Xi Jinping Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/xi-jinping/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 12 Apr 2026 11:03:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน https://thestandard.co/china-taiwan-incentives-flights-travel/ Sun, 12 Apr 2026 11:03:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1197439 ภาพแสดงข้อเสนอ 10 มาตรการใหม่จาก จีน ให้แก่ ไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผยมาตรการจู […]

The post จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อเสนอ 10 มาตรการใหม่จาก จีน ให้แก่ ไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผยมาตรการจูงใจใหม่ 10 ข้อสำหรับไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการท่องเที่ยว การอนุญาตให้ฉายละครโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสม และการอำนวยความสะดวกในการขายอาหาร

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเยือนจีนของเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน โดยเธอยังได้พบกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และหารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความปรองดองระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

ภายใต้มาตรการทั้ง 10 ข้อ ยังมุ่งเน้นเรื่องการจัดตั้งกลไกการสื่อสารที่สม่ำระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่จะมีการเปิดเที่ยวบินระหว่างจีนและไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และรัฐบาลจีนยังอนุญาตให้ประชาชนจากเซี่ยงไฮ้และมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางไปเยือนไต้หวันได้

 

นอกจากนี้ ฝ่ายจีนจะมีการจัดตั้งกลไกเพื่อผ่อนปรนมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ประมงจากไตเหวัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองที่ “ต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน”

 

สำหรับมาตรการเกี่ยวกับเนื้อหาละครโทรทัศน์ สารคดี และแอนิเมชั่นของไต้หวันจะได้รับอนุญาตให้ฉายได้ ตราบใดที่มีเนื้อหาที่ถูกต้องเหมาะสม มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพการผลิตสูง

 

ด้านสภาการกิจการแผ่นดินใหญ่ของรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งรับผิดชอบนโยบายเกี่ยวกับจีนออกแถลงการณ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งเรียกว่า “การผ่อนปรนฝ่ายเดียว” นั้นเป็นเพียง “ยาพิษที่บรรจุอยู่ในของขวัญอันแสนเอื้อเฟื้อ

 

โดยรัฐบาลไต้หวันสนับสนุนการแลกเปลี่ยนที่ดีระหว่างสองฝ่าย แต่ไม่ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือเป้าหมายทางการเมือง

 

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋ง ออกแถลงการณ์ต้อนรับประกาศของรัฐบาลจีน โดยมองว่าเป็น ‘ของขวัญ’ สำหรับประชาชนชาวไต้หวัน

 

ทั้งนี้ จีนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โดยกล่าวว่าเขาเป็น ‘ผู้แบ่งแยกดินแดน’ จากท่าทีปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน

 

ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเที่ยวไต้หวัน ลดลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยร้องเรียนเกี่ยวกับการที่จีนจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำบางชนิดจากไต้หวัน และยังชี้ว่าในบางกรณี จีนมีการใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคต่างๆ

 

ภาพ : CTI via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง https://thestandard.co/trump-iran-islamabad-talks/ Sat, 11 Apr 2026 11:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1197220 ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ

​เมื่อวันเส้นตายมาถึง 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ประกาศหยุดยิง […]

The post ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ

​เมื่อวันเส้นตายมาถึง 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ประกาศหยุดยิง 14 วัน เข้าสู่การเจรจาที่อิสลามาบัด โดยยอมรับในการเจรจาอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไข 10 ข้อของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือผ่านได้

 

​แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 1

 

​Thanong Fanclub Page รวบรวมวาทะของทรัมป์ในรอบเดือนเศษที่ผ่านมาไว้อย่างน่าพิจารณา

 

1. ประกาศชัยชนะซ้ำซาก

 

ทรัมป์ บอกว่า “เราชนะอิหร่านแล้ว” “เราจะชนะ” “การปกครองอิหร่านเปลี่ยนแล้ว” “มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว” รวม 8 ครั้ง (28 ก.พ., 2 มี.ค., 3 มี.ค., 7 มี.ค., 9 มี.ค., 12 มี.ค., 13 มี.ค., 28 มี.ค.)

 

​ความเป็นจริง ยิ่งรบอเมริกายิ่งป่นปี้ ฐานทัพอเมริกาในตะวันออกกลาง พินาศไป 17 แห่ง ผนวกยุทโธปกรณ์ที่เสียหายเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 7 ล้านล้านบาท อเมริกาติดหล่มสงครามเหมือนขี่หลังเสือวนไปวนมา ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็เสียเชิง จะลงจากหลังเสือก็กลัวถูกเสือขย้ำ

 

ขณะที่อิหร่านยังยืนหยัดสู้ ไม่อ้อนวอน ไม่ร้องขอ ไม่รู้แพ้ และยังยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

 

​ทรัมป์ บอกว่ากุมน่านฟ้าและน่านน้ำอิหร่านได้หมดแล้ว แต่เมื่อ 3 เมษายน 2569 เครื่องบินขับไล่ F-15E ถูกอิหร่านสอยร่วงทางตอนใต้ของอิหร่าน

 

2. ตะโกนหาความช่วยเหลือ

 

ทั้งๆ ที่อวดชัยชนะหลายครั้ง แต่ทรัมป์ก็ยังเรียกหาเพื่อนมาช่วยรบ

 

“ได้โปรดช่วยเรา” (14 มี.ค.)

 

“ถ้านาโตไม่ช่วย จะเกิดเรื่องร้ายแรง” (16 มี.ค.)

 

“ถ้าคุณไม่ช่วย ผมจะจำไว้” (15 มี.ค.)

 

“นาโตขี้ขลาด” (20 มี.ค.)

 

ข้อพิจารณาถ้าทรัมป์ ชนะเด็ดขาดจริง จะต้องวิงวอนร้องขอทำไม ใช่หรือไม่ว่า นี่คือ ภาวะเข้าตาจน ประเทศเคยเป็นมิตรอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ต่างเข้าเกียร์ว่าง ผู้นำบางประเทศ เช่น สเปน เบลเยี่ยม พากันด่าทรัมป์อย่างเสียหาย นาโตก็วางเฉย ​เหลือแต่เพียง เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ที่มาด้วยกันและอาจจะตายด้วยกัน

 

​​​​ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 2

 

3. ข่มขู่รายวัน

 

ทรัมป์ บอกว่า “นี่เป็นครั้งสุดท้าย ผมให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมง” (22 มี.ค.)

 

“มีภัยคุกคามจากระเบิด ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานทั้งหมดของอิหร่านและยึดเกาะคาร์ก” (30 มี.ค.)

 

​“เราจะบอมบ์อิหร่านให้กลับไปสู่ยุคหิน” (1 เม.ย.)

 

​“พวกคุณจะลงนรก” (5 เม.ย.)

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 3

 

ความจริง ทรัมป์ข่มขู่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง แต่ไม่เคยทำได้จริง ​ทั้งๆ ที่มีแสนยานุภาพทางทหารและอาวุธเหนือกว่ามหาศาลก็ไม่อาจเอาชนะทางทหารได้ ในทางการเมือง ก็สูญเสียความชอบธรรมนับแต่ทิ้งระเบิดสังหารเด็กนักเรียน 168 คนที่มินาบ อย่างโหดเหี้ยม คนอเมริกันกว่า 9 ล้านคน ใน 50 รัฐ ลงสู่ท้องถนนถือป้าย ‘NO WAR’ ไล่ให้ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ลูกน้องในทำเนียบขาวพากันลาออกหรือไม่ก็ถูกไล่ออก ทรัมป์ถูกประณามว่าเป็นอาชญากรสงคราม มิตรประเทศเบือนหน้าหนี

 

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน มีภาพพาดหัวหน้าปก The Economist ฉบับ 4 เมษายน 2569 ว่า​ “อย่าไปขวางทางคู่อริที่กำลังก้าวย่างเพลี่ยงพล้ำ” ​(Never interrupt your enemy when he’s making a mistake.)

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 4

 

ความจริง ก่อนที่ทรัมป์จะยอมรับการหยุดยิง 14 วัร ราว 10 ชั่วโมง ก่อนสองทุ่มของ 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ตวาดก้องโลกว่า ​“อารยธรรมทั้งมวลจะดับสลายในคืนนี้ และจะฟื้นคืนไม่ได้อีกต่อไป” (A whole civilization will die tonight , never to be brought back again) หากอิหร่านแข็งขืนกับเขา

 

​นี่เป็นการยกระดับคำข่มขู่ ที่ดูเหมือนอเมริกาเข้มแข็งสุดประมาณ

 

​ในความเป็นจริง คือทรัมป์ย่างก้าวเข้าสู่พื้นที่หายนะในทุกทิศทาง คนอเมริกันต่อต้าน สมาชิกสภาคองเกรส กังวลเรื่องราคาน้ำมัน ไม่มีประเทศไหนหนุนเนื่อง นอกจากอิสราเอล ที่มีผลประโยชน์ส่วนตนร่วมด้วย

 

​มันเป็นการก่อสงครามไม่เป็นธรรมที่ล่วงล้ำก้ำเกินพลเรือนที่บริสุทธิ์ เช่นเด็กนักเรียน 168 คน ถูกสังหารโหดที่เมืองมินาบ แบบเดียวกับที่ทหารอเมริกันกระหน่ำยิง เด็ก ผู้หญิง คนชรา ที่ไม่มีทางสู้ ที่หมู่บ้านมายลาย (My Lai Massacre) เมื่อ 16 มีนาคม 1968 ในสงครามเวียดนาม

 

ทั้งสองกรณีนี้เป็นภาพจำที่โลกไม่ลืมและเป็นสารตั้งต้นแห่งความเกลียดชังของสาธารณะ (Public Hatred) ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในเวลาต่อมา

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 5

 

​ปากีสถานนั้นเองที่ช่วยพาดบันไดลงให้ทรัมป์ ​

 

การเข้าสู่โต๊ะเจรจาอิสลามาบัดของซาตานที่กำลังแปลงร่างเป็นพระเอกแห่งสันติภาพ แท้จริงแล้วคือ การยอมจำนน เพราะหมดทางไป เป็นหมากบังคับว่าต้องเดินตานี้เท่านั้น อเมริกาและทรัมป์จึงจะรอดตาย

 

​แต่ช้าก่อน ทรัมป์เป็นบุคคลเรืองอำนาจที่คาดการณ์อะไรไม่ได้ (Unpredictable) ตั้งแต่ 10 เมษายน 2569 นี้เป็นต้นไป ที่อิสลามาบัด ปากีสถาน ทรัมป์จะล้มโต๊ะเจรจาเมื่อไรก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้

The post ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? https://thestandard.co/kmt-china-taiwan-visit/ Fri, 10 Apr 2026 06:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1196655 สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่ […]

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน โดยกล่าวว่า ประชาชนสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองนัยยะการเยือนครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามการเมือง หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

วันนี้ (10 เมษายน) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานสถานการณ์ล่าสุด หลัง เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ ขณะที่สีจิ้นผิงให้การต้อนรับเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองช่องแคบ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนฝั่งไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี

 

อย่างไรก็ดี ในการพบกันที่มหาศาลาประชาชน สีจิ้นผิงกล่าวกับเจิ้งลี่เหวินว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังไม่สงบ และสันติภาพถือเป็นสิ่งล้ำค่า ประชากรของสองช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และการร่วมมือ

 

“นี่คือเสียงร่วมของประชาชนของเรา ผู้นำของทั้งสองพรรคมาพบกันในวันนี้เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของบ้านเกิดร่วมกัน ส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้มีอนาคตที่สดใสและงดงาม”

 

สีจิ้นผิงยังกล่าวว่า จีนยินดียึดมั่นบนพื้นฐานทางการเมืองร่วมกันในการต่อต้านเอกราชไต้หวัน และจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการเจรจากับพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง เพื่อให้อนาคตของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอยู่ในมือของประชาชนจีนเองอย่างมั่นคง

 

ขณะที่เจิ้งลี่เหวินกล่าวกับสีจิ้นผิงว่า ด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่าย ช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้งอีกต่อไป และจะไม่เป็น ‘กระดานหมาก’ ให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามาแทรกแซง พร้อมย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันวางแผนและสร้างกลไกการเจรจาและความร่วมมือที่มีความเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

 

ภารกิจเพื่อสันติภาพหรือแผนสกัดจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ?

 

อย่างไรก็ตาม การเยือนของเจิ้งลี่เหวินถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) รวมถึงสร้างความกังวลภายในบางส่วนของก๊กมินตั๋งเอง สะท้อนความอ่อนไหวทางการเมืองไต้หวันจากการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดข้ามช่องแคบที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ พรรค DPP มองว่า การเยือนของผู้นำก๊กมินตั๋งเกิดขึ้นในบริบทที่ไต้หวันกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองครั้งสำคัญ หลังรัฐบาลกำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท) ซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งรับมือแรงกดดันจากจีน

 

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งพยายามขัดขวางการจัดซื้อในอาวุธในรัฐสภา ทำให้เกิดความสงสัยจากรัฐบาลว่า อาจมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างระหว่างที่เจิ้งลี่เหวินพบกับสีจิ้นผิง

 

อนึ่ง ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันเคยเตือนว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับปักกิ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยง ขณะที่พรรค DPP ระบุว่า หากการพบกันเกิดขึ้นจริง ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จะกำกับควบคุมทั้งหมด โดยอาจใช้อิทธิพลแทรกซึมจุดยืนของพรรคก๊กมินตั๋งผ่านนโยบายกลาโหม บั่นทอนความมั่นคงของไต้หวัน และทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อ่อนแอลง

 

อย่างไรก็ดี เจิ้งลี่เหวินปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยย้ำว่า พรรคก๊กมินตั๋งกำลังสนับสนุนการรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและความร่วมมือกับวอชิงตัน พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้นในนโยบายกลาโหม

 

ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งอธิบายบทบาทของไต้หวันว่า กำลังเปลี่ยนจาก ‘แนวหน้าสงครามเย็น’ ไปเป็น ‘ห่วงโซ่แห่งสันติภาพ’ โดยเห็นว่า การเจรจาและความร่วมมือไม่ใช่การแข่งขันแบบแพ้หรือชนะ แต่ควรเป็นแนวทางของความสัมพันธ์ในภูมิภาค

 

หนิว เจ๋อซวิน ศาสตราจารย์จาก Chinese Culture University ในไทเปให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า การเดินทางของเจิ้งลี่เหวินอาจเป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามหรือทิศทางการเมืองของไต้หวัน หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

“หากวาทกรรมสันติภาพได้รับการยอมรับ ก็อาจไม่เพียงทำลายจุดยืน ‘ต่อต้านจีน’ ของ DPP แต่ยังดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางได้ด้วย” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่า เจิ้งลี่เหวินจะสามารถรักษาจุดยืนของพรรค พร้อมกับนำผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับมาให้ไต้หวันได้หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ว่า พรรคก๊กมินตั๋งมีความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน เพราะหากพรรคก๊กมินตั๋งไม่สามารถยืนหยัดในจุดยืน หรือไม่สามารถนำผลประโยชน์รูปธรรมกลับสู่ไต้หวันได้ พรรค DPP จะแข็งแกร่งในการเสริมสร้างวาทกรรมต่อต้านจีน และครองความได้เปรียบอีกครั้ง

 

ทั้งนี้มีรายงานว่า พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็ก เตรียมจับมือลงเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจปูทางไปสู่ความร่วมมือในการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2028 โดยหวังเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างพรรค DPP

 

ภาพ: cnsphoto via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

 

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? https://thestandard.co/china-energy-shock-middle-east-war/ Mon, 23 Mar 2026 09:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1190338 ภาพแสดงการรับมือวิกฤตพลังงานของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกผันผวน

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่า […]

The post ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการรับมือวิกฤตพลังงานของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกผันผวน

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และพลังงานต้องอยู่ในมือของเราเอง”

 

วิสัยทัศน์ของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตั้งแต่ปี 2021 กลายเป็นภาพสะท้อนความจริงอันทรงพลังในวันนี้ เมื่อโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในจุดคอขวดของระบบพลังงานระหว่างประเทศ

 

 

ท่ามกลางวิกฤต ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังจีน ในฐานะมหาอำนาจที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากท่าทีที่ดู ‘นิ่งสงบ’ กว่าหลายประเทศในเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ จากการปิดเส้นทางพลังงานของโลกมากที่สุด

 

ทั้งนี้ เซบาสเตียน มัลลาบี (Sebastian Mallaby) นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก Council on Foreign Relations (CFR) วิเคราะห์ไว้ว่า จีนคือหลุมหลบภัยด้านพลังงานของโลก เนื่องจากการออกแบบระบบล่วงหน้าเพื่อรับมือวิกฤตมาอย่างยาวนาน ทั้งการสะสมคลังน้ำมันสำรองมหาศาลและการสร้างเครือข่ายกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน

 

ขณะที่ คัลลัม โจนส์ (Callum Jones) รองบรรณาธิการข่าวธุรกิจจาก The Guardian ชี้ว่า สถานการณ์ของจีน ‘มั่นคง’ กว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นผลลัพธ์จากการเตรียมการล่วงหน้าหลายปีเพื่อไม่ให้ชะตากรรมทางเศรษฐกิจต้องฝากไว้กับความผันผวนของโลกที่ควบคุมไม่ได้

 

ถอดบทเรียนพี่ใหญ่แห่งเอเชีย: ทำไมจีนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าชาติอื่น?

 

จากวิกฤตตะวันออกกลางที่เรื้อรังตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากเส้นเลือดดังกล่าว จะเห็นได้จากหลายประเทศเริ่มออกมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤต เช่น ฟิลิปปินส์ประกาศวันทำงานเพียง 4 วันเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่อินโดนีเซียเร่งหาทางหลีกเลี่ยงการใช้คลังสำรองที่มีอยู่จำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์

 

แต่ปรากฏว่า จีนดูสงบนิ่งกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียหลายประเทศ เพราะมี ‘แต้มต่อ’ จากการเตรียมความพร้อมหลายปีเพื่อรับมือพลังงานโลก

 

ทั้งนี้ มัลลาบี ผู้เชี่ยวชาญจาก CFR วิเคราะห์ในรายการ The Spillover ว่า สงครามอิหร่านกำลังเผยให้เห็นบทบาทที่น่าสนใจของจีน เพราะขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก ทว่าจีนกลายเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่ปลอดภัย โดยสรุปคำตอบเป็นเหตุผลหลัก 4 ข้อด้วยกัน

 

1.จีนมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน จีนมีน้ำมันสำรองกักตุนไว้มากพอที่จะสามารถรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 100 วันโดยไม่ต้องนำเข้าน้ำมันจากภายนอก ซึ่งคลังสำรองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของเกาหลีใต้ เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกถึง 12 เท่า

 

มัลลาบีเล่าว่า เขามีประสบการณ์ไปเยือนจีน 8 วันเมื่อไม่นานนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องผลกระทบจากสงครามหรือวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แม้แต่การประชุมสองสภา เพราะประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล คนจีนจึงยังไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากวิกฤต และรอดูสถานการณ์ข้างหน้าไปก่อนได้

 

2.จีนกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและแหล่งพลังงานอย่างรัดกุม แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 50% แต่ก็ยังน้อยกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นที่พึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวถึง 90% ขณะที่จีนยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพียง 10% ของสัดส่วนพลังงาน ถือว่าต่ำกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึงครึ่งหนึ่ง

 

นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากกว่าครึ่งหนึ่งจากท่อส่งก๊าซรัสเซีย ทำให้หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการที่เส้นทางขนส่งทางเรือถูกโจมตีหรือปิดกั้นได้

 

3. ความเชื่อเรื่องรัฐบาลจีนพร้อมแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ มีการวิเคราะห์ว่า แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ แต่ตลาดการเงินและค่าเงินทรงตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น (รวมถึงประเทศผู้ส่งออก) เพราะตลาดเชื่อว่า รัฐบาลจีนจะเข้าแทรกแซง หากเกิดความผันผวนที่รุนแรง

 

ทั้งนี้ รีเบคกา แพตเทอร์สัน (Rebecca Patterson) นักลงทุนและนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจาก CFR และผู้ดำเนินรายการร่วมระบุว่า แม้การแทรกแซงไม่ใช่ระบบที่กันกระแทกได้ 100% แต่ก็เป็นแต้มต่อทำให้จีนมี ‘พื้นที่ในการตั้งรับ’ มากกว่าประเทศอื่น

 

4.กลยุทธ์เพิ่มห่วงโซ่อุปทานสำรองให้มากที่สุด มีการฉายภาพให้เห็นว่า ในวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักหาทางออกด้วยการดึงฐานการผลิตกลับประเทศเพื่อพึ่งพาตนเอง (Reshoring) แต่จีนกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม คือการสร้างและพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกให้มีจำนวนมากที่สุดอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อให้มั่นใจว่า หากมีเส้นทางใดถูกตัดขาด จีนจะต้องมีช่องทางอื่นมาทดแทนเสมอ

 

การวางแผนสำรองของจีนไม่ใช่แค่รับมือวิกฤตด้านพลังงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประเด็นแร่หายาก (Rare Earth) อีกด้วย โดยมัลลาบีย้ำว่า จีนได้คิดทบทวนและวางแผนกลยุทธ์เชิงรุกภายใต้กรอบภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเป้าของการโจมตีทางห่วงโซ่อุปทาน

 

จากวิกฤตมลพิษสู่ยุทธศาสตร์พลังงาน มองจีนในฐานะต้นแบบแห่งพลังงานสะอาด

 

คัลลัม โจนส์ รองบรรณาธิการกองข่าวธุรกิจจาก The Guardian ยังชี้ให้เห็นว่า สีจิ้นผิง เตรียมการรับมือวิกฤตเช่นนี้มานานหลายปี โดยอ้างอิงการเยือนวาทะระหว่างการเยือนเหมืองน้ำมันเซิ่งลี่ แหล่งผลิตน้ำมันใหญ่อันดับสองของจีนในปี 2021 ว่า จีนในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า แหล่งพลังงานต้องอยู่ในมือของตนเองเพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอุปทานภายในที่แข็งแกร่ง จีนยังมีจุดแข็งสำคัญอย่าง ‘พลังงานทางเลือก’ เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ หลังประเทศต้องเผชิญวิกฤตมลพิษและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐาน น้ำปนเปื้อน ดินเสื่อมโทรม ไปจนถึงความไม่มั่นคงทางพลังงาน จนนำไปสู่แรงกดดันทั้งในการเมืองภายในและนานาชาติในฐานะประเทศผู้ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก

 

จากบทเรียนในวันนั้น จีนจึงพยายามแก้ไขปัญหาจากระดับโครงสร้าง เริ่มจากการกระจายแหล่งพลังงานและสะสมปริมาณน้ำมันจำนวนมหาศาล ขณะที่ยังลงทุนกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และลมมากที่สุดในโลก, พัฒนาแบตเตอรีและรถไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งยังครองห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดเกือบทั้งหมด เพื่อหวังลดการพึ่งพาฟอสซิลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฐานะผู้ส่งออกเทคโนโลยีสีเขียว

 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังชี้ว่า จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการนำเข้า

 

ทั้งนี้ เพนนี เฉิน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Fitch Ratings ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของจีนมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในช่วงที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟจำนวนมากอย่าง AI และการผลิต

 

วิกฤตพลังงานกระทบหนัก แม้แต่ต้นแบบแห่งพลังงานสะอาดยังเสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม มัลลาบีชี้ว่า จีนอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในสงครามตะวันออกกลาง เพราะแม้จะมีคลังน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 100 วัน แต่ก็ยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หรือคิดเป็นน้ำมันจำนวน 40% ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะที่โจนส์ชี้ว่า หากวิกฤตยังยืดเยื้อต่อไป ความท้าทายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และไม่มีประเทศใดหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยย้ำว่า จีนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยากกว่าที่คิด และที่ผ่านมา จีนเคยทำได้ครั้งเดียวภายใต้เงื่อนไข 2 อย่าง คือ น้ำมันขาดแคลนหนักและราคาพุ่งสูง

 

“หากสถานการณ์หยุดชะงักระยะสั้น จีนก็ยังพอรับมือได้ แต่หากยืดเยื้อต่อไปและราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ก็อาจเริ่มสร้างความกังวลในปักกิ่ง” มิคาล ไมดาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจีนจาก Oxford Institute for Energy Studies ระบุ

 

ภาพ: Go Nakamura / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ https://thestandard.co/trump-postpones-china-visit-iran-war/ Tue, 17 Mar 2026 03:41:30 +0000 https://thestandard.co/trump-postpones-china-visit-iran-war/ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวประเด็นสงครามอิหร่านและการเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขอเลื่ […]

The post ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวประเด็นสงครามอิหร่านและการเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขอเลื่อนการเยือนจีนออกไปอีก 1 เดือน หลังสงครามกับอิหร่านทวีความตึงเครียด โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ เคยส่งสัญญาณว่าอาจเลื่อนการเดินทาง หากจีนไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

 

เมื่อวานนี้ (16 มีนาคม) ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขามีแผนจะเลื่อนการเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน ออกไป 1 เดือน เนื่องจากกำลังติดพันอยู่กับสงครามอิหร่าน

 

“เพราะสงคราม ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ผมรู้สึกแบบนั้น ดังนั้นเราจึงขอเลื่อนออกไปประมาณหนึ่งเดือน” ทรัมป์ระบุ

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาเสนอเลื่อนการเดินทางเพื่อให้แน่ใจว่า ตนจะสามารถบริหารในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ตั้งหน้าตั้งตารอพบสีจิ้นผิง โดยย้ำว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำสูงสุดจีนมาก

 

“มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย มันง่ายมาก เรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม ผมคิดว่า การที่ผมอยู่ที่นี่เป็นสิ่งสำคัญ” ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำ

 

ขณะที่ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การทูตระดับผู้นำไม่สามารถถูกแทนที่ได้ โดยทั้งสองประเทศยังคงติดต่อกันอยู่ ส่วน BBC รายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงวอชิงตันรับทราบประเด็นดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า การเลื่อนการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอให้จีนช่วยแก้ไขปัญหาในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรือความขัดแย้งทางการค้า

 

“ประธานาธิบดีต้องการอยู่ในวอชิงตันเพื่อประสานงานความพยายามด้านสงคราม…การเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาเช่นนี้อาจไม่เหมาะสม” เบสเซนต์กล่าว

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ https://thestandard.co/us-china-trade-talks-trump-xi/ Sun, 15 Mar 2026 08:22:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187748 แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ-จีน หารือการค้า เตรียมประชุมสุดยอดผู้นำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษ […]

The post จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ-จีน หารือการค้า เตรียมประชุมสุดยอดผู้นำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีน มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรอบใหม่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันนี้ (15 มีนาคม) เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

 

แหล่งข่าวระบุว่า การเจรจาครั้งนี้เตรียมจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีผู้แทนหลักคือ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน พร้อมด้วย เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

 

สำหรับประเด็นหลักของการเจรจานั้น คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการปรับเปลี่ยนภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) และแม่เหล็กจากจีนไปยังสหรัฐฯ ตลอดจนมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ และการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยฝ่ายจีนมีเป้าหมายหลักคือ การลดความตึงเครียดที่คุกคามการค้าขายระหว่างสองประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

 

โอกาสสำเร็จมีแค่ไหน?

 

แม้จะเป็นการประชุมระดับสูง แต่นักวิเคราะห์มองว่า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงสำคัญนั้นมี ‘ค่อนข้างจำกัด’ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเป็นหลัก

 

สก็อตต์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จีน มองว่าเป้าหมายหลักของการประชุมที่ปารีสคือ การประคับประคองความสัมพันธ์และลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ก่อนจะมีการหารือในระดับผู้นำ โดยคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจผลักดันให้จีนสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งล็อตใหม่ รวมถึงซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ได้ข้อตกลงเหล่านั้น ทรัมป์อาจต้องยอมผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ บางส่วนด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เคนเนดีกล่าวว่า มีโอกาสสูงที่การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะ “ดูเหมือนมีความคืบหน้าในเบื้องต้น แต่จริงๆ แล้วกลับทำให้สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมกับช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา”

 

อนึ่ง ทรัมป์และสีจิ้นผิง อาจได้พบกันอีกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยนอกจากการประชุมที่กรุงปักกิ่งช่วงสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว ยังมีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน และการประชุมสุดยอด G20 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

สถานการณ์น้ำมันและสงครามอิหร่าน

 

นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความกังวลต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักที่จีนพึ่งพาถึง 45% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด

 

โดยเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 มีนาคม) เบสเซนต์ได้ประกาศยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรเป็นเวลา 30 วัน เพื่ออนุญาตให้มีการขายน้ำมันของรัสเซียที่ติดค้างอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันกลางทะเล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานในตลาดโลก

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงยังคงทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันปกป้องการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน จนนำไปสู่คำขู่ตอบโต้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวของจีนกล่าวในบทวิเคราะห์ว่า ความคืบหน้า ‘ที่มีความหมาย’ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อ้างอิง:

The post จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนส่งสัญญาณบวกสหรัฐฯ ชี้ปี 2026 จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ พร้อมเรียกร้องให้หยุดสงครามตะวันออกกลาง https://thestandard.co/china-us-2026-relations-middle-east/ Sun, 08 Mar 2026 07:36:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1185546 ภาพประกอบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ชี้ว่าปี 2026 อาจเป็น ‘ปีสำคัญ’ ข […]

The post จีนส่งสัญญาณบวกสหรัฐฯ ชี้ปี 2026 จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ พร้อมเรียกร้องให้หยุดสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ชี้ว่าปี 2026 อาจเป็น ‘ปีสำคัญ’ ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางทันที

 

หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำปีระหว่างการประชุม National People’s Congress ว่า สถานการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางไม่ควรถูกปล่อยให้ลุกลามบานปลาย พร้อมวิจารณ์การกระทำของสหรัฐฯ ว่า อำนาจหรือกำลังไม่ได้หมายความว่าถูกต้องเสมอไป

 

ก่อนที่จะย้ำว่า สงครามดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับฝ่ายใดเลย พร้อมเตือนว่าความพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศอื่น มักไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศนั้น

 

คำแถลงของหวัง อี้ มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมที่มีแผนจัดขึ้นระหว่าง โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่กรุงปักกิ่ง

 

ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าเป็นเวลา 1 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ยกเลิกมาตรการภาษีของทรัมป์ รวมถึงความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีกครั้ง

 

แม้เช่นนั้น หวัง อี้ ยังแสดงท่าทีเชิงบวกต่อการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายบริหารจัดการความเสี่ยง และลดปัจจัยรบกวนที่ไม่จำเป็นออกจากความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

พร้อมกล่าวว่า หากจีนและสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ก็มีโอกาสที่ปี 2026 จะกลายเป็นปีสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ให้มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุมผู้นำ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศมีกำหนดพบกันในช่วงสุดสัปดาห์หน้า ที่กรุงปารีส โดยฝ่ายสหรัฐฯ จะมีรัฐมนตรีคลังและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วม ขณะที่ฝ่ายจีนจะส่งรองนายกรัฐมนตรีเข้าหารือ

 

โดยการเจรจาครั้งนี้คาดว่าจะเป็นการปูทางไปสู่ข้อตกลงใหม่ระหว่างสองประเทศ ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งความร่วมมือทางธุรกิจและดีลการค้าหลายรายการ

 

ภาพ:Lightspring/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนส่งสัญญาณบวกสหรัฐฯ ชี้ปี 2026 จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ พร้อมเรียกร้องให้หยุดสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า https://thestandard.co/trump-china-trade-talks/ Sun, 22 Feb 2026 05:07:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1180705 โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จับมือระหว่างการประชุม APEC

ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาเผย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสห […]

The post ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จับมือระหว่างการประชุม APEC

ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาเผย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึง 2 เมษายนนี้ ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017

 

วาระการหารือระหว่างสองผู้นำ

 

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือ ‘เรื่องกำแพงภาษี’ (Tariffs) และท่าทีการตอบโต้ทางการค้าของจีน เช่น การหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากนานาประเทศที่ทรัมป์เคยนำมาใช้เพื่อกดดันประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว

 

ทั้งสองประเทศมีทิศทางนโยบายด้านพลังงานที่ ‘แตกต่างกันอย่างชัดเจน’ โดยจีนกำลังมุ่งลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีใหม่ พลังงานหมุนเวียน และการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน โดยสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการขายอาวุธและให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากจีนมีความมุ่งมั่นที่จะรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ และมองประเด็นไต้หวัน เป็น ‘เส้นแดง’ ที่ทุกประเทศไม่ควรก้าวล่วง แม้แต่สหรัฐฯ

 

การเดินทางจีนครั้งนี้ นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์ นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเขาเคยเรียกว่า ‘ไวรัสจีน’ หลังจากที่จีนเปิดประเทศอีกครั้งในเดือนมกราคม 2023 จีนได้พยายามสร้างความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ได้ต้อนรับผู้นำชาติตะวันตกอย่าง มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมถึงเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ตลอดจนเปิดประเทศต้อนรับสตรีมเมอร์ชาวอเมริกันชื่อดังอีกจำนวนไม่น้อย เพื่อกระชับสัมพันธ์กับโลกตะวันตก

 

ทรัมป์พบกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ครั้งล่าสุดในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในข้อตกลง ‘สงบศึกทางการค้า’ (Trade Truce) โดยสหรัฐฯ ยอมลดภาษีนำเข้าบางส่วน ขณะที่จีนตกลงจะสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths)

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ คาดหารือภาษี-การค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษี 10% ทั่วโลก งัดกฎหมายการค้าปี 1974 ใช้ชั่วคราว 150 วัน หลังศาลสูงโหวตคว่ำภาษีเดิม https://thestandard.co/trump-10-percent-global-tariffs/ Sat, 21 Feb 2026 02:34:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1180543 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาลงนามเตรียมขึ้นภ […]

The post ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษี 10% ทั่วโลก งัดกฎหมายการค้าปี 1974 ใช้ชั่วคราว 150 วัน หลังศาลสูงโหวตคว่ำภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาลงนามเตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้า 10% ทั่วโลก โดยได้เปลี่ยนไปใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าปี 1974 มาตรา 122 (Section 122) โดยจะเริ่มมีผลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

 

กฎหมายนี้อนุญาตให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งหลังจากครบกำหนด รัฐสภาจะต้องเข้ามาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป โดยภาษีใหม่นี้ครอบคลุมสินค้าเป็นวงกว้าง แต่มีการยกเว้นให้สินค้าเกษตรบางชนิด เช่น เนื้อสัตว์ และสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก

 

การประกาศใช้อำนาจตามเครื่องมือใหม่นี้ มีขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 ตัดสินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว

 

โดยศาลสูงเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งที่ว่า ทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 มาบังคับใช้ได้ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุคำว่า ‘ภาษีศุลกากร’ หรือมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีในการเก็บภาษีไว้อย่างชัดเจนจึงตีตกการใช้อำนาจของทรัมป์ตามกฎหมายนี้ ซึ่งทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินนี้อย่างมาก เขาจึงลงนามในคำสั่งใหม่อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของตนไว้

 

ผลกระทบต่อคู่ค้าและมาตรการอื่นๆ ที่ยังมีผลบังคับใช้

 

จากมาตรการใหม่นี้ ประเทศที่เคยทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แล้ว เช่น สหราชอาณาจักร อินเดีย และสหภาพยุโรป จะต้องกลับมาเผชิญกับภาษี 10% ตามมาตรา 122 แทนที่จะได้ใช้อัตราพิเศษที่เคยเจรจาไว้ ซึ่งสร้างความซับซ้อนให้กับภูมิทัศน์การค้าโลก

 

นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าที่ทรัมป์อ้างอิงเรื่องความมั่นคงของชาติตามมาตรา 232 เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินของศาล และยังคงมีผลบังคับใช้ตามปกติ ทรัมป์ยังเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 301 เพื่อเปิดการสอบสวนประเทศที่มีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต

 

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การใช้มาตรการภาษีใหม่ทดแทนภาษีเดิมที่ถูกยกเลิกไปนี้ อาจทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 16.9% เหลือ 15.4% ซึ่งหมายความว่าในทางปฏิบัติ ภาระต้นทุนส่วนใหญ่จะยังคงตกอยู่กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ เช่นเดิม

 

ในทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของทรัมป์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความกดดันสูง เนื่องจากเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) รวมถึงการเดินทางไปเจรจาการค้ากับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และยังต้องรับมือกับการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้อีกด้วย ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเรื่องภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าที่สูงขึ้น

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษี 10% ทั่วโลก งัดกฎหมายการค้าปี 1974 ใช้ชั่วคราว 150 วัน หลังศาลสูงโหวตคว่ำภาษีเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่า! CIA ปล่อยวิดีโอรับสมัคร ‘สายลับทหารจีน’ ทำงานให้สหรัฐฯ https://thestandard.co/us-china-spy-recruitment/ Sat, 14 Feb 2026 06:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1178467 ภาพประกอบข่าว สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA เผยแพร่วิดีโอรับสมัครสายลับจากกองทัพจีน

สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐอเมริกา (CIA) เผยแพร่วิดีโอเปิ […]

The post ร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่า! CIA ปล่อยวิดีโอรับสมัคร ‘สายลับทหารจีน’ ทำงานให้สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ CIA เผยแพร่วิดีโอรับสมัครสายลับจากกองทัพจีน

สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐอเมริกา (CIA) เผยแพร่วิดีโอเปิดรับสมัคร ‘สายลับทหารจีน’ ทำงานให้สหรัฐฯ ชี้ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสกว่า ท่ามกลางข่าวการกวาดล้างนายพลระดับสูงภายในกองทัพจีน ขณะที่จีนออกโรงประณาม ชี้พร้อมปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

 

CIA เผยวิดีโอ ‘Save the Future’ เป็นภาษาจีนกลาง ว่าด้วยเรื่องราวสมมติของนายทหารระดับกลางในกองทัพจีนที่ตัดสินใจทำงานกับ CIA โดยย้ำว่า เป็นการยืนหยัดในคุณค่าของตนเอง และสร้างเส้นทางที่ดีกว่าให้กับครอบครัว พร้อมย้อนเล่าว่า ผู้นำในพรรคทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ขณะที่นายทหารที่มีความสามารถจริง ๆ ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพราะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม

 

“ใครก็ตามที่มีความสามารถด้านการเป็นผู้นำ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหวาดกลัวและถูกกำจัดอย่างไร้ความปรานี”

 

“ผมไม่อาจปล่อยให้คนบ้าคลั่งเหล่านี้กำหนดโลกในอนาคตของลูกสาวผม” ตัวละครในวิดีโอกล่าว

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ CIA ระบุว่า วิดีโอดังกล่าวต่อยอดจากแคมเปญสรรหาเมื่อปีที่แล้ว โดยหวังช่วยสร้างเครือข่ายแหล่งข่าวใหม่ภายในจีน และย้ำว่า ที่ผ่านมา CIA ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงข้อมูลภายในจีนบางส่วน จากเดิมที่เข้าถึงได้ยาก เนื่องจากระบบการปกครองของปักกิ่ง

 

ด้าน จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุผ่าน CNN ว่า CIA จะมอบโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลและประชาชนจีนร่วมสร้างอนาคตที่สดใสไปด้วยกัน โดยจีนจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญสูงสุดของหน่วยงาน

 

“วิดีโอเหล่านี้ได้ผล กำแพงของจีนไม่ได้สมบูรณ์แบบ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของ CIA กล่าว โดยอ้างถึงระบบรัฐบาลจีนที่พยายามป้องกันการสอดแนมของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาประณามวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่า ทางการจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อต่อสู้กับการแทรกซึมและบ่อนทำลายจากต่างประเทศ และจะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเด็ดขาด

 

ขณะที่ หลิว เผิงอวี่ โฆษกสถานทูตจีนในสหรัฐฯ ประณามวิดีโอของ CIA ว่าเป็นการละเมิดผลประโยชน์แห่งชาติของจีนอย่างร้ายแรง และถือเป็นการยั่วยุทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง

 

อนึ่งตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สหรัฐฯ สูญเสียสายลับจำนวนหนึ่งในจีน โดย The New York Times เคยระบุว่า นี่คือความเสียหายร้ายแรงต่อขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวกรอง ทำให้การฟื้นฟูเครือข่ายดังกล่าวเป็นภารกิจระยะยาวของผู้นำข่าวกรองสหรัฐ

 

ขณะที่ CIA เชื่อว่า หน่วยงานมีโอกาสขยายการเข้าถึงข้อมูลภายในรัฐบาลของสีจิ้นผิง โดยวิธีการส่วนหนึ่งคือ การใช้ประโยชน์จากการกวาดล้างผู้นำกองทัพจีนที่เข้มข้นขึ้น

 

นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สี จิ้นผิง เดินหน้าปลดและสอบสวนนายทหารระดับสูงเป็นระยะ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันที่ลงโทษเจ้าหน้าที่มากกว่า 2 แสนราย

 

ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีรายงานจากสื่อจีนว่า กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยการปลด จาง โหยวเซีย รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission: CMC) พร้อมดำเนินการสอบสวน หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) สมาชิก CMC ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

 

แฟ้มภาพ: Li ke / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่า! CIA ปล่อยวิดีโอรับสมัคร ‘สายลับทหารจีน’ ทำงานให้สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮ่องกงพิพากษาจำคุก ‘จิมมี ไล’ 20 ปี คดีความมั่นคงแห่งชาติ สื่อต่างประเทศชี้ไม่ต่างจำคุกตลอดชีวิต https://thestandard.co/jimmy-lai-hong-kong-sentence-security/ Mon, 09 Feb 2026 05:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1176355 ภาพแฟ้ม: จิมมี ไล นักธุรกิจสื่อสายประชาธิปไตยชาวฮ่องกง

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก จิมมี ไล นักธุรกิจสื่อสายประชาธิป […]

The post ฮ่องกงพิพากษาจำคุก ‘จิมมี ไล’ 20 ปี คดีความมั่นคงแห่งชาติ สื่อต่างประเทศชี้ไม่ต่างจำคุกตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้ม: จิมมี ไล นักธุรกิจสื่อสายประชาธิปไตยชาวฮ่องกง

ศาลฮ่องกงพิพากษาจำคุก จิมมี ไล นักธุรกิจสื่อสายประชาธิปไตยวัย 78 ปี รวมทั้งสิ้น 20 ปี โดยชี้ว่า มีความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนที่บังคับใช้ในฮ่องกง ขณะที่สื่อต่างประเทศมองว่า โทษดังกล่าวเทียบเท่ากับการจำคุกตลอดชีวิตในทางพฤตินัย เนื่องจากปัจจัยด้านสุขภาพและอายุของไล

 

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ศาลฮ่องกงเผยแพร่เอกสารสรุปคำพิพากษา ระบุว่า ไลถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยให้รับโทษต่อเนื่องจากโทษจำคุกเดิม 5 ปีในคดีฉ้อโกง ส่งผลให้ต้องรับโทษจำคุกรวม 20 ปี โดยศาลชี้ว่า มหาเศรษฐีรายนี้มีความผิดในข้อหาสมคบกับต่างชาติ 2 กระทง และเผยแพร่เนื้อหายุยงปลุกปั่น 1 กระทง

 

นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินโทษอดีตผู้บริหารระดับสูงของ Apple Daily จำนวน 6 คน ได้แก่ Cheung Kim-hung ผู้จัดพิมพ์, Chan Pui-man รองผู้จัดพิมพ์, Ryan Law บรรณาธิการบริหาร, Lam Man-chung บรรณาธิการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ, Fung Wai-kong บรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าวภาษาอังกฤษ และ Yeung Ching-kee นักเขียนบทบรรณาธิการ รวมถึงนักกิจกรรม 1 คน และ ผู้ช่วยด้านกฎหมาย 1 คน

 

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาระบุว่า ไลอยู่เบื้องหลังแผนสมคบคิดเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากความไม่พอใจต่อจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอ้างว่า ไลเคยพบกับ ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงพยายามพบ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกทั้งยังเสนอแนวทางคว่ำบาตรจีนจากการปราบปรามฮ่องกง ผ่านข้อความในแอปพลิเคชัน WhatsApp เช่น การเพิกถอนวีซ่านักเรียนที่เป็นบุตรหลานของเจ้าหน้าที่รัฐจากจีนแผ่นดินใหญ่

 

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศหลายแห่งประเมินว่า โทษจำคุก 20 ปีของไล ไม่ต่างจากการจำคุกตลอดชีวิต โดยครอบครัว ทนายความ ผู้สนับสนุน และอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาเตือนว่า ไลอาจเสียชีวิตในเรือนจำ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพหลายประการ รวมถึงอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและความดันโลหิตสูง

 

สำหรับปฏิกิริยาจากนานาชาติ คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalists) ระบุในแถลงการณ์ว่า การพิจารณาคดีของไลไม่ต่างอะไรจากการ ‘จัดฉาก’ ตั้งแต่ต้น และสะท้อนถึงการดูหมิ่นกฎหมายฮ่องกงที่ควรทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพสื่ออย่างสิ้นเชิง

 

ขณะที่ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนไปไกลกว่าคดีของไล และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงอนาคตของเสรีภาพสื่อในฮ่องกง

 

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนปฏิเสธเสียงวิจารณ์ดังกล่าวว่า เป็นความพยายามใส่ร้ายระบบยุติธรรมของฮ่องกง ขณะที่ทางการฮ่องกงยืนยันว่า คดีของไลไม่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพสื่อ

 

ขณะเดียวกันมีการวิเคราะห์ว่า การตัดสินโทษจำคุกไลอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีนกับประเทศตะวันตก โดย เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรระบุว่า เขาได้หยิบยกคดีของไล ซึ่งเป็นพลเมืองอังกฤษ ขึ้นหารือกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ระหว่างการพบกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าการหารือเป็นไปอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน

 

แฟ้มภาพ: TYRONE SIU / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ฮ่องกงพิพากษาจำคุก ‘จิมมี ไล’ 20 ปี คดีความมั่นคงแห่งชาติ สื่อต่างประเทศชี้ไม่ต่างจำคุกตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศหนุนทาคาอิจิ ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับการเยือนช่วงเดือนมีนาคม https://thestandard.co/trump-supports-takaichi-japan-election/ Fri, 06 Feb 2026 03:50:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1174519 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social […]

The post ทรัมป์ประกาศหนุนทาคาอิจิ ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับการเยือนช่วงเดือนมีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ประกาศสนับสนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น และผู้นำพรรครัฐบาล LDP ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ (8 กุมภาพันธ์)

 

ทรัมป์ เขียนข้อความระบุว่า “ทาคาอิจิได้พิสูจน์แล้ว ว่าเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง และชาญฉลาด… ผู้ที่รักประเทศชาติอย่างแท้จริง” พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า “เธอจะไม่ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นผิดหวัง!”

 

เขายังกล่าวอีกว่า ประทับใจในตัวทาคาอิจิ หลังจากที่ได้พบกันที่ญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน หรือเพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม

 

“นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างมากสำหรับงานที่เธอและพรรคร่วมรัฐบาลของเธอกำลังทำอยู่ ดังนั้นในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่เธอ และสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับการเคารพอย่างสูงของเธอกำลังเป็นตัวแทน”

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด ต้องการความมั่นคงในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากเผชิญมาตรการภาษีของทรัมป์

 

ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นในอัตรา 25% ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงกับญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคม โดยญี่ปุ่นจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในภาคส่วนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และแร่ธาตุสำคัญ แลกกับการลดภาษีนำเข้าเหลือ 15%

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังประกาศว่าเขาจะต้อนรับทาคาอิจิ ที่จะเดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี. ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 19 มีนาคม

 

การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของทาคาอิจิจะเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์ จะไปเยือนจีนในเดือนเมษายน ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์ เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคำพูดของทาคาอิจิเกี่ยวกับวิกฤตช่องแคบไต้หวัน ที่กลายเป็นประเด็นสั่นสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น และเรียกร้องให้เธอหลีกเลี่ยงการเพิ่มความขัดแย้งกับจีน

 

ทั้งนี้ การโพสต์ข้อความสนับสนุนทาคาอิจิของทรัมป์ เกิดขึ้น 1 วันหลังจากที่เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และบอกว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับจีน

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนอ้างคำพูดของทรัมป์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น “สำคัญที่สุดในโลก” โดยสีจิ้นผิง เน้นย้ำว่าไต้หวันเป็น ‘ประเด็นที่สำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

 

ภาพ : REUTERS/Kim Kyung-Hoon/File Photo/File Photo

อ้างอิง :

The post ทรัมป์ประกาศหนุนทาคาอิจิ ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับการเยือนช่วงเดือนมีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย https://thestandard.co/us-rare-earth-meeting-china-thailand/ Thu, 05 Feb 2026 06:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1174071 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป […]

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแร่ธาตุสำคัญ ‘Critical Minerals Ministerial’ เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) เพื่อสร้างพันธมิตรและลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุโลก ซึ่งหมายรวมถึง แร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเทียม, โคบอลต์, นิกเกิล, อะลูมิเนียม สังกะสี และแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) อีกทั้ง 17 ชนิดในตารางธาตุ

 

ทำไมการประชุมแร่ครั้งนี้ถึงสำคัญ

 

แร่ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษทางแม่เหล็ก จำเป็นต่อการผลิตสมาร์ทโฟน, มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดพลังงานสะอาด และยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น เครื่องบินรบ

 

แต่ปัจจุบัน จีนครองส่วนแบ่งตลาดแร่หายากราว 60-70% และครองกำลังการแปรรูปถึง 90% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการทำเหมืองเพียง 12% เท่านั้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดจากการผูกขาดตลาดของจีน

 

ประกอบกับในปีที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ ทำให้สายพานการผลิตของบรรดาชาติตะวันตกเกิดความล่าช้าและทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในยุโรปและสหรัฐฯ หลายแห่งต้องหยุดชะงัก อีกทั้งสภาวะสินค้าจีนล้นตลาด (China-Generated Glut) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จีนถูกกล่าวหาว่า เร่งผลิตลิเทียมออกมา จนราคาในตลาดโลกดิ่งลง เพื่อทำให้คู่แข่งในประเทศอื่น เช่น เหมืองในสหรัฐฯ ไม่สามารถทำกำไรและต้องปิดตัวลงในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนในเดือนตุลาคม 2025โดยจีนยอม ‘ระงับข้อจำกัด’ การส่งออกแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำขู่เรื่องกำแพงภาษี 100% แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาแร่ธาตุจากจีนมากจนเกินไป

 

ใครเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้บ้าง

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ต้อนรับคณะตัวแทนจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ G7 ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ตลอดจนตัวแทนจากสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญเหล่านี้

 

การที่ไทยมีชื่อปรากฏอยู่ในกลุ่มประเทศสำคัญเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของสหรัฐฯ ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแหล่งทรัพยากร หรือฐานการแปรรูปและผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี

 

รายงานเดือนมกราคม 2025 ของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา US Geological Survey ระบุว่า ไทยมีปริมาณคลังสำรองแร่หายาก 4,500 เมตริกตัน มากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกที่ 13,000 เมตริกตัน เท่ากับออสเตรเลียและไนจีเรีย

 

ประเด็นสำคัญในการประชุมมีอะไรบ้าง

 

1. สหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว ‘Project Vault’ ซึ่งเป็นโครงการคลังสำรองแร่ธาตุยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) จากเงินทุนเอกชนและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ

 

2. เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอให้จัดตั้ง ‘กลุ่มการค้าแร่ธาตุ’ (Trading Bloc) ในหมู่พันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานและรับประกันการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อให้ไม่ต้องพึ่งพาจีน โดยสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ประเทศพันธมิตรทำข้อตกลง เพื่อให้บริษัทสหรัฐฯ ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งแร่

 

3. หนึ่งในวาระสำคัญคือ ‘การประกันราคาขั้นต่ำ’ (Price Floor) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูก จนผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ไม่ได้ โดยสหรัฐฯ จะเปิดตัวระบบราคาขั้นต่ำ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์อาจกำลังถอยห่างจากการ ‘การันตี’ ราคาดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ในออสเตรเลียและบริษัทแร่ธาตุสำคัญในสหรัฐฯ เช่น MP Materials ปรับตัวลดลงทันที

 

ความขัดแย้งและการเตรียมพร้อมของนานาชาติ

 

แม้สหรัฐฯ จะมีความพยายามสร้างพันธมิตร โดยเฉพาะในมิติของแร่ธาตุสำคัญเหล่านี้ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์ และความพยายามที่จะเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิก NATO ต้องส่งกำลังทหารไปเสริมความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างมาก

 

ขณะที่ฟากฝั่งของจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า จีนได้แสดงบทบาทที่สำคัญและสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญทั่วโลก และเรามีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างแข็งขัน

 

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มตื่นตัวในการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุของตนเอง เช่น ออสเตรเลียที่ได้ลงทุนในคลังสำรองแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์และเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ สหภาพยุโรปที่ออกแผนปฏิบัติการ RESourceEU เพื่อกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีระบบสำรองทรัพยากรที่เข้มแข็งมานานแล้ว และเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด https://thestandard.co/trump-xi-discuss-trade-and-taiwan/ Thu, 05 Feb 2026 02:59:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1173961 ภาพถ่ายประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หารือทางโทรศัพท […]

The post ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หารือทางโทรศัพท์กับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เผยเป็นบทสนทนาที่ยอดเยี่ยม พร้อมถกประเด็นอิหร่าน ยูเครน การค้า และประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ขณะที่มีกระทวงการต่างประเทศจีนนำเสนอ ‘ไต้หวัน’ เป็นประเด็นหลัก หลังสีจิ้นผิงย้ำว่า นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และเป็นเส้นแดงที่ไม่สามารถต่อรองได้

 

เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) มีรายงานว่า ทรัมป์พูดคุยทางโทรศัพท์กับสีจิ้นผิงเป็นเวลาราว 2 ชั่วโมง ถือเป็นการติดต่ออย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบหลายเดือน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียด หลังสหรัฐฯ เสนอแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม ทำให้จีนออกมาประณามว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุใน Truth Social ว่า การสนทนาครั้งนี้เป็นไปในทิศทางบวกมาก โดยจีนกำลังพิจารณาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านตัน รวมถึงนำเข้าก๊าซและน้ำมันจากสหรัฐฯ ขณะที่ยังหารือสถานการณ์ในสงครามรัสเซีย-ยูเครนและอิหร่าน พร้อมย้ำว่า เขามีแผนเดินทางไปเยือนจีนในเดือนเมษายน

 

“ผมเชื่อว่า จะมีเรื่องดีๆ จำนวนมากเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่เหลือในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของผม ซึ่งเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีสี” ทรัมป์ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุถึงการสนทนาครั้งนี้ว่า ทรัมป์แสดงความเคารพต่อผู้นำจีน แต่สีจิ้นผิงก็ได้เตือนสหรัฐฯ ว่า ควรจัดการประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง พร้อมย้ำว่า จะไม่ยอมให้ไต้หวันแยกตัวออกจากจีนเป็นอันขาด

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว Xinhua ระบุว่า ในบทสนทนา สีจิ้นผิงย้ำกับทรัมป์ว่า สหรัฐฯ ควร ‘ระมัดระวัง’ ในการจัดหาอาวุธให้กับไต้หวัน โดยจีนให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ อย่างยิ่ง และหวังว่า ทั้ง 2 ประเทศจะหาหนทางแก้ไขความเห็นต่างครั้งนี้ได้

 

“เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ มีความกังวล จีนเองก็มีความกังวลเช่นกัน

 

“หากทั้งสองฝ่ายทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้จิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน เราจะสามารถหาหนทางแก้ไขความกังวลของกันและกันได้อย่างแน่นอน” สีจิ้นผิงระบุตามรายงานของสื่อ

 

ไรอัน แฮส ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจีนจาก Brookings Institution วิเคราะห์ผ่าน Washington Post ว่า ถ้อยแถลงของสีจิ้นผิงครั้งนี้ มีลักษณะตรงไปตรงมาเป็นพิเศษ โดยแสดงความชัดเจนว่า เขากำลังเอาจริงเอาจังกับประเด็นไต้หวัน ทั้งต่อหน้าทรัมป์และสาธารณชนในจีนแผ่นดินใหญ่

 

“เขากำลังส่งสัญญาณเพื่อบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เมื่อคุณมาเยือนจีนในเดือนเมษายน จงเตรียมพร้อมรับมือบทสนทนาเรื่องไต้หวันอย่างจริงจังและเป็นเรื่องเป็นราว เพราะนี่คือประเด็นที่สำคัญมากสำหรับผม” แฮสระบุ

 

อนึ่งไม่กี่ชั่วโมงก่อนการพูดคุยกับทรัมป์ สีจิ้นผิงได้พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยทั้งสองผู้นำระบุว่า มอสโกและปักกิ่งจะสนับสนุนกันและกันในประเด็นสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติท่ามกลางจากแรงกดดันภายนอก โดยปูตินตอบรับคำเชิญสีจิ้นผิงในการเยือนจีนช่วงครึ่งปีแรก และการประชุม APEC ในเดือนพฤศจิกายน 2026 ณ เมืองเซินเจิ้น

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์–สีจิ้นผิง คุยสาย 2 ชั่วโมง สหรัฐเน้นดีลการค้า จีนย้ำไต้หวันคือประเด็นสำคัญที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ https://thestandard.co/starmer-xi-reset-uk-china/ Sun, 01 Feb 2026 05:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1172090 เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ร่วมพบปะหารือกัน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือน […]

The post เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ และ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ร่วมพบปะหารือกัน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปี ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘รีเซ็ต’ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

นายกฯ อังกฤษ เข้าพบ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ณ มหาศาลาประชาชน เพื่อหารือระดับสูงและรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ก่อนที่จะหารือทวิภาคีกับหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและประเด็นความมั่นคงต่างๆ

 

สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงความต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ (More Sophisticated) กับปักกิ่ง และมองว่าอังกฤษไม่ควรเพิกเฉยต่อจีน ขณะที่สีจิ้นผิง ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรพัฒนา ความสัมพันธ์ให้เป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม มั่นคง และระยะยาว’

 

ความตกลงทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญ

 

ในการเยือนครั้งนี้ สตาร์เมอร์พานักธุรกิจและตัวแทนวัฒนธรรมกว่า 50 คนร่วมคณะไปด้วย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

 

รัฐบาลอังกฤษแถลงว่า บริษัทอังกฤษสามารถบรรลุข้อตกลงส่งออกมูลค่า 2.2 พันล้านปอนด์ (ราว 1 แสนล้านบาท) และมีการตกลงให้สินค้าอังกฤษเข้าสู่จีนได้มากขึ้น คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 พันล้านปอนด์ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

ขณะที่ AstraZeneca บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยาและเวชภัณฑ์ประกาศแผนการลงทุนในจีนครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 5 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 เพื่อขยายการผลิตยาและการวิจัย

 

ในภาคส่วนพลังงาน บริษัทสัญชาติอังกฤษอย่าง Octopus Energy กำลังรุกเข้าสู่ตลาดจีนเป็นครั้งแรกผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง PCG Power เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการซื้อขายไฟฟ้า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้าและสนับสนุนความพยายามของจีนในการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

 

สำหรับ Octopus ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร ข้อตกลงนี้ช่วยให้เข้าถึงตลาดพลังงานขนาดใหญ่และกำลังเติบโตของจีน ซึ่งมีความต้องการพลังงานสะอาดและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้น

 

ส่วนบริษัทจีนอย่าง HiTHIUM ก็เตรียมลงทุน 200 ล้านปอนด์ ในอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานในอังกฤษ ซึ่งจะสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง

 

อีกทั้งจีนยังตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) ลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 5% และ Pop Mart ผู้จัดจำหน่าย ART TOY ชื่อดังของจีนมีแผนจะตั้งศูนย์กลางระดับภูมิภาคในกรุงลอนดอนและเปิดสาขาอื่นๆ เพิ่มเติมในอังกฤษอีกด้วย

 

สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ

 

Free Visa 30 วัน: มีการประกาศข้อตกลงให้พลเมืองอังกฤษที่ไปเยือนจีนไม่เกิน 30 วันไม่ต้องขอวีซ่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่ากำลัง ‘พิจารณาอย่างจริงจัง’ และยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้นักธุรกิจอย่างมาก

 

ยกเลิกการคว่ำบาตร สส.: จีนได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษที่เคยถูกขึ้นบัญชีดำเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยสีจิ้นผิงระบุว่า ยินดีต้อนรับสมาชิกรัฐสภาอังกฤษทุกคน

 

สตาร์เมอร์ระบุว่า ได้มีการหารือแบบ ‘ให้เกียรติซึ่งกันและกัน’ เกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การคุมขังจิมมี่ ไล (Jimmy Lai) นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในฮ่องกง และการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดผลลัพธ์ของการเจรจามากนัก

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จในแง่เม็ดเงินการลงทุน แต่สตาร์เมอร์ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า ‘ยอมก้มหัว’ (Kowtowing) ให้กับสีจิ้นผิง โดยไม่คำนึงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะตามมา อีกทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า การที่อังกฤษทำข้อตกลงกับจีนเป็นเรื่อง ‘อันตรายมาก’

 

สตาร์เมอร์ปฏิเสธคำเตือนดังกล่าว โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน แต่สหราชอาณาจักรก็ต้องมองหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองและไม่ควรหลบหนีความจริงที่ว่าจีนเองก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ 4 วันที่จีน สตาร์เมอร์จะเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว เพื่อประชุมหารือกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอีกด้วย

 

ภาพ: Carl Court / Pool via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิดดีลสำคัญ สตาร์เมอร์พบสีจิ้นผิง รีเซ็ตความสัมพันธ์ จับมือร่วมลงทุน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง https://thestandard.co/keir-starmer-xi-jinping-football-gift/ Fri, 30 Jan 2026 06:31:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1171479 เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร มอบลูกฟุตบอลเกม อาร์เซนอล พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สร้างสีสันเ […]

The post เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ สหราชอาณาจักร มอบลูกฟุตบอลเกม อาร์เซนอล พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สร้างสีสันเล็กๆ ในเชิงการทูต ก่อนการพบหารือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ด้วยการมอบ ‘ลูกฟุตบอล’ ซึ่งถูกใช้งานจริงในเกมพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ก่อน ระหว่าง อาร์เซนอล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดียม

 

โดยแมตช์ดังกล่าวไม่ใช่เกมธรรมดา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกชนะอาร์เซนอลจากประตูช่วงนาทีที่ 87 ของ Matheus Cunha ซึ่งส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ของทีมปืนใหญ่ โดยของขวัญชิ้นนี้ถูกมองว่าเป็นท่าทีเชิงถ่อมตัวของสตาร์เมอร์ ผู้เป็นแฟนอาร์เซนอลตัวยง ขณะที่มีรายงานว่า สีจิ้นผิง ชื่นชอบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน

 

แม้ผู้นำจีนจะไม่ใช่ภาพจำของแฟนบอลอังกฤษ แต่กระแสความสนใจใน “ปีศาจแดง” ของเขามีมาตั้งแต่การเยือนสหราชอาณาจักรในปี 2015 ซึ่งครั้งนั้นแผนพาเยี่ยมชมสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดถูกยกเลิก ก่อนเปลี่ยนไปยังเอติฮัด สเตเดียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทน

 

อย่างไรก็ตาม การเยือนจีนครั้งนี้ของสตาร์เมอร์ไม่ได้มีเพียงมิติของกีฬาหรือมิตรภาพเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เขายังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองภายในประเทศให้คว้าข้อตกลงสำคัญทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องความมั่นคงและข่าวกรอง โดยสตาร์เมอร์ยืนยันว่าจุดยืนของตนคือ “นักปฏิบัตินิยมแบบอังกฤษ” ที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ควบคู่กับการหารือประเด็นที่เห็นต่างอย่างตรงไปตรงมา

 

ภายหลังการหารือ ผู้นำอังกฤษระบุว่ามีความคืบหน้าในหลายเรื่อง อาทิ ภาษีวิสกี้, การอพยพผิดกฎหมาย และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม พร้อมประกาศว่าพลเมืองสหราชอาณาจักรจะสามารถเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซาสำหรับการพำนักไม่เกิน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมธุรกิจและการจ้างงานในประเทศ ขณะเดียวกัน ทีมงานของเขายังได้หยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น คดีของจิมมี ไล และสถานการณ์ชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ เข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วย

 

อ้างอิง:

The post เคียร์ สตาร์เมอร์ มอบลูกบอลเกม อาร์เซนอล-แมนยูฯ เป็นของขวัญให้ ‘สีจิ้นผิง’ ที่เผยว่าเป็นแฟนปีศาจแดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน https://thestandard.co/china-military-purge-xi-taiwan/ Thu, 29 Jan 2026 03:30:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1170893 ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในพิธีตรวจแถวกองทัพ

การปลดผู้นำกองทัพจีนอย่างจางโหย่วเสียถือเป็นแผ่นดินไหวข […]

The post จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในพิธีตรวจแถวกองทัพ

การปลดผู้นำกองทัพจีนอย่างจางโหย่วเสียถือเป็นแผ่นดินไหวขนาดมโหฬารในการเมืองจีน เขาเป็นเบอร์ 2 ของกองทัพจีน แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นทหารที่ใหญ่ที่สุดเพราะเบอร์ 1 คือสีจิ้นผิง นับเป็นการล้างบางผู้นำทหารระดับสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่สมัยประธานเหมา

 

มีข้อสังเกตเบื้องต้น 2 ข้อ จากคำแถลงที่เป็นทางการของรัฐบาลจีน ข้อแรกคือ เหตุผลหลักของการปลดคือการไม่ฟังคำสั่งของสีจิ้นผิง เพราะในประกาศการปลดแถลงชัดว่า เหตุคือไม่ปฏิบัติตามหลักการของระบบสั่งการของกองทัพที่ประธานและพรรคเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

 

ก่อนหน้านี้สีจิ้นผิงเคยปลดผู้นำระดับสูงของกองทัพไปแล้วหลายคน จนตอนนี้ในคณะกรรมการสูงสุดของกองทัพจีนที่แต่เดิมมี 7 คน เหลือสมาชิกเพียง 2 คน เท่านั้น คือสีจิ้นผิงกับกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องการสอบวินัย แต่ในการปลดผู้นำกองทัพระดับสูงครั้งก่อนๆ เหตุผลหลักจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ได้ให้เหตุผลชัดเจนเหมือนกรณีในครั้งนี้ว่ามาจากการไม่ปฏิบัติตามระบบการสั่งการที่พรรค (และสีจิ้นผิงที่เป็นเบอร์ 1 ของพรรค) อยู่เหนือทหาร

 

ในคำแถลงยังกล่าวถึงการสร้างเครือข่ายของตนเองของจางโหย่วเสียภายในกองทัพและการเล่นพรรคเล่นพวก ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าที่มาของการปลดในครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของสีจิ้นผิงและของพรรค กล่าวคือสีจิ้นผิงและพรรคอาจสั่งอย่างหนึ่ง แต่ไม่เกิดผลอะไร

 

ยังมีรายงานจากสื่อตะวันตก (Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของจีนว่า จางโหย่วเสียถูกปลดเพราะคาบความลับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของจีนไปบอกหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ นักวิเคราะห์การเมืองจีนส่วนใหญ่มองว่านี่น่าจะเป็นข่าวปล่อย และโอกาสความเป็นไปได้ต่ำ

 

อีกข้อสังเกตคือ เริ่มมีข่าวลือว่าจางโหย่วเสียอาจกำลังถูกสอบสวนตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากไม่ปรากฎเขาเข้าร่วมการประชุมสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คำแถลงของทางการจีนออกตามมาเร็วมากหลังจากที่ข่าวลือแพร่สะพัดเพียง 2-3 วัน

 

แตกต่างจากในกรณีอื่นๆ ในอดีตที่ผู้นำระดับสูงของจีนอาจไม่ปรากฎตัวในที่สาธารณะเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีคำแถลงออกมาว่าถูกปลดหรือถูกดำเนินการทางวินัย ระยะเวลาที่หายตัวไปอาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาวระหว่างกระบวนการสอบสวน แต่ในกรณีนี้ถือว่าเรื่องเกิดขึ้นรวดเร็วและผลหรือการสื่อสารทางการออกตามมาเร็วมาก

 

สะท้อนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรีบประกาศเรื่องนี้ให้สาธารณะและภายในกองทัพทราบอย่างเป็นทางการ ต้องรีบเอาคนนี้ออกจากอำนาจ หรือรีบทำให้ทุกคนรู้ว่าคนนี้ไม่อยู่ในอำนาจอีกต่อไปแล้ว และสีจิ้นผิงควบคุมสถานการณ์อยู่

 

มีนักวิเคราะห์มองว่า การปลดครั้งนี้จะสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวทั่วไปในระบบ เพราะหากคนระดับยังถูกเช็คบิลได้ ย่อมไม่มีใครที่ปลอดภัยต่อไปอีก จางโหย่วเสียเป็นลูกของอดีตผู้นำกองทัพที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหมาเจ๋อตง ตัวจางโหย่วเสียเองก็เคยร่วมรบในสงครามเวียดนาม เป็นผู้นำกองทัพจีนคนเดียวที่มีประสบการณ์การทำสงครามจริง และยังเป็นเพื่อนอนุบาลกับสีจิ้นผิง ก่อนหน้านี้หลายคนก็มองว่าเขามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับสีจิ้นผิงมาโดยตลอด

 

ในประกาศทางการของรัฐบาลจีนก็มีคำพูดทำนองนี้ชัดเจนว่า ไม่มีใครสูงจนแตะต้องไม่ได้ ความดีในอดีตไม่สามารถลบล้างความผิด ฯลฯ แถมข้อหาที่บอกว่าเขาสร้างเครือข่ายพวกพ้องในระบบ ยังมีคำถามตามมาว่าจะมีการตามกวาดล้างเครือข่ายพวกพ้องเหล่านี้ด้วยอีกไหม

 

แต่คำถามใหญ่กว่านั้นที่ทุกคนควรสนใจคือ เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับเรื่องใหญ่ที่สุดของกองทัพจีนอย่างเรื่องไต้หวัน ข้อนี้มีการมองไปทั้งสองแนว

 

แนวแรกคือ จีนไม่น่ามีความพร้อมในระยะสั้น เพราะคงต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยก่อน ตอนนี้สีจิ้นผิงคงต้องทุ่มเทความสนใจในการจัดระเบียบกองทัพให้เรียบร้อยและเอาการเมืองภายในให้อยู่ ไม่น่ามีพลังไปสนใจเรื่องข้างนอกมาก

 

แต่มีความเห็นตรงกันข้าม ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเด็นไต้หวันน่ากังวลขึ้น เพราะถึงแม้เราจะไม่รู้จริงๆ ว่าที่จางโหย่วเสียไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านประธานและของพรรคนั้นคือเรื่องอะไร แต่นักวิเคราะห์ไม่น้อยถามว่า จะใช่เรื่องการเตรียมพร้อมในการรบกรณีไต้หวันหรือไม่

 

มีนักวิเคราะห์ไปค้นดูพบว่า ในขณะที่สีจิ้นผิงย้ำเน้นเสมอว่ากองทัพจีนต้องมีขีดความสามารถที่พร้อมรบ (แม้ไม่ได้บอกว่าจะไปรบที่ไหน) ให้ทันในปี 2027 แต่จางโหย่วเสียไม่เคยออกมาพูดสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการในที่สาธารณะ หลายคนเชื่อว่าจางโหย่วเสีย ซึ่งมีประสบการณ์ในสงครามเวียดนามและเคยเห็นความโหดร้ายของสงคราม น่าจะเป็นฝ่ายที่ค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการทำสงคราม และเห็นความไม่พร้อมหลายอย่างของกองทัพจีน

 

ความอันตรายคือ ท่ามกลางความหวาดกลัวที่อาจแพร่หลายในระบบ ท่านประธานสูงสุดจะได้รับคำแนะนำทั้งสองด้านอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือจะไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือแสดงความเห็นแย้งท่านประธานอีกต่อไป ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ ต่อจากนี้

 

ถ้าถามผม ผมเกรงว่า ประเด็นความเสี่ยงเรื่องไต้หวันในระยะยาวดูจะสูงขึ้นกว่าเดิมหลังจากการกระชับอำนาจของสีจิ้นผิงในครั้งนี้ครับ

 

ภาพ: REUTERS / Tingshu Wang / File Photo

The post จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อังกฤษเดินทางเยือนปักกิ่งในรอบ 8 ปี ย้ำความสำคัญของจีน แม้จะชอบหรือไม่ก็ตาม https://thestandard.co/starmer-beijing-talks-8-years/ Wed, 28 Jan 2026 03:31:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1170413 ภาพ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ขณะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ออกเดินทางไ […]

The post นายกฯ อังกฤษเดินทางเยือนปักกิ่งในรอบ 8 ปี ย้ำความสำคัญของจีน แม้จะชอบหรือไม่ก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ขณะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ออกเดินทางไปเยือนปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้นำสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2018 โดยเขามีกำหนดการสำคัญ คือเข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพรุ่งนี้ (29 มกราคม)

 

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนเผยว่า ทั้งสองประเทศวางแผนที่จะลงนามในเอกสารเกี่ยวกับการความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งในการเยือนจีนครั้งนี้ ยังมีผู้นำทางธุรกิจ ธนาคารและวัฒนธรรมของอังกฤษประมาณ 60 คนร่วมเดินทางไปด้วย

 

การเยือนจีนของสตาร์เมอร์ เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนที่ถดถอยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากประเด็นสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงและซินเจียง ในขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ณ ปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยความท้าทายจากท่าทีของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

 

ก่อนการเดินทาง สตาร์เมอร์ กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีแล้วที่แนวทางของสหราชอาณาจักรต่อจีนนั้นไม่สอดคล้องกัน ผันผวนไปมาจากยุคทองสู่ยุคน้ำแข็ง” แต่เขาย้ำว่า “ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ จีนก็มีความสำคัญต่อสหราชอาณาจักร”

 

“ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์และสอดคล้องกับพวกเขานั้นเป็นผลประโยชน์ของชาติเราอย่างแน่นอน”

 

ทั้งนี้ ทำเนียบดาวนิง สตรีท ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะหยิบยกประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมาหารือกับประธานาธิบดีจีนหรือไม่ โดยชี้ว่า “สตาร์เมอร์จะหยิบยกประเด็นที่ท้าทาย ซึ่งทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์และค่านิยมแตกต่างกัน”

 

ภาพ : Stefan Rousseau – WPA Pool/Getty Images

 

อ้างอิง :

 

The post นายกฯ อังกฤษเดินทางเยือนปักกิ่งในรอบ 8 ปี ย้ำความสำคัญของจีน แม้จะชอบหรือไม่ก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งปลด-สอบสวน นายพลระดับสูง CMC เซ่นปมคอร์รัปชัน ข้อมูลนิวเคลียร์รั่ว มีใครบ้าง? https://thestandard.co/china-generals-cmc-corruption-nuclear-leak/ Tue, 27 Jan 2026 08:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1170101 ภาพประกอบนายพลระดับสูงของจีนถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชันและข้อมูลนิวเคลียร์รั่วไหล

ถือเป็นความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในหน่วยงานทางทหารของจีน หลั […]

The post จีนสั่งปลด-สอบสวน นายพลระดับสูง CMC เซ่นปมคอร์รัปชัน ข้อมูลนิวเคลียร์รั่ว มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบนายพลระดับสูงของจีนถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชันและข้อมูลนิวเคลียร์รั่วไหล

ถือเป็นความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในหน่วยงานทางทหารของจีน หลังปรากฏข่าวการสั่งปลดและสอบสวนนายพลระดับสูงของคณะกรรมการกลางด้านการทหาร ( Central Military Commission : CMC) ซึ่งเป็นองค์กรผู้นำทางทหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และมีอำนาจบังคับบัญชากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army : PLA)

 

กระทรวงกลาโหมจีน เปิดเผยว่ามี 2 นายพลที่ถูกสอบสวนในข้อหา “ต้องสงสัยว่าละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ได้แก่ จางโยวเซี่ย (Zhang Youxia) รองประธานร่วม CMC วัย 75 ปี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสี จิ้นผิง และเป็นเบอร์ 2 ในโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหาร และหลิวเจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) เสนาธิการของกรมเสนาธิการร่วมของ CMC

 

Wall Street Journal รายงานว่า จางเผชิญข้อกล่าวหาร้ายแรง เรื่องการรั่วไหลข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศให้แก่สหรัฐฯ และการรับสินบนเพื่อแลกกับการใช้อำนาจดำเนินการบางอย่าง เช่นการเลื่อนตำแหน่งนายทหารคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

ขณะที่ Liberation Army Daily หนังสือพิมพ์กองทัพจีน ระบุว่า จางและหลิว “ทรยศต่อความไว้วางใจและความคาดหวังของพรรคคอมมิวนิสต์และ CMC อย่างร้ายแรงและ “ส่งเสริมปัญหาทางการเมืองและการทุจริตที่บ่อนทำลายความเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จของพรรคเหนือกองทัพ และคุกคามรากฐานการปกครองของพรรค”

 

ทั้งนี้ โครงสร้างบัญชาการใน CMC ที่มีการแต่งตั้งล่าสุดระหว่างการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2022 ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ได้แก่

 

ประธาน : สีจิ้นผิง

 

รองประธานร่วม : จางโยวเซี่ย, จางเซิงหมิน, เหอเหว่ยตง

 

สมาชิกอื่นๆ : หลี่ซ่างฝู, หลิวเจิ้นหลี่, เมี่ยวฮัว

 

นอกจากการสอบสวน 2 นายพลดังกล่าว ก่อนหน้านี้สมาชิก CMC 3 คน คือเหอเหว่ยตง, หลี่ซ่างฝู และเมี่ยวฮัว ต่างถูกสอบสวนและสั่งปลดจากตำแหน่ง รวมถึงขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ ในข้อหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ในช่วงปี 2024-2025

 

ปัจจุบัน คงเหลือสมาชิก CMC เพียง 2 คน คือสีจิ้นผิง และจางเซิงหมิน เลขาธิการคณะกรรมการวินัยของ CMC ซึ่งรับหน้าที่ปราบปรามการคอร์รัปชัน

 

อย่างไรก็ตาม การกวาดล้างนายพลระดับสูงดังกล่าวด้วยข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังของสีจิ้นผิงหรือไม่

 

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเสถียรภาพของผู้นำทางทหารของจีนซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่าอาจกระทบต่อศักยภาพของกองทัพจีน รวมไปถึงเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ เช่นการใช้กำลังทหารรวมชาติกับไต้หวัน

 

ภาพประกอบนายพลระดับสูงของจีนถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชันและข้อมูลนิวเคลียร์รั่วไหล 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 

อ้างอิง :

 

The post จีนสั่งปลด-สอบสวน นายพลระดับสูง CMC เซ่นปมคอร์รัปชัน ข้อมูลนิวเคลียร์รั่ว มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนปลดนายพลเบอร์ 2 ของกองทัพ https://thestandard.co/key-messages-zhang-youxia-purge/ Tue, 27 Jan 2026 06:43:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1169984 ภาพถ่ายนายพลจีนในเครื่องแบบทหาร ซึ่งถูกทางการจีนปลดจากตำแหน่ง

จีนเปิดฉาก ‘สังคายนากองทัพ’ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี […]

The post ทำไมจีนปลดนายพลเบอร์ 2 ของกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายนายพลจีนในเครื่องแบบทหาร ซึ่งถูกทางการจีนปลดจากตำแหน่ง

จีนเปิดฉาก ‘สังคายนากองทัพ’ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และเป้าหมายรอบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นถึงนายพลระดับสูงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า เป็นบุคคลที่ ‘แตะต้องไม่ได้’

 

สำนักข่าว Xinhua และ China Daily รายงานยืนยันตรงกันว่า ทางการจีนตัดสินใจปลด จางโหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร (Central Military Commission: CMC) ลำดับที่ 1 ออกจากทุกตำแหน่งสำคัญ โดยระบุเหตุผลเบื้องต้นว่าเขามีความผิดฐาน “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งในพจนานุกรมการเมืองจีน คำนี้มักมีความหมายแฝงที่ชัดเจนว่าคือคดีคอร์รัปชัน

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสั่นสะเทือนแวดวงการเมืองจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก จาง ไม่เพียงแต่กุมอำนาจในตำแหน่งรองประธาน CMC เท่านั้น แต่เขายังเป็นสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) หรือองค์กรตัดสินใจระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีสมาชิกเพียงไม่กี่คน อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรทางทหารที่ใกล้ชิดที่สุดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมาอย่างยาวนาน

 

การถูกปลดครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่แรงที่สุดว่า ‘ไม่มีใครอยู่เหนือกฎเกณฑ์’ แม้จะเป็น ‘คนวงใน’

 

นี่ไม่ใช่แค่การปลดนายทหารรายบุคคล แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการล้างบางขบวนการคอร์รัปชันและจัดระเบียบภายในกองทัพจีนครั้งมโหฬาร การร่วงจากอำนาจของนายพลที่เปรียบเสมือนเบอร์ 2 ของกองทัพ (รองจากประธานาธิบดีจีนในฐานะประธานคณะกรรมการกลางการทหาร) เกิดขึ้นจากอะไร และจะส่งผลต่อความทะเยอทะยานของจีนในประเด็นไต้หวันหรือไม่ ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้ให้เข้าใจง่ายในบทความนี้

 

เกิดอะไรขึ้นกับ กองทัพจีน

 

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยว่า ทางการได้สั่งปลด จางโหย่วเสีย รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร ลำดับที่ 1 ขณะที่ดำเนินการสอบสวน หลิวเจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) สมาชิก CMC ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

 

การปลดนายทหารระดับสูงทั้งสองไม่เพียงแต่สั่นสะเทือนแวดวงความมั่นคง แต่ยังนำไปสู่คำถามสำคัญถึงชนวนเหตุของการชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำปักกิ่ง และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อขีดความสามารถทางการทหารของจีน โดยเฉพาะเป้าหมายการใช้กำลังรวมชาติไต้หวัน รวมถึงความขัดแย้งอื่นๆ ในภูมิภาค

 

สำหรับจางวัย 75 ปี เขาไม่ใช่แค่นายทหารอาวุโสทั่วไป แต่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนกองทัพทั้งหมดภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

 

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปัจจุบัน CMC ซึ่งปกติจะมีสมาชิกราว 7 คน กลับตกอยู่ในสภาพ ‘เกือบร้าง’ เพราะขณะนี้เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 2 คนเท่านั้น คือ สีจิ้นผิง และจางเซิงหมิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของกองทัพ ส่วนสมาชิกรายอื่นๆ ต่างถูกกวาดล้างและจับกุมในข้อหาคอร์รัปชันไปก่อนหน้านี้หมดสิ้น

 

ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์

 

ไลล์ มอร์ริส จากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี (Asia Society Policy Institute) ชี้ให้เห็นว่า การที่เก้าอี้ของ CMC เหลือเพียงสีจิ้นผิงและจางเซิงหมินนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสะท้อนว่า “กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) กำลังตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงอย่างหนัก”

 

เขาวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า แม้จะยังไม่มีใครฟันธงถึงสาเหตุที่แท้จริงของการปลดนายพลระดับสูงจำนวนมากขนาดนี้ แต่ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัด สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ “นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับสีจิ้นผิง” โดยเฉพาะในแง่ของภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำและการรักษาอำนาจในการควบคุมกองทัพ PLA

 

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ชง จา เอียน (Chong Ja Ian) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มองว่าความคลุมเครือของการสั่งปลดครั้งนี้ได้เปิดช่องให้เกิดการคาดเดาต่างๆ นานา หลายรูปแบบ

 

“มีตั้งแต่เรื่องการรั่วไหลของความลับด้านนิวเคลียร์ให้แก่สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงการวางแผนก่อรัฐประหาร และการทะเลาะวิวาทภายในพรรค แม้แต่มีข่าวลือเรื่องการปะทะกันด้วยอาวุธในปักกิ่ง” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ชงเน้นย้ำว่า ท่ามกลางหมอกควันของข่าวลือเหล่านี้ มี 2 นัยสำคัญที่มองเห็นได้ชัดเจน คือ 1. สีจิ้นผิงยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จจนไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้ และ 2. ข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองจีนมีจำกัดมาก ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นเชื้อไฟให้เกิดการคาดเดาอย่างไร้ทิศทาง

 

ด้าน รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนคือกล่องดำการเมืองจีน ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกับ power struggle ที่จงหนานไห่ เพียงแต่ฝ่ายสีจิ้นผิงมีความเด็ดขาดในการรักษาเสถียรภาพ (Stability First) ไม่ให้เกิดความวุ่นวายในทุกด้าน เพื่อให้ประเทศจีนเดินหน้าทำเป้าหมายใหญ่อื่นๆ ต่อไป (เช่น การรวมชาติกับไต้หวัน) รวมทั้งการลุยปราบคอร์รัปชันในทุกวงการ ไม่เว้นแม้ในกองทัพ เพื่อสร้างศรัทธาและซื้อใจประชาชนส่วนใหญ่ในจีน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (credibility) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปนั่นเอง

 

ละเมิดวินัยและกฎหมายร้ายแรง = คอร์รัปชัน

 

แม้แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจะใช้คำกลางๆ อย่างการระบุว่า จาง และ หลิว กำลัง “อยู่ระหว่างการสอบสวน” ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” แต่สำหรับการเมืองจีน สำนวนนี้เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงการทุจริตคอร์รัปชัน

 

หลังจากนั้นไม่นาน หนังสือพิมพ์ PLA Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงหลักของกองทัพ ได้ออกมาตอกย้ำทิศทางนี้ผ่านบทบรรณาธิการ โดยระบุชัดเจนว่านี่คือการแสดงจุดยืน “ไม่ยอมรับการทุจริตโดยเด็ดขาด” ของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมประกาศกร้าวถึงการลงโทษผู้กระทำผิด โดยไม่เกรงใจว่าคนนั้นจะเป็นใครหรือมีตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม

 

แม้รายละเอียดของข้อกล่าวหาที่เฉพาะเจาะจงจะยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (และอาจไม่มีวันถูกเปิดเผย) แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองปักกิ่ง การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกระบุว่าอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างเป็นทางการเช่นนี้ แทบจะการันตีว่าจุดจบของพวกเขาคือโทษจำคุกเป็นอย่างน้อย

 

ที่น่าสนใจคือ บทบรรณาธิการของ PLA Daily ได้เขียนถึงนายพลทั้งสองราวกับว่ามีการตัดสินความผิดไปเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงว่าพวกเขา “ทรยศต่อความไว้วางใจและความคาดหวังของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อย่างร้ายแรง” รวมถึงมีพฤติกรรมที่ถือเป็นการ “เหยียบย่ำและบ่อนทำลายคณะกรรมการกลางด้านการทหาร” ด้วย

 

เกมอำนาจปราบโกง และราคาที่ต้องจ่าย

 

แม้คอร์รัปชันจะเป็นเหตุผลหลักที่ถูกชูขึ้นมา แต่ภาพจำจากการกวาดล้างในอดีตทำให้เหล่านักวิเคราะห์อดคิดไม่ได้ว่า นี่คือเครื่องมือใน ‘เกมชิงอำนาจ’ ด้วยเช่นกัน

 

เพราะนับตั้งแต่สีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด เขาถูกตั้งข้อสังเกตอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้การปราบปรามการทุจริตเป็นดาบอาญาสิทธิ์ในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือกลุ่มขั้วอำนาจที่ไม่จงรักภักดีต่อเขาอย่างเต็มร้อย ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งนี้ทำให้สีจิ้นผิง มีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่สมัยเหมาเจ๋อตุง

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้นำในลักษณะนี้ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน

 

ตัวอย่างเช่น ในกองทัพ บรรยากาศแห่งความสงสัยอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจที่อ่อนแอ เพราะเมื่อบรรยากาศในกรมกองเต็มไปด้วยความหวาดระแวง นายทหารอาจเลือกตัดสินใจแบบ “เพลย์เซฟ” หรือระมัดระวังตัวจนเกินเหตุ ซึ่งอาจนำไปสู่ความอ่อนแอในการบริหารจัดการและการตัดสินใจในภาวะวิกฤต

 

อีกทั้งกรณีของ จาง นั้นสั่นสะเทือนเป็นพิเศษ เพราะบิดาของเขากับบิดาของสีจิ้นผิงเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองจีน สายสัมพันธ์รุ่นพ่อที่แน่นแฟ้นขนาดนี้ยังช่วยอะไรไม่ได้ จึงเท่ากับเป็นการประกาศว่า ‘ไม่มีใครปลอดภัยอีกต่อไป’ แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดก็ตาม

 

นอกจากนี้ จาง คือหนึ่งในนายทหารระดับอาวุโสเพียงไม่กี่คนใน PLA ที่มีประสบการณ์ ‘รบจริง’ ผ่านสงครามจีน-เวียดนามช่วงทศวรรษ 1970-1980 การปลดเขาจึงเปรียบเสมือนการสูญเสียขุมกำลังทางปัญญาและประสบการณ์ที่หาตัวจับยากในกองทัพยุคใหม่

 

มอร์ริสวิเคราะห์ว่า ความวุ่นวายนี้อาจดำเนินต่อไปอีกหลายปี และอาจทำให้เหล่านายทหารรุ่นหลังไม่กล้าที่จะขยับขึ้นมารับตำแหน่งสูงๆ เพราะกลัวว่าแสงสปอตไลต์ของการปราบโกงจะส่องมาที่ตนเองจนต้องจบลงที่เขตอันตราย

 

“นี่เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างแน่นอนสำหรับสีจิ้นผิง และผมคิดว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างมากในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน โดยเฉพาะกับสีจิ้นผิงและบรรดาผู้นำในอีกหลายปีข้างหน้า”

 

ที่น่ากังวลที่สุดคือ จังหวะเวลาของการปลดนายทหารระดับสูงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ปักกิ่งกำลังเร่งเครื่องกดดันไต้หวันอย่างหนัก

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า แม้ความปั่นป่วนภายในกองทัพจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานบ้าง แต่ความทะเยอทะยานที่จะครอบครองไต้หวันของสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์จะยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง

 

ไต้หวันไม่ประมาท จับตา ‘รอยร้าว’ ในปักกิ่ง

 

ทางด้าน เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน ได้เปิดเผยว่าทางการกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างใกล้ชิด หลังมีข่าวการสั่งปลด จาง โยวเซี่ย มือขวาเบอร์ 2 ของกองทัพ รวมถึงการขยายผลสอบสวน หลิว เจิ้นหลี่ สมาชิก CMC อีกราย

 

รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันย้ำจุดยืนว่า จะเดินหน้าติดตามความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระดับสูงของทั้งพรรค รัฐบาล และกองทัพจีนต่อไป โดยยึดโยงอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า “จีนไม่เคยประกาศละทิ้งการใช้กำลังต่อไต้หวัน”

 

นอกจากนี้ ไต้หวันเตรียมยกระดับการใช้เครื่องมือทางการข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการส่งหน่วยลาดตระเวน เพื่อวิเคราะห์และสืบหา ‘เจตนา’ ที่แท้จริงเบื้องหลังการปลดนายทหารระดับสูงครั้งนี้ ว่าจะเป็นเพียงการจัดระเบียบภายใน หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบต่อช่องแคบไต้หวันในอนาคตอันใกล้

 

แฟ้มภาพ: REUTERS/Florence Lo//File Photo

 

อ้างอิง:

The post ทำไมจีนปลดนายพลเบอร์ 2 ของกองทัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>