LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Oct 2026 02:44:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ https://thestandard.co/life/canopy-bangkok-sukhumvit-design/ Fri, 09 Oct 2026 02:44:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266455 ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12

กรุงเทพฯ มีโรงแรมเปิดใหม่ให้เราตามไปเช็กอินกันอีกแล้ว ค […]

The post Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12

กรุงเทพฯ มีโรงแรมเปิดใหม่ให้เราตามไปเช็กอินกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นคิวของ Canopy Bangkok Sukhumvit โรงแรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแบรนด์ Canopy by Hilton ที่เลือกสุขุมวิทซอย 12 เป็นบ้านหลังแรก โดยปักหลักอยู่ใกล้ความคึกคักของอโศกและพื้นที่สีเขียวของเมืองอย่างสวนเบญจกิติ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสดใหม่ แต่คือแนวคิด ‘Neighbourhood’ ที่หยิบเอาเรื่องราวของย่าน ตั้งแต่อดีตของสุขุมวิท, โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ไปจนถึงกลิ่นอายของท่าเรือคลองเตย มาตีความใหม่ผ่านงานดีไซน์ ห้องพัก และห้องอาหาร จนกลายเป็นโรงแรมที่สนุก เป็นกันเอง และมีความเป็นกรุงเทพฯ ยุคใหม่ โดยไม่ต้องพยายาม ‘ไทยจ๋า’ จนเกินไป

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 1ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 2

 

Why here?

 

ถ้าถามว่าสิ่งใดที่เราชอบที่สุด ต้องยกให้งานออกแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางที่ได้ AvroKO สตูดิโอระดับโลกจากนิวยอร์กมาทำหน้าที่ พวกเขาย้อนอดีตกลับไปสำรวจเรื่องราวอันหลากหลายของย่านนี้ ก่อนนำมาร้อยเรียงใหม่ผ่านงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งได้อย่างน่าสนใจ

 

เริ่มตั้งแต่ ‘โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง’ อดีตโรงภาพยนตร์ในยุคแรกของไทย ซึ่งเคยตั้งอยู่ในละแวกนี้ ถูกนำมาเล่าใหม่โดยสอดแทรกไว้ตามจุดต่างๆ ของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น façade สีบรอนซ์ด้านหน้าที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพยนตร์วินเทจ ห้องประชุมขนาดย่อม หรือแม้แต่ Courtyard ตรงกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมถนนเข้าสู่พื้นที่ด้านใน ขณะเดียวกันที่นี่ยังหยิบเสน่ห์ของบ้านพักอาศัยในสุขุมวิทสมัยก่อนมาผสมกับความดิบแบบ Industrial ที่ได้แรงบันดาลใจจากย่านท่าเรือคลองเตย ก่อนย่อยองค์ประกอบทั้งหมดออกมาเป็นสี วัสดุ และรูปทรงร่วมสมัย โดยไม่จำเป็นต้องหยิบความเป็นไทยมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 3ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 4ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 5

 

แนวคิดนี้ยังถูกส่งต่อไปยังห้องพักทั้ง 174 ห้อง ซึ่งเน้นความอบอุ่นและชวนผ่อนคลายด้วยเส้นสายทรงโค้ง นุ่มนวล โทนสีธรรมชาติให้ความรู้สึกเหมือนพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าห้องพักในโรงแรมย่านธุรกิจ มีการแทรกกิมมิกเล็กๆ ที่แสดงถึงเรื่องราวของย่านไว้ตามผนังกำแพง ของตกแต่ง ฯลฯ ภาพรวมจึงเน้นความสบายในการพักผ่อนมากกว่าความหรูหราที่ดูเป็นทางการ สะท้อนบุคลิกของแบรนด์ Canopy ที่มีความ Casual และเข้าถึงง่ายอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ โรงแรมยังต่อยอดความเป็น Neighbourhood ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนทำงานสร้างสรรค์ในเมืองเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มีการจับมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง LaLaLove เพื่อทำสินค้ารุ่นพิเศษ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลงานของ Thai makers รวมถึงศิลปินและช่างฝีมือหลายรายด้วย

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 6ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 7

 

Worth it

 

ไวบ์กินดื่มของ Canopy Bangkok Sukhumvit ทำให้ที่นี่เป็นโรงแรมที่อยู่ได้ตั้งแต่กาแฟแก้วแรกตอนเช้าไปจนถึงค็อกเทลแก้วสุดท้ายก่อนนอน คุณอาจเริ่มต้นเบาๆ ด้วยกาแฟหอมกรุ่นจาก Luso คาเฟ่แบบ all-day ที่ตั้งใจให้มีบรรยากาศคล้าย neighbourhood café มากกว่าล็อบบี้เลานจ์ เสิร์ฟกาแฟจากโรงคั่วในกรุงเทพฯ และชาจากผู้ผลิตอิสระในไทย จึงเป็นพื้นที่ที่แวะลงมานั่งตอนเช้า นัดเพื่อน หรือเปิดแล็ปท็อปทำงานสักพักได้โดยไม่รู้สึกเป็นทางการเกินไป

 

มื้อจริงจังขึ้นมาหน่อยให้ไปต่อที่ Cante ห้องอาหารสเปนที่มีการใช้ไฟเป็นหัวใจสำคัญในการปรุง โดยเมนูส่วนมากได้แรงบันดาลใจจาก Barcelona, Valencia และ Andalusia และเน้นอาหารในรูปแบบ sharing plates ช่วงเย็นแนะนำให้ขึ้นไปที่ Glint บาร์ริม rooftop pool ซึ่งมองเห็น skyline ของสุขุมวิทและอโศก และถ้ายังไม่อยากจบคืนเร็วเกินไปนัก อาจแวะไปต่อที่ SoolHaus บาร์ไวบ์สนุกที่หยิบวัฒนธรรมการกินดื่มของเกาหลีมาเป็นจุดตั้งต้น แล้วนำมาตีความให้ร่วมสมัยมากขึ้น ทำให้บรรยากาศสนุกและมีความเป็น social มากกว่าภาพจำของบาร์โรงแรมแบบเดิม

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 8ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 9ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 10ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 11

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราไม่อยากให้พลาดเป็นการเดินสำรวจย่านตามคอนเซปต์ Neighbourhood ของ Canopy ที่นี่มี City Curator ทำหน้าที่คล้ายเพื่อนเจ้าถิ่น คอยแนะนำว่ารอบๆ โรงแรมมีอะไรน่าสนใจ และออกแบบกิจกรรมที่พาแขกไปรู้จักกรุงเทพฯ มากกว่าแค่แลนด์มาร์กที่ทุกคนคุ้นเคย เช่น Morning Neighborhood Walks ที่ชวนออกไปเดินดูอโศกตอนเช้า แวะร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ที่คนในย่านใช้ชีวิตจริงๆ ไปจนถึง Klong Saen Saeb Boat Experience ที่ใช้เรือคลองแสนแสบเป็นพาหนะในการออกไปสำรวจคาเฟ่ พื้นที่สร้างสรรค์ และมุมต่างๆ ของเมือง

 

ภาพภายนอกของโรงแรม Canopy Bangkok Sukhumvit ที่สุขุมวิทซอย 12 12

 

Good for

 

เราว่าที่นี่เหมาะกับ Urban Travellers ที่อยากมาเที่ยวแบบท่องเมือง หรือคู่รักและคนกรุงเทพฯ ที่อยาก Staycation แบบไม่ต้องออกนอกเมือง โดยเฉพาะคนที่ชอบโรงแรมดีไซน์สนุก มีคาเฟ่ ร้านอาหารและบาร์ให้ใช้เวลาได้ทั้งวัน แต่บรรยากาศไม่เป็นทางการจนเกินไป

 

Canopy Bangkok Sukhumvit

 

Location: สุขุมวิท 12 กรุงเทพฯ

Budget: เริ่มต้น 5,700++ บาทต่อคืน

Facebook: https://www.facebook.com/canopybangkoksukhumvit

Instagram: www.instagram.com/canopybangkok

Website: https://www.hilton.com/en/hotels/bkkthpy-canopy-bangkok-sukhumvit

Map: https://maps.app.goo.gl/G9GrEZcdXtKBCV2t9

 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Canopy Bangkok

The post Canopy Bangkok Sukhumvit เมื่อเรื่องราวของย่านที่ถูกเล่าผ่านงานดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles https://thestandard.co/life/prix-versailles-beautiful-hotels/ Thu, 08 Oct 2026 10:16:47 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1266216 ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles

โรงแรมที่สวยอาจทำให้เราอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตั้ […]

The post 16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles

โรงแรมที่สวยอาจทำให้เราอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตั้งแต่เช็กอิน แต่โรงแรมที่น่าจดจำมักมีเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้เราอยากกลับไปซ้ำ เพราะบางแโรงแรมบางแห่งทำให้เราเข้าใจเมืองมากขึ้น บางแห่งทำให้ภูเขาหรือทะเลดูใกล้ตัวกว่าที่คิด และบางแห่งก็เลือกใช้สถาปัตยกรรมเป็นวิธีเล่าเรื่องของสถานที่ที่ตั้งอยู่

 

 

นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัดจาก World’s Most Beautiful Hotels List 2026 ของ Prix Versailles รางวัลด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับนานาชาติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2015 และคัดเลือกผลงานครอบคลุมตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร สนามบิน ไปจนถึงพื้นที่ทางวัฒนธรรม

 

ลิสต์โรงแรมปีนี้พาเราไปตั้งแต่ทะเลทรายในซาอุดีอาระเบีย ป่าเขตร้อนของเม็กซิโก อาคารเก่าใจกลางกรุงโรม ไปจนถึงบ้านตึกแถว Heritage ในปีนัง แต่สิ่งที่หลายแห่งมีร่วมกันคือการไม่พยายามสร้างโรงแรมที่ตัดขาดจากโลเคชัน ตรงกันข้าม หลายโปรเจกต์เลือกทำงานกับภูมิประเทศ อาคารเดิม วัสดุท้องถิ่น หรืองานคราฟต์ของพื้นที่ แล้วค่อยตีความใหม่ให้กลายเป็นโรงแรมร่วมสมัย

 

ปลายปีนี้ โรงแรมที่ได้รับเลือกบางแห่งจะได้รับ World Title เพิ่มเติมในหมวดงานออกแบบ Interior และ Exterior ก่อนถึงวันนั้น เราเลยชวนไปดูโรงแรมจากลิสต์ปี 2026 ว่าแต่ละแห่งใช้สถาปัตยกรรมและดีไซน์สร้างความรู้สึกของสถานที่ขึ้นมาอย่างไร

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 1

 

Splendido, A Belmond Hotel

 

Splendido ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนืออ่าว Portofino และใช้อาคารอดีตอาราม Benedictine จากศตวรรษที่ 16 เป็นที่ตั้ง โรงแรมแห่งนี้จึงมีทั้งความเก่าแก่และภาพจำแบบ Italian Riviera ติดตัวมาอยู่แล้ว

 

การรีโนเวตล่าสุดโดย Martin Brudnizki Design Studio ไม่ได้พยายามลบความเก่าของโรงแรมออก แต่เลือกเติมสี ลวดลาย และงานเพนต์ด้วยมือเข้าไปแบบพอดีๆ ทำให้พื้นที่ดูสดขึ้นโดยไม่เสียความรู้สึกว่าเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวมานาน

 

เสน่ห์อีกครึ่งอยู่ที่ทำเล เพราะสวนของโรงแรมไล่ลงไปตามเนินเขาสู่ Ligurian Sea ขณะที่ห้องพักและเทอร์เรซหลายจุดมองตรงไปยังอ่าว Portofino จนแทบแยกไม่ออกแล้วว่าอะไรคือส่วนของดีไซน์ และอะไรคือวิวที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้

 

More info: https://www.belmond.com/en/hotels/europe/italy/splendido-portofino

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 2

 

Maison Mystique

 

หนึ่งเดียวจากประเทศไทยในลิสต์ปีนี้คือ Maison Mystique ที่เขาใหญ่ โรงแรมซึ่งเลือกเดินคนละทางกับรีสอร์ตธรรมชาติแบบ เพราะพื้นที่ถูกออกแบบให้เหมือนโลกสมมติที่ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวออกมาตามเส้นทางที่เราเดิน

 

ทางเดินคดเคี้ยวพาไปยังห้องและมุมซ่อนต่างๆ ขณะที่ห้องสวีทแต่ละห้องมีธีมแตกต่างกัน ตั้งแต่ดาราศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ไปจนถึงห้องสมุดเก่า ภายในใช้โถงสูง งานไม้เข้ม และแสงค่อนข้างนุ่มเพื่อสร้างบรรยากาศที่มีความ Theatrical มากกว่าโรงแรมรีสอร์ตทั่วไป

 

ส่วนห้องอาหาร The Vivarium เปิดตรงเข้าสู่สวนที่ออกแบบให้มีลักษณะ Immersive และค่อนข้าง Dreamlike จึงทำให้ภาพรวมของ Maison Mystique อยู่กึ่งกลางระหว่าง Boutique Hotel กับฉากภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในโรงแรมของลิสต์ที่เลือกสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาชัดเจนที่สุด

 

More info: https://www.maisonmystiquehotel.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 3

 

Desert Rock

 

หนึ่งในโรงแรมที่เห็นภาพแล้วจำได้ทันที เพราะแทนที่จะสร้างอาคารขึ้นข้างภูเขา ที่นี่เลือกสร้างเข้าไปในภูเขาเลย ทั้งห้องพักและวิลล่าถูกวางอยู่ตามถ้ำ หน้าผา และช่องว่างของแนวหินใน Hijaz Mountains

 

ข้อดีไม่ได้มีแค่เรื่องภาพ เพราะตำแหน่งแบบนี้ยังช่วยให้แต่ละพื้นที่เย็นกว่าการสร้างอาคารกลางทะเลทรายตรงๆ และลดการรับแดดในช่วงกลางวันด้วย ทำให้บางมุมแทบกลืนไปกับภูเขาจนมองไม่ออกว่าเป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ต

 

ด้านในก็ไม่ได้พยายามทำให้หรูแบบตัดกับธรรมชาติ แต่ยังใช้หิน ผิวสัมผัสหยาบ และแสงที่ค่อนข้างน้อย เพื่อให้รู้สึกว่าพื้นที่ทั้งหมดต่อเนื่องมาจากภูเขาด้านนอกจริงๆ

 

More info: https://desertrock.sa/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 4

 

Kasbah d’If

 

Kasbah d’If ตั้งอยู่บริเวณขอบ Agafay Desert และสร้างขึ้นโดยยึดรูปแบบของ Kasbah ทางใต้ของโมร็อกโกเป็นหลัก ทั้งกำแพงหนา ป้อมมุมอาคาร และลวดลายแบบ Amazigh

 

สิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ใส่มาเพื่อความสวยอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องอากาศด้วย ตัวอาคารใช้ดินอัดแน่นเป็นวัสดุหลัก ซึ่งช่วยควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น ส่วนช่องเปิดขนาดเล็กก็ช่วยลดความร้อนและแสงแดดที่เข้ามาด้านใน

 

เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของที่นี่จึงไม่ได้อยู่ที่การทำโรงแรมให้ดูโมร็อกโกเท่านั้น แต่เป็นการหยิบวิธีสร้างอาคารแบบดั้งเดิมกลับมาใช้จริง แล้วค่อยปรับให้เหมาะกับการเป็นโรงแรมในปัจจุบัน

 

More info: https://www.kasbahdif.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 5

 

La Fondation

 

ถ้าโรงแรมหรูในปารีสมักพาเราไปนึกถึง Haussmann Building หรืออาคารเก่าที่เต็มไปด้วย Ornament, La Fondation กลับเริ่มต้นจากโจทย์ตรงกันข้าม เพราะพื้นที่เดิมประกอบด้วยอาคารสำนักงานและโครงสร้างจากยุค 1960s รวมถึงลานจอดรถ ก่อนถูก PCA-STREAM เปลี่ยนให้กลายเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดราว 10,000 ตารางเมตรที่รวมโรงแรม ร้านอาหาร พื้นที่ทำงาน Wellness และพื้นที่สำหรับคนในย่านเข้าไว้ด้วยกัน

 

ภายในเป็นผลงานของ Roman & Williams สตูดิโอจากนิวยอร์กที่เลือกทำให้โครงสร้าง Modernist และคอนกรีตดูอบอุ่นขึ้นผ่านไม้ เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ สี และงานศิลปะมากกว่าจะซ่อนคาแรกเตอร์ของอาคารเดิม ผลลัพธ์จึงไม่ได้มีความเป็น Parisian แบบที่เราคุ้นจากโรงแรมคลาสสิก แต่เป็นอีกภาพหนึ่งของปารีสร่วมสมัยที่มีทั้งความ Industrial และ Residential อยู่พร้อมกัน La Fondation

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ La Fondation ไม่ได้วางตัวเป็นโรงแรมสำหรับนักเดินทางอย่างเดียว แต่พยายามทำหน้าที่เหมือนพื้นที่ของย่าน Batignolles-Monceau ด้วย ทั้งร้านอาหาร Rooftop, Coworking, Spa, สระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร ไปจนถึง Climbing Wall จึงเป็นโรงแรมที่คำว่า Hospitality ถูกขยายออกไปไกลกว่าการมีห้องพักอยู่ในอาคารเดียว

 

More info: https://www.lafondationhotel.com/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 6

 

Hôtel Les Roches

 

Les Roches เปิดครั้งแรกตั้งแต่ 1930 และตั้งอยู่เกือบชิดแนวโขดหินริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของ Le Lavandou ดังนั้นโจทย์ของการปรับโรงแรมครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ทำให้อาคารดูใหม่ แต่คือทำอย่างไรให้สถาปัตยกรรมอยู่กับแนวชายฝั่งที่มีอยู่เดิมได้ดีขึ้น

 

Jean-Baptiste Pietri เลือกใช้หิน Bormes คอนกรีตเสริมเส้นใย ทางเดินโลหะ และบันไดที่ค่อนข้างซ่อนตัวไปกับอาคาร เพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างโรงแรมกับภูมิประเทศ ขณะเดียวกันกำแพงหนา ช่องเปิดที่ถูกควบคุม และการวางตำแหน่งหน้าต่างก็ช่วยรับมือกับแสงและความร้อน พร้อมเปิดมุมมองออกไปยังทะเลในตำแหน่งที่ตั้งใจไว้

 

ประวัติของโรงแรมก็เป็นอีกส่วนสำคัญ เพราะที่นี่เคยต้อนรับทั้ง Jean Cocteau, Christian Dior, Humphrey Bogart และ Lauren Bacall มาก่อน บรรยากาศเชิงศิลปะจึงถูกต่อยอดผ่านงานศิลป์ร่วมสมัยที่กระจายอยู่ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึง Rooftop Garden ทำให้ Les Roches เป็นโรงแรมที่พยายามเก็บทั้งภูมิประเทศและอดีตของตัวเองไว้พร้อมกัน

 

More info: https://www.hotellesroches.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 7

 

Naboa

 

แทนที่จะสร้างรีสอร์ตเป็นอาคารขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว Naboa เลือกกระจายอาคารขนาดเล็กออกไปตามผืนป่าใน Riviera Maya และใช้รูปแบบการเติบโตของชุมชน Mayan ดั้งเดิมมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการวางผัง

 

อาคารแต่ละหลังเชื่อมกันด้วยทางเดินกลางแจ้ง Courtyard ที่มีร่มเงา และพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดรับธรรมชาติ โดยระหว่างก่อสร้างมีการรักษาพืชเดิมบนพื้นที่เอาไว้ประมาณ 60% ทำให้หลายครั้งทางเดินต้องคดไปตามต้นไม้และแนวป่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว

 

ห้องพักชั้นล่างสามารถเปิดออกสู่ป่าได้แทบทั้งหมด แม้แต่พื้นที่ห้องน้ำก็รายล้อมด้วยต้นไม้ ส่วนห้องด้านบนเปิดวิวเหนือ Canopy ขณะที่ Pergola ไม้และพื้นที่ส่วนกลางแบบ Porous ช่วยทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Interior กับ Exterior เบาลงเรื่อยๆ จนธรรมชาติแทบกลายเป็นห้องหนึ่งของโรงแรม

 

More info: https://www.naboahotels.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 8

 

Orient Express La Minerva

 

Orient Express La Minerva ตั้งอยู่ใน Palazzo ศตวรรษที่ 17 ใกล้ Pantheon และความสนุกของที่นี่คือการนำสองโลกมาเจอกัน ระหว่างกรุงโรมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ กับภาพจำของ Orient Express ในยุคที่การเดินทางด้วยรถไฟเป็นเรื่องหรูหรา

 

ภายในจึงมีทั้งหินอ่อน งานไม้ขัดเงา และรายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้นึกถึงตู้โดยสารรถไฟหรือยุค Grand Tour แต่ไม่ได้ทำจนกลายเป็นโรงแรมธีมรถไฟ ห้องพักกลับค่อนข้างเรียบ เพื่อปล่อยให้รายละเอียดของอาคารเก่ายังคงเป็นพระเอก

 

ตัวอาคารเองก็มีเรื่องเล่า เพราะนักเขียนอย่าง Stendhal และ Herman Melville เคยเข้าพักมาก่อน ส่วนด้านบนเป็น Rooftop Terrace ที่มองเห็นหลังคากระเบื้องของกรุงโรม รวมถึง Pantheon และมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ทำให้เมืองด้านนอกกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตั้งแต่เช็กอินจนถึงขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้า

 

More info: https://www.orient-express.com/en/hotel/europe/italy/rome/la-minerva

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 9

 

Sir Prague

 

Sir Prague ตั้งอยู่ในอาคาร Neo-Renaissance ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1884 แต่แทนที่จะทำโรงแรมย้อนยุคตามสถาปัตยกรรมเดิม ที่นี่เลือกสร้างบทสนทนาระหว่างอาคารเก่ากับ Czech Cubism ซึ่งทำให้พื้นที่ดูแปลกและร่วมสมัยขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลบของเดิมออกทั้งหมด

 

พื้นไม้ปาร์เกต์ ราวเหล็ก และบันไดประติมากรรมดั้งเดิมยังคงถูกเก็บไว้ ก่อนเติมเฟอร์นิเจอร์วินเทจ รูปทรงเรขาคณิตและเส้นสายที่ค่อนข้างเฉียบเข้าไปเป็นอีกชั้นหนึ่งของพื้นที่ ขณะเดียวกันโลเคชันของโรงแรมก็อยู่ใกล้ทั้ง National Theatre และ Dancing House ของ Frank Gehry ทำให้ตัวอาคารกลายเป็นส่วนหนึ่งของย่านที่มีสถาปัตยกรรมหลากหลายยุคอยู่แล้ว

 

อีกชั้นของเรื่องเล่าคือการอ้างอิงถึง Princess Libuše ตัวละครในตำนานผู้ก่อตั้งกรุงปราก ซึ่งถูกใส่ไว้แบบไม่ตรงไปตรงมานัก ทำให้บรรยากาศของโรงแรมมีความ Surreal เล็กๆ และต่างจากภาพโรงแรมหรูคลาสสิกที่มักพบได้ทั่วไปในเมือง

 

More info: https://www.sirhotels.com/en/prague/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 10

 

Chiemgauhof Lakeside Retreat

 

Chiemgauhof Lakeside Retreat ตั้งอยู่ริม Lake Chiemsee ทางตอนใต้ของเยอรมนี และความน่าสนใจคือโรงแรมไม่ได้พยายามทำตัวให้เด่นกว่าวิวรอบข้างเลย ตัวอาคารค่อนข้างเรียบ ใช้เส้นสายที่ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายของบ้านในแถบบาวาเรียอยู่พอสมควร

 

ภายในโรงแรมใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งไม้โอ๊ก หิน และไม้ Larch สีอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้น ขณะที่กระจกบานใหญ่เปิดให้เห็นทะเลสาบแทบตลอดเวลา เหมือนตั้งใจให้วิวด้านนอกเป็นส่วนหนึ่งของห้องมากกว่าจะใช้ของตกแต่งเข้ามาแย่งความสนใจ

 

อีกอย่างที่ชอบคือรายละเอียดหลายชิ้นยังมาจากงานคราฟต์ในพื้นที่ ตั้งแต่กระเบื้องเตาผิงไปจนถึงพรมทอ ทำให้ความเป็น Local ของที่นี่ไม่ได้มาแบบจัดเต็มหรือเป็นธีม แต่ค่อยๆ ซ่อนอยู่ในรายละเอียดแทน

 

More info: https://www.chiemgauhof.com/en/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 11

 

The ArcadiaPlace, Lugu Lake

 

บนพื้นที่สูงเหนือทะเลสาบ Lugu Lake ในมณฑลเสฉวน The ArcadiaPlace ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านโบราณของชาว Mosuo สองแห่ง ซึ่งเป็นชุมชนที่ยังคงมีโครงสร้างสังคมแบบสืบสายทางผู้หญิงหลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในโลก ทำให้บริบทของโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงวิวภูเขาและทะเลสาบ แต่ยังอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์มาก

 

ตัวอาคารเลือกใช้เส้นโค้งที่อ้างอิงรูปทรงของภูเขารอบทะเลสาบ ขณะที่หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและเทอร์เรซเปิดกว้างทำให้ภูมิประเทศด้านนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แทบตลอดเวลา ภายในหยิบเฉดสีจากทะเลสาบมาใช้ ตั้งแต่อ่างอาบน้ำสี Jade เซรามิกทำมือ ไปจนถึงโทนสีที่ค่อนข้างนิ่งและไม่แย่งความสนใจจากวิว

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือโรงแรมไม่ได้มีภาพเดียวตลอดทั้งปี เพราะบรรยากาศเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตั้งแต่หมอกที่ปกคลุมทะเลสาบในฤดูหนาวไปจนถึงดอกไม้ป่าในหน้าร้อน โดยมีสระ Infinity Pool ที่เรียกว่า Eye of the Sky เป็นหนึ่งในจุดที่เปิดวิวออกไปยังทะเลสาบและแนวเขาโดยรอบมากที่สุด

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 12

 

Soori Penang

 

การสร้างโรงแรมใหม่ใน George Town เมืองที่เต็มไปด้วยอาคาร Heritage อาจทำได้ง่ายด้วยการสร้างอะไรที่แตกต่างออกไป แต่ Soori Penang เลือกใช้ตึกแถวเก่า 15 หลังที่ตั้งอยู่ติดกับ Khoo Kongsi มารวมและปรับเป็นโรงแรมแทน

 

สถาปนิก Soo K. Chan ซึ่งเติบโตมากับพื้นที่นี้นำความทรงจำในวัยเด็กมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ โดยเก็บทั้ง Rhythm และ Scale ของ Streetscape เดิมเอาไว้ ก่อนปรับพื้นที่ด้านในให้สงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น วัสดุอย่าง Lime Plaster หิน ไม้ และบรอนซ์ถูกเลือกมาใช้เพื่อช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อนชื้น ขณะที่ของบางอย่างอย่างหินโม่ข้าวเก่าก็ถูกเปลี่ยนมาใช้เป็นน้ำพุภายในโรงแรม

 

อีกประสบการณ์ที่น่าสนใจคือแขกของโรงแรมสามารถเข้าไปยัง Courtyard ของ Khoo Kongsi ที่อยู่ติดกันหลังเวลาปิดปกติได้ ทำให้มีโอกาสเห็นพื้นที่ Heritage แห่งนี้ใต้แสงโคมในช่วงที่นักท่องเที่ยวทั่วไปออกไปหมดแล้ว และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโรงแรมกับย่านเก่าไม่ได้หยุดอยู่แค่การยืมสไตล์สถาปัตยกรรมมาใช้

 

More info: https://sooripenang.com/

 

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 13

 

The Silk Lakehouse, Shangri-La Hangzhou

 

แทนที่จะรีโนเวตโรงแรมริม West Lake ให้ดูใหม่และหรูขึ้น The Silk Lakehouse เลือกเดินอีกทางด้วยการหยิบบรรยากาศของบ้านพ่อค้าในภูมิภาค Jiangnan มาเป็นจุดตั้งต้น และพยายามทำให้โรงแรมรู้สึกเหมือนบ้านที่อยู่กับทะเลสาบมานาน มากกว่าจะเป็นโรงแรมร่วมสมัยที่ถูกนำมาตั้งภายหลัง

 

การปรับอาคารถึงขั้นรื้อบางส่วนของโครงสร้างเดิมออก เพื่อไม่ให้บดบัง Skyline และบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ของ West Lake ขณะที่อินทีเรียร์ผสมทั้งงานไม้เคลือบแบบจีน ผ้าและเฟอร์นิเจอร์ที่มีรายละเอียดค่อนข้างแน่น เข้ากับอิทธิพลการตกแต่งแบบยุโรป

 

ช่องเปิดขนาดใหญ่ทั่วอาคารถูกจัดวางให้ทำหน้าที่เหมือนกรอบภาพที่ดึงสายตาออกไปยังทะเลสาบ ทำให้แม้อินทีเรียร์จะมีรายละเอียดมาก แต่ West Lake ยังคงเป็นพระเอกของพื้นที่ และช่วยเชื่อมโรงแรมกลับไปยังประวัติศาสตร์เรื่องผ้าไหม บทกวี และวัฒนธรรมการออกแบบภูมิทัศน์ของหางโจวอย่างชัดเจน

 

More info: https://www.shangri-la.com/hangzhou/shangrila/thesilklakehouse/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 14

 

The Telegraph Hotel

 

ก่อนจะกลายมาเป็นโรงแรม ที่นี่เคยเป็นสำนักงานใหญ่ด้านการสื่อสารในยุคสหภาพโซเวียตมาก่อน และ The Telegraph Hotel ก็ไม่ได้พยายามซ่อนอดีตนั้น เพราะทั้งโถงขนาดใหญ่ เพดาน Coffered และฟาซาดอันหนักแน่นของอาคารเดิมยังคงอยู่

 

สิ่งที่ถูกเติมเข้ามาคือแนวคิดที่มองโรงแรมเหมือน “เมืองขนาดย่อม” ทางเดินภายในจึงถูกออกแบบให้ชวนให้นึกถึงตรอกแคบๆ ของ Tbilisi ส่วนระเบียงส่วนกลางก็นำคาแรกเตอร์จากอาคารอพาร์ตเมนต์เก่าของจอร์เจียมาตีความใหม่

 

ห้องอาหาร บาร์ ห้องสมุด และพื้นที่ส่วนกลางหลายส่วนถูกจัดให้เปิดเข้าสู่ พื้นที่ตรงกลางซึ่งทำหน้าที่คล้ายจัตุรัสของเมือง ผลลัพธ์จึงไม่เหมือนโรงแรมที่พยายามสร้างโลกส่วนตัวแยกจากเมือง แต่เหมือนนำโครงสร้างและชีวิตบางส่วนของ Tbilisi เข้ามาย่อไว้ภายในอาคารเดียว

 

More info: https://telegraphhotel.com/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 15

 

Villa Dubrovnik

 

Villa Dubrovnik ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเล Adriatic และมองตรงไปยังเมืองเก่าของ Dubrovnik ตัวโรงแรมสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1961 ก่อนจะผ่านการออกแบบครั้งใหญ่โดย Studio Arthur Casas ซึ่งเลือกไม่ทำให้อินทีเรียร์แข่งกับวิวด้านนอกมากเกินไป

 

วัสดุอย่างหิน Limestone ไม้โอ๊ก ปูน Stucco และโทนสีธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นหลัก โดยแทบไม่มีการตกแต่งที่หวือหวา รายละเอียดเล็กๆ อย่างแผ่นประตูตู้เจาะรูยังอ้างอิงกลับไปยังงานลูกไม้แบบดั้งเดิมของโครเอเชีย ทำให้กลิ่นอายท้องถิ่นยังอยู่ในพื้นที่โดยไม่ต้องใช้ Ornament แบบตรงตัว

 

จุดสำคัญที่สุดกลับเป็นตำแหน่งของโรงแรมที่อยู่ติดน้ำมากจนทะเลกลายเป็นสิ่งที่รับรู้ได้แทบตลอดเวลา ตั้งแต่วิวจากเทอร์เรซไปจนถึงเสียงคลื่นด้านล่าง

 

More info: https://www.villa-dubrovnik.hr/

 

ภาพรวมโรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 16 แห่งที่ได้รับเลือกจาก Prix Versailles 16

 

The Oberoi Rajgarh Palace

 

The Oberoi Rajgarh Palace เริ่มต้นจากป้อมปราการอายุกว่า 350 ปีที่ตั้งอยู่ใกล้ Panna National Park ท่ามกลางป่า ทะเลสาบ และแนวเขา การบูรณะจึงให้ความสำคัญกับการรักษางานคราฟต์และคาแรกเตอร์ของอาคารเดิม มากกว่าทำให้ทั้งหมดดูใหม่เหมือนรีสอร์ตที่สร้างขึ้นจากศูนย์

 

หนึ่งในองค์ประกอบที่พบได้ทั่วพื้นที่คือน้ำ ตั้งแต่ Reflecting Pool ร่องน้ำ ไปจนถึง Courtyard ที่มีร่มเงา ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความสวย แต่ช่วยลดอุณหภูมิให้พื้นที่รอบอาคารตามวิธีการออกแบบแบบดั้งเดิม

 

ภายในใช้ทั้งงานแกะสลัก ผ้าทอ และเฟอร์นิเจอร์ทำมือเพื่ออ้างอิงกลับไปยังประวัติศาสตร์ของราชสำนักอินเดียตอนกลาง ขณะที่ทางเดินเปิดและเทอร์เรซขนาดใหญ่ยังคงเปิดวิวออกไปยังภูมิประเทศด้านนอก ทำให้ความหรูของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การใส่รายละเอียดให้มากที่สุด แต่เป็นการปล่อยให้อาคารเก่าและธรรมชาติทำงานร่วมกัน

 

More info: https://www.oberoihotels.com/hotels-in-khajuraho-rajgarh-palace-resort/

 

 

ภาพ: Courtesy of Hotels

The post 16 โรงแรมดีไซน์สวยระดับโลก 2026 โดย Prix Versailles appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน https://thestandard.co/life/10-new-hotels-3q-2026/ Tue, 06 Oct 2026 10:56:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1265296 ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026

ปี 2026 ยังเป็นอีกปีที่วงการโรงแรมไทยคึกคักเป็นพิเศษ ตั […]

The post 10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026

ปี 2026 ยังเป็นอีกปีที่วงการโรงแรมไทยคึกคักเป็นพิเศษ ตั้งแต่แบรนด์ระดับโลกที่เลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรกอย่าง Fairmont, Canopy, Grand Nikko และ RIU ไปจนถึงชื่อคุ้นเคยที่กลับมาในบทใหม่อย่าง THE BARAI และโรงแรมเก่าแก่บนถนนสุรวงศ์ที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ voco Bangkok Surawong

 

 

และในเมื่อผ่านมาสามไตรมาส หลายโรงแรมที่เราเคยเห็นคำว่า ‘Coming Soon’ ก็เปิดประตูต้อนรับแขกกันจริงๆ แล้ว LIFE จึงรวบรวมโรงแรมเปิดใหม่ในไทยประจำปี 2026 ที่ตอนนี้สามารถจองแล้วเก็บกระเป๋าไปนอนได้เลยมาให้เลือกกัน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 1

 

voco Bangkok Surawong

 

กรุงเทพฯ | มกราคม 2026

 

เริ่มต้นปีด้วยการมาถึงของ voco แห่งแรกในประเทศไทย แบรนด์ Premium Collection ของ IHG ที่เลือกปักหมุดบนถนนสุรวงศ์ โดยนำพื้นที่ของ The Tawana Bangkok โรงแรมเก่าแก่ที่อยู่คู่ย่านมาหลายสิบปี กลับมาตีความใหม่ ความน่าสนใจอยู่ที่การเก็บกลิ่นอาย Brutalist Modernism ของอาคารเดิมไว้ แล้วเติมความสดใสและเป็นกันเองตามคาแรกเตอร์ของ voco เข้าไป จนกลายเป็นโรงแรมเมืองที่เชื่อมอดีตของสุรวงศ์เข้ากับกรุงเทพฯ ยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 2

 

Anantara Siam Bangkok Hotel

 

กรุงเทพฯ | กันยายน 2026

 

หนึ่งในโรงแรมระดับตำนานของกรุงเทพฯ กลับมาในโฉมใหม่ หลัง Anantara Siam Bangkok Hotel ผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ ตั้งแต่ห้องพักและห้องสวีท พื้นที่ส่วนกลาง Kasara Executive Lounge ห้องประชุม ไปจนถึงสระว่ายน้ำและฟิตเนส โดยยังคงเอกลักษณ์ของอาคารเดิมที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1983 ทั้งเพดานสูง งานไม้ จิตรกรรมบนผ้าไหม และสวนทรอปิคัลใจกลางราชดำริเอาไว้

 

การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ได้พยายามเปลี่ยน Anantara Siam ให้กลายเป็นโรงแรมใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำเสน่ห์ของ ‘Grand Dame’ แห่งกรุงเทพฯ มาปรับให้เข้ากับการพักผ่อนยุคปัจจุบันมากขึ้น ไฮไลต์มีตั้งแต่ห้องพักและสวีทที่ปรับโฉมใหม่ ไปจนถึง Garden Pool Villa และ Two Bedroom Jim Thompson Explorer Suite เหมาะกับทั้งคนที่เคยผูกพันกับโรงแรมแห่งนี้ และคนรุ่นใหม่ที่อยากทำความรู้จักหนึ่งในโรงแรมคลาสสิกของกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 3

 

Fairmont Bangkok Sukhumvit

 

กรุงเทพฯ | สิงหาคม 2026

 

รอกันมาหลายปี ในที่สุด Fairmont ก็ปักหมุดโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทย โดยเลือกสุขุมวิทซอย 20 เป็นบ้าน พร้อมห้องพักและห้องสวีทรวม 474 ห้อง และวางตัวเป็น Urban Luxury Hotel ที่ไม่ได้อยากเป็นเพียงสถานที่สำหรับเข้าพัก แต่ตั้งใจให้เป็นอีกหนึ่งจุดนัดพบแห่งใหม่ของสุขุมวิท

 

แนวคิดหลักของโรงแรมคือ ‘The Blooming Stage’ เปรียบโรงแรมเป็นเวทีที่ผู้คน เรื่องราว และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ มาเจอกัน ภายในจึงมีทั้งพื้นที่ Wellness ห้องจัดเลี้ยงและ Ballroom ขนาดใหญ่ รวมถึงร้านอาหารและบาร์หลายคอนเซปต์ที่ตั้งใจดึงคนกรุงเทพฯ ให้เข้ามาใช้ชีวิตในโรงแรมแม้ไม่ได้เข้าพัก นับเป็นหนึ่งใน Luxury Opening ครั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ในปีนี้

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 4

 

Canopy by Hilton Bangkok Sukhumvit

 

กรุงเทพฯ | สิงหาคม 2026

 

สุขุมวิทซอย 12 กลายเป็นบ้านหลังแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Canopy by Hilton แบรนด์ Lifestyle Hotel ในเครือ Hilton ที่ชูแนวคิด ‘Neighborhood’ หรือการทำให้โรงแรมเป็นส่วนหนึ่งของย่าน ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับเข้าพัก ที่นี่มีห้องพัก 174 ห้อง พร้อมบรรยากาศสนุก เป็นกันเอง และหยิบความเป็นกรุงเทพฯ มาเล่าโดยไม่ต้องพยายาม ‘ไทยจ๋า’ จนเกินไป

 

ความสนุกอยู่ที่งานดีไซน์ซึ่งนำเรื่องราวรอบสุขุมวิทมาตีความใหม่ ตั้งแต่อดีตของโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ไปจนถึงกลิ่นอายอุตสาหกรรมของท่าเรือคลองเตย เสริมด้วย 4 ร้านอาหารและบาร์ ได้แก่ Luso, Cante, SoolHaus และ Glint รูฟท็อปพูลบาร์ รวมถึง City Curator ที่ทำหน้าที่พาแขกออกไปทำความรู้จัก Neighborhood รอบโรงแรม เหมาะกับคนที่อยากพักกลางสุขุมวิท แต่ยังได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในมุมที่มีเรื่องราวมากกว่าแค่ห้าง ร้านอาหาร และรถไฟฟ้า

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 5

 

Kahavadi Chiang Rai, Curio Collection by Hilton

 

เชียงราย | กรกฎาคม 2026

 

ทางเหนือก็มีโรงแรมใหม่ที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน เมื่อ Hilton เลือกเชียงรายเป็นหมุดหมายแรกในภาคเหนือ เปิด Kahavadi Chiang Rai, Curio Collection by Hilton รีสอร์ตริมแม่น้ำกกขนาด 167 ห้อง และถือเป็นการมาถึงเชียงรายครั้งแรกของแบรนด์ Curio Collection by Hilton

 

คอนเซปต์ของโรงแรมหยิบเรื่องราวของ ‘คฤหาสน์พ่อค้า’ และอดีตของเชียงรายในฐานะเมืองแห่งการค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ผ่านสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายล้านนา งานคราฟต์และผลงานของศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงประสบการณ์ที่พาแขกทำความรู้จักภาคเหนือมากขึ้น ทั้งอาหารเหนือ คลาสทำอาหาร ปั่นจักรยานเที่ยววัด และ eForea Spa ที่มีทรีตเมนต์ ‘ตอกเส้น’ แบบล้านนา

 

โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 10 นาที และอยู่ไม่ไกลจากวัดร่องเสือเต้น จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่อยากเที่ยวเชียงรายผ่านมุม Contemporary Lanna โดยไม่ทิ้งความเป็น Destination Resort

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 6

 

THE BARAI HUA HIN, The Unbound Collection by Hyatt

 

หัวหิน | มิถุนายน 2026

 

ชื่อ THE BARAI อาจไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับสาย Wellness เพราะที่นี่เริ่มต้นจากเดสติเนชันสปาที่อยู่คู่หัวหินมานานเกือบ 20 ปี แต่ปี 2026 ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ครั้งใหญ่ เมื่อ THE BARAI ขยายจากสปาสู่บูทีครีสอร์ตริมทะเลเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัวในฐานะ The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในประเทศไทย

 

รีสอร์ตมีห้องพักและสวีทรวม 98 ห้อง โดยยังคงสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ THE BARAI ที่หยิบแนวคิดเรื่องธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม และไฟ มาเป็นหัวใจ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ Wellness ให้ครอบคลุมทั้งสปา โยคะ การเคลื่อนไหว อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ผ่านแนวคิด ‘Sanook’ หรือการดูแลตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดเสมอไป เหมาะกับคนที่อยากใช้วันหยุดพักทั้งร่างกายและใจ โดยยังได้บรรยากาศสบายๆ ของทะเลหัวหินไปพร้อมกัน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 7

 

La Solaya Khao Lak

 

เขาหลัก พังงา | มกราคม 2026

 

อีกหนึ่งโรงแรมที่กลับมาในบทใหม่ หลัง La Flora Group เข้าซื้อ Mukdara Beach Villa & Spa Resort และปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ ก่อนเปิดตัวอีกครั้งในชื่อ La Solaya Khao Lak รีสอร์ตลักชัวรีระดับ 5 ดาวริมชายหาดบางเนียง ที่ยังคงข้อดีเรื่องทำเลติดทะเลและบรรยากาศสงบแบบเขาหลักเอาไว้ แต่ปรับทั้งห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง ภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ร่วมสมัยขึ้น

 

ที่พักมีทั้งห้องพักและวิลล่าหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Deluxe Room ไปจนถึง Pool Villa ดีไซน์เน้นโทนธรรมชาติและความเรียบง่าย พร้อมพื้นที่สำหรับใช้ชีวิตช้าๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำ Wellness ไปจนถึง SolMare ห้องอาหารริมหาดสำหรับนั่งกินมื้อเย็นพร้อมชมพระอาทิตย์ตก เหมาะกับคนที่อยากหลบความวุ่นวาย แล้วปล่อยวันหยุดให้เดินไปตามจังหวะของทะเลแบบไม่ต้องรีบร้อน

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 8

 

Grand Nikko Bangkok Sathorn

 

กรุงเทพฯ | เมษายน 2026

 

โรงแรม Grand Nikko แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเปิดรับแขกตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2026 บนถนนสาทรใต้ พร้อมนำแนวคิดการบริการแบบญี่ปุ่นหรือ Omotenashi มาผสมกับความอบอุ่นแบบไทย ตัวโรงแรมเปิดให้บริการทั้งห้องพักและเรสซิเดนซ์รวม 405 ห้อง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Waterside Guesthouse’ ที่ใช้ ‘น้ำ’ เป็นตัวเชื่อมความงามแบบไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

 

นอกจากห้องพักแล้ว ที่นี่ยังมีทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้ง สปาโดย divana® และร้านอาหารหลายคอนเซปต์ ตั้งแต่ SANUK ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นและเทปปันยากิ ก่อนขึ้นไปจบวันที่ TENKU 33 รูฟท็อปบาร์บนชั้น 33 เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบเนี้ยบแบบ Japanese Hospitality แต่ยังอยากอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 9

 

Grande Centre Point Voyage Pattaya

 

พัทยา ชลบุรี | ตุลาคม 2026

 

พัทยามีแลนด์มาร์กใหม่สำหรับสาย Family อีกแห่งกับ Grande Centre Point Voyage Pattaya โรงแรมใหม่ล่าสุดจาก Grande Centre Point ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 พร้อมคอนเซปต์ ‘The Borderless Journey’ ที่ตั้งใจทำให้การเข้าพักสนุกเหมือนออกเดินทางไปยังโลกอีกใบ

 

โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทรวม 494 ห้อง โดยทุกห้องมองเห็นวิวทะเล แต่ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่สารพัดกิจกรรมซึ่งทำให้ที่นี่มีความเป็น Destination Hotel เต็มตัว ตั้งแต่ Time Traveller Water Park สวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร, Voyage Circuit สนามโกคาร์ตไฟฟ้า, Midnight Nebula พื้นที่เกมและความบันเทิง ไปจนถึง The Sand Theatre รวมถึงร้านอาหารและบาร์อีก 9 คอนเซปต์ เหมาะกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่อยากได้โรงแรมแบบเช็กอินแล้วมีอะไรให้ทำได้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ

 

ภาพรวมโรงแรมใหม่ 10 แห่งที่เปิดให้บริการในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 10

 

Hotel Riu Palace Phuket

 

ภูเก็ต | กันยายน 2026

 

อีกหนึ่งแบรนด์โรงแรมระดับโลกที่เข้ามาปักหมุดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกปีนี้กับ RIU Hotels & Resorts เชนโรงแรมสัญชาติสเปนที่เลือกหาดไม้ขาวเป็นบ้านของ Hotel Riu Palace Phuket รีสอร์ต 5 ดาวขนาดใหญ่ 504 ห้อง และนำโมเดล All-Inclusive ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของแบรนด์เข้ามาเต็มรูปแบบ

 

ที่นี่ให้บริการแบบ 24-Hour All-Inclusive ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงกิจกรรมต่างๆ ภายในรีสอร์ต พร้อม 6 ห้องอาหาร 7 บาร์ 4 สระว่ายน้ำ และ Elite Club by RIU สำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์พิเศษขึ้นอีกระดับ เหมาะกับวันหยุดประเภทที่อยากเช็กอินแล้ววางแผนให้น้อยที่สุด เพราะแทบทุกอย่างที่ต้องการสำหรับการพักผ่อนรวมอยู่ในรีสอร์ตเรียบร้อยแล้ว

 

ภาพ: Courtesy of Brands

The post 10 New Hotels รวมโรงแรมใหม่ 3Q แรก ปี 2026 ที่พร้อมให้เราพุ่งตัวไปนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 https://thestandard.co/life/capella-anantara-ultras-hotel-awards/ Tue, 06 Oct 2026 04:21:22 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1264997 Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ULTRAs 2026 หรือ Ultimate Luxury Tra […]

The post Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ULTRAs 2026 หรือ Ultimate Luxury Travel Related Awards เวทีรางวัลด้านลักชัวรีทราเวล ซึ่งตัดสินจากเสียงโหวตของผู้อ่าน Ultratravel และสมาชิก GHA DISCOVERY กว่า 38 ล้านคน ได้ประกาศผลไปสดๆ ร้อนๆ โดยปีนี้ชื่อโรงแรมไทยคว้ารางวัลหลายสาขา

 

เริ่มจาก ‘Capella Bangkok’ ที่คว้ารางวัล Best Hotel in Asia/Pacific หรือโรงแรมยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ Anantara Koh Yao Yai Resort & Villas รีสอร์ตบนเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา คว้ารางวัลใหญ่ ‘Best New Hotel in the World’ หรือโรงแรมเปิดใหม่ยอดเยี่ยมของโลก

 

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเครือโรงแรม ‘Anantara Hotels & Resorts’ ยังได้รับเลือกเป็น Luxury Brand of the Year พร้อมกับ ‘William E. Heinecke’ ผู้ก่อตั้งและประธาน Minor International ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award เพื่อยกย่องผลงานและบทบาทที่มีต่ออุตสาหกรรม Hospitality ระดับโลกมาอย่างยาวนาน

 

สำหรับ ULTRAs 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ณ Tower of London กรุงลอนดอนที่ผ่านมา โดยปีนี้มีรางวัลทั้งหมด 18 สาขา ครอบคลุมทั้งโรงแรม สายการบิน สนามบิน เรือสำราญ จุดหมายปลายทาง และแบรนด์ลักชัวรี สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่าโรงแรมและแบรนด์ Hospitality ที่เชื่อมโยงกับประเทศไทยยังคงมีบทบาทโดดเด่นบนเวที Luxury Travel ระดับโลก

 

รายชื่อผู้ชนะ ULTRAs 2026 ทั้ง 18 สาขา

 

  1. Ultratravel Collection Hotel of the Year:🏆 Capella Sydney, Australia
  2. Luxury Brand of the Year:🏆 Anantara Hotels & Resorts
  3. Best New Hotel in the World:🏆Anantara Koh Yao Yai Resort & Villas, Thailand
  4. Best Hotel in Europe:🏆 Pan Pacific London, United Kingdom
  5. Best Hotel in Asia/Pacific:🏆 Capella Bangkok, Thailand
  6. Best Hotel in Middle East/Africa:🏆 Marsa Malaz Kempinski, The Pearl – Doha, Qatar
  7. Best Hotel in India/Indian Ocean:🏆 The Leela Palace New Delhi, India
  8. Best Hotel in Americas/Caribbean:🏆 The Surrey, A Corinthia Hotel, New York, USA
  9. Best Airline in the World:🏆 Emirates
  10. Best Airline in Europe:🏆 Lufthansa
  11. Best Airline in Middle East:🏆 Emirates
  12. Best Airline in Asia/Australasia:🏆 Singapore Airlines
  13. Best Airline in the Americas:🏆 Delta Air Lines
  14. Best Airport in the World:🏆 Singapore Changi Airport
  15. Best Luxury Cruise Line:🏆 Regent Seven Seas Cruises
  16. Favourite Country for a Holiday:🏆 Japan
  17. Favourite Luxury Lifestyle Brand:🏆 Louis Vuitton
  18. Lifetime Achievement Award:🏆 William E. Heinecke, Founder & Chairman of Minor International

 

ภาพ: THE STANDARD TEAM

The post Capella Bangkok และ Anantara Koh Yao Yai คว้า ‘โรงแรมยอดเยี่ยม’ จาก ULTRAs 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน https://thestandard.co/life/mandarin-oriental-bangkok-150-years/ Sat, 03 Oct 2026 08:40:04 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1263722 ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม

เวลาได้ยินว่าโรงแรมหนึ่งมีอายุถึง 150 ปี ภาพแรกที่นึกถึ […]

The post Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม

เวลาได้ยินว่าโรงแรมหนึ่งมีอายุถึง 150 ปี ภาพแรกที่นึกถึงอาจเป็นความขรึม ความเก่า หรือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์จนให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปชมมากกว่าเข้าไปพัก แต่ความรู้สึกนั้นกลับไม่ค่อยเกิดขึ้นกับ Mandarin Oriental Bangkok หรือ ‘โอเรียนเต็ล’ ที่คนไทยเรียกกันติดปาก โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1876 ผ่านการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ มาหลายยุค ทั้งยังเคยต้อนรับแขกคนสำคัญหลายคน ตั้งแต่นักเขียนอย่าง Joseph Conrad และ Somerset Maugham ไปจนถึงคนดังจากหลากหลายวงการ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเราไม่ใช่เพียงรายชื่อคนดังที่เคยมาพัก หากเป็นคำถามที่ว่าโรงแรมที่มีอดีตมากขนาดนี้จะทำอย่างไรให้คนยังรู้สึกว่าน่าพัก และอยากกลับมาอีกในยุคปัจจุบัน

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 1

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 2

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 3

 

Why here?

 

หนึ่งในเหตุผลที่น่ากลับมาโอเรียนเต็ลในปีนี้คือการเผยโฉม Garden Wing หลังการปรับโฉมใหม่ โดยได้ Jeffrey Wilkes จาก DESIGNWILKES มาดูแลงานออกแบบ และตีความความคลาสสิกของโรงแรมให้ร่วมสมัยขึ้น

 

สีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือ Celadon Green หรือสีเขียวศิลาดล เฉดสีเขียวอ่อนซึ่งมีต้นทางจากสีเคลือบของเครื่องศิลาดลโบราณในเอเชีย และกลายเป็นหนึ่งในการออกแบบของ Mandarin Oriental ในช่วงที่ผ่านมา

 

แต่สิ่งที่เราชอบคือ แม้โรงแรมจะมีเหตุผลมากมายให้ตัดสินใจปรับปรุงใหม่ในวาระ 150 ปี ทว่าพื้นที่ที่เป็นภาพจำอย่าง Authors’ Lounge ยังคงทำหน้าที่เป็นห้องรับแขกช่วงบ่ายสำหรับนั่งจิบน้ำชา

 

ส่วน Bamboo Bar พอตกกลางคืนก็ยังเต็มไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส คนนั่งดื่ม และบรรยากาศแบบเดิมเหมือนตอนมากับครอบครัว เราว่านั่นทำให้การเดินอยู่ในโรงแรมมีทั้งความรู้สึกคุ้นเคยและความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานที่อายุ 150 ปีแห่งนี้ยังไม่รู้สึกล้าสมัย

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 4

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 5

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 6

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 7

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 8

 

Worth it

 

ครั้งนี้เราพักยัง Chao Phraya Suite ห้องสวีตหนึ่งห้องนอนขนาด 83 ตารางเมตร ซึ่งหลังจากใช้เวลาอยู่จริงแล้ว สิ่งที่ชอบไม่ใช่เพียงเรื่องขนาด แต่เป็นวิธีการแบ่งพื้นที่ที่ทำให้ห้องมีความรู้สึกคล้ายบ้านพักมากกว่าห้องโรงแรม

 

ภายในแยกพื้นที่นั่งเล่น ห้องนอน และมุมรับประทานอาหารสำหรับ 4 คนออกจากกัน มี Service Pantry สำหรับรองรับการเสิร์ฟอาหาร รวมถึง Walk-in Dressing Area ส่วนห้องน้ำใช้หินอ่อนและมีทั้ง Walk-in Shower กับอ่างสำหรับแช่ตัว เป็นห้องที่ต่อให้พักหลายคืนก็ยังมีพื้นที่ให้แต่ละกิจกรรม แบบที่ไม่ต้องใช้ชีวิตทุกอย่างอยู่รอบเตียง

 

ส่วนที่เราชอบที่สุดคงเป็นหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานและระเบียงส่วนตัว ที่หันออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา วิวตรงนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย ตั้งแต่ช่วงเช้าที่เรือเริ่มวิ่งไปมา กลางวันที่แม่น้ำคึกคัก ไปจนถึงช่วงเย็นที่แสงที่ตรงกับทิศตะวันตกพอดี และการมีระเบียงทำให้ห้องไม่ได้แค่เห็นวิวแม่น้ำผ่านกระจก แต่สามารถออกไปนั่งใช้เวลากับวิวตรงหน้าได้จริงๆ รายละเอียดการตกแต่งยังคงอิงกับความเป็นไทย ทั้งงานศิลปะ ลวดลาย และสีของผ้า แต่ตีความออกมาแบบร่วมสมัยขึ้น จึงไม่รู้สึกเหมือนห้องโรงแรมไทยแบบดั้งเดิม

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 9

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 10

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 11

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 12

 

อีกสิ่งที่ทำให้การพัก 3 วัน 2 คืน รอบนี้รู้สึกเต็มขึ้นมาก คือเราแทบไม่ได้ออกจากโรงแรมเลย เพราะตั้งใจใช้เวลาเก็บประสบการณ์ห้องอาหารให้ครบ ตั้งแต่มื้อที่ Anne-Sophie Pic at Le Normandie ซึ่งเป็นบทใหม่ของ Le Normandie ร้านอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ของโรงแรม ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ Anne-Sophie Pic และได้รับ 2 ดาวมิชลิน เมนูยังคงยึดพื้นฐานอาหารฝรั่งเศส แต่ตีความผ่านแนวคิดแบบที่เป็นลายเซ็นของเชฟ ทำให้ร้านนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนแค่การรีแบรนด์ของ Le Normandie เดิม แต่เป็นการพาร้านเก่าเข้าสู่บทใหม่อย่างจริงจัง

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 13

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 14

 

อีกมื้อเราเลือกข้ามเรือไปที่ Baan Phraya ห้องอาหารไทยในเรือนไม้อายุกว่าร้อยปีฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ก่อนถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องอาหารไทยร่วมสมัยผ่านฝีมือของ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ที่หยิบทั้งอาหารพื้นถิ่นและอาหารชาววังมาตีความใหม่ จุดที่ทำให้มื้อนี้ต่างจากห้องอาหารอื่นไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นการนั่งกินอยู่ในบ้านเก่าริมน้ำที่ยังเก็บโครงสร้างไม้สักและรายละเอียดดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้บรรยากาศของมื้ออาหารมีเรื่องราวไปพร้อมกับรสชาติ

 

ส่วนอีกห้องที่เราแวะคือ The China House by Chef Fei ซึ่งมาในทิศทางอาหารจีนกวางตุ้งและเฉาซานมากขึ้น ภายใต้การดูแลของ Chef Fei เมนูเน้นรสชาติแบบดั้งเดิม แต่ปรับให้ร่วมสมัยขึ้น พร้อมทั้งมี Tea Bar และ Cocktail Bar แยกเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ทำให้มื้อนี้มีคาแรกเตอร์ต่างจากสองร้านแรกค่อนข้างชัด

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 15

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 16

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 17

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 18

 

เรายังแวะไป The Oriental Spa ที่อยู่ในเรือนไม้ ซึ่งยังคงหยิบศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบเอเชียมาผสมกับเทคนิคสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศที่สงบมาก

 

เราว่าจุดแข็งของโอเรียนเต็ลวันนี้คือการที่โรงแรมไม่ได้มีแค่ของเก่าให้กลับไปคิดถึง แต่มีเหตุผลใหม่ๆ ให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่ห้องพัก ร้านอาหาร ไปจนถึงสปา โดยทั้งหมดก็ยังเชื่อมกลับไปหาบุคลิกเดิมของโรงแรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ภาพโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงถึงความสง่างาม 19

 

Good for

 

ใครที่ชอบโรงแรมซึ่งมี sense of place ชัดเจน และอยากให้สถานที่ที่พักมีเรื่องราวมากกว่าแค่ห้องสวย รวมถึงคนที่กำลังมองหาการ Staycation ริมแม่น้ำสำหรับโอกาสพิเศษ และตั้งใจใช้เวลาอยู่ในโรงแรมจริงๆ

 

ส่วนใครที่ไม่ได้กลับมาโอเรียนเต็ลมาหลายปี ปีที่โรงแรมมีอายุครบ 150 ปี อาจเป็นช่วงที่ดีที่จะกลับมาอีกครั้ง เพราะความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างให้ดูใหม่ แต่อยู่ที่การรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรดีอยู่แล้วจนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปซะหมด

 

Mandarin Oriental Bangkok

Location: ซอยเจริญกรุง 40 กรุงเทพฯ

Budget: เริ่มต้นที่ 25,000++ บาทต่อคืน (ราคาปรับเปลี่ยนตามประเภทห้องพักและช่วงเวลา)

Website: https://www.mandarinoriental.com/en/bangkok/chao-phraya-river

Facebook: https://www.facebook.com/MandarinOrientalBangkok

Instagram: https://www.instagram.com/mo_bangkok/

 


 

 

The post Mandarin Oriental, Bangkok โรงแรมระดับตำนานในวัย 150 ปี ที่ยังสง่างามในปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง https://thestandard.co/life/asia-autumn-foliage-spots/ Thu, 01 Oct 2026 11:43:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1262791 ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม

ฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเอเชีย แต่ค่อยๆ เ […]

The post Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม

ฤดูใบไม้ร่วงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วเอเชีย แต่ค่อยๆ เดินทางจากพื้นที่สูงและดินแดนทางเหนือ ไล่ลงมายังเมืองและพื้นที่ทางใต้ ตั้งแต่ภูเขาของฮอกไกโดที่เริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่เดือนกันยายน ป่าแดงบนเทือกเขาของเกาหลีในเดือนตุลาคม ก่อนจะมาถึงเกียวโตในเดือนพฤศจิกายน และลากยาวไปจนถึงภูเขาของไต้หวันในช่วงปลายปี สำหรับคนที่กำลังวางแผน Autumn Trip นี่คือ 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชียที่น่าเก็บไว้ในลิสต์

 

 
 

1. Daisetsuzan National Park, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 1

 

ตามหาใบไม้แดงชุดแรกของญี่ปุ่น

 

ถ้าอยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสีก่อนใครในญี่ปุ่นให้ขึ้นเหนือไปยัง Daisetsuzan อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด พื้นที่ธรรมชาติขนาดมหึมากว่า 2,000 ตารางกิโลเมตรที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ หุบเขา บ่อน้ำพุร้อน และยอดเขาสูงหลายลูก รวมถึง Asahidake ยอดเขาที่สูงที่สุดของฮอกไกโด ด้วยตำแหน่งทางเหนือและพื้นที่ซึ่งมีระดับความสูงแตกต่างกันมาก Daisetsuzan จึงเป็นหนึ่งในสถานที่แรกๆ ของญี่ปุ่นที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี บางพื้นที่เริ่มเห็นสีตั้งแต่เดือนกันยายน โดยเริ่มจากพุ่มไม้สีแดงบนยอดเขา ก่อนค่อยๆ ไหลลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ที่นี่จุดเที่ยวนิยมคือ Asahidake และ Kurodake ที่มีกระเช้าพาขึ้นสู่พื้นที่สูง จึงสามารถชมทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีได้กว้างสุดสายตาได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินเขาระยะไกล

 

Best Time: กลางกันยายน–ต้นตุลาคม

 

2. Nikko, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 2

 

เมืองมรดกโลกที่ไล่เฉดสีจากภูเขาลงมาถึงวัด

 

ห่างจากโตเกียวเพียงราว 2 ชั่วโมง Nikko เป็นเมืองกลางขุนเขาที่มีทั้งวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ รวมถึงธรรมชาติสวยๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไฮไลต์สำคัญคือ Toshogu Shrine ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวัดและศาลเจ้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่ไม่ว่าจะเดินหรือถ่ายรูปมุมไหนก็สวย นอกจากนี้ยังมี Oku-Nikko พื้นที่ธรรมชาติบนภูเขาที่มีทั้งทะเลสาบ Chuzenji น้ำตก Kegon และทุ่งชุ่มน้ำ Senjogahara

 

ความพิเศษของ Nikko ในฤดูใบไม้ร่วงคือ ใบไม้ไม่ได้เปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งเมือง เพราะแต่ละพื้นที่มีระดับความสูงต่างกัน สีแดงและเหลืองจึงเริ่มปรากฏบนภูเขาและบริเวณ Oku-Nikko ก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ลงมายังทะเลสาบ น้ำตก และพื้นที่รอบตัวเมือง ทำให้ Nikko มีช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีค่อนข้างยาว และแต่ละช่วงเวลาก็ให้ภาพของฤดูใบไม้ร่วงที่แตกต่างกัน

 

Best Time: ต้นตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 5

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 6

 

3. Kyoto, ญี่ปุ่น

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 3

 

เมืองหลวงเก่าถูกย้อมด้วยสีแดงของ Momiji

 

ถ้าซากุระคือภาพจำของเกียวโตในฤดูใบไม้ผลิ Momiji หรือใบเมเปิลแดงก็คงเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นแห่งนี้เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า สวน และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เมื่อทั้งหมดถูกล้อมด้วยใบไม้สีแดง ส้ม และทอง เมืองทั้งเมืองจึงเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมีแทบทุกย่าน ตั้งแต่ Tofuku-ji ที่มองจากสะพานลงไปเห็นทะเลเมเปิลเบื้องล่าง, Eikando ที่ขึ้นชื่อเรื่องใบไม้แดง, Nanzen-ji ไปจนถึง Arashiyama ซึ่งมีภูเขาเปลี่ยนสีเป็นฉากหลังของแม่น้ำ Katsura ยิ่งไปกว่านั้นวัดหลายแห่งยังเปิด Autumn Illumination ให้ชมสวนและใบไม้แดงยามค่ำคืน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกแบบเจาะจงไม่ได้ เราเลยยกให้เกียวโตทั้งเมืองเป็นหนึ่งในจุดหมายของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คลาสสิกที่สุดของเอเชีย

 

Best Time: กลาง–ปลายพฤศจิกายน

 

4. Seoraksan National Park, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 4

 

ภูเขาหินกลางทะเลใบไม้แดงของเกาหลี

 

หนึ่งในภาพจำของฤดูใบไม้ร่วงเกาหลีคือภูเขาหินสีเทาที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางป่าสีแดง ส้ม และเหลือง และ Seoraksan คือหนึ่งในสถานที่ที่ได้เห็นภาพนั้นชัดที่สุด

 

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ ใกล้เมืองชายทะเล Sokcho ภูมิประเทศเต็มไปด้วยยอดเขาหินแกรนิต หน้าผา หุบเขา ลำธาร น้ำตก และวัดพุทธเก่าแก่ จึงเป็นจุดหมายของนัก Hiking ตลอดทั้งปี แต่จะสวยเป็นพิเศษในเดือนตุลาคม เมื่ออากาศเย็นจากทางเหนือทำให้ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีก่อนพื้นที่อื่นของประเทศ หากไม่อยากเดินเขาหนัก สามารถขึ้น Seorak Cable Car ไปยังบริเวณ Gwongeumseong เพื่อชมแนวภูเขาและป่าที่กำลังเปลี่ยนสีจากมุมสูงได้

 

Best Time: กลาง–ปลายตุลาคม

 

5. Naejangsan National Park, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 5

 

อุโมงค์เมเปิลแห่งฤดูใบไม้ร่วง

 

เมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของ Seoraksan ทางเหนือเริ่มผ่านช่วงพีก สีสันของฤดูใบไม้ร่วงจะค่อยๆ เดินทางลงมายังทางตอนใต้ Naejangsan ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โด่งดังที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งเส้นทางยอดนิยมคือ เส้นทางสู่ Naejangsa Temple วัดพุทธกลางหุบเขาที่เรียงรายด้วยต้นเมเปิลทั้งสองฝั่ง เมื่อเข้าสู่ช่วงพีกกิ่งไม้เหนือศีรษะจะเปลี่ยนเป็นแดง ส้ม และทองจนเกิดเป็นอุโมงค์ใบไม้ตามธรรมชาติ รอบอุทยานยังมีน้ำตก ทะเลสาบ เส้นทางเดินป่า และกระเช้าที่พาขึ้นไปชมผืนป่าจากมุมสูง หากอยากเห็นฤดูใบไม้ร่วงของเกาหลีใต้แบบจัดเต็ม ที่นี่คือหนึ่งในจุดที่ไม่ควรพลาด

 

Best Time:ปลายตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

6. Seoul, เกาหลีใต้

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 6

 

ใบไม้เปลี่ยนสีกลางเมืองที่ไม่ต้องขึ้นเขาก็เจอ

 

โซลเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เรารู้สึกว่าคล้ายกับเกียวโต คือไม่จำเป็นต้องออกเดินทางไกลเพื่อสัมผัสฤดูใบไม้ร่วง เพราะตั้งแต่พระราชวังเก่า ถนน มหาวิทยาลัย ไปจนถึงสวนสาธารณะทั่วเมือง ต่างพร้อมใจกันเปลี่ยนสีในช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายน ใคร

 

อยากได้ภาพคลาสสิกให้ไป Gyeongbokgung หรือ Changdeokgung ที่ใบเมเปิลสีแดงและแปะก๊วยสีทองตัดกับหลังคาพระราชวังเกาหลี หรือเดินเล่นบริเวณ Deoksugung Stone Wall Road ซึ่งเปลี่ยนเป็นถนนสีเหลืองเมื่อใบแปะก๊วยเริ่มร่วง ส่วนใครอยากใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกหน่อย Namsan และ Bukhansan ก็อยู่ไม่ไกล ความสนุกจึงอยู่ตรงที่เราสามารถเที่ยวเมือง กิน ดื่ม และเข้าพิพิธภัณฑ์ตามปกติ โดยมีใบไม้เปลี่ยนสีเป็นฉากหลังตลอดทั้งทริป

 

Best Time: ปลายตุลาคม–กลางพฤศจิกายน

 

7. Mutianyu Great Wall, จีน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 7

 

กำแพงเมืองจีนทอดตัวผ่านภูเขาสีแดงและทอง

 

Mutianyu เป็นหนึ่งในช่วงของกำแพงเมืองจีนที่เดินทางไปได้สะดวกจากปักกิ่ง และมีแนวกำแพงกับหอสังเกตการณ์ที่ได้รับการบูรณะค่อนข้างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษในฤดูใบไม้ร่วงคือภูเขาซึ่งโอบล้อมกำแพงแทบทุกทิศทาง เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ป่าบนภูเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง ส้ม และทอง ขณะที่กำแพงหินทอดตัวขึ้นลงตามแนวสันเขาไปจนลับสายตา กลายเป็นทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีที่แตกต่างจากสวนและวัดของญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง นักท่องเที่ยวสามารถเดินบนกำแพงเพื่อหามุมชมวิว หรือใช้ Cable Car ขึ้นไปด้านบนก่อนค่อยเดินสำรวจตามแนวกำแพงก็ได้

 

Best Time: กลางตุลาคม–ต้นพฤศจิกายน

 

8. Jiuzhaigou Valley, จีน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 8

 

ป่าสีทอง ทะเลสาบสีฟ้า เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด

 

Jiuzhaigou หรือ ‘หุบเขาเก้าหมู่บ้าน พื้นที่อนุรักษ์และมรดกโลกบนพื้นที่สูงทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน มีชื่อเสียงจากทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ น้ำตก ภูเขา และป่าที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขา ฤดูใบไม้ร่วงทำให้ภูมิทัศน์ที่มีสีสันอยู่แล้วของ Jiuzhaigou ยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก เพราะป่ารอบทะเลสาบจะเปลี่ยนเป็นเหลือง ส้ม และแดง สะท้อนลงบนผิวน้ำสีฟ้าใส บางจุดยังมองเห็นยอดเขาสูงเป็นฉากหลัง ภาพที่ได้จึงไม่ใช่แค่ ‘ใบไม้สีส้มแดง’ หากแต่เป็นการวางสีของน้ำ ป่า และภูเขาที่สวยงามรวมกับภาพวาด ซึ่งทำให้ช่วงเดือนตุลาคมถือเป็นช่วงสวยที่สุดช่วงหนึ่งของที่นี่

 

Best Time: กลาง–ปลายตุลาคม

 

9. Hunza Valley, ปากีสถาน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 9

 

หุบเขาสีทองกลางเทือกเขาคาราโครัม

 

ทางตอนเหนือของปากีสถาน ท่ามกลางเทือกเขา Karakoram คือที่ตั้งของ Hunza Valley หุบเขาบนพื้นที่สูงที่รายล้อมด้วยยอดเขาสูงหลายพันเมตร ธารน้ำแข็ง และหมู่บ้านเล็กๆ ที่กระจายตัวตามไหล่เขา ด้วยภูมิประเทศอันยิ่งใหญ่ ที่นี่จึงสวยแทบทุกฤดู แต่หนึ่งในช่วงที่โดดเด่นที่สุดคือฤดูใบไม้ร่วง

 

เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ต้น Poplar, Apricot, Mulberry และไม้ผลต่างๆ ที่ปลูกอยู่ทั่วหุบเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองทอง ส้ม และแดง ทำให้หมู่บ้านและพื้นที่เกษตรด้านล่างดูราวกับถูกย้อมด้วยสีอันสดใสขณะที่ฉากหลังยังคงเป็นยอดเขาสูงของ Karakoram โดยเฉพาะบริเวณ Passu ที่มองเห็นยอดเขาแหลมของ Passu Cones โผล่ขึ้นเหนือผืนป่าสีทอง เป็นหนึ่งในภาพฤดูใบไม้ร่วงที่แตกต่างจากภาพใบเมเปิลแดงของญี่ปุ่นและเกาหลีอย่างสิ้นเชิง

 

Best Time: ต้น–ปลายตุลาคม

 

10. Alishan, ไต้หวัน

 

ภาพวิวแม่น้ำอาราชิยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยงาม 10

 

รถไฟสายเก่า ทะเลหมอก และใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขา

 

หลายคนรู้จัก Alishan จากพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอก ป่าสนไซเปรส รวมถึงรถไฟสีแดงของ Alishan Forest Railway แต่เมื่ออากาศเริ่มเย็นในช่วงปลายปี ภูเขาแห่งนี้ก็มีอีกหนึ่งบรรยากาศให้ตามหา นั่นคือสีแดงและทองของไม้ผลัดใบที่ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาในผืนป่า

 

Alishan ไม่ใช่ภูเขาเพียงลูกเดียว แต่เป็นพื้นที่ภูเขาขนาดใหญ่ที่มีระดับความสูงแตกต่างกัน จึงมีทั้งป่าสน ไซเปรส ไร่ชา และพืชพรรณหลากหลายชนิด ใบไม้ร่วงของที่นี่ไม่ได้มาในรูปภูเขาสีแดงทั้งลูกแบบเกาหลี แต่เป็นใบเมเปิลและไม้ผลัดใบที่แต้มสีอยู่ท่ามกลางป่าสีเขียว ยิ่งเมื่อจับคู่กับหมอกยามเช้า ทางรถไฟสายเก่า และแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านต้นไม้ ก็กลายเป็นฤดูใบไม้ร่วงอีกแบบที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

 

Best Time: พฤศจิกายน–ธันวาคม

The post Autumn Calling! 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในเอเชีย ที่ควรไปปักหมุดในทันสักครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ROMM Convent นิยามใหม่ของ Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม-สาทร ที่ให้ ‘สุขภาพ’ และ ‘การพักผ่อน’ เป็นเรื่องเดียวกัน [Advertorial] https://thestandard.co/life/romm-convent-luxury-wellness-residences/ Thu, 01 Oct 2026 06:00:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1261808 ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร

งานวิจัยด้านสุขภาพยุคใหม่จำนวนมากชี้ไปทางเดียวกันว่า สภ […]

The post ROMM Convent นิยามใหม่ของ Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม-สาทร ที่ให้ ‘สุขภาพ’ และ ‘การพักผ่อน’ เป็นเรื่องเดียวกัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร

งานวิจัยด้านสุขภาพยุคใหม่จำนวนมากชี้ไปทางเดียวกันว่า สภาพแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันส่งผลต่อสุขภาพกายและใจไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่เรากินหรือการออกกำลังกาย

 

 
 

นั่นทำให้นิยามของ “สุขภาพดี” ในวันนี้ ไม่ได้จบอยู่แค่ในยิมหรือบนโต๊ะอาหารอีกต่อไป แต่ขยายไปถึง พื้นที่ที่เราเลือกใช้ชีวิตอยู่ในทุกๆ วัน

 

เมื่อคนยุคใหม่มองสุขภาพเป็นองค์รวมของทั้งชีวิต ที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่พักผ่อน แต่กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ต้องสนับสนุนทั้ง Physical, Mental และ Social Well-being ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

 

ROMM Convent (รมย์ คอนแวนต์) โดย พราว เรียลเอสเตท จึงตีความ Luxury ไปอีกขั้น ผ่านแนวคิด Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม–สาทร ที่นำ Wellness เข้าไปอยู่ตั้งแต่การเลือกทำเล การออกแบบห้องชุด และพื้นที่ส่วนกลาง ผสานแนวคิด LIVE – WELL – LIFE เพื่อเปลี่ยนจังหวะชีวิตอันเร่งรีบของคนเมืองให้กลายเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 1

 

‘ซอยคอนแวนต์’ โอเอซิสแห่งความเป็นส่วนตัว บนย่าน CBD

 

ความน่าสนใจของ ROMM Convent เริ่มตั้งแต่ ‘ทำเล’ ของโครงการที่ตั้งอยู่ในซอยคอนแวนต์ นับเป็นคอนโดมิเนียม High Rise ระดับลักชัวรีโครงการเดียวบนถนนคอนแวนต์-สาทร

 

ซอยคอนแวนต์ยังทำหน้าที่เชื่อมต่อถนนสายหลักได้ถึง 4 เส้นทาง ทางเหนือเชื่อมถนนสีลมฝั่ง Park Silom ทางใต้เชื่อมถนนสาทรเหนือ ส่วนซอยย่อยศาลาแดง 1 ใช้เป็นทางลัดออกถนนพระราม 4 และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ได้โดยไม่ต้องผ่านถนนใหญ่ ขณะที่ทางด่วนเฉลิมมหานครและทางด่วนศรีรัชก็อยู่ห่างออกไปเพียง 2-4 กิโลเมตร ที่สำคัญตัวโครงการอยู่ห่างจากจุดเชื่อมต่อ BTS สถานีศาลาแดง และ MRT สถานีสีลม เพียง 500 เมตร*

 

อีกทั้งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ โรงพยาบาล BNH, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์, กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, นานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส, Park Silom, Silom Complex และ Silom Edge

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังขนาบข้างด้วยเมกะโปรเจกต์ระดับเวิลด์คลาสอย่าง One Bangkok เมืองมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บริเวณหัวมุมถนนพระราม 4-วิทยุ และ Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับซูเปอร์ลักชัวรีตรงข้ามสวนลุมพินี ตลอดจนอาคารสำนักงานชั้นนำ สถานทูต และโรงแรมระดับ 5 ดาว

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 2

 

ขณะเดียวกัน ภายในซอยคอนแวนต์ยังขึ้นชื่อเรื่องไลฟ์สไตล์การกินดื่มที่มีเสน่ห์ ตั้งแต่ Street Food เจ้าดัง Fine Dining ระดับพรีเมียม ไปจนถึงคาเฟ่สุดชิค และหากต้องการออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจ สวนลุมพินีก็อยู่ห่างออกไปเพียง 5 นาที*

 

แม้จะตั้งอยู่ใจกลาง CBD ที่คึกคักที่สุดของกรุงเทพฯ แต่เมื่อเลี้ยวเข้าซอย บรรยากาศกลับเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ ราวกับเป็นโอเอซิสส่วนตัว ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้ทำเลของ ROMM Convent ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในทำเลระดับ Family Asset และ Rare Location ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ

 

3 เสาหลักแห่งงานดีไซน์ เมื่อสถาปัตยกรรมและธรรมชาติรวมเป็นหนึ่ง

 

เบื้องหลังงานออกแบบของที่นี่ก็น่าสนใจ เพราะตั้งโจทย์การออกแบบด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุดให้กับผู้อยู่อาศัย ภายใต้ปรัชญา ‘LIVE. WELL. LIFE.’ ของ พราว เรียลเอสเตท ที่มุ่งดูแลสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยทั้งกายและใจไปพร้อมกัน นำไปสู่แนวคิดหลักในการออกแบบที่เรียกว่า ‘CBD Retreat Residences’ เป็นการผสมผสานจังหวะชีวิตอันเร่งรีบของคนเมืองเข้ากับการพักผ่อนอย่างแท้จริง ถ่ายทอดผ่านโครงสร้างการออกแบบ 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 3

 

  • Biological Design สถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติเป็นผลงานของ Openbox Architects ที่ตีโจทย์จากแนวคิด ‘Luxury Wellness Residences’ โดยนำ Modular System มาใช้เปิดช่องว่างให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างอาคารอย่างลงตัว เห็นได้จาก Sky Villa ที่วางสลับชั้นกันอย่างมีมิติ

 

นอกจากนี้ยังเน้นการจัดวางสเปซให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสถึงความสมดุลระหว่างแสง ลม และธรรมชาติ ช่วยตอบโจทย์ชีวิตที่ผ่อนคลายแม้จะอยู่ใจกลางย่านสีลม-สาทร รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุตกแต่ง Facade อาคารด้วย Wood-Look Aluminum Composite Panel ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนไม้จริง แต่แข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพอากาศ พร้อมแทรกพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ใหญ่ตามชั้นส่วนกลางต่างๆ อย่างกลมกลืน

 

  • Emotional Landscape งานด้านภูมิทัศน์ที่ออกแบบโดย TK Studio ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนคอนโดใจกลางเมืองให้กลายเป็นพักอาศัยระดับ ‘Luxury Wellness Living’ ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางสีเขียวขนาด 2,000 ตารางเมตร ให้กระจายตัวอยู่ตามชั้นต่าง ๆ เพื่อให้ลูกบ้านสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้ง่ายที่สุดจากทุกพื้นที่ในอาคาร

 

รวมไปถึง Sensory Garden ที่อยู่ใกล้กับ Fit Lab Café ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการผ่อนคลายผ่านประสาทสัมผัส ทั้งการมองเห็นสีเขียวของต้นไม้ การได้ยินเสียงน้ำไหลเพิ่มความสดชื่น ทางเดินบางช่วงยังปูด้วยกรวดเพื่อช่วยนวดเท้า และการจัดวางพรรณไม้และต้นไม้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติดักฝุ่นและซับเสียงจากถนนภายนอก ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นโอเอซิสกลางย่าน CBD

 

อีกหนึ่งไฮไลท์คือพื้นที่ The Sky Retreat บนชั้น 30–32 และชั้น Rooftop ที่เชื่อมโยงสระว่ายน้ำ Active Swimming Pool ยาว 25 เมตร, Gym, Sensory Playground และ BBQ Yard ให้กลมกลืนไปกับความร่มรื่นของต้นไม้ พร้อมเปิดรับวิวเมืองสีลม-สาทร และวิวพื้นที่สีเขียวของสวนลุมพินีแบบ 270 องศา ทุกจุดเน้นการออกแบบภูมิทัศน์เชิงชีวภาพ คำนึงถึงทิศทางลม แสงแดด และคัดสรรพรรณไม้ที่เหมาะสม ช่วยลดความร้อนสะสมให้ตัวอาคาร และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย

 

  • Wellness-First Interior โดย PIA Interior บริษัทออกแบบตกแต่งภายในระดับแถวหน้าของไทย เข้ามาเติมเต็มแนวคิด Biological Design เชื่อมโยงสเปซภายในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางเข้ากับผู้ใช้งานอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการจัดวางพื้นที่แบบ Mingle Space เป็นการออกแบบพื้นที่ภายในห้องพักให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันตามช่วงเวลาหรือความต้องการที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัย

 

PIA Interior ยังหยิบเอาการดีไซน์แบบ ‘Breathing Architecture’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบ้านเรือนไทยโบราณ มีการกำหนดระยะห่างและตำแหน่งของหน้าต่างรวมถึงประตูสไลด์ต่างๆ เพื่อให้เกิดทางลมหมุนเวียนและถ่ายเทอากาศ ภายในห้องพักได้ดีที่สุด เชื่อมโยงไปถึงการเลือกวัสดุภายในห้องพักเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนถึงความหรูหราควบคู่ไปกับความเป็นธรรมชาติ เช่นท็อปเคาน์เตอร์ครัวและหินตกแต่งที่ใช้หินอ่อนสีเขียวธรรมชาติ Ice Jade เพื่อดึงโทนสีของผืนป่าเข้ามาในห้องพื้นไม้ Hybrid Engineered Wood ที่ให้สัมผัสอบอุ่นและทนทาน กระจกแบบ Full Height บานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ช่วยลดขอบเขตระหว่างพื้นที่อินดอร์และเอาต์ดอร์

 

ที่น่าสนใจคือ มีการจัดแสดงภาพวาดและประติมากรรมจากศิลปินในพื้นที่ส่วนกลาง ในลิฟต์ และโถงลิฟต์

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 4

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 5

 

พื้นที่ส่วนกลางตอบโจทย์สุขภาวะครบทุกมิติ

 

ไฮไลท์ของโครงการคงจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คิดและออกแบบมาเพื่อสุขภาวะและตอบโจทย์กิจกรรมที่หลากหลายของผู้พักอาศัยทุกช่วงวัยในทุกมิติอย่างแท้จริง มีการจัดวางพื้นที่ส่วนกลางเป็นสัดส่วน กระจายฟังก์ชันต่างๆ ออกเป็น 6 ชั้น รวม 23 ฟังก์ชัน

 

เริ่มกันที่พื้นที่ต้อนรับ แบ่งออกเป็นสองจุดหลักเพื่อสร้างความสงบและความเป็นส่วนตัว ฝั่งหนึ่งคือ Lobby Co-Working Space ล็อบบี้ที่ออกแบบใช้สำหรับเป็นพื้นที่นั่งทำงาน อีกฝั่งคือLobby Reception พื้นที่ต้อนรับสำหรับติดต่อ Health Butler โดยเฉพาะ พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและการอยู่อาศัยของลูกบ้านอย่างใกล้ชิด

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 6

 

นอกจากนี้ ยังมี Fit Lab Cafe พื้นที่รับประทานอาหาร มีกาแฟบริการฟรี และเป็นจุดนัดพบ นั่งพักผ่อน เชื่อมต่อกับโซน Sensory Garden ขึ้นมาในส่วนของชั้น 2 จะมีห้อง Study Room และ Meeting Room สำหรับติวหนังสือหรือประชุมงาน รวมถึง Music Room ห้องซ้อมดนตรีแบบเก็บเสียงที่มีพื้นที่สำหรับซ้อมบัลเลต์ด้วย สามารถเดินเชื่อมต่อมายังโซน Private Wellness & Learning Lounge ซึ่งประกอบด้วย Library & Wellness Lounge พื้นที่สำหรับพักผ่อนและอ่านหนังสือ โดยมีหนังสือด้านสุขภาพและการดูแลตัวเองให้ลูกบ้านได้เลือกอ่าน

 

พื้นที่นี้ยังออกแบบให้รองรับการให้บริการจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยภายในมี Consultation Room สำหรับพูดคุยและรับคำปรึกษาจากแพทย์หรือพยาบาลได้อย่างเป็นส่วนตัว

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 7

 

กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 30 มาถึง Facility Highlight เริ่มกันที่ Active Zone ที่มาพร้อม Active Swimming Pool สระว่ายน้ำระบบเกลือความยาว 25 เมตร แบบ Half-Olympic พร้อม Hydrotherapy Pond และ Back Massage Jets ที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย

 

ถัดมาคือ Kid’s Pool สระว่ายน้ำเด็กในร่มที่แยกพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนเพื่อความปลอดภัย พร้อมพื้นที่นั่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ให้สามารถดูแลน้อง ๆ ขณะว่ายน้ำได้อย่างใกล้ชิด

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 8

 

ภายในชั้นเดียวกันยังมี Gym ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายระดับ Hi-End จาก Technogym มีเครื่องวิเคราะห์มวลกายและมวลกล้ามเนื้อ และสามารถจองเทรนเนอร์ส่วนตัวมาสอนได้

 

ขยับไปชั้น 31 ถูกวางให้เป็น Relaxation & Mindful Zone เริ่มจาก Wellness Studio ห้องเล่นโยคะและพิลาทิส พร้อมคลาส Wellness ประจำเดือนจากทางโครงการ หรือจะนัดเทรนเนอร์ส่วนตัวมาสอนก็ได้เช่นกัน

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 9

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 10

 

ถัดมาคือ Meditation Pods มุมส่วนตัวสำหรับผ่อนคลาย เห็นทัศนียภาพสวนลุมพินีในระยะไกล ใกล้ๆ กันเป็น Treatment Room ให้บริการนวดและกายภาพบำบัดแบบส่วนตัว ตามด้วย Family Onsen & Aquasymphony บ่อออนเซ็นปรับอุณหภูมิได้ และห้องอาบน้ำ Aquasymphony จาก Grohe ที่มีระบบแสง สี เสียงปรับเปลี่ยนได้ แยกโซนชายหญิงชัดเจน พร้อมด้วยโซน Sky Lounge (Art & Craft Therapy) พื้นที่ทำงานศิลปะ วาดภาพ จิบชาเขียว และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก รวมถึง Sensory Playground สนามเด็กเล่นสำหรับเด็กเล็ก

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 11

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 12

 

ปิดท้ายที่ชั้น 32 พื้นที่ BBQ Yard เหมาะสำหรับจัดปาร์ตี้ยามเย็น และ Organic Backyard แปลงผักสวนครัวและสมุนไพรออร์แกนิกที่ให้ลูกบ้านเด็ดไปประกอบอาหารเองได้

 

ปิดท้ายด้วย Multipurpose Lawn ลานอเนกประสงค์กลางแจ้งที่ใช้ได้ทั้งนั่งรับลม เล่นโยคะกลางแจ้ง หรือจัดกิจกรรมและงานเลี้ยงยามค่ำคืน พร้อมชมวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา เห็นทั้ง One Bangkok สาทร และตึกมหานคร

 

ทั้งหมดนี้เชื่อมถึงกันด้วยลิฟต์ที่รองรับผู้ใช้วีลแชร์และผู้สูงอายุ ตั้งแต่ชั้น 30 ไปจนถึงRooftop เพื่อให้ผู้พักอาศัยทุกวัยเข้าถึงพื้นที่ The Sky Retreat ได้อย่างง่ายดาย

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 13

 

‘Health as the New Luxury’ สุขภาพคือความหรูหรา

 

สิ่งที่ทำให้ ROMM Convent ต่างจากคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีทั่วไปคือ Holistic Care Ecosystem ระบบดูแลสุขภาพองค์รวมที่ผสานบริการทางการแพทย์เข้ากับการอยู่อาศัยแบบไร้รอยต่อ ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาล BNH และ BeDee By BDMS ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของการอยู่อาศัยยุคใหม่ ที่คุณภาพของการใช้ชีวิตไม่ได้วัดจากเพียงความสะดวกสบาย แต่รวมถึงการมีสุขภาวะที่ดีในทุกวัน

 

ไม่ว่าจะเป็นบริการ Health Butler โดยจะมีเจ้าหน้าที่ Concierge ประจำโครงการที่ผ่านการอบรมโดยตรงจากโรงพยาบาล BNH ทำหน้าที่ดูแลและประสานงานด้านสุขภาพ คอยให้คำแนะนำด้านไลฟ์สไตล์ จัดตารางนัดหมายกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบ Personalized Wellness Program รวมถึงให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้อย่างทันที

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 14

 

นอกจากนี้ยังมี BeDee by BDMS แอปพลิเคชันสุขภาพออนไลน์ที่เชื่อมต่อลูกบ้านเข้ากับโรงพยาบาลในเครือ BDMS สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหรือเภสัชกรออนไลน์ผ่านบริการ Telehealth ไปจนถึงจัดส่งยาโดยเภสัชกรได้โดยตรงถึงห้องพักของตนเอง

 

หรือจะเลือกใช้บริการ In-Residence & Lounge Care รับบริการทางการแพทย์ ตรวจร่างกาย หรือทำทรีตเมนต์ได้ทั้งภายในห้องพักส่วนตัว หรือที่ห้อง Wellness Lounge ของโครงการ

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 15

 

เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาล BNH ลูกบ้าน ROMM Convent จึงได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ เป็น ‘BNH Loyal Heritage Privileges’ สิทธิประโยชน์และบริการ Wellness สำหรับลูกบ้านในการรับบริการระดับ VVIP พร้อมส่วนลดค่าบริการจากโรงพยาบาล BNH สูงสุดถึง 20% นอกจากนี้ลูกบ้านสามารถเข้าใช้บริการที่ Royal Heritage Ward ชั้น 8 ของ BNH ที่ดูแลโดยทีมแพทย์ระดับ A-List

 

Room Tour: เปลี่ยนทุกวันให้เป็นการพักผ่อน

 

ห้องพักของ ROMM Convent เริ่มตั้งแต่ 1-Bedroom พื้นที่ 34.5 ตร.ม., 1-Bedroom Deluxe พื้นที่ 48–51 ตร.ม. และ 1-Bedroom Plus พื้นที่ประมาณ 60 ตร.ม. สำหรับผู้ที่ต้องการสเปซกว้างขวางยิ่งขึ้น มีห้อง 2-Bedroom และ 2-Bedroom La Foret Villa พื้นที่ 84–128 ตร.ม. ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Sexy Bath ในห้องนอนหลัก ส่วนห้อง 3-Bedroom พื้นที่ 147–192 ตร.ม. ออกแบบฟังก์ชันมาอย่างครบครันเทียบเท่าบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 16

 

นอกจากนี้ยังมีห้อง Duplex พื้นที่ 71–97 ตร.ม. ดีไซน์ 2 ชั้นแบบ Split-level ที่แบ่งสัดส่วนพื้นที่กิจกรรมและส่วนพักผ่อนออกจากกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ พร้อมยูนิตพิเศษอย่าง Duplex Penthouse พื้นที่ 418–468 ตร.ม. บนชั้น 28–29

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 17

 

จุดเด่นของห้องพักทุกยูนิตคือเพดานสูงโปร่งถึง 2.95 เมตร พร้อมบานกระจกขนาดใหญ่ เปิดรับแสงธรรมชาติและการไหลผ่านของลมได้อย่างเต็มที่ ยกเว้นยูนิต Duplex Penthouse ที่บริเวณห้องนั่งเล่นจะเป็นเพดานสูงพิเศษแบบ Double Volume ซึ่งสูงถึง 6.45 เมตร พร้อมบานกระจกเปิดรับวิวพาโนรา

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 18

 

นอกจากนั้น ยังมอบความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายด้วยตู้รับพัสดุและจดหมายประจำทุกชั้น โดยที่ลูกบ้านไม่ต้องลงมารับบริเวณส่วนกลางหลัก

 

ปัจจุบัน ROMM Convent เหลือเพียง 10% หลังจากกวาดยอดขายไปได้แล้วกว่า 90% แบ่งเป็นสัดส่วนลูกค้าชาวไทย 70% และต่างชาติ 30% สะท้อนถึงความต้องการของลูกค้าระดับบนที่มองหาที่อยู่อาศัยบนทำเลศักยภาพ พร้อมการบริหารจัดการและบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

ภาพอาคาร ROMM Convent คอนโดมิเนียมหรูใจกลางสีลม-สาทร 19

 

นอกจากนี้ ROMM Convent ยังพิสูจน์ความสำเร็จด้าน Wellness ด้วยการคว้ารางวัลมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น Fitwel Certification ระดับ 2 ดาว, Asia Pacific Property Awards (สาขา Development & Architecture) และรางวัล Best Luxury Wellness Developer จาก PropertyGuru ตอกย้ำดีเอ็นเอของ PROUD ที่นำแนวคิด “ALL IS WELL เพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน” มาใช้ออกแบบโครงการแนวสูงทุกแห่ง เพื่อมอบสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนให้แก่ผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

The post ROMM Convent นิยามใหม่ของ Luxury Wellness Residences ใจกลางสีลม-สาทร ที่ให้ ‘สุขภาพ’ และ ‘การพักผ่อน’ เป็นเรื่องเดียวกัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว The Langham, Hong Kong โรงแรมใจกลาง Tsim Sha Tsui ที่ยังน่าพักในปี 2026 https://thestandard.co/life/the-langham-hong-kong-review/ Wed, 30 Sep 2026 05:45:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1261850 ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong

ปลายปีนี้ชื่อ The Langham น่าจะเริ่มคุ้นหูคนไทยมากขึ้น […]

The post รีวิว The Langham, Hong Kong โรงแรมใจกลาง Tsim Sha Tsui ที่ยังน่าพักในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong

ปลายปีนี้ชื่อ The Langham น่าจะเริ่มคุ้นหูคนไทยมากขึ้น เพราะ The Langham, Custom House, Bangkok เตรียมเปิดให้เข้าพักในเดือนธันวาคม 2026 บริเวณอาคารศุลกสถานเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมห้องพักเพียง 75 ห้อง ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่แบรนด์โรงแรมเก่าแก่จากอังกฤษเข้ามาปักหมุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว

 

แต่ก่อนจะไปดูว่า The Langham เวอร์ชันกรุงเทพฯ จะออกมาเป็นอย่างไร รอบนี้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ฮ่องกงกับ Cathay Pacific ก่อนจะเข้าพักที่ The Langham, Hong Kong หนึ่งในโรงแรมของแบรนด์ในเอเชีย ซึ่งช่วงหลังได้ทยอยปรับปรุงห้องพักบางส่วน โดยห้องที่เราเข้าพักก็เป็นหนึ่งในห้องที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยและครบครันมากขึ้น

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 1

 

หลังจากใช้เวลาอยู่ที่นี่ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่คำถามว่าโรงแรมใหม่หรือสวยแค่ไหน แต่คือการได้เห็นว่าแบรนด์โรงแรมที่มีประวัติยาวนานกว่า 160 ปี มีอะไรที่ทำให้คนเลือกพัก ในวันที่ฮ่องกงมีโรงแรมใหม่เปิดทำการแทบทุกปี

 

Why here?

 

ถ้าจะรู้จัก The Langham ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1865 เมื่อ The Langham, London เปิดประตูบน Regent Street และได้รับการบันทึกว่าเป็น Grand Hotel แบบ purpose-built แห่งแรกของยุโรป ในช่วงเวลานั้นโรงแรมถือว่าล้ำมาก ตั้งแต่การนำระบบลิฟต์ไฮดรอลิก ไปจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ มาใช้ ก่อนที่โรงแรมจะกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของ luxury hospitality แบบอังกฤษในเวลาต่อมา

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 2

The Langham, Hong Kong

 

อีกหนึ่งสิ่งที่อยู่กับแบรนด์มาตลอดคือวัฒนธรรม Afternoon Tea ที่ Palm Court ของ The Langham, London ซึ่งผูกพันกับการเสิร์ฟ English Afternoon Tea มาตั้งแต่ปี 1865 และกลายเป็นหนึ่งใน signature experiences ที่ถูกนำไปตีความต่อในโรงแรม The Langham หลายแห่งทั่วโลก รวมถึง Hong Kong ด้วย

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 3

Palm Court

 

The Langham, Hong Kong ตั้งอยู่บน Peking Road ใจกลาง Tsim Sha Tsui ซึ่งถ้ามาฮ่องกงเพื่อกิน เที่ยว และช้อปปิ้ง ทำเลนี้แทบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะโรงแรมอยู่ใกล้ Canton Road และ Victoria Harbour ในขณะที่ MTR อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 4

 

ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 498 ห้อง รวม 27 Suites ห้องพักระดับเริ่มต้นของ The Langham, Hong Kong มีพื้นที่ตั้งแต่ 30 ตารางเมตร ส่วนห้องใหญ่สุดคือ Chairman Suite ที่เป็นเหมือนอพาร์เมนต์ขนาดย่อมๆ มีฟิตเนส และสระว่ายน้ำชั้นรูฟท็อป

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 5

Chairman Suite

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 6

The Langham Club

 

Worth it

 

  • สิ่งที่เราชอบคือขนาดและ layout ของห้องที่กว้างขวางและเป็นสัดส่วน ทั้งพื้นที่นอน ทำงาน แต่งตัว และห้องน้ำ ทำให้ไม่ต้องใช้ทุกกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน บริเวณโซนแต่งตัวและห้องน้ำเชื่อมต่อกัน ทำให้ง่ายกับการใช้งาน

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 7

Superior room

 

  • เราค่อนข้างชอบงานบริการที่ไม่ได้พยายามสร้างประสบการณ์เข้าพักด้วย เทคโนโลยีหรือดีไซน์หวือหวา ที่นี่ทุกอย่างค่อนข้างฟอร์มัลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้เข้าถึงยาก ค่อนข้างเชื่อมือได้ว่า นี่คืองานบริการของระดับโรงแรมห้าดาว
  • ที่น่าสนใจคือ Palm Court บริเวณล็อบบี้ ซึ่งนำต้นแบบมาจาก Palm Court ของ The Langham, London และยังคงออริจินัลของ Afternoon Tea เอาไว้ เสิร์ฟอาหารว่างขึ้นชื่ออย่าง สโคน ที่เราอยากแนะนำให้ลองชิมกัน

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 8

Palm Court

 

  • โรงแรมมี T’ang Court ร้านอาหารจีนกวางตุ้ง (Cantonese) ที่ปัจจุบันครองสามดาวมิชลิน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เสิร์ฟทั้งเมนู a la carte และ set menu เมนูห้ามพลาดได้แก่ Baked Stuffed Crab Shell

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 9

T’ang Court

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 10

Baked Stuffed Crab Shell

 

Good for

 

ภาพภายนอกโรงแรม The Langham, Hong Kong 11

 

The Langham, Hong Kong เหมาะกับคนที่มาฮ่องกง แล้วอยากพักฝั่งเกาลูน โดยให้ความสำคัญกับโลเคชั่นและพื้นที่ห้องพักเป็นอันดับต้นๆ เพราะที่นี่แทบจะอยู่ศูนย์กลางของทุกอย่าง รวมถึงคนที่ไม่ได้มองหาความหวือหวาหรือโรงแรมใหม่ที่สุด แต่อยากได้โรงแรมที่ไว้ใจได้ในเรื่องงานบริการ และกลับมาแล้วรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ก้าวเข้าโรงแรม

 

The Langham, Hong Kong

Location: 8 Peking Road, Tsim Sha Tsui, Kowloon, Hong Kong

Budget: เริ่มต้น HKD 2,000–3,000+ ต่อคืน

Getting There: จาก MTR Tsim Sha Tsui East Station ทางออก L5 เดินประมาณ 2 นาที หรือประมาณ 35 นาทีโดยรถยนต์จาก Hong Kong International Airport

Website: www.langhamhotels.com/en/the-langham/hong-kong/

 



 
 

 

The post รีวิว The Langham, Hong Kong โรงแรมใจกลาง Tsim Sha Tsui ที่ยังน่าพักในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 https://thestandard.co/life/watch-movies-and-chill-out-at-doc-club/ Tue, 29 Sep 2026 05:53:30 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1261282 ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11

คนรักหนังสารคดีและหนังนอกกระแสมีอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ให้ […]

The post ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11

คนรักหนังสารคดีและหนังนอกกระแสมีอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ให้แวะไปอีกแล้ว เมื่อ Doc Club & Friends เปิดบ้านหลังใหม่บนชั้น 2 ที่ Cloud 11 คราวนี้ยังคงมีโรงภาพยนตร์เป็นหลัก แต่เพิ่มพื้นที่รอบๆ ให้คนดูหนังสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้นานกว่าการเข้ามาดูหนังหนึ่งเรื่องแล้วกลับ

 

Doc Club & Friends เป็นพื้นที่ภายใต้ทีม Documentary Club โดย หมู-กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป และ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการพาหนังสารคดี หนังอิสระ และหนังนอกกระแสจากหลายประเทศมาเจอกับผู้ชมชาวไทย

 

สำหรับบ้านใหม่ที่ Cloud 11 นี้มีโรงภาพยนตร์ขนาด 34 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลกภาพยนตร์ ตั้งแต่สำหรับพูดคุย ทำกิจกรรม ไปจนถึงการพบปะระหว่างคนดูและคนทำหนัง ขณะที่ด้านนอกยังมีพื้นที่นั่งเล่น รวมถึงมุมโปสเตอร์และของที่ระลึกสำหรับคนรักหนัง

 

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 1

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 2

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 3

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 4

 

จากโรงหนัง สู่สเปซที่อยากให้เรานั่งต่อยาวๆ

 

อีกส่วนที่น่าสนใจคือ Drink Club & Friends ซึ่งทำให้คำว่า ‘Friends’ ในชื่อของที่นี่ชัดขึ้น เพราะพื้นที่ด้านหน้าโรงหนังถูกออกแบบให้เป็นจุดนัดพบที่สามารถแวะเข้ามานั่งดื่มกาแฟหรือค็อกเทลได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาดูหนังทุกครั้ง

 

บาร์เกิดจากการร่วมสร้างสรรค์กับ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, ไก่-ณฐพล บุญประกอบ และป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร และยังเชื่อมเรื่องเครื่องดื่มกลับเข้าหาโลกภาพยนตร์ผ่านเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังหลายเรื่อง

 

อย่าง Past Lives ถูกนำมาตีความเป็นค็อกเทลในแนว Dirty Martini ใช้วอดก้าอินฟิวส์สาหร่ายเกาหลี เชอร์รีไซรัป และน้ำมันงา ส่วน Aftersun มาในแนว Aperol Spritz ที่มีสตรอว์เบอร์รี ดอกส้ม โปรเซกโก และโซดา นอกจากนี้ยังมีชื่อที่คอหนังน่าจะคุ้นอย่าง In the Mood for Love, Portrait of a Lady on Fire, Roma และ Fun Bar Karaoke อยู่ในไลน์อัพด้วย

 

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 5

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 6

ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 7

 

การเปิดบ้านครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่ Doc Club & Friends กำลังขยายความหมายของการไปโรงหนังออกไปอีกนิด จากสถานที่ที่เราเลือกหนัง ซื้อตั๋ว ดูจบแล้วกลับ กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนดูได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะมาดูหนัง ฟังคนทำหนังคุย นัดเพื่อน หรือแวะมานั่งดื่มอะไรสักแก้ว

 

และในช่วงที่การดูหนังหนึ่งเรื่องสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากหน้าจอที่บ้าน การมีพื้นที่จริงให้คนที่สนใจหนังแบบเดียวกันได้ออกมาเจอกัน อาจเป็นอีกบทบาทหนึ่งของโรงหนังขนาดเล็กที่น่าสนใจไม่แพ้โปรแกรมหนังที่ฉายอยู่ข้างใน

 

ตอนนี้ Doc Club & Friends เปิดให้บริการแล้ว ใครอยากแวะไปดูหนัง หรือไปสำรวจพื้นที่ใหม่ของคนรักหนัง ตามไปได้ที่ ชั้น 2 ของ Cloud 11 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-00.00 น.

 

ภาพ: Doc Club & Friends

The post ดูหนังและนั่งชิลที่ Doc Club & Friends คอมมูนิตี้ใหม่ใน Cloud 11 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้องบินวันนี้ทำอย่างไร? คู่มือเข้า–ออกสนามบินช่วงกรุงเทพฯ น้ำท่วม https://thestandard.co/life/bangkok-flood-airport-travel-guide/ Mon, 28 Sep 2026 14:12:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1261043 ภาพประกอบคู่มือการเดินทางเข้า-ออกสนามบินในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ข่าวดีคือทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองยังเปิดให้บริก […]

The post ต้องบินวันนี้ทำอย่างไร? คู่มือเข้า–ออกสนามบินช่วงกรุงเทพฯ น้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคู่มือการเดินทางเข้า-ออกสนามบินในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ข่าวดีคือทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่สิ่งที่ต้องระวังมากกว่าเที่ยวบินในตอนนี้อาจเป็น ‘เส้นทางไปสนามบิน’ แม้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นแล้ว แต่หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ยังคงมีน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัด

 

ใครไปสุวรรณภูมิ สนามบินแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ลาดกระบัง และใช้ Motorway 7 หรือทางพิเศษบูรพาวิถี ส่วนใครไปดอนเมือง สามารถใช้ Don Mueang Tollway เข้าสู่อาคารผู้โดยสารได้โดยตรง

 

ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับถนน อีกทางเลือกคือระบบราง โดย Airport Rail Link ยังเชื่อมเข้าสุวรรณภูมิ ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีแดงสามารถเดินทางไปสถานีดอนเมืองได้

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือเผื่อเวลาให้มากกว่าปกติ เช็ก Flight Status เช็กสถานการณ์น้ำและเส้นทางอีกครั้งก่อนออกจากบ้าน และเตรียม Plan B ไว้เสมอ เพราะช่วงนี้เครื่องบินอาจยังบิน แต่การไปให้ถึงสนามบินอาจไม่ง่ายเหมือนวันปกติ

 

ต้องบินวันนี้ทำอย่างไร?  คู่มือเข้า–ออกสนามบิน ช่วงกรุงเทพฯ น้ำท่วม

 

สนามบินยังเปิดไหม?

เปิดทั้ง 2 สนามบิน ทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง แต่ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ น้ำท่วมและการจราจรบนเส้นทางไปสนามบิน จึงควรเผื่อเวลาและเช็ก Flight Status กับสายการบินก่อนออกเดินทาง Thailand Government

 

ไปสุวรรณภูมิทางไหนดี?

ถ้าขับรถหรือเรียกรถไป สุวรรณภูมิ ขณะนี้สนามบินแนะนำให้ หลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านลาดกระบัง ซึ่งมีน้ำท่วมขังสูงในบางจุด และเลือกใช้ Motorway 7 หรือ ทางพิเศษบูรพาวิถี 

 

(ขากลับก็เช่นกัน)

 

รถไปสุวรรณภูมิไม่ได้ ทำยังไง?

  • Airport Rail Link เปิดตั้งแต่ 05.30–24.00 น
  • ข้อควรระวัง: มีน้ำท่วมขังระหว่างสายสีเหลืองเชื่อมต่อกับ Airport Rail Link 

เช็กสถานะก่อนออกเดินทางอีกครั้ง

 

แล้วดอนเมือง ไปทางไหนดี?

  • แนะนำให้ใช้ Don Mueang Tollway ซึ่งสามารถเข้าสู่อาคารผู้โดยสารได้โดยตรง
  • รถโดยสาร A1–A4 ยังให้บริการ แต่อาจล่าช้า และมีการปรับจุดรับ–ส่ง
  • Metered Taxi ที่ดอนเมืองงดให้บริการชั่วคราว

 

รถไปดอนเมืองไม่ได้ 

  • รถไฟฟ้าสายสีแดง กรุงเทพอภิวัฒน์–รังสิต ลงที่ สถานีดอนเมือง เพื่อเข้าสู่สนามบิน
  • เช็กประกาศล่าสุดของ SRTET ก่อนเดินทางทุกครั้ง

 

ต้องเผื่อเวลากี่ชั่วโมง?

  • ช่วงนี้อย่าคำนวณเวลาเหมือนวันปกติ
  • ควรมาถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินต่างประเทศ และ 2 ชั่วโมงสำหรับในประเทศ 
  • และควรเพื่อเวลาเพิ่มอีกตามสภาพน้ำและการจราจร

 

ก่อนออกจากบ้าน เช็ก 4 อย่างนี้

  1. Flight: เที่ยวบิน Delay / Cancel หรือไม่
  2. Flood: ถนนเส้นที่จะใช้ยังผ่านได้ไหม
  3. Route: Google Maps อย่างเดียวอาจไม่พอ เช็กประกาศทางการควบคู่กัน
  4. Plan B: ถ้ารถไปไม่ได้ เปลี่ยนเป็น Airport Rail Link หรือ Red Line ได้ตรงไหน

 

กรณีกลับถึงไทยวันนี้ 

การรับกระเป๋าเดินทางที่สายพานอาจล่าช้า 1-6 ชั่วโมง เนื่องจากพนักงานไม่เพียงพอ แนะนำให้เตรียมสิ่งของจำเป็นติดตัว

 

กรณีกลับถึงไทยวันนี้ 

อย่ารีบออกจากสนามบิน ถ้ายังไม่รู้ว่าทางกลับบ้านเป็นยังไง

ลองเช็กก่อนว่า “บ้านอยู่ตรงไหน → ถนนผ่านได้ไหม → รถไฟฟ้าไปใกล้บ้านได้แค่ไหน → จากสถานีสุดท้ายค่อยเรียกรถได้หรือไม่”

 

กรณีบ้านน้ำท่วม อยากกลับบ้านแต่ไม่สะดวกหิ้วกระเป๋า

ชั้น B1 มีบริการรับฝาก-ส่งกระเป๋าเดินทางหลายเจ้า เช็คราคาและฝากไว้ได้เลย

 

สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ วันที่ 28 ก.ย. เริ่มคลี่คลายในบางพื้นที่ แต่ยังมีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก เช่น ลาดกระบัง และสถานการณ์สามารถเปลี่ยนได้ตลอดวัน

 

*ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทาง*

The post ต้องบินวันนี้ทำอย่างไร? คู่มือเข้า–ออกสนามบินช่วงกรุงเทพฯ น้ำท่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ALLY’ มากกว่าพื้นที่ คือการออกแบบวิถีชีวิตของคนเมือง [Advertorial] https://thestandard.co/life/ally-lifestyle-community-urban/ Mon, 28 Sep 2026 08:12:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1260632 ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โจทย์ข […]

The post ‘ALLY’ มากกว่าพื้นที่ คือการออกแบบวิถีชีวิตของคนเมือง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โจทย์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกไม่ได้อยู่ที่การสร้าง ‘พื้นที่ให้เช่า’ แต่อยู่ที่การออกแบบ ‘ระบบนิเวศของการใช้ชีวิต’ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ในทุกช่วงเวลาของวัน

 

 

นี่คือหลักคิดที่ ALLY วางไว้เป็นแกนกลางของการพัฒนาเครือข่ายคอมมูนิตี้มอลล์และมิกซ์ยูสทั่วประเทศ

 

ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง 1

 

จาก Retail Space สู่ Lifestyle Community

 

ALLY นิยามตัวเองว่าเป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างคุณค่า และเติบโตไปด้วยกันกับผู้คนในคอมมูนิตี้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการที่นักผังเมืองเรียกว่า ‘Third Place’ หรือพื้นที่ลำดับที่สามของชีวิต ถัดจากบ้านและที่ทำงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนแวะเวียนเข้ามาโดยไม่ต้องตั้งใจ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันโดยธรรมชาติ

 

ด้วยหลักคิดนี้ ALLY จึงออกแบบพื้นที่ให้ครอบคลุมมิติของชีวิตอย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ Eat, Work, Learn, Wellness, Play และ Shop ซึ่งแต่ละองค์ประกอบถูกวางโครงสร้างให้เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 

ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง 2

 

ผลลัพธ์คือพื้นที่ที่ทำหน้าที่เหมือน “ห้างหน้าบ้าน” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทุกคนต้องไปเป็นชีวิตร่วมกัน

 

ลองนึกถึงเช้าวันธรรมดาที่บางคนแวะทำงานที่ co-working ก่อนประชุม บ่ายวันเสาร์ที่เด็กๆ เรียนพิเศษ ขณะพ่อแม่นั่งจิบกาแฟรอที่คาเฟ่ หรือเย็นวันธรรมดาที่คนทำงานแวะออกกำลังกายก่อนกลับบ้าน ความหลากหลายของกิจกรรมเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของโมเดลนี้

 

ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง 3

 

โมเดลธุรกิจที่โตไปพร้อมย่าน

 

วันนี้ ALLY ดูแลคอมมูนิตี้มอลล์และโครงการมิกซ์ยูสรวม 17 แห่ง ปักหมุดอยู่ในทำเลที่อยู่อาศัย ย่านการค้า และพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

 

พลิกบทบาทจากผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ สู่ “Urban Experience Platform” หรือแพลตฟอร์มที่ออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนเมือง ภายใต้แนวคิด “WHERE LIFE FEELS RIGHT”

 

ในจำนวนนี้ 15 โครงการอยู่ภายใต้ ALLY REIT กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนซื้อขายได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

หลักการสำคัญที่ ALLY ยึดถือมาตลอดคือ การไม่ทำโครงการแบบ “one-size-fits-all” แต่ละพื้นที่จะถูกออกแบบให้เข้ากับจังหวะชีวิตและบริบทของคนในย่านนั้นจริงๆ

 

ALLY REITยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จาก 10 โครงการเมื่อ 5 ปีก่อน ขยับมาเป็น 15 โครงการในวันนี้ พร้อมเป้าหมายต่อไปที่ 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท สะท้อนว่าโมเดล Lifestyle Community ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว แต่เป็นกรอบความคิดที่ปรับตามความต้องการของคนเมืองที่เปลี่ยนไปทุกวัน

 

ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง 4

 

Active Asset Management สูตรที่ทำให้ Lifestyle Community ไม่มีวันล้าสมัย

 

หากวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่าความสำเร็จของ Lifestyle Community เกิดขึ้นจากการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก (Active Asset Management) โดยยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามข้อ

 

  • Tenant Mix Optimization คัดเลือกและยกระดับร้านค้าให้ตามทันไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแต่ละพื้นที่
  • Space Rezoning ปรับผังการใช้พื้นที่ใหม่อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่
  • Renovation & AEI รักกษาความสดใหม่ของพื้นที่ด้วยการีโนเวทอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป

 

หลักการทั้งสามนี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้บริการ ‘รู้สึกได้’ ถึงความเรียบง่ายและความคุ้นเคย ทั้งที่ไม่เคยเห็นกระบวนการบริหารอันซับซ้อนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเลยสักครั้ง

 

ภาพโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ของ ALLY ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง 5

 

มากกว่าพื้นที่ คือที่ที่ชีวิตเกิดขึ้นจริง

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่า ความสำเร็จของ ALLY ไม่ได้วัดกันด้วยขนาดพื้นที่หรือจำนวนโครงการ แต่ชี้วัดว่าพื้นที่นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนได้มากแค่ไหน ช่วยให้ชีวิตในทุกๆ วันของผู้คนดีขึ้นได้อย่างไร และเป็นระบบนิเวศที่เติบโตไปพร้อมกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

‘ALLY – More Than a Place, It’s Where Life Happens.’

 

The post ‘ALLY’ มากกว่าพื้นที่ คือการออกแบบวิถีชีวิตของคนเมือง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amanolu โรงแรม Aman แห่งแรกในมัลดีฟส์ เปิดปี 2028 พร้อม 16 Residences ที่แต่ละหลังมีเกาะส่วนตัว https://thestandard.co/life/amanolu-aman-maldives-private-island-residences/ Fri, 25 Sep 2026 05:31:45 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1259241 ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม

เหล่าสาวก Aman ที่รอให้แบรนด์ปักหมุดในมัลดีฟส์มานาน เตร […]

The post Amanolu โรงแรม Aman แห่งแรกในมัลดีฟส์ เปิดปี 2028 พร้อม 16 Residences ที่แต่ละหลังมีเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม

เหล่าสาวก Aman ที่รอให้แบรนด์ปักหมุดในมัลดีฟส์มานาน เตรียมตัวกันได้เลย เพราะในที่สุดก็ประกาศเปิดตัว Amanolu รีสอร์ตแห่งแรกของแบรนด์ในมัลดีฟส์ ซึ่งจะตั้งอยู่ใน Vaavu Atoll และมีกำหนดเปิดในปี 2028

 

โดยชื่อ Amanolu มาจากการรวมคำว่า Aman ซึ่งในภาษาสันสกฤตหมายถึง ‘ความสงบ’ เข้ากับ Olu ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวสาย หรือ Water Lily ซึ่ง Aman เชื่อมโยงกับความสงบ การเริ่มต้นใหม่ และธรรมชาติ

 

ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม 1ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม 2

 

ตัวรีสอร์ตได้รับการออกแบบโดย Kerry Hill Architects (KHA) สตูดิโอที่ทำงานร่วมกับ Aman มาอย่างยาวนาน โดยจะมีห้องพักทั้งหมด 52 ห้อง และแยกพื้นที่บางเกาะออกมาเป็นโซนเฉพาะสำหรับ Wellness และกิจกรรมต่างๆ แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมยังคงเป็นภาษาที่เราคุ้นเคยจาก Aman คือใช้โครงสร้างที่ค่อนข้างเรียบ เปิดพื้นที่ภายในออกสู่ภูมิทัศน์ และพยายามทำให้เส้นแบ่งระหว่างตัวอาคารกับทะเลรอบๆ เบาบางที่สุด

 

แต่ส่วนที่ทำให้ Amanolu น่าสนใจเป็นพิเศษน่าจะเป็น Aman Residences 16 หลัง เพราะแทนที่จะสร้างรวมกันอยู่บนเกาะเดียว บ้านแต่ละหลังจะมี เกาะส่วนตัวเป็นของตัวเอง บ้านทั้งหมดมี 5 ห้องนอน พื้นที่ใช้ชีวิตทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ชายหาดส่วนตัว สระว่ายน้ำยาว 25 เมตร ที่พักสำหรับทีมงาน และท่าจอดเรือส่วนตัว บางเกาะออกแบบให้หันรับพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก ขณะที่บางหลังทอดตัวจากชายหาดด้านหนึ่งไปยังอีกด้านของเกาะเลยทีเดียว

 

ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม 3

ภาพมุมสูงของ Amanolu รีสอร์ตหรูในมัลดีฟส์ แสดงให้เห็นวิลล่าพร้อมเกาะส่วนตัวและน้ำทะเลสีคราม 4

 

อีกอย่างที่ต่างจากรีสอร์ตมัลดีฟส์ทั่วไปคือ Amanolu วางฟังก์ชันบางส่วนไว้บนเกาะแยก โดยจะมี Wellness Island สำหรับ Aman Spa และ Spa Houses รวมถึง Activity Island สำหรับกิจกรรมอย่างดำน้ำ Snorkeling และ Watersports ส่วนแขกและเจ้าของ Residence จะสามารถใช้บริการร้านอาหาร Wellness และพื้นที่กิจกรรมต่างๆ ของรีสอร์ตร่วมกันได้

 

สำหรับจุดที่น่าจับตาของ Amanolu จึงอาจไม่ใช่แค่การที่ Aman มาเปิดมัลดีฟส์เสียที แต่คือวิธีที่แบรนด์ตีความคำว่า ‘ความเป็นส่วนตัว’ ในตลาดรีสอร์ตระดับบน เพราะจากเดิมที่ Private Island มักหมายถึงการที่รีสอร์ตทั้งแห่งตั้งอยู่บนเกาะของตัวเอง Amanolu ขยับแนวคิดนั้นไปอีกระดับ ด้วยการให้ 1 Residence มี 1 เกาะเป็นของตัวเอง ซึ่งน่าจะทำให้โปรเจกต์นี้ถูกจับตามองไม่น้อยเมื่อเปิดจริงในปี 2028 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.aman.com/amanolu

 

ภาพ: Amanolu

The post Amanolu โรงแรม Aman แห่งแรกในมัลดีฟส์ เปิดปี 2028 พร้อม 16 Residences ที่แต่ละหลังมีเกาะส่วนตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เปิด Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสด 600 ที่นั่ง พร้อม Spatial Audio ที่ Battersea Power Station ลอนดอน https://thestandard.co/life/apple-music-hall-battersea-london/ Thu, 24 Sep 2026 10:30:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1258981 ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน

ปกติเราคุ้นชื่อ Apple Music ในฐานะแพลตฟอร์มที่อยู่ในแค่ […]

The post Apple เปิด Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสด 600 ที่นั่ง พร้อม Spatial Audio ที่ Battersea Power Station ลอนดอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน

ปกติเราคุ้นชื่อ Apple Music ในฐานะแพลตฟอร์มที่อยู่ในแค่ iPhone แต่ครั้งนี้ Apple พาชื่อนี้ออกมาอยู่ในโลกจริง ด้วยการเปิด Apple Music Hall พื้นที่แสดงดนตรีสดภายใน Battersea Power Station อาคารโรงไฟฟ้าเก่าริมแม่น้ำเทมส์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน Apple ในสหราชอาณาจักรด้วย

 

 

Apple Music Hall สามารถรองรับผู้ชมประมาณ 600 คน ขนาดจึงไม่ได้ใหญ่แบบอารีน่าหรือคอนเสิร์ตฮอลล์ทั่วไป แต่เน้นระยะห่างระหว่างศิลปินกับคนดูที่ใกล้ขึ้น ขณะเดียวกันเบื้องหลังกลับใส่ระบบสำหรับการบันทึกเสียง ถ่ายวิดีโอ และถ่ายทอดการแสดงเอาไว้ค่อนข้างครบ ทำให้พื้นที่เดียวสามารถเป็นได้ทั้งเวทีคอนเสิร์ตและสตูดิโอผลิตคอนเทนต์

 

ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 1

 

ฮอลล์ใหม่เข้าไปอยู่ในอาคารเก่า

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Apple ไม่ได้สร้างอาคารใหม่ขึ้นมาสำหรับโปรเจกต์นี้ แต่เลือกวางฮอลล์เข้าไปภายในโครงสร้างเดิมของ Battersea Power Station

 

ตัวฮอลล์ใช้แนวคิด ‘Box within a Box’ เพื่อแยกพื้นที่การแสดงและควบคุมเสียง ขณะที่รายละเอียดบางส่วนยังอ้างอิงภาษาสถาปัตยกรรมของอาคารเดิม ทั้งงานอิฐ ซุ้มโค้ง และวัสดุบรอนซ์ พร้อมผนังกระจกขนาดใหญ่ที่ทำให้พื้นที่ใหม่ยังเชื่อมต่อทางสายตากับตัวอาคารประวัติศาสตร์ด้านนอก

 

เวทีมีความกว้างประมาณ 38 ฟุต และปรับรูปแบบได้ ตั้งแต่เวทีด้านหน้าแบบคอนเสิร์ตทั่วไป ไปจนถึงการจัดแบบ In-the-round ที่วางศิลปินไว้ตรงกลางและให้ผู้ชมล้อมรอบ

 

ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 2

 

ฟังสดที่นี่ แล้วบันทึกต่อไปยัง Apple Music ได้เลย

 

เทคโนโลยีเป็นอีกส่วนที่ทำให้ Apple Music Hall ต่างจากการเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตอย่างเดียว ภายในติดตั้งลำโพง 48 ตัวสำหรับระบบ Spatial Audio พร้อมสตูดิโอบันทึกเสียงแบบ Multi-track และห้องสำหรับมิกซ์เสียง เพื่อให้การแสดงสามารถนำไปผลิตต่อในรูปแบบ Spatial Audio ได้

 

ด้านภาพมีระบบรองรับกล้องมากกว่า 16 ตัว สำหรับบันทึกการแสดงจากหลายมุม รวมถึง Broadcast Control Room สำหรับควบคุมการถ่ายทอดสด นั่นหมายความว่าโชว์หนึ่งครั้งสามารถเกิดขึ้นต่อหน้าผู้ชมในฮอลล์ ขณะเดียวกันก็ถูกบันทึกหรือส่งต่อไปยังผู้ชมบนแพลตฟอร์มของ Apple ได้จากสถานที่เดียวกัน

 

ภายในยังมี Apple Music Radio Studios แห่งใหม่ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้การสัมภาษณ์ รายการวิทยุ และกิจกรรมกับศิลปินเกิดขึ้นควบคู่กับการแสดงสดได้

 

ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 3ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 4ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 5

ภาพ Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสดแห่งใหม่ของ Apple ที่ Battersea Power Station ลอนดอน 6

 

สิ่งที่เราว่าน่าสนใจของ Apple Music Hall จึงไม่ใช่แค่เรื่อง Spatial Audio หรือลำโพง 48 ตัว แต่คือการที่ Apple เริ่มนำ ecosystem ด้านดนตรีของตัวเองออกจากหน้าจอและเข้ามาอยู่ในพื้นที่จริงมากขึ้น

 

ฮอลล์ขนาด 600 คนทำให้โชว์ยังมีความใกล้ชิดแบบ venue ขนาดเล็ก แต่เบื้องหลังกลับมี infrastructure สำหรับบันทึกเสียง ถ่ายภาพ และ broadcast อยู่ครบ จึงเกิดพื้นที่กึ่งกลางระหว่าง Live Venue กับ Production Studio ที่โชว์หนึ่งครั้งไม่ได้จบลงเมื่อคนดูเดินออกจากฮอลล์ แต่สามารถกลายเป็นคอนเทนต์ที่เดินทางต่อไปยัง Apple Music และผู้ฟังที่อยู่อีกฝั่งของโลกได้

 

และเมื่อทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน Battersea Power Station อาคารอุตสาหกรรมเก่าที่ถูกเปลี่ยนบทบาทมาแล้วหลายครั้ง Apple Music Hall ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจว่า สถาปัตยกรรมเก่า เทคโนโลยีใหม่ และวัฒนธรรมดนตรี สามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้อย่างไร

 

ภาพ: Apple

 

 

The post Apple เปิด Apple Music Hall ฮอลล์ดนตรีสด 600 ที่นั่ง พร้อม Spatial Audio ที่ Battersea Power Station ลอนดอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลก 2026 ส่วนการบินไทยติด Top 20 https://thestandard.co/life/singapore-airlines-best-airline-thai-top20/ Sun, 20 Sep 2026 09:25:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1257322 เครื่องบินกำลังทะยานขึ้นจากสนามบินยามพระอาทิตย์ตกดิน

จบกันไปแล้วเมื่อวานนี้ กับงานประกาศรางวัล ‘World Airlin […]

The post Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลก 2026 ส่วนการบินไทยติด Top 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินกำลังทะยานขึ้นจากสนามบินยามพระอาทิตย์ตกดิน

จบกันไปแล้วเมื่อวานนี้ กับงานประกาศรางวัล ‘World Airline Awards 2026’ โดย SKYTRAX ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ The Langham, London ประเทศอังกฤษ โดยรางวัลใหญ่ สายการบินยอดเยี่ยมที่สุดในโลกประจำปี 2026 (World’s Best Airline) ตกเป็นของ ‘Singapore Airlines’ ที่กลับมาทวงตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้ง พร้อมคว้ารางวัลนี้เป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของสายการบิน

 

ส่วนแชมป์เก่า Qatar Airways ขยับลงมาอยู่ในอันดับ 2 ตามด้วย Cathay Pacific Airways อันดับ 3, All Nippon Airways (ANA) อันดับ 4, Turkish Airlines อันดับ 5 และ Emirates อันดับ 6 ขณะที่สายการบินเอเชียยังครองพื้นที่ใน Top 10 อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Hainan Airlines, Japan Airlines และ Korean Air

 

นอกจากรางวัลใหญ่แล้ว Singapore Airlines ยังคว้ารางวัลด้าน Economy Class และ Economy Class Catering ขณะที่ Qatar Airways ได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมแห่งตะวันออกกลาง พร้อมรางวัลด้าน Business Class, Onboard Wi-Fi และ Business Class Lounge ส่วน Cathay Pacific Airways โดดเด่นด้าน Cabin Crew และ First Class Airline Lounge

 

อีกหนึ่งสายการบินเอเชียที่น่าจับตามองคือ STARLUX Airlines จากไต้หวัน ซึ่งได้รับการจัดอันดับเข้าสู่กลุ่มสายการบินระดับ 5 ดาวของ SKYTRAX พร้อมคว้ารางวัลด้านความสะอาดของห้องโดยสาร ส่วน Air France คว้ารางวัล First Class ยอดเยี่ยม และ EVA Air ได้รับรางวัล Premium Economy ยอดเยี่ยม

 

สำหรับประเทศไทยในปีนี้ Thai Airways ขยับเข้ามาอยู่ที่อันดับ 20 สายการบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 ขณะที่ Bangkok Airways คว้ารางวัล Best Regional Airline ของโลก พร้อมตำแหน่ง Best Airline in Asia ไปครอง

 

Skytrax World Airline Awards เปรียบได้กับรางวัลออสการ์ของวงการการบิน (The Oscars of the Aviation Industry) เนื่องจากเป็นผลรางวัลที่ขึ้นชื่อเรื่องความโปร่งใส จัดอันดับผ่านผลโหวตของผู้โดยสารจริงทั่วโลกในแต่ละปี โดยปีนี้รวบรวมผลสำรวจจากผู้โดยสารทั่วโลกทางออนไลน์แบบคัดกรอง IP กว่า 100 สัญชาติ ระหว่างเดือนกันยายน 2025 – สิงหาคม 2026 สำหรับการโหวตสายการบินในด้านต่างๆ ทั้งหมดกว่า 350 สายการบินทั่วโลก

 

ปีนี้ใครได้รางวัลใดบ้าง ดูได้ตามลิสต์ด้านล่าง ส่วนลิสต์ฉบับเต็มดูได้ที่ www.worldairlineawards.com

 

20 สายการบินที่ดีที่สุดในโลก 2026

 

  1. Singapore Airlines
  2. Qatar Airways
  3. Cathay Pacific Airways
  4. All Nippon Airways
  5. Turkish Airlines
  6. Emirates
  7. Air France
  8. Hainan Airlines
  9. Japan Airlines
  10. Korean Air
  11. EVA Air
  12. Qantas Airways
  13. STARLUX Airlines
  14. Lufthansa
  15. Saudi Arabian Airlines
  16. Iberia
  17. Air Canada
  18. Virgin Atlantic
  19. Swiss International Air Lines
  20. Thai Airways

 

ภาพ: Shutterstock

The post Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลก 2026 ส่วนการบินไทยติด Top 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
MICHELIN Key Thailand 2026 ประกาศแล้ว โรงแรมไทยคว้า Key รวม 71 แห่ง https://thestandard.co/life/michelin-key-thailand-hotels/ Sat, 19 Sep 2026 05:16:13 +0000 https://thestandard.co/life/michelin-key-thailand-hotels/ ภาพแสดงสัญลักษณ์ MICHELIN Key พร้อมข้อความประกาศผลรางวัล MICHELIN Key Thailand 2026

อีกหนึ่งงานประกาศรางวัลที่คนโรงแรมรอคอยกับ ‘MICHELIN Ke […]

The post MICHELIN Key Thailand 2026 ประกาศแล้ว โรงแรมไทยคว้า Key รวม 71 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสัญลักษณ์ MICHELIN Key พร้อมข้อความประกาศผลรางวัล MICHELIN Key Thailand 2026

อีกหนึ่งงานประกาศรางวัลที่คนโรงแรมรอคอยกับ ‘MICHELIN Key 2026’ ที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อค่ำวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นไทย โดยปีนี้ประเทศไทยมีโรงแรมได้รับรางวัลทั้งหมด 71 แห่ง แบ่งเป็น กุญแจมิชลิน 3 ดอก จำนวน 6 แห่ง กุญแจมิชลิน 2 ดอก จำนวน 22 แห่ง และกุญแจมิชลิน 1 ดอก จำนวน 43 แห่ง ดังนี้

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ Capella Bangkok ซึ่งขยับขึ้นมารับ Three MICHELIN Keys เป็นครั้งแรก สมทบกับโรงแรมระดับสูงสุดอีก 5 แห่งที่รักษารางวัลไว้ได้ ได้แก่ Mandarin Oriental Bangkok, The Siam, Four Seasons Resort Chiang Mai, Phulay Bay, A Ritz-Carlton Reserve และ Amanpuri ทำให้ประเทศไทยมีโรงแรมระดับ Three Keys รวมทั้งหมด 6 แห่ง

 

ส่วนกลุ่ม Two MICHELIN Keys มีหลายโรงแรมที่ขยับขึ้นมาในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dusit Thani Bangkok, 137 Pillars House Chiang Mai, Iniala Beach House และ Trisara ขณะที่ Four Seasons Resort Koh Samui เป็นโรงแรมใหม่ที่เข้ามาอยู่ในระดับ Two Keys ตั้งแต่ปีแรก

 

ฝั่ง One MICHELIN Key ก็มีหน้าใหม่ที่น่าจับตามองหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่าง Andaz One Bangkok, Chakrabongse Villas, Kimpton Maa-Lai Bangkok และ Siri Sala Private Thai Villa รวมถึงสาย Wellness อย่าง Chiva-Som Hua Hin ที่ได้รับ One MICHELIN Key เป็นครั้งแรกในปีนี้

 

MICHELIN Key ใช้แนวคิดคล้ายกับ MICHELIN Star แต่เปลี่ยนจากการประเมินร้านอาหารมาเป็นประสบการณ์การเข้าพัก โดยระดับ One Key หมายถึง ‘ประสบการณ์สุดพิเศษมีเอกลักษณ์ชัดเจน’, Two Keys คือ ‘ประสบการณ์ยอดเยี่ยมเปี่ยมเสน่ห์’ และ Three Keys ซึ่งเป็นระดับสูงสุดคือ ‘ประสบการณ์เหนือชั้นที่น่าจดจำ’

 

ใครกำลังมองหาโรงแรมสำหรับทริปครั้งต่อไป เปิดลิสต์ดูได้รับรองไม่ผิดหวัง

 

ดูรายชื่อฉบับเต็มได้ที่ http://guide.michelin.com

The post MICHELIN Key Thailand 2026 ประกาศแล้ว โรงแรมไทยคว้า Key รวม 71 แห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ https://thestandard.co/life/the-twist-norway-gallery-museum/ Thu, 17 Sep 2026 03:48:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1256101 ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์

ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดให […]

The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์

ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดใหญ่ที่พาดอยู่เหนือแม่น้ำ Randselva แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เราจะพบว่าโครงสร้างนี้ทำหน้าที่มากกว่านั้น เพราะเป็นทั้งแกลเลอรีจัดแสดงศิลปะ สะพานสำหรับเดินข้ามแม่น้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชม Sculpture Park ไปพร้อมกัน

 

 
 

The Twist คืออาคารแกลเลอรีภายใน Kistefos Museum เมือง Jevnaker ประเทศนอร์เวย์ ออกแบบโดย BIG (Bjarke Ingels Group) สตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ก่อตั้งโดย Bjarke Ingels ตัวอาคารสร้างเสร็จและเปิดในปี 2019 มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร และพาดข้ามแม่น้ำเป็นระยะทาง 60 เมตร

 

ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่รูปร่างที่ดูแปลกตา แต่คือการที่ BIG นำโจทย์สองอย่างของ Kistefos มารวมกันเป็นอาคารเดียว นั่นคือ พื้นที่จัดแสดงศิลปะแห่งใหม่ และสะพานแห่งที่สองสำหรับเชื่อมสองฝั่งของ Sculpture Park

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 1

 

จากโรงงานเยื่อไม้เก่าสู่พื้นที่ศิลปะร่วมสมัย

 

ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมของนอร์เวย์ พื้นที่ Kistefos มีประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1889 เมื่อ A/S Kistefos Træsliberi ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตเยื่อไม้ โดยโรงงานดำเนินการผลิตอยู่จนถึงปี 1955

 

ต่อมาในปี 1996 Christen Sveaas นักธุรกิจและนักสะสมศิลปะชาวนอร์เวย์ ซึ่งเป็นหลานของผู้ก่อตั้งโรงงาน ได้ก่อตั้ง Kistefos ขึ้นในพื้นที่เดิม โดยเก็บประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของสถานที่เอาไว้ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย

 

ปัจจุบันพื้นที่ประกอบด้วย Industrial Museum, แกลเลอรี และ Sculpture Park ที่กระจายอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ Randselva พร้อมผลงานของศิลปินหลากหลาย

 

แต่การที่ Sculpture Park ขยายตัวไปตามสองฝั่งแม่น้ำก็ทำให้เกิดโจทย์สำคัญขึ้นมา เพราะผู้ชมต้องเดินเป็นเส้นทางคล้ายตัว U เพื่อกลับจากอีกฝั่ง Kistefos จึงต้องการทั้งพื้นที่แสดงงานใหม่และสะพานแห่งที่สอง แทนที่จะแยกสองอย่างออกจากกัน BIG เลือกนำมันมารวมเป็นอาคารเดียว

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 2

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 3

 

สะพานที่ต้องบิดตัว 90 องศา

 

สิ่งที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ The Twist เริ่มต้นจากข้อจำกัดของภูมิประเทศ

 

ฝั่งใต้ของแม่น้ำเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่ฝั่งเหนือเป็นเนินที่สูงกว่า หากต้องการให้อาคารเชื่อมพื้นที่ทั้งสองฝั่งเข้าหากัน BIG จึงออกแบบโครงสร้างคล้ายคานยาวพาดข้ามแม่น้ำ ก่อนค่อยๆ บิดตัว 90 องศาบริเวณกึ่งกลางอาคาร

 

ผลที่เกิดขึ้นคือพื้นของพื้นที่หนึ่งค่อยๆ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผนัง ขณะที่ผนังเปลี่ยนเป็นเพดาน จนเกิดพื้นที่ตรงกลางที่แทบแยกไม่ได้ชัดเจนว่าองค์ประกอบใดคือพื้น ผนัง หรือเพดาน

 

Bjarke Ingels อธิบายแนวคิดของโครงการไว้ว่า The Twist เป็นงานลูกผสมระหว่างหลายประเภท เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ สะพาน และประติมากรรมที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ ขณะเดียวกันตัวสะพานก็ทำให้เส้นทางภายใน Sculpture Park กลายเป็นวงรอบต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือ รูปทรงที่ดูหวือหวาของ The Twist ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการสร้างแลนด์มาร์กเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการแก้ปัญหาของพื้นที่จริง

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 4

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 5

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 6

 

3 Gallery ที่ให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน

 

การบิดอาคาร 90 องศาไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังทำให้ The Twist เกิดพื้นที่จัดแสดงที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ Closed Gallery, Twist Gallery และ Panorama Gallery

 

เมื่อเข้าจากฝั่งใต้ ผู้ชมจะเข้าสู่ Closed Gallery ซึ่งเป็นพื้นที่แบบ Double-height ก่อนเดินเข้าสู่ Twist Gallery ตรงกึ่งกลางอาคาร จุดที่เพดานค่อยๆ กลายเป็นผนังและผนังค่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งตามการหมุนของโครงสร้าง

 

เมื่อเดินต่อไปถึงฝั่งเหนือ พื้นที่จะเปิดออกเป็น Panorama Gallery พร้อมกระจกขนาดใหญ่ที่มองเห็นแม่น้ำและภูมิทัศน์รอบ Kistefos

 

BIG ตั้งใจให้ความแตกต่างของรูปทรง หน้าต่าง และแสงธรรมชาติสร้างลักษณะของพื้นที่จัดแสดงที่แตกต่างกันภายในอาคารเดียว ดังนั้นการเดินจากปลายหนึ่งไปสู่อีกปลายหนึ่งจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้อง แต่เป็นการค่อยๆ รับรู้การเปลี่ยนแปลงของสเกล แสง และมุมมองต่อภูมิทัศน์ภายนอก

 

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 7

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 8

ภาพมุมกว้างของอาคาร The Twist ที่บิดตัว 90 องศา พาดข้ามแม่น้ำในประเทศนอร์เวย์ 9

 

อาคารที่ทำให้การเดินกลายเป็นส่วนหนึ่งของการชมศิลปะ

 

สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ The Twist อาจไม่ใช่แค่ภาพของอาคารบิด 90 องศาที่กลายเป็นภาพจำของ Kistefos แต่คือวิธีที่ BIG ทำให้สถาปัตยกรรมเข้าไปเปลี่ยนวิธีใช้พื้นที่ทั้งหมด

 

เพราะก่อนมี The Twist ผู้ชมต้องเดินย้อนกลับเพื่อชมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ แต่เมื่ออาคารนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งที่สอง เส้นทางจึงกลายเป็น Continuous Loop ที่สามารถเดินชม Sculpture Park ได้ต่อเนื่องเป็นวงรอบ

 

นั่นหมายความว่า The Twist ไม่ใช่วัตถุที่ตั้งอยู่กลางสวนเพื่อให้เราเดินไปดูเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไม่ว่าจะเริ่มจากฝั่งเหนือหรือใต้ ผู้ชมสามารถเดินผ่านงานศิลปะภายในอาคารก่อนออกไปเจองานประติมากรรมและธรรมชาติอีกด้านหนึ่ง

 

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ The Twist น่าสนใจกว่าสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างโดดเด่นทั่วไป เพราะสิ่งที่ดูเหมือน Gesture ทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ แท้จริงแล้วมีที่มาจากโจทย์พื้นฐานมากๆ ว่า จะเชื่อมคน ศิลปะ และพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเข้าหากันอย่างไร และ BIG เลือกตอบโจทย์นั้นด้วยอาคารเพียงหลังเดียว

 

สำหรับฤดูกาล 2026 Kistefos เปิดตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 11 ตุลาคม 2026 โดยนิทรรศการภายใน The Twist ปีนี้คือ When I’m in My Painting นิทรรศการกลุ่มที่สำรวจจิตรกรรมนามธรรมร่วมสมัย ผ่านผลงานของ Ragna Bley, Ida Ekblad, Oscar Murillo และ Albert Oehlen สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kistefosmuseum.com/art/the-twist-gallery

 

ภาพ: Courtesy of Kistefos Museum

 

The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว https://thestandard.co/life/kaws-holiday-hangzhou/ Wed, 16 Sep 2026 08:02:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1255824 ประติมากรรม COMPANION สีเหลืองขนาดยักษ์ของ KAWS นอนอยู่ริมทะเลสาบ West Lake ที่หางโจว

ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION […]

The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประติมากรรม COMPANION สีเหลืองขนาดยักษ์ของ KAWS นอนอยู่ริมทะเลสาบ West Lake ที่หางโจว

ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION ขนาดยักษ์ริมทะเลสาบซีหู เมื่อ KAWS:HOLIDAY หนึ่งในโปรเจกต์ศิลปะของศิลปินชาวอเมริกัน KAWS เตรียมเดินทางมาจัดแสดงที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2026

 

ครั้งนี้ KAWS นำ COMPANION มาตีความใหม่ในรูปลักษณ์คล้ายหุ่นยนต์สีเหลือง ขนาด 30 เมตร โดยประติมากรรมจะนอนอยู่บนสนามหญ้าบริเวณ Orioles Singing in the Willows (柳浪闻莺) หนึ่งในพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ Ten Scenes of West Lake ในท่วงท่าเงยหน้ามองท้องฟ้า ราวกับกำลังชมแสงจันทร์เหนือทะเลสาบในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์

 

งานชิ้นนี้ยังเชื่อมโยงกับเมืองหางโจว ตั้งแต่โทนสีเหลืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ดอกไม้ประจำเมือง ไปจนถึงการนำงานศิลปะร่วมสมัยมาวางท่ามกลางภูมิทัศน์เก่าแก่ของ West Lake ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO

 

KAWS:HOLIDAY HANGZHOU จัดโดย AllRightsReserved ร่วมกับ WESTLAKE 66 ในฐานะ Local Partner เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 24–27 กันยายน 2026 ที่ Orioles Singing in the Willows, West Lake เมืองหางโจว ประเทศจีน

 

ภาพ: KAWS

The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! https://thestandard.co/life/world-50-best-hotels-thai-rosewood/ Wed, 16 Sep 2026 02:03:52 +0000 https://thestandard.co/life/world-50-best-hotels-thai-rosewood/ ภาพอาคาร Rosewood Hong Kong พร้อมข้อความสรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026

ขอแสดงความยินดีแก่คนโรงแรมทุกท่านและที่พักทุกแห่งที่ติด […]

The post สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร Rosewood Hong Kong พร้อมข้อความสรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026

ขอแสดงความยินดีแก่คนโรงแรมทุกท่านและที่พักทุกแห่งที่ติดอันดับ

 

เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วสำหรับเวทีประกาศรางวัล The World’s 50 Best Hotels การจัดลำดับ 50 โรงแรมและรีสอร์ตที่ดีที่สุดในโลก โดยปีนี้จัดขึ้นที่ Les Salles du Carrousel กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ตามเวลาปารีส หรือ 01.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย และโรงแรมที่คว้าอันดับ 1 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 ไปครอง ได้แก่ ‘Rosewood Hong Kong’ พร้อมตำแหน่ง Best Hotel in Asia เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนอันดับอื่น ได้แก่

 

อันดับ 2 Capella Bangkok

 

อันดับ 3 Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River

 

อันดับ 4 Atlantis The Royal, Dubai (Best Beach Hotel)

 

อันดับ 5 Passalacqua (Best Boutique Hotel, Best Hotel in Europe)

 

อันดับ 6 Rosewood São Paulo (Best Hotel in South America)

 

อันดับ 7 Mandarin Oriental Qianmen

 

อันดับ 8 Upper House Hong Kong

 

อันดับ 9 Chablé Yucatán (Eco Hotel Award 2026, Best Hotel in North America)

 

อันดับ 10 Mandarin Oriental, Bangkok

 

สำหรับประเทศไทย ปีนี้ยังคงทำผลงานได้ดี ติดลิสต์เข้ามาอยู่ 50 อันดับแรก 3 แห่ง และเมื่อรวมรางวัลพิเศษลำดับ 51-100 ซึ่งประกาศมาก่อน จะมีทั้งสิ้น 5 ได้แก่

 

  • Capella Bangkok (อันดับ 2)
  • Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River (อันดับ 3)
  • Mandarin Oriental, Bangkok (อันดับ 10)
  • Aman Nai Lert Bangkok (อันดับ 48)
  • Rosewood Bangkok (อันดับ 70)

 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ อีก เช่น Hôtel du Couvent อารามเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 17 บนเนินเขาเหนือเมืองนีซ ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นที่พักสุดหรู 88 ห้อง คว้ารางวัล Art of Design Award และ The Fifth Avenue Hotel คว้ารางวัล One To Watch Award ซึ่งมอบให้แก่ที่พักที่น่าจับตามองและอาจติดลิสต์ 50 อันดับแรกในปีหน้า

 

Badrutt’s Palace ได้ Art of Hospitality Award

 

Patina Osaka คว้า Best New Hotel Award

 

Rosewood รับรางวัล Most Admired Hotel Group Award

 

และ James McBride สำหรับ Icon Award 2026

 

สำหรับลิสต์ทั้งหมดจะมีที่ใดบ้างนั้น ตามไปดูได้ที่ https://www.instagram.com/the50hotels

 

ภาพ: Rosewood Hong Kong

The post สรุปผล World’s 50 Best Hotels 2026, Rosewood HK คว้าอันดับ 1 และ 4 โรงแรมไทยติดลิสต์! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars https://thestandard.co/life/lucas-museum-narrative-art-star-wars/ Sat, 12 Sep 2026 04:02:53 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1253987 ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ

Narrative Art คืออะไรกันแน่? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิด […]

The post Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ

Narrative Art คืออะไรกันแน่? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นเมื่อ Lucas Museum of Narrative Art เปิดพื้นที่ให้สื่อจากหลายประเทศเข้าไปชมภายในก่อนเปิดจริง และคนที่ออกมาตอบคำถามนี้ก็คือ George Lucas ผู้สร้าง Star Wars และหนึ่งในผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

 

 
 

คำตอบของเขาสั้นมากว่า ‘ศิลปะที่เล่าเรื่อง’ Lucas มองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือแม้แต่หนังสือ วิธีหนึ่งที่เราใช้บันทึกและส่งต่อเรื่องราวก็คือ ‘ภาพ’ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของพิพิธภัณฑ์ที่เขาใช้เวลาพัฒนามาเกือบ 20 ปี

 

แต่ความสนใจเรื่อง Narrative Art ของ Lucas ไม่ได้เริ่มจากศิลปะโบราณ หากย้อนกลับไปใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคืองานของนักวาดและ Concept Artist ที่ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจินตนาการของเขาให้กลายเป็นภาพ ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็นโลกของ Star Wars

 

จากจุดเริ่มต้นนั้น ขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้น จนวันนี้สิ่งที่อยู่ภายในไม่ได้มีแค่ของจากโลกภาพยนตร์ แต่ครอบคลุมตั้งแต่งานศิลปะ ภาพประกอบ หนังสือการ์ตูน ภาพถ่าย โปสเตอร์ ภาพวาดบนผนัง ไปจนถึงวัตถุจากวัฒนธรรมป๊อป

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 1

 

อาคารที่หลายคนมองว่าเหมือนยานอวกาศ แต่สถาปนิกบอกว่าเป็น ‘ก้อนเมฆ’

 

ก่อนจะเข้าไปดูคอลเล็กชัน ตัวอาคารของ Ma Yansong และ MAD Architects ก็เล่าเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว

 

ด้วยรูปทรงสีขาวขนาดใหญ่ที่ยกตัวลอยเหนือพื้น จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเชื่อมโยงอาคารเข้ากับยานอวกาศหรือสิ่งมีชีวิตจากโลกของ George Lucas แต่ Ma Yansong มองมันต่างออกไป สำหรับเขา อาคารนี้คือ ก้อนเมฆ ที่ลอยอยู่เหนือสวน โดยมีน้ำตกทางฝั่ง North Lawn ทำหน้าที่เหมือนสายฝนที่ตกลงมาจากก้อนเมฆนั้น

 

สิ่งที่เราชอบคือ ถึงอาคารจะมีสเกลใหญ่ แต่พื้นที่ระดับพื้นดินกลับไม่ได้ถูกใช้ไปกับตัวอาคารทั้งหมด

 

ด้านล่างและรอบพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ มีทั้งสวน แอมฟิเธียเตอร์ และงานศิลปะกระจายอยู่ตามพื้นที่ หมายความว่าต่อให้ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ ก็ยังเข้ามาใช้พื้นที่ส่วนนี้ได้

 

และแน่นอนว่ามี Star Wars ซ่อนอยู่ด้วย บริเวณน้ำพุด้านนอกมีประติมากรรม Yoda ซึ่งสร้างจากแม่พิมพ์เดียวกับรูปปั้นที่อยู่หน้า Skywalker Ranch แต่เวอร์ชันนี้มี Grogu หรือ Baby Yoda เกาะอยู่ที่ผ้าคลุมของ Yoda เพิ่มเข้ามา เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เชื่อมเรื่องราว Star Wars จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนรุ่นหนึ่ง

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 2

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 3

 

จากสวนด้านนอก เราสามารถเดินเข้าสู่ Education Wing ผ่านหนึ่งในสองทางเข้าหลักได้โดยไม่ต้องมีตั๋ว

 

ภาพแรกที่เจอค่อนข้างสมกับการเป็นพิพิธภัณฑ์ของ George Lucas เพราะเหนือศีรษะคือ Naboo Starfighter ขนาดเท่าของจริง จาก Star Wars: Episode I – The Phantom Menace (1999) ก่อนที่พื้นที่จะพาเข้าสู่ห้องสมุดซึ่งมีชั้นหนังสือสูงต่อเนื่องกันสามชั้น

 

หนังสือที่อยู่ที่นี่ก็สะท้อนขอบเขตความสนใจของพิพิธภัณฑ์ได้ดี เพราะไม่ได้มีแต่ Star Wars ระหว่างการเปิดให้สื่อเข้าชม มีตั้งแต่หนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์ของ Industrial Light & Magic บริษัท Visual Effects ที่ Lucas ก่อตั้ง ไปจนถึงหนังสือรวมผลงานของ Egon Schiele ศิลปินชาวออสเตรีย

 

ตรงนี้ทำให้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า Lucas Museum ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงสถานที่เก็บ Memorabilia จากภาพยนตร์ แต่กำลังเอาวัฒนธรรมภาพหลายแบบมาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 4

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 5

 

อีกฝั่งของอาคารคือ Museum Wing ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องมีตั๋ว โดยเชื่อมกับ Education Wing ผ่านคอร์ทยาร์ดบนชั้น 4

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือลิฟต์แก้วทรงกระบอกสามตัว ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าดูเหมือนหลุดออกมาจาก Death Star ก็คงไม่แปลกนัก

 

Ma Yansong อธิบายโมเมนต์ของการขึ้นลิฟต์ไปยังพื้นที่จัดแสดงด้านบนว่าเป็นความรู้สึกของการ ‘Departing Reality’ หรือค่อยๆ ออกจากโลกความจริงเพื่อเข้าสู่โลกของเรื่องเล่า

 

แต่ก่อนขึ้นไป ยังมีโรงภาพยนตร์สองแห่งที่ฉายหนังตลอดช่วงเวลาเปิดทำการ รวมถึงนิทรรศการ The History of Narrative Art: Heroes, Myths, The Sacred ซึ่งพา Narrative Art ย้อนกลับไปไกลถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำ

 

ตรงนี้เองที่ทำให้คำอธิบายของ George Lucas ตอนต้นเริ่มเชื่อมเข้าหากัน เพราะเขาไม่ได้ปิดบังว่าเรื่องเล่า ตำนาน และประวัติศาสตร์ของมนุษย์จำนวนมากกลายเป็นสำคัญในการสร้าง Star Wars

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 6

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 7
ฃ

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 8

 

ถ้าโซนแรกพาเราย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องด้วยภาพ Cinema Gallery ก็พาเราไปดูว่าภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างไร

 

หนึ่งในชิ้นที่น่าจะทำให้แฟน Star Wars หยุดดูนานเป็นพิเศษคือ Podracer ขนาดเท่าของจริงของ Anakin จาก The Phantom Menace รวมถึง R2-D2 ตัวที่ใช้ในการสร้าง Star Wars: Episode IV – A New Hope (1977)

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้พร็อพคือ วิธีที่พิพิธภัณฑ์นำมันมาวางคู่กับภาพวาดและ Concept Art ต้นฉบับของศิลปินอย่าง Ralph McQuarrie

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 9

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 10

 

เราจึงไม่ได้เห็นแค่ R2-D2 ในฐานะตัวละครที่คนทั่วโลกรู้จัก แต่ได้ย้อนกลับไปดูว่าตัวละคร ฉาก หรือยานอวกาศที่คุ้นตา เริ่มต้นจากภาพนิ่งบนกระดาษอย่างไร ก่อนค่อยๆ ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ และนี่อาจเป็นตัวอย่างที่เข้าใจคำว่า Narrative Art ของ Lucas ได้ง่ายที่สุด

 

หลังจากโลกของภาพยนตร์ วิธีจัดแกลเลอรีของ Lucas Museum ก็เริ่มสนุกขึ้น เพราะไม่ได้แบ่งทุกอย่างตามยุคหรือประเภทศิลปะแบบพิพิธภัณฑ์ทั่วไป

 

บางห้องอุทิศให้ศิลปินคนเดียว เช่น Norman Rockwell ซึ่งมีผลงาน Triple Self Portrait หลายเวอร์ชัน ขณะที่บางห้องแบ่งตาม Genre อย่าง Fantasy, Science Fiction และ Adventure ซึ่งในโซนหลังมีประติมากรรมสำริดของ Indiana Jones ยืนต้อนรับอยู่

 

อีกหลายห้องใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นแกนในการจัด ตั้งแต่โรงเรียน กีฬา ไปจนถึง Civic Life ซึ่งมีสื่อและภาพต่อต้านสงครามย้อนหลังไปถึงปี 1971

 

เดินต่อไปยังโซน Photography ก็อาจเจอภาพจากการถ่ายปกอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles ก่อนขึ้นไปอีกชั้นแล้วพบงาน Stencil ต้นฉบับของ Banksy ในส่วนที่พูดถึงมูรัล

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 11

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 12

 

ฟังดูเหมือนของทุกอย่างไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่เมื่อกลับไปยังคำถามตั้งต้นว่า ‘ภาพหนึ่งภาพสามารถเล่าเรื่องอะไรได้บ้าง’ การเอาของเหล่านี้มาอยู่ด้วยกันก็เริ่มมีเหตุผลขึ้นมา

 

Lucas Museum จึงน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้พยายามสร้างลำดับชั้นว่า ภาพวาดควรสำคัญกว่าการ์ตูน หรือ Fine Art มีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์และ Pop Culture

 

สิ่งที่พิพิธภัณฑ์เลือกทำคือเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางอยู่ในบทสนทนาเดียวกัน แล้วใช้ ‘การเล่าเรื่อง’ เป็นตัวเชื่อม

 

ภาพอาคาร Lucas Museum of Narrative Art ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีรูปทรงคล้ายก้อนเมฆหรือยานอวกาศ 13

 

แน่นอนว่าแฟน Star Wars น่าจะสนุกกับการตามหา R2-D2, Naboo Starfighter หรือ Concept Art ของ Ralph McQuarrie แต่สำหรับคนที่ไม่ได้โตมากับจักรวาลของ George Lucas ที่นี่ก็ยังมีตั้งแต่ Norman Rockwell, Egon Schiele, Banksy, The Beatles ไปจนถึงภาพเขียนบนผนังถ้ำให้ดู

 

และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Lucas Museum ถึงเลือกใช้คำว่า Museum of Narrative Art แทนที่จะเป็น Museum of George Lucas

 

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ได้เล่าเรื่องของเขาคนเดียว แต่กำลังพูดถึงวิธีที่มนุษย์ใช้ภาพเพื่อเล่าเรื่องของตัวเองมาตลอด

 

ภาพ: Lucas Museum of Narrative Art

The post Lucas Museum of Narrative Art พิพิธภัณฑ์ของ George Lucas ในลอสแอนเจลิสที่ไม่ได้มีแค่ Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>
GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ https://thestandard.co/life/go-now-travel-seasons/ Wed, 09 Sep 2026 05:25:29 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1252577 ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

นักเดินทางตัวยงจะรู้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกที่เราอยากไปเมื่อไร […]

The post GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

นักเดินทางตัวยงจะรู้ดีกว่า ไม่ใช่ทุกที่เราอยากไปเมื่อไรก็ได้ เพราะธรรมชาติมีปฏิทินของตัวเอง ทั้งใบไม้ที่กำลังจะเปลี่ยนสี วาฬที่กำลังเดินทางผ่าน ฤดูปูที่รอคอยกันทั้งปี ไปจนถึงทะเลที่กำลังจะกลับมาสวยอีกครั้ง

 

 
 

THE STANDARD LIFE ชวนเปิดปฏิทินนับถอยหลังจากวันที่ 9 กันยายน ว่าเหลืออีกกี่วันก่อนฤดูกาลน่าเที่ยวเหล่านี้จะมาถึง หรือเรายังมีเวลาอีกเท่าไรก่อนมันจะผ่านไป เพราะบางทริปถ้าพลาดครั้งนี้ อาจต้องรอถึงปีหน้า

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 1

 

อีก 7 วัน ใบไม้แดงชุดแรกของญี่ปุ่นกำลังมา

 

Daisetsuzan, Hokkaido, Japan

 

ไม่ต้องรอถึงพฤศจิกายน เพราะฤดูใบไม้แดงของญี่ปุ่นกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วจากทางเหนือ โดยพยากรณ์ใบไม้แดงปี 2026 ของ Weathernews คาดว่าเทือกเขา Daisetsuzan ในฮอกไกโดจะเข้าสู่ช่วงชมใบไม้แดงตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ก่อนสีสันของฤดูใบไม้ร่วงจะค่อยๆ เดินทางลงใต้ และไปถึงเกียวโตในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ใครอยากเป็นกลุ่มแรกที่ได้เห็น Autumn ของญี่ปุ่น เตรียมแพ็คกระเป๋าได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 2

 

เหลืออีก 53 วัน ก่อนฤดูดูวาฬจะผ่านไป

 

Hervey Bay, Queensland, Australia

 

ถ้า Whale Watching อยู่ใน Bucket List ปีนี้ นี่อาจเป็นหนึ่งในทริปที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมของทุกปีคือฤดูที่วาฬหลังค่อมเดินทางเข้ามาพักในน่านน้ำสงบของ Hervey Bay พร้อมลูกวาฬ ก่อนเดินทางต่อตามเส้นทางอพยพ

 

Hervey Bay ยังได้รับการยอมรับในฐานะ Whale Heritage Site แห่งแรกของโลก และช่วงสิงหาคม-ตุลาคมถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางไปดูวาฬมากที่สุด นับจากวันนี้ เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนก่อนฤดูกาลนี้จะจบลง

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 3

 

อีก 3 สัปดาห์ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเกาหลีกำลังเริ่ม

 

Seoraksan National Park, South Korea

 

ปลายเดือนกันยายนคือช่วงที่หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี โดยหนึ่งในพื้นที่แรกๆ คือ Seoraksan National Park ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ อุทยานแห่งชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องภูเขาหินแกรนิต หุบเขา และเส้นทางเดินเขาที่สวยเป็นพิเศษเมื่อผืนป่าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง

 

มาถึงแล้วสามารถเลือกเดินเส้นทางธรรมชาติไปยัง Biryong Falls หรือ Biseondae Rock ส่วนใครไม่อยากเดินหนักสามารถขึ้น Seoraksan Cable Car ไปชมวิวภูเขาจากมุมสูงได้ โดยมีเมืองชายทะเล Sokcho เป็นฐานสำหรับพักและเดินทางเข้าอุทยาน จึงสามารถจัดทริปชมใบไม้แดงควบคู่กับเที่ยวทะเลและกินอาหารทะเลได้ในทริปเดียว

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 4

 

อีก 58 วัน ฤดูปูเอจิเซน เริ่มแล้ว!

 

Fukui, Japan

 

6 พฤศจิกายนของทุกปีคือวันที่คนรักอาหารทะเลควรวงไว้ในปฏิทิน เพราะเป็นวันเปิดฤดูจับ Echizen Gani ปูหิมะชื่อดังของจังหวัด Fukui ทันทีที่ฤดูประมงเปิด เหล่าเรือประมงจะทยอยขนปูเอจิเซนสดๆ กลับสู่ท่าเรือ ก่อนกระจายไปตามเรียวกังและร้านอาหารทั่วจังหวัด และถ้าอยากลอง Seiko Gani หรือปูหิมะตัวเมีย ยิ่งต้องรีบ เพราะเป็นวัตถุดิบที่มีช่วงเวลาให้กินเพียงประมาณเดือนครึ่งนับจากวันเปิดฤดู

 

อีก 59 วัน ใครเป็นสายกินเตรียมวางแผนทริป Fukui ได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 5

 

GO NOW! นาขั้นบันไดกำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง

 

Mù Cang Chải, Vietnam

 

หนึ่งในฤดูกาลที่สวยที่สุดของเวียดนามเหนือกำลังเริ่มขึ้น เมื่อทุ่งนาขั้นบันไดของ Mù Cang Chải ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองรับฤดูเก็บเกี่ยว โดยพื้นที่บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ขณะที่นาขั้นบันไดหลายจุดจะสวยที่สุดช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม ก่อนจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น หนึ่งในจุดชมวิวที่ไม่ควรพลาดคือ Mâm Xôi Hill หรือ Raspberry Hill ซึ่งมองเห็นนาขั้นบันไดโค้งไปตามภูเขา หรือเดินทางผ่าน Khau Pha Pass เพื่อชมวิวหุบเขาและหมู่บ้านจากมุมสูง

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 6

 

อีก 3 สัปดาห์ ทุ่งคอสมอสบาน

 

Hitachi Seaside Park, Ibaraki, Japan

 

ถ้าพูดถึง Hitachi Seaside Park หลายคนอาจนึกถึงเนโมฟีลาสีฟ้าในฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่จะเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบด้วยทุ่ง Cosmos สีชมพู ขาว และแดง ที่เริ่มผลิบานในช่วงต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงปลายเดือน

 

ไฮไลต์อยู่บริเวณเชิง Miharashi Hill ซึ่งทุ่งคอสมอสจะบานอยู่เคียงกับ Kokia ทรงกลมนับหมื่นต้นบนเนินเขา และถ้าเลือกจังหวะได้พอดีในช่วงกลางเดือนตุลาคม จะได้เห็น Kokia ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงสด ตัดกับทุ่งคอสมอสด้านล่าง กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของฤดูใบไม้ร่วงที่ Hitachi Seaside Park ตอนนี้คอสมอสบางส่วนภายในสวนเริ่มออกดอกแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นภาพใหญ่ของ Cosmos และ Kokia พร้อมกัน ปักหมุด เดือนตุลาคม เอาไว้ได้เลย

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 7

 

GO NOW! ทะเลหมอกกำลังสวย

 

Khao Kho, Phetchabun, Thailand

 

กันยายนยังอยู่ในช่วง Green Season ของไทย และช่วงเวลาหลังฝนตกคือจังหวะที่ภูเขาหลายแห่งมีโอกาสเกิดทะเลหมอกมากที่สุด โดยเฉพาะ ‘เขาค้อ’ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและจุดชมวิวกระจายอยู่หลายแห่ง แน่นอนว่าฤดูกาลแบบนี้ หาที่พักดีๆ สักคืนตื่นเช้าไปลุ้นทะเลหมอกที่ จุดชมวิวเขาค้อ ก่อนแวะ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแนวภูเขา หรือขับรถต่อไป ภูทับเบิก เพื่อสัมผัสอากาศเย็นและวิวจากพื้นที่สูง ช่วง Green Season ยังเป็นช่วงที่ภูเขาและป่าโดยรอบเขียวชอุ่มเป็นพิเศษ

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 8

 

อีกประมาณ 53 วัน ทะเลอันดามันสวยที่สุด

 

Krabi / Phang Nga / Phuket, Thailand

 

หลังผ่านฤดูมรสุมมาหลายเดือน เดือนพฤศจิกายนคือช่วงที่ฝั่งอันดามันเริ่มกลับเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวอีกครั้ง เมื่อฝนเริ่มลดลง ท้องฟ้าเปิดมากขึ้น และสภาพทะเลค่อยๆ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งและการออกเรือมากขึ้น

 

เลือกปักหมุดได้เลยกระบี่ สามารถออกไปเที่ยวหมู่เกาะพีพี อ่าวไร่เลย์ หรือเกาะห้อง ส่วน พังงา มีทั้งอ่าวพังงา เขาหลัก และหมู่เกาะสิมิลัน ขณะที่ ภูเก็ต เหมาะสำหรับคนที่อยากรวมทะเลเข้ากับร้านอาหาร คาเฟ่ และชีวิตเมืองเก่าไว้ในทริปเดียว

 

อีกไม่ถึง 2 เดือน ฤดูเที่ยวทะเลฝั่งตะวันตกของไทยกำลังจะกลับมา ใครคิดถึงน้ำทะเลฝั่งอันดามัน เริ่มหาวันว่างได้แล้ว

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 9

 

เหลือ 5 สัปดาห์ ก่อน Dry Season ของ Komodo จะผ่านไป

 

Komodo National Park, Indonesia

 

กันยายนถึงต้นตุลาคมยังเป็นช่วงปลาย Dry Season ของหมู่เกาะ Komodo จึงเป็นอีกหน้าต่างเวลาที่น่าสนใจสำหรับการออกเรือเที่ยวตามเกาะ ก่อนสภาพอากาศค่อยๆ เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงปลายปี แน่นอนว่าไฮไลต์คือการออกตามหามังกรโคโมโด เดินขึ้น Padar Island ชมภูมิประเทศของอ่าวสามด้าน แวะ Pink Beach รวมถึงดำน้ำตื้นหรือดำน้ำลึกตามจุดต่างๆ รอบอุทยาน

 

ภาพวัดบนภูเขาสูงท่ามกลางใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง 10

 

อีก 83 วัน ก่อนเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี

 

เผลอแป๊บเดียว ปีนี้ก็เหลืออีกไม่กี่เดือนแล้ว และก่อนจะถึงเดือนธันวาคม โลกยังมีอีกหลายฤดูกาลให้เราออกไปเจอ ตั้งแต่ทุ่งดอกไม้ที่กำลังบาน นาข้าวที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง ใบไม้แดงที่กำลังไล่สีลงใต้ ไปจนถึงทะเลที่กำลังกลับมาสวยอีกครั้ง บางฤดูกาลมีเวลาให้เราเพียงไม่กี่สัปดาห์ บางปรากฏการณ์เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง และบางทริปถ้าพลาด ก็ต้องใส่ไว้ในลิสต์ ‘ปีหน้าค่อยไป’ อีกครั้ง

 

เพราะฉะนั้น ถ้าปีนี้ยังเหลือวันลา ลองเปิดปฏิทินดูสักหน่อย เพราะ GO NOW! ไม่ได้หมายความว่าต้องเก็บกระเป๋าออกเดินทางพรุ่งนี้ แต่อาจหมายถึงอย่าปล่อยให้คำว่า ‘ไว้คราวหน้า’ ทำให้เราพลาดช่วงเวลาที่อยากเห็นไปอีกปี

 

ภาพ: Shutterstock

The post GO NOW! ปีนี้คุณลาพักร้อนหรือยัง? เพราะโลกยังมีอะไรรอเราอีกเยอะ appeared first on THE STANDARD.

]]>