Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 14 Jun 2026 09:48:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-2026/ Sun, 14 Jun 2026 10:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1218267 ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม […]

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม กฎหมายไทยจึงต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 1

 

12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดงาน OCS Symposium 2026 เวทีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ มาร่วมตอบคำถามสำคัญนี้ ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 2

 

ภายในงานประกอบด้วยการเสวนาเชิงนโยบายโดยผู้ทรงคุณวุฒินานาชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

 

  • How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power เมื่อมหาอำนาจโลกปรับขั้ว ประเทศอย่างไทยควรวางกรอบกฎหมายและนโยบายอย่างไร
  • Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt จะออกกฎหมายอย่างไรในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน สถาบันด้านกฎหมายระดับโลกคิดและปรับตัวอย่างไร
  • Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศส (Conseil d’État) ที่นำไปต่อยอดได้
  • Fixing People or Fixing System? – Behavioural Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร
  • Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data กฎระเบียบไทยซับซ้อนแค่ไหน และข้อมูลช่วยให้เห็นภาพรวมเพื่อการปฏิรูปที่ตรงจุดได้อย่างไร
  • AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows การใช้ AI ในการเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้ออกแบบกฎหมายและนโยบาย
  • Resilient by Design: Thailand’s Legal Architecture for a Fragmented World โครงสร้างกฎหมายที่ออกแบบมาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ตามทันโลก

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 3ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 4ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 5

 

ภายในงานยังมีนิทรรศการ “กฎหมายไทยสู่มาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน” ที่บอกเล่าการปรับปรุงกฎหมายให้ยืดหยุ่น โปร่งใส รองรับกับอนาคตในหลายมิติ ตั้งแต่การปรับตัวของกฎหมายโลกยุคใหม่ การยกระดับกฎหมายไทยสู่มาตรฐาน OECD และการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่สะท้อนวิสัยทัศน์ “Better Regulation for Better Life”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 6ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 7

 

นอกจากนั้น ยังมีการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้าน LegalTech, RegTech และ GovTech จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและสตาร์ทอัปไทย อีกเช่นกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 8

 

OCS Symposium 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีเสวนา แต่เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ เพื่อให้การพัฒนากฎหมายสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 9

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! https://thestandard.co/ilo-platform-workers-protection/ Sun, 14 Jun 2026 09:21:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1218271 ภาพกราฟิกแสดงข้อความเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก 435 ล้านคน โดย ILO

ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุข้อตกลงใ […]

The post ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก 435 ล้านคน โดย ILO

ที่ประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บรรลุข้อตกลงในการคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายฉบับแรก ซึ่งครอบคลุมทั้ง บริการรับส่งผู้โดยสาร และบริการจัดส่งอาหาร เป็นต้น เปิดทางให้แรงงานเหล่านี้ได้รับสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งค่าตอบแทน ความปลอดภัย และสวัสดิการทางสังคม ด้าน Human Rights Watch แนะรัฐบาลทั่วโลกเร่งให้สัตยาบัน และนำไปบัญญัติเป็นกฎหมายในประเทศ

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา ที่ประชุมได้มีมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” (Decent Work in the Platform Economy) ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่กำหนดมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับงานรับจ้างอิสระ (Gig Work)

 

โดยอนุสัญญาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดช่องว่างในการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มแรงงานดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องค่าตอบแทน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การประกันสังคม การบริหารจัดการด้วยอัลกอริทึม และการจัดประเภทสถานะแรงงานอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมีหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสัตยาบันจากรัฐบาลของแต่ละประเทศก่อนนำไปบังคับใช้กฎหมาย ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกามักปฏิเสธการให้สัตยาบันในอนุสัญญาของ ILO และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลงคะแนนเสียงคัดค้านอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปมักให้การสนับสนุนมากกว่า

 

สำหรับสมาชิก ILO จำนวนทั้งหมด 406 ราย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลของประเทศจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และแอฟริกาใต้ ได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบต่ออนุสัญญามาตรฐานการจ้างงานดังกล่าว

 

ขณะที่สมาชิก 8 ราย รวมถึงสหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ ลงคะแนนเสียงคัดค้าน และอีก 36 ราย รวมถึงสหราชอาณาจักรและอินเดีย งดออกเสียง ทั้งนี้ สมาชิกของหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติแห่งนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายแรงงาน

 

สำหรับประเทศ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 2 คนและตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง 1 คนลงคะแนนเสียง ‘เห็นชอบ’ ส่วนตัวแทนฝ่ายนายจ้าง 1 คนลงคะแนนเสียง ‘คัดค้าน’

 

โลเรนโซ ริโบนี ผู้แทนสหรัฐอเมริกา กล่าวต่อที่ประชุมว่า สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนอนุสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะของการออกข้อบังคับควบคุมสำหรับภาคเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ริโบนีระบุว่า “เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่มีความเกี่ยวเนื่องกันในหลายภาคส่วน ซึ่งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจนเกินไปจะขัดขวางนวัตกรรม และสร้างความเสียหายต่อแรงงานกลุ่มที่กฎเกณฑ์เหล่านี้ตั้งใจจะเข้าไปช่วยเหลือ”

 

‘ก้าวสำคัญ’ สำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม

 

ธนาคารโลกประเมินว่า จำนวนแรงงานแพลตฟอร์มที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันทั่วโลก มีจำนวนอยู่ระหว่าง 154 ล้านคน ถึง 435 ล้านคน อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ซึ่งรวมถึงองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ (Human Rights Watch) และสหภาพแรงงาน ระบุว่า การจัดประเภทสถานะแรงงานเป็น ‘ผู้รับจ้างอิสระ’ อย่างแพร่หลาย ช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำและการจัดสรรสวัสดิการ

 

โดยในรายงานขององค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ประจำปี 2025 พบว่า แรงงานแพลตฟอร์มในสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมการสำรวจ มีรายได้ค่าเฉลี่ยกลาง (Median) อยู่ที่ 5.12 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนโดยรวมต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางประมาณ 30%

 

อแมนดา บราวน์ รองประธานกลุ่มฝ่ายแรงงานของ ILO กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลก และเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการละเมิดและการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มานานหลายปี

 

Human Rights Watch แนะรัฐเร่งให้สัตยาบัน-บัญญัติเป็นกฎหมาย

 

เลนา ซิเมต (Lena Simet) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมทางเศรษฐกิจขององค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวว่า การรับรองสัญญาฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มหลายล้านคนที่ถูกปฏิเสธการคุ้มครองแรงงาน รัฐบาลของประเทศต่างๆ ได้ตระหนักแล้วว่าบริษัทต่างๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามสิทธิของแรงงาน ซึ่งรวมถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เงื่อนไขการทำงานที่ปลอดภัย และการประกันสังคม

 

องค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ยังระบุว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศควรให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาดังกล่าวโดยเร็ว และนำไปบัญญัติเป็นกฎหมายภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างความมั่นใจว่าแรงงานและองค์กรของแรงงานจะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในระดับชาติ

 

สรุปสาระสำคัญการคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’

 

โดยอนุสัญญาฉบับใหม่นี้กำหนดให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ต้องดำเนินมาตรการเพื่อรับรองว่าแรงงานแพลตฟอร์มได้รับการจัดประเภทสถานะแรงงานอย่างถูกต้อง โดยพิจารณาจากลักษณะการปฏิบัติงานจริงและการจ่ายค่าตอบแทนเป็นหลัก

 

นอกจากการจัดประเภทสถานะแรงงานที่ถูกต้อง ยังมีการคุ้มครองพื้นฐาน เช่น มีสิทธิในการรวมกลุ่มสมาคมและร่วมเจรจาต่อรองร่วมกัน การได้รับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขอนามัย การขจัดการบังคับใช้แรงงาน แรงงานเด็ก และการปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ

 

รวมถึงการคุ้มครองด้านรายได้และประกันสังคม เช่น สำหรับแรงงานที่มีสถานะการจ้างงานเป็นลูกจ้าง ต้องได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยไม่รวมเงินทิป และต้องจ่ายเงินอย่างตรงเวลาพร้อมแสดงรายละเอียดการหักเงินที่โปร่งใส

 

สำหรับแรงงานที่มีสถานะการจ้างงานเป็นลูกจ้าง บริษัทยังต้องชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้แก่แรงงาน ต้องสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานในระบบทั่วไป ต้องสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานในระบบทั่วไป ไปจนถึงการคุ้มครองจากการควบคุมด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic Management) และการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบาง

 

อ้างอิง:

The post ILO ผ่านอนุสัญญาคุ้มครอง ‘แรงงานแพลตฟอร์ม’ ทั่วโลก 435 ล้านคน มีผลผูกพันทางกฎหมาย ฉบับแรกของโลก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ https://thestandard.co/first-jobber-debt-bnpl-checklist/ Sun, 14 Jun 2026 08:37:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1218215 ภาพประกอบแนวคิดซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) และการวางแผนการเงิน

คนเราทำงานหนักไปทำไม เพื่อมีบ้าน? มีรถ? แต่ที่ดันเกิดขึ […]

The post 52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) และการวางแผนการเงิน

คนเราทำงานหนักไปทำไม เพื่อมีบ้าน? มีรถ? แต่ที่ดันเกิดขึ้นจริงคือ มีหนี้

 

ข้อมูลล่าสุดจากแบงก์ชาติคือ ตอนนี้คนไทย 25.5 ล้านคน (38% ของประชากร) ‘เป็นหนี้’ และที่น่ากังวลใจคือกลุ่ม First Jobber (อายุ 20-35 ปี) เป็นหนี้กันไปแล้วถึง 52.7% แถมยังมีหนี้เสีย (NPL) พุ่งสูงถึง 27% ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘หนี้ที่ไม่สร้างรายได้’ เช่นหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล

 

ซึ่งตัวการที่ทำให้คนวัยทำงานรุ่นใหม่เป็นหนี้พุ่งขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากสินเชื่อแบบ ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ (Buy Now, Pay Later – BNPL) ที่เข้าถึงได้ง่ายดายสุดๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคสมัยนี้ จนแบงก์ชาติต้องออกมาแอ็กชันเตรียมคุมเข้มวงการ BNPL ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะล้มละลายกันตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงาน

 

แล้วคนรุ่นใหม่ (และเก่า) จะระวังตัวเองก่อนได้เลยอย่างไร วันนี้ 5 เช็กลิสต์มาฝาก ที่ถ้ายังไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ควรกดใช้ Buy Now, Pay Later ถ้าไม่อยากอายุน้อยร้อยเปอร์เซ็นต์หนี้สิน

 

สัญญาณอันตราย เมื่อ Buy Now แต่ PAIN Later

 

ล่าสุดบัญชี BNPL ของไทยโตโหดมาก เฉลี่ยปีละ +99.9% (ตอนนี้ปาเข้าไปเกือบ 5 ล้านบัญชีแล้ว) โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม ‘อายุน้อย และรายได้น้อย’ อย่างนักศึกษาและคนเพิ่งเริ่มทำงาน (22-30 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค้างชำระหนี้มากที่สุด

 

พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทำติดหนี้ดอกโหดไม่รู้ตัว

 

  • เป็นหนี้แบบงงๆ: แอปชอปปิงออนไลน์ปัจจุบันออกแบบหน้าตา (Interface) ให้ดูเหมือนเป็นแค่ช่องทางจ่ายเงินธรรมดา หลายคนกดไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือ ‘การกู้สินเชื่อ’
  • เสพติดโปรโมชัน: พอใช้ Buy Now, Pay Later แล้ว มันมีโปรฯ ชอปปิงที่ดีกว่า แถมไม่ต้องจ่ายเงินก้อนวันนี้ ทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นเป็นสิบเท่า จนกลับไปจ่ายราคาเต็มไม่เป็นอีกเลย
  • วินัยการเงินพัง: ยอดผ่อนต่อเดือนที่ดู ‘น้อยนิด’ ไปกระตุ้นให้เราซื้อของฟุ่มเฟือยแบบไร้สติ

 

‘ผ่อนชานมไข่มุก’ กินหมดวันนี้ แถมฟรีดอกเบี้ยอีกสองเดือน

 

เชื่อไหมว่ามีคนใช้ BNPL ผ่อนชานมไข่มุกแก้วละ 106 บาท! แอปอาจจะบอกว่าผ่อน 2 เดือน จ่ายแค่เดือนละ 54.66 บาท อาจจะดูเหมือนน้อย แต่แอปไม่ได้บอก ‘อัตราดอกเบี้ย’ ให้ชัดเจน พอเอามาคำนวณหลังบ้าน ปรากฏว่าเรากำลังโดนคิดดอกเบี้ยสูงถึง 18.79% ต่อปี นี่แหละคือการเอาเงินในอนาคตมาละลายแม่น้ำ

 

ฟังเผินๆ Buy Now, Pay Later ดูเหมือนจะเป็นปีศาจร้าย แต่อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ BNPL ก็เป็นเพียงเครื่องมือการเงินชนิดหนึ่ง ถ้ารู้จักใช้ให้เป็น มันจะช่วยหมุนสภาพคล่องได้ แต่ก่อนจะกดยืนยันคำสั่งซื้อครั้งต่อไป ขอให้ทำ Checklist เช็กตัวเองก่อนว่าเรามี 5 สิ่งนี้ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้ยั้งมือไว้ตรงนั้นเลย

 

  • 1. มีรายได้ที่ชัวร์ รออยู่ในเดือนหน้า

 

จำให้ขึ้นใจไว้เสมอว่า BNPL ไม่ใช่เงินฟรี แต่มันคือ ‘การขอยืมเงินจากตัวเองในอนาคต’ มาใช้ล่วงหน้า ถ้าเดือนหน้าเรายังไม่รู้เลยว่าเงินจะมาจากไหน หรือรายได้ยังลุ่มๆ ดอนๆ (เช่น เป็นฟรีแลนซ์ที่ยังปิดจ๊อบไม่ได้ หรือรอเงินที่คนอื่นติดหนี้ไว้) การกดผ่อนของวันนี้คือการสร้างระเบิดเวลาให้ตัวเองชัดๆ

 

ถามตัวเองสั้นๆ ว่า ‘ถ้าเดือนหน้าเกิดซวย บริษัทจ่ายเงินเลต หรือไม่มีรายได้เข้ามาเลย เรามีเงินเก็บสำรอง พอมาจ่ายค่าผ่อนไอ้ของชิ้นนี้ไหม?’ ถ้าคำตอบคือ ไม่ หรือ เดี๋ยวค่อยไปตายเอาดาบหน้า = ห้ามกดผ่อนเด็ดขาด

 

  • 2. มีเหตุผลที่จำเป็น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ (Need vs Want)

 

ย้อนกลับไปดูเคสผ่อนชานมไข่มุก นั่นคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้อารมณ์ล้วนๆ กฎเหล็กของการเป็นหนี้คือ อายุการใช้งานของสิ่งนั้น ต้องอยู่กับเรานานกว่าระยะเวลาที่เราต้องผ่อน เรากินชานมหมดใน 15 นาที แต่ต้องมานั่งผ่อนต่ออีก 2 เดือน แถมเสียดอกเบี้ยเกือบ 19% มันคุ้มจริงหรือเปล่า

 

เตือนตัวเองว่า ของกิน, ค่าบุฟเฟต์หมูกระทะ, ตั๋วคอนเสิร์ต, หรือเสื้อผ้าแฟชั่นตามกระแสที่ใส่ถ่ายรูปลง IG แค่ครั้งเดียว คือ สิ่งต้องห้าม สำหรับ BNPL ให้เก็บโควตาการผ่อนไว้ใช้กับ ของที่จำเป็นต้องใช้สร้างรายได้ (เช่น ไอแพดไว้รับวาดรูป, คอมพิวเตอร์ไว้ทำงาน) หรือ ของชิ้นใหญ่ที่พังกะทันหัน (เช่น ตู้เย็นเสีย, มือถือพัง) เท่านั้น

 

  • 3. มีวินัย ห้ามลืมจ่าย

 

โมเดลธุรกิจของ BNPL หลายเจ้า ไม่ได้หวังฟันกำไรจากดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่พวกเขารอเก็บตกระหว่างทางจากค่าปรับจ่ายล่าช้าด้วย แค่เราลืมจ่ายไปวันเดียว หรือเงินในบัญชีไม่พอให้ตัด ค่าทวงถามและค่าปรับยิบย่อยจะเด้งขึ้นมาทันที จากของราคาถูกจะกลายเป็นของโคตรแพง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเสียประวัติทางการเงิน

 

แม้ปัจจุบัน BNPL บางเจ้าจะยังไม่ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร แต่แบงก์ชาติกำลังเข้ามาจัดระเบียบ ซึ่งแปลว่าในอนาคต หากจ่ายช้าหรือเบี้ยวหนี้ BNPL ประวัติเหล่านี้อาจจะถูกบันทึกและส่งผลเสียเมื่อพวกเขาต้องการกู้ซื้อบ้านหรือซื้อรถในอนาคต

 

ถ้าเรารู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืมและแอปนั้นไม่มีระบบตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือน ก็ตัดใจไม่ใช้ดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ทันทีที่กดซื้อ ให้เข้าแอปปฏิทินในมือถือ แล้วตั้งนาฬิกาปลุกแจ้งเตือนล่วงหน้า 2 ก่อนดิวจ่ายเสมอ ห้ามพึ่งพาความจำของสมองอย่างเดียวเด็ดขาด

 

  • 4. มีพื้นที่ว่าง โควตาหนี้ของตัวเอง

 

ความน่ากลัวคือ ในแอปชอปปิงออนไลน์ หน้าตาการใช้งาน BNPL จะสร้างภาพลวงตาให้เรารู้สึกว่า ยอดผ่อนมันนิดเดียวเอง ผ่อนครีมเดือนละ 200, ผ่อนรองเท้าเดือนละ 500, ผ่อนหูฟังเดือนละ 300 ดูสบายๆ มาก จ่ายได้ชิลๆ แต่พอยอดจุกจิกพวกนี้มารวมตัวกันตอนบิลเรียกเก็บสิ้นเดือน รวมยอดกันแล้วอาจพุ่งทะลุหลักพันหรือหลักหมื่น ชนิดที่เงินเดือนออกปุ๊บ โดนสูบหายไปหมดบัญชีปั๊บ

 

เพราะฉะนั้นสำรวจตัวเองก่อนซื้อของเสมอว่าตอนนี้มีภาระต้องผ่อนอย่างอื่นอยู่ไหม (ค่าหอ, ผ่อนรถ, กยศ.) ปกติแล้วภาระหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ ถ้าตอนนี้เราจ่ายหนี้ต่างๆ เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนแล้ว การสร้างหนี้ BNPL เพิ่มแม้แต่บาทเดียว คือจุดเริ่มต้นของหายนะ

 

  • 5. มีสกิลอ่านบรรทัดสุดท้าย หาเงื่อนไขแอบแฝง

 

ในโลกของการเงิน ไม่มีใครใจดีแจกเงินให้เราใช้ฟรีๆ 100% บางครั้งโปรโมชันที่แปะป้ายตัวโตๆ ว่า ผ่อน 0% อาจจะแฝงมากับราคาที่ถูกบวกเผื่อไปแล้ว หรือแอบเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชัน ที่บวกเพิ่มขึ้นมาดื้อๆ ในหน้าชำระเงินขั้นตอนสุดท้าย เหมือนเคสชานมไข่มุกที่ซ่อนดอกเบี้ยเกือบ 19% ไว้เนียนๆ

 

ดังนั้น เราต้องมีสกิลเทียบราคาเสมอ ก่อนกดจ่าย ให้ลองกดของลงตะกร้าแบบจ่ายเต็มจำนวน แล้วเทียบกับแบบ BNPL แล้วดูที่ยอดเงินสุทธิสุดท้าย ถ้าแบบจ่ายเต็มสามารถใส่โค้ดส่วนลดได้เยอะกว่า หรือรวมๆ แล้วต่างกันไม่เกิน 5% ให้กัดฟันจ่ายเงินสดดีกว่า อย่าไปหลงกลเสียดายกับความสบายชั่วคราวเลย

 

Buy Now, Pay Later ก็เป็นสินเชื่ออีกรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและกระตุ้นการใช้จ่ายของเราอย่างแนบเนียนขึ้นมากๆ เราสามารถใช้มันได้ แต่ต้องรู้เท่าทันกลไกของมัน แม้ว่าในอนาคตแบงก์ชาติจะเข้ามาสร้างกติกาเพื่อปกป้องเราในภาพรวมมากขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วสำคัญที่สุด คือตัวเราเองต้องมีสติในการใช้เงิน

 

การใช้จ่ายเกินตัวไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพการเงินในระยะยาว และหากจำเป็นต้องก่อหนี้ก็ต้องระมัดระวังและมีวินัยในการผ่อนชำระเสมอ ใช้เวลาศึกษาข้อมูลสินเชื่อให้ถี่ถ้วนก่อน รักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างสูงสุด เพราะใช้เงินยากๆ วันนี้ ดีกว่าไม่มีเงินใช้วันหน้า

 

ป.ล. สำหรับใครที่เผลอสร้างหนี้ไปแล้ว ขอให้เริ่มตั้งสติ หยุดกดผ่อนของชิ้นใหม่ และรีบโปะยอดที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน

 

ภาพ: Formatoriginal/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post 52% ของ First Jobber ไทยติดหนี้ – อย่าเพิ่งกด ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย https://thestandard.co/south-korea-vietnam-msci-upgrade/ Sun, 14 Jun 2026 07:41:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1218181 ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำ […]

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธงชาติเกาหลีใต้และเวียดนาม พร้อมข้อความตลาดหุ้นลุ้นเลื่อนสถานะโดย MSCI

บรรดานักลงทุนกำลังเฝ้ารอการทบทวนการจัดหมวดหมู่ตลาดประจำปีของ MSCI ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้จัดทำดัชนีจะตัดสินใจว่า เกาหลีใต้ เวียดนาม และตลาดอื่นๆ จะได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือไม่ โดยกลุ่มธุรกิจในเกาหลีใต้คาดหวังอย่างมากที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะได้รับการเลื่อนสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (DM) หลังดัชนี Kospi พุ่งแรงในปีนี้

 

 

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ กลายเป็นดัชนีอ้างอิงที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลกในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 90% เนื่องจากนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้การพุ่งทะยานในครั้งนี้ก็ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนมากที่สุดในโลกเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การพุ่งทะยานรอบนี้ทำให้เกาหลีใต้ถูกจับตาว่า จะได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist) สำหรับสถานะตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในที่สุดหรือไม่ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกไปสู่การยกระดับสถานะในท้ายที่สุด

 

โดยนักลงทุนและนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 15 คนที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่า MSCI จะยังคงจัดให้เกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อไปในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กังขาในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ขณะที่ ยอง แจ ลี ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนอาวุโสของ Pictet Asset Management กล่าว “เกาหลีใต้จะกลายเป็นตลาดพัฒนา (DM) แล้วอย่างน้อยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า นั่นคือสมมติฐานหลักของผม”

 

เกาหลีใต้ถือเป็นสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI (MSCI Emerging Markets Index) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เริ่มกลายเป็นสิ่งสะท้อนภาพการซื้อขายหุ้นกลุ่ม AI ระดับโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics Co.) และบริษัท เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) มีสัดส่วนน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักในดัชนี Kospi

 

เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์ชี้วัดแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ เกาหลีใต้มีลักษณะเหมือนตลาดพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยมูลค่าตลาดหุ้นของประเทศเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา สู่ระดับประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกชั่วคราว

 

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ของเกาหลีใต้ยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งในด้านเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิต

 

เปิดปมปัญหาที่อาจขัดขวางเกาหลีใต้

 

ขณะที่ เชตัน เซธ นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชียของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลสูงมากอย่างเกาหลีใต้จะเปลี่ยนการจัดหมวดหมู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีมาก่อน”

 

“ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีสัดส่วนน้ำหนักมหาศาลในดัชนีปัจจุบันเหมือนเกาหลีใต้ ที่จะย้ายจากหมวดหมู่ตลาดหนึ่งไปยังอีกหมวดหมู่หนึ่ง” เซธกล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน เกาหลีใต้ครองสัดส่วนน้ำหนัก 23% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว กรีซและอิสราเอล ซึ่งเป็นสองประเทศล่าสุดที่ได้รับการปรับสถานะเป็นตลาดพัฒนาแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจและน้ำหนักในดัชนีที่เล็กกว่ามากเมื่อครั้งที่ได้รับการเลื่อนสถานะ

 

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดคือเรื่อง ‘ความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ’

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ MSCI ได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากรายชื่อกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองสำหรับตลาดพัฒนาแล้วในปี 2014 โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและปัญหาการเข้าถึงตลาดอื่นๆ และเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดทำดัชนีได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องในการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนและภาระผูกพันในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง

 

นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีใต้ได้กลับมาเปิดให้ทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) อีกครั้ง และกำลังเตรียมขยายเวลาการซื้อขายเงินวอนในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปสองประการที่นักลงทุนระดับโลกเรียกร้องมานาน

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ยังได้กำหนดให้การปฏิรูปตลาดทุนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนอีกด้วย

 

อี้ ผิง เหลียว ผู้จัดการกองทุนของ Templeton Global Investments กล่าวว่า “มีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอนที่จะได้รับการบรรจุในดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว (DM) เพียงเพราะรัฐบาลชุดนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเกิดใหม่ (EM) ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว”

 

การได้รับการยกระดับจ่อดูดเงินได้กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

 

การได้รับการยกระดับโดย MSCI จะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย BNP Paribas Securities ประเมินว่าอาจดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้าได้ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการที่กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี (Benchmark-tracking funds) ทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดช่องว่างราคาที่เรียกว่า “Korea Discount” ซึ่งเป็นส่วนต่างของมูลค่าหุ้นที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีราคาต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วมาเป็นเวลานาน

 

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของนักลงทุนจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดความผันผวนลงได้ โดยนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วมักจะมีวิสัยทัศน์การลงทุนในระยะยาวที่ยาวกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนของบริษัท การกำกับดูแลกิจการ และผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น มากกว่าการเติบโตในระยะสั้น ตามข้อมูลจาก คีรอน พุน (Kieron Poon) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนหุ้นเอเชียของ Aberdeen Investments

 

“ดังนั้น การจัดหมวดหมู่ใหม่จึงสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในเกาหลีใต้ และช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ในระยะยาว” พุนกล่าวเสริม

 

เวียดนามก็หวังเลื่อนขั้นโดย MSCI รอบนี้

 

ภายหลังได้รับการเลื่อนชั้นโดย FTSE Russell ที่ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม ขึ้นเป็น Emerging Market จากตลาดชายขอบ (Frontier Market) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลวันที่ 21 กันยายน 2026 นี้ ซึ่งจะมีหุ้นเวียดนามประมาณ 30 ตัวถูกเพิ่มเข้าไปในดัชนีอ้างอิงหลัก ทำให้เวียดนามหวังจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าดู (Watch List) ของ MSCI ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ตลาดหลายรายคาดการณ์ว่า เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อเฝ้าดูเพื่อยกระดับของ MSCI อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนปีนี้

 

โดยเจือง กวาง บิ่ญ (Truong Quang Binh) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยลูกค้าบุคคลของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า เวียดนาม (Yuanta Securities Vietnam) กล่าวว่า การจัดประเภทตลาดใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนของเวียดนาม

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ขายสุทธิ นอกเหนือจากความผันผวนของตลาดโลกแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการยกระดับ (Pre-upgrade Phase) ส่งผลให้กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดชายขอบ (Frontier Market) บางแห่งเริ่มทยอยถอนเงินทุนออกไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบเชิงบวกจะกลับมาในไม่ช้า” เจือง กวาง บิ่ญ ระบุ

 

เจือง กวาง บิ่ญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการยกระดับโดย MSCI ว่า เนื่องจากจำนวนกองทุนรวมที่ใช้ดัชนี MSCI เป็นเกณฑ์มาตรฐานมีมากกว่ากองทุนที่ติดตามดัชนี FTSE อย่างมหาศาล กระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามจึงอาจมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการนำระบบสำนักหักบัญชีกลาง (CCP) มาใช้ในปี 2027 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว

 

ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เวียดนามได้ผ่านเกณฑ์ของ MSCI แล้ว 10 ข้อจากทั้งหมด 18 ข้อ และใกล้ที่จะบรรลุข้อกำหนดเชิงคุณภาพ 17 ข้อจาก 18 ข้อ ซึ่งจำเป็นสำหรับการได้รับการบรรจุเข้าในรายชื่อเฝ้าดู อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเกิดการยกระดับจริง ตลาดจะต้องผ่านช่วงเวลาการอยู่ในรายชื่อเฝ้าดูก่อนเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เจือง กวาง บิ่ญ เน้นย้ำว่า อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ของเวียดนามยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยวิกฤต โดยการได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต อาจช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่ม ‘ระดับน่าลงทุน’ (Investment Grade) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูต้อนรับกระแสเงินทุนจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดทุนของประเทศได้ในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้น ‘เกาหลีใต้-เวียดนาม’ ลุ้นถูกอัปเกรดสถานะโดย MSCI สิ้นเดือนนี้ จับตาจุดเปลี่ยนเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? https://thestandard.co/switzerland-population-cap-immigration-brexit/ Sun, 14 Jun 2026 05:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1218143 ภาพมุมสูงเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ มีอาคารบ้านเรือนและผู้คน

วันนี้ (14 มิถุนายน) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในป […]

The post ‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ มีอาคารบ้านเรือนและผู้คน

วันนี้ (14 มิถุนายน) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศ Tax Haven หรือแหล่งหลบภาษีของเศรษฐีทั่วโลกกำลังจะ ‘ลงประชามติ’ ว่าจะจำกัดจำนวนประชากรของประเทศหรือไม่ ซึ่งผลของการลงคะแนนเสียงครั้งนี้จะพ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน และการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมาด้วย ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สวิตเซอร์แลนด์กำลังซ้ำรอย Brexit เหตุการลงประชามติครั้งนี้อาจนำไปสู่รอยร้าวกับสหภาพยุโรป (EU) ได้

 

 

การลงประชามติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันนี้ (14 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น) มีขึ้นหลังจากประชากรของประเทศเพิ่มขึ้น 10% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยจนถึงสิ้นปี 2025 มีจำนวนประชากรเกิน 9.1 ล้านคนเล็กน้อย และนับเป็นครั้งแรกที่สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิและอัตราการเกิดก็ลดลงในปีที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางภาวะอัตราภาษีที่ค่อนข้างต่ำนับว่ามีส่วนช่วยให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลก เช่น เนสท์เล่ (Nestle) ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคโนวาร์ติส (Novartis) บริษัทยายักษ์ใหญ่ รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ในภาคการเงิน แบรนด์หรู และบริษัทเทคโนโลยี

 

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมหาเศรษฐีหนาแน่นที่สุดในโลก และมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวที่แข็งแกร่งกว่าระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอื่นๆ อีกหลายแห่ง

 

ตามการจัดอันดับของ Corporate Tax Haven Index ซึ่งจัดทำโดย Tax Justice Network ที่เป็นดัชนีที่จัดอันดับประเทศและเขตดินแดนทั่วโลก ที่มีส่วนช่วยหรือเอื้อประโยชน์ให้บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) หลีกเลี่ยงหรือจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าความเป็นจริงแสดงให้เห็นว่า สวิตเซอร์แลนด์ถูกจัดอยู่อันดับที่ 3 ของโลก

 

โดย ณ สิ้นปี 2024 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า 41% ของประชากรมี ‘ภูมิหลังการย้ายถิ่นฐาน’ (Migration Background) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้อพยพและบุตรที่เกิดในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ 32.5% ของผู้อยู่อาศัยถาวรในประเทศเป็นผู้อพยพพวกรุ่นแรก ส่วนพลเมืองสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคนอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ คิดเป็นประมาณ 16% ของประชากรในประเทศ และมีพลเมือง EU อีกราว 340,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ทุกวัน

 

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการจำกัดจำนวนประชากร ขณะที่ 45% เห็นด้วย

 

มาตรการจำกัดจำนวนประชากรนี้ จะทำงานอย่างไร?

 

หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากร สภาบริหารแห่งสมาพันธรัฐ (Federal Council) และรัฐสภาของประเทศจะต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการเติบโตของประชากรไปจนถึงปี 2050

 

ระบบการย้ายถิ่นฐานจะถูกคุมเข้มขึ้น หากประชากรเกิน 9.5 ล้านคน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในช่วง 24 ปีข้างหน้า โดยโครงการขอลี้ภัยและการรวมกลุ่มของครอบครัวจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องเผชิญกับการปรับลด ยิ่งไปกว่านั้น ข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสวิตเซอร์แลนด์กับสหภาพยุโรปอาจต้องสิ้นสุดลง หากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์ 10 ล้านคน

 

ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเกน (Schengen) ซึ่งเป็นพื้นที่เดินทางไร้พรมแดนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของ EU หลายแห่ง

 

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ EU และสวิตเซอร์แลนด์ยังมีข้อตกลงที่อนุญาตให้พลเมืองของแต่ละฝ่ายสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ทำให้สามารถอยู่อาศัยและทำงานในดินแดนของกันและกันได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีงานทำหรือมีแหล่งรายได้อื่นรองรับ

 

ส่องเสียงสะท้อนจากฝ่ายสนับสนุน

 

พรรค SVP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาของสวิตเซอร์แลนด์ กำลังกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ส่งสัญญาณที่ชัดเจน’ ไปยังผู้กำหนดนโยบายเพื่อควบคุมสิ่งที่พรรคเรียกว่า การเติบโตของประชากรที่ ‘ล้นหลาม’ (Overwhelming)

 

ในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พรรค SVP ระบุว่าการลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการจำกัดจำนวนประชากรจะยังคงอนุญาตให้มีผู้ย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์ได้ 40,000 คนต่อปี

 

ด้าน ปิเอโร มาร์เคซี สมาชิกสภานิติบัญญัติ กล่าวว่าการเติบโตของประชากรได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อการบริการสาธารณะ ค่าจ้าง ราคาค่าเช่า การศึกษา และตลาดแรงงาน

 

ส่องเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ

 

ในทางกลับกัน บรรดาบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์แย้งว่า การจำกัดการย้ายถิ่นฐานอย่างเข้มงวดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัว ค่าเงินที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว (disinflation) และนโยบายกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

Economiesuisse ซึ่งเป็นองค์กรการค้าที่มีสมาชิกกว่า 100,000 ราย รวมถึง Amazon Web Services Roche Google และ Johnson & Johnson ได้แสดงความคัดค้านต่อข้อเสนอการจำกัดจำนวนประชากรดังกล่าว

 

รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กล่าวในแถลงการณ์ทางอีเมลถึงสำนักข่าว CNBC ว่า ความเจริญรุ่งเรืองของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นอยู่กับ “ความเปิดกว้าง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกับยุโรป”

 

“เราเข้าใจดีว่าความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของประชากรเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง และความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยแนวทางทางการเมืองที่สามารถปฏิบัติได้จริง การจำกัดการย้ายถิ่นฐานที่ตายตัวไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมาตรการดังกล่าวเสี่ยงที่จะบั่นทอนข้อตกลงทวิภาคีกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์ กล่าว

 

มินช์กล่าวเสริมว่า สวิตเซอร์แลนด์ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มีคุณสมบัติสูงอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ เช่น ยา เทคโนโลยี และการรักษาพยาบาล ซึ่งข้อจำกัดที่รุนแรงต่อการย้ายถิ่นฐานจะทำให้นวัตกรรม การเติบโต และความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง พร้อมทั้งทำให้บริษัทต่างๆ ดึงดูดผู้มีความสามารถระดับนานาชาติได้ยากขึ้น

 

“จำนวนผู้เกษียณอายุจะมีมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ หากการย้ายถิ่นฐานของแรงงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนถูกระงับ สวิตเซอร์แลนด์จะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ร้านขายของ หรือในอุตสาหกรรมการส่งออก ประเทศจะเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานต่างชาติในทุกๆ แห่ง” มินช์กล่าว

 

มาร์ติน ฟอน โมส (Martin von Moos) ประธานสมาคมโรงแรมสวิตเซอร์แลนด์ (HotellerieSuisse) กล่าวว่า “การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งจะรุนแรงขึ้นจากความคิดริเริ่มนี้ จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหลายบริษัทจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนดังกล่าวต่อไป ในขณะเดียวกัน การรักษามาตรฐานการบริการในระดับปกติจะทำได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก”

 

ถอดบทเรียนราคาแพงจากกรณี Brexit

 

โจเอา บี. ดูอาร์เต ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Nova School of Business and Economics ของโปรตุเกส กล่าวกับ CNBC ว่าการจำกัดจำนวนประชากรอาจทำลายความน่าเชื่อถือของสวิตเซอร์แลนด์ในหลายๆ ด้าน หากบริษัทต่างๆ เชื่อว่าการเข้าถึงแรงงานชาวยุโรปอาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจลงทุนก็อาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้จริงด้วยซ้ำ

 

ดูอาร์เตชี้ว่า การถอนตัวออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร (Brexit) “เป็นอุทาหรณ์ที่เป็นประโยชน์ การยุติการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านแรงงานในประเทศ แต่มันก่อให้เกิดการขาดแคลน ความขัดแย้งในการสรรหาบุคลากร และต้นทุนที่สูงขึ้นในภาคส่วนต่างๆ ที่เคยพึ่งพาแรงงาน EU ที่มีความยืดหยุ่น”

 

ดูอาร์เตกล่าวสรุปว่า EU เป็นคู่ค้ารายหลักของสวิตเซอร์แลนด์ และการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีนั้นมีความเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือทวิภาคีในวงกว้าง ซึ่งช่วยให้บริษัทของสวิตเซอร์แลนด์ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดต่างๆ ของยุโรป

 

“หากผลการลงคะแนนเสียง ‘เห็นชอบ’ บีบให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องยุติข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีในที่สุด ความตึงเครียดจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่นโยบายการย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และ EU”

 

เปิดกลไกการทำงานของการจำกัดจำนวนประชากร

 

หากผลการลงคะแนนเสียงผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลจะมีหน้าที่ต้องออกนโยบายเพื่อควบคุมการย้ายถิ่นฐานออกเป็น 2 ระยะ

 

ในระยะแรก รัฐบาลจะต้องปฏิเสธการเดินทางเข้าประเทศของผู้ย้ายถิ่นฐานรายใหม่ ซึ่งรวมถึงผู้แสวงหาที่พักพิงและครอบครัวของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ เมื่อจำนวนประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน

 

จากนั้น หากจำนวนประชากรแตะระดับ 10 ล้านคน รัฐบาลจะถูกบังคับให้ยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีกับสหภาพยุโรป

 

อ้างอิง:

The post ‘สวิตเซอร์แลนด์’ แดนสวรรค์ภาษีโลก ลงประชามติ ‘จำกัดจำนวนประชากร’ ที่ 10 ล้านคน พ่วงมาตรการจำกัดการย้ายถิ่นฐาน จ่อซ้ำรอย Brexit? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าลืม 15 มิ.ย.นี้เริ่มวันแรก ประชาชนใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก ร้านค้าสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงิน https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-food-delivery/ Sat, 13 Jun 2026 08:40:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1218006 ภาพอินโฟกราฟิกโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ระบุวันเริ่มใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 15 มิ.ย. และการสมัครของร้านค้าผ่านแอปฯ ถุงเงิน

เตือนประชาชนเริ่มใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ผ่านบ […]

The post อย่าลืม 15 มิ.ย.นี้เริ่มวันแรก ประชาชนใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก ร้านค้าสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ระบุวันเริ่มใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 15 มิ.ย. และการสมัครของร้านค้าผ่านแอปฯ ถุงเงิน

เตือนประชาชนเริ่มใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ด้านร้านค้าอย่าลืม กดสมัครเข้าสู่ระบบ Food Delivery ผ่านแอปฯ ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยใช้เวลาอนุมัติราว 5 วัน

 

วันนี้ (13 มิถุนายน 2569) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ร้านค้าสามารถกดสมัครเข้าสู่ระบบ Food Delivery ผ่านแอปฯ ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยใช้เวลาอนุมัติราว 5 วัน

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,041,907 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 27,125.23 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 15,737.95 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,387.28 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,577,399 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 2,189,420 คน

 

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป” ลลิดา กล่าว

The post อย่าลืม 15 มิ.ย.นี้เริ่มวันแรก ประชาชนใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก ร้านค้าสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money https://thestandard.co/brandname-money-luxury-loan-ipo-2/ Sat, 13 Jun 2026 05:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1217951 ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บ […]

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Brandname Money แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี พร้อมข้อความการเจรจาร่วมทุน

บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บริการสินเชื่อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมแห่งเดียวในไทยและแห่งแรกของโลก ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในโอกาสครบรอบ 2 ปี ด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสวนทางภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตสินเชื่อทะยานแตะ 400 ล้านบาทภายในปี 2569

 

 
 
ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Brandname Money กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยพบว่ามีมูลค่าสูงเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี และกลุ่มแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้หันมาทุ่มทำการตลาดในไทยเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียรองจากญี่ปุ่นและเกาหลี ปพนจึงเห็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยมองว่าเพียงแค่บริษัทสามารถชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ได้เพียง 1% ก็ถือเป็นมูลค่ามหาศาลแล้ว

 

3 โปรดักต์หลักเจาะกลุ่ม New Money ที่ดันพอร์ตโตทะยาน ปัจจุบัน

 

Brandname Money ให้บริการผ่านโมเดลธุรกิจ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งครอบคลุมทุกความต้องการของคนรักแบรนด์เนม ได้แก่

 

  • สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) โดยวางเงินดาวน์เริ่มต้น 30% ผ่อนสบายนานสูงสุด 24 เดือน ดอกเบี้ยเพียง 0.99% ต่อเดือน โดยลูกค้าสามารถรับสินค้าไปใช้ได้ทันที คล้ายกับการผ่อนรถยนต์
  • ผ่อนจบ-รับของ ซึ่งไม่ต้องยื่นเอกสารการเงิน ตรวจสอบเพียงบัตรประชาชนใบเดียว ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกราคาสินค้าหรือจองสินค้า (Waiting List) ไว้ล่วงหน้า และรับของเมื่อผ่อนครบ
  • ขายฝาก (เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน) โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวภายใน 1 ชั่วโมง พร้อมบริการย้ายค่าย หรือรีไฟแนนซ์จากแหล่งอื่นมาฝากไว้ที่บริษัทได้

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มียอดปล่อยสินเชื่อสูงถึง 53-54 ล้านบาท ซึ่งโตขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับตัวเลขรวมตลอดทั้งปี 2568 ที่ 25.5 ล้านบาท

 

โดยการเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของกลุ่ม New Money และกลุ่มลูกค้าอายุ 30-40 ปี ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องการเข้าถึงสินค้าลักชัวรีโดยไม่ต้องกระทบสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อของบริษัทปรับเปลี่ยนมาเป็น สินเชื่อเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10% จากเดิมที่เน้นบริการขายฝากเป็นหลัก

 

ปพน ยังกล่าวต่อว่า เพื่อยกระดับบริการและตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าในระดับมือ 1 Brandname Money ได้เปิดตัวบริการใหม่ Personal Assistant (PA) โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัวที่ช่วยอำนวยความสะดวกตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการสินเชื่อ ไปจนถึงเดินทางไปชำระเงินให้ที่ Official Shop เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์การซื้อของในช็อปอย่างเต็มที่

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าแบรนด์เนมมือสอง จาก 40 ร้านค้า เพิ่มเป็น 70 ร้านค้าทั่วประเทศ และเปิดตัวโครงการ Agent ที่ให้ผู้ชื่นชอบสินค้าลักชัวรีสามารถสร้างรายได้เสริมด้วยการแนะนำลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อกับทางบริษัท

 

แผนคุมเข้มความเสี่ยง ดัน NPL 0% สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

 

แม้พอร์ตสินเชื่อจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จุดแข็งสำคัญที่ Brandname Money รักษาไว้ได้คือ อัตราหนี้เสีย (NPL) ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบจัดเต็มเทียบเท่าสถาบันการเงิน บริษัทใช้นโยบายแบบระมัดระวัง (Conservative) โดยปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เครดิตถึงกว่า 50% รวมถึงการมีระบบประเมินราคาสินทรัพย์อ้างอิงกับราคาตลาดรับซื้อคืน (Resale Market) ที่แม่นยำ เพื่อปกป้องความเสี่ยงในกรณีที่ต้องนำทรัพย์สินมาแปลงสภาพ

 

ก้าวต่อไป ตามหา Strategic Partner ปูทางสู่ตลาดหุ้น

 

สำหรับการเติบโตในระยะต่อไป Brandname Money ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อให้แตะระดับ 400 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะดันพอร์ตสินเชื่อให้ถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อกรุยทางสู่การเสนอขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ได้ภายในปี 2570

 

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับ Strategic Partner ประมาณ 3-4 ราย ซึ่งมีทั้งบริษัทลูกของสถาบันการเงิน (Bank), Non-bank และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยบริษัทต้องการเลือกพาร์ตเนอร์เพียง 1 ราย ที่ไม่ได้แค่มีเงินทุน (Source of Fund) ดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการขยายพอร์ตเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ด้านระบบหลังบ้าน หรือความเชี่ยวชาญด้านการตามหนี้ มาเสริมความแข็งแกร่งและติดปีกให้ Brandname Money สามารถเติบโตเป็นสถาบันการเงินเฉพาะทางสำหรับคนรักแบรนด์เนมได้อย่างครบวงจร

The post บริษัทลูกแบงก์- Non Bank- บจ. เจราร่วมทุนถือหุ้น ‘Brandname Money’ แพลตฟอร์มสินเชื่อลักชัวรี หวังเจาะตลาด New Money appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/space-industry-growth-spacex-ipo/ Fri, 12 Jun 2026 13:33:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1217780 ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในทศวรรษข้างหน้า อุตสาหกรรมด้าน ‘อวกาศ’ มีแนวโน้มจะเป็น […]

The post อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ในทศวรรษข้างหน้า อุตสาหกรรมด้าน ‘อวกาศ’ มีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากปี 2023 ที่มีมูลค่า 630,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 20.8 ล้านล้านบาท ถูกคาดการณ์โดย World Economic Forum ว่าจะเติบโตไปเป็น 1.79 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 60 ล้านล้านบาท ภายในปี 2035 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของ GDP โลกที่น่าจะอยู่ที่ 5% ต่อปี

 

SpaceX (SPCX) บริษัทเอกชนด้านการขนส่งและเทคโนโลยีทางอวกาศภายใต้การบริหารของ Elon Musk ถือเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งมาพร้อมกับความคาดหวังที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจาก Market Cap. ของธุรกิจที่กำลังจะเติบไปสู่ระดับ 60 ล้านล้านบาท จากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และจะเข้าเทรดวันแรกในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ โดยคาดว่าจะระดมเงินทุนให้กับบริษัทได้มากถึง 2.4 ล้านล้านบาท

 

การเข้ามาจดทะเบียนของ SpaceX นั้นกำลังจะเปลี่ยนภาพของอุตสาหกรรมอวกาศไปพอสมควร จากที่อดีตเป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยรัฐบาลเพียงส่วนเดียว แต่ SpaceX จะเป็นบริษัทเอกชนที่กำลังจะกลายเป็นบริษัทมหาชน ที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของ

 

ไม่เพียงเท่านั้น SpaceX ยังจะทำให้ตลาดมุ่งความสนใจไปยังธุรกิจอื่นๆในกลุ่มเทคโนโลยีด้านอวกาศและการบินมากยิ่งขึ้น ทำให้อาจเกิดการลงทุนเชิงโมเมนตัม และมีการไหลของเม็ดเงินไปยังหุ้นอื่นๆในกลุ่มเดียวกันได้อีก

 


 

ภาพจรวดกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า 1

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post อุตสาหกรรม ‘อวกาศ’ กำลังจะโตขึ้น 3 เท่า สู่มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมความคาดหวังต่อ SpaceX ที่กำลังจะเทรดวันแรก 12 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเดินทางยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อความหรูอีกต่อไป Longevity โรงแรมพรีเมียม มาแรงแซงลักชูรี! ‘IHG’ รุกขยายพอร์ตไทย-อินโด-เวียดนาม https://thestandard.co/ihg-premium-hotels-outperform-luxury/ Fri, 12 Jun 2026 09:23:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1217696 ภาพประกอบข่าวธุรกิจโรงแรม IHG เกี่ยวกับเทรนด์ Wellness-Longevity และการขยายพอร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสา […]

The post นักเดินทางยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อความหรูอีกต่อไป Longevity โรงแรมพรีเมียม มาแรงแซงลักชูรี! ‘IHG’ รุกขยายพอร์ตไทย-อินโด-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวธุรกิจโรงแรม IHG เกี่ยวกับเทรนด์ Wellness-Longevity และการขยายพอร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก กระทบต้นทุนสายการบิน รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่ภาพรวมธุรกิจโรงแรมทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนผ่านรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ที่เพิ่มขึ้น 4.4% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569

 

ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นถึง 23%

 

วิเวก บัลลา กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี IHG Hotels & Resorts หรือ InterContinental Hotels Group เปิดเผยว่า แม้ช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในบางตลาดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจึงปรับตัวลดลงไปบ้าง

 

แต่ด้วยการเป็นธุรกิจโรงแรมระดับโลกที่มีพอร์ตกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ IHG สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากตลาดอื่นเข้ามาช่วยพยุงภาพรวมธุรกิจเอาไว้ ส่งผลให้บริษัทยังคงรักษาความยืดหยุ่นและความสามารถในการเติบโตได้เป็นอย่างดี

 

“นี่เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น และยังคงเชื่อมั่นอย่างมากในศักยภาพระยะกลางและระยะยาวของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนจากจำนวนโรงแรมใหม่ที่ยังอยู่ใน Pipeline อีกเป็นจำนวนมาก” วิเวก กล่าว

 

อุตสาหกรรมโรงแรมโลกยังโตแกร่ง

 

โดยในด้านการดำเนินธุรกิจ IHG ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมสนับสนุนผู้ที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการจอง พร้อมยึดความปลอดภัยของพนักงานและผู้เข้าพักเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ควบคู่กับการรักษาสมดุลทางธุรกิจผ่านการขยายฐานตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างจีนและอินเดีย รวมถึงการผลักดันตลาดในประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ข้อมูลจาก STR Country Data ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ชี้ว่า อุตสาหกรรมโรงแรมโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย RevPAR เติบโต 4.4% และเติบโตในทุกเซกเมนต์ของตลาด สะท้อนว่าความต้องการเดินทางทั่วโลกยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยและจีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเติบโตโดดเด่นถึง 23% ขณะที่ความต้องการท่องเที่ยวภายในประเทศของไทยเพิ่มขึ้น 2%

 

ภาพรวม 10 ตลาดนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ จีน ไทย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร อินเดีย เกาหลีใต้ เยอรมนี และสิงคโปร์ ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวของ IHG คือไทย จีน รัสเซีย

 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมโลก คือการเติบโตของนักเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์มากกว่าความหรูหราแบบดั้งเดิม โดยข้อมูลจาก Oxford Economics คาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 จะมีครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้นถึง 670 ล้านครัวเรือนทั่วโลก เนื่องจากนักเดินทางยุคใหม่เลือกที่พักหันมาใหความสำคัญกับประสบการณ์ มองหาความเป็นเอกลักษณ์ เสน่ห์ท้องถิ่น การออกแบบ และทำเลที่ตั้ง มากกว่าการพิจารณาเฉพาะระดับความหรูหรา

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนชัดจากรายงาน CoStar Hospitality National Report Thailand เดือนพฤษภาคม 2569 ที่พบว่า โรงแรมในกลุ่ม “พรีเมียม” (Premium) ซึ่งครอบคลุมระดับ Upscale และ Upper Midscale กลายเป็นเซกเมนต์ที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดไทย สามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างโรงแรมระดับกระแสหลักและโรงแรมหรูได้อย่างลงตัว

 

ที่สำคัญ ความต้องการเข้าพักในกลุ่มพรีเมียม ยังเติบโตเร็วกว่าจำนวนห้องพักใหม่ที่เข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน อุปทานห้องพักเพิ่มขึ้นเพียง 0.8% ขณะที่อุปสงค์เติบโตสูงถึง 4.5%

 

รองรับเมกะเทรนด์ Wellness-Longevity

 

เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าพัก พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มพรีเมียมมีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 69.6% สูงกว่ากลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่ 66.8% และกลุ่ม Mainstream ที่ 64.4%

 

ขณะที่ตัวเลขสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนพฤษภาคม กลุ่มพรีเมียมยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยอัตราการเข้าพักสูงถึง 78.7% แซงหน้ากลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่ 76.1% และกลุ่ม Mainstream ที่ 72.4%

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มพรีเมียมเติบโตเหนือเซกเมนต์ลักชูรี มาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง แต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ควบคู่กับความคุ้มค่า

 

นักเดินทางกลุ่มนี้มองหาที่พักที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และมอบประสบการณ์ที่คัดสรรมาอย่างดีในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยมีค่าใช้จ่ายกลุ่มพรีเมียมเฉลี่ยมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน

 

นอกจากนี้ โรงแรมในกลุ่มพรีเมียมยังตอบโจทย์กระแส Blended Travel หรือการเดินทางที่ผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ผ่านการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่แบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างโซนทำงาน โซนพักผ่อน และโซนนอน พร้อมรองรับเมกะเทรนด์ด้าน Wellness และ Longevity ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลคุณภาพการนอน รองรับอาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) หรืออาหารเพื่อสุขภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

วิเวก เผยอีกว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 RevPAR ของ IHG ทั่วโลกเติบโต 4.4% และยังคงเห็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มีอัตราการเข้าพักสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 78.7%

 

“นักท่องเที่ยวชนชั้นกลางในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน” วิเวก กล่าว

 

มอง ‘ไทย’ มีฐานนักท่องเที่ยวหลากหลาย

 

ปัจจุบัน IHG เปิดดำเนินการโรงแรมในประเทศไทยแล้ว 42 แห่ง ครอบคลุม 11 แบรนด์ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่ม Mainstream 50% กลุ่ม Luxury & Lifestyle 40% กลุ่ม Premium 5% และกลุ่ม Suites 5%

 

เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อยู่ระหว่างพัฒนา บริษัทเตรียมขยายพอร์ตโรงแรมในประเทศเกือบเท่าตัว ผ่านโรงแรมใหม่ใน Pipeline อีก 39 แห่ง โดยกว่า 41% หรือ 16 แห่ง จะอยู่ในกลุ่ม Mainstream สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดไทยในระยะยาว

 

ส่วนการดำเนินธุรกิจของ IHG ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยอยู่ระหว่างการพัฒนา 39 แห่ง , อินโดนีเซีย เปิดให้บริการ 35 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนา 12 แห่ง และเวียดนาม เปิดให้บริการ 24 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 19 แห่ง

 

ขณะเดียวกัน IHG ยังเดินหน้าขยายแบรนด์สำคัญอย่าง voco Hotels, Crowne Plaza, Ruby Hotels และ Vignette Collection โดยมุ่งเจาะทั้งตลาดนักเดินทางยุคใหม่ กลุ่ม Blended Travel และตลาดโรงแรมไลฟ์สไตล์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เกาะสมุย กระบี่ พัทยา และเชียงใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักเดินทางยุคใหม่ทั่วโลก

 

อีกทั้ง IHG ยังเตรียมนำแบรนด์ Ruby ซึ่งเป็นโรงแรมแนว Urban Lifestyle เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หลัง IHG เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2568 โดยมองเห็นศักยภาพในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา รวมถึงเตรียมเปิดตัว Noted Collection เพื่อรองรับโรงแรมอิสระคุณภาพสูงที่ต้องการเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลก

 

“ต้องบอกว่าไทยมีฐานนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์ ไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ IHG ในภูมิภาค”วิเวก กล่าวทิ้งท้าย

The post นักเดินทางยุคใหม่ ไม่ได้ซื้อความหรูอีกต่อไป Longevity โรงแรมพรีเมียม มาแรงแซงลักชูรี! ‘IHG’ รุกขยายพอร์ตไทย-อินโด-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้กำลังซื้อยังเปราะ แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่แผ่ว ‘เพาเวอร์ มอลล์’ เผย ‘ทีวีจอยักษ์-แอร์’ ขายดี รับอากาศร้อนจัดและบอลโลกครึ่งปีหลัง https://thestandard.co/power-mall-electronics-sales-world-cup/ Fri, 12 Jun 2026 09:19:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1217692 ภาพประกอบข่าวตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีรูป รัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้บริหารเพาเวอร์ มอลล์ และข้อความเกี่ยวกับยอดขายทีวีจอยักษ์และแอร์

แม้กำลังซื้อผู้บริโภคไทยยังไม่กลับมาแข็งแรงเต็มที่ แต่ต […]

The post แม้กำลังซื้อยังเปราะ แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่แผ่ว ‘เพาเวอร์ มอลล์’ เผย ‘ทีวีจอยักษ์-แอร์’ ขายดี รับอากาศร้อนจัดและบอลโลกครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีรูป รัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้บริหารเพาเวอร์ มอลล์ และข้อความเกี่ยวกับยอดขายทีวีจอยักษ์และแอร์

แม้กำลังซื้อผู้บริโภคไทยยังไม่กลับมาแข็งแรงเต็มที่ แต่ตลาดสินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2569 ยังคงมีสัญญาณเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยสำคัญที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค ได้แก่ เทคโนโลยี AI, สภาพอากาศที่ร้อนจัด และมหกรรมฟุตบอลโลก เข้ามาช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดในหลายหมวดสินค้า โดยเฉพาะทีวีจอใหญ่และเครื่องปรับอากาศ

 

รัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้า เพาเวอร์ มอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดโทรศัพท์มือถือ สินค้าไอที และเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 2.5 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3-5% จากปีก่อน แม้เศรษฐกิจโดยรวมและกำลังซื้อจะยังเจอแรงกดดันหลายด้าน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตในปีนี้ไม่ได้มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี AI กำลังที่ยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงฟีเจอร์เสริมในสินค้า ไปสู่การเป็น ‘Intelligence Platform’ หรือแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และตอบสนองพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ลึกซึ้งมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน AI ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยสั่งงานหรืออำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่เริ่มเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในทุกมิติของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การบริหารจัดการภายในบ้าน, การทำงาน, การสร้างสรรค์คอนเทนต์, การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงความบันเทิง ส่งผลให้ AI กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเทคโนโลยี

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนชัดในตลาดสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียม โดยผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองว่า AI ไม่ใช่เพียงคุณสมบัติเสริมอีกต่อไป แต่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่สินค้าจำเป็นต้องมี ส่งผลให้สินค้าที่ติดตั้งระบบ AI สามารถสร้างสัดส่วนรายได้ให้กับเพาเวอร์ มอลล์ มากกว่า 50% ของยอดขายทั้งหมด

 

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ AI สภาพอากาศที่ร้อนจัด และกระแสการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเฉพาะกลุ่มทีวีและเครื่องเสียงที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากฟุตบอลโลก แม้ว่าการแข่งขันจะจัดขึ้นในช่วงปลายปีและเวลาการแข่งขันส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงดึกถึงเช้ามืดตามเวลาประเทศไทย แต่บรรยากาศของมหกรรมกีฬาระดับโลกยังคงเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจอัปเกรดอุปกรณ์ภายในบ้าน

 

จากปัจจัยทั้งหมด จึงคาดว่ายอดขายในกลุ่มทีวีและเครื่องเสียงจะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% จากภาวะปกติ โดยเฉพาะทีวีจอขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันตลาดเริ่มเห็นการขยายตัวของทีวีขนาด 75 นิ้วขึ้นไปจนถึง 100 นิ้ว รวมถึงบางรุ่นที่มีขนาดใหญ่ถึง 136 นิ้ว ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกำลังเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ความบันเทิงส่วนตัวมากขึ้น

 

จากแนวโน้มดังกล่าว เพาเวอร์ มอลล์ จึงเตรียมจัดตั้ง ‘ทีวี 100 นิ้ว คลับ’ เพื่อรวบรวมสินค้าและนวัตกรรมจากทุกแบรนด์ไว้ในจุดเดียว เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทีวีจอยักษ์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

และอีกหนึ่งสินค้าดาวเด่นของปีนี้คือ เครื่องปรับอากาศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยยอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเติบโตถึง 100% หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดทั้งปีจะเติบโตมากกว่า 50% ขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องปรับอากาศของประเทศมีแนวโน้มขยายตัวในระดับเลขสองหลัก

 

ในทางกลับกัน ตลาดเครื่องฟอกอากาศเริ่มชะลอตัวลง หลังสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 คลี่คลายมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคยังคงตอบสนองต่อปัจจัยแวดล้อมและสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างชัดเจน

 

รัชตะ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ เพาเวอร์ มอลล์ ปัจจุบันสินค้าขายดี 3 อันดับแรก ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ, เครื่องปรับอากาศ, ทีวี ตามลำดับ โดยบริษัทเตรียมจัดโปรโมชันกระตุ้นการใช้จ่าย ทั้งส่วนลดสูงสุด 50-70% ตามด้วย โปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 รวมถึงแคมเปญพิเศษ ‘ซื้อทีวี แถมดูบอลโลกฟรีครบทุกแมตช์’ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ

 

นอกจากนี้ พฤติกรรมการจ่ายของผู้บริโภคยังเปลี่ยนไปด้วย โดยปัจจุบันลูกค้ากว่า 90% ของ เพาเวอร์ มอลล์ เลือกชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล และบางส่วนมีการผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิต ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท สะท้อนว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน แม้จะมีความต้องการซื้อสินค้าเทคโนโลยีอยู่ก็ตาม

 

“แม้ตลาดจะมีแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมถึงการขาดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ Easy E-Receipt ที่เคยดำเนินการในอดีตมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายในบางหมวดสินค้าได้ถึง 20-30% ดังนั้น เมื่อไม่มีมาตรการดังกล่าว ตลาดจึงขาดแรงกระตุ้นสำคัญและบรรยากาศการจับจ่ายไม่คึกคักเท่ากับปีก่อน” รัชตะ ย้ำ

 

ในมุมของผู้ประกอบการยังคาดหวังให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างแรงส่งให้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ในปี 2569 เพาเวอร์ มอลล์ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15% สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวมที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 3-5% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสินค้าในกลุ่มพรีเมียม เครื่องปรับอากาศ และสินค้าที่ติดตั้งเทคโนโลยี AI ซึ่งยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

และท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย ในปีนี้จึงสะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้จับจ่ายมากขึ้น แต่กำลังเลือกใช้เงินกับสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากขึ้น โดยมี AI, อากาศร้อน และฟุตบอลโลก เป็นตัวเร่งเข้ามาเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันของตลาดทั้งอุตสาหกรรม

 

 

The post แม้กำลังซื้อยังเปราะ แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่แผ่ว ‘เพาเวอร์ มอลล์’ เผย ‘ทีวีจอยักษ์-แอร์’ ขายดี รับอากาศร้อนจัดและบอลโลกครึ่งปีหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน https://thestandard.co/spacex-ipo-thai-invest-risks/ Fri, 12 Jun 2026 05:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1217504 จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

แม้ว่าคนไทยไปอวกาศจะยังเป็นแค่ความฝัน เหมือนที่บอลไทยจะ […]

The post SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จรวด SpaceX กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

แม้ว่าคนไทยไปอวกาศจะยังเป็นแค่ความฝัน เหมือนที่บอลไทยจะไปบอลโลก แต่คนไทยก็ลงทุนในหุ้นอวกาศได้

 

 
 

โดยเฉพาะช่วงนี้ SpaceX บริษัทเทคโนโลยีอวกาศของ Elon Musk กำลังจะเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ให้วงการลงทุน ด้วยมูลค่า IPO ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งคนไทยอย่างเราก็มีช่องทางเข้าร่วมได้เหมือนกัน

 

ทำไม IPO SpaceX ถึงเขย่าตลาด?

 

SpaceX เข้า IPO ครั้งนี้ ด้วยชื่อย่อ SPCX ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 และเป็นการเตรียมเข้าตลาด Nasdaq ที่ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ดีลนี้ได้กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ระดมทุนไปมหาศาลถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า Alibaba แชมป์เก่าถึง 3.4 เท่า

 

ความน่าสนใจและแปลกใหม่ของดีลนี้คือ SpaceX เลือกที่จะจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยสูงถึง 30% ซึ่งผิดวิสัยของ IPO ฟอร์มยักษ์ที่มักจะเก็บไว้ให้สถาบันใหญ่ โดยเปิดให้จองผ่านโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่ง แล้วบางแอปขวัญใจรายย่อยอย่าง Robinhood และ SoFi เปิดโอกาสให้จองได้โดยไม่มีเงื่อนไขยอดเงินขั้นต่ำเลย

 

คนไทยซื้อ IPO โดยตรงได้ไหม?

 

แม้ SpaceX จะใจป้ำแบ่งโควต้าให้รายย่อยในอเมริกาจอง IPO ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับนักลงทุนชาวไทย การจะได้สิทธิ์ซื้อหุ้น IPO สหรัฐฯ โดยตรงยังคง ‘ยากมาก’ เพราะเราติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและการเปิดบัญชีโบรกเกอร์สหรัฐฯ ที่ต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตนของที่นั่น ทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อหุ้นในราคาจองได้

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเสียเลย คนไทยยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ให้เราร่วมเติบโตไปกับ SpaceX ได้

 

3 วิธีลงทุนหุ้น SpaceX ฉบับมือใหม่

 

1. ซื้อหุ้น SPCX ในตลาดรองหลังเปิดซื้อขาย

 

รอให้หุ้น SPCX เปิดกระดานเทรดอย่างเป็นทางการ แล้วเข้าไปซื้อผ่านแอปพลิเคชันลงทุนต่างประเทศของโบรคเกอร์ไทย เช่น InnovestX หรือ Dime! แค่ค้นหาชื่อหุ้นแล้วกดซื้อได้เลย หลายแอปอนุญาตให้ซื้อแบบเศษหุ้นได้ ทำให้ใช้เงินเริ่มต้นเพียงหลักร้อยก็เป็นเจ้าของได้แล้ว หรือซื้อผ่านแพลตฟอร์มระหว่างประเทศอย่าง Interactive Brokers ซึ่งเปิดให้ซื้อขายหุ้นอเมริกาโดยตรงก็ได้

 

2. ลงทุนผ่าน ETF ที่มี SpaceX อยู่ในพอร์ต

 

หากไม่อยากแบกรับความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นบริษัทเดียว การซื้อกองทุนรวมดัชนี (ETF) ด้านนวัตกรรมอวกาศในตลาดสหรัฐฯ ก็เป็นทางเลือกที่ดี ทันทีที่ SPCX เข้าตลาด กองทุนเหล่านี้ก็จะปรับพอร์ตและกว้านซื้อหุ้นเข้าไปเก็บไว้ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ปลอดภัยขึ้น

 

  • NASA: กองที่คัดสรรบริษัทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศโดยตรง ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอวกาศหลายสิบแห่งในตลาดจรวดนำส่งเข้าสู่วงโคจร การสื่อสารผ่านดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ นอกจากนี้ยังเป็นกองทุน ETF แรกที่ได้ลงทุนใน SpaceX โดยตรงผ่านบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) โดยถือ SpaceX สัดส่วน 6.4% ของพอร์ตโฟลิโอ
  • XOVR: กองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในนวัตกรรมยุคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศ การบิน และเทคโนโลยี ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven รวมถึง SpaceX และAndruil ผ่านบริษัทเฉพาะกิจ (SPV) การลงทุนใน SpaceX คิดเป็น 13.2%

 

3. ลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทย (ง่ายที่สุดและกระจายความเสี่ยง)

 

วิธีนี้เหมาะสำหรับมือใหม่มากที่สุด เพราะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลปรับพอร์ตให้ และไม่ต้องไปปวดหัวเรื่องการโอนเงินข้ามประเทศหรือภาษีต่างประเทศให้วุ่นวาย เราสามารถซื้อกองทุนรวมไทยที่มีนโยบายนำเงินไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอวกาศ หรือมีสัดส่วนของ SpaceX อยู่ด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุน X-SPACE: (มีการเปิดเสนอขายช่วง 4-10 มิ.ย. 2026) กองทุนนี้จะไปลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศอย่าง Tema Space Innovators ETF (ตัวย่อ NASA) ซึ่งมีสัดส่วนครอบคลุมอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเราสามารถเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น InnovestX หรือแอปพลิเคชันของ บลจ. XSpring โดยตรงได้เลย

 

Checklist พร้อมขึ้นยาน SpaceX หรือยัง?

 

1. มูลค่าที่อาจแพงเกินจริง

 

นักวิเคราะห์จาก Morningstar เตือนว่ามูลค่าที่เป็นธรรมของ SpaceX ควรอยู่ที่ 780,000 ล้านดอลลาร์ แต่บริษัทกลับตั้งเป้าประเมินมูลค่าช่วง IPO สูงลิ่วถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่านักลงทุนกำลังถูกขอให้จ่ายซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่ามูลค่าพื้นฐานถึงสองเท่ากว่าๆ

 

2. ผลประกอบการยังน่าเป็นห่วง

 

แม้บริษัทจะดูเติบโต แต่ตัวเลขกำไรยังน่าจับตา ในปี 2568 รายได้ SpaceX โต 33% แตะ 18,600 ล้านดอลลาร์ แต่กลับรายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 4,900 ล้านดอลลาร์ ซ้ำร้ายในไตรมาสแรกของปี 2569 การเติบโตของรายได้ยังชะลอตัวลงเหลือ 15% ขณะที่ผลขาดทุนขยายตัวเพิ่มเป็น 1,900 ล้านดอลลาร์

 

3. ความเสี่ยงทางเทคโนโลยีและผู้บริหาร

 

อย่าลืมว่าเทคโนโลยีอวกาศมีความเสี่ยงสูง จรวดมีโอกาสขัดข้องได้เสมอ รวมถึงปัจจัยความเชื่อมั่นที่ผูกติดอยู่กับตัว Elon Musk หากเขามีปัญหา หรือมีข่าวเชิงลบ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

Checklist พร้อมขึ้นยาน SpaceX หรือยัง?

 

  • เงินก้อนนี้เป็น ‘เงินเย็น’ จริงๆ ใช่ไหม?

 

หุ้นเทคโนโลยีอวกาศในช่วงแรกราคาจะผันผวนสูงมาก ถ้าเงินก้อนนี้มีแพลนต้องใช้ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า แนะนำให้ข้ามก่อน แต่ถ้าเป็นเงินที่พร้อมถือยาว 3-5 ปีขึ้นไป ก็อาจจะน่าสนใจ

 

  • รับได้ไหมถ้าเปิดพอร์ตมาแล้วเห็นตัวเลข ‘ติดลบ 20-30%’ ในบางวัน

 

ด้วยความคาดหวังของตลาดที่สูงลิ่ว เปิดตัวราคาหุ้นอาจจะสวิงแรงมาก ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนตื่นตระหนกง่ายเวลาเห็นตัวเลขแดง แนะนำให้รอหุ้นนิ่งก่อน หรือไปลงทุนผ่านกองทุนรวมจะสงบจิตสงบใจได้มากกว่า

 

  • มีบัญชีหุ้นต่างประเทศหรือแอปพร้อมหรือยัง

 

หุ้นจะเริ่มเทรดในตลาด Nasdaq วันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) แล้ว! ถ้ายังไม่มีแอปอย่าง Dime!, InnovestX, หรือแอปธนาคารที่ซื้อกองทุนได้ ต้องรีบเปิดบัญชีและยืนยันตัวตนให้พร้อมนะ

 

ลองถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือเปล่า ถ้ายังมีลังเล แนะนำให้เริ่มต้นจากการลงทุนผ่านกองทุน หรือ ETF ก่อน ใช้เงินลงทุนที่เป็นเงินเย็น ไม่ได้กู้ใครเขามา เพราะก่อนจะไปห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง เราต้องหยัดยืนบนโลกให้มั่นคงเสียก่อน

 

ภาพ: FellowNeko / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ: เจาะลึก 3 ช่องทางลงทุนสำหรับคนไทย และข้อควรระวังก่อนขึ้นยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 https://thestandard.co/itc-ma-pet-food-china-us/ Fri, 12 Jun 2026 03:47:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217464 ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี […]

The post ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์จะมาจากการทำ M&A

 

 

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC ได้กำหนดเป้าหมายกวาดรายได้แตะระดับ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งกลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นคือ กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) ที่จะเข้ามาเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการทำ M&A โดยบริษัทได้วางหลักเกณฑ์พิจารณาเป้าหมายการลงทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (โซน) โดยประเมินจากอัตรากำไร (Margin) และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของ ITC ที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก ไว้ดังนี้

 

  • โซน A คือ ธุรกิจที่ใกล้เคียงกับความเชี่ยวชาญหลัก และมีอัตรากำไรสูง ซึ่งบริษัทจะเลือกลงทุนด้วยตัวเอง
  • โซน B คือ ธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องแต่อยู่กึ่งกลาง อาจจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้วิธีร่วมทุนผ่านพาร์ตเนอร์
  • โซน C คือ ธุรกิจที่ห่างไกลจาก Core Business และมีอัตรากำไรไม่จูงใจนัก เช่น การทำซูเปอร์มาร์เก็ต หรือทำฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งบริษัทจะไม่เข้าไปลงทุนในโซนนี้อย่างแน่นอน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 1

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC

 

เดินหน้าเจรจาดีล M&A ในจีน คาดปิดดีลใน Q3/69 ส่วนสหรัฐฯ ชัดเจนปีนี้

 

รอย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำ M&A จะพุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงงานผลิต (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์ (Brand) เพื่อเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอในสิ่งที่บริษัทยังไม่มี หรือต่อยอดให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาดีลใน ประเทศจีน ซึ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศ ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดว่าจะมีข่าวดีให้เห็นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเป็นดีลลงทุนใน Manufacturing ซึ่งถือเป็นดีล M&A ดีลแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา รวมถึงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนใน สหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกันซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

 

ทั้งนี้ บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอและปัจจุบันไม่มีหนี้สินกู้ยืม หากดีลมีขนาดใหญ่ก็พร้อมพิจารณาการกู้เงินตามความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในระดับตัวเลขสองหลัก หรือ Double Digits

 

ตั้งงบลงทุนปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อัปเกรดฐานการผลิตเดิม ไม่รวมงบ M&A

 

สำหรับแผนการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ประจำปี 2569 นั้น ทาง ITC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อรองรับการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) เน้นไปที่การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตที่มีอยู่เดิม เพื่อเตรียมความพร้อมของสายการผลิตให้สอดรับกับการเติบโตของยอดขายในอนาคต

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารได้เน้นย้ำว่า งบลงทุน 1,000 ล้านบาทดังกล่าว “ไม่รวม” กับงบประมาณที่จะใช้สำหรับการทำ M&A เนื่องจากเม็ดเงินสำหรับการควบรวมกิจการนั้นยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการเป้าหมาย ประเทศที่เข้าไปลงทุน และประเภทของธุรกิจที่ตกลงกัน

 

ตัวอย่างเช่น หากเป็นการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มการผลิต (Manufacturing) มักจะใช้เม็ดเงินลงทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มแบรนด์ (Brand) นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์การลงทุนทั้ง 3 โซน (A, B และ C) ที่มีอัตรากำไร (Margin) และต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านความพร้อมของแหล่งเงินทุนสำหรับดีล M&A ปัจจุบัน ITC เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินกู้ยืม (Zero Debt) และมีกระแสเงินสดในกระเป๋าอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งหากในอนาคตบริษัทพบดีลเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และมีความเหมาะสม ก็พร้อมที่จะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เช่น การกู้ยืมเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของดีลและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับบริษัท

 

กางแผนธุรกิจ 4 เสาหลัก ดันรายได้ปี 2569 โตทะลุเป้า

 

รอย ยังกล่าวต่อว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญความผันผวน ทั้งจากสถานการณ์โควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการภาษีสหรัฐฯ และความขัดแย้งในอิหร่าน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ITC จึงเลือกดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Back to Basic คือการเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริการที่รวดเร็ว

 

โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 9-12% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลกที่คาดว่าจะโตเพียง 3-4% สะท้อนความสำเร็จจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำรายได้ 5,174 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

 

  • Innovation โดยโฟกัสการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Health and Wellness โดยตั้งเป้าให้ยอดขาย 15% มาจากสินค้านวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มขนม (Treats) ที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งมียอดขายเติบโตเกือบเท่าตัว หรือคิดเป็น 21% ของยอดขายในไตรมาส 1 ตัวอย่างนวัตกรรมเด่น เช่น ‘Chicken Rox Powder’ ที่ไม่เพียงเพิ่มความหอมน่าทาน แต่ยังเสริมฟังก์ชันช่วยเรื่องภูมิแพ้ให้สัตว์เลี้ยงอีกด้วย
  • Supply Chain Resilience โดยบริษัทจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไตรมาส 1 ได้ที่ 24.3% ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้สนับสนุนสายการผลิตกว่า 25% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว รวมทั้งใช้โปรแกรม “Kelvin Transformation Program” (เปิดตัวปี 2567 โดยเทียบกับฐานปี 2566) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและจัดซื้อได้แล้ว 10-12 ล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าจะประหยัดเพิ่มได้อีก 5-6 ล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2567 บริษัทตั้งงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรองรับการเติบโต
  • Local Presence เนื่องจากยอดขาย 99% เป็นการส่งออก บริษัทจึงรุกขยายสำนักงานไปยังต่างประเทศ เช่น สำนักงานในสหรัฐฯ (US Pet Nut) มีทีมงานราว 30 คน คอยซัปพอร์ตด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และจัดส่งในพื้นที่ ขณะที่สำนักงานในยุโรปช่วยให้สามารถออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น หรือสกุลยูโร ได้ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ไตรมาส 1 ยอดขายในสหรัฐฯ โต 22% ยุโรปโตทะลุ 50% และเอเชียโต 9.4%
  • Sustainability โดย ITC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะสิ่งสำคัญที่ควรทำ ปัจจุบัน 99% ของวัตถุดิบปลาทูน่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และได้การรับรองมาตรฐาน MSC บริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 22% ภายในปี 2568 (เทียบกับฐานปี 2564) ซึ่งการประหยัดพลังงานนี้จะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนตามแนวทาง Back to Basic ด้วยเช่นกัน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 2

โครงสร้างสัดส่วนรายได้ของ ITC แยกตามกลุ่มประเทศ

 

รับมือความท้าทายด้านต้นทุน-ภูมิรัฐศาสตร์

 

จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่ราคาปรับขึ้นเลขสองหลัก บริษัทได้ทยอยเจรจาปรับขึ้นราคากับลูกค้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และหาแนวทางบริหารต้นทุนร่วมกัน เช่น การลดงบประมาณส่งเสริมการขาย (VBA) ส่วนวัตถุดิบหลักอย่างไก่นั้น บริษัทใช้วัตถุดิบในไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ปลาทูน่าซึ่งเป็นการจับตามธรรมชาติ ได้มีการทำสัญญาครอบคลุมราคา 6-12 เดือน และเสริมด้วยการซื้อขายแบบ Spot เพื่อบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ในระดับ 50-70% ทำให้ความผันผวนของค่าเงินบาทไม่กระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในประเด็นสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ นั้น บริษัทระบุว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ทำให้ ITC ยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ จากกรณีภาษีสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับเช็คคืนภาษีนำเข้าใบแรกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเสริมในงบไตรมาส 2 ปีนี้

 

ทั้งนี้ ITC ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อีกมาก จากแผนการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

The post ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/shopee-sea-ai-layoffs-trillion-goal/ Fri, 12 Jun 2026 03:34:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1217453 โลโก้ Shopee พร้อมข้อความระบุการปลดพนักงานสายพัฒนา 8% ทั่วโลกจากกระแส AI

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออ […]

The post Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Shopee พร้อมข้อความระบุการปลดพนักงานสายพัฒนา 8% ทั่วโลกจากกระแส AI

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่งทั่วโลก ท่ามกลางการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ของบริษัทแม่อย่าง Sea ที่กำลังหันมารุกธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว สะท้อนกระแสที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกพร้อมใจกันลดขนาดองค์กรเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค AI

 

 
 

ตามรายงานของ Bloomberg และ The Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าววงใน การปลดพนักงานรอบนี้เริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของพนักงานสายนักพัฒนาของ Shopee โดยกระทบตำแหน่งอย่างฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ (Quality Assurance) เป็นต้น และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปลดเพิ่มเติมตามมาอีก

 

ขอบเขตการปลดและเหตุผลเบื้องหลัง

 

ข้อมูลจาก The Wall Street Journal ระบุว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทีมพัฒนาแอป ทีมผลิตภัณฑ์ และทีมการตลาดเชิงพาณิชย์ โดยบางทีมถูกยุบทั้งหมด ขณะที่บางทีมถูกลดจำนวนพนักงานลงราว 10-15%

 

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การที่บริษัทเร่งผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับธุรกิจคือหนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังการลดขนาดองค์กรครั้งนี้ โดยการปลดพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Sea เท่านั้น แต่กระจายไปในหลายประเทศ และยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่โฆษกของ Shopee ชี้แจงว่าบริษัทมีการประเมินความต้องการด้านกำลังคนอยู่เป็นประจำ พร้อมระบุว่า “เป็นครั้งคราวที่แต่ละแผนกอาจมีการปรับเปลี่ยนตามลำดับความสำคัญด้านการดำเนินงานและธุรกิจ”

 

ทั้งนี้ Shopee ถือเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค รวมถึงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้งาน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของ Sea ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ทำให้การเคลื่อนไหวของ Shopee ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของทั้งกลุ่มบริษัท

 

เดิมพันครั้งใหญ่สู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์

 

การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ฟอร์เรสต์ ลี ซีอีโอของ Sea ประกาศวิสัยทัศน์ว่าบริษัทมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.74 ล้านล้านบาท) ได้ หากเดินหน้าลงทุนใน AI อย่างเต็มที่

 

โดยในบันทึกภายในที่ The Wall Street Journal ได้เห็นเมื่อปีก่อน ลีระบุว่าเขามองเห็นเส้นทางที่ Sea จะก้าวเข้าสู่สโมสรบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ หากสามารถคว้าโอกาสและใช้ประโยชน์จากคลื่นการสร้างมูลค่ามหาศาลที่ AI จะนำมาได้

 

ลีเคยกล่าวไว้ว่า “AI คือการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ครั้งต่อไป และเราเชื่อว่ามันมีศักยภาพมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของเราไปในทางที่ดีและสร้างมูลค่าเพิ่ม”

 

โดยก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี Sea ได้ประกาศขยายความร่วมมือกับ Google ของ Alphabet ซึ่งรวมถึงการพัฒนาต้นแบบ AI ที่ช่วยผู้ใช้ช้อปปิ้ง (AI Shopping Agent) เพื่อนำไปผสานใช้งานข้ามแพลตฟอร์มร่วมกัน

 

นอกจากนี้ Sea ยังได้จัดตั้งทีมเฉพาะขึ้นมาเพื่อมองหาการลงทุนใหม่ๆ ในเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ ในขณะที่บริษัทกำลังเร่งมองหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่นอกเหนือจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

 

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า Sea กำลังวางเดิมพันครั้งสำคัญกับ AI ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจหลักที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Alibaba Group ที่หันมาลงทุนใน AI เพื่อกระตุ้นการเติบโตเช่นกัน

 

เงาคำถาม ‘AI-washing’ และแรงกดดันด้านธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการปลดพนักงานครั้งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการรุก AI ของ Sea หรือไม่ แต่ก็เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสถกเถียงที่กำลังขยายตัวทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเรื่อง ‘AI-washing’ หรือการอ้างเหตุผลเรื่อง AI เพื่อกลบการปลดพนักงานครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ และ Oracle

 

ปรากฏการณ์นี้มีที่มาส่วนหนึ่งจากการที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งจ้างพนักงานจำนวนมากในช่วงการระบาดของโควิดที่กิจกรรมออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ขณะที่ปัจจุบันความกังวลกำลังเพิ่มขึ้นว่า AI จะลดการพึ่งพาเครื่องมือซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมลง และกัดกร่อนธุรกิจบริการไอทีสำหรับองค์กร (Enterprise IT) ที่เคยทำกำไรงาม และแม้การใช้ AI จะยังไม่ได้แปลงเป็นผลด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจน แต่หลายบริษัทก็กำลังมองหาวิธีทำงานให้ได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

 

ในฝั่งของนักลงทุนนั้น ราคาหุ้นของ Sea เผชิญแรงกดดันมาตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งช่วงนั้นบริษัทเคยมีมูลค่าราว 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.80 ล้านล้านบาท) ก่อนที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันนักลงทุนต่างจับตาเส้นทางการเติบโตของบริษัทอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โฆษกของ Sea ระบุว่าการตัดสินใจเหล่านี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอ พร้อมยืนยันว่า “สำหรับเพื่อนร่วมงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ เรามุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้”

 

ด้านสหภาพแรงงาน Creative Media and Publishing Union (CMPU) ในสิงคโปร์ ระบุว่า ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนการของบริษัทที่จะดำเนินการ “การปรับจำนวนพนักงานที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานบางคน” โดยตัวแทนได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือพนักงานที่สำนักงาน Shopee และสำนักงานใหญ่ของ Sea

 

ทั้งนี้ CMPU กำลังทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับแพ็กเกจชดเชยที่เป็นธรรม โดยพนักงานกลุ่มนี้จะมีวันทำงานวันสุดท้ายในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนสิงหาคม

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ ตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ชง ครม. ใน 2 เดือน https://thestandard.co/pakorn-unlock-business-laws-7-industries/ Fri, 12 Jun 2026 03:11:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1217448 ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กำลังประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน

วันนี้ (12 มิถุนายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี […]

The post ปกรณ์ ตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ชง ครม. ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กำลังประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน

วันนี้ (12 มิถุนายน) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชน และได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน มี 3 ประเด็นหลัก คือ

 

  • ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุด ๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่เป็น กฎหมายของโลกเก่า ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
  • เร่งผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว
  • ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่า นอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคต และสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

 

ปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับถัดไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและกรอบเวลาที่ชัดเจน ดังนี้

 

  • ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน
  • จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรอง จัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง
  • เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นระยะเวลา 30 วัน
  • นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

The post ปกรณ์ ตั้งทีมรัฐ-เอกชน ปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ชง ครม. ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลาก่อนยุค Quiet luxury อเมริกาเข้าสู่ ‘Gaudy Age’ เมื่อการอวดร่ำอวดรวยอย่างฉูดฉาดกลับมาเป็นเทรนด์ในหมู่อภิมหาเศรษฐี https://thestandard.co/america-gaudy-age-wealth-display/ Thu, 11 Jun 2026 13:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1217400 ภาพคอลลาจแนววินเทจสื่อถึงการอวดรวยแบบฉูดฉาด

หลังจากที่ไลฟ์สไตล์ของอภิมหาเศรษฐีอเมริกันถูกครอบงำด้วย […]

The post ลาก่อนยุค Quiet luxury อเมริกาเข้าสู่ ‘Gaudy Age’ เมื่อการอวดร่ำอวดรวยอย่างฉูดฉาดกลับมาเป็นเทรนด์ในหมู่อภิมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจแนววินเทจสื่อถึงการอวดรวยแบบฉูดฉาด

หลังจากที่ไลฟ์สไตล์ของอภิมหาเศรษฐีอเมริกันถูกครอบงำด้วยกระแส ‘Quiet luxury’ หรือความหรูแบบไม่ตะโกน ที่เน้นความเรียบง่ายไม่อวดตัวมานานกว่าทศวรรษ ล่าสุดบทวิเคราะห์ของ Business Insider ชี้ว่าวัฒนธรรมความรวยในสหรัฐฯ กำลังพลิกขั้วเข้าสู่ยุค Gaudy Age หรือยุคที่คนรวยหันมาอวดความมั่งคั่งอย่างฉูดฉาดและเปิดเผยอีกครั้ง

 

 
 

Business Insider ระบุว่า ทุกวันนี้เหล่าคนรวยไม่หลบซ่อนตัวเงียบๆ อีกต่อไป แต่หันมาซื้อเกาะส่วนตัว เหมาทั้งเมืองเพื่อจัดงานแต่งงาน และสวมสร้อยทองเส้นใหญ่อวดกันอย่างเปิดเผย

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เจฟฟ์ เบโซส์ และ ลอเรน ซานเชซ ที่กลายเป็นจุดสนใจในงาน Met Gala หรือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังสร้างห้องบอลรูมสุดอลังการในทำเนียบขาวมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท) พร้อมประดับห้องทำงานรูปไข่ด้วยทองแผ่นทั้งห้อง

 

ยังมีปรากฏการณ์ Mar-a-Lago face หรือใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมจนคนอื่นมองออกได้ทันที ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่อวดได้ในวงสังคมไฮโซ ขณะที่หนุ่มวอลล์สตรีทรุ่นใหม่ก็เริ่มอวดนาฬิกาหรูผ่านนิตยสารแฟชั่นกันอย่างไม่เขินอาย

 

อนา อันเดลิช ที่ปรึกษาด้านแบรนด์และนักเขียน อธิบายว่าสิ่งที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากเป็นนั้น ไม่ได้ยึดโยงกับรสนิยมที่ดีอีกต่อไป แต่หันไปอิงกับสิ่งที่คนหมู่มากชื่นชอบแบบฉาบฉวยแทน เธอเปรียบคนรวยกลุ่มนี้กับเหล่านายทุนยุคขุดทองที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ยังขาดรสนิยมแบบชนชั้นสูงดั้งเดิม

 

จากยุคซ่อนรวย สู่ยุคอวดรวย

 

การใช้เงินเพื่ออวดฐานะไม่ใช่เรื่องใหม่ นักเศรษฐศาสตร์เคยบัญญัติคำว่า ‘การบริโภคเพื่ออวดฐานะ’ (Conspicuous Consumption) ไว้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายพฤติกรรมของเศรษฐีหน้าใหม่ในยุคขุดทอง ที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม แล้วสร้างคฤหาสน์หรูและจัดงานเลี้ยงอลังการเพื่อไต่เต้าเข้าสู่สังคมชั้นสูง

 

แต่ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา วิธีอวดฐานะที่ได้ผลที่สุดกลับเป็นการจงใจทำตัวให้ดูเรียบง่าย ไม่โดดเด่น จุดเริ่มต้นมาจากช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ที่การโอ้อวดความรวยกลายเป็นภาพลบ คนรวยจึงหันมานิยมความเรียบหรูแบบปกปิด เลิกใช้โลโก้แบรนด์ขนาดใหญ่ และหันมาใส่ใจเรื่องความยั่งยืนแทน

 

ภาพแบบนี้เห็นได้ชัดในซีรีส์ Succession ที่ตัวละครรวยล้นฟ้าแต่แต่งตัวเรียบง่าย เป็นไลฟ์สไตล์มินิมอลที่เน้นการแต่งหน้าบางเบา โลโก้ไม่เด่น และใช้เสื้อผ้าโทนสีเทาเรียบๆ

 

ทว่าความเรียบหรูแบบนี้กำลังจะหมดยุค ฌอน โมนาฮาน นักวิเคราะห์เทรนด์ผู้บัญญัติคำว่า Normcore เรียกกระแสใหม่นี้ว่า Boom Boom ซึ่งคือการหวนหาความหรูหราเฉิดฉายแบบในอดีต เขาเปรียบเปรยว่ามันคือ “ยุค 80 ที่มาพร้อมอินเทอร์เน็ต”

 

โมนาฮานมองว่าหลังจากที่เหล่าผู้บริหารแต่งตัวเรียบง่ายเหมือนเด็กฝึกงานมาตลอดทศวรรษ และปล่อยให้สมาร์ทโฟนทำลายเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว ก็ไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะโหยหาความรุ่งโรจน์หรูหราแบบเดิมๆ

 

เมื่อความฉูดฉาดลามสู่วงกว้าง

 

กระแสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่อภิมหาเศรษฐี แต่กำลังลามไปสู่คนทั่วไปในวงกว้าง โดยคนรุ่น Gen Z จำนวนมากเริ่มคิดถึงบ้านสไตล์ McMansion หรือคฤหาสน์หลังใหญ่โอ่อ่า ขณะที่การตกแต่งบ้านแบบ Maximalist ที่เน้นความจัดเต็มและสีสันก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง สวนทางกับความมินิมอลที่เคยครองยุค

 

ของแต่งบ้านวินเทจและของกระจุกกระจิกตามงานขายของเก่ากลายเป็นที่ต้องการ เช่นเดียวกับแฟชั่นอย่างหมวกแก๊ปทรงสูง (Trucker hat) ที่หวนกลับมาเป็นกระแสอีกรอบ สะท้อนให้เห็นว่ารสนิยมแบบจัดเต็มและไม่กลัวการแสดงออกกำลังเข้ามาแทนที่ความเรียบง่ายแบบเดิม

 

กระแสนี้ยังลามไปถึงกีฬาที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความเงียบและมีมารยาทเคร่งครัดอย่างกอล์ฟ ที่เริ่มมีบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น โดยกลุ่มคนที่ยึดมั่นในธรรมเนียมเดิมเริ่มไม่พอใจที่คนดังจากวงการบันเทิงและกีฬาเข้ามาร่วมถ่ายทอด รวมถึงผู้ชมที่ส่งเสียงเชียร์ดังและสนุกสนานกว่าเดิม

 

ทรัมป์ ไอคอนแห่งยุคฉูดฉาด

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของยุค Gaudy Age คือ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้มีรสนิยมใช้เครื่องประดับทองอร่ามตาและขึ้นชื่อเรื่องความฉูดฉาดมาตลอด เคต แวกเนอร์ นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมเจ้าของบล็อก McMansion Hell ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า “เขาเปิดรับการมีรสนิยมแบบนี้อย่างไม่เคอะเขิน”

 

ทรัมป์ชื่นชอบ McDonald’s เปิดเพลงยุคเก่าในงานของตัวเอง และไม่เกรงใจที่จะยัดเยียดสไตล์ของตัวเองให้คนอื่น ซึ่งแวกเนอร์มองว่าสำหรับทรัมป์แล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมส่วนตัว แต่เป็นการแสดงอำนาจรูปแบบหนึ่ง

 

ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสารถึงฐานเสียงว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่มีรสนิยมบ้านๆ ไม่ต่างจากพวกเขา (แม้ความจริงเขาคืออภิมหาเศรษฐี) เพราะสาธารณชนจำนวนมากเริ่มเอือมระอากับชนชั้นนำที่ชอบดูถูกคนอื่น ในเมื่อคนส่วนใหญ่แค่อยากกินอาหารถูกๆ และใช้ชีวิตสบายๆ ในแต่ละวัน

 

อย่างไรก็ตาม Business Insider ทิ้งท้ายว่ายุคแห่งความฉูดฉาดนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด มันอาจไม่ได้ดูหรูเลิศ แต่ก็มักจะสนุกและมีสีสัน

 

เพราะรสนิยมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับความหรูหราฟุ้งเฟ้อในยุค 80 ที่สุดท้ายก็ถูกแทนที่ด้วยกระแสเรียบง่ายแบบ Grunge ในยุค 90 และในที่สุด ยุค Gaudy Age นี้ก็จะเปิดทางให้กับสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน

 

กีฬาที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความเงียบและมีมารยาทเคร่งครัดอย่างกอล์ฟ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.54 บาท ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ลาก่อนยุค Quiet luxury อเมริกาเข้าสู่ ‘Gaudy Age’ เมื่อการอวดร่ำอวดรวยอย่างฉูดฉาดกลับมาเป็นเทรนด์ในหมู่อภิมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผย Minor Food เล็งย้ายแผน IPO จาก ‘ฮ่องกง’ ซบ ‘สิงคโปร์’ หวังดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนที่มีศักยภาพได้มากกว่า https://thestandard.co/minor-food-ipo-singapore/ Thu, 11 Jun 2026 13:03:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1217396 ภาพประกอบการพิจารณานำ Minor Food เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

Minor International กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณานำธุรกิจร […]

The post Bloomberg เผย Minor Food เล็งย้ายแผน IPO จาก ‘ฮ่องกง’ ซบ ‘สิงคโปร์’ หวังดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนที่มีศักยภาพได้มากกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการพิจารณานำ Minor Food เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

Minor International กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณานำธุรกิจร้านอาหารในเครืออย่าง Minor Food Group Pcl เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของสิงคโปร์แทนเป้าหมายเดิมอย่างฮ่องกง เนื่องจากบริษัทประเมินว่าตลาดสิงคโปร์จะสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพได้มากกว่า

 

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้ทีมที่ปรึกษาทางการเงินกำลังประเมินทิศทางและจัดทำแผนงานให้กับ Minor Food ซึ่งเป็นบริษัทผู้บริหารจัดการแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังระดับโลก อาทิ Burger King, Dairy Queen และ The Pizza Company โดยปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายให้บริการครอบคลุมกว่า 2,700 สาขาใน 24 ประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงเคยเป็นตัวเลือกหลักที่บริษัทคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้สูงกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.31 หมื่นล้านบาท) แม้ว่าตัวเลขการระดมทุนผ่าน IPO ของตลาดฮ่องกงในปี 2026 จะสูงทะลุ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.24 แสนล้านบาท) ทิ้งห่างตลาดสิงคโปร์ที่มียอดระดมทุนเพียง 912 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 หมื่นล้านบาท)

 

ทว่าปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์กลับมาผงาดและมีความน่าดึงดูดมากกว่า คือความแข็งแกร่งของตลาดหุ้น โดยพบว่าดัชนี Straits Times Index ของสิงคโปร์สามารถทำผลงานปรับตัวบวกขึ้นถึง 7% ในปีนี้ สวนทางกับดัชนี Hang Seng Index ของฮ่องกงที่ปรับตัวร่วงลงไปราว 5%

 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาและประเมินความคุ้มค่ายังคงดำเนินอยู่ และบริษัทยังไม่ได้มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทาง Minor International ก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นข่าวนี้กับ Bloomberg แต่อย่างใด

 

ทั้งนี้จากรายงานที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ Minor International หรือ MINT ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารมีสาขาทั้งหมด 2,716 แห่ง มีรายได้รวม 32,594 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 8,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.54 บาท ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569

 

อ้างอิง:

 

The post Bloomberg เผย Minor Food เล็งย้ายแผน IPO จาก ‘ฮ่องกง’ ซบ ‘สิงคโปร์’ หวังดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนที่มีศักยภาพได้มากกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดประชารัฐฯ ยอมถอย ไม่ใช้เกณฑ์ ‘นำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี’ ในการลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ รอบนี้ https://thestandard.co/welfare-card-tax-criteria/ Thu, 11 Jun 2026 12:39:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1217392 ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเกณฑ์การใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี

บอร์ดประชารัฐฯ ยอมถอย! ไม่ใช้เกณฑ์ ‘นำชื่อพ่อแม่ลดหย่อน […]

The post บอร์ดประชารัฐฯ ยอมถอย ไม่ใช้เกณฑ์ ‘นำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี’ ในการลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ รอบนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเกณฑ์การใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี

บอร์ดประชารัฐฯ ยอมถอย! ไม่ใช้เกณฑ์ ‘นำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี’ ในการลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ รอบนี้ และจะทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิก ‘เกณฑ์ทั้งหมด’ อีกครั้ง เพื่อชงครม. ก่อนประกาศผลผู้ลงทะเบียน (17 กรกฎาคมนี้)

 

 
 

วันนี้ (11 มิถุนายน) วินิจ วิเศรษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คกก.ประชารัฐฯ) ครั้งที่ 7/2569 มีมติเห็นชอบให้ยังไม่ตัดสิทธิผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ในฐานะ บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตร ในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้

 

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิก เนื่องจากเป็นอำนาจของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการพิจารณายกเลิก

 

“คณะกรรมการมีมติว่าจะยังไม่ใช้เกณฑ์ดังกล่าวในครั้งนี้ครับ แต่การยกเลิก เป็นอำนาจของ ครม.”

 

วินิจกล่าวต่อว่า เมื่อการลงทะเบียนเสร็จสิ้นในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ คกก.ประชารัฐฯ จะมีการพิจารณา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก ‘เกณฑ์ทั้งหมด’ อีกครั้ง เพื่อเสนอต่อครม. ก่อนการประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 17 กรกฎาคม

 

แบ่งผู้ลงทะเบียน 3 กลุ่ม คัดเข้ม คนจนจริง

 

ทั้งนี้ วินิจกล่าวว่า คกก.ประชารัฐฯ ได้จำแนกผู้ลงทะเบียนออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะสามารถค้นหาผู้ที่เดือดร้อน ลำบาก และยากจนจริงให้สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ดังนี้

 

กลุ่ม 1: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.18 ล้านราย สามารถเข้าร่วมโครงการโดยกดยืนยันขอรับสิทธิผ่าน 5 ช่องทาง ล่าสุด มีการลงทะเบียนแล้ว 11.2 ล้านราย แบ่งเป็น ลงทะเบียนสำเร็จ 10.80 ล้านราย แต่มีการลงทะเบียนผิดพลาดเล็กน้อย 4 แสนรายชื่อ เช่น ลืมกรอกนามสกุล ซึ่งส่วนใหญ่เลขบัตรประชาชนตรงและสามารถระบุตัวตนได้ คกก.ประชารัฐฯ จึงมีมติให้แก้ไข โดยอิงฐานข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน โดยประชาชนไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ หรือแก้ไขใหม่ให้ลำบาก

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มผิดพลาดในสาระสำคัญประมาณ 200 ราย ซึ่งคกก.ประชารัฐฯ มีมติให้ธนาคารกรุงไทยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทำการลงพื้นที่ไปพบประชาชนทั้ง 200 รายนี้โดยตรง เพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยไม่ต้องรอประกาศรายชื่อ

 

กลุ่ม 2: กลุ่มบัญชีรายชื่อของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อสำรวจกลุ่มตกหล่นราว 1.04 ล้านคน โดยสำรวจสำเร็จแล้ว 7 แสนกว่าราย โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะทำการสำรวจให้เสร็จทันภายในวันที่ 21 มิถุนายนนี้

 

กลุ่ม 3: กลุ่มที่อาจตกหล่นจากกลุ่ม 1 และ 2 ซึ่งปัจจุบันมียอดอยู่ที่ 1.57 ล้านราย หากผู้เดือดร้อนคนใดที่ยังไม่มีรายชื่อใน 2 กลุ่มข้างต้น แต่ประสงค์รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ วินิจแนะนำว่า ให้แจ้งเรื่องได้ที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่ กทม. หากอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อให้นำรายชื่อเข้าสู่ระบบในกลุ่มที่ 3 นี้ได้เลย

The post บอร์ดประชารัฐฯ ยอมถอย ไม่ใช้เกณฑ์ ‘นำชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี’ ในการลงทะเบียน ‘บัตรคนจน’ รอบนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคใหม่ CPN เริ่มแล้ว ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ เดินหน้าแผนลงทุน 1.1 แสนล้านบาท ปั้น 750 ไร่ย่านรังสิต สู่เมืองแห่งอนาคต https://thestandard.co/cpn-channarong-rangsit-future-city/ Thu, 11 Jun 2026 12:16:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1217371 ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPN

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้ […]

The post ยุคใหม่ CPN เริ่มแล้ว ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ เดินหน้าแผนลงทุน 1.1 แสนล้านบาท ปั้น 750 ไร่ย่านรังสิต สู่เมืองแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPN

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การนำของ ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยภารกิจที่รออยู่คือการนำแผนลงทุนระยะยาว 5 ปี (2569-2573) มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท เดินหน้าต่อ

 

 
 

ชนวัฒน์วางวิสัยทัศน์ของบริษัทภายใต้แนวคิด ‘Imagining better futures for all’ พร้อมปรับบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาจากผู้พัฒนาโครงการสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คน, ธุรกิจ, พันธมิตร และเมืองเข้าด้วยกัน

 

เส้นทาง 20 ปีในเซ็นทรัล กับผลงานปั้นเซ็นทรัลเวิลด์

 

ชนวัฒน์เติบโตในเซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มเซ็นทรัลมากว่า 20 ปี มีบทบาทในการพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กหลายแห่ง หนึ่งในผลงานสำคัญคือการพัฒนาเซ็นทรัลเวิลด์สู่การเป็นแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ รวมถึงเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ศูนย์การค้าแบบ Semi-Outdoor แห่งแรกของไทย

 

ก่อนขึ้นเป็นซีอีโอ ชนวัฒน์ดำรงตำแหน่ง President, Retail and Development ของเซ็นทรัลพัฒนา โดยก่อนหน้านั้นผ่านตำแหน่งในสายพัฒนาธุรกิจมาต่อเนื่อง ทั้ง Chief Development and Commercial Officer (ปี 2565-2567) และ Chief Development Officer (ปี 2562-2565)

 

สำหรับการศึกษา จบปริญญาตรีวิศวกรรมอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ และด้านการเงิน/Supply Chain Management จาก Marshall School of Business มหาวิทยาลัย University of Southern California รวมถึงหลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School

 

กางแผน 1.1 แสนล้านบาท ปั้นเมืองอนาคต 750 ไร่รังสิต

 

แผนลงทุน 5 ปีมูลค่า 110,000 ล้านบาท (ปี 2569-2573) มีโครงการสำคัญหลายแห่ง นำโดยโครงการต้นแบบเมืองแห่งอนาคตบนพื้นที่กว่า 750 ไร่ย่านรังสิต ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดของเซ็นทรัลพัฒนาและกลุ่มเซ็นทรัล

 

ขณะที่โครงการ Central GR9 จะผลักดันพระราม 9 สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ และ The Central District จะเชื่อมลาดพร้าว-พหลโยธินเป็นย่านศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ใหม่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ

 

ชนวัฒน์ระบุว่า CPN จะให้ความสำคัญกับเครือข่ายของลูกค้า, คู่ค้า, นักลงทุน และชุมชนที่เติบโตร่วมกัน พร้อมนำ AI และ Digital Transformation มาใช้ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งภายในองค์กรและกับผู้เช่ารวมถึงพันธมิตร เพื่อก้าวเป็นองค์กรแห่งอนาคต

The post ยุคใหม่ CPN เริ่มแล้ว ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ เดินหน้าแผนลงทุน 1.1 แสนล้านบาท ปั้น 750 ไร่ย่านรังสิต สู่เมืองแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน https://thestandard.co/thai-capital-market-growth-story/ Thu, 11 Jun 2026 11:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1217352 ภาพกราฟิกสรุปผลการประชุมกระทรวงการคลังและตลาดทุน เพื่อสร้าง Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

กระทรวงการคลังชูนโยบาย 5T เป็นหนึ่งใน Growth Story ใหม่ […]

The post สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลการประชุมกระทรวงการคลังและตลาดทุน เพื่อสร้าง Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

กระทรวงการคลังชูนโยบาย 5T เป็นหนึ่งใน Growth Story ใหม่ให้ตลาดทุนไทย ด้าน FETCO ชงคลังเร่งเดินหน้า TISA และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund) หวังดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ ปลุกตลาดทุนไทย

 

 
 

วันนี้ (11 มิถุนายน) ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการต่างๆ ในการสนับสนุนตลาดทุน โดยระบุว่า ปัจจุบันเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการฉกฉวยความสนใจของนักลงทุน ท่ามกลางภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนกำลังหาพื้นที่ปลอดภัย โดยมีความสนใจอาเซียนมากเป็นพิเศษ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องสร้าง ‘Growth Story’ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยจะยึดนโยบาย 5T ของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นหลัก

 

“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยมาก แต่สิ่งที่พวกเขากำลังมองหาและตั้งคำถามคือ เรื่องราวการเติบโตหรือ Growth Story ของไทยคืออะไร ซึ่งเรื่องราวหนึ่งที่ผมมองว่า เริ่มมีความชัดเจนคือ นโยบาย 5T” ดร.สันติธารกล่าว

 

ทั้งนี้ นโยบาย 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา) Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน) Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง) Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

 

“นโยบาย 5T ซึ่งมีทั้งTransition และ Transform กำลังเกิดในช่วงที่หลายประเทศยังมีทิศทางนโยบายไม่ชัดเจน ขณะที่หลายประเทศก็ยังติดอยู่กับความพยายามที่จะชดเชยราคาน้ำมันและแก้ปัญหาด้านการคลังของตัวเอง” ดร.สันติธารกล่าว

 

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้ ดร. เอกนิติ นั่งเป็นประธาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงการคลัง และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุม

 

เปิดข้อเสนอตลาดทุน: เร่งดัน TISA-กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะที่ ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า การพูดคุยวันนี้ได้เสนอให้ภาครัฐใช้กลไกตลาดทุน ซึ่งมีสภาพคล่องพร้อม มาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจาก ปัจจุบันรัฐบาลมีภาระหนี้ค่อนข้างสูงแล้ว นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ตลาดทุนก็แก้ไขประเด็นธรรมาภิบาล (Governance) ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

 

นอกจากนี้ ไพบูลย์ยังเปิดเผยอีกว่า ตลาดทุนได้เสนอให้ผลักดันโครงการต่างๆ ผ่านการใช้เครื่องมืออย่างโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund)

 

TISA คืบหน้า 80% เผยแนวปรับปรุง ‘ต้องพิจารณาพื้นที่ทางการคลัง’ ร่วมด้วย

 

โดยไพบูลย์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับ TISA ที่ฝั่งตลาดทุนเสนอไป คือควรเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร หรือเป็นสิทธิที่ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันปัญหาแบบที่เคยเกิดกับกองทุน LTF ในอดีต ที่เมื่อครบกำหนด 5 ปีแล้วนักลงทุนแห่เทขายจนสร้างผลกระทบต่อตลาด

 

ขณะที่ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) โดยระบุว่า ปัจจุบันการพูดคุยคืบหน้าไปแล้วประมาณ 70-80% โดยเหลือรายละเอียดที่จะต้องตกลงกันอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

“กระทรวงการคลังเคยเสนอไปแล้ว วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ได้รับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง แล้วนำมาปรับปรุง ซึ่งคาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกันอีกไม่นาน ก่อนจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบพร้อมกันในเร็วๆ นี้” วินิจกล่าว

 

วินิจกล่าวต่อว่า แนวทางการปรับปรุง TISA จะมุ่งให้ความสำคัญไปที่ 2 ส่วนสำคัญคือ การเพิ่มดีมานด์ในตลาดทุน และพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ควบคู่กัน

 

หนุนฟื้น ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน’

 

ไพบูลย์ย้ำอีกว่า เพื่อเป็นการช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ตลาดทุนได้เสนอให้ใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Infrastructure Fund) เป็นทางเลือกในการระดมทุน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ แทนการกู้ยืม พร้อมชี้ว่า กองทุนประเภทนี้มีความน่าสนใจอยู่แล้ว เนื่องจากสามารถสร้างกระแสเงินสดและให้ผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้

The post สรุปผลประชุม ‘กระทรวงคลัง-ตลาดทุน’ เร่งปั้น Growth Story ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ FETCO เร่งเดินหน้า TISA-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันโลกพุ่ง หลังสหรัฐฯเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ โรงกลั่นไทยปรับแผนลดพึ่งฮอร์มุซเหลือ 30% https://thestandard.co/oil-surge-us-iran-hormuz-refinery/ Thu, 11 Jun 2026 07:31:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1217197 ภาพมุมสูงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาเขย่าตลาดพลังงานโลกอีก […]

The post น้ำมันโลกพุ่ง หลังสหรัฐฯเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ โรงกลั่นไทยปรับแผนลดพึ่งฮอร์มุซเหลือ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กำลังแล่นอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาเขย่าตลาดพลังงานโลกอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมโจมตีอิหร่านอย่าง ‘หนักหน่วงมาก’ หากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว

 

 
 

ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามระหว่างสองชาติอาจปะทุรอบใหม่ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งเกือบ 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำร่วงและตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดลบจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

 

ด้านโรงกลั่นไทยยืนยันความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมปรับแผนจัดหาน้ำมันและลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจยืดเยื้อ

 

ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 95.45 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

รายงานข่าวระบุว่า เช้านี้ 11 มิ.ย.69 ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เทกซัส (WTI) สำหรับส่งมอบเดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.94% แตะระดับ 92.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก สำหรับส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 2.52% อยู่ที่ 95.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

แรงหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เริ่ม ‘ปฏิบัติการโจมตีเพื่อป้องกันตนเองเพิ่มเติม’ เมื่อเวลา 17.15 น. ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปยังหลายพื้นที่ในอิหร่าน ตามคำสั่งของผู้บัญชาการสูงสุด เพื่อตอบโต้สิ่งที่กองทัพสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เตหะรานได้เปิดฉากโจมตีเรือของสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยขีปนาวุธและโดรน สะท้อนถึงการเผชิญหน้าทางทหารที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก

 

แม้สถานการณ์จะเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงาน แต่บริษัทวิจัยพลังงาน Rystad Energy มองว่า ตลาดน้ำมันโลกในปัจจุบันมีความพร้อมรับ มือกับความผันผวนมากกว่าวิกฤตครั้งก่อน ๆ

 

โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ชะลอตัวลง รวมถึงการมีเส้นทางขนส่งทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม ฮอร์เก เลออน รองประธานอาวุโสของ Rystad Energy เตือนว่า โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งผ่านช่องทางการทูตในระยะสั้นลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันยังคงมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์

 

โดยนักลงทุนยังคงจับตาว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ หรือจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานโลก

 

กลุ่มโรงกลั่นไทยปรับแผน ยันจัดหาน้ำมันดิบเพียงพอ

 

รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน

 

พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

 

“ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง”

 

กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบ จากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือ ‘นอกช่องแคบฮอร์มุซ’

 

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage)

 

รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติ ก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงาน เพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

 

รุ่งนภา ย้ำว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

 

ภาพ: Boukhatala Chamseddine/ShutterStock

 

อ้างอิง:

 

The post น้ำมันโลกพุ่ง หลังสหรัฐฯเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ โรงกลั่นไทยปรับแผนลดพึ่งฮอร์มุซเหลือ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>