Trump 2.0 | Economic Impact Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/trump-2-point-0-category/trump-2-point-0-economic-impact/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Feb 2026 05:03:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย https://thestandard.co/us-india-tariffs-russian-oil/ Tue, 03 Feb 2026 05:03:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1172967 ธงชาติ สหรัฐฯ และ อินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลงการค้าและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตกลงที่จะลดภาษี […]

The post สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติ สหรัฐฯ และ อินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลงการค้าและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% จากเดิมที่เคยพุ่งสูงถึง 50% โดยเป็นการยกเลิกภาษีลงโทษ 25% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อีก 25% เพื่อแลกเปลี่ยนกับการลดภาษีดังกล่าว อินเดียต้องเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันไปซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ และอาจรวมถึงเวเนซุเอลาแทน

 

อินเดียยังตกลงที่จะลดกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ต่อสินค้าสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ อีกทั้ง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียยังได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามนโยบาย ‘BUY AMERICAN’ ในระดับที่สูงขึ้นมาก โดยตกลงที่จะซื้อสินค้าพลังงาน รวมถึงถ่านหิน เทคโนโลยี และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อินเดียเพิ่งลงนามข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

ขณะนี้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวเกี่ยวกับวันที่มีผลบังคับใช้ เส้นตายในการเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย รวมถึงรายการสินค้าเฉพาะเจาะจงที่อินเดียต้องซื้อเพิ่มเติม

 

ผลกระทบต่อตลาดและปฏิกิริยาตอบรับ

 

ตลาดหุ้นอินเดียและหุ้นบริษัทอินเดียที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เช่น Infosys, Wipro, HDFC Bank ปรับตัวสูงขึ้นทันทีหลังจากข่าวนี้ เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปีและภาคการส่งออก

 

โดยหอการค้าสหรัฐฯ มองว่าเป็น ‘ก้าวแรก’ สู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุม ขณะที่รัฐมนตรีการค้าของอินเดียมองว่า จะช่วยปลดล็อกโอกาส สำหรับผู้ประกอบการและแรงงานในโครงการ ‘Made in India’

 

ทางด้านกลุ่มพันธมิตรธุรกิจขนาดเล็กกว่า 800 แห่ง ภายใต้ชื่อ ‘We Pay the Tariffs’ ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันอย่าเพิ่งเฉลิมฉลองกับข้อตกลงนี้ โดยระบุว่านี่คือ การปรับขึ้นภาษีแก่ภาคธุรกิจอเมริกันถึง 600% เมื่อเทียบกับปี 2024

 

ทางกลุ่มให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าจากอินเดียอยู่ที่ประมาณ 2-3% เท่านั้น แต่ในปัจจุบันกลับพุ่งสูงถึง 18% และมีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้นไปอีก หากอินเดียยังไม่ตัดขาดจากการนำเข้าน้ำมันของรัสเซียอย่างสิ้นเชิง

 

ขณะนี้รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งทำข้อตกลงการค้ากับคู่ค้าหลัก ก่อนที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินเกี่ยวกับอำนาจในการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี

 

อินเดียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากถึง 90% ได้ ‘เริ่มชะลอ’ การซื้อน้ำมันจากรัสเซียลงแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะลดลงเหลือ 8 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคมนี้ อีกทั้งการที่สหรัฐฯ ควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาได้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า อินเดียอาจซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลามาทดแทนน้ำมันรัสเซียได้

 

แฟ้มภาพ: Mark Wilson / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเหลือ 18% แลกกับเงื่อนไขให้เลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรปเพิ่ม 10-25% เพื่อกดดันขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ https://thestandard.co/trump-greenland-tariffs-europe/ Sun, 18 Jan 2026 03:09:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1166389 ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติ ยุโรปเพิ่ม 10-25% เพื่อกดดันขอซื้อเกาะ กรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมเก็ […]

The post ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรปเพิ่ม 10-25% เพื่อกดดันขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติ ยุโรปเพิ่ม 10-25% เพื่อกดดันขอซื้อเกาะ กรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่กับ 8 ชาติยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร ราว 10-25% จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้เข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งเหนือดินแดนอาร์กติกครั้งสำคัญ

 

ไทม์ไลน์และมาตรการภาษีของทรัมป์

 

1 กุมภาพันธ์ 2026: เริ่มเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% สำหรับสินค้าจาก 8 ประเทศพันธมิตรในยุโรป

 

1 มิถุนายน 2026: หากยังตกลงกันไม่ได้ ภาษีจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% และจะเก็บไปเรื่อยๆ จนกว่าดีลซื้อกรีนแลนด์จะสำเร็จ

 

โดยทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการ ‘กรรมสิทธิ์’ เหนือกรีนแลนด์เท่านั้น และไม่ยอมรับข้อเสนออื่นใด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญ

 

ปฏิกิริยาจากยุโรป

 

ผู้นำยุโรปต่างออกมาประณามการกระทำของทรัมป์อย่างรุนแรง โดยผู้นำของทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันเสียงแข็งว่า ‘เกาะกรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย’ และต้องการให้ชาวกรีนแลนด์เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วง เพื่อต่อต้านข้อเรียกร้องของทรัมป์ด้วย

 

โดยบรรดาผู้นำชาติยุโรปที่ถูกระบุชื่อต่างแสดงจุดยืน ‘สนับสนุนเดนมาร์ก’ โดยเตือนว่าการที่สหรัฐฯ พยายามยึดครองดินแดนของสมาชิก NATO อาจทำให้พันธมิตรทางทหารนี้ล่มสลายได้

 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษและผู้นำสหภาพยุโรป (EU) วิจารณ์ว่า การใช้ภาษีเล่นงานพันธมิตร เพื่อความมั่นคงร่วมกันนั้น ‘เป็นสิ่งที่ผิด’ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น ส่วนประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์เป็นสิ่งที่ ‘ยอมรับไม่ได้’

 

ทางด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EU กังวลว่า ความแตกแยกในหมู่พันธมิตรตะวันตกจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจีนและรัสเซียที่กำลังเฝ้าจับตามองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

 

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

 

คำขู่ครั้งนี้อาจทำให้ข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์เคยทำไว้กับ EU และสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่แล้วต้องหยุดชะงักหรือล้มเหลว นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการใช้ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ เพื่อบีบบังคับพันธมิตร

 

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาไปที่ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) ที่กำลังพิจารณาความชอบธรรมในการใช้เอกสิทธิ์ของประธานาธิบดีเพื่อเก็บภาษีวงกว้าง ซึ่งคำตัดสินจะมีผลต่อขอบเขตอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะอ้างเรื่องความมั่นคง แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอวกาศปีตุฟฟิก (Pituffik) และบุคลากรทางทหารอยู่บนเกาะกรีนแลนด์แล้วตามข้อตกลงปี 1951 ชาติยุโรปจึงมองว่าแรงจูงใจของทรัมป์คือ ‘การขยายดินแดน’ มากกว่า ‘เรื่องความปลอดภัย’

 

แฟ้มภาพ: Alex Wong / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรปเพิ่ม 10-25% เพื่อกดดันขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เผยสีจิ้นผิงอนุมัติดีล ขาย TikTok ให้บริษัทสหรัฐฯ เตรียมพบกันในประชุม APEC เกาหลีใต้ https://thestandard.co/trump-xi-jinping-tiktok-deal/ Sat, 20 Sep 2025 02:50:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1120880 trump-xi-jinping-tiktok-deal

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Tru […]

The post ทรัมป์เผยสีจิ้นผิงอนุมัติดีล ขาย TikTok ให้บริษัทสหรัฐฯ เตรียมพบกันในประชุม APEC เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-xi-jinping-tiktok-deal

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้อนุมัติข้อตกลงเกี่ยวกับอนาคตการดำเนินงานของ TikTok ในสหรัฐฯ ระหว่างการโทรศัพท์พูดคุยกันวานนี้ (19 กันยายน) และยืนยันว่าการพูดคุยครั้งนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี และเขาชื่นชมสี ที่อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของ TikTok ในสหรัฐฯ ถูกขายให้กับกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ

 

ขณะที่ทรัมป์เผยว่า ยังต้องมีการลงนามข้อตกลง และส่งสัญญาณว่าอาจมีกระบวนการอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

 

“เราตั้งตารอที่จะบรรลุข้อตกลงนี้” เขากล่าว แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะควบคุมการดำเนินงานของ TikTok อย่างเข้มงวด

 

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Xinhua ของทางการจีน ยังไม่ยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับการอนุมัติข้อตกลงและผลลัพธ์ของการพูดคุยตามที่ทรัมป์อ้าง โดยสี กล่าวว่า “ปักกิ่งยินดีกับการเจรจาในประเด็นเกี่ยวกับ TikTok”

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าข้อตกลงขาย TikTok ให้กับกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ จะประกอบด้วยกลุ่มบริษัทสัญชาติอเมริกัน ซึ่งรวมถึง Oracle ที่ก่อตั้งโดย Larry Ellison พันธมิตรของทรัมป์ ขณะที่ TikTok จะสามารถดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ต่อไปได้ โดยใช้อัลกอริทึมที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทแม่คือ Bytedance ของจีน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า TikTok ต้องขายกิจการให้กับนักลงทุนในสหรัฐฯ มิฉะนั้นอาจถูกแบน หรือต้องปิดการดำเนินการในสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เลื่อนเส้นตายในการบังคับใช้คำสั่งแบน TikTok ออกไปถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่มีการประกาศครั้งแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และครั้งล่าสุดคือเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ได้ขยายกำหนดเวลาออกถึงเดือนธันวาคม

 

ทรัมป์เผย เตรียมพบสีที่เกาหลีใต้

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังโพสต์ข้อความว่า การพูดคุยระหว่างเขาและสี มีความคืบหน้าในประเด็นการค้า และเขาจะได้พบกับสี ในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่เกาหลีใต้ และยังระบุว่าเขาจะเดินทางไปเยือนจีนด้วย

 

“ผมเห็นด้วยกับประธานาธิบดีสี ว่าเราจะพบกันในการประชุมสุดยอด APEC ที่เกาหลีใต้ และผมจะเดินทางไปจีนในช่วงต้นปีหน้า” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “สี จะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ในเวลาที่เหมาะสม”

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เผยสีจิ้นผิงอนุมัติดีล ขาย TikTok ให้บริษัทสหรัฐฯ เตรียมพบกันในประชุม APEC เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมอินเดียต้องซื้อน้ำมันรัสเซีย ไม่สนความสัมพันธ์สหรัฐฯ ไม่ก้มหัวสงครามภาษี? https://thestandard.co/why-india-buys-russian-oil-despite-us-tariffs/ Fri, 08 Aug 2025 12:39:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1105406

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ​ และอินเดีย ถึงจุดตกต่ำ หลังป […]

The post ทำไมอินเดียต้องซื้อน้ำมันรัสเซีย ไม่สนความสัมพันธ์สหรัฐฯ ไม่ก้มหัวสงครามภาษี? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ​ และอินเดีย ถึงจุดตกต่ำ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียถึง 2 ระลอก จาก 25% เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และล่าสุดเพิ่มเป็น 50% เพื่อลงโทษอินเดียที่ยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ในขณะที่ทรัมป์พยายามบีบรัสเซียให้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงและยุติสงครามกับยูเครน

 

ในเดือนมกราคม หลังจากทรัมป์กลับสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 บรรดานักวิเคราะห์ชาวอินเดียหลายคนพากันแสดงความยินดี เนื่องจากเชื่อว่าความสนิทสนมและเป็นกันเองระหว่างทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี จะช่วยปกป้องอินเดียจากนโยบายสงครามการค้าที่สุดโต่งของทรัมป์

 

ทั้งสองเคยขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้กัน และมักเรียกกันและกันว่าเป็นเพื่อน ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ โมดีเป็นหนึ่งในผู้นำโลกกลุ่มแรกๆ ที่ได้เข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาว

 

แต่ความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ช่วยอะไร และ 6 เดือนหลังจากนั้นอินเดียก็กลายเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่เผชิญอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงที่สุด โดยอัตราภาษีใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 สิงหาคม ในขณะที่อินเดียประณามการขึ้นภาษีของทรัมป์ว่า ‘ไร้ความเป็นธรรม’

 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคืออินเดียจะเผชิญผลกระทบจากการขึ้นภาษี 50% รุนแรงแค่ไหน และทำไมรัฐบาลอินเดียยังคงยืนกรานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และท้ายที่สุดจะสามารถต่อต้านหรือต้องยอมจำนนต่อเกมสงครามภาษีของทรัมป์?

 

ทำไมสหรัฐฯ ต้องขึ้นภาษีอินเดีย?

 

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทรัมป์มองว่าส่งผลกระทบต่อนโยบาย Make America Great Again หรือการทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ทั้งในแง่ของภาระที่สหรัฐฯ​ แบกรับในการให้ความช่วยเหลือทางการทหาร และในแง่ของเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้น

 

ในช่วงหาเสียงก่อนชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เขาประกาศจะจบสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนภายใน 24 ชั่วโมง และเดินหน้าความพยายามหลังรับตำแหน่งด้วยการเป็นตัวกลางเชื่อมการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

แต่ความพยายามนั้นยังคง ‘ล้มเหลว’ และทำให้ทรัมป์รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปูตินไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบหรือทำข้อตกลงหยุดยิงโดยไม่ได้เงื่อนไขที่เขาพอใจ ซึ่งรวมถึงการให้นานาชาติรับรองดินแดนที่รัสเซียยึดครองหรือผนวกรวมจากยูเครน เช่นแคว้นไครเมียหรือดอนบาส ซึ่งยูเครนและชาติตะวันตกปฏิเสธที่จะรับเงื่อนไข

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ทรัมป์ขู่ว่ารัสเซียจะต้องเผชิญกับมาตรการภาษีศุลกากรขั้นรุนแรงในอัตรา 100% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับยูเครนได้ภายใน 50 วัน

 

ภาษีดังกล่าวคือภาษีรอง (Secondary Tariff) ซึ่งหากสหรัฐฯ กำหนดอัตรา 100% หมายความว่าประเทศใดก็ตามที่ทำการค้ากับรัสเซียจะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 100% หากต้องการขายสินค้าให้กับสหรัฐฯ โดยถือเป็นมาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สองต่อประเทศอื่นๆ ที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งรวมถึงอินเดีย

 

ขึ้นภาษี 50% ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

 

สำหรับการส่งออกสินค้าของอินเดียไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าราว 86,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเกือบทั้งหมดอาจสูญเปล่าและไม่สามารถค้าขายได้ หากอัตราภาษี 50% ยังคงอยู่และไม่มีการปรับลด

 

ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกอินเดียส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขาแทบจะรับมือกับการขึ้นภาษี 10-15%ของสหรัฐฯ ไม่ได้ ดังนั้นภาษีนำเข้า 50% จึงเกินขีดความสามารถในการทำธุรกิจอย่างมาก

 

บริษัทหลักทรัพย์ Nomura ของญี่ปุ่นมองว่า การบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้า 50% ต่ออินเดียนั้นแทบไม่ต่างกับ ‘การคว่ำบาตรทางการค้า’ และจะนำไปสู่การหยุดชะงักอย่างกะทันหันของสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบ

 

ขณะที่ มาโนรันจัน ชาร์มา (Manoranjan Sharma) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Infomerics Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียมองว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในอัตรา 50% จะส่งผลกระทบทั้งต่อ GDP และการจ้างงานของอินเดีย

 

ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของอินเดีย คิดเป็น 18% ของการส่งออก และ 2.2% ของ GDP 

 

ซึ่งการเก็บภาษีนำเข้า 25% อาจทำให้ GDP อินเดีย ลดลง 0.2-0.4% และเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงต่ำกว่า 6% ในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม รันจีต เมห์ตา (Ranjeet Mehta) เลขาธิการหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งอินเดีย เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอินเดียยังมี ‘ความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมาก’

 

“นี่เป็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ผมคิดว่านี่เป็นเวลาที่จะต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ และมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม เราขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลอินเดียและรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกันเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้” เขากล่าว

 

ทำไมอินเดียต้องซื้อน้ำมันรัสเซีย?

 

อินเดียถือเป็นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่น้ำมันมากกว่า 85% ต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันจากซัปพลายเออร์ต่างชาติ

 

โดยปกติแล้ว อินเดียจะพึ่งพาชาติตะวันออกกลางในการจัดหาน้ำมัน เช่น อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในปี 2024 อินเดียมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 45% 

 

อย่างไรก็ตาม สงครามยูเครนที่ปะทุขึ้นในปี 2021 และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก กลายเป็นโอกาสให้อินเดียสามารถซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ในราคาลดพิเศษ

 

ขณะที่ราคาน้ำมันที่ถูกกว่า ส่งผลให้ต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันในอินเดียลดลง โดยข้อมูลที่จากกระทรวงพาณิชย์อินเดีย พบว่าในปี 2024 สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของอินเดียเกือบ 36% มาจากรัสเซีย เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% ก่อนเกิดสงครามในยูเครน 

 

แต่ข้อได้เปรียบด้านราคาน้ำมันรัสเซียเริ่มลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยลดลงจากราว14% ในปีงบประมาณ 2023-2024 เหลือประมาณ 7% ในปี 2024-2025

 

อย่างไรก็ตาม น้ำมันราคาถูกจากรัสเซียยังคงมีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ออินเดีย

 

ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการซื้อน้ำมันดิบรัสเซียของอินเดีย เป็นอีกแรงผลักดันที่ส่งเสริมความพยายามในการทำสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซีย

 

ที่ผ่านมา แม้ว่าพันธมิตรชาติตะวันตกจะพยายามขัดขวางรายได้จากการส่งออกพลังงานของรัสเซีย โดยกำหนดหลายมาตรการเพื่อคว่ำบาตร แต่รัสเซียก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางขายพลังงานจากยุโรปไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงอินเดียและจีนได้

 

นอกเหนือจากเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังมีข้อพิจารณาทางด้านเศรษฐกิจด้วย

 

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์ มองว่า การที่อินเดียมีอัตราภาษีศุลกากรที่สูงและมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barriers) นั้น หมายความว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่ส่งเงินดอลลาร์จำนวนมากไปซื้อสินค้าอินเดียในสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่อินเดียเองก็ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในการซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย

 

หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?

 

รัฐบาลอินเดียแถลงว่าการเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ นั้น “เป็นเรื่องน่าเศร้า”

 

“เราขอย้ำว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม และไม่มีเหตุผล” รันธีร์ ไจสวาล (Randhir Jaiswal) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่า อินเดียจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

 

เขายังระบุว่า “อินเดียได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่าการนำเข้าของประเทศนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการตลาด และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายโดยรวมในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประชาชน 1.4 พันล้านคน”

 

แอชลีย์ เทลลิส จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตัน มองว่าอัตราภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นนี้ จะส่งผลให้นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก โดยเธอเชื่อว่าแรงกดดันจากทรัมป์จะส่งผลให้ท้ายที่สุดอินเดียต้องยอมลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

 

“ตอนนี้อินเดียกำลังตกอยู่ในกับดักเนื่องจากแรงกดดันจากทรัมป์ โมดีจะลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่เขาไม่สามารถยอมรับต่อสาธารณะได้ เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่ายอมจำนนต่อการแบล็กเมลของทรัมป์” 

 

อ้างอิง:

The post ทำไมอินเดียต้องซื้อน้ำมันรัสเซีย ไม่สนความสัมพันธ์สหรัฐฯ ไม่ก้มหัวสงครามภาษี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ปรับอัตราภาษีตอบโต้ เรารู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/trump-new-reciprocal-tariff-info/ Fri, 01 Aug 2025 06:17:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1102571

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบ […]

The post ทรัมป์ปรับอัตราภาษีตอบโต้ เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารปรับเปลี่ยนอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ และเปิดเผยรายชื่อหลายสิบประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีนำเข้าใหม่ รวมถึงไทยซึ่งถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 19% จากอัตรา 36% ที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 

 

สำหรับประเทศที่อยู่ในรายชื่อ และสหรัฐฯ มีดุลการค้าเกินดุล จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราพื้นฐาน (Baseline) ที่ 10% เช่นเดียวกับประเทศที่ไม่อยู่ในรายชื่อ 

 

ส่วนประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 15% – 41% โดยมี 39 ประเทศ ที่ถูกเก็บภาษี 15% 

 

ทั้งนี้ ประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงที่สุดคือบราซิล 50% ตามด้วยซีเรีย 41% ส่วนในอาเซียน พบว่าประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงสุด คือเมียนมาและลาว 40% และต่ำสุดคือสิงคโปร์ที่ถูกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% 

 

ขณะที่เงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งที่สหรัฐฯ กำหนด คือบทลงโทษสำหรับประเทศที่เป็นแหล่งสวมสิทธิ์สินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 40%

 

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีศุลกากรใหม่เหล่านี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในวันนี้ (1 สิงหาคม) ตามที่คาดการณ์ไว้ แต่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 7 วันข้างหน้า หรือในวันที่ 7 สิงหาคม เพื่อให้กรมศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ มีเวลาเพียงพอในการปรับเปลี่ยนที่จำเป็นเพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่

 

 

อ้างอิง: 

The post ทรัมป์ปรับอัตราภาษีตอบโต้ เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำฟิลิปปินส์บินตรงวอชิงตัน จ่อพบทรัมป์วันนี้ หารือดีลลดภาษี https://thestandard.co/marcos-trump-trade-talks/ Tue, 22 Jul 2025 06:50:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1098376 marcos-trump-trade-talks

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส […]

The post ผู้นำฟิลิปปินส์บินตรงวอชิงตัน จ่อพบทรัมป์วันนี้ หารือดีลลดภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
marcos-trump-trade-talks

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ เป็นเวลา 3 วัน เตรียมพบปะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดีซี. วันนี้ (22 กรกฎาคม) ท่ามกลางความพยายามบรรลุข้อตกลงการค้าและลดอัตราภาษีตอบโต้ 20% ก่อนเส้นตายในวันที่ 1 สิงหาคม

 

มาร์กอส ซึ่งได้พบกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ วานนี้ (21 กรกฎาคม) เตรียมเป็นผู้นำจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรก ที่จะได้หารือกับทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 

 

มาร์กอส คาดหวังว่าการหารือกับทรัมป์ หลักๆ จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความมั่นคงและการป้องกันประเทศ รวมถึงเรื่องข้อตกลงการค้าด้วย

 

“เราจะรอดูว่าเราจะก้าวหน้าได้มากเพียงใด ในการเจรจากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการที่จะดำเนินการ เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่รุนแรงต่อฟิลิปปินส์”

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย โดยลดอัตราภาษีลงเหลือ 20% และ 19% 

 

ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งขาดดุลการค้ากับฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้ว เกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์จาก 17% ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน เป็น 20% 

 

อย่างไรก็ตาม เกรกอรี โพลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศแห่งวอชิงตัน มองว่า ฟิลิปปินส์ในฐานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ​ ในภูมิภาค อาจจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีกว่าเวียดนาม 

 

ในขณะที่มาร์กอส ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างทั้งสองประเทศที่ดำเนินมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ ซึ่งมาร์กอสเรียกสนธิสัญญาป้องกันร่วมระหว่างสองประเทศว่าเป็น ‘รากฐาน’ ของความสัมพันธ์ทวิภาคี และความเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ กำลังช่วยรักษาเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำฟิลิปปินส์บินตรงวอชิงตัน จ่อพบทรัมป์วันนี้ หารือดีลลดภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขู่เก็บภาษีรัสเซีย 100% หากไม่ยุติสงครามยูเครนใน 50 วัน พร้อมเดินหน้าส่งอาวุธสนับสนุนเคียฟผ่าน NATO https://thestandard.co/trump-ukraine-russia-tariff/ Tue, 15 Jul 2025 03:30:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1096438 trump-ukraine-russia-tariff

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกดดัน […]

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีรัสเซีย 100% หากไม่ยุติสงครามยูเครนใน 50 วัน พร้อมเดินหน้าส่งอาวุธสนับสนุนเคียฟผ่าน NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-ukraine-russia-tariff

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน ระหว่างการประชุมกับมาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดีซี. วานนี้ (14 กรกฎาคม) โดยระบุว่า สหรัฐฯ จะจัดส่ง ‘อาวุธระดับสูงสุด’ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่ยูเครน ผ่านทางประเทศสมาชิก​ NATO พร้อมทั้งขู่ว่า รัสเซียจะต้องเผชิญกับมาตรการภาษีศุลกากรขั้นรุนแรงในอัตรา 100% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับยูเครนได้ภายใน 50 วัน

 

“เราจะใช้มาตรการภาษีนำเข้าที่รุนแรงมาก หากเราไม่มีข้อตกลงภายใน 50 วัน ซึ่งก็คือภาษีนำเข้าประมาณ 100%”

 

โดยทรัมป์ เรียกการเก็บภาษีดังกล่าวว่า ภาษีรอง (Secondary Tariff) ซึ่งประเทศใดก็ตามที่ทำการค้ากับรัสเซียจะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 100% หากต้องการขายสินค้าให้กับสหรัฐฯ

 

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวชี้ว่า การเรียกเก็บภาษีรองดังกล่าว ถือเป็นมาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สองต่อประเทศอื่นๆ ที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เช่น หากอินเดียยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซีย สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีจากสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียในอัตรา 100%

 

ท่าทีของทรัมป์ ถือเป็นการพลิกจุดยืนที่ผ่านมาต่อรัสเซีย โดยระหว่างหารือกับรุตเต เขากล่าวว่า “ไม่พอใจอย่างยิ่ง” ต่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และย้ำว่าความอดทนของเขาได้หมดลงในที่สุด หลังจากที่ผู้นำรัสเซียยังคงปฏิเสธที่จะยุติการรุกรานยูเครนที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 3 ปี

 

ขณะที่ทรัมป์ เผยว่า ประเทศสมาชิก NATO ในยุโรป จะจัดส่งระบบขีปนาวุธแพทริออตของตนเอง ไปให้แก่ยูเครนเพื่อใช้ป้องกันการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย โดยสหรัฐฯ จะเป็นผู้จัดหาระบบทดแทนให้ ซึ่งชาติยุโรปจะเป็น “ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด”

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งรุตเตและทรัมป์ ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาวุธที่จะส่งไปยังเคียฟ แต่รุตเตกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง “ขีปนาวุธและกระสุน” และจะจัดส่งไปยังสนามรบในยูเครนอย่างรวดเร็ว

 

“ถ้าผมเป็นวลาดิเมียร์ ปูตินในวันนี้ ผมจะพิจารณาใหม่ว่าควรจะจริงจังกับการเจรจาเกี่ยวกับยูเครนมากกว่านี้หรือไม่” รุตเตกล่าว ในขณะที่ทรัมป์พยักหน้า

 

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เขาได้พูดคุยกับทรัมป์ ภายหลังทรัมป์พบกับรุตเต และขอบคุณทรัมป์สำหรับ “ความเต็มใจที่จะสนับสนุนยูเครน และทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อหยุดยั้งการสังหารหมู่ และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและยุติธรรม”

 

“เราได้หารือถึงวิธีการและทางออกที่จำเป็นกับประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้การคุ้มครองประชาชนยูเครนจากการโจมตีของรัสเซียได้ดีขึ้น และเพื่อเสริมสร้างจุดยืนของเรา เราพร้อมที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อบรรลุสันติภาพ” เซเลนสกีกล่าว

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ขู่เก็บภาษีรัสเซีย 100% หากไม่ยุติสงครามยูเครนใน 50 วัน พร้อมเดินหน้าส่งอาวุธสนับสนุนเคียฟผ่าน NATO appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ยืนยัน ไม่ขยายเส้นตายขึ้นภาษีทั่วโลก 1 สิงหาคม https://thestandard.co/trump-tariff-deadline/ Wed, 09 Jul 2025 03:21:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1094567 trump-tariff-deadline

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน T […]

The post ทรัมป์ยืนยัน ไม่ขยายเส้นตายขึ้นภาษีทั่วโลก 1 สิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-tariff-deadline

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า จะไม่ขยายกำหนดเส้นตายสำหรับการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้กับคู่ค้าหลายประเทศรวมถึงไทย ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ 

 

“ตามจดหมายที่ส่งไปยังประเทศต่างๆ เมื่อวานนี้ เพิ่มเติมถึงจดหมายที่จะส่งในวันนี้ พรุ่งนี้ และในช่วงสั้นๆ หลังจากนี้ ภาษีศุลกากรจะเริ่มต้นชำระในวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จนถึงวันที่ดังกล่าว และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินทั้งหมดจะครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 เป็นต้นไป และจะไม่มีการต่ออายุใดๆ” ทรัมป์ ระบุ

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ ได้เลื่อนกำหนดเส้นตายในการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้จากวันที่ 9 กรกฎาคม มาเป็นวันที่ 1 สิงหาคม โดยเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงไทย เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ​ ในช่วงเวลาก่อนที่ภาษีตอบโต้จะบังคับใช้

 

ขณะที่ท่าทีล่าสุดของเขา มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนหน้านี้ ว่ากำหนดเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. นั้น ‘แน่นอน’ แต่ ‘ยังไม่แน่นอน 100%’

 

โดยเขาชี้ว่าข้อเสนอในจดหมายที่ส่งถึง 14 ประเทศรวมถึงไทยนั้นอาจจะเป็นข้อเสนอสุดท้าย แต่หากประเทศต่างๆ ยื่นข้อเสนออื่น และเขาชอบ ก็อาจจะตกลงกันได้

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Ken Cedeno/File Photo 

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ยืนยัน ไม่ขยายเส้นตายขึ้นภาษีทั่วโลก 1 สิงหาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจกลับคืนมา’ เปิดเอกสารข้อเท็จจริงทำเนียบขาว แจงที่มาขึ้นภาษีนำเข้า 14 ประเทศรวมไทย https://thestandard.co/us-reciprocal-tariff-thailand/ Tue, 08 Jul 2025 03:14:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1094054 us-reciprocal-tariff-thailand

เว็บไซต์ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารข้อเท็จจริง เกี่ย […]

The post ‘นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจกลับคืนมา’ เปิดเอกสารข้อเท็จจริงทำเนียบขาว แจงที่มาขึ้นภาษีนำเข้า 14 ประเทศรวมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-reciprocal-tariff-thailand

เว็บไซต์ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการบังคับใช้ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และประกาศอัตราภาษีใหม่ ซึ่งมีหลายประเทศที่จะได้รับการปรับอัตราภาษีตอบโต้ให้ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศไว้ในตอนแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายน ขณะที่มี 14 ประเทศรวมถึงไทย ที่จะเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่สูงกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เนื้อหาเอกสาร มีการชี้แจงถึงที่มาที่ไปของการปรับอัตราภาษี และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่จะ “นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของอเมริกากลับคืนมา”

 

พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า “ประเทศที่ไม่จริงจังกับการแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้า ทั้งในด้านภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของอเมริกาและเป็นผลเสียต่อแรงงาน เกษตรกร และธุรกิจของอเมริกา กำลังเผชิญกับผลที่ตามมา”

 

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดของเอกสารข้อเท็จจริงฉบับนี้

 

เอกสารข้อเท็จจริง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ยังคงบังคับใช้ภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ และประกาศอัตราภาษีศุลกากรใหม่

 

ทำเนียบขาว

7 กรกฎาคม 2025

 

ให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำ : วันนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่กำหนดว่า อัตราภาษีศุลกากรบางประเภท ซึ่งเดิมกำหนดให้สิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 สิงหาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ส่งจดหมายภาษีศุลกากรไปยังหลายประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับภาษีศุลกากรแบบตอบโต้อัตราใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินการดังกล่าวโดยอาศัยข้อมูลและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการเจรจาการค้า

 

  • นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แก้ไขอัตราภาษีศุลกากรเมื่อประมาณ 90 วันก่อน ประเทศต่างๆ หลายสิบประเทศได้ตกลงหรือเสนอที่จะลดอัตราภาษีศุลกากรของตนและขจัดการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร เพื่อมุ่งสู่ความสัมพันธ์ทางการค้าที่สมดุลมากขึ้นกับสหรัฐฯ

 

  • แม้จะมีความก้าวหน้าครั้งสำคัญและเป็นประวัติศาสตร์นี้ แต่การขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ก็ยังคงรุนแรง

 

  • แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเปิดรับการหารือและข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังดำเนินการเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าให้ก้าวไปข้างหน้า

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ส่งจดหมายถึงหลายประเทศเพื่ออธิบายว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป ประเทศต่างๆ จะต้องเสียภาษีศุลกากรแบบตอบโต้อัตราใหม่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เงื่อนไขความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีของเรามีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในอนาคต และเพื่อแก้ไขภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่เกิดจากการขาดดุลการค้าของสินค้าสหรัฐฯ ในปริมาณมหาศาล

 

  • ในบางกรณี ประเทศต่างๆ จะต้องเสียภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ที่มีการปรับปรุงใหม่ ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่ประกาศไว้ในตอนแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายน

 

  • สำหรับประเทศอื่นๆ อัตราภาษีศุลกากรแบบตอบโต้อาจสูงกว่าอัตราเดิม

 

  • ประธานาธิบดีอาจส่งจดหมายเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยประเทศที่เขาส่งจดหมายถึงวันนี้ ได้แก่ :

 

  • ญี่ปุ่น (25%)
  • เกาหลี (25%)
  • แอฟริกาใต้ (30%)
  • คาซัคสถาน (25%)
  • ลาว (40%)
  • มาเลเซีย (25%)
  • เมียนมา (40%)
  • ตูนิเซีย (25%)
  • บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (30%)
  • อินโดนีเซีย (32%)
  • บังกลาเทศ (35%)
  • เซอร์เบีย (35%)
  • กัมพูชา (36%)
  • ไทย (36%)

 

นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของเรากลับคืนมา : คำสั่งในวันนี้ ร่วมกับจดหมายที่ส่งถึงหุ้นส่วนทางการค้า เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะนำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของอเมริกากลับคืนมา โดยแก้ไขความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่เกิดการตอบแทนหลายประการ ซึ่งคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและชาติของเรา

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นนักเจรจาการค้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ กลยุทธ์ของเขาเน้นไปที่การแก้ไขความไม่สมดุลในระบบในอัตราภาษีศุลกากรของเรา ซึ่งทำให้สนามแข่งขันเอนเอียงไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อหุ้นส่วนทางการค้าของเรามานานหลายทศวรรษ

 

  • ประเทศที่ไม่จริงจังกับการแก้ไขการกีดกันทางการค้าทั้งด้านภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของอเมริกาและส่งผลเสียต่อแรงงาน เกษตรกร และธุรกิจของอเมริกา กำลังเผชิญกับผลที่ตามมา

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ยินดีต้อนรับธุรกิจของพันธมิตรทางการค้าของเราบนแผ่นดินอเมริกา เนื่องจากประเทศเหล่านี้ ทราบดีอยู่แล้วว่าจะไม่มีภาษีศุลกากรหากพวกเขาตัดสินใจสร้างหรือผลิตสินค้าในประเทศของเรา

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ให้คำมั่นว่า สหรัฐอเมริกาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว เป็นมืออาชีพ และเป็นปกติ เพื่อนำการจ้างงานด้านการผลิตกลับคืนมาสู่ชาวอเมริกัน

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและทรงพลังในการให้ความสำคัญกับอเมริกามาเป็นอันดับแรก หลังจากหลายปีของการขาดดุลการค้าที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งคุกคามเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติของเรา

 

ปลดปล่อยอเมริกาจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : นับตั้งแต่วันแรก ประธานาธิบดีทรัมป์ท้าทายสมมติฐานที่ว่า แรงงานและธุรกิจของอเมริกาต้องทนต่อการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้พวกเขาเสียเปรียบมานานหลายทศวรรษ และมีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ของเรา

 

  • เมื่อวันที่ 2 เมษายน ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อตอบสนองต่อการขาดดุลการค้าต่อสินค้าของสหรัฐฯ จำนวนมากและต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากการขาดความสมดุลในความสัมพันธ์การค้าทวิภาคี การกีดกันทางด้านภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากรอย่างไม่เป็นธรรม และนโยบายเศรษฐกิจของหุ้นส่วนทางการค้าของสหรัฐฯ ที่กดทับค่าจ้างและการบริโภคในประเทศ

 

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงส่งเสริมผลประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกันด้วยการเรียกร้องให้คู่ค้าขจัดการกีดกันทางด้านภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากร และขยายการเข้าถึงตลาดสำหรับผู้ส่งออกของสหรัฐฯ

 

  • การประกาศในวันนี้ ซึ่งอิงจากหลักความเท่าเทียมกันและความยุติธรรม จะช่วยนำพายุคทองมาสู่ประชาชนชาวอเมริกัน

 

อ้างอิง : 

 

The post ‘นำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจกลับคืนมา’ เปิดเอกสารข้อเท็จจริงทำเนียบขาว แจงที่มาขึ้นภาษีนำเข้า 14 ประเทศรวมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ https://thestandard.co/china-rare-earth-us-deal/ Fri, 27 Jun 2025 09:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1090034 china-rare-earth-us-deal

กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (27 มิถุนายน) ว่า […]

The post จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-rare-earth-us-deal

กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (27 มิถุนายน) ว่าจะอนุมัติการส่งออกแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) ไปยังสหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการควบคุมและจำกัดการส่งออกสินค้าบางรายการไปยังจีน

 

แถลงการณ์ของจีนมีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ​และจีน ได้บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกัน โดยลุตนิก เปิดเผยต่อ Bloomberg ว่ามีการลงนามไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และจีนพยายามเจรจา เพื่อบรรลุข้อตกลงในการคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก และแม่เหล็กของจีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงเครื่องบินรบ

 

โดยลุตนิก ยืนยันว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะส่งมอบแร่ธาตุหายากให้แก่สหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะลดมาตรการตอบโต้

 

ข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ชี้ว่าจีนควบคุมการผลิตและแปรรูปแร่ธาตุหายากทั่วโลกประมาณ 90% 

 

ขณะที่การบรรลุข้อตกลงการค้าดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่สองประเทศบรรลุข้อตกลงลดภาษีศุลกากรหลังการเจรจาที่นครเจนีวา เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ข้อตกลงกลับล้มเหลวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจ ที่จีนไม่ยกเลิกจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก และดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการควบคุมการส่งออกชิป ซอฟต์แวร์ เอทานอล และเครื่องยนต์เจ็ต พร้อมทั้งขู่จะเพิกถอนวีซ่าสหรัฐฯ ของนักศึกษาจีน แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจากันอีกครั้งที่กรุงลอนดอน ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: United States Treasury / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ไฟเขียวใช้ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจถึง 31 ก.ค. – ธุรกิจเล็กแห่ฟ้อง ผู้นำเข้าไวน์เตือนเสี่ยงล้มละลาย https://thestandard.co/us-appeals-court-upholds-trump-tariffs/ Wed, 11 Jun 2025 10:58:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1084142

ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ไฟเขียวให้ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี Lib […]

The post ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ไฟเขียวใช้ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจถึง 31 ก.ค. – ธุรกิจเล็กแห่ฟ้อง ผู้นำเข้าไวน์เตือนเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ไฟเขียวให้ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี Liberation Day พร้อมเผยภาษีศุลกากรของทรัมป์อาจมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกนาน จนกว่าศาลจะนัดพิจารณาคดี 31 ก.ค.

 

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ (US Court of Appeals for the Federal Circuit) มีคำสั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อนุญาตให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก (Global Tariffs) ต่อไปได้เป็นการชั่วคราว

 

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวก็เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนผันก่อนหน้านี้ให้กับฝ่ายบริหาร ในขณะที่คดีนั้นยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำตัดสินของศาลล่างเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งได้ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีดังกล่าว

 

โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แย้งว่า มาตรการนี้ยังมีความจำเป็นในการเจรจาการค้า และมีความสำคัญมากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ แม้ภาคธุรกิจขนาดเล็กกำลังยื่นฟ้องร้อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ ศาลจัดให้คดีนี้อยู่ในกระบวนการเร่งด่วน โดยให้เหตุผลว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ พร้อมนัดพิจารณาคดีในวันที่ 31 กรกฎาคม

 

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้อธิบายเหตุผลอย่างละเอียดในการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ระบุว่าฝ่ายรัฐบาลได้แสดงหลักฐานเพียงพอว่าการระงับคำสั่งของศาลล่างไว้ชั่วคราวนั้น “เหมาะสม” แล้ว และไม่มีผู้พิพากษาเห็นแย้งแต่อย่างใด

 

ฟากฝั่งภาคธุรกิจ อย่างบริษัทผู้นำเข้าไวน์ในนิวยอร์ก V.O.S. Selections, Inc. และบริษัทอื่นๆ ระบุว่า มาตรการภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อต้นทุนสูงขึ้น ยอดขายลดลง และอาจทำให้บริษัทเข้าขั้นล้มละลาย

 

ขณะที่ฝ่ายบริหารแย้งว่าการยับยั้งมาตรการภาษีจะกระทบต่อการทูตของสหรัฐฯ และล่วงละเมิดอำนาจประธานาธิบดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ นอกจากนี้ ฝั่งพรรคเดโมแครตจำนวน 12 มลรัฐ เข้าร่วมฟ้องร้องรัฐบาลในประเด็นนี้ด้วย

 

ทั้งนี้ คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างคณะเจรจาของสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดด้านการค้า โดยตัวแทนของสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกประกาศข้อตกลงดังกล่าวในวันที่สองของการเจรจาในกรุงลอนดอนเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

 

ทรัมป์อธิบายว่า ภาษีศุลกากรมีความสำคัญต่อการปรับสมดุลระหว่างธุรกิจและแรงงานของสหรัฐฯ ท่ามกลางการขาดดุลการค้าที่ยืดเยื้อมานาน

 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากไม่เก็บภาษีนำเข้าใหม่เพิ่มเติม อัตราภาษีศุลกากรที่มีผลบังคับใช้สำหรับสินค้าของประเทศจะลดลงจาก 13-14% เหลือ 5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าระดับในปี 2024 ประมาณสองเท่าอยู่ดี

 

“คำสั่งล่าสุดยิ่งสร้างความกังวลต่อภาคธุรกิจ เกี่ยวกับแผนการลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นมาตรการที่ทรัมป์ได้กำหนด ระงับ เพิ่ม และลดภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงซึ่งสร้างความปั่นป่วน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งทำให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคต้องดิ้นรนเพื่อตัดสินใจว่าวางแผนนำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศในช่วงเวลาไหน จะมีราคาเท่าไร ในอีกไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนข้างหน้า”

 

แม้ทรัมป์เรียกร้องให้ธุรกิจหันมาตั้งฐานผลิตในสหรัฐฯ จ้างงานชาวอเมริกันมากขึ้นตามนโยบาย และเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรที่ประกาศไว้ แต่สำหรับภาคธุรกิจไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลาและเงินลงทุน ซึ่งค่อนข้างใช้เวลานานหลายปี และต้องใช้เงินหลายล้านหรือหลายพันล้านดอลลาร์

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ไฟเขียวใช้ ‘ภาษีทรัมป์’ อาจถึง 31 ก.ค. – ธุรกิจเล็กแห่ฟ้อง ผู้นำเข้าไวน์เตือนเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีน ปิดฉากเจรจาที่ลอนดอนวันที่สอง บรรลุดีลกรอบการทำงานการค้า คลายข้อจำกัดการส่งออก https://thestandard.co/us-china-trade-framework/ Wed, 11 Jun 2025 02:59:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1083866 us-china-trade-framework

โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวภายหล […]

The post สหรัฐฯ-จีน ปิดฉากเจรจาที่ลอนดอนวันที่สอง บรรลุดีลกรอบการทำงานการค้า คลายข้อจำกัดการส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-china-trade-framework

โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงลอนดอนในวันที่สอง โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างกัน และคาดหวังว่ากรอบการทำงานนี้จะสามารถแก้ไขการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) และแม่เหล็กของจีน

 

การเจรจารอบล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการเจรจาที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเป็นเวลา 90 วัน

 

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มแย่ลงอีกครั้งจากปัญหาสำคัญสองประการ ได้แก่ การควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน และการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ที่มาจากสหรัฐฯ

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้โทรศัพท์พูดคุยกันเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลช่วยคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นและนำมาซึ่งการเจรจารอบนี้

 

ลุตนิกกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กรอบการทำงานดังกล่าวถือเป็น ‘เนื้อหาที่สำคัญ’ ของข้อตกลงลดภาษี โดยทั้งสองฝ่ายจะนำดีลกรอบการทำงานที่ได้ไปเสนอต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง เพื่ออนุมัติการดำเนินการ

 

“เราได้บรรลุกรอบการทำงานเพื่อนำฉันทมติที่เจนีวาและการเรียกร้องระหว่างประธานาธิบดีทั้งสองฝ่ายไปปฏิบัติ แนวคิดคือ เราจะกลับไปคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกครั้งและให้แน่ใจว่าเขาเห็นชอบด้วย ส่วนพวกเขาจะกลับไปคุยกับประธานาธิบดีสีเพื่อให้แน่ใจว่าเขาเห็นชอบด้วย และหากได้รับการอนุมัติ เราจะนำกรอบการทำงานดังกล่าวไปปฏิบัติ” ลุตนิกกล่าว

 

ขณะที่หลี่เฉิงกัง รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันในหลักการเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการตามฉันทมติที่ผู้นำของทั้งสองประเทศตกลงกันในระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ และในระหว่างการเจรจาที่เจนีวาเมื่อเดือนที่แล้ว”

 

ภาพ: United States Treasury / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ-จีน ปิดฉากเจรจาที่ลอนดอนวันที่สอง บรรลุดีลกรอบการทำงานการค้า คลายข้อจำกัดการส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เผย สหรัฐฯ-จีน เตรียมเจรจาการค้าอีกรอบที่ลอนดอน วันที่ 9 มิ.ย. https://thestandard.co/us-china-trade-talks-london/ Sat, 07 Jun 2025 02:41:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1082703 us-china-trade-talks-london

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่าน Truth Social วาน […]

The post ทรัมป์เผย สหรัฐฯ-จีน เตรียมเจรจาการค้าอีกรอบที่ลอนดอน วันที่ 9 มิ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-china-trade-talks-london

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่าน Truth Social วานนี้ (6 มิถุนายน) ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ​ และจีน จะร่วมโต๊ะเจรจาการค้าอีกครั้งที่กรุงลอนดอน ของอังกฤษ ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ เพื่อหารือข้อตกลงแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ขณะที่ทรัมป์ เผยว่าได้คุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน และจีนตอบตกลงที่จะฟื้นการส่งออกแร่ธาตุหายากและแม่เหล็กไปยังสหรัฐฯ อีกครั้ง

 

สำหรับผู้แทนของสหรัฐฯ ​ที่จะเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ ได้แก่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีนยังไม่แน่ชัดว่าจะส่งใครเข้าร่วมเจรจา โดยทรัมป์แสดงความคาดหวังว่าการเจรจารอบนี้จะเป็นไปด้วยดี

 

กำหนดการเจรจารอบใหม่ มีขึ้น 1 วันหลังจากที่ทรัมป์ โทรศัพท์สายตรงพูดคุยกับสีจิ้นผิง ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ​ แสดงความต้องการให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กให้ หลังจากที่ระงับไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากจีนเป็นผู้ส่งออกแร่หายากรายใหญ่ของโลก

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เผย สหรัฐฯ-จีน เตรียมเจรจาการค้าอีกรอบที่ลอนดอน วันที่ 9 มิ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/trump-tariffs-next-steps/ Fri, 30 May 2025 04:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1080196

ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ในนครนิวยอร์ก มีคำสั่งให้ร […]

The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) ในนครนิวยอร์ก มีคำสั่งให้ระงับการบังคับใช้นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก รวมถึงภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการ ‘ใช้อำนาจเกินขอบเขต’ จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

 

รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มอบอำนาจแก่รัฐสภาในการควบคุมการค้ากับประเทศอื่นๆ และอำนาจนี้ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยอำนาจของประธานาธิบดีในการปกป้องเศรษฐกิจ ขณะที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรต่อทั่วโลก โดยอ้างกฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ซึ่งศาลมองว่ากฎหมายฉุกเฉินดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิฝ่ายเดียวในการกำหนดภาษีศุลกากรกับแทบทุกประเทศทั่วโลก

 

ก่อนที่ทีมบริหารของทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์ โดยทรัมป์ให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับแรก และรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะใช้ทุกอำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้และฟื้นคืนความยิ่งใหญ่ของอเมริกา

 

ต่อมาศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ได้สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้า พร้อมคุ้มครองนโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ชั่วคราว ซึ่งทั้งสองคำตัดสินเกิดขึ้นต่อเนื่องกันภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สร้างความโกลาหลเพิ่มเติมให้กับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์

 

จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

 

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ขณะนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ชายแดน ภาษีนำเข้ายังคงต้องชำระเช่นเดิม เรื่องนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ก่อน และหากผลอุทธรณ์สำเร็จ CBP จึงจะออกคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม

 

หนทางยังอีกยาวไกล และศาลในระดับสูงกว่าอาจมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อทรัมป์มากกว่า แต่ถ้าหากศาลทั้งหมดสนับสนุนคำตัดสินนี้ ธุรกิจที่เคยจ่ายภาษีนำเข้าจะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)

 

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CBP ยังให้รายละเอียดว่า กฎหมายที่ทรัมป์ใช้เป็นข้ออ้างในการเก็บภาษีตอบโต้ (IEEPA) เป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจากยุค 1970 ซึ่งถูกนำกลับมาใช้ในปี 2019 เพื่อรองรับการเก็บภาษีกับเม็กซิโก ขณะที่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายอีกฉบับ (Section 232) จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินในวันนี้

 

ขณะนี้บรรดาสหภาพยุโรป จีน และอีกหลายประเทศต่างกำลังเร่งหาทางทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ให้ทันก่อนถึงเส้นตาย 8 กรกฎาคมนี้ คำถามสำคัญคือ พวกเขายังจำเป็นต้องเร่งรีบเช่นนั้นต่อไปหรือไม่ หรือแม้แต่ต้องดำเนินการต่อไปหรือเปล่า บทวิเคราะห์ใน BBC มองว่า ไม่ว่าสุดท้ายแล้วศาลจะตัดสินอย่างไรเกี่ยวกับความชอบธรรมในการประกาศใช้นโยบายการขึ้นภาษี ทรัมป์ก็ยังคงจะเดินหน้าต่อสู้ในประเด็นนี้ต่อไป จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะหา ‘ช่องทางอื่น’ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการในระบบการค้าระหว่างประเทศ

 

หัวหน้าคณะเจรจาการค้าของอินเดียกับสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า การเจรจา “ดำเนินไปได้ด้วยดี” ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาและประเทศอื่นๆ จะยังคงต้องพยายามหาทางเจรจาแก้ไขความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไป

 

ส่วนฉากทัศน์ที่ว่า ทรัมป์จะหาทางลงและยอมถอยเกี่ยวกับนโยบายภาษีนี้ ยังเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ ‘น้อยที่สุด’ โดยในหนังสือ The Art of the Deal ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าเขาเชื่อว่า “คุณควรต่อสู้ในทุกการเจรจาจนถึงที่สุด” และตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่า เขาจะยอมถอยในเร็วๆ นี้

 

มุมมองผู้เชี่ยวชาญของไทย

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) แสดงความเห็นผ่านเพจ Facebook เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล CIT ว่าเป็น ‘เบรกมือฉุกเฉิน’ ที่สำคัญต่อการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในนโยบายการค้า เนื่องจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศไม่ควรเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์หรือกลยุทธ์การเมืองในแต่ละช่วงเวลา หากศาลไม่ยับยั้งคำสั่งเหล่านี้ไว้ เราอาจเห็นการใช้คำว่า ‘ภัยคุกคาม’ เป็นข้ออ้างเพื่อออกภาษีทุกครั้งที่มีปัญหาทางการทูต และที่สำคัญวันนี้ยังไม่มีประเทศไหนลงนามรับเงื่อนไขภาษีเหล่านี้อย่างถาวร

 

หลังจากที่ศาลอุทธรณ์สั่งชะลอคำตัดสินของศาล CIT โดยเปิดทางให้กลับมาเก็บภาษีต่อได้ชั่วคราว ระหว่างรอผลอุทธรณ์ ฝ่ายทีมบริหารของทรัมป์ก็ระบุว่า ถ้าไม่ชนะจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อศาลฎีกาต่อ พร้อมหาช่องทางอื่นมารองรับแทน เพื่อไม่ให้คำตัดสินนี้ล้มระบบภาษีนำเข้าทั้งหมด โดย ดร.พิพัฒน์ มองว่า บรรยากาศคือระเบิดเวลาแบบ ‘วันปลดแอก’ (Liberation Day) จริงๆ ซึ่งเกี่ยวพันทั้งมิติการเมือง กฎหมายและเศรษฐกิจโลกในเวลาเดียวกัน

 

ทางด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แสดงความเห็นผ่านเพจ Facebook ถึงผลกระทบระยะสั้นว่า ภาษีนำเข้าชุดใหญ่ของทรัมป์ จะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปชั่วคราว และเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหาร ‘ยื้อเวลา’ พร้อมพิจารณาใช้กฎหมายอื่นแทน IEEPA

 

คำถามสำคัญคือ แล้วรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำอะไรต่อ? ดร.สันติธาร ระบุว่า หลังจากอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ เข้าใจว่าต่อให้สมมติว่า สุดท้ายการอ้างกฎหมาย IEEPA ถูกตีตกไป แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอื่น เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์ภาษีได้ เช่น

 

1. มาตรา 122 (Trade Act of 1974)

  • สามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องสอบสวน
  • เก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน
  • ต้องขออนุมัติรัฐสภาหากต้องการต่ออายุ
  • คาดว่าอาจใช้แทนภาษี 10% ที่ถูกระงับ

 

2. มาตรา 301 (Trade Act of 1974)

  • ใช้ตอบโต้ ‘การค้าที่ไม่เป็นธรรม’ เช่น การอุดหนุน หรือขโมยเทคโนโลยี
  • ไม่มีเพดานหรือข้อจำกัดด้านเวลา แต่ต้องผ่านการสอบสวนก่อน
  • เหมาะกับการเจาะเป้าหมายประเทศคู่ค้ารายใหญ่

 

3. มาตรา 232 (Trade Expansion Act of 1962)

  • ใช้เหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’
  • เคยใช้กับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ อาจขยายสู่ยาหรืออิเล็กทรอนิกส์ หรือกว้างกว่านั้น

 

4. มาตรา 338 (Tariff Act of 1930)

  • อนุญาตให้เก็บภาษีสูงสุด 50% หากประเทศนั้นเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐฯ
  • ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดใช้มาก่อน

 

ดร.สันติธาร ระบุว่า แม้จะเสียหมาก IEEPA จากศาลชั้นต้น แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ล่าสุดทำให้รัฐบาลทรัมป์ยังคงเดินหน้าต่อได้ เช่น ในระยะสั้น อาจใช้มาตรา 122 ออกภาษีใหม่ทันที ขณะที่ในระยะยาว อาจเปิดแนวรบใหม่ผ่านมาตรา 301 และ 232 เพื่อสร้าง ‘ระบบภาษีถาวร ที่เจาะลึกและรัดกุมกว่าเดิม

 

สิ่งที่แน่นอนคือ ‘ความไม่แน่นอน’ ที่เกิดขึ้นจากที่ไกลตัว แต่ดันมีผลกระทบใกล้ตัวมาก ดังนั้น คน ธุรกิจ และประเทศต้องเตรียมรับมืออยู่เสมอ สงครามการค้าอาจเปลี่ยนรูปแบบต้องใช้กระบวนท่ายากและซับซ้อนขึ้น ‘แต่ยังไม่จบแน่นอน’ คงต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหนึ่งในคำถามสำคัญคือ หากเขาไม่ได้มี ‘กระสุนกีดกันการค้า’ แบบไม่จำกัดแบบเดิมแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ จะเลือกใช้กับประเทศไหนบ้าง อุตสาหกรรมใดบ้าง และประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรดาร์

 

แฟ้มภาพ: Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จะเกิดอะไรขึ้นต่อ-ผลกระทบการต่อสู้ในชั้นศาล ปมภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามเผย เจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีกับสหรัฐฯ แล้ว เห็นพ้องข้อเสนอ-แนวทางฮานอย หวังผลลัพธ์เชิงบวก https://thestandard.co/vietnam-us-trade-talks-tariff-negotiation-hanoi-2025/ Sun, 18 May 2025 05:18:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1075431 รัฐมนตรีเวียดนามและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จับมือเจรจาภาษี

กระทรวงการค้าเวียดนามเผยแพร่แถลงการณ์ว่า เหงียน ฮง เดีย […]

The post เวียดนามเผย เจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีกับสหรัฐฯ แล้ว เห็นพ้องข้อเสนอ-แนวทางฮานอย หวังผลลัพธ์เชิงบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีเวียดนามและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จับมือเจรจาภาษี

กระทรวงการค้าเวียดนามเผยแพร่แถลงการณ์ว่า เหงียน ฮง เดียน (Nguyen Hong Dien) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของเวียดนาม และเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้ร่วมเจรจาข้อตกลงการค้ากัน ที่เกาะเชจู ของเกาหลีใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม) ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ครั้งที่ 31 โดยถือเป็นการเจรจาระดับรัฐมนตรีโดยตรงครั้งแรก หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

แถลงการณ์ของกระทรวงการค้าเวียดนามระบุว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ที่มั่นคง

 

โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ชื่นชมความกระตือรือร้นของเวียดนามในการเตรียมการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย และเห็นด้วยกับแนวทางและข้อเสนอของเวียดนาม และคาดหวังว่า การเจรจาระดับเทคนิคระหว่างทั้งสองฝ่ายที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในเชิงบวก

 

การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ ระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อนานาประเทศ รวมถึงเวียดนามที่เผชิญอัตราภาษีสูงถึง 46% เป็นเวลา 90 วัน

 

โดยหากภาษีตอบโต้ในอัตราดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด

และอาจกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมากที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก

 

ขณะที่เวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลต่อสหรัฐฯ สูงสุดเป็นอันดับ 4 จากบรรดาคู่ค้า ทั้งหมด โดยในปีที่แล้วมีมูลค่ากว่า 123,500 ล้านดอลลาร์

 

เพื่อลดการเกินดุลทางการค้าดังกล่าว รัฐบาลฮานอยได้พยายามดำเนินหลายมาตรการในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการลดภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนมากที่ส่งไปยังสหรัฐฯ และเพิ่มความพยายามที่จะควบคุมการขนส่งสินค้าจีนไปยังสหรัฐฯ ผ่านดินแดนของเวียดนาม

 

ภาพ: Athit Perawongmetha / File Photo / Reuters

อ้างอิง:

The post เวียดนามเผย เจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีกับสหรัฐฯ แล้ว เห็นพ้องข้อเสนอ-แนวทางฮานอย หวังผลลัพธ์เชิงบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปดีลประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-กาตาร์’ แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ 1.2 ล้านล้าน ขายเครื่องบิน Boeing 210 ลำ https://thestandard.co/trump-qatar-economic-deal-boeing/ Thu, 15 May 2025 04:08:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1074483 trump-qatar-economic-deal-boeing

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงโดฮาของ […]

The post สรุปดีลประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-กาตาร์’ แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ 1.2 ล้านล้าน ขายเครื่องบิน Boeing 210 ลำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-qatar-economic-deal-boeing

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางถึงกรุงโดฮาของกาตาร์ วานนี้ (14 พฤษภาคม) โดยเป็นประเทศที่ 2 ในทริปการเยือนอ่าวเปอร์เซีย โดยทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ไปเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ทรัมป์ได้หารือทวิภาคีกับ ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล ธานี (Sheikh Tamim bin Hamad Al-Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ และได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับ ซึ่งทำเนียบขาวเผยว่า เป็นข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ มูลค่าอย่างน้อย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

 

หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญ รวมถึงข้อตกลงที่สายการบิน Qatar Airways สั่งซื้อเครื่องบิน 210 ลำ จากบริษัท Boeing ของสหรัฐฯ มูลค่ารวม 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้งเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner 130 ลำ และ Boeing 777X จำนวน 30 ลำ และมีตัวเลือกสำหรับเครื่องบินขนส่งระยะไกลอีก 50 ลำ 

 

โดยเครื่องบิน Boeing 787 นั้น Qatar Airways เลือกใช้เครื่องยนต์ GEnx ของ GE Aerospace แทนเครื่องยนต์ Trent 1000 ของ Rolls-Royce ขณะที่คาดว่าการส่งมอบเครื่องบินทั้งหมดต้องใช้เวลาอีกหลายปี

 

ทรัมป์กล่าวระหว่างการเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามระหว่างซีอีโอของ Boeing และ Qatar Airways ว่านี่เป็น “คำสั่งซื้อเครื่องบินเจ็ตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Boeing”

 

ภายหลังประกาศข้อตกลง ส่งผลให้หุ้นของ Boeing เพิ่มสูงขึ้น 0.6 เปอร์เซ็นต์ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ขณะที่หุ้นของ GE Aerospace เพิ่มขึ้นทันที 0.7 เปอร์เซ็นต์

 

โดยนอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงอื่นๆ ระหว่างสหรัฐฯ และกาตาร์ เช่น การสั่งซื้อเทคโนโลยีโดรนและต่อต้านโดรนจากบริษัทด้านการทหารของสหรัฐฯ และการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารรายละเอียดข้อตกลงดังกล่าว และชี้ว่าเป็นข้อตกลงที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตและนวัตกรรมของสหรัฐฯ และเสริมสร้างความเป็นผู้นำ ทั้งในด้านการผลิตและเทคโนโลยี

 

โต้เสียงวิจารณ์ กาตาร์มอบวังลอยฟ้าเป็นของขวัญ

 

ทั้งนี้ ก่อนการเยือนกาตาร์ ปรากฏข่าวที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ จากรายงานที่ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะรับของขวัญจากกาตาร์ เป็นเครื่องบิน Boeing สุดหรู มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘พระราชวังลอยฟ้า’

 

หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง จะถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยได้รับ แต่นักวิจารณ์เตือนว่า ของขวัญดังกล่าวอาจทำให้เกิดข้อกังวลด้านจริยธรรมและกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าตอบแทน ซึ่งห้ามรัฐบาลกลางรับของขวัญจากรัฐบาลต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังปกป้องแนวคิดการรับของขวัญชิ้นใหญ่จากกาตาร์ โดยโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย เรียกเครื่องบินลำดังกล่าวว่า “ของขวัญที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย” ซึ่ง “ทำขึ้นในการทำธุรกรรมที่เปิดเผยและโปร่งใส”

 

ขณะที่เขาปฏิเสธรายงานของสื่อ ที่ระบุว่ามีแผนจะใช้เครื่องบินดังกล่าวเป็นยานพาหนะส่วนตัวหลังลงจากตำแหน่ง 

 

ด้าน ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al-Thani ) นายกรัฐมนตรีกาตาร์ ปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าเขาไม่ทราบว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงกลายเป็นข่าวใหญ่โต

 

เขาชี้แจงว่าการมอบของขวัญเป็นเครื่องบินสุดหรูนี้ ไม่ใช่ของขวัญส่วนตัวของทรัมป์ แต่เป็น ‘ธุรกรรมระหว่างรัฐบาล’

 

“เป็นธุรกรรมระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสหรัฐฯ หรือฝ่ายกาตาร์ก็ตาม เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกลาโหม” เขากล่าว

 

ภาพ: Brian Snyder / Reuters

 

อ้างอิง: 

The post สรุปดีลประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-กาตาร์’ แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ 1.2 ล้านล้าน ขายเครื่องบิน Boeing 210 ลำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย https://thestandard.co/trump-saudi-arms-deal-sanctions-on-syria/ Wed, 14 May 2025 04:14:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1074048 ดีลซื้อขายอาวุธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวใหญ่ระหว่างการเยื […]

The post ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลซื้อขายอาวุธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวใหญ่ระหว่างการเยือนกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย วานนี้ (13 พฤษภาคม) ว่า สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมายาวนาน ในขณะที่ได้ลงนามข้อตกลงซื้อขายอาวุธกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย มูลค่าเกือบ 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าเป็นข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่สหรัฐฯ เคยทำมา

 

ทรัมป์ประกาศข่าวดังกล่าวระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในฟอรัมการลงทุนของซาอุ โดยเขายังเผยภายหลังการหารือกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ว่า ซาอุให้คำมั่นที่จะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นอกจากนี้เขาและมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน ยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือที่ครอบคลุมในหลายด้าน เช่น ด้านพลังงาน กลาโหม และเหมืองแร่ 

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เลือกซาอุเป็นประเทศแรกในทริปเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง และเป็นประเทศแรกในทริปการเยือน 3 ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย โดยทรัมป์มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนเป็นหลัก 

 

เลิกคว่ำบาตร ให้โอกาสฟื้นฟูซีเรีย

 

ทรัมป์กล่าวถึงแผนยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมานานกว่าทศวรรษ โดยชี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวจะให้โอกาสแก่รัฐบาลซีเรียในการกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ล่มสลายไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มต่อต้าน นำโดย อาเหม็ด อัลชารา ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง

 

“ซีเรียต้องเผชิญกับความชั่วร้าย สงคราม และการสังหารกันมาหลายปีแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลของผมจึงได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และซีเรียให้กลับมาเป็นปกติเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ” เขากล่าวและเผยว่า การตัดสินใจยกเลิกคว่ำบาตร มีขึ้นตามคำขอของมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน ​และได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกีแล้ว

 

ขณะที่คาดว่า ทรัมป์จะพบหารือกับประธานาธิบดี อาเหม็ด อัลชารา แห่งซีเรีย ที่ซาอุในวันนี้ 

 

โดยทรัมป์ยังเผยว่า ช่วงปลายสัปดาห์นี้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางไปพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซีเรียที่ตุรกี เพื่อหารือในประเด็นยกเลิกคว่ำบาตรด้วย

 

ภาพ: Brian Snyder / Reuters

อ้างอิง: 

The post ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความหวังจบสงครามการค้า? จับตาสหรัฐฯ เตรียมคุยจีน กับ 5 ประเด็นที่ควรรู้ https://thestandard.co/us-china-trade-talks-2025/ Fri, 09 May 2025 12:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1072942 us-china-trade-talks-2025

ผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนเตรียมพบกันที่สวิตเ […]

The post ความหวังจบสงครามการค้า? จับตาสหรัฐฯ เตรียมคุยจีน กับ 5 ประเด็นที่ควรรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-china-trade-talks-2025

ผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ และจีนเตรียมพบกันที่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมโต๊ะเจรจาเกี่ยวกับนโยบายภาษีที่กำลังสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดการค้าโลก โดยฝ่ายสหรัฐฯ จะส่ง สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ เจมิสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมเจรจา ในขณะที่ฝ่ายจีนส่ง เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำคณะเจรจา

 

การพบกันดังกล่าวจะเป็นการหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มต้นขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามด้วยการประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งสินค้านำเข้าจากจีน ถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสูงถึง 145% ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งตอบโต้แบบไม่ยอมอ่อนข้อ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ รวม 125% 

 

ล่าสุดทรัมป์แสดงท่าทีว่าเขามีความคาดหวังว่าการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นไปในลักษณะที่ ‘มีเนื้อหาสาระ’ และ ‘เป็นมิตร’ และชี้ว่าภาษีนำเข้าที่ถูกปรับขึ้นนั้นควรที่จะลดลง

 

“คุณไม่สามารถขึ้นไปสูงกว่านี้ได้อีกแล้ว มันอยู่ที่ 145 ดังนั้นเราจึงรู้ว่ามันจะต้องลดลง” ทรัมป์กล่าวกับนักข่าว 

 

ท่าทีของทรัมป์เป็นสัญญาณว่าข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ใกล้จะเกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่? สงครามภาษีและสงครามการค้าจะคลี่คลายได้จริง หรือแท้ที่จริงแล้วยังอีกยาวไกลกว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุดีลเพื่อลดภาษีลง

 

และนี่คือ 5 ประเด็นที่ควรรู้จากการคุยกันของ 2 มหาอำนาจที่จะเกิดขึ้น

 

ทำไมสหรัฐฯ พยายามคลายความตึงเครียดกับจีนตอนนี้?

 

ทรัมป์เผชิญกับปฏิกิริยาทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงและมีสัญญาณน่ากังวลขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ กับจีนและประเทศอื่นๆ อีกมากมาย

 

สัญญาณที่น่ากังวลแรก คือตลาดการเงินของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีการเทขายหุ้น พันธบัตร และเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ ในปริมาณมากผิดปกติ ในขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอน

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หันหัวกลับมาบวกอีกครั้ง หลังทรัมป์เปลี่ยนใจ ระงับการขึ้นภาษีแก่ประเทศส่วนใหญ่ ยกเว้นจีน เป็นเวลา 90 วัน ขณะที่หลายธนาคารและสถาบันการเงินสหรัฐฯ เตือนว่านโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ มีความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ โดยปัจจุบัน JP Morgan คาดการณ์ว่า มีโอกาสสูงถึง 60% เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ประมาณการไว้ 40%

 

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัว แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ กลับร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ซื้อชาวอเมริกันหยุดรับออร์เดอร์ โดยผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น Walmart เตือนในการประชุมกับทรัมป์ว่าอาจเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนและมีราคาพุ่งสูงขึ้น 

 

ทางด้านจีนก็ยังคงยืนหยัดท่าทีพร้อมสู้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์บางคนมองว่า จีนพยายามบีบให้ทรัมป์ แก้ไขแผนที่ผิดพลาดของตนเอง

 

เกา เจี้ยน นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติเซี่ยงไฮ้ (Shanghai International Studies University) กล่าวว่า “จนถึงขณะนี้นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ต่อจีนทั้งหมดยังคงล้มเหลวที่จะบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ตามที่วางแผนไว้” 

 

ขณะที่เขาชี้ว่า การกลับมาร่วมมือทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อีกครั้งในตอนนี้ จะเอื้อต่อการทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมามีความมั่นคง และยังสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนด้วย

 

สหรัฐฯ-จีน จะลดภาษีเมื่อไหร่และมากน้อยแค่ไหน?

 

แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ จะแสดงท่าทีว่าสหรัฐฯ​ และจีน น่าจะมีการลดระดับความตึงเครียดลงในอนาคตอันใกล้ แต่บรรดานักวิเคราะห์ยังคงเตือนว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อบรรลุดีลการค้าของทั้งสองประเทศ อาจต้องใช้เวลา ‘อีกนาน’

 

สตีเฟน โอลสัน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การเจรจาที่จะเกิดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นของการพูดคุยที่ยืดเยื้อและยากลำบากระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ในแง่หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังแสดงท่าทีประนีประนอมกันอยู่บ้าง เช่น จีนมีการรวบรวมรายชื่อสินค้าของสหรัฐฯ ตั้งแต่ชิปเซ็ต ไปจนถึงยาและเครื่องยนต์เครื่องบิน ที่จะไม่โดนเรียกเก็บภาษี 125% สอดคล้องกับที่สหรัฐฯ ยกเว้นภาษี 145% ให้กับสมาร์ทโฟนและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนจากจีน

 

ด้าน Michael Hirson และ Houze Song จาก 22V Research บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนในนิวยอร์ก มองว่า หากทรัมป์ยินดียกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ รัฐบาลจีนก็จะมีท่าทีตอบกลับ แต่ในอีกทางหนึ่ง จีนอาจยอมรอหากสหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนยอมเป็นฝ่ายประนีประนอมก่อน

 

แต่หากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลดราวาศอก พวกเขาอาจยึดมั่นกับการใช้มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วเพื่อจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจ Hirson และ Song กล่าวเสริม 

 

“มันอาจจะส่งผลให้การรอคอยเพื่อยกเลิกภาษีตอบโต้ในวงกว้างนั้นยาวนานขึ้น และน่าจะหมายถึงการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการที่ไม่ใช่การขึ้นภาษีนำเข้า เช่น การควบคุมการส่งออก”

 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนมีความหวังว่าจะเกิดการลดภาษีนำเข้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มต้นขึ้น

 

“เราเชื่อว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนต้องการข้อตกลงที่ครอบคลุม” Chetan Ahya หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Morgan Stanley กล่าว และยอมรับว่าการเจรจาน่าจะซับซ้อนและต้องใช้เวลา

 

ขณะที่เขามองว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจลดภาษีนำเข้าจากจีนลงเหลือ 60% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ก่อนจะลดลงอีกเหลือ 34% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการยกเลิกภาษีนำเข้า 20% ที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดเฟนทานิล 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดภาษีเกิดขึ้นจริง แต่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนก็ยังคงสูงกว่าอัตราภาษีตอบโต้พื้นฐาน 10% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับประเทศอื่นๆ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

จีน-สหรัฐฯ มีดีลใหญ่อยู่บนโต๊ะเจรจาหรือไม่?

 

นับตั้งแต่ช่วงหาเสียง​ หลายคนมองว่าทรัมป์อาจมีท่าทีพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ด้วยข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุม เพื่อแก้ไขความขัดแย้งและแตกต่างของทั้งสองประเทศ

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ท่าทีดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในขณะนี้ โดยการหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น ความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวัน หรือการที่รัฐบาลทรัมป์พยายามถอดหุ้นจีนออกจากตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อาจเป็นเรื่องที่ไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา

 

อาร์เธอร์ โครเบอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทวิจัย Gavekal Dragonomics  มองว่าข้อตกลงที่มีความสำคัญใดๆ ก็ตาม จะต้องให้วอชิงตันยกเลิกข้อจำกัดที่บริษัทจีน จะเข้าถึงธุรกิจและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และอนุญาตให้บริษัทเหล่านี้ลงทุนในสหรัฐฯ ได้ในสเกลขนาดใหญ่

 

เขามองว่าสหรัฐฯ และจีนอาจบรรลุข้อตกลง ‘เพียงผิวเผิน’ โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้รับการลดภาษีศุลกากรเพื่อแลกกับการค้าในบางประเภท

 

อุปสรรคใหญ่ที่สุดของดีลนี้คืออะไร?

 

ผู้สังเกตการณ์หลายคนเชื่อว่า จีนยังคงไม่แน่ใจว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการอะไรจริงๆ และพวกเขาสามารถเสนออะไรตอบแทนได้บ้าง

 

เบิร์ต ฮอฟแมน (Bert Hofman) ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (East Asian Institute at the National University of Singapore) กล่าวว่าการได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับวาระของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวก็จะเป็นผลในแง่บวกแล้วสำหรับรัฐบาลปักกิ่ง

 

ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอเป้าหมายต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การแยกห่วงโซ่อุปทานจากจีนอย่างสมบูรณ์ ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่นๆ เพื่อต่อต้านจีน และการยุติการขาดดุลการค้าทวิภาคี

 

ทั้งนี้ ก่อนการเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ เบสเซนต์กล่าวว่า สหรัฐฯ และจีนมี “ผลประโยชน์ร่วมกัน” และสหรัฐฯ ไม่ได้พยายามที่จะแยกห่วงโซ่อุปทานจากจีน 

 

“สิ่งที่เราต้องการคือการค้าที่เป็นธรรม” เขากล่าว

 

โดยนักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่าทรัมป์ให้อำนาจแก่เบสเซนต์และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการค้าครั้งนี้มากเพียงใด 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางราย กล่าวว่าความไม่ไว้วางใจและความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันของทั้งสองประเทศจะปิดกั้นทางออกในการเจรจา

 

นอกจากนี้ ผู้แทนของสหรัฐฯ ยังอาจแตะประเด็นที่บางอย่างที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนสำหรับจีน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์กล่าวในรายการวิทยุว่าเขาตั้งใจที่จะหยิบยกกรณีของ จิมมี่ ไล เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงที่ถูกจำคุก มา ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของการเจรจาการค้า 

 

“ผมคิดว่าการพูดถึง จิมมี่ ไล เป็นความคิดที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าว ซึ่งเขาเคยอ้างในอดีตว่า สามารถช่วยให้ไลออกจากคุกได้ 100%

 

ดีลไม่ได้ สงครามการค้าไม่หยุด โลกจะเป็นอย่างไร?

 

สำหรับคำถามที่ว่าหากการเจรจาไม่บรรลุเป้าจะเกิดอะไรขึ้น นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะช็อก หากสหรัฐฯ และจีนยังคงใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่เข้มงวด

 

ขณะที่องค์การการค้าโลก (WTO) เตือนเมื่อเดือนเมษายน ว่าหากการกีดกันทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ด้วยมาตรการกำแพงภาษียังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้การค้าทั่วโลกหดตัวลงถึง 1.5% 

 

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ลงเหลือ 2.8% ลดลงจากเมื่อเดือนมกราคมซึ่งอยู่ที่ 3.3%

 

สำหรับชาวอเมริกัน คาดว่าผลกระทบที่รุนแรงคือสินค้าขาดแคลนและมีราคาพุ่งสูงขึ้น ส่วนจีน คาดว่าสินค้าส่วนเกินที่เดิมทีมีเป้าหมายส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะต้องถูกนำมาขายในประเทศ หรือส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์เงินฝืดในจีนยิ่งเลวร้ายลง

 

ด้านโครเบอร์ กล่าวว่า “ในทางการเมือง จีนจะจัดการภาวะเงินฝืดได้ง่ายกว่าที่สหรัฐฯ จะจัดการภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ”

 

โดยภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน จะเป็นข่าวร้ายสำหรับหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเวียดนามและกัมพูชา ที่ต้องพึ่งพาอุปสงค์จากสหรัฐฯ รวมถึงวัตถุดิบที่ส่งมาจากจีน ซึ่งหมายความว่าทั้งสองประเทศ ติดอยู่ในสถานการณ์ที่ ‘ยากลำบาก’

 

อ้างอิง:

The post ความหวังจบสงครามการค้า? จับตาสหรัฐฯ เตรียมคุยจีน กับ 5 ประเด็นที่ควรรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 100% ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อ้าง ‘ฮอลลีวูดกำลังจะตาย’ https://thestandard.co/trump-foreign-movies-100-percent/ Mon, 05 May 2025 03:23:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1071144

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศวานนี้ (4 พฤษภาคม) ว่ […]

The post ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 100% ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อ้าง ‘ฮอลลีวูดกำลังจะตาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศวานนี้ (4 พฤษภาคม) ว่าเขาได้มีคำสั่งให้เรียกเก็บภาษีในอัตรา 100% สำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ถ่ายทำนอกสหรัฐฯ โดยอ้างว่า วงการฮอลลีวูดกำลัง ‘ได้รับผลกระทบอย่างหนัก’ จากกระแสที่ผู้สร้างภาพยนตร์และสตูดิโอภาพยนตร์ของสหรัฐฯ หันไปทำงานในต่างประเทศ

 

“ผมสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เริ่มดำเนินการจัดเก็บภาษี 100% ต่อภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เข้ามาในประเทศของเราและถ่ายทำในต่างประเทศ” ทรัมป์ระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน Truth Social

 

ทรัมป์ยังตำหนิ “ความพยายามร่วมกัน” ของประเทศต่างๆ ที่เสนอแรงจูงใจเพื่อดึงดูดผู้สร้างและสตูดิโอภาพยนตร์ โดยชี้ว่าเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ’

 

“อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอเมริกากำลังจะตายลงอย่างรวดเร็ว ประเทศอื่นๆ เสนอแรงจูงใจมากมายเพื่อดึงผู้สร้างภาพยนตร์และสตูดิโอของเราออกจากสหรัฐฯ”

 

ด้าน ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตอบสนองต่อคำสั่งเรียกเก็บภาษีดังกล่าว โดยระบุว่ากำลังดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ที่สำคัญของโลก แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากมาตรการภาษีดังกล่าว

 

ขณะที่รายงานประจำปีของบริษัทวิจัยอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ProdPro ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีการใช้จ่ายด้านการผลิตภาพยนตร์เป็นเงิน 14,540 ล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงมา 26% นับตั้งแต่ปี 2022

 

รายงานยังชี้ว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน มีหลายประเทศที่ดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างชาติให้เข้าไปถ่ายทำเพิ่มมากขึ้น รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา และสหราชอาณาจักร

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการประกาศล่าสุดนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐฯ ก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากผลพวงมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์

 

โดยจีน ซึ่งเผชิญภาษีตอบโต้ของทรัมป์ในอัตรา 145% ประกาศจะลดโควตาภาพยนตร์อเมริกันที่อนุญาตให้เข้าฉายในประเทศ

 

สำนักบริหารภาพยนตร์จีน ระบุว่า “การกระทำที่ผิดพลาดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการใช้มาตรการภาษีกับจีน จะทำให้ความนิยมของผู้ชมในประเทศต่อภาพยนตร์อเมริกันลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะปฏิบัติตามกฎของตลาด เคารพการเลือกของผู้ชม และลดจำนวนภาพยนตร์อเมริกันที่นำเข้ามาอย่างพอประมาณ”

 

ภาพ: AaronP/Bauer-Griffin/GC Images

อ้างอิง:

The post ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 100% ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อ้าง ‘ฮอลลีวูดกำลังจะตาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัดเกรด 100 วันทรัมป์ เมื่อนโยบายสุดโต่งกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ของระเบียบโลก https://thestandard.co/trump-first-100-days/ Sat, 03 May 2025 03:47:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1070813

ครบ 100 วันแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของโดนัลด์ […]

The post ตัดเกรด 100 วันทรัมป์ เมื่อนโยบายสุดโต่งกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ของระเบียบโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครบ 100 วันแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ โลกเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่า ทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก ภายใต้ผู้นำที่เน้นผลประโยชน์ของชาติแบบสุดขั้ว พร้อมถอยห่างจากบทบาทผู้นำโลก ที่สหรัฐฯ เคยครองมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

 

หลากหลายนโยบายของทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แต่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจสำหรับชาวอเมริกัน สะท้อนกลับมาจากผลสำรวจคะแนนนิยมที่ปรากฏ กลับตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี

 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ทรัมป์ได้เดินหน้าทำงานในหลายนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งแม้จะดูเอาจริงเอาจัง แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้มากลับดูไม่ดีนักและก่อผลกระทบแง่ลบกับประชาชนอเมริกันมากกว่าที่คิด

 

การดำเนินนโยบายทั้งหมดในรอบ 100 วันแรกของทรัมป์ เป็นไปตามแนวทาง America First ที่ตั้งเป้าหมายใหญ่เพื่อชาวอเมริกัน โดยทรัมป์ ชี้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และผลที่ได้อาจต้องมองในระยะยาว แต่แน่นอนว่า ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นค่อนข้างสูง ในขณะที่ยังมี ‘ความเสี่ยง’ หลายประการที่ยังน่ากังวล

 

เศรษฐกิจทรุด ของแพงกว่าเดิม

 

ดร.ปฐมพงษ์ อึ๊งประเสริฐ นักวิชาการผู้ติดตามการเมืองสหรัฐฯ ประเมินภาพรวมการทำงาน 100 วันแรก ของทรัมป์ ในด้านเศรษฐกิจ โดยชี้ว่า เดิมทีชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อย ตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลทรัมป์ สมัยที่ 2 ว่าจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจได้ หลังผ่านพ้นยุครัฐบาล โจ ไบเดนที่เงินเฟ้อพุ่ง ค่าครองชีพแพง เมื่อเปรียบเทียบกับยุคทรัมป์ 1.0 ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เคยเติบโตดี น้ำมันราคาถูก และคนรู้สึกมั่นคงในฐานะการเงินมากขึ้น 

 

แต่สิ่งที่ทรัมป์เลือกทำในรอบนี้คือการกลับมาใช้ ‘กำแพงภาษี’ อย่างเข้มข้น เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตให้กลับมาในประเทศ ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะดูดี แต่ในทางปฏิบัติ กลับยิ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่ม สินค้านำเข้าแพง และซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ

 

ตัวชี้วัดที่ชัดเจนจากนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ คือตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งปรากฏว่าติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือนับตั้งแต่วิกฤตโควิด โดยหดตัวลง 0.3% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการขึ้นภาษีตอบโต้ต่อนานาชาติ นอกจากจะทำให้ปัญหาเงินเฟ้อย่ำแย่ลง ยังส่งผลให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพและความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ

 

“เพราะว่าคนทำธุรกิจเจ้าของโรงงาน ร้านค้า ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเนี่ย ไม่สามารถวางแผนได้ว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของเขาดี เพราะว่ามีความไม่แน่ใจในตัวนโยบายที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพ และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถวางแผนด้านเศรษฐกิจได้ ส่งผลให้เกิดการชะลอการทำธุรกิจ” เขากล่าว

 

ผลลัพธ์ไม่ใช่อย่างที่หวัง

 

ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทย มองว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 กระทบต่อการเมือง สังคมและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประชาคมโลกอย่างมาก เช่น เรื่องสงครามการค้า ซึ่งเหมือนจะทำให้สหรัฐฯ เป็นศัตรูกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก สร้างผลกระทบต่อเนื่อง

 

เขามองว่ามีบางนโยบายที่ทรัมป์ ผิดพลาด เช่นการเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งบางกรณี อาจเป็นการละเมิดกระบวนการยุติธรรมและสิทธิของผู้ที่มีสถานะทางกฎหมายในสหรัฐฯ 

 

ตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวดังในสหรัฐฯ คือกรณีการเนรเทศ อาเบรโก การ์เซีย ชายชาวเอลซัลวาดอร์ ที่แต่งงานกับหญิงอเมริกัน ซึ่งมีใบอนุญาตทำงาน แต่ถูกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวและเนรเทศเขากลับไปยังเอลซัลวาดอร์โดยอ้างว่า พบความเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม ก่อนที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดพลาด และมีคำสั่งให้รัฐบาลทรัมป์ นำตัวการ์เซียกลับประเทศ แต่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โต้แย้งคำสั่งศาล ว่าเป็นการก้าวล่วงอำนาจประธานาธิบดี และอ้างว่า ศาลฯ ไม่สามารถบีบบังคับให้ทางการเอลซัลวาดอร์ปฏิบัติตามคำสั่งได้

 

ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ ชี้ว่า อีกเรื่องที่ทรัมป์พลาด คือการสร้างความแตกแยกกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา และเม็กซิโก โดยเฉพาะการไปบอกว่า จะเอาแคนาดามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ รวมถึงเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก เป็นอ่าวอเมริกา นอกจากนี้ยังมีกรณีประกาศทวงคืนคลองปานามา และการเสนอยึดครองฉนวนกาซา ซึ่งทรัมป์บอกว่า จะเปลี่ยนให้เป็นริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง 

 

“เรื่องเหล่านี้เป็น ‘สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พูดออกไปก็มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหาย” ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ กล่าว

 

ประเด็นสงครามรัสเซียและยูเครน ที่ทรัมป์เคยประกาศชัดว่า จะยุติให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้ โดยเรื่องทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นำมาสู่การประท้วงต่อต้านทรัมป์ ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วอเมริกาในช่วง 100 วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดี

 

“คนอเมริกันอย่างน้อยครึ่งประเทศ เริ่มมองแล้วว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เกิดผลกระทบเชิงลบมากมาย โดยคะแนนนิยมของทรัมป์ตกลงอย่างมาก”

 

ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ ชี้ว่า การที่ทรัมป์สามารถจะบริหารประเทศในลักษณะที่เกือบ ‘เสมือน เผด็จการ’ ได้ในตอนนี้ เพราะทั้งสภาคองเกรส และศาลไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นในลักษณะนี้ต่อไป ประมาณ 2 ปีข้างหน้า จะมีการเลือกตั้ง ‘กลางเทอม’ พรรคเดโมแครตอาจพลิกกลับมาครองเสียงข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารของทรัมป์ในระยะยาว

 

ด้าน ดร.ปฐมพงษ์ มองว่า ความหละหลวมและรุนแรงเกินไปในนโยบายของทรัมป์ ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่ทรัมป์หาเสียงไว้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติจริงได้โดยไม่สร้างปัญหา ผลลัพธ์คือความนิยมในกลุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายต่างๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยและกลุ่มเสรีนิยมลดต่ำลง และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดคะแนนนิยมของเขาในรอบนี้

 

มุ่งแยกตัว ไม่เป็นตำรวจโลก

 

ดร.ปฐมพงษ์ ให้ความเห็นในนโยบายความมั่นคงของทรัมป์ช่วง 100 วันแรก โดยกล่าวว่า ทรัมป์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ต้องการลดบทบาทสหรัฐฯ ในการเป็น ‘ตำรวจโลก’ โดยเฉพาะกรณียูเครน ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงท่าทีใกล้ชิดกับปูตินและแสดงออกชัดเจนว่า ไม่อยากเสียเงินเพื่อสนับสนุนยูเครน ซึ่งขัดกับความเห็นของชาวอเมริกัน ที่จำนวนมากยังกังวลว่า หากปล่อยให้รัสเซียยึดยูเครนได้โดยไม่มีการต่อต้าน จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการรุกรานประเทศอื่นในยุโรปตามมา ซึ่งการเลือกไม่สนับสนุนยูเครนในเชิงยุทธศาสตร์จึงถูกมองว่าเป็นการยอมถอยที่อันตราย

 

ส่วนกรณี สงครามในฉนวนกาซา เขาชี้ว่ารัฐบาลทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเข้าข้างอิสราเอลเต็มที่ โดยไม่พยายามสร้างสมดุลหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อปาเลสไตน์เหมือนรัฐบาลไบเดนที่ผ่านมา ถึงขั้นมีการจับกุมผู้ประท้วงและเนรเทศนักศึกษาต่างชาติที่สนับสนุนปาเลสไตน์ ส่งผลให้กลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกจำนวนไม่น้อยมีความผิดหวัง

 

ปฐมพงษ์ ชี้ว่า รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ยังมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายต่างประเทศภายใต้แนวคิด Isolationism หรือการโดดเดี่ยวตัวเองจากประชาคมโลก โดยเชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือชาติอื่นหรือรักษาสันติภาพโลก ขอเพียงดูแลตนเองให้เข้มแข็ง เช่น การตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศผ่าน USAID และลดการสนับสนุน NATO โดยมองว่า เป็นการลดภาระของชาติอเมริกันในความเห็นของเขา 

 

แต่สิ่งเหล่านี้กลับสร้าง ‘สุญญากาศอำนาจ’ ที่เปิดช่องให้จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล ซึ่งในระยะยาว นโยบายถอยห่างจากเวทีโลกอาจทำให้โครงสร้างอำนาจโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ เสียบทบาทผู้นำ ในขณะที่จีนและรัสเซีย ซึ่งไม่ยึดหลักประชาธิปไตย อาจก้าวขึ้นมาแทนที่ ส่งผลกระทบต่อระเบียบโลกที่เคยมีสหรัฐฯ เป็นหลัก คำพูดของทรัมป์ที่ว่าจะไม่ปล่อยให้จีน-รัสเซียตั้งขั้วอำนาจใหม่จึงขัดแย้งกับการกระทำจริง ที่กลับกลายเป็นการเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามขยายอำนาจได้ง่ายขึ้น

 

ขณะที่ ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ ชี้ว่า ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดระเบียบโลก ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน และจริงๆ แล้วสหรัฐฯ ได้ประโยชน์อย่างมากจากระเบียบโลกนี้ แต่ทรัมป์กลับไปมองในเชิงเศรษฐกิจว่า สิ่งนี้ทำให้สหรัฐฯ เสียผลประโยชน์ 

 

เขามองว่าหากระเบียบโลกถูกทำลาย ความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ก็จะถูกสั่นคลอนหรือลดลง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและยุโรป ก็อาจจะไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทในประชาคมโลกมากยิ่งขึ้นด้วย

 

มีด้านบวกอยู่บ้าง ไม่ลบทั้งหมด

 

ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองรัฐบาลทรัมป์ 2.0 หลังจากช่วง 100 วันแรก ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่มองว่ายังมีด้านบวกอยู่บ้าง ไม่ใช่ด้านลบทั้งหมด

 

ในด้านลบ ที่ผ่านมาเราได้เห็นความไม่แน่นอนในเรื่องเศรษฐกิจ การพยายาม เปลี่ยนให้โลกเป็น Deglobalization และโลกจะถูกแบ่งเป็นสองขั้ว มีการแข่งขัน มีสงครามการค้ากับจีน ประเทศต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง ไทยก็ควรต้องบาลานซ์จัดการให้ดี ไม่เลือกข้าง

 

แต่ในด้านบวก ก็มีให้เห็นเช่นกัน ที่ทรัมป์พยายามทำคือการยุติสงคราม ทั้งในรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลาง อีกทั้งราคาน้ำมันก็ปรับลดลงด้วย ซึ่งเป็นผลดีกับไทย 

 

ส่วนเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อาจยังเผชิญอยู่บ้าง จากความผันผวนของตลาด แต่เอเชียยังไม่มีเงินเฟ้อที่น่ากังวลมากนัก คาดว่า เฟด อาจประกาศปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตเร็วๆ นี้ก็มีความเป็นไปได้

 

ส่วนการมองต่อไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่แน่ ภายใต้การนำของทรัมป์ แต่อย่างที่บอกไป คือมีทั้งด้านบวกที่ทรัมป์ก็พยายามเร่งสร้างสันติภาพในสมรภูมิรบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในอีกด้าน

 

ไทยควรเดินหมากอย่างไร?

 

สำหรับคำถามว่า ไทยเราควรกำหนดกลยุทธ์อย่างไรในบริบทโลกที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ 2.0 พยายามแยกตัวออกจากการมีบทบาทนำ

 

ปฐมพงษ์มองว่าไทยไม่ควรคาดหวังความร่วมมือเชิงหลักการ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยจากรัฐบาลวอชิงตัน เพราะทรัมป์แสดงออกชัดเจนว่า เขาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ ดังนั้น ไทยควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการค้าเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในประเด็นอ่อนไหว

 

ขณะเดียวกัน ไทยควรใช้ยุทธศาสตร์ ‘ถ่วงดุล’ หรือ ‘เดินหมากตามลม’ โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดชัดเจนเหมือนที่เคยทำในอดีต เนื่องจากหากเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไทยจะอยู่ในจุดที่เสี่ยงทั้งคู่ การพึ่งพาอเมริกาน้อยลง และขยับไปสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะหากยุครัฐบาลทรัมป์ 2.0 ดำเนินต่อไปจนครบ 4 ปี

 

ส่วนกรณีที่ไทยที่ตกเป็นเป้าจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ และจนถึงตอนนี้การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ผศ. ดร.วิบูลพงศ์ มองว่าประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือด้านสิทธิมนุษยชน เช่น คดีของ พอล แชมเบอร์ส หรือการส่งกลุ่มชาวอุยกูร์กลับไปจีน อาจส่งผลกระทบกับการเจรจาอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญก็คือ ไทยจะต้องพยายามชี้ให้เห็นว่า การที่สหรัฐฯ มีการค้ากับไทย ได้ประโยชน์อย่างไร ทำให้เขาไม่ต้องไปซื้อสินค้าจากจีนใช่หรือไม่ ไม่ใช่มองเรื่องที่ไทยเก็บภาษีสหรัฐฯ แพงอย่างเดียว แต่ทำให้สหรัฐฯ เห็นถึงมิติของผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างกันเป็นสำคัญ

 

ภาพ: Jemal Countess / Getty Images for Democratic National Committee

The post ตัดเกรด 100 วันทรัมป์ เมื่อนโยบายสุดโต่งกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ของระเบียบโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>