Key Takeaway Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tss_tags/key-takeaway/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 10:06:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา https://thestandard.co/the_secret_sauce/seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review/ Thu, 19 Feb 2026 06:45:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1179953 seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review

ในโลกของธุรกิจ ‘เนื้อหา’ หรือ Content คือสินทรัพย์ที่มี […]

The post ‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review

ในโลกของธุรกิจ ‘เนื้อหา’ หรือ Content คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะกับองค์กรหรือบริษัทที่มี Legacy ยาวนาน เนื้อหาอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาคือเม็ดเงินระดับที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ 

 

แต่การมาถึงของ Seedance 2.0 จากค่าย ByteDance กำลังท้าทายกฎเกณฑ์ที่สร้างมานับศตวรรษ ภาพของดาราระดับโลกอย่าง Brad Pitt แลกหมัดกับ Tom Cruise หรือซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลข้ามไปอยู่ในจักรวาลสตาร์วอร์สที่เนียนตาจนน่ากลัว กำลังเปลี่ยนความตื่นเต้นของนวัตกรรมให้กลายเป็นความหวาดหวั่นของอุตสาหกรรม 

 

Seedance 2.0 มาจากไหน เจ๋งยังไง

 

เบื้องหลังความเก่งกาจของ Seedance 2.0 คือมันสมองจาก ByteDance ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติจีนผู้ครอบครอง TikTok แพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ 

 

โดยรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ถูกขนานนามว่าเป็น Flagship ลำใหม่ที่พร้อมจะขึ้นมาท้าชนกับทุกโมเดลในตลาด ความเจ๋งของมันคือระบบ Thinking Video Model ที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Seed 2.0 มาเป็นแกนกลางการประมวลผล ระบบนี้มีความสามารถในการวิเคราะห์โจทย์ วางแผนสตอรี่บอร์ด และสืบค้นข้อมูลจากโลกออนไลน์มาเติมเต็มรายละเอียดให้สมจริง สร้างความได้เปรียบทางโครงสร้างต้นทุน ที่ทำให้ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ระดับฮอลลีวูดได้ด้วยราคาเพียงไม่กี่สตางค์

 

ทำไมสตูดิโอระดับโลกส่งจดหมายเตือน ByteDance

 

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยวิดีโอไวรัลที่ใช้ตัวละครระดับไอคอนอย่าง Spider-Man หรือฉากดวลดาบใน Star Wars ที่สร้างจาก AI ตัวนี้ 

 

สำหรับ Disney หรือ Paramount ตัวละครอย่าง Spider-Man หรือ Darth Vader คือสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องมานับสิบปี ลงทุนไปนับไม่ถ้วน แต่กลับถูกฉวยไปสร้างวิดีโอจากปัญญาประดิษฐ์และเผยแพร่เต็มโลกออนไลน์ ทำให้สตูดิโอดิสนีย์ต้องส่งจดหมายเตือนให้ระงับการกระทำ (Cease-and-desist letter) ถึง ByteDance โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ ‘ห้องสมุดเถื่อน’ (pirated library) ของตัวละครลิขสิทธิ์ และเปรียบเทียบการกระทำนี้ว่าเป็นการทุบกระจกแล้วฉกฉวยทรัพย์สินทางปัญญาแบบเสมือนจริง

 

ByteDance มีท่าทีอย่างไรต่อกระแสสังคม

 

ท่ามกลางพายุความกดดัน ByteDance ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าบริษัทเคารพในสิทธิทางปัญญาและพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันให้รัดกุมยิ่งขึ้น 

 

  • เสริมมาตรการป้องกันไม่ให้มีการนำภาพลักษณ์ของบุคคลหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เริ่มมีการบล็อกคำค้นหาที่เกี่ยวกับตัวละครลิขสิทธิ์ เช่น ไม่สามารถสั่งให้ Batman ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกในบางพื้นที่
  • ปิดความสามารถในการอัปโหลดรูปภาพบุคคลจริงเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์ 

 

เราเรียนรู้อะไรจากดราม่า Seedance 2.0

 

นวัตกรรมที่ขาดจริยธรรมเป็นความสำเร็จที่เปราะบาง เพราะการเติบโตบนทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตมักจบลงที่กำแพงทางกฎหมายและการสูญเสียความน่าเชื่อถือในระยะยาว 

 

ในโลกยุคใหม่ ‘ลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องและข้อมูลคุณภาพสูง’ จึงถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าดั่งทองคำ ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ Disney เลือกเซ็นสัญญากับ OpenAI เพื่อปกป้องและสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ของตน

 

ท้ายที่สุด การปรับตัวคือทางรอดเดียว โดยคนสร้างสรรค์ต้องขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตไปสู่การเป็น ‘สถาปนิกทางความคิด’ ที่ใช้ AI เป็นอาวุธขยายขอบเขตจินตนาการ แทนที่จะปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่จิตวิญญาณ ก้าวต่อไปในโลกที่ AI ท้าทายทุกกฎเกณฑ์เดิมจึงอยู่ที่ว่า คุณจะเลือกเป็นผู้ที่ถูกแย่งชิง Asset ไป หรือจะใช้ AI มาเพิ่มมูลค่าให้ Asset ของคุณอย่างทรงพลัง

The post ‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก https://thestandard.co/the_secret_sauce/bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record/ Wed, 18 Feb 2026 12:05:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1179781 bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record

128.2 ล้าน คือยอดผู้ชมสดผ่านทางโทรทัศน์และสตรีมมิ่งในช่ […]

The post ‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record

128.2 ล้าน คือยอดผู้ชมสดผ่านทางโทรทัศน์และสตรีมมิ่งในช่วงโชว์พักครึ่งของการแข่งกีฬาอเมริกันฟุตบอลระดับโลก Super Bowl LX (2026) แม้จะยังไม่ทำลายสถิติเดิมของ Kendrick Lamar ในปี 2025 ซึ่งมียอดชมสด 133.5 ล้านคน ทว่าได้ทุบสถิติยอดวิวในโซเชียลมีเดียสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 4 พันล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจบโชว์

 

และเจ้าของโชว์ในวันนั้น คือ ‘Bad Bunny’ ศิลปินชาวเปอร์โตริโกที่ประกาศชัยชนะทางวัฒนธรรมของศิลปินลาตินเดี่ยวคนแรกที่ขึ้นครองบัลลังก์นี้ด้วยภาษาสเปน 100% แม้จะถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากฝั่งอนุรักษนิยม แต่ในสายตาคนรุ่นใหม่ นี่คือโชว์ที่จริงใจและทรงอิทธิพลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

Bad Bunny มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และอะไรคืออาวุธลับที่ใช้พังกำแพงภาษาจนครองใจอเมริกันชนและคนทั่วโลกได้ขนาดนี้?

 

Bad Bunny คือใคร โด่งดังมาจากไหน

 

ก่อนที่คนทั้งโลกจะรู้จักเขาในนาม Bad Bunny ชายหนุ่มคนนี้คือ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ (Benito Antonio Martínez Ocasio) อายุ 31 ปี เขาเติบโตในย่าน Vega Baja เปอร์โตริโก เคยเป็นเด็กร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนเติบโตเป็นนักศึกษานิเทศศาสตร์ที่หารายได้พิเศษด้วยการเป็นพนักงานแพ็คของในซูเปอร์มาร์เก็ต Econo

 

เขาเริ่มเส้นทางดนตรีจากการทำเพลงในห้องนอนและอัปโหลดลง SoundCloud จนเพลง ‘Diles’ กลายเป็นไวรัลสะดุดตาค่ายเพลง Hear This Music เขาถูกจับเซ็นสัญญา ปล่อยเพลง Diles เวอร์ชันรีมาสเตอร์ และทยอยปล่อยซิงเกิลระหว่างปี 2016-2018 

 

แต่แล้ว Bad Bunny ก็ตัดสินใจออกจาก Hear This Music ในปี 2018 แม้จะกำลังรุ่งสุดๆ เพราะค่ายไม่ยอมให้เขาออกอัลบั้มเต็ม และอยากให้เขาวิ่งรอกออกแค่ซิงเกิลหรือไปร่วมฟีเจอริ่งกับคนอื่นไปเรื่อยๆ ความอัดอั้นนี้เองที่ทำให้เขาเลือกไปร่วมงานกับ Noah Assad เพื่อทำอัลบั้มแรกอย่าง X 100PRE และร่วมก่อตั้ง Rimas Entertainment ซึ่งให้สิทธิ์เขาในการถือครองผลงาน และอิสระในการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ ไร้ขีดจำกัด

 

ทำไมความ ‘บ้านๆ’ แบบเปอร์โตริโกถึงชนะใจคนทั้งโลก และตีตลาด USA ได้สำเร็จ?

 

หลายคนอาจเชื่อว่า  ‘ต้องปรับตัวตามกระแสหลักถึงจะรอด’ แต่ Bad Bunny เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาปฏิเสธการร้องเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเข้าหาตลาดอเมริกา แต่กลับดึงเอาสำเนียงสเปนท้องถิ่นและดนตรีแนว Reggaeton มาเป็นอาวุธหลัก 

 

Bad Bunny ได้สร้างอาณาจักรบนโลกดิจิทัลไว้อย่างบ้าคลั่ง เขาทำสถิติเป็นศิลปินที่มียอดวิวบน YouTube รวมกันมากกว่าพันล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ปี และมีฐานแฟนคลับชาวลาติน (Hispanic) ในอเมริกากว่า 65 ล้านคน (เกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด) ที่พร้อมจะ ‘ปั่นสตรีม’ จนชาร์ตแตก Bad Bunny จึงไม่ได้เดินไปขอส่วนแบ่งตลาดจากศิลปินอเมริกัน แต่เขาคือ ‘ขวัญใจมวลชน’ ที่แบรนด์และศิลปินยักษ์ใหญ่โหยหา 

 

ไม่แปลกที่หลังจากนั้น เขาจะได้ไปปรากฏตัวในเพลง ‘I Like It’ ร่วมกับ Cardi B เจ้าแม่แร็ปเปอร์แห่งยุค และทำให้ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่าง Drake ต้องยอมร้องภาษาสเปนในเพลง ‘Mia’ จนในที่สุดอัลบั้ม Un Verano Sin Ti ของเขากลายเป็นอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ขึ้นอันดับ 1 Billboard 200 ได้สำเร็จ 

 

Bad Bunny สร้างชุมชนอย่างไรให้เหนียวแน่นขนาดนี้

 

Bad Bunny ไม่ได้สร้างแฟนคลับ แต่เขาสร้าง ‘ชุมชน’ ที่มีความเชื่อร่วมกัน เขารักษาความสัมพันธ์กับรากเหง้าอย่างเหนียวแน่นจนแฟนๆ รู้สึกว่าเขาคือเพื่อนบ้าน มากกว่า ‘ซุปตาร์’ อย่างการจัดงาน Listen Party ในบ้านเกิดเพื่อให้คนท้องถิ่นได้ฟังเพลงใหม่ก่อนใครในโลก การให้เกียรติคนกลุ่มแรกที่สนับสนุนเขาเป็น Loyalty ที่เงินซื้อไม่ได้

 

นอกจากนี้เขายังขยายอาณาจักรธุรกิจไปสู่สิ่งที่เขาและแฟนเพลงหลงใหลร่วมกัน ทั้งการก่อตั้ง Rimas Sports เพื่อดูแลนักกีฬาชาวลาติน และก้าวเข้าสู่วงการมวยปล้ำ WWE ความสำเร็จของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสตรีมมิ่ง แต่เป็นความสำเร็จของวัฒนธรรมที่เขาเป็นตัวแทน การเป็นคนที่ไม่เคยลืมรากเหง้า คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยอมทุ่มเทใจให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

จุดยืนแบบ Bad Bunny ที่ซื้อใจคนรุ่นใหม่คืออะไร 

 

เหตุผลที่ Bad Bunny กลายเป็นไอคอนของยุคสมัยไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่คือการที่เขาใช้ชื่อเสียงเป็นกระบอกเสียงให้สังคมมาตลอด

 

เขาทำลายกรอบความเชื่อเรื่องเพศสภาพผ่านมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Caro’ ที่มีฉากการทาสีเล็บและการสื่อถึงความงามที่ไม่มีขีดจำกัดทางเพศ และใส่เดรสยาวใน MV เพื่อต่อต้านค่านิยม Toxic Masculinity

 

แต่ที่ดุเดือดที่สุดคือการประกาศจุดยืนทางการเมือง ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 68 ที่ลอสแอนเจลิส Bad Bunny คว้ารางวัล Album of the Year จากอัลบั้มชุด ‘Debí Tirar Mas Fotos’ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เพลงภาษาสเปนได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดของแกรมมี่ทั้งอัลบั้ม เขาใช้โอกาสนี้พูดถึงพี่น้องชาวลาตินในอเมริกาที่ต้องเผชิญกับการคุกคามจากนโยบายตรวจคนเข้าเมือง พร้อมประกาศก้องว่า “พวกเราไม่ใช่คนต่างด้าว พวกเราคือมนุษย์” ซึ่งเป็นการฟาดกลับนโยบายการไล่ล่าผู้อพยพของ ICE โดยตรง ทำให้ชนะใจชาว Hispanic ทั่วอเมริกา

 

และบนเวที Super Bowl 2026 ก็ยังปรากฎซีนจำลองเสาไฟฟ้าที่พังทลาย เพื่อเสียดสีความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการวิกฤตพลังงานในเปอร์โตริโก การกล้าเอาชื่อเสียงไปเสี่ยงเพื่อพูดแทนคนที่ไม่มีเสียงทำให้เขาไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่เป็นผู้นำทางความคิดที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกพร้อมจะยืนเคียงข้าง

 

Secret Sauce ของ Bad Bunny คือการเปลี่ยนอัตลักษณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นกำแพงให้กลายเป็นสะพานเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และสอนเราว่าถ้าคุณอยากจะชนะใจคนในยุคนี้ ‘การรู้จักตัวเอง และเป็นตัวเองอย่างถึงที่สุด’ คือเดิมพันที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน

The post ‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร https://thestandard.co/the_secret_sauce/bond-yield-impact-on-personal-finance/ Mon, 16 Feb 2026 08:46:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1179001 bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เ […]

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เงินถูก’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้การกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านหรือทำธุรกิจเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องยั้งคิด ขณะที่นานาประเทศต่างเชื่อมั่นว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

 

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งจากสภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงตัว สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือการพุ่งสูงขึ้นของ ‘Bond Yield’ ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขไกลตัวในตลาดการเงิน แต่คือเครื่องบ่งชี้ว่าต้นทุนชีวิตของคนธรรมดากำลังจะแพงขึ้นอย่างถาวร

 

Bond Yield คืออะไร และกระทบชีวิตเราอย่างไร?

 

พันธบัตรรัฐบาล คือเครื่องมือที่รัฐใช้ ‘กู้เงิน’ จากนักลงทุน โดยมี ‘Bond Yield’ หรืออัตราผลตอบแทนเป็นข้อแลกเปลี่ยน 

 

หัวใจสำคัญของกลไกนี้คือ เมื่อมีการเทขายพันธบัตรจนราคาตกลง อัตราผลตอบแทนหรือ Yield จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนยอมแบกรับความเสี่ยง 

 

ซึ่งปรากฏการณ์ Bond Yield พุ่งนี้เปรียบเสมือนการวาง ‘ฐานรากใหม่’ ให้กับดอกเบี้ยทั้งระบบ เมื่อรัฐบาลกู้เงินแพงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ย่อมมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน รถ และธุรกิจให้สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทุกคนขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน?

 

สถานการณ์ ‘Bond Sell-off’ ที่เกิดขึ้นในวงกว้างขณะนี้มาจาก 3 แรงกดดันสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

 

  • รัฐบาลทั่วโลกต้องการใช้เงินมหาศาล: เมื่อความมั่นคงไม่ใช่ของฟรี รัฐบาลหลายประเทศจึงต้องกู้เงินเพื่อเพิ่มงบกลาโหม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การออกพันธบัตรจำนวนมากทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการชำระหนี้และเรียกขอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและสภาวะ Sell America: นักลงทุนกังวลเรื่องวินัยการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงทางการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าและมีความผันผวนสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จึงลดลงจนเกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง
  • จุดเปลี่ยนสำคัญจากญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำของโลกมานานเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยและมีแผนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนที่เคยไหลออกไปทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้าสู่ญี่ปุ่น ซ้ำเติมแรงเทขายพันธบัตรในประเทศอื่น รวมถึงในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียที่ Yield พุ่งสูงจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง
     

คนทั่วไปควรรู้อะไร และเตรียมตัวใช้ชีวิตอย่างไรในยุค ‘เงินแพง’?

 

เมื่อประเทศไทยต้องเล่นในกติกาโลกที่เปลี่ยนไป Framework ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง:

 

  • เตรียมใจรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น: ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ถูกเหมือนเก่า การผ่อนบ้านจะยาวนานขึ้น และการลงทุนในธุรกิจจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
  • ยกระดับทักษะให้เป็นเกราะคุ้มกัน: ในยุคที่เงินแพง ทักษะความสามารถจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด เพราะผู้ที่มีทักษะสูงคือผู้ที่จะเข้าถึงโอกาสได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเสมอ
  • ทุกการลงทุนต้องตอบโจทย์ระยะยาว: การลงทุนในยุคนี้ต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างละเอียด และต้องตอบให้ได้ว่าทุกบาทที่จ่ายไปจะสร้างการเติบโตได้จริงในระยะยาว
  • ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเงินกู้: เงินกู้ต้องถูกใช้ไปเพื่อ ‘สร้างอนาคต’ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘ประคองวันนี้’ โดยทุกบาทที่กู้ยืมมาต้องสามารถอธิบายมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
  • บริหารงบประมาณอย่างรัดกุม: เนื่องจากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมากขึ้น นโยบายการอุดหนุนหรือการแจกเงินในระยะยาวจึงทำได้ยากขึ้น

 

แม้ตัวเลข Bond Yield ที่พุ่งสูงจะสะท้อนถึงราคาความเสี่ยงใหม่ของโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนต้องกลับมาทบทวนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ประเทศหรือบุคคลที่จะก้าวผ่านสภาวะนี้ไปได้ ไม่ใช่ผู้ที่กู้เงินเก่งที่สุด แต่คือผู้ที่ ‘ใช้เงินเป็น’ คิดการณ์ไกล และกล้าที่จะลงทุนกับอนาคตอย่างแท้จริง การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และเปลี่ยนจากผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุน เป็นผู้ที่คว้าโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคงในโลกที่เงินไม่ถูกอีกต่อไป

 

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ https://thestandard.co/the_secret_sauce/spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift/ Sat, 14 Feb 2026 02:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1178356 spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก”    เค […]

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก” 

 

เคยเป็นประโยคทองของศตวรรษที่ผ่านมา แต่ในปี 2026 กฎกติกากำลังถูกเขียนขึ้นใหม่โดยชายที่ชื่อว่า Elon Musk เมื่อ SpaceX เตรียมทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยมูลค่าเฉียด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

 

 

ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในตลาดหุ้น แต่มันคือการประกาศว่า ‘อำนาจ’ ได้ย้ายจากมือของรัฐชาติมาสู่บริษัทเอกชนอย่างเต็มตัว และนี่คือจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเข้ามากระทบกระเทือนถึงกระเป๋าสตางค์ วิธีการทำงาน และความมั่นคงของพวกเราทุกคนบนโลก

 

Elon Musk กำลังสร้างอะไรอยู่กันแน่

 

หลายคนอาจมองว่า SpaceX คือบริษัทจรวดที่อยากพามนุษย์ไปดาวอังคาร แต่นั่นเป็นเพียงภาพด้านหน้า

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือ Musk กำลังสร้าง ‘ระบบนิเวศครบวงจร’ ที่เชื่อม 3 อย่างเข้าด้วยกัน

1. การปล่อยจรวดและดาวเทียม

 

2. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศ หรือ Starlink

 

3. ปัญญาประดิษฐ์ผ่าน xAI

 

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เขาไม่ได้แค่สร้างเทคโนโลยีชิ้นเดียว แต่กำลังสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ต้องพึ่งพาเหมือนในอดีตที่ประเทศต้องมีถนน มีไฟฟ้า มีน้ำประปา
 

ในโลกยุค AI สิ่งที่ต้องมีคือ คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ข้อมูลจำนวนมหาศาล การเชื่อมต่อความเร็วสูง และพลังงานราคาถูก ซึ่ง SpaceX กำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในหลายชั้นของโครงสร้างนี้พร้อมกัน

 

ทำไม Starlink ถึงสำคัญมาก

 

จรวดทำหน้าที่พาดาวเทียมขึ้นไป แต่ Starlink คือสิ่งที่ทำงานทุกวัน เป็นเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำที่กระจายรอบโลก ทำหน้าที่เหมือนอินเทอร์เน็ตที่ส่งมาจากท้องฟ้า

 

ข้อดีคือ ไม่ต้องพึ่งสายเคเบิลใต้น้ำ ไม่ต้องรอเสาสัญญาณ อยู่กลางทะเลหรือในพื้นที่ห่างไกลก็เชื่อมต่อได้ ในโลกที่ AI ต้องสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ โดรน หรือระบบเกษตรอัจฉริยะ การเชื่อมต่อที่เร็วและเสถียรคือหัวใจ

 

ถ้าไม่มีการเชื่อมต่อแบบนี้ AI จะทำงานได้เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ถ้ามีโครงข่ายครอบคลุมทั้งโลก AI จะขยายไปทุกพื้นที่

 

ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า SpaceX ไม่ใช่บริษัทอวกาศธรรมดา แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

เศรษฐกิจอวกาศในยุค AI จะเป็นอย่างไร

 

ในยุคที่ทรัพยากรบนโลกเริ่มเผชิญขีดจำกัด การขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์จะขับเคลื่อนให้ ‘อวกาศ’ กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลังผ่านมิติต่างๆ ดังนี้

  • ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร: เมื่อการฝึก AI บนโลกเผชิญปัญหาการขาดแคลนพลังงานและสร้างความร้อนสูง อวกาศจะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่สำหรับการตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center บนอวกาศ เพราะมีพลังงานแสงอาทิตย์ให้ใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และมีระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติจากอุณหภูมิเยือกเย็นของจักรวาล ส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI ในอวกาศอาจมีต้นทุนเทียบเท่าการตั้ง Data Center บนโลก 
  • ข้อมูลอวกาศกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ: ข้อมูลดิบจากดาวเทียมจะถูก AI แปรรูปให้กลายเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคตที่แม่นยำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ การประเมิน ‘คาร์บอนเครดิต’ ไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลกว่าการขายเพียงแค่ภาพถ่ายดิบ 
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้พรมแดน: อวกาศจะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเป็นตัวประสานให้ AI Agents, ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบโดรน สามารถทำงานร่วมกันได้ในทุกตารางนิ้วบนโลก เปลี่ยนบทบาทของอวกาศจากเรื่องของการสำรวจไปสู่การเป็น ‘สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน’ ที่ทุกเทคโนโลยีต้องพึ่งพา 

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจอวกาศยุค AI จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ศูนย์กลางอำนาจโลกไม่ได้ยึดโยงอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับใครคือผู้ควบคุม ‘ข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงาน’ เหนือชั้นบรรยากาศ

 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้

 

เราอาจไม่ต้องสร้างจรวดเอง แต่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจอวกาศยังมีหลายบทบาท เช่น

 

  • การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูง
  • การตั้งสถานีรับส่งข้อมูล
  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมด้วย AI
  • การนำข้อมูลอวกาศไปแก้ปัญหาเกษตร น้ำ หรือภัยพิบัติ

 

มูลค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปล่อยดาวเทียม แต่อยู่ที่การตีความข้อมูลและสร้างบริการใหม่จากข้อมูลนั้น 

 

การ IPO ของ SpaceX ไม่ได้สำคัญเพียงตัวเลขมูลค่าเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนว่านอกจากทรัพยากรธรรมชาติแล้ว กำลังจะมีข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงานสำหรับ AI มาเป็นศูนย์กลางอำนาจที่โลกทั้งใบต้องการไม่แพ้กัน

 

สำหรับเรา บทเรียนไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนตรงไหนเพราะเมื่อเข้าใจโครงสร้าง เราจะไม่เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่สามารถเป็นผู้สร้างคุณค่าในเกมใหม่นี้ได้

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? https://thestandard.co/the_secret_sauce/saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact/ Fri, 13 Feb 2026 03:38:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1178064 saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกการเงินสะเทือนราวกับเกิดวิกฤ […]

The post ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกการเงินสะเทือนราวกับเกิดวิกฤตใหญ่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ใช่สงคราม และไม่ใช่ดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เกิดจากการเปิดตัว 2 AI Agent จาก Anthropic 

 

เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘SaaSpocalypse’ หรือวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 2.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่กี่วัน

 

หุ้นตกเพราะอะไร โมเดลธุรกิจที่เราใช้กันมาทั้งยุคกำลังสั่นคลอนจริงหรือไม่ และโลกการทำงานที่เราคุ้นเคย กำลังเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วหรือเปล่า?

 

Anthropic คือใคร และทำไมตลาดต้องกลัว

 

ถ้าคุณรู้จักแค่ ChatGPT จาก OpenAI หรือ Gemini จาก Google อีกชื่อที่ต้องรู้จักควบคู่กันในวันนี้คือ Anthropic

 

Anthropic คือสตาร์ทอัพ AI จากซานฟรานซิสโก ก่อตั้งในปี 2021 โดย Dario และ Daniela Amodei อดีตผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ที่แยกตัวออกมาด้วยแนวคิดเรื่องความปลอดภัยของ AI พวกเขาพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า Constitutional AI หรือการสร้าง AI ที่มี ‘รัฐธรรมนูญ’ คอยกำกับพฤติกรรม จึงพัฒนา ‘Claude’ โมเดล AI สำหรับองค์กร ที่ถูกออกแบบให้คิด วางแผน และทำงานข้ามระบบได้เองอย่างอิสระ ภายใต้กรอบความปลอดภัยที่เข้มงวด

 

บริษัทมีรายได้รวมต่อปีประมาณ $9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025  ตัวเลขระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ในตลาด ให้บริการลูกค้าธุรกิจมากกว่า 300,000 รายทั่วโลก โดยลูกค้ารายใหญ่ที่ทำรายได้ต่อปีเกิน $100,000 ดอลลาร์เติบโตขึ้นถึง 7 เท่าในปีที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ Claude เป็นเพียงคู่แข่งของ ChatGPT ในฐานะโมเดลภาษา แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Anthropic เปิดตัวสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ Claude Cowork และ Claude Code

 

Claude Cowork และ Claude Code ต่างจาก AI เดิมอย่างไร

 

AI รุ่นก่อนหน้ามักเป็น Chatbot หรือ Copilot ช่วยตอบคำถาม ช่วยร่างข้อความ หรือแนะนำโค้ด

 

แต่ Claude รุ่นใหม่มีความสามารถที่เรียกว่า Computer Use มัน ‘มองเห็น’ หน้าจอ ควบคุมเมาส์ พิมพ์คีย์บอร์ด เปิดโปรแกรม และทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้เหมือนมนุษย์

 

  • Claude Code: ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดตามคำสั่ง แต่สามารถเปิด Terminal รันคำสั่ง ตรวจสอบ Error แก้บั๊ก และจัดการ Deployment ได้เอง

 

  • Claude Cowork: ถ้าคุณสั่งว่า “สรุปยอดขายเดือนนี้ ทำกราฟ แล้วส่งอีเมลให้ทีม” ระบบสามารถเปิดไฟล์ ดึงข้อมูล สร้างกราฟ เปิดอีเมล เขียนข้อความ และกดส่ง โดยคุณไม่ต้องแตะเมาส์แม้แต่นิดเดียว

 

นี่คือการก้าวจาก Chatbot ไปสู่ Agentic Workflow หรือ AI ที่วางแผน แตกงานย่อย และลงมือทำจนจบกระบวนการเอง และนี่เองที่ทำให้ตลาดทุนเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้า AI ทำงานแทนคนได้จริง โมเดลธุรกิจเดิมจะยังเหมือนเดิมหรือไม่

 

ทำไมหุ้น SaaS และ IT Services ถึงร่วงหนัก

 

การเทขายครั้งนี้ไม่ใช่การแตกของฟองสบู่แบบสุ่ม แต่เป็น Targeted Sell-off หรือการเลือกขายเฉพาะกลุ่ม บริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักมีลักษณะร่วมกันคือ รายได้ผูกกับ ‘จำนวนคน’ ของลูกค้า เช่น

 

  • Thomson Reuters (-18%): ธุรกิจหลักคือแพลตฟอร์มข้อมูลกฎหมายและการเงินระดับมืออาชีพ เช่น Westlaw ที่ทนายความใช้ค้นคำพิพากษาและกฎหมาย

เมื่อ Claude มี Legal Plugin ที่สามารถอ่านสัญญา เปรียบเทียบข้อกฎหมาย และสังเคราะห์คำตอบได้โดยตรง ตลาดจึงกังวลว่า บริการค้นข้อมูลราคาแพงอาจไม่จำเป็นเหมือนเดิม

 

  • RELX / LexisNexis (-14%): RELX เป็นเจ้าของ LexisNexis ฐานข้อมูลกฎหมายรายใหญ่ของโลก รายได้มาจากการให้สิทธิ์เข้าถึงคลังข้อมูลเฉพาะทาง

แต่เมื่อ AI Agent สามารถสังเคราะห์คำตอบแทนการค้นหาเอกสาร บทบาทของแพลตฟอร์มค้นหาแบบเดิมจึงถูกตั้งคำถาม

 

  • Salesforce (-14% ในสัปดาห์เดียว): ผู้นำตลาด CRM หรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ใช้โมเดลคิดค่าบริการแบบ Per-Seat เก็บเงินตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน

ปัญหาคือ ถ้าองค์กรใช้ AI ทำงานแทนพนักงานขายหรือฝ่ายบริการลูกค้า จำนวนผู้ใช้ลดลง รายได้ก็ลดลงตาม แม้งานจริงอาจเท่าเดิมหรือมากขึ้น โมเดลที่เคยเติบโตตามจำนวน ‘หัวคน’ จึงถูกสั่นคลอนโดยตรง

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับแรงงานระดับต้น 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้น แต่ลึกลงไปถึงโครงสร้างแรงงาน งานที่มีความเสี่ยงสูง คือ งาน Routine ที่มีกฎชัดเจน เช่น Junior Developer, พนักงานป้อนข้อมูล เสมียนกฎหมาย, Customer Service ระดับต้น ฯลฯ AI มีแนวโน้มทำให้เกิดปรากฏการณ์ Hollowing Out of Junior Roles หรืองานระดับต้นหายไปก่อนคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “AI จะแทนที่ใคร” แต่คือ “งานแบบไหนจะถูกแยกออกจากตำแหน่งงาน”

 

ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดเมื่อถูก AI Agentic แย่งงาน

 

สิ่งแรกที่เราต้องยอมรับคือ ยุคของการเป็น ‘Operator’ หรือคนที่ลงมือทำเองทุกอย่าง พิมพ์เอง คลิกเองได้จบลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ‘Orchestrator’ หรือ ‘วาทยกร’ ผู้ควบคุมวงดนตรีแทน

 

Framework จากงานวิจัยของ Harvard Business School ได้กล่าวถึงการแบ่งวิธีการทำงานร่วมกับ AI ออกเป็น 2 แบบที่น่าสนใจมาก คือ ‘Centaur’ และ ‘Cyborg’

 

  • แบบแรกคือ Centaur (เซนทอร์) สัตว์ในตำนานที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นม้า กลยุทธ์นี้คือการ ‘แบ่งงานกันทำ’ (Divide and Conquer) เราต้องแยกให้ออกว่า งานไหนคือ ‘งานแรงงาน’ ให้โยนไปให้ AI Agent หรือส่วนที่เป็นม้าทำ เช่น การค้นหากฎหมาย การเขียนโค้ดพื้นฐาน หรือการย้ายข้อมูล ส่วนงานไหนคือ ‘งานสมอง’ เช่น การวางกลยุทธ์ การตัดสินใจในจุดเสี่ยง มนุษย์หรือส่วนที่เป็นคนต้องเก็บไว้ทำเอง

 

  • แบบที่สองคือ Cyborg (ไซบอร์ก) คือการ ‘ผสานร่าง’ ทำงานไปพร้อมๆ กัน แบบบรรทัดต่อบรรทัด เช่น เวลาเขียนโค้ดหรือร่างสัญญาที่ซับซ้อน เราไม่ได้โยนงานให้ AI ทำจนจบ แต่เราทำไปพร้อมกับมัน ถามความเห็นมัน ให้มันช่วยตบไอเดีย และเราเป็นคนเคาะบรรทัดสุดท้าย วิธีนี้จะทำให้งานมีคุณภาพระดับ Superhuman ที่ลำพังคนเดียวหรือ AI ตัวเดียวทำไม่ได้

 

ถ้าคุณปรับตัวได้ คุณจะไม่ใช่คนที่ถูกแย่งงาน แต่คุณจะเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 5 เท่า 10 เท่า และเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในตลาดแรงงานยุคใหม่

 

SaaSpocalypse อาจดูเหมือนวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

 

โมเดล ‘ขายจำนวนคน’ กำลังถูกท้าทาย ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนจากการทำงานเชิงปฏิบัติ ไปสู่การกำกับเชิงระบบ มูลค่าทางเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนจาก Application Layer ไปสู่ Model และ Orchestration Layer

 

แต่สิ่งที่ AI ยังไม่มี คือวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจบริบทชีวิตมนุษย์ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การกลัวว่า AI จะมาแทนที่ แต่คือการถามตัวเองว่า วันนี้เรายังเป็นแค่ ‘ผู้ลงมือทำ’ หรือกำลังฝึกเป็น ‘ผู้คุมวง’

 

และนั่นอาจเป็นทักษะที่มีค่าที่สุดในยุค Agentic AI

The post ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 https://thestandard.co/the_secret_sauce/thailand-corruption-index-cpi-score-analysis/ Thu, 12 Feb 2026 04:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1177668 thailand-corruption-index-cpi-score-analysis

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้งที่หัวใจของคนไทยทั้งประ […]

The post คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-corruption-index-cpi-score-analysis

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้งที่หัวใจของคนไทยทั้งประเทศเปี่ยมด้วยความคาดหวัง ทว่าสิ่งที่ปรากฏบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียและในวงสนทนาแทบทุกหัวระแหง กลับมี ‘คำถาม’ ที่พุ่งตรงไปยังความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง

 

ไม่สำคัญกว่าใครคือผู้ชนะ

แต่คำถามในใจตอนนี้คือ ผลลัพธ์นั้นโปร่งใสแค่ไหน

 

คำถามเหล่าคือความรู้สึกบางอย่างที่สั่นคลอนอยู่ลึก ๆ กลิ่นอายของความไม่วางใจต่อกลไกตรวจสอบถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรง และเมื่อความไว้วางใจเริ่มพร่าเลือน เสียงเรียกร้องความชัดเจนย่อมดังขึ้นเป็นธรรมดา

 

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดแค่ที่ไทย แต่ข้อมูลจากรายงานการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต – Corruption Perceptions Index 2025  หรือ CPI 2025  ระบุว่าเกิดสภาวะ ‘ความโกรธแค้นของสาธารณชนที่พุ่งสูง’ (Public anger surges) ในหลายที่ทั่วโลก เนื่องจากผู้คนเริ่มหมดความอดทนกับภาวะผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบ

 

ไทยได้คะแนน CPI เท่าไร

 

CPI 2025 เผยว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนความโปร่งใสเพียง 33 จาก 100 คะแนน อยู่ลำดับที่ 116 ของโลก จากทั้งหมด 182 ประเทศ ลดลงจากผลปี 2024 ที่ได้ 34 คะแนน และอยู่ลำดับที่ 107 จาก 180 ประเทศที่ได้รับการประเมินในปีเดียวกัน

 

โดยรายงานยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ผู้นำไม่สามารถทำตามพันธสัญญาได้จริง เนื่องจากมีกลุ่มชนชั้นนำที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์คอยใช้อิทธิพลทางการเงินซื้ออำนาจการตัดสินใจ และกฎหมายหลายอย่างไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา 

 

ทำไมคอร์รัปชันสูงขึ้น

 

CPI 2025 ชี้ว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 เหลือเพียง 5 ประเทศ จาก 12 ประเทศเมื่อสิบปีก่อน แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยเก่าแก่ก็เริ่มเห็นสัญญาณถดถอย โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้

 

  • กลไกถ่วงดุลอ่อนแรง: ผู้นำรวมศูนย์อำนาจ ลดบทบาทศาล องค์กรอิสระ และระบบตรวจสอบ ทำให้ความเสี่ยงคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น 
  • อิทธิพลเงินทุนครอบงำการเมือง: การเงินการเมืองไม่โปร่งใสและการล็อบบี้ที่ไร้การกำกับ บั่นทอนความเชื่อมั่นและบิดเบือนนโยบายสาธารณะ 
  • การบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอ: เมื่อกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันถูกชะลอหรือบังคับใช้อ่อนลง สัญญาณที่ส่งออกไปคือการทุจริตอาจไม่ถูกลงโทษจริงจัง 
  • พื้นที่พลเมืองหดตัว: การจำกัดเสรีภาพสื่อ ภาคประชาชน และผู้เปิดโปง ทำให้ระบบตรวจสอบเชิงสังคมอ่อนแรง 
  • ความเสื่อมถอยแบบค่อยเป็นค่อยไป: ความโปร่งใสไม่ได้พังทันที แต่ค่อย ๆ สึกกร่อนจากข้อยกเว้นเล็ก ๆ จนกลายเป็นความปกติ

 

ทำไมประชาชนจึงโกรธเมื่อรู้สึกว่าเกิดคอร์รัปชันซึ่งหน้า

 

ข้อมูลในรายงานเผยว่า ประเทศประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมีคะแนนเฉลี่ย 7 ประชาธิปไตยที่บกพร่องเฉลี่ย 47 ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเฉลี่ยเพียง 32

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศีลธรรมของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของอำนาจ หากศาลไม่เป็นอิสระ สื่อไม่เสรี องค์กรตรวจสอบถูกแทรกแซง หรือกติกาเลือกตั้งไม่โปร่งใส ระบบก็เปิดช่องให้การทุจริตฝังรากลึก

 

และเมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเกิดคอร์รัปชันเกิดขึ้นซึ่งหน้า ความโกรธจึงเกิดจากความรู้สึกว่ากติกาถูกบิดเบือน สิทธิของตนถูกลดค่า และเสียงของตนไม่มีความหมาย ความไม่โปร่งใสทำลายความเชื่อพื้นฐานที่ว่าทุกคนควรยืนอยู่บนกติกาเดียวกัน ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือปฏิกิริยาต่อความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง และเป็นสัญญาณเตือนว่ากลไกถ่วงดุลกำลังอ่อนแรงลงอย่างน่ากังวล

 

คอร์รัปชันเกี่ยวอะไรกับคุณภาพชีวิต

 

คอร์รัปชันไม่ได้ทำลายแค่ภาพลักษณ์ประเทศ แต่ทำลายชีวิตคนจริงๆ 

 

ในระดับบริการสาธารณะ ผลกระทบยิ่งชัดเจน หากงบประมาณโรงพยาบาลถูกฮั้วจัดซื้อ เครื่องมือแพทย์อาจไม่ได้มาตรฐาน เตียงไม่พอ หมอพยาบาลขาดแคลน คนไข้ต้องรอคิวนาน หรือบางรายอาจเสียโอกาสรักษาเพียงเพราะระบบถูกบิดเบือน

 

อีกตัวอย่างคือโครงการป้องกันน้ำท่วม หากงบถูกตัดตอนหรือสัญญาถูกเอื้อให้ผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพ ผลลัพธ์คือเขื่อนหรือระบบระบายน้ำที่ใช้การไม่ได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ชุมชนเดิมจึงต้องจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

รายงานยังพบว่า ประเทศที่ได้คะแนน CPI สูง มักมีระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า ความโปร่งใสสัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

พิมพ์เขียวรับมือวงจรคอร์รัปชัน ทำอย่างไร

 

CPI 2025 เสนอว่า การรับมือคอร์รัปชันไม่อาจหยุดอยู่ที่การไล่ล่าคดีรายกรณี แต่ต้องยกระดับโครงสร้างทั้งระบบ โดยหัวใจคือ การสร้าง ‘โครงสร้างความซื่อสัตย์’ ให้ฝังอยู่ในระบบรัฐ 

 

เริ่มจากทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและเข้าถึงได้จริง เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ เปิดเผยและกำกับเงินการเมืองอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรอิทธิพลทุนเหนือการตัดสินใจสาธารณะ คุ้มครองเสรีภาพสื่อและภาคประชาชนให้สามารถตรวจสอบรัฐได้โดยไม่ถูกคุกคาม เสริมความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งปิดช่องทางฟอกเงินและความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตกลับคืนสู่สังคม

 

ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องของคนดีไม่กี่คน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่เป็นธรรม วันที่ค่าเฉลี่ยโลกถดถอย และประชาชนจำนวนมากออกมาตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ เราอาจกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเชื่อมั่น

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะอธิบายความผิดพลาดได้อย่างไร แต่คือเราจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นความปกติ

The post คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ https://thestandard.co/the_secret_sauce/results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win/ Tue, 10 Feb 2026 01:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1176735 results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win

    ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยก้า […]

The post ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win

 

 

ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ด้วยการคาดการณ์ว่าจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง เป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงตัวเลขในสภา แต่เป็นสัญญาณว่า ภูมิทัศน์การเมืองไทยกำลังขยับอีกครั้ง 

 

ทำไมภูมิใจไทยชนะ?

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกระแสการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่อยู่นอกกระแสนี้

 

เมื่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่รู้สึกว่ารายได้ตามไม่ทันค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้ และมองอนาคตไม่ออก ความคาดหวังต่อการเมืองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว แรง และใหญ่ไปสู่การอยากได้สิ่งที่ ‘ไม่ทำให้ชีวิตเสี่ยงไปมากกว่านี้’


ภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคที่เน้นการบริหารจัดการ เน้นผลลัพธ์ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลัน ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศเช่นนี้

 

กระแสโลกออนไลน์แพ้การเมืองพื้นที่จริงหรือ

 

ชัยชนะของภูมิใจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดการทางการเมืองระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ พรรคใช้กลยุทธ์การรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและบ้านใหญ่ที่มีฐานเสียงแข็งแรง ลดปัญหาคะแนนแตก และเสริมความแน่นหนาของเครือข่ายในระดับเขต

 

ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับชุมชนยังเป็นปัจจัยสำคัญ สส. เขตที่เข้าถึงได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และเชื่อมโยงทรัพยากรจากรัฐลงสู่พื้นที่ได้จริง ยังคงมีความหมายต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่านโยบายที่อยู่ไกลตัว

 

พรรคประชาชนโหวตอนุทินเป็นนายกฯ คือจุดเปลี่ยนจริงไหม

 

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของภูมิใจไทย คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาชนยอมยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของภูมิใจไทยโดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

 

การเดินเกมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฐานเสียงฝั่งเสรีนิยมเกิดความสับสนและผิดหวัง แต่ยังเป็นการเปิดทางให้ขั้วอนุรักษนิยมเดิมสามารถผนึกกำลังกันได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยมีภูมิใจไทยเป็นแกนนำที่ไร้คู่ปรับถ่วงดุลภายใน จนล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวไว้ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า 

 

“ต้องขอบคุณพรรคประชาชน… ถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีผมในวันนี้” 

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก แม้พรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่งจะถอนตัวออกไป รัฐบาลก็ยังคงอยู่รอดได้ด้วยจำนวนเสียงที่เหลืออยู่ 

 

ความมั่นคงชายแดน ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

 

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน คือจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจน


สำหรับประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ ความมั่นคงไม่ได้เป็นแนวคิดเชิงนามธรรม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าชายแดน พื้นที่ทำกิน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

ท่าทีที่เด็ดขาดด้านความมั่นคงจึงถูกมองว่า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในโลกที่ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ความรู้สึกปลอดภัยจึงมีคุณค่าไม่ต่างจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง

 

แผนเศรษฐกิจภูมิใจไทย น่าจับตาแค่ไหน

 

หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ คือชุดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งออกแบบมาเป็นสองระยะ


ระยะแรกมุ่งสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย

 

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพ และพยุงการใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

 

ในระยะถัดมา พรรคเสนอการให้หน่วยงาน AMC รับซื้อหนี้เสียที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท เป้าหมายไม่ใช่การล้างหนี้ แต่คือการรีเซ็ตสถานะทางการเงินของประชาชน ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

 

ชัยชนะของภูมิใจไทยอาจไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทันที แต่สะท้อนความต้องการของสังคมในช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และความคาดเดาได้

 

ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงที่วันเลือกตั้ง แต่ดำเนินต่อผ่านการติดตาม ตรวจสอบ และการตัดสินใจในอนาคต การเมืองไทยอาจยังต้องเดินอีกไกล แต่ทิศทางหลังจากนี้ชัดเจนขึ้นว่า ประเทศกำลังเลือกเดินอย่างระมัดระวัง บนโลกที่ไม่อนุญาตให้ใครพลาดได้ง่ายอีกต่อไป

The post ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio https://thestandard.co/the_secret_sauce/gold-price-outlook-2026-monetary-system-shift/ Fri, 06 Feb 2026 10:39:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1174712 ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ […]

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำแท่งในไทยขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 74,500 บาท แล้วก็หักลงมาแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไม่กี่วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่น่าตื่นเต้น แต่คือ ‘สัญญาณไฟกะพริบ’ ที่เตือนว่าโลกกำลังสูญเสียความมั่นใจกับกติกาการเงินเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ระดับโลก มองว่าทองคำไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในระบบดอลลาร์ และเป็นตัวชี้วัดว่าความมั่งคั่งของโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยใช้คำว่า ‘The monetary order is breaking down.’ หรือระเบียบการเงินโลกแบบดั้งเดิมกำลังล่มสลาย 

 

ทำไมวันนี้ทองคำพุ่งแรง

 

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ทองคำพุ่งแรงรอบนี้ คือสิ่งที่ Dalio เรียกว่าความเสื่อมถอยของระบบ ‘เงินกระดาษ’ และหนี้รัฐบาลที่เคยถูกมองว่ามั่นคงที่สุด 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันมากวาดซื้อทองคำเข้ากรุต่อเนื่องเกินกว่า 1,000 ตันต่อปี เป็นปีที่สามติดต่อกัน นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ของมหาอำนาจฝั่งเอเชียและตะวันออกกลางที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบเดิม และหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มี ‘มูลค่าจริง’ ในตัวเองแทนคำสัญญาในกระดาษ

 

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ โดยหลังจากปี 2568 ยังเข้าซื้อทองคำ 863 ตัน และเม็ดเงิน Fund Flow ที่ยังไหลเข้าอีทีเอฟทองคำในปีนี้ 74.8 ตัน (ณ 23 ม.ค 69) ถือครองทองคำ 4,099 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ซึ่งปี 2568 Fund Flow ไหลเข้าสูงถึง 801 ตัน เป็นปีที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ในประวัติการณ์

 

เบื้องหลังที่อาจทำให้ธนาคารเริ่มตุนทองคำ

 

หากจะเข้าใจว่าทำไมทองคำถึงพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ เราต้องย้อนไปดู ‘กติกา’ ที่โลกเคยใช้ในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินดอลลาร์ทุกใบถูกผูกไว้กับทองคำจริงๆ ใครถือดอลลาร์จึงมั่นใจได้ว่ามันมีมูลค่าหนุนหลังจับต้องได้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศ ‘Nixon Shock’ หักดิบยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ แล้วเปลี่ยนมาใช้เพียง ‘ความเชื่อมั่นในอเมริกา’ เป็นหลักประกันแทน ตั้งแต่วันนั้น อเมริกาจึงได้รับสิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แบบไม่จำกัด

 

นักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า พฤติกรรมนี้เหมือนการ ‘เสพติดการอัดยา’ เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจป่วย แทนที่จะปล่อยให้พักฟื้นตามกลไกธรรมชาติ พวกเขากลับเลือกฉีดยาแรงด้วยการพิมพ์เงินดอลลาร์เข้าระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงปี 2026 ที่คนเริ่มตั้งคำถามว่ายาที่ฉีดเข้าไปกำลังทำร้ายร่างกายหรือไม่ และดอลลาร์มหาศาลที่ล้นโลกอยู่นั้นยังมีค่าจริงหรือเปล่า?

 

เมื่อคำสัญญาในกระดาษเริ่มสั่นคลอน ธนาคารกลางทั่วโลกจึงหันกลับไปสะสมทองคำ สินทรัพย์ที่ไม่มีใครเสกขึ้นมาได้เองตามใจชอบ ไม่ยึดโยงกับใคร นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่มันคือการเตรียมพร้อมรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ที่ความมั่งคั่งต้องวางอยู่บนฐานของมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

 

ทองลงเกิดจากอะไร 

 

การทิ้งตัวของราคาทองคำกว่า 10% จากจุดสูงสุด ลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 4,800–4,900 ดอลลาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีชนวนเหตุสำคัญจากการเปิดตัว Kevin Warsh ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่

 

ทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้ง ตลาดกลับไม่ได้มองแค่ความใกล้ชิดทางการเมือง แต่ตีความว่าในฐานะประธาน Fed คนใหม่ Warsh จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระในช่วงเริ่มต้นตำแหน่ง เขาจึงไม่สามารถรีบลดดอกเบี้ยได้ทันทีเพราะต้องควบคุมเงินเฟ้อให้เด็ดขาดก่อน และต้องคุมบังเหียนดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงสูงกว่า 5% ต่อไปเพื่อไม่ให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุ  ผลลัพธ์คือ ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยออกไป ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นและดึงดูดเงินออกจากทองคำในระยะสั้น

 

ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นทันที และส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ คือ ‘โอกาส’ หรือ ‘บททดสอบ’

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ อาจฟังดูเหมือนตัวเลขในฝัน แต่มันคือ ‘The Next Frontier’ ที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มขยับเส้นชัยออกไปตามความร้อนแรงของตลาด โดยมี Goldman Sachs เป็นหัวขบวนในการปรับเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 5,400 ดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ยอดเขาใหม่ไม่เคยเป็นเส้นตรง ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เตือนให้เรามองเห็นทั้งสองด้าน จังหวะที่โลกผ่อนคลายความตึงเครียด หรือมีการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ อาจเกิด ‘แรงเทขายทำกำไร’ จนราคาปรับฐานแรงๆ แต่นั่นอาจหมายถึงจุดพักตัวเพื่อ ‘สะสมพลัง’ ก่อนจะไปต่อตามกติกาโลกใหม่ที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ลงทุนทองอย่างไรให้ไม่ตายเอง

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ราคาที่พุ่งทะยาน อีกหนึ่งแง่คิดที่น่าสนใจมาจากมุมมองของนักลงทุนอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Morning Wealth ในสภาวะที่กติกาโลกเริ่มสั่นคลอน ปรัชญาการลงทุนนี้กลับถูกปรับจูนใหม่ ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’

  • ทองคำคือ ‘ประกัน’ ไม่ใช่ ‘การเก็งกำไร’: ไม่ได้ซื้อเพื่อให้รวยขึ้น แต่ซื้อไว้ประมาณ 2-5% ของพอร์ตเพื่อป้องกัน ‘หายนะ’ ในวันที่ระบบการเงินล่มสลายหรือเงินกระดาษด้อยค่า จนหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
  • ต้องเป็น ‘ทองคำแท่ง’: ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง การถือทองในมือหรือเก็บไว้ในตู้เซฟอุ่นใจกว่าทองกระดาษหรือดิจิทัล เพราะหากเกิดวิกฤตระบบล่มสลาย ทองที่จับต้องได้จริงจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เรามีเงินใช้ชีวิตต่อไปได้
  • กลยุทธ์ ‘รอให้ตลาดวาย’: ดร.นิเวศน์มองว่าราคาทองที่ผันผวนรุนแรงในระดับ 5,000 ดอลลาร์นั้นแพงเกินไป และไม่เหมาะกับการไล่ราคา ให้รอราคากลับมานิ่งจนคนส่วนใหญ่เมิน เมื่อนั้นจึงจะเป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการทยอยสะสม

 

ในท้ายที่สุด ทองคำไม่ได้แพงขึ้นเพราะโลกแข็งแรงขึ้น แต่มันแพงขึ้นเพราะโลกกำลัง ‘ไม่แน่ใจ’ ในกติกาเดิม การมีทองคำไว้ในพอร์ตจึงไม่ใช่แค่การเล็งกำไรระยะสั้น แต่คือการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อย้ายความมั่งคั่งข้ามระบบ ไปสู่โลกใหม่ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง https://thestandard.co/the_secret_sauce/stop-guessing/ Thu, 05 Feb 2026 11:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174094 Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empath […]

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empathy ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องสังเกตสีหน้าลูกน้องให้ออกแม้เขาจะไม่พูดอะไรสักคำ

 

แต่เคยไหมที่เรามัวแต่เป็นฝ่าย ‘แจกจ่าย’ ความเข้าใจให้คนทั้งโลก จนลืมไปว่าถังพลังงานของเราเองก็แห้งเหือดเหมือนกัน และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่คือคำถามที่ตะโกนก้องในใจว่า “ทำไมไม่มีใครเข้าใจฉันบ้างเลย”

 

ทำไมไม่มีใครเข้าใจเราสักที

 

นักจิตวิทยาชื่อ Gilovich, Savitsky และ Medvec ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Illusion of Transparency’ หรือภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส

 

มนุษย์เรามี Bias ทางความคิดที่น่าตกใจ คือเรามักหลงผิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของเรานั้น ‘แสดงออกชัดเจน’ จนคนอื่นต้องดูออกแน่ๆ เราใช้ความรู้สึกตัวเราเองเป็น ‘จุดยึด’ แล้วคิดเอาเองว่าคนอื่นก็น่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงคือ คนอื่นมองเห็นสัญญาณเหล่านั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้อีกฝ่ายต้องมานั่ง ‘เดาใจ’ เป็นการสร้างภาระทางสมองมหาศาล

 

การบอกใบ้ การเงียบ หรือการประชดประชัน คือการสร้าง ‘Extraneous Load’ หรือภาระส่วนเกินที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สมองของเขาต้องเสียพลังงานไปกับการ ‘ถอดรหัส’ จนไม่เหลือพลังงานมา Empathy เรา ผลลัพธ์คือสมองเขาเลือกที่จะ Shut down หรือเพิกเฉยไปเลย ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่เพราะสมองเขารับภาระไม่ไหว

 

ยิ่งเงียบยิ่งแย่จริงหรือ

 

หลายคนเลือกที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะกลัวดูไม่ดี หรือกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Indirect Support-Seeking’ เช่น การถอนหายใจ, บ่นลอยๆ, หน้าตึง

 

งานวิจัยโดย Don et al. ได้ระบุถึงปรากฏการณ์ ‘ความย้อนแย้งของการแสวงหาการสนับสนุนทางอ้อม’ (The Paradox of Indirect Support-Seeking) ซึ่งอธิบายว่า ยิ่งบุคคลพยายามสื่อสารความต้องการผ่านพฤติกรรมทางอ้อมเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกปฏิเสธมากเท่าใด กลับยิ่งมีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบสนองเชิงลบจากคู่สนทนา เช่น การเมินเฉยหรือการตำหนิ ซึ่งส่งผลเสียต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์ในระยะยาว 

 

ในทางกลับกัน คนที่มี Secure Attachment (ความผูกพันแบบมั่นคง) จะกล้าใช้ ‘Direct Support-Seeking’ คือการบอกความต้องการตรงๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่านำไปสู่การดูแลที่มีคุณภาพ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า

 

3 ขั้นตอนการ ‘Brief’ วิธีดูแลใจเราให้คนอื่น

 

การเดินไปบอกตรงๆ ว่า ‘ช่วยรับฟังฉันหน่อย’ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่มันคือการยื่นคู่มือการใช้งานให้เขารู้ว่า ณ เวลานี้ เขาต้องปฏิบัติกับเราอย่างไร เพื่อเปลี่ยน ‘ภาระส่วนเกิน’ ให้เป็นพลังงานที่สร้างสรรค์

 

ลองใช้ Framework นี้ดู

  1. ระบุชื่ออารมณ์ให้สมองสงบ: งานวิจัย Neuroimaging ยืนยันว่า การทำ ‘Affect Labeling’ หรือการระบุชื่ออารมณ์ เช่น พูดว่า “ตอนนี้ฉันโกรธ” หรือ “ฉันเสียใจ” จะช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอามิกดาลาที่ใช้อารมณ์ และไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผลแทน

ก่อนเริ่มคุย ต้องแยกให้ออกว่าเราต้องการ Support แบบไหน?

  • Socio-Affective Support: ต้องการการปลอบโยน ความเข้าใจ
  • Cognitive Support: ต้องการคำแนะนำ ทางแก้ปัญหา 

 

  1. เริ่มบรีฟ: ใช้เทคนิคจาก Interpersonal Psychotherapy (IPT) ที่เรียกว่า ‘Communication Analysis’ คือสื่อสารให้ตรงกับความต้องการภายในที่สุด

เลี่ยง: “ทำไมเธอไม่เคยถามฉันเลยว่าเป็นไงบ้าง วันๆ เอาแต่เล่นมือถือ” นี่คือ Role Dispute หรือความขัดแย้งในบทบาท

ใช้: “ช่วงนี้งานฉันเครียดมากเลย ฉันอยากได้คนปลอบโยน แค่รับฟังเฉยๆ ถ้าคืนนี้เราวางมือถือแล้วมาคุยกันสัก 15 นาที จะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากๆ เลย”

 

  1. สอน อย่าทดสอบ: อย่าทดสอบใจด้วยความเงียบ ถ้าเขาเผลอแนะนำทางแก้ปัญหาในตอนที่เราแค่อยากระบายให้รีบตบกลับเข้าประเด็นอย่างสุภาพ เพื่อป้องกัน Support Mismatch

“ขอบคุณที่ช่วยคิดนะ แต่ตอนนี้สมองฉันล้ามาก แค่เธอนั่งฟังบ่นเฉยๆ ก็ช่วยชาร์จพลังให้ฉันแล้ว’”

 

สุดท้ายนี้ การขอ Empathy เป็นทักษะที่ต้องใช้คู่กับ ‘การให้’ ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน การแบกรับอารมณ์ผู้อื่นฝ่ายเดียวจะนำไปสู่ ‘Empathy Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากความเห็นอกเห็นใจ 

 

การกล้าที่จะ Brief ว่าเราต้องการอะไร คือการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง มันคือการเคารพตัวเองและให้เกียรติสมองของอีกฝ่ายไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น

เลิกคาดหวังให้เขารู้ใจ แต่จงเริ่ม ‘สื่อสาร’ สิ่งที่อยู่ในใจ เพราะผู้นำทางความรู้สึก หรือ Emotional Leader ที่แท้จริง คือคนที่กล้าบอกว่าตัวเองต้องการความรักและการดูแลเช่นกัน

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disneyland มาไทยจริงไหม และไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร? https://thestandard.co/the_secret_sauce/disney-thailand-eec-investment-possibility/ Tue, 03 Feb 2026 12:34:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1173350 disney-thailand-eec-investment-possibility

ในโลกของจินตนาการ ดิสนีย์คือดินแดนแห่งความฝัน แต่ในโลกข […]

The post Disneyland มาไทยจริงไหม และไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
disney-thailand-eec-investment-possibility

ในโลกของจินตนาการ ดิสนีย์คือดินแดนแห่งความฝัน แต่ในโลกของธุรกิจ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดิสนีย์แลนด์คือเครื่องจักรทำเงินมหาศาล และเป็นหนึ่งในเครื่องหมายการค้าที่ช่วยยกระดับให้ประเทศก้าวสู่ระดับโลก

 

หลายคนคงกำลังตื่นเต้นกับข่าวล่าสุด อย่างการเจรจาระหว่างไทยกับ Disney ซึ่งไม่ใช่แค่สีสันบนหน้าสื่อ แต่มันคือการ ‘เดิมพัน’ ครั้งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระยะยาวของประเทศ

 

ข่าว ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ คราวนี้เชื่อได้แค่ไหน

 

ที่ผ่านมา ข่าวดิสนีย์แลนด์มาเปิดที่ไทยมักถูกมองว่าเป็นเพียงพลุไฟที่จุดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่รอบนี้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ผู้คุมบังเหียน EEC ออกมายืนยันว่าโครงการนี้มีมูลความจริง ท่ามกลางกระแสการลงสมัครเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จนเกิดเป็นคำถามว่าการประกาศครั้งนี้มีความเกี่ยวโยงกันกับการเลือกตั้งหรือไม่ 

 

ขณะที่เพจสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็ร่วมเปิดไพ่ใบนี้ด้วยการเดินสายสื่อสารความพร้อมของไทยสู่สายตาโลก 

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามจากแฟนๆ หลายภาคส่วน เนื่องจากยังไม่มีประกาศการจัดตั้ง ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ อย่างเป็นทางการจากทาง Disney 

 

เปิดกติกาการลงทุน Disney จะมาขึ้นอยู่กับอะไร

 

แหล่งข่าวของ THE STANDARD ให้สัมภาษณ์ว่าการที่ Disney จะตัดสินใจมาเปิดดิสนีย์แลนด์เมืองไทยนั้น ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 

 

1. รูปแบบการลงทุนใน Theme Park: ต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปกติ Disney จะไม่ลงทุนเอง แต่จะมี Partner เป็นผู้ลงทุน อาจเป็นรัฐหรือเอกชนก็ได้ เช่นกรณี Hong Kong และ Shanghai รัฐเป็นผู้ลงทุนเกือบทั้งหมด แต่ให้ Disney ถือหุ้น 43% – 48% และเป็นผู้บริหาร  

ส่วนกรณีญี่ปุ่น เป็นเคสพิเศษ จะดำเนินการโดย The Oriental Land Company (Subsidiary of Keisei Electric Railway Company) และ Disney เก็บ License Fee

 

2. Location: จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่เพียงพอสำหรับ Ecosystem และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และที่สำคัญคือ รัฐต้องจัดให้มีระบบขนส่งสาธารณะ (สถานีรถไฟฟ้า, ถนนกว้าง) เข้ามาถึงสวนสนุก

 

3. จำนวนนักท่องเที่ยว: ต้องมีสม่ำเสมอทั้งปี ทั้งต่างชาติและคน Local ซึ่งสำหรับประเทศไทยอาจต้องสร้างแรงจูงใจให้คนไทยมาเที่ยวในปริมาณมากด้วย เพราะราคาสูง และคนไทยที่มีฐานะดี มักนิยมไปเที่ยวต่างประเทศ มากกว่ามาเก็บ Landmark ในประเทศไทย 

 

โดยสรุปคือ มีความเป็นไปได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ Local Partner ที่จะเป็นผู้ลงทุน และการพัฒนา Ecosystem ที่สมบูรณ์

 

ไทยจะได้อะไรจากดีลดิสนีย์แลนด์

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหาก Disney ปักธงใน EEC ไม่ใช่แค่เครื่องเล่นใหม่ๆ แต่คือการนำ ‘Disney Standard’ เข้ามาเขย่าวงการบริการไทย 

 

ลองจินตนาการถึงระบบโลจิสติกส์ที่แม่นยำ การจัดการคิวระดับโลก และ Service Mind ที่ไม่มีวันหยุดพัก สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘ตำราเล่มใหม่’ ให้กับผู้ประกอบการไทยได้ศึกษาและยกระดับ Supply Chain ของตัวเอง ทั้งกลุ่มโรงแรม อาหาร และการจัดการสิ่งแวดล้อม นี่คือการ Transform ภาคบริการไทยให้กลายเป็น ‘High Value Tourism’ อย่างแท้จริง

 

ท้ายที่สุด ‘ดิสนีย์แลนด์เมืองไทย’ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตอบจาก Disney เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตั้งแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปจนถึงความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ในท้องถิ่น

 

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ ต่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร การที่ไทยเริ่มอัปเกรดมาตรฐานตัวเองเพื่อรองรับแบรนด์ระดับโลก ก็นับเป็นก้าวที่ฉลาด เพราะในโลกธุรกิจ เมื่อบ้านสวยและได้มาตรฐานพอ ต่อให้ไม่ใช่ Disney ‘ปลาใหญ่’ ตัวอื่นย่อมอยากจะเข้ามาวางไข่ในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน

The post Disneyland มาไทยจริงไหม และไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทยาศาสตร์แห่งการเจรจาต่อรอง เปลี่ยนการต่อรองให้เป็น ‘ชัยชนะร่วมกัน’ ด้วยโมเดล PEER https://thestandard.co/the_secret_sauce/peer-model-strategic-negotiation-skills/ Mon, 02 Feb 2026 08:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1172633 peer-model-strategic-negotiation-skills

เคยเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับความรู้สึกหน่วงๆในใจไหม? […]

The post วิทยาศาสตร์แห่งการเจรจาต่อรอง เปลี่ยนการต่อรองให้เป็น ‘ชัยชนะร่วมกัน’ ด้วยโมเดล PEER appeared first on THE STANDARD.

]]>
peer-model-strategic-negotiation-skills

เคยเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับความรู้สึกหน่วงๆในใจไหม? 

 

แม้จะตกลงกันได้ แต่ลึกๆ คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ หรือต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อให้ดีลมันจบๆ ไป หลายคนมักจะจบการสนทนาด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า “งั้นคนละครึ่งทางแล้วกัน” โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการตัดสินใจที่ขี้เกียจที่สุด และมักจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์มากกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

 

แท้จริงแล้ว การเจรจาต่อรองไม่ใช่แค่เรื่องของโชคหรือพรสวรรค์ แต่มันคือวิทยาศาสตร์ที่มีโครงสร้างและขั้นตอนชัดเจน วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับโมเดล PEER ที่จะเปลี่ยนจากการหักคอให้กลายเป็น ‘ชัยชนะเชิงกลยุทธ์’

 

เจรจาอย่างไร ไม่ให้ไปจบที่ Bad Deal

 

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเตรียมตัวเลข แต่คือการปรับ Mindset ให้ถูกต้อง ความสำเร็จของการเจรจาไม่ได้วัดกันที่การได้คำว่า ‘ตกลง’ เสมอไป 

 

ความสำเร็จของการเจรจาไม่ใช่แค่ได้ข้อสรุป แต่คือการได้ข้อเสนอที่ ‘ใช่’ สำหรับทุกฝ่าย

 

นักเจรจาที่มีชั้นเชิงจะมองการขยายเค้ก มากกว่าการแย่งชิ้นที่ใหญ่ที่สุด เช่น ถ้าคู่ค้าอยากได้ราคาต่ำลง อาจเปลี่ยนดีลให้เป็นสัญญาระยะยาวแทน เพื่อแลกกับต้นทุนรวมที่ลดลง

 

โมเดล PEER เพื่อการเจรจาต่อรองที่แยบยล

 

Prepare: วางรากฐานความสำเร็จมาจากบ้าน

 

การเจรจาที่ดีเริ่มตั้งแต่ก่อนขึ้นโต๊ะ ต้องหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อเรียกร้องบนหน้ากระดาษ

 

เช่น ลูกค้าองค์กรขอส่วนลดแรงๆ อาจไม่ใช่เพราะงบไม่พอ แต่กลัวว่าจะถูกเจ้านายตำหนิเรื่องต้นทุน แปลว่าอาจตอบโจทย์ได้ด้วยการแถมบริการหลังการขายหรือตัวอย่างทดลองใช้งาน

 

สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในขั้นตอนนี้คือการระบุ BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) หรือทางเลือกสำรองที่ดีที่สุดหากการเจรจาไม่สำเร็จ ยิ่งมีทางเลือกสำรองที่แข็งแกร่ง อำนาจต่อรองจะยิ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ 

 

Explore: การค้นหาความจริงภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง

 

ในขั้นตอนของการสำรวจ หน้าที่หลักของผู้เจรจาคือการเป็น ‘นักฟัง’ และ ‘นักตั้งคำถาม’ ที่เก่งฉกาจ 

 

หากผู้บริหารฝั่งตรงข้ามชอบพูดถึงความเร็วในการดำเนินงาน อาจแปลว่าเวลาสำคัญกับเขามากกว่าราคา การเสนอ timeline ที่ชัดเจนจึงมีค่าน่าแลกเปลี่ยน

 

กุญแจคือแยกขั้นตอนการฟังและเก็บข้อมูลออกจากการเจรจา อย่าเพิ่งรีบเสนออะไรจนกว่าจะรู้ว่าอีกฝ่ายให้คุณค่าอะไรที่สุด

 

Exchange: กฎแห่งแรงดึงดูดและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงการแลกเปลี่ยน กฎเหล็กที่ต้องยึดถือคือ ‘ห้ามให้ฟรี’ ทุกการขยับหรือการผ่อนปรนต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ โดยอาศัยโครงสร้างประโยค “ถ้า…งั้น…” (If… Then…) เพื่อรักษาดุลยภาพของผลประโยชน์ เช่น การยื่นข้อเสนอว่า “ถ้ามีการขยายสัญญาเป็นสองปี ทางเราจึงจะสามารถพิจารณาส่วนลดตามที่ขอได้”

 

การเสนอทางเลือกหลายรูปแบบ (Multiple Options) พร้อมกันในเวลาเดียว เป็นเทคนิคที่ช่วยทดสอบความต้องการของคู่เจรจาได้เป็นอย่างดี เพราะการเลือกของพวกเขาจะสะท้อนลำดับความสำคัญที่แท้จริงออกมา การทำเช่นนี้ช่วยให้การเจรจาหลุดพ้นจากสงครามราคาที่มีเพียงมิติเดียว ไปสู่การสร้างข้อตกลงที่มีความสลับซับซ้อนแต่ทรงคุณค่าสำหรับทุกฝ่าย

 

Review & Revise: การตรวจสอบความแม่นยำและการสร้างพันธสัญญา

 

ขั้นตอนสุดท้ายคือการทบทวน เพื่อป้องกันหลุมพรางทางอารมณ์ที่มักเกิดขึ้นหลังการตกลง การไม่รีบปิดดีลทันทีบนโต๊ะประชุม แต่การนำข้อเสนอกลับมาตรวจสอบกับ BATNA อย่างรอบคอบ จะช่วยยืนยันได้ว่าข้อตกลงที่ได้นั้นคุ้มค่าต่อการลงนามจริงหรือไม่

 

นอกจากนี้ การเจรจาเชิงวิทยาศาสตร์ต้องให้ความสำคัญกับการนำไปปฏิบัติจริง การระบุตัวบุคคล ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน คือการสร้างพันธสัญญาที่จะเปลี่ยนข้อตกลงบนแผ่นกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

 

การเจรจาที่ดีไม่ใช่แค่ใครชนะ แต่คือการออกแบบข้อตกลงที่ทุกคนรู้สึกได้ว่า ‘ชนะไปด้วยกัน’

 

PEER คือเครื่องมือที่ไม่เพียงช่วยให้คุณได้ดีลที่ดีขึ้น แต่ยังทำให้คุณเป็นผู้ออกแบบความสัมพันธ์ระยะยาว ที่คนอยากร่วมงานด้วยซ้ำไป

The post วิทยาศาสตร์แห่งการเจรจาต่อรอง เปลี่ยนการต่อรองให้เป็น ‘ชัยชนะร่วมกัน’ ด้วยโมเดล PEER appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เต๋อ นวพล’ กับการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในระบบที่โลกทั้งใบบีบคั้นชีวิตเรา ผ่านหนัง ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา’) https://thestandard.co/the_secret_sauce/nawapol-human-resource-movie-insight/ Fri, 30 Jan 2026 10:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1171550 nawapol-human-resource-movie-insight

อาจจะตั้งแต่ที่ยังเป็นเอ็มบริโอในครรภ์แม่ เรื่อยมาจนถึง […]

The post ‘เต๋อ นวพล’ กับการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในระบบที่โลกทั้งใบบีบคั้นชีวิตเรา ผ่านหนัง ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา’) appeared first on THE STANDARD.

]]>
nawapol-human-resource-movie-insight

อาจจะตั้งแต่ที่ยังเป็นเอ็มบริโอในครรภ์แม่ เรื่อยมาจนถึงวันแรกที่เกิดเป็นคน เราล้วนถูกทำร้ายซ้ำไปซ้ำมาจากโลกใบนี้ ครอบครัว สภาพอากาศ การศึกษา ระบบแรงงาน เศรษฐกิจ คือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราต้องเลือกว่าจะไหลไปตามระบบ หรือจะกล้าตั้งคำถามเพื่อใช้ชีวิตในแบบตัวเอง

 

แล้วเราล่ะ เลือกแบบไหน?

 

เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กลั่นกรองคำถามนี้ออกมาผ่านหนังเรื่องที่ 9 ของเขาอย่าง ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’ หนังที่ไม่ได้แค่พูดเรื่องการจ้างงาน แต่กำลังชวนเราสำรวจบาดแผลและความหมายของการมีชีวิตอยู่ในระบบที่พยายามกลืนกินความเป็นมนุษย์

 

จุดเริ่มต้นของ พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

 

น่าแปลกใจที่จุดเริ่มต้นของหนังที่วิพากษ์ระบบการทำงานอย่างหนักหน่วง กลับเริ่มต้นจากเรื่องส่วนตัวอย่างการคิดเรื่อง ‘การมีลูก’ ในวัย 40 ปี 

สำหรับเต๋อ การจะชวนคนใหม่เข้ามาบนโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความรักครอบครัว แต่มันคือการทบทวนสภาพแวดล้อมรอบตัวว่าเรากำลังพาเขามาเจอกับอะไร

 

“มันกลายเป็นโอกาสที่เราให้ทบทวนว่าไอ้โลกที่เราชวนเค้ามามันตอนนี้มันเป็นยังไงบ้างวะ… เรามาทำอะไรกันที่นี่ มันมีความหมายอย่างไร มีปัญหาอะไรที่เรายังตอบกันไม่ได้บ้าง”

 

จากการใคร่ครวญส่วนตัว เต๋อเริ่มขยายผลสู่การรีเสิร์ชชีวิตจริงของคนทำงาน เขาพบว่ามนุษย์ในปัจจุบันมักติดอยู่ในกรงขังของ ‘ความปกติ’ ที่สร้างโดยระบบกฎเกณฑ์บางอย่างที่เรารู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ยุติธรรม แต่เรากลับยอมทำไปเพียงเพราะมันเป็นวัฒนธรรมองค์กรหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น

 

เรากลายเป็นคนที่เราเคยเกลียดหรือเปล่า

 

เต๋อสะท้อนภาพผ่านตัวละคร HR ที่ต้องเป็นตัวกลางระหว่างผลประโยชน์ของบริษัทและความเป็นคนของพนักงาน เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่น่ากลัว คือการที่คนเราเริ่มสูญเสียความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไร้หัวใจไปโดยไม่รู้ตัว

 

“ยุคนี้มันคือแบบ ผิดแล้วจะทำไมอะ แล้วไงอ่ะครับ? ก็เดี๋ยวคุณก็ลืม… เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นยุคที่น่ากลัวใช้ได้ทีเดียว”

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ระบบได้หล่อหลอมชีวิตเราจนบางครั้งเราอาจเผลอทำในสิ่งที่ไม่ชอบไปแล้ว และใช้ข้ออ้างว่า “ชีวิตก็แบบนี้แหละ” เพื่อหลีกหนีความขัดแย้งในใจ ซึ่งในความเป็นจริง มนุษย์ควรจะยังมีทางเลือกที่จะอยู่ หรือย้ายไปอยู่ในที่ที่มีช้อยส์ให้เราได้ใช้ชีวิตแบบอื่นบ้าง

 

จากจุดนั้น หนังจึงเลือกเล่าเรื่องผ่านตัวละครพนักงาน HR หญิง ที่ชีวิตต้องแกว่งไปมาระหว่าง ‘ความถูกต้อง’ กับ ‘ความอยู่รอด’ เมื่อเธอเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาในระบบที่พร้อมจะบดขยี้คนที่อ่อนแอที่สุดเสมอ

 

มนุษย์กับ AI เป็นยังไงในสายตาเต๋อ

 

เมื่อถูกถามถึงกระแส AI ที่กำลังคุกคามคนทำงาน เต๋อให้มุมมองที่ให้เกียรติความเป็นมนุษย์ที่สุด

 

เขาไม่ได้มอง AI เป็นศัตรู แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยคัดกรองคุณค่าที่แท้จริงออกมา เขาเปรียบเทียบผลงานของมนุษย์เหมือน ‘งานหวาย’ (งานคราฟต์) ที่มีความประณีตและจิตวิญญาณ ซึ่งต่างจาก ‘งานพลาสติก’ ที่ผลิตได้รวดเร็วแต่ขาดเสน่ห์

 

“AI มันเรียนรู้จากอดีตใช่ไหม? แต่เราในฐานะมนุษย์ เรารู้สึกว่าเราสามารถ create สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ นั่นคือที่มันจะต่างกัน เรายังเชื่อในคนอยู่ว่ามันยังแยกแยะได้ว่าเราจะให้ค่ากับอันไหนมากกว่ากัน”

 

ท่ามกลางโลกที่พยายามเปลี่ยนเราให้เป็นหุ่นยนต์ การตั้งคำถามกับระบบ การรักษาความคิดสร้างสรรค์แบบ ‘งานหวาย’ และการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง อาจเป็นวิถีทางเดียวที่ทำให้เรายังคงความ ‘เป็นมนุษย์’ ได้อย่างภาคภูมิใจ

The post ‘เต๋อ นวพล’ กับการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ในระบบที่โลกทั้งใบบีบคั้นชีวิตเรา ผ่านหนัง ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา’) appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร https://thestandard.co/the_secret_sauce/gripen-offset-policy-economic-impact-thailand/ Thu, 29 Jan 2026 07:21:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1171024 gripen-offset-policy-economic-impact-thailand

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ท่ามกลางบทเรียนจา […]

The post แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
gripen-offset-policy-economic-impact-thailand

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ท่ามกลางบทเรียนจากความขัดแย้งชายแดนในอดีตที่ย้ำเตือนว่า ‘น่านฟ้าคือตัวตัดสินผลสงคราม’ กองทัพอากาศไทยได้ประกาศเลือก ‘Gripen E/F’ เป็นเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่เพื่อทำหน้าที่แทน F-16 ที่กรำศึกมานานกว่า 37 ปี จนนำไปสู่พิธีลงนาม G2G ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนงบประมาณความมั่นคง ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Offset ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง

 

 

 

เมื่อตัวเลข ‘60,000 ล้านบาท’ ถูกกางออกท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังต้องการแรงผลักดัน ปฏิกิริยาแรกของสังคมมักเต็มไปด้วยความกังขา ภาษีจำนวนมหาศาลนี้กำลังจะกลายเป็นเพียงอาวุธที่จอดนิ่งอยู่ในโรงเก็บ หรือจะเป็น ‘ทางลัด’ ที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักเทคโนโลยี?

 

ทำไมไทยจึงเลือก Gripen

 

นึกภาพว่าเครื่องบินค่ายใหญ่อย่าง F-16 เปรียบเสมือน iOS เน้นความเสถียรและสมบูรณ์แบบ เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ขายดีที่สุดในโลกและผ่านสนามรบจริงมามากที่สุด การเลือก F-16 คือการซื้อสิทธิ์เข้าถึงระบบสนับสนุน ยุทธวิธี และเทคโนโลยีเรดาร์ระดับท็อปจากกองทัพสหรัฐฯ โดยตรง 

 

แต่กริพเพนเลือกเดินเกมแบบ ‘Android’ ด้วยสถาปัตยกรรมที่แยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบินออกจากซอฟต์แวร์ภารกิจอย่างเด็ดขาด การเลือกกริพเพนจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รับ ‘กุญแจ’ เข้าสู่ซอร์สโค้ดบางส่วนเพื่อพัฒนาต่อยอดเองได้ นี่คืออิสรภาพที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสร้าง ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ ที่จะเปลี่ยนสถานะของเราจากผู้ซื้อที่ทำได้เพียงรอรับบริการ มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่สามารถสร้างแอปพลิเคชันทางการทหารของตัวเองได้จริง

 

ดีล Gripen คืนกำไรให้ไทยจริงหรือ 

 

การควักเงินภาษีกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ (เฟสแรก 4 ลำ ประมาณ 19,500 ล้านบาท) มักถูกตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายที่สูญเปล่า แต่ในเลนส์ของนักกลยุทธ์ ดีล Gripen E/F ครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “การลงทุน” ที่มีเป้าหมายคืนกำไรให้ประเทศมากกว่ามูลค่าที่จ่ายไปถึง 120% หรือราว 80,000 ล้านบาท ผ่านกลไกที่เรียกว่า Offset Policy 

 

คำถามคือเงินจะไหลกลับมาได้อย่างไร? 

 

กลไกที่ 1: การใช้ ‘ตัวคูณมหาศาล’ (Economic Multipliers)

รัฐบาลจะไม่นับมูลค่าการลงทุนแบบ 1:1 แต่จะให้แต้มต่อกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น หากสวีเดนมาลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ EV หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไทย 100 ล้านบาท รัฐอาจให้ค่าตัวคูณที่ 5 เท่า เท่ากับไทยได้ ‘มูลค่าชดเชย’ ในสัญญาถึง 500 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไทยต้องการจริงๆ

 

กลไกที่ 2: โมเดล ‘Tinder’ สำหรับอุตสาหกรรม (Strategic Matchmaking)

บริษัท Saab จะทำหน้าที่เป็น Matchmaker เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกของสวีเดนเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทย เป้าหมายคือการดึงบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ของยุโรป ไม่ใช่แค่เรื่องอะไหล่เครื่องบิน แต่รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะและการจัดการน้ำ

 

กลไกที่ 3: สูตรลับ ‘Triple Helix’

นี่คือหัวใจของสวีเดนที่นำมาปรับใช้กับไทย คือการทำงานร่วมกันระหว่าง รัฐบาล – ภาคอุตสาหกรรม – ภาคการศึกษา เงินที่จ่ายไปจะถูกเปลี่ยนเป็นทุนวิจัย, การจัดตั้งศูนย์ R&D ในไทย และการสร้างงานทักษะสูง (High-tech Jobs) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน

 

ไทยได้รับบทเรียนอะไรจากการทำ Offset Policy

 

ดีลนี้คือกระจกสะท้อนว่าที่ผ่านมาไทยอาจเสียโอกาสจากการจัดซื้อแบบเดิมที่เน้นเพียงสมรรถนะของอาวุธ แต่ในอนาคตเรายังสามารถปรับปรุงได้

  • วางยุทธศาสตร์นำการจัดซื้อ (Strategy First): โจทย์สำคัญคือการระบุความต้องการเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น แบตเตอรี่ EV หรือเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อจูงใจให้ผู้ขายทุ่มงบลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ผ่านระบบ ‘ตัวคูณมหาศาล’ แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต

 

  • สร้างกลไก Matchmaker ระดับชาติ: หัวใจของความสำเร็จคือการมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ากับ SME และมหาวิทยาลัยไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยเข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ที่เข้าถึงได้ยากหากไม่มีดีลระดับรัฐบาลหนุนหลัง

 

  • บูรณาการการตัดสินใจ (Multidisciplinary Teamwork): การจัดซื้ออาวุธต้องไม่ใช่เรื่องของ ‘กองทัพ’ เพียงลำพัง กองทัพอากาศอาจเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องบิน แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต้องใช้กระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานอย่าง BOI เข้ามาช่วยคุมโต๊ะเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม 

 

งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทอาจดูน่าใจหายหากมองว่าเป็นเพียงการซื้อเหล็กกล้ามาจอดทิ้ง แต่หากมองผ่านเลนส์ของ Offset Policy นี่คือ ‘ค่าธรรมเนียมแรกเข้า’ เพื่อให้ประเทศไทยได้เข้าถึงพิมพ์เขียวนวัตกรรมที่เงินเพียงอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ โดยสวีเดนสัญญาจะส่งมอบมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาถึง 120% ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะไทยจาก ‘ลูกค้า’ เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่มีโอกาสสร้าง New S-Curve ได้จริง

The post แผ่ดีล Gripen E/F เราจะเปลี่ยนรายจ่ายความมั่นคง 60,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนสร้างชาติได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘รุ่นใหญ่’ ย้ายสำมะโนครัวเข้าโลกโซเชียล อะไรคือโอกาสทองของแบรนด์ในตลาดที่ต้องจับตา https://thestandard.co/the_secret_sauce/silver-economy-trends-digital-active-seniors/ Fri, 23 Jan 2026 00:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1168293 silver-economy-trends-digital-active-seniors

สิบปีก่อน เราอาจเป็นเด็กวัยรุ่นที่พ่อแม่บอกให้หยุดเล่นม […]

The post เมื่อ ‘รุ่นใหญ่’ ย้ายสำมะโนครัวเข้าโลกโซเชียล อะไรคือโอกาสทองของแบรนด์ในตลาดที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
silver-economy-trends-digital-active-seniors

สิบปีก่อน เราอาจเป็นเด็กวัยรุ่นที่พ่อแม่บอกให้หยุดเล่นมือถือแล้วไปอ่านหนังสือสอบ แต่วันนี้กลับเป็นเราเองที่ต้องคอยบอกพ่อแม่ให้หยุดดูละครคุณธรรม ช็อปปิ้งออนไลน์ แล้วไปทำอย่างอื่นบ้าง 

 

กลุ่มคนวัย 50 ปีขึ้นไป หรือที่เราเคยเรียกติดปากว่า ‘ผู้สูงอายุ’ กำลังเปลี่ยนภาพตัวเองใหม่ ไม่ใช่แก่ลง แต่แอคทีฟขึ้น ทันโลกขึ้น และใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างชีวิตที่พวกเขาเลือกเอง 

 

และที่สำคัญ คนวัยเกษียณวันนี้ไม่ได้ทำแค่ส่งรูปสวัสดีวันจันทร์ไปวันๆ แต่มีทั้งเวลา เงิน และจุดเด่นที่ธุรกิจควรคว้าไว้เป็นโอกาส

 

คนรุ่นใหญ่ ทำอะไรในโลกโซเชียล

 

ผลสำรวจจาก GWI และ The Economist ระบุว่ากลุ่ม Baby Boomers ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ตื่น หรือเฉลี่ยสูงถึง 8-9 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเบื้องหลังมาจากการที่ในโลกออฟไลน์พวกเขามักรู้สึก ‘ไร้ตัวตน’ แต่ในโลกออนไลน์ พวกเขากลับรู้สึกว่า ‘ถูกมองเห็น มีอำนาจ และเชื่อมต่อกับโลกได้’

 

เราต้องลบภาพจำคนสูงวัยแอนตี้โซเชียลมีเดียไปก่อน เพราะรายงานพบว่าพวกเขาใช้โซเชียลเฉลี่ยมากกว่า 5 แพลตฟอร์มต่อเดือน และไม่ใช่แค่ไถฟีดเพื่อความบันเทิง แต่พวกเขายังเป็น ‘เกมเมอร์’ ตัวจริง โดยสถิติจาก McKinsey และ Deloitte ระบุว่าคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ถึง 61% เล่นเกมเป็นกิจวัตรประจำวัน นอกจากนั้น คนสูงวัยเริ่มมีการใช้งาน AI-powered search ในการหาข้อมูลแล้วถึง 36%

 

ที่น่าสนใจคือ พวกเขายอมจ่ายเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นข่าว หรือคอนเทนต์พรีเมียมต่างๆ ยอดสมัครสมาชิกโตขึ้นถึง 16–17% ภายในปีเดียว

 

สูงวัยแล้วขี้เหนียวจริงหรือ

 

กลุ่ม Baby Boomers ถือเป็นกลุ่มที่มั่นคงที่สุดทั้งเรื่องเงินและเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะซื้ออะไรก็ได้ คนกลุ่มนี้จะจ่ายเมื่อเห็นว่ามันคุ้มค่าหลายต่อ ไม่ใช่แค่ดี แต่ต้องได้ทั้งประโยชน์ ความสุข และความภูมิใจ

 

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่าคนรุ่นใหญ่ยินดีจ่ายราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นถึง 10-25% หากบ้านนั้นถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสุขภาพที่ดีในระยะยาว สอดคล้องกับภาพรวมตลาด Wellness Real Estate ทั่วโลกที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 


ฟากเทรนด์ Wellness Real Estate ก็กำลังโตแบบก้าวกระโดด คาดว่าจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปี

 

แบรนด์ควรปรับตัวอย่างไรให้เหมาะกับเทรนด์สูงวัยเล่นโซเชียล

 

สิ่งที่แบรนด์ต้องเตรียมรับมือคือยุค Agentic Commerce ที่ AI จะขยับฐานะเป็นผู้ช่วยตัดสินใจซื้อของแทนมนุษย์ โดย Deloitte ระบุว่าปัจจุบันมีกลุ่มสูงวัยถึง 22% ที่วางแผนจะใช้ AI เป็น Shopping Agent เพื่อช่วยคัดเลือกและเปรียบเทียบสินค้า โจทย์ใหญ่ของแบรนด์คือต้องทำให้ AI เชื่อถือและเลือกเรา ผ่านข้อมูลที่ลึกและตรวจสอบได้จริง

 

The Economist และ GWI ระบุว่ามีเพียง 10% ของคนรุ่นใหญ่ที่รู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและให้ความสำคัญกับพวกเขา นี่คือโอกาสมหาศาลสำหรับแบรนด์ที่กล้าก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาอย่างแท้จริง ด้วยการสร้าง Trust และส่งมอบประสบการณ์ที่จริงใจได้ ก็จะได้ครอบครองหัวใจของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงสุดในตลาด

 

ถ้าแบรนด์ยังมองพวกเขาแค่ในมุมเดิม ก็เท่ากับพลาดตลาดใหญ่ที่กำลังโตอย่างเงียบ ๆ เพราะคนสูงวัยวันนี้ คือ ‘นักลงทุนในชีวิต’ ที่พร้อมจ่าย ถ้าเชื่อว่าสิ่งนั้นจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจริง

The post เมื่อ ‘รุ่นใหญ่’ ย้ายสำมะโนครัวเข้าโลกโซเชียล อะไรคือโอกาสทองของแบรนด์ในตลาดที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? https://thestandard.co/the_secret_sauce/suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy/ Wed, 21 Jan 2026 13:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1167891 suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy

ดาวอสปี 2026 ข้างนอกหนาวมาก แต่ข้างในร้อนกว่าที่คิด เพร […]

The post เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy

ดาวอสปี 2026 ข้างนอกหนาวมาก แต่ข้างในร้อนกว่าที่คิด เพราะโลกกำลังคุยเรื่อง ‘การค้า’ ในภาษาใหม่ ภาษาแห่งอำนาจ ความเสี่ยง และการจัดขั้ว หลังยุคกติกาเดิมเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

 

ผมคุยกับ พี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ Suphajee Suthumpun ที่มาดาวอสด้วยโจทย์ตรงไปตรงมา ‘Position ประเทศไทย’ บนเวทีที่ผู้นำโลกทั้งรัฐและเอกชนเดินชนกันทุกชั่วโมง ทำให้โลก ‘ไม่ลืมไทย’ และเห็นไทยเป็น คู่ค้า/พันธมิตร ไม่ใช่แค่ประเทศท่องเที่ยว

 

3 ก้อนที่กำหนดเกมการค้าโลก

 

พี่แต๋มสรุปภาพใหญ่ไว้ 3 ก้อน

(1) Geopolitics ความขัดแย้งสูง ทำให้ทุกประเทศต้อง ‘หาคู่ค้าใหม่’ หรือ Trade Diversion

(2) Digital & AI เปลี่ยนธุรกรรมให้เร็วขึ้นใกล้ Real-Time และเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของการค้าทั้งระบบ

(3) Sustainability / Green ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็น ‘เงื่อนไขการค้า’ ใครปรับไม่ทัน เสี่ยงเสียตลาด

 

กติกาใหม่: ไม่ใช่ ‘ฉัน-เธอ’ แต่คือ ‘ไปทำ Supply Chain ด้วยกัน’

 

การเจรจายุคนี้ไม่ใช่แค่ซื้อขายกันตรงๆ แต่ต้องคุยว่าเราจะ ร่วมมือกันต่อยอดซัพพลายเชน ไปตีตลาดอื่นอย่างไร ประเทศต่างๆ มองหา partner ที่ เชื่อถือได้ และมอง ผลประโยชน์ร่วม (Joint Benefit)

 

และนี่คือประโยคที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจ: Currency ของโลกการค้าใหม่ไม่ใช่ USD ไม่ใช่หยวน แต่คือ Trust

 

ดาวอสจึงเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศใช้คุยแบบ Bilateral/Multilateral เพื่อ ‘สร้างความไว้ใจ’ และ ‘จับพันธมิตร’

 

ไทยได้เปรียบอะไร และต้องระวังอะไร

 

พี่แต๋มมองว่าไทยมีแต้มต่อสำคัญ 2 เรื่อง

 

1. ภูมิศาสตร์ เชื่อม North–South / East–West corridor

2. ท่าทีที่คุยได้กับทุกฝ่าย ทำให้ทั้งกลุ่มที่อยาก Divert ออกจากสหรัฐ และกลุ่มที่อยาก Divert ออกจากจีน ‘อยากคุยกับไทย’

 

แต่แค่คุยได้ยังไม่พอ ไทยต้องทำตัวเองให้เป็น ‘จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้’ ในซัพพลายเชน ด้วยการชู “ประโยชน์ร่วม” ให้ชัด

 

สัญญาณว่าคนยังสนใจไทยคือคำขอลงทุน (9 เดือน ปี 68) รวม 1.3 ล้านล้านบาท ต่างชาติราว 9.8 แสนล้านบาท และมาในอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น Data Center, Clean Energy, Advanced Semiconductor, New Gen Automotive

สรุปคือ ไทยยังไม่ตกขบวน—แต่ต้องเร่งทำการบ้าน

 

ต่างชาติถามไทยอะไร?

 

ไม่ได้กดดัน แต่สนใจ ‘โอกาส’ และอยากฟัง Narrative ใหม่

 

พี่แต๋มบอกว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เจอคำถามยาก เพราะไทยเตรียมการบ้านมา แต่สิ่งที่ต่างชาติสนใจคือ Narrative ใหม่ที่ไทยจะเสนอ เธอใช้คำที่ผมคิดว่าคมมากว่า ไทยไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย Food Security

 

เธอยกตัวอย่างกับสิงคโปร์ในเรื่องความมั่นคงทางข้าว และกับซาอุฯ/กัลฟ์ในเรื่องปศุสัตว์ โดยเสนอวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่นมันสำปะหลังอัดเม็ดหรือหญ้าเนเปียร์ เพื่อลดความเสี่ยงบางอย่าง นี่คือการเล่าไทยในฐานะ ‘โครงสร้างความมั่นคง’ ไม่ใช่แค่ Exporter

 

การบ้านไทย 3 ข้อ: ระบบ-ความเร็ว-คน

 

พี่แต๋มชี้ชัดว่าถ้าจะไม่หลุดจากเกมนี้ ไทยต้องทำ 3 เรื่องพร้อมกัน

 

1. ระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างความมั่นใจนักลงทุน

 

2. กฎ/กระบวนการ เร็วขึ้น ลดซ้ำซ้อน (แนวคิด Fast Pass ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย)

 

3. ทักษะคนสำคัญสุด เพราะไทย ‘คนลดลงและแก่ขึ้น’ ต้องทำ Skill Bridge จับคู่ความต้องการลงทุนกับการพัฒนาคนให้ตรงงานจริง

 

โลกบีบให้เลือกข้างไหม? 

 

ไม่จำเป็นต้องเลือก แต่ห้ามผูกมัดเกินไป

 

พี่แต๋มอธิบายด้วยเคส Rare Earth ว่าหลายอย่างที่คนตีความว่าเลือกข้าง แท้จริงเป็นแค่กรอบความร่วมมือแบบ MOU non-legal binding ไม่ใช่ข้อผูกพันทางกฎหมาย และถ้าจะทำจริงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

 

หลักคิดคือ ถ้าอะไร ‘ผูกมัด’ เกินไป ไทยไม่ต้องตกลง การค้าในโลกจริงคือ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ใช่ “ซื้อจากฉันแล้วห้ามซื้อจากคนอื่น”

 

Green และ Digital: ทางรอดใหม่ของการค้า

 

ฝั่งยุโรปมีมาตรการอย่าง CBAM และมาตรฐานอื่นๆ ที่ทำให้ Green กลายเป็น ‘เงื่อนไข’ มากกว่า ‘ทางเลือก’ ไทยต้องช่วยผู้ประกอบการช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้ง policy และ incentive และทำให้พลังงานสะอาดเข้าถึงได้จริง

 

อีกด้านคือ Digital Trade อาเซียน ถ้าทำมาตรฐานร่วมและโครงสร้างเชื่อมกัน เช่น QR Pay ข้ามประเทศ, e-document ตลาดของ SME ไทยจะขยายจาก 60 ล้านไปสู่เกือบ 600 ล้านคน และไทยยังผลักดันกรอบ DEFA เพื่อยกระดับ Position ต่อโลก ไม่ใช่แค่อาเซียน

 

บทสรุปของพี่แต๋ม: ทำการบ้านหนัก + ขายสิ่งที่เขาอยากได้ + หา ‘Mutual Benefit’

 

ดีลที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเสียเปรียบ ‘ไม่ยั่งยืน’ ในโลกที่ Trust คือเงินตรา ประเทศที่ชนะไม่ใช่ประเทศที่พูดเก่งที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้คนเชื่อได้ว่า ไปด้วยกันแล้วคุ้ม และไม่ถูกทิ้งกลางทาง

 

ข้อฝากของพี่แต๋มถึงผู้นำรัฐและเอกชนไทยมี 3 ชั้นที่ผมคิดว่าใช้ได้กับทุกยุค แต่จำเป็นที่สุดในยุคนี้

 

1. ทำการบ้านให้หนัก เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

 

2. ขายสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่ขายสิ่งที่เราถนัดอย่างเดียว

 

3. ออกแบบผลประโยชน์ร่วม เพราะดีลที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเสียเปรียบ ‘ไม่ยั่งยืน’

 

ท้ายที่สุด ถ้าจะตอบคำถามแรกของผมว่า “โลกจะลืมไทยไหม?” คำตอบอาจไม่ใช่ ‘โลกอย่าลืมเรา’

 

แต่คือ ไทยต้องทำให้ตัวเองเป็นประเทศที่โลก ‘จำเป็นต้องนึกถึง’ ในซัพพลายเชนใหม่ และในโลกการค้าใหม่ที่ Trust คือเงินตรา ประเทศที่สร้างความไว้ใจได้เร็วและชัดกว่า มักได้สิทธิ์เลือกก่อนเสมอ

 

ติดตามคอนเทนต์เต็มๆ ที่ The Secret Sauce นะครับ

The post เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก https://thestandard.co/the_secret_sauce/edelman-trust-barometer-2026/ Wed, 21 Jan 2026 08:07:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1167729 Edelman Trust Barometer 2026

ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา?   […]

The post เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Edelman Trust Barometer 2026

ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา?

 

ลองนึกดูดีๆ ช่วงหลังมานี้เวลาคุยเรื่องสังคม การเมือง หรือแม้แต่เรื่องงาน หลายคนเริ่มเลือกเงียบมากกว่าพูด บางคนเลิกคอมเมนต์ บางคนเลิกอธิบาย และบางคนเลือกไม่ฟังตั้งแต่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดไม่เหมือนเรา ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ 

 

เหนื่อยที่จะต้องถก เหนื่อยที่จะต้องอธิบาย และเหนื่อยที่จะต้องทะเลาะกับคนที่เรารู้สึกว่าไม่มีวันเข้าใจกัน…สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว และไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยครับ

 

ข้อมูลใหม่จาก Edelman Trust Barometer 2026 บอกว่า วันนี้คนทั่วโลกกว่า 70% ไม่อยากเชื่อใจคนที่มีความคิด ค่านิยม หรือมุมมองทางสังคมต่างจากตัวเองอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ เราเริ่มรู้สึกปลอดภัยกว่า หากอยู่กับคนที่คิดเหมือนเราเท่านั้น

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ประเทศที่ปิดตัวเองหนักที่สุดไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา แต่คือประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ล้วนติดอันดับต้นๆ ของโลกในการไม่ไว้ใจคนที่คิดต่าง

 

คำถามคือ ทำไมโลกที่มีข้อมูลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นโลกที่คนฟังกันน้อยที่สุด?

 

1. เหตุผลแรกคือเรื่องใกล้ตัวที่สุด นั่นคือความไม่มั่นคงในชีวิต คนจำนวนมากกลัวตกงานเพราะ AI กลัวว่านโยบายการค้าหรือสงครามภาษีจะกระทบงานของตัวเอง และไม่แน่ใจว่าอีก 3–5 ปีข้างหน้า ชีวิตจะยังไปต่อได้แบบเดิมหรือไม่ เมื่อปากท้องไม่มั่นคง ความอดทนต่อความเห็นต่างก็ลดลงโดยอัตโนมัติ

 

2. เหตุผลที่สองคือ ความหวังต่ออนาคตกำลังหายไป งานวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีเพียง 32% ของคนทั่วโลกเท่านั้นที่เชื่อว่าคนรุ่นถัดไปจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ตัวเลขในบางประเทศเหลือแค่หลักตัวเดียว นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะเมื่อเราไม่เชื่อว่าอนาคตจะดีขึ้น สิ่งที่เราทำคือปกป้องสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้อย่างสุดแรง

 

3. เหตุผลที่สามคือ ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า ‘ระบบไม่เห็นเรา’ คนรายได้น้อยมองว่าสถาบันต่างๆ ไม่เข้าใจชีวิตจริง ขาดความสามารถ และไม่เป็นธรรม ช่องว่างความรู้สึกระหว่างคนแต่ละกลุ่มจึงถ่างออกเรื่อยๆ และเมื่อความรู้สึกไม่เท่ากัน การสนทนาก็ยิ่งยากขึ้น

 

4. สุดท้ายคือโลกข้อมูลที่ควรเชื่อมเราเข้าด้วยกัน กลับพาเราแยกออกจากกันมากขึ้น เราอ่านข่าวจากแหล่งเดิม ฟังคนกลุ่มเดิม และอยู่ในพื้นที่ที่ยืนยันความคิดของเราเอง จนวันหนึ่งเราค่อยๆ หยุดฟังคนที่คิดไม่เหมือนเราไปโดยไม่รู้ตัว

 

Richard Edelman อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา โลกเคลื่อนจากความกลัว ไปสู่ความแตกแยก จากนั้นกลายเป็นความไม่พอใจ และวันนี้กำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ที่เรียกว่า ‘การปิดตัวเอง’ เราไม่ได้อยากเอาชนะใครอีกแล้ว แต่เลือกถอยกลับไปอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า โลกจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากคำว่า ‘เรา’ เป็น ‘ฉัน’

 

ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่บรรยากาศในโซเชียล แต่ลามไปถึงที่ทำงาน การลงทุน และความสัมพันธ์ในองค์กร คนจำนวนมากไม่อยากทำงานกับหัวหน้าที่มีค่านิยมต่างจากตัวเอง ไม่อยากลงทุนในบริษัทที่คิดไม่เหมือนตน และเชื่อถือองค์กรที่ “เป็นพวกเดียวกัน” มากกว่าที่จะมองว่าใครทำงานเก่งหรือไม่เก่ง

 

น่าสนใจว่า ท่ามกลางความไม่ไว้ใจนี้ สถานที่ที่คนยังพอเชื่อใจได้มากที่สุด กลับกลายเป็น ‘ที่ทำงาน’ นายจ้างและผู้นำองค์กรถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้คนคุยกันได้ แม้จะคิดไม่เหมือนกันก็ตาม

 

ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า วิกฤตความเชื่อใจรอบใหม่ของโลก ไม่ได้มาในรูปของเสียงดังหรือการประท้วง แต่มาในรูปของความเงียบ ความถอย และการไม่อยากคุยกันอีกต่อไป

 

เงียบเพราะคนเลิกอธิบาย เงียบเพราะคนเลิกฟัง และเงียบเพราะเราคิดว่าอีกฝ่าย ‘ไม่มีวันเข้าใจ’

 

และคำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ใครถูกหรือผิดครับ แต่คือ “ถ้าเราไม่อยากคุยกันอีกแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?”

The post เจาะลึก Edelman Trust Barometer 2026 เมื่อคน 7 ใน 10 เลือก ‘ปิดตัวเอง’ และความเชื่อใจทั่วโลกกำลังถึงจุดแตกหัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมค่าไฟถึงสำคัญกว่าอัลกอริทึม? สรุปมุมมองสุดล้ำจาก CEO Microsoft ใน Davos 2026 https://thestandard.co/the_secret_sauce/satya-nadella-wef-2026-davos-ai-energy-competition/ Wed, 21 Jan 2026 05:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1167653 satya-nadella-wef-2026-davos-ai-energy-competition

ใครไฟฟ้าถูกกว่า คนนั้นชนะ AI   ผมได้ฟังเซสชันที่น่ […]

The post ทำไมค่าไฟถึงสำคัญกว่าอัลกอริทึม? สรุปมุมมองสุดล้ำจาก CEO Microsoft ใน Davos 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
satya-nadella-wef-2026-davos-ai-energy-competition

ใครไฟฟ้าถูกกว่า คนนั้นชนะ AI

 

ผมได้ฟังเซสชันที่น่าสนใจใน World Economic Forum 2026 ที่ดาวอส โดยคุณสัตยา นาเดลลา CEO ของ Microsoft  ขอสรุปเป็นข้อๆ อ่านสะดวกครับ

 

1. โลกกำลังถกเถียงผิดจุด

 

วันนี้ทั้งโลกกำลังเถียงกันว่า ใครจะเป็นผู้นำ AI ระหว่างสหรัฐฯ จีน หรือยุโรป แต่สัตยา นาเดลลา เสนอกรอบคิดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การแข่งขัน AI อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครมีโมเดลเก่งกว่า แต่กำลังถูกตัดสินด้วยคำถามที่พื้นฐานกว่านั้นมาก คือ “ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า”

 

2. AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก

 

ในอดีต ไฟฟ้า ถนน ท่าเรือ คือโครงสร้างพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ วันนี้ AI กำลังยืนอยู่ในจุดเดียวกัน ต้นทุนพลังงานจึงไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่กลายเป็นตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกสิบปีข้างหน้า

 

3. หัวใจของยุคนี้คือ AI Diffusion ไม่ใช่ AI Invention

 

นาเดลลาย้ำว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การสร้าง AI ให้เก่งขึ้นอีกนิด แต่คือทำอย่างไรให้ AI “กระจายตัว” ได้เร็วพอ ให้โมเดล ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าถึงได้ในวงกว้าง เพื่อสร้าง “ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจในทุกอุตสาหกรรม ทุกบริษัท และทุกประเทศ

 

4. นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันคือวิวัฒนาการของการคำนวณ

 

หากมองย้อนกลับไป เมนเฟรม อินเทอร์เน็ต คลาวด์ ล้วนเป็นความพยายามเดียวกันของมนุษย์ คือการเปลี่ยนผู้คน สถานที่ และสิ่งของให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้ซอฟต์แวร์ช่วยเราเข้าใจโลกได้ดีขึ้น AI จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่คือการเปลี่ยนแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ต หรืออาจใหญ่กว่านั้น

 

5. คำถามสำคัญคือ ใช้ได้เร็วแค่ไหน ไม่ใช่เก่งแค่ไหน

 

นาเดลลายกตัวอย่าง งานที่เคยใช้เวลา 12 ชั่วโมง วันนี้เหลือเพียงไม่กี่นาที หากไม่มี AI หลายองค์กรอาจไม่สามารถทำงานในสเกลเดิมได้อีกต่อไป เป้าหมายของยุคนี้จึงไม่ใช่การโชว์เทคโนโลยี แต่คือการนำ AI ไปใช้จริงในชีวิตประจำวันขององค์กร

 

6. โลกกำลังก้าวเข้าสู่ Token Economy

 

เศรษฐกิจ AI ถูกขับเคลื่อนด้วย “โทเคน” ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลพื้นฐานที่ผู้ใช้ต้องซื้อ ไม่ต่างจากน้ำมันในศตวรรษที่ 20 หรือข้อมูลในยุคอินเทอร์เน็ต โทเคนกำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่ของโลกดิจิทัล

 

7. ตัวชี้วัดใหม่ของโลก AI คือ tokens per dollar per watt

 

นาเดลลานิยามความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศและองค์กรใหม่ทั้งหมด วัดจากความสามารถในการผลิตหน่วยประมวลผล AI ให้ได้มากที่สุด ภายใต้ต้นทุนเงินและพลังงานที่ต่ำที่สุด เพราะถ้าพลังงานถูกกว่า เศรษฐกิจก็ขยายได้เร็วกว่า และต้นทุนโทเคนจะลดลงอย่างรวดเร็ว

 

8. นี่คือเหตุผลที่ AI ผูกกับโรงไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์

 

AI ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่มันผูกกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า กริดพลังงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ โลกกำลังก่อร่าง “Intelligence Grid” หรือโครงข่ายปัญญาที่ต้องเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา

 

9. ประเทศที่สร้างกริดนี้ได้ก่อน จะได้เปรียบก่อน

 

ใครลงทุนก่อน สร้างโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วกว่า จะสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้ก่อน นี่คือการแข่งขันเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การแข่งขันเชิงแอปพลิเคชัน

 

10. แต่ AI จะไปต่อได้ ต้องมี social permission

 

นาเดลลาเตือนว่า หาก AI ไม่สามารถสร้างประโยชน์จริง สังคมจะไม่ยอมรับ เพราะ AI ใช้พลังงานมหาศาล หากมันไม่ช่วยให้สาธารณสุขดีขึ้น ไม่ยกระดับการศึกษา ไม่เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และไม่ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้น โลกอาจไม่ยินยอมให้ใช้พลังงานเพื่อ AI อีกต่อไป

 

11. นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง “การเติบโตจริง” กับ “ฟองสบู่”

 

นาเดลลาตอบคำถามเรื่อง AI bubble อย่างชัดเจนว่า หากเราพูดถึงแต่บริษัทเทคโนโลยี นั่นอาจเป็นฟองสบู่ แต่ถ้าเราพูดถึงบริษัทยาที่ประสบความสำเร็จเพราะ AI ช่วยเร่งการทดลองยา หรือแก้ปัญหาโลกจริง นั่นไม่ใช่ฟองสบู่

 

12. อธิปไตยในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลอย่างเดียว

 

Data Sovereignty ในโลก AI ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ แต่คือความสามารถขององค์กรในการฝังความรู้เฉพาะทางของตนเองลงในระบบ AI หากองค์กรไม่สามารถผสานโมเดลกับบริบทและความรู้ของตนได้ มูลค่าทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ ไหลออกไปสู่เจ้าของแพลตฟอร์ม

 

13. บริษัทใหญ่–เล็ก แข่งขันกันในรูปแบบบาร์เบล

 

บริษัทเล็กได้เปรียบเพราะไม่มีภาระเดิม ปรับตัวได้เร็ว ขณะที่บริษัทใหญ่มีความได้เปรียบด้านข้อมูลและความสัมพันธ์ แต่หากขยับช้า ก็มีโอกาสถูกบริษัทเล็กแซงหน้าอย่างรวดเร็ว

 

14. โลกไม่ได้มุ่งสู่ AI หนึ่งเดียว แต่สู่ Multi-model world

 

อนาคตจะไม่ใช่โลกที่มีโมเดลเดียวครองตลาด แต่เป็นโลกที่มีทั้งโมเดลเปิด ปิด ใหญ่ และเฉพาะทาง ความได้เปรียบจะไม่อยู่ที่ใครมีโมเดลใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถผสมผสานโมเดลเหล่านั้นเข้ากับข้อมูลและบริบทของตนเองได้ดีที่สุด

 

15. ทรัพย์สินทางปัญญายุคใหม่ ไม่ใช่โมเดล แต่คือการจัดการมัน

 

นาเดลลาทิ้งท้ายว่า IP ที่แท้จริงขององค์กรในยุค AI คือความสามารถในการใช้โมเดลหลากหลายร่วมกับข้อมูลเฉพาะทาง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่การเป็นเจ้าของโมเดลเพียงอย่างเดียว

The post ทำไมค่าไฟถึงสำคัญกว่าอัลกอริทึม? สรุปมุมมองสุดล้ำจาก CEO Microsoft ใน Davos 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนความกล้าเปลี่ยนระบบคิด ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตเพื่อไทย กับกลยุทธ์สร้างอนาคตด้วยข้อมูล https://thestandard.co/the_secret_sauce/pthai-yodchanan-wongsawat-pm-candidate/ Fri, 16 Jan 2026 04:40:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1165900 yodchanan wongsawat

เราอาจคุ้นกับภาพจำนักการเมืองไทยเคยเต็มไปด้วยนักพูด นัก […]

The post ถอดบทเรียนความกล้าเปลี่ยนระบบคิด ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตเพื่อไทย กับกลยุทธ์สร้างอนาคตด้วยข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
yodchanan wongsawat

เราอาจคุ้นกับภาพจำนักการเมืองไทยเคยเต็มไปด้วยนักพูด นักบริหาร และนักต่อสู้ แต่ครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยกลับเลือกเปิดตัวนักวิจัยสายวิทยาศาสตร์อย่าง ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

 

 

 

พรรคเพื่อไทยเคยขับเคลื่อนด้วยฐานเสียงกว้างขวาง ชูจุดเด่นความเข้าใจปัญหาปากท้อง และแนวนโยบายที่จับต้องได้ ในรอบนี้พวกเขากำลังเสริมแนวทางนั้นด้วยโครงสร้างคิดแบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

 

เพื่อไทยเห็นอะไรที่คนอื่นอาจยังไม่เห็น

 

ในยุคที่โลกทั้งใบถูก Reset ด้วย AI พลังงานสะอาด และความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อไทยเชื่อว่าต้องพยายามตอบโจทย์หนึ่งที่หลายพรรคยังไม่กล้าแตะ คือการวางโครงสร้างรองรับอนาคต ในวันที่เราไม่อาจพึ่งพาเพียงโชค หรือแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป

 

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่พรรคตัดสินใจผลักดันแนวคิดอย่าง Backcasting, Data-Driven Policy หรือ Innovation Ecosystem ให้ขึ้นมาบนเวทีใหญ่ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกมองว่าพูดยาก เข้าใจยาก ทำยาก

 

ยศชนันเสนอให้ประเทศไทยใช้วิธีคิดแบบ Backcasting หรือ การกำหนดภาพอนาคตที่ต้องการให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าต้องทำอะไรในวันนี้เพื่อไปถึงตรงนั้น โดยตั้งโจทย์ว่า “ถ้าไทยอยากเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2030 หน้าตาของประเทศต้องเป็นอย่างไร?” แล้วค่อยถอยกลับมาหาคำตอบว่า “วันนี้ต้องเริ่มอะไรบ้าง?” 

 

“เราอาจไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมด แต่เราสามารถใส่ระบบคิดบางอย่างเข้าไป เพื่อให้ทุกอย่างที่เราทำมันมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น” ยศชนันกล่าว

 

เขาเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การใช้ทรัพยากรของประเทศไม่สะเปะสะปะ แต่พุ่งเป้าไปที่คอขวดที่ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

ยศชนันคิดแบบไหน และจะเติมอะไรให้พรรค

 

ยศชนันเป็นนักวิจัยที่โตมากับการตั้งคำถาม ลงมือทำ และปรับแก้เรื่อยๆ เขาไม่ใช่คนที่พูดว่าตัวเองมีคำตอบทั้งหมด แต่เชื่อว่าระบบที่ดีจะช่วยให้คนจำนวนมากหาคำตอบของตัวเองได้

 

สิ่งที่เขานำมา ไม่ใช่แค่ไอเดียวิทยาศาสตร์ แต่คือ ‘ระบบการคิด’ แบบวิจัย ที่อาจช่วยเติมเต็มพรรคการเมืองที่เคยชินกับการตอบสนองกระแสมวลชนระยะสั้น

 

“เราเป็นผู้นำเราต้องปรับ ไม่รู้ก็บอก ไม่รู้ก็เอาคนอื่นมาช่วย ไม่รู้ก็ไป synergy กับคนอื่น การที่เรามีเพื่อนดีกว่ามีศัตรู เราสามารถทำหลายอย่างให้เกิดขึ้นได้ในเวลาเร็วๆ”

 

ยศชนันไม่ลังเลที่จะบอกว่า การยอมรับว่าไม่รู้ นำไปสู่การ Synergy การเปิดพื้นที่ให้คนจากต่างฝ่าย ต่างพรรค หรือแม้แต่ต่างความเชื่อมาร่วมกันคิด โดยมีเป้าหมายร่วมคือประโยชน์ของประชาชน

 

อะไรคือจุดเชื่อม จากเทคโนโลยีในแล็บสู่การเมืองระดับประเทศ

 

ยศชนันไม่ได้เสนอให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อโชว์ศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้าง เช่น เปลี่ยนระบบการแจกเงิน เป็นการ ‘แนะนำโอกาสอาชีพ’ ด้วย AI ที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น หรือเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจากพื้นที่การศึกษาของคนวัยเรียน เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่เปิดให้เกษตรกร นักธุรกิจ และคนตกงาน เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และสร้างงานได้จริง

 

พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าไปทางไหน

 

ภาพของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ คือพรรคที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘สิ่งที่เคยเวิร์กในอดีต’ กับ ‘สิ่งที่จำเป็นต่ออนาคต’

 

พวกเขายังไม่ทิ้งฐานเสียงเดิม แต่พยายามเติมแนวคิดใหม่ เช่น การใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบนโยบายสาธารณะ การสร้างสันติภาพภูมิภาคเพื่อดึงดูดนักลงทุน หรือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมรอบมหาวิทยาลัย

 

การเลือกยศชนันเป็นแครดิเดตอาจไม่ใช่การเปลี่ยนเกมทันที แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เพื่อไทยได้ลองคิด ลองขยับ และลองแสดงความกล้าที่จะเปลี่ยนบางอย่างจากภายใน

The post ถอดบทเรียนความกล้าเปลี่ยนระบบคิด ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตเพื่อไทย กับกลยุทธ์สร้างอนาคตด้วยข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Marketing 2026: ยิ่งเครียดคนยิ่งเปย์หนัก เมื่อความฟุ่มเฟือยคือที่พักใจในวันเหนื่อยล้า https://thestandard.co/the_secret_sauce/marketing-trends-2026-consumer-behavior-joy-economy/ Fri, 16 Jan 2026 01:14:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1165806 marketing-trends-2026-consumer-behavior-joy-economy

‘ปีเผา’ คือ Buzzword ที่ได้ยินคนพูดกันมาทุกปี เราอยู่ใน […]

The post Marketing 2026: ยิ่งเครียดคนยิ่งเปย์หนัก เมื่อความฟุ่มเฟือยคือที่พักใจในวันเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
marketing-trends-2026-consumer-behavior-joy-economy

‘ปีเผา’ คือ Buzzword ที่ได้ยินคนพูดกันมาทุกปี เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างแพงขึ้นอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด พอๆ กับความเครียดในการใช้ชีวิตแต่ละวันที่ทำคน Burn Out มานักต่อนัก

 

แต่ทำไมแทนที่จะรัดเข็มขัด อดเปรี้ยวไว้กินหวานอย่างโบราณว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยอมจ่ายหนักกับกาแฟแก้วละร้อย เติมของเล่นใส่ตู้โชว์ หรือกดซื้อวิตามินที่แพงกว่าข้าวทั้งมื้อ?

 

 

 

นี่ไม่ใช่แค่พฤติกรรมฟุ่มเฟือย แต่มันคือ ‘กลไกเอาตัวรอด’  ของมนุษย์ในวันที่โลกภายนอกบีบคั้นเกินรับไหว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ที่เข้าใจความสุข สุขภาพ และพลังงานชีวิตรายวัน จะเป็นแบรนด์ที่อยู่รอดในปี 2026

 

คนเปย์เงินหนีอะไร แล้วหนีทำไม

 

โครงสร้างผู้บริโภคในปี 2026 จะไม่มีคำว่าตรงกลางอีกต่อไป ตลาดจะแยกขั้วชัดเจน จุดที่นักการตลาดต้องจับตาคือกลุ่ม Premium Escape Spending หรือคนที่ใช้จ่ายเพื่อหลีกหนีความเครียด 

 

ในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น แทนที่คนจะประหยัดทุกอย่าง พวกเขาเลือกที่จะตัดงบจากของใช้จำเป็น แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปทุ่มให้กับสิ่งที่มอบความสะดวกสบาย หรือยกระดับสถานะภายนอก เพราะมนุษย์มักโหยหา ‘การมีอำนาจควบคุม’ เมื่อรู้สึกว่าโลกภายนอกควบคุมไม่ได้ การจ่ายเพื่อตัวเองจึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจและการปลอบประโลมใจ

 

รายงานจาก McKinsey เผยว่า Gen Z คือเจเนอเรชันที่เปย์หนักที่สุดในทุกประเทศ โดยเฉพาะในหมวดเสื้อผ้า (34%) และความงาม (29%) พวกเขาไม่มองว่าการจ่ายเพื่อความสุขเป็นความฟุ่มเฟือย แต่คือ ‘ของจำเป็นทางใจ’

 

วิธีทำการตลาดปี 2026 เป้าหมายคือคนต้องมีความสุข

 

ในอดีตเราอาจมองว่าความสุข (Joyness) คือเรื่องบันเทิง แต่ในปี 2026 ความจอยจะถูกยกระดับเป็น Emotional Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ 

 

ผู้คนไม่ได้มองหาแค่เสียงหัวเราะชั่วคราวจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยอัลกอริทึม แต่โหยหาประสบการณ์จริงที่เยียวยาใจ (The Joy Renaissance) แบรนด์ที่อยู่รอดจึงไม่ใช่แบรนด์ที่ขายของเก่งที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถสร้างความทรงจำ และทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มได้

 

ตัวอย่างที่สะท้อนเทรนด์นี้ชัดเจน คือกลุ่มผลิตภัณฑ์แบบ Multisensory Experience เช่น

 

Rare Beauty Confidence Mist: สเปรย์บำรุงผิวและผม ที่ผสานกลิ่นพีชฟลอรัลกับสารบำรุงอย่าง Niacinamide และ Biotin เพื่อเสริมความมั่นใจ พร้อมบำบัดอารมณ์ไปในตัว

 

Submersive Spa: ที่จะเปิดตัวในรัฐเท็กซัสในปี 2026 รวมศิลปะ เสียง แสง กลิ่น และทรีตเมนต์ทางประสาทวิทยา (Human Neuroscience) เข้าไว้ในสปาเดียว

 

Fork N’ Film: คอนเซปต์โรงหนัง-ดินเนอร์ Immersive ที่รวมอาหาร ภาพยนตร์ และการแสดงสด สร้างรายได้กว่า 23 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว

 

ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนสินค้า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ปลอบประโลมจิตใจ และมอบความสุขที่จับต้องได้ในวันเหนื่อยล้า

 

Daily Longevity: ทำไมคนยอมเปย์ให้สุขภาพมากขึ้น

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่คนยอมจ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืด คือการ ‘ลงทุนกับตัวเอง’ ผ่านแนวคิด Daily Longevity หรือการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

 

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา แต่ให้ความสำคัญกับนิสัยเล็กๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีพลังงานต่อสู้กับโลกในแต่ละวัน เช่น

Gut-first Living: ดูแลลำไส้เพื่อสมดุลทั้งกายและใจ

Preventive Beauty: ความงามเชิงป้องกัน ที่เริ่มตั้งแต่วัยรุ่น

Energy Economy: การจัดการพลังงานในร่างกาย ทั้งจากอาหาร เสริมอาหาร หรือกิจวัตรเล็กๆ อย่างการนอนหลับมีคุณภาพ

 

ไม่ว่าแบรนด์จะอยู่ในหมวดไหน ถ้าคุณสามารถตอบโจทย์สุขภาพที่ยั่งยืนและเป็นจริงในทุกวันได้ แบรนด์ของคุณก็จะมีที่ทางในชีวิตผู้บริโภค

 

ในปี 2026 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่การลดราคาเพื่อสู้รบในตลาดที่ฝืดเคือง แต่คือการสร้าง Trust (ความเชื่อใจ) และ Value (คุณค่า) ที่พิสูจน์ได้จริง แบรนด์ของคุณต้องเปลี่ยนตัวเองจากผู้ขาย มาเป็น ‘ระบบที่ซัพพอร์ตชีวิต’ ของผู้บริโภค

 

แบรนด์ที่มอบ ‘ความสุขที่จับต้องได้’ และ ‘สุขภาพที่ยั่งยืน’ ให้ลูกค้าได้ในวันที่เขาเครียดที่สุด แบรนด์นั้นจะกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะยอมตัดออกจากกระเป๋าสตางค์

The post Marketing 2026: ยิ่งเครียดคนยิ่งเปย์หนัก เมื่อความฟุ่มเฟือยคือที่พักใจในวันเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนภาวะผู้นำใต้แรงกดดัน ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ และยุทธศาสตร์กู้ศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ https://thestandard.co/the_secret_sauce/abhisit-vejjajiva-democrat-party-revival/ Thu, 15 Jan 2026 01:40:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1165398 abhisit-vejjajiva-democrat-party-revival

“ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าผมไม่ต้องการถูกระบบกลืนR […]

The post บทเรียนภาวะผู้นำใต้แรงกดดัน ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ และยุทธศาสตร์กู้ศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
abhisit-vejjajiva-democrat-party-revival

“ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าผมไม่ต้องการถูกระบบกลืน” 

 

คือคำประกาศจากชายผู้เข้าสู่การเมืองตั้งแต่อายุ 27 และก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวัย 44 ปี วันนี้ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ กลับมาในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในสมรภูมิที่เปลี่ยนไป 

 

 

 

พรรคฯ กำลังอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เขากลับมาด้วยเป้าหมายเดียว คือฟื้นศรัทธาเดิมให้กลับมา และพิสูจน์ว่าสถาบันการเมืองที่ไม่มีเจ้าของยังมีที่ยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

 

กลยุทธ์ ‘คนใหม่’ ในพรรค คืออะไร 

 

อภิสิทธิ์กลับมาพร้อมตั้งเงื่อนไขกับตัวเองว่า จะรับงานบริหารอีกครั้งก็ต่อเมื่อสามารถชวน ‘คนใหม่’ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนได้จริง 

 

หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือไม่ใช่แค่ล้างหน้า ทาแป้ง แต่คือปรับโครงสร้างกระดูก และหัวใจของพรรค เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประชาชนเห็นว่า คนรุ่นใหม่มีบทบาทจริง มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ใบหน้าในโปสเตอร์ หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรม

 

บทบาทของอภิสิทธิ์ในรอบนี้เป็นอย่างไร

 

“ผมไม่ได้กลับมาเพื่อจะเป็นทุกอย่างของพรรค”
 

อภิสิทธิ์มองบทบาทตัวเองวันนี้เป็นเพียงสะพานเชื่อม ประคับประคองคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเดินอย่างมั่นใจ โดยไม่หลงลืมรากเดิมของพรรคที่ยืนอยู่บนอุดมการณ์

 

การสร้างทีมผู้นำที่ผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความคิดใหม่จึงเป็นหัวใจของการ Turnaround ครั้งนี้ เพราะเขาเชื่อว่า ความเชื่อมั่นไม่เกิดจากวาทกรรม แต่ต้องเห็นโครงสร้างจริง

 

ยุทธศาสตร์ใหม่ประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าพรรคไปยังทิศทางใด

 

อีกหนึ่งสิ่งที่อภิสิทธิ์พยายามสื่อสารคือ ประชาธิปัตย์ต้องกลับไปเป็นพรรคที่ ‘ไม่มีเจ้าของ’


ต้องไม่มีใครชี้นำทิศทางพรรคได้เบ็ดเสร็จ เขาเชื่อว่าพรรคการเมืองที่ดีต้องไม่ใช่เครื่องมือของอำนาจใด และในบางยุคบางสมัย อาจต้อง ‘ยอมแพ้’ ในทางการเมืองยอมสูญเสียอำนาจ เสียคะแนนนิยม หรือแม้แต่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เพราะยืนยันจะรักษาคำพูดหรือหลักการที่ให้ไว้กับประชาชน ไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืนเพื่อแลกกับชัยชนะในระยะสั้น

 

เช่นในปี 2562 เขาประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ พอพรรคมีมติสวนทาง เขาเลือกลาออกจาก ส.ส. แม้รู้ว่าจะเสียฐานเสียงและอำนาจ การตัดสินใจแบบนี้ทำให้พรรคเสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง แต่ในมุมของอภิสิทธิ์ มันคือการรักษาคำพูด 

 

“ถ้าวันนั้นผมไม่เป็นผมที่ไป ผมก็เป็น ส.ส. ต่อไป มีตำแหน่งต่อไป แต่ผมคงไม่มีที่ยืนแบบที่มีอยู่ในวันนี้” อภิสิทธิ์กล่าว

 

หน้าที่ของรัฐ ในมุมของประชาธิปัตย์ยุคใหม่

 

ในมิติการบริหารประเทศ อภิสิทธิ์เสนอให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler ไม่ใช่ผู้ควบคุมหรือผู้ผูกขาดนโยบายอีกต่อไป หัวใจสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Data) มาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในระบบราชการ โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก

 

1. ชี้ทาง ให้ประชาชนเห็นโอกาสและทิศทางของโลก

 

2. เปิดทาง ด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย

 

3. ไม่ขวางทาง ด้วยระบบราชการที่โปร่งใสและทันสมัย

 

นอกจากนี้ยังมีแนวคิด ‘บุฟเฟต์การศึกษา’ ที่ให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางทักษะของตัวเอง ไม่ต้องเรียนตามหลักสูตรสำเร็จรูปทั้งหมดอีกต่อไป เป้าหมายคือการเตรียมคนให้มีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก ไม่ใช่แค่สอบผ่านในระบบเดิม

 

อภิสิทธิ์สรุปบทเรียนจากชีวิตการเมือง 33 ปีว่า ผู้นำไม่สามารถเลือกปัญหาที่จะเจอได้ สิ่งที่ทำได้คือการเตรียมชุดความคิดให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

 

ในยุคที่การเมืองขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยม ประชาธิปัตย์จึงต้องกลับไปหาจุดแข็งเดิมคือการเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน การกู้ศรัทธาประชาธิปัตย์จึงไม่ใช่การวิ่งตามกระแส แต่คือการพิสูจน์ว่า ‘สัจจะ’ และ ‘อุดมการณ์’ ยังเป็นที่พึ่งพาได้จริงในระยะยาว

The post บทเรียนภาวะผู้นำใต้แรงกดดัน ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ และยุทธศาสตร์กู้ศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>