×

ก้าวข้ามตรรกะวิบัติและอคติ รู้เท่าทัน 6 วิธีคิดที่ทำให้เราห่างไกลจากความจริง

27.07.2021
  • LOADING...
ก้าวข้ามตรรกะวิบัติและอคติ

HIGHLIGHTS

3 mins. read
  • บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเหตุผลของตนเอง (หรือคนที่เถียงด้วย) นั้นมีช่องโหว่หรือไม่ มีอคติหรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่หลงไปในวังวน อยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ตรรกะวิบัติ (Fallacy) คือ การให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ
  • ความเป็นกลางมีจริงไหม ‘เขาบอกว่า’ เชื่อได้หรือเปล่า ถ้าไม่เลือกซ้ายสุดก็แปลว่าอยู่ขวาสุดเป็นข้อสรุปที่ใช้ได้ผลหรือไม่ สำรวจ 6 ต้นตอของวิธีคิดที่ทำให้เรากลายเป็นคน ‘ตรรกะวิบัติ’

เวลาเถียงกัน ใครๆ ก็บอกว่าตนเองมีเหตุผล ราวกับว่าเหตุผลนั้นเป็นของหาง่าย และมีอยู่กลาดเกลื่อนทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งที่มีหลายๆ สถานการณ์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของมนุษย์เราไม่ได้สมเหตุสมผลเสมอไป เราถกเถียงกันโดยไม่ได้พยายามยืนอยู่ตรงกลางเพื่อฟังอีกฝ่าย รวมทั้งเลือกรับข้อมูลอย่างมีอคติ และอาจแล้วตัดสินใจเชื่ออย่างไม่ระมัดระวัง

 

บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเหตุผลของตนเอง (หรือคนที่เถียงด้วย) นั้นมีช่องโหว่หรือไม่ มีอคติหรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่หลงไปในวังวนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ตรรกะวิบัติ (Fallacy) คือ การให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

 

1. Argument to Moderation คือการคิดว่าอะไรกลางๆ นั้นถูกเสมอ บางคนชอบให้เหตุผลว่าทางสายกลางดีที่สุด ซึ่งไม่ได้จริงไปกับทุกเรื่อง เช่น ในการเสพยาบ้าควรเสพแบบกลางๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกายและยังผิดกฎหมายด้วย บางครั้งผู้ที่เชื่อเรื่องความเป็นกลางจะพยายามทำตัวเป็นกลางด้วยการจับความคิดขั้วตรงข้ามทั้งสองมาผสมกันเป็นผลลัพธ์ที่ดูเหมือนประนีประนอม ซึ่งหลายๆ ครั้งมันนำไปสู่ความไม่สมเหตุสมผล เช่น พนักงานขายรถบอกว่ารถคันนี้ราคา 1 ล้านบาท แล้วมีชายคนหนึ่งบอกว่า “ผมว่าน่าจะราคาแค่ 1 บาทนะ” แล้วขายคนนั้นก็สรุปว่า “เอาอย่างนี้ ราคารถคันนี้ขายแบบกลางๆ ก็ละกัน ที่ 500,000 บาท”

 

สรุป: อะไรที่กลางๆ นั้นอาจจะดี แต่ไม่ได้ดีเสมอไปกับทุกเรื่อง

 


 

2. False Dilemma แนวคิดลักษณะนี้ตัดความเป็นไปได้หรือตัวเลือกอื่นๆ ออกไปเสียหมด จนเหลือตัวเลือกแบบสุดโต่งสองทาง เพื่อ ‘บีบบังคับ’ ให้เกิดการเลือกทางใดทางหนึ่งเท่านั้น เกิดเป็นข้อสรุปว่าถ้าไม่เลือกซ้ายสุด ก็แปลว่าเลือกขวาสุด ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็เป็นศัตรูกับเรา หรือถ้าคุณไม่ใช่สีขาว ก็เท่ากับคุณเป็นสีดำ ทั้งที่จริงๆ บนโลกใบนี้มีสีอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล หรือถ้าไม่ชอบ ก็แปลว่าเกลียดเข้าไส้

 

โอเค คือบางเรื่องมันอาจจะมีตัวเลือกสองทางจริงๆ แต่ในหลายๆ กรณี และหลายๆ เรื่องมันมีทางเลือกมากกว่าสองทางจริงๆ นะ

 

สรุป: บนโลกใบนี้มีทางเลือกมากมาย ไม่ได้มีแค่สองทางแบบสุดโต่ง

 


 

3. Fallacy of Composition คือ ถ้าองค์ประกอบย่อยๆ เป็นจริง องค์รวมย่อมเป็นจริงไปด้วย เช่น อะตอมไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ดังนั้นทุกสิ่งที่ถูกสร้างจากอะตอมย่อมไม่มีชีวิตไปด้วย แต่มันไม่จริงแสมอไป เพราะองค์รวมของอะตอมบางรูปแบบอาจจะเป็นสารอินทรีย์จนมีคุณสมบัติใหม่ของชีวิตที่ผุดบังเกิดขึ้นมา หรือถ้าเราไปเจอเด็กคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เราเลยเหมารวมสรุปไปว่าเด็กในละแวกนี้ทุกคนล้วนก้าวร้าว

 

กรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ เวลาเราซื้อขนมมาสักห่อ แล้วฉีกกิน ถ้าเราพบว่าชิ้นแรกอร่อย เราย่อมสรุปได้ว่าขนมทั้งห่ออร่อย จะเห็นได้ว่าข้อสรุปนี้เป็นจริงในระดับที่ใช้งานได้กับหลายๆ เรื่องรวมทั้งขนม ที่แต่ละชิ้นผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานเหมือนๆ กันหมด แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เป็นจริงเสมอไป เพราะถ้าเรากินไปสักร้อยถุงก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะเจอบางชิ้นที่ทอดไม่ดีจนไม่อร่อยก็ได้

 

สรุป: เห็นคนไม่กี่คนหรือตัวอย่างจำนวนน้อยๆ อย่าเพิ่งเหมารวม

 


 

4. False Attribution คือการอ้างถึงแหล่งอ้างอิงแบบคลุมเครือ เช่น “ผมเคยอ่านเรื่องนี้จากวารสารวิชาการนะครับ แต่ผมจำชื่อวารสารนั้นไม่ได้” การกล่าวแบบนี้ทำให้น้ำหนักเรื่องวารสารวิชาการที่อ้างถึงหายไป หรืออย่างที่เห็นพูดกันบ่อยๆ คือ “เขาบอกว่า…” ซึ่งพอซักไซ้ถามไถ่ไปก็ไม่มีใครรู้อย่างชัดเจนว่าเขาคือใครกันแน่

 

สรุป: “เขาว่าแบบนี้ดีนะ” = อย่าให้น้ำหนักกับ ‘เขา’

 


 

5. Argument from Authority คือ การอ้างว่าสิ่งนั้นจริงเพราะบุคคลผู้เชี่ยวชาญ ผู้น่าเชื่อถือ พูดว่ามันจริง เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นความจริง เพราะ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เชื่ออย่างหนักแน่นว่ามันจริง แม้ทฤษฎีวิวัฒนาการจะได้รับการยอมรับว่าจริง แต่การอ้างเหตุผลไปที่ตัวบุคคลนั้นไม่ได้เป็นการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล แต่มันเป็นจริงเพราะมีหลักฐานต่างๆ จำนวนมากมาสนับสนุนมันต่างหาก

 

คาร์ล เซแกน นักดาราศาสตร์ระดับโลกเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาบุคคลผู้น่าเชื่อถือทั้งหลายล้วนแล้วแต่เคยผิดพลาด ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต แนวคิดเรื่องนี้ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า ถ้าเช่นนั้นการอ้างอิงคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจะไม่สามารถทำได้เลยหรือ คำตอบคือ ‘ทำได้’ แน่นอนว่าคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญนั้นย่อมมีน้ำหนักมากกว่าคำกล่าวของคนนอกวงการ เพียงแต่ต้องระลึกไว้ในลักษณะของการเผื่อใจไว้บ้างว่าเขาอาจจะกล่าวผิดได้เหมือนกัน ในการตรวจสอบความจริงอาจสามารถทำได้โดยรอสักระยะเวลาหนึ่งให้เกิดการตรวจสอบคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญคนนั้นจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่วารสารวิชาการมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะกว่าจะเกิดการตีพิมพ์ผลงานได้ ย่อมต้องผ่านผู้ร่วมงาน อาจารย์ที่ปรึกษา จนไปถึงผู้เชี่ยวชาญจากวารสารนั้นในการประเมินความถูกต้อง

 

สรุป: ตัวบุคคลอาจจะผิดได้แม้จะเชี่ยวชาญ ให้ดูที่หลักฐานและผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ร่วมด้วย

 


 

6. False Equivalence คือการเชื่อมโยงเมื่อเห็นสองสิ่งมีบางอย่างร่วมกัน จึงสรุปว่าทั้งสองอย่างเหมือนกัน เช่น ฮิตเลอร์ไว้หนวด ดังนั้นคนที่ไว้หนวดย่อมมีนิสัยใจคอเหมือนฮิตเลอร์ (อ้าว ซวยเฉย) หรือ เรือบรรทุกน้ำมันจม ทำให้น้ำมันไหลท่วมเป็นภัยพิบัติ ดังนั้นเด็กปั๊มที่เผลอทำน้ำมันหกเล็กน้อยย่อมเป็นการก่อภัยพิบัติ (นี่ก็เวอร์ไป) ในสมัยก่อนนักเลงชอบสักไว้ตามร่างกาย ดังนั้นคนที่มีรอยสักย่อมเป็นอันธพาล

 

สรุป: สิ่งที่มีร่วมกัน ไม่ได้แปลว่าทั้งสองสิ่งจะเหมือนกัน

 

นี่เป็นตัวอย่างของตรรกะวิบัติ หวังว่าอ่านแล้วจะลองนำไปใช้สำรวจการให้เหตุผลดูนะครับ แต่ต้องบอกว่าตรรกะวิบัติและอคตินั้นยังมีอีกมากมายหลายอย่าง ไว้ถ้าสนใจจะเขียนเล่าให้ฟังอีกครับ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising