World – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 16 Jan 2026 03:51:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 รายงานความเสี่ยงโลก 2026 ชี้โลกเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ เต็มรูปแบบ ระยะสั้นขัดแย้งภูมิเศรษฐศาสตร์เสี่ยงอันดับ 1 ระยะยาววิกฤตสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/world-risk-2026-geoeconomic-environment/ Fri, 16 Jan 2026 03:51:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165857 รายงานความเสี่ยงโลก 2026 ชี้โลกเข้าสู่ **‘ยุคแห่งการแข่งขัน’** เต็มรูปแบบ ระยะสั้นขัดแย้งภูมิเศรษฐศาสตร์เสี่ยงอันดับ 1 ระยะยาววิกฤตสิ่งแวดล้อม

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum: WEF) เผยแ […]

The post รายงานความเสี่ยงโลก 2026 ชี้โลกเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ เต็มรูปแบบ ระยะสั้นขัดแย้งภูมิเศรษฐศาสตร์เสี่ยงอันดับ 1 ระยะยาววิกฤตสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานความเสี่ยงโลก 2026 ชี้โลกเข้าสู่ **‘ยุคแห่งการแข่งขัน’** เต็มรูปแบบ ระยะสั้นขัดแย้งภูมิเศรษฐศาสตร์เสี่ยงอันดับ 1 ระยะยาววิกฤตสิ่งแวดล้อม

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum: WEF) เผยแพร่ รายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2026 (Global Risks Report 2026) เตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ อย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และการถดถอยของความร่วมมือพหุภาคี ที่ส่งผลให้เสถียรภาพของระบบโลกสั่นคลอนกว่าที่เคยเป็นมา

 

รายงานชี้ว่า ผู้นำโลกถึง 50% มองว่า โลกใน 2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในภาวะปั่นป่วน (Turbulent) หรือเสี่ยงวิกฤตรุนแรง (Stormy) และเพิ่มเป็น 57% ในมุมมองระยะ 10 ปี ขณะที่มีเพียง 1% เท่านั้นที่เชื่อว่าโลกจะอยู่ในภาวะ ‘สงบ’

 

ข้อมูลในรายงาน ซึ่งรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำกว่า 1,300 คนทั่วโลก ประเมินความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดวิกฤตระดับโลกในปี 2026 อันดับ 1 ได้แก่ ‘ความขัดแย้งเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Confrontation)’ เช่น การใช้มาตรการคว่ำบาตร การกีดกันทางการค้า และการใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือทางการเมือง รองลงมาคือความขัดแย้งทางทหารระหว่างรัฐ, ภัยสภาพอากาศสุดขั้ว, ความแตกแยกในสังคม, ปัญหาข้อมูลเท็จและข่าวปลอม

 

ขณะที่ความเสี่ยงในระยะ 2 ปีข้างหน้า อันดับ 1 ยังเป็นเรื่องความขัดแย้งเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ ตามด้วยปัญหาข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความแตกแยกทางสังคม, ภัยสภาพอากาศสุดขั้ว, ความขัดแย้งทางทหาร, ภัยคุกคามทางไซเบอร์และความไม่เท่าเทียม

 

WEF เตือนว่า ในระยะ 2 ปีนี้ ความเหลื่อมล้ำ จะยังคงเป็น “ความเสี่ยงศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ ตั้งแต่ความไม่พอใจทางสังคม การเมืองแบบแบ่งขั้ว ไปจนถึงความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลในหลายประเทศ

 

ขณะที่ความเสี่ยงในระยะยาวอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2036 อันดับ 1-3 คือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งภัยสภาพอากาศสุดขั้ว, การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ, และการเปลี่ยนแปลงเชิงวิกฤตของระบบโลก ซึ่งถูกประเมินว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของอารยธรรมมนุษย์โดยตรง

 

รองลงมาคือผลกระทบด้านลบจากข้อมูลเท็จ-ข่าวปลอม และ AI ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ ‘ไต่ระดับเร็วที่สุด’ จากอันดับ 30 ในระยะสั้น ไปสู่อันดับ 5 ในระยะ 10 ปี ทั้งในมิติด้านแรงงาน ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำ และการใช้ AI ในทางทหารที่อาจขยายความขัดแย้งให้รุนแรงเกิดควบคุม

 

โดยรายงานยังชี้ว่า การใช้เทคโนโลยี AI และโซเชียลมีเดีย ที่เปรียบเสมือนการสร้าง ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ ที่ทำให้ผู้คนเชื่อในข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน และทำลายความไว้วางใจในสถาบันหลัก จะยิ่งส่งผลให้ปัญหาการแบ่งขั้วทางสังคมทวีความรุนแรง

 

ทั้งนี้ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์บางส่วนจะถูกประเมินว่า มีโอกาสผ่อนคลายลงในระยะยาว แต่ WEF ชี้ว่า ‘ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง’ จากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีจะกลายเป็น ‘แรงกดทับหลัก’ ต่อโลกยุคถัดไป

 

รายงานยังสะท้อนว่า 68% ของผู้เชี่ยวชาญที่ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าในอีก 10 ปี โลกจะอยู่ในระเบียบแบบหลายขั้วที่ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกันกำหนดกติกา และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่คาดหวังว่าระบบความร่วมมือพหุภาคีแบบเดิมจะฟื้นกลับมา

 

อ้างอิง :

The post รายงานความเสี่ยงโลก 2026 ชี้โลกเข้าสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ เต็มรูปแบบ ระยะสั้นขัดแย้งภูมิเศรษฐศาสตร์เสี่ยงอันดับ 1 ระยะยาววิกฤตสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต https://thestandard.co/fire-gangnam-south-korea-no-injuries/ Fri, 16 Jan 2026 03:38:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1165832 เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต

นักดับเพลิงชาวเกาหลีใต้เกือบ 300 คน ถูกส่งตัวเข้าควบคุม […]

The post เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต

นักดับเพลิงชาวเกาหลีใต้เกือบ 300 คน ถูกส่งตัวเข้าควบคุมเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในพื้นที่ชุมชนแออัดย่านกังนัม ทางตอนใต้ของกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้วันนี้ (16 มกราคม) เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่มีผู้อยู่อาศัยราว 50 คน ได้รับการช่วยเหลือและอพยพออกจากพื้นที่แล้ว

 

ทีมนักดับเพลิงได้ยกระดับการเตือนภัยเหตุไฟไหม้ครั้งนี้เป็นระดับ 2 เนื่องจากกังวลว่าไฟอาจลุกลามไปยังภูเขาที่อยู่ใกล้เคียง โดยมีการส่งรถดับเพลิงจำนวน 85 คันไปยังที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อควบคุมไฟให้อยู่ในวงจำกัด

 

พื้นที่ดังกล่าว เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘หมู่บ้านกูรยง’ (Guryong Village) เป็นย่านที่พักอาศัยที่ทรุดโทรมท่ามกลางตึกระฟ้าในกังนัม ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่มั่งคั่งที่สุดของกรุงโซล โดยพื้นที่แห่งนี้มีกำหนดการที่จะถูกพัฒนาใหม่ให้กลายเป็นอาคารที่พักอาศัยสูงระฟ้าในอนาคต

 

เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต 1เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต 2เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต 3เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต 4เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต 5

 

ภาพ: Kim Hong-ji / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนแออัดย่านกังนัมของเกาหลีใต้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนเจ็บหรือเสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป https://thestandard.co/us-halts-75-permanent-visas/ Thu, 15 Jan 2026 08:48:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1165648 Based on the specific rule you provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline that require a space. * เปิด is a verb, but ลิสต์ is not a proper noun. * สั่ง is a verb, but ระงับ is not a proper noun. * กระจาย is a verb, but ทุกทวีป is not a proper noun. * สหรัฐฯ is a proper noun, but it follows ประเทศ (a noun), not a verb. Therefore, the headline remains unchanged: **เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป**

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันการระงับวีซ่าอยู […]

The post เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule you provided (add a space before proper nouns that follow a verb), there are no instances in this headline that require a space. * เปิด is a verb, but ลิสต์ is not a proper noun. * สั่ง is a verb, but ระงับ is not a proper noun. * กระจาย is a verb, but ทุกทวีป is not a proper noun. * สหรัฐฯ is a proper noun, but it follows ประเทศ (a noun), not a verb. Therefore, the headline remains unchanged: **เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป**

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนยันการระงับวีซ่าอยู่ถาวร (Immigrant Visa) 75 ประเทศทั่วโลก โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ขอวีซ่าที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน

 

จาก 75 ประเทศทั้งหมด THE STANDARD พบว่า ทวีปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือแอฟริกา ได้แก่ แอลจีเรีย, แคเมอรูน, เคปเวิร์ด, โกตดิวัวร์, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, แกมเบีย, กานา, กินี, ไลบีเรีย, ลิเบีย, โมร็อกโก, ไนจีเรีย, สาธารณรัฐคองโก, รวันดา, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดาน, ซูดานใต้, แทนซาเนีย, โตโก, ตูนิเซีย และยูกันดา

 

รองลงมา คือ ทวีปเอเชียและโอเชียเนีย ได้แก่ อัฟกานิสถาน, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บังกลาเทศ, ภูฏาน, กัมพูชา, จอร์เจีย, อิหร่าน, อิรัก, จอร์แดน, คาซัคสถาน, คูเวต, คีร์กีซสถาน, ลาว, เลบานอน, มองโกเลีย, เนปาล, ปากีสถาน, ซีเรีย, ไทย, อุซเบกิสถาน, เยเมน และฟิจิ

 

ขณะที่ทวีปอเมริกาเหนือและแคริบเบียนอยู่อันดับ 3 ได้แก่ แอนติกาและบาร์บูดา, บาฮามาส, บาร์เบโดส, เบลีซ, คิวบา, โดมินิกา, เกรเนดา, กัวเตมาลา, เฮติ, จาเมกา, นิการากัว, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย และเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์

 

ปิดท้ายด้วยทวีปยุโรป คือ แอลเบเนีย, เบลารุส, บอสเนีย, โคโซโว, นอร์ทมาซิโดเนีย, มอลโดวา, มอนเตเนโกร และรัสเซีย รวมถึงทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล, โคลอมเบีย และอุรุกวัย

 


 

INFO เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป_INFO News

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดลิสต์ 75 ประเทศ สหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าอยู่ถาวร กระจายทุกทวีป appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพจีนเผยกำลังพัฒนา ‘อาวุธสงครามไซเบอร์ควอนตัม’ กว่า 10 ชนิด https://thestandard.co/china-quantum-cyberwarfare-weapons/ Thu, 15 Jan 2026 08:41:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1165642 กองทัพจีนเผยกำลังพัฒนา **‘อาวุธสงครามไซเบอร์ควอนตัม’** กว่า 10 ชนิด

Science and Technology Daily หนังสือพิมพ์ทางการของกระทร […]

The post กองทัพจีนเผยกำลังพัฒนา ‘อาวุธสงครามไซเบอร์ควอนตัม’ กว่า 10 ชนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพจีนเผยกำลังพัฒนา **‘อาวุธสงครามไซเบอร์ควอนตัม’** กว่า 10 ชนิด

Science and Technology Daily หนังสือพิมพ์ทางการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รายงานข้อมูลจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ที่เปิดเผยว่า กำลัง อยู่ระหว่างการพัฒนา ‘เครื่องมือสงครามไซเบอร์ควอนตัม (Quantum Cyber Warfare Tools)’ จำนวนมากกว่า 10 ชิ้น โดยหลายชิ้นกำลังถูกทดสอบอย่างจริงจังในภารกิจแนวหน้าต่างๆ

 

รายงานระบุว่า โครงการนี้ดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นไปที่การประมวลผลแบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งสะท้อนความพยายามของปักกิ่งในการบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ

 

เป้าหมายของการพัฒนา มุ่งเน้นไปที่การประมวลผลข้อมูลในสนามรบจำนวนมหาศาลภายในเวลาไม่กี่วินาที เพื่อให้ผู้บัญชาการกองทัพสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

รายงานดังกล่าว อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่หลายราย ซึ่งระบุว่า การตรวจจับและระบุตำแหน่งด้วยควอนตัม สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันทางอากาศของจีน โดยสามารถตรวจจับเครื่องบินล่องหนที่ระบบเรดาร์แบบดั้งเดิมอาจตรวจไม่พบ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการรับรู้สถานการณ์ในน่านฟ้า

 

นอกจากนี้ กองทัพกำลังสำรวจศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้ในการสร้างระบบนำทางที่มีความแม่นยำสูง และยังคงทนทานต่อการปลอมแปลงหรือการรบกวน เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่เชื่อถือได้แม้ในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย

 

เจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่งกล่าวว่า “ความเร็วและการเปลี่ยนแปลง” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอาวุธไซเบอร์รุ่นใหม่ และเน้นย้ำว่า “การออกแบบอาวุธที่ดี ต้องคิดถึงรูปแบบของสงครามครั้งต่อไปก่อน”

 

หลิว เว่ย นักวิจัยจากกองกำลังสนับสนุนข้อมูลของ PLA กล่าวเสริมว่า “ทีมพัฒนาได้มุ่งเน้นไปที่ รูปแบบใหม่ของการรับรู้สนามรบที่ขับเคลื่อนด้วยความปลอดภัยทางไซเบอร์” และกำลังทำงานร่วมกับกองกำลังแนวหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการในการปฏิบัติงาน

 

ขณะที่รายงานอธิบายว่า ข้อมูลที่รวบรวมมานานกว่าหนึ่งปีจากหลายแหล่งได้ถูกรวมเข้าไว้ในแผนที่สถานการณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจแบบเรียลไทม์

 

อ้างอิง :

The post กองทัพจีนเผยกำลังพัฒนา ‘อาวุธสงครามไซเบอร์ควอนตัม’ กว่า 10 ชนิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องได้กรีนแลนด์ เดนมาร์กเผยหลังประชุม 3 ฝ่าย ชี้สหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนท่าที แต่ต้องเคารพอธิปไตย https://thestandard.co/trump-greenland-denmark-sovereignty/ Thu, 15 Jan 2026 07:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1165592 ทรัมป์ ซื้อกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำ สหรัฐอเมริกาต้องได้กรีนแลนด์ ชี้เดนม […]

The post ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องได้กรีนแลนด์ เดนมาร์กเผยหลังประชุม 3 ฝ่าย ชี้สหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนท่าที แต่ต้องเคารพอธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ซื้อกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำ สหรัฐอเมริกาต้องได้กรีนแลนด์ ชี้เดนมาร์กไม่สามารถปกป้องดินแดนจากจีนและรัสเซียได้ ขณะที่กรีนแลนด์และเดนมาร์กเปิดเผยผลการประชุม 3 ฝ่ายว่า สหรัฐฯ ยังไม่เปลี่ยนใจแผนยึดครองกรีนแลนด์ ย้ำต้องเคารพอธิปไตยเดนมาร์ก

 

วันนี้ (15 มกราคม) ทรัมป์แสดงจุดยืนประเด็นกรีนแลนด์ระหว่างการลงนามกฎหมายในห้องทำงานรูปไข่ว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติทั้งสหรัฐฯ และเดนมาร์ก แต่ปัญหาคือเดนมาร์กไม่สามารถต่อกรกับจีนหรือรัสเซียได้ หากประเทศเหล่านั้นต้องการยึดครองกรีนแลนด์ ต่างจากสหรัฐฯ ที่ทำได้ทุกอย่าง สะท้อนจากปฏิบัติการเวเนซุเอลาในช่วงที่ผ่านมา

 

“ปัญหาคือ หากรัสเซียหรือจีนต้องการยึดครองกรีนแลนด์ เดนมาร์กแทบทำอะไรไม่ได้เลย แต่เราทำได้ทุกอย่าง คุณก็เห็นมาแล้วในสัปดาห์ก่อนกับเวเนซุเอลา” ทรัมป์ระบุต่อว่า ตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเดนมาร์กมาก

 

ขณะที่ ลาร์ส ล็อกเค ราสมุสเซน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก และวิเวียน ม็อตซ์เฟลด์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกรีนแลนด์ ระบุผลการประชุม 3 ฝ่าย โดยมีผู้แทนสหรัฐฯ อย่าง เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมเจรจาว่า ทรัมป์ยังไม่เปลี่ยนใจล้มเลิกแผนยึดครองกรีนแลนด์

 

“เราไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ ชัดเจนว่า ประธานาธิบดีมีความต้องการจะยึดครองกรีนแลนด์” ราสมุสเซนระบุ ขณะที่ย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องเคารพ ‘เส้นแดง’ อธิปไตยของเดนมาร์กด้วย

 

อย่างไรก็ดี มีการเปิดเผยว่า สหรัฐฯ และเดนมาร์กจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ และความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งคาดว่า จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ล่าสุด ผู้นำสหภาพยุโรปหลายประเทศออกมาแสดงการสนับสนุนเดนมาร์ก โดย เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า กรีนแลนด์ของประชาชน ขณะที่ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า หากอธิปไตยของสมาชิกประเทศยุโรปได้รับผลกระทบ ภูมิภาคจะเผชิญแรงสั่นสะเทือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ก่อนหน้านี้ เยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับ เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กว่า เกาะแห่งนี้จะไม่ตกเป็นของสหรัฐฯ และขอเลือกอยู่กับเดนมาร์ก โดยมีเป้าหมายชัดเจน คือ การเจรจาแบบสันติโดยเน้นความร่วมมือ

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจ Reuters/Ipsos พบว่า มีเพียง 17% หรือ 1 ใน 5 ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่เห็นด้วยให้สหรัฐฯ ซื้อหรือยึดครองเกาะกรีนแลนด์ ขณะที่พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเสียงข้างมาก คัดค้านการใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องได้กรีนแลนด์ เดนมาร์กเผยหลังประชุม 3 ฝ่าย ชี้สหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนท่าที แต่ต้องเคารพอธิปไตย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ชี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผิดในความสัมพันธ์กับไทย หลังระงับออกวีซ่าประเภทถาวรแบบเหมารวม 75 ประเทศ https://thestandard.co/sihasak-us-wrong-signal-visa/ Thu, 15 Jan 2026 06:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1165570 สีหศักดิ์ชี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผิดในความสัมพันธ์กับไทย หลังระงับออกวีซ่าประเภทถาวรแบบเหมารวม 75 ประเทศ

จากกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศระงับการพิจารณาวีซ่าประเภท […]

The post สีหศักดิ์ชี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผิดในความสัมพันธ์กับไทย หลังระงับออกวีซ่าประเภทถาวรแบบเหมารวม 75 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ชี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผิดในความสัมพันธ์กับไทย หลังระงับออกวีซ่าประเภทถาวรแบบเหมารวม 75 ประเทศ

จากกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศระงับการพิจารณาวีซ่าประเภทอยู่อาศัยถาวร (Immigrant Visa) สำหรับ 75 ประเทศ รวมประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมเป็นต้นไปนั้น สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงในวันนี้ (15 มกราคม) ว่า เป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ประกาศกะทันหัน ซึ่งไม่คาดคิดมาก่อน พร้อมชี้ว่าเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรเหมารวมไทยในรายชื่อดังกล่าว

 

สีหศักดิ์เผยว่า เช้านี้ได้เชิญ เอลิซาเบธ โคนิก อุปทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมาสอบถามเหตุผลที่ดำเนินการเช่นนั้นและให้ชี้แจงว่าสหรัฐฯ มีหมายความอะไร ซึ่งทางอุปทูตตอบว่า ทางสถานทูตก็ยังไม่มีข้อมูลทั้งหมด และพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

แต่ทางอุปทูตชี้แจงเบื้องต้นว่า เหตุผลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจเช่นนั้นเป็นเพราะมองว่า ผู้อพยพที่มาจากประเทศเหล่านี้พึ่งพาระบบสวัสดิการของสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทบงบประมาณที่จะจัดสรรสำหรับสวัสดิการของคนอเมริกัน ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางนโยบายของทรัมป์ในเรื่อง America First

 

รัฐมนตรีระบุว่า วีซ่าที่มีการประกาศระงับการพิจารณานั้น มีผลเฉพาะวีซ่าของกลุ่มคนที่ขอไปพำนักอาศัยระยะยาว หรืออยู่ถาวร หรือกลุ่มคนที่มุ่งหวังที่จะขอสัญชาติอเมริกัน ดังนั้นจึงไม่กระทบวีซ่านักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักศึกษา

 

นอกจากนี้สีหศักดิ์ชี้แจงว่า มาตรการนี้ไม่ได้มีผลบังคับใช้ถาวร แต่เป็นการพิจารณาระงับการออกวีซ่าประเภทนี้ชั่วคราว เพื่อทบทวนภาพรวมสถานการณ์เกี่ยวกับกลุ่มผู้อพยพจากชาติในลิสต์ดังกล่าวก่อน

 

สีหศักดิ์เผยด้วยว่า ได้แสดงความไม่สบายใจและความกังวลต่ออุปทูตสหรัฐฯ ว่า การเหมารวม 75 ประเทศเหมือนกันหมดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยไม่เหมือนกับหลายประเทศในกลุ่มนั้น พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐฯ ไม่พิจารณาแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า

 

รัฐมนตรีต่างประเทศยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ถ้าดูจำนวนคนไทยที่ไปอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฏหมายนั้นมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคถือว่ามีมากกว่าเยอะ แต่ประเทศดังกล่าวกลับไม่อยู่ในรายชื่อนี้

 

นอกจากนี้สีหศักดิ์ยังระบุด้วยว่า คนไทยที่ไปอยู่ในสหรัฐฯ จำนวนมากประกอบอาชีพสุจริต ทำงานในสาขาอาชีพต่างๆ มีทั้งแพทย์ พยาบาล รวมถึงไปประกอบธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้สีหศักดิ์จึงแสดงความสงสัยว่า เหตุผลแท้จริงคืออะไรกันแน่ที่ประกาศเหมารวมเช่นนี้

 

พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ให้ความกระจ่าง เพราะสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่ผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่พิเศษ เป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต้

The post สีหศักดิ์ชี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผิดในความสัมพันธ์กับไทย หลังระงับออกวีซ่าประเภทถาวรแบบเหมารวม 75 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวมไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่? https://thestandard.co/us-visa-ban-thailand-75/ Thu, 15 Jan 2026 04:16:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1165487 สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวม ไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่?

กลายเป็นประเด็นสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลกทันที หลังปรากฎ […]

The post สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวมไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวม ไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่?

กลายเป็นประเด็นสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลกทันที หลังปรากฎรายงานว่า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมระงับการขอวีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa) หรือวีซ่าถาวร สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ รวมถึงไทย ที่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่ ‘มีความเสี่ยงสูง’ ต่อการใช้สวัสดิการของสหรัฐฯ หรือพูดง่ายๆ คือกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเข้าไปเป็น ‘ภาระ’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

โดยการระงับขอวีซ่าถาวรดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม และไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ 

 

ขณะที่ประกาศของทางการสหรัฐฯ ไม่มีการระงับการขอวีซ่าประเภทชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) ที่ออกให้แก่ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว เช่น เพื่อการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล ธุรกิจ การทำงานชั่วคราว การศึกษา หรือเหตุผลอื่นที่คล้ายคลึงกัน

 

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่มีการเปิดเผยจนถึงตอนนี้

 

ระงับขอวีซ่าถาวรสำหรับประเทศที่เสี่ยงเป็นภาระ

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ประกาศผ่าน X วานนี้ (14 มกราคม) ว่า”จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าถาวร จาก 75 ประเทศ ที่ผู้อพยพได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในอัตราที่ยอมรับไม่ได้” และ “การระงับการรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพใหม่จะไม่เอาเปรียบความมั่งคั่งของชาวอเมริกัน”

 

โดย 75 ประเทศ ที่จะถูกระงับการดำเนินการขอวีซ่าถาวร ได้แก่

 

อัฟกานิสถาน, อัลบาเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, เมียนมา, กัมพูชา, แคเมรูน, เคปเวอร์เด, โคลอมเบีย, โกตดิวัวร์, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรนาดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, สปป.ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน

 

ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า “ผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านี้มักกลายเป็นภาระของสังคมสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง”

 

“เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของประชาชนชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป”

 

“รัฐบาลทรัมป์จะยึดหลัก ‘อเมริกามาก่อน’ เสมอ”

 

เว็บไซต์ travel.state.gov ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศล่าสุด เรื่อง “การดำเนินการขอวีซ่าผู้อพยพสำหรับสัญชาติที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้สวัสดิการของรัฐ” โดยระบุว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน ต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และไม่เป็นภาระทางการเงินแก่ชาวอเมริกัน” 

 

“กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ จะไม่ใช้สวัสดิการในสหรัฐอเมริกาหรือกลายเป็นภาระของรัฐ”

 

วีซ่าถาวรและวีซ่าชั่วคราวคืออะไร

 

จากข้อมูลในเว็บไซต์ศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (Customs and Border Protection : CBP) ระบุว่าวีซ่าเข้าสหรัฐฯ นั้นมี 2 ประเภท ได้แก่ วีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa) หรือวีซ่าถาวร และวีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ (Non-Immigrant Visa) หรือวีซ่าชั่วคราว

 

โดยวีซ่าผู้อพยพ หรือวีซ่าถาวร จะออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะอาศัยและทำงานในสหรัฐฯ อย่างถาวร ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ ญาติหรือนายจ้างจะเป็นผู้สนับสนุนโดยยื่นคำขอต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐ (USCIS)

 

ผู้สมัครขอวีซ่าบางกลุ่ม เช่น แรงงานที่มีความสามารถพิเศษ นักลงทุน และผู้อพยพพิเศษบางประเภท สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองได้ โดยคำขอจะถูกส่งต่อไปยังสถานกงสุลหรือสถานทูตสหรัฐในต่างประเทศเพื่อดำเนินการและออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้ประสงค์จะอพยพ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน

 

ส่วนวีซ่าที่ไม่ใช่ผู้อพยพ หรือวีซ่าชั่วคราว จะออกให้แก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจ การรักษาพยาบาล และการทำงานชั่วคราวบางประเภท

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่นัดสัมภาษณ์ขอวีซ่าถาวร?

 

ผู้สมัครวีซ่าถาวร ที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นใบสมัครวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ จะยังคงกำหนดตารางนัดหมายให้กับผู้สมัครต่อไป แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้อพยพให้กับพลเมืองเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ระงับนี้

 

มีข้อยกเว้นหรือไม่?

 

สำหรับผู้ที่มีสัญชาติคู่และยื่นขอวีซ่าด้วยหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของประเทศที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับการดำเนินการขอวีซ่าถาวรนี้

 

มาตรการนี้กระทบต่อวีซ่าที่ยังมีผลบังคับใช้หรือไม่?

 

ไม่มีวีซ่าผู้อพยพใดถูกเพิกถอนอันเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำนี้ สำหรับคำถามเกี่ยวกับการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ขอแนะนำให้ติดต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

 

มาตรการใช้กับวีซ่าท่องเที่ยวหรือไม่?

 

ไม่ การระงับการดำเนินการนี้มีไว้สำหรับผู้สมัครวีซ่าถาวรโดยเฉพาะ วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าชั่วคราว

 

ที่มาที่ไปของมาตรการ

 

การตัดสินใจออกมาตรการล่าสุดนี้ เชื่อว่ามีพื้นฐานมาจาก ‘แนวทางปฏิบัติ’ ที่ออกมาในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ตรวจสอบผู้สมัครขอวีซ่าอย่างครอบคลุมและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อแสดงให้เห็นว่า “พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐบาลใดๆ หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ แล้ว”

 

โดยผู้ที่ต้องการเข้าสหรัฐฯ จะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพจากแพทย์ที่ได้รับการอนุมัติจากสถานทูตสหรัฐฯ อยู่แล้ว ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อ เช่น วัณโรค และต้องแจ้งประวัติการใช้ยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ปัญหาสุขภาพจิต หรือความรุนแรง นอกจากนี้ยังต้องได้รับการฉีดวัคซีนหลายชนิดด้วย

 

ขณะที่มาตรการล่าสุดนี้ ยังได้ขยายข้อกำหนดให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่กงสุลต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผู้ที่ขอวีซ่า รวมถึงอายุ สุขภาพ สถานภาพครอบครัว ฐานะทางการเงิน การศึกษา ทักษะ และประวัติการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม นอกจากนี้ยังระบุว่าควรประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้สมัคร โดยสามารถทำได้โดยการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ

 

เอกสารขอให้ตรวจสอบผู้สมัครวีซ่าชั่วคราวด้วย

 

นอกจากนี้ มีรายงานสำนักข่าว AP ซึ่งเปิดเผยว่าได้เห็นเอกสารที่ถูกส่งแยกไปยังสถานทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ทุกแห่งเมื่อวันจันทร์ (12 มกราคม) ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า “ผู้สมัครวีซ่าประเภทชั่วคราว ควรได้รับการตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจขอรับสวัสดิการจากรัฐในสหรัฐอเมริกา

 

“จากการเปิดเผยการฉ้อโกงสวัสดิการสาธารณะครั้งใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา รัฐบาลทรัมป์จึงมุ่งเน้นอย่างยิ่งในการกำจัดและป้องกันการฉ้อโกงในโครงการสวัสดิการสาธารณะ” เอกสารดังกล่าวระบุ

 

เอกสารฉบับนี้ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กงสุลตรวจสอบให้แน่ใจว่า ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางไปยังสหรัฐฯ จะได้รับการตรวจสอบและคัดกรองอย่างครบถ้วน ว่าพวกเขาอาจพึ่งพาบริการสาธารณะหรือไม่ ก่อนที่จะออกวีซ่าให้

 

ข้อความในเอกสารลับดังกล่าวระบุหลายครั้งว่า “เป็นหน้าที่ของผู้สมัครขอวีซ่า ที่จะต้องพิสูจน์ว่า ตนจะไม่ขอรับสวัสดิการจากรัฐบาลขณะอยู่ในสหรัฐฯ และระบุว่า เจ้าหน้าที่กงสุลที่สงสัยว่าผู้สมัครอาจขอรับสวัสดิการ ควรขอให้ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือทางการเงิน”

 

อ้างอิง :

The post สรุปรายละเอียดสหรัฐฯ ระงับการขอ ‘วีซ่าถาวร’ จาก 75 ประเทศ รวมไทย เพราะอะไร มีข้อยกเว้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึงไทย? https://thestandard.co/us-visa-ban-75-nations/ Thu, 15 Jan 2026 03:57:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1165470 ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึง ไทย?

กลายเป็นข่าวใหญ่ในชั่วข้ามคืน หลังกระทรวงการต่างประเทศส […]

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึงไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึง ไทย?

กลายเป็นข่าวใหญ่ในชั่วข้ามคืน หลังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันรายงานของ Fox News ว่า ทางการเตรียมระงับวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) สำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศ เช่น โซมาเลีย, เฮติ, อิหร่าน, เอริเทรีย รวมถึงไทย

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้เป็นต้นไป โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ขอวีซ่าที่เจ้าหน้าที่เห็นว่า อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน

 

“การระงับนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ จนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่าผู้อพยพรายใหม่จะไม่เข้ามาเพื่อดึงทรัพยากรจากประชาชนชาวอเมริกัน เรากำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าความเอื้อเฟื้อของชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป” เหล่านี้คือข้อมูลล่าสุดที่เรารู้จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

 

ระงับวีซ่าถาวร กระทบใครบ้าง?

 

  • ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เหตุผลในการระงับวีซ่าถาวร เป็นไปเพื่อปกป้องประชาชนจากชาวต่างชาติที่มีเจตนาก่อเหตุโจมตี เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ และความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งยุยงให้เกิดอาชญากรรมจากความเกลียดชัง หรือใช้ประโยชน์จากกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นภัย

 

  • นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่า ชาวต่างชาติจากกลุ่มประเทศในลิสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เช่น ฆาตกรรม การก่อการร้าย การยักยอกเงินสาธารณะ การลักลอบขนคน และการค้ามนุษย์

 

  • แถลงการณ์ยังระบุเหตุผลอีกอย่างว่า บางประเทศในลิสต์เสนอ ‘สัญชาติโดยการลงทุน’ โดยไม่ต้องพำนักอาศัย ซึ่งสร้างความท้าทายต่อสหรัฐฯ อย่างยิ่งในการคัดกรองและตรวจสอบ และถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการจำกัดการเดินทาง

 

  • ทั้งนี้ สำนักข่าว Bloomberg อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลเฉพาะกับผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในสหรัฐฯ แบบถาวรเท่านั้น

 

  • มาตรการนี้ไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวหรือแรงงานชั่วคราว ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของผู้ยื่นขอวีซ่า เพราะรัฐบาลคาดว่าความต้องการวีซ่าประเภทนี้จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2026 และโอลิมปิกปี 2028

 

  • ดังนั้นมีการคาดการณ์ว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักมากที่สุด คือ ผู้อพยพที่ต้องการย้ายถิ่นแบบถาวร โดยเฉพาะกลุ่มคู่สมรส บุตร และญาติใกล้ชิดของพลเมืองสหรัฐฯ ที่เดิมมีสิทธิยื่นขอถิ่นพำนักถาวรได้

 

ความมั่นคงและเศรษฐกิจ คือเหตุผลที่ทรัมป์ตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าว?

 

  • สำหรับที่มาที่ไปของนโยบายนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทรัมป์มีนโยบายพุ่งเป้าโจมตีชุมชนผู้อพยพเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้อพยพจากเฮติ โซมาเลีย เวเนซุเอลา เม็กซิโก และประเทศอื่นๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยมักใช้ถ้อยคำดูหมิ่นต่อประชาชน หรือสร้างวาทกรรมบางอย่าง

 

  • เช่น ทรัมป์เคยกล่าวบนเวทีดีเบตเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2024 ว่า ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองสปริงฟิลด์และรัฐโอไฮโอ ขโมยสัตว์เลี้ยง กินเนื้อสุนัข และเนื้อแมว

 

  • อนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า การระงับวีซ่าเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ในรัฐมินนิโซตาในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีข้อกล่าวหาว่า ชาวโซมาเลียในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงโครงการสวัสดิการของรัฐบาลกลาง

 

  • ขณะที่ทรัมป์เคยกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่า จะระงับการอพยพจากกลุ่มประเทศโลกที่ 3 อย่างถาวร หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงใกล้ทำเนียบขาว ทำให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) เสียชีวิต ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า ผู้ก่อเหตุมาจากประเทศอัฟกานิสถาน

 

  • นอกจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว เรื่องการระงับวีซ่าถาวรยังเกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจและสวัสดิการโดยตรง ทรัมป์เคยส่ง ‘สัญญาณ’ บางอย่างถึงนโยบายดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อมูลแผนภูมิผ่าน Truth Social ซึ่งแสดงรายชื่อประเทศ 120 ประเทศที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้อพยพจากกลุ่มประเทศดังกล่าว มีสัดส่วนการพึ่งพาระบบสวัสดิการของรัฐในระดับสูง

 

  • กราฟดังกล่าวแสดงให้เห็นข้อมูลส่วนประเทศต้นทาง ควบคู่กับตัวเลขการใช้สวัสดิการ โดยมีเกณฑ์ชี้ขาดคือประเทศนั้นต้องใช้สวัสดิการของสหรัฐฯ ‘เกิน 25% ขึ้นไปแต่ไม่ได้ระบุประเภทหรือระยะเวลาอย่างชัดเจน

 

  • รัฐบาลทรัมป์ใช้เกณฑ์การประเมินผ่าน ‘Public Charge’ หรือภาระสาธารณะ หมายถึง บุคคลที่มีแนวโน้มต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐในระยะยาว เช่น เงินช่วยเหลือรายได้, สวัสดิการอาหาร, ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย และสวัสดิการด้านสาธารณสุข หรือ Medicaid

 

  • อนึ่งรายชื่อ 10 อันดับแรกได้แก่ ภูฏาน (81.4%), เยเมน (75.2%), โซมาเลีย (71.9%), หมู่เกาะมาร์แชลล์ (71.4%), สาธารณรัฐโดมินิกัน (68.1%), อัฟกานิสถาน (68.1%), คองโก (66.0%), กินี (65.8%), ซามัว (1940-1950) 63.4% และเคปเวิร์ด (63.1%)

 

  • ขณะที่ไทยอยู่อันดับ 46 หรือคิดเป็นตัวเลข 36.7% ที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการสหรัฐฯ

 

  • สำหรับเบื้องหลังของนโยบายดังกล่าว นอกจากเหตุผลทางการเมืองอย่างการหาเสียงเรื่องที่เป็น Pain Point ต่อฝ่ายอนุรักษนิยม สหรัฐฯ ยังเผชิญภาวะย่ำแย่เรื้อรังทางเศรษฐกิจ เช่น หนี้สาธารณะสูง, ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง (ซึ่งมีรายจ่ายด้านสวัสดิการสูงมาก) และค่าใช้จ่ายทางสังคมสูงผิดปกติ

 

  • รัฐบาลทรัมป์จึงมองว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถแบกรับภาระเพิ่มได้อีก ทำให้ผู้อพยพจากบางประเทศถูกมองว่า เมื่อเข้ามาแล้วมีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการ จึงถูกจัดเป็น ‘ต้นทุนของรัฐ’ มากกว่าการลงทุนทางเศรษฐกิจ

 

  • ทางออกของรัฐบาลคือจำกัดการอพยพถาวร และทำให้การเข้าถึงสวัสดิการยากขึ้น เพื่อให้เงินรัฐถูกใช้กับชาวอเมริกันเป็นหลัก และลดแรงกดดันต่อระบบการคลังในระยะยาว

 

  • อนึ่ง แนวคิดนี้สอดคล้องกับรายงานพิเศษของ CNBC ที่ตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดอินเดียจึงไม่รวมอยู่ในลิสต์รายชื่อ 120 ประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพที่มีรายได้มาก มีอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานสูง และพึ่งพาสวัสดิการรัฐในระดับต่ำ

 

  • รายงานของ CNBC ระบุว่า ผู้อพยพชาวอินเดียมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในฐานะเป็นผู้เสียภาษีรายสำคัญ อีกทั้งยังมีส่วนในการก่อตั้งหรือร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปจำนวนมากในซิลิคอนแวลลีย์

 

  • ทั้งนี้ ผลการศึกษาล่าสุดจาก Manhattan Institute ระบุว่า ผู้อพยพชาวอินเดียเป็นกลุ่มที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงที่สุด และช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐบาลกลางได้ 1.7 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 30 ปี

 

  • อย่างไรก็ดี มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยออกมาตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายระงับวีซ่าถาวร โดย เดวิด ลีโอโปลด์ ทนายความด้านตรวจคนเข้าเมืองจากเมืองคลีฟแลนด์ และสำนักงานกฎหมาย Thompson Hine ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการระงับวีซ่าแบบเหมารวมกับ Bloomberg

 

  • ลีโอโปลด์ระบุว่า กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ มีระบบคัดกรองอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครที่มีแนวโน้มพึ่งพาสวัสดิการของรัฐได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

 

  • เขาตั้งคำถามว่า การสั่งห้ามวีซ่าผู้อพยพและชั่วคราวมีประโยชน์อย่างไร เพราะสหรัฐฯ มีระบบคัดกรองที่เข้มงวด พร้อมชี้ว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ห้ามผู้ที่มีแนวโน้มจะพึ่งพาสวัสดิการของรัฐเข้าประเทศ

 

  • นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ผู้อพยพที่ใช้สวัสดิการเป็นภาระของรัฐ ยังถูกหักล้างด้วยข้อมูลจาก Cato Institute, American Immigration Council ซึ่งชี้ว่า ผู้อพยพใช้สวัสดิการน้อยกว่าชาวอเมริกันโดยกำเนิด

 

ภาพ: Jessica Koscielniak / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งระงับวีซ่าถาวร 75 ประเทศ รวมถึงไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ได้รับคำยืนยัน การสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’ https://thestandard.co/trump-confirms-iran-protests-end/ Thu, 15 Jan 2026 03:42:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1165461 ทรัมป์ได้รับคำยืนยัน การสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวกับกองทัพผ […]

The post ทรัมป์ได้รับคำยืนยัน การสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ได้รับคำยืนยัน การสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวกับกองทัพผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ (14 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นว่า เขาได้รับคำยืนยันว่าการสังหารกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’ และแผนการประหารชีวิตถูกระงับไว้ ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า อิหร่าน ‘ไม่มีแผน’ ที่จะประหารชีวิตผู้ใด

 

คำกล่าวของทรัมป์ดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณที่ผ่อนคลายลง หลังจากที่เขาเคยขู่จะโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน หลังรัฐบาลอิหร่านปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง

 

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากฐานทัพอากาศในกาตาร์ เนื่องจากความกังวลเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยอิหร่านประกาศเตือนประเทศเพื่อนบ้านว่า จะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อน

 

ทรัมป์ยังเผยว่าเขาได้พูดคุยกับ ‘แหล่งข่าวที่สำคัญมากในฝั่งตรงข้าม’ และเขาจะจับตาดูพัฒนาการของวิกฤตนี้ต่อไป แม้จะ ‘ยังไม่ตัดทางเลือก’ ในการใช้กำลังทหารออกไปทั้งหมดก็ตาม

 

นักวิเคราะห์มองอย่างไร

 

ซีนา ทูสซี นักวิชาการอาวุโสจาก Center for International Policy มองว่า การที่ทรัมป์อ้างว่าการสังหารหยุดลงแล้ว ดูเหมือนจะเป็น ‘วิธีการหาทางลงแบบรักษาหน้า’ (Face-saving way) เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงทางทหาร เพราะลึกๆ แล้วทรัมป์มีความฝังใจที่ไม่อยากถูกดึงเข้าไปใน ‘สงครามยืดเยื้อที่ไม่มีวันจบสิ้น’ ในตะวันออกกลาง

 

ขณะที่ บาร์บารา สลาวิน จาก Stimson Center คาดการณ์ว่า ทรัมป์อาจยังคงเลือกใช้วิธี ‘โจมตีแบบจำกัดวง’ เพื่อให้เขาสามารถเคลมได้ว่าได้ทำตามสัญญาที่จะ ‘ช่วย’ ชาวอิหร่านแล้ว โดยที่ไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่

 

อิหร่านพร้อมรบ

 

ก่อนหน้านี้ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกโรงเตือนสหรัฐอเมริกาว่า ‘อิหร่านพร้อมทำสงคราม’ หากสหรัฐฯ ต้องการจะ ‘ทดสอบ’ อิหร่าน พร้อมอ้างว่า ขณะนี้อิหร่านมีการเตรียมความพร้อมทางทหารที่ยิ่งใหญ่และครอบคลุมยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับสงคราม 12 วันที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศโดยตรงใส่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตามเขาหวังว่า สหรัฐฯ จะเลือกการเจรจา แทนการใช้มาตรการโจมตีทางทหาร

 

ส่วนนายพลโมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการกองกำลังทางบกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า กองทัพมีความพร้อมขั้นสูงสุดที่จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด หากศัตรู (สหรัฐฯ และอิสราเอล) ‘คำนวณผิดพลาด’ พร้อมประณามทรัมป์และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลว่าเป็น ‘ฆาตกรที่สังหารเยาวชนอิหร่าน’

 

อารักชีระบุว่า รัฐบาลอิหร่านสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่า เป็น ‘ปฏิบัติการก่อการร้าย’ โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง HRANA ในสหรัฐฯ รายงานว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วกว่า 2,400 คน และมีการปิดน่านฟ้าเพิ่มเติม ทำให้หลายสายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางใหม่

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ได้รับคำยืนยัน การสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านได้ ‘ยุติลงแล้ว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง https://thestandard.co/venezuela-oil-us-intervention-benefit/ Wed, 14 Jan 2026 13:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1165287 ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันใน เวเนซุเอลา หลัง สหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

“เราได้น้ำมันมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว และมันจะ […]

The post ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันใน เวเนซุเอลา หลัง สหรัฐฯ เข้าแทรกแซง

“เราได้น้ำมันมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว และมันจะเพิ่มขึ้นอีก เราจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั้งหมดกำลังเข้ามา พวกเขาจะทำเงินได้มากมาย และเวเนซุเอลาจะได้รับส่วนแบ่งจากเงินก้อนนั้น เราก็จะได้รับส่วนแบ่งเช่นกัน และเราได้นำความมั่นคงมาสู่ภูมิภาคนี้”

 

คำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังเข้าแทรกแซงและจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา สะท้อนชัดถึงเจตนาในการเตรียมเดินหน้าตักตวงผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และครั้งหนึ่งเคยผลิตน้ำมันได้มากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 แต่การลงทุนและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้วันนี้เหลือปริมาณการผลิตราวๆ เกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือน้อยกว่า 1% ของปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม การผลิตและจัดการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาในตอนนี้ อาจจะไม่ง่ายเหมือนกับในอดีต และต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการลงทุนและซ่อมแซม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันหลายแห่งย่ำแย่และถูกทิ้งร้าง นับตั้งแต่ที่รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้อำนาจโอนกิจการน้ำมันและสินทรัพย์ของบริษัท Exxon Mobil และ ConocoPhillips ของสหรัฐฯ เข้าเป็นกิจการของรัฐในช่วงปี 2000

 

ซึ่งจนถึงตอนนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริษัทใดหรือประเทศใดบ้างที่จะได้เข้าไปมีส่วนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันเหล่านี้

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าไปลงทุนผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาช่วงนี้ ยังมีความท้าทายและความเสี่ยงอีกหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม และความไม่มั่นคงทางการเมือง

 

มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

 

Reuters รายงานความเห็นจากนักวิเคราะห์ ซึ่งชี้ข้อเท็จจริงว่า บริษัทใดก็ตามที่ต้องการลงทุนในเวเนซุเอลาจะต้องเผชิญกับข้อกังวลที่สำคัญ ทั้งความปลอดภัย จากโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นปัญหาในระยะยาว และข้อกังขาต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในการลักพาตัวมาดูโร ที่ยังไม่ชัดเจนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลเผด็จการของเวเนซุเอลาได้ทำการแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐ ทั้งในช่วงทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 2000 โดยใช้อำนาจสั่งให้บริษัทน้ำมันเอกชน โอนย้ายไปเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่ควบคุมโดยบริษัทน้ำมัน PDVSA ของรัฐ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่เจรจาเพื่อถอนตัวและย้ายออกไป ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งไม่สามารถบรรลุข้อตกลงและต้องยื่นฟ้องอนุญาโตตุลาการเพื่อขอความเป็นธรรม

 

สิ่งสำคัญสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่าจะต้องมีการลงทุนและสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา คือรัฐบาลเวเนซุเอลาจะต้องปฏิรูปกฎหมายเพื่ออนุญาตให้บริษัทน้ำมันต่างชาติสามารถเข้าไปลงทุนได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมระหว่างทรัมป์ กับผู้บริหารบริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่างน้อย 17 บริษัท ซึ่งทรัมป์ เรียกร้องเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ปรากฎว่าบรรดาบริษัทน้ำมันต่างมีท่าทีระมัดระวังและไม่มีใครยอมทุ่มงบลงทุนตามที่ขอ เนื่องจากเหตุผลสำคัญคือความ ‘ไม่ไว้ใจ’ ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ที่ไม่ทำให้เกิดกรณีการยึดกิจการ ซ้ำรอยกับในอดีต

 

ดาร์เรน วูดส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Exxon กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

 

“ตอนนี้มันไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนแล้ว ทรัพย์สินของเราถูกยึดที่นั่นไปแล้วสองครั้ง ดังนั้นคุณคงนึกออกว่า การกลับเข้าไปครั้งที่สามนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากสิ่งที่เราเคยเห็นในอดีต และสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นเป็นเช่นไร”

 

ขณะที่ทรัมป์ โต้กลับในการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ว่าเขา “ไม่ชอบคำตอบของ Exxon” และ “คงจะไม่ดึง Exxon เข้ามาเกี่ยวข้องอีก”

 

ใครบ้างที่จะได้เข้าไปลงทุน?

 

ปัจจุบัน Chevron เป็นบริษัทน้ำมันอเมริกันรายใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ยังคงดำเนินการผลิตน้ำมันอยู่ในประเทศนี้

 

นอกจากนี้ มีบริษัทต่างประเทศอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในเวเนซุเอลาเช่นกัน รวมถึง Repsol ของสเปนและ Eni ของอิตาลี ซึ่งทั้งสองบริษัทมีตัวแทนเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว

 

ฟรานซิสโก โมนาลดี (Francisco Monaldi) ผู้อำนวยการโครงการพลังงานละตินอเมริกาของสถาบันเบเกอร์ มหาวิทยาลัยไรซ์ ในฮิวสตัน มองว่า Chevron จะเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตลาดน้ำมันในเวเนซุเอลา

 

โดย Chevron ซึ่งมีส่วนแบ่งประมาณ 1 ใน 5 ของอัตราการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา คาดว่าจะสามารถเพิ่มการผลิต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตในปัจจุบันได้ ขณะที่ Exxon ที่แม้จะไม่ถูกเลือกจากทรัมป์ เผยว่ากำลังดำเนินการส่งทีมงานด้านเทคนิคเข้าไปประเมินสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

สำหรับบริษัทน้ำมันอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็กำลังจับตาดูหลายๆ ปัจจัยอย่างใกล้ชิด ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลา และรอติดตามดูว่าสภาพแวดล้อมในการเข้าไปดำเนินงานและกรอบสัญญาจะเป็นอย่างไร

 

ส่วน Repsol ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาอยู่ที่ประมาณ 45,000 บาร์เรลต่อวัน ยืนยันว่ามองเห็นหนทางที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตเป็น 3 เท่าได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

 

สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาเป็นอย่างไร?

 

สมมติฐานการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ณ ตอนนี้ ยังอยู่ท่ามกลางฉากหลังอันมืดมน

 

โดยเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาหดตัวอย่างมากหลังปี 2013 เมื่อปริมาณการผลิตน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง และความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

แม้ว่าปัจจุบัน ปริมาณการผลิตน้ำมันจะเริ่มทรงตัวบ้างแล้ว แต่ราคาน้ำมันโลกที่ลดลงและส่วนลดสำหรับราคาน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา ยังคงจำกัดการเพิ่มขึ้นของรายได้ ทำให้มีช่องว่างน้อยมากในการชำระหนี้โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่

 

ขณะที่การปิดล้อมและยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

 

ทรัมป์กล่าวว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมที่จะรับมือกับภารกิจที่ยากลำบากในการเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลาเพื่อฟื้นฟูการผลิต แต่รายละเอียดและกรอบเวลายังไม่มีความชัดเจน

 

อนาคตจะเป็นอย่างไร?

 

คาดว่ากลุ่ม OPEC และพันธมิตรจะรักษานโยบายการผลิตน้ำมัน ณ ปัจจุบันต่อไปในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่เพิ่มปริมาณการผลิตตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันล้นตลาดโลก ก่อนที่จะมีการตกลงระงับการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม

 

โมนาลดี มองว่าการฟื้นการส่งออกน้ำมันดิบเวเนซุเอลา ไปยังอ่าวเม็กซิโก (หรือปัจจุบันคืออ่าวอเมริกา) อีกครั้ง อาจมีความสำคัญอย่างมากต่อสหรัฐฯ ในระยะยาว เนื่องจากเส้นทางการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา จะเปลี่ยนจากที่มุ่งไปยังตลาดมืดในจีนเป็นหลัก เป็นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก

 

เขาชี้ว่า “สหรัฐอเมริกามีโรงกลั่นขนาดใหญ่ในบริเวณชายฝั่งของอ่าว ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการแปรรูปน้ำมันหนัก และนั่นคือประเภทของน้ำมันที่เวเนซุเอลาผลิต”

 

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาเคยส่งออกน้ำมันไปยังสหรัฐฯ ถึงวันละครึ่งล้านบาร์เรลก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรในปี 2019 และตอนนี้ส่งออกแค่เพียงประมาณ 140,000 บาร์เรลเนื่องจากใบอนุญาตของ Chevron ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคต น้ำมันอย่างน้อยครึ่งล้านบาร์เรล และอาจเกือบทั้งหมดของการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา อาจส่งไปยังสหรัฐฯ

 

“เวเนซุเอลามีน้ำมันมหาศาล อยู่ในระดับที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆ อาจมีเพียงแคนาดาเท่านั้นที่ใกล้เคียง นี่คือแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ มีขนาดใหญ่เท่าหรือใกล้เคียงกับแหล่งสำรองในตะวันออกกลาง ในอ่าวเปอร์เซีย ความแตกต่างคือ น้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเป็นน้ำมันเบา มีผลผลิตต่อบ่อสูงกว่า และต้นทุนต่ำกว่าเวเนซุเอลามาก แต่เวเนซุเอลามีต้นทุนที่แข่งขันได้ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หรือแคนาดา ดังนั้น หากเวเนซุเอลาสามารถลดความเสี่ยงที่อยู่เหนือพื้นดิน ความเสี่ยงทางการเมืองสำหรับการลงทุน การลงทุนนั้นย่อมมีกำไร และแหล่งสำรองเหล่านี้ก็อาจได้รับการพัฒนา”

 

โมนาลดีชี้ว่า เวเนซุเอลาต้องการเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 8-10 ปี เพื่อให้กลับไปสู่ระดับการผลิตน้ำมันสูงสุดเฉกเช่นในอดีต ซึ่งต้องอาศัยเงื่อนไขหลายอย่างที่สอดคล้องกัน ทั้ง ความมั่นคงทางการเมือง กรอบสถาบันที่น่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์ที่ดี และความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ

 

ภาพ : Jesus Vargas/picture alliance via Getty Images

อ้างอิง :

The post ใครบ้างจะได้ประโยชน์จากขุมทรัพย์น้ำมันในเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ https://thestandard.co/democrat-3-rings-foreign-economy/ Wed, 14 Jan 2026 09:25:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1165162 Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ

ในวันที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งทาง […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ

ในวันที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติความมั่นคง แต่ลุกลามสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า การแย่งชิงทรัพยากร ไปจนถึงการกีดกันทางเทคโนโลยี ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างโจทย์การรักษาดุลอำนาจเดิมกับการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ขั้วอำนาจใหม่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นอกจากแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติที่กัดกินระบบเศรษฐกิจจากภายใน รวมถึงโจทย์ใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่าง Climate Change ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้โจทย์ใหม่ด้านการต่างประเทศมีธงอย่างไร วันนี้มียุทธศาสตร์อะไรที่จะนำไทยกลับมาเฉิดฉายบนเวทีโลก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศของพรรค มองว่า ในสมรภูมิโลกที่มีความผันผวนเช่นนี้ การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ด้วย และมองว่าการต่างประเทศเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้ ดังนั้นไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนการทูตไทยให้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ หรือก็คือการใช้ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปลี่ยนไทยจากหมากในกระดาน ให้กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก

 

Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 3

 

สมรภูมิมหาอำนาจ การกระจายความเสี่ยงคือทางออก ไม่ใช่การเลือกข้าง

 

คำถามที่ทุกพรรคการเมืองมักเจอคือ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ปัจจุบันสหรัฐฯ บีบให้เลือกข้างด้วยกำแพงภาษี ไทยต้องทำอย่างไร จำเป็นต้องเลือกข้างหรือไม่?

 

วีระพงษ์มองว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้ว แต่มีหลายขั้วอำนาจที่มีความสำคัญมากขึ้นในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งการที่มหาอำนาจห้ำหั่นกัน ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับตลาดอื่นๆ ของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับไทยท่ามกลางสงครามการค้าที่ดุเดือด ข้อแรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยการขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างสมดุล และลดการพึ่งพิงมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งมากจนเกินไป

 

ข้อต่อมาคือการลดความเสี่ยง (De-risk) เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความยั่งยืนและแข็งแกร่ง (Supply Chain Resilience) โดยลดความเสี่ยงในเรื่องของการที่ต่างชาติสวมสิทธิ์สินค้าไทยเพื่อส่งออกซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของกำแพงภาษี เช่นเดียวกับการลดความเสี่ยงด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน ด้านต้นทุน และการพึ่งพิง ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อลดได้จะกลายเป็นโอกาสของไทยในการปรับซัพพลายเชนให้เท่าทันโลกและทำให้ไทยมีที่ยืนที่แข็งแกร่งบนเวทีโลกได้

 

และข้อสุดท้ายคือการยกระดับอุตสาหกรรม (Industrial Upgrade) เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ วันนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่โลกอาจไม่ต้องการ จะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปเป็นเครื่องยนต์ใหม่ๆ (New Growth Engine) เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศและตอบโจทย์เทรนด์โลก

 

เราคุยกันต่อว่า แล้วอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

วีระพงษ์ฉายภาพต่อว่า โลกจะมี 4 ภูมิทัศน์สำคัญ ภูมิทัศน์แรกคือ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำโลก แต่มีความถดถอยลงในหลายๆ ด้าน จากระเบียบโลกเก่าที่ถูกบั่นทอนและระบบพหุนิยมที่ถูกท้าทาย โดยปัจจุบันเราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันหลังให้กับองค์กรระหว่างประเทศ และมองว่าระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ สถาปนาขึ้นเองเป็นสิ่งที่เอาเปรียบสหรัฐฯ และส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ

 

ภูมิทัศน์ที่สองคือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังทวีความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร และสมรภูมิที่ทั้งคู่กำลังช่วงชิงและแข่งขันกันอย่างหนักคือแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ชิป ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาวุธ อวกาศ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้ในมิติความมั่นคง จีนก็พยายามเบียดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการทหาร ซึ่งท้าทายอำนาจเก่าคือสหรัฐฯ

 

วีระพงษ์มองว่า ภูมิทัศน์ที่ 3 โลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นกลุ่มก้อนระดับภูมิภาคมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Regional Block เช่น อาเซียน ลาตินอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุด เราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันกลับไปให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกามากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ

 

ภูมิทัศน์สุดท้าย โลกจะมีระเบียบใหม่ หรือมีวาระใหม่ของโลกเกิดขึ้นมา ซึ่งคำถามคือ ประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า ประเทศขั้วใต้ (Global South) รวมถึงไทยจะทำอย่างไร เพื่อก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการกำหนดวาระของโลก ซึ่งวีระพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศและนโยบายการทูตเศรษฐกิจที่ไทยต้องวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

 

แล้วไทยจะมีบทบาทนำอย่างไร รวมถึงโจทย์การประสานและขับเคลื่อนไปพร้อมกับอาเซียนในการกำหนดวาระของโลก

 

Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 2

 

ไทยในความเป็นแกนกลางของอาเซียน กับทฤษฎี 3 วงแหวน

 

ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่อจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ วีระพงษ์มองว่า แม้อาเซียนจะมีความตื่นตัวมากขึ้น หลัง Liberation Day ที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการตั้ง ASEAN Geoeconomics Task Force นั้นยังไม่เพียงพอ แต่อาเซียนยังสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น ในมิติเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ชายแดนและอาชญากรรมข้ามพรมแดน พลังงาน และสิ่งแวดล้อมและการจัดการภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน

 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ASEAN Centrality คือ คอนเซปต์ที่ทำให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยอาเซียนจะมีบทบาทเป็นผู้กำหนดกติกาและเวทีหลักในการสร้างความเชื่อมโยงและประสานกับประเทศคู่เจรจานอกภูมิภาค เพื่อรักษาบทบาทนำและผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

 

ตรงนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ ‘ทฤษฎี 3 วงแหวน’ ในการขับเคลื่อนการต่างประเทศของไทย โดยมี ASEAN Centrality เป็นหนึ่งในวงแหวน

 

  • วงแหวนที่ 1 (ASEAN Centrality) เน้นความร่วมมือภายในกลุ่ม 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและโลจิสติกส์, ดิจิทัล/ความมั่นคงทางไซเบอร์, ชายแดน/อาชญากรรมข้ามชาติ, พลังงาน (ASEAN Power Grid) และสิ่งแวดล้อม อย่างที่กล่าวไปแล้ว
  • วงแหวนที่ 2 (Issue-based Cooperation) เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคในเชิงประเด็น เช่น ความร่วมมือทางทะเลในกรอบ BIMSTEC หรือ กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคของ 7 ประเทศบริเวณอ่าวเบงกอล ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก
  • วงแหวนที่ 3 (Parallel Cooperation) ประเทศในอาเซียนควรทำงานคู่ขนานและประสานงานกับมหาอำนาจภายนอกอย่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย

 

วีระพงษ์ย้ำว่า เมื่อไทยได้เป็นประธานอาเซียนแล้ว เราจะสามารถกำหนดทิศทางได้ว่าประเด็นอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งทางพรรคมองว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ดิจิทัล และความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเรื่องนโยบายการต่างประเทศแบบองค์รวมได้

 

โจทย์ท้าทายสำหรับไทยกับการเป็นผู้นำอาเซียน

 

ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ทดสอบอาเซียนอย่างหนักหน่วง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงปัญหาภายในเมียนมาที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ขณะที่สมาชิกอาเซียนก็ไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน จนอาเซียนถูกมองหรือถูกปรามาสว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประโยชน์

 

วีระพงษ์กล่าวว่า แม้อาเซียนอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อน อย่างเช่นการเลือกตั้งในเมียนมามีคำถามว่า อาเซียนจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่เสรี ไม่ยุติธรรมและไม่ครอบคลุมหรือไม่ หรือปัญหาการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน แต่สำหรับบางเรื่องแล้ว อาเซียนมีจุดร่วมที่สามารถหารือและพูดคุยร่วมกันได้ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกัน

 

การทูตเชิงรุกเป็นสิ่งที่สำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีเป้าหมายทางการทูต ยุทธศาสตร์ทางการทูต และหลักปฏิบัติทางการทูต เพื่อทำให้โลกเข้าใจไทยมากขึ้น วีระพงษ์กล่าวว่า หลายๆ ครั้งเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และสังคม หากการทูตไทยไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ก็จะไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านั้นได้

 

อีกสิ่งสำคัญคือการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มองว่าอะไรควรแก้ปัญหาด้วยกรอบทวิภาคีก็ต้องใช้กรอบทวิภาคี แต่อะไรที่ควรอธิบายต่อชาวโลกให้เข้าใจ ไทยก็ต้องปรากฏตัวในพื้นที่นั้นเพื่อบอกเล่าปัญหาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที

 

ส่วนความท้าทายจากแรงกดดันของมหาอำนาจที่อาจกระทบต่อเอกภาพของอาเซียน ที่วันนี้มีภาพของการแบ่งขั้วระหว่างอาเซียนภาคพื้นทวีปกับอาเซียนภาคพื้นสมุทรนั้น วีระพงษ์มองว่า การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำอย่างไรที่ไม่เป็นการเลือกข้างเพื่อเป็นศัตรูกับใคร ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่เป็นสมรภูมิให้ใครเช่นกัน ไทยจะใช้การทูตและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ก็ต้องกำหนดเส้นแดงให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้ เช่น เรื่องของอำนาจอธิปไตย สิทธิ์ในการป้องกันตนเองเป็นต้น

 

ถ้าจะบอกว่าปี 2025 เป็นปีที่เราช็อกกับมาตรการภาษีของทรัมป์ที่สะเทือนไปทั่วโลก และเป็นปีที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอากฎกติกาและไม่แบกค้ำระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปี 2026 จะถือเป็นปีแห่ง Recalibration หรือการมากำหนดนิยามใหม่ว่าระเบียบโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งไทยต้องวางจุดยืนให้เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบโลกใหม่นั้น

 

วีระพงษ์เชื่อว่า การต่างประเทศภายใต้ประชาธิปัตย์ (หากได้เป็นรัฐบาล) ไทยมีศักยภาพดำเนินบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนได้ โดยที่จะเป็นผู้นำในแบบที่เกิดมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust-based Leadership) และมีบทบาทในการเขียน ปรับ และนำเสนอระเบียบใหม่ของภูมิภาคและระเบียบโลกในแบบที่ไทยได้ประโยชน์ ภูมิภาคได้ประโยชน์ และโลกได้ประโยชน์

 

ตรงนี้สอดคล้องกับแกนนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้ว ซึ่งเน้นย้ำ 4 เรื่องคือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี เสริมสร้างความยุติธรรม และเป็นผู้นำภูมิภาค

 

Based on the specific rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. Therefore, the headline remains unchanged. ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ 4

 

การทูตเศรษฐกิจในแบบฉบับประชาธิปัตย์

 

วีระพงษ์ได้นิยามองค์ประกอบการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกว่า หัวใจสำคัญข้อแรกคือ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศคืออะไร สองคือการสร้างความสัมพันธ์ มองว่าประเทศไหนเป็นพันธมิตรหรือคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มีคุณค่าที่ใกล้เคียงกับไทยในการทำการค้าและการลงทุน สามคือความเป็นเอกภาพ ซึ่งประชาธิปัตย์จะเสนอให้มี Economic Diplomacy Taskforce หรือคณะทำงานด้านการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกโดยเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทำงานร่วมกันให้จบภายในประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยไปเจรจากับประเทศคู่ค้า

 

วีระพงษ์อธิบายเสริมจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในฐานะผู้แทนการค้าไทยในการเจรจากับหลายประเทศว่า ที่ผ่านมามักประสบปัญหาว่า การพูดคุยระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในประเทศจะมีความยากลำบากกว่าการไปเจรจากับต่างประเทศเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร กระทรวงการต่างประเทศ และ BOI จะทำงานร่วมกันเป็น ‘One Thailand Team’ ที่มีเอกภาพ โดยคุยกันให้ชัดก่อนว่า ผลประโยชน์ของไทยคืออะไร อะไรเป็นเส้นแดง และจะเอาอะไรไปแลก

 

เมื่อพูดถึงการทูตเศรษฐกิจ การมองหาตลาดใหม่ๆ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วางเป็นนโยบายเรือธง โดย FTA หรือความตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้ และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าหมายดัน GDP ให้โต 5% ภายใน 4 ปี

 

ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง วีระพงษ์มองว่า การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (FTA) เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ข้อมูลที่มีศึกษาโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ถ้าเรามี FTA กับ EU จะช่วยให้ GDP ไทยโตเพิ่มขึ้น 1.68% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศหลักแสนล้านบาท

 

นอกจากตลาด EU แล้ว การเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ก็มีความสำคัญ การค้าระหว่างกันจะช่วยดัน GDP ขยายตัวเพิ่มได้ถึง 0.5-0.6% และเมื่อรวมกับตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ จะทำให้ GDP ไทยมีโอกาสโตถึง 3-5%

 

แต่การเจรจา FTA ก็มีความท้าทายในเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ SME อาจได้รับผลกระทบ ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มงบประมาณมาสนับสนุนในกองทุน FTA ที่ปัจจุบันยังมีไม่มาก เพื่อให้สามารถเยียวยาทั้งเกษตรกรและ SME ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากการเจรจา FTA ที่วีระพงษ์เคยเป็นหนึ่งในคีย์แมนของฝั่งข้าราชการการเมืองแล้ว การเข้าสู่ OECD ของไทย ก็เป็นอีกวาระสำคัญที่วีระพงษ์มีบทบาทผลักดันภายใต้หมวกผู้แทนการค้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการไปหารือกับหลายประเทศที่เป็นสมาชิก OECD ก่อนหน้านี้

 

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายสอดคล้องกันว่า การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานในด้านต่างๆ ของไทยให้เป็นสากล รวมถึงเพิ่มความโปร่งใส แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีด้วย ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเบื้องต้นพรรคได้กำหนดกรอบเวลาการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า

 

นอกเหนือจากตลาดประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม Global South และ BRICS ก็มีความสำคัญรองๆ ลงมา แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังโฟกัสไปที่กลุ่มอาเซียนก่อน ด้วยประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และมีศักยภาพด้านการค้าเชิงดิจิทัลที่เป็นหมุดหมายที่อาเซียนควรให้ความสำคัญ ซึ่งวีระพงษ์มองว่า ถ้าข้อตกลง DEFA (Digital Economy Framework Agreement) ลุล่วง ก็อาจเพิ่มมูลค่าการค้าภายในอาเซียนได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

 

เรื่องต่อมาคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละประเทศสามารถกำหนดบทบาทว่าจะอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศที่มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็จะไปอยู่ตรงต้นน้ำ ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต ก็จะอยู่กลางน้ำ ส่วนประเทศที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นกลุ่มที่ประกอบขั้นสุดท้ายและส่งออก อย่างไรก็ตามการออกแบบซัพพลายเชนเหล่านี้ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยความร่วมมือภายในอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการแข่งขันกัน แต่ภายใต้การแข่งขัน ก็มีจุดที่สามารถร่วมมือกันได้

 

ส่วน BRICS ซึ่งไทยเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์นั้น วีระพงษ์มองเป็น ‘โอกาสทางการตลาด’ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน บราซิล และอินเดีย นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์กับ BRICS ก็เป็นการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม BRICS ยังไม่มีเรื่องกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐาน ดังนั้นไทยจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานของ OECD เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการแห่งชาติดูแลเรื่องนี้อยู่

 

ส่วนตลาดเกิดใหม่ที่พรรคให้ความสนใจ เป็นกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และอาจเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรมของไทย

 

โจทย์ภาษีทรัมป์ และแนวทางแก้ปัญหาของประชาธิปัตย์

 

แนวทางการเจรจากับทรัมป์ในเรื่องภาษีก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจว่าแต่ละพรรคมีไพ่เด็ดอะไรในมือ

 

วีระพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงกังวลว่า ความไม่มีเสถียรภาพและความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล ทำให้การเจรจาล่าช้า และเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ในการบีบบังคับไทย ดังนั้นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Economic Diplomacy Taskforce และ One Thailand Team ที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ในบริบทนี้ได้ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนด้วย

 

อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราต้องเข้าใจว่าทรัมป์นำเรื่องความมั่นคงกับการค้ามาปะปนกัน ดังนั้นไทยก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การเจรจาที่รวมสองมิตินี้ด้วย แต่จะรวมแบบไหนให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องทำการบ้านต่อ

 

วีระพงษ์แบ่งเรื่องการเจรจากับทรัมป์ออกเป็น 3 กลุ่ม

 

  • Reciprocal Tariff (19%): ปัจจุบันมีอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ไทยยังพอแข่งขันได้
  • Annex 3 (Exception): รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งไทยยังเจรจาไม่จบ ในขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เจรจาจบแล้วในหลายหมวด ทำให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
  • Transshipment / Rules of Origin: ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ที่โดนเพ่งเล็งกันทั้งอาเซียน ไทยต้องใช้กลไกอาเซียนในการพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

 

ค้าขายกับจีนอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

ปัจจุบันการบริโภคภายในจีนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้รัฐบาลจะหันมาโฟกัสการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก ท่ามกลางสมรภูมิการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือด ซึ่งก็กลายเป็นโจทย์สำหรับไทยด้วยว่า เมื่อจีนซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง พรรคมองเรื่องนี้อย่างไร เราจะเอาอะไรไปขายจีน หรือจะดึงดูดคนจีนเข้ามาในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร

 

วีระพงษ์มองว่าไทยยังมีจุดแข็งเรื่อง Medical Tourism คนจีนเคยมาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก แต่โจทย์คือเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Medical Tourism ได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องมายกระดับเรื่องการบริการ รวมถึงความพร้อมในด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งในภาคการผลิตอยู่แล้ว

 

ในส่วนของเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ควอนตัมคอมพิวติง หรือหุ่นยนต์ ที่จีนกำลังให้ความสำคัญและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นั้น วีระพงษ์เห็นด้วยว่า ไทยควรเข้าไปปลั๊กอินในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น

 

อย่างไรก็ตาม 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยให้ความสำคัญอย่างอุตสาหกรรม EV, ภาคการเงิน, การแปรรูปอาหาร, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และพลังงานหมุนเวียน ก็ยังเป็นวาระสำคัญ และวีระพงษ์มองว่า ไทยสามารถเข้าไปปลั๊กอินกับซัพพลายเชนของจีนเพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารนั้น เป็นสิ่งที่จีนยังมีความต้องการนำเข้าสูง เนื่องจากมีประชากรมาก แต่สัดส่วนพื้นที่เกษตรในประเทศยังมีข้อจำกัด

 

ช่วงท้ายการสนทนา เราให้วีระพงษ์สรุปให้ฟังว่า ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะทำอะไรใน 3 อันดับแรก ในมุมที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

 

รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ตอบว่า สิ่งที่จะทำทันทีตั้งแต่วันแรก คือการรุกเปิดตลาด FTA คุณภาพสูง ได้แก่ EU และเกาหลีใต้ เรื่องที่ 2 คือการปฏิรูปกฎระเบียบ (Deregulation) โดยเร่งเดินหน้าผ่านกฎหมายแม่บทจัดการกับกฎหมายล้าสมัยเพื่อลดภาระภาคธุรกิจ และเรื่องที่ 3 คือส่งเสริม New Growth Engine เร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ เช่น EV, พลังงานทางเลือก และการเงิน เพื่อปลดล็อกการเติบโต

 

ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่บีบคั้นให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง สิ่งสำคัญคือการวางหมากในเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อที่ว่าไทยจะไม่ถูกบีบบังคับให้เลือกใคร นอกจากนี้ไทยควรวางตัวเป็น Middle Power ที่กำหนดนโยบายของตัวเองได้ โดยไม่เป็นศัตรูกับใคร และไม่ยอมเป็นสมรภูมิรบให้ใคร

The post เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย https://thestandard.co/japan-pm-dissolve-election-minority/ Wed, 14 Jan 2026 05:02:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1165043 จับตา นายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย

สื่อญี่ปุ่นเผย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง วางแผน […]

The post จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา นายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย

สื่อญี่ปุ่นเผย ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิง วางแผนยุบสภาสัปดาห์หน้า และเตรียมจัดการเลือกตั้งกะทันหัน (Snap Election) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยหวังใช้ประโยชน์จากกระแสนิยมเพื่อแก้ไขปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่อาจเผชิญปัญหาผ่านงบประมาณประจำปี

 

วันนี้ (14 มกราคม) เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun เปิดเผยว่า ทาคาอิจิวางแผนยุบสภาสัปดาห์หน้าในวันที่ 23 มกราคม และจัดการเลือกตั้งกะทันหันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขณะที่ Kyodo News รายงานเมื่อวานนี้ (13 มกราคม) ว่า ผู้นำหญิงญี่ปุ่นได้แจ้งให้กำหนดการยุบสภาให้คณะผู้บริหารพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ทราบเป็นที่เรียบร้อย

 

Yomiuri ระบุเหตุผลการยุบสภาของทาคาอิจิว่า เธอหวังใช้ประโยชน์จากคะแนนความนิยมที่พุ่งสูง คือ 78.1% ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.3% จากเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุก และเสริมสร้างขีดความสามารถข่าวกรองของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่ออกมายืนยันข้อเท็จจริง โดย มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า มีการเปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 23 มกราคม แต่ยังไม่มีข้อสรุปเพิ่มเติมว่า จะยุบสภาจริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของรายงานดังกล่าวก่อน

 

อนึ่งมีการคาดเดาว่า ทาคาอิจิจะยุบสภาตั้งแต่ปลายปี 2025 หรือช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง หลังพรรค LDP ต้องเผชิญภาวะสภาแขวน (Hung Parliament) จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เมื่อพรรคโคเม (Komeito) พันธมิตรพรรคร่วมที่อยู่คู่พรรค LDP นานราว 25 ปี ถอนตัวสายฟ้าแลบ เนื่องจากไม่พอใจแนวขวาจัดของทาคาอิจิ ที่ตรงข้ามกับอุดมการณ์กลางซ้ายของพรรค

 

สำหรับแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาล NHK คาดว่า พรรค LDP จะร่วมทำงานกับพรรคนิปปอนอิชชิน (Nippon Ishin) เหมือนเดิม ขณะที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น (Constitutional Democratic Party of Japan: CDP) จะจับมือกับพรรคโคเมเพื่อต้านทาคาอิจิ

 

นอกจากนี้ NHK ระบุว่า ทาคาอิจิจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า จะเลือกตั้งแบบฉับพลันหรือไม่ โดยคำนึงปัจจัยสำคัญอย่างภารกิจทางการทูต ซึ่งขณะนี้ ผู้นำญี่ปุ่นกำลังพบกับ อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่จังหวัดนารา บ้านเกิดของเธอ รวมถึงมีแผนพบ จอร์จา เมโลนี นายกฯ หญิงอิตาลี ที่จะเดินมาญี่ปุ่นในวันที่ 16 มกราคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งฉับพลันอาจทำให้รัฐบาลทาคาอิจิเผชิญปัญหาในการผ่านงบประมาณประจำปี ซึ่งเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2026 เพราะอาจจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทันภายในเดือนมีนาคม ซึ่งทาคาอิจิจะต้องใช้ทางเลือกอื่นอย่างงบประมาณชั่วคราวแทน

 

อนึ่ง ยูอิจิโร ทามากิ ผู้นำพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (Democratic Party for the People) เตือนว่า การยุบสภาก่อนงบประมาณประจำปีจะผ่านความเห็นชอบ เท่ากับว่า รัฐบาลทาคาอิจิวางเรื่องเศรษฐกิจไว้เป็นเรื่องรอง

 

ภาพ: Eugene Hoshiko / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตานายกฯ ญี่ปุ่น ส่อยุบสภาสัปดาห์หน้า เปิดทางเลือกตั้งใหม่ แก้ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาสั่งระงับขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group https://thestandard.co/cambodia-halts-prince-group/ Wed, 14 Jan 2026 04:58:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1165039 กัมพูชาสั่งระงับขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group

หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา ออกแถล […]

The post กัมพูชาสั่งระงับขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาสั่งระงับขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group

หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา ออกแถลงการณ์ระงับการขายโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านในโครงการจัดสรร 4 แห่งในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ที่มีความที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Prince Group โดยถือเป็นการดำเนินการหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการกัมพูชาจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทกลับไปดำเนินคดียังประเทศจีน

 

การสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ถือเป็นความเสียหายล่าสุดสำหรับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นตัวแทนของ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” หลังจากที่เฉินถูกตั้งข้อหาและฟ้องริบทรัพย์เป็นบิตคอยน์มูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และบริษัทของเขาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

 

โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ยังได้สั่งชำระบัญชีธนาคาร Prince Bank หนึ่งในธุรกิจของบริษัทเพื่อให้ยุติการดำเนินกิจการ

 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า บุคคลที่ลงนามในสัญญาซื้อขายหน่วยที่อยู่อาศัยในโครงการทั้ง 5 แห่งนั้น มีหน้าที่ต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสมบูรณ์ โดยผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้วมีสิทธิ์ที่จะขายทรัพย์สินของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับรัฐบาลแล้ว

 

อ้างอิง :

 

The post กัมพูชาสั่งระงับขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราเลือกเดนมาร์ก” ผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืนก่อนพบสหรัฐฯ ชี้ต้องการเจรจาอย่างสันติ https://thestandard.co/greenland-leader-chooses-denmark/ Wed, 14 Jan 2026 03:59:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1165000 “เราเลือก เดนมาร์ก” ผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืนก่อนพบ สหรัฐฯ ชี้ต้องการเจรจาอย่างสันติ

กรีนแลนด์ และ เดนมาร์ก แถลงการณ์ร่วมกัน ก่อนพบ เจ.ดี.แว […]

The post “เราเลือกเดนมาร์ก” ผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืนก่อนพบสหรัฐฯ ชี้ต้องการเจรจาอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราเลือก เดนมาร์ก” ผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืนก่อนพบ สหรัฐฯ ชี้ต้องการเจรจาอย่างสันติ

กรีนแลนด์ และ เดนมาร์ก แถลงการณ์ร่วมกัน ก่อนพบ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ด้านผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืน ‘เลือกเดนมาร์ก’ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนต้องการครอบครองกรีนแลนด์

 

เมื่อคืนนี้ (13 มกราคม) เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเสน นายกฯ กรีนแลนด์ ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยนีลเสนระบุว่า ขณะนี้ กรีนแลนด์กำลังเผชิญวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ และหากต้องเลือกอยู่กับฝ่ายใดโดยทันที กรีนแลนด์ขอเลือกอยู่กับเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐฯ

 

“เรากำลังเผชิญวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ หากต้องเลือกโดยทันทีระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์ก เราเลือกเดนมาร์ก นาโต และสหภาพยุโรป”

 

“มีสิ่งหนึ่งที่ต้องชัดเจนสำหรับทุกคน กรีนแลนด์ไม่ต้องการตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

 

นีลเสนกล่าวว่า เป้าหมายของกรีนแลนด์คือการเจรจาอย่างสันติและเน้นความร่วมมือ ขณะที่ย้ำว่า การที่ทรัมป์พยายามครอบครองกรีนแลนด์ ถือเป็นประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ขณะที่เมตเตยอมรับถึงความท้าทายของเดนมาร์กและกรีนแลนด์หลังจากนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยืนหยัดต้านสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของประเทศ ซึ่งช่วงเวลาที่ยากที่สุดกำลังรออยู่ข้างหน้า

 

ทั้งนี้ ลาร์ส ล็อกเค ราสมุสเซน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเดนมาร์ก และ วิเวียน มอตซ์เฟลด์ต รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกรีนแลนด์ เตรียมเดินทางไปทำเนียบขาวเพื่อเจรจากับแวนซ์และรูบิโอในวันที่ 14 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น หลัง สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ไม่ปิดโอกาสในการใช้กำลังเพื่อครอบครองกรีนแลนด์

 

อนึ่ง Reuters รายงานว่า สถานการณ์ในกรีนแลนด์เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน หลังทรัมป์แสดงท่าทีต้องการครอบครองดินแดนดังกล่าว โดยพลเมืองบางส่วนเห็นว่า กรีนแลนด์ควรชะลอการประกาศเอกราชแบบเร่งด่วน และต้องวางแผนการเป็นประเทศในระยะยาวเสียมากกว่า

 

“ฉันนึกภาพตัวเองใช้ชีวิตแบบชาวอเมริกันไม่ออก เราเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์กและนาโต ดังนั้นฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอยากยึดประเทศของเรา” ชาร์ล็อตต์ ไฮล์มันน์ หญิงวัยเกษียณชาวกรีนแลนด์ให้สัมภาษณ์กับ Reuters

 

ภาพ: Liselotte Sabroe / Reuters

 

อ้างอิง:

The post “เราเลือกเดนมาร์ก” ผู้นำกรีนแลนด์ย้ำจุดยืนก่อนพบสหรัฐฯ ชี้ต้องการเจรจาอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านประกาศ ‘พร้อมทำสงคราม’ เตือนสหรัฐฯ เลือกเจรจา แทนโจมตีทางทหาร https://thestandard.co/iran-ready-war-us-talks/ Wed, 14 Jan 2026 03:27:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1164962 อิหร่านประกาศ ‘พร้อมทำสงคราม’ เตือน สหรัฐฯ เลือกเจรจา แทนโจมตีทางทหาร

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่า […]

The post อิหร่านประกาศ ‘พร้อมทำสงคราม’ เตือนสหรัฐฯ เลือกเจรจา แทนโจมตีทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านประกาศ ‘พร้อมทำสงคราม’ เตือน สหรัฐฯ เลือกเจรจา แทนโจมตีทางทหาร

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกโรงเตือนสหรัฐอเมริกาว่า ‘อิหร่านพร้อมทำสงคราม’ หากสหรัฐฯ ต้องการจะ ‘ทดสอบ’ อิหร่าน หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง

 

อารักชียังอ้างว่า ขณะนี้อิหร่านมีการเตรียมความพร้อมทางทหารที่ยิ่งใหญ่และครอบคลุมยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับสงคราม 12 วันที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศโดยตรงใส่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังหวังว่า สหรัฐฯ จะเลือกการเจรจา แทนการใช้มาตรการโจมตีทางทหาร และเน้นย้ำว่า อิหร่านยังคงเตรียมพร้อมสำหรับ ‘ทุกทางเลือก’

 

ท่าทีของอิหร่านมีขึ้น ท่ามกลางการประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะบานปลายจนเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กำลังจะถูกส่งไปยังอิหร่าน พร้อมขอให้ประชาชนชาวอิหร่านยังคงเดินหน้าแสดงพลังและร่วมชุมนุมประท้วงกดดันรัฐบาลต่อไป

 

อารักชีได้กล่าวถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังย้ำคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่ามี ‘องค์กรก่อการร้าย’ แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มผู้ประท้วงและพุ่งเป้าโจมตีกองกำลังความมั่นคงรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ซึ่งอิหร่านได้กล่าวโทษสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความไม่สงบในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

โดยอารักชีได้ติดต่อสื่อสารกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังการประท้วง และยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน พร้อมยื่นเงื่อนไขว่า ‘อิหร่านพร้อมที่จะนั่งโต๊ะเจรจานิวเคลียร์ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีคำขู่หรือการบีบบังคับ’ และตั้งคำถามว่า ‘สหรัฐฯ พร้อมสำหรับการเจรจาที่ยุติธรรมและเที่ยงธรรมมากน้อยแค่ไหน’ เมื่อสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในเรื่องนี้ อิหร่านจะพิจารณาประเด็นนี้อย่างจริงจัง

 

ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลจะเป็น ‘เป้าหมายที่ชอบธรรม’ หากสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงความไม่สงบในครั้งนี้ พร้อมเตือนสหรัฐฯ เรื่อง ‘การคำนวณที่ผิดพลาด’ จนอาจบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่

 

แฟ้มภาพ: Sayed Hassan / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post อิหร่านประกาศ ‘พร้อมทำสงคราม’ เตือนสหรัฐฯ เลือกเจรจา แทนโจมตีทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการเกาหลีใต้ร้องโทษประหาร ‘ยุน ซอกยอล’ ปมประกาศกฎอัยการศึก ชี้ก่อกบฏ เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ https://thestandard.co/south-korea-prosecutors-demand-death-penalty-yoon-suk-yeol/ Wed, 14 Jan 2026 03:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1164958 อัยการเกาหลีใต้ร้องโทษประหาร **‘**ยุน ซอกยอล’ ปมประกาศกฎอัยการศึก ชี้ก่อกบฏ เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ

ทีมอัยการพิเศษเกาหลีใต้ร้องศาลพิจารณาประหารชีวิต ยุน ซอ […]

The post อัยการเกาหลีใต้ร้องโทษประหาร ‘ยุน ซอกยอล’ ปมประกาศกฎอัยการศึก ชี้ก่อกบฏ เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการเกาหลีใต้ร้องโทษประหาร **‘**ยุน ซอกยอล’ ปมประกาศกฎอัยการศึก ชี้ก่อกบฏ เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ

ทีมอัยการพิเศษเกาหลีใต้ร้องศาลพิจารณาประหารชีวิต ยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี ชี้มีความผิดฐานกบฏและใช้อำนาจโดยมิชอบ หลังเขย่าการเมืองโลกด้วยการประกาศกฎอัยการศึกในเดือนธันวาคมปี 2024

 

เมื่อวานนี้ (13 มกราคม) ทีมอัยการพิเศษเกาหลีใต้ นำโดย โช อึนซอก ระบุในการไต่สวนปิดคดีทางอาญาของยุน กรณีประกาศกฎอัยการศึกปี 2024 ต่อหน้าผู้พิพากษา จี กวียุน โดยขอให้มีการพิจารณาโทษประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดี โดยชี้ว่า การประกาศกฎอัยการศึกคือการก่อกบฏ ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ

 

“ในวิกฤตกฎอัยการศึก ยุนล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญและส่งเสริมเสรีภาพของประชาชน ทั้งยังละเมิดความมั่นคงของรัฐและความอยู่รอดของประชาชนอย่างร้ายแรง” หนึ่งในทีมอัยการพิเศษกล่าว โดยเสริมว่า หากพิจารณาวัตถุประสงค์ วิธีการ และการดำเนินการประกาศกฎอัยการศึก ถือเป็นกิจกรรมเข้าข่ายต่อต้านรัฐ

 

ความน่าสนใจของการให้เหตุผลทีมอัยการพิเศษคือ ยุนควรได้รับโทษรุนแรงกว่า ชอน ดูฮวาน อดีตผู้นำเกาหลีใต้ที่ทำการรัฐประหารในปี 1979 และเป็นผู้บงการเหตุสังหารกวางจูในปี 1980 เพราะมีหลักฐานมัดตัวชัดเจนว่า ยุนตั้งใจประกาศกฎอัยการศึกเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองในระยะยาว

 

หลักฐานหนึ่งคือการวางแผนปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนเดือนตุลาคม 2023 โดยมีการจัดวางกำลังพลทหารใหม่ ขณะที่มีการบันทึกแผนการลงในสมุดโน้ตและโทรศัพท์มือถือ เช่น การเตรียมทรมานเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งเพื่อบังคับให้รับสารภาพ รวมไปถึงการตัดไฟและน้ำของสื่อมวลชนในวันก่อเหตุ

 

นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ลงโทษ คิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และ โน ซังวอน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการข่าวกรองในโทษจำคุก 30 ปี โดยให้เหตุผลว่า ทำงานเป็นขบวนการเพื่อวางแผนประกาศกฎอัยการศึกกับยุน

 

อย่างไรก็ดี ยุนออกมาแถลงการณ์โต้ตอบทีมอัยการว่า เป็นการฟ้องร้องเกินกว่าเหตุ และในการสอบสวน เจ้าหน้าที่ทำงานสะเปะสะปะไร้โครงสร้าง ตั้งใจบิดเบือนจัดฉากเพื่อตีตราการประกาศกฎอัยการศึกที่มีระยะเวลาสั้นว่า เป็นการก่อกบฏ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวทั้งหมด

 

อนึ่งภายใต้กฎหมายอาญาของเกาหลีใต้ ความผิดฐานก่อกบฏมีโทษ 3 สถาน ได้แก่ ประหารชีวิต, จำคุกตลอดชีวิตแบบใช้แรงงาน และจำคุกตลอดชีวิตแบบไม่ใช้แรงงาน โดยไม่สามารถกำหนดโทษจำคุกแบบมีระยะเวลาหรือรอลงอาญาได้

 

อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ยกเลิกการประหารชีวิตในทางพฤตินัย โดยโทษประหารชีวิตครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1997 หรือ 29 ปีที่แล้ว ขณะที่ในอดีต ชอน ดูฮวาน และ โน แทอู 2 ผู้นำที่ร่วมก่อการรัฐประหารในปี 1979 เคยได้รับโทษสูงสุดอย่างการประหารชีวิต ก่อนศาลลดโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต

 

ทั้งนี้ ศาลเตรียมพิจารณาคดีของยุนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการเผชิญคดีทางอาญาของอดีตผู้นำถึง 8 คดี ครอบคลุมตั้งแต่ข้อหาก่อกบฏ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ไปจนถึงสั่งการให้โดรนบินละเมิดน่านฟ้าเกาหลีเหนือ เพื่อสร้างข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก

 

ภาพ: Kim Hong-Ji / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อัยการเกาหลีใต้ร้องโทษประหาร ‘ยุน ซอกยอล’ ปมประกาศกฎอัยการศึก ชี้ก่อกบฏ เป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประท้วงต้านรัฐบาลอิหร่าน เสียชีวิตพุ่ง 2,400 คน ทรัมป์หนุนชุมนุมต่อ เตือนตอบโต้อิหร่านรุนแรงหากประหารชีวิตผู้ประท้วง https://thestandard.co/iran-protests-trump-warns/ Wed, 14 Jan 2026 02:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1164940 ประท้วงต้านรัฐบาล อิหร่าน เสียชีวิตพุ่ง 2,400 คน ทรัมป์หนุนชุมนุมต่อ เตือนตอบโต้ อิหร่าน รุนแรงหากประหารชีวิตผู้ประท้วง

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านในกรุงเตหะรานและหลายเมือง […]

The post ประท้วงต้านรัฐบาลอิหร่าน เสียชีวิตพุ่ง 2,400 คน ทรัมป์หนุนชุมนุมต่อ เตือนตอบโต้อิหร่านรุนแรงหากประหารชีวิตผู้ประท้วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประท้วงต้านรัฐบาล อิหร่าน เสียชีวิตพุ่ง 2,400 คน ทรัมป์หนุนชุมนุมต่อ เตือนตอบโต้ อิหร่าน รุนแรงหากประหารชีวิตผู้ประท้วง

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านในกรุงเตหะรานและหลายเมืองทั่วประเทศ ยังคงทวีความึงเครียด โดยล่าสุดสำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (Human Rights Activists News Agency : HRANA) รายงานว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,403 คน ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 18,137 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวระบุว่า ตัวเลขนี้อิงจากกรณีที่พวกเขาสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ ซึ่งล่าสุดระบบอินเทอร์เน็ตในอิหร่านยังคงถูกปิดกั้น จึงเป็นไปได้ที่ยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงมากกว่านี้

 

การใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่าน โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่าได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมด เนื่องจากการปราบปรามผู้ประท้วงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกระตุ้นให้กลุ่มผู้ประท้วงเดินหน้าชุมนุมต่อไป โดยระบุว่า “ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไป”

 

“ผู้รักชาติชาวอิหร่าน จงประท้วงต่อไป ยึดครองสถาบันต่างๆของคุณ!!! จงจดชื่อของฆาตกรและผู้กระทำความผิด พวกเขาจะต้องชดใช้อย่างหนัก”

 

“ผมได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่านจนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะหยุดลง ความช่วยเหลือกำลังเดินทาง MIGA!!! [MAGA]” โพสต์ข้อความของทรัมป์ ระบุ

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังได้ส่งคำเตือนไปยังอิหร่านเกี่ยวกับการประหารชีวิตผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมนับหมื่นคน โดยประกาศว่าสหรัฐฯ จะใช้ ‘มาตรการขั้นเด็ดขาด’ เพื่อตอบโต้

 

โดยท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความผ่าน X วานนี้ (13 มกราคม) ระบุว่า ทางการอิหร่านกำลังวางแผนที่จะประหารชีวิตเออร์ฟาน โซลตานี (Erfan Soltani) หนึ่งในผู้ประท้วงชายชาวอิหร่านที่ถูกจับกุมในวันนี้

 

“ชาวอิหร่านกว่า 10,600 คนถูกจับกุมโดยรัฐบาลอิหร่าน เพียงเพราะเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา เออร์ฟาน โซลตานี วัย 26 ปี ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 14 มกราคม ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย”

 

ภาพ : Stringer/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ประท้วงต้านรัฐบาลอิหร่าน เสียชีวิตพุ่ง 2,400 คน ทรัมป์หนุนชุมนุมต่อ เตือนตอบโต้อิหร่านรุนแรงหากประหารชีวิตผู้ประท้วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ มีตัวเลือกใดบ้างในการแทรกแซงวิกฤตประท้วงในอิหร่าน? https://thestandard.co/us-options-intervene-iran-protest/ Tue, 13 Jan 2026 09:54:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1164681 Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, no changes are needed for this specific headline. Heres the reformat (which is identical to the original): สหรัฐฯ มีตัวเลือกใดบ้างในการแทรกแซงวิกฤตประท้วงในอิหร่าน?

วิกฤตประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเตหะรานและหลายเ […]

The post สหรัฐฯ มีตัวเลือกใดบ้างในการแทรกแซงวิกฤตประท้วงในอิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, no changes are needed for this specific headline. Heres the reformat (which is identical to the original): สหรัฐฯ มีตัวเลือกใดบ้างในการแทรกแซงวิกฤตประท้วงในอิหร่าน?

วิกฤตประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเตหะรานและหลายเมืองของอิหร่าน ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ซึ่งจนถึงวันนี้ (13 มกราคม) มีรายงานผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 648 คน ในขณะที่หลายเมืองยังมีผู้ประท้วงปักหลักชุมนุมและเกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง

 

การประท้วงที่มีจุดเริ่มต้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และเงินเฟ้อขั้นรุนแรงจากผลของมาตรการคว่ำบาตร ยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายหรือบรรเทาลง

 

ขณะที่แรงกดดันจากภายนอกต่อรัฐบาลอิหร่านก็ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขู่แทรกแซงสถานการณ์หากทางการอิหร่านใช้กำลังปราบรามและสังหารประชาชนที่ออกมาชุมนุมประท้วง

 

ท่าทีของทรัมป์ ที่ขู่เรื่องนี้ผ่านสื่อหลายครั้ง ทำให้ทั่วโลกจับจ้องว่าเขาจะเปิดปฏิบัติการช็อกโลก เช่น กรณีการส่งหน่วยรบพิเศษบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาอีกหรือไม่

 

ขณะที่คำถามสำคัญ คือตอนนี้ทรัมป์กำลังวางแผนอะไรอยู่ และเขามีตัวเลือกอะไรบ้าง หากตัดสินใจที่จะดำเนินการแทรกแซงเพื่อยับยั้งเหตุประท้วงนองเลือดในอิหร่าน และเป็นไปได้แค่ไหนที่การแทรกแซงอาจไปไกลถึงขั้นโค่นล่มระบอบเผด็จการ

 

การทูตคือตัวเลือกแรก

 

ท่ามกลางจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นและความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

มีรายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ติดต่อกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุประท้วงที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ระบุว่าทั้งสองพูดคุยกันทางโทรศัพท์หรือส่งข้อความ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และทำเนียบขาวต่างปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

 

สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องนี้ว่า การติดต่อของอารักชี ดูเหมือนจะเป็นความพยายามของเตหะรานในการลดความตึงเครียดกับสหรัฐฯ หรือชะลอการแทรกแซงด้วยการโจมตีทางทหารที่อาจเกิดขึ้น ตามที่ทรัมป์ขู่ไว้

 

ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเสริมว่า วิตคอฟฟ์ และอารักชีได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการพบปะหารือกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

“ช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเรา อับบาส อาราคชี และทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดอยู่ และมีการแลกเปลี่ยนข้อความเมื่อใดก็ตามที่จำเป็น” เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวเมื่อวันจันทร์

 

ทั้งนี้ อารักชีกล่าวในการประชุมทูตต่างประเทศในเตหะรานซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐก่อนหน้านี้ว่า “อิหร่านไม่ได้แสวงหาสงคราม แต่พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับสงคราม เราพร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน แต่การเจรจาเหล่านั้นควรเป็นไปอย่างยุติธรรม มีสิทธิเท่าเทียมกัน และอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน”

 

ด้าน แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวกับ Fox News เมื่อวันจันทร์ (12 มกราคม) ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงออกเสมอว่า การทูตเป็นทางเลือกแรก”

 

“อย่างไรก็ตาม เขาไม่เกรงกลัวที่จะใช้กำลังและแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ หากและเมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นว่าจำเป็น ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่ารัฐบาลเผด็จการของอิหร่าน”

 

เธอชี้ว่า “อำนาจต่อรองที่สำคัญที่สุดของอิหร่านเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคือโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์และกองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายล้างไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พร้อมเสริมว่า มีเพียงทรัมป์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะดำเนินการอย่างไรในท้ายที่สุด

 

“โลกจะต้องรอและคาดเดาต่อไป และเราจะปล่อยให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจ”

 

โจมตีทางทหาร โค่นระบอบ?

 

โมนา ยาคูเบียน (Mona Yacoubian) ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) กล่าวว่า “สถานการณ์ที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางทหารต่อสถานการณ์ประท้วงในอิหร่าน คือหากปรากฏชัดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีผู้ประท้วงจำนวนมากถูกสังหารโดยรัฐบาลเผด็จการ”

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อาจทำให้การตัดสินใจแทรกแซงด้วยการโจมตีทางทหารนั้นเป็นเรื่องยาก

 

เธอกล่าวว่า หากไม่มีเกณฑ์ดังกล่าว วอชิงตันอาจเห็นว่าการบั่นทอนสถานะของเตหะรานต่อไปนั้นมีประโยชน์มากกว่า และไม่ต้องถึงขั้นแทรกแซงด้วยการโจมตีหรือทำสงคราม

 

“หากรัฐบาลทรัมป์รู้สึกว่ามีวิธีใดที่จะบั่นทอนระบอบการปกครองของอิหร่านได้มากพอจนต้องยอมเจรจาตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ นั่นอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง” ยาคูเบียน กล่าว

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ยากจะเป็นไปได้คือการที่สหรัฐฯ ผลักดันอย่างเต็มกำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

 

ยาคูเบียนแย้งว่า การโค่นล้มด้วยกำลังทหารนั้นขัดแย้งกับแนวทางที่ทรัมป์ใช้รับมือกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา และด้วยสถานะของอิหร่านในตะวันออกกลาง ทำให้อิหร่านเป็นกรณีที่ซับซ้อนกว่าเวเนซุเอลามาก อีกทั้งยังขาดฝ่ายค้านที่มีความเป็นเอกภาพและมีศักยภาพในการปกครองประเทศได้

 

“ความพยายามที่จะโค่นล้มระบอบการปกครองจะนำไปสู่ความวุ่นวายในระดับหนึ่ง และฉันคิดว่า รัฐบาลทรัมป์ระมัดระวังที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายและความไม่แน่นอนในระดับนั้น”

 

เบน ทาเลบลู ผู้อำนวยการอาวุโสของโครงการอิหร่านของ FDD ตั้งคำถามต่อท่าทีของทรัมป์ ที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเขาจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่

 

การไม่ระบุรายละเอียดดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทางเลือกในทางทหารที่กำลังพิจารณาอยู่ โดยการโจมตีแบบจำกัดวง เช่น พุ่งเป้าที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม, อาคารกระทรวงข่าวกรอง หรือศูนย์บัญชาการทางทหา อาจออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณแก้ไขปัญหาโดยไม่จุดชนวนความขัดแย้งในวงกว้าง

 

แต่การโจมตีเช่นนั้นมีความเสี่ยงที่จะปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมของชาวอิหร่าน และปิดกั้นความเป็นไปได้ของการแปรพักตร์ภายในกองกำลังความมั่นคง อีกทั้งยังยากที่กดดันให้รัฐบาลเผด็จการวางอาวุธ ซึ่งผลที่ออกมาอาจจะตรงกันข้าม

 

ตัวเลือกอื่นๆ

 

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยว่า ทรัมป์ยังได้หารือเกี่ยวกับมาตรการแทรกแซงที่ไม่รุนแรงนัก เช่น ปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อเครือข่ายทางทหารและรัฐบาลอิหร่าน ตลอดจนปฏิบัติการลับ และความพยายามในการฟื้นฟูการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ ซึ่งทรัมป์ได้เสนอแนวคิดที่จะช่วยเหลือชาวอิหร่านในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยแนะนำให้ติดต่อกับอีลอน มัสก์ ซึ่งให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การคว่ำบาตร ซึ่งเป็นนโยบายหลักของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมานานนั้น ให้ผลลัพธ์ที่แย่ลงเรื่อยๆ เนื่องจากข้อจำกัดที่มีอยู่มากมาย โดยมาตรการที่รอบคอบกว่า เช่น การแทรกแซงทางไซเบอร์, ปฏิบัติการข่าวกรอง หรือการกระทำที่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างแนบเนียน อาจช่วยให้วอชิงตันสามารถกดดันเตหะรานได้โดยไม่ต้องบังคับให้เกิดการตอบโต้ทางทหาร

 

นอกจากนี้ ล่าสุดทรัมป์ยังเพิ่มแรงกดดัน ด้วยการขู่ ‘ขึ้นภาษีศุลกากร’ ต่อประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน 25% ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นอีกหรือไม่

 

ภาพ : Stringer/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

 

อ้างอิง :

 

The post สหรัฐฯ มีตัวเลือกใดบ้างในการแทรกแซงวิกฤตประท้วงในอิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU-NATO ทำอะไรได้บ้าง เพื่อหยุดยั้งทรัมป์ ไม่ให้ยึดกรีนแลนด์ https://thestandard.co/eu-nato-stop-trump-greenland/ Tue, 13 Jan 2026 06:53:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1164571 EU-NATO ทำอะไรได้บ้าง เพื่อหยุดยั้ง ทรัมป์ ไม่ให้ยึด กรีนแลนด์

ท่าทีของทรัมป์ ที่ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “สหรัฐฯ จำเป็ […]

The post EU-NATO ทำอะไรได้บ้าง เพื่อหยุดยั้งทรัมป์ ไม่ให้ยึดกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU-NATO ทำอะไรได้บ้าง เพื่อหยุดยั้ง ทรัมป์ ไม่ให้ยึด กรีนแลนด์

ท่าทีของทรัมป์ ที่ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์” โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่อง ‘ความมั่นคงของชาติ’ ส่งผลให้พันธมิตรชาติตะวันตก ทั้งสหภาพยุโรป (EU) และองค์การ NATO ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

 

โดยกรีนแลนด์ ในฐานะดินแดนปกครองตนเอง แม้จะเป็นเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของทั้งสองกลุ่มเหมือนกับที่เดนมาร์กเป็น

 

แต่ถึงกระนั้นกรีนแลนด์ ยังคงได้รับการคุ้มครองจากพันธมิตร NATO ผ่านการเป็นสมาชิกของเดนมาร์ก

 

อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาของทรัมป์ ที่พูดชัดและจริงจังขึ้นมากนับตั้งแต่กรณีการบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาในช่วงปีใหม่ ทำให้ผู้นำยุโรปต้องออกมาแสดงท่าทีเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิของกรีนแลนด์และเดนมาร์ก

 

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้นำยุโรปจะยับยั้งความฝันของทรัมป์ได้อย่างไร หรือจะตอบโต้อย่างไร หากทรัมป์เดินหน้าแผนยึดกรีนแลนด์ขึ้นมาจริงๆ

 

และนี่คือบางทางเลือกที่ EU และ NATO มี

 

การทูตและความมั่นคงในทวีปอาร์กติก

 

  • มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กและกรีนแลนด์ในวันพุธ (14 มกราคม) แต่เจสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน (Jesper Møller Sørensen) เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ และจาคอบ อิสโบเซทเซน (Jacob Isbosethsen) ทูตพิเศษของกรีนแลนด์ ได้เริ่มล็อบบี้ สส.สหรัฐฯ แล้ว

 

  • แนวทางทางการทูตส่วนหนึ่งของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่า สนธิสัญญาป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ-เดนมาร์กที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งได้รับการปรับปรุงในปี 2004 อนุญาตให้มีการขยายกำลังทหารของสหรัฐฯ บนเกาะกรีนแลนด์อย่างมาก รวมถึงการสร้างฐานทัพใหม่ด้วย

 

  • ทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์เน้นย้ำข้อความของเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ที่กล่าวว่า “การโจมตีกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับการที่สมาชิก NATO ชาติหนึ่ง หันมาโจมตีสมาชิกอีกชาติหนึ่ง จะหมายถึง จุดจบของ NATO”

 

  • แม้ว่าคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่ากรีนแลนด์ “เต็มไปด้วยเรือของจีนและรัสเซียทุกหนทุกแห่ง” จะเป็นการกล่าวเกินจริงอย่างชัดเจน แต่บรรดานักการทูตเชื่อว่า การเคลื่อนไหวร่วมกันของชาติตะวันตกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายนอกของกรีนแลนด์ อาจเป็นทางออกที่เจ็บปวดน้อยที่สุดสำหรับกรณีนี้

 

มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

 

  • ในทางทฤษฎี สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากร 450 ล้านคน มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อสหรัฐฯ และสามารถขู่ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ได้ ตั้งแต่การปิดฐานทัพสหรัฐฯ ในยุโรป ไปจนถึงการห้ามสมาชิก EU ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

  • มาตรการคว่ำบาตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเครื่องมือต่อต้านการบีบเค้นของสหภาพยุโรป หรือ ‘ปืนใหญ่ทางการค้า’ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมาธิการยุโรปในการห้ามสินค้าและบริการของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาด EU ตลอดจนเรียกเก็บภาษีศุลกากร เพิกถอนสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา และปิดกั้นการลงทุน

 

  • แต่การจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก ซึ่งดูเหมือนว่า ไม่มีประเทศใดใน EU ต้องการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อสหรัฐฯ แม้ที่ผ่านมาจะเผชิญกับมาตรการภาษีตอบโต้จากทรัมป์ก็ตาม

 

  • นอกจากนี้ ฌอง-มารี เกอเฮนโน (Jean-Marie Guéhenno) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรสหประชาชาติ ชี้ว่าอีกประเด็นสำคัญคือ “ชาติยุโรปต่างพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องข้อมูล AI หรือการอัปเดตซอฟต์แวร์ รวมถึงการป้องกันประเทศ”

 

ลงทุนในกรีนแลนด์

 

  • หลายฝ่ายกำลังจับจ้องว่าทรัมป์ จะใช้หนทางไหนเพื่อดำเนินการยึดครองกรีนแลนด์ โดยทางเลือกอาจมีตั้งแต่การโจมตีทางทหาร การซื้อดินแดนหรือการจ่ายเงินช่วยเหลือโน้มน้าวให้ชาวกรีนแลนด์แยกตัวจากเดนมาร์ก

 

  • ในด้านการจ่ายเงินช่วยกรีนแลนด์นั้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของกรีนแลนด์พึ่งพาเงินอุดหนุนประจำปีจากเดนมาร์กเป็นหลัก โดยในปีที่แล้วได้รับเงินรวมประมาณ 530 ล้านยูโร (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายสาธารณะของกรีนแลนด์ และคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP

 

  • คำสัญญาของทรัมป์ที่จะ “ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในกรีนแลนด์” เป็นหนึ่งในความพยายามซื้อใจชาวกรีนแลนด์ ให้สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระจากเดนมาร์ก ซึ่ง EU อาจจำเป็นต้องทุ่มงบเพื่อช่วยกรีนแลนด์ในทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น

 

  • โดยร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อเดือนกันยายน 2025 ระบุว่า EU อาจเพิ่มเงินสนับสนุนกรีนแลนด์เป็น 2 เท่าเพื่อให้เท่ากับเงินช่วยเหลือประจำปีจากเดนมาร์ก ในขณะที่เกาะแห่งนี้ยังสามารถขอรับเงินทุนจากEU ได้อีก 44 ล้านยูโร สำหรับดินแดนห่างไกลที่มีความเกี่ยวข้องกับ EU

 

การส่งกำลังทหาร

 

  • ในบทความของสถาบันวิจัยนโยบาย Bruegel ในกรุงบรัสเซลส์ มองว่ารัฐบาลของประเทศ EU ควรร่วมกัน “ปกป้องกรีนแลนด์จากการขยายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างแข็งขัน” และชี้ว่า “EU มีศักยภาพในการส่งกำลังทหารอย่างรวดเร็ว และควรนำมาใช้”

 

  • นอกจากนี้ ยังเสนอว่า EU ควรส่งกองกำลังทหารไปประจำการในกรีนแลนด์เพื่อเป็นสัญญาณแสดงถึงความมุ่งมั่นของยุโรปต่อบูรณภาพดินแดนของกรีนแลนด์ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันการผนวกดินแดนโดยสหรัฐฯ ได้ แต่ก็จะทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นมาก

 

  • “แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธ แต่การที่สหรัฐฯ จับกุมทหารของพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นเชลยศึก จะทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ทำให้ชื่อเสียงในเวทีระหว่างประเทศเสื่อมเสีย และส่งผลกระทบอย่างมากต่อสาธารณชนและรัฐสภาสหรัฐฯ” ผู้เขียนบทความวิจัยระบุ

 

  • เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกรัฐบาลเยอรมนีเผยว่า เบอร์ลินกำลังวางแผน ‘การป้องปรามของยุโรป’ ต่อกรณีที่สหรัฐฯ พยายามยึดกรีนแลนด์

 

  • ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ ยังได้แสดงท่าทีก่อนหน้านี้ ว่ามีความเป็นไปได้ที่ฝรั่งเศสอาจส่งกองกำลังทหารไปประจำการ

 

  • สำหรับขีดความสามารถในการส่งกำลังพลอย่างรวดเร็วของสหภาพยุโรป เป็นกรอบสำหรับการส่งกำลังทหารมากถึง 5,000 นายจากหลายประเทศสมาชิก ภายใต้การบังคับบัญชาของ EU เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์นอกกลุ่มประเทศสมาชิก

 

  • ผู้เชี่ยวชาญและนักการเมืองบางคนเชื่อว่า สิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนแผนหรือคิดทบทวน

 

  • “ไม่มีใครเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาหรือสามารถเอาชนะได้ การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารโจมตีสหภาพยุโรปจะส่งผลร้ายแรงต่อความร่วมมือด้านกลาโหม ตลาด และความเชื่อมั่นของทั่วโลกที่มีต่อสหรัฐฯ” เซอร์เกย์ ลาโกดินสกี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกรีนของเยอรมนีกล่าว

 

ภาพ : White House

 

อ้างอิง :

The post EU-NATO ทำอะไรได้บ้าง เพื่อหยุดยั้งทรัมป์ ไม่ให้ยึดกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ https://thestandard.co/trump-us-collapse-court-tariffs/ Tue, 13 Jan 2026 06:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1164552 สหรัฐฯ พังแน่ ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกโรงเตือน ประเ […]

The post สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ พังแน่ ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาออกโรงเตือน ประเทศจะตกอยู่ใน ‘ความยุ่งเหยิง’ หากศาลสูงสุด สหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า ชี้จะต้องใช้เวลาหลายปีในการคืนเงินหรือชดเชยค่าเสียหายให้กับหลายประเทศหรือบริษัท

 

เมื่อคืนนี้ (13 มกราคม) ทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ถึงกรณีที่ศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าในวันที่ 14 มกราคมนี้ว่า สหรัฐฯ อาจจะต้องคืนหรือชดเชยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กับประเทศและบริษัทจำนวนมาก หากศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการดังกล่าว โดยย้ำว่า ประเทศอาจจะยุ่งเหยิง และอ่อนแอลงทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

 

“แทบเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศของเราจะจ่ายไหว ใครก็ตามที่บอกว่า สหรัฐฯ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เป็นคำตอบที่ผิด ไม่ถูกต้อง หรือเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง

 

“ต่อให้เป็นไปได้ เงินจำนวนนี้ก็จะมหาศาลมาก จนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะคำนวณได้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเลขเท่าไร และแม้แต่จะต้องจ่ายให้ใคร เมื่อไร และที่ไหน

 

“จำไว้ว่า เมื่ออเมริกาส่องประกายอย่างเจิดจ้า โลกทั้งใบก็จะส่องประกายตามไปด้วย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า หากศาลสูงสุดตัดสินอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ เราก็พังแน่!” ทรัมป์ระบุ

 

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเอกชนจาก 12 รัฐ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ต่อมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ประเทศคู่ค้าต่างชาติ โดยให้เหตุผลว่า การที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีโดยอ้างกฎหมายที่ให้อำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers: IEEPA) ในปี 1977 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุรวมถึงภาษีศุลกากร และสภาคองเกรสมีอำนาจจัดเก็บภาษีเท่านั้น

 

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจกำหนดมาตรการภาษีทั่วโลก โดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่ หรือฝ่ายอนุรักษนิยมที่ครองเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ตั้งคำถามต่อเหตุผลในการขึ้นภาษีของทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์ไม่ยอมรับผลคำตัดสินและเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจำเป็นต่อการฟื้นฟูฐานการผลิตของประเทศ รวมถึงแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า

 

อนึ่งศาลสูงสุดจะตัดสินคดีดังกล่าวในวันที่ 14 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น รวมถึงคดีอื่นๆ ที่ยังตกค้างอยู่

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ พังแน่! ทรัมป์โวย หากศาลสูงสุดคว่ำมาตรการภาษีนำเข้า ชี้ต้องคืนเงินลงทุนมหาศาลให้กับต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>