Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 15 Aug 2026 08:55:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? https://thestandard.co/family-business-values-professionalism/ Sat, 15 Aug 2026 08:05:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1242312 ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ

“การส่งต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องของการ transfer […]

The post ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ

“การส่งต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องของการ transfer ยอดเงินในบัญชีหรือหุ้นในบริษัท แต่คือการส่งต่อตัวตน ค่านิยม และความรับผิดชอบ (Intangible Family Assets) ที่เงินไม่สามารถซื้อได้”

 

 
 

ในยุคที่ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีในภูมิภาคเอเชียกำลังจะส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นสูงถึง 99.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 ซึ่งส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับ ‘ธุรกิจครอบครัว’ (Family Business) คำถามสำคัญที่สุดที่ผู้ก่อตั้งและทายาทต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ทำอย่างไรให้ธุรกิจกำไร’ แต่คือ ‘ทำอย่างไรให้ธุรกิจและครอบครัวก้าวข้ามผ่านกาลเวลาไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน?’

 

งานเสวนา Wealth, Value and Generational Transition ได้รวบรวมมุมมองระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากวิทยากรชั้นนำ ทั้งจาก Eu Yan Sang (แบรนด์ยาสมุนไพรจีนอายุ 140+ ปี), DSG Group Indonesia (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกระดาษรีไซเคิล) และ UOB Private Bank ร่วมกันถอดรหัส ‘สูตรสำเร็จ’ ของการสืบทอดมรดกทางธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจ

 

ถอดรหัสที่ 1: อำนาจและบารมีไม่ได้มาพร้อม ‘นามสกุล’

 

Angela Koh, Head of Wealth Planning & Family Office Advisory Services, UOB Private Bank ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกับตระกูลมหาเศรษฐีชี้ว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของทายาทรุ่นใหม่ (Next-Gen) ไม่ใช่ทักษะการทำงาน แต่คือ ‘Legitimacy’ หรือการพิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับว่า คุณคือผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ได้ตำแหน่งเพราะเป็นลูกใคร

 

“ในองค์กรทั่วไป การรับตำแหน่งใหม่จะมี Job Description และการ Handover งานที่ชัดเจน แต่ทายาทธุรกิจครอบครัวมักก้าวเข้ามาโดยไม่มีคู่มือ ต้องรับมือกับพนักงานรุ่นใหญ่ที่ทำงานกับพ่อมา 25 ปี ต้องรับแรงกดดันจากคู่ค้า และสายตาจับผิดจากลูกพี่ลูกน้อง (Cousins) ที่ตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นคุณ?” Angela Koh กล่าว

 

นอกจากนี้ Angela ยังเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า ธุรกิจครอบครัวในอาเซียนกว่า 70-80% ปรารถนาจะส่งต่อตำแหน่งผู้นำให้คนในครอบครัว แต่ผลวิจัยทั่วโลกกลับพบว่า การให้คนในครอบครัวบริหาร ไม่ได้สร้างผลตอบแทน (Performance) ที่ดีไปกว่าการจ้าง CEO มืออาชีพ ดังนั้นการสร้างความชอบธรรมจึงเป็นสิ่งที่ทายาทต้องลงมือทำจริงใน Real-time

 

ถอดรหัสที่ 2: สกัด DNA ร้อยปี บทเรียนจาก Eu Yan Sang

 

เคสระดับคลาสสิกของธุรกิจที่ยืนหยัดมานานกว่า 140 ปีอย่าง Eu Yan Sang ยาสมุนไพรจีนระดับตำนาน Richard Yu (Chairman) และ Richie Yu (Managing Director – ทายาทรุ่นที่ 5) ได้ร่วมกันถอดบทเรียนการรักษาไม้ต่อไว้อย่างลึกซึ้ง

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 1

 

Richard ซึ่งเป็นรุ่นที่ 4 เล่าว่า พ่อของเขาเคยบอกตั้งแต่เขารับปริญญาว่า “แกไม่มีโอกาสได้ทำงานในธุรกิจครอบครัวหรอก ไปหาอาชีพตัวเองทำซะ เพราะการเมืองในบริษัทมันซับซ้อน” ทำให้ Richard ต้องออกไปทำงานองค์กรข้างนอกนานถึง 18 ปี

 

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลับมา คือการมองเห็นว่ายาสมุนไพรจีนไม่ใช่ธุรกิจขาลง แต่มันคือโอกาสใหญ่ในการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหา Natural Therapy เพื่อลดการใช้ยาเคมี

 

สิ่งที่ทำให้ Eu Yan Sang สืบทอดมาได้ถึง 5 เจเนอเรชัน คือการสลัก ‘ค่านิยมครอบครัว (Core Values)’ ไว้ใน ‘บทกลอนประจำตระกูล’ ที่อากงทิ้งไว้ให้ โดยชื่อกลางของทายาททุกคนในแต่ละรุ่นจะถูกตั้งตามคำในบทกลอนนี้ (เช่น คำว่า Zai ในชื่อภาษาจีนของ Richie) เพื่อเป็นกุศโลบายเตือนใจให้ยึดมั่นในความถูกต้อง (Righteousness)

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 2

 

ด้าน Richie (รุ่นที่ 5) เล่าเสริมถึงหลัก 3H ที่คุณตาปลูกฝังเข้า DNA ตั้งแต่เด็ก

 

  • Honest ยึดมั่นในความถูกต้องต่อลูกค้าและพนักงาน
  • Hardworking พิสูจน์ตัวเองด้วยงานหนัก ไม่ใช้สิทธิพิเศษ
  • Humble ไม่อวดดี และไร้ซึ่งความรู้สึกว่าตนมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น (No Self-entitlement)

 

“คุณตาบังคับให้ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กพิการที่ Rainbow Center ตั้งแต่อายุ 15 ปีจนถึงมหาลัย ท่านบอกว่า ‘อย่าทำตัวไร้ประโยชน์ในชีวิต แกถือครองนามสกุลของฉันอยู่ ดังนั้นต้องออกไปทำประโยชน์ให้คนอื่น’” Richie Yu กล่าว

 

ถอดรหัสที่ 3: เมื่อผลประโยชน์ของ ‘องค์กร’ ต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว

 

Cynthia Haris, Chief Corporate Officer, DSG Group Indonesia ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าประสบการณ์สุดคลาสสิกว่า พ่อของเธอเคยพาครอบครัวไปเที่ยวบาหลีตอนเธออายุ 11 ขวบ แต่แทนที่จะได้เที่ยวชอปปิง พ่อกลับเอากระดาษแผ่นใหญ่ออกมาให้ทุกคนเขียน ‘เป้าหมาย 10 ปีของครอบครัวและธุรกิจ’ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันตั้งแต่เด็ก

 

ภาพผู้บริหารธุรกิจครอบครัวกำลังพูดคุยถึงการสืบทอดกิจการ 3

 

เมื่อ Cynthia เรียนจบในวัย 18 ปี เธอถูกดึงตัวเข้ามาทำงานในตำแหน่งทีมตรวจสอบภายใน เดินตรวจ SOP ในโรงงาน และตรวจสอบการทำงานของพนักงาน รวมถึงสมาชิกในครอบครัวด้วยกันเอง

 

Cynthia ให้คำตอบที่เด็ดขาดสำหรับคำถามโลกแตกว่า “หากเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในครอบครัวกับธุรกิจ ควรเลือกอะไรก่อน?”

 

คำตอบของเธอคือ “Firm First”

 

“เราเคยเห็นบทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อเอาผลประโยชน์ส่วนตัวของครอบครัวมาก่อนบริษัท พ่อของฉันเคยพยายามวางธรรมเนียมครอบครัวและจะพาบริษัทเดิมเข้า IPO แต่โครงการล้มเหลวเพราะความไม่พร้อม พ่อจึงตัดสินใจลาออกและมาตั้ง DSG Group ใหม่ เพราะบริษัทไม่ได้มีแค่คนในตระกูล แต่เรามีลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอีกมากที่เราต้องดูแลในฐานะ Steward (ผู้ดูแลมรดก)” Cynthia Haris

 

ถอดรหัสที่ 4:ถอน ‘อารมณ์’ ออกไป แล้วแทนที่ด้วย ‘ระบบและมืออาชีพ’

 

ต่อคำถามว่า ควรบริหารงานอย่างไร เมื่อเจอวิกฤต หรือเมื่อข้อมูลในมือไม่ครบถ้วน Richard Yu ได้ให้กรอบแนวคิดการตัดสินใจของผู้นำว่า

 

  • “Bad Decision is Better Than No Decision” สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพนักงาน ไม่ใช่การที่ผู้นำตัดสินใจผิดพลาดแล้วเรียนรู้แก้ไข แต่คือภาวะ Analysis Paralysis (วิเคราะห์จนอัมพาต) ที่ผู้นำนั่งนิ่งไม่ยอมตัดสินใจอะไรเลย ซึ่งตัดกำลังใจคนทำงานมากที่สุด
  • ‘การเปิดรับพาร์ตเนอร์และมืออาชีพภายนอก’ เพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้อีกนับร้อยปี เขายกกรณีศึกษาของ Eu Yan Sang ที่ตัดสินใจดึงกองทุน Temasek รวมถึงพาร์ตเนอร์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Roto Pharmaceutical และ Mitsui & Co. เข้ามาร่วมถือหุ้น (โดยตระกูล Yu ถือหุ้นไว้ 10%) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจตระกูลไปสู่ ‘สถาบันธุรกิจระดับสากล’ ที่บริหารงานโดย CEO มืออาชีพ โดยไม่ยึดติดว่าต้องบริหารด้วยคนนามสกุล Yu เท่านั้น

 

บทสรุปสำหรับ Next-Gen และ Founders

 

การสืบทอดธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่คือกระบวนการ Intentional Journey ที่ต้องใช้เวลา การเตรียมการ และการสร้างธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) ที่ชัดเจน

 

สำหรับ ‘ผู้ก่อตั้ง’ – ต้องเปิดใจสร้างระบบการส่งต่อให้เร็วที่สุด ดึงมืออาชีพเข้ามาเสริม และปลูกฝัง ‘ค่านิยม’ มากกว่าการบังคับให้ลูกหลานต้องทำธุรกิจเดิม

 

สำหรับ ‘ทายาทรุ่นใหม่’ – ต้องเริ่มต้นด้วยความถ่อมตน (Humility) เร่งสร้างบารมีด้วยผลงานจริง (Earned Authority) และมองตัวเองเป็น ‘ผู้ดูแลทรัพย์สินและค่านิยม’ (Custodian) เพื่อส่งต่อสิ่งที่ดีกว่าให้เจเนอเรชันถัดไป

The post ถอดรหัส ‘ธุรกิจร้อยปี’ ทำไม ‘ค่านิยมครอบครัว’ และ ‘ระบบมืออาชีพ’ ถึงสำคัญไม่แพ้เรื่องตัวเงิน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้แค่นานไหน? https://thestandard.co/indonesia-challenges-thailand-ev-hub/ Sat, 15 Aug 2026 07:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1242296 ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ สื่อถึงการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

สมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง […]

The post อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้แค่นานไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ สื่อถึงการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

สมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออินโดนีเซียส่งสัญญาณเปิดบ้านดึงการลงทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

พร้อมเสนอการสนับสนุนในทุกมิติ หากโตโยต้าตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศเพิ่มเติม

 

ขณะที่ฝั่งไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า จะรักษาความเป็น ‘Automotive Hub’ ที่สั่งสมมากว่า 60 ปีไว้ได้อย่างไร ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลัง เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่รถยนต์ไฟฟ้า

 

กระแสข่าวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลัง ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) ออกมาแสดงความกังวลถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

 

โดยตั้งคำถามถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่การประกาศว่า โตโยต้าจะย้ายฐานการผลิตหลักออกจากประเทศไทย

 

แต่สะท้อนการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นจริง เมื่ออินโดนีเซียเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานยานยนต์ของตัวเอง และพร้อมเสนอมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม

 

ที่สำคัญ อินโดนีเซียไม่ได้แข่งขันด้วยตลาดรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

 

โดย Toyota Motor Manufacturing Indonesia หรือ TMMIN ได้ร่วมมือกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ

 

พร้อมลงทุนประมาณ 1.3 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 75.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนเริ่มส่งออกแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

 

นั่นหมายความว่า การแข่งขันระหว่างไทยกับอินโดนีเซียกำลังขยับจากการแย่ง ‘โรงงานผลิตรถยนต์’ ไปสู่การแย่งชิงทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานและตลาดส่งออก

 

ศุภกร ระบุว่า ประเทศไทยใช้เวลาสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี จนมีองค์ประกอบครบทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน บุคลากร โรงงาน โลจิสติกส์ วิศวกรรม และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างขึ้นได้ภายในวันสองวัน หรือหนึ่งสองปี

 

แต่คำถามสำคัญคือ

 

ข้อได้เปรียบที่ประเทศไทยมีอยู่ในวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่?

 

ศุภกร ยกตัวอย่างว่า จีนมีการเติบโตของ EV อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อขนาดตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอตัว ขณะที่การแข่งขันรุนแรงจนผู้ผลิตจำนวนมากต้องหายไปจากตลาด

 

ยุโรปยังมีการเติบโตของ EV จากแรงขับเคลื่อนของนโยบายสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ

 

ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วน EV อยู่ราว 10% และผู้บริโภคเริ่มกลับมาให้ความสนใจรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น

 

บทเรียนจากตลาดโลกจึงชัดเจนว่า ไม่มีเทคโนโลยีเพียงหนึ่งเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ

 

แต่ละตลาดกำลังมองหา Technology Mix ที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือแนวคิด Multi-Pathway ที่โตโยต้าพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง

 

EV โต แต่ไทยกำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือแค่ตลาด?

 

กลับมาที่ประเทศไทย ศุภกร ตั้งคำถามตรงไปตรงมาอย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยกำลังส่งเสริม ‘รถ EV’ หรือกำลังสร้าง ‘อุตสาหกรรม EV’ เพราะสองเรื่องนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

วันนี้ยอดขายรถ EV ในประเทศไทยเติบโตขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นและต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

 

แต่คำถามคือ หากรถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญเข้ามาเพื่อประกอบในประเทศ แล้วประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

 

เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้หมายถึงรถยนต์หนึ่งคัน แต่หมายถึงทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกรรม บุคลากร เทคโนโลยี โลจิสติกส์ ไปจนถึงการส่งออก

 

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องถามคือ Ecosystem เหล่านี้กำลังเติบโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือไม่

 

ศุภกรยังตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตของ EV ไม่ควรถูกวัดเพียงจำนวนรถที่ขายได้ แต่ต้องดูว่าประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

 

หากแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีหลักยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ประเทศไทยทำหน้าที่เพียงประกอบรถ คำถามเรื่องคุณค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เสีย Suzuki ได้ Neta บทเรียนที่ไทยต้องตอบให้ได้

 

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายส่งเสริม EV ของไทย

 

โดยกล่าวถึงภาพที่ว่า ประเทศไทย ‘เสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา’ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ แต่คือคุณภาพของการลงทุนและผลกระทบต่อระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

 

โจทย์จึงไม่ใช่การพยายามรักษาอดีต แต่คือการตอบให้ได้ว่า

 

อะไรคือเหตุผลที่ในอนาคต นักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?

 

คำตอบไม่ควรมีเพียง Incentive จากการเก็บภาษีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ในอัตราสูง แล้วนำมาสนับสนุน EV แต่ควรเป็นการคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่เข้ามาสร้าง Ecosystem อย่างแท้จริง

 

ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้าง Supply Chain แบบครบวงจร

 

และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางชัดเจนและต่อเนื่อง

 

เพราะในมุมของนักลงทุน สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่คือความไม่แน่นอน

 

ความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียจึงมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งด้านตลาดรถยนต์ แต่กำลังพยายามยกระดับตัวเองเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของภูมิภาค

 

การที่ Toyota Indonesia จับมือกับ CATL พัฒนาการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ และมีแผนส่งออกแบตเตอรี่จากอินโดนีเซีย สะท้อนการสร้าง Local Supply Chain ที่ลึกขึ้น ขณะที่ไทยเองกำลังเผชิญคำถามว่า จะสามารถดึงการลงทุนในส่วนต้นน้ำและเทคโนโลยีเข้ามาได้มากเพียงใด

 

ไทยผลิตรถลดลง ขณะที่ EV โตจากการนำเข้า

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ EV ยังมาพร้อมกับคำถามเรื่องโครงสร้างการผลิต เพราะรถยนต์จำนวนมากที่เข้ามาทำตลาดในไทยยังพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ชิ้นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะแบตเตอรี่และระบบที่เกี่ยวข้อง ยังต้องสร้างฐานการผลิตภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น

 

นี่จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการเพิ่มยอดขาย EV เพราะหากประเทศไทยต้องการรักษาสถานะ Automotive Hub สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงทำให้ ‘รถ EV ขายดี’ แต่ต้องทำให้ EV ที่ขายในไทยสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี สร้างชิ้นส่วน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยด้วย

 

ท้ายสุด ศุภกร ย้ำว่า เขาเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก และต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์แห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงาน และส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

 

เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

“หากประเทศไทยสามารถทำได้ ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือเทคโนโลยีรูปแบบใด ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสรักษาสถานะ Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน” ศุภกร กล่าวทิ้งท้าย

 

จุดแข็งตลาดผู้บริโภคอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทย

 

สำหรับยอดผลิตรถยนต์ในไทยปีนี้มีแนวโน้มลดลงอีกเหลือราว 1.45 ล้านคัน

 

ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง EV ในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่มากกว่า 100,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 90% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดรถยนต์นั่งโดยรวม

 

หากดู ข้อได้เปรียบสำคัญที่อาจทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพ ในการดึงดูดการลงทุนตั้งฐานผลิตรถยนต์จากไทย คือ ‘ขนาดตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่กว่า’

 

โดยในปี 2568 อินโดนีเซียมีประชากรราว 285.7 ล้านคน เทียบกับไทยประมาณ 65.8 ล้านคน หรือมากกว่าราว 4 เท่า

 

แม้รายได้ต่อหัวและกำลังซื้อของอินโดนีเซียยังไม่ได้สูงกว่าไทย แต่จำนวนประชากร การขยายตัวของเมืองขนาดกลาง

 

บวกกับอัตราการถือครองรถยนต์ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต มีแหล่งแร่ โครงสร้างภาษี ทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพเป็นทั้ง ตลาดปลายทางและฐานการผลิตเพื่อขยายยอดขายในระยะยาว

 

ไทยกำลังห่วงฐานผลิต ท่ามกลางจีนที่เร่งออกนอกประเทศ

 

ดังนั้น โจทย์ของไทยยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อมองไปยังอุตสาหกรรมรถยนต์จีน ซึ่งกำลังเกิดปรากฏการณ์ตรงกันข้าม

 

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังพยายามรักษาฐานการผลิตเดิมและดึงการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังเร่งขยายตัวในต่างประเทศ

 

ตั้งแต่ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา ไปจนถึงตะวันออกกลาง แต่ภายในประเทศจีนกลับกำลังเผชิญภาวะตรงกันข้าม

 

ยอดขายรถยนต์ในจีนเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลง 21.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 1.47 ล้านคัน

 

นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ขณะที่ยอดส่งออกพุ่งขึ้น 88.2% แตะ 923,000 คัน

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศ และกำลังผลักให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนต้องเร่งมองออกไปนอกประเทศมากขึ้น

 

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศจีนลดลง 20.5% หรือหายไปประมาณ 2.65 ล้านคันเมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและ Plug-in Hybrid ซึ่งยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 147.8% ในเดือนกรกฎาคม

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความทะเยอทะยานในการบุกตลาดโลกของ BYD, Geely หรือ Chery แต่กำลังกลายเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจภายในจีนเอง

 

บิล รัสโซ ซีอีโอของ Automobility บริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ มองว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนมีทั้งกำลังการผลิตส่วนเกิน ห่วงโซ่อุปทานที่แข่งขันได้ ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในการเติบโตนอกประเทศ

 

การก้าวสู่ตลาดโลกจึงล้วนกลายเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีน

 

ดังนั้น การขยายตัวของจีนกำลังสร้างแรงกดดัน โดยตรงต่อทั้งผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นและยุโรป

 

ในยุโรป ผู้ผลิตรถยนต์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากเพียง 3% เมื่อ 4 ปีก่อน เป็น 16% ในไตรมาสแรกของปี 2026

 

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งประมาณ 12% และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วง 4 ปีก่อน

 

ช่องว่างยิ่งเห็นชัดในตลาด EV โดยแบรนด์จีนครองส่วนแบ่งเกือบหนึ่งในสี่ของการจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งไม่ถึง 5%

 

เหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องราคา แต่เป็นความได้เปรียบของจีนที่ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ ขนาดของห่วงโซ่อุปทาน และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

 

แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังถูกท้าทายด้วยกติกาใหม่

 

สำหรับญี่ปุ่น ความท้าทายครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเสียส่วนแบ่งตลาด เพราะโมเดลความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นตลอดหลายทศวรรษถูกสร้างขึ้นจากประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ และการประหยัดเชื้อเพลิง

 

แต่ข้อได้เปรียบของจีนในวันนี้กว้างกว่านั้นมาก

 

ทั้งแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ การพัฒนา EV ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ และขนาดของ Supply Chain กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบใหม่

 

ขณะเดียวกัน ตลาด EV โลกเองก็ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

 

ทั้งหมดจึงย้อนกลับมาที่คำถามของประเทศไทย ในวันที่อินโดนีเซียกำลังเร่งสร้างระบบนิเวศ EV และแบตเตอรี่

 

ขณะที่จีนกำลังผลักดันกำลังการผลิตออกสู่ตลาดโลก ไทยจะรักษาจุดแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สร้างมากว่า 60 ปีได้อย่างไร

 

รัฐเร่งปรับฐานภาษีรถยนต์ใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระแสข่าวข้างต้นยอมรับว่า คู่แข่งอย่างอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในแง่ของผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและรู้ใจกัน

 

“เราต้องช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้ และต้องมีมาตรการจูงใจ (Incentive) หลายเรื่องเพื่อดึงดูดให้เขายังอยู่กับเรา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” วราวุธ กล่าว

 

โดยรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เสนอคณธรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนเพื่อ สร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป

 

ภาพ : Shutterstock AI

 

อ้างอิง

The post อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้แค่นานไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ https://thestandard.co/jeff-bezos-to-buy-liverpool-stake/ Sat, 15 Aug 2026 04:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1242255 ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway S […]

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล Fenway Sports Group (FSG) บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ในการขายหุ้นเชิงกลยุทธ์หนึ่งในสามของสโมสรให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ กลุ่มทุนที่มีมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

 

โดยมีรายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวประเมินมูลค่าสโมสรลิเวอร์พูลไว้ระหว่าง 5,000-6,000 ล้านปอนด์

 

FSG ระบุในแถลงการณ์ว่า การทำธุรกรรมครั้งนี้เป็นการขายบางส่วนให้แก่ 1892 โฮลดิ้งส์ ซึ่งนำโดย อามิต บาเทีย นักธุรกิจชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย และยังมีกลุ่มนักลงทุนที่รวมถึง เอดูอาร์โด ซาเวริน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว บาเทียจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสรลิเวอร์พูล และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

บาเทียเป็นบุตรเขยของ ลักษมี มิตตัล มหาเศรษฐีชาวอินเดีย และมีประสบการณ์ในวงการฟุตบอลจากการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้ร่วมเป็นเจ้าของสโมสรควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส (QPR) เป็นเวลา 18 ปี ก่อนสละหุ้นในสโมสรเมื่อเดือนที่ผ่านมา

 

สำหรับ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ถือเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 256,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 192,000 ล้านปอนด์

 

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรกีฬาครั้งแรกของเขา แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูลก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ไบรอัน บอม ผู้ก่อตั้ง K5 Sports ซึ่งเป็นบริษัทที่เบโซสลงทุนผ่าน จะเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารของลิเวอร์พูล เช่นเดียวกับ เอเลน ภรรยาของซาเวอริน โดยเบโซสถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของ K5 Sports

 

บีบีซี สปอร์ต รายงานว่า การเข้ามาลงทุนครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อแนวทางการซื้อขายนักเตะของลิเวอร์พูล และไม่ได้มาพร้อมกับงบประมาณเสริมสำหรับการซื้อขายนักเตะ หรือการจัดสรรงบประมาณก้อนใหม่แยกต่างหาก

 

ข้อตกลงยังเปิดทางให้กลุ่มผู้ลงทุนสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้ในอนาคต ซึ่งทำให้กลุ่มทุนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ หาก FSG ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมดในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ที่ FSG จะต้องขายสโมสร

 

ดีลครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มทุนระดับมหาเศรษฐีเข้ามามีส่วนร่วมในโครงสร้างผู้ถือหุ้นของลิเวอร์พูลมากขึ้น โดยมีมูลค่ากิจการที่ประเมินกันไว้สูงถึง 6,000 ล้านปอนด์

 

สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าของสโมสรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนที่มี เจฟฟ์ เบโซส ร่วมอยู่ด้วย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

สอดคล้อง The guardian รายงานว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ยืนยันว่าได้ตกลงขายหุ้น 30% ของสโมสรให้กับกลุ่มทุนซึ่งรวมถึง อามิต บาเทีย, เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และเอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook

 

คาดว่าข้อตกลงนี้มีมูลค่า 1.65 พันล้านปอนด์ ทำให้มูลค่าของลิเวอร์พูลอยู่ที่ 5.5 พันล้านปอนด์ และบาเทียจะดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรคนใหม่ในคณะกรรมการบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้น

 

ภาพ : lev radin / Shutterstock

 

อ้างอิง

The post จาก Amazon สู่แอนฟิลด์ ‘เจฟฟ์ เบโซส’ จับมือมหาเศรษฐี ซื้อหุ้นลิเวอร์พูล 30% ดันมูลค่าสโมสร 5.5 พันล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ทางชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง เมื่ออุตสาหกรรมเดิมถดถอย ส่วนเศรษฐกิจใหม่ทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด https://thestandard.co/economic-development-renew-thai-economy/ Sat, 15 Aug 2026 03:14:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1242216 ภาพประกอบการขนส่งสินค้าทางเรือและเครื่องบิน พร้อมข้อความ ‘ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง’

เวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand’ เปิดข้อเท็จจ […]

The post กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ทางชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง เมื่ออุตสาหกรรมเดิมถดถอย ส่วนเศรษฐกิจใหม่ทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการขนส่งสินค้าทางเรือและเครื่องบิน พร้อมข้อความ ‘ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง’

เวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand’ เปิดข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทยที่กำลังถูกบีบจากสองด้าน อุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์กำลังถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มดึงเข้ามาทั้ง EV, e-Commerce และ Data Center กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด และผลักให้ SME ไทยเสียส่วนแบ่งในตลาดของตัวเอง พร้อมข้อเสนอเปลี่ยนวิธีวัดผลการดึงดูดการลงทุนใหม่ทั้งระบบ

 

เศรษฐกิจไทยกำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นกระดูกสันหลังกำลังถดถอย อีกด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มทรัพยากรดึงเข้ามา กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่ประกาศออกมา

 

นี่คือภาพที่ถูกฉายบนเวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับโครงการ CASE, GIZ ประจำประเทศไทย โดยเซสชันที่ 2 ในหัวข้อ ‘จะชุบชีวิตเศรษฐกิจเก่าของไทย ให้ไปต่อในโลกใหม่ได้อย่างไร’ ได้ตั้งโจทย์สำคัญที่ว่าประเทศไทยควรจะรื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น อุตสาหกรรมดั้งเดิม?

 

‘Renew ไม่ใช่ Replace’ โจทย์ที่นำไปสู่การจัดงบประมาณคนละแบบ

 

ดร.วีระยุทธ กาญจนชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเซสชันด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า คำถามที่สังคมไทยถามกันอยู่มีสองแบบ แบบแรกคือ ‘จะหาอุตสาหกรรมใหม่อะไรมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่า’ และแบบที่สองคือ ‘จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเดิมของไทยมีทางไปต่อในโลกใหม่’

 

“ไม่ควรจะเป็นการทิ้งทุกอย่างไปเกาะขบวนรถใหม่ ไม่ควรเป็นการ replace แต่เป็นการ renew” ดร.วีระยุทธกล่าว พร้อมชี้ว่าการเลือกโจทย์ต่างกันจะนำไปสู่นโยบายการจัดสรรงบประมาณคนละแบบ และเป็นคนละแบบกับการใช้นโยบายลดแลกแจกแถมทางภาษีที่ผ่านมา

 

ดร.วีระยุทธยกตัวอย่างว่า เมื่อพูดถึง AI คนจำนวนมากมองในมิติของการแทนที่ ทั้งแทนที่คนและแทนที่อุตสาหกรรมเก่า แต่หากตั้งหลักให้มั่น เทคโนโลยีใหม่สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นได้

 

อีกข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ผลักดันคู่ขนานคือการวางอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งต่างจากแนวคิด Wellness หรือ Medical Hub ที่เป็นเพียงกลางน้ำและปลายน้ำ โดยมองเครื่องมือแพทย์ในฐานะ Nexus Industry ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเดิมของไทยหลายกลุ่ม ทั้งยางพารา สิ่งทอ พลาสติก ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และดิจิทัล

 

ยานยนต์ไทยจากกระดูกสันหลัง สู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

 

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่ำ 30-40 ปี มีการจ้างงานระดับหลายแสนคน กระจายอยู่ในคลัสเตอร์ซัพพลายเชนแถบ EEC ทั้งระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สัญญาณเชิงลบเริ่มถี่ขึ้น ตั้งแต่การปิดโรงงานของ Suzuki ไปจนถึงการที่ Honda ควบรวมโรงงานผลิตจาก 2 แห่งเหลือ 1 แห่ง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จบที่บริษัทแม่ แต่ลงลึกไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2, Tier 3 และ Tier 4 ที่ผลิตเบาะ พวงมาลัย กระจก และชิ้นส่วนย่อยต่างๆ

 

ต้นตอสำคัญคือการ Disruption ครั้งใหญ่จากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันชัดเจนแล้วว่า EV จีนสามารถควบคุมต้นทุนและทำราคาได้ดีกว่าค่ายอื่นอย่างสิ้นเชิง จนแม้แต่ Ford หรือ Tesla ที่อยู่ในตลาดบ้านตัวเองก็แข่งขันด้านราคาได้ยาก

 

ในฝั่งไทย นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ ‘บอร์ด EV’ ตั้งแต่ EV 3.0 และ 3.5 เปิดให้ค่ายรถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แลกกับเงื่อนไขว่าต้องผลิตชดเชยในประเทศอย่างน้อยในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า ซึ่งช่วยจุดตลาด EV ไทยได้จริง และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถได้ในราคาที่จับต้องง่ายขึ้น

 

“แต่การผลิตชดเชยทดแทนตามสัญญาที่ภาครัฐคาดหวังไว้ มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างที่คิด” อิสริยะระบุ

 

นอกเหนือจากกรณีเฉพาะตัวอย่างแบรนด์ Neta ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจนเดินสายพานไม่ทันกำหนด ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ แม้กลุ่มที่ตั้งใจผลิตชดเชย ซัพพลายเชนชิ้นส่วนของไทยก็เชื่อมต่อเข้าไปไม่ถึง เพราะผู้ผลิตรถยนต์จีนยกฐานซัพพลายเชนมาจากจีนทั้งหมด ตั้งแต่อะไหล่ทุกชิ้นไปจนถึงแรงงานและวิศวกรควบคุมงานบางส่วน

 

“ประเทศไทยควักงบประมาณมหาศาลเพื่อจ่ายเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์เรื่องราคา แต่ฝั่งซัพพลายเชนและผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยกลับไม่ได้อะไรเลย” อิสริยะ กล่าว

 

อิสริยะอธิบายว่า โครงสร้างทางวิศวกรรมของ EV ต่างจากรถสันดาปโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือนโทรศัพท์มือถือที่มีล้อที่ชิ้นส่วนถูกออกแบบมาเป็นบล็อกแพ็กเกจสำเร็จรูป ทำให้จำนวนชิ้นส่วนลดจากหลักแสนชิ้นเหลือระดับราว 1,000 ชิ้น และตัวแปรที่ชี้ขาดมูลค่าคือแบตเตอรี่ ซึ่งไทยแทบไม่มีที่ยืนในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อำนาจต่อรองเรื่องสัดส่วน Local Content เกือบเป็นศูนย์

 

“แม้กระทั่งค่านอต ค่าสกรู ซื้อจากจีนมาส่งถึงหน้าโรงงานในไทยยังถูกกว่าการจ้างโรงงานไทยผลิต” เขากล่าว

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาเป็นกระแสข่าวที่อินโดนีเซียเชิญชวนโตโยต้าให้ย้ายฐานการผลิต และการที่ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าออกมาส่งเสียงสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอิสริยะมองว่าผิดวิสัยของบริษัทญี่ปุ่นที่มักระมัดระวังการให้ความเห็นในภาวะวิกฤต โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยภายใต้ชื่อ ‘Fast & Furious’ เพื่อสื่อถึงการล้มพับที่รวดเร็วและรุนแรง

 

4 ทิศทางกู้ชีพยานยนต์ไทย

 

ข้อเสนอของคณะทำงานถูกจัดออกเป็น 4 ทิศทาง

 

หนึ่ง เชื่อมซัพพลายเชนไทยเข้ากับห่วงโซ่ EV ซึ่งกิจกรรมจับคู่ธุรกิจของ BOI เป็นเรื่องดีแต่ไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการภาษีสรรพสามิตและพิกัดศุลกากรที่เข้มข้นกว่านี้ รวมถึงต้องกล้าเปิดเจรจาทบทวนข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะ FTA จีน-อาเซียน ที่ทำให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0%

 

“ในอดีต FTA เคยเป็นประโยชน์กับเราในการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกมาป้อนโรงงานไทย แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” อิสริยะกล่าว

 

สอง ถ้าจะเก่ง ICE ต้องเก่งให้สุด เพราะจากการศึกษาพบว่าชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดอย่างบล็อกเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเทคโนโลยีสูง ไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ยังนำเข้าจากญี่ปุ่นมาประกอบ ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีขยับสู่ไฮบริดที่ซับซ้อนกว่าเดิม ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น ข้อเสนอคือรัฐบาลไทยต้องเปิดเจรจาระดับ G2G กับรัฐบาลญี่ปุ่นและบอร์ดบริหารบริษัทแม่โดยตรง เพราะสำนักงานสาขาในไทยไม่มีอำนาจตัดสินใจเชิงโครงสร้าง

 

สาม มองไปที่ Future Mobility ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EV หรือ ICE ทั้งไฮโดรเจนซึ่งมี Use Case ชัดเจนในกลุ่มขนส่งขนาดใหญ่ที่วิ่งเส้นทางประจำ และระบบขับขี่อัตโนมัติ พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยจึงไม่วางยุทธศาสตร์เป็น สนามทดสอบยานยนต์ไร้คนขับพวงมาลัยขวาแห่งภูมิภาค

 

สี่ เปลี่ยนผ่านทักษะสู่อุตสาหกรรมข้างเคียง โดยจุดแข็งที่แรงงานไทยได้รับการยอมรับคืองานฝีมือด้านวิศวกรรมเครื่องกล งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ และงานแม่พิมพ์ความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถถ่ายโอนไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ไทยยังนำเข้าปีละนับแสนล้านบาท อุตสาหกรรมระบบรางที่ทุกวันนี้ยังนำเข้าเกือบทั้งหมด และเครื่องจักรกลการเกษตรอัจฉริยะ เช่น รถตัดอ้อยที่มีระบบจัดการตอซังเพื่อลดปัญหาการเผาไร่ซึ่งเป็นต้นตอ PM2.5

 

เมื่อ SME ไทยถูกแย่งตลาดในบ้านตัวเอง

 

สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และซีอีโอบริษัท Wisible ตั้งคำถามว่า หากมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามา 100 บาท แล้วรั่วไหลออกนอกประเทศเกือบทั้งหมดทันที ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

 

มูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (GMV) ในไทยต่อปีขยับเข้าใกล้ระดับ ‘ล้านล้านบาท’ แต่สัดส่วนร้านค้าที่เป็นของคนไทยจริงๆ บนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านั้น มีไม่ถึง 30% และหากเจาะลงไปที่จำนวนรายการสินค้า (SKUs) สัดส่วนสินค้าไทยยิ่งน้อยลงไปอีกมาก เพราะสินค้าเกือบทั้งหมดถูกส่งตรงมาจากจีน โดยผู้ขายจีนเข้ามาเปิดร้านขายตรงถึงผู้บริโภคไทยด้วยตัวเอง ในระดับราคาที่ร้านค้าไทยแข่งขันไม่ได้

 

“ยิ่งเรากดปุ่มสั่งซื้อสินค้าสะดวกขึ้นเท่าไหร่ เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งรั่วไหลออกนอกประเทศเร็วขึ้นเท่านั้น” สาโรจน์กล่าว โดยประเมินว่าเงินสะพัด 100 บาท รั่วไหลออกนอกประเทศทันที 70-80 บาท

 

ซ้ำเติมด้วยการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) ที่ในรอบสองปีที่ผ่านมามีการประกาศปรับขึ้นเกือบ 10 ครั้ง จนอัตราส่วนแบ่งแทบเทียบเท่ากับการเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ร้านค้าไทยไม่เหลือช่องว่างกำไรพอจะประคองธุรกิจ ส่วนแบ่งกำไรที่ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยจึงถูกรีดกลับคืนสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศเกือบทั้งหมด

 

ภาพนี้สะท้อนสถานะของ SME ไทยที่ไม่ได้เพียงแข่งขันยากขึ้นในตลาดส่งออก แต่กำลังเสียส่วนแบ่งในตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กับผู้เล่นต่างชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่จ้างงานคนไทยมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ

 

‘Data Center’ ตัวเลขล้านล้านที่คนไทยแทบมองไม่เห็น

 

สาโรจน์เชื่อมโยงต่อไปยังกระแส Data Center ที่ภาครัฐโปรโมตอย่างหนัก โดยย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านการลงทุน แต่ต้องการสื่อสารข้อเท็จจริงไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายทั้ง EEC และ BOI

 

โครงสร้างของ Data Center คืออาคารที่อัดแน่นด้วยเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ประมวลผล และระบบทำความเย็น ซึ่งล้วนไม่มีการผลิตในไทย ส่วนวัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่จัดหาในประเทศได้มีสัดส่วนมูลค่าไม่ถึง 30% ของโครงการ ขณะที่การจ้างงานช่วงก่อสร้างที่รัฐมักนำมาเคลมเป็นผลตอบแทนทางอ้อมนั้น จากการลงพื้นที่พบกรณีโครงการขนาดใหญ่ 2 อาคาร ที่จ้างแรงงานก่อสร้างอาคารละเกือบพันคน แต่เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่กินนอนในแคมป์ปิด ไม่ได้ออกมาจับจ่ายในชุมชนโดยรอบ

 

เมื่อเปิดเดินระบบแล้ว ต้นทุนหลักสองก้อนคือค่าเช่าพื้นที่และค่าไฟฟ้า ซึ่งเม็ดเงินค่าไฟไหลไปกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

 

ประเด็นนี้ ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เสริมว่าปริมาณคำขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center รวมกันสูงถึงระดับ 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศที่ราว 36 กิกะวัตต์ และรายชื่อผู้ยื่นคำขอจำนวนมากเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือนอมินีจากจีนเกือบทั้งหมด

 

เปลี่ยน KPI บีโอไอ และผูกการลงทุนเข้ากับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

สาโรจน์ ย้ำว่าไทยยังปฏิเสธการลงทุน Data Center ไม่ได้ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล และยิ่งจำเป็นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่กำลังแรงงานลดลง แต่คำถามที่รัฐควรตั้งคือ “เราต้องการดึงดูดการลงทุน Data Center รูปแบบไหน” ไม่ใช่แค่ ‘เอาหรือไม่เอา’

 

เขาชี้ว่า สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือการเปลี่ยนเกณฑ์ KPI ของภาครัฐ จากการวัด ‘มูลค่ารวมการลงทุน’ (Total Investment Value) มาเป็นการวัด ‘ผลประโยชน์สุทธิที่ตกถึงเศรษฐกิจในประเทศ’ (Net Economic Benefit & Local Impact)

 

ข้อเสนอรูปธรรมคือการผูกสิทธิประโยชน์ BOI เข้ากับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ, การท่องเที่ยว, การดูแลสุขภาพและการแพทย์, ความมั่นคงทางเทคโนโลยีและไซเบอร์ ซึ่งเกี่ยวพันกับอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และการบริการภาครัฐ

 

นอกจากนี้ยังเสนอให้กล้าทบทวนเงื่อนไขย้อนหลัง (Retroactive Review) กับรายที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว หากไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี รัฐก็ควรพิจารณายึดคืนสิทธิประโยชน์

 

คนไทยดาวน์โหลด AI ติดอันดับโลก แต่ใช้เพิ่มผลิตภาพต่ำ

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ชี้ว่าประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยคือผลกระทบของ AI ต่อวิธีการทำงานของคน โดยยอมรับว่าไทยยังเป็นผู้ใช้ AI ที่หาประโยชน์เชิงผลิตภาพได้ต่ำมาก

 

“หลายค่ายต่างประเทศตกใจเมื่อเห็นสถิติการเข้าถึงและดาวน์โหลด AI ของคนไทยที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่พอเจาะดูพฤติกรรมการใช้งานจริง แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้เยอะที่สุดคือการเจนรูปสวัสดีวันจันทร์” ณัฐกล่าว

 

เขาระบุว่าโครงสร้างการทำงานหลังบ้านของบริษัทไทยยังเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงที่ไม่จำเป็น ตั้งแต่ระบบเอกสาร การวางบิล ไปจนถึงการจ้างพนักงานส่งเอกสาร ซึ่งควรถูกแทนที่ด้วย AI Agent ได้นานแล้ว และปัจจุบันโลกกำลังพูดถึงโมเดล One Person Enterprise ที่คนเพียงคนเดียวสามารถรันธุรกิจได้ด้วยการใช้ AI ทำงานแทนฟังก์ชันหลังบ้าน

 

“ทางรอดเดียวคือเราต้องชิงนำ AI มาดิสรัปต์ตัวเราเองก่อนที่จะโดนคู่แข่งดิสรัปต์” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าโครงการส่งเสริมจากภาครัฐส่วนใหญ่ยังไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การติดอาวุธด้านผลิตภาพให้ SME ซึ่งมีอยู่หลายล้านรายในไทย

 

ณัฐยังยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าจริง ทั้งการดูงานที่สยามคูโบต้าซึ่งพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร โดรน และเซนเซอร์ตรวจวัด รวมถึงบริษัทที่ทำ Plant Factory หรือระบบปลูกพืชในโรงเรือนปิดที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ 100% ซึ่งบางรายเปลี่ยนจากการปลูกพืชโภคภัณฑ์มาทดลองปลูกพืชสมุนไพรทางการแพทย์และสารสกัดที่เดิมต้องนำเข้าในราคาสูง จนลดต้นทุนการผลิตลงเหลือระดับกิโลกรัมละ 70-80 บาท

 

เลิกวัดผลผลิตต่อไร่ เปลี่ยนมาวัดมูลค่าต่อไร่

 

ดร.มณิสรา บารมีชัย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าภาคเกษตรยังมีอนาคตและศักยภาพสูง เพียงแต่ยังหาจุดคัดท้ายไม่เจอ โดยสรุปปัญหาหลักออกเป็น 3 มิติ

 

มิติแรกคือ การกระจัดกระจายและสเกลไม่ได้ เมื่อโครงสร้างการผลิตเป็นรายย่อยที่ต่างคนต่างปลูก การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงย่อมไม่คุ้มค่าตั้งแต่แรก มิติที่สองคือ คนและสายอาชีพใหม่ ที่แม้จะมีการอบรม Smart Farmer จำนวนมาก แต่ไม่ได้วางแผนสร้างห่วงโซ่อาชีพใหม่มารองรับ และมิติที่สามคือ การเชื่อมโยงเทคโนโลยี ที่งานวิจัยดีๆ เข้าไม่ถึงเกษตรกรรากหญ้า

 

ดร.มณิสราเสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดเชิงนโยบายจาก ‘ผลผลิตต่อไร่กี่กิโลกรัม’ มาเป็น ‘มูลค่ารายได้ต่อไร่กี่บาท’ พร้อมสร้างระบบนำตลาดมานำการผลิต (Market-led Agriculture) เพราะที่ผ่านมาเมื่อช่วยเพิ่มผลผลิตสำเร็จ คำถามถัดมาจากเกษตรกรคือ ‘แล้วจะเอาไปขายที่ไหน’

 

อีกข้อเสนอสำคัญคือการสร้าง ผู้ประกอบการเทคโนโลยีบริการการเกษตร เป็นสายอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น ผู้ให้บริการบินโดรนวิเคราะห์พื้นที่หรือคำนวณการใช้ปุ๋ยรายแปลง แทนการคาดหวังให้เกษตรกรรุ่นเก่าเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง

 

“สมมติพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง 6 ล้านไร่ ต้นทุนค่าปุ๋ยเฉลี่ยไร่ละ 3,000 บาทต่อปี หากมีระบบวิเคราะห์ดินที่แม่นยำจนลดการใช้ปุ๋ยลงได้ 10% เงินก้อนนั้นจะกลับไปเป็นกำไรในกระเป๋าเกษตรกรทันที โดยไม่ต้องรอให้ราคาพืชผลสูงขึ้น” ดร.มณิสรากล่าว

 

เธอยังเสนอให้พัฒนา โมเดล AI เฉพาะทางด้านการเกษตรเขตร้อน โดยชี้ว่าชุดข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ สภาพดิน น้ำ และเทคนิคการปลูกของไทยไม่ควรตกไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด รวมถึงการนำ ระบบพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้าเกษตร (Digital Product Passport) ที่อาศัยเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับและบล็อกเชนมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าเกษตรไทย และต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมและสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ

 

ปิดท้ายด้วยการปฏิรูประบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ที่ปัจจุบันมีขั้นตอนตรวจสอบซ้ำซ้อนจนสินค้าเสียความสดใหม่ระหว่างทาง โดยเสนอให้พัฒนาระบบตรวจสอบและออกใบรับรองดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่หน้าฟาร์ม (One-stop Inspection) และเชื่อมโยงข้อมูลผลตรวจไปยังหน่วยงานและประเทศปลายทาง

 

ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่ข้อสรุปเดียวกันของเวที ที่ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีใหม่จนทอดทิ้งฐานที่มีอยู่เดิม หากแต่ต้องใส่นวัตกรรมและกรอบนโยบายที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติเข้าไปให้ถูกจุด

 

ภาพ: Travel mania / Shutterstock

The post กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ทางชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย ต้องรื้อฟื้นแทนรื้อทิ้ง เมื่ออุตสาหกรรมเดิมถดถอย ส่วนเศรษฐกิจใหม่ทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น https://thestandard.co/ap-sansiri-sc-new-projects-purchasing-power/ Fri, 14 Aug 2026 12:41:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1242064 ภาพไซต์ก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิดโครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เอพี ไทยแลนด์ […]

The post AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไซต์ก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิดโครงการใหม่

บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เอพี ไทยแลนด์, แสนสิริ และเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ประกาศแผนเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังรวมกัน 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 88,670 ล้านบาท

 

แผนดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่มีการยอมรับว่าตลาดยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

 

เอพี ไทยแลนด์ ปรับเพิ่มแผนเปิดโครงการทั้งปีเป็น 46 โครงการ

 

เอพี ไทยแลนด์ รายงานรายได้รวมครึ่งปีแรก 22,431 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ 0.66 เท่า

 

แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าแนวราบ ซึ่งทำรายได้ครึ่งปีแรก 18,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เฉพาะไตรมาส 2 อยู่ที่ 9,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมมาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการพร้อมอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า ได้แก่ GOOD DAY สุขุมวิท 93, ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น, ASPIRE อ่อนนุช สเตชั่น และ ASPIRE สุขุมวิท-พระราม 4 ขณะที่ในไตรมาส 2 บริษัทปิดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ครบทั้งโครงการเพิ่มอีก 5 โครงการ

 

ในแง่ยอดขาย เอพีระบุว่า 7 เดือนแรกทำยอดขายสุทธิได้ 27,974 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 49,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มแนวราบ 22,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 5,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.6%

 

สำหรับแผนธุรกิจ เอพีปรับเพิ่มแผนเปิดโครงการใหม่ประจำปี 2569 เป็น 46 โครงการ มูลค่ารวม 56,000 ล้านบาท เพิ่มจากแผนต้นปี 4 โครงการ มูลค่า 1,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังเตรียมเปิด 31 โครงการ มูลค่า 33,320 ล้านบาท แบ่งเป็นไตรมาส 3 จำนวน 17 โครงการ มูลค่า 17,900 ล้านบาท และไตรมาส 4 จำนวน 14 โครงการ มูลค่า 15,420 ล้านบาท

 

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลการดำเนินงานเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 

แสนสิริ กำไรไตรมาส 2 ฟื้น 16% ตุน Backlog 26,000 ล้านบาท

 

แสนสิริรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน และรายได้รวม 7,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 1,869 ล้านบาท และรายได้รวม 14,235 ล้านบาท

 

วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเติบโตในไตรมาส 2 มาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดีขึ้นทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยตลาดกลุ่ม Premium และ Medium กลับมาโอนได้ดีขึ้น ส่วนกลุ่ม Affordable ยังรักษาระดับไว้ได้ โดยเฉพาะโครงการแนวราบระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท

 

ในส่วนยอดขาย ครึ่งปีแรกแสนสิริทำได้ 25,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าหมายทั้งปี พร้อมปิดการขายแล้ว 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท และมีอีก 8 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ที่รอปิดการขาย

 

ปัจจัยหนุนครึ่งปีหลังที่แสนสิริระบุคือ ยอดขายรอโอน หรือ Backlog กว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ราว 40% ควบคู่กับคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ที่เตรียมส่งมอบ 6 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท และการเติบโตของตลาดต่างจังหวัดอย่างภูเก็ต, หัวหิน, เชียงใหม่, ขอนแก่น และพื้นที่ EEC

 

แผนครึ่งปีหลัง แสนสิริเตรียมเปิด 21 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 12 โครงการ และแนวสูง 9 โครงการ

 

วิชาญระบุเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวและเผชิญแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจที่โตจำกัด หนี้ครัวเรือนสูง และความเสี่ยงจากต่างประเทศ แต่นโยบายลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. จะเป็นปัจจัยช่วยพยุงกำลังซื้อ

 

เอสซี แอสเสท กำไรครึ่งปีโต 48% จ่ายปันผล 0.06 บาทต่อหุ้น

 

เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น หรือ SC รายงานรายได้รวมจากการดำเนินงานครึ่งปีแรก 10,268 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 788 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อแยกตามประเภทรายได้ พบว่ามาจากการขายที่อยู่อาศัย 9,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% รายได้ค่าเช่าและบริการจากกลุ่มโรงแรมและคลังสินค้า 525 ล้านบาท และรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการจากธุรกิจบริหารนิติบุคคล 336 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24%

 

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร ระบุว่าการเติบโตมาจากผลการดำเนินงานไตรมาส 2 เป็นหลัก ซึ่งมีรายได้รวม 7,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% โดยมาจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ COBE Ratchada-Rama 9 ประกอบกับกลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้โครงสร้าง Engine 2 และ Engine 3 ทั้งโรงแรม คลังสินค้า และธุรกิจบริหารนิติบุคคล เริ่มสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

 

อรรถพลระบุว่าบริษัทยังควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เมื่อเทียบกับรายได้ ที่ลดลงมาอยู่ที่ 19% ในครึ่งปีแรก และ 18% ในไตรมาส 2

 

คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และจ่ายปันผลภายในวันที่ 9 กันยายน 2569

 

สำหรับครึ่งปีหลัง เอสซี แอสเสท เตรียมเปิดโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 28,350 ล้านบาท ควบคู่กับการปรับแบบบ้านในเครือภายใต้แนวคิด Live and Learn Home ออกมาเป็นบ้าน 8 ซีรีส์ 27 ดีไซน์ ขณะที่ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมี Backlog กว่า 16,000 ล้านบาท

 

ภาพ: J-Alone / Shutterstock

The post AP-แสนสิริ-SC ลุยเปิด 57 โครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 มูลค่ารวมกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท แม้ยอมรับว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย https://thestandard.co/starlink-vietnam-launch/ Fri, 14 Aug 2026 11:58:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1242053 ภาพแอปพลิเคชัน Starlink บนสมาร์ทโฟน

Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX บริษั […]

The post Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแอปพลิเคชัน Starlink บนสมาร์ทโฟน

Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX บริษัทของ อีลอน มัสก์ เปิดรับคำสั่งซื้อในเวียดนามแล้ว ถือเป็นการเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการ หลังรัฐบาลเวียดนามอนุมัติให้ทดลองดำเนินการมานานกว่า 1 ปี

 

การเข้ามาของ Starlink ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่ 6 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริการนี้ ต่อจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต ตามข้อมูลบนแผนที่พื้นที่ให้บริการของบริษัท

 

แม้เวียดนามจะมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุมอยู่แล้ว แต่จุดขายของ Starlink อยู่ที่การให้บริการในพื้นที่ห่างไกล และการช่วยกู้คืนการสื่อสารเมื่อโครงข่ายภาคพื้นดินถูกตัดขาดจากพายุไต้ฝุ่น, น้ำท่วม และดินถล่ม ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศแถบนี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แพ็กเกจเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์

 

สำหรับลูกค้าทั่วไป Starlink เปิดให้บริการ 2 แพ็กเกจ คือ แพ็กเกจความเร็ว 100 Mbps ราคา 1,131,990 ดง (ราว 1,472 บาท) ต่อเดือน และแพ็กเกจความเร็ว 400 Mbps ราคา 1,711,100 ดง (ราว 2,224 บาท) ต่อเดือน ส่วนลูกค้าองค์กรจะคิดราคาตามปริมาณการใช้ข้อมูล โดยเริ่มต้นที่ 1,480,000 ดง (ราว 1,924 บาท) ต่อเดือน

 

นอกจากค่าบริการรายเดือนแล้ว ลูกค้ายังต้องซื้อชุดอุปกรณ์แยกต่างหาก โดยรุ่นเล็กที่มีเราเตอร์ในตัวราคา 8,655,300 ดง (ราว 11,252 บาท) ส่วนรุ่นใหญ่ Standard 4X ราคา 10,269,900 ดง (ราว 13,351 บาท)

 

ตามเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าไม่มีการผูกสัญญา มีระยะทดลองใช้ 30 วัน และจัดส่งอุปกรณ์ภายใน 1-2 สัปดาห์ ขณะที่เพจ Facebook อย่างเป็นทางการกำลังโฆษณาว่าให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสถียร ที่ความเร็วมากกว่า 340 Mbps

 

เพดาน 600,000 ราย สะท้อนท่าทีระมัดระวังของฮานอย

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศอนุญาตให้ SpaceX เปิดให้บริการ Starlink ในลักษณะโครงการนำร่อง 5 ปี พร้อมยกเว้นเพดานการถือหุ้นของต่างชาติสำหรับบริการนี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ในภาคโทรคมนาคมที่เวียดนามควบคุมอย่างเข้มงวด

 

การอนุมัติดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่เวียดนามจะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราสูงสุดกลุ่มหนึ่ง ระหว่างการแถลง ‘Liberation Day’ เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นมัสก์ยังทำงานให้รัฐบาลทรัมป์ ในฐานะผู้นำของกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล หรือ Department of Government Efficiency (DOGE)

 

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Starlink ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในเวียดนาม แต่ถูกจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไว้ไม่เกิน 600,000 ราย ซึ่งคิดเป็นราว 2.5% ของฐานผู้ใช้บรอดแบนด์แบบมีสายทั้งหมดในประเทศ โดยโครงการนำร่องนี้จะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2030

 

บริการในเวียดนามดำเนินการโดย Starlink Services Vietnam ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SpaceX ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2025 ด้วยทุนจดทะเบียน 3 หมื่นล้านดง (ราว 39 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้ตั้งสถานีภาคพื้นดินได้ 4 แห่ง

 

สวนทางไทย ที่ปิดประตูการถือหุ้น 100%

 

ขณะที่เวียดนามเลือกเปิดประตูแบบมีเงื่อนไข อีกหนึ่งประเทศในอาเซียนอย่างไทยกลับมีท่าทีต่างออกไป โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 Bloomberg รายงานว่า ไทยจะไม่อนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ จัดตั้งกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมที่ต่างชาติถือหุ้นทั้งหมด ในฐานะส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ โดยให้เหตุผลเรื่องอธิปไตย

 

กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ประเด็นนี้จะอยู่ในวาระการหารือเมื่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้

 

“มีภาคส่วนเดียวที่คิดว่าเราไม่ต้องการให้เขาเข้ามาลงทุนจริงๆ คือบริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย และโดยพื้นฐานแล้วมีบริษัทเดียวในสหรัฐฯ ที่ต้องการเรื่องนี้จริงจัง ก็คือ SpaceX” กิริฎากล่าว

 

ปัจจุบันไทยกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมบางประเภท ขณะที่ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พยายามผลักดันเพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าถึงตลาดไทยมากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และ SpaceX ไม่ได้ตอบคำขอความเห็นในเรื่องนี้

 

โจทย์ใหญ่คือราคา เมื่อคนส่วนใหญ่พอใจกับบริการเดิม

 

เวียดนามเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1997 ซึ่งขณะนั้นมีผู้ใช้บริการราว 200,000 ราย ปัจจุบันประเทศมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 85.6 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 85% ของประชากรทั้งหมด

 

จุดแข็งของ Starlink คือการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมในวงโคจรต่ำ แทนที่จะพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเป็นหลัก ทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั้งกลางทะเล, บนอากาศ และในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายแบบมีสายและมือถือเข้าไม่ถึง

 

แต่ข้อจำกัดสำคัญคือราคา เพราะค่าบริการสูงกว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศหลายเท่า และยังต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ VnExpress ที่สอบถามผู้คน 8,500 คนเมื่อต้นปีนี้ พบว่า 74% ไม่มีแผนจะใช้ Starlink เพราะบริการโทรคมนาคมภาคพื้นดินที่มีอยู่ตอบโจทย์การใช้งานได้อยู่แล้ว ขณะที่ 15% ระบุว่าต้องการใช้ และอีก 11% อยู่ระหว่างพิจารณา

 

ปัจจุบัน Starlink ให้บริการในกว่า 160 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก โดยแผนที่พื้นที่ให้บริการแสดงสถานะว่าเปิดให้บริการแล้วหรือกำลังจะเปิด ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ยกเว้นบางประเทศอย่างจีนและรัสเซีย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0013 บาท ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

 

ภาพ: Zulfugar Graphics / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เผยยอด BOI ช่วงไตรมาส 2 รวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท โต 31% จากปีก่อน https://thestandard.co/ekaniti-boi-investment-q2/ Fri, 14 Aug 2026 11:49:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1242049 ภาพเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความสรุปยอด BOI ไตรมาส 2 เติบโต 31% รวม 2.55 แสนล้านบาท

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง […]

The post ‘เอกนิติ’ เผยยอด BOI ช่วงไตรมาส 2 รวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท โต 31% จากปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความสรุปยอด BOI ไตรมาส 2 เติบโต 31% รวม 2.55 แสนล้านบาท

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนจริงผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาส 2/2569 ที่มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริง รวมกว่า 5.3 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ยังสามารถเติบโตได้ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสถานการณ์ล่าสุดยังยืดเยื้อ

 

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อให้เป็นตัวนำเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ เพราะมองว่าการลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

 

ส่วนแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3/2569 นั้น เชื่อว่าโครงการ Thailand FastPass จะยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการมีเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าเอกชนที่ได้รับบัตร FastPass จะต้องลงทุนให้ได้ 20% ในปีแรก ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เชื่อมั่นว่าในปี 2569 รัฐบาลจะสามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก

 

“การลงทุนขณะนี้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยการเติบโตดังกล่าวต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนภาคเอกชนโต 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 10% กว่า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยังต้องรอตัวเลขที่ชัดเจนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์อีกครั้ง แต่เราเชื่อว่าวันนี้การลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้” เอกนิติ ระบุ

 

สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยเพิ่มการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไทยได้ใน 2 ระดับ คือ ในระดับระยะสั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการเพิ่มระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่วางไว้ว่าในระยะยาวตัวเลขจีดีพีของไทยจะต้องกลับไปเติบโตที่ระดับ 3% พลัส ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะมาควบคู่กับการลงทุน และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ นั่นคือการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

 

“เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ประเมินไว้คือต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับวิกฤตจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันและพลังงาน ตรงนี้เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจทุกประเทศ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจนักถ้าเรื่องท่องเที่ยวและการบริโภคจะแย่ลง ซึ่งสะท้อนจากเครื่องชี้ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าในไตรมาส 2/2569 ที่ติดลบเป็นประวัติการณ์ เพราะส่วนใหญ่มาจากการขาดดุลพลังงาน ดังนั้นจึงต้องกลับมาที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ว่าจะต้องเน้นการลงทุนให้มากที่สุดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างสมดุลการเติบโตจากปัจจัยกดดันดังกล่าว” สันติธารกล่าว

 

สำหรับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะปัจจุบันปัญหาสงครามในตะวันออกกลางยังไม่จบ และสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก ดังนั้นราคาพลังงานจึงปรับตัวผันผวนอยู่ตลอดเวลา จึงมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการลดจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยจากปัจจัยลบดังกล่าวได้ และต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด

 

ภาพ: Tavarius / Shutterstock

The post ‘เอกนิติ’ เผยยอด BOI ช่วงไตรมาส 2 รวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท โต 31% จากปีก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี https://thestandard.co/selena-gomez-wondermind-investor-lawsuit/ Fri, 14 Aug 2026 10:53:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1242034 เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง

กลุ่มนักลงทุน 5 รายยื่นฟ้อง เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแ […]

The post ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง

กลุ่มนักลงทุน 5 รายยื่นฟ้อง เซเลนา โกเมซ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐเดลาแวร์เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ที่ผ่านมา ในข้อกล่าวหาฉ้อโกงหลักทรัพย์และผิดสัญญา จากกรณีสตาร์ตอัปด้านสุขภาพจิต Wondermind ที่โกเมซร่วมก่อตั้ง โดยกล่าวหาว่าถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท และระดับการมีส่วนร่วมของตัวโกเมซเอง

 

นอกจากโกเมซแล้ว คำฟ้องยังระบุชื่อจำเลยอีก 2 ราย คือ แมนดี้ ทีฟีย์ มารดาของโกเมซ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และ ดาเนียลลา เพียร์สัน อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจ

 

Wondermind เปิดตัวในปี 2021 โดยวางตัวเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาและแนวทางดูแลสุขภาพจิตในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘Mental Fitness’ หรือการฝึกฝนสุขภาพจิตให้แข็งแรงในลักษณะเดียวกับที่คนเข้ายิมเพื่อดูแลสุขภาพกาย โดยโกเมซรับตำแหน่ง Co-Founder, Chief Impact Officer และ Head of Marketing

 

คำฟ้องระบุ ลงเงิน 39.8 ล้านบาท แลกกับความคาดหวังที่ไม่เกิดขึ้นจริง

 

กลุ่มโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า พวกเขาลงทุนรวม 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39.8 ล้านบาท) เมื่อปี 2022 ด้วยความคาดหวังว่าโกเมซจะใช้ชื่อเสียงและฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 500 ล้านคน มาช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัท

 

“โจทก์เข้าใจว่ามูลค่าของ Wondermind ในฐานะบริษัทเกิดใหม่นั้น อยู่ที่การมีส่วนร่วมของโกเมซเป็นหลัก รวมถึงความสามารถของเธอในการทำการตลาดกับฐานผู้ติดตามที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีจำนวนมากและติดตามเธออย่างเหนียวแน่น” คำฟ้องระบุ

 

การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรอบแรกในปี 2022 ซึ่งบริษัทระดมได้รวม 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 165.9 ล้านบาท) จากผู้ลงทุนหลายราย รวมถึงกองทุนของ เซเรนา วิลเลียมส์ นักเทนนิสระดับตำนาน ตลอดจนบริษัทร่วมลงทุนชั้นนำอย่าง Lightspeed Venture Partners และ Sequoia Capital ขณะที่โจทก์ในคดีนี้มี เบรนต์ ซอนเดอร์ส อดีตซีอีโอของ Allergan รวมอยู่ด้วย

 

ในช่วงเวลานั้น บริษัทระบุว่ามีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 95 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.15 พันล้านบาท) และตามคำฟ้อง นักลงทุนถูกทำให้เชื่อว่าบริษัทจะมีความร่วมมือกับองค์กรใหญ่อย่าง JPMorgan Chase และ Fidelity รวมถึงมีแผนสร้างรายได้หลายทาง ทั้งดีลโฆษณา, การขึ้นปกนิตยสารของคนดัง และแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

 

“ความร่วมมือเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง แผนงานต่างๆ ไม่เคยเกิดขึ้น แอปไม่เคยถูกสร้าง และตลอด 3 ปีที่บริษัทค่อยๆ ล่มสลายลงรอบตัวพวกเขา ไม่มีผู้ก่อตั้ง เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการคนใดเลย ที่เอ่ยปากบอกนักลงทุนซึ่งเป็นเจ้าของเงินที่กำลังหล่อเลี้ยงความล่มสลายนั้น” ทนายความของฝ่ายโจทก์ระบุในคำฟ้อง

 

ปมภายในที่ถูกเปิดเผยผ่านรายงานของ The Cut

 

ตามคำฟ้อง นักลงทุนเพิ่งรับรู้ถึงปัญหาทางการเงินของบริษัท จากรายงานของ The Cut ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งรายงานถึงความขัดแย้งภายในบริษัท ทั้งในแง่โครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

 

รายงานชิ้นดังกล่าวกลายเป็นฐานสำคัญของคำฟ้องคดีนี้ โดยฝ่ายโจทก์อ้างอิงรายงานของ The Cut ในการกล่าวหาว่า โกเมซไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญา ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ยืดเยื้อกับมารดาของเธอ

 

คำฟ้องยังระบุด้วยว่า โกเมซ, ทีฟีย์ และเพียร์สัน ถือหุ้นรวมกันเกือบ 90% ของบริษัท ขณะที่กลุ่มโจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลอย่างจำกัด และกล่าวหาว่าฝ่ายจำเลยปกปิดปัญหาด้านการดำเนินงาน, การเงิน และการบริหารของบริษัท

 

อีกประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้องคือ ทีฟีย์ได้แจ้งกับนักลงทุนว่า เพียร์สันนำเงินของนักลงทุนไปใช้จ่ายค่าเช่าที่พักในนครนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ที่ราว 6 หมื่นดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1.99 ล้านบาท) โดยเพียร์สันลาออกจาก Wondermind ไปตั้งแต่ปี 2023

 

เพียร์สันปฏิเสธข้อกล่าวหา ด้านโกเมซยังไม่ให้ความเห็น

 

ต่อกรณีดังกล่าว เพียร์สันออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เธอ “ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีต่อเธอ และยินดีที่จะมีโอกาสนำเสนอเอกสารและบันทึกทางการเงินที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง” พร้อมยืนยันว่าไม่เคยนำเงินของนักลงทุนไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว

 

ขณะที่ โกเมซ, ทีฟีย์ และบริษัท Wondermind ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นจากสื่อในทันที

 

สำหรับข้อเรียกร้องในคดีนี้ ฝ่ายโจทก์ต้องการเรียกคืนเงินลงทุนทั้งหมด พร้อมค่าเสียหายและค่าทนายความ โดยยื่นฟ้องในข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์, ฉ้อโกงทั่วไป, ผิดสัญญา และข้อกล่าวหาอื่นๆ

 

ทั้งนี้ คดียังอยู่ในชั้นศาล และข้อกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้รับการพิสูจน์

 

ภาพ: Christopher Polk/2026GG/Penske Media via Getty Images

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.17 บาท ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post ลงเงิน 39.8 ล้านบาท หวังพลังฐานแฟน 500 ล้านคน แต่วันนี้นักลงทุนฟ้อง ‘เซเลนา โกเมซ’ ปมสตาร์ตอัป Wondermind กล่าวหาปกปิดปัญหานาน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี https://thestandard.co/chao-q2-growth-china-retail/ Fri, 14 Aug 2026 06:57:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1241919 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของบริษัทเจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) พร้อมแผนรุกตลาดจีน

บมจ.เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ CHAO ผู […]

The post ‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของบริษัทเจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) พร้อมแผนรุกตลาดจีน

บมจ.เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ CHAO ผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 308.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี มีรายได้รวมแตะ 601.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 10.4 ล้านบาท

 

โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาสนี้มาจากยอดขายในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่ประสบความสำเร็จจากการรุกตลาดกลุ่มข้าวตัง ควบคู่กับการเติบโตของช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในไตรมาส 2 ยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับยอดขายในต่างประเทศบางจุดและช่องทางค้าปลีกดั้งเดิมชะลอตัวลง ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังได้ตั้งงบลงทุนก้อนใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และขยายฐานลูกค้าในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 7.2 ล้านบาท

 

ณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHAO กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ เตรียมขับเคลื่อนองค์กรอย่างรอบคอบท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไฮไลต์สำคัญคือการเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมผนึกกำลังกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านค้าปลีกรายใหญ่เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายธุรกิจสินค้าแบรนด์ลูกค้าในสหรัฐอเมริกา และปรับโครงสร้างผู้จัดจำหน่ายในฮ่องกงเพื่อหนุนการเติบโตในระยะถัดไป

 

ในส่วนของตลาดภายในประเทศ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเน้นขยายสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้าวตัง ขนมขบเคี้ยวแปรรูปจากธัญพืช และขนมขบเคี้ยวแปรรูปจากเนื้อสัตว์ พร้อมทั้งกระจายสินค้าอาหารแปรรูป เช่น น้ำพริกหนังปลากรอบ หมูหยอง และกุนเชียงหมู ผ่านร้านสะดวกซื้อและทุกแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่

 

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน บริษัทเตรียมใช้มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายเชิงรุก นำระบบอัตโนมัติและพลังงานทดแทนเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและลดของเสีย โดยเชื่อมั่นว่า แม้จะต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการบุกตลาดจีน รวมถึงการออกสินค้าใหม่ และการบริหารจัดการต้นทุนที่รัดกุม จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ดันผลงานช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

The post ‘เจ้าสัว’ เผยรายได้ Q2 ปี 69 โต 5.2% ครึ่งปีหลัง จ่อผนึกพันธมิตรค้าปลีกยักษ์ใหญ่รุกตลาดจีน หวังโตตามเป้าสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump https://thestandard.co/bem-profit-record-orange-line-big-jump/ Fri, 14 Aug 2026 06:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1241906 รถไฟฟ้า BEM พร้อมกราฟแสดงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี

BEM โชว์ผลงาน Q2/2569 ทุบสถิติกำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท ส […]

The post BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟฟ้า BEM พร้อมกราฟแสดงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี

BEM โชว์ผลงาน Q2/2569 ทุบสถิติกำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี อานิสงส์สายสีน้ำเงินเติบโตแกร่งบวกบริหารหนี้รุกหั่นต้นทุนเงิน 9% พร้อมส่งรถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกถึงไทยปลาย พ.ย. นี้ ก่อนเปิดทดลองวิ่งปลายปีหน้า

 

 
 

กำไรสุทธิ 1,012 ล้านบาท ทำลายสถิติมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี

 

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แสดงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยทำกำไรสุทธิแตะ 1,012 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 19 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทำสถิติกำไรสุทธิต่อไตรมาส 2 ที่สูงที่สุดของ BEM ในรอบ 10 ปี

 

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการให้บริการในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,982 ล้านบาท สะท้อนโครงสร้างรายได้และสินทรัพย์ที่สมบูรณ์ โดยแบ่งออกเป็น

 

  • ธุรกิจทางพิเศษ (สัดส่วนกว่า 50%) สร้างรายได้ค่าผ่านทาง 2,071 ล้านบาท จากปริมาณผู้ใช้บริการทางด่วนในเขตเมืองที่มากกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อวัน
  • ธุรกิจระบบราง (สัดส่วนราว 40%) สร้างรายได้ 1,672 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3% YoY) จากปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เติบโตต่อเนื่องตามการพัฒนาโครงการตลอดแนวสายทาง และประโยชน์จากการเป็นรถไฟฟ้าสายวงกลม (Circle Line) ที่เชื่อมต่อและรับผู้โดยสารจากสายอื่นเข้าสู่ระบบ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้เชิงรุก (Active Debt Management) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยหั่นต้นทุนทางการเงินลงได้ถึง 9% ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 BEM กวาดกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นไปได้สูงถึง 1,887 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นหุ้น Defensive เกรดพรีเมียมที่มีกระแสเงินสดมั่นคง

 

รถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกเตรียมถึงไทยปลาย พ.ย. 2569

 

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งจะเป็น Growth Driver สำคัญในการสร้างการเติบโตรอบใหม่ BEM ได้เปิดเผยความคืบหน้าของงานจัดหาขบวนรถไฟฟ้าและการก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

  • โครงการสายสีส้มช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – แยกร่มเกล้า)

 

{{LISTSTART}}ขบวนที่ 1 ผลิตและทดสอบที่โรงงานในตุรกีแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างส่งไปทดลองวิ่งที่ประเทศเยอรมนีเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ก่อนส่งมายังประเทศไทยในลำดับถัดไป{{LISTITEM}}ขบวนที่ 2 อยู่ระหว่างทดสอบในตุรกี และจะเป็นรถไฟฟ้าขบวนแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
{{LISTEND}}

 

ทั้งนี้ BEM วางกำหนดการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการปลายปี 2570 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตามแผนในต้นปี 2571

 

  • โครงการสายสีส้มช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)

 

  • มีความคืบหน้างานก่อสร้างงานประชาสัมพันธ์และโครงสร้างพื้นฐานแล้ว 37% (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569)

 

  • การจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับสายสีน้ำเงิน มีความคืบหน้าแล้ว 43%

 

ปักหมุดผู้โดยสาร 300,000 เที่ยว/วัน ดันผลงานโตแบบก้าวกระโดด

 

BEM คาดการณ์ว่า การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกในปี 2571 จะเริ่มรองรับผู้โดยสารเข้าสู่ระบบได้ราว 100,000 เที่ยว/วัน และเมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบรวมฝั่งตะวันตกในปี 2573 ปริมาณผู้โดยสารจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 300,000 เที่ยว/วัน ซึ่งจะช่วยป้อนผู้โดยสารเชื่อมต่อเข้าสู่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และดันผลประกอบการของ BEM เข้าสู่ยุค ‘Big Jump’ อย่างเต็มตัว

The post BEM ทุบสถิติกำไร Q2/69 แตะ 1,012 ล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ปักหมุดรับ ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ขบวนแรก พ.ย. นี้ เตรียมเปิดวิ่งเต็มรูปแบบดันผลงาน Big Jump appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ https://thestandard.co/top-q2-profit-plunge-2/ Fri, 14 Aug 2026 04:25:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1241790 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบกา […]

The post ‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรสุทธิรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สูงถึง 27,765 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 17,786 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 178.2% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 9,979 ล้านบาท โดยมีกำไรสะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในไตรมาสแรก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ขณะที่ผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิรวม 8,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,808 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 27.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 (YoY) ที่ทำกำไรสุทธิได้ 6,476 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (ไตรมาส 1/2569) ที่กลุ่มไทยออยล์ทำสถิติกำไรไว้สูงถึง 19,481 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิปรับลดลง 57.5% ลดลง 11,197 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกและนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ

 

ในฝั่งรายได้จากการขาย ในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์มีรายได้อยู่ที่ 129,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้ขายสะสม 244,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39,162 ล้านบาท (YoY) ตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉลี่ยที่สูงขึ้น

 

เจาะลึก 2 มรสุมพ่นพิษใน Q2/69 เมื่อ ‘Stock Loss และ นโยบายรัฐ’ เฉือนผลกำไร

 

แม้ว่าฝั่งการดำเนินงานปิโตรเคมีและการกลั่นเชิงเทคนิคจะแข็งแกร่ง แต่ในไตรมาส 2 นี้ ไทยออยล์ต้องเผชิญหน้ากับปัจจัยท้าทายหนักหน่วง 2 ด้านหลัก:

 

  • ความผันผวนราคาน้ำมันดิบพัดพาสต๊อกขาดทุน (Stock Loss) ทะลุหมื่นล้าน

 

ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและส่วนต่างราคาดิบเฉลี่ยดีดตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องสำรองน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนตามลักษณะของธุรกิจกลั่นในต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ทว่าในเดือนมิถุนายน 2569 สถานการณ์มีความคลี่คลายลงชั่วคราวจากการลงนามหยุดยิงและ MOU บรรลุข้อตกลงร่วมกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน การดิ่งลงของราคาดังกล่าวตามหลักบัญชีทำให้กลุ่มไทยออยล์ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ก่อนภาษีสูงถึง 10,741 ล้านบาท (หรือคิดเป็นประมาณ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เคยรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงถึง 22,557 ล้านบาท

 

  • ตัวแบกรับนโยบายรัฐ แบกหนี้กองทุนน้ำมันพุ่งเกือบหมื่นล้าน

 

นโยบายของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ หน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน (ระหว่างวันที่ 9 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569) ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกระแสเงินสดและรายได้ของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาส 2/2569 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2,299 ล้านบาท นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ไทยออยล์มียอดลูกหนี้คงค้างจากการขอชดเชยคืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมสูงถึง 9,734 ล้านบาท ซึ่งมาตรการเหล่านี้บั่นทอนกระแสเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงานไปชั่วขณะ

 

มองไปข้างหน้าครึ่งปีหลัง 2569 ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิด

 

แนวโน้มความมั่นคงทางพลังงานและค่าการกลั่นเชิงเทคนิคของไทยออยล์คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัวดี เนื่องจากอุปทานทั่วโลกยังจำกัดจากการหยุดดำเนินการชั่วคราวของโรงกลั่นหลายแห่งรวมถึงในรัสเซีย อย่างไรก็ดี ฝ่ายจัดการได้ระบุถึงประเด็นเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวังสูงสุด ดังนี้

 

  • ความเสี่ยงจากการรับรู้ Stock Loss ต่อเนื่อง: หากสถานการณ์ความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางคลี่คลายรวดเร็วเกินคาด อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดฮวบลง ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายจากสต๊อกน้ำมันดิบที่จองซื้อไว้ล่วงหน้า 1-2 เดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการขยายมาตรการรัฐรอบใหม่: ล่าสุด กบง. มีมติแทรกแซงราคาดีเซลเพิ่มเติมระลอกสองในช่วงครึ่งหลังปี (ระหว่าง 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569) ปรับราคาลงหน้าโรงกลั่นอีก 1.4 – 2.4 บาทต่อลิตร ซึ่งฝ่ายจัดการประเมินว่าจะกดดันกระแสเงินสดและลดรายได้ของกลุ่มไปอีกราว 926 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 ยิ่งไปกว่านั้น ยอดค้างชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ที่เพิ่มสะสมเป็น 9,963 ล้านบาท (ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2569) อาจสร้างข้อจำกัดทางการเงินและอาจต้องอาศัยระยะเวลานานในการชดเชยคืนจากภาครัฐ

 

ซีอีโอมองไตรมาส 3/69 มองสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน

 

ด้าน พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น

 

โดยในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ร้อยละ 59 จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกันร้อยละ 32 จากภายในประเทศร้อยละ 7 และจากตะวันออกไกลร้อยละ 2 พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

การบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือความท้าทายของตลาด เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

 

ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2

 

อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการไทยออยล์ ไตรมาส 2 ปี 2569 2

 

แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน มีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้

 

  • การรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลง อาจจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
  • สภาพคล่องและกระแสเงินสดลดลงจากการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. ลง 1.4 –2.4 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 และเงินชดเชยคงค้างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 10,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 320 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ มิใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และ ไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป
  • ความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว ส่งผลให้สินค้าคงคลังและต้นทุนจัดเก็บเพิ่มขึ้น และอาจต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Price) รวมถึงปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อื่นและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซหุงต้ม แนฟทา กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางชนิด ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

 

ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

1.ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดย

 

กระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ

 

  • เร่งดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) อย่างต่อเนื่องตามแผนงาน เพื่อรองรับการทดลองเดินเครื่องจักรของกลุ่มหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่ในปี 2570 และการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการในไตรมาสที่ 3 ปี 2571 โดยคาดว่าโครงการจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างกว่า 20,000 คน

 

ไทยออยล์ร่วมบรรเทาค่าครองชีพของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท

 

ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม

The post ‘ไทยออยล์’ แจ้งกำไร Q2/69 ที่ 8.28 พันล้านบาท โต 27.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงแรง 57.5% จาก Q1 ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนส่งเครื่องบิน C919 ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศครั้งแรก จุดคำถามท้าทายบัลลังก์ Boeing-Airbus? https://thestandard.co/china-c919-challenges-boeing-airbus/ Fri, 14 Aug 2026 03:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1241746 เครื่องบินโดยสาร C919 ของจีนกำลังบิน

เครื่องบินโดยสารรุ่น C919 ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นเองในประเ […]

The post จีนส่งเครื่องบิน C919 ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศครั้งแรก จุดคำถามท้าทายบัลลังก์ Boeing-Airbus? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินโดยสาร C919 ของจีนกำลังบิน

เครื่องบินโดยสารรุ่น C919 ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นเองในประเทศจีนประเดิมการบินเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการบินจีน และทำให้ทั่วโลกหันมาจับตาผู้เล่นหน้าใหม่ที่อาจเขย่าบัลลังก์มหาอำนาจการบินอย่างสหรัฐฯ และยุโรป

 

 
 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เที่ยวบิน CA723 ของสายการบิน Air China ได้นำพาผู้โดยสารบนเครื่องบิน C919 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง (Beijing Capital International Airport) มุ่งหน้าสู่กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยใช้เวลาบินราว 2 ชั่วโมงเดินทางถึงจุดหมาย

 

ข้อมูลจาก FlightRadar24 ซึ่งเป็นเว็บไซต์มอนิเตอร์เส้นทางการบินของเครื่องบินทั่วโลก ระบุว่านี่คือครั้งแรกที่เครื่องบินลำตัวแคบรุ่นนี้บินออกนอกน่านฟ้าจีน

 

การขยับตัวครั้งใหญ่นี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการปั้นบริษัท Commercial Aircraft Corporation of China หรือ COMAC ขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดเครื่องบินโดยสารระดับโลกที่ถูกผูกขาดมาอย่างยาวนานโดยสองยักษ์ใหญ่อย่าง Boeing จากสหรัฐอเมริกา และ Airbus จากยุโรป

 

COMAC จะท้าทายบัลลังก์ Boeing-Airbus ได้หรือไม่

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก ขณะที่สื่อต่างประเทศบางแห่งนำความก้าวหน้าของ C919 ไปเปรียบเทียบกับเครื่องบินของ Boeing และ Airbus โดยเครื่องบิน C919 เป็นเครื่องบินลำตัวแคบทางเดินเดียว รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 174 ที่นั่ง ซึ่งอยู่ในเซกเมนต์เดียวกับเครื่องบินรุ่นยอดนิยมอย่าง Boeing 737 MAX และ Airbus A320neo

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าหนทางสู่การเป็นคู่แข่งระดับโลกของ COMAC ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก

 

แอนเดรียส มิสเชอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบัน Mercator Institute for China Studies (MERICS) กล่าวกับ CNBC ว่า การผลิตเครื่องบิน C919 ของ COMAC ยังคงต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่ผลิตโดย CFM International ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง GE Aerospace ของสหรัฐฯ กับ Safran Aircraft Engines ของฝรั่งเศส

 

นอกจากนี้ เครื่องบินรุ่นดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ หรือยุโรป ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการเจาะตลาดต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกัน อัตราการผลิตและส่งมอบที่ยังค่อนข้างช้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ แม้จีนจะเป็นหนึ่งในตลาดการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นฐานลูกค้าในประเทศที่แข็งแกร่งให้กับ COMAC แต่สายการบินจีนเองก็ยังคงพึ่งพาเครื่องบินจาก Boeing และ Airbus เป็นหลัก ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนเพิ่งยืนยันคำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ พร้อมเครื่องยนต์และอะไหล่

 

ปัจจุบัน COMAC มียอดสั่งจองสะสมค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มาจากสายการบินและบริษัทลีสซิ่งในจีนเอง แต่กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดย ณ สิ้นปี 2025 COMAC ส่งมอบ C919 ได้เพียง 32 ลำ เทียบกับที่ Airbus ที่ส่งมอบเครื่องบินลำตัวแคบให้จีนมากถึงราว 100 ลำในปี 2025 เพียงปีเดียว ส่วนในครึ่งปีแรกของปีนี้ COMAC ส่งมอบเพิ่มได้อีกเพียง 8 ลำ ทำให้เป้าหมายการผลิตให้ได้ 200 ลำต่อปีภายในปี 2029 ยังอยู่ “อีกไกล”

 

ริชาร์ด อาบูลาเฟีย กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษา AeroDynamic Advisory แสดงความเห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตเครื่องบินนั้นมีความซับซ้อนสูงมาก แค่ชิ้นส่วนเล็กๆ อย่างน็อตหรือสกรูขาดตลาด ก็สามารถทำให้การผลิตเครื่องบินทั้งลำหยุดชะงักได้

 

ขณะที่ ร็อบ มอร์ริส อดีตนักวิเคราะห์ด้านการบิน เสริมว่า นอกเหนือจากการผลิตแล้ว COMAC ยังต้องพิสูจน์ตัวเองในเรื่องการให้บริการหลังการขายและการสนับสนุนทางเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สายการบินต่างๆ มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาวเช่นเดียวกับที่ Airbus และ Boeing ทำได้

 

สื่อจีนตอบกลับ: โลกนี้กว้างใหญ่พอสำหรับผู้เล่นรายใหม่

 

ด้านสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนอย่าง Global Times ได้เผยแพร่บทความเพื่อตอบคำถามของสื่อต่างชาติ โดยระบุว่า การมองการเติบโตของ C919 ผ่านเลนส์ของ “การท้าทายและแข่งขัน” เพียงอย่างเดียว ถือเป็นมุมมองที่แคบเกินไป เพราะแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงเบื้องหลังการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้คือ “ความต้องการของตลาด” ที่กำลังเติบโตอย่างมหาศาล

 

Global Times อ้างอิงการคาดการณ์ของ COMAC ว่า ฝูงบินพาณิชย์ทั่วโลกจะมีจำนวนทะลุ 50,000 ลำภายในปี 2044 ซึ่งมากกว่าขนาดฝูงบินในปี 2024 ถึงสองเท่า และ 74.59% ของเครื่องบินใหม่ที่จะส่งมอบจะเป็นเครื่องบินแบบทางเดินเดียว ขณะที่ตลาดจีนเองมีความต้องการเครื่องบินลำตัวแคบราว 300 ลำต่อปีในอีก 15 ปีข้างหน้า ดังนั้น กำลังการผลิตปัจจุบันของ C919 จึงทำได้เพียงตอบสนองความต้องการแค่บางส่วนเท่านั้น การเข้ามาของจีนจึงเป็นการเติมเต็มช่องว่างของตลาดที่กำลังขยายตัว ไม่ใช่เกมการแข่งขันที่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูญเสียประโยชน์

 

นอกจากนี้ สื่อจีนยังเน้นย้ำว่า ตลาดการบินพลเรือนคือ Blue Ocean หรือน่านน้ำที่กว้างใหญ่พอสำหรับผู้เล่นรายใหม่ โดยบทความได้อ้างถึง เดฟ แคลฮูน อดีตซีอีโอ Boeing ที่เคยกล่าวชื่นชม C919 ว่าเป็นเครื่องบินที่ดี และมองว่าการมีผู้เล่น 3 รายในตลาดที่เติบโตระดับนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล พร้อมทั้งระบุว่า การแข่งขันที่สมบูรณ์จะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องบิน การบริการที่ดีขึ้น และราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับสายการบินและผู้โดยสาร

 

การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศของ C919 ไปยังมองโกเลีย จึงเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เครื่องบินภูมิภาครุ่นเล็กอย่าง C909 ก็ได้สั่งสมประสบการณ์บินในต่างประเทศมาแล้วรวม 25 เส้นทางในประเทศต่างๆ อาทิ อินโดนีเซีย ลาว และเวียดนาม ซึ่งประสบการณ์การบินในต่างประเทศเหล่านี้ถือเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับการขยายตลาดของ C919

 

ปัจจุบัน สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสภาพความพร้อมและความปลอดภัยของเครื่องบินรุ่นนี้ว่ามีคุณสมบัติสำหรับการปฏิบัติการบิน (airworthiness) หรือไม่ ซึ่ง Global Times ทิ้งท้ายว่า อูลานบาตอร์ของมองโกเลียเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่พอที่จะให้เครื่องบิน C919 ของ COMAC จากจีน บินเคียงข้างไปกับ Boeing และ Airbus

 

ภาพ: Xinhua

 

อ้างอิง:

 

The post จีนส่งเครื่องบิน C919 ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศครั้งแรก จุดคำถามท้าทายบัลลังก์ Boeing-Airbus? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม https://thestandard.co/stablecoin-thailand-binance-regulation/ Thu, 13 Aug 2026 11:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1241630 ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลา […]

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Richard Teng ซีอีโอ Binance คู่กับเหรียญ Stablecoin USDT พร้อมข้อความแสดงมูลค่าการใช้ที่พุ่งสูงขึ้น

Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น

 

ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%

 

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin

 

Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ

 

สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ

 

ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin

 

Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ในบริบทนี้เอง Richard Teng ซีอีโอร่วม (Co-CEO) ของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน

 

Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน

 

สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น

 

ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน

 

ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย

 

ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?

 

อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027

 

กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น

 

ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี

 

ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock

The post ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ https://thestandard.co/jian-cha-7-eleven-tea-expansion/ Thu, 13 Aug 2026 11:55:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1241626 ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเ […]

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสินค้าชาเจี้ยนชา มัทฉะสตรอว์เบอร์รี และรูป ดร.พอลลี เฮสันต์ ผู้บริหาร

ในยุคที่ศึกตลาดเครื่องดื่มชาร้อนระอุและแข่งขันกันสุดดุเดือด สมรภูมิการค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการแย่งชิงพื้นที่บนห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ‘เจี้ยนชา’ (Jian Cha) แบรนด์สัญชาติไทย ที่ลุกขึ้นมาปรับทัพครั้งใหญ่ ด้วยการนำโปรดักต์ใหม่เข้าไปชิมลางในร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น หวังสร้าง Brand Awareness และเปิดประตูให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น

 

ภารกิจปักหมุดในเซเว่นฯ โจทย์หินที่แลกมาด้วยเวลา 8 เดือน

 

เชื่อมโยงจากอินไซต์ดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมวงพูดคุยกับ ‘ดร.พอลลี เฮสันต์’ ผู้บริหารแบรนด์เจี้ยนชา (Jian Cha) ถึงเบื้องหลังการปรับตัวครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อ ตลอดจนเทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

โดย ดร.พอลลี ฉายภาพว่า จากเดิมที่ร้านส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด แบรนด์จึงเริ่มมองหาโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีอัตราการบริโภคชาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

จากโจทย์ดังกล่าว ทีม RD จึงใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์นานถึง 7-8 เดือน จนคลอดออกมาเป็นเมนู ‘มัทฉะสตรอว์เบอร์รี’ ขนาด 230 มล. ในราคา 49 บาท ประเดิมวางจำหน่ายในเซเว่นฯ เฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2 แสนแก้วภายใน 3 เดือน ก่อนจะสลับหมุนเวียนสินค้าตัวใหม่เข้ามาสร้างสีสันให้แฟนคลับติดตาม และหากผลตอบรับดีก็พร้อมขยายสู่สาขาทั่วประเทศทันที

 

อย่างไรก็ตาม กว่าจะออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมดื่มบนชั้นวางได้นั้น ดร.พอลลี ยอมรับว่าทีมงานต้องผ่านการแก้โจทย์สุดหิน ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษารสชาติ ตามด้วยการยืดอายุการเก็บรักษาในตู้เย็นให้ได้ 14 วัน รวมถึงเทคนิคสำคัญอย่างการแยกเลเยอร์เครื่องดื่มในแก้วไม่ให้ผสมรวมกันระหว่างการขนส่ง ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ทำได้ยากในเชิงอุตสาหกรรม

 

ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นหัวหอก ทดลองตลาด ก่อนสเกลหน้าร้าน

 

ต่อยอดจากสินค้าใหม่ การขยายช่องทางเข้าสู่เซเว่นฯ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านเวลา หรือแค่การตอบโจทย์ลูกค้ายามดึกหรือเช้าตรู่ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ Trial Strategy สำหรับทดลองตลาดในต่างจังหวัดที่แบรนด์ยังขยายไปไม่ถึง หากพื้นที่ไหนได้รับกระแสตอบรับดี เจี้ยนชาก็พร้อมต่อยอดด้วยการไปเปิด ‘Experience Shop’ เพื่อมอบประสบการณ์เต็มรูปแบบให้กับลูกค้าในจังหวัดนั้นๆ

 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของแผนการขยายสาขาหน้าร้าน จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 60-65 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาต่างจังหวัด เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ประมาณ 4 สาขา ซึ่งทำยอดขายได้ดีเทียบเท่ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย

 

แต่ในครึ่งปีหลังนี้ ทางแบรนด์ได้ตัดสินใจขยายสาขาช้าลง จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 150 สาขาในสิ้นปี ปรับลดลงมาเหลือ 100 สาขา เพื่อหันมาโฟกัสเรื่องการควบคุมคุณภาพบริการและประสบการณ์ของลูกค้าให้เท่ากันทุกพื้นที่

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจต่อจากนี้ แบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเองเป็น 40% (จากเดิมที่เป็นแฟรนไชส์ 80%) โดยเฉพาะการบุกต่างจังหวัด เพื่อลงไปลองผิดลองถูกและวางระบบซัพพลายเชนให้คุ้มค่าต่อการจัดส่ง ก่อนจะส่งต่อให้พาร์ตเนอร์แฟรนไชส์เข้ามารับช่วงขยายต่อ เพื่อเป็นการการันตีผลกำไรและความเสี่ยงให้กับพาร์ตเนอร์อย่างยั่งยืน

 

เตรียมเปิดไลน์ขนมหวาน-ปรับสัดส่วนรายได้ สู่เป้าหมายใหญ่ 1,000 สาขาทั่วโลก

 

ไม่เพียงแต่นโยบายการคุมคุณภาพหน้าร้าน วันนี้ภาพรวมการขายยังสะท้อนความแข็งแกร่งด้วยยอดขายเฉลี่ย 200-260 บาทต่อบิล โดยมีสัดส่วนเดลิเวอรีอยู่ที่ 40% ซึ่งแบรนด์กำลังพยายามเกลี่ยสัดส่วนนี้ให้สมดุลขึ้น ผ่านการรุกตลาดลูกค้าระดับ B+ ลงมาในช่องทางเซเว่นฯ ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า เจี้ยนชาเตรียมเปิดตัวไลน์สินค้ากลุ่มขนมหวาน ทั้งแบรนด์ตัวเองและโปรเจกต์ Collab เพื่อวางจำหน่ายทั้งหน้าร้านและบนแอปพลิเคชัน

 

ตั้งเป้าขยายสาขาให้ได้ 1,000 แห่งทั่วโลกภายใน 5 ปี

 

ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก โดยปัจจุบันเจี้ยนชาเปิดให้บริการแล้วใน ออสเตรเลีย 3 สาขา (รูปแบบ Area Franchise), สเปน 1 สาขาที่บาร์เซโลนา, สิงคโปร์ 2 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาแรกที่ LA สหรัฐอเมริกา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ สามารถทำราคาขายได้สูงกว่าไทยถึง 3 เท่า ช่วยดันรายได้ต่อสาขาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากลต่อกลุ่มนักลงทุนอีกด้วย

 

ดร.พอลลี ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะยาว บริษัทต้องการขยายเจี้ยนชาให้ได้ 1,000 สาขาทั่วโลกภายใน 5 ปี โดยระยะสั้นจะเน้นสร้างฐานใน 4 ประเทศแรกให้แข็งแรง จากนั้นในปีหน้าจะเตรียมลุยตลาดเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ เวียดนาม และจะมีการเจรจากับพาร์ตเนอร์เพื่อบุกตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนต่อไป

 

ภาพ: ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก

The post เบื้องหลังภารกิจ ‘เจี้ยนชา’ พลิกเกมค้าปลีก ใช้เซเว่นฯ เป็นสนามทดสอบตลาดชา ก่อนขยายสาขาบุกต่างจังหวัดเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/tap-pay-thailand-thanarat-truemoney/ Thu, 13 Aug 2026 11:47:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1240838 ทรู true money

ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากอาจเดินผ่านจุดที่สามารถใช้โทรศัพ […]

The post เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู true money

ทุกวันนี้ คนไทยจำนวนมากอาจเดินผ่านจุดที่สามารถใช้โทรศัพท์แตะจ่ายได้โดยไม่รู้ตัว เพราะมีเครื่อง EDC Contactless หรือ “เครื่องแตะบัตร” กว่า 900,000 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ในหลายประเทศ การใช้โทรศัพท์แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตรกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วยลดขั้นตอนและทำให้การชำระเงินกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางของโลกการชำระเงินกำลังมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ทุกการจ่ายง่ายและใช้เวลาน้อยลง

 

ทรูมันนี่มองเห็นโอกาสนี้ จึงพัฒนา “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” ให้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์แตะจ่ายได้ทั้งผ่าน BlueTap และเครื่องแตะบัตรตามร้านค้าทั่วไป โดยสำหรับผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC เพียงเปิดแอป แล้วแจ้งร้านว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” ก่อนนำโทรศัพท์ไปแตะเหมือนการใช้บัตร Contactless และสามารถนำประสบการณ์เดียวกันไปใช้ได้กว่า 150 ล้านจุดทั่วโลก

 

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด หลังการเปิดตัว PaymentTech Strategy และบริการ “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” เพื่อมองให้ลึกถึงเป้าหมายของการขับเคลื่อนครั้งนี้ รวมถึงโอกาสในการทำให้ “การแตะจ่าย” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนไทยคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

 

ในเมื่อ ‘สแกนจ่าย’ ก็สะดวกอยู่แล้ว ทำไมเรายังต้องมี ‘แตะจ่าย’?

 

เมื่อการสแกนจ่ายเป็น Contactless Payment ที่คนไทยคุ้นเคย คำถามคือ เหตุใดจึงต้องมีตัวเลือกอย่าง ‘การแตะจ่าย’ เพิ่มเข้ามา

 

ธนรัฐมองว่า ที่ผ่านมา Digital Payment ช่วยให้ผู้บริโภคชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกขึ้น แต่โจทย์ถัดไปคือการทำให้แต่ละการจ่ายง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และเหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

 
โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 1

 

“เราไม่ได้มองว่า Tap-to-Pay จะเข้ามาแทนที่เงินสดหรือการสแกน QR Code แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับ Moment ที่ความรวดเร็วมีความสำคัญ เพราะท้ายที่สุด ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการช่องทางเพิ่มขึ้น แต่ต้องการวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์” ธนรัฐ อธิบาย

 

ไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับการก้าวสู่ Tap-to-Pay

 

ประสบการณ์การชำระเงินรูปแบบใหม่จะพัฒนาไปสู่พฤติกรรมในวงกว้างได้ เมื่อความพร้อมของผู้บริโภค โครงสร้างพื้นฐาน และผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศเริ่มมาบรรจบกัน ซึ่งธนรัฐมองว่า วันนี้ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญรองรับอยู่แล้วใน 3 ด้าน

 

  • Consumer Readiness: คนไทยคุ้นเคยกับการใช้โทรศัพท์จัดการเรื่องเงินอยู่แล้ว การนำโทรศัพท์มาแตะจ่ายจึงเป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมเดิม ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
  • Infrastructure Readiness: ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Payment ที่แข็งแรง และมีเครื่อง EDC Contactless หรือเครื่องแตะบัตรกว่า 900,000 จุดทั่วประเทศ
  • Ecosystem Readiness: ผู้ให้บริการทางการเงิน เครือข่ายการชำระเงิน ร้านค้า ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และระบบขนส่งเริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น เพื่อขยายการแตะจ่ายไปสู่สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

“ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีทั้งผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับ Mobile Payment และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอยู่แล้ว วันนี้จึงเป็นจังหวะที่พร้อมทำให้การแตะจ่ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น” ธนรัฐ กล่าว

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 2

 

ยกระดับ Contactless Payment ให้เข้าถึงง่ายขึ้น

 

ทรูมันนี่พัฒนา “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” ใน 2 รูปแบบ เพื่อรองรับผู้ใช้และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยผู้ใช้สามารถนำโทรศัพท์ไปแตะที่จุดรับชำระผ่านแอปทรูมันนี่ที่มีอยู่แล้ว

 

  • BlueTap: รองรับทั้ง iOS และ Android ผู้ใช้สามารถเลือกชำระผ่านแหล่งเงินที่บริการรองรับได้หลากหลาย และแตะจ่ายที่ 7-Eleven รวมถึงร้านค้าที่ร่วมให้บริการ
  • เครื่องแตะบัตร (EDC Contactless): สำหรับผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC เพียงเปิดแอป แล้วแจ้งร้านว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” ก่อนนำโทรศัพท์ไปแตะเหมือนการใช้บัตร Contactless โดยในระยะแรกจะรองรับการชำระผ่านยอดเงินใน Wallet และมีแผนขยายแหล่งเงินและอุปกรณ์ที่รองรับในระยะต่อไป

 

บริการแตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตรได้พัฒนาร่วมกับ Alipay+ โดยใช้เทคโนโลยี Mastercard Wallet Pay สามารถใช้ได้กว่า 900,000 จุดทั่วประเทศไทย และกว่า 150 ล้านจุดทั่วโลก ครอบคลุมร้านค้าหลากหลายประเภท อาทิ ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงร้านค้าชั้นนำ เช่น McDonald’s, Swensen’s และ Sushiro เป็นต้น

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 3

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่มเติม ไม่มีค่าธรรมเนียมการเปิดใช้บริการหรือค่าธรรมเนียมรายปี และชำระได้ใน 3 ขั้นตอน คือ ปลดล็อก • ยืนยัน • แตะจ่าย ขณะที่ร้านค้าที่มีเครื่อง EDC Contactless อยู่แล้วสามารถรับชำระได้โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม

 

“โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ใช้แตะจ่ายได้ แต่คือการทำให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกลายเป็นประสบการณ์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง” ธนรัฐกล่าว

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 4

 

จากการทดลอง สู่พฤติกรรมใหม่

 

นับตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการ BlueTap มีผู้ใช้งานแตะจ่ายแล้วกว่า 1.5 ล้านคน และเกิดการแตะมากกว่า 5 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคไทยเปิดรับประสบการณ์ใหม่ เมื่อวิธีใช้งานเข้าใจง่ายและเห็นประโยชน์ได้จากการใช้งานจริง

 

สำหรับธนรัฐ การเปิดตัวเทคโนโลยีอาจกระตุ้นให้คนอยากทดลอง แต่การผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้างต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ที่ดี จุดใช้งานที่ครอบคลุม และ Use Case ที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ขณะที่สิทธิประโยชน์ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เริ่มต้น แต่ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง

 

บทเรียนจาก BlueTap จึงนำไปสู่การขยายประสบการณ์ผ่านเครื่องแตะบัตรตามร้านค้าทั่วไป ซึ่งไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนจุดใช้งาน แต่ยังช่วยให้การแตะจ่ายเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่หลากหลายและใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้น

 

“เทคโนโลยีต้องง่าย จุดใช้งานต้องครอบคลุม และผู้บริโภคต้องมีเหตุผลมากพอที่จะเริ่มทดลอง แต่สิ่งที่จะทำให้เขากลับมาใช้ต่อไม่ใช่เพียงโปรโมชั่น หากเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าการแตะจ่ายช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง” ธนรัฐกล่าวเสริม

 

ลองแตะ พร้อมรับความคุ้มค่าที่มากขึ้น

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 5

 

การสร้างพฤติกรรมใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีและจำนวนจุดใช้งานเท่านั้น แต่ผู้บริโภคยังต้องมีเหตุผลมากพอที่จะเริ่มทดลอง สิทธิประโยชน์จึงทำหน้าที่ช่วยลดระยะห่างระหว่างการรู้จัก Tap-to-Pay กับการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน

 

“แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” จึงมาพร้อมสิทธิประโยชน์ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน”* ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–31 ธันวาคม 2569 โดยครอบคลุมการแตะจ่ายทั้งผ่านเครื่องแตะบัตรและ BlueTap

 

สำหรับผู้ใช้ Android ที่แตะจ่ายผ่าน เครื่องแตะบัตร (EDC Contactless) สามารถรับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่ายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่

  • รับเงินคืน 5%* สูงสุด 250 บาทตลอดช่วงแคมเปญ สำหรับการแตะจ่ายในหมวดอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่ม
  • รับเงินคืน 1%* สูงสุด 500 บาทตลอดช่วงแคมเปญ สำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน และการใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อมียอดแตะจ่ายสะสมครบ 1,000 บาทขึ้นไป
  • ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ผู้ใช้ที่ตั้งค่าและเริ่มใช้งานแตะจ่าย สามารถใช้ 1 TrueMoney Coin แลกรับเครื่องดื่ม All Café ในวันที่ 1 และ 16 ของเดือน รวมมูลค่าสูงสุด 70 บาทต่อเดือน* รวมถึงใช้ 1 TrueMoney Coin แลกรับส่วนลด 50 บาท สำหรับเมนูลาเต้หรืออเมริกาโนขนาดปกติที่ TrueCoffee

 

ขณะที่ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android ที่แตะจ่ายผ่าน เครื่อง BlueTap สีส้ม ณ ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ เมื่อมียอดแตะจ่ายสะสมครบ 1,000 บาทขึ้นไป สามารถรับเงินคืน 5%* สูงสุด 250 บาทตลอดช่วงแคมเปญ

 

สิทธิประโยชน์ของทั้งสองรูปแบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือชวนให้ผู้บริโภคเริ่มทดลอง สร้างความคุ้นเคย และค้นพบจากการใช้งานจริงว่า “การแตะจ่าย” สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

 

จากเครื่องแตะบัตรหน้าร้าน สู่ระบบขนส่ง

 

โทรศัพท์มือถือแตะชำระเงินที่เครื่องรับชำระของทรูมันนี่ แสดงถึงบริการ Tap-to-Pay 6

 

การขยายจุดใช้งานทำให้ “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” เข้าไปอยู่ในหลายช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า และสถานีบริการน้ำมัน ไปจนถึงการใช้จ่ายระหว่างเดินทางต่างประเทศ

 

วันนี้ผู้ใช้ Android ที่รองรับ NFC ยังสามารถใช้โทรศัพท์แตะชำระค่าโดยสารบนรถโดยสาร ขสมก. กว่า 6,000 คัน ผ่านเครื่องแตะบัตรที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถือติดตัวอยู่ เพียงแจ้งว่า “แตะจ่ายที่เครื่องแตะบัตร” เช่นเดียวกับการชำระเงินตามร้านค้าทั่วไป

 

อีกหนึ่งก้าวสำคัญจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2569 เมื่อทรูมันนี่เตรียมขยายประสบการณ์สู่การใช้โทรศัพท์แตะผ่านประตูโดยสาร MRT นำความสะดวกที่พบเห็นในเมืองชั้นนำทั่วโลกเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น

 

สำหรับธนรัฐ ระบบขนส่งเป็น Use Case สำคัญ เพราะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน และมีศักยภาพทำให้ “การแตะจ่าย” เปลี่ยนจากสิ่งที่ผู้บริโภคอยากทดลอง มาเป็นพฤติกรรมที่คุ้นเคย

 

“เมื่อผู้บริโภคใช้พฤติกรรมเดียวกันได้ตั้งแต่ขึ้นรถโดยสาร เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซื้อกาแฟ รับประทานอาหาร ไปจนถึงช้อปปิ้ง Tap-to-Pay ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนจากทางเลือกใหม่ มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ธนรัฐกล่าว

 

 

อนาคตของการจ่ายเงินอาจมองเห็นได้น้อยลง แต่เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น

 

ธนรัฐมองว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจไม่ได้มาในรูปของฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือขั้นตอนต่างๆ ที่ค่อยๆ หายไป การจ่ายเงินจะไร้รอยต่อ เข้าถึงง่าย และเข้าใจบริบทของผู้ใช้มากขึ้น ตั้งแต่การนำเสนอช่องทางการจ่ายที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์แต่ละคน

 

สำหรับทรูมันนี่ Tap-to-Pay จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ Payment Experience ที่เชื่อมต่อการจ่ายเงิน ร้านค้า การเดินทาง และสิทธิประโยชน์เข้าด้วยกัน โดยความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้เรื่องเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

 

“สิ่งที่เราอยากเห็นไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งของการแตะที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ผู้บริโภครู้สึกว่าการจัดการเรื่องเงินในแต่ละวันง่ายขึ้น เพราะอนาคตของ Payment Experience ที่ดี อาจเป็นประสบการณ์ที่ผู้ใช้แทบไม่รู้สึกว่ากำลังใช้เทคโนโลยี ทุกอย่างทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ โดยผู้ใช้ไม่ต้องคิดถึงขั้นตอนที่ซับซ้อน” ธนรัฐกล่าวทิ้งท้าย

 

เริ่มต้น “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่”

 

ผู้ที่สนใจทดลองแตะจ่าย สามารถตรวจสอบรายละเอียดสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน” ทั้งการแตะผ่านเครื่องแตะบัตรและ BlueTap ได้ที่ https://tmn.app.link/NFCAWARENESSPR

 

*สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขของแคมเปญเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด กรุณาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมผ่านแอปทรูมันนี่หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของทรูมันนี่

 

วิธีตั้งค่าสมาร์ตโฟน Andriod สำหรับใช้แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่ ที่เครื่องแตะบัตร

 


 

 

The post เมื่อทั่วโลก ‘แตะจ่าย’ ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับ Tap-to-Pay? คุยกับ ธนรัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจแห่งทรูมันนี่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ปลุกอุตสาหกรรมไทยสู้โลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชู Semiconductor-Photonic รับคลื่น Data Center https://thestandard.co/suphajee-made-thailand-semiconductor-data-center/ Thu, 13 Aug 2026 09:28:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1241483 ศุภจี สุธรรมพันธ์ มอบนโยบายที่กระทรวงอุตสาหกรรม

ศุภจี ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand […]

The post ‘ศุภจี’ ปลุกอุตสาหกรรมไทยสู้โลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชู Semiconductor-Photonic รับคลื่น Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธ์ มอบนโยบายที่กระทรวงอุตสาหกรรม

ศุภจี ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ

 

วันนี้ (13 ส.ค. 2569) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

 

ศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว

 

ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement

 

ศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน

 

กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม ‘วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน’ ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” ศุภจีกล่าว

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG

 

ศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

 

วราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว

 

ศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต

 

ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ

 

ศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน

The post ‘ศุภจี’ ปลุกอุตสาหกรรมไทยสู้โลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชู Semiconductor-Photonic รับคลื่น Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ https://thestandard.co/vietnam-central-bank-loan-deposit-gap-risk/ Thu, 13 Aug 2026 09:24:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1241478 ภาพมุมสูงของนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามยามค่ำคืน

ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า ความต้องการเงินทุนในขณ […]

The post แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามยามค่ำคืน

ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า ความต้องการเงินทุนในขณะนี้มีปริมาณสูงกว่าความสามารถในการระดมทุนของแบงก์ นับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน หลังรัฐบาลเร่งรัดให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-Digit) ในปีนี้

 

 
 

วันนี้ (13 สิงหาคม) ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า ยอดสินเชื่อคงค้างในสกุลเงินดองมีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินฝากประมาณ 2 พันล้านล้านดอง (7.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งความไม่สมดุลดังกล่าว “ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ให้กู้ ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงินและการคลัง”

 

เล มินห์ ฮุง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม มีกำหนดการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักสำหรับปี 2026

 

อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับทิศทางการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ตลอดจนข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากรที่ยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

 

รายงานของธนาคารกลางเวียดนามระบุเพิ่มเติมว่า “ขีดความสามารถในการใช้นโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีจำกัดอย่างมาก เมื่อประเมินจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงผลกระทบจากศักยภาพในการระดมทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน” นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปี ยังส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น” อีกด้วย

 

อีกสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันในการระดมทุน มีรายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ธนาคาร Techcombank ได้ดำเนินการเปิดตัวโครงการเพื่อระดมทุน ทำให้กลายเป็นสถาบันการเงินของเวียดนามแห่งล่าสุด ที่แสวงหาแหล่งเงินทุนจาก ‘ต่างประเทศ’

 

เวียดนามเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่ระลอกใหม่.

 

แม้ว่าเวียดนามจะยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ แต่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10% มีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าเหตุผลในการเฉลิมฉลอง

 

ตามที่ แกเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจาก Capital Economics ได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “การกระตุ้นอุปสงค์ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความเปราะบางทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น”

 

นอกจากนี้ เลเธอร์ยังให้ข้อสังเกตว่าเวียดนามเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไปได้กระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2022

 

ธนาคารกลางมีภารกิจสำคัญระดับวิกฤตในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และบริหารจัดการการขยายตัวของสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย

 

ทั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 15% ในปีนี้ แต่ได้ออกมาย้ำหลายครั้งว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

 

ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.45% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงภายหลังความขัดแย้งในอิหร่าน รายงานระบุว่า ปัจจัยนี้ทำให้ธนาคารกลางเวียดนามมีข้อจำกัดอย่างมากในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย “เพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 4.5% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายเดือนในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ จะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34% เท่านั้น”

 

ส่อง GDP เวียดนามครึ่งแรกปีนี้

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจ (GDP) เวียดนามขยายตัว 8 39% ในช่วงไตรมาสเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 7.94% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต

 

ทำให้การเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 8.18% ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่กำหนดไว้อย่างน้อย 10%

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงในช่วงครึ่งหลังของปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องขยายตัวถึง 11.7% ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีของรัฐบาลที่ระดับ 10%

 

ภาพ: CravenA / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนญี่ปุ่นยังไม่ถอยทัพจากไทย! BOI เผย 5 ปีลงทุน 3.96 แสนล้าน จับตาเซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ เร่งอัปเกรดฐานผลิตรับอุตสาหกรรมใหม่ https://thestandard.co/japanese-investment-thailand-boi-semiconductor-electronics/ Thu, 13 Aug 2026 09:07:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1241473 ภาพการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม

บีโอไอหารือเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นข […]

The post ทุนญี่ปุ่นยังไม่ถอยทัพจากไทย! BOI เผย 5 ปีลงทุน 3.96 แสนล้าน จับตาเซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ เร่งอัปเกรดฐานผลิตรับอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม

บีโอไอหารือเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นขยายฐานต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – ครึ่งแรกปี 2569) มีคำขอรับการส่งเสริม 1,380 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 396,000 ล้านบาท เผยผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทยสะท้อนทิศทางการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 อาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

พร้อมด้วย คอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ และนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรก ของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจจำนวน 504 บริษัท ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แนวโน้มการลงทุน และทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

 

ภาพการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม 1

 

ผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลัง ของปี 2568 จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

อย่างไรก็ตาม ความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรยังคงแข็งแกร่ง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าดัชนี DI ยังคงทรงตัว เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลยังมีแนวโน้มขยายตัว

 

ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม โดยทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม

 

โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทน เครื่องเดิม 59% ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร 31% และลงทุนด้าน Digital Transformation ร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น

 

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ

 

โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นได้สะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุด (ร้อยละ 29) รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ (ร้อยละ 26) และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) (ร้อยละ 24) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

 

โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด โดยร้อยละ 42 ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 39 ได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยใช้กลไกต่าง ๆ อาทิ Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเอกชนในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

ด้วยมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ตลอดจนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การส่งเสริมให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (BOI to IPO) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ด้วยกลไกเครดิตภาษี (QRTC) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถยกระดับฐานธุรกิจเดิมและขยายการลงทุนใหม่ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

 

เลขาฯ บีโอไอ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

 

บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ

 

ภาพ : FOTOGRIN / Shutterstock

The post ทุนญี่ปุ่นยังไม่ถอยทัพจากไทย! BOI เผย 5 ปีลงทุน 3.96 แสนล้าน จับตาเซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ เร่งอัปเกรดฐานผลิตรับอุตสาหกรรมใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนคนญี่ปุ่นแห่เวนคืนประกันชีวิต ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น สัญญาณเงินตึงมือหรือโยกเงินหาผลตอบแทนที่ดีกว่า https://thestandard.co/japan-life-insurance-surrender-investment/ Thu, 13 Aug 2026 07:29:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1241396 ภาพประกอบเงินเยนญี่ปุ่น ธงชาติญี่ปุ่น และโลโก้ WEALTH IN DEPTH สื่อถึงการเวนคืนประกันชีวิตในญี่ปุ่น

บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นกำลังเจอกับแรงกดดันด้านสภาพคล่อ […]

The post ถอดบทเรียนคนญี่ปุ่นแห่เวนคืนประกันชีวิต ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น สัญญาณเงินตึงมือหรือโยกเงินหาผลตอบแทนที่ดีกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเงินเยนญี่ปุ่น ธงชาติญี่ปุ่น และโลโก้ WEALTH IN DEPTH สื่อถึงการเวนคืนประกันชีวิตในญี่ปุ่น

บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นกำลังเจอกับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี คาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคต และการส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นจาก BOJ ทำให้ตลาด Reprice ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น

 

 
 

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นรายใหญ่ 4 แห่ง ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) จากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่มูลค่าลดลง โดย Nippon Life Insurance, Daiichi Life Group, Sumitomo Life Insurance และ Meiji Yasuda Life Insurance มีผลขาดทุนรวมกัน 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7% ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา 
เนื่องจากในยุคดอกเบี้ยต่ำ บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นเข้าลงทุนพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนต่ำไว้จำนวนมากเพื่อเป็นกระแสเงินสดรองรับการจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ในอนาคต จนปัจจุบัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่ถืออยู่จึงมีมูลค่าลดลง ทั้งนี้ การขาดทุนดังกล่าวไม่ได้เป็นสัญญาณว่าบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นจะเผชิญวิกฤตสภาพคล่องในทันที เพราะยังไม่ใช่ผลขาดทุนจริงที่เกิดจากการถูกบังคับให้ขายพันธบัตรก่อนครบกำหนด

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา Atsushi Nakamura รองประธาน Meiji Yasuda Life Insurance หนึ่งในบริษัทประกันเจ้าใหญ่ในญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยอดเงินที่บริษัทประกันญี่ปุ่นต้องจ่ายคืนให้ลูกค้าที่ขอยกเลิกกรมธรรม์ เพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทะลุ 6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563

 

คนญี่ปุ่นเวนคืนกรมธรรม์ เพราะเศรษฐกิจแย่?

 

แม้ยอดเงินที่ต้องจ่ายคืนให้กับลูกค้าที่เวนคืนกรมธรรม์ก่อนกำหนดจะปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และยอดเบี้ยประกันรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลง 28% เหลือ 7.9 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัท Meiji Yasuda Life Insurance ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนผู้ยกเลิกกรมธรรม์ โดย Nakamura ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมายังไม่เห็นสัญญาณการยกเลิกกรมธรรม์ที่น่ากังวล

 

ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหนึ่งในบริษัทประกันรายใหญ่ กำลังเจอปัญหาสภาพคล่อง จากจำนวนลูกค้าที่ยกเลิกกรมธรรม์มากขึ้น เพราะความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจ แต่ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าโยกเงินออกจากประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

 

ด้านอาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน) อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่คนญี่ปุ่นหันมาเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจกำลังแย่ แต่เป็นเพราะสองสาเหตุนี้

 

  1. นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
  2. นำไปซื้อกรมธรรม์ตัวใหม่ของบริษัทคู่แข่ง ที่ให้ผลประโยชน์ และอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิม เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น คู่แข่งอย่างธนาคารก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ทำให้บริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่น ต้องแข่งขันออกผลิตภัณฑ์ประกันตัวใหม่ที่มีการตั้งราคา (Pricing) และให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

ทั้งนี้ คนญี่ปุ่นโดยทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตค่อนข้างดี (เฉลี่ยถือครองมากกว่าคนละ 1 กรมธรรม์) เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อรับผิดชอบชีวิตตัวเองและคนข้างหลัง ทำให้ประกันชีวิตถือตัวเลือกสุดท้ายที่คนญี่ปุ่นจะตัดสินใจเวนคืน หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ

 

ดังนั้น กระแสการเวนคืนกรมธรรม์ตอนนี้ จึงเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น มากกว่าการเวนคืน เพราะต้องการสภาพคล่องจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะแย่

 

อะไรคือสัญญาณเตือน วิกฤตสภาพคล่องธุรกิจประกัน

 

ปัจจุบัน แม้บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่น จะขาดทุนทางบัญชีมากขึ้นจากการถือพันธบัตรรัฐบาลที่มูลค่าลดลง แต่บริษัทส่วนใหญ่มีเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอ ทำให้สามารถถือพันธบัตรระยะยาวจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนได้

 

ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป คือ หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าพันธบัตรเดิมลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับลูกค้าเวนคืนกรมธรรม์เพิ่มขึ้นผิดปกติ บริษัทจะถูกบังคับให้ขายพันธบัตรเดิมออกไปเพื่อจำกัดผลขาดทุน และหาเงินมาจ่ายคืนให้กับลูกค้า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตสภาพคล่องอย่างแท้จริง

 

สำหรับประเทศไทย ยังไม่เห็นปรากฏการณ์แห่เวนคืนกรมธรรม์แบบญี่ปุ่น พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยในไทย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่กระตุ้นให้คนรู้สึกว่าการถือกรมธรรม์เดิมไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

 

ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อเวนคืนประกันก่อนครบสัญญา

 

อาจารย์ทอมมี่ กล่าวว่า การยกเลิกกรมธรรม์ก่อนกำหนดจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ‘Surrender Charge’ หรือค่าธรรมเนียมการยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมรูปแบบเดียวกับกองทุนรวมบางประเภทที่กำหนดให้เราต้องถือระยะยาว

 

โดยค่าปรับนี้จะลดหลั่นลงตามระยะเวลาที่ถือครอง โดยในช่วง 1-3 ปีแรกจะโดนหักเยอะที่สุดและ ค่อยๆ ปรับลดลงในปีต่อมา หากเราถือครองกรมธรรม์เกิน 7-10 ปีขึ้นไป

 

ส่วนใหญ่แล้วจะไม่โดนค่าปรับ แต่ในทางกลับกัน หากเราเพิ่งทำประกันได้เพียง 2-3 ปีแรกแล้วไปขอเวนคืนกรมธรรม์ แทบจะไม่ได้เงินคืนกลับมาเลยเมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่ายไป นอกจากนี้ความคุ้มครองทั้งหมดที่มีก็จะสิ้นสุดลงทันที

 

สาเหตุที่ทำให้การเวนคืนกรมธรรม์ในช่วง 3 ปีแรก ได้รับเงินคืนน้อย เพราะเมื่อเราเริ่มทำประกัน บริษัทจะออกค่าความคุ้มครองให้เราเต็มวงเงินตามเงื่อนไขของสัญญาตั้งแต่วันแรก โดยเราต้องทยอยผ่อนจ่ายเบี้ยประกันเป็นงวด ด้วยเหตุนี้บริษัทประกันจึงต้องนำเงินค่าชำระเบี้ยก้อนแรก ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งระบบ เพื่อรับประกันความคุ้มครองระยะยาวตลอดอายุสัญญา ส่งผลให้ในช่วง 1-3 ปีแรก ค่าเบี้ยที่เราจ่ายไปยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนของบริษัทประกัน หากขอเวนคืนกรมธรรม์ในช่วงนี้ เงินคืนที่ได้รับจึงน้อยมาก

 

ต้องการสภาพคล่อง แต่ไม่อยากเวนคืนกรมธรรม์ ทำอย่างไรได้บ้าง

 

1. ขอลดเบี้ยประกันต่อปี

 

หากเริ่มส่งเบี้ยประกันต่อไม่ไหว แทนที่จะยกเลิกสัญญาไปทั้งหมด เราสามารถติดต่อบริษัทประกัน เพื่อขอลดค่าเบี้ยประกันต่อปีลงได้ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายในขณะนั้น

 

2. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกรมธรรม์

 

สามารถทำเรื่องเปลี่ยนแปลงรายละเอียด หรือเงื่อนไขภายในกรมธรรม์ได้ระหว่างสัญญา เช่น ขอลดทุนประกัน ขยายงวดการจ่ายเบี้ย โดยเบี้ยประกันที่เคยจ่ายไปแล้วจะถูกนำมาคำนวณปรับสัดส่วน (ปัดแปรผัน) ตามเงื่อนไขของประกันแบบใหม่

 

3. ขอกู้เงินจากมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์

 

หากต้องการสภาพคล่องไปหมุนชั่วคราว ผู้ถือกรมธรรม์สามารถขอกู้เงินโดยเอามูลค่าเงินสดที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์มาเป็นหลักประกัน เพื่อกู้เงินจากบริษัทประกัน พร้อมจ่ายดอกเบี้ย โดยไม่ต้องยกเลิกกรมธรรม์ และยังได้รับความคุ้มครองอยู่

 

ภาพ: beeboys, Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ถอดบทเรียนคนญี่ปุ่นแห่เวนคืนประกันชีวิต ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น สัญญาณเงินตึงมือหรือโยกเงินหาผลตอบแทนที่ดีกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ Wed, 12 Aug 2026 12:41:31 +0000 https://thestandard.co/airasia-move-flight-search-mother-day-travel/ ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง […]

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น

ความสนใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางโดยรวม สะท้อนจากข้อมูลวิเคราะห์ความสนใจด้านการท่องเที่ยวล่าสุดของ AirAsia MOVE ที่พบว่ายอดค้นหาเที่ยวบินจากประเทศไทยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 86%

 

 

 

ยอดค้นหาที่ฟื้นตัวภายใต้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่าย

 

ตัวเลข 86% มาจากการเปรียบเทียบยอดค้นหาเที่ยวบินเฉลี่ยต่อวันในช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2569 กับค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดครึ่งแรกของปี

 

การเปรียบเทียบสองช่วงเวลานี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจเดินทางภายใต้สภาพแวดล้อมทางตลาดที่ต่างกัน โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนนำไปสู่คำถามว่านักท่องเที่ยวไทยจะชะลอหรือทบทวนแผนการเดินทางหรือไม่

 

ขณะที่ช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคมเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลไทยเพิ่มการติดตามและบริหารจัดการราคาน้ำมันภายในประเทศ ท่ามกลางการปรับราคาหลายครั้งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม แม้ราคาน้ำมันยังคงผันผวนต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว การเพิ่มขึ้นของยอดค้นหา 86% สะท้อนว่านักท่องเที่ยวไทยกลับมากระตือรือร้นกับการค้นหาจุดหมายปลายทางและวางแผนการเดินทางในอนาคตมากขึ้น แม้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายจะยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ตาม AirAsia MOVE ระบุว่ายอดค้นหาเที่ยวบินอาจไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดจองทั้งหมด แต่ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสนใจนักท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายที่ผู้บริโภคกำลังพิจารณาสำหรับวันหยุดในอนาคต

 

จุดหมายวันแม่ที่กระจายตัวมากขึ้น

 

เมื่อพิจารณาความสนใจเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ข้อมูลของ AirAsia MOVE ระบุว่านักท่องเที่ยวไทยกำลังพิจารณาจุดหมายปลายทางที่หลากหลายขึ้น

 

สำหรับการเดินทางภายในประเทศ เชียงใหม่, ภูเก็ต, น่าน และสุราษฎร์ธานี ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัวและการพักผ่อนระยะสั้น

 

สำหรับจุดหมายต่างประเทศ นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสนใจญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเวียดนาม, จีน, มาเลเซีย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน และมัลดีฟส์

 

หากดูภาพรวมความสนใจของคนไทยในช่วงวันหยุดยาววันแม่ ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ โดยโตเกียว, โอซาก้า, ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ติดอันดับเมืองที่มีการค้นหาสูงที่สุด ขณะที่เวียดนามได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดานังและญาจาง ส่วนจุดหมายในประเทศอย่างภูเก็ต, กระบี่, เชียงใหม่, เชียงราย และหาดใหญ่ ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง

 

เมืองรองของไทยเป็นอีกกลุ่มที่มีบทบาทเด่นขึ้น ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการวันหยุดริมทะเล การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม และทางเลือกใหม่นอกเหนือจากเมืองท่องเที่ยวหลัก

 

คนทุกวัยออกเดินทาง และการเดินทางเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้น

 

แม้วันแม่แห่งชาติจะเป็นเทศกาลที่เชื่อมโยงกับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว แต่ข้อมูลของ AirAsia MOVE พบว่าความสนใจด้านการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในนักเดินทางทุกช่วงวัย

 

นักท่องเที่ยวอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินสูงที่สุด ตามด้วยกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ

 

รูปแบบการเดินทางก็หลากหลายขึ้นเช่นกัน นอกเหนือจากการเดินทางคนเดียวและการเดินทางเป็นคู่ การเดินทางเป็นกลุ่มยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความต้องการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนผ่านประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน

 

สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ใด AirAsia MOVE แนะนำให้เลือกจุดหมายตามรูปแบบการท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ โดยกลุ่มพักผ่อนริมทะเลมีภูเก็ต, กระบี่, ดานัง, ญาจาง และมัลดีฟส์ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพักผ่อนในเมืองมีเชียงใหม่, เชียงราย, โตเกียว, โอซาก้า และฉางซา กลุ่มทริประยะสั้นเดินทางสะดวกมีดานัง, กัวลาลัมเปอร์ ไทเป และฮ่องกง ขณะที่กลุ่มเปิดประสบการณ์ในจุดหมายใหม่มีน่าน, ระนอง, นราธิวาส, อุบลราชธานี และอัลมาตี

 

ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา Country Representative ประจำประเทศไทย AirAsia MOVE ระบุว่าแม้ราคาน้ำมันและต้นทุนการเดินทางจะยังผันผวน แต่นักท่องเที่ยวไทยยังสนใจค้นหาจุดหมายและวางแผนการเดินทางที่มีความหมายร่วมกับคนสำคัญ โดยวันหยุดยาวอย่างวันแม่แห่งชาติถือเป็นโอกาสให้ครอบครัวและเพื่อนได้ใช้เวลาร่วมกัน

 

“การมองเห็นความสนใจด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้จุดหมายปลายทางและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค” ฉัททันต์กล่าว

 

ภาพ : FocusStocker / Shutterstock

The post น้ำมันแพงไม่หยุดคนไทยเที่ยว ยอดค้นหาเที่ยวบินพุ่ง 86% รับวันแม่ AirAsia MOVE ชี้ญี่ปุ่นยังนำ เวียดนามและเมืองรองถูกค้นหาเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>