LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 17 Sep 2026 03:48:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ https://thestandard.co/life/the-twist-norway-gallery-museum/ Thu, 17 Sep 2026 03:48:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1256101 ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์

ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดให […]

The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์

ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดใหญ่ที่พาดอยู่เหนือแม่น้ำ Randselva แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เราจะพบว่าโครงสร้างนี้ทำหน้าที่มากกว่านั้น เพราะเป็นทั้งแกลเลอรีจัดแสดงศิลปะ สะพานสำหรับเดินข้ามแม่น้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชม Sculpture Park ไปพร้อมกัน

 

 
 

The Twist คืออาคารแกลเลอรีภายใน Kistefos Museum เมือง Jevnaker ประเทศนอร์เวย์ ออกแบบโดย BIG (Bjarke Ingels Group) สตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ก่อตั้งโดย Bjarke Ingels ตัวอาคารสร้างเสร็จและเปิดในปี 2019 มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร และพาดข้ามแม่น้ำเป็นระยะทาง 60 เมตร

 

ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่รูปร่างที่ดูแปลกตา แต่คือการที่ BIG นำโจทย์สองอย่างของ Kistefos มารวมกันเป็นอาคารเดียว นั่นคือ พื้นที่จัดแสดงศิลปะแห่งใหม่ และสะพานแห่งที่สองสำหรับเชื่อมสองฝั่งของ Sculpture Park

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 1

 

จากโรงงานเยื่อไม้เก่าสู่พื้นที่ศิลปะร่วมสมัย

 

ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมของนอร์เวย์ พื้นที่ Kistefos มีประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1889 เมื่อ A/S Kistefos Træsliberi ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตเยื่อไม้ โดยโรงงานดำเนินการผลิตอยู่จนถึงปี 1955

 

ต่อมาในปี 1996 Christen Sveaas นักธุรกิจและนักสะสมศิลปะชาวนอร์เวย์ ซึ่งเป็นหลานของผู้ก่อตั้งโรงงาน ได้ก่อตั้ง Kistefos ขึ้นในพื้นที่เดิม โดยเก็บประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของสถานที่เอาไว้ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย

 

ปัจจุบันพื้นที่ประกอบด้วย Industrial Museum, แกลเลอรี และ Sculpture Park ที่กระจายอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ Randselva พร้อมผลงานของศิลปินหลากหลาย

 

แต่การที่ Sculpture Park ขยายตัวไปตามสองฝั่งแม่น้ำก็ทำให้เกิดโจทย์สำคัญขึ้นมา เพราะผู้ชมต้องเดินเป็นเส้นทางคล้ายตัว U เพื่อกลับจากอีกฝั่ง Kistefos จึงต้องการทั้งพื้นที่แสดงงานใหม่และสะพานแห่งที่สอง แทนที่จะแยกสองอย่างออกจากกัน BIG เลือกนำมันมารวมเป็นอาคารเดียว

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 2

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 3

 

สะพานที่ต้องบิดตัว 90 องศา

 

สิ่งที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ The Twist เริ่มต้นจากข้อจำกัดของภูมิประเทศ

 

ฝั่งใต้ของแม่น้ำเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่ฝั่งเหนือเป็นเนินที่สูงกว่า หากต้องการให้อาคารเชื่อมพื้นที่ทั้งสองฝั่งเข้าหากัน BIG จึงออกแบบโครงสร้างคล้ายคานยาวพาดข้ามแม่น้ำ ก่อนค่อยๆ บิดตัว 90 องศาบริเวณกึ่งกลางอาคาร

 

ผลที่เกิดขึ้นคือพื้นของพื้นที่หนึ่งค่อยๆ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผนัง ขณะที่ผนังเปลี่ยนเป็นเพดาน จนเกิดพื้นที่ตรงกลางที่แทบแยกไม่ได้ชัดเจนว่าองค์ประกอบใดคือพื้น ผนัง หรือเพดาน

 

Bjarke Ingels อธิบายแนวคิดของโครงการไว้ว่า The Twist เป็นงานลูกผสมระหว่างหลายประเภท เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ สะพาน และประติมากรรมที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ ขณะเดียวกันตัวสะพานก็ทำให้เส้นทางภายใน Sculpture Park กลายเป็นวงรอบต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือ รูปทรงที่ดูหวือหวาของ The Twist ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการสร้างแลนด์มาร์กเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการแก้ปัญหาของพื้นที่จริง

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 4

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 5

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 6

 

3 Gallery ที่ให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน

 

การบิดอาคาร 90 องศาไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังทำให้ The Twist เกิดพื้นที่จัดแสดงที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ Closed Gallery, Twist Gallery และ Panorama Gallery

 

เมื่อเข้าจากฝั่งใต้ ผู้ชมจะเข้าสู่ Closed Gallery ซึ่งเป็นพื้นที่แบบ Double-height ก่อนเดินเข้าสู่ Twist Gallery ตรงกึ่งกลางอาคาร จุดที่เพดานค่อยๆ กลายเป็นผนังและผนังค่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งตามการหมุนของโครงสร้าง

 

เมื่อเดินต่อไปถึงฝั่งเหนือ พื้นที่จะเปิดออกเป็น Panorama Gallery พร้อมกระจกขนาดใหญ่ที่มองเห็นแม่น้ำและภูมิทัศน์รอบ Kistefos

 

BIG ตั้งใจให้ความแตกต่างของรูปทรง หน้าต่าง และแสงธรรมชาติสร้างลักษณะของพื้นที่จัดแสดงที่แตกต่างกันภายในอาคารเดียว ดังนั้นการเดินจากปลายหนึ่งไปสู่อีกปลายหนึ่งจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้อง แต่เป็นการค่อยๆ รับรู้การเปลี่ยนแปลงของสเกล แสง และมุมมองต่อภูมิทัศน์ภายนอก

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 7

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 8

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 9

 

อาคารที่ทำให้การเดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของการชมศิลปะ

 

สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ The Twist อาจไม่ใช่แค่ภาพของอาคารบิด 90 องศาที่กลายเป็นภาพจำของ Kistefos แต่คือวิธีที่ BIG ทำให้สถาปัตยกรรมเข้าไปเปลี่ยนวิธีใช้พื้นที่ทั้งหมด

 

เพราะก่อนมี The Twist ผู้ชมต้องเดินย้อนกลับเพื่อชมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ แต่เมื่ออาคารนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งที่สอง เส้นทางจึงกลายเป็น Continuous Loop ที่สามารถเดินชม Sculpture Park ได้ต่อเนื่องเป็นวงรอบ

 

นั่นหมายความว่า The Twist ไม่ใช่วัตถุที่ตั้งอยู่กลางสวนเพื่อให้เราเดินไปดูเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไม่ว่าจะเริ่มจากฝั่งเหนือหรือใต้ ผู้ชมสามารถเดินผ่านงานศิลปะภายในอาคารก่อนออกไปเจองานประติมากรรมและธรรมชาติอีกด้านหนึ่ง

 

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ The Twist น่าสนใจกว่าสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างโดดเด่นทั่วไป เพราะสิ่งที่ดูเหมือน Gesture ทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ แท้จริงแล้วมีที่มาจากโจทย์พื้นฐานมากๆ ว่า จะเชื่อมคน ศิลปะ และพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเข้าหากันอย่างไร และ BIG เลือกตอบโจทย์นั้นด้วยอาคารเพียงหลังเดียว

 

สำหรับฤดูกาล 2026 Kistefos เปิดตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 11 ตุลาคม 2026 โดยนิทรรศการภายใน The Twist ปีนี้คือ When I’m in My Painting นิทรรศการกลุ่มที่สำรวจจิตรกรรมนามธรรมร่วมสมัย ผ่านผลงานของ Ragna Bley, Ida Ekblad, Oscar Murillo และ Albert Oehlen สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kistefosmuseum.com/art/the-twist-gallery

 

ภาพ: Courtesy of Kistefos Museum

 

The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว https://thestandard.co/life/kaws-holiday-hangzhou/ Wed, 16 Sep 2026 08:02:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1255824 ประติมากรรม COMPANION สีเหลืองขนาดยักษ์ของ KAWS นอนอยู่ริมทะเลสาบ West Lake ที่หางโจว

ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION […]

The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประติมากรรม COMPANION สีเหลืองขนาดยักษ์ของ KAWS นอนอยู่ริมทะเลสาบ West Lake ที่หางโจว

ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION ขนาดยักษ์ริมทะเลสาบซีหู เมื่อ KAWS:HOLIDAY หนึ่งในโปรเจกต์ศิลปะของศิลปินชาวอเมริกัน KAWS เตรียมเดินทางมาจัดแสดงที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2026

 

ครั้งนี้ KAWS นำ COMPANION มาตีความใหม่ในรูปลักษณ์คล้ายหุ่นยนต์สีเหลือง ขนาด 30 เมตร โดยประติมากรรมจะนอนอยู่บนสนามหญ้าบริเวณ Orioles Singing in the Willows (柳浪闻莺) หนึ่งในพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ Ten Scenes of West Lake ในท่วงท่าเงยหน้ามองท้องฟ้า ราวกับกำลังชมแสงจันทร์เหนือทะเลสาบในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์

 

งานชิ้นนี้ยังเชื่อมโยงกับเมืองหางโจว ตั้งแต่โทนสีเหลืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ดอกไม้ประจำเมือง ไปจนถึงการนำงานศิลปะร่วมสมัยมาวางท่ามกลางภูมิทัศน์เก่าแก่ของ West Lake ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

 

KAWS:HOLIDAY HANGZHOU จัดโดย AllRightsReserved ร่วมกับ WESTLAKE 66 ในฐานะ Local Partner เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 24–27 กันยายน 2026 ที่ Orioles Singing in the Willows, West Lake เมืองหางโจว ประเทศจีน

 

ภาพ: KAWS

The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! https://thestandard.co/life/world-50-best-hotels-thai-rosewood/ Wed, 16 Sep 2026 02:03:52 +0000 https://thestandard.co/life/world-50-best-hotels-thai-rosewood/ ภาพอาคาร Rosewood Hong Kong พร้อมข้อความสรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026

ขอแสดงความยินดีแก่คนโรงแรมทุกท่านและที่พักทุกแห่งที่ติด […]

The post สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร Rosewood Hong Kong พร้อมข้อความสรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026

ขอแสดงความยินดีแก่คนโรงแรมทุกท่านและที่พักทุกแห่งที่ติดอันดับ

 

เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วสำหรับเวทีประกาศรางวัล The World’s 50 Best Hotels การจัดลำดับ 50 โรงแรมและรีสอร์ตที่ดีที่สุดในโลก โดยปีนี้จัดขึ้นที่ Les Salles du Carrousel กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ตามเวลาปารีส หรือ 01.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย และโรงแรมที่คว้าอันดับ 1 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 ไปครอง ได้แก่ ‘Rosewood Hong Kong’ พร้อมตำแหน่ง Best Hotel in Asia เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนอันดับอื่น ได้แก่

 

อันดับ 2 Capella Bangkok

 

อันดับ 3 Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River

 

อันดับ 4 Atlantis The Royal, Dubai (Best Beach Hotel)

 

อันดับ 5 Passalacqua (Best Boutique Hotel, Best Hotel in Europe)

 

อันดับ 6 Rosewood São Paulo (Best Hotel in South America)

 

อันดับ 7 Mandarin Oriental Qianmen

 

อันดับ 8 Upper House Hong Kong

 

อันดับ 9 Chablé Yucatán (Eco Hotel Award 2026, Best Hotel in North America)

 

อันดับ 10 Mandarin Oriental, Bangkok

 

สำหรับประเทศไทย ปีนี้ยังคงทำผลงานได้ดี ติดลิสต์เข้ามาอยู่ 50 อันดับแรก 3 แห่ง และเมื่อรวมรางวัลพิเศษลำดับ 51-100 ซึ่งประกาศมาก่อน จะมีทั้งสิ้น 5 ได้แก่

 

  • Capella Bangkok (อันดับ 2)
  • Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River (อันดับ 3)
  • Mandarin Oriental, Bangkok (อันดับ 10)
  • Aman Nai Lert Bangkok (อันดับ 48)
  • Rosewood Bangkok (อันดับ 70)

 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ อีก เช่น Hôtel du Couvent อารามเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 17 บนเนินเขาเหนือเมืองนีซ ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นที่พักสุดหรู 88 ห้อง คว้ารางวัล Art of Design Award และ The Fifth Avenue Hotel คว้ารางวัล One To Watch Award ซึ่งมอบให้แก่ที่พักที่น่าจับตามองและอาจติดลิสต์ 50 อันดับแรกในปีหน้า

 

Badrutt’s Palace ได้ Art of Hospitality Award

 

Patina Osaka คว้า Best New Hotel Award

 

Rosewood รับรางวัล Most Admired Hotel Group Award

 

และ James McBride สำหรับ Icon Award 2026

 

สำหรับลิสต์ทั้งหมดจะมีที่ใดบ้างนั้น ตามไปดูได้ที่ https://www.instagram.com/the50hotels

 

ภาพ: Rosewood Hong Kong

The post สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars https://thestandard.co/life/lucas-museum-narrative-art-star-wars/ Sat, 12 Sep 2026 04:02:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1253987 ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ

Narrative Art คืออะไรกันแน่? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิด […]

The post Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ

Narrative Art คืออะไรกันแน่? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อ Lucas Museum of Narrative Art เปิดพื้นที่ให้สื่อจากหลายประเทศเข้าไปชมภายในก่อนเปิดจริง และคนที่ออกมาตอบคำถามนี้ก็คือ George Lucas ผู้สร้าง Star Wars และหนึ่งในผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

 

 
 

คำตอบของเขาสั้นมากว่า ‘ศิลปะที่เล่าเรื่อง’ Lucas มองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือแม้แต่หนังสือ วิธีหนึ่งที่เราใช้บันทึกและส่งต่อเรื่องราวก็คือ ‘ภาพ’ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของพิพิธภัณฑ์ที่เขาใช้เวลาพัฒนามาเกือบ 20 ปี

 

แต่ความสนใจเรื่อง Narrative Art ของ Lucas ไม่ได้เริ่มจากศิลปะโบราณ หากย้อนกลับไปใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคืองานของนักวาดและ Concept Artist ที่ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของเขาให้กลายเป็นภาพ ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็นโลกของ Star Wars

 

จากจุดเริ่มต้นนั้น ขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้น จนวันนี้สิ่งที่อยู่ภายในไม่ได้มีแค่ของจากโลกภาพยนตร์ แต่ครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะ ภาพประกอบ หนังสือการ์ตูน ภาพถ่าย โปสเตอร์ ภาพวาดบนผนัง ไปจนถึงวัตถุจากวัฒนธรรมป๊อป

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 1

 

อาคารที่หลายคนมองว่าเหมือนยานอวกาศ แต่สถาปนิกบอกว่าเป็น ‘ก้อนเมฆ’

 

ก่อนจะเข้าไปดูคอลเล็กชัน ตัวอาคารของ Ma Yansong และ MAD Architects ก็เล่าเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว

 

ด้วยรูปทรงสีขาวขนาดใหญ่ที่ยกตัวลอยเหนือพื้น จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเชื่อมโยงอาคารเข้ากับยานอวกาศหรือสิ่งมีชีวิตจากโลกของ George Lucas แต่ Ma Yansong มองมันต่างออกไป สำหรับเขา อาคารนี้คือ ก้อนเมฆ ที่ลอยอยู่เหนือสวน โดยมีน้ำตกทางฝั่ง North Lawn ทำหน้าที่เหมือนสายฝนที่ตกลงมาจากก้อนเมฆนั้น

 

สิ่งที่เราชอบคือ ถึงอาคารจะมีสเกลใหญ่ แต่พื้นที่ระดับพื้นดินกลับไม่ได้ถูกใช้ไปกับตัวอาคารทั้งหมด

 

ด้านล่างและรอบพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ มีทั้งสวน แอมฟิเธียเตอร์ และงานศิลปะกระจายอยู่ตามพื้นที่ หมายความว่าต่อให้ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ ก็ยังเข้ามาใช้พื้นที่ส่วนนี้ได้

 

และแน่นอนว่ามี Star Wars ซ่อนอยู่ด้วย บริเวณน้ำพุด้านนอกมีประติมากรรม Yoda ซึ่งสร้างจากแม่พิมพ์เดียวกับรูปปั้นที่อยู่หน้า Skywalker Ranch แต่เวอร์ชันนี้มี Grogu หรือ Baby Yoda เกาะอยู่ที่ผ้าคลุมของ Yoda เพิ่มเข้ามา เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เชื่อมเรื่องราว Star Wars จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 2

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 3

 

จากสวนด้านนอก เราสามารถเดินเข้าสู่ Education Wing ผ่านหนึ่งในสองทางเข้าหลักได้โดยไม่ต้องมีตั๋ว

 

ภาพแรกที่เจอค่อนข้างสมกับการเป็นพิพิธภัณฑ์ของ George Lucas เพราะเหนือศีรษะคือ Naboo Starfighter ขนาดเท่าของจริง จาก Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999) ก่อนที่พื้นที่จะพาเข้าสู่ห้องสมุดซึ่งมีชั้นหนังสือสูงต่อเนื่องกันสามชั้น

 

หนังสือที่อยู่ที่นี่ก็สะท้อนขอบเขตความสนใจของพิพิธภัณฑ์ได้ดี เพราะไม่ได้มีแต่ Star Wars ระหว่างการเปิดให้สื่อเข้าชม มีตั้งแต่หนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์ของ Industrial Light & Magic บริษัท Visual Effects ที่ Lucas ก่อตั้ง ไปจนถึงหนังสือรวมผลงานของ Egon Schiele ศิลปินชาวออสเตรีย

 

ตรงนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า Lucas Museum ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงสถานที่เก็บ Memorabilia จากภาพยนตร์ แต่กำลังเอาวัฒนธรรมภาพหลายแบบมาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 4

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 5

 

อีกฝั่งของอาคารคือ Museum Wing ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องมีตั๋ว โดยเชื่อมกับ Education Wing ผ่านคอร์ทยาร์ดบนชั้น 4

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือลิฟต์แก้วทรงกระบอกสามตัว ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าดูเหมือนหลุดออกมาจาก Death Star ก็คงไม่แปลกนัก

 

Ma Yansong อธิบายโมเมนต์ของการขึ้นลิฟต์ไปยังพื้นที่จัดแสดงด้านบนว่าเป็นความรู้สึกของการ ‘Departing Reality’ หรือค่อยๆ ออกจากโลกความจริงเพื่อเข้าสู่โลกของเรื่องเล่า

 

แต่ก่อนขึ้นไป ยังมีโรงภาพยนตร์สองแห่งที่ฉายหนังตลอดช่วงเวลาเปิดทำการ รวมถึงนิทรรศการ The History of Narrative Art: Heroes, Myths, The Sacred ซึ่งพา Narrative Art ย้อนกลับไปไกลถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำ

 

ตรงนี้เองที่ทำให้คำอธิบายของ George Lucas ตอนต้นเริ่มเชื่อมเข้าหากัน เพราะเขาไม่ได้ปิดบังว่าเรื่องเล่า ตำนาน และประวัติศาสตร์ของมนุษย์จำนวนมากกลายเป็นสำคัญในการสร้าง Star Wars

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 6

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 7

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 8

 

ถ้าโซนแรกพาเราย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องด้วยภาพ Cinema Gallery ก็พาเราไปดูว่าภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างไร

 

หนึ่งในชิ้นที่น่าจะทำให้แฟน Star Wars หยุดดูนานเป็นพิเศษคือ Podracer ขนาดเท่าของจริงของ Anakin จาก The Phantom Menace รวมถึง R2-D2 ตัวที่ใช้ในการสร้าง Star Wars: Episode IV – A New Hope (1977)

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้พร็อพคือ วิธีที่พิพิธภัณฑ์นำมันมาวางคู่กับภาพวาดและ Concept Art ต้นฉบับของศิลปินอย่าง Ralph McQuarrie

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 9

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 10

 

เราจึงไม่ได้เห็นแค่ R2-D2 ในฐานะตัวละครที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ได้ย้อนกลับไปดูว่าตัวละคร ฉาก หรือยานอวกาศที่คุ้นตา เริ่มต้นจากภาพนิ่งบนกระดาษอย่างไร ก่อนค่อยๆ ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ และนี่อาจเป็นตัวอย่างที่เข้าใจคำว่า Narrative Art ของ Lucas ได้ง่ายที่สุด

 

หลังจากโลกของภาพยนตร์ วิธีจัดแกลเลอรีของ Lucas Museum ก็เริ่มสนุกขึ้น เพราะไม่ได้แบ่งทุกอย่างตามยุคหรือประเภทศิลปะแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

 

บางห้องอุทิศให้ศิลปินคนเดียว เช่น Norman Rockwell ซึ่งมีผลงาน Triple Self Portrait หลายเวอร์ชัน ขณะที่บางห้องแบ่งตาม Genre อย่าง Fantasy, Science Fiction และ Adventure ซึ่งในโซนหลังมีประติมากรรมสำริดของ Indiana Jones ยืนต้อนรับอยู่

 

อีกหลายห้องใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นแกนในการจัด ตั้งแต่โรงเรียน กีฬา ไปจนถึง Civic Life ซึ่งมีสื่อและภาพต่อต้านสงครามย้อนหลังไปถึงปี 1971

 

เดินต่อไปยังโซน Photography ก็อาจเจอภาพจากการถ่ายปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles ก่อนขึ้นไปอีกชั้นแล้วพบงาน Stencil ต้นฉบับของ Banksy ในส่วนที่พูดถึงมูรัล

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 11

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 12

 

ฟังดูเหมือนของทุกอย่างไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่เมื่อกลับไปยังคำถามตั้งต้นว่า ‘ภาพหนึ่งภาพสามารถเล่าเรื่องอะไรได้บ้าง’ การเอาของเหล่านี้มาอยู่ด้วยกันก็เริ่มมีเหตุผลขึ้นมา

 

Lucas Museum จึงน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้พยายามสร้างลำดับชั้นว่า ภาพวาดควรสำคัญกว่าการ์ตูน หรือ Fine Art มีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์และ Pop Culture

 

สิ่งที่พิพิธภัณฑ์เลือกทำคือเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางอยู่ในบทสนทนาเดียวกัน แล้วใช้ ‘การเล่าเรื่อง’ เป็นตัวเชื่อม

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 13

 

แน่นอนว่าแฟน Star Wars น่าจะสนุกกับการตามหา R2-D2, Naboo Starfighter หรือ Concept Art ของ Ralph McQuarrie แต่สำหรับคนที่ไม่ได้โตมากับจักรวาลของ George Lucas ที่นี่ก็ยังมีตั้งแต่ Norman Rockwell, Egon Schiele, Banksy, The Beatles ไปจนถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำให้ดู

 

และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Lucas Museum ถึงเลือกใช้คำว่า Museum of Narrative Art แทนที่จะเป็น Museum of George Lucas

 

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ได้เล่าเรื่องของเขาคนเดียว แต่กำลังพูดถึงวิธีที่มนุษย์ใช้ภาพเพื่อเล่าเรื่องของตัวเองมาตลอด

 

ภาพ: Shenzhen Natural History Museum

The post Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>
GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ https://thestandard.co/life/go-now-travel-seasons/ Wed, 09 Sep 2026 05:25:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1252577 ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

นักเดินทางตัวยงจะรู้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกที่เราอยากไปเมื่อไร […]

The post GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

นักเดินทางตัวยงจะรู้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกที่เราอยากไปเมื่อไรก็ได้ เพราะธรรมชาติมีปฏิทินของตัวเอง ทั้งใบไม้ที่กำลังจะเปลี่ยนสี วาฬที่กำลังเดินทางผ่าน ฤดูปูที่รอคอยกันทั้งปี ไปจนถึงทะเลที่กำลังจะกลับมาสวยอีกครั้ง

 

 
 

THE STANDARD LIFE ชวนเปิดปฏิทินนับถอยหลังจากวันที่ 9 กันยายน ว่าเหลืออีกกี่วันก่อนฤดูกาลน่าเที่ยวเหล่านี้จะมาถึง หรือเรายังมีเวลาอีกเท่าไรก่อนมันจะผ่านไป เพราะบางทริปถ้าพลาดครั้งนี้ อาจต้องรอถึงปีหน้า

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 1

 

อีก 7 วัน ใบไม้แดงชุดแรกของญี่ปุ่นกำลังมา

 

Daisetsuzan, Hokkaido, Japan

 

ไม่ต้องรอถึงพฤศจิกายน เพราะฤดูใบไม้แดงของญี่ปุ่นกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วจากทางเหนือ โดยพยากรณ์ใบไม้แดงปี 2026 ของ Weathernews คาดว่าเทือกเขา Daisetsuzan ในฮอกไกโดจะเข้าสู่ช่วงชมใบไม้แดงตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ก่อนสีสันของฤดูใบไม้ร่วงจะค่อยๆ เดินทางลงใต้ และไปถึงเกียวโตในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ใครอยากเป็นกลุ่มแรกที่ได้เห็น Autumn ของญี่ปุ่น เตรียมแพ็คกระเป๋าได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 2

 

เหลืออีก 53 วัน ก่อนฤดูดูวาฬจะผ่านไป

 

Hervey Bay, Queensland, Australia

 

ถ้า Whale Watching อยู่ใน Bucket List ปีนี้ นี่อาจเป็นหนึ่งในทริปที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมของทุกปีคือฤดูที่วาฬหลังค่อมเดินทางเข้ามาพักในน่านน้ำสงบของ Hervey Bay พร้อมลูกวาฬ ก่อนเดินทางต่อตามเส้นทางอพยพ

 

Hervey Bay ยังได้รับการยอมรับในฐานะ Whale Heritage Site แห่งแรกของโลก และช่วงสิงหาคม-ตุลาคมถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางไปดูวาฬมากที่สุด นับจากวันนี้ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนก่อนฤดูกาลนี้จะจบลง

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 3

 

อีก 3 สัปดาห์ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเกาหลีกำลังเริ่ม

 

Seoraksan National Park, South Korea

 

ปลายเดือนกันยายนคือช่วงที่หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี โดยหนึ่งในพื้นที่แรกๆ คือ Seoraksan National Park ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ อุทยานแห่งชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องภูเขาหินแกรนิต หุบเขา และเส้นทางเดินเขาที่สวยเป็นพิเศษเมื่อผืนป่าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง

 

มาถึงแล้วสามารถเลือกเดินเส้นทางธรรมชาติไปยัง Biryong Falls หรือ Biseondae Rock ส่วนใครไม่อยากเดินหนักสามารถขึ้น Seoraksan Cable Car ไปชมวิวภูเขาจากมุมสูงได้ โดยมีเมืองชายทะเล Sokcho เป็นฐานสำหรับพักและเดินทางเข้าอุทยาน จึงสามารถจัดทริปชมใบไม้แดงควบคู่กับเที่ยวทะเลและกินอาหารทะเลได้ในทริปเดียว

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 4

 

อีก 58 วัน ฤดูปูเอจิเซน เริ่มแล้ว!

 

Fukui, Japan

 

6 พฤศจิกายนของทุกปีคือวันที่คนรักอาหารทะเลควรวงไว้ในปฏิทิน เพราะเป็นวันเปิดฤดูจับ Echizen Gani ปูหิมะชื่อดังของจังหวัด Fukui ทันทีที่ฤดูประมงเปิด เหล่าเรือประมงจะทยอยขนปูเอจิเซนสดๆ กลับสู่ท่าเรือ ก่อนกระจายไปตามเรียวกังและร้านอาหารทั่วจังหวัด และถ้าอยากลอง Seiko Gani หรือปูหิมะตัวเมีย ยิ่งต้องรีบ เพราะเป็นวัตถุดิบที่มีช่วงเวลาให้กินเพียงประมาณเดือนครึ่งนับจากวันเปิดฤดู

 

อีก 59 วัน ใครเป็นสายกินเตรียมวางแผนทริป Fukui ได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 5

 

GO NOW! นาขั้นบันไดกำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง

 

Mù Cang Chải, Vietnam

 

หนึ่งในฤดูกาลที่สวยที่สุดของเวียดนามเหนือกำลังเริ่มขึ้น เมื่อทุ่งนาขั้นบันไดของ Mù Cang Chải ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองรับฤดูเก็บเกี่ยว โดยพื้นที่บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ขณะที่นาขั้นบันไดหลายจุดจะสวยที่สุดช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ก่อนจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น หนึ่งในจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดคือ Mâm Xôi Hill หรือ Raspberry Hill ซึ่งมองเห็นนาขั้นบันไดโค้งไปตามภูเขา หรือเดินทางผ่าน Khau Pha Pass เพื่อชมวิวหุบเขาและหมู่บ้านจากมุมสูง

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 6

 

อีก 3 สัปดาห์ ทุ่งคอสมอสบาน

 

Hitachi Seaside Park, Ibaraki, Japan

 

ถ้าพูดถึง Hitachi Seaside Park หลายคนอาจนึกถึงเนโมฟีลาสีฟ้าในฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่จะเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบด้วยทุ่ง Cosmos สีชมพู ขาว และแดง ที่เริ่มผลิบานในช่วงต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงปลายเดือน

 

ไฮไลต์อยู่บริเวณเชิง Miharashi Hill ซึ่งทุ่งคอสมอสจะบานอยู่เคียงกับ Kokia ทรงกลมนับหมื่นต้นบนเนินเขา และถ้าเลือกจังหวะได้พอดีในช่วงกลางเดือนตุลาคม จะได้เห็น Kokia ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงสด ตัดกับทุ่งคอสมอสด้านล่าง กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของฤดูใบไม้ร่วงที่ Hitachi Seaside Park ตอนนี้คอสมอสบางส่วนภายในสวนเริ่มออกดอกแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นภาพใหญ่ของ Cosmos และ Kokia พร้อมกัน ปักหมุด เดือนตุลาคม เอาไว้ได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 7

 

GO NOW! ทะเลหมอกกำลังสวย

 

Khao Kho, Phetchabun, Thailand

 

กันยายนยังอยู่ในช่วง Green Season ของไทย และช่วงเวลาหลังฝนตกคือจังหวะที่ภูเขาหลายแห่งมีโอกาสเกิดทะเลหมอกมากที่สุด โดยเฉพาะ ‘เขาค้อ’ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและจุดชมวิวกระจายอยู่หลายแห่ง แน่นอนว่าฤดูกาลแบบนี้ หาที่พักดีๆ สักคืนตื่นเช้าไปลุ้นทะเลหมอกที่ จุดชมวิวเขาค้อ ก่อนแวะ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแนวภูเขา หรือขับรถต่อไป ภูทับเบิก เพื่อสัมผัสอากาศเย็นและวิวจากพื้นที่สูง ช่วง Green Season ยังเป็นช่วงที่ภูเขาและป่าโดยรอบเขียวชอุ่มเป็นพิเศษ

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 8

 

อีกประมาณ 53 วัน ทะเลอันดามันสวยที่สุด

 

Krabi / Phang Nga / Phuket, Thailand

 

หลังผ่านฤดูมรสุมมาหลายเดือน เดือนพฤศจิกายนคือช่วงที่ฝั่งอันดามันเริ่มกลับเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวอีกครั้ง เมื่อฝนเริ่มลดลง ท้องฟ้าเปิดมากขึ้น และสภาพทะเลค่อยๆ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งและการออกเรือมากขึ้น

 

เลือกปักหมุดได้เลยกระบี่ สามารถออกไปเที่ยวหมู่เกาะพีพี อ่าวไร่เลย์ หรือเกาะห้อง ส่วน พังงา มีทั้งอ่าวพังงา เขาหลัก และหมู่เกาะสิมิลัน ขณะที่ ภูเก็ต เหมาะสำหรับคนที่อยากรวมทะเลเข้ากับร้านอาหาร คาเฟ่ และชีวิตเมืองเก่าไว้ในทริปเดียว

 

อีกไม่ถึง 2 เดือน ฤดูเที่ยวทะเลฝั่งตะวันตกของไทยกำลังจะกลับมา ใครคิดถึงน้ำทะเลฝั่งอันดามัน เริ่มหาวันว่างได้แล้ว

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 9

 

เหลือ 5 สัปดาห์ ก่อน Dry Season ของ Komodo จะผ่านไป

 

Komodo National Park, Indonesia

 

กันยายนถึงต้นตุลาคมยังเป็นช่วงปลาย Dry Season ของหมู่เกาะ Komodo จึงเป็นอีกหน้าต่างเวลาที่น่าสนใจสำหรับการออกเรือเที่ยวตามเกาะ ก่อนสภาพอากาศค่อยๆ เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงปลายปี แน่นอนว่าไฮไลต์คือการออกตามหามังกรโคโมโด เดินขึ้น Padar Island ชมภูมิประเทศของอ่าวสามด้าน แวะ Pink Beach รวมถึงดำน้ำตื้นหรือดำน้ำลึกตามจุดต่างๆ รอบอุทยาน

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 10

 

อีก 83 วัน ก่อนเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี

 

เผลอแป๊บเดียว ปีนี้ก็เหลืออีกไม่กี่เดือนแล้ว และก่อนจะถึงเดือนธันวาคม โลกยังมีอีกหลายฤดูกาลให้เราออกไปเจอ ตั้งแต่ทุ่งดอกไม้ที่กำลังบาน นาข้าวที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง ใบไม้แดงที่กำลังไล่สีลงใต้ ไปจนถึงทะเลที่กำลังกลับมาสวยอีกครั้ง บางฤดูกาลมีเวลาให้เราเพียงไม่กี่สัปดาห์ บางปรากฏการณ์เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง และบางทริปถ้าพลาด ก็ต้องใส่ไว้ในลิสต์ ‘ปีหน้าค่อยไป’ อีกครั้ง

 

เพราะฉะนั้น ถ้าปีนี้ยังเหลือวันลา ลองเปิดปฏิทินดูสักหน่อย เพราะ GO NOW! ไม่ได้หมายความว่าต้องเก็บกระเป๋าออกเดินทางพรุ่งนี้ แต่อาจหมายถึงอย่าปล่อยให้คำว่า ‘ไว้คราวหน้า’ ทำให้เราพลาดช่วงเวลาที่อยากเห็นไปอีกปี

 

ภาพ: Shutterstock

The post GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
lomlom สาขาบางขุนพรหม ร้านนวดในบ้านหลังเก่า ที่มีบาร์น้ำชาให้นั่งพักต่อ https://thestandard.co/life/lomlom-massage-tea-bar-bangkhunphrom/ Tue, 08 Sep 2026 11:12:47 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1252317 ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า

ถ้าพูดถึง ‘ลมลม’ หลายคนน่าจะรู้จักในฐานะร้านนวดบรรยากาศ […]

The post lomlom สาขาบางขุนพรหม ร้านนวดในบ้านหลังเก่า ที่มีบาร์น้ำชาให้นั่งพักต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า

ถ้าพูดถึง ‘ลมลม’ หลายคนน่าจะรู้จักในฐานะร้านนวดบรรยากาศดีบนถนนไมตรีจิต แต่สำหรับสาขาที่สองในย่านบางขุนพรหม มาย-วรัญญา พงษ์เพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง อยากขยายความหมายของการมาร้านนวดให้ไปไกลกว่าชั่วโมงที่เราอยู่บนเตียง ด้วยการสร้างพื้นที่ที่สามารถใช้เวลาพักได้ตั้งแต่ก่อนนวดไปจนถึงหลังนวด

 

แนวคิดของลมลมจึงไม่ได้เริ่มจากการอยากทำสปาหรือคาเฟ่ แต่เป็นการสร้างที่พักใจของคนเมืองให้ได้มีเวลาชะลอความเร่งรีบลงชั่วคราว โดยมีการนวดเป็นหัวใจหลัก แล้วใช้เสียง กลิ่น และรสชาติของชาเข้ามาประกอบเป็นประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งในสาขาบางขุนพรหม เรื่องของชาก็ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยบาร์น้ำชาเต็มรูปแบบบริเวณชั้นล่าง ขณะที่พื้นที่นวดจะซ่อนตัวอยู่บนชั้นบนของบ้าน

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 1ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 2

 

ส่วนชื่อ ‘ลมลม’ มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อของหมอนวดคนหนึ่งที่ชื่อ ‘ลม’ ก่อนจะนำมาต่อยอดเข้ากับความหมายของ ‘ลมปราณ’ และธรรมชาติ ซึ่งกลายมาเป็นภาษาหลักของแบรนด์ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงโปรแกรมนวดที่นำธาตุทั้ง 4 อย่าง ดิน น้ำ ลม และไฟ มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 3ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 4ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 5

 

The Vibe

 

ความแตกต่างจากลมลมสาขาแรกเห็นได้ชัดตั้งแต่เรื่องของพื้นที่ เพราะจากตึกแถวหน้าแคบและลึกบนถนนไมตรีจิตที่ให้บรรยากาศคล้ายถ้ำ สาขาบางขุนพรหมกลับได้อาคารเก่าที่มีคาแรกเตอร์คล้ายบ้านมาเป็นพื้นที่ใหม่ และใช้ความเป็นบ้านนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ

 

แทนที่จะปรับทุกอย่างให้ใหม่เอี่ยม ที่นี่ยังคงร่องรอยของอาคารเดิมเอาไว้ค่อนข้างมาก ทั้งผนังปูนเก่า อิฐมอญ โครงสร้างไม้ ไปจนถึงกรอบหน้าต่าง ก่อนเติมเฟอร์นิเจอร์ไม้ โทนสีธรรมชาติ และงานคราฟต์เข้าไป ทำให้พื้นที่มีทั้งความดิบและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่แสงธรรมชาติส่องเข้ามาตามช่องหน้าต่าง ยิ่งทำให้รายละเอียดของบ้านเก่าดูมีเสน่ห์ขึ้น

 

พื้นที่ชั้นล่างเป็น ‘บาร์น้ำชา’ มีทั้งเคาน์เตอร์ยาว โต๊ะใหญ่ และมุมนั่งเล่นสำหรับคนที่อยากใช้เวลานานหน่อย ส่วนชั้นลอยเปลี่ยนบรรยากาศให้สบายขึ้นด้วยโต๊ะเตี้ยและที่นั่งกับพื้น ขณะที่พื้นที่นวดถูกแยกขึ้นไปด้านบน มีพื้นที่นวดรวม 5 เตียง และห้องส่วนตัวอีก 1 เตียง ทำให้จากความคึกคักเบาๆ ของบรรยากาศด้านล่างค่อยๆ เงียบและเป็นส่วนตัวขึ้นเมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่นวดด้านบน

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 6ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 7

 

The Experience

 

หัวใจของลมลมยังคงเป็นเรื่องของการนวด โดยโปรแกรมต่างๆ ถูกออกแบบและตั้งชื่อโดยอ้างอิงจากธรรมชาติและธาตุเจ้าเรือน ตั้งแต่ ปราณ ไปจนถึง วารี สำหรับการนวดน้ำมัน, อัคนี ที่ใช้หินร้อน และ ไพร สำหรับการประคบสมุนไพร พร้อมนำเรื่องเสียงและกลิ่นเข้ามาประกอบ เพื่อให้แต่ละโปรแกรมมีประสบการณ์แตกต่างกันออกไป

 

ก่อนเริ่มสามารถเลือก Essential Oil ที่ลมลมปรุงขึ้นเองได้ 3 กลิ่นตามมู้ดที่ชอบ ได้แก่ Rain ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนบรรยากาศหลังฝนตก, Sun ที่ออกไปทางอบอุ่น และ Earth ที่มีโทนของดินและพืชพรรณ ให้ความรู้สึกสงบกว่าอีกสองกลิ่น

 

ครั้งนี้เราเลือกลอง Waree (Hot Essential Oil) หรือนวดวารีน้ำมันอุ่น หนึ่งในโปรแกรมที่นำการนวดน้ำมันมาปรับด้วยการอุ่นน้ำมันก่อนสัมผัสลงบนผิว จุดนี้เป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่รู้สึกถึงความแตกต่างได้ตั้งแต่เริ่ม เพราะความอุ่นจะค่อยๆ ทำให้ร่างกายผ่อนคลายลง ก่อนที่หมอนวดจะไล่น้ำหนักไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 8

 

น้ำหนักของการนวดไม่ได้มาในทางจับเส้นหนักๆ แต่เน้นความผ่อนคลายและคลายความตึงของกล้ามเนื้อมากกว่า โดยเฉพาะวันที่ร่างกายล้าจากการทำงานหรือออกกำลังกาย ความอุ่นของน้ำมันช่วยให้ช่วงที่ลงน้ำหนักรู้สึกสบายขึ้น และทำให้โปรแกรมนี้มีคาแรกเตอร์ต่างจากการนวดอโรมาทั่วไปพอสมควร

 

แต่สิ่งที่เราว่าน่าสนใจของประสบการณ์ที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ช่วงที่นอนอยู่บนเตียง เพราะหลังนวดเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องแต่งตัวและเดินออกจากร้านทันที เรายังสามารถลงมานั่งต่อที่ด้านล่าง สั่งชาสักกาแล้วปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะปกติ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมลมลมถึงอยากนิยามตัวเองเป็น ‘ที่พักใจ’ มากกว่าเป็นเพียงร้านนวด

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 9ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 10

 

The Taste

 

บาร์น้ำชาก็เป็นอีกส่วนที่สาขาบางขุนพรหมทำจริงจังขึ้น โดยมี แป้ง-ชัยณภัทร จันทร์นาค หนึ่งในผู้ก่อตั้งเป็นคนดูแลเรื่องชาและเครื่องดื่ม เมนูมีตั้งแต่ Loose Leaf Tea, Herbal Tea, Matcha, Assamica Milk Tea ไปจนถึง Pour Over Coffee แต่คาแรกเตอร์หลักยังคงเทไปทางชา โดยเฉพาะชาอู่หลงที่ปลูกในไทย ซึ่งตั้งใจเลือกโทนที่เบาและดื่มง่ายเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของร้าน

 

ครั้งนี้เราเริ่มด้วย ชาอู่หลงนางงามเย็น (140 บาท) ชาอู่หลงที่ปลูกในไทย มีกลิ่นน้ำผึ้ง เนกทาร์ ผลไม้ตุ๋น และเครื่องเทศบางๆ พอมาในแบบเย็น คาแรกเตอร์ของชาจะเบาและสดชื่นขึ้น แต่ยังทิ้งความหอมหวานตามธรรมชาติของชาไว้ เหมาะกับการค่อยๆ จิบระหว่างนั่งพักมากกว่าชาที่มีรสเข้มพุ่งขึ้นมาตั้งแต่คำแรก

 

อีกแก้วที่เราชอบคือ เก๊กฮวยโฟมหอมหมื่นลี้ (120 บาท) ด้านล่างเป็นชาเก๊กฮวยเย็นที่ค่อนข้างสดชื่น ก่อนท็อปด้วย Sweet Osmanthus Cold Foam ที่เพิ่มทั้งกลิ่นดอกไม้และเนื้อสัมผัสครีมมี่ มีรสเค็มนิดๆ มาตัด ทำให้จากเก๊กฮวยที่คุ้นเคยกลายเป็นแก้วที่มีลูกเล่นขึ้น แต่ยังดื่มง่ายอยู่

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 11ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 12ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 13

 

ส่วนใครอยากนั่งนานขึ้น เราว่าลองสั่ง ชาร้อน มาสักกาก็เข้ากับบรรยากาศของร้านดี เพราะ Loose Leaf Tea แบบร้อนสามารถเติมน้ำได้ประมาณ 2-4 ครั้ง และมี ‘ทองเสน่หา’ ขนมไทยชิ้นเล็กเสิร์ฟมาให้กินคู่กัน การดื่มจึงไม่ได้จบในแก้วเดียว แต่ค่อยๆ เติมน้ำและนั่งจิบไปเรื่อยๆ ซึ่งดูจะตรงกับความตั้งใจของลมลมที่อยากให้คนเข้ามาแล้วไม่ต้องรีบไปไหน

 

นอกจากชาแล้ว เมนูยังมีเครื่องดื่มที่นำสมุนไพรไทยมาทำให้ร่วมสมัยขึ้น ตั้งแต่น้ำบัวบก โซดาหมักขิงและสับปะรด ไปจนถึงน้ำผึ้งดำ รวมถึงกาแฟดริปสำหรับคนที่ไม่ใช่สายชา แต่โดยรวมแล้วบาร์น้ำชาแห่งนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนคาเฟ่ที่ถูกนำมาต่อกับร้านนวด หากเป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์พักผ่อนที่ลมลมพยายามสร้างขึ้นมากกว่า

 

ภาพบรรยากาศร้านลมลม สาขาบางขุนพรหม ซึ่งเป็นร้านนวดและบาร์น้ำชาในบ้านเก่า 14

 

Good for

 

คนที่อยากหาร้านนวดที่ไม่ได้จบประสบการณ์ทันทีเมื่อครบเวลา โดยเฉพาะสาย นวดน้ำมัน ที่ชอบน้ำหนักสบายๆ มากกว่าการจับเส้นหนัก รวมถึงคนที่อยากมีเวลานั่งพักต่อหลังนวด เพราะโซนบาร์น้ำชาด้านล่างทำให้เราไม่จำเป็นต้องรีบกลับเข้าสู่ความวุ่นวายข้างนอกทันที หรือถ้ามากับเพื่อนที่ไม่ได้อยากนวดเหมือนกันทุกคน ที่นี่ก็ยังน่าสนใจ เพราะคนหนึ่งสามารถขึ้นไปนวด ขณะที่อีกคนนั่งดื่มชาด้านล่างได้ รวมถึงคนที่อยากแวะมาดื่มชาอย่างเดียวก็ทำได้เหมือนกัน

 

แต่ถ้าอยากรู้จัก ลมลม บางขุนพรหม ให้ครบที่สุด เราว่าควรเผื่อเวลามากกว่าคอร์สนวดที่จองไว้สักหน่อย ลองขึ้นไปนวด แล้วลงมานั่งจิบชาต่อ เพราะช่วงเวลาที่ไม่ต้องรีบลุกไปไหนหลังจากนั้น น่าจะเป็นส่วนที่อธิบายคำว่า ‘พัก’ ในแบบของลมลมได้ชัดที่สุด

 

ลมลม | บางขุนพรหม

 

Location: ถนนสามเสน ย่านบางขุนพรหม

Open: เปิดทุกวัน เวลา 12.00-24.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)

Contact: l o m l o m – ล ม ล ม

Parking: จอดรถได้ที่ วัดอินทรวิหาร เวลา 06.00-17.00 น. ฟรี 1 ชั่วโมงแรก ชั่วโมงถัดไป 20 บาท หลัง 17.00 น. สามารถจอดบริเวณหน้าประตูทางเข้าลานจอดรถของวัดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Budget: ราคา 100-2,000 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/ayysje54wjVBAeXv6

 

 

The post lomlom สาขาบางขุนพรหม ร้านนวดในบ้านหลังเก่า ที่มีบาร์น้ำชาให้นั่งพักต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TSUTAYA BOOKSTORE เตรียมเปิดสาขาแรกในไทยที่ One Bangkok ตุลาคมนี้ https://thestandard.co/life/tsutaya-bookstore-one-bangkok-thailand/ Tue, 08 Sep 2026 07:36:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1252148 ภาพร้านหนังสือ TSUTAYA BOOKSTORE ที่ญี่ปุ่น

ใครที่เคยไปญี่ปุ่นและชอบใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ใน Daikan […]

The post TSUTAYA BOOKSTORE เตรียมเปิดสาขาแรกในไทยที่ One Bangkok ตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านหนังสือ TSUTAYA BOOKSTORE ที่ญี่ปุ่น

ใครที่เคยไปญี่ปุ่นและชอบใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ใน Daikanyama T-SITE เอาล่ะ! นี่อาจจะเป็นข่าวดีของคุณ เพราะ TSUTAYA BOOKSTORE ร้านหนังสือและไลฟ์สไตล์จากญี่ปุ่น เตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ One Bangkok วันที่ 20 ตุลาคม 2026

 

แม้ TSUTAYA BOOKSTORE และ T-SITE จะไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ทั้งคู่เกิดจากแนวคิดของ Culture Convenience Club (CCC) ที่มองร้านหนังสือเป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับซื้อหนังสือ โดย T-SITE คือ Lifestyle Complex ขนาดใหญ่ที่มีร้านหนังสือ TSUTAYA เป็นหัวใจสำคัญ ขณะที่ TSUTAYA BOOKSTORE คือการนำแนวคิดเดียวกันมาย่อให้อยู่ในรูปแบบร้านหนังสือและพื้นที่ไลฟ์สไตล์

 

ภาพร้านหนังสือ TSUTAYA BOOKSTORE ที่ญี่ปุ่น 1

 

สำหรับ TSUTAYA BOOKSTORE สาขาแรกของไทยจะตั้งอยู่บริเวณ The Storeys ชั้น G, One Bangkok บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 2 ชั้น ภายใต้แนวคิด ‘The Waves of Wisdom’ รวบรวมหนังสือและนิตยสารทั้งภาษาไทยและอังกฤษกว่า 50,000 เล่ม ตั้งแต่วรรณกรรม ศิลปะ ธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงหนังสือเด็ก รวมถึงเครื่องเขียน และของใช้ที่เชื่อมโยงกับความสนใจและวิถีชีวิต ทำให้การเดินร้านกลายเป็นการค้นพบไอเดียใหม่ๆ มากกว่าการเดินเข้ามาหาหนังสือเพียงเล่มเดียว ภายในยังมี Children & Manga’s Zone ที่รวบรวมหนังสือเด็กกว่า 15,000 เล่ม พร้อมมังงะและสินค้าลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น รวมถึง Thai Art Exhibition Corner สำหรับจัดแสดงผลงานของศิลปินไทยหมุนเวียนกันไป

 

แน่นอนว่า TSUTAYA สาขานี้ยังคงเสน่ห์ของสาขาอื่นๆ ในญี่ปุ่นไว้ครบถ้วน โดย BOOK & CAFE พื้นที่สำหรับหยิบหนังสือมานั่งอ่านพร้อมเครื่องดื่ม ซึ่งสาขากรุงเทพฯ จะร่วมกับ Wawee Coffee และ Cocoa Dutch ให้คนสามารถแวะมานั่งอ่านหนังสือ ทำงาน นัดเพื่อน หรือเพียงใช้เวลาหาแรงบันดาลใจได้ตลอดวัน

 

ดังนั้นแม้เราจะยังไม่ได้มี T-SITE แบบ Daikanyama ในกรุงเทพฯ แต่การมาถึงของ TSUTAYA BOOKSTORE ครั้งนี้ก็น่าจะทำให้คนรักหนังสือได้สัมผัสแนวคิดแบบเดียวกันใกล้บ้านขึ้นอีกนิด

 

TSUTAYA BOOKSTORE One Bangkok มีกำหนดเปิดวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ที่ The Storeys, One Bangkok

The post TSUTAYA BOOKSTORE เตรียมเปิดสาขาแรกในไทยที่ One Bangkok ตุลาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grande Centre Point Voyage Pattaya ที่พักธีมการเดินทางที่มีสวนน้ำเป็นพระเอก https://thestandard.co/life/grande-centre-point-voyage-pattaya/ Mon, 07 Sep 2026 12:11:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1251822 ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่

ถ้าคิดว่าโรงแรมในพัทยามีเยอะจนแทบไม่มีอะไรใหม่ให้ตื่นเต […]

The post Grande Centre Point Voyage Pattaya ที่พักธีมการเดินทางที่มีสวนน้ำเป็นพระเอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่

ถ้าคิดว่าโรงแรมในพัทยามีเยอะจนแทบไม่มีอะไรใหม่ให้ตื่นเต้น เราขอให้คุณพับความคิดนั่นไปก่อน แล้วแวะไปที่ ‘Grande Centre Point Voyage Pattaya’ โรงแรมเปิดใหม่ในเครือ LH Mall & Hotel ที่กำลังเปิดบ้านอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยเปลี่ยนโรงแรมจากสถานที่เช็กอิน พักผ่อนทั่วไป ให้กลายเป็นโรงแรมกึ่งธีมพาร์คภายใต้คอนเซปต์ ‘The Borderless Journey’ หยิบเรื่องราวของการเดินทางข้ามกาลเวลามาเป็นแกนหลัก สร้างโลกอีกใบขึ้นมาให้เราใช้เวลาอยู่ข้างในได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยมีพระเอกเป็นTime Traveller Water Park สวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตรที่สร้างขึ้นสำหรับแขกของโรงแรมโดยเฉพาะ นี่ยังไม่นับสนามโกคาร์ท ห้องเกม Kids Club ฟิตเนส ร้านอาหาร คาเฟ่ และรูฟท็อปที่รวมกันแล้วทำให้คำว่า ‘อยู่โรงแรมทั้งวัน’ ฟังดูไม่เกินจริงเลย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 1

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 2

 

Why here?

 

Grande Centre Point Voyage Pattaya ตั้งอยู่บริเวณนาเกลือ-พัทยาเหนือ เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ขยับภาพของ Grande Centre Point จาก City Hotel ไปสู่การเป็น Destination Resort อย่างเต็มตัว ที่นี่ไม่ได้เดินตามภาพจำของรีสอร์ตริมทะเลพัทยาที่เน้นสีฟ้า หาดทราย และบรรยากาศ Tropical แต่เลือกสนุกกับการสร้างโลกในจินตนาการด้วยการใช้ธีมของการเดินทางข้ามกาลเวลาเชื่อมพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน บางมุมพาเราย้อนกลับไปยังโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยถ้ำและก้อนหิน ขณะที่เดินไปอีกไม่ไกลบรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นโลกอนาคตและอวกาศทันที ความสนุกจึงอยู่ตรงที่แต่ละพื้นที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน และยิ่งเดินสำรวจโรงแรมก็ยิ่งเหมือนกำลังเปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ ซึ่งคอนเซปต์นี้ไม่ได้จบอยู่แค่การตกแต่ง แต่ถูกนำไปใช้กับกิจกรรมและร้านอาหารด้วย

 

ตัวโรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทรวม 494 ห้อง โดยทุกห้องมีระเบียงส่วนตัว ประตูกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน และหันออกไปทางวิวทะเล ห้องพักเริ่มตั้งแต่ Voyage Signature ขนาด 50 ตารางเมตร ไปจนถึง Voyage Family Suite ขนาด 110 ตารางเมตร และ Voyage Panoramic Suite Connect ขนาด 140 ตารางเมตรที่รองรับผู้ใหญ่ 4 คนและเด็ก 2 คน กลุ่มครอบครัวเป็นหนึ่งในแขกหลักที่โรงแรมออกแบบพื้นที่มาเพื่อรองรับ

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 3

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 4

 

Worth it

 

มาพักที่นี่ แน่นอนว่าห้ามพลาดกับ ‘Time Traveller Water Park’ สวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ที่มี 6 สระ 6 สไลเดอร์ และ 5 ถ้ำ และสงวนไว้สำหรับแขกที่เข้าพักในโรงแรมเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 โซนตามคอนเซปต์การเดินทางข้ามเวลา ได้แก่ Lost World และ Tomorrow Land

 

ฝั่ง Lost World พาเราย้อนกลับไปสู่โลกโบราณที่เต็มไปด้วยหิน ถ้ำ และบรรยากาศเหมือนกำลังออกสำรวจดินแดนที่หายไป โดยมีไฮไลต์เป็น Wave Pool สระคลื่นขนาดใหญ่, Crazy River, Kids Pool และ Voyage Beach ส่วนคนที่อยากเพิ่มความตื่นเต้นก็มีสไลเดอร์อย่าง Speed Loop Slide, Open Flume Slide และ Wide Slide ให้ลอง

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 5

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 6

 

ส่วน Tomorrow Land ที่มีอุโมงค์ข้ามเวลาเปลี่ยนโลกโบราณมาเป็นโลกอนาคตฝั่งนี้มี Float Slide, Speed Tunnel Slide และ Junior Splash รวมถึง Fun Pool, Multipurpose Pool และ Indoor Hydro Pool พร้อมกิจกรรมอื่นๆ อย่าง Sky Walk และ Voyage Circuit ที่ทำให้พื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเล่นน้ำ สำหรับใครที่อยากแช่น้ำสบายๆ แนะนำให้นอนบนห่วงยางแล้วปล่อยตัวไปกับ Lazy River ที่ไหลผ่านใจกลางสวนน้ำ หรือแช่ Lava Pool สระน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 36 องศาในบรรยากาศถ้ำได้เหมือนกัน

 

นอกจากสวนน้ำ ที่นี่ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ เช่น สนามโกคาร์ท Voyage Circuit, ห้องเกมธีมอวกาศ Midnight Nebula, Rainbow Ville Kids Club, ปีนหน้าผาจำลอง ไปจนถึง Crimson Canyon ฟิตเนสขนาดใหญ่ถึง 1,445 ตารางเมตรที่มีทั้ง Steam, Sauna และ Jacuzzi ส่วนใครอยากเปลี่ยนอารมณ์ไปนั่งดูอะไรเพลินๆ ก็มี The Sand Theatre โรงภาพยนตร์ VIP ขนาด 360 ตารางเมตร รองรับ 42 ที่นั่งอยู่ภายในโรงแรมด้วย

 

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 7

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 8

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 9

ภาพมุมสูงของโรงแรม Grande Centre Point Voyage Pattaya พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่ 10

 

อีกเรื่องที่เราว่าทำให้การอยู่โรงแรมทั้งวันง่ายขึ้นคือ อาหารการกิน ที่นี่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์รวมกันถึง 9 คอนเซปต์ ตั้งแต่อาหารไทยท่ามกลางโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ Amber Cave ที่ตกแต่งด้วยผนังและหินงอกหินย้อยเหมือนนั่งอยู่ในถ้ำ หรือเดินข้ามไปยัง Tomorrow Land ก็จะเจอกับ Silver Dome ที่เปลี่ยนบรรยากาศเป็นโลกอนาคต ขณะที่ The Loop Café ทำหน้าที่เป็นจุดเติมกาแฟ เครื่องดื่ม และของกินเล่นระหว่างวันในสวนน้ำ

 

นอกโซนสวนน้ำยังมี Chef Man Seafood ที่นำอาหารกวางตุ้งและซีฟู้ดมาเปิดคอนเซปต์ใหม่ในพัทยา, Brooks Brunch & Bar สำหรับบรันช์ ค็อกเทล และดนตรีสด ฯลฯ ช่วงเย็นเราแนะนำให้ขึ้นไปชั้น 33 เพราะมีทั้ง Blue Atlantis Rooftop Restaurant และ The Portrait of Voyage Sky Bar ห้องอาหารและบาร์ให้ปิดท้ายวันพร้อมวิวทะเลและเมืองพัทยาจากมุมสูง

 

 

Good for

 

Grande Centre Point Voyage Pattaya เหมาะกับ ครอบครัวที่มีเด็ก กลุ่มเพื่อน หรือคนที่อยากมาพัทยาแบบไม่ต้องวางแพลนเที่ยวให้แน่น เพราะโรงแรมมีตั้งแต่สวนน้ำ โกคาร์ท เกม คาเฟ่ ร้านอาหาร ไปจนถึงรูฟท็อปให้ใช้เวลาได้ตลอดวัน

 

โดยเฉพาะครอบครัว ที่นี่ค่อนข้างตอบโจทย์เพราะเด็กมีพื้นที่และกิจกรรมให้สนุกได้เต็มที่ ขณะที่ผู้ใหญ่ก็ยังมีพื้นที่ของตัวเอง ทั้งฟิตเนส คาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์ เรียกว่าเป็นโรงแรมที่สามารถเช็กอินแล้วอยู่ยาวจนถึงเวลาเช็กเอาต์โดยแทบไม่ต้องออกไปไหนเลย

 

Grande Centre Point Voyage Pattaya

Location: พัทยาเหนือ-นาเกลือ

Budget: เริ่มต้นที่ 7,750 บาท ต่อห้อง

Facebook: www.facebook.com/voyagepattayahotel

Instagram: www.instagram.com/grandecentrepoint.voyage

Website: https://voyagepattaya.com

Map: https://maps.app.goo.gl/MTSFF4qcL6Pkh5Kg6

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Courtesy of Hotel

The post Grande Centre Point Voyage Pattaya ที่พักธีมการเดินทางที่มีสวนน้ำเป็นพระเอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ritz-Carlton Reserve ปักหมุดเซี่ยงไฮ้ เตรียมเปิด Urban Reserve แห่งแรกของโลก https://thestandard.co/life/ritz-carlton-reserve-shanghai-urban/ Sun, 06 Sep 2026 06:58:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1251441 ภาพจำลองอาคาร Ritz-Carlton Reserve Shanghai ในโครงการ North Bund Center

ใครเป็นแฟนโรงแรมสายลักชัวรี ย่อมต้องรู้ดีว่า ‘Ritz-Carl […]

The post Ritz-Carlton Reserve ปักหมุดเซี่ยงไฮ้ เตรียมเปิด Urban Reserve แห่งแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองอาคาร Ritz-Carlton Reserve Shanghai ในโครงการ North Bund Center

ใครเป็นแฟนโรงแรมสายลักชัวรี ย่อมต้องรู้ดีว่า ‘Ritz-Carlton Reserve’ มักเลือกปักหมุดจุดหมายปลายทางที่มีความพิเศษและค่อนข้างปลีกตัวออกจากเมือง แต่ล่าสุด Marriott International เตรียมนำแบรนด์เธียร์บนสุดของเครือมาเปิดใจยังกลางเซียงไฮ้ พร้อมคอนเซปต์ Urban Ritz-Carlton Reserve แห่งแรกของโลก ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2030

 

Ritz-Carlton Reserve Shanghai จะตั้งอยู่ในย่าน North Bund และเป็นส่วนหนึ่งโครงการ North Bund Center หรือ North Bund (Lot 91) อาคารมิกซ์ยูสแห่งใหม่ที่ออกแบบโดยบริษัทสถาปัตยกรรม Kohn Pedersen Fox (KPF) และกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ตัวอาคารมีความสูงถึง 480 เมตร ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงาน รีเทล ที่พักอาศัย จุดชมวิว และโรงแรม KPF วางให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของตึกระฟ้ายุคใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

แม้จะอยู่ใจกลางมหานครแต่ Ritz-Carlton Reserve Shanghai จะมีห้องพักและห้องสวีทเพียง 110 ห้อง เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและบริการแบบเฉพาะบุคคลตามแบบฉบับของ Reserve หลายห้องมองเห็นวิวแม่น้ำ Huangpu และ The Bund พร้อมร้านอาหาร บาร์ สปา สระว่ายน้ำในร่ม และฟิตเนส

 

ความน่าสนใจของโรงแรมแห่งนี้จึงอยู่ที่การนำ DNA ของ Ritz-Carlton Reserve ซึ่งเคยผูกอยู่กับธรรมชาติและจุดหมายปลายทางอันเงียบสงบ มาตีความใหม่เป็น Urban Sanctuary หรือพื้นที่หลบพักจากความวุ่นวายโดยไม่จำเป็นต้องออกจากเมือง

 

และเมื่อ Ritz-Carlton Reserve Shanghai เปิดให้บริการ จะทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองเดียวในโลกที่มี Luxury Brands ของ Marriott International ครบทั้ง 8 แบรนด์ ตั้งแต่ The Ritz-Carlton, St. Regis, W Hotels, EDITION, The Luxury Collection, JW Marriott, Bulgari Hotels & Resorts ไปจนถึง Ritz-Carlton Reserve

 

ภาพ: Courtesy of the brand

The post Ritz-Carlton Reserve ปักหมุดเซี่ยงไฮ้ เตรียมเปิด Urban Reserve แห่งแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Star Bathing การออกเดินทางเพื่ออาบดาว ทำไมถึงช่วยยาใจได้จริง https://thestandard.co/life/star-bathing-mental-wellness/ Fri, 04 Sep 2026 04:59:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1250693 ภาพเงาชายคนหนึ่งกำลังมองทางช้างเผือกและดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

ครั้งสุดท้ายที่คุณเงยหน้ามองท้องฟ้าตอนกลางคืน โดยไม่ได้ […]

The post Star Bathing การออกเดินทางเพื่ออาบดาว ทำไมถึงช่วยยาใจได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงาชายคนหนึ่งกำลังมองทางช้างเผือกและดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

ครั้งสุดท้ายที่คุณเงยหน้ามองท้องฟ้าตอนกลางคืน โดยไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายรูป ไม่ได้พยายามหากลุ่มดาว และไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กอะไรเลย คือเมื่อไร?

 

เราอาจคุ้นเคยกับการเดินเข้าป่าเพื่อพักใจ หรือแนวคิดอย่าง Forest Bathing ที่ชวนให้เราใช้เวลาอยู่ท่ามกลางต้นไม้ ฟังเสียงใบไม้ สูดกลิ่นของธรรมชาติ และปล่อยให้ตัวเองหลุดออกจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันชั่วคราว แต่ธรรมชาติที่ช่วยให้เราพักใจอาจไม่ได้มีแค่ผืนป่า เพราะในคืนที่ท้องฟ้าเปิด การเงยหน้ามองดวงดาวด้วยตาเปล่าก็อาจช่วยให้ใจเราได้พักเหมือนกัน

 

‘Star Bathing’ การอาบดาวเพื่อยาใจ

 

Star Bathing คือการใช้เวลาอยู่ใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน และมองดวงดาวอย่างตั้งใจเพื่อพักจากความวุ่นวายและกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คล้ายกับแนวคิดของ Forest Bathing ที่ใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่ให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย Star Bathing ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าดาวดวงไหนคืออะไร ไม่ต้องมีกล้องโทรทรรศน์ และไม่ต้องพยายามตามหาทางช้างเผือก แค่หาพื้นที่ที่มีแสงรบกวนน้อย วางโทรศัพท์ ปล่อยให้สายตาปรับกับความมืด แล้วใช้เวลาอยู่กับท้องฟ้าตรงหน้า ซึ่งต่างจาก Stargazing ที่เน้นการสังเกตดาว กลุ่มดาว หรือปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม Star Bathing ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์หรือรูปแบบการบำบัดที่มีนิยามทางวิทยาศาสตร์ตายตัว แต่เป็นแนวคิดด้าน Wellness ที่เชื่อมโยงได้กับงานวิจัยเรื่องการสัมผัสธรรมชาติและความรู้สึกพิศวงเมื่อเราเผชิญกับสิ่งที่กว้างใหญ่กว่าตัวเอง

 

เมื่อท้องฟ้าทำให้เรารู้สึกตัวเล็กลง

 

ทำไมการดูดาวถึงช่วยซ่อมใจเราได้? คำตอบส่วนหนึ่งอาจซ่อนอยู่ในความรู้สึกที่เรียกว่า ‘Awe’

 

ลองนึกถึงความรู้สึกที่ได้ยืนอยู่หน้าภูเขาลูกใหญ่ หรือตอนยืนมองผืนน้ำทะเลไกลสุดลูกหูลูกฟ้าโดยไม่มีแผ่นดินหรือเกาะใดๆ ตรงเส้นขอบฟ้าความรู้สึกของเราตอนนั้น อาจรู้สึกนิ่งลง ตื่นตา ขนลุก หรือกระทั่งไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ในทางจิตวิทยาเรียกความรู้สึกเช่นนี้ว่า Awe หรือความรู้สึกพิศวงและทึ่งเมื่อเราเผชิญกับบางสิ่งที่ใหญ่เกินกว่ากรอบความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา มหาสมุทร งานศิลปะ หรือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว

 

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2023 ติดตามผู้เข้าร่วมกว่า 400 คนเป็นเวลา 22 วัน พบว่า ในวันที่ผู้เข้าร่วมมีประสบการณ์ Awe มากขึ้น พวกเขามีแนวโน้มรายงานความเครียดและอาการทางกายที่เกี่ยวข้องกับความเครียดน้อยลง รวมถึงมี Well-being สูงขึ้น

 

แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? หนึ่งในคำอธิบายปรากฏการณ์นี้คือ Small Self หรือการที่การรับรู้ถึง ‘ตัวฉัน’ ลดขนาดลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ลองคิดถึงวันที่เรามีปัญหาสักเรื่อง เราอาจคิดถึงมันตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน จนเรื่องหนึ่งเรื่องขยายใหญ่และกลายเป็นโลกทั้งใบ แต่เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กว้างจนแทบไม่มีขอบเขต สัดส่วนของสิ่งที่อยู่ในหัวอาจเปลี่ยนไปชั่วขณะ

 

นอกจากนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับ Awe และความเครียดจำนวน 6 การศึกษายังพบว่า Awe สัมพันธ์กับความเครียดในชีวิตประจำวันที่ต่ำลง โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือการรับรู้ถึง Vastness หรือความกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับตัวเรา ซึ่งอาจช่วยให้เรามองปัญหาจากมุมที่ต่างออกไป ปัญหาไม่ได้หายไป แต่สัดส่วนที่เราให้กับปัญหานั้นเปลี่ยนไป นี่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมบางครั้งเรากลับจากทะเล ภูเขา หรือคืนที่เต็มไปด้วยดาว ทั้งที่ไม่มีอะไรในชีวิตได้รับการแก้ไข แต่ความรู้สึกกลับเบาลงอย่างประหลาด

 

ในโลกที่ทุกอย่างแย่งความสนใจจากเรา

 

ในชีวิตประจำวัน เราถูกบีบให้มองวัตถุระยะใกล้ (Close-up Focus) และรับแสงสว่างจากหน้าจอตลอดเวลา การทำ Star Bathing คือการสลับมาใช้ Far-focusing หรือการมองไกลสุดสายตา ซึ่งช่วยลดความล้าของกล้ามเนื้อตา ขณะเดียวกัน “ความมืด” ที่เรามักมองข้าม ก็คือเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยลดการกระตุ้นของประสาทสัมผัส (Sensory Overload) ส่งสัญญาณให้ระบบประสาทรับรู้ว่าพื้นที่นี้ปลอดภัย และถึงเวลาที่ร่างกายจะได้พักอย่างแท้จริง

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Star Bathing อีกอย่างคือแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ดาวไม่ได้รีบไปไหน ยังอยู่ที่เดิม ท้องฟ้าไม่มี Notification แจ้งเตือน และไม่มีอะไรให้เราเลื่อนผ่านไปยังสิ่งถัดไป

 

การมองดาวยังบังคับให้เราทำสิ่งตรงข้ามกับพฤติกรรมในโลกดิจิทัล เพราะหากอยากเห็นดาวมากขึ้น เราต้องลดแสง เก็บหน้าจอ และปล่อยให้สายตาค่อยๆ ปรับเข้ากับความมืด

 

Star Bathing จึงอาจกลายเป็นช่วงเวลาของ Digital Detox โดยไม่ต้องตั้งใจ Detox และเป็นข้ออ้างง่ายๆ ที่ทำให้เราอนุญาตตัวเองให้ ไม่ต้องทำอะไรสักพัก

 

อยากเริ่มอาบดาวต้องทำอย่างไร

 

ยังไม่มีสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่าเราต้องมองดาวกี่นาทีจึงจะรู้สึกดีขึ้น และถึงมีเราก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อนขนาดนั้น คุณสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ด้วยขั้นตอนเหล่านี้:

 

  • หาพื้นที่ผ่อนคลาย: ไม่ต้องเดินทางไกล แค่ระเบียงบ้าน ดาดฟ้า หรือมุมมืดในสวนที่มีแสงรบกวนน้อย
  • เตรียมร่างกายให้พร้อม: หาเก้าอี้เอนหรือเสื่อเพื่อใช้นอนมองฟ้า หลีกเลี่ยงการยืนเงยหน้านานๆ เพราะความเมื่อยคอจะดึงเราออกจากสภาวะผ่อนคลาย
  • ให้เวลากับกฎ 15 นาที: วางโทรศัพท์ลง แล้วปล่อยให้สายตาค่อยๆ ปรับเข้ากับความมืด (Night Vision) โดยไม่ต้องรีบร้อน
  • ละทิ้งเป้าหมาย: ไม่ต้องพยายามทายชื่อกลุ่มดาว ไม่ต้องถ่ายรูป และไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้รู้สึกดีขึ้น แค่ปล่อยสายตาโฟกัสไปที่ความว่างเปล่า

 

สถานที่แนะนำ (เลือกตามระดับความสะดวก)

 

  • ระดับเริ่มต้น (ในเมือง / ระเบียงบ้าน): ปิดไฟในห้องให้หมด ออกไปยืนที่ระเบียงหรือสวนหลังบ้าน ค่อยๆ วางโทรศัพท์ไว้ข้างใน ปล่อยให้ตาปรับแสงสัก 5-10 นาที แม้ในเมืองจะเห็นดาวแค่ไม่กี่ดวง แต่มุมมองของการมอง ‘ความมืดและสเปซที่ว่างเปล่า’ ระหว่างดวงดาว ก็ให้ความรู้สึก Small Self ได้เหมือนกัน
  • ระดับกลาง (สวนสาธารณะ / ชานเมือง): เลือกสวนสาธารณะกว้างๆ ช่วงหัวค่ำ หรือพื้นที่ชานเมืองที่ไฟถนนไม่ถี่มาก เช่น สวนหลวง ร.9 หรือพื้นที่เปิดริมน้ำ
  • ระดับดื่มด่ำ (เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด – Dark Sky Park): ถ้าพอมีเวลาเดินทาง ลองมองหาพื้นที่ที่ได้รับการรับรองเป็น ‘อุทยานท้องฟ้ามืด’ ในไทย ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีแสงไฟรบกวนน้อยที่สุด เหมาะกับการปล่อยใจใต้แสงดาว เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตรงจุดลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ หรือผาเดี่ยวตรายามค่ำคืน, อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มองดาวเหนือทะเลหมอก ความรู้สึก Vastness จะชัดเจนมาก หรือ ผาแต้ม (อุบลราชธานี) ลานหินกว้างที่ทำให้รู้สึกเหมือนเรายืนอยู่บนขอบโลก

 

คืนนี้ ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ฟ้าเปิด ลองปิดไฟ วางหน้าจอ แล้วอนุญาตให้ตัวเองก้าวออกไปยืนใต้ท้องฟ้าสักพัก ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรกลับมา แค่ปล่อยให้ความเงียบและความกว้างใหญ่ของดวงดาว ช่วยโอบอุ้มหัวใจที่ล้ามาทั้งวันก็พอ

 

ภาพ: Shutterstock

The post Star Bathing การออกเดินทางเพื่ออาบดาว ทำไมถึงช่วยยาใจได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aman เตรียมเปิด ‘Aman Seoul’ โรงแรมแห่งแรกในเกาหลีใต้ ใจกลางย่าน Cheongdam https://thestandard.co/life/aman-seoul-hotel-korea-cheongdam/ Fri, 04 Sep 2026 02:33:52 +0000 https://thestandard.co/life/aman-seoul-hotel-korea-cheongdam/ ภาพจำลองโรงแรม Aman Seoul ในย่าน Cheongdam กรุงโซล

Aman ประกาศเตรียมเปิด ‘Aman Seoul’ โรงแรมแห่งแรกของแบรน […]

The post Aman เตรียมเปิด ‘Aman Seoul’ โรงแรมแห่งแรกในเกาหลีใต้ ใจกลางย่าน Cheongdam appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองโรงแรม Aman Seoul ในย่าน Cheongdam กรุงโซล

Aman ประกาศเตรียมเปิด ‘Aman Seoul’ โรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ในเกาหลีใต้ โดยเลือกปักหมุดในย่าน Cheongdam-dong เขต Gangnam กรุงโซล หนึ่งในย่านลักชัวรีและไลฟ์สไตล์สำคัญของเมือง

 

โปรเจกต์นี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Aman และ Shinsegae Property โดยจะพัฒนาเป็นอาคารสูง 38 ชั้น พร้อมพื้นที่ใต้ดินอีก 8 ชั้น บนพื้นที่รวมประมาณ 70,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซปต์ ‘Urban Sanctuary’ หรือพื้นที่หลบพักใจกลางเมือง ที่นี่จึงไม่ได้มีเพียงโรงแรม แต่ยังประกอบด้วย Branded Residences จำนวน 49 ยูนิต พื้นที่ Retail และ Cultural Space รวมถึง Aman Club คลับสำหรับสมาชิกที่มาพร้อมสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และเลานจ์

 

ภาพจำลองโรงแรม Aman Seoul ในย่าน Cheongdam กรุงโซล 1

 

ด้านการออกแบบ Aman Seoul จะนำแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัว ความสงบ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ธรรมชาติ และพื้นที่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Aman มาผสมผสานกับสุนทรียศาสตร์แบบเกาหลี เพื่อสร้างรีทรีตท่ามกลางความคึกคักของกรุงโซล พร้อมพื้นที่ Spa & Wellness และร้านอาหารในแบบฉบับของ Aman

 

การมาถึงของ Aman Seoul ไม่เพียงเป็นการปักหมุด เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกของ Aman แต่ยังสะท้อนทิศทางของแบรนด์ที่กำลังนำแนวคิดเรื่อง Sanctuary เข้ามาสู่เมืองใหญ่มากขึ้น ต่อจาก Aman Tokyo, Aman Nai Lert Bangkok รวมถึง Aman Singapore ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา

 

สำหรับ Aman Seoul คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2029

 

ภาพ: Courtesy of Aman

 

 

The post Aman เตรียมเปิด ‘Aman Seoul’ โรงแรมแห่งแรกในเกาหลีใต้ ใจกลางย่าน Cheongdam appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rosewood Bangkok ติดลิสต์ 51-100 ใน World’s 50 Best Hotels 2026 https://thestandard.co/life/rosewood-bangkok-worlds-50-best-hotels/ Tue, 01 Sep 2026 11:04:11 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1249505 ภาพโรงแรม Rosewood Bangkok ที่ติดอันดับ 70 ในลิสต์ World’s 50 Best Hotels 2026

มาแล้วกับลิสต์แรกของ ‘The World’s 50 Best Hotels 2026’ […]

The post Rosewood Bangkok ติดลิสต์ 51-100 ใน World’s 50 Best Hotels 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรม Rosewood Bangkok ที่ติดอันดับ 70 ในลิสต์ World’s 50 Best Hotels 2026

มาแล้วกับลิสต์แรกของ ‘The World’s 50 Best Hotels 2026 หลัง 50 Best หนึ่งในสถาบันจัดอันดับที่ได้รับความนิยมในวงการ Hospitality ประกาศรายชื่อโรงแรมลำดับ 51-100 ของโลก ออกมาเรียกน้ำย่อย ก่อนถึงวันประกาศ 50 อันดับโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกช่วงกลางเดือนกันยายนนี้

 

ปีนี้ลิสต์ 51-100 มีโรงแรมจากทั้งหมด 23 ประเทศและดินแดน ครอบคลุม 40 เมืองทั่วโลก โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีโรงแรมติดอันดับมากที่สุดถึง 20 แห่ง ตามมาด้วยยุโรป 16 แห่ง ขณะที่ในบรรดาโรงแรมทั้งหมดมีโรงแรมอิสระหรือ Independent Hotel ติดอันดับ 10 แห่ง

 

ภาพโรงแรม Rosewood Bangkok ที่ติดอันดับ 70 ในลิสต์ World’s 50 Best Hotels 2026 1ภาพโรงแรม Rosewood Bangkok ที่ติดอันดับ 70 ในลิสต์ World’s 50 Best Hotels 2026 2

 

สำหรับประเทศไทย ปีนี้มี Rosewood Bangkok เป็นโรงแรมไทยที่ติดอยู่ในลิสต์ 51-100 โดยคว้า อันดับ 70 ของโลก ขณะที่เมืองอื่นๆ ในเอเชียก็มีโรงแรมคุ้นชื่อปรากฏอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Soneva Fushi มัลดีฟส์ อันดับ 55, Mandarin Oriental Hong Kong อันดับ 59, Mandapa บาหลี อันดับ 61, Amangalla ศรีลังกา อันดับ 71, Capella Hanoi อันดับ 81, Four Seasons Hong Kong อันดับ 86, Wynn Palace มาเก๊า อันดับ 96 และ Capella Singapore อันดับ 97

 

โดยมีญี่ปุ่น ทำผลงานดีที่สุดด้วยโรงแรมติดลิสต์ถึง 7 แห่ง นำโดย Janu Tokyo อันดับ 52 ตามมาติดๆ ด้วย Park Hyatt Tokyo อันดับ 53 รวมถึง The Okura Tokyo อันดับ 69, Palace Hotel Tokyo อันดับ 73, Hotel The Mitsui ในเกียวโต อันดับ 79, Hoshinoya Tokyo อันดับ 85 และ Waldorf Astoria Osaka อันดับ 89

 

The World’s 50 Best Hotels 2026 อันดับ 1-50 จะประกาศอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2026 ณ Les Salles du Carrousel กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยงานประกาศรางวัลจะถ่ายทอดสดผ่าน YouTube ของ 50 Best ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ตามเวลาปารีส หรือ 01.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย

 

อีกไม่นานเราจะได้รู้กันว่าในปี 2026 จะมีโรงแรมไทยแห่งไหนติดอยู่ใน 50 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลกอีกบ้าง มารอลุ้นพร้อมกันกลางเดือนกันยายนนี้

 

ขอแสดงความยินดีกับ Rosewood Bangkok สำหรับอันดับ 70 ด้วย

 

ภาพ: Courtesy of Hotel

 

The post Rosewood Bangkok ติดลิสต์ 51-100 ใน World’s 50 Best Hotels 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามรอย ‘Yayoi Kusama’ ผ่าน 7 พิกัดในญี่ปุ่น ที่จักรวาลลายจุดยังมีชีวิตอยู่ https://thestandard.co/life/yayoi-kusama-japan-locations/ Mon, 31 Aug 2026 09:51:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1248886 ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ

หากพูดถึง Yayoi Kusama ภาพของฟักทองสีเหลืองแต้มลายจุด ห […]

The post ตามรอย ‘Yayoi Kusama’ ผ่าน 7 พิกัดในญี่ปุ่น ที่จักรวาลลายจุดยังมีชีวิตอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ

หากพูดถึง Yayoi Kusama ภาพของฟักทองสีเหลืองแต้มลายจุด ห้องกระจกที่ทอดยาวเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด หรือโลกที่เต็มไปด้วย Polka Dots คงเป็นภาพแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่เบื้องหลังภาพจำเหล่านั้นคือชีวิตกว่า 9 ทศวรรษของศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่น ผู้เปลี่ยนสิ่งที่เธอมองเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นภาษาทางศิลปะที่คนทั่วโลกจดจำ

 

 
 

Yayoi Kusama เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ที่กรุงโตเกียว ด้วยวัย 97 ปี ข่าวการจากไปของเธอได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ถึงแม้ศิลปินจะจากไปแล้ว แต่จักรวาลที่เธอสร้างขึ้นตลอดหลายสิบปียังคงอยู่ และเราสามารถออกเดินทางไปทำความรู้จักชีวิตและผลงานของเธอได้ผ่านสถานที่จริง

 

และนี่คือ 7 พิกัดในญี่ปุ่นที่ชวนเราปักหมุดเช็คอินเพื่อไปพบกับโลกของ Yayoi Kusama อีกครั้ง

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 1

 

Matsumoto City Museum of Art, Nagano

 

บ้านเกิด Yayoi Kusama เมืองที่ทุกอย่างเริ่มต้น

 

ถ้าอยากเข้าใจ Yayoi Kusama ให้มากกว่าภาพของศิลปินหญิงผมบ๊อบสีแดงและลาย Polka Dots ให้เริ่มต้นที่เมือง Matsumoto ในจังหวัด Nagano บ้านเกิดเมืองนอนของ Yayoi Kusama เธอเติบโตมากับครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์และเรือนเพาะชำ และเริ่มมีประสบการณ์เห็นภาพหลอนตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งแสง ดอกไม้ ตาข่าย และลายจุดที่ดูเหมือนกำลังขยายตัวเข้าปกคลุมทุกสิ่งรอบตัว ก่อนภาพเหล่านั้นจะกลายมาเป็นภาษาทางศิลปะที่เธอใช้ตลอดชีวิต

 

Matsumoto City Museum of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะประจำเมืองที่เก็บรวบรวมผลงานของ Kusama เอาไว้ ตั้งแต่เริ่มเป็นศิลปิน เป็นสถานที่ที่ทำให้เราเห็นว่า ก่อนจุด ฟักทอง และดอกไม้จะกลายเป็นภาพจำระดับโลก เส้นทางศิลปินของเธอเป็นอย่างไรบ้าง มาแล้ว อย่าลืมจุดถ่ายรูปยอดนิยม The Visionary Flowers ประติมากรรมดอกไม้ขนาดใหญ่สีสันสดใสตั้งต้อนรับอยู่ด้านหน้า

 

Travel Note: Matsumoto เดินทางจาก Tokyo ด้วย JR Limited Express Azusa จาก Shinjuku ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ตัวพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ไกลจาก Matsumoto Station และสามารถเที่ยวต่อกับ Matsumoto Castle ได้ในทริปเดียวกัน

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 2

 

Yayoi Kusama Museum, Tokyo

 

ทำความรู้จัก Kusama ที่มากกว่า Polka Dots

 

จาก Matsumoto เดินทางต่อมายัง Tokyo เมืองที่ Kusama กลับมาใช้ชีวิตหลังจากใช้เวลาหลายปีในสหรัฐอเมริกา และเป็นฐานในการสร้างผลงานของเธอต่อเนื่องอีกหลายทศวรรษ Yayoi Kusama Museum พิพิธภัณฑ์ในเขต Shinjuku ที่เปิดเมื่อปี 2017 เพื่อจัดแสดงและเผยแพร่ผลงานของเธอโดยเฉพาะ เสน่ห์ของที่นี่คือการไม่ได้หยุดอยู่เพียงผลงานยอดนิยมอย่าง Pumpkin หรือ Infinity Mirror Room แต่หมุนเวียนนิทรรศการไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้พบกับ Kusama ในหลากหลายช่วงเวลา ตั้งแต่ภาพวาด ประติมากรรม ไปจนถึง Installation

 

สำหรับใครที่วางแผนไปในช่วงปลายปี 2026 พิพิธภัณฑ์จะจัดนิทรรศการ The Light Spreads Out, and Glittering Things Start Appearing All Around Me ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2026 ถึง 31 มกราคม 2027

 

Travel Note: Yayoi Kusama Museum ใช้ระบบระบุวันและเวลาเข้าชม และไม่มีจำหน่ายบัตรหน้างาน จึงควรจองล่วงหน้าก่อนจัดทริป

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 3

 

Naoshima, Kagawa

 

ฟักทองที่ทำให้คนเดินทางข้ามทะเลไปหา

 

มีงานศิลปะไม่กี่ชิ้นที่สามารถเปลี่ยนจาก ‘ผลงาน’ ไปเป็นภาพจำของจุดหมายปลายทางได้ และ Pumpkin ของ Yayoi Kusama บนเกาะ Naoshima คือหนึ่งในนั้น

 

ฟักทองสีเหลืองแต้มจุดสีดำตั้งอยู่บริเวณปลายท่าเรือ โดยมีทะเล Seto Inland Sea เป็นฉากหลัง ผลงานชิ้นนี้ปรากฏบน Naoshima ครั้งแรกในนิทรรศการ Out of Bounds เมื่อปี 1994 ก่อนค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเกาะ ขณะที่บริเวณ Miyanoura Port ยังมี Red Pumpkin คอยต้อนรับนักเดินทางที่เดินทางมาถึงเช่นกัน

 

นอกจากฟักทองทั้งสองลูก ปัจจุบัน Naoshima ยังมีผลงาน Narcissus Garden ของ Kusama ซึ่งเปิดตัวบนเกาะในปี 2022 ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่สุดสำหรับคนที่ต้องการตามรอยผลงานของเธอในญี่ปุ่น แน่นอนว่า Naoshima ไม่ได้มีเพียงชิ้นงานของ Kusama เพราะทั้งเกาะเต็มไปด้วยงานของศิลปินและสถาปนิกระดับโลก แต่สำหรับนักเดินทางหลายคนภาพแรกที่ทำให้รู้จักเกาะนี้อาจไม่ใช่อาคารคอนกรีตของ Tadao Ando หากเป็นฟักทองสีเหลืองใบหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมทะเล และนั่นเป็นหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า Kusama ไม่ได้สร้างเพียงงานศิลปะ แต่สร้างเหตุผลให้ผู้คนออกเดินทางไปหาด้วย

 

Travel Note: เส้นทางยอดนิยมคือเดินทางไป Okayama แล้วต่อรถไฟไป Uno Port ก่อนนั่งเรือข้ามไป Naoshima หากตั้งใจชมพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง แนะนำให้พักบนเกาะอย่างน้อย 1 คืนแทนการไปเช้าเย็นกลับ

 
ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 4

 

Fukuoka Art Museum, Fukuoka

 

ตามหาประติมากรรมกลางแจ้งชิ้นแรกของ Kusama

 

ถ้า Pumpkin บน Naoshima คือฟักทองที่โด่งดังที่สุดของ Kusama ฟักทองสีเหลืองลายจุดดำที่ Fukuoka Art Museum ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

 

ผลงาน Pumpkin ชิ้นนี้สร้างขึ้นในปี 1994 เพื่อจัดแสดงในโครงการ Museum City Tenjin ’94 Fukuoka, Japan โดยครั้งแรกถูกนำไปตั้งบริเวณหน้าอาคารธนาคารกลางย่าน Tenjin ก่อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชัน Fukuoka Art Museum ในเวลาต่อมา

 

ความน่าสนใจคือ Fukuoka Art Museum ระบุว่า ผลงานชิ้นนี้คือประติมากรรมกลางแจ้งชิ้นแรกของ Kusama ก่อนที่ฟักทอง ดอกไม้ และประติมากรรมสีสันสดใสของเธอจะกระจายตัวไปตามพื้นที่สาธารณะทั่วโลก ที่นี่จึงเป็นอีกพิกัดสำหรับคนที่อยากย้อนกลับไปดูช่วงเวลาที่ Pumpkin กำลังเปลี่ยนสถานะจาก motif ในโลกศิลปะไปเป็น Public Art ที่คนทั่วไปสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

 

Travel Note: Fukuoka Art Museum ตั้งอยู่ใน Ohori Park สามารถนั่งรถไฟใต้ดินจาก Hakata ไปลง Ohori Park Station แล้วเดินต่อได้ เหมาะกับการรวมไว้ในวันเที่ยว Ohori Park และย่านรอบๆ

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 5

 

Towada Art Center, Aomori

 

เมื่อโลกของ Kusama หลุดออกมาอยู่กลางเมือง

 

ที่ Towada Art Center ในจังหวัด Aomori โลกของ Kusama ไม่ได้อยู่เพียงภายในพิพิธภัณฑ์ แต่หลุดออกมาอยู่บนพื้นที่สาธารณะของเมือง บริเวณ Art Square เป็นที่ตั้งของ Love Forever, Singing in Towada ผลงานปี 2010 ที่เปลี่ยนสนามหญ้าให้เต็มไปด้วยวงกลมสีเหลือง พร้อมประติมากรรม 8 ชิ้น ตั้งแต่ฟักทอง เด็กหญิง สุนัข ไปจนถึงเห็ดหลากสี ทั้งหมดปกคลุมด้วย dots และ nets ในภาษาภาพแบบ Kusama

 

ความสนุกของพิกัดนี้คือ งานไม่ได้ถูกวางแยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เมืองที่ผู้คนสามารถเดินผ่าน นั่งพัก และมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

 

ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Kusama ว่าเราไม่จำเป็นต้องเดินเข้า Gallery เสมอไปเพื่อพบกับศิลปะ เพราะบางครั้งโลกเหนือจริงสามารถปรากฏขึ้นกลางสนามหญ้าและอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ปัจจุบัน Love Forever, Singing in Towada ยังคงอยู่ในคอลเล็กชันถาวรของ Towada Art Center โดยงานเพิ่งผ่านการบำรุงรักษาในเดือนมิถุนายน 2026

 

Travel Note: Towada ไม่มีสถานี Shinkansen ของตัวเอง เส้นทางหนึ่งที่สะดวกคือเดินทางด้วย Tohoku Shinkansen ไปลง Hachinohe แล้วต่อรถบัสมายัง Towada จึงเหมาะกับการจัดเป็นส่วนหนึ่งของทริป Aomori มากกว่าการเดินทางจาก Tokyo แบบไปเช้าเย็นกลับ

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 6

Photo Credit: Echigo-Tsumari Art Field

 

Echigo-Tsumari Art Field, Niigata

 

ดอกไม้ยักษ์ที่ผลิบานกลาง Satoyama

 

Tsumari in Bloom ประติมากรรมดอกไม้ขนาดใหญ่สีสันสดใสของ Kusama สร้างขึ้นในปี 2003 และตั้งอยู่บริเวณ Matsudai NOHBUTAI ส่วนหนึ่งของ Echigo-Tsumari Art Field พื้นที่ศิลปะขนาดใหญ่ที่นำ Contemporary Art เข้าไปอยู่ท่ามกลางหมู่บ้าน นาข้าว ป่า และภูเขา

 

Kusama เคยบอกว่า Tsumari in Bloom เป็นผลงานประติมากรรมกลางแจ้งชิ้นโปรดของเธอ เมื่อดอกไม้สีสดถูกนำมาวางท่ามกลางภูมิประเทศแบบ Satoyama สิ่งประดิษฐ์กับธรรมชาติจึงดูเหมือนขัดแย้ง แต่ในขณะเดียวกันกลับอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าประหลาด ในปี 2026 ผลงานเปิดให้ชมระหว่างวันที่ 25 เมษายน-8 พฤศจิกายน และปิดในฤดูหนาว จึงเป็นพิกัดที่ควรเช็กช่วงเวลาก่อนวางแผนเดินทาง

 

Travel Note: เดินทางจาก Tokyo ด้วย Joetsu Shinkansen ไป Echigo-Yuzawa แล้วต่อ Hokuhoku Line ไป Matsudai การมีรถยนต์จะช่วยให้เที่ยวงานศิลปะที่กระจายอยู่ทั่ว Echigo-Tsumari ได้สะดวกขึ้นมาก

 

ภาพฟักทองสีเหลืองลายจุดของ Yayoi Kusama ริมทะเลบนเกาะนาโอชิมะ 7

Photo Credit: Kagoshima

 

Kirishima Open-Air Museum, Kagoshima

 

ตามหาดอกไม้แห่ง Shangri-la และรองเท้าแดงของ Kusama

 

พิกัดสุดท้ายพาเราลงใต้ไปยัง Kirishima Open-Air Museum พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งในจังหวัด Kagoshima ที่นำงานศิลปะร่วมสมัยมาวางท่ามกลางธรรมชาติของ Kirishima หนึ่งในไฮไลต์คือ Flowers of Shangri-la ประติมากรรมดอกไม้ยักษ์สีสันสดใสที่ Kusama สร้างขึ้นในปี 2000 โดยนำภาพของ Shangri-la หรือดินแดนในอุดมคติมาตีความผ่านดอกไม้ที่สื่อถึงชีวิต จิตวิญญาณ และความหวัง ราวกับโลกในจินตนาการของเธอกำลังผลิบานขึ้นท่ามกลางธรรมชาติจริง และอีกชิ้นคือ High Heel รองเท้าส้นสูงสีแดงขนาดยักษ์จากปี 2002 ซึ่ง Kusama เคยเขียนถึงจินตนาการในการสวมรองเท้าคู่นี้ออกไปยังสถานที่ในฝัน เพื่อตามหาความสุขที่ยังไม่รู้จัก

 

Travel Note: พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Kagoshima เหมาะกับการแวะเป็นส่วนหนึ่งของ Road Trip รอบ Kirishima

The post ตามรอย ‘Yayoi Kusama’ ผ่าน 7 พิกัดในญี่ปุ่น ที่จักรวาลลายจุดยังมีชีวิตอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ultra Thailand 2027 เลือกกรุงเทพฯ จัดงานครั้งแรกใน SEA เมื่อการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังมองไกลกว่าความหรูหรา https://thestandard.co/life/ultra-thailand-bangkok-luxury/ Sun, 30 Aug 2026 11:22:55 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1248562 ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027

ถ้าพูดถึง Luxury Travel เมื่อสิบกว่าปีก่อน ภาพที่หลายคน […]

The post Ultra Thailand 2027 เลือกกรุงเทพฯ จัดงานครั้งแรกใน SEA เมื่อการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังมองไกลกว่าความหรูหรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027

ถ้าพูดถึง Luxury Travel เมื่อสิบกว่าปีก่อน ภาพที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นโรงแรมห้าดาว ห้องสวีต หรือบริการระดับพรีเมียม แต่ตลาดบนสุดของการท่องเที่ยวกำลังขยับไปอีกทาง เมื่อความเป็นส่วนตัว เวลเนส วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ทั่วไป เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นในการนิยามคำว่า ลักชัวรี ใหม่

 

 

และปีหน้า กรุงเทพฯ กำลังจะได้เป็นพื้นที่พบปะของคนทำงานในตลาดนี้โดยตรง

 

Private Luxury Events บริษัทผู้จัดอีเวนต์ด้าน Luxury Travel จากลอนดอน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมจัด Ultra Thailand 2027 ระหว่างวันที่ 20-24 มิถุนายน 2570 ที่ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River นับเป็นครั้งแรกที่ Ultra เลือกจัดงานในกรุงเทพฯ และเป็นการเข้ามาจัดงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

 

Ultra ไม่ใช่งาน Travel Fair สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นงานที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น ที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เจรจาธุรกิจระหว่างแบรนด์และผู้ประกอบการในตลาด Luxury Travel กับกลุ่มผู้ซื้อและคนที่มีบทบาทในการออกแบบการเดินทางให้ลูกค้าระดับ Ultra-High-Net-Worth Individuals หรือ UHNWIs

 

ผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่ Family Offices, Executive และ Personal Assistants ไปจนถึง Celebrity Agents ซึ่งทำหน้าที่ดูแลหรือวางแผนการเดินทางให้กับลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง โดยผู้เข้าร่วมจะผ่านการคัดเลือกจากผู้จัดงานก่อนเข้าร่วมเครือข่าย

 

พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะพยายามเข้าถึงนักท่องเที่ยวระดับบนโดยตรง งานนี้นำคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการออกแบบทริปของคนกลุ่มนั้นมาเจอกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

 

ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027 1ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027 2

 

แล้วทำไม Ultra ถึงเลือกกรุงเทพฯ

 

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า Ultra จะมาจัดที่ไหน แต่คือ ทำไมกรุงเทพฯ ถึงถูกเลือกในเวลานี้

 

หนึ่งในคำอธิบายอยู่ที่การเติบโตของกลุ่มคนมั่งคั่งในเมือง จากข้อมูล World Ultra Wealth Report 2026 ของ Altrata กรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะมีประชากร Ultra-Wealthy เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงถึงปี 2030 โดยข้อมูลที่เผยแพร่เพิ่มเติมระบุว่าประชากร UHNW ของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปี 2025 ถึง 2030

 

ขณะที่ Knight Frank คาดการณ์ในอีกกรอบหนึ่งว่า จำนวนประชากร UHNW ของ ประเทศไทยโดยรวม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 26% ระหว่างปี 2026-2031

 

พร้อมกันนั้น กรุงเทพฯ ก็กำลังเห็นการลงทุนจากแบรนด์โรงแรมระดับ Luxury เพิ่มขึ้น ตั้งแต่การเปิด Aman Nai Lert Bangkok ไปจนถึง The Langham, Custom House, Bangkok ซึ่งกำลังเปลี่ยนอาคารศุลกสถานเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง โดย The Langham เปิดรับจองแล้วสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ทั้งหมดทำให้กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังกลายเป็นตลาดที่แบรนด์ Luxury Hospitality ระดับโลกให้ความสนใจมากขึ้นเช่นกัน

 

จากความลักชัวรีแบบเดิม สู่ ‘Healing is the New Luxury’

 

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการนำไปขายในตลาดนี้ ซึ่งททท. วางทิศทางการสื่อสารเรื่อง Luxury Travel ผ่านแนวคิด ‘The Soul of Thai’ โดยหยิบสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเวลเนส อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม งานคราฟต์ การเดินทางแบบ Private Journey ไปจนถึง Living Heritage มาประกอบเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น

 

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกนำมาใช้คือ ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งมองความหรูหราออกไปไกลกว่าวัตถุหรือบริการราคาแพง แล้วให้ความสำคัญกับ Wellbeing, Personalisation และ Meaningful Travel มากขึ้น

 

ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027 3ภาพโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่จัดงาน Ultra Thailand 2027 4

 

อีกคำหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้คือ ‘น้ำใจ’ หรือ Nam Jai ในฐานะคุณลักษณะของการต้อนรับแบบไทยที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งปลูกสร้างหรือ Facility แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคน

 

ตรงนี้อาจเป็นโจทย์ที่น่าสนใจกว่าการพยายามแข่งขันว่าใครมีโรงแรมหรูหรือบริการแพงกว่า เพราะสิ่งที่ประเทศไทยพยายามนำเสนอคือการเอาทั้ง Wellness, Culture, Gastronomy และ Hospitality มาประกอบกันเป็น Luxury Experience ในแบบของตัวเอง

 

แต่การมีงานนี้เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่ากรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลาง Ultra-Luxury Travel ของเอเชียทันที

 

สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้มากกว่าคือ ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเปลี่ยนจุดแข็งอย่างวงการอาหาร เวลเนส วัฒนธรรม ธรรมชาติ และ Hospitality ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความเฉพาะตัว มีความเป็นส่วนตัว และสร้างมูลค่าสูงขึ้น ได้มากแค่ไหน

 

สำหรับผู้ประกอบการหรือแบรนด์ที่สนใจเข้าร่วม Ultra Thailand 2027 ขณะนี้ Private Luxury Events เปิดให้ Register Your Interest แล้วผ่านเว็บไซต์ privateluxuryevents.com/ultra/Thailand โดยการเข้าร่วมงานเป็นรูปแบบ Invitation-Only และขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้จัดงาน

 

ภาพ: Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River

The post Ultra Thailand 2027 เลือกกรุงเทพฯ จัดงานครั้งแรกใน SEA เมื่อการท่องเที่ยวลักชัวรีกำลังมองไกลกว่าความหรูหรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AP เราเห็นชีวิต ก่อนที่คุณจะใช้ชีวิต’ วิธีคิดเบื้องหลัง RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค แลนด์มาร์คคอนโดหรูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา https://thestandard.co/life/rhythm-charoennakhon-iconic-condo/ Sat, 29 Aug 2026 12:30:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1248044 ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้าถามว่าปกติแล้ว เราคาดหวังอะไรจากการอยู่คอนโดริมแม่น้ […]

The post ‘AP เราเห็นชีวิต ก่อนที่คุณจะใช้ชีวิต’ วิธีคิดเบื้องหลัง RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค แลนด์มาร์คคอนโดหรูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้าถามว่าปกติแล้ว เราคาดหวังอะไรจากการอยู่คอนโดริมแม่น้ำ?

 

สำหรับบางคนอาจเป็นวิวที่เปิดกว้าง ความสงบ หรือการได้ทอดสายตามองวิถีชีวิตริมแม่น้ำจากห้องของตัวเอง แต่สำหรับบริบทของเจริญนครในวันนี้ ภาพของชีวิตริมน้ำมีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งย่านที่ยังมีเสน่ห์ของวิถีชีวิตริมเจ้าพระยา ขณะเดียวกันก็เชื่อมต่อกับสาทร-สีลม และมี ICONSIAM เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของย่าน

 

 

เมื่อ AP Condo พัฒนา RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการสร้างคอนโดที่ ‘มองเห็นแม่น้ำ’ แต่คือการตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้สายน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตได้มากกว่านั้น

 

คำตอบนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านแนวคิด THE RARITY OF URBAN RIVER-FORMED LIVING: FROM RIVER SIGHT TO RIVER SENSES หรือการมองเห็นวิว ไปสู่ River Senses ที่นำเส้นสาย แสง ลม และบรรยากาศของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเชื่อมโยงกับพื้นที่และกิจวัตรในแต่ละวัน

 

‘AP เราเห็นชีวิต ก่อนที่คุณจะใช้ชีวิต’

 

เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวย้อนกลับไปถึงวิธีที่ AP มองการพัฒนาที่อยู่อาศัย

 

คุณกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บมจ. เอพี ไทยแลนด์ อธิบายถึงความเชื่อของแบรนด์ว่า ‘ ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ’ ทุกการพัฒนาโครงการจึงเริ่มต้นจากการเข้าไปทำความเข้าใจจังหวะชีวิตจริงของผู้คน เพื่อถอดรหัสความต้องการก่อนนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัย

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 1ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 2

คุณกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย / คุณนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์

 

สำหรับ RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค สิ่งที่ AP พยายามทำจึงเป็นการขยับจาก ‘คอนโดวิวแม่น้ำ’ สู่ ‘การใช้ชีวิตที่สายน้ำหล่อหลอม’ ทำให้แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงทัศนียภาพด้านนอก แต่เข้ามาอยู่ในประสบการณ์ตั้งแต่การกลับบ้าน การพักผ่อน ออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 4ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 5

 

เมื่อความลักชัวรีเริ่มต้นจากที่พักอาศัย

 

หนึ่งในสิ่งที่ AP มองว่าเป็นความหายากของโครงการคือ The Rarity of Location

 

RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค ตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 4 ไร่ ติดถนนเจริญนคร ตรงข้าม ICONSIAM และห่างจาก BTS สถานีเจริญนครประมาณ 100 เมตร พร้อมเชื่อมต่อไปยังย่านธุรกิจสาทร-สีลมได้

 

สำหรับ AP คุณค่าของตำแหน่งนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องการเดินทาง แต่คือการอยู่ตรงจุดบรรจบของสองบรรยากาศ ระหว่างความเคลื่อนไหวของเมืองกับสุนทรียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา

 

คุณนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์

 

คุณนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ Executive Vice President สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บมจ. เอพี ไทยแลนด์ อธิบายว่า การเกิดโครงการระดับแฟลกชิปบนที่ดินติดถนนเจริญนคร ตรงข้าม ICONSIAM และใกล้รถไฟฟ้าเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย และปัจจุบันโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเข้าอยู่อาศัยแล้ว

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 6ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 7ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 8ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 9

 

เมื่อแม่น้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

 

ถ้า Location คือจุดตั้งต้น พื้นที่ส่วนกลางคือส่วนที่ทำให้แนวคิด FROM RIVER SIGHT TO RIVER SENSES ชัดขึ้น

 

โครงการมีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 3.3 ไร่ ซึ่ง AP นำเรื่องของสายน้ำมาเชื่อมกับการออกแบบในหลายระดับ

 

ตั้งแต่ Private Sanctuary Yard ที่ใช้ร่มไม้และเสียงน้ำสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายภายนอก ไปจนถึงชั้น 28 ที่มี Panoramic Swimming Pool สระ Infinity-edge ความยาว 38 เมตร เปิดรับวิวโค้งแม่น้ำและเมืองแบบพาโนรามา รวมถึง The Iconic Stair ประติมากรรมบันไดสี PRISMATIC COPPER ที่นำความเคลื่อนไหวของสายน้ำมาตีความเป็นเส้นสายของงานออกแบบ

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 10ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 11ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 12

 

ส่วนชั้น 29 มี The Grand Yacht Lounge ที่ถอดบรรยากาศของยอชต์คลับส่วนตัวมาเป็นพื้นที่พักผ่อน เปิดรับวิวสามโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อม Front-row Seating สำหรับชมพลุในช่วงเทศกาลสำคัญ

 

ขณะเดียวกัน AP ยังนำอินไซต์ของการใช้ชีวิตจริงเข้ามาอยู่ในรายละเอียด อย่าง Artistic Pavilion & Within-Sight Kids Pool ที่วางเลานจ์พักผ่อนให้เชื่อมกับสระเด็กในระดับสายตา เพื่อให้พ่อแม่มีพื้นที่พักของตัวเอง แต่ยังสามารถมองเห็นลูกได้ในเวลาเดียวกัน

 

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ ‘เราเห็นชีวิต’ ไม่ได้อยู่แค่ในระดับ Brand Message แต่ถูกนำมาตอบคำถามว่า ผู้คนจะเข้ามาใช้พื้นที่เหล่านี้อย่างไรในแต่ละวัน

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 13ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 14ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 15ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 16ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 17

 

พื้นที่ส่วนตัวที่เปิดรับวิวแม่น้ำ

 

แนวคิดเดียวกันต่อเนื่องเข้าไปถึงพื้นที่พักอาศัยของโครงการ ซึ่งมีทั้งหมด 577 ยูนิต และแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ SIMPLEX และ VERTIPLEX

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 18ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 19ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 20ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 21

 

SIMPLEX บนชั้น 6-22 มีขนาดตั้งแต่ 35-130 ตารางเมตร โดยวางฟังก์ชันระหว่างห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และพื้นที่พักผ่อนให้เชื่อมต่อกัน

 

ขณะที่ VERTIPLEX บนชั้น 23-27 ใช้ Double Volume Ceiling สูง 4.45 เมตร ร่วมกับกระจก Floor-to-Ceiling เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและทัศนียภาพโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา

 

SIMPLEX มีราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท* ส่วน VERTIPLEX เริ่มต้น 9.9 ล้านบาท*

 

ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 22ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 23ภาพคอนโด RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค หรูหรา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 24

 

อีกหนึ่งภาพของ ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’

 

RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค ยังเป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดินหน้าความร่วมมือกันมาเป็นปีที่ 13 แต่สิ่งที่โครงการนี้สะท้อนในมุมของ AP ได้ชัดเจน คือวิธีคิดที่เริ่มต้นจากการ ‘เห็นชีวิต’ ก่อนออกแบบพื้นที่

 

ตั้งแต่การมองเห็นคุณค่าของทำเลที่เชื่อมเมืองเข้ากับแม่น้ำ การนำแสง ลม และวิวโค้งเจ้าพระยาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงรายละเอียดที่คิดจากจังหวะชีวิตของคนและครอบครัว

 

ทั้งหมดจึงย้อนกลับมาสู่ FROM RIVER SIGHT TO RIVER SENSES จากการมีแม่น้ำไว้ให้มอง ไปสู่การทำให้สายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ AP ถ่ายทอดคำว่า ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ออกมาเป็นพื้นที่จริง

 

RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค เปิดให้เข้าชมโครงการจริงวันที่ 29-30 สิงหาคม 2569 โครงการตั้งอยู่ตรงข้าม ICONSIAM ห่างจาก BTS สถานีเจริญนครประมาณ 100 เมตร ราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท* โดยปัจจุบันโครงการก่อสร้างเสร็จ 100% พร้อมโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่อาศัย

 

ใครอยากชมพื้นที่จริงด้วยตัวเอง สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าชมโครงการได้ที่ https://apthai.ly/neGKvj

The post ‘AP เราเห็นชีวิต ก่อนที่คุณจะใช้ชีวิต’ วิธีคิดเบื้องหลัง RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค แลนด์มาร์คคอนโดหรูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาชม ‘Fairmont Bangkok Sukhumvit’ หนึ่งในโรงแรมลักชัวรีที่น่าจับตามองที่สุดยามนี้ https://thestandard.co/life/fairmont-bangkok-sukhumvit/ Mon, 24 Aug 2026 11:37:06 +0000 https://thestandard.co/life/fairmont-bangkok-sukhumvit/ ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย

อีกหนึ่งโรงแรมใหม่ที่น่าจับตามองของกรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิ […]

The post พาชม ‘Fairmont Bangkok Sukhumvit’ หนึ่งในโรงแรมลักชัวรีที่น่าจับตามองที่สุดยามนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย

อีกหนึ่งโรงแรมใหม่ที่น่าจับตามองของกรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิดประตูต้อนรับแขกอย่างเป็นทางการไปสดๆ ร้อนๆ กับ ‘Fairmont Bangkok Sukhumvit’ โรงแรม Fairmont แห่งแรกในประเทศไทย จากความร่วมมือระหว่าง Fairmont Hotels & Resorts ในเครือ Accor และ Asset World Corp (AWC) ที่เลือกปักหมุดใจกลางสุขุมวิท พร้อมห้องพักทั้งหมด 416 ห้อง รวม 58 ห้องสวีท

 

ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 1

 

ตัวโรงแรมออกแบบโดย PIA ภายใต้แนวคิด ‘เวทีแห่งการผลิบาน’ นำความงามของพรรณไม้ไทยมาตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย ตั้งแต่โคมไฟระย้าในล็อบบี้ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกราชพฤกษ์ ไปจนถึงงานศิลปะและลวดลายพฤกษศาสตร์ที่ปรากฏทั่วพื้นที่

 

ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีแค่การเข้าพัก แต่ตั้งใจเป็น Lifestyle Destination แห่งใหม่ของสุขุมวิท ผ่านห้องอาหารและบาร์ 7 แห่ง ที่กำลังทยอยเปิดตลอดปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น Harper’s บราสเซอรีกลิ่นอายปารีสและนิวยอร์ก, AELA Social Bar ที่เปลี่ยนเลานจ์ในช่วงกลางวันเป็นค็อกเทลบาร์ยามค่ำ และ CAYA Pool Club นำสีสันของสตรีทฟู้ดและตลาดกลางคืนกรุงเทพฯ มาตีความใหม่

 

ส่วนสาย Nightlife รอพบกับ Wiggle Room ซัปเปอร์คลับที่ผสมคลาสสิกคาบาเรต์เข้ากับความร่วมสมัยของกรุงเทพฯ คาดว่าจะเปิดได้กลางเดือนกันยายนนี้ ก่อนตามมาด้วยห้องอาหารรูฟท็อปอีก 2 แห่งบนชั้น 33 ในเดือนธันวาคม

 

ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 2ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 3ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 4ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 5ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 6

 

ด้านเวลเนส โรงแรมนำแนวคิด ‘Wellness Without Walls’ มาใช้ พร้อมกับ Fairmont Spa, Fairmont Studio รวมถึง Fairmont Fit ที่มีครบทั้งโยคะสตูดิโอ เครื่องคาร์ดิโอ และ Strength Training ขณะที่สายอีเวนต์มีพื้นที่จัดงานกว่า 2,000 ตารางเมตร ไฮไลต์คือ The Signature Grand Ballroom ที่มีเพดานสูงถึง 12 เมตร

 

การเปิดตัว Fairmont Bangkok Sukhumvit จึงไม่ใช่เพียงการมาถึงของ Fairmont แห่งแรกในไทย แต่ยังเพิ่มจุดหมายใหม่สำหรับการ Stay, Dine, Drink และ Wellness ใจกลางสุขุมวิท ที่น่าจับตามองอีกแห่งของกรุงเทพฯ ในปี 2026

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.fairmont.com

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง

 

ภาพอาคารโรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit ที่โดดเด่นและทันสมัย 7

The post พาชม ‘Fairmont Bangkok Sukhumvit’ หนึ่งในโรงแรมลักชัวรีที่น่าจับตามองที่สุดยามนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shenzhen Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น แลนด์มาร์กใหม่ริมทะเลสาบ https://thestandard.co/life/shenzhen-natural-history-museum-landmark/ Sun, 23 Aug 2026 06:57:14 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1245437 ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ

ถ้าภาพจำของเซินเจิ้นคือเมืองแห่งเทคโนโลยี ตึกสูง และการ […]

The post Shenzhen Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น แลนด์มาร์กใหม่ริมทะเลสาบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ

ถ้าภาพจำของเซินเจิ้นคือเมืองแห่งเทคโนโลยี ตึกสูง และการพัฒนาอย่างรวดเร็ว Shenzhen Natural History Museum อาจทำให้เราได้เห็นอีกด้านของเมืองนี้ เพราะแทนที่จะสร้างแลนด์มาร์กที่พยายามโดดเด่นออกจากบริบทโดยรอบ พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่กลับเลือกทำตรงกันข้าม ด้วยการออกแบบอาคารให้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ Yanzi ในเขต Pingshan จนเส้นแบ่งระหว่างอาคาร สวน และธรรมชาติแทบกลายเป็นพื้นที่เดียวกัน

 

 
 

ตอนนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมแล้วเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่มากกว่า 100,000 ตารางเมตร และเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน ภายในพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจเรื่องราวของโลกตั้งแต่กำเนิดจักรวาล ธรณีวิทยา และวิวัฒนาการ ไปจนถึงไดโนเสาร์ มนุษย์ และระบบนิเวศ แต่สำหรับคนที่สนใจงานออกแบบ แค่ตัวอาคารก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอให้เดินทางมาที่นี่แล้ว

 

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 1

 

อาคารที่ตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ

 

อาคารแห่งนี้เป็นผลงานร่วมกันของ 3XN, B+H Architects และ Zhubo Design จากแบบที่ชนะการแข่งขันออกแบบระดับนานาชาติในปี 2020 โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การสร้างอาคารรูปทรงหวือหวา แต่คือการทำให้พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งสามารถวางตัวอยู่ริมทะเลสาบได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกจากธรรมชาติ

 

Kim Herforth Nielsen ผู้ก่อตั้ง 3XN เคยอธิบายแนวคิดของโครงการไว้ว่า ในธรรมชาติแทบไม่มีอะไรเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่สมบูรณ์แบบ อาคารจึงถูกออกแบบด้วยเส้นโค้งและรูปทรงที่ไหลต่อเนื่องกัน คล้ายชั้นภูมิประเทศที่ค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากพื้น ก่อนลดระดับกลับลงไปหาทะเลสาบ

 

ผิวอาคารกรุด้วย หินแกรนิตเซาะร่อง ซึ่งช่วยขับเส้นสายของอาคารให้ดูคล้ายชั้นหินที่ผ่านการกัดเซาะของน้ำและกาลเวลา ขณะที่ภายในประกอบด้วยโครงสร้างหลักทรงกรวย 5 ส่วน เชื่อมถึงกันผ่านเอเทรียมและทางเดินขนาดใหญ่ บรรยากาศจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในอาคารสี่เหลี่ยมทั่วไป แต่คล้ายกำลังเคลื่อนผ่านภูมิประเทศหรือโพรงถ้ำขนาดใหญ่

 

อีกส่วนที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจกว่าการเป็นเพียง ‘พิพิธภัณฑ์’ คือ หลังคาที่เดินขึ้นไปได้จริง พื้นผิวอาคารค่อยๆ ลาดขึ้นเป็นทางเดิน เฉลียง และพื้นที่สีเขียว ก่อนเชื่อมโยงเข้ากับภูมิทัศน์โดยรอบ กลายเป็น rooftop park ที่เปิดมุมมองออกไปยังทะเลสาบ

 

แนวคิดนี้ทำให้หลังคาไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองด้วย ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจเข้าชมนิทรรศการ ผู้คนก็ยังสามารถมาเดินเล่น นั่งพัก หรือมองทะเลสาบจากด้านบนของพิพิธภัณฑ์ได้

 

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 2

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 3

 

ถ้าตัวอาคารเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมิประเทศ สิ่งที่อยู่ข้างในก็ขยายเรื่องราวนั้นให้ไกลขึ้นไปถึงประวัติศาสตร์กว่า 4.6 พันล้านปีของโลก

 

นิทรรศการถาวรแบ่งออกเป็น 8 โซนหลัก ได้แก่ Cosmos, Earth, Evolution, Dinosaur, Human, Biology, Ecology และ Homeland ไล่ตั้งแต่กำเนิดจักรวาลและโลก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการของมนุษย์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศในปัจจุบัน

 

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 4

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 5

 

พิพิธภัณฑ์รวบรวมตัวอย่างทางธรรมชาติกว่า 7,461 ชิ้น พร้อมหุ่นจำลองและสื่อจัดแสดงอีกหลายร้อยรายการ โดยหนึ่งในหมวดที่น่าสนใจคือบรรพชีวินวิทยา ซึ่งมีทั้งฟอสซิลพืชดอกโบราณ Archaefructus ฟอสซิลไดโนเสาร์มีขน Anchiornis รวมถึงฟอสซิลจากพื้นที่กวางตุ้งและเจียงซี

 

นอกจากการจัดแสดงแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่เราคุ้นเคย ที่นี่ยังเปิดให้ผู้ชมเห็นกระบวนการทำงานเบื้องหลัง ผ่านห้องปฏิบัติการซ่อมแซมฟอสซิลที่มองเข้าไปเห็นนักวิจัยกำลังทำความสะอาด ศึกษา และอนุรักษ์ตัวอย่างจริง ทำให้เรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จบอยู่แค่วัตถุที่ตั้งอยู่หลังตู้กระจก แต่พาไปเห็นว่ากว่าฟอสซิลหนึ่งชิ้นจะกลายมาเป็นองค์ความรู้ให้เราได้ศึกษา ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

 

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 6

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 7

 

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 8

 

สิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนใจสำหรับเรา อาจไม่ใช่แค่ความใหญ่หรือรูปทรงของอาคาร แต่คือวิธีคิดที่มองพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมือง

 

แทนที่จะมีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเมื่อเดินผ่านประตูจึงจะเข้าสู่ ‘พิพิธภัณฑ์’ สถาปนิกกลับขยายพื้นที่การเรียนรู้ออกไปตั้งแต่ภูมิทัศน์รอบอาคาร ทางเดิน ไปจนถึงสวนบนหลังคา ทำให้คนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ได้หลายแบบ จะมาดูไดโนเสาร์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงกับนิทรรศการ หรือเพียงเดินขึ้นไปชมวิวทะเลสาบก็ได้

 

สำหรับเซินเจิ้น นี่จึงไม่ใช่เพียงมิวเซียมใหม่อีกแห่ง แต่เป็นตัวอย่างของแลนด์มาร์กยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพยายามแย่งความสนใจจากธรรมชาติ เพราะบางครั้งสถาปัตยกรรมที่น่าจดจำที่สุด อาจเป็นสถาปัตยกรรมที่รู้ว่าจะวางตัวอยู่กับภูมิประเทศอย่างไร

 

ภาพ: Shenzhen Natural History Museum

 

The post Shenzhen Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น แลนด์มาร์กใหม่ริมทะเลสาบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE เจริญนคร – สาทร คอนโดใหม่พร้อมอยู่จาก AP กับแนวคิดที่ตอบโจทย์คนเมือง https://thestandard.co/life/life-charoennakhon-sathorn-ap/ Sat, 22 Aug 2026 02:14:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1244693 ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงวิธีคิดของ AP Thailand ในการพัฒนาคอน […]

The post LIFE เจริญนคร – สาทร คอนโดใหม่พร้อมอยู่จาก AP กับแนวคิดที่ตอบโจทย์คนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงวิธีคิดของ AP Thailand ในการพัฒนาคอนโดมิเนียม สิ่งหนึ่งที่แบรนด์พูดถึงมาโดยตลอดคือการทำความเข้าใจชีวิตของผู้คน ก่อนแปลงอินไซต์เหล่านั้นออกมาเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’

 

และถ้าจะอธิบายแนวคิดนี้ผ่านโครงการล่าสุด คำว่า ‘เราเห็นชีวิต @ LIFE เจริญนคร – สาทร’ อาจสะท้อนภาพได้ค่อนข้างชัด เพราะจุดเริ่มต้นของโครงการไม่ได้มีเพียงเรื่องทำเลหรือวิวแม่น้ำ แต่เริ่มจากการมองเห็นว่า ชีวิตคนเมืองในแต่ละวันกำลังต้องรับมือกับอะไรบ้าง

 

ทั้งความเร่งรีบจากการเดินทาง การทำงาน และความเครียดที่สะสม ทำให้ ‘บ้าน’ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นสถานที่สำหรับกลับมานอน แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนได้พัก ฟื้นฟู และกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง

 

แนวคิดนี้จึงกลายมาเป็นโจทย์ในการพัฒนา LIFE เจริญนคร-สาทร คอนโดใหม่พร้อมอยู่ ส่วนกลางวิวแม่น้ำ บนถนนเจริญนคร ที่เอพีตั้งใจให้เป็น Urban Retreat ใจกลางเมือง

 

คุณนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ Executive Vice President กลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม บมจ. เอพี ไทยแลนด์ อธิบายว่า สิ่งที่ทีม AP ให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือการทำให้โครงการคอนโดมิเนียมเป็นเหมือน ‘เซฟโซน’ ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยได้พักจากความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน

 

ใน LIFE เจริญนคร – สาทร แนวคิดดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่แค่ในภาพรวมของโครงการ แต่ถูกนำไปใช้ตั้งแต่การเลือกทำเล การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงพื้นที่ภายในห้องพัก โดย AP แบ่งวิธีคิดออกเป็น 3 มิติหลัก

 

ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา 1

 

คืน ‘เวลา’ ให้ชีวิตคนเมือง

 

มิติแรกคือ BEYOND THE LIMITS OF TIME ซึ่งเริ่มต้นจากการมองว่า ‘เวลา’ คือหนึ่งในความลักชัวรีของคนเมือง

 

LIFE เจริญนคร – สาทร ตั้งอยู่บนถนนเจริญนคร ใกล้ BTS สถานีกรุงธนบุรี สามารถเชื่อมต่อไปยังศูนย์กลางธุรกิจอย่างสาทร รวมถึง ICONSIAM ได้ใน 1 สถานี

 

สำหรับ AP การเลือกทำเลจึงไม่ได้มองเฉพาะเรื่องความสะดวกในการเดินทาง แต่เชื่อมโยงกลับมาถึงคุณภาพชีวิต เพราะเวลาที่ลดลงจากการเดินทาง อาจหมายถึงช่วงเช้าที่ไม่ต้องรีบเท่าเดิม หรือเวลาหลังเลิกงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับการพักผ่อนและทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

 

ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา 2ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา 3

 

จากพื้นที่ส่วนกลาง สู่พื้นที่สำหรับ Retreat

 

อีกโจทย์ที่ AP ให้ความสำคัญคือ BEYOND THE LEISURE เพราะมองว่าความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวันอาจต้องการมากกว่าพื้นที่สำหรับนั่งพัก

 

พื้นที่ส่วนกลางของ LIFE เจริญนคร – สาทร จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของการพักและฟื้นฟู โดยเฉพาะ Double Rooftop Facilities บนชั้น 27-28 ที่เปิดรับวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา 270 องศา ประกอบด้วยพื้นที่อย่าง Sky Fitness, River Runway Pool, Relaxing Terrace, Exclusive Artful Lounge และ Panoramic Amphitheater

 

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้แนวคิดเรื่อง Urban Retreat เห็นภาพชัดขึ้นคือ วิวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในโครงการ ด้วยตำแหน่งที่มองออกไปเห็นทั้งฝั่ง ICONSIAM และ Asiatique ทำให้ช่วงเวลาพิเศษอย่างเทศกาลหรือคืนที่มีการแสดงพลุ ทำให้สามารถมองเห็นได้จากโครงการโดยไม่ต้องออกไปหาที่ชมข้างนอก ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 27-28 ก็เปิดรับวิวแม่น้ำ ให้บรรยากาศคล้ายกับการได้มาพักในโรงแรมริมแม่น้ำ แต่เป็นวิวที่กลับมาเจอได้ในชีวิตประจำวัน

 

อีกหนึ่งพื้นที่คือ The Therapist Room ซึ่ง AP ออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงเวลาที่ต้องการความสงบและการพักจากความเครียดในแต่ละวัน

 

ทั้งหมดสะท้อนวิธีคิดของแบรนด์ที่พยายามขยับบทบาทของพื้นที่ส่วนกลาง จาก Facilities สำหรับใช้งาน ไปสู่พื้นที่ที่สัมพันธ์กับสภาวะและความต้องการของคนเมืองมากขึ้น

 

ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา 4

 

เมื่อพื้นที่ส่วนตัวต้องปรับไปกับชีวิต

 

มิติสุดท้ายคือ BEYOND THE SPACE ซึ่งเริ่มจากความเข้าใจว่า ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของแต่ละคนมีความหมายไม่เหมือนกัน และรูปแบบการใช้ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

 

โครงการจึงออกแบบห้องชุดแบบ ALL NEW SIMPLEX ทั้งโครงการ รวมถึง SIMPLEX EXTRA HIGH CEILING ที่มีเพดานสูง 3 เมตร ขณะที่ห้องแบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตารางเมตร มาพร้อม Double Access Bathroom ที่เชื่อม Master Bedroom กับ Flexible Room เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการแบ่งและใช้งานพื้นที่

 

สิ่งที่ AP พยายามทำจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่ในเชิงตารางเมตร แต่คือการคิดว่าพื้นที่เดียวกันจะรองรับจังหวะชีวิตที่แตกต่างกันได้อย่างไร

 

ภาพคอนโด LIFE เจริญนคร - สาทร พร้อมวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยา 5

 

จากการสร้างคอนโด สู่การออกแบบ ‘ชีวิต’ ที่เกิดขึ้น

 

เมื่อมองทั้ง 3 มิติร่วมกัน ‘เราเห็นชีวิต @ LIFE เจริญนคร – สาทร’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเห็นว่าคนต้องการคอนโดแบบไหน แต่คือการมองลงไปถึงรายละเอียดของชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งเวลาที่อยากได้คืน ความเหนื่อยล้าที่ต้องการพื้นที่พัก และความเป็นส่วนตัวที่แต่ละคนให้นิยามแตกต่างกัน

 

และเมื่อโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ แนวคิด Urban Retreat จึงไม่ใช่เพียงภาพที่อยู่บนแบบหรือแนวคิดการออกแบบอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปสัมผัสได้จริงว่าทำเล วิว พื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่ส่วนตัวสามารถทำงานร่วมกันอย่างไร

 

สำหรับ AP นี่คืออีกหนึ่งวิธีของการทำให้คำว่า ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านพื้นที่จริง และสะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่พยายามมองให้ไกลกว่าการสร้างคอนโดหนึ่งโครงการ ไปสู่การทำความเข้าใจว่าชีวิตของคนที่อยู่ภายในนั้นควรเป็นอย่างไร

 

และสำหรับใครที่อยากเห็นว่าแนวคิด Urban Retreat ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นพื้นที่จริงอย่างไร ตอนนี้ LIFE เจริญนคร – สาทร มียอดขายแล้ว 68% ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้านบาท หรือประมาณ 125,000 บาทต่อตารางเมตร

 

ซึ่งวันที่ 22-23 สิงหาคม 2569 โครงการจะเปิดตึกจริงในงาน RIVERVIEW FIRST REVEAL ให้เข้าไปชมทั้งห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง และวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยตัวเอง

 

ใครสนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมโครงการ พร้อมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 100,000 บาท* ได้ที่ LIFE เจริญนคร – สาทร ›

 

The post LIFE เจริญนคร – สาทร คอนโดใหม่พร้อมอยู่จาก AP กับแนวคิดที่ตอบโจทย์คนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน https://thestandard.co/life/social-healing-wellness-travel-connection/ Tue, 18 Aug 2026 10:04:07 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1243307 ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน

ลองนึกถึงภาพของ Wellness Holiday สักทริป ภาพแรกที่ปรากฏ […]

The post Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน

ลองนึกถึงภาพของ Wellness Holiday สักทริป ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวของคุณคืออะไร? ห้องสปาที่อบอวลด้วยกลิ่น Essential Oil เสียงดนตรีเบาๆ คลอไปกับคลาสโยคะยามเช้า การนั่งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ หรือเข้าโปรแกรม Retreat ที่ไหนสักแห่งที่ชวนเราวางโทรศัพท์ ปิดเสียงจากโลกภายนอก และใช้เวลากลับมาอยู่กับตัวเอง

 

 
 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเดินทางเพื่อสุขภาพมักถูกผูกเข้ากับแนวคิดเรื่อง ‘Me Time’ เราเดินทางเพื่อพักจากงาน พักจากเมือง พักจากหน้าจอ หรือแม้กระทั่งพักจากผู้คน แต่ท่ามกลางโลกที่ดูเหมือนเชื่อมต่อกันมากกว่าครั้งไหนๆ กลับมีอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ‘ความเหงา’

 

จากรายงาน ‘From Loneliness to Social Connection: Charting a Path to Healthier Societies’ ของ WHO Commission on Social Connection ในปี 2025 พบว่า ประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับความเหงา และประเมินว่าความเหงามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตประมาณ 871,000 คนต่อปี WHO จึงเสนอให้มอง ‘Social Connection’ หรือความเชื่อมโยงทางสังคม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพ เช่นเดียวกับสุขภาพกายและสุขภาพใจ

 

และนั่นทำให้นิยาม Wellness เริ่มเปลี่ยนไป เพราะมนุษย์เราอาจไม่ต้องการแค่สุขภาพกายและใจ อาจต้องการเชื่อมโยงกับใครสักคนมากกว่าที่เราคิด

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 1

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 2

 

เมื่อ Wellness ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง

 

WHO ให้นิยาม Social Connection ว่าคือวิธีที่มนุษย์สัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยไม่ได้วัดว่าเรามีเพื่อนกี่คน แต่ครอบคลุมถึงรูปแบบของความสัมพันธ์ การสนับสนุนที่เราได้รับและมอบให้ รวมถึงคุณภาพของความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย

 

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ Wellness จึงไม่ได้มีเพียง Physical และ Mental แต่ยังมี Social Well-being หรือการมีความสัมพันธ์ที่มีความหมายอยู่ด้วย และน่าสนใจว่าองค์ประกอบนี้เป็นสิ่งที่ ‘การเดินทาง’ สามารถสร้างขึ้นได้โดยธรรมชาติ

 

ลองนึกถึงการออก Hiking กับคนแปลกหน้า นั่งกินอาหารบนโต๊ะยาวใน Retreat สักแห่ง การเข้าคลาสทำอาหารกับคนที่เราเพิ่งรู้จัก หรือบทสนทนารอบกองไฟหลังจากเดินป่ามาด้วยกันทั้งวัน ฯลฯ ในทางมานุษยวิทยามีคำว่า ‘Communitas’ ที่ใช้อธิบายความรู้สึกผูกพันและความเท่าเทียมที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนซึ่งกำลังผ่านประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน และแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้อธิบายประสบการณ์การเดินทางและการแสวงบุญมายาวนาน

 

มีงานวิจัยใน Annals of Tourism Research ฉบับเดือนมกราคม 2026 ศึกษาการท่องเที่ยวแบบแสวงบุญในประเทศจีน พบว่ารูปแบบของการเยียวยาที่เกิดขึ้นผ่านการอยู่ร่วมกันของผู้เดินทาง โดยพูดถึงทั้ง Communitas และแนวคิด ‘Co-healing’ หรือการเยียวยาที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างผู้คน แม้ในพื้นที่ที่ผู้เดินทางมีความเชื่อและภูมิหลังแตกต่างกัน

 

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบทสนทนากับคนแปลกหน้าระหว่างเดินทางจึงแตกต่างจาก Small Talk ในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อออกจากบ้าน เราไม่ได้เพียงออกจากสถานที่เดิม แต่ชั่วขณะหนึ่งเรายังออกจากบทบาทเดิมๆ ของตัวเองด้วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้า ลูกน้อง พ่อ แม่ หรือตำแหน่งใดในนามบัตร เหลือเพียงนักเดินทางสองคนที่บังเอิญนั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกัน

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 3

 

จาก Me Time สู่ We Time

 

หากลองย้อนดูวิวัฒนาการของ Wellness Travel เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จากยุคหนึ่ง Wellness คือ ‘Service’ เราเดินเข้า Spa นอนลงบนเตียง แล้วปล่อยให้ Therapist เป็นผู้ดูแลร่างกายของเรา ต่อมา Wellness กลายเป็น ‘Participation’ เราเดินทางไป Retreat เพื่อฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ทำ Breathwork เดินป่า เรียนรู้เรื่องอาหาร หรือลองสร้างกิจวัตรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

 

แต่ปัจจุบัน Wellness อีกรูปแบบกำลังก่อตัวขึ้น ‘Relationship’ แทนที่จะถามเพียงว่า “ฉันจะดูแลตัวเองอย่างไร” เราเริ่มถามว่า “ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวส่งผลต่อการมีชีวิตที่ดีอย่างไร” กิจกรรมที่ดูธรรมดาอย่าง Communal Dining, Group Hiking, Cooking Class, Craft Workshop, Community Sauna หรือ Storytelling Circle จึงสามารถถูกมองผ่านมิติของ Wellness ได้ใหม่ เพราะเป้าหมายอาจไม่ใช่การ ‘รักษา’ ใคร แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ได้พบและเชื่อมโยงกัน

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 4

 

ทำไมการเดินทางจึงเหมาะกับ Social Healing

 

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของการเดินทางคือ การพาเราออกจาก Routine เมื่อสถานที่ เวลา และคนรอบตัวเปลี่ยน พฤติกรรมบางอย่างของเราก็เปลี่ยนตาม

 

งานศึกษาด้าน Wellness Tourism จากนักท่องเที่ยว 445 คน พบว่าองค์ประกอบของประสบการณ์ท่องเที่ยว ทั้งความบันเทิง สุนทรียภาพ และความรู้สึกหลีกออกจากชีวิตประจำวัน สามารถส่งผลต่อทั้ง Hedonic Well-being หรือความสุขและความพึงพอใจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น และ Eudaimonic Well-being ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหมาย การเติบโต และการมีชีวิตที่ดีในระยะยาว

 

การเดินทางจึงอาจมีศักยภาพมากกว่าการพาเรา ‘หนี’ จากชีวิตประจำวัน แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เราได้ทดลองวิธีใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ทั้งการกิน การพัก การอยู่กับธรรมชาติ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนที่เราอาจไม่มีโอกาสพบในชีวิตปกติ โรงแรมในอนาคตอาจไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่ขาย ‘Belonging’ นี่อาจเป็นอีกโจทย์ที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ Hospitality

 

ที่ผ่านมา Hospitality ให้ความสำคัญกับ Privacy ตั้งแต่ห้องพักและ Villa ส่วนตัว ไปจนถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อคนเพียงคนเดียว แต่ถ้า Social Connection กลายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของ Well-being โจทย์ใหม่อาจไม่ใช่เพียง “เราจะสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้แขกได้ดีแค่ไหน” แต่รวมถึง “เราจะสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนอยากพบกันได้อย่างไร?”

 

Lobby อาจไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับนั่งรอ แต่กลายเป็น Living Room ของคนทั้งโรงแรม โต๊ะอาหารอาจยาวขึ้นเพื่อให้คนแปลกหน้าได้นั่งร่วมกัน Wellness Program อาจมี Group Hiking หรือ Community Dinner คั่นอยู่ระหว่าง Yoga และ Massage ขณะที่กิจกรรมกับชุมชนท้องถิ่นอาจไม่ได้มีไว้เพียงให้นักท่องเที่ยว ‘ดู’ วิถีชีวิต แต่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ลงมือทำบางอย่างร่วมกัน และถ้าเป็นเช่นนั้น การออกแบบ Wellness Experience จึงอาจไม่ได้คิดเพียงเรื่อง Treatment, Nutrition, Sleep หรือ Movement แต่ต้องมีคำว่า Connection เพิ่มเข้ามาในสมการด้วย

 

ภาพกลุ่มคนกำลังทำกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพร่วมกัน 5

 

Social Healing ไม่ได้แปลว่าเราต้องคุยกับทุกคน

 

จาก Spa ที่เรานอนเงียบๆ คนเดียว มาสู่ Retreat ที่เราฝึกดูแลตัวเอง Wellness Travel อาจกำลังเดินทางต่อไปสู่ยุคที่การเยียวยาเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ระหว่างทางเดินขึ้นเขา ในห้อง Sauna หรือในวงสนทนากับคนที่เมื่อวานเรายังไม่รู้จักชื่อ

 

เพราะท้ายที่สุด การมีชีวิตที่ดีอาจไม่ได้ประกอบขึ้นจากเพียงร่างกายที่แข็งแรงหรือจิตใจที่สงบ แต่รวมถึงความรู้สึกว่าเรายังเชื่อมโยงกับใครบางคน และยังเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง

 

แน่นอนว่าการเดินทางคนเดียว ความเงียบ และ Solitude ยังคงมีคุณค่า เพราะการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับความเหงา เช่นเดียวกับการอยู่ท่ามกลางผู้คนก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับใครเสมอไป

 

Social Healing จึงไม่ใช่การบอกว่านักเดินทางทุกคนต้องเข้าวงสนทนา ทำ Group Activity หรือกลับจากทริปพร้อมเพื่อนใหม่ เพราะความเงียบและการอยู่กับตัวเองยังคงเป็นส่วนสำคัญของการพักผ่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพียงการเพิ่ม ‘Connection’ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของ Wellness ให้เราเลือกได้ว่า ในช่วงเวลานั้นต้องการอยู่ลำพัง หรืออยากแบ่งปันประสบการณ์บางอย่างกับคนอื่น

 

บางวันการเยียวยาอาจเกิดขึ้นระหว่างการนั่งเงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ขณะที่บางวันอาจเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ระหว่างการเดินทางกับคนแปลกหน้า หรือจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

Wellness Travel ในอนาคตจึงอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียงพาเรากลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง แต่ยังสร้างพื้นที่ให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้าง เพราะบางทีทริปที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นที่สุด อาจไม่ใช่ทริปที่พาเราออกไปไกลจากผู้คน แต่อาจเป็นทริปที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

The post Social Healing เทรนด์ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่เชื่อว่าการเยียวยาเกิดขึ้นระหว่างคนกับคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hotel Nikko Bangkok โรงแรมกลิ่นอายญี่ปุ่นในจังหวะสนุกของทองหล่อ https://thestandard.co/life/hotel-nikko-bangkok-thong-lo-japan/ Sat, 15 Aug 2026 10:59:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1242368 ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น

ถ้าวันหยุดนี้อยากไปญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีเวลาบินไปไหนไกล เ […]

The post Hotel Nikko Bangkok โรงแรมกลิ่นอายญี่ปุ่นในจังหวะสนุกของทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น

ถ้าวันหยุดนี้อยากไปญี่ปุ่น แต่ยังไม่มีเวลาบินไปไหนไกล เราแนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาพักที่ ‘Hotel Nikko Bangkok’ ดูสักคืน เพราะนอกจากจะตั้งอยู่ใกล้กับ BTS ทองหล่อ เดินทางง่ายและสะดวกแล้ว รอบๆ โรงแรมยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายญี่ปุ่น ทั้งร้านอิซากายะ ร้านราเมน คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยในละแวกอีกเพียบ

 

Hotel Nikko Bangkok

 

 
 

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 1

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 2

 

Why here?

 

Hotel Nikko Bangkok เป็นโรงแรม 5 ดาวในเครือ Okura Nikko Hotels ที่นำความเรียบง่าย ความเป็นระเบียบ และวิธีคิดแบบญี่ปุ่นมาเป็นหัวใจของการเข้าพัก ตัวโรงแรมมีห้องพักทั้งหมด 301 ห้อง พร้อมห้องอาหาร สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส และพื้นที่จัดงาน จุดเด่นของที่นี่ไม่ใช่ความอลังการ หากแต่เป็นความพอดีและความใส่ใจในรายละเอียด ที่ทำให้การพักหนึ่งคืนกลางทองหล่อคล้ายได้เปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยไม่ต้องออกจากกรุงเทพฯ

 

ความเป็นญี่ปุ่นของ Hotel Nikko Bangkok นั้นแสดงออกผ่านการใช้เส้นสายในการออกแบบ โทนสีสบายตา และพื้นที่ที่ดูสะอาดสะอ้าน ทำให้ทันทีที่ก้าวจากทองหล่อที่คึกคักเข้ามาด้านใน จังหวะของโรงแรมก็ดูสงบลง ขัดแย้งกับความวุ่นวายของย่าน

 

ความคิดแบบญี่ปุ่นยังตามเข้าไปถึงห้องพัก ทุกห้องออกแบบในสไตล์ Modern Japanese ขนาดห้องกว้างขว้าง เริ่มต้นที่ 36 ตารางเมตร จัดพื้นที่ใช้งานเป็นสัดส่วน รวมถึงการวางเลย์เอาท์ที่คล้ายกับโรงแรมที่ญี่ปุ่นไม่ผิดเพี้ยน มีทั้ง Day Bed และโต๊ะทำงาน ห้องน้ำที่แยกห้องสุขาออกจากพื้นที่อาบน้ำ พร้อมอ่างอาบน้ำและ TOTO Washlet เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกถึงความใส่ใจเรื่องการใช้งาน

 

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 3

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 4

 

Worth it

 

จุดแข็งของ Hotel Nikko Bangkok คือความครบและความสะดวก นอกจากห้องพักที่มีพื้นที่กำลังสบาย ชั้น 6 ยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหลักของโรงแรม มีทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส และซาวน่า รวมถึง Executive Club Lounge สำหรับห้องพักระดับ Executive ขึ้นไป

 

อีกหนึ่งจุดที่ช่วยเติมมู้ดญี่ปุ่นให้ชัดขึ้นคือ ‘HISHOU’ ห้องอาหารญี่ปุ่นซิกเนเจอร์บริเวณชั้น G ที่เปิดให้บริการมากว่า 6 ปี เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและรสชาติตามฤดูกาล แนะนำให้มามื้อเย็น จะมีชาบูแบบพรีเมียม หรือเซตเมนูพิเศษเลิศรสที่เชฟผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ลอง

 

และหากคุณอยากให้ฟีลญี่ปุ่นแบบจัดเต็ม อย่าลืมใส่ยูกาตะในห้องพักแล้วมากินอาหารเช้าที่ห้องอาหาร The Oasis ที่เสิร์ฟแบบบุฟเฟต์ครบทั้งครัวไทย นานาชาติ และญี่ปุ่น

 

เมื่อรวมกับทำเลที่เดินเพียงไม่กี่นาทีถึง BTS ทองหล่อ ความคุ้มของ Hotel Nikko Bangkok จึงไม่ได้อยู่ที่การมีอะไรหวือหวา แต่คือการมีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับวันพักผ่อนอยู่ในระยะที่ใช้งานได้จริง จะใช้เวลาทั้งวันในโรงแรมก็ได้ หรือออกไปกิน ดื่ม และสำรวจทองหล่อแล้วกลับมาพักในบรรยากาศสงบๆ ก็ลงตัวไม่แพ้กัน

 

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 5

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 6

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 7

ภาพมุมกว้างของ Hotel Nikko Bangkok แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น 8

 

Good for…

 

เหมาะกับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศวันหยุดให้ได้มู้ดเหมือนไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะ Japan Lovers ที่ชอบความเรียบง่ายและการบริการแบบญี่ปุ่น รวมถึงคนที่อยากใช้ทองหล่อเป็นฐานในการกิน ดื่ม และเที่ยว เพราะโรงแรมอยู่ใกล้ BTS เดินทางสะดวก รอบๆ มีร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ให้แวะได้ตั้งแต่เช้าจนดึก ขณะเดียวกันก็เหมาะกับ Business Travelers หรือคนที่มองหา Staycation สบายๆ ในเมือง ที่อยากได้ทั้งความสงบของโรงแรมและสีสันของทองหล่ออยู่ในทริปเดียวกัน

 

Hotel Nikko Bangkok

Location: ทองหล่อ กรุงเทพมหานคร

Budget: เริ่มต้นที่ 4,500++ บาทต่อห้อง

Instagram: www.instagram.com/hotelnikkobangkok

Website: www.nikkobangkok.com

 

 

The post Hotel Nikko Bangkok โรงแรมกลิ่นอายญี่ปุ่นในจังหวะสนุกของทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>