XingXing Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/xingxing/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 03 Jan 2026 02:41:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง https://thestandard.co/southeast-asia-scammer-crisis-national-agenda/ Fri, 02 Jan 2026 13:49:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1160985

“แก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต”   “ยายร […]

The post เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

“แก๊งคอลฯ หลอกเหยื่อ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต”

 

“ยายร่ำไห้ ถูกแก๊งคอลฯ หลอก สูญเงินเก็บ อยากจบชีวิต”

 

“เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์เครียด จบชีวิตตัวเอง”

 

ข้อความพาดหัวข่าวเหล่านี้ ฉาบไปด้วยน้ำตาของเหยื่อในคดีเกี่ยวกับการหลอกลวง หรือสแกม (Scam) ทั้งทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ทำงานเป็นขบวนการ หรือที่คนไทยจำนวนมากรู้จักในชื่อ ‘แก๊งคอลเซนเตอร์’ ซึ่งก่อผลกระทบรุนแรงถึงขั้นพราก ‘ชีวิต’ หรือ ‘อนาคต’ ของเหยื่อและครอบครัวมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

 

แต่สิ่งที่น่าสลดใจไปกว่านั้น… คือหนทางในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง จวบจนถึงวันนี้ก็ยังคง ‘ไม่เกิดขึ้น’

 

คดีหลอกลวงในลักษณะนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จุดแรกเริ่มมาจากธุรกิจพนันออนไลน์และบ่อนคาสิโน ที่นำโดยกลุ่มอาชญากรชาวจีนหรือทุนจีนสีเทา ก่อนจะต่อยอดเป็นศูนย์สแกม ที่มีแรงงานนับแสนคน และมีศูนย์กลางหลักๆ อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ประเทศไทย ทั้งกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว และปัจจุบันเริ่มขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของโลก สร้างความเสียหายในระดับที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ภัยพิบัติ’ หรือ ‘ภัยคุกคาม’ ที่ร้ายแรงไม่แพ้ยาเสพติด หรือการก่อการร้ายข้ามชาติ 

 

ความเลวร้ายเหล่านี้ ยังสั่นสะเทือนประเทศไทยที่ถูกจับจ้องในฐานะแหล่ง ‘ฟอกเงิน’ ขนาดใหญ่สำหรับเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ เนื่องจากมีช่องโหว่มากมายที่เอื้ออำนวยความสะดวก ทั้งกฎหมาย และ ‘ไทยเทา’ หรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจที่ซื้อได้ด้วยเงิน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การตั้งคำถามที่สำคัญว่า ปัญหาสแกมเมอร์จะสามารถป้องกันหรือกวาดล้างให้สิ้นซากได้จริงหรือไม่? ทางออกอย่างยั่งยืนของปัญหานี้คืออะไร

และรัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ควรยกระดับเรื่องนี้ขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ หรือชูบทบาทนำในการแก้ปัญหาร่วมกับทั่วโลกอย่าง ‘จริงจัง’ หรือไม่

 

สแกมเมอร์ ตัด ‘เส้นเลือด’ ไทย

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่เป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย คือการท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกมองว่ามีเสน่ห์ดึงดูดต่างชาติมากมาย นอกจากอาหารที่อร่อย ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำใจของผู้คน แต่ภาพเหล่านี้กำลังหายไปจากข่าวความน่ากลัวของขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้ไทยเป็นทางผ่าน

 

ในปี 2567 ตัวเลข GDP ด้านการท่องเที่ยว มีมูลค่าสูงถึง 2,732,371 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 14.71% ของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับ 1 คือชาวจีน จำนวนกว่า 6.7 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม ภาพความน่าสะพรึงกลัวของขบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรากฏขึ้นในความรู้สึกของชาวจีนช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ No More Bets (2023) ที่ฉายเรื่องราวของชาวจีนที่ถูกค้ามนุษย์และบังคับให้ทำงานในฐานสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศอาเซียน ทำให้ชาวจีนเริ่มมีความกังวลต่อการมาเที่ยวในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 

 

เหตุการณ์จริงที่ชาวจีนตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นข่าวดังไปทั่วจีนและทั่วโลก เกิดขึ้นหลังเข้าปีใหม่ 2025 เพียงไม่กี่วัน หลังจากที่หวังซิง (Wang Xing) หรือซิงซิง (Xing Xing) นักแสดงหนุ่มชาวจีนวัย 31 ปี ถูกหลอกให้เดินทางมายังประเทศไทย และพาข้ามชายแดนไปกักขังในศูนย์สแกมที่เมืองเมียวดี ก่อนที่แฟนสาวของเขาจะโพสต์ขอความช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดียจนเป็นข่าวดัง และทำให้เขาได้รับการช่วยเหลือโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ในไม่กี่วันต่อมา ก่อนจะส่งตัวกลับมาฝั่งไทยในสภาพที่อิดโรย และถูกโกนผม ซึ่งซิงซิง เผยว่าเขาถูกเครือข่ายสแกมเมอร์บังคับให้ฝึกพิมพ์ดีดเพื่อทำงานหลอกลวงออนไลน์ 

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

ภายหลังเกิดคดีของซิงซิง ภาพลักษณ์ของประเทศไทย กลายเป็นเส้นทางล่อลวงเหยื่อไปยังศูนย์สแกม และถูกตีตราว่าเป็นประเทศที่อันตรายในสายตาของต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน

 

ผลกระทบหนักหน่วงเกิดขึ้นทันทีต่อภาคการท่องเที่ยว โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ในเดือนมกราคมที่เริ่มปรากฏข่าว ยังมีจำนวนสูงถึง 662,779 คน แต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างชัดเจน

 

โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พบว่านักท่องเที่ยวจีนลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 47% และตลอดทั้งปีลดลง 4.71% และยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นกลับมาได้ง่ายๆ แม้จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี ในขณะที่สถานการณ์สู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงปีนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความมั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้เลวร้ายลง

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

INFO สถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2025

 

ภาพชัดปัญหาระดับโลก

 

รายงาน ‘State of Scams in Thailand Report – 2025’ ที่จัดทำโดยองค์กร Global Anti-Scam Alliance (GASA), ScamAdviser และ Whoscall เผยข้อมูลพบว่า คนไทยสูญเสียเงินให้กับขบวนการสแกมเมอร์ ปีละกว่า 115,300 ล้านบาท

 

โดยชาวไทยวัยผู้ใหญ่ 72% เคยเจอความพยายามหลอกลวง หรือเฉลี่ย 172 ครั้งต่อปี หรือ 1 ครั้งในทุกๆ 2 วัน และ 60% ถูกหลอกสำเร็จภายในปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่เหยื่อ 14% สูญเงินเฉลี่ย 12,955 บาทต่อคน โดยส่วนใหญ่ 66% ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุน ซึ่งโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เหยื่อถูกหลอกมากที่สุด

 

นอกเหนือจากประเทศไทย รายงานของ GASA ที่ทำการสำรวจข้อมูลประชาชนใน 42 ประเทศ จำนวน 58,329 คน เมื่อปี 2024 พบว่า มูลค่าความเสียหายทางการเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ทั่วโลกนั้นสูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 33.8 ล้านล้านบาท โดยสหรัฐฯ​ ได้รับความเสียหายสูงสุดเฉลี่ย 3,520 ดอลลาร์ (1.15 แสนบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน ขณะที่ประเทศไทยได้รับความเสียหายสูงเป็นอันดับ 9 เฉลี่ย 1,106 ดอลลาร์ (3.6 หมื่นบาท) ต่อเหยื่อ 1 คน

 

ความเสียหายมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้น สะท้อนชัดว่าสแกมเมอร์ ได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโลก ที่ต้องเร่งแก้ไขและปราบปรามอย่างจริงจัง

 

โดยรายงานจากองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน ชี้ว่ามีเหยื่อจาก 66 ประเทศ ที่ถูกเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ หลอกลวงและบังคับค้ามนุษย์ให้ทำงานในศูนย์สแกม ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประเทศที่มีอยู่ทั่วโลกทั้งหมด 195 ประเทศ ในปัจจุบัน

 

นอกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่น่าตกใจ คือเริ่มพบการขยายตัวของศูนย์สแกมในบางประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และเป็นไปได้ว่าประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะไนจีเรีย อาจกลายเป็น ‘ฮับของศูนย์สแกมแห่งใหม่ที่มีศักยภาพ’

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

กัมพูชา แหล่งใหญ่สแกมเมอร์ที่รัฐเกื้อหนุน

 

รายงานความยาว 240 หน้า ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ที่มีชื่อว่า “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น: การเป็นทาส การค้ามนุษย์ และการทรมานในศูนย์สแกมเมอร์ของกัมพูชา” (I Was Someone Else’s Property: Slavery, Human Trafficking and Torture in Cambodia’s Scamming Compounds) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา เผยแพร่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉายให้เห็นภาพอันน่ากังวลของการแพร่กระจายศูนย์สแกมกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา โดยแหล่งใหญ่ที่สุดคือเมืองสีหนุวิลล์ ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเพิกเฉยต่อขบวนการค้ามนุษย์ที่โหดร้ายเหล่านี้

 

โดยแอมเนสตี้ ใช้เวลา 18 เดือนในการลงพื้นที่และทำการสัมภาษณ์ ผู้รอดชีวิต 58 คน ประกอบด้วยชาวไทย 24 คน ชาวจีน 20 คน และประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นผู้ที่หลบหนี  ได้รับการช่วยเหลือ หรือครอบครัวจ่ายค่าไถ่ให้ปล่อยตัวออกมาจากศูนย์สแกม 31 แห่ง ใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2023 ถึงพฤษภาคม 2025

 

ข้อมูลจากผู้รอดชีวิตพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกให้ทำงานผ่านการโพสต์รับสมัครงานปลอม โดย 40 คนจาก 58 คน เผชิญกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งเกือบทั้งหมดกระทำโดยผู้จัดการศูนย์สแกม บางคนถูกตีด้วยดัมเบล บางคนถูกตีด้วยกระบองไฟฟ้า และศูนย์บางแห่งยังมี ‘ห้องมืด’ สำหรับทรมานผู้ที่ไม่ยอมทำงาน ไม่สามารถทำงาน ทำงานไม่ได้ตามเป้า หรือพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ 

 

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ทางการกัมพูชา ‘รู้ดี’ ว่าเกิดอะไรขึ้นในศูนย์สแกมเมอร์ แต่กลับปล่อยให้ดำเนินต่อไป และหลายพื้นที่ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก็ทำงานให้ศูนย์สแกมเหล่านี้ ทำให้การหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือของเหยื่อแทบเป็นไปไม่ได้

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

แผนที่ฐานสแกมในกัมพูชาจาก Amnesty International

 

ปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชายิ่งถูกจับจ้องจากทั่วโลก หลังมีรายงานข่าวการพบร่าง พัคมินโฮ (Park Min-ho) นักศึกษาชายเกาหลีใต้วัย 22 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในรถกระบะ ที่เขาโบกอร์ จังหวัดกำปง ของกัมพูชา โดยคาดว่า เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น เนื่องจากถูกทรมานอย่างรุนแรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเขาถูกหลอกให้เดินทางไปที่งาน Job Fair ในกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งคาดว่ากลุ่มสแกมเมอร์น่าจะใช้วิธีล่อลวงเขาด้วยการจ้างงานรายได้สูง 

 

โดยหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ กลุ่มสแกมเมอร์ได้มีการโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ไปยังครอบครัวของเขา ซึ่งครอบครัวตัดสินใจติดต่อสถานทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถติดตามได้ว่าพัคถูกกักขังอยู่ที่ไหน กระทั่งพบเป็นศพ

 

คดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นร้อนและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเกาหลีใต้ โดยข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ พบว่ามีพลเรือนที่สูญหายในกัมพูชาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 330 คน จาก 17 คนในปี 2023 และ 220 คนในปี 2024 

 

ผลกระทบจากคดีการเสียชีวิตและหายตัวของเหยื่อชาวเกาหลีใต้ สั่นสะเทือนถึงความสัมพันธ์ เกาหลีใต้-กัมพูชา และทำให้รัฐบาลโซลต้องส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมคณะทำงานเดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อปฏิบัติการช่วยชีวิตพลเมืองของตนเอง และจับกุมพลเมืองที่ต้องสงสัยมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ ก่อนจะนำตัวกลับประเทศ

 

ใครเป็นใครในเครือข่ายสแกมเมอร์?

 

ท่ามกลางกระแสวิจารณ์และผลกระทบที่เริ่มปรากฏจากการดำเนินการของเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาเริ่มแสดงท่าที ‘เอาจริง’ ในการกวาดล้างและจับกุมผู้ร่วมขบวนการ โดยคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ (CCOS) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 5,000 คน และปิดศูนย์สแกมจำนวน 92 แห่งทั่วประเทศ 

 

แต่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ยังถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าเป็นเพียงการ ‘แก้ผ้าเอาหน้ารอด’ หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว ผู้ที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือคนใกล้ชิดของผู้นำรัฐบาลกัมพูชา โดยมีหลายบุคคลที่ปรากฏในหน้าสื่อไทยและทั่วโลกช่วงปีที่ผ่านมา ได้แก่

 

เฉิน จื้อ

 

หนึ่งในบุคคลที่ถูกพูดถึงและกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คือเฉินจื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีนสัญชาติกัมพูชาวัย 38 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Group ที่มีเส้นสายระดับสูงในแวดวงการเมืองกัมพูชา และเคยมีตำแหน่งเป็นถึงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

เฉินจื้อ และฮุนเซน

 

โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร Prince Group ในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากการดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลอกลวงลงทุนทางออนไลน์ รวมถึงฟอกเงินและบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์กว่า 10 แห่งทั่วกัมพูชา

ในขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ​ ดำเนินการฟ้องริบทรัพย์สินของเฉินจื้อ เป็นสกุลเงินดิจิทัล บิตคอยน์ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้เขายังถูกสหราชอาณาจักรอายัดทรัพย์สินทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเฉิน และ Prince Group ซึ่งบางส่วนสูงถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่ในไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของเฉินจื้อ ในไทย มูลค่ากว่า 373 ล้านบาท โดยมีทั้งที่ดิน, เงินสด, รถยนต์หรู และสินค้าแบรนด์เนม

 

ก๊ก อาน

 

บุคคลที่ตกเป็นข่าวดังในไทย คือ ก๊ก อาน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และคนสนิทของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ประกอบธุรกิจหลายประเภท ทั้ง กาสิโน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ต ประปาและไฟฟ้า โดยเขาเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท Crown Casino ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปตและสีหนุวิลล์ และได้ฉายาว่า ‘เจ้าพ่อปอยเปต’

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

ก๊ก อาน

 

ชื่อของก๊กอาน ปรากฏในหน้าสื่อไทยหลังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการออกหมายจับและอายัดทรัพย์สินเขาและเครือข่ายจำนวนประมาณ 467 ล้านบาท ในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน ขณะที่กรมการปกครองยังดำเนินการถอนสัญชาติไทยของเขาและบุตรอีก 3 คนที่ตรวจสอบพบว่าได้สัญชาติไทยโดยทุจริต

 

ยิม เลียก, เบน สมิธ

 

2 ชื่อที่ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและมีความใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงในกัมพูชา คือ ยิม เลียก นักธุรกิจชายชาวกัมพูชา ประธานกลุ่มบริษัท B.I.C. Group และ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ซึ่งปรากฏชื่อในบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรหากร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกันผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

 

โดยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งสองคนถูก ปปง. สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 9,279 ล้านบาท จากพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน ซึ่งยิม เลียก และภรรยาถูกออกหมายจับและยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

เบน สมิธ และยิม เลียก

 

ยิม เลียก ถือเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างยิ่งกับตระกูลฮุน เนื่องจากพี่สาวของเขา คือยิม ไช ลิน (Yim Chhaylin) แต่งงานกับ ฮุน มานี ลูกชายคนที่ 4 ของฮุนเซน ขณะที่บิดาของเขายังเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซนด้วย

 

โดยที่ผ่านมา เขาเป็นที่รู้จักจากการทำธุรกิจด้านพลังงานและมีคนไทยหลายตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการถือหุ้นและร่วมลงทุนในบริษัทของเขา 

 

ขณะที่ ยิม เลียก ยังถูกจับตามองจากทางการสหรัฐฯ ในฐานะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงและการฟอกเงินข้ามชาติ โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เสนอชื่อเขา เป็นหนึ่งใน 43 บุคคล ในรายชื่อที่เสนอให้ดำเนินการคว่ำบาตร จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม

 

ลียง พัด

 

ลียง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนและไทยเกาะกง ที่มีชื่อไทยว่า พัด สุภาภา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของฮุนเซน และเป็นเจ้าของกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group โดยโรงแรมและรีสอร์ต 4 แห่งคือ O-Smach Resort, Garden City Hotel, Koh Kong Resort, Phnom Penh Hotel

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

ลียง พัด

 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ทำให้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปปง. ได้สั่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายลียง พัด รวมกว่า 400 ล้านบาท

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิ่มชื่อของเขาในบัญชีดำของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์

 

ไทยทำอะไรบ้าง?

 

ท่าทีเอาจริงของทางการไทย ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังเกิดกระแสกดดันจากกรณีของซิงซิง จนทำให้จีน ตัดสินใจขยับเข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง ด้วยการส่งหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะของจีน มาพบปะเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและผู้นำรัฐบาลไทยขณะนั้น จนทำให้เกิดการเปิดปฏิบัติการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงใน 5 จุด แนวชายแดนเมียนมา รวมถึงจังหวัดเมียวดี ซึ่งเป็นตั้งของเมืองสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อย่างชเวโก๊กโก่ และ KK Park

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

บทบาทความร่วมมือระหว่างไทยและจีนหลังจากนั้น ยังคงมีให้เห็นต่อเนื่องแม้ไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี โดยความเคลื่อนไหวสำคัญที่ถูกจับตามอง คือกรณีที่ทางการไทย ส่งตัว เฉอ จื้อเจียง เจ้าพ่อศูนย์สแกมเมอร์รายใหญ่ ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ที่ถูกจับกุมในไทย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กลับไปยังประเทศจีนเพื่อดำเนินคดีทางอาญา ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวเขากลับไปยังจีนเมื่อ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ กรณีล่าสุด ทางการเมียนมาได้เร่งกวาดล้างและทำลายเมืองสแกมเมอร์ทั้งชเวโก๊กโก่ และ KK Park ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยกองกำลังกะเหรี่ยง KNA ซึ่งทางการไทยและหลิว จงอี้ ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์และประสานความร่วมมือกับทางการเมียนมา นำตัวชาวจีนทั้งเหยื่อและผู้ต้องสงสัยพัวพันขบวนการสแกมเมอร์กลับไปยังจีนกว่า 2,000 คน

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

ที่ผ่านมา กลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ มีความพยายามปรับตัวและหาทางรอดจากการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า, ใช้อุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink หรือการโยกย้ายฐานที่ตั้งไปยังจุดอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการหลอกลวงได้และยังไม่ถูกเพ่งเล็ง

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการทำลายเมืองสแกมเมอร์ของเมียนมานั้น มีกระแสวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า อาจเป็นเพียงแค่ ‘ละคร’ ฉากหนึ่ง ที่รัฐบาลทหารเมียนมาทำขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้งที่เปิดฉากเฟสแรกขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 

นอกจากฝั่งเมียนมา แรงกดดันให้ไทยปราบขบวนการสแกมเมอร์ในฝั่งชายแดนกัมพูชาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ยกระดับกลายเป็นการสู้รบ

 

โดยในช่วงการสู้รบระลอกล่าสุด พบว่ากองทัพไทยทำการทิ้งระเบิดถล่มคาสิโนหลายแห่งที่ต้องสงสัยเป็นฐานสแกมเมอร์ และถูกใช้ในการโจมตีทางทหาร

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจจะยังไม่มากพอที่จะขจัดปัญหา เพราะศูนย์สแกมยังมีอีกมาก โดยรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เผยว่าในช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ขึ้นนั้น อัตราคดีการหลอกลวงในไทยก็ไม่ได้ลดลง

 

เขาชี้ว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยนั้น เชื่อว่ามีการตั้งฐานอยู่ใกล้กับชายแดนเวียดนาม เช่น ที่เมืองบาเวต (Bavet) ทำให้ ณ วันนี้ ยังมีคนไทยอีกหลายคนได้รับสายโทรศัพท์หลอกลวงจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ธนาคารปลอม

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

จุดอ่อนไทย ไม่คัดกรองเหยื่อ-ปัญหาฟอกเงิน

 

ปัญหาสแกมเมอร์ถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างจริงจังมากขึ้นในวงประชุมผู้นำอาเซียน ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ และล่าสุดรัฐบาลไทยก็พยายามชูบทบาทนำในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ17-18 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) เป็นเจ้าภาพร่วม และมีผู้แทนจำนวน 338 คน จาก 58 ประเทศเข้าร่วมการประชุม

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

 

โดยวาระสำคัญในการประชุม คือเรื่องการคัดกรองผู้เสียหายออกจากผู้กระทำความผิด และการจัดการเส้นทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งผลประชุมที่ได้ถือเป็นก้าวแรกของไทยที่ชูบทบาทนำในการจับมือนานาชาติเอาจริงกับการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ โดยที่ประชุมได้รับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ค.ศ. 2025 (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams)’ ซึ่งเน้นย้ำความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ เช่น การร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน การคุ้มครองผู้เสียหายและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกัน การตรวจจับ และลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ

 

รังสิมันต์ ให้ความเห็นที่สอดคล้องกับประเด็นหารือในเวทีประชุมนานาชาติดังกล่าว โดยมองว่า นอกเหนือจากการตัดไฟหรืออินเทอร์เน็ตของกลุ่มสแกมเมอร์ จุดอ่อนหนึ่งที่สำคัญสำหรับมาตรการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ของทางการไทย คือการที่ ‘ไม่จริงจัง’ กับการคัดกรองเหยื่อกับสมาชิกผู้ร่วมขบวนการสแกมเมอร์ หรือการเก็บข้อมูล Biometrics และปล่อยให้ผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์ กลับประเทศต้นทางโดยไม่มีการสอบสวนขยายผล

 

เขามองว่าจุดอ่อนนี้ ทำให้เสียโอกาสทองในการปราบปราม ‘ไทยเทา’ อันเป็นแขนขาสำคัญของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ในประเทศไทย และเสียคลังข้อมูลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเมียนมากับกัมพูชา

 

แก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติ วาระแห่งชาติ ทุนจีนสีเทา ปราบปรามสแกมเมอร์

การคัดกรองผู้ที่ออกมาจากฐานสแกมเมอร์

 

สำหรับประเด็นการจัดการเส้นทางการเงินนั้น เขามองว่า การปราบปรามการฟอกเงินในช่วงรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาไม่มีมาตรการที่จริงจังมากพอ ซึ่ง ปปง.เพิ่งจะมีการกดดันให้ยึดทรัพย์เบน สมิธ และพวกเมื่อไม่นานมานี้

 

ทั้งนี้ รังสิมันต์ ยังเสนอว่าไทยไม่ควรแก้ปัญหาตามแรงกดดันของต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่ควรวางตัวเป็นผู้นำในภูมิภาคเพื่อจัดการปัญหานี้ โดยต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติที่กว้างขวางกว่าแค่จีนหรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่รวมถึงมหาอำนาจอื่นๆ และใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์

 

“ไทยควรจะเป็น ‘กองหน้า’ ในการสร้างพันธมิตรปราบสแกมเมอร์ทันที โดยใช้กลไกอาเซียนกดดันประเทศที่เป็นฐานที่ตั้ง และใช้ความสัมพันธ์กับคู่ค้าสำคัญของประเทศเหล่านั้นร่วมกันกดดัน รวมถึงการใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างศาล ICC หากพบว่าผู้มีอำนาจรัฐในบางประเทศให้ความสะดวกแก่แก๊งสแกมเมอร์”

 

เขามองว่า การปราบสแกมเมอร์ ต้องมีความร่วมมือมากกว่าแค่จีนหรือเมียนมา แต่ต้องรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สปป.ลาว และกัมพูชาด้วย การมีเวทีประชุมเป็นเรื่องดีในแง่ภาพลักษณ์และการแลกเปลี่ยนทักษะ แต่การปฏิบัติจริงต้องมีมากกว่านั้น ต้องมีการมอนิเตอร์ร่วมกัน 24 ชั่วโมง และมีความร่วมมือในการยึดอายัดทรัพย์สินระหว่างประเทศ เพราะเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ความยากลำบากในการประสานงานระหว่างรัฐเป็นเครื่องมือปิดบังทรัพย์สิน 

 

ปัญหาสแกมเมอร์หรือทุนสีเทานั้น ยังเป็นประเด็นสำคัญที่หลายพรรคการเมืองหยิบยกมาหาเสียงในการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นด้วย โดยรังสิมันต์ มองว่าสิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือการมุ่งเน้นจุดที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนไทยมากที่สุด เช่น ที่ตั้งของฐานสแกมที่ใช้หลอกลวงคนไทยส่วนมากอยู่ติดชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม รัฐบาลไทยต้องขยายความร่วมมือกับเวียดนามในการหาวิธีปราบปราม

 

นอกจากนี้ เขามองว่าต้องใช้กลไกรัฐปราบปรามการฟอกเงินให้เบ็ดเสร็จ โดยยึดทรัพย์ให้ได้มากที่สุดเพื่อมาตั้งกองทุนเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชน และเป้าหมายสำคัญคือการจัดการกับ ‘ไทยเทา’ ทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ รังสิมันต์ มองว่า ปัญหาใหญ่อีกอย่างสำหรับไทย คือความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองและระบบราชการที่ทำงานแยกส่วนกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ทั้งเรื่องงบประมาณและความต่อเนื่องของกลไกราชการ 

 

“ระบบราชการไทยมักต่างคนต่างทำ ไม่แชร์ข้อมูลกัน ลำดับความสำคัญของแต่ละรัฐบาลก็ต่างกัน เช่น รัฐบาลคุณอนุทินเน้นกัมพูชา แต่รัฐบาลเพื่อไทยเน้นเมียนมา ทำให้ทิศทางไม่ต่อเนื่องและไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร เราเสียเวลาไปกับการจับตัวเล็กตัวน้อยแต่ไม่ได้คืนเงินให้ประชาชน” 

 

ขณะที่รังสิมันต์ ย้ำเตือนถึงผลกระทบจากปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขแน่นอนว่าจะส่งผลที่รุนแรงทั้งต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ

“ความเสียหายจากสแกมเมอร์มหาศาลเกินคาดคะเน ทั้งเงินในกระเป๋าคนไทย การท่องเที่ยว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการฟอกเงินในอสังหาริมทรัพย์ มีการเตือนเรื่องการส่งออกทองคำที่อาจเป็นเงินสกปรก หรือค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ ธุรกิจไทยอาจล้มเพราะแข่งกับธุรกิจทุนเทาที่พร้อมขาดทุนเพื่อฟอกเงินไม่ได้ นอกจากนี้เรายังเสีย Productivity ของประชากรที่ไปทำงานให้คนพวกนี้ด้วย”

The post เปิดแฟ้ม ‘สแกมเมอร์’ 2025 ปีศาจทำลายชีวิตคนไทย-ทั่วโลก กับบทพิสูจน์รัฐไทย ที่ (ยัง) แก้ปัญหาไม่ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเตรียมผลักดัน 10 ชาวจีนที่หลอก ‘ซิงซิง’ ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศจีน ขณะพยายามหนีจากเมียนมาไปฝั่งกัมพูชา https://thestandard.co/chinese-scammer-deportation/ Sat, 15 Feb 2025 02:17:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1042184 chinese-scammer-deportation

วานนี้ (14 กุมภาพันธ์) พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรต […]

The post ตำรวจเตรียมผลักดัน 10 ชาวจีนที่หลอก ‘ซิงซิง’ ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศจีน ขณะพยายามหนีจากเมียนมาไปฝั่งกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
chinese-scammer-deportation

วานนี้ (14 กุมภาพันธ์) พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ (ศตคม.ตร.) เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการผลักดันส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา 

 

และเกี่ยวข้องกับกรณีการหลอกลวง หวังซิง หรือ ซิงซิง นักแสดงชาวจีน เพื่อให้ทางการจีนรับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้จะเพิ่มมาตรการกดดันและตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด

 

ด้าน พล.ต.ท. ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ระบุว่า ดำเนินการสืบสวนขยายผลถึงผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว จนพบว่าหลังจากที่ทางการไทยได้ให้ความช่วยเหลือซิงซิงแล้วทำให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวต้องหลบหนีจากเมืองเมียวดีเข้ามายังประเทศไทย เพื่อที่จะย้ายที่ตั้งไปยังประเทศกัมพูชา 

 

และต่อมาผู้ต้องหาชาวจีนทั้ง 10 รายเหล่านี้ ถูกจับกุมตัวได้ที่สถานีตำรวจภูธร (สภ.) บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ, สภ.บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี และ สภ.คีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ตามลำดับ ในความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและได้มีการดำเนินคดีในความผิดฐานดังกล่าวในประเทศไทยจนเสร็จสิ้นแล้ว

 

จากการสืบสวนขยายผลของพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 10 ราย เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในเมืองเมียวดี และมีส่วนเกี่ยวข้องในการหลอกลวงชาวจีนมาโดยตลอด รวมถึงเป็นกลุ่มที่หลอกลวงซิงซิง โดยอ้างตนเองว่าเป็นพนักงานของบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น 

 

โดยผู้ต้องหาชาวจีนทั้ง 10 รายมีหน้าที่แตกต่างกันไปตั้งแต่เป็นผู้จัดการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือเป็นเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ที่ทำหน้าที่โทรหลอกลวง ประชาชนชาวจีน โดยเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มีชื่อว่า ‘เฟยเกอ’ ซึ่งทางการไทยได้ประสานส่งมอบข้อมูลให้กับตำรวจจีน และได้รับการแจ้งว่ามีการจับกุมตัว เฟยเกอ ได้แล้วที่ประเทศจีน

The post ตำรวจเตรียมผลักดัน 10 ชาวจีนที่หลอก ‘ซิงซิง’ ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศจีน ขณะพยายามหนีจากเมียนมาไปฝั่งกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำสั่งเด้ง ‘พล.ต.ต. สัมฤทธิ์’ ผู้การจังหวัดตาก เข้าช่วยราชการที่ ศปก.ตร. หลังเกิดเหตุ ‘ซิงซิง’ ถูกหลอกไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา https://thestandard.co/police-chief-assists-investigation/ Tue, 11 Feb 2025 10:22:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1040772 police-chief-assists-investigation

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ […]

The post เปิดคำสั่งเด้ง ‘พล.ต.ต. สัมฤทธิ์’ ผู้การจังหวัดตาก เข้าช่วยราชการที่ ศปก.ตร. หลังเกิดเหตุ ‘ซิงซิง’ ถูกหลอกไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
police-chief-assists-investigation

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีหนังสือคำสั่ง ตร.ที่ 64/2568 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจช่วยราชการและรักษาราชการแทน ใจความว่า ด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับรายงานกรณีที่ปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนต่างๆ เผยแพร่ข่าวนักท่องเที่ยวถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมาที่ประเทศไทยแล้วหายตัวไปบริเวณชายแดนประเทศเมียนมา อีกทั้งมีการลักลอบข้ามชายแดนทางช่องทางธรรมชาติในเขตพื้นที่อำเภอแม่สอด และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

 

กรณีดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์(กรณีของนักแสดงจีน หวังซิง หรือ ซิงซิง) โดยบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรแม่สอด สถานีตำรวจภูธรแม่ระมาด และสถานีตำรวจภูธรพบพระ จังหวัดตาก ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ พล.ต.ต. สัมฤทธิ์ เอมกมล ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดตาก

 

ซึ่งตำรวจภูธรภาค 6 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการของ 3 สถานีตำรวจดังกล่าว ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมแล้ว

 

ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พล.ต.ต. สัมฤทธิ์ เอมกมล เพื่อให้ให้ได้รายละเอียดข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการพิจารณาพฤติการณ์ และหลักฐานในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยหรือไม่ประการใด

 

เนื่องจากเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตำรวจได้ประพฤติบกพร่องต่อหน้าที่ หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำความผิดทางวินัยหรืออาญา หากให้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานเดิมอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้

 

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และมีให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 63 และมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติ ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจ ไปช่วยราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566

 

จึงสั่งการให้ พล.ต.ต. สัมฤทธิ์ เอมกมล ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดตาก ช่วยราชการที่ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

 

ทั้งนี้ ให้ยกเว้นหลักเกณฑ์กรณีการไปช่วยราชการสิ้นสุดลง ตามข้อ 11 ของระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566 และให้ พล.ต.ต. ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 6 รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก อีกหน้าที่หนึ่ง

 

อนึ่ง บรรดาคำสั่งหรือการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ ให้ยกเลิกในส่วนที่ขัดหรือแย้งและใช้คำสั่งนี้แทน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 

ขณะเดียวกัน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 62/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ใจความว่า ด้วยเมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2568 ได้ปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนต่างๆ เผยแพร่ข่าวนักท่องเที่ยวถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมาประเทศไทย แล้วหายตัวไปบริเวณชายแดนเมียนมา และมีการลักลอบข้ามชายแดน ทางช่องทางธรรมชาติในเขตอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด และ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก 

 

กรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

โดยบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ 3 สถานีตำรวจ ในความรับผิดชอบของ พล.ต.ต. สัมฤทธิ์ เอมกมล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตาก ประกอบกับ ตำรวจภูธรภาค 6 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจ 3 ราย พ.ต.อ. พิทยากร เพชรรัตน์ ผกก.สภ.แม่สอด จ.ตาก พ.ต.อ. ฐมณ์พงศ์ เพ็ชร์พิรุณ ผกก.สภ.แม่ระมาด จ.ตาก และ พ.ต.อ. ฉัตรชัย คำยิ่ง ผกก.สภ.พบพระ จังหวัดตาก ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม

 

ดังนั้น เพื่อให้ได้รายละเอียดขัดเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการพิจารณาและหลักฐานในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกระทำผิดวินัยหรือไม่ประการใด อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 63 และมาตรา 105

 

จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

 

  1. พล.ต.ท. มนเทียร พันธ์อิ่ม จเรตำรวจ เป็นประธานกรรมการ
  2. พล.ต.ต. พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองจเรตำรวจ สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ
  3. พ.ต.อ. สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ รองผู้บังคับการ กองตรวจราชการ 7 รักษาราชการแทนผู้บังคับการ กองตรวจราชการ 2 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ
  4. พ.ต.อ. ชัชวาลย์ ทิพย์พิชัย รองผู้บังคับการ กองตรวจราชการ 1 สำนักงานจเรตำรวจเป็นกรรมการ
  5. พ.ต.อ. กฤษฎีชวินทร์ วีระจิตต์ ผู้กำกับการ ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กองตรวจราชการ 2 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการและเลขานุการ
  6. พ.ต.ท. ศิริพล บุญหนุน รองผู้กำกับการ ฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 2 กองตรวจราชการ 2 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการรับทราบคำสั่ง แล้วเสนอรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

 

อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เห็นว่ากรณีมีมูลว่าข้าราชการตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่นและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่ตรวจสอบนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว

The post เปิดคำสั่งเด้ง ‘พล.ต.ต. สัมฤทธิ์’ ผู้การจังหวัดตาก เข้าช่วยราชการที่ ศปก.ตร. หลังเกิดเหตุ ‘ซิงซิง’ ถูกหลอกไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-จีน เตรียมเปิดศูนย์แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก.พ. นี้ ส่วนคดีซิงซิงออกหมายจับผู้ต้องหาชาวจีนแล้ว 30 คน https://thestandard.co/thailand-china-call-center-crackdown/ Sat, 25 Jan 2025 05:20:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1034384 thailand-china-call-center-crackdown

วานนี้ (24 มกราคม) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ธัช […]

The post ไทย-จีน เตรียมเปิดศูนย์แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก.พ. นี้ ส่วนคดีซิงซิงออกหมายจับผู้ต้องหาชาวจีนแล้ว 30 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-china-call-center-crackdown

วานนี้ (24 มกราคม) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หารือประสานความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับคณะผู้แทนทางการจีน นำโดย Liu Ningning รองอธิบดีสืบสวนกลาง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และ Zhou Weinan ผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการคดีภาค 2 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ 

 

รัฐบาลจีนส่งคณะผู้แทนมาหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติใน 2 เรื่อง คือ

 

  1. ความคืบหน้าขยายผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับคดี หวังซิง หรือ ซิงซิง นักแสดงจีนที่หายตัวไปอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา ซึ่งทางการจีนแจ้งว่าออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำนวน 30 คน จับกุมไปแล้ว 22 คน ยังเหลือบุคคลตามหมายจับอีก 8 คน ซึ่งทางการจีนจะร่วมมือกับประเทศไทยในการขยายผลจับกุมคนกลุ่มนี้ต่อไป ซึ่งทั้ง 30 คนดังกล่าวพบว่าเป็นคนจีนทั้งหมด ยังไม่พบคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

  1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย และกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน จะตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะร่วมมือสืบสวน ขยายผล ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งในเขตเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา และฝั่งประเทศกัมพูชา 

 

ซึ่งมีทั้งคนจีนและคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยศูนย์ประสานงานจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งทางการจีนจะขอให้มีศูนย์ประสานงานดังกล่าวที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อประสานงานได้อย่างรวดเร็ว กรณีคนจีนถูกหลอกมาแล้วข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 

 

พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำหนดขึ้นมา คือการคัดกรองอย่างเข้มข้นในพื้นที่ที่จะเข้าอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยหากมีคนต่างชาติเดินทางเข้าไป เจ้าหน้าที่จะสอบถามถึงแผนการท่องเที่ยว ที่พัก และจะให้ประสานงานสถานทูตทุกครั้ง เพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์ที่มาให้มีความชัดเจน อีกส่วนหนึ่งตนหารือกับผู้บัญชาการทหารบกในการร่วมมือกันต่อสู้ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจะมีการตรวจร่วมระหว่างทหารและตำรวจตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้มีใครลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติไปได้

 

การจัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระหว่างไทย-จีน จะทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกลุ่มอาชญากรรมที่มาจัดทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทางการจีนระบุว่า หลังจากที่จีนร่วมมือกับทางการเมียนมาปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองเล่าก์ก่าย ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา กลุ่มนี้ก็ย้ายฐานไปยังเมืองเมียวดี ติดกับอำเภอแม่สอดของไทย จุดนี้เราต้องการการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว รวมทั้งในเรื่องการปราบปรามด้วย 

 

เชื่อว่าเมื่อมีศูนย์ประสานงาน กรณีที่คนจีนมาแล้วติดต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะผ่านทางประเทศไทยหรือช่องทางใดก็ตาม จะเร่งรัดติดตามตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะเดินหน้าปราบปรามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งส่วนมากเป็นคนจีนหรือกลุ่มทุนร่วมกับคนไทยในการเข้ามาหลอกทั้งคนไทย คนจีน และคนทั่วโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

The post ไทย-จีน เตรียมเปิดศูนย์แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก.พ. นี้ ส่วนคดีซิงซิงออกหมายจับผู้ต้องหาชาวจีนแล้ว 30 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง https://thestandard.co/tat-chinese-tourists/ Wed, 15 Jan 2025 10:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1030834 tat-chinese-tourists

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท […]

The post ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
tat-chinese-tourists

วันนี้ (15 มกราคม) ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีน หลังมีรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงมีการยกเลิกคอนเสิร์ต สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ ‘ซิงซิง’ ดาราชาวจีน จะสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์กลับมาอย่างไรว่า หลังเกิดสถานการณ์ ททท. รับมือเรื่องของวิกฤตในโลกออนไลน์ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีหลากหลายมาก บางคนไม่เคยมาเมืองไทย แต่คิดไปไกล

 

ดังนั้น ททท. จึงต้องบริหารภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพราะขณะนี้มีความตื่นตระหนกของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เคยเดินทางมาเมืองไทย ในกลุ่มนี้เราพยามทำในเรื่องเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำเข้ามาในเมืองไทย ซึ่งยอมรับว่ามีการยกเลิกไฟลต์บ้าง แต่นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเมืองไทยรับรู้ว่าไทยเป็นประเทศที่สงบสุขและต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

 

ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยตนเองโดยสายการบินแบบปกติยังไม่กระทบ เพราะ 90-95% ยังคงเดินทางมา อย่างไรก็ตาม เราต้องบริหารจัดการเรื่องภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์และสื่อสารให้เห็นถึงมุมที่แท้จริงของประเทศไทย เพื่อไปยังกลุ่มชุมชนออนไลน์ของจีนให้มากกว่านี้

 

นอกจากนี้ ททท. 5 สำนักงานในประเทศจีนได้พูดคุยกับเอเจนต์บริษัททัวร์และสายการบินในประเทศจีน และเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน โดยเตรียม 3 เรื่องหลัก คือ ความปลอดภัย สินค้า และบริการ รวมถึงการได้ประสบการณ์ที่ดีในการมาเมืองไทย ซึ่ง สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพื่อความปลอดภัยของการท่องเที่ยว รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ฝ่ายความมั่นคงก็มาเข้ามาช่วยดูแล

The post ททท. เร่งสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยวจีน หลังเกิดกรณี ซิงซิง ทำยอดนักท่องเที่ยวลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จีนหลอกจีน ค้ามนุษย์เมียนมา ใช้ไทยเป็น ‘ทางผ่าน’ | DECODING THE WORLD #17 https://thestandard.co/decoding-the-world-17/ Sat, 11 Jan 2025 08:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1028823 decoding-the-world-17

กลายเป็นข่าวดังไปทั่วจีนและหลายประเทศ หลัง ซิงซิง นักแส […]

The post ชมคลิป: จีนหลอกจีน ค้ามนุษย์เมียนมา ใช้ไทยเป็น ‘ทางผ่าน’ | DECODING THE WORLD #17 appeared first on THE STANDARD.

]]>
decoding-the-world-17

กลายเป็นข่าวดังไปทั่วจีนและหลายประเทศ หลัง ซิงซิง นักแสดงหนุ่มจีน ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ โดยถูกหลอกมาทำงานแสดงในไทย และหายตัวไปบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก่อนจะพบว่าถูกพาข้ามไปยังเมืองเมียวดีในเมียนมา และถูกนำไปกักขังฝึกให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ 

 

หลังหายตัวไป 4 วัน ท้ายที่สุดซิงซิงได้รับการช่วยเหลือและนำตัวกลับมาฝั่งไทยในสภาพอิดโรยและถูกโกนผม โดยทางการไทยประสานงานกับจีน เมียนมา และกองทัพกะเหรี่ยง KNA ที่ควบคุมพื้นที่เมืองเมียวดี จนช่วยชีวิตนักแสดงหนุ่มกลับมาได้ แต่ยังมีคำถามมากมายตามมา ทั้งเหยื่อรายอื่นอีกหลายพันคนที่ยังถูกกักขังแบบไม่รู้ชะตากรรม และท่าทีของรัฐบาลไทยที่จะป้องกันไม่ให้ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เพื่อล่อลวงเหยื่อไปสู่นรกคอลเซ็นเตอร์

 

ติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์โลกใน DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก

 

The post ชมคลิป: จีนหลอกจีน ค้ามนุษย์เมียนมา ใช้ไทยเป็น ‘ทางผ่าน’ | DECODING THE WORLD #17 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยทางผ่านค้ามนุษย์ เงินมหาศาล สกัดได้แต่ไม่ทำ มี จนท. อยู่เบื้องหลัง? | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow080168-2/ Thu, 09 Jan 2025 09:04:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1028622 thestandardnow080168-2

ไทยทางผ่านค้ามนุษย์ เงินมหาศาล รู้วิธีสกัดแต่ไม่ทำ หรือ […]

The post ชมคลิป: ไทยทางผ่านค้ามนุษย์ เงินมหาศาล สกัดได้แต่ไม่ทำ มี จนท. อยู่เบื้องหลัง? | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow080168-2

ไทยทางผ่านค้ามนุษย์ เงินมหาศาล รู้วิธีสกัดแต่ไม่ทำ หรือมี จนท. อยู่เบื้องหลัง?

The post ชมคลิป: ไทยทางผ่านค้ามนุษย์ เงินมหาศาล สกัดได้แต่ไม่ทำ มี จนท. อยู่เบื้องหลัง? | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
การหายตัวไปของ ‘ซิงซิง’ สะท้อนไทยคือ ‘ทางผ่าน’ สู่นรกสแกมเมอร์ https://thestandard.co/xingxing-disappearance-trafficking-analysis/ Wed, 08 Jan 2025 13:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1028354 ซิงซิง หายตัว

ข่าวการหายตัวไปของซิงซิง หรือหวังซิง นักแสดงจีนวัย 31 ป […]

The post การหายตัวไปของ ‘ซิงซิง’ สะท้อนไทยคือ ‘ทางผ่าน’ สู่นรกสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิงซิง หายตัว

ข่าวการหายตัวไปของซิงซิง หรือหวังซิง นักแสดงจีนวัย 31 ปี ที่มีบันทึกการเดินทางสุดท้ายอยู่ที่ประเทศไทย ก่อนจะไปปรากฏตัวในอีกสภาพหนึ่งที่แหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมย ฝั่งเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ได้ทิ้งร่องรอยปริศนาไว้มากมาย

 

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ‘ซิงซิง’

 

  1. ผู้เสียหายครั้งนี้คือ หวังซิง หรือที่รู้จักในชื่อ ซิงซิง ชาวจีน อายุ 31 ปี มีอาชีพเป็นนักแสดง ผลงานที่ผ่านมา เช่น นักจิตวิทยาหญิง (Psychologist) และ สื่อรักปีศาจจิ้งจอก (Fox Spirit Matchmaker)

 

  1. ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ซิงซิงได้รับการติดต่อผ่านนายหน้าชาวจีนคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าทำงานในค่ายบันเทิงชื่อดังของประเทศไทย โดยนายหน้ารายนี้ให้ซิงซิงส่งคลิปออดิชันเพื่อแคสติ้งบท ซิงซิงทำตาม และไม่นานก็ทราบผลว่าผ่านการคัดเลือกจนได้เดินทางมาไทย

 

  1. ซิงซิงถึงประเทศไทยในวันที่ 3 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. เดินผ่านระบบไบโอเมทริกซ์เพื่อตรวจยืนยันตัวบุคคล สภาพของซิงซิงในวันดังกล่าวมีผมยาว

 

  1. หลังผ่านระบบตรวจสอบสนามบิน ยังไม่เป็นที่ยืนยันว่ามีรถมารับซิงซิงไปที่จังหวัดตากทันที หรือซิงซิงว่าจ้างรถยนต์ไปจังหวัดตากด้วยเงินจำนวน 5,000 บาท แต่มีภาพวงจรปิดบันทึกรถยนต์คันดังกล่าวไว้ได้ โดยรถยนต์คันนี้มาส่งซิงซิงที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาโดยสารรถกระบะต่อเพื่อไปยังจุดข้ามชายแดน

 

  1. คำให้การของเจ้าของรถกระบะระบุว่า ตัวเขาถูกจ้างมาให้รับซิงซิงจากจุดนัดพบไปส่งที่ช่องทางลักลอบข้ามประเทศ (ช่องทางธรรมชาติ) โดยผู้ว่าจ้างโอนเงินมาจากต่างประเทศเป็นจำนวน 2,000 บาท ซิงซิง ณ ตอนนั้นทักทายอย่างปกติ ไม่มีท่าทีน่าสงสัยอะไร

 

  1. เมื่อซิงซิงข้ามชายแดนไปในคืนวันเดียวกับที่เดินทางมาถึงประเทศไทย เกิดอะไรขึ้นบ้างจนนำมาสู่การที่ครอบครัวซิงซิงที่ประเทศจีนแจ้งความคนหาย แฟนสาวของซิงซิงประกาศขอความช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดีย และนำมาซึ่งการค้นหาของทางการไทยอย่างจริงจังในวันที่ 7 มกราคม 2568 

 

  • กระแสข่าวที่ 1 ‘ซิงซิง’ ข้ามชายแดนไปเยี่ยมครอบครัวที่ประเทศเมียนมา 
  • กระแสข่าวที่ 2 ‘ซิงซิง’ ข้ามชายแดนไปรับงานโชว์ตัวของชนกลุ่มน้อย (ชาวกะเหรี่ยง)
  • กระแสข่าวที่ 3 ‘ซิงซิง’ ข้ามชายแดนเพื่อไปเล่นพนัน
  • กระแสข่าวที่ 4 ‘ซิงซิง’ ถูกหลอกให้มารับงานแสดงที่ประเทศไทย และจับตัวไปเรียกค่าไถ่

 

  1. ณ วันที่ 7 มกราคม 2568 เวลาประมาณ 19.00 น. หลังจากที่ พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับตัวซิงซิงมาจากกองกำลังพิทักษ์ชายแดน Border Guard Force (BGF) ที่ส่งตัวคืนเมื่อช่วง 14.00 น. ในวันเดียวกัน

 

พล.ต.อ. ธัชชัย เปิดเผยว่า “เคสนี้เป็นเรื่องระหว่างคนจีนหลอกคนจีน ซึ่งทางผู้เสียหายได้ไปพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันสนทนาหนึ่ง กับบุคคลที่อ้างว่าเป็นนายหน้าเป็นชาวจีน หลอกลวงว่าจะให้มาทำงานแคสติ้งจึงเดินทางมาที่ประเทศไทย และไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษติดกับจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด 

 

“ซึ่งซิงซิงมีความสมัครใจเดินทางผ่านสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทางด่านต่างๆ ของประเทศไทย แต่เมื่อข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านพบว่าเป็นการหลอกให้มาทำงาน ซึ่งเป็นกระบวนการเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เมื่อทางการไทยได้รับการประสานจึงช่วยเหลือออกมา โดยยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ไทยประสานชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ให้การช่วยเหลือออกมาได้สำเร็จ”

 

แม้วันนี้ซิงซิงได้กลับมาสู่ครอบครัวแล้ว แต่เพียง 5 วันที่การขาดการติดต่อมีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปมาก เช่น ถูกโกนหัวทั้งหมด สภาพอิดโรย ตามขามีร่องรอย และไหนจะกระแสข่าวสาเหตุการเดินทางไปมีมากมายและไม่เป็นไปในทางเดียวกัน 

 

นำมาซึ่งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังอย่างไร

 

จีนหลอกจีนมีมานาน ไทยปิดตาข้างเดียว

 

ทีมข่าว THE STANDARD พูดคุยกับ ศ. ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้ที่ศึกษาขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

อาจารย์ปิ่นแก้วอธิบายว่า การที่คนจีนหลอกคนจีนด้วยกันมีมานานแล้ว ฐานที่ตั้งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่ว่าที่ประเทศจีนไม่มี แต่กลับปรากฏทั้งเมืองฉงชิ่ง และมณฑลในยูนนาน อย่างสิบสองปันนาที่ถือเป็นแหล่งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ กลุ่มธุรกิจนี้ที่ผ่านมาเราอาจจะเข้าใจว่านายทุนเลือกใช้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเป็นฐานที่ตั้ง แต่ในความเป็นจริงแม้แต่กลางเมืองเฉิงตูในประเทศของเขาเองก็มีขบวนการนี้แฝงตัวอยู่

 

เรื่องของซิงซิงที่ตกเป็นเหยื่อด้วยวิธีการหลอกให้มาทำงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากในช่วงหลังมานี้ แต่เป็นส่วนน้อยที่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็วแบบนี้

 

“การที่ซิงซิงได้รับการปล่อยตัวรวดเร็วแน่นอนว่าเกิดจากการที่ตัวเขาเป็นข่าวกระจายไปทั่วโลก เป็นเหมือนสปอตไลต์ที่ฉายแสงค้นหาไปในธุรกิจนี้” อาจารย์ปิ่นแก้วกล่าว

 

อาจารย์เล่าว่า จากที่ติดตามการรายงานข่าวเคสของซิงซิง ทางการไทยมีการประสานไปทางเจ้าหน้าที่ทหารเมียนมาที่ดูแลธุรกิจนี้อยู่ซึ่งก็คือกลุ่ม BGF และขอให้อย่าทำอะไรกับนักแสดงชายรายนี้เพราะจะทำให้ทั่วโลกจับตา และจะส่งผลเป็นวงกว้างต่อการทำธุรกิจต่อไป ซึ่งทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านก็ตกลงที่จะดูแลกรณีนี้ให้พิเศษ

 

เรื่องนี้สะท้อนข้อเท็จจริงว่าฝั่งไทยรู้ว่าใครเป็นผู้ดูแล ใครเป็นผู้ดำเนินการและมีอิทธิพลในการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ อีกทั้งส่วนตัวคิดว่าการที่บุคคลรายนี้เป็นสปอตไลต์และเป็นคนของประเทศจีน เจ้าของกิจการต่างๆ ก็เกรงว่าในอนาคตจะมีปฏิบัติการจากประเทศจีนมาจัดการกวาดล้าง ส่วนกรณีเหยื่อคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นข่าวพวกเขาก็ถูกส่งเข้าระบบตามปกติ

 

อาจารย์ปิ่นแก้วกล่าวต่อว่า กลุ่มจีนที่ทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านไทยแยกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ 1. สแกมเมอร์ (ธุรกิจหลอกลวง เช่น เว็บพนัน, คอลเซ็นเตอร์, โรแมนซ์สแกม) 2. ค้ามนุษย์ (ธุรกิจตั้งต้นของสแกมเมอร์ เป็นแหล่งคัดแยกคนให้ไปทำงานสแกมเมอร์ต่างๆ)

 

เรื่องพวกนี้อาจารย์ยืนยันว่าไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลดำมืดที่เข้าไม่ถึง แต่คำถามคือ เหตุใดจึงไม่หาแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

นานมาแล้วที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถูกใช้เป็นทางผ่านไปสู่ประเทศที่ 3 ที่ริมน้ำเมยมีท่าข้ามธรรมชาติมากถึง 50 ท่า ทุกท่ามีเจ้าของหมดซึ่งส่วนมากเป็นคนไทย การที่จะมีคนหรือของข้ามไปมาตัวเจ้าของท่าย่อมรู้เห็นเพราะต้องเก็บเงินค่าบริการ เพียงแต่เจ้าของท่าอาจจะบอกได้ว่าไม่รู้ว่าใครเป็นใคร คนจีนที่ข้ามก็มีทั้งนักธุรกิจสีเทาและผู้เสียหาย

 

อาจารย์ปิ่นแก้วอธิบายต่อว่า 2 จุดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเรื่องขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมระหว่างประเทศ อย่าง ‘ชเวโก๊กโก่’ หรือที่เรียกกันว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษย่าไถ่, ชเวโก๊กโก่ และโครงการเคเคพาร์ก (KK Park) มีท่าข้ามเรือจากประเทศไทยมุ่งไปโดยตรง เนื่องจากทั้ง 2 จุดนี้ต้องรับสินค้าอุปโภค-บริโภคจากฝั่งไทย 100%

 

“เราไม่ได้บอกให้ต้องปิดท่าข้ามเรือ แต่เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมไม่ปล่อยให้มีการขนเหยื่อข้ามท่า ทุกคนรู้หมดว่าจะข้ามเรือได้ที่จุดไหน เจ้าหน้าที่เองก็รู้ว่าธุรกิจเป็นของใคร แต่ไม่เคยมีการเอาข้อมูลพวกนี้มาพูดและจัดการกันอย่างแท้จริง” อาจารย์ปิ่นแก้วกล่าว

 

เพราะฉะนั้นต้องถามกลับไปที่รัฐบาลว่า มีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ รู้ตัวนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือเปล่า หากยังตอบใน 2 ข้อนี้ไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดปัญหานี้กันต่อไป เพราะเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการค้ามนุษย์

 

“เราอาจจะคิดว่าเราปิดตาข้างเดียว เราเป็นแค่ทางผ่าน เราไม่ใช่เมืองต้นปัญหา คิดว่าเราเป็นแค่เมืองที่สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ การจัดการมุ่งหมายเพื่อไม่ให้กระทบกับการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งชุดความคิดทั้งหมดนี้ถือว่าผิดเพี้ยนมาก” อาจารย์ปิ่นแก้วกล่าว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า การที่รัฐบาลกังวลเรื่องซิงซิงมาก หนึ่ง เพราะเป็นข่าวใหญ่กลัวกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก เป็นการสะท้อนว่าไม่ได้ตั้งใจจะแก้ไขให้จริงจัง อะไรก็ตามที่จะกระทบกับการท่องเที่ยวถึงจะลุกขึ้นมาจัดการ แล้วเมื่อใดที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด

 

No More Bets กระจกสะท้อนอาชญากรรมสแกมเมอร์

 

เมื่อพิจารณาเรื่องราวของซิงซิงที่เกิดขึ้น มีเหตุการณ์หลายส่วนที่คล้ายกับเนื้อหาภาพยนตร์จีนเรื่อง ‘No More Bets’ ที่ฉายเมื่อปี 2566 กำกับโดย Shen Ao 

 

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวที่ตัวเอกซึ่งเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่มีความสามารถ ตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศแต่กลายเป็นว่าถูกหลอกให้ต้องเขียนโปรแกรมให้เว็บพนันขององค์กรแห่งหนึ่ง ซึ่งทำธุรกิจผิดกฎหมายหลอกลวง (สแกมเมอร์)

 

ในภาพยนตร์ฉายภาพให้เราเห็นตั้งแต่ต้นทางของวงจรเริ่มต้นที่คนที่ถูกหลอกไปทำ คนที่ตั้งใจไปทำ และคนที่พยายามหลบหนี ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในอาคารที่ถูกแบ่งไว้เป็นชั้นๆ ชั้นที่รวมเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชั้นที่มีเฉพาะโปรแกรมเมอร์ และชั้นถ่ายทอดสดโต๊ะพนันทุกประเภท

 

ธุรกิจดำเนินไปโดยตั้งเป้าความสำเร็จไว้ที่มูลค่าเงินของเหยื่อที่ถูกหลอก ยิ่งหลอกได้มากจะยิ่งตอบแทนให้มดงานที่ทำงานในอาคารแห่งนี้ และหากใครคิดจะหนีจะไม่มีทางสำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในเมืองต่างรู้เห็นเป็นใจและพร้อมสนับสนุน

 

The post การหายตัวไปของ ‘ซิงซิง’ สะท้อนไทยคือ ‘ทางผ่าน’ สู่นรกสแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปฏิบัติการช่วยซิงซิง ไทยคือทางผ่านเหยื่อค้ามนุษย์? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow080168/ Wed, 08 Jan 2025 10:07:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1028283 thestandardnow080168

ปฏิบัติการช่วยซิงซิง ไทยคือทางผ่านเหยื่อค้ามนุษย์? &nbs […]

The post ชมคลิป: ปฏิบัติการช่วยซิงซิง ไทยคือทางผ่านเหยื่อค้ามนุษย์? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow080168

ปฏิบัติการช่วยซิงซิง ไทยคือทางผ่านเหยื่อค้ามนุษย์?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม
  • รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 8 มกราคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ปฏิบัติการช่วยซิงซิง ไทยคือทางผ่านเหยื่อค้ามนุษย์? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
จเรตำรวจนำตัว ‘ซิงซิง’ กลับถึงไทยแล้ว เตรียมสอบข้อมูลต่อทันที หลังพบจ้างรถไป อ.แม่สอด ด้วยตัวเอง ข้ามประเทศด้วยช่องทางธรรมชาติ https://thestandard.co/xingxing-return-thailand-natural-border-crossing/ Tue, 07 Jan 2025 10:53:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1027946 sing-sing-return-thailand-natural-border-crossing

วันนี้ (7 มกราคม) ความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ หวังซิง ห […]

The post จเรตำรวจนำตัว ‘ซิงซิง’ กลับถึงไทยแล้ว เตรียมสอบข้อมูลต่อทันที หลังพบจ้างรถไป อ.แม่สอด ด้วยตัวเอง ข้ามประเทศด้วยช่องทางธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
sing-sing-return-thailand-natural-border-crossing

วันนี้ (7 มกราคม) ความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ หวังซิง หรือ ซิงซิง นักแสดงสัญชาติจีน ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวซิงซิงเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว จากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนที่คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา สอบสวนคัดแยกว่าเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ หากไม่เข้าข่าย เจ้าหน้าที่จะส่งตัวซิงซิงตรวจสอบตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

 

พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวต่อว่า ทางครอบครัวซิงซิงได้แจ้งความติดตามตัวตั้งแต่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อวันที่ 3 มกราคม จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงประสานมาที่ทางการไทยเพื่อให้ร่วมค้นหา จากการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องพบว่าซิงซิงได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงาน จึงออกเดินทางมาในครั้งนี้ ส่วนเป็นการทำงานประเภทไหนและประเทศใดยังไม่ชัดเจน

 

ซิงซิงถึงสนามบินสุวรรณภูมิช่วงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม จากนั้นว่าจ้างรถยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 5,000 บาท ให้ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ก่อนที่จะมีรถกระบะของกลุ่มชาติพันธุ์มารับตัวต่อไปยังช่องทางธรรมชาติ

 

พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวต่อว่า คนขับรถกระบะให้ข้อมูลว่ามีการโอนเงินจ่ายค่ารถในราคา 2,000 บาทจากประเทศเพื่อนบ้าน ซิงซิงขึ้นรถและทักทายด้วยความเต็มใจ ก่อนที่ตนเองจะพาไปที่ช่องทางธรรมชาติตามที่นัดหมายไว้

The post จเรตำรวจนำตัว ‘ซิงซิง’ กลับถึงไทยแล้ว เตรียมสอบข้อมูลต่อทันที หลังพบจ้างรถไป อ.แม่สอด ด้วยตัวเอง ข้ามประเทศด้วยช่องทางธรรมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผย เจอ ‘ซิงซิง’ ดาราจีนแล้ว ตำรวจภูธร​ภาค 6 รอรับอยู่ที่ชายแดนแม่สอด https://thestandard.co/pm-confirms-chinese-actor-xingxing-found-mae-sot/ Tue, 07 Jan 2025 05:52:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1027786 pm-confirms-chinese-actor-xingxing-found-mae-sot

วันนี้ (7 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผย […]

The post นายกฯ เผย เจอ ‘ซิงซิง’ ดาราจีนแล้ว ตำรวจภูธร​ภาค 6 รอรับอยู่ที่ชายแดนแม่สอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
pm-confirms-chinese-actor-xingxing-found-mae-sot

วันนี้ (7 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พบตัว ซิงซิง ดาราจีน บริเวณชายแดนแม่สอด รอส่งตัวมาที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยตำรวจภูธรภาค 6 กำลังรอรับอยู่ 

 

นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะต้องทำเรื่องนี้ให้ดี ไม่ให้กระทบกับการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้มีเรื่องเกิดขึ้นจริง และมีข่าวลือจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียว่าประเทศไทยน่ากลัว จึงพยายามดูแลอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต้องมาช่วยดูเรื่องการปล่อยข่าวลือด้วย 

 

ประสานทูตจีน หลังคนจีนใช้พื้นที่ไทยก่อเหตุ

 

เมื่อถามว่า มีมาตรการคุมเข้มอย่างไร เพราะมีกระบวนการของจีนมาใช้พื้นที่ในประเทศไทยก่อเหตุ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราประสานไปยังทูตจีน พูดคุยกันอย่างเข้มข้น และตอนประชุมต่างประเทศ ผู้นำก็พูดคุยเรื่องนี้เช่นกัน เพราะนอกจากกระทบการท่องเที่ยวแล้ว ยังกระทบความปลอดภัยทางเทคโนโลยีและการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การโกง และคอลเซ็นเตอร์ ทั้งสองประเทศเน้นย้ำเรื่องนี้มาก และไม่ใช่แค่จีนกับไทยเท่านั้น ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยไทยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดคุยเรื่องนี้เสมอ เมื่อมีอะไรจะติดต่อกับทูตประเทศนั้นทันที เช่น ครั้งนี้ก็ติดต่อทูตจีน 

 

รับข้อเสนอฝ่ายค้าน จัดโซนนิ่งวีซ่าคนจีน

 

ส่วนที่ฝ่ายค้านเสนอว่า อยากจะให้จัดโซนนิ่งเรื่องฟรีวีซ่าจีน แนวทางนี้เป็นไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องคุยกันดูว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่จริงๆ ฟรีวีซ่า รัฐบาลซัพพอร์ต​มาโดยตลอดอยู่แล้ว และเดี๋ยวจะจัดลำดับความสำคัญ ส่วนความตกลงระหว่างประเทศ ยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีต่อ อะไรที่เป็นข้อเสนอที่ดีก็รับฟัง

 

The post นายกฯ เผย เจอ ‘ซิงซิง’ ดาราจีนแล้ว ตำรวจภูธร​ภาค 6 รอรับอยู่ที่ชายแดนแม่สอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมเผย รอรายละเอียด ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีน หายตัว เตรียมเรียกถกเข้มซีลชายแดน “ต้องปราบยาเสพติดใน 6 เดือน” https://thestandard.co/phumtham-xingxing-case-drug-plan/ Tue, 07 Jan 2025 05:01:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1027685 ซิงซิง

วันนี้ (7 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รอง […]

The post ภูมิธรรมเผย รอรายละเอียด ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีน หายตัว เตรียมเรียกถกเข้มซีลชายแดน “ต้องปราบยาเสพติดใน 6 เดือน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิงซิง

วันนี้ (7 มกราคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยกรณี ซิงซิง (Xingxing) หรือ หวังซิง นักแสดงชายชาวจีนชื่อดัง หายตัวไปอย่างปริศนาบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 หลังถูกมิจฉาชีพที่อ้างว่าเป็นคนในค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของไทยหลอกให้มาแคสต์งาน โดยมีกระแสข่าวว่าขณะนี้พบตัวแล้วว่า ตอนนี้ต้องรอรายละเอียดของเหตุการณ์และข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร

 

ส่วนการหายตัวไปของดาราจีนรายดังกล่าวมีการเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มมาเฟียจีนที่มีอิทธิพลในประเทศไทย ซึ่งมีเสียงสะท้อนว่าอยากให้ดูแลปัญหาเรื่องนี้ ภูมิธรรมระบุว่า ตนจะทำทั้งหมด ทั้งเรื่องการข้ามแดน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และผู้มีอิทธิพล ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของผู้มีอิทธิพล เป็นสิ่งที่มีความกังวลไปถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ดังนั้นจะทำควบคู่กันไปทั้งระบบ และยอมรับว่าในการทำงานมีการประสานกันกับทั้งรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน และทุกภาคส่วน

 

ภูมิธรรมกล่าวถึง พ.อ. ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู) ที่เสนอแก้ปัญหาต่างชาติถูกหลอก โดยกำหนดให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่สีแดง เพื่อเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบว่า ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะหากเป็นพื้นที่สีแดงจะมีปัญหากระทบกับเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องของคนหายและเราเป็นเส้นทางผ่านก็เป็นเรื่องที่สำคัญ 

 

ทั้งนี้ วันที่ 27 มกราคมนี้ จะมีการเรียกประชุม โดย แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะมอบนโยบาย ซึ่งจะเรียกทั้งนายอำเภอทั้ง 14 จังหวัด 51 อำเภอ, 76 ผู้กำกับสถานีตำรวจ, ผู้การจังหวัดทั้ง 14 จังหวัด, ผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัด, กระทรวงกลาโหม, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือถึงการซีลชายแดน 2 ชั้น และตรึงกำลัง 3 ฝ่าย ได้แก่ ตำรวจ ทหาร และปกครอง

 

สำหรับเรื่องชายแดน ภูมิธรรมระบุว่าจะจัดการปัญหาทั้งเรื่องยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งการพูดคุยจะเป็นมาตรการหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกง่ายๆ 

 

“ตั้งเป้าไว้ 6 เดือน ถ้า 6 เดือนไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่าดีขึ้นหรือมีลักษณะของปัญหาลดลง จะต้องมีการสมัครใจย้ายออกนอกพื้นที่ แต่หากทำดีจะมีการพิจารณาความดีความชอบต่อไป ซึ่งเป็นมาตรการที่เอาจริงเอาจัง” ภูมิธรรมกล่าว

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า หากไม่ดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะทำให้มีการข้ามฝั่งเข้ามาในประเทศไทยได้ง่าย เพราะฉะนั้นสถานีตำรวจในพื้นที่ต้องทำงานให้เต็มที่ และถือเป็นมาตรการแรกที่จะมีการประกาศใช้ และจากนี้ต้องดูเฉพาะราย เพราะแต่ละพื้นที่ แต่ละส่วน มีปัญหาไม่เหมือนกัน

The post ภูมิธรรมเผย รอรายละเอียด ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีน หายตัว เตรียมเรียกถกเข้มซีลชายแดน “ต้องปราบยาเสพติดใน 6 เดือน” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเร่งติดตาม ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีนที่หายตัวไป หลังพบพฤติการณ์คล้ายขบวนการค้ามนุษย์ https://thestandard.co/xingxing-chinese-actor-missing-case/ Tue, 07 Jan 2025 04:32:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1027701 ซิงซิง

วันนี้ (7 มกราคม) ความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ ซิงซิง นั […]

The post ตำรวจเร่งติดตาม ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีนที่หายตัวไป หลังพบพฤติการณ์คล้ายขบวนการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิงซิง

วันนี้ (7 มกราคม) ความคืบหน้ากรณีการหายตัวของ ซิงซิง นักแสดงสัญชาติจีน จากรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่นำรูปของนักแสดงคนดังกล่าวเข้าตรวจสอบในระบบไบโอเมตริกซ์ ทำให้ยืนยันได้ว่า ซิงซิงเดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.00 น. เป็นการเดินทางมาจากสนามบินผู่ตง ประเทศจีน ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ทั้งนี้ ซิงซิงไม่ได้แจ้งรายละเอียดที่พัก  

 

เมื่อเวลา 10.15 น. มีรายงานว่า พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท. กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และ พล.ต.ต. พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ด่วนไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อติดตามความคืบหน้า โดย พล.ต.อ. ธัชชัย กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ และทำให้เรื่องดังกล่าวกระจ่างมากที่สุด เนื่องจากลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับขบวนการค้ามนุษย์

 

ด้าน พ.ต.อ. จักรพงศ์ นุชผดุง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาแฟนของซิงซิงพร้อมเจ้าหน้าที่จากสถานทูตเข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งการแจ้งความดังกล่าวเป็นการแจ้งความเพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดขณะที่ซิงซิงเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

 

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดของท่าอากาศยานบันทึกภาพขณะที่ซิงซิงเดินทางมาถึงเพียงคนเดียว ก่อนจะผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ และมีรถมารับออกจากสนามบินไป ภายหลังทราบว่าเดินทางไปที่ชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เบื้องต้นได้รับแจ้งจากสถานทูตจีนว่า สถานทูตจีนประสานเพื่อแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรแม่สอด และเรียกคนขับรถที่พาชายชาวจีนคนดังกล่าวไปส่งมาสอบปากคำแล้ว โดยพบว่าเป็นผู้ขับขี่รถรับจ้างทั่วไป 

The post ตำรวจเร่งติดตาม ‘ซิงซิง’ นักแสดงจีนที่หายตัวไป หลังพบพฤติการณ์คล้ายขบวนการค้ามนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>