Zhao Changpeng Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/zhao-changpeng/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Apr 2025 08:04:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF https://thestandard.co/pakistan-cz-binance-crypto-advisor/ Tue, 15 Apr 2025 08:04:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1064746

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปร […]

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแต่งตั้ง Zhao Changpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับสภาคริปโตของปากีสถานที่ตั้งขึ้นใหม่ สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเขาเคยถูกจำคุกในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วจากข้อหาฟอกเงิน

 

เศรษฐีพันล้านสัญชาติแคนาดาเชื้อสายจีนและผู้ก่อตั้งตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ให้กับ Pakistan Crypto Council (PCC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 

 

Zhao ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Binance ในปี 2023 หลังจากบริษัทถูกปรับเป็นเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

 

PCC ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคมเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต หลังจากได้รับการแต่งตั้ง Zhao หรือที่รู้จักกันในนาม CZ ได้มีการประชุมแยกกับนายกรัฐมนตรี Shahbaz Sharif และรองนายกรัฐมนตรี Ishaq Dar

 

Muhammad Aurangzeb รัฐมนตรีการคลังของปากีสถานและประธาน PCC เรียกการแต่งตั้ง Zhao ว่าเป็น ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ แถลงการณ์ทางการระบุ “เรากำลังส่งข้อความชัดเจนถึงโลกว่า ปากีสถานเปิดรับนวัตกรรม

 

“ปากีสถานมีนักลงทุนที่ซื้อขายและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากกว่าจำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นปากีสถานประมาณ 3-4 เท่า” Shoaib Lalani ผู้ก่อตั้ง FinPocket แพลตฟอร์มการลงทุนในปากีสถาน กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia 

 

“หากมีการนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง (PCC) อาจช่วยปรับปรุงธรรมาภิบาลและให้การคุ้มครองนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย” เขากล่าวเสริม

 

การแต่งตั้ง Zhao ได้สร้างความตื่นตระหนกในชุมชนการเงินและธุรกิจเนื่องจากประวัติที่เป็นที่ถกเถียง เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 เดือนในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วหลังจากยอมรับสารภาพว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน

 

Ikram ul Haq ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและภาษี เรียกการตัดสินใจของรัฐบาลว่าน่าตกใจ “มันแสดงให้เห็นถึงการขาดความสามารถในการตรวจสอบประวัติ หรือความพยายามโดยเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว” เขากล่าว “นี่ยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐและผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งในปากีสถานทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ”

 

อย่างไรก็ตาม Ahsan Hamid Durrani ผู้อำนวยการบริหารของ Policy Research Center ในอิสลามาบัด กล่าวว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่คำนวณมาแล้ว “แม้ว่าชื่อเสียงระดับโลกของ CZ จะมีข้อถกเถียง แต่บทบาทของเขาในการกำหนดระบบนิเวศคริปโตทั่วโลกนั้นยากที่จะมองข้าม” Durrani กล่าว “มีบุคคลไม่กี่คนที่มีเครือข่าย ความเข้าใจทางเทคนิค และประสบการณ์อย่างที่เขามี”

 

เจ้าหน้าที่รัฐบาลรายหนึ่งบอกกับ Nikkei โดยขอไม่เปิดเผยชื่อว่า บทบาทของ Zhao กับ PCC เป็นเพียงที่ปรึกษาไม่ใช่ผู้กำกับดูแล และเขาจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ “การมีส่วนร่วมของ Zhao ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่แสดงว่าปากีสถานต้องการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยไม่ได้หมายความว่าจะลดมาตรฐานหรือความเข้มงวดในการควบคุมดูแลแต่อย่างใด” เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม

 

ผู้สังเกตการณ์เกรงว่าการที่ Zhao ถูกตัดสินความผิดในสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของปากีสถานในกรอบการทำงานของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับโลกที่ต่อต้านการฟอกเงิน

 

ปากีสถานเคยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Grey List) ของ FATF สามครั้งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุดปากีสถานอยู่ในบัญชี Grey List ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2022 ซึ่งการอยู่ในบัญชีนี้ทำให้เศรษฐกิจปากีสถานสูญเสียมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2008 ถึง 2021 ตามรายงานวิจัยโดย Naafey Sardar รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่วิทยาลัย St. Olaf ในสหรัฐฯ

 

แม้จะมีความกังวล แต่ล่าสุดปากีสถานได้เริ่มโครงการริเริ่มหลายอย่างเพื่อควบคุมและรวมนวัตกรรมคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากับกรอบการเงินแห่งชาติ นอกจากการก่อตั้ง PCC แล้ว ปากีสถานยังได้แต่งตั้ง Bilal bin Saqib ผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวปากีสถาน-อังกฤษ เป็น ‘ที่ปรึกษาหลัก’ ให้กับรัฐมนตรีการคลัง

 

Saqib กล่าวหลังจากได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปากีสถานมีผู้ใช้คริปโตจำนวนมากอยู่แล้ว “ชาวปากีสถานประมาณ 15-20 ล้านคนถือครองคริปโตในปัจจุบัน ประเทศมีธุรกรรมคริปโตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเราต้องการทำให้สิ่งนี้ถูกกฎหมาย เราต้องการมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อที่เราจะสามารถดึงดูดการลงทุนและปล่อยให้ระบบนิเวศเติบโตในปากีสถาน” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญว่าปากีสถานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับคริปโตเคอร์เรนซีหรือไม่ ด้วยการจัดอันดับที่ 97 ในความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือและ 142 ในความเร็วบรอดแบนด์ทั่วโลก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อ่อนแอของปากีสถานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำคริปโตมาใช้ ขณะที่การขาดแคลนไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนยังคงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และราคาพลังงานยังคงสูง

 

ความท้าทายที่น่ากังวลอีกประการคือการใช้คริปโตโดยกลุ่มติดอาวุธ Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) กลุ่มติดอาวุธต้องห้ามที่ทำสงครามกับรัฐตั้งแต่ปี 2007 ได้ประกาศแผนระดมทุนผ่านคริปโตเคอร์เรนซี โดยกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนใช้ Binance สำหรับการบริจาค

 

ภาพ: Koshiro K/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปากีสถานตั้ง ‘CZ Binance’ เป็นที่ปรึกษาคริปโต! หวังเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนักวิเคราะห์เตือน เสี่ยงกระทบ FATF appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์อนาคต Binance สะเทือนแค่ไหน หลังถูก CFTC สหรัฐฯ ฟ้องร้อง https://thestandard.co/key-messages-binance-vs-cftc/ Tue, 28 Mar 2023 10:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=769903

Binance เว็บเทรดคริปโตเคอร์เรนซีอันดับ 1 ของโลก กลายเป็ […]

The post วิเคราะห์อนาคต Binance สะเทือนแค่ไหน หลังถูก CFTC สหรัฐฯ ฟ้องร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Binance เว็บเทรดคริปโตเคอร์เรนซีอันดับ 1 ของโลก กลายเป็นประเด็นล่าสุด หลังจากที่คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ของสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นฟ้อง Changpeng Zhao ซีอีโอของ Binance ในข้อหาไม่ได้จดทะเบียนกับ CFTC ในฐานะคนกลางซื้อขายตราสารอนุพันธ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งในวันนี้ THE STANDARD WEALTH จะสรุปประเด็นระหว่าง Binance และสหรัฐฯ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รวมถึงวิเคราะห์อนาคตของ Binance หลังจากที่เจอศึกด้านกฎระเบียบรอบด้านในขณะนี้

 

สรุปไทม์ไลน์ประเด็น Binance และปัญหากับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน ปี 2018 อัยการสูงสุดของนิวยอร์กกล่าวหาว่า Binance และเว็บเทรดคริปโตอีกสองแห่ง ไม่มีใบอนุญาตสำหรับการทำธุรกรรม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากนั้นในช่วงปี 2020-2021 ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มเพ่งเล็ง Binance มากขึ้น หน่วยงานกำกับดูแลของมอลตา หมู่เกาะเคย์แมน มาเลเซีย ลิทัวเนีย สิงคโปร์ และแอฟริกาใต้ เปิดเผยว่า Binance ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในประเทศ

 

โดยข้อจำกัดทางด้านกฎระเบียบที่ Binance ต้องเจอ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรด้านกฎหมายอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ประเทศอินเดียได้ตรวจสอบการฟอกเงินของ Binance ขณะที่หน่วยงานเกาหลีใต้สั่งให้ Binance ระงับการซื้อขายคู่สกุลเงินวอนออกจากแพลตฟอร์มตามกฎระเบียบของประเทศ

 

และนอกเหนือจากประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น ประเทศเยอรมนี ตุรกี อิสราเอล อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ ก็ได้ดำเนินการด้านกฎระเบียบต่อเว็บเทรดอันดับ 1 อย่างเข้มงวด

 

จนล่าสุด วันที่ 27 มีนาคม The Commodity Futures Trading Commission (CFTC) หรือคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ ได้ทำการฟ้อง Binance, Changpeng Zhao (CZ) และ Samuel Lim ซีอีโอของ Binance US ในข้อหาละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ด้วยการให้บริการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ได้ทำการลงทะเบียน

 

นอกจากนี้ในเอกสารยังระบุว่า Binance ได้ทำการใช้บัญชีของแพลตฟอร์มกว่า 300 บัญชี ในการทำการซื้อขายและควบคุมตลาดโดยที่ไม่ได้มีการแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบ รวมไปถึงเว็บไซต์ของ Binance เปิดให้บริการในสหรัฐฯ โดยที่ไม่มีการขออนุญาต

 

CFTC ยังกล่าวหาอีกว่า บริษัทสนับสนุนการละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ รวมไปถึงมีการให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือลูกค้าในการหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย

 

FTX เป็นหนึ่งในชนวนการสั่นสะเทือน

 

นอกเหนือจากปัจจัยเฉพาะตัวของ Binance เหตุการณ์ถูกฟ้องร้องครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในผลกระทบจากการล่มสลายของ FTX อดีตเว็บเทรดคริปโตอันดับ 2 ของโลกด้วยเช่นกัน

 

โดยการล่มสลายของ FTX อาจเป็นชนวนให้ทางการสหรัฐฯ กลับมาเพ่งเล็งและสอบสวนบริษัทคริปโตต่างๆ ในประเทศอีกครั้ง โดยล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับด้านการเงินของนิวยอร์กสั่งให้ Paxos บริษัทผู้ออกเหรียญ BUSD หยุดการออกเหรียญ ตามด้วยเหตุการณ์ล่าสุด CFTC ของสหรัฐฯ ได้ฟ้องร้อง CZ ในข้อหาละเมิดกฎการซื้อขาย

 

นอกจากนี้ CFTC ยังกล่าวหาว่า Binance ช่วยอำนวยความสะดวกในการละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ รวมถึงการให้คำแนะนำและช่วยเหลือลูกค้าในการหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายอีกด้วย ซึ่งทาง CZ ได้ออกมาชี้แจงว่า บริษัทมีกฎระเบียบที่ป้องกันไม่ให้พนักงานให้ข้อมูลภายใน เพื่อหาประเทศในการลงทุนด้วยกฎการห้ามซื้อขาย 90 วัน รวมถึงไม่ใช้ซื้อขายฟิวเจอร์สด้วย การถูกฟ้องร้องครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด เนื่องจากที่ผ่านมา Binance พยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลมาโดยตลอด

 

CZ ชี้แจงผ่านเว็บไซต์ทางการทันที

 

หลังจากถูกฟ้องร้องโดย CFTC ทาง CZ ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของ Binance, ช่องทางโซเชียลมีเดียของบริษัท และช่องทางส่วนตัว สรุปใจความดังนี้

 

  1. Binance มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและยอดเยี่ยมในการป้องกันไม่ให้คนอเมริกันสามารถเข้าถึง Binance ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ KYC, AML การตรวจสอบที่อยู่จาก IP Address การตรวจสอบเบอร์มือถือ ผู้ให้บริการ ข้อมูลลายนิ้วมือของอุปกรณ์ รูปแบบการฝากถอนเงิน และคริปโต รวมไปถึงการตรวจสอบบัตรเครดิต ซึ่งบริษัทคิดว่าไม่น่ามีใครทำได้เข้มงวดกว่า Binance

 

  1. Binance ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับผู้รักษากฎหมายมาตลอด โดยมีพนักงานมากกว่า 750 คน และได้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในคำร้องขอกว่า 55,000 เคส อายัดเงินไปแล้วกว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่แล้ว และกว่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้

 

  1. Binance มีใบอนุญาตมากถึง 16 ใบทั่วโลก

 

  1. Binance ไม่เคยเทรดเพื่อกำไรหรือสร้างสภาพตลาดเลย แต่ Binance มีรายได้เป็นคริปโต จึงต้องขายเหรียญบ้าง เพื่อนำมาใช้จ่าย Binance อาจจะมีคนที่ทำตลาดให้ สำหรับสกุลเงินที่ไม่มีสภาพคล่อง แต่ Binance ก็ดูแลไม่ให้คนที่ทำตลาดมีกำไรจนเกินควร

 

อนาคตของ Binance หลังจากที่เจอศึกด้านกฎระเบียบรอบด้าน

 

แม้ว่า Binance จะมีปัญหาด้านกฎระเบียบกับหลายประเทศทั่วโลก แต่ในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา หลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน คาซัคสถาน สวีเดน และไซปรัส ได้ออกใบอนุญาตให้ Binance ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎระเบียบแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรมคริปโต กฎระเบียบที่จำกัดในบางประเทศจะทำให้บริษัทคริปโตมองหาประเทศที่มีกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมมากขึ้นต่อไปในอนาคต

 

สำหรับคดีการฟ้องร้องระหว่าง CFTC และ Binance นั้น อินฟลูเอ็นเซอร์ด้านคริปโตอย่าง Hoss Crypto แสดงความเห็นว่า หาก CZ และ Binance ไม่จัดการหรือปกป้องตัวเองต่อคดีนี้ ทาง CFTC ก็น่าจะได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน และอาจมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในอนาคต

 

หาก Binance ให้ความร่วมมือกับกระบวนการทางกฎหมาย เอกสารทางธุรกิจทั้งหมดจะถูกเปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ รวมถึงบริษัทที่ CZ ถือหุ้นเป็นการส่วนตัวอีกด้วย

 

ฉะนั้นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับ CZ อาจเป็นข้อตกลงนอกศาล

 

อย่างไรก็ตาม Hoss Crypto แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ว่า Binance และผู้ที่เกี่ยวข้องจะปกป้องตัวเองจากคดีได้ แต่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอาจมีมูลค่ามหาศาล

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post วิเคราะห์อนาคต Binance สะเทือนแค่ไหน หลังถูก CFTC สหรัฐฯ ฟ้องร้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บิทคอยน์ก็เหมือนมีดทำครัว’ คุยกับ Zhao Chengpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เว็บเทรดเงินดิจิทัลแถวหน้าของโลก https://thestandard.co/zhao-changpeng-binance/ https://thestandard.co/zhao-changpeng-binance/#respond Fri, 02 Nov 2018 10:43:34 +0000 https://thestandard.co/?p=141370

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีทางการเงินจำพวกสกุลเ […]

The post ‘บิทคอยน์ก็เหมือนมีดทำครัว’ คุยกับ Zhao Chengpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เว็บเทรดเงินดิจิทัลแถวหน้าของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีทางการเงินจำพวกสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และบล็อกเชน (Blockchain) ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทย ทุกวันนี้ผู้ให้บริการทางการเงินและธนาคารหลายแห่งเริ่มนำบล็อกเชนมาใช้เพื่อให้การทำธุรกรรมเป็นระบบระเบียบ โปร่งใส และดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น

 

ส่วนตัวเงินคริปโตฯ โดยเฉพาะบิทคอยน์ก็เป็นอีกช่องทางความสนใจลำดับต้นๆ ของนักลงทุน สืบเนื่องจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดด ถึงอย่างนั้นหน่วยงานใหญ่หลายๆ แห่งในประเทศไทยอาจจะยังมองเงินดิจิทัลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสีขาว 100%

 

แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เคยออกประกาศห้ามสถาบันการเงินทุกแห่งไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตฯ ทุกชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีทั้งความผันผวนและความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ดี ท่าทีในเวลาต่อมาของ ธปท. ก็เริ่มอ่อนลง และเริ่มเปิดรับการศึกษาเงินดิจิทัลเพื่อการใช้งานในอนาคตมากขึ้น

 

30-31 ตุลาคมที่ผ่านมา นิตยสาร Forbes ได้จัดงาน Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 18 ที่ประเทศไทยในหัวข้อ ‘The World Reboots’ ซึ่งมีซีอีโอบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกให้ความสนใจตบเท้าเข้าร่วมงาน และร่วมให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมธุรกิจ

 

หนึ่งในดาวเด่นที่ได้รับการพูดถึงและถูกรุมตั้งคำถามบนเวทีเสวนามากที่สุดคือ เจา ชังเผิง (Zhao Changpeng) ผู้ก่อตั้ง Binance เว็บเทรดเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดลำดับต้นๆ ของโลก ที่ก่อตั้งขึ้นจากการระดมทุนแบบ ICO (เหรียญระดมทุน) บนกระดาษขาวเพียงใบเดียว (White Paper) แถมยังถูก Forbes ยกให้เป็นหนึ่งในบุคลากรวงการเงินดิจิทัลที่มีสินทรัพย์มากที่สุดติด 5 อันดับแรกของโลกด้วยมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 46,170 ล้านบาท (สถิติล่าสุดของวันที่ 1 พ.ย. 2018)

 

“ผมไม่เห็นด้วย” เจาตอบผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งที่มองบิทคอยน์เป็นเรื่องหลอกลวง ไม่มีคุณค่าจริงๆ หรือเป็นส่ิงที่คนทึกทักตั้งราคากันขึ้นมาเอง

 

เราชวนเจามาคุยในหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนและเงินดิจิทัลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของเงินที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้ว่า ทำไมเราถึงต้องรู้จักมัน เทคโนโลยีเหล่านี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราเช่นไร เงินดิจิทัลจะเข้ามาทดแทนเงินสดที่เราใช้อยู่ในทุกๆ วันได้หรือเปล่า รวมถึงคำเปรียบเทียบที่ว่า เงินดิจิทัลเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจาก ‘มีดทำครัว’ เป็นเครื่องมือที่สร้างได้ทั้งประโยชน์และโทษ

 

ถ้าคุณเป็นนักเทรดที่สนใจอยากจะเข้ามาในอุตสาหกรรมบิทคอยน์หรือเงินสกุลดิจิทัลเพื่อรวยเพิ่มขึ้น 10 เท่าในวันรุ่งขึ้นมันอาจจะไม่เวิร์กสักเท่าไร

 

ทำไมถึงตัดสินใจออกจากวงการหุ้นแล้วเลือกมุ่งมาทำงานด้านคริปโตฯ หรือบล็อกเชน
ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Binance ขึ้นมา ผมทำงานในอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2013 ช่วงแรกผมทำงานกับตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลหลายๆ แห่งในประเทศจีน สาเหตุที่ผมออกมาเริ่มต้นทำ Binance ก็เพราะรู้สึกว่ามันยังไม่มีตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลในช่วงเวลานั้นที่ดี แม้จะมีคนบอกผมว่าในช่วงนั้นก็มีตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลหลายแห่งอยู่แล้ว ทำไมต้องสร้างตลาดแลกเปลี่ยนที่ใหม่ขึ้นมาด้วยล่ะ แต่สำหรับผม ผมเห็นว่าตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลจำนวนไม่น้อยในยุคนั้นยังไม่มีเสถียรภาพ ด้วยเหตุผลด้านระบบการจัดการต่างๆ และการดูแลผู้ใช้ที่อาจจะทำได้ไม่ดีพอ ล่าช้า

ผมเลยคิดศึกษาเพื่อพัฒนาตลาดแลกเปลี่ยนที่ดีกว่า นอกจากนี้สถานะและขนาดของตลาดก็มีความพร้อมแล้ว ส่วนการลงทุนแบบ ICO ก็จะช่วยให้เงินจำนวนมหาศาลเข้ามาสู่อุตสาหกรรมเงินดิจิทัล ก็เลยเริ่มคุยกับทีมงานว่า งั้นเรามาลองพัฒนาตลาดแลกเปลี่ยนดิจิทัลที่ดีกว่าเดิมขึ้นมากันดีกว่า และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Binance

 

 

 


แต่คนจำนวนไม่น้อยก็มองเงินดิจิทัลเป็นเรื่อง ‘เสี่ยง’ ไม่วันใดวันหนึ่งก็จะเกิดภาวะฟองสบู่ คุณคิดเห็นอย่างไร
ต้องมองอย่างนี้ครับว่า เงินดิจิทัลเองก็มีฟีเจอร์ที่ ‘เงิน’ ชนิดที่เราใช้กันอยู่ในวันนี้ไม่มี ตัวอย่างเช่น ช่วยให้เกิดการทำธุรกรรมไร้พรมแดน บล็อกเชนไม่สามารถปฏิเสธการทำธุรกรรมของเราได้ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุมัติเวลาจะโอนเงินไปให้คนอื่น ฟีเจอร์พวกนี้เป็นประโยชน์มาก แล้วตัวบล็อกเชนและเงินสกุลดิจิทัลก็มีกรณีการใช้งานจริงเกิดขึ้นแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผมคิดว่าเราทุกคนกำลังอยู่ในช่วงแรกของการศึกษาความสามารถและประโยชน์ที่เราจะดึงออกมาจากบล็อกเชนได้

สำหรับผม ผมมองถึงผลของสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชนในระยะยาว ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นในอีก 10 หรือ 20 ปีต่อจากนี้ แล้วเราก็คงจะได้เห็นวิวัฒนาการทางการเงินเหล่านี้พัฒนาไปไกลมากขึ้น และมีกรณีการใช้งานจริงล้นหลาม ผมไม่เคยกังวลถึงมูลค่าเงินดิจิทัลที่ขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละวันเลย แล้วต่อให้คุณสนใจมูลค่าของมันจริงๆ ก็ให้ลองไปย้อนดูข้อมูลมูลค่าแบบปีต่อปีก็จะพบว่า ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเปรียบเทียบกับปีนี้ บิทคอยน์ก็ยังไม่ได้มีราคาสูงเหมือนทุกวันนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ถ้าคุณย้อนกลับไป 2-3 ปีก่อนหน้านี้ มันถูกกว่านี้มากๆ ถ้าคุณเป็นนักเทรดที่สนใจอยากจะเข้ามาในอุตสาหกรรมบิทคอยน์หรือเงินสกุลดิจิทัลเพื่อรวยเพิ่มขึ้น 10 เท่าในวันรุ่งขึ้นมันอาจจะไม่เวิร์กสักเท่าไร ไม่มีตลาดไหนที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนั้นได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ผมเองสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลมานั่งเช็กมูลค่าของมันได้ 2-3 สัปดาห์เต็มๆ ด้วยซ้ำ เว้นแต่ว่าจะมีคนบอกผมว่าบางสกุลเงินดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงทางมูลค่าไปอย่างมาก ผมถึงจะค่อยเข้าไปเช็กมัน ถ้าคุณให้เวลากับมันก็จะเห็นได้เลยว่าเงินดิจิทัลจะเติบโตไปในทิศทางใด เพราะในวันที่อุตสาหกรรมของมันเติบโตขึ้นในอนาคต มูลค่าของมันก็จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว



หมายความว่าการลงทุนกับเงินดิจิทัลเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าเช่นนั้นคนที่ต้องการเห็นผลมันภายใน 1 ปี หรือ 2 ปีอาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนประเภทนี้
ใช่เลยครับ ผมมองมันเป็นการลงทุนในระยะ 10-30 ปี บางคนอาจจะมองเป็น 100 ปีเลยด้วยซ้ำ ถ้าผมอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเงินดิจิทัลภายใน 1 ปี ผมคงไม่ก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ การที่ผมทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างให้กับอุตสาหกรรมเงินคริปโตฯ ผ่าน Binance หมายความว่าผมตั้งใจจะอยู่กับมันในอีก 10-30 ปีข้างหน้า



ในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ คิดว่าเงินดิจิทัลมีโอกาสจะเข้ามาทดแทนเงินที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ไหม
ด้วยความสัตย์จริงนะครับ ในแง่ความเป็นไปได้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเข้ามาแทนที่หรือเข้ามาเติมเต็มระบบค่าเงินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มันอาจจะดำเนินไปเหมือนๆ ในกรณีเดียวกับที่อีเมลแทบจะเข้ามาแทนที่การส่งจดหมายกระดาษ หรือเหมือนในวันนี้ที่เราก็อาจจะไม่ได้ใช้อีเมลแต่หันมาใช้แชตแอปพลิเคชันกัน และมันก็อาจจะดำเนินไปในทิศทางเดียวกับการเกิดขึ้นของพาหนะอย่างรถยนต์ ในวันที่เรามีรถไฟใช้ มันไม่ได้เข้ามาแทนที่กันและกัน แต่เป็นทางเลือกของกันและกันมากกว่า

ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่า จะสร้างการใช้งานหรือดึงประโยชน์จากมันออกมาในรูปแบบไหน ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่า ‘บล็อกเชน’ ต่างหากที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตของเราใกล้เคียงกับในระดับที่อินเทอร์เน็ตเคยทำได้ แล้วผลกระทบดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นในทุกๆ มุมการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะในแง่ของการทำธุรกรรมจ่ายเงิน รับเงิน หรือการระดมทุนเพื่อริเริ่มโปรเจกต์ต่างๆ เป็นของตัวเอง (ICO) หรือการให้สินเชื่อกู้ยืมจากโครงการระดมทุนของธนาคารทั่วโลก มันมีความเกี่ยวโยงกันในหลายๆ ขอบเขต ณ วันนี้เราเพิ่งรู้จักและใช้งานบล็อกเชนในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

 

เงินดิจิทัลเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบบล็อกเชน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ใครสามารถทำอะไรกับมันก็ได้ มีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากที่เรายังไม่ได้เริ่มทำบนบล็อกเชน ต่อจากนี้เราคงจะได้เห็นการพัฒนาและการใช้งานบล็อกเชนเกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ

 

Jibrel Network


หมายความว่าในอนาคต Binance เองก็คงไม่ได้จะทำหน้าที่เป็นแค่ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล
แน่นอนครับ Binance อยากจะเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างขั้นพื้นฐานในบล็อกเชน เราอยากจะให้บริการมากกว่าแค่การเทรดเงินดิจิทัลอยู่แล้ว อนาคตเราอาจจะให้บริการ e-Wallet ด้วยก็ได้ หรือเราจะให้บริการด้านเพย์เมนต์ หรือเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมเกม



คล้ายๆ กับที่ Alibaba หรือ Tencent ทำกับ Alipay และ WeChat Pay
อะไรทำนองนั้นครับ แต่ ณ ตอนนี้การไปแข่งกับพวกเขาคงจะเป็นอะไรที่ยากมากๆ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นถ้ามองในระยะสั้น Binance และผมเองก็คงไม่ไปแข่งกับผู้ให้บริการในระดับนั้น แต่เราอยากจะให้บริการในหลายๆ หมวดหมู่ของการใช้งานในอุตสาหกรรมแห่งนี้



คุณเล่าบนเวทีเสวนาของ Forbes ว่า สามารถระดมทุนแบบ ICO ด้วย White Paper โดยได้จำนวนเงินมหาศาลกลับมาภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เป็นไปได้ไหมว่าวันข้างหน้ามันจะช่วยให้สตาร์ทอัพเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมหาศาล
เงินดิจิทัลช่วยให้ทุกคนบนโลกนี้สามารถลงทุนในโปรเจกต์สตาร์ทอัพที่พวกเขาชื่นชอบได้ การระดมทุนแบบ ICO ช่วยดึงดูดกลุ่มคนในวงกว้างขึ้นได้ มันคือทางเลือกของการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้เกิดความสะดวกและดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะมีชื่อเสียงโด่งดังหรือไม่

 

ต่างจากขั้นตอนการระดมทุนแบบ IPO (เสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า ยิ่งคุณระดมทุนได้เร็วแค่ไหน ก็จะช่วยให้คุณเดินหน้าสร้างธุรกิจได้เร็วขึ้นเท่านั้น ผมอยากให้นักธุรกิจหลายคนเริ่มศึกษาการระดมทุนแบบ ICO เป็นหนึ่งในวิธีการระดมทุนของพวกเขา



ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดเหมือนที่ประเทศจีนทำสำเร็จมาแล้ว แต่หลายฝ่ายก็ยังมองเงินดิจิทัลในทางลบ เช่น การพนัน หรือมองเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้
เรื่องแบบนี้เป็นอะไรที่ปกติมากครับสำหรับการเริ่มทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลในช่วงระยะแรกๆ เพราะว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อน ก็จะมองว่ามันเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง และแน่นอนว่าก็มีคนใช้เงินดิจิทัลและบิทคอยน์เพื่อจุดประสงค์ในทางลบ เช่น การพนัน แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ ผมคิดว่ามันคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อให้คนเปิดรับมากขึ้น ตอนนี้เครื่องมือที่เราใช้ในอุตสาหกรรมเงินดิจิทัลบางอย่างก็ยังไม่ได้ดีเยี่ยมเลยเสียทีเดียว เช่น การทำธุรกรรมออนไลน์ หรือ e-Wallet ก็ยังใช้งานยากอยู่

ผมคิดว่าผู้ให้บริการควรจะทำให้บริการการทำธุรกรรมออนไลน์เหล่านั้นใช้งานได้ง่ายขึ้น แล้วเมื่อมีคนใช้งานมากขึ้นก็จะเข้าใจว่าเงินดิจิทัลไม่ใช่การพนัน หรือมีความเสี่ยงสูงเสมอไป จริงอยู่ตัวเลขมูลค่าของบิทคอยน์ก็มีความผันผวน แต่ในระยะยาวต่อไปมูลค่าของมันก็จะต้องเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดอยู่แล้ว ถ้าเปรียบเทียบมูลค่าของมันเมื่อ 7 ปีที่แล้วกับวันนี้ ก็จะพบว่าบิทคอยน์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก

 

เปรียบเทียบแล้ว บล็อกเชนและเงินดิจิทัลก็เหมือน ‘มีดทำครัว’ ครับ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย



รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มองว่าเงินดิจิทัลเป็นเรื่องที่ปลอดภัย 100% โดยกำลังอยู่ในช่วงศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมันมาใช้
รัฐบาลในหลายๆ ประเทศก็ระมัดระวังการใช้งานมันเหมือนกันครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาก็ควรจะทำ เพราะหากรัฐบาลใดก็ตามอนุมัติให้มันเกิดขึ้น ก็ควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนของพวกเขาด้วย มันเป็นเรื่องปกติเลยละครับที่รัฐบาลจะต้องระวังหรือเริ่มทำความรู้จักเงินดิจิทัลเอาไว้ให้ดี ซึ่งหลายหน่วยงานก็คงมองไปที่ความเสี่ยงของมันเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว ก่อนจะกลับไปมองในเชิงประโยชน์ของมัน

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยี เงินดิจิทัล เป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ ไม่มีคำว่าดีหรือแย่ เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณจะใช้งานมันแล้วว่าจะใช้ในทางที่ดีหรือทางที่ผิด ไม่จำเป็นเลยว่าเราจะนำบล็อกเชนหรือเงินดิจิทัลไปใช้เพื่อยาเสพติดหรือการพนัน ไปจนถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะเราก็สามารถนำมันมาใช้ในด้านการกุศลหรือจะนำไปใช้จ่ายค่าที่พักโรงแรมหรือตั๋วเครื่องบินก็ยังทำได้

เปรียบเทียบแล้ว บล็อกเชนและเงินดิจิทัลก็เหมือน ‘มีดทำครัว’ ครับ มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าคุณนำไปหั่นผัก ปอกผลไม้ นั่นก็คือข้อดี ถ้านำไปใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับคนอื่นมันก็คือผลเสีย แต่ถ้าเราไม่มีมีดให้ใช้เลยก็คงต้องย้อนกลับไปหลายๆ พันปีที่แล้ว ซึ่งมันก็ไม่เข้าท่าแน่นอน ฉะนั้นทั้งมีดทำครัวและบล็อกเชนก็เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำประโยชน์ได้หรือไม่ ไม่ช้าหรือเร็ว ผมคิดว่าในหลายๆ ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือบางรัฐในสหรัฐอเมริกาจะยอมรับให้เงินดิจิทัลเป็นเรื่องถูกกฎหมายแน่นอน

 

 


ผลกระทบจากการเข้ามาของบล็อกเชนทำให้ธนาคารหลายแห่งในไทยเริ่มปรับตัว และเปลี่ยนกลยุทธ์ ผู้ให้บริการบางเจ้าเริ่มชะลอการขยายสาขาลง เทรนด์ของโลกธนาคารบนโทรศัพท์มือถือจะดำเนินไปเช่นไร
เทรนด์การลดและปิดสาขาธนาคารจะดำเนินต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ ธนาคารจะย้ายมาอยู่บนโทรศัพท์มือถือและโลกอินเทอร์เน็ตแน่ๆ ส่วนตัวผมมองว่า ‘เงิน’ ที่เราใช้และมองเห็นกันอยู่ในวันนี้เป็นเงินจำลองในแบบดิจิทัล ไม่ว่าคุณจะมีเงินในบัญชีมากแค่ไหน มันก็เป็นแค่ตัวเลขบนคอมพิวเตอร์ มันไม่ใช่จำนวนแบงก์หรือจำนวนทองที่คุณมีนะครับ นั่นแหละครับที่เราเรียกว่าเงินดิจิทัล แล้วเงินดิจิทัลก็จะได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เราสามารถใช้ Apple Pay, WeChat Pay แตะเพื่อจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการกันได้ แล้วสเตปต่อไป เงินคริปโตฯ ก็จะใช้งานได้ง่ายขึ้น และสะดวกกว่าที่เคย มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว และคงไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเทรนด์นี้ได้



เอาเข้าจริง ณ วันนี้เงินดิจิทัลก็ยังเป็นความสนใจของแค่ผู้ใช้บางกลุ่ม เป็นไปได้ไหมว่ามันจะได้รับความสนใจจากกลุ่มคนในกระแสหลัก
แน่นอนอยู่แล้วครับว่าเป็นไปได้ ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือช้าก็เท่านั้น ปัจจุบันน่าจะมีผู้ใช้มากกว่า 50-100 ล้านคนที่มีเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง ส่วนอีกหลายๆ คนก็ได้ยินชื่อและรู้จักมัน ซึ่งถ้าย้อนหลังกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมเชื่อว่าน้อยคนด้วยซ้ำจะเคยได้ยินชื่อ Cryptocurrency มันแค่ต้องใช้เวลา (เพื่อให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มในกระแสหลัก) กุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้มันเกิดขึ้นได้เร็วมากขึ้นคือผู้ให้บริการหน้าเดิมๆ ในตลาดพัฒนาช่องทางทำให้ผู้คนได้ลองใช้งานมัน ผมมีโอกาสได้คุยกับค่ายผู้พัฒนาเกมแล้วพบว่าพวกเขาก็นำสกุลเงินดิจิทัลเข้าไปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำธุรกรรมเพื่อซื้อขายสินค้าในตัวเกม นี่คือกรณีการใช้งานตัวอย่างที่จะทำให้สกุลเงินดิจิทัลถูกใช้งานมากขึ้น มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นครับ

 

ผมอยากชวนให้ทุกคนเรียนรู้มันเป็นอย่างน้อย ถ้าได้เปิดใจเรียนรู้แล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าปิดใจไม่ยอมทำความรู้จัก เอาแต่บอกว่าไม่ชอบ คุณก็จะเหมือนคนตาบอดที่เดินคลำทางไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย



ในมุมของคนที่อาจจะไม่ได้สนใจสกุลเงินดิจิทัลจริงๆ คุณคิดว่ามันจะมีบทบาทหรือส่งผลกระทบกับพวกเขาอย่างไร
โดยพื้นฐานแล้ว คุณเลือกที่จะไม่ศึกษาเงินดิจิทัลแล้วใช้เงินสดต่อไปก็ได้ ซึ่งผมคิดว่าผละกระทบของมันขึ้นอยู่กับว่าเงินดิจิทัลถูกพัฒนาไปในทิศทางใด หากมันถูกพัฒนาเหมือนๆ หรือเป็นไปในทำนองเดียวกันกับอีเมลหรือแชตแอปพลิเคชัน วันนี้คุณก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติโดยส่งจดหมายไปรษณีย์จ่าหน้าซองถึงกันได้อยู่ แต่มันอาจจะแค่ไม่สะดวกก็เท่านั้น

สำหรับผม ผมเป็นคนที่เปิดกว้างที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นคนแรกๆ อยู่เสมอ ผมชื่นชอบการเรียนรู้และทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วเทคโนโลยีเงินดิจิทัล โดยเฉพาะบล็อกเชนพวกนี้ก็จะคงอยู่ต่อไปในอนาคต แถมจะถูกพัฒนาให้ใหญ่กว่าเดิม 100-1,000 เท่าด้วยซ้ำไป ผมอยากชวนให้ทุกคนเรียนรู้มันเป็นอย่างน้อย ถ้าได้เปิดใจเรียนรู้แล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าปิดใจไม่ยอมทำความรู้จัก เอาแต่บอกว่าไม่ชอบ คุณก็จะเหมือนคนตาบอดที่เดินคลำทางไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย

ผมอยากให้ทุกๆ คนได้ลองทำความรู้จักกับมัน โดยเฉพาะในวันนี้ที่มีแหล่งความรู้มากมายบนโลกอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลให้เราได้ศึกษา อย่าง Binance ก็มี Binance Academy ที่มีวิดีโอมากกว่า 100 ตอนเพื่อสอนให้ทุกคนรู้จักกับบล็อกเชน แต่ยังรองรับการใช้งานแค่ภาษาอังกฤษ ซึ่งหวังว่าในอนาคตเราจะรองรับการให้บริการในภาษาอื่นๆ รวมถึงภาษาไทยด้วย

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘บิทคอยน์ก็เหมือนมีดทำครัว’ คุยกับ Zhao Chengpeng ผู้ก่อตั้ง Binance เว็บเทรดเงินดิจิทัลแถวหน้าของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/zhao-changpeng-binance/feed/ 0