ปวีณ์กานต์ อินสว่าง, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/paweekan_i/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 31 May 2022 10:40:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 People of Ari โรงละครย่านอารีย์ที่พร้อมซัพพอร์ตศิลปินทุกกลุ่ม และอยากชวนคนมารู้จักศิลปะทุกรูปแบบ https://thestandard.co/people-of-ari-2/ Tue, 31 May 2022 10:40:17 +0000 https://thestandard.co/?p=636134 People of Ari

นอกจากอารีย์จะเป็นย่านแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีครบหมดต […]

The post People of Ari โรงละครย่านอารีย์ที่พร้อมซัพพอร์ตศิลปินทุกกลุ่ม และอยากชวนคนมารู้จักศิลปะทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
People of Ari

นอกจากอารีย์จะเป็นย่านแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มีครบหมดตั้งแต่ร้านอาหาร กิจการโลคัล บาร์ แกลเลอรี ในช่วงเดือนสิงหาคมย่านแห่งนี้กำลังจะมีครีเอทีฟสเปซเพิ่มขึ้นอีกแห่งในนามว่า ‘People of Ari’ โรงละครขนาด 60 ที่นั่ง ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันครบครัน ชนิดที่คอละครได้เห็นจะต้องดีใจ 

 

ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถปรับเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะได้หลากหลาย ตั้งแต่คอนเสิร์ต ฉายหนัง ไปจนถึงเสวนา หรือแม้แต่เปลี่ยนเป็นบาร์ให้คนมานั่งสนทนาแชร์ความสนใจ

 

เบื้องหลังของ People of Ari คือ มาร์ก เซ็ม โคส หนุ่มออสเตรเลียผู้อยู่ในย่านอารีย์มากว่า 4 ปีที่เป็นผู้ริเริ่มไอเดีย เขาคือเจ้าของ Yellow Lane คาเฟ่ในซอยอารีย์ที่ช่วงนี้หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดีจากการจัดกิจกรรม Ari Weekend Market ทุกสิ้นเดือน หรือการจัดฉายสารคดี Mental-Verse จากทีมงาน Eyedropper Fill ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง 

 

เขาอยากสนับสนุนให้เกิดอาร์ตสเปซ เพิ่มพื้นที่ทางศิลปะในอารีย์ และได้ ไพพ์เพอร์-ประภาพรรณ สุธิราวุธ ผู้คลุกคลีอยู่กับวงการละครเวที มาช่วยเป็นคิวเรเตอร์คัดเลือกงานแสดงและดูแลจัดการงานหลังบ้านให้โรงละครแห่งนี้เป็นไปตามเป้าหมาย

 

เมื่อเราอยากรู้จัก People of Ari และผู้อยู่เบื้องหลังให้มากขึ้น ไพพ์เพอร์จึงอาสาเป็นตัวแทนมาพูดคุยถึงภาพที่ People of Ari อยากเป็น

 

People of Ari

 

ในฐานะคนทำงานในพื้นที่ คุณว่าอารีย์มีแมตทีเรียลอะไรที่เหมาะกับการสร้างสรรค์พื้นที่ศิลปะแบบนี้ขึ้นมา

คาแร็กเตอร์ของอารีย์คือเขาเป็นพื้นที่ที่ยังมีความโฮมมี่ ดูเป็นชุมชน มีหลายคนทำงานเพื่อพื้นที่ เพื่อชุมชนของตัวเอง ทั้ง Ari Around และเพื่อนบ้านอารีย์ คนในพื้นที่เองก็เป็นผู้ประกอบการกันเยอะ ที่นี่มีร้านค้าหลากหลายแบบมาก ร้านอาหารก็มีหลายแนว ดูเป็นพื้นที่ที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ เช้ายันเย็นสามารถทำกิจกรรมในอารีย์ได้ครบทุกแบบ แต่สิ่งที่ยังขาดคืออาร์ตสเปซที่เน้นงานแนว Performing Arts แถวนี้ยังไม่มีเลย 

 

People of Ari

 

จำเป็นไหมว่าการจะเกิดพื้นที่ศิลปะจะต้องมีคนเหล่านี้อยู่ 

เราว่ามันเกิดได้ทุกที่แหละ แต่ก็กลับมาที่เรื่องกำลังของคนสร้างด้วย อย่างเราอยู่โคราช ถ้ามีต้นทุนมากพอเราก็อยากสร้างอาร์ตสเปซเหมือนกัน ถ้าเราสามารถเปิดให้คนที่สนใจ ทำให้คนรู้สึกว่าการได้ออกมามีปฏิสัมพันธ์กันผ่านการทำอะไรสร้างสรรค์มันเป็นประโยชน์กับเขา ถ้าเราสามารถบาลานซ์ระหว่างอุดมการณ์กับรายได้ เราก็อยากทำ 

 

มีคนรู้จักเราบางคนก็เลือกไปทำงานกับชุมชนห่างไกลเพื่อสร้างให้เห็นเลยว่างานศิลปะมันไม่ใช่แค่เอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างเดียวก็มี ซึ่งการทำ People of Ari ขึ้นมา เรายังต้องหาจิ๊กซอว์มาต่ออยู่ว่าควรจะทำให้มันเป็นไปในรูปแบบไหน หางานหรือศิลปินที่คนมาดูแล้วจะรู้สึกว่าเขาอยากจะมาอีก เป็นเหตุผลว่าสเปซของเราจะมีศิลปะหลายๆ รูปแบบให้คนได้ลองมาสัมผัส อยากทำให้มันกลายเป็นอาร์ตเฮาส์ ที่คนมาแล้วจะรู้สึกว่าได้ประสบการณ์ ได้ทำอะไรใหม่ๆ เรารู้สึกว่าแบบนี้น่าจะเป็นอะไรที่ทำให้การมีอยู่ของโรงละครยั่งยืนขึ้นมาได้ เพราะเรารู้เลยว่าละครอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับการทำสเปซ และเราก็ไม่อยากทำให้โรงละครมันดูเก้กัง เขินที่จะเดินเข้ามา อยากให้คนรู้สึกว่ามันก็เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างหนึ่งที่สามารถมาจอย มาเปิดประสบการณ์ได้ เราอยากทำให้คนรู้สึกว่าสถานที่แบบนี้มันเฟรนด์ลี น่ามามากขึ้น 

 

People of Ari

 

เกณฑ์ในการคัดเลือกงานมาจัดแสดงเป็นแบบไหน

People of Ari กำลังพยายามจะสร้างพื้นที่ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองได้ ทำงานที่สร้างรายได้คืนกลับมา แต่ยังตอบสนองคนดูเป็นหลัก และทางเราพร้อมจะซัพพอร์ตศิลปินตลอดกระบวนการเพื่อสร้างงานให้ตอบโจทย์คนดู เราอยากให้ผู้ชมรู้สึกว่า ‘คุ้มค่าจัง’ ที่มาดูงานที่ People of Ari เลยมองหาศิลปะทุกรูปแบบเลย ถ้าเป็นไปได้เราอยากชวนศิลปินที่อยู่ในประเทศนี้ทุกคนที่รู้สึกว่าอยากทำอะไรจังเลย แต่ยังไม่มีพื้นที่หรืองบประมาณ มาช่วยกันคราฟต์งานขึ้นมาด้วยกัน

 

ตอนนี้งานส่วนใหญ่เลือกมาจากความชอบความสนใจของเรา พยายามจะเลือกงานที่คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน อย่างงาน อารมณ์ภบท เกิดจากว่าเราเคยเห็นต่างชาติเขาเอาใบไม้มาทำเซ็นเซอร์ให้มันเกิดเสียง เราก็อยากให้มันมีอะไรอย่างนี้ขึ้นในย่านนี้บ้าง Yellow Lane เองมีสวนที่สวยมากอยู่พอดี เราเลยชวนศิลปินที่เขามีความรู้ด้านนี้ ก็คือ ทอมมี่ กับ ไรอัน คราฟต์มันขึ้นมา หรืออย่างงาน Mentalverse ก็เกิดจากเราเห็นว่าตอนงานนี้จัดที่ Bangkok Design Week มันได้ผลตอบรับดีมาก แต่เราเสียดายที่เหมือนพอดูจบแล้วคนไม่มีโอกาสได้แชร์ความรู้สึกหลังชมออกมา ครั้งนี้เราเลยชวน Eyedropper Fill มาจัดฉายใหม่ เพิ่มกิจกรรมอย่างการทอล์ก และโซนให้เขียนสะท้อนความรู้สึกจากสารคดี ให้ผู้ชมได้มีพื้นที่ทบทวนตัวเองและสะท้อนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกัน

 

นอกจากด้านศิลปะ เราก็อยากซัพพอร์ตคนที่อยู่ในพื้นที่นี้ ทำให้คอมมิวนิตี้มันแข็งแรงมากขึ้นด้วย ทำตลาด Ari Weekend Market ทุกเดือนร่วมกับ Happy Grocers ให้คนได้มารู้จักกัน โตไปด้วยกัน

 

People of Ari

 

ในมุมนักเรียนละครเอง การมีสถานที่ที่พร้อมแบบ People of Ari มันดีแค่ไหน

แน่นอนว่าอย่างน้อยที่สุดมันจะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะของแบบนี้มันต้องซ้อมจริงๆ และพื้นที่ที่มีว่างให้ซ้อมได้ในตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก การมีสถานที่ที่พร้อมก็จะทำให้คนสัมผัสเมจิกของการที่คนเข้ามาอยู่ในโรงละคร โฟกัส แล้วดูโปรดักชันที่ Well-Crafted ไปด้วยกัน เราอยากส่งต่อคุณภาพ อยากให้นักดนตรี นักแสดงมาแล้วระเบิดพลังได้โดยไม่ต้องกังวล คนดูก็ได้ดูโปรดักชันที่มีคุณภาพดีจริงๆ การมีพื้นที่แบบนี้ขึ้นมาอาจจะทำให้มันช่วยเพิ่มกำลังใจให้ศิลปินให้เขาสู้กันอีกครั้งด้วย เพราะต้องยอมรับว่ากว่าศิลปินจะมีงานขึ้นมาสักงานมัน Struggle มากๆ แต่สุดท้ายแล้วศิลปินที่จะมาร่วมทำงานด้วยกันกับเราก็ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าเราทำงานเพื่อตอบสนองคนดู มองหามุมช่วยกันว่าทำอย่างไรจะสื่อสารกับผู้ชมในอนาคตให้ได้มากที่สุด เพื่อในเชิงธุรกิจมันจะยั่งยืน และบริหารจัดการได้ด้วยงบประมาณของเรา

 

People of Ari

People of Ari

 

อุปสรรคอะไรทำให้พื้นที่แบบนี้มีน้อย

การทำงานโดยใช้มนุษย์มันมีต้นทุนที่สูงมาก คนที่จะมาดูเลยมักเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเสน่ห์ของละครเวที คนที่มาสัมผัสประสบการณ์นี้แล้วรู้สึกว่ามันคุ้มสำหรับเขา ซึ่งเราไม่ได้ขัดเลยนะถ้าใครจะชอบดู Netflix หรือไม่ได้ชอบดูมหรสพอะไรแบบนี้ อันนั้นก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเดี๋ยวนี้คอนเทนต์สมัยนี้ยิ่งดีมาก เพราะการแข่งขันมันสูงก็เลยยิ่งทำให้มันพัฒนาดีขึ้นไปอีก ก็อยากให้ละครเวทีเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน

 

People of Ari

 

ถ้าคนเข้าถึงมากขึ้นมันจะเปลี่ยนสังคมได้เลยไหม

ความเชื่อที่เราทำที่นี่เพราะเรารู้สึกว่าละครเวทีมันเปลี่ยนเราไปในทางที่ดีขึ้น นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่หมดหวังกับละครเวที เราเลยอยากให้คนมาสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ไปด้วยกัน อยากเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้เขาได้มาลองด้วยตัวของเขาเอง 

 

สังคมจะเปลี่ยนไหมเราไม่กล้าทำนาย แต่อย่างเราเรียนละคร ก็ชัดเจนว่าละครมันเปลี่ยนเรา เปลี่ยนเพื่อนของเราให้มองโลกกว้างขึ้น มี Empathy มากขึ้น ถ้าเราไม่เรียนละครก็ไม่รู้เมื่อไรกว่าเราจะเข้าใจเรื่องสิทธิ ประชาธิปไตย หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสังคมเรา ละครทำให้เราเห็นทุกเหตุและผลในการกระทำของมนุษย์ เห็นแรงจูงใจของตัวละคร เห็นเลยว่ากว่ามนุษย์คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมา แบ็กกราวด์ทั้งหมดมันส่งผลต่อความนึกคิดของเขาหมด ทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของการกระทำของคน ทำให้เรามองโลกและพยายามเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น 

 

People of Ari

 

แต่ถึงจะสู้แค่ไหน ถ้ารัฐไม่สนับสนุนมันก็ไปต่อได้จำกัดหรือเปล่า

เราก็หวังว่ามันจะอยู่ได้ และคนจะให้ค่าสิ่งนี้มากขึ้นจนเกิดเป็นคัลเจอร์ที่คนเข้าโรงมหรสพมาดูงานกัน เราว่าการจะทำอย่างไรให้มันยั่งยืนอยู่ได้นานที่สุดเป็นโจทย์ของทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่กับศิลปะ การสร้างที่นี่ขึ้นมาเราไม่ได้คิดว่าจะไปสู้กับใครหรอก สู้กับตัวเองว่าจะทำงานอย่างไรให้มันตอบโจทย์มากที่สุด อย่างที่บอกว่า โจทย์ของ People of Ari คือต้องขายได้ (หัวเราะ) ทำงานให้คนอยากมาดู เราบอกว่าเราเป็น Supporter ก็จริง แต่อีกนัยหนึ่งคือเราไม่ใช่องค์กรการกุศลสำหรับศิลปิน เรายังต้องการคนดูงาน โจทย์ของเราจึงเป็นการสร้างงานตามความต้องการของคนดูมากกว่า

 

ถ้ามีรัฐเข้ามาสนับสนุนจริงๆ อย่างไรมันต้องดีอยู่แล้วแหละ แต่มันต้องมีรัฐบาลที่เข้าใจก่อนว่าสิ่งนี้มันสำคัญกับประชาชน ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เขาต้องเข้าใจตรงนั้นก่อนว่ามันสำคัญอย่างไร เขาถึงจะให้เงินมาสนับสนุน รัฐบาลเขาต้องให้ค่า เห็นความสำคัญของประชาชนให้ได้ก่อน 

 

People of Ari

 

อะไรคือตัวชี้วัดความสำเร็จของ People of Ari

ชาเลนจ์ของเรากับมาร์กว่าจะทำอย่างไรให้ People of Ari ยั่งยืนและตอบโจทย์คนดูได้มากที่สุด เราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องทำให้งานศิลปะเป็นประสบการณ์ที่ตีค่าเป็นเงินได้ และผู้บริโภคของเราได้รับประสบการณ์ที่ดีสุด ฟังดูยากมาก แต่คิดว่าต้องทำให้ได้ (หัวเราะ)

 

People of Ari

 

People of Ari & Yellow Lane Cafe 

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 9.00-17.00 น. (คาเฟ่)

Address: พหลโยธิน ซอย 5 (อารีย์ ซอย 1) 

Contact: 06 5123 8378

Website: https://www.facebook.com/yellowlaneari/ และ https://www.facebook.com/peopleofaribkk 

Map: https://g.page/yellow-lane?share 

 

 

The post People of Ari โรงละครย่านอารีย์ที่พร้อมซัพพอร์ตศิลปินทุกกลุ่ม และอยากชวนคนมารู้จักศิลปะทุกรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามไปฮีลลิ่งที่ PLACEBo CLUB คลับเวียร์ดๆ สำหรับคนอ่อนล้ากายใจ https://thestandard.co/placebo-club/ Fri, 29 Apr 2022 08:23:43 +0000 https://thestandard.co/?p=623018 PLACEBo CLUB

คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกหมดหวัง เหนื่อยล้า สู้ชีวิต […]

The post ตามไปฮีลลิ่งที่ PLACEBo CLUB คลับเวียร์ดๆ สำหรับคนอ่อนล้ากายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PLACEBo CLUB

คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกหมดหวัง เหนื่อยล้า สู้ชีวิตแล้วแต่ชีวิตก็สู้กลับ จนบ่อยครั้งก็อยากศิโรราบ ประกาศกร้าวต่อโลกว่า พอแล้ว! ต่อจากนี้ฉันจะขอลองใช้ชีวิตแบบไม่สู้บ้างแล้วกัน อยู่หรือเปล่า

 

ถ้ากำลังรู้สึกแบบนั้น เราว่านี่เป็นเหตุผลที่ดีมากพอให้คุณพาตัวเองมาที่ PLACEBo CLUB, weird stuff that helps คลับของกลุ่มเพื่อน 4 คน วริศ ลิขิตอนุสรณ์, เผ่า-เผ่าภูมิ ชิวารักษ์, ตั๋ม-ธนพล วิรุฬหกุล และโกโก้-พิชญะ เภตราไชยอนันต์ ที่พร้อมจะเป็นโฮสต์นำทำกิจกรรมฮีลลิ่งประหลาดๆ ที่คนในสังคมไม่คุ้นชิน ไม่ว่าจะนวดกดจุด ประคบน้ำมัน ตีขันระฆังหิมาลัย ทำ Sound Healing ปรับเอเนอร์จี้ในร่างกาย ดูดวงปาจื้อ หรือกระทั่งใช้กระจกส่องวิญญาณ

 

แม้กิจกรรมภายในจะชวนพิศวง ท้าทายความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยได้จริงๆ หรือทั้งหมดก็แค่ความคิดที่งมงายไปเอง แต่เราในฐานะผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ก่อนหน้านี้สารภาพเลยว่าก็กังวลไม่แพ้กัน ขอยืมคำที่วริศบอกไว้ในวันที่เราตกลงปลงใจมาลองฮีลลิ่งที่นี่ดู

 

“ปล่อยตัว ปล่อยใจมาเลยครับ” เขาว่าไว้แบบนั้น

ถ้าทำได้ คุณก็พร้อมแล้วสำหรับการฮีลลิ่งวันนี้ 

 

PLACEBo CLUB

 

PLACEBo CLUB ซ่อนตัวอย่างมิดชิดชั้นบนของอาคารในย่านเจริญกรุง ภายในแบ่งเป็นห้องทำงานและลานโล่งสำหรับทำกิจกรรม เบาะนั่งกระจายตามพื้นที่ เช่นเดียวกันกับขันระฆังหิมาลัยที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ รอบห้อง บอกให้รู้ว่าคืนก่อนหน้าที่แห่งนี้เพิ่งมีการทำกิจกรรมไป

 

วริศและเผ่าจัดแจงสถานที่ให้กลับมาพร้อมรับแขกอีกครั้ง พลางชวนคุยถึงความงมงายที่เรามี รายละเอียดของศาสตร์ที่แต่ละคนสนใจ เนิ่นนานก่อนจะวกมาถึงที่มาที่ไปของคลับแห่งนี้ 

 

เผ่าบอกว่าคลับนี้เกิดขึ้นมาในตอนที่ชีวิตเขาและคนในประเทศนี้ย่ำแย่ขั้นสุด “ช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อนเราหลายคนโดน 112 ปรากฏการณ์ทางการเมืองมีผลกับพวกเรามาก เราผิดหวังกับหลายๆ อย่างที่นี่ที่มันพึ่งพาไม่ได้ ประชาชนอย่างเราทำได้แค่ด่าและพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ จนไม่เหลืออะไรแล้ว”

 

ความโหดร้ายในชีวิตทำให้ทั้ง 4 คนพบปะกันบ่อยขึ้น ขยับขยายประเด็นในการพูดคุย สุขภาพจิต สุขภาพกาย ลามไปถึงเรื่องความเชื่อและความงมงาย

 

“บทสนทนามันรันจากตรงนั้นแล้วก็ค่อยๆ เกาะพวกเราเข้าด้วยกัน เริ่มจากการเป็นวงสนทนาเฉพาะกิจเรื่อยๆ แชร์ความเจ็บปวดของกันและกันจนเราพบว่า อ้าว มึงก็ป่วย ทุกคนก็พัง เราจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่าถ้าการเมืองไม่เป็นแบบนี้ พวกเราจะพังได้เท่านี้ไหม มันเลยคำว่า Lost ไปมากแล้ว 

 

“ไม่ใช่ Lost ที่แปลว่าหลงทาง แต่มันคือเราไม่เหลืออะไรแล้ว” เผ่าเล่าพลางกลืนก้อนสะอื้น

 

PLACEBo CLUB

 

นอกจากปัญหาการเมืองที่กัดกร่อนพลังชีวิต วริศเสริมว่าตอนนั้นเขา โก้ และตั๋ม ยังเจอปัญหาจากการงานที่กัดกินหัวใจ รู้สึกหนัก เหนื่อย เบิร์นเอาต์ จนต้องลาออกจากงานมาพักรักษากายใจ

 

“ความเศร้าทำให้เราคอนเน็กต์กัน” เขาบอกแบบนั้น 

 

“มันไม่มีคอนดิชันไหนอีกแล้วที่จะทำให้คนเปิดใจ ร้องห่มร้องไห้ว่าตัวเองไปเจออะไรมา คนแฮปปี้เขาไม่ทำกันอย่างนั้น ความไม่ไหวแล้วกับหลายๆ อย่าง ทำให้เกิดเป็น PLACEBo CLUB ขึ้นมา” 

 

เกิดพร้อมกับคำถามที่ว่าหากคนรุ่นใหม่ต้องทนทุกข์กับสภาวะหดหู่ หมดหวังอย่างนี้ต่อไป แล้วเราในฐานะประชาชนจะดูแลกันอย่างไรนับจากนี้

 

PLACEBo CLUB

 

พวกเขาตัดสินใจนำความรู้และความสนใจด้านฮีลลิ่งของตัวเองมาใช้ รวมตัวกันเป็น PLACEBo CLUB, weird stuff that helps คลับที่ดำเนินการไปแบบไม่มี Business Model ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นธุรกิจ เป็นแค่พื้นที่ที่มีจุดเชื่อมโยงเดียวกันคือการฮีลลิ่งในรูปแบบต่างๆ 

 

คล้ายกับวงดนตรีที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย แค่มารวมตัวโดยใช้ชื่อและสถานที่เดียวกัน ตัดปัญหาเรื่องเงินเพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างมีลูกค้าของตัวเอง 

 

บางกิจกรรมมีค่าบริการกำหนดไว้แล้ว บางบริการแล้วแต่ผู้เข้าร่วมจะโดเนตให้ และบางบริการเขาก็จัดเซสชันขึ้นมาฟรีๆ ไม่คิดค่าใช้จ่าย

 

เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงเซ็ตกิจกรรมแบบนี้ได้ตามความตั้งใจและตรงตามชื่อ แม้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าฮีลลิ่ง บางอย่างอาจดูนอกรีต แต่เขาก็หวังว่ามันจะช่วยเยียวยาใครสักคนได้ 

 

PLACEBo CLUB

 

กิจกรรมของ PLACEBo CLUB จึงจัดสรรขึ้นตามความถนัดของแต่ละคน ‘ตั๋ม’ มีความรู้ด้านแพทย์แผนทิเบต เป็นโฮสต์ของกิจกรรม Tibetan Medicine Consultant หรือการพูดคุยกันในกรอบของแพทย์แผนทิเบตว่าร่างกายของคนคนนั้นมีลักษณะอย่างไร และอะไรจะทำให้เขาสมดุล อาหารแบบไหนที่ควรจะกิน อาหารแบบไหนที่ควรจะเลี่ยง เป็นหนึ่งทางแนะนำให้เขาเลือกปรับใช้กับร่างกายของตัวเอง และกิจกรรม Soul Diagnosis and Therapy วินิจฉัยและบำบัดรักษาวิญญาณ ส่องเข้าไปดูว่ามีอะไรที่ทำแล้วชีวิตจะโอเคขึ้นบ้าง

 

‘เผ่า’ เก่งเรื่องกดจุด นวดเส้น เป็นโฮสต์ของกิจกรรม Shadow Work Massage นวดดูดพลังงานดำมืดออกจากร่างกาย และ Hormé Tibetan Oil Compress ประคบน้ำมันสมุนไพรแบบทิเบต กดจุดสำคัญ คืนสมดุลให้พลังงานในร่างกายไหลเวียนดี

 

‘วริศ’ สนใจศึกษาขันระฆังหิมาลัย เป็นโฮสต์ประจำกิจกรรม Himalayan Singing Bowl Sound and Vibration Healing ใช้เสียงและแรงสั่นสะเทือนเพื่อการบำบัดด้วยขันระฆังหิมาลัย

 

และ ‘โกโก้’ ที่นอกจากจะรู้ศาสตร์ด้านดูดวง เขายังสามารถ Integrated Energy Healing สื่อสารกับพลังงานในร่างกาย

 

PLACEBo CLUB

 

“การฮีลลิ่งที่เราทำมันอาจเหมือนเป็นการเดินที่พาไปหลง แต่ไม่ได้มีอันตราย” โกโก้อธิบายว่ากระบวนการฮีลลิ่งที่พวกเขาทำจะไปกระตุ้นสิ่งที่อยู่ข้างในใจแต่ละคน อาจเป็นประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งคนเรามีไม่เหมือนกัน ผลลัพธ์ที่แต่ละคนได้จึงหลากหลาย แตกต่างกันไป

 

PLACEBo CLUB

 

เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้นว่ากิจกรรมของที่นี่เป็นไปในรูปแบบไหน การพูดคุยจึงหยุดไว้แค่นั้น และเริ่มต้นสู่กระบวนการฮีลลิ่ง (แบบชุดสาธิต)

 

Integrated Energy Healing คือสิ่งแรกที่เราเข้าร่วม

โกโก้ให้เรานอนลงแล้วเริ่มเอาหินทาบตามจุดต่างๆ ในร่างกาย ก่อนจะเริ่มทำตามศาสตร์ที่เขาร่ำเรียน ดูว่าเลือดลมและพลังในร่างกายของเรามีจุดไหนที่มีปัญหา ก่อนจะถ่ายทอดพลังเหมือนในหนังจีนกำลังภายใน แปะมือตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย ส่งความร้อน ค่อยๆ ปรับเลือดลมในร่างกายเราให้ปกติขึ้น 

 

นอกจากการฮีลลิ่งที่ดูมีพิธีกรรม สิ่งหนึ่งที่โกโก้ทำคือการพูดคุย ค่อยๆ ไล่เรียงหาปมปัญหาในใจ ให้เราได้ค้นและสำรวจใจตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เรากังวล 

 

บางคำถามที่เขาส่งให้ อาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน แล้วเพิ่งมารับรู้และสังเกตสภาพร่างกายตัวเองเอาตอนนั้น 

 

บางคำถามก็เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบคืออะไร แค่เขาเริ่มพูดประโยคใดประโยคหนึ่งมาก็ชวนให้น้ำตารื้น เหมือนถูกสะกิดเอาความกังวลที่พยายามกักเก็บเอาไว้มาโชว์ให้เห็นกันโต้งๆ 

 

PLACEBo CLUB

 

กิจกรรมต่อไปคือ Soul Diagnosis จากตั๋ม 

เซสชันที่เขย่าขวัญเราที่สุดเพราะชื่อเล่นๆ ของมันคือการส่องวิญญาณ ดูว่าชีวิตเรามีเรื่องอะไรหรือมีใครซ่อนอยู่บ้าง เขามาพร้อมกับอุปกรณ์ประจำตัวอย่างกระจก ก่อนจะมองหน้าแล้วเข้าสู่กระบวนการของตัวเอง

 

ตั๋มบอกว่าหากเป็นปกติ เขาจะให้คนที่ฮีลลิ่งเขียนคำลงกระดาษก่อน แล้วค่อยๆ จับจุด ส่องวิญญาณไปด้วยกัน แต่สำหรับการสาธิตวันนี้ เราไม่ได้มีเวลามากพอให้ทำอย่างนั้น

 

หลังพิจารณาภาพที่เห็น ตั๋มจะคอยถามว่าสิ่งที่เขาเห็นเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรบ้าง คนคนนี้มีผลอย่างไรกับเรา ของสิ่งนั้นสำคัญกับเราแค่ไหน แล้วแนะนำวิธีการว่าเราควรจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อนึกถึงสิ่งสิ่งนั้นอย่างไร

 

แน่นอนว่ากระบวนการไม่ได้เขย่าขวัญอย่างที่คิด วิธีการที่ตั๋มแนะนำเป็นเหมือนการพยายามให้เราอนุญาตที่จะสื่อสารกับความคิด กับตัวเองเยอะขึ้น 

 

“ปกติคนเรามักมีหลายบุคลิก ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นๆ เราอยู่กับใคร มันคือ Soul ของเราที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อยู่ตลอด บ่อยครั้งมันจึงเกิดปัญหา เพราะสังคมบีบเราให้ตัดสินใจเลือกว่าเราจะเป็นใคร เป็นคนแบบไหนแค่แบบเดียว ทั้งๆ ที่เรามีตัวตนหลายแบบ และตัวตนนั้นอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้”

 

คำแนะนำจากตั๋มคือให้ลองกลับไปคอมพลีตความต้องการของ Soul ดู แม้ผ่านจินตนาการก็ช่วยได้มากแล้ว “ลองอนุญาตให้คิดถึงคนที่อยากคิดถึง อนุญาตให้ตัวเองได้ทำตามความต้องการของตัวเอง” 

 

PLACEBo CLUB

 

Himalayan Singing Bowl Sound and Vibration Healing ของวริศ คือกิจกรรมถัดมา

เขาเริ่มจากการให้เราเลือกหมอนใบที่สบายที่สุดแล้วนอนหลับตา ปล่อยกาย ปล่อยใจให้สงบ กระบวนการฮีลลิ่งของเขาเริ่มขึ้นหลังเสียงตีขันระฆังหิมาลัย 

 

ขณะอยู่ในกระบวนการ เราได้ยินเสียงระฆังหลายจังหวะ หลายโทนเสียง ต่างกันไปตามขนาด และที่ตั้งที่ขันเหล่านั้นอยู่ บ้างเป็นเสียงไกล บ้างเป็นเสียงใกล้หู แม้เสียงฟังดูสงบ ไพเราะ คล้ายเวลาเดินฟังเสียงกระดิ่งในวัด แต่ความรู้สึกของเราผสมปนเป 

 

ความรู้สึกว่างเปล่าคือสิ่งที่แล่นเข้ามาชัดเจนที่สุด มันเป็นความรู้สึกคล้ายตัวละครที่อยู่ในสภาวะใกล้ตาย กำลังหาทางกลับสู่ปัจจุบัน เป็นความว่างเปล่าที่ใจเราไม่ได้สงบ รู้สึกว่าการตายก็ง่ายอย่างนี้ แม้จะมีสิ่งที่เราอยากทำ แต่หากวันนั้นมาถึงก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยง 

 

หลังเสียงตีขันระฆังหิมาลัยครั้งสุดท้าย วริศให้เราเข้าไปยืนในขันระฆังหิมาลัยใบใหญ่และหลับตาลง เมื่อส่งสัญญาณให้ว่าพร้อม เขาจะตีขันใบนั้น 

 

ร่างทั้งร่างของเราสั่นสะเทือน น้ำตาที่แอบหยดมาตั้งแต่กระบวนการก่อนหน้ากลับมาไหลอีกครั้ง 

 

หากการนอนฟังเสียงระฆังทำให้รู้สึกเหมือนตาย การยืนบนระฆัง รับแรงสั่นสะเทือนนี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเกิดใหม่

 

หลังจบกิจกรรม วริศไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก และเราเองก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเรื่องดีหรือแย่ เขาบอกเพียงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องปัจเจก เกิดผลกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

 

นอกเหนือไปจากนั้นคือเขาไม่อยากให้นิยามสิ่งนี้ว่าคือ Sound Healing เท่าไรนัก เขามองว่าทุกเสียงมีเอฟเฟ็กต์ของมัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับขันระฆังหิมาลัย เพียงแต่ในเวลาปกติคนเราไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะมาสังเกตร่างกายของตัวเองว่ามีปฏิกิริยากับสิ่งต่างๆ อย่างไร 

 

“ถ้าฟัง EDM แล้วรู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ทำไป ซาวด์ที่ดีมันฮีลลิ่งอยู่แล้ว เพลงที่ดีมันทำให้คนรู้สึกอะไรบางอย่าง หากฟังแล้วกลับไปถามว่าเวลาได้ยินเสียงนี้เรารู้สึกแบบไหนเป็นพิเศษ แค่นี้มันก็ทำให้ทุกอย่างเป็น Sound Healing ได้แล้ว” เขาว่า 

 

PLACEBo CLUB

 

Hormé Tibetan Oil Compress ของเผ่า เป็นกิจกรรมที่สาแก่ใจที่สุด เพราะมันคือการนำประคบน้ำมันจี้ไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย

 

เราต้องคอยสังเกตร่างกายของตัวเองแล้วสื่อสารให้เผ่ารับรู้ว่าจุดไหนที่จี้โดนแล้วแค่ร้อนผ่าว จุดไหนจี้โดนแล้วแปลบลึกเหมือนถูกเข็มจิ้ม

 

เขาอธิบายว่า ปกติแล้วคนเราจะมีธรรมนูญของร่างกาย ความปวดเมื่อยอาจเกิดจากการที่ลมในร่างกายไหลเวียนไม่ปกติ เป็นผลมาจากการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เมื่อเรากักเก็บไว้มากเข้า ความเครียดนั้นก็อาจแสดงผลออกมาทางกายภาพเป็นอาการปวดล้าเนื้อตัว หรือกระทั่งอาการออฟฟิศซินโดรม การเอาความร้อนจากสมุนไพรมาชุบน้ำมันร้อนแล้วประคบตามจุดต่างๆ ก็เพื่อช่วยระบายให้เลือดลมเดินทางได้ดีขึ้น ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย 

 

หลังจบกิจกรรม แม้จะไม่ได้รู้สึกหายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะปกติร่างกายของเราไม่ได้แสดงอาการพวกนั้นอยู่แล้ว แม้ไหล่จะแข็งจนโฮสต์อย่างเผ่าตกใจ แต่ก็ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายและสัมผัสกับคำว่าฮีลลิ่งอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

PLACEBo CLUB

 

หลายกิจกรรมของ PLACEBo แม้อาจดูงมงาย ไร้การพิสูจน์ และไม่ได้รับการยอมรับในโลกสมัยใหม่ แต่เขามองว่าเป็นเรื่องดีที่ได้ส่งต่อประสบการณ์แบบนี้ให้คนที่มาเยือน

 

อย่างน้อยมันคือการพยายามทลายกรอบของสังคมที่บอกว่าความงมงายดูเป็นเรื่องน่าอาย ต้องเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถบอกตรงๆ ได้ว่าเราเชื่อสิ่งนี้ เรา Spiritual

 

“ความเชื่อมันน่ากลัวภายใต้เงื่อนไขเดียวเท่านั้น ก็ต่อเมื่อมันมีอำนาจมากเกินไป แต่ถ้าตราบใดที่มันมีหลากหลายและแต่ละคนเชื่ออะไรก็ไม่รู้ มันก็ไม่น่ากลัว” วริศให้ความเห็น

 

“ถ้าหลายๆ อย่างมันมีเมจิกและจริงมากพอ เราไม่ต้องใช้วิจารณญาณอะไรมากเลย ความรู้สึกมันจะบอกเราเอง เหมือนเวลาดูละครแล้วร้องไห้ ดูมุกตลกแล้วขำ มันเป็นแค่เอเนอร์จี้บางอย่างที่ถูกส่งไปกระตุ้นตัวเราให้เกิดความนึกคิดนั้น”

 

PLACEBo CLUB

 

ตั๋มพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเสริมว่าการฮีลลิ่งแบบ PLACEBo คล้ายกันกับเวลาคนเราก้าวเข้าไปดูละครเวที มันคือเมจิกโมเมนต์ของการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอะไรบางอย่าง เอาตัวเองออกจากความพังของโลกสักแวบหนึ่ง มันไม่ได้หยุดทุกอย่าง แค่เป็นการพาตัวเองออกไปจากมุมเดิมๆ เพื่อจะไปเห็นตัวเองในอีกสถานการณ์หนึ่ง และรู้สึกกับมันได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไร 

 

“โรงละครมันปล่อยให้คนเราร้องไห้ก็ได้ ขำก็ได้ หรือดูแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ มันเป็นโมเมนต์อย่างนั้น”

 

เขาบอกว่าบ่อยครั้งมากที่คนมาเแล้วพวกเขาทั้ง 4 คนยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย ลูกค้าก็ทิ้งตัวแล้วบอกว่าชอบที่นี่จัง เป็นเพราะบางครั้งคนเราก็แค่ต้องการพื้นที่ที่ปล่อยให้เขาสามารถรับรู้ถึงความล้มเหลว ความโหดร้ายของชีวิตเขาได้ 

 

“ในสังคมนี้ บางทีแม้แต่ในบ้านเขาเองเขายังทำอย่างนี้ไม่ได้เลย การทรุดตัวแล้วระลึกว่า กูแม่งไม่มีอะไรเลย มันไม่มีพื้นที่ไหนแม้แต่ตัวเขาเองที่เปิดโอกาสให้สิ่งนี้มันเกิดขึ้น” ตั๋มบอก

 

เพราะแบบนั้นพวกเขาเลยอยากให้ PLACEBo CLUB เป็นพื้นที่ที่คนสามารถโอบกอดกันได้ โฮสต์ทั้ง 4 จะรับหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยนั่งล้อมวงจับมือ ปลอบใจตอนร้องไห้ แล้วนำเครื่องมือประหลาดพิสดารบางอย่างมาช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

 

PLACEBo CLUB

 

วริศยืนยันว่าคนที่มาไม่จำเป็นต้องงมงายเลยก็ได้ 

 

“กิจกรรมที่ทำๆ กันอยู่มันเป็นแค่การส่งต่อความปรารถนาดี อาจจะดูเหมือนเรามีพิธีกรรม ต้องใช้องค์ความรู้อะไรก็ไม่รู้เยอะจังเลย แต่จริงๆ มันก็แค่การแสดงออกถึงความแคร์ เป็นความแคร์ที่ถูกให้รายละเอียดมากขึ้น ไม่ได้มาบอกให้ฮึบไปเฉยๆ”

 

ในสายตาของคนที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์ตรง เราเห็นด้วยกับคำที่วริศบอก เพราะหากมองข้ามเรื่องเมจิกทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่ทรงพลังจริงๆ ของเซสชันฮีลลิ่งนี้ คือเมสเสจที่พวกเขาส่งมาผ่านสายตา ท่าทีที่ดูรับฟังปัญหา หรือพร้อมจะกระโดดมาสำรวจสภาพจิตใจ สำรวจหาต้นตอว่าเพราะอะไรการไม่ไหลเวียนของเลือดลมเราจึงเป็นแบบนี้ เรามองว่ากระบวนการเหล่านั้นคือการฮีลลิ่งที่ให้ผลลัพธ์เป็นความสบายใจ จับต้องได้ไม่แพ้กระบวนการฮีลลิ่งที่เขาทำให้

 

PLACEBo CLUB

 

หลังอยู่ด้วยกันมาครึ่งค่อนวัน พูดคุยกันตั้งแต่ฟ้าสว่างเปลี่ยนเป็นฟ้ามืด 

 

ก่อนร่ำลา เผ่าเปิดใจบอกว่าสิ่งที่เขาชอบที่สุดในการมีอยู่ของ PLACEBo CLUB คือมันเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนหลายๆ คนรู้ว่าเขามีศักยภาพที่จะสลัดทิ้งความกังวลต่างๆ ออกไป ให้เห็นว่าชีวิตของเขายังไปต่อได้ แต่ถ้าถามว่าการมีอยู่ของ PLACEBo CLUB มันไม่ดีอย่างไร เผ่าทำเพียงหัวเราะขื่นๆ ก่อนบอกว่า

 

“มันยืนยันว่าประเทศนี้ส้นตีนเหลือเกิน” 

 

คำตอบของเผ่าทำให้เรานึกถึงบทสนทนาหนึ่งที่คุยกัน

 

บทสนทนาที่ว่าถ้าการเมืองดี ประเทศนี้ดี หรือแม้แต่เรามีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพจิตของคนในประเทศมากกว่านี้ PLACEBo CLUB ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นมาเลยก็ได้

The post ตามไปฮีลลิ่งที่ PLACEBo CLUB คลับเวียร์ดๆ สำหรับคนอ่อนล้ากายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PHTAA สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการดีไซน์งานให้สากล ด้วยเงื่อนไข ปัจจัย และวัสดุจากโลคัล https://thestandard.co/phtaa-living-design/ Tue, 22 Mar 2022 13:47:35 +0000 https://thestandard.co/?p=608663 PHTAA Living Design

หากพูดถึงงานแต่งงานหรือการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในยุคนี้ เรา […]

The post PHTAA สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการดีไซน์งานให้สากล ด้วยเงื่อนไข ปัจจัย และวัสดุจากโลคัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
PHTAA Living Design

หากพูดถึงงานแต่งงานหรือการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในยุคนี้ เราเชื่อว่าคุณต้องเคยเห็นภาพหรือรู้จักชื่อของสถานที่จัดงานสีขาวสะอาดอย่าง AUBE อย่างแน่นอน พร้อมกับอีกหนึ่งสถานที่ใหม่อย่าง FOUND ที่ทั้งสองสถานที่ออกแบบโดยสตูดิโอดีไซน์ที่เดียวกันที่มีชื่อว่า PHTAA Living Design 

 

PHTAA Living Design คือสตูดิโอออกแบบของ วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล, พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ และ โต๋-ธนวรรธน์ ปัจฉิมะศิริ นักออกแบบผู้ฝากผลงานออกแบบตึกและอาคาร ตั้งแต่สามย่านมิตรทาวน์, โชว์รูม Jim Thompson, h_____dining, AUBE สถานที่จัดงานแต่งงานที่ต้องจองคิวนานข้ามปี ไปจนถึงร้านตัดผมของแรปเปอร์ดังอย่าง NEVERSAYCUTZ

 

จุดเด่นของงานออกแบบจากพวกเขาคือความเรียบง่ายที่ซ่อนดีไซน์ไว้อย่างน่าสนใจ หยิบโลคัลแมตทีเรียลที่อาจหาได้โดยทั่วไปมาพลิกโฉมใหม่ให้มีดีไซน์เป็นสากล

 

เรานัดพวกเขามาที่ FOUND สถานที่จัดงานแต่งงานอีกแห่งที่พวกเขาภูมิใจ เพื่อชวนทั้ง 3 คนคุยลึกถึงการทำงานออกแบบที่ถนัด เบื้องหลังการทำงานกว่าจะเป็นอาคารสักหลัง เป็นห้องที่ตกแต่งดีไซน์ไว้อย่างลงตัวสักแห่ง และความคิดความเชื่อที่พวกเขามีต่องานออกแบบเป็นอย่างไร PHTAA Living Design พร้อมเล่าให้ฟัง

 

PHTAA Living Design

ภาพ: PHTAA Living Design

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้การรวมตัวกันของพวกคุณ ทำให้ PHTAA Living Design แข็งแรง

 

โต๋: เพราะพี่วิทย์เป็นสถาปนิก ส่วนผมกับพลอยเป็นอินทีเรียร์ มันเลยทำให้การรับงานของบริษัทเรามันคอมพลีตมากขึ้น เช่น ปกติสถาปนิกจะรับหน้าที่ออกแบบอาคาร สเปซ ส่วนอินทีเรียร์ก็จะเข้ามาดูเรื่องฟังก์ชัน การใช้งานให้สอดคล้องกับคน บริษัทอื่นๆ อาจจะแบ่งพาร์ตการทำงานตรงนี้ว่าให้สถาปนิกออกแบบอาคารให้เสร็จก่อน แล้วอินทีเรียร์ค่อยมารับงานต่อ แต่เราทำงานสองส่วนนี้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้สามารถออกแบบอาคารให้ตอบโจทย์คนใช้งานได้จริงๆ ส่งเสริมกันในแง่ของงานดีไซน์ 

 

เราสามารถเอาวิธีคิด การทำงานของทั้งสองศาสตร์เข้ามาประยุกต์ใช้ในงานออกแบบได้ เช่น แทนที่จะสร้างอาคารมาแล้วออกแบบว่ามุมนั้นมุมนี้ต้องเป็นประตู เป็นกำแพง ถ้าเราพิจารณาก่อนว่าเราอยากให้มันมีฟังก์ชันไว้เพื่อแบ่งสเปซ ให้คนยังมองเห็นกันได้ มันก็อาจจะไม่ต้องทำเป็นผนัง เป็นกำแพง แต่ใส่การตกแต่งอื่นๆ เข้ามาได้

 

PHTAA Living Design

ภาพ: PHTAA Living Design

 

วิทย์: ส่วนใหญ่งานของเราจะเริ่มคิดจากสเปซ เราเอาสเปซมาต่อกันจนเกิดเป็นฟังก์ชัน ซึ่งปกติการเรียนการสอนแบบสถาปัตยกรรมศาสตร์จะสอนว่าให้คิดจากฟังก์ชันก่อน อย่างที่ FOUND ถ้าเดินเข้ามาจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตึก อาคาร แต่จะรู้สึกเหมือนมันเป็นสเปซมาต่อกันให้เกิดความสมูทในการใช้งาน ทำฟังก์ชันให้ซัพพอร์ต หรือการใช้แมตทีเรียลต่างๆ จริงๆ มันก็เป็นพาร์ตงานของอินทีเรียร์ แต่เราก็นำมาคิดในกระบวนการออกแบบอาคาร มีการใช้บัวมาสร้างจุดเด่น มันคือการครอสโอเวอร์กันระหว่างสถาปัตยกรรมและอินทีเรียร์ดีไซน์ ซึ่งพอวิธีการคิดงานของเราเป็นแบบนี้ ภาพที่ได้ในตอนสุดท้ายมันก็เลยค่อนข้างต่างจากที่อื่นไปโดยปริยาย

 

PHTAA Living Design

 

กว่าจะเกิดเป็น FOUND พวกคุณทำงานอย่างไรบ้าง

 

วิทย์: เรากลับไปย้อนดูว่าในงานแต่งงานหนึ่งงานมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็ได้เจอปัญหาเรื่องทราฟฟิก คนเยอะ มาออกันแล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อใน 3 สเตชัน คือโซนรูปพรีเวดดิ้ง โซนใส่ซอง และโซนถ่ายรูปกับบ่าว-สาวก่อนเข้าพิธี ซึ่งโรงแรมไม่ได้ออกแบบสถานที่เพื่อมาซัพพอร์ตในจุดนี้ เราก็เลยพยายามใช้การออกแบบมาแก้โจทย์เหล่านั้น

 

พลอย: ออกแบบโดยมองที่ Scenario แต่ไม่ได้บังคับว่าทางเดินตรงนี้ต้องใช้แห่ขันหมากอย่างเดียว จุดนี้ต้องใส่ซอง ต้องถ่ายรูปเท่านั้น มันสลับกันได้ จะแห่ขันหมากในโพลีดอนก็ได้ สถาปัตยกรรมมันไม่ได้บังคับว่าคนที่ใช้งานต้องทำอะไร FOUND จึงสามารถเข้ากันได้กับผู้มาใช้งานหลายๆ แบบ

 

PHTAA Living Design

ภาพ: PHTAA Living Design

 

วิทย์: เหมือนเราออกแบบให้ตอบโจทย์กับประเพณีความเป็นไทยก็จริง แต่ภาพลักษณ์มันไม่ได้ออกมาไทยขนาดนั้น ความเป็นไทยมันไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยลายไทย เรานำเสนอโดยใช้จากโลคัลแมตทีเรียลในละแวก หาของตกแต่งจากร้านปูนปั้น ร้านบัวในย่านมาต่อยอดเป็นดีไซน์ ทำให้ดีไซน์มันเป็นสากลได้ เราว่าสิ่งนี้คือจุดแข็งของพวกเราที่สร้างความแตกต่างให้สถาปัตยกรรมได้

 

แรงบันดาลใจในการออกแบบงานของพวกเราส่วนใหญ่มันมาจากเงื่อนไข และความสนุกของการทำงานก็คือจะทำอย่างไรให้เงื่อนไขเหล่านั้นคลี่คลายได้อย่างมี Aesthetic 

 

PHTAA Living Design

 

สถานที่จัดงานแต่งต่างไปจากเวลาทำงานออกแบบอื่นๆ อย่างไร

 

วิทย์: ต่างกันมาก อย่างที่นี่เองพอสเปซมันมีโจทย์ว่าต้องเป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน ต้องรองรับคนเยอะ มันเลยเป็นการออกแบบภายใต้เงื่อนไขว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตอบโจทย์เหล่านั้น พื้นที่แต่ละส่วนสามารถปรับไปตามผู้ใช้งาน ห้องเลี้ยงพระสำหรับงานแต่งแบบไทยอาจเปลี่ยนเป็นห้องยกน้ำชาในงานแต่งแบบจีนก็ได้

 

พลอย: ส่วนจุดที่เหมือนก็คงเป็นเรื่องการให้ความสำคัญกับคนที่มาใช้งาน มันเป็น Fundamental ของการเป็นสถาปนิกเลย งานดีไซน์ประเภทนี้มันเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคน มันเลยต้องผสมกันฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงามเข้าด้วยกัน

 

PHTAA Living Design

 

อะไรคือสิ่งจำเป็นต้องมีในการทำงานออกแบบ

 

วิทย์: ความกล้า ถ้าเราไม่กล้าทำมันก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา 

 

พลอย: วิทย์จะบอกตลอดว่าถ้าตะขิดตะขวงใจ ไม่มั่นใจว่าไอเดียนี้จะสวยไหม ดีไหม ให้ทำไปเลย ทำไปก่อน เพราะถ้าเรามั่นใจแปลว่าเราเห็นภาพสุดท้ายแล้ว และการที่เราเห็นภาพสุดท้ายมันอาจแปลว่ามันเคยมีงานออกแบบแบบนี้ขึ้นในโลกนี้แล้ว เราอาจจะเคยเห็นแล้วจำมา และถ้าเป็นแบบนั้นงานมันก็จะเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่

 

โต๋: การสื่อสารก็สำคัญ เพราะเราต้องทำร่วมงานกับคนอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่คนในออฟฟิศ แต่มีทั้งวิศวกร คนดูระบบโครงสร้าง ระบบไฟ ไปจนถึงลูกค้า 

 

PHTAA Living Design

 

ส่งต่อแนวคิดหรือวิธีทำงานไปให้น้องๆ อย่างไรบ้าง ให้ภาพรวมมันยังเป็นงานในนามของ PHTAA Living Design 

 

วิทย์: แทนที่จะบอกว่าเราให้น้อง จริงๆ เราเองก็เป็นฝ่ายเรียนรู้จากพวกเขาเหมือนกัน และงานส่วนใหญ่นี่มีน้องๆ เป็นไอเดียแรกเสมอเลยนะ เราจะบอกโจทย์ให้เขาลองใช้ความคิดแล้วมาเสนอคอนเซปต์ แสดงไอเดีย สิ่งที่เราให้น้องๆ ได้มันเป็นเรื่องของวิธีคิดมากกว่า ไม่ใช่เรื่องสไตล์ มันจะพอจับแนวคิดพวกนี้ได้ในขั้นตอนคิดงาน การก่อสร้าง

 

PHTAA Living Design

 

โต๋: การเปิดใจฟังคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก เขาเกิดพร้อมยุคอินเทอร์เน็ต เขาไวกว่าอยู่แล้ว ไอเดียของเด็กที่เข้ามาใหม่ๆ ก็จะสดขึ้นๆ แต่สิ่งที่คนทำงานมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่า มันจะช่วยให้งานดีไซน์ของคนคนนั้นมันแข็งขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น 

 

วิทย์: บางทีแค่สดใหม่มันไม่พอ แต่งานนั้นต้องเหมาะสมกับการใช้งานด้วย มองแค่ภาพสวยไม่ได้ แต่คนใช้ต้องเกิดความสะดวกสบาย 

 

PHTAA Living Design

 

มองว่าตอนนี้วงการออกแบบไทยเป็นอย่างไรบ้าง

 

วิทย์: ผมว่าคนไทยเก่งกันเยอะ มีเด็กรุ่นใหม่เก่งๆ เพียบเลย แต่นอกจากฝีมือของคนทำงานแล้ว วิสัยทัศน์ของ Owner ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่มากำหนดว่างานออกแบบจะไปได้ไกลขนาดไหน เพราะเขาคือคนที่ถือเงิน เราเอาเงินเขามาใช้ ถ้าวิสัยทัศน์เขาดี รู้ความต้องการของตัวเองเราก็จะทำงานง่าย และถ้าพูดถึงภาพที่ใหญ่ขึ้น รัฐบาลก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา สถาปนิกฝรั่งที่เขาได้รางวัลระดับโลก เขาได้จากการทำ Public Space ทั้งนั้นเลย เพราะมันคืองานที่สามารถประกาศได้ว่าเป็นงานที่ยกระดับสถาปนิกไปอีกเลเวลหนึ่ง แต่ Public Space ในประเทศไทยอย่างคลองโอ่งอ่าง มันคือสิ่งที่ไม่ได้ถูกออกแบบด้วยสถาปนิกที่ดี มันถูกตัดตอน มีเงินทอน ทำให้งานเหล่านี้เป็นงานที่ไม่น่าโชว์ พอระบบเป็นแบบนี้มันก็เลยทำให้สถาปนิกไทยไม่สามารถดันตัวเองสู่เวทีระดับโลกได้ 

 

PHTAA Living Design

ภาพ: PHTAA Living Design

 

วิทย์: สถาปนิกไทยที่เราเห็นเขาทำงานเพื่อสังคม จริงๆ งบประมาณมันก็มาจากเอกชนหมดเลย ไม่ได้เป็นเงินที่ซัพพอร์ตจากรัฐบาลเลย พอถือเป็นงานส่วนตัว ตอบโจทย์เอกชนเป็นรายๆ ไป ต่างชาติก็ถือว่านี่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้เมืองหรือการอยู่อาศัยของคนดีขึ้น แค่นี้ก็รู้แล้วว่าถ้าเรามีรัฐบาลดี เราก็จะมีช่องทางมากขึ้นในการทำให้วงการมันไประดับโลกได้ และถ้าเราผลักดันสถาปนิกไปต่างประเทศได้ ถ้าสถาปนิกจะสามารถไปสร้างงานที่ต่างประเทศได้มากขึ้น วงการมันจะขยาย แล้วก็จะได้บริบทการออกแบบใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดความคิดคนทำงานให้กว้างขึ้น

 

PHTAA Living Design

 

พลอย: เปรียบเทียบเหมือนวงเกาหลี ถ้ารัฐบาลสนับสนุนมันก็ไปได้ถึงขนาดนั้น 

 

วิทย์: ถ้าเทียบกับต่างประเทศในด้านการออกแบบเราไม่แพ้แน่นอน เป็นปัจจัยเรื่องทรัพยากร โอกาสในการทำงาน และการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ไม่มากพอมากกว่าที่ทำให้เรายังอยู่ตรงนี้

 

ติดตามผลงานของ PHTAA Living Design ได้ที่ https://www.facebook.com/PHTAAlivingdesign และ http://WWW.PHTAA.COM/ 

 

ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ และ PHTAA Living Design

The post PHTAA สตูดิโอออกแบบที่สนุกกับการดีไซน์งานให้สากล ด้วยเงื่อนไข ปัจจัย และวัสดุจากโลคัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
WK.studio แบรนด์ของแต่งบ้านที่ปั้นเทพเป็นคาแรกเตอร์สุดกวน ถึงไม่ต้องมู คนก็แห่มาดูความน่ารัก https://thestandard.co/wk-studio/ Tue, 01 Mar 2022 12:58:52 +0000 https://thestandard.co/?p=600634 WK studio

พระพิฆเนศปางขี่เสือของ WK.studio ใครเห็นก็ว่ามู อ้าว มั […]

The post WK.studio แบรนด์ของแต่งบ้านที่ปั้นเทพเป็นคาแรกเตอร์สุดกวน ถึงไม่ต้องมู คนก็แห่มาดูความน่ารัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
WK studio

พระพิฆเนศปางขี่เสือของ WK.studio ใครเห็นก็ว่ามู

อ้าว มันไม่มู?

อื้ม ใช่ ไม่มู ถูกแล้ว!

 

ขออภัยที่ดึงดันจะเล่นมุกหลวงปู่เค็มให้ได้แม้จะรู้ว่าฝืน แต่เพราะสินค้าของเขามันน่ารักจนใจเจ็บ แถมยังมีไวบ์ที่ชวนให้หลายคนคิดนำไปบูชาจริงๆ แบบนี้น่ะสิ เราเลยอดใจไม่อยู่

 

WK studio

 

WK.studio คือแบรนด์ของตกแต่งบ้านของสองเพื่อนซี้ต่างภาควิชาอย่าง ตุ้ย-ภาคภูมิ นรังศิยา และ มี่-วาสิทธิ์ จินดาพร ที่นำความรู้ด้านเซรามิกและประยุกต์ศิลป์ที่ตัวเองร่ำเรียนมาผสมผสานกับสไตล์งานขลังๆ เวทๆ ที่ชื่นชอบ จนเกิดเป็นงานคาแรกเตอร์อาร์ตที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดูเป็นของสายมูก็ไม่ใช่ แต่ถามว่าวางบูชาได้ไหมก็ไม่เชิง 

 

ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้คาแรกเตอร์เทพสุดกวน ยังเป็นที่มาของแบรนด์ ที่ก้าวกระโดดจากจุดเริ่มต้นแรกอย่างการเป็นแบรนด์กระถางต้นไม้หน้าตาแตกต่างไปจากกระถางต้นไม้ทั่วไปที่มีวางขายในยุคสมัยนั้นไปไกล นำความชอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ของทั้งสองคนมาพาให้งานปั้นที่เคยเป็นสินค้ารองกลายมาเป็นสินค้าหลักอย่างในปัจจุบัน 

 

ถ้าอยากรู้ว่ามันกลายมาเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ตั้งสมาธิให้มั่น ทำจิตให้ว่าง แล้วอ่านปฐมบทของการเกิดพระพิฆเนศปางขี่เสือ พญาเสือกวักหน้าตาตะมุตะมิ เทพแมวลั้ลลาเฮฮา on the Beach และเรียนรู้วิธีการทำงานที่ไม่ต้องมูก็สำเร็จได้ในแบบของ WK.studio ได้เลย

 

WK studio

 

ก่อนจะสร้างชื่อว่าเป็นแบรนด์ของแต่งบ้านสายมู จุดเริ่มต้นของ WK.studio เคยทำกระถางต้นไม้ขายมาก่อน มันเกิดจากความชอบของทั้งสองคน หรือเป็นเทรนด์ในตอนนั้นพอดี

 

ตุ้ย: มันคือความชอบที่เราสามารถทำได้เลย ก่อนที่จะทำ WK.studio ด้วยกัน ผมอยากทำแบรนด์มานานแล้ว อยากทำเสื้อ อยากทำแหวน แต่ของพวกนั้นมันต้องศึกษาเยอะ พอคิดจะทำของขาย เราเลยเริ่มจากอะไรใกล้ตัวก่อน 

 

ตอนนั้นเราปลูกต้นไม้กันอยู่แล้ว กระถางมันก็เลยเป็นโปรดักต์ที่ง่ายสุด ชัดสุด เพราะเรารู้กระบวนการทำ เลยคุยกันว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เริ่มจากอันนี้แหละ อย่างน้อยถ้าขายไม่ออกก็ยังได้ใช้เอง ทำอย่างที่อยากทำ อยากได้อะไร อยากใช้กระถางแบบไหนก็ลองทำเลย ไม่ได้มีกรอบมาครอบว่ามันต้องขายได้

 

มี่: บางทีต้นไม้อยู่ได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย (หัวเราะ) เราทำไปตามที่คิดว่ามันสวย มันลงตัว เลยน่าจะทำให้กระถางต้นไม้ร้านเรามันแปลกว่ากระถางต้นไม้ร้านอื่นๆ ในตอนนั้น มีการใช้วัสดุต่างๆ เข้ามาผสมผสาน ช่วงนั้นสวนขวดดัง เราก็หาวิธีจัดองค์ประกอบให้มันเป็นกระถางในแบบที่เราอยากได้ เริ่มจากขายในงานคณะก่อน จนพี่ชารีย์ (เจ้าของ Uncle Ree Farm) มาเห็น แล้วมองว่างานของเรามันไปกับบูธของเขาได้ เขาเลยชวนไปขายในงานบ้านและสวนด้วยกัน

 

WK studio

 

การได้ไปขายของในงานบ้านและสวนทั้งๆ ที่แบรนด์ยังเพิ่งตั้งไข่ ส่งผลต่อพวกคุณอย่างไรบ้าง

ตุ้ย: งานนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของเรา เราเข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลย ไม่มีแผนการตลาด ไม่มีแผนการขายในหัว แค่ทำงานไปขายเอาสนุก เอามัน แต่พอลูกค้าชอบ ได้ฟีดแบ็กในด้านดีกลับมา ลูกค้ามาคุยแล้วเขารู้สึกเอ็นจอย เราก็เอ็นจอยกับเขา มีนิตยสารตามมาถ่าย มีงานต่อไปมาติดต่อ เราก็คิดว่าเฮ้ย งานเรามันไปได้ว่ะ มันเวิร์กกว่าที่คิดไว้ตอนแรก ถึงจบจากงานนั้นเราต้องกลับมาเรียน มาฝึกงานต่อ แต่ผมว่ามันฝังอยู่ในใจแล้วแหละ ลึกๆ เรารู้แล้วว่าเราอยากทำอย่างนี้ต่อ 

 

WK studio

WK studio

 

ไปไงมาไง จากแบรนด์กระถางต้นไม้ ถึงเปลี่ยนมาเป็นแบรนด์ของแต่งบ้านอย่างในทุกวันนี้

มี่: จริงๆ ช่วงที่เราขายกระถางต้นไม้ เราก็ทำงานปั้นพวกของตกแต่งตัวเล็กๆ แปลกๆ มาตลอดอยู่แล้ว ถ้ามองเข้าไปในร้านจะเจอภาพประมาณนั้นอยู่

 

ตุ้ย: ภาพแบบร้านนี้ขายอะไรวะ มีทั้งกระถางต้นไม้ มีทั้งงานปั้น บางตัวก็ตั้งไว้เฉยๆ แต่ไม่ขาย (หัวเราะ) สินค้าหลักของเราตอนนั้นคือกระถางต้นไม้ งานปั้นที่เราทำเสริมมาเลยค่อนข้างมีอิสระ โจทย์คือปั้นไปก่อน ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คิดซะว่าตกแต่งบูธ แต่ปรากฏว่าทำมาแล้วคนชอบมาก ทุกครั้งเวลาจะไปออกบูธเราก็จะมานั่งปั้นกัน โดยไม่ได้วางแผนนะว่าต้องมีงานปั้นไปขาย แต่ก็ทำแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนพอรู้สึกตัวอีกทีงานมันก็เริ่มเยอะขึ้น เริ่มรู้สึกว่าเวลาทำงานปั้นมันสนุกกว่า รีแล็กซ์กว่า

 

มี่: ตอนขายก็ง่ายกว่าด้วย เพราะกระถางมันต้องขายพร้อมต้นไม้ แล้วต้นไม้ก็ต้องอาศัยการดูแล เหมือนมาเริ่มชัดเจนตอนช่วงโควิดนี่แหละว่าถ้าอย่างนั้นทำแต่งานปั้นเลยดีกว่า เพราะช่วงนั้นเราไม่ได้ออกบูธเลยต้องทำสินค้าที่มันขายออนไลน์ได้ จึงมาเน้นเป็นทางนี้ แล้วเราก็เริ่มจากหยิบของที่เราเคยปั้นนี่แหละมาปรับ อย่างตุ้ยชอบปั้นเสือ เราก็ลองมาปรับท่าทางให้เป็นเสือกวักดูไหม หรือพระพิฆเนศ ผมก็ปั้นมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้วเพราะเป็นตรามหาวิทยาลัย ลองตีความในรูปแบบของเราว่าเราอยากเห็นพระพิฆเนศเป็นอย่างนี้ เราก็ทำออกมา

 

WK studio

 

ตอนที่อยู่ๆ ผลงานก็เกิดเป็นของมูโดยไม่ได้ตั้งใจ มีปรึกษากันว่าต้องปรับวิธีการทำงานให้ตอบโจทย์สายมูบ้างไหม

ตุ้ย: ปรับให้เขาเข้าใจว่าเราผลิตงานมาเพราะความชอบจริงๆ มากกว่า ให้เขารู้ว่าสไตล์งานของพวกเราเป็นแบบนี้ แต่เอาจริงๆ ตอนแรกก็เกร็งเหมือนกันนะ รู้สึกว่าเอ๊ะ เราควรต้องหาข้อมูลไหม แต่ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนเราไปสนับสนุนความคิด และการไม่หาข้อมูลมันจะทำให้งานยังมีอิสระด้วย ไม่ต้องกังวลว่าจะผิด หรือไม่ควร ไม่เหมาะ พอเราไม่ได้เอาสิ่งนั้นมาซีเรียส บวกกับวิธีการขายของเรา มีแต่งกลอน มีการพูดคุยให้เขารู้ว่าเราทำขึ้นมาเพราะอะไร คนเห็นงานก็จะเริ่มเข้าใจว่าของสิ่งนี้เราไม่ได้ตั้งใจทำมาเพื่อมูนะ

 

มี่: เราไม่ได้มองว่างานเราต้องมีอาจารย์ปลุกเสก ต้องมีมวลสาร แต่มองเป็นคาแรกเตอร์ที่ทำมาจากความชอบมากกว่า แต่ถ้าเขาอยากมูเพิ่ม หรือนำไปมู ก็แล้วแต่ความศรัทธาของลูกค้าได้เลย 

 

WK studio

 

แล้วการทำ WK.studio ทำให้พวกคุณมองการมูเปลี่ยนไปไหม

ตุ้ย: เมื่อก่อนการเข้าวัดนี่เป็นกิจกรรมที่ดูทางไหนเราก็เบื๊อเบื่อ แต่พอเรามาทำงานนี้ เรากลับเห็นความงามในบางอย่าง เห็นการจัดวางในพิธีกรรมว่า เฮ้ย ที่จริงมันก็เจ๋งดีนะ พระองค์เดียวตั้งโต๊ะหมู่ 15 ชุด หรือการไหว้ราหูตอนกลางคืน เราก็เริ่มมองว่ามันเท่ดีที่ต้องไหว้ตอนกลางคืนและบนโต๊ะก็มีแต่ของสีดำหมดเลย ยิ่งตี่จู่เอี๊ยะ หรือศาลพระภูมิที่เขาจัดวางของกันเต็มๆ มันยิ่งให้ความรู้สึกเซอร์เรียล เห็นแล้วเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงศรัทธา เพราะทั้งรูปแบบ การจัดวาง บรรยากาศ สี มันทำให้รู้สึกมีพลัง

 

มี่: ยิ่งทำเรายิ่งมองมันเป็นศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ มองด้วยความสนุกมากขึ้น รู้สึกว่าองค์ประกอบการตกแต่งจัดวางมันน่ารัก เลยเริ่มสังเกต เสพงาน เสพวัฒนธรรม เสพความเชื่อบ่อยขึ้น จากที่มองว่าน่าเบื่อหรือดูน่ากลัว ตอนนี้คือซี้กันแล้ว (หัวเราะ) 

 

WK studio

WK studio

 

ทำไมถึงเปลี่ยนจากการปั้นมาเป็นการหล่อ และมองว่าสิ่งนี้มันลดเสน่ห์ของชิ้นงานไหมในสายตาของทั้งสองคน

ตุ้ย: ตอนแรกผมคิดนะ กลัวว่างานจะดูแมส ดูเป็นงานที่มีวางขายบนห้างทั่วไป แต่พอเปลี่ยนมาใช้การหล่อจริงๆ สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำแบบนั้น มันยังเป็นงานฝีมือนี่แหละ แค่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แถมยังทำให้งานแต่ละชิ้นมันมีคุณภาพ มีรายละเอียดที่เท่ากันด้วย

 

มี่: เรายังทำงานให้สุดที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ มันก็เลยกลายเป็นงานหล่อที่ทำออกมายาก (หัวเราะ) เพราะพิมพ์เซรามิกมันมีข้อจำกัดในการทำงาน มันจะไม่สามารถดึงออกมาตรงๆ ได้ เราต้องดูตะเข็บหรือการแบ่งพิมพ์ว่าจะทำอย่างไรให้งานปลอดภัย รูปแบบของงานเลยจะเน้นไปที่การมองเส้น มองพิมพ์ว่าจะทำพิมพ์มาอย่างไรให้รายละเอียดของงานปั้นยังอยู่ครบ

 

ตุ้ย: จากเดิมที่คิดว่างานเราคงต้องตัดทอนรายละเอียดเยอะมาก เพื่อให้สามารถทำพิมพ์ที่ถอดชิ้นงานออกมาได้ง่ายๆ แต่สุดท้ายพอลองออกแบบ ลองทำพิมพ์ไปเรื่อยๆ เราถึงรู้ว่าไม่จำเป็นต้องไปตัดทอนรายละเอียดเพื่อรองรับความง่ายนั้นก็ได้ เราอยากให้มันเป็นอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้นก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีการทำ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญคือแค่ทำให้มันหล่อออกมาได้ก็พอ ซึ่งการวางแผนกระบวนการเหล่านั้นก็เป็นเรื่องที่สนุกแทบไม่ต่างจากการปั้นเลย มันเหมือนเป็นข้อจำกัด แต่ในมุมหนึ่งมันก็เป็นเหมือนโจทย์ที่คอยท้าทายเรา 

 

มี่: นอกจากเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้เพื่อให้เราทำขายได้ ผมว่าอีกเหตุผลคือถ้าเราปั้นเองทั้งร้อยชิ้น ผมว่ามันคงเป็นการทำงานที่น่าเบื่อมาก สุดท้ายเราก็จะเบื่อการปั้นไป แต่พอเราทำเป็นงานหล่อ โจทย์มันเลยเปลี่ยนใหม่ มันทำให้เราสนุกกับการได้คิดงานเป็นคอลเล็กชันด้วย

 

WK studio

 

ทั้งๆ ที่บอกว่าเองว่าการทำแบบนี้มันยาก ทำไมถึงยังฝืน ยังสู้ที่จะทำ

ตุ้ย: มันเป็นความดันแหละ (หัวเราะ) เราสองคนมีความดันอยู่แล้ว ยิ่งตอนเรียน พลังมันยิ่งเยอะ ความคิดตอนนั้นมันแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย อยากทำ อยากได้อะไรจะหาทางทำออกมาให้ได้แทบทุกเรื่อง ตามทุน ตามปัจจัย ในความยากเราจึงเห็นความเป็นไปได้ เจอปัญหาก็แก้ด้วยเซนส์ ด้วยความรู้น้อยๆ ที่มีนี่แหละ ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เราก็จะเอาให้ได้ 

 

ตอนผลิตล็อตแรกๆ เสียเยอะมาก แต่ก็ไม่มีความคิดว่าเฮ้ย ไม่ไหวว่ะ เลิก เรายังทำมาเรื่อยๆ ยิ่งพัง ก็ยิ่งทำอีก เสือเวอร์ชันแรกทำออกมาสมบูรณ์ได้ไม่ถึง 10 ตัว เผามาบางทีได้แค่ 3-4 ตัวเอง แต่เพราะทำมาเรื่อยๆ ไม่หยุด สุดท้ายมันจึงทำให้เรารู้ว่าอ๋อ ปัญหานี้มันแก้ตรงนี้นะ ทำแบบนี้แทนได้ ถอดพิมพ์ในครั้งเดียวไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ทำพิมพ์แยกเฉพาะส่วนสิ 

 

WK studio

 

อะไรคือข้อดีของอีกฝ่ายที่คุณมองเห็นจากการทำงานร่วมกัน

มี่: เขามีจุดแข็งของเขา ผมก็มีของผม มันเลยเหมือนมาช่วยเติมเต็มให้กัน ทำให้งานออกมาลงตัว อย่างแทนที่จะเป็นงานเซรามิกล้วนๆ แบบที่ตุ้ยเรียนมา พอมีผมที่เรียนประยุกต์ศิลป์เข้ามาเติม ก็ทำให้งานมันมีวัสดุหลายๆ อย่าง ทั้งทองเหลือง ผ้า ไม้ มาผสมผสานกันให้ชิ้นงานมันลงตัวและได้ภาพตามที่เราอยากได้มากขึ้น

 

ตุ้ย: มี่เป็นคนคิดเก่ง ความคิดเขาค่อนข้างอิสระ กล้าคิด กล้าลองทำ ส่วนผมเป็นคนที่จะคิดอะไรค่อนข้างเซฟโซนหน่อยๆ ไม่ทำอะไรที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย พอมาบวกกันมันเลยได้งานตรงกลางที่ดูอิสระ แต่ก็ยังเซฟอยู่ เช่น ถ้าผมคิดว่าฟอร์มไหนยาก ผมก็จะไม่คิดถึงมันเลย จะคิดถึงแต่อะไรที่เป็นไปได้ แข็งแรง มั่นคง แต่มี่จะไม่สนว่าเป็นไปได้ไหม แค่คิดออกมาก่อน หรืออย่างผมมีจุดอ่อนคือผมเป็นคนทำงานด้วยอารมณ์ ไม่ค่อยมีวินัยในชีวิต แต่มี่เขาก็จะเป็นอีกแบบ ความเป็นระบบของเขามันเลยช่วยทำให้ชีวิตผมค่อยๆ มีวินัยขึ้น โดยที่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าผมต้องทำงานได้เป็นระบบเท่าเขา อีกอย่างที่น่าจะเป็นจุดแข็งของแบรนด์เราเลยคือ ตัววัดว่างานจบไม่จบ ยังไปต่อได้ไหม เราใกล้เคียงกัน มันสำคัญกับการทำแบรนด์ เพราะเราก็เคยเห็นมาหลายคนมากที่ไอเดียดีนะ แต่สุดท้ายเขาจบงานไม่ได้ หรือก็อาจจะมีคนที่จบงานได้แต่ไอเดียไม่ดี

 

WK studio

 

จากวันแรกที่บอกว่าเริ่มต้นทำแบรนด์มาแบบไม่มีความรู้อะไรเลย วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตุ้ย: อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่รู้ว่าเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน คือเราไม่รู้ว่าการสร้างแบรนด์ควรต้องมีอะไรบ้าง 

 

มี่: เราไม่ได้เริ่มจากการมองมันเป็นธุรกิจ เราเริ่มจากความไม่รู้ แล้วความไม่รู้นี่แหละที่ค่อยๆ ทำให้เรารู้ไปเรื่อยๆ จากการที่เราลงมือทำ 

 

ตุ้ย: ผมรู้สึกว่าบางทีเราไม่ต้องรู้มากก็ได้ สุดท้ายถ้าเราอยากทำแบรนด์ อยากผลิตชิ้นงานออกมา โจทย์แรกก็คือเราต้องทำงานออกมาให้ดี ทำงานที่เราชอบออกมาให้ได้ เราเลยเน้นไปที่การทำงานให้ได้อย่างที่เราชอบมากกว่า ส่วนเรื่องการขายเดี๋ยวค่อยไปคุยกันอีกที วิธีการที่เราทำกันมามันอาจจะไม่ใช่ความมั่วก็ได้ มันก็คือความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เราเรียนรู้มาแล้วประมวลออกมาเป็นวิธีการ

 

WK studio

 

อะไรคือแรงขับเคลื่อนให้พวกคุณทำงานนี้อยู่ทุกวัน

มี่: มันยังมีภาพให้ไปต่อ เราอยากทำนิทรรศการ อยากโชว์ความเป็นตัวตนของเรา อยากให้คนเห็นองค์ประกอบทั้งหมดของ WK.studio ทั้งชิ้นงาน อาร์ตเวิร์ก บรรยากาศ คาแรกเตอร์นี้มันแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเป็นไปได้เราก็อยากพามันไปออกแฟร์ต่างประเทศด้วย 

 

ตุ้ย: ฝันแหละ เรามีฝันอยู่ว่าอยากจะไปให้ถึงจุดไหน แล้วตอนนี้เราก็เห็นว่าพวกเรากำลังเดินไป หน้าที่ตอนนี้ก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้แบรนด์มันยังวิ่งไปต่อ ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น

 

ติดตามผลงานของพวกเขาได้ที่ https://www.facebook.com/WKstudio-108921668053031 

The post WK.studio แบรนด์ของแต่งบ้านที่ปั้นเทพเป็นคาแรกเตอร์สุดกวน ถึงไม่ต้องมู คนก็แห่มาดูความน่ารัก appeared first on THE STANDARD.

]]>