Fitch Rating เตือนแนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ […]
The post ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Fitch Rating เตือนแนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำและคุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง หลังคาดว่า สัดส่วน NPL ของธนาคารไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉียด 4% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านธปท.เตือนว่า เหตุน้ำท่วมอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SME ที่เผชิญภาวะงบการเงินแย่ลงอยู่แล้ว จากช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันก่อนหน้านี้อีกด้วย
วันนี้ (30 กันยายน) พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ปี 2026 แบ่งตามกลุ่มประเทศ พบว่า กลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets:DM) ได้แก่ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีแนวโน้มคงที่และเป็นกลาง (Stable / Neutral) ส่วนญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น (Improving)
สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets:EM) ได้แก่ จีน อินเดียและมาเลเซียมีแนวโน้มทรงตัว (Neutral) ส่วนอินโดนีเซียมีแนวโน้มทรงตัวถึงเชิงลบ (Stable/Neg) ขณะที่ ฟิลิปปินส์และไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงจากปีก่อน (Deteriorating)

พาสันติ์ยังกล่าวถึง แนวโน้มภาคธนาคารไทย (Thai Banking Sector Outlook) โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารไทยได้มีการลดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ และมีการปรับสัดส่วนโครงสร้างของพอร์ทสินเชื่อ (Loan Mix Shifting) สู่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม
แต่กระนั้นธนาคารไทยยังคงมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของธนาคารไทยน่าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในภูมิภาค
“ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อในระยะสั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจยังเติบโตเพียง 2% กว่า และสัดส่วน NPL ยังสูง”
อย่างไรก็ดี พาสันติ์ย้ำว่า ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่อ่อนแอ และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในด้านเงินกองทุนน่าจะยังช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

พาสันติ์ยังกล่าวต่อว่า Fitch คาดว่า คาดการณ์ว่าสัดส่วน NPL ของประเทศไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ระดับเกือบ 4% ในกรณีฐาน (Best Case) และกรณีเลวร้าย (Adversed Case) ซึ่งอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าคาด NPL อาจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานอีกเล็กน้อย โดยประมาณการ NPL ของภาคธนาคารไทยในปีนี้นับว่า สูงที่สุดเมือเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
โดยแนวโน้ม NPL ของประเทศไทยใน 1-2 ปีข้างหน้ายังคาดว่า จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 3–4% ต่อเนื่อง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มลดลง โดยพาสันติ์มองว่า สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตและฟื้นตัวช้ามาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Fitch ยังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนลูกหนี้ที่แก้หนี้แล้ว แต่กลับมาเป็น NPL ซ้ำ (Re-entry NPL) เริ่มกระดกขึ้น อย่างไรก็ตาม พาสันติ์มองว่า แม้ Re-entry NPL มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งสะท้อนมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ระดับการกลับมายังไม่ได้สูงน่ากังวลเท่ากับสถิติในอดีต
พาสันติ์กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่เป็นห่วงคือธนาคารขาย NPL ออกได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ชะลอและลดปริมาณการรับซื้อ NPL ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AMC ประสบความยากลำบากในการบริหารจัดการ NPL เดิมที่มีอยู่ จึงเน้นถือรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพื่อนำออกขาย หรือหวังให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) กล่าวในงาน BOT Monthly Briefing โฆษกพบสื่อ เดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสต็อกสินค้า ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหา ‘หนี้สิน’ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME และลูกค้ารายย่อยที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว
ชญาวดีกล่าวต่อว่า เหตุน้ำท่วมรอบนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่งบการเงิน (Balance Sheet) ของครัวเรือนและธุรกิจ SME แย่ลง หลังเผชิญเหตุการณ์ผลกระทบหรือช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันอีกด้วย
“ปัญหาของหนี้สินที่อาจจะเพิ่มขึ้น โดยธปท. เตรียมพิจารณาในรายละเอียดต่อไป เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องของปัญหาหนี้สิน ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้ว”
โฆษกธปท. ย้ำว่า ธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินให้เร่งรัดออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น การพักชำระเงินต้น การพักชำระดอกเบี้ย การลดค่างวด การขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือการลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีมาตรการความช่วยเหลือด้านการเติมสภาพคล่อง ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมบ้าน และการเติมเงินทุนสำหรับ SME เพื่อใช้ประกอบธุรกิจ
โดยธปท. รวบรวมมาตรการเหลือลูกหนี้เหตุน้ำท่วมจากสถาบันการเงิน 16 แห่ง แบ่งเป็น ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) 6 แห่ง ไว้บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ธปท. แล้ว
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม ชญาวดีกล่าวว่า ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะยังไม่ประเมินตัวเลขผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่ (Ongoing) อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมองว่า ผลกระทบจะอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง และพื้นที่ก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว
ขณะที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นก็อาจจะส่งผลในวงที่กว้างขึ้นได้ สำหรับภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ส่วนการบริโภคของครัวเรือนที่อาจมีการตุนสินค้าและการซ่อมสร้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมสร้างทรัพย์สินที่เสียหายหลังน้ำลดส่วนนี้อาจจะเข้ามาช่วยชดเชยตัวเลขทางเศรษฐกิจได้บางส่วน
The post ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานหอการค้าไทยเร่งผลักดันแก้คอขวดสุวรรณภูมิ ชี้ต้องเ […]
The post หอการค้าไทยเตือน Air cargo แออัด จี้ปลด ‘คอขวด’ สุวรรณภูมิ ก่อน Peak Season รับการค้า 5.53 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประธานหอการค้าไทยเร่งผลักดันแก้คอขวดสุวรรณภูมิ ชี้ต้องเร่งแก้ทั้งระบบ รับมือ Peak Season ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมวางแนวทางระยะยาวรองรับการเติบโต
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยติดตามสถานการณ์การให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
โดยในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้า–ออกสนามบิน ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ผู้โดยสารตกค้าง และสัมภาระล่าช้าหรือตกค้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสารและนักธุรกิจจำนวนมาก
“สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย การให้บริการที่ติดขัดย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี”
โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น และประเทศไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยทันที เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศนั้น หอการค้าไทยติดตามปัญหาความแออัดและข้อจำกัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าเป็นปัญหาสะสมตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านพื้นที่คลังสินค้า กำลังคน อุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อปริมาณการขนส่งทางอากาศเพิ่มสูงขึ้น
จากข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าผ่านทางอากาศประมาณ 5.53 ล้านล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าสำคัญ
ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ากว่า 1.32 ล้านล้านบาท และสินค้าเกษตรและอาหารกว่า 380,000 ล้านบาท สะท้อนว่า Air Cargo มีความสำคัญต่อการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนเที่ยวบินขนส่งสินค้าแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนระบบต้องรองรับงานในระดับสูง
โดยคลังสินค้า TG เคยขอระงับการรับ Charter Flight เข้าคลังเป็นการชั่วคราว เพื่อบริหารจัดการสินค้าที่สะสมอยู่ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรองรับสินค้า
ส่วนปริมาณผู้โดยสารในรอบปี 2569 ยังพบว่า มี 118 สายการบินให้บริการ รวม 3.4 แสนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.83% และมีผู้โดยสาร 59.62 ล้านคน ดังนั้น สนามบินสุวรรณภูมิจึงถือเป็นหน้าตาของประเทศ ที่ต้องเร่งเพิ่มความรวดเร็วและการอำนวยความสะดวกให้เป็น Global Aviation Hub
“ปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ กำลังคน อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง เมื่อหลายข้อจำกัดเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็อาจทำให้การขนส่งติดขัดต่อเนื่องทั้งระบบ” ดร.พจน์ กล่าว
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่กระทบการเดินทางของพนักงานและผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมอีกด้วย จึงต้องเร่งยกเครื่องแก้ไขปัญหาทั้งระบบ
ด้าน ภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ Air Cargo เพื่อจัดทำข้อเสนอแก้ไขปัญหา
โดยเห็นว่าการแก้ไขให้เกิดผลต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่คลังสินค้า ท่าอากาศยาน หน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัย กรมศุลกากร ตลอดจน สายการบิน ไปจนถึงผู้ประกอบการ
หอการค้าไทยขอชื่นชมกรมศุลกากรที่พร้อมปรับขั้นตอนและการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในสถานการณ์เร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาจะเกิดผลได้เต็มที่เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานให้สอดคล้องกันตลอดกระบวนการ ทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจน กระทรวงคมนาคม
โดยยึดแนวปฏิบัติตามหลักการของพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569
“โดยเฉพาะช่วงปลายปีซึ่งเป็น Peak Season ที่ปริมาณการนำเข้าและส่งออกเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเร่งลดความแออัด เพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้า และสร้างความแน่นอนในการให้บริการ”
หอการค้าไทยอยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยเสนอให้มีกลไกกลางที่หน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดมาตรการ ประสานการดำเนินงาน
ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน หน่วยงานที่ควรร่วมในกลไกดังกล่าว
ได้แก่ AOT, CAAT, กรมศุลกากร ผู้ให้บริการคลังสินค้า สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับระยะยาว หอการค้าไทยเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถของระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน TOR สำหรับการให้สิทธิผู้ประกอบการคลังสินค้ารายใหม่
รวมถึงกำหนดมาตรฐานด้าน Capacity, Service Level ประสิทธิภาพการให้บริการ และความพร้อมรองรับช่วง Peak Season เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของ Air Cargo ในอนาคต
ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้จัดทำรายงาน ‘การยกระดับประสิทธิภาพระบบ Air Cargo ของประเทศไทย: กรณีศึกษาปัญหาความแออัด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ซึ่งรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะในแต่ละระยะ และมีกำหนดเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 นี้
เพื่อนำเสนอผลการศึกษาที่ระบุข้อเสนอการแก้ไขปัญหา โดยพร้อมสื่อสารข้อสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
“หอการค้าไทยติดตามและศึกษาปัญหานี้ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง เรากำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมกันคลี่คลายข้อจำกัดในช่วงเร่งด่วน และวางแนวทางระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้สุวรรณภูมิรองรับการเติบโตของ Air Cargo ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” ภูมินทร์กล่าว
The post หอการค้าไทยเตือน Air cargo แออัด จี้ปลด ‘คอขวด’ สุวรรณภูมิ ก่อน Peak Season รับการค้า 5.53 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ไ […]
The post เปิดประวัติ ‘ชนมาศ’ ผู้หญิงคนต่อไปที่มานั่ง CFO คุมการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้แต่งตั้ง ชนมาศ ศาสนนันทน์ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน หรือ PTT โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อมาแทน ภัทรลดา สง่าแสง จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งหรือเกษียณการทำงานในวันนี้ (30 กันยายน 2569)
โดยชนมาศ ถือเป็นผู้บริหารมือดีที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีประสบการณ์การทำงานบริษัทในกลุ่ม ปตท. มาแล้วหลายแห่ง ในเส้นทางทำงานตลอดหลายสิบปี ทั้งงานด้านบริหารการเงิน และการลงทุนในกลุ่ม ปตท. เคยรับตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารการเงิน ของ PTT
ปัจจุบัน ชนมาศ ดำรงรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปัจจุบัน อายุ 57 ปี
The post เปิดประวัติ ‘ชนมาศ’ ผู้หญิงคนต่อไปที่มานั่ง CFO คุมการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ใน […]
The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หุ้นไทย (SET) ร่วง 33.85 จุด ลงแตะระดับ 1,560.45 จุด ในครึ่งเช้าวันนี้ (30 กันยายน) ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือน นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ น้ำมันแพง และบาทอ่อน เร่งเงินทุนไหลออก (capital outflow) 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน ขณะแรงขายสถาบันไทยตามฤดูกาลเดือนกันยายนซ้ำเติม
ล่าสุด ณ เวลา 12.30 น. ดัชนี SET ปิดที่ 1,562.83 จุด ลดลง 31.47 จุด จากวันก่อนหน้า โดยช่วง 6 วันทำการก่อนหน้านี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องราว 20,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนี้ การซื้อสุทธิของต่างชาติลดลงจาก 75,000 ล้านบาท มาเหลือ 35,000 ล้านบาท
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเรื่อง capital outflow หรือเงินทุนไหลออก เป็นประเด็นที่ตลาดพูดถึงมาราว 2 เดือนแล้ว และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างกันมาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rate) หรืออัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ซึ่งของไทยติดลบ ขณะที่ของต่างประเทศสูงเกิน 2% ผลที่ตามมาคือเงินบาทอ่อนค่า
อีกปัจจัยคือช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่เปิด ทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันในราคาแพง ซึ่งนำไปสู่การขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันรัฐบาลเลือกใช้งบประมาณอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม และยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีก
ส่วนคำถามว่าทำไมไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ย ประกิตระบุว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณแล้วว่าทำได้ยาก และเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าอาหารก็มีแนวโน้มแพงขึ้นอีก
ประกิตระบุว่า ที่ผ่านมาเงินทุนไหลออกผ่านตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) หากตรวจสอบข้อมูลรายโบรกเกอร์จะพบแรงขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าต่างชาติกระจุกตัว เช่น JPMorgan, KKPS และ CLSA
อย่างไรก็ดี ประกิตประเมินว่าเงินทุนไม่น่าจะไหลออกต่อเนื่องยาวนาน เพราะสถานการณ์ต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อนที่การไหลออกเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในประเทศไทย รอบนี้จึงเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับได้
ปัจจัยที่จะช่วยได้มากที่สุดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนค่า
ในเชิงดัชนี ประกิตมองว่า SET ไม่น่าจะลงต่ำกว่า 1,500 จุด เพราะ valuation ไม่แพงแล้ว และมองว่าเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่แนะนำให้รอดูสถานการณ์สักระยะ โดยติดตามจากรายชื่อโบรกเกอร์ที่ขายเป็นหลัก
ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตว่า แรงขายส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะการไถ่ถอน (redemption) ของกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นช่วงสิ้นเดือนกันยายน
จากสถิติตั้งแต่ปี 2014 เดือนกันยายนเป็นเดือนที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือนมกราคม ซึ่งแรงขายในเดือนมกราคมเป็นปัจจัยทางเทคนิคจากกองทุนที่ครบกำหนดระยะเวลาถือครอง ส่วนเดือนกันยายนเป็นผลจากการเกษียณอายุของผู้ลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนในตลาดหุ้นด้วย โดยในช่วงปี 2014 – 2025 สถาบันในประเทศขายสุทธิในเดือนกันยายนเฉลี่ยราว 3,800 ล้านบาท
ปีนี้พอร์ตของนักลงทุนสถาบันในประเทศเน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่ outperform ตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธนาคาร ซึ่ง 2 กลุ่มหลังโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน วันนี้ทั้ง 3 กลุ่มถูกเทขายอย่างหนัก หากมองเฉพาะวันนี้จึงไม่น่าจะเป็นอิทธิพลของ fund flow ต่างชาติ
ส่วนช่วง 6 วันก่อนหน้า แรงขายมาจาก fund flow ที่ถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่ในช่วงวันที่ผ่านมาเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น
“แรงขายต่างชาติจากนี้ขึ้นกับราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งท้ายที่สุดขึ้นกับท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่าน หากราคาน้ำมันทรงตัวราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและไม่ทะลุ 105 ดอลลาร์ จะช่วยให้บอนด์ยีลด์และดอลลาร์ไม่ปรับขึ้นต่อ และแรงขายน่าจะชะลอลง” ณัฐชาติกล่าว
ขณะที่ สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ระบุว่าตลาดวันนี้ได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัย
ปัจจัยแรกคือกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ปรับขึ้นจาก 95 บาท เป็น 110 บาท ทำให้ upside เริ่มจำกัด และปีหน้า EPS อาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 105 บาท ต่ำกว่า Bloomberg consensus ที่ 115 บาท
ปัจจัยที่สองคือ fund flow ที่ขายออกมาแล้วราว 40,000 ล้านบาท โดยต้องติดตามประเด็น MSCI Indonesia ต่อ หลังการลดน้ำหนักอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ทำให้ต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียออก 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ และกระจายเงินไปยังตลาดอื่น หากอินโดนีเซียเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก เงินส่วนหนึ่งอาจไหลกลับไป
ปัจจัยที่สามคือความกังวลเรื่องน้ำท่วม ซึ่งต้องติดตามต่อเพราะอาจซ้ำเติมตลาด ในเชิงเทคนิค สรพลให้แนวรับแรกที่ 1,565 จุด ซึ่งเป็นโอกาสทยอยสะสม และแนวรับถัดไปที่ 1,520 จุด
The post หุ้นไทยดิ่ง 33 จุด แตะ 1,560 จุด ต่ำสุดรอบ 3 เดือน ต่างชาติเทขาย 40,000 ล้านบาท ใน 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกแถลงการณ์ปร […]
The post เช็คข้อมูลเพิ่มเติม! ‘การบินไทย’ ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 37 เที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ออกแถลงการณ์ประกาศแจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทางเพิ่มเติม วันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569 ดังนี้
เส้นทางระหว่างประเทศ
เส้นทางภายในประเทศ
เส้นทางระหว่างประเทศ
เส้นทางระหว่างประเทศ
ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Overseas Contact Center โทร. +65 6351 0992 หรือ THAI Contact Center +66 2 356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected]
The post เช็คข้อมูลเพิ่มเติม! ‘การบินไทย’ ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่มอีก 37 เที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ วันที่ 29 ก.ย. – 1 ต.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหาย […]
The post ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เตือนน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนสูงมา อีก 5 หมื่นล้านบาทอาจหายจากเศรษฐกิจ
หลังเวลาเพียงสัปดาห์ น้ำท่วมรอบนี้สร้างความเสียหายแล้วราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3 ลง 0.55% นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชี้ จับตาหากมวลน้ำเหนือมาอีกระลอก รัฐบาลจะวางแผนรับมืออย่างไร พร้อมตั้งคำถามว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรจากน้ำท่วมบ้าง?
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ ’THE STANDARD WEALTH‘ ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมราว 2.5 หมื่นล้านบาท และฉุด GDP ไตรมาส 3/2569 ลดลง 0.55%
โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังไปจนถึงสัปดาห์หน้า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย กรณีฉากทัศน์ ‘มีมวลน้ำเหนือไหลลงมา’ เพิ่มเติมอีกระลอก
โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม อาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายเพิ่มเติมยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถป้องกันและระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใดด้วย
“ถ้าน้ำเหนือมาอีกครั้ง และไม่สามารถกันน้ำได้ ก็อาจกระทบพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ประมาณ 50,000 ล้านบาท”
ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า หากประเมินการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ทั้งรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ถือว่า ‘ล้มเหลว’
โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งระบบเตือนภัยควรทำหน้าที่แจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน
“จริงๆเรามีเทคโนโลยีระบบ Early Warning ต้องเตือนล่วงหน้า แต่รอบนี้ไม่ได้เตือนล่วงหน้า เป็นการเตือนตามหลัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่คุณลักษณะของระบบเตือนภัยที่ควรจะเป็น”
นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ดร.อัทธ์ ระบุว่า การบริหารจัดการในส่วนอื่นยังมี ‘ช่องโหว่’ ทั้งการระบายน้ำ การขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก การจัดเตรียมเสบียงสินค้า ครัวกลาง และศูนย์อพยพ
“เหตุน้ำมา เตือนประชาชนว่าให้รีบเอาของขึ้น แต่เอาของขึ้นแล้วไปไหนต่อ ถ้าน้ำท่วมบ้านแล้วจะให้ประชาชนไปไหน ถ้าไม่มีศูนย์อพยพ แล้วประชาชนจะเอารถไปจอดที่ไหน สุดท้ายก็ต้องไปจอดตามสะพานหรือตามข้างทางเหมือนเดิม”
ดร.อัทธ์ มองว่า หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ครั้งนี้มีความ ‘น่ากังวล’ ในอีกมิติหนึ่ง
เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีระบบเตือนภัยหลายเทคโนโลยี มีงบด้านน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่มีเอกภาพ Single command ใดๆได้อย่างไร
“ปี 2554 เรายังไม่มีระบบเตือนภัยแบบที่มีในปัจจุบัน แต่วันนี้เรามีระบบเตือนภัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ก็แสดงว่าเราแย่กว่าเดิมใช่หรือไม่”
ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหน่วยงานระดับกรุงเทพมหานคร กระทรวง กรม และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำได้อย่างเป็นระบบ
“องค์กรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาน้ำได้ ไม่สามารถทำให้น้ำลด และไม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านประชาชนได้ทันท่วงที”
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ และมีความเป็นอิสระทางการเมือง เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม
ดร.อัทธ์ เตือนว่า ปัญหาน้ำท่วมมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ทั้งภาวะเอลณีโญ ผังเมืองที่ขยาย
หากประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางที่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทั้งระบบ อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
“ถ้าไม่มีหน่วยงานกลางหรือองค์กรใหม่มาจัดการทั้งระบบ เศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าเดิมอีก คนจะไม่มาลงทุน”
ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ FDI
โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างโรงงานหรือฐานการผลิต หากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเกิดน้ำท่วมเมื่อใด ย่อมเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนอนาคต
“นักลงทุนลงทุนเป็นหมื่นล้านหรือสองหมื่นล้าน ต้องประเมินทุกมิติ ถ้าโรงงานเสี่ยงน้ำท่วม ใครจะมาลงทุน ถ้าไม่รู้ว่าจะมีแผนรับมือท่วมเมื่อไร ใครจะมาลงทุน”
ที่สำคัญ ผลกระทบสามารถเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทาง โดยยกกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นของสายการบินแห่งชาติ กับการบริหารจัดการสนามบินและการเดินทางของนักท่องเที่ยว
เมื่อเกิดน้ำท่วม นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือใช้จ่ายได้ตามปกติ ย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครและประเทศไทย
โดยเฉพาะเมื่อปริมาณฝนระดับประมาณ 300 มิลลิเมตร ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำ
“รอบนี้คือบททดสอบ 300 มิลลิเมตร เรายังเอาไม่อยู่ ถ้ามา 400-500 มิลลิเมตรจะทำอย่างไร บททดสอบเราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่”
ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ปัญหาอาจยิ่งขยายตัว เศรษฐกิจเสียหาย ฉุดความสามารถแข่งขันเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.อัทธ์ มองว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามมีทั้งเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ทั้งภาษี 301 ภัยพิบัติ และสถานการณ์น้ำท่วม
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุน ยังมีสัญญาณชะลอตัว
แม้การส่งออกยังเป็น ‘พระเอก’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
แต่การบริโภคและการลงทุนยังซึมตัว หรือหากขยายตัวก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก
จากปัจจัยดังข้างต้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.1% ลดลงจากระดับ 2.4% ในปีก่อน
โดยมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภาษีสหรัฐฯ รวมถึงน้ำท่วม การชะลอตัวของการบริโภค และการลงทุน เป็นแรงกดดันสำคัญ
เมื่อถามถึงการประเมินผลงานรัฐบาลในช่วงโค้งท้ายปี ให้คะแนนการบริหารจัดการน้ำ 3 คะแนนจากเต็ม 10 คะแนน หรือระดับ C ซึ่งถือว่า ‘สอบตก’ ในประเด็นการบริหารจัดการน้ำ
“ถ้าเฉพาะเรื่องน้ำ เต็ม 10 ผมให้ 3 คะแนน ก็ให้เกรด C คือสอบตกเลย”
ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม อรรถให้คะแนนประมาณระดับ B แต่เป็น B ที่ค่อนข้างใกล้ C สะท้อนว่าไม่ได้มองว่าอยู่ในระดับดีมาก
“โดยรวมทุกเรื่องที่รัฐบาลบริหาร ผมให้ B แต่เป็น B กลางๆ ค่อนข้างจะมา C ไม่ใช่ B ที่จะไป B บวก”
ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่สุดเวลานี้คือความเชื่อมั่น การบริหารจัดการน้ำ
เพราะหากประเทศไทยยังไม่ปรับระบบให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นได้ ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบ้านเรือนและธุรกิจ
แต่สามารถส่งต่อไปยังภาคการผลิต การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
พร้อมถามย้ำว่า 10 ปี การบริหารจัดการน้ำของไทยเราเรียนรู้อะไรกันบ้าง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการบริหารน้ำ ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว
The post ‘10 ปีเราไม่เรียนรู้อะไรเลย’ ? น้ำท่วมซ้ำ แต่ระบบยังอยู่ที่เดิม ถึงเวลารัฐบาล-กทม.ปลด ‘น้ำ’ ออกจากการเมือง ก่อนเศรษฐกิจรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดพลังงานปี 2570 ตึงตัวน้อยลง แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาส […]
The post SCB EIC ประเมินตลาดน้ำมันโลกปี 2570 ตึงตัวลดลง ปิโตรเคมี Oversupply ยืดเยื้อ เตือนราคาดีเซลไทยลงช้า เหตุรากหนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดพลังงานปี 2570 ตึงตัวน้อยลง แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง ขณะที่ปิโตรเคมีเผชิญปัญหา Oversupply ต่อเนื่อง
ตลาดน้ำมันโลกในปี 2570 มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นจากปี 2569 หากอุปทานจากตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งทยอยฟื้นตัว ขณะที่กำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของอุปสงค์ อย่างไรก็ดี
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและมี Geopolitical risk premium ต่อเนื่อง โดยอุปทานน้ำมันดิบปี 2570 มีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าอุปสงค์ แต่ความมั่นคงด้านการจัดหาจะสำคัญกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว
SCB EIC มองว่า ทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานกำลังเปลี่ยนจากการ ‘แข่งเพิ่มกำลังการผลิต’ ไปสู่ ‘แข่งด้านความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความสามารถในการเลือกผลิตภัณฑ์’
ในระยะกลาง ผู้ประกอบการที่มีแหล่งจัดหาวัตถุดิบหลากหลาย มีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งสำรอง สามารถปรับ Feedstock/Product mix ได้รวดเร็ว ตลอดจนมีผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง จะมีความสามารถในการรับมือความผันผวนได้ดีกว่า ขณะที่การตัดสินใจลงทุนควรให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นของสินทรัพย์และความสามารถในการรักษา Margin ภายใต้ภาวะสงครามและภาวะ Oversupply
| Industry insight / ตลาดพลังงานปี 2027 ตึงตัวน้อยลง แต่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง ขณะที่ปิโตรเคมีเผชิญปัญหา Oversupply ต่อเนื่อง | SCBEIC 29 ก.ย. 2569 | 11:13 |
The post SCB EIC ประเมินตลาดน้ำมันโลกปี 2570 ตึงตัวลดลง ปิโตรเคมี Oversupply ยืดเยื้อ เตือนราคาดีเซลไทยลงช้า เหตุรากหนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังหนัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศปิดดีลเข […]
The post EGCO รุกธุรกิจพลังงานสีเขียวปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ ‘Pinnacle IV’ในสหรัฐฯ ขนาด 339 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ‘Pinnacle IV กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์(MW) ในสหรัฐฯ เสริมพอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที
ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO เปิดเผยว่า บริษัทมีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการเร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ POWER4 ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว
สำหรับการลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO
ทั้งนี้กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Pinnacle IV ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม Timbermill Wind ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Coldwater Solar ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท
โดยการผนึกกำลังระหว่าง Pinnacle IV กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
The post EGCO รุกธุรกิจพลังงานสีเขียวปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ ‘Pinnacle IV’ในสหรัฐฯ ขนาด 339 เมกะวัตต์ รับรู้รายได้ทันที appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดรายชื่อ 7 หัวหน้าทีม กรอ. ขับเคลื่อน ‘Reinvent Thai […]
The post เปิดรายชื่อ 7 แม่ทัพเอกชน กับ 7 ‘เครื่องยนต์’ เศรษฐกิจใหม่ REINVENT THAILAND appeared first on THE STANDARD.
]]>
เปิดรายชื่อ 7 หัวหน้าทีม กรอ. ขับเคลื่อน ‘Reinvent Thailand’ ดึงแม่ทัพเอกชนคุม 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งแต่เกษตร-ยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หวังเปลี่ยนข้อเสนอภาคเอกชนสู่การลงทุนและผลลัพธ์ที่จับต้องได้
คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เดินหน้ากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต
โดยเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทนำในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่
สำหรับ 7 ทีม กรอ. ที่มีการวางตัวหัวหน้าทีม ประกอบด้วย
โดยหลังจากนี้ โจทย์ของ กรอ. ไม่ได้หยุดที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องการใช้ 7 กลุ่มธุรกิจเป็นฐานสร้าง ‘New Growth Engines’
ตั้งแต่การดึงลงทุนใหม่ การยกระดับเทคโนโลยีและแรงงาน ไปจนถึงการเชื่อม SME ไทยเข้าสู่ Supply Chain ของการลงทุนใหม่
จุดที่ต้องจับตาคือ 7 แม่ทัพเอกชนจะผลักดันอะไร ‘Reinvent Thailand’ จะไปทางไหน?
เมื่อ 7 แม่ทัพเอกชนเตรียมยกเครื่อง 7 เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย และจะเข้ามานำทัพขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หวังยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SME ไทยเติบโตไปพร้อมกัน และจะเปลี่ยนแต่ละอุตสาหกรรมให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยได้อย่างไร
THE STANDARD WEALTH ชวนทำความรู้จักทั้ง 7 ท่าน

ปัจจุบันสวมหมวกทั้งนักธุรกิจสายอาหารทะเลแปรรูปและส่งออก ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร Sea Value และบริษัทในเครือ 15 บริษัท อีกทั้ง ดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทยในวาระ 2568-2569

ทายาทรุ่นที่ 3 ของ กลุ่มสิทธิผล ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะไหล่ ชิ้นส่วน และยางยานยนต์ที่เก่าแก่กว่าศตวรรษของไทยโดยมีบทบาทในหลายบริษัท เช่น ประธานกรรมการบริหาร IRC (อีโนเว รับเบอร์ ประเทศไทย) และประธานกรรมการไทย อิโนแอค คอมโพเน้นท์ และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

พิชัย เป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ กลุ่มเซ็นทรัล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Executive Director โดยอยู่ในทีมผู้บริหารระดับสูงของ Central Group ร่วมกับ ทศ จิราธิวัฒน์ และปริญญ์ จิราธิวัฒน์

ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้บริหารแห่งเครือสหพัฒน์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BTNC เป็นธุรกิจด้าน แฟชั่น/เครื่องแต่งกาย ขณะเดียวกัน ในบทบาทภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันปณิธานเป็น เลขาธิการ ส.อ.ท. ขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท
กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 เป็นกรรมการเหรัญญิก หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ศรัณยูมีบทบาทโดยตรงในการผลักดันธุรกิจด้านการแพทย์และสุขภาพสมัยใหม่

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ (Siam Piwat) มีประสบการณ์ทำงานทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ก่อนเข้ามาบริหารสยามพิวรรธน์ เป็นผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจศูนย์การค้าและ Destination Retail

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ S&P มีความเชี่ยวชาญด้าน อาหารและเครื่องดื่ม กำธรเติบโตและสั่งสมประสบการณ์มาจากสายงานวาณิชธนกิจและการลงทุน (Investment Banking) มายาวนานกว่า 20 ปี

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล
The post เปิดรายชื่อ 7 แม่ทัพเอกชน กับ 7 ‘เครื่องยนต์’ เศรษฐกิจใหม่ REINVENT THAILAND appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดระดับหนี้สาธารณะไทย […]
The post หนี้สาธารณะจ่อแตะ 68% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมส่องแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบฯ 2570 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดระดับหนี้สาธารณะไทยจ่อแตะ 68% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเปิดแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2570 และโผโครงการจ่อใช้เงินกู้ 2 แสนล้านหลัง ได้แก่ โซลาร์ อีวี และเสริมทักษะ (Upskill)
วันนี้ (29 กันยายน) จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดว่า หนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ของประเทศไทยจะอยู่ที่ระดับ 68% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีมุ่งมั่นที่จะบริหารหนี้สาธารณะไม่เกินเพดานหนี้ที่ระดับ 70% ต่อ GDP ตามที่ระบุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF)
ทั้งนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ปีงบประมาณ 2570-2573 ประมาณการไว้ว่า ประเทศไทยจะมีหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ที่ระดับ 68.17% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 และจะมีระดับหนี้สาธารณะคงค้างสูงสุด (Peak) ที่ระดับ 69.78 ณ สิ้นปีงบประมาณ 2571

จินดารัตน์ ยังกล่าวว่า ปัจจุบัน ดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยในการกู้เงินของรัฐบาลอยู่ที่ 2.6% และคาดว่าจะยังทรงตัวในปีงบประมาณ 2570 เนื่องจากการกู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้รัฐบาล เงินกู้ชดเชยขาดดุล หรือเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจล้วนเป็นการกู้ในลักษณะสัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้นประมาณ 3-5 ปี
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Yield) ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 อายุ 3 ปีอยู่ที่ 1.53% ขณะที่รุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ระดับ 2.41% ซึ่งระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน หรือตั้งแต่พฤษภาคมปี 2569
นอกจากนี้ กรณีที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) รุ่นอายุ 10 ปี กลับมาแตะระดับ 5% อีกครั้งและเป็นการแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยจินดารัตน์ระบุว่า ถือเป็นความท้าทายต่อการออกพันธบัตรของ สบน. ทำให้ระหว่างนี้ สบน.อาจต้องปรับรูปแบบการระดมทุนโดยเน้นการออกหนี้ระยะสั้นไปก่อน
อย่างไรก็ตาม จินดารัตน์ยืนยันว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ยังไม่กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทย เนื่องจากหนี้สาธารณะส่วนใหญ่ของรัฐบาลเป็นหนี้ระยะยาวกว่า 89%
สำหรับการดำเนินการกู้เงินตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น จินดารัตน์ระบุว่า ได้มีการแบ่งกู้เป็นสองก้อนคือ 2 แสนล้านบาทแรกในปีงบประมาณ 2569 และจะมีการกู้อีก 2 แสนล้านบาทหลังในปีงบประมาณ 2570
ส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาทแรกนั้น จินดารัตน์เผยว่า เหลือเพียงเล็กน้อย ประมาณหลักพันล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่เหลืออยู่จะนำไปใช้สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ขณะที่โครงการภายใต้แผนงานที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จินดารัตน์เผยว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ (คณะกลั่นกรองฯ) ได้พิจารณาหลักเกณฑ์แล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป
พร้อมเผยว่า โครงการที่จะเข้าพิจารณาถัดไป ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ภาคประชาชน, โครงการรถ EV สาธารณะ/มอเตอร์ไซค์ EV และโครงการการ Upskill/Reskill บุคลากร
นอกจากนี้ จินดารัตน์ ยังเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2570 โดยเป็น
1) แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1.26 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
2) แผนบริหารหนี้เดิม 1.91 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
3) แผนการชำระหนี้ วงเงิน 5.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็น
นอกจากนี้ จินดารัตน์ยังเผยว่า สบน. ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้ให้แก่สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ในการออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุพันธบัตร 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.13% ต่อปี
โดยเป็นการเสนอขายเฉพาะเจาะจงต่อผู้ลงทุนสถาบัน มีจำนวนผู้ลงทุนไม่เกิน 10 ราย โดยมีธนาคารออมสินเป็นผู้จัดจำหน่าย และสามารถจัดจำหน่ายได้ครบตามเป้าหมายที่วางไว้
การออกพันธบัตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ของ สพพ. ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอันสนับสนุนการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อชุมชนในพื้นที่ จำนวน 2 โครงการ ของประเทศเพื่อบ้าน ได้แก่
(1) โครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) ช่วงครกข้าวดอ – บ้านโนนสะหวัน – สานะคาม – บ้านวัง – บ้านน้ำสัง สปป.ลาว
(2) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) สปป.ลาว
The post หนี้สาธารณะจ่อแตะ 68% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมส่องแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบฯ 2570 appeared first on THE STANDARD.
]]>
AI กำลังทำให้คนโง่ลงหรือเปล่า? ประเด็นสำคัญ &nbs […]
The post AI กำลังทำให้เราโง่ลงหรือเปล่า? ทำไมนักวิจัยถึงกังวลว่า AI อาจเป็นภัยต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
AI กำลังทำให้คนโง่ลงหรือเปล่า?
คำถามนี้มักถูกตอบด้วยการเปรียบว่า AI ก็ไม่ต่างจากเครื่องคิดเลข ที่สมัยหนึ่งเคยมีคนกลัวว่าจะทำให้คนคิดเลขในใจไม่เป็น แต่สุดท้ายโลกก็ไม่ได้พังลง ซึ่งแม้แต่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็เคยใช้การเปรียบเทียบนี้
แต่ นาตาลิยา คอสมีนา นักวิจัยจาก MIT ผู้เขียนงานวิจัยเรื่อง AI กับการถดถอยของความคิดที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง มองว่านี่คือการเปรียบเทียบที่ผิดตั้งแต่ต้น
“คุณไม่ได้หลับไปแล้วตื่นมาพร้อมเครื่องคิดเลข และคุณไม่ได้คุยกับเครื่องคิดเลขเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัว” เธอกล่าว
เธอเชื่อว่า AI อาจเป็นความเสี่ยงต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา เพราะธรรมชาติของมันต่างจากเครื่องมือทุกชนิดที่มนุษย์เคยใช้มาโดยสิ้นเชิง และถ้า AI แทรกเข้าไปในทุกส่วนของชีวิตอย่างที่บริษัทผู้พัฒนา AI ทำนายไว้ มันก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของคนแน่นอน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้คือความเปลี่ยนแปลงนั้นจะถาวรแค่ไหน
ความกลัวว่านวัตกรรมจะทำให้สมองแย่ลงไม่ใช่เรื่องใหม่ โสกราตีส นักปรัชญากรีกโบราณ เคยกังวลว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ความจำของคนเจือจางลง บางคนเคยทำนายว่าโทรเลขจะเป็นจุดจบของบทกวี ส่วนเครื่องคิดเลขก็เคยถูกมองว่าจะทำให้ทักษะคิดเลขในใจหายไป
ไม่มีความกลัวข้อไหนเกิดขึ้นจริงแบบหายนะ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ได้มาจากเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หากมาจากความเปลี่ยนแปลงหลายระลอกที่สะสมกันมาหลายสิบปี ทั้งสมาร์ทโฟนที่แพร่หลาย, โรงเรียนที่ให้คะแนนง่ายขึ้น และโรงเรียนที่ได้งบประมาณไม่พอ
ปัจจุบันมีคนอ่านบทกวีไม่ถึง 10% ซึ่งห่างไกลจากยุครุ่งเรืองในศตวรรษที่ 19 ที่หนังสือบทกวียอดนิยมขายหมดเป็นประจำ ส่วนสัดส่วนนักเรียนเกรด 12 ในสหรัฐฯ ที่มีทักษะคณิตศาสตร์อย่างน้อยระดับพื้นฐาน ก็ลดลงเรื่อยมานับจากจุดสูงสุดในปี 2556

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือยุค Google โดยปี 2554 นักวิจัยพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘Google effect’ คือถ้าคนรู้ว่าจะเปิดหาข้อมูลได้อีกตอนไหนก็ได้ พวกเขามักจำไม่ค่อยได้ว่าข้อมูลนั้นคืออะไร แต่จำได้แม่นว่าต้องไปหาที่ไหน นักวิจัยสรุปว่ามนุษย์กับคอมพิวเตอร์กำลังทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว โดยสมองของเราเก็บข้อมูลเองน้อยลง แล้วหันมาจำแค่ทางไปหาข้อมูลแทน
ช่วงนั้นมีคนกังวลว่าการฝากความจำไว้กับ Google กำลังทำให้คนโง่ลง ถึงขั้นที่ The Atlantic เคยขึ้นปกด้วยคำถามนี้ ขณะที่อีกฝั่งมองว่า Google ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน และทำให้เราเอาเวลาที่เคยหมดไปกับการค้นหนังสือในห้องสมุด มาใช้คิดเรื่องที่ลึกกว่าเดิม
ข้อถกเถียงเดิมเหล่านี้กำลังกลับมาอีกครั้งในยุค AI ทั้งเรื่องการพึ่งพาที่มากเกินไปจะทำให้ความอดทนในการคิดลดลง, ความคิดสร้างสรรค์ลดลง, ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ค่อยๆ หายไป และความสัมพันธ์กับผู้คนแย่ลง
แต่คราวนี้มีจุดต่างที่สำคัญ อดัม กรีน ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการด้านความคิดเชิงสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อธิบายว่า AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่ ‘คิดไอเดียแทนเรา’
“Google ช่วยให้ผมหาสิ่งที่ผมคิดจะหา แต่ AI คิดแทนว่าจะหาอะไร” เขากล่าว
หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดจนถึงตอนนี้มาจากการทดลองที่ให้คนใช้ AI ช่วงหนึ่ง แล้วเอา AI ออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
งานวิจัยของคอสมีนาที่ MIT พบว่าคนที่ใช้ AI ช่วยเขียนเรียงความ ทำผลงานได้แย่ลงเรื่อยๆ หากเทียบกับคนที่ใช้ Google หรือไม่ใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย
อีกการทดลองที่ให้ผลน่ากังวลกว่านั้นมาจากนักวิจัยของ Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ให้นักเรียนมัธยมปลายในตุรกี 1,000 คนใช้ติวเตอร์คณิตศาสตร์ที่เป็น AI โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกทำงานเหมือน ChatGPT ทั่วไป ส่วนแบบที่สองมีข้อจำกัดมากกว่า คือไม่ให้คำตอบตรงๆ แต่ให้คำใบ้แทน พร้อมข้อมูลที่ครูเตรียมไว้ เช่น เฉลยโจทย์ฝึกหัดและคำอธิบายจุดที่คนมักทำผิด
นักเรียนทั้งสองกลุ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นตอนที่มี AI ช่วย แต่พอเอาเครื่องมือออก กลุ่มที่ใช้ AI แบบ ChatGPT ทั่วไปกลับทำได้แย่กว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI เลยด้วยซ้ำ

ภาพ : Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images
เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ GPS โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ในปี 2563 พบว่ายิ่งคนพึ่ง GPS นานเท่าไร ‘ความจำเชิงพื้นที่’ ตอนที่ต้องหาทางเองโดยไม่มี GPS ก็ยิ่งแย่ลง และพอนักวิจัยกลับไปติดตามกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ อีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา ก็พบว่าคนที่ใช้ GPS มากขึ้น มีความจำเชิงพื้นที่ถดถอยหนักขึ้นไปอีก
ที่สำคัญคือคนที่เรียนจบและผ่านช่วงต้นของการทำงานมาก่อนยุค AI ก็ไม่ได้ปลอดภัย เพราะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง
นักบินก็เป็นอีกกลุ่มที่เจอเรื่องนี้ โดยงานวิจัยในปี 2514 พบว่านักบินที่ไม่ได้บินนาน 4 เดือน ยังรักษาทักษะที่ใช้มือกับตาได้ดี เช่น การกวาดตาดูหน้าปัดและการบังคับเครื่อง แต่ ‘ทักษะการคิด’ กลับถดถอยลงในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการจำขั้นตอนที่ต้องทำ, การนึกภาพว่าเครื่องบินอยู่ตรงไหน และการคำนวณในใจ
สิ่งที่นักวิจัยกังวลมากกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่เคยได้ฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่แรก ไมเคิล แกร์ลิช หัวหน้าศูนย์มองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืนจาก Swiss Business School ระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่คนรุ่นใหม่จะพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ได้ เพราะความสะดวกที่มี AI คอยคิดแทน
ความต่างนี้ปรากฏในโลกของการทำงานด้วย เพราะคนที่เขียนโค้ดมาหลายสิบปีแล้วค่อยมาใช้ AI ช่วยต่อยอดงาน ย่อมต่างจากคนที่เรียนรู้แค่ ‘vibe code’ หรือการเขียนโปรแกรมด้วยการสั่ง AI ให้ทำ โดยไม่ได้เข้าใจโค้ดที่ได้ออกมาจริงๆ
อีกด้านที่น่ากังวลคือ AI อาจทำให้คนอดทนกับความยากน้อยลง
งานวิจัยที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญฉบับหนึ่งซึ่งออกมาในเดือนเมษายน 2569 ให้ผู้เข้าร่วมทำโจทย์เศษส่วน 15 ข้อ โดยกลุ่มหนึ่งมีผู้ช่วย AI ที่ให้คำตอบได้แทบทันทีสำหรับ 12 ข้อแรก แต่ต้องทำ 3 ข้อสุดท้ายเอง ส่วนอีกกลุ่มไม่มี AI ช่วยเลยตลอดทั้ง 15 ข้อ
ผลคือกลุ่มที่มี AI ทำ 12 ข้อแรกได้ดีกว่า แต่พอถึง 3 ข้อสุดท้ายที่ต้องทำเอง กลับตอบถูกน้อยกว่าและ ‘ข้ามโจทย์’ มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI ซึ่งนักวิจัยตีความว่าคนที่ใช้ AI ‘ไม่ค่อยอดทนสู้กับความยาก’ และความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังใช้ AI ช่วยแค่ราว 10 นาทีเท่านั้น
ทีมวิจัยอธิบายว่าพี่เลี้ยงหรือคู่คิดที่ดีไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่จะค่อยๆ ประคองการเรียนรู้, ติดตามความก้าวหน้า และให้ความสำคัญกับการเติบโตของอีกฝ่ายมากกว่าผลเฉพาะหน้า ขณะที่ระบบ AI ทุกวันนี้เป็นผู้ร่วมงานที่ ‘มองแค่ระยะสั้น’ เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบทันทีและครบถ้วน โดยไม่เคยปฏิเสธ
อย่างไรก็ตาม เกรซ หลิว นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Machine Learning จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ ย้ำว่ายังไม่รู้ว่าผลจากงานวิจัยเล็กๆ นี้บอกอะไรได้บ้างเกี่ยวกับสมองของคนที่ใช้ AI มากๆ เป็นเวลานาน
“การใช้ 10 นาทีไม่ได้ทำให้สมองหรือความคิดถดถอยในระยะยาวแน่นอน” เธอกล่าว พร้อมบอกว่าคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้ซ้ำๆ เป็นเวลานาน ต้องอาศัยการวิจัยที่ติดตามคนกลุ่มเดิมต่อเนื่องหลายปีถึงจะตอบได้
อีกเรื่องที่ถูกจับตาคือความคิดสร้างสรรค์ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์วิเคราะห์เรียงความสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกว่า 370,000 ฉบับ ทั้งก่อนและหลังที่ ChatGPT ได้รับความนิยม
ผลที่ได้แบ่งเป็นสองด้าน เรียงความที่มนุษย์เขียนเองมี ‘ไอเดียใหม่’ มากกว่า ส่วนเรียงความที่ใช้ AI ช่วยมีการใช้ภาษาที่แปลกใหม่มากกว่า แปลว่า AI อาจทำให้ภาษาในเรียงความแต่ละชิ้นดูสร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้ามองทั้งกลุ่ม การใช้ AI กลับทำให้ความคิดสร้างสรรค์โดยรวมลดลง
การพึ่งพา AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบ้านหรืองาน เพราะบน TikTok และ Substack มีคนจำนวนมากเล่าว่าตัวเองพึ่ง AI จนใช้มันตัดสินใจเรื่องพื้นฐานในชีวิต ตั้งแต่จะกินอะไร, ใส่ชุดไหน, เรียบเรียงข้อความถึงเพื่อนยังไง ไปจนถึงจะรับมือกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอย่างไร
แคโรลิน ยู อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานในสายเทคโนโลยีมา 9 ปีจนถึงกลางปี 2567 เป็นหนึ่งในนั้น เธอใช้เวลาหลายเดือนคิดไม่ตกว่าจะลาออกจากสายงานนี้ดีหรือไม่ จนหันไปพึ่ง Claude แชตบอตของ Anthropic

เธอใช้เวลาวันละ 2-3 ชั่วโมงให้แชตบอตวาดภาพอนาคตของตัวเองในหลายแบบ และเล่าว่าเธอคอยกลับไปหา ‘คำยืนยัน’ จาก AI อยู่ตลอดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่ ทุกครั้งที่คุยกับใครแล้วรู้สึกไม่แน่ใจ เธอก็จะกลับไปถามมันอีก
โดมินิก ฟริสบี นักเขียนด้านการเงินและนักแสดงตลก เล่าในบทความบน Substack ชื่อ ‘I’ve Outsourced My Judgement to AI. So Has Everyone Else’ หรือฉันยกการตัดสินใจให้ AI ไปแล้ว และทุกคนก็ทำแบบเดียวกัน ว่าเขาอัปโหลดแชต WhatsApp ทั้งหมดกับอดีตคนรักขึ้นไปขอคำแนะนำ เพราะติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษซึ่งหลุดออกมาไม่ได้แม้จะแยกทางกันแล้ว สุดท้ายคำอธิบายของแชตบอตเรื่องความสัมพันธ์และบุคลิกของทั้งคู่ ทำให้เขามองเห็นทางที่จะก้าวต่อไปได้
บางแอปถึงขั้นทำธุรกิจจากความลังเลของคน อย่าง Moot แอปที่เปิดตัวช่วงต้นปีนี้ ซึ่งให้ผู้ใช้ตั้งคำถาม แล้วให้ AI หลายบุคลิกถกเถียงกัน ก่อนโหวตเลือกทางที่ดีที่สุดให้
คอร์เนเลีย วอลเทอร์ นักวิจัยอาวุโสด้าน AI เพื่อสังคมจาก Wharton ให้ความเห็นว่าเราอยากเชื่อว่าตัวเองมีพลังมากขึ้นเพราะเครื่องมือ AI แต่ความจริงคือเรากำลังยกพลังของตัวเองให้มันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเธอมองว่าตอนนี้คนเกือบจะถึงขั้นพึ่งพา AI แล้ว และอีกไม่นานอาจกลายเป็น ‘การเสพติดเต็มรูปแบบ’
นักวิจัยของ Wharton ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า ‘cognitive surrender’ หรือการยอมจำนนทางความคิด ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้เปลี่ยนจากการมอง AI เป็นเครื่องมือ ไปเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน จนรับคำตอบมาโดยไม่ได้ประเมินเอง ขณะที่ สตีเวน ชอว์ นักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านการตลาดของ Wharton เตือนว่าคนอาจกลายเป็น ‘ผู้ตามความคิดที่ตัวเองไม่ได้คิด’ คือรับไอเดียที่ AI สร้างขึ้นมาใช้ โดยไม่ได้ย่อยมันเองอย่างเต็มที่
ด้าน จอห์น นอสตา ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิจัยนวัตกรรม NostaLab เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาทางความคิด’ ซึ่งทำให้คนทำงานได้มากขึ้นในระยะสั้น แต่ค่อยๆ สูญเสียทักษะที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ไปอย่างเงียบๆ ส่วน วิเวียน หมิง นักประสาทวิทยาเชิงทฤษฎีและผู้ก่อตั้ง Socos Labs สรุปสั้นๆ ว่านี่คือกรณีคลาสสิกของ ‘ไม่ใช้ก็เสื่อม’
แล้วทำไม AI ถึงดึงคนเข้าไปได้ง่ายขนาดนี้ คำตอบคือ AI ไม่เหนื่อย ไม่หงุดหงิด และไม่อึดอัด มันตอบทันทีและส่งคำปลอบใจกลับมาได้ในไม่กี่วินาที จนกลายเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดกว่าการคุยกับเพื่อนหรือคนรัก
โจแอนนา สเติร์น นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจาก NBC ผู้เขียนหนังสือ ‘I Am Not a Robot’ ซึ่งทดลองใช้ AI ทั้งในงานและชีวิตส่วนตัวมาตลอด 1 ปี บอกว่าสิ่งที่ทำให้อึดอัดที่สุดคือการได้เห็นความสัมพันธ์ที่คนมีกับคอมพิวเตอร์ได้ แม้แต่คนที่ดูปรับตัวได้ดีก็อาจ ‘ถูกดูดเข้าไป’ อย่างหนัก
อานัต เพอร์รี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เตือนว่าระบบ AI ที่ถูกออกแบบมาให้เอาใจผู้ใช้ จะกัดกร่อนกลไกที่เราใช้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น และนานเข้าอาจทำให้คนคาดหวังว่าคำติชมควรนุ่มนวลแบบที่ AI ให้ จนคำตอบตรงๆ จากมนุษย์ดูรุนแรงเกินไป

ต้องย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะมีข้อมูลที่หนักแน่นพอว่า AI ส่งผลสะสมต่อสมองอย่างไรในระยะยาว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาจนถึงตอนนี้ยังมีขนาดเล็ก และหลายชิ้นยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญทุกคนจึงย้ำตรงกันว่าต้องมีการวิจัยที่มากขึ้นและยาวนานกว่านี้
ประสบการณ์จากยุค Google ก็บอกเราได้ว่าการมองโลกในแง่ดีอาจผิดได้เช่นกัน เพราะแม้ในตอนนั้นจะมีคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะทำให้เราฉลาดขึ้นและมีเวลาคิดเรื่องลึกๆ มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเส้นแบ่งระหว่างงานกับบ้านเลือนลางลง และคนจำนวนมากทำงานนานขึ้น
คะแนน IQ ของคนเคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3 จุดทุก 10 ปีตลอดศตวรรษที่ 20 แต่ระหว่างปี 2549-2561 คนกลับทำคะแนนได้ต่ำลงในหลายหมวด โดยกลุ่มที่ลดลงหนักที่สุดคือคนอายุ 18-22 ปี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ ‘โตมากับโลกดิจิทัล’ มากที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง
สมาธิของคนก็สั้นลงเช่นกัน จากการสลับไปมาระหว่างเนื้อหาออนไลน์หลายอย่าง แต่นักวิจัยมองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ ‘นิสัย’ มากกว่าระบบประสาท แปลว่าเราฝึกตัวเองให้จดจ่อได้นานขึ้นอีกครั้งได้ แต่อาจต้องเริ่มจากการเอาสิ่งรบกวนที่ฝังอยู่ในชีวิตออกไปก่อน
ขณะที่เรายังอยู่กลางการทดลองนี้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็เลือกวิธีรับมือของตัวเอง คอสมีนาบอกว่าเธอ ‘ภูมิใจ’ ที่ไม่ใช้ AI ในชีวิตส่วนตัว และใช้เครื่องมือ AI ที่เธอสร้างเฉพาะกับงานวิจัยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าทักษะทุกอย่างที่มนุษย์ได้มาต้องคอยรักษาและฝึกซ้ำอยู่เสมอ แม้แต่คนที่เขียนเก่ง, เขียนโค้ดเป็น หรือคิดเลขซับซ้อนได้ ก็สูญเสียความสามารถนั้นไปได้ถ้าไม่ได้ใช้นานๆ
หลิวจากคาร์เนกีเมลลอนมองว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตระหนักรู้ว่า AI ส่งผลต่อความคิดอย่างไร เพื่อให้เราเลือกได้เองว่าทักษะไหนอยากรักษาไว้ทำเอง และทักษะไหนยอมยกให้ AI ทำแทนได้
ส่วนกรีนจากจอร์จทาวน์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับ ‘หน้ากระดาษเปล่า’ เพราะสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องพัฒนาผ่านการฝึกฝน “ไม่เคยมีเครื่องมือไหนมาก่อนที่เปิดโอกาสให้เราปล่อยให้มันคิดแทน” เขากล่าว
สำหรับแคโรลิน ยู การถอยออกมาจาก AI หมายถึงการฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนใหม่อีกครั้ง แทนที่จะรีบคว้าคำตอบทันที โดยเธอหันไปพึ่งสมุดบันทึก, การนั่งสมาธิ, กลุ่มเขียนหนังสือ และการคุยกับคนจริงๆ มากขึ้น “จุดประสงค์ทั้งหมดคือการได้อยู่กับความไม่แน่นอนของตัวเอง และตัดสินใจด้วยตัวเราเอง นั่นเป็นทางเดียวที่จะรู้สึกว่าเรายืนหยัดกับทางเลือกของตัวเองได้จริงๆ” เธอกล่าว
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มองแบบนั้น ฟริสบีในวัย 56 ปีเขียนไว้ว่าเขาพอแล้วกับการตัดสินใจผิดๆ เพราะทำผิดมามากพอสำหรับชีวิตหนึ่งแล้ว และตอนนี้แค่อยากเลือกทางที่ดีที่สุด เพื่อให้อีก 30-40 ปีข้างหน้าหรือเท่าที่เหลืออยู่เป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ
สิ่งที่พอบอกได้ในตอนนี้จึงยังไม่ใช่คำตอบว่า AI ทำให้คนโง่ลงหรือไม่ แต่เป็นความท้าทายถัดไปที่ทุกคนต้องเจอ คือการรักษา ‘ความคิดสร้างสรรค์, การคิดเชิงวิพากษ์ และความอดทนต่อความยาก’ เอาไว้ ควบคู่ไปกับการใช้ AI
ภาพปก: SvetaZi / Shutterstock
อ้างอิง:
The post AI กำลังทำให้เราโง่ลงหรือเปล่า? ทำไมนักวิจัยถึงกังวลว่า AI อาจเป็นภัยต่อสมองมากกว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตร […]
The post เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่งระดับสูงสุดในรอบกว่า 22 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันราคาทองคำร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลกระทบลูกคลื่นมายังตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาทของไทย
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในรอบนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ต่างไปจากวิกฤตครั้งก่อนๆ โดยเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้
แม้หน้าข่าวจะระบุว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อใน วชิรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศไทยถือว่าจำกัดกว่าในอดีตอย่างชัดเจน
เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ Taper Tantrum ปี 2013 (Fed ส่งสัญญาณลด QE) และ ปี 2022 (Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อจากคอขวดห่วงโซ่อุปทาน)
ปัจจุบันกลุ่มประเทศ EM มี Cushion หรือเสถียรภาพภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่สูงขึ้น และอัตราการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ช็อกรอบนี้มาจากปัญหาอุปทานการคลังและภูมิรัฐศาสตร์ภายในสหรัฐฯ เอง ไม่ได้เกิดจากปัญหาเงินเฟ้อโลกฉับพลันเหมือนปี 2022 นัยยะต่อ EM จึงเปลี่ยนไป
ในส่วนของประเทศไทย บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นตามทิศทางโลกราว 20 bps ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าปรับขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไป 40-45 bps
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ยีลด์โลกพุ่งได้ส่งแรงดึงดูดให้ตลาดเงินไป Price-in ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่ง ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจริง ที่ยังมีความเปราะบางสูง จากปัญหาการฟื้นตัวแบบ K-Shaped และวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงล่าสุด
SCB FM ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มากกว่าที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามแรงกดดันต่างประเทศ
ราคาทองคำโดนแรงกดดันรุนแรงลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดเร่งรับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ถึง 4 ครั้ง ในระยะสั้นราคาทองคำจึงยังเผชิญปัจจัยกดดันด้านต่ำ
วชิรวัฒน์ เชื่อว่า Fed ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้มากเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงจะสร้างต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) กดดัน valuation ตลาดหุ้น และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด
SCB FM คาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเพียง 1 ครั้งในไตรมาส 4 ปีนี้ และปีหน้าจะคงดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นได้เต็มที่อีก 1 ครั้งเท่านั้น หากเป็นไปตามนี้ บอนด์ยีลด์จะปรับฐานย่อตัวลง เปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบเป้าหมาย 4,800 – 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในช่วงปลายปีถึงปีหน้า
SCB FM ประเมินกรอบเงินบาทระยะ 1-2 เดือนนี้ไว้ที่ 33.30 – 33.80 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมให้คำแนะนำแยกตามกลุ่มเป้าหมายดังนี้
ภาพ: MeshCube, k-mookpan / Shutterstock
The post เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราคาหุ้น บมจ.การบินไทย (THAI) ลดลงราว 2.4% จากวันก่อนหน […]
The post หุ้นการบินไทยร่วง 2.4% หลังวิกฤตกระเป๋าตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า โบรกคาดฉุดกำไรไม่เกิน 3% ภาพระยะยาวยังเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราคาหุ้น บมจ.การบินไทย (THAI) ลดลงราว 2.4% จากวันก่อนหน้า หลังเผชิญวิกฤตกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง และเที่ยวบินล่าช้า นักวิเคราะห์คาดกระทบกำไรมากสุดไม่เกิน 2-3% ชี้ผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่รุนแรง
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นการบินไทยลดลงจาก 6.15 บาท มาแตะระดับ 6 บาท ท่ามกลางการเร่งแก้ปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้าง และจำเป็นต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนระหว่างวันที่ 29 – 30 กันยายนนี้
ปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมที่เกิดขึ้นตอนนี้ เป็นลบในเชิง sentiment ระยะสั้น จากปัญหาการบริหารในภาวะวิกฤต แต่ถ้ามองปัจจัยพื้นฐานซึ่งเป็นภาพระยะยาวขึ้น สถานการณ์ธุรกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และจะยังเห็นผลประกอบการเติบโตขึ้นได้ในปีหน้า ทั้งรายได้และกำไรของ
“ตอนนี้เป็นความต่างระหว่างมุมมองระยะสั้นและระยะยาว ราคาหุ้นไม่ได้ตอบรับรุนแรง วันนี้ข่าวกระทบ sentiment แรงมาก แต่ราคาหุ้นไม่ได้ปรับลงมาก ถ้ารุนแรงคงจะเห็นราคาหุ้นลดลงระดับ 5% เป็นอย่างน้อย” ปริญทร์กล่าว
ปริญทร์กล่าวต่อว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นยังถือว่าโชคดีที่เกิดขึ้นในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (low season) และเดือนกันยายนถือเป็นเดือนที่ซบเซาที่สุดของการท่องเที่ยวไทย
โดยภาพรวมความเสียหายจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ต้นทุนการแก้ไขปัญหา และการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วน คาดว่าจะกระทบประมาณการกำไรปีนี้ราว 2-3% ซึ่งเป็นการประเมินเผื่อไว้แล้ว โดยให้สมมติฐานว่าผลกระทบต่อเนื่องยาว 7 วัน
ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะเกิดปัญหาล่าสุด บล.เคจีไอ ประเมินว่าปีนี้การบินไทยน่าจะมีรายได้ราว 1.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1.83 แสนล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 3.09 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2570 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.02 แสนล้านบาท ส่วนกำไรเติบโตขึ้นจากปีนี้ สู่ระดับ 2.30 หมื่นล้านบาท
ปริญทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การชะลอตัวของกำไรปีนี้เป็นผลจากภาวะสงคราม โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 2 ที่ชะลอลงจากปีก่อนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกคือราคาค่าตั๋วโดยสารที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนน้ำมัน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารจะลดลงราว 7% ทำให้รายได้น่าจะเติบโตขึ้นได้จากปีก่อน
“หลังจากนี้ทีมผู้บริหารคงต้องกลับมาโฟกัสเรื่องการบริหารจัดการภาวะวิกฤตเป็นอีกหนึ่งเรื่องหลัก นอกเหนือจากการบริหารธุรกิจ”
The post หุ้นการบินไทยร่วง 2.4% หลังวิกฤตกระเป๋าตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า โบรกคาดฉุดกำไรไม่เกิน 3% ภาพระยะยาวยังเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.
]]>
น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค […]
The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
น้ำท่วม 5 วัน กรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยทั่วประเทศเสียหายแค่ไหน?
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน สูญ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ KResearch คาดผลกระทบอยู่ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน
น่าห่วงว่าผลกระทบรอบนี้อยู่ที่การจับจ่าย การท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และโลจิสติกส์ ขณะที่กลุ่มแรงงานรายวันและไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
แต่โจทย์สำคัญคือต้องจับตาสัปดาห์นี้ ที่ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำหลากและศึกน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 29 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 หากลามถึง EEC และนิคมอุตสาหกรรม ความเสียหายต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 ก.ย. ในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี
ขณะที่กรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896-20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริง และความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะสามารถประเมินได้ชัดเจนหลังสถานการณ์น้ำลด โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประเมินไว้ จะมีการทบทวนผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

ผลการประเมินรายพื้นที่พบว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน
แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ ยังสามารถทำงานจากที่บ้านได้ จึงช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ขณะที่ 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม มีความเสียหายรวมประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด
ส่วน ภาคตะวันออก ได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 2 ประมาณ 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีได้รับผลกระทบสูงสุดราว 2,101 ล้านบาท
เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น ประกอบกับพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง
ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่น ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังเฉพาะจุด
และยังไม่มีรายงานนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับจำกัด
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางหลักที่ส่งผ่านผลกระทบสู่เศรษฐกิจ
โดยน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก
นอกจากนี้ การกำหนดวันหยุดราชการพิเศษวันที่ 28-29 ก.ย. ในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้จำนวนวันทำงานในพื้นที่เศรษฐกิจลดลง
ขณะที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่เมืองพัทยาและแหล่งท่องเที่ยวในชลบุรี ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยว กระทบรายได้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง ผลกระทบในส่วนนี้มีข้อจำกัดในการชดเชย โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย
ในขณะที่ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า จากถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ทำได้ยากขึ้น
“ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ”
ด้านราคาสินค้า เริ่มพบการปรับขึ้นของผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10-18 ต.ค.2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและเป็นเพียงชั่วคราว

สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังใกล้เก็บเกี่ยว โดยความเสียหายต่อผลผลิตจะเห็นชัดเจนหลังน้ำลด และมีการสำรวจพื้นที่จริง
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายในกรณีฐานที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569
โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ผลกระทบจากอุทกภัยในกรณีฐาน ‘ยังไม่รุนแรง’ ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
ชงรัฐเร่งเยียวยา ลงทุนกับระบบระบายน้ำ


ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน
ด้านณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25-27 กันยายน 2569 จนเกิดอุทกภัยในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล
เบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3-7 วัน
โดยเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.03%-0.11% ของ GDP ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7,000-17,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรเปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัดสินใจคงประมาณการ GDP ภาพรวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม
กระนั้น ณัฐพรเตือนว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้น หากเหตุน้ำท่วมลากยาว ยืดเยื้อ หรือขยายวงไปกระทบพื้นที่อื่นๆ
โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก พื้นที่ EEC หรือนิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบต่อ GDP ก็อาจมากกว่าที่ประเมินไว้
ณัฐพร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร แพลตฟอร์มบริการ การขนส่งและ โลจิสติกส์
ขณะที่กลุ่มลูกจ้างที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มลูกจ้างรายวันและไรเดอร์ ที่หากออกไปทำงานไม่ได้ รายได้จะขาดหายไปทันที
อย่างไรก็ดี ณัฐพรมองว่า ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมรอบนี้จะมีลักษณะเป็นการหยุดชะงักชั่วคราว (Temporary Disruption) มากกว่า ไม่เหมือนกับช่วงน้ำท่วมใหญ่รอบก่อนหรือวิกฤตโควิด
อย่างไรก็ตามข้อมูลจาก LINE MAN เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ช่วงที่ฝนตกหนักและน้ำท่วมวันศุกร์ถึงอาทิตย์ที่ผ่านมา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลกระทบให้มีไรเดอร์และคนขับไม่สามารถรับงานได้ราว 40-50% ของพื้นที่
ด้วยเหตุนี้ทาง LINE MAN จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือไรเดอร์ โดยยึดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเป็นหลัก พร้อมลดภาระความกังวลของไรเดอร์ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่
ยกเลิกงานได้เมื่อเส้นทางไม่ปลอดภัย – โดยจะไม่นำมาคำนวณอัตรายกเลิกงาน ซึ่งไรเดอร์สามารถยกเลิกงานได้ด้วยตนเองเมื่อพบเส้นทางน้ำท่วมหรือไม่ปลอดภัย โดยเลือกเหตุผล ‘ฝนตกหนัก/ภัยธรรมชาติ’ และจะไม่ถูกนำไปคำนวณอัตรายกเลิกงาน รวมถึงไม่มีบทลงโทษพักงานชั่วคราวใด ๆ ทั้งสิ้น
พักชำระค่าผ่อน -พักการเรียกเก็บค่าผ่อนชำระ สำหรับไรเดอร์ที่มีภาระผ่อนชำระกับบริษัทฯ
อัปเดตจุดเสี่ยงน้ำท่วมรายวัน – LINE MAN ได้เฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจุดที่ควรเพิ่มความระมัดระวังผ่านแอปฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไรเดอร์ตรวจสอบเส้นทางและประเมินความปลอดภัยก่อนออกให้บริการ
นอกจากนี้อีกมุมหนึ่ง ณัฐพรมองว่า “เหตุน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะกระทบต่อการใช้จ่ายและการบริโภคของผู้คน เนื่องจากเหตุน้ำท่วมทำให้ผู้คนบางส่วนออกไปจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ นอกจากนี้หลายคนอาจต้องกันเงินบางส่วนไว้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหรือรถยนต์ที่เสียหาย ท่ามกลางภาวะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตาม ณัฐพรมองว่า แม้เหตุน้ำท่วมจะเพิ่มภาระหนี้ให้ผู้ประสบภัยบางคน แต่ไม่น่าจะทำให้หนี้ครัวเรือนในภาพรวมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะยังคงลดลงและต่ำกว่า 84% ในปีนี้ 2569
เนื่องจากสถาบันการเงินมีมาตรการพักชำระหนี้ พักดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้รองรับกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
“หนี้ครัวเรือนไทยเปราะบางอยู่แล้ว และเหตุน้ำท่วมก็อาจจะไปเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่หนี้สินเยอะอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำให้เห็นภาพตัวเลขหนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ของประเทศไหลต่อไหม คงไม่เห็นภาพนั้น โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP น่าจะยังลดลงอยู่ และอาจจะอยู่ระดับต่ำกว่า 84% ต่อ GDP ในปีนี้”
The post น้ำท่วม 5 วัน สูญ 7 พันล้าน ราคาที่กรุงเทพฯ ต้องจ่าย? น้ำลด…แต่หนี้ยังอยู่ รัฐต้องคิดใหม่เรื่อง ‘บริหารน้ำ’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอาก […]
The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ทั้งปัญหากระเป๋าเดินทางตกค้างสะสม เที่ยวบินล่าช้า (Delay) การยกเลิกเที่ยวบิน ตลอดจนปัญหาในส่วนของขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo)
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ถึงสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตในครั้งนี้ พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเร่งด่วน และคำขอโทษอย่างจริงใจส่งตรงถึงผู้โดยสารทุกคน
ชาย เอี่ยมศิริ เปิดเผยถึงสาเหตุหลักของปัญหาว่า เกิดจากการที่พนักงานปฏิบัติการ ทั้งในกลุ่มแรงงานทั่วไปและพนักงานทักษะพิเศษที่มีใบอนุญาต (Skill/License) ในการควบคุมเครื่องมืออุปกรณ์ภาคพื้น ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากบ้านเรือนและที่พักอาศัยประสบปัญหาน้ำท่วมขัง
แม้ทางบริษัทฯ จะพยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจัดส่งรถตระเวนไปรับพนักงานถึงหน้าบ้าน แต่พนักงานบางส่วนยังไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เนื่องจากมีความห่วงใยความปลอดภัยของครอบครัวและทรัพย์สินที่บ้าน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้กำลังคนหน้างานขาดแคลนอย่างหนัก และเกิดปัญหากระเป๋าเดินทางรวมถึงสินค้าคาร์โก้สะสมตกค้างในพื้นที่สนามบินจนกลายเป็นภาวะดินพอกหางหมู
ต่อข้อสงสัยและคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดสายการบินอื่นจึงสามารถจัดการปัญหาหน้างานได้ดีกว่า ทั้งที่พนักงานประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน CEO การบินไทย ชี้แจงใน 2 ประเด็นหลัก
ทั้งนี้ ชาย ยืนยันจากการลงพื้นที่ตรวจหน้างานด้วยตนเองว่า สายการบินลูกค้าและผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหากระเป๋าล่าช้าเช่นกัน แต่การบินไทยรับภาระในสเกลที่ใหญ่กว่ามาก จึงเห็นภาพผลกระทบเด่นชัดกว่า
เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม การบินไทยได้วางแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตออกเป็น 4 ด้านหลัก
1. ตัดตอนปัญหา (Cut the Cycle)
ยอมรับความจริงเกี่ยวกับขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน หากประเมินแล้วว่าไม่สามารถรองรับปริมาณงานได้ จะดำเนินการ ควบรวมเที่ยวบิน หรือแจ้งยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้า พร้อมโอนย้ายผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าสะสมพันพัวจนไม่สามารถบริหารจัดการได้
2. โอนย้ายภาระงานสายการบินลูกค้า
ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (AOC) ในการจัดหาและผ่องถ่ายการดูแลบริการภาคพื้นของสายการบินลูกค้านอกเหนือจากการบินไทย ไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นช่วยรับช่วงดูแลแทน เพื่อลดความแออัดของภาระงาน
3. ระดมพลจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่หน้างาน
ระดมกำลังพนักงานจากสำนักงานใหญ่ลงพื้นที่ช่วยสนับสนุนปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งในส่วนของอาคารผู้โดยสาร (Terminal), พื้นที่จัดเก็บและลำเลียงกระเป๋า (Baggage Area) ตลอดจนครัวการบินไทย เพื่อเสริมกำลังคนในจุดวิกฤต
4. ระบบ QR Code และผนึกกำลัง ‘ไปรษณีย์ไทย’ จัดส่งกระเป๋าถึงที่พัก
เนื่องจากหน้างานขาดแคลนกำลังคนในการขนย้ายกระเป๋าจากตัวเครื่องขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอนแก่ผู้โดยสารได้ การบินไทยจึงปรับแผนโดยแจ้งให้ผู้โดยสาร ไม่ต้องเข้าคิวรอรับกระเป๋าที่สนามบิน แต่ให้สแกน QR Code เพื่อระบุที่อยู่สำหรับจัดส่ง
พร้อมกันนี้ ได้รับความช่วยเหลือจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่และรถขนส่ง เข้ามาช่วยดำเนินการคัดแยก (Sorting), ติดแท็กระบุตัวตน, แมปปิ้ง (Mapping) ข้อมูลที่อยู่กับระบบลงทะเบียน และทยอยขนส่งกระเป๋าเดินทางตรงถึงบ้านหรือที่พักของผู้โดยสารอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพำนักระยะสั้นและต้องเดินทางกลับ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
ชาย เอี่ยมศิริ ได้กล่าวขอโทษผู้โดยสารและลูกค้าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ต้องขอโทษทางลูกค้าและผู้โดยสารจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เราก็ไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงและเร่งแก้ไขไป” ชายกล่าว
การบินไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการตรึงกำลังแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถในทุกจุดบริการ เพื่อให้ระบบการให้บริการภาคพื้น การลำเลียงกระเป๋า และเที่ยวบินทั้งหมด กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด คาดว่าอย่างเร็วที่สุดน่าจะใช้ระยะเวลา 3 วันจากนี้
ทั้งนี้ล่าสุด บมจ.การบินไทย ประกาศแจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทาง ระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน 2569 ตามที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนี้
29 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง
30 กันยายน 2569 เส้นทางระหว่าง
ผู้โดยสารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Contact Center โทร. +66 2 356 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรืออีเมล [email protected]
The post เปิดใจ CEO ‘การบินไทย’ ขอโทษผู้โดยสารกระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์สุวรรณภูมิ เร่งประสานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เร่งเคลียร์ปัญหาให้จบในอีก 3 วัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐ […]
The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที หลังเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงหลายจังหวัดที่เผชิญอุทกภัย โดยเน้นว่าไม่ควรรอให้น้ำลดก่อนจึงค่อยให้ความช่วยเหลือ เพราะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ทุกนาทีมีค่า
ดร.ณพพงศ์ ชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเป็นฝนหนักในช่วงเวลาสั้นและเกิดน้ำท่วมขังในเมือง แตกต่างจากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในปี 2554 ผลกระทบจึงไปกระทบต่อเศรษฐกิจจากการเคลื่อนที่อย่างตรงจุด ได้แก่ การค้าหน้าร้าน ภาคบริการ การเดินทางของแรงงาน และระบบโลจิสติกส์
แม้ถนนจะท่วมเพียงไม่กี่วันก็ทำให้ร้านค้าต้องปิด เครื่องจักรและสินค้าเสียหาย รายได้และผลิตภาพลดลงทันที ในขณะที่ภาระค่าเช่า ค่าแรง ค่างวด และดอกเบี้ยยังคงไหลต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครประกาศเขตประสบสาธารณภัยครบทั้ง 50 เขต แม้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายสุทธิได้ แต่สมาพันธ์ฯ ยอมรับว่ากังวลมาก เนื่องจากผู้ประกอบการ MSME มีสายป่านสั้นและเปราะบาง การหยุดกิจการเพียง 3-4 วัน อาจทำให้รายได้กลายเป็นศูนย์ โดยยกบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ปลายปี 2568 ว่าการฟื้นตัวของธุรกิจค้าขนาดเล็กต้องใช้เวลานานถึง 3-6 เดือน หากรอให้ความเสียหายลุกลาม บางธุรกิจอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้
สมาพันธ์ SME ไทยจึงเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันเพียงอย่างเดียว ไปสู่แนวทาง ‘Flood Resilience’ หรือความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญว่า ‘รู้ล่วงหน้า ระบายเร็ว การเดินทางไม่ล่มทั้งระบบ ธุรกิจหยุดสั้นที่สุด ฟื้นตัวเร็วที่สุด’ และขอให้รัฐบาลและกทม. ใช้อำนาจ งบประมาณ และกลไกที่มีเพื่อสั่งการและลงมือทันทีผ่านมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟู 5 ข้อ ประกอบด้วย
“อำนาจมิได้มีไว้เพียงบริหารราชการ แต่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน” ดร.ณพพงศ์ กล่าว พร้อมเน้นว่า ทุกวันที่ธุรกิจหยุดคือรายได้ที่หายไป ทุกวันที่ไม่มีเงินทุนคือโอกาสที่หายไป ดังนั้น สมาพันธ์ SME ไทยจึงขอให้รัฐบาลและกรุงเทพฯ ตัดสินใจ สั่งการ และระดมทุกหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทันที
The post สมาพันธ์ SME ไทยจี้รัฐ-กทม. เร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยทันที ไม่ต้องรอน้ำลด ชี้ปิดร้านแค่ 3-4 วัน รายได้อาจเป็นศูนย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่อง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของ […]
The post กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน เปิดรายชื่อหน่วยงานรัฐ ได้งบเพิ่มมากสุด 10 อันดับแรกในปีงบฯ 70 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่อง ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาลไทย สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 40% มา 2 ปีติดต่อกัน
โดยในปี 2569 ได้งบฯ 2,692.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.81% จาก 1,898.83 ล้านบาท ในปี 2568 ขณะที่ในปี 2570 ได้งบฯ 3,902.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.93% จาก 2,692.8 ล้านบาทในปี 2569
โดยตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า ในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง/หน่วยงาน/ รายการ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นราว 34% ของกระทรวงดีอี มาจากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น 93% และกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้น 45%
นอกจากนี้ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ยังติดอันดับ 8 ใน 10 รายชื่อหน่วยงานรัฐที่ได้งบประมาณ เพิ่มมากสุด 10 อันดับแรก ในปีงบประมาณ 2570
| ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! 28 ก.ย. 2569 | 19:47 |

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post กรมอุตุนิยมวิทยาได้งบเพิ่มกว่า 40% สองปีติดต่อกัน เปิดรายชื่อหน่วยงานรัฐ ได้งบเพิ่มมากสุด 10 อันดับแรกในปีงบฯ 70 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยข้ […]
The post ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยข้อมูลจาก สำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ตลอด 6 ปีนับตั้งแต่ 2560 ถึง 2566 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกว่า 421,426 ล้านบาท ขณะที่ปี 2569 นี้ ปีเดียวมีการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้นกว่า 63,421 ล้านบาท แต่ประเทศไทยยังประสบอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี
ขณะที่ ตามข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าเฉลี่ยราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือใกล้เคียง 3% ของ GDP โดยกรุงเทพฯ แบกรับความเสียหายในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่อื่น
ตามการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ยังชี้ว่า งบประมาณการบริหารจัดการน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ประมาณ 4.9% ต่อปี
โดยในแต่ละปี แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีวงเงินค่อนข้างทรงตัว อยู่ที่ประมาณ 54,100 – 63,401 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม งบประมาณภายใต้แผนงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากโดยเพิ่มจาก 139,747.4 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 183,756 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกกระจายอยู่ในแผนงานอื่นๆ มากกว่าได้รับการบูรณาการเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ
ไม่เพียงเท่านั้น งบประมาณบริหารจัดการน้ำกว่า 87.2% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมาก หากโครงการลงทุนด้านน้ำล่าช้าจะส่งผลต่อการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม และการกระจายน้ำในพื้นที่โดยตรง
เมื่อพิจารณามิติรายกระทรวงพบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสัดส่วนงบประมาณด้านบริหารจัดการน้ำสูงสุดที่ 40% ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณของกรมชลประทาน และดำเนินภารกิจด้านการเกษตร ตามด้วยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ ประปา งานโยธา
ขณะที่ งบกลาง ที่แม้จะมีวงเงินสูงสุดของงบประมาณรายจ่าย แต่งบประมาณด้านน้ำ กลับถูกใช้เพื่อรองรับภารกิจเร่งด่วนหรือสถานการณ์เฉพาะ เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย หรือโครงการแก้ไขปัญหาน้ำที่ต้องดำเนินการนอกเหนือจากแผนปกติ
นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงคมนาคม และ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งแม้ไม่ใช่หน่วยงาน ด้านน้ำโดยตรง แต่กลับมีงบเกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำ ท่อลอด ทางน้ำ และระบบประปาเช่นกัน
ในภาพรวม สำนักงบประมาณของรัฐสภาเสนอว่า รัฐบาลควรกำหนดกรอบงบประมาณด้านน้ำทั้งระบบ โดยรวบรวมงบประมาณจากแผนงานบูรณาการ
แผนงานพื้นฐาน แผนงานยุทธศาสตร์ งบกลาง จังหวัดและกลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมการจัดสรรงบประมาณด้านน้ำของประเทศได้อย่างครบถ้วนลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและโครงการระหว่างหน่วยงาน
ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำควรพิจารณาบนฐานข้อมูลพื้นที่ที่ชัดเจน ได้แก่ ลุ่มน้ำ พิกัดพื้นที่ดำเนินการ กลุ่มผู้รับประโยชน์ และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้การใช้งบประมาณสามารถตอบสนองต่อปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด
กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศของรัฐบาลไทย สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้งบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึง 40% มา 2 ปีติดต่อกัน
โดยในปี 2569 ได้งบฯ 2,692.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.81% จาก 1,898.83 ล้านบาท ในปี 2568
ขณะที่ในปี 2570 ได้งบฯ 3,902.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.93% จาก 2,692.8 ล้านบาทในปี 2569
โดยตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า ในประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กระทรวง/หน่วยงาน/ รายการ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นราว 34% ของกระทรวงดีอี มาจากการเพิ่มขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เพิ่มขึ้น 93% และกรมอุตุนิยมวิทยาที่เพิ่มขึ้น 45%
สำหรับหน่วยงาน/รายการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2570 เมื่อเทียบกับปี 2569 ตามเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีดังนี้
อันดับ 1: กรมควบคุมมลพิษ
อันดับ 2: สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
อันดับ 3: สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)
อันดับ 4: สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
อันดับ 5: กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
อันดับ 6: ธนาคารออมสิน
อันดับ 7: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
อันดับ 8: กรมอุตุนิยมวิทยา
อันดับ 9: โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)
อันดับ 10: กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยระบุว่า ท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ‘จำกัด’ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม มาตรการในระยะเร่งด่วนเฉพาะหน้า ควรมีลักษณะ ‘เยียวยาและฟื้นฟู’ ครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ณัฐพรยังมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งต้นจากโจทย์ที่ว่า “มีงบประมาณในมืออยู่เท่าไหร่” แล้วจึงนำวงเงินที่มีอยู่นั้นมาจัดสรรให้เกิด ‘ประสิทธิภาพสูงสุด’ มากกว่าการตั้งต้นจาก ‘ความต้องการใช้จ่าย’ โดยไม่ดูขีดจำกัดของงบประมาณ
“ต้องหาสมดุล (Balance) ว่าภายใต้กรอบการคลังที่มีเงินแค่นี้ เราจะใช้เงินอย่างไรให้ถึงคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดของระบบเศรษฐกิจ” ณัฐพรกล่าว
วันนี้ (28 กันยายน) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ว่า สำหรับเกณฑ์เยียวยาพี่น้องกรุงเทพมหานครนั้น กรุงเทพมหานครได้มีระเบียบการชดเชยเยียวยาประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้หารือกับกรุงเทพมหานครที่จะต้องลงรายละเอียดว่าจะจัดสรรกันอย่างไร โดยขอยืนยันว่าทุกส่วนพร้อมดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง
เมื่อถามว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับจังหวัดอื่นที่เคยเกิดสถานการณ์น้ำท่วมหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า มีสิทธิ์ได้ เพราะทั่วประเทศต้องใช้เกณฑ์เดียวกัน เพียงแต่กรุงเทพมหานครจะมีเกณฑ์อย่างไร มีงบกลางของกรุงเทพมหานครอย่างไร และในส่วนที่ต้องเพิ่มเติม รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน
นอกจากนี้ ภราดรยังระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมกันงบกลางปี 2569 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อดูแลสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนเป็นต้นมา ทั่วทั้งประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะต้องแจ้งเหตุการณ์น้ำท่วมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ว่าจำเป็นต้องใช้ในรูปแบบใดและเยียวยาที่ใด ก่อนเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีมีมติต่อไป
The post ส่องงบฯ จัดการน้ำ 6 ปีย้อนหลัง ทะลุ 4.2 แสนล้านบาท แต่ประเทศไทยยังเจอ ‘น้ำท่วม-ภัยแล้ง’ ซ้ำซาก! appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที […]
The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ยังกระทบหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ระบบสื่อสาร ห้างร้าน ไปจนถึงโครงการที่อยู่อาศัย
ภาคเอกชนหลายรายจึงเร่งออกมาตรการดูแลลูกค้า พนักงาน และส่งต่อความช่วยเหลือถึงผู้ประสบภัย THE STANDARD WEALTH รวบรวมความเคลื่อนไหวของแต่ละธุรกิจไว้ดังนี้
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ยังส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ AIS เดินหน้าดูแลโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรในทุกภูมิภาคยังคงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร AIS ได้ประสานหน่วยงานภาครัฐ นำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เข้าเสริมการให้บริการบริเวณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และศูนย์พักพิงในพื้นที่ร่มเกล้า
พร้อมเปิดจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้าพักพิง สามารถติดต่อครอบครัว ติดตามข้อมูลข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ทีมวิศวกร AIS ในต่างจังหวัดทุกภูมิภาคยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน ภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการดูแลโครงข่ายตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยใน ภาคตะวันออก แม้ปริมาณฝนในบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำจากการระบายน้ำของเขื่อนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดกระแสไฟฟ้า
ทีมวิศวกรจึงเร่งเข้าพื้นที่เพื่อนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้าสนับสนุนสถานีฐานตามจุดต่างๆ ให้ได้มากที่สุด พร้อมเตรียมแบตเตอรี่สำรอง เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลโครงข่ายท่ามกลางข้อจำกัดของสถานการณ์ในพื้นที่
ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย AIS ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสถานะโครงข่าย สภาพอากาศ ระดับน้ำ และระบบไฟฟ้า พร้อมนำ AI มาช่วยประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการทำงานของทีมวิศวกรภาคสนาม ให้สามารถจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไปยังพื้นที่ที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล LINE MAN ออกมาตรการช่วยเหลือไรเดอร์ โดยยึดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเป็นหลัก พร้อมลดภาระความกังวลของไรเดอร์ ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่
ยกเลิกงานได้เมื่อเส้นทางไม่ปลอดภัย โดยจะไม่นำมาคำนวณอัตรายกเลิกงาน
ไรเดอร์สามารถยกเลิกงานได้ด้วยตนเองเมื่อพบเส้นทางน้ำท่วมหรือไม่ปลอดภัย โดยเลือกเหตุผล ‘ฝนตกหนัก/ภัยธรรมชาติ’ และจะไม่ถูกนำไปคำนวณอัตรายกเลิกงาน รวมถึงไม่มีบทลงโทษพักงานชั่วคราวใด ๆ ทั้งสิ้น
พักชำระค่าผ่อน โดยพักการเรียกเก็บค่าผ่อนชำระ สำหรับไรเดอร์ที่มีภาระผ่อนชำระกับบริษัทฯ
อัปเดตจุดเสี่ยงน้ำท่วมรายวัน บริษัทฯ ได้เฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจุดที่ควรเพิ่มความระมัดระวังผ่านแอปฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไรเดอร์ตรวจสอบเส้นทางและประเมินความปลอดภัยก่อนออกให้บริการ

เซ็นทรัลพัฒนาขอเชิญชวน ‘คนไทยรวมใจที่เซ็นทรัล’ ร่วมบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ ข้าวสาร, อาหารแห้ง, น้ำดื่ม, ยารักษาโรคและ ของใช้จำเป็น ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหลายสาขาทั่วประเทศ (อัปเดตวันที่ 28 ก.ย. 69 เวลา 13.40 น.)
กรุงเทพฯ และปริมณฑล — 18 สาขา
เซ็นทรัล พระราม 2
เซ็นทรัล พระราม 3
เซ็นทรัลพาร์ค
เซ็นทรัล พระราม 9
เซ็นทรัล เวสต์เกต
เซ็นทรัล บางนา
เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ
เอสพลานาด รัชดา
เซ็นทรัล วิลเลจ
เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์
เซ็นทรัล อีสต์วิลล์
เซ็นทรัล เวสต์วิลล์
เซ็นทรัล รามอินทรา
เซ็นทรัลเวิลด์
เซ็นทรัล ลาดพร้าว
เซ็นทรัล ศาลายา
เซ็นทรัล มหาชัย
ภาคตะวันออก — 6 สาขา
เซ็นทรัล จันทบุรี
เซ็นทรัล ระยอง
เซ็นทรัล พัทยาบีช
เซ็นทรัล มารีนา
เซ็นทรัล ชลบุรี
เซ็นทรัล ศรีราชา
ภาคเหนือ — 4 สาขา
เซ็นทรัล เชียงใหม่แอร์พอร์ต
เซ็นทรัล เชียงใหม่
เซ็นทรัล พิษณุโลก
เซ็นทรัล นครสวรรค์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ — 3 สาขา
เซ็นทรัล อุบล
เซ็นทรัล อุดร
เซ็นทรัล โคราช
ภาคใต้ — 1 สาขา
เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี
จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ เซ็นทรัล รีเทล และห้างร้านในเครือ เดินหน้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เปิดพื้นที่จอดรถยนต์ฟรี ณ เซ็นทรัลบางรัก, เซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
26 – 30 ก.ย. 69
ท็อปส์ เร่งเติมอาหาร น้ำดื่ม และสินค้าจำเป็นเข้าสู่สาขา รวมถึงเพิ่มรอบการจัดส่งในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกคนยังมีสิ่งจำเป็นใกล้ตัว
พร้อม มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา เพื่อสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ ข้าวหอมมะลิ น้ำดื่ม นมถั่วเหลือง ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ท็อปส์ : เปิดให้บริการตามปกติ
ยกเว้น สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์: ปิดให้บริการชั่วคราว
ท็อปส์ เดลี่ : เปิดให้บริการปกติ
ยกเว้น 5 สาขาที่ปิดให้บริการชั่วคราว ดังนี้
สาขาเคหะคลองจั่น
สาขานิลุบล ซอย 10
สาขาร่มเกล้า 27
สาขารัชดาภิเษก 52
สาขา Klaeng Gas Station
ท็อปส์ แคร์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ขณะเดียวกันจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน ความพร้อมของสาขา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตอกย้ำแนวคิด Small Acts Together ที่เชื่อว่าพลังเล็ก ๆ เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ พร้อมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้
โก โฮลเซลล์ ร่วมสนับสนุนข้าวสาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นให้แก่หน่วยงานและพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปประกอบอาหารและช่วยเหลือประชาชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่สาขารังสิต และสาขาเจริญราษฎร์
มอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดดอนดอนเมือง และโรงเรียนศรีพฤฒา
พร้อม เคียงข้างชุมชนสาขาศรีนครินทร์ ด้วยการสนับสนุนข้าวสาร 15 ถุงและไข่ไก่ 2 มัดให้แก่ตัวแทนผู้ใหญ่บ้าน เพื่อส่งต่อให้เทศบาลบางเมืองนำไปประกอบอาหารแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
สาขาอมตะ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับจัดทำถุงยังชีพจำนวน 21 แพ็ค เพื่อนำไปบรรจุและส่งต่อความช่วยเหลือแก่ประชาชนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โก โฮลเซลล์ : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ไทวัสดุ ส่งทีมพนักงานสาขาสุขาภิบาล 3 ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่คลองแสนแสบ
พร้อมเปิดพื้นที่จอดรถชั่วคราวที่ไทวัสดุ สาขาอรัญประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา
ออโต้วัน : เปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา ออโต้วันพร้อมดูแลรถของท่าน
ตั้งแต่เวลา 8.00 น. -20.00 น.
สามารถสอบถาม 02-103-3999
ดูสาขาใกล้บ้านคุณ : https://www.auto1.co.th/th/store
เพาเวอร์บาย เปิดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่มือถือฟรีที่เพาเวอร์บาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

โรบินสันไลฟ์สไตล์ เปิดพื้นที่จอดรถฟรี ณ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ บ่อวิน, บ้านฉาง, สุวรรณภูมิ, ปราจีนบุรี และศรีสมาน
และขอเชิญชวนบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้จำเป็น เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เพื่อรวบรวมและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ๆ
จุดรับบริจาค โรบินสันไลฟ์สไตล์ ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุรี, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, บ่อวิน และ บ้านฉาง ตั้งแต่วันนี้ – 2 ตุลาคม 2569
เซ็นทรัล รีเทล พร้อมรวมพลังจากทุกธุรกิจในเครือ เพื่อดูแลลูกค้า พนักงาน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เราขอส่งความห่วงใยและกำลังใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ทุกคนปลอดภัย และเราจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน 

จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 25–27 ก.ย. 69 ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่มีระดับน้ำสูง แสนสิริ และพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้เปิด War Room บริหารจัดการเชิงรุกระดมกำลังดูแลทั้งลูกบ้านและพนักงานอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจ นอกจากนี้ยังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังโครงการเดิมที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาและได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือ
อาทิ ในโซนประชาชื่นที่มีมากกว่า 700 หลังคาเรือน ควบคู่ไปกับการประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบและระยะถัดไปได้เตรียมแผนงานและมาตรการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทุกโครงการกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ทีมงานแสนสิริและพลัสฯ ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างทันที พร้อมจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว ประกอบไปด้วย เสริมกระสอบทรายและยกระดับแนวป้องกันในจุดเสี่ยง
พร้อมเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำไปยังโครงการที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน, เร่งจัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น พร้อมประสานงานด้านการขนส่งเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงลูกบ้านได้อย่างทันท่วงที,Sansiri Call Center เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 26–27 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา
พร้อมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก
เพื่อประสานทีมงานเข้าดูแลเป็นรายกรณีและทีมงานในแต่ละโครงการอัปเดตสถานการณ์น้ำและแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นให้ลูกบ้านทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางของโครงการและ Kuhu Application
สำหรับโครงการแนวราบ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักมีระดับน้ำบริเวณหน้าโครงการประมาณ 50 ซม.ทีมงานได้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมเสริมกำลังพลและทรัพยากรจากพื้นที่ใกล้เคียงรวมถึงเดินหน้าสูบน้ำอย่างต่อเนื่องและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ส่วนโครงการแนวสูงเร่งส่งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเข้าพื้นที่ จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็น พร้อมตรวจสอบระบบสำคัญของอาคาร เช่น ชั้นใต้ดิน ห้องระบบ ห้องไฟฟ้า Lobby ระบบสูบน้ำ และระบบลิฟต์ และต่อจากนี้จะมีการประเมินความพร้อมและเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟู
และที่สำคัญ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนค่าที่พัก อำนวยความสะดวกด้านสถานที่จอดรถ โดยเปิดให้พนักงานสามารถนำรถมาจอดที่อาคาร SIRI CAMPUS ได้ อนุมัติการลาหยุดกรณีพิเศษสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่เกิดเหตุ
ตลอดจนจัดหาที่พักใกล้โครงการ พร้อมจัดเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนให้ทีมงานส่วนหน้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลังสถานการณ์น้ำลดบริษัทได้จัดเตรียมเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบ้านพักอาศัยของพนักงาน พร้อมสินเชื่อฉุกเฉินกรณีพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0% เพื่อช่วยบรรเทาภาระและสนับสนุนการฟื้นฟูความเป็นอยู่ของพนักงาน
ล่าสุด ได้มีการขยายการดูแลลูกบ้านโดยจัดให้มีรถรับ-ส่ง นำร่องในทำเลที่เป็นคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยโดยลูกบ้านสามารถติดตามประกาศและข้อมูลล่าสุดจากช่องทางของโครงการ และ Kuhu Application แสนสิริ พร้อมเคียงข้าง ดูแล และให้ความช่วยเหลือลูกบ้านอย่างเต็มกำลังในทุกสถานการณ์
สำหรับลูกบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อนิติบุคคลประจำโครงการ, Sansiri Call Center โทร. 1685

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ด้วยความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเร่งนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เข้าติดตั้งเพื่อเสริมสัญญาณและรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมถึงการประสานความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำท่วมยังอยู่ในระดับสูง และบางจุดสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย
โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการอพยพออกจากพื้นที่ การขนย้ายสิ่งของ และการนำอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ภายในชุมชน
ในสถานการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ในพื้นที่ การติดต่อสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งสำหรับการประสานขอความช่วยเหลือ การติดต่อกับครอบครัว และการติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์ล่าสุด การเสริมสัญญาณในพื้นที่จึงมีความสำคัญต่อทั้งประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอพยพ ให้ความช่วยเหลือ และนำสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้การติดต่อและประสานงานสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
การนำ COW เข้าพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินของทรูในการดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยทีมวิศวกรภาคสนามยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการทำงานและเสริมอุปกรณ์ตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมในหลายพื้นที่และเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน สร้างผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในวงกว้าง บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกบ้านและโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักว่า “ก่อนจะช่วย เราต้องรู้ก่อนว่าแต่ละพื้นที่ต้องการอะไรจริง ๆ” เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและตรงกับความจำเป็นของลูกบ้าน
ทั้งนี้ SENA ได้เริ่มเฝ้าระวังและเตรียมทีมรับมือ เนื่องจากสถานการณ์ฝนอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว โดยให้ทุกทีมใช้สถานะโครงการ 3 ระดับ ได้แก่ RED / YELLOW / GREEN เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประเมินความเร่งด่วนและดูแลลูกบ้านต่อเนื่องในแต่ละช่วงของสถานการณ์ ดังนี้
การเปลี่ยนสถานะเป็น GREEN ไม่ได้หมายความว่างานจบ แต่หมายถึงทีมสามารถเปลี่ยนจากการช่วยเหลือภาวะฉุกเฉินไปสู่การฟื้นฟูและดูแลเรื่องสิทธิของลูกบ้านได้เต็มที่ โดยการดูแลหนึ่งกรณีจะสิ้นสุดเมื่อลูกบ้านได้รับการช่วยเหลือจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“งานของ SENA ไม่จบเมื่อน้ำลด แต่จบเมื่อลูกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราเริ่มเฝ้าระวังตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนได้เร็ว สิ่งสำคัญคือการรู้สถานการณ์จริงของแต่ละโครงการ ความต้องการของลูกบ้านแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เราจึงประชุมทีมอย่างเร่งด่วนเพื่ออัปเดตสถานการณ์ ประเมินจุดที่ต้องเฝ้าระวังและจุดที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมจัดทีมและสิ่งของจำเป็นให้ตรงกับความต้องการจริง” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
นอกจากนี้ ผู้บริหาร SENA ยังลงพื้นที่ร่วมกับทีมงาน เพื่อรับฟังสถานการณ์จากหน้างานและเสียงสะท้อนของลูกบ้านโดยตรง เนื่องจากข้อมูลจากพื้นที่จริงเป็นหัวใจของการตัดสินใจช่วยเหลือ ยิ่งรับรู้สถานการณ์ได้เร็ว ก็ยิ่งจัดทีมและทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น
สำหรับลูกบ้าน SENA ที่ต้องการแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำโครงการ หรือ SENA Contact Center โทร. 1775 เพื่อให้ทีมงานรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีช่องทางติดต่อฉุกเฉินรายโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านประสานผู้จัดการอาคารและนิติบุคคลได้โดยตรง ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/senadevelopmentpcl หรือ https://www.facebook.com/SenXGroups

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อม พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) และ พล.ต.กิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ร่วมกับผู้บริหารเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ นำโดย วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ และคุณไพลิน – พลอยชมพู อัมพุช ร่วมบรรจุอาหาร ข้าวกล่อง และสิ่งของจำเป็นจาก Gourmet Market และ Gourmet Eats ส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยใน ชุมชนแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงและการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพในการอำนวยความสะดวกเข้าพื้นที่ เพื่อเร่งส่งต่อความช่วยเหลือถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและทันท่วงที
การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ กองทัพ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์อุทกภัย โดย เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ซึ่งอยู่คู่กับชุมชนบางกะปิมายาวนานกว่า 32 ปี พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการประสานความช่วยเหลือและดูแลชุมชนโดยรอบ ซึ่งจากผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการ โดยมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อรองรับการให้บริการสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าบริโภคจำเป็นซึ่ง Gourmet Market และ Gourmet Eats ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่
เดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการส่งต่อความช่วยเหลือ และร่วมดูแลชุมชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

Pepper Lunch, Yoshinoya และ Katsuya ร่วมส่งต่อมื้ออาหารและกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการส่งมอบอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
แม็คโคร-โลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งมอบอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก เพื่อบรรเทาผลกระทบในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
การดำเนินงานครั้งนี้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขตบึงกุ่ม สำนักงานเขตบางกะปิ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ (กร.ทอ.) เพื่อนำไปมอบให้ประชาชนในพื้นที่ดอนเมืองและสายไหม รวมถึงในพื้นที่อ.ปากช่อง และจังหวัดนครนายก โดยจัดส่งสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนและชุมชนได้อย่างตรงจุด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนสอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่ออาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งของจำเป็นไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลชุมชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบ
The post ไม่ได้มีแค่ถุงยังชีพ! ส่องมาตรการเอกชนสู้น้ำท่วม ตั้งแต่ War Room 24 ชม. ถึงพักค่าผ่อนไรเดอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาเรียนา อันตายา อดีต Product Manager ของ Microsoft วัย […]
The post Gen Z หวังใช้ทักษะ AI เพิ่มรายได้ อดีตพนักงาน Microsoft วัย 25 ปีชี้ ผลงานที่จับต้องได้มีค่ากว่าใบรับรอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาเรียนา อันตายา อดีต Product Manager ของ Microsoft วัย 25 ปี มองว่าความรู้ความเข้าใจในการใช้ AI คือหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดที่ช่วยเพิ่มรายได้ของเธอ
“จำนวนงานที่ฉันทำได้และความเร็วในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าที่ฉันสร้างให้คนอื่นและผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น” ผู้ประกอบการที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กระบุ
ปัจจุบัน อันตายาเป็นผู้ก่อตั้ง quantifAI สตาร์ตอัปฟินเทคที่ช่วยให้ผู้ใช้สร้างและทดสอบโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่เชื่อถือได้
อันตายาเรียนรู้พื้นฐานด้าน AI ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเริ่มใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง ChatGPT ทันทีที่เปิดตัว
ช่วงแรกเธอใช้ทำนายผลการแข่งรถ Formula 1 หรือคาดการณ์ว่าทีมไหนจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่การใช้งานหลักที่สุดคือการเขียนโค้ด
หลังเรียนจบในปี 2023 เธอสมัครงานสายเทคโนโลยีหลายสิบตำแหน่ง ทั้งงานบริหาร, วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานออกแบบ ก่อนจะได้ฝึกงานที่ Microsoft ซึ่งเธอได้ทำงานด้านฟีเจอร์เสียง และต่อมาได้สร้างระบบประเมินผลและเครื่องมือสำหรับโมเดล AI ด้านเสียง
ตอนนี้เธอพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้น AI และแชร์วิธีสร้างให้ผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ ซึ่งเธอมองว่าทักษะเหล่านี้มีค่ามากกว่าวุฒิการศึกษาอย่างเดียว
“ถ้าคุณมีหลักฐานจริงว่าสร้างอะไรขึ้นมาและเผยแพร่มันทางออนไลน์ได้ คนอื่นก็จะเห็นว่ามันเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์” อันตายาอธิบาย “ซึ่งมีค่ามากกว่าป้ายรับรองเล็กๆ ใดๆ”
ในชีวิตประจำวัน เธอใช้ AI จัดตารางงาน, ร่างคำตอบอีเมลทุกฉบับในกล่องจดหมาย, วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และรวบรวมสถิติการเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์จาก Zoom
เธอมองว่าการรู้วิธีใช้เทคโนโลยีนี้จะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนที่ขาดไม่ได้ในที่ทำงาน “นั่นคือสิ่งที่ฉันทำ และมันพาฉันไปสู่โอกาสมากกว่าที่เคยจินตนาการไว้เยอะ”
มุมมองของอันตายาสอดคล้องกับแนวโน้มในวงกว้าง เพราะคนรุ่นใหม่มักตื่นเต้นกับผลกระทบของ AI ต่ออาชีพมากกว่าคนรุ่นก่อน
ผลสำรวจของ PwC เมื่อปี 2025 ซึ่งสอบถามคนทำงานรุ่นใหม่กว่า 2,000 คนในสหราชอาณาจักร พบว่า Gen Z 67% คาดว่า AI จะช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น ขณะที่เกือบครึ่งคาดว่า AI จะช่วยเพิ่มเงินเดือนและความมั่นคงในงาน
สำหรับคนที่อยากเริ่มพัฒนาทักษะ AI แมตทิว แชนซีย์ นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรองและผู้ก่อตั้ง Tax Alpha Companies มองว่าคอร์สฝึกอบรม AI ฟรีมีคุณค่ามาก
“เนื้อหาที่เคยต้องจ่ายค่าเรียนถึงจะเข้าถึงได้ ตอนนี้กลับเปิดให้เรียนฟรี และมักเผยแพร่โดยบริษัทที่สร้างเครื่องมือนั้นขึ้นมาเอง” เขาระบุ
แชนซีย์แนะนำว่าเวลาเลือกคอร์สให้ดูว่าใครเป็นผู้สร้าง, เนื้อหายังทันสมัยหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือเรียนจบแล้วได้ผลงานที่ทำเสร็จจริงออกมาหรือแค่ได้ทำแบบทดสอบ
ส่วนคนที่ตัดสินใจจ่ายเงินลงเรียน เขาแนะนำให้ตรวจสอบก่อนว่านายจ้างจะช่วยออกค่าใช้จ่ายหรือไม่ เพราะนายจ้างจำนวนมากมีสวัสดิการด้านนี้ แต่พนักงานกลับไม่ค่อยใช้สิทธิ
บทความต้นทางยังสรุปแนวทางไว้ 3 ข้อ ข้อแรกคือลงทุนเวลาก่อนลงทุนเงิน เพราะการพัฒนาทักษะ AI เป็นการลงทุนในอาชีพระยะยาว ซึ่งเวลามักมีค่ามากกว่าค่าเรียน
ข้อที่สองคือให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าใบรับรอง เพราะโปรเจกต์ที่ลงมือทำจริงและช่วยปรับปรุงการทำงานได้ มักมีน้ำหนักในสายตานายจ้างมากกว่า
ข้อสุดท้ายคือหาก AI ช่วยให้รายได้เพิ่มขึ้น ควรนำส่วนที่เพิ่มไปเก็บออมหรือลงทุนก่อนจะเพิ่มการใช้จ่าย ทั้งการสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน, การชำระหนี้ และการสะสมเงินเพื่อการเกษียณ ซึ่งจะช่วยให้ฐานะการเงินแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
ภาพ: TA design / Shutterstock
อ้างอิง:
The post Gen Z หวังใช้ทักษะ AI เพิ่มรายได้ อดีตพนักงาน Microsoft วัย 25 ปีชี้ ผลงานที่จับต้องได้มีค่ากว่าใบรับรอง appeared first on THE STANDARD.
]]>