ถ้าลองสังเกตดูช่วงนี้ นอกจากเราจะเห็นพี่ๆ นักวิ่งตามรัน […]
The post Pickleball Courts คัดมาให้แล้ว 17 สนามทั่วกรุงฯ สำหรับพี่นักหวดทั้งหลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าลองสังเกตดูช่วงนี้ นอกจากเราจะเห็นพี่ๆ นักวิ่งตามรันคลับและตามสวนสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่เราเห็นคนเริ่มให้ความสนใจและมีคอมมูนิตี้ที่หนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือพวกกีฬาประเภทแร็กเกต โดยเฉพาะ Pickleball ที่กลายเป็นขวัญใจคนเมืองอย่างรวดเร็ว ด้วยกติกาที่ไม่ซับซ้อนเกินไปและได้เหงื่อแบบสะใจแต่ไม่หนักจนเข่าพัง ทำให้ไม่ว่าใครก็ลุกขึ้นมาจอยได้ง่ายๆ
ตีพิกเคิลบอลที่ไหนดี? คำถามของใครหลายคนที่กำลังมองหาสนาม นี่คือลิสต์ที่ทาง LIFE คัดสรรมาให้แบบครบถ้วน ทั้งในแง่ของสถานที่และงบประมาณไว้

ถ้าพูดถึงพิกัดยอดฮิตและเข้าหวดลูกได้ฟรี ก็คงหนีไม่พ้นสนามที่ สวนเบญจกิตติ เพราะที่นี่คือจุดนัดพบของคอมมูนิตี้สายแอ็กทีฟใจกลางเมือง ด้วยบรรยากาศสนามเอาต์ดอร์ที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวและทางวิ่งลอยฟ้า ทำให้การหวดลูกที่นี่ได้ฟีลลิ่งที่สดชื่นและมีชีวิตชีวามาก ที่สำคัญคือเปิดให้ใช้งานได้ฟรี ภายใต้ระเบียบของศูนย์กีฬาเบญจกิตติ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากมาลองทำความรู้จักกับกีฬาชนิดนี้ หรือแม้แต่มือโปรที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากคอร์ตในร่มมาสัมผัสลมธรรมชาติและไวบ์ดีๆ ของกรุงเทพฯ ในช่วงเย็น
Address: ศูนย์กีฬาเบญจกิตติ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 05.00-21.00 น.
Contact: ติดต่อสอบถาม ณ ศูนย์กีฬา
Booking: จองสนามผ่านเว็บไซต์ CSTD Smart Member
Budget: ฟรี (สมัครสมาชิกรายปีตามระเบียบของ กทม.)

พิกัดเปิดใหม่ย่านราชพฤกษ์ Charcoal Court – Tennis Club ที่อยู่ด้านหลังเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ สร้างความต่างด้วยการคุมโทนสนามสีชาโคลมอบไวบ์ที่เรียบหรู ดุดันสำหรับแก๊งพิกเคิลบอล ที่นี่มีสนามแบบกลางแจ้งให้บริการทั้งหมด 2 คอร์ตหลัก (สนาม 4 และสนาม 5) ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและการถ่ายเทอากาศ ในช่วงกลางคืนจะสว่างไสวด้วยระบบไฟ Premium Floodlights ที่ส่องสว่างทั่วคอร์ตอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้จับจังหวะลูกได้แม่นยำไม่มีพลาด นอกจากนี้หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ทางสนามก็มีนโยบายยืดหยุ่นให้สามารถเลื่อนเวลาการจองได้ด้วย ใครที่ไม่มีอุปกรณ์ติดตัวมาก็สามารถเช่าไม้แร็กเกตเพิ่มได้ เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาเรียกเหงื่อในสเปซที่ดีไซน์เท่ไม่ซ้ำใคร
Address: หลัง Central Westville ย่านพระราม 5 – ราชพฤกษ์
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-00.00 น.
Contact: Charcoal Court – Tennis Club
Budget: ราคาตามช่วงเวลา
ช่วงเวลา Off-Peak (06.00-18.00 น.) ราคา 250 บาท / ชั่วโมง
ช่วงเวลา Peak Hours (18.00-00.00 น.) ราคา 350 บาท / ชั่วโมง
(ค่าเช่าไม้พิกเคิลบอล 100 บาท / อัน ได้รับลูกพิกเคิลบอลฟรี 2 ลูก)

สำหรับใครที่อยู่โซนราชพฤกษ์-นนทบุรี แล้วกำลังมองหาคอมมูนิตี้ Pickleball ดีๆ สักที่ Trend T Society คือคำตอบที่ตรงจุดมากครับ เพราะที่นี่เขาจัดเต็มด้วยสนาม Indoor ถึง 4 สนาม ทำให้ในวันที่ฝนตกเราก็ยังพุ่งตัวมาหวดลูกได้เป็นปกติแบบไม่ต้องกลัวนัดล่ม ความเก๋คือเขามีห้องรับรองและห้องน้ำที่มีห้องอาบน้ำติดแอร์ไว้คอยบริการแบบฉ่ำๆ แถมยังมีร้านค้าที่รวมอุปกรณ์แบรนด์ชั้นนำไว้ให้เลือกช้อปกันด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ลงสนามหรือพาเพื่อนมาเชียร์ ที่นี่มีโซนโต๊ะเคาน์เตอร์บาร์บนชั้น Walk way ให้ได้นั่งชิลดูบรรยากาศสนามจากมุมสูงได้แบบเพลินๆ เลยครับ แนะนำนิดนึงว่าก่อนจะแบกไม้ไปให้โทรไปจองคิวล่วงหน้าสักหน่อยนะ เพราะที่นี่คิวค่อนข้างแน่นทีเดียว
Address: ธนานนท์ สปอร์ตคลับ ราชพฤกษ์ นนทบุรี
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Contact: Trend T Society
Booking: 0909429456 หรือ Line OA: @trendt
Budget: ราคาเริ่มต้น 300 บาท / ชั่วโมง

ขยับมาที่โซนตลิ่งชันใกล้กับเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ กันบ้างกับ Break Point Tennis Club สนามน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วแต่กลายเป็นพิกัดโปรดของหลายคน ด้วยความที่ที่นี่มีสนามแบบ Indoor ถึง 2 สนาม บรรยากาศโดยรอบสนามออกแบบมาให้มีความโปร่งและมีพื้นที่รอบสนามกว้างขวางทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเวลาเล่น และที่ต้องยกนิ้วให้เลยคือการจัดการส่วนกลาง ทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำที่สะอาดสะอ้าน ติดแอร์เย็นฉ่ำพร้อมมีไดร์เป่าผมไว้คอยบริการ
นอกจากนี้ยังมีบริการ Ice Bath สำหรับสายสปอร์ตที่อยากฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจบเกม โดยลูกค้าเพียงแค่เตรียมชุดว่ายน้ำและผ้าเช็ดตัวมาเอง ก็สามารถเข้าใช้บริการห้องแช่น้ำรวม (จำกัดไม่เกิน 6 ท่านต่อชั่วโมง) ได้เลย เป็นอีกหนึ่งสนามที่ใส่ใจรายละเอียดเพื่อให้นักกีฬาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ
Address: ตลิ่งชัน
Open: เปิดให้บริการทุกวัน 07.00-22.00 น.
Contact: Break Point BKK
Booking: 0909429456 หรือ Line OA: @trendt
Budget: ตามช่วงเวลา
เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 300 บาท / ชั่วโมง
เวลา 17.00-22.00 น. ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

ขยับมาที่ฝั่งสุขุมวิทตอนปลายแถวย่านปุณณวิถีกันบ้างกับหนึ่งพิกัดยอดฮิตของสายแร็กเกตที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและได้มาตรฐาน พื้นสนามของที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมและมีพื้นที่กว้างขวาง ช่วยให้เราสามารถเคลื่อนไหวและจับจังหวะการตีได้อย่างเต็มที่ บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นสปอร์ตคอมมูนิตี้ที่โมเดิร์นและเป็นกันเองมาก เหมาะทั้งสำหรับมือใหม่ที่อยากมาลองทำความรู้จักกับกีฬา Pickleball และมือโปรที่ต้องการสนามคุณภาพเยี่ยมสำหรับซ้อมแมตช์จริงจัง แถมการเดินทางก็สะดวกสบายตอบโจทย์สุดๆ
Address: ถนนสุขุมวิท บางนาเหนือ (ย่านปุณณวิถี)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-22.00 น.
Contact: Beat Discovery Thailand
Budget: ราคา 350 บาท / ชั่วโมง

ขยับมาเอาใจชาวโซนรังสิตกันบ้างกับ Pickleball Warehouse พิกัดสุดยิ่งใหญ่ย่านรังสิต ใกล้กับสนามบินดอนเมือง จัดเต็มด้วยสนาม Indoor มากถึง 12 คอร์ท บรรยากาศภายในกว้างขวาง โปร่งสบาย และที่สำคัญคือไม่ได้มีดีแค่สนาม เพราะเขาดีไซน์พื้นที่ให้ครบครันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดๆ มีทั้งโซนคาเฟ่และร้านอาหารให้เติมพลังหลังจากหวดเสร็จ พร้อมห้องอาบน้ำให้ล้างตัวให้สดชื่น และมีที่จอดรถในร่มไว้คอยบริการแบบสะดวกสบาย ถือเป็นอีกหนึ่งสนามที่เหมาะกับการชวนเดอะแก๊งมายกคลาสเปิดแมตช์สนุกๆ กันได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลย
Address: พหลโยธิน 86 รังสิต (ใกล้สนามบินดอนเมือง)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-21.00 น.
Contact: Pickleball Warehouse
Budget: 400 บาท / ชั่วโมง

อีกหนึ่งพิกัดยอดฮิตของชาวอ่อนนุชที่ Club 46 Pickleball Courts ในซอยอ่อนนุช 46 ครับ ที่นี่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยตัวสนามดีไซน์โทนสีชมพูตัดกับสีฟ้าอย่างลงตัว ภายใต้คอนเซปต์ชิคๆ อย่าง SERVE SMASH SOCIALIZE เขาจัดเต็มด้วยสนามในร่มถึง 5 คอร์ต ที่เลือกใช้พื้นสนามระบบ Laykold Floor System ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับเดียวกับที่ใช้ในแมตช์ระดับโลกอย่าง US Open และ PPA Tour Standard มั่นใจได้เลยว่าจังหวะการสปริงตัวและการกระดอนของลูกนั้นเนี้ยบกริบ แถมยังเปิดให้บริการยาวๆ ไปจนถึงเที่ยงคืน บรรยากาศภายในตกแต่งได้ชิค มีโซนที่นั่งพักผ่อนใต้ร่มรับลมสบายๆ ให้ฟีลลิ่งที่เป็นกันเองและมีชีวิตชีวามาก ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดคุ้มค่าที่ไม่ควรพลาดสำหรับชาวอ่อนนุชและละแวกใกล้เคียง
Address: ซอยอ่อนนุช 46 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-00.00 น.
Contact: Club 46 Pickleball Courts
Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

สนามย่านอุดมสุข 51 ที่หยิบเอาอินไซต์ของคนที่อยากออกกำลังกายแบบเป็นส่วนตัวมาตีโจทย์เป็นคอนเซปต์ Private like your backyard ตัวสนามทั้ง 4 คอร์ต กับบรรยากาศที่เรียบง่าย สบายตา และลดความตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ของแก๊งเพื่อนสนิทที่อยากมาปล่อยพลังแบบไม่ต้องแย่งชิงพื้นที่กับใคร คีย์สำคัญคือความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ไม่วุ่นวาย แต่ยังคงได้มาตรฐานของสนามที่เอื้อให้หวดลูกได้อย่างสนุกสนาน แถมยังตัดปัญหาเรื่องการหาที่จอดรถด้วยการเตรียมพื้นที่จอดรถไว้รองรับอย่างสะดวกสบาย ใครที่กำลังมองหาเซฟโซนสำหรับวันพักผ่อนที่อยากได้เหงื่อแบบชิลๆ ที่นี่ตอบโจทย์ไวบ์นั้นได้อย่างดีทีเดียว
Address: ซอยอุดมสุข 51 (สุขุมวิท 103)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-22.00 น.
Contact: Backyard Pickleball
Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

อีกหนึ่งสนามย่าน RCA ปักหมุดรอต้อนรับทุกคนอยู่บนชั้น 5 ของห้าง Bravo BKK (หรือ Show DC เดิม) ที่นี่นิยามตัวเองว่าเป็น Your Pickleball Home ซึ่งเขาลบภาพจำของการเล่นกีฬาที่ต้องทนลมทนแดดออกไปจนหมดสิ้น เหมาะสำหรับสายเฮลตี้คนเมืองที่ไม่ชอบความร้อน แต่อยากได้พื้นที่ขยับร่างกายแบบแอร์เย็นฉ่ำ เดินทางง่าย จอดรถสะดวก บรรยากาศภายในชมรมคึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลายช่วงวัยที่พร้อมมาแชร์สปิริตนักกีฬาและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ เป็นพิกัดสุดชิกที่ผสานไลฟ์สไตล์เข้ากับสปอร์ตคอมมิวนิตี
Address: ชั้น 5 ห้าง Bravo BKK
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.
Contact: Dink A Lot Pickleball Club
Budget: ราคา 400 บาท / ชั่วโมง

เปลี่ยนฟีลมาเสพความเอ็กซ์คลูซิฟบนดาดฟ้าชั้น 11 ที่ PlayBox Pickleball บนตึก Sun Towers ย่านวิภาวดีรังสิต พิกัดนี้เขาหยิบเอาความสวยงามของซิตี้วิวมาเป็นฉากหลังในการหวดลูก ไฮไลต์ที่ใครมาก็ต้องตกหลุมรักคือช่วงเวลายามเย็น ที่แสงทไวไลต์จะตกลงมากระทบเงาตึกกระจก บอกเลยว่าแสงสวยมากและไวบ์ดีสุดๆ ที่สำคัญคือที่นี่มี 2 คอร์ตมาตรฐาน และเปิดให้บริการแบบนอนสตอปตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์มนุษย์ออฟฟิศและสายสังคมที่อยากมาจอยเกมพร้อมนั่งตากลมแฮงเอาต์ชมวิวเมืองในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว ใครอยากได้รูปคอนเทนต์เก๋ๆ พร้อมได้เหงื่อแบบฟินๆ ต้องรีบลิสต์ที่นี่ไว้ในบุ๊ก
Address: ชั้น 11 อาคาร Sun Towers ถนนวิภาวดีรังสิต (ตรงข้าม S-OASIS)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
Contact: PlayBox Pickleball
Budget: ตามช่วงเวลา
ราคาปกติ 400 บาท / ชั่วโมง
ช่วงเวลา Peak Hour (18.00-22.00 น.) 500 บาท / ชั่วโมง

สนามของชาวสุขุมวิทตอนปลายอีกที่ SP Pickleball Club ระหว่างซอยอุดมสุข 22-24 ที่นี่นิยามตัวเองว่าเป็น Bangkok’s Pickleball Hub ที่พร้อมต้อนรับนักหวดทุกระดับด้วยการจัดเต็มสนามระดับมาตรฐานในร่มถึง 6 สนาม ทำให้การเล่นลื่นไหลต่อเนื่องแบบไม่ต้องง้อสภาพอากาศ แถมรอบๆ สนามยังออกแบบมาให้มีสเปซกว้างขวาง ดูโปร่งโล่ง และแฝงไปสไตล์สปอร์ตคอมมิวนิตีคนรุ่นใหม่ เหมาะมากสำหรับใครที่อยากมาบิลด์พลัง คลายเครียดหลังเลิกงาน หรือตั้งใจมาลงแมตช์ประลองฝีมือกับแก๊งเพื่อนเพื่ออัปสกิลขยับจังหวะการเล่นให้เนี้ยบขึ้น
Address: ระหว่างซอยอุดมสุข 22-24 (เข้าทาง SP วิลล่า อุดมสุข)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-22.00 น.
Contact: SP Pickleball Club
Budget: ราคา 450 บาท / ชั่วโมง

ยกให้เป็นตำแหน่งพรีเมียมสปอร์ตคลับใจกลางเมืองที่ครบจบในที่เดียวให้กับ Asoke Sports Club พิกัดสุดชิคกลางเมืองที่เปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักการออกกำลังกายท่ามกลางวิวตึกสูงแบบพาโนรามา สำหรับชาวพิกเคิลบอลที่นี่ตอบโจทย์ได้สมบูรณ์แบบมาก เพราะเขาจัดสรรพื้นที่ไว้รองรับอย่างจุใจถึง 6 คอร์ท โดยแบ่งเป็นสนามในร่มติดแอร์ 4 คอร์ทสำหรับคนที่อยากโฟกัสกับการฝึกซ้อมหรือเล่นแมตช์จริงจังแบบสบายตัวตลอดทั้งวัน และสนามเอาต์ดอร์เปิดโล่งรับลมอีก 2 คอร์ท ที่ไวบ์ดีสุดๆ นอกจากนี้ยังมีบริการเปิดคลาสสอนสำหรับมือใหม่ที่อยากปูพื้นฐานเทคนิคอย่างถูกต้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งห้องอาบน้ำ และบริการให้เช่าผ้าเช็ดตัวกับไม้แร็กเกตดีไซน์เฉพาะของคลับ เรียกว่าเป็นพิกัดที่ผสานความเฮลตี้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
Address: ซอยสุขุมวิท 16 ตรงข้ามสวนเบญจกิติ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-23.00 น.
Contact: Asoke Sports Club
Budget: ราคา 450 บาท / ชั่วโมง

ช่วงนี้ถ้าถามถึงสปอร์ตคลับที่ไวบ์ดีและมาแรงที่สุดของฝั่งธนฯ ต้องยกให้ RSC Ratchaphruek Sports Club เส้นพรานนก-ตัดใหม่เลย ที่นี่คือพิกัดรวมตัวของสายไลฟ์สไตล์เอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะมีสนาม Pickleball คุณภาพเยี่ยมให้หวดกันสนุกๆ ถึง 3 สนามแล้ว ยังมีกีฬาฮิตระดับโลกอย่าง Padel ให้ได้ลองเล่น พร้อมทั้งเสิร์ฟบรรยากาศสุดตื่นเต้นด้วยเสียงเพลงจากดีเจที่มาช่วยบิวด์พลังให้เกมสนุกขึ้นไปอีกขั้น ไฮไลต์หลังจบแมตช์คือโซน Recover ที่จัดเต็มทั้งไอซ์บาธและ ซาวน่าให้ผู้เล่นได้ลงไปแช่ตัวฟื้นฟูกล้ามเนื้อแบบนักกีฬามืออาชีพ และที่น่ารักมากๆ คือที่นี่เป็นคอมมูนิตี้แบบ Pet Friendly ที่ต้อนรับน้องหมาน้องแมวให้มานั่งเชียร์ติดขอบสนามได้ด้วย ใครไม่มีอุปกรณ์ก็ไม่ต้องกังวลเพราะเขามีไม้แร็กเกตให้เช่าในราคาเพียง 50 บาท เป็นสถานที่ออกกำลังกายที่ครบเครื่องและชิคที่สุดในย่านราชพฤกษ์ตอนนี้เลย
Address: ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 (พรานนกตัดใหม่)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-00.00 น.
Contact: RSC Ratchaphruek Sports Club
Budget: ราคา 500 บาท / ชั่วโมง (ค่าเช่าไม้ 50 บาท)

พิกัดใหม่แกะกล่องแบบสุดๆ กับ SPIN PICKLEBALL CLUB สนามเปิดใหม่ริมถนนพุทธมณฑลสาย 3 ที่พกพาความอลังการมาด้วยการเป็นอาณาจักรพิกเคิลบอลขนาดใหญ่ยักษ์ จัดเต็มสนามในร่มคุณภาพเยี่ยมมาให้หวดกันอย่างจุใจถึง 8 คอร์ท จุดเด่นที่เหล่านักหวดไปลองแล้วชมเป็นเสียงเดียวกันคือเรื่องพื้นสนามที่ทำออกมาได้ดีมาก เด้งสนุก ซับแรงกระแทกได้ดี และช่วยให้เกมลื่นไหลไม่มีสะดุด บรรยากาศภายในโปร่งโล่งสบายตามสไตล์สปอร์ตคลับโมเดิร์นรุ่นใหม่ แถมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างที่จอดรถก็กว้างขวางรองรับแก๊งใหญ่ได้สบายๆ สำหรับใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์ ที่นี่เขามีไม้ให้เช่าพร้อมแถมลูกให้ไปหวดกันได้ทันที (ค่าเช่าไม้ 100 บาท แถมฟรีลูกพิกเคิลบอล 1 ลูก) เป็นอีกหนึ่งพิกัดห้ามพลาดของสายแอ็กทีฟย่านบางแค-พุทธมณฑล ที่ควรค่าแก่การนัดเพื่อนไปเปิดแมตช์ทดสอบความเนี้ยบของสนามใหม่ในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง
Address: ถนนพุทธมณฑลสาย 3
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-22.00 น.
Contact: SPIN PICKLEBALL CLUB
Budget: ราคา 500 บาท / ชั่วโมง (โปรโมชันช่วงเปิดใหม่ เหลือเพียง 300 บาท / ชั่วโมง)

ยกให้เป็นสปอร์ตและโซเชียลคลับที่สวยและถ่ายรูปสนุกที่สุดในตอนนี้สำหรับ THE LOBB CLUB ย่านสาธุประดิษฐ์ ที่นี่ฉีกกฎสนามกีฬารูปแบบเดิมๆ ด้วยงานดีไซน์ในโทนสีแดงอิฐ ส้ม และฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ ‘Play, Balance, Belong’ ที่ตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้ให้กีฬาและการใช้ชีวิตมาบรรจบกันอย่างลงตัว สำหรับสายแร็กเกตที่นี่มีบริการครบครันตั้งแต่วิถีใหม่อย่าง Indoor Pickleball 1 สนาม / Indoor Tennis Court 2 สนาม ไปจนถึงห้อง Tennis Simulator อีก 5 สนามสำหรับใครที่อยากซ้อมวงสวิงแบบส่วนตัว ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดคือ The Lobbar โซน All-day Dining ดีไซน์เก๋ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่กาแฟสเปเชียลตียามเช้าไปจนถึงไวน์บาร์รสดีในช่วงค่ำ แถมมีโซนไอซ์บาธเพื่อการฟื้นฟูกล้ามเนื้อแบบครบสูตรด้วย ไม่ว่าจะตั้งใจมาหวดลูกแบบจริงจัง หรือแค่อยากหาพื้นที่นั่งทำงานชิลๆ เพื่อจุดไอเดียใหม่ๆ พร้อมแฮงเอาท์กับกลุ่มเพื่อนในไวบ์ที่เต็มไปด้วยสไตล์ ที่นี่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ได้ดีไซน์จัดเต็มจริงๆ
Address: ซอยสาธุประดิษฐ์ 57 แยก 3
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-23.00 น.
Contact: THE LOBB CLUB
Budget: ราคา 550 บาท / ชั่วโมง

สนามดีไซน์สวยอีกสนาม Papaya Pickleball Club ในซอยพัฒนาการ 44 กับคอนเซปต์ Thailand’s Premier Pickleball Experience ที่นี่จัดเต็มด้วยคอร์ทในร่มระดับพรีเมียมถึง 6 สนามที่มาพร้อมเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทั่วบริเวณ ตัวสนามดีไซน์สวยงาม กว้างขวาง โปร่งสบาย และสะอาดสะอ้าน ไฮไลต์ที่หลายคนประทับใจคือการบริการและการดูแลระดับเอ็กซ์คลูซีฟ มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยสแตนด์บายให้คำแนะนำเรื่องกติกาและเทคนิคการเล่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หรืออยากมาลองเล่นขำๆ แบบยังไม่อยากลงทุนซื้ออุปกรณ์ ทางคลับก็มีไม้แร็กเกตและลูกพิกเคิลบอลคุณภาพให้หยิบยืมใช้งานได้ฟรี แม้ราคาต่อชั่วโมงจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อแลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เนี้ยบกริบและไวบ์ความเป็นส่วนตัวขั้นสุดแล้ว ถือเป็นความคุ้มค่าที่สายสปอร์ตไลฟ์สไตล์ต้องมาสัมผัสสักครั้ง
Address: ซอยพัฒนาการ 44 แขวงสวนหลวง
Open: เปิดให้บริการทุกวัน
วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 07.00-22.00 น.
วันศุกร์-เสาร์ เวลา 07.00-00.00 น.
Contact: Papaya Pickleball Club
Budget: ตามช่วงเวลา
วันจันทร์-ศุกร์ (เวลา 12.00-17.00 น.) ราคา 800 บาท / ชั่วโมง
ราคาปกติช่วงเวลาอื่น / วันเสาร์-อาทิตย์ ราคา 1,000 บาท / ชั่วโมง

สัมผัสเกมการเล่นแร็กเกตควบคู่ไปกับความหรูหราระดับเวิลด์คลาสที่ The Peninsula Bangkok โรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่นำเทรนด์ด้วยการเปิดพื้นที่สนามแบบมาตรฐาน Professionally Maintained Courts รองรับกระแสความแรงของกีฬาแร็กเกตได้อย่างไร้ที่ติ ไฮไลต์ของที่นี่คือการเสิร์ฟประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟในไวบ์ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่อยากมาหวดลูกเล่นๆ สนุกสนานกับกลุ่มเพื่อน (จำกัดสูงสุด 4 ท่านต่อคอร์ท) หรือมือใหม่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเขามีบริการทั้ง Knocker Session สำหรับแมตช์ฝึกซ้อม และ Coaching Session โดยโค้ชของทางโรงแรมที่จะมาช่วยปรับเทคนิคและจัดระเบียบวงสวิงให้เนี้ยบขึ้นอย่างใกล้ชิด ความดีงามตามมาตรฐานเพนนินซูลาคือในแพ็กเกจจะรวมอุปกรณ์ไม้แร็กเกต ลูกพิกเคิลบอล พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการห้องน้ำและห้องแต่งตัวของทางโรงแรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ใครที่กำลังมองหาพิกัดออกกำลังกายที่ผสมผสานความลักชัวรีเข้ากับไลฟ์สไตล์ริมน้ำได้อย่างลงตัว ต้องไม่พลาดมาเช็กอินที่นี่
Address: โรงแรมเดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00-21.00 น.
Contact: The Peninsula Bangkok
Budget: ราคาแล้วแต่เซสชัน
(ราคารวมอุปกรณ์และสิทธิ์ใช้ห้องอาบน้ำ/ห้องแต่งตัวแล้ว)
ภาพ: Courtesy of the Courts
The post Pickleball Courts คัดมาให้แล้ว 17 สนามทั่วกรุงฯ สำหรับพี่นักหวดทั้งหลาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยได้ยินแว่วๆ มาสักพักใหญ่แล้วว่าภาคอีสานกำลังจะมีเซ็น […]
The post Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ แหล่งแฮงก์เอาต์ใกล้ มข. appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยได้ยินแว่วๆ มาสักพักใหญ่แล้วว่าภาคอีสานกำลังจะมีเซ็นทรัลเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง ตอนแรกเราก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะไปปักอยู่ตรงไหน จนเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนที่ขอนแก่นทักมาบอกว่าขอนแก่นกำลังจะมีเซ็นทรัลแห่งใหม่ เท่านั้นแหละ ถึงได้ร้องอ๋อทันทีว่าต้องเป็นที่นี่แน่ๆ
และ ตอนนี้โปรเจกต์มิกซ์ยูสหน้าตาแปลกใหม่อย่าง ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ก็ได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้เราเลยอยากพาไปเดินมาแล้วรู้สึกยังไง และ มีจุดไหนที่สายไลฟ์สไตล์แบบเราน่าจะชอบบ้าง
ต้องบอกก่อนว่า ขอนแก่นกลายเป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานที่มีเซ็นทรัลถึง 2 แห่ง แต่ตัวแคมปัสที่เพิ่งเปิดใหม่นี้ คาแรกเตอร์จะฉีกออกไปอย่างชัดเจน เพราะเขาตั้งใจดีไซน์มาเพื่อเป็น Living Room หรือพื้นที่ใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่เจนซีแบบเรา แล้วยิ่งตัวโครงการตั้งอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ย่านนี้เลยจะเต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่เพียบ



สิ่งแรกที่เราชอบมากคือสถาปัตยกรรมของที่นี่ เขาหยิบเอาภูมิปัญญาอีสานอย่าง ‘แคน-แก่น-คูน’ ทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้านอย่างแคน ความเป็นขอนแก่น และดอกคูนมาตีความใหม่แบบโมเดิร์น และเป็นที่แรกที่ใช้การตกแต่งแบบสัจจะวัสดุ หรือก็คือการโชว์ผิวสัมผัสแท้ๆ ของวัสดุ ทำให้ได้ฟีลเรียบง่ายและดูเท่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งข้างในศูนย์การค้าได้มีการแบ่งเป็น 2 โซนไฮไลต์
Campus Court โซนนี้เดินสนุกมาก ดีไซน์พลิ้วไหวเหมือนเสียงแคน มีพื้นที่อาร์ต แกลเลอรีให้นักเรียน นักศึกษาได้มาโชว์ผลงานและตลาดงานคราฟต์ให้เด็กรุ่นใหม่มาปล่อยของ เป็นสเปซที่ทำให้รู้สึกว่าศูนย์การค้าเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้กับคนในพื้นที่จริงๆ
Campus Garden กับสวนสีเขียวในร่มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีแสงธรรมชาติส่องผ่าน Skylight ลงมา ด้านในยังมี Co-working Space เปิดให้ใช้ฟรี และ Pop-up Walking Street ให้มานั่งทำงาน นั่งชิล หรือเดินเล่นได้ยาวๆ แถมยังมีเป็นโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงคู่ใจที่เราสามารถพาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่นด้วยกันได้ด้วย
สายกินสายช้อปบอกเลยว่าก็เดินได้ไม่มีเบื่อ เพราะได้นำมากว่า 200 แบรนด์ดัง และมีหลายร้านที่มาเปิดที่ขอนแก่นเป็นครั้งแรก อย่าง Pasta Ama / Shabu Baru Mini (ชาบูหม้อเดี่ยวสไตล์ญี่ปุ่น) หรือ The Steak & More ตอนนี้ที่ขอนแก่นก็มีให้กินที่นี่แล้วนะ รวมถึงชาชีสคิวยาวอย่าง Nose Tea และชานมสุดฮิปอย่าง GAGA ก็มาแลนดิ้งด้วย
ส่วนสายสตรีทแวร์และสายคิวต์ต้องชอบ กับแบรนด์อย่าง Daddy & The Muscle / Wacky Willy / Matchbox / Freak และ KIS Beauty Store
ด้วยความเซ็นทรัล ก็ไม่ลืมที่จะมีร้านหรือคาเฟ่เจ้าถิ่น เราชอบที่เขาเปิดพื้นที่ให้แบรนด์โลคัลดังๆ ของขอนแก่นมารวมตัวกันด้วย ทั้ง From Scratch / Kin Matcha / Matchong Matcha / Sei Scoop / Trinity และ Long Pizza มาร้านเดียวได้ซัพพอร์ตคราฟต์คาเฟ่ของคนในพื้นที่แบบจัดเต็ม

สำหรับสายแอกทีฟ ที่นี่มี Xventure แอคทีฟ พาร์กอินดอร์รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์แอกทีฟ จัดเต็มถึง 6 โซน 27 เครื่องเล่น สามารถชวนแก๊งเพื่อนมาปลดปล่อยพลังกันได้เต็มที่ และยังมี Jetts Fitness ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรกของจังหวัด ตอบโจทย์ชีวิตชาวแคมปัสที่ตื่นตอนไหนก็มาเบิร์นได้ตอนนั้น
ความเก๋อีกอย่างคือเขาไม่ได้มีแค่ศูนย์การค้า แต่รอบๆ ยังออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตที่ครบวงจร ทั้ง PHYLL Khon Kaen คอนโดมิเนียมระดับ Super Premium สูง 33 ชั้น ที่มาพร้อมสระว่ายน้ำดาดฟ้าวิวเมือง 360 องศา และพาแลง สเปซสำหรับจัดปาร์ตี้บาร์บีคิว รวมถึงโรงแรมในเครือ GO! Hotel ที่เป็นโรงแรมสไตล์โมเดิร์นเอาใจนักเดินทางและสาย Workcation ที่สำคัญคือต้อนรับสัตว์เลี้ยงด้วย
หลังจากที่ไปสัมผัสมา เรารู้สึกว่าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส กลับทำหน้าที่เป็นมากกว่าที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นเหมือนพื้นที่ที่เข้าใจอินไซต์และการใช้ชีวิตของคนขอนแก่นยุคใหม่ เป็นพื้นที่รวมตัวของความเฮลตี้ ความอร่อย และไอเดียสร้างสรรค์ที่เดินแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ไม่น่าเบื่อเลย ชาวขอนแก่นหรือใครมีแพลนไปเที่ยวภาคอีสานช่วงซัมเมอร์นี้ แนะนำว่าต้องลองแวะไปเช็กอินดูสักครั้ง
Central Khonkaen Campus
Location: ตั้งอยู่บนหัวมุม ถนนกัลปพฤกษ์-มิตรภาพ
Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Parking: มีที่จอดรถรองรับทั้งด้านนอกและด้านในอาคาร
Contact: Central Khonkaen Campus
The post Central Khonkaen Campus ไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ แหล่งแฮงก์เอาต์ใกล้ มข. appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม? อยากกดพอสเวลาว้าวุ่นใจไว้ แล้วหนีไปซ่อนตัวสักที […]
The post ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้ใหม่ริมน้ำไวบ์คลาสสิกในโกดังอายุ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยไหม? อยากกดพอสเวลาว้าวุ่นใจไว้ แล้วหนีไปซ่อนตัวสักที่ เราว่า ‘ทรงวาด’ น่าจะเป็นคำตอบแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง เพียงแค่ได้เดินดูตึกเก่าๆ สูดกลิ่นอายความวินเทจ ก็เหมือนได้ชาร์จแบตให้ตัวเอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ‘Soul Songwat’ (โซว ทรงวาด) คอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่จากโกดังเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็สัมผัสได้ถึงไวบ์ความดิบเท่ แต่แฝงไปด้วยความโคซี่แบบสุดๆ



ด้วยแนวคิด Adaptive Reuse ในปัจจุบันที่ช่วยชุบชีวิตโกดังเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ แต่ยังคงโครงสร้างเดิม ไม่ว่าจะเป็นหลังคาที่สูงโปร่งทำให้รู้สึกไม่อึดอัด หรือกำแพงอิฐก่อที่คงความวินเทจเอาไว้ พร้อมทั้งเพนต์ด้วยงานอาร์ตตามจุดต่างๆ และบริเวณระเบียงกว้าง ที่เป็นแบบ Open-air ให้เราได้นั่งชิลชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตลอดทั้งวัน


ส่วนใครที่กังวลว่าจะมานั่งรับลมเฉยๆ แล้วจะเบื่อหรือไม่มีอะไรทำ บอกเลยว่าลบภาพนั้นทิ้งไปได้เลย! เพราะที่นี่รวบรวมร้านค้าไว้หลากหลายสไตล์ ทั้งร้านอาหาร ร้านของคราฟต์วินเทจ ร้านเครื่องหอม ร้านเสื้อผ้า และคาเฟ่ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ไม่ว่าจะเป็น


ร้านพิซซ่าสไตล์นิวยอร์กชิ้นโต เสิร์ฟจากครัวกระจกอบสดใหม่ สั่งแบบ Slice ถือออกไปนั่งกินรับลมริมน้ำคือไวบ์ดีสุดๆ

ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ Izakaya ในมู้ด Tokyo Bar สุดโฮมมี่ ชูคอนเซปต์ ‘Japanese Technique with Local Ingredients’ ที่เชฟนำวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมารังสรรค์ด้วยเทคนิคการทำอาหารแบบญี่ปุ่นแท้ๆ รสชาติจัดจ้านลงตัวพอดี


ร้านติ่มซำที่หยิบเอาความเก๋าและกลิ่นอายจีนร่วมสมัยของละแวกเยาวราชมานำเสนอใหม่ ไม่ว่าจะเป็นติ่มซำหรือซาลาเปา ก็สั่งมาแชร์กันกับเพื่อนได้


สเปซแบบ 2-in-1 ที่เป็นทั้งคาเฟ่และร้านมัลติแบรนด์ สามารถสั่งเครื่องดื่มมาจิบชิลๆ มีเครื่องดื่มทั้ง Coffee และ Non-coffee ให้เติมพลังแล้ว พร้อมกับเลือกดูเสื้อผ้าและเครื่องประดับดีไซน์เก๋ภายในร้านไปพร้อมกันได้ด้วย

ใครเป็นสายสตรีตพลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะแบรนด์สตรีตแวร์นี้ เขารวมไอเทมเด็ดๆ มาให้ครบ ทั้งเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ลายกราฟิกจัดจ้าน ฮู้ดดี้ กางเกงคาร์โก และหมวกทรงเท่ให้ฟีลดิบๆ กวนๆ เข้ากับเอนเนอร์จีของคนเจน Z พอดี


ร้านสำหรับสายวินเทจและนักสะสมทั้งหลาย ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็เหมือนหลุดเข้าไปในขุมทรัพย์ของคนรักของเก่า! มีของแรร์ไอเทมมาให้เลือกอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดวงดนตรีวินเทจหายาก แจ็กเกตยีนส์คลาสสิก นาฬิกา ของตกแต่งบ้านยุค 80-90s ไปจนถึงของสะสมสไตล์เรโทร


สายมินิมอลที่รวบรวมแฟชั่นไอเทมที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงเครื่องประดับ ตอบโจทย์คนชอบแต่งตัวสไตล์เรียบง่ายแต่มองกี่ทีก็ไม่เบื่อ ด้วยเสื้อผ้าโทนสีเอิร์ธโทน ขาว ดำ เบจ ที่หยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์ง่าย คัตติ้งเนี้ยบ ใส่ไปทำงานก็ได้ หรือจะใส่ไปคาเฟ่ก็เอาอยู่


ร้านนี้สาวต้องเลิฟ! เพราะเขารวมของตกแต่งบ้านสายคราฟต์และเซรามิกดีไซน์ ‘เปลือกหอยนางรม’ สุดคิวต์ ทั้งจานใส่เครื่องประดับ ที่วางกำยาน ถ้วยชาม ไปจนถึงของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ ที่ปั้นและลงสีด้วยมือ ใครหาของขวัญให้เพื่อนหรือหาของไปแต่งห้องให้ดูมีกิมมิก แวะร้านนี้รับรองว่าได้ของติดมือกลับไปชัวร์

ดังนั้น ถ้าหากว่าสนใจแล้วอยากมาตามรอยล่ะก็ เราขอแนะนำว่าให้มาช่วงเย็นๆ ตั้งแต่ 16.30-18.00 น. เพราะเป็นช่วง Golden Hour แสงเย็นกำลังตกพอดีแถมไม่ร้อนอีกด้วย แล้วจะแวะซื้อของอร่อยๆ รวมถึงเครื่องดื่มจากร้านที่โดนใจ ออกมาหาที่นั่งทำงาน รับลมริมแม่น้ำกันได้เลย บอกเลยว่าไวบ์ดีมาก!
Soul Songwat
Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Contact: Soul Songwat
Address: Soul Songwat (โซวทรงวาด), ถนนทรงวาด, กรุงเทพฯ
ภาพ: ภัณฑิลา วงษ์วรรณ
The post ‘Soul Songwat’ คอมมูนิตี้ใหม่ริมน้ำไวบ์คลาสสิกในโกดังอายุ 100 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเร […]
The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์หน้า คุณมีแผนทำอะไรแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่มีเราชวนลงใต้ไปปักหลักที่เขาหลักอีกครั้ง เพื่อไปร่วมงาน ‘Sol Circle: Week of Wellfulness’ เทศกาลเจริญสติหนึ่งเดียวของเขาหลัก ที่รวมเอากิจกรรมเวลเนสแบบองค์รวมมาจัดขึ้นจัดตลอดสัปดาห์ตามธีมในแต่ละครั้ง
สำหรับครั้งนี้เป็นธีมของโยคะและการกลับคืนสู่ปัจจุบันขณะ นำโดย Jonas Westring นักบำบัดโยคะผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในสหรัฐอเมริกา เอเชีย และยุโรป การฝึกฝนนี้จะยึดเหนี่ยวร่างกายและจิตใจไว้กับปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่มีอยู่จริง ฝึกควบคุมตนเองผ่านลมหายใจ ความสงบ และการไหลเวียนของปราณ
ตลอดทั้งสัปดาห์ นักพักผ่อนจะได้พบกับคลาสโยคะทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Yoga Breathing การฝึกหายใจแบบโยคะ ปรับสมดุลระบบประสาทและความกระจ่างของจิตใจ, Yoga Psychology จิตวิทยาโยคะนำเสนอแผนที่ต่างๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของเราจากมุมมองของโยคะ, Yoga with Props การฝึกฝนที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน และ Therapeutic Yoga การฝึกโยคะที่เน้นการจัดระเบร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นกับร่างกาย
นอกจากคลาสโยคะที่เป็นไฮไลต์เด่น Sol Circle: Week of Wellfulness ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เข้าร่วมด้วย สำหรับใครที่สนใน งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2569 ณ Devasom Khao Lak จังหวัดพังงา สามารถซื้อเข้าร่วมคลาสเฉพาะบางเซคชั่น หรือจองห้องพักกับ Devasom Khaolak เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ devasomkhaolak › หรือ @devasomkhaolak
The post Sol Circle: Week of Wellfulness ดึงกายใจสู่ปัจจุบันด้วยรีทรีตเจริญสติหนึ่งเดียวในเขาหลัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไป […]
The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในช่วงสัปดาห์ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังคึกคักไปด้วยผู้คนในงาน Cannes Film Festival 2026 แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายอย่าง Alo ก็ได้เลือกจังหวะเวลานี้ในการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ในฝั่งยุโรป
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ แบรนด์เพิ่งขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการเปิด Alo Wellness Club แห่งใหม่ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นคลับที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้น เป็นแห่งที่ 3 ของโลกต่อจากลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก เพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับสายเวลเนสระดับในฝั่งยุโรป ล่าสุดพวกเขาก็มีอีกหนึ่งไลน์โปรเจกต์ที่น่าจับตามองไม่แพ้กันและถูกดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคนี้ นั่นคือ Alo Voyage
View this post on Instagram
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแบรนด์ได้เปิดตัวสาขาใหม่พร้อมกันถึง 2 แห่งในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง แซ็ง-โทรเป และ คานส์ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมป๊อปอัพและเวลเนสคลับรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่ริมชายหาดและท้องทะเลให้กลายเป็นสเปซดูแลตัวเอง
คือเรือซูเปอร์ยอชต์ความยาว 72 เมตร ที่ถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่สำหรับเวลเนสคลับกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการจัดเซสชันที่ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่คลาสพิลาทิส โยคะ นวดเดรนน้ำเหลือง Sound Healing จัดกระดูก ไปจนถึงการดูแลทางเลือกอย่างการดริปวิตามิน โดยมีกำหนดการที่จะล่องจากเมืองคานส์ต่อไปยังงาน Monaco Grand Prix ในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน


นอกจากนี้ยังมีการจัดป๊อปอัพบีชคลับบนท่าเรือของ Hôtel Martinez ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ได้เข้าเนรมิตสะพานท่าเรือของ Hôtel Martinez โรงแรมหรูริมหาดเมืองคานส์ ให้กลายเป็นบีชคลับในโทนสีซิกเนเจอร์ จัดวางเตียงผ้าใบและร่มชายหาดดีไซน์พิเศษ พร้อมเปิดบาร์น้ำผลไม้สกัดเย็น และมีคลาสโยคะกับเซสชัน Sound Healing ให้บริการ
เราเห็นว่าการขยับตัวของ Alo ในรอบนี้สะท้อนให้เห็นวิธีคิดของแบรนด์ยุคใหม่ที่พยายามผันตัวจากแบรนด์แฟชั่นไปสู่การเป็น Lifestyle Platform มากขึ้นเรื่อยๆ การไม่เลือกเปิดร้านขายของแบบทั่วไป แต่เลือกที่จะเปลี่ยนพื้นที่ตากอากาศและเรือยอชต์ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเวลเนส แสดงให้เห็นว่าแบรนด์พยายามเข้าไปนั่งอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนระดับพรีเมียม และน่าจะเป็นการอุ่นเครื่องสเตปสำคัญ ก่อนที่แบรนด์มีแผนจะเปิดตัว Flagship Store ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนช็องเซลิเซ (Champs-Élysées) ที่ปารีสในอนาคตอย่างแน่นอน
ภาพ: Alo / Hôtel Martinez
The post Alo Voyage บุกเมืองคานส์ เปิดตัวเวลเนสคลับบนเรือซูเปอร์ยอร์ช appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปยุโรป ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว ด […]
The post รู้จัก ‘Visa Cascade’ ระบบวีซ่าเชงเกนแบบขั้นบันได ข่าวดีสำหรับคนบินยุโรปบ่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
สำหรับใครที่ชอบเดินทางไปยุโรป ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว ดูงาน หรือทำธุรกิจ หนึ่งในเรื่องที่หลายคนบ่นตรงกันคือ ‘การขอวีซ่าเชงเกน’ ที่ทั้งใช้เวลา เตรียมเอกสารเยอะ และบางครั้งก็ต้องยื่นใหม่แทบทุกปี แต่ล่าสุดมีข่าวดีสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทย เพราะสหภาพยุโรป (EU) อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าร่วมระบบ ‘Visa Cascade Scheme’ หรือระบบขยายอายุวีซ่าแบบขั้นบันไดแล้ว ซึ่งหมายความว่าเราอาจขอวีซ่าง่ายขึ้น เดินทางง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีประวัติเดินทางดี ได้วีซ่าเชงเกนระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี
แล้วระบบนี้คืออะไร และต้องมีคุณสมบัติแบบไหน พาไปรู้จักกันพร้อมๆ กัน
Visa Cascade คือระบบที่ช่วย ‘จัดระดับ’ การออกวีซ่าเชงเกนประเภทเข้า-ออกหลายครั้ง หรือ Multiple-Entry Visa (MEV) ให้มีอายุยาวขึ้นตามประวัติการใช้งานของผู้สมัคร พูดง่ายๆ คือ ถ้าคุณเคยเดินทางเข้ายุโรป ใช้วีซ่าอย่างถูกต้อง ไม่อยู่เกินกำหนด และมีประวัติทางการเงินน่าเชื่อถือ ครั้งต่อไปก็มีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้นเรื่อยๆ แบบเป็นขั้นบันได จากเดิมที่หลายคนอาจได้วีซ่าแค่ตามจำนวนวันเดินทาง หรือมีอายุไม่กี่เดือน ระบบนี้จะช่วยให้คนที่เดินทางบ่อยไม่ต้องยื่นเอกสารใหม่ทุกปีเหมือนที่ผ่านมา
หากมีคุณสมบัติครบ และมีประวัติการใช้งานวีซ่าที่ดี ผู้สมัครมีโอกาสได้รับวีซ่าระยะยาวตามลำดับดังนี้
ขั้นที่ 1: วีซ่า 1 ปี
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและใช้งานถูกต้องอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ขั้นที่ 2: วีซ่า 2 ปี
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry อายุ 1 ปี และใช้งานอย่างถูกต้อง ภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ขั้นที่ 3: วีซ่า 5 ปี
สำหรับผู้ที่เคยได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry อายุ 2 ปี และใช้งานอย่างถูกต้อง ภายในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
เรียกได้ว่ายิ่งเดินทางสม่ำเสมอ และรักษาประวัติการเดินทางให้ดี ก็ยิ่งมีโอกาสได้วีซ่าระยะยาวง่ายขึ้น แต่ยังมีกฎสำคัญที่ต้องจำ แม้จะได้วีซ่าเชงเกน 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถอยู่ยุโรปได้ต่อเนื่องยาวๆ เพราะกฎหลักของเชงเกนยังคงเหมือนเดิม
กฎ 90/180 วัน
ผู้ถือวีซ่ายังคงสามารถพำนักในเขตเชงเกนได้ไม่เกิน 90 วัน ภายในทุกช่วงเวลา 180 วัน
ไม่ใช่ฟรีวีซ่า
Visa Cascade เป็นเพียงระบบที่ช่วยให้ “อายุวีซ่ายาวขึ้น” ไม่ใช่การยกเว้นวีซ่า ดังนั้นยังต้องยื่นเอกสาร ขอวีซ่า และผ่านการอนุมัติตามขั้นตอนปกติ
พาสปอร์ตต้องเหลืออายุเพียงพอ
อายุวีซ่าที่ได้รับจะไม่เกินอายุคงเหลือของพาสปอร์ต ดังนั้นใครหวังลุ้นวีซ่า 5 ปี อาจต้องเช็กก่อนว่าเล่มพาสปอร์ตยังเหลืออายุใช้งานอีกนานพอหรือไม่
สำหรับคนที่เดินทางยุโรปเป็นประจำ ไม่ว่าจะสายเที่ยว สายทำงาน หรือสายบินไปกินร้านโปรดปีละหลายรอบ ระบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นเยอะ และอาจทำให้การขอวีซ่าเชงเกนในอนาคต ‘เหนื่อยน้อยลง’ กว่าที่เคยก็ได้
The post รู้จัก ‘Visa Cascade’ ระบบวีซ่าเชงเกนแบบขั้นบันได ข่าวดีสำหรับคนบินยุโรปบ่อย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประมวลภาพบรรยากาศมื้อแรกของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Tas […]
The post LIFE Table x Potong ดินเนอร์การกุศลที่ชวนเชฟแพมเล่าเรื่องบ้านผ่านรสชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประมวลภาพบรรยากาศมื้อแรกของกิจกรรม ‘LIFE TABLE: The Taste of Homecoming’ ซีรีส์ดินเนอร์ 4 มื้อพิเศษที่ THE STANDARD LIFE และ ศิริราชมูลนิธิ ชวนเชฟและร้านอาหารชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ผ่านรสชาติ ความทรงจำ และเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ที่เปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี
มื้อแรกเปิดประเดิมด้วยฝีมือของเชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ แห่งร้าน POTONG ที่หยิบเอาความทรงจำในวัยเด็กและเมนูที่เคยเข้าครัวทำร่วมกับคุณแม่ มาตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย แต่ยังคงรสชาติและความรู้สึกคุ้นเคยที่ชวนให้นึกถึงบ้าน
“บ้านคือความรู้สึกอบอุ่น เวลาเราคิดถึงบ้านจะนึกถึงอาหารที่คุ้นเคย ทานแล้วรู้สึกสบายใจ ทานแล้วมีความสุขจากข้างใน”
เชฟแพมยังเล่าถึงการร่วมโปรเจกต์ครั้งนี้ว่า “รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ค่ะ เราอยากใช้ความสามารถของเราให้มากที่สุด เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น”
สำหรับใครที่พลาดมื้อพิเศษนี้ และอยากสบทบทุนบริจาคเพิ่มเติม คลิกไปได้ที่ https://bit.ly/siriraj-donate
ส่วนบรรยากาศจะเป็นอย่างไรนั้น ตามไปดูได้เลย
ภาพ: ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ











The post LIFE Table x Potong ดินเนอร์การกุศลที่ชวนเชฟแพมเล่าเรื่องบ้านผ่านรสชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเกิดการระบาดของ Hantavirus สายพันธุ์ Andes บนเรือสำ […]
The post นักเดินทางควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘Hantavirus’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเกิดการระบาดของ Hantavirus สายพันธุ์ Andes บนเรือสำราญ M/V Hondius จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย หลายคนเริ่มสงสัยว่าไวรัสชนิดนี้คืออะไร อันตรายแค่ไหน และนักเดินทางควรกังวลหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่กำลังมีแผนไปอเมริกาใต้หรือท่องเที่ยวธรรมชาติในช่วงนี้
แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชากรโลกอยู่ในระดับต่ำ แต่ Hantavirus ก็ถือเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และนักเดินทางควรรู้เท่าทันไว้ออกก่อนเดินทาง
Hantavirus เป็นไวรัสที่มักพบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู และติดต่อสู่คนผ่านการสูดดมละอองจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ฝุ่นในห้องพักเก่า กระท่อมกลางป่า โกดัง หรือพื้นที่ปิดที่มีหนูอาศัยอยู่ ไวรัสชนิดนี้พบได้หลายสายพันธุ์ทั่วโลก แต่กรณีล่าสุดที่กำลังถูกจับตาคือสายพันธุ์ Andes ซึ่งพบในอเมริกาใต้ ซึ่งต่างจากสายพันธุ์อื่นตรงมีรายงานว่า ‘สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน’ แม้จะยังไม่ใช่การแพร่เชื้อที่เกิดขึ้นง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิดก็ตาม
สิ่งที่ทำให้ Hantavirus น่ากังวลคือ ช่วงแรกอาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดามาก ทั้งไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ในบางราย อาการสามารถลุกลามไปสู่ภาวะปอดอักเสบ หายใจลำบาก และระบบหายใจล้มเหลวได้ โดยสายพันธุ์ในทวีปอเมริกามีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 30-50%
อีกจุดที่ควรรู้คือ ระยะฟักตัวค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ประมาณ 4-42 วัน หมายความว่าบางคนอาจเริ่มมีอาการหลังกลับจากทริปไปแล้วหลายสัปดาห์
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ‘ยังไม่ต้องตื่นตระหนก’ เพราะ Hantavirus ไม่ใช่โรคที่แพร่กระจายง่ายในชีวิตประจำวัน และเรือสำราญเองก็ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงหลักของโรคนี้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากเดินทางไปยังพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ชนบท หรือสถานที่ที่มีสัตว์ฟันแทะจำนวนมาก เช่น แคมป์ปิง เดินป่า พักกระท่อมกลางธรรมชาติ หรือเข้าไปในพื้นที่ปิดร้างที่อาจมีหนูอาศัยอยู่
โดยเฉพาะคนที่กำลังเดินทางไปอเมริกาใต้ในช่วงนี้ ควรระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) แนะนำว่า วิธีป้องกันที่สำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและพื้นที่ปนเปื้อน โดยสิ่งที่ควรทำ ได้แก่
แม้โอกาสเจอโรคนี้ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ แต่เหตุการณ์บนเรือสำราญครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เตือนให้นักเดินทางเห็นว่า โลกหลังโควิดยังเต็มไปด้วยโรคต่างๆ มากมายและความเสี่ยงที่เราอาจไม่เคยนึกถึง โดยเฉพาะเมื่อการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการเดินทางระยะไกลกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ภาพ: Shutterstock
The post นักเดินทางควรรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘Hantavirus’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถือเป็นหนึ่งมูฟเมนต์ใหญ่ของ Club Med แบรนด์รีสอร์ตแบบ A […]
The post Club Med เตรียมเปิดรีสอร์ตหรูแบบ All-Inclusive แห่งแรกบนเกาะสมุย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถือเป็นหนึ่งมูฟเมนต์ใหญ่ของ Club Med แบรนด์รีสอร์ตแบบ All-Inclusive ที่เข้ามาเปิดให้บริการในไทยมานานกว่า 40 ปี กับการเปิดรีสอร์ตแห่งที่ 2 ในประเทศที่เกาะสมุย ภายในปี 2028
Club Med Exclusive Collection Koh Samui จะตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะสมุย ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 303 ห้อง โดยใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติสมุยเพียง 25 นาที โดดเด่นด้วยพื้นที่หน้าหาดส่วนตัวที่ทอดยาวกว่า 200 เมตร ครบประสบการณ์พักผ่อนแบบ All-Inclusive ระดับพรีเมียม ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรม กีฬา โปรแกรมสำหรับเด็ก และความบันเทิงต่างๆ รวมอยู่ในราคาเดียว
Club Med Exclusive Collection Koh Samui ถือเป็นรีสอร์ตแห่งที่ 2 ของ Club Med ในประเทศไทย ต่อจาก Club Med Phuket ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2528 และยังเป็นรีสอร์ตระดับ Exclusive Collection แห่งแรกในไทย โดยโปรเจกต์นี้เป็นความร่วมมือของ Club Med และ Central Group Capital ที่จับมือกันสร้างนิยามความหรูหราแบบใหม่บนเกาะสมุย ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่วิลลาส่วนตัว และความสงบเงียบอีกต่อไป
ภาพ: Club Med
The post Club Med เตรียมเปิดรีสอร์ตหรูแบบ All-Inclusive แห่งแรกบนเกาะสมุย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลืมภาพเทศกาลสุขภาพแบบเดิมที่ต้องตื่นเช้ามาเล่นโยคะเพียง […]
The post ปักหมุดสิงคโปร์! Glow Festival 2026 เทศกาล Wellness 10 วันเต็มบนเกาะเซนโตซ่า 10-19 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ลืมภาพเทศกาลสุขภาพแบบเดิมที่ต้องตื่นเช้ามาเล่นโยคะเพียงอย่างเดียวไปได้เลย เพราะ Glow Festival 2026 กำลังจะกลับมาเปลี่ยนเกาะเซนโตซ่าให้กลายเป็นพื้นที่ของการเคลื่อนไหว เสียงดนตรี และการใช้ชีวิตแบบสมดุลที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ตลอด 10 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในปีนี้ตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เทศกาล แต่เป็นจุดรวมตัวของกลุ่มคนที่โหยหาการใช้ชีวิตที่ลงตัวระหว่างความสนุกและสุขภาพที่ดี


ปีนี้งานไม่ได้กระจุกอยู่แค่ที่เดียว แต่ใช้วิธี Island Takeover แบ่งความสนุกและมู้ดของกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก


ความพิเศษของปีนี้คือความกลมกล่อมของการนำ Live Music Performances มาผสมผสานกับกิจกรรมสาย Mindful ในช่วง Closing Weekend (17-19 ก.ค. 69) คุณอาจจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการทำสมาธิรับลมทะเล ต่อด้วยคลาสเต้นสุดพลังในช่วงบ่ายกับเทรนเนอร์ระดับโลกอย่าง Joe Wicks และ Chontel Duncan ที่จะมานำคลาสเรียกเหงื่อแบบจัดเต็ม
และพอพระอาทิตย์ตกดิน บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็น Music Festival ทันที โดยมีเฮดไลน์เนอร์อย่าง Jason Derulo, Alessia Cara และวงอินดี้เกาหลีสุดชิกอย่าง Hyukoh รวมถึงศิลปินไทยอย่าง Phum Viphurit ที่จะมาสร้าง Memorable Night ริมชายหาดเซนโตซ่า ซึ่งมู้ดแอนด์โทนแบบนี้คือสิ่งที่นักเดินทางยุคใหม่กำลังมองหา คือการได้ดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กับการได้ใช้ชีวิตให้สุดในแบบที่ต้องการ
นอกจากนี้ งานยังกระจายความตื่นเต้นผ่านโซนต่างๆ เช่น เมนูอาหารสุขภาพจากเชฟชื่อดังในโซน Glow Commons หรือเวิร์กชอปงานคราฟต์ในโซน Makers Meadow
ใครมีแพลนจองทริปมาสิงคโปร์ในช่วงนี้ ลองปักหมุดไปเทศกาลนี้สักครั้ง คุณจะไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียว แต่เหมือนได้มอบรางวัลให้ร่างกายและจิตใจได้รีเซ็ตตัวเองด้วย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://glowfestival.sg/
EVENT DETAILS
Location: Sentosa Island (Palawan Green & Island Partners), Singapore
Time: วันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569
Tickets: Ticketmelon
Contact: Glow Festival
ภาพ: Glow Festival
The post ปักหมุดสิงคโปร์! Glow Festival 2026 เทศกาล Wellness 10 วันเต็มบนเกาะเซนโตซ่า 10-19 ก.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีโรงแรมอยู่ไม่กี่แห่งในโลกที่ยิ่งนาน ยิ่งดูน่าพักมากขึ […]
The post The Park Lane Hong Kong และ 5 เหตุผลที่นักเดินทางที่รู้จริงเลือกพักที่นี่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
มีโรงแรมอยู่ไม่กี่แห่งในโลกที่ยิ่งนาน ยิ่งดูน่าพักมากขึ้น The Park Lane Hong Kong ใน Causeway Bay คือหนึ่งในนั้น
ขณะที่โรงแรมรุ่นใหม่แข่งกันประกาศความโดดเด่นผ่านดีไซน์และกระแส ที่นี่เลือกจะทำในสิ่งที่ถนัดมาตลอด นั่นคือทำเลที่ดีที่สุดในย่าน การบริการที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง และความรู้สึกที่บอกได้ทันทีเมื่อเช็กอินว่า เลือกถูกแล้ว

สำหรับคนไทยที่บินไปฮ่องกงแทบทุกปี บางทีคำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่การลองของใหม่ แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรเชื่อถือได้ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ The Park Lane Hong Kong ยังคงอยู่ในใจนักเดินทางมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ฮ่องกงคือเมืองที่ทุกตารางเมตรมีราคา ห้องพักในย่านดีๆ ส่วนใหญ่มักบีบอัดจนรู้สึกอึดอัด แต่ที่ The Park Lane Hong Kong ห้องพักขนาด 34 ตร.ม. ถือว่าหรูหราเมื่อเทียบกัน ตกแต่งอย่างพิถีพิถันพร้อมเตียงคุณภาพสูง เฟอร์นิเจอร์ดีไซเนอร์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ยังมีวิวให้เลือกได้ทั้งท่าเรือวิกตอเรียและสวนวิกตอเรีย เปิดม่านปุ๊บก็ได้ภาพที่คนฮ่องกงทั้งเมืองใฝ่ฝัน



โรงแรมตั้งอยู่ในย่านธุรกิจและช้อปปิ้งชั้นนำ ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินเพียง 2 นาที มีซูเปอร์มาร์เก็ตเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ติดกัน นั่งรถรางไปเซ็นทรัลได้แค่ก้าวออกประตู SOGO และ Times Square อยู่แค่ระยะเดินเท้า แต่ที่สำคัญกว่านั้น Causeway Bay ไม่ใช่แค่ย่านนักท่องเที่ยว มันคือย่านที่คนฮ่องกงตัวจริงเลือกมากิน ช้อป และใช้ชีวิต ซึ่งทำให้การพักที่นี่รู้สึกได้กลิ่นอายของเมืองจริงๆ ไม่ใช่แค่ภาพโปสการ์ด

Victoria Park ไม่ได้อยู่ใกล้โรงแรม มันอยู่ตรงข้ามพอดี ในเมืองที่แทบไม่มีพื้นที่สีเขียว การที่ได้ตื่นมาเปิดหน้าต่างแล้วเห็นต้นไม้แทนคอนกรีตนั้นหาไม่ได้จากโรงแรมอื่นใน Causeway Bay อยากวิ่งตอนเช้าก็ได้ อยากนั่งเล่นตอนเย็นก็ดี หรือจะแค่มองจากห้องก็ยังรู้สึกดี ความแตกต่างระหว่างเมืองที่วุ่นวายและสวนที่เงียบสงบนี้แหละ คือความหรูหราอีกแบบที่เงินซื้อไม่ได้ทุกที่

สำหรับใครที่พักห้อง Executive หรือห้องสวีท สิทธิพิเศษที่ได้คือการเข้าถึงเลานจ์ชั้น 26 ที่วิวสวยมาก แถมยังเป็นส่วนตัว ไม่เอะอะ แถมสมาชิก Marriott Elite member ยังสามารถเช็กอินได้โดยตรงที่เลานจ์ แทนที่จะต้องต่อคิวที่ล็อบบี้ชั้นล่าง บริการอาหารเช้าเปิดตั้งแต่ 7.00–10.30 น. และค็อกเทลยามเย็นตั้งแต่ 18.00–20.00 น. ทั้งหมดนี้มาพร้อมวิวท่าเรือวิกตอเรียแบบพาโนรามา ที่ทำให้แค่มื้อเช้าก็กลายเป็นช่วงเวลาที่อยากจำ


บนชั้น 27 ของ The Park Lane Hong Kong คือ SKYE Roofbar & Brasserie ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำเสนอตั้งแต่หอยนางรมสด คาเวียร์ ไปจนถึงสตูเนื้อวากิว และซุปหัวหอมสไตล์คลาสสิก พร้อมรายการไวน์กว่า 50 รายการ ทุกเมนูใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ใช้วัตถุดิบทะเลจากแหล่งที่รับผิดชอบและส่วนผสมท้องถิ่น แต่ที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าร้านอื่นคือ วิวท่าเรือวิกตอเรียบนดาดฟ้า ที่เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำที่อยากเล่าให้คนอื่นฟัง

The Park Lane Hong Kong, Autograph Collection
Location: Causeway Bay, Hong Kong
Budget: เริ่มต้น 7,600 บาทต่อห้องต่อคืน
Facebook: www.facebook.com/theparklanehongkong
Instagram: www.instagram.com/theparklanehongkong
Website: www.parklane.com.hk
Map: https://maps.app.goo.gl/bMDmTbYjoMsWTLaq5
The post The Park Lane Hong Kong และ 5 เหตุผลที่นักเดินทางที่รู้จริงเลือกพักที่นี่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่มีแพลนไปต่างประเทศช่วงกลางปี 2569 ต้องเช็กราคาตั๋ […]
The post เตรียมตัว! AOT ปรับขึ้นค่าภาษีสนามบินขาออกต่างประเทศเป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย. 69 นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่มีแพลนไปต่างประเทศช่วงกลางปี 2569 ต้องเช็กราคาตั๋วให้ดี เพราะล่าสุด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพิ่งประกาศปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) ครั้งใหญ่ จากเดิม 730 บาท พุ่งสู่เป็น 1,120 บาทต่อคน โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
และคำถามที่หลายคนสงสัย ทำไมต้องขึ้นราคา? ด้าน นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ระบุว่าการปรับขึ้นครั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐาน ICAO และสะท้อนต้นทุนจริงในการดำเนินงาน โดยเงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 ที่สุวรรณภูมิ และระบบบริการอัตโนมัติ (CUPPS) เพื่อลดระยะเวลารอคอยของผู้โดยสารให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่กำลังจะจองตั๋วไปต่างประเทศช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เราแนะนำอย่าลืมคำนวณงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะราคาตั๋วโดยรวมจะขยับขึ้นแน่นอน
The post เตรียมตัว! AOT ปรับขึ้นค่าภาษีสนามบินขาออกต่างประเทศเป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย. 69 นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘การเข้าป่า’ กลายเป็นพฤติกรรมที่เห็นไ […]
The post ตั้งแคมป์ เดินป่า อยู่กับธรรมชาติ ทำไมคนเมืองถึงโหยหาการเข้า ‘ป่า’? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘การเข้าป่า’ กลายเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดขึ้นในหมู่คนเมือง ซึ่งก็มีตั้งแต่ทริปเดินป่าสั้นๆ แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงนักพักผ่อนสาย Wellness ที่เน้นเลือกรีสอร์ตโรงแรมที่อยู่กับธรรมชาติอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ไลฟ์สไตล์ หรือกระแส Longivity เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่านั้น ทำไมในโลกที่สะดวกสบายที่สุด มนุษย์กลับรู้สึกอยากถอยกลับไปหาธรรมชาติ ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น? วิทยาศาสตร์มีคำตอบที่นุ่มนวลซ่อนอยู่ในงานวิจัย

ในวันที่เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอทำหน้าที่แทนเสียงหัวใจ วิวทิวทัศน์ถูกแทนที่ด้วยผนังปูนสีเหลี่ยม คนเมืองจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกถึงความหิวโหยบางอย่างที่ไม่ใช่ความหิวอาหาร แต่คือความรู้สึกที่อยากจะเอาเท้าไปเหยียบดิน สูดกลิ่นชื้นของใบไม้ หรือปล่อยสายตาให้หายลับไปแสงสีเขียว นักจิตวิทยา Stephen Kaplan อธิบายว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะ ‘พื้นที่สีเขียว’ คือภาษาที่สมองเข้าใจง่ายที่สุด
ในทุกๆ วัน มนุษย์เมืองต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลในการ ‘บังคับจดจ่อ’ (Directed Attention) กับสิ่งเร้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้หน้าจอมือถือ การทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ หรือแม้ว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวล้วนแต่ดึงดูดความสนใจ ทฤษฎี Attention Restoration Theory (ART) ระบุว่า สมองส่วนหน้าที่ใช้ควบคุมสมาธิจะเกิดภาวะล้าได้ หากไม่ได้พักอย่างเพียงพอ ในทางกลับกัน ธรรมชาติให้สิ่งเร้าในลักษณะ Soft Fascination เช่น แสงแดด เสียงลม หรือการเคลื่อนไหวของต้นไม้ ซึ่งเป็นความตื่นตาตื่นใจที่นุ่มนวล ส่งผลให้สมองเข้าสู่โหมดพักผ่อนโดยสัญชาตญาณ ผลลัพธ์คือ ความคิดชัดขึ้น อารมณ์นิ่งขึ้น และความเครียดลดลง
นอกจากนี้ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ป่าลึก เราไม่ได้แค่รับอากาศบริสุทธิ์ แต่เรากำลังรับ ‘ของขวัญจากต้นไม้’ ที่เรียกว่า Phytoncides (ไฟตอนไซด์) ดร.ชิง หลี่ (Dr. Qing Li) ผู้เชี่ยวชาญด้านการอาบป่าจากญี่ปุ่น พบว่าสารหอมระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา เมื่อมนุษย์สูดดมเข้าไปจะทำหน้าที่ปลอบประโลมระบบประสาท ลดระดับฮอร์โมนความเครียด และช่วยเพิ่มระดับ Natural Killer Cells ซึ่งมีบทบาทในการกำจัดเซลล์ผิดปกติและไวรัสในร่างกาย การเข้าป่าจึงเป็นการเยียวยาร่างกายในระดับเซลล์


ความวุ่นวายในเมืองมักมีรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้และยุ่งเหยิง แต่ในป่ามีสิ่งที่เรียกว่า Fractal หรือลวดลายทางธรรมชาติที่ถักทอซ้ำไปซ้ำมาอย่างมีระเบียบ เช่น กิ่งไม้ที่แตกแขนง หรือรูปแบบของก้อนเมฆ มีงานวิจัยระบุว่าสายตาของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้หลงรักลวดลายเหล่านี้ และทุกครั้งที่เรามองดูสมองจะสร้างคลื่นอัลฟ่า (Alpha Waves) ซึ่งเป็นคลื่นแห่งความสงบและสมาธิ ทำให้ความวุ่นวายในใจค่อยๆ สงบลงเหมือนผิวน้ำที่นิ่งสนิท
นอกจากนี้ การที่คนเมืองอยากเอาตัวเองไปอยู่ในป่า อาจไม่ใช่แค่เพราะอยากได้รูปสวยๆ ลงโซเชียล แต่คือ Biophilia หรือสายใยแห่งความผูกพันที่บรรพบุรุษของเราฝังไว้ใน DNA นักชีววิทยาจากฮาร์วาร์ด Edward O. Wilson ได้เสนอแนวคิด Biophilia Hypothesis ซึ่งระบุว่า มนุษย์มีสัญชาตญาณทางพันธุกรรมที่ผูกพันกับสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ เพราะในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการหลายแสนปี เราใช้ชีวิตอยู่ในป่ามากกว่าในตึก การกลับไปหาธรรมชาติจึงไม่ใช่การ ‘ไปเที่ยว’ แต่คือการ ‘กลับบ้าน’ ในเชิงวิวัฒนาการ เราเกิดจากธรรมชาติ เติบโตมากับธรรมชาติ และเมื่อชีวิตในเมืองบีบคั้นเราจนเกินไป จิตวิญญาณของเราจึงส่งเสียงเรียกหา ‘บ้านเดิม’ เพื่อเติมพลังชีวิต
The post ตั้งแคมป์ เดินป่า อยู่กับธรรมชาติ ทำไมคนเมืองถึงโหยหาการเข้า ‘ป่า’? appeared first on THE STANDARD.
]]>
สาวกโปเกมอนเตรียมกระเป๋าสั่นกันได้เลย เพราะล่าสุดมีการป […]
The post คอนเฟิร์ม! Pokémon Center สาขาแรกในไทย เตรียมปักหมุด CentralWorld ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สาวกโปเกมอนเตรียมกระเป๋าสั่นกันได้เลย เพราะล่าสุดมีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ‘Pokémon Center BANGKOK’ สาขาแรกของประเทศไทย เตรียมเปิดให้บริการภายในปีนี้ ที่ CentralWorld
Pokémon Center คือร้านค้าอย่างเป็นทางการของ Pokémon ที่แฟนๆ ทั่วโลกรู้จักกันดี ไม่ใช่แค่เพราะมีของสะสมให้ละลายเงินตั้งแต่ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ เสื้อผ้า ไปจนถึงไอเทมลิมิเตด แต่ยังเป็นพื้นที่รวมตัวของแฟนโปเกมอน ผ่านกิจกรรมพิเศษและการแข่งขัน Pokémon Trading Card Game อีกด้วย
ที่ผ่านมา Pokémon Center ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือไต้หวัน ต่างกลายเป็นหมุดหมายยอดฮิตของทั้งนักสะสมและนักท่องเที่ยว จนหลายคนยอมต่อคิวหลายชั่วโมงเพื่อเข้าไปชอป และดูเหมือนว่าในที่สุดแฟนชาวไทยก็กำลังได้รับประสบการณ์แบบนั้นกับเขาสักที
Pokémon Center เป็นความร่วมมือระหว่าง The Pokémon Company และ Central Pattana ว่ากันว่าที่นี่คือ Pokémon Center สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่าย่อมมีสินค้าลิมิเตด เอดิชันปล่อยออกมาแน่นอน ส่วนกำหนดวันเปิดแน่นอน และสินค้าที่ว่าจะเป็นอะไรนั้น เราจะมาอัปเดตให้คุณฟังอีกครั้งหลังทราบข่าว
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PokemonThailand
ภาพ: Shutterstock
The post คอนเฟิร์ม! Pokémon Center สาขาแรกในไทย เตรียมปักหมุด CentralWorld ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD มาสำรวจ V&A East พิพิธภัณฑ์ใหม่ของลอนด […]
The post V&A East พิพิธภัณฑ์ใหม่ลอนดอน พื้นที่ของดีไซน์และไอเดียแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD มาสำรวจ V&A East พิพิธภัณฑ์ใหม่ของลอนดอนที่เพิ่งเปิดในปี 2026 ตั้งอยู่ในย่าน East Bank พื้นที่เดิมของ Queen Elizabeth Olympic Park ที่กำลังถูกพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเมือง รอบๆ มีทั้ง BBC, London College of Fashion และโรงละคร ทำให้บรรยากาศของย่านนี้ไม่ใช่แค่ที่ท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ของคนทำงานสร้างสรรค์จริงๆ

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือหน้าตาของอาคารที่ดูแปลกจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ตัวตึกออกแบบโดย O’Donnell + Tuomey ได้แรงบันดาลใจจากการพับผ้าในโลกแฟชั่น ผิวอาคารประกอบด้วยแผ่นคอนกรีตกว่า 400 ชิ้นต่อกันเหมือนจิ๊กซอว์ ให้ความรู้สึกทั้งดิบและมีจังหวะในตัวเอง มันเลยไม่ใช่แค่ที่เก็บงานออกแบบ แต่ตัวอาคารเองก็เหมือนกำลังเล่าเรื่องเดียวกับสิ่งที่อยู่ข้างใน

พอเดินเข้าไปข้างใน สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือที่นี่ไม่ได้ตั้งใจให้เราแค่เดินดูของสวย แต่พยายามชวนให้เราคิด นิทรรศการหลักชื่อ “Why We Make” รวมงานกว่า 500 ชิ้น ตั้งแต่แฟชั่น งานศิลปะ ไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เขาไม่ได้จัดเรียงตามยุคหรือศิลปินเหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป กลับเลือกจัดตามธีมอย่างเรื่องความเป็นอยู่ ความยุติธรรม หรือสิ่งแวดล้อม ทำให้การเดินดูแต่ละโซนเหมือนเราได้มองโลกผ่านเลนส์ของ design มากขึ้น



อีกจุดที่น่าสนใจคือกระบวนการสร้าง ที่นี่ไม่ได้ถูกคิดขึ้นโดย curator เพียงไม่กี่คน แต่มีการไปพูดคุยกับคนกว่า 30,000 คนก่อนจะออกมาเป็นพิพิธภัณฑ์แบบนี้ เลยไม่น่าแปลกใจที่บรรยากาศทั้งหมดจะดูร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย เหมือนตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่มากกว่าพื้นที่ทางการ


เสียงตอบรับของ V&A East ยังมีทั้งคนที่ชอบมากเพราะรู้สึกว่ามันสดใหม่และมีพลัง กับอีกกลุ่มที่มองว่าสถาปัตยกรรมยังดูแข็งและดิบไปหน่อย แต่สิ่งที่หลายคนเห็นตรงกันคือ มันกำลังบอกทิศทางใหม่ของพิพิธภัณฑ์ในอนาคต


ถ้าพิพิธภัณฑ์แบบเดิมคือที่ให้เราไปดู design ที่นี่เหมือนกำลังชวนเราคิดต่อว่า design กำลังมีบทบาทกับชีวิตเราอย่างไร และบางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวงานที่จัดแสดง แต่อยู่ที่คำถามที่เราพกกลับออกมา
The post V&A East พิพิธภัณฑ์ใหม่ลอนดอน พื้นที่ของดีไซน์และไอเดียแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากรู้ไหมว่าชายหาดที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ไหน? ไ […]
The post 3 ชายหาดจากไทย ติดลิสต์ ‘World’s 50 Best Beaches’ ชายหาดดีที่สุดในโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากรู้ไหมว่าชายหาดที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ไหน?
ไม่กี่วันที่ผ่านมา World’s 50 Best Beaches 2026 สถาบันจัดอันดับชายหาดทั่วโลก โดย Global Travel Experts ได้เผยลิสต์รายชื่อ 50 อันดับชายหาดดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 ออกมา ซึ่งผลปรากฏว่าอันดับ 1 ปีนี้ ตกเป็นของ ‘Entalula Beach’ หาดเงียบสงบที่ซ่อนตัวอยู่บนเกาะ El Nido ทางตอนเหนือของหมู่เกาะปาลาวัน (Palawan)
สำหรับประเทศไทย ปีนี้มีติดลิสต์อยู่ 3 หาด ได้แก่ อันดับ 8 ‘Donald Duck Bay’ หาดทรายเนื้อเนียนละเอียดจากหมู่เกาะสิมิลัน ที่ครบทั้งความสวยงาม และน้ำใสสะอาดน่าเล่น, ตามมาด้วย ‘Paradise Beach’ หาดทรายยาวสุดลูกตาจากเกาะกระดาน มาเป็นอันดับ 23 และ Freedom Beach ชายหาดลับของภูเก็ต ที่เข้าถึงยาก และโอบล้อมด้วยป่าเขียวชอุ่ม น้ำทะเลสีฟ้าใสและคลื่นไม่แรง อยู่ในอันดับที่ 27
World’s 50 Best Beaches เป็นการจัดอันดับชายหาดประจำปี โดยใช้การตัดสินจากคะแนนโหวตของผู้เชี่ยวชาญและผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากกว่า 1,000 คน ที่รู้จักชายฝั่งทะเลทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยพิจารณาเกณฑ์ 8 อย่าง ได้แก่ ลักษณะเฉพาะของหาด สัตว์ป่า ธรรมชาติที่ยังคงสภาพเดิม ความเงียบสงบ ความสะดวกในการลงเล่นน้ำ คลื่นไม่แรงจนเกินไป ไม่แออัด และมีทิวทัศน์อันสวยงาม
ใครที่อยากเห็นลิสต์เต็มนั้น สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://worlds50beaches.com/top-50-worlds-best-beaches
ภาพ: Shutterstock
The post 3 ชายหาดจากไทย ติดลิสต์ ‘World’s 50 Best Beaches’ ชายหาดดีที่สุดในโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นพี่นักวิ่งหรือคนที่ชอบเดินทอดน่องชมวิวเมืองท่ […]
The post สะพานเขียวโฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญจกิติ เปิดให้วิ่งแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณเป็นพี่นักวิ่งหรือคนที่ชอบเดินทอดน่องชมวิวเมืองท่ามกลางพื้นที่สีเขียว นี่คือข่าวดีรับต้นเดือนพฤษภาคม เพราะ ‘สะพานเขียว’ แลนด์มาร์กสุดไอคอนิกที่เชื่อมระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ได้ทำการปรับปรุงเสร็จไปกว่า 81.5% และพร้อมเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปทดลองใช้งานทางเชื่อมใหม่นี้ (แบบไม่เป็นทางการ) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
ซึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้ กรุงเทพมหานครมุ่งหวังที่จะยกระดับทางเดิน-ทางจักรยานลอยฟ้าให้มีความสมบูรณ์และปลอดภัยมากขึ้น มีการก่อสร้างทางเชื่อมสะพานเขียวใหม่ระยะทาง 250 เมตร ที่จะทำให้การเดินทางจากสวนลุมพินีต่อเนื่องไปยังสวนเบญจกิติทำได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงมาเดินบนถนนด้านล่าง
นอกจากการปรับปรุงทางเดินแล้ว ยังมีการปรับปรุงอาคารสุขาสาธารณะ อาคารสำนักงาน และอาคารเก็บของใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาใช้งาน
ยังปรับโครงสร้างและภูมิทัศน์ใต้สะพานให้ร่มรื่นมากขึ้น เปลี่ยนทางเดินที่เคยดูทึบตันให้กลายเป็นเส้นทางสีเขียวที่น่าใช้งาน
สะพานเขียวโฉมใหม่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทางผ่าน แต่กำลังจะกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของสายสุขภาพใจกลางเมือง การเชื่อมต่อสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติเข้าด้วยกัน จะช่วยขยายพื้นที่การออกกำลังกายให้กว้างขวางและปลอดภัยยิ่งขึ้น ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศการวิ่ง หรืออยากหาพิกัดเดินชมพระอาทิตย์ตกดินช่วงเลิกงาน ลองแวะไปสำรวจเส้นทางใหม่นี้ดู รับรองว่าไวบ์ดีแน่นอน
แม้จะยังเหลืองานเก็บรายละเอียดเล็กน้อย อย่างการตกแต่งตาข่ายหุ้มเสาสะพานและการปรับภูมิทัศน์ใต้สะพาน แต่ทาง กทม. ก็ใจดีเปิดให้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศใหม่ได้ก่อนใคร ได้ทุกวัน ตั้วแต่เวลา 06.00-18.00 น. (ในช่วงทดลองเปิด)
ภาพ: กรุงเทพมหานคร
The post สะพานเขียวโฉมใหม่ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญจกิติ เปิดให้วิ่งแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าทริปไต้หวันของคุณยังมีแค่การกินเสี่ยวหลงเปา ชานมไข่ม […]
The post ปักหมุด 6 วัดไต้หวัน เหนือจรดใต้ ‘ขอเงิน งาน ความรัก’ ครบจบในทริปเดียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าทริปไต้หวันของคุณยังมีแค่การกินเสี่ยวหลงเปา ชานมไข่มุก และเดินตลาดกลางคืนในไทเป อาจถึงเวลาลองเพิ่ม ‘สายมู’ เข้าไปในลิสต์ดูบ้าง เพราะที่ไต้หวัน มีวัดดังมากมายตั้งแต่เหนือจรดใต้ที่นักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่นนิยมมากขอพร แถมละแวกวัดยังมีของกินของอร่อยให้เลือกกินอีกเพียบ ชนิดว่าไปทีไม่เสียเที่ยว ได้ทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง ทริปนี้เราเลยปักหมุด 5 เมืองในไต้หวัน เริ่มตั้งแต่ไทเปลงใต้ไปถึงเกาสง ‘ขอ’ ให้ครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการงาน เงิน ความรัก ไปจนถึงการล้างเคราะห์เบาๆ ปิดท้าย

เริ่มที่วัดแรก วัดดังที่ใครมาไต้หวันต้องแวะมาทุกราย กับวัดหลงซาน วัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไต้หวัน สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1738 โดยชาวจีนผู้อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัววัดได้รับความเสียหายหนัก ทว่าองค์เจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานในพระตำหนักไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย ชาวไต้หวันจึงเกิดความศรัทธาและเลื่อมใสมากขึ้นไปอีก อันที่จริงวัดหลงซานไม่ได้ดังแค่เรื่องขอคู่เท่านั้น แต่ยังดังในเรื่องการขอสิ่งใดก็สมปรารถนา เราจึงเห็นชาวจีนนำของเซ่นไหว้ชุดใหญ่มาขอกันหนาตา
Tips: แถววัดหลงซานมีร้านอร่อยอยู่หลายร้าน เช่น Zhouji Meat Porridge ร้านข้าวต้มกุ๊ยละแวกวัดที่คนไทยโหวตกันว่า หมูกรอบอร่อยมาก! หรือ Wang’s Broth ร้านข้าวหมูตุ๋น การันตีรางวัลบิบ กูร์มองด์
Open: ทุกวัน 06.00-22.00 น.
Getting There: รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีหลงซาน ทางออก 1 และ 3 (MRT Longshan Temple, Exit 1, 3)
Map: https://maps.app.goo.gl/F8QzcUKFH666px6P8

วัดดังที่หลบซ่อนตัวอยู่กลางดังตลาดของเมืองซินจู๋ ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองมาตั้งแต่ปี 1748 โดยถือเป็นศาลเจ้าหลักเมืองที่มีฐานันดรสูงที่สุดในไต้หวันตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง คนไต้หวันเชื่อว่าเทพเจ้าหลักเมืองคือผู้ดูแลทุกข์สุขและมอบความยุติธรรมประดุจผู้ว่าราชการแห่งโลกวิญญาณ ภายในโดดเด่นด้วยงานแกะสลักไม้อันประณีตและ ‘ลูกคิดยักษ์’ ที่แขวนไว้เพื่อสื่อถึงการคำนวณบุญบาปของมนุษย์อย่างเที่ยงตรง ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรเรื่องสุขภาพและการงานให้มั่นคงราบรื่น พร้อมสัมผัสบรรยากาศตลาดของกินเก่าแก่หน้าวัดที่สืบทอดกันมานับร้อยปี
Tips: หน้าวัดคือแหล่งรวม Street Food ระดับตำนาน ห้ามพลาด ลูกชิ้นหมูซินจู๋ (Gongwan) ที่เด้งกรอบ และ เส้นหมี่ (Rice Noodles) ที่เหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์ ถ้ามีเวลาแนะนำให้เดินไปที่ Yamada Mochi ร้านโมจิสไตล์ญี่ปุ่นสุดคิวท์ที่อยู่ไม่ไกล นอกจากนี้ยังมี เซียงเฟิน เครื่องสำอางแบบดั้งเดิมของไต้หวัน และเนยถั่วที่มีชื่อเสียงที่จะมีขายเฉพาะถนนตงต้าเท่านั้น ที่นี่จึงเหมาะแก่การมาชิมอาหารและช้อปปิ้งอย่างยิ่ง
Open: ทุกวัน 05.00-22.00 น.
Getting There: นั่งรถไฟธรรมดา (TRA) มาลงที่สถานี Hsinchu แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที
Map: https://maps.app.goo.gl/nwAYukdRF9JVmAS97

ศาลเจ้าเทพเจ้าโชคลาภ (ไฉ่ซิงเอี้ย) ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไต้หวัน ตั้งอยู่ในเมืองเป่ยกั่ง มณฑลหยุนหลิน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการ และรายละเอียดการตกแต่งที่สะท้อนความหมายของ ‘ความมั่งคั่ง’ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสีทองที่ใช้ทั่วทั้งวัด หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่สื่อถึงโชคลาภและความรุ่งเรือง
ที่นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของสายธุรกิจและสายการเงิน ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรเรื่องเงินทอง การลงทุน และความสำเร็จในอาชีพ โดยมักจะเขียนคำขออย่างชัดเจน พร้อมทำพิธีเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อส่งคำอธิษฐานไปยังสวรรค์ ความน่าสนใจของวัดแห่งนี้คือความ ‘ตรงไปตรงมา’ ของความเชื่อ ที่ไม่ได้อ้อมค้อมกับสิ่งที่ต้องการ แต่สะท้อนความจริงของชีวิตมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
Tips: ภายในวัดมีจุดให้เขียนคำขอพรเกี่ยวกับการเงินโดยเฉพาะ แนะนำให้ระบุเป้าหมายให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางและของมงคลเกี่ยวกับโชคลาภให้เลือกบูชาหลากหลาย ใครอยาก ‘ขอจริงจัง’ ที่นี่ถือว่าครบจบในที่เดียว
Open: ทุกวัน 06.00-22.00 น.
Getting There: นั่งรถไฟธรรมดา (TRA) มาลงที่สถานี Douliu ต่อรถบัส Taixi มาลงที่ป้าย Beigang
Map: https://maps.app.goo.gl/zsHFiPeqsRdCsXoG6

วัดเจ้าแม่หมาจู่ (Mazu) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1694 ในสมัยจักรพรรดิคังซี โดยอัญเชิญองค์เทพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาที่สำคัญของไต้หวัน และเป็นต้นแบบความเชื่อเรื่องหมาจู่ที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งเกาะ ความศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ถูกเล่าขานต่อกันมาว่าสามารถปกป้องเมืองจากภัยสงครามได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ผู้คนจากทั่วประเทศหลั่งไหลมาขอพรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย การเดินทาง และความรุ่งเรืองในชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทดั้งเดิมของหมาจู่ในฐานะเทพผู้คุ้มครองชาวประมงและนักเดินเรือ
ตัววัดโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบราชวงศ์ชิงที่วิจิตรบรรจง ทั้งเสามังกรแกะสลัก งานไม้ละเอียด และเครื่องปั้นดินเผาบนหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์ บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยควันธูป เสียงประทัด และผู้คนที่ไม่เคยขาดสาย ทุกๆ ปีในช่วงเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติ จะมีงานเทศกาลเฉลิมฉลองวันเกิดเจ้าแม่หมาจู่ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก จนได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยจะมีขบวนแห่สุดอลังการและการจุดประทัดนับล้านนัดที่เปลี่ยนท้องฟ้าเมืองเป่ยกั่งให้กลายเป็นสีทอง
Tips: ถนนสายเก่าหน้าวัด Chaotian มีของกินเพียบ โดยเฉพาะ ข้าวหน้าเป็ด (Duck Rice) และ ซุปกบ (Frog Soup) สำหรับสายเปิบพิสดาร (รสชาติเหมือนไก่ครับ!) อย่าลืมซื้อ ขนมเปี๊ยะโบราณ กลับไปเป็นของฝากด้วยนะ
Open: ทุกวัน 04.30-00.00 น.
Getting There: นั่งรถไฟธรรมดา (TRA) มาลงที่สถานี Douliu ต่อรถบัส Taixi มาลงที่ป้าย Beigang
Map: https://maps.app.goo.gl/EuC9mzC7MmLDhHRK8

ขยับลงใต้มาที่เมืองหลวงเก่า วัดขงจื๊อที่นี่เป็นแห่งแรกในไต้หวัน บรรยากาศจะสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ต่างจากศาลเจ้าทั่วไปที่มักจะเต็มไปด้วยควันธูป วัดขงจื๊อแห่งแรกของไต้หวัน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1665 ในสมัยที่ไถหนานยังเป็นเมืองหลวงของเกาะ โดยมีบทบาทเป็นทั้งศูนย์กลางการศึกษาและสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของรัฐ ตัววัดจึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่ยังสะท้อนรากฐานทางความคิดและวัฒนธรรมของสังคมไต้หวันมาตั้งแต่อดีต
บรรยากาศภายในแตกต่างจากศาลเจ้าทั่วไปอย่างชัดเจน ไม่มีควันธูปหนาแน่นหรือเสียงประทัด แต่กลับสงบ ร่มรื่น และเปิดโล่งด้วยต้นไม้ใหญ่และลานกว้างที่จัดวางอย่างเรียบง่ายตามหลักขงจื๊อ ผู้คนนิยมมาที่นี่เพื่อขอเรื่องการเรียน การสอบ และขอสติปัญญาเพื่อในการแก้ไขปัญหาชีวิต
Tips: ฝั่งตรงข้ามวัดคือ Fuzhong Street ถนนสายเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านคราฟต์และคาเฟ่เก๋ๆ ที่เที่ยวใกล้ๆ อย่าง Hayashi Department Store ห้างเก่าแก่ที่มีเสน่ห์สุดๆ ส่วนเรื่องกินต้องลอง ซุปเนื้อสด (Beef Soup) และ ข้าวหมูแดง (Braised Pork Rice) สไตล์ไถหนานที่จะติดหวานนิดๆ แต่กลมกล่อมมาก
Open: ทุกวัน 08.30-17.00 น.
Getting There: นั่งรถไฟลงสถานี Tainan ต่อรถบัสประจำเมืองหมายเลข 2 มาลงที่ป้าย Confucius Temple
Map: https://share.google/eJcCaUh0ApR00i4RP

เจดีย์มังกรเสือ แลนด์มาร์กระดับไอคอนของเมืองเกาสงที่ตั้งอยู่ริมบึงดอกบัว (Lotus Pond) โดดเด่นด้วยเจดีย์สองหลังสีสดที่หันหน้าเข้าหากัน กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของไต้หวันที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นต้องแวะมาเยือนสักครั้ง
ความพิเศษของที่นี่ไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์ แต่คือความเชื่อที่แฝงอยู่ในประสบการณ์การเดินเข้าไปด้านใน โดยเชื่อกันว่าควร “เข้าทางปากมังกร และออกทางปากเสือ” เพื่อรับพลังดีและปล่อยสิ่งไม่ดีออกไป เป็นการแก้ชงและเปลี่ยนโชคลาภในแบบที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย
ภายในเจดีย์เป็นทางเดินที่ตกแต่งด้วยภาพเล่าเรื่องบาปบุญคุณโทษตามความเชื่อจีน ทำให้การเดินผ่านแต่ละช่วงเหมือนเป็นการทบทวนชีวิตแบบสั้นๆ ก่อนจะออกมาเจอกับวิวบึงดอกบัวที่เปิดโล่งและสงบตา
Tips: รอบบึงดอกบัวยังมีวัดและเจดีย์สวยๆ ให้เดินชมอีกหลายแห่ง แนะนำให้เช่าจักรยานแล้วปั่นเที่ยวรอบๆ ช่วงเย็นสามารถไปต่อที่ Ruifeng Night Market ตลาดกลางคืนยอดนิยมของคนท้องถิ่น เมนูแนะนำคือสเต็กกระทะร้อนและนมมะละกอเจ้าดัง
The post ปักหมุด 6 วัดไต้หวัน เหนือจรดใต้ ‘ขอเงิน งาน ความรัก’ ครบจบในทริปเดียว appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณกำลังมองหาพิกัดเรียกเหงื่อหลังเลิกงานก่อนกลับบ้าน […]
The post พิกัดออกกำลังกายใหม่ของชาวฝั่งธนฯ ครบทั้งลู่วิ่ง ลานสเกตบอร์ด และสนามบาส appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากคุณกำลังมองหาพิกัดเรียกเหงื่อหลังเลิกงานก่อนกลับบ้าน ที่เดินทางสะดวกแบบสุดๆ ต้องไม่พลาดที่นี่ ‘สวนสาธารณะ ถนนราชพฤกษ์ตัดถนนรัชดาภิเษก’ ที่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าใต้ทางยกระดับบริเวณจุดตัดถนนราชพฤกษ์และถนนรัชดาภิเษก ให้กลายเป็นสวนสาธารณะและลานกีฬาแห่งใหม่ของย่านตลาดพลู ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพื้นที่ใต้ทางด่วนก็สามารถกลายเป็นสเปซสุดเจ๋งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้
ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้มีต้นไม้หนาแน่นเหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่ แต่การออกแบบนั้นตั้งใจเนียนไปกับไลฟ์สไตล์ของสายสปอร์ตเป็นหลัก บนพื้นที่ 2 ไร่ที่ถูกจัดสรรอย่างคุ้มค่า ทั้งลู่วิ่งรอบสวนระยะทางประมาณ 200 เมตรต่อรอบ ที่เหมาะสำหรับการซ้อมวิ่งเบาๆ หรือเดินเร็ว ลานสเกตบอร์ดสำหรับสายเอ็กซ์ตรีม และสนามบาสเกตบอลมาตรฐานที่ล้อมรั้วไว้อย่างดี ให้คุณชวนแก๊งเพื่อนมาดวลกันได้เต็มที่
นอกจากนี้ ลานอเนกประสงค์ที่เลือกใช้พื้นยางแบบนุ่มเพื่อรองรับแรงกระแทก ทำให้ปลอดภัยสำหรับทั้งเด็กเล็กที่มาวิ่งเล่น และผู้สูงอายุที่มาออกกำลังกายเบาๆ
ข้อดีอีกอย่างของการอยู่ใต้ทางยกระดับคือการมีร่มเงาที่ช่วยบังแดดได้เกือบตลอดวัน ทำให้บรรยากาศไม่ร้อนจนเกินไปแม้จะมาในช่วงบ่าย
และเราชอบไอเดียการใช้พื้นที่ใต้ทางยกระดับให้เกิดประโยชน์สูงสุดแบบนี้ ที่นี่อาจไม่ได้เป็นสวนที่ให้เราไปนั่งปิกนิกใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่อย่างน้อยก็มีพื้นที่ที่ตอบโจทย์คนในย่านตลาดพลูและฝั่งธนฯ ที่ต้องการสเปซสำหรับขยับร่างกายจริงๆ
ใครที่ลงจากรถไฟฟ้าแล้วยังไม่อยากกลับบ้าน ลองแวะมาเช็กอิน ปล่อยพลัง หรือจะแค่นั่งพักดูคนเล่นสเกตก็เพลินไปอีกแบบ ที่นี่อยู่ติดกับ BTS ตลาดพลู และ BRT ราชพฤกษ์เลย มีทางเชื่อมและบันไดเลื่อนที่เดินถึงสวนได้ทันที ยังสามารถเดินเชื่อมต่อไปยัง ‘สวนสาธารณะและลานกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ครบรอบ 84 พรรษา’ ที่อยู่ใกล้เคียงกันได้อีกด้วย
สวนสาธารณะ ถนนราชพฤกษ์ตัดถนนรัชดาภิเษก
Address: ใต้ทางยกระดับ จุดตัดถนนราชพฤกษ์-รัชดาภิเษก (ใกล้แยกรัชดา-ท่าพระ)
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 05.00-21.00 น.
Transport: BTS สถานีตลาดพลู หรือ BRT สถานีราชพฤกษ์
Map: https://maps.app.goo.gl/6bLtiZWrJEY3aogh6
The post พิกัดออกกำลังกายใหม่ของชาวฝั่งธนฯ ครบทั้งลู่วิ่ง ลานสเกตบอร์ด และสนามบาส appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับตั้งแต่ Disney Cruise Line กำเนิดเรือลำแรกขึ้นในปี 1 […]
The post 7 ไฮไลต์ห้ามพลาด! ใน Disney Adventure เรือสำราญดิสนีย์ลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับตั้งแต่ Disney Cruise Line กำเนิดเรือลำแรกขึ้นในปี 1998 ครอบคลุมการเดินทางทั้งอเมริกา ยุโรป หรือฝั่งตะวันตกของของอเมริกา แต่ปี 2026 นี่ถือเป็นข่าวดีที่สุดของคนเอเชียที่รักในดิสนีย์ เพราะล่าสุด Disney Cruise Line ประกาศปล่อย Disney Adventure เรือลำที่ 8 ออกสู่ทะเลในเดือนมีนาคม 2026 โดยใช้สิงคโปร์เป็นท่าเรือหลัก
ถือเป็นการเปิดประตูครั้งใหม่ของดิสนีย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญเรือลำนี้มุ่งหน้ายาวไม่มีแวะ ไม่มีเกาะ ไม่มีทัวร์ เพราะความสนุกบนเรือ Disney Adventure ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น ดิสนีย์แลนด์ลอยน้ำ ที่สูงถึง 20 ชั้น ซึ่งเพียงพอจนไม่ต้องไปหาความสุขบนชายฝั่งเลย

ถ้าอยากให้ทริปนี้สนุกแบบครบมิติ นี่คือ 7 โรดแมปที่เราอยากแนะนำ เพราะแต่ละโซนได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาลของดิสนีย์ พิกซาร์ และมาร์เวลคนละเรื่อง ราวกับเดินเข้าไปในโลกคนละใบจนแทบลืมว่าเรากำลังอยู่กลางทะเล


Disney Imagination Garden
สวนขนาดใหญ่กลางเรือที่มีปราสาทในนิทานสูงสามชั้นพร้อมเวทีสำหรับโชว์แสดงของเหล่าคาแรกเตอร์ ที่ใช้จอ LED สูงสามชั้นพร้อม special effects เต็มสูบซึ่งจุดนี้สามารถมองเห็นได้จากแทบทุกมุมของเรือ
วันแรกที่ขึ้นเรือ Captain Mickey และแก๊งจะมาต้อนรับด้วยปาร์ตี้เต้น Let’s Set Sail ส่วนตลอดการเดินทางจะมีโชว์สลับกันทุกวัน ทั้ง Avengers Assemble! ที่ดูสดบนเวทีแบบ all-in, Duffy and The Friend Ship มิวสิคัลน่ารักพร้อมเพลงออริจินัล และอีกหลายรายการที่ไม่ซ้ำกัน หากหิวระหว่างรอชมโชว์ ทั้งสองฝั่งของเรือมีร้านอาหารที่รวมอยู่ในค่าเรือแล้ว ได้แก่ Gramma Tala’s Kitchen เสิร์ฟรสชาติแปซิฟิกและเอเชียธีม Moana และ Mowgli’s Eatery อาหารอินเดียรวมเมนูมังสวิรัติในธีม The Jungle Book

Gramma Tala’s Kitchen

Mowgli’s Eatery


Disney Discovery Reef
โซนกินอาหารสุดชิลท้ายเรือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล มุมกินดื่มที่นี่มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งคลาสสิก อเมริกันในธีม Lilo&Stitch, Bewitching Boba and Brews ร้านชานมบนเรือดิสนีย์ลำแรกที่มีท็อปปิ้งไข่มุกให้สั่งกัน โดยร้านมาในธีมตัวร้ายอย่าง Ursula และ Taverna Portorosso สปอร์ตบาร์บรรยากาศรัสติก
ถ้าอยากจริงจัง โซนนี้ยังเป็นทางเข้าสู่ Palo Trattoria อิตาเลียนไฟน์ไดนิ่งสำหรับผู้ใหญ่ และ Mike & Sulley’s – Flavors of Asia ร้านอาหารญี่ปุ่น-เอเชียพรีเมียม 4 in 1 ทั้งคู่ต้องจองและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่รับรองว่ามื้อนั้นจะกลายเป็นมื้อพิเศษที่สุดในทริปไปตลอดกาล

โซนผจญภัยในธีมเหล่า Avengers กับสามเครื่องเล่นใหม่ที่ไม่มีบนเรือดิสนีย์ลำอื่น เริ่มจาก Ironcycle Test Run รถไฟเหาะที่ยาวที่สุดบนเรือสำราญในโลก ความยาวกว่า 250 เมตร ลอยสูง 9 เมตรเหนือดาดฟ้า นั่งชุด Iron Man สองที่นั่ง ฟัง F.R.I.D.A.Y. สอนขับก่อนออกตัว แล้วก็พุ่งไป

Pym Quantum Racers ขับรถของเล่นขนาดยักษ์หลบสิ่งกีดขวางบนสนามแข่งขนาดจริงสไตล์ Ant-Man

Groot Galaxy Spin ขับยาน Nova Corp หมุนวนขึ้นลงพร้อมมิกซ์เทปเพลงคลาสสิกที่ Groot เปิดเอง

สวนน้ำสำหรับครอบครัวบนดาดฟ้าชั้นบนกลางเรือที่ผู้ใหญ่เล่นได้ไม่เขินอาย แบ่งเป็น สระว่ายน้ำ Sunnyside Family Pool, สไลเดอร์สองสาย Woody and Jessie’s Wild Slides สีแดง-เหลืองที่เหวี่ยงคดเคี้ยวลงมาแบบไม่ยั้ง

Flying Saucer Splash Zone โซนน้ำธีม Pizza Planet ที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักบินอวกาศ

Toy Story Splash Pad! สวนน้ำสำหรับเด็กเล็กที่มี Woody กับ Buzz ในรูปแบบของเล่นยางอาบน้ำขนาดยักษ์

บริเวณเลานจ์รอบสระยังมีจอขนาดยักษ์สองจอฉายหนังดิสนีย์ตลอดวัน แถมฝากท้องได้ทั้งวันกับ Pizza Planet หรือ Wheezy’s Freezies ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟบริการตัวเอง

พื้นที่ความบันเทิงไฮเทคสไตล์ Big Hero 6 ที่มีอาร์เคดและโรงหนัง ถนนสายนี้ไม่มีจริงในโลก แต่ทั้งกลิ่น เสียง สีสัน และพลังงานของตลาดที่มีชีวิตทำให้เหมือนถนนสายนี้มีอยู่จริง และตกแต่งในสไตล์ภาพยนตร์ Big Hero 6 ที่เอาสองเมืองอย่าง Tokyo และ San Francisco มาผสมกันจนได้โลกใบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Big Hero Arcade

เกมสำหรับสี่คนเล่นพร้อมกันแบบ full-body ใน Hiro Training Zone และเกมสองคนอีก 4 สนามที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครทีม Big Hero 6 ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น Go Go Racers, Honey Lemon Chem-Ball Blast หรือ Wasabi Speed Slice

Baymax Cinemas 4 โรง ฉายทั้งหนังใหม่และหนังคลาสสิก รวมถึงรอบปฐมทัศน์ตรงกับวันที่ฉายบนบกเป๊ะ โดยค่าชมรวมอยู่ในค่าเรือแล้ว และยังมี Vibe club และ Edge ที่เป็นพื้นที่ให้เด็กๆ มาสนุกได้แบบไม่ต้องง้อผู้ปกครอง โดย Vibe club สำหรับวัยรุ่น 14-17 ปี และ Edge สำหรับเด็ก 11-14 ปี

อย่าลืมแวะ Duffy and Friends Shop

และ National Geographic Store retail exclusive ที่มีเฉพาะบน Disney Adventure ลำนี้เท่านั้น

โซนกลางแจ้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Moana เหมาะสำหรับวันที่อยากช้าลงหน่อย มีที่นั่งรับลม มีสระน้ำสำหรับแช่เล่น มีบาร์ชายคา Wayfinder Bar เสิร์ฟเครื่องดื่มแก้วเย็น และมีจอขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ได้ตั้งแต่ฉายหนัง ไปจนถึงเป็นเวทีสำหรับโชว์สด Moana: Call of the Sea ที่ interactive กับผู้ชม

อาณาจักรของเจ้าหญิงที่คนรัก magic แบบดั้งเดิมห้ามพลาด เพราะตกแต่งธีมเจ้าหญิงดิสนีย์ครบ ตั้งแต่ Tangled, Frozen, Cinderella จนถึง Tiana มีร้านค้า คาเฟ่ที่น่าแวะ

Walt Disney Theatre สำหรับโชว์บรอดเวย์สไตล์

Bibbidi Bobbidi Boutique ที่แปลงโฉมเป็นเจ้าหญิง อัศวิน หรือกัปตันเรือ Royal Society for Friendship and Tea ที่จัดงาน royal tea party ให้รู้สึก royal จริงๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงดึก Marvel Style Studio จะ transform ตัวเองกลายเป็น adults-only lounge พร้อม exclusive beverage tasting ที่เข้าได้เฉพาะผู้ใหญ่ และถ้าชอบบรรยากาศมืดกว่านั้น ยังมี Spellbound ลาวจน์ธีม Evil Queen จาก Snow White รอคุณอยู่อีกที่ โดยทั้งคู่เป็น adults-only เช่นกัน
กินทุกคืน ไม่ซ้ำห้อง ไม่ซ้ำธีม แต่พนักงานจำคุณได้ทุกมื้อ ทุกคืนคุณจะ “หมุน” ไปทานร้านอาหารคนละธีม แต่พนักงานเสิร์ฟที่รู้จักนิสัยการกินของคุณแล้วจะตามมาด้วย ไม่ต้องอธิบายใหม่ว่าแพ้อะไร โดยห้องอาหารมีให้เวียนทั้งหมด 6 ร้าน ได้แก่

Navigator’s Club ร้านอาหารนานาชาติตกแต่งสไตล์ Art Deco จะมี Mickey, Minnie, Donald และ Daisy ออกมาร้องเพลงและเล่าเรื่องผจญภัยให้ฟัง

Hollywood Spotlight Club dinner club สุดหรูโดยมี Mickey, Minnie, Donald และ Daisy แต่งชุดสวยสุดในรอบปี ออกมาทักทายกับแขก

Animator’s Palate ร้านอาหารที่ฉลองเส้นทาง filmmaking ของดิสนีย์และพิกซาร์ ที่มี highlight อย่างการร่างเส้นคาแรกเตอร์โปรดให้มีชีวิตจริง บนจอตรงหน้าระหว่างมื้ออาหาร

Animator’s Table น้องของ Animator’s Palate แต่บรรยากาศ intimate กว่า ธีมสตูดิโอ ink and paint ยุคคลาสสิก พร้อมงานศิลป์ original จากหนัง Aladdin, Frozen และ Finding Nemo

Enchanted Summer Restaurant ร้านอาหารเดียวที่มีสองห้องสองธีม คือห้อง Maximus ธีม Tangled และห้อง Olaf ธีม Frozen ทั้งสองห้องเสิร์ฟมื้อเย็น table service และบุฟเฟต์เช้า-กลางวัน

Pixar Market Restaurant ร้านหลักที่คุณจะคุ้นเคยที่สุดตลอดทริป เพราะนี่คือที่ที่เสิร์ฟบุฟเฟต์เช้า-กลางวัน ก่อนเปลี่ยนเป็น table service มื้อเย็น
สำหรับห้องพักทุกห้องบน Disney Adventure ไม่ได้มีไว้แค่นอนเท่านั้น แต่มีไว้ให้เราถูกดิสนีย์ดูแล ตั้งแต่งานศิลป์หัวเตียงที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังคนละเรื่อง ไปจนถึง split-bathroom ที่ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นไม่ต้องแย่งห้องน้ำกัน ระหว่างทางเดินกลับห้องก็ยังได้ตื่นตาไปกับการตกแต่งประตูห้องของเพื่อนร่วมเรือ หากหิวกลางดึกก็ยังมีบริการอาหารในห้อง 24 ชั่วโมงโดยบนเรือลำนี้มีห้องพัก 4 Type ดังนี้

Concierge Staterooms & Suites ราคาเริ่มต้น 113,109 บาท (2 คน) สำหรับคนที่อยากได้ทุกอย่างในทริปเดียว แขก Concierge จะได้มากกว่าแค่ห้องพักสวย เช่น มีทีมงานส่วนตัวที่ดูแลตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือ, Concierge Lounge ธีม Aladdin ที่มีอาหารและเครื่องดื่มระดับ gourmet ฟรีตลอดวัน, ดาดฟ้าส่วนตัวพร้อมสระและอ่างน้ำวน พื้นที่ wellness และ spa เฉพาะ ที่คนทั่วไปเข้าไม่ได้ ห้องระดับนี้มีธีมให้เลือกและมาพร้อมอ่างน้ำวนส่วนตัวบนระเบียง

Deluxe Garden View Stateroom with Verandah ราคาเริ่มต้น 50,192 บาท (2 คน) ห้องพักที่รองรับแขกได้ถึง 4 คน มีระเบียงส่วนตัวที่วิวเป็นได้ทั้ง Disney Imagination Garden หรือ Disney Discovery Reef แล้วแต่ห้องที่จอง

Oceanview Stateroom ราคาเริ่มต้น 46,164 บาท (2 คน) รองรับได้ถึง 4 คน มีเตียงเดี่ยว 4 เตียง เหมาะมากสำหรับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ต้องการแชร์เตียง และยังได้วิวทะเลผ่านหน้าต่างกลมขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าจะมองตอนไหนก็ไม่เบื่อ
Inside Stateroom ราคาเริ่มต้น 38,875 บาท (2 คน) ห้องพักที่ไม่มีหน้าต่าง เหมาะมากโดยเฉพาะคนที่ชอบออกไปสนุกข้างนอกตลอดเวลา และราคาเข้าถึงได้ที่สุดในเรือ
สิ่งที่รวมในราคา ได้แก่ โชว์ระดับบรอดเวย์, สระว่ายน้ำ สวนน้ำ และสันทนาการ, ห้องพัก, ร้านอาหารหลากหลายสไตล์และบริการอาหารในห้อง 24 ชั่วโมง, กิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ, คลับสำหรับเด็ก วัยรุ่น และวัยทีน ส่วนที่ไม่รวมในค่าเรือ ได้แก่ แอลกอฮอล์, สปา, ร้านอาหารสเปเชียลตี้, ทิป และอินเทอร์เน็ต
เรื่อง: ศรีสุรัสวดี พิมสิม
The post 7 ไฮไลต์ห้ามพลาด! ใน Disney Adventure เรือสำราญดิสนีย์ลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>