Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 26 Jul 2026 06:45:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน https://thestandard.co/deeprom-southern-economy-hatyai-kpor/ Sun, 26 Jul 2026 06:45:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1235264 อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น […]

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในกิจกรรมพัฒนาธุรกิจภาคใต้

ดีพร้อมยกเครื่อง ‘คพอ.’ สู่กลไกเร่งเศรษฐกิจภาคใต้ ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ ต่อยอดซัพพลายเชน ดันอุตสาหกรรมอาหาร ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และค้าชายแดน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน 300,000 ล้านบาท พร้อมเร่งฟื้นหาดใหญ่ครบ 1 ปีหลังน้ำท่วม

 

 
 

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปี 2569 ดีพร้อมจัด กิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) จำนวน 12 รุ่นทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการเชื่อมโยงผลลัพธ์ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การวิเคราะห์ธุรกิจ การจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการติดตามผลด้านรายได้ การลดต้นทุน และการจ้างงาน ต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนเก่ง ธุรกิจแกร่ง พื้นที่เข้มแข็ง

 

ทั้งนี้ ภาคใต้ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงมีทำเลที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน จึงเป็นฐานเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

โดยปีนี้ ดีพร้อมจัดกิจกรรม คพอ. ในภาคใต้ 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัด นครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 86 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาค

 

ได้แก่ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล และธุรกิจรังนก ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสสร้าง มูลค่าเพิ่มและขยายตลาดในอนาคต

 

ณัฏฐิญา เผยอีกว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ที่มุ่งยกระดับการบริหารธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ , บริษัท สยายปีกบิน จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกแปรรูปมูลค่าสูง และ บริษัท อุตสาหกรรมทวีวงษ์ หาดใหญ่ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

 

สะท้อนให้เห็นว่า คพอ. สามารถต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการได้ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ได้อย่างดี

 

ดีพร้อม

ดีพร้อม

 

อธิบดี กล่าวอีกว่า การพัฒนาผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้ มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละราย ก่อนออกแบบกระบวนการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ

 

พร้อมเพิ่มเนื้อหาที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งการใช้ AI, Power BI, การตลาดดิจิทัล เทรนด์ธุรกิจโลก ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถยกระดับสู่ธุรกิจที่มีมาตรฐานมากขึ้น

 

ชูเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา-Rubber City

 

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งสร้างเครือข่ายธุรกิจในรูปแบบ Cluster เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันวัตถุดิบ เทคโนโลยี ตลาด และห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค มากกว่าการพัฒนาเฉพาะรายธุรกิจ

 

สำหรับภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ยังมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

โดยมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา และ Rubber City ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในอนาคตได้

 

ครบ 1 ปีน้ำท่วม เร่งฟื้นเศรษฐกิจหาดใหญ่

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่กับดีพร้อม ที่อ.หาดใหญ่ โดยอธิบดี ณัฏฐิญา ระบุถึง ภาพรวมเศรษฐกิจหลังครบรอบ 1 ปีหลังเหตุอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา

 

โดยดีพร้อมได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ช่วย ผู้ประกอบการซ่อมฟื้นเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย วางแผนธุรกิจใหม่ และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้สถานประกอบการสามารถกลับมาผลิตได้ปกติโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ก็ผู้ประกอบการก็เริ่มกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่ง

 

“ช่วง 1 ปี เราผลักดันผู้ประกอบการให้ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป ผู้ประกอบการ OEM ที่เริ่มพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Soft Power เช่น ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเสน่ห์ใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในระยะยาว”

 

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ ดีพร้อมจึงออกแบบหลักสูตรให้ผู้ประกอบการได้วิเคราะห์ธุรกิจ

 

พร้อมจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจรายกิจการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ประกอบการต่างอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนหลังจบโครงการ พร้อมติดตามผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

 

ดีพร้อม

 

ทั้งนี้ คพอ. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของดีพร้อมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาผู้ประกอบการแล้ว 437 รุ่น รวมกว่า 14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน

 

โดยปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าว สร้างมูลค่าทางธุรกิจรวมกัน ไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ดีพร้อมตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่ลงทุน ไม่น้อยกว่า 7 เท่า ผ่านการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

‘หาดใหญ่’ ประตูเชื่อมเศรษฐกิจใต้-มาเลเซีย

 

สำหรับ ‘หาดใหญ่’ ถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและเป็นประตูเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยบทบาทศูนย์กลางการค้า การบริการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนและการขนส่งสินค้าไปยังอาเซียน

 

ส่งผลให้จังหวัดสงขลามีขนาดเศรษฐกิจ (GPP) สูงที่สุดของภาคใต้ มูลค่า 251,480 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ (GRP) มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท

 

โดยมีภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ดังนั้น การฟื้นตัวของหาดใหญ่หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่ยังหมายถึงการเร่งฟื้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานของทั้งภูมิภาคอีกด้วย

The post ‘ดีพร้อม’ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ฟื้นหาดใหญ่หลัง 1 ปีน้ำท่วม ปั้นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื่อมเครือข่าย ‘คพอ.’ กว่า 3 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ https://thestandard.co/thai-sme-blue-book-msme-reform/ Sun, 26 Jul 2026 06:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235260 ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเง […]

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย ยื่นสมุดปกน้ำเงินให้รัฐบาล

สมาพันธ์ SME ไทย ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาลในงาน THAI MSME FORUM 2026 เสนอเร่งผลักดัน 5 วาระสำคัญเพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเสนอให้ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

 
 

สมาพันธ์ SME ไทย จัดงาน THAI MSME FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการ ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมกว่า 1,400 คน

 

ไฮไลต์ของงานคือการส่งมอบ “สมุดปกน้ำเงิน: ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ MSME และเศรษฐกิจฐานราก” ให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านผู้ประกอบการรายย่อย

 

ชง 5 วาระปฏิรูป MSME

 

ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอในสมุดปกน้ำเงินเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นและระดมข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ประกอบด้วย 5 วาระสำคัญ ได้แก่

 

  1. สร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการค้า ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  2. สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ด้วยกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการ
  3. สร้างโอกาสผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเร่งการประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
  4. สร้างโอกาสด้วยกติกาที่เป็นธรรม ผ่านการปรับปรุกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนของภาครัฐ ให้สะดวกโปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
  5. สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ด้วยการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ชงยกระดับ ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

นอกจากนี้ สมาพันธ์ SME ไทยยังเสนอให้รัฐบาลผลักดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กเป็นนโยบายต่อเนื่องในทุกมิติ โดยมองว่า MSME เป็นฐานสำคัญของการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

“เราเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลกำหนด MSME Plus เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่รอดเติบโต และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ดร.ณพพงศ์ กล่าว

 

‘เอกนิติ’ ยัน พร้อมดัน MSME ไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานรายใหญ่

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจในงาน ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ก็ได้มีข้อเสนอให้แบ่งการดูแล SME กับ MSME แยกออกจากกัน

 

หลังการรับฟังครั้งนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เริ่มจากการทำระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีธุรกิจเฉพาะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้รัฐดำเนินงานได้อย่างสะดวกมากขึ้น และสามารถเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว

 

ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งทุน กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย พัฒนาระบบ Alternative Score (Alt Score) โดยนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ มาประกอบการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ แทนการพึ่งพาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หากทำสำเร็จจะสามารถต่อยอดเป็น อารีย์ สกอร์ (Ari Score) ได้

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมออกโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้พี่ใหญ่ที่เป็นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วยเหลือน้องเล็ก ที่เป็นบริษัท SME ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน

 

ที่สำคัญ รัฐยังมีระบบจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำธุรกรรมและตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

The post สมาพันธ์ SME ไทย ยื่น ‘สมุดปกน้ำเงิน’ ถึงรัฐบาล ชง 5 วาระปฏิรูป MSME ดัน ‘MSME Plus’ เป็นวาระแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง https://thestandard.co/scb-eic-clmv-growth-cut-thailand/ Sun, 26 Jul 2026 05:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1235246 ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแท […]

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเศรษฐกิจ CLMV ปี 2569 ชะลอตัว รับมรสุมการค้าโลก

เศรษฐกิจ CLMV ชะลอลง ท่ามกลางศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่แตกต่างกัน

 

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวที่ 6.2% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2568 โดยเป็นการชะลอตัวในวงกว้างครอบคลุมทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชาคาดว่าจะขยายตัว 3.7% ลดลงจาก 5.3% ในปี 2568 สปป.ลาว 4.1% จาก 4.8% ปีก่อน เวียดนาม 7.1% จาก 8.0% ปีก่อน และเมียนมา 2.6% จาก 3.4% ปีก่อน

 

 
 

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ CLMV สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง และส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าช้า ซึ่งจะกดดันอุปสงค์ภายในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกดดันการส่งออก

 

การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะต่อเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง

 

ปัจจัยสนับสนุนเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจ CLMV ยังมีแนวโน้มชะลอลง โดยเวียดนามยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาจะพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

 

เศรษฐกิจเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตได้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม CLMV โดยได้รับแรงหนุนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ภาคการท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวดี เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงทำให้เวียดนามยังคงความเปราะบางต่ออุปสงค์โลกที่ชะลอลง ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301

 

เศรษฐกิจกัมพูชา มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาก จากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเบาที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เช่น สิ่งทอ การส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอจะช่วยรับมือกับแรงกดดัน

 

จากภายนอก รวมถึงความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้

 

เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเงินกีบที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การส่งออกไฟฟ้าและภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและพื้นที่เชิงนโยบายที่จำกัด ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังคงเปราะบาง

 

เศรษฐกิจเมียนมา มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเปราะบาง แม้ได้รับแรงหนุนบางส่วนจากอุปสงค์ต่างประเทศ การส่งออกแร่หายาก และการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ

 

นัยต่อประเทศไทย : ไทยมีแนวโน้มเกินดุลการค้ากับ CLMV ลดลง และเลือกลงทุนอุตสาหกรรมศักยภาพมากขึ้น

 

การเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 โดยการส่งออกไทยไปตลาดนี้อาจชะลอตามอุปสงค์ในภูมิภาคที่อ่อนแอและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม เช่น คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร

 

ขณะที่การลงทุนทางตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มชะลอลง จากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และมุ่งเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะยาว จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ศักยภาพด้านการส่งออกของ CLMV ไปยังตลาดต่างประเทศ และบทบาทในการเชื่อมโยงกับตลาดภายในภูมิภาค

 

The post SCB EIC หั่นเป้าเติบโต CLMV ปี 2569 เหลือ 6.2% พิษพิพาทตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ชี้กระทบไทยส่งออกโตแผ่ว-ยอดเกินดุลการค้าลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน https://thestandard.co/ai-investment-market-concern/ Sun, 26 Jul 2026 05:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1235242 แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งส […]

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่โลกพร้อมกราฟตลาดหุ้นและข้อความเตือนความกังวลการลงทุน AI

ตลาดการเงินเริ่มส่งสัญญาณกังวลว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงอาจไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อ Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capex) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่นๆ เช่น Amazon, Meta, Microsoft อาจทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้

 

 
 

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และขยายกำลังประมวลผลด้วยเม็ดเงินมหาศาล กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหม่ หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

 

สัญญาณดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะในตลาดหุ้น แต่เริ่มลามไปยังตลาดตราสารหนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและการชำระหนี้ของบริษัทมากกว่าศักยภาพการเติบโตในอนาคต

 

ตลาดพันธบัตรเริ่มส่งสัญญาณเตือน หลัง AI ใช้เงินลงทุนพุ่ง

 

ชนวนความกังวลรอบล่าสุดเกิดขึ้นหลัง Alphabet ปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capital Expenditure: Capex) เพื่อเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อื่น ๆ (Hyperscalers) ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Meta และ Microsoft อาจเดินหน้าทุ่มลงทุนในระดับเดียวกัน

 

เบื้องหลังการเพิ่มงบลงทุนดังกล่าว มาจากต้นทุนการสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผล AI ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

 

ผลที่ตามมาคือ ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร (Credit Spread) ของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มขยายตัว สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากภาระการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

 

นักวิเคราะห์ของ Mizuho ระบุว่า งบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังทดสอบความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยประเมินว่า ภายในปีหน้า ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่มีแนวโน้มใช้งบลงทุนรวมสูงกว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่สร้างได้ ซึ่งหมายความว่าบริษัทอาจต้องพึ่งพาการระดมทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็เริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI จะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้และผลกำไรที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนได้รวดเร็วเพียงใด

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านต้นทุนการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง โดย Credit Default Swap (CDS) อายุ 5 ปีของ Oracle ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ S&P Global เพิ่งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทลงมาอยู่ที่ BBB- เหนือระดับตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง (Junk Bond) เพียงหนึ่งขั้น

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการระดมทุนของ Meta สำหรับโครงการศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส มูลค่าราว 12,000 ล้านดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าบริษัทอาจต้องเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการระดมทุนโครงการก่อนหน้า สะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง และต้องการเห็นความชัดเจนว่าการลงทุนด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริง

 

หุ้นเอเชียเริ่มหมุนพอร์ต ลดน้ำหนัก AI หันหาตลาดที่ผันผวนน้อยกว่า

 

ความระมัดระวังต่อธีม AI ยังสะท้อนผ่านตลาดหุ้นเอเชีย โดยผู้จัดการกองทุนหลายแห่งเริ่มลดน้ำหนักหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จาก AI โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้และไต้หวัน ก่อนโยกเงินลงทุนไปยังตลาดที่มีความผันผวนน้อยกว่า รวมถึงหุ้นที่มีผลประกอบการชัดเจนและมูลค่าน่าสนใจกว่า เช่น หุ้นธนาคาร บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค และบริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน

 

Fidelity International, BNP Paribas Asset Management และ M&G Investments เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในจีน อินเดีย และอาเซียน ท่ามกลางความกังวลว่าหุ้น AI มีความผันผวนสูง ขณะที่ Citigroup ก็ปรับลดน้ำหนักหุ้นเกาหลีใต้และเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนเช่นกัน

 

ในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ และหุ้นไต้หวันกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี MSCI ASEAN ปรับตัวขึ้น 5.8% สวนทางดัชนี MSCI Asia Pacific ที่ลดลงเกือบ 4% ส่งผลให้ตลาดหุ้นอาเซียนมีแนวโน้มทำผลงานเหนือกว่าตลาดหุ้นเอเชียมากที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังมองว่าการปรับพอร์ตครั้งนี้เป็นเพียงการลดความเสี่ยงในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการยุติธีม AI เนื่องจากยังเชื่อว่าความต้องการใช้ AI และแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่งในระยะยาว

 

จับตางบ Big Tech รอบใหม่ บทพิสูจน์ผลตอบแทนจริงจาก AI

 

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาต่อจากนี้ คือผลประกอบการของ Meta, Microsoft และ Apple รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หลัง Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta คาดว่าจะใช้งบลงทุนรวมราว 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และนักวิเคราะห์ของ Bloomberg ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นใกล้ 900,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดต้องการคำตอบอาจไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ แต่คือบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่ต่างหาก.

 

ภาพ: VADZIM SHUBICH / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ตลาดเริ่มกังวล หลังเงินลงทุน AI พุ่งสูง ‘หุ้น-พันธบัตร’ ส่งสัญญาณ กังวลผลตอบแทนไม่คุ้มเม็ดเงินลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KResearch วิเคราะห์ แบงก์เปลี่ยนเกมทำกำไร หลัง NIM หด เร่งต่อยอดค่าฟี ลดพึ่งรายได้ดอกเบี้ย https://thestandard.co/kresearch-banks-profit-shift-nim/ Sat, 25 Jul 2026 09:49:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1235069 ภาพกราฟิกแสดงการปรับกลยุทธ์ทำกำไรของธนาคาร โดยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม

ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ร่วมกับสถาน […]

The post KResearch วิเคราะห์ แบงก์เปลี่ยนเกมทำกำไร หลัง NIM หด เร่งต่อยอดค่าฟี ลดพึ่งรายได้ดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการปรับกลยุทธ์ทำกำไรของธนาคาร โดยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม

ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ร่วมกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การเร่งขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ไม่ใช่ทางเลือกหลักในการประคองรายได้ดอกเบี้ยเช่นในอดีต เพราะอาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์

 

 
 

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) วิเคราะห์งบการเงินธุรกิจในกลุ่มธนาคาร พบว่า ในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มธนาคารสามารถทำกำไรได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเติบโตของสินเชื่อเพียงอย่างเดียว จากการปรับตัวใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

 

  • การบริหารต้นทุนเงินทุนเพื่อประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
  • การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
  • การคัดเลือกการเติบโตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์

 

การบริหารต้นทุนเงินทุนเพื่อประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

 

ธนาคารแต่ละแห่งต้องประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ผ่านการบริหารต้นทุนเงินทุนเชิงรุก และปรับพอร์ตสินเชื่อเชิงกลยุทธ์

 

โดยในการบริหารต้นทุนเงินทุนเชิงรุก ธนาคารแต่ละแห่งเริ่มมีการทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ลดสัดส่วนเงินฝากประจำต้นทุนสูง ปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน และบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อ เพื่อชดเชยผลจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ลดลง กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ NIM ของบางแบงก์เริ่มขยับขึ้นในไตรมาส 2/2569 และส่งผลให้ NIM โดยรวมของกลุ่มแบงก์ปรับลดลงช้ากว่าหลายไตรมาสก่อนหน้า

 

ขณะที่การปรับพอร์ตสินเชื่อเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาคุณภาพการเติบโต แบงก์ส่วนใหญ่เลือกขยายสินเชื่อในพอร์ตที่มีความได้เปรียบและบริหารความเสี่ยงได้ เช่น สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ เงินทุนหมุนเวียน กิจการต่างประเทศและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมชะลอพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เติบโตส่วนใหญ่ยังให้ผลตอบแทนไม่สูง จึงยังไม่สามารถสร้างแรงส่งต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้มากนัก

 

KResearch

 

การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า กลุ่มธุรกิจธนาคารเริ่มมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2568 หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเผชิญแรงกดดันหลายไตรมาสติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ความสามารถในการสร้างรายได้ของแต่ละแบงก์ยังแตกต่างกันตามฐานลูกค้า ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างธุรกิจของแต่ละแห่ง

 

โดยงบการเงินย้อนหลังหลายไตรมาสชี้ให้เห็นถึง 2 แนวทางสำคัญในการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจธนาคาร ได้แก่ การต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็ง และการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของผลประกอบการ ดังนี้

 

  • ต่อยอดฐานลูกค้าเพื่อสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

 

หลายแบงก์ขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าไปสู่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุน ประกัน และบริการตลาดทุน โดยอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งฐานลูกค้ารายใหญ่และลูกค้ามั่งคั่ง ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน เครือข่ายบริษัทในกลุ่มและช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลาย ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 สวนทางกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง

 

  • ใช้ความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของผลประกอบการ

 

นอกจากรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว ยังมีกำไรสุทธิจากเงินลงทุน FVTPL เงินปันผล รายได้จากธุรกิจในเครือและรายได้อื่น เข้ามาช่วยเสริมผลการดำเนินงาน สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและบรรเทาความผันผวนในบางช่วง อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนนี้ยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและราคาสินทรัพย์ จึงมีบทบาทเป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกไตรมาส (รูปที่ 2)

 

KResearch

 

 

การคัดเลือกการเติบโตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเร่งขยายสินเชื่อ แต่เลือกบริหารการเติบโตควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยง

 

โดยงบการเงินในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

 

  • บริหารการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ

 

แม้สินเชื่อของระบบเริ่มกลับมาขยายตัว แต่การเติบโตยังนำโดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อรายย่อยและ SME ยังขยายตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับการทบทวนพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงของบางแบงก์ สะท้อนว่าการเติบโตของสินเชื่อในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

 

  • การเร่งจัดการความเสี่ยงในพอร์ตเดิม

 

หลายแบงก์เดินหน้าจัดการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การขายหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) และการตัดหนี้สูญ ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ส่งผลให้ NPL ของกลุ่มแบงก์ทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อย่างไรก็ดี การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนผลของการบริหารจัดการเชิงรุกมากกว่าการฟื้นตัวของคุณภาพลูกหนี้อย่างทั่วถึง

 

  • การรักษาระดับสำรองฯ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

 

สะท้อนจาก Coverage Ratio ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลและรองรับความไม่แน่นอนในระยะต่อไป

 

KResearch

 

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะเริ่มสะท้อนผลจากการปรับกลยุทธ์ ทั้งการบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเติบโตอย่างมีคุณภาพ แต่ความท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปียังคงมีอยู่ โดยคาดว่า NIM ของกลุ่มแบงก์จะอยู่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับ 2.97% ในช่วงครึ่งปีแรก

 

ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจะขยายตัวต่ำกว่า 3.5% YoY ชะลอลงจาก 16.8% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี หลังเริ่มได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการทยอยบังคับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานค่าบริการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ด้วยเหตุนี้ โจทย์สำคัญของธนาคารในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการรักษาระดับกำไร แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างรายได้ ลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ย และบริหารพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

The post KResearch วิเคราะห์ แบงก์เปลี่ยนเกมทำกำไร หลัง NIM หด เร่งต่อยอดค่าฟี ลดพึ่งรายได้ดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ https://thestandard.co/bangto-fin-trip-halal-tour/ Sat, 25 Jul 2026 09:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1235065 บังโต วีรชน ศรัทธายิ่ง และผู้บริหาร Fin Trip ร่วมกันเปิดตัวธุรกิจทัวร์ฮาลาล

ย้อนกลัยไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพจคำโตๆ โพสต์ข้อ […]

The post บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังโต วีรชน ศรัทธายิ่ง และผู้บริหาร Fin Trip ร่วมกันเปิดตัวธุรกิจทัวร์ฮาลาล

ย้อนกลัยไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เพจคำโตๆ โพสต์ข้อความสั้นๆ ว่า “พรุ่งนี้เรื่องใหญ่ เตรียม ‘ทัวร์ลง’ ได้เลย”

 

 
 

วันรุ่งขึ้นทัวร์ลงจริง แต่เป็นทัวร์ในความหมายของธุรกิจนำเที่ยว เมื่อบริษัทคำโตๆ ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัท Fin Trip เปิดตัวธุรกิจท่องเที่ยวฮาลาลภายใต้แบรนด์ คำโตๆ Fintrip โดยเริ่มเส้นทางแรกที่ซินเจียง ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคมนี้

 

จับมือกันในระดับแบรนด์ ไม่ใช่การเข้าถือหุ้น

 

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าถือหุ้นหรือการตั้งบริษัทใหม่ แต่เป็นการนำความถนัดของสองฝ่ายมาทำแบรนด์ทัวร์ร่วมกัน

 

Fin Trip รับผิดชอบการบริหารจัดการ การจัดโปรแกรมเดินทาง และการดูแลลูกทัวร์ ซึ่งเป็นงานที่บริษัททำอยู่แล้ว ส่วนทีมคำโตๆ ดูแลการทำสื่อ การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบมาตรฐานฮาลาล โดยใช้ชื่อ ‘คำโตๆ’ นำหน้าแบรนด์ ขณะที่การแบ่งรายได้ระหว่างสองฝ่ายยังไม่มีการเปิดเผย

 

วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือบังโต ผู้ก่อตั้งบริษัทคำโตๆ และเจ้าของช่องคำโตๆ ระบุว่า จะเป็นผู้ลงพื้นที่สำรวจและเปิดเส้นทางใหม่ด้วยตัวเองในครั้งแรก เมื่อวางระบบลงตัวแล้ว ทีมงานของ Fin Trip จะรับช่วงดูแลทริปต่อจากนั้น ดังนั้นแม้บังโตจะไม่ได้ร่วมเดินทางทุกทริป แต่ทัวร์ยังขายภายใต้แบรนด์คำโตๆ ต่อไป เพราะได้ผ่านมาสำรวจเส้นทางเรียบร้อยแล้ว

 

การที่บังโตร่วมเดินทางด้วยหรือไม่ ยังสะท้อนออกมาเป็นราคาที่ต่างกัน โดยโปรแกรมประเดิมเส้นทางซินเจียงเหนือแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ทริปที่บังโตร่วมเดินทางด้วย วันที่ 10-17 สิงหาคม 2569 ราคา 79,965 บาท ทริปที่มีอินฟลูเอ็นเซอร์ร่วมเดินทาง วันที่ 17-24 สิงหาคม 2569 ราคา 77,965 บาท และทริปทั่วไป วันที่ 24-31 สิงหาคม 2569 ราคา 74,965 บาท

 

เท่ากับว่าการมีบังโตร่วมเดินทางถูกคิดเป็นส่วนต่างราว 5,000 บาทต่อคน เมื่อเทียบกับทริปเส้นทางเดียวกันที่ไม่มีบังโตไปด้วย โดยราคาแต่ละรอบยังขึ้นอยู่กับต้นทุนอย่างค่าตั๋วเครื่องบินที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมถึงแต่ละเส้นทางก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป

 

ขณะเดียวกัน คำโตๆ Fintrip ยังมีแผนทำ Influence Partner และ Affiliate Partner เปิดให้อินฟลูเอ็นเซอร์ช่วยแนะนำและขายทริป แล้วรับส่วนแบ่งจากยอดขายที่เกิดขึ้น รวมถึงเข้ามาร่วมออกแบบทริปในอนาคต ซึ่งคาดว่ารายได้ส่วนหนึ่งของฝั่งบังโตจะมาจากช่องทางนี้ นอกเหนือจากการขายทริปตรงผ่านบริษัท

 

ตลาดที่ยังไม่มีใครทำทั้งระบบ

 

อาทิตย์ เทพไชย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Fin Trip ระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ที่ให้บริการลูกค้าชาวมุสลิมอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการสื่อสารออกมาชัดเจนว่าเป็นทัวร์ฮาลาล 100%

 

ที่ผ่านมา Fin Trip เคยจัดกรุ๊ปทัวร์ปกติที่มีลูกค้ามุสลิมร่วมเดินทางราว 30% แล้วใช้วิธีจัดมื้ออาหารเฉพาะหรือแยกโรงแรมให้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับความสะดวกเต็มที่ ซึ่งอาทิตย์มองว่าบริษัททำได้ดีกว่านั้น และกลายเป็นที่มาของการติดต่อทีมคำโตๆ เพื่อร่วมกันทำทัวร์ฮาลาล

 

ด้านบังโตอธิบายว่า ฮาลาลในบริบทของทัวร์นี้คือมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยของการจัดทริป มากกว่าการเป็น ‘ทริปเชิงศาสนา’ โดยทริปจะไม่มีสิ่งมึนเมาและไม่พาไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง ส่วนเรื่องอาหารครอบคลุมถึงการไม่มีเนื้อหมู ไม่มีเลือดผสม และไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการเผื่อเวลาสำหรับการละหมาดไว้ในตารางเดินทางตั้งแต่ต้น

 

การวางมาตรฐานแบบนี้ทำให้บังโตมองว่าทัวร์เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างศาสนิกและกลุ่มครอบครัวที่ต้องการการเดินทางที่ปลอดภัยได้ด้วย ทำให้ฐานลูกค้ากว้างกว่ากลุ่มมุสลิมเพียงอย่างเดียว

 

ส่วนเหตุผลที่เลือกซินเจียงเป็นเส้นทางแรก บังโตระบุว่าแม้จีนไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ซินเจียงเป็นมณฑลที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยราว 3 เท่า และมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้จัดการเรื่องอาหารฮาลาลได้ง่ายกว่า ประกอบกับเป็นเส้นทางธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวไทยยังรู้จักไม่มากนัก

 

ตลาดนักเดินทางมุสลิมที่โตทั้งขาออกและขาเข้า

 

เมื่อดูขนาดตลาด ปัจจุบันไทยมีประชากรมุสลิมราว 10 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.2 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยค่าที่พักและค่าอาหารเป็น 2 หมวดที่คนไทยจ่ายมากที่สุด รวมกันกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าปี 2569 นักเดินทางจะใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 60,000 บาทต่อคนต่อทริป

 

ด้านภาพตลาดโลก รายงาน Halal Travel Trends 2026 ของมาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้ง คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมระหว่างประเทศทั่วโลกจะอยู่ที่ 186 ล้านคนในปี 2568 ก่อนเพิ่มเป็น 245 ล้านคนในปี 2573 โดยในปี 2567 เอเชียดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมได้เกือบ 120 ล้านคน หรือราว 65% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก 176 ล้านคน

 

รายงานอีกฉบับคือ Muslim Women in Travel 2026 ระบุว่า นักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมมีจำนวน 90 ล้านคนในปี 2568 คิดเป็น 48% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 63 ล้านคน หรือ 45% ในปี 2562 โดยปัจจัยที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัยและความสบายใจของจุดหมายปลายทางที่ 60% รองลงมาคือความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่ 30%

รายงานยังพบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยแพลตฟอร์มที่ใช้มากที่สุดคือ Instagram ตามด้วย YouTube และ TikTok

 

อีกส่วนที่น่าสนใจคือ ‘ตลาดขาเข้า’ เนื่องจากประชากรมุสลิมเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วทั้งการเดินทางเข้าและออก สอดคล้องกับที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ครัวฮาลาลของโลก ขณะที่รายงานของมาสเตอร์การ์ดระบุว่าไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมมายาวนาน และโอกาสอยู่ที่การทำให้บริการที่มีอยู่แล้วถูกค้นหาเจอและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

 

เป้าโต 10% กับโจทย์เส้นทางนอกประเทศมุสลิม

 

ปีที่ผ่านมา Fin Trip มีรายได้ราว 800 ล้านบาท โดยความร่วมมือครั้งนี้ตั้งเป้าการเติบโตเบื้องต้นราว 10% ส่วนแผนเส้นทางตั้งเป้านำเสนอเส้นทางใหม่เฉลี่ยเดือนละ 1 เส้นทางโดยไม่ซ้ำกัน และมองการขยายไปยังมองโกเลีย รัสเซีย โครเอเชีย รวมถึงพื้นที่อื่นในเอเชีย

 

บังโตระบุว่าเส้นทางในกลุ่มประเทศมุสลิมจัดการได้ไม่ยาก เพราะร้านอาหารฮาลาลและสถานที่ละหมาดหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว โจทย์ที่ยากกว่าคือประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งกำแพงภาษาและข้อจำกัดเรื่องขนาดร้านอาหาร การพากรุ๊ปทัวร์ 25 คนไปรับประทานอาหารฮาลาลจึงต้องใช้เวลาหาข้อมูลมาก โดยแนวทางคือส่งทีมเข้าไปสำรวจและตรวจสอบมาตรฐานก่อนเปิดขาย

 

“ปัญหาใหญ่ของคนไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศคือเรื่องอาหาร ยิ่งถ้าต้องการฮาลาลด้วยแล้ว ยิ่งหาของอร่อยและวางใจได้ยากมาก” บังโตกล่าว

 

ส่วนเป้าหมายถัดไปที่บังโตต้องการผลักดันคือการขอการรับรองมาตรฐานทัวร์ฮาลาลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซึ่งมองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักเดินทางได้มากกว่าการรับประกันด้วยชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว

 

The post บังโตโพสต์ ‘เตรียมทัวร์ลง’ สุดท้ายลงจริง จับมือ Fin Trip ทำทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดที่ลูกค้ามุสลิมเคยเป็นแค่ 30% ในกรุ๊ปทัวร์ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group https://thestandard.co/thailand-imf-world-bank-2026-2026-annual-meetings/ Sat, 25 Jul 2026 05:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1234941 ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026

ไทยพร้อมกำหนด Agenda ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังโลก […]

The post ‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026

ไทยพร้อมกำหนด Agenda ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ใต้แนวคิด ‘ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง’ หรือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการเป็นเจ้าภาพ ‘การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ กลุ่มธนาคารโลก ปี 2569’ หรือ The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ‘ประเทศไทยต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการเงินของโลก ท่ามกลางบริบทที่โลกกำลังแตกขั้ว มีความผันผวนของตลาดการเงินโลก และปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ผ่าน 4 เสาหลัก’

 

“ไทยเราสามารถเป็นคนที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง การเงินโลก หรือกำหนด Agenda โลกได้ในงานนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

โดย 4 เสาหลัก รัฐบาลไทยเตรียมใช้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่

 

เสาที่ 1: การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย

 

เสาที่ 2: การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูง เพื่อให้ไทยสามารถ เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น ‘Trusted Hubs’ ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่

 

เสาที่ 3: การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล

 

เสาที่ 4: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน

 

ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุม
ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ ‘Road to Thailand’ เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน

 

“ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ”

 

ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026 1

The post ‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] https://thestandard.co/thananchai-asdamongkol-k-wealth-trust/ Sat, 25 Jul 2026 04:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1234553 นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแ […]

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง แต่เมื่อถอดเสื้อกาวน์ออก เขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค และหัวหน้าครอบครัวที่กำลังเผชิญคำถามเดียวกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจอีกหลายคน จะบริหารความมั่งคั่งอย่างไรให้เติบโตอย่างมั่นคง และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกได้อย่างยั่งยืน

 

THE STANDARD WEALTH ชวนถอดรหัสปรัชญา Trusted Advisor ที่คุณหมอยึดถือมาตลอดเส้นทางการทำงาน เพื่อค้นหาว่าเหตุใด “ความไว้วางใจ” จึงเป็นรากฐานของทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร ไปจนถึงการเลือกพาร์ตเนอร์ด้านการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 1

 

เพราะ “ความไว้วางใจ” คือสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด

 

สำหรับคุณหมอ หน้าที่ของเขาไม่ได้เริ่มที่การจับมีดผ่าตัด แต่เริ่มต้นด้วยการจับเข่าคุย ชวนคิด และตั้งคำถาม เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง

 

“สิ่งสำคัญของการทำศัลยกรรม คือ การออกแบบผลลัพธ์ที่เหมาะสมและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับคนไข้ เพราะแต่ละคนมีร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน จึงต้องเริ่มจากการรับฟัง แนะนำทางเลือกอย่างตรงไปตรงมา 

 

คุณหมอพร้อมสวมบทบาทเป็น “Trusted Advisor” หรือที่ปรึกษาที่ของคนไข้ นั่นเพราะคุณหมอเชื่อว่าความไว้วางใจเกิดจากความจริงใจที่กล้าจะบอกความจริง เพื่อผลลัพธ์และความปลอดภัยของคนไข้ในระยะยาว

 

ที่น่าสนใจก็คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในห้องตรวจของคุณหมอ กลับไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ทว่าคือ “ความไว้วางใจ” ที่ต้องใช้เวลาสร้างขึ้นนานนับปี และปรัชญานี้เองที่เป็น DNA สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคดำเนินกิจการส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอด 38 ปี

 

เมื่อคุณหมอก้าวออกนอกห้องผ่าตัดมาสวมหมวกหัวหน้าครอบครัวและนักบริหาร DNA เรื่อง “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เขาให้คุณค่ามากที่สุดนี้เอง ได้กลายมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดในการเลือก K WEALTH จากธนาคารกสิกรไทย มาทำหน้าที่เป็น Trusted Partner หรือเพื่อนคู่คิดทางการเงินให้กับคุณหมอและครอบครัว

 

เมื่อโจทย์ชีวิตเปลี่ยนผ่าน: จาก High Risk สู่ High Trust

 

ในฐานะแพทย์ มองว่า เมื่อเวลาและกำลังของคนมีขีดจำกัด เงินที่หามาได้จึงควรถูกออกแบบให้ “เติบโตและต่อยอดได้” ในระยะยาวอย่างยั่งยืน และส่งต่อไปยังรุ่นลูกได้

 

“สมัยวัยรุ่น เราอาจมองหาโอกาสที่ตื่นเต้น มองเรื่อง High Risk, High Return เป็นเรื่องปกติ แต่พอเริ่มมีลูก มีครอบครัว เป้าหมายก็เปลี่ยนไป จากการสร้างผลตอบแทนสูงสุด มาเป็นการสร้างความมั่นคงให้คนข้างหลัง”

 

เมื่อเป้าหมายของชีวิตเปลี่ยน สิ่งที่คุณหมอมองหาจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด หากคือสถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้มากที่สุด

 

และสำหรับคุณหมอ เรื่องนี้ไม่ต่างจากการรักษาคนไข้ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่อาจอาศัยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำและปลอดภัย

 

“ด้าน Wealth Management ไม่ใช่แค่การบริหาร แต่คือ “เข้าใจและเชื่อใจ ผมเลือกลงทุนกับสถาบันการเงินที่ผมเชื่อถือและไว้วางใจ มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ มีเทคโนโลยีช่วยเรื่องการลงทุน เพราะทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องเงิน เราต่างต้องการมืออาชีพที่ไว้ใจได้”

 

ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน คือการส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น

 

“หน้าที่ของคนเป็นพ่อคือการส่งต่อทั้งทรัพย์สิน คุณค่า และองค์ความรู้ให้ลูกสามารถรับไม้ต่อได้อย่างมั่นใจ”

 

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้คุณหมอ เลือกใช้บริการพาร์ตเนอร์ทางการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจชีวิต เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

“ผมมี RM มืออาชีพที่เชี่ยวชาญของเคแบงก์ไพรเวท แบงกิ้ง และทีมกลยุทธ์ของ K WEALTH คอยดูแล เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนของผมก่อนว่าชอบแบบไหน รับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด แล้วจึงช่วยออกแบบแนวทางที่เหมาะกับผม รวมถึงแนะนำมุมมองเรื่องการส่งต่อสู่รุ่นลูกจาก Lombard Odier มาช่วยวางแผนในระยะยาวให้ด้วย” 

 

ตลอดการสนทนา มีสองคำที่คุณหมอพูดถึงอยู่เสมอ คือ “ความเข้าใจ” และ “ความเชื่อใจ”

 

ในมุมมองของเขา บทบาทของ Trusted Partner ไม่ต่างจากทีมแพทย์เบื้องหลัง เพราะต้องกลั่นกรองข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และกล้าพูดความจริงว่าสินทรัพย์ใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับเป้าหมายของเจ้าของเงิน เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 2

 

ผลตอบแทนที่มีค่าที่สุด คือเวลา

 

สำหรับคุณหมอ ผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุดของการมี Trusted Partner คือการได้ “เวลา” กลับคืนมา

 

“เมื่อมี RM และทีม K WEALTH ผมก็ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเพราะกังวลกับพอร์ต ทำให้ผมได้เวลากลับไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งการดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร การใช้เวลากับครอบครัว การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ บ้าง ก็ทำให้ชีวิตค่อนข้างลงตัว ซึ่งเอกสิทธิ์ด้านสุขภาพของเดอะวิสดอมไพรเวทแบงค์กิ้งกสิกรไทย ก็มาช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผมได้พอดี”

 

เพราะสำหรับคุณหมอ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงตัวเลขในพอร์ต แต่คืออิสระในการใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต พร้อมความมั่นใจว่าอนาคตของครอบครัวกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง 

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ที่  https://www.kasikornbank.com/k_4fMeTmE 

 

*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 หลังนำเข้าพุ่งแรง แซงส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ https://thestandard.co/thailand-record-trade-deficit-imports-surge/ Fri, 24 Jul 2026 12:17:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1234778 เรือบรรทุกสินค้ากำลังขนถ่ายข้าวด้วยเครน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมอง ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็ […]

The post ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 หลังนำเข้าพุ่งแรง แซงส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือบรรทุกสินค้ากำลังขนถ่ายข้าวด้วยเครน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมอง ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 จากการนำเข้าที่อาจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมิน หลังการนำเข้าของไทย ภาพรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 38.0% แซงออกที่ขยายตัว 17.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

 
 

วันนี้ (24 กรกฎาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทย ในเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,121,958 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 ที่ 20.8% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.3% ทำให้ดุลการค้าในมิถุนายนขาดดุล 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยสินค้าอุตสาหกรรมยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการส่งออกในเดือนมิถุนายน ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และชิ้นส่วน ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเครื่องใช้อัจฉริยะในยุค AI

 

ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร แม้ภาพรวมจะยังหดตัว แต่มีบางกลุ่มสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย

 

โดยภาพรวมการส่งออก 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 38.0% ทำให้ดุลการค้าขาดดุล 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังของปี 2569 นันทพงษ์คาดว่าจะยังเติบโตได้ดีจากปัจจัยความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

 

โดยให้กรอบการขยายตัวของการส่งออกทั้งปีอยู่ในช่วง 5-11% โดยมองว่ากรณีฐานการเติบโตจะอยู่ที่ 8% จากสมมุติฐานที่ว่ากลุ่มสินค้าเทคโนโลยียังเป็นเครื่องยนต์หลักพยุงภาพรวม แรงส่ง Front Loading เริ่มแผ่วลง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับรับมือได้ และเงินบาททรงตัวในระดับอ่อนเอื้อต่อการแข่งขัน

 

ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569

 

ปริชญา ฤทธิ์สุข เจ้าหน้าที่วิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14.0% จาก 8.2% ในปี 2569 และปรับเพิ่มประมาณการภาพรวมการนำเข้าไทยขึ้นเป็น 27.0% จาก 13.9% ส่งผลให้ในปีนี้ ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (Customs basis) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ภาพการค้าไทยเติบโตกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกและการนำเข้า แต่การนำเข้าที่เร่งตัวมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำเข้าของไทยขยายตัวสูงถึง 38.0% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี เร่งตัวมากกว่าการส่งออกที่ขยายตัวอยู่ที่ 17.6% YoY เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center ที่กระตุ้นทั้งอุปสงค์โลกและการลงทุนในประเทศ

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามการส่งออก ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังเป็นปัจจัยกดดันการนำเข้าต่อเนื่อง

 

ภาพ: Kundilok Photo/ Shutterstock

The post ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 หลังนำเข้าพุ่งแรง แซงส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? https://thestandard.co/us-thailand-currency-manipulation-watch/ Fri, 24 Jul 2026 11:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1234774 เหรียญบาทไทยพร้อมข้อความ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เฝ้าระวัง ‘บิดเบือนค่าเงิน’

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดให้ ‘ไทย’ อยู่ในบัญชีรายชื่อ […]

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญบาทไทยพร้อมข้อความ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เฝ้าระวัง ‘บิดเบือนค่าเงิน’

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดให้ ‘ไทย’ อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู (Monitoring List) เฝ้าระวังความเสี่ยง บิดเบือนค่าเงิน เป็นรอบที่ 2 ติดต่อกัน ร่วมกับอีก 9 ประเทศ โดยในรอบนี้ ไทยเข้าเกณฑ์พิจารณาเพียง 1 ใน 3 ข้อ คือ การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ที่สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ประเมินแนวโน้มในรอบถัดไปไทยมีความเสี่ยงลดลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น ทำไม ‘ไทย’ ถูกขึ้นบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอรายงานประจำครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา (Report on Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States) ต่อรัฐสภา

 

โดยได้ข้อสรุปว่า ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดของสหรัฐฯ ที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินของตนกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขัดขวางการปรับสมดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ

 

“ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดที่เข้าข่ายครบทั้ง 3 หลักเกณฑ์ซึ่งจะต้องถูกวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้รัฐบัญญัติการอำนวยความสะดวกและการบังคับใช้กฎหมายทางการค้า ปี พ.ศ. 2558 (Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015)”

 

อย่างไรก็ดี ยังมี 10 ระบบเศรษฐกิจที่ถูกจัดอยู่ใน ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’ (Monitoring List) ในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญที่แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคสมควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงไทย

 

เปิดรายชื่อ 10 ประเทศถูกจัดเข้า ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’

 

  • จีน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลีใต้
  • ไต้หวัน
  • ไทย
  • สิงคโปร์
  • เวียดนาม
  • เยอรมนี
  • ไอร์แลนด์
  • สวิตเซอร์แลนด์

 

โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเทศที่เคยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดูจากรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569

 

กระทรวงการคลังจะยังคงดำเนินการวิเคราะห์ประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างเข้มงวดต่อไป ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569 และจะนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่การหารือในการประเมินระบบเศรษฐกิจเชิงลึกหากมีพัฒนาการที่น่าจับตามองเกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ ในรายงานฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้ทบทวนและประเมินนโยบายของประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งในภาคสินค้าและบริการ

 

กางเกณฑ์ ทำไมไทยติดบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

โดยสหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ซึ่งไทยหลุดเกณฑ์นี้แล้ว เนื่องจากมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 2.8% ต่อ GDP เท่านั้น จากระดับ 3.8% ของ GDP ในรอบก่อน
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิ 1.8% จากระดับ 0.9% ของ GDP (การเข้าเกณฑ์ต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

ในรอบหน้าไทยมีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ Monitoring List แค่ไหน

 

ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในรายงานรอบล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวนเกณฑ์ที่ไทยเข้าเงื่อนไขลดลง เหลือ 1 ใน 3 ข้อ จากรอบก่อนเข้า 2 ใน 3 ข้อ แม้ว่า เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus)

 

สำหรับแนวโน้มในรอบถัดไป ดร. กาญจนาระบุว่า หากในการประเมินครั้งหน้า หากไทยไม่กลับไปติดเกณฑ์ 2 ข้อ ไทยจะหลุดจากบัญชีเฝ้าระวังนี้ทันที โดยเมื่อพิจารณาในเกณฑ์แต่ละข้อในระยะต่อไป พบว่า

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมช่วงไตรมาส 4 2568 ถึงมิถุนายนปี 2569 ไทยก็ยังจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่
  • เกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่เกินกำหนดอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบในราคาแพง ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะบางลงมาก หรืออาจจะไม่เกิดดุล
  • ส่วนเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากปัจจุบันเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจึงทำให้ความเสี่ยงการเกณฑ์ดังกล่าวลดลงไปอีก ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่บาทแข็ง ธปท. อาจต้องเข้าดูแลด้วยการซื้อดอลลาร์และขายเงินบาท

 

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ดร. กาญจนามองว่า ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากปัจจัยภายนอก 2 เรื่องหลัก ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูง หรืออาจถึงขั้นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของไทยยังไม่แข็งแรง

 

ส่วนกรอบค่าเงินบาทระยะสั้น สำหรับสัปดาห์ถัดไป ดร. กาญจนาประเมินแนวรับที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านเบื้องต้นที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ แต่อาจมีโอกาสทะลุไปทดสอบที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ หากสถานการณ์รุนแรงจนราคาน้ำมันยืนระดับ 100 เหรียญและท่าทีของ Fed

 

จับตาสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเครื่องมืออื่นๆ มากขึ้น

 

ดร.กาญจนา ตั้งข้อสังเกตว่า นอกเหนือจากเกณฑ์ Monitoring List ในรายงานรอบล่าสุดให้ความสำคัญกับ ‘กรอบและเครื่องมือดำเนินนโยบาย’ มากขึ้น เนื่องจากมีการอธิบายมาตรการของไทยเป็นรายประเด็น เช่น การเพิ่มเกณฑ์รายได้ขึ้นเป็น 10 ล้านดอลลาร์ที่ต้องนำกลับเข้าประเทศ ระบุถึงเกณฑ์ห้ามสถาบันการเงินทำ NDF อ้างอิงเงินบาทกับ Non-Resident เพิ่มประเด็นกำกับธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำดิจิทัลในสกุลบาท และกล่าวถึงการรายงานธุรกรรมทองคำขนาดใหญ่

 

ดังนั้น รายงานรอบล่าสุดสะท้อนว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายการประเมินจากการดูการเคลื่อนไหวของเงินบาท ไปสู่วิธีและเครื่องมือการดำเนินนโยบายที่อาจมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากขึ้น

 

ดังนั้น โจทย์ระยะต่อไปอาจจะครอบคลุมมากกว่าการแทรกแซงค่าเงิน โดยอาจรวมถึงมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย มาตรการกำกับดูแล และเครื่องมืออื่นๆ ที่อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและกลไกตลาด

 

ประเมินการดูแลค่าเงินบาทของแบงก์ชาติระยะต่อไป

 

ดร. กาญจนามองว่า การดูแลของแบงก์ชาติในระยะต่อไป น่าจะเน้นการดูแลเพื่อ ‘ลดความผันผวน’ เป็นหลัก ไม่ใช่การแทรกแซงทิศทางของค่าเงิน หลังจากในปีนี้ค่าความผันผวน (Volatility) ของเงินบาทสูงถึง 8% ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่ 7.1%.

 

โดยคาดว่า ธปท. น่าจะไม่ต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปจนกระทบความเชื่อมั่นต่อสกุลเงิน และพร้อมที่จะเข้าดูแลทั้งสองฝั่ง (ทั้งซื้อและขาย) ตามจังหวะการเหวี่ยงตัวของตลาด เพื่อลดความผันผวน

 

เบสเซนต์ย้ำ ห้ามทุกประเทศ บิดเบือนค่าเงิน เพื่อความได้เปรียบทางการค้า

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศได้ส่งผลให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาการขาดดุลการค้า และทำให้การจ้างงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวลง เมื่อประเทศคู่ค้าเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากเกินความจำเป็น หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อจงใจลดมูลค่าหรือระงับการแข็งค่าของสกุลเงินของตน การกระทำดังกล่าวได้สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งแก่แรงงานและภาคธุรกิจอเมริกันเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการค้า ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) ของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการคลังมีความมุ่งมั่นที่จะเฝ้าระวังและต่อต้านแนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมอย่างเข้มงวดและจริงจัง”

 

“กระทรวงการคลังยังคงประเมินอย่างต่อเนื่องว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงดำเนินนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อบิดเบือนค่าเงินของตนอันจะนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือไม่” เบสเซนต์กล่าว

 

สหรัฐฯ ย้ำจีนยังขาดความโปร่งใส

 

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไม่ได้ระบุให้จีนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินในรายงานฉบับนี้ แต่จีนยังคงมีความโดดเด่นกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญรายอื่นๆ ในด้านการขาดความโปร่งใสที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ย้ำว่า การขาดความโปร่งใสดังกล่าวจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระทรวงการคลังในการขึ้นบัญชีจีน หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ได้ว่าจีนมีการแทรกแซงไม่ว่าผ่านช่องทางที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อต้านทานการแข็งค่าของเงินหยวน (RMB) ในอนาคต

 

ภาพ: valiantsin suprunovich, schankz / Shutterstock

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ https://thestandard.co/sec-supaporn-false-filing/ Fri, 24 Jul 2026 11:19:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1234751 ภาพกราฟิกแสดงข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษสุภาพร พิมพงษ์ ปมรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ

จากรายงานปริศนาถือหุ้น TRUE เกิน 7% สู่บทสรุปทางกฎหมาย […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข่าว ก.ล.ต. กล่าวโทษสุภาพร พิมพงษ์ ปมรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ

จากรายงานปริศนาถือหุ้น TRUE เกิน 7% สู่บทสรุปทางกฎหมาย ก.ล.ต. ยืนยันรายงานของ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ไม่มีธุรกรรมจริง ชี้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ เข้าข่ายส่งเอกสารเท็จตามมาตรา 302/1 พร้อมส่งไม้ต่อกระบวนการอาญาให้ บก.ปอศ.

 

 
 

หลังจากปมรายงานการได้มาซึ่งหุ้นในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดทุนไทยมาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เดินหน้าสู่บทสรุปทางกฎหมาย ด้วยการ กล่าวโทษ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)

 

ความผิดที่ถูกกล่าวโทษคือ การนำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จ เข้าข่ายฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตาม มาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

 

รายงานเท็จ 11 ฉบับ ทั้งที่ไม่เคยถือหุ้นจริง

 

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า นางสาวสุภาพรได้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

 

แบบ 59 รวม 4 ฉบับ ครอบคลุมหุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569 และ แบบ 246-2 รวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2569

 

ก.ล.ต. ระบุชัดว่า นางสาวสุภาพร ไม่ได้มีการถือหลักทรัพย์ หรือมีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนตามที่แสดงในแบบ 59 และแบบ 246-2 แต่อย่างใด กล่าวคือ ทั้ง 11 รายการเป็นการรายงานธุรกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

ก.ล.ต. ยืนยัน ‘ทำตามลำดับขั้น’ เดินหน้าตาม Due Process

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า การดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปตามลำดับขั้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยแจ้งสถานะในแบบ 246-2 ให้ทราบทันทีที่พบความผิดปกติ ควบคู่กับการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมก่อนนำข้อมูลออกจากระบบ

 

จากนั้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ ตามกระบวนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Due Process of Law) พร้อมทั้งรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษาร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในการป้องกันและป้องปรามเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไป

 

ก.ล.ต. ระบุว่า ภายหลังการกล่าวโทษ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาลำดับต่อไปจะเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรมตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

 

ไทม์ไลน์การจัดการของ ก.ล.ต. ‘เตือนก่อน ถอดออกทีหลัง’

 

ก.ล.ต. ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการรายงานข้อมูลในแบบ 59 และแบบ 246-2 กรณีนี้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทันทีที่พบความผิดปกติ ตามลำดับขั้นดังนี้

 

เริ่มจากการนำข้อมูลในแบบ 59 ออกจากระบบ เมื่อตรวจพบว่านางสาวสุภาพรไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน จากนั้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้ระบุสถานะในแบบ 246-2 เป็น ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุน

 

ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. เปลี่ยนสถานะเป็นอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง ควบคู่กับการเร่งตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจพบความไม่ถูกต้องประกอบกับได้รับการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง จึงได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

 

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานถือหุ้นเท็จ 11 ฉบับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ชี้สหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้เจรจา หลังจ่อใช้ ‘มาตรา 301’ เก็บภาษีนำเข้า 12.5% ด้าน ‘จุลพันธ์’ ย้ำไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับในประเทศ https://thestandard.co/us-thailand-tax-negotiation-forced-labor/ Fri, 24 Jul 2026 11:17:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1234747 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้สัมภาษณ์ประเด็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

‘เอกนิติ’ ชี้สหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้เจรจา และเตรียมหารือเ […]

The post ‘เอกนิติ’ ชี้สหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้เจรจา หลังจ่อใช้ ‘มาตรา 301’ เก็บภาษีนำเข้า 12.5% ด้าน ‘จุลพันธ์’ ย้ำไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้สัมภาษณ์ประเด็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

‘เอกนิติ’ ชี้สหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้เจรจา และเตรียมหารือเอกชน หลังสหรัฐฯ จ่อใช้ ‘มาตรา 301’ เก็บภาษีนำเข้า 12.5% ขณะที่ ‘จุลพันธ์’ ย้ำไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับในประเทศ แต่มีปัญหาจากสินค้านำเข้าของประเทศที่สาม พร้อมชี้สินค้าส่งออกไทยกว่าครึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม

 

 
 

วันนี้ (24 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ว่า ได้หารือกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการเจรจาโดยตรงแล้ว และจะหารือร่วมกับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวด้วย

 

ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวเป็นการเปิดเผยหลังมาตรการภาษีชั่วคราวของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 122 ในอัตรา 10% สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม และสหรัฐฯ อาจกลับไปใช้มาตรา 301 ที่ 12.5% อีกครั้ง ซึ่งว่าด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมเนื่องจาก ขัดมาตรการในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ

 

โดย ดร.เอกนิติกล่าวว่า แม้สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการได้รับการยกเว้นภาษี ทำให้ผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด แต่ยังมีสินค้าบางประเภทที่ไม่ได้รับการยกเว้น จึงจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อนำไปประกอบการเจรจา

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ มองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้ สหรัฐฯ ยังไม่ได้ปิดโอกาสในการเจรจา โดยเฉพาะการจัดทำกรอบความตกลงหรือเงื่อนไขร่วมกัน

 

“หลายประเทศเจรจาเสร็จแล้วและได้รับอัตราภาษี 10% แต่ประเทศไทยยังไม่มีข้อตกลงในเรื่องนี้ จึงต้องเร่งเดินหน้าการเจรจา” นายเอกนิติกล่าว

 

ดร.เอกนิติยังเห็นว่า ไทยควรใช้ข้อสังเกตของสหรัฐฯ เรื่องการใช้แรงงานบังคับเป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศ ยกระดับมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว และทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ แม้อาจยังมีผลกระทบบางส่วนต่อสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีก็ตาม

 

เมื่อถูกถามถึงอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ ดร.เอกนิติระบุว่า จะขอตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม ยังต้องประเมินตัวเลขอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

‘จุลพันธ์’ แจงไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับในประเทศ

 

ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก กรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ว่า ประเด็นดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากปัญหาแรงงานบังคับภายในประเทศไทย

 

จุลพันธ์อธิบายว่า ข้อพิจารณาของ USTR เป็นเรื่องมาตรการของไทยในการควบคุม สินค้านำเข้าจากประเทศอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ไม่ใช่ข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตภายในประเทศไทย

 

โดยจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยมีพัฒนาการด้านการคุ้มครองแรงงานและสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง อาทิ กรณีสหรัฐฯ ถอดสินค้ากุ้งไทยออกจากบัญชีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ การรักษาสถานะ Tier 2 ในรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 รวมถึงการเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้สัตยาบันพิธีสาร P29 และจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เห็นชอบจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการใช้แรงงานบังคับ เพื่อกำกับดูแลและคัดกรองสินค้านำเข้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

 

สำหรับผลกระทบด้านการค้า จุลพันธ์อ้างข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ส่งผลให้ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 2.5% จากอัตราภาษีเดิมที่เรียกเก็บอยู่แล้ว 10%

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งหารือกับสหรัฐฯ ควบคู่กับการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ขณะที่กระทรวงแรงงานจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานแรงงานและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

The post ‘เอกนิติ’ ชี้สหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้เจรจา หลังจ่อใช้ ‘มาตรา 301’ เก็บภาษีนำเข้า 12.5% ด้าน ‘จุลพันธ์’ ย้ำไทยไม่มีปัญหาแรงงานบังคับในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 ปัจจัยบวกกับ 3 ปัจจัยเสี่ยง หลังคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทย 2569 โตดีขึ้น เป็น2.5% https://thestandard.co/thai-gdp-2026-factors-risks/ Fri, 24 Jul 2026 10:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1234706 อินโฟกราฟิกแสดงปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงต่อ GDP ไทยปี 2569

คลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากเดิ […]

The post เปิด 5 ปัจจัยบวกกับ 3 ปัจจัยเสี่ยง หลังคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทย 2569 โตดีขึ้น เป็น2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแสดงปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงต่อ GDP ไทยปี 2569

คลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 1.6% เมื่อเดือนเมษายน โดยมี 5 ปัจจัยสนับสนุน หลัก ได้แก่ การส่งออกที่ขยายตัวดี การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวสูงจากมาตรการส่งเสริมการลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน แต่ยังต้องจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’

 

 
 

วันนี้ (24 กรกฎาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ 1.6% จากการส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวสูง และการบริโภคภาคเอกชนที่ได้แรงหนุนจากนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน

 

ประมาณการดังกล่าวของ สศค. สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประมาณการจากสำนักอื่นๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งประมาณการไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ 2.3% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570

 

ขณะที่ ธนาคารโลก (World Bank) ประมาณการไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ 1.6% ในปี 2569 และ 2.3% ในปี 2570

 

ส่วนรายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนกรกฎาคม 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประมาณการ GDP ไทยไว้ที่ 1.9% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570

 

เปิด 5 ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

 

วินิจคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแรงหนุนจากอุปสงค์นอกประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ดังนี้

 

  • เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ดันส่งออกโตแรง

 

สศค. คาดว่า มูลค่าการส่งออกจะขยายตัว 12.5% สูงกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ 6.2% เนื่องจากวัฏจักรเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้อุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักดีขึ้นด้วย

 

ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่า จะขยายตัวที่ 19.0% สอดคล้องตามทิศทางการเร่งการลงทุนภาคเอกชน ทำให้มีการนำเข้าสินค้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ตลอดจนผลจากราคาพลังงานนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

 

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น -0.1% ของ GDP โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากมีการขาดดุลในหมวดพลังงานที่สูง

 

  • อุปสงค์ในประเทศฟื้นจาก เงินกู้ 4 แสนล้าน

 

สศค. คาดว่า การบริโภคภาคเอกชนจะยังคงขยายตัวได้ที่ 2.7% เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ภายใต้เม็ดเงินจากพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน

 

  • ลงทุนเอกชนขยายตัวดี จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน

 

สศค. คาดว่า การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 9.0% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการลงทุนในเครื่องจักร เครื่องมือที่ขยายตัวสูงต่อเนื่องและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตามมาตรการ Thailand FastPass และการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนรวมของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.87 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 68.3%

 

  • จัดทำงบประมาณปี 70 เสร็จไว ดันการใช้จ่ายภาครัฐ

 

สศค. คาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.5% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวดีที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จากเดิมที่คาดว่าอาจล่าช้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อต่อการช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect)

 

  • เงินเฟ้อไทยอยู่ในกรอบที่ระดับ 2.0%

 

สศค. คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5% – 2.5%) โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 82.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 77.0-87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

 

อย่างไรก็ตาม วินิจระบุว่า ยังควรติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ

 

1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความผันผวนสูงและอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

 

2) ความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าใหม่ หลังมาตรการภาษีชั่วคราว มาตรา 122 ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บในอัตรา 10% สิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม และสหรัฐฯ อาจกลับไปใช้มาตรา 301 ที่ 12.5% อีกครั้ง

 

3) สถานการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี

The post เปิด 5 ปัจจัยบวกกับ 3 ปัจจัยเสี่ยง หลังคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทย 2569 โตดีขึ้น เป็น2.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮอร์มุซ-ภาษีสหรัฐฯ-ศึก EV จีน บีบ ‘ส.อ.ท.’ หั่นเป้าผลิตรถเหลือ 1.45 ล้านคัน ชี้ BEV พุ่ง 140% แต่กระบะยังทรุด https://thestandard.co/sot-cuts-car-target-hormuz-ev-china/ Fri, 24 Jul 2026 09:47:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1234656 ภาพแสดงผลกระทบจากวิกฤตฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ และ EV จีนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ครึ่งทางปี‘69 ส.อ.ท.ปรับลดเป้าผลิตรถยนต์ทั้งปี เหลือ 1. […]

The post ฮอร์มุซ-ภาษีสหรัฐฯ-ศึก EV จีน บีบ ‘ส.อ.ท.’ หั่นเป้าผลิตรถเหลือ 1.45 ล้านคัน ชี้ BEV พุ่ง 140% แต่กระบะยังทรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลกระทบจากวิกฤตฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ และ EV จีนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ครึ่งทางปี‘69 ส.อ.ท.ปรับลดเป้าผลิตรถยนต์ทั้งปี เหลือ 1.45 ล้านคัน หลังส่งออกเผชิญวิกฤตตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้า และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าจีน ทุบยอดผลิต ICE ครึ่งปีแรกร่วง 29.21% กระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชน เผยตลาดในประเทศโตจากความนิยม BEV ยอดขายพุ่งกว่า 140%

 

 

วันที่ 24 ก.ค.69 สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ปรับประมาณการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกลง 50,000 คัน จาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลง 5.26% ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ทั้งปีลดลง 3.33% จากเดิม 1,500,000 คัน เหลือ 1,450,000 คัน

 

ขณะที่ยังคงเป้าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไว้ที่ 550,000 คัน เนื่องจากตลาดภายในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เติบโตต่อเนื่อง

 

ภาพแสดงผลกระทบจากวิกฤตฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ และ EV จีนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 1

 

ตลาดตะวันออกกลางทรุดหนัก 38.35%

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องปรับลดเป้าการผลิต มาจากการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดตะวันออกกลางในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงถึง 38.35% จากผลกระทบของการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะที่ผู้ผลิตไทยยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จีน ในตลาดอาเซียน ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย รวมถึงตลาดอื่น ๆ ประกอบกับหลายประเทศเริ่มใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออกของไทย

 

สุรพงษ์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า อิหร่านสามารถยิงไปถึงทะเลแดงได้จากการสอบถามช่วงเกิดสงครามต้นเดือนมีนาคม จึงหาทุกช่องทางที่สามารถส่งรถยนต์และชิ้นส่วน ดังนั้น นอกจากวิกฤตฮอร์มุซแล้วขณะนี้ต้องจับตาเส้นทางทะเลแดงขณะนี้อย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศยังมีทิศทางฟื้นตัว โดยเดือนมิถุนายน 2569 มียอดขายรถยนต์รวม 58,724 คัน เพิ่มขึ้น 17.26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

 

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพิ่มขึ้นถึง 140.47% อยู่ที่ 22,275 คัน คิดเป็นสัดส่วน 37.93% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถยนต์ไทยสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน

 

“ปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดของภาครัฐ และการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นในราคาที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แม้ว่ายอดขายส่วนใหญ่ยังเป็นรถนำเข้าก็ตาม”

 

ภาพแสดงผลกระทบจากวิกฤตฮอร์มุซ ภาษีสหรัฐฯ และ EV จีนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2

 

ด้านการผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในเดือนมิถุนายนผลิตได้ 12,634 คัน เพิ่มขึ้น 282.38% จากปีก่อน

 

ขณะที่ยอดผลิตสะสมช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 34,030 คัน เพิ่มขึ้น 43% ส่วนการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV เดือนมิถุนายนมีจำนวน 292 คัน เพิ่มขึ้นถึง 7,200%

 

แม้ฐานเดิมจะอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าผู้ผลิตในประเทศไทยเริ่มขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับตลาดต่างประเทศมากขึ้น

 

ยอดผลิต ICE ครึ่งปีแรกร่วง 29.21% สะเทือนผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชน

 

ทั้งนี้ ในทางกลับกัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยยอดผลิต ช่วงครึ่งปีแรกลดลง 29.21%

 

ขณะที่รถกระบะซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

 

ทำให้ยอดขายรถกระบะเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 10,805 คัน ลดลง 3.17% จากปีก่อน ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนในประเทศโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ปรับเพิ่มเป้าการผลิตรถจักรยานยนต์ปี 2569 จาก 2 ล้านคัน เป็น 2.05 ล้านคัน

 

โดยเพิ่มเป้าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจาก 1.6 ล้านคัน เป็น 1.65 ล้านคัน จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และการขยายตัวของผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย (Microfinance) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ขณะที่เป้าการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงไว้ที่ 400,000 คัน

 

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนขนาดใหญ่และการจ้างงาน เพื่อสร้างอำนาจซื้อและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง

The post ฮอร์มุซ-ภาษีสหรัฐฯ-ศึก EV จีน บีบ ‘ส.อ.ท.’ หั่นเป้าผลิตรถเหลือ 1.45 ล้านคัน ชี้ BEV พุ่ง 140% แต่กระบะยังทรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว https://thestandard.co/baht-weakens-factors-outlook/ Fri, 24 Jul 2026 09:05:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1234643 เหรียญ 10 บาทไทยพร้อมข้อความ 'เบื้องหลังทำไมเงินบาทอ่อนค่าหนักสุดในภูมิภาค'

ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวอ่อนค่า […]

The post เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญ 10 บาทไทยพร้อมข้อความ 'เบื้องหลังทำไมเงินบาทอ่อนค่าหนักสุดในภูมิภาค'

ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าหนักที่สุดในภูมิภาคเมื่อนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่มีสถานการณ์สงคราม อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

 

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน รายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกถึง 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกดดันค่าเงินบาท พร้อมประเมินทิศทางในระยะสั้นและระยะยาวไว้ดังนี้

 

  • สงครามเดือดดันราคาน้ำมันพุ่ง ไทยนำเข้าพลังงานอ่วม ปัจจัยแรกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักคือ ภาวะสงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นและกดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับ 70 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) เกิดขึ้นเมื่อมีข่าวการโจมตีในทะเลแดง ซึ่งถือเป็นตัวแปรใหม่ที่ทำให้ตลาดกลับมาประเมินความเสี่ยง (Reprice) อีกครั้ง เพราะเป็นการโจมตีที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทรุนแรงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค นอกจากนี้ สัดส่วนการนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออก ยังทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล ซึ่งเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

 

  • นโยบายการเงินไทยสวนทางภูมิภาค ดอกเบี้ยต่ำสุดเปิดช่องนักลงทุน ปัจจัยที่สองมาจากภายในประเทศ คือทิศทางนโยบายการเงินของไทย จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดที่มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รวมถึงการที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งสัญญาณว่ายังไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่ามากนักในช่วงเวลานั้น

 

ท่าทีดังกล่าวได้เปิดช่องว่างให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้อีก ประกอบกับเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่เริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยกันแล้ว ประเทศไทยกลับมีแนวโน้มที่จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ปัจจุบันไทยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในภูมิภาค ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าเพิ่มเติม

 

  • เงินทุนไหลออกและกลยุทธ์ Carry Trade แม้จะเห็นภาพเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงถึง 40,000 ล้านบาทในเดือนนี้ แต่นั่นเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในความเป็นจริง มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรเกือบ 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะการเทขายพันธบัตรระยะสั้นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสะท้อนถึงการเก็งกำไรค่าเงิน (Currency Speculation) ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า

 

ขณะเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ก็มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedged) ไว้แล้ว จึงไม่ได้ช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Global Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่สูงขึ้นตามแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันเงินบาท สถานการณ์ดอกเบี้ยไทยที่ต่ำสุดในภูมิภาคยังดึงดูดให้นักลงทุนทำกลยุทธ์ Carry Trade โดยการกู้ยืมเงินบาทที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในกลุ่มประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ละตินอเมริกา หรือประเทศในกลุ่ม EM เอเชีย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

 

ประเมินแนวโน้ม ระยะสั้นยังอ่อนค่า ระยะยาวยังมีหวังฟื้นตัว

 

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น วชิรวัฒน์ มองว่าแรงกดดันด้านอ่อนค่าจะยังคงครอบงำตลาด (Dominate) โดยเฉพาะจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ หากการโจมตีในทะเลแดงทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไป 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือรุนแรงจนหายไป 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจดันราคาน้ำมันดิบโลกขึ้นอีก 15-25 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสทะลุแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก โดยประเมินกรอบระยะสั้นไว้ที่ 33.75 – 34.50 บาทต่อดอลลาร์

 

ส่วนในระยะกลางถึงยาว เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ โดยขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

 

  • ทิศทางสงคราม หากสงครามสามารถยุติหรือคลี่คลายลงได้ในช่วงไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากแรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายน จะทำให้ราคาน้ำมันย่อตัวลงมาอยู่ระดับ 80 กว่าดอลลาร์ และช่วยพยุงให้เงินบาทฟื้นตัวได้
  • นโยบายของ Fed แม้ตลาดจะประเมินโอกาส 80% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่วชิรวัฒน์เชื่อว่า Fed อาจมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดและใช้น้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง (Dovish) ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรและเงินดอลลาร์ปรับลดลง เปิดทางให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในที่สุด

 

ภาพ: k-mookpan / Shutterstock

The post เจาะลึก ‘เงินบาทอ่อนค่า’ หนักสุดในภูมิภาค! พร้อมเปิด 3 ปัจจัยกดดัน พร้อมประเมินแนวโน้มระยะสั้น-ยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด https://thestandard.co/mercedes-benz-q2-sales-ev-asean/ Fri, 24 Jul 2026 08:56:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1234639 ภาพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ไฟฟ้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดขายร […]

The post ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ไฟฟ้า

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดขายรวมทั่วโลก 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่เติบโตเด่นสุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โต 50% สร้างยอดขายกว่า 52,900 คัน หรือคิดเป็น 13% ของยอดขายรวมในกลุ่ม Passenger Cars

 

ส่วนประเทศไทย ช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มียอดจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทเคยจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อระบายสต็อกรุ่น CLS ที่ขายไปได้ประมาณ 700-720 คัน

 

รุ่นที่ยังเติบโตโดดเด่นเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โตสูงถึง 130% โดยส่วนใหญ่เป็นการขาย The all-new electric CLA ที่ทำยอดกว่า 300 คันในเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมกว่า 1,350 คัน

 

ขณะนี้กำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบของกลุ่มธนบุรี ซึ่งร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงให้กับรถไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์โดยเฉพาะ

 

นอกจากนี้ในกลุ่ม Top-End Vehicle แบรนด์ Mercedes‑Maybach เติบโต 83% ขณะที่ G‑Class โต 100% กลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราเติบโตรวม 34% ส่วนรถแวน สองรุ่นเด่นคือ Sprinter โต 83% และ V‑Class โต 14%

 

เรียกได้ว่าผลการเติบโตในแต่ละเซกเมนต์สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทำให้เมอร์เซเดส‑เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้ขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมในหลายประเทศอาเซียน ทั้งมาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และไทย

 

คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส‑เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกทั้งระดับโลกและในประเทศไทยสะท้อนว่าแบรนด์ยังสามารถสร้างการเติบโตได้แม้เผชิญความท้าทายระดับโลก

 

สำหรับทิศทางในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมกระตุ้นตลาดรถยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ทั้งในเซกเมนต์รถไฟฟ้า 100% และ Top‑End Vehicle หลายรุ่น พร้อมเปิดตัวแคมเปญ FLEX Mobility Campaign ซึ่งนำเสนอทางเลือกด้านการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นขึ้น

 

คริสเตียนย้ำว่า โปรแกรม Flex ไม่ได้มาเพื่อแทนการลดราคาแบบเดิม แต่เป็นการรวมส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีเงินดาวน์และค่างวดรายเดือนที่ต่ำลง โดยแพ็กเกจนี้จะช่วยลูกค้าประหยัดได้สูงสุดกว่า 400,000 บาทตลอดสัญญา และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น จากโสดขับคูเป้ ต่อมามีครอบครัวอาจเปลี่ยนเป็น SUV หรือรถที่ใหญ่ขึ้น

 

กลยุทธ์นี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season ของไตรมาส 3 และหากผู้บริโภคไทยตอบรับดี โปรแกรม Flex อาจมีสัดส่วนมากถึง 25% ของยอดขายรวมในอนาคต

 

ภาพ: ยอดขายรถไฟฟ้า

The post ยึดเบอร์ 1 อาเซียน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขาย Q2 ปี 69 ทั่วโลกทะลุ 5 แสนคัน รถไฟฟ้าโตกระฉูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปประเด็น สหรัฐฯ เก็บภาษีมาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ 60 ประเทศ ไทยโดน 12.5% ส่งผลกระทบแค่ไหน? https://thestandard.co/us-tax-section301-forced-labor-thailand/ Fri, 24 Jul 2026 08:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1234631 ภาพประกอบข่าวมาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจาก 60 ประเทศ รวมถึงไทย ในประเด็นแรงงานบังคับ

สหรัฐฯ ประกาศเตรียมเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ ในอั […]

The post สรุปประเด็น สหรัฐฯ เก็บภาษีมาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ 60 ประเทศ ไทยโดน 12.5% ส่งผลกระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวมาตรการภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เก็บจาก 60 ประเทศ รวมถึงไทย ในประเด็นแรงงานบังคับ

สหรัฐฯ ประกาศเตรียมเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้ประเทศที่ล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ ด้านไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งบางรายในภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เผย มีสินค้าไทยถูกยกเว้นมูลค่าราว 50% ดร.พิพัฒน์มอง มาตรการภาษีล่าสุดกระทบไทยไม่มาก แต่ผลกระทบจาก 301 เรื่องการผลิตส่วนเกินจ่อหนักกว่า

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เกิดอะไรขึ้น: สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 กรกฎาคม) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรต่อประเทศคู่ค้าหลายครอบคลุม 60 ประเทศ ในอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 12.5% ผ่านการใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับในวันศุกร์นี้ (24 กรกฎาคม)

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้มาตรการ 122 ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 10% กับคู่ค้าทั่วโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ นับเป็นการสะท้อนว่า ทางการสหรัฐฯ ยังคงเร่งเดินหน้านโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายก่อนหน้านี้

 

โดยนอกจากประเด็นแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ยังกำลังสอบสวน ‘คู่ขนาน’ เกี่ยวกับประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity) กับอีก 16 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบัน ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

 

60 ประเทศโดนอัตราภาษีเท่าไหร่กันบ้าง? หลังไทยโดนภาษี 12.5%

 

  • ประเทศที่โดนอัตรา 10%: คือระบบเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การสืบสวน แต่ได้มีการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับบางส่วน และได้ให้คำมั่นที่จะกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามดังกล่าวผ่านความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) หรือได้กำหนดมาตรการบางส่วนซึ่งมีผลบังคับในการป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ใช้แรงงานบังคับ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
  • ประเทศที่โดนอัตรา 10% หรือ 12.5%: สุทธิจากอัตราภาษีศุลกากรสำหรับชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored-Nation: MFN) สำหรับสินค้า ‘บางประเภท’ ได้แก่ สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์
  • ประเทศที่เหลือจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%: โดยไทยอยู่ในกลุ่มนี้ ร่วมกับ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และจีน เป็นต้น

 

ไทยได้รับอัตราภาษีสูงกว่าเพื่อน ส่งผลกระทบมากแค่ไหน

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุผ่าน Facebook โดยมองว่า ภาษีแรงงานบังคับ ไทยโดน 12.5% ถือว่า เจ็บไม่มาก เนื่องจาก ไทยโดนสูงกว่าคู่แข่งเพื่อนบ้านอยู่เล็กน้อยเท่านั้น เพิ่มขึ้น 2.5% และที่สำคัญคือสินค้าส่งออกหลักของไทยยังอยู่ในรายการยกเว้น (Exemptions) ค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐกว่า 50% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเพิ่ม เช่น HDD, คอมพิวเตอร์, วงจรรวม IC, เคมีภัณฑ์ ยังคงได้รับการยกเว้นต่อเนื่อง แถมสหรัฐฯ ยังเพิ่มรายการยกเว้นให้อีก 400 กว่ารายการ รวมไปถึงสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ยาง แป้งมัน น้ำตาล

 

“ถ้าเจาะดูไส้ในจริงๆ สำหรับไทยแล้ว อาจบอกได้ว่า “นี่ยังไม่ใช่ข่าวร้ายขนาดนั้น ผมมองว่าสหรัฐต้องการใช้ 301 ไม้แรกนี้เป็นฐานรายได้จากภาษีสินค้านำเข้าแทนภาษีที่โดนศาลตีตกไป เลยเก็บเกือบทุกประเทศเท่าๆกัน และมีข้อยกเว้นค่อนข้างกว้างกับสินค้าที่จำเป็นกับสหรัฐ” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

สินค้ากลุ่มใด ได้รับผลกระทบ vs. ได้รับการยกเว้น

 

สอดคล้องกับ นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย หลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีใหม่ต่อไทยว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นในอัตรา 12.5%+MFN ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน มีเพียงคู่แข่งอย่าง มาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น ที่เผชิญอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% +MFN สะท้อนว่า “ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านไม่เยอะ”

 

สำหรับกลุ่มสินค้าที่จ่อได้รับผลกระทบ นันทพงษ์ตอบว่า กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ที่อยู่ใน Annex ประกอบด้วยสินค้ามากกว่า 1,600 รายการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 50% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ

 

โดยสินค้าบางส่วนที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ กลุ่มวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากความต้องการด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยไทยถือเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับอิเล็กทรอนิกส์

 

สำหรับผลต่อการส่งออกในระยะถัดไป นันทพงษ์มองว่า อาจชะลอตัวลง เพราะผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ทราบถึงเพดานภาษีใหม่แล้ว จึงจะเลิกเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและหันมาปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรการแทน นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย จะยังคงกดดันภาพรวมการค้าโลกต่อไป

 

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการสืบสวนมาตรา 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) นันทพงษ์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมข้อมูลชี้แจงอย่างเต็มที่ โดยชี้แจงว่า ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาดแต่อย่างใด ส่วนจะถูกเก็บภาษีเท่าใดนั้น ต้องรอดูความคืบหน้าของการเจรจาในอนาคต

 

จับตา! มาตรา 301 ประเด็น ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’ อาจกระทบไทยหนัก

 

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาดูจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) คือการสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่อง กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่ USTR พุ่งเป้าสอบสวน 16 เขตเศรษฐกิจหลัก (รวมถึง จีน, EU, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม, มาเลเซีย และ ไทย) ตั้งแต่ยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ไปจนถึงแผงโซลาร์

 

โดยสาเหตุที่ มาตรา 301 ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน มีความน่ากังวลกว่า มาจากภาษีจากมาตรการดังกล่าวจะเป็นตัวตัดสินว่า “ภาษีสุทธิที่แต่ละประเทศต้องจ่ายจริงคือเท่าไร” เนื่องจาก “โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่ว่าเราจะโดนกี่ %… แต่คือเราจะโดนแพงกว่าคู่แข่ง หรือเปล่า? เพราะถ้าเราโดนเยอะกว่าคนอื่นเยอะๆ อาจจะกระทบคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่ๆ มีโอกาสย้ายฐานกันอีกรอบ และกระทบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

ดร.พิพัฒน์ แนะทางรอดไทย ต้องเปิดเสรีการค้าอย่างมียุทธศาสตร์

 

ดร.พิพัฒน์ ยังมองว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ภาษีมาตรา 301 เป็นแส้บีบให้ประเทศต่างๆ ยอมเปิดการค้าหรือปรับกฎหมายตามเกมของเขา ที่สุดแล้ว ไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ‘เปิดประตูตลาดบางบาน’ เพื่อรักษาตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด และรักษาจุดแข็งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไว้ ดังนั้น การเปิดเสรีอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเราเตรียมความพร้อม พร้อมแนะแนวทางดังนี้

 

  • เลือกเปิดนำเข้าวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีที่เราผลิตไม่ได้: ยอมลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ เพื่อ ลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่ม Productivity และสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องใหม่ๆ และเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจและแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด
  • เร่งกวาดบ้านเรื่องการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าโดยใช้แรงงานบังคับ: ดึงอัตราภาษีไม้แรกจาก 12.5% ลงมาเหลือ 10% เท่าคู่แข่ง
  • พิสูจน์ Rule of Origin ให้ชัด: แสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยมี Value Added จริง ไม่ใช่แค่การเอาสินค้ามา ‘สวมสิทธิ’ (Transshipment) เพื่อหลบภาษี

 

อ้างอิง:

The post สรุปประเด็น สหรัฐฯ เก็บภาษีมาตรา 301 ปมแรงงานบังคับ 60 ประเทศ ไทยโดน 12.5% ส่งผลกระทบแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mazda6e-electric-car-design-award/ Fri, 24 Jul 2026 06:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1230117 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต

แม้โลกจะเปิดประตูรับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบั […]

The post รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต

แม้โลกจะเปิดประตูรับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังมองหามากกว่าแค่ระยะทางหรือความเร็ว แต่ยังมองหาสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง ด้วยเหตุนี้ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e ในฐานะเจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณและอารมณ์ความรู้สึกของแบรนด์ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา

 

Mazda6e นำปรัชญา KODO มาตีความดีไซน์ใหม่ในแบบ Neo Fastback ยนตรกรรมไฟฟ้า 5 ประตู ที่ผสานความสง่างามเข้ากับความสปอร์ตตามแบบฉบับ Japanese Mastery และแนวคิด Human-Centric เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถในยุค Electrification นี่คือหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า แม้เข้าสู่โลกพลังงานไฟฟ้า แต่ DNA ด้านความงามและอรรถรสการขับขี่ที่สนุก และมั่นใจ ของ Mazda รวมถึงการใช้งานต่างๆ ที่ตอบโจทย์ ยังคงอยู่อย่างยั่งยืนควบคู่กับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

Mazda6e

 

เหตุผลเบื้องหลังที่ “The All-Electric Mazda6e” คว้ารางวัล

 

ความสำเร็จที่ทำให้ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e คว้าตำแหน่ง The Winner 2026 World Car Design of the Year มาจากความสำเร็จในการตีความอัตลักษณ์แบรนด์เข้าสู่ยุค Electrification ด้วยดีไซน์ Japanese Mastery ที่เรียบง่ายทว่าทรงพลัง มอบความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาแม้ขณะหยุดนิ่ง

 

ความโดดเด่นนี้มีรากฐานจากปรัชญา Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถที่ Mazda ยึดมั่นแม้ในยุค EV โดย THE ALL-ELECTRIC Mazda6e ได้เปลี่ยนพลังงานสะอาดให้เป็นสุนทรียภาพการขับขี่ที่งดงามราวงานศิลปะ พัฒนาภายใต้แนวคิด Human-Centric ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อการควบคุมที่เป็นธรรมชาติ สนุกสนาน และตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย

 

“The All-Electric Mazda6e” ได้ถ่ายทอดการก้าวสู่ยุค Electrification ของ Mazda ได้อย่างชัดเจน ด้วยการผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ากับปรัชญา Human-Centric Design เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับและรถ นับเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ของ Mazda ได้อย่างแท้จริง

 

Four Pillars of Confidence แนวคิดการพัฒนา Mazda6e 

 

ในการพัฒนา Mazda6e นั้น Mazda ได้วางแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า “Four Pillars of Confidence” 

 

  1. ดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ KODO Design 
  2. ประสบการณ์การขับขี่ที่ยังคงความสมดุลแบบ Mazda 
  3. เทคโนโลยี EV ที่ถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานจริง 
  4. การดูแลหลังการขายที่สร้างความมั่นใจในระยะยาว

 

แกนที่ 1 Mazda6e กับดีไซน์ Neo Fastback ยนตรกรรม 5 ประตู ที่ สะท้อนปรัชญา “KODO”                             

 

เอกลักษณ์สำคัญของ Mazda ที่ทำให้เป็นผู้นำด้านการออกแบบ คือแนวคิดการถ่ายทอด “ความรู้สึกของการเคลื่อนไหว” ผ่านเส้นสายบนตัวรถ ภายใต้ปรัชญา “KODO: Soul of Motion” แนวคิดที่ทำให้รถยนต์ดูมีพลังและมีชีวิต แม้ในขณะที่จอดนิ่งอยู่กับที่ และแนวคิดนี้ยังคงถูกส่งต่อมายัง Mazda6e อย่างชัดเจน

 

mazda 6e

 

Mazda6e ถูกออกแบบในรูปแบบ Neo Fastback ยนตรกรรม 5 ประตู  ที่ผสานความสง่างามของซีดานเข้ากับเส้นสายที่ลื่นไหลแบบรถสปอร์ต สัดส่วนของตัวรถและเส้นสายที่ต่อเนื่องตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านท้าย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยและทรงพลัง พร้อมสะท้อนความเป็น Mazda ในทุกมุมมอง

 

รายละเอียดของตัวรถยังถูกออกแบบให้ผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานดีไซน์ได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น 

 

  • Signature Exterior Lighting 
  • สัญลักษณ์ Charging Status Light ที่กระจังหน้า 
  • Electric Rear Spoiler ที่ปรับขึ้นลงอัตโนมัติเพื่อเพิ่มทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ 
  • Panoramic Glass Roof ช่วยเปิดมุมมองและทำให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่งยิ่งขึ้น

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 5

 

ภายในห้องโดยสาร Mazda ใช้แนวคิด “Ma” แบบญี่ปุ่น เน้นความเรียบง่าย สมดุล และผ่อนคลาย ใช้วัสดุพรีเมียมอย่าง Napa Suede ผสาน Ambient Lighting 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่ทันสมัยและน่าใช้งาน ซึ่งทั้งหมดทำให้ Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณด้านการออกแบบของ Mazda ได้อย่างชัดเจน 

 

โดย Mazda6e ได้รับการยอมรับเรื่องความสวยงาม การออกแบบ ความประณีต ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e พิชิตรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้มาครอง นั่นคือ รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 (2026 World Car Design of the Year – WCDOTY) จากเวทีการประกวด World Car of the Year Awards 2026

 

แกนที่ 2 Mazda6e กับการขับขี่อย่างเป็นธรรมชาติแบบ Mazda

 

Mazda6e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ขับรู้สึกถึงความมั่นใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มขับเคลื่อน ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสมดุลในการควบคุม ขณะที่การจัดวางน้ำหนักหน้า-หลังในสัดส่วนใกล้เคียง 50:50 ช่วยให้ตัวรถมีความเสถียรและตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสมรรถนะที่จะทำให้ผู้ขับขี่หลงใหล

 

  • กำลังสูงสุด 258 แรงม้า 
  • แรงบิด 290 นิวตันเมตร 
  • อัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาน้อยกว่า 8 วินาที 
  • ระบบ Regenerative Braking ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทำให้การชะลอความเร็วเป็นไปอย่างนุ่มนวล

 

Mazda6e

 

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ยังถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในเมือง รวมถึง Large Head-Up Display แบบ AR ที่แสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับรับรู้ข้อมูลการขับขี่ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ทำให้ Mazdaโดดเด่นในความสมดุลของการควบคุม ความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวกับความรู้สึกของผู้ขับ

 

แกนที่ 3 Mazda6e กับเทคโนโลยี EV ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานจริง 

 

Mazda6e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านระยะทางการขับขี่ ความสะดวกในการชาร์จ และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกภายในรถ

 

Mazda6e

 

รถสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 654 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) และรองรับ DC Fast Charging ที่สามารถชาร์จจาก 30-80% ภายในประมาณ 15 นาที เมื่อใช้เครื่องชาร์จเร็วระดับ 200 kW ขึ้นไป ช่วยให้การเดินทางระยะไกลสะดวกยิ่งขึ้น

 

Mazda6e

 

ภายในห้องโดยสารติดตั้ง หน้าจอสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว พร้อมมาตรวัดดิจิทัล และระบบ Voice & Gesture Control ที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ฟีเจอร์อย่าง Bluetooth Key & Vehicle Sharing ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกหรือแชร์การใช้งานรถผ่านสมาร์ตโฟนได้สะดวก

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 9

 

แกนที่ 4 Mazda6e กับความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการดูแลมาตรฐานแบบญี่ปุ่น

 

ความเชื่อมั่นในรถยนต์ไฟฟ้าต้องครอบคลุมตลอดอายุการใช้งาน ทั้งมาตรฐานการบำรุงรักษา ความทนทานของแบตเตอรี่ และอะไหล่ที่รวดเร็ว Mazda จึงยกระดับความอุ่นใจผ่านโปรแกรม Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ที่ดูแลนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร โดยรวมการรับประกันคุณภาพรถ แพ็กเกจเช็กระยะ Electric Mazda Care การคุ้มครองแบตเตอรี่แรงดันสูง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพื่อประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ไร้กังวลในทุกเส้นทาง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 10

 

ซึ่งทาง Mazda สร้างความมั่นใจด้วยสต็อกอะไหล่ Mazda6e ครบวงจร 100% ทุกรายการ ตั้งแต่เริ่มส่งมอบรถ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยนตรกรรมไฟฟ้าที่รองรับการซ่อมบำรุงและอุบัติเหตุได้ทันที มอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่อุ่นใจและยั่งยืนตามมาตรฐานญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่มาสด้า เป็นศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการและกระจายอะไหล่ระดับสากลของมาสด้า บนพื้นที่กว่า 23,635 ตารางเมตร ย่านบางนา-ตราด มีการบริหารจัดการอะไหล่หมุนเวียน 400,000 ชิ้นต่อเดือน พร้อมสำรองอะไหล่กว่า 83,523 รายการ หรือเกือบ 1 ล้านชิ้น เพื่อการจัดส่งที่รวดเร็ว พร้อมรองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออกสู่ระดับโลก รวมถึงความรวดเร็วในการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชม. สำหรับกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด*ภายใน 1 วันทำการ เพื่อมอบการดูแลที่อุ่นใจตามมาตรฐานญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

 

*หมายเหตุ: สำหรับจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และเกาะสมุย จะได้รับอะไหล่ภายใน 2 วันทำการ 

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 11

 

ขณะเดียวกัน สายสัมพันธ์ระหว่างมาสด้าและผู้ขับขี่ยังคงแนบแน่นผ่านกิจกรรมต่างๆ ใน Mazda Community และสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับสมาชิก Mazda Family เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ จะเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของแบรนด์อย่างต่อเนื่องตลอดไป

 

การันตียุคใหม่ด้วย Mazda6e จากเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานจริง

 

ก่อนที่ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e จะปรากฏกายบนถนนเมืองไทยอย่าง ยนตรกรรมรุ่นนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ความตื่นตัวมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วินาทีที่เผยโฉมในงาน Motor Expo 2025 พร้อมเดินสายจัดแสดงทั่วประเทศ โดยมีผู้ลงทะเบียนแสดงเจตจำนงรับสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ถล่มทลายกว่า ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อก้าวแรกของ Mazda ในโลก EV

 

ความร้อนแรงพุ่งถึงขีดสุดหลังการประกาศราคาในงาน Bangkok International Motor Show 2026 โดยกวาดยอดจองทะลุ 3,000 คัน นับเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จและทำให้บูธของ Mazda กลายเป็นหมุดหมายที่ทุกคนต้องแวะเวียนมาสัมผัสตลอดการจัดงาน

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 12

 

ในวันนี้ Mazda6e ได้ถูกส่งมอบประสบการณ์จริงถึงมือลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แปรเปลี่ยนกระแสความสนใจ สู่การพิสูจน์คุณค่าความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ทั้งสุนทรียภาพแห่งดีไซน์ สมรรถนะที่เร้าใจ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความอุ่นใจในการดูแลหลังการขายมาตรฐานญี่ปุ่นที่ Mazda เตรียมความพร้อมไว้เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค Electrification อย่างสมบูรณ์แบบ

 

Mazda6e จุดประกายบทใหม่ของ Mazda ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า

 

THE ALL-ELECTRIC Mazda6e คือหมุดหมายสำคัญของ Mazda ในยุค Electrification ที่นำจิตวิญญาณความประณีตและสุนทรียภาพการขับขี่มาตีความใหม่จนคว้ารางวัล The Winner 2026 World Car Design of the Year พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ Multi-Solution Technology ที่มุ่งพัฒนาระบบขับเคลื่อนหลากหลาย เพื่อส่งมอบทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืนให้แก่ผู้ขับขี่ในอนาคต

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 13

 

การมาถึงของ Mazda6e จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านของยานยนต์สู่ยุคพลังงานสะอาด สามารถหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณความพิถีพิถันและปรัชญา Jinba-Ittai ให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน จะยังคงเป็นแกนกลางสำคัญที่ Mazda ยึดถือ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก พร้อมประสบการณ์ที่ดีในการเป็นเจ้าของตามปรัชญาใหม่ Joy Drives Lives ที่มาสด้าพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้ามาสด้าทุกคน

 

สัมผัสยุคใหม่ของ Mazda ได้ที่ https://www.mazda.co.th/th/mazda6e

The post รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน https://thestandard.co/krungsri-thai-economy-ai-set-china-tech/ Fri, 24 Jul 2026 06:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1234561 ภาพตึกระฟ้าในเมืองพร้อมกราฟและข้อมูลทางการเงิน

ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุง […]

The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตึกระฟ้าในเมืองพร้อมกราฟและข้อมูลทางการเงิน

ศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ. กรุงศรี เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569 โดยเศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่อง สะท้อนจากช่วงครึ่งแรกของปี ที่มูลค่าการส่งออกเดือนมกราคม-มิถุนายน เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB), ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)

 

 

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นรองเพียงไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บลจ. กรุงศรี มองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากการเข้ามาลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และซัพพลายเชน AI

 

สอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่รายงานว่าในช่วงไตรมาส 1/2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1.02 ล้านล้านบาท เติบโตมากถึง 142% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ และซัพพลายเชน AI แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG, EV, Smart Electronics, Digital, Creative รวมมูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท และเป็นเงินลงทุนในโครงการใหม่มูลค่า 0.94 ล้านล้านบาท

 

 

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับขึ้นแตะระดับ 3-4% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศ

 

คงมุมมองตราสารหนี้ “Neutral” ชี้ Yield ยังน่าสนใจ

 

บลจ. กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาส การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อ ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

 

ตลาดจึงให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่า GDP จะเติบโตที่ระดับศักยภาพ

 

SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด งบดุลแกร่ง-ปันผลสูง

 

ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตแต่ไม่หวือหวา โดย บลจ. กรุงศรี ให้เป้าหมาย SET ไว้ที่ 1,620 จุด กรณีฐาน แต่ปัจจุบันดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,630-1,650 จุด ในระยะข้างหน้า Best Case มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 1,700 จุด และมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 อยู่ที่ 97.4 บาทต่อหุ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย

 

 

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความสนใจในฐานะ safe haven หลบความผันผวน และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงที่ 5-7% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มแบงก์ ที่แม้ราคาจะปรับขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ยังให้เงินปันผลที่ระดับ 6-7% สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีงบดุลที่แข็งแกร่ง และหันมาใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

 

ประกอบกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ วางแผนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าระยะสั้น ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้ปีนี้นักลงทุนต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบหลายปี สวนทางกับนักลงทุนสถาบัน ที่ทยอยขายทำกำไรอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก รวมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ประมาณการกำไรต่อหุ้นยังถูกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นมาแล้ว 13% มาอยู่ที่ 96.87 ในปัจจุบัน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง การคลายตั้งสำรองของบริษัท และ ความคาดหวัง ของตลาดที่ต่ำ จากบรรยากาศตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี

 

แตกต่างกับแนวโน้มในอดีต ซึ่งปกติแล้วในช่วงต้นปี ตลาดมักจะตั้งความคาดหวัง ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไว้สูง แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆปรับลดประมาณการลงมาเรื่อยๆ

 

 

ธีม AI ไปต่อ แนะซื้อหุ้นเทคจีนเพิ่ม Upside

 

ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ บลจ. กรุงศรี มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น ยังมีแนวโน้ม สร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งนี้ยังลงทุนสินทรัพย์ในธีม AI ต่อไปได้

 

ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน พบว่า ความต้องการชิ้นส่วนในซัพพลายเชน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2570 ท่ามกลางอุปทานที่ยังตึงตัว ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน มีอำนาจกำหนดราคาขายในตลาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมาร์จิ้นให้ปรับเพิ่มขึ้น

 

 

ทั้งนี้ การลงทุนหุ้นต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจเร่งความผันผวนของราคาพลังงาน และ สินทรัพย์เสี่ยง
  • หุ้นกลุ่ม AI และ เทคโนโลยีมีโอกาสปรับฐาน จากแรงขายทำกำไรระยะสั้น หลังปรับตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งปีแรก
  • ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยยังคงอยู่ โดยอัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะกดดันทั้งมูลค่าหุ้น และ บรรยากาศการลงทุนโดยรวม

 

4 ธีมลงทุนคว้าโอกาสครึ่งหลังปี 2569

 

  • รับมือตลาดผันผวนด้วยหุ้น Defensive และ ตราสารหนี้ระยะสั้น เน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และทนทานต่อ วัฏจักรเศรษฐกิจ ควบคู่กับตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต พร้อมรักษาสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน
  • เพิ่มผลตอบแทนด้วยหุ้นคุณภาพและหุ้นปันผล

 

เพิ่มเสถียรภาพพอร์ต ด้วยการเลือกลงทุนบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และทำกำไรต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นปันผลช่วยเพิ่มผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดผันผวน คว้าโอกาสการเติบโตตามกระแสโลก โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้พอร์ต

 

  • หุ้นเทคโนโลยีและ AI เครื่องยนต์การเติบโตระยะยาว

 

AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ช่วงการพิสูจน์ ว่าสามารถสร้างรายได้และกำไรได้จริงแค่ไหน โดยหุ้นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่แพลตฟอร์ม AI เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ไปจนถึง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

 

แม้หุ้นกลุ่มนี้จะมีศักยภาพสร้างการเติบโตให้พอร์ตในระยะยาว แต่ก็พ่วงมาด้วย ความผันผวน และความเสี่ยงเรื่องมูลค่าที่ยังสูงเกินพื้นฐาน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Tech และ Chinese Tech

 

  • หุ้นเทคโนโลยีจีน โอกาสที่ตลาดไม่ควรมองข้าม

 

ปัจจุบันจีนมีความโดดเด่นด้านการผลิตหุ่นยนต์ (Robotics) เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา จีนมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเกือบทั้งซัพพลายเชน ทั้งชิปประมวลผล พลังงาน ระบบระบายความร้อน และแบตเตอรี่

 

ทำให้จีนสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยผลิตได้จำนวนมากกว่าและมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างสหรัฐฯ

 

ในส่วนของซอฟต์แวร์ ล่าสุด Moonshot AI ได้เปิดตัวโมเดล Kiwi K3 ซึ่งได้สร้าง แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้บริษัท AI เจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ โดยทำคะแนนทดสอบ และการใช้งานจริงสูสีกับโมเดล AI ระดับท็อปอย่าง Fable5 ของ Claude และ GPT 5.6 Sol ของ ChatGPT ในราคาที่ถูกกว่า สะท้อนว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนมี Upside สูงมาก แต่มูลค่ายังถูกกว่าสหรัฐฯ อยู่มาก

 

นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีจีนและฮ่องกงมักได้อานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ เมื่อมีการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

บลจ. กรุงศรี ตั้งเป้าปี 69 AUM แตะ 7.2 แสนล้าน

 

สุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (บลจ. กรุงศรี) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 691,000 ล้านบาท

 

โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับ บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่

 

KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บลจ. กรุงศรียังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง คาดว่า AUM ทั้งปี 2569 จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ 720,000 ล้านบาท

 

ภาพ: Who is Danny / Shutterstock/

The post บลจ.กรุงศรี มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 โตต่อเนื่อง รับส่งออกและต่างชาติลงทุน AI ดัน SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด แนะซื้อหุ้นเทคจีน รับฟันด์โฟลว์ หุ้นชิปปรับฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
70%* ของคนไทยเลือกใช้สายฉีดชำระ อินไซต์จาก ‘Spalet Clean Survey’ ที่พร้อมพาคนไทยไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ Feel Spalet Clean [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thai-bidet-survey-spalet-clean/ Fri, 24 Jul 2026 05:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1234028 ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย

การออกแบบบ้านยุคใหม่ เรามักนึกถึงห้องนั่งเล่น ห้องครัว […]

The post 70%* ของคนไทยเลือกใช้สายฉีดชำระ อินไซต์จาก ‘Spalet Clean Survey’ ที่พร้อมพาคนไทยไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ Feel Spalet Clean [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย

การออกแบบบ้านยุคใหม่ เรามักนึกถึงห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือมุมพักผ่อน แต่ยังมีอีกหนึ่งพื้นที่ที่สัมพันธ์กับสุขภาวะของคนในบ้านอย่างใกล้ชิด แม้จะไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือ “ห้องน้ำ” แม้จะเป็นพื้นที่เล็กที่สุดในบ้าน แต่กลับถูกใช้งานทุกวัน และเป็นจุดที่สะท้อนได้ชัดเจนว่าเจ้าของบ้านให้ความสำคัญกับความสะอาด สุขอนามัย และรายละเอียดการใช้ชีวิตมากเพียงใด

 

97%* ของคนไทยมองว่าห้องน้ำสะอาดเท่ากับบ้านสะอาด

 

ผลสำรวจ Spalet Clean Survey ประจำปี 2026 โดย LIXIL พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยถึง 97%* มองว่าห้องน้ำที่สะอาดและถูกสุขอนามัยสะท้อนถึงความสะอาดของบ้านทั้งหลัง ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความสะอาดของห้องน้ำกลายเป็นมาตรวัดภาพรวมของการดูแลบ้านและคุณภาพชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน

 

ปัจจุบันห้องน้ำเปลี่ยนจากพื้นที่ทำกิจวัตรเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ให้ความผ่อนคลาย โดยชาวไทย 91%* เห็นว่าเป็นเวลาส่วนตัวที่มีคุณค่าในการอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ความสะอาดหลังใช้ห้องน้ำยังส่งผลต่ออารมณ์โดยตรง ซึ่ง 70%* ระบุว่าความสะอาดสดชื่นช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และได้รีเซ็ตจิตใจ ขณะที่ 51%* รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและพร้อมกลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น

 

ตัวเลขนี้ชี้ว่าห้องน้ำยุค Well-being เป็นมากกว่าความสวยงาม แต่เป็นพื้นที่ส่วนตัวด้านสุขอนามัยและความรื่นรมย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพกายและฟื้นฟูจิตใจในชีวิตประจำวัน

 

70%* มองว่าความสะอาดหลังใช้ห้องน้ำช่วยให้ผ่อนคลาย

 

ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย “ห้องน้ำ” คือพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก โดยผลสำรวจระบุว่าชาวไทยถึง 91%* ให้คุณค่ากับช่วงเวลานี้ในฐานะพื้นที่ส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย ขณะที่ 70%* ยืนยันว่าความสะอาดสดชื่นหลังการใช้งานช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และช่วยรีเซ็ตจิตใจให้พร้อมกลับไปเริ่มต้นใหม่ในทุกภารกิจ

 

ความสะอาดของห้องน้ำส่งผลต่อจิตใจ ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ผ่อนคลาย และช่วยปรับอารมณ์ให้พร้อมเริ่มต้นใหม่ ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่สำคัญในแต่ละวัน ซึ่งประสบการณ์ที่ดีเกิดจากอุณหภูมิน้ำ ความสะดวกสบาย และความสะอาดที่มีผลต่อคุณภาพการผ่อนคลาย แต่แม้คนไทยเน้นชำระล้างด้วยน้ำ อุปกรณ์เดิมอย่างสายฉีดชำระยังมีข้อจำกัดที่ทำให้การใช้งานจริงไม่สมบูรณ์แบบ

 

คนไทยคุ้นเคยกับการล้างด้วยน้ำ แต่ประสบการณ์เดิมยังมีช่องว่าง

 

การล้างด้วยน้ำเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทย โดย 70%* ใช้สายฉีดชำระเพราะมั่นใจในความสะอาดมากกว่ากระดาษชำระ แต่การใช้งานจริงยังมีปัญหา 48%* กังวลเรื่องแรงดันน้ำไม่สม่ำเสมอ (สูงถึง 55%* ในกลุ่มอายุ 44 ปีขึ้นไป) และ 53%* เจอปัญหาน้ำกระเซ็นเปียกชื้นเลอะเทอะ นอกจากนี้ 42%* กังวลเรื่องการแชร์สายฉีดชำระกับผู้อื่น ซึ่งสูงถึง 51%* ในกลุ่มผู้หญิง โจทย์ของห้องน้ำยุคใหม่จึงต้องตอบโจทย์การชำระล้างด้วยน้ำที่ควบคุมได้ ลดการสัมผัส และลดความเปียกชื้น

 

ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย 1

 

ผลสำรวจพบช่องว่างที่น่าสนใจระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคคิดว่าต้องการ กับสิ่งที่ให้ความสำคัญหลังใช้งานจริง โดยกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้สุขภัณฑ์อัจฉริยะมีเพียง 17%* ที่สนใจระบบน้ำอุ่น และ 12%* ที่ต้องการฝารองนั่งปรับอุณหภูมิ เพราะมองว่าเป็นความสะดวกที่เกินความจำเป็น

 

แต่หลังทดลองใช้ มุมมองกลับเปลี่ยนไป โดย 74%* ระบุว่าฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ทั้งสายน้ำอุ่นและระบบเป่าแห้งช่วยให้การชำระล้างอ่อนโยน ลดการสัมผัส และสะดวกขึ้น ขณะที่ 58%* ของผู้ใช้ชาวไทยมองว่าช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนช่วงเวลาส่วนตัวของการผ่อนคลาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย 2

 

Spalet กับประสบการณ์ความสะอาดที่ควบคุมได้มากขึ้น

 
 

ผู้ใช้งานต้องการระบบชำระล้างที่แม่นยำ สะดวกสบาย และลดการปนเปื้อนจากการสัมผัสเพิ่มมากขึ้น สุขภัณฑ์อัจฉริยะจึงกลายเป็นมาตรฐานห้องน้ำยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ Well-being ได้อย่างแท้จริง

 

LIXIL นำเสนอสุขภัณฑ์อัจฉริยะและฝารองนั่งอเนกประสงค์ภายใต้ชื่อ Spalet ผ่าน 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ American Standard, GROHE และ INAX โดยออกแบบมาเพื่อแก้ข้อจำกัดของการชำระล้างแบบเดิม พร้อมยกระดับทั้งสุขอนามัยและความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

 

ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย 3

 

จุดเด่นคือระบบชำระล้างที่ปรับแรงดัน ทิศทาง และรูปแบบสายน้ำได้ตามต้องการ ช่วยควบคุมทิศทางแม่นยำและลดน้ำกระเซ็น การควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติยังช่วยลดการสัมผัสอุปกรณ์ร่วมกัน ตอบโจทย์สุขอนามัยของสมาชิกในบ้าน พร้อมก้านฉีดที่ทำความสะอาดตัวเองอัตโนมัติก่อนและหลังใช้งาน

 

นอกจากนี้ Spalet ยังเพิ่มความสบายด้วยฟังก์ชันสายน้ำอุ่น ฝารองนั่งปรับอุณหภูมิ และระบบลมเป่าแห้ง ที่ช่วยให้ชำระล้างได้อย่างอ่อนโยน ลดการใช้กระดาษและการสัมผัส โดยบางรุ่นมาพร้อมระบบขจัดกลิ่นในโถสุขภัณฑ์เพื่อบรรยากาศที่สะอาดสดชื่นขึ้น

 

Spalet จึงเป็นการยกระดับประสบการณ์การล้างด้วยน้ำที่คนไทยคุ้นเคยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดความกังวลเรื่องความเปียกเลอะเทอะและการสัมผัส พร้อมมอบความสะดวกสบายและสุขอนามัยสูงสุดในชีวิตประจำวันตามแนวคิดของ ‘Feel Spalet Clean’ 

เทคโนโลยีที่ดีต้องทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระ

 

แม้สุขภัณฑ์อัจฉริยะจะตอบโจทย์ความสะอาดและสบาย แต่หลายคนยังลังเลเรื่องการติดตั้งและดูแลรักษา โดยผู้ไม่เคยใช้ Spalet 45%* กังวลเรื่องการบำรุงรักษาระยะยาว และ 34%* คิดว่าติดตั้งซับซ้อน ทว่า 87%* ของผู้ใช้จริงกลับพบว่าใช้งานและดูแลรักษาง่ายกว่าที่คิด สะท้อนว่าเทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วยลดภาระแทนการเพิ่มขั้นตอน

 

ฟังก์ชันที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ ได้แก่ ระบบทำความสะอาดก้านฉีดอัตโนมัติก่อน-หลังใช้งาน ซึ่ง 42%* เห็นว่าสำคัญเพราะลดความกังวลเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์โดยไม่ต้องดูแลเอง และระบบขจัดกลิ่นอัตโนมัติ ที่ 48%* มองว่าสำคัญ เพราะจัดการกลิ่นจากต้นทางในโถสุขภัณฑ์โดยตรง ทำให้ห้องน้ำสะอาดและน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความอัจฉริยะของสุขภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่จำนวนฟังก์ชัน แต่อยู่ที่ความสามารถในการจัดการปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำทุกวัน ทั้งความสะอาด กลิ่น และการดูแลรักษา เพื่อให้ผู้ใช้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องคิดมากกว่าเดิม

 

สุขภัณฑ์อัจฉริยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านยุคใหม่

 
 

นิยามของที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ความสวยงามของงานดีไซน์หรือวัสดุที่เลือกใช้เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงรายละเอียดที่ช่วยให้ชีวิตในแต่ละวันสะอาด สะดวกสบาย และเปี่ยมไปด้วยสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้น

 

ผลสำรวจพบว่าชาวไทย 77%* มองว่า Spalet ไม่เพียงแต่มอบความทันสมัย แต่ยังสะท้อนรสนิยมและการใช้ชีวิตที่โดดเด่นกว่าอุปกรณ์ชำระล้างแบบเดิม ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่าสุขภัณฑ์อัจฉริยะกำลังเปลี่ยนจากตัวเลือกเสริมสู่มาตรฐานใหม่ของบ้าน เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ยั่งยืน

 

LIXIL ผ่านแบรนด์ชั้นนำอย่าง American Standard, GROHE และ INAX มุ่งมั่นนำเสนอ Spalet ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระล้างที่แม่นยำ ฟังก์ชันสายน้ำอุ่นพร้อมลมเป่าแห้ง ไปจนถึงนวัตกรรมทำความสะอาดก้านฉีดและระบบจัดการกลิ่นอัตโนมัติที่ช่วยลดภาระในการดูแลรักษา

 

ภาพประกอบผลสำรวจ Spalet Clean Survey แสดงพฤติกรรมการใช้สายฉีดชำระและความสำคัญของสุขอนามัยในห้องน้ำของคนไทย 4

 

การให้ความสำคัญกับห้องน้ำในปัจจุบันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับครอบครัว นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยพลิกโฉมกิจวัตรประจำวันให้สะอาดและควบคุมได้ดียิ่งขึ้น ตอบสนองพฤติกรรมการชำระล้างด้วยน้ำที่คนไทยเชื่อมั่น พร้อมยกระดับความสะดวกสบายและความมั่นใจให้เต็มเปี่ยมกว่าเดิม

 

‘Feel Spalet Clean’ จึงเป็นมากกว่าการชำระล้างอัตโนมัติ เพราะมาพร้อมกับความรู้สึกผ่อนคลาย มั่นใจ และการสัมผัสได้ว่าพื้นที่ส่วนตัวที่สุดในบ้านถูกคิดค้นมาเพื่อดูแลสุขอนามัยของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

 

สัมผัสประสบการณ์ความสะอาดที่เหนือระดับและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Spalet ได้ที่ www.spalet.com

 

*อ้างอิงจากผลสำรวจ Spalet Clean Survey ประจำปี 2026 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Spalet.com

The post 70%* ของคนไทยเลือกใช้สายฉีดชำระ อินไซต์จาก ‘Spalet Clean Survey’ ที่พร้อมพาคนไทยไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ Feel Spalet Clean [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>