Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 25 Oct 2026 12:43:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI https://thestandard.co/princeton-phd-graduate-job-market/ Sun, 25 Oct 2026 12:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1271705 ภาพมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

แจ็ก ไวส์ ชอบพูดติดตลกว่าตัวเองก็แค่ผู้ชายตกงานอีกคนที่ […]

The post จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

แจ็ก ไวส์ ชอบพูดติดตลกว่าตัวเองก็แค่ผู้ชายตกงานอีกคนที่อาศัยอยู่ห้องใต้ดินบ้านพ่อแม่ แต่สิ่งที่เขาไม่ได้เล่าคือ ชายจากเมืองซอลต์เลกซิตีคนนี้จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อปี 2024 และนับจากนั้นได้สมัครงานไปแล้วกว่า 2,300 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่ได้งาน ตามรายงานของ The Wall Street Journal

 

 
 

ช่วงแรกไวส์มุ่งสมัครงานด้านวิทยาศาสตร์ในบริษัทเอกชน และทุนวิจัยหลังปริญญาเอกที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ก่อนจะขยายไปสมัครงานวิศวกรซอฟต์แวร์และตำแหน่งอื่นๆ จนสุดท้ายแม้แต่งานเตรียมอาหาร รวมถึงบริษัทที่ขายปูก้อนแช่แข็ง ก็ยังเงียบหายไม่ติดต่อกลับ

 

ผู้สื่อข่าวของ WSJ ซึ่งตระเวนพูดคุยกับคนหางานครบทั้ง 50 รัฐ เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมคนจำนวนมากจึงมองอนาคตอย่างหม่นหมอง มองว่าเรื่องของไวส์เป็นตัวอย่างของตลาดแรงงานที่แทบหยุดนิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

ผลสำรวจของ Gallup เมื่อเดือนสิงหาคมพบว่า มีคนอเมริกันเพียง 34% ที่มองว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการหางานคุณภาพ ขณะที่รายงานการจ้างงานล่าสุดก็ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก แม้อัตราว่างงานจะยังต่ำ แต่สัดส่วนคนที่ว่างงานนานตั้งแต่ 27 สัปดาห์ขึ้นไปในช่วงหน้าร้อนปีนี้ สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด

 

ตลาดแรงงานที่ไม่รับคนเพิ่มและไม่ปลดคนออก

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสภาพตลาดแรงงานตอนนี้ว่า ‘Low-hire, Low-fire’ หรือภาวะที่บริษัทไม่ค่อยรับคนใหม่ และก็ไม่ค่อยปลดคนออก คนที่มีงานทำอยู่แล้วจึงไม่ยอมลาออก โอกาสสำหรับคนอื่นก็น้อยลง ขณะที่คนที่ไม่มีงานเหมือนถูกกันไว้นอกกำแพงของเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต จนงงกับข่าวที่บอกว่าอัตราว่างงานต่ำและ GDP กำลังเร่งตัว

 

ความหวังและความกังวลเรื่อง AI ยังทำให้คนรุ่นใหม่ที่จบปริญญาหางานได้ยากกว่าปกติ ซึ่งตรงข้ามกับคนที่ไม่ได้จบปริญญา โดยผลสำรวจของ Pew Research Center ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายนพบว่า คนอเมริกันกว่า 70% คาดว่า AI จะทำให้จำนวนงานโดยรวมลดลง

 

งานวิจัยใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ยังพบว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากงานที่มั่นคง และมีทักษะที่ AI เข้ามาทำแทนได้มาก มีโอกาสได้งานใหม่น้อยกว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนอย่างมาก

 

AI ยังเข้ามาอยู่ในกระบวนการสมัครงานด้วย เมื่อบริษัทได้รับใบสมัครหลายร้อยฉบับ ซึ่งหลายฉบับก็เขียนด้วย AI บริษัทจึงหันมาใช้ AI คัดกรองผู้สมัครเช่นกัน ผลสำรวจของ Greenhouse พบว่าคนหางานในสหรัฐฯ กว่า 60% เคยถูกสัมภาษณ์โดยระบบ AI ในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครต้องอัดวิดีโอตอบคำถามที่ระบบส่งมาโดยไม่มีคนอยู่อีกฝั่ง

 

ไวส์พยายามเลี่ยงระบบเหล่านี้ด้วยการติดต่อคนในบริษัทโดยตรง ศิษย์เก่าพรินซ์ตันหลายคนยอมรับสาย แต่สุดท้ายก็บอกให้เขาไปสมัครผ่านเว็บไซต์ของบริษัทอยู่ดี “คุณรู้สึกใจหล่นวูบ” เขากล่าว เพราะรู้ว่าใบสมัครจะไปติดอยู่ในระบบอีกครั้ง

 

ประวัติดีแค่ไหนก็ยังเงียบ

 

ไวส์เป็นลูกชายของแพทย์ 2 คน จบปริญญาตรีเกียรตินิยมสูงสุดจากมหาวิทยาลัยไรซ์ ก่อนเข้าเรียนปริญญาเอกที่พรินซ์ตันในปี 2018 โดย WSJ ระบุว่างานวิจัยเรื่องการก่อตัวของน้ำแข็งของเขา ถูกอ้างอิงโดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลตอนมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2024

 

เขาเริ่มหางานอย่างจริงจังในช่วงที่บริษัทต่างๆ ลดการรับบัณฑิตจบใหม่ หลังเร่งจ้างงานไปมากช่วงโควิด เป้าหมายแรกคืองานด้านวิทยาศาสตร์ในบริษัทยา แต่ใบสมัครส่วนใหญ่เงียบหาย และมีบางส่วนที่ถูกปฏิเสธ

 

จากนั้นเขาขยายการหางานไปยังพื้นที่และอุตสาหกรรมอื่น ส่งใบสมัครหลายร้อยฉบับผ่านเว็บไซต์หางาน ติดต่อศิษย์เก่าพรินซ์ตันและไรซ์ ไล่อ่านประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น รวมถึงติดตามข่าวสตาร์ทอัพที่เพิ่งได้เงินลงทุน เพราะคิดว่าน่าจะเปิดรับคนเพิ่ม

 

ดร.ฮอลลี คาร์เวธ แม่ของไวส์ เคยลองดูใบสมัครของลูกชายว่ามีจุดไหนที่ทำให้นายจ้างลังเลหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ “มันน่าประหลาดใจมาก ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง” เธอกล่าว

 

บางโอกาสก็หลุดมือไปด้วยเหตุผลอื่น เช่น ครั้งหนึ่ง McKinsey ส่งแบบทดสอบสำหรับตำแหน่งที่ปรึกษามาทางอีเมล โดยให้เล่นเกมคอมพิวเตอร์จัดการระบบนิเวศของพืชและสัตว์ในป่าจำลองภายใน 72 ชั่วโมง แต่ 48 ชั่วโมงในช่วงนั้นไวส์กำลังเดินป่าอยู่ในป่าจริงและไม่เห็นอีเมล

 

เมื่อกลับมาทำแบบทดสอบเสร็จ เขาก็ถูกปฏิเสธ ทั้งนี้ McKinsey ระบุว่าผู้สมัครสามารถขอขยายเวลาได้หากติดปัญหาเรื่องตารางเวลา

 

งานสอน AI ที่หายไป

 

ในเดือนมกราคม ไวส์ได้งานพาร์ตไทม์ค่าจ้างชั่วโมงละ 70 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,364 บาท) กับ Mercor สตาร์ทอัพที่จ้างผู้เชี่ยวชาญมาสอน AI ในสายอาชีพของตัวเอง ซึ่งเมื่อปี 2025 บริษัทมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 แสนล้านบาท) และเคยทำงานกับ OpenAI และ Anthropic

 

งานของไวส์คือตั้งคำถามเกี่ยวกับวิศวกรรมเคมีให้โมเดลภาษา แล้วประเมินคำตอบที่ AI สร้างขึ้นและพยายามปรับให้ดีขึ้น บางสัปดาห์ทำ 20 ชั่วโมง บางสัปดาห์ทำแค่ 4 ชั่วโมง บางครั้งเมื่อคิดคำถามไม่ออก เขาก็ให้ AI สวมบทบาทแปลกๆ เช่น “คุณคือวิญญาณของโจรสลัดหนวดดำ จงอธิบายหลักการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน 300 คำ”

 

แต่วันที่ไม่มีงานให้ทำก็เกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหลายสัปดาห์ และกลางเดือนมีนาคม Mercor ก็ยกเลิกสัญญาของไวส์ผ่านข้อความในกลุ่ม Slack ที่มีสมาชิก 810 คน “มิตรภาพกับ Mercor จบลงแล้ว ตอนนี้การว่างงานคือเพื่อนสนิทของผม” ไวส์เขียนอีเมลติดตลกถึงผู้สื่อข่าว

 

ไวส์ยังมองเห็นความย้อนแย้งทางเศรษฐกิจที่คนในสถานการณ์เดียวกับเขากำลังเจอ นับตั้งแต่เขาสอบปกป้องวิทยานิพนธ์เมื่อ 2 ปีก่อน ดัชนี Dow Jones ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ไปแล้วกว่า 50 ครั้ง

 

ขณะที่ตัวเขาเองเก็บเงินและลงทุนไว้บ้าง และไม่มีหนี้จากการเรียนปริญญาเอก “ดีที่หุ้นของผมขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ได้โกรธเรื่องนั้น แต่มันทำให้ทุกอย่างดูแปลกขึ้นอีก”

 

ตอนนี้ไวส์กำลังคิดว่าจะเรียนต่อด้านกฎหมายหรือไม่ และสมัครสอบ LSAT ไว้ในเดือนพฤศจิกายน เขายังลองทำธุรกิจของตัวเอง โดยใช้ AI ออกแบบโดรนที่ติดเลเซอร์ LED เพื่อกำจัดวัชพืชต่างถิ่น “ถ้าผมเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองมีคุณค่า ผมก็ควรออกไปไขว่คว้ามันมา” เขากล่าว

 

ไวส์ยังคงสมัครทุนวิจัยใหม่ๆ ที่เปิดรับ และเมื่อเดือนตุลาคม เขาเพิ่งเข้าไปเช็กบัญชีสมัครงานกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอะลามอส และพบว่าตำแหน่งที่เขาสมัครไว้ตั้งแต่ปี 2024 เพิ่งได้คนไปแล้ว หลังสถานะใบสมัครค้างอยู่ที่ “อยู่ระหว่างการพิจารณา” มานานถึง 2 ปี

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.77 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: gary718 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จบปริญญาเอกพรินซ์ตัน แต่สมัครงานกว่า 2,300 ตำแหน่งยังไม่ได้งาน เมื่อตลาดแรงงานสหรัฐฯ แทบไม่รับคนเพิ่มในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด https://thestandard.co/europe-protests-threaten-thai-exports/ Sun, 25 Oct 2026 09:44:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1271695 บรรยากาศการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การประท้วงใน 6 ประเทศยุโรปอาจกระทบการส่งออกไทย ‘ศุภจี’ […]

The post ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การประท้วงใน 6 ประเทศยุโรปอาจกระทบการส่งออกไทย ‘ศุภจี’ สั่งกระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแนวทางรับมือ และป้องกันความเสี่ยงด้านประกันภัยกับอัตราแลกเปลี่ยน แม้ 8 เดือนแรก การค้าไทย-EU เติบโต 17.13% ชี้หากการประท้วงยืดเยื้อ ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอน

 

วันที่ 25 ต.ค. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบในยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เร่งประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการค้าและการส่งออกไทย

 

พร้อมติดตามสถานการณ์เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที

 

รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า มีการชุมนุมใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม โดยมีประเด็นเรียกร้องแตกต่างกัน ทั้งค่าครองชีพ ค่าจ้าง และปัญหาที่อยู่อาศัย

 

ขณะที่บางพื้นที่มีรายงานการปะทะและเหตุการณ์กระทบต่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่อาจส่งผลต่อการให้บริการขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ เพื่อแยกแยะความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการค้าและการขนส่งของไทยอย่างตรงจุด

 

สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าในบางกลุ่ม และการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่การชุมนุมหรือการหยุดงานส่งผลต่อบริการขนส่งทางอากาศ ทางบก และการกระจายสินค้าในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามข้อมูลจาก สคต. และผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์

 

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 34,692.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 21,062.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.89% และการนำเข้า 13,630.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.45%

 

โดยไทยได้ดุลการค้า 7,431.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดสหภาพยุโรปที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสำคัญ

 

กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ส่งออกติดตามสถานการณ์ในประเทศคู่ค้า พร้อมตรวจสอบสถานะการขนส่งและกำหนดส่งมอบสินค้ากับคู่ค้าและผู้ให้บริการโดยตรง หากเส้นทางขนส่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ควรหารือกับคู่ค้าเพื่อปรับกำหนดส่งมอบตามความจำเป็น และเตรียมแผนสำรองสำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา

 

นอกจากนี้ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงสู่ตลาดอื่น ลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดยุโรปชั่วคราว และหันไปเร่งเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียใต้หรือตะวันออกกลาง รวมถึงการขยายความคุ้มครองเสริมของประกันภัยขนส่งสินค้า ให้ครอบคลุมภัยจลาจลและการเจตนาทำลายทรัพย์สิน ปรับสัดส่วนการถือครองเงินสกุลยูโร หรือทำสัญญาล่วงหน้า เนื่องจากค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

 

รวมถึงประเมินเส้นทาง โดยอาจเปลี่ยนท่าเรือหลัก โดยหลีกเลี่ยงท่าเรือในฝรั่งเศสและยุโรป ตะวันตก เลี่ยงไปใช้เส้นทางยุโรปเหนือหรือยุโรปใต้แล้วเชื่อมต่อด้วยระบบราง ตลอดจนโยกย้ายการจัดเก็บคลังสินค้าคงคลังจากพื้นที่เสี่ยง ไปฝากไว้ในประเทศที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

 

ภาพ: blackcat126 / Shutterstock

The post ยุโรปประท้วงเดือดลาม 6 ประเทศ ‘พาณิชย์’ เตือนผู้ส่งออก สั่งจับตาการค้าไทย-EU ใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
K-pop ปี 2026 คืนฟอร์มแกร่ง ทัวร์คอนเสิร์ตครองเอเชีย ยอดขายอัลบั้มจ่อทะลุ 100 ล้านชุด https://thestandard.co/kpop-2026-tour-album-sales/ Sun, 25 Oct 2026 08:18:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1271683 ภาพศิลปินวง BTS เจ้าของผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ARIRANG

อุตสาหกรรมดนตรี K-pop ส่งสัญญาณเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกค […]

The post K-pop ปี 2026 คืนฟอร์มแกร่ง ทัวร์คอนเสิร์ตครองเอเชีย ยอดขายอัลบั้มจ่อทะลุ 100 ล้านชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศิลปินวง BTS เจ้าของผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ARIRANG

อุตสาหกรรมดนตรี K-pop ส่งสัญญาณเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2026 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 2 ฟันเฟืองสำคัญ คือรายได้จากทัวร์คอนเสิร์ตและยอดขายอัลบั้ม ซึ่งข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม 2026 สะท้อนให้เห็นว่าศิลปินเกาหลีใต้สามารถครองส่วนแบ่งตลาดทัวร์คอนเสิร์ตทั่วเอเชียได้เบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายอัลบั้มตลอดทั้งปีพุ่งทะยานและจ่อทำสถิติแตะ 100 ล้านชุดในเร็ววันนี้

 

 
 

คอนเสิร์ต-อัลบั้ม เส้นเลือดใหญ่ค่ายเพลงยักษ์เกาหลี

 

ความสำเร็จในสองส่วนนี้ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่พิสูจน์ถึงเสถียรภาพทางการเงินของค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ของ HYBE ที่กวาดรายได้รวมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.45 ล้านล้านวอน (ประมาณ 488.5 ล้านดอลลาร์) แบ่งเป็นรายได้จากฝั่งคอนเสิร์ตสูงถึง 6.47 แสนล้านวอน ตามด้วยยอดขายอัลบั้มและเพลงดิจิทัล 3.26 แสนล้านวอน และรายได้จากสินค้าที่ระลึกและการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (IP) อีก 3.10 แสนล้านวอน

 

รายงานชาร์ต Asia Focus Top Touring Artists จาก Pollstar สื่อระดับโลกที่ติดตามอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต ได้เก็บรวบรวมข้อมูลการแสดงระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ถึง 31 กรกฎาคม 2026 พบว่าศิลปิน K-pop สามารถยึดพื้นที่บนตาราง 10 อันดับแรกของศิลปินที่ทำรายได้สูงสุดในเอเชียไปได้ถึง 6 อันดับ

 

โดยบอยแบนด์แถวหน้าอย่าง Seventeen ผงาดขึ้นครองอันดับ 1 ด้วยรายได้ถึง 97.4 ล้านดอลลาร์ จากยอดจำหน่ายบัตรรวมกว่า 6.61 แสนใบ ความสำเร็จนี้มาจากการเดินสายเวิลด์ทัวร์ของ Seventeen รวม 22 รอบทั่วเอเชีย ไล่เรียงตั้งแต่ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไทยและฟิลิปปินส์

 

ยิ่งไปกว่านั้น Pledis Entertainment ยังเปิดเผยว่า Seventeen ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปิน K-pop กลุ่มแรกที่ขายบัตรคอนเสิร์ตที่สนามกีฬาไคตั๊ก ฮ่องกง ความจุ 5 หมื่นที่นั่ง ได้หมดเกลี้ยงติดต่อกันถึง 4 รอบ ส่งผลให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของตารางในปีนี้ หลังจากปีก่อนรั้งตำแหน่งอันดับ 2 รองจากวงร็อกระดับโลกอย่าง Coldplay

 

นอกจากนี้ ศิลปิน K-pop ยังเรียงแถวยึดครองพื้นที่ 4 อันดับแรกของชาร์ต นำโดย TWICE ในอันดับที่ 2 (76.18 ล้านดอลลาร์) ตามด้วย TXT ในอันดับที่ 3 ส่วน BTS ทำรายได้จากการแสดงเฉพาะภูมิภาคเอเชียภายใต้เวิลด์ทัวร์ ARIRANG ไปได้ 49.07 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ BLACKPINK และ ENHYPEN สามารถพาตัวเองเข้าสู่กลุ่มท็อปเทนได้สำเร็จในอันดับที่ 8 และ 9 ตามลำดับ

 

ยอดขายอัลบั้ม ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น

 

ทางด้านยอดขายอัลบั้มจริง สถิติจาก Circle Chart ระบุว่ายอดขายสะสมระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน ปี 2026 ทำไปได้แล้วถึง 79 ล้านชุด เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงประมาณ 7.6 ล้านชุด โดยสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม จากการคัมแบ็กของ BTS ในสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ‘ARIRANG’ ที่สร้างปรากฏการณ์ยอดขายวันแรกตามข้อมูลของ Hanteo Chart พุ่งแตะ 3.98 ล้านชุด

 

แรงส่งดังกล่าวผลักดันให้เดือนเมษายนกลายเป็นเดือนแรกของปีที่ยอดขายรวมทั้งอุตสาหกรรมทะลุหลัก 10 ล้านชุด จากผลงานของศิลปิน อาทิ TXT, NCT WISH, &TEAM และ TWS ก่อนจะส่งต่อความคึกคักมายังเดือนพฤษภาคมด้วยผลงานของ CORTIS ซึ่งทำยอดขายสัปดาห์แรกได้มากกว่า 2.3 ล้านชุด และพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมด้วยตัวเลขกว่า 11 ล้านชุด โดยมี Stray Kids และ ENHYPEN เป็นหัวหอกหลักที่ทำยอดขายรวมกันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 52.8% ของยอดขายอัลบั้ม 400 อันดับแรก

 

ลุ้นโค้งสุดท้ายปลายปี

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายนบรรยากาศการจับจ่ายในตลาดชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดจำหน่ายลดลง 38% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม และลดลง 37.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้จะมีผลงานใหม่วางจำหน่ายก็ตาม

 

จากสถานการณ์นี้ ตลาดจำเป็นต้องทำยอดขายเพิ่มอีกราว 21 ล้านชุดในไตรมาส

 

สุดท้าย เพื่อพิชิตเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีแตะ 100 ล้านชุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทว่าโอกาสดังกล่าวยังคงเป็นไปได้สูง

 

เมื่อพิจารณาจากตารางการปล่อยผลงานที่หนาแน่นของศิลปินเบอร์ใหญ่ นำโดย ATEEZ กับผลงาน GOLDEN HOUR : Part.6 ปล่อยในวันที่ 13 พ.ย., TXT กับมินิอัลบั้ม PERFECT STORM ปล่อยในวันที่ 16 พ.ย. รวมถึงไลน์อัปเกิร์ลกรุ๊ปชั้นนำอย่าง BABYMONSTER, IVE และ ILLIT ที่เตรียมลงสนามกระตุ้นยอดขายโค้งสุดท้ายก่อนในสิ้นปี 2026

 

ภาพ: facebook.com/bangtan.official

 

อ้างอิง:

The post K-pop ปี 2026 คืนฟอร์มแกร่ง ทัวร์คอนเสิร์ตครองเอเชีย ยอดขายอัลบั้มจ่อทะลุ 100 ล้านชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ https://thestandard.co/dft-osmep-thai-smes-china-indonesia/ Sun, 25 Oct 2026 03:38:23 +0000 https://thestandard.co/dft-osmep-thai-smes-china-indonesia/ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงความร่วมมือจัดโครงการพา SMEs ไทยเจรจาการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. เปิดโครงการ “Business Be […]

The post กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงความร่วมมือจัดโครงการพา SMEs ไทยเจรจาการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. เปิดโครงการ “Business Beyond Borders: Connecting Markets, Creating Opportunities” เตรียมยกทัพผู้ประกอบการ SMEs ไทย พาเจรจาธุรกิจในจีนและอินโดนีเซีย หวังเพิ่มโอกาสขยายตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ

 

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการค้าชายแดนและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ให้ปรับตัวและเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ทั้งความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ความไม่สงบบริเวณชายแดน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจและความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย

 

กรมการค้าต่างประเทศจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินโครงการจัดคณะผู้แทนแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ SMEs ไทย โครงการนี้อยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปี 2569 เพิ่มเติม

 

ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. และสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างสมดุลการส่งออก

 

สำหรับโครงการประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่

 

1.อบรมเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 60 ราย ระหว่างวันที่ 23–24 พฤศจิกายน 2569

 

2.นำผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมและการคัดเลือกไปเจรจาธุรกิจ กับผู้ซื้อและผู้นำเข้าใน 2 ตลาด ได้แก่ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 20 ราย ระหว่างวันที่ 21–24 ธันวาคม 2569 และกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จำนวน 20 ราย ระหว่างวันที่ 18–21 มกราคม 2570 โดยผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนในระบบ SME ONE ID ของ สสว.

 

จีนและอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีความตกลงการค้าเสรีกับไทย จีนมีตลาดชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดฮาลาลที่ใหญ่ที่สุด ทั้งสองประเทศยังเป็นสมาชิกอาเซียน โดยอินโดนีเซียเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือ IMT-GT ด้วย จึงเป็นตลาดเป้าหมายที่เปิดโอกาสให้ SMEs ไทยขยายการค้าและการลงทุนได้

 

อารดากล่าวเพิ่มเติมว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับข้อมูลจาก สสว. ปี 2568 รายงานว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.28 ล้านราย หรือร้อยละ 99.5 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด

 

และมีสัดส่วนการจ้างงานร้อยละ 69.2 แต่มีสัดส่วนต่อ GDP เพียงร้อยละ 34.9 และมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 12.4 ของมูลค่าการส่งออกรวม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสนับสนุนให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ รวมถึงการจ้างงาน และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก

The post กรมการค้าต่างประเทศจับมือ สสว. ปั้นโครงการใหญ่ พา SMEs ไทยบุกเจรจาการค้า จีน-อินโดฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ปซี่แก้เกมเร็ว ต่อสัญญา ทาโก้ เบลล์ ยาวถึงปี 2036 กู้สถานการณ์หลังเพิ่งเสีย เคเอฟซี สหรัฐฯ ให้กับโค้ก https://thestandard.co/pepsico-extends-taco-bell-deal-2036/ Sun, 25 Oct 2026 02:48:07 +0000 https://thestandard.co/pepsico-extends-taco-bell-deal-2036/ โลโก้เครื่องดื่มเป๊ปซี่

การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มของร้านฟาสต์ฟู้ดยังคงดุเดือด […]

The post เป๊ปซี่แก้เกมเร็ว ต่อสัญญา ทาโก้ เบลล์ ยาวถึงปี 2036 กู้สถานการณ์หลังเพิ่งเสีย เคเอฟซี สหรัฐฯ ให้กับโค้ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้เครื่องดื่มเป๊ปซี่

การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มของร้านฟาสต์ฟู้ดยังคงดุเดือด โดยเฉพาะการแย่งชิงตำแหน่งผู้จัดหาเครื่องดื่มหลัก ซึ่งทั้งโคคา-โคล่าและเป๊ปซี่โคต่างนำเสนอสิทธิประโยชน์และข้อเสนอจูงใจหลากหลายรูปแบบเพื่อคว้าสัญญา ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนว่าการรักษาพันธมิตรเดิมมีความสำคัญไม่แพ้การขยายตลาดใหม่ หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในเครือร้านอาหารเดียวกันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป๊ปซี่โคประกาศต่อสัญญาความร่วมมือกับทาโก้ เบลล์ออกไปจนถึงปี 2036 การขยายสัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเคเอฟซี ซึ่งเป็นร้านอาหารในเครือ ยัม แบรนด์ส เช่นเดียวกับทาโก้ เบลล์ ประกาศเปลี่ยนผู้จัดหาเครื่องดื่มในสหรัฐฯ จากเป๊ปซี่มาเป็นโคคา-โคล่า

 

แม้การเปลี่ยนคู่ค้าของเครือร้านอาหารขนาดใหญ่จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากโคคา-โคล่าและเป๊ปซี่ต่างแข่งขันกันยื่นข้อเสนอพิเศษเพื่อคว้าสิทธิ์ดังกล่าว และการที่โคคา-โคล่าคว้าสัญญาจัดหาเครื่องดื่มให้เคเอฟซีในสหรัฐฯ ได้ มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เพราะสะท้อนว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากแอตแลนตากำลังทำผลงานเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดน้ำอัดลม

 

ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างเป๊ปซี่กับยัม แบรนด์สมีความผูกพันกันมานานหลายสิบปี ย้อนไปถึงช่วงที่เป๊ปซี่เคยเป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ ก่อนที่ธุรกิจจะแยกตัวออกมาเป็นบริษัทมหาชนในปี 1997 ด้วยเหตุนี้ แม้เคเอฟซีในสหรัฐฯ จะยุติการจำหน่ายเครื่องดื่มของเป๊ปซี่ แต่เป๊ปซี่ยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญ และจะยังจัดหาเครื่องดื่มให้เคเอฟซีในตลาดต่างประเทศต่อไป

 

แคเธอรีน แทน-กิลเลสพี ผู้บริหารธุรกิจเคเอฟซีสหรัฐฯ ยืนยันเรื่องดังกล่าวในบันทึกข้อความลงวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักข่าวซีเอ็นบีซีได้รับสำเนา

 

โดยทาโก้ เบลล์ ความร่วมมือกับเป๊ปซี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเมนูยอดนิยมที่มีเอกลักษณ์และวางจำหน่ายมาอย่างยาวนาน เช่น เครื่องดื่ม Mountain Dew Baja Blast และเมนู Doritos Locos Tacos

 

นอกจากนี้ สัญญาฉบับใหม่ยังครอบคลุมร้านทาโก้ เบลล์ในตลาดต่างประเทศอีกหลายแห่ง ได้แก่ แคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และประเทศไทย ซึ่งจะยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือเป๊ปซี่ต่อไปตามเดิม

 

ภาพ: NikkaOl/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เป๊ปซี่แก้เกมเร็ว ต่อสัญญา ทาโก้ เบลล์ ยาวถึงปี 2036 กู้สถานการณ์หลังเพิ่งเสีย เคเอฟซี สหรัฐฯ ให้กับโค้ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z ในสหรัฐฯ ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 19% สวนทางทุกเจเนอเรชันที่ลดลง https://thestandard.co/gen-z-in-the-us-has-seen-a/ Sat, 24 Oct 2026 11:40:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1271573 คนรุ่นใหม่วัยทำงานกำลังแตะบัตรเครดิตช้อปปิ้งและใช้จ่าย

Gen Z ในสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องแบกหนี้บัต […]

The post Gen Z ในสหรัฐฯ ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 19% สวนทางทุกเจเนอเรชันที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนรุ่นใหม่วัยทำงานกำลังแตะบัตรเครดิตช้อปปิ้งและใช้จ่าย

Gen Z ในสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องแบกหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดของ Deloitte และ ConsumerSignals พบว่าสัดส่วนคน Gen Z หรือผู้ใหญ่อายุ 18-29 ปี ที่มียอดค้างชำระบัตรเครดิตต่อเนื่องจากเดือนหนึ่งไปอีกเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 19% ระหว่างไตรมาส 3 ปี 2023 ถึงไตรมาส 2 ปี 2026

 

 
 

ผลสำรวจนี้เก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เดือนละ 1,000 คน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ถึงมิถุนายน 2026 โดยการสำรวจแต่ละเดือนมีค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 3 จุด

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนคนที่มียอดค้างชำระบัตรเครดิตในเจเนอเรชันอื่นทั้งหมดกลับลดลง โดยกลุ่ม Baby Boomer ลดลงเร็วที่สุดเกือบ 26%

 

ไอลีน โอลสัน นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรอง (CFP) และผู้ก่อตั้ง Emerald Wealth ระบุว่าบัตรเครดิตเป็น “หนึ่งในวิธีกู้เงินที่แพงที่สุด”

 

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระบุว่าเดือนสิงหาคมอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 21% ซึ่งหมายความว่า “ยอดหนี้จะโตเร็ว และการจ่ายขั้นต่ำอาจทำให้หนี้ก้อนเล็กๆ ลากยาวไปหลายปี”

 

ผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายจึงอาจต้องจ่ายเงินคืนมากกว่ายอดที่รูดไปจริงอย่างมาก และดอกเบี้ยทบต้นยังทำให้เป้าหมายการเงินอื่นๆ เช่น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหรือการลงทุนเพื่ออนาคต ทำได้ยากขึ้น

 

โลกที่ออกแบบมาให้คนใช้เงิน

 

โอลสันซึ่งใช้แนวคิดการเงินเชิงพฤติกรรมกับลูกค้า มองว่าโลกที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อขายของให้เรา” อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตของคนรุ่นใหม่แย่ลง เพราะการแตะบัตรจ่ายเงินมักไม่รู้สึกเหมือนกำลังใช้เงิน จึงง่ายที่จะใช้จ่ายไปก่อนแล้วค่อยกังวลทีหลัง

 

โอลสันมีลูกสาวที่เป็น Gen Z และมองว่าคนรุ่นนี้ “ใจกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยแผนการ” ซึ่งเป็นข้อดี แต่ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวได้ อีกทั้ง Gen Z จำนวนมากเพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ยังห่างจากช่วงที่สูงที่สุดของชีวิตการทำงานอีกมาก จึงอาจรับมือกับภาระทางการเงินต่างๆ ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นแพงขึ้น

 

ปัจจุบันคนอเมริกันต้องเจอค่าที่อยู่อาศัยและค่าอาหารที่สูงขึ้น และคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาก้อนใหญ่ทุกเดือน เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ไม่จำเป็นอย่างค่าสมาชิกสตรีมมิ่ง และการซื้อของตามอารมณ์ ก็ทำให้รายได้กับรายจ่ายแทบไม่เหลือส่วนต่างให้ขยับตัว

 

“ถ้าไม่มีแผน เราจะใช้ชีวิตแบบคอยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย” โอลสันกล่าว “ทุกค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจะไปลงที่บัตรเครดิต และคุณจะติดอยู่ในโหมดเอาตัวรอด”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจึงแนะนำให้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดทำให้งบประมาณพัง แต่ถ้าแค่ใช้จ่ายให้พอกับรายได้ยังลำบาก ก็อาจถึงเวลาทบทวนลำดับความสำคัญ และดูว่าการใช้จ่ายสอดคล้องกับสิ่งที่ให้คุณค่ามากที่สุดหรือไม่

 

“ถ้าคุณกำลังเก็บเงินซื้อบ้าน แต่กินข้าวนอกบ้านทุกวันโดยไม่ได้คิด เป้าหมาย 2 อย่างนี้ก็กำลังดึงกันไปคนละทาง” โอลสันกล่าว

 

ปิดหนี้บัตรดอกเบี้ย 20% เท่ากับได้ผลตอบแทนแน่นอน 20%

 

เมื่อมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้ว ขั้นต่อไปคือการหาจุดสมดุลระหว่างการปิดหนี้กับการเก็บเงินเพื่ออนาคต โอลสันระบุว่าโดยทั่วไปตัวเลขสนับสนุนให้ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพราะเงินทุกก้อนที่นำไปโปะหนี้ก็เหมือนได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ข้อมูลของ Charles Schwab Asset Management ระบุว่าตั้งแต่ปี 1926 ถึง 2025 ตลาดหุ้นโดยรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่มักสูงกว่า 20% ต่อปีอยู่มาก

 

ตราบใดที่ยังมียอดค้างชำระบัตรเครดิต ก็เท่ากับกำลังเสียเงินทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยจะบวกเข้าไปในยอดที่ต้องจ่ายคืน และยิ่งใช้เวลาจ่ายนานเท่าไร ยอดรวมที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมากขึ้น

 

ตัวอย่างจากเครื่องคำนวณการชำระหนี้บัตรเครดิตของ Bankrate หากมียอดค้าง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 แสนบาท) บนบัตรดอกเบี้ย 21% แล้วผ่อนเดือนละ 256 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,640 บาท) เป็นเวลา 2 ปี จะต้องจ่ายคืนทั้งหมด 6,166 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.08 แสนบาท)

 

แต่ถ้าเพิ่มค่างวดเป็นเดือนละ 350 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.18 หมื่นบาท) จะปิดหนี้ได้เร็วขึ้น 7 เดือน และประหยัดดอกเบี้ยได้ 362 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.22 หมื่นบาท)

 

พูดอีกอย่างคือ แม้การลงทุนเพื่ออนาคตจะช่วยสร้างความมั่งคั่งได้ แต่การหยุดหนี้ไม่ให้งอกเงยต่อควรมาก่อน

 

“การปิดหนี้บัตรที่ดอกเบี้ย 20% ก็คือการได้ผลตอบแทนแน่นอน 20%” โอลสันกล่าว “รักษานิสัยการออมไว้ แล้วเมื่อปิดหนี้ได้ ก็เปลี่ยนเงินที่เคยจ่ายหนี้บัตรไปเก็บเพื่อการเกษียณแทน”

 

อย่างไรก็ตาม โอลสันมีข้อยกเว้นอยู่ 1 ข้อ คือแม้จะมีหนี้อยู่ ก็ควรส่งเงินเข้าแผนเกษียณของที่ทำงานให้มากพอที่จะได้เงินสมทบจากนายจ้างเต็มจำนวน หากบริษัทมีสวัสดิการนี้ “นั่นคือเงินฟรี” เพราะเท่ากับได้ผลตอบแทน 100% จากทุกดอลลาร์ที่ส่งเข้าไป จากนั้นจึงนำเงินที่เหลือทั้งหมดไปโปะหนี้ดอกเบี้ยสูง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: dodotone/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Gen Z ในสหรัฐฯ ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 19% สวนทางทุกเจเนอเรชันที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs https://thestandard.co/commerce-ministry-credit-term-smes/ Sat, 24 Oct 2026 08:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1271511 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติ […]

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการประชุมหารือมาตรการทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดันกติกา Credit Term มีผล 2 พ.ย. 2569 กำหนดกรอบชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วัน ธุรกิจทั่วไปที่เข้าเกณฑ์ คาดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 750,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม หนุนแข่งขันเป็นธรรม

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

 

นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

 

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

 

โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ

 

พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

 

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

 

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

 

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ด้าน สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน

 

โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

 

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท

 

ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

 

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

 

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

 

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

 

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

The post ‘ศุภจี’ ดัน Credit Term เริ่ม 2 พ.ย. ลุยแก้ปมค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม เสริมแกร่ง SMEs appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ลา โรช-โพเซย์’ และ ‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ สานต่อ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ ปีที่ 3 ยกระดับการดูแลผิวและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล [Advertorial] https://thestandard.co/la-roche-posay-cancer-care/ Sat, 24 Oct 2026 02:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1270271 ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3

รู้หรือไม่ว่าระหว่างการรักษามะเร็ง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องรั […]

The post ‘ลา โรช-โพเซย์’ และ ‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ สานต่อ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ ปีที่ 3 ยกระดับการดูแลผิวและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3

รู้หรือไม่ว่าระหว่างการรักษามะเร็ง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องรับมือไม่ได้มีเพียงตัวโรคเท่านั้น แต่ยังมี ‘ผลข้างเคียงทางผิวหนัง’ ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง คัน และระคายเคือง อาการเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับการรักษามะเร็ง แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญความไม่สบายตัวอย่างต่อเนื่องจากปัญหาผิว อาจกระทบทั้งการใช้ชีวิต ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตระหว่างการรักษา

 

งานวิจัยในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมะเร็งจำนวน 375 คนในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Research and Treatment ปี 2018 พบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มตัวอย่าง 61.4% มีปัญหาผิวแห้ง 38.1% มีอาการคัน และ 32.3% มีอาการแดง ผิวลอก หรือเจ็บบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า

 

ในประเทศไทย งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the Medical Association of Thailand ปี 2018 ศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดจำนวน 89 คน พบว่า 27 คน หรือ 30.3% ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากปัญหาทางผิวหนัง ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงมากที่สุด ตามการประเมินด้วย Dermatology Life Quality Index หรือ DLQI โดยอาการคัน เจ็บ แสบผิว และความรู้สึกอับอายหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับสภาพผิว เป็นข้อกังวลที่พบบ่อย

 

Prof. Brigitte Dreno ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งจากประเทศฝรั่งเศส และประธานคณะกรรมการ ISKIMO อธิบายว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งก็มาพร้อมโจทย์ใหม่ในการดูแลผลข้างเคียง ยาและวิธีรักษาแต่ละชนิดอาจส่งผลต่อผิวหนังแตกต่างกัน การดูแลผู้ป่วยจึงต้องเดินควบคู่กัน ทั้งการรักษาตัวโรคและการจัดการอาการที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต

 

ความเจ็บปวดจากภาวะผิวแห้งกร้านรุนแรง ผิวอักเสบ ลอก บาง แสบร้อน หรืออาการคันจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต อาจฟังดูเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับตัวโรค แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้คือภาระทางกายและจิตใจที่บั่นทอนสภาพจิตใจ และศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 1

 

2 ทศวรรษของการศึกษาวิจัย เพื่อคืนความสบายให้ผิวผู้ป่วย

 

สำหรับ ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากฝรั่งเศสที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับ 1 การสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเป็นงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2007

 

โดยแบรนด์ได้เปิดศูนย์ดูแลผู้ป่วยหลังการรักษามะเร็งและจัดตั้งคณะทำงาน European Skin Management in Oncology (ESKIMO) ในปี 2013 เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของการรักษามะเร็งต่อผิวหนัง

 

จากการศึกษาวิจัยตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ ลา โรช-โพเซย์ พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 80% ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษา ตั้งแต่อาการคัน ผิวแห้งแตก แสบร้อน เล็บอักเสบ ผมร่วง ไปจนถึงแผลเป็นหลังการผ่าตัด และมีผู้ป่วยมากกว่า 50% จำเป็นต้องระงับหรือหยุดการรักษาชั่วคราวเนื่องจากผลข้างเคียงทางผิวหนัง

 

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งต้องมองให้ไกลกว่าการรักษาตัวโรค แต่ต้องรวมถึงการสร้าง “ความสบายผิว” และการยกระดับคุณภาพชีวิต ระหว่างทางของผู้ป่วย

 

ก้าวสู่ปีที่ 3: สานต่อพันธมิตรและขยายการดูแลสู่ “ผู้ดูแล”

 

สิ่งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของ ลา โรช-โพเซย์ ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล ผ่านโครงการ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ (Cancer Support by La Roche-Posay) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด ‘พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส’ (Healing Power of Touch) ด้วยความเชื่อว่าการสัมผัสอันอ่อนโยน การดูแลผิวด้วยความเข้าใจ และความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ สามารถส่งต่อพลังใจให้ผู้ป่วยรับรู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 2

 

แอนนี่ ลอว์ ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า

 

“ปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ที่เราได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society) ด้วยอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็ง รับมือกับโรคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น บทเรียนตลอด 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราตระหนักว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เข้าใจผู้ป่วยอย่างแท้จริง และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ดูแลทั่วประเทศ

 

แม้ ลา โรช-โพเซย์ จะเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่เรามุ่งมั่นที่จะเข้าถึงผู้ป่วยมะเร็งทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งผิวหนัง เพราะผลข้างเคียงทางผิวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเท่านั้น ขณะเดียวกันเราก็ไม่เคยละเลยผู้ดูแลและครอบครัว ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในปีนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าเคียงข้างผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล เพื่อช่วยบรรเทาผลข้างเคียง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 3

 

ด้าน ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เผยถึงทิศทางใหม่ของการทำงานหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสานต่อความช่วยเหลือเป็นปีที่ 3 ว่า จะขยายความร่วมมือเชิงรุกไปยัง พยาบาลและโรงพยาบาลต่างๆ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และการรับมือล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ผิวเกิดปัญหาก่อนแล้วจึงแก้ไข เพราะการดูแลผิวอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดการใช้ยาสเตียรอยด์ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดระยะเวลาการรักษา

 

สำหรับมูลนิธิ ความร่วมมือนี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ Empower การเสริมสร้างพลังใจให้ผู้ป่วย Training การอบรมเพื่อดูแลคุณภาพชีวิต Screening การรณรงค์ตรวจคัดกรอง และ Policy การผลักดันนโยบายกับสิทธิการรักษา เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม

 

“ที่ผ่านมา เราทำงานร่วมกับชมรมผู้ป่วยโดยตรง แต่เราพบว่ายังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากตามโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่ยังเข้าไม่ถึงข้อมูล และบุคคลสำคัญที่สุด ที่เป็นด่านหน้าดูแลผู้ป่วยก็คือ พยาบาลประจำวอร์ดมะเร็งทุกคนต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางและมีใบรับรอง พวกเขาคือคนที่เห็นหน้างานจริงว่าผู้ป่วยคนไหนได้รับยาตัวใด และจะมีผลข้างเคียงอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง”

 

The Healing Power of Touch: พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส

 

Healing Power of Touch ไม่ได้พูดถึงการสัมผัสทางกายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความห่วงใย ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับคนที่อยู่เคียงข้าง การดูแลผิวของตัวเองหรือการได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดูแลและคนรอบข้าง จึงอาจเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าตนเองได้รับความใส่ใจ

 

สำหรับ ลา โรช-โพเซย์ ความหมายของการดูแลจึงไม่ได้หยุดแค่ผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์ แต่ยังส่งต่อไปถึงความรู้สึกของผู้ป่วยและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วันได้

 

แอนนี่มองว่า สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติที่มองผลข้างเคียงเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยต้องอดทนรับไว้เพียงลำพังโดยไม่จำเป็นต้องพูดถึง ทั้งที่ความไม่สบายผิว อาจกระทบการดำเนินชีวิต ความมั่นใจ และความรู้สึกต่อตัวเองในช่วงเวลาที่เปราะบาง

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 4

 

อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า ลา โรช-โพเซย์ ชวนให้มองการดูแลผิวในฐานะส่วนหนึ่งของการดูแลสนับสนุน หรือ Supportive Care

 

“เราไม่ได้บอกว่าการดูแลผิวสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ แต่หากเราสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายผิวขึ้น รักษาความมั่นใจไว้ได้ และได้รับการดูแลสนับสนุนที่เหมาะสม เราเชื่อว่าสิ่งนั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้อย่างมากในขณะที่พวกเขาดำเนินอยู่บนเส้นทางการรักษา เราจึงต้องการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการดูแลผิวของตนเอง และเราจะร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในระหว่างการรักษามะเร็ง”

 

ในมุมของศิรินทิพย์ ซึ่งเคยผ่านการรักษามะเร็งและทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วย ความไม่สบายผิวอาจกระทบไปถึงกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังใจ ผู้ป่วยบางคนอยากออกจากบ้าน ไปพบผู้คนหรือเปลี่ยนบรรยากาศ แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมหรือไม่อยากให้ใครเห็นความเปลี่ยนแปลงของตนเอง จนค่อยๆ ถอยห่างจากชีวิตที่เคยคุ้น

 

“อาการคันที่รบกวนการนอน ความเจ็บหรือแสบผิว และความกังวลต่อรูปลักษณ์จึงอาจซ้ำเติมความเครียดที่เกิดจากโรค การดูแลให้รู้สึกสบายขึ้นไม่ได้มีความหมายเฉพาะทางกาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความพร้อมที่จะกลับไปทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยด้วย”

 

ยิ่งผู้ป่วยบางคนที่รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ลดลง ยิ่งส่งผลเสียต่อภาวะโภชนาการและการฟื้นฟูผิวโดยตรง ทำให้ผิวแห้งกร้านรุนแรง นำไปสู่อาการคันเรื้อรัง และเมื่อเกาจนเกิดแผลหรือเกิดแผลกดทับ ก็ยิ่งเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งอาจบานปลายไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้ารับการรักษาหรือรับยาในรอบถัดไปได้ตามแผนการรักษา”

 

ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล

 

ก้าวสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือ ลา โรช-โพเซย์ มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2 ล้านบาท พร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวให้แก่ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เพื่อใช้จัดอบรมและสร้างระบบสนับสนุนการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล โดยตั้งเป้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรวม 1,000 คน หรือเพิ่มขึ้นราว 20%

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 5

 

ศิรินทิพย์บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยครั้งไม่ใช่การที่ผู้ดูแลไม่พยายาม แต่คือการไม่รู้ว่าอาการที่คนในครอบครัวเผชิญมีวิธีรับมืออย่างไร หรือควรไปขอคำแนะนำจากใคร

 

“เวลาผู้ป่วยรับเคมีบำบัดหรือฉายแสง ผลข้างเคียงทางผิวหนัง เช่น ผิวแห้งลอก อาการคันรุนแรงจนนอนไม่ได้ มักไม่ค่อยถูกพูดถึงในห้องตรวจ ผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงต้องแก้ปัญหากันเอง ลองผิดลองถูก ซึ่งพอไม่มีอะไรรองรับ บางเคสอาการก็รุนแรงขึ้นเพราะขาดความรู้ที่ถูกต้อง มูลนิธิฯ จึงอยากเปลี่ยนกระบวนการใหม่ เป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกับพยาบาลในวอร์ดคีโม เข้าไปช่วยแนะนำตั้งแต่ก่อนที่อาการผิวจะรุนแรง เพื่อรับมือปัญหาก่อนอาการรุนแรง”

 

เธอเน้นย้ำว่า ผู้ป่วยจะหายหรือไม่ผู้ดูแลคือคนสำคัญ เพราะชีวิตของผู้ป่วยต้องดำเนินต่อที่บ้าน ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน การอาบน้ำ ความไม่สบายผิว และความรู้สึกในแต่ละวัน

 

โดยปีนี้ โครงการได้ขยายขอบเขตการดูแลให้ครอบคลุมถึง “ผู้ดูแล” (Caregivers) และครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องแบกรับภาระและความท้าทายทางอารมณ์ไม่แพ้ผู้ป่วย ผ่านการสนับสนุนโครงการรณรงค์ให้ความรู้ บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของมูลนิธิฯ cancersupportthailand.com และเว็บไซต์ของแบรนด์ พร้อมจัดอบรมการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมถึงมอบผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ป่วยนำไปปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิต

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่เราจะร่วมกันสร้างระบบดูแลที่ครอบคลุม ทั้งด้านองค์ความรู้ การเข้าถึงการรักษา และการดูแลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้สกินแคร์เพื่อการฟื้นฟูกลายเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย”

 

ศิรินทิพย์เสริมว่าความร่วมมือจะมุ่งเน้นในปีนี้คือ สนับสนุนผลิตภัณฑ์และสื่อประกอบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเฉพาะทางมีรายละเอียดและชื่อที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป จึงร่วมมือกันจัดทำสื่ออธิบายเพิ่มเติม เพื่อเปลี่ยนข้อมูลซับซ้อนให้ย่อยง่าย และช่วยให้ผู้ป่วยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

 

ต่อมาคือ อบรมกลุ่มแกนนำ เน้นไปที่กลุ่ม Leader หรือแกนนำผู้ป่วยที่ต้องทำหน้าที่ให้คำปรึกษารวมถึงผู้ที่ดูแลผู้ป่วยเป็นประจำ โดยเริ่มสร้างความเข้าใจเรื่องระบบและวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพื่อให้พวกเขานำไปส่งต่อความรู้ได้อย่างแม่นยำ และสุดท้ายคือ การดูแลจิตใจผ่าน Workshop และการสื่อสาร ผ่าน Experiential Workshop ให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เห็นว่าเมื่อเจอสถานการณ์จริง มีบาดแผลหรือผลข้างเคียงจริง ๆ ควรจัดการอย่างไร พร้อมทั้งเน้นเรื่องการสื่อสารในครอบครัว

 

สำหรับผู้ป่วยหรือผู้ดูแลที่สนใจเข้าร่วมโครงการในปีนี้ สามารถติดต่อผ่าน FB เพจของ Thai Cancer Society เพื่อสอบถามข้อมูล รับเอกสาร หรือขอคำแนะนำ ในการดูแลตัวเองได้ นอกจากนี้ยังมี LINE Group แยกตามกลุ่มโรคมะเร็ง เพียงแจ้งว่าท่านเป็นผู้ป่วยกลุ่มไหน ทีมงานจะเชิญเข้ากลุ่มเฉพาะ เพื่อให้ได้รับข้อมูลการดูแลที่ตรงกับโรคที่สุด

 

ส่วนผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมวิดีโอผ่านทาง YouTube ซึ่งมีแพทย์ผิวหนังมาให้คำแนะนำ ทั้งเรื่องการจัดการผลข้างเคียง และการสังเกตความผิดปกติของมะเร็งผิวหนัง รวมไปถึงเว็บไซต์หลักของโครงการ cancer-support.com/th ก็เป็นอีกช่องทางสำหรับผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลระหว่างเส้นทางการรักษา

 

ลา โรช-โพเซย์ และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แถลงข่าวความร่วมมือโครงการเคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง ปีที่ 3 6

 

คุณภาพชีวิตที่ไม่ควรถูกมองข้าม

 

เมื่อถามแอนนี่ว่า ลา โรช-โพเซย์ ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ เธอบอกว่า อยากเห็นผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความรู้และความมั่นใจมากขึ้นในการดูแลผิวที่ได้รับผลกระทบจากการรักษา สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในชีวิตประจำวัน และรับมือกับความไม่สบายผิวควบคู่ไปกับคำแนะนำของทีมแพทย์ได้

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ปีนี้โครงการเดินหน้าทั้งการสร้างความตระหนักรู้และการขยายการเข้าถึง โดยไม่ได้มองเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง แต่รวมถึงครอบครัวและผู้ดูแลที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน ความร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อความรู้และการสนับสนุนให้ถึงคนกลุ่มนี้มากขึ้น

 

ในระยะยาว เธออยากเห็นความร่วมมือนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคม ให้การดูแลผิวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง แทนที่จะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องความงาม

 

“สำหรับเรา การเข้าถึงบอกเราว่าเราสัมผัสผู้คนได้มากเท่าใด แต่ผลกระทบจะบอกเราว่าเราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในชีวิตของพวกเขาหรือไม่ และนั่นคือวิธีที่เราต้องการใช้กำหนดความสำเร็จของโครงการนี้

 

ด้านศิรินทิพย์ มองว่าเป้าหมายของโครงการคือการทำให้การดูแลผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ผู้ป่วยเผชิญปัญหารุนแรงก่อนจึงเข้ามาช่วยเหลือ

 

จากประสบการณ์ทำงานกับผู้ป่วย เธอพบว่าหลายคนเลือกอดทนกับความเจ็บและความไม่สบายโดยไม่บอกใคร สิ่งที่มูลนิธิอยากเปลี่ยนจึงเริ่มจากการทำให้ผู้ป่วยรู้ว่า อาการเหล่านี้เป็นเรื่องที่พูดคุยกับทีมรักษาได้ และมีแนวทางช่วยบรรเทาอย่างเหมาะสม หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยเห็นว่า คุณภาพชีวิตระหว่างการรักษาเป็นเรื่องที่มีความหมาย

 

“ผู้ป่วยมะเร็งและญาติมีสิทธิที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะหายหรือไม่หายจากมะเร็ง ไม่ว่าจะมีฐานะหรือการศึกษาอย่างไร ทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการดูแลที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”

 

เธอมองว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ความต้องการดูแลผู้ป่วยมะเร็งจะเป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือ ทั้งภาระของระบบสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะการเจ็บป่วยร้ายแรงเป็นภาระที่หลายคนไม่ได้เตรียมทรัพยากรไว้รองรับ

 

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนจึงควรเดินหน้าควบคู่กัน ทั้งการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในชีวิตประจำวัน และการพัฒนาระบบดูแลที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยเมื่อเกิดโรค

 

“นโยบายไม่ควรมองเฉพาะเรื่องยาหรือการรักษา แต่ต้องนำเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในระบบด้วย”

 

หนึ่งในความคาดหวังของเธอคือการขยายความครอบคลุมของสิทธิไปสู่สิ่งจำเป็นที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิต เช่น ถุงหน้าท้องสำหรับผู้ที่มีทวารเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการลดผลข้างเคียง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องรับเพิ่มเติมจากการรักษา

 

“สิ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับผลข้างเคียงและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ควรเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการดูแล ไม่ใช่มองเพียงสิทธิการรักษา แต่ต้องรวมถึงสิทธิที่จะได้รับการดูแลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย”

 

ในอีกด้านหนึ่ง แอนนี่สะท้อนว่า เรื่องราวของผู้ที่ผ่านการรักษามะเร็งทำให้เห็นถึงความเข้มแข็งในการเผชิญช่วงเวลาท้าทาย บางคนต้องอยู่กับโรค และการรักษานานกว่า 10 ปี การสนับสนุนจึงต้องมองเห็นทั้งผู้ป่วยและคนที่คอยประคับประคองอยู่ข้างๆสำหรับเธอผู้ป่วยและผู้ดูแลคือ ‘นักสู้’ ที่ควรได้รับทั้งกำลังใจ และการสนับสนุน

 

ท้ายที่สุด ‘พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส’ จึงไม่ได้หมายถึงการทำให้ความยากลำบากทั้งหมดหายไป แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างมีความรู้ เครื่องมือ และความมั่นใจในการดูแลกันมากขึ้น เพื่อให้ระหว่างทางของการรักษายังมีพื้นที่สำหรับความสบาย ความเข้าใจ และชีวิตที่มีความหมาย

 

อ้างอิง:

The post ‘ลา โรช-โพเซย์’ และ ‘มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง’ สานต่อ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ ปีที่ 3 ยกระดับการดูแลผิวและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง ครอบครัว และผู้ดูแล [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไทม์ไลน์ Bitkub-Maxbit ยันไม่มีเอี่ยว Shuffle แจงระบบตรวจจับความเสี่ยงสกัดเงินไหลเว็บพนันได้ไม่ 100% https://thestandard.co/bitkub-maxbit-shuffle-transaction-clarification/ Fri, 23 Oct 2026 12:52:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1271302 ภาพจำลองกราฟิกลูกเต๋าเรืองแสงสะท้อนประเด็นความเสี่ยงเว็บพนันออนไลน์และคริปโตเคอร์เรนซี

Bitkub และ Maxbit ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเว็ […]

The post เปิดไทม์ไลน์ Bitkub-Maxbit ยันไม่มีเอี่ยว Shuffle แจงระบบตรวจจับความเสี่ยงสกัดเงินไหลเว็บพนันได้ไม่ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกลูกเต๋าเรืองแสงสะท้อนประเด็นความเสี่ยงเว็บพนันออนไลน์และคริปโตเคอร์เรนซี

Bitkub และ Maxbit ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเว็บไซต์พนันออนไลน์ ย้ำปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมประสานข้อมูลหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบธุรกรรม ยกระดับมาตรการจัดการความเสี่ยงสกัดเส้นทางการเงินเว็บพนัน หลังทั้งสองบริษัท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรว่า ตรวจพบธุรกรรมของลูกค้าที่เชื่อมโยงกับ Wallet ซึ่งเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ Shuffle.com รวมมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท

 

 

เปิดไทม์ไลน์ Bitkub และ Maxbit ทำไมถูกโยงเว็บพนัน

 

1 ต.ค.2569

 

จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการที่รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน การถือครองทรัพย์สิน และการประกอบธุรกิจของสามีของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ไอเดียร์) สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ระหว่างการอภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

20 ต.ค.2569

 

ต่อมาสุชาดา ชี้แจงว่า ไท่หยาง จาง ผู้เป็นสามีเคยถือหุ้น 1.47% ใน Mixed Order Limited ซึ่งเป็นเจ้าของ Natural Nine B.V. ผู้ดำเนินธุรกิจ Shuffle.com โดยย้ำว่าวสามีเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยและได้ขายหุ้นออกไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 ก่อนเธอเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.

 

หลังข้อมูลการถือหุ้นถูกเปิดเผย ศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขยายผลต่อเนื่องไปถึงการตรวจสอบเส้นทางเงินจากประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com โดยอ้างอิงข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชน พบว่า มีธุรกรรมระหว่าง Wallet ที่เชื่อมโยง Bitkub กับ Shuffle.com ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2566 – 7 ตุลาคม 2569 รวม 9,858 รายการ มูลค่าประมาณ 118 ล้านบาท

 

22 ต.ค.2569

 

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการเชิญตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้แก่ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online) และบริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Maxbit Digital Asset) ด้านบริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (Gulf Binance) แจ้งว่าติดภารกิจและไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมแต่อย่างใด

 

โดย Bitkub รายงานต่อที่ประชุม กมธ.ว่า จากการตรวจสอบพบว่า มี Blockchain Address หรือกระเป๋าคริปโตที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับ Shuffle.com จำนวน 6 แห่ง และมีบัญชีลูกค้าของ Bitkub 49 ราย ที่เคยส่งหรือรับสินทรัพย์ดิจิทัลกับ Address เหล่านั้น มูลค่าธุรกรรมรวมมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 2 กระเป๋าที่ติดบัญชีดำ (blacklist) เมื่อวันที่ 8 ต.ค. และ 12 ต.ค. จึงไม่สามารถว่าเบิกถอนได้

 

ด้าน Maxbit รายงานว่า วตรวจพบกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างน้อย 3 กระเป๋า ที่มีธุรกรรมโอนตรงกับ Shuffle.com มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

 

เงินไหลไปเว็บพนันสกัดไม่ทัน สะท้อนช่องโหว่ระบบตรวจสอบความเสี่ยง?

 

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนลูกค้ารวมถึงติดตามและประเมินความเสี่ยงของธุรกรรม ผ่านระบบ KYC และ CDD แต่กรณีของ Bitkub และ Maxbit ที่เพิ่งตรวจพบว่ามีธุรกรรมของลูกค้าเชื่อมโยงไปเว็บพนัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หลายคนมองข้าม

 

สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและให้ความสนใจในวันนี้ ไม่ใช่แค่ว่า Bitkub และ Maxbit มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเว็บพนันนออนไลน์ในต่างประเทศหรือไม่ แต่ระบบรู้จักลูกค้า (KYC/CDD) และระบบตรวจสอบธุรกรรมเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมีความเข้มงวดและประสิทธิภาพมากแค่ไหน ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพยายามยกระดับมาตรการสกัดเงินเทา-บัญชีม้า-ฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

 

ซีอีโอ Maxbit ชี้ระบบตรวจจับธุรกรรม สกัดเงินไหลไปเว็บพนันไม่หมด

 

ล่าสุดวันนี้ กอล์ฟ รัชกิจประการ CEO ของ Maxbit ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

 

ว่า บริษัทมีการใช้เครื่องมือ Blockchain Analytics เพื่อประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมและป้องกันการถอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยัง Address ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว แม้หลักเกณฑ์กำกับดูแลในไทยปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้เครื่องมือนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้ครบถ้วน 100%

 

โดยเฉพาะ Address ใหม่ที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ จึงยังพบธุรกรรมราว 200,000 บาทที่ถูกถอนไปยัง Address ที่เกี่ยวข้องกับ Shuffle ได้ หลังประเด็นดังกล่าวปรากฏเป็นข่าว Maxbit ได้เพิ่มมาตรการบล็อก Address ของ Shuffle และ Address ที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงประสานข้อมูลกับหน่วยงานรัฐและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ โดยย้ำว่า แม้มูลค่าธุรกรรมดังกล่าวจะมีสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบกับปริมาณการถอนทั้งหมดของแพลตฟอร์ม แต่บริษัทไม่ได้นำมาเป็นเหตุผลเพื่อลดทอนความสำคัญของความเสี่ยง และจะเดินหน้าปรับปรุงมาตรการตรวจจับและป้องกันอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: LuckyStep / shutterstock

The post เปิดไทม์ไลน์ Bitkub-Maxbit ยันไม่มีเอี่ยว Shuffle แจงระบบตรวจจับความเสี่ยงสกัดเงินไหลเว็บพนันได้ไม่ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวัคซีนมะเร็งดีแต่ไม่ดีพอ หุ้น Moderna ที่พุ่งกว่า 530% ปีนี้ ร่วงเกือบ 18% หลังข้อมูลรั่วก่อนงานประชุม https://thestandard.co/moderna-shares-fall-cancer-vaccine/ Fri, 23 Oct 2026 12:37:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1271299 อาคารสำนักงานและป้ายชื่อบริษัท Moderna ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

หุ้น Moderna ร่วงลงเกือบ 18% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุล […]

The post ผลวัคซีนมะเร็งดีแต่ไม่ดีพอ หุ้น Moderna ที่พุ่งกว่า 530% ปีนี้ ร่วงเกือบ 18% หลังข้อมูลรั่วก่อนงานประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคารสำนักงานและป้ายชื่อบริษัท Moderna ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

หุ้น Moderna ร่วงลงเกือบ 18% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ตามเวลาในสหรัฐฯ และระหว่างวันเคยดิ่งลงมากที่สุดถึง 25% หลังรายละเอียดผลการทดลองวัคซีนมะเร็งที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Merck หลุดออกมาบนโซเชียลมีเดียก่อนกำหนด แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าผลการทดลองโดยรวมเป็นบวก แต่ก็ยังไม่ถึงความคาดหวังที่สูงมากของตลาด

 

 
 

ความคาดหวังดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม เมื่อ Moderna ประกาศว่าวัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมากลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย ทำให้หุ้นพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว และยังขึ้นต่ออีก 40% จนถึงวันพุธ

 

นับตั้งแต่ต้นปีหุ้น Moderna พุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 530% และยังเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ปีนี้ แม้จะร่วงลงในวันพฤหัสบดี

 

ตอนที่ประกาศผลเมื่อเดือนสิงหาคม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้องรอดูรายละเอียดของการศึกษาก่อน ซึ่งเดิมมีกำหนดนำเสนอในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ในงานประชุมของสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรป (ESMO)

 

ข้อมูลหลุดก่อนงานประชุมวิชาการ

 

ภาพหน้าจอที่เผยแพร่บน X แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์ข่าวด้านมะเร็งชื่อ OncologyCentral เผยแพร่ผลการทดลองบางส่วนออกมาเมื่อวันพฤหัสบดี ด้าน ESMO ระบุว่ามีการละเมิดข้อตกลงที่ห้ามเผยแพร่ข้อมูลก่อนกำหนด สุดท้าย Moderna, Merck และ ESMO จึงตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในวันเดียวกัน

 

“เราตระหนักดีถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้และผลที่อาจเกิดขึ้น” โฆษกของ ESMO ระบุ พร้อมบอกว่าสมาคมกำลังสอบสวนเรื่องนี้ และ “กำลังดำเนินมาตรการที่เหมาะสม” ขณะที่ OncologyCentral ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็น

 

ลดความเสี่ยงมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตได้ 42%

 

ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่าวัคซีนเฉพาะบุคคลที่ชื่อ Intismeran Autogene เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda ของ Merck ช่วยลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือผู้ป่วยจะเสียชีวิตได้ 42% เมื่อเทียบกับการใช้ Keytruda เพียงอย่างเดียว ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

 

นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปหรือเสียชีวิตได้ 38% โดยราว 82% ของผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนร่วมกับ Keytruda ยังมีชีวิตอยู่โดยไม่มีมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหลังผ่านไป 2 ปี เทียบกับ 70% ในกลุ่มที่ได้รับ Keytruda อย่างเดียว

 

ผลการวิเคราะห์แยกอีกชุดยังพบว่า หลังผู้ป่วยได้รับวัคซีนครบ 6 เดือน ความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตลดลง 58% แต่ทั้ง 2 บริษัทระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการรักษานี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นโดยรวมหรือไม่

 

“นี่คือความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับผู้ป่วยของเรา” นพ.ฮุสเซน ทาวบี ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเมลาโนมาและผู้วิจัยในการทดลองนี้จาก MD Anderson Cancer Center มหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าว พร้อมระบุว่าวัคซีนมีผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงนักเมื่อเทียบกับการรักษามะเร็งแบบอื่น เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีด

 

วัคซีนนี้ถูกออกแบบให้เจาะจงไปที่การกลายพันธุ์ของเนื้องอกในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเฉพาะเหล่านั้น จากนั้นใช้ร่วมกับ Keytruda ที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับมะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“บ่อยครั้งเมื่อเราเพิ่มการรักษาเข้าไปบนสิ่งที่ได้ผลดีอยู่แล้วอย่าง Keytruda ก็ยากที่จะแสดงให้เห็นประโยชน์เพิ่มเติม แต่ครั้งนี้เราแสดงให้เห็นได้ไม่ยาก” นพ.ดีน ลี ประธาน Merck Research Laboratories กล่าว

 

เนื่องจากเป็นวัคซีนเฉพาะบุคคล กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนจึงอาจใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ แต่ โรเบิร์ต เดวิส ซีอีโอของ Merck บอกกับ CNBC ว่าบริษัทเชื่อว่าจะย่นระยะเวลานี้ได้ในอนาคต ส่วนทั้ง 2 บริษัทระบุว่ากำลังหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติในปี 2027

 

นักวิเคราะห์ชี้ตลาดคาดหวังสูงเกินไป

 

ไทเลอร์ แวน บิวเรน นักวิเคราะห์ของ TD Cowen ระบุในบทวิเคราะห์ก่อนข้อมูลฉบับเต็มจะออกมาว่า การที่วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายหรือเสียชีวิตได้ 38% ถือเป็นผลที่ดี แต่ยังต่ำกว่าความคาดหวังที่สูงของตลาด

 

ส่วนการลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตได้ 42% นั้น แวน บิวเรน และนักวิเคราะห์รายอื่นมองว่าเป็นผลที่ดีมาก

 

แวน บิวเรน ยังมองว่าผลที่ด้อยลงเมื่อเทียบระหว่างการทดลองระยะกลางกับระยะท้าย อาจหมายความว่าวัคซีนมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยลงในผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว หรือในเนื้องอกที่รักษายากกว่า

 

“เรามองว่าการลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตนี้มีความหมายทางคลินิก ปฏิกิริยาของหุ้นน่าจะมาจากความคาดหวังที่สูงเกินจริงก่อนข้อมูลฉบับเต็มออกมา มากกว่าจะเป็นการตัดสินว่าการรักษาแบบผสมนี้ไม่ได้ผล” อีวาน ไซเกอร์แมน นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets ระบุ

 

แต่ไซเกอร์แมนก็เสริมว่า “ผลเหล่านี้ยังไม่มากพอจะสร้างความมั่นใจท่ามกลางความคาดหวังที่สูง”

 

ด้านนักวิเคราะห์ของ UBS มองว่า “โดยรวมเป็นชุดข้อมูลที่แข็งแกร่ง” และช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อการทดลองวัคซีนในมะเร็งไตและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่กำลังจะตามมา โดยมองว่าหุ้นที่ร่วงลงน่าจะมาจากความคาดหวังที่สูงมากมากกว่าข้อมูลที่น่าผิดหวัง

 

แพทย์ด้านมะเร็งและนักลงทุนมองว่าวัคซีนนี้อาจเป็นการรักษาที่พลิกโฉมวงการ และอาจนำไปใช้กับมะเร็งชนิดอื่นได้ในอนาคต โดย Merck และ Moderna กำลังทดลองในมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต แต่นักวิเคราะห์ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าผลในมะเร็งเมลาโนมาจะนำไปใช้กับมะเร็งชนิดอื่นได้แค่ไหน

 

นพ.ลี เองก็ยอมรับว่ายังต้องพิสูจน์อีกมากว่าวัคซีนจะได้ผลกับมะเร็งชนิดอื่น โดยเปรียบเทียบว่า “ผมฝันอยากสร้างบ้านสักหลัง แต่ตอนนี้เราเพิ่งโค่นต้นไม้ได้แค่ต้นเดียว ซึ่งต้นไม้ต้นเดียวยังสร้างบ้านหรือทั้งหมู่บ้านไม่ได้”

 

หากประสบความสำเร็จ วัคซีนนี้จะเป็นอีกผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างรายได้ให้ Moderna ต่อจากวัคซีนโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และไวรัส RSV ส่วนหุ้น Merck ซึ่งเป็นบริษัทยาที่มีขนาดใหญ่กว่า Moderna มาก ปิดลดลงเพียงราว 1% ในวันพฤหัสบดี หลังจากปรับขึ้นมาเกือบ 41% นับตั้งแต่ต้นปี

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Bo Shen / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ผลวัคซีนมะเร็งดีแต่ไม่ดีพอ หุ้น Moderna ที่พุ่งกว่า 530% ปีนี้ ร่วงเกือบ 18% หลังข้อมูลรั่วก่อนงานประชุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านซักผ้าหยอดเหรียญในสหรัฐฯ ฮิตบนโซเชียลในฐานะ ‘รายได้แบบนอนกิน’ แต่เจ้าของตัวจริงเจอทั้งค่าซ่อม ขนหมา และพ่อค้ายาในห้องน้ำ https://thestandard.co/us-laundromat-passive-income-reality/ Fri, 23 Oct 2026 12:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1271296 บรรยากาศเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและเครื่องอบผ้าภายในร้านซักผ้าในสหรัฐฯ

เมื่อ 3 ปีก่อน อาทูซา พาร์ซา ตัดสินใจซื้อร้านซักผ้าหยอด […]

The post ร้านซักผ้าหยอดเหรียญในสหรัฐฯ ฮิตบนโซเชียลในฐานะ ‘รายได้แบบนอนกิน’ แต่เจ้าของตัวจริงเจอทั้งค่าซ่อม ขนหมา และพ่อค้ายาในห้องน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและเครื่องอบผ้าภายในร้านซักผ้าในสหรัฐฯ

เมื่อ 3 ปีก่อน อาทูซา พาร์ซา ตัดสินใจซื้อร้านซักผ้าหยอดเหรียญในเมืองฟุลเลอร์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เพราะคลิปบนโซเชียลมีเดียทำให้เธอเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ดี แต่ไม่นานเธอก็พบว่ามีหลายเรื่องที่คลิปเหล่านั้นไม่ได้บอก เช่น การไล่พ่อค้ายาเสพติดที่ใช้ห้องน้ำของร้านเป็นที่ซื้อขาย

 

 
 

“ไม่ว่าในคลิปจะทำให้ดูง่ายแค่ไหน แต่ของจริงซับซ้อนกว่านั้น” พาร์ซากล่าว โดยเธอต้องให้ตำรวจช่วยจัดการปัญหาในร้าน

 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่เคยเป็นธุรกิจธรรมดากลายเป็นกระแสใหญ่บนโซเชียลมีเดีย คลิปจำนวนมากโชว์กองเหรียญและปึกธนบัตรที่เครื่องซักผ้าทำเงินได้ จนธุรกิจนี้ดูเหมือนเป็นเส้นทางสู่ความฝันแบบอเมริกันที่ลงแรงน้อยแต่ได้ผลตอบแทนสูง

 

ภาพของ Passive Income หรือรายได้ที่ไม่ต้องลงแรงมาก ได้รับความสนใจอย่างมากในยุคที่ผู้คนกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เส้นทางการเติบโตในสายงานแบบเดิมดูจะใช้ไม่ได้แล้ว และการปฏิวัติของ AI กำลังใกล้เข้ามา

 

แต่ ไบรอัน วอลเลซ ซีอีโอของ Coin Laundry Association สมาคมธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญ มองว่าอินฟลูเอนเซอร์บางรายเล่าไม่หมด “เราค่อนข้างไม่ชอบความคิดที่ว่านี่เป็นธุรกิจวิเศษ ที่แค่ไปร้านสัปดาห์ละครั้ง เก็บเหรียญแล้วกลับบ้าน เพราะคนที่ประสบความสำเร็จที่เราเห็นไม่ได้ทำแบบนั้น”

 

คลิปเทเหรียญที่จุดกระแสบน TikTok

 

คาร์ลอส โอโชอา หรือที่ผู้ติดตาม 2 ล้านคนบน TikTok รู้จักในชื่อ Laundromat Money ถูกมองว่าเป็นคนจุดกระแสนี้เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งเริ่มเป็นเจ้าของร้านซักผ้าในเมืองไวซาเลีย รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายตัวเองเทเหรียญจำนวนมากลงถังเก็บเงิน แล้วหยิบธนบัตรกำใหญ่จากเครื่องแลกเหรียญมาใส่เครื่องนับเงิน ก่อนบอกผู้ชมว่ายอดขาย 5 วันของร้านอยู่ที่ 1,419 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.79 หมื่นบาท)

 

คลิปนั้นมียอดวิวกว่า 1 ล้านครั้ง และเขาทำคลิปแบบเดียวกันออกมาอีกหลายสิบคลิปที่มียอดวิวสูงกว่าเดิมมาก แต่ตัวโอโชอาเองก็กังวลว่าคนที่อยากเป็นผู้ประกอบการกำลังเข้าใจผิด เพราะร้านของเขาซึ่งมีบริการรับซักพับด้วย ต้องลงแรงอย่างมาก

 

“คนติดกับดักการดูคลิปที่ทำให้ธุรกิจนี้ดูหรูหรา จนละเลยการตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ก่อนลงทุน” โอโชอากล่าว ซึ่งเขามักเล่ารายละเอียดรายได้และค่าใช้จ่ายของร้านในคลิป ระหว่างที่หยิบเงินสดไปด้วย

 

ซื้อร้านเล็กเริ่มราว 10 ล้านบาท และต้องหารายได้หลายทาง

 

วอลเลซระบุว่าในสหรัฐฯ มีร้านซักผ้าหยอดเหรียญราว 30,000 แห่ง ซึ่งจำนวนไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แม้หลายร้านจะขยายกิจการ โดยร้านขนาดเล็กมีราคาซื้อราว 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.13 ล้านบาท) ส่วนร้านขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการดีอาจมีราคาสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 101.25 ล้านบาท)

 

แม้บริษัทใหญ่และกองทุนไพรเวตอิควิตี้จะสนใจธุรกิจนี้มากขึ้น แต่ร้านส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจครอบครัว และมีอัตรากำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 24%

 

สำหรับเจ้าของร้านส่วนใหญ่ การเก็บเหรียญอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจไปรอด ฟรานซิส ดายัมบา ที่ซื้อร้านซักผ้าในชิคาโกเมื่อ 3 ปีก่อน เพิ่มทั้งตู้คีบตุ๊กตาและที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในร้าน ส่วนเครื่องเล่นพนันแบบวิดีโอที่เคยลองติดตั้งกลับไม่ได้ผลนัก เพราะลูกค้าชนะบ่อยจนบริษัทเจ้าของเครื่องต้องขนกลับไป

 

“เรามีพนักงานประจำร้านตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 2 ทุ่มครึ่ง การจะจ่ายเงินเดือนได้คุ้มค่า จำเป็นต้องมีรายได้จากหลายทาง” ดายัมบากล่าว

 

ครีเอเตอร์เริ่มเล่าด้านที่ไม่สวยงาม

 

มีเจ้าของร้านเพียงไม่กี่รายที่ทำเงินจากคอนเทนต์ออนไลน์ได้ หนึ่งในนั้นคือ มาร์กและแคธี ฮันเทบริงเกอร์ เจ้าของธุรกิจซักผ้าในเมืองเซนต์หลุยส์ ที่เริ่มถ่ายคลิปดึงแผ่นขุยผ้าหนานุ่มออกจากแผ่นกรองขนาดเท่าถาดอบขนมเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งบางครั้งก็เจอของเล็กๆ อย่างเหรียญหรือของเล่นพลาสติกติดมาด้วย

 

“นี่เป็นคลิปที่ดูแล้วฟินที่สุดที่ฉันเคยดูมา” ผู้ชมรายหนึ่งคอมเมนต์ในคลิป TikTok ที่มียอดวิว 24 ล้านครั้ง

 

มาร์กเล่าว่าเดือนที่ดีคลิปเหล่านี้ทำเงินได้ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 แสนบาท) มากพอจะพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อน เขายังประชุมวางกลยุทธ์ทุกเดือนกับครีเอเตอร์สายร้านซักผ้าชื่อดังรายอื่น และมองว่าคอนเทนต์ประเภทนี้กำลังเปลี่ยนทิศทาง “คนที่ผมรู้จักเริ่มหันมาทำคลิปที่หวือหวาน้อยลง”

 

แนนซี คอนนอลลี เป็นหนึ่งในคนที่ทำแบบนั้นแล้ว หลังลาออกจากงานด้านบริการทางการเงินในบริษัทใหญ่เมื่อต้นปีนี้ เพื่อมาซื้อร้านซักผ้าในเมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา

 

เธอเลือกเล่าด้านที่ยากลำบากของธุรกิจ เช่น การเช็ดขนสุนัขออกจากเครื่องซักผ้า หรือการรับมือลูกค้าที่แอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ และยังไม่เคยทำคลิปเก็บเงินสดเลยแม้แต่คลิปเดียว

 

“ฉันพยายามเล่าให้จริงที่สุดว่าเบื้องหลังเกิดอะไรขึ้น และการสร้างธุรกิจให้เติบโตในแต่ละวันเป็นอย่างไรจริงๆ” คอนนอลลีกล่าว

 

ขณะที่ แซม โคเฮน อดีตนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เพิ่งซื้อร้านซักผ้าในเมืองโอลด์บริดจ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ทำคลิปเล่าเรื่องวุ่นๆ ในร้าน ตั้งแต่การซ่อมเครื่องแลกเหรียญ คนขับรถประมาทที่เจอระหว่างออกไปรับส่งผ้า ไปจนถึงการหาขวดน้ำยาซักผ้าที่เล็กพอจะใส่ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ

 

โคเฮนบอกว่าธุรกิจของเขายังไม่ถึงจุดคุ้มทุน ส่วนใหญ่เพราะค่าซ่อมที่ไม่คาดคิด แต่เขาก็สนุกกับงานใหม่นี้ “ความเครียดต่างกันมาก ปัญหาที่เจอเรียบง่ายและตรงไปตรงมา”

 

ส่วนพาร์ซา ที่เคยต้องไล่คนร้ายออกจากร้าน ก็เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายเรื่องวุ่นวายช่วงแรกเก็บไว้ ปัจจุบันคลิป TikTok ของเธอเน้นการเก็บเงินและทำความสะอาดร้าน “ทุกอย่างคุ้มค่า เพราะฉันสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาเอง และภูมิใจกับมัน” เธอกล่าว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Alexanderstock23 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ร้านซักผ้าหยอดเหรียญในสหรัฐฯ ฮิตบนโซเชียลในฐานะ ‘รายได้แบบนอนกิน’ แต่เจ้าของตัวจริงเจอทั้งค่าซ่อม ขนหมา และพ่อค้ายาในห้องน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SK Hynix ถอยแผน Solidigm ไอพีโอหมื่นล้านในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หน่วยงานกำกับชี้ขัดหลัก Duplicate Listing กระทบผู้ถือหุ้นเดิม https://thestandard.co/sk-hynix-scraps-solidigm-ipo/ Fri, 23 Oct 2026 08:33:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1271230 โลโก้บริษัท SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่จากเกาหลีใต้

วันนี้ (23 ต.ค. 2569) SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำราย […]

The post SK Hynix ถอยแผน Solidigm ไอพีโอหมื่นล้านในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หน่วยงานกำกับชี้ขัดหลัก Duplicate Listing กระทบผู้ถือหุ้นเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บริษัท SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่จากเกาหลีใต้

วันนี้ (23 ต.ค. 2569) SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ประกาศระงับแผนนำ Solidigm บริษัทลูกในสหรัฐฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้ที่มองว่าอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ห้ามจดทะเบียนซ้ำ (Duplicate Listing) และสร้างความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นเดิม ขณะที่หุ้น SK Hynix ปรับตัวลงมากกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นเดือน ท่ามกลางความกังวลทั้งเรื่องมูลค่าบริษัทและแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

 

 
 

บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า “Solidigm ตัดสินใจยุติการพิจารณาทางเลือกในการระดมทุนก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Pre-IPO) และการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) แม้ SK Hynix และ Solidigm ยังคงมีผลการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความผันผวนในตลาดเงินกลับเพิ่มสูงขึ้น”

 

ภายหลัง SK Hynix ประกาศระงับแผนนำ Solidigm บริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราคาหุ้น SK Hynix พลิกกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 4.5% ในการซื้อขายช่วงบ่ายวันศุกร์ จากที่เคยร่วงลงราว 3% ในช่วงเปิดตลาด สวนทางกับภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่เผชิญแรงขายจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ

 

ก่อนหน้านี้หุ้น SK Hynix ร่วงลงประมาณ 60% จากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายน และ ปรับตัวลงมากกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นเดือน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการชิปหน่วยความจำที่อาจชะลอตัว ประกอบกับความเสี่ยงการลดทอนผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิม หากนำ Solidigm เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

Bloomberg รายงานว่า ก่อนหน้านี้ Solidigm ได้เลือกให้ Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นธนาคารที่ปรึกษาในการเตรียม IPO โดยมีเป้าหมายระดมทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.37 แสนล้านบาท) และอาจเข้าจดทะเบียนได้เร็วที่สุดในปี 2570 ซึ่งการเสนอขายดังกล่าวอาจทำให้ Solidigm มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.37 ล้านล้านบาท)

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทต้องการระดมทุนผ่าน IPO เพื่อลงทุนขยายกำลังการผลิตของโรงงานในสหรัฐฯ รองรับความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งาน AI เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันของ Solidigm มีจำกัด

 

Solidigm เป็นบริษัทที่ SK Hynix จัดตั้งขึ้นภายหลังเข้าซื้อธุรกิจ NAND Flash ของ Intel ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งเน้นการผลิตชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ Enterprise Solid-State Drives (eSSDs) ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์องค์กรอย่าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์

 

เกาหลีเบรก IPO บริษัทลูกในสหรัฐฯ กระทบผู้ถือหุ้นเดิม

 

การประกาศระงับแผน IPO ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

อี ชานจิน (Lee Chan-jin) ผู้ว่าการสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Supervisory Service: FSS) เปิดเผยต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ทั้ง FSS และคณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Services Commission: FSC) มีความเห็นตรงกันว่า แผนนำ Solidigm เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าข่ายขัดต่อหลักเกณฑ์ห้ามจดทะเบียนซ้ำ เนื่องจากอาจกระทบต่อมูลค่าและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิมของ SK Hynix

 

อี ชานจิน กล่าวว่า หน่วยงานกำกับดูแลจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด และพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเท่าที่สามารถทำได้

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม อี ออกวอน (Lee Eog-weon) ประธาน FSC ยืนยันระหว่างการชี้แจงต่อรัฐสภาว่า แผนนำ Solidigm เข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนซ้ำของเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ Duplicate Listing โดยห้ามจดทะเบียนซ้ำระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก เว้นแต่จะผ่านเงื่อนไขสำคัญ เช่น บริษัทลูกต้องมีความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ และได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริษัทแม่ต้องประเมินผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น จัดทำมาตรการคุ้มครอง และปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านการรับฟังความคิดเห็นหรือขอความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น ก่อนดำเนินการจดทะเบียนซ้ำ

 

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิม โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทแม่ จากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทนำธุรกิจในเครือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แยกต่างหาก เนื่องจากการ IPO อาจทำให้สัดส่วนผลประโยชน์ที่บริษัทแม่ได้รับจากธุรกิจลูกลดลง หากมีการขายหุ้นให้ผู้ลงทุนรายใหม่ โดยหน่วยงานกำกับต้องการให้บริษัทคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมก่อนตัดสินใจระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ SK Hynix จะยุติการพิจารณานำ Solidigm เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก แต่บริษัทยังคงเดินหน้าพิจารณาวิธีจัดหาเงินทุนรูปแบบอื่น รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากบริษัทแม่ ตลอดจนประเมินระยะเวลาและขนาดการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยบริษัทระบุว่า การระดมทุนผ่าน IPO เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกสำหรับสนับสนุนการลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ในสหรัฐฯ เท่านั้น

 

ภาพ: Samuel Boivin / shutterstock

 

อ้างอิง:

The post SK Hynix ถอยแผน Solidigm ไอพีโอหมื่นล้านในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หน่วยงานกำกับชี้ขัดหลัก Duplicate Listing กระทบผู้ถือหุ้นเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริปิด 9 เดือนยอดขาย 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้า ขายหมดแล้ว 18 โครงการ https://thestandard.co/sansiri-nine-month-presales-reach-target/ Fri, 23 Oct 2026 08:21:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1271208 ภาพกราฟิกสรุปยอดขาย 9 เดือนของแสนสิริ 36,400 ล้านบาท

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ทำยอดขายรวม หรือ […]

The post แสนสิริปิด 9 เดือนยอดขาย 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้า ขายหมดแล้ว 18 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปยอดขาย 9 เดือนของแสนสิริ 36,400 ล้านบาท

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ทำยอดขายรวม หรือ Presale ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ได้ 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาท

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่ายอดขายเป็นไปตามแผน โดยมีแรงหนุนจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ยังต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มบ้านและคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ ขณะที่ในรอบ 9 เดือนบริษัทปิดการขายได้ครบแล้ว 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 23,500 ล้านบาท และมียอดขายรอโอน หรือ Backlog กว่า 24,000 ล้านบาท

 

สำหรับไตรมาส 4 แสนสิริเตรียมเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวมราว 11,000 ล้านบาท ควบคู่กับการทำงานร่วมกับธนาคารพันธมิตรเพื่อช่วยลูกค้ากลุ่ม ‘Real Demand’ ให้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ

 

ด้านนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ประเมินว่าแสนสิริมีกลยุทธ์เชิงรุกที่ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 8.9% ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่าผลการดำเนินงานของแสนสิริปรับตัวดีขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่สูง และกลยุทธ์พัฒนาโครงการเชิงรุกช่วยให้บริษัททำกำไรในระดับสูงได้ต่อเนื่อง

 

โครงการที่ทำยอดขายในรอบ 9 เดือน

 

ฝั่งแนวราบ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ทำยอดขายได้สูงกว่าเป้า จากทำเล ดีไซน์สไตล์ Tropical Retreat และระดับราคาที่แข่งขันได้ ขณะที่เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง อณาสิริ รามอินทรา-จตุโชติ และกลุ่มโครงการในคอมมูนิตี้ Sansiri New Ratchapruek ได้แก่ อณาสิริ เมเบิล และสิริ เพลส ราชพฤกษ์ตัดใหม่ ทำยอดขายได้ตามเป้า

 

ฝั่งคอนโดมิเนียม เดอะ โมนูเมนต์ สาทร คอนโดมิเนียมบนที่ดินกรรมสิทธิ์ขาดในสาทร ซอย 10 ทำยอดขายได้ต่อเนื่อง ส่วนเดอะ เบส มิดทาวน์-ภูเก็ต คอนโดมิเนียมที่เลี้ยงสัตว์ได้ใจกลางเมืองภูเก็ต มียอดจอง 50 ห้องแรกเต็มภายใน 1 ชั่วโมง ทั้งจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการพร้อมอยู่อย่างเวีย อารีย์ ชูช์ ราชเทวี เดอะ เบส รัชดา 19 และดีคอนโด คีรี ที่ช่วยหนุนกระแสเงินสดและการรับรู้รายได้ของบริษัท

 

เปิด 12 โครงการไตรมาส 4

 

ท่ามกลางข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน แสนสิริร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรช่วยลูกค้ากลุ่ม Real Demand ตั้งแต่การประเมินความพร้อมทางการเงิน การวางแผนเครดิต ไปจนถึงการให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงเครดิตสำหรับผู้ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากู้ผ่านและโอนกรรมสิทธิ์ได้

 

12 โครงการใหม่ในไตรมาส 4 แบ่งเป็นแนวราบ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ โครงการแนวราบที่เป็นไฮไลต์ ได้แก่ เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์, เดมี อรุณอมรินทร์, สราญสิริ ปัญญาอินทรา และอณาสิริ รามคำแหง-กรุงเทพกรีฑา

 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม เช่น พินน์ เกษตร, เดอะ มูฟ ลาดพร้าว 35, แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล, ดีคอนโด คลาวด์ ดอนเมือง โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ HAUS ใน T77 และโครงการใหม่ในภูเก็ตที่ป่าตองและราไวย์

 

นอกจากนี้ แสนสิริยังเตรียมเปิดตัวเดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน สำหรับกลุ่ม Real Demand ระดับบน และต่อยอดคอมมูนิตี้ Sansiri New Ratchapruek บนพื้นที่ราว 1,000 ไร่

The post แสนสิริปิด 9 เดือนยอดขาย 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้า ขายหมดแล้ว 18 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง https://thestandard.co/ekaniti-delays-departure-tax-tourism-support/ Thu, 22 Oct 2026 12:32:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1271045 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงชะลอการจัดเก็บภาษีขาออก

‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเ […]

The post ‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงชะลอการจัดเก็บภาษีขาออก

‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง เผยไม่เห็นด้วย Earmarked Tax ชี้ขัดหลักวินัยการคลัง จ่อหารือสรรพสามิต ลดภาษี E20-B20 ช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง

 

วันนี้ (22 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อน โดยเห็นว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากต้องการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ (High Season) และไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ผู้เดินทางและผู้ประกอบการในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังผันผวน

 

ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 29 ตุลาคม 2569 โดยเสนอให้จัดเก็บภาษีจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรในอัตราตั้งแต่ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ดร.เอกนิติระบุว่า หลังจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนานาประเทศ โดยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค ครั้งที่ 33 ที่ฮ่องกง ยังมีหลายประเทศสะท้อนความต้องการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงต้องการรักษาโอกาสดังกล่าวให้ต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการดำเนินงานของสายการบิน ซึ่งภาคธุรกิจได้เข้าหารือถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงการคลังจึงต้องติดตามสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน โดยยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนว่าจะกลับมาพิจารณามาตรการดังกล่าวเมื่อใด

 

ทั้งนี้ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นคนละส่วนกับค่าธรรมเนียมการเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การชะลอครั้งนี้จึงเป็นการชะลอภาษีขาออก ไม่ใช่การยกเลิกค่าธรรมเนียมขาเข้า

 

คลังย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด จ่อทบทวนแผนลดขาดดุล

 

สำหรับสถานะการคลัง ดร.เอกนิติระบุว่า การชะลอจัดเก็บภาษีขาออกครั้งนี้ไม่กระทบต่อแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) โดยฐานะการคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ขาดดุลประมาณ 3.4% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางที่ 4.4% ของ GDP

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าฐานะการคลังดีกว่าที่คาด และรัฐบาลอาจสามารถลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของ GDP ได้เร็วกว่ากรอบเดิม โดยกระทรวงการคลังเตรียมหารือกับสำนักงบประมาณในเดือนหน้า เพื่อทบทวนแผนตามรอบการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง

 

ส่วนกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าหนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นจนแตะกรอบที่กำหนดในปี 2571 นั้น ดร.เอกนิติมองว่าสถานการณ์อาจออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จัดเก็บได้เกินเป้า ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้น

 

ไม่เห็นด้วย Earmarked Tax ชี้ขัดหลักวินัยการคลัง

 

อีกประเด็นที่กระทรวงการคลังติดตามคือข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือการจัดสรรรายได้ภาษีให้หน่วยงานนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยตรง แทนการนำรายได้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ

 

ดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องการให้มีการจัดเก็บภาษีในลักษณะ Earmarked Tax โดยเห็นด้วยกับหลักการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการจัดเก็บ Earmarked Tax เลย

 

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับภาษีบาป 2% จากสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่จัดสรรให้หน่วยงานเฉพาะ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยมีข้อเสนอให้ทบทวนการจัดสรรรายได้ดังกล่าวและนำกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในมุมของกระทรวงการคลังคือการรักษาหลักการจัดสรรงบประมาณผ่านระบบงบประมาณรายปี เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังและการพิจารณาภาพรวมรายได้กับรายจ่ายของประเทศ

 

จ่อหารือสรรพสามิต ลดภาษี E20-B20 ช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง

 

ด้านมาตรการภาษีพลังงาน ดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับแนวทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันบางประเภท โดยเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 ซึ่งมีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ไทยสามารถผลิตได้เอง โดยมีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนให้ภาคขนส่งและภาคเกษตรกรรม รวมถึงเพิ่มความต้องการใช้เอทานอลและวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงพลังงานกำลังหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยพิจารณาลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 เป็นลำดับแรก พร้อมหาแนวทางเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีสถานะติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

 

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มลดลงทันทีหรือไม่ ยังต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการและกลไกการกำหนดราคา โดยกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านราคาน้ำมัน ขณะที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาเครื่องมือทางภาษีเพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนของไทย

The post ‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โซลาร์ภาคประชาชน’ เตรียมเข้า ครม. 26 ต.ค. นี้ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน พร้อมขยายเพิ่มหากไม่พอ https://thestandard.co/cabinet-review-public-solar-program/ Thu, 22 Oct 2026 12:13:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1271014

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผย โครงการ ‘โซลาร์ภาคป […]

The post ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ เตรียมเข้า ครม. 26 ต.ค. นี้ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน พร้อมขยายเพิ่มหากไม่พอ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผย โครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ เตรียมเข้าที่ประชุม ครม. 26 ตุลาคมนี้ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน พร้อมขยายเพิ่มหากไม่พอ มองช่วยประชาชนเหลือเงินเพิ่ม 500-1,000 บาทต่อเดือน

 

วันนี้ (22 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแพ็กเกจโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคมนี้ ตั้งเป้าสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท หรือ 50,000 บาทต่อครัวเรือน

 

ดร.เอกนิติคาดว่าเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ แต่ระบุด้วยว่า รัฐบาลพร้อมพิจารณาขยายโครงการเพิ่มเติม หากมีความต้องการมากกว่านั้น โดยโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ทั้งบนหลังคา (Rooftop) บนพื้นดิน (on ground) และแบบลอยน้ำ (floating)

 

“คิดว่า 1 ล้านครัวเรือนเนี่ย เราน่าจะ cover ได้หมดนะครับ เชื่อว่าน่าจะ cover คนไทยที่สนใจได้หมด แต่ถ้ามีความต้องการมากกว่านั้น ก็พร้อมที่จะขยายครับ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการโซลาร์ภาคประชาชนอาศัยงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท) ในส่วนที่ 2 การเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท

 

นอกจากการสนับสนุนค่าติดตั้งโซลาร์แล้ว รัฐบาลเตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าจากภาคประชาชน ทั้งการพัฒนาระบบสมาร์ตกริดและการเปลี่ยนมิเตอร์เป็นสมาร์ตมิเตอร์ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าที่ผลิตได้เหลือกลับคืนให้การไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 20 ปี

 

ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยงบสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบสำหรับสมาร์ตมิเตอร์และสมาร์ตกริดอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเมื่อรวมกันแล้วคาดว่าจะไม่เกิน 100,000 ล้านบาท

 

สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ดร.เอกนิติระบุว่าโครงการเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมได้โดยไม่จำกัดปริมาณการใช้ไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือชื่อผู้เข้าร่วมโครงการต้องตรงกับชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามมิเตอร์ เพื่อให้การไฟฟ้าสามารถโอนเงินจากการขายไฟคืนให้ผู้ติดตั้งได้โดยตรง

 

“ใช้ไฟเท่าไหร่ ก็เราเปิดหมดเลยครับ คนใช้ไฟน้อยก็อาจจะยิ่งดีด้วยนะครับ เพราะว่าเขาจะกลายมาเป็นผู้ผลิตไฟละ เกษตรกร ถ้ามีที่นา ก็สามารถมาติดโซลาร์ได้” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สำหรับประชาชนที่ไม่มีเงินทุนติดตั้งโซลาร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยรัฐบาลประเมินจากสมมติฐานการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 4 ชั่วโมงต่อวันว่า ประชาชนอาจมีเงินเหลือประมาณ 500-1,000 บาทต่อเดือน หลังหักค่างวดสินเชื่อและรายได้จากการขายไฟคืน

 

ด้านการลงทะเบียนจะเปิดให้ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน และจุดลงทะเบียนแบบ One Stop Service ซึ่งจะดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย

 

ขณะที่มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะยังไม่ถูกนำเข้าสู่วาระการประชุม ครม. วันที่ 26 ตุลาคม โดยดร.เอกนิติระบุว่า มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.

The post ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ เตรียมเข้า ครม. 26 ต.ค. นี้ ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน พร้อมขยายเพิ่มหากไม่พอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แดรี่ ควีน เลือกไทยเปิด Blizzard Studio แห่งแรกของโลก ให้ลูกค้าผสมบลิซซาร์ดเองเพื่อดึงคนรุ่นใหม่ https://thestandard.co/dairy-queen-blizzard-studio-thailand/ Thu, 22 Oct 2026 10:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1270989 ภาพจำลองหน้าร้าน Blizzard Studio แดรี่ ควีน สาขาเซ็นทรัลเวิลด์

แดรี่ ควีน (Dairy Queen) ภายใต้ไมเนอร์ ฟู้ด เปิด Blizza […]

The post แดรี่ ควีน เลือกไทยเปิด Blizzard Studio แห่งแรกของโลก ให้ลูกค้าผสมบลิซซาร์ดเองเพื่อดึงคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองหน้าร้าน Blizzard Studio แดรี่ ควีน สาขาเซ็นทรัลเวิลด์

แดรี่ ควีน (Dairy Queen) ภายใต้ไมเนอร์ ฟู้ด เปิด Blizzard Studio แฟล็กชิปสโตร์รูปแบบใหม่แห่งแรกของโลก ที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อขยับแบรนด์เข้าสู่ตลาดพรีเมียม

 

จุดต่างของร้านรูปแบบนี้คือการให้ลูกค้าสร้างเมนูบลิซซาร์ดเอง โดยเลือกเบสไอศกรีมได้จาก 12 รสชาติ และเลือกท็อปปิ้งได้สูงสุด 4 รายการจากกว่า 20 ชนิด ราคาเริ่มต้น 99 บาท

 

เหตุผลที่ Dairy Queen Global เลือกไทยเป็นประเทศแรก มาจากการที่ไทยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมี 600 สาขาครอบคลุม 77 จังหวัด และปีนี้ครบรอบ 30 ปีของแดรี่ ควีนในไทย

 

ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ดระบุว่าแดรี่ ควีน ประเทศไทย เป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งด้านจำนวนสาขา การเติบโตของยอดขาย และการพัฒนาสินค้าใหม่ จนหลายประเทศนำแนวทางจากไทยไปปรับใช้

 

เปลี่ยนจากแบรนด์บอกว่าควรกินอะไร เป็นให้ลูกค้าผสมเอง

 

ปรดา ศรีสุวรรณภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด ระบุว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ให้คุณค่ากับประสบการณ์และการได้เลือกสิ่งที่ตรงกับความชอบของตัวเอง มากกว่าการมองหาแค่ของหวานที่อร่อย

 

แดรี่ ควีน จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการที่แบรนด์เป็นผู้บอกว่าลูกค้าควรกินอะไร มาเป็นการเปิดให้ลูกค้าสร้างบลิซซาร์ดในแบบของตัวเอง หรือจากการ Serve Happiness ไปสู่ ‘Create Their Own Happiness’ พร้อมปรับภาพลักษณ์ให้ร่วมสมัยขึ้นทั้งโทนสี การตกแต่งร้าน ยูนิฟอร์มพนักงาน และรูปแบบเมนู

 

บริษัทตั้งเป้าให้ยอดขายของสาขาเซ็นทรัลเวิลด์สูงกว่าสาขาทั่วไป 60% ผ่านการเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่อีก 20%

 

โดยเน้นคนรุ่นใหม่และกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งบริษัทมองว่าความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาวจะมาจากความรู้สึกเป็นเจ้าของเมนูที่ลูกค้าผสมขึ้นเอง

 

ใช้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นห้องทดลอง

 

นอกจากเป็นหน้าร้าน สาขานี้ยังทำหน้าที่เป็น ‘Real Innovation Lab’ สำหรับทดสอบนวัตกรรมในพื้นที่จริง และเก็บเสียงตอบรับของลูกค้าแบบเรียลไทม์ ทั้งเรื่องระดับราคา ระบบการปรับแต่งเมนู ระดับการมีส่วนร่วมของลูกค้า และองค์ประกอบต่างๆ ในร้าน

 

ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โมเดลนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Key Mall Strategy’ โดยแดรี่ ควีน มีแผนขยายสาขารูปแบบพรีเมียมไปยังศูนย์การค้าชั้นนำในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

 

บริษัทยังเตรียมนำสิ่งที่ได้จากสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ไปปรับใช้กับร้านแดรี่ ควีน ในวงกว้าง เพื่อใช้กำหนดว่าร้านแดรี่ ควีน ในอนาคตจะมีหน้าตาแบบไหน

The post แดรี่ ควีน เลือกไทยเปิด Blizzard Studio แห่งแรกของโลก ให้ลูกค้าผสมบลิซซาร์ดเองเพื่อดึงคนรุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมด ยุคของดีราคาแพง’ CPF กางยุทธศาสตร์ ‘AI -Genetics’ ปักหมุด อาหารไทยเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก https://thestandard.co/cpf-ai-genetics-food-security-strategy/ Thu, 22 Oct 2026 10:04:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1270980 ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF แสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา

CPF ได้ประกาศ ยุทธศาสตร์ AI และพันธุศาสตร์ เพื่อปฏิวัติ […]

The post ‘หมด ยุคของดีราคาแพง’ CPF กางยุทธศาสตร์ ‘AI -Genetics’ ปักหมุด อาหารไทยเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF แสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา

CPF ได้ประกาศ ยุทธศาสตร์ AI และพันธุศาสตร์ เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารไทย หวังผลักดัน ‘อาหารไทย’ ก้าวสู่การเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ ของโลก ด้วยการเปลี่ยนจากการส่งออกเชิงปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับสากล พร้อมอัดฉีดงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 20,000 – 25,000 ล้านบาท เน้นระบบ Automation, Robotics และ AI เพื่อให้ได้ ‘ของดีในราคาที่แข่งขันได้’

 

 

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน (Climate Change) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก คำว่า ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ (Food Security) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Asset) ที่ทุกประเทศต้องแย่งชิงและปกป้อง

 

ในงาน Beyond Global Food: Innovating for a Food-Secure Future ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน CP Innovation Exposition ‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้แสดงวิสัยทัศน์ฉากทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย พร้อมกางโรดแมปการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพันธุศาสตร์ (Genetics) เข้ามาปฏิวัติวงการเกษตรและอาหารแบบครบวงจร

 

จากผู้ส่งออกเชิงปริมาณ สู่การสร้างมูลค่า

 

ประสิทธิ์ เปิดเผยมุมมองว่า ในอดีตประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการขายเชิงปริมาณ (Volume-based) ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีรายได้ไม่สูงเท่าที่ควร

 

“โลกกำลังมองหา Food Security และ Food Innovation ประเทศไทยมีชัยภูมิทางการเกษตรที่ดีมาก อากาศไม่แกว่งรุนแรงเหมือนยุโรปหรือจีน หากเราวาง Positioning ให้ดี อาหารไทยจะเป็น Strategic Asset สำคัญของประเทศ แต่เราต้องเปลี่ยนจาก Volume-based มาเป็น Value Creation และเร่งสร้าง Productivity ในระดับ Global Scale” ประสิทธิ์ กล่าว

 

หมดยุค ‘ของดีราคาแพง’ AI และ Automation คือคำตอบ

 

หนึ่งใน Highlight สำคัญจากการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือคำประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในโครงสร้างการผลิตของ CPF โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงกิมมิกทางธุรกิจ แต่คือเครื่องมือหลักในการ ‘ลดความผันผวน (Reduce Volatility)’ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF แสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา 1

 

ประสิทธิ์ กล่าวว่า CPF อัดฉีดงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 20,000 – 25,000 ล้านบาท โดยเน้นน้ำหนักไปที่ระบบ Automation, Robotics, กล้องตรวจจับ AI (Vision System) รวมถึงการพัฒนา AI Pyramid เพื่ออัปสกิลพนักงานทั้งองค์กร

 

“หมด ยุคของดีราคาแพงแล้ว สมัยก่อนของดีต้องราคาแพง แต่ยุคนี้ต้องเป็น ‘ของดีในราคาที่แข่งขันได้’ วิธีเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้คือการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วย ตั้งแต่การทำ Prediction ล่วงหน้า การปรับสูตรอาหารสัตว์ ไปจนถึงระบบโรงงานที่ Machine คุยกันเอง เพื่อสร้างสปีดและประสิทธิภาพสูงสุด”

 

สู้บนเวทีโลกด้วย ‘นวัตกรรม’ ไม่ใช่ ‘ราคา’

 

นอกจาก AI แล้ว หัวใจที่เป็นรากฐานที่เข้มแข็งที่สุดของ CPF คือเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และพันธุศาสตร์ (Genetics) การพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง สุกร และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ CPF สามารถรับมือกับโรคระบาดและความท้าทายใหม่ๆ ได้ดีกว่าคู่แข่ง

 

ในฝั่งตลาดส่งออก ประสิทธิ์ ชี้ว่า การแข่งขันในตลาดโลกไม่สามารถสู้ด้วยราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวได้ โดยยกตัวอย่างว่า ไก่สดบราซิลที่มีต้นทุนข้าวโพดถูกกว่าไทยเกือบเท่าตัว ดังนั้น แล้ว ไทยต้องสู้ด้วยความประณีต นวัตกรรม และมาตรฐานระดับสูง

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโครงการ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ Space Safety Standard ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก แต่ยังเป็นการพิสูจน์มาตรฐานยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ

 

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF แสดงวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา 2

 

โตคนเดียวไม่ได้ ต้องยกแผงทั้ง Supply Chain

 

ในตอนท้าย คุณประสิทธิ์ย้ำถึงบทบาทของ CPF ในการเป็น National Capability Builder ที่พร้อมผนึกกำลังกับซัพพลายเออร์และ SME ไทยกว่า 5,500 ราย ผ่านโครงการ SME Excellence เพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยี ถ่ายทอด Know-how และพาเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

 

“ความสำเร็จของอาหารไทย ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เราต้องรวมพลังกันทั้ง Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร SME ภาครัฐ ไปจนถึงสถาบันวิชาการ เพื่อนำประเทศไทยออกไปเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

แผน IPO ‘ซีพี เวียดนาม’ รอสัญญาณไฟเขียวจาก ก.ล.ต. เวียดนาม

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นที่สนใจ คือความคืบหน้าการนำ บริษัท ซีพี เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น (C.P. Vietnam) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ประสิทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการทั้งหมดฝั่ง CPF ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว

 

“ตอนนี้ทางเวียดนามแจ้งว่ายังอยู่ในขั้นตอนการรอพิจารณาอนุมัติจาก ก.ล.ต. เวียดนาม ซึ่งเป็นไปตามกรอบไทม์ไลน์การทำงานของทางภาครัฐเวียดนามเอง เราไม่สามารถไปบังคับหรือเร่งขั้นตอนของ ก.ล.ต. ได้ จึงยังไม่มีอัปเดตเพิ่มเติมในส่วนนี้ แต่กระบวนการภายในของเรายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง” ประสิทธิ์ กล่าว

The post ‘หมด ยุคของดีราคาแพง’ CPF กางยุทธศาสตร์ ‘AI -Genetics’ ปักหมุด อาหารไทยเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยยังทากันแดดผิวกายน้อยกว่ากันแดดหน้า HER HYNESS บุกกันแดดผิวกายเป็นครั้งแรก ในตลาดกันแดดรวม 6,436 ล้านบาท https://thestandard.co/her-hyness-launches-body-sunscreen/ Thu, 22 Oct 2026 09:13:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1270943 ภาพผู้บริหาร HER HYNESS พร้อมผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดผิวกาย

HER HYNESS แบรนด์คลีนบิวตี้สัญชาติไทย ขยายไลน์สินค้าจาก […]

The post คนไทยยังทากันแดดผิวกายน้อยกว่ากันแดดหน้า HER HYNESS บุกกันแดดผิวกายเป็นครั้งแรก ในตลาดกันแดดรวม 6,436 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร HER HYNESS พร้อมผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดผิวกาย

HER HYNESS แบรนด์คลีนบิวตี้สัญชาติไทย ขยายไลน์สินค้าจากครีมกันแดดผิวหน้าไปสู่ครีมกันแดดผิวกายเป็นครั้งแรก ด้วย HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++ ต่อยอดจากครีมกันแดดผิวหน้าที่แบรนด์ระบุว่ามียอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มคลีนบิวตี้ติดต่อกัน 4 ปี อ้างอิงข้อมูลจาก Beautrium

 

กัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HER HYNESS ระบุว่าครีมกันแดดเป็นตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมความงามไทย โดยอ้างข้อมูลจาก Euromonitor International ว่าในปี 2568 ตลาดครีมกันแดดทั้งผิวหน้าและผิวกายมีมูลค่ารวม 6,436 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตราว 5% ระหว่างปี 2563-2568 และคาดว่าปี 2569 จะมีมูลค่า 6,731 ล้านบาท

 

สินค้าใหม่ถูกวางตำแหน่งภายใต้กลยุทธ์ ‘The 1st Clinically Proven Body Sunscreen’ โดยแบรนด์ระบุว่าเป็นครีมกันแดดผิวกายแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบครบทุกมาตรฐาน ISO ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ช่องว่างของกันแดดผิวกายที่แบรนด์มองเห็น

 

HER HYNESS ระบุว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับครีมกันแดดผิวกายน้อยกว่าครีมกันแดดผิวหน้า เพราะประสบการณ์การใช้ที่เหนียวเหนอะหนะ และบางผลิตภัณฑ์ต้องทาครีมบำรุงผิวกายก่อน ทำให้คนไม่ค่อยทาเป็นประจำ ต่างจากกันแดดผิวหน้าที่ทากันทุกวัน

 

ผลที่ตามมาคือครีมกันแดดผิวกายยังได้รับความสนใจทั้งด้านนวัตกรรมและมาตรฐานการปกป้องน้อยกว่าครีมกันแดดผิวหน้า ขณะที่ผู้บริโภคปัจจุบันเลือกแบรนด์จากข้อมูล มาตรฐาน และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้มากขึ้น

 

กัญญฉัชฌ์ระบุว่าการออกผลิตภัณฑ์นี้ตั้งใจยกมาตรฐานครีมกันแดดผิวกายของไทย ด้วยการผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลให้ครบ และเปลี่ยนการทาครีมกันแดดผิวกายจากสิ่งที่ทำเพราะจำเป็น ให้เป็นสิ่งที่อยากทาทุกวัน

 

ผ่าน 5 มาตรฐาน ISO และมีให้เลือกสองสูตร

 

มาตรฐาน ISO ที่แบรนด์ระบุว่าผ่านการทดสอบ ได้แก่ ISO 23698 แบบ Hybrid Method ซึ่งเป็นมาตรฐานฉบับใหม่ ISO 23675 ที่ทดสอบด้วยหุ่นยนต์ ISO 24443 แบบ In Vitro และ ISO 24444 กับ ISO 24442 แบบ In Vivo

 

ตัวผลิตภัณฑ์ปกป้องรังสี UVA1 UVA2 UVB และแสงสีฟ้า ด้วย UV Filter 7 ชนิด พร้อมเทคโนโลยี ‘Smart UV Sensor’ ที่ปล่อยวิตามินซีและอีเมื่อผิวสัมผัสแสงแดด ซึ่งแบรนด์ระบุว่าลดอนุมูลอิสระได้ 58%

 

สองสูตรที่วางจำหน่าย คือ Hya Cooling Water ฝาสีฟ้า ผสม Rose PDRN เน้นเติมความชุ่มชื้น และ Advanced Repair ฝาสีม่วง ผสม Salmon PDRN เน้นดูแลผิวที่เสียจากแดด ทั้งสองสูตรเนื้อบางเบาไม่เหนียว ขนาด 150 กรัม ราคา 790 บาท

The post คนไทยยังทากันแดดผิวกายน้อยกว่ากันแดดหน้า HER HYNESS บุกกันแดดผิวกายเป็นครั้งแรก ในตลาดกันแดดรวม 6,436 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอพี ไทยแลนด์ ปิด 9 เดือนยอดขาย 36,900 ล้านบาท ได้แล้ว 75% ของเป้าทั้งปี ไตรมาส 4 เตรียมเปิดอีก 15 โครงการ https://thestandard.co/ap-thailand-9m-presales-performance/ Thu, 22 Oct 2026 09:09:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1270940 ภาพกราฟิกสรุปยอดขาย 9 เดือนของเอพี ไทยแลนด์ พร้อมภาพผู้บริหาร

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ทำยอดขายสุทธิ หรือ […]

The post เอพี ไทยแลนด์ ปิด 9 เดือนยอดขาย 36,900 ล้านบาท ได้แล้ว 75% ของเป้าทั้งปี ไตรมาส 4 เตรียมเปิดอีก 15 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปยอดขาย 9 เดือนของเอพี ไทยแลนด์ พร้อมภาพผู้บริหาร

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ทำยอดขายสุทธิ หรือ Net Presales ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ได้ 36,900 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 49,000 ล้านบาท

 

ยอดขายส่วนใหญ่มาจากสินค้าแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ซึ่งทำยอดขายสุทธิรวม 30,145 ล้านบาท หรือราว 82% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่คอนโดมิเนียมเติบโตจากโครงการเปิดใหม่ใกล้แนวรถไฟฟ้า

 

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ระบุว่ายอดขายดังกล่าวมาจากการตอบรับที่ดีต่อโครงการเปิดใหม่ในทุกกลุ่มสินค้า และสำหรับไตรมาส 4 บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 15 โครงการ มูลค่ารวม 14,190 ล้านบาท

 

เอพียังได้รับอันดับเครดิตองค์กรระดับ A แนวโน้ม Stable จาก TRIS Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และติดอันดับ FORTUNE Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

 

แนวราบนำยอดขาย ‘อภิทาวน์’ ขยายตลาดต่างจังหวัด

 

ยอดขายกลุ่มแนวราบมาจากลูกค้า ‘เรียลดีมานด์’ ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นหลัก ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมได้แรงหนุนจากโครงการใหม่บนทำเลใกล้รถไฟฟ้า เช่น ASPIRE สาทร-ตากสิน พรีว่า และ GOOD DAY มอร์ บางมด ซึ่งมีทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่เองและนักลงทุนระยะยาว

 

ในตลาดต่างจังหวัด พอร์ตโครงการภายใต้แบรนด์ ‘อภิทาวน์’ เติบโตตามแผน โดยอภิทาวน์ จันทบุรี ทำยอดขายช่วงเปิดตัวได้ 656 ล้านบาท ขณะที่อภิทาวน์ บุรีรัมย์ ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ทำยอดขายช่วงเปิดตัวได้ 440 ล้านบาท

 

ไตรมาส 4 เปิด 15 โครงการ มูลค่า 14,190 ล้านบาท

 

15 โครงการใหม่ในไตรมาส 4 แบ่งเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มแรกคือบ้านเดี่ยว 4 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท นำโดย THE CITY รามอินทรา-วงแหวน 3, THE CITY พระราม 9-อ่อนนุช และ CENTRO เพชรเกษม-บางบอน

 

กลุ่มที่สองคือบ้านแฝดและทาวน์โฮม 5 โครงการ มูลค่า 3,740 ล้านบาท เช่น GRANDE PLENO ปิ่นเกล้า-จรัญ 2 และ PLENO ราชพฤกษ์-นครอินทร์

 

กลุ่มที่สามคือโครงการต่างจังหวัด 4 โครงการ มูลค่า 4,250 ล้านบาท ได้แก่ อภิทาวน์ บุรีรัมย์ อภิทาวน์ สุพรรณบุรี 2 อภิทาวน์ โคราช และอภิทาวน์ ตรัง ซึ่งจะทำให้พอร์ตต่างจังหวัด ณ สิ้นปี 2569 มีทั้งหมด 26 โครงการใน 22 จังหวัด มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท

 

กลุ่มสุดท้ายคือคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนที่ออกแบบให้ ‘เลี้ยงสัตว์ได้’ บนทำเลรถไฟฟ้า ได้แก่ ASPIRE เกษตร-เสนาฯ ห่างจาก BTS เสนานิคม 600 เมตร และ GOOD DAY สุขุมวิท 101 ใช้เวลาราว 5 นาทีถึง BTS ปุณณวิถี

The post เอพี ไทยแลนด์ ปิด 9 เดือนยอดขาย 36,900 ล้านบาท ได้แล้ว 75% ของเป้าทั้งปี ไตรมาส 4 เตรียมเปิดอีก 15 โครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ จ่อรีดค่าการกลั่นอีก 1,200 ล้าน เล็งดึงเงินอนุรักษ์พลังงาน อุ้มกองทุนน้ำมันฯ ติดลบแสนล้าน https://thestandard.co/ekanat-refining-margin-oil-fund/ Thu, 22 Oct 2026 08:41:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1270933 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงแนวทางบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

‘เอกนัฏ’ เร่งหาทางเพิ่มสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง […]

The post ‘เอกนัฏ’ จ่อรีดค่าการกลั่นอีก 1,200 ล้าน เล็งดึงเงินอนุรักษ์พลังงาน อุ้มกองทุนน้ำมันฯ ติดลบแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงแนวทางบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

‘เอกนัฏ’ เร่งหาทางเพิ่มสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังติดลบราว 1 แสนล้านบาท เล็งใช้เงินสะสมกองทุนอนุรักษ์พลังงาน พร้อมขอคลังพิจารณานำเงินปันผลบริษัทน้ำมันช่วยประชาชน จ่อเก็บเงินจากค่าการกลั่นรอบใหม่อีก 1,200 ล้านบาท ย้ำรัฐบาลยังใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชี้เป็นทางเลือกสุดท้าย

 

วันที่ 22 ต.ค. เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายในงาน สัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2026 เรื่อง “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า แนวทางแก้ไขปัญหาฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหลายแนวทางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุน

 

โดยมีเป้าหมายลดภาระทางการเงินโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม หนึ่งในทางเลือกคือการพิจารณานำเงินจากกองทุนอื่นที่มีเงินสะสมอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้มาเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดภาระการชดเชยราคาน้ำมันและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

 

“เรากำลังพิจารณากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมจากการจัดเก็บเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งกำลังศึกษาว่าจะสามารถนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้มาช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้หรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง การนำเงินที่มีอยู่มาใช้บรรเทาผลกระทบให้ประชาชนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา”

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยต้องพิจารณารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุนให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำเงินมาใช้ได้เท่าใดหรือจะดำเนินการได้เมื่อใด

 

นอกจากการพิจารณาเงินจากกองทุนอื่นแล้ว ยังขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางนำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมันที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน

 

โดยเห็นว่าเมื่อบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจนมีเงินปันผลมากขึ้น ก็ควรพิจารณานำรายได้ดังกล่าวมาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

 

สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกองทุนเคยติดลบถึง 150,000 ล้านบาท จะเห็นว่ายังมีทางเลือกในการบริหารจัดการอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่อง และการใช้มาตรการทางภาษีหากมีความจำเป็น

 

ย้ำยังไม่ใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ชี้เป็นทางเลือกสุดท้าย

 

ทั้งนี้ รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะเป็นมาตรการที่ควรเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน การลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลานาน ส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลง และเพิ่มความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป

 

ในระหว่างนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กับการนำส่วนต่างผลประโยชน์จากค่าการกลั่นมาใช้ช่วยพยุงราคาน้ำมัน มีการใช้กลไกค่าการกลั่นไปแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท และปรับลดราคาน้ำมันลง 4 บาท เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกทั้งหมด หลังราคาน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา

 

ส่วนมาตรการภาษี เบื้องต้น มีการหารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ คือ E20 และ B20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า

 

โดย B20 เน้นภาคขนส่ง ขณะที่ E20 ใช้ในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไรเดอร์ และผู้ใช้อุปกรณ์การเกษตร ปัจจุบันน้ำมันทั้งสองชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานอย่าง B7 และ E10 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร

 

โดยรัฐบาลต้องการรักษาส่วนต่างราคานี้ไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็น สำหรับปริมาณการใช้ B20 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้น้อยมากมาอยู่ที่ประมาณวันละ 6 ล้านลิตร

 

สะท้อนว่ามาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือภาคขนส่ง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกคลี่คลายลง รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันตามต้นทุนตลาด โดยไม่เพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมากไปกว่าเดิม

 

“เรื่องการเก็บเงินจากโรงกลั่นในรอบถัดไปก็ต้องเก็บ และคงไม่ได้เก็บอีกแค่ครั้งเดียว ผมจะเก็บไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะดีขึ้น”

 

ส่วนความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

 

โดยเบื้องต้นมีการเสนอไว้ 4 ทางเลือก ซึ่งกำหนดกรอบการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในช่วง 10 ปีแรกจากปัจจุบันประมาณ 20% เศษ เป็น 50% ก่อนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในระยะต่อไป โดยคาดว่าทั้ง 4 ทางเลือกจะมีสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดตั้งแต่ 65% ไปจนถึงเกือบ 90%

 

ขณะนี้ ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นทางเลือกใด แต่ก็พยายามทำทั้ง 4 ทางเลือกมาพิจารณาและอาจปรับบางอย่างให้เหมาะสมเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางใหม่ตามนโยบายและแผน สำหรับกรอบการพัฒนา PDP 2026 ในช่วง 10 ปีแรก ทุกทางเลือกจะมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดจากระดับประมาณ 20% เศษ เป็น 50% เหมือนกัน

 

ส่วนการเพิ่มสัดส่วนหลังจากนั้น จะพิจารณาความเหมาะสมระหว่างการผลิตไฟฟ้าสะอาดกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

 

ทั้งนี้ ได้เรียกทุกหน่วยงานมาหารือเพราะเราต้องการขยับสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดให้สูงขึ้น โดยเป้าหมายเบื้องต้นในแต่ละทางเลือกอยู่ที่ 65% เป็นอย่างน้อย และมีความพยายามผลักดันให้สูงกว่า 70% ควบคู่กับการพิจารณาเทคโนโลยีด้านคาร์บอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มพลังงานสะอาด ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว

 

“แผน PDP ฉบับนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่สุดของประเทศที่รอคอยมากว่า 8-10 ปี ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง การเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA) ปลดล็อกให้ภาคอุตสาหกรรมและ Data Center สามารถจับคู่ซื้อขายพลังงานสะอาดกับผู้ผลิตเอกชนได้โดยตรง รวมถึงปรับบทบาท กฟผ. (EGAT) มุ่งเน้นการบริหารจัดการและยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) ให้มีความทันสมัย”

 

จ่อคลอด PDP 2026

 

ทั้งนี้ แหล่งข่าวพลังงาน เปิดเผยว่า แผน PDP 2026 อยู่ที่ เอกนัฏเรียบร้อยแล้ว และน่าจะมีแนวทางที่ 5 หรือ 4 พลัส ซึ่งเป็นแนวทางที่ท่านเอกนัฏนำมาปรับให้เป็นแนวทางที่เหมาะสมและดีที่สุดในแบบฉบับของตนเอง ที่จะต้องพิจารณาเรื่องการต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า

 

การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ต้องสอดคล้องกันกับทุกส่วนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามยังมั่นใจแผน PDP ฉบับนี้จะถูกประกาศออกมาให้เห็นภายในปี 2569 นี้อย่างแน่นอน

 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการใช้กลไกค่าการกลั่นในหลายรอบที่ผ่านมาก็ช่วยตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไม่ให้มันดีดขึ้นจนมากเกินไปหรือขึ้นทันที และในรอบใหม่นี้ได้มีการประชุม กบง. ไปแล้ววานนี้ (21 ต.ค. 2569)

 

สรุปจากการคำนวณของรอบเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาซึ่งจะเก็บเข้ามาอีก 1,200 ล้านบาท แต่ก็กำลังรอประกาศเพราะตัวเดิมที่เก็บไป 4 บาท จะสิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. นี้ ซึ่งก็ต้องประกาศก่อนสิ้นเดือน

The post ‘เอกนัฏ’ จ่อรีดค่าการกลั่นอีก 1,200 ล้าน เล็งดึงเงินอนุรักษ์พลังงาน อุ้มกองทุนน้ำมันฯ ติดลบแสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>