวางตำแหน่งของเราในวันนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งขึ้นต่อชีวิตผู้คนในภูมิทัศน์สื่อที่กำลังแออัด แข่งขันสูง และซับซ้อนมากขึ้น”

 

“เราไม่สามารถเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่า ความร่วมมือและการทำงานข้ามแผนกในลักษณะนี้จะยังดำเนินต่อไป และจะยังเป็นสิ่งที่ทำให้วารสารศาสตร์ของเราโดดเด่น” เมอร์เรย์ระบุ

 

ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งนี้จะกระทบกับทุกแผนกของ The Washington Post ดังต่อไปนี้

 

  • ลดแผนกระหว่างประเทศและการรายงานข่าวต่างประเทศ แต่เน้นประเด็นความมั่นคงแห่งชาติแทน โดยมีรายงานว่า องค์กรเลิกจ้างนักข่าวต่างประเทศที่ประจำการในตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด รวมถึงอินเดีย และออสเตรเลีย
  • ยุบงานบรรณาธิการ ลดขนาดข่าวท้องถิ่น เลิกจ้างช่างภาพประจำ
  • แผนกกีฬาจะมีขนาดเล็กลง ซึ่งพนักงานบางส่วนจะย้ายไปอยู่ฝ่ายบทความพิเศษ
  • ยุบแผนกหนังสือ และระงับการผลิตพอดแคสต์ข่าวรายวันหลักอย่าง Post Reports
  • ต่อจากนี้ The Washington Post จะมุ่งเน้นการรายงานข่าวการเมืองและรัฐบาลเป็นหลัก รวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์, สุขภาพ, การแพทย์, เทคโนโลยี, ภูมิอากาศ และธุรกิจ

 

รายงานยังระบุว่า การเลิกจ้างครั้งนี้สร้างความตกตะลึงในห้องข่าว ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังทำงาน เช่น ลิซซี จอห์นสัน (Lizzie Johnson) ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ประจำการในยูเครนรู้ตัวว่า ถูกเลิกจ้างระหว่างที่ทำงานอยู่ในเขตสงคราม โดยไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวกีฬาคนหนึ่งในอิตาลีที่กำลังทำข่าวโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ยืนยันว่า เขาจะยังคงทำงานส่งบทความต่อไป แม้จะถูกเลิกจ้างแล้วก็ตาม

 

อนึ่ง พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะยังถือว่าอยู่ในสถานะพนักงานจนถึงวันที่ 10 เมษายน โดยไม่จำเป็นต้องทำงาน และจะได้รับความคุ้มครองประกันสุขภาพต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน

 

โครงสร้างล้าหลังหรือบริหารผิดพลาด? เบื้องหลัง The Washington Post เลิกจ้างพนักงาน

 

ทั้งนี้ เมอร์เรย์อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมการเลิกจ้างครั้งนี้ว่า The Washington Post ยังยึดติดอยู่กับโครงสร้างสื่อจากอีกยุคหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นช่วงเวลาที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นครองความได้เปรียบในตลาด และปัญหาที่เจอในแพลตฟอร์มออนไลน์คือ การค้นหาลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการมีอยู่ของ AI พร้อมย้ำว่า ปริมาณข่าวรายวันที่ผลิตมาตลอด 5 ปี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า การเลิกจ้างครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า นี่คือโครงสร้างสุดท้ายถาวรของห้องข่าวตลอดไป โดยยืนยันว่า นักข่าวจากหลายแผนกจะยังคงร่วมมือกันทำข่าว แม้พนักงานที่กำลังจะออกได้เตือนว่า การตัดลด-เลิกจ้างพนักงาน อาจบั่นทอนความสามารถในการทำงานร่วมกัน

 

“เราไม่สามารถเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าความร่วมมือและการทำงานข้ามแผนกในลักษณะนี้จะยังดำเนินต่อไป และจะยังเป็นสิ่งที่ทำให้วารสารศาสตร์ของเราโดดเด่น” เมอร์เรย์กล่าว

 

การเลิกจ้างครั้งนี้ถูกเชื่อมโยงไปยัง เจฟฟ์ เบซอส อภิมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทที่จ้างให้ วิลเลียม ลูอิส (William Lewis) ดำรงตำแหน่งผู้จัดพิมพ์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่ปี 2024 โดยหวังทำให้ The Washington Post กลับมาได้กำไรอีกครั้ง หลังจำนวนผู้อ่านลดลง

 

อย่างไรก็ดีในช่วงการทำงานของลูอิส บริษัทกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วนจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร ซึ่งมีแนวทางอนุรักษนิยมทางการเมืองและงานบริหาร ขณะที่ยังนำ AI มาใช้ในระบบคอมเมนต์ พอดแคสต์ และการรวบรวมข่าว ทำให้พนักงานกังวลว่า คุณภาพของงานจะถูกลดความสำคัญลง

 

เรื่องที่ดังที่สุดจากการเข้ามาของลูอิส คือ การประกาศนโยบายเลิกสนับสนุนแคนดิเดตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2024 ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสื่ออเมริกัน ทำให้กองบรรณาธิการไม่สามารถเผยแพร่บทความสนับสนุน คามาลา แฮร์ริส แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครตและอดีตรองประธานาธิบดี ส่งผลให้ผู้อ่านหลายแสน (ซึ่งเชื่อว่า มีจำนวน 2 ล้านคน) ประท้วงด้วยการยกเลิกการสมัครสมาชิกทางดิจิทัล ขณะที่พนักงานบางคนออกมาวิจารณ์เบซอสอย่างเปิดเผย

 

อนึ่ง The Washington Post เคยปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรด้วยการลดตำแหน่งงาน ซึ่งเคยเสนอให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ โดยย้ำว่า จะไม่กระทบกับห้องข่าว หลังบริษัทขาดทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ผู้เชี่ยวชาญมอง เหตุการณ์เลิกจ้างเป็นความสูญเสียของวงการสื่อฯ

 

มาร์ก เชอฟฟ์ จูเนียร์ (Mark Schoeff Jr.) ประธาน National Press Club ระบุในแถลงการณ์ว่า การเลิกจ้างพนักงานของ The Washington Post ในวันนี้ ถือเป็นความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อทั้งนักข่าวจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงวิชาชีพวารสารศาสตร์โดยรวม

 

“การปล่อยให้ห้องข่าวร้างผู้คน ถือเป็นบ่อนทำลายสิทธิของสาธารณชนในการรับรู้ข้อมูล ทุกตำแหน่งงานนักข่าวที่หายไป หมายถึงสายตาอีกคู่ที่ลดลงในการเฝ้าติดตามสถาบันที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน

 

“เมื่อมีนักข่าวน้อยลงในการเปิดโปงการกระทำมิชอบ ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และรายงานพัฒนาการที่กระทบต่อชุมชนทั่วประเทศ สังคมพลเรือนย่อมอ่อนแอลง” แถลงการณ์ระบุ

 

อนึ่ง The Washington Post เคยถูกยกให้เป็นแบบอย่างของวารสารศาสตร์เชิงสืบสวนและเจาะลึก โดยกรณีโด่งดังที่สุดคือ คดี Watergate ที่ถูกเปิดเผยโดย บ็อบ วูดเวิร์ก (Bob Woodward) และ คาร์ล เบิร์นสตีน (Carl Bernstein) จนนำไปสู่การลาออกของ ริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ภาพ: Aaron Schwartz / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สัญญาณวิกฤตสื่อ? ทำไม The Washington Post เลิกจ้างพนักงาน-ลดขนาดห้องข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย https://thestandard.co/us-rare-earth-meeting-china-thailand/ Thu, 05 Feb 2026 06:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1174071 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป […]

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแร่ธาตุวิกฤต ‘Critical Minerals Ministerial’ เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) เพื่อสร้างพันธมิตรและลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุวิกฤต ซึ่งหมายรวมถึง แร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเทียม, โคบอลต์, นิกเกิล, อะลูมิเนียม สังกะสี และแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) อีกทั้ง 17 ชนิดในตารางธาตุ

 

ทำไมการประชุมแร่ครั้งนี้ถึงสำคัญ

 

แร่ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษทางแม่เหล็ก จำเป็นต่อการผลิตสมาร์ทโฟน, มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดพลังงานสะอาด และยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น เครื่องบินรบ

 

แต่ปัจจุบัน จีนครองส่วนแบ่งตลาดแร่หายากราว 60-70% และครองกำลังการแปรรูปถึง 90% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการทำเหมืองเพียง 12% เท่านั้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดจากการผูกขาดตลาดของจีน

 

ประกอบกับในปีที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ ทำให้สายพานการผลิตของบรรดาชาติตะวันตกเกิดความล่าช้าและทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในยุโรปและสหรัฐฯ หลายแห่งต้องหยุดชะงัก อีกทั้งสภาวะสินค้าจีนล้นตลาด (China-Generated Glut) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จีนถูกกล่าวหาว่า เร่งผลิตลิเทียมออกมา จนราคาในตลาดโลกดิ่งลง เพื่อทำให้คู่แข่งในประเทศอื่น เช่น เหมืองในสหรัฐฯ ไม่สามารถทำกำไรและต้องปิดตัวลงในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนในเดือนตุลาคม 2025โดยจีนยอม ‘ระงับข้อจำกัด’ การส่งออกแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำขู่เรื่องกำแพงภาษี 100% แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาแร่ธาตุจากจีนมากจนเกินไป

 

ใครเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้บ้าง

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ต้อนรับคณะตัวแทนจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ G7 ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ตลอดจนตัวแทนจากสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุวิกฤตเหล่านี้

 

การที่ไทยมีชื่อปรากฏอยู่ในกลุ่มประเทศสำคัญเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของสหรัฐฯ ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแหล่งทรัพยากร หรือฐานการแปรรูปและผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี

 

รายงานเดือนมกราคม 2025 ของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา US Geological Survey ระบุว่า ไทยมีปริมาณคลังสำรองแร่หายาก 4,500 เมตริกตัน มากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกที่ 13,000 เมตริกตัน เท่ากับออสเตรเลียและไนจีเรีย

 

ประเด็นสำคัญในการประชุมมีอะไรบ้าง

 

1. สหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว ‘Project Vault’ ซึ่งเป็นโครงการคลังสำรองแร่ธาตุยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) จากเงินทุนเอกชนและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ

 

2. เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอให้จัดตั้ง ‘กลุ่มการค้าแร่ธาตุ’ (Trading Bloc) ในหมู่พันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานและรับประกันการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อให้ไม่ต้องพึ่งพาจีน โดยสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ประเทศพันธมิตรทำข้อตกลง เพื่อให้บริษัทสหรัฐฯ ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งแร่

 

3. หนึ่งในวาระสำคัญคือ ‘การประกันราคาขั้นต่ำ’ (Price Floor) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูก จนผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ไม่ได้ โดยสหรัฐฯ จะเปิดตัวระบบราคาขั้นต่ำ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์อาจกำลังถอยห่างจากการ ‘การันตี’ ราคาดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ในออสเตรเลียและบริษัทแร่ธาตุสำคัญในสหรัฐฯ เช่น MP Materials ปรับตัวลดลงทันที

 

ความขัดแย้งและการเตรียมพร้อมของนานาชาติ

 

แม้สหรัฐฯ จะมีความพยายามสร้างพันธมิตร โดยเฉพาะในมิติของแร่ธาตุวิกฤตเหล่านี้ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์ และความพยายามที่จะเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิก NATO ต้องส่งกำลังทหารไปเสริมความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างมาก

 

ขณะที่ฟากฝั่งของจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า จีนได้แสดงบทบาทที่สำคัญและสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญทั่วโลก และเรามีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างแข็งขัน

 

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มตื่นตัวในการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุของตนเอง เช่น ออสเตรเลียที่ได้ลงทุนในคลังสำรองแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์และเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ สหภาพยุโรปที่ออกแผนปฏิบัติการ RESourceEU เพื่อกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีระบบสำรองทรัพยากรที่เข้มแข็งมานานแล้ว และเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ดีใจที่หลุดพ้นจากความโสมม” เมลินดา อดีตภรรยา บิล เกตส์ เปิดปากปม Epstein Files ครั้งแรก https://thestandard.co/melinda-gates-epstein-files-speak/ Thu, 05 Feb 2026 04:46:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1173995 ภาพ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ขณะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแฟ้มเอปสตีน

เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ นักธุรกิจหญิงและอดีตภรรยาของบิล เก […]

The post “ดีใจที่หลุดพ้นจากความโสมม” เมลินดา อดีตภรรยา บิล เกตส์ เปิดปากปม Epstein Files ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ขณะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแฟ้มเอปสตีน

เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ นักธุรกิจหญิงและอดีตภรรยาของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft เปิดใจเป็นครั้งแรกต่อประเด็น Epstein Files หรือแฟ้มเอปสตีนชุดล่าสุดที่ระบุว่า บิล เกตส์ พยายามปกปิดอาการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากหญิงชาวรัสเซีย โดยขอให้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน จัดหายารักษาให้ทั้งเขาและเมลินดาอย่างลับๆ รวมถึงมีการแอบนำยาให้เธอรับประทาน

 

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ให้สัมภาษณ์ใน Wild Card รายการพอดแคสต์ของ NPR ภายหลังการเปิดเผย ‘แฟ้มเอปสตีน’ ซึ่งเป็นข้อมูลการติดต่อและสื่อสารของเอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ล่วงลับ อาชญากรใคร่เด็กและค้ามนุษย์ กับบุคคลในเครือข่ายหลายราย

 

ในอีเมลของเอปสตีนฉบับหนึ่งระบุว่า เกตส์พยายามปกปิดไม่ให้เมลินดาทราบว่า ตนติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงชาวรัสเซียที่เอปสตีนจัดหาให้ โดยเอปสตีนแสดงความไม่พอใจต่อมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft จนถึงขั้นยุติความสัมพันธ์ฉันท์มิตร

 

“คุณยังมาขอร้องผมทั้งน้ำตาว่า ให้ลบอีเมลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคุณ หรือคำขอให้ผมจัดหายาปฏิชีวนะเพื่อให้คุณนำไปให้เมลินดากินอย่างลับๆ และคำบรรยายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของคุณ” ข้อความในอีเมลระบุที่สื่อถึงเกตส์

 

เมลินดาระบุว่า การเปิดเผยแฟ้มเอปสตีนคือการทบทวนครั้งใหญ่ของสังคม ไม่มีเด็กผู้หญิงคนไหนสมควรเผชิญสถานการณ์ในแบบเดียวกับที่เอปสตีนทำกับพวกเธอ ถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเกินกว่าจะรับได้

 

เธอแสดงความรู้สึกว่า เป็นเรื่องยากที่จะหยิบยกเรื่องในอดีต (เกตส์) กลับมาพูดถึงอีกครั้ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่น่าเจ็บปวด แต่เธอก็ได้ก้าวข้ามและทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ข้างหลังแล้ว

 

“ฉะนั้นไม่ว่าคำถามใดจะยังคงค้างคาอยู่ ซึ่งฉันเองก็แทบไม่อาจเข้าใจทั้งหมดได้ คำถามเหล่านั้นเป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น รวมถึงอดีตสามีของฉัน เขาต้องเป็นฝ่ายตอบ ไม่ใช่ฉัน และฉันมีความสุขมากที่ได้หลุดพ้นจากความสกปรกโสมมทั้งหมดนั้น” เธอระบุ

 

เมื่อพิธีกรได้ย้ำประเด็นว่า เกตส์พยายามจัดยารักษาโรค และแอบนำไปให้เธอรับประทาน เมลินดาระบุว่า เรื่องนี้น่าเศร้าอย่างเหลือเชื่อ เธอได้แต่ตั้งคำถามว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิงได้อย่างไร โดยหวังว่า สักวันหนึ่งพวกเธอจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง

 

อย่างไรก็ดีภายในไม่กี่ชั่วโมง เกตส์ก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวดังกล่าวผ่าน 9News โดยระบุว่า เอปสตีนเขียนอีเมลถึงตนเอง ซึ่งไม่เคยถูกส่งและเป็นข้อมูลเท็จ

 

“ผมไม่รู้ว่า เขาคิดอะไรอยู่ เขาพยายามโจมตีผมในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ทุกนาทีที่ผมใช้เวลากับเขา ผมเสียใจและผมขอโทษที่ตัดสินใจทำเช่นนั้น”

 

เกตส์ให้สัมภาษณ์ว่า เขาพบเอปสตีนครั้งแรกในปี 2011 เคยรับประทานอาหารร่วมกันหลายครั้ง เพื่อหารือเรื่องการลงทุนในโครงการวิทยาศาสตร์ที่เสนอขึ้นมา พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยเดินทางไปยังลิตเติลเซนต์เจมส์ หรือเกาะส่วนตัวของเอปสตีนในแคริบเบียน ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่า เด็กหญิงและหญิงสาวจำนวนมากถูกล่อลวงมาที่นั่น

 

อนึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปล่อยข้อมูลจากแฟ้มเอปสตีนราว 3.5 ล้านหน้า ทั้งเอกสาร, อีเมล, ภาพ, และวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดีของเอปสตีน อาชญากรผู้ถูกตัดสินในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเสียชีวิตในคุกในปี 2019

 

อย่างไรก็ดี ท็อดด์ บล็องช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ระบุว่า จะไม่มีการฟ้องหรือเอาผิดใครเพิ่มเติม เพราะไม่ปรากฏหลักฐานอย่างเป็นทางการ แม้จะปรากฏชื่อเครือข่ายหรือชนชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง เช่น แอนดรูว์ เมานต์แบทเทิน วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์), ปีเตอร์ แมนเดอร์สัน อดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ และ บิล-ฮิลลารี คลินตัน อดีตประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ

 

แฟ้มภาพ: Mario Anzuoni / Reuters

อ้างอิง:

The post “ดีใจที่หลุดพ้นจากความโสมม” เมลินดา อดีตภรรยา บิล เกตส์ เปิดปากปม Epstein Files ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายพยายามลอบสังหารทรัมป์ https://thestandard.co/man-tried-assassinate-trump-life-prison/ Thu, 05 Feb 2026 04:25:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1173977 ภาพถ่าย Ryan Rooth ชายผู้ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จากความพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษาศาลแขวงในเมืองฟอร์ตเพียร์ซ (Fort Pierce) รัฐฟ […]

The post ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายพยายามลอบสังหารทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่าย Ryan Rooth ชายผู้ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จากความพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษาศาลแขวงในเมืองฟอร์ตเพียร์ซ (Fort Pierce) รัฐฟลอริดา ตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตแก่ไรอัน รูธ ชายวัย 59 ปี ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2024 ด้วยการซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ของสนามกอล์ฟในฟลอริดาที่ทรัมป์กำลังตีกอล์ฟอยู่ พร้อมกับพกปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2024 ที่สนามกอล์ฟ Trump International Golf Club ในเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ประมาณสองเดือนหลังจากที่ทรัมป์รอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหารในการปราศรัยที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งกระสุนปืนเฉียดหูของทรัมป์ และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

 

โดยรูธ ซ่อนตัวในพุ่มไม้นานเกือบ 10 ชั่วโมง และอยู่ห่างจากจุดที่ทรัมป์กำลังตีกอล์ฟอยู่ไม่กี่ร้อยเมตร ก่อนที่เจ้าหน้าที่อารักขาจะพบตัวและทำให้เขาต้องทิ้งปืนหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ และถูกจับกุมในภายหลัง

 

ขณะที่คณะลูกขุนตัดสินว่ารูธ มีความผิดใน 5 ข้อหาทางอาญา รวมถึงข้อหาพยายามลอบสังหาร

 

“เป็นที่ชัดเจนสำหรับฉัน ว่าคุณได้วางแผนและลงมือกระทำการโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าเพื่อคร่าชีวิตมนุษย์” ไอรีน แคนนอน ผู้พิพากษาศาลแขวงกล่าว

 

ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาคดี รูธซึ่งถูกล่ามโซ่ที่มือ ได้กล่าวถ้อยคำที่วกวนและไม่ได้ชี้ถึงข้อเท็จจริงใดๆ ของคดี แต่กลับมุ่งเน้นไปที่สงครามในต่างประเทศและความปรารถนาของเขาที่จะได้รับการแลกเปลี่ยนตัวกับนักโทษการเมืองในต่างประเทศ

 

“ผมได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทุกวันเพื่อความดีงามของชุมชนและประเทศชาติ” รูธกล่าว

 

โดยรูธปฏิเสธในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าทรัมป์ และกล่าวว่าเขาเต็มใจที่จะเข้ารับการรักษาทางจิตวิทยาขณะอยู่ในเรือนจำ และยังขอให้ผู้พิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปี

 

ภาพ : Martin County Sheriff’s Office/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

 

The post ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายพยายามลอบสังหารทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด https://thestandard.co/trump-xi-discuss-trade-and-taiwan/ Thu, 05 Feb 2026 02:59:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1173961 ภาพถ่ายประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หารือทางโทรศัพท […]

The post ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หารือทางโทรศัพท์กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เผยเป็นบทสนทนาที่ยอดเยี่ยม พร้อมถกประเด็นอิหร่าน ยูเครน การค้า และประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ขณะที่มีกระทวงการต่างประเทศจีนนำเสนอ ‘ไต้หวัน’ เป็นประเด็นหลัก หลังสีจิ้นผิงย้ำว่า นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และเป็นเส้นแดงที่ไม่สามารถต่อรองได้

 

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) มีรายงานว่า ทรัมป์พูดคุยทางโทรศัพท์กับสีจิ้นผิงเป็นเวลาราว 2 ชั่วโมง ถือเป็นการติดต่ออย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบหลายเดือน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียด หลังสหรัฐฯ เสนอแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม ทำให้จีนออกมาประณามว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุใน Truth Social ว่า การสนทนาครั้งนี้เป็นไปในทิศทางบวกมาก โดยจีนกำลังพิจารณาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านตัน รวมถึงนำเข้าก๊าซและน้ำมันจากสหรัฐฯ ขณะที่ยังหารือสถานการณ์ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนและอิหร่าน พร้อมย้ำว่า เขามีแผนเดินทางไปเยือนจีนในเดือนเมษายน

 

“ผมเชื่อว่า จะมีเรื่องดีๆ จำนวนมากเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่เหลือในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของผม ซึ่งเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีสี” ทรัมป์ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุถึงการสนทนาครั้งนี้ว่า ทรัมป์แสดงความเคารพต่อผู้นำจีน แต่สีจิ้นผิงก็ได้เตือนสหรัฐฯ ว่า ควรจัดการประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง พร้อมย้ำว่า จะไม่ยอมให้ไต้หวันแยกตัวออกจากจีนเป็นอันขาด

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว Xinhua ระบุว่า ในบทสนทนา สีจิ้นผิงย้ำกับทรัมป์ว่า สหรัฐฯ ควร ‘ระมัดระวัง’ ในการจัดหาอาวุธให้กับไต้หวัน โดยจีนให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ อย่างยิ่ง และหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะหาหนทางแก้ไขความเห็นต่างครั้งนี้ได้

 

“เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ มีความกังวล จีนเองก็มีความกังวลเช่นกัน

 

“หากทั้งสองฝ่ายทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน เราจะสามารถหาหนทางแก้ไขความกังวลของกันและกันได้อย่างแน่นอน” สีจิ้นผิงระบุตามรายงานของสื่อ

 

ไรอัน แฮส ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจีนจาก Brookings Institution วิเคราะห์ผ่าน Washington Post ว่า ถ้อยแถลงของสีจิ้นผิงครั้งนี้ มีลักษณะตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ โดยแสดงความชัดเจนว่า เขากำลังเอาจริงเอาจังกับประเด็นไต้หวัน ทั้งต่อหน้าทรัมป์และสาธารณชนในจีนแผ่นดินใหญ่

 

“เขากำลังส่งสัญญาณเพื่อบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เมื่อคุณมาเยือนจีนในเดือนเมษายน จงเตรียมพร้อมรับมือบทสนทนาเรื่องไต้หวันอย่างจริงจังและเป็นเรื่องเป็นราว เพราะนี่คือประเด็นที่สำคัญมากสำหรับผม” แฮสระบุ

 

อนึ่งไม่กี่ชั่วโมงก่อนการพูดคุยกับทรัมป์ สีจิ้นผิงได้พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยทั้งสองผู้นำระบุว่า มอสโกและปักกิ่งจะสนับสนุนกันและกันในประเด็นสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติท่ามกลางจากแรงกดดันภายนอก โดยปูตินตอบรับคำเชิญสีจิ้นผิงในการเยือนจีนช่วงครึ่งปีแรก และการประชุม APEC ในเดือนพฤศจิกายน 2026 ณ เมืองเซินเจิ้น

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย https://thestandard.co/o-smach-scam-cambodia-border/ Wed, 04 Feb 2026 04:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1173504 บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต

ห่างออกไปเพียงหลักร้อยเมตรจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กา […]

The post ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต

ห่างออกไปเพียงหลักร้อยเมตรจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ คือที่ตั้งของกาสิโนรีสอร์ตขนาดใหญ่ อย่าง บ่อนโอร์เสม็ด หรือ โอร์เสม็ด รีสอร์ต (O’Smach Resort & Casino) และ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort & Casino) ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวของกัมพูชา ที่ทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมข้ามแดนไปเสี่ยงโชค

 

อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมา กาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ เริ่มปรากฎการแปรสภาพเป็นฐานที่ตั้งของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งการค้ามนุษย์และขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์ โดยพบการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่คล้ายหอพักหลายหลัง ซึ่งมีการล้อมรั้วสูงติดลวดหนามและกล้องวงจรปิด พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเฝ้าระวังอย่างมิดชิด

 

ทางเข้า รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม

ทางเข้ารอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม

 

รายงานจากโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Global Initiative against Transnational Organized Crime: GI-TOC) ที่ตีแผ่ปฏิบัติการไซเบอร์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2018 ชาวบ้านในเมืองโอร์เสม็ด เริ่มพบเห็นคนงานจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวจีนและชาวเวียดนามเข้าไปในอาคารของรีสอร์ตทั้งสองแห่ง

 

ขณะที่ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ชาวบ้านเล่าว่า ไม่พบ

 

คนงานต่างชาติออกมานอกอาคารอีกเลย ซึ่งแม้จะมีข้ออ้างว่าเป็นมาตรการป้องกันการระบาด แต่ข้อมูลจากผู้สังเกตการณ์ในท้องถิ่นคนหนึ่งเล่าว่า ภายในอาคารนั้น ‘มีครบทุกอย่าง’ ทั้ง ร้านค้า, คาราโอเกะ, ร้านอาหาร, ลานเบียร์ แต่ยกเว้น ‘อิสรภาพ’

 

ภายหลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด กรณีการหลอกลวงของกลุ่มสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน และมีคนไทยตกเป็นเหยื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งถูกหลอกลวงและถูกล่อลวงไปบังคับทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทรัพย์สินและชีวิตของคนไทย ทำให้ทางการไทยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการช่วยเหลือคนไทยและกวาดล้างขบวนการเหล่านี้

 

โดยในกรณีของกาสิโนรีสอร์ตในโอร์เสม็ดนั้น ทางการไทยเคยขอความช่วยเหลือไปยังทางการกัมพูชาเมื่อช่วงไม่กี่ปีก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระลอกล่าสุด แต่กลับได้คำตอบจากฝ่ายกัมพูชาว่า “เข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทย” จึงทำให้ไม่มีการช่วยเหลือ ปราบปราม หรือแม้แต่ยืนยันว่ากาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ คือฐานที่ตั้งของขบวนการสแกมเมอร์

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุปะทะรอบล่าสุดระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถเข้ายึดครองพื้นที่รอบกาสิโนรีสอร์ตทั้งสองแห่งไว้ได้กว่า 100 ไร่ ซึ่งสภาพกาสิโนและอาคารโดยรอบได้รับความเสียหาย จากการถูกทหารไทยยิงปืนใหญ่โจมตี เนื่องจากตรวจพบว่า ฝ่ายทหารกัมพูชาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีฝ่ายไทยจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ

 

บ่อนโอร์เสม็ด รีสอร์ต สภาพภายในศูนย์สแกมเมอร์

 

หลังเข้ายึดพื้นที่ ทางกองทัพได้เข้าตรวจสอบและยืนยันอย่างชัดเจนด้วยหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้กาสิโนรีสอร์ตเหล่านี้ เป็นอาณาจักรสแกมเมอร์ในการหลอกลวงผู้คนจากหลายประเทศ และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

 

ข้อมูลจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พบว่า ฐานสแกมเมอร์ในลักษณะกลุ่มอาคารเช่นนี้ ยังขยายออกไปยังจุดอื่นๆ ของเมืองโอร์เสม็ด โดยมีไม่น้อยกว่า 7 จุด ไม่รวมจุดที่กำลังสร้างใหม่เป็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมากอาศัยอยู่ โดยอาจมากถึงหลักพันหรือหลักหมื่นคนหากดูจากจำนวนอาคารรวมหลายสิบหลัง

 

ใครอยู่เบื้องหลัง บ่อนโอร์เสม็ด?

 

สำหรับ โอร์เสม็ด รีสอร์ต นั้นเป็นของ L.Y.P Group ของออกญา ลียงพัด (Ly Yong Phat) วุฒิสมาชิกและนักธุรกิจกัมพูชาผู้ร่ำรวยและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งถูกทางการไทยถอนสัญชาติและออกหมายจับในความผิดฐานฟอกเงินตั้งแต่ปลายปี 2025 ที่ผ่านมา

 

ส่วนกาสิโนรีสอร์ตอีกแห่ง คือ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต นั้นเป็นของ Lim Heng Group ธุรกิจหลักของออกญา ลึม เฮง (Lim Heng) นักธุรกิจใหญ่กัมพูชาที่มีบ่อนในเครือหลายแห่งรวมถึงบ่อนสายตะกู บริเวณพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนไทย-กัมพูชา ตรงจุดผ่านแดนด่านช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

 

ลียงพัด ลึมเฮง

 

ที่ผ่านมาปรากฎข่าวน่าสงสัยเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของคนไทยและคนต่างชาติหลายครั้ง โดยเฉพาะในโอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

GI-TOC รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2020 มีหญิงชาวจีนคนหนึ่งตกลงมาจากชั้นสองของรีสอร์ต โดยสื่อทั้งฉบับภาษาเขมรและภาษาอังกฤษอ้างว่าเธอกระโดดลงมา แต่มีเพียงแหล่งข่าวภาษากัมพูชาเท่านั้นที่ระบุว่า ดวงตาข้างหนึ่งของหญิงจีนรายนี้มีรอยฟกช้ำในลักษณะที่บ่งชี้ว่า ‘เธอถูกทำร้าย’

 

ในเดือนตุลาคม ปี 2022 กาสิโนแห่งนี้ ถูกเปิดโปงเรื่องการค้ามนุษย์และบังคับทำงานในขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ โดยสื่อบางสำนักตีแผ่เรื่องราวของโอร์เสม็ด รีสอร์ต ขณะที่ทางการกัมพูชาได้ทำการช่วยเหลือเหยื่อชาวต่างชาติ 75 คนออกมาจาก ‘นรกบนดิน’ แห่งนี้ ซึ่งเหยื่อหลายคนเล่าว่าพวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งในการทำงาน มีตั้งแต่สร้างประวัติและตัวตนออนไลน์ปลอม และการหลอกเหยื่อให้ ‘ลงทุน’ ในโครงการคริปโตเคอร์เรนซี

 

ซึ่งใครที่ขัดขืนหรือไม่ยอมทำตามคำสั่งจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ทั้งการอดอาหาร ทุบตี และทรมาน

 

“พวกเขาทรมานเหมือนสมัยเขมรแดง” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งในที่พักของศูนย์สแกมเผยกับ GI-TOC

 

สำหรับชาวบ้านในโอร์เสม็ด กิจกรรมภายในศูนย์สแกมเหล่านี้เป็นที่รู้กัน ชาวบ้านหลายคนอ้างว่า เคยเห็นผู้คนหลบหนีออกมาและวิ่งเข้าไปในป่าใกล้เคียง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการควบคุมเสรีภาพสื่อที่เข้มงวดของรัฐบาลตระกูลฮุน ทำให้เรื่องราวความรุนแรงจากภายในศูนย์สแกมส่วนใหญ่ไม่ถูกตีแผ่สู่โลกภายนอก

 

ทั้งนี้ เหยื่อหลายคน ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ในการเผยแพร่ข้อมูลและขอความช่วยเหลือ

 

รายงานของ GI-TOC ระบุว่า มีชาวบ้านจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือแรงงานที่หลบหนีออกจากศูนย์สแกมเหล่านี้ โดยจัดหาอาหาร เสื้อผ้า และบางคนยังให้เงินสดเพื่อใช้โทรหาญาติหรือเดินทางออกจากเมือง

 

รายงานที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2025 ระบุว่าในช่วงเวลาไม่กี่เดือน มีชาวบ้านครอบครัวหนึ่งได้ให้การช่วยเหลือชาวเวียดนาม 30 คนที่หลบหนีออกมาจากโอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

บ่อนโอร์เสม็ด หรือ โอร์เสม็ด รีสอร์ต (O'Smach Resort & Casino) และ รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort & Casino)

 

นอกจากนี้ยังพบว่า แรงงานชาวกัมพูชา ตั้งแต่คนทำความสะอาด พนักงานครัว และคนงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นคนไม่กี่กลุ่มที่สามารถเข้าออกพื้นที่ได้อย่างอิสระ ก็มีการให้ความช่วยเหลือเหยื่อบางส่วนในการหลบหนีด้วย

 

ภายในฐานสแกมเมอร์มีอะไรบ้าง?

 

สำหรับฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ลึกเข้าไปด้านในเป็นที่ตั้งกลุ่มอาคารหลายหลังที่ถูกใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ความสูง 6 ชั้น 3 หลัง และอาคารขนาดเล็ก 3 หลัง ซึ่งมีทั้งจุดที่คาดว่าเป็นที่ทำงานของระดับหัวหน้าเครือข่าย และโรงอาหารขนาดใหญ่

 

ตึกสแกมเมอร์

 

สภาพภายในของกลุ่มอาคารเหล่านี้ ถูกเปิดโปงสู่สายตาชาวไทยและทั่วโลก ภายหลังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เปิดภารกิจเชิญสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติหลายสำนัก อาทิ THE STANDARD, Reuters และ AP และหน่วยงานต่างชาติ เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตบางประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น เกาหลีใต้ อินเดียและญี่ปุ่น เข้าตรวจสอบภายในอาคาร

 

เปิดโปง  โอร์เสม็ด รีสอร์ต

 

จากการตรวจสอบ พบหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ว่า อาคารเหล่านี้เป็นที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาทิ ห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อินเดีย, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, บราซิล, เวียดนาม,สิงคโปร์

 

ในบางห้องทำงาน มีการจัดฉากปลอมเป็นสำนักงานตำรวจของประเทศเหล่านี้ พร้อมด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจปลอมของหลายประเทศ ธงชาติ และสคริปต์สนทนาสำหรับใช้ในการหลอกเหยื่อ ตลอดจนรายชื่อและข้อมูลของเหยื่อ เช่น ข้อมูลส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ รวมทั้งยังมีห้องเก็บเสียงขนาดเล็กที่ใช้ในการโทรศัพท์หลอกเหยื่ออย่างแนบเนียน

 

ศูนย์สแกมเมอร์ที่ปลอมแปลงเป็นสำนักงานตำรวจศูนย์สแกมเมอร์ที่ปลอมแปลงเป็นสำนักงานตำรวจ

 

ในบางจุดของอาคาร พบว่ามีห้องสำหรับกักขังเหยื่อที่ถูกหลอกลวงบังคับทำงานและมีอาวุธสำหรับใช้ทรมาน เช่น กระบองช็อตไฟฟ้า หรือกุญแจมือถูกทิ้งไว้

 

ห้องกักขังเหยื่อสแกมเมอร์

 

การโจมตีด้วยปืนใหญ่ของกองทัพไทย ทำให้สมาชิกขบวนการสแกมเมอร์หนีตายอย่างกะทันหัน โดยยังมีเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก รวมถึงอาหารที่ถูกทิ้งไว้จนเน่าเสีย

 

เสื้อผ้า ข้าวของ ภายในศูนย์สแกมเมอร์

 

หลักฐานอื่นๆ ที่พบ เช่น ซิมการ์ดจำนวนมากจาก 10 ประเทศ โดยมากสุดคือ ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ตและบัตรประชาชนปลอมของ 9 ประเทศ และธนบัตรปลอมหลายประเทศ ส่วนอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลชไดรฟ์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้หลอกเหยื่อนั้น พบจำนวนเพียงไม่กี่สิบชิ้น ส่วนใหญ่คาดว่า กลุ่มสแกมเมอร์อาจมีการนำไปด้วยระหว่างหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายไปยังฐานสแกมแห่งใหม่

 

ห่างออกไปจากที่ตั้งของรอยัลฮิลล์ รีสอร์ตไม่ไกล ในฝั่งที่กัมพูชาควบคุม ยังพบเห็นกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มอีก โดยมีการจับตามองว่ากลุ่มอาคารเหล่านี้ ซึ่งมองด้วยตาเปล่ามีจำนวนหลายสิบหลัง อาจถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งใหม่ของกลุ่มสแกมเมอร์

 

ศูนย์สแกมเมอร์

 

ทั้งนี้ พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ว่าเพื่อต้องการสื่อสารและให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ โดยหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ พบโครงสร้างของศูนย์สแกมเมอร์ ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่

 

ขณะที่ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าการลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อความร่วมมือในอนาคตและมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เช่น พาสปอร์ตที่ถูกทิ้งไว้ในฐานสแกมเมอร์ เพื่อใช้ในการสืบสวนและติดตามดำเนินคดีต่อไป

 

อย่างไรก็ตามสำหรับการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์นั้น พบว่ามีการเคลื่อนย้ายฐานที่ตั้ง ทั้งจากกัมพูชาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือย้ายออกห่างชายแดนไทยไปยังพื้นที่ติดชายแดนเวียดนาม

 

ขณะที่เขามองว่า หลังการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา จนถึงวันนี้สถิติคดีค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ที่หลอกลวงชาวไทยนั้นยังไม่มีตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางการไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง :

The post ตีแผ่ ‘บ่อนโอร์เสม็ด’ นรกสแกมเมอร์กัมพูชาติดชายแดนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน https://thestandard.co/singapore-airshow-fighter-jets/ Wed, 04 Feb 2026 02:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1173458 ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก

Singapore Airshow 2026 วันแรกคึกคัก (3 กุมภาพันธ์) มีผู […]

The post ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก

Singapore Airshow 2026 วันแรกคึกคัก (3 กุมภาพันธ์) มีผู้เข้าชมการแสดงบินผาดแผลงของเครื่องบินชาติต่างๆ อย่างล้นหลามที่ศูนย์นิทรรศการชางงี ใกล้สนามบินชางงีในสิงคโปร์

 

ไฮไลต์ของงานปีนี้มีการแสดงบินคู่กันของเครื่องบินขับไล่ F-16C และเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64D Apache ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ ส่วนอินโดนีเซียนำฝูงบินผาดแผลง Jupiter มาแสดง ซึ่งปัจจุบันกองทัพอากาศอินโดนีเซียเป็นกองทัพอากาศเดียวในอาเซียนที่ยังมีฝูงบินผาดแผลงทำการบินอยู่ในตอนนี้

 

ขณะที่ฝูงบิน August 1st ของกองทัพอากาศจีนที่ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ J-10 ที่เคยมาแสดงการบินที่ไทยในโอกาสครบรอบ 88 ปีกองทัพอากาศไทยที่ดอนเมืองเมื่อปีที่แล้ว ก็เดินทางมาโชว์ที่สิงคโปร์ปีนี้ด้วย ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นจำนวนมาก

 

ส่วนออสเตรเลียนำ F-35A ซึ่งถือเป็นพระเอกของงานมาบินโชว์ในท่วงท่าต่างๆ แน่นอนว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ มากที่สุด

 

ขณะที่ฝูงบินผาดแผลง Sarang ของกองทัพอากาศอินเดียใช้เฮลิคอปเตอร์แบบ Dhruv ของ HAL ในการแสดง โดยเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่อินเดียออกแบบและผลิตเอง ส่วนกองทัพอากาศมาเลเซียนำเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM มาโชว์บินผาดแผลง

 

นอกจากเครื่องบินรบแล้ว ยังมีการบินสาธิตของเครื่องบินโดยสารในงานนี้ด้วย โดย Airbus นำเครื่องบิน A350-1000 ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล A350 มาแสดงการบิน โดยโมเดลนี้ Airbus กำลังแข่งขันกับ Boeing 777-X เพื่อชิงสัญญาสั่งซื้อจากสายการบินต่างๆ ใน Singapore Airshow ครั้งนี้ด้วย

 

ขณะที่ Comac รัฐวิสาหกิจของจีนที่ทำหน้าที่ออกแบบและผลิตเครื่องบินโดยสาร นำเครื่องบิน C919 มาบินโชว์ในงาน โดยจีนกำลังเร่งทำตลาด C919 ทั่วโลกหลังมีคำสั่งซื้อจากสายการบินในจีนหลายร้อยลำ โดยต้องแข่งขันกับ Boeing 737-8 A320neo และ E195

 

สำหรับงาน Singapore Airshow 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

 

ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 1ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 2ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 3ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 4ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 5ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 6ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 7ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 8ภาพบรรยากาศเครื่องบินรบหลากหลายชาติแสดงการบินในงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก 9

 

ภาพ: อนาลโย กอสกุล

The post ประมวลภาพวันแรก Singapore Airshow 2026 จัดเต็มเครื่องบินรบหลายชาติแสดงการบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองอุตสาหกรรมหนังสือไทย กับบทบาทในฐานะ Guest of Honor ที่งาน TIBE 2026 ในไต้หวัน https://thestandard.co/thailand-guest-of-honor-tibe-2026-creathaivity/ Wed, 04 Feb 2026 02:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1173325 thailand-guest-of-honor-tibe-2026-creathaivity

เริ่มแล้ว! สำหรับเทศกาลหนังสือที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียอย่าง […]

The post มองอุตสาหกรรมหนังสือไทย กับบทบาทในฐานะ Guest of Honor ที่งาน TIBE 2026 ในไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-guest-of-honor-tibe-2026-creathaivity

เริ่มแล้ว! สำหรับเทศกาลหนังสือที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียอย่าง Taipei International Book Exhibition (TIBE) 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ กรุงไทเป ไต้หวัน โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานในฐานะ Guest of Honor (แขกเกียรติยศ) ต่อเนื่องจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา

 

ธีมของคูหาไทย หรือ Thailand Pavilion ในปีนี้ คือ ‘CreaTHAlvity’ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคำว่า ‘Creativity’ หรือ ความคิดสร้างสรรค์ และ ‘Thaivity’ หรือ วิถีไทย โดยภายในคูหามีหนังสือจัดแสดงมากกว่า 400 ปก ที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมอย่างน้อย 37 บริษัท ท่ามกลางผู้ร่วมงานจาก 29 ประเทศ และผู้เข้าชมงานมากกว่า 570,000 คน 

 

สำหรับ TIBE ถือเป็นงานเทศกาลหนังสือที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ที่มีการจัดแสดงผลงาน และการซื้อขายลิขสิทธิ์ตลอดทั้งงาน ในทางหนึ่งจึงเป็นพื้นที่ที่สำนักพิมพ์ นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง 

 

ในปีนี้ ประเทศไทยมีการพานักเขียนและนักวาดภาพประกอบไทยมากกว่า 10 คน มาพบผู้อ่านไต้หวันโดยตรง อาทิ ชญาภรณ์ พัวพานิช, ธนาพร ตั้งเจริญมั่นคง, ปองพล อดิเรกสาร, กนกวลี พจนปกรณ์, รัตนา โพธิรัชต์, สรรประภา วุฒิวร, อามุลิน, ปราปต์, คาลิ และ ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด 

 

พร้อมกันนั้น ยังมีการเปิดตัวหนังสือของนักเขียนไทยที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์ในไต้หวันอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมคณะเรี่ยราด, สิ่งมีชีวิตคิดโฆษณา, พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ, สิงสาลาตาย รวมถึง The Almost Prime Minister 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และ จักรกฤต โยมพยอม กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ Avocado books ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ที่มีผลงานหนังสือถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่าหนังสือไทยกำลังยืนอยู่ตรงไหนบนเวทีโลก พร้อมทั้งสะท้อนข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือไทยในอนาคต

 

Guest of honor มีความสำคัญอย่างไร? ต่ออุตสาหกรรมหนังสือไทย

 

“ทุกวันนี้มีหนังสือไทยจำนวนมากถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลในต่างประเทศ ได้รับการจัดแสดงในงานหนังสือระดับนานาชาติ หรือถูกพูดถึงในแวดวงหนังสือต่างชาติเป็นเสมอ”

 

“การที่หนังสือไทยสามารถก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของงานอย่างชัดเจน และสะท้อนว่าผลงานของนักเขียนไทยมีฝีมือและมีศักยภาพเพียงพอ ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ”

ณัฐกรชี้ให้เห็นว่า การได้รับเชิญในฐานะ Guest of Honor เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงสถานะประเทศไทยในฐานะพันธมิตรด้านอุตสาหกรรมหนังสือกับไต้หวัน และเป็นการยืนยันว่าหนังสือไทยมีตัวตนในเวทีระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

“การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติในครั้งนี้ นอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนภายในแล้ว ยังเป็นผลจากความร่วมมือที่สั่งสมกันมาต่อเนื่องระหว่างไทยและไต้หวัน ทั้งในรูปแบบของการเจรจาซื้อ-ขายลิขสิทธิ์หนังสือ และการผลัดกันเป็นแขกรับเชิญในงานหนังสือ โดยเอเจนซี่ด้านลิขสิทธิ์ของไต้หวันได้เข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิด” ณัฐกรกล่าว

 

ทางด้านของจักรกฤตก็ได้ให้ความเห็นว่า การที่ผลงานของนักเขียนและสำนักพิมพ์ไทยได้มาอยู่ในงานนี้ เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าโลกกำลังหันมาจับตามองงานวรรณกรรมไทยมากขึ้น 

 

โดยเขาได้อธิบายว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มีวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าหนังสือไทยมีศักยภาพสูงมากในการก้าวสู่ตลาดโลก จึงผลักดันให้มีการนำ Thailand Pavilion เข้าร่วมงานหนังสือนานาชาติอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 

 

“การเข้าร่วมงานอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะช่วยสร้างการรับรู้แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้วงการหนังสือไทยได้สร้างเครือข่ายกับสำนักพิมพ์ เอเจนซีลิขสิทธิ์และผู้จัดงานหนังสือนานาชาติในหลายประเทศ รวมถึงได้นำเสนอผลงานให้ตลาดต่างชาติได้เห็นถึงความหลากหลายของวรรณกรรมไทย” 

 

สำหรับกรณีของไต้หวัน จักรกฤตระบุว่า เมื่อไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานในฐานะ Guest of Honor เหตุการณ์นี้ถือเป็นเกียรติยศและก้าวสำคัญของวงการหนังสือไทยอย่างมาก

 

“สถานะดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้รับพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่กว่า 400 ตารางเมตร ซึ่งแตกต่างจากการเข้าร่วมงานในรูปแบบบูธทั่วไปในอดีต และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ชมจากนานาชาติได้เข้ามาทำความรู้จักว่า ประเทศไทยมีอะไรบ้างที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านงานวรรณกรรม”

 

ความท้าทายในการผลักดันหนังสือไทยสู่เวทีโลก

 

ณัฐกรมองว่า ความท้าทายสำคัญคือ ‘ต้นทุนในการแปลภาษา’ เนื่องจากผู้อ่านในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ ทำให้การเข้าถึงงานเขียนไทยมีความจำกัด หลายครั้งจำเป็นต้องอาศัยการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศก่อน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ว่าหนังสือไทยมีเนื้อหาน่าสนใจเพียงใด

 

“การแปลหนังสือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับทั้งสำนักพิมพ์และนักเขียน ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ เพราะหากลงทุนในการแปลไปแล้วแต่ไม่สามารถขายลิขสิทธิ์ได้ เงินที่ลงไปก็อาจสูญเปล่า ในขณะที่หากไม่ลงทุนแปล ก็ไม่สามารถนำหนังสือออกไปขายในตลาดต่างประเทศได้ ความเสี่ยงนี้จึงเป็นอุปสรรคหลักในการผลักดันหนังสือไทยออกสู่ตลาดโลก” ณัฐกรกล่าว

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ด้วยเหตุนี้สมาคมฯ จึงพยายามผลักดันให้มีเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อช่วยในกระบวนการแปล โดยยกตัวอย่างว่าหลายประเทศมีระบบสนับสนุนในลักษณะดังกล่าว 

จักรกฤตเห็นด้วยกับประเด็นนี้ พร้อมกับยกตัวอย่างประสบการณ์ของสำนักพิมพ์ตนเองที่ทำการลงทุนแปลงานหลายเล่มเป็นภาษาอังกฤษ แม้อาจจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูง เนื่องจากเมื่อมีการเจรจาซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ เขาสามารถส่งไฟล์ฉบับภาษาอังกฤษให้คู่เจรจาอ่านได้ทันที ช่วยให้การตัดสินใจสะดวกและรวดเร็วขึ้น

 

“ในปีที่แล้ว ประเทศไทยเริ่มมีทุนสนับสนุนการแปลงานไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในยุคของ THACCA ซึ่งทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผลงานได้รับการสนับสนุนทั้งหมด 15 เล่ม ครอบคลุมทั้ง fiction, non-fiction และหนังสือสำหรับเด็ก” 

 

“นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลักดันงานเขียนไทยออกสู่เวทีนานาชาติ และในปีล่าสุด ทุนดังกล่าวได้ขยายขอบเขตให้สามารถแปลเป็นภาษาอื่นได้ด้วย หากมีการลงนามสัญญาลิขสิทธิ์อย่างเรียบร้อย” จักรกฤตกล่าว

 

มองงานหนังสือที่ไต้หวัน เพื่อนำไปต่อยอด

 

สำหรับไต้หวันเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือไทยไปจำนวนมาก และยังมีการนำผลงานไปดัดแปลงเป็นซีรีส์อีกมากมาย

เมื่อถูกถามถึงหนังสือไทยที่กำลังได้รับความนิยมเป็นพิเศษในตลาดไต้หวัน ณัฐกรให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่เป็น นิยายวาย (BL) และยูริ (GL) ซึ่งถือเป็นหมวดที่ประเทศไทยส่งออกลิขสิทธิ์ได้มากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยณัฐกรยังชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญ (Hub) ของงานเขียนในแนวนี้ สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงการหนังสือไทย ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ทางด้านของจักรกฤตมองว่า งานหนังสือนานาชาติไม่ได้เปิดโอกาสเพียงการขายลิขสิทธิ์หนังสือเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่สื่อรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์ ละคร หรือซีรีส์ โดยยกตัวอย่างงานหนังสือในต่างประเทศที่มีการจัดกิจกรรม pitching เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตในสายโปรดักชันเข้ามาฟังการนำเสนอจากผู้ทำหนังสือโดยตรง 

 

ประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานหนังสือต่างประเทศยังทำให้จักรกฤตเห็นแนวทางการพัฒนาวงการหนังสือไทยในมิติอื่น ๆ เช่น งานหนังสือแฟรงก์เฟิร์ตที่มีฮอลล์เฉพาะสำหรับนิยายแนวต่างๆ พร้อมกับมีโซนแนะแนวการศึกษา ที่เชิญคณะและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการเขียนและธุรกิจสิ่งพิมพ์ (Publishing Management) มาร่วมออกบูธ เนื่องจากนักอ่านจำนวนมากเป็นเด็กมัธยมปลายที่กำลังจะเข้ามหาลัย 

 

จักรกฤตระบุว่า สัปดาห์งานหนังสือของไทยปีนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ นั่นคือจะมีคณะและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการเขียนและวรรณกรรมเข้ามาร่วมออกบูธ เพื่อโชว์หลักสูตรและแสดงผลงานของนิสิตในคณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนที่อาจจะสนใจสายอาชีพนี้

ในอีกก้าวของการต่อยอด จักรกฤตเผยแผนผลิตรายการซึ่งจะเล่าเรื่องหนังสือไทยที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลและเผยแพร่ในต่างประเทศ ชื่อรายการว่า ‘เล่มนี้ที่โลก Read’ (ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์) โดยรูปแบบจะเป็นการพาผู้ชมไปสำรวจงานหนังสือจากทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพูดคุยกับบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับหนังสือไทยที่ได้ก้าวสู่ตลาดนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักแสดงที่ต้องรับบทเป็นตัวละครจากหนังสือเหล่านั้น หรือผู้ทำงานด้านการขายลิขสิทธิ์ โดยมีกำหนดเผยแพร่ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

 

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา

 

ณัฐกร ฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง งานหนังสือจะเน้นการนำเสนอหนังสือใหม่มากกว่าการลดราคา ขณะที่ในประเทศไทย ผู้เข้าชมจำนวนมากยังคาดหวังเรื่องราคาที่ถูกเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบริบทด้านการอ่านที่ไม่เหมือนกัน

 

“ประเด็นนี้ต้องย้อนกลับไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการอ่านของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องห้องสมุดและการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก ผมเชื่อว่าหลายคนเข้าสู่วงการหนังสือหรือเป็นคนที่รักการอ่าน เพราะในวัยเด็กเติบโตมากับห้องสมุดที่ดี หรือมีผู้ใหญ่ในบ้านสนับสนุนการอ่าน หากมีการสามารถพัฒนาห้องสมุดให้เข้าถึงง่าย และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่าน เด็กๆจะเติบโตมากับหนังสือ และช่วยให้วงการหนังสือมีนักอ่านหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง” ณัฐกรกล่าว

 

ณัฐกรจึงมีข้อเสนอแนะไปถึงภาครัฐว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างห้องสมุดที่มีคุณภาพ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงหนังสือได้ง่าย เพื่อวางรากฐานให้วัฒนธรรมการอ่านของไทยให้เติบโตในระยะยาว

 

“พฤติกรรมการอ่านของผู้คนในไต้หวันมีความเข้มแข็ง ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจากภาครัฐ แต่ในหลายประเทศ การส่งเสริมการอ่านกลับไม่ค่อยถูกผลักดันอย่างจริงจัง เนื่องจากไม่ใช่นโยบายที่หาเสียงได้ง่ายหรือเห็นผลในระยะสั้นเหมือนนโยบายประชานิยมอื่นๆ ทั้งที่ถือเป็นการพัฒนาสติปัญญาของชาติ และเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว”

 

ณัฐกรอธิบายว่า ปัญหาหลายอย่างในวงการหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือราคาแพง หนังสือขายไม่ดี หรือคนอ่านน้อย ทุกอย่างล้วนมีปัจจัยหลักมาจากจำนวนผู้อ่านที่ลดลง เมื่อฐานคนอ่านน้อยลง จำนวนคนที่ซื้อหนังสือในระบบก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างผู้อ่านรุ่นใหม่ ด้วยการทำให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น จากห้องสมุดที่มีประสิทธิภาพ

 

“ห้องสมุดในต่างประเทศเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้งานในชีวิตประจำวัน มีทั้งกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว ขณะที่ห้องสมุดไทยกลับไม่ใช่พื้นที่ที่คนคุ้นเคยนัก การเพิ่มงบประมาณให้กับห้องสมุดจึงช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน ทั้งการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชน การกระจายรายได้ และการทำให้ราคาหนังสือลดลงตามกลไกตลาด เพราะหากห้องสมุดทั่วประเทศสามารถจัดซื้อหนังสือในปริมาณมาก ก็จะช่วยให้ต้นทุนการพิมพ์ลดลงและผู้ผลิตสามารถอยู่ได้”

 

งานหนังสือไทเป 2026 TIBE

 

ทางด้านของจักรกฤต เห็นว่าทุนสนับสนุนการแปล ทั้งการแปลผลงานไทยออกไปสู่ต่างประเทศ และการแปลงานจากต่างประเทศเข้ามา เป็นสิ่งที่ควรมีอย่างต่อเนื่องและควรเพิ่มขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้งานไทยได้เผยแพร่ในเวทีสากล รวมถึงเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการพัฒนาห้องสมุด โดยมองว่าห้องสมุดที่ดีและมีคุณภาพจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ จักรกฤตระบุว่าหากภาครัฐมีนโยบายที่ส่งเสริมการอ่านมากขึ้น จะช่วยทำให้หนังสือมีราคาถูกลงได้

 

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้หนังสือมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน มาจากการที่สำนักพิมพ์ต้องลดจำนวนการพิมพ์ต่อครั้ง จากเดิมที่เคยพิมพ์หลักหมื่นเล่ม ต้องลดเหลือเพียงประมาณ 2,000-3,000 เล่ม ซึ่งเป็นกลไกปกติของการผลิตสินค้าที่เมื่อผลิตน้อย ราคาต่อหน่วยก็สูงขึ้น และเมื่อคนซื้อหนังสือน้อย สำนักพิมพ์ก็ยิ่งต้องผลิตน้อยลงตามไปด้วย” 

 

หากสามารถทำให้คนซื้อและอ่านหนังสือมากขึ้น จะช่วยให้สำนักพิมพ์เพิ่มจำนวนการผลิต และทำให้ราคาหนังสือต่อเล่มลดลงในที่สุด

 

อ้างอิง

 

ภาพ: ครรชิตรวัส สมโชค

The post มองอุตสาหกรรมหนังสือไทย กับบทบาทในฐานะ Guest of Honor ที่งาน TIBE 2026 ในไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 https://thestandard.co/singapore-airshow-aviation-defense/ Wed, 04 Feb 2026 01:54:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1173445 ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง

THE STANDARD พาชมบรรยากาศงาน Singapore Airshow 2026 วัน […]

The post บรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง

THE STANDARD พาชมบรรยากาศงาน Singapore Airshow 2026 วันแรก (3 กุมภาพันธ์) ซึ่งในส่วนที่เป็นนิทรรศการด้านการบินและการป้องกันประเทศที่ศูนย์นิทรรศการชางงีปีนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมจัดแสดงและออกบูธมากกว่า 1,000 แห่ง จากกว่า 50 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เช่น Airbus, AVIC, Bell, Boeing, COMAC, Dassault Aviation, Lockheed Martin และ Saab

 

นอกจากภายในฮอลล์แล้ว ยังมีการจัดแสดงของเครื่องบินบริเวณลานด้านนอก (Static Display) โดยมีทั้งเครื่องบินรบ F-16, F-15, F-35, เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ Apache รวมถึงเครื่องบินลำเลียงทหาร เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ซื้อที่มาจากกองทัพ กระทรวงกลาโหม และธุรกิจสายการบินจากประเทศต่างๆ

 

สำหรับงาน Singapore Airshow 2026 จะจัดไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมในวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์

 

ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 1ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 2ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 3ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 4ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 5ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 6ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 7ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 8ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 9ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 10ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 11ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 12ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 13ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 14ภาพบรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 พร้อมเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์จัดแสดง 15

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

The post บรรยากาศงานแสดงเทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศที่ Singapore Airshow 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-อังกฤษ ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล เสริมรายได้ชุมชนและคุ้มครองระบบนิเวศ https://thestandard.co/thai-uk-seaweed-industry-boost/ Tue, 03 Feb 2026 09:16:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1173230 ภาพแสดงความร่วมมือไทย-อังกฤษ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล และสร้างรายได้ให้ชุมชน

อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลในประเทศไทยถือเป็นภาคส่วนที่มีศักย […]

The post ไทย-อังกฤษ ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล เสริมรายได้ชุมชนและคุ้มครองระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความร่วมมือไทย-อังกฤษ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล และสร้างรายได้ให้ชุมชน

อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลในประเทศไทยถือเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ (Blue Economy) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฤดูมรสุมที่ผันผวน และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อทั้งระบบนิเวศและรายได้ของชุมชนชายฝั่ง

 

โครงการ GlobalSeaweed-PROTECT จึงถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UKRI / BBSRC) โดยเป็นการรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (NHM), สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งสกอตแลนด์ (SAMS) ร่วมกับพันธมิตรในไทย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และมูลนิธิยูนุส (ประเทศไทย) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

หนึ่งในภารกิจหลักคือ การรับมือกับศัตรูพืชและโรคพืชที่สร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมสาหร่ายทั่วโลกหลายล้านดอลลาร์ต่อปี โครงการได้นำแนวทางการจัดการแบบก้าวหน้าเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ (PMP / AB-Seaweed) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มาปรับใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุก มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต เสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเน้นย้ำถึงบทบาทของสาหร่ายที่สุขภาพดีในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมหาสมุทรที่สมบูรณ์

 

ในระดับเศรษฐกิจฐานราก มูลนิธิยูนุส (ประเทศไทย) ได้ขับเคลื่อนโครงการ Seaweed Social Business ในจังหวัดสตูล ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Earthshot Prize โครงการนี้ส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเพาะเลี้ยง ‘สาหร่ายขนนก’ (Caulerpa) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

 

คัลลัม แมคเคนซี ผู้ริเริ่มโครงการระบุว่า สาหร่ายขนนกมีอัตราการเติบโตสูง 5-10 เท่า และเก็บเกี่ยวได้ทุก 1-2 สัปดาห์ ด้วยการดูแลเพียงวันละ 10 นาทีต่อชุดอุปกรณ์ จึงเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ช่วยสร้างพลังทางเศรษฐกิจแก่ผู้หญิง และเสริมความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชนชายฝั่งท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ

 

นอกจากมิติเศรษฐกิจแล้ว โครงการยังทำงานเชิงนโยบายร่วมกับเครือข่าย 30×30 Thailand Coalition เพื่อจัดตั้งคณะทำงานด้านสาหร่ายทะเลระดับชาติครั้งแรกของไทย ในการพัฒนาแผนการปรับตัวด้านมหาสมุทรระดับชาติ (National Ocean Adaptation Plan) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลร้อยละ 30 ภายในปี 2573

 

การสร้างอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพและยั่งยืน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของทรัพยากรทางทะเล เพื่อประโยชน์ต่อทั้งระบบนิเวศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคมไทยในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 

 

[PR NEWS]

The post ไทย-อังกฤษ ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมสาหร่ายทะเล เสริมรายได้ชุมชนและคุ้มครองระบบนิเวศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ผ่าการทูตเพื่อไทย กางแผนทวงคืนยุคสมัย ศักดิ์ศรีประเทศวัดที่ ‘กินดีอยู่ดี’ https://thestandard.co/pheu-thai-diplomacy-restore-dignity/ Tue, 03 Feb 2026 08:50:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1173205 ภาพประกอบการทูตและนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย

การเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ขับเคลื่อน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ผ่าการทูตเพื่อไทย กางแผนทวงคืนยุคสมัย ศักดิ์ศรีประเทศวัดที่ ‘กินดีอยู่ดี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการทูตและนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย

การเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่ทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความมั่งคั่ง’ และ ‘อำนาจ’ ขณะที่พลังเศรษฐกิจคือเงื่อนไขพื้นฐานของการต่อรอง ฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะกลับไปอยู่ในจอเรดาร์โลกอาจเป็นไปไม่ได้ หากประชาชนยังไม่สามารถลืมตาอ้าปาก

 

เหล่านี้คือมุมมองของ รัศม์ ชาลีจันทร์ หรือ ‘ทูตนอกแถว’ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่สะท้อนภาพนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทยผ่าน THE STANDARD ว่า ภารกิจการทูตของประเทศไทยนับจากนี้ ไม่ใช่แค่การไปยืนถ่ายภาพหรือปรากฏตัว แต่ต้องสร้าง ‘ความกินดีอยู่ดี’ ให้ประชาชน ขณะที่การทูตต้องรุกและทำงานหนักในการรักษาสมดุลและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ

 

THE STANDARD สรุปนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย ที่เลือกยืนบนพื้นฐาน ‘ความจริง’ เพื่อทวงคืนยุคสมัยที่ไทยพูดแล้วโลกต้องฟัง โดยเริ่มจากการสร้างกล้ามเนื้อทางเศรษฐกิจให้แข็งแรงจากภายใน

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

 ภาพประกอบการทูตและนโยบายต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ผ่าการทูตเพื่อไทย กางแผนทวงคืนยุคสมัย ศักดิ์ศรีประเทศวัดที่ ‘กินดีอยู่ดี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย https://thestandard.co/marius-hoiby-re-arrested-charges/ Tue, 03 Feb 2026 08:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1173199 แฟ้มภาพ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี และ เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี (M […]

The post ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี และ เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี (Marius Borg Høiby) ลูกชายวัย 29 ปีของเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ จากความสัมพันธ์ก่อนอภิเษกสมรสกับเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 กุมภาพันธ์) ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ด้วยมีด และละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้

 

เขาถูกควบคุมตัวอีกครั้ง ก่อนวันนัดไต่สวนพิจารณาคดีเพียงไม่กี่วัน ใน 38 ข้อหา ซึ่งรวมถึงการข่มขืนผู้หญิงจำนวน 4 คน การทำร้ายร่างกายอดีตคนรัก และการถ่ายคลิปวิดีโอผู้หญิงโดยไม่ได้รับความยินยอม

 

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 โดยเขาปฏิเสธข้อหาหนัก แต่ยอมรับสารภาพในข้อหาที่มีความผิดสถานเบากว่า ทั้งยังเคยออกมาเปิดเผยว่า ตนเองมีอาการป่วยทางจิตหลายอย่าง และกำลังต่อสู้อยู่กับปัญหาการใช้สารเสพติด ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาถูกควบคุมตัวรวมแล้วเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ดังนั้น การที่ตำรวจยื่นคำร้องขอฝากขังเขาไว้เกือบตลอดช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาคดีในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างเห็นได้ชัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอร์เวย์

 

เรื่องอื้อฉาวต่อเนื่องของราชวงศ์

 

แม้มาริอุสอาจจะไม่ใช่สมาชิกระดับสูงของราชวงศ์นอร์เวย์โดยตรง แต่ก็มีส่วนทำให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบต่อราชวงศ์อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่ระบุว่าเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ เคยติดต่อกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ก่อคดีอาชญากรรมทางเพศ ผ่านทางอีเมล ระหว่างปี 2011-2014 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เอปสตีนเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดแล้ว

 

เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริต ชมเอปสตีนว่าเป็น ‘คนมีเสน่ห์’ และเคยไปพักที่บ้านของเขาในฟลอริดาเป็นเวลา 4 วัน นอกจากนี้ยังมีอีเมลที่เจ้าหญิงถามเอปสตีนว่า ‘เหมาะสมหรือไม่’ ที่จะแนะนำวอลล์เปเปอร์รูปผู้หญิงเปลือยถือกระดานโต้คลื่นให้กับลูกชายวัย 15 ปีของเธอ

 

เจ้าหญิงยอมรับว่า ขณะนั้นใช้ ‘วิจารณญาณที่แย่มาก’ และรู้สึกอับอายต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหยื่อของเอปสตีน โดยอ้างว่าในขณะนั้นเธอไม่รู้เท่าทันถึงธาตุแท้ของเขา แม้หลักฐานจะชี้ว่า เจ้าหญิงเคยค้นหาข้อมูลของเขาใน Google และเห็นว่าประวัติของเอปสตีน ‘ดูไม่ค่อยดี’ ตั้งแต่ปี 2011

 

วิกฤตศรัทธาในสังคมนอร์เวย์

 

ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความนิยมของราชวงศ์ ‘ตกต่ำลง’ ประชาชนมีความโกรธแค้นและผิดหวัง ขณะที่นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตโดยระบุว่า เห็นด้วยว่าเธอใช้วิจารณญาณที่ผิดพลาด ซึ่งถือเป็น ‘เรื่องไม่ปกติ’ ที่ผู้นำรัฐบาลจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์เช่นนี้

 

แม้คาดว่า ประชาชนชาวนอร์เวย์จะยังคงสนับสนุนกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แต่สถานะของเจ้าหญิงเม็ตเตอ-มาริตในฐานะ ‘พระราชินีในอนาคต’ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และรัฐสภากำลังจะมีการโหวตตามวาระเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์ ซึ่งแม้จะไม่น่าผ่านความเห็นชอบ แต่คาดว่าจะมีเสียงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ

 

แฟ้มภาพ: Ian Gavan / Getty Images for Tempus Magazine

 

Rune Hellestad / Corbis via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ลูกติดเจ้าหญิงนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมซ้ำ ก่อนวันนัดไต่สวน 38 ข้อหา รวมข่มขืน-ทำร้ายร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ https://thestandard.co/thai-military-police-cambodia-scammer-raid/ Tue, 03 Feb 2026 06:19:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1173076 ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิ […]

The post เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์

กรมข่าวทหารบก ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าภารกิจตีแผ่ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชาสู่สายตานานาชาติ โดยเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย จำนวน 20 ประเทศ รวมถึง สหรัฐฯ, ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, เวียดนาม, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI ของสหรัฐฯ, สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้, ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจของสถานเอกอัครราชทูตอินเดีย และญี่ปุ่น, สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติหลายสำนัก อาทิ THE STANDARD, Reuters และ AP ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตรงข้าม เมืองโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์หรือสแกมเมอร์

 

การลงพื้นที่ดังกล่าว เกิดขึ้นวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือการบรรยายสรุปสถานการณ์และข้อมูลของขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก รวมถึงอธิบายสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนภายหลังเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม ก่อนที่จะมีการนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติ พร้อมด้วย UNODC เข้าตรวจสอบฐานที่ตั้งของขบวนการสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในบ่อนกาสิโน 2 แห่ง คือโอร์เสม็ด รีสอร์ตและกาสิโน (O’Smach Resort&Casino) และรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต (Royal Hill Resort) ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดผ่านแดนช่องจอม

 

เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ พร้อมคณะ ยังได้เข้าตรวจสอบภายในกลุ่มอาคารของรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต ซึ่งประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ 6 ชั้น 3 หลัง ที่ได้รับความเสียหาย จากการถูกฝ่ายไทยยิงปืนใหญ่โจมตีในเหตุปะทะชายแดนเมื่อเดือนธันวาคม หลังตรวจพบว่า ทหารกัมพูชาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีฝ่ายไทยจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการปะทะฝ่ายทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่โดยรอบได้กว่า 100 ไร่

 

จากการตรวจสอบ พบว่าภายในอาคารเหล่านี้เป็นที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์อย่างชัดเจน โดยมีทั้งห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกลวงเหยื่อจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, อินเดีย, ออสเตรเลีย, บราซิล, เวียดนาม,สิงคโปร์ ซึ่งในบางห้องทำงาน มีการจัดฉากปลอมเป็นสำนักงานตำรวจของประเทศเหล่านี้ พร้อมด้วยชุดเครื่องแบบตำรวจปลอม ธงชาติ และสคริปต์สนทนาสำหรับใช้ในการหลอกเหยื่อ รวมทั้งมีห้องเก็บเสียงขนาดเล็กที่ใช้ในการโทรศัพท์หลอกเหยื่อด้วย

 

ในบางจุดของอาคาร ยังมีห้องสำหรับกักขังเหยื่อที่ถูกหลอกลวงบังคับทำงานและมีอาวุธสำหรับใช้ทรมาน เช่น กระบองช็อตไฟฟ้า ถูกทิ้งไว้ โดยภายในที่ตั้งกลุ่มอาคารยังมีอาคารโรงอาหารแยกสำหรับใช้รองรับสมาชิกขบวนการจำนวนมาก

 

สภาพในห้องพักและห้องทำงานของขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ พบว่าหลายจุดได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของฝ่ายไทย โดยพบว่ายังมีเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมาก รวมถึงอาหารถูกทิ้งไว้จนเน่าเสีย ซึ่งคาดว่าเป็นการหนีตายจากการโจมตีอย่างกะทันหัน

 

ในส่วนของหลักฐานที่ใช้หลอกลวงเหยื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่รวบรวมได้ พบซิมการ์ดจำนวน 871 ซิม จาก 10 ประเทศ มากสุดคือ ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบพาสปอร์ตและบัตรประชาชนปลอมของ 9 ประเทศ และธนบัตรปลอมหลายประเทศ ส่วนอุปกรณ์ที่เป็นหลักฐานอื่นๆ เช่นฮาร์ดดิสก์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ใช้หลอกเหยื่อนั้น ส่วนใหญ่ไม่ถูกทิ้งไว้ โดยพบเพียงไม่กี่สิบชิ้น ซึ่งคาดว่ากลุ่มสแกมเมอร์อาจมีการนำไปด้วยระหว่างหลบหนีหรือเคลื่อนย้ายไปยังฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่

 

พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ระบุว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อต้องการสื่อสารและให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่ามีการก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อมวลมนุษยชาติ โดยหลังตรวจสอบอาคารต่างๆ พบโครงสร้างของศูนย์สแกมเมอร์ ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงานที่ละเอียด ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่

 

พล.ท.ธีรนันท์ ยังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ฝ่ายทางการไทยได้มีการประสานไปยังทางการกัมพูชาและแจ้งถึงจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็นฐานสแกมเมอร์หลายแห่งในประเทศกัมพูชา รวมถึงในพื้นที่เมืองโอร์เสม็ด ซึ่งพบมีคนไทยเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เหล่านี้ที่ถูกกักขังและทรมาน แต่กลับได้คำตอบว่า เข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทยจึงไม่ได้รับการช่วยเหลือ

 

ขณะที่ในส่วนการคุมพื้นที่ของกองทัพนั้น พล.ท.ธีรนันท์ เผยว่าเป็นการปฏิบัติการตามถ้อยแถลงร่วมฯ โดยยึดหลักการวางกำลังภายหลังจากเหตุปะทะ คือฝ่ายไหนอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ส่วนการเจรจาทั้งหมดจะกลับไปที่ JBC และ GBC

 

ทางด้านพล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่าการลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนนานาชาติในครั้งนี้ เพื่อความร่วมมือในอนาคตและมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เช่น พาสปอร์ตที่ถูกทิ้งไว้ในฐานสแกมเมอร์ เพื่อใช้ในการสืบสวนและติดตามดำเนินคดีต่อไป

 

อย่างไรก็ตามสำหรับการปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์นั้น พบว่ามีการเคลื่อนย้ายฐานที่ตั้ง ทั้งจากกัมพูชาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา หรือย้ายออกห่างชายแดนไทยไปยังพื้นที่ติดชายแดนเวียดนาม

 

ขณะที่เขามองว่า หลังการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา สถิติคดีค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ที่หลอกลวงชาวไทยนั้นยังไม่มีตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางการไทยยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

 

ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 1ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 2ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 3ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 5ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 6ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 7ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 8ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 9ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 10ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 11ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 12ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 13ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 14ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 15ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 16ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 17ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 18ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 19ทหารและตำรวจไทยนำคณะสื่อมวลชนไทยและต่างชาติเข้าตรวจสอบอาณาจักรสแกมเมอร์ข้ามชาติบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ 20

The post เปิดภาพ ทหาร-ตำรวจ นำสื่อไทย ต่างชาติ บุกอาณาจักรสแกมเมอร์เขมร ชายแดนสุรินทร์ พบหลักฐานเพียบ จัดฉากหลอกเหยื่อนานาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย https://thestandard.co/us-india-tariffs-russian-oil/ Tue, 03 Feb 2026 05:03:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1172967 ธงชาติ สหรัฐฯ และ อินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลงการค้าและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตกลงที่จะลดภาษี […]

The post สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติ สหรัฐฯ และ อินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลงการค้าและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% จากเดิมที่เคยพุ่งสูงถึง 50% โดยเป็นการยกเลิกภาษีลงโทษ 25% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อีก 25% เพื่อแลกเปลี่ยนกับการลดภาษีดังกล่าว อินเดียต้องเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันไปซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ และอาจรวมถึงเวเนซุเอลาแทน

 

อินเดียยังตกลงที่จะลดกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ต่อสินค้าสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ อีกทั้ง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียยังได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามนโยบาย ‘BUY AMERICAN’ ในระดับที่สูงขึ้นมาก โดยตกลงที่จะซื้อสินค้าพลังงาน รวมถึงถ่านหิน เทคโนโลยี และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อินเดียเพิ่งลงนามข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

ขณะนี้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวเกี่ยวกับวันที่มีผลบังคับใช้ เส้นตายในการเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย รวมถึงรายการสินค้าเฉพาะเจาะจงที่อินเดียต้องซื้อเพิ่มเติม

 

ผลกระทบต่อตลาดและปฏิกิริยาตอบรับ

 

ตลาดหุ้นอินเดียและหุ้นบริษัทอินเดียที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เช่น Infosys, Wipro, HDFC Bank ปรับตัวสูงขึ้นทันทีหลังจากข่าวนี้ เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปีและภาคการส่งออก

 

โดยหอการค้าสหรัฐฯ มองว่าเป็น ‘ก้าวแรก’ สู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุม ขณะที่รัฐมนตรีการค้าของอินเดียมองว่า จะช่วยปลดล็อกโอกาส สำหรับผู้ประกอบการและแรงงานในโครงการ ‘Made in India’

 

ทางด้านกลุ่มพันธมิตรธุรกิจขนาดเล็กกว่า 800 แห่ง ภายใต้ชื่อ ‘We Pay the Tariffs’ ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันอย่าเพิ่งเฉลิมฉลองกับข้อตกลงนี้ โดยระบุว่านี่คือ การปรับขึ้นภาษีแก่ภาคธุรกิจอเมริกันถึง 600% เมื่อเทียบกับปี 2024

 

ทางกลุ่มให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าจากอินเดียอยู่ที่ประมาณ 2-3% เท่านั้น แต่ในปัจจุบันกลับพุ่งสูงถึง 18% และมีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้นไปอีก หากอินเดียยังไม่ตัดขาดจากการนำเข้าน้ำมันของรัสเซียอย่างสิ้นเชิง

 

ขณะนี้รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งทำข้อตกลงการค้ากับคู่ค้าหลัก ก่อนที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินเกี่ยวกับอำนาจในการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี

 

อินเดียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากถึง 90% ได้ ‘เริ่มชะลอ’ การซื้อน้ำมันจากรัสเซียลงแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะลดลงเหลือ 8 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคมนี้ อีกทั้งการที่สหรัฐฯ ควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาได้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า อินเดียอาจซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลามาทดแทนน้ำมันรัสเซียได้

 

แฟ้มภาพ: Mark Wilson / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก https://thestandard.co/thailand-stsc-un-space-committee/ Tue, 03 Feb 2026 04:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1172950 ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาท […]

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ประธาน STSC สหประชาชาติ

เมื่อวานนี้ (2 กุมภาพันธ์) ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ที่ประชุมกัน ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

 

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก

 

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ เช่น ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

 

ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล

 

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย

 

นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว

 

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประธาน STSC ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดย GISTDA ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานอย่างใกล้ชิดในการประสานประเทศสมาชิก รักษาความเป็นกลางทางการทูต และทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

ภาพ: GISTDA

 

อ้างอิง:

  • GISTDA

The post ประเทศไทยนั่งเก้าอี้ประธาน STSC ของสหประชาชาติ คุมทิศทางอวกาศโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม บิล-ฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐฯ ถึงต้องเข้าให้การในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน https://thestandard.co/bill-hillary-clinton-epstein-testify/ Tue, 03 Feb 2026 04:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1172933 บิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐฯ

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และฮิลลารี คลิ […]

The post ทำไม บิล-ฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐฯ ถึงต้องเข้าให้การในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐฯ

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตกลงที่จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร (House Oversight Committee) ในการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเพศของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ล่วงลับ

 

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1983 ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภา ซึ่งในครั้งนั้น เจอรัลด์ ฟอร์ด อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยเข้าให้การกรณีอภัยโทษริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อนหน้าจากพรรคเดียวกัน จากคดี Watergate โดยอ้างว่า ทำไปเพื่อ ‘ปิดฉากโศกนาฏกรรมของชาติ’ และให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

 

ทำไมบิลและฮิลลารีต้องเข้าให้การ

 

1. เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีฐานละเมิดอำนาจสภา (Criminal Contempt)

 

สาเหตุเร่งด่วนที่สุดคือ ทั้งคู่กำลังเผชิญกับ ‘ความเสี่ยง’ ที่จะถูกลงมติว่ามีความผิดฐาน ‘ละเมิดอำนาจสภา’ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขา ‘ปฏิเสธที่จะมาปรากฏตัว’ ต่อหน้าคณะกรรมาธิการตามหมายเรียก ซึ่งการลงมตินี้อาจนำไปสู่การตั้งข้อหาทางอาญาได้

 

การตกลงเข้าให้การจึงเป็นการระงับการลงมติดังกล่าว โดยฝั่งรีพับลิกันยืนยันว่า การออกหมายเรียกนี้แสดงให้เห็นว่า ‘ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย’

 

2. ความเชื่อมโยงและหลักฐานที่ปรากฏ

 

คณะกรรมาธิการต้องการสอบสวนความสัมพันธ์ของทั้งคู่กับเอปสตีน โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

บิล คลินตันรู้จักกับเอปสตีนและเคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนไปต่างประเทศ 4 ครั้งในช่วงปี 2002-2003 นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังได้เปิดเผยภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นบิล คลินตัน อยู่ที่คฤหาสน์ของเอปสตีน รวมถึงภาพในสระว่ายน้ำและอ่างน้ำร้อน อย่างไรก็ตาม บิลยืนยันว่าเขาตัดขาดการติดต่อกับเอปสตีนไปนานแล้วและไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมทางเพศ

 

ขณะที่ฮิลลารี คลินตัน แม้เธอจะยืนยันว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน หรือไปเกาะส่วนตัวของเอปสตีน แต่คณะกรรมาธิการยังคงต้องการสอบปากคำเธอในฐานะส่วนหนึ่งของการสอบสวน

 

3. แรงกดดันทางการเมือง

 

ฝ่ายคลินตันมองว่าการสอบสวนนี้เป็น ‘เกมการเมือง’ (Partisan Politics) ที่มีเจตนาสร้างความอับอายให้คู่แข่งทางการเมือง และเพื่อปกป้องโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเอปสตีนเช่นเดียวกันแต่ไม่ถูกเรียกตัว

 

ขณะที่ทางโฆษกของคลินตันระบุว่า ที่ทั้งคู่ยอมเข้าให้การ เป็นเพราะต้องการสร้างบรรทัดฐาน (Precedent) ให้เห็นว่ากฎหมายบังคับใช้กับทุกคน

 

แฟ้มภาพ: Melina Mara – Pool / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ทำไม บิล-ฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้นำสหรัฐฯ ถึงต้องเข้าให้การในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>