สวีเดนทำได้ ไทยก็ทำได้ ถอดรหัส Silicon Valley แห่งยุโรป กับโอกาสก้าวสู่หัวแถว Deep Tech ของไทย

สวีเดนทำได้ ไทยก็ทำได้ ถอดรหัส Silicon Valley แห่งยุโรป กับโอกาสก้าวสู่หัวแถว Deep Tech ของไทย

25.10.2025

สวีเดน ประเทศเจ้าของแบรนด์ชั้นนำอย่าง Volvo, Spotify, และเกม Minecraft มักถูกขนานนามว่าเป็น Silicon Valley แห่งยุโรป และติดอันดับสูงในดัชนีนวัตกรรมโลกเสมอ แต่ใครจะรู้ว่าในศตวรรษที่ 19 พวกเขาเคยเป็นหนึ่งในชาติที่ยากจนที่สุดในยุโรป ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะพลิกกลับมาเป็นโรลโมเดลด้านเศรษฐกิจและการศึกษาระดับโลกได้อย่างทุกวันนี้

 

 

 

The Secret Sauce ได้สนทนากับ Mr. Kjell Håkan Närfelt (เชลล์ โฮกัน แนร์เฟลท์), Chief Strategy Advisor จาก Vinova, หน่วยงานนวัตกรรมแห่งชาติของสวีเดน เพื่อถอดรหัสความสำเร็จ และค้นหาว่าไทยจะเรียนรู้อะไรจากโมเดลนี้

 

นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากความรู้อย่างเดียว แต่ต้องมี ‘เครื่องยนต์’

 

ในขณะที่หลายประเทศยังเชื่อว่าความรู้คือเชื้อเพลิงใหม่ของเศรษฐกิจ Mr. Närfelt กลับเสนอความคิดที่ทรงพลังยิ่งกว่า ‘ความรู้เป็นแค่เชื้อเพลิง แต่นวัตกรรมเกิดขึ้นเมื่อมีคนใส่เชื้อเพลิงนั้นเข้าไปในเครื่องยนต์’ และเครื่องยนต์ที่ว่าคือ ผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

 

โมเดลของสวีเดนจึงไม่ใช่แค่การลงทุนในงานวิจัยหรือเทคโนโลยี เชื่อว่าความเป็นผู้ประกอบการสอนได้ ฝึกได้ และสร้างได้

 

หัวใจของแนวคิดนี้คือความเข้าใจว่า ความสำเร็จไม่สามารถทำนายได้ จึงต้องใช้วิธีการทดลองที่มีความเสี่ยงในระดับที่รับได้ และเปิดให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เลือกเข้ามาร่วมเอง 

 

เชื้อเพลิงดี + เครื่องยนต์กล้า + ระบบนิเวศร่วมสร้าง

 

สิ่งที่ทำให้สวีเดนไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องทุนวิจัย แต่คือการออกแบบระบบนิเวศที่ทำให้นวัตกรรมเกิดได้จริง และต่อเนื่อง

  • ความร่วมมือแบบ Triple Helix: รัฐบาล ภาควิชาการ และภาคธุรกิจทำงานร่วมกันจริง ไม่ใช่แค่ในเชิง R&D แต่รวมถึงเชิงธุรกิจด้วย
  • วัฒนธรรมการนำร่วมแบบฉันทามติ: ไม่ใช่สั่งการจากบนลงล่าง แต่ฟังทุกฝ่าย เปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์มีชีวิต
  • การร่วมสร้าง (Co-creation): ไม่ใช่คิดในห้องปิด แต่มาจากการรวมสมองหลากหลายแบบไม่มีสัญญาผูกมัด
  • ทัศนคติแบบนานาชาติ: สวีเดนมีขนาดตลาดเล็ก จึงต้องคิดใหญ่แต่เริ่มต้น ทุกคนมี DNA การส่งออกตั้งแต่วันแรก

 

และที่โดดเด่นคือ บทบาทของรัฐบาลที่ไม่ใช่แค่คอยแก้ไขความล้มเหลวของตลาด แต่เป็นผู้สร้างอุปสงค์ผ่านนโยบายจัดซื้อจัดจ้างเชิงนวัตกรรม (Innovation Procurement) เช่น การที่รัฐบาลสวีเดนซื้อชุมสายโทรศัพท์ที่ยังไม่มีอยู่จริงจาก Ericsson จนกลายเป็นแรงผลักให้เกิดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมทั้งอุตสาหกรรม

 

Deep Tech ไม่ใช่แค่ล้ำ แต่คือการกล้าใช้วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาใหญ่

 

อีกหนึ่งแนวโน้มที่สวีเดนให้ความสำคัญคือ deep tech ซึ่งไม่ใช่แค่การทำเทคโนโลยีให้ล้ำ แต่คือการนำความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาใช้แก้ปัญหาใหญ่ของสังคมแบบมีกลยุทธ์

 

แนวคิด deep tech เน้น 4 อย่าง:

  • ปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Problem-oriented)
  • ใช้ความรู้ลึกจากวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
  • ต้องการทุนสูงและใช้เวลานาน (capital-intensive)
  • ต้องคิดแบบเป็นระบบ ไม่ใช่มองแค่สตาร์ตอัพตัวใดตัวหนึ่ง แต่รวมถึงห่วงโซ่ทั้งหมด เช่น กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ

 

อย่ากลัวความล้มเหลว แต่ต้องล้มให้ถูกจังหวะ

 

Mr. Närfelt ย้ำว่าในโลกของนวัตกรรม “ความล้มเหลวคือเรื่องธรรมดา” แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่าอะไรคือสมมติฐานสำคัญที่ถ้ายังไม่พิสูจน์ ก็ยังไม่ควรลงทุนหนัก

 

เขาแนะนำวิธีคิดแบบ ‘discovery-driven planning’

  • เริ่มด้วยคำถามว่า “ทำไมคุณถึงคิดว่าจะสำเร็จ?”
  • แยกความเสี่ยงสำคัญออกมา และหาวิธีทดสอบอย่างเร็วและถูกที่สุด
  • ถ้าเจอว่าผิดทางก็ปรับเปลี่ยนได้ทันที โดยไม่ยึดติดกับแผนเดิม

 

สิ่งนี้สำคัญมากโดยเฉพาะในธุรกิจ deep tech ที่มักใช้เงินและเวลาจำนวนมากก่อนจะเห็นผล

 

ประเทศไทย กับความพร้อมในการสร้างเครื่องยนต์ของตัวเอง

 

Mr. Närfelt มองว่าไทยมีเชื้อเพลิงชั้นดีอยู่มากมาย ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร การท่องเที่ยว และบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคือเครื่องยนต์และระบบเชื่อมโยงที่ทำให้ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้

 

3 บทเรียนสำคัญที่ไทยควรเริ่มทำทันทีคือ

  • ทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานทุน ภาคการศึกษา และธุรกิจ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
  • สร้างโอกาสให้นักลงทุนถอนทุนได้อย่างคุ้มค่า เพราะถ้านักลงทุนมองไม่เห็นว่าลงทุนแล้วจะขายหุ้นหรือทำกำไรได้ในประเทศ เขาก็อาจพาบริษัทดีๆ ไปเติบโตในต่างประเทศแทน
  • ระบบนิเวศไทยต้องผลักดันให้สตาร์ตอัพกล้าเติบโต หรือกล้าล้มแล้วลุกใหม่ ไม่ใช่แค่ประคองตัวให้อยู่กลางๆ แบบไม่ไปไหน

 

สวีเดนไม่ได้มีทรัพยากรมากกว่าประเทศอื่น ไม่ได้มีประชากรมากกว่า และไม่ได้มีเงินมากกว่าด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกเขามีคือ ‘ความเข้าใจลึกถึงธรรมชาติของนวัตกรรม’ และ ‘กล้าสร้างเงื่อนไขให้มันเกิดขึ้นได้จริง’

 

และสิ่งที่พวกเขาทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน