การบริหารจัดการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tss_tags/การบริหารจัดการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 10:04:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน https://thestandard.co/the_secret_sauce/supportive-leadership-employee-well-being/ Mon, 26 Jan 2026 14:10:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1169813

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ […]

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ทำ’ คุ้มกับ ‘สิ่งที่เสีย’ หรือไม่ โดยเฉพาะสุขภาพจิตในวันที่โลกหมุนเร็วจนหัวใจตามไม่ทัน ความปลอดภัยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความกังวล เช่น AI จะมาแทนที่เมื่อไหร่ เศรษฐกิจจะพังลงตอนไหน

 

ท่ามกลางพายุเหล่านี้ สิ่งที่พนักงานต้องการอาจไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งที่สุด แต่คือผู้นำที่เป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และเป็นพื้นที่หายใจสุดท้ายในวันที่ทุกอย่างดูไม่น่าไว้วางใจ

 

🟡 ทำไมคนทำงานยุคนี้ถึงพร้อม ‘ปิดสวิตช์’ ตัวเองตลอดเวลา

 

Edelman Trust Barometer 2026 รายงานว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตความเงียบ’ ที่น่าเป็นห่วง คนกว่า 70% เลือกจะไม่แสดงความเห็น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ ที่ต้องอธิบายตัวตนในสังคมที่ความเชื่อใจพังทลาย

 

McKinsey Health Institute พบว่า Gen Z มีระดับสุขภาวะจิตใจต่ำที่สุดใน 26 ประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตมากกว่ารุ่นก่อน จึงกล้าพูดถึงความทุกข์ได้เร็วกว่า และยังต้องรับมือกับ ‘Poly-crisis Anxiety’ ทั้งเศรษฐกิจผันผวน ภูมิอากาศวิกฤต และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่รอใคร

 

เมื่อสถาบันหลักพึ่งพาไม่ได้ ‘ที่ทำงาน’ จึงกลายเป็นปราการสุดท้ายที่พนักงานยังเหลือไว้สำหรับความเชื่อใจ

 

🟡 ทีมท้อใจ ผู้นำทำไงต่อ

 

ในวันที่ทีมเริ่มไปต่อไม่ไหว ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก ‘คนสั่ง’ เป็น ‘โช้คอัพ’ ที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน ผ่านแนวคิด Adaptive Leadership หรือ ‘ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว’ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยการมีคำตอบทุกข้อ แต่ด้วยการชวนทีมตั้งคำถาม กล้าปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทีมต้องการไม่ใช่คำสั่ง แต่คือความชัดเจน การฟัง และความเชื่อใจที่ไม่แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่เข้าใจความเปราะบางทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

สิ่งสำคัญคือการ ‘คืนงานให้พนักงาน’ (Give the work back) อย่างเหมาะสม ให้พวกเขายังรู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเบี้ยที่ต้องรอคำสั่ง ผู้นำที่ดีจะรักษาความตึงเครียดในทีมให้ พอดี ไม่เร่งจนตื่นตระหนก ไม่เฉยชาจนหมดไฟ

 

🟡 เปลี่ยนผู้นำธรรมดาให้เป็นเสาหลัก ด้วยโมเดล SCARF

 

สมองมนุษย์ตีความ ‘ความไม่ยุติธรรม’ เหมือนการถูกทำร้ายร่างกาย SCARF Model จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจ:

 

🔸 S – Status (ทำให้เขามีตัวตน): หมั่นให้ Feedback ชื่นชมสิ่งเล็กน้อย เพื่อย้ำว่า “คุณสำคัญกับทีม”

 

🔸 C – Certainty (สร้างความชัดเจน): ลดความกลัวด้วยการสื่อสารอย่างโปร่งใส แม้ไม่รู้ทุกอย่าง ก็บอกตรงๆ ได้

 

🔸 A – Autonomy (ให้อิสระที่อุ่นใจ): มอบอำนาจในขอบเขตที่เหมาะสม ให้เขาควบคุมงานได้ โดยมีคุณเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’

 

🔸 R – Relatedness (สร้างความเชื่อมโยง): เปลี่ยน ‘ฉัน’ เป็น ‘เรา’ สร้างเป้าหมายร่วมที่เชื่อมคนหลากหลายให้กลายเป็นทีมเดียวกัน

 

🔸 F – Fairness (ยุติธรรมเสมอ): ตัดสินใจอย่างโปร่งใส เพราะความรู้สึกไม่ยุติธรรมคือชนวนให้พนักงานลาออกทางใจ

 

ในปี 2026 คนทำงานไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการหัวหน้าที่เป็นเหมือน ‘นั่งร้าน’ ให้พวกเขาพิงพักในวันที่โลกเปราะบาง หากองค์กรใดสร้างที่แบบนี้ได้ ไม่ใช่แค่จะได้งานที่ดี แต่จะได้ ‘ใจ’ ของคนทำงานเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดในอนาคต

 

#TheSecretSauce

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยนเถ้าแก่เป็นผู้บริหารพันล้าน ถอดบทเรียนธุรกิจจากโอ้กะจู๋ https://thestandard.co/the_secret_sauce/professional-business-management-ohkajhu-success/ Fri, 21 Feb 2025 09:19:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1044455 การบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพของโอ้กะจู๋ เปลี่ยนจากร้านสลัดสู่ธุรกิจอาหารพันล้าน

เมื่อพูดถึงสลัดหรือผัดออร์แกนิก เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มั […]

The post เปลี่ยนเถ้าแก่เป็นผู้บริหารพันล้าน ถอดบทเรียนธุรกิจจากโอ้กะจู๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพของโอ้กะจู๋ เปลี่ยนจากร้านสลัดสู่ธุรกิจอาหารพันล้าน

เมื่อพูดถึงสลัดหรือผัดออร์แกนิก เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มักจะนึกถึงชื่อของ ‘โอ้กะจู๋’ เป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน ด้วยรสชาติและความสดใหม่ที่สามารถสัมผัสได้จากวัตถุดิบชั้นดี มันทำให้พวกเขากลายเป็น ‘สลัดพันล้าน’ ที่พาแบรนด์ของตัวเองเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

 

แน่นอนว่า โอ้กะจู๋ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของธุรกิจที่เริ่มต้นจากแพสชันและพัฒนาไปสู่ระบบบริหารแบบมืออาชีพ หลายปีที่ผ่านมา จากร้านอาหารเล็กๆ ที่ใช้แนวคิดแบบ ‘เถ้าแก่’ คือเจ้าของมีอำนาจตัดสินใจทุกอย่าง มาเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานและโครงสร้างบริหารที่ชัดเจน

 

แต่รู้หรือไม่ว่า กว่าที่สองผู้ก่อตั้งอย่าง อู๋-ชลากร เอกชัยพัฒนกุล และ โจ้-จิรายุทธ ภูวพูนผล จะสามารถนำพาแบรนด์สลัดผักรักสุขภาพของตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ พวกเขาต้องผ่านอุปสรรคทางความคิดครั้งสำคัญ เปลี่ยนพวกเขาจาก ‘เถ้าแก่’ สู่การเป็น ‘ผู้บริหาร’ อย่างเต็มตัว

 

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่โอ้กะจู๋ได้เรียนรู้คือ การลดบทบาทของความเป็นเถ้าแก่ลง และให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจแบบมีระบบ ทุกการเปลี่ยนแปลงและการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว แต่ต้องผ่านการประชุมและพิจารณาจากทีมบริหาร สิ่งนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น รับฟังความคิดเห็นจากทีมงาน และปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด

 

🟡จากการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแบบเถ้าแก่ สู่การเป็นผู้บริหารแบบมืออาชีพ

 

 “เราอยากทำอะไร เราสั่งได้เลย”

 

ช่วงแรกของโอ้กะจู๋ การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้าของโดยตรง ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบเถ้าแก่ทั่วไปที่เน้นการตัดสินใจแบบรวดเร็วและเด็ดขาด แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว ปัญหาจากการบริหารแบบนี้ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

🔺สาขาเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน

🔺ทีมงานเริ่มเยอะขึ้น แต่การสื่อสารมีปัญหา

🔺ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ไม่มีระบบวิเคราะห์ตัวเลขที่ชัดเจน

🔺ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป แต่การปรับตัวทำได้ช้า

 

ด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้น ทีมผู้บริหารอย่างอู๋และโจ้เริ่มตระหนักว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ธุรกิจอาจไปต่อไม่ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจนำระบบบริหารแบบมืออาชีพเข้ามาแทน ประกอบไปด้วย

 

1. ลดอำนาจการตัดสินใจของเจ้าของ

“เมื่อก่อนเราคิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง แต่พอธุรกิจใหญ่ขึ้น เราต้องเริ่มให้ทีมมีส่วนร่วม” พวกเขากล่าว โดยการตัดสินใจต่างๆ ถูกปรับให้ต้องผ่านการประชุมทีมบริหาร (XCOM) และคณะกรรมการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบคอบขึ้น

 

2. สร้างมาตรฐานในการทำงาน

โอ้กะจู๋เริ่มวางระบบมาตรฐานในการทำงาน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบจากฟาร์ม การบริหารสาขา ไปจนถึงการบริการลูกค้า

 

3. ให้ความสำคัญกับ ‘ทีมเวิร์ก’ 

พนักงานไม่ได้ทำงานแบบสั่งการจากบนลงล่างอีกต่อไป แต่ถูกส่งเสริมให้มีการสื่อสารและทำงานร่วมกันเป็นทีม

 

4. ใช้ข้อมูลและตัวเลขในการตัดสินใจ

แทนที่จะใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการเลือกสินค้า เมนู หรือกลยุทธ์การตลาด ทุกอย่างถูกวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจริง

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอ้กะจู๋เติบโตอย่างมั่นคง คือการสร้างมาตรฐานในการทำงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการฟาร์ม ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า องค์กรถูกปรับให้เป็นระบบที่พนักงานทุกระดับสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิด ‘ทีมเวิร์ก’ ถูกนำมาใช้เพื่อลดการพึ่งพาการตัดสินใจจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

 

🟡บทพิสูจน์ระบบบริหารแบบมืออาชีพ

 

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่พิสูจน์ว่าพวกเขาคิดถูกในการเปลี่ยนระบบบริหารให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นก็คือเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด เพราะก่อนหน้านี้ธุรกิจเติบโตจากการขายอาหารในร้าน แต่เมื่อสถานการณ์บังคับให้ร้านอาหารต้องปิด พวกเขาต้องหาทางออกโดยด่วน

 

“เรามีเวลาเพียง 10 วันในการตัดสินใจเปิดสาขาเดลิเวอรี” พวกเขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างของการใช้ระบบบริหารที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

หลังจากทีมงานตัดสินใจขยายโมเดลร้านอาหารจากเดิมที่เป็นร้านนั่งรับประทาน (Dine-In) ไปสู่สาขาที่เน้นเดลิเวอรีโดยเฉพาะ และยังเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งช่วยให้โอ้กะจู๋สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แม้ในช่วงที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบหนัก

 

“หากเราไม่มีระบบบริหารที่ดี เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วขนาดนี้”

 

เมื่อธุรกิจขยายตัวจากร้านอาหารไปสู่โมเดลใหม่ เช่น ร้านแบบเดลิเวอรี การวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต และการขยายฟาร์มเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความสามารถในการบริหารองค์กรแบบมืออาชีพยิ่งทวีความสำคัญ การเปลี่ยนผ่านจากเถ้าแก่ที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบและข้อมูล เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โอ้กะจู๋สามารถขยายธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

🟡เริ่มต้นด้วย Passion แต่เติบโตด้วยความ Professional

 

“ความสำเร็จไม่ได้มาจากแค่การทำสิ่งที่รัก แต่ต้องรู้จักสร้างระบบให้ธุรกิจไปต่อได้”

 

นอกจากนี้การบาลานซ์ความต้องการของลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และนักลงทุน ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่โอ้กะจู๋ต้องรับมือ การสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและความยั่งยืนเป็นแนวคิดที่โอ้กะจู๋ให้ความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน

 

บทเรียนจากโอ้กะจู๋สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารธุรกิจให้เติบโตไม่ใช่แค่การมีไอเดียดี แต่ต้องมีระบบที่แข็งแกร่ง รองรับการขยายตัว และสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้โอ้กะจู๋ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตต่อไป

รับชมคลิปฉบับเต็มได้ที่: https://youtu.be/a63uos8Elnc

The post เปลี่ยนเถ้าแก่เป็นผู้บริหารพันล้าน ถอดบทเรียนธุรกิจจากโอ้กะจู๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน https://thestandard.co/the_secret_sauce/successful-ceo-traits/ Tue, 18 Feb 2025 23:33:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1043510 successful-ceo-traits

เมื่อพูดถึง CEO หลายคนอาจนึกถึงผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด เ […]

The post 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
successful-ceo-traits

เมื่อพูดถึง CEO หลายคนอาจนึกถึงผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร และเป็นตัวแทนของบริษัทในระดับโลก แต่ในความเป็นจริงชีวิตและบทบาทของ CEO นั้นซับซ้อนกว่าที่คนภายนอกเห็น เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้บริหารที่สั่งการอยู่บนหอคอยเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นนักวางกลยุทธ์ ผู้สร้างวัฒนธรรมองค์กร และเป็นผู้ที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้ในระยะยาว

 

โดยเหล่า CEO ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีความสามารถในการตัดสินใจที่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังมีทักษะหลายอย่างที่ช่วยให้สามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แล้วคนที่จะมาเข้ามารับบทบาท CEO ได้นั้นจำเป็นต้องมีคุณสมบัติหรือทักษะอย่างไรกันแน่? จากการศึกษาผู้นำที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก มี 6 หลักสำคัญที่ช่วยให้ CEO สามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

 

1. Be Bold: คิดใหญ่ ทำใหญ่

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จมักมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกล้าตัดสินใจในเรื่องที่ท้าทาย พวกเขาไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม แต่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับองค์กร

การคิดใหญ่นี้ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และนำเสนอสิ่งใหม่สู่ตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยให้พนักงานเกิดแรงบันดาลใจและมีความมั่นใจในอนาคตของบริษัท

 

เมื่อพูดถึงคุณสมบัตินี้ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจาก Elon Musk CEO ของ Tesla และ SpaceX ที่ขึ้นชื่อว่าไม่กลัวความเสี่ยง และมุ่งมั่นในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์และอวกาศ หรือ Jeff Bezos ที่เริ่ม Amazon จากร้านขายหนังสือออนไลน์เล็กๆ แต่มีความฝันที่จะสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก

 

2. Aligning Organization: สร้างความเป็นหนึ่งเดียวในองค์กร

 

องค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบจะมีความสามารถในการแข่งขันสูง CEO ต้องสร้างแนวทางที่ทำให้ทุกคนในองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การสื่อสารที่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้ และการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในองค์กรช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความขัดแย้งภายใน และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจและดำเนินการ

 

เช่น ในกรณีของ Satya Nadella CEO ของ Microsoft ที่เข้ามาปรับวัฒนธรรมองค์กรให้มี Growth Mindset มากขึ้น ทำให้พนักงานสามารถปรับตัวและพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ Microsoft กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

 

3. Mobilizing Talent: สร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วยคนเก่ง

 

แน่นอนว่าการที่องค์กรหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้นั้น แค่พลังของคนคนเดียวย่อมไม่เพียงพอ เช่นเดียวกันกับที่ CEO ไม่สามารถบริหารองค์กรได้เพียงลำพัง ดังนั้นการมีทีมงานที่เก่งและมีศักยภาพเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาต้องสามารถดึงดูด รักษา และพัฒนาคนเก่งให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

 

การมีทีมที่แข็งแกร่งช่วยให้บริษัทสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และเพิ่มโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

 

เช่น ในกรณีของ Steve Jobs ที่กลับมาบริหาร Apple และเลือกคนเก่งๆ อย่าง Jony Ive มาเป็นหัวหน้าทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้ Apple สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเปลี่ยนโลกได้

 

4. Engage the Board: ทำงานร่วมกับบอร์ดบริหารอย่างแข็งขัน

 

CEO ที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารและสร้างความไว้วางใจให้กับบอร์ดบริหาร พวกเขาต้องสามารถนำเสนอข้อมูลที่โปร่งใสและพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากบอร์ด เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ความสัมพันธ์ที่ดีกับบอร์ดบริหารช่วยให้ CEO สามารถดำเนินนโยบายและแผนกลยุทธ์ขององค์กรได้อย่างราบรื่น และได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

 

เช่น ในกรณีของ Sundar Pichai CEO ของ Google ที่สามารถทำให้บอร์ดและผู้ถือหุ้นมั่นใจในทิศทางของบริษัท แม้ในช่วงที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

5. Manage Stakeholders: สร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

CEO ต้องเข้าใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้า พนักงาน ชุมชน และสังคมโดยรวม พวกเขาต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรของบริษัทและผลกระทบต่อสังคม

 

การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดีช่วยให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย

 

เช่น ในกรณีของ Patagonia บริษัทเสื้อผ้ากลางแจ้งที่มุ่งเน้นความยั่งยืน CEO ของบริษัทให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุน

 

6. Self-Management: บริหารตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

 

หลายครั้ง CEO เข้าใจว่าความรับผิดชอบหลักของเขาคือการดูแลลูกน้องและคนในองค์กร พยายามทำให้พวกเขามีความสุขและปลดปล่อยศักยภาพในการทำงานออก

 

มาให้ได้ดีที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดซึ่งจะช่วยให้พนักงานในองค์กรมีความสุขก็คือ ‘สุขภาพ’ ของตัวเอง เรียกได้ว่าทั้งสุขภาพกายและใจของ CEO นั้นมีผลสำคัญต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนรอบข้างเป็นอย่างยิ่ง

 

ถ้า CEO อารมณ์ไม่ดี มีแต่พลังลบ คนรอบข้างก็จะรับพลังนั้นต่อไป จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีภายในองค์กร แต่หาก CEO ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ก็ย่อมส่งต่อพลังบวกดีๆ ให้กับสภาพแวดล้อมในองค์กร

 

CEO ต้องดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองให้ดี เนื่องจากพวกเขาคือหัวใจสำคัญขององค์กร CEO ที่ดีจะรู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน และมอบหมายงานให้กับทีมได้อย่างเหมาะสม รวมถึงหาเวลาพักผ่อนเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เช่น ในกรณีของ Warren Buffett CEO ของ Berkshire Hathaway ที่ให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ และใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์มากกว่าการทำงานที่เร่งรีบตลอดเวลา ซึ่งช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องการลงทุนได้อย่างแม่นยำ

 

ท้ายที่สุดนี้ CEO ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงผู้นำที่มีความสามารถ แต่ยังต้องมีแนวคิดและหลักการที่ช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคิดใหญ่ การสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และการบริหารตัวเองอย่างดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขานำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

 

กล่าวคือ CEO ที่ดีต้องมีทั้งความสามารถในการบริหารและความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

 

รับชมคลิปฉบับเต็มได้ที่: 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน คู่มือจาก McKinsey | CEO Priorities EP.2

 

The post 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>