LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 18 Jul 2026 02:19:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ https://thestandard.co/life/sun-tower-yantai-architecture/ Sat, 18 Jul 2026 02:19:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1232117 ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน

ทุกวันนี้ เมืองยานไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออกขอ […]

The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน

ทุกวันนี้ เมืองยานไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศจีน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสมัยใหม่ เมื่อเมืองขยายตัว เทศบาลจึงต้องการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมทะเลที่ไม่ได้เป็นเพียงอาคารสวยงาม แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สะท้อนอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนที่สตูดิโอสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง OPEN Architecture จะได้รับเลือกให้รับหน้าที่ออกแบบโครงการแห่งนี้

 

แทนที่จะสร้างอาคารร่วมสมัยทั่วไป ทีมออกแบบเลือกหยิบหนึ่งในรากวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของยานไถกลับมาตีความใหม่ นั่นคือประเพณีการบูชาดวงอาทิตย์ ซึ่งเคยฝังรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานหลายพันปี ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา และถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านอาคารคอนกรีตทรงกรวยคว่ำสูง 50 เมตรในชื่อ Sun Tower ที่เปลี่ยนดวงอาทิตย์จากเพียงองค์ประกอบของธรรมชาติ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม

 

ตัวอาคารตั้งอยู่ในเขต Yantai Economic and Technological Development Area (YEDA) โครงสร้างประกอบด้วยเปลือกคอนกรีตสองชั้นที่เชื่อมต่อกันด้วยทางลาดหมุนวนขึ้นสู่ด้านบน ขณะที่ฝั่งอาคารซึ่งหันหน้าออกสู่ทะเลถูกเฉือนเปิดออกอย่างตั้งใจ เพื่อเปิดรับแสง ลม และทัศนียภาพของมหาสมุทรเข้าสู่ภายในอาคาร ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดการเดินชมพื้นที่

 

สิ่งที่ทำให้ Sun Tower แตกต่างจากสถาปัตยกรรมทั่วไป คือการคำนวณตำแหน่งและองศาของอาคารให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ตลอดทั้งปี ราวกับให้อาคารทั้งหลังทำหน้าที่เป็นนาฬิกาแดดขนาดยักษ์

 

  • วันวิษุวัต (Equinox) แนวขอบอาคารด้านทิศเหนือจะขนานกับแนวแสงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวันพอดี ขณะที่ลานด้านนอกซึ่งออกแบบเป็นเส้นวงรีคล้ายวงโคจรของดาวเคราะห์ พร้อมร่องน้ำที่พาดผ่าน จะรับเงาของอาคารซึ่งเคลื่อนตัวไปตามร่องน้ำอย่างแม่นยำในทุกชั่วโมง เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นนาฬิกาแดดกลางแจ้ง
  • วันเหมายัน (Winter Solstice) แกนของอุโมงค์ทางเข้าชั้นล่างถูกวางตำแหน่งให้ตรงกับแนวพระอาทิตย์ตกในวันที่มีกลางคืนยาวนานที่สุดของปี
  • วันครีษมายัน (Summer Solstice) แกนของโรงละครกึ่งกลางแจ้งจะตรงกับแนวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือเกาะจือฝู (Zhifu Island) ขณะที่หลังคาส่วนบนของอาคารรับแสงอาทิตย์ตั้งฉากในช่วงเที่ยงวันของวันที่มีกลางวันยาวนานที่สุดของปี

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 1ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 2ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 3ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 4

 

แถมภายใน Sun Tower ยังได้รับการออกแบบให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงฉากหลังของอาคาร

 

  • โรงละครแอมฟิเธียเตอร์ริมทะเล เปลือกของคอนกรีตได้รับการคำนวณให้ช่วยสะท้อนและขยายเสียงคลื่นจากทะเลเข้าสู่พื้นที่การแสดง ทำให้เสียงธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยี
  • พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการแบบยืดหยุ่น ทางลาดที่หมุนวนระหว่างเปลือกอาคารชั้นในและชั้นนอกทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ โดยมีระบบแขวนและจุดติดตั้งที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบนิทรรศการได้หลากหลาย
  • ห้องสมุดและจุดชมวิวด้านบน ชั้นบนเป็นห้องสมุดที่เปิดมุมมองแบบพาโนรามาสู่ทะเล ส่วนยอดอาคารเป็นช่องเปิดวงกลม (Oculus) ที่ปล่อยให้แสงแดดและสายฝนตกลงสู่สระน้ำด้านล่างโดยตรง
  • งานศิลปะที่บอกเวลาด้วยธรรมชาติ น้ำในสระใต้ Oculus จะหมุนวนเป็นเวลา 9 นาทีในทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 05.00-21.00 น. ขณะเดียวกัน น้ำพุบริเวณลานพลาซายังถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานสอดคล้องกับ ‘24 ฤดูสุริยคติ’ ของจีน และจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลงตามธรรมชาติของทะเล

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 5ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 6ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 7ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 8

 

นอกจากการใช้ดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแล้ว Sun Tower ยังนำหลัก Passive Design มาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง อุโมงค์ลมและช่องระบายอากาศด้านบนช่วยสร้างการไหลเวียนอากาศตามธรรมชาติ ขณะที่ผนังคอนกรีตหนาทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อน ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้เย็นในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้พื้นที่จัดแสดงหลักสามารถลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศได้อย่างมาก

 

Sun Tower แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือจอภาพเสมอไป แต่สามารถใช้แสงแดด เงา ลม ฝน เสียงคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ มาเป็นวัสดุสำคัญของการออกแบบได้อย่างทรงพลัง

 

ผลลัพธ์คืออาคารที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกชั่วโมง ทุกฤดูกาล และทุกสภาพอากาศ จนไม่มีวันเหมือนเดิม นั่นทำให้ Sun Tower ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วัฒนธรรมหรือแลนด์มาร์กแห่งของเมืองยานไถ แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตซึ่งทำงานร่วมกับธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และชวนให้ผู้คนกลับมาสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เราอาจหลงลืมไปในชีวิตประจำวัน

 

ภาพ: Iwan Baan, Jonathan Leijonhufvud

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร Sun Tower ทรงกรวยคว่ำริมทะเลเมืองยานไถ ประเทศจีน 9

The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ILTM Asia Pacific 2026: เมื่อโลกของ Luxury Travel กำลังนิยามคำว่า ‘หรู’ ใหม่ https://thestandard.co/life/iltm-asia-pacific-luxury-travel/ Wed, 15 Jul 2026 05:24:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1230932 ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี

โลกของการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านค […]

The post ILTM Asia Pacific 2026: เมื่อโลกของ Luxury Travel กำลังนิยามคำว่า ‘หรู’ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี

โลกของการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านความหรูหรา สู่การแข่งขันด้านคุณภาพของประสบการณ์ Meaningful Experience) เมื่อผู้เดินทางยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมที่สวยที่สุดหรือบริการที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุดอีกต่อไป แต่ให้คุณค่ากับการเดินทางที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น Well-being และช่วงเวลาที่มีความหมายมากกว่า นั่นคือนิยามใหม่ของความหรูหราในปัจจุบัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ทุกปี งาน ILTM Asia Pacific ที่ประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลักชัวรีระดับโลก ที่รวบรวมโรงแรม รีสอร์ต สายเรือสำราญ และองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวจากหลายประเทศ มาร่วมเปิดตัวโครงการใหม่ พบปะกับที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยว มีเดีย และอัปเดตทิศทางตลาดในปีต่อๆ ไป

 

Luxury Travel กับการนิยามใหม่?

 

ผู้เขียนได้ไปร่วมงานนี้และพบว่าจะมีข่าวโรงแรม รีสอร์ต หรือจุดหมายปลายทางใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลับเป็นทิศทาง ที่หลายแบรนด์กำลังมุ่งไปในทางเดียวกัน นั่นคือการนิยามคำว่า Luxury ใหม่ จากเดิมที่เคยวัดกันด้วยความหรูหรา อลังการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศ หรืองานบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ได้เปลี่ยนไปสู่การมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย ในขณะเดียวกัน เอเชียก็ได้กลายเป็นดินแดนที่แบรนด์ระดับโลกต้องการขยายตลาด เพื่อตอบรับนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น

 

และนี่คือความเคลื่อนไหวที่เรามองว่าน่าสนใจจากงาน ILTM Asia Pacific 2026 ที่สิงคโปร์

 

The PuLi Group ตอกย้ำแนวคิด ‘Excellence through Simplicity’

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 1

The PuLi Shanghai

 

แม้แบรนด์นี้จะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักเดินทางชาวไทย แต่ The PuLi Group ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ภายใต้ปรัชญา Excellence through Simplicity ที่ให้คุณค่ากับความเรียบง่าย ความสงบ และงานออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา ล่าสุด The PuLi Shanghai ถ่ายทอดแนวคิด Collector’s Home ที่ให้บรรยากาศเหมือนบ้านของนักสะสมศิลปะ มากกว่าจะเป็นโรงแรมหรูแบบดั้งเดิม

 

ขณะที่ The PuXuan Beijing นำเสนอความหรูหราร่วมสมัยใจกลางกรุงปักกิ่ง ด้วยทำเลติดพระราชวังต้องห้าม การออกแบบที่เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และงานบริการที่เน้นความเป็นส่วนตัว

 

The Langham, Custom House, Bangkok เตรียมเปิดธันวาคมนี้

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 2

 

The Langham, Custom House, Bangkok

 

The Langham, Custom House, Bangkok เตรียมเปิดให้บริการปลายปี 2026 (ยืนยันว่าเปิดก่อนช่วงคริสต์มาสแน่นอน) ภายในอาคารศุลกสถานอายุกว่า 130 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับการอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ร่วมสมัย โรงแรมจะมีห้องพักเพียง 75 ห้อง มีร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว T’ang Court จากฮ่องกงมาเปิดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย

 

Explora Journeys เปิดเส้นทางเอเชียครั้งแรก แวะมาไทย

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 3

Explora Journeys

 

Explora Journeys แบรนด์ลักชัวรีครูซของ MSC Group เปิดตัวโปรแกรมเดินเรือปี 2027-2028 พร้อมประกาศเข้าสู่เอเชียเป็นครั้งแรก ครอบคลุมญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ โดยยังคงจุดยืนเรื่อง Slow Luxury ผ่านการเพิ่ม Overnight Stay และระยะเวลาพำนักในแต่ละเมือง เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สะท้อนเทรนด์การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าจำนวนประเทศที่เดินทางไป

 

Capella Nanjing ตั้งย่านประวัติศาสตร์ของเมือง

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 4

Capella Nanjing

 

Capella Hotels & Resorts เตรียมเปิด Capella Nanjing โรงแรมแห่งใหม่ติด Changjiang Road ศูนย์กลางย่านประวัติศาสตร์ของเมือง ออกแบบโดย David Chipperfield พร้อมผสานอาคารประวัติศาสตร์กับสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และถ่ายทอดเรื่องราวของหนานจิงผ่านแนวคิด Sense of Place ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

 

Madrid ดาวเด่นดวงใหม่ที่น่าจับตามอง

 

 

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 5

Madrid

 

หนึ่งในจุดหมายที่ถูกพูดถึงมากในงานปีนี้คือ Madrid ซึ่งกำลังผลักดันภาพลักษณ์ของเมืองผ่านแนวคิด Meaningful Luxury โดยไม่ได้เน้นเพียงโรงแรมระดับ 5 ดาวหรือร้านอาหารมิชลิน แต่เลือกสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและผู้คนในท้องถิ่นมากขึ้น ผ่านเครือข่ายพันธมิตร High-Impact Club ที่รวบรวมผู้ประกอบการลักชัวรีกว่า 63 ราย เพื่อออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ตั้งแต่การเข้าชมพระราชวังและพิพิธภัณฑ์นอกเวลาทำการ ดินเนอร์กับเชฟในอาคารประวัติศาสตร์ ทัวร์เมืองด้วยรถคลาสสิก ไปจนถึงการเดินสำรวจย่านศิลปะกับผู้เชี่ยวชาญ

 

นอกจากนี้ เมืองยังผลักดันย่านสร้างสรรค์อย่าง Lavapiés, Tetuán และ Usera ให้กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ของคนท้องถิ่น

 

Fairmont Bangkok เตรียมเปิด 19 สิงหาคมนี้

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 6

Fairmont Bangkok Sukhumvit

 

Fairmont Bangkok Sukhumvit เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2026 นับเป็นการกลับมาของแบรนด์ Fairmont ในประเทศไทย พร้อมนำเสนอประสบการณ์ Modern Luxury ใจกลางสุขุมวิท ทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่ Wellness สำหรับนักเดินทางและคนเมือง

 

Soneva รีแบรนด์ใหม่

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 7

Soneva

 

หลังใช้แนวคิด Barefoot Luxury มานานกว่า 30 ปี ล่าสุด Soneva ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมเผยโลโก้ใหม่และปรัชญา Bare Luxury ภายใต้สโลแกน Just What Matters โดยไม่ได้ลดทอนความหรูหรา แต่เลือกตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้ผู้เข้าพักได้กลับมาโฟกัสกับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุด

 

The Rise of Gen Z Luxury นักเดินทางรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนเกม

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 8

The Luxury Group by Marriott International

 

จากรายงาน Beyond the Gen Z Myth: Four Distinct Luxury Mindsets Reshaping Travel in Asia Pacific โดย The Luxury Group by Marriott International ระบุว่า การแบ่งนักเดินทางตามช่วงวัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ Gen Z มีแรงจูงใจในการเดินทางที่หลากหลายถึง 4 กลุ่มและนิยามคำว่าหรูหราไม่เหมือนกัน ได้แก่

 

  • Connoisseur Traditionalists
  • Future Proofers
  • Cultural Reclaimers
  • Quiet Luxurists

 

สำหรับเมืองไทย Connoisseur Traditionalists มีสัดส่วนมากที่สุด (40%) โดยยังให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของโรงแรม การบริการ และการออกแบบ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ เริ่มให้น้ำหนักกับ Well-being วัฒนธรรมท้องถิ่น และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น

 

ความหรูหราที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนดาวอีกต่อไป

 

ภาพบรรยากาศงาน ILTM Asia Pacific 2026 และภาพประกอบการท่องเที่ยวลักชัวรี 9

The Luxury Group by Marriott International

 

เมื่อมองภาพรวมของ ILTM Asia Pacific 2026 จะเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยจำนวนดาวของโรงแรม ขนาดห้องพัก หรือบริการที่เหนือกว่า วันนี้หลายแบรนด์กลับเลือกลงทุนกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของจุดหมายปลายทาง ความสัมพันธ์กับชุมชน Well-being และช่วงเวลาที่ผู้เข้าพักจะได้จดจำหลังเดินทางกลับบ้าน

 

ขณะเดียวกัน เอเชียก็ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตเร็ว แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกการท่องเที่ยวลักชัวรี ทั้งในฐานะนักเดินทางและจุดหมายปลายทาง ทำให้หลายแบรนด์ระดับโลกเร่งเข้ามาลงทุน และพัฒนาประสบการณ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ภูมิภาคนี้

 

ดังนั้น หาก ILTM Asia Pacific คือภาพสะท้อนของอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 2026-2027 ก็คงเป็นปีที่คำว่า Luxury เริ่มถูกนิยามใหม่อีกครั้ง จากการ ‘มีมากกว่า’ ‘ใหญ่กว่า’ ‘หรูกว่า’ ไปสู่การรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ

The post ILTM Asia Pacific 2026: เมื่อโลกของ Luxury Travel กำลังนิยามคำว่า ‘หรู’ ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘โคเปนเฮเกน’ ถึงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026 (อีกครั้ง) https://thestandard.co/life/copenhagen-most-livable-city-2026/ Mon, 13 Jul 2026 10:39:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1230173 ผู้คนปั่นจักรยานบนเลนจักรยานในเมืองโคเปนเฮเกน

เป็นอีกครั้งที่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุ […]

The post ทำไม ‘โคเปนเฮเกน’ ถึงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026 (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนปั่นจักรยานบนเลนจักรยานในเมืองโคเปนเฮเกน

เป็นอีกครั้งที่โคเปนเฮเกน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดนมาร์กคว้าอันดับเมืองน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลกประจำปี 2026 จากรายงานของ ‘Global Liveability Index 2026’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของสถาบัน Economist Intelligence Unit (EIU)

 

ผลการจัดอันดับปี 2026 ประเมินเมือง 173 แห่งทั่วโลก ปรากฏว่า กรุงโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก ยังคงครองตำแหน่ง เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังได้รับคะแนนโดดเด่นจากหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา ซึ่งได้รับคะแนนเต็ม

 

EIU ระบุว่า ความสำเร็จของโคเปนเฮเกนมาจากการผสมผสานระหว่างเมืองที่มีความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณะที่มีคุณภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต จนทำให้เมืองสามารถรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งที่ทำให้โคเปนเฮเกนได้รับการยกย่องมาโดยตลอด คือการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเลนจักรยานที่ครอบคลุม ระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ง่าย และนโยบายด้านความยั่งยืนที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับอยู่อาศัย แต่ยังสนับสนุนให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีสุขภาวะที่ดี

 

ลำดับอื่นรองลงมาคือ เวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย ซึ่งเคยครองอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปี ตามด้วย เมลเบิร์น (Melbourne) และ ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ ซูริก (Zurich) และ เจนีวา (Geneva) จากสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง Top 10 ของกลุ่มเมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก

 

ปีนี้ยังเป็นปีที่เอเชียทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมี 9 เมืองติดอันดับ 20 เมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก สะท้อนคะแนนด้านสาธารณสุขของภูมิภาคที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในหลายเมืองของจีนที่ได้รับการลงทุนด้านระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ โอซาก้า (Osaka) และ โตเกียว (Tokyo) ยังคงเป็นสองเมืองจากเอเชียที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก

 

ในทางกลับกัน หลายเมืองในตะวันออกกลางมีอันดับลดลง เนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งที่ส่งผลต่อคะแนนด้านเสถียรภาพ ส่วนคะแนนเฉลี่ยด้านคุณภาพชีวิตของโลกแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน เพราะการพัฒนาด้านสาธารณสุขในเอเชียช่วยชดเชยคะแนนด้านเสถียรภาพที่ลดลงในบางภูมิภาค

 

แม้รายงานฉบับนี้จะเป็นการจัดอันดับเมือง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือตัวชี้วัดเบื้องหลังผลลัพธ์ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เมืองที่น่าอยู่ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนแลนด์มาร์กหรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว หากคือเมืองที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่การเดินทางที่สะดวก ความปลอดภัย การเข้าถึงบริการสาธารณะ ไปจนถึงการมีพื้นที่สีเขียวและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้โคเปนเฮเกนยังคงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน

 

10 เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026

 

  • โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก
  • เวียนนา, ออสเตรีย
  • เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย
  • ซิดนีย์, ออสเตรเลีย
  • ซูริก, สวิตเซอร์แลนด์
  • เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์
  • โอซาก้า, ญี่ปุ่น
  • แอดิเลด, ออสเตรเลีย
  • แวนคูเวอร์, แคนาดา
  • โตเกียว, ญี่ปุ่น

 

ภาพ: Shutterstock

The post ทำไม ‘โคเปนเฮเกน’ ถึงเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก ปี 2026 (อีกครั้ง) appeared first on THE STANDARD.

]]>
MONA คืออะไร? ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ https://thestandard.co/life/mona-bangkok-art-destination/ Sun, 12 Jul 2026 02:51:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1229608 ภาพจำลองพิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่เอเชียทีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากเป็นจุดหมายที่นักเดินทางสายศิลปะหลายคนยอมบินไปเย […]

The post MONA คืออะไร? ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองพิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่เอเชียทีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากเป็นจุดหมายที่นักเดินทางสายศิลปะหลายคนยอมบินไปเยือนถึงรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย วันนี้ MONA (Museum of Old and New Art) กำลังเดินทางมาสู่ประเทศไทยในชื่อ MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งใหม่ที่เตรียมเปิดภายในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

 

หลายครั้งที่ชื่อของพิพิธภัณฑ์จะกลายเป็นเหตุผลให้คนยอมบินข้ามประเทศ ซึ่ง MONA (Museum of Old and New Art) คือหนึ่งในนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักเดินทางสายศิลปะจำนวนมากตั้งใจเดินทางไปยังเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เพื่อแวะชมพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และล่าสุด ประสบการณ์แบบเดียวกันกำลังจะเดินทางมาสู่ประเทศไทยในชื่อ MONA Bangkok

 

แล้ว MONA คืออะไร?

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดยนักสะสมงานศิลปะ David Walsh และเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ทำให้ MONA แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ไม่ใช่เพียงคอลเล็กชันศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย หากคือการออกแบบประสบการณ์ ให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของการตีความงานศิลปะ แทนการเดินอ่านคำอธิบายบนผนัง ผู้เข้าชมจะใช้ระบบดิจิทัลที่เรียกว่า The O เพื่อเลือกค้นหาข้อมูลที่สนใจ ทำให้ทุกคนมีเส้นทางการชมงานที่แตกต่างกัน และเปลี่ยนการเดินพิพิธภัณฑ์ให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจที่เราสามารถดีไซน์ได้เอง

 

สิ่งที่น่าสนใจของ MONA Bangkok

 

MONA Bangkok จะไม่ใช่การยกพิพิธภัณฑ์จากแทสเมเนียมาวางไว้ในกรุงเทพฯ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ที่สะท้อนบริบทของประเทศไทย ผ่านความร่วมมือระหว่าง AWC (Asset World Corp) และ MONA โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่จัดแสดงนิทรรศการ

 

ภาพจำลองพิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่เอเชียทีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 1

 

MONA Bangkok ตั้งอยู่ที่ไหน?

 

MONA Bangkok จะตั้งอยู่ภายในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น (Asiatique The Riverfront Destination) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์ที่ AWC กำลังพัฒนาร่วมกับโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่บน ถนนเจริญนคร ซึ่งทั้งสองฝั่งจะเชื่อมต่อกันด้วยเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ออกแบบให้เป็นทั้งระบบการเดินทางและประสบการณ์เชิงศิลปะ

 

เราคิดว่าหากโครงการแล้วเสร็จตามแผน กรุงเทพฯ อาจไม่ได้เพียงมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่กำลังสร้าง Art Destination ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก พร้อมยกระดับบทบาทของเมืองสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย

The post MONA คืออะไร? ทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม Travel Journal ถึงกลับมา? เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาจดจำการเดินทางด้วยลายมือ https://thestandard.co/life/travel-journal-slow-memories/ Sat, 11 Jul 2026 04:42:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1229436 ผู้หญิงกำลังเขียนบันทึกการเดินทางในสมุดขณะนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Slow Travel ได้รับความสนใจ […]

The post ทำไม Travel Journal ถึงกลับมา? เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาจดจำการเดินทางด้วยลายมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงกำลังเขียนบันทึกการเดินทางในสมุดขณะนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Slow Travel ได้รับความสนใจมากขึ้น นักเดินทางจำนวนไม่น้อยเริ่มเมินหน้าหนีตารางการเที่ยวแบบวิ่งเก็บแลนด์มาร์ก แล้วหันมาใช้เวลาอยู่กับสถานที่แห่งหนึ่งให้มากกว่าเดิม เดินเล่นในย่านเดิมๆ ซ้ำๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว หรือเหนื่อยก็แวะนั่งร้านกาแฟแบบไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดอะไร พวกเขาเปลี่ยนจากการถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอเพื่อการลงโซเชียลมาเป็นการเปิดสมุดเล่มเล็ก หยิบปากกาขึ้นมาเขียน แปะตั๋วรถไฟ ใบเสร็จร้านกาแฟ หรือสเกตช์ภาพวิวตรงหน้าอย่างตั้งใจ

 

 
 

ภาพเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเทรนด์และไวรัลที่นักเดินทางรุ่นใหม่เริ่มทำตาม อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนยุคดิจิทัลยอมพกสมุดเล่มหนาและหยิบปากกาขึ้นมาเขียนท่ามกลางการเดินทาง? คำถามนี้สามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์

 

ผู้หญิงกำลังเขียนบันทึกการเดินทางในสมุดขณะนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง 1

 

Travel Journal ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวัฒนธรรมของนักเดินทางมาหลายร้อยปี

 

แม้หลายคนจะมองว่า Travel Journal เป็นเทรนด์ใหม่บนโซเชียลมีเดีย แต่แท้จริงแล้ว การจดบันทึกระหว่างเดินทางเป็นธรรมเนียมที่มีมายาวนาน ในยุคที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแม้แต่กล้องถ่ายรูป นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และนักเขียนต่างพกสมุดบันทึกติดตัวเพื่อจดสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง ทั้งภูมิประเทศ ผู้คน วัฒนธรรม และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

 

ยกตัวอย่างเช่น Charles Darwin นักธรรมชาติวิทยา นักชีววิทยาชาวอังกฤษ ผู้พลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์ด้วยการเสนอ ‘ทฤษฎีวิวัฒนาการ’ (Theory of Evolution) และหลักการ ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ (Natural Selection) เขาใช้สมุดจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ค้นพบระหว่างการเดินทางรอบโลกบนเรือ HMS Beagle นานเกือบห้าปี และบันทึกเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเรื่องวิวัฒนาการในเวลาต่อมา ขณะที่ในญี่ปุ่น Matsuo Bashō ได้บันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางไว้ใน Oku no Hosomichi วรรณกรรมการเดินทางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนคลาสสิกของโลก ถ่ายทอดทั้งทิวทัศน์ บทกวี และความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

 

ไม่ต่างกัน ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17-19 การเดินทางแบบ Grand Tour ก็ทำให้สมุดบันทึกและสมุดสเก็ตช์กลายเป็นของคู่กายนักเดินทาง เพราะผู้คนไม่ได้กลับมาพร้อมของฝากเพียงอย่างเดียว แต่กลับมาพร้อมเรื่องราวที่บันทึกด้วยลายมือของตัวเองแทบทั้งนั้น

 

ผู้หญิงกำลังเขียนบันทึกการเดินทางในสมุดขณะนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง 2

 

เทรนด์ที่ไม่ได้ย้อนอดีต แต่กำลังมองหาความสมดุล

 

หลายร้อยปีผ่านไป วิธีการเดินทางเปลี่ยน แต่ความต้องการของมนุษย์กลับไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเก็บรักษาความทรงจำในรูปแบบที่มีความหมาย การกลับมาของ Travel Journal จึงไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธเทคโนโลยี หากเป็นผลจากวิธีการเดินทางที่กำลังเปลี่ยนไป

 

คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสที่เรียบลื่น (Glass Screens) แต่ความสะดวกนั้นกลับทำให้เกิดภาวะเหนื่อยล้าทางดิจิทัล (Digital Fatigue) การเปิดสมุดบันทึก สัมผัสพื้นผิวของกระดาษ และการเขียนด้วยน้ำหมึก จึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการ ‘บำบัด’ และการพักสายตาจากหน้าจอ

 

มีการศึกษาที่น่าสนใจจาก University of Tokyo (2021) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Behavioral Neuroscience พบว่า การเขียนด้วยปากกาลงบนกระดาษจริงๆ ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Memory) ได้มากกว่าการพิมพ์บนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต นอกจากนี้ กระดาษยังมีสารผัสเฉพาะ (Tactile Properties) ที่ช่วยให้สมองจดจำช่วงเวลาที่บันทึกได้ดีขึ้น การเขียนจดหมายเหตุการเดินทางจึงไม่ใช่แค่การบันทึกข้อมูล แต่คือการบันทึก ‘ประสบการณ์’ ผ่านประสาทสัมผัส

 

ผู้หญิงกำลังเขียนบันทึกการเดินทางในสมุดขณะนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง 3

 

เที่ยวแบบเนิบช้าเพื่อซึมซับ

 

การท่องเที่ยวในปัจจุบันมักถูกเร่งรีบด้วยการ ‘เช็กอิน’ เพื่อถ่ายรูปให้ครบตามรีวิว แต่การทำ Travel Journal บังคับให้ผู้เดินทางต้อง ‘หยุด’ และ ‘ใช้เวลา’ นั่งลงที่มุมใดมุมหนึ่งของคาเฟ่หรือสถานีรถไฟ เพื่อทบทวนว่าวันนี้ได้เจออะไรมาบ้าง

 

ดร. เจมส์ เพนเนเบเกอร์ (Dr. James Pennebaker) นักจิตวิทยาจาก University of Texas at Austin ผู้บุกเบิกการวิจัยด้าน Expressive Writing หรือการเขียนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ระบุว่า การเขียนบันทึกด้วยมือช่วยให้มนุษย์สามารถจัดระเบียบความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น เมื่อนำมาประยุกต์กับการเดินทาง การนั่งเขียนบันทึกจึงเป็นกระบวนการทำสมาธิ (Mindfulness) ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนจากการเป็นเพียง ‘ผู้บริโภคการท่องเที่ยว’ มาเป็น ‘ผู้ซึมซับประสบการณ์’ อย่างแท้จริง

 

การเที่ยวแบบเนิบช้ายังทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจรายละเอียดและเรื่องราวระหว่างทางมากขึ้น ในญี่ปุ่นวัฒนธรรมการสะสม Eki Stamp หรือตราประทับประจำสถานีรถไฟ ก็สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างน่าสนใจ นักเดินทางจำนวนมากพกสมุดเล่มเล็กติดตัวเพื่อสะสมตราประทับจากสถานี ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ขณะที่บางคนเลือกแปะโปสต์การ์ด แผนที่ ตั๋วรถไฟ หรือใบเสร็จลงในสมุด เพื่อให้แต่ละหน้ากลายเป็นภาพแทนของวันนั้น มากกว่าจะเป็นเพียงข้อความ

 

โซเชียลมีเดียเองก็มีส่วนผลักดันให้วัฒนธรรมนี้กลับมาได้รับความนิยม คอนเทนต์เกี่ยวกับ Travel Journal, Scrapbook และ Junk Journal ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจดบันทึกไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่วนตัว แต่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเดินทางรุ่นใหม่หลายคนหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง

 

ในยุค AI ความไม่สมบูรณ์แบบกลับมีคุณค่ามากขึ้น

 

ทุกวันนี้ เราสามารถใช้ AI ช่วยเขียนแคปชัน แต่งภาพ หรือสรุปเรื่องราวการเดินทางได้ภายในไม่กี่วินาที แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างขึ้นแทนไม่ได้ คือร่องรอยของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ลายมือที่สั่นเพราะเขียนบนรถไฟ รอยหมึกที่เปื้อนจากฝน หรือประโยคที่ขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ ล้วนเป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้เองที่ทำให้สมุดบันทึกแต่ละเล่มมีเพียงชิ้นเดียวในโลก และกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ

 

ท้ายที่สุดแล้ว Travel Journal อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม แต่สะท้อนว่า วิธีการเดินทางของผู้คนกำลังเปลี่ยนไป จากการรีบเก็บทุกสถานที่ มาเป็นการใช้เวลากับประสบการณ์ตรงหน้าให้มากขึ้น บางทีคุณค่าของ Travel Journal จึงไม่ใช่การบันทึกว่าเราเดินทางไปที่ไหน แต่คือการบันทึกว่า การเดินทางครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร และนั่นอาจเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดของการเดินทางทุกครั้ง

The post ทำไม Travel Journal ถึงกลับมา? เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาจดจำการเดินทางด้วยลายมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FamilyMart ดึง NIGO® ปฏิวัติแบรนด์ เปิดตัว FAMIMA PARK แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่โตเกียว https://thestandard.co/life/familymart-nigo-famima-park-tokyo/ Fri, 10 Jul 2026 11:44:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1229289 ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว

หากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นหรือคอนบินิ ภาพที่หลายคน […]

The post FamilyMart ดึง NIGO® ปฏิวัติแบรนด์ เปิดตัว FAMIMA PARK แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่โตเกียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว

หากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นหรือคอนบินิ ภาพที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นการ แวะซื้อโอนิกิริ แซนด์วิช หรือไก่ทอด Famichiki ระหว่างวัน แต่ FamilyMart กำลังพยายามทำให้มันมีความหมายมากกว่านั้น ด้วยการเปิดตัว Next FamilyMart Project โปรเจกต์ที่จะยกระดับร้านสะดวกซื้อให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และแต่งตั้ง NIGO® ผู้ก่อตั้ง A Bathing Ape (BAPE), HUMAN MADE และ Artistic Director ของ KENZO เข้ามารับหน้าที่ Creative Director เพื่อร่วมกำหนดทิศทางแบรนด์ในอนาคต

 

การจับมือกันครั้งนี้มาพร้อมกับการเปิดตัวไลน์อัปแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ FAMIMA PARK AZABUDAI แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ ซึ่งจะเปิดให้บริการวันนี้เป็นวันแรก ภายใน Azabudai Hills แลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุงโตเกียว โดย FamilyMart ตั้งเป้าให้ที่นี่เป็นร้านสะดวกซื้อที่ผู้คนตั้งใจเดินทางมา มากกว่าจะเป็นเพียงร้านสำหรับแวะซื้อของระหว่างทาง พร้อมทดลองแนวคิดใหม่ๆ ก่อนขยายสู่สาขาอื่นทั่วประเทศ

 

ภายในร้านได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สถาปัตยกรรม พื้นที่จัดวางสินค้า แสงไฟ ยูนิฟอร์มพนักงาน ไปจนถึงประสบการณ์การซื้อ เพื่อให้สะท้อนโลกของแฟชั่นและวัฒนธรรมร่วมสมัยมากกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป นอกจากนี้ยังมีพนักงานแนะนำสินค้าแบบเฉพาะทาง ระบบหลายภาษา และพื้นที่ทดลองรูปแบบการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ อีกด้วย

 

ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 1.img2
ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 2.img4

ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 3

ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 4

 

มีอะไรให้เหล่าสาวกได้ตื่นเต้นบ้าง?

 

  • Exclusive Items สินค้าลิมิเต็ดและไอเทมที่เลือกมาโดย NIGO® วางจำหน่ายเฉพาะสาขา Azabudai รวมถึงสินค้า Convenience Wear รุ่นพิเศษ และของสะสมเฉพาะแฟล็กชิปสโตร์
  • Culture & IP Collaboration พื้นที่สำหรับคอลแลบส์กับคาแรกเตอร์หรือ IP (Intellectual Property) แบรนด์ และโปรเจกต์ด้านวัฒนธรรม รวมถึงนิทรรศการหมุนเวียนที่ทำให้ร้านเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เสมอ
  • Future Lab ของ FamilyMart หลายโปรดักต์และบริการใหม่จะเริ่มทดลองที่สาขานี้ก่อน ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน เมนูกาแฟและชาพิเศษ รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่จะทยอยขยายไปยังสาขาอื่นในอนาคต หากได้รับการตอบรับที่ดี

 

ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 5ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 6ภาพด้านหน้าแฟล็กชิปสโตร์ FAMIMA PARK แห่งใหม่ในโตเกียว 7

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวร้าน แต่คือทิศทางที่ FamilyMart กำลังเดิน เพราะในวันที่ความสะดวกกลายเป็นมาตรฐานของทุกแบรนด์แล้ว เรื่องการแข่งขันอาจอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ วัฒนธรรม และความรู้สึกที่ทำให้ผู้คนอยากเดินเข้าร้าน แม้ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรตั้งแต่แรก และ FAMIMA PARK AZABUDAI ก็คือก้าวแรกของการทดลองครั้งนั้น

 

และสำหรับใครที่มีแพลนจะเดินทางไปเที่ยวกรุงโตเกียว ญี่ปุ่นในช่วงนี้ ขอบอกว่าไม่ควรพลาดการไปเช็กอินและชมสเปซจริงด้วยตาตัวเอง โดยตัวร้านตั้งอยู่ภายในเขตมินาโตะ ย่านอาซาบุได ย่านยอดฮิตที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: FamilyMart

The post FamilyMart ดึง NIGO® ปฏิวัติแบรนด์ เปิดตัว FAMIMA PARK แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่โตเกียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับมหาเศรษฐี https://thestandard.co/life/bangkok-expensive-billionaires-report/ Thu, 09 Jul 2026 11:59:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1228937 ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครยามกลางวัน มองเห็นตึกสูงและแม่น้ำ

ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่มอบประสบการ […]

The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครยามกลางวัน มองเห็นตึกสูงและแม่น้ำ

ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยถูกมองว่าเป็นเมืองที่มอบประสบการณ์ระดับลักชัวรีในราคาที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมห้าดาว ร้านอาหารไฟน์ไดนิง หรือสปาระดับโลก จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยากสัมผัสคำว่า Luxury for Less แต่วันนี้ ภาพจำดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป

 

รายงาน Julius Baer Global Wealth and Lifestyle Report 2026 จัดให้กรุงเทพมหานครติดอันดับ 10 เมืองที่มีค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) แพงที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก โดยขยับขึ้นจากอันดับ 11 ในปีก่อน ขณะที่สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

 

10 เมืองค่าครองชีพสำหรับมหาเศรษฐีแพงที่สุดในโลก ปี 2026

 

  • สิงคโปร์
  • ซูริก สวิตเซอร์แลนด์
  • โมนาโก
  • ฮ่องกง
  • ลอนดอน อังกฤษ
  • เซี่ยงไฮ้ จีน
  • ปารีส ฝรั่งเศส
  • ซิดนีย์ ออสเตรเลีย
  • มิลาน อิตาลี
  • กรุงเทพฯ ประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม คำว่าค่าครองชีพแพงในรายงานนี้ ไม่ได้หมายถึงค่าครองชีพของคนทั่วไป แต่เป็นต้นทุนของการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีของผู้มีสินทรัพย์สูง ผ่านการเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการพรีเมียม 20 หมวดใน 25 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์หรู นาฬิกา เครื่องประดับ ค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ มื้ออาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การขยับอันดับขึ้นของกรุงเทพฯ ไม่ได้สะท้อนเพียงราคาสินค้าลักชัวรีที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเมืองในฐานะ Luxury Destination ที่ได้รับความสนใจจากแบรนด์และนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น ทั้งในกลุ่มแฟชั่น รถยนต์ และนาฬิกา ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดอันดับในปีนี้

 

ในอีกมุมหนึ่ง ผลการจัดอันดับยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่เคยโดดเด่นเรื่อง Accessible Luxury หรือความหรูหราที่จับต้องได้ ไปสู่เมืองที่กำลังถูกเปรียบเทียบกับศูนย์กลางลักชัวรีระดับโลกมากขึ้น การเข้ามาของโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรี แฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก และการเติบโตของตลาดเวลเนสและไฟน์ไดนิง ล้วนเป็นสัญญาณว่ากรุงเทพฯ กำลังมีบทบาทใหม่ที่ไลฟ์สไตล์ระดับโลกต้องการในขณะนี้

 

อ้างอิง

The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 เมืองค่าครองชีพแพงสุดสำหรับมหาเศรษฐี appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAI Alps: เรียวกังกลางขุนเขาในนากาโนะ ที่พาเราหลงรักเสน่ห์ชนบทญี่ปุ่น https://thestandard.co/life/kai-alps-omachi-ryokan-japan/ Wed, 08 Jul 2026 11:14:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1228359 ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา

หากพูดถึงจังหวัดนากาโนะ หลายคนอาจนึกถึงลานสกีชื่อดังอย่ […]

The post KAI Alps: เรียวกังกลางขุนเขาในนากาโนะ ที่พาเราหลงรักเสน่ห์ชนบทญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา

หากพูดถึงจังหวัดนากาโนะ หลายคนอาจนึกถึงลานสกีชื่อดังอย่างฮาคุบะ หรือเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่หากขับรถออกมาไม่ไกลจากแลนด์มาร์กเหล่านั้น จะพบกับเมืองออนเซ็นเล็กๆ ที่ผู้คนในญี่ปุ่นนิยมแวะมาพักผ่อนในวันหยุด

 

 ‘โอมาจิ’ (Omachi) เมืองเล็กๆ เชิงเทือกเขา Japanese Alps ถือเป็นประตูสู่ Tateyama Kurobe Alpine Route และเป็นจุดแวะพักยอดนิยมของนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติของนากาโนะอย่างเต็มที่ แม้เมืองนี้จะมีเรียวกังให้เลือกพักหลายแห่ง แต่ครั้งนี้เราเลือกเข้าพักที่ KAI Alps เรียวกังในเครือ Hoshino Resorts ที่หยิบเสน่ห์ของหมู่บ้านชนบทญี่ปุ่นมาเล่าใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรม งานคราฟต์ท้องถิ่น ออนเซ็น และกิจกรรมที่ชวนให้แขกได้ค่อยๆ ซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคนี้

 

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 1

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 2

 

Why Here?

 

KAI Alps เป็นเรียวกังที่ออกแบบขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชนบทของภูมิภาคชินชู (Shinshu) หรือจังหวัดนากาโนะในปัจจุบัน ตัวอาคารสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการออกแบบ Gangi ระเบียงชายคาที่ยื่นยาวเพื่อป้องกันหิมะในฤดูหนาว ซึ่งเคยเป็นองค์ประกอบสำคัญของหมู่บ้านแถบภูเขา

 

แม้จะเป็นเรียวกังร่วมสมัย แต่ทุกองค์ประกอบยังคงเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ตั้งแต่เตาผิง Irori ที่เป็นศูนย์กลางของบ้านญี่ปุ่นในอดีต ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุและงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือในท้องถิ่น

 

ห้องพักทั้ง 48 ห้องของ KAI Alps เป็น KAI Signature Rooms ทั้งหมด ภายในตกแต่งด้วยโคมไฟจาก Matsuzaki Washi กระดาษทำมืออายุกว่าพันปีของเมืองโอมาจิ ผลงานตัดกระดาษที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติของนากาโนะ และผ้าคลุมที่ทอด้วยผ้าไหม Ueda Tsumugi ทำให้ห้องพักไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับพักผ่อน แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของภูมิภาคผ่านงานฝีมือที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

อีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือออนเซ็นจากแหล่งน้ำพุร้อนที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี ประกอบด้วยบ่อในร่มที่สร้างจากไม้ฮิโนกิ และบ่อกลางแจ้งที่กรุด้วยหินแกรนิต เปิดรับวิวของเทือกเขา Northern Alps และต้นลาร์ชที่เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ตั้งแต่สีเขียวสดในฤดูร้อน สีทองในฤดูใบไม้ร่วง ไปจนถึงหิมะขาวโพลนในฤดูหนาว

 

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 3

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 4

 

Worth It

 

สิ่งที่ทำให้ KAI Alps แตกต่างจากเรียวกังทั่วไป คือการชวนแขกสัมผัสวัฒนธรรมของภูมิภาคผ่านกิจกรรม ‘KAI Cultural Discovery’ ซึ่งจัดขึ้นทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

กิจกรรมยอดนิยมคือการนั่งล้อมเตาผิง Irori เตาผิงแบบดั้งเดิมที่เคยเป็นศูนย์กลางของบ้านชนบทญี่ปุ่น แขกสามารถปิ้งของว่าง จิบสาเกอุ่นจากจังหวัดนากาโนะ เล่นเกมพื้นบ้าน และพูดคุยกันในบรรยากาศแสนอบอุ่น ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน ส่วนในฤดูหนาว โรงแรมยังมีรองเท้าเดินหิมะแบบดั้งเดิมให้ยืมสำหรับเดินเล่นรอบลานด้านนอกอีกด้วย

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คืออาหารค่ำแบบไคเซกิที่ถ่ายทอดรสชาติของภูมิภาคชินชูผ่านวัตถุดิบตามฤดูกาล เมนูที่ไม่ควรพลาดคือ Yuki Nabe หรือ ‘หม้อไฟหิมะ’ ซิกเนเจอร์ของ KAI Alps ที่นำสุกี้ยากี้มาตีความใหม่ โดยปิดด้านบนด้วยสายไหมสีขาวแทนหิมะ ก่อนราดซอสลงไปให้สายไหมค่อยๆ ละลาย กลายเป็นทั้งโชว์บนโต๊ะอาหารและการสะท้อนภาพหิมะที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาวได้อย่างสร้างสรรค์

 
ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 5

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 6

 

หากต้องการออกไปเที่ยวต่อ โรงแรมยังมีบริการรถรับส่งไปยัง Hakuba หนึ่งในรีสอร์ตภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นสนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 ปัจจุบันยังคงเป็นจุดหมายของนักสกีจากทั่วโลกในฤดูหนาว และเป็นแหล่งเดินป่า ปั่นจักรยาน และนั่งกระเช้าชมวิวในช่วงกรีนซีซัน

 

นอกจากนี้ KAI Alps ยังอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นของ Tateyama Kurobe Alpine Route ที่โอกิซาวะเพียงประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนเที่ยวเส้นทางกำแพงหิมะหรือสำรวจเทือกเขา Japanese Alps

 

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 7

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 8

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 9

ภาพภายนอกของ KAI Alps เรียวกังในนากาโนะ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา 10

 

Good For

 

KAI Alps เหมาะกับนักเดินทางที่มองหามากกว่าความหรูหรา แต่ต้องการประสบการณ์การพักแบบญี่ปุ่นที่ครบถ้วน ตั้งแต่ออนเซ็น อาหารไคเซกิ และกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น เหมาะสำหรับคู่รักที่อยากใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ ครอบครัวที่ต้องการพักผ่อนแบบไม่เร่งรีบ รวมถึงนักเดินทางที่กำลังวางแผนเที่ยวเส้นทาง Japanese Alps, ฮาคุบะ หรือชิราคาวาโกะ และอยากเลือกที่พักซึ่งสามารถเป็นทั้งจุดแวะพักและจุดหมายของการเดินทางในเวลาเดียวกัน

 

หากคุณเชื่อว่าการเดินทางที่ดีไม่ใช่การไปให้ได้หลายที่ที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับสถานที่หนึ่งอย่างเต็มที่ KAI Alps คือหนึ่งในเรียวกังที่ตอบโจทย์แนวคิดนั้นได้อย่างสมบูรณ์

 

KAI Alps

Location: Omachi, Nagano

Budget: เริ่มประมาณ 20,000 ต่อคืน สำหรับ 2 ท่าน (รวมอาหารเช้าและอาหารเย็น)

Instagram: www.instagram.com/hoshinoresorts.kai

Website: https://hoshinoresorts.com

 


 
ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, KAI

The post KAI Alps: เรียวกังกลางขุนเขาในนากาโนะ ที่พาเราหลงรักเสน่ห์ชนบทญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง https://thestandard.co/life/dr-earn-self-healing-course-loei/ Tue, 07 Jul 2026 02:37:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1227518 ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย

“เวลาที่หันไปแล้วอาจไม่เจอใคร   แต่เราจะมี ‘ตัวเอง […]

The post วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย

“เวลาที่หันไปแล้วอาจไม่เจอใคร

 

แต่เราจะมี ‘ตัวเอง’ ที่สามารถเป็นที่พึ่งและที่ปรึกษาให้กับตัวเองได้เสมอ”

 

สิ้นเสียงปลายสายของ หมอเอิ้น-พิยะดา ที่เอ่ยทักทายก่อนออกเดินทาง รู้ตัวอีกทีเราก็พาตัวเองมาอยู่บนเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่ Mata Pavilion จังหวัดเลย เพื่อเข้าร่วม “วิชาใจเบา” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 1

 

และเหมือนที่หมอเอิ้นบอกไว้ เหตุผลที่พาเราออกจากเมืองกรุงเทพ “อาจใช้เวลาน้อยกว่าการขับรถจากทองหล่อไปเยาวราชด้วยซ้ำ กึ่งบังคับให้เราหยุดบทบาทที่เราถือ หนักอยู่ เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเองจริงๆ แต่ใกล้ แค่ 45 นาทีจากกรุงเทพ และมีองค์ประกอบของธรรมชาติที่ดีและง่าย”

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 2

 

แม้จะนิยามว่าเป็นหลักสูตร Self-Healing Skills ที่ฟังเผินๆ เหมือนการเดินทางมาฝึกฝนจิตใจผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาอันจริงจัง แต่วิชาใจเบากลับถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Transformative Learning ที่ให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาสะท้อนและตกผลึกการเรียนรู้ร่วมกัน

 

ในวินาทีที่ได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง

 

ในวินาทีที่รู้จักลมหายใจในฐานะ ‘ตัวละครเอก’

 

และในวินาทีที่ได้นั่งลงเขียน เพื่อมองชีวิตตัวเองจากมุมมองที่ต่างไป…

 

วินาทีนั้นเองที่วิชาใจเบาได้ทำงานกับใจเราเข้าอย่างจัง

 

“การจะเข้าใจตัวเองใช้ความคิดไม่ได้ ใช้ข้อมูลไม่ได้ บางครั้งยิ่งรู้เยอะ ยิ่งรู้สึกแย่ เพราะรู้ไปแล้วทำไม่ได้

 

ประสบการณ์ภายในตัวเราเองคือสิ่งสำคัญ จริงๆ ความรู้ทางจิตวิทยาคุยกับ GPT ก็ได้ แต่ความแตกต่างที่มนุษย์มีคือประสบการณ์”

 

พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ หรือ หมอเอิ้น เป็นทั้งจิตแพทย์และนักแต่งเพลงเจ้าของผลงานกว่า 200 เพลงที่ต้องมีสักเพลงเคยผ่านหูคุณมาบ้าง คลาสนี้จึงหยิบเอาเสียงดนตรี เนื้อร้อง และท่วงทำนอง มาผสมผสานเพื่อถ่ายทอด 5R Model (Review – Release – Relaxation – Reset – Reboot) ที่ออกแบบมาให้เราได้สัมผัสใจตัวเองอย่างลงตัวตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 3ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 4

 

Reconnect: เริ่มต้นด้วยการพาเรากลับมาเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึก รับรู้และฟังเสียงร่างกายที่กำลังสะท้อนความคุกรุ่นอยู่ภายใน จากนั้นจึงเรียนรู้การกำหนดและรู้ทันลมหายใจ พร้อมทดลองสถานการณ์จริงผ่าน Contrast Therapy พาร่างกายไปปะทะความเย็นจัดของ ICE BATH สลับกับความร้อนอบอวลในกระโจมสมุนไพร

 

Review & Release: ทำความเข้าใจ Self-Awareness เพื่อรับรู้สภาวะทางใจที่เป็นอยู่โดยไม่ตัดสิน ผ่านกระบวนการ Art Therapy พร้อมทบทวนเรื่องหนักใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความคิด ความรู้สึก และปฏิกิริยาทางร่างกาย แล้วสะท้อนมุมมองเหล่านั้นออกมาผ่าน Free Writing

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 5

 

Relaxation: ปลดปล่อยและผ่อนคลาย โดยมีบทเพลงเข้ามาหลอมรวมกับกระบวนการทางจิตวิทยาอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ ราวกับมี Background Music จากเสียงกีตาร์สดคลออยู่ตลอดคลาส แถมเนื้อหาของเพลงยังช่วยส่งต่ออารมณ์เพื่อนำทางเราเข้าสู่บทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง

 

“เราเป็นคนแต่งเพลง ทำความเข้าใจคนแล้วสรุปออกมาเป็นเพลง ทำงานนี้มาเกือบ 30 ปี ซึ่งจริงๆ การเรียนรู้เรื่องจิตใจวิธีการหนึ่งที่มักจะได้ผลที่สุดคือ Storytelling ที่ทำให้เราเห็นภาพชัด เพราะอารมณ์ความคิดเป็นนามธรรม เพลงจะเป็น Storytelling เชิงสุนทรีย์ ที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย และทำให้กล้าที่จะเห็นตัวเอง กล้าที่จะเข้าใจเพื่อน”

 

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรวิชาใจเบากำลังทำกิจกรรมบำบัดในบรรยากาศธรรมชาติที่ Mata Pavilion จังหวัดเลย 6

 

กระบวนการนำคิดชวนคุยอย่างเป็นกันเองของหมอเอิ้นและทีมงานได้ Reset & Reboot ช่วยให้เราตกผลึก รับรู้ และยอมรับถึง “ความเบา” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายผ่านตัวอักษร

 

หากคุณอยากสัมผัสและเข้าใจความรู้สึกนี้ “วิชาใจเบา” กำลังรอต้อนรับคุณอยู่ที่จังหวัดเลย…

 

แต่บอกไว้ก่อนว่า การเดินทางมาที่นี่ คุณอาจไม่ได้กำลังมาเพื่อพบหมอ แต่กำลังเดินทางกลับมาพบ “ตัวเอง” ต่างหาก

 

ภาพ: ศิรชัช เทิงสูงเนิน และ รัฐโรจน์ จิตรพนา

The post วิชาใจเบากับ ‘หมอเอิ้น’ กลับมาใช้ใจเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ https://thestandard.co/life/waldorf-astoria-kuala-lumpur-hotel/ Mon, 06 Jul 2026 02:20:23 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226972 ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย

หลังจากเป็นที่จับตามาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปีที่ผ่าน […]

The post Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย

หลังจากเป็นที่จับตามาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุด Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมภายใต้แบรนด์ลักชัวรีของ Hilton ได้เปิดระบบให้จองห้องพักล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดต้อนรับแขกกลุ่มแรกในช่วงต้นเดือนมกราคม 2570 และนับเป็นการเปิดตัว Waldorf Astoria แห่งแรกในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนถนน Jalan Raja Chulan ใจกลางย่าน Golden Triangle ใกล้แลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Bukit Bintang, Pavilion Kuala Lumpur และตึกแฝด Petronas Twin Towers

 

หนึ่งในจุดเด่นของโรงแรมเลือกนำเสนอห้องพักรูปแบบ All-Suite Property ที่มีห้องพักทั้งหมด 268 ห้อง และทุกห้องเป็นห้องสวีตสไตล์เรสซิเดนซ์ เน้นพื้นที่กว้างขวาง ความเป็นส่วนตัว และการเข้าพักที่สะดวกสบายสำหรับทั้งนักเดินทางระยะสั้นและระยะยาว โดยห้องพักเริ่มต้นที่ขนาด 80 ตารางเมตร ไปจนถึง Waldorf Astoria Suite ขนาด 745 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่

 

ด้านงานออกแบบภายในก็เลือกใช้โทนสีธรรมชาติและวัสดุที่ให้พื้นผิวสัมผัสอันประณีต พร้อมผสานรายละเอียดที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียเข้าไว้ในพื้นที่อย่างร่วมสมัย

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 1ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 2ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 3ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 4

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือโปรแกรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตั้งใจให้เป็นจุดหมายแห่งใหม่ของวงการไฟน์ไดนิ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผ่านความร่วมมือกับเชฟระดับโลกหลายคน นำโดย Garima Arora เชฟหญิงเจ้าของร้าน Gaa ในกรุงเทพฯ เจ้าของดาวมิชลิน 2 ดวง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ซึ่งจะเปิดตัว Yaari ห้องอาหารอินเดียร่วมสมัยที่ตีความอาหารจากหลากหลายภูมิภาคของอินเดียใหม่ ตั้งแต่แกงจากชายฝั่งทางใต้ เคบับจากภาคเหนือ ไปจนถึงชาต อาหารริมทางยอดนิยมที่ถูกยกระดับด้วยเทคนิคไฟน์ไดนิ่ง ภายใต้แนวคิดที่ยังคงเคารพรากเหง้าของอาหารอินเดีย แต่เล่าเรื่องผ่านมุมมองร่วมสมัย

 

ขณะที่ Jean-Georges Vongerichten เชฟชาวฝรั่งเศสเจ้าของดาวมิชลินหลายดวง จะนำ 3 คอนเซปต์มาสู่โรงแรม ได้แก่ JG KL ห้องอาหารที่ผสมผสานเทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศสกับอิทธิพลจากเอเชีย abc kitchens KL ที่ต่อยอดแนวคิดฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร พร้อมเมนูที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาล และ The Bar by JG บาร์ที่นำเสนอเมนูอาหารจานเล็กและค็อกเทลในบรรยากาศร่วมสมัย

 

Peacock Alley เลานจ์และบาร์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Waldorf Astoria มี Istana ห้องอาหารที่ตีความรสชาติและวัฒนธรรมอาหารของมาเลเซียในรูปแบบร่วมสมัย นอกจากนี้ โรงแรมยังมี Coda บาร์อีกแห่งที่นำดนตรีมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เครื่องดื่ม โดยค็อกเทลแต่ละแก้วได้รับการออกแบบให้สอดรับกับซาวด์และบรรยากาศของพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงรสชาติ เสียง และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 5

Peacock Alley

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 6

Istana

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 7

JG KL

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 8

abc kitchens KL

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 9

The Bar by JG

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 10

Coda

 

เมื่อโลกของโรงแรมลักชัวรีให้ความสำคัญกับ Wellness มากขึ้น Waldorf Astoria Kuala Lumpur ก็เลือกยกระดับประสบการณ์การเข้าพักผ่าน Waldorf Astoria Spa และ Wellness Studio ภายใต้แนวคิด Holistic Wellness ที่ผสานวิทยาศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายเข้ากับศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ

 

ภายในสปารวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฟื้นฟูร่างกายไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Herbal Steam Room, Multi-sensory Shower, Vitality Pools, Hydrotherapy Bathtubs และ Oriental Hammam พร้อมโปรแกรมสปา ทรีตเมนต์ และการดูแลผิวที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความงาม และการฟื้นฟูในระยะยาว

 

ส่วนห้องฟิตเนส Wellness Studio ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ก็มาพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายจาก Technogym Sandstone Collection รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและการออกกำลังกายอย่าง Cryotherapy Cabin, Anti-Gravity Treadmill ลู่วิ่งที่ช่วยลดแรงกระแทกและลดภาระของน้ำหนักตัวระหว่างการวิ่ง และ VR Training ที่นำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาเพิ่มมิติให้กับการออกกำลังกาย

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 11ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 12ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 13

 

สำหรับนักเดินทางคนไหนที่อยากเป็นกลุ่มแรกๆ แนะนำให้วางแพลนล่วงหน้าได้เลย เพราะตัวโรงแรมจะเปิดให้เข้าพักจริงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการจองห้องพักได้ที่ Waldorf Astoria Kuala Lumpur

 

ภาพ: Waldorf Astoria Kuala Lumpur

The post Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Orient Express Corinthian ชวนรู้จักเรือยอชต์สำราญสุดหรูลำใหญ่ที่สุดในโลก https://thestandard.co/life/orient-express-corinthian-worlds-largest-yacht/ Sun, 05 Jul 2026 03:00:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226712 เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก

จากผู้สร้างตำนานหรูบนรางสู่ผู้บุกเบิกตำนานมีระดับเหนือท […]

The post Orient Express Corinthian ชวนรู้จักเรือยอชต์สำราญสุดหรูลำใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก

จากผู้สร้างตำนานหรูบนรางสู่ผู้บุกเบิกตำนานมีระดับเหนือท้องทะเล นี่คือก้าวใหม่ของ Orient Express ที่นำเอาประสบการณ์ทรงคุณค่ากว่า 140 ปีมาเนรมิตเรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำแรกนี้ขึ้น นอกจากบริการความหรูหราระดับ Ultra Luxury แล้วเรือลำนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นเรือยอร์ตล้ำสมัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย และในตอนนี้ก็พร้อมกางใบออกล่องทะเลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 
 

เหนือระดับเหนือน่านน้ำ

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 1

 

Orient Express Corinthian เริ่มทดสอบลงน้ำมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทว่ามันมีกำหนดเปิดบริการท่องมหาสมุทรจริงอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 นี้เอง เรือยอชต์สัญชาติฝรั่งเศสลำนี้ยาวถึง 220 เมตร โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกล้ำสมัย ดีไซน์โดย Stirling Design International (SDI) ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบเรือแห่งยุคสมัยใหม่ ส่วนผู้ก่อร่างสร้างเรือนั้นก็ได้ Chantiers de l’Atlantique อู่ต่อเรือระดับตำนานของฝรั่งเศสและเป็นอู่ต่อเรือเก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นของโลกมาดูแลให้

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 2

 

ความพิเศษเหนือระดับอีกอย่างของ Orient Express Corinthian ก็คือการเป็นเรือสำราญรักษ์โลกที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมและใส่ใจวิถียั่งยืนอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การติดตั้งระบบ SolidSail ขับเคลื่อนด้วยพลังลมซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พัฒนาร่วมกับ Chantiers de l’Atlantique ใบเรือของระบบนี้เป็นแบบสามผืน สามารถกางใบได้กว้างกว่า 1,500 ตารางเมตร ใบเรือยึดโยงอยู่กับเสากระโดงคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบาแต่แข็งแรงทนทาน แต่ละต้นสูงกว่า 98 เมตรทั้งยังหมุนปรับรับลมได้รอบทิศ 360 องศาเพื่อสร้างสมรรถนะการขับเคลื่อนและรักษาการทรงตัวให้เหมาะกับทุกทิศทางลม

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 3

 

สมรรถนะของเรือแล่นได้ 12 นอต (เฉพาะจากพลังงานลมเพียงอย่างเดียว) และเสริมระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดที่ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รองรับไว้ด้วย ถือเป็นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว อีกนวัตกรรมที่น่าสนใจก็คือระบบรักษาตำแหน่งเรือแบบ Dynamic Positioning ซึ่งนำ Ai มาช่วยในการทำงานเพื่อให้เรือสามารถรักษาตำแหน่งและทิศทางหัวเรืออย่างแม่นยำสูงโดยไม่ต้องทอดสมอเรือซึ่งลดการทำลายธรรมชาติลงได้อย่างดีเยี่ยม

 

ศิลปะแห่งการพักผ่อน

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 4

 

ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นที่โดดเด่นสะดุดตาแต่การตกแต่งภายในยังหรูหรามีระดับสร้างเสน่ห์ดึงดูดได้อย่างน่าหลงใหล ธีมดีไซน์คราวนี้มาในสไตล์ Art Déco ที่ผสมผสานกลิ่นอายวินเทจเข้ากับความโมเดิร์นแต่ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โทนเรียบหรูเข้มขรึมสะท้อนความคลาสสิกระดับพรีเมียมได้เป็นอย่างดี สะท้อนความหรูหรามีรสนิยมในอัตลักษณ์แบบฝรั่งเศสได้อย่างดีเยี่ยม แน่นอนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรังสรรค์รสนิยมครั้งนี้ก็คือสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวฝรั่งเศส Maxime d’Angeac ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คู่บุญของ Orient Express นั่นเอง และการเลือกสไตล์ Art Déco มาเป็นธีมตกแต่งนั้นก็เพื่อเป็นเกียรติให้กับการเฉลิมฉลองวาระที่สไตล์ Art Déco ถือกำเนิดมาบนโลกครบรอบ 100 ปี (1925-2025) อีกด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นยุคทองของศิลปะฝรั่งเศสยุคใหม่เลยทีเดียว

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 5

 

บนเรือ Orient Express Corinthian มีห้องให้บริการกว่า 54 ห้องแบ่งเป็น Signatures Suites และ Penthouse Suites พร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามางดงามตรึงตราตรึงใจ แต่ห้องที่ถือว่าเป็นพิเศษเหนือระดับที่สุดก็คือห้อง Agatha Christie ที่ตั้งชื่อตามนักเขียนนิยายฆาตกรรมชาวอังกฤษชื่อดังระดับโลกที่สร้างตำนานไว้มากมายรวมถึงเล่มเรือธงอย่าง Murder on the Orient Express ฆาตกรรมบนรถไฟท่องเที่ยวสายหรูในตำนานด้วยนั่นเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเชื่อมโยงจากตำนานบนรางสู่ตำนานบทใหม่บนน่านน้ำได้อย่างน่าสนใจทีเดียว 

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 6

 

บนเรือยอชต์สำราญนี้ยังมีบริการหรูหราเหนือระดับอีกมากมาย โดยเฉพาะห้องอาหารและบาร์ลับระดับพรีเมี่ยมที่ดูแลโดย Yannick Alleno เชฟชื่อดังระดับดาวมิชลินที่เคยสร้างสรรค์ความอร่อยให้กับรถไฟสายหรู Orient Express มาแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีบริการสปาหรู Ocean Rebirth ที่ดูแลโดย Guerlain มาพร้อมโปรแกรมรีทรีทและรีบูตมากมาย อีกห้องที่โดดเด่นเหนือระดับก็คือห้องสมุดสุดคลาสสิกที่เต็มไปด้วยหนังสือทรงคุณค่า แล้วก็ยังมีห้องฟังเพลงผสมผสานห้องอัดเสียงเพื่อรองรับการทำงานด้านอุตสาหกรรมดนตรีอีกด้วย

 

ส่งต่อความรุ่งโรจน์ 

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 7

 

ฤดูกาลล่องเรือปฐมฤกษ์นี้จะเริ่มต้นเดือน มิ.ย.-ต.ค. 2026 นี้ โดยเริ่มต้นจากเมืองมาร์กเซย์ (Marseille) ประเทศฝรั่งเศส แล่นผ่านน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงทะเลเอเดรียติก ก่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังแถบแคริบเบียนในช่วงปลายปี และในปี 2027 ก็จะขยายเส้นทางสู่น่านน้ำยุโรปตอนเหนืออีกด้วย แต่ละเส้นทางล้วนมีเสน่ห์แตกต่างกัน ระหว่างทางยังคัดสรรท่าเรือเพื่อแวะจอดให้ท่องเที่ยวซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมืองท่าทรงคุณค่าระดับตำนานทั้งสิ้น 

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 8

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 9

 

เบื้องหลังการขยับตัวครั้งสำคัญของแวดวงธุรกิจระดับ Ultra Luxury นี้เริ่มจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์อย่างเครือ ACCOR เข้ามาเทคโอเวอร์กิจการ Orient Express ขณะที่ยักษ์ใหญ่แห่งแวดวง Luxury Brand ของโลกอย่าง LVMH ที่เคยเข้าครอบครองกิจกรรมของ Belmond (ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการรถไฟท่องเที่ยวสายหรูอีกเจ้า) มาก่อนหน้าก็ได้มาร่วมเป็นพันธมิตรกับ ACCOR แล้วเข้ามาถือหุ้น Orient Express ครึ่งหนึ่งด้วย 

 

เรือยอชต์สำราญ Orient Express Corinthian ลำใหญ่ที่สุดในโลก 10

 

การจับมือลุยธุรกิจครั้งสำคัญนี้ก็เพื่อที่จะขยายตลาดและฟื้นฟูการท่องเที่ยวสไตล์ Ultra Luxury Slow Travel ให้กลับฟื้นคืนชีพและกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งก็รวมถึงการล่องเรือสำราญส่วนตัวสุดหรูนี้ด้วย แล้วก็สอดคล้องกับกลยุทธและนโยบายธุรกิจยุคใหม่ที่เล็งเห็นว่าบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายไม่ได้ต้องการแค่สินค้าแบรนด์เนมเท่านั้นแล้ว แต่ยังต้องการประสบการณ์เหนือระดับที่เงินซื้อหาได้ยากอีกด้วยนั่นเอง

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Orient Express, ACCOR

The post Orient Express Corinthian ชวนรู้จักเรือยอชต์สำราญสุดหรูลำใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shanghai Disney เปิดตัวโรงแรมใหม่ Enchanted Star Hotel เตรียมเปิดปลายปี 2027 https://thestandard.co/life/shanghai-disney-enchanted-star-hotel/ Sat, 04 Jul 2026 03:12:22 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226504 โรงแรม Shanghai Disney Enchanted Star Hotel

ใครที่เป็นแฟนคลับดิสนีย์ เรามีข่าวใหญ่จากเซี่ยงไฮ้มาฝาก […]

The post Shanghai Disney เปิดตัวโรงแรมใหม่ Enchanted Star Hotel เตรียมเปิดปลายปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงแรม Shanghai Disney Enchanted Star Hotel

ใครที่เป็นแฟนคลับดิสนีย์ เรามีข่าวใหญ่จากเซี่ยงไฮ้มาฝาก เพราะ Shanghai Disney Resort กำลังฉลองครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเผยภาพแรกของโรงแรมธีมดิสนีย์แห่งที่ 3 ของรีสอร์ต ที่จะเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางในช่วงปลายปี 2027

 

โรงแรมแห่งใหม่นี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Shanghai Disney Enchanted Star Hotel โรงแรมระดับดีลักซ์ที่จะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนในโลกของดิสนีย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์นักเดินทางที่มองหาความสะดวกสบาย ความหรูหรา และการเข้าพักที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในสวนสนุกอย่างแท้จริง

 

ไฮไลต์สำคัญคือการออกแบบโรงแรมขนาดกว่า 400 ห้องพัก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมของนครเซี่ยงไฮ้ ผสานเสน่ห์ของสถาปัตยกรรม Art Nouveau ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายอ่อนช้อย รายละเอียดประณีต และความคลาสสิกเหนือกาลเวลา จนทำให้ตัวโรงแรมมีเอกลักษณ์แตกต่างจากโรงแรมดิสนีย์แห่งอื่น

 

ธีมหลักของโรงแรมคือ Wishing Star หรือดวงดาวแห่งความปรารถนา ซึ่งจะถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญและสอดแทรกอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ตั้งแต่โถงล็อบบี้ ลวดลายบนสิ่งทอ ไปจนถึงองค์ประกอบต่างๆ ภายในโรงแรม เพื่อสร้างบรรยากาศที่ชวนให้ผู้เข้าพักรู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการตั้งแต่วินาทีแรกที่เช็กอิน

 

อีกหนึ่งจุดเด่นคือห้องพักจำนวนมากจะสามารถมองเห็นวิวแบบพาโนรามาของ Shanghai Disneyland และ Wishing Star Park ได้โดยตรง ให้ผู้เข้าพักได้นั่งชมวิวปราสาทดิสนีย์และแสงไฟยามค่ำคืนจากห้องพัก หลังใช้เวลาทั้งวันไปกับการผจญภัยในสวนสนุก รวมถึงโซน Zootopia ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นธีมแลนด์แห่งแรกของโลก

 

ซึ่งการเปิดตัว Shanghai Disney Enchanted Star Hotel สะท้อนให้เห็นว่า ดิสนีย์ไม่ได้มอบประสบการณ์ผ่านเครื่องเล่นหรือธีมแลนด์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยายความมหัศจรรย์ไปสู่การเข้าพัก ผ่านโรงแรมที่ออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบ

 

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ปลายปี 2027 ที่นี่น่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่แฟนดิสนีย์ทั่วโลกอยากเช็กอิน และเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หลายคนอยากกลับไปเยือนเซี่ยงไฮ้อีกครั้ง

 

ภาพ: Shanghai Disneyland

The post Shanghai Disney เปิดตัวโรงแรมใหม่ Enchanted Star Hotel เตรียมเปิดปลายปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ โดย Junya Ishigami https://thestandard.co/life/zaishui-art-museum-junya-ishigami/ Fri, 03 Jul 2026 01:00:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224477 ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ

ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามงานสถาปัตยกรรมระดับโลก ดีไซน์ที่มี […]

The post Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ โดย Junya Ishigami appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ

ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามงานสถาปัตยกรรมระดับโลก ดีไซน์ที่มีความเบลอระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติมักจะสร้างความรู้สึกน่าทึ่งได้เสมอ โดยเฉพาะผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง จุนยะ อิชิงามิ (Junya Ishigami) ที่ใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างยาวนานหลายปี จนได้เผยโฉมแลนด์มาร์กสุดมหัศจรรย์นี้ในมณฑลซานตง ประเทศจีน

 

นี่คือ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ของงานสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ และเปลี่ยนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่กลืนหายไปกับเส้นขอบฟ้าและผืนน้ำ

 

Junya Ishigami เคยอธิบายแนวคิดของโครงการนี้ไว้ว่า สถาปัตยกรรมจำนวนมากมักทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปิด ที่ให้เรามองธรรมชาติผ่านกรอบหน้าต่างเพียงเท่านั้น แต่สำหรับ Zaishui Art Museum เขาต้องการให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายในอาคารอย่างแท้จริง

 

อาคารถูกออกแบบให้ทอดตัวขนานไปกับทะเลสาบตลอดแนวกว่า 1 กิโลเมตร โครงสร้างหลักประกอบด้วยเสาคอนกรีตเรียวเล็กจำนวนมากที่รองรับหลังคาคอนกรีตบางเฉียบซึ่งพลิ้วไหวราวกับริบบิ้น ในบางช่วงหลังคาจะลดระดับลงจนเกือบแตะผิวน้ำ ก่อนจะยกตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและทิวทัศน์โดยรอบ

 

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 1

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 2

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 3

 

แทนที่จะใช้ผนังทึบ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกล้อมด้วยกระจกใส ทำให้ผู้มาเยือนสามารถมองเห็นวิวทะเลสาบได้แบบต่อเนื่องตลอดเส้นทาง

 

รายละเอียดที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้ คือการจงใจเว้นช่องว่างบริเวณฐานกระจกใต้ระดับน้ำ เพื่อให้น้ำจากทะเลสาบสามารถไหลเข้าสู่ภายในอาคารได้ตามธรรมชาติ

 

ผลลัพธ์คือพื้นบางส่วนของพิพิธภัณฑ์จะมีชั้นน้ำบางๆ ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่บนผิวน้ำ มากกว่าการเดินอยู่ภายในอาคาร ขณะที่พื้นที่บางช่วงจะขยายกว้างขึ้นเพื่อรองรับการจัดแสดงงานศิลปะ

 

สถาปัตยกรรมแห่งนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นระลอกคลื่นที่สะท้อนแสงเข้าสู่พื้นที่ภายในในช่วงฤดูร้อน หรือผืนน้ำที่ยังคงไหลเวียนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งในฤดูหนาว กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

 

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 4

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 5

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 6

ภาพมุมกว้างของ Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ทอดยาวขนานไปกับทะเลสาบ 7

 

นอกจากพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการแล้ว Zaishui Art Museum ยังถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางของย่าน ประกอบด้วยพื้นที่จัดแสดงศิลปะ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยพื้นที่นิทรรศการถูกออกแบบให้ยืดหยุ่น สามารถรองรับการจัดแสดงรูปแบบต่างๆ ได้ในอนาคต

 

ส่วนฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบยังมีอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หลังคาสีเขียวซึ่งกลมกลืนไปกับภูมิประเทศ พร้อมทางเดินที่เชื่อมต่อทั้งสองฝั่งของทะเลสาบ ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสธรรมชาติไปพร้อมกับการเดินชมงานสถาปัตยกรรม

 

ภาพ: Arch-Exist

The post Zaishui Art Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะบนผืนน้ำที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ โดย Junya Ishigami appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 https://thestandard.co/life/half-year-2026-leave-plan/ Thu, 02 Jul 2026 10:36:33 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226056 ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

เราเชื่อเสมอว่าการเดินทาง และการพักผ่อนที่สมดุลทำให้ร่า […]

The post ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

เราเชื่อเสมอว่าการเดินทาง และการพักผ่อนที่สมดุลทำให้ร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เผลอแป๊บเดียวเราก็ผ่านปี 2569 มาแล้วครึ่งปี เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด เปิดดูวันลาก็พบว่าเหลืออีกเยอะมาก บางคนยังไม่เคยใช้วันลาในปีนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่เป็นไร เอาใหม่

 

2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยเจอเหตุการณ์หนักหน่วงหลายเหตุการณ์ และเราก็เชื่อว่าปีนี้เป็นอีกปีที่ทุกคนทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าในแง่ของรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ

 

และไม่ว่าครึ่งปีหลังจะเป็นเช่นไร เราอยากให้คุณอย่าลืมพักผ่อน หาเวลาออกเดินทางไปพบประสบการณ์และโลกใหม่ๆ เพราะนอกจากจะฮีลใจและกายเราเองแล้ว ยังช่วยส่งเสริมไอเดียใหม่ๆ และสร้างโอกาสให้เราด้วย

 

จงใช้วันลาอย่างคุ้มค่า เพราะเราทุกคนล้วนต้องการการพักผ่อนและเวลาส่วนตัว เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงและเติมเต็มแรงใจในการใช้ชีวิต

 

และนี่คือวันหยุด-วันควรลา ครึ่งปี 2569 เพื่อให้คุณวางแผนเที่ยวได้อย่างไม่มีสะดุด

 

ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 1ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 2ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 3ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 4ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 5ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 6

The post ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ https://thestandard.co/life/sit-do-nothing-event/ Sat, 27 Jun 2026 12:16:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223816 ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหม […]

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหมาย และทุกงานอีเวนต์มักอัดแน่นไปด้วยเวิร์กช็อป การสร้างคอนเน็กชัน หรือการพัฒนาตัวเอง มีกลุ่มคนชวนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับกิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’

 

กิจกรรมนี้ Commons and Bonfire ชวนทุกคนมารวมตัวกันเพื่อ ‘นั่งเฉยๆ’’ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่มีมือถือ ไม่มีหนังสือ ไม่มีสมุดจด ไม่มีสิ่งรบกวน และไม่มีภารกิจใดๆ ให้ต้องทำ จะด้วยเหตุผลที่อยากพักสมอง หนีจากหน้าจอ ต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานตลอดเวลา (Hustle Culture) หรือเพียงแค่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็น ‘ภาระต่อ GDP ของประเทศ’ สักหนึ่งชั่วโมง ก็สามารถเข้าร่วมได้หมด

 

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 30 นาทีแรกสำหรับการนั่งเงียบๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ก่อนใช้เวลาอีก 30 นาทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า ระหว่างการนั่งเฉยๆ นั้น แต่ละคนได้สัมผัสหรือรู้สึกอะไรบ้าง

 

ความน่าสนใจคือ งานนี้ไม่มีวิทยากร ไม่มีเกมละลายพฤติกรรม ไม่มี Networking ไม่มี Worksheet ไม่มี Learning Outcome และ ‘ไม่มีเหี้ยอะไรเลย’ ตามคอนเซ็ปต์ของงาน

 

กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00-18.00 น. ที่สวนลุมพินี โดยผู้จัดจะประกาศจุดนัดพบอีกครั้งใกล้วันงาน ผู้ที่สนใจสามารถเพิ่มกิจกรรมลงในปฏิทินและเข้าร่วมกลุ่มไลน์เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่ผู้จัดเผยแพร่

 

ยิงปฏิทิน https://calendar.app.google/G2CsuZS6RBXymzkC9

 

กลุ่มไลน์นัดหมาย https://bit.ly/sitcheychey

 

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/commonsandbonfire

 

บางครั้ง การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในวันที่ทุกอย่างเร่งให้เราต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: Shutterstock

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 https://thestandard.co/life/amanvari-mexico-resort-opening/ Sat, 27 Jun 2026 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223440 ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดร […]

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดรีสอร์ตแห่งแรกในประเทศเม็กซิโกกับ ‘Amanvari’ จุดหมายใหม่บนชายฝั่ง East Cape ของ Baja California Sur โดยมีกำหนดเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และเริ่มเปิดให้สำรองห้องพักล่วงหน้าแล้ว

 

ชื่อ Amanvari มาจากการผสมคำในภาษาสันสกฤตระหว่าง ‘Aman’ ที่หมายถึงสันติสุข และ ‘Vari’ ที่แปลว่าน้ำ สะท้อนตัวตนของรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในพิกัดพิเศษอันเป็นจุดบรรจบกันของผืนทะเลทราย ทะเล Sea of Cortés และพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่น่าหลงใหลที่สุดของเม็กซิโก

 

รีสอร์ตตั้งอยู่ภายในโครงการ Costa Palmas บนพื้นที่กว่า 3,795 ไร่ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นส่วนตัวในแบบฉบับ Aman ด้วยห้องพักเพียง 18 Casitas ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ หลายหลังถูกยกสูงเหนือแนวต้นปาล์มเพื่อเปิดรับวิวของ Sea of Cortés และเทือกเขา Sierra de la Laguna แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมด้วย Aman Residences สำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองประสบการณ์การใช้ชีวิตริมทะเลในระยะยาว

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 1ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 2

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 3

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Amanvari น่าสนใจไม่ใช่เพียงเรื่องการออกแบบหรือทำเล หากคือการเชื่อมโยงแขกเข้ากับธรรมชาติของ East Cape ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นเฉพาะพื้นที่ ตั้งแต่การขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกผ่านชายหาดและปากแม่น้ำ การเดินทางด้วยรถออฟโรดสู่ Cañón de la Zorra น้ำตกกลางเทือกเขา Sierra de la Laguna ไปจนถึงการปั่นจักรยานไฟฟ้าบนสันเขาที่มองเห็นทะเลสุดสายตา

 

ส่วนนอกชายฝั่งของ Amanvari คือ Sea of Cortés ทะเลที่นักสำรวจชาวฝรั่งเศส Jacques Cousteau เคยขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่แห่งการสำรวจ ตั้งแต่การพายแพดเดิลบอร์ดและดำน้ำตื้น การออกเรือตกปลาในน่านน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของสัตว์ทะเล ไปจนถึงการล่องเรือยอชต์ และการดำน้ำลึกที่ Cabo Pulmo National Marine Park หนึ่งในระบบแนวปะการังที่สำคัญที่สุดของอเมริกาเหนือ

 

ด้านอาหาร Amanvari นำเสนอประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ Apapacho Chef’s Table ที่ตีความอาหารเม็กซิกันผ่านเรื่องราวและความทรงจำ ไปจนถึง La Cosecha กิจกรรมเก็บเกี่ยววัตถุดิบจากสวนก่อนนำมาปรุงร่วมกับเชฟ รวมถึง Raíces y Brebajes ที่พาผู้เข้าพักสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผืนดิน พืชพรรณ และเครื่องดื่มพื้นถิ่นของเม็กซิโก

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 4

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 5

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 6

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Aman Spa ที่นำเสนอการตีความใหม่ของ Temazcal พิธีอบไอน้ำโบราณของชาวเม็กซิกัน ผ่านโปรแกรม The Sacred Elemental Doors ซึ่งผสานหินร้อน สมุนไพร และพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมี Hydrotherapy Circuit, Hammam, Sound Bath, Meditation Circle และคลาสโยคะริมทะเลยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

 

Amanvari จึงไม่ใช่เพียงโรงแรมเปิดใหม่อีกแห่งในปี 2569 แต่เป็นการเปิดประตูสู่หนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ที่สุดของเม็กซิโก พร้อมมอบประสบการณ์ที่สะท้อนหัวใจของแบรนด์ Aman ได้อย่างครบถ้วน ทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

 

Amanvari เปิดรับการสำรองห้องพักแล้ววันนี้ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ aman.com/resorts/amanvari

 

ภาพ: Amanvari

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ https://thestandard.co/life/the-barai-hua-hin-wellness-resort/ Thu, 25 Jun 2026 12:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1222925 ภาพรีสอร์ต The Barai Hua Hin ริมทะเลหัวหินที่เพิ่งเปิดใหม่ในฐานะบูทีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

ใครที่ชอบเดินทางย่อมรู้จักแบรนด์ The Barai เวลเนสเดสติเ […]

The post The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรีสอร์ต The Barai Hua Hin ริมทะเลหัวหินที่เพิ่งเปิดใหม่ในฐานะบูทีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

ใครที่ชอบเดินทางย่อมรู้จักแบรนด์ The Barai เวลเนสเดสติเนชั่นที่อยู่คู่หัวหินมานานหลายปี ทว่าปีนี้ The Barai Hua Hin รีแบรนด์ใหม่ภายใต้แบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt พร้อมยกระดับสู่บูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ

 

The Barai Hua Hin ตั้งอยู่บริเวณเขาตะเกียบ หัวหิน ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทรวม 98 ห้อง โดยยังคงจุดแข็งด้านการดูแลสุขภาพที่สั่งสมมากว่า 20 ปี ผ่านโปรแกรมเวลเนสเฉพาะบุคคล ควบคู่กับสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผลงานการออกแบบของ เล็ก บุนนาค ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

 

ภายในรีสอร์ตมี The Barai Spa ซึ่งเป็นหัวใจของประสบการณ์ด้านเวลเนส พร้อม Wellness Hub ที่รวมฟิตเนส สตูดิโอโยคะ และโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การนอน สุขภาพสตรี สุขภาพหัวใจ ไปจนถึงการดูแลอารมณ์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีนและเวลเนสแบบบูรณาการ

 

ด้านอาหาร The Barai Hua Hin มีห้องอาหาร 2 แห่ง ได้แก่ White Cottage ที่นำเสนออาหารทะเลและเมนูจากวัตถุดิบตามฤดูกาล และ McFarland House อาคารประวัติศาสตร์ริมทะเลที่เสิร์ฟอาหารยุโรปร่วมสมัย พร้อมน้ำชายามบ่ายและซันเดย์บรันช์

 

การเปิดตัว The Barai Hua Hin ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ The Unbound Collection by Hyatt ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสะท้อนการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ซึ่งยังคงได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: The Barai Hua Hin

The post The Barai Hua Hin รีสอร์ตเวลเนสริมทะเลหัวหินเปิดแล้ววันนี้ ในฐานะบูธีครีสอร์ตเต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik https://thestandard.co/life/life-table-front-room-rasik/ Wed, 24 Jun 2026 11:43:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1222436 ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik

บรรยากาศมื้อสุดท้ายของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of […]

The post เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik

บรรยากาศมื้อสุดท้ายของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of Homecoming’ ซีรีส์ดินเนอร์ 4 มื้อพิเศษที่ THE STANDARD LIFE และ ศิริราชมูลนิธิ ชวนเชฟและร้านอาหารชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านรสชาติ ความทรงจำ และเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี

 

มื้อสุดท้ายของซีรีส์ครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง ‘เชฟอ้น-อธิติ ม่วงทอง’ แห่ง Front Room และ ‘เชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช’ แห่ง Rasik Local Kitchen จังหวัดเชียงใหม่ ที่ชวนแขกทุกคนย้อนกลับไปสำรวจความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น รสมือที่คุ้นเคย และเรื่องราวจากรากเหง้าของอาหารไทยในแต่ละภูมิภาค

 

ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 1ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 2

 

เชฟหวายเล่าถึงแนวคิดของมื้อนี้ว่า “บ้านคือถิ่นที่เราอยู่อาศัย คือรากก่อกำเนิดตัวเรา อาหารก็เช่นกัน วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งหลายคือรากที่สะท้อนถึงตำรับพื้นถิ่นและรสชาติดั้งเดิมที่คุ้นเคย” ขณะที่เชฟอ้นเสริมว่า “เวลาคิดถึงบ้านจะคิดถึงรสมือแม่ แม่มักเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้คนที่รัก และนั่นก็กลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการทำอาหารของเราจนถึงทุกวันนี้”

 

เมนูในค่ำคืนนี้จึงเป็นการผสมผสานเรื่องราวของทะเลและภูเขา วัตถุดิบจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย และตำรับอาหารล้านนาตามฤดูกาล ถ่ายทอดออกมาเป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่ยังคงอบอวลไปด้วยความทรงจำและความรู้สึกของการได้กลับบ้าน เช่น ยำมังคุดกุ้งย่าง หมึกกระดองย่างน้ำพริกเห็ดป่า ผักกาดจอห่อซี่โครงหมูซุปกังป๋วย โดยมีจานไฮไลต์เป็น ‘ไข่เจียวปู’ แบบฟูกรอบพร้อมด้วยกรรเชียงปูชิ้นเป้ง

 

ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 3ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 4ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 5ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 6ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 7ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 8ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 9ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 10ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 11ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 12ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 13ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 14ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 15ภาพบรรยากาศงาน LIFE TABLE: The Taste of Homecoming มื้อสุดท้าย โดย Front Room และ Rasik 16

 

แม้ LIFE TABLE: The Taste of Homecoming จะเดินทางมาถึงมื้อสุดท้ายแล้ว แต่ความตั้งใจของทุกเชฟ พาร์ตเนอร์ และผู้ร่วมงานทุกคนยังคงส่งต่อไปในรูปของการสนับสนุนการปรับปรุงห้องผ่าตัด โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้มื้ออาหารแห่งความทรงจำครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งพลังเล็กๆ ที่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

The post เมื่อความคิดถึงถูกเล่าผ่านอาหาร มื้อสุดท้ายของ LIFE TABLE โดย Front Room x Rasik appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ https://thestandard.co/life/joy-getting-lost-travel-serendipity/ Sun, 21 Jun 2026 10:55:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1221196 ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง

ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ยามผู้คนเดินทาง สิ่งแรกที่ห […]

The post The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง

ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีก่อน ยามผู้คนเดินทาง สิ่งแรกที่หลายคนทำอาจเป็นการหยิบแผนที่กระดาษจากสนามบิน กางดูชื่อถนนที่อ่านไม่ออก และพยายามหาทางไปยังโรงแรมด้วยตัวเอง แต่ทุกวันนี้ การเดินทางเปลี่ยนไปมาก เพียงเปิด Google Maps ก็รู้ทันทีว่าต้องขึ้นรถไฟสายไหน ใช้ทางออกใด หรือแม้แต่เดินอีกกี่นาทีจึงจะถึงที่หมาย ทุกอย่างแม่นยำ รวดเร็ว ไปเสียหมด แทบไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด

 

 
 

ทว่าแง่หนึ่งนี่คือความสะดวกสบายที่ทำให้การเดินทางง่ายกว่าที่เคย แต่อีกแง่หนึ่ง หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เรากำลังสูญเสียอะไรระหว่างทางไปหรือเปล่า และสิ่งนั้นอาจเป็นความสนุกที่เกิดขึ้นระหว่างการหลงทาง

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 1

 

ความทรงจำที่ดีที่สุด มักไม่ได้อยู่ในแผน

 

หลายคนคิดว่าความทรงจำที่ดีที่สุดในทริป มักเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามแพลน ทว่าหากสุ่มถามนักเดินทางถึงช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดในทริป หลายครั้งคำตอบกลับไม่ใช่สถานที่ที่ตั้งใจไป แต่อาจเป็นร้านราเมนเล็กๆ ที่บังเอิญเจอเพราะฝนตก ร้านหนังสือเก่าในตรอกแคบๆ หรือสวนสาธารณะเงียบๆ ที่ไม่มีอยู่ในคู่มือท่องเที่ยวเล่มไหน นักวิจัยด้านการท่องเที่ยวเรียกประสบการณ์แบบนี้ว่า ‘Serendipity’ หรือ ‘ความผิดพลาดที่งดงาม’ ของการได้ค้นพบสิ่งดีๆ โดยบังเอิญ และที่น่าสนใจกว่าคือ ผู้คนยุคนี้กำลังพยายาม ‘จงใจ’ เปิดพื้นที่ให้เกิดความบังเอิญเหล่านั้น

 

มีงานศึกษาจากประเทศสวีเดนพบว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่วางแผนทุกอย่างล่วงหน้า และตั้งใจเผื่อเวลาให้ตัวเองได้เดินเล่น สำรวจ หรือเปลี่ยนแผนตามสถานการณ์ นักวิจัยเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Planned Serendipity’ หรือการวางแผนเพื่อให้เกิดการค้นพบที่ไม่คาดคิด ในเชิงการท่องเที่ยวและจิตวิทยา แนวคิดนี้คือ ‘การบริหารจัดการเวลาและพฤติกรรม’ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้เจอกับความบังเอิญที่ดีที่สุด เช่น วางแผนทริปคร่าวๆ ด้วยการมีตั๋วและที่พักที่แน่นอน แต่จงใจเว้นเวลาว่างไว้สำหรับ ‘ทำอะไรก็ได้’ เอาไว้ในแผนด้วย

 

แม้เราจะชอบความสะดวกสบาย แต่ลึกๆ แล้ว มนุษย์ยังคงต้องการความประหลาดใจอยู่เสมอ Planned Serendipity จึงไม่ใช่การปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้หลงทางจนลำบาก แต่คือศิลปะของการควบคุมความบังเอิญให้อยู่ในระดับปลอดภัย

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 2

 

ทำไมคนยุคนี้ถึงโหยหาความไม่แน่นอน

 

ในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้คาดเดาได้ ความไม่แน่นอนกลับกลายเป็น ‘ของหรูหรา’ ที่หาซื้อได้ยากที่สุด ลองนึกภาพการเดินทางในยุคนี้ เราเห็นหน้าตาห้องพักก่อนเช็กอิน เห็นหน้าตาอาหารก่อนเข้าร้าน รู้ว่าพยากรณ์อากาศแม่นยำแค่ไหน และรู้แม้กระทั่งว่าต้องยืนถ่ายรูปมุมไหนถึงจะได้ยอดไลก์ดี ทุกอย่างถูก ‘สปอยล์’ ไว้ล่วงหน้าผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมจนแทบไม่มีอะไรให้ลุ้น

 

สมองของมนุษย์เราถูกหล่อเลี้ยงด้วยสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งจะหลั่งออกมามากเป็นพิเศษไม่ใช่ตอนที่เรา ‘ได้รับรางวัล’ แต่เป็นตอนที่เรา ‘ลุ้นว่าจะได้รางวัลหรือไม่’ ต่างหาก การเดินทางที่รู้บทสรุปตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน จึงมอบเพียงความพึงพอใจ แต่ขาดความตื่นเต้นไปอย่างน่าเสียดาย

 

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดอย่าง Slow Travel (การเที่ยวแบบไม่รีบเร่ง), Analog Travel (การเที่ยวแบบพกกล้องฟิล์มและแผนที่กระดาษ) หรือแม้กระทั่งเทรนด์ Mystery Travel (การซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่เอเจนซีจะไม่บอกจุดหมายปลายทางจนกว่าจะถึงสนามบิน) ถึงได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ไม่ใช่เพราะคนยุคนี้อยากย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตลำบากแบบยุคหิน และไม่ใช่เพราะพวกเราปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะเรากำลังต่อสู้กับ ‘ภาวะเฉื่อยชาทางความรู้สึก’ เราต้องการพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรง ได้ลองแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และได้กลับมารู้สึก ‘มีชีวิตชีวา’ จากการต้อนรับสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง

 

ภาพหญิงสาวนักเดินทางสวมหมวกและเสื้อกันหนาวกำลังสำรวจเส้นทาง 3

 

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากหลงทางจนตกเครื่อง หรือหาทางกลับโรงแรมไม่เจอ แต่การหลงทางในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่คือการยอมออกนอกเส้นทางบ้าง ลองเดินต่ออีกหนึ่งซอยแทนที่จะเลี้ยวกลับ เข้าร้านที่ไม่อยู่ในลิสต์ นั่งรถไฟไปลงสถานีที่ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือปล่อยให้บ่ายวันหนึ่งผ่านไปโดยไม่มีแผนการใดๆ เลย เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราพบระหว่างทาง อาจสำคัญกว่าสถานที่ที่ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรก

 

เราอาจไม่ได้คิดถึงการหลงทาง และสิ่งที่หลายคนโหยหาอาจไม่ใช่การเดินหลงในเมืองแปลกหน้า แต่คือความรู้สึกของการได้ ‘ค้นพบบางอย่างด้วยตัวเอง’

 

The post The Joy of Getting Lost: การหลงทางยังมีคุณค่าอยู่ไหม ในยุคที่อินเทอร์เน็ตพาเราไปได้ทุกที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว https://thestandard.co/life/or-creates-opportunities-daily-life/ Fri, 19 Jun 2026 10:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1220554 ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับ […]

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี

ลองนึกถึงการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของคนคนหนึ่ง ตื่นเช้าขับรถไป PTT Station เพราะน้ำมันใกล้หมด จากนั้นก็ตรงเข้า Café Amazon เพื่อซื้อกาแฟ ระหว่างรอก็หยิบขนมถุงเล็กจากชั้นวางขึ้นมาดู ถึงยี่ห้อไม่คุ้น แต่ดูน่าลอง จ่ายเงิน รับขนม รับกาแฟ ขับรถต่อ

 

 
 

แม้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกินสิบห้านาที ดูเป็นวันธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่เบื้องหลังสิบห้านาทีนั้น เขากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้กับคนอีกมากมาย โดยไม่รู้ตัว

 

โอกาสที่ทำงานอยู่ทุกวัน แม้ไม่มีใครสังเกต

 

กาแฟหอมกรุ่นในถ้วยของเขา แท้จริงแล้วเป็นกาแฟจากเมล็ดที่เกษตรกรในเชียงรายปลูกภายใต้โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของ โออาร์ ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรคนนั้นจะขายกาแฟได้ในราคาที่เป็นธรรม มีรายได้ที่คาดเดาได้ และมีเหตุผลให้อยู่กับบ้าน พัฒนาชุมชน แทนที่จะเข้าเมือง บาริสต้าที่ยื่นถ้วยให้อาจเป็นหนึ่งในพนักงานของ Café Amazon for Chance กว่า 500 สาขาทั่วประเทศ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่ตลาดแรงงานทั่วไปมองผ่าน ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ทหารผ่านศึกและครอบครัว รวมไปถึงเยาวชนที่ขาดโอกาส ขนมถุงเล็กที่เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร คือสินค้าจาก โครงการไทยเด็ด ที่เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการชุมชนกว่า 500 ราย ได้วางสินค้ากว่า 1,300 รายการใน PTT Station และ Café Amazon กว่า 4,600 สาขา และเงินที่จ่ายไปก็วนกลับสู่ชุมชนต้นทางโดยตรง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 1

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น โออาร์ เรียกรวมกันว่า “ชุมชนดี” หนึ่งในสามมิติหลักของแนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ที่ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับผู้คนใน 17,000 ชุมชน หรือมากกว่า 12 ล้านชีวิตทั่วประเทศไทยภายในปี 2573 โดยมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 2

 

แต่ชุมชนจะแข็งแรงได้จริง ก็ต่อเมื่อโลกรอบข้างไม่เสื่อมลงทุกวัน และคนในชุมชนนั้นมีโอกาสเติบโตได้พร้อมกัน นั่นคือเหตุผลที่ “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ไม่ได้หยุดแค่ชุมชนดี แต่ยังครอบคลุมมิติ “สิ่งแวดล้อมดี” และ “เติบโตดี” ในแบบที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่สามเรื่องแยกกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 3

 

เมื่อสิ่งแวดล้อมดี ชุมชนก็อยู่ได้นานขึ้น

 

เพื่อนร่วมงานของเขาที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้รถ EV สามารถขับรถกลับบ้านโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางทาง เพราะ โออาร์ ติดตั้ง EV Station PluZ กระจายอยู่ครบทั้ง 77 จังหวัด กว่า 1,350 แห่ง เหนือหลังคาบ้านเขามีเครื่องบินบินผ่านบนท้องฟ้าตลอดวัน บางเที่ยวบินนั้นบินด้วย SAF น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ โออาร์ จำหน่ายให้สายการบินพาณิชย์หลายแห่ง ผู้โดยสารถึงที่หมายโดยไม่รู้ตัวว่าเครื่องบินปล่อยคาร์บอนออกไปน้อยลงกว่าปกติ เช่นเดียวกับที่เขาไม่รู้ว่าใต้ถนนสายสระบุรี–ขอนแก่นที่ขับผ่านตลอดวัน มีท่อส่งน้ำมัน TPN (Thai Pipeline Network) ช่วยลำเลียงเชื้อเพลิงแทนรถบรรทุกอีกนับร้อยคัน ถนนเลยไม่ต้องอัดแน่นด้วยรถขนาดใหญ่ และในอากาศก็มีฝุ่นมลพิษเจือปนลดลง โออาร์ วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากกว่า 1ใน 3 เทียบกับปี 2565 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 4

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 5

 

เมื่อคนเติบโตได้ ชุมชนก็เติบโตไปด้วย

 

การที่ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ได้เข้ามาใน OR Ecosystem ที่มีลูกค้าผ่านเข้าออกกว่า 4 ล้านคนต่อวัน สิ่งที่ผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ไม่ใช่แค่ชั้นวาง แต่คือการเข้าถึงตลาดระดับประเทศโดยไม่ต้องแบกต้นทุนสร้างแบรนด์ด้วยตัวเอง และอีกคนในครอบครัวที่ทั้งชีวิตไม่เคยมีบัญชีธนาคาร กำลังเข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นครั้งแรกผ่าน CLICX Virtual Bank ที่ใช้เครือข่าย PTT Station และ Café Amazon เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลก Physical กับ Digital โดย โออาร์ ตั้งเป้าสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กระจายถึงคู่ค้า ผู้ประกอบการ ชุมชน และพนักงาน รวมกว่า 1 ล้านราย ภายในปี 2573 เพราะ “เติบโตดี” ไม่ได้วัดจากตัวเลขของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนคนที่ก้าวไปข้างหน้าได้พร้อมกัน

 

ภาพประกอบแนวคิด โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนดี สิ่งแวดล้อมดี และเติบโตดี 6

 

ชายคนนั้นกลับถึงบ้าน วางกุญแจ และไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับวันนี้เป็นพิเศษ เช่นเดียวกับคนรอบตัวเขาจำนวนมากที่กำลังใช้ชีวิตในแบบตัวเอง คนที่แวะชาร์จรถระหว่างทางกลับบ้าน คนที่รอดูว่าขนมที่ทำจะมีคนซื้อไหม คนที่เพิ่งได้รับการอนุมัติสินเชื่อเป็นครั้งแรกในชีวิต และเกษตรกรบนดอยที่ดูแลต้นกาแฟของตัวเองทุกวัน ทุกคนต่างใช้ชีวิตไปตามปกติ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังส่งต่อคุณค่าให้คนอีกมากมาย และนั่นคือสิ่งที่ โออาร์ ออกแบบมาภายใต้แนวคิด “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นเองผ่านการใช้ชีวิตธรรมดาในทุกวัน

The post “โออาร์เติมโอกาส ดีดีดี” เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างโอกาสให้คนมากมายโดยไม่รู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>