หนึ่งในโรงแรมที่น่าจับตาแห่งปี กับการมาของ The Langham, […]
The post The Langham, Custom House เตรียมเปิดบ้านรับแขก 20 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หนึ่งในโรงแรมที่น่าจับตาแห่งปี กับการมาของ The Langham, Custom House โรงแรมลักชัวรีแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ประกาศเปิดบ้านรับแขกอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ธันวาคมนี้
The Langham, Custom House ตั้งอยู่บนพื้นที่ ‘ศุลกสถาน’ หรืออดีต ‘โรงภาษีร้อยชักสาม’ อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 130 ปี ที่ได้รับการบูรณะและพัฒนาเป็นโรงแรมบูติกลักชัวรีภายใต้การบริหารของ Langham Hospitality Group ที่นี่เปิดให้บริการห้องพักและห้องสวีตรวม 75 ห้อง อาคารหลังใหม่ ดูแลการออกแบบโดย สมิตร โอบายะวาทย์ ผู้ก่อตั้ง Office of Bangkok Architects (OBA) โดยเลือกใช้เส้นสายโค้งมนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของแม่น้ำเจ้าพระยา มาใช้ในงานดีไซน์เพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างอาคารร่วมสมัยกับศุลกสถานที่อยู่เคียงข้างกัน
ภายในเน้นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักหรู ใช้วัสดุธรรมชาติ โทนสีอบอุ่น และรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย ขณะที่อ่างอาบน้ำในห้องพักถูกออกแบบให้เป็นจุดเด่นของห้อง พร้อมผนังโลหะสีทองที่อ้างอิงลวดลายจากงานช่างไทยและเหรียญกษาปณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนห้องสวีทจะเพิ่มความโอ่อ่าด้วยองค์ประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกศิลปวัฒนธรรมของชนชั้นสูงไทย
นอกจากห้องพักที่มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ โรงแรมยังมี Chuan Spa ฟิตเนส พร้อมบริการบัตเลอร์ส่วนตัว รวมถึงเตรียมเปิดพื้นที่ภายในอาคารศุลกสถานเป็นร้านอาหาร บาร์ และไลฟ์สไตล์เดสติเนชันแห่งใหม่ริมแม่น้ำในอนาคต
สำหรับกำหนดเปิดบ้านวันที่ 20 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ทาง The Langham, Custom House มีแพ็กเกจพิเศษ ‘The Grand Arrival’ สำหรับการเข้าพัก 3 คืน ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2569 – 31 มีนาคม 2570 ราคาเริ่มต้น 131,888++ บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ เช่น Langham Afternoon Tea ทรีตเมนต์ที่ Chuan Spa ทัวร์ศุลกสถาน และบริการลีมูซีนรับส่งสนามบินด้วย
ใครสนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]
ภาพ: Courtesy of Brand
The post The Langham, Custom House เตรียมเปิดบ้านรับแขก 20 ธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Phu Quoc’ กลายเป็นจุดหมาย […]
The post Regent Phu Quoc โรงแรมที่ทำให้การอยู่เฉยๆ กลายเป็นความสุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
ระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘Phu Quoc’ กลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักทะเล ไม่ใช่เพราะทะเลสวยงดงามจนจับจิต แต่เป็นบรรยากาศและไวบ์ของรีสอร์ตดีๆ มากมายที่ชวนให้ผู้คนยอมจ่ายเงินบินไปพักผ่อนในวันหยุด เราเดินทางไป ‘Regent Phu Quoc’ ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่พักหรูระดับ Ultra-Luxury ในเครือ IHG Hotels & Resorts ตั้งอยู่บนหาด Long Beach (Bai Truong) ส่วนหนึ่งของ
Phu Quoc Marina – Integrated Resort Complex ที่นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่ทำให้เข้าใจว่า นิยามความหรูหราอาจไม่ได้หมายถึงความอลังการหรือความฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกสบายตั้งแต่วินาทีแรก



เหตุผลที่ทำให้ Regent Phu Quoc แตกต่างจากรีสอร์ตหรูหลายแห่งบนเกาะ ไม่ใช่แค่เพียงชื่อแบรนด์ แต่เป็นงานออกแบบที่ผสานธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน โดยยกแนวคิด ‘Traditional Vietnamese Architecture Meets Minimalist Modernity’ นำสถาปัตยกรรมเวียดนามดั้งเดิมมาตีความใหม่ในรูปแบบโมเดิร์นมินิมอล หยิบรายละเอียดอย่างโครงสร้างบ้านไม้ การจัดวางพื้นที่แบบบ้านเวียดนาม และงานหัตถกรรมท้องถิ่นมาผสานเข้ากับเส้นสายร่วมสมัย ซึ่งทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับ BLINK Design Group ดีไซน์สตูดิโอระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบให้แก่โรงแรม รีสอร์ต และอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury ทั่วโลก






Regent Phu Quoc เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับ ‘การพักผ่อน’ มากพอๆ กับจุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะคู่รักที่กำลังมองหารีสอร์ตสำหรับฮันนีมูนหรือโอกาสพิเศษ ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว และห้องพักที่ออกแบบให้เปิดรับธรรมชาติในทุกมิติ หรือนักเดินทางสายฝังตัว ใครที่กำลังมองหาวันหยุดแบบ slow luxury ที่ไม่จำเป็นต้องออกไปไหนตลอดทั้งวัน แต่ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศของโรงแรมอย่างเต็มที่
Regent Phu Quoc
Location: หาด Long Beach (Bai Truong), Phu Quoc
Budget: เริ่มต้นที่ 20,000 บาทต่อคืน
Website: https://phuquoc.regenthotels.com
Facebook: www.facebook.com/RegentPhuQuoc
Instagram: www.instagram.com/regentphuquoc
The post Regent Phu Quoc โรงแรมที่ทำให้การอยู่เฉยๆ กลายเป็นความสุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในทุกวัน เครื่องบินของคาเธ่ย์ แปซิฟิค หลายสิบลำพาผู้โดย […]
The post “เราต้องพร้อมปรับตัวในทุกวัน” เบื้องหลังทุกไฟลต์ที่ราบรื่นของคาเธ่ย์ แปซิฟิค ผ่านสายตาลูกเรือไทยที่ทำงานมากว่า 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในทุกวัน เครื่องบินของคาเธ่ย์ แปซิฟิค หลายสิบลำพาผู้โดยสารหลายหมื่นชีวิตทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่ต่างกัน
แต่ละไฟลต์ก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง บางไฟลต์มีเด็กเล็กที่งอแงตั้งแต่ก้าวขึ้นเครื่อง บางไฟลต์มีผู้โดยสารที่รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวขึ้นมากลางอากาศ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน เป้าหมายคือการพาผู้โดยสารทุกคนถึงปลายทางอย่างปลอดภัย
เบื้องหลังความราบรื่นของการเดินทางเต็มไปด้วยการทำงานอย่างตั้งใจของคนหลายฝ่าย หนึ่งในกลุ่มคนที่เป็นด่านหน้าคอยดูแลผู้โดยสารก็คือ “ลูกเรือ”
ก่อนที่ลูกเรือคาเธ่ย์ แปซิฟิคแต่ละคนจะได้ปฏิบัติหน้าที่จริง ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและอบรมอย่างเข้มข้น เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจ และทำให้ผู้โดยสารทุกคนเดินทางได้อย่างสบายใจ มาตรฐานนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์แบบเดียวกันได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กี่รุ่นลูกเรือ
และในปีนี้ เป็นวาระพิเศษที่สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคมีอายุครบรอบ 80 ปี ในโอกาสนี้ เราได้พูดคุยกับ บิ๊ก-ธีรเชฏฐ์ กุลนฤนาทวนิช Flight Purser ที่ร่วมทำงานกับคาเธ่ย์ แปซิฟิคมายาวนานกว่า 17 ปี หรือเกือบหนึ่งในสี่ของอายุบริษัท
บทสนทนาเป็นมากกว่าการพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของลูกเรือ แต่ยังทำให้เห็นว่าคาเธ่ย์ แปซิฟิคทำอย่างไรถึงสามารถส่งต่อประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นได้ตลอด 80 ปี ผ่านคนทำงานจริงผู้อยู่เบื้องหลังความไว้วางใจของผู้โดยสาร

ก่อนจะเป็นลูกเรือ บิ๊กเคยทำงานเป็น Account Executive ในเอเจนซีที่ต้องคอยติดต่อประสานงานระหว่างบริษัทกับลูกค้า จุดเปลี่ยนของชีวิตมาถึงเมื่อบิ๊กได้อ่านหนังสือ “บินแหลก” ที่ผู้เขียนบอกเล่าประสบการณ์การเป็นลูกเรืออย่างสนุกสนาน หนังสือเล่มนั้นจุดประกายให้บิ๊กเปลี่ยนเส้นทาง จากการบริการลูกค้าบนภาคพื้นดิน สู่การเป็นลูกเรือบนท้องฟ้า
“คิดว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่ง เราได้ไปเจอคน ได้ไปต่างประเทศ น่าสนุกดี”
ปี 2008 คาเธ่ย์ แปซิฟิคเปิดรับสมัครลูกเรือไทยแบบ Bangkok Based เป็นครั้งแรก เมื่อเห็นโอกาสนี้ บิ๊กจึงไม่ลังเลสมัครเป็นลูกเรือทันที
“นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ทำงานกับสายการบินระดับโลก พอเราเห็นเขาเปิดรับเลยไปสมัคร ยิ่งเป็น Bangkok Based ยิ่งดี เพราะเราได้อยู่เมืองไทย”
ท่ามกลางผู้สมัครกว่า 5,000 คน มีเพียง 24 คนที่ผ่านการคัดเลือก และหนึ่งในนั้นคือบิ๊ก
“บอกเลยว่า Surprise มาก ไม่น่าเชื่อว่าเราทำได้ เขาน่าจะเล็งเห็นอะไรในตัวเรา” บิ๊กเล่าพร้อมน้ำเสียงตื่นเต้น
แม้บิ๊กจะเอ่ยปากว่าไม่น่าเชื่อที่ผ่านการคัดเลือกได้ แต่สิ่งที่เขาทำในรอบการคัดเลือกกลับสะท้อนค่านิยมของคาเธ่ย์ แปซิฟิคออกมาโดยที่เขาเองอาจไม่รู้ตัว
คาเธ่ย์ แปซิฟิคนิยามตัวตนขององค์กรไว้ด้วยสามคำ คือ Thoughtful ใส่ใจและเข้าใจคนตรงหน้า Progressive คิดไปข้างหน้าอยู่เสมอ และ Can-do Spirit ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พร้อมหาทางออกด้วยใจที่เปิดกว้าง
ในรอบสัมภาษณ์แบบกลุ่ม ผู้สัมภาษณ์ถามว่าถ้าระบบความบันเทิงบนเครื่องมีปัญหา จะทำอย่างไรให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายขึ้น บิ๊กตอบว่าจะเสนอให้ทำกิจกรรม Origami หรือการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น
“เพราะกระดาษหาได้ง่ายบนเครื่องบิน แล้วการพับกระดาษจะช่วยให้ทุกคนจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” เขาอธิบาย “มันเป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงได้ โดยไม่ต้องรบกวนผู้โดยสารคนอื่น”
“เราจะไม่ตอบปฏิเสธผู้โดยสารตั้งแต่ครั้งแรก เราจะหาทางเลือกให้ได้ เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้โดยสาร ถ้าเรา Say No ตั้งแต่ครั้งแรก ผู้โดยสารจะรู้สึกไม่ดี”
คำตอบที่คมคายนี้ สะท้อนคำว่า Can-do Spirit ให้เห็นอย่างชัดเจน แทนที่จะบอกปัดปัญหาไปเฉยๆ แต่กลับหาทางออกที่คิดถึงผู้โดยสารไปพร้อมกัน และนี่ทำให้เขาได้กลายเป็นหนึ่งใน 24 คนที่ผ่านการคัดเลือก จากผู้สมัครกว่า 5,000 คน
หลังผ่านการคัดเลือก บิ๊กถูกส่งไปเทรนต่อที่ฮ่องกงพร้อมเพื่อนร่วมรุ่นอีก 23 คน การเทรนเป็นไปอย่างเข้มข้นโดยให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นที่สุด บิ๊กต้องจำ Manual ความปลอดภัยเล่มหนาให้ได้ทั้งเล่ม เพราะในธุรกิจการบิน ความปลอดภัยต้องมาก่อน และสิ่งนี้คือสิ่งที่คาเธ่ย์ แปซิฟิคปลูกฝังให้ลูกเรือทุกคนยึดถือ ไม่ว่าจะทำงานในยุคไหนขององค์กร
“เรื่อง Safety เราจะปล่อยให้ไม่ถึง Standard ไม่ได้ เรื่องนี้ลูกเรือจะให้ความสำคัญที่สุด” เขาย้ำ
เมื่อการเทรนที่เข้มข้นจบลง ก็มาสู่การทำหน้าที่หน้างานจริง

“วันแรกจำได้ว่าตื่นเต้นและท้าทายมาก” บิ๊กเล่าย้อนถึงความรู้สึกของการทำหน้าที่วันแรก “เราเตรียมตัวหนักแล้วพยายามเช็กให้ทุกอย่างเป๊ะเพื่อไม่ให้หลุด ทำตาม Procedure ทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อนไฟลต์ บนไฟลต์ จนแลนด์ดิ้ง ประทับใจกับตัวเองมากที่ผ่านไฟลต์นั้นมาได้”
การเตรียมตัวอย่างเข้มข้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ไฟลต์แรก แต่ยังดำเนินต่อไปในทุกไฟลต์ตลอด 17 ปีที่ทำงาน
ทุกครั้งที่บิ๊กเข้างาน ต้อง Sign in แตะบัตร แล้วตอบ Safety Question ที่ขึ้นในระบบก่อนเสมอ เพราะเป็นการทดสอบความพร้อมก่อนขึ้นไฟลต์ เขายังต้องเช็กว่าวันนี้มีผู้โดยสารเท่าไหร่ มี Special Meal กี่ที่ มีใคร Request อะไรพิเศษบ้าง
พอขึ้นเครื่อง ต้องเช็กอุปกรณ์ Safety ทุกชิ้นให้ได้มาตรฐาน จากนั้นถึงมาดูเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม จำนวนผู้โดยสาร และต้องตรวจเช็กความเรียบร้อยกับ Ground Staff และวิศวกร ทั้งหมดนี้ต้องแข่งกับเวลาที่บริษัทกำหนดไว้ เพื่อให้ไฟลต์ออกตรงเวลา
“สิ่งที่ให้ความสำคัญตลอดคือ Safety มาก่อน ตามด้วย Service และ Schedule”
ในขณะเดียวกัน ความท้าทายที่ได้เจอแต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน วันหนึ่งอาจเป็นไฟลต์ไปฮ่องกงที่ใช้เวลาเดินทางสั้นๆ ต้องทำทุกอย่างให้จบในกรอบเวลาอันรวดเร็ว วันถัดไปอาจบินไปญี่ปุ่น เวลาเดินทางนานขึ้น การให้บริการก็เปลี่ยนไป เมนูอาหารก็ต้องปรับตามเส้นทาง แม้จะทำงานนี้มากว่า 17 ปี แต่ไม่เคยมีวันไหนที่เหมือนกัน ทุกวันคือบทเรียนใหม่สำหรับบิ๊ก และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขายังทำงานนี้โดยไม่รู้สึกเบื่อ
“เราชอบความท้าทาย แล้วทุกวันมันไม่ซ้ำกันเลย” เขาบอก
จากการเดินทางหลายพันเที่ยวบินผ่านไป มีไฟลต์หนึ่งที่บิ๊กจำได้ไม่มีวันลืม นั่นคือไฟลต์บินดึกกลับเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่
“ในไฟลต์นั้น มีเพื่อนร่วมงานเดินมาบอกว่ามีผู้โดยสารคนไทยต้องการความช่วยเหลือ เป็นครอบครัวที่มีลูกเล็ก ไม่สบาย ให้ยาไปแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น”
บิ๊กเดินเข้าไปดูอาการ พบว่าน้องน่าจะมีไข้ จึงขอผู้ปกครองดูแลด้วยวิธีที่เรียนมา “ถ้ามีไข้ เราต้องทำให้น้องสบายตัว วิธีหนึ่งคือการเช็ดตัว เราเลยนำผ้าชุบน้ำไปให้ผู้ปกครองเพื่อเช็ดตัวน้อง แล้วก็คอยดูแลตลอด” เขาเล่า
จากที่ตอนแรกน้องงอแง อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น พอตอนแลนด์ น้องก็ยิ้มได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ยิ้มได้ด้วย
“เรารู้สึกประทับใจมาก เพราะไม่ได้ช่วยแค่น้อง แต่ทำให้พ่อแม่หายกังวลด้วย”
ความใส่ใจที่บิ๊กแสดงออกมา แสดงถึงแนวคิด Thoughtful หรือการใส่ใจและเข้าใจคนตรงหน้าให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับองค์กร สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูบนกระดาษ แต่เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังในตัวลูกเรือเพื่อให้ผู้โดยสารที่กำลังกังวลรู้สึกโล่งใจขึ้น
“หลายคนอาจมองว่าลูกเรือเป็นคนเสิร์ฟอาหาร คอยดูแลความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่นั้น ลูกเรือคาเธ่ย์ แปซิฟิคเป็นให้ได้ทุกอย่าง เราช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้คำแนะนำเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่จุดหมายปลายทาง เราดูแลผู้โดยสารด้วยความใส่ใจเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี”

ตลอดการทำงานที่ผ่านมา บิ๊กเห็นความเปลี่ยนแปลงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี จากยุคที่ต้องพิมพ์บอร์ดดิ้งพาสบนแผ่นกระดาษ สู่ยุคที่ทุกอย่างอยู่ในจอ “แต่ก่อนทำงานผ่านกระดาษเยอะมาก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว” บิ๊กเล่า
สมัยก่อนต้องเช็กทุกอย่างผ่านเอกสาร แต่ปัจจุบันทุกอย่างอยู่ในแท็บเล็ต ตั้งแต่การเช็กอินแตะบัตร ตอบคำถาม Safety ไปจนถึงการอัปเดตข้อมูลผู้โดยสารและอาหารพิเศษ บริษัทยังมีระบบอัปเดต Procedure ให้ลูกเรือแทบทุกสัปดาห์ “เทคโนโลยีช่วยให้บริการผู้โดยสารได้เร็วขึ้น และตอบคำถามผู้โดยสารได้เร็วขึ้นเวลาเขาอยากรู้อะไร”
นี่คือแนวคิด Progressive ของ คาเธ่ย์ แปซิฟิค ที่บิ๊กได้สัมผัสด้วยตัวเอง ผ่านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อให้บริการดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ สิ่งที่ไม่เคยสั่นคลอนคือลำดับความสำคัญ Safety Service Schedule ที่บิ๊กยึดถือมาตั้งแต่วันแรก ถึงเครื่องมือเปลี่ยนไป แต่มาตรฐานยังเหมือนเดิม

“คาเธ่ย์ แปซิฟิคเป็นให้ทุกอย่าง เป็นเพื่อน เป็นครู เป็นคนให้โอกาส”
เมื่อถามว่าอะไรทำให้เขาอยู่กับอาชีพนี้นานถึง 17 ปี คำตอบนี้สะท้อนว่าความประทับใจไม่ได้อยู่แค่ตัวงาน แต่อยู่ที่องค์กรที่ให้โอกาส
“ทุกวันเป็นวันที่ท้าทายเสมอ การทำงานที่นี่ทำให้เราได้เห็นโลกมากขึ้น เจอคนแนวคิดหลากหลายขึ้น และลูกเรือของคาเธ่ย์ แปซิฟิคมาจากทั่วเอเชีย เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมความคิดที่ต่างกัน แต่พอเราเป็นคนเอเชียเหมือนกัน ก็รู้สึกเป็นกันเองและคุยเข้าใจกันง่ายขึ้น” บิ๊กเสริม
สำหรับคำแนะนำที่อยากส่งต่อให้ลูกเรือในอนาคต บิ๊กบอกว่าความยืดหยุ่นในการปรับตัวคือเรื่องสำคัญ
“งานนี้ไม่ใช่งาน Routine ที่ต้องทำสิ่งเดิมทุกวัน แต่มีความท้าทายใหม่เสมอ เราต้องพร้อมปรับตัวในทุกวัน ที่สำคัญคือต้องมีความมั่นใจในตัวเอง แต่ความมั่นใจของคาเธ่ย์ แปซิฟิคไม่ใช่มั่นใจเกินไป ต้องมีความถ่อมตัวด้วย”
สิ่งที่บิ๊กทำมาตลอด 17 ปี ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของเขาคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่ลูกเรือคาเธ่ย์ แปซิฟิคทั่วโลกต่างปฏิบัติไม่ต่างกัน ในปีนี้ ขณะที่คาเธ่ย์ แปซิฟิคเฉลิมฉลอง 80 ปีภายใต้ธีม “80 Years Together” ลูกเรือหลายพันคนทั่วโลกยังคงร่วมกันสร้างมาตรฐานบริการนี้ขึ้นมา และแน่นอนว่าบิ๊กคือหนึ่งในนั้น
และในครั้งต่อไปที่ใครสักคนก้าวขึ้นเครื่องบินของคาเธ่ย์ แปซิฟิคแล้วรู้สึกอุ่นใจหรือได้รับการช่วยเหลือโดยไม่ได้ร้องขอ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของความตั้งใจที่สายการบินแห่งนี้รักษามาตลอด 80 ปี และได้รับการถ่ายทอดผ่านลูกเรือและทีมงานที่ทำให้ทุกไฟลต์ไม่เคยเป็นแค่การเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
พบเรื่องราวของการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี คาเธ่ย์ แปซิฟิค เพิ่มเติมได้ที่ https://www.cathaypacific.com/cx/en_TH/offers/80yearstogether.html
The post “เราต้องพร้อมปรับตัวในทุกวัน” เบื้องหลังทุกไฟลต์ที่ราบรื่นของคาเธ่ย์ แปซิฟิค ผ่านสายตาลูกเรือไทยที่ทำงานมากว่า 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
บ่อยครั้งที่หลายเมืองเลือกพัฒนาโดยรื้อของเก่าทิ้งเพื่อส […]
The post Longxing Temple เมื่อวัดโบราณอายุ 1,600 ปีในเผิงโจว กลับมาเป็นหัวใจของเมืองอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
บ่อยครั้งที่หลายเมืองเลือกพัฒนาโดยรื้อของเก่าทิ้งเพื่อสร้างสิ่งใหม่ แต่โครงการฟื้นฟูย่านเมืองเก่ารอบ Longxing Temple ในเมืองเผิงโจว นครเฉิงตู ประเทศจีน เลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการทำให้วัดพุทธโบราณที่ยืนหยัดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกเมื่อ 1,600 ปีก่อน กลับมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตคนเมืองอีกครั้ง
นี่เป็นผลงานของ BIAD (Beijing Institute of Architectural Design) ASA Studio ที่ไม่ได้มองว่าวัดเป็นเพียงโบราณสถานที่ต้องแยกออกจากความเจริญของเมือง แต่เลือกใช้แนวคิดทางพุทธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจในการวางผังขนาดกว่า 157,768 ตารางเมตร โดยให้วัดหลงชิงเป็นหัวใจของโครงการ ก่อนจัดวางพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมของเมืองให้แผ่ขยายออกไปรอบวัดอย่างเป็นระบบ



นอกจากการจัดวางพื้นที่ใหม่ โครงการยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน สถาปนิกหยิบรูปทรงหลังคาลาดเอียงซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของย่านการค้าเผิงโจวในช่วงทศวรรษ 1990 มาตีความใหม่ กลายเป็นพื้นที่สาธารณะบนชั้นหลังคาที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเดินลอยฟ้า เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้เดินชมเมืองและมองเห็นวัดจากระดับที่แตกต่างออกไป
ขณะเดียวกัน Longxing Street ถนนสายประวัติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ก็ยังคงรักษาแนวถนนและสัดส่วนดั้งเดิมเอาไว้ทั้งหมด โดยเลือกใช้วิธีออกแบบพื้นที่ต่างระดับ เพื่อให้องค์ประกอบใหม่ไม่บดบังทัศนียภาพของย่านเก่า และทำให้ทั้งสองยุคสมัยเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ



สิ่งที่ทำให้วัดนี้โดดเด่นจึงไม่ใช่เพียงการบูรณะวัดหรือสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ หากเป็นการคืนบทบาทให้ประวัติศาสตร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนสามารถเดินเล่นบนทางเดินลอยฟ้า พักผ่อนริมสระน้ำ หรือใช้เวลาบนถนนสายประวัติศาสตร์ได้โดยที่วัดยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเมืองเช่นเดียวกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ในวันที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์ว่าเราจะพัฒนาอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตน โครงการนี้อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลบอดีตเสมอไป บางครั้งการออกแบบให้ประวัติศาสตร์ยังคงมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คน ก็อาจเป็นรูปแบบของความร่วมสมัยที่ทรงคุณค่าที่สุด


ภาพ: Arch-Exist
The post Longxing Temple เมื่อวัดโบราณอายุ 1,600 ปีในเผิงโจว กลับมาเป็นหัวใจของเมืองอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าแฟนผลงานของเจ้าพ่อ Christopher Nolan ที่หลาย […]
The post The Odyssey ถ่ายทำที่ไหน? เปิด 5 ประเทศโลเคชันจริง หนังมหากาพย์จาก Christopher Nolan appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าแฟนผลงานของเจ้าพ่อ Christopher Nolan ที่หลายคนเดินออกจากโรงพร้อมความรู้สึกว่า The Odyssey คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ทั้งยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดของปี แต่สำหรับสายท่องเที่ยวแบบเรา สิ่งที่อดสงสัยไม่ได้หลังดูจบกลับเป็นคำถามง่ายๆ ว่าเขาถ่ายทำกันที่ไหนบ้าง?
แม้ในภาพยนตร์บางส่วนจะสร้างขึ้นในสตูดิโอ แต่ตามสไตล์ของโนแลนเขาก็ยังคงเลือกใช้โลเคชันจริงเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่อง แทนการพึ่งพา Green Screen และ CGI ให้มากที่สุด ตั้งแต่ป้อมปราการโบราณริมทะเลในกรีซ เมืองกลางทะเลทรายของโมร็อกโก ไปจนถึงหาดทรายดำในไอซ์แลนด์ ทุกสถานที่ถูกคัดเลือกเพื่อให้โลกในมหากาพย์ของโฮเมอร์ดูสมจริงที่สุด
และนี่คือ 5 โลเคชันจริง ที่โนแลนเลือกใช้เป็นโลเคชันถ่ายทำ ซึ่งแต่ละที่ไม่เพียงทำให้มหากาพย์เรื่องนี้สมจริงขึ้น แต่ยังอาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางทั่วโลก



ไม่มีประเทศไหนเหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นของ The Odyssey มากไปกว่ากรีซ เพราะนี่คือบ้านเกิดของโอดีสซุสและฉากหลังของมหากาพย์ที่โฮเมอร์บันทึกไว้เมื่อหลายพันปีก่อน โนแลนเลือกปักหมุดถ่ายทำใน Messenia ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งยังคงรักษาภูมิประเทศและบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงโลกยุคโบราณเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
หนึ่งในโลเคชันสำคัญคือ Nestor’s Cave ถ้ำโบราณที่ตั้งอยู่เหนือ Voidokilia Beach ชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวอันโด่งดัง ตามตำนานกรีก ถ้ำแห่งนี้เชื่อมโยงกับกษัตริย์เนสเตอร์แห่งเมืองไพลอส และยังถูกใช้เป็นโลเคชันสำหรับฉากถ้ำของ โพลีฟีมัส (Polyphemus) ไซคลอปส์ตาเดียว
นอกจากนี้ทีมงานยังเข้าถ่ายทำที่ Acrocorinth ป้อมปราการโบราณบนยอดเขาซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านสำคัญของกรีก ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำอย่างเป็นทางการ เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของโลกกรีกโบราณให้สมจริงที่สุด



หากกรีซคือจุดกำเนิด อิตาลีก็คือสถานที่ที่การเดินทางของโอดีสซุสถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด โดยเฉพาะเกาะ Favignana นอกชายฝั่งซิซิลี ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นแรงบันดาลใจของ ‘เกาะแพะ’ (Goat Island) ที่ปรากฏในบทประพันธ์ของโฮเมอร์
ส่วน Castello di Santa Caterina ปราสาทบนยอดเขาสูงราว 900 ฟุต ถูกใช้เป็นฉากภายนอกของ พระราชวังอิธากา บ้านของโอดีสซุสและเพเนโลพี โดยนักแสดงและทีมงานต้องเดินขึ้นเส้นทางภูเขาราว 45 นาทีทุกวันตลอดช่วงการถ่ายทำ เพื่อให้ได้ภาพของพระราชวังที่ตั้งตระหง่านเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างสมจริง
นอกจาก Favignana แล้ว ทีมงานยังยกกองไปถ่ายทำในหมู่เกาะภูเขาไฟ Aeolian Islands ได้แก่ Lipari, Basiluzzo และ Vulcano ซึ่งถูกใช้แทนดินแดนของ Aeolus เทพแห่งสายลม ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ภูเขาไฟ และทะเลสีเข้ม ทำให้สถานที่แห่งนี้ถ่ายทอดความรู้สึกลึกลับและอันตรายของการเดินเรือในมหากาพย์ได้อย่างลงตัว


ชายฝั่ง Moray Firth ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์เป็นหนึ่งในพื้นที่ถ่ายทำสำคัญของ The Odyssey ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูง ปราสาทโบราณ ชายหาดอันเงียบสงบ และป่าสนริมทะเล ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศของโลกในตำนานได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งฉากที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์
หนึ่งในสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดคือ Findlater Castle ซากปราสาทยุคกลางที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาเหนือทะเล Moray Firth ทีมงานใช้เวลาถ่ายทำที่นี่ราวหกสัปดาห์ พร้อมปิดพื้นที่ชั่วคราวและสร้างองค์ประกอบของฉากเพิ่มเติมให้กลมกลืนกับภูมิประเทศเดิม ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในโลเคชันที่โดดเด่นที่สุดของการถ่ายทำในสกอตแลนด์
อีกหนึ่งโลเคชันที่น่าสนใจคือ Culbin Forest ป่าสนริมชายฝั่งใกล้เมือง Forres ซึ่งทีมงานใช้ถ่ายทำนานเกือบสองสัปดาห์ ภาพในภาพยนตร์เผยให้เห็นโอดีสซุสและลูกเรือเดินฝ่าป่าแห่งนี้ ก่อนจะเผชิญหน้ากับเหล่ายักษ์ระหว่างการเดินทางกลับอิธากา ทำให้ป่าอันเงียบสงบแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฉากที่สร้างบรรยากาศลึกลับและตึงเครียดที่สุดของเรื่อง


หลังจากเคยใช้ภูมิประเทศของไอซ์แลนด์เป็นฉากสำคัญใน Batman Begins และ Interstellar โนแลนก็หวนกลับมาถ่ายทำที่นี่อีกครั้งใน The Odyssey โดยเลือกโลเคชันอย่าง Reynisfjara Beachใน Hjörleifshöfði ซึ่งเต็มไปด้วยหาดทรายดำ หน้าผาหินขนาดใหญ่ และภูมิทัศน์ที่ดูราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง จนหลายสื่อคาดว่าโลเคชันแห่งนี้ถูกใช้ถ่ายทอดบรรยากาศของดินแดนลี้ลับอย่าง เฮดีส (Hades)
การถ่ายทำในไอซ์แลนด์ใช้เวลาราว 12 วัน พร้อมทีมงานกว่า 1,000 คน และบริเวณ Landeyjahöfn ริมชายฝั่งทางใต้ ยังถูกใช้สร้างเรือขนาดยักษ์สำหรับการถ่ายทำฉากเดินเรือในมหากาพย์ โดยมีเอ็กซ์ตร้าชาวไอซ์แลนด์กว่า 450 คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรดักชันครั้งนี้


ประเทศสุดท้ายคือ โมร็อกโก ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องเมืองโบราณและภูมิประเทศทะเลทราย โดยโนแลนเลือกถ่ายทำในหลายพื้นที่ ทั้ง Aït Benhaddou ป้อมดินโบราณอายุกว่า 1,000 ปีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO รวมถึงเมือง Marrakech และเมืองชายฝั่ง Essaouira ทำให้บรรยากาศของโลกโบราณถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริงโดยแทบไม่ต้องสร้างฉากใหม่
หนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของภาพยนตร์คือ ฉากม้าโทรจัน ซึ่งถ่ายทำบนชายหาดของเมือง Essaouira โดยโนแลนเคยเปิดเผยว่า เขาจินตนาการถึงภาพของม้าไม้ขนาดมหึมาที่ถูกฝังอยู่ครึ่งหนึ่งในผืนทรายมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างที่เคยมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ Troy แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้น แต่กว่า 20 ปีต่อมา เขาก็ได้นำภาพที่อยู่ในหัวมาตีความใหม่และถ่ายทอดออกมาจริงใน The Odyssey จนกลายเป็นหนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของภาพยนตร์




สำหรับเราแล้วสิ่งที่ทำให้เจ้าพ่อภาพยนตร์อย่างโนแลนต่างจากผู้กำกับหลายคนในยุคนี้ คือการที่เขามองว่า ‘สถานที่’ ไม่ใช่เพียงฉากหลังเฉยๆ แต่เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของภาพยนตร์ อย่างความร้อนระอุของทะเลทรายในโมร็อกโก ความเวิ้งว้างของชายฝั่งสกอตแลนด์ หรือความเหนือจริงของธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ ต่างช่วยสะท้อนอารมณ์ของการเดินทางอันยาวนานและเต็มไปด้วยบททดสอบของโอดีสซุสได้อย่างทรงพลัง
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลังดูจบ หลายคนไม่ได้อยากกลับไปดูหนังซ้ำเพียงอย่างเดียว แต่อยากออกเดินทางไปเห็นสถานที่จริงเหล่านี้ด้วยตาของตัวเองสักครั้ง
ภาพ: Universal Studios, Shutterstock
The post The Odyssey ถ่ายทำที่ไหน? เปิด 5 ประเทศโลเคชันจริง หนังมหากาพย์จาก Christopher Nolan appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำหรับใครหลายคน City Pop ไม่ได้ถูกจดจำผ่านเสียงดนตรีเพี […]
The post ครั้งแรกในไทย! Hiroshi Nagai: Summer Dreaming นิทรรศการเดี่ยวของผู้สร้างภาพจำแห่งยุค City Pop appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำหรับใครหลายคน City Pop ไม่ได้ถูกจดจำผ่านเสียงดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาพท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม สระว่ายน้ำสีเทอร์ควอยซ์ ต้นปาล์ม และบ้านริมทะเลที่ชวนให้นึกถึงวันพักผ่อนในฤดูร้อน ภาพเหล่านี้คือผลงานของ Hiroshi Nagai (ฮิโรชิ นากาอิ) ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพจำของวัฒนธรรม City Pop ผ่านงานภาพประกอบที่ปรากฏบนปกอัลบั้ม หนังสือ นิตยสาร และสื่อสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970
ล่าสุด ชาวไทยแบบเราจะได้ชมผลงานของเขาอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกผ่านนิทรรศการ Hiroshi Nagai: Summer Dreaming ซึ่งจัดขึ้นที่ River City Bangkok ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม – 4 กันยายน 2569 ภายในงานรวบรวมผลงานออริจินัลกว่า 30 ชิ้น พร้อมผลงานใหม่ล่าสุด 4 ชิ้น ผลงานอาร์ไคฟ์จากช่วง 1980s-2010s รวมถึงปกแผ่นเสียง Record Jacket Designs ที่สะท้อนบทบาทของเขาต่อคัลเจอร์ City Pop และงานภาพประกอบญี่ปุ่น นอกจากนี้ นิทรรศการยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างทีมผู้จัดจากญี่ปุ่นและ Prabda Yoon (ปราบดา หยุ่น) นักเขียนและครีเอทีฟชาวไทย ซึ่งร่วมกันพาผลงานของ Hiroshi Nagai มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
ตลอดหลานปีที่ผ่านมา ผลงานของ Hiroshi Nagai ยังคงได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะกลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้งพร้อมกระแสการฟื้นคืนของ City Pop บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ชมรุ่นใหม่เริ่มค้นพบเสน่ห์ของภาษาภาพที่เรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการกราฟิก ดีไซน์ และศิลปะร่วมสมัย


เอกลักษณ์ของเขาคือการใช้พื้นที่ว่าง เส้นสายเรขาคณิต และสีสันสดจัด ถ่ายทอดภูมิทัศน์ที่ดูเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ถนนเลียบชายฝั่ง บ้านริมทะเล หรือท้องฟ้ากว้างใหญ่ ผลงานส่วนใหญ่มักไม่มีผู้คนอยู่ในภาพ แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความเรื่องราว ความทรงจำ และอารมณ์ของตัวเองได้อย่างอิสระ
ความเรียบง่ายดังกล่าวทำให้งานของเขาถูกเชื่อมโยงกับสุนทรียภาพแบบ Retro-futurism ที่ผสมผสานจินตนาการถึงอนาคตเข้ากับภาพจำของวันพักผ่อนในยุค 1980s จนกลายเป็นลายเซ็นที่หลายคนจดจำได้ทันที
นิทรรศการ Hiroshi Nagai: Summer Dreaming เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสรายละเอียดของผลงานต้นฉบับ ทั้งร่องรอยฝีแปรง การลงสี และพื้นผิวบนผืนผ้าใบ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แตกต่างจากการชมผ่านหนังสือหรือสื่อดิจิทัล
ไม่ว่าคุณจะเติบโตมากับเสียงเพลง City Pop หลงใหลงานกราฟิกญี่ปุ่นยุค 1980 สนใจศิลปะร่วมสมัย หรือเพียงกำลังมองหานิทรรศการที่ชวนให้ใช้เวลาอยู่กับภาพอย่างช้าๆ นี่คือโอกาสหาชมได้ยากในการเห็นผลงานต้นฉบับของศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังหนึ่งในภาพจำสำคัญของวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
EVENT DETAILS
Location: RCB Galleria 1 ชั้น 2, River City Bangkok
Date: วันที่ 4 สิงหาคม – 4 กันยายน 2569
Time: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.
Admission: เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ภาพ: Hiroshi Nagai
The post ครั้งแรกในไทย! Hiroshi Nagai: Summer Dreaming นิทรรศการเดี่ยวของผู้สร้างภาพจำแห่งยุค City Pop appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนมองว่าหน้าฝนคือช่วงเวลาที่ควรเก็บกระเป๋าไว้ก่อน เ […]
The post 7 เหตุผลที่คนเที่ยวเก่ง เลือกออกเดินทางในหน้าฝน (วิทยาศาสตร์ยืนยัน) appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนมองว่าหน้าฝนคือช่วงเวลาที่ควรเก็บกระเป๋าไว้ก่อน เพราะกังวลเรื่องฝนตก รถติด หรือแผนการเดินทางที่อาจคลาดเคลื่อน แต่สำหรับนักเดินทางมืออาชีพ ฤดูฝนหรือ Green Season กลับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี เพราะนอกจากธรรมชาติจะฟื้นคืนชีวิตแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว ฤดูนี้ยังมีเสน่ห์แอบซ่อนอยู่อีกมากมาย หากคุณยังลังเล ลองดู 7 เหตุผลที่ทำให้คนเที่ยวเก่งตั้งตารอฤดูฝนมากกว่าฤดูไหนๆ
Tip สำหรับคนเที่ยวเก่ง: พกอะไรไปหน้าฝนให้ทริปราบรื่น?

หลังจากผ่านความแห้งแล้งในฤดูร้อน ป่าไม้และภูเขาจะกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง น้ำตกเต็มสาย และมีหมอกลอยคลอเคลียตามยอดเขา แต่สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือ ‘Petrichor’ หรือกลิ่นหอมสดชื่นของดินและหญ้าหลังฝนตก ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเป็นกลิ่นของสาร Geosmin ที่แบคทีเรียในดินปล่อยออกมาเมื่อเจอหยดน้ำ กลิ่นนี้มีผลต่อจิตวิทยาในการช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายสมอง และกระตุ้นความรู้สึกสดชื่นได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วง Low Season แหล่งท่องเที่ยว คาเฟ่ หรือจุดชมวิวจะไร้ความแออัด งานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์การท่องเที่ยวระบุว่า การเดินทางในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นประชากรต่ำ (ลดภาวะ Overtourism) ส่งผลให้เกิด Emotional Well-being หรือภาวะผ่อนคลายทางอารมณ์ที่สูงกว่า คุณจะมีเวลาซึมซับบรรยากาศ ถ่ายรูปได้สบายๆ และเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คนและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว ช่วง Green Season ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และรีสอร์ตหรูมักจัดโปรโมชั่นลดราคาลง 30% ถึง 50% ทำให้คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนระดับ Hi-End ได้ในงบสบายกระเป๋า นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วง High Season

สถานที่เดียวกันอาจให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี ลำธารที่มีสายน้ำไหลเต็มเปี่ยม หรือหมู่บ้านกลางหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยสายหมอก ความพิเศษคือปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายอย่างเผยให้เห็นเฉพาะในช่วงเวลาไม่กี่เดือนนี้ของปีเท่านั้น
แม้อุณหภูมิจะลดลงจนเดินเที่ยวได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยแดด แต่ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างคือเสียงฝน ผลการศึกษาด้านระบบประสาทและการนอนหลับระบุว่า เสียงฝนตกจัดเป็น Pink Noise (คลื่นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ) ซึ่งช่วยลดการทำงานของสมองส่วนที่วิตกกังวล ช่วยปรับคลื่นสมองให้สงบ และส่งผลให้การนอนพักผ่อนในทริปนั้นเป็นการพักผ่อนที่ลึกและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สำหรับสายถ่ายภาพ ฤดูฝนคือช่วงเวลาทอง แสงแดดที่ถูกกรองผ่านชั้นเมฆจะมีความนุ่มนวล (Soft Light) เงาไม่แข็ง ถนนเปียกที่สะท้อนแสงไฟ และหมอกบางๆ ที่ลอยเหนือยอดเขา ล้วนเป็นองค์ประกอบทางศิลปะที่ช่วยเพิ่ม Storytelling และอารมณ์ความรู้สึกให้ภาพถ่ายมีมิติมากกว่าช่วงแดดจัด
การเที่ยวหน้าฝนสอนให้เรายืดหยุ่นกับชีวิต หลายครั้งช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดของทริปกลับไม่ได้อยู่ในแพลน แต่เกิดจากการได้นั่งจิบกาแฟหลบฝนในร้านเล็กๆ การได้นั่งคุยกับคนท้องถิ่นระหว่างรอฝนซา หรือการค้นพบสถานที่ลับๆ โดยบังเอิญ การเดินทางที่ไม่ต้องเป๊ะทุกนาทีมักจะกลายเป็นความทรงจำที่ตราตรึงใจที่สุดเสมอ

Tip สำหรับคนเที่ยวเก่ง: พกอะไรไปหน้าฝนให้ทริปราบรื่น?
การเที่ยวหน้าฝนไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเปียกปอนตลอดทั้งวัน แต่คือการเปิดใจรับธรรมชาติในเวอร์ชันที่มีชีวิตชีวาที่สุด ได้เดินทางอย่างผ่อนคลายในงบประมาณที่คุ้มค่า เพราะบางครั้ง จุดหมายปลายทางที่สวยที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฟ้าจะใสแค่ไหน แต่อยู่ที่เรารู้จักเลือกช่วงเวลาออกไปสัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างต่างหาก
ภาพ: พลอยจันทร์, Shutterstock
The post 7 เหตุผลที่คนเที่ยวเก่ง เลือกออกเดินทางในหน้าฝน (วิทยาศาสตร์ยืนยัน) appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังใช้เวลากว่า 14 ปีนับจากการได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีร […]
The post วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของ UNESCO appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังใช้เวลากว่า 14 ปีนับจากการได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของ UNESCO เมื่อปี 2012 และในที่สุด วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม อย่างเป็นทางการ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่เพียงข่าวดีของชาวนครศรีธรรมราช แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย เพราะวัดพระมหาธาตุฯ กลายเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ และเป็น มรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย หรือ แห่งที่ 6 ในประเภทมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตอกย้ำคุณค่าของแหล่งอารยธรรมไทยบนเวทีโลก
สิ่งที่ทำให้วัดพระมหาธาตุฯ มีความโดดเด่น ไม่ได้อยู่เพียงความเก่าแก่ขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ หากแต่อยู่ที่บทบาทของนครศรีธรรมราชในฐานะเมืองท่าสำคัญบนเส้นทางการค้าทางทะเลโบราณ ซึ่งเคยเป็นจุดบรรจบของผู้คน ความเชื่อ และวัฒนธรรมจากหลากหลายภูมิภาค ทั้งอินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย และ เมียนมา ก่อนจะหล่อหลอมกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองแห่งนี้
ร่องรอยของการแลกเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนผ่านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และพุทธศาสนา จนได้รับการรับรองตามเกณฑ์มรดกโลกด้านการแลกเปลี่ยนคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งยกย่องวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารให้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของการเชื่อมโยงอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน วัดแห่งนี้ยังได้รับการยอมรับในฐานะ Living Heritage หรือฐานะมรดกที่ยังคงมีชีวิต ไม่ใช่เพียงโบราณสถานที่หยุดนิ่งอยู่ในอดีต แต่ยังเป็นศูนย์กลางของศรัทธาและวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


หนึ่งในภาพที่สะท้อนคุณค่าดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุดคือ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ พิธีกรรมที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันอัญเชิญผืนผ้ายาวขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษและยังคงมีผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมด้วยความศรัทธาในทุกปี
การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มรายชื่อของประเทศไทยบนแผนที่ UNESCO หากยังเป็นการเปิดประตูให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักภาคใต้ในอีกมิติหนึ่ง จากจุดหมายปลายทางแห่งทะเลและชายหาด สู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และจิตวิญญาณที่ดำรงต่อเนื่องมายาวนานกว่าพันปี
สำหรับนักเดินทาง นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการกลับไปทำความรู้จักนครศรีธรรมราชอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อชมความงดงามขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่เพื่อสัมผัสเรื่องราวของเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของคาบสมุทร และยังคงรักษาศรัทธา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเอาไว้ได้อย่างงดงามจนได้รับการยอมรับในระดับโลก
ภาพ: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
The post วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของ UNESCO appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก ก็คงเลือกการเฉลิมฉลองวาร […]
The post แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ฉลอง 150 ปี ผ่านสีเขียวศิลาดล สีใหม่สไตล์ Quiet Luxury appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก ก็คงเลือกการเฉลิมฉลองวาระสำคัญด้วยการรีโนเวตหรือเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่คงไม่ใช่กับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ที่เลือกเล่าเรื่องราวตลอด 150 ปีผ่านสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ ‘สี’ เพียงสีเดียว
Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล จึงไม่ได้เป็นเพียงเฉดสีใหม่สำหรับการตกแต่ง แต่กลายเป็นภาษาที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ งานออกแบบ ศิลปะแห่งการเดินทาง และประสบการณ์การเข้าพักของโรงแรมระดับตำนานริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าไว้ด้วยกัน ถ่ายทอดมรดกของเอเชียในรูปแบบที่ร่วมสมัย และสะท้อนแนวคิด Quiet Luxury ที่ให้คุณค่ากับรายละเอียดมากกว่าความหวือหวา


หนึ่งในโปรเจกต์สำคัญของการเฉลิมฉลองครั้งนี้คือการปรับโฉม Garden Wing โดย Jeffrey Wilkes มัณฑนากรจาก DESIGNWILKES ผู้ตีความเสน่ห์ของโรงแรมผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสวน สถาปัตยกรรม และแม่น้ำเจ้าพระยา ให้พื้นที่ภายในและภายนอกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ห้องพักตั้งแต่ Chao Phraya Room, Chao Phraya Suite, Ambassador Suite ไปจนถึง Royal Suite ถูกแต่งเติมด้วยเฉด Celadon Green ผ่านวอลล์เปเปอร์สั่งทำ สิ่งทอ และพรมลวดลายพรรณไม้ไทย ก่อนตัดด้วยสีเขียวมรกต สีคอรัล และสีทองอ่อน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น และให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักริมแม่น้ำ มากกว่าจะเป็นโรงแรม


เรื่องราวของ Celadon Green ยังเดินทางต่อผ่านความร่วมมือกับ Globe-Trotter แบรนด์กระเป๋าเดินทางแฮนด์เมดจากอังกฤษ เกิดเป็นคอลเลกชันลิมิเต็ดเอดิชันที่ประกอบด้วย Carry-On Case และ London Square ในเฉดสีเขียวศิลาดล
ตัวกระเป๋าผลิตจากวัสดุซิกเนเจอร์ Vulcanised Fibreboard ตกแต่งด้วยหนังแท้ ขณะที่ภายในบุด้วยผ้าลวดลายพัดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยหยิบแรงบันดาลใจจากเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ขบวนพยุหยาตราชลมารค และพรรณไม้มงคลของไทย มาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือร่วมสมัย
และสำหรับผู้เข้าพักในช่วง 1 สิงหาคม 2569 – 31 มีนาคม 2570 โรงแรมยังจัดแพ็กเกจพิเศษ โดยผู้เข้าพัก Authors’ Suite จะได้รับกระเป๋า Carry-On Case รุ่นสั่งทำ ขณะที่ผู้เข้าพัก Chao Phraya Suite จะได้รับกระเป๋า London Square พร้อมอาหารเช้าที่ The Verandah และบริการดูแลส่วนบุคคลที่ Globe-Trotter สาขาเกษรวิลเลจ


นอกจากพื้นที่และงานออกแบบแล้ว แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ยังเลือกบันทึกตัวตนของโรงแรมผ่านประสาทสัมผัสอีกมิติ ด้วยการร่วมงานกับ PAÑPURI สร้างสรรค์กลิ่นซิกเนเจอร์ Eternal Bloom
กลิ่นเปิดด้วยความสดชื่นของตะไคร้ ส้มแมนดาริน และเบอร์กามอต ก่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลของดอกมะลิ กระดังงา และดอกส้ม แล้วปิดท้ายด้วยซีดาร์ พริกไทย และมัสก์ ถ่ายทอดบรรยากาศในรูปแบบของความทรงจำมากกว่าจะเป็นเพียงกลิ่นหอม
ซึ่งคอลเลกชันนี้มาในรูปแบบก้านไม้หอม สเปรย์ปรับอากาศ ถุงหอม และพัดหอม โดยทั้งหมดถูกออกแบบภายใต้บรรจุภัณฑ์สี Celadon Green เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวเดียวกันกับการเฉลิมฉลองครั้งนี้
สิ่งที่น่าสนใจของการเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรีโนเวตอาคาร การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ หรือการสร้างกลิ่นซิกเนเจอร์ หากแต่เป็นการหยิบสี Celadon Green มาใช้เป็นภาษากลางในการเล่าเรื่องของโรงแรม ทั้งในมิติของการออกแบบ การเดินทาง และประสบการณ์การเข้าพัก
เมื่อทุกองค์ประกอบถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน สีเขียวศิลาดลจึงไม่ได้เป็นเพียงเฉดสีประจำวาระครบรอบ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางระหว่างอดีตและอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า Quiet Luxury ไม่ได้หมายถึงความหรูหราที่ต้องประกาศตัว หากคือรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้นักเดินทางยังคงอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปนานกี่ศตวรรษก็ตาม



ภาพ: Mandarin Oriental, Bangkok
The post แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ฉลอง 150 ปี ผ่านสีเขียวศิลาดล สีใหม่สไตล์ Quiet Luxury appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงการเที่ยวทะเลของเกาะภูเก็ต หลายคนคงคุ้นเคยกั […]
The post PISCES คาตามารันลำใหม่ ที่ชวนใช้ชีวิตบนทะเลภูเก็ตให้ช้าลงและน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงการเที่ยวทะเลของเกาะภูเก็ต หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพการตื่นแต่เช้า นั่งสปีดโบ๊ตออกไปตามเกาะต่างๆ ลงเล่นน้ำ ถ่ายรูป แล้วรีบเดินทางต่อเพื่อให้ทันเกาะถัดไป
แต่ PISCES คาตามารันลำใหม่จาก Cape Odyssey เลือกตีความการเที่ยวทะเลอีกแบบ แทนที่จะพยายามพาไปให้ได้หลายเกาะที่สุดภายในหนึ่งวัน กลับชวนให้ผู้โดยสารใช้เวลากับการเดินทางมากขึ้น ตั้งแต่นอนเล่นรับลมบนดาดฟ้า กินอาหารกลางวันแบบไม่ต้องรีบ ไปจนถึงนั่งชมพระอาทิตย์ตกบนเรือระหว่างเดินทางกลับฝั่ง
PISCES เป็นเรือ Power Catamaran ความยาว 26 เมตร หรือประมาณ 86 ฟุต ภายในถูกแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่เพื่อให้แขกสามารถเลือกใช้เวลาได้ในแบบของตัวเอง


แม้จะเป็นเรือขนาดใหญ่ แต่ตัวเรือผลิตจากไฟเบอร์กลาสเพื่อให้มีน้ำหนักเบากว่าเรือโครงสร้างเหล็ก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 550 แรงม้า 2 เครื่อง และเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 10-18 น็อต ซึ่งความเร็วในที่นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเร่งเก็บจุดหมายให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ระหว่างเกาะ และคืนเวลาให้ผู้โดยสารได้อยู่ในแต่ละพื้นที่นานกว่าเดิม
เบื้องหลังโปรเจกต์นี้คือ ไผ่-พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Cape Odyssey ซึ่งเติบโตมากับทะเลอันดามันและการล่องเรือตั้งแต่วัยเด็ก ความตั้งใจของเขาคือการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากทริปสปีดโบ๊ตทั่วไป ให้การนั่งเรือกลายเป็นจุดหมายของวันหยุดจริงๆ
ส่วนชื่อ PISCES ก็มาจากราศีมีน ซึ่งเป็นราศีเกิดของผู้ก่อตั้งและพี่ชายฝาแฝด สะท้อนถึงสัญลักษณ์ปลาสองตัวที่หมายถึงความสมดุล อิสระ และการออกเดินทาง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับแบรนด์ Cape Odyssey



ขนาดของเรือเป็นสิ่งแรกที่เราสะดุดตา แต่จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบพื้นที่มากกว่าความใหญ่โต พื้นที่ภายนอกปูด้วยไม้สักแท้และออกแบบให้เปิดรับวิวทะเล ตั้งแต่ดาดฟ้าด้านหน้า พื้นที่รับประทานอาหาร เตียงอาบแดด ไปจนถึงฟลายบริดจ์ด้านบนที่เหมาะกับการนั่งพักในช่วงเย็น
ถัดเข้ามาภายในเป็นซาลูนปรับอากาศขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยหน้าต่างบานกว้าง จึงยังมองเห็นวิวแบบพาโนรามาได้แม้เลือกหลบร้อนอยู่ด้านใน นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง บูธดีเจ และห้องพักส่วนตัวพร้อมห้องน้ำในตัว สำหรับแขกที่ต้องการพื้นที่สงบระหว่างการเดินทาง โดยบนเรือมีห้องสวีตพร้อมห้องน้ำจำนวน 2 ห้อง
เมื่อเรือจอดกลางทะเล ยังสามารถลงเล่นน้ำหรือเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทั้งแพดเดิลบอร์ด เจ็ตเซิร์ฟ ดำน้ำตื้น และ Floating Ocean Pool สระลอยน้ำพร้อมตาข่ายกั้นด้านท้ายเรือ รวมถึงสามารถขอจัดเตรียมกิจกรรมทางน้ำแบบใช้เครื่องยนต์เพิ่มเติมได้



เปิดให้บริการ 2 รูปแบบ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทาง ตั้งแต่ผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์บนเรือลำนี้เป็นครั้งแรก ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการเหมาลำสำหรับโอกาสพิเศษ
1. Exclusive Shared Voyages (ทริปเส้นทางอ่าวพังงา)
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่ หรือผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์โดยไม่จำเป็นต้องเหมาลำทั้งลำ โดยทั้งทริปใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ออกเดินทางจากอ่าวปอช่วง 11.00 น. และกลับถึงท่าเรือประมาณ 19.00 น. เส้นทางพาเข้าสู่อ่าวพังงา ผ่านเกาะนาคา เกาะห้อง เขาตะปูหรือ James Bond Island และพื้นที่หน้าผาหินปูน ถ้ำทะเล และลากูนต่างๆ ก่อนจบวันด้วยการชมพระอาทิตย์ตกระหว่างเดินทางกลับ
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงรายชื่อเกาะ แต่เป็นการจัดพื้นที่ให้แขกแต่ละกลุ่มมีมุมของตัวเอง แทนการวางที่นั่งเรียงแน่นเหมือนเรือทัวร์ทั่วไป บรรยากาศบนเรือถูกวางให้อยู่ระหว่างการพักผ่อนริมทะเลกับเสียงเพลงแบบ Beach Groove มากกว่าจะเป็นโบ๊ตปาร์ตี้เต็มรูปแบบ
ความแตกต่างจากเรือทั่วไปของ PISCES คือเลือกจำกัดผู้โดยสารเพียง 45 ท่าน (จากความจุจริงที่รองรับได้ถึง 70-80 ท่าน)
แพ็กเกจ Standard ราคาเริ่มต้น 6,900 บาทสุทธิต่อคน และ VIP ราคา 7,900 บาทสุทธิต่อคน รวมบริการรับ-ส่งจากโรงแรม อาหารบนเรือ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ผลไม้ อุปกรณ์ดำน้ำ เจ็ตเซิร์ฟ แพดเดิลบอร์ด สระลอยน้ำ ผ้าเช็ดตัว ประกันอุบัติเหตุ และเสื้อชูชีพ
สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น สามารถอัปเกรดห้องพัก Private Cabin เพิ่มในราคา 10,000 บาทสุทธิสำหรับ 2 คน
2. Premium Private Charter (เหมาลำส่วนตัว)
อีกรูปแบบสำหรับกลุ่มที่ต้องการเหมาลำและกำหนดการเดินทางด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทริปครอบครัว การเฉลิมฉลอง ปาร์ตี้ส่วนตัว หรือการรับรองแขกและลูกค้าขององค์กร
เส้นทางสามารถปรับได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การล่องในอ่าวพังงา ไปจนถึงเกาะพีพี เกาะราชา เกาะไข่ หรือเกาะไม้ท่อน รวมถึงเลือกจุดรับแขกจากโรงแรม ชายหาด หรือท่าเรือที่สะดวกได้ โดยอาจมีค่า Relocation เพิ่มเติมตามระยะทาง
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 250,000 บาทสำหรับการใช้งาน 8 ชั่วโมง ภายในแพ็กเกจประกอบด้วยอาหารบนเรือ เครื่องดื่ม อุปกรณ์ทางน้ำ ทีมงาน ห้องครัวส่วนตัว รวมถึงสามารถปรับเมนูและเส้นทางให้เหมาะกับโอกาสนั้นๆ ได้


ด้านอาหารบน PISCES ก็ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นแค่เพียงมื้อระหว่างทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตลอดวัน ซึ่งเมนูมีตั้งแต่อาหารไทย เมดิเตอร์เรเนียน และยุโรปร่วมสมัย ไปจนถึงซูชิแฮนด์โรลที่ปรุงสดบนเรือ สำหรับทริปส่วนตัวยังสามารถสั่งเมนูพรีเมียมอย่าง Seafood Tower เพิ่มล่วงหน้าได้
ด้านเครื่องดื่มก็มีทั้งค็อกเทล ไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มที่ออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศของแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่มื้อกลางวันกลางแดด โดยพื้นที่บาร์และบริการอาหารสามารถปรับให้เหมาะกับงานเฉลิมฉลองหรือโอกาสพิเศษได้เช่นกัน



ท้ายที่สุด PISCES สะท้อนให้เราเห็นว่าความหมายของการเที่ยวทะเลแบบลักชัวรีกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจวัดกันด้วยจำนวนเกาะหรือกิจกรรมที่ทำได้ภายในหนึ่งวัน สู่การมีพื้นที่มากขึ้น ผู้คนน้อยลง และมีเวลาพอที่จะใช้ชีวิตกับทะเลโดยไม่ต้องรีบ
PISCES PHUKET
Exclusive Shared Voyage
Premium Private Charter
Bookings: [email protected]
Call: (+66) 084 393 4531
LINE Official: @piscesphuket
Instagram: PISCES PHUKET
Website: https://piscesphuket.com/
ภาพ: PISCES
The post PISCES คาตามารันลำใหม่ ที่ชวนใช้ชีวิตบนทะเลภูเก็ตให้ช้าลงและน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ถูกรายล้อมด้วยความเร่งรีบต่างๆ จนเกิด […]
The post ทำความรู้จัก Ceiling Service ศิลปะแห่งความเชื่องช้า และเทรนด์นอนนิ่งๆ ฮีลใจคนเมืองในกรุงโซล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ถูกรายล้อมด้วยความเร่งรีบต่างๆ จนเกิดความเหนื่อยล้าสะสม เมืองหลวงที่หมุนไวติดจรวดอย่างกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ กำลังเกิดความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า Architecture of Slowness หรือการออกแบบพื้นที่และประสบการณ์ที่ชวนให้ผู้คนหยุดพักจากจังหวะอันเร่งรีบของเมือง และหนึ่งในโปรเจกต์ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ที่สุดก็คือ Ceiling Service อีเวนต์ดนตรีบำบัดจากโซลที่เดินทางจัดงานในสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง และเพิ่งจัดงานครั้งที่ 10 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ชื่อของ Ceiling Service มีแนวคิดมาจากคำในภาษาดัตช์ว่า plafondservice ซึ่งใช้เรียกช่วงเวลาที่เรานอนตาค้างอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานในคืนที่นอนไม่หลับ แต่โปรเจกต์นี้เลือกหยิบเอาประสบการณ์อันแสนทรมานนั้นมาพลิกความหมายใหม่ จากเดิมที่เคยจ้องเพดานด้วยความกระวนกระวาย กลายเป็นการเอนหลัง นอนราบ และปล่อยตัวเองไปกับพื้นที่ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เราได้หยุดพักอย่างแท้จริง


Ceiling Service จึงไม่ใช่คอนเสิร์ต ไม่ใช่นิทรรศการ และไม่ใช่คลาสทำสมาธิแบบที่มีขั้นตอนให้ต้องปฏิบัติตาม หากเป็นประสบการณ์ที่อยู่ระหว่างทั้งสามสิ่ง โดยใช้เสียง พื้นที่ และความนิ่งมาประกอบกัน ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหรือจับจ้องไปยังเวที
แต่สามารถนอนลงบนที่นอน มองขึ้นไปบนเพดาน ฟังดนตรี อ่านหนังสือ งีบหลับ หรือเพียงใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ
ภายในพื้นที่จัดงานมีที่นอนพรีเมียมเรียงเต็มพื้น โดย Simmons เป็นหนึ่งในแบรนด์พาร์ตเนอร์ที่มีส่วนทำให้รูปแบบการรับชมในแนวราบกลายเป็นภาพจำของโปรเจกต์ จากพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรีจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นห้องพักผ่อนขนาดใหญ่ ซึ่งผู้คนสามารถเลือกใช้เวลาได้ตามชอบ

ซึ่งในภาษาเกาหลี บางคนเรียกประสบการณ์ลักษณะนี้อย่างขำขันว่า 합법적 눕방 (ฮับบอบจ็อก นุบปัง) หรือการมีพื้นที่ให้นอนเล่นได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ภายใต้คำเรียกที่ดูสนุกนั้นกลับซ่อนความรู้สึกที่คนเมืองจำนวนไม่น้อยเข้าใจร่วมกัน เพราะในชีวิตประจำวันที่ทุกชั่วโมงถูกแบ่งให้กับการทำงาน การเดินทาง การออกกำลังกาย และการพัฒนาตัวเอง การนอนนิ่งๆ โดยไม่มีเป้าหมาย กลับกลายเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าต้องขออนุญาตตัวเองเสียก่อน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Ceiling Service แตกต่างจากกิจกรรม Sound Bath หรือ Meditation ทั่วไป คือความจริงจังในการคัดเลือกศิลปิน ผู้แสดงไม่ได้ถูกเชิญมาเพียงเพื่อสร้างเสียงที่ฟังสบาย แต่ล้วนเป็นศิลปินที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเสียง ความสงบ จิตใจ และการเยียวยาผ่านผลงานของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง



หนึ่งในศิลปินหลักของ Vol.10 คือ Yogetsu Akasaka พระนิกายเซนจากกรุงโตเกียว ผู้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากผลงาน Heart Sutra Live Looping Remix ซึ่งนำบทสวด Heart Sutra มาผสมผสานกับจังหวะบีตบ็อกซ์และเสียงที่สร้างขึ้นผ่าน Loop Station สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้มองผลงานเหล่านี้เป็นเพียงการทดลองทางดนตรี แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเยียวยาและลดความทุกข์ของผู้ฟังผ่านเสียง
อีกหนึ่งศิลปินหลักคือ Cifika ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชาวเกาหลีใต้ อดีตกราฟิกดีไซเนอร์ที่เริ่มต้นเรียนรู้การทำดนตรีด้วยตัวเองผ่านโปรแกรม Ableton ก่อนพัฒนาภาษาทางดนตรีของตัวเองขึ้นมาจากห้องนอน และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเกาหลี ผลงานของเธอมักสำรวจความสมดุลระหว่างความหนักและความเบา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้จัดเลือกให้มาร่วมสร้างประสบการณ์ใน Ceiling Service
แม้ Cifika และ Yogetsu Akasaka จะมีภูมิหลังและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก คนหนึ่งมาจากดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัย อีกคนมาจากการปฏิบัติแบบเซน แต่จุดที่ทั้งคู่เชื่อมโยงกันคือการใช้เสียงเพื่อสร้างสภาวะบางอย่างให้เกิดขึ้นภายในตัวผู้ฟัง มากกว่าการสร้างการแสดงที่เรียกร้องให้ทุกสายตาจับจ้องอยู่บนเวที
รอบๆ ศิลปินหลักทั้งสองคนยังมีศิลปินแอมเบียนต์จากทั้งเกาหลีและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น K.O.P. 32, sooom, Lim Yong Ju และ Notep มาร่วมสร้างภูมิทัศน์ทางเสียงให้กับงาน ดนตรีแต่ละช่วงจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่ผู้ร่วมงานรับรู้พื้นที่ เวลา และร่างกายของตัวเอง
เมื่อมองให้กว้างกว่าอีเวนต์เพียงสองวัน Ceiling Service ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่วัฒนธรรมของกรุงโซล จากเดิมที่การออกไปข้างนอกมักเชื่อมโยงกับการทำกิจกรรม การกินดื่ม และการหาประสบการณ์ กลับเริ่มมีพื้นที่ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัก การฟัง และไม่ต้องมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น ทั้ง Tea House, Sound Bath, Meditation Space ไปจนถึงโปรเจกต์ที่มองว่า ‘การไม่ทำอะไร’ ก็สามารถเป็นประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบอย่างจริงจังได้
แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโปรเจกต์ลักษณะนี้จะกลายเป็นรูปแบบการพักผ่อนที่อยู่กับเมืองในระยะยาว หรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราวของคนรุ่นหนึ่ง แต่การเดินทางมาถึงครั้งที่ 10 ก็แสดงให้เห็นว่า ความต้องการพื้นที่ซึ่งไม่ได้เรียกร้องอะไรจากผู้คนอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
ในวันที่โลกพยายามเร่งให้เราทำทุกอย่างได้เร็วขึ้น Ceiling Service เสนอคำตอบที่เรียบง่ายให้กับความเหนื่อยล้าของคนเมือง นั่นคือห้องหนึ่ง เสียงบางอย่าง และการอนุญาตให้ตัวเองอยู่ตรงนั้นต่ออีกสักพัก เพราะบางทีความหรูหราที่หาได้ยากที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งของราคาแพงหรือประสบการณ์อันหวือหวา แต่คือ เวลาและพื้นที่ที่อนุญาตให้เราอยู่นิ่งๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
สามารถติดตามการประกาศจัดงานครั้งถัดไปได้ทาง Instagram: ceiling service
ภาพ: ceiling service
The post ทำความรู้จัก Ceiling Service ศิลปะแห่งความเชื่องช้า และเทรนด์นอนนิ่งๆ ฮีลใจคนเมืองในกรุงโซล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmo […]
The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmond กลับเลือกที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ช้าลง นี่คือบทสนทนาว่าด้วยเวลา การพักผ่อน และรถไฟที่สวยที่สุด
เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับ Gary Franklin ผู้รับผิดชอบเป็น Senior Vice President, Trains & Cruises ของ Belmond แบรนด์ลักชัวรีในเครือ LVMH เขาคนนี้เป็นผู้ดูแลประสบการณ์การเดินทางของรถไฟและเรือสำราญระดับไอคอนิกหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Venice Simplon-Orient-Express, Eastern & Oriental Express, Royal Scotsman รวมถึง Britannic Explorer รถไฟนอนลักชัวรีสายแรกของอังกฤษและเวลส์ที่เปิดตัวในปี 2025

Gary เชื่อว่าเวลาคือความหรูหราที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้ และเป็นเหตุผลที่แนวคิด Slow Luxury กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่การเดินทางที่ช้าลง แต่คือการได้ใช้เวลากับตัวเอง กับผู้คนรอบข้าง และกับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่
และนี่คือความเปลี่ยนแปลงของนักเดินทางลักชัวรี ความหมายของ Slow Luxury และเหตุผลที่เวลากำลังกลายเป็น Ultimate Luxury ของโลกยุคใหม่
“หลังโควิด ผู้คนให้คุณค่ากับเวลามากขึ้นอย่างชัดเจน วันนี้เวลาคือ Ultimate Luxury ที่ Belmond เราเชื่อว่าผู้คนไม่ได้แค่ใช้เวลา แต่กำลังลงทุนกับเวลา
ช่วงที่ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน หลายคนได้ทบทวนชีวิตและกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือการใช้เวลาร่วมกัน อีกอย่างที่เราเห็นคือ นักเดินทางลักชัวรีมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเวลา และเลือกลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”
“ผมคิดว่ามันมีหลายเหตุผล อย่างแรกคือผู้คนเริ่มใส่ใจการออกแบบรูปแบบการเดินทางของตัวเองมากขึ้น พวกเขามองหาประสบการณ์ที่ช้าลง แต่ยังคงมีคุณค่าและความหมาย ทุกวันนี้การเดินทางไม่ใช่แค่การพาตัวเองไปถึงจุดหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด
คนรุ่นใหม่เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรู้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟเป็นมิตรกับโลกมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน
แต่ถ้าจะให้ผมตอบสั้นๆ เหตุผลหลักก็คือ มันเป็นการเดินทางที่สวยงาม คุณได้นั่งอยู่ในห้องพักส่วนตัว มองวิวเมืองและธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง ได้เห็นมุมที่ไม่มีวันเห็นจากเครื่องบิน นั่นคือประสบการณ์ที่แตกต่างจริงๆ”

“สำหรับผม Slow Luxury คือการได้วางโทรศัพท์ลง กลับมาใช้ชีวิตแบบอนาล็อก อ่านหนังสือ พูดคุยกับคนรอบตัว และใช้เวลากับสิ่งตรงหน้า ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณมีเวลาพัก มีเวลามองวิว มีเวลาพูดคุยกับผู้ร่วมเดินทาง หรือแม้แต่แต่งตัวไปดินเนอร์โดยไม่ต้องเร่งรีบ นอกจากนั้นคุณยังมีพื้นที่ส่วนตัวในห้องพัก นอนหลับสบาย ตื่นเช้ามาพร้อมวิวธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง สำหรับผม นั่นคือความหรูหราที่แท้จริง”
“ผมอยากใช้คำว่า ‘ลงทุน’ มากกว่าคำว่า ‘จ่าย’ วันนี้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของการเดินทางแบบ Slow Travel มากขึ้น พวกเขาเลือกใช้เวลาอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้า และมองเห็นผลตอบแทนจากเวลาที่ลงทุนไป ทั้งในรูปของความสุข ความทรงจำ และคุณค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกนาน
อีกอย่างคือ Slow Luxury เปิดโอกาสให้ผู้คนค้นพบความสนใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกระหว่างการเดินทาง หรือการลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นความหลงใหลที่ติดตัวไปตลอดชีวิต”


“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการความเรียบง่าย และไม่อยากต้องตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากเผชิญกับ Decision Fatigue พวกเขาจึงมองหาแบรนด์ที่สามารถดูแลรายละเอียดต่างๆ ให้ได้ เพื่อให้ตัวเองได้พักจากการตัดสินใจบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังต้องการความ Authentic พวกเขาอยากสัมผัสสถานที่จริง ผู้คนจริง และวัฒนธรรมจริง
ยกตัวอย่าง Britannic Explorer เมื่อรถไฟเดินทางไป Cornwall อาหารที่เสิร์ฟก็มาจากฟาร์มในพื้นที่ หรือเมื่อเดินทางเข้าสู่ Wales ซีฟู้ดที่รับประทานก็มาจากชาวประมงในชุมชนเดียวกับที่คุณกำลังเดินทางผ่าน สำหรับผม นั่นคือความหมายของความ Authentic
ความหรูหรา คือประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกและกลายเป็นความทรงจำ เป็นเรื่องที่คุณยังอยากเล่าให้คนอื่นฟัง แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายปี ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหา และมันยังส่งผลต่อความสุขและ Well-being ของพวกเขาด้วย”

“ผมคิดว่าโลกจะยิ่งหมุนเร็วขึ้น ดังนั้นคำถามที่ว่า ‘เราจะลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างไร’ จะยิ่งสำคัญขึ้น อีกเรื่องคือ Human Connection ทุกวันนี้ชีวิตของเราผ่านหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้งเราไม่รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว
ผมเชื่อว่าในอนาคต ผู้คนจะยิ่งให้คุณค่ากับการได้ใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รัก เพื่อนใหม่ หรือแม้แต่ทีมงานที่คอยดูแลระหว่างการเดินทาง เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ก็ยังต้องการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากัน และช่วงเวลาเหล่านี้จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ”
The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้ เมืองเยียนไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออก […]
The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้ เมืองเยียนไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศจีน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสมัยใหม่ เมื่อเมืองขยายตัว เทศบาลจึงต้องการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมทะเลที่ไม่ได้เป็นเพียงอาคารสวยงาม แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สะท้อนอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนที่สตูดิโอสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง OPEN Architecture จะได้รับเลือกให้รับหน้าที่ออกแบบโครงการแห่งนี้
แทนที่จะสร้างอาคารร่วมสมัยทั่วไป ทีมออกแบบเลือกหยิบหนึ่งในรากวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเยียนไถกลับมาตีความใหม่ นั่นคือประเพณีการบูชาดวงอาทิตย์ ซึ่งเคยฝังรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานหลายพันปี ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา และถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านอาคารคอนกรีตทรงกรวยคว่ำสูง 50 เมตรในชื่อ Sun Tower ที่เปลี่ยนดวงอาทิตย์จากเพียงองค์ประกอบของธรรมชาติ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม
ตัวอาคารตั้งอยู่ในเขต Yantai Economic and Technological Development Area (YEDA) โครงสร้างประกอบด้วยเปลือกคอนกรีตสองชั้นที่เชื่อมต่อกันด้วยทางลาดหมุนวนขึ้นสู่ด้านบน ขณะที่ฝั่งอาคารซึ่งหันหน้าออกสู่ทะเลถูกเฉือนเปิดออกอย่างตั้งใจ เพื่อเปิดรับแสง ลม และทัศนียภาพของมหาสมุทรเข้าสู่ภายในอาคาร ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดการเดินชมพื้นที่
สิ่งที่ทำให้ Sun Tower แตกต่างจากสถาปัตยกรรมทั่วไป คือการคำนวณตำแหน่งและองศาของอาคารให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ตลอดทั้งปี ราวกับให้อาคารทั้งหลังทำหน้าที่เป็นนาฬิกาแดดขนาดยักษ์




แถมภายใน Sun Tower ยังได้รับการออกแบบให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงฉากหลังของอาคาร




นอกจากการใช้ดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแล้ว Sun Tower ยังนำหลัก Passive Design มาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง อุโมงค์ลมและช่องระบายอากาศด้านบนช่วยสร้างการไหลเวียนอากาศตามธรรมชาติ ขณะที่ผนังคอนกรีตหนาทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อน ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้เย็นในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้พื้นที่จัดแสดงหลักสามารถลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศได้อย่างมาก
Sun Tower แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือจอภาพเสมอไป แต่สามารถใช้แสงแดด เงา ลม ฝน เสียงคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ มาเป็นวัสดุสำคัญของการออกแบบได้อย่างทรงพลัง
ผลลัพธ์คืออาคารที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกชั่วโมง ทุกฤดูกาล และทุกสภาพอากาศ จนไม่มีวันเหมือนเดิม นั่นทำให้ Sun Tower ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วัฒนธรรมหรือแลนด์มาร์กแห่งของเมืองยานไถ แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตซึ่งทำงานร่วมกับธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และชวนให้ผู้คนกลับมาสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เราอาจหลงลืมไปในชีวิตประจำวัน
ภาพ: Iwan Baan, Jonathan Leijonhufvud

The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกของการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านค […]
The post ILTM Asia Pacific 2026: เมื่อโลกของ Luxury Travel กำลังนิยามคำว่า ‘หรู’ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โลกของการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านความหรูหรา สู่การแข่งขันด้านคุณภาพของประสบการณ์ Meaningful Experience) เมื่อผู้เดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมที่สวยที่สุดหรือบริการที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุดอีกต่อไป แต่ให้คุณค่ากับการเดินทางที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น Well-being และช่วงเวลาที่มีความหมายมากกว่า นั่นคือนิยามใหม่ของความหรูหราในปัจจุบัน
ทุกปี งาน ILTM Asia Pacific ที่ประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลักชัวรีระดับโลก ที่รวบรวมโรงแรม รีสอร์ต สายเรือสำราญ และองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวจากหลายประเทศ มาร่วมเปิดตัวโครงการใหม่ พบปะกับที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยว มีเดีย และอัปเดตทิศทางตลาดในปีต่อๆ ไป
ผู้เขียนได้ไปร่วมงานนี้และพบว่าจะมีข่าวโรงแรม รีสอร์ต หรือจุดหมายปลายทางใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นทิศทาง ที่หลายแบรนด์กำลังมุ่งไปในทางเดียวกัน นั่นคือการนิยามคำว่า Luxury ใหม่ จากเดิมที่เคยวัดกันด้วยความหรูหรา อลังการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศ หรืองานบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ได้เปลี่ยนไปสู่การมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย ในขณะเดียวกัน เอเชียก็ได้กลายเป็นดินแดนที่แบรนด์ระดับโลกต้องการขยายตลาด เพื่อตอบรับนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น
และนี่คือความเคลื่อนไหวที่เรามองว่าน่าสนใจจากงาน ILTM Asia Pacific 2026 ที่สิงคโปร์

The PuLi Shanghai
แม้แบรนด์นี้จะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักเดินทางชาวไทย แต่ The PuLi Group ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ภายใต้ปรัชญา Excellence through Simplicity ที่ให้คุณค่ากับความเรียบง่าย ความสงบ และงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา ล่าสุด The PuLi Shanghai ถ่ายทอดแนวคิด Collector’s Home ที่ให้บรรยากาศเหมือนบ้านของนักสะสมศิลปะ มากกว่าจะเป็นโรงแรมหรูแบบดั้งเดิม
ขณะที่ The PuXuan Beijing นำเสนอความหรูหราร่วมสมัยใจกลางกรุงปักกิ่ง ด้วยทำเลติดพระราชวังต้องห้าม การออกแบบที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และงานบริการที่เน้นความเป็นส่วนตัว

The Langham, Custom House, Bangkok เตรียมเปิดให้บริการปลายปี 2026 (ยืนยันว่าเปิดก่อนช่วงคริสต์มาสแน่นอน) ภายในอาคารศุลกสถานอายุกว่า 130 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับการอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ร่วมสมัย โรงแรมจะมีห้องพักเพียง 75 ห้อง มีร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว T’ang Court จากฮ่องกงมาเปิดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Explora Journeys
Explora Journeys แบรนด์ลักชัวรีครูซของ MSC Group เปิดตัวโปรแกรมเดินเรือปี 2027-2028 พร้อมประกาศเข้าสู่เอเชียเป็นครั้งแรก ครอบคลุมญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ โดยยังคงจุดยืนเรื่อง Slow Luxury ผ่านการเพิ่ม Overnight Stay และระยะเวลาพำนักในแต่ละเมือง เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สะท้อนเทรนด์การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าจำนวนประเทศที่เดินทางไป

Capella Nanjing
Capella Hotels & Resorts เตรียมเปิด Capella Nanjing โรงแรมแห่งใหม่ติด Changjiang Road ศูนย์กลางย่านประวัติศาสตร์ของเมือง ออกแบบโดย David Chipperfield พร้อมผสานอาคารประวัติศาสตร์กับสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และถ่ายทอดเรื่องราวของหนานจิงผ่านแนวคิด Sense of Place ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

Madrid
หนึ่งในจุดหมายที่ถูกพูดถึงมากในงานปีนี้คือ Madrid ซึ่งกำลังผลักดันภาพลักษณ์ของเมืองผ่านแนวคิด Meaningful Luxury โดยไม่ได้เน้นเพียงโรงแรมระดับ 5 ดาวหรือร้านอาหารมิชลิน แต่เลือกสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่นมากขึ้น ผ่านเครือข่ายพันธมิตร High-Impact Club ที่รวบรวมผู้ประกอบการลักชัวรีกว่า 63 ราย เพื่อออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ตั้งแต่การเข้าชมพระราชวังและพิพิธภัณฑ์นอกเวลาทำการ ดินเนอร์กับเชฟในอาคารประวัติศาสตร์ ทัวร์เมืองด้วยรถคลาสสิก ไปจนถึงการเดินสำรวจย่านศิลปะกับผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ เมืองยังผลักดันย่านสร้างสรรค์อย่าง Lavapiés, Tetuán และ Usera ให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของคนท้องถิ่น

Fairmont Bangkok Sukhumvit
Fairmont Bangkok Sukhumvit เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2026 นับเป็นการกลับมาของแบรนด์ Fairmont ในประเทศไทย พร้อมนำเสนอประสบการณ์ Modern Luxury ใจกลางสุขุมวิท ทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่ Wellness สำหรับนักเดินทางและคนเมือง

Soneva
หลังใช้แนวคิด Barefoot Luxury มานานกว่า 30 ปี ล่าสุด Soneva ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมเผยโลโก้ใหม่และปรัชญา Bare Luxury ภายใต้สโลแกน Just What Matters โดยไม่ได้ลดทอนความหรูหรา แต่เลือกตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้ผู้เข้าพักได้กลับมาโฟกัสกับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

The Luxury Group by Marriott International
จากรายงาน Beyond the Gen Z Myth: Four Distinct Luxury Mindsets Reshaping Travel in Asia Pacific โดย The Luxury Group by Marriott International ระบุว่า การแบ่งนักเดินทางตามช่วงวัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ Gen Z มีแรงจูงใจในการเดินทางที่หลากหลายถึง 4 กลุ่มและนิยามคำว่าหรูหราไม่เหมือนกัน ได้แก่
สำหรับเมืองไทย Connoisseur Traditionalists มีสัดส่วนมากที่สุด (40%) โดยยังให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของโรงแรม การบริการ และการออกแบบ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ เริ่มให้น้ำหนักกับ Well-being วัฒนธรรมท้องถิ่น และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น

The Luxury Group by Marriott International
เมื่อมองภาพรวมของ ILTM Asia Pacific 2026 จะเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยจำนวนดาวของโรงแรม ขนาดห้องพัก หรือบริการที่เหนือกว่า วันนี้หลายแบรนด์กลับเลือกลงทุนกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของจุดหมายปลายทาง ความสัมพันธ์กับชุมชน Well-being และช่วงเวลาที่ผู้เข้าพักจะได้จดจำหลังเดินทางกลับบ้าน
ขณะเดียวกัน เอเชียก็ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตเร็ว แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกการท่องเที่ยวลักชัวรี ทั้งในฐานะนักเดินทางและจุดหมายปลายทาง ทำให้หลายแบรนด์ระดับโลกเร่งเข้ามาลงทุน และพัฒนาประสบการณ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ภูมิภาคนี้
ดังนั้น หาก ILTM Asia Pacific คือภาพสะท้อนของอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 2026-2027 ก็คงเป็นปีที่คำว่า Luxury เริ่มถูกนิยามใหม่อีกครั้ง จากการ ‘มีมากกว่า’ ‘ใหญ่กว่า’ ‘หรูกว่า’ ไปสู่การรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ
The post ILTM Asia Pacific 2026: เมื่อโลกของ Luxury Travel กำลังนิยามคำว่า ‘หรู’ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งที่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุ […]
The post ทำไม ‘โคเปนเฮเกน’ ถึงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026 (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งที่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์กคว้าอันดับเมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลกประจำปี 2026 จากรายงานของ ‘Global Liveability Index 2026’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของสถาบัน Economist Intelligence Unit (EIU)
ผลการจัดอันดับปี 2026 ประเมินเมือง 173 แห่งทั่วโลก ปรากฏว่า กรุงโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก ยังคงครองตำแหน่ง เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังได้รับคะแนนโดดเด่นจากหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ซึ่งได้รับคะแนนเต็ม
EIU ระบุว่า ความสำเร็จของโคเปนเฮเกนมาจากการผสมผสานระหว่างเมืองที่มีความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต จนทำให้เมืองสามารถรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ทำให้โคเปนเฮเกนได้รับการยกย่องมาโดยตลอด คือการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเลนจักรยานที่ครอบคลุม ระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ง่าย และนโยบายด้านความยั่งยืนที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับอยู่อาศัย แต่ยังสนับสนุนให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีสุขภาวะที่ดี
ลำดับอื่นรองลงมาคือ เวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย ซึ่งเคยครองอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปี ตามด้วย เมลเบิร์น (Melbourne) และ ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ ซูริก (Zurich) และ เจนีวา (Geneva) จากสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง Top 10 ของกลุ่มเมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก
ปีนี้ยังเป็นปีที่เอเชียทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมี 9 เมืองติดอันดับ 20 เมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก สะท้อนคะแนนด้านสาธารณสุขของภูมิภาคที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในหลายเมืองของจีนที่ได้รับการลงทุนด้านระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ โอซาก้า (Osaka) และ โตเกียว (Tokyo) ยังคงเป็นสองเมืองจากเอเชียที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก
ในทางกลับกัน หลายเมืองในตะวันออกกลางมีอันดับลดลง เนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งที่ส่งผลต่อคะแนนด้านเสถียรภาพ ส่วนคะแนนเฉลี่ยด้านคุณภาพชีวิตของโลกแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน เพราะการพัฒนาด้านสาธารณสุขในเอเชียช่วยชดเชยคะแนนด้านเสถียรภาพที่ลดลงในบางภูมิภาค
แม้รายงานฉบับนี้จะเป็นการจัดอันดับเมือง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือตัวชี้วัดเบื้องหลังผลลัพธ์ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เมืองที่น่าอยู่ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนแลนด์มาร์กหรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว หากคือเมืองที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่การเดินทางที่สะดวก ความปลอดภัย การเข้าถึงบริการสาธารณะ ไปจนถึงการมีพื้นที่สีเขียวและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้โคเปนเฮเกนยังคงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน
10 เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026
ภาพ: Shutterstock
The post ทำไม ‘โคเปนเฮเกน’ ถึงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026 (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเป็นจุดหมายที่นักเดินทางสายศิลปะหลายคนยอมบินไปเย […]
The post MONA คืออะไร? ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเป็นจุดหมายที่นักเดินทางสายศิลปะหลายคนยอมบินไปเยือนถึงรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย วันนี้ MONA (Museum of Old and New Art) กำลังเดินทางมาสู่ประเทศไทยในชื่อ MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งใหม่ที่เตรียมเปิดภายในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
หลายครั้งที่ชื่อของพิพิธภัณฑ์จะกลายเป็นเหตุผลให้คนยอมบินข้ามประเทศ ซึ่ง MONA (Museum of Old and New Art) คือหนึ่งในนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักเดินทางสายศิลปะจำนวนมากตั้งใจเดินทางไปยังเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เพื่อแวะชมพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และล่าสุด ประสบการณ์แบบเดียวกันกำลังจะเดินทางมาสู่ประเทศไทยในชื่อ MONA Bangkok
แล้ว MONA คืออะไร?
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดยนักสะสมงานศิลปะ David Walsh และเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ทำให้ MONA แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ไม่ใช่เพียงคอลเล็กชันศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย หากคือการออกแบบประสบการณ์ ให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของการตีความงานศิลปะ แทนการเดินอ่านคำอธิบายบนผนัง ผู้เข้าชมจะใช้ระบบดิจิทัลที่เรียกว่า The O เพื่อเลือกค้นหาข้อมูลที่สนใจ ทำให้ทุกคนมีเส้นทางการชมงานที่แตกต่างกัน และเปลี่ยนการเดินพิพิธภัณฑ์ให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจที่เราสามารถดีไซน์ได้เอง
MONA Bangkok จะไม่ใช่การยกพิพิธภัณฑ์จากแทสเมเนียมาวางไว้ในกรุงเทพฯ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ที่สะท้อนบริบทของประเทศไทย ผ่านความร่วมมือระหว่าง AWC (Asset World Corp) และ MONA โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ

MONA Bangkok จะตั้งอยู่ภายในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น (Asiatique The Riverfront Destination) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์ที่ AWC กำลังพัฒนาร่วมกับโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่บน ถนนเจริญนคร ซึ่งทั้งสองฝั่งจะเชื่อมต่อกันด้วยเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ออกแบบให้เป็นทั้งระบบการเดินทางและประสบการณ์เชิงศิลปะ
เราคิดว่าหากโครงการแล้วเสร็จตามแผน กรุงเทพฯ อาจไม่ได้เพียงมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่กำลังสร้าง Art Destination ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก พร้อมยกระดับบทบาทของเมืองสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย
The post MONA คืออะไร? ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Slow Travel ได้รับความสนใจ […]
The post ทำไม Travel Journal ถึงกลับมา? เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาจดจำการเดินทางด้วยลายมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Slow Travel ได้รับความสนใจมากขึ้น นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มเมินหน้าหนีตารางการเที่ยวแบบวิ่งเก็บแลนด์มาร์ก แล้วหันมาใช้เวลาอยู่กับสถานที่แห่งหนึ่งให้มากกว่าเดิม เดินเล่นในย่านเดิมๆ ซ้ำๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว หรือเหนื่อยก็แวะนั่งร้านกาแฟแบบไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดอะไร พวกเขาเปลี่ยนจากการถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอเพื่อการลงโซเชียลมาเป็นการเปิดสมุดเล่มเล็ก หยิบปากกาขึ้นมาเขียน แปะตั๋วรถไฟ ใบเสร็จร้านกาแฟ หรือสเกตช์ภาพวิวตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ภาพเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเทรนด์และไวรัลที่นักเดินทางรุ่นใหม่เริ่มทำตาม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนยุคดิจิทัลยอมพกสมุดเล่มหนาและหยิบปากกาขึ้นมาเขียนท่ามกลางการเดินทาง? คำถามนี้สามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์

แม้หลายคนจะมองว่า Travel Journal เป็นเทรนด์ใหม่บนโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การจดบันทึกระหว่างเดินทางเป็นธรรมเนียมที่มีมายาวนาน ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแม้แต่กล้องถ่ายรูป นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักเขียนต่างพกสมุดบันทึกติดตัวเพื่อจดสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง ทั้งภูมิประเทศ ผู้คน วัฒนธรรม และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin นักธรรมชาติวิทยา นักชีววิทยาชาวอังกฤษ ผู้พลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์ด้วยการเสนอ ‘ทฤษฎีวิวัฒนาการ’ (Theory of Evolution) และหลักการ ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ (Natural Selection) เขาใช้สมุดจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ค้นพบระหว่างการเดินทางรอบโลกบนเรือ HMS Beagle นานเกือบห้าปี และบันทึกเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการในเวลาต่อมา ขณะที่ในญี่ปุ่น Matsuo Bashō ได้บันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางไว้ใน Oku no Hosomichi วรรณกรรมการเดินทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนคลาสสิกของโลก ถ่ายทอดทั้งทิวทัศน์ บทกวี และความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ไม่ต่างกัน ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17-19 การเดินทางแบบ Grand Tour ก็ทำให้สมุดบันทึกและสมุดสเก็ตช์กลายเป็นของคู่กายนักเดินทาง เพราะผู้คนไม่ได้กลับมาพร้อมของฝากเพียงอย่างเดียว แต่กลับมาพร้อมเรื่องราวที่บันทึกด้วยลายมือของตัวเองแทบทั้งนั้น

หลายร้อยปีผ่านไป วิธีการเดินทางเปลี่ยน แต่ความต้องการของมนุษย์กลับไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเก็บรักษาความทรงจำในรูปแบบที่มีความหมาย การกลับมาของ Travel Journal จึงไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธเทคโนโลยี หากเป็นผลจากวิธีการเดินทางที่กำลังเปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสที่เรียบลื่น (Glass Screens) แต่ความสะดวกนั้นกลับทำให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) การเปิดสมุดบันทึก สัมผัสพื้นผิวของกระดาษ และการเขียนด้วยน้ำหมึก จึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการ ‘บำบัด’ และการพักสายตาจากหน้าจอ
มีการศึกษาที่น่าสนใจจาก University of Tokyo (2021) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Behavioral Neuroscience พบว่า การเขียนด้วยปากกาลงบนกระดาษจริงๆ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Memory) ได้มากกว่าการพิมพ์บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต นอกจากนี้ กระดาษยังมีสารผัสเฉพาะ (Tactile Properties) ที่ช่วยให้สมองจดจำช่วงเวลาที่บันทึกได้ดีขึ้น การเขียนจดหมายเหตุการเดินทางจึงไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูล แต่คือการบันทึก ‘ประสบการณ์’ ผ่านประสาทสัมผัส

การท่องเที่ยวในปัจจุบันมักถูกเร่งรีบด้วยการ ‘เช็กอิน’ เพื่อถ่ายรูปให้ครบตามรีวิว แต่การทำ Travel Journal บังคับให้ผู้เดินทางต้อง ‘หยุด’ และ ‘ใช้เวลา’ นั่งลงที่มุมใดมุมหนึ่งของคาเฟ่หรือสถานีรถไฟ เพื่อทบทวนว่าวันนี้ได้เจออะไรมาบ้าง
ดร. เจมส์ เพนเนเบเกอร์ (Dr. James Pennebaker) นักจิตวิทยาจาก University of Texas at Austin ผู้บุกเบิกการวิจัยด้าน Expressive Writing หรือการเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ระบุว่า การเขียนบันทึกด้วยมือช่วยให้มนุษย์สามารถจัดระเบียบความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อนำมาประยุกต์กับการเดินทาง การนั่งเขียนบันทึกจึงเป็นกระบวนการทำสมาธิ (Mindfulness) ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการเป็นเพียง ‘ผู้บริโภคการท่องเที่ยว’ มาเป็น ‘ผู้ซึมซับประสบการณ์’ อย่างแท้จริง
การเที่ยวแบบเนิบช้ายังทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจรายละเอียดและเรื่องราวระหว่างทางมากขึ้น ในญี่ปุ่นวัฒนธรรมการสะสม Eki Stamp หรือตราประทับประจำสถานีรถไฟ ก็สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างน่าสนใจ นักเดินทางจำนวนมากพกสมุดเล่มเล็กติดตัวเพื่อสะสมตราประทับจากสถานี ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ขณะที่บางคนเลือกแปะโปสต์การ์ด แผนที่ ตั๋วรถไฟ หรือใบเสร็จลงในสมุด เพื่อให้แต่ละหน้ากลายเป็นภาพแทนของวันนั้น มากกว่าจะเป็นเพียงข้อความ
โซเชียลมีเดียเองก็มีส่วนผลักดันให้วัฒนธรรมนี้กลับมาได้รับความนิยม คอนเทนต์เกี่ยวกับ Travel Journal, Scrapbook และ Junk Journal ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจดบันทึกไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเดินทางรุ่นใหม่หลายคนหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกวันนี้ เราสามารถใช้ AI ช่วยเขียนแคปชัน แต่งภาพ หรือสรุปเรื่องราวการเดินทางได้ภายในไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างขึ้นแทนไม่ได้ คือร่องรอยของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ลายมือที่สั่นเพราะเขียนบนรถไฟ รอยหมึกที่เปื้อนจากฝน หรือประโยคที่ขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ ล้วนเป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้เองที่ทำให้สมุดบันทึกแต่ละเล่มมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ
ท้ายที่สุดแล้ว Travel Journal อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม แต่สะท้อนว่า วิธีการเดินทางของผู้คนกำลังเปลี่ยนไป จากการรีบเก็บทุกสถานที่ มาเป็นการใช้เวลากับประสบการณ์ตรงหน้าให้มากขึ้น บางทีคุณค่าของ Travel Journal จึงไม่ใช่การบันทึกว่าเราเดินทางไปที่ไหน แต่คือการบันทึกว่า การเดินทางครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร และนั่นอาจเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดของการเดินทางทุกครั้ง
The post ทำไม Travel Journal ถึงกลับมา? เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาจดจำการเดินทางด้วยลายมือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นหรือคอนบินิ ภาพที่หลายคน […]
The post FamilyMart ดึง NIGO® ปฏิวัติแบรนด์ เปิดตัว FAMIMA PARK แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่โตเกียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นหรือคอนบินิ ภาพที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นการ แวะซื้อโอนิกิริ แซนด์วิช หรือไก่ทอด Famichiki ระหว่างวัน แต่ FamilyMart กำลังพยายามทำให้มันมีความหมายมากกว่านั้น ด้วยการเปิดตัว Next FamilyMart Project โปรเจกต์ที่จะยกระดับร้านสะดวกซื้อให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และแต่งตั้ง NIGO® ผู้ก่อตั้ง A Bathing Ape (BAPE), HUMAN MADE และ Artistic Director ของ KENZO เข้ามารับหน้าที่ Creative Director เพื่อร่วมกำหนดทิศทางแบรนด์ในอนาคต
การจับมือกันครั้งนี้มาพร้อมกับการเปิดตัวไลน์อัปแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ FAMIMA PARK AZABUDAI แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ ซึ่งจะเปิดให้บริการวันนี้เป็นวันแรก ภายใน Azabudai Hills แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุงโตเกียว โดย FamilyMart ตั้งเป้าให้ที่นี่เป็นร้านสะดวกซื้อที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมา มากกว่าจะเป็นเพียงร้านสำหรับแวะซื้อของระหว่างทาง พร้อมทดลองแนวคิดใหม่ๆ ก่อนขยายสู่สาขาอื่นทั่วประเทศ
ภายในร้านได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สถาปัตยกรรม พื้นที่จัดวางสินค้า แสงไฟ ยูนิฟอร์มพนักงาน ไปจนถึงประสบการณ์การซื้อ เพื่อให้สะท้อนโลกของแฟชั่นและวัฒนธรรมร่วมสมัยมากกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป นอกจากนี้ยังมีพนักงานแนะนำสินค้าแบบเฉพาะทาง ระบบหลายภาษา และพื้นที่ทดลองรูปแบบการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ อีกด้วย
.img2
.img4





สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวร้าน แต่คือทิศทางที่ FamilyMart กำลังเดิน เพราะในวันที่ความสะดวกกลายเป็นมาตรฐานของทุกแบรนด์แล้ว เรื่องการแข่งขันอาจอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ วัฒนธรรม และความรู้สึกที่ทำให้ผู้คนอยากเดินเข้าร้าน แม้ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรตั้งแต่แรก และ FAMIMA PARK AZABUDAI ก็คือก้าวแรกของการทดลองครั้งนั้น
และสำหรับใครที่มีแพลนจะเดินทางไปเที่ยวกรุงโตเกียว ญี่ปุ่นในช่วงนี้ ขอบอกว่าไม่ควรพลาดการไปเช็กอินและชมสเปซจริงด้วยตาตัวเอง โดยตัวร้านตั้งอยู่ภายในเขตมินาโตะ ย่านอาซาบุได ย่านยอดฮิตที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
อ้างอิง:
ภาพ: FamilyMart
The post FamilyMart ดึง NIGO® ปฏิวัติแบรนด์ เปิดตัว FAMIMA PARK แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่โตเกียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่มอบประสบการ […]
The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่มอบประสบการณ์ระดับลักชัวรีในราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมห้าดาว ร้านอาหารไฟน์ไดนิง หรือสปาระดับโลก จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยากสัมผัสคำว่า Luxury for Less แต่วันนี้ ภาพจำดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป
รายงาน Julius Baer Global Wealth and Lifestyle Report 2026 จัดให้กรุงเทพมหานครติดอันดับ 10 เมืองที่มีค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) แพงที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก โดยขยับขึ้นจากอันดับ 11 ในปีก่อน ขณะที่สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
อย่างไรก็ตาม คำว่าค่าครองชีพแพงในรายงานนี้ ไม่ได้หมายถึงค่าครองชีพของคนทั่วไป แต่เป็นต้นทุนของการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีของผู้มีสินทรัพย์สูง ผ่านการเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการพรีเมียม 20 หมวดใน 25 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์หรู นาฬิกา เครื่องประดับ ค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ มื้ออาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การขยับอันดับขึ้นของกรุงเทพฯ ไม่ได้สะท้อนเพียงราคาสินค้าลักชัวรีที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองในฐานะ Luxury Destination ที่ได้รับความสนใจจากแบรนด์และนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น ทั้งในกลุ่มแฟชั่น รถยนต์ และนาฬิกา ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดอันดับในปีนี้
ในอีกมุมหนึ่ง ผลการจัดอันดับยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่เคยโดดเด่นเรื่อง Accessible Luxury หรือความหรูหราที่จับต้องได้ ไปสู่เมืองที่กำลังถูกเปรียบเทียบกับศูนย์กลางลักชัวรีระดับโลกมากขึ้น การเข้ามาของโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรี แฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก และการเติบโตของตลาดเวลเนสและไฟน์ไดนิง ล้วนเป็นสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังมีบทบาทใหม่ที่ไลฟ์สไตล์ระดับโลกต้องการในขณะนี้
อ้างอิง
The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงจังหวัดนากาโนะ หลายคนอาจนึกถึงลานสกีชื่อดังอย่ […]
The post KAI Alps: เรียวกังกลางขุนเขาในนากาโนะ ที่พาเราหลงรักเสน่ห์ชนบทญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงจังหวัดนากาโนะ หลายคนอาจนึกถึงลานสกีชื่อดังอย่างฮาคุบะ หรือเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่หากขับรถออกมาไม่ไกลจากแลนด์มาร์กเหล่านั้น จะพบกับเมืองออนเซ็นเล็กๆ ที่ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมแวะมาพักผ่อนในวันหยุด
‘โอมาจิ’ (Omachi) เมืองเล็กๆ เชิงเทือกเขา Japanese Alps ถือเป็นประตูสู่ Tateyama Kurobe Alpine Route และเป็นจุดแวะพักยอดนิยมของนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติของนากาโนะอย่างเต็มที่ แม้เมืองนี้จะมีเรียวกังให้เลือกพักหลายแห่ง แต่ครั้งนี้เราเลือกเข้าพักที่ KAI Alps เรียวกังในเครือ Hoshino Resorts ที่หยิบเสน่ห์ของหมู่บ้านชนบทญี่ปุ่นมาเล่าใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรม งานคราฟต์ท้องถิ่น ออนเซ็น และกิจกรรมที่ชวนให้แขกได้ค่อยๆ ซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคนี้


KAI Alps เป็นเรียวกังที่ออกแบบขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชนบทของภูมิภาคชินชู (Shinshu) หรือจังหวัดนากาโนะในปัจจุบัน ตัวอาคารสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการออกแบบ Gangi ระเบียงชายคาที่ยื่นยาวเพื่อป้องกันหิมะในฤดูหนาว ซึ่งเคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของหมู่บ้านแถบภูเขา
แม้จะเป็นเรียวกังร่วมสมัย แต่ทุกองค์ประกอบยังคงเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ตั้งแต่เตาผิง Irori ที่เป็นศูนย์กลางของบ้านญี่ปุ่นในอดีต ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุและงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือในท้องถิ่น
ห้องพักทั้ง 48 ห้องของ KAI Alps เป็น KAI Signature Rooms ทั้งหมด ภายในตกแต่งด้วยโคมไฟจาก Matsuzaki Washi กระดาษทำมืออายุกว่าพันปีของเมืองโอมาจิ ผลงานตัดกระดาษที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติของนากาโนะ และผ้าคลุมที่ทอด้วยผ้าไหม Ueda Tsumugi ทำให้ห้องพักไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับพักผ่อน แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของภูมิภาคผ่านงานฝีมือที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
อีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือออนเซ็นจากแหล่งน้ำพุร้อนที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี ประกอบด้วยบ่อในร่มที่สร้างจากไม้ฮิโนกิ และบ่อกลางแจ้งที่กรุด้วยหินแกรนิต เปิดรับวิวของเทือกเขา Northern Alps และต้นลาร์ชที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ตั้งแต่สีเขียวสดในฤดูร้อน สีทองในฤดูใบไม้ร่วง ไปจนถึงหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว


สิ่งที่ทำให้ KAI Alps แตกต่างจากเรียวกังทั่วไป คือการชวนแขกสัมผัสวัฒนธรรมของภูมิภาคผ่านกิจกรรม ‘KAI Cultural Discovery’ ซึ่งจัดขึ้นทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
กิจกรรมยอดนิยมคือการนั่งล้อมเตาผิง Irori เตาผิงแบบดั้งเดิมที่เคยเป็นศูนย์กลางของบ้านชนบทญี่ปุ่น แขกสามารถปิ้งของว่าง จิบสาเกอุ่นจากจังหวัดนากาโนะ เล่นเกมพื้นบ้าน และพูดคุยกันในบรรยากาศแสนอบอุ่น ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน ส่วนในฤดูหนาว โรงแรมยังมีรองเท้าเดินหิมะแบบดั้งเดิมให้ยืมสำหรับเดินเล่นรอบลานด้านนอกอีกด้วย
อีกหนึ่งไฮไลต์คืออาหารค่ำแบบไคเซกิที่ถ่ายทอดรสชาติของภูมิภาคชินชูผ่านวัตถุดิบตามฤดูกาล เมนูที่ไม่ควรพลาดคือ Yuki Nabe หรือ ‘หม้อไฟหิมะ’ ซิกเนเจอร์ของ KAI Alps ที่นำสุกี้ยากี้มาตีความใหม่ โดยปิดด้านบนด้วยสายไหมสีขาวแทนหิมะ ก่อนราดซอสลงไปให้สายไหมค่อยๆ ละลาย กลายเป็นทั้งโชว์บนโต๊ะอาหารและการสะท้อนภาพหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาวได้อย่างสร้างสรรค์


หากต้องการออกไปเที่ยวต่อ โรงแรมยังมีบริการรถรับส่งไปยัง Hakuba หนึ่งในรีสอร์ตภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นสนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 ปัจจุบันยังคงเป็นจุดหมายของนักสกีจากทั่วโลกในฤดูหนาว และเป็นแหล่งเดินป่า ปั่นจักรยาน และนั่งกระเช้าชมวิวในช่วงกรีนซีซัน
นอกจากนี้ KAI Alps ยังอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นของ Tateyama Kurobe Alpine Route ที่โอกิซาวะเพียงประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนเที่ยวเส้นทางกำแพงหิมะหรือสำรวจเทือกเขา Japanese Alps




KAI Alps เหมาะกับนักเดินทางที่มองหามากกว่าความหรูหรา แต่ต้องการประสบการณ์การพักแบบญี่ปุ่นที่ครบถ้วน ตั้งแต่ออนเซ็น อาหารไคเซกิ และกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น เหมาะสำหรับคู่รักที่อยากใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ ครอบครัวที่ต้องการพักผ่อนแบบไม่เร่งรีบ รวมถึงนักเดินทางที่กำลังวางแผนเที่ยวเส้นทาง Japanese Alps, ฮาคุบะ หรือชิราคาวาโกะ และอยากเลือกที่พักซึ่งสามารถเป็นทั้งจุดแวะพักและจุดหมายของการเดินทางในเวลาเดียวกัน
หากคุณเชื่อว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่การไปให้ได้หลายที่ที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับสถานที่หนึ่งอย่างเต็มที่ KAI Alps คือหนึ่งในเรียวกังที่ตอบโจทย์แนวคิดนั้นได้อย่างสมบูรณ์
KAI Alps
Location: Omachi, Nagano
Budget: เริ่มประมาณ 20,000 ต่อคืน สำหรับ 2 ท่าน (รวมอาหารเช้าและอาหารเย็น)
Instagram: www.instagram.com/hoshinoresorts.kai
Website: https://hoshinoresorts.com
ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, KAI
The post KAI Alps: เรียวกังกลางขุนเขาในนากาโนะ ที่พาเราหลงรักเสน่ห์ชนบทญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>