Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 02 May 2026 09:23:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ทีมไทยแลนด์’ บุกวอชิงตัน ถก USTR หอการค้านำทัพ 14 บิ๊กคอร์ปไทย เปิดเกมรุกตลาด 2.8 ล้านล้าน https://thestandard.co/thailand-us-trade-investment/ Sat, 02 May 2026 09:23:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1203309 ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ หอการค้าไทยนำทัพ 14 บิ๊ […]

The post ‘ทีมไทยแลนด์’ บุกวอชิงตัน ถก USTR หอการค้านำทัพ 14 บิ๊กคอร์ปไทย เปิดเกมรุกตลาด 2.8 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ หอการค้าไทยนำทัพ 14 บิ๊กคอร์ป ผนึก ‘ทีมไทยแลนด์+’ บุกเวที SelectUSA 2026 ที่วอชิงตัน

 

 
 

โดยการเดินทางครั้งนี้ ‘ศุภจี’ รุกเดินหน้าขยายโอกาสการค้า-การลงทุน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ พร้อมหารือผู้แทนการค้า ‘USTR’ เคลียร์ปมมาตรา 301 ครอบคลุม 3 กลุ่มสินค้า

 

แม้ USTR คงสถานะประเทศไทยไว้ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL) พร้อมผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี

 

‘หอการค้าไทย’ นำทีมเอกชน ‘ทีมไทยแลนด์+’ รุกขยายการค้าไทย-สหรัฐฯ SelectUSA

 

วันที่ 2 พ.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เตรียมนำคณะภาคเอกชนไทย 14 บริษัท เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2569 โดยเป็นการบูรณาการการทำงานของ ‘ทีมไทยแลนด์+’ ระหว่างภาครัฐและเอกชน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา

 

ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 1

 

โดยการเดินทางครั้งนี้ ภาคเอกชนได้รับเกียรติจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นผู้นำคณะภาคเอกชนไทย สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยมี ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

 

สำหรับกำหนดการในช่วงต้น (วันเสาร์-อังคาร) คณะผู้แทนจะเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ อาทิ การพบปะหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ การหารือกับภาคเอกชนและนักลงทุนชั้นนำ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้เวที SelectUSA ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกด้านการส่งเสริมการลงทุนของสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (business networking) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก และการเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับนักลงทุนไทย

 

“ภาคเอกชนไทย เชื่อมั่นว่า รูปแบบทีมไทยแลนด์ จะช่วยยกระดับศักยภาพไทยในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนอกจากส่งเสริมการค้า ส่งออกและนำเข้า ขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีระบบนิเวศ ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง จะเป็นอีกกลไก สร้างการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์ กล่าว

 

เดิมพันตลาดสหรัฐฯ 2.8 ล้านล้านบาท ชิงโอกาสใหม่ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

 

ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึงประมาณ 42% คิดเป็นมูลค่าราว 720,000 ล้านบาท หรือเกือบ 24% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

 

สะท้อนถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะตลาดหลักของไทย และมีแนวโน้มว่าทั้งปีอาจมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งหมด หรือ 2.8 ล้านล้านบาท

 

“ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน โดยเฉพาะจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ภาคเอกชนไทยต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ และกระจายความเสี่ยงธุรกิจ การเข้าร่วม SelectUSA ครั้งนี้ เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เสริมความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยภาพรวม” ดร.พจน์ กล่าว

 

ขณะที่ ในด้านความร่วมมือเชิงนโยบาย ภาคเอกชนไทยยังได้มีบทบาทสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกให้กับภาครัฐ

 

“โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาการค้ากับ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอจากภาคธุรกิจไทย อันจะช่วยเสริมความพร้อมของทีมไทยแลนด์ในการดำเนินการเจรจาอย่างมีประสิทธิภาพ”

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทยได้ร่วมมือกับ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และ หอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) มาอย่างต่อเนื่อง และเคยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit มาแล้วในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 2

 

หอการค้าไทยฯ คาดว่า การเข้าร่วมในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการ เชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าโลก (global value chain) และสร้างโอกาสใหม่ด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในสหรัฐอเมริกา

 

เปิดชื่อ 14 บิ๊กคอร์ปไทย ร่วมคณะ Select USA 2026

 

1. The Thai Chamber of Commerce and Board of Trade of Thailand

 

2. AMCHAM: The American Chamber of Commerce in Thailand

 

3. Sea Value PLC.

 

4. CPF North America

 

5. Thai Union Group

 

6. Indorama Ventures

 

7. Gulf Development PCL

 

8. PTT PCL & PTT International Trading USA Inc.

 

9. Banpu PCL

 

10. SCG Packaging

 

11. Bangkok Bank

 

12. Merchant Partners

 

13. Intellectual Design Group

 

14. Stars Semicon US Inc.

 

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าไทย โดยมีกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริหารหอการค้าไทย เข้าร่วม

 

ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 3

 

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย-สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทย ในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

 

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือ แนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบาย ด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ นอกจากศุภจี มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit

 

“การเดินทางร่วมกับภาคเอกชนครั้งนี้ ยังมีกำหนดการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ”

 

นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 สหรัฐฯ โดยได้ขอข้อมูลชี้แจงใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่

 

  • อุตสาหกรรมยานยนต์
  • ยางพารา
  • เครื่องจักร

 

ทั้งนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการไต่สวนในประเด็นต่างๆ โดยกรณีแรกเป็นการไต่สวนร่วมกับอีก 16 ประเทศ

 

ขณะที่ อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งมีประเทศที่ถูกตรวจสอบพร้อมกันกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยไทยได้ส่งข้อมูลชี้แจงครบถ้วน และไม่พบข้อบ่งชี้ใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

สำหรับกระบวนการพิจารณา ได้จัดทำคำชี้แจงภายใต้มาตรา 301 ส่งให้ USTR แล้ว และเตรียมเข้าร่วม Public Hearing และ Technical Consultation ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-14 พ.ค.2569 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing)

 

เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลที่ไทยยื่นไป และในช่วงวันที่ 13-14 พ.ค. จะมีการหารือเชิงเทคนิค (Technical Consultation) กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)

 

สหรัฐฯ คงไทยใน Watch List ทรัพย์สินทางปัญญา

 

รายงานข่าวระบุ อีกว่า ล่าสุด (2 พ.ค.) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ประกาศรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ ประจำปี 2569 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ หรือ Special 301 โดยยังคงสถานะประเทศไทยไว้ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List (WL)

 

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐฯ รับรู้ถึงพัฒนาการเชิงบวกของไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การป้องปรามการละเมิด และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ตัวแทน ‘ทีมไทยแลนด์’ ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 4

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า USTR ได้จัดทำรายงาน Special 301 เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยแบ่งสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม

 

ได้แก่ ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด หรือ Priority Foreign Country (PFC), ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ Priority Watch List (PWL) และประเทศที่ต้องจับตามอง หรือ Watch List

 

สำหรับผลการประกาศล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย สหรัฐฯ ยังคงสถานะไทยอยู่ในบัญชี Watch List ร่วมกับอีก 18 ประเทศและกลุ่มประเทศ

 

ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาร์เบโดส เบลารุส โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ตรินิแดดและโตเบโก และตุรกี

 

“การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี WL ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมฯ โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าให้สหรัฐฯ ต่อเนื่อง (IP Work Plan) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” อรมน กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘ทีมไทยแลนด์’ บุกวอชิงตัน ถก USTR หอการค้านำทัพ 14 บิ๊กคอร์ปไทย เปิดเกมรุกตลาด 2.8 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว https://thestandard.co/vietnam-law-protects-women-work/ Sat, 02 May 2026 07:40:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1203261 ภาพหญิงสาวชาวเวียดนามสวมชุดอ่าวหญ่าย สะท้อนบริบทที่เวียดนามออกกฎหมายหนุนสิทธิสตรีและบทบาทในการทำงาน

เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้ […]

The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวชาวเวียดนามสวมชุดอ่าวหญ่าย สะท้อนบริบทที่เวียดนามออกกฎหมายหนุนสิทธิสตรีและบทบาทในการทำงาน

เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้การบังคับผู้หญิงให้อยู่บ้านเป็น ‘ความผิดทางกฎหมาย’ ความเคลื่อนไหวนี้สวนทางกับกระแส tradwife หรือแนวคิดภรรยาแบบดั้งเดิมที่เน้นบทบาทการดูแลบ้านและครอบครัว โดยรัฐบาลเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและลดการเลือกปฏิบัติทางเพศ

 

กฎหมายดังกล่าวอยู่ภายใต้ ‘กฤษฎีกา 76’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงออกไปทำงาน จะถูกปรับสูงสุด 10 ล้านดอง (ราว 1-4 หมื่นบาท) พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อพฤติกรรมเหยียดเพศในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับให้ผู้หญิงทำงานบ้าน, การแทรกแซงการตัดสินใจเรื่องการคุมกำเนิด, การขัดขวางการเริ่มต้นธุรกิจ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำหญิงในภาคการเมืองและธุรกิจ

 

นอกจากนี้ กฎหมายยังขยายขอบเขตการบังคับใช้ให้ครอบคลุมการกระทำอื่น เช่น การบังคับทำหมัน การเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหาเหยียดเพศ และการเลือกปฏิบัติในการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจสามารถดำเนินการลงโทษได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น

 

แม้เวียดนามจะมีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังพัฒนา แต่โครงสร้างอำนาจยังคงถูกครอบงำโดยผู้ชาย และค่านิยมทางสังคมยังมีลักษณะอนุรักษนิยม ส่งผลให้ความพยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์สังคมนิยม ยังเผชิญแรงต้านในบางกลุ่ม

 

นักวิชาการจาก Diplomatic Academy of Vietnam ชี้ว่า แนวทางความเท่าเทียมทางเพศของเวียดนามเป็นการขับเคลื่อนแบบ ‘บนลงล่าง’ โดยรัฐเป็นผู้ผลักดันและเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากประเทศอย่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ที่ประเด็นดังกล่าวมักเกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและอัตลักษณ์ จนบางครั้งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง

 

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก European Policy Center มองว่า ในช่วงที่ผู้ชายจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ แนวคิดเฟมินิสม์มักถูกใช้เป็นแพะรับบาป แทนนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางรายได้

 

การออกกฤษฎีกาครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงระหว่างประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามเริ่มวาระใหม่ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความคืบหน้าเชิงรูปธรรมด้านสิทธิสตรี ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการบังคับใช้ที่เข้มแข็งขึ้นในระบบกฎหมาย

 

ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสที่เวียดนามกลายเป็นจุดหมายของผู้ชายบางกลุ่ม โดยเฉพาะ ‘passport bros’ จากประเทศพัฒนาแล้ว ที่มองหาความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงรับบทดูแลครอบครัว ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้หารายได้หลัก ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับบทบาททางเพศในยุคใหม่

 

นักมานุษยวิทยาชี้ว่า กระแส tradwife บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สะท้อนความพยายามหลีกหนีของทั้งผู้หญิงที่รู้สึกเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจ และผู้ชายที่ต้องการความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ตนควบคุมได้

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของเวียดนาม บทบาททางเพศยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบขงจื๊อ ชาตินิยม และโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายมักถูกเชื่อมโยงกับอำนาจและความเป็นผู้นำ ขณะที่ผู้หญิงถูกผูกโยงกับงานบ้านและการดูแลครอบครัว

 

แม้ตัวชี้วัดบางด้านสะท้อนความก้าวหน้า เช่น อัตราการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงที่อยู่ในระดับ 97.2% และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ 75.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงปรากฏชัด โดยผู้หญิงเป็นผู้บริหารบริษัทเพียง 19.4% และเป็นเจ้าของกิจการส่วนใหญ่เพียง 19.7%

 

อีกทั้ง ปัญหาค่านิยมต้องการลูกเพศชาย ยังคงส่งผลต่อโครงสร้างประชากร โดยในปี 2025 มีเด็กผู้หญิงเพียง 900 คนต่อเด็กผู้ชาย 1,000 คน แม้การทำแท้งเลือกเพศจะผิดกฎหมายก็ตาม โดยฝั่งนักวิชาการมองว่า กฤษฎีกา 76 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐเวียดนามตระหนักถึงช่องว่างดังกล่าว และพยายามใช้บทลงโทษทางปกครองเพื่อผลักดันให้กฎหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ความพยายามของเวียดนามยังไม่เผชิญแรงต่อต้านรุนแรงเท่ากับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยนักวิชาการประเมินว่า เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างระบบความเท่าเทียมทางเพศ และมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกในอนาคต

 

ภาพ: Guitar photographer/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น https://thestandard.co/fitch-ratings-thai-banking-outlook-2026/ Fri, 01 May 2026 10:02:34 +0000 https://thestandard.co/fitch-ratings-thai-banking-outlook-2026/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยปี 2569 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น หนี้เสียเพิ่ม และรายได้ท้าทาย

Fitch Ratings มองแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปี 2569 (S […]

The post Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยปี 2569 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น หนี้เสียเพิ่ม และรายได้ท้าทาย

Fitch Ratings มองแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปี 2569 (Sector Outlook) จะปรับตัวอ่อนแอลง ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและแรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยคาดว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) กำลังลดลง ห่วงหากเศรษฐกิจแย่ลงฉุดรายได้ค่าธรรมเนียมผันผวน มองค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เหตุ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคาร (Sector Outlook) ของไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในเชิงระบบ 6 แห่งของไทย (D-SIBs) จะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1 ปี 2569 ก็ตาม

 

“แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ดี แต่อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ปรับตัวลดลง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประกอบการและคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้”

 

ฟิทช์ เรทติ้งส์ยังระบุว่าจากการรายงานผลประกอบการเบื้องต้นของธนาคารขนาดใหญ่ของไทยทั้ง 6 แห่งพบว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Average Return on Assets) อยู่ที่ประมาณ 1.28% ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.23% ในปี 2568

 

โดยผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิถูกบรรเทาลงจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่าผลประกอบการของธนาคารยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่อาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบทั้งหมดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้ง ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นอาจผันผวนได้ หากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวอ่อนแอลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญ (Credit Costs) น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงต่อเนื่อง

 

“ธนาคารไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทาย หลังจากมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไรที่สำคัญได้มีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว ดังนั้นฟิทช์จึงคาดว่าผลประกอบการน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แม้อาจมีการปรับตัวด้อยลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี 2569”

 

โดยคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยรวมยังคงทรงตัว โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Impaired Loan Ratio) เฉลี่ยของธนาคารทั้ง 6 แห่งทรงตัวอยู่ที่ 3.7% เทียบกับสิ้นปี 2568 แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงน่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

 

ฟิทช์คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2569 แต่น่าจะยังคงต่ำกว่า 4.0% โดยกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันมากที่สุด อีกทั้งสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 87% ของ GDP น่าจะยังคงเป็นข้อจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังปรับตัวสูงขึ้น

 

ฟิทช์มองว่าหากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะเศรษฐกิจหรือการจ้างงานก็มีความเป็นไปได้ที่ทางการอาจออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนผัน (Forbearance Measures) ซึ่งอาจจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่กรณีฐาน (Base Case Scenario) ของฟิทช์

 

ในขณะเดียวกัน ธนาคารไทยยังคงมีความสามารถสูงในการรองรับความเสี่ยงจากการปรับตัวด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนเฉลี่ยของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่ง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 189% จาก 185% ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งทำให้ธนาคารมีความสามารถในการตัดหนี้สูญในอนาคต และน่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวนมากอย่างเฉียบพลับ

 

ฐานะเงินกองทุนเป็นจุดแข็งที่สำคัญของธนาคารไทยเช่นกัน ทั้งนี้อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญเฉลี่ยของภาคธนาคาร (sector’s average CET 1 ratio) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.6% ในปี 2568

 

โดยฟิทช์คาดยังว่า ฐานะเงินกองทุนจะยังคงเป็นปัจจัยช่วยรองรับความเสี่ยงได้อย่างแข็งแกร่ง ฟิทช์คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำมากในปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการสะสมเงินกองทุน (internal capital generation) ของธนาคาร

 

ธนาคารไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ยังคงมีแนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ ‘มีเสถียรภาพ’ แม้ว่าฟิทช์จะมองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ (headroom) โดยเฉพาะในด้านฐานะเงินกองทุนและด้านผลประกอบการ

 

ในขณะเดียวกันอันดับเครดิตของธนาคารบางแห่งอาจมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เนื่องจากอันดับเครดิตมีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของประเทศไทยหรือถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิตประเทศ (Country Ceiling) ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยที่มี ‘แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ’ เช่นกัน

The post Fitch Ratings คาดแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทยจะปรับตัวอ่อนแอลงในปี 2569 เตือนยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ Fri, 01 May 2026 09:56:54 +0000 https://thestandard.co/thai-labor-market-warning-jobs/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไท […]

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ที่สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับปัญหาระยะสั้น (จากสงครามพลังงาน-การค้า) และปัญหาระยะยาว (เชิงโครงสร้าง) นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากรัฐบาลรักษาตำแหน่งงานไว้ไม่ทัน ปัญหาในตลาดแรงงานไทยอาจกลายงูกินหางฉุดเศรษฐกิจอีกระลอก และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคม

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

1. ยอดคนขอรับสวัสดิการ ‘ว่างงาน’ พุ่งแตะ 242,437 คนในมีนาคม

 

ผู้ประกันตนที่รับประโยชน์ทดแทนกรณีการว่างงานรายเดือนของสำนักงานประกันสังคมในมีนาคม 2569 (เดือนแรกของสงครามตะวันออกกลาง) อยู่ที่ 242,437 คนเพิ่มขึ้น 10,392 คน (6.54%) จาก 232,045 คนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และนับเป็นการเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกันแล้ว

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) ที่ถูกเลิกจ้าง ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือกรณีพิเศษอื่น (เช่น นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว)

 

2. การเลิกจ้างในระบบจ่อพุ่งแตะ 45,000 คนต่อเดือนในปีนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

 

เมื่อดูในฝั่งการเลิกจ้างเพียงด้านเดียว ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% (CAGR 2565-2568)

 

  • ณ สิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 531,779 คน เพิ่มขึ้นราว 20% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2567 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 441,840 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2566 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 419,405 คน เพิ่มขึ้นราว 5% (YoY)
  • ณ สิ้นปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 439,084 คน

 

โดยจากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี 2565-2567 ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 35,000-37,000 คน แต่พอถึงปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยได้พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 44,000 คนต่อเดือน

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุตัวเลขการเลิกจ้างในระบบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัญหาที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่ช่วงโควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาสงครามการค้า มาตรการภาษีระหว่างประเทศ และความสามารถในการแข่งขันจากการตีตลาดของสินค้านำเข้าจากจีน ท่ามกลางรายได้ของผู้บริโภคในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น “หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ในระดับ 40,000 – 45,000 คนต่อเดือนได้” เกวลินกล่าว

 

3. รายได้ครัวเรือนคนไทย ‘ลดลง’ หลังเจอปัญหารุมเร้า

 

จากการสํารวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากกลุ่มตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือน พบว่า รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาทต่อเดือน ลดลงกว่า 2.5% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 (ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนทุก 2 ปี)

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ครัวเรือนคนไทยลดลงในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก โดยแม้ตัวเลขส่งออกไทยจะออกมาดูดีแต่กลับกระจุกตัวในกลุ่มที่ส่งไปตลาดสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ธุรกิจไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจีนที่เข้ามาเยอะ เห็นได้จากตัวเลขของจำนวนธุรกิจเปิดใหม่น้อยลง ขณะที่จำนวนธุรกิจหรือโรงงานปิดตัวเพิ่มเยอะขึ้น ทำให้เห็นการลดชั่วโมงทำงานหรือลดคนงานของนายจ้าง

 

4. ‘หลุมรายได้ที่แท้จริง’ จ่อ ‘แย่ลง’ จากสงครามตะวันออกกลางซ้ำเติม

 

โดยตามการคำนวณ ‘รายได้ที่แท้จริง’ ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) โดยทำเป็นดัชนี พร้อมกำหนดให้ปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่เกิดการระบาดของโควิดเท่ากับ 100 พบว่า การเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แท้จริงเฉลี่ยในรอบ 1 ปีของคนไทยมีลักษณะเป็น ‘หลุม’

 

แม้ในปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงของคนไทยฟื้นตัวกลับไปแตะ 99.6 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีดังกล่าว ‘ติดลบ’ แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปเท่าช่วงโควิดได้

 

สำหรับแนวโน้ม ‘รายได้แท้จริง’ ในปี 2569 นี้ ดร.ฐิติมา มองว่า มีแนวโน้มจะลดลง หรือ ‘หัวปัก’ เนื่องจาก 2 ตัวแปรหลักได้แก่ รายได้ที่เป็นตัวเงิน (Nominal Income) กำลังลดลงในทุกกลุ่ม ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพกำลังจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

“ถ้าดูรายได้ที่แท้จริงก็น่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากในปีที่แล้วเรายังไม่ฟื้นกลับไปช่วงก่อนโควิดเลย พอมาปีนี้รายได้ที่แท้จริงก็ยังไม่น่าจะไม่กลับไปได้ เนื่องจากมีสงครามตะวันออกกลางเข้ามาอีก ทิศทางรายได้คนไทยก็น่าจะอาจลดลง” ดร.ฐิติมากล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 1

 

5. มีแรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

 

SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด

 

โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น ‘ตัวเร่ง’ ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม

 

ภาพอินโฟกราฟิก แสดง 8 ตัวเลขสำคัญของตลาดแรงงานไทย ที่ส่งสัญญาณน่ากังวลและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 2

 

6. คนถอดใจออกจากระบบมากขึ้น: แรงงานไทยกำลัง ‘หาย’ ไปจากกำลังแรงงาน

 

‘ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน’ เพิ่มเป็น 30.2 ล้านคนในปี 2568 จาก 29.6 ล้านคนในปี 2563 เนื่องมาจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงผู้ที่เกษียณจากงาน กลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางานหรือไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว

 

SCB EIC ยังระบุว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน “ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)” กับ “ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 – 59 ปี)” ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2567 ยังพบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว

 

7. อัตราว่างงาน ‘แรงงานจบใหม่’ ยังสูง

 

ตามการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ว่างงานในกลุ่มเยาวชน (อายุ 15 – 24 ปี) มีจำนวน 1.42 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 4.0% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 นับว่าเป็นอัตราที่ ‘สูง’ เมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานภาพรวม ซึ่งอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม (จำนวนผู้ว่างงานรวมอยู่ที่ 2.80 แสนคน)

 

8. สัดส่วนแรงงานนอกระบบ ‘สูงกว่า’ แรงงานในระบบ

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2568 แรงงานนอกระบบมีจำนวนมากกว่าแรงงานในระบบประมาณ 1.9 แสนคน จากผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 20.9 ล้านคน (52.4%) และเป็นแรงงานในระบบ 19.0 ล้านคน (47.6%)

 

SCB EIC ยังระบุว่า เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2568 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด

 

สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง

 

ในระยะสั้น รัฐบาลต้องการจัดหาวัตถุดิบ-ต้นทุน ป้องกันการหยุดการผลิต

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด รัฐบาลควรต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง ‘วัตถุดิบและต้นทุน’ โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบหลัก เช่น พลาสติก ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ให้มีเพียงพอและในราคาที่ผู้ประกอบการพออยู่ได้ เพื่อให้โรงงานยังสามารถเดินสายการผลิตต่อไปได้และไม่ต้องเลิกจ้างคน

 

นอกจากนี้ หากโรงงานจำเป็นต้องหยุดพักการผลิตชั่วคราว รัฐควรมีมาตรการเข้าไปช่วยประคับประคองเพื่อให้การหยุดผลิตสั้นที่สุด

 

สำหรับในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ทั้งในฝั่งของภาคธุรกิจและการพัฒนาแรงงาน สำหรับภาคธุรกิจ รัฐต้องหาทาง ลดต้นทุนแฝง เช่น การลดขั้นตอนความยุ่งยากในการติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อให้ต้นทุนรวมต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ ส่วนในฝั่งของแรงงาน รัฐต้องช่วย ยกระดับทักษะ (Upskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษา

 

แนะรัฐอย่ามุ่งแต่ลดค่าครองชีพ ต้องรักษาตำแหน่งงานควบคู่กันด้วย

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำอยู่คือมาตรการลดค่าครองชีพและรายจ่ายในบางกลุ่ม เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง’ อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมามองว่า มาตรการที่จะช่วยได้มากกว่าคือ ‘การรักษางาน’ ผ่านการช่วยเหลือนายจ้าง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เป็นคนจ้างงานหลักของประเทศ ที่อาจกำลังจะไม่ไหว เพราะแบกต้นทุนที่สูงขึ้นและยังปรับตัวไม่ได้

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังแนะว่า รัฐบาลยังควรต้องเร่งประเมินผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแพงและภาวะสินค้าที่ขาดแคลน (Second Round Effect) ให้ชัดเจน เพื่อเข้าไปช่วยรักษาการจ้างงานให้ทันท่วงที

 

“เรายังไม่เคยเห็นนโยบายรักษางาน หรือช่วยนายจ้างธุรกิจ SME เท่าไหร่ นอกจากนี้ รัฐบาลก็ควรประเมินความรุนแรงจาก Second Round Effect ให้ทัน” ดร.ฐิติมากล่าว

 

สำหรับในระยะยาว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) ผ่านมาตรการภาษี หรือเงินอุดหนุน รวมไปถึงการสร้างแพลตฟอร์มจับคู่งาน ขยายระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมแรงงานอิสระ (Gig economy) และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเข้ามาของ AI ที่จะกระทบกับตลาดแรงงานไทยด้วย

 

วงจรงูกินหาง: ปัญหา ‘คนตกงาน’ จ่อวนกลับมากระทบเศรษฐกิจระดับประเทศ

 

เกวลินกล่าวว่า หากผู้ที่ถูกเลิกจ้างหลุดออกจากระบบไปแล้ว แต่ไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ อาจส่งผลกระทบวนกลับสร้างปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจาก หากผู้คนตกงานมากขึ้น ก็จะทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนจะหายไป ทำให้คนไม่มีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย เมื่อคนไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจที่ลดลง และส่งผลให้รายได้จากการเก็บภาษีของภาครัฐลดลงตามไปด้วย

 

ท้ายที่สุดปัญหาทั้งหมดจะย้อนกลับมากระทบภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจ’ ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขการเลิกจ้างจึงกลายเป็นเครื่องชี้วัด (Indicator) ล่วงหน้า ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้าได้

 

หากรัฐบาลรักษางานไม่ทัน คนตกงานเรื่อยๆ อาจนำไปสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

ขณะที่ดร.ฐิติมากล่าวว่า ภาวะที่แรงงานไหลออกจากระบบต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ สูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) การเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อได้ยากขึ้น ทำให้ทักษะการทำงานถดถอยและสูญหาย สุดท้ายจึงอาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจบานปลายสู่ ‘ปัญหาสังคม’

 

โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า เมื่อแรงงานหลุดออกจากระบบ รายได้ประจำจะหายไปทันที และถึงแม้จะสามารถหางานใหม่ที่เป็นงานนอกระบบได้ รายได้ก็มักจะลดลงและไม่มีความแน่นอน

 

การหลุดออกจากระบบก็จะทำให้แรงงานสูญเสียสวัสดิการทางสังคม (Social Safety Net) ต่างๆ ที่เคยได้การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน รวมถึงเงินออมสะสมที่มีนายจ้างและรัฐบาลช่วยสมทบให้

 

นอกจากนี้ การไม่มีฐานะการจ้างงานที่มั่นคงจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทางการเงิน ส่งผลให้การขอกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงแหล่งทุนในระบบทำได้ยากลำบากขึ้น

 

สุดท้ายแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็อาจบานปลายสู่ปัญหาสังคม เนื่องจาก “คนทำงาน 1 คนมักมีภาระต้องดูแลสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว หากคนคนนี้ตกงานและขาดรายได้ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ตัวเอง แต่จะกระทบถึงคนรอบข้าง ซึ่งท้ายที่สุดจะขยายวงกว้างจากปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาสังคม” ดร.ฐิติมากล่าว

The post เปิด 8 ตัวเลข ‘ตลาดแรงงานไทย’ ส่งสัญญาณ ‘น่ากลัว’ กว่าที่คิด ถ้ารัฐบาลไม่รู้อาจ ‘รักษาตำแหน่งงาน’ คนไทยไว้ไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ปตท. รักษาสมดุล ‘ความมั่นคงชาติ-ผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น’ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ไทยจะมีน้ำมันใช้ได้นานแค่ไหน https://thestandard.co/ptt-balances-energy-security-shareholders/ Fri, 01 May 2026 08:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1203070 ภาพกราฟิกแสดงแผน ปตท. รักษาสมดุลความมั่นคงชาติและผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงจากภาวะสงครามในต […]

The post ถอดรหัส ปตท. รักษาสมดุล ‘ความมั่นคงชาติ-ผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น’ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ไทยจะมีน้ำมันใช้ได้นานแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผน ปตท. รักษาสมดุลความมั่นคงชาติและผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ซึ่งดำเนินการสัมภาษณ์โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD ถึงการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลระหว่าง 2 บทบาท เสาหลักด้านพลังงานของชาติและการดูแลผู้ถือหุ้น ในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

ดร.คงกระพัน ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า ปตท. มี 2 บทบาทหลักที่ต้องสร้างความสมดุล คือการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึง 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด และในจำนวนการนำเข้านี้ เป็นสัดส่วนความรับผิดชอบของกลุ่ม ปตท. สูงถึง 60% ด้วยภาระหน้าที่นี้ ในสถานการณ์วิกฤต บทบาทด้านความมั่นคงเพื่อช่วยเหลือประเทศและสังคมจึงต้องมาเป็นอันดับแรก โดยวางเรื่องกำไรระยะสั้นไว้เป็นเรื่องรอง

 

เพื่อรับมือกับวิกฤต ปตท. ได้เตรียมแผนฉุกเฉินผ่านเครือข่ายการค้าทั่วโลก ทั้งในฮิวสตัน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ทำให้สามารถบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันดิบได้ตั้งแต่วันแรก นอกจากนี้ ยังมีการปรับสัดส่วนลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมที่ระดับกว่า 60% ลงมาเหลือเพียง 30%

 

จัดหาน้ำมันแหล่งใหม่ทดแทน พร้อมเปิดข้อจำกัดทำไมไม่ซื้อน้ำมัน ‘รัสเซีย’

 

เพื่อป้องกันความเสี่ยง ปตท. ได้กระจายความเสี่ยงจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นนอกอ่าวตะวันออกกลางมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดึงน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา และแอฟริกาตะวันตกเข้ามาเสริม แม้การซื้อน้ำมันนอกแหล่งหลักจะมีต้นทุนหรือค่าพรีเมียม (Premium) ที่สูงขึ้น ปตท. ก็พร้อมแบกรับส่วนต่างนั้น

 

สำหรับประเด็นคำถามเรื่องโอกาสในการนำเข้าน้ำมันจาก ‘รัสเซีย’ ดร.คงกระพัน ชี้แจงว่า แม้รัสเซียจะมีน้ำมันหลายเกรด แต่ ปตท. มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) จากหน่วยงาน OFAC ของสหรัฐฯ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจและการซื้อขายน้ำมันของ ปตท. ต้องทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก หากฝ่าฝืนไปทำธุรกรรมกับรัสเซียจะทำให้กระแสการเงินมีปัญหาถูกระงับได้ทันที

 

นอกจากนี้ น้ำมันดิบเกรดคุณภาพสูงของรัสเซียส่วนใหญ่ได้ถูกประเทศจีนกวาดซื้อผ่านสัญญาระยะยาวไปหมดแล้ว เหลือเพียงเกรดที่คุณภาพรองลงมา อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตไม่มีเรื่องมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจัดหาของ ปตท. เช่นกัน

 

แบกรับสภาพคล่อง 2.3 แสนล้าน มั่นใจมีน้ำมันดิบใช้ถึงเดือนมิถุนายนแน่นอน

 

จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจาก 60 ดอลลาร์เป็น 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงการต้องวางเงินประกัน (Margin Call) หลายหมื่นล้านบาทในการซื้อขายล่วงหน้า ส่งผลให้ ปตท. ต้องเตรียมใช้เงินเพื่อรักษาสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยสูงถึงเดือนละกว่า 600 ล้านบาท แต่ ปตท. ก็พร้อมรับภาระต้นทุนเหล่านี้ไว้เพื่อให้ประเทศมีของใช้ไม่ขาดแคลน โดย ดร.คงกระพัน ยืนยันชัดเจนว่า ในส่วนของ ปตท. มีการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าประเทศจะมีน้ำมันดิบใช้เพียงพอจนถึงเดือนมิถุนายนนี้อย่างแน่นอน สำหรับระยะเวลาหลังจากนั้น ปตท. ก็มีแผนทยอยจัดหาเข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่องตามกลไกตลาด

 

ภาพกราฟิกแสดงแผน ปตท. รักษาสมดุลความมั่นคงชาติและผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก 1

ภาพ : ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

 

ทำไมน้ำมันไทยอิงราคาสิงคโปร์ และความหมายของ ‘ค่าการกลั่น’

 

สำหรับประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามว่า ‘เหตุใดจึงต้องอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์’ ดร.คงกระพัน อธิบายโครงสร้างของธุรกิจนี้ว่า โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่ง ต่างฝ่ายต่างจัดหาน้ำมันดิบมากลั่นเองจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ทำให้มีต้นทุนที่ผสมผสานและแตกต่างกันไป

 

เมื่อกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป การซื้อขายจะเป็นไปตาม ‘กลไกตลาดเสรี’ อย่างแท้จริง โดยราคาสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ราคาอ้างอิง’ (Reference) ให้เห็นทิศทางเท่านั้น หลักการคือ หากโรงกลั่นในประเทศตั้งราคาขายแพงเกินไป ลูกค้าก็มีสิทธินำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาใช้เองได้ ในทางกลับกัน หากโรงกลั่นตั้งราคาขายถูกเกินไปจนไม่ได้กำไร โรงกลั่นก็เลือกที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศแทน

 

ดังนั้น การซื้อขายในชีวิตจริงจึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทาน และอำนาจการต่อรองของลูกค้าแต่ละราย ดร.คงกระพัน ย้ำอย่างชัดเจนว่า หากภาครัฐจะปรับกลไกเพื่อ ‘เลิกอิงราคาสิงคโปร์’ ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้การซื้อขายก็ใช้การต่อรองกันตามกลไกตลาดอยู่แล้ว

 

ส่วน ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin : GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่เป็นส่วนต่างระหว่าง ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ได้จากการกลั่นทั้งหมด นำมาหักลบกับราคาน้ำมันดิบ แต่กำไรของโรงกลั่นที่แท้จริง ต้องมาหักลบ ค่าพรีเมียม ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกัน ที่แพงขึ้น  รวมถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตและอื่นๆ ดังนั้นกำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นไม่ได้สูงมากนัก ดังเช่นในปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่มีโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมีกำไรเพียงประมาณ 30-35 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

 

ยืนยันกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ไม่มีแผนหยุดผลิต

 

จากกรณีที่มีกระแสข่าวความกังวลเรื่อง ‘การเริ่มมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีชั่วคราว 2 แห่งของเอกชนรายใหญ่’ จนอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดแคลน ดร.คงกระพัน อธิบายโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ว่า โดยปกติประเทศไทยผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อใช้ในประเทศประมาณ 60% และส่งออก 40% การที่โรงงานบางแห่งลดกำลังการผลิตหรือหยุดไป อาจส่งผลกระทบต่อกำลังผลิตรวมราว 15% ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวเลขแล้ว สินค้าในภาพรวมยังคงมีเพียงพอ แต่อาจมีผลกระทบเฉพาะเม็ดพลาสติกบางเกรดเท่านั้น

 

ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง ต่างพากันลดกำลังการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง แต่สำหรับกลุ่ม ปตท. ยืนยันที่จะเดินเครื่องเต็มกำลัง และจะไม่มีการหยุดผลิตอย่างแน่นอน แม้ธุรกิจปิโตรเคมีจะเผชิญกับภาวะสินค้าล้นตลาดโลกและแบกรับการขาดทุนมาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานให้กับลูกค้าปลายทาง

 

ความจริงเรื่อง ‘น้ำมันล้นสต๊อก’ เล็งส่งออกเจ็ตระบายพื้นที่ถังเก็บ

 

สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันมีภาวะน้ำมันล้นสต๊อกจนไม่มีที่เก็บนั้น ดร.คงกระพัน ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง สาเหตุหลักมาจากการที่โรงกลั่นต้องเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อให้มีน้ำมันสำเร็จรูปพอใช้ในประเทศ และยังต้องผลิตแอลพีจีซึ่งเป็นแก๊สหุงต้ม รวมทั้งแนฟทาป้อนให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ซัพพลายเชนในประเทศขาดแคลน โดยกระบวนการกลั่นนั้นจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมามากถึง 40-50% เมื่อความต้องการใช้ดีเซลในประเทศเริ่มลดลง จึงทำให้เกิดภาวะล้นถังเก็บ

 

ทางออกในขณะนี้คือการประสานงานขออนุญาตส่งออกน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ไปจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยระบายพื้นที่ถังเก็บได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ปตท. ยืนยันว่าจะบริหารจัดการไม่ให้น้ำมันดีเซลขาดแคลนอย่างแน่นอน

 

นโยบายหั่นราคาดีเซล กระทบกำไรโรงกลั่นแห่งละ 2,000 ล้านบาท

 

จากกรณีที่ภาครัฐมีนโยบายขอความร่วมมือลดค่าการกลั่นเพื่อหั่นราคาดีเซล ปตท. มองว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่พร้อมให้ความร่วมมือ แต่นโยบายเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของโรงกลั่น โดยประเมินว่ากำไรอาจหายไปถึงโรงกลั่นละ 2,000 ล้านบาท

 

เมื่อประเมินถึงผลกระทบต่อกำไรและรายได้ของ ปตท. ตลอดทั้งปีนี้ ดร.คงกระพัน ระบุว่า ปตท. มีข้อได้เปรียบจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่หลากหลาย แม้ธุรกิจปลายน้ำอย่างโรงกลั่นจะมีต้นทุนสูงขึ้นและได้รับผลกระทบ แต่ธุรกิจต้นน้ำอย่างการสำรวจและผลิต คือ บริษัท ปตท.สผ. จำกัด ( มหาชน ) หรือ PTTEP กลับได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเมื่อนำมาบวกลบกันแล้วก็จะช่วยชดเชยและพยุงผลประกอบการในภาพรวมได้

 

หนุนเต็มที่ ‘นโยบายเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า’

 

สำหรับนโยบายการเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า (Direct PPA) ปตท. มองว่าเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วย เพราะการเปิดเสรีจะช่วยบีบให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องแข่งขันกันเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการต้นทุน ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคหรือภาคอุตสาหกรรมก็จะมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าได้ตามความต้องการ โดยภาครัฐเพียงแค่ต้องดูแลผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ลงทุนสายส่ง (Infrastructure) ให้เป็นธรรมเท่านั้น

The post ถอดรหัส ปตท. รักษาสมดุล ‘ความมั่นคงชาติ-ผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น’ ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ไทยจะมีน้ำมันใช้ได้นานแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ https://thestandard.co/electricity-price-tdri-sme-burden/ Fri, 01 May 2026 07:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1203040 มือถือบิลค่าไฟ แสดงตัวเลขและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระเงินและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชา […]

The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือบิลค่าไฟ แสดงตัวเลขและบาร์โค้ด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการชำระเงินและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งมีอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการวาระแห่งชาติด้านพลังงาน

 

 
 

รัฐบาลปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟบ้าน เดินหน้าหนุนประชาชน ตั้ง Solar Rooftop

 

โดยเห็นชอบอัตรา ‘ค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า’ (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ได้มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569

 

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ประกอบด้วย

 

การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing

 

เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

 

รวมถึงมอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

 

TDRI มองรัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัด เตือนอย่า ‘หว่านแห’

 

ต่อกรณีดังกล่าว อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า

 

กลุ่มที่ได้ประโยชน์: มาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%)

 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท

 

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่า ‘การหว่านแห’ โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง

 

สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน

 

SME ไทยกำลังอยู่ในภาวะ ‘แรงบีบสองด้าน’ Double Squeeze

 

อารีพร กล่าวต่อไปอีกว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะ สร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี

 

ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร ‘เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา’ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่

 

หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน

 

สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด

 

ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

 

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ภาพรวม SME ไทยขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะ “แรงบีบสองด้าน” หรือ Double Squeeze อย่างชัดเจน โดยต้นทุนพุ่งขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่

 

โดยย้ำว่า SME ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการในวงกว้าง ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

 

เอกนัฏเคลียร์ชัด มาตรการ ‘ค่าไฟ’ งวดใหม่ ใครจ่ายเท่าไรกันแน่?

 

ด้านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุล่าสุดว่า กรณีผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า

 

“ในการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป มีผลเฉพาะบ้านเรือน ไม่นับรวมกิจการ ร้านอาหาร ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่”

 

เอกนัฏ ย้ำว่า การคิดคำนวณในอัตราก้าวหน้าของค่าไฟในโครงสร้างใหม่นี้ ‘ยังมีความเข้าใจผิด ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย’

 

โดยยืนยันว่า ค่าไฟเฉลี่ย “หากบ้านไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟอยู่ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน จะมีค่าไฟที่ถูกลง และมีผู้ได้รับประโยชน์ 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างค่าไฟใช้ตลอด 4 ปี หรือตลอดวาระ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อน และส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

 

โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงานให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. นี้

 

จึงมีคำถามตามมาแล้วอัตราค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค.) ที่ กกพ. ประกาศไปล่าสุดหน่วยละ 3.95 บาท ปรับขึ้นมาหน่วยละ 7 สตางค์ เทียบกับงวดปัจจุบันหน่วยละ 3.88 บาท (ม.ค.-เม.ย.) ค่าไฟจะเป็นเท่าไรกันแน่!

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ค่าไฟงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. นี้ ยังเป็นอัตราที่ กกพ. ประกาศไปก่อนหน้านี้ ที่ ‘อัตราเฉลี่ยหน่วยละ 3.95 บาท’

 

บิลงวดใหม่ที่จะเริ่ม 1 พ.ค. ยังไม่ได้ปรับตามนโยบาย กพช. ล่าสุด เนื่องจาก กกพ. และ 2 การไฟฟ้า กฟภ. และ กฟน. อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบอัตราบันไดค่าไฟใหม่ ก่อนเสนอ รมว.พลังงาน และ กพช. ภายใน มิ.ย. นี้ ตามนโยบายของ กพช.

 

ส่วนจะมีผลต่อรอบบิล และแนวทางการคำนวณค่าไฟในช่วงก่อนหน้าหรือไม่ ต้องรอสรุปหลักเกณฑ์และการพิจารณาร่วมกันกับ 2 การไฟฟ้าก่อน

 

The post ค่าไฟใหม่ ใครได้ ใครเสีย? TDRI เตือนรัฐอย่าหว่านแห ครัวเรือนได้ แต่ธุรกิจรายเล็ก SME กำลังจะกลายเป็น ‘เดอะแบก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝัน ‘แลนด์บริดจ์’ ต้องรอบคอบ ชั่งน้ำหนักบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/landbridge-geopolitics-economy-environment/ Fri, 01 May 2026 03:36:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1202970 ภาพรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแผนที่โครงการแลนด์บริดจ์ และข้อความเตือนให้พิจารณาปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

อนุทินสั่งปัดฝุ่น ‘แลนด์บริดจ์’ ขุมทรัพย์ล้านล้านบาท &n […]

The post ฝัน ‘แลนด์บริดจ์’ ต้องรอบคอบ ชั่งน้ำหนักบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแผนที่โครงการแลนด์บริดจ์ และข้อความเตือนให้พิจารณาปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

อนุทินสั่งปัดฝุ่น ‘แลนด์บริดจ์’ ขุมทรัพย์ล้านล้านบาท

 

“แลนด์บริดจ์” อภิมหาโปรเจกต์ล้านล้านบาท บนหมุดหมายฮับท่าเรือน้ำลึกภาคใต้ คือความฝันเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านหลายรัฐบาล นานนับทศวรรษ หากแต่ยังไม่เคยก้าวข้ามเส้นจาก ‘แนวคิด’ สู่ ‘ความจริง’ ได้อย่างแท้จริง

 

 
 

กระทั่งในช่วงหลัง รัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน ได้หยิบโครงการนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายเรือธงอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าเชิงรุก ผ่านการโรดโชว์บนเวทีโลก หวังจุดประกายความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ให้ “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่เพียงภาพฝันในเอกสาร แต่กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่วนประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับนั้น ทุกรัฐบาลย้ำมาโดยตลอดว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวที่มากกว่าการผลักดันไทยเป็นฮับโลจิสติกส์ในภูมิภาค กระทั่งมาถึง รัฐบาลอนุทิน 2 ที่ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ให้ไปศึกษา เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมมอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว

 

รวมถึง การไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

แต่ขณะเดียวกัน ล่าสุด ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากภาคประชาชน สังคม บรรดานักธุรกิจ และนักลงทุน

 

โดยวานที่ผ่านมา มีการยื่นญัตติด่วน ขอรัฐสภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลเร่งผลักดันทั้งที่ไม่เคยระบุในนโยบาย อาจไม่คุ้มค่า พร้อมเสนอทางเลือกลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ใช้งบน้อยกว่า

 

ภาพรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแผนที่โครงการแลนด์บริดจ์ และข้อความเตือนให้พิจารณาปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ 1

 

‘วราวุธ’ ชี้บริบทภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน แลนด์บริดจ์ ‘ต้องศึกษารอบคอบ’

 

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า ยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

“แต่ส่วนตัวมองว่าหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ”

 

เนื่องจากพื้นที่แห่งนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่าน ‘ช่องแคบมะละกา’

 

อย่างไรก็ตาม “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย” วราวุธ ย้ำ

 

“ในฐานะที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่าผมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน”

 

​นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล

 

”เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่”

 

กนอ. มีระบบแต้มต่อระบบคาร์บอนเครดิต จากเวิลด์แบงก์ (World Bank)

 

วราวุธ ระบุว่า ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การลดภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ต้องการขับเคลื่อนกฎหมาย Low Carbon ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Global Value Chain ซึ่งการที่กนอ. มีระบบคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) จะเป็นแต้มต่อที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก

 

ภาพรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแผนที่โครงการแลนด์บริดจ์ และข้อความเตือนให้พิจารณาปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ 2

 

วราวุธ กล่าวว่าได้มอบโจทย์สำคัญให้กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าจะต้องยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมฯ ให้เป็นต้นแบบแก่โรงงานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ กนอ. ต้องทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในนิคมฯ

 

  1. ท่านจะได้รับการบริการที่ดี และ 2. ท่านจะมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากลที่นำไปอวดชาวโลกได้ว่า โรงงานของท่านอยู่ในระบบนิเวศที่ไม่ก่อปัญหากับชุมชน

 

นอกจากนี้ การที่โรงงานมาอยู่รวมกันในนิคมฯ แทนที่จะกระจายตัวอยู่ด้านนอก จะช่วยให้ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบ

 

ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ กนอ. กล่าวเสริมว่า กนอ. พร้อมรับนโยบาย ONE MIND มาถ่ายทอดสู่แผนปฏิบัติ เอื้อต่อการลงทุนยุคใหม่ตามมาตรฐาน OECD และสานต่องานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งในพื้นที่ EEC และการพัฒนา Smart Port มาบตาพุด

 

สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ระบุว่า กนอ. จะเร่งขับเคลื่อนแผนงาน 5 Quick Win เปลี่ยนนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) โดยนำเทคโนโลยีคลาวด์อัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการข้อมูลและบริการแบบ One Stop Service

The post ฝัน ‘แลนด์บริดจ์’ ต้องรอบคอบ ชั่งน้ำหนักบนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed จบยุค ‘พาวเวลล์’ นั่งประธาน ส่งไม้ต่อ ‘เควิน วอร์ช’ กระทบดอกเบี้ยโลกและ กนง. ไทยอย่างไร https://thestandard.co/fed-chairman-warsh-global-interest-rates/ Fri, 01 May 2026 03:19:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1202949 ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจโลก แสดงแผนภูมิและตัวเลขทางการเงิน พร้อมข้อความ ‘เจาะแนวคิด เควิน วอร์ช ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ กระทบดอกเบี้ยโลก’

นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของระบบเศรษฐกิ […]

The post Fed จบยุค ‘พาวเวลล์’ นั่งประธาน ส่งไม้ต่อ ‘เควิน วอร์ช’ กระทบดอกเบี้ยโลกและ กนง. ไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจโลก แสดงแผนภูมิและตัวเลขทางการเงิน พร้อมข้อความ ‘เจาะแนวคิด เควิน วอร์ช ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ กระทบดอกเบี้ยโลก’

นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังจะเปลี่ยนผ่านการนำจาก ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ไปสู่ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนและความท้าทายด้านเงินเฟ้อ ‘เควิน วอร์ช’ ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ มีแนวคิดด้านการดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร และจะกระทบดอกเบี้ยโลกอย่างไร

 

 
 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่าในการประชุมรอบล่าสุดซึ่งถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของพาวเวลล์ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% โดยเสียงของคณะกรรมการมีความแตกแยกกันพอสมควร มี 1 ท่านโหวตให้ลดดอกเบี้ย ขณะที่อีก 3 ท่านไม่เห็นด้วยกับการผ่อนคลายนโยบาย

 

ความท้าทายหลักที่ Fed กำลังเผชิญคือภารกิจ 2 ด้าน (Dual Mandate) ทั้งการดูแลเงินเฟ้อที่ปัจจุบันยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสงครามอิหร่านและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และด้านการจ้างงานที่แม้เศรษฐกิจยังพอไปได้และอัตราการว่างงานคงที่ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของการจ้างงาน สิ่งที่พาวเวลล์เน้นย้ำทิ้งท้ายคือการรักษา ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ เพื่อส่งไม้ต่อให้เควิน วอร์ช โดยเปิดทางให้ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตสามารถปรับขึ้นหรือลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามอิหร่านเป็นสำคัญ

 

เจาะแนวคิด ‘เควิน วอร์ช’ ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่

 

การเข้ามาของเควิน วอร์ช มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • กรอบการมองเงินเฟ้อ (Inflation Framework) วอร์ชมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนมาตรวัดเงินเฟ้อจาก Core PCE มาเป็น Trimmed Mean ซึ่งเป็นการตัดข้อมูลที่ผิดปกติ (Outlier) ออกไป หากเทียบกันแล้ว Core PCE ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 3% แต่ Trimmed Mean จะลดลงมาอยู่ที่ราว 2.3-3% ซึ่งการเปลี่ยนมาตรวัดนี้อาจเป็นการเปิดทางให้ Fed สามารถพิจารณาลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น
  • มุมมองด้าน Productivity จาก AI วอร์ชมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI อย่างมหาศาลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนโอกาสในการลดดอกเบี้ย
  • ลดบทบาทขนาดงบดุล (Balance Sheet) วอร์ชไม่นิยมการใช้เครื่องมือผ่านงบดุล เช่น QE หรือ QT เป็นนโยบายการเงินหลัก โดยเขาต้องการลดขนาดงบดุลลง และหันไปโฟกัสที่การใช้ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นเครื่องมือหลักแทน

 

ตลาดสั่นสะเทือนเมื่อ Forward Guidance ลดลง

 

ความแตกต่างที่ชัดเจนอีกประการคือ ‘การสื่อสาร’ วอร์ชมีแนวคิดที่ต้องการลดการให้คำแนะนำล่วงหน้า (Forward Guidance) รวมถึงต้องการให้คณะกรรมการ FOMC ออกสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นทางเศรษฐกิจให้น้อยลง เมื่อทิศทางล่วงหน้าคาดเดาได้ยากขึ้น จะส่งผลให้ ตลาดมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ การลดขนาดงบดุลควบคู่ไปกับโอกาสในการลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) มีลักษณะชันขึ้น (Steepening) กล่าวคือ ผลตอบแทนระยะสั้นอาจลดลงตามทิศทางดอกเบี้ย แต่ผลตอบแทนระยะยาวอาจมีส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่สูงขึ้น

 

สำหรับผลกระทบต่อ กนง. ไทย สำหรับการปรับตัวของธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก อาจมีทิศทางแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ อย่างเช่น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย อาจต้องเพิ่มการสื่อสารให้มากขึ้น ปัจจุบัน กนง. มีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 0.3% เป็น 2.9% ซึ่งเข้าใกล้กรอบเป้าหมายบนที่ 3% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมากเพียง 1% รั้งท้ายของโลก ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบาย (Policy Space) มีจำกัด SCB CIO จึงมองว่า กนง. น่าจะเลือก เก็บกระสุน ไว้ใช้ในยามที่จำเป็นและเหมาะสมมากกว่า

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุนสู้ความผันผวน โดย SCB CIO

 

แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนจากการเปลี่ยนผ่านประธาน Fed และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่จากสถิติในอดีต ตลาดมักจะฟื้นตัว (Recover) ได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย SCB CIO แนะนำให้นักลงทุนกลับมาโฟกัสที่ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และผลประกอบการ (Earnings) เป็นหลัก ซึ่งพบว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวได้ดีโดยเฉพาะจากแรงหนุนของการลงทุนด้าน AI

 

คำแนะนำการลงทุน มีดังนี้

 

  • ทยอยเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในฐานะผู้นำธีม AI ประกอบกับมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจหลังมีการปรับฐานลงมา และผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด
  • ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้อานิสงส์โดยตรงจากการลงทุน AI, การขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory), และนโยบายการปฏิรูปตลาดทุนของประเทศ
  • การลงทุนแบบ Thematic
  • กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ธุรกิจต้นน้ำที่รับประโยชน์ตรงๆ จากงบลงทุน AI
  • กลุ่มพลังงานทางเลือก (Alternative Energy) เทคโนโลยี AI ต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันที่สูง ทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ
  • กองทุนผสม (Multi-Asset) หากรับความเสี่ยงหรือคาดเดาตลาดยาก แนะนำลงทุนในกองทุนผสมที่เปิดให้ผู้จัดการกองทุนปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดได้อย่างยืดหยุ่น

The post Fed จบยุค ‘พาวเวลล์’ นั่งประธาน ส่งไม้ต่อ ‘เควิน วอร์ช’ กระทบดอกเบี้ยโลกและ กนง. ไทยอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย https://thestandard.co/thai-labor-income-crisis-2026/ Fri, 01 May 2026 01:47:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1202922 ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงา […]

The post ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงานยังไม่ขยับ เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร?

 

 
 

รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

 

ในปี 2569 หนึ่งความท้าทายเศรษฐกิจคือ “วิกฤตเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย”

 

แรงงานจำนวนมากเผชิญภาวะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แม้ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นในบางธุรกิจ แต่ยังตามไม่ทันราคาสินค้า ค่าเช่า และค่าเดินทางที่แพงขึ้น ส่งผลให้หลายคนต้องทำงานเสริม หรืออยู่ในภาวะ “ชนเดือน”

 

โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าไฟ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

 

สอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

 

โครงสร้างงานเปลี่ยน แต่ ‘ทักษะ’ แรงงานไทยยังล้าหลัง

 

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ทำให้งานจำนวนหนึ่งหายไปหรือถูกแทนที่

 

โดยแรงงานจำนวนไม่น้อยยังขาดทักษะใหม่ เกิดช่องว่าง “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พร้อม” โดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคน

 

แรงงานนอกระบบยัง ‘เปราะบาง’

 

นอกจากนี้ มากกว่า 50% ของแรงงานไทยยังอยู่นอกระบบ ทั้งค้าขายอิสระ รับจ้างรายวัน และฟรีแลนซ์ กลุ่มนี้ขาดหลักประกันรายได้และสวัสดิการ ทำให้เสี่ยงสูงเมื่อเศรษฐกิจผันผวนหรือเกิดวิกฤต

 

น่าสนใจว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ มูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทยอยู่ในสภาวะรัดเข็มขัด “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

 

ชั่วโมงทำงานสูง แต่คุณภาพชีวิตต่ำ ธุรกิจกำลังเผชิญขาดแคลนแรงงานต่างด้าวรุนแรง

 

นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า ไทยยังมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยสูง ขณะที่ผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตไม่สอดคล้อง ปัญหาความเครียดและภาวะหมดไฟในแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันในตลาดแรงงานที่เข้มข้นขึ้น

 

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานในภาคธุรกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

 

ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

 

หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

 

ทางออก : ต้องมากกว่าการขึ้นค่าแรง

 

ระยะสั้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน

 

นักวิเคราะห์ ระบุว่า การแก้ปัญหาแรงงานต้องทำเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับทักษะ (reskill/upskill) ขยายสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 1

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 2

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 3

 


 

ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 4

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 https://thestandard.co/big-four-ai-economy-kpmg-deloitte/ Thu, 30 Apr 2026 10:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1202805 ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบของ AI และเศรษฐกิจต่อบริษัท Big Four โดยเน้น KPMG ปลดพนักงานและ Deloitte ลดสวัสดิการ

KPMG หนึ่งใน Big Four บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระด […]

The post Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบของ AI และเศรษฐกิจต่อบริษัท Big Four โดยเน้น KPMG ปลดพนักงานและ Deloitte ลดสวัสดิการ

KPMG หนึ่งใน Big Four บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระดับโลก ประกาศปลดพนักงานในธุรกิจที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ราว 4% หรือประมาณ 400 คน เนื่องจากความต้องการบริการด้านกฎระเบียบและบริการอื่นๆ ที่ลดลง ตามรายงานจาก The Wall Street Journal และ Business Insider

 

 
 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า บริษัทได้แจ้งพนักงานเมื่อวันพุธ (29 เมษายน) ที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ การบริหารลูกค้า และบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ความต้องการในตลาดชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกปลดเป็นที่ปรึกษาที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่มีหุ้นส่วน (Partner) คนใดได้รับผลกระทบจากการปลดในรอบนี้

 

ปัจจุบันธุรกิจที่ปรึกษาของ KPMG ในสหรัฐฯ มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน จากจำนวนพนักงานทั่วโลกกว่า 276,000 คน โดยบริษัทกำลังเผชิญกับความต้องการบริการที่ปรึกษาบางประเภทที่ลดลง รวมถึงอัตราการลาออกโดยสมัครใจที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หลังจากที่ได้จ้างพนักงานเกินจำนวนในช่วงการระบาดของโควิด

 

การที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่อนคลายกฎระเบียบในหลายภาคส่วน ส่งผลให้ความต้องการบริการที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแลของลูกค้ากลุ่มธนาคารและบริการทางการเงินลดลง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจที่ปรึกษาในภาพรวม

 

ปลดหุ้นส่วนผู้สอบบัญชี 10% พร้อมเดินหน้าลงทุน AI

 

ก่อนหน้านี้ KPMG ยังได้ประกาศแผนปลดหุ้นส่วนในธุรกิจตรวจสอบบัญชีในสหรัฐฯ ราว 10% หรือประมาณ 100 คน โดยบางส่วนเป็นการลาออกโดยสมัครใจเพื่อเกษียณก่อนกำหนด ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นการปรับจำนวนหุ้นส่วนให้สอดคล้องกับขนาดของธุรกิจ ไม่ใช่เพราะปัญหาด้านผลงานรายบุคคล

 

โดยหุ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับชดเชยทางการเงินและการสนับสนุนในการหางานใหม่

 

อย่างไรก็ตาม KPMG ยืนยันว่าธุรกิจที่ปรึกษาในบางส่วนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะด้านการทำธุรกรรม กลยุทธ์ และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเดินหน้าจ้างงานในตำแหน่งสำคัญ เช่น วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่สนับสนุนการทรานส์ฟอร์มสู่ AI ความปลอดภัยไซเบอร์ และบริการ Managed Services

 

ต้นปีที่ผ่านมา KPMG เปิดตัวโครงการ AI Spark Innovation Awards ในธุรกิจที่ปรึกษา โดยมอบรางวัลเป็นเงินสดให้กับที่ปรึกษาที่นำ AI มาใช้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่น พร้อมเปิดตัวแดชบอร์ดที่ให้พนักงานเห็นว่าเพื่อนร่วมงานใช้ AI อย่างไรและกำหนดเป้าหมายการใช้งานของตนเองได้

 

ขณะที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Boston Consulting Group ซึ่งมีอัตราการใช้ AI สูงถึง 90% ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้นำตัวชี้วัดการใช้ AI มาผนวกเข้ากับการประเมินผลงานพนักงานแล้ว

 

ทิม วอลช์ ประธานและซีอีโอของ KPMG สหรัฐฯ ระบุว่าพนักงาน “ต้องนำเครื่องมือที่จัดเตรียมไว้ให้มาใช้งาน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในอนาคต”

 

Deloitte ลดสวัสดิการ ลาคลอด-วันลา-เงินช่วยทำเด็กหลอดแก้ว

 

ขณะเดียวกัน Business Insider รายงานเมื่อกลางเดือนเมษายนว่า Deloitte อีกหนึ่งบริษัทใน Big Four มีแผนลดสวัสดิการสำคัญหลายรายการสำหรับพนักงานบางกลุ่ม

 

โดยเอกสารภายในและบันทึกการประชุมที่ Business Insider ได้รับ ระบุว่าจะมีการลดหรือยกเลิกสวัสดิการลาคลอด วันลาประจำปี (PTO) แผนเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) สำหรับพนักงานในกลุ่ม Center ซึ่งครอบคลุมงานสนับสนุนภายในองค์กร เช่น งานธุรการ, ฝ่ายไอที และฝ่ายการเงิน

 

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีพนักงานได้รับผลกระทบกี่คน โดย Deloitte มีพนักงานในสหรัฐฯ ราว 181,000 คน

 

โฆษกของ Deloitte ชี้แจงว่าบริษัทกำลังปรับโครงสร้างด้านบุคลากรเพื่อให้สวัสดิการสอดคล้องกับมาตรฐานในตลาด

 

รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงคือพนักงานในกลุ่ม Center จะได้รับวันลาเพื่อครอบครัวแบบรับเงินสูงสุด 8 สัปดาห์ และวันลา 18-25 วันตามอายุงานและตำแหน่ง รวมถึงจะหยุดสะสมเงินบำนาญหลังวันที่ 31 ธันวาคม

 

นอกจากนี้พนักงานในส่วน Enterprise Solutions ที่อยู่ในกลุ่ม Center จะถูกลดวันลาเพื่อครอบครัวลงครึ่งหนึ่งจาก 16 สัปดาห์เหลือ 8 สัปดาห์ และยกเลิกเงินช่วยเหลือสำหรับการรับบุตรบุญธรรมและการทำเด็กหลอดแก้ว 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.63 ล้านบาท)

 

ภาพสะท้อนตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป

 

ราวิน เจซูธาซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตของการทำงานและผู้นำระดับโลกของ Mercer Transformation Services ระบุว่ามีลูกค้าหลายรายกำลังพิจารณาลดต้นทุน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน โดยกำลังพิจารณาต้นทุนแรงงานในแต่ละด้านอย่างละเอียด และ “สวัสดิการที่พนักงานไม่ได้ใช้เต็มที่ มักเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกตัด”

 

ปีเตอร์ คาเปลลี ศาสตราจารย์ด้านการจัดการและผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรมนุษย์ของ Wharton Business School มองว่าบริษัทต่างๆ “เข้มงวดมากขึ้นในทุกด้าน” ทั้งการปลดพนักงานและการเพิ่มภาระงาน “การลดและบีบรัดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเมื่อตลาดแรงงานหย่อนตัว บริษัทรู้สึกว่าทำได้”

 

ทั้งนี้รายได้ของ Deloitte ในสหรัฐฯ ปีล่าสุด (สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2025) อยู่ที่ 35,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทก็เผชิญความท้าทายในธุรกิจหลักทั้งการตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษา จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐได้รับผลกระทบจากนโยบาย DOGE ของรัฐบาลทรัมป์ที่เข้มงวดเรื่องสัญญาจ้างที่ปรึกษา

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 เมษายน 2569

 

ภาพ: ภาพ : Walter Cicchetti / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Big Four สะเทือนจาก AI และเศรษฐกิจ KPMG ปลดที่ปรึกษากว่า 400 คน ในสหรัฐฯ Deloitte เตรียมหั่นสวัสดิการพนักงานปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? https://thestandard.co/oil-price-adjustment-refinery/ Thu, 30 Apr 2026 10:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1202761 ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลา […]

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อเราขับรถไปยังปั๊มน้ำมัน เรากลับพบราคาหน้าปั๊มในไทยกลับไม่ได้ลดลงแบบทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในเมื่อต้นทุนถูกลงแล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ได้ซื้อของถูกทันที?

 

ความสงสัยนี้มักถูกตั้งคำถามไปที่โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างราคาพลังงาน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการภายในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมันอย่างเป็นระบบ

 

โรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่อะไรบ้าง?

 

โรงกลั่นน้ำมัน คืออุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการความร้อนเพื่อกลั่นแยกส่วนเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การจัดหาวัตถุดิบต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลั่นได้อย่างต่อเนื่อง

 

กระบวนการนี้เองที่สร้าง Time Lag หรือความเหลื่อมล้ำทางเวลา ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศกว่า 90% โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กว่าน้ำมันดิบหนึ่งล็อตจะผ่านการเจรจาตกลงราคา จัดหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่เดินทางข้ามมหาสมุทรและขนถ่ายเข้าสู่ถังเก็บสำรอง จึงต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน

 

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วง มี.ค. – เม.ย. 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันดิบตึงตัว โรงกลั่นไทยจึงเร่งจัดหาน้ำมันท่ามกลางอำนาจต่อรองผู้ขายที่สูงขึ้นเพื่อรับมือความเสี่ยงขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว โดยต้นทุนเพิ่มเติมเหล่านี้มาจาก

 

1. Crude Premium เป็นส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง เป็นราคาจ่ายจริงที่ขึ้นลงไม่คงที่ อาจจะเป็นบวก (Premium) หรือเป็นลบ (Discount) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ

 

  • คุณภาพน้ำมันดิบ หากน้ำมันดิบชนิดนั้นกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์ราคาสูงอย่าง เบนซิน หรือ ดีเซล ในสัดส่วนที่มาก ค่า Premium จะสูงกว่าน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์ราคาต่ำอย่างน้ำมันเตา
  • ความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ถ้าภาวะปกติราคาอาจนิ่ง แต่ในสภาวะสงครามที่มีความต้องการสูง ค่า Premium จะพุ่งสูงขึ้น

 

2. ค่าขนส่งและค่าประกันภัย โดยผลกระทบจากสภาวะสงคราม เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก เส้นทางการเดินเรือกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ค่าระวางเรือ โดยในช่วงสงครามที่เรือขาดแคลน ค่าขนส่งอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ค่าประกันภัย บริษัทประกันภัยจะเดินทางขนส่งโดยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เบี้ยประกันการขนส่งผ่านพื้นที่สงครามอาจพุ่งสูงขึ้นมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิง เบี้ยเสี่ยงภัย เป็นต้น

 

นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ภายในโรงกลั่นเองยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณก่อนจะเกิดกำไรสุทธิ เช่น

 

  • ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ
  • ค่าการบำรุงรักษาและบุคลากร เช่น ค่าซ่อมบำรุงตามรอบระยะเวลา และค่าแรงพนักงาน
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนเครื่องจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษีที่ต้องนำส่งรัฐ

 

ในทางปฏิบัติ น้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โรงกลั่นจัดหาและซื้อมาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงมากจากวิกฤตที่ผ่านมา หรืออีกนัยหนึ่ง โรงกลั่นได้จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในราคาที่รวมพรีเมียมสูงสุดจากผลกระทบของวิกฤตก่อนหน้านั่นเอง

 

กลไกราคาที่ทำให้ราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงได้ทันที

 

น้ำมันดิบราคาแพงที่แบกรับต้นทุนพรีเมียมจากเมื่อ 2 เดือนก่อนเดินทางมาถึงหอกลั่น แต่สถานการณ์ความตึงเครียดของโลกคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ณ วันปัจจุบันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

 

ราคาขายผลิตภัณฑ์หน้าโรงกลั่นจะต้องใช้กลไกบังคับให้ต้องตั้งราคาขายอิงตามสภาวะตลาดโลกในวันที่จำหน่าย (Market-Based Pricing)

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 1

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้องนำวัตถุดิบต้นทุนสูงมาผลิตเพื่อขายในราคาตลาดที่ต่ำลง สถานการณ์ลักษณะนี้เรียกว่าการขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของธุรกิจโรงกลั่น ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมักตั้งคำถามต่อการปรับตัวของราคาขายปลีก

 

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาน้ำมันอาจไม่สามารถปรับลดลงได้ทันที เพราะต้นทุนและราคาขายไม่ได้เกิดขึ้นในเส้นเวลาเดียวกัน น้ำมันดิบล็อตที่ตลาดโลกชี้ว่าราคาถูกในช่วงเวลาหนึ่งจะเดินทางมาถึงและกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมขาย ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

 

ในช่วงรอยต่อของความเหลื่อมล้ำด้านเวลานี้ อุตสาหกรรมโรงกลั่นจะเดินเครื่องผลิตในจังหวะที่ส่วนต่างกำไร หรือค่าการกลั่นหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ และในบางช่วงเวลาอาจทำให้ค่าการกลั่นลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ หรือในบางกรณีอาจติดลบได้

 

ทำไมต้องอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์?

 

ราคาน้ำมันในไทยอ้างอิงกับราคากลางตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่สำคัญในเอเชีย และถูกใช้เป็น Benchmark ในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของภูมิภาคได้

 

หลักการที่ใช้คือราคาเสมอภาคการนำเข้าและส่งออก ซึ่งช่วยป้องกันความไม่สมดุลในตลาด ในทางทฤษฎี หากราคาภายในประเทศต่ำกว่าตลาดโลกมาก อาจเกิดแรงจูงใจในการส่งออกหรือทำกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งในบางกรณีอาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศ

 

การกำหนดราคาอ้างอิงกับ MOPS มุมหนึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโดยรวม แม้ว่าบางครั้งอาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงไม่รวดเร็ว กรณีที่ปล่อยให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป ประเทศไทยจะต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาดโลกที่สูงกว่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลในมุมหนึ่งที่เลือกใช้แนวทางนี้

 

ข้อสังเกตสำคัญกับการเป็นธุรกิจแบบวัฏจักรของโรงกลั่น

 

ข้อสังเกตจากข้อมูลทำให้เห็นได้ว่า โรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจแบบวัฏจักร ซึ่งเห็นได้จากโครงสร้างรายได้และพิจารณากลไกตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

 

ผลประกอบการโรงกลั่นขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก ช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นจากความต้องการสูงหรือวิกฤต โรงกลั่นจะได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain) เนื่องจากนำวัตถุดิบราคาถูกเดิมมาขายในราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่เมื่อวัฏจักรกลับกัน ที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวลดลงและถูกกว่าราคาปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรม

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 2

 

โรงกลั่นหยุดผลิตได้หรือไม่?

 

หากทิศทางของราคาน้ำมันล่วงหน้า (Future Curve) ลดต่ำลง โรงกลั่นย่อมทราบดีว่าการเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจนำไปสู่การบันทึกตัวเลขขาดทุนจากสต็อก อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเดินเครื่องต่อหรือหยุดพัก ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและกลไกการกำกับดูแล

 

ดังนั้น ในเหตุการณ์ในการลดกำลังการผลิตอย่างกะทันหันไม่เพียงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขการรักษาระดับน้ำมันสำรองทางกฎหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน

 

โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องอย่างสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิค สัญญาทางการค้า และกรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ระบบพลังงานดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่ยังรวมถึงภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดในส่วนปลายน้ำ ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหน้าปั๊มเช่นกัน

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ภราดร’ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่จำเป็นในปีงบ 69 ได้ต่ำคาด คาดโอนงบได้เพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น จับตา ‘เอกนิติ’ เคาะออก พ.ร.ก. เงินกู้ https://thestandard.co/government-budget-cut-loan-decree/ Thu, 30 Apr 2026 09:42:18 +0000 https://thestandard.co/government-budget-cut-loan-decree/ ภาพแสดงข้อความสรุปข่าวรัฐบาลตัดงบประมาณปี 69 ได้ต่ำกว่าคาด เหลือเพียง 50,000 ล้านบาท

‘ภราดร’ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่ […]

The post ‘ภราดร’ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่จำเป็นในปีงบ 69 ได้ต่ำคาด คาดโอนงบได้เพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น จับตา ‘เอกนิติ’ เคาะออก พ.ร.ก. เงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความสรุปข่าวรัฐบาลตัดงบประมาณปี 69 ได้ต่ำกว่าคาด เหลือเพียง 50,000 ล้านบาท

‘ภราดร’ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่จำเป็นในปีงบ 2569 ได้ต่ำคาด โดยอาจตัดยอดโอนงบได้ที่ 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ยืนยันผู้ได้สิทธิ์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เกิน 20 ล้านคน เข้า ครม. สัปดาห์หน้า มั่นใจฐานะการคลังยังแกร่ง

 

วันนี้ (30 เมษายน) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงความคืบหน้าการตัดยอดโอนงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งมีเส้นตายการสรุปตัวเลขในวันนี้ว่า โดยเบื้องต้นคาดว่าเม็ดเงินที่จะได้กลับมาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ในตอนแรกที่ประมาณไว้ราว 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ภราดรอธิบายว่า จากการประกาศล่วงหน้าโดยรัฐบาล ทำให้ส่วนราชการเร่งก่อหนี้และเบิกจ่ายเงินงบประมาณกันมากขึ้น ซึ่งในมุมหนึ่งก็ถือเป็นข้อดี ที่หน่วยงานต่างๆ เร่งเบิกจ่ายเงินไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น

 

ทั้งนี้ หากยอดตัดงบได้เพียง 50,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขเดิมที่ประมาณการไว้ ภราดรระบุว่า ต้องรอความชัดเจนจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะมีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ วงเงินเท่าไหร่ พร้อมระบุว่าเป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่

 

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่าง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คาดว่าจะมีการนำแพ็กเกจโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมก่อน และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคมเป็นลำดับต่อไป

 

สำหรับรายละเอียดของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมนำเสนอ มีดังนี้:

 

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ภราดรระบุว่าจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อาจลดลงจาก 13.4 ล้านคน เหลือประมาณ 13.2 ล้านคน เนื่องจากผู้มีสิทธิ์บางรายอาจเสียชีวิตแล้ว โดยรัฐบาลมีแผนจะขยับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็นประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปใช้ฐานวงเงินเดิม ส่วนวงเงินจะได้ถึงคนละ 4,000 บาทหรือไม่นั้น ภราดรระบุว่าต้องรอให้ทางกระทรวงการคลังและดร.เอกนิติเป็นผู้สรุปตัวเลข

 

โครงการคนละครึ่ง : ภราดรยืนยันว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์เกิน 20 ล้านคนอย่างแน่นอน โดยพร้อมจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทันทีหลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบโครงการ ข้อดีของการดำเนินโครงการในครั้งนี้คือจะไม่มีการจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว แต่จะใช้วิธีทยอยจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งช่วยให้กระทรวงการคลังมีเวลาในการหาช่องทางและบริหารจัดการเงินมารองรับได้

 

สุดท้ายในส่วนของความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลังและงบประมาณ ภราดรกล่าวว่า จากการสรุปแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) โดย 4 หน่วยงาน พบว่า รายรับของรัฐบาลไม่ได้ลดลงและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ฝั่งรายจ่ายถูกตรึงเอาไว้ที่ระดับเดิม ประกอบกับตัวเลข GDP ก็มีทิศทางขยับสูงขึ้นด้วย ทำให้ภาพรวมตัวเลขในปี 2570 ยังไม่มีความน่ากังวล โดยปัจจัยสำคัญเดียวที่ต้องติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดคือปัญหาทิศทางสงครามว่าจะมีความยืดเยื้อมากน้อยเพียงใด

The post ‘ภราดร’ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่จำเป็นในปีงบ 69 ได้ต่ำคาด คาดโอนงบได้เพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น จับตา ‘เอกนิติ’ เคาะออก พ.ร.ก. เงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กนง. ยันคงดอกเบี้ย 1.0% ประคองเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุสงคราม มองเงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว พร้อมใช้สูตร ‘Wait-and-see’ เกาะติดข้อมูลจริง https://thestandard.co/thailand-interest-rate-holds/ Thu, 30 Apr 2026 08:07:31 +0000 https://thestandard.co/thailand-interest-rate-holds/ ภาพแสดง กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนสูง

กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยเป็นระดับที่เหมาะสมในการรับมือ […]

The post กนง. ยันคงดอกเบี้ย 1.0% ประคองเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุสงคราม มองเงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว พร้อมใช้สูตร ‘Wait-and-see’ เกาะติดข้อมูลจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดง กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนสูง

กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยเป็นระดับที่เหมาะสมในการรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ประเมินว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นชั่วคราว และจะลดลงกลับเข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า จึงยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ด้าน SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไปอีก 1 – 2 ไตรมาส รอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม

 

กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 6:0 โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นเกินกรอบ 1-3% บางไตรมาสในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน และจะทยอยลดลงกลับเข้ากรอบในปี 2027 มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อพลวัตของเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ และผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งขนาดของมาตรการภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

 

เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากผลกระทบสงคราม แต่อาจมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากภาครัฐ

 

  • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว 1.5%YOY ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4%YOY ทั้งนี้หากสงครามไม่ได้เกิดขึ้น กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY
  • กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐเพิ่มเติม หากมีเม็ดเงินใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 3 แสนล้านบาท อาจเพิ่มการเติบโตของ GDP 0.5 – 0.7%YOY แต่จะมีผลชั่วคราวเฉพาะปีนี้

 

เงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในปีนี้มาจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก และจะลดลงเข้ากรอบในปีหน้า ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

 

  • กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องนาน 4 ไตรมาส และจะปรับลดลงในปี 2027 ตามราคาพลังงานโลก (ประเมินค่าเฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ 2.9%)
  • ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่อยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน (de-anchored inflation expectation) มีจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโอกาสเกิด wage-price spiral ต่ำ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และอุปสงค์ภายในประเทศยังซบเซา

 

กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจ การตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป จะเป็น Data Dependent

 

  • กนง. มองว่าการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เหมาะสม ยังสามารถ Look through เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นของไทย
  • การตัดสินใจขึ้นและลดดอกเบี้ยในขณะนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย
  • การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
  • การปรับลดดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง
  • กนง. จะยัง Wait-and-see และปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายตามข้อมูลที่เข้ามาเป็นหลัก (Data dependent) ซึ่งจะทำให้ฉากทัศน์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อแตกต่างไป โดยในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2026 ประเมินว่า ในปี 2026 GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1%YOY และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะสูงกว่า 5%

 

IMPLICATIONS

 

SCB EIC มองว่า ในระยะต่อไป กนง. จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า

 

  • กนง. ไม่ได้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากด้านอุปทาน
  • แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเงินเฟ้ออาจไม่มากเท่าเศรษฐกิจอื่น ๆ เนื่องจาก (1) เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ (2) รัฐบาลอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วน ช่วยลดทอนผลกระทบเงินเฟ้อได้บ้าง และ (3) ผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเปราะบาง อุปสงค์ในประเทศซบเซา
  • เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูง และ ธปท. มีเครื่องมือในการบริหารจัดการเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วได้ ในสถานการณ์เงินทุนไหลออกฉับพลัน
  • กนง. จะไม่เร่งลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง อาจยังประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อได้ไม่ชัดเจนนัก การเร่งลดดอกเบี้ยในภาวะเช่นนี้อาจลดทอนความเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายการเงินภายใต้เป้าหมายเงินเฟ้อ อีกทั้ง ยังมี Policy space จำกัด
  • ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า กนง. จึงมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบาย แต่หลังจากนั้น กนง. อาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม กับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงหลุดกรอบเป้าหมายยาวนาน
  • มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอนสูง และกนง. ยังรอดูสถานการณ์ Wait-and-see

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-290426

The post กนง. ยันคงดอกเบี้ย 1.0% ประคองเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุสงคราม มองเงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว พร้อมใช้สูตร ‘Wait-and-see’ เกาะติดข้อมูลจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังการปั้น ‘ครึ่งเก้า GROUP’ ของ โอม-ปัณฑพล พลิกนิยามค่ายเพลงสู่ ‘ธุรกิจบริการ’ ชูโมเดลพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน-เลิกค่านิยมนายทุนเป็นใหญ่ https://thestandard.co/kreung-kao-group-music-business-model/ Thu, 30 Apr 2026 07:47:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1202720 โอม-ปัณฑพล ผู้บริหาร ครึ่งเก้า GROUP อธิบายโมเดลธุรกิจเพลงแบบพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงไทย ที่สะท้อนก […]

The post เบื้องหลังการปั้น ‘ครึ่งเก้า GROUP’ ของ โอม-ปัณฑพล พลิกนิยามค่ายเพลงสู่ ‘ธุรกิจบริการ’ ชูโมเดลพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน-เลิกค่านิยมนายทุนเป็นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอม-ปัณฑพล ผู้บริหาร ครึ่งเก้า GROUP อธิบายโมเดลธุรกิจเพลงแบบพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงไทย ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างธุรกิจเพลงยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน หลังการเปิดตัวค่ายเพลงใหม่ บริษัท ครึ่งเก้า จำกัด ภายใต้การบริหารของ โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ ซึ่งประกาศวิสัยทัศน์วางตำแหน่งค่ายเพลงเป็น ‘ธุรกิจบริการ’ ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การบริหารและพัฒนาศิลปิน ไปจนถึงการลงทุน จัดคอนเสิร์ต อีเวนต์ และงานบันเทิงหลากหลายรูปแบบ

 

โอม-ปัณฑพล ฉายภาพถึงจุดเริ่มต้นของชื่อ ‘ครึ่งเก้า GROUP’ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละคร ‘โครันเซ’ ในการ์ตูนเรื่อง จอมโหดกระทะเหล็ก ซึ่งมีแนวคิดว่าการทำอาหารคือการล่วงหน้าครึ่งก้าว หรือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ก่อนนำมาปรับใช้กับงานสื่อและดนตรี

 

โดยมองว่าการนำหน้าผู้บริโภคมากเกินไปอาจทำให้ผู้ฟังตามไม่ทัน ขณะที่การตามหลังย่อมทำให้ตกเทรนด์ ดังนั้น การล่วงหน้าเพียงครึ่งก้าว จึงเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสม และกลายเป็นที่มาของชื่อ ครึ่งเก้า ซึ่งเลือกใช้คำพ้องเสียง เนื่องจากชื่อเดิมถูกใช้จดทะเบียนไปแล้ว

 

ในมุมมองต่อบทบาทของค่ายเพลง โอมกล่าวว่า แม้ปัจจุบัน ‘ค่ายเพลง’ จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ด้วยความหลากหลายของทักษะในแต่ละบุคคล ค่ายยังคงมีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนศิลปิน โดย ครึ่งเก้า ได้วางโครงสร้างองค์กรให้เป็นธุรกิจบริการ ทำหน้าที่ในฐานะพาร์ตเนอร์ ดูแลศิลปินเสมือนลูกค้า เพื่อรักษามาตรฐานการทำงาน

 

ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจะมีความยืดหยุ่นตามความต้องการของศิลปิน และค่ายไม่ได้มุ่งให้ผู้ฟังจดจำชื่อค่าย แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างการจดจำที่ตัวศิลปินเป็นหลัก โดยอาศัยทีมงานเบื้องหลังที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยขับเคลื่อน

 

ด้านการบริหารจัดการ ครึ่งเก้า GROUP เปิดโอกาสให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับภาระที่ไม่ถนัด พร้อมยึดขอบเขตบริการที่ตกลงกันอย่างชัดเจนและเป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาระบบกลางที่รวบรวมข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียว

 

ไม่ว่าจะเป็นตารางงาน, รายได้, แผนงาน, สัญญา, สิทธิประโยชน์ รวมถึงพอร์ตโฟลิโอและทรัพย์สินทางปัญญาของศิลปิน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี ซึ่งจะช่วยลดข้อสงสัยและเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

 

โอม-ปัณฑพล ผู้บริหาร ครึ่งเก้า GROUP อธิบายโมเดลธุรกิจเพลงแบบพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน 1

 

“บริษัทไม่ได้อยู่ในฐานะผู้อุปถัมภ์ เลิกคิดว่านายทุนที่ลงเงินเป็นใหญ่ เพราะศิลปินเองก็มีมูลค่าเป็นตัวเงินเช่นเดียวกัน อยากให้ลบภาพนั้นและมองว่าเราคือผู้ลงทุนร่วมกันทั้งสองฝ่าย” ผู้บริหารค่ายย้ำ

 

สำหรับการพัฒนาศิลปินหน้าใหม่ ยอมรับว่าการกำหนดระยะเวลาความสำเร็จในปัจจุบันทำได้ยาก เนื่องจากต้องแข่งขันกับคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ถึงอย่างนั้น ทีมงานจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์เพื่อลดระยะเวลาให้สั้นที่สุด เนื่องจากโมเดลการปั้นศิลปินระยะยาวแบบในอดีตอาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนธุรกิจ ดังนั้น ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกระแสไวรัลและการสร้างคอมมูนิตี้แฟนคลับ และในช่วงเวลาเดียวกัน ความสุขของศิลปินยังถูกยกให้เป็นหัวใจหลักของการทำงาน

 

ในมิติการบริหารความเสี่ยง ธุรกิจเพลงถูกเปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้แนวคิดการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง ความสำเร็จของค่ายจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากศิลปินทุกคน แต่สามารถชดเชยกันได้จากศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงเพียงบางราย และยังต้องคำนึงถึงวงจรชีวิตของศิลปิน และการจัดสรรงบประมาณด้าน R&D เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาว

 

เบื้องต้น ค่ายจะให้ความสำคัญกับการจัดระบบภายในและดูแลศิลปินที่อยู่ภายใต้ 4 ค่ายในเครือ ได้แก่ ค่าย BRIDGE มี 19 ศิลปิน ได้แก่ Three Man Down, Tilly Birds, Flure, The Darkest Romance, AYLA’s, ASIA7, Jigsaw Story, Hard Boy, ADORA, NINEOKMAI, QEETHA, fit aroon, Par-T, Famoso, M DAOSAI, ossey, AYEJAY, Dena Euprasert และ miller

 

โอม-ปัณฑพล ผู้บริหาร ครึ่งเก้า GROUP อธิบายโมเดลธุรกิจเพลงแบบพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน 2

 

ตามด้วยค่าย 9Arkkhan ก่อตั้งโดย จ๋าย อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี โดยมี 8 ศิลปินภายใต้สังกัดได้แก่ Little John, manutsawee, สามานย์, วิจิตรชน, มาณพ, Gandharva, PINKIE และศิลปินใหม่ที่แฟนเพลงคุ้นหน้าคร่าตากันเป็นอย่างดีที่เข้ามาเป็นพี่ใหญ่สุดของค่ายอย่าง วง ไททศมิตร

 

ถัดมาคือค่าย MACHg นำทีมบริหารโดย ก้อง ห้วยไร่ และ แบงค์ รัฐวิชญ์ ประกอบไปด้วยศิลปินหน้าใหม่ ได้แก่ หนุ่ม ใจแสน, ชาชม เสาวคนธ์, วิว วัลนิกา, กอกี้ กวิสรา และ ปราง ปรางทิพย์

 

และค่าย Ennead นำโดย โอม ปัณฑพล และปอนด์ กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารจาก BeOnCloud บริษัทผู้ผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ชื่อดัง โดยค่าย Ennead มีแนวคิดพัฒนาศิลปินยุคใหม่ให้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงนักร้อง แต่สามารถต่อยอดสู่บทบาทในอุตสาหกรรมบันเทิงได้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ ศิลปินจากรายการ True Academy Fantasia 2026 จะได้รับโอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้สังกัด Ennead เพื่อเข้าสู่เส้นทางการทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ

 

โอม-ปัณฑพล ผู้บริหาร ครึ่งเก้า GROUP อธิบายโมเดลธุรกิจเพลงแบบพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน 3

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือแนวคิดการจัดการลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม โดยกำหนดให้ มาสเตอร์ เป็นของค่าย ขณะที่ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์ ซึ่งผู้บริหารเปรียบว่าเป็นการซื้อใจศิลปิน แม้มีความเสี่ยงเมื่อหมดสัญญา แต่อีกทางก็ช่วยสร้างความไว้วางใจในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังเน้นความยืดหยุ่นในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปิน โดยเฉพาะศิลปินหน้าใหม่ ได้มีเวทีแสดงและต่อยอดรายได้ในอนาคต

 

โดยปัจจุบัน โมเดลรายได้ในวงการเพลงกระจายออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ การแสดงสด, การจำหน่ายสินค้า, รายได้จากลิขสิทธิ์ และงานจ้างอื่น เช่น อินฟลูเอนเซอร์หรือพรีเซนเตอร์

 

ผู้บริหารค่ายกล่าวถึงเป้าหมายระยะยาวว่า ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่ต้องการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเพลงไทยแข็งแรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของศิลปิน และเปิดโอกาสให้แข่งขันในตลาดต่างประเทศ โดยก่อนหน้านี้ได้ศึกษาต้นแบบจากประเทศที่อุตสาหกรรมเพลงแข็งแกร่ง เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

 

ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมดนตรีและคอนเสิร์ตว่า กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว แต่มองว่าความต้องการบริโภคความบันเทิงยังคงมีอยู่ และในมุมของผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ เช่น การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการลดงบการจัดทำมิวสิกวิดีโอ หรือหันไปใช้โปรดักชันคอนเสิร์ตแบบมินิมอล รวมถึงเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อรวมทรัพยากรและขยายขนาดอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าลบภาพจำอาชีพศิลปินที่ในอดีตถูกมองว่าเต้นกินรำกิน โดยชี้ว่าความไม่มั่นคงเกิดจากการพึ่งพาเทรนด์และสื่อเป็นหลัก ขณะที่พฤติกรรมผู้ฟัง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 12-27 ปี มีแนวโน้มเปิดรับสิ่งใหม่สูง ก่อนจะเริ่มยึดติดกับรสนิยมเดิมเมื่ออายุมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด ความท้าทายสำคัญของวงการคือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน แฟนคลับ หรือผู้จัดเก็บลิขสิทธิ์ โดยเป้าหมายของครึ่งเก้า GROUP คือการสร้างระบบและการสื่อสารที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

The post เบื้องหลังการปั้น ‘ครึ่งเก้า GROUP’ ของ โอม-ปัณฑพล พลิกนิยามค่ายเพลงสู่ ‘ธุรกิจบริการ’ ชูโมเดลพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุน-เลิกค่านิยมนายทุนเป็นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันไทยยังไม่เข้า Stagflation เหตุยังไม่พบสัญญาณจ้างงานลด คาดเงินเฟ้อสูงไม่ลากยาว https://thestandard.co/thailand-no-stagflation/ Thu, 30 Apr 2026 06:36:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1202678 ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันไทยยังไม่เข้า Stagflation

วันนี้ (30 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประ […]

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันไทยยังไม่เข้า Stagflation เหตุยังไม่พบสัญญาณจ้างงานลด คาดเงินเฟ้อสูงไม่ลากยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันไทยยังไม่เข้า Stagflation

วันนี้ (30 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่น่ากังวลว่าจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจากประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยาวนานจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เผชิญกับปัญหานี้

 

วิทัยชี้แจงเพิ่มเติมว่า สภาวะ Stagflation ในเชิงเศรษฐศาตร์จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือ เศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตต่ำควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง และต้องเป็นการปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยหากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงลากยาว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวและสร้างผลกระทบในระดับสูง

 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทในต่างประเทศ ผู้ว่าการฯ ระบุว่า ภาวะ Stagflation มักส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงาน ทำให้สัดส่วนการจ้างงานลดลงหรือมีอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่พบสัญญาณการลดลงของการจ้างงานอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับหลายประเทศ

 

ดังนั้นยืนยันเมื่อพิจารณาจากเกณฑ์หลักทั้งสองประการร่วมกัน ประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะ Stagflation ในระยะยาว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยาวนาน

 

“ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่อง Stagflation ขึ้นมาหารือในการประชุม แม้หลายฝ่ายมองว่า ไทยเข้าสู่ภาวะนี้แล้ว จากการพิจารณาเพียงว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำและเงินเฟ้อสูง แต่อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากสาระสำคัญของภาวะ Stagflation คือ อัตราเงินเฟ้อต้องอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องและยาวนานเท่านั้น”

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนยันไทยยังไม่เข้า Stagflation เหตุยังไม่พบสัญญาณจ้างงานลด คาดเงินเฟ้อสูงไม่ลากยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’ เยี่ยมบูธ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทยปีนี้ https://thestandard.co/hongqi-auto-china-2026-thailand/ Thu, 30 Apr 2026 05:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1202622 ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย

ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ทั […]

The post เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’ เยี่ยมบูธ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทยปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย

ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก คนไทยส่วนมากคงจะนึกถึงรถยนต์ญี่ปุ่น ยุโรป หรือสหรัฐฯ ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคปัจจุบันแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

 

 
 

Felipe Munoz นักกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ประเมินว่า แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายมากที่สุด 4 อันดับแรกของโลก ณ ครึ่งปีแรกของปี 2025 อันดับ 1 คือ Toyota ของญี่ปุ่น 4.7 ล้านคัน ตามมาด้วย Volkswagen ของเยอรมนี 2.3 ล้านคัน ถัดมาคือ Ford ของสหรัฐฯ 2 ล้านคัน และอันดับ 4 คือ BYD ของจีน 2 ล้านคัน

 

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ยอดขายของ BYD เพิ่มขึ้นถึง 31% จากปีก่อน และมีโอกาสที่ยอดขายของ BYD จะแซงหน้า Ford ไปแล้ว เมื่อจบปี 2025

 

ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย 1

 

เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน Auto China 2026 ณ กรุงปักกิ่งประเทศจีน ผ่านคำเชิญของ Metro Group กลุ่มบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน โดยดำเนินธุรกิจทั้งในส่วนของตัวแทนจำหน่าย และผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย ครอบคลุมรถยนต์หลายสัญชาติ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ เกาหลีใต้

 

บนพื้นที่จัดงานกว่า 380,000 ตารางเมตร งาน Auto China 2026 ที่จัดขึ้นในธีม Future of Intelligence ได้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนในปัจจุบันยิ่งใหญ่มากจริงๆ ไม่เพียงแค่แบรนด์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เทคโนโลยีด้านยานยนต์ของจีนก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน

มหกรรมครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์งานจัดแสดงรถยนต์ระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่า 290,000 คน พร้อมกับค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมกว่า 1,500 ราย มีรถยนต์จัดแสดงทะลุ 1,450 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการเปิดตัวรถยนต์ถึง 181 รุ่น และมีรถยนต์ที่เป็น Concept Car มาเผยโฉมอีก 71 รุ่น การขยายพื้นที่เต็มพิกัดทั้งสองศูนย์นิทรรศการใหญ่ในปักกิ่งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหมุดหมายสำคัญที่จีนกำลังประกาศว่า พวกเขาคือหนึ่งในศูนย์กลางของนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

 

‘หงษ์​ฉี’ แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทย

 

ท่ามกลางค่ายรถยนต์ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ละแบรนด์ต่างงัดเทคโนโลยีและการออกแบบมาจัดแสดง มีบูธแห่งหนึ่งที่ให้บริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟอย่างมาก และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสง่างามที่แตกต่างออกไป นั่นคือบูธของ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) ซึ่ง บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ CEO เมโทร กรุ๊ป เล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตกหลุมรักแบรนด์นี้ เกิดขึ้นจากการเดินสำรวจงานมอเตอร์โชว์ในจีนเมื่อหลายปีก่อน ท่ามกลางความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและรถยนต์ไฟฟ้า เขาบังเอิญไปสะดุดตากับบูธของหงษ์ฉีที่เข้าถึงยาก แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง

 

หงษ์ฉี หรือที่แปลว่า ‘ธงแดง’ ไม่ใช่แบรนด์เกิดใหม่ แต่เป็นแบรนด์ภายใต้ร่มเงาของ China FAW Group Corporation หรือ FAW Group ยักษ์ใหญ่และผู้บุกเบิกการผลิตรถยนต์ในจีนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1953

 

ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย 2

 

ตำนานของหงษ์ฉีเริ่มต้นขึ้นในปี 1958 ด้วยการผลิตรถยนต์รุ่น CA72 เพื่อเป็นรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นรถหุ้มเกราะ CA772 สำหรับผู้นำระดับสูง ไปจนถึงซีรีส์ Golden Sunflower ในปัจจุบันที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับโลก เรื่องราวเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์หงษ์ฉี ณ เมืองฉางชุน มณฑลจี๋หลิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของชาติ

 

ความหลงใหลในเรื่องราวผนวกกับดีไซน์ที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ทำให้บดินทร์ใช้เวลาเดินหน้าเจรจากับผู้บริหาร FAW Group นานถึงปีครึ่ง จนในที่สุดเมโทร กรุ๊ป ก็คว้าสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดจำหน่ายหงษ์ฉีในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่จะนำเอาสุดยอดยนตรกรรมที่เคยสงวนไว้เฉพาะผู้นำ มาส่งมอบให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่มองหาความแตกต่าง

 

ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย 3

 

3 เสาหลักที่จะช่วยให้แบรนด์หรูจีน บุกตลาดไทยสำเร็จ

 

บดินทร์เล่าต่อว่า การนำแบรนด์รถยนต์จีนระดับอัลตร้าลักชัวรีเข้ามาตีตลาดในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เมโทร กรุ๊ป จึงใช้ปรัชญาที่สั่งสมมาจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับโลกถึง 3 ชั่วอายุคน โดยเฉพาะปรัชญาการทำงานแบบ Kaizen และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เข้มข้น ที่เรียนรู้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโตโยต้า มาประยุกต์ใช้ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ

 

แกนแรกคือการสร้างแบรนด์ (Branding) เมโทร กรุ๊ป ไม่เน้นการทำยอดขายแบบฉาบฉวย แต่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาภาพลักษณ์อันทรงเกียรติของหงษ์ฉีเอาไว้ รถยนต์เรือธงที่จะนำเข้ามาบุกตลาดอย่าง HONGQI E-HS9 รถอเนกประสงค์ไฟฟ้า 100% คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน ด้วยงานออกแบบจาก Giles Taylor อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ Rolls-Royce ที่สะท้อนความหรูหราแบบสากลผสานกลิ่นอายตะวันออก

 

ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย 4

 

ตามมาด้วยเสาหลักที่สองคือ การบริหารเครือข่ายดีลเลอร์ (Dealer Network) บดินทร์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการใช้นโยบาย ‘ยัดสต๊อก’ ให้กับดีลเลอร์เด็ดขาด เพราะนั่นคือต้นเหตุของสงครามราคา (Price War) ที่กำลังทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ในขณะนี้ ดีลเลอร์ของหงษ์ฉีจะต้องมีอัตราผลตอบแทนที่เป็นธรรม เน้นคุณภาพการให้บริการมากกว่าปริมาณสาขา และที่สำคัญคือจะไม่มีการลดราคาหักหลังลูกค้ากลุ่มแรกที่ให้ความไว้วางใจแบรนด์อย่างแน่นอน

 

และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ การสร้างคอมมูนิตี้ (CRM & Community) ภายใต้แนวคิด ‘เอาเพื่อนมาเป็นลูกค้า และทำลูกค้าให้มาเป็นเพื่อน’ การดูแลลูกค้าของหงษ์ฉีจะถูกออกแบบมาในสไตล์ Quiet Luxury เน้นกิจกรรมที่มอบความเป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่มักจะผ่านการครอบครองรถยุโรปแบรนด์ดังมาแล้ว และกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับยิ่งกว่า

 

One Belt One Road การเดินทาง 17 วัน กว่า 6,000 กิโลเมตร ด้วย ‘หงษ์ฉี’

 

เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เห็นถึงสมรรถนะและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมโทร กรุ๊ป ได้ผุดแคมเปญระดับภูมิภาคภายใต้ชื่อ ‘หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road’ โดยนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น E-HS9 ออกเดินทางทดสอบสมรรถนะข้ามประเทศแบบโรดทริป

 

ภาพบรรยากาศบูธ HONGQI แบรนด์รถหรูของจีนภายในงาน Auto China 2026 เตรียมเปิดตัวในไทย 5

 

การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2569 จากแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง ‘กำแพงเมืองจีน’ ขับผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยบททดสอบทางภูมิประเทศและสภาพอากาศ ทั้งในจีน ลาว และเข้าสู่ประเทศไทย โดยมี ภูริ หิรัญพฤกษ์ และ หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ ร่วมเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 17 วันเต็ม ด้วยระยะทางรวมกว่า 6,000 กิโลเมตร ก่อนจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานครในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

 

ภารกิจข้ามพรมแดนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความทนทานของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจาก FAW Group เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระดับภูมิภาค และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ‘หงษ์ฉี’ พร้อมแล้วที่จะปักธงลงบนสมรภูมิรถหรูในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้

The post เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’ เยี่ยมบูธ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทยปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกคาดราคาพลังงานเฉลี่ยปีนี้ จะพุ่งขึ้น 24% ถ้าช่องแคบฮอร์มุซกลับเปิดปกติในเดือน พ.ค. นี้ ส่วนก๊าซและปุ๋ยอาจแพงขึ้นไปอีก 2 ปี https://thestandard.co/world-bank-energy-price-forecast/ Thu, 30 Apr 2026 04:13:05 +0000 https://thestandard.co/world-bank-energy-price-forecast/ ภาพช่องแคบฮอร์มุซพร้อมเรือบรรทุกน้ำมัน และอินโฟกราฟิกราคาพลังงาน ก๊าซ และปุ๋ยที่คาดว่าจะแพงขึ้น 24% และใช้เวลา 2 ปี กว่าจะกลับสู่จุดเดิม

สงครามอิหร่านที่ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพ […]

The post ธนาคารโลกคาดราคาพลังงานเฉลี่ยปีนี้ จะพุ่งขึ้น 24% ถ้าช่องแคบฮอร์มุซกลับเปิดปกติในเดือน พ.ค. นี้ ส่วนก๊าซและปุ๋ยอาจแพงขึ้นไปอีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช่องแคบฮอร์มุซพร้อมเรือบรรทุกน้ำมัน และอินโฟกราฟิกราคาพลังงาน ก๊าซ และปุ๋ยที่คาดว่าจะแพงขึ้น 24% และใช้เวลา 2 ปี กว่าจะกลับสู่จุดเดิม

สงครามอิหร่านที่ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นำไปสู่วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ ราคาน้ำมันดิบโลกอย่างน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 4 ปี

 

 

จากรายงาน Commodity Markets Outlook ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าราคาพลังงานจะพุ่งขึ้นเฉลี่ย 24% ในปีนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022

 

ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 16% โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยที่มีอาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าที่ราคาจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดสงคราม

 

ภาวะช็อกครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการสร้างงานและการพัฒนา การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการค้าการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลประมาณ 35% ของโลก ได้จุดชนวนให้เกิดภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

โดยอุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงในเบื้องต้นประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงกลางเดือนเมษายนยังคงสูงกว่าช่วงต้นปีมากกว่า 50% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถูกคาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2025

 

การคาดการณ์เหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการหยุดชะงักที่รุนแรงที่สุดจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะค่อยๆ กลับสู่ระดับก่อนสงครามภายในปลายปี 2026

 

แต่หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น หรือการหยุดชะงักของอุปทานจากสงครามกินเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 บนสมมติฐานที่โรงก๊าซและน้ำมันที่สำคัญได้รับความเสียหายมากขึ้นและปริมาณการส่งออกฟื้นตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อราคาปุ๋ยและแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้สมมติฐานนี้ อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอาจพุ่งสูงถึง 5.8% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่มีเพียงแค่ในปี 2022 เท่านั้นที่เคยสูงกว่านี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

“สงครามกำลังซัดกระหน่ำเศรษฐกิจโลกเป็นระลอกสะสม เริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามด้วยราคาอาหารที่แพงขึ้น และท้ายที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและทำให้หนี้มีราคาแพงยิ่งขึ้น” Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และรองประธานอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มธนาคารโลกกล่าว

 

Gill กล่าวต่อว่า “กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด ซึ่งใช้จ่ายรายได้ในสัดส่วนสูงสุดไปกับอาหารและเชื้อเพลิง จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่กำลังดิ้นรนภายใต้ภาระหนี้สินที่หนักหน่วงอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจริงที่โหดร้ายว่า สงครามคือสิ่งที่สวนทางกับการพัฒนา”

 

ทุกๆ 1% ของการผลิตน้ำมันที่ลดลง ทำให้ราคาพุ่งขึ้น 11.5%

 

จากการศึกษาวิกฤตน้ำมันตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญ 9 ครั้ง ได้แก่

 

  • สิงหาคม 1990: อิรักบุกคูเวต
  • มกราคม 1991: จุดเริ่มต้นสงครามอ่าว (Gulf War)
  • กันยายน 2001: การโจมตีผู้ก่อการร้ายในสหรัฐฯ (9/11)
  • ธันวาคม 2002: การประท้วงหยุดงานภาคอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา
  • กุมภาพันธ์ 2011: จุดเริ่มต้นสงครามกลางเมืองลิเบีย
  • พฤศจิกายน 2014: การล่มสลายของความร่วมมือกลุ่ม OPEC ท่ามกลางวิกฤตยูเครนและซีเรีย
  • กันยายน 2019: การใช้โดรนโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย
  • กุมภาพันธ์ 2022: รัสเซียบุกยูเครน
  • ตุลาคม 2023: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางหลังการโจมตีอิสราเอล

 

ในเหตุการณ์วิกฤตทั้ง 9 ครั้ง ราคาน้ำมันผันผวนเฉลี่ยถึง 12% ภายในกรอบเวลาแค่ 1-3 วันหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1991​ ซึ่งราคาน้ำมันแกว่งตัวสูงถึง 33%

 

ธนาคารโลกระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงกว่าช่วงเวลาที่สงบประมาณ 2 เท่า โดยปริมาณการผลิตน้ำมันที่ลดลงทุกๆ 1% จากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ จะผลักดันให้ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 11.5% สูงกว่าผลการศึกษาในอดีตที่บอกไว้ว่าอยู่ที่เพียง 4-7%

 

การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานในปีนี้จะทำให้เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเติบโตช้าลง และทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยคาดว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจะเติบโตที่ระดับ 3.6% ในปี 2026 ซึ่งเป็นการปรับลดคาดการณ์ลง 0.4% ตั้งแต่เดือนมกราคม ประเทศเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และ 70% ของผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ และกว่า 60% ของผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกอาจเห็นการเติบโตที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม

 

ก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยจะแพงไปอีก 2 ปี

 

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งแต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยรับผลกระทบหนักสุด หากราคาน้ำมันพุ่ง 10% จากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จะดึงให้ราคาก๊าซธรรมชาติขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเฉลี่ยที่ประมาณ 7% และราคาปุ๋ยพุ่งสูงสุดเกิน 5%

 

ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที โดยราคาก๊าซธรรมชาติจะใช้เวลา 11 เดือนในการไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุด ส่วนราคาปุ๋ยจะใช้เวลา 12 เดือน ราคาที่แพงขึ้นนี้จะอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 18 เดือน และอาจใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะกลับมาจุดเดิม

 

ทั้งนี้ราคาปุ๋ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 หลังจากราคายูเรียที่พุ่งขึ้นถึง 60% ความสามารถในการจ่ายซื้อปุ๋ยจะลดลงสู่ระดับที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรและคุกคามผลผลิตพืชผลในอนาคตลดลง

 

ราคาโลหะพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงอะลูมิเนียม ทองแดง และดีบุก คาดว่าจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน โลหะมีค่ายังคงทำลายสถิติด้านราคาและระดับความผันผวน โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 42% ในปี 2026 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวกระตุ้นอุปสงค์สำหรับสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอันเกิดจากภาวะตื่นตระหนกเหล่านี้จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อและบั่นทอนการเติบโตทั่วโลก ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ขณะนี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.1% ในปี 2026 ภายใต้สมมติฐานกรณีฐาน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงครามถึง 1% และเพิ่มขึ้นจาก 4.7% ในปีที่แล้ว

 

UAE ถอนตัว OPEC จุดเริ่มต้น Price War และแรงกดดันระยะยาวต่อราคาน้ำมัน

 

จากกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจการต่อรองของกลุ่มในตลาดโลก เนื่องจากการแยกตัวในครั้งนี้จะทำให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้อย่างอิสระตามยุทธศาสตร์ชาติตนเองโดยไม่ต้องผูกพันกับโควตาการผลิตของกลุ่ม ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการสะท้อนถึงความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในนโยบายการผลิตระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบียที่เป็นผู้นำกลุ่มมาอย่างยาวนาน

 

เอกรินทร์ วงษ์ศิริ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า การตัดสินใจของ UAE ในการถอนตัวจาก OPEC ในปี 2026 เป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญต่อโครงสร้างตลาดน้ำมันโลก เนื่องจาก UAE ถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับต้นของกลุ่ม โดยมีปริมาณการผลิตจริงราว 3.6-4.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเหลือ (Spare Capacity) ในระดับสูงราว 4.5-4.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสามารถเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว การถอนตัวดังกล่าวสะท้อนว่า UAE ไม่ต้องการแบกรับ Opportunity Cost จากข้อจำกัดด้านโควตาการผลิตอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจาก ADNOC ลงทุน Capex จำนวนมากเพื่อยกระดับกำลังการผลิตสู่เป้าหมาย 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027

 

ในเชิงโครงสร้าง เราประเมินว่าประเด็นดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันด้าน Downside Risk ต่อราคาน้ำมันในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากการออกจากกรอบความร่วมมือของ UAE อาจลดประสิทธิภาพของ OPEC+ ในการบริหารอุปทาน และเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดจะเข้าสู่ภาวะการแข่งขันด้านปริมาณมากขึ้น

 

หาก UAE เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วงชิง Market Share จะทำให้ตลาดมีความเสี่ยงเกิด Excess Supply และกดดันราคาน้ำมันให้ปรับลดลงจากระดับสูงในปัจจุบัน แม้ระยะสั้นราคาน้ำมันอาจยังได้รับแรงพยุงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง แต่ภาพระยะยาวมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากการที่ตลาดสูญเสียกลไก Price Setting ที่เคยมี OPEC+ เป็นศูนย์กลาง

 

ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นต้นน้ำอย่าง PTTEP หากราคาน้ำมันเริ่มสะท้อนความเสี่ยง Price War และอ่อนตัวกลับสู่กรอบต่ำลง โดยเฉพาะกรณีที่ Brent มีโอกาสถอยกลับสู่ระดับราว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มพลังงานอาจยังได้รับ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นอาจได้ประโยชน์เชิงต้นทุนหากราคาน้ำมันดิบลดลง

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

The post ธนาคารโลกคาดราคาพลังงานเฉลี่ยปีนี้ จะพุ่งขึ้น 24% ถ้าช่องแคบฮอร์มุซกลับเปิดปกติในเดือน พ.ค. นี้ ส่วนก๊าซและปุ๋ยอาจแพงขึ้นไปอีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] https://thestandard.co/unlock-hormone-balance-longevity/ Thu, 30 Apr 2026 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1201897 ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ต […]

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน

เวลาพูดถึง ‘ฮอร์โมน’ คนทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวอย่างฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิว ฮอร์โมนความสุข รวมไปถึง ฮอร์โมนเพศ แต่ความจริงแล้วฮอร์โมนในร่างกายมีมากกว่า 50 ชนิด ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารเคมีจากต่อมต่างๆ เพื่อประสานการทำงานของเซลล์ อวัยวะ และระบบต่างๆ ให้สมดุล ตั้งแต่การนอนหลับ การเติบโต การย่อยอาหาร ไปจนถึงอารมณ์ หากฮอร์โมนเกิดความไม่สมดุล อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัว  

 

ลองสังเกตดูก็ได้ว่า พออายุเปลี่ยนไป จากที่เคยมีพลังทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง กลายเป็นหมดพลังตั้งแต่บ่าย หรือจากที่เคยหลับสนิทก็ตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ไปจนถึงสายออกกำลังกายอาจเริ่มสังเกตว่าการสร้างกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากๆ เพราะหนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ ‘ฮอร์โมน’ ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเข้าใจและรู้จัก ‘ฮอร์โมน’ อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถวางแผนสุขภาพและออกแบบชีวิตได้อย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะปัจจุบัน คนให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองในเชิงรุกมากขึ้น หันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายและใจที่เน้นการป้องกันก่อนป่วย ‘Longevity’ จึงกลายเป็นเรื่องของคนทุกวัยที่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 1

 

ภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บอกว่า โจทย์ที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

 

“เวลาที่เราพูดว่า ป้องกันย่อมดีกว่ารอให้เจ็บป่วยค่อยรักษา หัวใจสำคัญคือ การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อน ซึ่งตัวชี้วัดสุขภาพและคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอน สมดุลของอารมณ์ พลังงานในร่างกาย และพลังใจในการใช้ชีวิต ซึ่ง ‘สมดุลของฮอร์โมน’ คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้อง และเป็นเทรนด์สุขภาพที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง”

 

เมื่อเทรนด์ขยับมาในทิศทางนี้ทำให้ ‘นิยามของสุขภาพที่ดี’ และรูปแบบการดูแลตัวเองของคนยุคนี้ มองลึกไปกว่าร่างกายที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘พลังกาย’ และ ‘พลังใจ’ ในการใช้ชีวิต

 

“สมัยก่อนเราบอกว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ตอนนี้มันคือการใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ เช่น ออกไปเที่ยวได้นานๆ ออกกำลังกายได้ยาวๆ พลังในการทำงานไม่ลด เพราะหลายคนเจอกับสภาวะที่ ‘ใจสู้แต่กายไม่ไหว’ ตรงนี้เองที่ทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเหนื่อยล้าเหล่านั้นคืออะไร”

 

 

‘ฮอร์โมน’ รหัสลับสุขภาพที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด  

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า อารมณ์ คุณภาพการนอน พลังกาย สมาธิ หรือน้ำหนักตัว ล้วนได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน

 

ยกตัวอย่าง ‘ฮอร์โมนความสุข’ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เช่น โดปามีน เซโรโทนิน ออกซิโทซิน และเอ็นดอร์ฟิน นอกจากนี้ยังมี ฮอร์โมนเพศ ทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่เสมือนน้ำพุแห่งความเยาว์วัยของผู้หญิง และฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน หรือฮอร์โมนพลังหนุ่มของผู้ชาย เมื่อไรก็ตามที่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่สมดุลอาจส่งผลให้รู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย หรือหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผล ส่งผลกระทบไปถึงคุณภาพการนอน ความอยากอาหาร สมาธิ ระดับพลังงานในร่างกาย และความสัมพันธ์

 

“เราเชื่อเสมอว่าฮอร์โมนเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานของชีวิต แต่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดของความรู้เรื่องฮอร์โมนเยอะมาก โดยเฉพาะเมื่อคนคิดว่าฮอร์โมนเกี่ยวข้องแค่วัยที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขึ้นอยู่กับอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว ยังเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ส่งผลกระทบต่อสมดุลของฮอร์โมนด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักจำกัดอยู่แค่บุคลากรทางการแพทย์ หรือข้อมูลที่เผยแพร่ออกไปตามโซเชียลมีเดียก็ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน”

 

ภัทราลักษณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ‘ฮอร์โมนบำบัด’ จะถูกแยกออกเป็น 2 แกน คือ เรื่องของการรักษา เช่น การประคับประคองการตั้งครรภ์ อีกส่วนคือการ ‘คงไว้ซึ่งพลังของชีวิต’ ที่ประกอบด้วยร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หรือการเติมฮอร์โมนในกรณีที่จำเป็น   

 

จุดเริ่มต้นคือการเข้าใจก่อนว่าฮอร์โมนมีบทบาทอย่างไร สิ่งที่เราเรียกว่า ‘สุขภาพดี’ หรือ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ หมายถึงการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น อยากออกกำลังกายต่ออีก 20 นาที หรือจากเดิน 40 นาที พัฒนาไปเป็นวิ่งได้ 40 นาที นั่นคือการเพิ่มพลังกายและพลังใจให้สอดคล้องกัน

 

ฮอร์โมนที่เบซินส์ เฮลธ์แคร์ผลิต วิจัย และพัฒนา มีบทบาทตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ วัยเจริญพันธุ์ ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง ในส่วนฮอร์โมนในผู้ชายเอง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

“ปัญหาคือผู้ชายมักขาดข้อมูลหรือไม่สนใจว่าพลังงานที่ถดถอยนั้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตัวเองด้วย แต่ถ้าเรามีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมนมากขึ้น ก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นปรึกษากับบุคลากรทางการแพทย์ แล้วนำฮอร์โมนมาเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดเพื่อเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น”

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 3

 

‘เบซินส์ เฮลธ์แคร์’ ยกระดับ Quality of Life ภายใต้ ‘Standard of Care’  

 

เมื่อ ‘ฮอร์โมน’ เป็นเรื่องที่คนทุกช่วงวัยต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพเชิงลึกในระยะยาวและเป็นพื้นฐานของ Well‑being

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ดำเนินงานโดยยึดองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่าศตวรรษ จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของฮอร์โมนทั้งในการรักษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ส่งเสริมการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยดูแลตัวเองได้เหมาะสมและยั่งยืน

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า การพูดถึงฮอร์โมนจะไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ซับซ้อนอีกต่อไป แต่จะยกระดับเป็นมิติไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิต (Quality of Life) ในวงกว้าง เพื่อให้ทุกคนออกแบบชีวิตให้สมดุลและมีพลังได้จริง

 

“สิ่งที่เรายึดถือคือการทำงานตาม Standard of Care ในระดับสากล ที่รวมองค์ความรู้ด้านข้อมูลเข้ากับการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) เลือกใช้ฮอร์โมนที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อคืนสมดุลคุณภาพชีวิตให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน”

 

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ยังวางตัวเองเป็น ‘Hormone Partner’ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่ม Body-identical Hormone ซึ่งมีโครงสร้างเหมือนกับฮอร์โมนตามธรรมชาติของมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมฮอร์โมนชนิดทารายแรก ได้รับความไว้วางใจและวางจำหน่ายในสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชั้นนำ 

 

“นอกจากการส่งมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องฮอร์โมน หัวใจสำคัญที่เราพยายามสื่อสารคือ ความเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนกับสุขภาพแบบองค์รวม (Well-being) เราอยากให้คนปรับมุมมองใหม่ว่า การดูแลฮอร์โมนคือส่วนหนึ่งของแนวคิด Health Span หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ เพราะหากรอจนร่างกายทรุดโทรมแล้วค่อยมารักษา นั่นอาจไม่ใช่คำตอบของ Longevity เราอยากให้ทุกคนเริ่มสังเกตตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ นั้นเกี่ยวข้องกับสมดุลฮอร์โมนหรือไม่ สำหรับคนที่ใส่ใจสุขภาพ นอกเหนือจากการตรวจเช็กระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดแล้ว คุณควรตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ตอนนี้สภาวะฮอร์โมนของฉันยังสมดุลหรือไม่?

 

เพื่อช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงความรู้เรื่องฮอร์โมนได้ง่ายขึ้น เบซินส์ เฮลธ์แคร์ จึงพัฒนา เว็บไซต์ besins-healthcare.co.th พร้อม ‘แบบประเมินสุขภาพฮอร์โมนเบื้องต้น’ สำหรับผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งข้อมูลและเกณฑ์การวัดผลทั้งหมดมาจาก Standard of Care หรือมาตรฐานการดูแลฮอร์โมนทั้งชายและหญิง โดยเราทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสังเกตอาการและวินิจฉัยสภาวะฮอร์โมนเพศในเบื้องต้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

 

“บทบาทของเราไม่ได้จบลงแค่การให้ข้อมูล แต่เราต้องการนำทางไปสู่ช่องทางที่ถูกต้อง หลังทำแบบทดสอบเสร็จ ระบบจะช่วยชี้เป้าโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพชาย-หญิงใกล้บ้าน เพื่อให้เขาได้รับการปรึกษาจากแพทย์ที่มีความชำนาญการในการใช้ฮอร์โมนโดยตรง”

 

และในวัน ‘World Hormone Day’ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เมษายนของทุกปี ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ที่จะส่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของฮอร์โมนให้ครอบคลุม ทั้งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไปที่สนใจดูแลตัวเอง

 

“เนื่องในโอกาส World Hormone Day เราเดินหน้ารณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของฮอร์โมนภายใต้แคมเปญ ‘Hormones Matter’ สุขภาพดีเริ่มที่ใส่ใจฮอร์โมน โดยกิจกรรมหลักของเราเน้นไปที่การขับเคลื่อนผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ การทำงานร่วมกับทีมแพทย์ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การจัดเวิร์กชอปเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจโดยตรง และการผลิตคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ มีความถูกต้องทางวิชาการ แต่ย่อยง่ายและเข้าถึงได้จริง เช่น วิดีโอ Animation ซีรีส์วิดีโอ Podcast ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างเข้าใจง่าย การผสมผสานทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ จะช่วยให้ผู้คนเกิดความตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องฮอร์โมนในเชิงลึก จนสามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม”  

 

ภาพประกอบฮอร์โมน สมดุลชีวิต และสุขภาพดีแบบยั่งยืน 4

 

ตั้งเป้าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’

 

ภัทราลักษณ์ บอกว่า ความท้าทายในฐานะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท  เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังคงเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งฝั่งผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์

 

“เรื่องแรกคือ การต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนโซเชียลมีเดีย เช่น อายุเยอะฮอร์โมนเปลี่ยนไม่ต้องปรับอะไรแค่ทำใจรับสภาพ หรืองานวิจัยปี 2000 ที่บอกว่าฮอร์โมนทำให้เกิดมะเร็งในผู้หญิง ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เกิดกับทุกฮอร์โมน  แต่เฉพาะที่ไม่ใช่ Body-identical Hormone

 

 จากงานวิจัยขนาดใหญ่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้เกิดกับฮอร์โมนทุกชนิด แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของฮอร์โมน ขนาด วิธีการใช้ ระยะเวลา และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล 

 

อีกทั้ง US FDA หรือ องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งมีการยกเลิกคำเตือน Black Box Warnings ที่เคยติดบนยาในกลุ่มฮอร์โมนทดแทนมากว่า 20 ปี โดยยืนยันว่าฮอร์โมนทดแทนม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือภาวะสมองเสื่อม เมื่อตรวจประเมินและใช้ในกลุ่มที่เหมาะสม 

 

การใช้ฮอร์โมนทดแทนมีประโยชน์มาก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของโรคบางอย่าง อาทิ รคกระดูกบาง กระดูกพรุน หัวใจหลอดเลือด เมตาโบลิกหรือโรคอ้วน เป็นต้น นั่นคือการบ้านที่ต้องแก้ก่อนว่า หนึ่ง ฮอร์โมนปลอดภัย สอง สามารถเลือกใช้โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำ Personalized Hormone จะยิ่งเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งฮอร์โมนทุกประเภทต้องใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ เพื่อความเหมาะสมและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแต่ละบุคคล”

 

“อีกเรื่องคือ ในฐานะบริษัทเวชภัณฑ์ ต้องทำงานกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้าง Health literacy ที่มีคุณภาพ ถูกต้อง เข้าใจได้ง่ายและเข้าถึงได้เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจด้านสุขภาพที่ดี ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับคำปรึกษา”  

 

เมื่อถามถึงเป้าหมายของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ภัทราลักษณ์บอกว่า ตั้งเป้าที่จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เติมเต็ม Health Ecosystem ของไทย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ฮอร์โมน’ อันเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสุขภาพ

 

“นอกจากจะเป็น ‘Hormone Partner’ เรายังอยากพัฒนาบทบาทไปสู่การเป็น ‘Reference Point’ เรื่องการใช้ฮอร์โมน เมื่อคนไทยต้องการข้อมูลเชิงลึก พวกเขาจะนึกถึงเราก่อนเสมอ ทั้งความรู้ที่ถูกต้อง แนวทางการดูแลที่เหมาะสม และการเข้าถึงบริการร่วมกับแพทย์อย่างมีมาตรฐาน”

 

“เป้าหมายของเรายังสอดคล้องกับพันธกิจขององค์กร ‘By your side, for life’ พร้อมเคียงข้างทุกมิติของชีวิต เพราะการใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่ตัวเองเลือกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากทุกคนเข้าใจว่าสมดุลฮอร์โมนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างไร ก็จะมีสุขภาพดีได้ยาวนานและมีคุณภาพในทุกวัย” ภัทราลักษณ์กล่าวทิ้งท้าย

The post ไขรหัสลับ ‘สมดุลฮอร์โมน’ กุญแจสร้างพลังขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิต สู่เป้าหมายสุขภาพดีแบบ Longevity [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ Thu, 30 Apr 2026 02:30:49 +0000 https://thestandard.co/jerome-powell-fed-fomc-interest-rate-hold/ เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบ […]

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจอโร มพาวเวลล์ ประธาน Fed ในการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน โดยยืนยันจะยังคงเป็นกรรมการและ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียว

FOMC นัดสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธาน ปิดจบยุคด้วยกรรมการฯ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% พร้อมเผยวางแผนนั่งตำแหน่งกรรมการ (Board of Governors) ต่อจนกว่าการสอบสวนปมปรับปรุงอาคารจะแล้วเสร็จ พร้อมยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ

 

 

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% โดยมีเจ้าหน้าที่ถึง 4 คนลงคะแนนคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ โดยในจำนวนนี้ 3 คนไม่เห็นด้วยกับถ้อยแถลงหลังการประชุมที่บ่งชี้ว่าธนาคารกลางอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในอนาคต เผยให้เห็นความเห็นที่แตกแยกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธาน Fed ของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) กล่าวว่า ตนตั้งใจจะยังคงอยู่ในธนาคารกลางในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ต่อไปพร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะไม่รื้อฟื้นการสอบสวนทางอาญาที่เป็นประเด็นถกเถียง เว้นแต่ผู้ตรวจสอบภายในของ Fed จะแนะนำให้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ยอมรับว่า อัยการสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ายังมีโอกาสที่จะเปิดการสอบสวนอีกครั้งหากมีเหตุผลเพียงพอ

 

ก่อนหน้านี้ มีหลายฝ่ายกังวลว่า การตัดสินใจของ Powell ที่จะยังคงอยู่ในตำแหน่งจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งว่างใหม่ใน Fed ได้ และอาจทำให้การทำงานของ Kevin Warsh ซึ่งคาดว่าจะเข้ามารับตำแหน่งประธาน Fed คนถัดไปหลังผ่านการรับรองจากวุฒิสภา มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ประธาน Fed มักลาออกจากธนาคารกลางทั้งหมดเมื่อหมดวาระ แต่ Powell ซึ่งจะสิ้นสุดวาระประธานในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ยังสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปได้จนถึงเดือนมกราคม 2028

 

อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ย้ำว่า ตนจะไม่พยายามมีอิทธิพลเหนือผู้สืบทอดคนต่อไป โดยระบุว่า “ผมตั้งใจจะวางตัวเงียบในฐานะกรรมการ และ Fed จะมีประธานเพียงคนเดียวอย่างที่เคยเสมอ และเมื่อ Kevin Warsh ได้รับการรับรองและสาบานตน ก็คือประธานคนนั้น”

 

สรุปผลงาน ‘ เจอโรม พาวเวลล์’ ผ่านร้อนหนาวแค่ไหน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า การประชุมครั้งสุดท้ายของท่านประธาน Fed ในวันอังคาร-พุธนี้ จะเป็นการประชุมและแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่ กุมภาพันธุ์ 2018 ซึ่งนำพาเศรษฐกิจสหรัฐและโลกผ่านวิกฤตสำคัญ ทั้งโควิด-19 สงครามยูเครน- รัสเซีย สงครามเงินเฟ้อพุ่ง ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัด

 

พาวเวลล์ยังผ่านความปั่นป่วนของตลาดทุน จากความไม่แน่นอนของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยแบบเอาแน่ไม่ได้ ที่ทำให้ Nasdaq ลด 33% ใน 1 ปี มากสุดเป็นประวัติการณ์ การสกัดกั้นคริปโต จากที่เฟื่องฟู เหรียญต่างๆ ก็หายไปมาก ดูแลวิกฤตแบงก์เล็กล้มในสหรัฐ งัดข้อกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ สู้ศึกภายใน จนกระทั่งล่าสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

 

กระนั้นพาวเวลล์ยัง “สามารถนำพาเศรษฐกิจสหรัฐให้โตได้เฉลี่ย 2.6% โดยจะมีก็ปีเดียวที่เศรษฐกิจติดลบ -2.1% ก็ช่วง 2020 ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 3.6-3.8% โดยปีที่แย่หน่อยก็คงเป็น 2022 ที่ 8% และ 2021 ที่ 4.7%ถือว่ารับได้อย่างยิ่งในการทำงานประสบความสำเร็จในการสู้ศึกเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เกิด Recession

 

รวมไปถึงพยายามรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ภายใต้การกดดันของประธานาธิบดี ผ่านมาได้เกือบปีครึ่ง โดยที่ไม่โอนอ่อนตาม ที่เป็นจุดต่างจากประธาน Fed คนอื่นๆ ที่ปกติแล้วจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปไหน ก็ได้แต่การนับถือ ยอมให้

 

แต่ “ครั้งนี้ คงเป็นครั้งเดียว ที่ประธาน Fed โดนค่อนแคะตลอด Mr. Too Late ช้าเสมอ รวมถึงคำปรามาสอื่นๆ จากท่านประธานาธิบดี แต่ก็ยืนหยัด ไม่ตอบโต้ พูดเสมอ Fed ไม่ให้คอมเมนต์เรื่องการเมือง เราจะทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด เงินเฟ้อที่ต่ำ คือจุดเริ่มต้นของ เศรษฐกิจที่โตได้แบบยั่งยืน”

 

“โดยรวม คงต้องบอกว่า ผ่านอย่างดียิ่งมาดูกันว่า ท่านประธาน Fed คนถัดไปจะเป็นอย่างไร และหลังจากนี้ ท่าน Powell จะต้องเจออะไรต่อไป” ดร.กอบศักดิ์กล่าวทิ้งทายเมื่อวันที่ 29 เมษายน

 

บาทอ่อนค่า ดอลลาร์แข็ง ทองคำทรงตัว บอนด์สหรัฐฯ 10 ปีขึ้น

 

วันนี้ (30 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลง’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.64-32.83 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวสูงขึ้น และทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่แม้ว่า FED จะมีมติ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ให้คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด (Stephen Miran โหวตสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25%) แต่มีกรรมการ 3 ท่าน (Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan) แม้จะเห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการคงถ้อยความสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น (Easing Bias)

 

ในถ้อยแถลงของการประชุม FOMC ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ผลการประชุม FOMC ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold สะท้อนจากการปรับมุมมองใหม่ของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสราว 10% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ จังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.43% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการประชุม FOMC ของ FED ที่มีลักษณะ Hawkish Hold จากมุมมองของกรรมการ 3 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับถ้อยคำสะท้อนแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Easing Bias) ในแถลงการณ์ประชุม FOMC ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาส 10% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้

 

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่มองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลการประชุมของ FED รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ดี Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

 

สำหรับเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และท่าทีของ FED ที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาด หรือแม้กระทั่งอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่กว้างขึ้นยังได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ ทว่าการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นได้เป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-99.1 จุด)

 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้บรรดาธนาคารกลางอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากการเข้าซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวกอปรกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อย่างน้อยเงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่ Krungthai GLOBAL MARKETS คงประเมินว่า เงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ไม่ยาก ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ แถวโซนแนวต้านดังกล่าว โดยเฉพาะโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์

 

นอกจากนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยหากประเมินจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นอาจถูกจำกัดลงได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนจะยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) ทำให้ถ้อยแถลงของฝั่งทางการญี่ปุ่นจะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

 

ขณะเดียวกัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่มีปัจจัยเสริมจากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในช่วงนี้ อาจพอช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง แม้ราคาทองคำจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากการปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลง จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน

 

ส่วนในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงมีอยู่จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ ขณะเดียวกันบรรดาผู้นำเข้าต่างรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ หรือหลุดแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง

 

แต่ Krungthai GLOBAL MARKETS จะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม ‘อ่อนค่าลง’ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

The post ปิดตำนาน! เจอโรม พาวเวลล์ใน FOMC นัดสุดท้าย ปิดจบยุคด้วยการคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% เผยจะนั่งกรรมการต่อ แต่ยืนยัน Fed จะมีประธานคนเดียวเสมอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GUGU Chicken รุกตลาดแฟรนไชส์ครั้งแรกในปีที่ 6 ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท ขยาย 10 สาขาในปี 2569 https://thestandard.co/gugu-chicken-franchise-expansion/ Thu, 30 Apr 2026 02:18:26 +0000 https://thestandard.co/gugu-chicken-franchise-expansion/ โลโก้ GUGU Chicken พร้อมภาพประกอบแสดงการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท และขยาย 10 สาขาในปี 2569

บริษัท เจ คอนเซปต์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ไก่ทอดเกาหลี GUGU […]

The post GUGU Chicken รุกตลาดแฟรนไชส์ครั้งแรกในปีที่ 6 ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท ขยาย 10 สาขาในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ GUGU Chicken พร้อมภาพประกอบแสดงการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท และขยาย 10 สาขาในปี 2569

บริษัท เจ คอนเซปต์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ไก่ทอดเกาหลี GUGU Chicken ใช้โอกาสครบรอบ 6 ปี ในการเริ่มขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์เป็นครั้งแรก หลังบริหารสาขาในรูปแบบ Corporate Store ด้วยตัวเองมาตลอดที่ 35 สาขา โดยตั้งเป้ารายได้รวม 500 ล้านบาทและขยายแฟรนไชส์ใหม่อีก 10 สาขาภายในปี 2569

 

 

โครงสร้างรายได้ตามแผนของบริษัทในปี 2569 มาจากสาขา Corporate Store ราว 70-75% ของรายได้รวม สัดส่วนจากแฟรนไชส์ใหม่อยู่ที่ 25-30% และมีรายได้จากธุรกิจซัพพลายเชนผ่านบริษัทในเครือ J Logis อีกประมาณ 140 ล้านบาท

 

GUGU Chicken มองว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากแฟรนไชส์จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและกลายเป็นแหล่งรายได้หลักในการเติบโต

 

มองช่องว่าง ‘Value + System’ ในตลาดที่เริ่มอิ่มตัว

 

ตลาดไก่ทอดเกาหลีในไทยอยู่ในภาวะ Red Ocean โดยมีเจ้าตลาดเดิมครองส่วนแบ่งหลัก เริ่มเห็นสัญญาณอิ่มตัวและการแข่งขันด้านราคา (Price War) ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดย GUGU Chicken ประเมินว่าผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้นและให้น้ำหนักกับความคุ้มค่า (Value-driven) มากกว่าเดิม

 

จากภาพดังกล่าว GUGU Chicken มองว่าช่องว่างที่ยังเหลือในตลาดอยู่ในมิติของ ‘Value + System’ กลยุทธ์ปี 2569 จึงวางบนแกน ‘ถูกกว่า แตกต่างกว่า มีระบบแข็งแรงกว่า’ ตามที่บริษัทระบุ ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  • การ Repositioning เมนูจากของกินเล่นสู่มื้ออาหาร (Mealization / Perfect Meal) เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นและไม่ต้องใช้จ่ายสูง
  • การใช้ระบบ ERP และซัพพลายเชนของ J Logis ควบคุมคุณภาพและต้นทุน
  • การสร้างความแตกต่างผ่านโปรโมชัน, คอนเทนต์, ประสบการณ์ และพาร์ทเนอร์ชิป

 

แนวทาง Mealization ไม่ได้เน้นการเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล (Ticket Size) โดยตรง แต่ช่วยเพิ่มจำนวนออเดอร์และความถี่ในการซื้อ ส่วนกลยุทธ์ซื้อซ้ำ บริษัทใช้ข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ามาออกแบบโปรโมชันและชุดเมนูตามช่วงเวลา สื่อสารผ่าน LINE และออกเมนูใหม่ต่อเนื่อง พร้อมพยายามควบคุมต้นทุนภายในเพื่อชะลอการปรับขึ้นราคา

 

โมเดลแฟรนไชส์เริ่มต้น 4 แสนบาท

 

โมเดลแฟรนไชส์ของ GUGU Chicken แบ่งเป็น 2 ระดับเงินลงทุน ระดับแรกคือ Conversion Model ใช้เงินลงทุนประมาณ 400,000-500,000 บาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีพื้นที่หรือร้านเดิมอยู่แล้ว

 

ส่วนระดับที่สองคือร้านมาตรฐานแบบ Standalone หรือในศูนย์การค้า เริ่มต้นที่ 655,000 บาทขึ้นไป ขึ้นกับขนาดทำเลและพื้นที่ ยังไม่รวมค่าก่อสร้างและตกแต่งภายใน บริษัทประเมินระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยที่ 2.5 ปี และอาจเร็วกว่านั้นขึ้นกับทำเล

 

แฟรนไชส์ทุกสาขาอยู่ภายใต้รูปแบบ System Franchise ที่มีการสนับสนุนจากส่วนกลาง ทั้งซัพพลายเชนและวัตถุดิบจากครัวกลาง, มาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) และการฝึกอบรมก่อนเปิดร้าน รวมถึงระบบ ERP และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบริหารยอดขายและต้นทุน

 

สำหรับการนำร่องได้เปิดสาขาแฟรนไชส์แรกที่ย่านสรงประภา ก่อนทยอยขยายให้ครบ 10 สาขาภายในปีนี้

 

J Logis และ ERP ช่วยลดต้นทุนแฟรนไชส์ 3-5%

 

ระบบหลังบ้านของ GUGU Chicken บริหารโดยบริษัทในเครือ J Logis ควบคู่กับระบบ ERP ที่เชื่อมข้อมูลตั้งแต่การสั่งซื้อ, บริหารสต็อก และจัดส่งแบบเรียลไทม์

 

บริษัทประเมินว่า ระบบ ERP จะช่วยให้แฟรนไชส์ซีลดต้นทุนและเพิ่มมาร์จิ้นได้ราว 3-5% โดยมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ การรวมการสั่งซื้อทำให้ได้ต้นทุนวัตถุดิบดีขึ้น, การวางแผนสต็อกและสั่งซื้อแม่นยำขึ้นช่วยลดของเสียและของค้างสต็อก, และการใช้ข้อมูลควบคุมต้นทุนรายสาขา

 

ในกรณีวัตถุดิบนำเข้าจากเกาหลีที่มีความผันผวนเรื่องราคาและค่าเงิน บริษัทใช้การวางแผนล่วงหน้าและสั่งซื้อแบบรวมศูนย์เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาว

 

ฝั่งการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน บริษัทระบุว่ามี 3 Use Case ที่ใช้งานจริง ได้แก่ Demand Forecast และ Auto Ordering ที่ใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า เชื่อมกับระบบสั่งวัตถุดิบอัตโนมัติเพื่อลด Food Waste, Menu และ Sales Optimization ที่วิเคราะห์ข้อมูลจาก POS เพื่อออกแบบโปรโมชันและชุดเมนู สุดท้ายคือ Inventory และ Cost Control ที่เปรียบเทียบการใช้วัตถุดิบจริงกับมาตรฐานเพื่อควบคุมต้นทุนรายสาขา

 

ขณะเดียวกันมีการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำผ่านครัวกลางและระบบจัดส่งของ J Logis ส่วนปลายน้ำใช้ ERP และ POS Monitoring ตรวจจับความผิดปกติของยอดขาย, การใช้วัตถุดิบ และสต็อก หากพบการใช้วัตถุดิบสูงกว่ามาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนให้ทีมส่วนกลางเข้าไปวิเคราะห์ พร้อมส่งทีมลงพื้นที่ติดตามการทำงานของสาขาต่อเนื่อง

 

ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า GUGU Chicken วางแผนขยายแฟรนไชส์ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พัฒนาระบบซัพพลายเชนและครัวกลางเพื่อรองรับการเติบโต และเพิ่มรูปแบบร้านให้หลากหลาย เช่น โมเดลร้านขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง เป็นต้น

The post GUGU Chicken รุกตลาดแฟรนไชส์ครั้งแรกในปีที่ 6 ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท ขยาย 10 สาขาในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>