ข่าวต่างประเทศ World – THE STANDARD THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/world/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Feb 2026 10:17:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เทียบหมัดต่อหมัด ปากีสถาน vs อัฟกานิสถาน ใครมีศักยภาพการรบมากกว่ากัน? https://thestandard.co/pakistan-afghanistan-military-strength/ Fri, 27 Feb 2026 09:36:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1182459 ภาพแสดงการเปรียบเทียบศักยภาพทางทหารระหว่าง ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน

เปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับความขัดแย้งปากีสถาน-อัฟกานิ […]

The post เทียบหมัดต่อหมัด ปากีสถาน vs อัฟกานิสถาน ใครมีศักยภาพการรบมากกว่ากัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการเปรียบเทียบศักยภาพทางทหารระหว่าง ปากีสถาน และ อัฟกานิสถาน

เปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับความขัดแย้งปากีสถาน-อัฟกานิสถาน หลังในเช้าวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ควาจา อาซิฟ (Khawaja Asif) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมปากีสถานประกาศว่า ประเทศกำลังทำสงครามอย่างเปิดเผยกับอัฟกานิสถาน โดยกล่าวหาว่า ตาลีบันเป็นแหล่งรวมกลุ่มก่อการร้ายที่ส่งออกไปทั่วโลก และลิดรอนสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง

 

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานกล่าวว่า กองทัพมีขีดความสามารถรับมือกับสถานการณ์ โดยจะไม่มีการผ่อนปรนใดๆ เพื่อการปกป้องมาตุภูมิ และการกระทำรุกรานจากอัฟกานิสถานจะได้รับการตอบโต้ที่เหมาะสม ขณะที่โฆษกรัฐบาลตาลีบันระบุผ่าน BBC ว่า จะตอบโต้หากอัฟกานิสถานถูกโจมตี แต่จะไม่เป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังก่อน

 

อนึ่ง นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางการทหารให้สัมภาษณ์กับ BBC Urdu ว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่กลุ่มตาลีบันจะปฏิบัติการทำสงครามตามปกติ (Conventional War) เพราะศักยภาพทางการทหารที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

กล่าวคือ กองทัพปากีสถานมีความแข็งแกร่งติดอันดับที่ 15 ของโลก และครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ฝ่ายตาลีบันไม่มีทรัพยากรทางทหารในระดับทัดเทียม และยังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

 

ขณะที่รายงานจาก International Institute for Strategic Studies ที่สรุปโดย Reuters ได้ชี้ให้เห็นว่า ปากีสถานมีศักยภาพในการรบอย่างเต็มกำลัง ทั้งมีกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยมากกว่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน อีกทั้งยังมีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถใช้เป็นแต้มต่อ หากความขัดแย้งบานปลายได้

 

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของตาลีบันที่ลืมไม่ได้ คือ ประสบการณ์ยาวนานในการทำสงครามกองโจร โดยผู้เชี่ยวชาญระบุผ่าน BBC ว่า หลายครั้งตาลีบันรบกับปากีสถานด้วยการใช้ยุทธวิธีกองโจร คือ โจมตีฉับพลัน และวางระเบิดแสวงเครื่องริมถนน

 


 

เทียบหมัดต่อหมัด ปากีสถาน vs อัฟกานิสถาน ใครมีศักยภาพการรบมากกว่ากัน?

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

 

อ้างอิง:

The post เทียบหมัดต่อหมัด ปากีสถาน vs อัฟกานิสถาน ใครมีศักยภาพการรบมากกว่ากัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? https://thestandard.co/pakistan-afghanistan-war-escalation/ Fri, 27 Feb 2026 07:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1182395 กองกำลังความมั่นคงปากีสถานลาดตระเวนบริเวณชายแดนท่ามกลางความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน

กองทัพปากีสถานส่งฝูงบินรบทิ้งระเบิดโจมตีข้ามพรมแดนใส่เป […]

The post ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองกำลังความมั่นคงปากีสถานลาดตระเวนบริเวณชายแดนท่ามกลางความขัดแย้งกับอัฟกานิสถาน

กองทัพปากีสถานส่งฝูงบินรบทิ้งระเบิดโจมตีข้ามพรมแดนใส่เป้าหมายทางทหารในหลายเมืองใหญ่ของอัฟกานิสถาน รวมถึงกรุงคาบูล และเมืองกันดาฮาร์ ช่วงเช้ามืดวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) โดยเป็นการตอบโต้หลังจากที่กองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน โจมตีที่ตั้งทางทหารของปากีสถานในพื้นที่แนวชายแดนก่อนหน้านี้

 

Reuters อ้างข้อมูลแหล่งข่าวความมั่นคงในปากีสถาน ว่าการโจมตีของปากีสถานในครั้งนี้ มีทั้งการโจมตีทางอากาศและการโจมตีภาคพื้นดิน โดยพุ่งเป้าทำลายฐานที่มั่น กองบัญชาการ และคลังกระสุนของกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน ในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศที่ยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร

 

ขณะที่รัฐบาลปากีสถานอ้างว่าผลการโจมตี ทำให้นักรบตาลีบันอัฟกานิสถานเสียชีวิต 133 คน โดยทหารปากีสถานสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารของตาลีบัน 9 แห่งในพื้นที่ชายแดน และทำลายได้ 27 แห่ง

 

ควาจา อาสิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียภายหลังเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่นี้ว่า “ความอดทนของปากีสถานต่อทางการตาลีบันในอัฟกานิสถานนั้น ‘หมดลงแล้ว’ และปากีสถานจะทำสงครามอย่างเปิดเผย”

 

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างทั้งสองประเทศในรอบหลายเดือน โดยที่มาที่ไปของความขัดแย้งเกิดจากอะไร และสถานการณ์จะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามใหญ่หรือไม่?

 

ที่มาความขัดแย้งคืออะไร?

 

การโจมตีข้ามพรมแดนครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ซึ่งปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่กลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน เข้ากุมอำนาจรัฐบาลในปี 2021

 

ประเด็นหลักของความขัดแย้ง มาจากข้อกล่าวหาของปากีสถาน ที่มองว่ารัฐบาลของกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถาน ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มเตห์รีค อี ตาลีบัน ปากีสถาน (Tehreek-e-Taliban Pakistan : TTP) หรือ ‘กลุ่มตาลีบัน ปากีสถาน’ (ทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน แต่มีสายสัมพันธ์ทางอุดมการณ์ สังคม และภาษาที่ลึกซึ้งร่วมกัน)

 

กลุ่ม TTP ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 มีเป้าหมายหลักคือโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของปากีสถาน เพื่อสร้างรัฐอิสลามที่ปกครองโดยการตีความตามกฎหมายอิสลามของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มนี้รับผิดชอบการก่อเหตุโจมตีที่สร้างความเสียหายร้ายแรง หรือแม้แต่ก่อการร้าย โดยมุ่งเป้าไปที่โบสถ์ โรงเรียน และบุคคลสำคัญ เช่น มาลาลา ยูซาฟไซ ผู้รอดชีวิตจากการถูกสมาชิก TTP พยายามลอบสังหารด้วยการยิงศีรษะในปี 2012 หลังจากที่เธอพยายามเรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของสตรีซึ่งต่อต้านข้อห้ามของกลุ่ม TTP

 

ภายหลังจากที่กลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถานกลับมาครองอำนาจในปี 2021 ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานก็ปะทุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเกิดการโจมตีก่อการร้ายด้วยฝีมือของกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ขึ้นบ่อยครั้ง

 

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงจนกระทั่งในปี 2024 เกิดการสู้รบข้ามพรมแดนขึ้น โดยปากีสถานทำการโจมตีทางอากาศ และมีการยิงปะทะระหว่างกองกำลังภาคพื้นดินของทั้งสองฝ่าย ซึ่งกลุ่ม TPP และกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ เช่นกองทัพปลดปล่อยบาลูจิสถาน (BLA) แนวร่วมต่อต้านแห่งชาติอัฟกานิสถาน และแนวร่วมเสรีภาพอัฟกานิสถาน ก็ร่วมในการต่อสู้กับปากีสถานด้วย

 

การต่อสู้และการก่อการร้าย ปะทุขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่แนวชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ที่เรียกว่าเส้นเขตแดนดูแรนด์ (Durand Line) ไปจนถึงพื้นที่ภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน

 

กระทั่งในเดือนตุลาคม 2025 ก็เกิดการปะทะรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน โดยปากีสถานได้ทำการโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายในกรุงคาบูลและอีกหลายเมือง ก่อนที่กาตาร์ ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย จะเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้ปากีสถานและรัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน หยุดยิงและทำให้การต่อสู้บรรเทาลง

 

ชนวนการโจมตีล่าสุดเกิดจากอะไร

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลังจากตกลงหยุดยิง ยังคงมีเหตุปะทะและการก่อการร้ายโดยกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธโจมตีในปากีสถานหลายระลอก เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุมือระเบิดฆ่าตัวตายจุดระเบิดระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ ที่มัสยิดชีอะห์ในกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 คน และบาดเจ็บอีก 170 คน

 

และไม่กี่วันต่อมา เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกระเบิดพุ่งชนด่านรักษาความปลอดภัยในเมืองบาจาอูร์ ในจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ทำให้ทหารเสียชีวิต 11 นาย และเด็กอีก 1 คน โดยทางการปากีสถานระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกานิสถาน และกระทรวงการต่างประเทศปากีสถานได้ออกหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลตาลีบันเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งเรียกตัวรองหัวหน้าคณะผู้แทนอัฟกานิสถานในกรุงอิสลามาบัดเข้าพบด้วย

 

หลังจากนั้นในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ มือระเบิดฆ่าตัวตายอีกคนได้โจมตีขบวนรถรักษาความปลอดภัยในเมืองบันนู แคว้นไคเบอร์ปัคตุนควาเช่นกัน ทำให้ทหารเสียชีวิต 2 นาย

 

การโจมตีก่อการร้ายในปากีสถานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความอดทนของปากีสถานหมดลง และในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ กองทัพปากีสถานจึงเริ่มต้นปฏิบัติการตอบโต้ โดยส่งเครื่องบินขับไล่โจมตีค่ายและที่ซ่อนตัวของกลุ่ม TPP ทั้งหมด 7 แห่ง ในจังหวัดนันการ์ฮาร์ (Nangarhar) และปักติกา (Paktika) ใกล้ชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน โดยทางการปากีสถานอ้างว่าสามารถสังหารกลุ่มติดอาวุธได้อย่างน้อย 80 คน

 

ขณะที่รัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน อ้างว่า การโจมตีของปากีสถานทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน รวมถึงผู้หญิงและเด็ก พร้อมทั้งยืนกรานปฏิเสธว่าไม่ได้อนุญาตให้กลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธใดๆ ปฏิบัติการจากดินแดนของตน พร้อมทั้งประกาศเตือนว่าจะตอบโต้ด้วย “มาตรการที่เหมาะสมและรอบคอบ”

 

การตอบโต้เกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี โดยเกิดการปะทะขึ้นในพื้นที่แนวชายแดน หลังกองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน เปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของปากีสถาน

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายอ้างว่าสามารถทำลายฐานที่มั่นของอีกฝ่ายได้ในการปะทะที่เกิดขึ้น ซึ่งความตึงเครียดที่ยกระดับ ทำให้ปากีสถานตัดสินใจเปิดฉากการโจมตีระลอกล่าสุดวานนี้

 

เหตุการณ์จะลุกลามเป็นสงครามใหญ่หรือไม่?

 

อับดุล บาซิต (Abdul Basit) นักวิชาการจากศูนย์วิจัยความรุนแรงทางการเมืองและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย S Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นต่อ Al Jazeera เกี่ยวกับการโจมตีของปากีสถานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า “เป็นการยืนยันถึงการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างปากีสถานและรัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถาน ที่เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาเมื่อปลายปีที่แล้ว”

 

บาซิตชี้ว่า ปากีสถานกำลังเผชิญภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ โดยพวกเขาต้องแสดงท่าทีตอบโต้หลังจากถูกโจมตี ขณะที่เขามองว่าปากีสถาน “กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ระหว่างทางเลือกที่แย่กับทางเลือกที่แย่กว่า” เนื่องจาก ยิ่งปากีสถานโจมตีในอัฟกานิสถานมากเท่าไหร่ รัฐบาลตาลีบันและกลุ่ม TTP ก็จะยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้นเท่านั้น

 

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปากีสถานเผชิญความสูญเสียอย่างหนักจากการโจมตีของกลุ่ม TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ โดยรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งปากีสถาน ชี้ว่าปีที่แล้วเป็นปีที่อันตรายที่สุดปีหนึ่งในรอบเกือบสิบปีของปากีสถาน มีการโจมตีเกิดขึ้น 699 ครั้งทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า

 

รายงานด้านความมั่นคงของปากีสถานประจำปี 2025 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,034 คนจากคลื่นความรุนแรงระลอกใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้น 21% ใน ‘การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย’

 

ขณะที่แถลงการณ์จากสำนักงานนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถานระบุว่า “ทั้งประเทศจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสนับสนุนกองทัพปากีสถาน”

 

พร้อมทั้งประกาศว่า “ประชาชนปากีสถานและกองทัพ พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของชาติ จะไม่มีการผ่อนปรนในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รักของเรา และการรุกรานใดๆ จะได้รับการตอบโต้ที่เหมาะสม”

 

อาซิฟ ยังระบุว่า “ในอดีต บทบาทของปากีสถานนั้นเป็นไปในทางบวก โดยปากีสถานให้ที่พักพิงแก่ชาวอัฟกัน 5 ล้านคนเป็นเวลา 50 ปี แม้กระทั่งทุกวันนี้ ชาวอัฟกันหลายล้านคนยังคงหาเลี้ยงชีพบนแผ่นดินของปากีสถาน แต่ ‘ความอดทนหมดลงแล้ว’ และตอนนี้มันคือสงครามอย่างเปิดเผยระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน”

 

นานาชาติมีท่าทีอย่างไร?

 

อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยด่วน พร้อมทั้งปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และให้ความคุ้มครองพลเรือน และพยายามแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางการทูต

 

ขณะเดียวกัน ซัลเมย์ คาลิลซาด (Zalmay Khalilzad) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอัฟกานิสถาน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “การโจมตีตอบโต้กันไปมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายซึ่งต้องยุติลง”

 

“ทางเลือกที่ดีกว่าคือข้อตกลงทางการทูตระหว่างสองประเทศ ที่จะไม่ยอมให้บุคคลและกลุ่มติดอาวุธใดกลุ่มหนึ่งใช้ดินแดนของตนคุกคามความมั่นคงของอีกฝ่าย” คาลิลซาดกล่าว และเสริมว่า

 

“การดำเนินการตามข้อตกลงควรได้รับการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือ เช่น ตุรกี แนวทางนี้ชาญฉลาดกว่าการโจมตีและตอบโต้กันไปมาอย่างต่อเนื่อง”

 

ภาพ : Pakistani security forces/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ปากีสถานทิ้งระเบิดถล่มอัฟกานิสถาน ชนวนเหตุจากอะไร และสงครามจะปะทุหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pizzagate, UFO และละครการเมือง เกิดอะไรขึ้นในการไต่สวน ‘ปมเอปสตีน’ ของ ฮิลลารี คลินตัน? https://thestandard.co/hillary-clinton-epstein-hearing/ Fri, 27 Feb 2026 05:41:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1182339 ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาคองเกรสเกี่ยวกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและสตรี […]

The post Pizzagate, UFO และละครการเมือง เกิดอะไรขึ้นในการไต่สวน ‘ปมเอปสตีน’ ของ ฮิลลารี คลินตัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาคองเกรสเกี่ยวกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและสตรีหมายเลขหนึ่ง ให้การปม ‘เอปสตีนไฟล์’ ต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาคองเกรสแบบปิดลับ โดยยืนยันว่า ไม่มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนและค้ามนุษย์ พร้อมวิจารณ์กระบวนการว่า เป็นเพียง ‘ละครการเมือง’ เท่านั้น

 

“เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง เราเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารทั้งหมดมาโดยตลอด เราเชื่อว่า ความโปร่งใสคือวิธีจัดการปัญหาที่ดีที่สุด” ฮิลลารีให้สัมภาษณ์กับสื่อ พร้อมโจมตีพรรครีพับลิกันว่า เหตุการณ์วันนี้เกิดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีความเชื่อมโยงกับเอปสตีน

 

ฮิลลารีเกี่ยวข้องอะไรกับเอปสตีนไฟล์ แล้วเกิดอะไรขึ้นในการให้การแบบปิดลับ? THE STANDARD สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้

 

ทำไมฮิลลารีต้องเข้าให้การปมเอปสตีนไฟล์?

 

การเข้าให้การของสองสามีภรรยาตระกูลคลินตัน เป็นผลสืบเนื่องมาจากหมายเรียกของ เจมส์ คอเมอร์ (James Comer) ประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ที่พยายามขยายผลจากข้อมูลมหาศาลใน ‘เอปสตีนไฟล์’ โดยพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลคลินตันกับเอปสตีนใน 2 ประเด็นหลัก

 

1. เส้นทางการเงินและการเข้าถึงทำเนียบขาว รายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้งสหรัฐฯ (FEC) พบว่า เอปสตีนเคยบริจาคเงินให้พรรคเดโมแครตในช่วงทศวรรษ 1990 และในปี 2006 เขายังได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 2.5 หมื่นดอลลาร์ (ประมาณ 8.9 แสนบาท) ให้แก่มูลนิธิคลินตัน (Clinton Foundation)

 

นอกจากนี้ บันทึกผู้เยี่ยมเยือนยังเผยให้เห็นว่า เอปสตีนเคยเดินทางเข้า-ออกทำเนียบขาวหลายครั้งในช่วงที่ บิล คลินตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

2. ปมความสัมพันธ์ส่วนตัวและการใช้เครื่องบินส่วนตัว นอกจากรูปภาพจำนวนมากของอดีตประธานาธิบดีที่ปรากฏในเอปสตีนไฟล์ พรรครีพับลิกันยังระบุว่า บิลเคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนหลายครั้ง

 

อย่างไรก็ดี ในส่วนของฮิลลารี กลับไม่มีข้อมูลในเอปสตีนไฟล์ หรือผู้เสียหายรายใดเชื่อมโยงถึงเธอ ทำให้โฆษกส่วนตัวของเธอตั้งคำถามว่า การเรียกสอบปากคำครั้งนี้อาจมี ‘แรงจูงใจทางการเมือง’ มากกว่าการหาความจริงในคดี ขณะที่รีพับลิกันชี้แจงว่า การให้การของตระกูลคลินตันสำคัญในการทำความเข้าใจว่า เอปสตีนสร้างเครือข่ายได้อย่างไร

 

เดิมที ทีมกฎหมายของตระกูลคลินตันพยายามหลีกเลี่ยงการให้ปากคำแบบตัวต่อตัว โดยยื่นข้อเสนอขอให้การเป็นลายลักษณ์อักษรแทน แต่เมื่อสภาคองเกรสขู่ว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการลงมติ ‘หมิ่นอำนาจรัฐสภา’ (Contempt of Congress) ซึ่งมีโทษถึงจำคุก ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าให้การแบบปิดลับเพื่อยุติปัญหาทางกฎหมายในที่สุด

 

เกิดอะไรขึ้นในการเข้าให้การแบบลับที่นานถึง 6 ชั่วโมง?

 

  • เมื่อคืนนี้ (26 กุมภาพันธ์) ฮิลลารี คลินตัน เดินทางเข้าให้การแบบปิดลับ ณ Chappaqua Performing Arts Center ในเมืองชัปปากวา รัฐนิวยอร์ก แม้การประชุมจะปิดลับ แต่คาดว่า คณะกรรมาธิการจะดำเนินการเผยแพร่ ทั้งภาพและเอกสารถอดคำให้การฉบับเต็มสู่สาธารณะในภายหลัง ตามมาตรฐานเดียวกับการไต่สวนครั้งสำคัญที่ผ่านมา

 

  • ​​ฮิลลารีปรากฏตัวพร้อมกับ เดวิด เคนดัลล์ และ เชอริล มิลส์ ทีมกฎหมายที่เคยช่วยให้บิลรอดพ้นจากการถอดถอน (Impeachment) ในปี 1999 โดยเธอให้การนานถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งมีประเด็นสำคัญตามรายงานของ New York Times และ Washington Post ดังต่อไปนี้

 

  • ก่อนการไต่สวน คอมเมอร์ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการไม่ได้กล่าวหาว่า คลินตันกระทำผิด แต่มีคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงบางประการ เช่น บทบาทของเอปสตีนในการระดมทุนกิจกรรมหลังพ้นตำแหน่งของคลินตัน และการที่แม็กซ์เวลล์เคยไปร่วมงานแต่งของเชลซี

 

  • รายงานระบุว่า ความตึงเครียดเกิดขึ้นหลังการไต่สวนผ่านไป 1 ชั่วโมง โดยคลินตันสั่งหยุดประชุมชั่วคราว หลัง ลอว์เรน โบเบิร์ต สมาชิกคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน เผยแพร่ภาพบรรยากาศภายในห้อง ซึ่งต่อมา เบนนี จอห์นสัน อินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษนิยมนำไปโพสต์ต่อ

 

  • ฮิลลารีระบุว่า เรื่องนี้ ‘น่าสะอิดสะเอียน’ มาก เพราะการกระทำดังกล่าวทำลายความเชื่อใจว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรักษาความลับในส่วนอื่นๆ ทำให้การไต่สวนต้องระงับไปพักใหญ่ เพื่อขอคำยืนยันเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล

 

  • ทนายความของคลินตันคัดค้านอย่างหนัก และเรียกร้องให้เปิดให้สื่อเข้าบันทึกการไต่สวน ขณะที่ฟากเดโมแครตชี้ว่า รีพับลิกันปฏิเสธคำขอของครอบครัวคลินตันที่ต้องการให้การไต่สวนเป็นสาธารณะ แต่การไต่สวนก็กลับมาดำเนินต่อหลังหยุดไปประมาณ 30 นาที

 

  • เท่าที่มีข้อมูลเปิดเผย ประเด็นที่คณะกรรมาธิการฯ พยายามจี้ คือความสัมพันธ์กับ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตเพื่อนสาวของเอปสตีน แต่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เธอรู้จักกับแม็กซ์เวลล์แบบผิวเผินเท่านั้น

 

  • ฮิลลารีชี้แจงว่า กรณีที่แม็กซ์เวลล์มาร่วมงานแต่งของ เชลซี คลินตัน บุตรสาวของฮิลลารีและบิล เป็นเพราะเธอมาในฐานะแขกผู้ติดตามของคนอื่น ไม่ได้ถูกเชิญมาเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด

 

  • อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับคอเมอร์ คือ ฮิลลารีตอบคำถามส่วนใหญ่ด้วยประโยคว่า “ฉันไม่รู้ คุณต้องไปถามสามีฉัน” มากกว่า 12 ครั้ง ขณะที่คณะกรรมาธิการยังค้างคากับบทบาทของแม็กซ์เวลล์และปมเงินบริจาค หลังเธอเคยอ้างว่า เป็นตัวกลางสำคัญในการก่อตั้ง Clinton Global Initiative

 

  • ขณะที่ เจมส์ อาร์. วอล์กกินชอว์ สส. เดโมแครตจากเวอร์จิเนีย ปกป้องคลินตัน โดยกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่บ่งชี้ว่า อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งรู้เห็นหรือเกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีน พร้อมแสดงความกังวลว่า การไต่สวนครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมือง

 

  • นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังขอให้คณะกรรมาธิการปล่อยบันทึกให้การฉบับเต็มโดยไม่ผ่านการตัดต่อภายใน 24 ชั่วโมง โดยอ้างถึงความโปร่งใสที่จำกัดของการดำเนินการแบบปิดลับ

 

ฮิลลารีคิดอย่างไรกับกระบวนการครั้งนี้?

 

  • หลังการให้การ ฮิลลารีออกมาวิจารณ์ว่า การไต่สวนครั้งนี้เป็นเพียง ‘ละครการเมือง’ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะกรรมาธิการที่มีพรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมาก จึงยืนกรานให้เธอมา

 

  • ฮิลลารียืนยันผ่านแถลงการณ์ว่า เธอไม่รู้จักเอปสตีนเป็นการส่วนตัว ไม่เคยไปลิตเติลเซนต์เจมส์ เกาะส่วนตัว ไม่เคยไปบ้าน หรือสำนักงานของอาชญากรรายนี้ ซึ่งเธอยืนยันไปหลายรอบแล้ว

 

  • ฮิลลารีรู้สึกว่า ในการไต่สวน พรรครีพับลิกันเบี่ยงเบนเรื่องของเอปสตีนโดยสิ้นเชิง เช่น เธอถูกถามเรื่อง UFO หรือบางคนถามเธอถึง ‘Pizzagate’ หรือทฤษฎีสมคบคิดว่า พรรคเดโมแครตใช้ร้านพิซซ่าบังหน้าขบวนการค้าประเวณีเด็ก

 

  • อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเชื่อว่า การสอบสวนครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อหาความจริง แต่ทำเพื่อตอบสนองความเชื่อที่บิดเบี้ยวและหวังผลทางการเมือง

 

  • เธอย้ำว่า รู้สึกผิดหวังที่คำให้การไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่เช่นนั้น เธอคงจะไม่ต้องมาอธิบายให้ทุกคนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พร้อมทั้งยังเรียกร้องไปยังทรัมป์ให้ออกมาให้การแบบเธอบ้าง เพราะชื่อของเขาปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเอปสตีนไฟล์

 

  • อย่างไรก็ดี ฮิลลารีทิ้งท้ายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างบิลกับเอปสตีน มีความลึกกว่าเรื่องของเธอ แต่ก็จบลงไปแล้วในหลายปี ก่อนจะมีการเปิดโปงอาชญากรรมของเอปสตีน

 

  • ทั้งนี้ การไต่สวนของบิลจะเกิดขึ้นในวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น

 

ภาพ: Shannon Stapleton / Reuters

อ้างอิง:

The post Pizzagate, UFO และละครการเมือง เกิดอะไรขึ้นในการไต่สวน ‘ปมเอปสตีน’ ของ ฮิลลารี คลินตัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน https://thestandard.co/pakistan-afghanistan-taliban-attack-kabul/ Fri, 27 Feb 2026 04:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1182280 เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปากีสถานปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีข้ามพรมแดนต่อ […]

The post ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปากีสถานปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่า ได้ปฏิบัติการโจมตีข้ามพรมแดนต่อเป้าหมายในหลายเมืองใหญ่ของอัฟกานิสถาน รวมถึงกรุงคาบูล และเมืองกันดาฮาร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ซึ่งเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายรายงานว่าเกิดความสูญเสียอย่างหนัก แต่มีตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยปากีสถานอ้างว่า กองทัพของตนสามารถสังหารนักรบตาลีบัน อัฟกานิสถานได้ 133 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน และทำลายฐานที่มั่นและอุปกรณ์ทางทหารของอัฟกานิสถานหลายแห่ง ขณะที่รัฐบาลตาลีบันอ้างว่า มีทหารเสียชีวิตเพียง 8 นาย และบาดเจ็บ 11 นาย

 

การโจมตีดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สู้รบข้ามพรมแดนระหว่างกองทัพปากีสถานและกองกำลังตาลีบัน อัฟกานิสถาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จากข้อพิพาทยืดเยื้อ ที่ปากีสถานกล่าวหารัฐบาลตาลีบัน อัฟกานิสถานว่า ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มตาลีบัน ปากีสถาน (Tehreek-e-Taliban Pakistan : TTP)

 

โดยเมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 ที่ผ่านมา กองกำลังทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะและโจมตีตอบโต้กันไปมาหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน ก่อนที่กาตาร์ ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย จะเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและสามาถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

 

ขณะที่ชนวนการปะทะกันครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังปากีสถานเปิดฉากโจมตีทางอากาศข้ามพรมแดน โจมตีค่ายของกลุ่มติดอาวุธ TTP และกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถานตะวันออกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบัน อัฟกานิสถานปฏิเสธว่าไม่ได้อนุญาตให้กลุ่มติดอาวุธใดๆ ปฏิบัติการจากดินแดนของตน และเตือนว่าจะตอบโต้ ก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะเปิดฉากโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของปากีสถานเมื่อช่วงเช้าวานนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้

 

Reuters อ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในปากีสถาน ระบุว่า การโจมตีของปากีสถานในครั้งนี้ มีทั้งการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน โดยพุ่งเป้าไปยังฐานที่มั่น กองบัญชาการ และคลังกระสุนของกลุ่มตาลีบันในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน

 

ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน โพสต์ข้อความผ่าน X ประกาศกร้าวว่า “ทั้งประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างกองทัพปากีสถาน” และยืนยันว่า “ประชาชนและกองทัพปากีสถาน พร้อมเสมอที่จะปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของประเทศ”

 

“จะไม่มีการประนีประนอมในการปกป้องมาตุภูมิอันเป็นที่รัก และการรุกรานทุกครั้งจะได้รับการตอบโต้ที่เหมาะสม” เขากล่าว

 

ขณะที่ควาจา อาสิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ขณะนี้เป็น ‘สงครามเปิด’ ระหว่างปากีสถานและรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน”

 

ภาพ : Pakistani security forces/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง :

 

The post ปากีสถานเดือด โจมตีข้ามพรมแดนถล่มกรุงคาบูล-หลายเมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจรจา ‘สหรัฐฯ–อิหร่าน’ ยังไร้ข้อตกลง เตรียมคุยต่อสัปดาห์หน้า ขณะทรัมป์ชั่งน้ำหนักปฏิบัติการทหาร https://thestandard.co/us-iran-talks-no-deal-trump/ Fri, 27 Feb 2026 03:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182239 ภาพการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กรุงเจนีวา ท่ามกลางสถานการณ์ไร้ข้อตกลงและโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาทางเลือกทางทหาร

การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ณ กรุงเจนีวา สิ้น […]

The post เจรจา ‘สหรัฐฯ–อิหร่าน’ ยังไร้ข้อตกลง เตรียมคุยต่อสัปดาห์หน้า ขณะทรัมป์ชั่งน้ำหนักปฏิบัติการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กรุงเจนีวา ท่ามกลางสถานการณ์ไร้ข้อตกลงและโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาทางเลือกทางทหาร

การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ณ กรุงเจนีวา สิ้นสุดโดยไร้ข้อตกลง ขณะที่ฝั่งอิหร่านชี้ว่า ผลการพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และจะมีการประชุมใหม่ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางรายงานจาก Axios ว่า ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงทางเลือกปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยหลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของการทูต

 

เมื่อคืนนี้ (26 กุมภาพันธ์) ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิ้นสุดลงโดยไร้ข้อตกลง โดยมีผู้เข้าร่วมจากฝั่งสหรัฐฯ คือ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ขณะที่ฝั่งอิหร่าน คือ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โดยแบ่งเป็นรอบเช้ากับรอบบ่าย

 

ทั้งนี้ ไซยิด บัดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ที่ทำหน้าที่ตัวกลางในการเจรจาระบุว่า ทั้งสองประเทศจะกลับมาพูดคุยอีกครั้งเร็วๆ นี้ แต่การเจรจาสิ้นสุดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

“วันนี้เราปิดการหารือด้วยความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน” อัลบูไซดีระบุ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงอะไรบ้าง ขณะที่จะมีการประชุมระดับเทคนิคในกรุงเวียนนาสัปดาห์หน้า

 

ขณะที่อารักชีให้สัมภาษณ์สื่อว่า ขณะนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงได้บางประเด็น แต่ยังเห็นต่างในบางเรื่อง โดยย้ำว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งเตหะรานได้ยืนยันจุดยืนเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่วอชิงตันยืนยันว่า ข้อตกลงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมถอยให้กับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ผลการเจรจาเป็นอย่างไรบ้าง?

 

ตามรายงานของ Axios แหล่งข่าวจากวอชิงตันระบุว่า ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นไปในเชิงบวก แต่ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

ขณะที่รายงานระบุว่า ช่วงเช้าอิหร่านยื่นร่างข้อเสนอให้สหรัฐฯ แต่วอชิงตันแสดงความผิดหวังต่อจุดยืนอีกฝ่าย อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เตหะรานรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงไปแล้ว หากสหรัฐฯ แยกประเด็นนิวเคลียร์ออกจากประเด็นที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ได้

 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังให้สัมภาษณ์ Al Jazeera ว่า เตหะรานปฏิเสธ 3 ข้อเสนอระหว่างช่วงพักการประชุม คือ ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถาวร, รื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ และส่งออกคลังยูเรเนียมออกจากประเทศ แต่ให้สัญญาว่า จะลดการเสริมสมรรถนะแร่ให้อยู่ในระดับต่ำ ภายใต้การกำกับของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พร้อมยืนยันว่า ข้อเสนอของอิหร่านจริงจังทางการเมือง สร้างสรรค์ทางเทคนิค และครอบคลุมทุกเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการบรรลุข้อตกลงทันที

 

ผบ.สูงสุดสหรัฐฯ สรุปบรรยายทรัมป์ ถึงทางเลือกปฏิบัติการอิหร่าน

 

ในรายงานอีกฉบับหนึ่งของ Axios ยังระบุด้วยว่า พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ต่อทรัมป์ถึงทางเลือกปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ถือเป็นครั้งแรกที่มีการรายงานนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในเดือนธันวาคม 2025

 

รายงานระบุว่า การบรรยายสรุปเกิดขึ้นพร้อมกับการเจรจาในกรุงเจนีวาสิ้นสุดลง โดยหลายฝ่ายในรัฐบาลทรัมป์มองว่า นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายทางการทูต ก่อนที่ผู้นำสหรัฐฯ จะตัดสินใจว่า จะพาสหรัฐฯ เดินหน้าเข้าสู่สงครามหรือไม่

 

อย่างไรก็ดี กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ปฏิเสธให้ความเห็น ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ตอบคำถามของ Axios ในทันที

 

ภาพ: Umman Foreign Ministry

 

อ้างอิง:

The post เจรจา ‘สหรัฐฯ–อิหร่าน’ ยังไร้ข้อตกลง เตรียมคุยต่อสัปดาห์หน้า ขณะทรัมป์ชั่งน้ำหนักปฏิบัติการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมกัมพูชารุกเวทีโลก ไทยทำอะไรบ้าง? https://thestandard.co/cambodia-thailand-border-world-stage/ Thu, 26 Feb 2026 10:57:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1182105 ภาพประกอบสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและการเคลื่อนไหวทางการทูต

บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ภายหลังจากที่ต […]

The post อ่านเกมกัมพูชารุกเวทีโลก ไทยทำอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาและการเคลื่อนไหวทางการทูต

บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ภายหลังจากที่ตกลงหยุดยิงนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ยังเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยฝ่ายกัมพูชายังมีท่าทีและความพยายามที่จะขยายข้อพิพาทจากระดับทวิภาคี ให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ และมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญจากผู้นำรัฐบาลพนมเปญในเวทีโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีการแสดงท่าทีจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาในลักษณะแทรกแซงการเมืองและกิจการภายในของไทยด้วย

 

ในขณะที่ฝ่ายไทย ที่ผ่านมารัฐบาล, กองทัพและกระทรวงการต่างประเทศของไทย พยายามแก้เกมและตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาด้วยการนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นานาชาติ

 

โดยท่าทีระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย นับตั้งแต่หยุดยิงมาจนถึงวันนี้มีการดำเนินการอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

 

27 ธันวาคม 2568

 

  • รัฐมนตรีกลาโหมไทย-กัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงร่วมหยุดยิง ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

 

28-29 ธันวาคม 2568

 

  • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อพบหารือทวิภาคีกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และเข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย- กัมพูชา-จีน เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง ตามคำเชิญของฝ่ายจีน

 

30 ธันวาคม 2568

 

  • สีหศักดิ์ บรรยายสรุปผลการประชุมสามฝ่ายเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดของสถานการณ์ไทย – กัมพูชา แก่คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศโดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังเป็นเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนจาก 60 ประเทศ 1 องค์กร และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวม 78 คน

 

7 มกราคม 2569

 

  • กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา จัดการบรรยายสรุปต่อคณะผู้แทนทางการทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศรวม 55 คณะ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยแสดงความกังวลและกล่าวหากองกำลังทหารของไทย ว่ายังคงยึดครองและรุกล้ำดินแดนกัมพูชา รวมถึงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง

 

12 มกราคม 2569

 

  • สีหศักดิ์แถลงเตือนรัฐมนตรีกัมพูชาหยุดยั่วยุ-แทรกแซงการเมืองไทย หลังแก้ว เรมี (Keo Remy) รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่าน Facebook พาดพิงการเลือกตั้งของไทย ว่าหากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง โอกาสการเกิดการสู้รบรอบที่ 3 ระหว่างกัมพูชาและไทยจะลดลง

 

  • ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เตือนการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชา มีเนื้อหาบิดเบือน ยั่วยุกล่าวหาไทยโดยไม่มีมูลและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ละเมิดถ้อยแถลงร่วม

 

20 มกราคม 2569

 

  • กระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือประท้วงรัฐบาลกัมพูชา กรณีที่สื่อกัมพูชาตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกของสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา มีเนื้อพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชาพร้อมทั้งส่งหนังสือตอบโต้ไปยังสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวข้อง

 

  • ฮุน มาเนต ประกาศยืนยันว่า กัมพูชาตัดสินใจตอบรับคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ หรือ Board of Peace ภายใต้ข้อริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

 

27-29 มกราคม 2569

 

  • กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ณ ที่ทำการจุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา โดยเชิญ AOT เข้าร่วมการประชุมเพื่อแสดงความโปร่งใส

 

28-29 มกราคม 2569

 

  • สีหศักดิ์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN Foreign Ministers’ Retreat: AMM Retreat) ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ย้ำจุดยืนไทยเลือกใช้ความอดทน อดกลั้น และการสื่อสารผ่านกลไกทวิภาคี กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

 

  • กัมพูชาขอให้มีการบรรจุวาระการติดตามผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568

 

30 มกราคม 2569

 

  • ไทยตอบโต้รายงานจากฝ่ายกัมพูชาที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ช่วงวันที่ 12 – 22 มกราคม 2569 ยืนยันไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม

 

5 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • ฮุน มาเนต ส่งคำขออย่างเป็นทางการถึง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าเอกสารทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคในการปักปันเขตแดนยุคอาณานิคม หวังนำมาใช้แก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

 

17 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • ฮุน มาเนต ให้สัมภาษณ์ Reuters ระหว่างเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวหาทหารไทยยังยึดครองพื้นที่ลึกเกินเส้นเขตแดน หวังคณะกรรมการสันติภาพมีบทบาทลดความขัดแย้ง

 

18 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • สีหศักดิ์ ตอบโต้กรณีฮุน มาเนต ให้สัมภาษณ์ Reuters ชี้ประตูเจรจาไทย-กัมพูชา ยังเปิดอยู่ ไม่จำเป็นต้องดึงฝ่ายที่ 3 เข้ามามีบทบาทในความขัดแย้ง ตั้งข้อสังเกตเจตนาสร้างแรงกดดันไทย

 

23 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • สีหศักดิ์ เยือนกรุงปารีส, ฝรั่งเศส พบหารือทวิภาคีกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทที่เป็นกลาง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

 

  • สีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์ France24 สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ข้อกล่าวหากัมพูชาเรื่องการยึดดินแดน พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไทยและกัมพูชาตกลงกันในกรอบหยุดยิงว่า ทหารของแต่ละฝ่ายจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตนอยู่ในปัจจุบัน ยืนยันตั้งตู้คอนเทนเนอร์ไม่รุกล้ำเขตแดน

 

24 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council : UNHRC) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

  • สีหศักดิ์ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงเวที UNHRC ตอบโต้กัมพูชาว่า “กล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย” และชี้แจงข้อกล่าวหาไทยรุกล้ำดินแดน โดยย้ำข้อเท็จจริงคือ ทหารทั้งสองฝ่ายเจรจาและเห็นชอบให้ทหารของแต่ละฝ่ายจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตนอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา

 

พร้อมทั้งชี้ต้นเหตุความขัดแย้ง เกิดจากกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยเป็นเวลาหลายปีและยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งแทรกแซงการเมืองภายในของไทย

 

25 กุมภาพันธ์ 2569

 

  • ฮุน มาเนต ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ระบุถึงกรณีความขัดแย้งชายแดนกับไทย ว่ากัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายเพิ่มความตึงเครียด แต่ต้องการลดความตึงเครียดและหาทางออกอย่างสันติ

The post อ่านเกมกัมพูชารุกเวทีโลก ไทยทำอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย https://thestandard.co/china-myanmar-gangs-death-penalty/ Thu, 26 Feb 2026 07:55:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1182001 ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่ […]

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่าการพิจารณาคดีกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่สองกลุ่มซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมานั้นเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมเผยว่า ศาลทั่วประเทศได้ตัดสินคดีชั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมทางตอนเหนือของเมียนมาไปแล้วกว่า 27,000 คดี เมื่อนับถึงสิ้นปี 2025 โดยมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกส่งตัวกลับประเทศได้รับการตัดสินโทษแล้วกว่า 41,000 ราย

 

ในบรรดาคดีแก๊งอาชญากรที่ถูกขนานนามว่า ‘สี่ตระกูลใหญ่’ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในจีนและต่างประเทศ มีคดีตระกูลหมิงและตระกูลไป๋ที่เสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว และมีผู้ต้องหารวม 39 รายถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษหนักกว่านั้น ได้แก่ โทษตัดสินประหารชีวิต 16 ราย โดยแก๊งอาชญากรติดอาวุธข้ามพรมแดนทั้งสองแก๊งนี้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว นับเป็นการปราบปรามครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรทั้งในจีนและต่างประเทศ

 

ศาลจีนได้กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมต่ออาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยระหว่างปี 2021-2025 ศาลทั่วประเทศได้พิจารณาคดีชั้นต้นเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์มากกว่า 1.59 แสนคดีเสร็จสิ้น และตัดสินลงโทษจำเลยมากกว่า 3.38 แสนราย

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จและจำนวนจำเลยที่ถูกตัดสินโทษจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ร้อยละ 48.4 และร้อยละ 38.6 ตามลำดับในปี 2023 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 และร้อยละ 26.7 ในปี 2024 แต่อัตราการเติบโตกลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 และร้อยละ 4.5 ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของความพยายามของหน่วยงานยุติธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบนี้

 

แฟ้มภาพ : Xinhua

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมแคนาดา ‘งัดไม้แข็ง’ ใส่ OpenAI หลังเหตุกราดยิงสะเทือนประเทศ? https://thestandard.co/canada-openai-shooting-regulation/ Thu, 26 Feb 2026 07:15:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1181992 รัฐมนตรีแคนาดากำลังแถลงข่าวเกี่ยวกับกฎระเบียบ AI

กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังกระทรวงปัญญาประ […]

The post ทำไมแคนาดา ‘งัดไม้แข็ง’ ใส่ OpenAI หลังเหตุกราดยิงสะเทือนประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีแคนาดากำลังแถลงข่าวเกี่ยวกับกฎระเบียบ AI

กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการเทคโนโลยี หลังกระทรวงปัญญาประดิษฐ์และนวัตกรรมดิจิทัลแคนาดา เรียกฝ่ายความปลอดภัยของ OpenAI เข้าชี้แจงด่วนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังมีข้อมูลเปิดเผยว่า บริษัทเคยระงับบัญชี ChatGPT ของผู้ต้องสงสัยเหตุกราดยิงในรัฐบริติชโคลัมเบียครั้งล่าสุด แต่กลับไม่ได้แจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางการมองว่า นี่คือโอกาสที่หลุดลอยในการป้องกันเหตุร้ายล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังงัดไม้แข็งกับ OpenAI โดยระบุว่า หากบริษัทไม่เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย ทางการอาจออกกฎหมายกำกับเอง

 

เกิดอะไรขึ้นในเหตุกราดยิงในแคนาดา แล้ว ChatGPT และ OpenAI เกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? THE STANDARD สรุปที่มาที่ไปและประเด็นทั้งหมด

 

กราดยิงวัย 18 ปี เกี่ยวอย่างไรกับ ChatGPT?

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุกราดยิงในเมืองทัมเบลอร์ ริดจ์ รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยผู้ก่อเหตุคือ เจสซี แวน รูตเซอลาร์ เยาวชนข้ามเพศวัย 18 ปี เธอใช้อาวุธปืนยิงมารดาและน้องชายต่างมารดาวัย 11 ปีเสียชีวิตที่บ้าน ก่อนบุกเข้าไปในโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ สังหารนักเรียน 5 คน และครู 1 คน จากนั้นจึงตัดสินใจปลิดชีพตนเอง

 

ตามรายงานของ CNN ตำรวจยังไม่สรุปแรงจูงใจ และอยู่ในระหว่างการสอบสวนหลักฐาน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประวัติการใช้โซเชียลมีเดีย และที่มาของอาวุธปืน โดยเบื้องต้นพบว่า ผู้ก่อเหตุเคยพูดถึงการล่าสัตว์และอาวุธปืนบน Youtube ส่วนตัว ขณะที่บัญชี Reddit ก็เคยโพสต์วิดีโอขณะใช้อาวุธปืนในสนามยิงปืน และบรรยายอาการป่วย เช่น ภาวะสมาธิสั้น (ADHD), โรคซึมเศร้า หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

 

ด้าน Roblox แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ระบุว่า ได้ลบบัญชีของรูตเซอลาร์แล้ว หลังมีรายงานว่า เธอสร้างเกมจำลองเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้า โดยเกมดังกล่าวจะมีผู้เข้าชมเพียง 7 ครั้งก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่าง OpenAI กับรัฐบาลแคนาดา คือรายงานของ The Wall Street Journal ที่เปิดเผยว่า หลายเดือนก่อนเกิดเหตุกราดยิง OpenAI เคยพิจารณาแจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน ChatGPT ของรูตเซอลาร์

 

เรื่องมีอยู่ว่า ChatGPT แบนแอคเคานต์ของรูตเซอลาร์ เพราะได้บรรยายสถานการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงจากอาวุธปืนต่อเนื่องหลายวัน ทำให้พนักงานในองค์กรราวสิบคนถกเถียงกันว่า ควรทำอย่างไรต่อ เช่น แจ้งตำรวจหรือไม่ เพราะเนื้อหามีความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงในชีวิตจริง

 

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของ OpenAI ตัดสินใจไม่ติดต่อทางการแคนาดา โดยอ้างว่า ยังไม่พบกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์จะเกิดความรุนแรงและสุ่มเสี่ยง และย้ำว่า การแทรกแซงในสถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างความทุกข์ใจให้กับเยาวชนและครอบครัว รวมถึงก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว

 

ขณะที่ OpenAI ออกแถลงการณ์ว่า พนักงานได้ติดต่อตำรวจแคนาดาทันที พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุว่า ใช้งาน ChatGPT อะไรบ้าง แต่ปรากฏว่า รัฐบาลบริติชโคลัมเบียยืนยันว่า บริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าเคยระงับบัญชีของรูตเซอลาร์

 

เดวิด อีบี มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบียระบุว่า การที่ OpenAI มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิง เป็นเรื่องน่ากังวลต่อครอบครัวเหยื่อและชาวบริติชโคลัมเบียทุกคน

 

ทางการแคนาดางัดไม้แข็ง หากไม่เปิดเผย จะออกกฎหมายบังคับ

 

ล่าสุด Reuters รายงานว่า ทางการแคนาดาแจ้งกับ OpenAI ว่า หากบริษัทไม่เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขผ่านการออกกฎหมายเอง

 

“ข้อความที่ทางการส่งไปมีความชัดเจนอย่างไร้ข้อกังขา เราคาดหวังว่า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และหากไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงเอง” ฌอน เฟรเซอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

ขณะที่ อีแวน โซโลมอน รัฐมนตรีกระทรวงปัญญาประดิษฐ์ระบุว่า ทางการรู้สึกกังวลกับการที่ OpenAI มีโอกาสรายงานความผิดปกติล่วงหน้า แต่ไม่ได้กระทำ โดยแคนาดาต้องการมั่นใจได้ว่า หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับบริษัทอื่นๆ ก็ต้องยกระดับแจ้งเตือนทางการเช่นเดียวกัน

 

ส่วน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาตอกย้ำว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมชี้ว่า แม้ต้องเพิ่มการตรวจสอบแพลตฟอร์ม AI และโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่นๆ ก็อาจพลาดป้องกันเหตุกราดยิงเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ ตำรวจเคยยึดอาวุธปืนจากบ้านของผู้ต้องสงสัย แต่คืนให้ในภายหลัง

 

ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลแคนาดาในปี 2024 เคยเสนอร่างกฎหมายเพื่อปราบปรามความเกลียดชังทางออนไลน์ แต่ความพยายามดังกล่าวชะงักลงท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า ร่างกฎหมายมีขอบเขตกว้างเกินไป

 

ภาพ: Jennfier Gauthier / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมแคนาดา ‘งัดไม้แข็ง’ ใส่ OpenAI หลังเหตุกราดยิงสะเทือนประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? https://thestandard.co/us-west-bank-consulate/ Thu, 26 Feb 2026 04:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1181897 เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ให้บริการในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาคมโลก

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้ […]

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ให้บริการในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาคมโลก

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้งกงสุลชั่วคราว 1 วันใน Efrat นิคมชาวยิวทางเขตเวสต์แบงก์ ตอนใต้ของเยรูซาเล็ม เพื่อให้บริการทำหนังสือเดินทางในโครงการ Freedom 250 แต่ประชาคมโลกระบุว่า ‘ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอคเคานต์สถานทูตสหรัฐฯ ในอิสราเอลโพสต์ข้อความบน X ว่า จะจัดมีกิจกรรมจัดตั้งกงสุลสัญจร 1 วัน เพื่อให้บริการทำพาสปอร์ตแก่ชาวอเมริกันในพื้นที่ Efrat, Ramallah, Beitar Illit, Haifa, Jerusalem, Netanya และ Beit Shemesh ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

แม้สถานทูตระบุว่า บริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Freedom 250 เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันเข้าถึงในทุกพื้นที่ แต่สื่อหลายสำนักชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดบริการกงสุลในนิคมอิสราเอลในเวสต์แบงก์อย่างเป็นทางการ และอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ Efrat เป็นนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ โดยอิสราเอลยึดครองมาจากปาเลสไตน์ในสงครามปี 1967 ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศมองว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อสนธิสัญญาเจนีวา ขณะที่สหรัฐฯ ก็หลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่แห่งนี้เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า กำลังให้ความชอบธรรมอิสราเอล

 

สำหรับท่าทีของแต่ละฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลยกย่องประกาศดังกล่าวว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เช่นดียวกับ กิเดโอน ซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ

 

ยูลี เอเดลสไตน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยังระบุว่า เป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นการเพิ่มความชอบธรรมของอิสราเอลในระดับนานาชาติ ต่อเขตยูเดียและสะมาเรีย (ชื่อเรียกเขตเวสต์แบงก์ตามพระคัมภีร์)

 

ขณะที่ ไมเคิล สฟาร์ด (Michael Sfard) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และฝ่ายซ้ายอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า การนำบริการกงสุลไปตั้งในเขตเวสก์แบงก์ เท่ากับเป็นการ ‘ตราประทับรับรอง’ ดินแดนของสหรัฐฯ และไม่มีเหตุผลอื่นรองรับเลย

 

“บริการทั้งหมดของพวกเขาได้จากเยรูซาเล็ม ถ้าจะไปดูหนัง พวกเขาก็ไปเยรูซาเล็ม เรื่องนี้จึงไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่ให้ความชอบธรรมแก่นิคมในเวสต์แบงก์” สฟาร์ดอธิบาย โดยสื่อว่า ทุกสิ่งอำนวยความสะดวกของชาวอเมริกันอยู่ในเยรูซาเล็ม ไม่มีความจำเป็นต้องไปเขตเวสต์แบงก์

 

ขณะเดียวกัน ซาเวียร์ อาบู เอด อดีตโฆษกฝ่ายเจรจาขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะทำให้การผนวกดินแดนกลายเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นการลบล้างจุดยืนในตลอด 5 เดือนที่กล่าวอ้างว่า ต่อต้านเรื่องดังกล่าว

 

ด้านฮามาสออกแถลงการณ์ว่า การตั้งกงสุลชั่วคราวบนเวสต์แบงก์เป็นแบบอย่างอันตราย และการยอมรับโดยพฤตินัยว่า สหรัฐฯ ให้ความชอบธรรมต่ออิสราเอลในการครอบครองดินแดนดังกล่าว

 

ส่วนคณะกรรมาธิการต่อต้านการตั้งถิ่นฐานและกำแพงของปาเลสไตน์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้อาจละเมิดกฎหมาย และขัดต่อพันธกรณีของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนแนวทางสองรัฐ (Two-State Solution)

 

อนึ่ง ไม่กี่วันที่ผ่านมา ไมค์ ฮัคเคบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับ ทักเกอร์ คาร์ลสัน นักวิจารณ์สายอนุรักษนิยม ว่า คงไม่เป็นไร หากอิสราเอลเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง

 

ในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ คาร์ลสันถามว่า อิสราเอลควรได้รับอนุญาตให้ยึดครองดินแดนไกลถึงแม่น้ำยูเฟรทีสในอิรักหรือไม่ ฮัคคาบีตอบว่า “ถ้าพวกเขาจะยึดทั้งหมดก็คงไม่เป็นไร” แต่ถ้าอิสราเอลไม่ได้ดินแดนทั้งหมดก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอแค่ดินแดนที่กำลังยึดครองตอนนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า เวสต์แบงก์คือสิทธิของอิสราเอลตามพระคัมภีร์

 

สหรัฐฯ เคยละเมิดข้อห้ามดังกล่าวหลายครั้ง เช่นในปี 2018 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลเดินทางเยือนเวสต์แบงก์ด้วยตนเอง ขณะที่ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในสมัยแรกของทรัมป์เคยกล่าวในปี 2019 ว่า การตั้งนิคมไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Ammar Awad / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-thailand-scams-chen-zhi/ Thu, 26 Feb 2026 03:31:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1181863 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อ

ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ว […]

The post ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์สื่อ

ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP วานนี้ (25 กุมภาพันธ์) โดยระบุถึงกรณีความขัดแย้งชายแดนกับไทย ว่ากัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายเพิ่มความตึงเครียด แต่ต้องการลดความตึงเครียดและหาทางออกอย่างสันติ

 

“เราไม่ได้เพิ่มความตึงเครียด เราต้องการลดความตึงเครียด เราต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ฮุนมาเนต กล่าว

 

AFP รายงานว่าท่าทีของผู้นำกัมพูชา มีขึ้นในขณะที่กองทัพไทยเปิดเผยว่ากัมพูชาได้ยิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. มายังบริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ใกล้กับจุดลาดตระเวนของทหารไทย จนทำให้เกิดการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ เมื่อวันอังคาร (24 กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ผู้นำกัมพูชากล่าวหาว่า กองทัพไทยได้ยึดครองหลายพื้นที่ชายแดนของกัมพูชาและเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารออกไป

 

ขณะที่ฮุนมาเนต ปฏิเสธที่จะกล่าวในการให้สัมภาษณ์ ว่าฝ่ายไทยยึดครองดินแดนกัมพูชาไปมากแค่ไหน แต่กล่าวหาว่าไทยรุกล้ำดินแดน ‘เกินกว่า’ จุดที่แม้แต่รัฐบาลไทยระบุว่าเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ

 

เมื่อถูกถามว่ากองทัพกัมพูชาจะต่อสู้เพื่อยึดคืนดินแดนที่เสียไปหรือไม่ เขากล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวทางการลดความตึงเครียดและการแก้ปัญหาอย่างสันติเสมอ”

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพนมเปญได้ขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส โดยขอเข้าถึงเอกสารและแผนที่ทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดน ขณะที่เรียกร้องให้“คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission) ดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

 

โดยฮุนมาเนต กล่าวว่า “ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร กัมพูชาก็พร้อมที่จะยอมรับ” และเสริมว่า เขาหวังว่า “ประเทศไทยจะยอมรับเช่นเดียวกัน”

 

การให้สัมภาษณ์ของผู้นำกัมพูชา เกิดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียมโดยเป็นส่วนหนึ่งของทริปการเยือนชาติตะวันตกเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนทางการทูต ซึ่งรวมถึงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี. ของสหรัฐฯ และนครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ด้วย

 

ขณะที่เขายังมีกำหนดการพบกับอันโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ประธานสภายุโรป และกาจา คัลลาส (Kaja Kallas) นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรปด้วย

 

ยอมรับศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจกัมพูชา

 

นอกจากนี้ ผู้นำกัมพูชา ยังตอบคำถามในประเด็นผลกระทบจากการที่กัมพูชากลายเป็นแหล่งรวมของแก๊งอาชญากรข้ามชาติ ที่ดำเนินธุรกิจฉ้อโกงและหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งก่อความเสียหายมหาศาลไปทั่วโลก

 

โดยเขายอมรับว่าศูนย์สแกม (Scam Center) กำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลพนมเปญสมรู้ร่วมคิด

 

“เครือข่ายหลอกลวง หรือที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมืด กำลังทำลายเศรษฐกิจที่สุจริตของเรา มันทำให้กัมพูชาเสียชื่อเสียง” ฮุนมาเนต กล่าว และชี้ว่าขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ กำลังทำลายการท่องเที่ยวและการลงทุน

 

“นี่คือเหตุผลที่เราต้องกวาดล้างมันออกไป”

 

อย่างไรก็ตาม ฮุนมาเนต ยอมรับว่าเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงเหล่านี้ ได้กระตุ้นกิจกรรมทางธุรกิจและสร้างงานในประเทศทางอ้อม แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้

 

“ใช่ ศูนย์มิจฉาชีพอาจส่งผลโดยตรงต่ออสังหาริมทรัพย์ การลงทุน การก่อสร้าง การซื้อ การสร้างศูนย์ต่างๆ แต่รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าสู่รัฐบาลกัมพูชา” นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าว

 

ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินจื้อเป็นบอสใหญ่สแกมเมอร์

 

ที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเผยว่า ได้ดำเนินการปราบปรามศูนย์สแกมทั่วประเทศ ส่งผลให้มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องและเหยื่อหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติจำนวนมาก

 

โดยก่อนหน้านี้ยังได้มีการส่งตัวเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้ง Prince Group และอดีตที่ปรึกษาของสมเด็จฮุนเซน ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ให้แก่ทางการจีนไปดำเนินคดีด้วย

 

ขณะที่ฮุนมาเนต ปฏิเสธว่า “ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินจื้อเป็นหัวหน้าใหญ่ของเครือข่ายสแกมเมอร์” และเผยว่า ไม่พบข้อสงสัยใดๆ ในการตรวจสอบประวัติของเฉินจื้อ ขณะที่ชี้ว่า ก่อนที่เฉินจื้อ จะถูกตั้งข้อหา ในสายตาของรัฐบาลพนมเปญ เขาเป็นเพียง ‘นักธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ’

 

“เราไม่รู้เลยว่าเราทำอะไร” ฮุนมาเนต กล่าว พร้อมเสริมว่าทางการกัมพูชาได้ดำเนินการ เมื่อทราบถึงการกระทำผิดตามที่เขาถูกกล่าวหา

 

อ้างอิง :

The post ฮุนมาเนตให้สัมภาษณ์ AFP อยากลดความตึงเครียดกรณีความขัดแย้งกับไทย เผยศูนย์สแกมทำลายเศรษฐกิจ อ้างไม่รู้เฉินจื้อ คือบอสใหญ่สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว https://thestandard.co/bill-gates-epstein-apology-island/ Thu, 26 Feb 2026 03:01:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1181840 บิล เกตส์ อดีตผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์

The Wall Street Journal รายงาน บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่ […]

The post WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ อดีตผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์

The Wall Street Journal รายงาน บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ออกมาขอโทษพนักงานในการประชุมทาวน์ฮอลล์ ปมคบหา เจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรล่วงละเมิดทางเพศเยาวชนและค้ามนุษย์ แต่ปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยทำผิดกฎหมาย และไม่เคยไปเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์ (Little St. James)

 

เมื่อวานนี้ (25 กุมภาพันธ์) The Wall Street Journal ออกรายงานพิเศษว่า เกตส์ออกมาขอโทษพนักงาน Gates Foundation ปมคบหากับเอปสตีนในการประชุมทาวน์ฮอลล์ขององค์กร ย้ำเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่คบค้าสมาคม และพาผู้บริหารของมูลนิธิทำความรู้จักกับอาชญากรรายนี้

 

รายงานระบุว่า ในทาวน์ฮอลล์ของมูลนิธิครั้งนี้ เกตส์พูดตรงไปตรงมา ตอบคำถามหลายข้อของพนักงานอย่างละเอียด เช่น ยอมรับว่าเคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงสาวรัสเซีย 2 คนเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คนแรกคือนักเล่นบริดจ์ และคนที่สองคือนักฟิสิกส์นิวเคลียร์

 

อย่างไรก็ดี เกตส์ปฏิเสธว่า ภาพถ่ายคู่ระหว่างเขากับผู้หญิงคนหนึ่งในเอปสตีนไฟล์ที่เผยแพร่ออกมา ไม่เป็นความจริง เพราะเขาไม่เคยใช้เวลากับเหยื่อหรือผู้หญิงรอบตัวเอปสตีนเลย

 

“ผมขอโทษที่คนอื่นๆ ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะความผิดพลาดที่ผมทำ” รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า เกตส์กล่าวเช่นนี้ต่อพนักงาน

 

ผู้ก่อตั้ง Microsoft ชี้แจงว่า เขารู้จักเอปสตีนในปี 2011 แม้จะรู้เรื่องว่า อาชญากรรายนี้ถูกจำกัดการเดินทาง 18 เดือน จากการรับสภาพข้อหาชักชวนผู้เยาว์ค้าประเวณีในปี 2008 แต่ไม่ได้ตรวจสอบประวัติอย่างเพียงพอ และยังคงพบปะเอปสตีนต่อไป แม้ เมลินดา เกตส์ นักธุรกิจและอดีตภรรยาจะแสดงความกังวลในปี 2013

 

เกตส์ระบุว่า ตอนนี้เขาทราบแล้วว่า เรื่องทั้งหมดแย่ร้อยเท่า ไม่ใช่แค่เอปสตีนมีประวัติอาชญากรรมในอดีต แต่ยังทำพฤติกรรมเลวร้ายต่อเนื่อง พร้อมให้เครดิตอดีตภรรยาที่มักตั้งแง่หรือแสดงความสงสัยตัวตนของนักการเงินรายนี้เรื่อยมา

 

“ผมไม่เคยค้างคืนกับเอปสตีน” เกตส์ย้ำว่า เขาพบเอปสตีนจริงจนถึงปี 2014 เคยขึ้นเครื่องบินส่วนตัว พบกันที่เยอรมนี ฝรั่งเศส นิวยอร์ก วอชิงตัน แต่ไม่เคยไปลิตเติลเซนส์เจมส์ เกาะส่วนตัว สถานที่ล่วงละเมิดทางเพศ และแหล่งซ่องสุ่มของเครือข่ายเอปสตีน

 

อนึ่ง The Wall Street Journal เคยรายงานในปี 2023 ว่า เกตส์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักเล่นบริดจ์รัสเซีย ซึ่งพบกันในปี 2010 ต่อมา เอปสตีนพบเธอในปี 2013 และออกค่าเล่าเรียนการเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ ทำให้เอปสตีนรู้เรื่อง จึงใช้เรื่องนี้กดดันเกตส์ด้วยการส่งอีเมลเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเรียนดังกล่าว

 

ขณะที่ในเอปสตีนไฟล์ที่ถูกเปิดเผย ปรากฏว่า มีอีเมลที่เอปสตีนส่งให้ตัวเองในเดือนพฤษภาคม 2013 โดยฉบับแรก คือ ร่างจดหมายลาออกของ บอริส นิโคลิช ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของเกตส์ ส่วนอีเมลฉบับสองมีเนื้อหาปัญหาการสมรสของเกตส์และเมลินดา โดยระบุว่า เอปสตีนเป็นฝ่ายอำนวยความสะดวกใน ‘การนัดพบที่ผิดศีลธรรม’

 

นอกจากนี้ ยังมีอีเมลที่เอปสตีนเขียนส่งถึงนิโคลิชในวันที่ 4 กรกฎาคมถึงข่าวชู้สาวของเกตส์ว่า จะทำให้ผู้ก่อตั้ง Microsoft เปลี่ยนภาพลักษณ์จากคนร่ำรวยไปเป็นคนหน้าซื่อใจคด เมลินดาจะกลายเป็นตัวตลก พร้อมระบุชื่อของหญิงทั้ง 2 คน และย้ำว่า นี่จะกลายเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

 

อ้างอิง:

The post WSJ เปิดเผย ‘บิล เกตส์’ ขอโทษพนักงานปมคบหาเอปสตีน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เคยทำผิดกฎหมาย-ไปเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ‘ขีปนาวุธ’ บนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2031 https://thestandard.co/japan-missiles-island-taiwan-2031/ Wed, 25 Feb 2026 07:45:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1181606 ภาพมุมสูงเกาะโยนากูนิ จังหวัดโอกินาวา ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมติดตั้งขีปนาวุธ ใกล้ชายฝั่งไต้หวัน

ญี่ปุ่นวางแผนติดตั้งขีปนาวุธบนเกาะบริเวณโอกินาวา ที่ห่า […]

The post ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ‘ขีปนาวุธ’ บนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2031 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเกาะโยนากูนิ จังหวัดโอกินาวา ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมติดตั้งขีปนาวุธ ใกล้ชายฝั่งไต้หวัน

ญี่ปุ่นวางแผนติดตั้งขีปนาวุธบนเกาะบริเวณโอกินาวา ที่ห่างจากไต้หวันเพียง 110 กิโลเมตร ภายใน 5 ปีข้างหน้า นับเป็นแผนรับมือทางความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากเคยเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีน

 

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นวางแผนติดตั้งระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากูนิ (Yonaguni) ภายในเดือนมีนาคม ปี 2031 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า โดยย้ำว่า การติดตั้งนั้นขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของสิ่งอำนวยความสะดวก

 

“เราวางแผนไว้สำหรับงบประมาณปี 2030” โคอิซูมิกล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยให้รายละเอียดเป็นรูปธรรมครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเสนอแผนในปี 2022 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นปมไต้หวันจากคำพูดของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ในช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ระบบขีปนาวุธดังกล่าวมีขีดความสามารถสกัดกั้นเครื่องบินและขีปนาวุธที่เข้ามาในประเทศได้ โดยมีระยะทำการ 50 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 360 องศา และติดตามเป้าหมายพร้อมกันได้ถึง 100 เป้าหมาย รวมถึงยังทำการโจมตีสูงสุดได้ถึง 12 เป้าหมายภายในครั้งเดียว

 

ขณะที่เกาะโยนากูนิตั้งอยู่ในจังหวัดโอกินาวา หรือพื้นที่ทางตอนใต้สุดของประเทศ อยู่ห่างจากไต้หวัน 110 กิโลเมตร นับว่า มีพื้นที่ใกล้เคียงญี่ปุ่นอย่างมาก จนเมื่อมองจากเกาะในวันที่ท้องฟ้าสดใส จะสามารถเห็นชายฝั่งของไต้หวันได้ ทำให้ประชาชนบนเกาะเกิดความกังวลว่า โยนากูนิอาจเป็นพื้นที่แนวหน้า หากเกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร

 

นอกจากนี้ กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ยังตั้งฐานทัพบนเกาะแห่งนี้ หลังประชาชนลงประชามติเห็นชอบในปี 2015 ด้วยคะแนน 632 ต่อ 445 คะแนน โดยปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่ประจำการ 160 นาย ทำหน้าที่เฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือจีนตลอด 24 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้านี้ จีนและญี่ปุ่นเผชิญข้อพิพาทกรณีเรือจีนรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นรอบหมู่เกาะเซ็งกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) หรือเตียวหยู (ในภาษาจีน) ซึ่งอยู่ห่างจากโยนากูนิ 150 กิโลเมตร

 

ปัจจุบัน ทางการจีนยังไม่ออกมาตอบโต้ท่าทีของทางการญี่ปุ่น ขณะที่เมื่อวานนี้ (24 กุมภาพันธ์) มีรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์จีนสั่งจำกัด-แบนสินค้าพลเรือนที่สามารถแปรรูปเป็นอาวุธยุทธโธปกรณ์ราว 40 แห่ง

 

ภาพ: HOTAKA_N / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ‘ขีปนาวุธ’ บนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2031 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ สีหศักดิ์ กับเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บิดเบือนบนเวที UNHRC https://thestandard.co/sihasak-cambodia-unhrc-truth/ Wed, 25 Feb 2026 06:28:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1181562 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บนเวที UNHRC

ถ้อยแถลงของปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกร […]

The post เปิดใจ สีหศักดิ์ กับเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บิดเบือนบนเวที UNHRC appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บนเวที UNHRC

ถ้อยแถลงของปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กัมพูชา วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) ที่ใช้เวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) กล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชา ภายหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา” กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ผู้นำด้านการต่างประเทศของไทยอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องลุกขึ้นตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงแก่นานาชาติให้เข้าใจ ในการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีเดียวกัน

 

ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD พูดคุยกับสีหศักดิ์ ถึงที่มาที่ไปและความหมายของเนื้อหาในถ้อยแถลง พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และการเตรียมความพร้อมของไทยในการสื่อสารข้อเท็จจริงบนเวทีระหว่างประเทศ

 

เบื้องหลังไทยปรับถ้อยแถลงโต้กัมพูชา

 

สีหศักดิ์ ชี้ถึงสิ่งที่ไทยต้องการสื่อสารในถ้อยแถลงต่อเวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่า ตามปกติแล้ว เวทีนี้เป็นเวทีที่ประเทศส่วนใหญ่ก็จะมีผู้แทนเป็นระดับรัฐมนตรี ได้มาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ซึ่งเขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะมีประเด็นเรื่องไทย-กัมพูชา เช่นกัน เพราะก่อนที่เขาจะขึ้นกล่าว ทางปรัก สุคน จะเป็นฝ่ายขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในช่วงเช้า

 

เดิมทีเขามีความคาดหวังว่า รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาจะกล่าวในลักษณะที่มองไปข้างหน้า เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองฝ่ายมีการหยุดยิงและอยู่ในช่วงที่จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพื่อให้สามารถเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ

 

“อันนี้เป็นสิ่งที่เขาพูดกับผม เพราะว่าเราเจอกันในล่าสุดคือที่เซบู ในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน แล้วเราก็พูดกันตรง แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เขาขึ้นกล่าวในเวทีระหว่างประเทศมันก็เหมือนเดิมอีก”

 

สำหรับในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ ผู้แทนจากทุกประเทศจะได้รับเวลา 5 นาทีในการกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งช่วงแรกรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาก็พูดได้ดี ในประเด็นความท้าทายต่อระบบพหุภาคี และความท้าทายระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และการดำเนินการของกัมพูชา ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องสันติภาพ โดยชี้ว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านการต่อสู้ ผ่านความขัดแย้งมามาก

 

แต่หลังจากนั้น เขาได้พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา และท้ายที่สุดก็เป็นไปในแนวเดิม คือกล่าวหาว่า ประเทศไทย คือประเทศใหญ่ที่กลั่นแกล้งประเทศที่เล็กกว่า

 

ในเรื่องของการหยุดยิง ปรัก สุคน ยังกล่าวหาว่าประเทศไทยยังมีการรุกรานดินแดนกัมพูชาอยู่ และทำให้พลเรือนกัมพูชาต้องพลัดถิ่นไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่าพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นมีจำนวนประมาณ 4 แสนคน แต่ในการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ กลับกลายเป็น 6.5 แสนคน

 

สีหศักดิ์ เผยว่าถ้อยแถลงของกัมพูชา ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องปรับถ้อยแถลงเพื่อตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริง

 

“ด้วยความจำเป็นอีกครั้ง ผมจึงต้องปรับถ้อยแถลง เพื่อนำเรื่องราวของฝ่ายไทยมานำเสนอในที่ประชุม ความตั้งใจเดิม คือเราอยากพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนอันเกิดจากขบวนการสแกม แต่ผมต้องตัดส่วนหนึ่งที่อยากจะพูดออก เพื่อไปพูดเรื่องไทย-กัมพูชา แทน” เขากล่าว

 

พร้อมทั้งเผยว่ารู้สึกเสียดายที่ต้องมาใช้เวลาในการตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาทุกครั้ง ทั้งที่น่าจะมีเรื่องสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของการประชุมครั้งนี้ แต่กลายเป็นการโต้ตอบกันไปมา แต่ถ้าไทยจะไม่โต้ตอบก็คงไม่ได้ และจะปล่อยให้กัมพูชาเล่นงานฝ่ายเดียวไม่ได้เด็ดขาด

 

“มันก็เลยกลับไปสู่แบบเดิม คือการพูดอย่างทำอย่าง อันนี้คือวิธีการของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งสามารถที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายกัมพูชาได้โดยตลอด”

 

สีหศักดิ์ เผยว่า เนื้อหาในการกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ เหมือนกับที่กล่าวในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยเขายืนยันว่า “ไทยมีความตั้งใจดีกับกัมพูชามาโดยตลอด โดยเป็นฝ่ายช่วยกัมพูชาให้ฟื้นฟูจากจากความขัดแย้ง ช่วยกัมพูชาให้ฟื้นฟูประเทศหลังจากที่ได้สันติภาพกลับคืนมา แต่ในท้ายที่สุด สิ่งที่ไทยได้รับกลับไม่ใช่มิตรไมตรีจากกัมพูชา”

 

เขาชี้ว่า ประเด็นความขัดแย้งที่กัมพูชาพูดถึงนั้นเกิดจากการที่กัมพูชาค่อยๆ รุกล้ำเข้ามาในเขตไทย มีการยั่วยุจนกระทั่งนำไปสู่ความขัดแย้ง

 

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นการทดสอบความอดทนอดกลั้นของฝ่ายไทยพอสมควร จนถึงที่สุดจึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังกระทำการต่างๆ แม้กระทั่งการเข้ามาก้าวก่ายในเรื่องการเมืองภายในของไทย

 

“เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าในขณะนี้ ไทยและกัมพูชามีการหยุดยิง โดยสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อที่จะได้เดินหน้าความสัมพันธ์ ซึ่งผมก็เน้นย้ำตรงนี้ แต่กลายเป็นว่าพอมีการหยุดยิง ฝ่ายกัมพูชาก็ยังพยายามให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทำให้โอกาสที่จะมีสันติภาพยิ่งห่างไกลยิ่งขึ้น” เขากล่าว

 

โดยเขาย้ำว่ากรอบการหยุดยิงตามที่ตกลงกันคือ ไทยและกัมพูชาจะคงกำลังของแต่ละฝ่ายอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่ในวันที่มีการหยุดยิง และหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงจะมาคุยกันว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องเขตอะไรต่างๆ อย่างไร โดยเฉพาะในกรอบของคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งตอนนี้ไทยยังดำเนินการไม่ได้ เพราะว่าต้องเป็นการพิจารณาโดยรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากประเด็นเรื่องเขตแดนนั้นเป็นพันธกณี

 

“แน่นอนว่าไทยนั้นปรารถนาสันติภาพ แต่เราจะไม่ยอมในเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เรื่องนี้เราต้องปกป้องไม่ว่าจะด้วยราคาสูงแค่ไหน”

 

รัฐมนตรีต่างประเทศ ยังชี้ว่าขึ้นอยู่กับกัมพูชา ว่าจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง ที่มีความสูญเสียมากขึ้น

 

“ฝ่ายไทยอยากจะให้ความสัมพันธ์เดินหน้า ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชากลับพูดอย่างทำอย่าง บอกว่าอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่พอในเวทีระหว่างประเทศกลับใช้โอกาสเหล่านี้เพื่อกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริง”

 

กังวลกัมพูชาแพร่ข่าวปลอม

 

สีหศักดิ์ ยังเผยว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดตอนนี้สำหรับเรื่องไทยกัมพูชา คือข่าวปลอมซึ่งเผยแพร่กันในโซเชียลมีเดียและมาจากฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก เช่น ข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ไปกล่าวที่การประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Border of Peace) เรียกร้องให้คณะกรรมการสันติภาพและประธานาธิบดีทรัมป์ มาแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

 

“ปรากฏว่า เท่าที่ผมทราบคือกัมพูชาไม่ได้รับโอกาสให้พูดในที่ประชุม แล้วทำไมจึงมีข่าวนี้ออกมา ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะว่าเป็นข่าวปลอม ข่าวที่บิดเบือน เหมือนจะทำให้เกิดปัญหา และมาจากฝั่งกัมพูชาเยอะมาก ไอโอของกัมพูชานี่น่ากลัว”

 

นานาชาติเริ่มเข้าใจ กัมพูชาบิดเบือน

 

สำหรับคำถามที่ว่า การสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศหลังจากนี้ อาจจะต้องมีการตอบโต้ไปมากับกัมพูชาอีกหลายครั้ง และฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมในการสื่อสารกับเวทีระหว่างประเทศไปแบบนี้ในทุกๆ เวทีหรือไม่นั้น

 

สีหศักดิ์ ชี้ว่า หากไม่ทำเช่นนั้น ก็คงจะมีคำถามจากภายในประเทศไทยว่า “ทำไมเราปล่อยให้กัมพูชารุกฝ่ายเดียว”

 

“แน่นอนว่าไทยอยากจะมองไปข้างหน้า เราไม่อยากจะแลกหมัดต่อหมัด เพราะว่ามันไม่ได้สร้างสรรค์อะไร แต่มันก็ขึ้นอยู่กับกัมพูชา” เขากล่าว

 

ขณะที่สีหศักดิ์ เผยว่า ณ ตอนนี้ สิ่งที่กัมพูชาพูดบ่อยๆ นั้น คนฟังกลับรู้สึกไม่อยากฟัง เพราะมันสร้างความอึดอัดเช่นกัน โดยหลายประเทศอยากจะให้ไทยและกัมพูชา เดินหน้าในเรื่องของการหยุดยิง การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและฟื้นฟูความสัมพันธ์มากกว่า

 

“อย่างในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่เซบูที่ผ่านมา เดิมไม่มีระเบียบวาระเรื่องไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชาก็ใส่เข้าไปในนาทีสุดท้าย แล้วก็ขอพูดฝ่ายเดียว ซึ่งที่ประชุมไม่มีใครสักคนที่ให้ความเห็นเพิ่มเติมเลย เพราะคงได้ยินสิ่งเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือไทยกับกัมพูชาต้องแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ระหว่างกัน ด้วยการเจรจา 2 ฝ่าย”

 

ส่วนข้อกังวลว่าสิ่งที่กัมพูชาพูดในเวทีนี้ จะทำให้นานาชาติอยู่ข้างกัมพูชา เขาไม่คิดว่าจะมีผลเช่นนั้น โดยมองว่าตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มเข้าใจแล้ววิธีการของกัมพูชาและสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอดนั้นถูกเปิดเผยแล้ว

 

กัมพูชาต้องการสร้างความชอบธรรม ขยายประเด็นสู่เวทีโลก

 

สำหรับคำถามว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาต่อฝ่ายไทย จะส่งผลอย่างไรในเชิงกฎหมาย ในแง่ของข้อต่อสู้ของไทยในเวทีระหว่างประเทศจากนี้ไป

 

สีหศักดิ์ ให้คำตอบว่า มีความเป็นไปได้ว่าการดำเนินการทั้งหมดนี้ กัมพูชาอาจจะต้องการที่จะสร้างความชอบธรรม ที่จะนำเรื่องนี้ไปสู่เวทีอื่นๆ อย่างเช่น ศาลโลก หรือเวทีต่างๆ ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้ยอมรับอำนาจของศาลโลกในประเด็นที่เป็นเรื่องเขตแดนก็ตาม

 

โดยเขาชี้ว่า มีความจำเป็นที่จะต้องให้ท่าทีของไทยปรากฏออกมาสู่สายตานานาชาติด้วย เพราะถ้าหากมีการนำข้อกล่าวหาเหล่านี้ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ อย่างน้อยสิ่งที่ไทยชี้แจงก็จะมีหลักฐานอยู่

 

“ไทยก็ไม่ได้ก็หวังว่าจะต้องมีความจำเป็นที่จะขยายไปสู่เวทีอื่นๆ แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนด้วยการที่ต้องไปชี้แจง ในเรื่องที่กัมพูชากล่าวหา เช่น เรื่องการลอบวางทุ่นระเบิด หรือที่กัมพูชากล่าวหาว่า ไทยโจมตีโบราณสถานที่เป็นมรดกโลก ซึ่งไทยก็ต้องชี้แจงด้วยหลักฐานของเรา”

 

ขณะที่การกล่าวถ้อยแถลงของเขาในครั้งนี้ เป็นการแสดงท่าทีของรัฐบาลไทย ต่อหลายประเทศที่มาร่วมการประชุม และทำให้เห็นว่าเจตนาของไทยคืออะไร สิ่งที่ไทยจะดำเนินการเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ได้เหมือนอย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

 

หลังจากนี้ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร

 

สำหรับท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศในการเตรียมความพร้อมรับมือความเคลื่อนไหวของทางกัมพูชา ที่อาจใช้โอกาสในทุกๆ เวทีระหว่างประเทศเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาไทย สีหศักดิ์ ชี้ว่าไทย มีการเตรียมความพร้อม 2 ทาง คือ

 

1. การเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปคุยกันในสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงต่างประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ และต้องเป็นการตัดสินใจในระดับสูง

 

“ไทยเราก็เตรียมพร้อม เพราะหวังว่าการหยุดยิงจะมีความยั่งยืน ไทยและกัมพูชาสามารถลดกำลังในพื้นที่ให้ไม่เกิดเหตุการณ์ปะทะ เมื่อรู้สึกว่ามันดีขึ้นแล้วก็ต้องเริ่มมองไปข้างหน้า”

 

2. การเตรียมพร้อมรับมือหากกัมพูชายังไม่หยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง และพยายามไปพูดในทุกๆ โอกาส ซึ่งไทยต้องไม่พลาดที่จะไปชี้แจงข้อมูล แต่ข้อมูลของไทยต้องน่าเชื่อถือและไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นการกล่าวหา

 

“สิ่งที่ผมพูด ก็จะพยายามใช้โทนที่ไม่รุนแรง เราพูดด้วยเหตุด้วยผล”

 

สีหศักดิ์ ยังชี้แจงถึงคำกล่าวในถ้อยแถลง ที่ระบุว่า กัมพูชา “demonise Thailand” หรือทำให้ไทยกลายเป็นปีศาจ หรือผู้ร้าย โดยยืนยันว่านั่นคือ ‘ข้อเท็จจริง’ เนื่องจากกัมพูชาพยายามที่จะให้โลกมองไทยในแง่ไม่ดี มองว่าไทยเป็นประเทศใหญ่ที่กลั่นแกล้งประเทศเล็ก ไทยเป็นผู้รุกราน ในขณะที่กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น กัมพูชามีส่วนอย่างมาก เช่น การรุกล้ำดินแดนเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย และการยั่วยุต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเห็นอยู่ถึงแม้จะมีการหยุดยิง

 

“ไทยเป็นฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นนะครับ หยุดยิงแล้วกัมพูชาก็มีการยิงเข้ามาฝั่งไทยอย่างน้อย 2-3 ครั้ง แล้วพอชี้แจงแต่ละครั้งก็ฟังไม่ขึ้น เช่น ทหารเมา แต่ครั้งล่าสุดเนี่ยเราคงอดกลั้นไม่ได้ และเราก็ต้องโต้ตอบบ้าง แต่การโต้ตอบของไทยนั้นเหมาะสมและได้สัดส่วน” สีหศักดิ์ กล่าว

The post เปิดใจ สีหศักดิ์ กับเบื้องหลังถ้อยแถลงโต้ กัมพูชา บิดเบือนบนเวที UNHRC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม https://thestandard.co/trump-state-union-2026-midterm/ Wed, 25 Feb 2026 06:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1181559 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ปี 2026

‘1 ชั่วโมง 47 นาที’ คือความยาวสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเม […]

The post ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ปี 2026

‘1 ชั่วโมง 47 นาที’ คือความยาวสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ยาวที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ใน American Presidency Project นับตั้งแต่ปี 1964 เป็นต้นมา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าว State of the Union ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรสในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ภายใต้ธีม ‘America at 250: Strong, Prosperous and Respected’ เวทีการแถลงนโยบายประจำปีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศ หากยังเป็นการกำหนด ‘กรอบการเมือง’ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม 2026 ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ หลังเผชิญวิกฤตคะแนนความนิยมตกต่ำ

 

เกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนี้ ทรัมป์เน้นย้ำประเด็นใดเป็นแกนหลัก แล้วสัญญาณทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางการเมืองอเมริกา และผลสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในปีข้างหน้า? THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องรู้จาก State of the Union 2026 ไว้ที่นี่

 

สุนทรพจน์ครั้งนี้คืออะไร ใครเป็นผู้ร่าง?

 

การแถลงนโยบายประจำปี 2026 มาในธีม America at 250: Strong, Prosperous and Respected ฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ใหญ่ของทรัมป์ที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุด ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกระแสต่อต้านการกวาดล้างผู้อพยพ ภาวะชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากปมอิหร่าน ไปจนถึงการที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยคว่ำมาตรการภาษีนำเข้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื้อหาสุนทรพจน์ของทรัมป์ร่างโดยผู้ช่วย 2 คนสำคัญที่ทำงานกับเขามานานถึง 2 ทศวรรษ คือ รอสส์ วอร์ธิงตัน (Ross Worthington) หัวหน้าทีมเขียนสุนทรพจน์ และ วินซ์ เฮลีย์ (Vince Haley) ผู้อำนวยการสภานโยบายภายในประเทศ

 

ผู้เข้าร่วมมีใครบ้าง รัฐมนตรีคนไหนทำหน้าที่ Designated Survivor?

 

นอกเหนือจากสมาชิกสภาทั้งสองสภา, เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี และครอบครัวของทรัมป์ ผู้เข้าร่วมการแถลงนโยบายครั้งนี้ยังประกอบด้วยแขกพิเศษคนอื่นๆ ได้แก่

 

  • ผู้พิพากษาศาลสูงสุด
  • มาริมาร์ มาร์ติเนซ (Marimar Martinez) หญิงสาวชิคาโกที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิง 5 นัด 
  • ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากกฎหมายกีดกันคนเข้าเมือง เช่น อาลียา ราห์มาน พลเมืองอเมริกัน ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ใช้ความรุนแรง
  • แคลร์ ไล (Claire Lai) บุตรสาวของ จิมมี ไล
  • เอริกา เคิร์ก ภรรยาของ ชาร์ลี เคิร์ก แอคทิวิสต์ฝ่ายขวาจัด
  • นักกีฬาทีมชาติสหรัฐฯ ไอซ์ฮ็อกกี้ชาย 
  • เหยื่อผู้รอดชีวิตจาก เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยหนึ่งในนั้น คือ สกาย โรเบิร์ตส์ – อแมนดา โรเบิร์ตส์ ครอบครัวของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร 
  • นักบินอวกาศชาวอเมริกันและแคนาดา
  • เดวิด เอลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Paramount

 

ขณะที่ผู้ทำหน้าที่ ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี’ (Designated Survivor) ตามธรรมเนียมทางการเมืองอเมริกัน คือ ดัก คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก

สำหรับตำแหน่ง Designated Survivor เป็นการคัดเลือกรัฐมนตรี 1 คน ให้แยกตัวไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยระหว่างที่ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติรวมตัวกันในอาคารรัฐสภา โดยเชื่อว่า หากเกิดเหตุร้ายแรงบางอย่างขึ้น บุคคลนี้จะสามารถดำรงตำแหน่งในฐานะรักษาการประธานาธิบดีได้ทันที

 

ถือป้ายประท้วง ไม่เข้าร่วมฟัง ไปงานอื่น เดโมแครตบอยคอตต์สปีชทรัมป์

 

หนึ่งในความน่าสนใจของ State of the Union ในทุกปี คือ ท่าทีของพรรคการเมืองฝ่ายค้านต่อการแถลงของรัฐบาล โดยในปีนี้ สส. 80 คนของพรรคเดโมแครตประกาศ ‘บอยคอตต์’ ไม่เข้าร่วมฟังสุนทรพจน์ทรัมป์ ขณะที่อีก 30 คนตัดสินใจไปงานคู่ขนาน คือ  People’s State of the Union ที่จัดโดย MeidasTouch และ MoveOn Civic Action

 

ทั้งนี้ ฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาระบุล่วงหน้าว่า พรรคเดโมแครตมีสองทางเลือกคือ เข้าร่วมฟังทรัมป์แบบ ‘สงบนิ่งแต่ต่อต้าน’ และไม่เข้าร่วมเพื่อส่งสารทางการเมือง โดยสามารถจัดกิจกรรมคู่ขนานทั้งในและรอบสภาคองเกรส

 

นอกจากนี้ สส.บางส่วนยังยืนหยัดประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในรัฐสภา เช่น สส.หญิงสวมชุดสีขาวเพื่อรำลึกถึงขบวนการสิทธิสตรี ขณะที่บางคนติดเข็มกลัดสีขาว ‘Release the Epstein Files’

 

เช่นเดียวกับ อัล กรีน สส.รัฐเท็กซัส ถือป้าย ‘คนดำไม่ใช่ลิง’ เพื่อประท้วงกรณีทรัมป์โพสต์ข้อความใน Truth Social ล้อเลียน บารัก โอบามา อดีตผู้นำ และมิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งว่าเป็นลิง แต่เขาถูกไล่ออกจากสภาตั้งแต่ช่วงต้นของสุนทรพจน์ 

 

อนึ่ง ฮิลฮาน โอมาร์ สส.รัฐมินนิโซตา ตะโกนคำว่า ‘คนโกหก’ ใส่ทรัมป์ หลังกล่าวว่า ชุมชนชาวโซมาเลียในสหรัฐฯ ทำให้ผู้เสียภาษีเสียหายเงิน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.9 แสนล้านบาท)

 

1 ชั่วโมง 47 นาที ทรัมป์พูดอะไรบ้างใน State of the Union 2026?

 

  • ประเด็นเศรษฐกิจ

 

ทรัมป์กล่าวเปิด State of the Union 2026 ว่า สหรัฐฯ กลับมาแล้ว ใหญ่กว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา ถือเป็น ‘ยุคทองของอเมริกา’ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เงินเฟ้อกำลังดิ่งลง เพื่อชี้ว่า เขากำลังแก้ปัญหาค่าครองชีพของชาวอเมริกัน

 

ทรัมป์ยังระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยอ้างว่า ที่ผ่านมา เขาควบคุมเงินเฟ้อได้ ทำราคาน้ำมันต่ำ ดันตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด ลงนามลดภาษีครั้งใหญ่ ลดราคายา มีการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ชาวอเมริกันมีงานทำมากที่สุดในโลก 

 

สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า ทรัมป์ไม่ได้กล่าวโจมตีผู้พิพากษาศาลสูงสุดโดยตรง แต่ใช้คำว่า ‘น่าเสียดาย’ (Unfortunately) กับคำวินิจฉัย และเน้นย้ำว่า รัฐบาลยังมีอำนาจในการเก็บภาษีในช่องทางอื่น ซึ่งจะนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม โดยที่สภาคองเกรสไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับมาตรการ พร้อมทั้งยืนยันว่า ภาษีนำเข้ากำลังทำให้ประเทศได้เงินมหาศาล และอาจแทนที่ ‘ภาษีเงินได้’ ในอนาคต ซึ่งอาจช่วยลดภาระทางการเงินของประชาชน 

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นเสนอนโยบายเศรษฐกิจ เช่น การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์, การจัดตั้งบัญชี Trump Accounts เพื่อเด็กแรกเกิด ไปจนถึงการให้เงินชาวอเมริกัน 1,000 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อช่วยเหลือในโครงการออมเงินเพื่อการเกษียณมากขึ้น แต่ยังไม่มีการระบุรายละเอียดว่า โครงการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร ใครจะมีสิทธิได้รับ และจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสหรือไม่

 

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ทางการได้บรรลุข้อตกลงกับภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลรับภาระต้นทุนอย่าง ‘ค่าไฟฟ้า’ จากการพัฒนาโมเดล AI นับเป็นความพยายามของทำเนียบขาวในการรับมือในประเด็นดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

 

อนึ่ง Politico มองว่า ในการแถลงครั้งนี้ ทรัมป์อธิบายนโยบายเศรษฐกิจเป็นระบบที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา โดยหวังเป็นจุดขายในการเลือกตั้งสหรัฐฯ มิดเทอม 2026 พร้อมทั้งโจมตีเดโมแครตด้วยการหักล้างข้อโต้แย้งว่า วิกฤตค่าครองชีพเป็นเรื่องหลอกลวง และรัฐบาล โจ ไบเดน เป็นฝ่ายสร้างวิกฤตนี้ขึ้นมาตั้งแต่ยุคก่อน

 

  • ประเด็นความมั่นคงและผู้อพยพ

 

ทรัมป์กล่าวถึงประเด็นคนเข้าเมืองและผู้อพยพ โดยเน้นไปที่ ‘อาชญากร’ และ ‘ความมั่นคงชายแดน’ แต่ไม่แตะปฏิบัติการเนรเทศครั้งผู้อพยพครั้งใหญ่ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาเอ่ยคำว่า ‘เนรเทศ’ (Deporting) เพียงครั้งเดียว

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง ดาลิลาห์ โคลแมน (Dalilah Coleman) เด็กหญิงวัย 5 ขวบที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากผู้อพยพ และลิซเบธ เมดินา (Lizbeth Medina) หญิงที่เสียชีวิตจากการถูกผู้อพยพสังหารในปี 2023 โดยอ้างว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นของประเทศว่า ทำไมจึงต้องขับไล่อาชญากรข้ามชาติผิดกฎหมายเป็นประวัติการณ์

 

ทรัมป์กล่าวหาว่า เดโมแครตปล่อยให้เกิดการรุกรานทางชายแดน พร้อมทั้งท้าทายให้ สส. อีกฝ่ายลุกขึ้น หากเห็นด้วยว่า หน้าที่แรกของรัฐบาลคือปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่ผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ สส.ฟากเดโมแครตนั่งนิ่งไม่ตอบรับอะไร ส่วน สส.รีพับลิกันลุกขึ้นสนับสนุนทรัมป์และปรบมือ

 

“ภายใต้การปกครองของไบเดนและพรรคพวกที่ฉ้อฉลของเขา ทั้งในสภาคองเกรสและที่อื่นๆ สถานการณ์ได้มาถึงจุดแตกหักด้วยแผนการหลอกลวงเรื่องนโยบายเปิดพรมแดนสำหรับทุกคน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามานับล้านจากเรือนจำและสถานบำบัดทางจิต มีฆาตกรถึง 11,088 คน” ทรัมป์กล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศแคมเปญ ‘สงครามต่อต้านการทุจริต’ นำโดยแวนซ์ โดยย้ำว่า งบประมาณจะสมดุล หากประเทศมีการตรวจพบการทุจริต พร้อมยกตัวอย่างว่า ไม่มีกรณีไหนน่าตกตะลึงแบบรัฐมินนิโซตา 

 

ทรัมป์โจมตีว่า ชาวโซมาเลียในรัฐมินนิโซตาปล้นภาษีชาวอเมริกัน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเปรียบเปรยว่า เป็น ‘กลุ่มโจรสลัด’ ที่เข้ามาปล้นประชาชนผ่านนโยบายผู้อพยพ ขณะที่กล่าวหาว่า พรรคเดโมแครตทำการทุจริตในรัฐแคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ และเมน

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังให้คำมั่นจัดการเรื่อง ‘การโกงเลือกตั้ง’ โดยกล่าวอ้างว่า พรรคเดโมแครตโกงเลือกตั้งปี 2020 พร้อมทั้งเสนอให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนลงคะแนนเสียง 

 

  • นโยบายต่างประเทศ

 

สำหรับประเด็นการต่างประเทศ ทรัมป์ไม่กล่าวถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ แม้แต่ประเทศเดียว ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดย New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์พยายามนำเสนอภาพของมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่เผชิญกับความท้าทายและศัตรูรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด America First ที่เน้นอธิปไตยและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

 

ผู้นำสหรัฐฯ นำเสนอว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 11 เดือน ตนได้ยุติสงคราม 8 ครั้งทั่วโลก ได้แก่ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน, คองโก-รวันดา, อิหร่าน-อิสราเอล, อินเดีย-ปากีสถาน, ไทย-กัมพูชา, อิสราเอล-ฮามาส รวมถึงอีก 2 กรณีในการดำรงตำแหน่งสมัยแรก คือ ความขัดแย้งเอธิโอเปีย-อียิปต์ และเซอร์เบีย-โคโซโว

 

“ผมยุติ 8 สงคราม รวมถึงกรณีกัมพูชา-ไทย และปากีสถาน-อินเดีย ไม่งั้นเราคงมีสงครามนิวเคลียร์ไปแล้ว คน 35 ล้านคนบอกว่า นายกรัฐมนตรีปากีสถานอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ถ้าผมไม่ไปแทรกแซง” ทรัมป์ระบุ

 

ทรัมป์ยังส่งสัญญาณแข็งกร้าวถึงอิหร่านว่า สหรัฐฯ จะไม่มีวันให้ผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเบอร์หนึ่งของโลกครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยย้ำว่า เตหะรานได้พัฒนาขีปนาวุธที่คุกคามยุโรปและฐานทัพสหรัฐฯ ในต่างประเทศไปแล้ว ขณะนี้กำลังจะสร้างขีปนาวุธที่ยิงถึงสหรัฐฯ ได้

 

ทรัมป์ย้ำว่า ความต้องการของเขาคือการแก้ไขความตึงเครียดกับอิหร่านผ่านวิธีทางการทูต แต่เตหะรานยังไม่ได้ให้คำมั่นว่า จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ

 

ในประเด็นเวเนซุเอลา ผู้นำสหรัฐฯ แนะนำ เอนริเก มาร์เกซ นักการเมืองฝ่ายค้านที่ถูก นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีคุมขัง โดยชี้ว่า หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกมาหลายราย 

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมอบ ‘เหรียญเกียรติยศแห่งรัฐสภา’ ให้แก่ เอริก สโลเวอร์ Chief Warrant Officer (CWO) ผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการควบคุมตัวมาดูโร และกล่าวชื่นชม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

รีพับลิกันโล่งใจ ทรัมป์ไม่นอกสคริปต์ แต่ควรถ่ายทอดรายละเอียดมากกว่านี้

 

Politico ระบุว่า ภายในรีพับลิกันและฝ่ายบริหารแสดงท่าทีโล่งอกกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ใน State of the Union โดยเฉพาะท่าที การพูดเนื้อหาสาระ และเน้นผลงานลดค่าครองชีพ พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในอนาคตของสหรัฐฯ

 

แต่บางครั้ง ทรัมป์ก็นอกบท เช่น หันไปโจมตี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อสภาคองเกรสอย่างแน่นอน เช่น วาระในปี 2026 อย่างค่าครองชีพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้งมิดเทอม

 

“ข้อเรียกร้องต่อสภาคองเกรส มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย” นักการเมืองรายหนึ่งในพรรครีพับลิกันให้สัมภาษณ์ โดยย้ำว่า แม้ทรัมป์จะมีวินัยในการเล่าเรื่องมากขึ้น แต่ก็อยากเห็นรายละเอียดเชิงเศรษฐกิจมากกว่านี้

 

ภาพ: Kenny Holston / The New York Times via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์พูดอะไรบ้าง? สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นใน State of the Union 2026 ปูทางสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า https://thestandard.co/sihasak-unhrc-cambodia-thailand-dispute/ Wed, 25 Feb 2026 01:38:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1181468 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC

วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่ […]

The post สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC

วานนี้ (24 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall, Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มการกล่าวถ้อยแถลงด้วยการระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทายเช่นในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ

 

นอกจากนี้ ยังชี้ถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ว่าเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

 

ขณะเดียวกัน สีหศักดิ์ยังได้กล่าวตอบโต้ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ที่กล่าวพาดพิงไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในวันเดียวกัน ว่ากัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายและมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชาเพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ

 

สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ฐานที่มั่นเดิมในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 5สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UNHRC 6

The post สีหศักดิ์ แถลงบนเวที UNHRC โต้กัมพูชาใช้ข้อความเท็จและวาทกรรมบิดเบือนกล่าวหาไทยเป็นผู้ร้าย ชี้ต้นเหตุขัดแย้งเพราะกัมพูชาละเมิด-ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น https://thestandard.co/cambodia-demands-thailand-troop-withdrawal/ Tue, 24 Feb 2026 12:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1181423 ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเท […]

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์)

 

โดยกล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

ในการแถลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ชี้ว่าระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มขึ้น

 

เขากล่าวว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการเคารพอย่างเคร่งครัดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งยกประสบการณ์ของกัมพูชาที่ผ่านพ้นความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนสู่สันติภาพผ่านกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความยากจน การเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสตรีและการเสริมสร้างกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน

 

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า กัมพูชายังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม ตั้งเป้าปลอดทุ่นระเบิดภายในปี 2030 และให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการฝึกอบรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ควบคู่กับการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘ภัยคุกคามระดับโลก’ และยืนยันว่า กัมพูชามีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ทำลายเครือข่ายอาชญากรรม ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันคน และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว

 

ปรัก สุคน กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ตั้งแต่กลางปี ​​2025 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารของไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน และผลที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

 

เขาอ้างว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นอ่อนแอ” และกล่าวหาไทยว่า “ทำการตั้งฐานทัพทางทหารนอกแนวเส้นที่กำหนดไว้ และเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา”

 

“ในเมืองชายแดนที่ถูกยึดครองหลายแห่ง พลเรือนถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ขัดขวางการกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือน” ปรัก สุคน กล่าว

 

เขากล่าวว่า ในหลายเมืองชายแดนที่ถูกยึดครอง พลเรือนกัมพูชาถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านถูกทำลาย ฝ่ายไทยมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมระบุว่า “การกระทำดังกล่าวละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ” และ “ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

 

“ตลอดช่วงเวลานี้ กัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด โดยการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รับประกันการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พลัดถิ่น และยังคงมุ่งมั่นอย่างแข็งขันต่อการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเจรจาอย่างสันติเพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

 

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรียกร้องให้ไทย “ถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

พร้อมทั้งย้ำว่า “การคงอยู่ของกำลังทหารไทย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือนกัมพูชา ตลอดจนการระงับข้อพิพาทอย่างสันติโดยยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

 

“มีเพียงการดำเนินการเช่นนี้เท่านั้น ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และเคารพซึ่งกันและกันได้” ปรัก สุคนกล่าว

The post กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมเข้ม-ห้ามส่งออก ‘สินค้าพลเรือน-ทหาร’ 40 องค์กรญี่ปุ่น ชี้สกัด ‘ลัทธิทหารนิยม’ https://thestandard.co/china-bans-japan-dual-use-exports/ Tue, 24 Feb 2026 06:52:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1181281 ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าสองทางจาก จีน ไปยัง ญี่ปุ่น

จีนประกาศห้ามส่งออก ‘สินค้าสองทาง’ (Dual-Use items: DUI […]

The post จีนคุมเข้ม-ห้ามส่งออก ‘สินค้าพลเรือน-ทหาร’ 40 องค์กรญี่ปุ่น ชี้สกัด ‘ลัทธิทหารนิยม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าสองทางจาก จีน ไปยัง ญี่ปุ่น

จีนประกาศห้ามส่งออก ‘สินค้าสองทาง’ (Dual-Use items: DUI) ให้กับหน่วยงานสัญชาติญี่ปุ่น 20 แห่ง โดยระบุว่าเป็นมาตรการสกัด ‘ลัทธิทหารนิยม’ และการขยายอำนาจด้านนิวเคลียร์ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก

 

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศจำกัดการส่งออกสินค้าสองทาง หรือสินค้าพลเรือนที่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธ หรือใช้ในทางทหารได้ เช่น แร่หายาก ทังสเตน เทลลูเรียม บิสมัท เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหนัก

 

มาตรการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการขึ้นบัญชีหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่งที่ถูกห้ามส่งออกโดยตรง เช่น Mitsubishi Shipbuilding Kawasaki Heavy Industries Aerospace Systems และ National Defense Academy of Japan

 

ส่วนที่สองเป็นบัญชีเฝ้าระวัง 20 แห่ง ได้แก่ Subaru Eneos TDK Itochu Sumitomo Corporation Mitsui & Co. และ Mitsubishi Materials

 

ทั้งนี้ หากบริษัทจีนต้องการส่งออกสินค้าไปยังบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง จะต้องจัดทำรายงานประเมินความเสี่ยง และหนังสือรับรองว่า สินค้าจะไม่ถูกใช้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น

 

ทางการจีนย้ำว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อภาคธุรกิจ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการค้าตามปกติระหว่างจีนกับญี่ปุ่น พร้อมระบุว่า หน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

 

อย่างไรก็ดี รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า ในเอกสารถาม-ตอบบนเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ โฆษกที่ไม่เปิดเผยชื่อชี้แจงว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสกัดลัทธิทหารนิยมและการขยายอำนาจด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น พร้อมย้ำว่าเป็นมาตรการที่ชอบธรรม สมเหตุสมผล และถูกต้องตามกฎหมาย

 

ขณะเดียวกัน บริษัทบางแห่งดูเหมือนจะตั้งตัวไม่ทันกับประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังวันหยุดยาวของเทศกาลตรุษจีน โดยโฆษกของ TDK และ Mitsubishi Heavy Industries ระบุว่า เพิ่งรับทราบประกาศและอยู่ระหว่างตรวจสอบภายใน

 

แฟ้มภาพ: Oriental Image via Reuters

 

อ้างอิง:

The post จีนคุมเข้ม-ห้ามส่งออก ‘สินค้าพลเรือน-ทหาร’ 40 องค์กรญี่ปุ่น ชี้สกัด ‘ลัทธิทหารนิยม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็กซิโกเสียหายหนัก! หลัง El Mencho พ่อค้ายารายใหญ่ถูกสังหาร ทหารเสียชีวิตแล้ว 25 คน https://thestandard.co/mexico-el-mencho-25-soldiers-killed/ Tue, 24 Feb 2026 05:22:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1181220 เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร

หลายพื้นที่ของเม็กซิโกได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลัง เ […]

The post เม็กซิโกเสียหายหนัก! หลัง El Mencho พ่อค้ายารายใหญ่ถูกสังหาร ทหารเสียชีวิตแล้ว 25 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร

หลายพื้นที่ของเม็กซิโกได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลัง เนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เอล เมนโช’ (El Mencho) พ่อค้ายารายใหญ่ หัวหน้าแก๊ง CJNG ในรัฐฆาลิสโกถูกสังหารจากเหตุปะทะกับกองทัพเม็กซิโกที่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการสหรัฐอเมริกา ทำให้สมาชิกของแก๊ง CJNG ก่อเหตุความรุนแรงขึ้น เพื่อแก้แค้นให้กับหัวหน้าของพวกเขา

 

โอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคง เปิดเผยว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) 25 คน เสียชีวิตจากการปะทะกับแก๊งค้ายาเสพติดที่รัฐฆาลิสโก และมีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตอีก กว่า 30 คนในรัฐดังกล่าว และรัฐใกล้เคียงอย่างรัฐมิโชอากัน

 

ด้านเคลาเดีย ไชน์บัม ประธานาธิบดีเม็กซิโกยืนยันว่า สถานการณ์ปัจจุบันกลับสู่ความสงบแล้ว พร้อมเน้นย้ำถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยทางการได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางและด่านสกัดกั้นกว่า 250 แห่งที่แก๊งค้ายาตั้งขึ้นในราว 20 รัฐออกทั้งหมด ขณะที่กระทรวงกลาโหมได้ส่งกองกำลังความมั่นคงเพิ่มเติมอีก 2,500 คนเข้าไปสมทบในพื้นที่รัฐฆาลิสโกแล้ว

 

เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร 1เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร 2เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร 3เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร 4เหตุการณ์ความรุนแรงใน เม็กซิโก หลัง เอล เมนโช พ่อค้ายาถูกสังหาร 5

 

อ้างอิง:

The post เม็กซิโกเสียหายหนัก! หลัง El Mencho พ่อค้ายารายใหญ่ถูกสังหาร ทหารเสียชีวิตแล้ว 25 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว.เดโมแครตดันกฎหมาย บีบรัฐบาลทรัมป์คืนเงิน ‘ภาษีนำเข้า’ ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ย https://thestandard.co/democrats-trump-tariffs-refund/ Tue, 24 Feb 2026 04:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1181199 ภาพประกอบข่าวการผลักดันกฎหมายของ สว.เดโมแครต เพื่อบีบรัฐบาล ทรัมป์ ให้คืนเงินภาษีนำเข้า

กลุ่มวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต 22 คน เตรียมยื่นร่างกฎหมายบ […]

The post สว.เดโมแครตดันกฎหมาย บีบรัฐบาลทรัมป์คืนเงิน ‘ภาษีนำเข้า’ ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการผลักดันกฎหมายของ สว.เดโมแครต เพื่อบีบรัฐบาล ทรัมป์ ให้คืนเงินภาษีนำเข้า

กลุ่มวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต 22 คน เตรียมยื่นร่างกฎหมายบีบรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คืนเงินจากการเก็บภาษีนำเข้าภายใน 180 วันพร้อมดอกเบี้ย หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ

 

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) กลุ่มวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต 22 คน นำโดย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อย, รอน ไวเดน สว.รัฐโอเรกอน, เอิร์ดเวิร์ด มาร์กีย์ สว.รัฐแมสซาชูเซตส์, จีนน์ ชาฮีน สว.รัฐนิวแฮมป์เชียร์ เตรียมเสนอร่างกฎหมายให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) คืนเงินภาษีนำเข้าพร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน โดยให้ความสำคัญกับการคืนเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็กก่อน

 

ทั้งนี้ กลุ่มสว. เดโมแครตออกแถลงการณ์ว่า วุฒิสภายังจะต่อสู้กับนโยบายควบคุมทางการค้าและเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ผลักภาระให้ประชาชน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการนำเงินกลับคืนสู่กระเป๋าของภาคธุรกิจและผู้ผลิตรายเล็กให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ย้อนกลับไปในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย 6-3 ให้ยกเลิกมาตรการภาษี ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) โดยให้เหตุผลว่า ทางการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่ไม่ได้ให้คำสั่งคืนเงิน โดยส่งเรื่องกลับไปยังศาลการค้าชั้นต้นเพื่อพิจารณาตอนต่อไป

 

อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มต่ำที่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เพราะรีพับลิกันยังไม่แสดงท่าทีสนับสนุน โดย จอห์น ธูน ผู้นำสว.เสียงข้างมาก ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นและระบุว่า ร่างดังกล่าวเพิ่งถูกเสนอ และต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก่อน

 

ด้าน Reuters รายงานว่า ทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้ความเห็นถึงร่างกฎหมายดังกล่าว ขณะที่ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากรีพับลิกัน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สภาจะยังไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นการคืนภาษีนำเข้า เพราะทำเนียบขาวจะเป็นผู้จัดการเรื่องนี้เอง โดยที่สภาต้องให้เวลาและพื้นที่

 

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่มีคู่มือให้ยึดตาม” จอห์นสันระบุ

 

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลจะปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลการค้าชั้นต้นในประเด็นการคืนเงิน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

 

ขณะที่ทรัมป์ยังยืนยันอำนาจตามกฎหมาย IEEPA พร้อมอ้างว่า การคืนเงินอาจเพิ่มหนี้สาธารณะและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เป็นไปได้ว่า กระบวนการคืนเงินอาจเสร็จสิ้นหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งแล้ว

 

“ผมคิดว่ามันคงต้องต่อสู้กันในศาลอีก 2 ปี หรือสุดท้ายแล้ว เราอาจต้องอยู่ในศาลอีก 5 ปี” ทรัมป์ให้สัมภาษณ์

 

ทั้งนี้ แบบจำลองงบประมาณ Penn Wharton ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเมินว่า รัฐบาลทรัมป์อาจต้องคืนเงินถึง 175 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท) หรือเฉลี่ยราว 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือน (ประมาณ 4.6-4.8 หมื่นบาท)

 

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า โครงสร้างการคืนเงินมีความซับซ้อน เนื่องจากภาระต้นทุนภาษีกระจายไปในระบบเศรษฐกิจ ทั้งผ่านผู้บริโภคที่จ่ายโดยตรง และผู้นำเข้าที่ผลักภาระต้นทุนต่อหรือแบกรับไว้เอง

 

ภาพ: Carlos Barria / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สว.เดโมแครตดันกฎหมาย บีบรัฐบาลทรัมป์คืนเงิน ‘ภาษีนำเข้า’ ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา https://thestandard.co/sihasak-france-thailand-cambodia-border-talks/ Tue, 24 Feb 2026 04:03:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1181164 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่ […]

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส

วานนี้ (23 กุมภาพันธ์) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

 

ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดและยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ในโอกาสครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ฝรั่งเศสในปีนี้ โดยการหารือครอบคลุม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และวัฒนธรรม

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชึยตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ โดยรัฐมนตรีฯ ชื่นชมบทบาทที่เป็นกลางและสร้างสรรค์ของฝรั่งเศสในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพโดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา และความพยายามต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 1สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 2สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 3สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 4สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 5สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 6สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 7สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กำลังหารือกับ ฌ็อง-นอแอล บาร์โร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส 8

The post สีหศักดิ์ พบหารือ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ชื่นชมบทบาทเป็นกลางกรณีพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>