Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 05 Jul 2026 07:16:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ https://thestandard.co/us-stocks-ai-double-bubble/ Sun, 05 Jul 2026 07:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1226869 ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราค […]

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI

กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกครั้งใหม่นี้ แม้ทุกคนจะยอมรับว่าหุ้น AI ส่วนมากมีราคาที่สูงเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัท AI กระจุกตัวอยู่จำนวนมาก

 

 
 

John Stepek นักข่าวอาวุโสของ Bloomberg เขียนวิเคราะห์ในประเด็นนี้ โดยบอกว่า “หุ้นสหรัฐฯ แพงกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก” นักลงทุนที่กระหาย AI กำลังยอมจ่ายในราคาฟองสบู่เพื่อแลกกับผลกำไรที่เป็นฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากๆ

 

Stepek ระบุว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ratio (Price/Earnings ratios) P/E แบบดั้งเดิมนั้นคิดง่ายๆ โดยนำราคาหุ้นปัจจุบันมาหารด้วยตัวเลขกำไรต่อหุ้นล่าสุด หรือค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้สำหรับผลประกอบการรอบถัดไป เช่นเดียวกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ มันไม่ควรถูกนำมาพิจารณาโดดเดี่ยวๆ แต่มันคำนวณง่ายและช่วยเติมเต็มภาพรวมของบริษัทที่คุณกำลังศึกษาอยู่ได้

 

ค่า P/E บอกให้คุณรู้ว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินเท่าไหร่ในวันนี้ เพื่อแลกกับกำไร 1 ปอนด์ หรือ 1 ดอลลาร์ (หรือสกุลเงินใดๆ ก็ตาม) ในแง่ที่เข้าใจง่าย ตัวเลขที่สูงหมายความว่าหุ้นนั้นแพง (เพราะนักลงทุนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำหมายความว่าหุ้นนั้นถูก

 

แต่ถ้าคุณตั้งสมมติฐานว่านักลงทุนมีเหตุผลอยู่พอสมควร และทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ก็ถูกต้องอยู่พอสมควร แนวคิดแบบง่ายๆ นั้นก็จะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

 

หากคุณยอมรับสมมติฐานนี้ การตีความที่ดีกว่าก็คือ ในสภาวะตลาดปกติ ค่า P/E ที่สูงจะชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าผลกำไรนั้นเชื่อถือได้และมีแนวโน้มที่จะเติบโต (ดังนั้นคุณจึงยอมจ่ายแพงในวันนี้ บนสมมติฐานที่ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่คุณจ่ายไปดูสมเหตุสมผล) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำนั้นแฝงนัยถึงความกังวลว่าผลกำไรอาจจะสะดุดลง

 

แต่ทีนี้ ในภาวะฟองสบู่ ตรรกะทั้งหมดนี้จะถูกโยนทิ้งไป ผู้คนอาจจงใจซื้อหุ้นที่พวกเขาเองก็มองว่าแพง เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนอื่นยอมมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่านี้ในภายหลัง แต่เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน

 

ฟองสบู่ด้านราคาที่ซ้อนทับบนฟองสบู่ด้านผลกำไร

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของค่า P/E แบบดั้งเดิมคือความเป็นวัฏจักร ภาพเพียงหนึ่งปีอาจไม่ได้บอกอะไรคุณมากนักหากขาดบริบทในระยะยาว นี่จึงเป็นที่มาของอัตราส่วน P/E ที่ปรับค่าตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclically-adjusted p/e ratio หรือ CAPE) อัตราส่วนนี้โด่งดังขึ้นมาโดยศาสตราจารย์ Robert Shiller มันมีชื่อเสียงส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังสือของเขาในหัวข้อนี้ที่ชื่อ Irrational Exuberance ได้ตีพิมพ์ออกมาตรงกับช่วงพีกของฟองสบู่ดอทคอมพอดี

 

ปกติแล้วอัตราส่วน CAPE จะถูกนำมาใช้กับดัชนีตลาดหุ้นมากกว่าหุ้นรายตัว และมันจะไม่ใช้กำไรแค่ปีเดียว แต่จะใช้ค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าหุ้นนั้นถูกหรือแพง โดยไม่ต้องสนใจว่าคุณอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ “มูลค่าที่แท้จริง” ได้ดีกว่า

 

ถึงอย่างนั้น ประสิทธิภาพของมันก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในช่วงตลาดกระทิงรอบปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้ว ค่า CAPE อยู่ในระดับสูงปานกลางถึงสูงมากมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว แต่หุ้นสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดที่สุด

 

แต่บทความชิ้นหนึ่งโดย Joachim Klement จาก Panmure Liberum ชี้ให้เห็นว่าค่า CAPE ของดัชนี S&P 500 ได้กลับไปอยู่เหนือระดับ 40 อีกครั้ง ในปี 1929 มันเคยพุ่งไปถึง 32.6 และในปี 2000 มันเคยขึ้นไปแตะ 44.2 ปัจจุบันที่ระดับ 41 มันยังไม่กลับไปถึงระดับฟองสบู่ดอทคอม ดังนั้นเราน่าจะสบายใจได้ใช่ไหม?

 

Klement เตือนว่าไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีความแตกต่างที่สำคัญมากประการหนึ่งระหว่างตอนนี้กับช่วงฟองสบู่ดอทคอม ฝั่งกระทิงมักจะโต้แย้งเสมอว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันนั้นสมเหตุสมผล เพราะต่างจากยุคดอทคอม บริษัทต่างๆ ที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นด้าน AI ล้วนเป็นบริษัทจริงที่สามารถทำเงินสดได้จริง ไม่ใช่แค่หุ้นฉาบฉวยที่ขับเคลื่อนความบ้าคลั่งในยุคดอทคอมที่เลวร้ายที่สุด

 

แต่นี่คือดาบสองคม อย่างที่ Klement ชี้ให้เห็น ปัจจุบันนักลงทุนกำลังให้มูลค่าแบบฟองสบู่ บนผลกำไรที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต พูดอีกอย่างก็คือ ฝั่งหมีจะโต้แย้งว่าตอนนี้คุณมี ฟองสบู่ด้านราคา (Price bubble) ซ้อนทับอยู่บนฟองสบู่ด้านผลกำไร (Earnings bubble) อีกที

 

หากคุณปรับค่าความจริงที่ว่าผลกำไรนั้นเติบโตสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวไปมาก คุณจะได้ค่า CAPE ที่เข้าใกล้ 68 ซึ่งถือว่า ห่างไกลจากคำว่าปกติไปมาก เป็นจุดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

แน่นอนว่า อย่างที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) น่าจะรู้ดีว่า ฟองสบู่สามารถคงอยู่ได้นานกว่าที่คุณคิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมี การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ตัวอย่างเช่น S&P 500 นั้นแพงกว่าตลาดหุ้นยุโรป (วัดจากดัชนี Stoxx Europe) ประมาณ 28% และแพงกว่าดัชนี FTSE 100 ถึงเกือบ 41% นี่คือตัวเลขหลังจากที่ปรับค่าความแตกต่างด้านองค์ประกอบแล้ว

 

แม้แต่ภายในสหรัฐฯ เอง ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกมองข้ามหรืออย่างน้อยก็ถูกกว่าค่อนข้างมาก หุ้นขนาดเล็กโดยทั่วไปจะถูกกว่าหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่ม Mega-caps ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีราคาถูกกว่ากลุ่มอื่นๆ

 

ดังนั้น เมื่อคุณมองไปที่พอร์ตโฟลิโอของคุณและการเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ มันไม่ใช่เรื่องของการล้างพอร์ตขายทิ้งทั้งหมด แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เปิดรับความเสี่ยงมากเกินไป ในกรณีที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ฝั่งกระทิง AI คาดหวังไว้ทั้งหมด

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% https://thestandard.co/malaysia-durian-musang-king-price-plunge/ Sun, 05 Jul 2026 05:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1226832 ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับควา […]

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนมูซังคิงของมาเลเซียที่วางขายในตลาด

ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้กลายเป็นสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดด้วยภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ทำให้ราคาขายปลีกในปีนี้ลดลงเกือบ 90%

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาทุเรียนมูซังคิงลดลงจากปกติที่ 90-100 ริงกิต (ประมาณ 750 – 820 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 9 ริงกิต (ประมาณ 80 บาท) ต่อกิโลกรัม ภาวะล้นตลาดยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างด้วยว่า กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าขีดความสามารถของประเทศในการทำการตลาด การแปรรูป และการส่งออกผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

“การเติบโตของผลผลิตแซงหน้าการเติบโตของความต้องการในประเทศและขีดความสามารถของตลาดในการดูดซับอุปทานในช่วงเวลาเดียวกัน” องค์การการตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐ (FAMA) กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia และระบุเพิ่มเติมว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาหน้าสวนย่อมได้รับแรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออุปทานมีมากกว่าอุปสงค์”

 

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนรายหนึ่งในมาเลเซียเปิดเผยว่า การร่วงลงของราคาเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ต้นทุเรียนที่ปลูกพร้อมๆ กันก่อนหน้านี้ ได้ให้ผลผลิตพร้อมกัน รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ได้กระตุ้นให้ต้นทุเรียนออกดอกพร้อมกันในหลายพื้นที่ของมาเลเซีย

 

ทุเรียนมาเลเซียถูกทำการตลาดในฐานะสินค้าพรีเมียมมาอย่างยาวนาน โดยสามารถทำราคาสูงได้ในตลาดอย่างจีนและสิงคโปร์ ต่างจากประเทศไทยที่มักจะเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนสุกเพื่อให้ทนทานต่อการขนส่งทางไกล เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติบนต้น โดยจะใช้ตาข่ายขนาดใหญ่รองรับเมื่อผลทุเรียนร่วงหล่นลงมา

 

FAMA ปฏิเสธว่าราคาที่ลดลงไม่ได้มีสาเหตุมาจากความต้องการของจีนที่ลดลง โดยมาเลเซียส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนจำนวน 11,803 เมตริกตันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับ 3,029 ตันในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 สะท้อนว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง หลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนผลสดได้ในปี 2024 ในทางกลับกัน ผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกส่วนใหญ่ได้ถูกระบายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา

 

ความท้าทายในตอนนี้คือ การรับประกันว่าขีดความสามารถด้านการตลาดของมาเลเซียจะเติบโตควบคู่ไปกับกำลังการผลิต เช่น การหาเป้าหมายปลายทางการส่งออกใหม่ๆ และการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดภายในประเทศ

 

อ้างอิง:

The post ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle https://thestandard.co/global-stock-market-risks-ai-supercycle/ Sun, 05 Jul 2026 04:59:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1226815 กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญก […]

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งเทียนสีแดงและเขียวแสดงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งยังคงสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ได้อย่างต่อเนื่อง

 

 
 

ศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์, CFA, FRM ผู้อำนวยการอาวุโส Proprietary Trading Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ในนรายการ Morning Wealth ถึงมุมมองทิศทางการลงทุนในไตรมาสที่ 3 ว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นยังคงทำนิวไฮ เป็นเพราะตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการและทิศทางของเศรษฐกิจโลก มากกว่าการตอบสนองต่อข่าวร้ายเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 นี้ ตลาดอาจเริ่มมีการย่อตัวและคงตัว โดยเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจนมากขึ้น

 

สแกนตลาดหุ้นทั่วโลก เน้นจับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้เกิดภาวะนักลงทุนแห่กระจุกตัว (Crowded Trade) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายหากมีข่าวลบแม้เพียงเล็กน้อย กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ จับจังหวะสลับกลุ่มลงทุน (Rotate) เข้าสู่กลุ่มซอฟต์แวร์ ที่ได้ประโยชน์จาก AI และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง รวมถึง กลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ที่มีกำไรสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะทำผลงานได้ดีในช่วงตลาดผันผวน
  • ยุโรป: เป็นตลาดที่มีความท้าทายจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและเงินเฟ้อที่กลับมาสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายการคลังของเยอรมนีและการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ยังดีอยู่ แนะนำให้เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Selective Buy) ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial), กลุ่มธนาคาร (Bank) และกลุ่มวัสดุ (Material)
  • ญี่ปุ่น: เป็นตลาดที่ InnovestX ชื่นชอบ เนื่องจากมีการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance) การซื้อหุ้นคืน และการเพิ่มผลตอบแทน (ROE) ที่สูงขึ้น โดยมี 2 ธีมหลักที่น่าสนใจคือ หุ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI ด้านเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ และหุ้นกลุ่มที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่มีมูลค่าไม่แพงและได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • จีน: ภาพรวมค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ (New Quality Productive Forces) เช่น AI และหุ่นยนต์ แนะนำให้ลงทุนใน หุ้นจีน A-Shares (ดัชนี CSI 300) ในขณะที่ฝั่งฮ่องกงยังคงมีแรงกดดันด้านเทคโนโลยี จึงควรปรับลดน้ำหนักและมองเป็นการลงทุนระยะกลางถึงยาว

 

4 ปัจจัยเสี่ยงกับปัจจัยบวก ที่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง

 

ในด้านความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่

 

  • ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BOJ) ที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ซึ่งจะกดดันบริษัทที่มีหนี้สูงและหุ้นที่มีมูลค่าแพง
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ก่อให้เกิดภัยแล้ง ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น กระทบต้นทุนผู้ผลิตอาหารและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • นโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Section 301) ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยการเลือกตั้ง
  • ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง

 

ส่วนปัจจัยบวกที่สนับสนุนตลาด ได้แก่

 

  • วัฏจักรการลงทุน AI (Super Cycle) ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่สร้างผลผลิต (Productivity) ให้ภาคธุรกิจได้จริง ทำให้เกิดการลงทุนจากบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • การเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (รวมถึงประเทศไทย) ที่เน้นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะหนุนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง
  • การเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่หากผลออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภา (Gridlock) ตามสถิติแล้วมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น

 

แนะกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่เมกะเทรนด์ผ่าน DR23

 

สำหรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ศรัณย์ แนะนำให้มีการกระจายการลงทุน (Diversification) ไปในหลายประเทศที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน เน้นการลงทุนระยะยาว ไม่ไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง และใช้วิธีทยอยสะสมการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (DCA) เพื่อลดความผันผวน

 

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสในหุ้นแห่งอนาคต สามารถลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) ซึ่งสามารถซื้อขายได้ด้วยเงินบาทผ่านบัญชีหุ้นไทย โดยมีข้อดีคือได้รับยกเว้นภาษีจากการลงทุนต่างประเทศ (Capital Gain Tax) ปัจจุบัน InnovestX มีการออก DR ภายใต้สัญลักษณ์ต่อท้าย “23” ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น รวมกว่า 85 ตัว

 

ล่าสุด InnovestX ได้เปิดตัว DR ใหม่อีก 9 ตัว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักลงทุน ตั้งแต่กลุ่มที่เน้นเงินปันผล (Stable Income), กลุ่มเติบโตต่อเนื่อง (Steady Growth) ไปจนถึงกลุ่มศักยภาพสูง (High Potential Growth) โดยมีธีมไฮไลต์ที่น่าจับตาคือ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) ผ่าน DR IONQ23 และ อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) ผ่าน DR RKLB23 (Rocket Lab) และกำลังเตรียมนำ SpaceX เข้ามาให้นักลงทุนไทยได้เลือกลงทุนในเร็วๆ นี้

 

ทั้งนี้ การลงทุนใน DR ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง, อัตราแลกเปลี่ยน, ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร และสภาพคล่อง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

 

The post จับตา 4 ความเสี่ยงใหญ่กระทบตลาดหุ้นโลก ส่องทางรอดครึ่งปีหลังเกาะขบวน AI Super Cycle appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case https://thestandard.co/chula-students-win-business-challenge/ Sun, 05 Jul 2026 04:28:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1226811 ภาพทีม Prosper Consulting นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผู้บริหาร HSBC หลังคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จา […]

The post นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีม Prosper Consulting นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผู้บริหาร HSBC หลังคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชนะจากการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition เป็นตัวแทนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง อันเป็นการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจนานาชาติสำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เฉือน 23 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 20 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพและความเป็นเลิศเด็กไทยที่สามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาชาติ

 

ทั้งนี้ การประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยได้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอนาคต

 

โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 3,900 คนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยผู้ชนะจากเวทีระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge ณ ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันสุดยอดแผนธุรกิจจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก

 

โดยในปีนี้ ทีม Prosper Consulting จากหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย สาวภสินี ทองชัชวาล, สุวภัทร บัตรสมบูรณ์, พัทธ์มน สรเศรษฐ์สกุล และอธิภัทร บุญชำนาญ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition 2026 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาค

 

ในการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ทีม Prosper Consulting ตัวแทนประเทศไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) โดยมีทีมจาก Bangladesh University และ University of Colombo ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

 

จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีประกวดแผนธุรกิจระดับนานาชาติ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ทีมจากไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ณ ฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ โดยเข้าใกล้การสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้ให้กับประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนิสิตนักศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก

 

“เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทย การประกวดแผนธุรกิจนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสของโลกธุรกิจระดับโลกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น โดยปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในอดีตได้ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทที่ปรึกษา และบรรษัทข้ามชาติระดับโลก รวมถึงมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก่อตั้งธุรกิจของตนเอง โดยพวกเขาเหล่านั้นมักกล่าวถึงการแข่งขันนี้ว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่วางรากฐานต่อการพัฒนาวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” จอร์โจ กัมบา กล่าว

 

ด้านภสินี ทองชัชวาล ทีม Prosper Consulting จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ที่จัดการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition และมอบโอกาสให้พวกเราได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Regional Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง การแข่งขันครั้งนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการแก้ไขโจทย์ธุรกิจระดับนานาชาติ พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลับมาสู่ประเทศไทยได้

 

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เยาวชน การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เปิดโอกาสการเรียนรู้ระดับสากล และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต

The post นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด https://thestandard.co/foreign-investors-thai-stocks/ Sat, 04 Jul 2026 06:12:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226589 ภาพซ้อนธงชาติไทยบนเหรียญกษาปณ์ พร้อมข้อความต่างชาติไล่เก็บหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื […]

The post นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซ้อนธงชาติไทยบนเหรียญกษาปณ์ พร้อมข้อความต่างชาติไล่เก็บหุ้นไทย

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการล่าสุด หลังจากที่ขายออกไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่ 25 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายขายสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท และ 7.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านบาท

 

ขณะที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้นเฉียด 69 จุด หรือราว 4.4% ในสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 3 กรกฎาคม) และช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มช่วงบวกได้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่จากประเด็นเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดช่วงท้ายสัปดาห์

 

ทั้งนี้ แรงซื้อกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หนุนคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

 

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 กรกฎาคม) บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุด และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 จุด และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนของไทย 2.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 3.ทิศทางเงินทุนต่างชาติ

 

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการและยอดขายบ้านมือสองเดือนมิถุนายน บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PPI และยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ดัชนี CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของจีน ตลอดจนดัชนี PPI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่น

 

เงินบาทกลับมาแข็งค่า

 

เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก

 

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) อาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish จากคำกล่าวที่ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด

 

ณ 3 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า (26 มิถุนายน) สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6 – 10 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70 – 33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ

The post นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาบ้านเวียดนามพุ่งจนคนเอื้อมไม่ถึง รัฐบาลเปิดเกมดันตลาด ‘บ้านเช่า’ ตั้งเดดไลน์เมืองใหญ่ ดึงเอกชนร่วมลงทุน https://thestandard.co/vietnam-rental-housing-push/ Sat, 04 Jul 2026 05:53:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226573 ภาพอาคารกำลังก่อสร้างในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าปฏิรูปตลาดที่อยู่อาศัย ผลักดันภาค […]

The post ราคาบ้านเวียดนามพุ่งจนคนเอื้อมไม่ถึง รัฐบาลเปิดเกมดันตลาด ‘บ้านเช่า’ ตั้งเดดไลน์เมืองใหญ่ ดึงเอกชนร่วมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารกำลังก่อสร้างในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าปฏิรูปตลาดที่อยู่อาศัย ผลักดันภาค ‘บ้านเช่า’ ให้เข้ามาแบ่งเบาแรงกดดันจากราคาบ้านที่พุ่งสูง เตรียมปรับค่านิยมการมีบ้านเป็นของตัวเองที่ฝังลึกในสังคมชาวเวียดนาม เพื่อรักษาแรงงานในเมืองใหญ่และประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตลาดที่อยู่อาศัยที่แพงที่สุดของเอเชีย เวียดนามกำลังเร่งสร้างภาคการเช่าให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการเปิดโครงการนำร่องในเมืองใหญ่, การเสนอสิ่งจูงใจสำหรับนักลงทุน อย่างการเข้าถึงที่ดินและการลดหย่อนภาษี ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องวางแผนที่อยู่อาศัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮุง ได้เร่งให้กระทรวงและหน่วยงานท้องถิ่นให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยประเภทเช่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับมาตรฐานการครองชีพและสนับสนุนการเติบโตของประเทศ ก่อนที่ทางการจะขับเคลื่อนแนวทางนี้ให้เป็นขั้นตอนที่จับต้องได้จริง

 

เมืองใหญ่ตั้งเดดไลน์ ดันหอพักโรงงานเป็นต้นแบบ

 

เมืองใหญ่อย่างฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงอุปทานการเช่าโดยเฉพาะ ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ส่วนกลุ่มเมืองรอง เช่น ไฮฟอง, กว๋างนิง, บั๊กนิง, นิงบิ่ง และหุ่งเอี๊ยน ซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมทางภาคเหนือ ได้รับคำสั่งให้เริ่มโครงการเช่าอย่างน้อย 1 โครงการต่อจังหวัดภายในปีนี้

 

เพื่อดึงดูดนักพัฒนาเอกชนเข้ามาร่วมสนาม รัฐบาลได้เตรียมสิ่งจูงใจไว้หลากหลาย ทั้งการเข้าถึงที่ดินและสินเชื่อที่ดีขึ้น, การลดหย่อนภาษี รวมถึงกระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำโมเดล ‘หอพักคนงานโรงงาน’ ที่บริหารโดยบริษัทอย่าง Pegatron ซัพพลายเออร์ของ Nvidia และ LG จากเกาหลีใต้ ว่าเป็นต้นแบบสำหรับการขยายที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ ควบคู่กับการเร่งพัฒนาอพาร์ตเมนต์ความหนาแน่นสูงในย่านใจกลางเมือง

 

นโยบายดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาที่อยู่อาศัยราคาไม่เอื้อมถึง ในหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่โตเร็วที่สุดของเอเชีย ยิ่งโรงงานขยายตัวและดึงดูดแรงงานย้ายถิ่นจากทั่วประเทศ ความเร่งด่วนในการรับประกันการเข้าถึงที่พักก็ยิ่งสูงขึ้น

 

“หากแรงงานจำนวนมากไม่สามารถหาที่พักที่ดีได้ เพราะราคาที่สูง การพัฒนาเมืองก็อาจชะลอตัวลง” ฟาม ไทย ซอน อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์เมือง จาก Vietnamese-German University ระบุ

 

ตลาดขายยังนำ แต่สัญญาณเช่าเริ่มขยับ

 

รัฐบาลมองว่า การขยายภาคการเช่าจะช่วยดึงดูดแรงงานทักษะสูง, เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงาน และยกระดับมาตรฐานการครองชีพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่, นักศึกษา และคนงานโรงงาน โดยงานศึกษาต่างๆ รวมถึงจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ชี้ว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานที่คล่องตัวขึ้นสัมพันธ์กับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

 

แม้ความสนใจในตลาดเช่ากำลังเพิ่มขึ้น แต่การเป็นเจ้าของบ้านก็ยังครองตลาดอยู่ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ Batdongsan ซึ่งดำเนินการโดย PropertyGuru ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ปีนี้มีผู้ค้นหาซื้ออยู่ที่ราว 7 คน ต่อผู้ค้นหาเช่า 2 คน ซึ่งลดลงจากอัตราส่วนราว 9 ต่อ 2 ในปี 2025

 

ขณะเดียวกัน ราคาบ้านก็ยังปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ Knight Frank ระบุว่า ราคาเสนอขายอพาร์ตเมนต์ในตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสแรก

 

สำหรับผู้เช่าบางกลุ่ม การเช่ามอบความยืดหยุ่นและโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีกว่าที่พวกเขาซื้อได้ ทั้งแรงงานย้ายถิ่น, คู่รักหนุ่มสาว และบัณฑิตจบใหม่ ที่สามารถย้ายเมืองเพื่อหางานได้ง่ายกว่า โดยปล่อยให้เจ้าของบ้านเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษา ซึ่งเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในประเทศอย่างเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์

 

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงยึดเป้าหมายสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม 1 ล้านหน่วย ภายในปี 2030 แม้บางโครงการจะประสบปัญหาอัตราการเข้าพักต่ำก็ตาม ขณะที่ทางการกำลังทบทวนขั้นตอนต่างๆ พร้อมให้น้ำหนักกับที่อยู่อาศัยประเภทเช่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มทหาร, ข้าราชการ และแรงงานที่ย้ายเข้ามาในศูนย์กลางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของบ้านมากนัก

 

ภาพ: Luong Led / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ราคาบ้านเวียดนามพุ่งจนคนเอื้อมไม่ถึง รัฐบาลเปิดเกมดันตลาด ‘บ้านเช่า’ ตั้งเดดไลน์เมืองใหญ่ ดึงเอกชนร่วมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธ.ก.ส. เปิด ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้ 1 แสนบาท จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% นาน 12 เดือน เช็คเงื่อนไขที่นี่ https://thestandard.co/baac-half-interest-loan-farmers/ Sat, 04 Jul 2026 05:17:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1226534 ภาพกราฟิกแสดงรายละเอียดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. สำหรับเกษตรกร

ธ.ก.ส. เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินกู้สู […]

The post ธ.ก.ส. เปิด ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้ 1 แสนบาท จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% นาน 12 เดือน เช็คเงื่อนไขที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงรายละเอียดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. สำหรับเกษตรกร

ธ.ก.ส. เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินกู้สูงสุด 100,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยให้ 3% เหลือภาระเกษตรกร 3% ต่อปี ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีละ 30,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี ใช้วงเงินตามมาตรา 28 ชดเชยดอกเบี้ย 2,700 ล้านบาท พร้อมผูกการเข้าร่วมโครงการกับการลดต้นทุนการผลิตและการใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน

 

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2569) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดตัวโครงการ ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาคการเกษตร โดยกำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี แต่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี และมีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน

 

ฉัตรชัย ศิริไล ในฐานะกรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. เผยว่า ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีละ 30,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและลงทุนในภาคการผลิต

 

โครงการดังกล่าวใช้กรอบวงเงินตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลัง (Quasi Fiscal Activities) พร้อมระบุว่า หากวงเงิน 30,000 ล้านบาทไม่พอ ธนาคารสามารถขอขยายกรอบวงเงินได้ โดยจัดสรรวงเงินประมาณ 2 ส่วน ดังนี้

 

  1. 2,700 ล้านบาท สำหรับชดเชยดอกเบี้ย
  2. 270 ล้านบาท สำหรับการ Reskill/Upskill และยกระดับความรู้เกษตรกร

 

“วงเงินชดเชยดอกเบี้ย 2,700 ล้านบาท สามารถสร้างวงเงินสินเชื่อได้ปีละ 30,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี หากวงเงินเต็มและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็สามารถพิจารณาขอขยายกรอบในส่วนของมาตรา 28 ต่อไป” ฉัตรชัยกล่าว

 

ทั้งนี้ ฉัตรชัยระบุว่า ธนาคารเริ่มมีการปล่อย ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ แก่เกษตรกรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา และสาเหตุที่ต้องเริ่มปล่อยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพราะ พืชเศรษฐกิจสำคัญทั้ง 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้ จะเริ่มมีการใช้ปุ๋ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

 

สำหรับเหตุผลในการกำหนดวงเงินกู้สูงสุดไว้ที่ 100,000 บาทน้ัน ฉัตรชัยระบุว่า เกษตรกรมีต้นทุนปัจจัยการผลิตอยู่ที่ 5,000 บาทต่อไร่โดยเฉลี่ย จึงกำหนดวงเงินกู้ไว้ที่ 100,000 บาท เพื่อรองรับพื้นที่เพาะปลูกราว 20 ไร่ อย่างไรก็ตาม ฉัตรชัยระบุว่าต้นทุนการผลิตของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันตามชนิดพืช รอบการเพาะปลูก และรูปแบบการผลิต

 

ฉัตรชัย กล่าวว่า เกษตรกรให้ความสนใจต่อสินเชื่อ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ อย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน มีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งในพื้นที่จังหวัดอยุธยาไปแล้วกว่า 40 ล้านบาท ส่วนภาพรวมทั้งประเทศยังต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากการเบิกใช้สินเชื่อจะขึ้นอยู่กับรอบการเพาะปลูกและความพร้อมของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป

 

สำหรับปีบัญชีปัจจุบัน ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อไปแล้วราว 7-8 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 เดือนแรก โดยการปล่อยสินเชื่อจะพิจารณาตามรอบการผลิตและความสามารถในการชำระคืนหนี้ของเกษตรกร เพื่อให้วงเงินสามารถหมุนเวียนกลับมาปล่อยกู้แก่เกษตรกรรายอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยปกติ ธ.ก.ส. มีการปล่อยสินเชื่อภาคเกษตรราว 5-6 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับความต้องการใช้เงินทุนตามรอบการผลิตของพืชและกิจกรรมทางการเกษตร ทั้งการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการเพาะพันธุ์

 

เปิดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

 

สำหรับเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้

 

  • เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
  • พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมโครงการ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้
  • เกษตรกรต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น
  • ต้องใช้เงินกู้ เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด
  • เกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  • สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 30 เมษายน 2572)
  • ระยะเวลาโครงการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2572

The post ธ.ก.ส. เปิด ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ เกษตรกรกู้ได้ 1 แสนบาท จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% นาน 12 เดือน เช็คเงื่อนไขที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี https://thestandard.co/gold-price-outlook-2026/ Thu, 02 Jul 2026 11:42:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1226081 ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาหลุด 4,000 ดอลลาร์ ในเวลา 5 เดือน คำถามใหญ่ของครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า ทองจะกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้งหรือไม่

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิด 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

 

รถไฟเหาะที่ยังไม่จบ

 

ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ถึง 12 ครั้งในครึ่งปีแรก 2026 ก่อนพลิกกลับเป็นขาลงอย่างรุนแรง

 

รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ในชื่อ ‘Point break’ ของ World Gold Council (WGC) ระบุว่า ราคา LBMA Gold Price พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 5,405 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและกิจกรรมในตลาดออปชันที่หนาแน่น ก่อนจะร่วงลงมาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ในช่วงปลายมิถุนายน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 4,001.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

หากอ้างอิงราคาสปอต (XAU) จุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 5,595.47 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3,959.33 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

 

การเหวี่ยงตัวครั้งนี้ดันความผันผวนทะลุระดับ 50% ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่า 30% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับฐานลง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตัวหนึ่งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นราว 23%

 

ไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี

 

CNBC รายงานว่า มูลค่าทองคำลดลงไป 16% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2013 และปรับตัวลง 7.76% นับจากต้นปี

 

จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก UBS ระบุว่า เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ของทองถูกหักล้างในระยะหลังด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ผ่อนคลายน้อยลง

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง

 

สภาทองคำโลกประเมินว่า ราคาทองในปัจจุบันสอดคล้องกับสภาวะของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ทั้งการเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อในระดับจำกัด

 

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบวกลบ 5% ในบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ ตลอดครึ่งปีหลัง โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • ฟื้นตัวสู่ขาขึ้น ผลตอบแทน +5% ถึง +20% เกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน จากอย่างน้อย 1 ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง การกลับทิศของความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย หรือการเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง)
  • เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ผลตอบแทน -5% ถึง +5% กรณีที่ภาพมหภาคยังเป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาจะแกว่งตัวในกรอบรอบระดับ 4,100 ดอลลาร์
  • ปรับฐานลงต่อ ผลตอบแทน -5% ถึง -15% เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น และตลาดสงบลง (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสลงไปสู่ระดับ 3,500 ดอลลาร์)

 

 

จะได้เห็นทองคำ 5,000 ดอลลาร์ อีกเมื่อไร?

 

คำตอบสั้น ๆ ของสภาทองคำโลก คือ ‘ได้ แต่ต้องมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน’

 

การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์บนพื้นฐานมหภาคชี้ว่า ทองสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ที่ราวระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่จะต้องมีสัญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนเท่านั้น จึงจะผลักดันราคาขึ้นสู่ระดับ 5,000​ ดอลลาร์ ได้อย่างยั่งยืน

 

ปัจจัยที่อาจจุดชนวนขาขึ้น ประกอบด้วย

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด สภาทองคำโลกระบุว่าในเชิงสถิติ การเพิ่มขึ้นของดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (GPR index) 100 จุดต่อเดือน มักดันราคาทองขึ้นราว 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและกระแส AI แม้จะไม่สะทกสะท้านกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่มูลค่าหุ้นที่สูงและตลาดสินเชื่อเอกชน (private credit) ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นการโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
  • การเมืองสหรัฐฯ และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี แต่ dot plot ล่าสุดยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยประธาน Fed เควิน วอร์ช เลือกไม่ร่วมใส่ประมาณการใน dot plot ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กดดันอย่างต่อเนื่องให้ปรับลดดอกเบี้ย หากตลาดกลับมาคาดหวังดอกเบี้ยขาลง (dovish) ทองจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ คำถามเรื่องความเป็นอิสระของ Fed เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนทองพุ่งช่วงต้นมกราคม
  • เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ในช่วงเงินเฟ้อพุ่ง ทองมักตามหลังสินทรัพย์อื่นอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะไล่ตามและทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเงินเฟ้อยืดเยื้อ

 

ส่วนปัจจัยกดดันที่อาจสร้างแรงต้าน ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่าและดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเกินคาด นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง (risk-on) และปัจจัยเชิงเทคนิค โดยสภาทองคำโลกระบุว่าหากทองหลุดระดับราว 3,860 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาไหลลงต่อ โดยค่าเฉลี่ยราคา 2 ปีอยู่ที่ราว 3,520 ดอลลาร์

 

‘เอเชีย’ เครื่องยนต์ใหม่ของราคาทอง

 

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนในภูมิภาค คือบทบาทของเอเชียในการกำหนดทิศทางราคา การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างวันของทองคำพบว่า การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชียและสหรัฐฯ โดยการปรับฐานมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐฯ ขณะที่การฟื้นตัวมักเกิดในช่วงตลาดเอเชีย

 

 

เมื่อแยกผลตอบแทนตามช่วงเวลาซื้อขายในครึ่งปีแรก พบว่าช่วงตลาดเอเชียให้ผลตอบแทน +12.97% ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ -1.32% และสหรัฐฯ ติดลบถึง -15.08% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้บริโภคเอเชียที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองใหญ่อันดับสองด้วยดีมานด์สุทธิราว 800 ตันต่อปี ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้าทองตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าจาก 6% เป็น 15% เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศท่ามกลางแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งสภาทองคำโลกประเมินว่าเฉพาะการขึ้นภาษีจะฉุดดีมานด์เครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญลง 50-60 ตัน หรือราว 10% เมื่อเทียบปีต่อปี

 

ภาพ: NMK-Studio / Shutterstock

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? https://thestandard.co/wealth-in-depth-high-speed-3-airports/ Thu, 02 Jul 2026 11:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226077

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณ […]

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท หนึ่งใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจเชื่อมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

แต่จากการเปิดประมูลในปี 2561 โครงการกลับสะดุดยาวจากแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอ ปัญหาส่งมอบพื้นที่ การแก้ไขสัญญาหลายระลอก และความล่าช้าในการเดินหน้า ทำให้ตัวเลขผู้โดยสารและรายได้หลุดจากกรอบที่คาดการณ์ไว้

 

หลังลงนามสัญญา ตลอดเส้นทาง โครงการนี้กลายเป็นเดิมพันถึง 5 รัฐบาล ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 8 ปี ตั้งแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 ต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างแก้ไขสัญญา

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 1

 

ถึงวันนี้โครงการยังไม่ขยับสู่การลงทุนจริงเต็มรูปแบบ และยิ่งทวีแรงกดดัน จากคำถาม การแก้ไขสัญญา แหล่งเงินทุน และความคุ้มค่า จนเดินมาถึง ‘ทางแยก’ สำคัญ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

8 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

นับจากวันแรกปี 2561 ที่เปิดตัวโครงการ ต่อเนื่องมาจนปี 2562 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท เอเชีย เอรา วัน หรือกลุ่ม CP ภายใต้สัญญาจะมีการดำเนินการ ภายรูปแบบ PPP Net Cost สัญญาระยะเวลา 50 ปี มูลค่าลงทุนรวมกว่า 224,544 ล้านบาท พร้อมสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์

 

แต่หลังลงนามไม่นาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนบริบท สมมติฐานตัวเลขผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ภาครัฐก็มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ทำให้เอกชนยื่นขอแก้ไขสัญญา ต่อมาในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ก็ยอมรับว่า อาจมีการแก้ไขสัญญาโดยต่างฝ่ายต่างเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

 

โดยครั้งนั้นกำหนดเงื่อนไข ‘สร้างไปจ่ายไป’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมให้เอกชนวางหลักประกันเพิ่มราว 160,000 ล้านบาท และแบ่งจ่ายค่าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 7 งวด

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ส่งสัญญาณชัดว่า อาจไม่เดินหน้าแก้ไขสัญญาในรูปแบบเดิม

 

ขณะที่ ล่าสุด ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า จากการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งเอกชน รฟท. และ EEC เอกชนยอมรับว่า “ไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และเมื่อปัจจัยโครงการเปลี่ยนไปมากตามบริบท ความคุ้มค่าการลงทุนก็ลดลง”

 

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ความไม่มั่นใจของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจของ PPP ฝั่งเอกชน ทำให้ไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน เมื่อความต้องการเดินทางลดลงหลังโควิด และสมมติฐานโครงการ

 

บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันการเงินประเมินว่าโครงการอาจ ‘ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน’ ดังนั้น จากการหารือทุกฝ่ายจึงมีแนวทางเบื้องต้น

 

เปิด 2 ทางเลือก เริ่มใหม่หรือไปต่อ

 

  • เดินหน้าแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนรายเดิมสามารถระดมทุนและเริ่มก่อสร้างต่อ
  • ยุติสัญญาและเปิดประมูลใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดเลือกเอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินโครงการ

 

อย่างไรก็ดี มีการรายงานว่า หากเลือกแนวทางที่สอง อาจไม่กระทบเฉพาะรถไฟความเร็วสูงโครงการนี้ แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างโครงการอื่นๆใน EEC ทั้งระบบ เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา แอร์พอร์ตเรลลิงก์ และโครงข่ายรถไฟเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ยังมีอีกหลายโครงการกำลังพัฒนา

 

ปัจจัยสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ ’ความคุ้มค่าทางการเงิน’ และ ’ความสามารถในการจัดหาเงินทุน’ เพื่อเดินหน้า PPP แต่เมื่อความต้องการเดินทางเปลี่ยนไปหลังโควิด และต้นทุนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจึงไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ ทำให้โครงการ ’ไปต่อได้ยาก’

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีแนวทางปรับแผนรองรับ หากโครงการไม่สามารถเดินหน้ารูปแบบเดิมได้ โดยอาจปรับลดความเร็วจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุน

 

ท้ายที่สุด โครงการยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ’กับ ‘ความต่อเนื่องของการพัฒนา EEC’ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 2

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือแนวทางควรเป็นอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม มีทางออกแนวทางหลัก 2 ทางเลือก คือ การปรับสัญญา เพื่อให้สามารถใช้วิธีก่อสร้างไปแล้วและทยอยจ่ายเงินให้กับเอกชน หรือ อีกทางเลือกหนึ่ง หากไม่สามารถดำเนินการต่อได้ อาจต้องนำไปสู่การพิจารณา เลือกสัญญาใหม่

 

เล็งปรับรูปแบบจากความเร็วสูงเกิน 250 กม./ชั่วโมง เป็นความเร็วปานกลาง

 

จุฬา ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างมาก แต่ยอมรับว่า ในขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างทางการเงิน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนสูง

 

“โดยเฉพาะการที่โครงการไม่สามารถจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ทำให้การเดินหน้าโครงการติดขัด และอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการใหม่”

 

ประกอบกับ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการภายใต้สัญญาเดิม แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการเงิน กฎหมายต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่งผลให้โครงการล่าช้า วันนี้ต้องพิจารณาทางออกใหม่ ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

เมื่อถามว่า กรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล EEC เองนั้น จุฬามองว่า หากระดับนโยบายเข้ามากำกับโดยตรง จะช่วยให้การดำเนินงานในกลไกของ EEC มีความรวดเร็วมากขึ้น

 

เนื่องจากโดยปกติการพิจารณาโครงการจะสิ้นสุดที่บอร์ด EEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว แต่บางกรณียังต้องเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า

 

“หากประธานบอร์ดหรือผู้กำหนดนโยบายเข้ามาดูในรายละเอียด ก็จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเร็วขึ้น”

 

จุฬาระบุ ทิ้งท้ายว่า “หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามสัญญาเดิม อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงถึงสนามบินอู่ตะเภา”

 

โดยอาจมีการปรับลดรูปแบบจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งได้ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทนความเร็วสูงที่เกิน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ในที่สุด

 

ท้ายที่สุด คำถามถึงค่าเสียโอกาส สัญญาที่สามารถทำได้ แหล่งเงินทุน จะมาจากไหน แนวทางทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด EEC

 

โดยคาดใช้เวลารวบรวมรายละเอียด เพื่อชี้ชะตาเมกะโปรเจกต์ภายใน 2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุปว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี https://thestandard.co/vietnam-philippines-upper-middle-income-thailand/ Thu, 02 Jul 2026 10:29:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1226046 ภาพประกอบแสดงการเลื่อนระดับเศรษฐกิจของเวียดนามและฟิลิปปินส์สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เทียบเท่าไทย และเป้าหมายของไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ […]

The post ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการเลื่อนระดับเศรษฐกิจของเวียดนามและฟิลิปปินส์สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เทียบเท่าไทย และเป้าหมายของไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ่มประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ (Upper-middle Income) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศไทย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ด้านรัฐบาลไทยก็ตั้งเป้าเตรียมขยับระดับเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ถูกจัดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income Status) ทุกประเทศแล้วในปัจจุบัน

 

ธนาคารโลกได้ให้เหตุผลว่า รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเวียดนาม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (broad-based expansion) ของฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่เพียงการเฟื่องฟูของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามและฟิลิปปินส์ แตะระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ และ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารโลกที่กำหนดว่า กลุ่มนี้ที่กำหนดไว้ว่ากลุ่ม Upper-middle Income ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4,636 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว

 

อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “แม้จะเผชิญกับภาวะช็อกทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่เรายังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง เสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และดำเนินงานตามวาระการพัฒนาของเราอย่างต่อเนื่อง”

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

สำหรับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าหมายการเติบโตในอัตราเลขสองหลักในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030 เนื่องมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง

 

ธนาคารโลกยังเปิดเผยว่า ประเทศอื่นๆ ที่ขยับขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ จอร์แดน ไมโครนีเซีย และศรีลังกา ขณะที่โตโกได้รับการจัดระดับใหม่จากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ โดยสัดส่วนของประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำได้ลดลงเหลือ 11% จาก 30% นับตั้งแต่ปี 1987

 

เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ไทยใช้เวลา 24 ปี ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 38 ปี ก่อนขึ้นเป็น Upper-middle Income

 

ทั้งนี้ เวียดนามถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) มาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 สะท้อนว่า เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เวลาราว 38 ปีถึงเลื่อนสถานะได้

 

สำหรับ ประเทศไทยเคยถูกปรับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) เมื่อปี 1987 (พ.ศ. 2530) และใช้เวลาราว 24 ปี ก่อนถูกปรับสถานะเป็นรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income) ในปี 2011 สะท้อนว่า นับตั้งแต่การอัปเกรดครั้งล่าสุด ประเทศไทยติดอยู่ในกับดัก Upper-middle Income นี้มาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

 

ไทยก็เตรียมขึ้นเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

กระนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี (หรือช่วงประมาณปี พ.ศ. 2580-81) โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

 

ส่องผลกระทบด้านการระดมทุนจากการถูกอัปเกรด

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการพัฒนาได้อย่าง ‘จำกัดมากขึ้น’ ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์เคยได้รับเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และโครงการช่วยเหลือทางสังคม

 

รูเบน คาร์โล อาสุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากยูเนียนแบงก์แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือ ยิ่งคุณขยับสูงขึ้นตามขั้นของการจัดประเภท ย่อมหมายความว่าคุณมีความพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถจัดหาความต้องการรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ของตนเองในฐานะประเทศหนึ่งได้ ซึ่งรวมถึงในส่วนของการคลังด้วย”

 

บาลิซากัน กล่าวต่อว่า แม้ว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนบางส่วนอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น คาดว่าจะคุ้มค่าและชดเชยกับการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ได้

 

พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประเภทใหม่นี้ไม่ได้ลดทอนความท้าทายที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงปรากฏให้เห็น และประชาชนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

 

ภาพ: Nguyen Quang Ngoc Tonkin, Andy.LIU/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดฯ บัตรสวัสดิการเตรียมประชุม 3 ก.ค. นี้ คลังย้ำเน้นดึงคนตกหล่น ไม่เน้นคัดออก ชี้หาก 42,000 ล้านบาทในงบฯ ปี 70 ไม่พอ ดึงงบกลางใช้ได้ https://thestandard.co/welfare-card-budget-meeting-inclusion/ Thu, 02 Jul 2026 09:56:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226033 ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและงบประมาณ

บอร์ดฯ บัตรสวัสดิการเตรียมประชุม 3 กรกฎาคมนี้ เพื่อสรุป […]

The post บอร์ดฯ บัตรสวัสดิการเตรียมประชุม 3 ก.ค. นี้ คลังย้ำเน้นดึงคนตกหล่น ไม่เน้นคัดออก ชี้หาก 42,000 ล้านบาทในงบฯ ปี 70 ไม่พอ ดึงงบกลางใช้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและงบประมาณ

บอร์ดฯ บัตรสวัสดิการเตรียมประชุม 3 กรกฎาคมนี้ เพื่อสรุปผลคัดกรองผู้ผ่านเกณฑ์ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมครม. ไม่ช้ากว่า 14 กรกฎาคมนี้ คลังย้ำ เน้นดึงคนตกหล่นเข้าร่วม ชี้หากงบฯ ปี 70 ที่ตั้งไว้ไม่พอ สามารถดึงงบกลางมาใช้ได้

 

วันนี้ (2 กรกฎาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ เพื่อสรุปตัวเลขคัดกรองผู้ผ่านเกณฑ์ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ที่มีการขอสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 19.15 ล้านคน

 

โดยคณะกรรมการจะสรุปผลการประชุม จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ และเงื่อนไขในการคัดกรอง ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบไม่ช้ากว่าวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้ทันการประกาศผลที่จะมีในวันที่ 17 กรกฎาคม

 

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการฯ จะดำเนินการเสนอทบทวนเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรณีเกณฑ์การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา คู่สมรส และบุตร ในที่ประชุม ครม.ด้วย

 

นอกจากนี้ ลวรณยอมรับว่า งบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2570 ซึ่งอยู่ที่ 42,000 ล้านบาทนั้น ลดลงจากปีก่อนที่เคยจัดสรรไว้ 56,400 ล้านบาท ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ลวรณระบุว่า สามารถขอใช้งบกลางได้ หากงบประมาณไม่เพียงพอ

 

“งบสวัสดิการที่ได้รับจัดสรรจะเพียงพอกับผู้ถือบัตรสวัสดิการรอบใหม่หรือไม่ คงยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีผู้ผ่านเกณฑ์เท่าไร แต่ถ้าไม่พอก็สามารถขอใช้งบกลางได้ ทุกปีก็เป็นแบบนี้ ถ้าต้นปีตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ ใช้ไปแล้วปลายปีขาดก็ไปของบกลางมา เป็นแนวทางปฏิบัติปกติ ตรงนั้นเป็นตัวเลขตั้งต้นไปก่อนตามจำนวนที่คิดว่าน่าจะมีคนผ่านเกณฑ์เท่านี้” ลวรณกล่าว

 

ทางด้านวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกรัฐบาล เผยในทางเดียวกันว่า การทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงคนตกหล่นให้เข้าร่วมโครงการ โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การคัดกรองคนออก และไม่ได้ตั้งต้นจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจากงบประมาณที่มี หากงบประมาณไม่เพียงพอ กระทรวงการคลังจะหามาเพิ่ม

 

“มีรายใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมากแน่ๆ ไม่รู้ว่าเท่าไร แต่รัฐมนตรีให้นโยบายแล้วว่า เราเน้นที่จะดึงจำนวนคนเดือดร้อนให้เข้ามาให้ได้ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีงบประมาณเพียงพอ เพราะถ้าไม่พอเดี๋ยวเราหามาเพิ่ม” วินิจกล่าว

The post บอร์ดฯ บัตรสวัสดิการเตรียมประชุม 3 ก.ค. นี้ คลังย้ำเน้นดึงคนตกหล่น ไม่เน้นคัดออก ชี้หาก 42,000 ล้านบาทในงบฯ ปี 70 ไม่พอ ดึงงบกลางใช้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% https://thestandard.co/south-korea-stocks-lead-returns/ Thu, 02 Jul 2026 09:51:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226029 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย

หุ้นเกาหลีใต้ครองแชมป์ต่อเนื่อง! ในฐานะตลาดหุ้นที่ให้ผล […]

The post ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย

หุ้นเกาหลีใต้ครองแชมป์ต่อเนื่อง! ในฐานะตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด หลังจากปีก่อนดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นมา 75% ก่อนจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องอีก 101% ในช่วง 6 เดือนแรก ทำให้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาหุ้นเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนสูงถึง 200%

 

ส่วนทองคำและโลหะเงินที่ปีก่อนให้ผลตอบแทนโดดเด่น 65% และ 150% ตามลำดับ เริ่มย่อตัวในปีนี้ โดยราคาติดลบไป 7% และ 18%

 

ขณะที่ดัชนี SET ของหุ้นไทยหลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ในครึ่งแรกพุ่งขึ้นมาได้ 26% และกลับมาสู่ระดับ 1,600 จุด อีกครั้ง

 


 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 โดยหุ้นเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง และหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย 1

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ครึ่งปี 2026 ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ครองแชมป์ ดัชนีพุ่ง 101% ส่วนหุ้นอินโดนีเซียรั้งท้าย ติดลบ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน ‘ส้มตำ-ชาไทย’ ขึ้นแท่นเมนูยอดฮิต https://thestandard.co/grabfood-thai-chuay-thai-plus-sales/ Thu, 02 Jul 2026 09:29:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1226022 ภาพไรเดอร์แกร็บฟู้ดกำลังส่งอาหารพร้อมโลโก้โครงการไทยช่วยไทยพลัส

แกร็บ เผยโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐ […]

The post แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน ‘ส้มตำ-ชาไทย’ ขึ้นแท่นเมนูยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไรเดอร์แกร็บฟู้ดกำลังส่งอาหารพร้อมโลโก้โครงการไทยช่วยไทยพลัส

แกร็บ เผยโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านยอดสั่งอาหารเดลิเวอรีจากร้านที่ร่วมโครงการฯ ทะลุ 500 ล้านบาทเพียงครึ่งเดือน มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น 40% และไรเดอร์มีรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 18% เผยอินไซต์ผู้บริโภคนิยมใช้สิทธิ์สั่งอาหารในช่วงมื้อเที่ยงมากที่สุด โดย ‘ส้มตำ’ ติดอันดับเมนูขายดีที่สุด ขณะที่ ‘ชาไทย’ ยังคงยืนหนึ่งเมนูเครื่องดื่มยอดนิยม พบคนกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี รองลงมาคือ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และ นครราชสีมา

 

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทั้งจากผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมถึงไรเดอร์

 

โดยปัจจุบันมีการใช้สิทธิ์สั่งอาหารผ่านแกร็บฟู้ดตลอดสองสัปดาห์แรก รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้กับกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างมีนัยยะสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

 

“โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ครั้งนี้มีร้านอาหารเข้าร่วมกับแกร็บฟู้ดเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแกร็บฟู้ดในฐานะช่องทางสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและสร้างยอดขาย
ผ่านการสนับสนุนแบบจัดเต็ม ทั้งการให้ส่วนลดค่า GP พิเศษ การทำแคมเปญการตลาดที่ได้ ‘น้องเกล’ มาร่วมโปรโมต ตลอดจนการให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ในขณะเดียวกันยังส่งผลดีต่อกลุ่มไรเดอร์ โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดที่มีผู้ใช้สิทธิ์สูงสุด ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ” จันต์สุดา กล่าว

 

แกร็บยังเผยอินไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรีผ่านโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก (ระหว่างวันที่ 15 – 30 มิถุนายน) ได้แก่

 

  • คนส่วนใหญ่ (55%) นิยมใช้สิทธิ์สั่งอาหารเดลิเวอรีด้วยมูลค่าประมาณ 100 – 250 บาทต่อออเดอร์ รองลงมาคือมูลค่าต่ำกว่า 100 บาทต่อออเดอร์ (25%)
  • มื้อกลางวันคือช่วงเวลาที่มีคนใช้สิทธิ์สั่งอาหารมากที่สุด โดยเฉพาะระหว่างเวลา 11.00 – 12.00 น.
  • เมนูอาหารที่คนนิยมสั่งมากที่สุด คือ ส้มตำ รองลงมาคือ ข้าวมันไก่ ลาบหมู และ คอหมูย่าง ขณะที่ ชาไทย ยืนหนึ่งในฐานะเครื่องดื่มยอดนิยม ตามมาด้วย ชาเขียว และ โกโก้
  • 5 จังหวัดที่มีการใช้สิทธิ์สั่งอาหารเดลิเวอรีมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และ นครราชสีมา
  • ‘ร้านอรทัยซูชิวังหลัง’ ในย่านพรานนก ยังคงทำสถิติสร้างยอดขายสูงที่สุดทะลุกว่า 4 แสนบาท (1,800 ออเดอร์) ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์
  • ขณะที่ ‘ร้านข้าวหน้าเนื้อพิคานย่า’ ในย่านดินแดง ครองแชมป์ร้านดาวรุ่ง โดยสามารถสร้างยอดขายเติบโตถึง 12 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

The post แกร็บฟู้ด เผยคนไทยแห่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สร้างยอดเดลิเวอรีทะลุ 500 ล้านบาทในครึ่งเดือน ‘ส้มตำ-ชาไทย’ ขึ้นแท่นเมนูยอดฮิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจความพร้อม ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ แลนด์มาร์กใหม่กรุงเทพตอนเหนือฯ และนนทบุรี ก่อนเปิด 3 กรกฎาคม 2569 นี้ https://thestandard.co/central-northville-bangkok-nonthaburi-opening-2/ Thu, 02 Jul 2026 04:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1225839 ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี

พรุ่งนี้ (3 ก.ค.) ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ โครงการมิกซ์ยูส […]

The post สำรวจความพร้อม ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ แลนด์มาร์กใหม่กรุงเทพตอนเหนือฯ และนนทบุรี ก่อนเปิด 3 กรกฎาคม 2569 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี

พรุ่งนี้ (3 ก.ค.) ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ โครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรีของ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

ดูภาพข่าว ▼ 

ก่อนจะมาเป็นศูนย์การค้าแห่งใหม่และชื่อใหม่ คนในย่านนั้นจะรู้จักในนาม ‘เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์’ ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2546 ก่อนจะทุบและสร้างใหม่ทั้งหมด 100% โดยใช้เวลาทั้งหมดกว่า 2 ปี ถึงมาเป็น เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์

 

เซ็นทรัลพัฒนาระบุว่า โครงการนี้มีมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 59 ไร่ พื้นที่ศูนย์การค้า (GBA) รวม 210,000 ตารางเมตร โดยพื้นที่ดินส่วนที่เหลือยังเตรียมไว้รองรับการพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสในอนาคต รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะได้เห็นในปี 2570

 

การเปิดเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จะทำให้ย่านรัตนาธิเบศร์, งามวงศ์วาน และติวานนท์ เป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตามองสำหรับค้าปลีก เพราะห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของ ‘เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน’ ที่เพิ่งถูกเครือเดอะมอลล์ปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ด้วยงบ 4 พันล้านบาท

 

กระนั้น เซ็นทรัลพัฒนากลับมองว่า นนทบุรี เป็นเมืองศักยภาพสูง และเติบโตแข็งแกร่งในทุกมิติ ในฐานะเมืองรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการขยายตัวเมือง, กำลังซื้อ และคุณภาพประชากร โดยมีความหนาแน่นของประชากรเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร มีมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด (GPP) อันดับ 8 ของประเทศ หรือมากกว่า 405,296 ล้านบาทต่อปี รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 213,992 บาทต่อคนต่อปี เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคค้าปลีก การผลิต และสุขภาพ

 

เฉพาะนนทบุรีนั้น เซ็นทรัลพัฒนามีศูนย์การค้าเซ็นทรัลถึง 4 สาขา ทั้งเซ็นทรัล เวสต์เกต, เวสต์วิลล์, แจ้งวัฒนะ และล่าสุดกับ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ซึ่งโมเดลการเติบโตนี้เทียบชั้นได้กับมหานครระดับโลกอย่าง ลอนดอน, โตเกียว ที่ในรัศมีไม่กี่กิโลเมตร มี Retail Infrastructure ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองประชากรที่หนาแน่นกว่า 1.8 ล้านคน รวมถึงประชากรแฝงในพื้นที่ โดยย่านนอร์ทวิลล์

 

สำหรับนอร์ทวิลล์ถูกวางตำแหน่งรองรับลูกค้ากำลังซื้อสูงระดับ A จึงเป็นเหตุผลที่เลือก Tops Food Hall ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมเป็นร้านแม่เหล็กหลัก ที่ใช้ดึงลูกค้าให้เข้าศูนย์ฯ พร้อมคัดสรรร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ ซึ่ง 80% เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยมีในสาขารัตนาธิเบศร์เดิม

 

โดยมีกลุ่มกีฬาและสุขภาพอย่าง D-Sports Stadium และ Fitness First เป็นแม่เหล็กดึงคน รวมถึงเตรียมที่จอดรถยนต์ไว้กว่า 2,000 คัน และรถจักรยานยนต์อีกกว่า 900 คัน แต่จะไม่มีห้างสรรพสินค้าด้วยเหตุผลด้านพื้นที่

 

CPN ระบุว่า นอร์ทวิลล์ถูกอัปเกรดเพื่อแก้จุดอ่อนและสร้างความแตกต่างจากศูนย์การค้าเดิม วางตำแหน่งเป็น Neighborhood Mall ที่ดึงให้คนเข้ามาใช้เวลานานขึ้นและบ่อยขึ้นตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น และตั้งใจดึงลูกค้าทั้งกลุ่มเดิม กลุ่มใหม่ และกลุ่มที่อยู่นอกพื้นที่เป้าหมาย (Catchment Area)

 

 

ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 1ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 2ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 3ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 4ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 5ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 6ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 7ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 8ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 9ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 10ภาพอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี 11

The post สำรวจความพร้อม ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ แลนด์มาร์กใหม่กรุงเทพตอนเหนือฯ และนนทบุรี ก่อนเปิด 3 กรกฎาคม 2569 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง https://thestandard.co/baht-depreciation-current-account/ Thu, 02 Jul 2026 00:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1225769 ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วันนี้เมื่อ 29 ปีที่แล้ว (2 กรกฎาคม 1997) คือวันที่ ธนา […]

The post ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วันนี้เมื่อ 29 ปีที่แล้ว (2 กรกฎาคม 1997) คือวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ ‘ลอยตัวค่าเงินบาท’ จนทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจากระดับราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเหลือ 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยหลังจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนัก จากระดับที่ตรึงไว้ (ก่อนลอยตัว) ที่ราว 25 บาทต่อดอลลาร์ ไปสู่ระดับราว 56 บาทต่อดอลลาร์ ภายในเวลา 7 เดือน หรือในเดือนมกราคม 2541 (จุดอ่อนค่าสุดในประวัติศาสตร์)

 

กลับมาในปีปัจจุบัน ตั้งแต่ต้นปี ‘ค่าเงินบาท’ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทาง ‘อ่อนค่า’ เช่นกัน โดยอ่อนค่าเกือบ 6% YTD ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการกลับมา ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทย ซึ่งบ่งบอกว่า ไทยกำลังเผชิญ ‘ภาวะเงินไหลออก’ มากกว่าเงินไหลเข้าสุทธิ

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์เตือน ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยรอบนี้อาจ ‘เรื้อรัง’ หรือดำเนินไปอีกสักระยะ นำไปสู่คำถามที่ว่า หากไทยเจอการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง เงินบาทจะเสื่อมค่าในระยะยาวหรือไม่

 

สถานการณ์ ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

ปรานี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) กล่าวว่า ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน อยู่ที่ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม ปรับตัวดีขึ้นจากเมษายน ที่ขาดดุลอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักสุดเป็นประวัติการณ์

 

ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Balance) คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้นๆ หรือผลรวมสุทธิของดุลการค้า ดุลบริการ (เช่นค่าท่องเที่ยว ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) รายได้ปฐมภูมิ (เช่น ผลตอบแทนการจ้างงาน และรายได้จากการลงทุน) และรายได้ทุติยภูมิ (เช่น เงินโอน)

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1

 

ปรานีกล่าวต่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมการขาดดุลปรับตัวดีขึ้นเป็นเพราะดุลการค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลงหลังจากมีการเร่งนำเข้าในเดือนก่อน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นอีกว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้ควรจะออกมาดีกว่าที่เห็น หากไม่นับรวมปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลออกนอกประเทศ ซึ่งทำให้มีเงินทุนไหลออกถึงประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปรานียังมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การนำเข้าน้ำมันลดลง ที่จะไม่เร่งตัวขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา การพ้นช่วงฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผล และไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 จะช่วยเพิ่มรายรับเข้าประเทศ

 

โดยธปท.คาดการณ์ว่า ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัดตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ในระดับที่สมดุล หรืออาจจะติดลบเพียงเล็กน้อย

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2

 

เตือนไทยเสี่ยง ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรัง!

 

อย่างไรก็ตาม เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกระยะ จากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมีสาเหตุและมุมมองที่สำคัญ ดังนี้

 

  • การนำเข้าจ่อสูงต่อเนื่อง: ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากไทยจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ Data Center ทำให้ภาพรวมของการขาดดุลยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
  • การส่งออกฟื้นตัวแบบ K-Shaped: เนื่องจากการส่งออกของไทย มีการฟื้นตัวในลักษณะไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ที่เติบโตเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี สวนทางกับสินค้าที่ไม่ได้อิงกับเทคโนโลยีกลับเติบโตได้ยาก และต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี รวมไปถึงกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ผลิตตอบความต้องการของตลาดคู่ค้าอีกแล้ว
  • รายได้การท่องเที่ยวและบริการเปลี่ยนไป: แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา แต่ยังไม่เท่าช่วงก่อนโควิด-19 ในขณะเดียวกัน คนไทยก็ออกไปเที่ยวและใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ดุลบริการสุทธิ (NET) ที่เคยบวกมากๆ มีแนวโน้มเกินดุลลดลง

 

นอกจากนี้ เกวลินยังกล่าวว่า ภาวะขาดดุลนี้จะเรื้อรังหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าการนำเข้าที่ทำให้เกิดการขาดดุล โดยหากประเทศนำเข้าสินค้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อ ‘ใช้แล้วหมดไป’ โดยไม่ได้นำไปแก้โจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาการขาดดุลนี้ก็จะกลายเป็นภาวะเรื้อรัง

 

แต่ในทางกลับกัน หากการนำเข้าในระดับสูงเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) หรือเพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต การขาดดุลในลักษณะนี้ก็จะไม่น่ากังวลและไม่นำไปสู่ปัญหาเรื้อรัง

 

“หากโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบันดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กล่าวคือมีการนำเข้าแบบใช้แล้วหมดไปสูง หรือไม่ได้นำเข้ามาเพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเรื้อรัง” เกวลินกล่าว

 

‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรังกระทบ ‘เงินบาท’ อย่างไร

 

เกวลินอธิบายต่อว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะส่งผลให้เงินบาทเผชิญกับแรงกดดันให้ ‘อ่อนค่า’ ลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติแล้ว เนื่องจาก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหมายถึง ภาวะที่ประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้าประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิหรือมีเงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าไหลเข้า

 

ดังนั้น หากปัญหาความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข การขาดดุลอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้

 

นอกจากนี้ เกวลินยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าในระยะนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ดูมีท่าที Hawkish ขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะไม่รีบลดดอกเบี้ย และอาจมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเชื่อมโยงกับราคาทองคำที่ลดลง และความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีสงคราม ที่เงินบาทเริ่มมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันมากขึ้นในทิศทางที่ผกผันกัน กล่าวคือ ‘ยิ่งราคาน้ำมันแพง เงินบาทก็จะยิ่งอ่อนค่าลง’ โดยส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันด้วย

 

ดังนั้น หากในอนาคตมีปัจจัยเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเข้ามาเสริม เช่น สหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ไทยยังพยายามคงดอกเบี้ยไว้ เงินบาทก็จะยิ่งเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นไปอีก

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3

 

KResearch ย้ำขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤต แต่เป็น ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข

 

กระนั้น เกวลินย้ำว่า ในระยะใกล้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ‘ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เป็นวิกฤต’ เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยสามารถรองรับการนำเข้าได้ถึง 6-7 เดือน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำทั่วไปที่ 3-4 เดือน นอกจากนี้ ไทยยังหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float) ซึ่งช่วยดูดซับความผันผวนได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว

 

ตามข้อมูลล่าสุดจากธปท. ระบุว่า เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) อยู่ที่ 305,444.29 ดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นับว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่า จากระดับ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อมิถุนายนปี 2540

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินกล่าวว่า ในระยะกลางและยาว ไทยควรเร่งแก้ ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มการผลิตหรือส่งออกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด การเพิ่มมูลค่าหรือรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อไม่สร้างแรงกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

เปิดข้อเสนอแนะ รักษาเสถียรภาพ ป้องกันเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น

 

เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นซ้ำรอย เกวลินกล่าวว่า รัฐบาลควรเน้นสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ หรือพยายามให้เศรษฐกิจไทยโต พร้อมๆ กับการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง

 

รวมทั้งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand) สนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ตรงกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัว (Spending per trip) สูงขึ้น ผ่านการจัดอีเวนต์ หรือมุ่งเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness & Medical Tourism)

 

นอกจากนี้รัฐบาล ‘ไม่ควรทำ’ นโยบายที่จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) เช่น ต้องระวังการก่อหนี้หรือกู้เงินโดยไม่จำเป็น เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

 

ขณะที่ ธปท.ควรดำเนินมาตรการดูแลความผันผวนของค่าเงิน ป้องกันการเก็งกำไรที่ผิดปกติ และกระจายความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ของทุนสำรองระหว่างประเทศต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการอยู่แล้ว

The post ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 https://thestandard.co/set-tightens-backdoor-listing-rules/ Wed, 01 Jul 2026 13:24:47 +0000 https://thestandard.co/set-tightens-backdoor-listing-rules/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลท.ปรับเกณฑ์บจ. ห้ามซุกความเสี่ยง สแกนผู้ถือหุ้นทุกเดือน ดีเดย์ 1 ก.ค. 69

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศยกระดับเกณฑ์กำ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ตลท.ปรับเกณฑ์บจ. ห้ามซุกความเสี่ยง สแกนผู้ถือหุ้นทุกเดือน ดีเดย์ 1 ก.ค. 69

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศยกระดับเกณฑ์กำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมถึงกองทรัสต์ และกองทุนรวมครั้งใหญ่ มุ่งเป้าอุดช่องโหว่การทำ Backdoor Listing คุมเข้มการเปิดเผยความเสี่ยงทางการเงิน และสั่งสแกนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกเดือน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและปกป้องนักลงทุนให้ได้รับข้อมูลที่ ‘เพียงพอและทันเวลา’ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

หลังจากผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แจ้งให้บริษัทจดทะเบียนรับทราบถึงหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีการปรับปรุง ซึ่งสรุปได้ 5 สาระสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ ดังนี้

 

  • ปิดช่อง Backdoor Listing วัดกันที่ ‘เนื้อแท้’ ของการทำรายการ

 

ที่ผ่านมา การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นทางอ้อม (Backdoor Listing) มักอาศัยช่องโหว่ทางรูปแบบเพื่อหลบเลี่ยงเกณฑ์ที่เข้มงวดของการทำ IPO เกณฑ์ใหม่นี้ ตลท. จะพิจารณาจาก “ผลลัพธ์ของรายการ” (Substance) เป็นหลัก มากกว่าแค่รูปแบบ โดยจะครอบคลุมถึง

 

  • การเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่กว่า บจ. เดิม
  • การทำรายการที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนอำนาจควบคุม
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการหรือผู้บริหารเกิน 50%
  • การทำรายการที่ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บจ. เหลือสัดส่วนการถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว
  • สั่งสแกน ‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’ ทุกเดือน พร้อมห้ามซุกความเสี่ยงทางการเงิน

 

เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยตามทันความเคลื่อนไหวของบริษัท ตลท. ได้ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้รวดเร็วและถี่ขึ้น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

บจ. ต้องเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นรายเดือนหากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น การถือหุ้นเปลี่ยนไปทุกๆ 5% (ตามแบบ 246) หรือหลังจบการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ยกเว้นกรณีเพิกถอน บจ. ออกจากตลาดโดยสมัครใจ

 

ต้องเปิดเผยรายการที่มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงิน เช่น การด้อยค่าสินทรัพย์, ขาดทุนด้านเครดิต, เงินมัดจำที่ไม่ได้คืน พร้อมกับการส่งงบการเงิน และต้องรายงานความคืบหน้าทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ปัญหาจบ

 

หากบอร์ดหรือบอร์ดตรวจสอบพบเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อระบบควบคุมภายในที่สำคัญ ต้องเปิดเผยทันที และอัปเดตความคืบหน้าทุกไตรมาส

 

  • อุดช่องโหว่ Cash Company ประเมินจากภาพรวมฐานะการเงิน

 

สำหรับเกณฑ์บริษัทที่มีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินสด หรือ Cash Company (ไม่มีธุรกิจหลักที่ชัดเจน) เกณฑ์ใหม่จะประเมินจาก “ฐานะทางการเงินในภาพรวม” โดยไม่จำกัดเงื่อนไขว่าต้องเกิดจากการขายสินทรัพย์ออกไปเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต ซึ่งเกณฑ์นี้จะเริ่มพิจารณาจากงบการเงินในงวดบัญชีที่สิ้นสุดหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

  • สกัดทริกประวิงเวลา ปรับเกณฑ์นับวันขึ้นเครื่องหมาย C

 

เพื่อไม่ให้ บจ. ใช้แท็กติกเตะถ่วงเวลา ตลท. ได้ปรับวิธีการนับระยะเวลาการขึ้นเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุน (Caution) ในกลุ่ม CC (ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์) และ CF (สัดส่วน Free Float ไม่ถึงเกณฑ์)

 

โดยกฎใหม่จะเริ่มนับจาก “วันที่เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูล” แทนกฎเดิมที่นับจาก “วันที่ บจ. เปิดเผยข้อมูล” ซึ่งมักทำให้บริษัทที่ส่งข้อมูลล่าช้าได้ประโยชน์จากการมีเวลาแก้ไขปัญหานานกว่าบริษัทที่ทำตามกฎและส่งข้อมูลตรงเวลา

 

  • คุมเข้ม Free Float หุ้น IPO ไซส์ยักษ์

 

สำหรับบริษัทเข้าใหม่ (New Listing) เกณฑ์ใหม่จะยกเลิกการผ่อนผันระยะเวลาการกระจายการถือหุ้นรายย่อย (Free Float) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ (ทุนชำระแล้วตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทขึ้นไป) นอกจากนี้ หากหุ้นน้องใหม่กระทำการใดๆ ที่ส่งผลให้สัดส่วน Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์ ‘ทันที’ ที่เริ่มซื้อขายในตลาด จะถือว่าบริษัทนั้นขาดคุณสมบัติเรื่อง Free Float ทันที เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมกันทุกบริษัท

 

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่กฎคุม บจ. ล้อมคอก Backdoor Listing สั่งเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นทุกเดือน ห้ามซุกความเสี่ยง บังคับใช้ 1 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกร.คงเป้า GDP ไทยโต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจโตแบบ K-Shaped คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น แม้รับแรงหนุน AI-Data Center https://thestandard.co/jsccib-gdp-target-k-shaped-economy/ Wed, 01 Jul 2026 11:44:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1225680 ภาพผู้บริหารคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวเศรษฐกิจไทย

กกร.คงเป้า GDP โต 1.6-2.0% ชี้คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น ขยายต […]

The post กกร.คงเป้า GDP ไทยโต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจโตแบบ K-Shaped คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น แม้รับแรงหนุน AI-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวเศรษฐกิจไทย

กกร.คงเป้า GDP โต 1.6-2.0% ชี้คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น ขยายตัวแบบ K-shaped แม้ได้แรงหนุนจากเมกะเทรนด์ AI Data Center และ IMD ไทยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จาก 30

 

วันที่ 1 ก.ค.2569 ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวหลังการประชุมโดยมี พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า

 

ความเสี่ยงจาก Energy supply chain disruption เริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ความกังวลของผลกระทบต่อภาคการผลิตลดลง ระดับราคาพลังงานปรับลง

 

โดยราคาน้ำมัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 ลดลง จาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก่อนการหยุดยิง มาอยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เช่นเดียวกับราคา commodity หลายรายการที่ผ่านจุดสูงสุดจากช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

อย่างไรก็ดี ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญและคลังน้ำมันสำรองของ OECD ที่อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาไม่ลงไปกว่าระดับปัจจุบันมากนัก

 

ในระยะข้างหน้า จึงยังต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน (energy security) โดยมีแนวทางในการปรับลดข้อจำกัดด้านกฎหมายในภาคพลังงาน เช่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อบริหารจัดการ Stock น้ำมันที่อยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นต้นทุนราคาพลังงานของประเทศได้

 

ทั้งนี้ Megatrend โลกจากการลงทุนด้าน AI และ Data center เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยปรับประมาณ GDP เป็น 2.3%

 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shaped โดยครัวเรือนยังมีกำลังซื้อต่ำจากผลกระทบของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง

 

ส่งผลให้ กกร.ประมาณการ GDP ยังคงเดิมที่ 1.6-2.0% ส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% เท่ากับกรอบประมาณการ ณ เดือนมิถุนายน 2569

 

“การส่งออกและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่ขยายตัวสูงไม่ได้ส่งผ่านสู่การขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริงและการจ้างงานเทียบเท่ากับในอดีต สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดั้งเดิม”

 

ขณะที่ SMEs และคนตัวเล็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเร่งหาแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและ FDI เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผลิตภาพแรงงานในประเทศให้ดียิ่งขึ้น

 

สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการใช้ Thailand Content & Regional Value Content (RVC) ท่ามกลางการก้าวสู่สังคมสูงวัยซึ่งจะยิ่งกดดันผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคต

 

นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าผลการประเมินของ IMD ล่าสุด ปี 2026 ไทยปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จากอันดับที่ 30 ในปีก่อนหน้า

 

“ยังมีหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ขณะที่คู่เทียบในประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามมาติด ๆ ท่ามกลางความคาดหวังของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อการ Structural reform ของไทยในระยะถัดไป ”

 

อาทิ การมีมาตรฐานและบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล connect the dots อาทิ ข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อช่วยในการออกแบบและวัดผลนโยบายได้อย่างตรงจุด และลดต้นทุนแฝงของระบบ

 

โดย กกร. จะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในการปรับโครงสร้างและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ

 

สอดคล้องกับ Flagship Report ของ World Bank ที่มีเป้าหมายในการผลักดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า และแนวทางของ Reinvent Thailand ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อสร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่อย่างแข็งแกร่งต่อไป

 

กกร.ร่วมกับ World Bank ภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมจัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในช่วงก่อนเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

The post กกร.คงเป้า GDP ไทยโต 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจโตแบบ K-Shaped คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น แม้รับแรงหนุน AI-Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026 ‘เงินบาท’ อ่อนค่าเป็นอันดับต้นภูมิภาค แนวโน้มระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? https://thestandard.co/thai-baht-asian-currency-outlook/ Wed, 01 Jul 2026 09:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1225657 กราฟแท่งแสดงการเปลี่ยนแปลงค่าสกุลเงินเอเชียครึ่งแรกปี 2026 โดยเงินบาทอ่อนค่า 5.54%

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ค่าเงินบาท ‘อ่อนค่า’ เป็นอันดั […]

The post ส่อง ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026 ‘เงินบาท’ อ่อนค่าเป็นอันดับต้นภูมิภาค แนวโน้มระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งแสดงการเปลี่ยนแปลงค่าสกุลเงินเอเชียครึ่งแรกปี 2026 โดยเงินบาทอ่อนค่า 5.54%

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ค่าเงินบาท ‘อ่อนค่า’ เป็นอันดับต้นของภูมิภาค เป็นรองเพียงวอนเกาหลีใต้ และรูเปียห์อินโดนีเซีย ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นภายในประเทศ ด้านKrungthai GLOBAL MARKETS กาง 3 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินบาทช่วงที่เหลือของปี พร้อมเตือนความเสี่ยง ‘คอมโบ’ เท่านั้น ที่เสี่ยงทุบเงินบาทแตะ 35-36 บาทต่อดอลลาร์

ดูภาพข่าว ▼ 

โดย ปรานี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ค่าเงินบาทเฉลี่ยมีการปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังส่งผลให้ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่งด้วย

 

โดยปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • ภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-off sentiment) จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
  • การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด (FED) ที่ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

 

สรุปการเคลื่อนไหว ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026

 

  • 🇺🇸ดัชนีดอลลาร์ แข็งค่า 2.92%
  • 🇨🇳 หยวนจีน แข็งค่า 2.88%
  • 🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 0.04%
  • 🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 0.61%
  • 🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 0.69%
  • 🇭🇰 ดอลลาร์ฮ่องกง อ่อนค่า 0.77%
  • 🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 3.75%
  • 🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 4.06%
  • 🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 5.33%
  • 🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.54%
  • 🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 7.22%
  • 🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 7.36%

 

Krungthai GLOBAL MARKETS กาง 3 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินบาท

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าทิศทางค่าเงินบาทช่วงที่เหลือของปีนี้จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นหลัก โดยพูนได้แบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ออกเป็น 3 กรณีหลักได้แก่

 

กรณีฐาน (Base Case) ของ Krungthai GLOBAL MARKETS: คาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ไปจนถึงกลางปีหน้า และจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนและธันวาคมของปีหน้า เนื่องจากมองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และสัดส่วนของสินค้าและบริการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นเริ่มมีน้อยลง ไม่ได้ขยายตัวเป็นวงกว้าง รวมทั้งไม่พบสัญญาณความตึงตัวของตลาดแรงงานหรือปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างจนดันให้ราคาสินค้าแพงขึ้นตาม (Wage-price spiral) เหมือนในปี 2022-2023 โดยในกรณีฐานนี้ คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (USDTHB) ณ สิ้นปี 2026 จะอยู่ที่ระดับ 32.00 – 32.50 บาทต่อดอลลาร์

 

กรณีตามมุมมองตลาดปัจจุบัน: โดยปัจจุบันตลาดมองว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราวอีก 1-2 ครั้งในปีนี้ ก่อนจะเริ่มลดดอกเบี้ยลงในปีหน้า ซึ่งปัจจุบัน ตลาดรับรู้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งไปแล้ว และให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ที่ประมาณ 30% โดยในกรณีมุมมองตลาดนี้ เงินบาท (USDTHB) อาจมีความเสี่ยงอ่อนค่าไปแตะระดับ 33.50-33.75 บาทต่อดอลลาร์ได้ ณ สิ้นปี 2026

 

กรณี Fed แข็งกร้าวที่สุด (Hawkish): โดยหาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งตามคาดการณ์สูงสุดใน Dot Plot อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 34.00 ไปจนถึงกรอบ 33.75-34.25 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี

 

พูนกล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ความตึงตัวของตลาดแรงงานและการเติบโตของค่าจ้าง ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของ Fed

 

นอกจากนี้ หากเกิดความกังวลจนมีการเทขายกลุ่มหุ้น AI จะทำให้เกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจมีการเทขายทองคำ ซึ่งล้วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าด้วย

 

เงินบาทมีโอกาสแตะ 35 – 36 บาทต่อดอลลาร์?

 

พูนยังกล่าวอีกว่า เงินบาทยังสามารถอ่อนค่ารุนแรงไปแตะระดับ 35 – 36 บาทต่อดอลลาร์ได้ ในกรณีที่เจอปัจจัยเชิงลบทั้งภายนอกและภายในประเทศเกิดขึ้นพร้อมกันเป็น ‘คอมโบ้’ (Combo) ทั้ง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย สงครามยืดเยื้อจนกระทบปัจจัยพื้นฐาน ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวังไว้ และการเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นภายในประเทศ ที่เข้ามากระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงหากไทยถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Downgrade) ที่ปัจจุบันมีการประเมินถึงความเสี่ยงนี้จากบางสำนัก โดยหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนักได้

 

เตือนปีนี้บาท ‘ผันผวน’ มากขึ้น

 

พูนกล่าวต่อว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทในปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยปีที่แล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี แต่ในปีนี้ค่าเฉลี่ยความผันผวนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% ต่อปี

 

โดยพูนมองว่า สาเหตุที่ความผันผวนสูงขึ้นมาจากความไม่แน่นอนหลายปัจจัย เช่น ไม่รู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด หรือทิศทางนโยบายของ Fed จะเป็นอย่างไร ทำให้ทิศทางของค่าเงินบาทสามารถแกว่งตัวไปได้ทั้ง 2 ด้าน ผู้พูดจึงเน้นย้ำว่า ท่ามกลางเทรนด์ที่ผันผวนสูงเช่นนี้ ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปควรใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Options เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ การประกันค่าเงิน (Options) คือการซื้อสิทธิที่จะซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคต โดยได้ตกลงอัตราแลกเปลี่ยน จำนวนเงิน และระยะเวลาไว้ล่วงหน้า นับเป็นการปิดความเสี่ยงขาดทุน แต่ก็ปิดโอกาสการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

เปิดคำแนะนำสำหรับผู้ส่งออก นำเข้า และประชาชนทั่วไป

 

พูนกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ส่งออกเชื่อในทิศทางกรณีฐาน (Base Case) ที่ประเมินว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในอนาคต ผู้ส่งออกควรอาศัย ‘จังหวะที่เงินบาทอ่อนค่า’ ในการปิดความเสี่ยงหรือล็อกอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้

 

สำหรับผู้นำเข้า กลยุทธ์จะแบ่งตามมุมมองที่มีต่อนโยบายของ Fed หากเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ย ผู้นำเข้าสามารถ ‘รอได้’ เพื่อรอให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าแล้วค่อยทำธุรกรรม แต่ในทางกลับกัน หากมีความกังวลหรือเชื่อว่า Fed อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปได้อีก ก็ต้องใช้เครื่องมือวางกลยุทธ์

 

สำหรับประชาชนทั่วไปและบุคคลธรรมดา ยังสามารถเข้าถึงเครื่องมือในตลาด TFEX (Thailand Futures Exchange) เช่น ฟิวเจอร์ส (Futures) หรือ ออปชัน (Options) เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน

 


 

 

กราฟแท่งแสดงการเปลี่ยนแปลงค่าสกุลเงินเอเชียครึ่งแรกปี 2026 โดยเงินบาทอ่อนค่า 5.54% 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post ส่อง ‘สกุลเงินเอเชีย’ ครึ่งแรกปี 2026 ‘เงินบาท’ อ่อนค่าเป็นอันดับต้นภูมิภาค แนวโน้มระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มวันแรก! เช็กเลย แบงก์ชาติหั่นค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ กระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท https://thestandard.co/bot-cuts-bank-fees/ Wed, 01 Jul 2026 08:12:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1225589 ภาพประกอบการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย

เริ่มแล้ว! วันนี้ (1 กรกฎาคม) แบงก์ชาติปรับลดค่าธรรมเนี […]

The post เริ่มวันแรก! เช็กเลย แบงก์ชาติหั่นค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ กระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย

เริ่มแล้ว! วันนี้ (1 กรกฎาคม) แบงก์ชาติปรับลดค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ ถูกลงกว่าเดิม คาดกระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท

 

 

ก่อนหน้านี้ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร

 

โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

 

โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ 4 กลุ่ม ดังนี้

 

  • ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related)
  • ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related)
  • ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related)
  • ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

“ที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่”

 

“นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น” วิทัยกล่าว

 

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป

 

ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

 

หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยการปรับต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน

 

ยืนยันกระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท

 

วิทัยกล่าวอีกว่า การปรับเกณฑ์ในครั้งนี้อยู่ในระดับที่ไม่ได้สร้างภาระให้กับธนาคารพาณิชย์มากจนเกินไป โดยประเมินว่าผลกระทบจะไม่เกิน 5 พันล้านบาท หรือไม่เกิน 1.5% – 2% ของกำไรโดยรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีกำไรโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านบาท

 

“ดูแล้วไม่น่ามีผลกระทบ (Impact) เกินประมาณ 1.5-2% ของกำไรโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ ที่มีกำไรรวมประมาณ 280,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้สร้างภาระจนเกินไป” วิทัยกล่าว

 

อ้างอิง: ธปท.
ภาพประกอบการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย 1ภาพประกอบการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์โดยธนาคารแห่งประเทศไทย 2

The post เริ่มวันแรก! เช็กเลย แบงก์ชาติหั่นค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ กระทบกำไรแบงก์พาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ นั่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ ชูลงทุนมาตรฐานสากล-ESG ดูแลสมาชิก 1.2 ล้านราย https://thestandard.co/soraphol-tulayasathien-gpf-secretary/ Wed, 01 Jul 2026 07:57:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1225576 ภาพ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. คนใหม่

ทำความรู้จัก ‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ นั่งเลขาธิการ กบข. ค […]

The post ‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ นั่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ ชูลงทุนมาตรฐานสากล-ESG ดูแลสมาชิก 1.2 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. คนใหม่

ทำความรู้จัก ‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ นั่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ เก้าอี้ที่ว่างมาเกือบ 4 เดือน กับภารกิจบริหารเงินสมาชิกกว่า 1.2 ล้านราย

 

 

วันนี้ (1 กรกฎาคม) ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 8 อย่างเป็นทางการ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมประกาศแนวทางยกระดับการลงทุนของ กบข. สู่มาตรฐานสากล ควบคู่กับการดูแลสมาชิกกว่า 1.2 ล้านราย และผลักดันการลงทุนอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG

 

ทั้งนี้ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร ดำรงตำแหน่งแทน ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ที่ยื่นลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการฯ กบข. เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 และทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลงราว 4 เดือน

 

กบข. ระบุว่า การเข้ารับตำแหน่งของดร.ศรพลเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกเผชิญความผันผวน จึงมีเป้าหมายยกระดับการบริหารเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกให้มีความมั่นคงในระยะยาว ผ่านการลงทุนอย่างมืออาชีพ และการบริหารพอร์ตการลงทุนตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว

 

พร้อมกันนี้ จะผลักดันบทบาทของ กบข. ในฐานะนักลงทุนสถาบันที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนตามหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนให้แก่สมาชิก

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาการดูแลสมาชิกให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงวัย โดยนำข้อมูลและนวัตกรรมมาใช้ยกระดับการสื่อสารและการให้บริการ เพื่อสนับสนุนการวางแผนการเงินและการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังเกษียณ

 

ประวัติการทำงาน

 

สำหรับประวัติการทำงาน ดร.ศรพลมีประสบการณ์ทั้งด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และนโยบายเศรษฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งดังนี้

 

  • รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
  • ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  • รองโฆษกกระทรวงการคลัง
  • เคยปฏิบัติงานด้านบริหารการเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

ประวัติการศึกษา

 

  • ปริญญาเอกด้านนโยบายสาธารณะและเศรษฐศาสตร์ จาก University of Michigan, Ann Arbor
  • ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ จาก University of Michigan, Ann Arbor
  • ปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก Stanford University
  • ปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และคณิตศาสตร์ประกันภัย จาก The Wharton School
  • ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก University of Pennsylvania
  • นิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

The post ‘ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร’ นั่งเลขาธิการ กบข. คนใหม่ ชูลงทุนมาตรฐานสากล-ESG ดูแลสมาชิก 1.2 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>