Semiconductor Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/the-economic-agenda-of-thailand/semiconductor/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Aug 2024 06:34:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 มาเลเซียคาด GDP ปีนี้โต 5% หนุนจากเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และท่องเที่ยว https://thestandard.co/malaysia-gdp-growth-forecast-5-percent/ Sun, 18 Aug 2024 03:56:12 +0000 https://thestandard.co/?p=972392 มาเลเซีย GDP

มาเลเซียคาดการณ์ว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเ […]

The post มาเลเซียคาด GDP ปีนี้โต 5% หนุนจากเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเลเซีย GDP

มาเลเซียคาดการณ์ว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการคาดการณ์ เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกในไตรมาสที่ 2

 

ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ของมาเลเซียเพิ่มขึ้น 5.9% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วง 3 เดือนก่อนหน้า

 

Abdul Rasheed Ghaffour ผู้ว่าการธนาคาร Negara Malaysia กล่าวว่า เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะขยายตัวที่ระดับสูงสุดของช่วงการคาดการณ์ของธนาคารกลางที่ 4-5% ในปีนี้

 

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่การเติบโตของเศรษฐกิจสูงกว่าการประมาณการล่วงหน้า และสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และความเฟื่องฟูของศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังช่วยกระตุ้นการขยายตัว การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วง 6 เดือนแรกของปีเกินกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019 ก่อนการระบาดของโควิด ช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน

 

ก่อนหน้านี้มาเลเซียตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบชิปของภูมิภาค ขณะที่ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่แข็งแกร่งขึ้นมีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าของมาเลเซียในปี 2024

 

Abdul Rasheed Ghaffour กล่าวว่า แรงกดดันจากเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่รัฐบาลอนุญาตให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นในเดือนมิถุนายน เนื่องจากได้เปลี่ยนไปใช้ความช่วยเหลือแบบกำหนดเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะสามารถจัดการได้

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลดลงของการขนส่งไปยังประเทศจีนมีส่วนทำให้การเติบโตของการส่งออกของมาเลเซียอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ในเดือนมิถุนายน

 

ด้าน Citigroup Inc. ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของประเทศเป็น 5.2% สูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 4.5% ในปีนี้

The post มาเลเซียคาด GDP ปีนี้โต 5% หนุนจากเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Huawei มั่นใจ การลงทุนพัฒนาคลาวด์ในไทย 5.5 พันล้านบาทเดินหน้าต่อ แม้การเมืองสะดุด https://thestandard.co/huawei-5-5-billion-cloud-thailand/ Thu, 15 Aug 2024 12:47:23 +0000 https://thestandard.co/?p=971579

สืบเนื่องจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ เศรษฐา ทวีสิน […]

The post Huawei มั่นใจ การลงทุนพัฒนาคลาวด์ในไทย 5.5 พันล้านบาทเดินหน้าต่อ แม้การเมืองสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สืบเนื่องจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ เศรษฐา ทวีสิน พ้นสภาพนายกรัฐมนตรี ความมั่นใจในการทำธุรกิจในไทยทั้งธุรกิจท้องถิ่นและต่างประเทศก็เริ่มกลายเป็นคำถามที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับต่างชาติที่อยากเห็นการเมืองมั่นคงเพื่อความแน่นอนและต่อเนื่องเชิงนโยบายต่างๆ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความท้าทายดังกล่าวกับบริษัทเอกชนต่างประเทศอย่าง Huawei พวกเขากลับมองว่าเหตุการณ์ที่แม้จะใหญ่ในระยะสั้นนี้ไม่ได้กระทบต่อความมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยต่อ

 

“วิสัยทัศน์การลงทุนของเราในประเทศไทยคือการมองแบบระยะยาว ดังนั้นแผนของเราจะยังคงอยู่เช่นเดิม ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากรไทยให้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือกับบริษัทและมหาวิทยาลัยในไทย” เดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

 

ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่านโยบายการใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) จะยังคงเดินหน้าต่อไป เนื่องจากกระทรวงได้รับงบประมาณมาแล้ว ซึ่งนโยบายนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศไทยหลายด้าน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพบริการสาธารณะและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ธุรกิจ และสถาบัน

 

“เราจะทำนโยบาย Cloud First ต่อแน่ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลเราก็จะยังเดินหน้าผลักดันสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยผ่านการใช้คลาวด์” ประเสริฐกล่าว

 

สำหรับความหนักแน่นในการลงทุน Huawei ได้ลงทุน 5.5 พันล้านบาท ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ตั้งแต่ปี 2561 โดย Huawei Cloud มีอัตราการเติบโตของธุรกิจคลาวด์มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ้นสุดปี 2566 สามารถโตขึ้นมากถึง 220% ซึ่งไทยก็เป็นตลาดสำคัญติด 5 อันดับแรกของ Huawei และยังเป็นประเทศแรกในโลกที่ Huawei ออกมาตั้ง Data Center ถึง 3 แห่งนอกประเทศจีน

 

นอกจากนี้เดวิดมองถึงการลงทุนในไทยว่ามีโอกาสจะเพิ่มเม็ดเงินลงทุนอีกหากตลาดเติบโต “ประเทศไทยคือตลาดสำคัญสำหรับ Huawei มาตลอด ตั้งแต่เริ่มแรกที่เราเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม และส่วนหนึ่งก็มาจากยุทธศาสตร์ความร่วมมือในระดับประเทศที่ทั้งจีนและไทยมีร่วมกันมาอย่างยาวนาน”

 

แจ็กเกอลีน สือ ประธานฝ่ายการตลาดและบริการจัดจำหน่ายระดับโลกของ Huawei Cloud เล่าว่า การลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ของคนไทยในตอนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในโครงการชื่อว่า ASEAN Academy (Thailand) ได้ฝึกอบรมบุคลากรแล้วกว่า 9.62 หมื่นคน ตั้งแต่ปี 2563

 

ในระยะยาวประเทศไทยตั้งเป้าจะพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัลให้ได้ถึง 5 แสนคน ซึ่ง Huawei ก็กำลังเข้ามามีบทบาทในการช่วยเสริมช่องว่างส่วนนี้ของไทย

 

นอกจากนี้ Huawei ยังได้เปิดตัวการแข่งขัน Spark Startup ร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตร เพื่อดึงดูดธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า 120 ราย พร้อมให้การสนับสนุนด้านเทคนิค ทุน การขยายตลาด และการสนับสนุนการดำเนินงาน

The post Huawei มั่นใจ การลงทุนพัฒนาคลาวด์ในไทย 5.5 พันล้านบาทเดินหน้าต่อ แม้การเมืองสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน https://thestandard.co/intel-survival-ai-era-challenges/ Sun, 11 Aug 2024 11:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=970114

Intel กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาส […]

The post การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Intel กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ที่น่าผิดหวัง ยอดขายที่ลดลงในตลาดสำคัญ และต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนเพื่อพลิกโฉมการผลิต ทำให้ Intel ต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปลดพนักงาน 15% ของทั้งหมด ลดค่าใช้จ่ายด้านทุนสำหรับการสร้างและติดตั้งโรงงานผลิต และระงับการจ่ายเงินปันผลที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1992

 

การปรับโครงสร้างครั้งล่าสุดนี้นำไปสู่การเทขายหุ้น Intel อย่างหนัก ราคาหุ้นลดลงกว่า 25% ในวันถัดจากการรายงานผลประกอบการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม และลดลงอีก 8% นับตั้งแต่นั้น ทำให้มูลค่าหุ้น Intel ลดลงถึง 68% นับตั้งแต่ Pat Gelsinger ซีอีโอ ประกาศแผนฟื้นฟูบริษัทในช่วงต้นปี 2021 ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 39% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

วิกฤตครั้งนี้ของ Intel เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยปัญหาหลักคือยอดขายที่ลดลงในตลาดสำคัญๆ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ที่เคยเฟื่องฟูได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง AMD ในส่วนของ CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์ และ NVIDIA ในส่วนของ GPU ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

ยอดขายในส่วน Data Center ของ Intel คาดว่าจะอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดเมื่อ 4 ปีก่อน

 

ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดไปสู่การลงทุนใน AI และ NVIDIA โดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ Intel คาดการณ์ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่วางแผนทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ทันกับ TSMC คู่แข่งจากไต้หวัน แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่งผลให้โรงงานผลิตของ Intel ไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

Chris Caso จาก Wolfe Research กล่าวว่า “ปัญหาในมุมมองของเราคือ Data Center ที่เน้นใช้เซิร์ฟเวอร์ซึ่ง Intel สร้างโรงงานผลิตเพื่อรองรับนั้นไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยการใช้จ่ายด้าน AI ที่ Intel พลาดไป”

 

จุดนี้เองทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มหมดความเชื่อมั่นใน Intel สะท้อนจากราคาหุ้นของบริษัทได้ร่วงลงต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้คุณค่ากับ Intel น้อยกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง

 

นักวิเคราะห์มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางที่ Intel ควรดำเนินต่อไป บางคนคิดว่าบริษัทควรเน้นที่การฟื้นฟูความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ แม้ว่าจะต้องแลกกับการเสียสละธุรกิจ Foundry ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ซึ่งดูแลในเรื่องการผลิตชิปของบริษัท 

 

ในขณะที่บางคนคิดว่าบริษัทควรเน้นที่การหาลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ Foundry เนื่องจากโอกาสในการแข่งขันในตลาดสำคัญๆ เช่น GPU สำหรับ Data Center ดูริบหรี่

 

ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด การฟื้นตัวของ Intel คงต้องใช้เวลา และการตัดเงินปันผลก็ทำให้นักลงทุนยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง อย่างไรก็ตาม บทบาทสำคัญของ Intel ในอุตสาหกรรมที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงบริษัทไว้ได้ 

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุน Intel ผ่าน CHIPS Act ด้วยเงินทุนกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยในการสร้างโรงงานผลิตใหม่ในรัฐแอริโซนาและโอไฮโอ ซึ่งอาจเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้ปัญหาของ Intel ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤต และอาจเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของ Intel ในตอนนี้

 

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะ Intel ยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ โดยโรงงานผลิตปัจจุบันของบริษัทคิดเป็นประมาณ 41% ของกำลังการรผลิตชิปที่ใช้กันมากที่สุดในตลาดหลักๆ

 

Caso ตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อพิจารณาถึงความอ่อนไหวต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เราไม่เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะปล่อยให้ปัญหาของ Intel ลุกลามจนถึงขั้นวิกฤตได้”

 

อนาคตของ Intel ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ บริษัทต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของ Intel: เมื่อผู้นำชิปโลกพลาดโอกาสในยุค AI ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและศรัทธาที่ดิ่งลงของนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
HP เล็งย้ายฐานผลิตมาไทย! ปมภูมิรัฐศาสตร์ สร้างปรากฏการณ์บิ๊กเทค ทั้ง Dell, Apple และ Microsoft เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนมายังอาเซียน https://thestandard.co/hp-thailand-production-relocation/ Thu, 08 Aug 2024 13:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=969191 HP

หากยังจำกันได้ เมื่อปลายปีที่แล้วเริ่มมีกระแสข่าวว่า HP […]

The post HP เล็งย้ายฐานผลิตมาไทย! ปมภูมิรัฐศาสตร์ สร้างปรากฏการณ์บิ๊กเทค ทั้ง Dell, Apple และ Microsoft เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนมายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
HP

หากยังจำกันได้ เมื่อปลายปีที่แล้วเริ่มมีกระแสข่าวว่า HP จะย้ายฐานการผลิตคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กหลายล้านเครื่องมายังไทย และส่วนหนึ่งจะไปยังเม็กซิโก ทว่าความร้อนแรงของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งคู่ขัดแย้งอย่างจีนและไต้หวัน และสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ยิ่งทำให้หลายๆ บริษัทเทคมองหาฐานผลิตนอกประเทศจีน โดยล่าสุดมีรายงานข่าวระบุว่า ไทยคือเป้าหมายที่ HP จะกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีนมากกว่า 50%

 

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานที่เร่งตัวขึ้นจากจีน และนับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากจุดยืนที่สนับสนุนการผลิตในจีนมาหลายทศวรรษ หลังจากที่บริษัทและซัพพลายเออร์สร้างเครือข่าย จนในที่สุดก็เปลี่ยนเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นเมืองดังในจีนแผ่นดินใหญ่ให้กลายเป็นแหล่งผลิตและส่งออก PC ชั้นนำของโลกมาหลายสิบปี

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

รายงานข่าวระบุว่า HP ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งมีฐานผลิตใหญ่ในจีน อยู่ระหว่างวางแผนย้ายการผลิตคอมพิวเตอร์มากกว่าครึ่งหนึ่งออกจากจีน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จีนและไต้หวัน

 

โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับซัพพลายเออร์ต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายภายใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าจะผลิตคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปมากกว่า 70% นอกประเทศจีน และเวลานี้กำลังมองฐานผลิตใหม่ไปที่ประเทศไทย

 

โดยแหล่งข่าวอ้างว่า HP กำลังทุ่มเงินลงทุนสร้างศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ในไทย เนื่องจากบริษัทมองว่าโรงงานที่มีอยู่แล้วในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ซึ่งในขณะนี้ HP มีซัพพลายเออร์ 5 ราย ที่กำลังตั้งโรงงานผลิตหรือคลังสินค้าแห่งใหม่ในไทย โดย 2 รายกำลังเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น

 

นอกจากย้ายสายการผลิตมายังไทยแล้วก็อยู่ระหว่างสร้างทีมสำรองในสิงคโปร์ เพื่อแทนศูนย์ออกแบบในไต้หวัน ซึ่งจะทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดการห่วงโซ่อุปทาน มีรายงานว่า HP จะจ้างพนักงานด้านวิศวกรรม ผู้เชี่ยวชาญห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงวิศวกรไฟฟ้าและวิศวกรเครื่องกลจากสิงคโปร์อีกประมาณ 200 คน

 

สำหรับ HP มียอดจำหน่าย PC ประมาณ 52 ล้านเครื่อง และกลายเป็นผู้จำหน่าย PC รายใหญ่อันดับ 2 รองจาก Lenovo โดย HP พึ่งพาจีนในด้านการผลิตมาอย่างยาวนาน และพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่งในจีน

 

แหล่งข่าวระบุอีกว่า ผู้บริหารระดับสูงของ HP หลายคนแสดงความกังวลถึงซัพพลายเออร์ในจีน ซึ่งอยู่ท่ามกลางสงครามการค้า ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นทั้งไต้หวันและสหรัฐฯ รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง

 

นอกจาก HP แล้ว ยังมีบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หลายแห่ง รวมถึง Dell, Apple และ Microsoft ก็ได้กระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง และเริ่มย้ายการผลิต PC บางส่วนไปยังอาเซียนแล้ว

 

Jiu Zifang นักวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวัน วิเคราะห์ว่า ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปีนี้มีความยืดหยุ่นอย่างมาก โดยสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน และเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไต้หวัน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเป็นเวลาหลายเดือน เป็นประเด็นร้อนที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

 

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ต่างเฝ้าจับตาดูแนวโน้มที่อาจเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกด้วย

 

“เพราะหากสหรัฐฯ ยกระดับการคุมเข้มการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีนมากยิ่งขึ้น ความเสี่ยงในการผลิตหรือประกอบ PC ที่รองรับระบบ AI ก็ยิ่งมีความเสี่ยง ดังนั้น การเร่งเปลี่ยนฐานการผลิต PC จากจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากกฎควบคุมส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ และอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้หลายบริษัทเร่งพิจารณาการกระจายฐานผลิตอย่างรอบคอบ”

 

อ้างอิง:

The post HP เล็งย้ายฐานผลิตมาไทย! ปมภูมิรัฐศาสตร์ สร้างปรากฏการณ์บิ๊กเทค ทั้ง Dell, Apple และ Microsoft เร่งกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนมายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF เผยกำไร 6 เดือนแรก โต 22% เป็น 8.2 พันล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าใหม่และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH https://thestandard.co/gulf-22-percent-profit-growth/ Thu, 08 Aug 2024 12:29:35 +0000 https://thestandard.co/?p=969162 GULF

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF รายงานกำไ […]

The post GULF เผยกำไร 6 เดือนแรก โต 22% เป็น 8.2 พันล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าใหม่และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF รายงานกำไรไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 64.3% เป็น 4,731 ล้านบาท ช่วยให้กำไร 6 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 22.3% เป็น 8,240 ล้านบาท 

 

แม้ว่ารายได้รวมของบริษัทในไตรมาส 2 จะทรงตัวจากทั้งไตรมาสแรกและจากงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 7.3% เป็น 64,896 ล้านบาท 

 

สาเหตุที่กำไรของ GULF เติบโตอย่างโดดเด่น แม้ว่ารายได้รวมจะไม่ได้เติบโตสูงมากนัก เป็นเพราะส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า โดยเฉพาะในส่วนของ INTUCH ที่ส่งกำไรให้กับ GULF จำนวน 3,197 ล้านบาท ซึ่งได้แรงหนุนจากผลประกอบการของ AIS ที่ดีขึ้น 

 

นอกจากนี้ กำไรของ GULF ที่เพิ่มขึ้นยังได้แรงหนุนจากโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 2-3 ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์

 

ทั้งนี้ รายได้ของ GULF ในปัจจุบันในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ แบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

 

  1. ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ มีรายได้ 57,924 ล้านบาท +7.2%YoY
  2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีรายได้ 1,523 ล้านบาท +48.2%YoY
  3. ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค มีรายได้ 2,162 ล้านบาท +0.0%
  4. ธุรกิจดาวเทียม มีรายได้ 1,247 ล้านบาท -9.3%YoY
  5. รายได้ค่าบริหารจัดการ มีรายได้ 335 ล้านบาท -9.4%YoY 
  6. รายได้อื่น มีรายได้ 1,705 ล้านบาท +11.3%YoY

 

ด้าน ยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF

กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการอื่นๆ ของบริษัทที่อยู่ระหว่างการพัฒนายังเป็นไปตามแผน 

 

โดยโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 มีกำหนดถมทะเลแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2567 และจะเริ่มก่อสร้าง LNG Terminal ในช่วงกลางปี 2568 ในขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มีกำหนดรับมอบพื้นที่จากการท่าเรือเพื่อเริ่มก่อสร้างท่าเรือในปลายปี 2568 ในส่วนของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองนั้น สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2568 ขณะที่สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2569

 

ส่วนของธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจศูนย์ข้อมูล GSA DC (Data Center) ของกลุ่มบริษัทอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยเฟสแรกซึ่งมีขนาด 25 เมกะวัตต์ มีแผนเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2568 โดยบริษัทมีแผนขยายศูนย์ข้อมูลดังกล่าวเพิ่มอีก 25 เมกะวัตต์ในเฟสที่ 2 ภายในพื้นที่เดียวกัน รวมเป็น 50 เมกะวัตต์ โดย GSA DC จะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานสะอาด และได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการใช้ GPU ในการประมวลผลข้อมูล (Cloud Computing) ด้วย โดยกลุ่มลูกค้าหลักของ GSA DC จะเป็นกลุ่ม Hyperscalers Enterprise และหน่วยงานรัฐบาล 

 

ส่วนธุรกิจ Cloud ที่บริษัทร่วมมือกับ Google เพื่อให้บริการ Google Distributed Cloud air-gapped มีแผนเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2568 โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ องค์กรที่ต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีความสำคัญหรือเป็นความลับ โดยผู้ใช้งาน Google Cloud สามารถเลือกจัดเก็บข้อมูลที่ศูนย์ข้อมูล GSA DC ของบริษัทได้ นอกจากนี้ บริษัทยังมองการต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจไปสู่บริการอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งได้แก่ AI และ Cybersecurity

 

สำหรับประเด็นการควบรวมบริษัทระหว่าง GULF และ INTUCH นั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งการจัดตั้งบริษัทใหม่ (NewCo) คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/68

The post GULF เผยกำไร 6 เดือนแรก โต 22% เป็น 8.2 พันล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าใหม่และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียผงาด! GDP พุ่งเกินคาด 5.05% เผยอีก 10 ปี เศรษฐกิจอาเซียนโตแรงแซงจีน https://thestandard.co/indonesia-gdp-grew-5-05-percents/ Mon, 05 Aug 2024 12:26:50 +0000 https://thestandard.co/?p=967546 อินโดนีเซีย

ท่ามกลางโลกที่เผชิญความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งแรงกดด […]

The post อินโดนีเซียผงาด! GDP พุ่งเกินคาด 5.05% เผยอีก 10 ปี เศรษฐกิจอาเซียนโตแรงแซงจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซีย

ท่ามกลางโลกที่เผชิญความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย เศรษฐกิจโลกชะลอ ภูมิรัฐศาสตร์ ในบรรดาเพื่อนบ้าน  อินโดนีเซีย ก็ยังครองเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ในเอเชีย-แปซิฟิก รั้งเบอร์ 1 ในอาเซียน ด้วยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก และคาดว่าทั้งปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะเติบโตแข็งแกร่งตามเป้าที่ 5.2%

 

ขณะเดียวกัน The Southeast Asia Outlook 2024-2034 ระบุว่า อีก 10 ปี เศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตแซงหน้าจีน ด้วยแรงกดดันด้านภูมิศาสตร์ การเมือง และภาษีศุลกากร จากปรากฏการณ์สินค้าจีนที่ทะลักเข้ามายังอาเซียน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

Bloomberg รายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผย GDP ไตรมาส 2 (เดือนเมษายน-มิถุนายน) ขยายตัว 5.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่าคาดการณ์การเติบโตจากการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ที่คาดว่าจะมีตัวเลขเฉลี่ยที่ 5%

 

ทั้งนี้ นับว่าเป็นการขยายตัวสูงเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันที่เศรษฐกิจขยายตัวเกิน 5%

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้การเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศ สะท้อนจากความยืดหยุ่นของการบริโภคภาคครัวเรือนท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมที่ยังสูง ประกอบกับการส่งออกที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น และการกระตุ้นทางการคลังยังช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคต่อเนื่อง

 

ซึ่งอาจสนับสนุนให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ได้อีกระยะหนึ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพของสกุลเงิน (รูเปียห์) ก่อนที่จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงินในช่วงปลายปีนี้หรือปีหน้า

 

นอกจากนี้ ตัวเลข GDP ไตรมาสนี้จะส่งผลให้ประเทศเดินหน้าตามเป้าหมายการเติบโตของ GDP ทั้งปีที่ 5.2%โดยรัฐบาลระบุว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังแข็งแกร่ง การใช้จ่าย การบริโภคในประเทศ การลงทุน และการส่งออก จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจต่อไปในช่วงที่เหลือของปีนี้

 

อาเซียนเนื้อหอม คาดอีก 10 ปี โตแรงแซงจีน 

 

ขณะเดียวกันรายงานข้อมูลจาก The Southeast Asia Outlook 2024-2034 ซึ่งร่วมกันจัดทำโดย Angsana Council, Bain & Company และ DBS Bank ระบุว่า คาดการณ์ว่าในทศวรรษหน้าเศรษฐกิจอาเซียนจะมี GDP และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แซงหน้าจีน

 

นำโดย GDP อาเซียน 6 ประเทศหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.1% โดยเวียดนามและฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคที่ 6% ไปจนถึงปี 2034 แซงหน้าเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะเติบโตช่วง 3.5-4.5% ภายใต้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการเมือง

 

Charles Ormiston หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง Bain & Company วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักมาจากแรงกดดันทางการเมืองและภาษีศุลกากรของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้ง GDP และ FDI

 

“การเติบโตภายในประเทศที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ”

 

ทั้งนี้ แม้อาเซียนพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจจากจีนเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นที่น่าติดตามระยะต่อไปคือ อาเซียนต้องรับมือกับปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้ามาแข่งขันมากขึ้น

 

นำไปสู่ความท้าทายและการแข่งขันของแต่ละประเทศที่พยายามปรับโครงสร้างการผลิตสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การผลิตเพื่อการส่งออกบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ และดึงดูดการลงทุน Data Center การลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อมุ่งสู่การแข่งขันและนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าขณะนี้หลายประเทศเริ่มปรับจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อการเติบโต โดยในวันนี้เวียดนามก็กำลังแซงหน้าประเทศอื่นๆ ไปแล้ว

 

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียผงาด! GDP พุ่งเกินคาด 5.05% เผยอีก 10 ปี เศรษฐกิจอาเซียนโตแรงแซงจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Temasek กองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ในธุรกิจ AI ของสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ https://thestandard.co/temasek-invest-1t-baht-usa-ai-business/ Tue, 30 Jul 2024 07:46:51 +0000 https://thestandard.co/?p=964855

Temasek Holdings กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ […]

The post Temasek กองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ในธุรกิจ AI ของสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Temasek Holdings กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสิงคโปร์ เล็งลงทุนด้าน AI (Artificial Intelligence) ในตลาดสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ 

 

Jane Atherton หัวหน้าฝ่ายอเมริกาเหนือของ Temasek กล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 กรกฎาคม) ว่า สหรัฐฯ จะยังคงเป็นประเทศที่มีเงินทุนไหลเข้ามากที่สุดต่อไป

 

ในปีนี้การลงทุนของ Temasek ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้แซงหน้ามูลค่าการลงทุนในจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยเงินลงทุนของ Temasek ในสหรัฐฯ เติบโตถึง 5 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมุ่งเน้นด้าน AI และโครงสร้างขั้นพื้นฐานอย่าง Data Center และบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของ Temasek ในอเมริกาแตะ 22% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าราว 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนการลงทุนในจีนอยู่ที่ 19% ในขณะที่การลงทุนในสิงคโปร์อยู่ที่ 27%

 

นอกจากนี้ มูลค่ากองทุนยังปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.84 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท ในช่วงปีก่อนหน้า มาแตะ 2.89 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการครองตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงต่อไปยัง AI และเศรษฐกิจดิจิทัลอื่นๆ จนนำไปสู่ความพยายามกีดกันทางการค้า รวมทั้งเทคโนโลยีเกี่ยวกับชิป ทั้งด้านนโยบายการส่งออกและภาษี

 

ทั้งนี้ นโยบายการลงทุนของ Temasek ในจีน คือการหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่เลือกลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศแทน ซึ่งตอนนี้กองทุนก็กำลังหาโอกาสในด้านยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และไบโอเทคโนโลยี (BioTech)

 

อ้างอิง:

The post Temasek กองทุนรัฐบาลสิงคโปร์ เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ในธุรกิจ AI ของสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนกำลังเทขายหุ้น AI อย่าง NVIDIA และมองหาอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ต่อเนื่อง https://thestandard.co/investors-are-dumping-ai-stocks-like-nvidia/ Mon, 29 Jul 2024 07:10:29 +0000 https://thestandard.co/?p=964449

หลังจากที่ราคาหุ้นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Arti […]

The post นักลงทุนกำลังเทขายหุ้น AI อย่าง NVIDIA และมองหาอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่ราคาหุ้นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) อย่าง NVIDIA ปรับตัวขึ้นมากว่า 7 เท่าภายในช่วง 2 ปี นักลงทุนก็เริ่มทยอยขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มดังกล่าว และย้ายเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นที่มีมูลค่า (Valuation) ถูกกว่าแต่อาจได้รับประโยชน์สืบเนื่องจากการเติบโตของ AI แทน เช่น หุ้นด้านพลังงาน, หุ้นนิคมอุตสาหกรรม, สินค้าโภคภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น ทองแดง หรือหุ้นบริษัทที่นำ AI ไปใช้ ฯลฯ

 

โดยปัจจัยด้านราคาหุ้นกลุ่ม AI ที่ถูกขาย ไม่เพียงเฉพาะมูลค่าที่อยู่ในระดับที่สูงเพียงอย่างเดียว หากแต่เศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญภาวะกดดันจากทั้งด้านการเงิน การคลัง และความตึงเครียดจากภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกเช่นกัน

 

Gina Martin Adam หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Bloomberg Intelligence เผยว่า แม้เราจะเห็นถึงการเก็งกำไรนอกกลุ่มหุ้น AI และหุ้นสื่อสาร แต่การเก็งกำไรหุ้น AI ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่

 

และแม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสื่อสารจะทำผลตอบแทนดีติดอันดับต้นๆ ใน MSCI World Index ที่ระดับมากกว่า 14% ต่อปี แต่กลับพบว่าหุ้นสองกลุ่มนี้ทำผลตอบแทนแย่ติดอันดับต้นๆ ของไตรมาสนี้ 

 

ซึ่งหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มโรงไฟฟ้าสาธารณูปโภคทำผลตอบแทนได้ดีติดอันดับต้นๆ นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน

 

โดยจากข้อมูลของ International Energy Agency ประมาณการว่า การใช้พลังงานจาก Data Center, AI และคริปโตเคอร์เรนซี จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปัจจุบัน ไปแตะ 1,000 เทระวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2026 ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นทั้งประเทศ

 

ปัจจัยดังกล่าวนี้ทำให้โรงไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ ได้รับผลประโยชน์สืบเนื่องจากกระแส AI และ Data Center ที่เติบโต

 

Evgenia Molotova หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Pictet Asset Management มองว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าขึ้นอยู่กับอัตราการนำ AI ไปใช้ แต่ภายในปี 2030 AI อาจต้องการ Data Center ที่มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน 2-3 เท่า

 

ไม่เพียงเท่านั้น Ken Liu นักวิเคราะห์ของ UBS Group ชี้ว่า หม้อแปลงไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่กำลังขาดแคลน หากคุณสั่งออร์เดอร์วันนี้ คุณอาจต้องรอปี 2028 เพื่อที่จะได้สินค้า

 

โดย Philipp Bärtschi หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Bank J. Safra Sarasin AG ชี้ว่า โครงสร้างขั้นพื้นฐานสำหรับการผลิตไฟฟ้าจะเป็นเมกะเทรนด์มาตั้งแต่ก่อน AI แล้ว แต่การเกิดขึ้นของ AI จะยิ่งทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งนั่นจะเป็นโอกาส แต่ก็มีความผันผวนสูงตามธรรมชาติของธุรกิจที่มีความเป็นวัฏจักรอยู่พอสมควร

 

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ก็คือพลังงานหมุนเวียน เพราะหากเกิดการผลิตพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบปกติมากขึ้น มลพิษก็ย่อมจะมากขึ้นตามมา แต่การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์, น้ำ, ลม และพลังงานนิวเคลียร์ จะมาช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

 

หรือหากมองไปที่อุตสาหกรรมวัตถุดิบ อย่างเช่น ทองแดง ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ก็มีโอกาสสำหรับการลงทุนเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลของ Bloomberg Intelligence พบว่า อัตราการใช้ทองแดงจะแตะ 2 ล้านตันภายในปี 2030 โดยมาจากสหรัฐฯ มากกว่าครึ่งหนึ่ง จากความต้องการพลังงานไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในการประมวลผลข้อมูลสำหรับ AI

 

ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมอย่างที่ดินก็จะได้ประโยชน์จากการที่บริษัทด้านพลังงานต้องการที่ดินสำหรับการตั้งโรงไฟฟ้าหรือการตั้ง Data Center ด้วยเช่นกัน ซึ่งประเทศในแถบอาเซียนก็เป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการมาตั้งฐาน Data Center เหล่านี้ โดยบริษัท AIS จากประเทศไทย และ Telekom Malaysia Bhd ของมาเลเซีย ก็กำลังเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตจากกระแสเหล่านี้เช่นกัน

 

และท้ายที่สุดคือ End Users จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ สืบเนื่องจาก AI จากการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้างความได้เปรียบและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ตนเอง โดย Morgan Stanley ประเมินว่า บริษัทที่นำ AI ไปใช้ได้อย่างมีประโยชน์จะมีโอกาสที่หุ้นจะปรับขึ้นเฉลี่ย 27% ในปีนี้

 

อ้างอิง:

The post นักลงทุนกำลังเทขายหุ้น AI อย่าง NVIDIA และมองหาอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/prime-minister-promotes-investment-in-the-digital-industry/ Sun, 28 Jul 2024 05:13:09 +0000 https://thestandard.co/?p=964096

วันนี้ (28 กรกฎาคม) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมน […]

The post นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 กรกฎาคม) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุน Data Center ในประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนในโครงการ Data Center และ Cloud Service ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยต่อยอดพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เป็นฐานการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคและเป็นที่จับตามองของโลก

 

พร้อมทั้งเป็นโอกาสสนับสนุนไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ของวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ของนายกฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขานรับต่อยอดการหารือของนายกฯ กับเอกชนรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งแสดงความสนใจการลงทุนในไทย

 

ชัยกล่าวต่อว่า จากการต่อยอดการหารือระหว่างนายกฯ กับเอกชนรายใหญ่ ทำให้พบว่าโครงการ Data Center และ Cloud Service ที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบันรวมถึง 37 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุน 98,539 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง

 

โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายรายที่ได้เข้ามาลงทุนโครงการ Data Center เช่น Amazon Web Services จากสหรัฐอเมริกา ลงทุนสร้าง Data Center 3 แห่ง ด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาทในเฟสแรกของประกาศการลงทุนสร้าง Data Center ในไทยเป็นจำนวนมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทภายในปี 2580, Evolution Data Centres จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,000 ล้านบาท และ Telehouse จากญี่ปุ่น ลงทุน 2,700 ล้านบาท เป็นต้น

 

Cloud Service เช่น Alibaba Cloud ลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท, Huawei Technologies ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการณ์ว่าในปี 2567 มูลค่าตลาด Data Center ของไทยจะมีแนวโน้มเติบโตประมาณร้อยละ 24 และมูลค่าบริการ Public Cloud จะขยายตัวที่ร้อยละ 29

 

ทั้งนี้ BOI เชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพและจุดแข็ง 5 ประการ ที่ทำให้ผู้ให้บริการ Data Center และ Cloud Service เชื่อมั่นให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่บริษัทชั้นนำระดับโลกเลือกเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุน ซึ่งได้แก่

 

  1. ทำเลที่ตั้งของไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ (Connecting Hub)
  2. มีความมั่นคง ปลอดภัยสูง เสี่ยงภัยต่อธรรมชาติต่ำ เป็นกลางในเวทีระหว่างประเทศ และกฎระเบียบด้านดิจิทัลมีมาตรฐานสากล เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Act)
  3. โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ทั้งระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร และมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาดที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการลงทุน Data Center มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพ สามารถรองรับการส่งข้อมูลในปริมาณสูง
  4. ตลาดในประเทศขยายตัวสูง คนไทยมีทักษะในการเข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตในกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบดิจิทัล ทำให้ความต้องการยกระดับสู่ยุคดิจิทัลสูง
  5. สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ

 

ชัยกล่าวว่า นายกฯ เชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของไทย ซึ่งนายกฯ ได้ดำเนินนโยบายเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทใหญ่ระดับโลกประกาศร่วมลงทุนในโครงการ Data Center และ Cloud Service ของไทย เป็นอีกหนึ่งการยืนยันถึงโอกาสของไทยในการเป็น Digital Economy Hub ทำให้ไทยถูกจับตามองบนเวทีการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรมอนาคต

The post นายกฯ ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลครบวงจร ใช้จุดแข็งดึงต่างชาติลงทุน Data Center-Cloud Service เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF INTUCH: 1+1 ที่มากกว่า 2 เพราะ Singtel https://thestandard.co/gulf-intuch-3/ Sat, 20 Jul 2024 07:04:06 +0000 https://thestandard.co/?p=960600 GULF INTUCH

ข่าวใหญ่ที่สะเทือนตลาดทุนไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาหนีไม่พ้น […]

The post GULF INTUCH: 1+1 ที่มากกว่า 2 เพราะ Singtel appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF INTUCH

ข่าวใหญ่ที่สะเทือนตลาดทุนไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาหนีไม่พ้น GULF และ INTUCH ที่ประกาศควบรวมกิจการพร้อมทำคำเสนอซื้อ ADVANC และ THCOM รวมทั้งจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ (NewCo)

 

ดีลนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งดีลใหญ่สำหรับตลาดทุนไทย และผมมีมุมมองที่เป็นบวกมาก (Bullish) และอยากจะมาเล่าให้นักลงทุนฟังกันครับว่า NewCo นี้อาจเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ไม่ควรมองข้าม

 

ก่อนอื่นเรามาพิจารณาในแง่ของสัดส่วนกันแบบพอสังเขป

 

ในแง่ของสัดส่วนการแลกหุ้น

 

1 หุ้น GULF – 1.02974 หุ้นใน NewCo

1 หุ้น INTUCH – 1.69335 หุ้นใน NewCo (ไม่รวมหุ้น 47.37% ใน INTUCH ที่ถือโดย GULF) พร้อมการจ่ายเงินปันผลพิเศษจำนวน 4.50 บาทให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ INTUCH ซึ่งจะจ่ายก่อนวันที่ควบรวมกิจการ

 

ในแง่ของสัดส่วนการถือหุ้น

 

เราคาดว่ากลุ่ม GULF (กลุ่ม สารัชถ์ รัตนาวะดี) จะถือหุ้น 59.72% และ Singtel จะถือหุ้น 9.08% ใน NewCo ตามลำดับ

 

และสำหรับสัดส่วนการถือหุ้นใน ADVANC เราคาดว่า NewCo และ Singtel จะถือหุ้น ADVANC 40.44% และ 23.31% ตามลำดับ

 

ในแง่ของราคา

 

ราคา VTO จะอยู่ที่ 216.30 บาทสำหรับหนึ่งหุ้น AIS 

ราคา VTO จะอยู่ที่ 11.00 บาทสำหรับหนึ่งหุ้น THCOM

 

มุมมองของผมต่อดีลนี้

 

ประการแรก สัดส่วนทางการเงินของ NewCo ที่จะดีขึ้นทันตาเห็น

 

หลังควบรวมกิจการ D/E Ratio ของ NewCo จะลดลงมาที่ระดับ 1.2x จากเดิมของ GULF ที่ 2.2x รวมถึงการรับเงินสดอีกกว่าเกือบ 7 พันล้านบาทจากเงินปันผลพิเศษ 4.50 บาท สองประเด็นนี้สะท้อนความสามารถในการกู้ยืมที่มากขึ้นของ NewCo ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนในอนาคต รวมถึงกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

ประการที่สอง การถือหุ้นของ Singtel และแผนธุรกิจของ Singtel

 

เป้าหมายการเติบโตในธุรกิจ Data Center ของ Singtel นั้นชัดเจนหลัง Singtel เริ่มหันมาโฟกัสธุรกิจ Data Center มากขึ้น ประกอบไปด้วยการลงทุนใน ST Telemedia Global Data Centres (STT GDC) และการทำ JV กับบริษัทอื่นๆ เพื่อลงทุนในธุรกิจ Data Center และส่วนหนึ่งจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัท KKR (บริษัทการลงทุนระดับโลกของสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในกองทุน Private Equity ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) 

 

โดย CGS International เราแนะนำ ‘ซื้อ’ Singtel ที่ราคาเป้าหมายที่ 3.30 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ประการสุดท้าย Data is the new oil, Data Center is the new refinery. 

 

ตามข้อมูลของ DC Byte ความจุ (Capacity) ของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในอาเซียนอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าจาก 1,677MW ใน 1Q24 เป็น 7,589MW ภายในปี 2028 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจาก 

 

  1. ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Data Usage) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาค จากการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย
  2. ความต้องการการประมวลผลเพื่อรองรับระบบการเรียนรู้ของปัญญาประดิษฐ์ (AI Training)
  3. ข้อจำกัดด้านพื้นที่และกำลังไฟฟ้าในตลาดหลัก

 

ในบทความต่อไปเราจะมาเจาะประเด็นนี้ (Data Center) กันในรายละเอียดครับ แต่วันนี้เราจะมาพิจารณากันแค่ GULF และ NewCo โดยหากเราต่อจิ๊กซอว์ภาพเพื่อยิงประตู (ซื้อหุ้น) 

 

การที่ Singtel จะถือหุ้น 9.08% ใน NewCo (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) และความต้องการ Data Center ในอาเซียนอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าจาก 1,677MW ใน 1Q24 เป็น 7,589MW ภายในปี 2028 

 

ทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่า โอกาสทางธุรกิจในส่วนของ Data Center โดยเฉพาะกับ Singtel และ NewCo จะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

Synergy ของการควบรวมในครั้งนี้ สูงกว่าที่ใครหลายคนคิดแน่นอนครับ

 

 

 

อ้างอิง: 

  • CGS International, CGSI Estimates, CGSI Macro & Wealth Research, CGSI Quantitative Team

 

 

The post GULF INTUCH: 1+1 ที่มากกว่า 2 เพราะ Singtel appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” https://thestandard.co/donald-trump-taiwan-should-pay/ Wed, 17 Jul 2024 10:48:07 +0000 https://thestandard.co/?p=959271

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ไต […]

The post ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ สำหรับการให้ความคุ้มครอง พร้อมอ้างว่าไต้หวัน “ไม่ได้ให้อะไรเราเลย” โดยความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการตอบคำถามว่า เขาจะปกป้องไต้หวันจากจีนหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์กับ Bloomberg Businessweek เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 กรกฎาคม)

 

“ไต้หวันควรจ่ายเงินให้เราสำหรับการคุ้มกัน คุณก็รู้ว่าเราไม่ต่างอะไรกับบริษัทประกันภัย ไต้หวันไม่ได้ให้อะไรเราเลย” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่า “(ไต้หวัน) ได้เอาธุรกิจชิปของเราไปประมาณ 100%”

 

สหรัฐฯ เคยเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่แนวโน้มที่เปลี่ยนไปในอุตสาหกรรม เช่น บริษัทหลายแห่งเปลี่ยนจากการผลิตชิปด้วยตัวเองไปเป็นการจ้างผลิต นำไปสู่การเติบโตของบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) และบริษัทอื่นๆ ของไต้หวัน 

 

ปัจจุบันคาดว่าไต้หวันมีสัดส่วนการผลิตชิปสูงสุดในโลก ประมาณ 66% จากข้อมูลของ TrendForce ขณะที่สหรัฐฯ น่าจะมีสัดส่วนการผลิตเพียง 6% โดย TSMC เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก ซึ่งรับผิดชอบการผลิตชิปให้กับบริษัทอเมริกันรายใหญ่ เช่น Apple และ NVIDIA

 

ราคาหุ้น TSMC ปิดตลาดลดลง 2.4% ในไต้หวัน หลังจากความคิดเห็นของทรัมป์ถูกเผยแพร่

 

ทรัมป์กล่าวต่อว่า “พวกเขาเอาอุตสาหกรรมชิปของเราไปเกือบทั้งหมด เราไม่ควรปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเลย ตอนนี้เรากำลังให้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อให้พวกเขาสร้างชิปใหม่ในประเทศของเรา และจากนั้นพวกเขาก็จะเอาธุรกิจกลับไปที่ประเทศของพวกเขาด้วย”

 

ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิปทั่วโลกต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้นของ ASML, NVIDIA และ TSMC ลดลง ท่ามกลางรายงานเกี่ยวกับข้อจำกัดการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

 

หุ้น ASML ที่จดทะเบียนในเนเธอร์แลนด์ลดลง 6.5% ในการซื้อขายช่วงเช้าของยุโรป ขณะที่หุ้น Tokyo Electron ในญี่ปุ่นปิดลดลงเกือบ 7.5%

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ระบุ ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ พร้อมอ้าง “ถูกเอาธุรกิจชิปไป 100%” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-12072024-3/ Fri, 12 Jul 2024 06:32:31 +0000 https://thestandard.co/?p=956840

เปิดสมรภูมิ Data Center ‘ไทย’ ชู 5 ข้อได้เปรียบชิงฮับภู […]

The post ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดสมรภูมิ Data Center ‘ไทย’ ชู 5 ข้อได้เปรียบชิงฮับภูมิภาค ฟาก JPMorgan ชี้ ‘มาเลเซีย’ กำลังแจ้งเกิด มีศักยภาพน่าลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิดสมรภูมิ Data Center ไทย-มาเลเซีย ชิง ‘ฮับ’ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไพ่ใบใหม่ของเวียดนาม? รัฐบาลเปิดทางต่างชาติเป็นเจ้าของ Data Center ได้ 100% ไทยอยู่ตรงไหน? https://thestandard.co/data-center-vietnams-new-card/ Fri, 12 Jul 2024 05:31:04 +0000 https://thestandard.co/?p=956816

ปีนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นดินแดนเนื้อห […]

The post ไพ่ใบใหม่ของเวียดนาม? รัฐบาลเปิดทางต่างชาติเป็นเจ้าของ Data Center ได้ 100% ไทยอยู่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นดินแดนเนื้อหอมของบรรดาบิ๊กเทค ทั้ง Apple, Google และ Microsoft แห่มาลงทุนคึกคัก โดยเฉพาะมีการคาดการณ์ว่า Data Center ในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

เรียกได้ว่า Data Center และ Cloud Service ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของโลกยุคใหม่ที่ดึงดูดการตัดสินใจอย่างมาก จึงเป็นโอกาสช่วงชิงสำคัญของรัฐบาลแต่ละประเทศที่จะปลดล็อก ออกมาตรการ เปิดทางกฎหมายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้น ดังเช่นประเทศล่าสุดอย่างเวียดนาม

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เวียดนามอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศได้แล้ว 100% หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกฎระเบียบการจัดเก็บข้อมูลที่เข้มงวด ไม่ตอบโจทย์ความต้องการภายในตลาดของบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่  

 

กฎหมายว่าด้วยโทรคมนาคม (The Law on Telecommunications) ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุชัดว่าจะไม่มีการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติสำหรับผู้ให้บริการข้อมูลและคลาวด์อีกต่อไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออุตสาหกรรมในเวียดนาม

 

รัฐบาลเวียดนามจึงกำหนดเพดานถือหุ้นของต่างชาติไว้ที่ 49% และกฎหมายฉบับนี้ถือเป็น ‘ข้อยกเว้นพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน’ ที่เปิดทางและปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ให้บริการข้อมูลและคลาวด์อีกด้วย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ Facebook, Google รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่นและแคนาดา แสดงความกังวลต่อกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของเวียดนาม ที่กำหนดให้บริษัทต่างๆ เก็บข้อมูลไว้ในประเทศ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเวียดนามจะหาทางออกที่ได้ประโยชน์ร่วมกันได้ ด้วยการผ่อนคลายข้อจำกัด เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ได้เต็มที่ 

 

Data Center กำลังเป็น ‘ไพ่ใบใหม่’ ของเวียดนาม?

 

Leif Schneider ที่ปรึกษากฎหมายจากบริษัท Luther มองว่า กฎหมายโทรคมนาคมฉบับใหม่นี้นับเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ ที่จะดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เพื่อปูทางสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเวียดนามที่ต้องการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

เพราะอีกสัญญาณที่เห็นได้ชัดคือ ความสนใจจากบิ๊กเทคอย่าง Amazon Web Services และ Keppel บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์จากสิงคโปร์ ก็กำลังมองหาโอกาสลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

 

และก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวว่า Alibaba เตรียมสร้าง Data Center ในเวียดนามด้วยมูลค่าทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ โดยมองว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง และมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก 

 

และเมื่อดูข้อมูล เศรษฐกิจ Data Center ของเวียดนาม น่าสนใจว่าปีนี้จะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยและการตลาดคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 1.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 

 

พลังงานที่ไม่เสถียร จุดอ่อน ‘ท้าทายเวียดนาม’

 

อย่างไรก็ตาม Meir Tlebalde  ซีอีโอของ Sunwah Kirin Consulting Vietnam กล่าวว่า ด้วยเงินลงทุนที่สูงอาจทำให้นักลงทุนจะต้องพิจารณาระยะเวลาคืนทุนไม่ต่ำกว่า 5-8 ปี ปัจจัยสำคัญคือต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ การวางแผนการทำงาน รวมไปถึงโซลูชันพลังงานสีเขียวที่มีอย่างจำกัด

 

ภาพ: Xiu huo / Getty images 

 

ท่ามกลางความท้าทาย Meir ก็ยังมองเห็นอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูลในเวียดนาม โดยรัฐบาลกำลังผลักดันข้อตกลงซื้อไฟฟ้าโดยตรง (DPPAs) ซึ่งนโยบายนี้จะอนุญาตให้บริษัทต่างๆ สามารถซื้อพลังงานทดแทนจากผู้ผลิต โดยไม่ต้องอาศัยระบบไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานและลดต้นทุน และกฎหมายใหม่นี้ช่วยลดเงื่อนไขได้ เพราะต้องยอมรับว่าเวียดนามยังคงเผชิญเรื่องของไฟฟ้าที่ไม่เสถียรพอ  

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก Data Center กำลังขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจสูงถึง 19% โดยมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญทั้งในตลาดหลักและตลาดรองในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ถือเป็นตลาดหลัก ในขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ถือเป็นตลาดรอง แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนว่า ‘ตลาดหลักกระจายไปยังตลาดรองมากขึ้น’

 

Data Center ในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย จะพุ่งอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า!

 

แม้เวียดนามซึ่งเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสยังตามหลังประเทศอื่นๆ ในแง่ของขนาด ปัจจุบันตลาด Data Center ของเวียดนามเป็นเพียงส่วนเล็กๆ หากเทียบกับขนาดของสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 

เมื่อพิจารณาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2020-2022) ตลาด Data Center ในอินโดนีเซียและมาเลเซียเติบโตประมาณ 6 เท่า ในขณะที่เวียดนามเติบโตเพียง 1.5 เท่า แม้จะมีโอกาสที่เป็นไปได้และโมเมนตัมทางการตลาด แต่เวียดนามก็ยังคงเติบโตค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

 

ทว่า Viettel IDC มองจุดแข็งของเวียดนามว่าคือการมีเแหล่งแรงงานที่ต้นทุนต่ำ มีพนักงานไอทีจำนวนมาก ต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ กรอบการทำงานด้านกฎระเบียบที่สนับสนุน และนโยบายรัฐบาลสำหรับโครงการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล อาจเป็นแต้มต่อสำคัญ 

 

ไทยอยู่ตรงไหน

 

ปัจจุบันไทยมีการลงทุนต่อเนื่อง โดยจะเห็นจากโครงการ Data Center และ Cloud Service ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI รวม 37 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 98,539 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง 

 

 

ที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยแล้วหลายราย เช่น Amazon Web Service (AWS) 

 

“การลงทุนใน Data Center จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ที่ปัจจุบัน Data Center ในไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งความท้าทายคือ อุตสาหกรรมนี้ต้องอาศัยการพัฒนาแรงงานทักษะสูง”

 

อย่างไรก็ตาม BOI เปิดทางนักลงทุนให้ลงทุนต่อเนื่องโดยให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น 

  • ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 
  • อนุญาตให้ถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม 
  • อำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน 
  • ลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับบุคลากรทักษะสูง 
  • บริการข้อมูลและช่วยจัดหาสถานที่ตั้งโครงการ การช่วยประสานงานในการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ 
  • มาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีใหม่ (Globa Minimum Tax)

 

จากข้างต้นชัดเจนแล้วว่า อุตสาหกรรม Data Center และ Cloud Service ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของโลกยุคใหม่ที่ดึงดูดการตัดสินใจให้บิ๊กเทคเข้ามาลงทุน คงต้องจับตาต่อไปว่านับจากนี้ไทยและเพื่อนบ้าน ใครจะเป็นตัวจริงบนสมรภูมิ Data Center แห่งนี้ 

 

อ้างอิง:  

The post ไพ่ใบใหม่ของเวียดนาม? รัฐบาลเปิดทางต่างชาติเป็นเจ้าของ Data Center ได้ 100% ไทยอยู่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยคมเล็งถกแผนกับกัลฟ์ หาโอกาส Synergy ลุยธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย https://thestandard.co/thaicom-gulf-synergy-plans/ Fri, 12 Jul 2024 04:49:03 +0000 https://thestandard.co/?p=956771

บมจ.ไทยคม ระบุ การเข้ามาลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ด้านเทคโน […]

The post ไทยคมเล็งถกแผนกับกัลฟ์ หาโอกาส Synergy ลุยธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ไทยคม ระบุ การเข้ามาลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีใน Data Center และ Cloud Service ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการใช้บริการดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ในอนาคตสูงขึ้นตาม

 

ปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม หรือ THCOM กล่าวว่า จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีเร่งแผนลงทุน Data Center และ Cloud Service ในประเทศไทยนั้น ในส่วนของ บมจ.ไทยคม มีโอกาสที่จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยจะช่วยเพิ่มความต้องการใช้บริการดาวเทียมเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ Data Center และ Cloud Service 

 

“ปัจจุบันดาวเทียมรุ่นใหม่ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่คือ Software-Defined มี Software ในการปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับเทคโนโลยีภาคพื้นดินที่ประสานติดต่อกับดาวเทียมที่ฉลาดมากขึ้น ผสมการทำงานด้วย AI กับ Cloud จะเป็นแพลตฟอร์มใหม่กับอนาคตใหม่ของเรา เพราะจะมีความ Powerful มาก”

 

โดยการให้บริการด้วยดาวเทียมดวงใหม่ที่มีเทคโนโลยีใหม่มากขึ้นจะถูกคุมการประมวลผลการทำงานด้วย Software AI เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสร้างแอปพลิเคชันกับกรรมวิธีในการใช้งานดาวเทียมได้หลากหลายมากขึ้น

 

เล็งถกแผน Synergy ธุรกิจ Data Center และ Cloud Service 

 

สำหรับกรณีที่บริษัทแม่ของ บมจ.ไทยคม คือ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ร่วมทุนกับกลุ่ม Singtel บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อทำธุรกิจ Data Center นั้น เป็นแผนธุรกิจของบริษัทแม่คือ GULF เพราะต้องการให้เกิดประโยชน์ร่วม (Synergy) ร่วมกันของธุรกิจในอนาคต คาดว่าจะมีการหารือร่วมกันถึงแผนความร่วมมือเชิงธุรกิจในอนาคตต่อไป 

 

ขณะที่กลุ่ม Amazon Web Service (AWS) ที่ประกาศลงทุน Data Center ปัจจุบัน รวมทั้ง Microsoft ปัจจุบันก็เป็นพาร์ตเนอร์มีความร่วมมือกับบริษัทอยู่แล้วในด้านของภาพถ่ายจากดาวเทียม รวมทั้งการใช้ Database ในการประมวลผลจากดาวเทียม ซึ่งจำเป็นต้องมีการใช้ระบบ Cloud ในการช่วยประมวลผลและเก็บข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน 

 

นอกจากนี้หากดูจุดแข็งหรือศักยภาพของประเทศไทยเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอาเซียนในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service มองว่า ไทยถือว่ามีศักยภาพในการแข่งขัน ทั้งทำเลที่ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางในอาเซียน และมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร, ระบบ Infrastructure ที่ดี รวมทั้งยังมีผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจดาวเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ของ Data Center และ Cloud Service ด้วย

 

โดยก่อนหน้านี้ในการประชุมผู้ถือหุ้น สารัชถ์ รัตนาวะดี รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เคยให้ข้อมูลว่า บริษัทมีแผนจะลงทุนสร้าง Data Center ร่วมกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ AIS และ Singtel คาดว่าจะเปิดดำเนินการปี 2568 เพราะเห็นโอกาสว่าธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวสูง เพราะความต้องการในการเก็บข้อมูลที่เติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน 

 

 

ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 Gulf Edge ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GULF ได้ลงนามสัญญาความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped ทั้งนี้ Gulf Edge เป็นพันธมิตรรายแรกที่ร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าวในประเทศไทย 

 

ดันสัดส่วนรายได้ Space Tech แตะ 20% ใน 2-3 ปีข้างหน้า 

 

ปฐมภพกล่าวต่อว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บมจ.ไทยคม ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่จากการเป็นผู้นำในธุรกิจดาวเทียมมาเป็นผู้นำในธุรกิจ Space Tech ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเห็นว่าในอนาคตบทบาทของ Space Tech ของโลกจะมีมากขึ้นและยังตอบโจทย์ในด้านอื่น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

 

โดยแผนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่มาจากกลุ่มธุรกิจ Space Tech เพิ่มเป็นประมาณ 20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 1-2% ของรายได้รวม โดยให้ความสำคัญใน 3 ธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต คือ

 

  1. Software-Defined Satellite 
  2. ธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) 
  3. New Space Economy 

 

ล่าสุดบริษัทได้เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม CarbonWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าไม้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. เป็นรายแรกของประเทศไทย และถือเป็นผู้ประกอบการดาวเทียมรายแรกในอาเซียนที่ทำได้

 

ถือว่าเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจดาวเทียมมาสู่ธุรกิจเทคโนโลยีอวกาศด้วยการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลก เช่น ข้อมูลภูมิสารสนเทศและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม มาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยี AI และ ML จนเกิดเป็นแพลตฟอร์มนี้ขึ้น 

 

โดยจะช่วยให้การประเมินคาร์บอนในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และคุ้มค่ากว่าวิธีดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบริการด้านเทคโนโลยีอวกาศภายใต้ Earth Insight ที่ให้บริการแก่ลูกค้าในหลายมิติ ซึ่งหลังจากที่แพลตฟอร์ม CarbonWatch ได้รับการรับรองแล้ว ซึ่งได้เริ่มนำไปใช้งานอย่างในพื้นที่ป่าชุมชนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งคิดค่าบริการอยู่ที่ 100-200 บาทต่อไร่ อีกทั้งในอนาคตมีแผนจะนำ CarbonWatch ออกไปให้บริการเอกชนรายอื่นๆ เพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

 

งานแถลงข่าวแพลตฟอร์ม CarbonWatch เครื่องมือประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้

 

ด้าน ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เริ่มโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ป่าชุมชนกว่า 290,000 ไร่ ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน และมีแผนที่จะขยายพื้นที่ไปยังป่าชุมชนทั่วประเทศไทย โดยเทคโนโลยีในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถขยายโครงการ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น 

 

โดยได้นำฐานข้อมูลการประเมินมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ไปผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของไทยคม จนเกิดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำออกมา 

 

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าเครื่องมือนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถประเมินการกักเก็บคาร์บอนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งให้เกิดการพัฒนาโมเดลการประเมินมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าประเภทอื่นๆ ด้วย เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือกับภาวะโลกร้อนหรือโลกรวน และร่วมกันส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้รุ่นลูกและรุ่นหลาน

 

ส่วน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ประธานกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. กล่าวว่า ในฐานะที่ อบก. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ได้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยภายใต้ชื่อ ‘โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย’ (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เพื่อใช้เป็นกลไกในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

 

โดยการพิจารณาการขึ้นทะเบียนหรือรับรองคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER ผู้ดำเนินโครงการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ อบก. กำหนด ซึ่งในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของภาคป่าไม้ อบก. ได้กำหนดให้ผู้ดำเนินโครงการสามารถเลือกใช้วิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนโดยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวจะต้องได้รับการรับรองความถูกต้องและแม่นยำจาก อบก. ก่อนที่จะนำไปใช้ในการดำเนินโครงการ T-VER

 

ไทยคมนับเป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองเครื่องมือการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าไม้โดยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก อบก. ที่สามารถนำมาใช้ประเมินคาร์บอนในพื้นที่ป่า 2 ประเภท ได้แก่ เต็งรังและป่าเบญจพรรณในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย 

 

ซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูก ฟื้นฟู และดูแลป่าจากภาคธุรกิจเอกชน ที่มีความต้องการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนในภาพใหญ่ของประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHGs Emission) ในปี 2065 บนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

The post ไทยคมเล็งถกแผนกับกัลฟ์ หาโอกาส Synergy ลุยธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยโชว์ ‘จุดแข็ง’ มากเพียงพอ ชิงเงินลงทุน Data Center | Morning Wealth 12 ก.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-12072024/ Fri, 12 Jul 2024 02:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=956704 Data Center

ไทย หนึ่งในประเทศเป้าหมายยุทธศาสตร์การลงทุน Data Center […]

The post ชมคลิป: ไทยโชว์ ‘จุดแข็ง’ มากเพียงพอ ชิงเงินลงทุน Data Center | Morning Wealth 12 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center

ไทย หนึ่งในประเทศเป้าหมายยุทธศาสตร์การลงทุน Data Center และ Cloud Service โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด เงินลงทุน Data Center ในไทยจะพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า รายละเอียดเป็นอย่างไร

จับตาผลงานกำไรไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และลุ้นทิศทาง Fed ปรับลดดอกเบี้ยเดือนกันยายน พูดคุยกับ ภคสุนาท จิตมั่นชัยธรรม ไดเรกเตอร์ ฝ่ายการลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: ไทยโชว์ ‘จุดแข็ง’ มากเพียงพอ ชิงเงินลงทุน Data Center | Morning Wealth 12 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยคาด เงินลงทุน Data Center ในไทยพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/kasikorn-thailand-data-center-investment-300-billion-baht-3-years/ Thu, 11 Jul 2024 12:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=956578 Data Center

การผลักดันการลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center กลายเป […]

The post กสิกรไทยคาด เงินลงทุน Data Center ในไทยพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center

การผลักดันการลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลในยุคปัจจุบัน สะท้อนจากความพยายามดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย พร้อมกับให้เงินสนับสนุนการลงทุนบางส่วน 

 

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุน Data Center และ Cloud Service เพื่อรองรับการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และบริการด้านดิจิทัลต่างๆ ที่กำลังเติบโตสูงในภูมิภาค เนื่องจากมีข้อได้เปรียบอย่างน้อย 5 ด้าน คือ

 

  1. ทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน

 

  1. มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติต่ำ

 

  1. โครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง ทั้งระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาด รวมทั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

 

  1. ตลาดในประเทศขยายตัวสูง โดยเฉพาะองค์กรต่างๆ ที่กำลังปรับตัวไปสู่ยุคดิจิทัล 

 

  1. สิทธิประโยชน์ที่จูงใจจากบีโอไอ

 

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่พยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่าสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นสองประเทศที่มีการลงทุนเรื่องของ Data Centerเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่เวียดนามก็พยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ แข่งกับไทยเช่นกัน 

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เชื่อว่า การลงทุนใน Data Centerจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบัน Data Centerในไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

 

“ปัจจุบันไทยมี Data Centerประมาณ 36 แห่ง และในจำนวนนี้มี Data Centerซึ่งอยู่ในระดับบน คือ Tier 3 และ Tier 4 ไม่ถึงครึ่ง ทำให้เรายังมีโอกาสที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมได้” 

 

อย่างในสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีการลงทุนใน Data Centerนำหน้าไปก่อน ต่างได้รับอานิสงส์จากการลงทุนเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น มาเลเซีย จะเห็นว่าตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นกว่า 10% ส่วนสำคัญเป็นเพราะหุ้นที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม Data Center 

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนใน Data Centerในไทยระหว่างปี 2567-2570 จะเพิ่มขึ้นจากราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 5 หมื่นล้านบาท เป็น 7.8 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.85 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.1% ของ GDP และจะช่วยให้ตลาดของ Data Centerในไทยจะเติบโต 31% ต่อปี เทียบกับภูมิภาคที่เติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี 

 

“แต่สิ่งที่เราต้องเร่งพัฒนาคือทักษะของคน ที่ผ่านมาเราใช้พนักงานจากต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะวิศวกร และอีกส่วนที่สำคัญคือ การจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทที่ต้องการลงทุน” 

 

หากเปรียบเทียบในแง่ของขนาดของ Data Centerปัจจุบันไทยเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ณ ปี 2566Data Center ของสิงคโปร์อยู่ที่ราว 143 เมกะวัตต์ต่อประชากรล้านคน มาเลเซียอยู่ที่ 4.9 เมกะวัตต์ ส่วนไทยอยู่ที่ราว 1.1 เมกะวัตต์ ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 0.3 เมกะวัตต์ต่อประชากรล้านคน

 

ปัจจุบันมีโครงการ Data Centerและ Cloud Service ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอรวม 37 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 98,539 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง 

 

โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกได้เข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Centerในประเทศไทยแล้วหลายราย เช่น Amazon Web Service (AWS) ที่ประกาศลงทุน Data Centerในไทยกว่า 2 แสนล้านบาทภายในปี 2580 โดยในเฟสแรกได้ลงทุนสร้าง Data Centerแล้ว 3 แห่ง เงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการ NEXTDC จากออสเตรเลีย ลงทุน 13,700 ล้านบาท, STT GDC จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,500 ล้านบาท, Evolution Data Centres จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,000 ล้านบาท, SUPERNAP (Switch) จากสหรัฐอเมริกา ลงทุน 3,000 ล้านบาท, Telehouse จากญี่ปุ่น ลงทุน 2,700 ล้านบาท, One Asia จากฮ่องกง ลงทุน 2,000 ล้านบาท รวมทั้ง Google และ Microsoft ผู้ให้บริการระดับโลก ประกาศแผนลงทุน Data Centerในประเทศไทยแล้ว โดยอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดร่วมกับบีโอไอและทีมงานของนายกรัฐมนตรี

The post กสิกรไทยคาด เงินลงทุน Data Center ในไทยพุ่งเฉียด 3 แสนล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุนสำคัญ รัฐบาล ‘เศรษฐา’ ครึ่งแรกปี 2567 จะกระตุ้น GDP ได้เท่าไร? https://thestandard.co/measures-stimulate-economy-government/ Wed, 10 Jul 2024 03:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=955819 กระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาล

รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของร […]

The post รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุนสำคัญ รัฐบาล ‘เศรษฐา’ ครึ่งแรกปี 2567 จะกระตุ้น GDP ได้เท่าไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาล

รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ตั้งแต่ต้นปี 2567 ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเติบโตช้าสุดในภูมิภาคในปีนี้

 

จากการสำรวจพบว่า รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ Easy e-Receipt มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับปี 2567 เพื่อสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศช่วงต้นปี พร้อมอัดแพ็กเกจกระตุ้นอสังหา ซึ่งรวมถึงลดค่าจดทะเบียนโอน-จำนองอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

 

โดยมาตรการต่างๆ เหล่านี้รวมกันคาดว่าจะกระตุ้น GDP ไทยปีนี้เพิ่มอีก 2% (ไม่รวมดิจิทัลวอลเล็ต) จากกรณีฐาน ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินในเดือนเมษายนว่า GDP จะโตได้ 2.4% ในปี 2567 (กระทรวงการคลังระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมดิจิทัลวอลเล็ตและมาตรการกระตุ้นอสังหา)

 

ขณะที่บทบาท ‘เซลส์แมนประเทศ’ การเดินสายโรดโชว์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากถึง 16 ทริปใน 14 ประเทศ และอีก 1 เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้พบปะผู้นำนักธุรกิจชั้นนำระดับโลก ซึ่งเศรษฐาระบุว่า สามารถปลุกการลงทุนได้ถึง 8 แสนล้านบาท

 

แม้ว่าหลายๆ โครงการอาจยังล่าช้า ยังไม่เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ภารกิจปีนี้ก็เดินหน้าจีบนักลงทุนต่อเนื่อง พร้อมอัดมาตรการดึงดูดลงทุน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสร้างเศรษฐกิจใหม่ เช่น การลงทุน Data Center,อุตสาหกรรม EV, PCB และดึงคลื่นลงทุนใหม่ผลิตชิปต้นน้ำ

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการดึงดูดการลงทุน EEC ผ่าน 4 เมกะโปรเจกต์ รวมถึงโครงการเรือธง ‘แลนด์บริดจ์’

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร / Lauren DeCicca / Getty Images

The post รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุนสำคัญ รัฐบาล ‘เศรษฐา’ ครึ่งแรกปี 2567 จะกระตุ้น GDP ได้เท่าไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนจาก ‘วิกฤตดอทคอม’ ถึงกระแสหุ้น AI ฟองสบู่ที่หลายคนยินดีโอบรับ https://thestandard.co/dotcom-crash-to-ai-stock-bubble/ Tue, 09 Jul 2024 13:05:28 +0000 https://thestandard.co/?p=955656

หลังการเปิดตัวของ ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ตามมาด้ […]

The post เสียงสะท้อนจาก ‘วิกฤตดอทคอม’ ถึงกระแสหุ้น AI ฟองสบู่ที่หลายคนยินดีโอบรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังการเปิดตัวของ ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ตามมาด้วยกระแสในระดับซูเปอร์สตาร์ของหุ้น NVIDIA ทำให้ความคลั่งไคล้ใน AI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของการลงทุน

 

นับตั้งแต่ต้นปี 2023 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทั่วโลกถึง 30% จากการวิเคราะห์ของ JPMorgan

 

ขณะที่ Lombard Odier บอกว่า การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของบรรดาหุ้น AI และหุ้นเทคโนโลยี ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ของหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นเทคโนโลยี มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 75% ของทั้งตลาด โดยสัดส่วนดังกล่าวขยับขึ้นมาเกือบจะเท่ากับช่วงวิกฤต Dot-Com ช่วงปี 2000 

 

 

ความร้อนแรงของกระแส AI ทำให้ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากำลังเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น แต่เป็นฟองสบู่ที่ ‘กระจุกตัว’ อยู่เฉพาะในกลุ่ม AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตชิป ซึ่ง James Ferguson ผู้ก่อตั้ง MacroStrategy Partnership มองว่า การกระจุกตัวเช่นนี้มักจะมีจุดจบที่ไม่ดีนัก 

 

ศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking บอกว่า หุ้นเทคที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2023 จนถึงตอนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ Dot-com ในทศวรรษที่ 1990 และฟองสบู่ที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1930 

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ

 

  1. เศรษฐกิจโลกดีขึ้นต่อเนื่องจากอานิสงส์ของเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ Productivity ตามมาด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ และนักลงทุนค่อยๆ โยกย้ายเงินทุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่น

 

  1. ฟองสบู่แตกเหมือนกับฟองสบู่ Dot-Com หลังจากที่ความคาดหวังต่อหุ้น AI สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ท้ายที่สุดแล้วกำไรของบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถเติบโตได้ทัน

 

“จริงๆ แล้วเราเชื่อว่า AI จะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้สูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่องในระยะหลัง” ศิริพรกล่าว

 

อุตสาหกรรม AI ต้องสร้างรายได้ปีละ 6 แสนล้านดอลลาร์ถึงจะคุ้ม

 

แม้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่งได้ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่การเติบโตของรายได้จาก AI ยังไม่เป็นรูปธรรม 

 

David Cahn นักวิเคราะห์จาก Sequoia Capital เชื่อว่า บริษัท AI จะต้องมีรายได้ประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อใช้จ่ายสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI อาทิ Data Center

 

บริษัทอย่าง AWS, Google, Meta, Microsoft และอื่นๆ อีกมากมาย ลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2023 ซึ่ง David Cahn เชื่อว่าเราอาจกำลังเห็นการเติบโตของฟองสบู่ทางการเงิน

 

เสียงสะท้อนจากฟองสบู่ Dot-Com

 

บทความหนึ่งของ Reuters โดย Lewis Krauskopf บอกว่า แม้ตัวชี้วัดต่างๆ จะแสดงให้เห็นว่าความคลั่งไคล้ต่อ AI จะยังไม่เท่ากับช่วงวิกฤตดอทคอม แต่ก็สามารถมองเห็นความคล้ายคลึงกัน 

 

โดยเฉพาะความร้อนแรงของ NVIDIA ผู้ผลิตชิป AI ที่เป็นสัญลักษณ์ของตลาดในปัจจุบัน ชวนให้นึกถึง ‘4 จตุรอาชา’ อย่าง Cisco, Dell, Microsoft และ Intel

 

ราคาหุ้น NVIDIA เพิ่มขึ้นเกือบ 4,300% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับ Cisco ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่เคยพุ่งขึ้นประมาณ 4,500% ในช่วง 5 ปีก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดในปี 2000 จากข้อมูลของ BTIG

 

วิกฤตดอทคอมจบลงด้วยการที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 80% จากจุดสูงสุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 50% อย่างไรก็ดี สิ่งที่แตกต่างและเป็นมุมมองเชิงบวกคือ การเติบโตของกำไรที่สูงกว่าและความแพงของหุ้นยังไม่เท่ากับในอดีต

 

ในเดือนมกราคม ปี 2000 บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่งเวลานั้น ได้แก่ Microsoft, Cisco, Intel, Lucent และ IBM ซื้อ-ขายกันที่อัตราส่วน P/E ล่วงหน้าโดยเฉลี่ย 59 เท่า ปัจจุบันหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่ง ได้แก่ Microsoft, NVIDIA, Amazon, Meta และ Alphabet มีอัตราส่วน P/E ล่วงหน้าอยู่ที่ 34 เท่า

 

ขณะที่ความคาดหวังของนักวิเคราะห์เมื่อปี 2000 คาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้นของผู้นำด้านเทคโนโลยีในยุคนั้นจะเติบโต 30% ส่วนปัจจุบันนักวิเคราะห์คาดหวังว่าจะกำไรของหุ้นเทคซึ่งเป็นผู้นำ จะเติบโตเฉลี่ย 42%

 

ภาพ: JPMorgan

 

บิ๊กเทคเตือน AI คือการ ‘เดิมพัน’ ทางธุรกิจ 

 

ท่ามกลางความน่าตื่นเต้นของเทคโนโลยี AI ที่พุ่งทะยานขึ้น จนกลายมาเป็นเรื่องราวหลักให้กับซีอีโอและผู้บริหารระดับสูง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทว่า พวกเขาจะปรับตัวโอบรับ AI อย่างไรให้ตนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จและสามารถดึงดูดเม็ดเงินนักลงทุนได้

 

Bloomberg รายงานว่า บริษัทอย่าง NVIDIA, Google, Meta และ Microsoft ต่างเดินหน้าทุ่มเงินทุนอย่างสุดตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับคลื่นลูกใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันบิ๊กเทคกลุ่มนี้ก็ไม่วายที่จะระบุเตือนผ่านเอกสาร Filing ที่บริษัทต้องนำส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าการลงทุน AI มิได้ปราศจากความเสี่ยง และมันคือ ‘การเดิมพัน’ ของธุรกิจที่อาจนำไปสู่ปัญหาในระดับความมั่นคงของบริษัทได้

 

คำเตือนดังกล่าวถูกใส่เพิ่มไปในเอกสาร Filing รายงานความเสี่ยงภายใต้หัวข้อ ‘ปัจจัยความเสี่ยง’ ซึ่งมีเนื้อหาที่มีใจความโดยสรุปว่า บริษัทบิ๊กเทคจะไม่มีความรับผิดชอบตามกฎหมายให้ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากความเสียหายเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ เช่น จากด้านสงคราม จากการล้มลงของสถาบันการเงิน จากการถูกฟ้องร้องเพราะละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนยอมรับและเข้าใจข้อมูลความเสี่ยงที่เปิดเผยอย่างเป็นสาธารณะ

 

รายงานเหล่านี้จำเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นเครื่องมือเตือนสตินักลงทุน ที่ตอนนี้ต้องยอมในบรรยากาศที่ตลาดกำลังเจอกับภาวะที่ทุกคนตื่นเต้น หรือบางคนตื่นเต้นแบบไม่ลืมหูลืมตา

 

ตัวอย่างความเสี่ยงที่บริษัทต่างๆ ออกมาเตือนก็ได้เกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น Microsoft ได้ยื่นรายงานความเสี่ยงที่ระบุว่า การพัฒนาและใช้งาน AI ของบริษัทอาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์, บริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet เขียนระบุเตือนการใช้ AI ของบริษัทว่า “มันเป็นเครื่องมือที่เมื่อใช้แล้วอาจมีผลกระทบเชิงลบกับสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว ตลาดแรงงาน และข้อกังวลทางสังคมอื่นๆ” ที่มีแนวโน้มจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องคดีได้

 

ผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA เองก็เจอกับสิ่งที่ตนออกมาเตือนนักลงทุนในปี 2023 ว่า “การใช้ AI ในทางที่ผิดสามารถนำไปสู่การสร้างกำแพงกีดกันการค้า ที่สุดท้ายแล้วจะกระทบกับธุรกิจได้” และนั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เพิ่มมาตรการจำกัดการส่งออกไปยังจีน ทำให้สินค้าบางส่วนนั้นส่งไปขายไม่ได้

 

ทั้งหมดทั้งมวลที่บิ๊กเทคกำลังจะสื่อผ่านคำเตือนว่า “AI เป็นการเดิมพันทางธุรกิจ” นั่นเป็นเพราะสุดท้ายแล้วถ้าทุกอย่างไม่เป็นตามที่หวังหรือเกิดข้อผิดพลาด เมื่อนั้นบริษัทจะถือว่านักลงทุนยอมรับและเข้าใจความเสี่ยงแล้ว คล้ายกับอารมณ์ที่ว่า “ฉันเตือนเธอแล้ว” 

 

โอกาสอาจซ่อนอยู่ใน AI ยุค 2.0

 

ช่วงที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นยุค AI 1.0 คือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI เช่น Data Center หรือชิปประมวลผล ในขณะที่ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันด้าน AI ซึ่ง JPMorgan เรียกสิ่งนี้ว่ายุค AI 2.0 โดยมุ่งเน้นไปที่ ‘ผู้ใช้’ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การบริการลูกค้า การดูแลสุขภาพ การเงิน และโลจิสติกส์ ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนยังไม่ได้ให้มูลค่ามากนัก 

 

ตัวอย่างเช่น Klarna บริษัท Buy Now Pay Later เพิ่งเริ่มใช้ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย OpenAI โดยการสนทนากับลูกค้า 2.3 ล้านครั้งในเดือนแรก เป็นการสนทนาโดย AI ถึง 2 ใน 3 ซึ่งทำงานเทียบเท่ากับตัวแทน 700 คน

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี AI ไปปรับใช้ เช่น

 

  • กลุ่ม Software บริษัทที่พัฒนาแพลตฟอร์ม AI, เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และซอฟต์แวร์ AI อื่นๆ เช่น C3.ai, Palantir

 

  • กลุ่ม Applications บริษัทที่นำ AI ไปใช้ในธุรกิจต่างๆ เช่น UiPath ซึ่งเป็น AI ในการทำงานอัตโนมัติ หรือ Lemonade ซึ่งเป็น AI ในการประกันภัย

 

  • กลุ่มอื่นๆ อาทิ บริษัทที่ใช้ AI ในด้าน Cybersecurity เช่น CrowdStrike รถยนต์ไร้คนขับ เช่น Tesla หุ่นยนต์ เช่น Boston Dynamics

 

AI 2.0 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทุกธุรกิจสามารถนำ AI มาปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หรือโรงพยาบาลที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรค กุญแจสำคัญคือ ใครจะสามารถเปิดรับและปรับใช้เทคโนโลยี AI ได้ดีมากกว่ากัน

 

อ้างอิง:

The post เสียงสะท้อนจาก ‘วิกฤตดอทคอม’ ถึงกระแสหุ้น AI ฟองสบู่ที่หลายคนยินดีโอบรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TSMC พุ่ง 80% ดันมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์คาด กำไร Q2 โต 36% https://thestandard.co/tsmc-valued-at-over-1-trillion/ Tue, 09 Jul 2024 04:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=955273

วันนี้ (9 กรกฎาคม) ราคาปิดของหุ้น Taiwan Semiconductor […]

The post TSMC พุ่ง 80% ดันมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์คาด กำไร Q2 โต 36% appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 กรกฎาคม) ราคาปิดของหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ในรูปแบบ ADR (American Depositary Receipt) ปรับตัวขึ้น 4.8% ดันมูลค่ากิจการ TSMC พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 36 ล้านล้านบาท ท่ามกลางกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)

 

นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น TSMC ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 80% จนมูลค่ากิจการแซงหน้าอาณาจักรการลงทุนอย่าง Berkshire Hathaway ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 8 ของโลก

 

Phelix Lee นักวิเคราะห์จาก Morningstar กล่าวว่า แม้การที่ราคาหุ้นของ TSMC ในรูปแบบ ADR จะปรับตัวทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว แต่ในอนาคตต่อจากนี้ยังมีพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีอีกมากที่จะขยายไปได้จนถึงช่วงปี 2040

 

ซึ่ง TSMC นั้นเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นผู้ผลิตรายเดียวให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple และ NVIDIA เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ราคาหุ้น TSMC ในรูปแบบ ADR ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ปรับตัวแซงหน้าหุ้น TSMC ในตลาดหุ้นไต้หวัน จากการเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติได้ง่ายกว่า

 

ทั้งนี้ ราคาหุ้น TSMC ปรับตัวขึ้นหลังจากที่ Morgan Stanley ได้ออกบทวิเคราะห์และปรับเป้าราคาหุ้น TSMC ขึ้นราว 9% จากการประเมินว่าในการประกาศงบการเงินช่วงสัปดาห์หน้าของ TSMC จะปรับเป้ายอดขายประจำปีขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า บริษัทได้ปรับราคา Wafer ของชิปขึ้นจากอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นเช่นกัน

 

เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์จาก JPMorgan ที่มองว่า TSMC มีโอกาสปรับเป้าหมายยอดขายของปี 2024 ขึ้นเช่นกัน

 

Morgan Stanley และ JPMorgan รวมถึงนักวิเคราะห์จากโบรกอื่นๆ เช่น Nomura Holdings Inc. และ Mizuho Securities Co. แสดงความเชื่อมั่นใน TSMC ก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 โดยคาดว่าจะมีรายได้เติบโต 36% จากปีก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงที่สุดนับแต่ไตรมาส 4 ปี 2022

 

จากข้อมูลของ Bloomberg ประเมินว่า ในปี 2024 ยอดขายของ TSMC น่าจะเติบโตราว 36% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนจับตามองคือ การที่ Berkshire Hathaway ภายใต้การบริหารของ Warren Buffett เทขายหุ้น TSMC ที่ลงทุนไว้ไม่ถึงปี คิดเป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท จากความกังวลด้านความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน

 

อ้างอิง:

The post TSMC พุ่ง 80% ดันมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์คาด กำไร Q2 โต 36% appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 คำถามสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ข้อมูล (Data Strategy) https://thestandard.co/5-key-questions-data-strategy/ Mon, 08 Jul 2024 08:25:53 +0000 https://thestandard.co/?p=954948 Data Strategy

สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า Digita […]

The post 5 คำถามสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ข้อมูล (Data Strategy) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Strategy

สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า Digital Transformation เป็นอย่างดี แต่คำว่า Data Strategy หรือยุทธศาสตร์ข้อมูล อาจเป็นคำที่ยังไม่ค่อยได้ยินหรือคุ้นเคยกันมากนัก วันนี้เราจะมารู้จักและเข้าใจคำนี้ไปด้วยกันครับ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ผมขอเล่าถึงยุทธศาสตร์ข้อมูลผ่าน 5 คำถามดังนี้ครับ

 

1. ทำไมต้องทำยุทธศาสตร์ข้อมูล?

 

เพราะ Digital Transformation กว่า 70% ที่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ ทุกคนทราบดีว่ายุคแห่งข้อมูลข่าวสารได้เริ่มขึ้นแล้ว World Economic Forum ประเมินว่า ในปี พ.ศ. 2563 มีปริมาณของข้อมูลดิจิทัลสูงถึง 44 zettabytes และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสูงถึง 175 zettabytes ในปี พ.ศ. 2568 (1 zettabytes = 1 ล้านล้าน gigabytes) เมื่อข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้น และเม็ดเงินการลงทุนมากมายถูกนำมาใช้กับ Digital Infrastructure เพื่อให้ตอบโจทย์ Digital Transformation แต่จากการสำรวจของ McKinsey ในปี พ.ศ. 2562 พบว่ามี Digital Transformation เกือบ 70% ที่ไม่ได้รับความสำเร็จ ในขณะที่ Gartner ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำได้เปิดเผยว่า บริษัทกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวังไว้ในการทำ Digital Transformation

 

การเจอข้อมูลเหมือนเจอน้ำมัน(ดิบ) Data is the New (Crude) Oil เชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากเคยได้ยินการเปรียบเทียบประโยชน์ของข้อมูลที่ว่า เจอข้อมูลเหมือนเจอน้ำมัน แต่กว่าจะเป็นน้ำมันที่พร้อมใช้ เราจะต้องเจอน้ำมันดิบก่อน ซึ่งยังต้องผ่านอีกหลายกระบวนการกว่าจะเป็นน้ำมันพร้อมใช้ เช่นเดียวกัน ข้อมูลจำนวนมากที่มีก็ไม่ได้นำมาใช้ได้ทันที แต่ยังต้องการการจัดเก็บที่เป็นระบบ ปลอดภัยกับเจ้าของข้อมูล ผู้รวบรวมข้อมูล และผู้นำข้อมูลไปใช้ (Data Protection and Security) ยังต้องการการกำหนดขอบเขตการเผยแพร่ ข้อมูลชุดไหนเปิดเผยได้บ้าง ลงรายละเอียดได้แค่ไหน การจัดเก็บและการนำไปใช้ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลและกฎหมาย (Data Governance) มีระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และมั่นคงปลอดภัยสูงรองรับ เพื่อให้การนำข้อมูลไปใช้เกิดประโยชน์และปลอดภัยสูงสุด (Data Engineering and Platform) การนำข้อมูลไปใช้ยังต้องการการกลั่นกรอง แยกประเภท และสังเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท และเกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านปริมาณ (Quantity) และคุณภาพ (Quality) (Data Management and Data Analytics)

 

ยุทธศาสตร์ข้อมูล Data Strategy คือหนึ่งในคำตอบที่จะช่วยให้ Digital Transformation ขององค์กรประสบความสำเร็จได้ โดยคำว่า Data Strategy เป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่ถึง 10 ปี เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาและมีการเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องการมียุทธศาสตร์ในการจัดการ และขับเคลื่อนความสามารถในการใช้ประโยชน์และการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับข้อมูล

 


ภาพ: เจอข้อมูลเหมือนเจอน้ำมัน(ดิบ)

 

ภาพ: ทำไมต้องมียุทธศาสตร์ข้อมูล

 

2. ยุทธศาสตร์ข้อมูลคืออะไร?

 

ยุทธศาสตร์ข้อมูลคือการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ทางข้อมูล (Creating Value from Data Assets) เนื่องจากเป็นแขนงวิชาที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ แนวคิดยุทธศาสตร์ข้อมูลจึงเป็นแนวคิดที่ยังมีความหลากหลาย และไม่ได้มีทฤษฎีหลักดังเช่นศาสตร์อื่นๆ โดยแนวคิดที่ผมจะพูดถึงนี้เป็นแนวคิดยุทธศาสตร์ข้อมูลที่ดัดแปลงมาจาก Harvard University และ University of California, Berkeley

 

ยุทธศาสตร์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ด้าน คือเชิงรับ (Defensive) และเชิงรุก (Offensive)

  • ยุทธศาสตร์ข้อมูลเชิงรับ มุ่งเน้นที่การจัดการธรรมาภิบาล (Data Governance) และคุณภาพข้อมูล (Data Quality) ซึ่งรวมถึงการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) ให้ตรงตามหลักกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรฐานรัฐบาลดิจิทัล (มรด. 6 : 2566) ว่าด้วยกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ฉบับปรับปรุง: แนวปฏิบัติ การจัดการความปลอดภัย (Data Security) และการจัดระเบียบการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการจัดการคุณภาพและมาตรฐานของข้อมูล (Data Access, Quality และ Standard)
  • ยุทธศาสตร์ข้อมูลเชิงรุก เน้นที่การนำข้อมูลมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร โดยเน้นที่การปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน การให้บริการ และความสามารถในการทำกำไร สำหรับข้อมูลที่นำมาใช้อาจจะเป็นทั้งข้อมูลภายในหรือภายนอกองค์กร หรือนำมาใช้ร่วมกันก็ได้ และสามารถอยู่ในรูปแบบของข้อมูลตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ (Structured and Unstructured Data) หรืออยู่ในรูปความคิดเห็น การลงคะแนนจากโลกออนไลน์ (Social Listening และ/หรือ e-Polling) และสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ (Small Data หรือ Big Data) โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลในแบบต่างๆ เช่น Descriptive, Predictive, Prescriptive, Analyses, เศรษฐมิติ (Econometrics) และ/หรือ Machine Learning, Artificial Intelligence   

 

ภาพ: ยุทธศาสตร์ข้อมูลแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือยุทธศาสตร์เชิงรับและเชิงรุก

 

 

ภาพ: ยุทธศาสตร์ข้อมูลทำแล้วได้อะไร?

 

3. ทำยุทธศาสตร์ข้อมูลแล้วได้อะไร?

 

ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Data Driven) และใช้ข้อมูลเป็นหลักฐานสนับสนุนการตัดสินใจ (Evidence-Based Decisions) แทนที่จะใช้ความเชื่อส่วนบุคคล (Gut Feelings) หรือฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจหลักการทางธุรกิจแต่อาจไม่ได้เข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยตรง 

 

ข้อมูลมีคุณภาพมากขึ้น สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับองค์กรได้มากขึ้น

  • หน่วยงานภาครัฐ จากที่เคยเป็นหน่วยงานหวงข้อมูล ซึ่งแท้จริงแล้วผมเชื่อว่ามาจากความห่วงมากกว่า (3 ห่วง: ห่วงเรื่องกฎหมาย, ห่วงเรื่องคุณภาพข้อมูล และห่วงว่าจะมีการนำข้อมูลไปใช้แบบผิดๆ) การจัดทำยุทธศาสตร์ข้อมูลจะช่วยให้มีข้อมูลคุณภาพสูงใช้ในงานวิเคราะห์วิจัยได้มากขึ้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e-Authentication) ที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ ใช้ข้อมูลประกอบในการทำนโยบายที่มีลักษณะทันท่วงที เน้นเฉพาะกลุ่ม และชั่วคราว (3T: Timely, Targeted และ Temporary) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ (Budget Efficiency)
  • หน่วยงานเอกชน นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Improving Decision-Making) แล้ว การจัดทำยุทธศาสตร์ข้อมูลยังสามารถเพิ่มความเข้าใจลูกค้าและตลาด (Understanding Customers and Markets) การสร้างสินค้าใหม่และปรับปรุงสินค้าเดิมให้ดีขึ้น (Creating Better Products) การพัฒนาบริการที่ดีขึ้น (Creating Better Services) การพัฒนาการดำเนินงานทางธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน (Improving Business Processes) รวมถึงการสร้างรายได้จากข้อมูลได้อีกด้วย (Creating Revenue from Data)

 

ระบบฐานข้อมูล, บัญชีข้อมูล รวมถึงระบบข้อมูลที่แบ่งปันหรือเปิดเผยได้ (Database, Data Catalog, Data Sharing and Open Data) ที่มีการจัดการธรรมาภิบาลและตรวจสอบจัดการคุณภาพข้อมูล รวมถึงมีระบบความมั่นคงปลอดภัยในการคุ้มครองข้อมูล (Data Security) โดยสามารถกำหนดขอบเขตการเปิดเผยให้ภายในและภายนอกองค์กร เพื่อนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้

 

ระบบ/แบบจำลองอัจฉริยะเพื่อการวิเคราะห์และติดตาม ตรวจสอบ แจ้งเตือน พยากรณ์ (Dashboard, Data Analytic Models/Platform, Machine Learning and AI Models) ซึ่งจะเป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าของข้อมูลให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ขององค์กร

 

4. ขั้นตอนการทำยุทธศาสตร์ข้อมูลเป็นอย่างไร?

 

  • การเข้าใจบริบท (Contextualization) ซึ่งประกอบไปด้วย
  • การทำความเข้าใจพันธกิจ วิสัยทัศน์ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องขององค์กร เพื่อที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ข้อมูลตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กรมากที่สุด หลังจากนั้นจะเป็นการทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานทางด้านข้อมูลขององค์กรว่ามีโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูล ระบบสารสนเทศ และการจัดเก็บข้อมูลในปัจจุบันเป็นอย่างไร
  • รวมถึงจะมีการประเมินสถานะด้านยุทธศาสตร์ข้อมูล โดยการใช้ SWOT Analysis เพื่อประเมินจุดแข็ง (Strengths), จุดอ่อน (Weaknesses), โอกาส (Opportunities) และความท้าทาย (Threats) ของข้อมูลในองค์กรที่มีอยู่
  • การสร้างแนวคิดในการใช้ประโยชน์ข้อมูล (Ideation) โดยในขั้นตอนนี้จะประกอบไปด้วย
  • การระดมแนวคิด (Brainstorm) ซึ่งจัดทำจากการสำรวจ สัมภาษณ์ และจัดประชุมกลุ่ม เพื่อระดมความเห็นจากทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการในองค์กร เพื่อหาแนวคิดการใช้ประโยชน์ข้อมูล (Use Cases)
  • การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) เพราะด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดทั้งด้านงบประมาณ ทรัพยากรบุคคล รวมถึงระยะเวลา หลังจากที่ได้รับแนวคิดในการใช้ประโยชน์ข้อมูล (Use Cases) แล้วจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ โดยสร้างหลักเกณฑ์ (Criteria) ในการประเมินและตัดสินใจเลือกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ Use Cases ที่สามารถทำให้สำเร็จได้เร็ว (Quick Win) และมีผลดีต่อองค์กรนัยสำคัญ (High Impact)
  • กรณีการใช้งานข้อมูล (Use Cases) เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้การทำยุทธศาสตร์ข้อมูลเห็นผลที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เพื่อที่จะให้คนในองค์กรรู้สึกถึงความสำคัญในการทำยุทธศาสตร์ข้อมูล และขยายไปสู่การทำ Use Cases อื่นๆ ได้ต่อไป
  • การจัดทำแผน (Prescription) ซึ่งจะประกอบไปด้วยการอธิบายประเด็นสำคัญของแต่ละ Use Cases ​ทำแผนการดำเนินงาน การตั้งงบประมาณ การบริหารจัดการ และกำหนดเวลาในการดำเนินโครงการ รวมถึงการรวบรวมปัจจัยแห่งความสำเร็จและบทเรียนในแต่ละ Use Cases เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับ Use Cases ที่จะทำในอนาคต
  • การจัดทำรายงานยุทธศาสตร์ข้อมูลและการดำเนินการตามกรณีการใช้งานข้อมูล (Report and Execution)

 

1.1 รายงานยุทธศาสตร์ข้อมูล จะเป็นการรวบรวมและสรุปขั้นตอนต่างๆ ในการจัดทำยุทธศาสตร์ข้อมูล รวมถึง Use Cases และผลการวิเคราะห์เชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริง (Actionable Insights)

 

1.2 การดำเนินการตามกรณีการใช้ข้อมูล จะเป็นการเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์มาสู่ระบบการดำเนินงานในรูปแบบของ Dashboard, แบบจำลอง Data Analytic ที่รวมถึงแบบจำลองด้านเศรษฐมิติ (Econometrics) ด้าน Machine Learning และ/หรือ ด้าน​ Artificial Intelligence ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละ Use Cases

 

ภาพ: 3 ขั้นตอนหลักในการทำยุทธศาสตร์ข้อมูล

 

5. ปัจจัยที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ข้อมูลประสบความสำเร็จ?

 

การทำยุทธศาสตร์ข้อมูลให้ได้ประโยชน์ต้องทำทั้งเชิงรับ (Defensive) และเชิงรุก (Offensive)

 

  • ยุทธศาสตร์ข้อมูลเชิงรับ ช่วยเรื่องการจัดการธรรมาภิบาล (Data Governance) และคุณภาพข้อมูล (Data Quality) ซึ่งรวมถึงความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) การจัดการความปลอดภัย (Data Security) และการจัดระเบียบการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการจัดการคุณภาพและมาตรฐานของข้อมูล (Data Access, Quality และ Standard) และการจัดทำ Data Catalog
  • ยุทธศาสตร์ข้อมูลเชิงรุก เน้นที่การนำข้อมูลมาต่อยอดโดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ วิจัย เพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร (Value Creation) โดยนำข้อมูลขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ (Small Data หรือ Big Data) ก็ได้ มาใช้ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลในแบบต่างๆ เช่น Data Analytics หรือ Machine Learning, Artificial Intelligence

 

ยุทธศาสตร์ข้อมูลต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร และมี Use Cases ที่จับต้องได้ มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน

 

  • ยุทธศาสตร์ข้อมูลต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร ช่วยแก้ Pain Points ต่างๆ รวมถึงจะมีการประเมินสถานะด้านยุทธศาสตร์ข้อมูล โดยการใช้ SWOT Analysis เพื่อประเมินจุดแข็ง (Strengths), จุดอ่อน (Weaknesses), โอกาส (Opportunities) และความท้าทาย (Threats) ของข้อมูลในองค์กรที่มีอยู่
  • มีการสร้างแนวคิดการใช้ประโยชน์ข้อมูล (Use Cases) จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้การทำยุทธศาสตร์ข้อมูลเห็นผลที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ และมีการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) ว่าควรทำ Use Cases ใดก่อนหลัง โดยสร้างหลักเกณฑ์ (Criteria) ในการประเมินและตัดสินใจเลือกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ Use Cases ที่สามารถทำให้สำเร็จได้เร็ว (Quick Win) และมีผลดีต่อองค์กรนัยสำคัญ (High Impact)
  • ยกตัวอย่างในกรณีของหน่วยงานภาครัฐ สามารถอ้างอิงตามพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ตัวอย่าง Use Cases มีดังนี้

 

1.1 Use Cases เชิงรับ: จัดให้มีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล สำหรับบริการประชาชน และการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในการคุ้มครองข้อมูล (Data Security)

1.2 Use Cases เชิงรุก: เพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ (Budget Efficiency), นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารและการให้บริการ (Digital Services), พัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อให้บริการประชาชน (Data Sharing) และการเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ (Open Data)

 

  • การจัดทำแผน (Prescription) ที่ชัดเจน ซึ่งจะประกอบไปด้วยการอธิบายประเด็นสำคัญของแต่ละ Use Cases ​ทำแผนการดำเนินงาน การตั้งงบประมาณ การบริหารจัดการและกำหนดเวลาในการดำเนินโครงการ รวมถึงการรวบรวมปัจจัยแห่งความสำเร็จและบทเรียนในแต่ละ Use Cases เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับ Use Cases ที่จะทำในอนาคต

 

โดยสรุปแล้ว ยุทธศาสตร์ข้อมูล Data Strategy คือหนึ่งในคำตอบที่จะช่วยให้ Digital Transformation ขององค์กรประสบความสำเร็จได้ เพราะการเจอข้อมูลไม่ใช่การเจอน้ำมันที่พร้อมใช้ แต่เป็นการเจอน้ำมันดิบ ที่ยังต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์ จัดเก็บ แยกประเภท การนำข้อมูลไปใช้โดยยังไม่ได้ผ่านกระบวนการการจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง หรือไม่ได้จัดทำยุทธศาสตร์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ นอกจากมีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูงแล้ว ยังอาจกลายเป็นโทษ​ตามมาได้ด้วย พูดง่ายๆ ว่านอกจากข้อมูลจะไม่ได้กลายเป็น Data Asset แล้ว ยังอาจกลายเป็น Data Liability ให้กับองค์กรด้วย

The post 5 คำถามสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ข้อมูล (Data Strategy) appeared first on THE STANDARD.

]]>