LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 27 Jun 2026 12:16:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ https://thestandard.co/life/sit-do-nothing-event/ Sat, 27 Jun 2026 12:16:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223816 ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหม […]

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหมาย และทุกงานอีเวนต์มักอัดแน่นไปด้วยเวิร์กช็อป การสร้างคอนเน็กชัน หรือการพัฒนาตัวเอง มีกลุ่มคนชวนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับกิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’

 

กิจกรรมนี้ Commons and Bonfire ชวนทุกคนมารวมตัวกันเพื่อ ‘นั่งเฉยๆ’’ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่มีมือถือ ไม่มีหนังสือ ไม่มีสมุดจด ไม่มีสิ่งรบกวน และไม่มีภารกิจใดๆ ให้ต้องทำ จะด้วยเหตุผลที่อยากพักสมอง หนีจากหน้าจอ ต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานตลอดเวลา (Hustle Culture) หรือเพียงแค่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็น ‘ภาระต่อ GDP ของประเทศ’ สักหนึ่งชั่วโมง ก็สามารถเข้าร่วมได้หมด

 

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 30 นาทีแรกสำหรับการนั่งเงียบๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ก่อนใช้เวลาอีก 30 นาทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า ระหว่างการนั่งเฉยๆ นั้น แต่ละคนได้สัมผัสหรือรู้สึกอะไรบ้าง

 

ความน่าสนใจคือ งานนี้ไม่มีวิทยากร ไม่มีเกมละลายพฤติกรรม ไม่มี Networking ไม่มี Worksheet ไม่มี Learning Outcome และ ‘ไม่มีเหี้ยอะไรเลย’ ตามคอนเซ็ปต์ของงาน

 

กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00-18.00 น. ที่สวนลุมพินี โดยผู้จัดจะประกาศจุดนัดพบอีกครั้งใกล้วันงาน ผู้ที่สนใจสามารถเพิ่มกิจกรรมลงในปฏิทินและเข้าร่วมกลุ่มไลน์เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่ผู้จัดเผยแพร่

 

ยิงปฏิทิน https://calendar.app.google/G2CsuZS6RBXymzkC9

 

กลุ่มไลน์นัดหมาย https://bit.ly/sitcheychey

 

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/commonsandbonfire

 

บางครั้ง การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในวันที่ทุกอย่างเร่งให้เราต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: Shutterstock

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 https://thestandard.co/life/amanvari-mexico-resort-opening/ Sat, 27 Jun 2026 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223440 ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดร […]

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดรีสอร์ตแห่งแรกในประเทศเม็กซิโกกับ ‘Amanvari’ จุดหมายใหม่บนชายฝั่ง East Cape ของ Baja California Sur โดยมีกำหนดเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และเริ่มเปิดให้สำรองห้องพักล่วงหน้าแล้ว

 

ชื่อ Amanvari มาจากการผสมคำในภาษาสันสกฤตระหว่าง ‘Aman’ ที่หมายถึงสันติสุข และ ‘Vari’ ที่แปลว่าน้ำ สะท้อนตัวตนของรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในพิกัดพิเศษอันเป็นจุดบรรจบกันของผืนทะเลทราย ทะเล Sea of Cortés และพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่น่าหลงใหลที่สุดของเม็กซิโก

 

รีสอร์ตตั้งอยู่ภายในโครงการ Costa Palmas บนพื้นที่กว่า 3,795 ไร่ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นส่วนตัวในแบบฉบับ Aman ด้วยห้องพักเพียง 18 Casitas ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ หลายหลังถูกยกสูงเหนือแนวต้นปาล์มเพื่อเปิดรับวิวของ Sea of Cortés และเทือกเขา Sierra de la Laguna แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมด้วย Aman Residences สำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองประสบการณ์การใช้ชีวิตริมทะเลในระยะยาว

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 1ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 2

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 3

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Amanvari น่าสนใจไม่ใช่เพียงเรื่องการออกแบบหรือทำเล หากคือการเชื่อมโยงแขกเข้ากับธรรมชาติของ East Cape ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นเฉพาะพื้นที่ ตั้งแต่การขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกผ่านชายหาดและปากแม่น้ำ การเดินทางด้วยรถออฟโรดสู่ Cañón de la Zorra น้ำตกกลางเทือกเขา Sierra de la Laguna ไปจนถึงการปั่นจักรยานไฟฟ้าบนสันเขาที่มองเห็นทะเลสุดสายตา

 

ส่วนนอกชายฝั่งของ Amanvari คือ Sea of Cortés ทะเลที่นักสำรวจชาวฝรั่งเศส Jacques Cousteau เคยขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่แห่งการสำรวจ ตั้งแต่การพายแพดเดิลบอร์ดและดำน้ำตื้น การออกเรือตกปลาในน่านน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของสัตว์ทะเล ไปจนถึงการล่องเรือยอชต์ และการดำน้ำลึกที่ Cabo Pulmo National Marine Park หนึ่งในระบบแนวปะการังที่สำคัญที่สุดของอเมริกาเหนือ

 

ด้านอาหาร Amanvari นำเสนอประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ Apapacho Chef’s Table ที่ตีความอาหารเม็กซิกันผ่านเรื่องราวและความทรงจำ ไปจนถึง La Cosecha กิจกรรมเก็บเกี่ยววัตถุดิบจากสวนก่อนนำมาปรุงร่วมกับเชฟ รวมถึง Raíces y Brebajes ที่พาผู้เข้าพักสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผืนดิน พืชพรรณ และเครื่องดื่มพื้นถิ่นของเม็กซิโก

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 4

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 5

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 6

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Aman Spa ที่นำเสนอการตีความใหม่ของ Temazcal พิธีอบไอน้ำโบราณของชาวเม็กซิกัน ผ่านโปรแกรม The Sacred Elemental Doors ซึ่งผสานหินร้อน สมุนไพร และพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมี Hydrotherapy Circuit, Hammam, Sound Bath, Meditation Circle และคลาสโยคะริมทะเลยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

 

Amanvari จึงไม่ใช่เพียงโรงแรมเปิดใหม่อีกแห่งในปี 2569 แต่เป็นการเปิดประตูสู่หนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ที่สุดของเม็กซิโก พร้อมมอบประสบการณ์ที่สะท้อนหัวใจของแบรนด์ Aman ได้อย่างครบถ้วน ทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

 

Amanvari เปิดรับการสำรองห้องพักแล้ววันนี้ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ aman.com/resorts/amanvari

 

ภาพ: Amanvari

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ https://thestandard.co/life/the-barai-hua-hin-wellness-resort/ Thu, 25 Jun 2026 12:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1222925 ภาพรีสอร์ต The Barai Hua Hin ริมทะเลหัวหินที่เพิ่งเปิดใหม่ในฐานะบูทีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

ใครที่ชอบเดินทางย่อมรู้จักแบรนด์ The Barai เวลเนสเดสติเ […]

The post The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรีสอร์ต The Barai Hua Hin ริมทะเลหัวหินที่เพิ่งเปิดใหม่ในฐานะบูทีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

ใครที่ชอบเดินทางย่อมรู้จักแบรนด์ The Barai เวลเนสเดสติเนชั่นที่อยู่คู่หัวหินมานานหลายปี ทว่าปีนี้ The Barai Hua Hin รีแบรนด์ใหม่ภายใต้แบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt พร้อมยกระดับสู่บูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

 

The Barai Hua Hin ตั้งอยู่บริเวณเขาตะเกียบ หัวหิน ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทรวม 98 ห้อง โดยยังคงจุดแข็งด้านการดูแลสุขภาพที่สั่งสมมากว่า 20 ปี ผ่านโปรแกรมเวลเนสเฉพาะบุคคล ควบคู่กับสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผลงานการออกแบบของ เล็ก บุนนาค ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

 

ภายในรีสอร์ตมี The Barai Spa ซึ่งเป็นหัวใจของประสบการณ์ด้านเวลเนส พร้อม Wellness Hub ที่รวมฟิตเนส สตูดิโอโยคะ และโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การนอน สุขภาพสตรี สุขภาพหัวใจ ไปจนถึงการดูแลอารมณ์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีนและเวลเนสแบบบูรณาการ

 

ด้านอาหาร The Barai Hua Hin มีห้องอาหาร 2 แห่ง ได้แก่ White Cottage ที่นำเสนออาหารทะเลและเมนูจากวัตถุดิบตามฤดูกาล และ McFarland House อาคารประวัติศาสตร์ริมทะเลที่เสิร์ฟอาหารยุโรปร่วมสมัย พร้อมน้ำชายามบ่ายและซันเดย์บรันช์

 

การเปิดตัว The Barai Hua Hin ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสะท้อนการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: The Barai Hua Hin

The post The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik https://thestandard.co/life/life-table-front-room-rasik/ Wed, 24 Jun 2026 11:43:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1222436 ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik

บรรยากาศมื้อสุดท้ายของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of […]

The post เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik

บรรยากาศมื้อสุดท้ายของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of Homecoming’ ซีรีส์ดินเนอร์ 4 มื้อพิเศษที่ THE STANDARD LIFE และ ศิริราชมูลนิธิ ชวนเชฟและร้านอาหารชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านรสชาติ ความทรงจำ และเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี

 

มื้อสุดท้ายของซีรีส์ครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ‘เชฟอ้น-อธิติ ม่วงทอง’ แห่ง Front Room และ ‘เชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช’ แห่ง Rasik Local Kitchen จังหวัดเชียงใหม่ ที่ชวนแขกทุกคนย้อนกลับไปสำรวจความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น รสมือที่คุ้นเคย และเรื่องราวจากรากเหง้าของอาหารไทยในแต่ละภูมิภาค

 

ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 1ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 2

 

เชฟหวายเล่าถึงแนวคิดของมื้อนี้ว่า “บ้านคือถิ่นที่เราอยู่อาศัย คือรากก่อกำเนิดตัวเรา อาหารก็เช่นกัน วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งหลายคือรากที่สะท้อนถึงตำรับพื้นถิ่นและรสชาติดั้งเดิมที่คุ้นเคย” ขณะที่เชฟอ้นเสริมว่า “เวลาคิดถึงบ้านจะคิดถึงรสมือแม่ แม่มักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้คนที่รัก และนั่นก็กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการทำอาหารของเราจนถึงทุกวันนี้”

 

เมนูในค่ำคืนนี้จึงเป็นการผสมผสานเรื่องราวของทะเลและภูเขา วัตถุดิบจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย และตำรับอาหารล้านนาตามฤดูกาล ถ่ายทอดออกมาเป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่ยังคงอบอวลไปด้วยความทรงจำและความรู้สึกของการได้กลับบ้าน เช่น ยำมังคุดกุ้งย่าง หมึกกระดองย่างน้ำพริกเห็ดป่า ผักกาดจอห่อซี่โครงหมูซุปกังป๋วย โดยมีจานไฮไลต์เป็น ‘ไข่เจียวปู’ แบบฟูกรอบพร้อมด้วยกรรเชียงปูชิ้นเป้ง

 

ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 3ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 4ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 5ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 6ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 7ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 8ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 9ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 10ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 11ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 12ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 13ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 14ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 15ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 16

 

แม้ LIFE TABLE: The Taste of Homecoming จะเดินทางมาถึงมื้อสุดท้ายแล้ว แต่ความตั้งใจของทุกเชฟ พาร์ตเนอร์ และผู้ร่วมงานทุกคนยังคงส่งต่อไปในรูปของการสนับสนุนการปรับปรุงห้องผ่าตัด โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้มื้ออาหารแห่งความทรงจำครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งพลังเล็กๆ ที่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

The post เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ https://thestandard.co/life/joy-getting-lost-travel-serendipity/ Sun, 21 Jun 2026 10:55:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1221196 ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง

ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ยามผู้คนเดินทาง สิ่งแรกที่ห […]

The post The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง

ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ยามผู้คนเดินทาง สิ่งแรกที่หลายคนทำอาจเป็นการหยิบแผนที่กระดาษจากสนามบิน กางดูชื่อถนนที่อ่านไม่ออก และพยายามหาทางไปยังโรงแรมด้วยตัวเอง แต่ทุกวันนี้ การเดินทางเปลี่ยนไปมาก เพียงเปิด Google Maps ก็รู้ทันทีว่าต้องขึ้นรถไฟสายไหน ใช้ทางออกใด หรือแม้แต่เดินอีกกี่นาทีจึงจะถึงที่หมาย ทุกอย่างแม่นยำ รวดเร็ว ไปเสียหมด แทบไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด

 

 
 

ทว่าแง่หนึ่งนี่คือความสะดวกสบายที่ทำให้การเดินทางง่ายกว่าที่เคย แต่อีกแง่หนึ่ง หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เรากำลังสูญเสียอะไรระหว่างทางไปหรือเปล่า และสิ่งนั้นอาจเป็นความสนุกที่เกิดขึ้นระหว่างการหลงทาง

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 1

 

ความทรงจำที่ดีที่สุด มักไม่ได้อยู่ในแผน

 

หลายคนคิดว่าความทรงจำที่ดีที่สุดในทริป มักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามแพลน ทว่าหากสุ่มถามนักเดินทางถึงช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดในทริป หลายครั้งคำตอบกลับไม่ใช่สถานที่ที่ตั้งใจไป แต่อาจเป็นร้านราเมนเล็กๆ ที่บังเอิญเจอเพราะฝนตก ร้านหนังสือเก่าในตรอกแคบๆ หรือสวนสาธารณะเงียบๆ ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือท่องเที่ยวเล่มไหน นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวเรียกประสบการณ์แบบนี้ว่า ‘Serendipity’ หรือ ‘ความผิดพลาดที่งดงาม’ ของการได้ค้นพบสิ่งดีๆ โดยบังเอิญ และที่น่าสนใจกว่าคือ ผู้คนยุคนี้กำลังพยายาม ‘จงใจ’ เปิดพื้นที่ให้เกิดความบังเอิญเหล่านั้น

 

มีงานศึกษาจากประเทศสวีเดนพบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า และตั้งใจเผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินเล่น สำรวจ หรือเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ นักวิจัยเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Planned Serendipity’ หรือการวางแผนเพื่อให้เกิดการค้นพบที่ไม่คาดคิด ในเชิงการท่องเที่ยวและจิตวิทยา แนวคิดนี้คือ ‘การบริหารจัดการเวลาและพฤติกรรม’ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับความบังเอิญที่ดีที่สุด เช่น วางแผนทริปคร่าวๆ ด้วยการมีตั๋วและที่พักที่แน่นอน แต่จงใจเว้นเวลาว่างไว้สำหรับ ‘ทำอะไรก็ได้’ เอาไว้ในแผนด้วย

 

แม้เราจะชอบความสะดวกสบาย แต่ลึกๆ แล้ว มนุษย์ยังคงต้องการความประหลาดใจอยู่เสมอ Planned Serendipity จึงไม่ใช่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้หลงทางจนลำบาก แต่คือศิลปะของการควบคุมความบังเอิญให้อยู่ในระดับปลอดภัย

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 2

 

ทำไมคนยุคนี้ถึงโหยหาความไม่แน่นอน

 

ในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้คาดเดาได้ ความไม่แน่นอนกลับกลายเป็น ‘ของหรูหรา’ ที่หาซื้อได้ยากที่สุด ลองนึกภาพการเดินทางในยุคนี้ เราเห็นหน้าตาห้องพักก่อนเช็กอิน เห็นหน้าตาอาหารก่อนเข้าร้าน รู้ว่าพยากรณ์อากาศแม่นยำแค่ไหน และรู้แม้กระทั่งว่าต้องยืนถ่ายรูปมุมไหนถึงจะได้ยอดไลก์ดี ทุกอย่างถูก ‘สปอยล์’ ไว้ล่วงหน้าผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมจนแทบไม่มีอะไรให้ลุ้น

 

สมองของมนุษย์เราถูกหล่อเลี้ยงด้วยสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษไม่ใช่ตอนที่เรา ‘ได้รับรางวัล’ แต่เป็นตอนที่เรา ‘ลุ้นว่าจะได้รางวัลหรือไม่’ ต่างหาก การเดินทางที่รู้บทสรุปตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน จึงมอบเพียงความพึงพอใจ แต่ขาดความตื่นเต้นไปอย่างน่าเสียดาย

 

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดอย่าง Slow Travel (การเที่ยวแบบไม่รีบเร่ง), Analog Travel (การเที่ยวแบบพกกล้องฟิล์มและแผนที่กระดาษ) หรือแม้กระทั่งเทรนด์ Mystery Travel (การซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่เอเจนซีจะไม่บอกจุดหมายปลายทางจนกว่าจะถึงสนามบิน) ถึงได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ไม่ใช่เพราะคนยุคนี้อยากย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตลำบากแบบยุคหิน และไม่ใช่เพราะพวกเราปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะเรากำลังต่อสู้กับ ‘ภาวะเฉื่อยชาทางความรู้สึก’ เราต้องการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรง ได้ลองแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และได้กลับมารู้สึก ‘มีชีวิตชีวา’ จากการต้อนรับสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 3

 

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากหลงทางจนตกเครื่อง หรือหาทางกลับโรงแรมไม่เจอ แต่การหลงทางในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่คือการยอมออกนอกเส้นทางบ้าง ลองเดินต่ออีกหนึ่งซอยแทนที่จะเลี้ยวกลับ เข้าร้านที่ไม่อยู่ในลิสต์ นั่งรถไฟไปลงสถานีที่ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือปล่อยให้บ่ายวันหนึ่งผ่านไปโดยไม่มีแผนการใดๆ เลย เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราพบระหว่างทาง อาจสำคัญกว่าสถานที่ที่ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก

 

เราอาจไม่ได้คิดถึงการหลงทาง และสิ่งที่หลายคนโหยหาอาจไม่ใช่การเดินหลงในเมืองแปลกหน้า แต่คือความรู้สึกของการได้ ‘ค้นพบบางอย่างด้วยตัวเอง’

 

The post The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว https://thestandard.co/life/or-creates-opportunities-daily-life/ Fri, 19 Jun 2026 10:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1220554 ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับ […]

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับรถไป PTT Station เพราะน้ำมันใกล้หมด จากนั้นก็ตรงเข้า Café Amazon เพื่อซื้อกาแฟ ระหว่างรอก็หยิบขนมถุงเล็กจากชั้นวางขึ้นมาดู ถึงยี่ห้อไม่คุ้น แต่ดูน่าลอง จ่ายเงิน รับขนม รับกาแฟ ขับรถต่อ

 

 
 

แม้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกินสิบห้านาที ดูเป็นวันธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เบื้องหลังสิบห้านาทีนั้น เขากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้กับคนอีกมากมาย โดยไม่รู้ตัว

 

โอกาสที่ทำงานอยู่ทุกวัน แม้ไม่มีใครสังเกต

 

กาแฟหอมกรุ่นในถ้วยของเขา แท้จริงแล้วเป็นกาแฟจากเมล็ดที่เกษตรกรในเชียงรายปลูกภายใต้โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของ โออาร์ ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรคนนั้นจะขายกาแฟได้ในราคาที่เป็นธรรม มีรายได้ที่คาดเดาได้ และมีเหตุผลให้อยู่กับบ้าน พัฒนาชุมชน แทนที่จะเข้าเมือง บาริสต้าที่ยื่นถ้วยให้อาจเป็นหนึ่งในพนักงานของ Café Amazon for Chance กว่า 500 สาขาทั่วประเทศ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่ตลาดแรงงานทั่วไปมองผ่าน ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ทหารผ่านศึกและครอบครัว รวมไปถึงเยาวชนที่ขาดโอกาส ขนมถุงเล็กที่เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร คือสินค้าจาก โครงการไทยเด็ด ที่เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการชุมชนกว่า 500 ราย ได้วางสินค้ากว่า 1,300 รายการใน PTT Station และ Café Amazon กว่า 4,600 สาขา และเงินที่จ่ายไปก็วนกลับสู่ชุมชนต้นทางโดยตรง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 1

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น โออาร์ เรียกรวมกันว่า “ชุมชนดี” หนึ่งในสามมิติหลักของแนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ที่ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คนใน 17,000 ชุมชน หรือมากกว่า 12 ล้านชีวิตทั่วประเทศไทยภายในปี 2573 โดยมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 2

 

แต่ชุมชนจะแข็งแรงได้จริง ก็ต่อเมื่อโลกรอบข้างไม่เสื่อมลงทุกวัน และคนในชุมชนนั้นมีโอกาสเติบโตได้พร้อมกัน นั่นคือเหตุผลที่ “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ไม่ได้หยุดแค่ชุมชนดี แต่ยังครอบคลุมมิติ “สิ่งแวดล้อมดี” และ “เติบโตดี” ในแบบที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่สามเรื่องแยกกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 3

 

เมื่อสิ่งแวดล้อมดี ชุมชนก็อยู่ได้นานขึ้น

 

เพื่อนร่วมงานของเขาที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้รถ EV สามารถขับรถกลับบ้านโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางทาง เพราะ โออาร์ ติดตั้ง EV Station PluZ กระจายอยู่ครบทั้ง 77 จังหวัด กว่า 1,350 แห่ง เหนือหลังคาบ้านเขามีเครื่องบินบินผ่านบนท้องฟ้าตลอดวัน บางเที่ยวบินนั้นบินด้วย SAF น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ โออาร์ จำหน่ายให้สายการบินพาณิชย์หลายแห่ง ผู้โดยสารถึงที่หมายโดยไม่รู้ตัวว่าเครื่องบินปล่อยคาร์บอนออกไปน้อยลงกว่าปกติ เช่นเดียวกับที่เขาไม่รู้ว่าใต้ถนนสายสระบุรี–ขอนแก่นที่ขับผ่านตลอดวัน มีท่อส่งน้ำมัน TPN (Thai Pipeline Network) ช่วยลำเลียงเชื้อเพลิงแทนรถบรรทุกอีกนับร้อยคัน ถนนเลยไม่ต้องอัดแน่นด้วยรถขนาดใหญ่ และในอากาศก็มีฝุ่นมลพิษเจือปนลดลง โออาร์ วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากกว่า 1ใน 3 เทียบกับปี 2565 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 4

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 5

 

เมื่อคนเติบโตได้ ชุมชนก็เติบโตไปด้วย

 

การที่ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ได้เข้ามาใน OR Ecosystem ที่มีลูกค้าผ่านเข้าออกกว่า 4 ล้านคนต่อวัน สิ่งที่ผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ไม่ใช่แค่ชั้นวาง แต่คือการเข้าถึงตลาดระดับประเทศโดยไม่ต้องแบกต้นทุนสร้างแบรนด์ด้วยตัวเอง และอีกคนในครอบครัวที่ทั้งชีวิตไม่เคยมีบัญชีธนาคาร กำลังเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นครั้งแรกผ่าน CLICX Virtual Bank ที่ใช้เครือข่าย PTT Station และ Café Amazon เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลก Physical กับ Digital โดย โออาร์ ตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กระจายถึงคู่ค้า ผู้ประกอบการ ชุมชน และพนักงาน รวมกว่า 1 ล้านราย ภายในปี 2573 เพราะ “เติบโตดี” ไม่ได้วัดจากตัวเลขของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนคนที่ก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 6

 

ชายคนนั้นกลับถึงบ้าน วางกุญแจ และไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับวันนี้เป็นพิเศษ เช่นเดียวกับคนรอบตัวเขาจำนวนมากที่กำลังใช้ชีวิตในแบบตัวเอง คนที่แวะชาร์จรถระหว่างทางกลับบ้าน คนที่รอดูว่าขนมที่ทำจะมีคนซื้อไหม คนที่เพิ่งได้รับการอนุมัติสินเชื่อเป็นครั้งแรกในชีวิต และเกษตรกรบนดอยที่ดูแลต้นกาแฟของตัวเองทุกวัน ทุกคนต่างใช้ชีวิตไปตามปกติ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังส่งต่อคุณค่าให้คนอีกมากมาย และนั่นคือสิ่งที่ โออาร์ ออกแบบมาภายใต้แนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นเองผ่านการใช้ชีวิตธรรมดาในทุกวัน

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะทรง UFO แลนด์มาร์กใหม่ของ Mongolia ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังไซไฟ https://thestandard.co/life/prairie-ark-ufo-gallery-mongolia-sci-fi/ Tue, 16 Jun 2026 06:13:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1218922 Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย

หากคุณกำลังมองหาหมุดหมายการเดินทางที่ผสมผสานความเงียบสง […]

The post Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะทรง UFO แลนด์มาร์กใหม่ของ Mongolia ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังไซไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย

หากคุณกำลังมองหาหมุดหมายการเดินทางที่ผสมผสานความเงียบสงบของธรรมชาติเข้ากับงานสถาปัตยกรรมสุดล้ำ เราอยากชวนให้รู้จัก Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะหลังใหม่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งกว้างของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน และมีหน้าตาราวกับยานอวกาศที่เพิ่งลงจอดจากฟากฟ้า

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นของสตูดิโอสถาปัตยกรรม Büro Ziyu Zhuang ซึ่งเลือกสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริม Laoli Lake บนทุ่งหญ้า Ulanqab Grassland ด้วยรูปทรงโค้งมนคล้าย UFO ที่ตัดกับภูมิทัศน์ธรรมชาติอันเวิ้งว้างอย่างโดดเด่น

 

จื่ออวี่ จวง (Ziyu Zhuang) ผู้ก่อตั้งและสถาปนิกหลักของสตูดิโอ อธิบายว่า เขาไม่ได้ต้องการหยิบภาพจำเดิมๆ ของมองโกเลีย เช่น กระโจมยอร์ต (Yurt) หรือเรื่องเล่าจากยุคเจงกิสข่านมาเป็นจุดตั้งต้นของงานออกแบบ แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่พาผู้มาเยือนหลุดออกจากความคุ้นชินในชีวิตประจำวัน และรู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง

 

Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 1Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 2Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 3Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 4

 

ตัวอาคารถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับภูมิประเทศโดยรอบอย่างแนบเนียน หลังคาลาดเอียงด้านหนึ่งค่อยๆ กลืนหายไปกับเนินหญ้า จนผู้คนสามารถเดินขึ้นไปบนหลังคาได้โดยตรงจากพื้นดิน ก่อนเข้าสู่พื้นที่ภายในผ่านช่องเปิดด้านบน

 

ขณะเดียวกัน ทางเข้าอีกฝั่งกลับถูกซ่อนเอาไว้จนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านรอยแยกของผืนดิน มากกว่าการก้าวเข้าสู่อาคารทั่วไป แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Prometheus โดยเฉพาะฉากยานอวกาศขนาดมหึมาที่ฝังตัวอยู่กลางหุบเขา ซึ่งสถาปนิกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของโครงการ

 

ภายใน Prairie Ark เป็นพื้นที่เปิดโล่งไร้ผนังกั้น รองรับกิจกรรมได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นิทรรศการศิลปะ งานประชุม อีเวนต์แฟชั่น ไปจนถึงกิจกรรมของชุมชนท้องถิ่น

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือเพดานกริดหลายชั้นที่ออกแบบให้รับแสงธรรมชาติผ่าน Skylight จากด้านบน ทำให้บรรยากาศภายในเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของวัน เกิดมิติของแสงและเงาที่แตกต่างกันอยู่เสมอ

 

Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 5Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 6Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 7Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะรูปทรง UFO ที่มองโกเลีย 8

 

หากเดินต่อไปทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ ผู้มาเยือนจะพบกับ Nomads’ Beacon Tower หอชมวิวทรงสูงที่สร้างขึ้นควบคู่กับแกลเลอรี โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหอสังเกตการณ์โบราณของกำแพงเมืองจีน

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ในช่วงฤดูร้อน เส้นทางเดินเชื่อมระหว่างหอคอยกับแผ่นดินมักถูกน้ำจากทะเลสาบเอ่อท่วมจนขาดออกจากกัน ทำให้หอชมวิวดูราวกับลอยเด่นอยู่กลางผืนน้ำ ท่ามกลางทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา และยิ่งตอกย้ำบรรยากาศเหนือจริงของสถานที่แห่งนี้ ราวกับเป็นอนุสาวรีย์จากโลกอนาคตที่ถูกวางไว้กลางธรรมชาติอันเงียบสงบ

 

ภาพ: Shengliang Su

The post Prairie Ark แกลเลอรีสาธารณะทรง UFO แลนด์มาร์กใหม่ของ Mongolia ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังไซไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมผัสประติมากรรมหมอก Cloud #07156 โดย Fujiko Nakaya ที่ปารีส https://thestandard.co/life/fujiko-nakaya-cloud-paris/ Mon, 15 Jun 2026 00:49:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1218337 ประติมากรรมหมอก Cloud #07156 โดย Fujiko Nakaya ภายใน Bourse de Commerce ปารีส

หากมีแพลนเดินทางไปปารีสในช่วงนี้จนถึงเดือนกันยายน 2569 […]

The post สัมผัสประติมากรรมหมอก Cloud #07156 โดย Fujiko Nakaya ที่ปารีส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประติมากรรมหมอก Cloud #07156 โดย Fujiko Nakaya ภายใน Bourse de Commerce ปารีส

หากมีแพลนเดินทางไปปารีสในช่วงนี้จนถึงเดือนกันยายน 2569 และกำลังมองหาประสบการณ์ศิลปะที่แตกต่างจากการเข้าชมงานนิทรรศการทั่วไป ลองปักหมุด Bourse de Commerce ไว้ในลิสต์ เพราะขณะนี้โถงกลางใต้โดมประวัติศาสตร์ของอาคารที่กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นภูมิทัศน์แห่งสายหมอกที่ผู้ชมสามารถเดินเข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง

 

นี่คือ Cloud #07156 ผลงานล่าสุดของ Fujiko Nakaya ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้บุกเบิกงาน Fog Sculpture หรือ ‘ประติมากรรมหมอก’ ที่ใช้หมอกเป็นวัสดุหลักในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

 

สำหรับใครที่รู้สึกคุ้นชื่อ Fujiko Nakaya อยู่บ้าง นั่นอาจเป็นเพราะเมื่อปีที่ผ่านมา ศิลปินคนนี้เพิ่งเปิดตัว Fog Landscape ผลงานขนาดใหญ่ถาวรที่ Khao Yai Art Forest ประเทศไทย โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตรให้กลายเป็นภูมิทัศน์แห่งสายหมอกที่เคลื่อนไหวไปตามสภาพอากาศและธรรมชาติรอบตัว นับเป็นโปรเจกต์ถาวรที่ใหญ่ที่สุดของเธอจนถึงปัจจุบัน

 

ความพิเศษของงานชิ้นนี้อยู่ที่สายหมอกซึ่งแผ่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่โดม ซึ่งไม่ใช่ควันหรือเอฟเฟกต์สโมกแบบที่คุ้นเคยในงานแสดงทั่วไป แต่เป็นละอองน้ำขนาดเล็กที่ถูกปล่อยผ่านระบบหัวฉีดแรงดันสูง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างหมอกที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

สิ่งที่ทำให้การเดินชมงานเต็มไปด้วยความสนุกคือความไม่แน่นอนของตัวผลงานเอง เพราะหมอกจะเปลี่ยนรูปร่างและทิศทางไปตามอุณหภูมิ ความชื้น กระแสลมภายในอาคาร รวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ชมในพื้นที่ ทำให้ไม่มีใครได้เห็นภาพเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในบางช่วง เมื่อหมอกหนาตัวขึ้น รายละเอียดของสถาปัตยกรรมคลาสสิกภายใต้โดมประวัติศาสตร์จะค่อยๆ เลือนหายไปในม่านสีขาว ก่อนจะเผยตัวกลับมาอีกครั้งเมื่อหมอกจางลง เปลี่ยนพื้นที่เดิมให้กลายเป็นฉากใหม่อยู่ตลอดเวลา และทำให้ประสบการณ์การรับรู้สถานที่ในแต่ละนาทีไม่เคยซ้ำกันเลย

 

นอกจากความงดงามทางสายตาแล้ว ผลงานยังสอดแทรกแนวคิด Ma (間) ปรัชญาดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่พูดถึง ‘ช่องว่าง’ และ ‘ช่วงเวลา’ ระหว่างสิ่งต่างๆ เพื่อชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา พื้นที่ และช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ณ ขณะนั้นอย่างเงียบสงบ งดงาม และยากจะหวนกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

 

ภาพ: Bourse de Commerce

 

The post สัมผัสประติมากรรมหมอก Cloud #07156 โดย Fujiko Nakaya ที่ปารีส appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sagrada Familia มหาวิหารชื่อดังแห่งบาร์เซโลนา สร้างเสร็จแล้ว หลังใช้เวลากว่า 144 ปี https://thestandard.co/life/sagrada-familia-barcelona-completed/ Fri, 12 Jun 2026 11:13:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1217766 ภาพมุมกว้างของมหาวิหาร Sagrada Familia ในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่สุดของชาวสเปน!   มหาว […]

The post Sagrada Familia มหาวิหารชื่อดังแห่งบาร์เซโลนา สร้างเสร็จแล้ว หลังใช้เวลากว่า 144 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของมหาวิหาร Sagrada Familia ในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่สุดของชาวสเปน!

 

มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย (Sagrada Família) หนึ่งในแลนด์มาร์กโดดเด่นที่สุดของโลก ผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกชื่อดัง Antoni Gaudí ได้บรรลุอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ หลังติดตั้ง ‘ไม้กางเขน’ ชิ้นสุดท้ายบนยอด Tower of Jesus Christ เป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นการปิดฉากโครงการก่อสร้างที่ดำเนินมายาวนานกว่า 144 ปี

 

ไม้กางเขนขนาดยักษ์หนักราว 100 ตัน ถูกติดตั้งบนยอดหอคอยสูง 172.5 เมตร ส่งผลให้มหาวิหารแห่งนี้กลายเป็นโบสถ์ที่สูงที่สุดในโลก และถือเป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของเกาดีที่เริ่มออกแบบอาคารหลังนี้มาตั้งแต่ปี 1882

 

พิธีเปิดอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมี Pope Leo XIV ร่วมประกอบพิธีมิสซาและอวยพรไม้กางเขนบนยอดหอคอย ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีการเสียชีวิตของเกาดีพอดี

 

แม้จะยังมีงานตกแต่งรายละเอียดบางส่วนที่ต้องดำเนินต่อในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่การแล้วเสร็จของ Tower of Jesus Christ ถือเป็นการประกาศว่าโครงสร้างหลักของมหาวิหารได้เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว

 

ซากราดา ฟามีเลีย เป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เสาหินภายในอาคารถูกออกแบบให้คล้ายลำต้นไม้ แตกกิ่งก้านขึ้นสู่เพดานราวกับป่าหินขนาดใหญ่ ขณะที่กระจกสีและงานประติมากรรมทั่วทั้งอาคารสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเกาดีที่ผสมผสานศาสนา ศิลปะ และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน

The post Sagrada Familia มหาวิหารชื่อดังแห่งบาร์เซโลนา สร้างเสร็จแล้ว หลังใช้เวลากว่า 144 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pickleball Courts คัดมาให้แล้ว 17 สนามทั่วกรุงฯ สำหรับพี่นักหวดทั้งหลาย https://thestandard.co/pickleball-courts-bangkok-list/ Sat, 30 May 2026 09:14:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1212812 ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย

ถ้าลองสังเกตดูช่วงนี้ นอกจากเราจะเห็นพี่ๆ นักวิ่งตามรัน […]

The post Pickleball Courts คัดมาให้แล้ว 17 สนามทั่วกรุงฯ สำหรับพี่นักหวดทั้งหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย

ถ้าลองสังเกตดูช่วงนี้ นอกจากเราจะเห็นพี่ๆ นักวิ่งตามรันคลับและตามสวนสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่เราเห็นคนเริ่มให้ความสนใจและมีคอมมูนิตี้ที่หนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือพวกกีฬาประเภทแร็กเกต โดยเฉพาะ Pickleball ที่กลายเป็นขวัญใจคนเมืองอย่างรวดเร็ว ด้วยกติกาที่ไม่ซับซ้อนเกินไปและได้เหงื่อแบบสะใจแต่ไม่หนักจนเข่าพัง ทำให้ไม่ว่าใครก็ลุกขึ้นมาจอยได้ง่ายๆ

 

ตีพิกเคิลบอลที่ไหนดี? คำถามของใครหลายคนที่กำลังมองหาสนาม นี่คือลิสต์ที่ทาง LIFE คัดสรรมาให้แบบครบถ้วน ทั้งในแง่ของสถานที่และงบประมาณไว้

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 1

 

1. Pickleball Court สวนเบญจกิตติ

 

ถ้าพูดถึงพิกัดยอดฮิตและเข้าหวดลูกได้ฟรี ก็คงหนีไม่พ้นสนามที่ สวนเบญจกิตติ เพราะที่นี่คือจุดนัดพบของคอมมูนิตี้สายแอ็กทีฟใจกลางเมือง ด้วยบรรยากาศสนามเอาต์ดอร์ที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวและทางวิ่งลอยฟ้า ทำให้การหวดลูกที่นี่ได้ฟีลลิ่งที่สดชื่นและมีชีวิตชีวามาก ที่สำคัญคือเปิดให้ใช้งานได้ฟรี ภายใต้ระเบียบของศูนย์กีฬาเบญจกิตติ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากมาลองทำความรู้จักกับกีฬาชนิดนี้ หรือแม้แต่มือโปรที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากคอร์ตในร่มมาสัมผัสลมธรรมชาติและไวบ์ดีๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น

 

Address: ศูนย์กีฬาเบญจกิตติ

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 05.00-21.00 น.

Contact: ติดต่อสอบถาม ณ ศูนย์กีฬา

Booking: จองสนามผ่านเว็บไซต์ CSTD Smart Member

Budget: ฟรี (สมัครสมาชิกรายปีตามระเบียบของ กทม.)

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 2

 

2. Charcoal Court

 

พิกัดเปิดใหม่ย่านราชพฤกษ์ Charcoal Court – Tennis Club ที่อยู่ด้านหลังเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ สร้างความต่างด้วยการคุมโทนสนามสีชาโคลมอบไวบ์ที่เรียบหรู ดุดันสำหรับแก๊งพิกเคิลบอล ที่นี่มีสนามแบบกลางแจ้งให้บริการทั้งหมด 2 คอร์ตหลัก (สนาม 4 และสนาม 5) ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและการถ่ายเทอากาศ ในช่วงกลางคืนจะสว่างไสวด้วยระบบไฟ Premium Floodlights ที่ส่องสว่างทั่วคอร์ตอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้จับจังหวะลูกได้แม่นยำไม่มีพลาด นอกจากนี้หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทางสนามก็มีนโยบายยืดหยุ่นให้สามารถเลื่อนเวลาการจองได้ด้วย ใครที่ไม่มีอุปกรณ์ติดตัวมาก็สามารถเช่าไม้แร็กเกตเพิ่มได้ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาเรียกเหงื่อในสเปซที่ดีไซน์เท่ไม่ซ้ำใคร

 

Address: หลัง Central Westville ย่านพระราม 5 – ราชพฤกษ์

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-00.00 น.

Contact: Charcoal Court – Tennis Club

Budget: ราคาตามช่วงเวลา

▪ ช่วงเวลา Off-Peak (06.00-18.00 น.) ราคา 250 บาท / ชั่วโมง

▪ ช่วงเวลา Peak Hours (18.00-00.00 น.) ราคา 350 บาท / ชั่วโมง

(ค่าเช่าไม้พิกเคิลบอล 100 บาท / อัน ได้รับลูกพิกเคิลบอลฟรี 2 ลูก)

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 3

 

3. Trend T Society

 

สำหรับใครที่อยู่โซนราชพฤกษ์-นนทบุรี แล้วกำลังมองหาคอมมูนิตี้ Pickleball ดีๆ สักที่ Trend T Society คือคำตอบที่ตรงจุดมากครับ เพราะที่นี่เขาจัดเต็มด้วยสนาม Indoor ถึง 4 สนาม ทำให้ในวันที่ฝนตกเราก็ยังพุ่งตัวมาหวดลูกได้เป็นปกติแบบไม่ต้องกลัวนัดล่ม ความเก๋คือเขามีห้องรับรองและห้องน้ำที่มีห้องอาบน้ำติดแอร์ไว้คอยบริการแบบฉ่ำๆ แถมยังมีร้านค้าที่รวมอุปกรณ์แบรนด์ชั้นนำไว้ให้เลือกช้อปกันด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ลงสนามหรือพาเพื่อนมาเชียร์ ที่นี่มีโซนโต๊ะเคาน์เตอร์บาร์บนชั้น Walk way ให้ได้นั่งชิลดูบรรยากาศสนามจากมุมสูงได้แบบเพลินๆ เลยครับ แนะนำนิดนึงว่าก่อนจะแบกไม้ไปให้โทรไปจองคิวล่วงหน้าสักหน่อยนะ เพราะที่นี่คิวค่อนข้างแน่นทีเดียว

 

Address: ธนานนท์ สปอร์ตคลับ ราชพฤกษ์ นนทบุรี
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Contact: Trend T Society
Booking: 0909429456 หรือ Line OA: @trendt

Budget: ราคาเริ่มต้น 300 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 4

 

4. Break Point Tennis Club

 

ขยับมาที่โซนตลิ่งชันใกล้กับเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ กันบ้างกับ Break Point Tennis Club สนามน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วแต่กลายเป็นพิกัดโปรดของหลายคน ด้วยความที่ที่นี่มีสนามแบบ Indoor ถึง 2 สนาม บรรยากาศโดยรอบสนามออกแบบมาให้มีความโปร่งและมีพื้นที่รอบสนามกว้างขวางทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเวลาเล่น และที่ต้องยกนิ้วให้เลยคือการจัดการส่วนกลาง ทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่สะอาดสะอ้าน ติดแอร์เย็นฉ่ำพร้อมมีไดร์เป่าผมไว้คอยบริการ

 

นอกจากนี้ยังมีบริการ Ice Bath สำหรับสายสปอร์ตที่อยากฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจบเกม โดยลูกค้าเพียงแค่เตรียมชุดว่ายน้ำและผ้าเช็ดตัวมาเอง ก็สามารถเข้าใช้บริการห้องแช่น้ำรวม (จำกัดไม่เกิน 6 ท่านต่อชั่วโมง) ได้เลย เป็นอีกหนึ่งสนามที่ใส่ใจรายละเอียดเพื่อให้นักกีฬาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ

 

Address: ตลิ่งชัน

Open: เปิดให้บริการทุกวัน 07.00-22.00 น.

Contact: Break Point BKK

Booking: 0909429456 หรือ Line OA: @trendt

Budget: ตามช่วงเวลา

▪ เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 300 บาท / ชั่วโมง

▪ เวลา 17.00-22.00 น. ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 5

 

5. Beat Discovery Thailand

 

ขยับมาที่ฝั่งสุขุมวิทตอนปลายแถวย่านปุณณวิถีกันบ้างกับหนึ่งพิกัดยอดฮิตของสายแร็กเกตที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและได้มาตรฐาน พื้นสนามของที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมและมีพื้นที่กว้างขวาง ช่วยให้เราสามารถเคลื่อนไหวและจับจังหวะการตีได้อย่างเต็มที่ บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นสปอร์ตคอมมูนิตี้ที่โมเดิร์นและเป็นกันเองมาก เหมาะทั้งสำหรับมือใหม่ที่อยากมาลองทำความรู้จักกับกีฬา Pickleball และมือโปรที่ต้องการสนามคุณภาพเยี่ยมสำหรับซ้อมแมตช์จริงจัง แถมการเดินทางก็สะดวกสบายตอบโจทย์สุดๆ

 

Address: ถนนสุขุมวิท บางนาเหนือ (ย่านปุณณวิถี)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-22.00 น.

Contact: Beat Discovery Thailand

Budget: ราคา 350 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 6

 

6. Pickleball Warehouse

 

ขยับมาเอาใจชาวโซนรังสิตกันบ้างกับ Pickleball Warehouse พิกัดสุดยิ่งใหญ่ย่านรังสิต ใกล้กับสนามบินดอนเมือง จัดเต็มด้วยสนาม Indoor มากถึง 12 คอร์ท บรรยากาศภายในกว้างขวาง โปร่งสบาย และที่สำคัญคือไม่ได้มีดีแค่สนาม เพราะเขาดีไซน์พื้นที่ให้ครบครันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดๆ มีทั้งโซนคาเฟ่และร้านอาหารให้เติมพลังหลังจากหวดเสร็จ พร้อมห้องอาบน้ำให้ล้างตัวให้สดชื่น และมีที่จอดรถในร่มไว้คอยบริการแบบสะดวกสบาย ถือเป็นอีกหนึ่งสนามที่เหมาะกับการชวนเดอะแก๊งมายกคลาสเปิดแมตช์สนุกๆ กันได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลย

 

Address: พหลโยธิน 86 รังสิต (ใกล้สนามบินดอนเมือง)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-21.00 น.

Contact: Pickleball Warehouse

Budget: 400 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 7

 

7. Club 46 Pickleball Courts

 

อีกหนึ่งพิกัดยอดฮิตของชาวอ่อนนุชที่ Club 46 Pickleball Courts ในซอยอ่อนนุช 46 ครับ ที่นี่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยตัวสนามดีไซน์โทนสีชมพูตัดกับสีฟ้าอย่างลงตัว ภายใต้คอนเซปต์ชิคๆ อย่าง SERVE SMASH SOCIALIZE เขาจัดเต็มด้วยสนามในร่มถึง 5 คอร์ต ที่เลือกใช้พื้นสนามระบบ Laykold Floor System ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับเดียวกับที่ใช้ในแมตช์ระดับโลกอย่าง US Open และ PPA Tour Standard มั่นใจได้เลยว่าจังหวะการสปริงตัวและการกระดอนของลูกนั้นเนี้ยบกริบ แถมยังเปิดให้บริการยาวๆ ไปจนถึงเที่ยงคืน บรรยากาศภายในตกแต่งได้ชิค มีโซนที่นั่งพักผ่อนใต้ร่มรับลมสบายๆ ให้ฟีลลิ่งที่เป็นกันเองและมีชีวิตชีวามาก ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดคุ้มค่าที่ไม่ควรพลาดสำหรับชาวอ่อนนุชและละแวกใกล้เคียง

 

Address: ซอยอ่อนนุช 46 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-00.00 น.

Contact: Club 46 Pickleball Courts

Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 8

 

8. Backyard Pickleball

 

สนามย่านอุดมสุข 51 ที่หยิบเอาอินไซต์ของคนที่อยากออกกำลังกายแบบเป็นส่วนตัวมาตีโจทย์เป็นคอนเซปต์ Private like your backyard ตัวสนามทั้ง 4 คอร์ต กับบรรยากาศที่เรียบง่าย สบายตา และลดความตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ของแก๊งเพื่อนสนิทที่อยากมาปล่อยพลังแบบไม่ต้องแย่งชิงพื้นที่กับใคร คีย์สำคัญคือความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ไม่วุ่นวาย แต่ยังคงได้มาตรฐานของสนามที่เอื้อให้หวดลูกได้อย่างสนุกสนาน แถมยังตัดปัญหาเรื่องการหาที่จอดรถด้วยการเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับอย่างสะดวกสบาย ใครที่กำลังมองหาเซฟโซนสำหรับวันพักผ่อนที่อยากได้เหงื่อแบบชิลๆ ที่นี่ตอบโจทย์ไวบ์นั้นได้อย่างดีทีเดียว

 

Address: ซอยอุดมสุข 51 (สุขุมวิท 103)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-22.00 น.

Contact: Backyard Pickleball

Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 9

 

9. Dink A Lot Pickleball Club

 

อีกหนึ่งสนามย่าน RCA ปักหมุดรอต้อนรับทุกคนอยู่บนชั้น 5 ของห้าง Bravo BKK (หรือ Show DC เดิม) ที่นี่นิยามตัวเองว่าเป็น Your Pickleball Home ซึ่งเขาลบภาพจำของการเล่นกีฬาที่ต้องทนลมทนแดดออกไปจนหมดสิ้น เหมาะสำหรับสายเฮลตี้คนเมืองที่ไม่ชอบความร้อน แต่อยากได้พื้นที่ขยับร่างกายแบบแอร์เย็นฉ่ำ เดินทางง่าย จอดรถสะดวก บรรยากาศภายในชมรมคึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลายช่วงวัยที่พร้อมมาแชร์สปิริตนักกีฬาและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ เป็นพิกัดสุดชิกที่ผสานไลฟ์สไตล์เข้ากับสปอร์ตคอมมิวนิตี

 

Address: ชั้น 5 ห้าง Bravo BKK

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.

Contact: Dink A Lot Pickleball Club

Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 10

 

10. PlayBox Pickleball

 

เปลี่ยนฟีลมาเสพความเอ็กซ์คลูซิฟบนดาดฟ้าชั้น 11 ที่ PlayBox Pickleball บนตึก Sun Towers ย่านวิภาวดีรังสิต พิกัดนี้เขาหยิบเอาความสวยงามของซิตี้วิวมาเป็นฉากหลังในการหวดลูก ไฮไลต์ที่ใครมาก็ต้องตกหลุมรักคือช่วงเวลายามเย็น ที่แสงทไวไลต์จะตกลงมากระทบเงาตึกกระจก บอกเลยว่าแสงสวยมากและไวบ์ดีสุดๆ ที่สำคัญคือที่นี่มี 2 คอร์ตมาตรฐาน และเปิดให้บริการแบบนอนสตอปตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์มนุษย์ออฟฟิศและสายสังคมที่อยากมาจอยเกมพร้อมนั่งตากลมแฮงเอาต์ชมวิวเมืองในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ใครอยากได้รูปคอนเทนต์เก๋ๆ พร้อมได้เหงื่อแบบฟินๆ ต้องรีบลิสต์ที่นี่ไว้ในบุ๊ก

 

Address: ชั้น 11 อาคาร Sun Towers ถนนวิภาวดีรังสิต (ตรงข้าม S-OASIS)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

Contact: PlayBox Pickleball

Budget: ตามช่วงเวลา

▪ ราคาปกติ 400 บาท / ชั่วโมง

▪ ช่วงเวลา Peak Hour (18.00-22.00 น.) 500 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 11

 

11. SP Pickleball Club

 

สนามของชาวสุขุมวิทตอนปลายอีกที่ SP Pickleball Club ระหว่างซอยอุดมสุข 22-24 ที่นี่นิยามตัวเองว่าเป็น Bangkok’s Pickleball Hub ที่พร้อมต้อนรับนักหวดทุกระดับด้วยการจัดเต็มสนามระดับมาตรฐานในร่มถึง 6 สนาม ทำให้การเล่นลื่นไหลต่อเนื่องแบบไม่ต้องง้อสภาพอากาศ แถมรอบๆ สนามยังออกแบบมาให้มีสเปซกว้างขวาง ดูโปร่งโล่ง และแฝงไปสไตล์สปอร์ตคอมมิวนิตีคนรุ่นใหม่ เหมาะมากสำหรับใครที่อยากมาบิลด์พลัง คลายเครียดหลังเลิกงาน หรือตั้งใจมาลงแมตช์ประลองฝีมือกับแก๊งเพื่อนเพื่ออัปสกิลขยับจังหวะการเล่นให้เนี้ยบขึ้น

 

Address: ระหว่างซอยอุดมสุข 22-24 (เข้าทาง SP วิลล่า อุดมสุข)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.
Contact: SP Pickleball Club

Budget: ราคา 450 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 12

 

12. Asoke Sports Club

 

ยกให้เป็นตำแหน่งพรีเมียมสปอร์ตคลับใจกลางเมืองที่ครบจบในที่เดียวให้กับ Asoke Sports Club พิกัดสุดชิคกลางเมืองที่เปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักการออกกำลังกายท่ามกลางวิวตึกสูงแบบพาโนรามา สำหรับชาวพิกเคิลบอลที่นี่ตอบโจทย์ได้สมบูรณ์แบบมาก เพราะเขาจัดสรรพื้นที่ไว้รองรับอย่างจุใจถึง 6 คอร์ท โดยแบ่งเป็นสนามในร่มติดแอร์ 4 คอร์ทสำหรับคนที่อยากโฟกัสกับการฝึกซ้อมหรือเล่นแมตช์จริงจังแบบสบายตัวตลอดทั้งวัน และสนามเอาต์ดอร์เปิดโล่งรับลมอีก 2 คอร์ท ที่ไวบ์ดีสุดๆ นอกจากนี้ยังมีบริการเปิดคลาสสอนสำหรับมือใหม่ที่อยากปูพื้นฐานเทคนิคอย่างถูกต้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งห้องอาบน้ำ และบริการให้เช่าผ้าเช็ดตัวกับไม้แร็กเกตดีไซน์เฉพาะของคลับ เรียกว่าเป็นพิกัดที่ผสานความเฮลตี้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง

 

Address: ซอยสุขุมวิท 16 ตรงข้ามสวนเบญจกิติ

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-23.00 น.

Contact: Asoke Sports Club

Budget: ราคา 450 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 13

 

13. RSC Ratchaphruek Sports Club

 

ช่วงนี้ถ้าถามถึงสปอร์ตคลับที่ไวบ์ดีและมาแรงที่สุดของฝั่งธนฯ ต้องยกให้ RSC Ratchaphruek Sports Club เส้นพรานนก-ตัดใหม่เลย ที่นี่คือพิกัดรวมตัวของสายไลฟ์สไตล์เอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะมีสนาม Pickleball คุณภาพเยี่ยมให้หวดกันสนุกๆ ถึง 3 สนามแล้ว ยังมีกีฬาฮิตระดับโลกอย่าง Padel ให้ได้ลองเล่น พร้อมทั้งเสิร์ฟบรรยากาศสุดตื่นเต้นด้วยเสียงเพลงจากดีเจที่มาช่วยบิวด์พลังให้เกมสนุกขึ้นไปอีกขั้น ไฮไลต์หลังจบแมตช์คือโซน Recover ที่จัดเต็มทั้งไอซ์บาธและ ซาวน่าให้ผู้เล่นได้ลงไปแช่ตัวฟื้นฟูกล้ามเนื้อแบบนักกีฬามืออาชีพ และที่น่ารักมากๆ คือที่นี่เป็นคอมมูนิตี้แบบ Pet Friendly ที่ต้อนรับน้องหมาน้องแมวให้มานั่งเชียร์ติดขอบสนามได้ด้วย ใครไม่มีอุปกรณ์ก็ไม่ต้องกังวลเพราะเขามีไม้แร็กเกตให้เช่าในราคาเพียง 50 บาท เป็นสถานที่ออกกำลังกายที่ครบเครื่องและชิคที่สุดในย่านราชพฤกษ์ตอนนี้เลย

 

Address: ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 (พรานนกตัดใหม่)

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-00.00 น.

Contact: RSC Ratchaphruek Sports Club

Budget: ราคา 500 บาท / ชั่วโมง (ค่าเช่าไม้ 50 บาท)

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 14

 

14. SPIN PICKLEBALL CLUB

 

พิกัดใหม่แกะกล่องแบบสุดๆ กับ SPIN PICKLEBALL CLUB สนามเปิดใหม่ริมถนนพุทธมณฑลสาย 3 ที่พกพาความอลังการมาด้วยการเป็นอาณาจักรพิกเคิลบอลขนาดใหญ่ยักษ์ จัดเต็มสนามในร่มคุณภาพเยี่ยมมาให้หวดกันอย่างจุใจถึง 8 คอร์ท จุดเด่นที่เหล่านักหวดไปลองแล้วชมเป็นเสียงเดียวกันคือเรื่องพื้นสนามที่ทำออกมาได้ดีมาก เด้งสนุก ซับแรงกระแทกได้ดี และช่วยให้เกมลื่นไหลไม่มีสะดุด บรรยากาศภายในโปร่งโล่งสบายตามสไตล์สปอร์ตคลับโมเดิร์นรุ่นใหม่ แถมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างที่จอดรถก็กว้างขวางรองรับแก๊งใหญ่ได้สบายๆ สำหรับใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์ ที่นี่เขามีไม้ให้เช่าพร้อมแถมลูกให้ไปหวดกันได้ทันที (ค่าเช่าไม้ 100 บาท แถมฟรีลูกพิกเคิลบอล 1 ลูก) เป็นอีกหนึ่งพิกัดห้ามพลาดของสายแอ็กทีฟย่านบางแค-พุทธมณฑล ที่ควรค่าแก่การนัดเพื่อนไปเปิดแมตช์ทดสอบความเนี้ยบของสนามใหม่ในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

Address: ถนนพุทธมณฑลสาย 3

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-22.00 น.

Contact: SPIN PICKLEBALL CLUB

Budget: ราคา 500 บาท / ชั่วโมง (โปรโมชันช่วงเปิดใหม่ เหลือเพียง 300 บาท / ชั่วโมง)

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 15

 

15. THE LOBB CLUB

 

ยกให้เป็นสปอร์ตและโซเชียลคลับที่สวยและถ่ายรูปสนุกที่สุดในตอนนี้สำหรับ THE LOBB CLUB ย่านสาธุประดิษฐ์ ที่นี่ฉีกกฎสนามกีฬารูปแบบเดิมๆ ด้วยงานดีไซน์ในโทนสีแดงอิฐ ส้ม และฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ ‘Play, Balance, Belong’ ที่ตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้ให้กีฬาและการใช้ชีวิตมาบรรจบกันอย่างลงตัว สำหรับสายแร็กเกตที่นี่มีบริการครบครันตั้งแต่วิถีใหม่อย่าง Indoor Pickleball 1 สนาม / Indoor Tennis Court 2 สนาม ไปจนถึงห้อง Tennis Simulator อีก 5 สนามสำหรับใครที่อยากซ้อมวงสวิงแบบส่วนตัว ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดคือ The Lobbar โซน All-day Dining ดีไซน์เก๋ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่กาแฟสเปเชียลตียามเช้าไปจนถึงไวน์บาร์รสดีในช่วงค่ำ แถมมีโซนไอซ์บาธเพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อแบบครบสูตรด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจมาหวดลูกแบบจริงจัง หรือแค่อยากหาพื้นที่นั่งทำงานชิลๆ เพื่อจุดไอเดียใหม่ๆ พร้อมแฮงเอาท์กับกลุ่มเพื่อนในไวบ์ที่เต็มไปด้วยสไตล์ ที่นี่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ได้ดีไซน์จัดเต็มจริงๆ

 

Address: ซอยสาธุประดิษฐ์ 57 แยก 3

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-23.00 น.

Contact: THE LOBB CLUB

Budget: ราคา 550 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 16

 

16. Papaya Pickleball Club

 

สนามดีไซน์สวยอีกสนาม Papaya Pickleball Club ในซอยพัฒนาการ 44 กับคอนเซปต์ Thailand’s Premier Pickleball Experience ที่นี่จัดเต็มด้วยคอร์ทในร่มระดับพรีเมียมถึง 6 สนามที่มาพร้อมเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทั่วบริเวณ ตัวสนามดีไซน์สวยงาม กว้างขวาง โปร่งสบาย และสะอาดสะอ้าน ไฮไลต์ที่หลายคนประทับใจคือการบริการและการดูแลระดับเอ็กซ์คลูซีฟ มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยสแตนด์บายให้คำแนะนำเรื่องกติกาและเทคนิคการเล่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หรืออยากมาลองเล่นขำๆ แบบยังไม่อยากลงทุนซื้ออุปกรณ์ ทางคลับก็มีไม้แร็กเกตและลูกพิกเคิลบอลคุณภาพให้หยิบยืมใช้งานได้ฟรี แม้ราคาต่อชั่วโมงจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อแลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เนี้ยบกริบและไวบ์ความเป็นส่วนตัวขั้นสุดแล้ว ถือเป็นความคุ้มค่าที่สายสปอร์ตไลฟ์สไตล์ต้องมาสัมผัสสักครั้ง

 

Address: ซอยพัฒนาการ 44 แขวงสวนหลวง

Open: เปิดให้บริการทุกวัน

▪ วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 07.00-22.00 น.

▪ วันศุกร์-เสาร์ เวลา 07.00-00.00 น.

Contact: Papaya Pickleball Club

Budget: ตามช่วงเวลา

 

▪ วันจันทร์-ศุกร์ (เวลา 12.00-17.00 น.) ราคา 800 บาท / ชั่วโมง

▪ ราคาปกติช่วงเวลาอื่น / วันเสาร์-อาทิตย์ ราคา 1,000 บาท / ชั่วโมง

 

ภาพสนามพิคเคิลบอล พร้อมนักกีฬาที่กำลังเล่นและออกกำลังกาย 17

 

17. The Peninsula Bangkok

 

สัมผัสเกมการเล่นแร็กเกตควบคู่ไปกับความหรูหราระดับเวิลด์คลาสที่ The Peninsula Bangkok โรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่นำเทรนด์ด้วยการเปิดพื้นที่สนามแบบมาตรฐาน Professionally Maintained Courts รองรับกระแสความแรงของกีฬาแร็กเกตได้อย่างไร้ที่ติ ไฮไลต์ของที่นี่คือการเสิร์ฟประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟในไวบ์ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่อยากมาหวดลูกเล่นๆ สนุกสนานกับกลุ่มเพื่อน (จำกัดสูงสุด 4 ท่านต่อคอร์ท) หรือมือใหม่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเขามีบริการทั้ง Knocker Session สำหรับแมตช์ฝึกซ้อม และ Coaching Session โดยโค้ชของทางโรงแรมที่จะมาช่วยปรับเทคนิคและจัดระเบียบวงสวิงให้เนี้ยบขึ้นอย่างใกล้ชิด ความดีงามตามมาตรฐานเพนนินซูลาคือในแพ็กเกจจะรวมอุปกรณ์ไม้แร็กเกต ลูกพิกเคิลบอล พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการห้องน้ำและห้องแต่งตัวของทางโรงแรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ใครที่กำลังมองหาพิกัดออกกำลังกายที่ผสมผสานความลักชัวรีเข้ากับไลฟ์สไตล์ริมน้ำได้อย่างลงตัว ต้องไม่พลาดมาเช็กอินที่นี่

 

Address: โรงแรมเดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-21.00 น.

Contact: The Peninsula Bangkok

Budget: ราคาแล้วแต่เซสชัน

 

  • Court Rental: 1,200 บาท nett / ชั่วโมง (สูงสุด 4 ท่าน)
  • Knocker Session: เริ่มต้น 2,500-3,000 บาท nett / ชั่วโมง (สูงสุด 2 ท่าน)
  • Coaching Session: เริ่มต้น 3,000-3,500 บาท nett / ชั่วโมง (สูงสุด 2 ท่าน)

(ราคารวมอุปกรณ์และสิทธิ์ใช้ห้องอาบน้ำ/ห้องแต่งตัวแล้ว)

 

ภาพ: Courtesy of the Courts

The post Pickleball Courts คัดมาให้แล้ว 17 สนามทั่วกรุงฯ สำหรับพี่นักหวดทั้งหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ แหล่งแฮงก์เอาต์ใกล้ มข. https://thestandard.co/life/central-khonkaen-campus-lifestyle-hub/ Tue, 26 May 2026 12:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1211272 ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น

เคยได้ยินแว่วๆ มาสักพักใหญ่แล้วว่าภาคอีสานกำลังจะมีเซ็น […]

The post Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ แหล่งแฮงก์เอาต์ใกล้ มข. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น

เคยได้ยินแว่วๆ มาสักพักใหญ่แล้วว่าภาคอีสานกำลังจะมีเซ็นทรัลเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง ตอนแรกเราก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะไปปักอยู่ตรงไหน จนเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนที่ขอนแก่นทักมาบอกว่าขอนแก่นกำลังจะมีเซ็นทรัลแห่งใหม่ เท่านั้นแหละ ถึงได้ร้องอ๋อทันทีว่าต้องเป็นที่นี่แน่ๆ

 

และ ตอนนี้โปรเจกต์มิกซ์ยูสหน้าตาแปลกใหม่อย่าง ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ก็ได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้เราเลยอยากพาไปเดินมาแล้วรู้สึกยังไง และ มีจุดไหนที่สายไลฟ์สไตล์แบบเราน่าจะชอบบ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่า ขอนแก่นกลายเป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่มีเซ็นทรัลถึง 2 แห่ง แต่ตัวแคมปัสที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ คาแรกเตอร์จะฉีกออกไปอย่างชัดเจน เพราะเขาตั้งใจดีไซน์มาเพื่อเป็น Living Room หรือพื้นที่ใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เจนซีแบบเรา แล้วยิ่งตัวโครงการตั้งอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ย่านนี้เลยจะเต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่เพียบ

 

ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น 1

ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น 2

ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น 3

 

สิ่งแรกที่เราชอบมากคือสถาปัตยกรรมของที่นี่ เขาหยิบเอาภูมิปัญญาอีสานอย่าง ‘แคน-แก่น-คูน’ ทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างแคน ความเป็นขอนแก่น และดอกคูนมาตีความใหม่แบบโมเดิร์น และเป็นที่แรกที่ใช้การตกแต่งแบบสัจจะวัสดุ หรือก็คือการโชว์ผิวสัมผัสแท้ๆ ของวัสดุ ทำให้ได้ฟีลเรียบง่ายและดูเท่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งข้างในศูนย์การค้าได้มีการแบ่งเป็น 2 โซนไฮไลต์

 

Campus Court โซนนี้เดินสนุกมาก ดีไซน์พลิ้วไหวเหมือนเสียงแคน มีพื้นที่อาร์ต แกลเลอรีให้นักเรียน นักศึกษาได้มาโชว์ผลงานและตลาดงานคราฟต์ให้เด็กรุ่นใหม่มาปล่อยของ เป็นสเปซที่ทำให้รู้สึกว่าศูนย์การค้าเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้กับคนในพื้นที่จริงๆ

 

Campus Garden กับสวนสีเขียวในร่มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีแสงธรรมชาติส่องผ่าน Skylight ลงมา ด้านในยังมี Co-working Space เปิดให้ใช้ฟรี และ Pop-up Walking Street ให้มานั่งทำงาน นั่งชิล หรือเดินเล่นได้ยาวๆ แถมยังมีเป็นโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงคู่ใจที่เราสามารถพาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่นด้วยกันได้ด้วย

 

สายกินสายช้อปบอกเลยว่าก็เดินได้ไม่มีเบื่อ เพราะได้นำมากว่า 200 แบรนด์ดัง และมีหลายร้านที่มาเปิดที่ขอนแก่นเป็นครั้งแรก อย่าง Pasta Ama / Shabu Baru Mini (ชาบูหม้อเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่น) หรือ The Steak & More ตอนนี้ที่ขอนแก่นก็มีให้กินที่นี่แล้วนะ รวมถึงชาชีสคิวยาวอย่าง Nose Tea และชานมสุดฮิปอย่าง GAGA ก็มาแลนดิ้งด้วย 

 

ส่วนสายสตรีทแวร์และสายคิวต์ต้องชอบ กับแบรนด์อย่าง Daddy & The Muscle / Wacky Willy / Matchbox / Freak และ KIS Beauty Store

 

ด้วยความเซ็นทรัล ก็ไม่ลืมที่จะมีร้านหรือคาเฟ่เจ้าถิ่น เราชอบที่เขาเปิดพื้นที่ให้แบรนด์โลคัลดังๆ ของขอนแก่นมารวมตัวกันด้วย ทั้ง From Scratch / Kin Matcha / Matchong Matcha / Sei Scoop / Trinity และ Long Pizza มาร้านเดียวได้ซัพพอร์ตคราฟต์คาเฟ่ของคนในพื้นที่แบบจัดเต็ม

 

ภาพมุมกว้างของ Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ในขอนแก่น 4

 

สำหรับสายแอกทีฟ ที่นี่มี Xventure แอคทีฟ พาร์กอินดอร์รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์แอกทีฟ จัดเต็มถึง 6 โซน 27 เครื่องเล่น สามารถชวนแก๊งเพื่อนมาปลดปล่อยพลังกันได้เต็มที่ และยังมี Jetts Fitness ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรกของจังหวัด ตอบโจทย์ชีวิตชาวแคมปัสที่ตื่นตอนไหนก็มาเบิร์นได้ตอนนั้น

 

ความเก๋อีกอย่างคือเขาไม่ได้มีแค่ศูนย์การค้า แต่รอบๆ ยังออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตที่ครบวงจร ทั้ง PHYLL Khon Kaen คอนโดมิเนียมระดับ Super Premium สูง 33 ชั้น ที่มาพร้อมสระว่ายน้ำดาดฟ้าวิวเมือง 360 องศา และพาแลง สเปซสำหรับจัดปาร์ตี้บาร์บีคิว รวมถึงโรงแรมในเครือ GO! Hotel ที่เป็นโรงแรมสไตล์โมเดิร์นเอาใจนักเดินทางและสาย Workcation ที่สำคัญคือต้อนรับสัตว์เลี้ยงด้วย

 

หลังจากที่ไปสัมผัสมา เรารู้สึกว่าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส กลับทำหน้าที่เป็นมากกว่าที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นเหมือนพื้นที่ที่เข้าใจอินไซต์และการใช้ชีวิตของคนขอนแก่นยุคใหม่ เป็นพื้นที่รวมตัวของความเฮลตี้ ความอร่อย และไอเดียสร้างสรรค์ที่เดินแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ไม่น่าเบื่อเลย ชาวขอนแก่นหรือใครมีแพลนไปเที่ยวภาคอีสานช่วงซัมเมอร์นี้ แนะนำว่าต้องลองแวะไปเช็กอินดูสักครั้ง

 

Central Khonkaen Campus

Location: ตั้งอยู่บนหัวมุม ถนนกัลปพฤกษ์-มิตรภาพ

Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. 

Parking: มีที่จอดรถรองรับทั้งด้านนอกและด้านในอาคาร

Contact: Central Khonkaen Campus

 

 

The post Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ แหล่งแฮงก์เอาต์ใกล้ มข. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้ใหม่ริมน้ำไวบ์คลาสสิกในโกดังอายุ 100 ปี https://thestandard.co/life/soul-songwat-riverside-community/ Tue, 26 May 2026 05:04:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1210987 ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี

เคยไหม? อยากกดพอสเวลาว้าวุ่นใจไว้ แล้วหนีไปซ่อนตัวสักที […]

The post ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้ใหม่ริมน้ำไวบ์คลาสสิกในโกดังอายุ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี

เคยไหม? อยากกดพอสเวลาว้าวุ่นใจไว้ แล้วหนีไปซ่อนตัวสักที่ เราว่า ‘ทรงวาด’ น่าจะเป็นคำตอบแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง เพียงแค่ได้เดินดูตึกเก่าๆ สูดกลิ่นอายความวินเทจ ก็เหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเอง

 

 
 

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ‘Soul Songwat’ (โซว ทรงวาด) คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่จากโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็สัมผัสได้ถึงไวบ์ความดิบเท่ แต่แฝงไปด้วยความโคซี่แบบสุดๆ

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 1

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 2

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 3

 

ด้วยแนวคิด Adaptive Reuse ในปัจจุบันที่ช่วยชุบชีวิตโกดังเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ แต่ยังคงโครงสร้างเดิม ไม่ว่าจะเป็นหลังคาที่สูงโปร่งทำให้รู้สึกไม่อึดอัด หรือกำแพงอิฐก่อที่คงความวินเทจเอาไว้ พร้อมทั้งเพนต์ด้วยงานอาร์ตตามจุดต่างๆ และบริเวณระเบียงกว้าง ที่เป็นแบบ Open-air ให้เราได้นั่งชิลชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตลอดทั้งวัน

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 4

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 5

 

ส่วนใครที่กังวลว่าจะมานั่งรับลมเฉยๆ แล้วจะเบื่อหรือไม่มีอะไรทำ บอกเลยว่าลบภาพนั้นทิ้งไปได้เลย! เพราะที่นี่รวบรวมร้านค้าไว้หลากหลายสไตล์ ทั้งร้านอาหาร ร้านของคราฟต์วินเทจ ร้านเครื่องหอม ร้านเสื้อผ้า และคาเฟ่ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ไม่ว่าจะเป็น

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 6

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 7

 

Across 100 Pizza

 

ร้านพิซซ่าสไตล์นิวยอร์กชิ้นโต เสิร์ฟจากครัวกระจกอบสดใหม่ สั่งแบบ Slice ถือออกไปนั่งกินรับลมริมน้ำคือไวบ์ดีสุดๆ

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 8

 

KIMI SW3

 

ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ Izakaya ในมู้ด Tokyo Bar สุดโฮมมี่ ชูคอนเซปต์ ‘Japanese Technique with Local Ingredients’ ที่เชฟนำวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมารังสรรค์ด้วยเทคนิคการทำอาหารแบบญี่ปุ่นแท้ๆ รสชาติจัดจ้านลงตัวพอดี

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 9

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 10

 

เยาวเรี่ยน (Yaowarian)

 

ร้านติ่มซำที่หยิบเอาความเก๋าและกลิ่นอายจีนร่วมสมัยของละแวกเยาวราชมานำเสนอใหม่ ไม่ว่าจะเป็นติ่มซำหรือซาลาเปา ก็สั่งมาแชร์กันกับเพื่อนได้

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 11

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 12

 

Alice & Co.

 

สเปซแบบ 2-in-1 ที่เป็นทั้งคาเฟ่และร้านมัลติแบรนด์ สามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบชิลๆ มีเครื่องดื่มทั้ง Coffee และ Non-coffee ให้เติมพลังแล้ว พร้อมกับเลือกดูเสื้อผ้าและเครื่องประดับดีไซน์เก๋ภายในร้านไปพร้อมกันได้ด้วย

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 13

 

Lhooding

 

ใครเป็นสายสตรีตพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะแบรนด์สตรีตแวร์นี้ เขารวมไอเทมเด็ดๆ มาให้ครบ ทั้งเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ลายกราฟิกจัดจ้าน ฮู้ดดี้ กางเกงคาร์โก และหมวกทรงเท่ให้ฟีลดิบๆ กวนๆ เข้ากับเอนเนอร์จีของคนเจน Z พอดี

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 14

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 15

 

House of Vintage

 

ร้านสำหรับสายวินเทจและนักสะสมทั้งหลาย ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็เหมือนหลุดเข้าไปในขุมทรัพย์ของคนรักของเก่า! มีของแรร์ไอเทมมาให้เลือกอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดวงดนตรีวินเทจหายาก แจ็กเกตยีนส์คลาสสิก นาฬิกา ของตกแต่งบ้านยุค 80-90s ไปจนถึงของสะสมสไตล์เรโทร

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 16

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 17

 

30_6 (Thirty-Six)

 

สายมินิมอลที่รวบรวมแฟชั่นไอเทมที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงเครื่องประดับ ตอบโจทย์คนชอบแต่งตัวสไตล์เรียบง่ายแต่มองกี่ทีก็ไม่เบื่อ ด้วยเสื้อผ้าโทนสีเอิร์ธโทน ขาว ดำ เบจ ที่หยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์ง่าย คัตติ้งเนี้ยบ ใส่ไปทำงานก็ได้ หรือจะใส่ไปคาเฟ่ก็เอาอยู่

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 18

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 19

 

Museo Oyster

 

ร้านนี้สาวต้องเลิฟ! เพราะเขารวมของตกแต่งบ้านสายคราฟต์และเซรามิกดีไซน์ ‘เปลือกหอยนางรม’ สุดคิวต์ ทั้งจานใส่เครื่องประดับ ที่วางกำยาน ถ้วยชาม ไปจนถึงของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ ที่ปั้นและลงสีด้วยมือ ใครหาของขวัญให้เพื่อนหรือหาของไปแต่งห้องให้ดูมีกิมมิก แวะร้านนี้รับรองว่าได้ของติดมือกลับไปชัวร์

 

ภาพบรรยากาศ ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้สเปซริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดัดแปลงจากโกดังเก่าอายุ 100 ปี 20

 

ดังนั้น ถ้าหากว่าสนใจแล้วอยากมาตามรอยล่ะก็ เราขอแนะนำว่าให้มาช่วงเย็นๆ ตั้งแต่ 16.30-18.00 น. เพราะเป็นช่วง Golden Hour แสงเย็นกำลังตกพอดีแถมไม่ร้อนอีกด้วย แล้วจะแวะซื้อของอร่อยๆ รวมถึงเครื่องดื่มจากร้านที่โดนใจ ออกมาหาที่นั่งทำงาน รับลมริมแม่น้ำกันได้เลย บอกเลยว่าไวบ์ดีมาก!

 

Soul Songwat

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Contact: Soul Songwat

Address: Soul Songwat (โซวทรงวาด), ถนนทรงวาด, กรุงเทพฯ

 

ภาพ: ภัณฑิลา วงษ์วรรณ

 

The post ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้ใหม่ริมน้ำไวบ์คลาสสิกในโกดังอายุ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก https://thestandard.co/life/sol-circle-wellfulness-khao-lak/ Sun, 24 May 2026 06:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1210433

สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเร […]

The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเราชวนลงใต้ไปปักหลักที่เขาหลักอีกครั้ง เพื่อไปร่วมงาน ‘Sol Circle: Week of Wellfulness’ เทศกาลเจริญสติหนึ่งเดียวของเขาหลัก ที่รวมเอากิจกรรมเวลเนสแบบองค์รวมมาจัดขึ้นจัดตลอดสัปดาห์ตามธีมในแต่ละครั้ง

 

สำหรับครั้งนี้เป็นธีมของโยคะและการกลับคืนสู่ปัจจุบันขณะ นำโดย Jonas Westring นักบำบัดโยคะผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป การฝึกฝนนี้จะยึดเหนี่ยวร่างกายและจิตใจไว้กับปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่มีอยู่จริง ฝึกควบคุมตนเองผ่านลมหายใจ ความสงบ และการไหลเวียนของปราณ

 

ตลอดทั้งสัปดาห์ นักพักผ่อนจะได้พบกับคลาสโยคะทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Yoga Breathing การฝึกหายใจแบบโยคะ ปรับสมดุลระบบประสาทและความกระจ่างของจิตใจ, Yoga Psychology จิตวิทยาโยคะนำเสนอแผนที่ต่างๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของเราจากมุมมองของโยคะ, Yoga with Props การฝึกฝนที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และ Therapeutic Yoga การฝึกโยคะที่เน้นการจัดระเบร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับร่างกาย

 

นอกจากคลาสโยคะที่เป็นไฮไลต์เด่น Sol Circle: Week of Wellfulness ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เข้าร่วมด้วย สำหรับใครที่สนใน งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ Devasom Khao Lak จังหวัดพังงา สามารถซื้อเข้าร่วมคลาสเฉพาะบางเซคชั่น หรือจองห้องพักกับ Devasom Khaolak เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุด

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  devasomkhaolak ›  หรือ @devasomkhaolak

The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช https://thestandard.co/life/alo-voyage-cannes-wellness-superyacht/ Sat, 23 May 2026 08:04:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1210294 เรือซูเปอร์ยอร์ช Alo Voyage ที่ถูกเนรมิตเป็นเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไป […]

The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือซูเปอร์ยอร์ช Alo Voyage ที่ถูกเนรมิตเป็นเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไปด้วยผู้คนในงาน Cannes Film Festival 2026 แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายอย่าง Alo ก็ได้เลือกจังหวะเวลานี้ในการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในฝั่งยุโรป

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แบรนด์เพิ่งขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการเปิด Alo Wellness Club แห่งใหม่ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นคลับที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น เป็นแห่งที่ 3 ของโลกต่อจากลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก เพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับสายเวลเนสระดับในฝั่งยุโรป ล่าสุดพวกเขาก็มีอีกหนึ่งไลน์โปรเจกต์ที่น่าจับตามองไม่แพ้กันและถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคนี้ นั่นคือ Alo Voyage

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

A post shared by ALO (@alo)

 

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแบรนด์ได้เปิดตัวสาขาใหม่พร้อมกันถึง 2 แห่งในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง แซ็ง-โทรเป และ คานส์ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่ริมชายหาดและท้องทะเลให้กลายเป็นสเปซดูแลตัวเอง

 

Alo Voyage คืออะไร?

 

คือเรือซูเปอร์ยอชต์ความยาว 72 เมตร ที่ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่สำหรับเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการจัดเซสชันที่ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่คลาสพิลาทิส โยคะ นวดเดรนน้ำเหลือง Sound Healing จัดกระดูก ไปจนถึงการดูแลทางเลือกอย่างการดริปวิตามิน โดยมีกำหนดการที่จะล่องจากเมืองคานส์ต่อไปยังงาน Monaco Grand Prix ในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

 

เรือซูเปอร์ยอร์ช Alo Voyage ที่ถูกเนรมิตเป็นเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 1เรือซูเปอร์ยอร์ช Alo Voyage ที่ถูกเนรมิตเป็นเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 2

 

นอกจากนี้ยังมีการจัดป๊อปอัพบีชคลับบนท่าเรือของ Hôtel Martinez ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้เข้าเนรมิตสะพานท่าเรือของ Hôtel Martinez โรงแรมหรูริมหาดเมืองคานส์ ให้กลายเป็นบีชคลับในโทนสีซิกเนเจอร์ จัดวางเตียงผ้าใบและร่มชายหาดดีไซน์พิเศษ พร้อมเปิดบาร์น้ำผลไม้สกัดเย็น และมีคลาสโยคะกับเซสชัน Sound Healing ให้บริการ

 

เราเห็นว่าการขยับตัวของ Alo ในรอบนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของแบรนด์ยุคใหม่ที่พยายามผันตัวจากแบรนด์แฟชั่นไปสู่การเป็น Lifestyle Platform มากขึ้นเรื่อยๆ การไม่เลือกเปิดร้านขายของแบบทั่วไป แต่เลือกที่จะเปลี่ยนพื้นที่ตากอากาศและเรือยอชต์ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเวลเนส แสดงให้เห็นว่าแบรนด์พยายามเข้าไปนั่งอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนระดับพรีเมียม และน่าจะเป็นการอุ่นเครื่องสเตปสำคัญ ก่อนที่แบรนด์มีแผนจะเปิดตัว Flagship Store ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนช็องเซลิเซ (Champs-Élysées) ที่ปารีสในอนาคตอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Alo / Hôtel Martinez

The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Visa Cascade’ ระบบวีซ่าเชงเกนแบบขั้นบันได ข่าวดีสำหรับคนบินยุโรปบ่อย https://thestandard.co/life/visa-cascade-schengen-europe-travel/ Tue, 19 May 2026 06:48:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1208769 ภาพประกอบระบบ Visa Cascade Scheme วีซ่าเชงเกนระยะยาวสำหรับคนไทย

สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปยุโรป ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว ด […]

The post รู้จัก ‘Visa Cascade’ ระบบวีซ่าเชงเกนแบบขั้นบันได ข่าวดีสำหรับคนบินยุโรปบ่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบระบบ Visa Cascade Scheme วีซ่าเชงเกนระยะยาวสำหรับคนไทย

สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปยุโรป ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว ดูงาน หรือทำธุรกิจ หนึ่งในเรื่องที่หลายคนบ่นตรงกันคือ ‘การขอวีซ่าเชงเกน’ ที่ทั้งใช้เวลา เตรียมเอกสารเยอะ และบางครั้งก็ต้องยื่นใหม่แทบทุกปี แต่ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทย เพราะสหภาพยุโรป (EU) อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าร่วมระบบ ‘Visa Cascade Scheme’ หรือระบบขยายอายุวีซ่าแบบขั้นบันไดแล้ว ซึ่งหมายความว่าเราอาจขอวีซ่าง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีประวัติเดินทางดี ได้วีซ่าเชงเกนระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี

 

 
 

แล้วระบบนี้คืออะไร และต้องมีคุณสมบัติแบบไหน พาไปรู้จักกันพร้อมๆ กัน

 

Visa Cascade คืออะไร?

 

Visa Cascade คือระบบที่ช่วย ‘จัดระดับ’ การออกวีซ่าเชงเกนประเภทเข้า-ออกหลายครั้ง หรือ Multiple-Entry Visa (MEV) ให้มีอายุยาวขึ้นตามประวัติการใช้งานของผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณเคยเดินทางเข้ายุโรป ใช้วีซ่าอย่างถูกต้อง ไม่อยู่เกินกำหนด และมีประวัติทางการเงินน่าเชื่อถือ ครั้งต่อไปก็มีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้นเรื่อยๆ แบบเป็นขั้นบันได จากเดิมที่หลายคนอาจได้วีซ่าแค่ตามจำนวนวันเดินทาง หรือมีอายุไม่กี่เดือน ระบบนี้จะช่วยให้คนที่เดินทางบ่อยไม่ต้องยื่นเอกสารใหม่ทุกปีเหมือนที่ผ่านมา

 

3 ขั้นบันไดของ Visa Cascade

 

หากมีคุณสมบัติครบ และมีประวัติการใช้งานวีซ่าที่ดี ผู้สมัครมีโอกาสได้รับวีซ่าระยะยาวตามลำดับดังนี้

 

ขั้นที่ 1: วีซ่า 1 ปี
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและใช้งานถูกต้องอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

 

ขั้นที่ 2: วีซ่า 2 ปี
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry อายุ 1 ปี และใช้งานอย่างถูกต้อง ภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

ขั้นที่ 3: วีซ่า 5 ปี

สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry อายุ 2 ปี และใช้งานอย่างถูกต้อง ภายในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

 

กฏหลักยังคงเหมือนเดิม

 

เรียกได้ว่ายิ่งเดินทางสม่ำเสมอ และรักษาประวัติการเดินทางให้ดี ก็ยิ่งมีโอกาสได้วีซ่าระยะยาวง่ายขึ้น แต่ยังมีกฎสำคัญที่ต้องจำ แม้จะได้วีซ่าเชงเกน 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถอยู่ยุโรปได้ต่อเนื่องยาวๆ เพราะกฎหลักของเชงเกนยังคงเหมือนเดิม

 

กฎ 90/180 วัน
ผู้ถือวีซ่ายังคงสามารถพำนักในเขตเชงเกนได้ไม่เกิน 90 วัน ภายในทุกช่วงเวลา 180 วัน

 

ไม่ใช่ฟรีวีซ่า
Visa Cascade เป็นเพียงระบบที่ช่วยให้ “อายุวีซ่ายาวขึ้น” ไม่ใช่การยกเว้นวีซ่า ดังนั้นยังต้องยื่นเอกสาร ขอวีซ่า และผ่านการอนุมัติตามขั้นตอนปกติ

 

พาสปอร์ตต้องเหลืออายุเพียงพอ
อายุวีซ่าที่ได้รับจะไม่เกินอายุคงเหลือของพาสปอร์ต ดังนั้นใครหวังลุ้นวีซ่า 5 ปี อาจต้องเช็กก่อนว่าเล่มพาสปอร์ตยังเหลืออายุใช้งานอีกนานพอหรือไม่

 

สำหรับคนที่เดินทางยุโรปเป็นประจำ ไม่ว่าจะสายเที่ยว สายทำงาน หรือสายบินไปกินร้านโปรดปีละหลายรอบ ระบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นเยอะ และอาจทำให้การขอวีซ่าเชงเกนในอนาคต ‘เหนื่อยน้อยลง’ กว่าที่เคยก็ได้

The post รู้จัก ‘Visa Cascade’ ระบบวีซ่าเชงเกนแบบขั้นบันได ข่าวดีสำหรับคนบินยุโรปบ่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE Table x Potong ดินเนอร์การกุศลที่ชวนเชฟแพมเล่าเรื่องบ้านผ่านรสชาติ https://thestandard.co/life/life-table-potong-charity-dinner-chef-pam/ Fri, 15 May 2026 01:34:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1207336 เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table

ประมวลภาพบรรยากาศมื้อแรกของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Tas […]

The post LIFE Table x Potong ดินเนอร์การกุศลที่ชวนเชฟแพมเล่าเรื่องบ้านผ่านรสชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table

ประมวลภาพบรรยากาศมื้อแรกของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of Homecoming’ ซีรีส์ดินเนอร์ 4 มื้อพิเศษที่ THE STANDARD LIFE และ ศิริราชมูลนิธิ ชวนเชฟและร้านอาหารชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านรสชาติ ความทรงจำ และเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี

 

มื้อแรกเปิดประเดิมด้วยฝีมือของเชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ที่หยิบเอาความทรงจำในวัยเด็กและเมนูที่เคยเข้าครัวทำร่วมกับคุณแม่ มาตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย แต่ยังคงรสชาติและความรู้สึกคุ้นเคยที่ชวนให้นึกถึงบ้าน

 

“บ้านคือความรู้สึกอบอุ่น เวลาเราคิดถึงบ้านจะนึกถึงอาหารที่คุ้นเคย ทานแล้วรู้สึกสบายใจ ทานแล้วมีความสุขจากข้างใน”

 

เชฟแพมยังเล่าถึงการร่วมโปรเจกต์ครั้งนี้ว่า “รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ค่ะ เราอยากใช้ความสามารถของเราให้มากที่สุด เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น”

 

สำหรับใครที่พลาดมื้อพิเศษนี้ และอยากสบทบทุนบริจาคเพิ่มเติม คลิกไปได้ที่ https://bit.ly/siriraj-donate

 

ส่วนบรรยากาศจะเป็นอย่างไรนั้น ตามไปดูได้เลย

 

ภาพ: ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

 

เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 1เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 2เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 3เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 4เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 5เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 6เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 7เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 8เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 9เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 10เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ในงานดินเนอร์การกุศล LIFE Table 11

The post LIFE Table x Potong ดินเนอร์การกุศลที่ชวนเชฟแพมเล่าเรื่องบ้านผ่านรสชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเดินทางควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘Hantavirus’ https://thestandard.co/life/hantavirus-travel-prevention/ Tue, 12 May 2026 10:52:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1206406 ภาพประกอบ: ไวรัส Hantavirus พร้อมข้อมูลที่นักเดินทางควรรู้เพื่อป้องกันตนเอง

หลังเกิดการระบาดของ Hantavirus สายพันธุ์ Andes บนเรือสำ […]

The post นักเดินทางควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘Hantavirus’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: ไวรัส Hantavirus พร้อมข้อมูลที่นักเดินทางควรรู้เพื่อป้องกันตนเอง

หลังเกิดการระบาดของ Hantavirus สายพันธุ์ Andes บนเรือสำราญ M/V Hondius จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย หลายคนเริ่มสงสัยว่าไวรัสชนิดนี้คืออะไร อันตรายแค่ไหน และนักเดินทางควรกังวลหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่กำลังมีแผนไปอเมริกาใต้หรือท่องเที่ยวธรรมชาติในช่วงนี้

 

 
 

แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชากรโลกอยู่ในระดับต่ำ แต่ Hantavirus ก็ถือเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และนักเดินทางควรรู้เท่าทันไว้ออกก่อนเดินทาง

 

Hantavirus คืออะไร?

 

Hantavirus เป็นไวรัสที่มักพบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู และติดต่อสู่คนผ่านการสูดดมละอองจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ฝุ่นในห้องพักเก่า กระท่อมกลางป่า โกดัง หรือพื้นที่ปิดที่มีหนูอาศัยอยู่ ไวรัสชนิดนี้พบได้หลายสายพันธุ์ทั่วโลก แต่กรณีล่าสุดที่กำลังถูกจับตาคือสายพันธุ์ Andes ซึ่งพบในอเมริกาใต้ ซึ่งต่างจากสายพันธุ์อื่นตรงมีรายงานว่า ‘สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน’ แม้จะยังไม่ใช่การแพร่เชื้อที่เกิดขึ้นง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิดก็ตาม

 

อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด

 

สิ่งที่ทำให้ Hantavirus น่ากังวลคือ ช่วงแรกอาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดามาก ทั้งไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ในบางราย อาการสามารถลุกลามไปสู่ภาวะปอดอักเสบ หายใจลำบาก และระบบหายใจล้มเหลวได้ โดยสายพันธุ์ในทวีปอเมริกามีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 30-50%

 

อีกจุดที่ควรรู้คือ ระยะฟักตัวค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ประมาณ 4-42 วัน หมายความว่าบางคนอาจเริ่มมีอาการหลังกลับจากทริปไปแล้วหลายสัปดาห์

 

แล้วนักเดินทางอย่างเราควรกังวลไหม

 

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ‘ยังไม่ต้องตื่นตระหนก’ เพราะ Hantavirus ไม่ใช่โรคที่แพร่กระจายง่ายในชีวิตประจำวัน และเรือสำราญเองก็ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงหลักของโรคนี้

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากเดินทางไปยังพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ชนบท หรือสถานที่ที่มีสัตว์ฟันแทะจำนวนมาก เช่น แคมป์ปิง เดินป่า พักกระท่อมกลางธรรมชาติ หรือเข้าไปในพื้นที่ปิดร้างที่อาจมีหนูอาศัยอยู่

 

โดยเฉพาะคนที่กำลังเดินทางไปอเมริกาใต้ในช่วงนี้ ควรระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ

 

วิธีป้องกันตัวเองระหว่างเดินทาง

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) แนะนำว่า วิธีป้องกันที่สำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและพื้นที่ปนเปื้อน โดยสิ่งที่ควรทำ ได้แก่

 

  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีร่องรอยหนูหรือมูลสัตว์
  • หากเข้าพื้นที่ปิดหรือกระท่อมเก่า ควรเปิดระบายอากาศก่อน
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม บุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับผู้อื่น
  • ล้างมือให้บ่อย โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • หากเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อย หรือหายใจผิดปกติหลังเดินทาง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที

 

แม้โอกาสเจอโรคนี้ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ แต่เหตุการณ์บนเรือสำราญครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เตือนให้นักเดินทางเห็นว่า โลกหลังโควิดยังเต็มไปด้วยโรคต่างๆ มากมายและความเสี่ยงที่เราอาจไม่เคยนึกถึง โดยเฉพาะเมื่อการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการเดินทางระยะไกลกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Shutterstock

The post นักเดินทางควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘Hantavirus’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Club Med เตรียมเปิดรีสอร์ตหรูแบบ All-Inclusive แห่งแรกบนเกาะสมุย https://thestandard.co/life/club-med-koh-samui-resort/ Mon, 11 May 2026 09:26:53 +0000 https://thestandard.co/life/club-med-koh-samui-resort/ ภาพคลับเม็ด รีสอร์ทหรูแห่งใหม่บนเกาะสมุย

ถือเป็นหนึ่งมูฟเมนต์ใหญ่ของ Club Med แบรนด์รีสอร์ตแบบ A […]

The post Club Med เตรียมเปิดรีสอร์ตหรูแบบ All-Inclusive แห่งแรกบนเกาะสมุย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคลับเม็ด รีสอร์ทหรูแห่งใหม่บนเกาะสมุย

ถือเป็นหนึ่งมูฟเมนต์ใหญ่ของ Club Med แบรนด์รีสอร์ตแบบ All-Inclusive ที่เข้ามาเปิดให้บริการในไทยมานานกว่า 40 ปี กับการเปิดรีสอร์ตแห่งที่ 2 ในประเทศที่เกาะสมุย ภายในปี 2028

 

Club Med Exclusive Collection Koh Samui จะตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะสมุย ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 303 ห้อง โดยใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติสมุยเพียง 25 นาที โดดเด่นด้วยพื้นที่หน้าหาดส่วนตัวที่ทอดยาวกว่า 200 เมตร ครบประสบการณ์พักผ่อนแบบ All-Inclusive ระดับพรีเมียม ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม กีฬา โปรแกรมสำหรับเด็ก และความบันเทิงต่างๆ รวมอยู่ในราคาเดียว

 

Club Med Exclusive Collection Koh Samui ถือเป็นรีสอร์ตแห่งที่ 2 ของ Club Med ในประเทศไทย ต่อจาก Club Med Phuket ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2528 และยังเป็นรีสอร์ตระดับ Exclusive Collection แห่งแรกในไทย โดยโปรเจกต์นี้เป็นความร่วมมือของ Club Med และ Central Group Capital ที่จับมือกันสร้างนิยามความหรูหราแบบใหม่บนเกาะสมุย ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่วิลลาส่วนตัว และความสงบเงียบอีกต่อไป

 

ภาพ: Club Med

The post Club Med เตรียมเปิดรีสอร์ตหรูแบบ All-Inclusive แห่งแรกบนเกาะสมุย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักหมุดสิงคโปร์! Glow Festival 2026 เทศกาล Wellness 10 วันเต็มบนเกาะเซนโตซ่า 10-19 ก.ค. 69 https://thestandard.co/life/glow-festival-2026-singapore-sentosa/ Mon, 11 May 2026 04:48:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1205854 ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์

ลืมภาพเทศกาลสุขภาพแบบเดิมที่ต้องตื่นเช้ามาเล่นโยคะเพียง […]

The post ปักหมุดสิงคโปร์! Glow Festival 2026 เทศกาล Wellness 10 วันเต็มบนเกาะเซนโตซ่า 10-19 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์

ลืมภาพเทศกาลสุขภาพแบบเดิมที่ต้องตื่นเช้ามาเล่นโยคะเพียงอย่างเดียวไปได้เลย เพราะ Glow Festival 2026 กำลังจะกลับมาเปลี่ยนเกาะเซนโตซ่าให้กลายเป็นพื้นที่ของการเคลื่อนไหว เสียงดนตรี และการใช้ชีวิตแบบสมดุลที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ตลอด 10 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในปีนี้ตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เทศกาล แต่เป็นจุดรวมตัวของกลุ่มคนที่โหยหาการใช้ชีวิตที่ลงตัวระหว่างความสนุกและสุขภาพที่ดี

 

ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ 1ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ 2

 

ปีนี้งานไม่ได้กระจุกอยู่แค่ที่เดียว แต่ใช้วิธี Island Takeover แบ่งความสนุกและมู้ดของกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก

 

  1. Island Partners (10-19 ก.ค. 69) ตลอดทั้ง 10 วัน จะมีกิจกรรมมากกว่า 70 กิจกรรมจะกระจายตัวไปตามโรงแรมและแลนด์มาร์กดังทั่วเซนโตซ่า ไม่ว่าจะเป็น Raffles Sentosa, W Singapore หรือ Sofitel ใครที่อยากหนีจากความวุ่นวายมาเจอ Wellness Escapes แบบส่วนตัว เช่น คลาสโยคะริมสระ สปาทรีทเมนต์สูตรพิเศษ หรือมื้ออาหารคราฟต์เพื่อสุขภาพ ช่วงเวลานี้คือคำตอบของการพักผ่อนแบบค่อยเป็นค่อยไป

 

  1. Main Festival Grounds @Palawan Green (17-19 ก.ค. 69) นี่คือจุดพีกของงานในช่วง 3 วันสุดท้าย พื้นที่ Palawan Green จะเปลี่ยนเป็นอาณาจักรแห่งพลังงานที่มีถึง 8 โซน อย่าง Flow Studios คลาสออกกำลังกาย Mind Oasis สำหรับการทำสมาธิ Recharge Bay สำหรับการฟื้นฟูร่างกาย และเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นเวที Cupola Stage ตั้งตระหง่านริมหาดเพื่อรองรับทั้ง Mass Workouts ตอนกลางวันและคอนเสิร์ตระดับโลกตอนกลางคืน

 

ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ 3ภาพเทศกาล Glow Festival 2026 Wellness บนเกาะเซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ 4

 

ความพิเศษของปีนี้คือความกลมกล่อมของการนำ Live Music Performances มาผสมผสานกับกิจกรรมสาย Mindful ในช่วง Closing Weekend (17-19 ก.ค. 69) คุณอาจจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการทำสมาธิรับลมทะเล ต่อด้วยคลาสเต้นสุดพลังในช่วงบ่ายกับเทรนเนอร์ระดับโลกอย่าง Joe Wicks และ Chontel Duncan ที่จะมานำคลาสเรียกเหงื่อแบบจัดเต็ม

 

และพอพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็น Music Festival ทันที โดยมีเฮดไลน์เนอร์อย่าง Jason Derulo, Alessia Cara และวงอินดี้เกาหลีสุดชิกอย่าง Hyukoh รวมถึงศิลปินไทยอย่าง Phum Viphurit ที่จะมาสร้าง Memorable Night ริมชายหาดเซนโตซ่า ซึ่งมู้ดแอนด์โทนแบบนี้คือสิ่งที่นักเดินทางยุคใหม่กำลังมองหา คือการได้ดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กับการได้ใช้ชีวิตให้สุดในแบบที่ต้องการ

 

นอกจากนี้ งานยังกระจายความตื่นเต้นผ่านโซนต่างๆ เช่น เมนูอาหารสุขภาพจากเชฟชื่อดังในโซน Glow Commons หรือเวิร์กชอปงานคราฟต์ในโซน Makers Meadow

 

ใครมีแพลนจองทริปมาสิงคโปร์ในช่วงนี้ ลองปักหมุดไปเทศกาลนี้สักครั้ง คุณจะไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียว แต่เหมือนได้มอบรางวัลให้ร่างกายและจิตใจได้รีเซ็ตตัวเองด้วย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://glowfestival.sg/

 

EVENT DETAILS

Location: Sentosa Island (Palawan Green & Island Partners), Singapore

Time: วันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569

Tickets: Ticketmelon

  • Day Pass $59 – $75 (ประมาณ 1,600 – 2,000 บาท)
  • Evening Pass $89 – $110 (ประมาณ 2,400 – 3,000 บาท)
  • Weekend Pass $199 – $229 (ประมาณ 5,400 – 6,200 บาท)

Contact: Glow Festival

 

ภาพ: Glow Festival

The post ปักหมุดสิงคโปร์! Glow Festival 2026 เทศกาล Wellness 10 วันเต็มบนเกาะเซนโตซ่า 10-19 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Park Lane Hong Kong และ 5 เหตุผลที่นักเดินทางที่รู้จริงเลือกพักที่นี่ https://thestandard.co/life/park-lane-hong-kong-reasons-stay/ Sat, 09 May 2026 04:47:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1205381 ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น

มีโรงแรมอยู่ไม่กี่แห่งในโลกที่ยิ่งนาน ยิ่งดูน่าพักมากขึ […]

The post The Park Lane Hong Kong และ 5 เหตุผลที่นักเดินทางที่รู้จริงเลือกพักที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น

มีโรงแรมอยู่ไม่กี่แห่งในโลกที่ยิ่งนาน ยิ่งดูน่าพักมากขึ้น The Park Lane Hong Kong ใน Causeway Bay คือหนึ่งในนั้น

 

 
 

ขณะที่โรงแรมรุ่นใหม่แข่งกันประกาศความโดดเด่นผ่านดีไซน์และกระแส ที่นี่เลือกจะทำในสิ่งที่ถนัดมาตลอด นั่นคือทำเลที่ดีที่สุดในย่าน การบริการที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง และความรู้สึกที่บอกได้ทันทีเมื่อเช็กอินว่า เลือกถูกแล้ว

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 1

 

สำหรับคนไทยที่บินไปฮ่องกงแทบทุกปี บางทีคำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่การลองของใหม่ แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรเชื่อถือได้ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ The Park Lane Hong Kong ยังคงอยู่ในใจนักเดินทางมากกว่าครึ่งศตวรรษ

 

ห้องพักที่กว้างจนลืมว่าอยู่ฮ่องกง

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 2

 

ฮ่องกงคือเมืองที่ทุกตารางเมตรมีราคา ห้องพักในย่านดีๆ ส่วนใหญ่มักบีบอัดจนรู้สึกอึดอัด แต่ที่ The Park Lane Hong Kong ห้องพักขนาด 34 ตร.ม. ถือว่าหรูหราเมื่อเทียบกัน ตกแต่งอย่างพิถีพิถันพร้อมเตียงคุณภาพสูง เฟอร์นิเจอร์ดีไซเนอร์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ยังมีวิวให้เลือกได้ทั้งท่าเรือวิกตอเรียและสวนวิกตอเรีย เปิดม่านปุ๊บก็ได้ภาพที่คนฮ่องกงทั้งเมืองใฝ่ฝัน

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 3

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 4

 

ทำเลที่ไม่มีใครเอาชนะได้ใน Causeway Bay

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 5

 

โรงแรมตั้งอยู่ในย่านธุรกิจและช้อปปิ้งชั้นนำ ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินเพียง 2 นาที มีซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ติดกัน นั่งรถรางไปเซ็นทรัลได้แค่ก้าวออกประตู SOGO และ Times Square อยู่แค่ระยะเดินเท้า แต่ที่สำคัญกว่านั้น Causeway Bay ไม่ใช่แค่ย่านนักท่องเที่ยว มันคือย่านที่คนฮ่องกงตัวจริงเลือกมากิน ช้อป และใช้ชีวิต ซึ่งทำให้การพักที่นี่รู้สึกได้กลิ่นอายของเมืองจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพโปสการ์ด

 

ตื่นมาเจอสวนสาธารณะใหญ่ที่สุดบนเกาะฮ่องกงอยู่ตรงหน้า

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 6

 

Victoria Park ไม่ได้อยู่ใกล้โรงแรม มันอยู่ตรงข้ามพอดี ในเมืองที่แทบไม่มีพื้นที่สีเขียว การที่ได้ตื่นมาเปิดหน้าต่างแล้วเห็นต้นไม้แทนคอนกรีตนั้นหาไม่ได้จากโรงแรมอื่นใน Causeway Bay อยากวิ่งตอนเช้าก็ได้ อยากนั่งเล่นตอนเย็นก็ดี หรือจะแค่มองจากห้องก็ยังรู้สึกดี ความแตกต่างระหว่างเมืองที่วุ่นวายและสวนที่เงียบสงบนี้แหละ คือความหรูหราอีกแบบที่เงินซื้อไม่ได้ทุกที่

 

เลานจ์ส่วนตัวที่ทำให้การพักรู้สึกพิเศษกว่าที่อื่น

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 7

 

สำหรับใครที่พักห้อง Executive หรือห้องสวีท สิทธิพิเศษที่ได้คือการเข้าถึงเลานจ์ชั้น 26 ที่วิวสวยมาก แถมยังเป็นส่วนตัว ไม่เอะอะ แถมสมาชิก Marriott Elite member ยังสามารถเช็กอินได้โดยตรงที่เลานจ์ แทนที่จะต้องต่อคิวที่ล็อบบี้ชั้นล่าง บริการอาหารเช้าเปิดตั้งแต่ 7.00–10.30 น. และค็อกเทลยามเย็นตั้งแต่ 18.00–20.00 น. ทั้งหมดนี้มาพร้อมวิวท่าเรือวิกตอเรียแบบพาโนรามา ที่ทำให้แค่มื้อเช้าก็กลายเป็นช่วงเวลาที่อยากจำ

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 8

 

SKYE Roofbar & Brasserie 

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 9

 

บนชั้น 27 ของ The Park Lane Hong Kong คือ SKYE Roofbar & Brasserie ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำเสนอตั้งแต่หอยนางรมสด คาเวียร์ ไปจนถึงสตูเนื้อวากิว และซุปหัวหอมสไตล์คลาสสิก พร้อมรายการไวน์กว่า 50 รายการ ทุกเมนูใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ใช้วัตถุดิบทะเลจากแหล่งที่รับผิดชอบและส่วนผสมท้องถิ่น แต่ที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าร้านอื่นคือ วิวท่าเรือวิกตอเรียบนดาดฟ้า ที่เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง 

 

ภาพบรรยากาศภายนอกหรือภายในของโรงแรม The Park Lane Hong Kong ที่ Causeway Bay แสดงถึงความหรูหราและทำเลที่ตั้งอันโดดเด่น 10

 

The Park Lane Hong Kong, Autograph Collection 

Location: Causeway Bay, Hong Kong

Budget: เริ่มต้น 7,600 บาทต่อห้องต่อคืน

Facebook: www.facebook.com/theparklanehongkong  

Instagram: www.instagram.com/theparklanehongkong 

Website: www.parklane.com.hk 

Map: https://maps.app.goo.gl/bMDmTbYjoMsWTLaq5 

The post The Park Lane Hong Kong และ 5 เหตุผลที่นักเดินทางที่รู้จริงเลือกพักที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>