Business – THE STANDARD เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ https://thestandard.co/category/news/business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 25 May 2026 07:34:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คลังปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระแสแรง คนแห่ลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที แจงร้านค้าไม่ต้องกังวลภาษีย้อนหลัง https://thestandard.co/thai-chuay-thai-plus-surge/ Mon, 25 May 2026 07:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210648 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส และข้อมูลการลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที

คลังปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระแสแรง คนลงทะเบียนสูงสุด […]

The post คลังปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระแสแรง คนแห่ลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที แจงร้านค้าไม่ต้องกังวลภาษีย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้โครงการไทยช่วยไทย พลัส และข้อมูลการลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที

คลังปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระแสแรง คนลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที แจงร้านค้าไม่ต้องกังวลภาษีย้อนหลัง ย้ำเกณฑ์ภาษีดูรายได้เฉลี่ยทั้งปี แจงผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ยังใช้จ่ายผ่านร้านค้าคนละครึ่งไม่ได้ เพราะระบบยังไม่สมบูรณ์

 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ โดยระบุว่า ช่วงที่มีการลงทะเบียนสูงสุด มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนสูงถึง 7 แสนรายต่อวินาที สูงกว่าตอนโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่มียอดสูงสุด 3 แสนรายต่อวินาที

 

วินิจกล่าวต่อว่า เป็นเพราะกระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมโครงการล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการลงทะเบียน พร้อมกล่าวขอบคุณธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เตรียมระบบรองรับไว้เป็นอย่างดี และยังขอบคุณธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ ที่ให้ความร่วมมือ

 

ทั้งนี้ วินิจกล่าวเชิญชวนให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ล่าสุดมียอดลงทะเบียนร้านค้าแล้ว 977,000 ราย แต่ยังน้อยกว่ารอบก่อนที่ 1.01 ล้านราย ซึ่งทางกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายให้ร้านค้าเข้าร่วมมากสุดเท่าที่จะทำได้

 

สำหรับร้านค้าที่มีข้อกังวลว่าอาจจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง วินิจกล่าวว่า การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ที่สำคัญกว่านั้น วินิจมองว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี จึงไม่น่าถึงเกณฑ์เสียภาษี พร้อมย้ำว่าเกณฑ์ภาษีดูรายได้เฉลี่ยทั้งปี

 

ส่วน 300 ร้านค้าที่มีการทุจริตในโครงการรอบก่อน วินิจกล่าวว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอาญา

 

ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ยังใช้จ่ายผ่านร้านค้าคนละครึ่งไม่ได้

 

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วินิจกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ เนื่องจากกระทรวงการคลังจะเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการฯ สมทบอีก 700 บาท จากเดิมที่ได้ 300 บาทจะกลายเป็นได้ 1,000 บาทต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังไม่สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้ากับร้านค้าโครงการ ‘60/40’ ได้ เนื่องจากการรวมข้อมูลร้านค้าจากทั้งสองโครงการยังไม่สมบูรณ์ แต่วินิจย้ำว่าจะมีการปรับระบบร้านค้าประชารัฐให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ สามารถซื้อสินค้าในร้านค้าคนละครึ่งได้ แม้จบโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

สำหรับการผูกร้านค้าเข้ากับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี จะเริ่มเปิดลงทะเบียนในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. และเริ่มใช้จ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์มได้ในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไปจนสิ้นสุดโครงการ เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น.

 

อัปเดตตัวเลขการลงทะเบียน

 

สำหรับข้อมูลการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นดังนี้

 

ประชาชน

 

  • มีผู้มาลงทะเบียน 22,631,987 คน
  • ลงทะเบียนสำเร็จ 17,374,758 คน
  • รอตรวจสอบคุณสมบัติ 4,921,910 คน
  • ลงทะเบียนไม่สำเร็จ 335,319 คน

 

4.1 เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 335,153 คน

 

4.2 อื่น ๆ (เช่น เคยทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง เป็นต้น) 166 คน

 

ข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 12.00 น. มีจำนวนสิทธิคงเหลือ 7,321,046 สิทธิ

 

ร้านค้า

 

  • ร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 977,296 ราย

 

1.1 อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C 584,997 ราย

 

1.2 ลงทะเบียนสำเร็จ (กด T&C แล้ว พร้อมใช้) 392,299 ราย

 

  • ร้านค้าใหม่ 9,013 ราย

 

2.1 อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบ 7,059 ราย

 

2.2 ผ่านการตรวจสอบข้อมูล 1,954 ราย

 

2.2.1 อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C 274 ราย

 

2.2.2 ลงทะเบียนสำเร็จ (กด T&C แล้ว พร้อมใช้) 1,680 ราย

 

รวมร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จ (กด T&C แล้ว พร้อมใช้) 393,979 ราย

The post คลังปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ กระแสแรง คนแห่ลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนรายต่อวินาที แจงร้านค้าไม่ต้องกังวลภาษีย้อนหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง https://thestandard.co/thailand-record-trade-deficit-baht-weakens/ Mon, 25 May 2026 06:07:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210632 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทย 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 10,021.3 […]

The post ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทย 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569 จากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทยให้อ่อนค่าหลังจากนี้

 

 
 

วันนี้ (25 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าของไทยในเดือนเมษายน 2569 พบว่า มีการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่ขยายตัว 45% จากปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 56 เดือน

 

ขณะที่การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 23.1% คิดเป็นมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน หากหักรายการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวที่ 25.7%

 

ส่วนภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.9% YoY ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.7% YoY ส่งผลให้ขาดดุล 19,497.9 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท

 

คาดการนำเข้าขยายตัวต่อเนื่อง อย่างน้อยในครึ่งแรกปี 69

 

สำหรับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงขึ้น นันทพงษ์ระบุว่า มาจากการนำเข้าที่ขยายตัวดีในสินค้า 3 ชนิด ได้แก่ 1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่ขยายตัว 38.7% ประกอบด้วย แผงวงจรไฟฟ้าทรานซิสเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ 2) สินค้าทุนที่ขยายตัว 32.8% ซึ่งประกอบด้วย เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักรกล และ 3) สินค้าเชื้อเพลิง ที่ขยายตัว 128.6% ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันดิบที่มีการขยายตัว 169%

 

นันทพงษ์ระบุว่า สินค้าที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มเติบโต จากวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และคาดว่าจะยังไม่ถึงจุดสูงสุดในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ภายในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่น่ากังวล

 

ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จากผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในเดือนเมษายน สนค.มองว่า เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากความรุนแรงที่ลดลง สะท้อนจากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และโอกาสการเจรจาที่ยังคงเปิดอยู่

 

ไทยยังขาดดุลจีน – เกินดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับตัวเลขการส่งออกไทยไปยังจีนในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 4,337.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.9% ขาดดุลการค้า 7.680.5 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 13,997.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3% ขาดดุล 29,202.1 ล้านดอลลาร์

 

ส่วนการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 7,269.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 44.2% เกินดุล 4,648.8 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 29,698.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 42.4% เกินดุล 21,519.4 ล้านดอลลาร์

 

จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทย

 

ทั้งนี้ นันทพงษ์มองว่า การนำเข้าที่ขยายตัวสูงจะส่งผลกดดันค่าเงินบาทไทย ให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยได้แก่

 

  • ราคาพลังงาน เนื่องจากไทยต้องแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ เพื่อซื้อพลังงาน จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ที่อาจไหลเข้ามาประเทศไทย หากเงินทุนมีการไหลเข้ามาก ความต้องการแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทก็จะมาก ทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest Rate) เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินทุน โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายมักไหลไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายน ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไม่น่าไหลออกมากนัก

 

เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

 

สนค.คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด

 

สำหรับปัจจัยลบในระยะข้างหน้าอาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี

 

โดยแบ่งคาดการณ์ส่งออกทั้งปีไว้เป็น 3 กรณีดังนี้ กรณีดีสุด (Best Case) การส่งออกขยายตัว 8% ที่มูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์ กรณีฐาน (Base Case) ขยายตัว 3% ที่มูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์ กรณีเลวร้าย (Worst Case) หดตัว -3% ที่มูลค่า 329,416 ล้านดอลลาร์

The post ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป https://thestandard.co/thai-france-investment-aircraft-energy-fta/ Mon, 25 May 2026 04:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1210574 นายกรัฐมนตรีหารือกลุ่มธุรกิจฝรั่งเศสเรื่องการลงทุนในไทย

รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาห […]

The post รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีหารือกลุ่มธุรกิจฝรั่งเศสเรื่องการลงทุนในไทย

รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินและพลังงานสะอาดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลังนายกรัฐมนตรีเปิดการเจรจากับสมาคมการค้าไทย-ยุโรปและกลุ่มธุรกิจชั้นนำจากฝรั่งเศส นำมาสู่ความสนใจในการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงและทำสีอากาศยานแบบครบวงจร รวมถึงการขยายฐานการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายการเร่งรัดเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐ

 

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมสนทนากับ ปิแอร์ จาฟเฟร (Mr. Pierre Jaffre) ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai-European Business Association: TEBA) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท Rotortrade บริษัท Satys บริษัท Verventia และบริษัท Virya Energy

 

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่โอกาสการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมอวกาศและการบิน และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

 

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดการหารือว่า ภาคเอกชนฝรั่งเศสได้แสดงความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมการบินของไทย บริษัท Rotortrade ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ใหม่และมือสองแบบครบวงจร (Turnkey) ตั้งแต่การจัดหาจนถึงการซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair, and Operations: MRO) มีความสนใจที่จะเข้ามาให้บริการและตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานการให้บริการลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากปัจจุบันที่บริษัทมีศูนย์ซ่อมบำรุงหลักอยู่ในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา

 

ในขณะเดียวกัน บริษัท Satys ผู้ให้บริการพ่นสีและเคลือบผิวอากาศยานระดับโลก ได้แสดงความสนใจขยายกิจการบริการพ่นสีอากาศยานในไทย การลงทุนของทั้งสองบริษัทนี้จะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานไทยให้สามารถดำเนินการได้ครบทุกกระบวนการแบบเบ็ดเสร็จภายในประเทศ

 

ด้านการพัฒนาพลังงานและศักยภาพศูนย์กลางภูมิภาค

 

บริษัท Virya Energy ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาด ได้ยืนยันแผนการขยายการลงทุนในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทดำเนินกิจการในไทยผ่านบริษัท Constant Energy โดยเน้นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ และมีมูลค่าการลงทุนสะสมแล้ว 2,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ บริษัท Verventia ได้แสดงการรับทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยและโอกาสสำหรับภาคเอกชนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนโดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

 

การหารือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รัชดาระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจของภาคเอกชนต่างชาติ ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการและสิทธิประโยชน์รองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการบินและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เอกชนชั้นนำของยุโรปเล็งเห็นศักยภาพและเตรียมขยายการลงทุนมายังประเทศไทย

The post รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส https://thestandard.co/unemployment-thailand-social-security-informal-labor/ Mon, 25 May 2026 01:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1210540 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง

สภาพัฒน์เผยอัตราว่างงานในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มแตะ 0 […]

The post อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง

สภาพัฒน์เผยอัตราว่างงานในไตรมาสแรกของปี 2569 เพิ่มแตะ 0.91% โดยมีจำนวนผู้ว่างงานเฉลี่ยเฉียด 4 แสนคน สอดคล้องกับยอดผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมลดลงครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส ดันอัตราว่างงานในระบบแตะ 2.00% สูงสุดรอบ 3 ไตรมาส ด้าน KResearch จับตาสัญญาณแรงงานไทยแห่ไหลออก ‘นอกระบบ’ ห่วงเสี่ยงขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินยามวิกฤต

 

 

ตามข้อมูลจากรายงาน ‘ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี และแนวโน้มปี 2569’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า อัตราการว่างงาน ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานเฉลี่ยจำนวน 3.828 แสนคน สูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 2.805 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าผู้ว่างงานจำนวน 3.577 แสนคนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 1

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นผลจากปัญหาที่สะสมมาในอดีต เช่นความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางปัญหาต้นทุนและยอดขายที่ตกต่ำ นอกจากนี้บริษัทต่างๆ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้และปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Lean) ทำให้เกิดการปลดคนงาน นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติมทำให้เริ่มสะท้อนเห็นผลกระทบในตัวเลขอัตราว่างงานในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 2

 

อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม แตะ 2.00% สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส

 

อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นยังสอดคล้องกับ ‘จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม’ ที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ไตรมาส ตามการลดลงของผู้ประกันตนตามความสมัครใจมาตรา 33 และมาตรา 40 โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรวมลดลง 0.3% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

 

ขณะที่จำนวนผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์กรณีว่างงาน ตามมาตรา 33 ในไตรมาสแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.424 แสนคน สูงกว่าจำนวน 2.174 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าจำนวน 2.275 แสนคนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ดังนั้น ส่งผลให้ ‘อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม’ หรือสัดส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์กรณีว่างงานตามมาตรา 33 ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.00% สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส สูงกว่า 1.78 ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่า 1.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 3

 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนภาคบังคับ (ม.33) คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี

 

ขณะที่ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ม.39) คือ บุคคลที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้วลาออกแต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้ จึงสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39 แทน

 

ส่วนผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (ม.40) คือ ผู้ประกันตนในมาตรา 40 นี้ คือ บุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชนตามมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 ผู้ที่จะสมัครประกันสังคมในมาตรา 40 ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 4

 

ส่องแรงงานกลุ่มใดได้รับผลกระทบบ้าง

 

สำหรับแรงงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เกวลินระบุว่า เมื่อดูตามข้อมูลรายเดือน พบว่า แรงงานนอกภาคเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวเลขการจ้างงานลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคการผลิต และการขนส่ง รวมไปถึง ค้าส่ง-ค้าปลีก และกิจกรรมทางการเงิน

 

สำหรับตัวเลขการจ้างงานของแรงงานในภาคเกษตร แม้จะยังเพิ่มขึ้นอยู่ในเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามในระยะต่อไป แรงงานในภาคเกษตรก็ยังมีความเสี่ยงอยู่จาก (1) ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งยังต้องจับตาดูระดับความรุนแรง เนื่องจากบางฝ่ายยังคาดว่า จะรุนแรงมาก แต่ส่วนใหญ่ยังมองว่าอาจจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นวิกฤต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ ‘ภัยแล้ง’ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร (2) ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ (3) ราคาวัตถุดิบหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารก็มีแนวโน้มจะสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก

 

จับตา ‘แรงงานไทย’ กำลังไป ‘นอกระบบ’ มากขึ้น

 

เกวลินกล่าวต่อว่า ตัวเลขแรงงานในระบบประกันสังคมที่ลดลง ท่ามกลางตัวเลข ‘ภาพรวมกำลังแรงงานที่สูงขึ้น’ และ ‘ผู้มีงานทำที่ยังคงเพิ่มขึ้น’ สามารถบอกเป็นนัย (Imply) ได้ว่า แรงงานกำลังย้ายออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น โดยความน่ากังวลของภาวะเช่นนนี้ คือ ‘สถานะการเงินของแรงงาน’ และ ‘ภูมิคุ้มกันทางการเงินของแรงงาน’ อาจไม่เพียงพอในยามฉุกเฉิน

 

“ความน่ากังวลอยู่ที่ เงินออมหรือสภาพคล่องของแรงงานเพียงพอเพื่อรองรับสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ แต่ดูจากตัวเลขหนี้สินก็น่ากังวลว่าจะไม่เพียงพอ ดังนั้นการอยู่นอกระบบและไม่ได้สิทธิประโยชน์ เวลาเจอความเสี่ยงก็จะยิ่งอ่อนไหว” เกวลินกล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงอัตราว่างงานและจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ลดลง 5

 

เปิดแนวโน้มสถานการณ์ว่างงานในช่วงที่เหลือของปี

 

สำหรับในระยะถัดไป ช่วงที่เหลือของปี (ไตรมาสที่ 2-4) เกวลินมองว่า อัตราการว่างงานก็มีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีก หากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่จบ และช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดตามปกติ

 

“แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบอาจจะดูนิ่งลงบ้างแล้ว แต่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่และไม่สามารถใช้ในการเดินเรือได้ตามปกติ แม้ว่าภาคการขนส่งอาจจะพยายามหาเส้นทางเดินเรืออื่นทดแทน แต่ความสามารถในการขนส่งก็ยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้เท่ากับการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซ” เกวลินกล่าว

 

รัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน พร้อมแก้ปัญหาที่ต้นตอ

 

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า รัฐบาลมีแนวคิดที่จะนำมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม คล้ายช่วงโควิด กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งเพื่อช่วยประคองภาระของนายจ้างและลูกจ้างในยามวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินเตือนว่า แนวคิดดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ โดยข้อดีคือ สามารถช่วยเหลือนายจ้างและแรงงานที่กำลังเผชิญกับความลำบากและแบกรับภาระแทบไม่ไหวเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือ แม้จะช่วยลดภาระได้ในวันนี้ได้ แต่การส่งเงินสมทบน้อยลง หมายถึงการดึงเงินในอนาคตหรือสิทธิประโยชน์ในอนาคตมาใช้ก่อน เช่น เงินเกษียณอายุก็จะลดลงตามไปด้วย

 

เกวลินเสนออีกว่า ภาครัฐควรพิจารณาหาทางออกที่ทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง เช่น การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย หรือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

The post อัตราว่างงานพุ่งแตะ 0.91% คนว่างงานเฉียด 4 แสนคน จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ‘ลดลง’ ครั้งแรกรอบ 20 ไตรมาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท https://thestandard.co/south-korea-ai-wealth-distribution/ Mon, 25 May 2026 01:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1210531 ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่ […]

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่งคั่งที่เกิดจาก AI ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางความตึงเครียด จากสถานการณ์นัดหยุดงาน ของสหภาพแรงงาน 18 วัน เพื่อประท้วงการจัดสรรผลประโยชน์โบนัสที่ไม่เป็นธรรม ต่อบริษัท Samsung Electronics ในขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากอานิสงส์กระแส AI และหุ้นกลุ่มชิป

 

Bae Kyung-hoon (แบ คยอง-ฮุน) รองนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ในยุค AI สังคมกำลังตั้งคำถามถึงการกระจายความมั่งคั่ง จากบริษัทเทคโนโลยีสู่ประชาชน รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน

 

“ความขัดแย้งระหว่างแรงงานและฝ่ายบริหารที่เกิดขึ้นล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มดังกล่าว”

 

โดยอ้างถึงกรณีสหภาพแรงงานนัดหยุดงานประท้วง Samsung Electronics เพราะการเจรจาผลประโยชน์โบนัสไม่ลงตัว ซึ่งเดิมทีมีแผนหยุดงานเป็นเวลา 18 วัน แต่หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้สหภาพแรงงานระงับแผนหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอให้สมาชิกลงคะแนนเสียง ข้อตกลงใหม่ ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม

 

ก่อนหน้านี้สหภาพฯ เรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่ 50% ของเงินเดือนทั้งปี และจัดสรรกำไร 15% จากการดำเนินงานตลอดทั้งปีให้เป็นกองทุนโบนัส สำหรับแจกจ่ายให้กับพนักงาน

 

“ความขัดแย้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยุค AI จะทำให้บริษัทขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง ด้านแรงงานที่มากขึ้นตามไปด้วย จึงต้องอาศัยการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างเหมาะสม”

 

เขายังยกตัวอย่างบริษัท Hyundai Motor ที่กำลังเผชิญความกังวลจากการนำหุ่นยนต์ Atlas ของ Boston Dynamics มาใช้ในกระบวนการผลิต

 

เขามองว่า เกาหลีใต้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งจาก AI ควบคู่ไปกับการหาแนวทางกระจายความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในภาพรวม

 

“ผลประโยชน์จาก AI ต้องตกถึงประชาชนด้วย” เขากล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังมุ่งสร้าง ‘AI Exclusive Society’ ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมใน AI โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

การที่รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระจายความมั่ง AI สู่ประชาชน ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Kim Yeong Beom (คิม ยง บอม) หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำทำเนียบประธานาธิบดี (Chief Presidential Secretary for Policy) ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เสนอข้อคิดเห็นผ่าน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า รัฐบาลควรเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินในอุตสาหกรรม AI เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้าง และส่งผลให้ดัชนี KOSPI ดิ่งลงทันทีถึง 5.1% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่

 

ต่อมาสถานการณ์ได้คลี่คลายลง เมื่อประธานาธิบดี อี แจมยอง ออกมาชี้แจงภายหลัง ว่า แนวคิดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่วาระหารืออย่างเป็นทางการของรัฐบาล

 

ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น Samsung ปรับตัวขึ้นเกือบ 144% ขณะที่ SK Hynix พุ่งขึ้นเกือบ 200% ส่วนดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่า 86% ในปี 2569 โดยปรับขึ้นสูงกว่า ระดับ 75% ในปีก่อนหน้า

 

เมื่อถูกถามว่า การที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว ถือเป็นจุดอ่อนหรือไม่ แบ คยอง-ฮุน ให้ความเห็นว่า แม้บริษัททั้งสองแห่ง (Samsung และ SK Hynix) จะมีจุดแข็งเฉพาะตัว แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีระบบนิเวศ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมากมาย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพยายามสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันด้าน “Physical AI” หรือ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานยนต์ และระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และทำงานในโลกจริงได้

 

“เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ถือเป็นรากฐานสำคัญ และเกาหลีใต้กำลังต่อยอดไปสู่ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง” เขากล่าว

 

ภาพ: Shutterstock AI

 

อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กกร.’ จี้รัฐต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวด่วน ธุรกิจเตือนระเบิดเวลาลูกที่ 2 กำลังมา https://thestandard.co/jcc-foreign-labor-permit-extension/ Sun, 24 May 2026 09:22:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1210475 ภาพตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวประเด็นการต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว

กกร.ประเมินความขัดแย้งอิหร่าน อาจฉุด GDP ไทยลดลง 0.1-0. […]

The post ‘กกร.’ จี้รัฐต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวด่วน ธุรกิจเตือนระเบิดเวลาลูกที่ 2 กำลังมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวประเด็นการต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว

กกร.ประเมินความขัดแย้งอิหร่าน อาจฉุด GDP ไทยลดลง 0.1-0.8% จากต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และท่องเที่ยว พร้อมเผยกังวลหนักปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว กระทบก่อสร้าง เกษตร อุตสาหกรรม และโครงการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569

 

 

จี้รัฐบาลเร่งต่อใบอนุญาต หวังพยุงเศรษฐกิจ สกัดปัญหา แรงงานเถื่อนกระทบความมั่นคง

 

วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลเริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม

 

โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม

 

ปมตะวันออกกลางฉุด GDP ไทย 0.1-0.8%

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1-0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือ ‘ระเบิดเวลา’ เศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง เป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

 

แม้วิกฤตดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการและประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

ในด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น

 

นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลางอาจมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) สำหรับการพักอาศัยหรือการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

ไทยขาดแคลนแรงงานหลายระดับทักษะ

 

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ภาคเอกชน ยังประสบปัญหาสำคัญและมีความกังวลอย่างมาก คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา โครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

บวกกับอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ

 

นอกจากนี้ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

 

“ขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและ เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจเป็นระเบิดเวลาลูกที่ 2”

 

สุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล

 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงาน ต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังอยากให้พิจารณาแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งกลุ่มจังหวัดทางภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบไม่มีแรงงานเก็บผลไม้ เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และปราจีนบุรี

 

ทั้งนี้ กกร.จะมีการนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

 

ด้านอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานที่ต้องการคือแรงงานปัจจุบัน ที่สามารถต่ออายุการทำงานได้ทันทีและยังอยู่ในประเทศไทยทุกสัญชาติ

 

นอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในไทยแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ควรนำมาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อรักษาแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ในไทยต่อไป แต่ค่าแรงไม่ควรเกิน 20,000 บาท/เดือน

The post ‘กกร.’ จี้รัฐต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวด่วน ธุรกิจเตือนระเบิดเวลาลูกที่ 2 กำลังมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ https://thestandard.co/thailand-net-zero-obstacles/ Sat, 23 May 2026 06:43:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1210239 ภาพเมืองแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การที่ประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเ […]

The post อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมืองแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การที่ประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2050 ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางอุปสรรคเดิมและปัจจัยท้าทายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่อไปมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายรัฐ

 
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางประเทศไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • นโยบายภาครัฐ ในอดีตขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องในการสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ขาดแผนภาพรวมในการขับเคลื่อน
  • ขาดมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ยังไม่ครอบคลุม
  • ภาคประชาชนและผู้บริโภคยังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อย

 

ภาวะสงครามแย่งเม็ดเงินลงทุน

 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ทิศทางการไหลของเงินทุนโลกเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Climate Economy) เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ กลับต้องถูกเจียดไปใช้ในด้านความมั่นคง เช่น อาวุธยุทธโธปกรณ์ (Military financing) และเทคโนโลยี AI มากขึ้น สงครามจึงกลายเป็นความเสี่ยงและต้นทุนส่วนเพิ่มของประเทศ

 

ดร.พิรุณ เชื่อว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อถึง 10 ปี แต่การตัดสินใจระยะสั้นในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงระยะสั้น เช่น สงคราม หรือปัญหามิจฉาชีพ มักเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก ทว่าความเสี่ยงระยะยาวอย่างภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่ โดยคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร ดังนั้น การตัดสินใจในปัจจุบันจึงต้องสร้างสมดุลให้ดี

 

ก๊าซเรือนกระจกจากสงครามที่อยู่นอกระบบการคำนวณ

 
ดร.พิรุณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากสงครามจะไม่ถูกนับรวมในระบบของโลกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) หรือความตกลงปารีส (Paris Agreement) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ความถี่และความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงได้สูญเสียโควต้าการปล่อยคาร์บอนสะสมของโลก (Carbon Budget) ไปแล้ว

 

จากการเปิดเผยข้อมูลพบว่า เพียง 24 วันแรกของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 7.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเทียบเท่ากับการบินพาณิชย์ทั่วโลกรวมกัน 3 วัน และคิดเป็นการใช้งบคาร์บอนที่เหลืออยู่สำหรับการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (Carbon Budget) 0.06%

 

 

ความเปราะบางของไทยกับการหา Growth Engine เพื่อดึงดูดทุนใหม่

 
ในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 (จากอันดับที่ 69 ในปี 2023) จาก 197 ประเทศทั่วโลกที่มีความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ความเสียหายที่สูงส่งผลให้ต้องใช้ความพยายามในการฟื้นฟูมากและกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวเพื่อลดต้นทุนความสูญเสียประจำปี

 

สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยไม่เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียว เช่น พลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์ทางราง และการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Loss) ลดลง 7-14% ภายในปี 2050 ซึ่งปัจจุบัน GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม หากมีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ถูกต้องโดยปราศจากสัญญาณรบกวนทางการเมือง (Political Noise) จะช่วยรักษาและเพิ่มมูลค่า GDP 4-5% เมื่อเทียบกับการไม่ดำเนินการใดๆ

 

การปรับเปลี่ยนแนวคิดของภาคธุรกิจ

 
ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอแนะให้ภาคธุรกิจมองการปรับตัวสู่คาร์บอนต่ำเป็นโอกาสมากกว่าต้นทุน เนื่องจากการผลิตและการค้าล้วนเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน การมุ่งเน้นเพียงต้นทุนการผลิตที่ต่ำอาจนำมาซึ่งต้นทุนแฝง เช่น ภาษีคาร์บอน นอกจากนี้ ในอนาคตคู่ค้าทุกขนาดรวมถึง SME จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากไม่ปรับตัวอาจเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจากธุรกิจขนาดใหญ่

 

ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปปฏิบัติได้จริงและลดความซ้ำซ้อน เช่น การบูรณาการรายงานการปล่อยคาร์บอนให้อยู่ในเอกสารชุดเดียว จากเดิมที่มีหลายกฎระเบียบแยกตามหน่วยงาน รวมถึงการแก้ไขข้อจำกัดด้านนโยบายไฟฟ้าเสรี และการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่กฎกติกาในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย

 

การสร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนภาคธนาคาร

 
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม เช่น อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเก่า งานวิจัยและพัฒนาถูกนำไปใช้จริงน้อย และทักษะแรงงานยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

 

  • ในเชิงปริมาณ: จากข้อมูลพบว่าการบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณลงทุนภาครัฐที่ 3.78 แสนล้านบาทต่อปี ทว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณภาครัฐถูกใช้ไปกับเงินเดือนข้าราชการและโครงการประจำ ส่งผลให้เหลือเงินงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศเพียงร้อยละ 10 โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี
  • ในเชิงคุณภาพ: การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวต้องอาศัยนโยบายสนับสนุน แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะมีความพร้อมสูง แต่ความรู้ความเข้าใจยังไม่แพร่หลาย SME ยังขาดความชัดเจนในข้อบังคับ และประชาชนยังเข้าถึงข้อมูลได้น้อย ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของโลกที่เข้มงวดขึ้น

 

ภาครัฐจำเป็นต้องเป็นแกนหลักในการสร้างระบบนิเวศและปรับปรุงระบบบริหารจัดการเงิน เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้เครื่องมือทางการเงินผ่านตลาดเงินและตลาดทุนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของงบประมาณรัฐไปสู่การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น กองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) ธนาคารพาณิชย์ และกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งอาจช่วยผลักดันมูลค่าการลงทุนในด้านนี้ให้สูงถึง 1.72 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond) และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ในปัจจุบัน

 

 

ความคาดหวังต่อระบบ Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายว่า ธปท. มุ่งสร้างระบบนิเวศสีเขียวผ่านโครงการ Thailand Taxonomy ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นในกลางปี 2025 โดย Taxonomy คือเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น 3 ระดับ ครอบคลุม 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิต และการจัดการของเสีย เพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวสู่ Net Zero

 

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังเป็นระบบภาคสมัครใจ เนื่องจากหน่วยงานร่วมจัดทำกว่า 30 แห่งเห็นว่าการบังคับใช้ทันทีจะส่งผลกระทบในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปเมื่อพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) มีผลบังคับใช้ จะมีการนำ Taxonomy ไปเชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME

 

เป้าหมายในปัจจุบันคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้นำ Thailand Taxonomy ไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งยังคงมีความท้าทายด้านข้อมูลที่ขาดหายและเงื่อนไขการใช้งานให้ตรงวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการสนับสนุนโครงการ ‘Financing the Transition’ ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อผลักดันสินเชื่อเพื่อการปรับตัวของ SME ซึ่งในระยะที่ 1 (เริ่มปี 2024) พบว่าการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีทั้งเงินทุน ความรู้ เครื่องมือวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการขอสินเชื่อจากตลาดเงินและตลาดทุนต่อไป

 

ความพร้อมของตลาดทุนสำหรับผู้ระดมทุนและนักลงทุน

 

ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2018 โดยการออกเกณฑ์ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG Bond) ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond พร้อมทั้งมีมาตรการจูงใจด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุญาตและค่าธรรมเนียมการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing)

 

ปัจจุบัน มูลค่าคงค้างของ ESG Bond อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท จากผู้ออกตราสารทั้งหมด 20 ราย โดยในปี 2025 Green Bond และ Sustainability Bond มียอดเสนอขายรวม 4 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่ารวมในปัจจุบันที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ Sustainability-Linked Bond ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามความคุ้นชินของผู้ระดมทุน นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดเกณฑ์ให้ SME สามารถระดมทุนผ่านตราสารหนี้ด้วยระบบการระดมทุนจากมวลชน (Crowdfunding)

 

ในด้านผู้ลงทุน ตราสารหนี้กลุ่มนี้ได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดจองเกินจำนวนที่เสนอขายเสมอ ซึ่งในระยะแรกเป็นการลงทุนโดยตรงจากสถาบัน แต่ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนมากขึ้น โดยเฉพาะผลจากการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ดึงดูดนักลงทุนรายย่อยผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ภาพ: Fahroni / Shutterstock

อ้างอิง:

  • งานสัมมนาการประชุมวิชาการประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หัวข้อ ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำฯ’

The post อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนสท์เล่แจง ศาลสิงคโปร์ชี้ให้ ‘มหากิจศิริ’ ไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟตั้งแต่ปี 67 หลังสิ้นสุดร่วมทุน https://thestandard.co/nestle-mahagitsiri-nescafe-production-rights/ Sat, 23 May 2026 06:18:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1210235 ภาพมือถือซองเนสกาแฟ พร้อมข้อความข่าวศาลสิงคโปร์ชี้มหากิจศิริไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟ

ในอดีตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ได้ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัท ควอล […]

The post เนสท์เล่แจง ศาลสิงคโปร์ชี้ให้ ‘มหากิจศิริ’ ไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟตั้งแต่ปี 67 หลังสิ้นสุดร่วมทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือซองเนสกาแฟ พร้อมข้อความข่าวศาลสิงคโปร์ชี้มหากิจศิริไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟ

ในอดีตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ได้ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ร่วมทุนแบบ 50/50 ระหว่างเนสท์เล่ และ ตระกูลมหากิจศิริ ภายใต้สัญญาการร่วมทุนนี้ เนสท์เล่มีอำนาจในการบริหารงานบริษัท QCP ซึ่งรวมถึงการผลิต การจัดจำหน่าย และ การทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ

 

โดยเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิตเนสกาแฟนั้นเป็นของเนสท์เล่ เมื่อสัญญาการร่วมทุนสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา บริษัท QCP จึงไม่มีสิทธิในการผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟอีกต่อไป

 

ในกรณีการสิ้นสุดลงของสัญญากับบริษัท QCP ได้ถูกยื่นต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศให้ไต่สวน โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ทางคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้มีคำตัดสินชี้ขาดว่า การยุติสัญญาทั้งหมดชอบด้วยกฎหมายตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง คำร้องที่ผู้ถือหุ้นอีกฝั่งยื่นต่อศาลสิงคโปร์ใน

 

เวลาต่อมาก็ถูกยกคำร้องทั้งหมดเช่นกัน และศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ยืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันโดยถึงที่สุดแล้วว่าการยุติสัญญากับบริษัท QCP เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถือหุ้น QCP อีกฝั่ง ได้รับทราบคำพิพากษาของศาล และได้มีการชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ในส่วนของคดีแพ่งที่ ‘ประยุทธ มหากิจศิริ’ และครอบครัวได้ยื่นฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือในประเทศไทย ปัจจุบัน ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้มีคำสั่งให้โอนมาพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีเขตอำนาจโดยตรง โดยคดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

 

อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่ยังคงยืนหยัดและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลในการประกอบธุรกิจ รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ทั่วโลกและเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เนสท์เล่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค คู่ค้าทางธุรกิจ พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วโลก

 

ภาพ:Rofidd/shutterstock

The post เนสท์เล่แจง ศาลสิงคโปร์ชี้ให้ ‘มหากิจศิริ’ ไม่มีสิทธิผลิตเนสกาแฟตั้งแต่ปี 67 หลังสิ้นสุดร่วมทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ https://thestandard.co/pokemon-cards-investment-asset/ Sat, 23 May 2026 04:29:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210184 ภาพการ์ดโปเกมอนที่มีข้อความระบุว่าจากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน

หากพูดถึงวันวานที่ผ่านมา ‘การ์ดโปเกมอน’ เคยเป็นแค่ความส […]

The post จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการ์ดโปเกมอนที่มีข้อความระบุว่าจากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน

หากพูดถึงวันวานที่ผ่านมา ‘การ์ดโปเกมอน’ เคยเป็นแค่ความสุขเล็กๆ หลังเลิกเรียนของเด็กยุค 90 หลายคน การซื้อซองการ์ดหนึ่งแพ็กในวันนั้น มีเป้าหมายง่ายๆ คือหวังว่าจะเปิดเจอการ์ดโฮโลแกรมแวววาว หรือได้ตัวหายากเอาไว้ไปอวดเพื่อน ยิ่งในวันเสาร์เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งแลกการ์ดหรือรวมกลุ่มกันเพื่อทำภารกิจ สะสมการ์ดให้ครบทุกตัว

 

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป หน้าร้านขายของเล่นในหลายประเทศไม่ได้มีแค่เด็กกับผู้ปกครอง แต่เต็มไปด้วยนักสะสมวัยทำงาน นักลงทุนหน้าใหม่ หรือแม้แต่คนที่ทำเงินจากคริปโต ไปจนถึงพ่อค้ากว้านซื้อที่พร้อมเหมาการ์ดทั้งสต็อกเพื่อไปขายต่อ ทำให้การ์ดบางใบไม่ได้มีมูลค่าเป็น ‘ของสะสม’ อีกต่อไป แต่ถูกตีราคาในระดับสินทรัพย์และ บางใบมีมูลค่าทะลุหลายล้านดอลลาร์

 

วันนี้ตลาดที่โตเร็วเกินกว่าจะเรียกว่า ‘งานอดิเรก’ ภาพที่เคยเห็นในอดีตอย่างการเดินเข้าร้านแล้วหยิบการ์ดโปเกมอนได้ตามใจ กลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ในหลายพื้นที่

 

นักสะสมบางคนเล่าว่า พวกเขาต้องไปต่อแถวตั้งแต่เช้าร่วมกับคนอีกกว่าร้อยชีวิต เพื่อรอร้านเติมสต็อกสินค้า ขณะที่อีกมุมหนึ่งมีคนขับรถตระเวนซื้อการ์ดจากหลายร้านภายในวันเดียว เพื่อรวบของไปขายต่อ และ เมื่อร้านเปิดสินค้าใหม่หลายชุดถูกซื้อหมดภายในไม่กี่นาที และทำให้แพลตฟอร์ม X กลายเป็นศูนย์กลางแชร์ข้อมูลให้รู้ว่า ร้านไหนของเข้า และ ต้องไปต่อแถวที่ไหน

 

ทำให้โลกของโปเกมอนเริ่มไม่ต่างจากตลาดการเงิน และ มีข่าวลือว่า หลายคนเริ่มกลัวตกขบวน เพราะมีคนเข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทน ทำให้การ์ดโปเกมอนโตแรงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิม สะท้อนข้อมูลจากบริษัท Collectors เจ้าของบริษัทจัดเกรดการ์ด PSA ชี้ว่า ราคาการ์ดโปเกมอนระหว่างปี 2004-2020 ปรับขึ้นราว 282% แต่หลังปี 2020 ตลาดกลับพีกขึ้นไปอีก โดยมีราคาพุ่งอีกกว่า 1,350%

 

ตัวเลขนี้ทำให้การ์ดโปเกมอนหลุดจากสถานะ ‘ของเล่น’ และเริ่มถูกจัดวางในหมวดสินทรัพย์ทางเลือกไม่ต่างจากงานศิลปะ นาฬิกาหรู หรือของสะสมวินเทจ มีทั้งนักลงทุนความมั่งคั่งสูงเริ่มเข้ามา ตลอดจนนักเก็งกำไรระยะสั้น และคนที่มองหาที่พักเงินใหม่ก็เริ่มสนใจตลาดนี้มากขึ้น และอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนคริปโต

 

ผู้เชี่ยวชาญในตลาดประมูล กล่าวว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ทำกำไรจากคริปโต กำลังนำเงินเข้ามาซื้อการ์ดระดับไฮเอนด์ พวกเขาไม่ได้มองโปเกมอนในฐานะความทรงจำวัยเด็ก แต่มองเหมือนสินทรัพย์สะสมที่สามารถเก็บมูลค่าและเพิ่มราคาได้

 

ยิ่งหากไล่ดูบทสนทนาบนโซเชียล จะพบว่าการ์ดโปเกมอนเริ่มถูกพูดถึงเหมือนหุ้น โดยคำที่เคยใช้ในตลาดทุน เช่น จังหวะเข้าซื้อ, การปรับฐานราคา, แนวรับแนวต้าน และรอบเก็งกำไร คำเหล่านี้ถูกหยิบมาใช้กับการ์ดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผลักกระแสให้แรงขึ้น คือการที่ Logan Paul ซื้อและขายการ์ดหายาก Pikachu Illustrator โดยการ์ดใบดังกล่าวถูกซื้อไว้ราว 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 163 ล้านบาท) ในปี 2021 ก่อนถูกขายต่อในมูลค่ามากกว่า 16 ล้านดอลลาร์ (523 ล้านบาท) ดีลนี้ไม่ได้สะเทือนเฉพาะวงการนักสะสม แต่มันส่งสัญญาณไปยังตลาดว่าการ์ดโปเกมอนอาจสร้างผลตอบแทนระดับมหาศาลได้

 

ผลลัพธ์คือ นักลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้ามา บางคนไม่มีเงินซื้อการ์ดระดับหลายแสนดอลลาร์ จึงหันไปกักตุนกล่องการ์ดรุ่นใหม่แทน เปรียบเสมือนว่าซื้อวันนี้ หวังขายอีกไม่กี่เดือนในราคาสูงกว่าเดิม

 

หลายคนบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นเหมือนตัวศัตรูใหม่ของแฟนโปเกมอน ที่ในโลกนักสะสม เรียกว่า ‘Scalpers’ หมายถึงคนที่ไม่ได้ซื้อเพราะชอบ แต่ซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และคนกลุ่มนี้มักใช้บอตหรือระบบอัตโนมัติแย่งซื้อสินค้าออนไลน์ทันทีที่เปิดขาย ผลคือเกิดภาวะขาดแคลนแบบปลอมๆ เมื่อของหายากขึ้น ราคาตลาดรองก็พุ่งตาม

 

ยิ่งเมื่อมีความรู้สึกกลัวที่จะตกขบวนเริ่มทำงาน ผู้ซื้อจำนวนมากตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าหากไม่ซื้อวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจแพงกว่าเดิมหลายเท่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้ตลาดโปเกมอนมีลักษณะคล้ายตลาดเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้นทุกที

 

แต่ท้ายที่สุด ตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วย ‘นักสะสม’ แม้โลกโปเกมอนจะเต็มไปด้วยนักลงทุน พ่อค้ากว้านซื้อ และเงินคริปโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญยังไม่หายไป นั่นคือคนที่สะสมเพราะรักจริง พวกเขายังคงตามหาการ์ดเพื่อปิดเซต ยังออกงานโชว์การ์ดตามท้องถิ่น และยังมองโปเกมอนเป็นความทรงจำมากกว่าสินทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตลาดยังไม่หลุดจากรากเดิมทั้งหมด

 

เพราะในวันที่การ์ดใบหนึ่งถูกตีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่ราคาที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ของเล่นวัยเด็กกำลังค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นตลาดลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีครบทั้งอารมณ์, ความทรงจำ, เงินทุน และการเก็งกำไรอยู่ในที่เดียวกัน

 

ภาพ:Gill_figueroa/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จากของเล่นวัยเด็กสู่สินทรัพย์หลักล้าน เมื่อโลก Pokémon ไม่ได้มีแค่นักสะสม แต่เต็มไปด้วยนักเก็งกำไร และ พ่อค้ากว้านซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด https://thestandard.co/asean-smes-crisis-war-impact/ Sat, 23 May 2026 02:43:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1210121 ภาพโรงงานกำลังการผลิตสูง มีสายการประกอบหลายสาย

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนยังดูทรงตัว และไ […]

The post ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานกำลังการผลิตสูง มีสายการประกอบหลายสาย

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนยังดูทรงตัว และได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ใต้ภาพรวมที่ยังดูแข็งแรงนั้น ภาคการผลิตในหลายอุตสาหกรรมกำลังเจอแรงกดดันที่ชัดขึ้น ทั้งการปิดโรงงาน, การลดกำลังผลิต ไปจนถึงการปลดพนักงาน หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานทั่วภูมิภาค

 

เมื่อมาดูที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของ S&P Global สำหรับกลุ่มอาเซียน 11 ประเทศในเดือนเมษายนที่ผ่านมายังคงอยู่เหนือระดับ 50 จุด ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมการผลิตโดยรวมยังขยายตัว แต่ดัชนีดังกล่าวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน และชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง

 

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ภาพรวมดังกล่าวอาจดูดีกว่าความเป็นจริง เพราะแรงส่งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแสความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI กำลังช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมจำนวนมากที่เริ่มส่งสัญญาณถดถอยลง

 

ขณะที่ มาเลเซีย เป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน แม้การส่งออกเดือนเมษายนยังเติบโตระดับเลขสองหลัก แต่การขยายตัวกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม

 

เฟอร์ดาออส รอสลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AmBank กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขการค้ากำลังบดบังแรงกดดันที่เกิดขึ้นในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ โลจิสติกส์ และงานก่อสร้างบางพื้นที่ และต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อได้ เพราะแต่ละเครื่องยนต์ทำงานไม่เท่ากัน แต่แรงกดดันในภาคธุรกิจบางส่วนเริ่มรุนแรงขึ้น สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดในเมืองมัวร์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของมาเลเซีย โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กมากกว่า 100 แห่งทยอยปิดกิจการไปแล้ว

 

โดยผู้ประกอบการรายงานว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออก ซ้ำเติมภาระเดิมที่ยังได้รับผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในอดีต ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากขาดทุนอย่างหนัก และไม่สามารถรับมือได้ จนต้องปิดกิจการไป สอดคล้องกับผลสำรวจของสหพันธ์ผู้ผลิตมาเลเซียที่สำรวจผู้ประกอบการ 225 บริษัทในเดือนพฤษภาคม พบว่า 28% มีแผนลดกำลังคนหรือเริ่มปรับลดพนักงานแล้ว

 

เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยภาคการผลิตสูญเสียตำแหน่งงานกว่า 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม หรือคิดเป็น 5 8% ของแรงงานภาคการผลิตทั้งหมด และในเวลาเดียวกัน PMI ภาคการผลิตลดลงเข้าสู่ภาวะหดตัว และกลายเป็นประเทศที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน

 

มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Pantheon Macroeconomics มองว่า ผู้ผลิตฟิลิปปินส์เจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่อ่อนแอลง อีกปัจจัยสำคัญคือ ฟิลิปปินส์ไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Hardware Boom มากนัก ต่างจากประเทศที่มีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่

 

ขณะที่ภาครัฐยังมีเครื่องมือช่วยเหลือด้านพลังงานจำกัดกว่าอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

 

ไม่เว้นแม้แต่ เวียดนามกำลังเจอสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า เศรษฐกิจสองโลก ภายในภาคการผลิตเดียวกัน ด้านหนึ่ง การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตและช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้าน อุตสาหกรรมดั้งเดิมเริ่มได้รับผลกระทบหนักขึ้น

 

แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ ผู้อำนวยการเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence รายงานว่า แม้ภาคการผลิตยังขยายตัว แต่ความเร็วในการเติบโตเริ่มลดลง ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัว ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป และอุตสาหกรรมรองเท้าถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังตลาดตะวันออกกลางชะงัก

 

ฝั่น ถิ ถั่ญ ซวน รองประธานสมาคมเครื่องหนัง รองเท้า และกระเป๋าเวียดนาม เปิดเผยว่า ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15% ส่วนวัตถุดิบที่อิงกับราคาน้ำมันปรับขึ้นมากกว่า 30% แต่โรงงานจำนวนมากไม่สามารถปรับราคาขายได้ เพราะสัญญาส่งออกส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตกอยู่กับผู้ผลิตโดยตรง

 

ผลกระทบเริ่มส่งผ่านมายังผู้ผลิตในไทยเช่นกัน ‘จอห์น ไฮแฮม’ ประธานฝ่ายการค้าของ Element 6 Evolution ผู้ผลิตเรือแข่งและเรือคาตามารันใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า บริษัทไม่สามารถนำเข้าเรซิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของสายการผลิต จากดูไบผ่านเส้นทางเรือได้ตามปกติอีกต่อไป ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศแบบเร่งด่วนเพื่อรักษาการผลิต การเปลี่ยนวิธีขนส่งดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 400% เมื่อรวมค่าโลจิสติกส์ และหากไม่ทำเช่นนี้ สายการผลิตอาจหยุดทั้งหมด

 

รวมถึงในอินโดนีเซีย สมาคมนายจ้างรายงานว่า ภาคการผลิต 10 จาก 16 อุตสาหกรรมเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรก ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันแนฟทาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกโดยตรง ขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์เริ่มประเมินผลกระทบต่อซัพพลายเชน หลังต้นทุนและความล่าช้าในการส่งมอบเริ่มชัดเจนมากขึ้น

 

ด้านสิงคโปร์ แม้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการเริ่มปรับกลยุทธ์ด้วยการหันไปพึ่งฐานการผลิตใกล้บ้านมากขึ้น ทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ และโรงงานในอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์จาก CIMB Investment ประเมินว่า หากปัญหาซัพพลายเชนยังไม่คลี่คลาย ภาวะตึงตัวของวัตถุดิบอาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของธนาคารกลางหลายแห่งพบว่า ผู้ประกอบการมีสต็อกวัตถุดิบเฉลี่ยเหลือเพียง 3-4 เดือน หมายความว่า ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 เป็นต้นไป ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขาดแคลนวัตถุดิบจะเพิ่มมากขึ้น

 

โดย รอสลีจาก AmBank สรุปภาพสถานการณ์ว่า วิกฤตรอบนี้อาจเป็น ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นทุนพลังงานไปยังโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน ผู้ผลิต และแรงงาน เหมือนโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องทีละตัว

 

และท้ายที่สุด แม้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแส AI จะยังช่วยพยุงเศรษฐกิจอาเซียนในภาพรวม แต่ในระดับภาคพื้นจริง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, รองเท้า, พลาสติก, โลจิสติกส์ และการผลิตทั่วไป ส่งสัญญาณการปิดกิจการ ลดกำลังผลิต และปลดพนักงานเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และกำลังสะท้อนให้เห็นว่า สงครามในตะวันออกไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงาน แต่กำลังลามลึกเข้าสู่เศรษฐกิจจริงของภูมิภาคอย่างชัดเจน

 

ภาพ:STUSSY13/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? https://thestandard.co/passive-income-investment-guide/ Sat, 23 May 2026 02:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1210117 ภาพประกอบแนวคิดการสร้าง Passive Income และการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ช่วงนี้เลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหน ก็เจอแต่คนรีวิวพอร์ต ‘หุ้น […]

The post Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการสร้าง Passive Income และการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน

ช่วงนี้เลื่อนฟีดแพลตฟอร์มไหน ก็เจอแต่คนรีวิวพอร์ต ‘หุ้นปันผล’ โชว์ยอดเงินโอนเข้าบัญชีกันเต็มไปหมด จนวัยรุ่นสร้างตัวหลายคนเริ่มเกิดอาการกลัวตกรถ อยากจะมี Passive Income เริดๆ ให้เงินทำงานแทนเราบ้าง จะได้รวยไวๆ

 

 
 

แต่ว่าก่อนจะรีบกำเงินกระโดดเข้าไปตามใครก็ไม่รู้ในโซเชียล เราต้องมาจูนมายด์เซ็ตกันก่อนว่า Passive Income ที่จริงใจ ไม่ใช่การรวยทางลัดข้ามคืน แต่มันคือการที่เราลงแรงและลงทุนอย่างหนักในช่วงเริ่มต้น แล้วปล่อยให้สินทรัพย์นั้นๆ ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดกลับมาให้เราในระยะยาว ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า ‘ปันผล’ หรือ ‘ดอกผล’ ไม่ได้มีแค่ในตลาดหุ้นนะ

 

วันนี้ จะพาไปดู 7 ไอเดีย Passive Income ทั้งช่วยสแกนข้อดี-ข้อควรระวัง พร้อมเรื่องภาษีที่หลายคนมักจะเผลอมองข้าม เพื่อให้เราวางแผนการเงินได้ปังและรัดกุมที่สุด

 

สแกน 7 ไอเดีย Passive Income ตัวไหนเหมาะกับเรา?

 

  • 1. หุ้นปันผล

 

ตัวท็อปของวงการ นี่คือการที่เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำกำไรได้สม่ำเสมอ และเขาแบ่งกำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินสดให้เราทุกๆ ปี หรือครึ่งปี

 

ข้อดี: ถ้าเราเลือกบริษัทถูกตัว เราจะได้กระแสเงินสดเข้าบัญชีทุกปี (หรือปีละ 2 ครั้ง) ชนะเงินเฟ้อได้สบายๆ แถมถ้าบริษัทขยายกิจการจนโตขึ้น ราคาหุ้นก็อาจจะแพงขึ้น ทำให้เราได้กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นเด้งที่สองด้วย

 

ข้อควรระวัง: ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก ราคาหุ้นมีขึ้นมีลงตามเศรษฐกิจ ถ้าราคาหุ้นตกหนัก เงินปันผลที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มกับเงินต้นที่หดหายไป ที่สำคัญคือบริษัท ‘ไม่จำเป็น’ ต้องจ่ายปันผลทุกปีเสมอไป ปีไหนเศรษฐกิจแย่ ขาดทุน เขาก็สามารถประกาศงดจ่ายได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากหุ้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทันที แต่ความเริดคือ ถ้ารายได้รวมต่อปีของเรายังไม่สูง (ฐานภาษีเราต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทนั้นเสีย) เราสามารถนำปันผลไปยื่นขอ ‘เครดิตภาษีเงินปันผล’ คืนจากกรมสรรพากรตอนต้นปีถัดไปได้ ถือเป็นสิทธิประโยชน์ของคนเล่นหุ้นเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินเย็น รับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่เหวี่ยงไปมาได้ มีเวลาศึกษาอ่านงบการเงินของบริษัท และมองการลงทุนระยะยาว (5-10 ปีขึ้นไป)

 

  • 2. กองทุนรวมปันผล

 

สำหรับคนที่อยากลงทุนในหุ้นปันผล แต่ไม่มีเวลามานั่งจัดพอร์ตเอง กองทุนรวมตอบโจทย์มาก เพราะมีผู้จัดการกองทุน คอยคัดเลือกและจัดการนำเงินก้อนใหญ่นี้ไปกระจายซื้อหุ้นปันผลหลายๆ ตัวแทนเรา พอได้กำไรมา กองทุนก็จะเอามาจ่ายปันผลให้เราอีกที เรียกว่ากระจายความเสี่ยงให้เราเสร็จสรรพ

 

ข้อดี: กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะเงินเราถูกแบ่งไปซื้อหุ้นหลายบริษัท และใช้เงินเริ่มต้นน้อยมาก (หลักร้อยบาทก็ซื้อได้แล้ว) และที่สำคัญคือ ไม่ต้องปวดหัวมานั่งวิเคราะห์กราฟหรือเฝ้าหน้าจอเอง

 

ข้อควรระวัง: โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เราต้องจ่าย ‘ค่าธรรมเนียมการจัดการ’ ให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทุกปี ที่ต่อให้ปีนั้นกองทุนจะขาดทุน เราก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้เขาอยู่ดี และมูลค่าของกองทุนก็มีขึ้นลงตามสภาพตลาดหุ้นเช่นกัน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: เงินปันผลจากกองทุนรวม จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เหมือนหุ้น (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้) และ ‘ไม่สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้’ แต่นักลงทุนมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะยอมให้หัก 10% แล้วจบเลย (Final Tax) หรือจะนำไปรวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปีเพื่อขอเงินคืนก็ได้

 

เหมาะกับใคร: มือใหม่หัดลงทุน คนที่ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาตามข่าว หรือคนที่อยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่ไม่อยากเปิดพอร์ตเองให้ยุ่งยาก

 

  • 3. พันธบัตรรัฐบาล

 

ฟีลเหมือนเราเป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราตามกำหนดเวลา พอครบดีล (เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) ก็คืนเงินต้นให้เราครบทุกบาททุกสตางค์

 

ข้อดี: ความเสี่ยงต่ำมากถึงมากที่สุด (เพราะคนกู้คือประเทศ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเบี้ยวหนี้) ได้ดอกเบี้ยแทบจะชัวร์ๆ ตามรอบที่กำหนด นอนหลับสบายไม่ต้องลุ้นว่ากราฟจะแดงหรือเขียว (แต่ถ้าประเทศล้มก็ตัวใครตัวมันนะ)

 

ข้อควรระวัง: ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก และสภาพคล่องต่ำ เพราะเงินเราจะถูกล็อกไว้ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน ถ้าจู่ๆ เราช็อตเงินอยากขายก่อนกำหนด อาจจะขายยากหรือต้องยอมขายขาดทุน

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (แต่ถ้ารายได้เราไม่เยอะ ฐานภาษีต่ำกว่า 15% ก็สามารถนำดอกเบี้ยที่ได้ไปยื่นรวมตอนสิ้นปีเพื่อ ‘ขอคืนภาษี’ ได้เหมือนกัน)

 

เหมาะกับใคร: สายคอนเซอร์เวทีฟ เน้นปกป้องเงินต้นเป็นหลัก รับความเสี่ยงได้ต่ำมาก หรือคนที่อยากหาที่พักเงินเพื่อรับกระแสเงินสดแบบชัวร์ๆ

 

  • 4. หุ้นกู้เอกชน

 

คอนเซปต์ฝาแฝดกับพันธบัตรรัฐบาลเลย แต่เปลี่ยนจากปล่อยกู้ให้ลุงๆ รัฐบาล มาเป็นปล่อยกู้ให้ ‘บริษัทเอกชน’ แทน (เช่น บริษัทมือถือ ปั๊มน้ำมัน หรือบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ที่เราคุ้นชื่อ) โดยบริษัทจะแจกแจงชัดเจนเลยว่าจะขอกู้เงินเรากี่ปี และจะจ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละกี่เปอร์เซ็นต์ พอครบกำหนดปุ๊บ เขาก็จะเอาเงินต้นมาคืนเรา

 

ข้อดี: ให้ดอกเบี้ยปังกว่าพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคารค่อนข้างเยอะเลย (ทั่วไปมักจะอยู่ที่เรต 3% – 5% หรือบางตัวสูงกว่านั้น) แถมได้กระแสเงินสดเข้ากระเป๋าเป๊ะๆ ตามรอบ ไม่ต้องลุ้นใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนราคาหุ้น

 

ข้อควรระวัง: สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ‘ความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้’ ถ้าเศรษฐกิจแย่แล้วบริษัทเจ๊งขึ้นมา เราอาจจะไม่ได้เงินต้นคืนเลย (ดังนั้นต้องดูเรตติ้งความน่าเชื่อถือ หรือ Credit Rating ให้เป็น เน้นพวก AAA ถึง BBB- ไว้ก่อนจะปลอดภัย) และอีกเรื่องคือเงินเราจะถูกล็อกตามระยะเวลาสัญญา ถ้าอยากขายก่อนกำหนดจะหาคนซื้อต่อยากมาก

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงื่อนไขเหมือนพันธบัตรรัฐบาลเลย

 

เหมาะกับใคร: คนที่อยากได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก รับความเสี่ยงได้มากกว่าพันธบัตรรัฐบาล มีเงินเย็นที่สามารถล็อกทิ้งไว้ได้ยาวๆ 2-5 ปีขึ้นไป และพอจะวิเคราะห์ความมั่นคงของบริษัทเอกชนเป็นด้วยนะ

 

  • 5. บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง

 

อาจจะฟังดูน่าเบื่อและจำเจมาก แต่อย่างไรบัญชีเงินฝากก็ยังจำเป็นต้องมี ซึ่งสมัยนี้ก็มีบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่ไม่มีสมุดคู่ฝาก แต่ทดแทนกันด้วยดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ (บางที่ให้สูงถึง 1.5% – 3.0% ต่อปี ในขณะที่ออมทรัพย์ธรรมดาให้แค่ 0.25%)

 

ข้อดี: สภาพคล่องสูงสุดๆ นึกอยากจะโอนเงินออกไปกินสุกี้เมื่อไหร่ก็ได้ เงินต้นไม่หายแน่นอน (รับประกันโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากตามวงเงินที่กำหนด)

 

ข้อควรระวัง: ธนาคารมักจะตั้งเพดานเอาไว้ เช่น ให้ดอกเบี้ยสูง 2.0% เฉพาะเงินฝาก 100,000 บาทแรกเท่านั้น ส่วนที่เกินจะให้แค่ 0.5% และธนาคารสามารถประกาศปรับลดดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเขา

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: ถ้าเราได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกบัญชี ทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจะถูกสรรพากรหักภาษี 15% ตั้งแต่บาทแรกทันที (ใครเงินฝากเยอะๆ ต้องคำนวณดีๆ นะ)

 

เหมาะกับใคร: ทุกคนบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะควรใช้เป็นหลุมหลบภัยสำหรับเก็บ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ (Emergency Fund) เพราะถอนง่ายและได้ดอกเบี้ยช่วยสู้เงินเฟ้อนิดหน่อย

 

 

อันนี้คืออาชีพเสือนอนกินคลาสสิกสุดๆ ของคนรวยสมัยก่อน คือการที่เราเอาเงินไปซื้อ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรืออาคารพาณิชย์ มาเป็นชื่อของเราเอง แล้วประกาศหาคนมาเช่า พอถึงสิ้นเดือน ผู้เช่าก็ต้องโอน ‘ค่าเช่า’ ให้เราตามสัญญา

 

ข้อดี: เราได้ถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ซึ่งในระยะยาวมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมักจะปรับตัวแพงขึ้นเรื่อยๆ ชนะเงินเฟ้อ และการเก็บค่าเช่าทุกเดือนก็เป็นกระแสเงินสดที่ทำให้เราชื่นใจสุดๆ

 

ข้อควรระวัง: ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มากในการเริ่มต้น (หรือถ้าจะกู้ ก็ต้องมีเครดิตหน้าที่การงานที่ดีพอให้ธนาคารปล่อยกู้) สภาพคล่องต่ำสุดๆ ถ้าวันหนึ่งร้อนเงินอยากขายคอนโดทิ้ง มันก็ไม่ได้ขายออกได้ในวันสองวัน แถมยังต้องเตรียมปวดหัวกับปัญหาจุกจิก เช่น ผู้เช่าเบี้ยวจ่าย ท่อน้ำแตก แอร์เสีย ทำห้องพัง เราในฐานะเจ้าของต้องคอยตามล้างตามเช็ดอีก และไม่ใช่ทำเลทุกที่จะได้ราคาดีเท่ากันหมด ต้องศึกษาตลาดให้ดีนะ

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าเช่า ถือเป็นรายได้ตามกฎหมายที่เราต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.) ด้วยนะ (จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 5) และอาจจะมีภาระเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องจ่ายเป็นรายปีแฝงอยู่ด้วย

 

เหมาะกับใคร: คนที่มีเงินก้อน หรือมีเครดิตกู้แบงก์ผ่าน มีเวลาไปดูแลทรัพย์สิน มีทักษะในการคัดกรองผู้เช่า และชอบการลงทุนที่มีสินทรัพย์จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

  • 7. ค่าลิขสิทธิ์

 

สายครีเอเตอร์ต้องเลิฟสิ่งนี้ เพราะคือการที่เราใช้ความสามารถส่วนตัว สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา 1 ชิ้น (เช่น วาดสติกเกอร์ไลน์ เขียน E-book ขายภาพถ่ายออนไลน์ แต่งเพลง หรือเขียนโปรแกรม) แล้วเอาผลงานนั้นไปวางขายบนแพลตฟอร์มต่างๆ พอมีคนมากดซื้อหรือกดใช้งาน ระบบก็จะแบ่งรายได้ (ค่าลิขสิทธิ์) ให้เราเรื่อยๆ ตลอดไป

 

ข้อดี: ลงแรงสร้างผลงานแค่อย่างหนักหน่วงแค่ครั้งเดียว (ต้นทุนทางการเงินอาจจะน้อยมาก ใช้แค่ไอเดียกับแรงงาน) แต่ผลงานนั้นสามารถทำงานทำเงินให้เราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขยายสเกลการขายได้เรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัด

 

ข้อควรระวัง: ช่วงแรกจะเหนื่อยและท้อมาก เพราะสร้างเสร็จอาจจะขายไม่ออกเลยก็ได้ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองและสะสมฐานแฟนคลับ แถมพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไว ผลงานเราอาจจะหมดความนิยมเมื่อไหร่ก็ได้

 

เรื่องภาษีที่ต้องรู้: รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ จัดเป็นเงินได้ประเภทมาตรา 40(3) เวลาคำนวณภาษี สรรพากรจะอนุญาตให้นำไปหักค่าใช้จ่ายได้ 50% (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง แล้วค่อยนำไปเข้าตารางคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

 

เหมาะกับใคร: สายผลิต สายครีเอทีฟ มีทักษะเฉพาะตัวสูง มีวินัย และมีความอดทนรอความสำเร็จได้

 

ปันผลที่มองไม่เห็น พลังของหุ้นเติบโต

 

นอกเหนือจากการโฟกัสที่กระแสเงินสดรับเข้ามือแล้ว บางครั้ง ‘หุ้นเติบโต’ หรือ Growth Stock ก็มีปันผลที่ดีเมื่อมองในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หุ้นแอปเปิ้ล ที่แม้จะไม่มีปันผลรายทาง บริษัทแนวนี้จะเลือกเอา ‘กำไร’ ที่หามาได้ กลับไปลงทุนต่อยอด พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือขยายตลาดให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

ผลลัพธ์คือ มูลค่าของกิจการจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ ‘ราคาหุ้น’ ที่เราถืออยู่แพงขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยซื้อหุ้นในราคา 1,000 บาท เวลาผ่านไป 10 ปี ราคาอาจจะพุ่งไปเป็น 5,000 บาท การที่มูลค่าพอร์ตของเราโตถือเป็นความมั่งคั่งที่ทรงพลังมากๆ และถ้าวันหนึ่งเราอยากใช้เงิน เราก็วางแผนทยอยขายหุ้น ออกมาทีละส่วน มันก็เปรียบเสมือนการสร้าง Passive income ให้ตัวเองใช้ไปเรื่อยๆ ได้เหมือนกัน

 

หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ มิใช่การชี้ชวนหรือให้คำแนะนำในการลงทุน

 

กฎเหมาเข่งของสรรพากร

 

ก่อนเริ่มลงทุน สิ่งที่ควรจำคือเรามีสิทธิขอคืนภาษีได้ แต่ก็มีเงื่อนไขของสรรพากรบางอย่างที่ต้องศึกษาให้ดี เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

การยื่นภาษีปันผลของหุ้นและกองทุน: เงินปันผลหุ้นและกองทุนรวมถือเป็นรายได้หมวดเดียวกัน หากเลือกจะยื่นขอคืนภาษี จะต้องนำปันผล ‘ทุกรายการ’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมคำนวณทั้งหมด จะเลือกยื่นแค่บางรายการไม่ได้

 

  • ฐานภาษี 0% (รายได้สุทธิไม่เกิน 1.5 แสนบาท/ปี) ควรยื่นขอคืน เพราะจะได้เงิน 10% ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายกลับมาทั้งหมด
  • ฐานภาษี 10% ขึ้นไป แนะนำให้หัก 10% จบไปเลย (Final Tax) จะคุ้มกว่าถ้ายื่นรวมแล้วต้องเสียภาษีเพิ่ม

 

การยื่นภาษีดอกเบี้ยพันธบัตรและหุ้นกู้: หากจะนำดอกเบี้ยไปยื่นขอคืนภาษี ต้องนำ ‘รายได้ดอกเบี้ยทุกก้อน’ ที่ได้รับในปีนั้นมารวมยื่นทั้งหมด ไม่สามารถเลือกยื่นแค่บางบัญชีได้ ควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนว่าการขอคืนภาษี กับการยอมให้หัก 15% จบไปตั้งแต่แรก แบบไหนส่งผลดีต่อกระเป๋าเงินของเรามากกว่ากัน

 

แล้วเราควรเลือกปันผลแบบไหน? คำตอบคือ ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง’ เราสามารถใช้กลยุทธ์ จัดพอร์ตผสมผสานหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน

 

อาจจะเริ่มจากเอาเงินสำรองฉุกเฉินไปพักไว้ใน บัญชีดิจิทัลดอกเบี้ยสูง จากนั้นพอมีรายได้พิเศษ ก็เอาไปซื้อ กองทุนรวมปันผล สะสมกระแสเงินสดทีละนิด ส่วนใครที่มีพลังมีไอเดียล้นเหลือ ก็ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานมาสร้างผลงานรับ ค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มช่องทางรายได้

 

การมี Passive Income ไม่ใช่เวทมนตร์หรือแชร์ลูกโซ่ แต่มันคือ ‘คณิตศาสตร์ + ความมีวินัย’ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ศึกษาให้เข้าใจลึกซึ้ง และปล่อยให้เวลาและดอกเบี้ยทบต้นช่วยทำงานแทนเราไปยาวๆ

 

ภาพ: Photon photo / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Passive Income ที่จริงใจ ปันผลแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทก้อนหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ https://thestandard.co/santitarn-jump-start-energy-transition/ Fri, 22 May 2026 12:57:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1210097 ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

‘ดร.สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังง […]

The post ‘สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทก้อนหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

‘ดร.สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท หวังสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน เสริมการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน มั่นใจทุกโครงการมีเป้าหมายชัดจึงจะผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ชี้วัดผลเงินกู้ ต้องดูศักยภาพ GDP ระยะยาว

 

วันนี้ (22 พฤษภาคม) ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่าในการใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท รัฐบาลได้ออกแบบแผนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือ ‘Jump Start’ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจพลังงานสะอาดของไทยไว้ในมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน โดยมีสิ่งสำคัญที่ต้องเดินหน้าควบคู่กัน 4 ด้าน ประกอบด้วย

 

  • การสร้างพลังงานสะอาดใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
  • การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างครัวเรือน
  • การผลักดันภาคขนส่งและโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) เพื่อสร้างอุปสงค์รองรับพลังงานสะอาด
  • การพัฒนานวัตกรรมรวมถึงบุคลากร รองรับเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น ช่างติดตั้งโซลาร์และช่างซ่อมแบตเตอรี่

 

ดร.สันติธารกล่าวว่า การใช้เงินกู้ภายใต้กรอบดังกล่าวมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน พร้อมมีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ตรวจสอบโครงการอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้กับโครงการที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปิดให้ทุกโครงการสามารถใช้เงินกู้ได้ง่ายๆ

 

พร้อมทั้งย้ำอีกว่า การกำหนดกรอบนโยบายที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดของประเทศในระยะยาว

 

ชี้วัดผลเงินกู้ ต้องดูศักยภาพ GDP ระยะยาว

 

ดร.สันติธารกล่าวต่อว่า การพิจารณาผลลัพธ์ของการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ไม่ควรมองเพียงตัวเลขหนี้สาธารณะต่อ GDP หรือจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้ แต่ควรพิจารณาด้วยว่า เงินกู้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ทำอะไร และสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้หรือไม่ พร้อมระบุว่า หากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ก็จะมีส่วนช่วยใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่

 

  • ลดจุดอ่อนและความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ
  • ช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุนพลังงานและต้นทุนการขนส่ง
  • สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จาก Green Economy ผ่านการพัฒนาบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานใหม่ในระยะยาว

 

“คำถามสำคัญไม่ใช่ว่ากู้เท่าไร แต่คือกู้ไปทำอะไร และทำให้ GDP ระยะยาวเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ แม้การเร่ง GDP ไม่ใช่เป้าหมายหลักโดยตรงของมาตรการนี้ แต่หากดำเนินการสำเร็จ ผลพลอยได้สำคัญคือเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว” ดร.สันติธารกล่าว

The post ‘สันติธาร’ เปิดแผน ‘Jump Start’ หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทก้อนหลัง ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ https://thestandard.co/samsung-chip-workers-bonus-deal/ Fri, 22 May 2026 12:40:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210088 ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ […]

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ระดับโบนัสจะต่างกันไปตามแต่ละแผนก แต่โดยเฉลี่ยพนักงานจะได้รับราว 513 ล้านวอน (ประมาณ 11.3 ล้านบาท) ตามการคำนวณของ Bloomberg เพิ่มขึ้นมากจากปี 2025 ที่ได้รับเฉลี่ย 158 ล้านวอน (ประมาณ 3.48 ล้านบาท)

 

ขณะที่สำนักข่าว Yonhap ประเมินว่าพนักงานในแผนกหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังเติบโตอาจได้รับโบนัสรายคนสูงถึงราว 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.2 ล้านบาท)

 

ภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพ Samsung ตกลงจ่ายโบนัส 10.5% ของกำไรในรูปแบบหุ้น และอีก 1.5% เป็นเงินสด โดยโครงการนี้จะดำเนินต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ตราบเท่าที่บริษัททำกำไรได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Samsung ในปี 2026 จะเติบโตถึง 7 เท่า แตะระดับราว 333 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.33 ล้านล้านบาท)

 

ต้นตอความขัดแย้ง ช่องว่างโบนัสระหว่างแผนก

 

ความขัดแย้งครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การแบ่งสรรโบนัสจากกำไรมหาศาลที่มาจากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่พุ่งสูง โดยประเด็นหลักคือช่องว่างของโบนัสระหว่างพนักงานในแผนกชิปหน่วยความจำกับพนักงานในแผนกอื่นๆ

 

เดิมที Samsung วางแผนจ่ายโบนัสก้อนใหญ่ให้พนักงานราว 27,000 คนที่ผลิตชิปหน่วยความจำ ซึ่งสูงกว่าพนักงานที่ผลิตชิปประเภทอื่นและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เท่า ทำให้สหภาพออกมาเรียกร้องว่าพนักงานอีกราว 23,000 คนที่ผลิตชิปขั้นสูงน้อยกว่าให้กับบริษัทอย่าง Tesla และ Nvidia ไม่ควรถูกทอดทิ้ง

 

ต้นตอของความไม่พอใจมาจากการที่ปีก่อน SK Hynix ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่า ยกเลิกเพดานโบนัสเป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้พนักงานได้โบนัสสูงกว่าพนักงาน Samsung กว่า 3 เท่า จนพนักงาน Samsung บางส่วนย้ายไปอยู่กับ SK Hynix

 

หลังจากนั้น Samsung จึงเสนอให้พนักงานแผนกชิปหน่วยความจำได้รับโบนัสสูงถึง 607% ของเงินเดือนประจำปี ซึ่งสูงกว่า SK Hynix แต่พนักงานในธุรกิจอื่นกลับได้รับเพียง 50-100% ตามเอกสารการเจรจาที่ Reuters ได้เห็น

 

รายละเอียดข้อตกลง โบนัสส่วนใหญ่เป็นหุ้น

 

ภายใต้ข้อตกลงใหม่ พนักงานในแผนกชิปทั้งหมดจะได้รับโบนัสปกติ 50% ของเงินเดือนประจำปีเป็นเงินสด นอกจากนี้ Samsung จะกันกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ไว้สำหรับโบนัสพิเศษในรูปแบบหุ้น โดยในปีนี้ 40% ของโบนัสพิเศษจะกระจายให้ทั่วทั้งธุรกิจชิป ส่วนที่เหลือใช้ตอบแทนพนักงานในแผนกหน่วยความจำ

 

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานแผนกหน่วยความจำที่มีเงินเดือนพื้นฐาน 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.76 ล้านบาท) คาดว่าจะได้รับโบนัสรวมราว 626 ล้านวอน หรือประมาณ 13.8 ล้านบาทในปีนี้ เทียบกับพนักงาน SK Hynix ที่คาดว่าจะได้รับกว่า 700 ล้านวอน (ประมาณ 15.4 ล้านบาท) หากบริษัททำกำไรได้ตามเป้า

 

อย่างไรก็ตาม โบนัสของ Samsung มีขนาดเล็กกว่าและส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบหุ้น ขณะที่พนักงาน SK Hynix เลือกรับเป็นเงินสดหรือหุ้นก็ได้

 

ริว ยอง-โฮ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก NH Investment & Securities ระบุว่าการจ่ายโบนัสเป็นหุ้นของ Samsung “ช่วยเลี่ยงการไหลออกของเงินสดโดยตรง พร้อมช่วยพยุงราคาหุ้นโดยไม่ต้องออกหุ้นใหม่ที่จะไปลดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม”

 

อีกทั้งโบนัสพิเศษของ Samsung ยังมีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องทำกำไรได้ตามเป้า ซึ่งต่างจาก SK Hynix ที่ไม่กำหนดเงื่อนไขนี้ ทำให้ Samsung บริหารต้นทุนได้ดีกว่าหากอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะขาลงในอนาคต

 

คลายวิกฤต แต่ยังทิ้งรอยร้าว

 

การระงับการประท้วงครั้งนี้สร้างความโล่งใจให้เกาหลีใต้เป็นวงกว้าง เนื่องจาก Samsung คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ และการประท้วงที่วางแผนไว้คาดว่าจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและกระทบห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก

 

โดยสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีสมาชิกเกือบ 48,000 คน ได้ระงับแผนการประท้วงที่เดิมจะเริ่มในวันพฤหัสบดี (21 พฤษภาคม) และจะเปิดให้สมาชิกลงคะแนนระหว่างวันที่ 22-27 พฤษภาคม

 

หลังการประกาศข้อตกลง หุ้นของ Samsung พุ่งขึ้น 8.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ก็ปรับขึ้นกว่า 8% สะท้อนว่าตลาดตอบรับการคลี่คลายความขัดแย้งในเชิงบวก ทั้งนี้ความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงได้ผลักดันมูลค่าตลาดของ Samsung ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.59 ล้านล้านบาท) ในเดือนพฤษภาคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ได้เปิดเผยให้เห็นความแตกแยกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์จากกระแสบูมของ AI แม้พนักงานแผนกหน่วยความจำจะได้รับโบนัสก้อนใหญ่ แต่พนักงานในแผนกชิปอื่นๆ ของ Samsung กลับได้รับน้อยกว่ามาก

 

วิศวกรในแผนกโรงงานผลิตชิป (Foundry) รายหนึ่งเปิดเผยว่า “ในส่วนของธุรกิจหน่วยความจำดูเหมือนจะพอใจกับข้อตกลงนี้ แต่ทีมอื่นๆ ดูจะไม่พอใจ และดูเหมือนว่าคนที่อยากออกก็เริ่มทยอยลาออกกันแล้ว”

 

ทั้งนี้กระแสบูมของ AI ยังส่งผลให้ความมั่งคั่งของตระกูล Lee เจ้าของ Samsung พุ่งสูงขึ้นมาก โดย เจย์ วาย ลี เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลีใต้ ด้วยทรัพย์สินราว 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท) ขณะที่ความมั่งคั่งรวมของตระกูลแตะระดับราว 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท) ณ เดือนมีนาคม ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.59 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.022 บาท ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Ivan Marc / Shutterstock

อ้างอิง:

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 สูตร ค่าไฟใหม่ กกพ.ชงโมเดลลดรายเล็ก เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่ายแพงขึ้นเฉลี่ย 5 บาท https://thestandard.co/erc-new-power-rates/ Fri, 22 May 2026 08:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1210040 ภาพกราฟิกแสดงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ปรับตามการใช้ไฟ

กกพ. เปิด 4 สูตร ชูแนวคิด ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟไม […]

The post เปิด 4 สูตร ค่าไฟใหม่ กกพ.ชงโมเดลลดรายเล็ก เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่ายแพงขึ้นเฉลี่ย 5 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ปรับตามการใช้ไฟ

กกพ. เปิด 4 สูตร ชูแนวคิด ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จ่ายถูกลงเพดาน 3 บาท ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน เตรียมรับภาระเพิ่ม แตะ 5 บาทต่อหน่วย ชี้เตรียมเปิดรับฟังความเห็น ก่อนเริ่มใช้จริงเดือนกรกฎาคม 2569

 

วันที่ 22 พ.ค.69 พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟบ้านกว่า 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งกว่า 64% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จึงถือเป็นมาตรการที่ช่วยประชาชนส่วนใหญ่โดยตรง

 

โดยตัวอย่างบ้านที่ใช้ไฟ 200 หน่วย ปัจจุบันจ่ายค่าไฟประมาณ 700 บาท แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่จะลดเหลือราว 600 บาท หรือประหยัดได้ประมาณ 100 บาทต่อเดือน

 

ทั้งนี้ การปรับครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะค่าไฟฟ้าฐาน ไม่รวมค่า Ft ซึ่งยังคำนวณตามต้นทุนเชื้อเพลิงในแต่ละรอบ และค่าไฟเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบ 3.95 บาทต่อหน่วยตามนโยบายรัฐบาล

 

สำหรับ 4 แนวทางที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น กรณีศึกษาที่ 1-2 จะตรึงค่าไฟกลุ่มใช้ไฟ 201-400 หน่วยไว้ใกล้เคียงเดิม แต่ผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยจะปรับขึ้นสูง

 

ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3-4 จะทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ระดับ 201 หน่วยขึ้นไป ทำให้ค่าไฟค่อยๆเพิ่ม ไม่กระโดดแรงในช่วงปลาย

 

โดยแนวทางที่ 4 มองว่ามีความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะไม่ทำให้ผู้ใช้ไฟสูงต้องแบกรับภาระพุ่งขึ้นทันที

 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยจะจ่ายค่าไฟประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เพื่อนำส่วนต่างไปอุดหนุนกลุ่มใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย คิดเป็นวงเงินราว 15,000 ล้านบาท

 

พร้อมย้ำว่า แนวคิด ‘ผู้ใช้มาก จ่ายมาก’ จะช่วยลดการใช้พลังงานเกินจำเป็น และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต เช่น โซลาร์รูฟท็อปและรถ EV โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ก่อนสรุปเสนอ กกพ. พิจารณาประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

 

สำหรับตัวอย่างการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2 หรือบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือน พบว่า กลุ่มใช้ไฟระดับปานกลางยังมีโอกาสจ่ายค่าไฟลดลง แต่ผู้ใช้ไฟสูงตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไป จะเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่ในบางกรณี

 

ศึกษาจากตัวอย่างการใช้ไฟฟ้า 390 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันมีค่าไฟรวม 1,699.60 บาท แต่หากใช้อัตราใหม่ในกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 ค่าไฟจะลดลงเหลือ 1,594.36 บาท หรือลดลงกว่า 105 บาท

 

ขณะที่กรณีศึกษาที่ 4 ค่าไฟจะอยู่ที่ 1,694.33 บาท ลดลงเล็กน้อย ส่วนกรณีศึกษาที่ 3 ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้นเป็น 1,704.72 บาท

 

“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ต้องการตรึงค่าไฟช่วงต้นให้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ที่รัฐบาลต้องการให้อัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก่อนทยอยปรับขึ้นตามปริมาณการใช้ไฟ”

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ไฟสูงขึ้น พบว่า ผู้ใช้ไฟ 500 หน่วยต่อเดือน เริ่มมีภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 2,237 บาท

 

หากใช้อัตราใหม่กรณีศึกษาที่ 1 ค่าไฟจะเพิ่มเป็น 2,241.27 บาท ส่วนกรณีศึกษาที่ 3 จะเพิ่มเป็น 2,306.01 บาท และกรณีศึกษาที่ 4 เพิ่มเป็น 2,299.91 บาท ขณะที่กรณีศึกษาที่ 2 ยังคงใกล้เคียงอัตราเดิมที่ 2,237 บาท

 

ความแตกต่างของทั้ง 4 กรณี อยู่ที่วิธีการกระจายภาระค่าไฟระหว่างผู้ใช้ไฟระดับกลางและระดับสูง

 

โดยบางสูตรจะตรึงค่าไฟช่วงต้นให้นาน ส่งผลให้ค่าไฟช่วงปลายกระโดดสูงมากขึ้น ขณะที่บางสูตรจะค่อย ๆ ปรับขึ้นตั้งแต่ช่วง 200-400 หน่วย เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงปลาย

 

ทั้งนี้ เบื้องต้น การไฟฟ้าฯ มองว่าเมื่อดูจาก 4 ตัวอย่าง ควรพิจารณากรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งถือเป็นค่าเฉพาะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องมีการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ย 0.54 -1.03 บาทต่อหน่วย หรือ มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 4.96- 5.00 บาทต่อหน่วย โดยกราฟการจ่ายค่าไฟในราคาที่ไม่ก้าวกระโดดมากนัก ซึ่งส่วนมากเป็นประชากรในกทม.และปริมณฑล

 

แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ ซึ่ง กกพ.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม-5 มิถุนายน 2569 พร้อมอยู่ระหว่างพิจารณาค่าไฟใหม่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเคาะอัตราใหม่ในรอบถัดไปก่อนสรุปเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน และเริ่มมีผลกับบิลค่าไฟรอบเดือนกรกฎาคม 2569

The post เปิด 4 สูตร ค่าไฟใหม่ กกพ.ชงโมเดลลดรายเล็ก เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จ่ายแพงขึ้นเฉลี่ย 5 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/set-roadshow-london-thai-companies/ Fri, 22 May 2026 08:11:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1210032 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย พร้อมข้อความ ตลท.นำ 5 บจ. โรดโชว์ลอนดอน พบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ CITIC Securities จัดงาน ‘CLSA ASEAN Access Day in London’ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 พร้อมนำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยชั้นนำ เข้าพบกองทุนสถาบันระดับโลกเพื่อนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคและศักยภาพตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยการส่งออกไตรมาสแรกขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น

 

ด้านตลาดทุน SET Index ปรับตัวขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสุทธิ โดยจุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้นำเสนอโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับความน่าดึงดูดใจของตลาดทุนไทยด้วย

 

“การโรดโชว์ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนชั้นนำกว่า 20 แห่งเข้าร่วมงาน ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่จากยุโรปที่ลงทุนในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ผู้ลงทุนสถาบันให้ความสนใจกับตลาดไทยในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่นำเสนอ ช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในฐานะแหล่งลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” อัสสเดชกล่าว

 

 

 

บจ. ไทย 5 แห่ง ที่ร่วมโรดโชว์ครั้งนี้ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ. เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ. เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดเข้าร่วมโรดโชว์กับ บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ฮ่องกง และงานสัมมนาประจำปี Thailand Focus 2026 ในเดือนสิงหาคม 2569

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์ลอนดอน นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทยพบกองทุนโลกกว่า 20 แห่ง ชูโอกาสลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/sec-tisa-retirement-savings/ Thu, 21 May 2026 13:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1209816 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรั […]

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดแนวคิด ‘โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account: TISA)’ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาว ของคนไทยทุกคน ภายใต้โครงสร้างบัญชีเดียวที่เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายไว้ด้วยกัน ช่วยให้คนไทยบริหารเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ เห็นภาพรวมการลงทุนของตนเองชัดเจนขึ้น

 

เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน และเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

โครงการ TISA ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน ของคนไทย จากการออมในลักษณะพักเงิน ไปสู่การลงทุนระยะยาวอย่างมีเป้าหมาย โดยผู้ลงทุนจะได้รับคำแนะนำหรือบริการจัดการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ในการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยโครงสร้างบัญชีเดียวของ TISA จะช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนชัดเจนขึ้น สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดย TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างวินัยการออมและการลงทุน ให้มีการออมการลงทุนสะสมเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

 

นอกจากนี้ เพื่อให้โครงการ TISA เป็นไปเพื่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง รัฐก็อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนการออมการลงทุน แยกจากวงเงินการลงทุนที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบการลงทุนเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นวงเงินการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือดอกเบี้ยอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วยให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยออมและลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย หรือผู้ปกครองจะใช้สำหรับการวางแผนการลงทุนให้แก่บุตรก็สามารถทำได้ ถึงแม้จะเงินที่เริ่มลงทุนในช่วงต้นอาจจะน้อย แต่หากเริ่มลงทุนเร็ว ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และได้รับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมก็ช่วยให้คนไทยสะสมความมั่งคั่งเพื่อความมั่นคงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

 

ในมิติของระบบเศรษฐกิจ TISA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน หรือการลงทุนภายในประเทศ โดยเปลี่ยนเงินออมของประชาชนให้เป็นเงินลงทุน ระยะยาวที่สามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริง ส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน อาทิ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Corporate Value Up (CVUP) หรือ JUMP+ ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญหรือเด่นในเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีที่มีแผนพัฒนาธุรกิจอย่างชัดเจน ให้ผู้ลงทุนติดตามได้ หรือส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐ ต้องการสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน TISA ในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนระยะยาว จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านการเงินพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ เครื่องมือวางแผนการเงิน และระบบให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

 

ช่วยลดพฤติกรรมการลงทุนตามกระแสหรือแรงจูงใจระยะสั้น โดยผู้ประกอบธุรกิจมุ่งแข่งขันกันบนพื้นฐานของความเหมาะสมของคำแนะนำ คุณภาพการให้บริการ เกิดการแข่งขันการให้บริการที่ดีขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ทำให้เกิดระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แนวคิดโครงการ TISA เป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยน landscape ของการออมและการลงทุนของประเทศ จากระบบที่มีหลายผลิตภัณฑ์และหลายเงื่อนไข ไปสู่โครงสร้างที่เรียบง่าย ชัดเจน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภายใต้บัญชีเดียวที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ทุกกลุ่มและครอบคลุมทุกช่วงชีวิต

 

โดย TISA จะช่วยให้คนไทยบริหารเงินออมและการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับพอร์ตให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่น่าเชื่อถือภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.

 

ก.ล.ต. เชื่อว่า TISA จะช่วยยกระดับคุณภาพของการออมการลงทุน ให้เป็นการออมการลงทุนที่มีเป้าหมาย มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัว เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน อันเป็นการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดข้อเสนอเชิงนโยบายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลัง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการผลักดันแนวคิด TISA ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและส่วนรวม

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง https://thestandard.co/welfare-card-screening-assets/ Thu, 21 May 2026 10:38:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1209767 ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายใ […]

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นการตรวจสอบสินทรัพย์ การลงทุนหุ้น และประกันชีวิตมูลค่าสูง เพื่อหาผู้มีรายได้น้อยที่แท้จริง

คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ภายในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ยันเกณฑ์ใช้รายได้ 100,000 บาทต่อปีตามเดิม แต่จ่อนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาด้วย พร้อมตรวจสอบการถือครองสินทรัพย์ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ พร้อมจ่อตัดสิทธิกลุ่มจดทะเบียน VAT ลงทุนหุ้น และมีประกันชีวิตมูลค่าสูง หวังคัดเหลือเฉพาะ ‘คนจนจริง’ เท่านั้น

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เร็วๆ นี้ ภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนรอบนี้ทำไปเพื่อต้องการทบทวนและคัดกรองสิทธิให้เหลือเฉพาะ ‘ผู้มีรายได้น้อยจริงๆ’ อยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐ

 

ลวรณอธิบายเพิ่มเติมว่า การคัดกรองรอบใหม่จะยังคงเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีไว้ตามเดิม แต่จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัลและฐานข้อมูลที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยจะตรวจสอบทั้งการถือครองสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ และรถจักรยานยนต์

 

“เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ จะทำให้เหลือจำนวนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการเป็นคนจนอย่างแท้จริง” ลวรณกล่าว

 

สอดคล้องกับ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง ที่กล่าวว่า แม้เกณฑ์รายได้ยังคงเดิม แต่ระบบคัดกรองจะมีความรอบคอบมากขึ้น จากเดิมที่ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลภาษีเงินได้ที่ยื่นแบบเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เข้ามาพิจารณาร่วมด้วย รวมไปถึงตัดสิทธิผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง

 

นอกจากนี้ วินิจยังระบุว่า ในการลงทะเบียนใหม่รอบนี้ กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานอย่างน้อย 18 หน่วยงาน และนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน (Real-time) มากที่สุดเช่นกัน

 

“ที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น รวมถึงการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าสูง และบางรายสูงกว่า 1 ล้านบาทเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” วินิจกล่าว

 

โดยลวรณกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์คัดกรองรอบใหม่ยังอยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์แล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ

The post คลังจ่อยกระดับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรสวัสดิการฯ’ จ่อตรวจสอบสินทรัพย์ ตัดสิทธิผู้จดทะเบียน VAT-ลงทุนหุ้น-ประกันชีวิตมูลค่าสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ความมั่งคั่งในแบบของคุณ” ชวนถอดรหัสหนังโฆษณา ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wealth-your-world/ Thu, 21 May 2026 10:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1209356

โลกของเราเป็นของเราเองทั้งใบ แล้วโลกการเงินของคุณล่ะ ได […]

The post “ความมั่งคั่งในแบบของคุณ” ชวนถอดรหัสหนังโฆษณา ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกของเราเป็นของเราเองทั้งใบ แล้วโลกการเงินของคุณล่ะ ได้เป็นของคุณจริง ๆ แล้วหรือยัง?

 

เงินก้อนแรก ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง อาจทำให้เรารู้สึกถึงความมั่นคงบางอย่างในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราทำให้ความมั่งคั่งนั้นเดินไปในทิศทางเดียวกับชีวิตของเราแค่ไหน โลกการเงินของแต่ละคนต่างกัน บางคนต้องการความมั่นคงให้ครอบครัว บางคนต้องการอิสระในการใช้ชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

 

ทั้งหมดคือแกนความคิดของภาพยนตร์แคมเปญโฆษณา “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” จาก ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ที่ชวนเรากลับมามองความมั่งคั่งในความหมายที่กว้างกว่าเงิน ผลตอบแทน หรือขนาดของพอร์ตการลงทุน ชวนขบคิดเรื่องการออกแบบโลกการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ความเสี่ยง ไลฟ์สไตล์ และสิ่งที่แต่ละคนให้คุณค่าจริง ๆ

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 1

 

THE STANDARD WEALTH ชวนถอดรหัสหนังโฆษณาชิ้นนี้ ความคิดที่ถามคนดูว่า โลกความมั่งคั่งของเราเป็นของเราเองมากแค่ไหน และเรากำลังดูแลโลกใบนั้นในแบบที่ควรจะเป็นแล้วหรือยัง

 

ภาพยนตร์โฆษณาที่เล่าความมั่งคั่งผ่านความหมายของชีวิตมากกว่าตัวเลข

 

หนังโฆษณาในแคมเปญ “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” มีความพิเศษตรงที่เปลี่ยน Storytelling แบบเดิมในงานสื่อสารการเงิน แทนที่จะเริ่มจากตัวเลข ผลตอบแทน หรือภาพความหรูหรา หนังเลือกตั้งต้นจากคำถามว่า เมื่อคนคนหนึ่งเดินทางมาไกล ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายอย่าง และมีสิ่งที่หลายคนมองว่าเพียบพร้อม อะไรคือสิ่งที่ยังมีความหมายพอให้เขาอยากรักษาไว้

 

หนังเปิดด้วยภาพของตัวละครที่ออกเดินทางไปยังพื้นที่กว้างใหญ่ ทั้งมหาสมุทร ป่าเขา และสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาพแทนของชีวิตที่ผ่านการพิชิตเป้าหมาย สะสมประสบการณ์ ความสำเร็จ และความมั่งคั่งมาเรื่อย ๆ

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 2

 

แต่หลังจากฉากแรก ฉากก็ค่อย ๆ เปลี่ยนกลับไปที่ชีวิตของคนนั้นกับครอบครัวที่โอบกอดกันอย่างอบอุ่น แทนที่จะบอกว่าปลายทางของความมั่งคั่งคือการครอบครองโลกให้ได้มากที่สุด หนังกลับค่อย ๆ พาคนดูกลับมาสู่โลกที่เล็กกว่า เรียบง่ายกว่า แต่มีความหมายมากกว่า นั่นคือครอบครัว ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่อยากดูแลให้ดีที่สุด

 

สิ่งที่หนังโฆษณาชิ้นนี้ทำได้ดี คือการนิยาม “Wealth” ใหม่ให้ไม่ใช่แค่การมีมากขึ้น แต่คือการรู้ว่า “โลกใบไหน” สำคัญกับเราจริง ๆ ภาพการเดินทาง การแสวงหา และสิ่งของมีค่าเป็นเพียงฉากหน้า ก่อนค่อย ๆ เผยให้เห็นว่าความมั่งคั่งมีความหมายก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เราดูแลสิ่งที่รักได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์ หรือชีวิตในแบบที่เราเลือกเอง

 

หนังโฆษณาชิ้นนี้ไม่รีบพาคนดูไปสู่คำตอบทางการเงิน โดยเลือกใช้ภาษาของชีวิตเป็นตัวนำ เพื่อให้เราถามตัวเองว่า อยากกลับไปหาใคร? อยากปกป้องอะไรไว้ให้นานที่สุด? เราอยากมีชีวิตแบบไหนในแบบของเราเอง?

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 3

 

ในมุมนี้ Wealth ในหนังโฆษณาเรื่องนี้จึงสื่อสารถึงความมั่งคั่งที่ทำงานเพื่อชีวิตจริงของเรา เป็นความมั่งคั่งที่ช่วยให้เราดูแลโลกเล็ก ๆ ของตัวเองได้มั่นคงขึ้น และทำให้เราตอบได้ชัดขึ้นว่า สิ่งที่เรามีอยู่กำลังดูแลสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้ดีพอหรือยัง

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 4

 

Wealth Your World เมื่อโลกการเงินของแต่ละคนไม่ควรถูกออกแบบเหมือนกัน

 

คำว่า “ความมั่งคั่ง” แท้จริงไม่ใช่คำที่ใหญ่โตเกินตัวของคนทุกคน ในความเป็นจริงแล้ว ความมั่งคั่งของแต่ละคนมีน้ำหนักไม่เท่ากัน และมีความหมายต่างกัน

 

บางคนมองความมั่งคั่งเป็นความสบายใจของครอบครัว บางคนมองเป็นอิสระในการเลือกใช้ชีวิต บางคนอยากเก็บรักษาสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิตให้มั่นคงพอจะส่งต่อได้ และบางคนอาจต้องการเพียงความมั่นใจว่า โลกการเงินของตัวเองไม่ได้ถูกปล่อยให้ไหลไปตามจังหวะของตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 5

 

ทั้งหมดจึงสะท้อนแนวคิด ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ผ่านแคมเปญของหนังโฆษณา “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” โดยเน้นที่ “Your World” มากกว่า “Wealth” สะท้อนแนวคิดว่าความมั่งคั่งที่ดี คือการบริหารเงินให้ตอบโจทย์ชีวิตแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ความปลอดภัย อนาคตครอบครัว หรือความสบายใจ

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 6

 

3 เสาหลักที่ทำให้ Wealth Your World จับต้องได้

 

หนังโฆษณานี้ทำให้เราเข้าใจเรื่องความหมายของความมั่งคั่งที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการดูแลความมั่งคั่ง ซึ่ง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองเห็น เข้าใจ และเชี่ยวชาญแนวคิดด้านความมั่งคั่งเป็นอย่างดี โดยถ่ายทอดผ่าน 3 เสาหลัก เพื่อทำให้คำว่า Wealth Your World กลายเป็นแนวทางที่จับต้องได้มากขึ้น

 

  • SAFER POCKET คือการมองความมั่งคั่งผ่านความมั่นคงของพอร์ตการลงทุน โดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบและกระจายความเสี่ยง เพื่อให้เงินไม่ได้เคลื่อนไปตามตลาดอย่างไร้ทิศทาง แต่มีกรอบการดูแลที่คิดถึงทั้งการเติบโตและความปลอดภัยในระยะยาว

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 7

 

  • CIMB PREFERRED ขยับจากเรื่องพอร์ตไปสู่การดูแลที่เฉพาะตัวมากขึ้น เพราะสำหรับคนที่มีเป้าหมายทางการเงินชัดเจน การบริหาร Wealth ไม่ได้จบที่ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่รวมถึงข้อมูล มุมมอง โอกาสการลงทุนระดับภูมิภาค และเอกสิทธิ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 8

 

  • CIMBweBOND สะท้อนอีกมิติของการดูแลนักลงทุนหุ้นกู้ ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมทั้งโอกาสการลงทุนและสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ทำให้การเป็นนักลงทุนไม่ได้ถูกมองแค่ในมุมของการถือสินทรัพย์ แต่ยังเชื่อมกับประสบการณ์และการดูแลในแบบที่แตกต่างออกไป

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 9

 

ทั้ง 3 เสาหลักนี้ทำหน้าที่เหมือนการแปลสารของหนังโฆษณาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น หากหนังตั้งคำถามว่า “โลกความมั่งคั่งของคุณคืออะไร” บริการเหล่านี้ก็คือวิธีที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย พยายามช่วยให้โลกใบนั้นถูกจัดวาง ดูแล และเติบโตไปในทิศทางที่เหมาะกับโลกแต่ละคนมากที่สุด

 

ชมหนังโฆษณาและสำรวจโลกความมั่งคั่งในแบบคุณไปกับ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

 

สุดท้ายเราสามารถสรุปได้เลยว่า ภาพยนตร์แคมเปญโฆษณา “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” ชวนมองความมั่งคั่งของทุกคนให้เป็นมากกว่าเส้นชัยที่ทุกคนต้องวิ่งไปให้ถึงเหมือนกัน เปลี่ยนมาถามกับตัวเองว่า โลกทางการเงินของเราประกอบด้วยอะไร? ใครคือคนสำคัญที่อยู่ในโลกใบนั้น? เพราะความมั่งคั่งที่ดีที่สุด คือความมั่งคั่งที่เริ่มจากชีวิตของคุณเอง นั่นคือสิ่งที่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย อยากสื่อผ่าน “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ”

 

ภาพคอลลาจแสดงถึงความมั่งคั่งในชีวิตและครอบครัว พร้อมโลโก้ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย 10

 

นี่คือเหตุผลควรชมหนังโฆษณาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง รับชมทุกวินาทีที่หนังค่อย ๆ พาเราไปเข้าใจภาพของความมั่งคั่งที่ย่อกลับมาสู่โลกที่สำคัญที่สุด คือโลกของเราที่มีคนสำคัญรออยู่ในนั้น แล้วเราจะใช้ความมั่งคั่งนั้นดูแลโลกของเราอย่างไรต่อไป

 

รับชมภาพยนตร์แคมเปญโฆษณา Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Z_F8AjiER4Y

 

สำรวจแนวคิดการออกแบบโลกความมั่งคั่งในแบบของคุณพร้อมลงทะเบียนรับคำปรึกษาได้ที่ https://wealth.cimbthai.com/ls/WywK04

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารประกาศกำหนด

The post “ความมั่งคั่งในแบบของคุณ” ชวนถอดรหัสหนังโฆษณา ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย “Wealth Your World ให้โลกของคุณ มั่งคั่งในแบบคุณ” [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย https://thestandard.co/bitkub-super-app-stocks-acquisition/ Thu, 21 May 2026 10:07:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1209763 โลโก้บิทคับ พร้อมข้อความ ‘บิทคับ’ ปั้น Super App เปิดเทรด ‘หุ้นไทย-นอก’ ปี 70

บิทคับ (Bitkub) กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีส่วนแบ่ง […]

The post ‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บิทคับ พร้อมข้อความ ‘บิทคับ’ ปั้น Super App เปิดเทรด ‘หุ้นไทย-นอก’ ปี 70

บิทคับ (Bitkub) กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีส่วนแบ่งตลาดราว 70% ในไทย เตรียมยกระดับแพลตฟอร์มสู่การเป็น Super App ด้านการลงทุนที่ครบวงจร เพื่อเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายได้ทั้งคริปโตเคอร์เรนซี หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ไปจนถึงตราสารอนุพันธ์ต่างๆ ภายในแอปพลิเคชันเดียว โดยมีเป้าหมายคือการทลายกำแพงระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมและโลกสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การสร้าง Super App ในลักษณะนี้เคยเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายมาโดยตลอด จนกระทั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดทางให้สามารถดำเนินการได้เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา

 

โดยแนวทางในการดำเนินการคือการเข้าไปซื้อกิจการหรือบริษัทที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อนำมาบูรณาการอยู่ภายใต้แอปพลิเคชันเดียวกัน ซึ่งขณะนี้บิทคับอยู่ระหว่างการพิจารณาและเจรจาดีลซื้อกิจการดังกล่าว

 

“สำหรับธุรกิจคริปโตต้องไปซื้อธุรกิจเข้ามาเพื่อให้มีใบอนุญาตให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนจะให้บริการในแอปเดียวกันได้ คือเทรดได้ทั้งคริปโต เทรดได้ทั้งหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะลูกค้าของเราหลายๆ คนเริ่มเทรดครั้งแรกในชีวิตที่บิทคับ และไม่ได้มี exposure ในสินทรัพย์ประเภทอื่น ถ้าเราสามารถเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงสินทรัพย์ได้หลากหลายขึ้น ก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อรรถกฤตกล่าว

 

อรรถกฤตระบุว่า ปัจจุบันบิทคับมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 5.3 ล้านคน ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากเริ่มต้นการลงทุนครั้งแรกในชีวิตผ่านตลาดคริปโต และยังไม่มีการกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น การนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้

 

เมื่อก้าวสู่การเป็น Super App บิทคับน่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าในไทยได้อีกอย่างน้อย 1 ล้านราย โดยอรรถกฤตบอกว่า “จริงๆ แล้วเราคาดหวังมากกว่านั้น”

 

นอกจากนี้ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด บริษัท AI ระดับโลกเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทแห่งอนาคตที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บิทคับจึงต้องการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของนวัตกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับกรอบเวลาในการเปิดตัว Super App อย่างเป็นทางการนั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2570 เนื่องจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการยังต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้นักลงทุนอาจจะได้เห็นความคืบหน้าสำคัญ อย่างการประกาศดีลควบรวมกิจการ รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น Crypto Futures ที่ทาง ก.ล.ต. เพิ่งอนุญาตให้ทำได้ รวมถึงการเพิ่มคู่เทรดเหรียญกับเหรียญสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน

 

หากบิทคับสามารถผลักดัน Super App นี้ได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวที่คล้ายคลึงกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Robinhood ในสหรัฐอเมริกา และบิทคับมุ่งหวังที่จะเป็นผู้เล่นรายแรกที่ทำได้สำเร็จในประเทศไทย

 

ในแง่ของสภาวะตลาดคริปโตในปัจจุบันที่อยู่ในช่วงพักฐาน อรรถกฤตมองว่า ตลาดยังคงดำเนินไปตามวัฏจักร 4 ปี (4-Year Cycle) ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่มีขึ้นและมีลง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม รวมถึงนโยบายการพิมพ์เงินของธนาคารกลางทั่วโลก สินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) จะยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณสมบัติในการเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงครามอย่างตุรกี ที่มีอัตราการเปิดรับคริปโตสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากประชาชนต้องการสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าและสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ง่าย

 

แม้จะมีผู้เล่นรายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ของบิทคับปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 70% จากเดิมที่เคยสูงถึง 80-90% แต่อรรถกฤตยืนยันว่า ในแง่ของปริมาณการซื้อขาย (Volume) และฐานลูกค้าของบิทคับไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

 

ตัวเลขส่วนแบ่งที่เปลี่ยนไปเกิดจากคู่แข่งนำฐานปริมาณการซื้อขายจากต่างประเทศเข้ามานับรวมด้วย ในขณะที่ความแข็งแกร่งทางการเงินของบิทคับยังคงมั่นคง บริหารจัดการเงินอย่างระมัดระวัง และสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความตึงเครียดทางการเงิน

 

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าและเป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษี Capital Gain สำหรับคริปโต การเปิดกว้างเรื่องโทเคนเพื่อการลงทุน ไปจนถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแล บิทคับเองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นกระดานเทรด แต่ได้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้ง Bitkub Chain, Bitkub Academy, Bitkub Ventures, Bitkub Portal และล่าสุดคือการขยายเข้าสู่ธุรกิจสุขภาพและอายุยืนยาว (Longevity)

 

ภาพ: ‘บิทคับ’ ปั้น Super App

The post ‘บิทคับ’ เตรียมยกระดับเป็น Super App คาดเปิดให้เทรดหุ้นไทย – หุ้นนอก ในปี 70 เผยอยู่ระหว่างดีลซื้อกิจการเพิ่มใบอนุญาต หวังขยายฐานลูกค้าอีก 1 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกเมกะดีลการค้า ‘สหรัฐฯ-จีน’ ใครได้ใครเสียประโยชน์? บนความไม่ไว้ใจ ระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ซ่อนอยู่ https://thestandard.co/us-china-trade-deal-winners-losers/ Thu, 21 May 2026 09:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1209759

จากการพบกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ […]

The post เจาะลึกเมกะดีลการค้า ‘สหรัฐฯ-จีน’ ใครได้ใครเสียประโยชน์? บนความไม่ไว้ใจ ระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ซ่อนอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากการพบกันระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำทางธุรกิจจาก 17 บริษัทเดินทางร่วมคณะไปด้วยนั้น ได้นำมาสู่การพูดคุยและบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด แล้วดีลนี้ใครได้-ใครเสีย?

 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับ ที่ออกมาจริงนั้น น้อยและแคบกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยไม่ได้เป็นการทำลายข้อจำกัดต่างๆ อย่างที่หลายฝ่ายหวัง แต่เป็นเพียงการกำหนดกรอบความเข้าใจ (Framework) กว้างๆ โดยตกลงให้มีการตั้งบอร์ดร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อจัดประเภทสินค้าว่าสิ่งใดคือสินค้าทั่วไป (Non-strategic) และสิ่งใดคือสินค้ายุทธศาสตร์ (Strategic) เช่น เซมิคอนดักเตอร์

 

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์รวมถึง SCB CIO จึงมองว่า ข้อตกลงเฟส 1 นี้เปรียบเสมือน การหยุดยิงชั่วคราว มากกว่าจะเป็นสันติภาพทางการค้าในระยะยาว เนื่องจากยังคงมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองมหาอำนาจซ่อนอยู่ สะท้อนได้จากการตอบรับของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 2-3 วันหลังประกาศข้อตกลง ที่ไม่ได้ปรับตัวเป็นบวกมากนักและมีแรงเทขายจนติดลบเสียด้วยซ้ำ

 

ดุลการค้าสหรัฐฯ-จีน ใครกอบโกยประโยชน์ได้มากกว่ากัน

 

ในมุมมองของการจัดสรรผลประโยชน์ ฝั่ง สหรัฐฯ ถือว่าได้เปรียบและรับประโยชน์ไปมากกว่า โดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่ได้และเสียประโยชน์ออกเป็นดังนี้

 

กลุ่มผู้ที่ได้ประโยชน์

  • ฝั่งสหรัฐฯ: กลุ่มสินค้าเกษตร เครื่องบิน (เช่น โบอิ้ง) และกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากการที่จีนยอมตกลงสั่งซื้อ นอกจากนี้ จีนยังตกลงที่จะไม่ใช้ “แร่หายาก” (Rare Earth) เป็นเครื่องมือในการตอบโต้ทางการค้าในระยะนี้อีกด้วย
  • ฝั่งจีน: มีความหวังที่สหรัฐฯ จะลดหย่อนกำแพงภาษีให้กับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปและเสื้อผ้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ แม้จะยังไม่มีการระบุตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม
  • กลุ่มประเทศ China+1: ประเทศอย่าง เวียดนาม อินเดีย รวมถึง ไทย จะยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความไม่ไว้วางใจที่ยังมีอยู่ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ยังไม่กล้ากลับไปตั้งฐานการผลิตในจีนอย่างเต็มตัว

 

กลุ่มที่พลาดหวังและยังคงถูกกีดกัน (Losers/Missed Opportunities)

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors): ถือเป็นประเด็นที่น่าผิดหวังที่สุด แม้สหรัฐฯ จะอนุญาตให้จีนซื้อชิปที่คุณภาพสูงขึ้นจากรุ่น H1 เป็น H2 ได้ แต่ก็ยังคง กีดกันชิปรุ่นท็อปอย่าง Blackwell สะท้อนชัดเจนว่าสหรัฐฯ ยังคงระแวงและไม่อยากให้ชิปเทคโนโลยีขั้นสูงตกไปอยู่ในมือจีน
  • ความผิดหวังของซีอีโอค่ายชิป: ทางฝั่งจีนเองก็ตอบโต้ด้วยการปฏิเสธการซื้อชิป S200 (หรือ H200) ของสหรัฐฯ โดยระบุว่าตนเองก็มีศักยภาพในการผลิตชิปสเปกดังกล่าวได้ ส่งผลให้การเดินทางไปจีนรอบนี้ของ เจนเซน หวง ซีอีโอของค่ายชิปยักษ์ใหญ่ แทบจะไม่ได้ข้อตกลงอะไรกลับมาเลย
  • กลุ่มแร่หายาก (Rare Earth): แม้จีนจะระงับการใช้แร่หายากเป็นอาวุธชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้เปิดกว้างการส่งออกตามที่ตลาดคาดหวังไว้แต่แรก

 

เมินดีลการค้า สั่งจับตา ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ตัวแปรกดดันตลาด

 

ชาตรี วิเคราะห์ว่า ข้อตกลงการค้าที่เกิดขึ้นนั้นเล็กเกินกว่าจะเป็นปัจจัยผลักดันตลาดหุ้น สิ่งที่กำลังกดดันตลาดและน่ากังวลกว่าคือ สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาเกือบ 3 เดือน และยังไร้แววเจรจาข้อยุติ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ ในขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั้งของสหรัฐฯ ทั่วโลก และของไทย พุ่งทะลุจุดสูงสุด (High) ในรอบปี ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบที่กดดันตลาดหุ้นโดยตรง

 

กลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน เน้นความระมัดระวัง

 

จากภาพรวมเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กล่าวมา SCB CIO แนะนำแนวทางการลงทุนดังนี้

 

  • ใช้กลยุทธ์ Wait and See: ตลาดยังอยู่ในภาวะผันผวน นักลงทุนควรอยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ว่าจะมีพัฒนาการอย่างไร
  • ระวังสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นสูง: ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอาจต้องเผชิญกับ “แรงขายทำกำไร” ในระยะนี้
  • โอกาสทองใน ‘ตราสารหนี้’: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงแตะระดับสูงสุดของปี ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการเข้าลงทุนในตราสารหนี้
  • จับตาหมุดหมายสำคัญในเดือนกันยายน: ตลาดจะต้องจับตาความชัดเจนของข้อตกลงระยะยาวอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งประธานาธิบดี สีจิ้นผิง มีกำหนดการบินไปพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อติดตามผลและเจรจาต่อยอดข้อตกลงที่ยังค้างคา

The post เจาะลึกเมกะดีลการค้า ‘สหรัฐฯ-จีน’ ใครได้ใครเสียประโยชน์? บนความไม่ไว้ใจ ระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ซ่อนอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>