LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Oct 2026 12:42:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 พระราชวังสำคัญ 4 แห่งในกรุงโซล เปิดให้ชมฟรีจนถึง 15 พ.ย. 2026 https://thestandard.co/life/seoul-four-palaces-free-admission/ Thu, 29 Oct 2026 03:00:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1272829 พระราชวังโบราณในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง

ใครมีแพลนเที่ยวกรุงโซลช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤ […]

The post พระราชวังสำคัญ 4 แห่งในกรุงโซล เปิดให้ชมฟรีจนถึง 15 พ.ย. 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชวังโบราณในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง

ใครมีแพลนเที่ยวกรุงโซลช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่าลืมแวะไปเดินเล่นยังพระราชวังสำคัญของเกาหลีใต้ เพราะมีการประกาศเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2026 รวม 18 วัน

 

การเปิดให้เข้าชมฟรีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Korea Grand Festival 2026 เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 40,000 รายทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษและส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ

 

สำหรับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เปิดให้เข้าชมฟรี ได้แก่ พระราชวังคยองบกกุง (Gyeongbokgung Palace) พระราชวังชางด็อกกุง (Changdeokgung Palace) พระราชวังด็อกซูกุง (Deoksugung Palace) และพระราชวังชางกยองกุง (Changgyeonggung Palace) รวมถึงศาลเจ้าจงมโย (Jongmyo Shrine) และสุสานหลวงแห่งราชวงศ์โชซอนด้วย 

 

นอกจากการเปิดพระราชวังให้เข้าชมฟรีแล้ว เทศกาลยังมอบสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดสูงสุด 25% จากร้านค้าปลอดภาษีชั้นนำ ส่วนลดกิจกรรมท่องเที่ยวสูงสุด 35% รวมถึงส่วนลดบริการ Wi-Fi และ eSIM สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนส่วนลดค่าโดยสารรถไฟ Airport Railroad Express จำนวน 2,000 วอน 

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าชมฟรีครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ทั่วไปของพระราชวัง โดยไม่รวมทัวร์สวนลับ Huwon หรือ Secret Garden ภายในพระราชวังชางด็อกกุง รวมถึงกิจกรรมพิเศษบางประเภทที่มีค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก และแต่ละสถานที่ยังคงมีวันปิดทำการตามปกติ นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบวันและเวลาเปิดให้บริการก่อนเดินทาง 

 

ภาพ: Shutterstock

The post พระราชวังสำคัญ 4 แห่งในกรุงโซล เปิดให้ชมฟรีจนถึง 15 พ.ย. 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักหมุดปีหน้า Centara Reserve Krabi เตรียมเปิดรีสอร์ตสวยริมทะเล พร้อมพื้นที่เวลเนส https://thestandard.co/life/centara-reserve-krabi-opening-luxury-resort/ Wed, 28 Oct 2026 01:00:02 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1272465 ทัศนียภาพจำลองโครงการ Centara Reserve Krabi ริมทะเลและอ่าวไผ่ปล้อง จังหวัดกระบี่

ใครโหยหารีสอร์ตระดับลักชัวรีที่กระบี่ Centara Reserve เ […]

The post ปักหมุดปีหน้า Centara Reserve Krabi เตรียมเปิดรีสอร์ตสวยริมทะเล พร้อมพื้นที่เวลเนส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทัศนียภาพจำลองโครงการ Centara Reserve Krabi ริมทะเลและอ่าวไผ่ปล้อง จังหวัดกระบี่

ใครโหยหารีสอร์ตระดับลักชัวรีที่กระบี่ Centara Reserve เตรียมเปิดตัว Centara Reserve Krabi ในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ที่อ่าวไผ่ปล้อง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นจุดหมายถัดจากสมุยของแบรนด์โรงแรมระดับลักชัวรีในเครือเซ็นทารา โดยมีห้องพัก สวีท และวิลล่ารวม 119 ห้อง รวมถึงห้องพักพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวและวิลล่าริมชายหาด

 

ทัศนียภาพจำลองโครงการ Centara Reserve Krabi ริมทะเลและอ่าวไผ่ปล้อง จังหวัดกระบี่ 1

 

รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินปูนและทะเลอันดามัน ใช้แนวคิดการออกแบบ Tropical Modernism ผสมวัสดุธรรมชาติกับรายละเอียดที่อ้างอิงจากท้องถิ่น เน้นให้พื้นที่เชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม ผ่านการใช้แสง เงา และองค์ประกอบแบบเขตร้อน

 

ส่วนที่น่าสนใจคือพื้นที่เวลเนส Reserve Spa Cenvaree ภายใต้แนวคิด The Healing Cove ซึ่งจะมีทั้งทรีตเมนต์แบบไทยและโปรแกรมดูแลสุขภาวะเฉพาะบุคคล พร้อมซาวน่าอินฟราเรดที่มี Red Light Therapy อ่างแช่น้ำเย็น สระน้ำร้อนสลับเย็น ฟิตเนส และศาลาโยคะ

 

ทัศนียภาพจำลองโครงการ Centara Reserve Krabi ริมทะเลและอ่าวไผ่ปล้อง จังหวัดกระบี่ 2

 

ด้านอาหารจะมีห้องอาหารและบาร์รวม 6 แห่ง เช่น Salt Society Beach Bar & Kitchen ห้องอาหารและบีชบาร์ริมทะเล และ Ember ที่เน้นการปรุงอาหารด้วยไฟ ทั้งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับเด็กอย่าง Reserve Wanderers รวมถึงเซอร์วิส Reserve Hosts ที่ช่วยจัดกิจกรรมตามความสนใจของผู้เข้าพัก ทั้งการเที่ยวหมู่เกาะ สำรวจธรรมชาติ และทำความรู้จักชุมชนท้องถิ่น

 

ตอนนี้เปิดให้จองแล้วพร้อมแพ็กเกจพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 5 ธันวาคม 2569 และเข้าพักระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2570 สนใจดูได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centarareserve/crk

 

ภาพ Centara Reserve Krabi 

The post ปักหมุดปีหน้า Centara Reserve Krabi เตรียมเปิดรีสอร์ตสวยริมทะเล พร้อมพื้นที่เวลเนส appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 Spooky Places สำรวจสถานที่จริง ที่เหมือนหลุดจากหนังสยองขวัญ https://thestandard.co/life/7-spooky-places-real-world-locations/ Tue, 27 Oct 2026 06:05:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1272219 ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก

บางทีสถานที่ที่ชวนขนลุกที่สุดอาจไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์สยอง […]

The post 7 Spooky Places สำรวจสถานที่จริง ที่เหมือนหลุดจากหนังสยองขวัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก

บางทีสถานที่ที่ชวนขนลุกที่สุดอาจไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ แต่เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนปีนี้ THE STANDARD LIFE อยากชวนคุณออกเดินทางไปสำรวจ 7 สถานที่จากทั่วโลกที่มีบรรยากาศชวนขนลุกราวกับหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ ไม่ว่าจะเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาเก่าแก่ ป่าที่ต้นไม้เติบโตเป็นรูปร่างประหลาด เมืองร้างที่ถูกทิ้งให้กาลเวลากลืนกิน หรือสุสานใต้ดินที่เต็มไปด้วยร่างของผู้เสียชีวิต บางแห่งมีเรื่องเล่าลึกลับชวนสงสัย บางแห่งซ่อนประวัติศาสตร์อันน่าสะเทือนใจ ขณะที่บางแห่งไม่จำเป็นต้องมีเรื่องผีเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ภาพตรงหน้าก็ทำให้รู้สึกเย็นวาบได้แล้ว ที่สำคัญทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฉากที่สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ แต่เป็นสถานที่จริงที่สามารถเดินทางไปสัมผัสได้ แม้บางแห่งจะมีข้อจำกัดในการเข้าชมก็ตาม

 

 
 

 

Island of the Dolls, Mexico

 
เกาะตุ๊กตาที่เหมือนมีใครกำลังจ้องมอง

 

ลองจินตนาการถึงการล่องเรือผ่านคลองอันเงียบสงบ แล้วพบกับเกาะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาหลายร้อยตัวแขวนอยู่ตามต้นไม้ บางตัวไม่มีแขน ไม่มีศีรษะ และบางตัวมีดวงตาที่ดูเหมือนกำลังจ้องมองผู้มาเยือน นี่คือ Island of the Dolls หรือ La Isla de las Muñecas ในโซชิมิลโก (Xochimilco) ของเม็กซิโกซิตี้ ว่ากันว่ามีชายคนหนึ่งชื่อ Don Julián Santana Barrera ผู้เริ่มสะสมตุ๊กตาและนำมาแขวนไว้ตามต้นไม้ เพื่อปลอบประโลมวิญญาณเด็กหญิงที่จมน้ำบริเวณใกล้เคียง แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ตุ๊กตาที่ผุพังตามกาลเวลาก็ทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีบรรยากาศชวนขนลุกที่สุดในเม็กซิโก

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 2

 

Hoia-Baciu Forest, Romania

 
ป่าลึกลับที่ต้นไม้ดูราวกับมีชีวิต

 

หากมีป่าแห่งไหนเหมาะจะเป็นฉากเปิดของหนังสยองขวัญสักเรื่อง ชื่อของ Hoia-Baciu Forest ในแคว้นทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย คงติดอยู่ในลิสต์อันดับต้น เพราะแทนที่จะพบต้นไม้สูงตรงตามปกติ เรากลับเห็นลำต้นจำนวนมากบิดโค้งเป็นรูปร่างประหลาด บางต้นดูคล้ายกำลังเคลื่อนไหว ขณะที่บางต้นโน้มเข้าหากันจนเกิดเป็นอุโมงค์ธรรมชาติ

 

ความแปลกของป่านี้ยังมาพร้อมตำนานเกี่ยวกับคนหาย การพบเห็น UFO และปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ จนได้รับฉายาว่า ‘สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งทรานซิลเวเนีย’ อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน และเสน่ห์ที่แท้จริงของ Hoia-Baciu อาจอยู่ที่รูปร่างต้นไม้และบรรยากาศลึกลับซึ่งกระตุ้นจินตนาการของผู้คนมากกว่า

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 3

 

Hashima Island, Japan

 
เกาะร้างในวันสิ้นโลก

 

กลางทะเลนอกชายฝั่งนางาซากิ มีเกาะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารคอนกรีตเก่าเรียงตัวแน่นขนัด เมื่อมองจากระยะไกล รูปร่างของเกาะคล้ายเรือรบจนได้รับฉายาว่า Gunkanjima หรือเกาะเรือรบ แต่สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้น่าขนลุกไม่ใช่ตำนานผี หากเป็นความเงียบของเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัยอยู่หลายพันชีวิต

 

Hashima เคยเป็นชุมชนเหมืองถ่านหินที่รุ่งเรือง มีทั้งอพาร์ตเมนต์ โรงเรียน ร้านค้า และโรงพยาบาล ก่อนถูกทิ้งร้างในปี 1974 หลังเหมืองปิดตัวลง ปัจจุบันอาคารจำนวนมากทรุดโทรมจนเห็นโครงสร้างคอนกรีตเปลือยและหน้าต่างว่างเปล่า บรรยากาศคล้ายเมืองหลังวันสิ้นโลกอย่างไม่น่าเชื่อ เกาะแห่งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ฉากเมืองร้างในภาพยนตร์ James Bond เรื่อง Skyfall อีกด้วย

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 4

 

 

Capuchin Catacombs, Italy

 
สุสานที่ผู้ตายยังคงยืนรอต้อนรับ

 

ใต้เมืองปาแลร์โมบนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี มีสุสานใต้ดินที่แตกต่างจากสุสานทั่วไป เพราะแทนที่จะฝังร่างผู้เสียชีวิตไว้ใต้พื้นดิน ที่นี่กลับเก็บรักษาร่างมัมมี่และโครงกระดูกจำนวนมากไว้ตามผนังทางเดิน บางร่างยืนเรียงกันในชุดที่สวมใส่เมื่อครั้งยังมีชีวิต ขณะที่บางร่างนอนอยู่ในโลงราวกับกำลังหลับใหล

 

Capuchin Catacombs เริ่มต้นจากธรรมเนียมการเก็บรักษาร่างของนักบวชคณะคาปูชิน ก่อนขยายไปสู่ชนชั้นต่างๆ ในสังคม ภายในจึงมีทั้งนักบวช ขุนนาง พ่อค้า และชาวเมือง โดยมีร่างของเด็กหญิง Rosalia Lombardo ที่ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีเป็นหนึ่งในร่างที่มีชื่อเสียงที่สุด แม้ภาพตรงหน้าจะชวนให้นึกถึงหนังสยองขวัญ แต่สถานที่แห่งนี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความเชื่อเรื่องความตายและชีวิตหลังความตายของชาวซิซิลี

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 5

 

Beelitz-Heilstätten, Germany

 
โรงพยาบาลเก่ากับความเงียบที่น่าขนลุก

 

อาคารโรงพยาบาลเก่าที่มีหน้าต่างแตก ผนังลอก และต้นไม้เลื้อยปกคลุมไปทั่ว อาจฟังดูเหมือนฉากคุ้นเคยในภาพยนตร์สยองขวัญ แต่ Beelitz-Heilstätten ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเบอร์ลิน เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ

 

เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสถานพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยโรคปอด ก่อนถูกใช้เป็นโรงพยาบาลทหารในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง และอยู่ภายใต้การใช้งานของกองทัพโซเวียตในเวลาต่อมา หลังพื้นที่บางส่วนถูกปล่อยทิ้งร้าง ธรรมชาติก็ค่อยๆ เข้ายึดครองอาคารเก่า เกิดเป็นภาพของสถาปัตยกรรมที่กำลังถูกต้นไม้และเถาวัลย์กลืนกิน ปัจจุบันพื้นที่บางส่วนได้รับการพัฒนาเป็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติบนยอดไม้ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสบรรยากาศของอาคารเก่าได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 6

 

Poveglia Island, Italy

 
เกาะต้องห้ามกลางทะเลสาบเวนิส

 

เวนิสอาจเป็นเมืองแห่งความโรแมนติกในสายตานักเดินทาง แต่กลางทะเลสาบเวนิสกลับมีเกาะเล็กๆ ชื่อ Poveglia ที่มีบรรยากาศแตกต่างจากภาพคลองสวยและเรือกอนโดลาอย่างสิ้นเชิง เพราะที่นี่เต็มไปด้วยอาคารเก่าทรุดโทรม ซากโรงพยาบาล และหอระฆังที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบ

 

ในอดีต Poveglia เคยถูกใช้เป็นสถานที่กักกันโรคในช่วงที่โรคระบาดเป็นภัยคุกคามสำคัญของเมือง ก่อนอาคารบางส่วนจะถูกดัดแปลงเป็นสถานพยาบาลในศตวรรษที่ 20 และเลิกใช้งานในเวลาต่อมา เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปขยายเป็นตำนานเกี่ยวกับวิญญาณผู้เสียชีวิตและแพทย์ผู้ทำการทดลองอันโหดร้าย แม้เรื่องเล่าหลายอย่างจะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับ แต่เพียงภาพของอาคารร้างกลางผืนน้ำก็เพียงพอให้ Poveglia ดูราวกับฉากในหนังสยองขวัญได้โดยไม่ต้องเติมแต่งอะไรอีก

 

ภาพถ่ายตุ๊กตาเก่าผุพังแขวนบนต้นไม้ที่เกาะ Island of the Dolls เม็กซิโก 7

 

The Real Mary King’s Close, Scotland

 
ถนนใต้ดินที่ซ่อนอดีตอันมืดมน

 

ใครจะคิดว่าภายใต้ถนน Royal Mile อันคึกคักในเมืองเอดินบะระ ของสกอตแลนด์ จะมีถนนและบ้านเรือนเก่าแก่จากศตวรรษที่ 17 ซ่อนตัวอยู่ราวกับเมืองอีกแห่งหนึ่ง ที่นี่คือ The Real Mary King’s Close เครือข่ายตรอกแคบๆ และห้องพักอาศัยที่ถูกอาคารยุคหลังสร้างทับจนกลายเป็นพื้นที่ใต้ดิน

 

ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นชุมชนที่มีผู้คนใช้ชีวิต ทำงาน และค้าขาย ก่อนเผชิญการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ในปี 1645 เมื่อเวลาผ่านไป ถนนบางส่วนถูกปิดทับและค่อยๆ เลือนหายจากชีวิตประจำวันของเมือง จนเกิดเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณและผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ใต้ดิน ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมทัวร์เดินสำรวจบ้านเรือนและตรอกเก่า พร้อมฟังเรื่องราวของผู้คนในอดีตที่ทั้งน่าสนใจและชวนขนลุก โดยไม่จำเป็นต้องมีผีปรากฏตัวจริงๆ

 

ทั้ง 7 สถานที่นี้อาจไม่ได้มีผีสิงอย่างที่เรื่องเล่ากล่าวอ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือบรรยากาศที่ทำให้จินตนาการของเราทำงานอย่างเต็มที่ บางแห่งชวนให้คิดถึงความตาย บางแห่งสะท้อนความรุ่งเรืองที่สูญหาย ขณะที่บางแห่งแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติสามารถเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ให้กลายเป็นฉากเหนือจริงได้อย่างไร และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงในสถานที่เหล่านี้ต่างหาก

 

ภาพ: Shutterstock

The post 7 Spooky Places สำรวจสถานที่จริง ที่เหมือนหลุดจากหนังสยองขวัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 Heritage Hotels in Asia ชุบชีวิตอาคารเก่าให้กลายเป็นที่พักสุดเก๋ https://thestandard.co/life/heritage-hotels-asia-adaptive-reuse/ Mon, 26 Oct 2026 12:53:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1272047 ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู

ใครว่าโรงแรมสวยๆ จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่เสมอไป เพราะบาง […]

The post 8 Heritage Hotels in Asia ชุบชีวิตอาคารเก่าให้กลายเป็นที่พักสุดเก๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู

ใครว่าโรงแรมสวยๆ จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่เสมอไป เพราะบางครั้งที่พักน่าสนใจที่สุดกลับอยู่ในอาคารเก่าอายุนับร้อยปี ตั้งแต่สำนักงานใหญ่ Nintendo โรงเรียนประถม สถานีตำรวจ ไปจนถึงโรงภาษีริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีโรงแรมและที่พักมากมายเปรียบเสน่ห์ โดยทั้งหมดที่ได้รับการชุบชีวิตผ่านแนวคิด Adaptive Reuse หรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน โดยยังคงรักษาเสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทั้งยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากการก่อสร้างใหม่

 

 
 

สำหรับใครที่กำลังมองหาโรงแรมสวยเก๋ และมีกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ LIFE ชวนไปรู้จัก 8 โรงแรมในเอเชียที่เปลี่ยนสถานที่สำคัญในอดีตให้กลายเป็นที่พักสุดเก๋ มีทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไปจนถึงประเทศไทย ซึ่งแต่ละแห่งไม่ได้มีดีแค่งานออกแบบ แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ทำให้การเข้าพักพิเศษยิ่งขึ้น

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 1

 

Marufukuro, เกียวโต ญี่ปุ่น

 

อดีตสำนักงานใหญ่ Nintendo

 

ก่อนที่ Nintendo จะกลายเป็นบริษัทเกมระดับโลกและกลายเป็นเจ้าของตัวละครชื่อดังอย่าง Mario และ The Legend of Zelda บริษัทแห่งนี้เริ่มต้นจากธุรกิจผลิตไพ่ฮานาฟุดะในเกียวโตเมื่อปี 1889 และหนึ่งในสถานที่สำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของบริษัทก็คืออาคารสำนักงานใหญ่เดิมที่สร้างขึ้นในปี 1930 ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรงแรมบูติกชื่อ Marufukuro

 

ตัวอาคารเดิมสวยงามแบบ Art Deco ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน บ้านพักของครอบครัว Yamauchi และโกดังเก็บสินค้า โดยโครงการปรับปรุงเลือกเก็บรายละเอียดดั้งเดิมเอาไว้ ก่อนเพิ่มอาคารใหม่ที่ออกแบบโดย Tadao Ando สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุคโชวะกับงานออกแบบร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

 

ปัจจุบัน Marufukuro มีห้องพักเพียง 18 ห้อง พร้อมห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือและเรื่องราวเกี่ยวกับ Nintendo รวมถึงงานศิลปะภายในโรงแรม ใครเป็นแฟนเกมหรือชื่นชอบสถาปัตยกรรม เราว่าที่นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อยากกลับไปเกียวโตอีกครั้ง

 

Location: Kyoto, Japan

Room Rate: เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ต่อคืน

Contact: https://marufukuro.com

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 2

 

Ace Hotel Kyoto, เกียวโต ญี่ปุ่น

 
อดีตสำนักงานโทรศัพท์กลางเกียวโต

 

อาคารอิฐแดงใจกลางเกียวโตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสำนักงานโทรศัพท์กลางของเมือง ถูกนำกลับมามีชีวิตใหม่ในฐานะ Ace Hotel Kyoto โรงแรมที่ผสมผสานความคลาสสิกของอาคารเก่าเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัย และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของการเปลี่ยนอาคารสำนักงานเก่าให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเมือง

 

อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1926 ก่อนจะได้รับการปรับปรุงภายใต้โครงการ ShinPuhKan โดยมี Kengo Kuma สถาปนิกชาวญี่ปุ่นร่วมออกแบบสถาปัตยกรรม และ Commune Design จากลอสแอนเจลิสรับหน้าที่ออกแบบภายใน สิ่งที่น่าสนใจคือการรักษาผนังอิฐแดงและรายละเอียดเดิมของอาคารไว้ พร้อมเติมวัสดุธรรมชาติ งานคราฟต์ และเฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นผสมตะวันตก

 

นอกจากห้องพักแล้ว โรงแรมยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ร้านค้า ร้านอาหาร และสวนกลางอาคาร ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนท้องถิ่นสามารถเข้ามาใช้ชีวิตได้ด้วย ใครชอบโรงแรมที่มีทั้งงานดีไซน์ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย Ace Hotel Kyoto เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

 

Location: Kyoto, Japan

Room Rate: เริ่มต้นที่ 8,300 บาท ต่อคืน

Contact: www.acehotel.com/kyoto

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 3

 

The Hotel Seiryu Kyoto Kiyomizu, เกียวโต ญี่ปุ่น

 
อดีตโรงเรียนประถมคิโยมิซุ

 

ใครจะคิดว่าโรงเรียนประถมที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเด็กนักเรียนจะกลายมาเป็นโรงแรมหรูเงียบสงบในย่านฮิกาชิยามะ The Hotel Seiryu Kyoto Kiyomizu ตั้งอยู่ในอาคารโรงเรียนประถมคิโยมิซุที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1933 บนเนินเขาใกล้วัดคิโยมิซุเดระ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเกียวโต แทนที่จะรื้ออาคารเดิมแล้วสร้างใหม่ โครงการนี้เลือกอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเดิมของโรงเรียนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างทรงโค้ง หลังคากระเบื้อง ทางเดิน และบันไดขนาดใหญ่ที่เชื่อมอาคารต่างระดับ แล้วปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในให้กลายเป็นโรงแรมหรู 48 ห้อง ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2020

 

เสน่ห์ของที่นี่คือการได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศประวัติศาสตร์ของเกียวโต โดยนักพักผ่อนสามารถสัมผัสได้ถึงโครงสร้างของโรงเรียนเดิม พร้อมชมทิวทัศน์ของเมืองเกียวโตและเจดีย์ยาซากะจากพื้นที่บางส่วนของโรงแรมได้อีกด้วย นับเป็นการเปลี่ยนโรงเรียนเก่าให้กลายเป็นโรงแรมที่ยังคงเคารพความทรงจำของสถานที่อย่างงดงาม

 

Location: Kyoto, Japan

Room Rate: เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ต่อคืน

Contact: www.princehotels.com/seiryu-kiyomizu

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 4

 

The Warehouse Hotel, สิงคโปร์

 
อดีตโกดังเก็บสินค้าริมแม่น้ำสิงคโปร์

 

ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 พื้นที่ริมแม่น้ำสิงคโปร์เคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายและขนส่งสินค้าที่คึกคัก เต็มไปด้วยโกดังเก็บสินค้า โรงกลั่นสุรา และกิจกรรมหลากหลายที่เกิดขึ้นตามท่าเรือ หนึ่งในอาคารที่ยังคงหลงเหลือจากยุคนั้นคือโกดังเก็บสินค้าที่สร้างขึ้นในปี 1895 ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น The Warehouse Hotel โรงแรมบูติกขนาด 37 ห้อง ที่นำโกดังเก่าสามหลังมารวมกัน ก่อนปรับปรุงใหม่โดยเก็บบางส่วนที่สำคัญเอาไว้ เช่น หลังคาจั่วสูง โครงสร้างเหล็ก ผนังก่ออิฐ และหน้าต่างบานเกล็ด แล้วแต่งเติมความร่วมสมัยเข้าไปโดยเน้นที่วัสดุธรรมชาติ โทนสีเข้ม และเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายเข้าไปจนเกิดบรรยากาศ Industrial Chic

 

ความน่าสนใจของ The Warehouse Hotel ไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกแบบ แต่ยังนำเรื่องราวของย่าน Robertson Quay ในอดีตมาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์การเข้าพัก ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และรายละเอียดเล็กๆ ภายในโรงแรม ทำให้ที่นี่กลายเป็นตัวอย่างของการนำอาคารอุตสาหกรรมเก่ามาปรับใช้ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องลบประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นออกไป

 

Location: Robertson Quay, Singapore

Room Rate: เริ่มต้นที่ 13,000 บาท ต่อคืน

Contact: www.thewarehousehotel.com

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 5

 

Tai O Heritage Hotel, ฮ่องกง

 
อดีตสถานีตำรวจไท่โอ

 

บนเนินเขาเล็กๆ ริมทะเลของหมู่บ้านชาวประมงไท่โอ บนเกาะลันเตา มีอาคารโคโลเนียลสีขาวที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็นสถานีตำรวจตั้งแต่ปี 1902 ก่อนจะยุติการใช้งานในปี 1996 และถูกปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่เป็นโรงแรมบูติกขนาด 9 ห้องในปี 2012 จากอาคารมองเห็นวิวทะเลและหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ ที่นี่รักษาของดั้งเดิมไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น หอสังเกตการณ์ ห้องขัง และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในอดีต พร้อมปรับพื้นที่บางส่วนให้เป็นนิทรรศการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสถานที่

 

Tai O Heritage Hotel ยังดำเนินงานในรูปแบบกิจการเพื่อสังคมที่ไม่แสวงหากำไร โดยมีเป้าหมายในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนไท่โอ จนได้รับรางวัล Award of Merit จาก UNESCO Asia-Pacific Awards for Cultural Heritage Conservation ในปี 2013 ถือเป็นตัวอย่างน่าสนใจว่าโรงแรมสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้บริการที่พัก แต่ยังช่วยรักษาเรื่องราวและสร้างคุณค่าให้กับชุมชนได้ด้วย

 

Location: Taio, Hong Kong

Room Rate: เริ่มต้นที่ 9,900 บาท ต่อคืน

Contact: www.taioheritagehotel.com

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 6

 

FWD HOUSE 1881, ฮ่องกง

 
อดีตกองบัญชาการตำรวจน้ำฮ่องกง

 

ท่ามกลางตึกระฟ้าและศูนย์การค้าหรูในย่านจิมซาจุ่ย มีอาคารสไตล์วิกตอเรียนที่ยังคงยืนหยัดบอกเล่าเรื่องราวของฮ่องกงในยุคอาณานิคมอังกฤษ นั่นคืออดีตกองบัญชาการตำรวจน้ำที่สร้างเสร็จในปี 1884 และถูกใช้งานต่อเนื่องจนถึงปี 1996 ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 1881 Heritage

 

ปัจจุบันอาคารหลักถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมบูติก FWD HOUSE 1881 ที่ยังคงรักษาความสง่างามของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งเสาโคโลเนียล ระเบียงยาว และรายละเอียดตกแต่งที่สะท้อนอิทธิพลตะวันตกในอดีต ขณะที่บริเวณโดยรอบยังมีอาคารประวัติศาสตร์อื่นๆ อย่าง Time Ball Tower และสถานีดับเพลิงเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ภายในโครงการเดียวกัน

 

Location: Tsim Sha Tsui, Hong Kong

Room Rate: เริ่มต้นที่ 16,000 บาท ต่อคืน

Contact: www.fwdhouse1881.com

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 7

 

The Mustang Blu, กรุงเทพฯ

 
อดีตธนาคาร โรงพยาบาล และสถานอาบอบนวด

 

หากพูดถึงโรงแรมที่นำความเก่ามาเปลี่ยนให้กลายเป็นเสน่ห์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ชื่อของ The Mustang Blu บนถนนไมตรีจิตต์ใกล้หัวลำโพงน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่หลายคนนึกถึง อาคารสไตล์โคโลเนียลอายุร่วมร้อยปีที่เคยผ่านการใช้งานมาหลายบทบาท ตั้งแต่ธนาคาร โรงพยาบาล ไปจนถึงสถานอาบอบนวด ก่อนที่ จอย-อนันดา ฉลาดเจริญ จะเข้ามาชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นบูติกโฮเทลที่มีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนใคร

 

สเน่ห์ของที่นี่คือการรีโนเวทอาคารและที่พักให้เหลือร่องรอยของกาลเวลาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นผนังสีที่หลุดลอก พื้นผิวเก่าๆ บันได ก่อนเติมเฟอร์นิเจอร์วินเทจ พรมเปอร์เซีย โคมไฟเก่า และสัตว์สตัฟฟ์เข้าไปจนเกิดบรรยากาศชวนพิศวงคล้ายฉากภาพยนตร์ย้อนยุค ภายในยังมีประตูตู้เซฟเก่าจากยุคที่อาคารเคยเป็นธนาคาร ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

 

Location: ไมตรี จิตต์

Room Rate: เริ่มต้นที่ 5,500 บาท ต่อคืน

Contact: www.mustangblu.co

 

ภาพอาคาร The Langham Custom House Bangkok อดีตศุลกสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการบูรณะเป็นโรงแรมหรู 8

 

The Langham, Custom House, Bangkok

 
อดีตศุลกสถาน หรือโรงภาษีร้อยชักสาม

 

ปิดท้ายด้วยหนึ่งในโครงการชุบชีวิตอาคารประวัติศาสตร์ที่น่าจับตามองที่สุดของกรุงเทพฯ อย่าง The Langham, Custom House, Bangkok โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2026 โดยมีหัวใจสำคัญของโครงการคือการบูรณะอาคารศุลกสถาน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘โรงภาษีร้อยชักสาม’ อาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1888 ในสมัยรัชกาลที่ 5 และเคยทำหน้าที่เป็นประตูการค้าสำคัญของสยาม

 

อาคารแห่งนี้ออกแบบโดย Joachim Grassi สถาปนิกชาวอิตาลี ในสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Palladian ก่อนผ่านการใช้งานหลายยุคสมัย รวมถึงการเป็นสถานีดับเพลิง และค่อยๆ เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา กระทั่งได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการแก้ปัญหาระดับอาคารที่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำ ซึ่งทีมวิศวกรต้องใช้แม่แรงถึง 412 ตัว ค่อยๆ ยกอาคารขึ้นทีละ 2-5 มิลลิเมตรตลอดระยะเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อเสริมความมั่นคงและรักษาโครงสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้

 

The Langham, Custom House มีห้องพักทั้งหมด 75 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 60 ห้องและห้องสวีท 15 ห้อง จะตั้งอยู่ในอาคารใหม่ที่สร้างขึ้นเคียงข้างกัน ขณะที่อาคารศุลกสถานและอาคารประวัติศาสตร์โดยรอบจะได้รับการปรับเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ร้านอาหาร บาร์ และพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการดัดแปลงโครงสร้างภายในอาคารเก่าเพื่อรองรับระบบห้องพักสมัยใหม่

 

Location: ตรอกโรงภาษี

Room Rate: เริ่มต้นที่ 22,000 บาท ต่อคืน

Contact: www.langhamhotels.com/en/the-langham/bangkok

 

ภาพ: Courtesy of Hotels

 

The post 8 Heritage Hotels in Asia ชุบชีวิตอาคารเก่าให้กลายเป็นที่พักสุดเก๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนคนรักธรรมชาติออกไปเรียนรู้ กับ 3 ห้องเรียนกลางป่าส่งท้ายปี https://thestandard.co/life/nature-classroom-forest-trips-year-end/ Mon, 26 Oct 2026 09:28:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1271974 กิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติกลางป่าสำหรับการเรียนรู้และพักผ่อน

ชวนพักจากหน้าจอ ไปเปิดห้องเรียนกลางธรรมชาติ กับ 3 กิจกร […]

The post ชวนคนรักธรรมชาติออกไปเรียนรู้ กับ 3 ห้องเรียนกลางป่าส่งท้ายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติกลางป่าสำหรับการเรียนรู้และพักผ่อน

ชวนพักจากหน้าจอ ไปเปิดห้องเรียนกลางธรรมชาติ กับ 3 กิจกรรมส่งท้ายปี

 

วันหยุดครั้งหน้า ลองเปลี่ยนจากการไปเที่ยวชมวิว มาใช้เวลาทำความรู้จักธรรมชาติให้มากขึ้นกับ ‘ห้องเรียนธรรมชาติ’ โครงการธรรมชาติศึกษาสำหรับเด็กในตัวผู้ใหญ่ทุกคน ที่ชวนเรากลับไปสังเกต ตั้งคำถาม และค้นพบเรื่องน่าสนใจรอบตัว ผ่าน 3 ห้องเรียนสุดท้ายของปี ซึ่งมีทั้งการเดินเรียนรู้ป่า การอาบป่าเพื่อพักผ่อน และการสำรวจโลกของเห็ดรา เลือกได้ตามความสนใจและจังหวะการพักผ่อนที่ชอบ

 

อ่านป่าดอยสุเทพ-ปุย วันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2569 (ค้างคืน)

 

กิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติกลางป่าสำหรับการเรียนรู้และพักผ่อน 1

 

สำหรับคนที่อยากเดินป่าแบบสบายๆ พร้อมเรียนรู้สิ่งที่พบระหว่างทาง ห้องเรียนนี้จะพาไปสำรวจป่าใกล้เมืองเชียงใหม่ ผ่านการฟังและกิจกรรมเบาๆ นำทีมโดยหมอหม่อง นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ และภาคีเครือข่าย ชวนทำความรู้จักธรรมชาติที่อาจเคยเดินผ่าน แต่ยังไม่เคยหยุดมองอย่างละเอียด เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวไป เรียนรู้ไป และอยากเติมมุมมองใหม่ให้การเข้าป่าครั้งต่อไป

 

อาบป่าสกลนคร วันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2569 (ค้างคืน)

 

ใครอยากชะลอจังหวะชีวิตและใช้เวลากับธรรมชาติแบบไม่เร่งรีบ ลองเลือกห้องเรียนอาบป่าที่สกลนคร ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวด้วยหัวใจ เปิดโอกาสให้ค่อยๆ รับรู้และสัมผัสบรรยากาศตรงหน้า ผ่านกระบวนการโดยผู้นำอาบป่าที่ได้รับการรับรองจาก Association of Nature and Forest Therapy ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยากให้วันหยุดมีพื้นที่สำหรับการพักและอยู่กับตัวเองมากขึ้น

 

เปิดโลกเห็ดรา วันที่ 5-7 ธันวาคม 2569 (ค้างคืน)

 

กิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติกลางป่าสำหรับการเรียนรู้และพักผ่อน 2

 

สำหรับสายช่างสงสัย ห้องเรียนนี้ชวนไปรู้จักโลกของเห็ดและราผ่านวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่ย่อยง่าย พร้อมเรียนรู้การจำแนกเห็ดเบื้องต้น ทั้งจากการบรรยายในห้องเรียนและการออกสำรวจภาคสนาม สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเห็ดรา ดร.นครินทร์ สุวรรณราช และ ดร.นครินทร์ คำหล้า เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้มากกว่าการรู้ชื่อ และสนุกกับการนำความรู้ไปสังเกตของจริงด้วยตัวเอง

 

ทั้ง 3 ห้องเรียนชวนให้เราใช้เวลากับธรรมชาติในแบบที่ต่างกัน ใครสนใจสามารถดูรายละเอียดแต่ละกิจกรรม  คลิก ›

The post ชวนคนรักธรรมชาติออกไปเรียนรู้ กับ 3 ห้องเรียนกลางป่าส่งท้ายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น https://thestandard.co/life/the-langham-shanghai-xintiandi-review/ Sun, 25 Oct 2026 02:00:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1271438 บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi

ถ้าถามว่าไปเซี่ยงไฮ้ควรพักย่านไหน? สำหรับคนที่ชอบเดินเล […]

The post The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi

ถ้าถามว่าไปเซี่ยงไฮ้ควรพักย่านไหน? สำหรับคนที่ชอบเดินเล่น สำรวจคาเฟ่ แวะร้านอาหารใหม่ๆ หรือใช้เวลาไปกับการช้อปปิ้ง เราคิดว่า Xintiandi น่าจะเป็นหนึ่งในย่านที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และแบรนด์ดังแล้ว เสน่ห์ของย่านนี้ยังอยู่ที่การผสมผสานอาคารเก่าสไตล์ Shikumen เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้ Xintiandi เป็นย่านที่เดินสนุกได้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 1

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 2

ย่าน Xintiandi คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน

 

และถ้าจะเลือกโรงแรมที่ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในย่านนี้ได้อย่างเต็มที่ The Langham, Shanghai, Xintiandi ก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะโรงแรมตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสู่ย่าน Xintiandi ใกล้กับถนนช้อปปิ้ง Huaihai Road เรียกได้ว่าแค่ก้าวออกจากโรงแรม ก็เริ่มกิน ดื่ม เที่ยว ช้อปปิ้งได้เลย

 

แต่ก่อนจะมาถึงเซี่ยงไฮ้ ทริปนี้เราแวะฮ่องกงและเดินทางต่อกับ Cathay Pacific โดยมีโอกาสใช้เวลาที่ The Wing, First เลานจ์ซึ่งเพิ่งปรับโฉมใหม่ที่สนามบินฮ่องกง สิ่งที่เราชอบคือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งพักอยู่ในโรงแรมมากกว่าสนามบิน มีทั้งมุมพักผ่อน พื้นที่รับประทานอาหาร และโซนส่วนตัวให้ใช้เวลาระหว่างรอขึ้นเครื่อง นับเป็นความสะดวกสบายให้สมกับที่จะไปเช็กอินกันต่อที่ The Langham, Shanghai, Xintiandi

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 3

The Wing, First

 

Why Here?

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 4

 

ถ้าพูดถึง Xintiandi หลายคนอาจนึกถึงย่านช้อปปิ้งของเซี่ยงไฮ้ แต่ความน่าสนใจของพื้นที่นี้ไม่ได้มีแค่ร้านค้าและร้านอาหาร เพราะเสน่ห์อีกอย่างคือสถาปัตยกรรม Shikumen ที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันตกกับรูปแบบบ้านเรือนแบบจีน ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ท่ามกลางร้านค้าและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 5

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 และถือเป็นโรงแรมแฟลกชิปของ Langham Hotels & Resorts ในประเทศจีน ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนถนน Madang Road โดยมี Xintiandi อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที และยังใกล้กับ Huaihai Road ซึ่งเป็นหนึ่งในถนนช้อปปิ้งสำคัญของเซี่ยงไฮ้

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 6

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 7

Cadet

The Langham Club

 

ในแง่ของตัวอาคาร The Langham, Shanghai, Xintiandi เป็นโรงแรมสูง 28 ชั้น ออกแบบโดยทีมที่มี Peter Remedios นักออกแบบภายในโรงแรมระดับนานาชาติ และ Kohn Pedersen Fox Associates (KPF) บริษัทสถาปัตยกรรมจากนิวยอร์กเข้ามามีส่วนร่วม ดีไซน์ของโรงแรมเลือกผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับบริบทของย่านเก่า โดยใช้โทนสีอบอุ่นและวัสดุอย่างหินสีเทา ขณะที่ภายในยังคงเอกลักษณ์ความหรูหราแบบคลาสสิกของ The Langham เอาไว้

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 8

Chairman Suite

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 9

สระว่ายน้ำในร่ม

 

โรงแรมมีห้องพักทั้งหมด 357 ห้อง รวม 41 ห้องสวีท โดยห้องพักเริ่มต้นมีพื้นที่ 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าให้พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างดีสำหรับการเข้าพักในเมืองใหญ่ ส่วนห้องพักขนาดใหญ่ที่สุดคือ Chairman Suite ที่มีพื้นที่ถึง 345 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีห้องอาหาร สระว่ายน้ำในร่ม ฟิตเนส และสปาให้บริการครบครัน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 10

Premier room

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 11

Chuan Spa

 

Worth It

 

  • โลเคชั่นคือจุดแข็งที่สุดของที่นี่ เพราะโรงแรมตั้งอยู่ใจกลาง Xintiandi หนึ่งในย่านไลฟ์สไตล์ที่น่าเดินที่สุดของเซี่ยงไฮ้ รายล้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ และแหล่งช้อปปิ้ง รวมถึงอยู่ใกล้ Huaihai Road ทำให้สามารถออกไปสำรวจเมืองได้ง่าย หรือจะแวะกลับมาพักที่โรงแรมระหว่างวันก็สะดวก

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 12

 

  • ห้องพักกว้างขวางและครบครัน ห้องพักเริ่มต้นที่ 40 ตารางเมตร ตกแต่งในสไตล์ Contemporary Luxury มีหน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งเตียง Signature Blissful Bed เครื่องชงกาแฟ และห้องน้ำที่แยกพื้นที่ใช้งานเป็นสัดส่วน

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 13

Superior room

 

  • งานบริการที่ยังคงเสน่ห์ของโรงแรมห้าดาวแบบคลาสสิก The Langham ให้ความสำคัญกับการบริการแบบ Traditional Luxury Hospitality ที่เน้นความสุภาพ ความใส่ใจ และความเป็นมืออาชีพ มากกว่าการสร้างความประทับใจด้วยเทคโนโลยีหรือดีไซน์หวือหวา ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์ยึดถือมาตลอดกว่า 160 ปี

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 14

 

  • เรื่องอาหารก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ โดยเฉพาะ T’ang Court ร้านอาหารจีนกวางตุ้งระดับ 2 ดาวมิชลิน ประจำปี 2026 รวมถึง Afternoon Tea ที่ Lobby Lounge ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ซิกเนเจอร์ของ The Langham ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1865

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 15

T’ang Court

 

บรรยากาศห้องพักและการตกแต่งภายในโรงแรม The Langham, Shanghai, Xintiandi 16

Cadet

 

Good For

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi เหมาะกับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวเซี่ยงไฮ้และอยากพักในย่านที่มีทุกอย่างอยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะคนที่ชอบเดินสำรวจเมือง แวะคาเฟ่ ช้อปปิ้ง และออกไปดินเนอร์ตอนกลางคืน เพราะทำเลของโรงแรมช่วยให้ใช้เวลากับกิจกรรมเหล่านี้ได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางมากนัก

 

The Langham, Shanghai, Xintiandi

Location: 99 Madang Road, Xintiandi, Shanghai 200021, China

Getting There: เดินประมาณ 3 นาทีถึงย่าน Xintiandi หรือเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 40 นาทีจาก Hongqiao Airport และ 60 นาทีจาก Pudong Airport ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร

Website: https://www.langhamhotels.com/shanghai

The post The Langham, Shanghai, Xintiandi โรงแรมที่ทำให้การเที่ยวเซี่ยงไฮ้สะดวกสบายยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anantara Mai Khao Phuket Villas พักผ่อนให้ช้าลงในพูลวิลล่ากลางธรรมชาติของไม้ขาว https://thestandard.co/life/anantara-mai-khao-phuket-villas-review/ Fri, 23 Oct 2026 11:43:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1271281 บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas

ใครที่กำลังมองหาวันพักผ่อนแบบไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องตื่น […]

The post Anantara Mai Khao Phuket Villas พักผ่อนให้ช้าลงในพูลวิลล่ากลางธรรมชาติของไม้ขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas

ใครที่กำลังมองหาวันพักผ่อนแบบไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องวางแผนว่าจะไปไหนต่อ และไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เราอยากชวนคุณลงใต้ไปยังหาดไม้ขาว หนึ่งในชายหาดที่เงียบสงบของภูเก็ต สถานที่ตั้งของ ‘Anantara Mai Khao Phuket Villas’ รีสอร์ตหรูที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนเขตร้อนและลากูนขนาดใหญ่ หนึ่งในที่พักที่เรากล้าพูดเลยว่าอยากกลับมาอีก โดยเฉพาะในวันที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย แล้วใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้เต็มที่ ที่นี่อาจไม่ได้คึกคักเหมือนชายหาดยอดนิยมแห่งอื่นของภูเก็ต แต่กลับสงบ มีความเป็นส่วนตัว และบรรยากาศที่ทำให้เราสามารถวางทุกอย่างลงได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการไม่ทำอะไรเลย

 

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 1

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 2

 

Why here?

 

ด้วยตั้งอยู่หาดไม้ขาว การเดินทางจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตย่อมสะดวกและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงที่หมาย ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้ Habita Architects มาออกแบบสถาปัตยกรรม P49 Deesign ดูแลงานตกแต่งภายใน และ Bill Bensley ภูมิสถาปนิกชื่อดังมารับหน้าที่ออกแบบภูมิทัศน์ ทว่ารีโนเวทและปรับปรุงอยู่เสมอจนทำให้ไม่รู้สึกเก่าเลยแม้แต่น้อย

 

วิลล่าแต่ละหลังได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมไทยภาคใต้ มีหลังคาทรงปั้นหยาและรายละเอียดที่สะท้อนงานช่างพื้นถิ่น กระจายตัวตามมุมต่างๆ ของสวน เชื่อมถึงกันด้วยทางเดินที่ทอดผ่านต้นไม้และผืนน้ำ บางช่วงมีสะพานไม้ข้ามลากูน บางช่วงเป็นทางเดินที่ถูกโอบล้อมด้วยพรรณไม้เขตร้อน ทำให้การเดินจากวิลล่าไปยังห้องอาหารหรือชายหาดกลายเป็นช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินไปด้วย

 

อีกสิ่งที่เราชอบคือความเป็นส่วนตัว แม้จะเป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ แต่การจัดวางวิลล่าและพื้นที่สีเขียวช่วยสร้างระยะห่างระหว่างผู้เข้าพักได้อย่างลงตัว จึงแทบไม่รู้สึกถึงความพลุกพล่าน โดยเฉพาะเมื่อกลับเข้ามาอยู่ภายในวิลล่าของตัวเอง

 

และสำหรับแฟนซีรีส์ The White Lotus ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำซีซัน 3 ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ได้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราอยากมาพัก แต่ก็เป็นเกร็ดสนุกๆ ที่ทำให้การเดินสำรวจรีสอร์ตมีสีสันขึ้นไม่น้อย

 

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 3

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 4

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 5

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 6

 

Worth it

 

หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาพักที่นี่ คำตอบแรกของเราคือการใช้เวลาอยู่ในวิลล่าให้มากที่สุด เพราะพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงห้องนอน แต่เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวที่เราสามารถใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน

 

วิลล่าเริ่มต้นที่ 186 ตารางเมตร มีทั้งห้องนอน พื้นที่นั่งเล่นกลางแจ้ง สระว่ายน้ำส่วนตัว และศาลาสำหรับพักผ่อนริมสระ รวมถึงอ่างอาบน้ำแบบ Sunken Tub ที่ชวนให้แช่น้ำไปแบบไม่ต้องสนใจเวลา การตกแต่งภายในยังคงกลิ่นอายของงานออกแบบไทยร่วมสมัย โดยเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและโทนสีอบอุ่น ช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและไม่เป็นทางการจนเกินไป

 

ความดีงามของการมีสระว่ายน้ำส่วนตัวคือเราไม่จำเป็นต้องจัดตารางชีวิตตามใคร อยากตื่นมาว่ายน้ำตอนเช้า นอนอ่านหนังสือริมสระช่วงบ่าย หรือกลับมาแช่น้ำอีกครั้งก่อนเข้านอนก็ทำได้ทั้งหมด และความรู้สึกที่ไม่ต้องรีบออกจากห้องไปไหนนี่เองที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้พิเศษขึ้นมา

 

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 7

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 8

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 9

 

อาหารเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะ Sea Fire Salt ห้องอาหารริมชายหาดที่เน้นเมนูซีฟู้ดและอาหารย่าง เหมาะสำหรับมื้อเย็นที่อยากนั่งกินอาหารดีๆ ไปพร้อมกับรับลมทะเล ยิ่งถ้ามาในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก บรรยากาศก็ยิ่งชวนให้นั่งยาวๆ โดยไม่ต้องรีบกลับ

 

ส่วนใครที่อยากให้ทริปนี้เป็นการพักผ่อนอย่างจริงจัง เราแนะนำให้เผื่อเวลาไปใช้บริการ Anantara Spa ซึ่งมีทรีตเมนต์ให้เลือกหลากหลาย ทั้งการนวดไทยและทรีตเมนต์เพื่อผ่อนคลายร่างกาย บรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติช่วยให้การใช้เวลาในสปาเป็นเหมือนการหลีกหนีจากความวุ่นวายไปอีกขั้น

 

นอกจากนี้ รีสอร์ตยังมีกิจกรรมให้เลือกทำอีกหลายอย่าง ตั้งแต่โยคะ มวยไทย คลาสทำอาหาร ไปจนถึงการปั่นจักรยานสำรวจพื้นที่โดยรอบ แต่สำหรับเรา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการมาพักที่นี่อาจไม่ใช่จำนวนกิจกรรมที่ทำได้ หากเป็นอิสระในการเลือกว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเลยต่างหาก

 

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 10

บรรยากาศสระว่ายน้ำส่วนตัวและศาลาพักผ่อนภายในพูลวิลล่าของ Anantara Mai Khao Phuket Villas 11

 

Good for

 

Anantara Mai Khao Phuket Villas เหมาะกับคนที่กำลังมองหาวันพักผ่อนแบบไม่ต้องมีตารางแน่นๆ โดยเฉพาะคู่รักที่ต้องการความเป็นส่วนตัว คนที่อยากใช้เวลาสงบๆ อยู่กับตัวเอง รวมถึงครอบครัวที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนร่วมกัน เพราะที่นี่มีทั้งวิลล่าหนึ่งห้องนอนและที่พักขนาดใหญ่สำหรับหลายคน

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยทำเลทางตอนเหนือของภูเก็ต ที่นี่อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับคนที่อยากออกไปสำรวจคาเฟ่ บาร์ หรือแหล่งท่องเที่ยวคึกคักทุกวัน แต่สำหรับคนที่ตั้งใจมาพักผ่อนจริงๆ และอยากใช้เวลากับรีสอร์ตให้คุ้มค่า เราคิดว่านี่เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจของหาดไม้ขาว

 

Anantara Mai Khao Phuket Villas

Location: หาดไม้ขาว, ภูเก็ต

Budget: 20,000 บาทต่อคืน

Facebook: www.facebook.com/AnantaraMaiKhaoPhuket

Instagram: www.instagram.com/anantaramaikhao

Website: www.anantara.com/mai-khao-phuket

 

ภาพ: Anantara

The post Anantara Mai Khao Phuket Villas พักผ่อนให้ช้าลงในพูลวิลล่ากลางธรรมชาติของไม้ขาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singha Soda x Harley-Davidson รวมไบค์เกอร์ไทย-เกาหลี ลุยเส้นทาง 500 กิโลเมตร จากโซลถึงทะเลทงแฮ https://thestandard.co/life/singha-soda-x-harley-davidson/ Wed, 21 Oct 2026 05:15:16 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1270639 ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ

Singha Soda ร่วมกับ Harley-Davidson พา 8 ตัวแทนไบค์เกอร […]

The post Singha Soda x Harley-Davidson รวมไบค์เกอร์ไทย-เกาหลี ลุยเส้นทาง 500 กิโลเมตร จากโซลถึงทะเลทงแฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ

Singha Soda ร่วมกับ Harley-Davidson พา 8 ตัวแทนไบค์เกอร์ไทยเจอไบค์เกอร์เกาหลี นำทีมโดย คุณภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมครีเอเตอร์ อาทิ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ‘ภูริ หิรัญพฤกษ์’ และ ‘ถาวร ภัสสรศิริกุล’ เดินทางไปร่วมงาน ‘Singha Soda presents H.O.G. Rally Korea 2026’ ที่รวมพลคนรักฮาร์ลีย์กว่า 2,000 คัน ถือเป็นคาราวานที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี

 

ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ 1

 

จากโซลถึงทงแฮ ภูเขา น้ำตก และทะเลในเส้นทางเดียว

 

เส้นทางรอบนี้ยาวกว่า 500 กิโลเมตร ออกสตาร์ตที่โซล ผ่านยงอิน ชุงจู จองซอน แล้วไปจบที่ทงแฮ เมืองติดทะเลฝั่งตะวันออก โดยช่วงแรกขบวนรถไต่ไปตามแนวเขา แวะพักที่น้ำตก Baekseok Fall ก่อนจะเลี้ยวออกสู่ถนนเลียบทะเล ไปปิดทริปที่ชายหาด Surfyy Beach แบบสวยๆ เรียกว่าทริปเดียวได้ครบทุกวิว

 

ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ 2

 

มิตรภาพบนอานรถ ที่ไม่ได้จบแค่ที่เกาหลี

 

นอกจากการขี่บนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ทริปนี้ยังเปิดโอกาสให้ไบค์เกอร์สองประเทศได้สร้างมิตรภาพ คุยกันเรื่องรถ การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของคนที่หลงใหลการขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

 

ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ 3ขบวนคาราวานไบค์เกอร์ Singha Soda และ Harley-Davidson บนเส้นทางจากโซลสู่ทะเลทงแฮ 4

 

แต่ความสนุกยังไม่จบแค่นั้น เพราะเดือนพฤศจิกายนนี้ Singha Soda เตรียมต้อนรับไบค์เกอร์เกาหลีมาลองบิดบนถนนเมืองไทย ต่อยอดมิตรภาพของสายฮาร์ลีย์สองประเทศให้แน่นขึ้นไปอีก ภายใต้แนวคิด ONE ROAD. TWO LEGENDS. NO LIMITS.

 

The post Singha Soda x Harley-Davidson รวมไบค์เกอร์ไทย-เกาหลี ลุยเส้นทาง 500 กิโลเมตร จากโซลถึงทะเลทงแฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ https://thestandard.co/life/8-small-towns-in-japan/ Mon, 19 Oct 2026 09:07:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1269803 ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

โตเกียว โอซาก้า เกียวโต มักเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลาย […]

The post 8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

โตเกียว โอซาก้า เกียวโต มักเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลายคนนึกถึงยามเมื่อเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยความสะดวกสบาย แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และแลนด์มาร์กดังที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก แต่หากคุณเป็นแฟนญี่ปุ่นตัวยงจะรู้ว่า ญี่ปุ่นมียังมีเมืองน่าเที่ยวน่าสนใจรอนักเดินทางอยู่อีกมาก ซึ่งเสน่ห์ของเมืองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวเสมอไป หากแต่อยู่ในวิถีชีวิตเรียบง่าย ถนนสายเก่าที่เรียงรายด้วยบ้านไม้ ร้านอาหารเล็กๆ ที่สืบทอดสูตรกันมาหลายรุ่น หรือทิวทัศน์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บางเมืองเหมาะกับการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ บางเมืองมีศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ค้นหา ขณะที่บางแห่งก็เป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่

 

สำหรับใครที่เคยเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง หรือกำลังมองหาจุดหมายใหม่ที่แตกต่างจากเส้นทางเดิมๆ เราคัดเลือก 8 เมืองน่าเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์และเหตุผลที่ควรค่าแก่การออกเดินทางไปเยือนสักครั้ง

 

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 1

 

Kanazawa, Ishikawa

 

เมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ที่ยังรักษากลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิม

 

หากชอบบรรยากาศเมืองเก่าแบบเกียวโต แต่ต้องการสัมผัสญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่ง Kanazawa คือคำตอบ เมืองนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของแคว้นคางะ ปัจจุบันยังคงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นย่านฮิงาชิชายะ (Higashi Chaya) ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้โบราณ ย่านซามูไรนางามาจิ (Nagamachi) หรือสวนเค็นโรคุเอ็น (Kenrokuen) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามสวนภูมิทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น

 

ขณะเดียวกัน คานาซาวะก็ไม่ได้มีดีแค่ความเก่าแก่ แต่ยังเป็นเมืองที่ศิลปะร่วมสมัยเติบโตเคียงคู่ไปกับงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Museum of Contemporary Art) รวมถึงงานทองคำเปลวที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง ส่วนสายกินต้องไม่พลาดอาหารทะเลสดๆ จากตลาดโอมิโจ (Omicho Market) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิสำหรับซากุระ และฤดูใบไม้ร่วงสำหรับสีสันในสวนเค็นโรคุเอ็น

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 2

 

Matsumoto, Nagano

 

เมืองปราสาทกลางเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น

 

เมืองขนาดกะทัดรัดในจังหวัดนากาโนะที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติเอาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญเป็น ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) หรือที่รู้จักกันในชื่อปราสาทอีกา จากผนังสีดำอันโดดเด่น โดยเป็นหนึ่งในปราสาทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ยังคงมีหอคอยหลักดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและมีเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง ทิวทัศน์บริเวณปราสาทยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ

 

นอกจากปราสาทแล้ว เมืองนี้ยังมีถนนนากามาจิ (Nakamachi Street) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารโกดังเก่าสไตล์คุระ ร้านกาแฟ และร้านงานคราฟต์ ขณะที่ Matsumoto City Museum of Art เป็นอีกจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับคนรักศิลปะ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับโลกอย่างยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) และหากมีเวลาเพิ่มอีกสักวัน มัตสึโมโตะยังเป็นฐานสำหรับเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติของคามิโคจิ (Kamikochi) ได้อีกด้วย

 

Best Time: เมษายน–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน โดยคามิโคจิมีฤดูกาลเปิดให้เข้าชมแยกต่างหาก

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 3

 

Takayama, Gifu

 

เดินเล่นเมืองเก่า ชิมเนื้อฮิดะ สัมผัสชีวิตญี่ปุ่นในอดีต

 

ทาคายามะ หรือที่หลายคนเรียกว่า ฮิดะทาคายามะ เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดกิฟุที่ขึ้นชื่อเรื่องการอนุรักษ์บรรยากาศญี่ปุ่นยุคเอโดะเอาไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะย่านซันมาจิซูจิ (Sanmachi Suji) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารไม้สีน้ำตาลเข้ม ร้านสาเก โรงน้ำชา และร้านค้าท้องถิ่นที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน การเดินเล่นในย่านนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

 

มาแล้วห้ามพลาดเนื้อฮิดะ (Hida Beef) ที่มีชื่อเสียงเรื่องความนุ่มและไขมันแทรกสวยงาม รวมถึงตลาดเช้ามิยากาวะ (Miyagawa Morning Market) ที่ชาวบ้านนำผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมาวางขาย เมืองนี้ยังเป็นจุดตั้งต้นยอดนิยมสำหรับเดินทางไปหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) จึงเหมาะกับนักเดินทางที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นในบรรยากาศชนบทและธรรมชาติไปพร้อมกัน

 

Best Time: เมษายนและตุลาคม ซึ่งตรงกับเทศกาลทาคายามะ รวมถึงฤดูหนาวสำหรับหิมะ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 4

 

Kurashiki, Okayama

 

เมืองริมคลองสุดโรแมนติกที่ศิลปะและประวัติศาสตร์บรรจบกัน

 

คุราชิกิ (Kurashiki) อาจไม่ใช่ชื่อแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวไทยนึกถึง แต่สำหรับคนที่หลงใหลเมืองเก่าและการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของภูมิภาคชูโกกุ จุดเด่นอยู่ที่ย่านประวัติศาสตร์บิคัง (Bikan Historical Quarter) ซึ่งมีคลองสายเล็กไหลผ่านอาคารโกดังสีขาวแบบดั้งเดิมและต้นหลิวที่ทอดกิ่งลงสู่ผิวน้ำ บรรยากาศชวนให้เดินสำรวจตรอกซอกซอย แวะร้านกาแฟ หรือเลือกซื้อสินค้างานคราฟต์ท้องถิ่น

 

ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ (Ohara Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะตะวันตกและญี่ปุ่นในอาคารสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก นอกจากนี้ยังมีร้านขายสินค้าผ้าเดนิมและงานสิ่งทอ ฯลฯ ที่ทำให้คุราชิกิเป็นเมืองที่เหมาะกับคนรักการออกแบบ งานฝีมือ และประวัติศาสตร์

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อากาศเหมาะกับการเดินเล่นริมคลอง

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 5

 

Onomichi, Hiroshima

 

เมืองริมทะเลแสนสงบ เหมาะเดินเล่นและปั่นจักรยาน

 

เมืองท่าขนาดเล็กในจังหวัดฮิโรชิมะที่มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับกับแนวชายฝั่งเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยถนนสายแคบ บันไดหิน วัดเก่า และบ้านเรือนที่ตั้งลดหลั่นไปตามไหล่เขา ซึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการเดินเล่นตามเส้นทาง Temple Walk ที่เชื่อมต่อวัดหลายแห่ง โดยมีจุดไฮไลท์เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์เมืองและทะเลจากบริเวณวัดเซ็นโคจิ

 

นอกจากนี้ โอโนมิจิเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ โดยเฉพาะสายปั่นจักร์ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานชิมานามิไคโด (Shimanami Kaido) เส้นทางระยะทางราว 70 กิโลเมตรที่เชื่อมเกาะฮอนชูกับเกาะชิโกกุ ผ่านสะพานและเกาะเล็กๆ กลางทะเลเซโตะใน ระหว่างทางนักปั่นจะได้สัมผัสวิวทะเล หมู่บ้านชาวประมง และสวนผลไม้ท้องถิ่น ส่วนใครไม่ถนัดปั่นจักรยานก็สามารถใช้เวลาสบายๆ กับการเดินเล่นในเมือง แวะคาเฟ่ หรือชิมโอโนมิจิราเมน อาหารขึ้นชื่อของพื้นที่ได้เช่นกัน

 

Best Time: มีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน เหมาะกับการปั่นจักรยานและเดินเล่น

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 6

 

Aomori

 

เมืองแห่งแอปเปิ้ล ศิลปะ และเทศกาลฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่

 

เมืองทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูที่หลายคนอาจคุ้นชื่อจากเทศกาลเนบุตะ (Nebuta Matsuri) งานเทศกาลฤดูร้อนที่มีขบวนโคมไฟกระดาษขนาดยักษ์รูปนักรบและตัวละครในตำนานเคลื่อนผ่านถนน ท่ามกลางเสียงดนตรีและการเต้นรำอย่างสนุกสนาน อาโอโมริยังเป็นจุดหมายสำหรับคนรักอาหารและศิลปะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำแอปเปิล ขนมหวาน หรือไซเดอร์ รวมถึง A-FACTORY อาคารริมอ่าวที่รวบรวมสินค้าและอาหารท้องถิ่นเอาไว้

 

ส่วนสายอาร์ตควรแวะ Aomori Museum of Art สถานที่จัดแสดงผลงานของศิลปินญี่ปุ่น รวมถึงโยชิโตโมะ นาระ (Yoshitomo Nara) เจ้าของผลงานประติมากรรมสุนัขสีขาวขนาดใหญ่ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของพิพิธภัณฑ์ เมืองนี้ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นฐานออกไปสำรวจธรรมชาติของจังหวัดอาโอโมริ เช่น ลำธารโออิราเสะและทะเลสาบโทวาดะ อีกด้วย

 

Best Time: ต้นเดือนสิงหาคมสำหรับเทศกาลเนบุตะ หรือฤดูใบไม้ร่วงสำหรับการชมธรรมชาติ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 7

 

Nagasaki

 

เมืองท่าผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตก

 

เมืองท่าทางตะวันตกของเกาะคิวชูที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเคยเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ญี่ปุ่นใช้ติดต่อค้าขายกับต่างชาติในช่วงที่ประเทศจำกัดความสัมพันธ์กับโลกภายนอก อิทธิพลจากจีนและยุโรปจึงยังปรากฏให้เห็นผ่านสถาปัตยกรรม อาหาร และวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสวนโกลเวอร์ (Glover Garden) ซึ่งรวบรวมอาคารสไตล์ตะวันตกเก่าแก่ ย่านชินจิไชน่าทาวน์ (Shinchi Chinatown) หรือโบสถ์โออุระ (Oura Cathedral) ที่สะท้อนประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาในญี่ปุ่น

 

นอกจากนี้ นางาซากิยังเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์โลกจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูในปี 1945 ซึ่งสามารถเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ที่ Nagasaki Atomic Bomb Museum และ Peace Park และยังมีวิวท่าเรือและภูเขาที่สวยงาม โดยเฉพาะทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากภูเขาอินาสะ (Mount Inasa) ที่มองเห็นแสงไฟของเมืองทอดยาวไปตามหุบเขา ก่อนปิดท้ายวันด้วยจัมปง (Champon) บะหมี่น้ำที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารจีนและญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ

 

Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเทศกาลโคมไฟนางาซากิที่จัดตามปฏิทินจันทรคติ

 

ทิวทัศน์สวนญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 8

 

Beppu, Oita

 

เมืองออนเซนที่แช่ทุกวันได้โดยไม่ซ้ำ

 

มีชื่อเสียงเรื่องแหล่งน้ำพุร้อนจำนวนมาก จนสามารถมองเห็นไอน้ำลอยขึ้นจากอาคารและถนนในหลายย่าน โดยเฉพาะย่านคันนาวะ (Kannawa) ซึ่งเต็มไปด้วยเรียวกัง โรงอาบน้ำสาธารณะ และร้านอาหารที่ใช้ไอน้ำธรรมชาติในการปรุง กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมบ่อน้ำพุร้อนจิโกกุ (Jigoku) หรือที่เรียกกันว่า ‘บ่อนรก’ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของแร่ธาตุและสภาพทางธรณีวิทยา เช่น Umi Jigoku ที่มีน้ำสีฟ้าสดใส หรือ Chinoike Jigoku ที่มีสีแดงจากแร่ธาตุในดิน โดยบ่อเหล่านี้มีไว้สำหรับชม ไม่ใช่ลงแช่ ส่วนใครอยากสัมผัสวัฒนธรรมออนเซ็นอย่างแท้จริงก็สามารถเลือกพักเรียวกัง แช่น้ำพุร้อน หรือทดลองอบทรายร้อนริมทะเลได้ เบปปุเหมาะกับการเดินทางแบบ Slow Travel ที่ให้เวลากับการพักผ่อนมากกว่าการเร่งเก็บสถานที่ท่องเที่ยว

 

Best Time: ตุลาคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นที่เหมาะกับการแช่ออนเซ็น

 

ภาพ: Shutterstock

The post 8 Small town in Japan ที่น่าเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tai Hang Fire Dragon Dance เทศกาลมังกรไฟเต้นรำในวันไหว้พระจันทร์ของฮ่องกง https://thestandard.co/life/tai-hang-fire-dragon-dance-is-a-fire/ Sun, 18 Oct 2026 05:15:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1269446 ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง

นอกจากเทศกาลโคมไฟที่ทำให้ค่ำคืนไหว้พระจันทร์ของฮ่องกงสว […]

The post Tai Hang Fire Dragon Dance เทศกาลมังกรไฟเต้นรำในวันไหว้พระจันทร์ของฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง

นอกจากเทศกาลโคมไฟที่ทำให้ค่ำคืนไหว้พระจันทร์ของฮ่องกงสว่างสดใสเป็นพิเศษ ในตรอกและถนนสายเล็กๆ ของ Tai Hang ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่าน Causeway Bay ยังมีอีกหนึ่งประเพณีที่เกิดขึ้นควบคู่กัน นั่นคือ Tai Hang Fire Dragon Dance หรือประเพณีเชิดมังกรไฟแห่งไท่หาง หนึ่งในภาพจำของเทศกาลไหว้พระจันทร์ในฮ่องกงที่สืบทอดมานานกว่า 140 ปี มังกรขนาดมหึมาที่ปักธูปนับหมื่นดอกทั่วลำตัวค่อยๆ เคลื่อนผ่านตรอกแคบๆ เปลวไฟจากปลายธูปทำให้มังกรทั้งตัวดูราวกับมีไฟวิ่งไปตามเกล็ด ท่ามกลางเสียงกลอง เสียงเชียร์ และศรัทธาในความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งชาติของจีน

 

 
 

ทว่าเบื้องหลังความงดงามของมังกรไฟที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แท้จริงแล้วไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ หากถือกำเนิดขึ้นจากความหวาดกลัวต่อโรคระบาดและความพยายามของชาวบ้านในการปกป้องชุมชนของตนเองเมื่อกว่า 140 ปีก่อน จากพิธีกรรมเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายในหมู่บ้านเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นประเพณีสำคัญที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของมหานครฮ่องกง

 

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 1

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 2

 

จากโรคระบาด สู่กำเนิดมังกรไฟ

 

ย้อนกลับไปในปี 1880 Tai Hang ยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง แตกต่างจากย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และอาคารพักอาศัยอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ตามตำนานเล่าว่าในช่วงเวลานั้นหมู่บ้านต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งพายุ การสูญเสียปศุสัตว์ และโรคระบาดที่สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในชุมชน

 

ชาวบ้านเชื่อว่าเหตุร้ายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสิ่งชั่วร้าย จึงหาทางปัดเป่าภัยพิบัติผ่านพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม โดยมีคำบอกเล่าว่าได้รับคำแนะนำให้สร้างมังกรขึ้นจากฟางและวัสดุธรรมชาติ ก่อนปักธูปที่จุดไฟไว้ทั่วลำตัว แล้วนำออกแห่ไปตามถนนของหมู่บ้านเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ พร้อมเสียงกลองและประทัดเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดี หลังจากประกอบพิธีดังกล่าว เหตุร้ายและโรคระบาดก็สงบลง ชาวบ้านจึงเชื่อว่ามังกรไฟช่วยปกป้องหมู่บ้านเอาไว้ และตัดสินใจจัดพิธีนี้ขึ้นอีกในปีต่อมา ก่อนจะกลายเป็นธรรมเนียมประจำปีที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

แม้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นตำนานท้องถิ่นมากกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้ทั้งหมด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของความเชื่อในสังคมจีนยุคก่อน ซึ่งมองว่ามังกรเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความเป็นสิริมงคล และการปกป้องคุ้มครอง ขณะที่ไฟและควันธูปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่เชื่อมโยงมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน มังกรไฟจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความร่วมมือของผู้คนที่ต้องเผชิญความยากลำบากร่วมกัน

 

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 3

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 4

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 5

 

มังกร 67 เมตรที่เกิดจากธูป 12,000 ดอก

 

สิ่งที่ทำให้ Tai Hang Fire Dragon Dance แตกต่างจากการเชิดมังกรตามเทศกาลทั่วไป คือมังกรไม่ได้ตกแต่งด้วยผ้าสีสันสดใสหรือหลอดไฟ แต่ใช้วัสดุธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยโครงสร้างลำตัวทำจากวัสดุอย่างหวายและฟาง ก่อนประกอบเป็นมังกรขนาดมหึมาที่มีความยาวประมาณ 67 เมตร เมื่อถึงวันแสดง ธูปราว 12,000 ดอก จะถูกนำมาปักทั่วลำตัวและจุดไฟ เปลี่ยนมังกรธรรมดาให้กลายเป็นมังกรที่ส่องสว่างด้วยประกายไฟนับหมื่นจุด ขณะที่ควันธูปลอยคลุ้งไปทั่วถนน สร้างบรรยากาศที่ทั้งขลังและน่าตื่นตาตื่นใจในเวลาเดียวกัน

 

การเชิดมังกรขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยผู้เข้าร่วมหลายร้อยคนช่วยกันแบกและควบคุมลำตัวให้เคลื่อนไปตามถนนสายแคบๆ ของ Tai Hang โดยมีผู้ถือไข่มุกมังกรนำขบวน พร้อมเสียงกลองและฆ้องที่ช่วยกำหนดจังหวะการเคลื่อนไหว ยิ่งมังกรเคลื่อนไหวรวดเร็วหรือหมุนตัวเป็นวง แสงจากธูปก็ยิ่งสร้างเส้นสายของประกายไฟท่ามกลางความมืด ราวกับมังกรกำลังเคลื่อนไหวด้วยพลังของตัวเอง ภาพดังกล่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดทั้งชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาชมกันทุกปี

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงความยิ่งใหญ่ของมังกร แต่ยังรวมถึงขั้นตอนการเตรียมงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนในชุมชน ตั้งแต่การสร้างโครงมังกร การเตรียมธูป ไปจนถึงการฝึกซ้อมและจัดขบวน เพราะมังกรไฟไม่ได้เป็นสิ่งที่ซื้อหามาจัดแสดง หากเกิดขึ้นจากแรงกายและความตั้งใจของผู้คนที่ช่วยกันรักษาประเพณีนี้ไว้

 

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 6

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 7

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 8

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 9

 

เมื่อมังกรไฟกลายเป็นหัวใจของชุมชน

 

แม้ปัจจุบัน Tai Hang จะเปลี่ยนจากหมู่บ้านเล็กๆ มาเป็นย่านพักอาศัยและแหล่งแฮงเอาต์ที่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และอาคารสมัยใหม่ แต่ประเพณีเชิดมังกรไฟยังคงผูกพันกับผู้คนในพื้นที่อย่างแนบแน่น ทุกปีเมื่อเทศกาลไหว้พระจันทร์เวียนมาถึง สมาชิกในชุมชนหลายรุ่นจะกลับมามีส่วนร่วมกับการจัดงาน บางคนรับหน้าที่สร้างมังกร บางคนช่วยเตรียมอุปกรณ์ ขณะที่อีกหลายคนเข้าร่วมขบวนเชิดมังกรไฟ การมีส่วนร่วมเหล่านี้ทำให้ประเพณีไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในรูปแบบของการแสดง แต่ยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนต่างวัยเข้าด้วยกัน

 

ความสำคัญของ Tai Hang Fire Dragon Dance จึงไม่ได้อยู่ที่ความอลังการของมังกรยักษ์เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีผู้คนปฏิบัติจริง และส่งต่อความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง

 

ในปี 2011 ประเพณีเชิดมังกรไฟแห่งไท่หางได้รับการขึ้นทะเบียนอยู่ใน National List of Intangible Cultural Heritage ของจีน หรือบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งชาติ นับเป็นการยอมรับคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเพณีที่ชุมชนรักษาไว้มาอย่างยาวนาน สิ่งนี้ยังสะท้อนอีกด้านหนึ่งของฮ่องกง เมืองที่มักถูกจดจำผ่านภาพตึกระฟ้า ย่านช้อปปิ้ง และความทันสมัย แต่ในพื้นที่เล็กๆ ระหว่างอาคารสูง ยังมีเรื่องราวของชุมชนดั้งเดิมที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

 

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 10

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 11

ขบวนเชิดมังกรไฟปักธูปส่องสว่างในเทศกาล Tai Hang Fire Dragon Dance ที่ฮ่องกง 12

 

กว่า 140 ปีผ่านไป ภูมิทัศน์ของ Tai Hang เปลี่ยนจากชุมชนเล็กๆ มาเป็นย่านใจกลางเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากตึกสูงและแสงนีออนของ Causeway Bay แต่เมื่อถึงคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ผู้คนยังคงนำมังกรออกมาปักธูป จุดไฟ และช่วยกันแบกมันผ่านถนนสายเดิม เสน่ห์ของมังกรไฟแห่ง Tai Hang จึงไม่ได้อยู่แค่ภาพของธูป 12,000 ดอกที่ส่องสว่างอยู่กลางความมืด แต่อยู่ที่การได้เห็นว่า ท่ามกลางเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยังมีประเพณีหนึ่งที่คนทั้งชุมชนช่วยกันทำให้ ‘ลุกขึ้นมา’ อีกครั้งในทุกๆ ปี

 

ใครอยากเห็นความสนุก และความคึกครื้นของเทศกาลนี้ สามารถจองตั๋วแวะไปชมให้เห็นกับตาได้ในปีหน้า ช่วงเวลาเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี

 

ภาพ: Shutterstock

The post Tai Hang Fire Dragon Dance เทศกาลมังกรไฟเต้นรำในวันไหว้พระจันทร์ของฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่แห่งเมืองซีอาน ประเทศจีน https://thestandard.co/life/xian-tree-vertical-garden-landmark/ Fri, 16 Oct 2026 09:12:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1269081 ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio

ถ้าพูดถึงเมืองซีอาน ประเทศจีน หลายคนน่าจะนึกถึงกองทัพทห […]

The post รู้จัก Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่แห่งเมืองซีอาน ประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio

ถ้าพูดถึงเมืองซีอาน ประเทศจีน หลายคนน่าจะนึกถึงกองทัพทหารดินเผา และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง แต่ล่าสุดเมืองแห่งนี้กำลังมีแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ Xi’an Centre Culture Business District (CCBD) โครงการขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดย Heatherwick Studio สตูดิโอจากอังกฤษซึ่งเคยฝากผลงานอย่าง 1000 Trees ในเซี่ยงไฮ้มาแล้ว

 

โครงการตั้งอยู่ทางตอนใต้ของใจกลางเมืองซีอาน ระหว่างพื้นที่โบราณสถาน Temple of Heaven และ Shaanxi TV Tower โดยออกแบบให้เป็นย่านที่รวมทั้งร้านค้า สำนักงาน ที่พักอาศัย พื้นที่พักผ่อน และทางเดินสาธารณะเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่จะสร้างอาคารสูงหน้าตาคล้ายกันทั้งหมด ทีมออกแบบเลือกใช้รูปทรงโค้งมนและพื้นที่สีเขียวเข้ามาช่วยให้ย่านนี้มีบรรยากาศแตกต่างจากย่านธุรกิจทั่วไป

 

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 1

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 2

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 3

 

สวนแนวตั้งที่เดินขึ้นไปชมวิวเมืองได้

 

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือ Xi’an Tree โครงสร้างสวนแนวตั้งสูง 57 เมตร ที่ออกแบบให้มีระเบียงซ้อนเหลื่อมกันทั้งหมด 56 ระดับ รูปทรงของระเบียงได้รับแรงบันดาลใจจากกลีบดอกไม้ เมื่อมองจากด้านล่างจึงดูคล้ายต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังแผ่กิ่งก้านอยู่กลางเมือง

 

แต่ Xi’an Tree ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละระดับมีการปลูกต้นไม้และดอกไม้ พร้อมออกแบบทางเดินให้ผู้คนสามารถเดินขึ้นไปตามระเบียงเพื่อชมวิวเมืองซีอานจากมุมสูงได้ ทำให้พื้นที่สีเขียวแห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สวนบนพื้นดิน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ผู้คนสามารถเข้าไปใช้งานได้จริง

 

นอกจากนี้ อาคารอื่นๆ ภายในโครงการยังได้รับการออกแบบให้มีหลังคาโค้งมนและระดับความสูงที่แตกต่างกัน โดยหยิบแรงบันดาลใจจากรูปทรงหลังคาสถาปัตยกรรมจีนโบราณมาตีความใหม่ เพื่อให้ภาพรวมของย่านดูเชื่อมโยงกับบริบทของเมืองซีอาน

 

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 4

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 5

 

งานเซรามิกที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของเมือง

 

อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจคืองานเซรามิกที่นำมาใช้ตกแต่งอาคารกว่า 100,000 ชิ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์งานเครื่องปั้นดินเผาของเมืองซีอาน โดยเฉพาะกองทัพทหารดินเผาที่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง

 

Heatherwick Studio ทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นในการพัฒนากระเบื้องเซรามิก โดยมีการทดลองสูตรเคลือบมากกว่า 2,000 แบบ เพื่อให้ได้สีและพื้นผิวที่แตกต่างกัน ก่อนนำกระเบื้องเหล่านี้ไปตกแต่งตามเสา ผนัง และโครงสร้างโค้งของอาคาร

 

รายละเอียดนี้ทำให้งานเซรามิกไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังเป็นวิธีนำงานฝีมือดั้งเดิมกลับมาอยู่ในพื้นที่เมืองร่วมสมัย และเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ในระหว่างเดินผ่านอาคาร

 

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 6

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 7

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 8

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Xi’an CCBD อาจไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ของอาคารหรือขนาดของโครงการ แต่เป็นแนวคิดที่พยายามทำให้พื้นที่ขนาดใหญ่มีความเป็นมิตรกับผู้คนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบทางเดิน พื้นที่พักผ่อน ไปจนถึงการนำธรรมชาติเข้ามาอยู่ในสถาปัตยกรรม

 

โดยเฉพาะ Xi’an Tree ที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่สีเขียวในเมืองไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสวนสาธารณะบนพื้นดินเสมอไป แต่สามารถออกแบบให้เป็นพื้นที่แนวตั้งที่ผู้คนเดินเล่น พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกันได้ด้วย

 

สำหรับเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างซีอาน โครงการนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำองค์ประกอบจากอดีตมาต่อยอดเป็นพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องทำให้สถาปัตยกรรมใหม่มีหน้าตาเหมือนอาคารเก่า

 

ทัศนียภาพของโครงการ Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองซีอาน ออกแบบโดย Heatherwick Studio 9

 

ภาพ: Qingyan Zhu

The post รู้จัก Xi’an Tree สวนแนวตั้งแลนด์มาร์กใหม่แห่งเมืองซีอาน ประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลาก่อนกูลิโกะโฉมเดิม! แลนด์มาร์กโอซาก้าเตรียมเปลี่ยนลุคใหม่ปีหน้า https://thestandard.co/life/osaka-glico-sign-renovation-dotonbori/ Fri, 16 Oct 2026 09:00:44 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1269070 ป้ายกูลิโกะรุ่นที่ 6 แลนด์มาร์กสำคัญริมคลองโดทงโบริในเมืองโอซาก้า

ใครมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้าช่วงปลายปีนี้ อาจต้องรีบไปเก็บภ […]

The post ลาก่อนกูลิโกะโฉมเดิม! แลนด์มาร์กโอซาก้าเตรียมเปลี่ยนลุคใหม่ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายกูลิโกะรุ่นที่ 6 แลนด์มาร์กสำคัญริมคลองโดทงโบริในเมืองโอซาก้า

ใครมีแพลนไปเที่ยวโอซาก้าช่วงปลายปีนี้ อาจต้องรีบไปเก็บภาพคู่กับป้ายกูลิโกะ (Glico Sign) ที่ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) กันสักหน่อย เพราะแลนด์มาร์กยอดฮิตที่อยู่คู่เมืองโอซาก้ามานานกว่า 90 ปี กำลังจะได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยบริษัท Ezaki Glico ประกาศเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า ป้ายกูลิโกะรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นที่ 6 และติดตั้งมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2014 จะเปิดให้ชมเป็นวันสุดท้ายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับปรุง และเผยโฉมป้ายรุ่นที่ 7 ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027

 

สำหรับการปรับโฉมครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากระบบไฟ LED ของป้ายเดิมที่เริ่มเสื่อมสภาพ รวมถึงอะไหล่ที่หาได้ยากขึ้น โดยป้ายรุ่นปัจจุบันใช้หลอด LED ประมาณ 140,000 ดวง ซึ่งการปรับปรุงครั้งใหม่จะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วย แม้ดีไซน์ใหม่จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ทางบริษัทได้ยืนยันแล้วว่า ท่าวิ่งชูแขนอันเป็นเอกลักษณ์ของนักวิ่งกูลิโกะจะยังคงอยู่เหมือนเดิม ส่วนระหว่างการก่อสร้าง ป้ายทั้งหมดจะถูกคลุมด้วยแผ่นป้องกัน โดยบริษัทกำลังพิจารณาวิธีที่จะทำให้นักท่องเที่ยวยังคงเพลิดเพลินกับแลนด์มาร์กแห่งนี้ได้

 

ป้ายกูลิโกะปรากฏตัวครั้งแรกในปี 1935 ในรูปแบบป้ายไฟนีออน ก่อนจะได้รับการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยเรื่อยมา จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของโอซาก้าที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องแวะถ่าย การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงป้ายโฆษณา แต่ยังเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของแลนด์มาร์กที่ผูกพันกับเมืองมาอย่างยาวนาน

 

ภาพ: Shutterstock

The post ลาก่อนกูลิโกะโฉมเดิม! แลนด์มาร์กโอซาก้าเตรียมเปลี่ยนลุคใหม่ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาสำรวจนวัตกรรม ‘กินดี อยู่ดี อายุยืน’ จากไทยในงาน IMF 2026 https://thestandard.co/life/thailand-longevity-innovation-imf/ Wed, 14 Oct 2026 04:45:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1268131 ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026

เมื่อพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณ […]

The post พาสำรวจนวัตกรรม ‘กินดี อยู่ดี อายุยืน’ จากไทยในงาน IMF 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026

เมื่อพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย หรือสารพัดนวัตกรรมที่ช่วยชะลอวัย แต่แท้จริงแล้ว การมีสุขภาพดีไปจนถึงบั้นปลายชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรากิน พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ตลอดจนระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

 

 

แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งประเด็นที่ประเทศไทยหยิบมานำเสนอผ่าน Longevity Pavilion หนึ่งในไฮไลต์ของ ‘IMF–World Bank Annual Meetings 2026’ ซึ่งไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ โดยชวนสำรวจศักยภาพของประเทศในการรับมือกับสังคมสูงวัย ผ่านการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่นวัตกรรมอาหาร สมุนไพรไทย การแพทย์แม่นยำ ไปจนถึงระบบดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นว่าการ ‘กินดี อยู่ดี อายุยืน’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด

 

ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 1ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 2

 

อาหารแห่งอนาคตจากวัตถุดิบพื้นบ้านไทย

 

หนึ่งในไฮไลต์ของ Pavilion คือการจัดแสดง Functional Food หรืออาหารที่มีคุณสมบัติหรือประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากสารอาหารพื้นฐาน ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์นำวัตถุดิบพื้นบ้านที่คนไทยคุ้นเคยมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เช่น ชีสจากเมล็ดงาขี้ม้อน พืชที่พบได้ในภาคเหนือของไทยและเป็นแหล่งกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิด ALA ซึ่งถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช, ไขผำ โปรตีนจากพืชน้ำเม็ดเล็กสีเขียวที่อยู่คู่กับอาหารพื้นบ้านไทยมานาน และกำลังได้รับความสนใจในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตที่ทำจากเมล็ดกระบก ไส้กรอกเนื้อหอยเชอรี่ ชีสที่ทำจากเมล็ดฟักทอง ฯลฯ

 

ความน่าสนใจของอาหารเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น และนำความหลากหลายทางชีวภาพของไทยมาต่อยอดให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม การจะทำให้อาหารแห่งอนาคตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง ยังต้องคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่พิสูจน์ได้ ความปลอดภัย รสชาติ และราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ด้วย

 

ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 3ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 4ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 5

 

ภูมิปัญญาไทยกับการดูแลสุขภาพยุคใหม่

 

นอกเหนือเรื่องอาหาร ภายใน Pavilion ยังหยิบยกภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของไทยมานำเสนอ ทั้งสมุนไพรและฤๅษีดัดตน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และยังมีโอกาสนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน โดยสมุนไพรไทยสามารถนำไปต่อยอดเป็นยารักษาโรคและส่วนผสมของเครื่องสำอางได้ ขณะที่ฤๅษีดัดตนเป็นศาสตร์การเคลื่อนไหวและยืดเหยียดร่างกายตามตำราการแพทย์แผนไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

 

การนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาจัดแสดงร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรและความรู้ดั้งเดิมให้เกิดประโยชน์ในบริบทปัจจุบัน โดยมีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยรองรับ

 

ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 6ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 7

 

Precision Medicine เมื่อการรักษาโรคไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกันกับทุกคน

 

รู้หรือไม่ว่า แม้จะป่วยเป็นโรคเดียวกัน แต่ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาและการรักษาแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะร่างกายของเรามีความแตกต่างทั้งด้านพันธุกรรม ประวัติสุขภาพ และปัจจัยแวดล้อม จึงเป็นที่มาของแนวคิด Precision Medicine หรือการแพทย์แม่นยำ ที่นำข้อมูลเฉพาะบุคคลมาใช้ประกอบการวินิจฉัยและวางแผนรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น

 

ประเทศไทยกำลังพัฒนาศักยภาพด้านนี้ผ่าน โครงการ Genomics Thailand ซึ่งข้อมูลภายในนิทรรศการระบุว่า สามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมได้ครบ 50,000 รายในระยะแรก ครอบคลุม 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหายากและโรคที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ โรคติดเชื้อ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเภสัชพันธุศาสตร์ หรือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับการตอบสนองต่อยา

 

ปัจจุบันบริการเวชศาสตร์จีโนมครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ และมีแผนขยายโครงการสู่ประชากร 200,000 คนในระยะต่อไป เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สะท้อนความหลากหลายของคนไทย ซึ่งอาจช่วยให้การประเมินความเสี่ยง การวินิจฉัย และการเลือกแนวทางรักษามีความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น

 

ภาพรวมบรรยากาศภายใน Longevity Pavilion ที่จัดแสดงนวัตกรรมเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวของไทยในงาน IMF-World Bank Annual Meetings 2026 8

 

อายุยืนอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเข้าถึงบริการสุขภาพ

 

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่หากผู้คนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ การมีสุขภาพดีอย่างทั่วถึงก็คงเกิดขึ้นได้ยาก นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นิทรรศการหยิบมานำเสนอ ผ่านเรื่องราวของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อบัตรทอง 30 บาท ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาพยาบาล

 

หรือระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในจังหวัดลำพูน ที่นำข้อมูลสุขภาพมาเชื่อมโยงการทำงานระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องถึงบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีประสบการณ์จากการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีการนำระบบ Home Isolation, Community Isolation และ Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกลมาใช้ เพื่อขยายการดูแลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลไปสู่บ้านและชุมชน ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีด้านสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ยังรวมถึงระบบบริการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลได้สะดวกและต่อเนื่องขึ้นด้วย

 

Longevity Pavilion จัดแสดง ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2026

The post พาสำรวจนวัตกรรม ‘กินดี อยู่ดี อายุยืน’ จากไทยในงาน IMF 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin https://thestandard.co/life/guilin-club-med-china-travel/ Sat, 10 Oct 2026 01:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266686 ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน

“กุ้ยหลินมีอะไร?” นี่คือคำถามแรกที่เราแอบสง […]

The post สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน

“กุ้ยหลินมีอะไร?” นี่คือคำถามแรกที่เราแอบสงสัยเมื่อนึกถึงเมืองเล็กๆ เมืองนี้ในประเทศจีน เพราะส่วนใหญ่เวลาแพลนจะไปเที่ยวจีน เรามักจะนึกถึงเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้เป็นหลัก จนกระทั่งเราได้มีโอกาสหนีความวุ่นวายไปสัมผัสจึงได้ค้นพบว่า เมืองที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำแห่งนี้ มีเสน่ห์ เรื่องราวที่น่าหลงใหลซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด

 

Why here?

 

ทริปนี้เราเช็กอินที่ Club Med Guilin รีสอร์ตที่ห้อมล้อมด้วยขุนเขาหินปูนอันเป็นเอกลักษณ์ และยังตอบโจทย์คนที่เน้นการพัก เล่น กิน ดื่มแบบไม่อั้นอย่างสบายใจด้วยคอนเซปต์ ‘All-inclusive’

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 1

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 2

 

สำหรับห้องพักที่เราเข้าพักเป็นประเภท Superior Room ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคอนเทมโพรารีที่แทรกกลิ่นอายศิลปะจีนเอาไว้อย่างลงตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 3

 

ไวบ์โดยรวมของที่นี่ไม่ได้เหมือนโรงแรมทั่วไปเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 46 เฮกตาร์ ใจกลาง Yuzi Paradise สวนประติมากรรมกลางแจ้งระดับโลก ทำให้ทุกการเดินเล่นในรีสอร์ตเหมือนได้เสพงานศิลปะท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยยอดเขาหินปูนทรงคาสต์ (Karst Peaks) และหุบเขาเขียวขจี

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 4

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 5

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 6

 

ที่นี่ยังมี Natural Eco-pool สระว่ายน้ำกลางแจ้งบรรยากาศชวนกระโจนลงไปดับร้อน (เปิดให้บริการในช่วงพฤษภาคม-ตุลาคม) หรือถ้าไม่พร้อมสู้แดด ก็ยังมีสระว่ายน้ำในร่มให้ได้ใช้บริการเช่นกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 7

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 8

 

ใครที่ชอบออกกำลังกายรับรองว่าฟิน เพราะที่นี่คือสวรรค์ของสายแอ็กทีฟโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นสารพัดคอร์ตสำหรับขาแร็กเกตอย่าง Padel, Pickleball, Tennis สนามบอล สนามกอล์ฟ สนามบาส สนามยิงธนู ไปจนถึงผาจำลอง

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 9

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 10

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 11

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 12

 

รวมไปถึง Flying Trapeze ที่ให้เราได้สวมบทนักกายกรรมฝึกโหนบินกลางอากาศ ซึ่งพอได้ลองครั้งแรกบอกเลยว่าสนุกเกินคาด แถมทำให้รู้ว่า Grip Strength ที่ซุ่มซ้อมในยิมมาตลอด… มีประโยชน์ก็วันนี้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 13

 

สำหรับใครที่ไม่ถนัดกิจกรรม Outdoor ก็ยังมียิมและคลาสปรับสมดุลกายใจอย่างโยคะและไทเก๊กให้บริการ

 

เรียกว่ามีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ หรือถ้าเน้นผ่อนคลายเท่านั้น แนะนำให้แวะไปใช้บริการสปา

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 14

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 15

 

สปาที่นี่จะใช้ผลิตภัณฑ์จาก Ahava ที่เน้นใช้พลังการฟื้นฟูจากแร่ธาตุ โคลน และเกลือจากทะเล Dead Sea ที่เลื่องชื่อเรื่องการดูแลผิวมานานนับศตวรรษ ได้ผ่อนคลายพร้อมผิวสวยกลับไปพร้อมกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 16

 

ชมกิจกรรมไปแล้ว จะพลาดส่วนสำคัญอันดับหนึ่งของรีสอร์ตอย่าง ‘ห้องอาหาร’ ไปได้อย่างไร จากห้องพัก เราสามารถเดินทอดน่องชิลๆ ไปยังห้องอาหารหลัก The Atelier ได้ หรือถ้าอยากเซฟแรงก็สามารถใช้บริการ Buggy ได้เช่นกัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 17

 

ห้องอาหารเสิร์ฟไลน์อาหารนานาชาติสลับสับเปลี่ยนทุกมื้อ ตั้งแต่เมนูท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่างก๋วยเตี๋ยวกุ้ยหลิน อาหารจีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ไปจนถึงอาหารไทย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 18

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 19

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 20

 

ใครเป็นแฟนเมนูเผ็ดร้อนสไตล์เสฉวนหรือหมาล่า ขอให้ได้เจอเมนูหมูผัดพริกเสฉวนและสเตชันหมาล่าที่ให้เราเลือกเครื่องได้ไม่อั้น หรือหากวันที่คุณไปเจอเพียงเมนูหมูผัดพริกเสฉวน เราขอแนะนำให้นำไปท็อปบนก๋วยเตี๋ยวกุ้ยหลินร้อนๆ เชื่อเถอะ ไม่จบที่ชามเดียว!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 21

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 22

 

บรรยากาศโต๊ะในห้องอาหารชวนผ่อนคลายดีมาก จะเลือกมุมริมหน้าต่างชมวิวน้ำตกและธรรมชาติโดยรอบ หรือจะนั่งรับลมเย็นๆ ด้านนอกช่วงเช้าสบายไม่แพ้กัน

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 23

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 24

 

มาถึงกุ้ยหลินแล้ว จะอยู่แค่ในรีสอร์ตก็คงจะเหมือนมาไม่ถึง ประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการนั่งรถบัสจากรีสอร์ตมุ่งหน้าสู่แม่น้ำอวี้หลง (Yulong River) เพื่อล่องแพชมวิวธรรมชาติที่ว่ากันว่าสวยดุจภาพวาด แต่หารู้ไม่…ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความบันเทิง

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 25

 

“กิจกรรมวันนี้จะเปียกไหม?” เสียงจากผู้ร่วมทริปเอ่ยถาม ไกด์ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เปียกค่ะ แค่ยกเท้าให้ลอยไว้ รองเท้าอาจมีเปียกนิดหน่อย” พวกเราพยักหน้าหงึกๆ รับคำแนะนำอย่างว่าง่าย

 

เมื่อเดินทางมาถึง ไกด์แนะนำให้เราต่างเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยเพราะต้องล่องแพเป็นชั่วโมง แน่นอนว่าการจะเข้าห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวมักทำใจเราต่างตุ้มต่อมทุกครั้งที่แง้มประตู แต่ก็โชคดีที่ไม่ประสบพบเจอสิ่งใด แต่พกแมสก์สองชั้นมาด้วยก็จะดีกว่า

 

หลังจากนั้นเราจับคู่กับเพื่อน สแกนบัตรเข้าสู่โซนแพไม้ไผ่ที่จอดเรียงราย

 

จังหวะก้าวลงแพครั้งแรกมีโคลงเคลงชวนเกร็งเล็กน้อย แต่ก็รีบสับขานั่งตั้งหลักได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 26

 

เมื่อล่องออกจากฝั่ง สัมผัสแรกคือความสงบของสายน้ำและขุนเขาตรงหน้า เสียงไม้ถ่อกระทบผิวน้ำเบาๆ ผสานลมเย็นสบาย ทุกอย่างดูสงบจนทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้คือเมื่อไรกันนะ…

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 27

 

ลองยกกล้องดิจิทัลที่เตรียมมาขึ้นถ่ายก็ทำให้เห็นเลยว่า วิวที่สวยเหมือนภาพวาดนั้นไม่เกินจริงสักนิด

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 28

 

ทว่า ปล่อยใจชมวิวทิวไผ่ได้ไม่นาน เราก็เผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘บันไดเลื่อนในแม่น้ำ’ สัญชาตญาณบอกให้รีบเก็บกล้องลงกระเป๋าเพื่อความปลอดภัย

 

ลุงพายแพของเราเข้าใกล้บันไดเลื่อนเรื่อยๆ จนกระทั่งลำแพยกตัวขึ้นประหนึ่งรถไฟเหาะที่เพิ่งปล่อยตัวอย่างช้าๆ นาทีนั้น เสียงไกด์ลอยเข้ามาในหัว “ยกเท้าให้ลอยไว้” เรากับเพื่อนรีบยกขาลอยพรึ่บ พร้อมกอดกระเป๋าแน่น

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 29

 

“ตู้มมมมมม!”

 

แพกระโจนลงน้ำพร้อมคลื่นสาดกระเซ็นรอบทิศ! ผมที่เซ็ตมาตอนเช้าอย่างดีเหมือนโดนสระใหม่ ก้มมองดูกางเกง…เปียกไปครึ่งตัว กระเป๋าผ้าชุ่มฉ่ำ

 

“ไม่เปียกกี่โมง?” เราถามกันขำๆ พลางเช็ดน้ำออกจากหน้า แต่พอเหลือบมองเท้า… เออ รองเท้าไม่เปียกจริง แต่ส่วนอื่นคือฉ่ำ!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 30

 

ไม่รู้เสียงโหวกเหวกโวยวายปนขำของเรากับเพื่อน ทำให้ลุงคนพายเข้าใจผิดว่าเราสนุกชอบใจหรือไม่ เพราะหลังจากนั้น ลุงเอาแต่ใส่เกียร์พุ่งชนทุกบันไดเลื่อนแบบไม่ยั้ง

 

พอเริ่มปลงกับความเปียก ก็นั่งปล่อยจอยหวังให้ตัวแห้ง… ทว่าความระทึกก็ได้มาเยือนอีกครั้ง

 

เมื่อจู่ๆ มีแพอีกสองลำล่องมาขนาบข้าง พร้อมบทสนทนาภาษาท้องถิ่นระหว่าง 3 ลุงพายแพที่เราฟังไม่ออก

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 31

 

ความใกล้ของแพลำขวาทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ไม้พายจะเหวี่ยงมาฟาดหน้าเข้าสักทีไหม… แล้วเพียงไม่กี่วินาทีถัดมา!

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 32

 

ลุงปล่อยไม้พายหลุดมือลอยมาตรงหน้าเราประหนึ่งรู้คิว มือหนึ่งกำลังถือโทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ทุกอย่าง อีกมือรีบคว้าไม้พายไว้ด้วยความไวแสงก่อนจะฟาดหน้า ทุกอย่างเกิดขึ้นไวจนสมองประมวลแทบไม่ทัน บางทีก็ได้แต่คิดและสงสัยว่า หรือที่จริงแล้ว ลุงเขาเข้าใจภาษาไทยนะ…เรียกว่าเป็นประสบการณ์ล่องแพที่เราจะไม่มีวันลืมจริงๆ

 

หลังจากพาตัวเองกลับเข้าฝั่ง เราแวะไปเติมพลังกับอาหารท้องถิ่น ทั้งเมนูน้ำแกงเต้าหู้ดำ ผัดรากบัว ไก่ย่าง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นรสชาติที่น่าจะถูกปากคนไทยเลยล่ะ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 33

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 34

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 35

 

อิ่มท้องแล้ว ลุยต่อที่เขาหรูอี้ (Ruyi Peak) หรือที่หลายคนเรียกกันว่าสะพานแดง

 

การเดินทางขึ้นไปต้องนั่ง Cable Car ประมาณ 15 นาที ใครกลัวความสูงอาจจะมีขาสั่นเล็กน้อย แนะนำให้พกยาดมยาหม่อง และเกาะขาเพื่อนยึดเหนี่ยวจิตใจไว้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 36

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 37

 

จุดไฮไลต์แรกคือสะพานแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่เสิร์ฟวิวทิวเขาสุดอลังการ แม้จะมีความโคลงเคลงให้ใจสั่นเล็กน้อยตอนเดิน แต่ก็ผ่านไปได้พร้อมรูปสวยจับใจ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 38

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 39

 

เมื่อข้ามมาอีกฝั่ง เราจะเจอกับคาเฟ่เครื่องดื่ม แนะนำอย่างยิ่งให้ลอง

 

‘น้ำอ้อยแห้ว’ ต้มสดใหม่ หอม เย็นสดชื่น หวานน้อย ซึ่งเป็นเมนูที่หาดื่มได้ยากจริงๆ ในยุคนี้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 40

 

เดินต่ออีกนิดจะเจออีกจุดชมวิวบนลานกว้างที่มีบริการถ่ายรูปด้วยโดรนในราคาประมาณ 100 หยวน ซึ่งถ้ามองลงมาจากจุดนี้จะมองเห็น The Glass Skywalk ทางเดินกระจกท้าความสูง แต่ถ้าใจไม่สู้ก็สามารถเลือกเส้นทาง Forest Walkway แทนได้

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 41

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 42

 

เมื่อเดินลัดเลาะลงมาถึง The Glass Skywalk ทุกคนจะต้องสวมถุงผ้าครอบรองเท้าเพื่อป้องกันกระจกเสียหาย

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 43

 

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดทำคอนเทนต์ตรงนี้จริงๆ แต่สู้ทางเดินกระจกไม่ไหวก็สามารถเลือกเดินบริเวณโซนตะแกรงได้ ถือเป็นจุดวัดใจที่คุ้มค่ากับวิวหลักล้านสุดๆ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 44

 

ข้อแนะนำสำคัญสำหรับการเดินทางมาที่นี่คือ ควรสวมใส่รองเท้าผ้าใบ และเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพราะอากาศข้างบนค่อนข้างร้อนอบอ้าว เหงื่อฉ่ำตลอดทาง

 

จากนั้นเราแวะไปเดินเล่นต่อที่เมืองโบราณหยางซั่ว (Yangshuo Ancient Town) ซึมซับเสน่ห์ตรอกซอกซอยเก่าแก่และอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์ รายล้อมไปด้วยอาหารและขนมท้องถิ่น รวมถึงของทำมือน่ารักๆ ให้ได้ช้อปติดมือ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 45

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วยจุดชมวิวริมแม่น้ำหลีเจียง ตำบลซิงผิง (Xingping) ซึ่งเป็นต้นแบบภาพบนด้านหลังธนบัตร 20 หยวนของจีนนั่นเอง เรียกว่าเป็นจุดเช็กอินในประวัติศาสตร์ที่ถ้ามากุ้ยหลินแล้ว ควรแวะมาชมให้ได้เลยล่ะ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 46

 

หลังผจญภัยมาทั้งวัน อะไรจะดีไปกว่าการได้กลับมาทิ้งตัวที่รีสอร์ต จัดเต็มมื้อเย็นแบบไม่อั้น พร้อมชมโชว์สนุกๆ และปาร์ตี้สนุกๆ จากทีม G.O. (Gentle Organizer) ที่ชวนเราเต้นเบิร์นดินเนอร์จนหิวใหม่อีกรอบ

 

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 47

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 48

ภาพทิวทัศน์ภูเขาหินปูนและแม่น้ำในกุ้ยหลิน ประเทศจีน 49

 

Worth it

 

  • All-inclusive & Free-flow: จ่ายครั้งเดียวจบ กินดื่มไม่อั้นที่ Club Med Guilin
  • Active Life: กิจกรรมในรีสอร์ตแน่น มีให้เลือกทำได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
  • Unexpected Adventure: ประสบการณ์ล่องแพแม่น้ำอวี้หลงสุดพีคที่จะจำไปตลอดชีวิต
  • Ultimate Scenic Trek: ท้าความสูงบนเขาหรูอี้ ชิมน้ำอ้อยแห้วสดชื่น และเดิน Glass Skywalk วิวหลักล้าน
  • Iconic Landscape: ได้สัมผัสทิวทัศน์จริงบนหลังธนบัตร 20 หยวนด้วยตาตัวเอง

 

Good for

ทริปนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเปิดประสบการณ์สัมผัสธรรมชาติในจีนแบบสะดวกสบาย ไม่ต้องปวดหัวกับการเดินทางหรือวางแผนมื้ออาหาร เพราะ Club Med Guilin จัดสรรให้ครบจบในที่เดียว ตอบโจทย์ทั้งสายถ่ายภาพ สายแอดเวนเจอร์ สายฟิต และคนที่อยากพาตัวเองมาฮีลใจท่ามกลางภูเขาและสายน้ำระดับตำนานสักครั้งในชีวิต

 

Club Med Guilin

Address: กุ้ยหลิน 541006, เขตปกครองตนเองกว่างซี (กวางสี), ประเทศจีน

Budget: แพ็กเกจ: ฮ่องกง-กุ้ยหลิน-Club Med Guilin 6 วัน 5 คืน (เดินทาง 6-11 พฤศจิกายน)

  • เริ่มต้นที่ 55,900 บาท/ ห้องพักละ 2 ท่าน (พักเดี่ยวเพิ่มเติม 7,600 บาท/ ท่าน)
  • รวมตั๋วเครื่องบินตรงไป-กลับ สายการบิน Emirates
  • รวมกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง 23 กก. 1 ใบ/ Carry-on 7 กก. 1 ใบ
  • รถไฟความเร็วสูง ฮ่องกง-กุ้ยหลิน ชั้น 2
  • ที่พัก Club Med Guilin 3 คืน, โรงแรม 5 ดาวในฮ่องnvguhuกง 2 คืน
  • บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามโปรแกรม
  • ประกันการเดินทางตามเงื่อนไขบริษัท
  • ค่าทิปหัวหน้าทัวร์และคนขับรถ

Tel: 02 035 6788

Website: https://www.clubmed.co.th/

Instagram: https://www.instagram.com/clubmed/

Facebook: https://www.facebook.com/ClubMedThailand

 

ภาพ: Club Med Guilin

The post สัมผัส ‘กุ้ยหลิน’ เมืองในภาพวาด พร้อมกินดื่มไม่อั้น นอนสบายที่ Club Med Guilin appeared first on THE STANDARD.

]]>
Harbin Opera House โรงละครในฮาร์บินที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาหิมะ https://thestandard.co/life/harbin-opera-house-snow-mountain/ Sat, 10 Oct 2026 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266846 ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

ถ้าพูดถึงเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน หลายคนน่าจะนึกถึงเทศกาล […]

The post Harbin Opera House โรงละครในฮาร์บินที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาหิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

ถ้าพูดถึงเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน หลายคนน่าจะนึกถึงเทศกาลน้ำแข็งและหิมะที่จัดขึ้นทุกฤดูหนาว แต่ท่ามกลางภูมิทัศน์ของเมืองที่มีอากาศหนาวจัดแห่งนี้ ยังมีงานสถาปัตยกรรมอีกแห่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ Harbin Opera House โรงละครรูปทรงโค้งสีขาวที่ดูคล้ายภูเขาหิมะ ผลงานของ MAD Architects สตูดิโอสถาปัตยกรรมจีนที่มี Ma Yansong เป็นผู้ก่อตั้ง

 

อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บน Harbin Cultural Island ในพื้นที่ริมแม่น้ำ Songhua สร้างเสร็จในปี 2015 หลังจาก MAD ชนะการประกวดแบบระดับนานาชาติเมื่อปี 2010 ความน่าสนใจคือ แทนที่จะออกแบบโรงละครให้เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่แยกตัวออกจากบริบทโดยรอบ สถาปนิกกลับเลือกใช้รูปทรงโค้งต่อเนื่อง เพื่อให้ตัวอาคารดูเหมือนถูกลมและสายน้ำกัดเซาะมาเป็นเวลานาน

 

แนวคิดนี้ไม่ได้สะท้อนออกมาแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังต่อเนื่องไปถึงพื้นที่ภายใน การเลือกใช้วัสดุ และวิธีที่ผู้คนสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับอาคารได้ แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงก็ตาม

 

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 1

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 2

 

อาคารสีขาวที่ออกแบบให้กลมกลืนกับฤดูหนาว

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาเมื่อมองคือรูปทรงที่แทบไม่มีเส้นตรงแบบอาคารทั่วไป ตัวอาคารใช้แผ่นอะลูมิเนียมสีขาวเรียบต่อเนื่องไปตามพื้นผิวโค้ง จนเกิดเป็นอาคารที่ดูคล้ายภูเขาหิมะ โดยมีความสูงประมาณ 56 เมตร

 

นี่เป็นความตั้งใจของ MAD ที่ต้องการให้อาคารสะท้อนภูมิประเทศและสภาพอากาศของฮาร์บิน เมืองทางตอนเหนือของจีนที่มีฤดูหนาวยาวนาน เมื่อหิมะปกคลุมพื้นที่โดยรอบ อาคารสีขาวจึงดูเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ ขณะที่ในฤดูกาลอื่น รูปทรงของอาคารก็ยังเชื่อมโยงกับเส้นสายของพื้นที่ชุ่มน้ำและสายน้ำที่อยู่ใกล้เคียง

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่ารูปทรงภายนอก MAD ไม่ได้ออกแบบให้คนมองอาคารจากระยะไกลเท่านั้น เพราะพื้นผิวโค้งบางส่วนยังถูกออกแบบให้เป็นเส้นทางเดินที่ผู้คนสามารถค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปสำรวจอาคารจากมุมที่แตกต่างกันได้

 

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 3

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 4

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 5

 

เมื่อเข้าสู่ภายในอาคาร จะเจอกับโถงขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยผนังคอนกรีตโค้งสีขาว พื้นหินอ่อนขัดเงา และกระจกที่เปิดให้มองเห็นพื้นที่ภายนอก

 

จุดเด่นคือโครงสร้างกระจกขนาดใหญ่เหนือ Grand Lobby ซึ่งออกแบบเป็นรูปทรงเรขาคณิตคล้ายผลึกน้ำแข็ง โดยใช้โครงสร้างเหล็กแบบ Diagrid รองรับกระจกที่มีทั้งพื้นผิวเรียบและรูปทรงคล้ายพีระมิด ทำให้แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาภายในอาคาร และเกิดเงาที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน

 

รายละเอียดที่น่าสนใจอีกอย่างคือระบบกระจกที่ได้รับการออกแบบให้รับมือกับสภาพอากาศหนาวจัดของฮาร์บิน โดยมีระบบช่วยละลายหิมะที่สะสมอยู่และระบายน้ำออก ขณะที่พื้นหินอ่อนบางส่วนติดตั้งระบบทำความร้อน เพื่อให้พื้นที่ภายในยังใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในฤดูหนาว

 

จึงเป็นงานออกแบบที่ไม่ได้คิดแค่เรื่องความสวยงามของแสงและรูปทรง แต่ต้องตอบโจทย์สภาพอากาศจริงของเมืองด้วย

 

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 6

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 8

 

ห้องแสดงดนตรีที่ใช้ไม้สร้างบรรยากาศ

 

Harbin Opera House มีพื้นที่แสดงหลักสองแห่ง ได้แก่ Grand Theatre ประมาณ 1,600 ที่นั่ง และ Small Theatre 400 ที่นั่ง ซึ่งแต่ละแห่งมีวิธีออกแบบพื้นที่แตกต่างกัน

 

Grand Theatre เป็นพื้นที่ที่สร้างความแตกต่างจากภายนอกได้ชัดเจนที่สุด เพราะจากโถงสีขาวที่ดูเย็นตา ผู้ชมจะเข้าสู่ห้องแสดงที่โอบล้อมด้วยไม้ Manchurian Ash ซึ่งเป็นไม้ที่พบได้ในภูมิภาคนี้

 

MAD ออกแบบพื้นผิวไม้ให้โค้งรับกันตั้งแต่ผนังไปจนถึงบริเวณที่นั่งและเวที ทำให้ห้องแสดงดูคล้ายถูกแกะออกมาจากไม้ชิ้นใหญ่ โดย Ma Yansong เคยอธิบายว่าแนวคิดของการเลือกใช้ไม้คือการสร้างความรู้สึกอบอุ่นเหมือนภายในเครื่องดนตรี

 

นอกจากสร้างบรรยากาศที่ต่างจากภายนอกแล้ว รูปทรงและวัสดุยังมีบทบาทต่อคุณภาพเสียงภายในโรงละคร อีกทั้งมีช่องแสงที่ช่วยเชื่อมบรรยากาศภายในเข้ากับแสงธรรมชาติภายนอก

 

ส่วน Small Theatre ซึ่งรองรับผู้ชมได้ 400 คน มีรายละเอียดที่ต่างออกไป โดยบริเวณหลังเวทีติดตั้งผนังกระจกกันเสียงขนาดใหญ่ เปิดมุมมองออกไปยังภูมิทัศน์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ธรรมชาติภายนอกสามารถกลายเป็นฉากหลังของการแสดงได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและการออกแบบเวทีในแต่ละครั้ง

 

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 9

ภาพมุมสูงของ Harbin Opera House โรงละครสีขาวรูปทรงโค้งคล้ายภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Songhua ในเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน 10

 

เราว่าสิ่งที่ทำให้ Harbin Opera House น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่การออกแบบให้ดูเหมือนภูเขาหิมะ แต่เป็นวิธีที่ MAD นำสภาพแวดล้อมของเมืองมาเป็นจุดตั้งต้นของงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่รูปทรงอาคารที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศ ระบบกระจกที่ต้องรองรับหิมะจริง ไปจนถึงการเลือกใช้ไม้ภายในโรงละครเพื่อสร้างบรรยากาศที่ต่างจากพื้นที่ด้านนอก

 

ขณะเดียวกัน การออกแบบเส้นทางเดินขึ้นสู่หลังคายังทำให้อาคารมีบทบาทมากกว่าสถานที่สำหรับชมการแสดง เพราะพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกคิดให้เป็นสาธารณสมบัติที่ผู้คนสามารถเข้ามาใช้เวลาได้

 

นั่นอาจเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ Harbin Opera House เพราะในท้ายที่สุด อาคารหลังนี้ไม่ได้พยายามสร้างความโดดเด่นด้วยรูปทรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังตั้งคำถามว่าสถานที่ทางวัฒนธรรมหนึ่งแห่งจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองและชีวิตผู้คนได้อย่างไร

 

ภาพ: Courtesy of Harbin Opera House

 

 

The post Harbin Opera House โรงละครในฮาร์บินที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาหิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ https://thestandard.co/life/canopy-bangkok-sukhumvit-design/ Fri, 09 Oct 2026 02:44:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266455 ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12

กรุงเทพฯ มีโรงแรมเปิดใหม่ให้เราตามไปเช็กอินกันอีกแล้ว ค […]

The post Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12

กรุงเทพฯ มีโรงแรมเปิดใหม่ให้เราตามไปเช็กอินกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นคิวของ Canopy Bangkok Sukhumvit โรงแรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแบรนด์ Canopy by Hilton ที่เลือกสุขุมวิทซอย 12 เป็นบ้านหลังแรก โดยปักหลักอยู่ใกล้ความคึกคักของอโศกและพื้นที่สีเขียวของเมืองอย่างสวนเบญจกิติ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสดใหม่ แต่คือแนวคิด ‘Neighbourhood’ ที่หยิบเอาเรื่องราวของย่าน ตั้งแต่อดีตของสุขุมวิท, โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ไปจนถึงกลิ่นอายของท่าเรือคลองเตย มาตีความใหม่ผ่านงานดีไซน์ ห้องพัก และห้องอาหาร จนกลายเป็นโรงแรมที่สนุก เป็นกันเอง และมีความเป็นกรุงเทพฯ ยุคใหม่ โดยไม่ต้องพยายาม ‘ไทยจ๋า’ จนเกินไป

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 1ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 2

 

Why here?

 

ถ้าถามว่าสิ่งใดที่เราชอบที่สุด ต้องยกให้งานออกแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่ได้ AvroKO สตูดิโอระดับโลกจากนิวยอร์กมาทำหน้าที่ พวกเขาย้อนอดีตกลับไปสำรวจเรื่องราวอันหลากหลายของย่านนี้ ก่อนนำมาร้อยเรียงใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งได้อย่างน่าสนใจ

 

เริ่มตั้งแต่ ‘โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง’ อดีตโรงภาพยนตร์ในยุคแรกของไทย ซึ่งเคยตั้งอยู่ในละแวกนี้ ถูกนำมาเล่าใหม่โดยสอดแทรกไว้ตามจุดต่างๆ ของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น façade สีบรอนซ์ด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพยนตร์วินเทจ ห้องประชุมขนาดย่อม หรือแม้แต่ Courtyard ตรงกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมถนนเข้าสู่พื้นที่ด้านใน ขณะเดียวกันที่นี่ยังหยิบเสน่ห์ของบ้านพักอาศัยในสุขุมวิทสมัยก่อนมาผสมกับความดิบแบบ Industrial ที่ได้แรงบันดาลใจจากย่านท่าเรือคลองเตย ก่อนย่อยองค์ประกอบทั้งหมดออกมาเป็นสี วัสดุ และรูปทรงร่วมสมัย โดยไม่จำเป็นต้องหยิบความเป็นไทยมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 3ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 4ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 5

 

แนวคิดนี้ยังถูกส่งต่อไปยังห้องพักทั้ง 174 ห้อง ซึ่งเน้นความอบอุ่นและชวนผ่อนคลายด้วยเส้นสายทรงโค้ง นุ่มนวล โทนสีธรรมชาติให้ความรู้สึกเหมือนพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าห้องพักในโรงแรมย่านธุรกิจ มีการแทรกกิมมิกเล็กๆ ที่แสดงถึงเรื่องราวของย่านไว้ตามผนังกำแพง ของตกแต่ง ฯลฯ ภาพรวมจึงเน้นความสบายในการพักผ่อนมากกว่าความหรูหราที่ดูเป็นทางการ สะท้อนบุคลิกของแบรนด์ Canopy ที่มีความ Casual และเข้าถึงง่ายอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ โรงแรมยังต่อยอดความเป็น Neighbourhood ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานสร้างสรรค์ในเมืองเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มีการจับมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง LaLaLove เพื่อทำสินค้ารุ่นพิเศษ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลงานของ Thai makers รวมถึงศิลปินและช่างฝีมือหลายรายด้วย

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 6ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 7

 

Worth it

 

ไวบ์กินดื่มของ Canopy Bangkok Sukhumvit ทำให้ที่นี่เป็นโรงแรมที่อยู่ได้ตั้งแต่กาแฟแก้วแรกตอนเช้าไปจนถึงค็อกเทลแก้วสุดท้ายก่อนนอน คุณอาจเริ่มต้นเบาๆ ด้วยกาแฟหอมกรุ่นจาก Luso คาเฟ่แบบ all-day ที่ตั้งใจให้มีบรรยากาศคล้าย neighbourhood café มากกว่าล็อบบี้เลานจ์ เสิร์ฟกาแฟจากโรงคั่วในกรุงเทพฯ และชาจากผู้ผลิตอิสระในไทย จึงเป็นพื้นที่ที่แวะลงมานั่งตอนเช้า นัดเพื่อน หรือเปิดแล็ปท็อปทำงานสักพักได้โดยไม่รู้สึกเป็นทางการเกินไป

 

มื้อจริงจังขึ้นมาหน่อยให้ไปต่อที่ Cante ห้องอาหารสเปนที่มีการใช้ไฟเป็นหัวใจสำคัญในการปรุง โดยเมนูส่วนมากได้แรงบันดาลใจจาก Barcelona, Valencia และ Andalusia และเน้นอาหารในรูปแบบ sharing plates ช่วงเย็นแนะนำให้ขึ้นไปที่ Glint บาร์ริม rooftop pool ซึ่งมองเห็น skyline ของสุขุมวิทและอโศก และถ้ายังไม่อยากจบคืนเร็วเกินไปนัก อาจแวะไปต่อที่ SoolHaus บาร์ไวบ์สนุกที่หยิบวัฒนธรรมการกินดื่มของเกาหลีมาเป็นจุดตั้งต้น แล้วนำมาตีความให้ร่วมสมัยมากขึ้น ทำให้บรรยากาศสนุกและมีความเป็น social มากกว่าภาพจำของบาร์โรงแรมแบบเดิม

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 8ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 9ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 10ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 11

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่อยากให้พลาดเป็นการเดินสำรวจย่านตามคอนเซปต์ Neighbourhood ของ Canopy ที่นี่มี City Curator ทำหน้าที่คล้ายเพื่อนเจ้าถิ่น คอยแนะนำว่ารอบๆ โรงแรมมีอะไรน่าสนใจ และออกแบบกิจกรรมที่พาแขกไปรู้จักกรุงเทพฯ มากกว่าแค่แลนด์มาร์กที่ทุกคนคุ้นเคย เช่น Morning Neighborhood Walks ที่ชวนออกไปเดินดูอโศกตอนเช้า แวะร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ที่คนในย่านใช้ชีวิตจริงๆ ไปจนถึง Klong Saen Saeb Boat Experience ที่ใช้เรือคลองแสนแสบเป็นพาหนะในการออกไปสำรวจคาเฟ่ พื้นที่สร้างสรรค์ และมุมต่างๆ ของเมือง

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 12

 

Good for

 

เราว่าที่นี่เหมาะกับ Urban Travellers ที่อยากมาเที่ยวแบบท่องเมือง หรือคู่รักและคนกรุงเทพฯ ที่อยาก Staycation แบบไม่ต้องออกนอกเมือง โดยเฉพาะคนที่ชอบโรงแรมดีไซน์สนุก มีคาเฟ่ ร้านอาหารและบาร์ให้ใช้เวลาได้ทั้งวัน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการจนเกินไป

 

Canopy Bangkok Sukhumvit

 

Location: สุขุมวิท 12 กรุงเทพฯ

Budget: เริ่มต้น 5,700++ บาทต่อคืน

Facebook: https://www.facebook.com/canopybangkoksukhumvit

Instagram: www.instagram.com/canopybangkok

Website: https://www.hilton.com/en/hotels/bkkthpy-canopy-bangkok-sukhumvit

Map: https://maps.app.goo.gl/G9GrEZcdXtKBCV2t9

 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Canopy Bangkok

The post Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles https://thestandard.co/life/prix-versailles-beautiful-hotels/ Thu, 08 Oct 2026 10:16:47 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266216 ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles

โรงแรมที่สวยอาจทำให้เราอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตั้ […]

The post 16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles

โรงแรมที่สวยอาจทำให้เราอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตั้งแต่เช็กอิน แต่โรงแรมที่น่าจดจำมักมีเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้เราอยากกลับไปซ้ำ เพราะบางแโรงแรมบางแห่งทำให้เราเข้าใจเมืองมากขึ้น บางแห่งทำให้ภูเขาหรือทะเลดูใกล้ตัวกว่าที่คิด และบางแห่งก็เลือกใช้สถาปัตยกรรมเป็นวิธีเล่าเรื่องของสถานที่ที่ตั้งอยู่

 

 

นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัดจาก World’s Most Beautiful Hotels List 2026 ของ Prix Versailles รางวัลด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับนานาชาติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2015 และคัดเลือกผลงานครอบคลุมตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร สนามบิน ไปจนถึงพื้นที่ทางวัฒนธรรม

 

ลิสต์โรงแรมปีนี้พาเราไปตั้งแต่ทะเลทรายในซาอุดีอาระเบีย ป่าเขตร้อนของเม็กซิโก อาคารเก่าใจกลางกรุงโรม ไปจนถึงบ้านตึกแถว Heritage ในปีนัง แต่สิ่งที่หลายแห่งมีร่วมกันคือการไม่พยายามสร้างโรงแรมที่ตัดขาดจากโลเคชัน ตรงกันข้าม หลายโปรเจกต์เลือกทำงานกับภูมิประเทศ อาคารเดิม วัสดุท้องถิ่น หรืองานคราฟต์ของพื้นที่ แล้วค่อยตีความใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมร่วมสมัย

 

ปลายปีนี้ โรงแรมที่ได้รับเลือกบางแห่งจะได้รับ World Title เพิ่มเติมในหมวดงานออกแบบ Interior และ Exterior ก่อนถึงวันนั้น เราเลยชวนไปดูโรงแรมจากลิสต์ปี 2026 ว่าแต่ละแห่งใช้สถาปัตยกรรมและดีไซน์สร้างความรู้สึกของสถานที่ขึ้นมาอย่างไร

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 1

 

Splendido, A Belmond Hotel

 

Splendido ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนืออ่าว Portofino และใช้อาคารอดีตอาราม Benedictine จากศตวรรษที่ 16 เป็นที่ตั้ง โรงแรมแห่งนี้จึงมีทั้งความเก่าแก่และภาพจำแบบ Italian Riviera ติดตัวมาอยู่แล้ว

 

การรีโนเวตล่าสุดโดย Martin Brudnizki Design Studio ไม่ได้พยายามลบความเก่าของโรงแรมออก แต่เลือกเติมสี ลวดลาย และงานเพนต์ด้วยมือเข้าไปแบบพอดีๆ ทำให้พื้นที่ดูสดขึ้นโดยไม่เสียความรู้สึกว่าเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวมานาน

 

เสน่ห์อีกครึ่งอยู่ที่ทำเล เพราะสวนของโรงแรมไล่ลงไปตามเนินเขาสู่ Ligurian Sea ขณะที่ห้องพักและเทอร์เรซหลายจุดมองตรงไปยังอ่าว Portofino จนแทบแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือส่วนของดีไซน์ และอะไรคือวิวที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้

 

More info: https://www.belmond.com/en/hotels/europe/italy/splendido-portofino

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 2

 

Maison Mystique

 

หนึ่งเดียวจากประเทศไทยในลิสต์ปีนี้คือ Maison Mystique ที่เขาใหญ่ โรงแรมซึ่งเลือกเดินคนละทางกับรีสอร์ตธรรมชาติแบบ เพราะพื้นที่ถูกออกแบบให้เหมือนโลกสมมติที่ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวออกมาตามเส้นทางที่เราเดิน

 

ทางเดินคดเคี้ยวพาไปยังห้องและมุมซ่อนต่างๆ ขณะที่ห้องสวีทแต่ละห้องมีธีมแตกต่างกัน ตั้งแต่ดาราศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ไปจนถึงห้องสมุดเก่า ภายในใช้โถงสูง งานไม้เข้ม และแสงค่อนข้างนุ่มเพื่อสร้างบรรยากาศที่มีความ Theatrical มากกว่าโรงแรมรีสอร์ตทั่วไป

 

ส่วนห้องอาหาร The Vivarium เปิดตรงเข้าสู่สวนที่ออกแบบให้มีลักษณะ Immersive และค่อนข้าง Dreamlike จึงทำให้ภาพรวมของ Maison Mystique อยู่กึ่งกลางระหว่าง Boutique Hotel กับฉากภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในโรงแรมของลิสต์ที่เลือกสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาชัดเจนที่สุด

 

More info: https://www.maisonmystiquehotel.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 3

 

Desert Rock

 

หนึ่งในโรงแรมที่เห็นภาพแล้วจำได้ทันที เพราะแทนที่จะสร้างอาคารขึ้นข้างภูเขา ที่นี่เลือกสร้างเข้าไปในภูเขาเลย ทั้งห้องพักและวิลล่าถูกวางอยู่ตามถ้ำ หน้าผา และช่องว่างของแนวหินใน Hijaz Mountains

 

ข้อดีไม่ได้มีแค่เรื่องภาพ เพราะตำแหน่งแบบนี้ยังช่วยให้แต่ละพื้นที่เย็นกว่าการสร้างอาคารกลางทะเลทรายตรงๆ และลดการรับแดดในช่วงกลางวันด้วย ทำให้บางมุมแทบกลืนไปกับภูเขาจนมองไม่ออกว่าเป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ต

 

ด้านในก็ไม่ได้พยายามทำให้หรูแบบตัดกับธรรมชาติ แต่ยังใช้หิน ผิวสัมผัสหยาบ และแสงที่ค่อนข้างน้อย เพื่อให้รู้สึกว่าพื้นที่ทั้งหมดต่อเนื่องมาจากภูเขาด้านนอกจริงๆ

 

More info: https://desertrock.sa/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 4

 

Kasbah d’If

 

Kasbah d’If ตั้งอยู่บริเวณขอบ Agafay Desert และสร้างขึ้นโดยยึดรูปแบบของ Kasbah ทางใต้ของโมร็อกโกเป็นหลัก ทั้งกำแพงหนา ป้อมมุมอาคาร และลวดลายแบบ Amazigh

 

สิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ใส่มาเพื่อความสวยอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องอากาศด้วย ตัวอาคารใช้ดินอัดแน่นเป็นวัสดุหลัก ซึ่งช่วยควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น ส่วนช่องเปิดขนาดเล็กก็ช่วยลดความร้อนและแสงแดดที่เข้ามาด้านใน

 

เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของที่นี่จึงไม่ได้อยู่ที่การทำโรงแรมให้ดูโมร็อกโกเท่านั้น แต่เป็นการหยิบวิธีสร้างอาคารแบบดั้งเดิมกลับมาใช้จริง แล้วค่อยปรับให้เหมาะกับการเป็นโรงแรมในปัจจุบัน

 

More info: https://www.kasbahdif.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 5

 

La Fondation

 

ถ้าโรงแรมหรูในปารีสมักพาเราไปนึกถึง Haussmann Building หรืออาคารเก่าที่เต็มไปด้วย Ornament, La Fondation กลับเริ่มต้นจากโจทย์ตรงกันข้าม เพราะพื้นที่เดิมประกอบด้วยอาคารสำนักงานและโครงสร้างจากยุค 1960s รวมถึงลานจอดรถ ก่อนถูก PCA-STREAM เปลี่ยนให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดราว 10,000 ตารางเมตรที่รวมโรงแรม ร้านอาหาร พื้นที่ทำงาน Wellness และพื้นที่สำหรับคนในย่านเข้าไว้ด้วยกัน

 

ภายในเป็นผลงานของ Roman & Williams สตูดิโอจากนิวยอร์กที่เลือกทำให้โครงสร้าง Modernist และคอนกรีตดูอบอุ่นขึ้นผ่านไม้ เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ สี และงานศิลปะมากกว่าจะซ่อนคาแรกเตอร์ของอาคารเดิม ผลลัพธ์จึงไม่ได้มีความเป็น Parisian แบบที่เราคุ้นจากโรงแรมคลาสสิก แต่เป็นอีกภาพหนึ่งของปารีสร่วมสมัยที่มีทั้งความ Industrial และ Residential อยู่พร้อมกัน La Fondation

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ La Fondation ไม่ได้วางตัวเป็นโรงแรมสำหรับนักเดินทางอย่างเดียว แต่พยายามทำหน้าที่เหมือนพื้นที่ของย่าน Batignolles-Monceau ด้วย ทั้งร้านอาหาร Rooftop, Coworking, Spa, สระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร ไปจนถึง Climbing Wall จึงเป็นโรงแรมที่คำว่า Hospitality ถูกขยายออกไปไกลกว่าการมีห้องพักอยู่ในอาคารเดียว

 

More info: https://www.lafondationhotel.com/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 6

 

Hôtel Les Roches

 

Les Roches เปิดครั้งแรกตั้งแต่ 1930 และตั้งอยู่เกือบชิดแนวโขดหินริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของ Le Lavandou ดังนั้นโจทย์ของการปรับโรงแรมครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ทำให้อาคารดูใหม่ แต่คือทำอย่างไรให้สถาปัตยกรรมอยู่กับแนวชายฝั่งที่มีอยู่เดิมได้ดีขึ้น

 

Jean-Baptiste Pietri เลือกใช้หิน Bormes คอนกรีตเสริมเส้นใย ทางเดินโลหะ และบันไดที่ค่อนข้างซ่อนตัวไปกับอาคาร เพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างโรงแรมกับภูมิประเทศ ขณะเดียวกันกำแพงหนา ช่องเปิดที่ถูกควบคุม และการวางตำแหน่งหน้าต่างก็ช่วยรับมือกับแสงและความร้อน พร้อมเปิดมุมมองออกไปยังทะเลในตำแหน่งที่ตั้งใจไว้

 

ประวัติของโรงแรมก็เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะที่นี่เคยต้อนรับทั้ง Jean Cocteau, Christian Dior, Humphrey Bogart และ Lauren Bacall มาก่อน บรรยากาศเชิงศิลปะจึงถูกต่อยอดผ่านงานศิลป์ร่วมสมัยที่กระจายอยู่ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึง Rooftop Garden ทำให้ Les Roches เป็นโรงแรมที่พยายามเก็บทั้งภูมิประเทศและอดีตของตัวเองไว้พร้อมกัน

 

More info: https://www.hotellesroches.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 7

 

Naboa

 

แทนที่จะสร้างรีสอร์ตเป็นอาคารขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว Naboa เลือกกระจายอาคารขนาดเล็กออกไปตามผืนป่าใน Riviera Maya และใช้รูปแบบการเติบโตของชุมชน Mayan ดั้งเดิมมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการวางผัง

 

อาคารแต่ละหลังเชื่อมกันด้วยทางเดินกลางแจ้ง Courtyard ที่มีร่มเงา และพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับธรรมชาติ โดยระหว่างก่อสร้างมีการรักษาพืชเดิมบนพื้นที่เอาไว้ประมาณ 60% ทำให้หลายครั้งทางเดินต้องคดไปตามต้นไม้และแนวป่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว

 

ห้องพักชั้นล่างสามารถเปิดออกสู่ป่าได้แทบทั้งหมด แม้แต่พื้นที่ห้องน้ำก็รายล้อมด้วยต้นไม้ ส่วนห้องด้านบนเปิดวิวเหนือ Canopy ขณะที่ Pergola ไม้และพื้นที่ส่วนกลางแบบ Porous ช่วยทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Interior กับ Exterior เบาลงเรื่อยๆ จนธรรมชาติแทบกลายเป็นห้องหนึ่งของโรงแรม

 

More info: https://www.naboahotels.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 8

 

Orient Express La Minerva

 

Orient Express La Minerva ตั้งอยู่ใน Palazzo ศตวรรษที่ 17 ใกล้ Pantheon และความสนุกของที่นี่คือการนำสองโลกมาเจอกัน ระหว่างกรุงโรมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ กับภาพจำของ Orient Express ในยุคที่การเดินทางด้วยรถไฟเป็นเรื่องหรูหรา

 

ภายในจึงมีทั้งหินอ่อน งานไม้ขัดเงา และรายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้นึกถึงตู้โดยสารรถไฟหรือยุค Grand Tour แต่ไม่ได้ทำจนกลายเป็นโรงแรมธีมรถไฟ ห้องพักกลับค่อนข้างเรียบ เพื่อปล่อยให้รายละเอียดของอาคารเก่ายังคงเป็นพระเอก

 

ตัวอาคารเองก็มีเรื่องเล่า เพราะนักเขียนอย่าง Stendhal และ Herman Melville เคยเข้าพักมาก่อน ส่วนด้านบนเป็น Rooftop Terrace ที่มองเห็นหลังคากระเบื้องของกรุงโรม รวมถึง Pantheon และมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ทำให้เมืองด้านนอกกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่เช็กอินจนถึงขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้า

 

More info: https://www.orient-express.com/en/hotel/europe/italy/rome/la-minerva

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 9

 

Sir Prague

 

Sir Prague ตั้งอยู่ในอาคาร Neo-Renaissance ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1884 แต่แทนที่จะทำโรงแรมย้อนยุคตามสถาปัตยกรรมเดิม ที่นี่เลือกสร้างบทสนทนาระหว่างอาคารเก่ากับ Czech Cubism ซึ่งทำให้พื้นที่ดูแปลกและร่วมสมัยขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลบของเดิมออกทั้งหมด

 

พื้นไม้ปาร์เกต์ ราวเหล็ก และบันไดประติมากรรมดั้งเดิมยังคงถูกเก็บไว้ ก่อนเติมเฟอร์นิเจอร์วินเทจ รูปทรงเรขาคณิตและเส้นสายที่ค่อนข้างเฉียบเข้าไปเป็นอีกชั้นหนึ่งของพื้นที่ ขณะเดียวกันโลเคชันของโรงแรมก็อยู่ใกล้ทั้ง National Theatre และ Dancing House ของ Frank Gehry ทำให้ตัวอาคารกลายเป็นส่วนหนึ่งของย่านที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคอยู่แล้ว

 

อีกชั้นของเรื่องเล่าคือการอ้างอิงถึง Princess Libuše ตัวละครในตำนานผู้ก่อตั้งกรุงปราก ซึ่งถูกใส่ไว้แบบไม่ตรงไปตรงมานัก ทำให้บรรยากาศของโรงแรมมีความ Surreal เล็กๆ และต่างจากภาพโรงแรมหรูคลาสสิกที่มักพบได้ทั่วไปในเมือง

 

More info: https://www.sirhotels.com/en/prague/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 10

 

Chiemgauhof Lakeside Retreat

 

Chiemgauhof Lakeside Retreat ตั้งอยู่ริม Lake Chiemsee ทางตอนใต้ของเยอรมนี และความน่าสนใจคือโรงแรมไม่ได้พยายามทำตัวให้เด่นกว่าวิวรอบข้างเลย ตัวอาคารค่อนข้างเรียบ ใช้เส้นสายที่ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายของบ้านในแถบบาวาเรียอยู่พอสมควร

 

ภายในโรงแรมใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งไม้โอ๊ก หิน และไม้ Larch สีอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้น ขณะที่กระจกบานใหญ่เปิดให้เห็นทะเลสาบแทบตลอดเวลา เหมือนตั้งใจให้วิวด้านนอกเป็นส่วนหนึ่งของห้องมากกว่าจะใช้ของตกแต่งเข้ามาแย่งความสนใจ

 

อีกอย่างที่ชอบคือรายละเอียดหลายชิ้นยังมาจากงานคราฟต์ในพื้นที่ ตั้งแต่กระเบื้องเตาผิงไปจนถึงพรมทอ ทำให้ความเป็น Local ของที่นี่ไม่ได้มาแบบจัดเต็มหรือเป็นธีม แต่ค่อยๆ ซ่อนอยู่ในรายละเอียดแทน

 

More info: https://www.chiemgauhof.com/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 11

 

The ArcadiaPlace, Lugu Lake

 

บนพื้นที่สูงเหนือทะเลสาบ Lugu Lake ในมณฑลเสฉวน The ArcadiaPlace ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านโบราณของชาว Mosuo สองแห่ง ซึ่งเป็นชุมชนที่ยังคงมีโครงสร้างสังคมแบบสืบสายทางผู้หญิงหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในโลก ทำให้บริบทของโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงวิวภูเขาและทะเลสาบ แต่ยังอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์มาก

 

ตัวอาคารเลือกใช้เส้นโค้งที่อ้างอิงรูปทรงของภูเขารอบทะเลสาบ ขณะที่หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและเทอร์เรซเปิดกว้างทำให้ภูมิประเทศด้านนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แทบตลอดเวลา ภายในหยิบเฉดสีจากทะเลสาบมาใช้ ตั้งแต่อ่างอาบน้ำสี Jade เซรามิกทำมือ ไปจนถึงโทนสีที่ค่อนข้างนิ่งและไม่แย่งความสนใจจากวิว

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือโรงแรมไม่ได้มีภาพเดียวตลอดทั้งปี เพราะบรรยากาศเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตั้งแต่หมอกที่ปกคลุมทะเลสาบในฤดูหนาวไปจนถึงดอกไม้ป่าในหน้าร้อน โดยมีสระ Infinity Pool ที่เรียกว่า Eye of the Sky เป็นหนึ่งในจุดที่เปิดวิวออกไปยังทะเลสาบและแนวเขาโดยรอบมากที่สุด

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 12

 

Soori Penang

 

การสร้างโรงแรมใหม่ใน George Town เมืองที่เต็มไปด้วยอาคาร Heritage อาจทำได้ง่ายด้วยการสร้างอะไรที่แตกต่างออกไป แต่ Soori Penang เลือกใช้ตึกแถวเก่า 15 หลังที่ตั้งอยู่ติดกับ Khoo Kongsi มารวมและปรับเป็นโรงแรมแทน

 

สถาปนิก Soo K. Chan ซึ่งเติบโตมากับพื้นที่นี้นำความทรงจำในวัยเด็กมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ โดยเก็บทั้ง Rhythm และ Scale ของ Streetscape เดิมเอาไว้ ก่อนปรับพื้นที่ด้านในให้สงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น วัสดุอย่าง Lime Plaster หิน ไม้ และบรอนซ์ถูกเลือกมาใช้เพื่อช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อนชื้น ขณะที่ของบางอย่างอย่างหินโม่ข้าวเก่าก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นน้ำพุภายในโรงแรม

 

อีกประสบการณ์ที่น่าสนใจคือแขกของโรงแรมสามารถเข้าไปยัง Courtyard ของ Khoo Kongsi ที่อยู่ติดกันหลังเวลาปิดปกติได้ ทำให้มีโอกาสเห็นพื้นที่ Heritage แห่งนี้ใต้แสงโคมในช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วไปออกไปหมดแล้ว และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโรงแรมกับย่านเก่าไม่ได้หยุดอยู่แค่การยืมสไตล์สถาปัตยกรรมมาใช้

 

More info: https://sooripenang.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 13

 

The Silk Lakehouse, Shangri-La Hangzhou

 

แทนที่จะรีโนเวตโรงแรมริม West Lake ให้ดูใหม่และหรูขึ้น The Silk Lakehouse เลือกเดินอีกทางด้วยการหยิบบรรยากาศของบ้านพ่อค้าในภูมิภาค Jiangnan มาเป็นจุดตั้งต้น และพยายามทำให้โรงแรมรู้สึกเหมือนบ้านที่อยู่กับทะเลสาบมานาน มากกว่าจะเป็นโรงแรมร่วมสมัยที่ถูกนำมาตั้งภายหลัง

 

การปรับอาคารถึงขั้นรื้อบางส่วนของโครงสร้างเดิมออก เพื่อไม่ให้บดบัง Skyline และบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ของ West Lake ขณะที่อินทีเรียร์ผสมทั้งงานไม้เคลือบแบบจีน ผ้าและเฟอร์นิเจอร์ที่มีรายละเอียดค่อนข้างแน่น เข้ากับอิทธิพลการตกแต่งแบบยุโรป

 

ช่องเปิดขนาดใหญ่ทั่วอาคารถูกจัดวางให้ทำหน้าที่เหมือนกรอบภาพที่ดึงสายตาออกไปยังทะเลสาบ ทำให้แม้อินทีเรียร์จะมีรายละเอียดมาก แต่ West Lake ยังคงเป็นพระเอกของพื้นที่ และช่วยเชื่อมโรงแรมกลับไปยังประวัติศาสตร์เรื่องผ้าไหม บทกวี และวัฒนธรรมการออกแบบภูมิทัศน์ของหางโจวอย่างชัดเจน

 

More info: https://www.shangri-la.com/hangzhou/shangrila/thesilklakehouse/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 14

 

The Telegraph Hotel

 

ก่อนจะกลายมาเป็นโรงแรม ที่นี่เคยเป็นสำนักงานใหญ่ด้านการสื่อสารในยุคสหภาพโซเวียตมาก่อน และ The Telegraph Hotel ก็ไม่ได้พยายามซ่อนอดีตนั้น เพราะทั้งโถงขนาดใหญ่ เพดาน Coffered และฟาซาดอันหนักแน่นของอาคารเดิมยังคงอยู่

 

สิ่งที่ถูกเติมเข้ามาคือแนวคิดที่มองโรงแรมเหมือน “เมืองขนาดย่อม” ทางเดินภายในจึงถูกออกแบบให้ชวนให้นึกถึงตรอกแคบๆ ของ Tbilisi ส่วนระเบียงส่วนกลางก็นำคาแรกเตอร์จากอาคารอพาร์ตเมนต์เก่าของจอร์เจียมาตีความใหม่

 

ห้องอาหาร บาร์ ห้องสมุด และพื้นที่ส่วนกลางหลายส่วนถูกจัดให้เปิดเข้าสู่ พื้นที่ตรงกลางซึ่งทำหน้าที่คล้ายจัตุรัสของเมือง ผลลัพธ์จึงไม่เหมือนโรงแรมที่พยายามสร้างโลกส่วนตัวแยกจากเมือง แต่เหมือนนำโครงสร้างและชีวิตบางส่วนของ Tbilisi เข้ามาย่อไว้ภายในอาคารเดียว

 

More info: https://telegraphhotel.com/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 15

 

Villa Dubrovnik

 

Villa Dubrovnik ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเล Adriatic และมองตรงไปยังเมืองเก่าของ Dubrovnik ตัวโรงแรมสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1961 ก่อนจะผ่านการออกแบบครั้งใหญ่โดย Studio Arthur Casas ซึ่งเลือกไม่ทำให้อินทีเรียร์แข่งกับวิวด้านนอกมากเกินไป

 

วัสดุอย่างหิน Limestone ไม้โอ๊ก ปูน Stucco และโทนสีธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นหลัก โดยแทบไม่มีการตกแต่งที่หวือหวา รายละเอียดเล็กๆ อย่างแผ่นประตูตู้เจาะรูยังอ้างอิงกลับไปยังงานลูกไม้แบบดั้งเดิมของโครเอเชีย ทำให้กลิ่นอายท้องถิ่นยังอยู่ในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ Ornament แบบตรงตัว

 

จุดสำคัญที่สุดกลับเป็นตำแหน่งของโรงแรมที่อยู่ติดน้ำมากจนทะเลกลายเป็นสิ่งที่รับรู้ได้แทบตลอดเวลา ตั้งแต่วิวจากเทอร์เรซไปจนถึงเสียงคลื่นด้านล่าง

 

More info: https://www.villa-dubrovnik.hr/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 16

 

The Oberoi Rajgarh Palace

 

The Oberoi Rajgarh Palace เริ่มต้นจากป้อมปราการอายุกว่า 350 ปีที่ตั้งอยู่ใกล้ Panna National Park ท่ามกลางป่า ทะเลสาบ และแนวเขา การบูรณะจึงให้ความสำคัญกับการรักษางานคราฟต์และคาแรกเตอร์ของอาคารเดิม มากกว่าทำให้ทั้งหมดดูใหม่เหมือนรีสอร์ตที่สร้างขึ้นจากศูนย์

 

หนึ่งในองค์ประกอบที่พบได้ทั่วพื้นที่คือน้ำ ตั้งแต่ Reflecting Pool ร่องน้ำ ไปจนถึง Courtyard ที่มีร่มเงา ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความสวย แต่ช่วยลดอุณหภูมิให้พื้นที่รอบอาคารตามวิธีการออกแบบแบบดั้งเดิม

 

ภายในใช้ทั้งงานแกะสลัก ผ้าทอ และเฟอร์นิเจอร์ทำมือเพื่ออ้างอิงกลับไปยังประวัติศาสตร์ของราชสำนักอินเดียตอนกลาง ขณะที่ทางเดินเปิดและเทอร์เรซขนาดใหญ่ยังคงเปิดวิวออกไปยังภูมิประเทศด้านนอก ทำให้ความหรูของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การใส่รายละเอียดให้มากที่สุด แต่เป็นการปล่อยให้อาคารเก่าและธรรมชาติทำงานร่วมกัน

 

More info: https://www.oberoihotels.com/hotels-in-khajuraho-rajgarh-palace-resort/

 

 

ภาพ: Courtesy of Hotels

The post 16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน https://thestandard.co/life/10-new-hotels-3q-2026/ Tue, 06 Oct 2026 10:56:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1265296 ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026

ปี 2026 ยังเป็นอีกปีที่วงการโรงแรมไทยคึกคักเป็นพิเศษ ตั […]

The post 10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026

ปี 2026 ยังเป็นอีกปีที่วงการโรงแรมไทยคึกคักเป็นพิเศษ ตั้งแต่แบรนด์ระดับโลกที่เลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรกอย่าง Fairmont, Canopy, Grand Nikko และ RIU ไปจนถึงชื่อคุ้นเคยที่กลับมาในบทใหม่อย่าง THE BARAI และโรงแรมเก่าแก่บนถนนสุรวงศ์ที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ voco Bangkok Surawong

 

 

และในเมื่อผ่านมาสามไตรมาส หลายโรงแรมที่เราเคยเห็นคำว่า ‘Coming Soon’ ก็เปิดประตูต้อนรับแขกกันจริงๆ แล้ว LIFE จึงรวบรวมโรงแรมเปิดใหม่ในไทยประจำปี 2026 ที่ตอนนี้สามารถจองแล้วเก็บกระเป๋าไปนอนได้เลยมาให้เลือกกัน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 1

 

voco Bangkok Surawong

 

กรุงเทพฯ | มกราคม 2026

 

เริ่มต้นปีด้วยการมาถึงของ voco แห่งแรกในประเทศไทย แบรนด์ Premium Collection ของ IHG ที่เลือกปักหมุดบนถนนสุรวงศ์ โดยนำพื้นที่ของ The Tawana Bangkok โรงแรมเก่าแก่ที่อยู่คู่ย่านมาหลายสิบปี กลับมาตีความใหม่ ความน่าสนใจอยู่ที่การเก็บกลิ่นอาย Brutalist Modernism ของอาคารเดิมไว้ แล้วเติมความสดใสและเป็นกันเองตามคาแรกเตอร์ของ voco เข้าไป จนกลายเป็นโรงแรมเมืองที่เชื่อมอดีตของสุรวงศ์เข้ากับกรุงเทพฯ ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 2

 

Anantara Siam Bangkok Hotel

 

กรุงเทพฯ | กันยายน 2026

 

หนึ่งในโรงแรมระดับตำนานของกรุงเทพฯ กลับมาในโฉมใหม่ หลัง Anantara Siam Bangkok Hotel ผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ห้องพักและห้องสวีท พื้นที่ส่วนกลาง Kasara Executive Lounge ห้องประชุม ไปจนถึงสระว่ายน้ำและฟิตเนส โดยยังคงเอกลักษณ์ของอาคารเดิมที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1983 ทั้งเพดานสูง งานไม้ จิตรกรรมบนผ้าไหม และสวนทรอปิคัลใจกลางราชดำริเอาไว้

 

การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ได้พยายามเปลี่ยน Anantara Siam ให้กลายเป็นโรงแรมใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำเสน่ห์ของ ‘Grand Dame’ แห่งกรุงเทพฯ มาปรับให้เข้ากับการพักผ่อนยุคปัจจุบันมากขึ้น ไฮไลต์มีตั้งแต่ห้องพักและสวีทที่ปรับโฉมใหม่ ไปจนถึง Garden Pool Villa และ Two Bedroom Jim Thompson Explorer Suite เหมาะกับทั้งคนที่เคยผูกพันกับโรงแรมแห่งนี้ และคนรุ่นใหม่ที่อยากทำความรู้จักหนึ่งในโรงแรมคลาสสิกของกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 3

 

Fairmont Bangkok Sukhumvit

 

กรุงเทพฯ | สิงหาคม 2026

 

รอกันมาหลายปี ในที่สุด Fairmont ก็ปักหมุดโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทย โดยเลือกสุขุมวิทซอย 20 เป็นบ้าน พร้อมห้องพักและห้องสวีทรวม 474 ห้อง และวางตัวเป็น Urban Luxury Hotel ที่ไม่ได้อยากเป็นเพียงสถานที่สำหรับเข้าพัก แต่ตั้งใจให้เป็นอีกหนึ่งจุดนัดพบแห่งใหม่ของสุขุมวิท

 

แนวคิดหลักของโรงแรมคือ ‘The Blooming Stage’ เปรียบโรงแรมเป็นเวทีที่ผู้คน เรื่องราว และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ มาเจอกัน ภายในจึงมีทั้งพื้นที่ Wellness ห้องจัดเลี้ยงและ Ballroom ขนาดใหญ่ รวมถึงร้านอาหารและบาร์หลายคอนเซปต์ที่ตั้งใจดึงคนกรุงเทพฯ ให้เข้ามาใช้ชีวิตในโรงแรมแม้ไม่ได้เข้าพัก นับเป็นหนึ่งใน Luxury Opening ครั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ในปีนี้

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 4

 

Canopy by Hilton Bangkok Sukhumvit

 

กรุงเทพฯ | สิงหาคม 2026

 

สุขุมวิทซอย 12 กลายเป็นบ้านหลังแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Canopy by Hilton แบรนด์ Lifestyle Hotel ในเครือ Hilton ที่ชูแนวคิด ‘Neighborhood’ หรือการทำให้โรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของย่าน ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับเข้าพัก ที่นี่มีห้องพัก 174 ห้อง พร้อมบรรยากาศสนุก เป็นกันเอง และหยิบความเป็นกรุงเทพฯ มาเล่าโดยไม่ต้องพยายาม ‘ไทยจ๋า’ จนเกินไป

 

ความสนุกอยู่ที่งานดีไซน์ซึ่งนำเรื่องราวรอบสุขุมวิทมาตีความใหม่ ตั้งแต่อดีตของโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ไปจนถึงกลิ่นอายอุตสาหกรรมของท่าเรือคลองเตย เสริมด้วย 4 ร้านอาหารและบาร์ ได้แก่ Luso, Cante, SoolHaus และ Glint รูฟท็อปพูลบาร์ รวมถึง City Curator ที่ทำหน้าที่พาแขกออกไปทำความรู้จัก Neighborhood รอบโรงแรม เหมาะกับคนที่อยากพักกลางสุขุมวิท แต่ยังได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในมุมที่มีเรื่องราวมากกว่าแค่ห้าง ร้านอาหาร และรถไฟฟ้า

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 5

 

Kahavadi Chiang Rai, Curio Collection by Hilton

 

เชียงราย | กรกฎาคม 2026

 

ทางเหนือก็มีโรงแรมใหม่ที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน เมื่อ Hilton เลือกเชียงรายเป็นหมุดหมายแรกในภาคเหนือ เปิด Kahavadi Chiang Rai, Curio Collection by Hilton รีสอร์ตริมแม่น้ำกกขนาด 167 ห้อง และถือเป็นการมาถึงเชียงรายครั้งแรกของแบรนด์ Curio Collection by Hilton

 

คอนเซปต์ของโรงแรมหยิบเรื่องราวของ ‘คฤหาสน์พ่อค้า’ และอดีตของเชียงรายในฐานะเมืองแห่งการค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ผ่านสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายล้านนา งานคราฟต์และผลงานของศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงประสบการณ์ที่พาแขกทำความรู้จักภาคเหนือมากขึ้น ทั้งอาหารเหนือ คลาสทำอาหาร ปั่นจักรยานเที่ยววัด และ eForea Spa ที่มีทรีตเมนต์ ‘ตอกเส้น’ แบบล้านนา

 

โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 10 นาที และอยู่ไม่ไกลจากวัดร่องเสือเต้น จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่อยากเที่ยวเชียงรายผ่านมุม Contemporary Lanna โดยไม่ทิ้งความเป็น Destination Resort

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 6

 

THE BARAI HUA HIN, The Unbound Collection by Hyatt

 

หัวหิน | มิถุนายน 2026

 

ชื่อ THE BARAI อาจไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับสาย Wellness เพราะที่นี่เริ่มต้นจากเดสติเนชันสปาที่อยู่คู่หัวหินมานานเกือบ 20 ปี แต่ปี 2026 ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ครั้งใหญ่ เมื่อ THE BARAI ขยายจากสปาสู่บูทีครีสอร์ตริมทะเลเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัวในฐานะ The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในประเทศไทย

 

รีสอร์ตมีห้องพักและสวีทรวม 98 ห้อง โดยยังคงสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ THE BARAI ที่หยิบแนวคิดเรื่องธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม และไฟ มาเป็นหัวใจ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ Wellness ให้ครอบคลุมทั้งสปา โยคะ การเคลื่อนไหว อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ผ่านแนวคิด ‘Sanook’ หรือการดูแลตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดเสมอไป เหมาะกับคนที่อยากใช้วันหยุดพักทั้งร่างกายและใจ โดยยังได้บรรยากาศสบายๆ ของทะเลหัวหินไปพร้อมกัน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 7

 

La Solaya Khao Lak

 

เขาหลัก พังงา | มกราคม 2026

 

อีกหนึ่งโรงแรมที่กลับมาในบทใหม่ หลัง La Flora Group เข้าซื้อ Mukdara Beach Villa & Spa Resort และปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ ก่อนเปิดตัวอีกครั้งในชื่อ La Solaya Khao Lak รีสอร์ตลักชัวรีระดับ 5 ดาวริมชายหาดบางเนียง ที่ยังคงข้อดีเรื่องทำเลติดทะเลและบรรยากาศสงบแบบเขาหลักเอาไว้ แต่ปรับทั้งห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง ภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ร่วมสมัยขึ้น

 

ที่พักมีทั้งห้องพักและวิลล่าหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Deluxe Room ไปจนถึง Pool Villa ดีไซน์เน้นโทนธรรมชาติและความเรียบง่าย พร้อมพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตช้าๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำ Wellness ไปจนถึง SolMare ห้องอาหารริมหาดสำหรับนั่งกินมื้อเย็นพร้อมชมพระอาทิตย์ตก เหมาะกับคนที่อยากหลบความวุ่นวาย แล้วปล่อยวันหยุดให้เดินไปตามจังหวะของทะเลแบบไม่ต้องรีบร้อน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 8

 

Grand Nikko Bangkok Sathorn

 

กรุงเทพฯ | เมษายน 2026

 

โรงแรม Grand Nikko แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเปิดรับแขกตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2026 บนถนนสาทรใต้ พร้อมนำแนวคิดการบริการแบบญี่ปุ่นหรือ Omotenashi มาผสมกับความอบอุ่นแบบไทย ตัวโรงแรมเปิดให้บริการทั้งห้องพักและเรสซิเดนซ์รวม 405 ห้อง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Waterside Guesthouse’ ที่ใช้ ‘น้ำ’ เป็นตัวเชื่อมความงามแบบไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

 

นอกจากห้องพักแล้ว ที่นี่ยังมีทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้ง สปาโดย divana® และร้านอาหารหลายคอนเซปต์ ตั้งแต่ SANUK ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นและเทปปันยากิ ก่อนขึ้นไปจบวันที่ TENKU 33 รูฟท็อปบาร์บนชั้น 33 เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบเนี้ยบแบบ Japanese Hospitality แต่ยังอยากอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 9

 

Grande Centre Point Voyage Pattaya

 

พัทยา ชลบุรี | ตุลาคม 2026

 

พัทยามีแลนด์มาร์กใหม่สำหรับสาย Family อีกแห่งกับ Grande Centre Point Voyage Pattaya โรงแรมใหม่ล่าสุดจาก Grande Centre Point ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 พร้อมคอนเซปต์ ‘The Borderless Journey’ ที่ตั้งใจทำให้การเข้าพักสนุกเหมือนออกเดินทางไปยังโลกอีกใบ

 

โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทรวม 494 ห้อง โดยทุกห้องมองเห็นวิวทะเล แต่ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่สารพัดกิจกรรมซึ่งทำให้ที่นี่มีความเป็น Destination Hotel เต็มตัว ตั้งแต่ Time Traveller Water Park สวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร, Voyage Circuit สนามโกคาร์ตไฟฟ้า, Midnight Nebula พื้นที่เกมและความบันเทิง ไปจนถึง The Sand Theatre รวมถึงร้านอาหารและบาร์อีก 9 คอนเซปต์ เหมาะกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่อยากได้โรงแรมแบบเช็กอินแล้วมีอะไรให้ทำได้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 10

 

Hotel Riu Palace Phuket

 

ภูเก็ต | กันยายน 2026

 

อีกหนึ่งแบรนด์โรงแรมระดับโลกที่เข้ามาปักหมุดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกปีนี้กับ RIU Hotels & Resorts เชนโรงแรมสัญชาติสเปนที่เลือกหาดไม้ขาวเป็นบ้านของ Hotel Riu Palace Phuket รีสอร์ต 5 ดาวขนาดใหญ่ 504 ห้อง และนำโมเดล All-Inclusive ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของแบรนด์เข้ามาเต็มรูปแบบ

 

ที่นี่ให้บริการแบบ 24-Hour All-Inclusive ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงกิจกรรมต่างๆ ภายในรีสอร์ต พร้อม 6 ห้องอาหาร 7 บาร์ 4 สระว่ายน้ำ และ Elite Club by RIU สำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์พิเศษขึ้นอีกระดับ เหมาะกับวันหยุดประเภทที่อยากเช็กอินแล้ววางแผนให้น้อยที่สุด เพราะแทบทุกอย่างที่ต้องการสำหรับการพักผ่อนรวมอยู่ในรีสอร์ตเรียบร้อยแล้ว

 

ภาพ: Courtesy of Brands

The post 10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 https://thestandard.co/life/capella-anantara-ultras-hotel-awards/ Tue, 06 Oct 2026 04:21:22 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1264997 Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ULTRAs 2026 หรือ Ultimate Luxury Tra […]

The post Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ULTRAs 2026 หรือ Ultimate Luxury Travel Related Awards เวทีรางวัลด้านลักชัวรีทราเวล ซึ่งตัดสินจากเสียงโหวตของผู้อ่าน Ultratravel และสมาชิก GHA DISCOVERY กว่า 38 ล้านคน ได้ประกาศผลไปสดๆ ร้อนๆ โดยปีนี้ชื่อโรงแรมไทยคว้ารางวัลหลายสาขา

 

เริ่มจาก ‘Capella Bangkok’ ที่คว้ารางวัล Best Hotel in Asia/Pacific หรือโรงแรมยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ Anantara Koh Yao Yai Resort & Villas รีสอร์ตบนเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา คว้ารางวัลใหญ่ ‘Best New Hotel in the World’ หรือโรงแรมเปิดใหม่ยอดเยี่ยมของโลก

 

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเครือโรงแรม ‘Anantara Hotels & Resorts’ ยังได้รับเลือกเป็น Luxury Brand of the Year พร้อมกับ ‘William E. Heinecke’ ผู้ก่อตั้งและประธาน Minor International ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award เพื่อยกย่องผลงานและบทบาทที่มีต่ออุตสาหกรรม Hospitality ระดับโลกมาอย่างยาวนาน

 

สำหรับ ULTRAs 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ณ Tower of London กรุงลอนดอนที่ผ่านมา โดยปีนี้มีรางวัลทั้งหมด 18 สาขา ครอบคลุมทั้งโรงแรม สายการบิน สนามบิน เรือสำราญ จุดหมายปลายทาง และแบรนด์ลักชัวรี สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่าโรงแรมและแบรนด์ Hospitality ที่เชื่อมโยงกับประเทศไทยยังคงมีบทบาทโดดเด่นบนเวที Luxury Travel ระดับโลก

 

รายชื่อผู้ชนะ ULTRAs 2026 ทั้ง 18 สาขา

 

  1. Ultratravel Collection Hotel of the Year:🏆 Capella Sydney, Australia
  2. Luxury Brand of the Year:🏆 Anantara Hotels & Resorts
  3. Best New Hotel in the World:🏆Anantara Koh Yao Yai Resort & Villas, Thailand
  4. Best Hotel in Europe:🏆 Pan Pacific London, United Kingdom
  5. Best Hotel in Asia/Pacific:🏆 Capella Bangkok, Thailand
  6. Best Hotel in Middle East/Africa:🏆 Marsa Malaz Kempinski, The Pearl – Doha, Qatar
  7. Best Hotel in India/Indian Ocean:🏆 The Leela Palace New Delhi, India
  8. Best Hotel in Americas/Caribbean:🏆 The Surrey, A Corinthia Hotel, New York, USA
  9. Best Airline in the World:🏆 Emirates
  10. Best Airline in Europe:🏆 Lufthansa
  11. Best Airline in Middle East:🏆 Emirates
  12. Best Airline in Asia/Australasia:🏆 Singapore Airlines
  13. Best Airline in the Americas:🏆 Delta Air Lines
  14. Best Airport in the World:🏆 Singapore Changi Airport
  15. Best Luxury Cruise Line:🏆 Regent Seven Seas Cruises
  16. Favourite Country for a Holiday:🏆 Japan
  17. Favourite Luxury Lifestyle Brand:🏆 Louis Vuitton
  18. Lifetime Achievement Award:🏆 William E. Heinecke, Founder & Chairman of Minor International

 

ภาพ: THE STANDARD TEAM

The post Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน https://thestandard.co/life/mandarin-oriental-bangkok-150-years/ Sat, 03 Oct 2026 08:40:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1263722 ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม

เวลาได้ยินว่าโรงแรมหนึ่งมีอายุถึง 150 ปี ภาพแรกที่นึกถึ […]

The post Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม

เวลาได้ยินว่าโรงแรมหนึ่งมีอายุถึง 150 ปี ภาพแรกที่นึกถึงอาจเป็นความขรึม ความเก่า หรือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์จนให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปชมมากกว่าเข้าไปพัก แต่ความรู้สึกนั้นกลับไม่ค่อยเกิดขึ้นกับ Mandarin Oriental Bangkok หรือ ‘โอเรียนเต็ล’ ที่คนไทยเรียกกันติดปาก โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1876 ผ่านการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ มาหลายยุค ทั้งยังเคยต้อนรับแขกคนสำคัญหลายคน ตั้งแต่นักเขียนอย่าง Joseph Conrad และ Somerset Maugham ไปจนถึงคนดังจากหลากหลายวงการ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราไม่ใช่เพียงรายชื่อคนดังที่เคยมาพัก หากเป็นคำถามที่ว่าโรงแรมที่มีอดีตมากขนาดนี้จะทำอย่างไรให้คนยังรู้สึกว่าน่าพัก และอยากกลับมาอีกในยุคปัจจุบัน

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 1

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 2

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 3

 

Why here?

 

หนึ่งในเหตุผลที่น่ากลับมาโอเรียนเต็ลในปีนี้คือการเผยโฉม Garden Wing หลังการปรับโฉมใหม่ โดยได้ Jeffrey Wilkes จาก DESIGNWILKES มาดูแลงานออกแบบ และตีความความคลาสสิกของโรงแรมให้ร่วมสมัยขึ้น

 

สีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือ Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล เฉดสีเขียวอ่อนซึ่งมีต้นทางจากสีเคลือบของเครื่องศิลาดลโบราณในเอเชีย และกลายเป็นหนึ่งในการออกแบบของ Mandarin Oriental ในช่วงที่ผ่านมา

 

แต่สิ่งที่เราชอบคือ แม้โรงแรมจะมีเหตุผลมากมายให้ตัดสินใจปรับปรุงใหม่ในวาระ 150 ปี ทว่าพื้นที่ที่เป็นภาพจำอย่าง Authors’ Lounge ยังคงทำหน้าที่เป็นห้องรับแขกช่วงบ่ายสำหรับนั่งจิบน้ำชา

 

ส่วน Bamboo Bar พอตกกลางคืนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส คนนั่งดื่ม และบรรยากาศแบบเดิมเหมือนตอนมากับครอบครัว เราว่านั่นทำให้การเดินอยู่ในโรงแรมมีทั้งความรู้สึกคุ้นเคยและความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานที่อายุ 150 ปีแห่งนี้ยังไม่รู้สึกล้าสมัย

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 4

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 5

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 6

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 7

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 8

 

Worth it

 

ครั้งนี้เราพักยัง Chao Phraya Suite ห้องสวีตหนึ่งห้องนอนขนาด 83 ตารางเมตร ซึ่งหลังจากใช้เวลาอยู่จริงแล้ว สิ่งที่ชอบไม่ใช่เพียงเรื่องขนาด แต่เป็นวิธีการแบ่งพื้นที่ที่ทำให้ห้องมีความรู้สึกคล้ายบ้านพักมากกว่าห้องโรงแรม

 

ภายในแยกพื้นที่นั่งเล่น ห้องนอน และมุมรับประทานอาหารสำหรับ 4 คนออกจากกัน มี Service Pantry สำหรับรองรับการเสิร์ฟอาหาร รวมถึง Walk-in Dressing Area ส่วนห้องน้ำใช้หินอ่อนและมีทั้ง Walk-in Shower กับอ่างสำหรับแช่ตัว เป็นห้องที่ต่อให้พักหลายคืนก็ยังมีพื้นที่ให้แต่ละกิจกรรม แบบที่ไม่ต้องใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่รอบเตียง

 

ส่วนที่เราชอบที่สุดคงเป็นหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและระเบียงส่วนตัว ที่หันออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา วิวตรงนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เรือเริ่มวิ่งไปมา กลางวันที่แม่น้ำคึกคัก ไปจนถึงช่วงเย็นที่แสงที่ตรงกับทิศตะวันตกพอดี และการมีระเบียงทำให้ห้องไม่ได้แค่เห็นวิวแม่น้ำผ่านกระจก แต่สามารถออกไปนั่งใช้เวลากับวิวตรงหน้าได้จริงๆ รายละเอียดการตกแต่งยังคงอิงกับความเป็นไทย ทั้งงานศิลปะ ลวดลาย และสีของผ้า แต่ตีความออกมาแบบร่วมสมัยขึ้น จึงไม่รู้สึกเหมือนห้องโรงแรมไทยแบบดั้งเดิม

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 9

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 10

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 11

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 12

 

อีกสิ่งที่ทำให้การพัก 3 วัน 2 คืน รอบนี้รู้สึกเต็มขึ้นมาก คือเราแทบไม่ได้ออกจากโรงแรมเลย เพราะตั้งใจใช้เวลาเก็บประสบการณ์ห้องอาหารให้ครบ ตั้งแต่มื้อที่ Anne-Sophie Pic at Le Normandie ซึ่งเป็นบทใหม่ของ Le Normandie ร้านอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ของโรงแรม ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Anne-Sophie Pic และได้รับ 2 ดาวมิชลิน เมนูยังคงยึดพื้นฐานอาหารฝรั่งเศส แต่ตีความผ่านแนวคิดแบบที่เป็นลายเซ็นของเชฟ ทำให้ร้านนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนแค่การรีแบรนด์ของ Le Normandie เดิม แต่เป็นการพาร้านเก่าเข้าสู่บทใหม่อย่างจริงจัง

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 13

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 14

 

อีกมื้อเราเลือกข้ามเรือไปที่ Baan Phraya ห้องอาหารไทยในเรือนไม้อายุกว่าร้อยปีฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ก่อนถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องอาหารไทยร่วมสมัยผ่านฝีมือของ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ที่หยิบทั้งอาหารพื้นถิ่นและอาหารชาววังมาตีความใหม่ จุดที่ทำให้มื้อนี้ต่างจากห้องอาหารอื่นไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นการนั่งกินอยู่ในบ้านเก่าริมน้ำที่ยังเก็บโครงสร้างไม้สักและรายละเอียดดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้บรรยากาศของมื้ออาหารมีเรื่องราวไปพร้อมกับรสชาติ

 

ส่วนอีกห้องที่เราแวะคือ The China House by Chef Fei ซึ่งมาในทิศทางอาหารจีนกวางตุ้งและเฉาซานมากขึ้น ภายใต้การดูแลของ Chef Fei เมนูเน้นรสชาติแบบดั้งเดิม แต่ปรับให้ร่วมสมัยขึ้น พร้อมทั้งมี Tea Bar และ Cocktail Bar แยกเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ทำให้มื้อนี้มีคาแรกเตอร์ต่างจากสองร้านแรกค่อนข้างชัด

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 15

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 16

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 17

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 18

 

เรายังแวะไป The Oriental Spa ที่อยู่ในเรือนไม้ ซึ่งยังคงหยิบศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบเอเชียมาผสมกับเทคนิคสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศที่สงบมาก

 

เราว่าจุดแข็งของโอเรียนเต็ลวันนี้คือการที่โรงแรมไม่ได้มีแค่ของเก่าให้กลับไปคิดถึง แต่มีเหตุผลใหม่ๆ ให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่ห้องพัก ร้านอาหาร ไปจนถึงสปา โดยทั้งหมดก็ยังเชื่อมกลับไปหาบุคลิกเดิมของโรงแรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 19

 

Good for

 

ใครที่ชอบโรงแรมซึ่งมี sense of place ชัดเจน และอยากให้สถานที่ที่พักมีเรื่องราวมากกว่าแค่ห้องสวย รวมถึงคนที่กำลังมองหาการ Staycation ริมแม่น้ำสำหรับโอกาสพิเศษ และตั้งใจใช้เวลาอยู่ในโรงแรมจริงๆ

 

ส่วนใครที่ไม่ได้กลับมาโอเรียนเต็ลมาหลายปี ปีที่โรงแรมมีอายุครบ 150 ปี อาจเป็นช่วงที่ดีที่จะกลับมาอีกครั้ง เพราะความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างให้ดูใหม่ แต่อยู่ที่การรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรดีอยู่แล้วจนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปซะหมด

 

Mandarin Oriental Bangkok

Location: ซอยเจริญกรุง 40 กรุงเทพฯ

Budget: เริ่มต้นที่ 25,000++ บาทต่อคืน (ราคาปรับเปลี่ยนตามประเภทห้องพักและช่วงเวลา)

Website: https://www.mandarinoriental.com/en/bangkok/chao-phraya-river

Facebook: https://www.facebook.com/MandarinOrientalBangkok

Instagram: https://www.instagram.com/mo_bangkok/

 


 

 

The post Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>