Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 08 Sep 2026 12:23:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ Tue, 08 Sep 2026 12:21:07 +0000 https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรีย […]

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดกับความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมได้ยาก พร้อมเตือนว่าอาจต้องมีการเข้าแทรกแซงมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่ามนุษย์ยังคงควบคุมอนาคตเอาไว้ได้

 

 

เขาเขียนในบล็อกโพสต์ชื่อ An Alien Mind ว่ารู้สึกกังวลว่าไม่มีใครเตรียมพร้อมรับผลที่ตามมาจากการที่ AI ฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง

 

โพสต์ดังกล่าวออกมาเพียงไม่กี่วันหลังบริษัทผู้สร้าง ChatGPT เปิดตัวโมเดลล่าสุดอย่าง GPT-6 Astra ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

AI เริ่มปกปิดความคิดจากคนที่คอยตรวจสอบ

 

ความเสี่ยงแรกที่ปาโชคกียกมาคือความสามารถในการเจาะระบบ โดยเขาระบุว่า AI Agent ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่ทำงานได้เองหลังรับคำสั่งจากมนุษย์ กำลังเก่งกาจเหนือมนุษย์ในการเจาะเข้าระบบที่มีการป้องกันบนอินเทอร์เน็ตแบบเปิด ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

 

เขามองว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ควรใช้โมเดลที่ดีที่สุดที่มีอยู่มาเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบสำคัญให้แน่นหนาขึ้น

 

ปาโชคกียังเตือนว่าในไม่ช้า AI Agent จะเริ่มไล่ตามเป้าหมายของตัวเองที่แยกจากคำสั่งของมนุษย์ และพร้อมข่มขู่หรือต่อรองกับคนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

ความเสี่ยงข้อที่สองซึ่งน่ากังวลไม่แพ้กันคือการที่ AI เริ่มปกปิดกระบวนการคิดของตัวเอง

 

ปาโชคกีอธิบายว่าปัจจุบัน OpenAI ตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่าสายโซ่การให้เหตุผลของโมเดลเป็นหลัก เพื่อดูว่าระบบเริ่มออกนอกลู่นอกทางตอนไหน เช่น หาก AI คิดในใจว่าควรโกงข้อสอบนี้ ทาง OpenAI ก็จะมองเห็นความคิดนั้น ขณะที่ตัว AI เองไม่รู้ว่าความคิดของมันถูกมองเห็นอยู่

 

ทว่าเขาระบุว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มเก่งขึ้นในการบิดกระบวนการให้เหตุผลของตัวเอง จนทำให้ OpenAI มองไม่เห็นความคิดที่แท้จริง และบางโมเดลล่าสุดก็ไม่แสดงกระบวนการคิดออกมาเป็นถ้อยคำเลยด้วยซ้ำ

 

ความเสี่ยงข้อสุดท้ายคือการที่ AI เร่งพัฒนาตัวเอง ผ่านกระบวนการที่เขาเรียกว่าการที่ AI พัฒนาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเปิดทางให้การพัฒนา AI ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ปาโชคกีเตือนว่าการเร่งให้ AI พัฒนา AI ด้วยกันเองอย่างรวดเร็วในระยะสั้นมีความเสี่ยง และไม่ใช่การกระทำร่วมกันที่ถูกต้องสำหรับแวดวงวิจัย

 

เสนอเกณฑ์บังคับก่อนอนุญาตให้ขยายโมเดล

 

สำหรับทางออกที่ปาโชคกีเสนอนั้น เขาต้องการให้มีเกณฑ์ความปลอดภัยขั้นต่ำที่บังคับใช้ได้ตามกฎหมายหรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งอาจบังคับใช้ผ่านเครือข่ายผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก, หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

 

โดยห้องปฏิบัติการ AI จะต้องผ่านเกณฑ์เหล่านี้ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้ขยายขนาดโมเดลหรือนำโมเดลขั้นสูงออกใช้งานต่อไปได้

 

เขายังหวังว่าการชะลอการพัฒนาโดยสมัครใจ ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทหยุดพัฒนาเองชั่วคราว จะกลายเป็นเรื่องปกติจนกว่าจะมีการวางกรอบความปลอดภัยร่วมกันได้

 

ในทางปฏิบัติ OpenAI เคยระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่าได้ชะลอการฝึกโมเดลขั้นสูงบางตัวลงเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยแล้ว

 

นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าสร้างระบบ AI ที่ทำวิจัยได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงให้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี โดยปาโชคกีระบุว่าโจทย์หลักของการทำให้งานวิจัย AI เป็นอัตโนมัตินั้นไม่ใช่การไปให้ถึงจุดนั้น หากเป็นการไปให้ถึงในแบบที่ยังคงให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา และทิ้งอนาคตไว้ในมือของมนุษยชาติ

 

ด้าน แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้แชร์บทความของปาโชคกีต่อบน X พร้อมระบุว่าเป็นโพสต์ที่สำคัญ

 

สำหรับกฎที่ใช้กำกับดูแลอยู่ตอนนี้ กฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งกำหนดให้ยักษ์ใหญ่ AI อย่าง OpenAI ต้องพิสูจน์ว่าโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของตัวเองไม่สามารถโจมตีไซเบอร์ได้เองหรือหลบเลี่ยงการควบคุมของมนุษย์ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการในยุโรป

 

ทว่าข้อจำกัดคือกฎหมายนี้มีผลเฉพาะในยุโรป จึงไม่สามารถหยุด AI ที่ทำงานผิดปกติซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในที่อื่นไม่ให้คุกคามทวีปนี้ได้

 

นักวิชาการชี้ข้อเสนอของ OpenAI ยังไม่ดีพอ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ OpenAI ก็ถูกวิจารณ์เช่นกัน โดย จีนา เนฟฟ์ ศาสตราจารย์และหัวหน้าศูนย์ Minderoo Centre for Technology and Democracy แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่าแทนที่จะเสนอกรอบป้องกันที่ดีขึ้น, กฎระเบียบ หรือหลักประกันความปลอดภัยให้ผู้คน บริษัทกลับเสนอให้พัฒนา AI Agent ภายในขึ้นมาวิจัยปัญหาเหล่านี้แทน

 

เธอมองว่าคำตอบลักษณะนี้ยังไม่ดีพอสำหรับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อปัญหาที่โมเดลของ OpenAI กำลังสร้างขึ้น ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, การสูญเสียงาน, ความผิดพลาด และการฉ้อโกง

 

ขณะที่ นาธาน คัลวิน ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มรณรงค์ Encode AI ระบุว่าเขาเห็นด้วยกับปาโชคกีเรื่องอันตรายที่มีอยู่ในการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง แต่มองว่า OpenAI ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งทำให้คำเตือนเหล่านี้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

 

เขาเขียนบน X ว่าหากปาโชคกีและคนอื่นใน OpenAI ต้องการให้คนในวงการ AI ลงมือทำไปพร้อมกับพวกเขาเพื่อให้ทุกอย่างไปได้ดี สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำได้คือการแบ่งปันข้อมูลให้มากกว่านี้ว่าพวกเขาเห็นอะไรจึงออกมาเรียกร้องให้ระมัดระวัง

 

[Error: Image 1 not found]

 

ขณะที่อัลต์แมนเคยคาดการณ์ในทำนองเดียวกัน แต่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าอุตสาหกรรม AI ยังสื่อสารถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับมนุษยชาติได้ไม่มากพอ

 

ทว่าในเวลาเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็ยังเดินหน้าพัฒนาโมเดลที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ โดย เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia โพสต์บน X ว่า AGI มาถึงแล้ว ซึ่งหมายถึง AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ โดยเป็นการตอบรับการเปิดตัวโมเดลล่าสุดของ OpenAI

 

ที่น่าสนใจคือมีสตาร์ทอัพจำนวนมากขึ้นที่กำลังพยายามสร้างสิ่งที่ปาโชคกีเตือนถึงพอดี นั่นคือ AI ที่พัฒนาตัวเองได้ โดยนักลงทุนแห่เข้ามาในสายนี้เพราะเดิมพันว่านี่คือเส้นทางสู่ AI ที่เหมือนมนุษย์จริงหรือเก่งยิ่งกว่านั้น

 

ตัวอย่างเช่น Inherent ที่ก่อตั้งโดยอดีตนักวิจัยจาก DeepMind ระดมทุนได้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 พันล้านบาท) เมื่อต้นปีนี้ ส่วน Recursive Superintelligence ห้องปฏิบัติการ AI ของ ริชาร์ด โซเชอร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ทำวิจัยแนวเดียวกัน ก็ระดมทุนได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.14 หมื่นล้านบาท)

 

ภาพ : Bits And Splits / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ลุ้น 1 สัปดาห์ รู้ผลเจรจาภาษีสหรัฐฯ พร้อมต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’ ปิดดีลอย่างเป็นทางการ https://thestandard.co/supajee-us-tax-anutin-trump-deal/ Tue, 08 Sep 2026 12:06:57 +0000 https://thestandard.co/supajee-us-tax-anutin-trump-deal/ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

‘ศุภจี’ เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี มั่นใจ อีก 1 สั […]

The post ‘ศุภจี’ ลุ้น 1 สัปดาห์ รู้ผลเจรจาภาษีสหรัฐฯ พร้อมต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’ ปิดดีลอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

‘ศุภจี’ เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี มั่นใจ อีก 1 สัปดาห์ชัดเจน เชื่อ ได้ตามดีลเดิม เผย หากลงตัว พร้อมต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’ ทันที พร้อมปิดดีลอย่างเป็นทางการ

 

วันที่ 8 กันยายน ที่รัฐสภา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีมาก สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ทุกประเด็น

 

ขณะนี้เหลือรอขั้นตอนรายละเอียดเรื่องตัวอักษร และภาษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะจบได้ภายในเร็ววันนี้

 

ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมมือกันเป็นทีมประเทศไทย ทำให้เราสามารถเจรจาหาข้อสรุปได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ที่ให้แนวทางในการไปเจรจา คิดว่าไม่น่าติดปัญหาอะไร จบในสาระสำคัญทุกประเด็น

 

เมื่อถามว่า หลังพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดว่าจะจบเมื่อไหร่ ศุภจี กล่าวว่า ไม่น่าเหลืออะไร เพราะประเด็นสำคัญจบแล้ว เหลือแค่รายละเอียด คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะเสร็จสมบูรณ์

 

จากนั้นจะเสนอรายละเอียดไปยังคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อส่งให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

เมื่อถามย้ำว่า จะชัดเจนภายในเดือนนี้หรือไม่ ศุภจี กล่าวว่า ‘ไม่มีปัญหาอะไร’ และไม่มีความกังวล ซึ่งน่าจะสรุปได้เป็นปกติ

 

ส่วนตัวเลขส่งออกจะอยู่ที่เท่าไหร่ ศุภจี กล่าวว่า หากสรุปได้ การส่งออกของเรา ก็น่าจะเป็นไปได้ปกติ ซึ่งตัวเลขภาษีเป้าหมาย จะอยู่ตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ ตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

 

ศุภจี เปิดเผยอีกว่า เมื่อขั้นตอนการเจรจาลงตัวเรียบร้อย จะนัดหมาย ให้ท่านอนุทินพูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อปิดดีลการเจรจาอย่างเป็นทางการ

The post ‘ศุภจี’ ลุ้น 1 สัปดาห์ รู้ผลเจรจาภาษีสหรัฐฯ พร้อมต่อสาย ‘อนุทิน’ คุย ‘ทรัมป์’ ปิดดีลอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 https://thestandard.co/data-centers-insurance-gold-mine-2/ Tue, 08 Sep 2026 11:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1252336 ภาพมุมสูงของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สห […]

The post ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.90 ล้านล้านบาท) ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ตอนนี้ ได้เปิดโอกาสก้อนใหญ่ให้กับธุรกิจประกันภัยไปพร้อมกัน โดยอุตสาหกรรมนี้มองว่าเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในรุ่นที่จะสร้างรายได้เพิ่มได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

 

รายงานของ Swiss Re บริษัทรับประกันภัยต่อ คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

 

เบี้ยประกันจ่อโตเป็น 4 เท่าของตลาดประกันการบิน

 

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมาก เพราะเท่ากับอย่างน้อย 2 เท่าของเบี้ยประกันใหม่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างได้ในปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลของบริษัทจัดอันดับเครดิต S&P Global

 

หากเทียบกับตลาดใหญ่อีกแห่ง ตัวเลขนี้ยังเท่ากับ 4 เท่าของตลาดประกันภัยการบินทั่วโลกที่มีขนาด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท)

 

เจโรม เฮเกลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มบริษัท Swiss Re ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ น่าจะเป็นหนึ่งในโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจประกันภัยเชิงพาณิชย์ในรอบหลายทศวรรษ

 

เหตุผลอยู่ที่มูลค่าของทรัพย์สิน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ละแห่งจัดอยู่ในกลุ่มทรัพย์สินที่ทำประกันด้วยวงเงินสูงที่สุดในโลก โดยมักมีมูลค่าตั้งแต่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท) ขึ้นไปต่อแห่ง ซึ่งมากกว่าสะพาน, อุโมงค์ และตึกระฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีมักลังเลที่จะจ่ายเงินซื้อความคุ้มครองเต็มจำนวน และเลือกแบกรับความเสี่ยงก้อนใหญ่ไว้ในงบดุลของตัวเองแทน

 

จิม บิชาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Lloyd’s of London ตลาดกลางประกันภัย มองว่าขนาดของการรับความเสี่ยงเองดังกล่าวคือโอกาสมหาศาลของอุตสาหกรรมประกัน

 

ปัจจุบันบริษัทประกันและนายหน้าจึงกำลังพัฒนาโครงสร้างใหม่ๆ รวมถึงการดึงเงินทุนจากแหล่งภายนอก เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการประกันภัยเฉพาะทางของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

 

แม้กระแสต่อต้านการบูมของ AI จากทั้งสองขั้วการเมืองอาจทำให้การเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ธุรกิจนี้ก็ยังน่าดึงดูดสำหรับบริษัทประกัน เพราะมีเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกทุ่มลงไปกับการก่อสร้างแล้ว โดยเฮเกลีระบุว่าไม่ว่านักลงทุนจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไปแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน

 

ทอร์นาโดคือภัยที่น่ากังวลที่สุด

 

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของขุมทองนี้คือความเสี่ยง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เผชิญภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดใช้งาน ตั้งแต่สภาพอากาศสุดขั้ว, ไฟฟ้าดับ, ระบบไอทีล่ม ไปจนถึงการก่อการร้าย

 

ปัญหาที่ซ้อนขึ้นมาคือการกระจุกตัวของอาคารในพื้นที่เดียวกัน อย่างย่านที่เรียกว่า Data Center Alley ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งทำให้เหตุการณ์เดียวอย่างพายุทอร์นาโดสามารถทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมก้อนใหญ่พร้อมกันหลายราย

 

บิชาร์ดจาก Lloyd’s of London ระบุว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าที่เคยเห็นในตลาดแบบดั้งเดิมมาก

 

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากวิธีเลือกทำเล เพราะบริษัทเทคโนโลยีมักเลือกที่ตั้งจากราคาที่ดินที่จับต้องได้และการเข้าถึงไฟฟ้าที่ง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ไปลงเอยในรัฐที่เสี่ยงภัยพิบัติอย่างเท็กซัส

 

ข้อมูลของ Swiss Re ระบุว่ากำลังการให้บริการของดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเกิดทอร์นาโด และมากกว่า 1 ใน 4 อยู่ในพื้นที่ที่เกิดพายุลูกเห็บขนาดใหญ่ ขณะที่น้ำท่วมฉับพลันก็เป็นอีกภัยสำคัญที่คาดการณ์ได้ยาก

 

ความเสี่ยงบางอย่างหลบเลี่ยงได้ เช่น การเลือกไม่สร้างบนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวหรือในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่ภัยบางอย่างกลับเลี่ยงได้ยากกว่านั้นมาก

 

คาเรน คลาร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสร้างแบบจำลองความเสี่ยง Karen Clark & Co. ระบุว่าภัยที่น่ากังวลที่สุดคือทอร์นาโด

 

เธออธิบายว่าผู้พัฒนาไม่สามารถป้องกันสินทรัพย์จากทอร์นาโดระดับรุนแรงที่สุดได้ ทำได้เพียงอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสที่ทอร์นาโดจะพัดถล่มจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะนั้นต่ำมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการเดิมพันกับความน่าจะเป็น

 

อีกโจทย์ที่ทำให้บริษัทประกันปวดหัวคือยังไม่มีใครรู้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่รับมือเหตุร้ายได้ดีแค่ไหน ทั้งที่แต่ละแห่งเก็บทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ เพราะแทบไม่เคยถูกทดสอบจริง

 

นั่นหมายความว่าการรับประกันเกิดขึ้นโดยไม่มีสถิติการเรียกร้องค่าสินไหมย้อนหลังยาวนานมาช่วยกำหนดอัตราเบี้ยและเงื่อนไข ซึ่งคลาร์กระบุว่าผลลัพธ์คือเบี้ยประกันพุ่งสูงมากในเวลาอันสั้น ตามวิธีตั้งราคาที่ใช้กันมาจนถึงตอนนี้

 

ไม่มีบริษัทประกันรายใดรับไหวคนเดียว

 

รายงานของ S&P ในปีนี้ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจมีทรัพย์สินที่ต้องทำประกันรวมกัน 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขของศูนย์แห่งเดียว ไม่ใช่ทั้งตลาด

 

บางแห่งยังใหญ่กว่านั้นอีก อย่างศูนย์ของ Meta Platforms ในรัฐลุยเซียนาตอนตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีต้นทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท) โดยศูนย์เพียงแห่งเดียวสามารถเก็บเซิร์ฟเวอร์ได้หลายพันเครื่อง พร้อมระบบพลังงานและระบบระบายความร้อนที่มีมูลค่าสูง

 

S&P ระบุว่าบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดบางแห่งยินดีรับความเสี่ยงในระดับหลักพันล้านดอลลาร์ต้นๆ สำหรับศูนย์แต่ละแห่ง พร้อมสรุปว่าไม่มีบริษัทประกันรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดได้เพียงลำพัง

 

รายงานฉบับเดียวกันยังระบุด้วยว่าความเสี่ยงบางประเภท เช่น ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี มีแนวโน้มว่าเจ้าของจะยังคงรับความเสี่ยงไว้เองหรือได้รับความคุ้มครองเพียงบางส่วนเท่านั้น

 

ภาพ: alexgo.photography / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 7 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง Google ปม Data Center ไทย ก่อนการวางกติกาใหม่ทั้งระบบ https://thestandard.co/google-data-center-thailand-rules/ Tue, 08 Sep 2026 10:18:13 +0000 https://thestandard.co/google-data-center-thailand-rules/ ภาพปกบทความแสดง Data Center และ ไบรอัน ยู ผู้บริหาร Google พร้อมข้อความเกี่ยวกับ Data Center ไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นวาระแห่งชาติของไทย […]

The post เปิดมุมมอง Google ปม Data Center ไทย ก่อนการวางกติกาใหม่ทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความแสดง Data Center และ ไบรอัน ยู ผู้บริหาร Google พร้อมข้อความเกี่ยวกับ Data Center ไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นวาระแห่งชาติของไทยตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามถึงความคุ้มค่า เมื่อต้องแลกกับการใช้ทรัพยากรต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งเรื่องราวในอีกหลายแง่มุม ทั้งช่องโหว่ทางกฎหมาย การส่งเสริมการลงทุน หรือภาระที่อาจตกอยู่กับคนไทย

 

 

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องไฟ-น้ำ-ความคุ้มค่าที่กำลังร้อนแรงในไทย และการที่รัฐเตรียมประกาศเกณฑ์คัดกรองการลงทุน Data Center ครั้งใหญ่ THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ ไบรอัน ยู ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หนึ่งใน hyperscaler ผู้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชลบุรี และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Data Center ในไทยตั้งแต่ 20 ปีก่อน

 

ข้อมูลจาก Data Center Map เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์รวม 60 แห่ง มากเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประเมินว่า หากทุกโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนเดินเครื่องเต็มกำลังพร้อมกัน ความต้องการใช้ไฟจะสูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศที่ราว 55,000 เมกะวัตต์

 

ตัวเลขนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของมาตรการชุดใหญ่ ตั้งแต่การให้วางหลักประกันไฟฟ้า 4.5 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ การเพิ่มผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะซึ่งกระทรวงพลังงานคาดว่าอัตราจะอยู่ที่ราวหน่วยละ 5-6 บาท ไปจนถึงการที่ BOI ประกาศปรับยุทธศาสตร์จากการเน้น ‘จำนวนโครงการ’ ไปสู่ ‘คุณภาพการลงทุน’ หลังพบว่ากว่า 70% ของโครงการที่ได้รับส่งเสริมกระจุกตัวอยู่ใน EEC

 

ในอีกด้านหนึ่ง เสียงคัดค้านในระดับชุมชนและโซเชียลมีเดียก็ดังขึ้น ทั้งความกังวลเรื่องการแย่งน้ำดิบกับภาคเกษตรในชลบุรี-ระยองช่วงฤดูแล้ง คำถามว่าไทยได้อะไรกลับมาจริงจากเม็ดเงินลงทุน และล่าสุดกรณีน้ำมันรั่วที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ที่ทำให้คำถามเรื่องการกำกับดูแลถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง

 

Data Center แค่โกดังในไทย หรือหัวใจเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

 

“มีคำถามในสื่อไทยจำนวนมากว่าดาต้าเซ็นเตอร์คืออะไร บางคนคิดว่ามันคือโกดัง แต่ผมอยากใช้การเปรียบเทียบกับห้องสมุดมากกว่า มันคือห้องสมุดดิจิทัล” ไบรอันกล่าว พร้อมขยายความว่า ห้องสมุดแบบดั้งเดิมคือที่ที่คนเดินเข้าไปพร้อมคำถามในหัว แล้วค้นหาคำตอบเอง แต่ในยุค AI ภาพเปลี่ยนไป

 

“ตอนนี้เราอยากให้มองว่ามันคือห้องสมุดดิจิทัลที่มีบริการบรรณารักษ์ระดับ VIP บรรณารักษ์เดินมาหาคุณ ถามว่าคำถามของคุณคืออะไร และนอกจากคำถามแรก อาจมีอีกสิบคำถามที่เราช่วยตอบได้ เขารู้ว่าหนังสือแต่ละเล่มอยู่ตรงไหน วิดีโออยู่ตรงไหน แผนที่อยู่ตรงไหน แล้วดึงทั้งหมดมาประกอบเป็นคำตอบในรูปแบบที่คุณต้องการ” ไบรอันกล่าว

 

บ่อยครั้งคำถามคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานมหาศาล ใช้น้ำมหาศาล แล้วไทยได้อะไร ไบรอันมองว่านั่นเป็นคำถามที่ชอบธรรม แต่มันไม่ใช่จุดโฟกัสเดียว เราต้องขยายมุมมองไปที่ว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลคุณภาพสูงมีคุณค่าอย่างไรต่อไทย เราต้องการมันหรือไม่ มันสำคัญต่อการเติบโตของไทยในระยะยาวหรือเปล่า ถ้าใช่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมั่นใจว่ามี guardrails ที่สำคัญกำกับวิธีที่เราใช้ทรัพยากรทั้งน้ำและพลังงาน และรัฐบาลไทยทำงานกับผู้ลงทุนที่มีความรับผิดชอบในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้น

 

โจทย์ใหญ่รัฐบาลไทย ‘ค่าไฟที่เป็นธรรม’

 

ประเด็นที่ไบรอันแสดงจุดยืนชัดเจนที่สุดคือโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ที่รัฐกำลังออกแบบสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่

 

ไบรอันกล่าวว่า Google เข้าใจเหตุผลของรัฐบาลไทย และยอมรับว่าระบบพลังงานไทยเผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ แต่สิ่งที่บริษัทสื่อสารกับรัฐบาลคือคำถามว่าจะจัดหมวดผู้ใช้ไฟรายใหญ่อย่างไร

 

“เราไม่คิดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ควรเป็นกลุ่มเดียวที่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ เรามองว่ายังมีการใช้ไฟปริมาณมากในอุตสาหกรรมอื่นอีก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งควรถูกนำมาพิจารณาด้วยในการออกแบบโครงสร้างภาษี เพื่อไม่ให้กลายเป็นการเลือกปฏิบัติกับเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่ง เพราะโดยรวมแล้วมันจะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย” ไบรอันกล่าว

 

ราคาพลังงานเป็นตัวแปรที่ซับซ้อน และไม่มีผู้เล่นรายใดรายหนึ่งที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้นได้เพียงลำพัง เพราะมีทั้งปัจจัยระดับโลกและกลไกที่รัฐเป็นผู้ควบคุมเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

“เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานของเราต้องไม่เป็นภาระของประชาชนในพื้นที่ Google จ่ายค่าไฟฟ้า 100% ของที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของเราใช้ และรับผิดชอบค่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหม่ทั้งหมด เช่น สถานีไฟฟ้าย่อยและระบบสายส่ง ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของเราโดยตรง” ไบรอันกล่าว “เรื่องนี้ควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของผู้เล่นทุกรายในอุตสาหกรรม เราทำแบบนี้ทั่วโลกมาหลายปีแล้ว และที่ไทยก็จะไม่ต่างกัน”

 

ไบรอันอธิบายด้วยการเปรียบเทียบกับทางด่วน ว่าถนนสามเลนที่รถหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดความแออัด แต่หากนักลงทุนเอกชนเป็นผู้ลงทุนขยายเป็นห้าเลน ต้นทุนต่อหน่วยของทุกคนจะลดลงในระยะยาว โดยอ้างถึงงานศึกษาในสหรัฐฯ ที่พบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ช่วยกดต้นทุนลงเมื่อเวลาผ่านไป

 

อีกกลไกที่ Google รอคือนโยบาย Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนกับผู้ใช้ไฟ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมประกาศนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์

 

อะไรคือหลักเกณฑ์ที่ Hyperscaler อย่าง Google อยากเห็น

 

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใด hyperscaler จำนวนมากจึงเลือกไทย ไบรอันระบุปัจจัยหลักคือที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่เกือบกึ่งกลางของอาเซียน เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า สถานการณ์น้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี ความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบายในระดับหนึ่ง ท่าทีเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านธรณีวิทยาอย่างความเสี่ยงแผ่นดินไหว

 

เมื่อถามถึงหลักการที่รัฐบาลไทยควรคำนึงถึงในการออกกฎเกณฑ์ ไบรอันมองจุดสำคัญสองข้อ

 

ข้อแรก คือการหารือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนเร็วมาก การออกกฎที่ไม่ได้คำนึงถึงพัฒนาการเหล่านี้อาจสร้างข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น ข้อที่สอง คือการพิจารณามาตรฐานสากลที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่เผชิญการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ และผู้ลงทุนส่วนใหญ่มีการดำเนินงานระดับโลกที่ต้องสอดคล้องกันทั้งระบบ

 

ขณะเดียวกันเขาระบุว่ากรอบสี่ด้านที่รัฐบาลไทยกำลังใช้พิจารณา ทั้งการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแนวทางที่ Google ใช้ทั่วโลก แต่ย้ำว่าความเข้าใจเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในช่วงกำลังก่อตัว และการสื่อสารทำความเข้าใจยังเป็นสิ่งจำเป็น

 

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยคาดหวังได้

 

ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไบรอันให้ตัวเลขว่าดาต้าเซ็นเตอร์ Google หนึ่งไซต์สร้างงานก่อสร้างเฉลี่ย 4,200 ตำแหน่งต่อปี โดยเป็นการนับแบบ annual jobs ตามวิธีการของนักเศรษฐศาสตร์ และการก่อสร้างในอุตสาหกรรมนี้ใช้เวลาราว 3-5 ปี

 

ส่วนการจ้างงานถาวรครอบคลุมตำแหน่งอย่างช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรติดตั้งเครือข่าย วิศวกรเครื่องกลและไฟฟ้าที่ดูแลระบบพลังงานและระบบทำความเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่ดูแลเรื่องเสียงและมลพิษ ไปจนถึงผู้จัดการด้านชุมชนและการพัฒนาแรงงาน

 

เมื่อถูกถามถึงสัดส่วนคนไทย ไบรอันระบุว่าไม่สามารถให้ตัวเลขได้เพราะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ยืนยันว่าปัจจุบันพนักงานส่วนใหญ่ที่จ้างแล้วเป็นคนไทย และการจ้างงานในพื้นที่เป็นลำดับความสำคัญของบริษัท

 

ด้านซัพพลายเชน Google ทำงานกับผู้ประกอบการไทยแล้วมากกว่า 50 ราย ครอบคลุมเทคโนโลยีระบบทำความเย็น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และอุปกรณ์เครือข่าย ซึ่งไบรอันมองว่าเป็นจุดแข็งเฉพาะของไทยที่ไม่ใช่ทุกประเทศมี

 

“นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยมีความแข็งแกร่งในซัพพลายเชนด้านฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว และเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ขยายตัว มันไม่ใช่แค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เทคโนโลยีเปลี่ยนตลอดเวลา ซัพพลายเชนจึงต้องยกระดับทั้งขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและทักษะแรงงานตามไปด้วย” ไบรอันกล่าว

 

ส่วนตัวเลขการจ้างงานทางอ้อมที่ระบุว่า 1 ตำแหน่งงานตรงจะสร้างงานในชุมชนเพิ่มอีก 9 ตำแหน่ง ไบรอันอธิบายว่ามาจากงานก่อสร้าง สาธารณูปโภค วิศวกรรม บริการวิชาชีพ โลจิสติกส์ ไปจนถึงงานที่เกิดขึ้นในบริษัทคู่ค้าที่ต้องขยายกำลังคนเพื่อรองรับ Google ในฐานะลูกค้ารายใหญ่ ตั้งแต่สำนักงานกฎหมายที่ต้องรับงานสัญญาจำนวนมาก ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมและการจัดการของเสีย

 

ขณะที่มูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งรายงาน Deloitte เคยประเมินว่าการลงทุนของ Google จะเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย 4 พันล้านดอลลาร์ ไบรอันยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ Google ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์และส่วนของสายเคเบิลใต้น้ำ และครอบคลุมเฉพาะช่วงถึงปี 2029 เท่านั้น

 

ขณะที่วงจรชีวิตของดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่อย่างน้อย 20 ปีหรือมากกว่านั้น โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกของ Google ในสหรัฐฯ มีอายุเกิน 20 ปีและยังเดินเครื่องอยู่ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวการจัดซื้อจัดจ้างกับซัพพลายเออร์ไทยจะดำเนินต่อเนื่อง รวมถึงการอัปเกรดและเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่จะกลับไปที่ซัพพลายเชนเดิม

 

ไบรอันกล่าวทิ้งท้ายว่า “การก้าวไปสู่เศรษฐกิจขั้นสูงและการเป็น AI Hub ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานขั้นแรกที่สร้างความเป็นไปได้ แต่คำถามสำคัญคือตอนนี้เรามีดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว เราจะใช้มันเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างไร มันต้องมาพร้อมกับการเพิ่มทักษะแรงงาน และทำให้ธุรกิจทุกระดับสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสของ AI ได้อย่างเต็มที่”

 

ภาพ: เปิดใจ Google

The post เปิดมุมมอง Google ปม Data Center ไทย ก่อนการวางกติกาใหม่ทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง Top 10 ประเทศที่มี ‘หนี้มากที่สุด’ บนก้อนหนี้มูลค่า 5,285 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/top-10-countries-most-debt/ Tue, 08 Sep 2026 09:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1252225 ภาพแว่นขยายส่องตัวเลขหนี้สินของประเทศต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า Top 10 ประเทศที่มีมูลค่าหนี้มากที่สุด คิด […]

The post ส่อง Top 10 ประเทศที่มี ‘หนี้มากที่สุด’ บนก้อนหนี้มูลค่า 5,285 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแว่นขยายส่องตัวเลขหนี้สินของประเทศต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า Top 10 ประเทศที่มีมูลค่าหนี้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของทุกประเทศรวมกัน

ดูภาพข่าว 

จากข้อมูลของ SIFMA (สมาคมหลักทรัพย์และตลาดการเงิน) เผยว่า ณ สิ้นปี 2025 มูลค่าของหนี้ทั่วโลก นับรวมตราสารหนี้คงค้างที่ออกโดยภาครัฐ รวมถึงบริษัทในภาคการเงินและนอกภาคการเงิน ไม่นับรวมสินเชื่อและหนี้อื่นที่ไม่ได้แปลงเป็นหลักทรัพย์ (non-securitized debt) ส่วนหนี้ครัวเรือนจะนับรวมเฉพาะส่วนที่ถูกแปลงเป็นหลักทรัพย์แล้วเท่านั้น มีมากถึง 160 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,285 ล้านล้านบาท

 

แน่นอนว่าประเทศที่มีหนี้มูลค่ามากที่สุดคือสหรัฐฯ ที่มีหนี้มากถึง 61 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 2,014 ล้านล้านบาท คิดเป็น 38.1% ตามมาด้วย สหภาพยุโรป (EU) ราว 19.4% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 31 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,023 ล้านล้านบาท และประเทศจีนครองสัดส่วนหนี้มากเป็นอันดับสามของโลกที่ 17.9% คิดเป็นมูลค่ากว่า 28.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 945 ล้านล้านบาท

 

โดยหนี้สินรวมของประเทศจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2015 ถึง ปี 2025) มูลค่าหนี้เติบโตขึ้นจาก 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นแตะ 28.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นการเติบโตกว่า 3.7 เท่าตัว ตามการพัฒนาของประเทศ

 

ในขณะที่ประเทศไทย ณ สิ้นปี 2025 มีมูลค่าตลาดหนี้ที่ออกโดยรัฐ สถาบันการเงิน และ บริษัทเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ราว 5.2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 17.8 ล้านล้านบาท

 


 

 

ภาพแว่นขยายส่องตัวเลขหนี้สินของประเทศต่างๆ 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post ส่อง Top 10 ประเทศที่มี ‘หนี้มากที่สุด’ บนก้อนหนี้มูลค่า 5,285 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก https://thestandard.co/locarb-ifrs-sustainability-alliance-thailand/ Tue, 08 Sep 2026 08:32:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1252163 ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย

บริษัท โล-คาร์บ จำกัด (LO-CARB) ประกาศเป็น ThailandR […]

The post LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย

บริษัท โล-คาร์บ จำกัด (LO-CARB) ประกาศเป็น Thailand’s 1st IFRS Sustainability Alliance และ ISSB Training Partner ในงาน Open House ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยมี Allison Tucker ผู้จัดการ IFRS Sustainability Alliance จาก IFRS Foundation ร่วมงาน นับเป็นครั้งแรกที่ IFRS Foundation เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทยโดยตรง ท่ามกลางกำหนดการที่ไทยต้องเริ่มรายงานตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสากล IFRS ตั้งแต่ปี 2570

 

งานนี้มีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำร่วมเสวนา ในหัวข้อที่ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานสากลไปจนถึงมุมมองนักลงทุนสถาบัน

 

ความยั่งยืนคือเสาหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ

 

ณิชาภัทร รัตนประภาต กรรมการผู้จัดการ LO-CARB กล่าวเปิดงานว่า บริษัทมองความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจมาตั้งแต่วันแรก โดยเชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจในยุคนี้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบทางออกใหม่ๆ เธอระบุว่า LO-CARB ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยองค์กรอื่นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยมีเป้าหมายทางธุรกิจเป็นปลายทาง

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 1

 

IFRS S1 และ S2 คืออะไร และทำไมไทยต้องเริ่มตอนนี้?

 

IFRS Sustainability Disclosure Standards คือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่ IFRS Foundation ผู้กำหนดมาตรฐานบัญชีระดับโลกจัดทำขึ้น เพื่อให้บริษัททั่วโลกรายงานความเสี่ยงด้านความยั่งยืนด้วยรูปแบบเดียวกัน เปรียบเทียบกันได้เหมือนงบการเงิน โดยแบ่งเป็น 2 ฉบับ

  • IFRS S1 — กรอบทั่วไป ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนทุกประเภท ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว
  • IFRS S2 — เจาะจงเฉพาะความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

 

Tucker อธิบายว่าปัจจุบันมีกว่า 45 ประเทศเริ่มนำมาตรฐานนี้ไปใช้ ครอบคลุม GDP โลก 60%, มูลค่าตลาดทุน 40% และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง ข้อมูลจาก Canadian Institute for Sustainable Finance ยังระบุว่า บริษัทแคนาดาที่เปิดเผยความเสี่ยงภูมิอากาศมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสถาบันต่างชาติเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับบริษัทที่ไม่เปิดเผย ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องเริ่มรายงานปี 2570 

 

องค์กรไทยเจอความท้าทายอะไรบ้างในการเปิดเผยข้อมูล?

 

ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืน จากบางจาก คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าความยากของกลุ่มบริษัทที่มีบริษัทในเครือเกือบ 100 แห่งคือมาตรฐานข้อมูลไม่ตรงกัน เช่น การคำนวณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละบริษัทอาจใช้ Methodology คนละ Tier ทำให้รวมเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ บางจากจึงวาง Data Governance เป็นพื้นฐานก่อนเชื่อมโยงกับ IFRS พร้อมดำเนินโครงการ Carbon Markets Club ที่มีสมาชิกกว่า 1,000 ราย

 

กวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มองว่าคอขวดของภาคพลังงานไทยไม่ใช่กำลังการผลิต แต่เป็นระบบส่งไฟฟ้าที่ยังไม่รองรับพลังงานหมุนเวียนปริมาณสูง โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนรวมพลังงานสะอาดถึง 90% ภายในปี 2593 จากปัจจุบันที่ราว 10% กว่า ดังนั้น ธุรกิจที่พึ่งพาโครงสร้างพลังงานเดิมอาจเจอต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนหรือระบบสายส่งอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางนโยบายนี้

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 2

 

ข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างไร?

 

ดร.ไพศาล สุขพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ความยั่งยืน จาก LO-CARB ยกกรณี Auckland Airport นิวซีแลนด์ ที่เจอฝนตกหนัก 200 มิลลิเมตรในวันเดียวเมื่อปี 2566 เสียหาย 800 ล้านบาท ทั้งที่เคยทำแบบจำลองน้ำท่วมล่วงหน้าไว้แล้ว หลังเหตุการณ์ สนามบินปรับโมเดลใหม่ ประเมินความเสียหายสูงสุดที่ 1,500 ล้านบาทต่อครั้ง จึงตัดสินใจลงทุน 450 ล้านบาทขยายระบบระบายน้ำ

 

LO-CARB กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มลักษณะเดียวกัน โดยใช้เหตุการณ์น้ำท่วมจริงในไทย เช่น กรณีหาดใหญ่ที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาทและใช้เวลาฟื้นตัว 3 เดือน มาคำนวณความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ และแปลงออกมาเป็นตัวเลขผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินโดยตรง เพื่อให้ผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่แค่ตัวเลขความเสี่ยงเชิงสถิติที่ตีความยาก

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 3

 

ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Quantum Technologies Foundation of Thailand (QTFT) เสริมว่าอุปสรรคหลักขององค์กรคือแต่ละแผนกมักตีความคำเดียวกันไม่ตรงกัน เช่น คำว่า “ขายแล้ว” ฝ่ายขายอาจหมายถึงออกใบสั่งซื้อ ขณะที่ฝ่ายบัญชีหมายถึงเงินเข้าบัญชีแล้ว ความไม่ตรงกันแบบนี้ทำให้ข้อมูลที่แต่ละแผนกมีอยู่นำมารวมกันเพื่อวิเคราะห์หรือใช้กับ AI ไม่ได้จริง จึงเสนอให้องค์กรตกลงความหมายคำศัพท์สำคัญร่วมกันก่อน เพื่อให้ข้อมูลทั้งห่วงโซ่ธุรกิจสื่อสารกันได้

 

จุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับกรอบการรายงาน IFRS ซึ่งดร.ไพศาลระบุว่า Governance หรือการกำหนดว่า “ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” คือเสาหลักแรกและเป็นจุดที่องค์กรส่วนใหญ่ติดขัดที่สุด เพราะหลายฝ่ายมองว่าการจัดการข้อมูลความยั่งยืน “ไม่ใช่งานของฉัน” หากไม่แก้จุดนี้ก่อน ต่อให้มีเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นเพียงแดชบอร์ดที่ไม่มีใครเปิดดู 

 

ดร.จิรวัฒน์ยกตัวอย่างว่าเคยพบปัญหานี้กับลูกค้าจริง จนต้องปรับระบบให้มีคนรับผิดชอบโดยตรงคอยรับสรุปสถานการณ์จากระบบ แล้วนำไปพูดคุยต่อกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงกลายเป็นการตัดสินใจจริงในองค์กร

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 4

 

นักลงทุนสถาบันมองความยั่งยืนอย่างไร?

 

สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ซึ่งบริหารสินทรัพย์ในไทยราว 1 ล้านล้านบาท เปิดเผยว่า AIA ไม่ลงทุนในธุรกิจถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2560-2561 ตามมาตรฐาน Science Based Targets initiative (SBTi) โดยเคยขายหุ้นบริษัทหนึ่งมูลค่าราว 5,000 ล้านบาทจนเหลือศูนย์ เนื่องจากมีรายได้จากถ่านหินเพียง 1% พร้อมตั้งเป้าให้เงินลงทุนในไทย 30% สอดคล้องกับ SBTi ภายในปี 2573 และ 100% ภายในปี 2583

 

ยุทธศักดิ์ สุภสร จากแอสเสท เวิรด์ คอร์ป ระบุปัจจัยหลักที่นักลงทุนสถาบันใช้ประเมินบริษัท ได้แก่:

  • ผลกระทบต่อกระแสเงินสด: ข้อมูลความยั่งยืนสะท้อนความเสี่ยงด้านรายได้และต้นทุนดำเนินงานโดยตรง
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: บริษัทที่มีธรรมาภิบาลและเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสมีต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า
  • ความสามารถฟื้นตัว (Resilience): วัดจากแผนรับมือความเสี่ยงระยะสั้น กลาง ยาว พร้อมแหล่งเงินทุนรองรับที่ชัดเจน

 

ภาพบรรยากาศงาน Open House ของ LO-CARB ที่ประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย 5

 

ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข้อมูลความยั่งยืนเปลี่ยนจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ในอดีต มาเป็นข้อมูลพื้นฐานทางการเงินที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริง

 

ผู้สนใจรายละเอียดมาตรฐาน IFRS Sustainability Disclosure และแนวทางเตรียมความพร้อมของธุรกิจไทย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.locarb.green

The post LO-CARB จัดงาน Open House พร้อมประกาศเป็น IFRS Sustainability Alliance รายแรกของไทย ดันมาตรฐานเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสู่ตลาดทุนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ https://thestandard.co/gold-september-effect-outlook/ Tue, 08 Sep 2026 08:02:54 +0000 https://thestandard.co/gold-september-effect-outlook/ ภาพทองคำแท่งหรือกราฟแสดงราคาทองคำที่กำลังพักตัวจากปรากฏการณ์ September Effect

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,20 […]

The post ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทองคำแท่งหรือกราฟแสดงราคาทองคำที่กำลังพักตัวจากปรากฏการณ์ September Effect

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หลังจากที่ราคาทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคม

 

 

ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

 

ฮั่วเซ่งเฮง รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มเคลื่อนไหวเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นเริ่มชะลอลงหลังจาก เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พร้อมส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ Fed ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%

 

สุนทรพจน์ดังกล่าวนำไปสู่การที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายนนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

 

นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญกับปรากฏการณ์ตามฤดูกาลอย่าง ‘September Effect’ ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพบว่า เดือนกันยายนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายทำกำไรและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงก่อนจะประเมินปัจจัยพื้นฐานรอบใหม่

 

เปิดปัจจัยกดดันระยะสั้น และแรงหนุนระยะยาว

 

สำหรับปัจจัยที่จะเข้ามาสร้างความผันผวนในเดือนกันยายน ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า นอกเหนือจากการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ที่จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่แล้ว ตลาดยังจับตาดูทิศทางเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อและ Fed ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรยังมีความผันผวนจากภาระการกู้ยืมและหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม หากเกิดแรงขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยีและ AI จากความเชื่อมั่นที่ลดลง เงินทุนบางส่วนก็มีโอกาสไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้เช่นกัน

 

ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนแรงซื้อสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำเอาไว้

 

ฮั่วเซ่งเฮง มองแค่พักตัว ไม่ใช่การเปลี่ยนเทรนด์

 

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า แม้ราคาทองคำในเดือนกันยายนจะเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวของทองคำยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางเทคนิคราคาทองคำได้กลับมาอยู่ในช่วงปรับฐานหลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากที่เคยปรับตัวทะลุผ่านขึ้นไปได้ในช่วงกลางเดือน

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากผ่านไปได้จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับมาของโมเมนตัมขาขึ้น

The post ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘September Effect’ กดดันทองคำพักตัวระยะสั้น ลุ้นตั้งฐาน 4,200 ดอลลาร์ รับรอบใหญ่ คิดเป็นราคาทองคำไทย 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] https://thestandard.co/scb-first-upgrade-high-net-worth/ Tue, 08 Sep 2026 03:58:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1251942 บัตร SCB FIRST พร้อมสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า High Net Worth

ทำไมธนาคารยุคนี้ถึงหันมาแข่งกันสร้าง ‘Seamless Experien […]

The post ‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตร SCB FIRST พร้อมสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า High Net Worth

ทำไมธนาคารยุคนี้ถึงหันมาแข่งกันสร้าง ‘Seamless Experience’ ด้วยการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนท์ของชีวิตลูกค้า ตั้งแต่มื้ออาหาร การเดินทาง ไปจนถึงวันพักผ่อน?

 

อาจเพราะ ‘เวลา’ กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงสุดสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ความมั่งคั่งสูง เวลายังเป็น ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ ทุกชั่วโมงที่สูญเสียไปกับเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน อาจหมายถึงโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน 

 

นี่คือเหตุผลที่ธนาคารยุคนี้แข่งกันสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกค้าผ่านบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับบน ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ ความคุ้มค่าเชิงเวลา และสิทธิพิเศษที่แตกต่าง มากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยเสียอีก

 

หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาคือ SCB WEALTH ที่เพิ่งประกาศอัปเกรดสิทธิประโยชน์ครั้งใหญ่ของบัตร SCB FIRST เพื่อสร้าง ‘Seamless Experience’ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป

 

 

ถอดรหัส 4 แกนไลฟ์สไตล์ ยกระดับบัตร SCB FIRST เพื่อตอบโจทย์แห่งความเป็นที่หนึ่งที่ครอบคลุมทุกด้านของการใช้ชีวิต

 

อัปเกรดการเดินทางแบบเดิมๆ สู่ ‘ประสบการณ์ไร้รอยต่อ’

 

หากมองผ่านเทรนด์ของกลุ่ม High Net Worth การเดินทางจะต้องมาในรูปแบบของ ‘Premium Experiential Travel’ สะดวกสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้านไปจนถึงการพักผ่อนระดับลักชัวรี

 

ในหมวดการเดินทาง SCB WEALTH แบ่งสิทธิประโยชน์ตามขนาดสินทรัพย์ให้ชัดเจนกว่าเดิม ระหว่างลูกค้ากลุ่ม ระหว่างกลุ่ม AUM 10 – <30 ล้านบาท และกลุ่ม AUM >= 30 ล้านบาท

 

สิทธิ์แรกที่ปรับ คือ Priority Pass ที่กลุ่ม AUM ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับสิทธิ์เข้าเลานจ์สนามบินเพิ่มจากเดิมเป็น 4 ครั้งต่อปีปฏิทิน พร้อมพาผู้ติดตามได้อีก 1 ท่าน ขณะที่กลุ่ม 10 ถึงต่ำกว่า 30 ล้านบาท ยังคงสิทธิ์เดิมที่ 2 ครั้งต่อปี

 

  • สำหรับสิทธิประโยชน์ใหม่ด้านการเดินทางและท่องเที่ยวที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แก่ บริการรถลิมูซีนรับ-ส่งสนามบินภายในประเทศ 1 ครั้งต่อปีปฏิทิน ซึ่งเปิดให้เฉพาะกลุ่ม 30 ล้านบาทขึ้นไป และการอัปเกรดสถานะสมาชิกโรงแรมสู่ระดับ ONYX Rewards Platinum Status ได้ทันที เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ ณ โรงแรมในเครือ ONYX Hospitality Group ที่ร่วมรายการ 17 แห่งทั่วประเทศไทย (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ status match / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย) พร้อมรับสิทธิ์พัก 2 คืน จ่าย 1 คืน หรือ พัก 4 คืน จ่าย 2 คืน ที่ Amari Hua Hin หรือ Amari Pattaya เมื่อจองพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปติดต่อกัน สูงสุด 4 คืน ตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 70 จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 ห้องพัก / ท่าน ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย นับจากวันที่อัปเกรดสถานะ)

 

สุขภาพคือคำนิยามใหม่ของความหรูหรา

 

สิ่งที่ยังคงอยู่คือสิทธิ์การใช้ฟิตเนสระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น WE Fitness, Virgin Active หรือฟิตเนสในโรงแรม 5 ดาวอย่าง Sheraton Grand Sukhumvit และ Grand Hyatt Erawan รวมถึงอีก 12 แห่งในต่างจังหวัด

 

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ โควตาการนวดผ่อนคลาย ที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 สิทธิ์ต่อไตรมาส ทั้งที่ Let’s Relax ครั้งละ 1 ชั่วโมง หรือ Health Land ครั้งละ 2 ชั่วโมง โดยจำกัดเดือนละ 1 ครั้ง (รวมไม่เกิน 12 ครั้ง/ปีปฏิทิน)

 

‘ของอร่อยที่กินบ่อยที่สุด’ คือสิ่งที่ครองใจลูกค้าได้จริง

 

ความน่าสนใจของหมวดอาหารคือ SCB WEALTH ไม่ได้โฟกัสเฉพาะกลุ่ม Fine Dining หรือโอมากาเสะราคาแพง แต่เลือกแบรนด์ที่ลูกค้าใช้บริการบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน จึงเพิ่มเครดิตเงินคืนสำหรับร้านโปรดไม่ว่าจะเป็น Starbucks, ร้านค้าในเครือ MAGURO Group และ After You

 

สำหรับกลุ่ม AUM 30 ล้านบาทขึ้นไป รับรวมสูงสุด 2,800 บาท/ปีปฏิทิน หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 700 บาท ส่วนกลุ่ม 10 – < 30 ล้านบาท สูงสุดอยู่ที่ 2,000 บาทต่อปี/ปฏิทิน หรือไตรมาสละ 500 บาท

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มสิทธิ์ใหม่ รับฟรีเมนู Super Crab Garlic Don & Kanimiso มูลค่า 499 บาท ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น SEKI เมื่อทานครบ 1,500 บาทขึ้นไป พร้อมสิทธิ์เครื่องดื่มฟรีทุกเดือนที่ The Coffee Club รวม 12 ครั้งต่อ/ปีปฏิทิน

 

เชื่อมทุกสินทรัพย์เข้าด้วยกัน เพื่อความมั่งคั่งระยะยาว

 

แกนสุดท้ายคือการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยและการสะสมความมั่งคั่งผ่านสินทรัพย์ถาวร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ มอบสิทธิ์การเป็นสมาชิก SANSIRI PRIORITY และบริการ SLC Life Curator เมื่อซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริตามเงื่อนไขที่กำหนด และส่วนลดอัตราดอกเบี้ยบ้านพิเศษ เฉพาะผู้ถือบัตร SCB FIRST เท่านั้น การจับมือกับดีเวลลอปเปอร์แถวหน้าของไทยแบบนี้ไม่ใช่แค่มอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นการดึงเม็ดเงินกู้ให้ไหลกลับเข้าพอร์ตสินเชื่อของกลุ่ม SCBX ด้วย

 

การยกเครื่องสิทธิประโยชน์ของ SCB FIRST ในรอบนี้ ถือเป็นการอัปเกรดที่สร้าง ‘Seamless Experience’ ได้ครอบคลุมทุกด้านของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง

 

ดูรายละเอียดสิทธิประโยชน์ใหม่ของบัตร SCB FIRST เพิ่มเติม ได้ที่ https://www.scb.co.th/th/scbfirst/first-privileges

 

คำเตือน “ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี”

 

The post ‘SCB FIRST’ ยกเครื่องเอกสิทธิ์ปี 2026 มีอะไรใหม่ที่ลูกค้าต้องรู้? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจเด็กจบใหม่ในจีนปี 2026 กว่า 12.7 ล้านคน ไร้ทางออก AI แย่งงานตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม https://thestandard.co/china-graduates-ai-jobs-crisis/ Tue, 08 Sep 2026 01:26:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1251887 ภาพเด็กจบใหม่ชาวจีนกำลังมองโทรศัพท์ด้วยความกังวลในเมือง

เด็กจบใหม่ในจีนต้องเผชิญกับวิกฤตตลาดงานซบเซาขึ้นเรื่อยๆ […]

The post เปิดใจเด็กจบใหม่ในจีนปี 2026 กว่า 12.7 ล้านคน ไร้ทางออก AI แย่งงานตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กจบใหม่ชาวจีนกำลังมองโทรศัพท์ด้วยความกังวลในเมือง

เด็กจบใหม่ในจีนต้องเผชิญกับวิกฤตตลาดงานซบเซาขึ้นเรื่อยๆ หลัง AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานทั่วประเทศ โดยในปี 2026 มีบัณฑิตจบใหม่มากถึง 12.7 ล้านคน กำลังหางานทำ แต่ทุกอย่างไม่ง่าย

 

 
 

ฟังเสียงสะท้อนจาก จิน ซางอวี่ นักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ รู้สึกกังวลอย่างมาก เนื่องจากตัวเขาเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวางผังเมือง แต่ต้องเฝ้ามอง AI เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมที่ตัวเขากำลังพยายามจะก้าวเข้าไปทำงาน ที่สำคัญในประกาศรับสมัครงานเต็มไปด้วยตำแหน่งที่ต้องการผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และเปิดรับคนน้อยลงถ้าเทียบกับอดีต

 

เช่นเดียวกับ จิน หญิงสาววัย 26 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้ส่งใบสมัครงานและสมัครฝึกงานระดับเริ่มต้นในฮ่องกงและจีนไปแล้วประมาณ 150 ตำแหน่ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับเลยแม้แต่แห่งเดียว ยิ่งกว่านั้น เธอยอมจ่ายเงินถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าเรียนหลักสูตรด้าน AI ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ตัวเองมีความโดดเด่นมากกว่าผู้สมัครคนอื่นในตลาดแรงงาน ทว่าหลักสูตรดังกล่าวกลับไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานเลยแม้แต่น้อย

 

อันที่จริง จิน มองว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะหากแม้กระทั่งคนทำงานที่มีประสบการณ์มานานยังถูก AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ แล้วคนรุ่นใหม่ที่กำลังพยายามก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรกจะมีโอกาสรอดได้อย่างไร พร้อมกล่าวว่า “พวกเราซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ ก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ AI จะเข้ามาแทนที่โดยตรง” และเมื่อต้องคิดถึงการวางแผนอนาคต ก็ได้แต่ตัดพ้อว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะมองไม่เห็นความหวังเลยในตอนนี้

 

คาดปี 2026 เด็กจบใหม่พุ่ง 12.7 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของจินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เท่านั้น เนื่องจากในปีนี้คาดว่าจะมีบัณฑิตจบใหม่ประมาณ 12.7 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานของจีน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขของประชากรคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานจบใหม่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายสองมิติที่เชื่อมโยงกัน

 

เมื่อมองในมิติแรก เด็กจบใหม่รุ่นนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กจบใหม่รุ่นก่อนๆ ที่ต้องเข้าสู่ตลาดงานที่มีภาวะผู้สมัครล้นเกิน และต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงซบเซา

 

แต่ในอีกมิติหนึ่ง พวกเขายังต้องเผชิญกับอุปสรรคระลอกใหม่ นั่นคือความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมต่างๆ พร้อมทั้งเปลี่ยนเกณฑ์และสิ่งที่นายจ้างรวมถึงฝ่ายสรรหาบุคลากรให้ความสำคัญในการเลือกคนเข้าทำงาน

 

เด็กจบใหม่ในหลายประเทศเจอปัญหาไม่ต่างกัน

 

กล่าวได้ว่า นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งบัณฑิตจบใหม่ในหลายประเทศต่างกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอาจจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง ทว่าในจีน ความวิตกกังวลในเรื่องนี้กลับรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนได้นำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่มีประเทศใดเทียบเท่า โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการสนับสนุนของรัฐบาลจีน

 

ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ของจีน ก็ยังคงค้างอยู่ในระดับสูงอย่างน่ากังวล โดยในเดือนกรกฎาคม อัตราการว่างงานของประชากรในเขตเมืองที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี พุ่งสูงถึง 17.9% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนตำแหน่งงานที่เหมาะสมและให้ค่าตอบแทนดีสำหรับเด็กจบใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีปริมาณเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

รัฐบาลจีนกดดันบริษัทชะลอเลิกจ้าง รับมือแรงงานยุค AI

 

คริสเตียน เหยา อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตันในนิวซีแลนด์ ซึ่งทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของคนวัยหนุ่มสาวชาวจีนในตลาดแรงงาน มองว่า อัตราการเข้ามาของ AI เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากแม้ว่า AI จะไม่ได้เป็นต้นเหตุอันเดียวของปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ก็ตาม

 

ประเด็นว่างงานนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากสำหรับผู้นำจีนซึ่งอำนาจทางการเมืองส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากคำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประชาชน แต่เมื่อปัญหาการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ที่ค้างอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ ย่อมอาจกลายเป็นชนวนต้นเหตุของความไม่สงบทางการเมืองได้ในอนาคต

 

สอดคล้องกับ สก็อตต์ ซิงเกอร์ นักวิจัยและผู้ร่วมอำนวยการโครงการ China AI Initiative ของสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ได้วิเคราะห์ไว้ว่า แม้ผลกระทบด้านลบของ AI ต่อการว่างงานในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ในปัจจุบันอาจจะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่ประเด็นนี้กลับเป็นเรื่องที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างยิ่ง โดยเขาระบุว่า จีนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานอย่างมาก

 

ด้านรัฐบาลปักกิ่งจึงเริ่มใช้วิธีส่งแรงกดดันไปยังบริษัทต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการเลิกจ้างพนักงาน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังส่งสัญญาณเตือนผ่านคำวินิจฉัยของศาลในหลายคดีว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับการอ้างเหตุผลเรื่องการประหยัดต้นทุนจากการใช้ AI มาเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงานโดยเด็ดขาด

 

ต่อมาในเดือนมกราคม รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการสนับสนุนการจ้างงานแบบมุ่งเป้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พรรคบางส่วนก็เสนอให้เพิ่มมาตรการที่ครอบคลุมขึ้น เช่น การสนับสนุนให้นายจ้างจัดฝึกอบรมด้านวิชาชีพ เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวและยกระดับทักษะให้เข้ากับตลาดงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ดีขึ้น

 

จนถึงขณะนี้ผลกระทบจากการเข้ามาของ AI และระบบอัตโนมัติได้ปรากฏชัดเจนในภาคการผลิตและธุรกิจบริการส่งอาหาร ซึ่งเป็นสองภาคส่วนที่มีการจ้างงานประชากรจำนวนมากที่สุดของจีน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มอาชีพพนักงานออฟฟิศนั้น เพิ่งจะเริ่มต้นแสดงผลออกมาให้เห็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์บัณฑิตจบใหม่หลายคนต่างบอกเล่าถึงความพยายามอย่างหนักในการหาทางตั้งหลักให้ได้ และในบางรายถึงขั้นรู้สึกสิ้นหวังในการหางาน โดยสิ่งเดียวที่พอจะช่วยปลอบใจได้ในเวลานี้ก็คือการรับรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนต่างก็กำลังเผชิญกับวิกฤตและความยากลำบากในรูปแบบเดียวกัน

 

ภาพ: chinahbzyg / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดใจเด็กจบใหม่ในจีนปี 2026 กว่า 12.7 ล้านคน ไร้ทางออก AI แย่งงานตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ชาติถือครอง ‘ที่ดิน-คอนโด’ ไทย สูงสุด ทะลุ 1 ล้านไร่-4.1 ล้าน ตร.ม. ‘พณ.’ กางข้อมูลสแกนนอมินี https://thestandard.co/foreign-land-condo-nominee-scan/ Tue, 08 Sep 2026 01:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1251883 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูล 10 ชาติถือครองที่ดินและคอนโดในไทย

กรมพัฒน์ฯ เปิดสถิตินิติบุคคลทุนต่างชาติถือครอง ที่ดิน-ค […]

The post 10 ชาติถือครอง ‘ที่ดิน-คอนโด’ ไทย สูงสุด ทะลุ 1 ล้านไร่-4.1 ล้าน ตร.ม. ‘พณ.’ กางข้อมูลสแกนนอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูล 10 ชาติถือครองที่ดินและคอนโดในไทย

กรมพัฒน์ฯ เปิดสถิตินิติบุคคลทุนต่างชาติถือครอง ที่ดิน-คอนโด เผยยอดทะลุ 1 ล้านไร่ ห้องชุด 4 ล้าน ตร.ม. พร้อมกางข้อมูล 10 สัญชาติ ครองอสังหาฯ สูงสุด

 

 
 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้นำข้อมูลสถิติที่ได้รับจากกรมที่ดินมาดำเนินการตรวจสอบบูรณาการร่วมกัน เพื่อเอกซเรย์การถือครองที่ดินและอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ในส่วนของนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน

 

โดยพบรายละเอียดภาพรวมการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคลกลุ่มดังกล่าว ดังนี้

 

  • การถือครองที่ดิน: มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจำนวน 36,277 ราย ถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง คิดเป็นเนื้อที่รวมสูงถึง 1,060,000 ไร่ (1.06 ล้านไร่)
  • การถือครองอาคารชุด (คอนโดมิเนียม): มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนจำนวน 7,082 ราย ถือครองห้องชุดรวม 76,840 ห้อง คิดเป็นเนื้อที่รวมกว่า 4.1 ล้านตารางเมตร

 

เปิด 5 จังหวัดที่มีการถือครองที่ดินสูงสุด

 

จากการตรวจสอบนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนในสัดส่วน 0.01%-49.00% (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนและบริษัทมหาชนจำกัด) พบพื้นที่ที่มีการถือครองโฉนดที่ดินมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่:

 

  1. กรุงเทพมหานคร: จำนวน 36,047 แปลง (เนื้อที่ 29,518.43 ไร่)
  2. ชลบุรี: จำนวน 29,214 แปลง (เนื้อที่ 95,846.83 ไร่)
  3. สมุทรปราการ: จำนวน 25,029 แปลง (เนื้อที่ 35,649.62 ไร่)
  4. ปทุมธานี: จำนวน 24,876 แปลง (เนื้อที่ 24,441.04 ไร่)
  5. นนทบุรี: จำนวน 19,874 แปลง (เนื้อที่ 12,563.45 ไร่)

 

10 อันดับสัญชาติถือครองโฉนดที่ดิน

 

ภาพรวมบริษัทจำกัดที่มีต่างชาติถือหุ้นสัดส่วน 0.01% – 49% (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนและบริษัทมหาชน) ที่ถือครองที่ดิน มีจำนวนรวม 30,633 ราย รวม 102,647 แปลง เนื้อที่รวม 432,210.58 ไร่ ครอบคลุมผู้ถือหุ้นกว่า 147 สัญชาติ โดย 10 อันดับแรก ได้แก่

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูล 10 ชาติถือครองที่ดินและคอนโดในไทย 1

 

10 ถือครองอาคารชุด (คอนโดมิเนียม)

 

ภาพรวมบริษัทจำกัดที่มีต่างชาติถือหุ้นสัดส่วน 0.01% – 49% (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนและบริษัทมหาชน) ที่ถือครองคอนโดมิเนียม มีจำนวนรวม 6,352 ราย รวม 33,927 ห้อง เนื้อที่รวม 1,997,175.24 ตารางเมตร ครอบคลุมผู้ถือหุ้นกว่า 112 สัญชาติ

 

โดย 10 อันดับแรก ได้แก่

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูล 10 ชาติถือครองที่ดินและคอนโดในไทย 2

 

พูนพงษ์ ย้ำว่า ตัวเลขการถือครองอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว “ยังไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นนอมินีเนื่องจากเป็นการร่วมลงทุนระหว่างคนไทยและต่างชาติจริงตามกฎหมาย แต่ยอมรับว่า บางรายมีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี”

 

ดังนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ส่งข้อมูลเชิงลึกไปยังหน่วยงานพันธมิตรหลายฝ่าย เพื่อเร่งตรวจสอบและลงรายละเอียดในทันที

 

การตรวจสอบจะครอบคลุมหลากหลายมิติ อาทิ บีโอไอและ กนอ. จะตรวจเช็กว่าผู้ได้รับสิทธิบัตรส่งเสริมมีการถือครองที่ดินตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. จะเข้าสแกนเชิงลึกด้านเส้นทางการเงิน

 

หากพบธุรกรรมผิดปกติหรือมีพฤติกรรมใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างด้าว (นอมินี) จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจและสร้างความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

The post 10 ชาติถือครอง ‘ที่ดิน-คอนโด’ ไทย สูงสุด ทะลุ 1 ล้านไร่-4.1 ล้าน ตร.ม. ‘พณ.’ กางข้อมูลสแกนนอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/ai-billionaires-wealth-increase/ Mon, 07 Sep 2026 14:09:34 +0000 https://thestandard.co/ai-billionaires-wealth-increase/ ชายสวมสูทกำลังเก็บธนบัตรดอลลาร์จำนวนมากในกระเป๋าเสื้อ

กระแสการลงทุนใน AI ผลักดันให้จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่ม […]

The post AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายสวมสูทกำลังเก็บธนบัตรดอลลาร์จำนวนมากในกระเป๋าเสื้อ

กระแสการลงทุนใน AI ผลักดันให้จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 3,795 คนในปี 2025 โดยทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกพุ่งขึ้นเป็น 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12.8% จากปีก่อนหน้า

 

Altrata บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่งคั่ง รายงานว่า จำนวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 8.2% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมาจากอุตสาหกรรม AI ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการสร้างความมั่งคั่งในหลายภูมิภาคทั่วโลก

 

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน 150 แห่งที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี โดยบริษัทที่ลงทุนใน AI อย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่างปี 2024–2025 สูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนใน AI ถึง 23%

 

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมใน AI ไม่ได้ทำให้มหาเศรษฐีมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งภายในกลุ่มมหาเศรษฐีกว้างขึ้น โดยมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป สามารถครอบครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั่วโลก

 

รายงานยังระบุว่า ปัจจุบันมีมหาเศรษฐีระดับพิเศษ หรือ ซูเปอร์บิลเลียนแนร์ จำนวน 29 คน ทั่วโลก โดยหมายถึงบุคคลที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป และ คนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 27% ของความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด

 

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2017 จำนวนมหาเศรษฐีระดับพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมมีเพียง 10 คน และ ครอบครองทรัพย์สินรวมคิดเป็น 7.2% ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั้งหมดเท่านั้น

 

มายา อิมเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายการวิเคราะห์และการจัดทำรายงานเชิงแนวโน้มของ Altrata กล่าวว่า ความนิยมใน AI และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ถึงอย่างไรนั้นความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน

 

“คาดว่าโชคลาภของมหาเศรษฐีจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทเทคโนโลยี จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามกระแสและทิศทางของ AI” อิมเบิร์ก ย้ำ

 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในปีนี้เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการเทขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปรายใหญ่ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนมหาเศรษฐีที่ถือครองหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีในสัดส่วนสูง ความผันผวนดังกล่าวทำให้มูลค่าทรัพย์สินบนกระดาษเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ได้ขายหุ้นหรือเปลี่ยนทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินสดก็ตาม

 

สอดคล้องกับ Forbes รายงานว่า อีลอน มัสก์ มีมูลค่าทรัพย์สินลดลง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ขณะที่ แลร์รี เอลลิสัน สูญเสียมูลค่าความมั่งคั่งบนกระดาษ 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

 

มายา อิมเบิร์ก ยังเตือนว่า การที่ตลาดมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่เสมอไป แต่การที่ความมั่งคั่งจำนวนมากพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีและ AI ย่อมเพิ่มความเสี่ยง หากภาคธุรกิจดังกล่าวเผชิญแรงกดดันหรือการประเมินมูลค่าปรับตัวลดลง

 

ในด้านภูมิภาค อเมริกาเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวน 1,337 คน และเพิ่มขึ้น 11.6% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

 

สำหรับสาเหตุที่จำนวนมหาเศรษฐีในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Altrata รายงานว่า ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของตลาดเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทั้งตลาดเอกชนและตลาดหุ้น รวมถึงการขยายตัวของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

ด้านฝั่งยุโรปมีมหาเศรษฐีจำนวน 1,081 คน หลังเพิ่มขึ้น 7.9% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่เอเชียมีมหาเศรษฐี 881 คน เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อนหน้า

 

ท้ายที่สุด แม้กระแสความสนใจใน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนของการเพิ่มทรัพย์สินมหาเศรษฐี แต่ Altrata ย้ำว่า ปี 2025 ยังเป็นปีที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในหลายด้าน เนื่องจากสินทรัพย์หลักทุกประเภทที่บริษัทติดตามให้ผลตอบแทนเป็นบวก

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่สินทรัพย์หลักทุกประเภทให้ผลตอบแทนเป็นบวกพร้อมกัน แม้ตลาดจะต้องเผชิญความผันผวนจากสงครามการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ตาม

 

ภาพ: Evgeniy Voytik/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป https://thestandard.co/kumamoto-airport-direct-bangkok-vietnam-indonesia/ Mon, 07 Sep 2026 12:49:41 +0000 https://thestandard.co/kumamoto-airport-direct-bangkok-vietnam-indonesia/ ภาพสนามบินคุมาโมโตะพร้อมเครื่องบินและข้อความระบุแผนเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030

ผู้บริหารสนามบินคุมาโมโตะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น […]

The post สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสนามบินคุมาโมโตะพร้อมเครื่องบินและข้อความระบุแผนเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030

ผู้บริหารสนามบินคุมาโมโตะบนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เตรียมเปิดเที่ยวบินประจำสู่ประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมสำรวจความเป็นไปได้ของเส้นทางบินไปยังเวียดนามและจุดหมายอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

บริษัท Kyushu Kumamoto International Airport ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานสนามบินแห่งนี้ กำลังหารือกับสายการบินและบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวเรื่องช่วงเวลาและรายละเอียดอื่นในการเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ ภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2030 โดยอาจมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำให้บริการก่อนเที่ยวบินประจำ

 

ฮิเดอากิ ยามาคาวะ ประธานบริษัท ระบุว่านอกจากเส้นทางไทยแล้ว บริษัทต้องการขยายเครือข่ายไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต โดยเขามองว่าเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นจุดหมายที่เป็นไปได้ แม้จะยอมรับว่าการสร้างความไว้วางใจกับสายการบินต้องใช้เวลา

 

ปัจจุบันสนามบินแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงงานของ TSMC และ Sony Group มีเส้นทางบินระหว่างประเทศ 6 เส้นทาง เชื่อมต่อกับไต้หวันและเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 11 เส้นทาง

 

ผู้โดยสารต่างชาติโต 32 เท่า จนทำกำไรครั้งแรก

 

สนามบินคุมาโมโตะเคยเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2016 ก่อนจะถูกแปรรูปเป็นเอกชนในปี 2020 และให้ Kyushu Kumamoto International Airport ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรวมถึง Mitsui Fudosan และสายการบินรายใหญ่ เข้ามาบริหาร

 

จากนั้นในปี 2023 สนามบินก็เปิดอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันที่รวมการให้บริการเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศไว้ด้วยกัน จนทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 3.81 ล้านคนในปีงบประมาณ 2025 จาก 2.6 ล้านคนในปีงบประมาณ 2022 ซึ่งเป็นช่วงหลังการระบาดของโควิด

 

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งจำนวนผู้โดยสารพุ่งจาก 20,000 คนเป็น 640,000 คน หรือเพิ่มขึ้นราว 32 เท่า และส่งผลให้ผู้บริหารสนามบินมีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แปรรูปเป็นเอกชนเต็มรูปแบบ

 

เป้าหมายถัดไปคือการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศอีกมากกว่า 40% จากระดับปีงบประมาณ 2025 ไปสู่ 920,000 คนภายในปีงบประมาณ 2029 โดยราว 20% ของจำนวนดังกล่าวจะเป็นชาวญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ

 

เพื่อรองรับการขยายเส้นทางระหว่างประเทศ สนามบินตัดสินใจเลื่อนแผนขยายอาคารผู้โดยสารให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ในปีงบประมาณ 2034

 

โดยในระยะแรกที่ตั้งเป้าเพิ่มเส้นทางระหว่างประเทศเป็น 8 เส้นทาง สนามบินจะเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินและพื้นที่พักคอยให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2029

 

เดิมพันธุรกิจขนส่งสินค้าจากโรงงานในพื้นที่

 

อีกด้านที่สนามบินต้องการขยายคือธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยในปี 2025 ได้จัดตั้งคลังสินค้าที่เก็บของนำเข้าและส่งออกไว้ชั่วคราวได้โดยยังไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะนำของออกไป

 

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม สำนักงานศุลกากรสาขายัตสึชิโระของศุลกากรนางาซากิ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบศุลกากรเฉพาะทางมาประจำเพื่อดูแลการตรวจปล่อยสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งสำนักงานศุลกากรในจังหวัดนางาซากิที่อยู่ทางเหนือของคุมาโมโตะเป็นผู้ดูแลสนามบินในคิวชูฝั่งตะวันตก

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ทำเลของสนามบิน เพราะนอกจากโรงงานที่มีอยู่แล้วของ TSMC และ Sony พื้นที่ดังกล่าวยังมีการพัฒนาโรงงานผลิตแห่งใหม่อยู่ระหว่างดำเนินการ

 

ยามาคาวะระบุว่าการใช้สนามบินที่อยู่ใกล้เคียงช่วยลดทั้งต้นทุนการขนส่งทางรถบรรทุกและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้สนามบินคุมาโมโตะเป็นอีกทางเลือกที่ภาคธุรกิจใช้ได้จริง

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลา 1 ทศวรรษหลังแผ่นดินไหวปี 2016 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะอีกครั้ง

 

ยามาคาวะระบุว่าสนามบินจัดการสถานการณ์ได้โดยไม่มีปัญหา ทั้งการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารผู้โดยสาร, รันเวย์ และลานจอด โดยไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเขามองว่าปัจจัยสำคัญคือการที่อาคารเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงแผ่นดินไหวตั้งแต่ต้น

 

ภาพ: eric1207cvb / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สนามบินคุมาโมโตะเตรียมเปิดบินตรงกรุงเทพฯ ภายในปี 2030 พร้อมมองเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นเป้าถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/south-korea-tourist-complaints-record/ Mon, 07 Sep 2026 12:45:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1251831 นักท่องเที่ยวในกรุงโซล เกาหลีใต้

เรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นทำสถิ […]

The post ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวในกรุงโซล เกาหลีใต้

เรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวในเกาหลีใต้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ยังไม่หมดปี โดยปัญหาที่ถูกร้องเรียนมีตั้งแต่คนขับแท็กซี่ขับรถหวาดเสียว ไปจนถึงร้านค้าในห้างสรรพสินค้าคิดราคาเกินจริง
 

 
ข้อมูลที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) รวบรวมไว้ระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้มีเรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ 1,753 เรื่อง ซึ่งมากกว่าตัวเลข 1,744 เรื่องของทั้งปี 2025 ไปแล้ว ทั้งที่ผ่านไปเพียง 7 เดือนเท่านั้น
 
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้มีนัยสำคัญคือมันเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวเกาหลีใต้กำลังเฟื่องฟู เพราะเป็นครั้งแรกที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 10 ล้านคนตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งปีแรก อีกทั้งดุลบัญชีท่องเที่ยวของประเทศยังเกินดุลต่อเนื่องหลายเดือน
 
สำหรับช่องทางร้องเรียนนั้นมาจาก 2 ทาง คือเว็บไซต์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการท่องเที่ยว และสายด่วนล่ามเพื่อการท่องเที่ยวหมายเลข 1330
 
ผู้ใช้บริการทั้ง 2 ช่องทางส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากติดปัญหาด้านภาษาเวลาต้องไปร้องเรียนกับผู้ประกอบการโดยตรง ทำให้ตัวเลขที่ปรากฏสะท้อนเสียงของคนกลุ่มนี้เป็นหลัก
 
หากดูย้อนหลังจะเห็นว่าเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2018 ยกเว้นเฉพาะช่วงการระบาดของโควิด
 
ปีแรกที่เก็บข้อมูลมีเรื่องร้องเรียน 1,263 เรื่อง ตามด้วย 1,165 เรื่องในปี 2019 ก่อนจะดิ่งลงเหลือ 364 เรื่องในปี 2020, 119 เรื่องในปี 2021 และ 288 เรื่องในปี 2022 จากมาตรการจำกัดการเดินทางในช่วงโรคระบาด
 
จากนั้นตัวเลขก็ไต่กลับขึ้นมาพร้อมกับการฟื้นตัวของความต้องการเดินทาง โดยอยู่ที่ 902 เรื่องในปี 2023, 1,543 เรื่องในปี 2024 และ 1,744 เรื่องในปี 2025 ก่อนที่ยอดของปีนี้จะแซงสถิติเดิมภายในเวลาเพียง 7 เดือน
 

ที่พักและช้อปปิ้งครองครึ่งหนึ่งของเรื่องร้องเรียน

 
เมื่อแยกตามประเภทปัญหา กลุ่มที่พักและการช้อปปิ้งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด
 
อันดับ 1 คือที่พักทั่วไป ซึ่งครอบคลุมปัญหาอย่างการยกเลิกการจองฝ่ายเดียวและการเรียกเก็บค่าปรับที่สูงเกินไป โดยมี 500 เรื่อง ตามมาด้วยปัญหาจากการช้อปปิ้ง ทั้งการบริการที่ไม่เป็นมิตรและข้อพิพาทเรื่องราคา ซึ่งมี 376 เรื่อง
 
อันดับ 3 คือปัญหาเกี่ยวกับสนามบินและสายการบิน ทั้งการดำเนินงานของสายการบินและสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบินที่ไม่เพียงพอ ซึ่งมี 186 เรื่อง
 
ส่วนอันดับ 4 คือแท็กซี่ที่ 182 เรื่อง โดยปัญหาหลักคือการปฏิเสธไม่กดมิเตอร์และการขับรถหวาดเสียว ตามด้วยปัญหาเกี่ยวกับโรงแรมที่ 146 เรื่อง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการจองฝ่ายเดียว, การบริการที่แย่ และความสะอาด
 
ที่น่าสังเกตคือปัญหาเรื่องค่าปรับการยกเลิกที่พักที่ไม่เป็นธรรมมักปะทุขึ้นซ้ำๆ ในช่วงที่มีอีเวนต์ใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตของวง BTS ซึ่งผู้ที่ติดตามอุตสาหกรรมนี้มองว่าการแก้ปัญหาด้านบริการที่เป็นต้นตอ คือกุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตของการท่องเที่ยวเกาหลีใต้เอาไว้
 

ปูซานพุ่ง 2.5 เท่าหลังคอนเสิร์ต BTS

 
กรุงโซลมีเรื่องร้องเรียนมากที่สุดที่ 665 เรื่อง ตามด้วยเมืองปูซานทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ 594 เรื่อง, เมืองอินชอนที่ 176 เรื่อง และเกาะเชจูซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางตอนใต้ที่ 155 เรื่อง
 
กรณีที่น่าสนใจที่สุดคือปูซาน ซึ่งเรื่องร้องเรียนในช่วงมกราคมถึงกรกฎาคมพุ่งขึ้นเป็นราว 2.5 เท่าของ 239 เรื่องในช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการที่เมืองนี้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ของ BTS เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งดึงผู้มาเยือนเข้าเมืองราว 110,000 คน
 
หากแยกตามสัญชาติ ผู้ร้องเรียนจากจีนมีจำนวนมากที่สุดที่ 680 เรื่อง ตามด้วยชาวเกาหลีใต้เองที่ 276 เรื่อง, ชาวญี่ปุ่นที่ 263 เรื่อง, ชาวไต้หวันที่ 182 เรื่อง และชาวฮ่องกงที่ 87 เรื่อง
 
ในภาพรวม นักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 84.3% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 15.7% เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ
 

นักวิชาการชี้ต้นตอคือโครงสร้างพื้นฐานที่ตามไม่ทัน

 
ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันปรับปรุงความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเอาไว้
 
ยุน จีฮวาน อาจารย์ด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยคยองฮี ให้ความเห็นว่าเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัว เรื่องร้องเรียนและตัวชี้วัดเชิงลบอื่นก็ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
เขาระบุกับสำนักข่าว Yonhap ว่าสาเหตุหนึ่งของการพุ่งขึ้นครั้งนี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ
 
ทางออกที่เขาเสนอคือการเพิ่มปริมาณระบบขนส่งและที่พัก ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันดึงลูกค้ามากขึ้น และมาตรฐานการบริการก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ยุนเตือนว่าประสบการณ์แย่ๆ ที่ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้
 
ภาพ : LegoCamera / Shutterstock
 อ้างอิง:

The post ที่พักยกเลิกจองฝ่ายเดียว ร้านค้าโก่งราคา แท็กซี่ไม่กดมิเตอร์ ปัญหาที่ทำให้เกาหลีใต้ถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนหนักสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน https://thestandard.co/snnp-warehouse-fire-no-impact/ Mon, 07 Sep 2026 10:33:46 +0000 https://thestandard.co/snnp-warehouse-fire-no-impact/ ภาพกราฟิกข่าว SNNP แจงไฟไหม้โกดังสินค้า

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ช […]

The post ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว SNNP แจงไฟไหม้โกดังสินค้า

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 07.05 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณโกดังคลังเก็บสินค้าและอาคารผลิตขนมขาไก่และน่องไก่ ภายในโรงงานของบริษัทฯ บริเวณซอยสุขาภิบาล 2 พุทธมณฑลสาย 5

 

โดยบริษัทฯ สามารถควบคุมและระงับเหตุเพลิงไหม้ได้เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. เบื้องต้นไม่พบผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีประกันภัยคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและสินค้า โดยจะร่วมกับบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประเมินความเสียหายตามขั้นตอน เบื้องต้นวงเงินประกันภัยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 

พร้อมยืนยันว่าให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงาน ผู้เกี่ยวข้อง ทรัพย์สิน และชุมชนโดยรอบ พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หากมีความคืบหน้า บริษัทฯ จะรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

 

สำหรับผลกระทบต่อการดำเนินงาน บริษัทฯ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้า เนื่องจากมีสินค้าคงคลังเพียงพอรองรับการจำหน่ายได้ประมาณ 1 เดือน นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานของบริษัทฯ ในประเทศเวียดนาม รวมถึงผู้ผลิตภายนอก (OEM) เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการจัดจำหน่ายสินค้าได้

 

ภาพ: ศรีนานาพรฯ แจง

 

The post ศรีนานาพรฯ แจงเหตุไฟไหม้โกดังสินค้า เบื้องต้นไม่กระทบชุมชน-การผลิต ยันมีสต็อกสินค้ารองรับ 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชำแหละ 4 ทางเลือก ร่างแผน PDP เวอร์ชัน 2026 นักวิชาการตั้งคำถาม Demand เปลี่ยน ไทยต้องสร้างไฟฟ้าใหม่แค่ไหน? จับตางบ 2 แสนล้าน ต้นทุนใหม่ SMR-CCS-Hydrogen https://thestandard.co/pdp-2026-electricity-demand-smr-cost/ Mon, 07 Sep 2026 10:21:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1251775 ภาพประกอบแผนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย

นักวิชาการ ชำแหละร่าง PDP 2026 ชี้โจทย์ใหญ่ Demand เปลี […]

The post ชำแหละ 4 ทางเลือก ร่างแผน PDP เวอร์ชัน 2026 นักวิชาการตั้งคำถาม Demand เปลี่ยน ไทยต้องสร้างไฟฟ้าใหม่แค่ไหน? จับตางบ 2 แสนล้าน ต้นทุนใหม่ SMR-CCS-Hydrogen appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย

นักวิชาการ ชำแหละร่าง PDP 2026 ชี้โจทย์ใหญ่ Demand เปลี่ยนสมการไฟฟ้า ห่วงค่า Load Factor ลดลงต่อเนื่อง หากบริหารพีคได้ดี อาจลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตงบ 2 แสนล้าน สัดส่วนต้นทุนเทคโนโลยีใหม่ SMR CCS และ Green Hydrogen ยังไม่ชัด

 

 

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยถึงประเด็นเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ล่าสุดว่า ร่างแผนดังกล่าวยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุง

 

โดยเฉพาะในแง่ของความชัดเจน เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากเอกสารที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ยังคงมีประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามอีกเป็นจำนวนมาก

 

จับดาดีมานด์ไฟฟ้ากับแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน

 

ประเด็นแรก คือ เรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือดีมานด์ (Demand) โดยคำถามสำคัญอยู่ที่การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีกระแสข่าวออกมา โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขที่มี การส่งเสริมหรือกำลังการผลิตไฟฟ้าแล้ว ถือว่ามีปริมาณค่อนข้างมากในระดับหลักล้านครัวเรือน แม้ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้มีจำนวนถึงระดับดังกล่าวก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีผู้ติดตั้งในระดับหลักแสนครัวเรือน ก็ยังถือเป็นจำนวนที่มาก โดยกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่จะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Independent Power Supply : IPS)

 

ขณะที่อาจมีไฟฟ้าส่วนที่เหลือไหลออกนอกระบบอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย

 

ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว แผน PDP มีการคำนึงถึงกลุ่ม IPS ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือ การใช้เงินกู้ครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้จำนวนผู้ผลิต IPS เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก

 

“คำถามคือ ทางผู้จัดทำแผนได้คำนึงถึงปัจจัยนี้แล้วหรือไม่ เพราะตอนที่จัดทำร่างแผนนี้ อาจจะยังไม่ได้พิจารณาเลยด้วยซ้ำว่าจะมีเงินกู้ 200,000 ล้านบาทนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง”

 

หากปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า แต่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณร่วมในการพยากรณ์ ก็จะทำให้ตัวเลขพยากรณ์คลาดเคลื่อนได้ทันที

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบของการไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในแผน PDP จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะผู้ใช้ไฟหันไปผลิตไฟฟ้าและบริโภคเองทั้งหมด

 

ดังนั้น หากไม่ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าวแล้วนำไปบวกเพิ่มเข้าไป ความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงก็อาจลดลงจากที่เคยพยากรณ์ไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่

 

ห่วงบริหารจัดการแฟกเตอร์ (Load Factor)

 

ประเด็นต่อมา ยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยหากสังเกตตัวเลข 2 ชุดในแผน ได้แก่ พลังงานไฟฟ้ารวม (Energy) และพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่มีการพยากรณ์ระหว่างปี 2565 ถึง 2593 จะพบว่าค่าปัจจัยการใช้กำลังไฟฟ้า หรือโหลดแฟกเตอร์ (Load Factor) ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงไปมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าโดยภาพรวมของประเทศลดลง

 

ดังนั้น คำถามสำคัญข้อแรกคือ เหตุใดค่าโหลดแฟกเตอร์จึงลดลงมากถึงขนาดนี้

 

ส่วนหนึ่งอาจพอเข้าใจได้ว่าน่าจะมาจากการใช้และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มขึ้น และช่วงเวลาที่เกิดพีคก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากช่วงบ่ายมาเป็นช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. แทน

 

คำถามต่อเนื่องคือ เมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น หน่วยงานมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การติดตั้ง Smart Meter การคิดค่าไฟแบบ Time of Use (TOU) หรือมาตรการการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) รวมถึงวิธีการอื่น ๆ เพื่อช่วยลดหรือเลื่อนเวลาการเกิดพีค และทำให้โหลดแฟกเตอร์ปรับตัวดีขึ้นอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง

 

เพราะปัจจุบันค่าโหลดแฟกเตอร์ลดลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการและพัฒนาค่าโหลดแฟกเตอร์ให้ดีขึ้นได้ ความจำเป็นที่จะต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ก็อาจไม่สูงตามที่เคยคาดการณ์ไว้

 

ศ.ดร.พรายพล กล่าวอีกว่า ประเด็นถัดมาเป็นกลุ่มคำถามที่ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าน่าจะสำคัญที่สุด คือ ข้อมูลด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร

 

แนะวางสัดส่วนเทคโนโลยีใหม่ SMR CCS Hydrogen ให้ชัด

 

โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) หรือแม้แต่ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีการระบุตัวเลขต้นทุนที่ชัดเจน

 

“ไฮโดรเจนสีเขียวก็ไม่ได้กำหนดไว้ว่าในอนาคตแนวโน้มต้นทุนจะลดลงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แต่กลับบรรจุไว้ในแผนว่าจะนำมาใช้งานจริงในที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ”

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่มีความไม่แน่นอนมากที่สุดคือเรื่องเทคโนโลยี CCS โดยมีเพียงตัวเลขต้นทุนเดียวที่คาดการณ์ไว้ คือประมาณ 135 เหรียญต่อตัน

 

ในความเป็นจริง ด้วยความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) เพื่อพิจารณาว่า หากต้นทุนไม่ได้ปรับลดลงตามที่คาดการณ์ไว้

 

หรือมีความเป็นไปได้ทางเทคนิคไม่เป็นจริงอย่างที่คาด จะมีแผนหรือทางเลือกอื่นรองรับอย่างไรบ้าง ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังไม่มีความกระจ่างในร่างแผน PDP 2026

 

นอกจากนี้ ข้อมูลตัวเลขบางอย่างก็ยังให้มาไม่ครบถ้วน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ มีการให้ข้อมูลเพียงตัวเลขขนาดเมกะวัตต์ (MW) แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาในการจ่ายไฟฟ้าว่าแบตเตอรี่นั้นสามารถจ่ายไฟได้กี่ชั่วโมง ซึ่งตามปกติแล้วจำเป็นต้องระบุข้อมูลดังกล่าวให้ครบถ้วน

 

โดยการที่ข้อมูลและต้นทุนเหล่านี้มีอยู่น้อยมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า แผนดังกล่าวได้นำข้อมูลไปผ่านกระบวนการหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (Optimization) เพื่อค้นหาทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุด (Least Cost Option) ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมจริงหรือไม่

 

เพราะหากข้อมูลนำเข้าไม่ครบถ้วนหรือมีความผิดพลาดสูง ทางเลือกทั้ง 4 ทางที่เสนอมาในแผน ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดจริง

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเปรียบเทียบทั้ง 4 ทางเลือกที่เสนอมา จะเห็นว่าดูเหมือนจะเลือกกรณีที่ 3 ให้ดูดีที่สุด เนื่องจากทางเลือกนี้มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ หรือเรียกได้ว่าเกือบจะต่ำที่สุด ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ต่ำที่สุด

 

โดยทางเลือกที่จัดทำขึ้นดูง่ายจนเกินไป จนน่าสงสัยว่าข้อมูลจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ และต้นทุนของเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำให้ราคาค่าไฟฟ้าต่ำลงได้ถึงขนาดนั้นจริงหรือไม่ รวมถึงมีเหตุผลและหลักการอะไรที่รองรับ ข้อสังเกตเหล่านี้ถือเป็นประเด็นทางเทคนิคที่มีผลกระทบอย่างสูงต่อการจัดทำแผน

 

ส่วนประเด็นปลีกย่อยก็มีอยู่ เช่น เหตุใดข้อสมมติฐานบางข้อจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำถามเชิงสงสัยที่เชื่อว่าประชาชนและผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็คงต้องการถาม เพื่อให้มั่นใจว่าผลการศึกษามีความรัดกุม รอบคอบ ครบถ้วน และเหมาะสมจริง

 

ภาพประกอบแผนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย 1

 

สนพ. เปิด 4 ทางเลือก PDP 2026

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 วันที่ 8 กันยายน 2569 ซึ่งวางแผนระบบไฟฟ้าไทยปี 2569-2593 รับโจทย์ใหม่จาก Green Demand, Data Center และ AI, Prosumer, EV และกติกาคาร์บอนโลก

 

โดยเบื้องต้น ภายใต้ร่างแผน คาดการณ์ปี 2593 ไทยจะใช้ไฟฟ้า 402,063 ล้านหน่วย และมี Peak 63,688 MW

 

โดย New Demand หลักมาจาก EV 91,736 GWh และ Data Center 42,468-55,744 GWh

 

ขณะที่ EEP และ Solar Rooftop จะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าจากระบบรวมกว่า 147,000-179,000 GWh

 

สำหรับ Data Center สนพ.เลือกใช้กรณีความต้องการ 6,799-8,811 MW แทนกรณีสูง 19,808 MW เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานและระบบส่ง พร้อมเปลี่ยนเกณฑ์ความมั่นคงจาก Reserve Margin เป็น LOLE ไม่เกิน 1 วันต่อปี

 

ภาพประกอบแผนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย 2

 

เปิดเสรีไฟฟ้า Direct PPA เปิดทาง SMR 9,000 MW

 

สำหรับหัวใจของ PDP2026 คือ 4 ทางเลือกสู่ Net Zero โดยทุกกรณีมีพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 65% ได้แก่ Base Case 65%, Net Zero by CCS 65%, Net Zero by RE 89% และ RE&CCS 73%

 

ขณะที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ในช่วง 3.83-3.89 บาทต่อหน่วย

 

โดยช่วง 2569-2580 ทั้ง 4 ทางเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน คือเพิ่มกำลังผลิต 50,900 MW ประกอบด้วย Solar 24,300 MW, BESS 14,500 MW, CCGT 9,100 MW, Wind 2,700 MW และ SMR 300 MW ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทาง Net Zero ในช่วง 2581-2593

 

นอกจากนี้ แผนเปิดทาง SMR รวม 9,000 MW ใน 5 ภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Active Consumer ทั้งการผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง รวมถึงการให้บริการแก่ระบบไฟฟ้า

 

สอดคล้องกับแนวทางเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าผ่านกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และ Third Party Access (TPA)

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น

 

โดยโจทย์สำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงไฟฟ้า ต้นทุนค่าไฟ และการลดคาร์บอน

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

The post ชำแหละ 4 ทางเลือก ร่างแผน PDP เวอร์ชัน 2026 นักวิชาการตั้งคำถาม Demand เปลี่ยน ไทยต้องสร้างไฟฟ้าใหม่แค่ไหน? จับตางบ 2 แสนล้าน ต้นทุนใหม่ SMR-CCS-Hydrogen appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาความเสี่ยง ‘2W’ สงคราม-สภาพอากาศแปรปรวน ซ้ำเติม ‘กันชนเศรษฐกิจไทย’ ที่เปราะบางและบางลงทุกขณะ https://thestandard.co/thai-economy-2w-risks/ Mon, 07 Sep 2026 09:28:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1251759 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงความเสี่ยง 2W (สงครามและสภาพอากาศ) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวด […]

The post จับตาความเสี่ยง ‘2W’ สงคราม-สภาพอากาศแปรปรวน ซ้ำเติม ‘กันชนเศรษฐกิจไทย’ ที่เปราะบางและบางลงทุกขณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงความเสี่ยง 2W (สงครามและสภาพอากาศ) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

เศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ทว่าเมื่อมองข้ามช็อตไปสู่ปี 2570 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน

 

 
 

ล่าสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2570 พร้อมชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ ‘เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก’ และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K-Shaped ที่ทวีความรุนแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในระดับแรงงานและระดับภาคธุรกิจ

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาท่ามกลางความกังวลเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ถึง 2%

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่สูงกว่าคาด จากอานิสงส์ของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง ช่วยชดเชยผลกระทบจากสถานการณ์ช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี ส่งผลให้ SCB EIC ปรับประมาณการการเติบโต GDP ของไทยในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 2.2%

 

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ 2.1% แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูทรงตัว แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภายใน จะพบการสลับขั้วของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเครื่องยนต์ที่เคยเติบโตได้ดีอย่าง การบริโภคภาคเอกชน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากปัญหาตลาดแรงงานเปราะบาง หนี้สินครัวเรือนในระดับสูง และการฟื้นตัวของรายได้ที่ล่าช้า

 

ในทางกลับกัน การลงทุนภาคเอกชน จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘พระเอกคนใหม่’ ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2570 โดยคาดว่าจะเติบโตได้เกือบ 5% ในปีหน้า หลังจากที่เติบโตได้เกือบ 10% ในปีนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากเงินในกระดาษมาเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดรอบของการลงทุนระลอกใหม่ (Investment Cycle) ควบคู่ไปกับการส่งออกที่ยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การเติบโตของการลงทุนและการส่งออกดังกล่าวมีข้อจำกัดที่น่ากังวล เนื่องจากมาพร้อมกับ อัตราการนำเข้า ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่ายอดการนำเข้าเติบโตเกือบ 30% การที่มีสัดส่วนสินค้านำเข้าสูง (High Import Content) ส่งผลให้ผลประโยชน์ที่แท้จริง (Net Benefit) ที่จะหมุนเวียนและตกสู่ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งผลประโยชน์ดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Data Center เป็นหลัก ทำให้ผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานในภาพรวมยังมีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน

 

ความเหลื่อมล้ำ ‘K-Shaped’ รุนแรงขึ้น ลามสู่ภาคธุรกิจ SME ทรุดหนัก-กลุ่มทุนใหญ่ 1% รุ่งเรือง

 

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K-Shaped ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ ดร.ปุณยวัจน์ ระบุว่า ปัจจุบันภาพนี้กำลังปรากฏชัดเจนและมีความรุนแรงยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ ทั้งในมิติของประเภทธุรกิจและขนาดของธุรกิจ

 

  1. มิติประเภทธุรกิจ (Sector-wise K-Shape): การส่งออกและการลงทุนเติบโตดีกระจุกตัวเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นกลุ่มขาขึ้นของตัว K ในขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์กลับมีทิศทางการเติบโตที่แยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจน หากกระแส AI ยังคงเติบโตต่อไป ประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น
  2. มิติขนาดธุรกิจ (Size-wise K-Shape): 
    • กลุ่มทุนใหญ่แถวหน้า (Top 1%): จากข้อมูลการฟื้นตัวของรายได้เฉลี่ยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562 = 100) พบว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น Top 1% แรก (วัดจากรายได้) มีรายได้เติบโตขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 30-40% ถือเป็นกลุ่มเดียวที่สามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นและมีกันชนทางการเงินที่แข็งแกร่ง
    • กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไป (Non-Top 1%): มีการเติบโตในลักษณะทรงตัวหรือราบเรียบ (Flat)
    • กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs): รายได้เฉลี่ยในปัจจุบันยังคง ต่ำกว่า ระดับก่อนโควิด-19 และยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นวิกฤตหนัก โดยยอดสินเชื่อของกลุ่ม SME หดตัวติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปีเต็ม และติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้เป็นอย่างดีและมียอดสินเชื่อเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 6.6%

 

นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว ภาคแรงงานของไทยก็สะท้อนปัญหา K-Shaped อย่างรุนแรงเช่นกัน แม้เศรษฐกิจจะเติบโตและการลงทุนจะขยายตัว แต่สถิติการปิดโรงงานยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเปิดโรงงานใหม่ยังคงติดลบ ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ที่แท้จริง (Real Income) ของแรงงานไทย (รายได้สุทธิที่รวมโบนัสและค่าล่วงเวลาแล้วหักออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ในปีนี้ยังคง ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ประมาณ 4-5% ซึ่งสะท้อนว่าผ่านไป 5-6 ปี รายได้ที่แท้จริงของแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากรายได้โตช้าและถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเงินเฟ้อ

 

จับตาความเสี่ยง ‘2W’ (War & Weather) บนกันชนเศรษฐกิจที่บางลง

 

เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ลากยาวไปจนถึงปี 2570 SCB EIC เสนอให้ติดตามปัจจัยความเสี่ยงภายนอกประเทศที่สำคัญภายใต้รหัส 2W อันประกอบไปด้วย

 

  • W1: War (สงครามที่มี 2 มิติย่อย)
    1. Trade War (สงครามการค้า) ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับมาตรการกำแพงภาษี 12.5% ภายใต้มาตรา 301 จากประเด็นการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) อีกทั้งต้องจับตาสถานการณ์สินค้าล้นตลาด (Excess Capacity) จากจีนที่ไหลเข้าสู่ไทย ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยถูกปรับเพิ่มกำแพงภาษีสูงขึ้นกว่าเดิมจาก 12.5% เป็น 19% หรืออาจมากกว่านั้นได้ในอนาคตอันใกล้
    2. Middle East War (สงครามตะวันออกกลาง) จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสผันผวนสูงและกลับไปแตะระดับเกือบ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันสำรอง (Strategic Oil Reserves) ทั่วโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น การนำน้ำมันสำรองมาใช้จะทำได้ยาก และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • W2: Weather (สภาพภูมิอากาศแปรปรวน) ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่อาจทวีความรุนแรงเข้าสู่ภาวะ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรผันผวน และส่งผลให้รายได้ของภาคเกษตรกรไทยในปี 2570 มีความเสี่ยงที่จะหดตัวติดลบ 

 

ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำเตือนว่า ความเสี่ยง 2W ทั้งหมดข้างต้นนี้น่ากังวลเป็นพิเศษเนื่องจากมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ กันชนเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Buffer) อยู่ในภาวะที่น้อยลงและเปราะบางอย่างยิ่ง ทั้งกันชนในมิติทางการคลังและมิติของค่าจ้างแรงงาน ส่งผลให้หากประเทศไทยต้องเผชิญกับช็อกเหล่านี้พร้อมกัน ระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากขาดเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง

 

นโยบายการเงินและการคลัง คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีหน้า

 

ในแง่ของเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจ ดร.ปุณยวัจน์ ได้จำแนกทิศทางของนโยบายการเงินและการคลังในปีหน้าไว้ดังนี้

 

  • นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ในปีนี้เศรษฐกิจได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาทแรกได้ถูกใช้ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายไปแล้ว ขณะที่เม็ดเงินอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะทยอยลงสู่ระบบและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจในระยะถัดไปและต่อเนื่องถึงปี 2570 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของประเทศเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดที่มากขึ้น ส่งผลให้หลังจากหมดมาตรการจากงบก้อนนี้แล้ว ความสามารถในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่เพิ่มเติมในอนาคตจะมีอยู่อย่างจำกัดและลดน้อยลงอย่างมาก 
  • นโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ย (Monetary Policy & Interest Rate) สำหรับนโยบายการเงินและการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 เป็นอย่างน้อย หากไม่มีเหตุการณ์ช็อกที่รุนแรงเกิดขึ้น


โดยมีเหตุผลสนับสนุนสำคัญสองด้าน ได้แก่

    1. เหตุผลที่ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย: แม้ในช่วงก่อนหน้านี้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อได้ทยอยปรับลดลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมายแล้ว อีกทั้งเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Inflation) เป็นหลัก กนง. จึงไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
    2. เหตุผลที่ไม่ปรับลดดอกเบี้ย: แม้จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำกว่าศักยภาพ (โตเพียง 2% ต้น ๆ) รายได้ของแรงงานฟื้นตัวช้า และกลุ่ม SME ประสบภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างรุนแรง แต่การลดดอกเบี้ยในขณะนี้อาจยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนัก สอดคล้องกับสัญญาณจากทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เน้นย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1% มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว

 

แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้นโดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคการลงทุนเอกชนที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนชิ้นใหม่ แต่ความเปราะบางภายในระบบเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped ที่ทวีความชัดเจนและข้อจำกัดของกันชนเชิงนโยบาย (Policy Buffer) ที่ลดน้อยลง จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางความอยู่รอดของภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยง “2W” อย่างใกล้ชิดเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

 

ภาพ: Anirut Thailand / Shutterstock

The post จับตาความเสี่ยง ‘2W’ สงคราม-สภาพอากาศแปรปรวน ซ้ำเติม ‘กันชนเศรษฐกิจไทย’ ที่เปราะบางและบางลงทุกขณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น 2.53% ในส.ค. ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติด พาณิชย์จับตาความเสี่ยงราคาน้ำมันผันผวน-เอลนีโญรุนแรง https://thestandard.co/thailand-inflation-august-oil-elnino/ Mon, 07 Sep 2026 07:17:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1251683 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนสิงหาคมที่ 2.53% และคาดการณ์ทั้งปี 1.8%

อัตราเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น 2.53% ในเดือนสิงหาคม นับเป็ […]

The post เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น 2.53% ในส.ค. ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติด พาณิชย์จับตาความเสี่ยงราคาน้ำมันผันผวน-เอลนีโญรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขเงินเฟ้อไทยเดือนสิงหาคมที่ 2.53% และคาดการณ์ทั้งปี 1.8%

อัตราเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น 2.53% ในเดือนสิงหาคม นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติด จากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับ และความเสี่ยงเอลนีโญที่ต้องจับตา พาณิชย์คงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั้งปีนี้อยู่ที่ขยายตัว 1.8% คาด ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หยุดไม่สะดุดเงินเฟ้อ

 

 
 

วันนี้ (7 กันยายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทย เดือนสิงหาคม 2569 สูงขึ้น 2.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และเร่งตัวขึ้นที่ 0.56% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (MoM)

 

เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม มีผลจากปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

  • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม (Operation Economic Outcast) ร่วมกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
  • สภาพอากาศมีความแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง

 

ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 1.44% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 1.34% YoY โดยเพิ่มขึ้น 0.20% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (MoM)

 

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 8 เดือน (มกราคม – สิงหาคม) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้นร้อยละ 1.37% (AoA)

 

อัตราเงินเฟ้อไทยเทียบอาเซียน

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับสูงขึ้น 1.95% (YoY) โดยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 31 จาก 135 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียนจาก 8 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข

 

🇹🇱ติมอร์-เลสเต +0.5%

🇲🇾มาเลเซีย +1.8%

🇹🇭ไทย +1.95%

🇸🇬สิงคโปร์ +2.2%

🇮🇩อินโดนีเซีย +2.88%

🇻🇳เวียดนาม +4.45%

🇵🇭ฟิลิปปินส์ +6.2%

🇱🇦สปป.ลาว +7.6%

 

คงประมาณการเงินเฟ้อเป็นบวกต่อเนื่อง

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนกันยายน 2569 ทาง สนค. คาดว่า จะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่

  • ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และมีการปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า
  • ราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

 

สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่

  • ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท
  • ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะแข่งขันที่สูงและผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง

พาณิชย์มองเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 1.8%

 

นันทพงษ์กล่าวระหว่างการแถลงภาวะเงินเฟ้อ โดยคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั้งปีของไทยอยู่ที่ 1.81% ภายใต้สมมติฐานว่า

  • อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54%
  • อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.70%
  • อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 3 คาดว่าอยู่ที่ 2.37% (f)
  • อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 4 คาดว่าอยู่ที่ 2.70% (f)

 

โดยยังคาดว่า ค่ากระแสไฟฟ้าปรับลดลง 2.58% ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 3.0% และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 24.48% ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี (กันยายน – ธันวาคม)

 

นอกจากนี้ พาณิชย์ยังเตือนว่ามีโอกาส 81% ที่เอลนีโญจะพัฒนาตัวเป็นกำลังแรงมาก ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 และคาดว่าจะคงอยู่จนถึง กุมภาพันธ์-เมษายน 2570 ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารสดและเนื้อสัตว์เร่งตัวสูงขึ้น

มอง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หยุดไม่สะดุด เงินเฟ้อ

 

สำหรับมาตรการเยียวยาค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ นันทพงษ์ระบุว่า จะไม่ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อมากนัก เพราะการส่งผ่านราคาเกิดขึ้นในระดับหนึ่งแล้วก่อนเริ่มโครงการ ทำให้การอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ไม่ได้ส่งผลต่อการขึ้นราคามากนัก

 

สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารจานเดียว ซึ่งประกอบด้วย ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว/ราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดกะเพรา ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเพียง 37 รายการในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าระดับ 180 รายการในเดือนพฤษภาคม ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุด และเป็นช่วงก่อนเริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

ส่วนโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ นันทพงษ์มองว่าจะช่วยภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มีการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น โดยระบุว่า ถ้ามีก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคแตะ ‘แดนลบ’ ในรอบ 2 เดือน

 

นอกจากนี้ สนค.ยังเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 49.5 ซึ่งลดลงจาก 51.1 ในเดือนกรกฎาคม และอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งถือว่าอยู่ใน ‘แดนลบ’ หรือช่วง ‘ไม่เชื่อมั่น’ ตามหลักการอ่านค่าดัชนี สะท้อนว่าผู้บริโภคมองเศรษฐกิจในแง่ลบหรือมีความกังวล

 

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดในเดือนสิงหาคม 3 อันดับแรก ได้แก่ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

The post เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้น 2.53% ในส.ค. ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือนติด พาณิชย์จับตาความเสี่ยงราคาน้ำมันผันผวน-เอลนีโญรุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง https://thestandard.co/us-wealthy-tax-free-investments/ Sun, 06 Sep 2026 12:03:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1251519 มือถือธนบัตรดอลลาร์โผล่พ้นน้ำทะเล สื่อถึงการลงทุนของเศรษฐี

กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เ […]

The post มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือธนบัตรดอลลาร์โผล่พ้นน้ำทะเล สื่อถึงการลงทุนของเศรษฐี

กลุ่มคนรวยที่สุดในสหรัฐฯ กำลังเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่มุมที่เคยเงียบเหงาของธุรกิจประกันชีวิต เพื่อเป้าหมายเดียวคือการลดภาระภาษีของตัวเองลง

 

 
 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดกระแสนี้คือการที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นมาหลายปี ทำให้ผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากเปลี่ยนโฟกัสจากคำถามว่าจะลงทุนในอะไร มาเป็นคำถามว่าควรวางเงินลงทุนไว้ที่ไหนจึงจะได้เปรียบที่สุด

 

ในทางปฏิบัติ คำตอบมักหมายถึงการนำการลงทุนที่สร้างดอกเบี้ยสม่ำเสมอหรือกำไรระยะสั้น ไปไว้ในบัญชีที่ปลอดภาษีอย่างบัญชีเพื่อการเกษียณ (IRA) ทว่าบัญชีประเภทนั้นจำกัดวงเงินฝากไว้ที่เพียงปีละ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 246,750 บาท)

 

ทางออกที่คนกลุ่มนี้หันไปใช้จึงเป็นประกันชีวิตแบบเสนอขายเฉพาะกลุ่ม หรือ Private-Placement Life Insurance (PPLI) ซึ่งเป็นสัญญาประกันที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ และเปิดให้ลงทุนได้ไม่จำกัดวงเงินโดยเงินเติบโตแบบปลอดภาษี

 

จิม ไวต์ ผู้ก่อตั้ง Great Oak Wealth Management เปรียบเทียบว่ามันคือบัญชีเกษียณแบบ Roth IRA ที่อัดสเตียรอยด์เข้าไป สำหรับคนที่มีกำลังจ่ายและต้องการส่งต่อให้ทายาท

 

สินทรัพย์ในกรมธรรม์ทะลุ 1.45 ล้านล้านบาท

 

กรมธรรม์ประเภทนี้ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นในหมู่คนรวย ซึ่งใช้มันลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเฮดจ์ฟันด์, สินเชื่อนอกระบบธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด

 

เหตุผลที่ต้องใช้กรมธรรม์ห่อหุ้มก็เพราะการลงทุนเหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็มาพร้อมภาระภาษีรายปีที่หนักตามไปด้วย

 

บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลในกรมธรรม์ประเภทนี้มากกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2025 ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Life Insurance Strategies Group

 

ที่มาของกรมธรรม์ประเภทนี้เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยอาศัยข้อกำหนดในประมวลกฎหมายภาษีที่ตั้งใจส่งเสริมให้ผู้คนดูแลผู้อยู่ในอุปการะผ่านการทำประกันชีวิต

 

ทว่ามันเริ่มได้รับความนิยมจริงจังเมื่อกว่าทศวรรษก่อน เมื่อที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งพบว่าตัวเองสามารถบริหารสินทรัพย์เหล่านั้นและเก็บค่าธรรมเนียมได้ เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าวถูกล็อกไว้เป็นเวลาหลายปี

 

กฎ IRS บังคับให้สละอำนาจสั่งซื้อขาย

 

จุดที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือ เพื่อให้เป็นไปตามกฎของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ผู้ลงทุนต้องสละอำนาจควบคุมสินทรัพย์ที่อยู่ในกรมธรรม์

 

นั่นหมายถึงการนำเงินไปไว้ในกองทุนเฉพาะทางที่เรียกว่ากองทุนสำหรับกรมธรรม์ประกันโดยเฉพาะ หรือบัญชีที่บริหารแยกต่างหาก ซึ่งการลงทุนทั้งหมดจะถูกจัดหาและดูแลโดยที่ปรึกษาเพียงฝ่ายเดียว

 

เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ลูกค้าผู้มั่งคั่งบางรายที่ทำงานในวงการไพรเวทอิควิตี้ถอยออกไป เพราะพวกเขาต้องการลงทุนในกองทุนของตัวเองหรือกองทุนที่เพื่อนบริหารอยู่

 

ไมเคิล ฟอนตานีนี รองประธานอาวุโสฝ่ายการขายและออกแบบขั้นสูงของ Lion Street เครือข่ายประกันชีวิต อธิบายว่าเจ้าของกรมธรรม์จะโทรบอกที่ปรึกษาว่าให้ขายหุ้น Apple แล้วไปซื้อ Google แทนไม่ได้

 

เขาเสริมว่าเจ้าของกรมธรรม์ยังตกลงแผนล่วงหน้ากับที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนไม่ได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้สินทรัพย์ในกรมธรรม์ยังต้องกระจายความเสี่ยง โดยทั่วไปต้องมีอย่างน้อย 5 รายการ และเพื่อรักษาสถานะปลอดภาษีเอาไว้ กรมธรรม์ต้องผ่านการทดสอบการกระจายความเสี่ยงทุกไตรมาส รวมถึงการทดสอบเรื่องอำนาจควบคุมของผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

เกณฑ์ขั้นต่ำเริ่มที่สินทรัพย์ 32.9 ล้านบาท

 

กรมธรรม์ประเภทนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะผู้ถือต้องเป็นนักลงทุนที่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีสินทรัพย์ที่ลงทุนได้อย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.9 ล้านบาท) หรือเป็นผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ ซึ่งต้องมีอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 164.5 ล้านบาท)

 

ทว่าในทางปฏิบัติ คนที่ใช้กรมธรรม์นี้มักร่ำรวยกว่าเกณฑ์ดังกล่าวมาก โดยที่ปรึกษาระบุว่าโดยทั่วไปควรใส่เบี้ยประกันอย่างน้อย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงจะประหยัดภาษีได้มากพอที่จะคุ้มกับความซับซ้อนและค่าธรรมเนียม

 

ค่าธรรมเนียมที่ว่านั้นสูงถึง 2-4% ต่อปีในช่วงปีแรกๆ ซึ่งรวมค่าบริหารการลงทุนเข้าไปแล้ว

 

ทอม คัลลาฮาน จาก BFA Family Offices ระบุว่าราว 1 ใน 4 ของครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงมากซึ่งเขาให้คำปรึกษา มีกรมธรรม์ประเภทนี้อยู่แล้วหรือกำลังพิจารณา และเขาคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอีก

 

ตัวอย่างที่เขากำลังดูแลคือผู้บริหารในวงการไพรเวทอิควิตี้ที่เปิดกรมธรรม์เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน โดยคาดว่าจะได้รับเงินคืนจากกองทุนของบริษัทตัวเอง 30-50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 987 ล้านถึง 1.65 พันล้านบาท ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ผู้บริหารรายนี้ต้องการกระจายความเสี่ยงด้วยการนำเงินสดไปลงทุนในเฮดจ์ฟันด์, สินเชื่อนอกระบบธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดที่บริหารโดยบริษัทอื่น

 

สิ่งที่เขาต้องทำตามกฎคือทยอยใส่เบี้ยประกันตลอดช่วง 5 ปี เนื่องจากกฎประกันห้ามอัดเบี้ยเข้าไปกระจุกตัวในช่วงต้น เพราะการใส่เงินเร็วเกินไปอาจทำให้กรมธรรม์สูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วน

 

ผลลัพธ์ที่คาดไว้คือการลงทุนของเขาอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ในวันข้างหน้า โดยไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้หรือภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์แม้แต่บาทเดียวจากการเติบโตนั้น

 

แม้เขาจะถอนเงินหรือกู้โดยใช้มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์เป็นหลักประกันได้ แต่โดยทั่วไปก็ไม่ได้คิดจะแตะเงินก้อนนี้ เพราะเมื่อเสียชีวิต เงินดังกล่าวจะตกถึงผู้รับผลประโยชน์แบบปลอดภาษีเงินได้ในรูปของเงินสินไหมมรณกรรม

 

อีกชั้นหนึ่งที่ที่ปรึกษามักแนะนำคือการวางกรมธรรม์ไว้ในทรัสต์ที่เพิกถอนไม่ได้ซึ่งตั้งไว้ให้บุตร ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษีมรดกด้วย โดยคัลลาฮานสรุปว่านี่คือวิธีสร้างเปลือกที่ประหยัดภาษีมาห่อหุ้มการลงทุนที่เสียภาษีหนัก

 

ร่างกฎหมายในสภาจ่อเก็บภาษีรายปี

 

ในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกรัฐสภาบางส่วนต้องการให้กรมธรรม์ประเภทนี้เสียสถานะปลอดภาษี โดยเมื่อเดือนเมษายน รอน ไวเดน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต รัฐออริกอน เสนอร่างกฎหมายที่จะแยกกรมธรรม์ประเภทนี้ออกจากประกันชีวิตแบบดั้งเดิม

 

ผลของร่างกฎหมายดังกล่าวคือกำไรและขาดทุนจะต้องถูกนำมาคิดภาษีกับผู้ถือกรมธรรม์ในแต่ละปีที่เกิดขึ้นจริง

 

ไวเดนระบุในเอกสารประกาศร่างกฎหมายว่าไม่อาจปล่อยให้คนรวยจำนวนหนึ่งที่เลี่ยงภาษี ใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติทางภาษีแบบพิเศษนี้ในทางที่ผิด เพื่อตั้งเฮดจ์ฟันด์ปลอดภาษีและซุกซ่อนเงินก้อนมหาศาล

 

ขณะเดียวกันก็มีทางเลือกที่เสี่ยงกว่านั้น โดยที่ปรึกษาซึ่งทำงานกับลูกค้าผู้มั่งคั่งในต่างประเทศระบุว่า บริษัทประกันนอกสหรัฐฯ มักดำเนินการในเชิงรุกมากกว่า ถึงขั้นเปิดให้ผู้ถือกรมธรรม์ใส่ทั้งหุ้นในธุรกิจ, เรือยอชต์, งานศิลปะ และบิตคอยน์เข้าไปในกรมธรรม์ได้

 

ทว่าฟอนตานีนีจาก Lion Street เตือนว่าธุรกรรมลักษณะนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบของ IRS โดยระบุว่าสิ่งที่ได้ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องแลก และการที่มีคนบอกว่าทำได้ ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะผ่านการตรวจสอบจริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 4 กันยายน 2569

 

ภาพ : Golden Dayz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post มหาเศรษฐีอเมริกันแห่ซื้อประกันชีวิตแบบพิเศษ ที่เงินลงทุนโตแบบปลอดภาษี แต่ห้ามสั่งซื้อขายสินทรัพย์ด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมธนาคารกลางยุโรปทยอยย้ายทองคำออกจากสหรัฐฯ โดยทองส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกขนข้ามมหาสมุทร https://thestandard.co/europe-central-banks-move-gold-us/ Sun, 06 Sep 2026 08:42:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1251483 ภาพระยะใกล้ชายชาวเอเชียกำลังถือทองคำแท่ง

ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ยืนยันเมื่อสัปดาห์นี้ว่าได้ย้ายทอ […]

The post ทำไมธนาคารกลางยุโรปทยอยย้ายทองคำออกจากสหรัฐฯ โดยทองส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกขนข้ามมหาสมุทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ชายชาวเอเชียกำลังถือทองคำแท่ง

ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ยืนยันเมื่อสัปดาห์นี้ว่าได้ย้ายทองคำของประเทศออกจากอเมริกาเหนือแล้วหลายสิบตัน โดยระบุว่าการโยกย้ายครั้งนี้จะทำให้ประเทศเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตรุนแรงได้ดีขึ้น

 

 
 

ปริมาณที่ย้ายคือ 86 ตัน จากทองคำทั้งหมดราว 313 ตันที่เก็บไว้ในสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งถูกโยกไปยังกรุงลอนดอน โดยธนาคารกลางให้เหตุผลว่าเป็นเพราะความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ทองคำเหล่านั้นพร้อมนำมาใช้ได้ทันทีในสถานการณ์วิกฤต

 

คำถามที่ตามมาคือทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงทำเช่นนี้ และกำลังคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่หรือไม่ ซึ่งคำตอบดูจะไม่ใช่อย่างนั้น หากเป็นการตอบสนองต่อสภาพโลกที่ไม่มั่นคงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จากสงครามการค้าและสงครามที่ใช้กำลัง ซึ่งทำให้หลายประเทศเลือกเก็บทองคำไว้ใกล้บ้านตัวเองมากขึ้น

 

ไม่ใช่ประเทศแรกที่ย้ายทองกลับ

 

เนเธอร์แลนด์ไม่ใช่ชาติแรกที่ทำเช่นนี้ เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาฝรั่งเศสก็ประกาศว่าได้ย้ายทองคำสำรองออกจากสหรัฐฯ กลับมาเก็บไว้ในประเทศแล้ว

 

ก่อนหน้านั้น ธนาคารกลางเยอรมนีหรือ Bundesbank เคยย้ายทองคำออกจากที่เก็บในต่างประเทศมากกว่า 216 ตัน แบ่งเป็น 111 ตันจากนิวยอร์ก และอีก 105 ตันจากปารีส โดยทยอยทำในช่วงหลายปีจนแล้วเสร็จในปี 2016

 

กลยุทธ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงที่โลกไม่มั่นคง โดย ลินา โทมัส และ ดาน สตรอยเวน นักวิเคราะห์วิจัยจาก Goldman Sachs ระบุว่าธนาคารกลางยุโรปบางแห่งเคยย้ายทองคำบางส่วนไปเก็บที่นิวยอร์กในช่วงสงครามเย็น

 

อย่างไรก็ตาม โจเซฟ คาวาโทนี นักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสของ World Gold Council ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าแม้สงครามและความตึงเครียดทางการค้าจะมีส่วนต่อการตัดสินใจเหล่านี้ แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยอันดับต้นๆ

 

เขาชี้ว่าปัจจัยอื่นอย่างเงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย และการมีทองคำอยู่ในที่ที่ซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว ก็มีบทบาทเช่นกัน

 

คาวาโทนีระบุว่าตนไม่ได้รู้สึกว่ามีหายนะกำลังจะมาถึง แต่คิดว่าผู้คนเข้าใจวิธีบริหารสินทรัพย์สำรองมากขึ้น ทั้งการทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นเติบโตและการคิดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นว่าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร

 

ด้าน โอลาฟ สไลเปน ผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ระบุว่าธนาคารคาดว่าจะไม่มีวันต้องใช้ทองคำเหล่านั้น แต่จำเป็นต้องเสริมความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือเอาไว้

 

ทำไมต้องเป็นลอนดอน?

 

เหตุผลที่ลอนดอนถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดคือสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางการค้าทองคำรายใหญ่ของโลก เพราะหากต้องการซื้อหรือขายทองคำอย่างรวดเร็วในยามวิกฤต ลอนดอนคือที่ที่ควรอยู่ ซึ่งทำให้ธนาคารกลางอังกฤษกลายเป็นจุดเก็บทองยอดนิยม

 

ธนาคารกลางอังกฤษเป็นหนึ่งในผู้ดูแลทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยใต้อาคารสถาบันอายุ 300 ปีแห่งนี้ในใจกลางกรุงลอนดอน มีทองคำแท่งเก็บอยู่ราว 400,000 แท่ง มูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านปอนด์ (ประมาณ 8.91 ล้านล้านบาท)

 

ผลสำรวจในอุตสาหกรรมโดย World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางอังกฤษยังคงเป็นสถานที่เก็บทองที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทว่าธนาคารกลางทั่วโลกก็เริ่มกระจายที่เก็บโลหะมีค่าดังกล่าวไปยังที่อื่นมากขึ้น

 

โทมัสและสตรอยเวนจาก Goldman Sachs มองว่าคำถามที่ว่าจะเก็บทองคำของประเทศไว้ที่ไหน กลายเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลทุนสำรองให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทองคำที่ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ย้ายออกจากสหรัฐฯ และแคนาดาระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมปีนี้ ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในห้องนิรภัยของธนาคารกลางอังกฤษแล้ว

 

ย้ายทองข้ามทวีปทำกันอย่างไร

 

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือการย้ายทองคำในโลกยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องขนของจริงข้ามมหาสมุทรเสมอไป

 

ในกรณีของเนเธอร์แลนด์ ธนาคารกลางขายทองคำราว 59 ตันในนิวยอร์ก แล้วไปซื้อเพิ่มในลอนดอนแทน ซึ่งหมายความว่าทองคำจำนวนนั้นไม่ต้องถูกลำเลียงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเลย

 

ทว่าก็ยังมีทองคำมากกว่า 27 ตันที่ถูกขนย้ายจริงจากสหรัฐฯ และแคนาดาไปยังเมืองไซสต์ในเนเธอร์แลนด์ และมีปริมาณใกล้เคียงกันที่ถูกส่งต่อจากไซสต์ไปยังลอนดอน

 

บริษัทที่ให้บริการขนย้ายลักษณะนี้มักไม่เปิดเผยว่าปฏิบัติการเกิดขึ้นอย่างไร แต่พอจะบอกได้ว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยและการวางแผนนั้นละเอียดรอบคอบอย่างมาก เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุปล้นแบบในภาพยนตร์ขึ้นจริง

 

คาวาโทนีอธิบายว่าวิธีมาตรฐานอย่างหนึ่งในการย้ายทองคำคือการขายในที่หนึ่งแล้วซื้อในอีกที่หนึ่ง เช่น หากต้องการให้ทองอยู่ที่นิวยอร์กแต่ปัจจุบันอยู่ที่ลอนดอน ก็สามารถขายที่ลอนดอนแล้วซื้อที่นิวยอร์กในวันเดียวกันและเวลาเดียวกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการโอนทางบัญชีโดยไม่ต้องขนย้ายจริง

 

สำหรับบริษัทที่รับขนส่งทองคำข้ามพรมแดนนั้นมีอยู่ไม่กี่ราย หนึ่งในนั้นคือ Brink’s Global Services ซึ่งระบุกับ BBC ว่าเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้ากลุ่มธนาคารกลางในช่วงที่ผ่านมา

 

นาเดอร์ อันตาร์ รองประธานบริหารของ Brink’s ระบุว่าความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่สูงขึ้น รวมถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ที่เพิ่มขึ้น ดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดแนวโน้มนี้

 

ธนาคารกลางซื้อทองปีละ 1,000 ตัน

 

เหตุผลที่เรื่องสถานที่เก็บทองกลายเป็นประเด็นในใจธนาคารกลาง ก็เพราะพวกเขาซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลของ World Gold Council ระบุว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสะสมทองคำเฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากค่าเฉลี่ย 500 ตันในทศวรรษก่อนหน้า โดยแนวโน้มนี้ย้อนกลับไปได้ถึงช่วงวิกฤตการเงินโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า

 

อย่างไรก็ตาม การเก็บทองไว้ในประเทศตัวเองก็มีต้นทุน โดยโทมัสและสตรอยเวนชี้ว่าต้องลงทุนทั้งระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ, โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการตรวจสอบ และการทำประกัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่อาจสูงเกินตัวสำหรับธนาคารกลางขนาดเล็ก

 

ในแง่ราคานั้น ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มาแรงต่อเนื่องหลายปี โดยราคาพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 164,600 บาท) เมื่อเดือนมกราคม

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาคือสถานะของทองคำในความรู้สึกของผู้คนที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งควรลงทุนในช่วงที่เกิดความปั่นป่วนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามการค้าและสงครามที่ใช้กำลัง

 

เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยก็มีอิทธิพลต่อความนิยมของทองคำเช่นกัน เพราะด้วยความหายากและมูลค่าที่มนุษย์ให้กับมันมาหลายพันปี ทองคำจึงค่อนข้างทนทานต่อภาวะราคาสินค้าที่สูงขึ้น และถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ดี

 

ธนาคารเพื่อการลงทุนอย่าง Charles Schwab ระบุว่าตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นเร็วกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ถูกจับตามากที่สุดอย่างมาก

 

แม้ปัจจุบันราคาทองคำจะลดลงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อต้นปีนี้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต

 

ขณะที่นักวิจัยของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (ประมาณ 161,300 บาท) ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสูงกว่าราคาเมื่อเดือนสิงหาคมอยู่ 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,900 บาท)

 

โดยโทมัสและสตรอยเวนมองว่าความต้องการทองคำจากธนาคารกลางคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาพุ่งขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

 

ภาพ : Twinsterphoto / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมธนาคารกลางยุโรปทยอยย้ายทองคำออกจากสหรัฐฯ โดยทองส่วนใหญ่ไม่ต้องถูกขนข้ามมหาสมุทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น https://thestandard.co/norway-oil-fund-cut-us-bonds/ Sun, 06 Sep 2026 07:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1251471 ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุ […]

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐ

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75.72 ล้านล้านบาท) เสนอให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

 
 

ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงกระทรวงการคลังนอร์เวย์และเผยแพร่เมื่อสัปดาห์นี้ ซึ่งแนะนำให้ลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะหมายถึงการลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กองทุนถืออยู่ราว 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลงเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของ Reuters

 

ขณะที่การคำนวณของ Bloomberg ประเมินว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลงราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านล้านบาท) ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท)

 

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ขนาดของกองทุน ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเฉลี่ยบริษัทละ 1.5% ทำให้การตัดสินใจเรื่องพอร์ตลงทุนสามารถส่งอิทธิพลต่อกระแสเงินในตลาดวงกว้างได้

 

สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง

 

รายละเอียดของข้อเสนอระบุว่าน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในดัชนีตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนจะลดลงในระดับที่น้อยกว่า จาก 16.8% เหลือ 14.1%

 

ในทางกลับกัน สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4% ส่วนสัดส่วนของอังกฤษจะคงเดิมที่ 4.2% ซึ่งกองทุนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ดัชนีสอดคล้องกับน้ำหนักของตลาดโดยรวมมากขึ้น

 

ที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ เพราะโฆษกของ NBIM ระบุว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมจะยังคงอยู่ที่ราว 50% เท่าเดิม

 

สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสมภายในตลาดดอลลาร์ นั่นคือถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ น้อยลง แล้วไปถือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ มากขึ้นแทน

 

โดยสัดส่วนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 16.2% เป็น 27.6% ทำให้น้ำหนักรวมของสกุลเงินดอลลาร์ในดัชนีตราสารหนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย จาก 52.9% เหลือ 52.5%

 

อีดา วอลเดน บาเช ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ และ นิโคไล ตังเงน ซีอีโอของ NBIM ระบุในจดหมายว่าสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ 50% เพียงพอต่อความต้องการสภาพคล่อง รวมถึงในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

 

ทั้งสองยังอธิบายว่ากองทุนจะได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงขึ้นจากการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า อย่างตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง ซึ่งพวกเขามองว่าเหมาะกับสถานะนักลงทุนระยะยาว

 

เหตุผลที่ยกมาคือตราสารประเภทดังกล่าวมักเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยลดความผันผวนเพิ่มเติมได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้เอกชน

 

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนวิธีถ่วงน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นการอิงกับมูลค่าตลาดแทน โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันหนี้ภาครัฐที่สูงกลายเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบางประเทศอีกต่อไป

 

จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน

 

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลังและภาระหนี้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ

 

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อและผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายประจำที่พึ่งพาได้ กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น, จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

 

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ NBIM โดยเฉพาะ เขาระบุว่าขนาดของการลดนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่ว่าผู้ถือและผู้ซื้อรายเดิมเริ่มพึ่งพาได้น้อยลงต่างหากที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

ในมุมของนักวิเคราะห์อีกด้าน เคนเนธ ครอมป์ตัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยของ National Australia Bank มองว่า NBIM ไม่ได้กำลังตัดสินเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง

 

เขาอธิบายว่ากองทุนกำลังโต้แย้งว่าตัวเองถือพันธบัตรรัฐบาลมากพอสำหรับความต้องการสภาพคล่องอยู่แล้ว และนักลงทุนที่มองระยะยาวควรเก็บเกี่ยวผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตราสารหนี้ที่หลากหลายกว่านี้

 

ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

 

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทุนจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามนั้น

 

กระบวนการที่รออยู่คือ NBIM จะรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่ยื่นต่อกระทรวงในเดือนมกราคม จากนั้นจะถูกหารือในกระบวนการจัดทำสมุดปกขาวประจำปีของกองทุนในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

 

หลังจากนั้นกระทรวงจึงจะเสนอคำแนะนำขั้นสุดท้ายต่อรัฐสภา ซึ่งจะจัดการพิจารณาต่อไป โดยโฆษกของ NBIM ระบุว่าหากมีการปรับลดพอร์ตตราสารหนี้จริง ก็ไม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้จนกว่าจะเข้าสู่ปี 2027 ไปแล้วหลายเดือน

 

กองทุนยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อตลาดและต้นทุนการทำธุรกรรม

 

ด้าน เอลเลน ไรทัน เลขานุการแห่งรัฐ ระบุผ่านอีเมลว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดในสมุดปกขาวที่จะเสนอต่อรัฐสภาในฤดูใบไม้ผลิ หลังกระทรวงการคลังทบทวนคำแนะนำอย่างละเอียดแล้ว

 

เธอยังชี้ว่าคณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายให้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มีกำหนดเสนอรายงานในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย

 

คารีน ธอร์เบิร์น ศาสตราจารย์จาก Norwegian School of Economics ซึ่งเคยร่วมเป็นกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทาง

 

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง เพราะคิดว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตโดยรวมด้วยการเพิ่มหุ้นและลดตราสารหนี้น่าจะดีกว่า

 

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนนั้น ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนมีสินทรัพย์ตราสารหนี้มากกว่า 6.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.25 ล้านล้านบาท) ซึ่งราว 59.5% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหากรวมตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 69%

 

ทั้งนี้ กองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้จากน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ไปลงทุน เพิ่งทำผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ในครึ่งปีแรกที่ 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท) ซึ่งตังเงน ซีอีโอของกองทุน ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่านี่คือระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

 

เขายังออกมาเตือนคนนอร์เวย์บ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่ากองทุนจะต้องเจอกับภาวะตกต่ำในสักวันหนึ่ง โดยผลทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของ NBIM พบว่าหากเกิดการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่ากองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24.36 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 35%

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

 

ภาพ : Volodymyr TVERDOKHLIB / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>