World Economic Forum 2025 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/world-economic-forum-2025/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Mar 2026 06:24:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย https://thestandard.co/thai-tech-blueprint-missing-ecosystem-piece/ Fri, 14 Nov 2025 06:17:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1143304 ถอดพิมพ์เขียวปั้น ธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย

ทำไมไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่สตาร์ทอัปที่เติบโ […]

The post ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดพิมพ์เขียวปั้น ธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย

ทำไมไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่สตาร์ทอัปที่เติบโตถึงขั้น ‘ยูนิคอร์น’ มากเท่าที่ควรจะเป็น?

 

หนึ่งในเวทีที่น่าสนใจภายในงาน The Standard Economic Forum 2025 คือเวทีที่ชื่อว่า Forging National Champions: ปั้นธุรกิจแชมป์ไทย เปิดเกมเศรษฐกิจใหม่ด้วย National VC ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา คือ Jeep Kline, Founder & Managing Partner, Raisewell Ventures and Professional Faculty, UC Berkeley และศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ทั้งสองท่านได้ร่วมกันถอดรหัสว่า อะไรคือ ‘จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป’ ของระบบนิเวศ (Ecosystem) เทคโนโลยีไทย และเราจะสร้างพิมพ์เขียวเพื่อปั้น ‘National Champions’ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

 

ไทยยังขาด 5 เสาหลัก – ต้องคิดแบบ ‘Transnational VC’

 

Jeep Kline เริ่มต้นด้วยการฉายภาพว่า Ecosystem ของ Venture Capital (VC) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ยังมีอายุเพียง 10 ปี เมื่อเทียบกับ Silicon Valley ที่มีอายุ 40-50 ปี การจะก้าวกระโดดโดยไม่ต้องใช้เวลาถึงครึ่งศตวรรษ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง 5 เสาหลักที่สำคัญให้เกิดขึ้นพร้อมกัน

 

  • เงินทุนเอกชนที่มีความเสี่ยงสูง (Risk Capital) เช่น VC และเงินทุนระยะยาว (Long-term Capital) ที่ลงทุนเพื่อปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอย่างน้อย 7-10 ปี
  • สถาบันการศึกษา (Academic Institution) ที่ซึ่งคณาจารย์และนักศึกษาสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาต่อยอดสร้างเป็นบริษัทได้จริง
  • ภาคเอกชน (Corporation) บริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีช่องทางในการสนับสนุนหรือเป็นทางออก (Exit Market) ให้กับสตาร์ทอัป
  • ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ผู้ก่อตั้งที่มีความสามารถในการสร้างและบริหารบริษัทเทคโนโลยีให้เติบโต
  • นโยบาย (Policy) การสนับสนุนจากภาครัฐ, โครงการบ่มเพาะ (Incubation Program) และกลไกตลาดทุนที่เอื้ออำนวย

 

อย่างไรก็ตาม Jeep Kline ย้ำว่า 5 เสาหลักนี้ไม่เพียงพอ “การที่เราจะสร้าง National VC ให้เกิดขึ้นในไทยได้ เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ แต่เราต้องขายว่าเรามีประชากร 700 ล้านคน (ในอาเซียน)”

 

สิ่งที่ไทยต้องสร้างคือแนวคิด ‘Transnational VC’ ซึ่งต้องทำหน้าที่ 3 ประการ คือ 1) ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว 2) เป็นผู้นำทางความคิดที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ และ 3) ทำงานร่วมกับหน่วยงานส่งเสริมการวิจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด เช่น มหาวิทยาลัย

 

“สิ่งที่เราขาดคือ Exit Market ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยกำลังสร้าง การสนับสนุนเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าไปให้ความรู้ด้วย”

 

หนึ่งในจิ๊กซอว์ที่สำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการไทยต้องมีคือ ‘Global Mindset’ ตั้งแต่วันแรก “ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ทิศทางของผลิตภัณฑ์และการจ้างงานก็จะไปไม่ถึงระดับโลก”

 

ตลท. ชี้ 3 อุปสรรคใหญ่ รัฐกลัวขาดทุน-ทุนวิจัยกระจัดกระจาย-SME บัญชี 2 เล่ม

 

ด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ยอมรับว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยมีบริษัท New Technology หรือ Deep Tech เข้ามาจดทะเบียนน้อยมาก สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

 

“เราไม่เคยลงทุนด้านนี้อย่างจริงจังมาก่อน คอนเซปต์ของหน่วยงานรัฐคือ ลงทุนแล้วขาดทุนไม่ได้ ซึ่งมันสวนทางโดยสิ้นเชิงกับแนวทางการลงทุนของ VC ที่โดยธรรมชาติแล้ว สตาร์ทอัปมีโอกาสสำเร็จเพียง 5% กว่าๆ เท่านั้น ทำให้การตัดสินใจของภาครัฐไม่สามารถสร้างผลกระทบได้เท่าที่ควร” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว

 

ประธาน ตลท. ยังชี้ให้เห็นอีก 2 ปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่

 

  • ทุนวิจัยที่กระจัดกระจาย “ปัจจุบันเรามีหน่วยงานให้ทุนและวิจัยที่แตกย่อยไปเยอะมาก ทั้ง สวทช., NIA, DEPA, TED Fund ซึ่งมีเงินรวมกันหลายหมื่นล้านบาท ถ้าสามารถรวมพลังกันและไป Co-invest กับภาคเอกชนได้ จะช่วยให้ธุรกิจใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้น”
  • ปัญหา SME ทำบัญชี 2 เล่ม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบและการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

พิมพ์เขียว ตลท. ปั้น ‘New Economy’ – จ่อตั้ง ‘PE Trust Fund’

 

เพื่อปลดล็อกปัญหาดังกล่าว ตลท. กำลังดำเนินการในหลายมิติเพื่อสร้าง “Runway” ให้กับธุรกิจแห่งอนาคต

 

  • สร้าง Holding Company ตลท. กำลังศึกษาการสร้าง Holding Company เพื่อเข้าไปลงทุนในบริษัท Spin-off (Optco) จากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วจึงนำ Holding Company นั้นมาระดมทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างบริษัท Deep Tech ที่ต่อยอดจากงานวิจัย เช่น Health Tech หรือ Food Tech
  • ตั้งกองทุน Private Equity (PE) Trust Fund อยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งกองทุน PE Trust โดยเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจในกลุ่ม New Economy ที่มีศักยภาพ เช่น Health, Digital, Food และ Tourism Cluster
  • ปลดล็อกกฎเกณฑ์ เร่งแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อให้บริษัทใหม่ๆ สามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น

 

“หมอ วิศวกร ของไทยเก่งเรื่องงานวิจัยมาก แต่ทำการค้าไม่เป็น โจทย์คือเมื่อไหร่ที่งานวิจัยจะสามารถถูกนำมาสร้างเป็นธุรกิจ (Commercialize) ได้จริง การจะทำธุรกิจวันนี้ให้แข็งแรงและใหญ่โต ต้องมี Partnership และ รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) มาเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) และปลดล็อกกฎกติกาต่างๆ”

 

เขาทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า หากสามารถรวมพลังและปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ได้ “ภายใน 1-2 ปีนี้ เราจะเริ่มเห็น New Economy เกิดขึ้นในตลาดทุนไทยได้”

The post ถอดพิมพ์เขียวปั้นธุรกิจเทคโนโลยีไทย อะไรคือจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบนิเวศในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์ เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก เสนอ ‘พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น’ เป็นทางรอด https://thestandard.co/lawrence-wong-china-visit-multilateralism/ Fri, 27 Jun 2025 11:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1090102 lawrence-wong-china

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศ […]

The post ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์ เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก เสนอ ‘พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น’ เป็นทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
lawrence-wong-china

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ไร้ทิศทาง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง เปิดตัวในเวทีระดับนานาชาติที่จีน กับคำกล่าวน่าสนใจว่า “ระเบียบโลกเก่ากำลังจางหายไป แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ความสับสนมาแทนที่”

 

ในการประชุม World Economic Forum : Annual Meeting of the New Champions 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2025 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Summer Davos หว่องแสดงวิสัยทัศน์ระดับผู้นำโลก โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันฟื้นฟูสถาปัตยกรรมโลกใหม่ที่มีเสถียรภาพ ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น 

 

“อย่าเพิ่งรีบฉลองว่าโลกเก่าได้จบลงแล้ว” เขากล่าว “เพราะคำถามคือ แล้วทางเลือกใหม่คืออะไร?”

 

แม้จะเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่หว่องไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับจีน เขาพูดภาษาจีนได้คล่อง และกล่าวอย่างสบายๆ ว่าเขามาเยือนจีน “แทบทุกปี” โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และบรรยากาศก็ “เป็นไปด้วยดี”

 

แต่ภายใต้ท่าทีเป็นมิตรนั้น คำปราศรัยของเขาเต็มไปด้วยความเป็นจริงที่ไม่อ้อมค้อม พร้อมทั้งแฝงคำเตือนถึงภัยเงียบของโลกที่ไร้กลไกกลาง “ยุคหลังสงครามเย็นซึ่งขับเคลื่อนด้วยตลาดเสรีและการค้าข้ามพรมแดนได้จบลงแล้ว” เขากล่าว “โลกกำลังเข้าสู่ยุคชาตินิยมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน”

 

ทางรอดของประเทศเล็กในโลกที่เปลี่ยนไป

 

เมื่อถูกถามถึงระเบียบโลกใหม่ หว่องตอบตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีใครรู้ว่าระบบใหม่นี้จะเป็นอย่างไร” แต่เขาก็เสนอแนวทางที่เรียกว่า “พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น” (Flexible Multilateralism) นั่นคือการที่กลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายกัน ร่วมมือกันสร้างกฎกติกาใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่รอให้ทุกประเทศเห็นพ้องพร้อมกันในคราวเดียว

 

เขายกตัวอย่างความร่วมมือด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ที่ใช้เวลากว่า 5 ปีในการเจรจา จนปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมมากกว่า 70 ประเทศ นับเป็นก้าวแรกของการสร้างกฎการค้าในโลกดิจิทัล “เราต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ แล้วขยายออกไปเรื่อยๆ”

 

เขายังเน้นย้ำว่า การปล่อยให้ WTO หรือ IMF เสื่อมความสำคัญเป็นทางเลือกที่อันตราย “IMF เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักในวิกฤตปี 1997 แต่หลังจากนั้นก็ได้ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นมาก” และเสนอว่าองค์กรระหว่างประเทศควร “ปรับตัว ไม่ใช่ยกเลิก”

 

ไม่ใช่สมดุลระหว่างจีน-สหรัฐฯ แต่คือ “จุดยืนของสิงคโปร์”

 

คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดในเวทีระดับโลกอย่างหนึ่งคือ “สิงคโปร์จะรักษาสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างไร?” หว่องตอบทันทีว่า “เรามีความสัมพันธ์ที่ดีและลึกซึ้งกับทั้งสองฝ่าย” พร้อมอธิบายว่า สิงคโปร์ไม่เลือกข้างใคร แต่เลือกยืนบน “ผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง”

 

“เราไม่ได้มองโลกเป็นการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เรามองจากจุดยืนของสิงคโปร์ และเราจะเดินหน้าด้วยหลักการที่มั่นคงและชัดเจน”

 

หว่องยังระบุว่า ท่าทีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของสิงคโปร์ แต่ทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็ต้องการมีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและสหรัฐฯ “อาเซียนไม่อยากกลับไปเป็นสนามรบแบบสงครามเย็นอีกแล้ว”

 

เทคโนโลยี, ความยั่งยืน, และการเติบโตยุคใหม่

 

ในช่วงท้ายของบทสนทนา หว่องเน้นว่าแม้การค้าแบบเดิมอาจชะลอตัวลง แต่ “เทคโนโลยี” และ “ความยั่งยืน” จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เขายกตัวอย่างนโยบายของสิงคโปร์ในการผลักดัน AI ไปสู่ระดับชุมชนและทุกครัวเรือน ไม่ใช่แค่ในแวดวงไฮเทค

 

“เราต้องแน่ใจว่าทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างความพยายามในอดีต เช่น การติดตั้งคอมพิวเตอร์ในศูนย์ชุมชนเมื่อยุค 1980s เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีตั้งแต่วัยเยาว์

 

“ชีวิตไม่เคยง่ายสำหรับประเทศเล็กๆ” หว่องกล่าว “แต่เราถือว่าการเดินทางของสิงคโปร์ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาคือปาฏิหาริย์ และภารกิจของผมคือทำให้ปาฏิหาริย์นั้นคงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด”

 

ภาพ: World Economic Forum

The post ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกฯ สิงคโปร์ เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก เสนอ ‘พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น’ เป็นทางรอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road https://thestandard.co/china-global-role/ Fri, 27 Jun 2025 07:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1089971 china-global-role

นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงกล่าวในงาน World Economic Forum An […]

The post “โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-global-role

นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงกล่าวในงาน World Economic Forum Annual Meeting of the New Champions 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายนนี้ ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยย้ำว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในวันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ คล้ายกับวิกฤตการเงินปี 2008

 

โดยชี้ว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญ และจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

สรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

 

โดยภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว 4 เรื่องหลัก

ความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นและบทบาทของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) : ประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก โดยมีส่วนแบ่งการค้าเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 45% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

การชะลอตัวของการค้าในภาคดั้งเดิมและการเติบโตในภาคใหม่ : การค้าสินค้าเติบโตช้าลง แต่การค้าบริการ การค้าดิจิทัล และการค้าสีเขียว (Green Trade) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ความท้าทายต่อกลไกระดับโลกและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น : มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก (6 เท่าใน 5 ปี) ทำให้ประเทศต่างๆ หันไปทำข้อตกลงระดับภูมิภาคและทวิภาคีมากขึ้น

 

การลงทุนข้ามพรมแดนที่ลดลงและความเสี่ยงของการแตกแยกของห่วงโซ่อุปทาน : การลงทุนทั่วโลกติดลบ 3 ปีติดต่อกัน และแนวโน้ม “Friend-shoring” “Near-shoring” กำลังเพิ่มความซ้ำซ้อนและลดประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ

 

หลี่เสนอแนะว่า “เราต้องมองข้ามความซับซ้อนและสร้างสะพานแห่งความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แทนที่จะกลับไปสู่การปิดกั้นและโดดเดี่ยว”

 

ประเด็นที่ 2: ความจำเป็นในการทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจจะไม่ย้อนกลับ แต่จะพัฒนาไปในเส้นทางใหม่ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบใหม่ด้วยทัศนคติเชิงบวกและการกระทำที่สร้างสรรค์

 

แก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียม : ยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ แต่ควรแก้ไขผ่านการเจรจาบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ยึดหลัก “ความปรองดองสร้างธุรกิจที่ดี” (Harmony makes good business)

 

ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันในความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ : ไม่มีใครสามารถเติบโตได้โดยลำพัง ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็น จีนจะยังคงมีส่วนร่วมในเวทีพหุภาคี (G20, BRICS) และขับเคลื่อนความร่วมมือ Belt and Road

 

สร้างการเติบโตใหม่เพื่อลดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร: แทนที่จะแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด (Zero-sum approach) เราควรสร้าง “เค้กก้อนใหญ่ขึ้น” ผ่านการเปิดกว้างและแบ่งปัน จีนจะยังคงเปิดประเทศกว้างขึ้นเพื่อมอบผลประโยชน์ให้กับโลก

 

ประเด็นที่ 3: บทบาทของเศรษฐกิจจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 

เศรษฐกิจจีนจะยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของโลกต่อไป ด้วยเหตุผล 3 ประการ :

 

การเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงของเศรษฐกิจจีน: จีนมีความมั่นใจในการรักษาการเติบโตที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ ผ่านการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน (แผน 5 ปี) ซึ่งจะสร้างความแน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก

 

การขยายตัวของตลาดจีนจะสร้างโอกาสใหม่ : จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป็นมหาอำนาจด้านการบริโภคขนาดใหญ่ ซึ่งจะสร้างพื้นที่ทางการตลาดมหาศาลให้กับองค์กรทั่วโลก

 

นวัตกรรมของจีนจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาของโลก : จีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น พลังงานสีเขียว การผลิตขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ และยินดีที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้กับทั่วโลก (Open-source innovation) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน

 

ย้ำผู้ประกอบการคือมันสมองชาติ พร้อมเปิดกว้างทั่วโลกมาลงทุนในจีน

 

อย่างไรก็ตาม บทสรุปสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของผู้ประกอบการในยุคใหม่ซึ่งเปรียบผู้ประกอบการเป็น “กลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษ” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ประกอบการ

 

ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม : สนับสนุนการเปิดกว้างและความร่วมมือ ต่อต้านการกีดกันทางการค้า

 

บุกเบิกสิ่งใหม่ : คว้าโอกาสจากการปฏิวัติเทคโนโลยีและปลดล็อกการเติบโตใหม่ๆ

 

สร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์: เปิดใจยอมรับการพัฒนาของกันและกัน และส่งเสริมการเติบโตร่วมกัน

 

สุดท้าย รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นสากลและเอื้อต่อการลงทุนต่อไป

 

“เราจะไม่กลับไปสู่เกาะที่ปิดกั้นและโดดเดี่ยว

และเราจะยอมรับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายและไม่แบ่งแยกอย่างแน่วแน่ ผมเชื่อเสมอว่าในสังคมมนุษย์ ผู้ประกอบการคือกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษซึ่งรับบทบาทสำคัญในการเป็นผู้จัดระเบียบการผลิตและการทำงาน และเป็นแรงขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางสังคมในประเทศต่างๆ”

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเศรษฐกิจตลาดขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการดำเนินการที่ยอดเยี่ยม สามารถจัดระเบียบองค์ประกอบทรัพยากรต่างๆ และเปลี่ยนให้เป็นผลิตภาพที่แท้จริง

 

“เปลี่ยนความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงในตลาดให้เป็นความแน่นอนของความสำเร็จในตลาด และกล้าที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พวกเขาร่วมกันเป็นตัวแทนของพลังที่เป็นเอกลักษณ์และทรงพลังรัฐบาลจีนจะให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ”

 

พร้อมทั้ง ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นสากล มุ่งเน้นตลาด และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ดี ด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง เรายินดีต้อนรับองค์กรจากทั่วโลกมาลงทุนในจีน หยั่งรากลึกในจีน พัฒนาไปพร้อมกับจีน และทำงานร่วมกับเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หลี่ทิ้งท้าย

The post “โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองจีนด้วยสายตาจีน โอกาสและความท้าทายในโลกาภิวัตน์ใหม่ https://thestandard.co/china-economy-2025-global-perspective/ Fri, 27 Jun 2025 07:47:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1089970 ภาพเซอร์ โทนี แบลร์ กล่าวบนเวที Summer Davos 2025 สะท้อนบทบาทจีนในเศรษฐกิจโลก

“คุณต้องมองจีนผ่านสายตาของจีนเอง ไม่ใช่ผ่านเลนส์ของโลกต […]

The post มองจีนด้วยสายตาจีน โอกาสและความท้าทายในโลกาภิวัตน์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเซอร์ โทนี แบลร์ กล่าวบนเวที Summer Davos 2025 สะท้อนบทบาทจีนในเศรษฐกิจโลก

“คุณต้องมองจีนผ่านสายตาของจีนเอง ไม่ใช่ผ่านเลนส์ของโลกตะวันตก” — คำกล่าวของ เซอร์ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สะท้อนทิศทางใหม่ของเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน

 

วันที่ 24-26 มิถุนายน 2568 ที่งาน Annual Meeting of the New Champions 2025 หรือที่รู้จักกันในนาม Summer Davos ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน THE STANDARD ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนจากจีน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อทำความเข้าใจว่า “จีนคิดอะไร” และ “เราควรทำอะไร” ท่ามกลางโลกที่ไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าเสรีที่ถูกท้าทาย

 

เศรษฐกิจโลกในห้วงเปลี่ยนผ่าน: จาก Just-in-Time สู่ Just-in-Case

 

เวที Chief Economists Briefing เปิดฉากด้วยประเด็นหลัก: โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งประสิทธิภาพ (Just-in-Time) สู่ยุคของความมั่นคง (Just-in-Case) ความไม่แน่นอนกลายเป็น “สัจธรรมใหม่” ของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ไปจนถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 

ผลลัพธ์คือรูปแบบการลงทุนและซัพพลายเชนโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจข้ามชาติต้องออกแบบ playbook ใหม่ พร้อมรับมือกฎระเบียบที่ซับซ้อนขึ้น และไม่สามารถพึ่ง “โมเดลเดิม” ได้อีกต่อไป

 

มหาอำนาจ 3 ขั้ว” และความจำเป็นในการอยู่ร่วมกับจีน

 

เซอร์โทนี แบลร์ ย้ำว่า โลกในศตวรรษที่ 21 จะมี 3 ขั้วมหาอำนาจหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และยุโรป (หากยุโรปฟื้นตัวได้) โดยการยอมรับสถานะของจีนไม่ใช่เรื่องที่เลือกได้อีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็น

 

ภาพ : เซอร์โทนี แบลร์

 

“เราควรแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับจีน แต่ก็ต้องมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด” เขากล่าวบนเวที พร้อมเตือนว่า การพยายามโดดเดี่ยวจีนนั้นเป็นนโยบายที่ล้มเหลวตั้งแต่ต้น

 

แถลงการณ์ “หลี่ เฉียง”: จีนไม่ถอยจากโลกาภิวัตน์ แต่จะสร้างมันใหม่

 

นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จีนจะไม่ย้อนกลับไปสู่ความโดดเดี่ยว แต่จะใช้พลังตลาดและเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยมี 3 แกนหลัก:

 

  1. ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป — กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South)  กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่การค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Trade) และการค้าดิจิทัลและเทคโนโลยี AI (Digital Trade) รวมไปถึงการค้าภาคบริการ (service sector) กำลังแซงหน้าการค้าดั้งเดิม

 

  1. การเจรจาเชิงสร้างสรรค์ — จีนเสนอ “Harmony makes good business” การแก้ความขัดแย้งด้วยการเจรจา ไม่ใช่การเผชิญหน้า หรือการแข่งแย่งทรัพยากรแบบ zero-sum game

 

  1. บทบาทของนวัตกรรมจีนในเศรษฐกิจโลก — จากพลังผู้บริโภค ไปจนถึงการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีสีเขียวและ AI

 

ความเปราะบางของจีนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แม้จีนนำเสนอภาพเศรษฐกิจที่ “มั่นคงและยืดหยุ่น” แต่หลายเสียงจากนักธุรกิจและนักวิเคราะห์กลับสะท้อนอีกด้านที่น่ากังวล

 

การบริโภคภายในประเทศยังฟื้นไม่เต็มที่ ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังอ่อนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่เผชิญปัญหาว่างงานสูง

 

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้น ภาวะฟองสบู่ที่แตกร้าวในช่วงหลัง Evergrande ทำให้ความมั่งคั่งของประชาชนหายไปจำนวนมาก

 

ความไม่แน่นอนทางการเมืองและกฎระเบียบ: เหตุการณ์ในอดีตทั้งการปราบปราม Big Tech และข้อจำกัดด้านข้อมูล ทำให้หลายบริษัทต่างชาติอาจจะยังมีคำถามในการลงทุนระยะยาว

 

 

ภาพ : นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง 

 

เสียงจากผู้ประกอบการ: จีนเวอร์ชัน “Born Global”

 

ออสการ์ หวัง Senior Managing Director ของ Teneo บอกกับ THE STANDARD Wealth ว่า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของจีน “เกิดมาเพื่อโตระดับโลก” พวกเขาไม่คิดแค่จะขยายตลาดออกนอกประเทศ แต่สร้างโมเดลธุรกิจที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ตั้งแต่วันแรก

 

จุดเปลี่ยนคือ “แรงบีบจากการแข่งขันในประเทศ” ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นห้องทดลองที่โหดที่สุด ถ้าอยู่รอดในตลาดจีนได้ ก็แปลว่าสเกลระดับโลกไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง

 

กรณีศึกษาที่ชัดเจน ได้แก่

 

Black Lake Technologies: SaaS แพลตฟอร์มราคาประหยัดเพื่อ digitalize โรงงาน SMEs

 

Deep Principle: สตาร์ทอัพ AI+เคมีควอนตัมจาก MIT ที่ย้ายกลับมาตั้งบริษัทในจีนเพื่อใช้ประโยชน์จากฐานการผลิต

 

Deeproute: Robotaxi ที่พัฒนา L4 Autonomous Driving แบบไม่ใช้แผนที่ HD โดยได้รับทุนจาก Alibaba และ Geely

 

จุดแข็งของจีนในเกม AI: ไม่ใช่แค่โมเดล แต่คือ “การประยุกต์ใช้”

 

เวที Understanding China’s Approach to AI ชี้ให้เห็นว่า จุดแข็งของจีนอยู่ที่ “ความเร็วในการใช้งานจริง” ไม่ใช่แค่ R&D โดยมีปัจจัยหนุน 5 ประการ:

 

  1. ขนาดตลาดที่ใหญ่ และ ข้อมูลมหาศาล

 

  1. ระบบนิเวศที่ครบวงจร — จากโครงสร้างพื้นฐาน 5G ถึงแพลตฟอร์ม cloud ระดับโลก

 

  1. นโยบายรัฐแบบ Light-touch — ไม่ควบคุมจนเกินไปแต่คอยสนับสนุน รัฐเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “เร่งปฏิกิริยา”

 

  1. การ Reskill แรงงาน — รับมือ AI ด้วยทักษะที่ยืดหยุ่น (durable skills)

 

  1. วิสัยทัศน์ Open Innovation — จีนไม่ได้เก็บเทคโนโลยีไว้เอง แต่พร้อมแชร์เพื่อเติบโตร่วมกัน

 

แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ยังมีความท้าทายก็ไม่น้อย เช่น การระดมทุนจากสหรัฐฯ “แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว” หรือการขยายตลาดต้องเคารพกฎระเบียบ ภูมิทัศน์ด้านการแข่งขันด้านราคา และกฎหมายข้อมูลของแต่ละประเทศ (Data Localization) รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศจีนเองก็ “ดุเดือดถึงขั้นทำลายล้าง” (Brutal Competition)

 

ไทยในสายตาจีน: โอกาสหรือสนามทดลอง?

 

ออสการ์ หวัง ระบุว่า ไทยคือ “บันไดก้าวสำคัญ” ของจีนในการขยายสู่ตลาดโลก ด้วยความสัมพันธ์ที่ดี ภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ และขนาดตลาดที่เหมาะสม แต่สิ่งที่จีนยังขาดคือ “soft power ในการสื่อสาร” และ “ความเข้าใจวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ”

 

ข้อเสนอจากเวทีนี้จึงชัดเจน ถ้าไทยสามารถวางตำแหน่งเป็น “พื้นที่เชื่อมโยง” ที่จีนไว้ใจ โดยจัดการเรื่องทุนจีนเทาอย่างโปร่งใส เปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือแบบ win-win และเสริมทักษะบุคลากรไทยให้พร้อมรับการลงทุนระดับ deep tech ไทยจะไม่ได้แค่เป็นสนามทดลอง แต่เป็น “พันธมิตรระยะยาว”

 

บทส่งท้าย: โลกไม่ใช่ China vs. US แต่คือ China + ASEAN

 

บทสนทนาจากหลายเวทีชี้ตรงกันว่า “ความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ที่การแบ่งขั้ว” แต่คือความสามารถในการสร้างสมดุล, เชื่อมต่อความร่วมมือ, และเร่งนวัตกรรมร่วมกัน

 

Summer Davos ปีนี้ ไม่ได้มีคำตอบเดียวให้กับคำถามเรื่อง “อนาคตของจีน” แต่สิ่งที่ชัดเจนคือโลกต้องเผชิญกับจีนในฐานะ “ผู้เล่นที่ไม่เหมือนใคร” มีขนาด มีความเร็ว มีเทคโนโลยี แต่ก็มีความเปราะบางในระบบของตนเอง

 

ในโลกหลังโลกาภิวัตน์ จีนไม่ได้กำลังสร้าง “ระเบียบใหม่ของโลก” แต่กำลังเขียน “คำตอบของตัวเอง” ขึ้นมา และประเทศอย่างไทยต้องไม่เพียงแค่อ่านคำตอบนั้นให้ทัน แต่ต้อง “ตั้งคำถามให้แม่น” ด้วย

 

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD

The post มองจีนด้วยสายตาจีน โอกาสและความท้าทายในโลกาภิวัตน์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเทรนด์โลกจาก WEF 2025 รวดเดียวจบ https://thestandard.co/the_secret_sauce/wef-2025-trends-summary/ Fri, 14 Feb 2025 12:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1041822 wef-2025-trends-summary

ทุกปี ผู้นำจากทั่วโลกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักคิดชั้นน […]

The post สรุปเทรนด์โลกจาก WEF 2025 รวดเดียวจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
wef-2025-trends-summary

ทุกปี ผู้นำจากทั่วโลกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักคิดชั้นนำจะมารวมตัวกันที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าร่วมงาน World Economic Forum (WEF) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลกในการกำหนดแนวทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมของอนาคต งาน WEF 2025 ไม่เพียงแต่เป็นจุดศูนย์กลางของการเจรจานโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายของนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก

 

ในปีนี้ งาน WEF 2025 มีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นผู้นำระดับประเทศอย่าง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและ ติงเสวี่ยเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีน 

 

นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจแถวหน้าจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากมายมาร่วมถกประเด็นเกี่ยวกับอนาคตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก โดยมีหัวข้อหลักเกี่ยวกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียว

 

โดยธีมหลักของ WEF 2025 คือ ‘Collaboration for the Intelligent Age’ เป็นการเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบของ AI ต่อระบบเศรษฐกิจ ความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของโลกธุรกิจและสังคม ที่เรียกร้องให้ทุกๆ คนหันมาร่วมมือกันอย่างแท้จริง กันเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง

 

โลกธุรกิจยุคใหม่และปัจจัยขับเคลื่อนและแนวโน้มสำคัญที่ต้องจับตา

 

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ธุรกิจทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนมากขึ้น จากการประชุมระดับโลกที่เพิ่งผ่านมา มีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่สามารถชี้แนวทางให้ธุรกิจสามารถเตรียมตัวและปรับตัวเพื่อก้าวให้ทันโลกยุคใหม่ได้

 

1. นวัตกรรมและ AI: ตัวเร่งปฏิกิริยาทางเศรษฐกิจ

 

หนึ่งในหัวข้อหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคืออิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่เพียงแต่เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิด แต่กำลังถูกนำไปใช้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การค้าปลีก การเงิน หรือแม้แต่ภาครัฐ โดยเฉพาะ AI เชิงปฏิบัติ (Practical AI) ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ Generative AI ยังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีศักยภาพในการสร้างคอนเทนต์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการปรับแต่งบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

2. ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก: ผลกระทบจากนโยบายของมหาอำนาจ

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ และจีน ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก นโยบายกีดกันทางการค้าและภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนของภาคธุรกิจ

 

จากการประชุมระดับโลก มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน หลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากประเทศคู่แข่ง และมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในพลังงานสะอาดและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นสำคัญก็คือ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง นโยบาย ‘America First’ อาจส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ ซึ่งหมายถึงมาตรการกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษีนำเข้า และการลดบทบาทของสหรัฐฯ ในความร่วมมือระดับโลก ประเทศต่างๆ ต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และสร้างเครือข่ายการค้าทางเลือกที่มีความยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย

 

3. AI และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและทักษะแห่งอนาคต

 

เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ งานบางประเภทอาจลดลง ในขณะที่ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะด้านดิจิทัลและ AI จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

องค์กรที่ต้องการความสามารถในการแข่งขันจำเป็นต้องลงทุนในด้านการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskilling & Upskilling) โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการคิดเชิงวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแรงงานในยุคใหม่ที่ต้องสามารถทำงานร่วมกับ AI และระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้จริง ธุรกิจหลายแห่งเริ่มนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สร้างนวัตกรรมใหม่ และปรับแต่งบริการให้ตรงกับลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะ Generative AI ที่สามารถสร้างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล และช่วยให้ธุรกิจพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแล AI และการบริหารจัดการความเสี่ยงทางจริยธรรมยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

 

4. ความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

อีกหนึ่งหัวข้อที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างมากคือความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและผู้บริโภคมากขึ้น

 

การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่เพียงแค่แนวโน้ม แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร บริษัทที่สามารถผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจได้จะมีโอกาสสูงในการได้รับความเชื่อถือจากตลาดและนักลงทุน

 

การปรับตัวคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

 

จากการประชุม WEF 2025 มีข้อสังเกตสำคัญที่ผู้นำธุรกิจและรัฐบาลควรให้ความสนใจ ได้แก่

 

  1. AI เป็นเครื่องมือแห่งอนาคต บริษัทที่สามารถปรับตัวใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้

 

  1. ภูมิรัฐศาสตร์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับโลกจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและตลาดแรงงาน

 

  1. เศรษฐกิจสีเขียวเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่กระแส องค์กรที่ลงทุนในโซลูชันที่ยั่งยืนจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากภาครัฐและภาคเอกชน

 

กล่าวคือโลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดการณ์ได้ องค์กรที่สามารถปรับตัวให้ทันต่อแนวโน้มเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จะเป็นองค์กรที่สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

 

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ และก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

 

🚀 ชมคลิปเต็มที่: สรุปเทรนด์โลกจากดาวอส 2025 Trump คนเดียวเสียวทั้งโลก | The Secret Sauce EP.829

The post สรุปเทรนด์โลกจาก WEF 2025 รวดเดียวจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด https://thestandard.co/pm25-solution-analysis/ Mon, 03 Feb 2025 07:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1037590 หมอกควันฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

ช่วงนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คนบ่นเรื่องฝุ่น PM2.5 บางคนไอ บา […]

The post ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอกควันฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ

ช่วงนี้ไปไหนก็ได้ยินแต่คนบ่นเรื่องฝุ่น PM2.5 บางคนไอ บางคนเจ็บคอ บางคนถึงกับเลือดกำเดาไหลเพราะอากาศแห้งและเต็มไปด้วยฝุ่น ยิ่งในกรุงเทพฯ เช้าๆ มองไปข้างหน้าก็เห็นแต่อากาศขมุกขมัว แสบจมูกทุกครั้งที่ต้องออกไปข้างนอก หลายคนเริ่มกังวลว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหน

 

กรมควบคุมมลพิษออกมาเตือนว่า ในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ ฝุ่นยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ นี่หมายความว่าอีกหลายวันข้างหน้า คนกรุงและอีกหลายจังหวัดต้องเผชิญกับมลพิษที่เลี่ยงไม่ได้

 

มาตรการระยะสั้น: พอไหม?

 

หนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ คือการให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้าและรถเมล์ฟรี 7 วัน (25-31 มกราคม) เพื่อลดจำนวนรถยนต์บนถนน ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล เพราะข้อมูลจากกล้องวงจรปิดของกรุงเทพฯ พบว่าการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลดลงประมาณ 500,000 คัน หรือ 10% จากตัวเลขเฉลี่ย 10 ล้านคันต่อวัน

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกมาตรการอื่นๆ เช่น การทำงานจากที่บ้าน (WFH) การควบคุมการเผาชีวมวล และการตรวจจับรถควันดำ แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ มันพอไหม? และที่สำคัญ แก้ตรงจุดหรือเปล่า?

 

นายกฯ มองปัญหาฝุ่นอย่างไร?

 

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ที่เวที World Economic Forum 2025 เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่า

“ฝุ่นไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์ เรารู้ว่ามีปัญหานี้มาตลอด ก่อนมาประชุมที่นี่ก็เรียกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาหารือหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ รวมถึงพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือกันลดฝุ่น

 

“แน่นอนว่า วันที่ฝุ่นเยอะเราไม่สามารถดีดนิ้วให้ฝุ่นหายไปได้ เราเตรียมเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ เผอิญว่าวันที่เรามาที่นี่ มันเป็นช่วงที่ฝุ่นเยอะพอดี แต่เราก็ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจ”

 

ฟังดูแล้วรัฐบาลรับรู้ปัญหา และพยายามหาทางออก แต่มาตรการที่ออกมาอาจจะยังเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

 

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ: เรากำลังแก้ผิดจุด?

 

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI มองว่า มาตรการหลายอย่างที่รัฐบาลทำ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จริงๆ

 

“การฉีดละอองน้ำ การขอความร่วมมืองดปิ้งย่าง หรือแม้แต่การลดการสูบบุหรี่ ไม่ได้ผิด แต่มันไม่ใช่คำตอบที่จะแก้ปัญหา PM2.5 ได้จริงๆ เพราะฝุ่นจากกิจกรรมเหล่านี้ไม่ใช่ PM2.5 แต่เป็นฝุ่นอีกประเภท”

 

เขายังชี้ให้เห็นว่า การติดตั้งหอดูดอากาศขนาดใหญ่ หรือการจำกัดรถบรรทุกให้วิ่งเฉพาะวันคู่-วันคี่ อาจมีต้นทุนสูง แต่กลับไม่ได้ช่วยลดฝุ่นพิษจากต้นเหตุหลัก

 

“เราต้องกลับไปดูต้นตอของปัญหาจริงๆ เช่น ควันจากรถยนต์ดีเซลเก่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าเราไม่แตะจุดพวกนี้ ฝุ่น PM2.5 ก็ไม่มีวันลดลง”

 

จะแก้ฝุ่นพิษให้ได้ ต้องทำอะไรบ้าง?

 

ดร.สมเกียรติ เสนอแนวทางที่สามารถทำได้จริง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

  • ปรับมาตรฐานน้ำมันและไอเสีย: ยกระดับมาตรฐานน้ำมันให้เป็น Euro 5 หรือ Euro 6 และควบคุมอายุการใช้งานของรถยนต์เก่า
  • ลดการเผาชีวมวล: ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรแทนการเผา และให้แรงจูงใจทางการเงิน เช่น คาร์บอนเครดิต
  • จัดการปัญหาข้ามพรมแดน: ฝุ่นบางส่วนมาจากเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา ที่มีการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตร ไทยต้องมีมาตรการร่วมกับอาเซียนเพื่อแก้ปัญหานี้
  • บริหารจัดการซัพพลายเชนพืชเกษตร: ปัจจุบันไทยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เอง 4-5 ล้านตันต่อปี แต่ต้องใช้ 8-9 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากไทยลดการปลูกข้าวโพดและนำเข้าแทน อาจช่วยลดปัญหาการเผา

 

ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปทางไหน?

 

ขณะที่รัฐบาลยังคงใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การลดค่ารถเมล์ หรือการใช้ฝนหลวง แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่โครงสร้างและนโยบายระยะยาว

 

ในสิงคโปร์ บริษัทที่ซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศต้องรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งหมายความว่า หากบริษัทในไทยต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีการเผาทำลายป่า นี่เป็นแนวทางที่ไทยควรศึกษา

 

สัปดาห์นี้ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพด ต้องแสดงเอกสารยืนยันว่าไม่ใช้การเผา รวมถึงจะประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล แต่มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ถ้าเรายังแก้กันแบบปลายเหตุ เราก็จะเจอกับฝุ่น PM2.5 ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

มาตรการชั่วคราวช่วยให้คนหายใจสะดวกขึ้นในช่วงหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ควบคุมมลพิษจากรถยนต์ โรงงาน และการเผาในที่โล่ง รวมถึงร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

 

ถึงเวลาที่ไทยต้องหันมา ‘ร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ตรงจุด’ เพราะฝุ่นพิษไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น หากทุกภาคส่วน—รัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน—ไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราอาจต้องเผชิญกับผลกระทบที่หนักหน่วงเกินกว่าที่จะรับไหว และฝุ่นพิษอาจกลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ที่กัดกินคุณภาพชีวิตของเราทุกคนไปตลอด

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต

The post ฝุ่นพิษ: ภัยเงียบที่ต้องแก้ให้ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทรัมป์มาโลกป่วน ภูมิรัฐศาสตร์ร้อน ความท้าทาย AI โจทย์ใหญ่โลกปี 2025 | DECODING THE WORLD #20 https://thestandard.co/decoding-the-world-20/ Mon, 27 Jan 2025 08:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1034835 decoding-the-world-20

การประชุม World Economic Forum ประจำปี 2025 ที่เมืองดาว […]

The post ชมคลิป: ทรัมป์มาโลกป่วน ภูมิรัฐศาสตร์ร้อน ความท้าทาย AI โจทย์ใหญ่โลกปี 2025 | DECODING THE WORLD #20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
decoding-the-world-20

การประชุม World Economic Forum ประจำปี 2025 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถูกครอบงำด้วยประเด็นอันท้าทาย ทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน เพิ่มดีกรีขึ้นกับการมาของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ชุดใหม่ และความท้าทายจาก AI ที่เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

 

เวทีนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย โดยปีนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปร่วมงานพร้อมเป้าหมายใหญ่คือการขยายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนของประเทศต่างๆ

 

THE STANDARD นำโดย เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ซีอีโอและบรรณาธิการบริหารของ THE STANDARD เดินทางไปยังดาวอส เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของงาน WEF 2025 อย่างเข้มข้น

วิเคราะห์ทุกแง่มุมสำคัญใน DECODING THE WORLD : ถอดรหัสโลก

The post ชมคลิป: ทรัมป์มาโลกป่วน ภูมิรัฐศาสตร์ร้อน ความท้าทาย AI โจทย์ใหญ่โลกปี 2025 | DECODING THE WORLD #20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การต่างประเทศเชิงรุกบนเวที WEF 2025 ไทยพร้อมกลับสู่จอเรดาร์โลก https://thestandard.co/wef-2025-thailand-global-radar/ Sun, 26 Jan 2025 04:01:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1034578 WEF 2025

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให […]

The post การต่างประเทศเชิงรุกบนเวที WEF 2025 ไทยพร้อมกลับสู่จอเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEF 2025

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ โดยเปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของไทยบนเวที World Economic Forum 2025 พร้อมเล่าถึงความสำเร็จในการนำเสนอศักยภาพของประเทศ ทั้งในด้านโลจิสติกส์ ซอฟต์พาวเวอร์ และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงกลยุทธ์เชิงรุกของไทยในการรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์และภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

 

ไทยจะวางตัวเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและสร้างโอกาสจากความร่วมมือระดับโลกได้อย่างไร

 

 

ไทยได้อะไรจากการประชุม WEF 2025 จะทำให้ไทยกลับมาอยู่บนจอเรดาร์โลกหรือไม่

 

การที่ไทยจะกลับมาอยู่ในจอเรดาร์โลกได้ สำคัญที่สุดคืออยู่ที่ตัวเรา ผมเชื่อว่าโดยศักยภาพของประเทศไทย เรามีบทบาทสำคัญอยู่แล้วและเราไม่ได้ลดบทบาทความสำคัญของตัวเองลงเลย เพียงแต่ว่าบางครั้งมันเป็นธรรมชาติของการพัฒนา ก็อาจมีการติดขัดบ้าง แต่โดยพื้นฐานหรือเบื้องลึกแล้วประเทศไทยมีความสำคัญ และทุกชาติก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรา

 

การที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มา WEF ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของท่านเหมือนกัน รวมถึงเป็นครั้งแรกของผม สิ่งสำคัญที่สุดที่เรามองเห็นบนเวทีนี้คือ PPP หรือ Public-Private Partnerships ทุกคนคงได้เห็นภาพความพยายามของกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำและผู้นำระดับโลก ซึ่งรวมตัวกันเพื่อเซ็ตทิศทางของสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม อันนี้ชัดเจนว่ามันเป็น PPP หรือความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่จะทำร่วมกัน

 

สำหรับคำถามที่ว่า เราจะเซ็ตโทนกันอย่างไร หลังจากที่มีการประชุมกัน ธีมของปีนี้จะเป็นความร่วมมือและ AI เป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอะไรก็ตาม มันจะมีสองด้านเสมอคือทั้งแง่ลบและบวก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำคือการหาคำตอบว่า เราจะสามารถมามีความร่วมมือกันอย่างไร เพื่อให้ AI สร้างผลประโยชน์ในเชิงบวกให้กับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และสังคม

 

ถ้าเรามาดูเรื่องของ Value Chain ก็จะมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

 

การที่นายกฯ ตลอดจนตัวผม ร่วมด้วยรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง ก็จะได้เข้ามาเซ็ตโทนร่วมกันว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนบน Value Chain จะออกมาในทิศทางใดบ้าง เช่น ต้นน้ำก็อาจเป็นการทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

 

สำหรับกลางน้ำ ประเทศไทยชัดเจนอยู่แล้วว่าเราเป็นศูนย์กลางการผลิตในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านการเกษตร แต่ในแง่อุตสาหกรรมเราก็เป็นฮับในการผลิตรถยนต์ด้วย

 

ส่วนปลายน้ำก็คือการที่เรามี Market Network หรือมีเครือข่ายที่เข้าถึงสังคม ทั้งหมดก็เพื่อตอบโจทย์ว่าการทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกันนำมาสู่การสร้างผลิตภาพและสร้างผลประโยชน์ให้กับประชาชน

 

โดยนายกฯ พูดชัดเจนว่า รัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจในการสร้างผลิตภาพ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนภาคเอกชนและนำไปสู่การสร้างผลผลิตได้ รัฐบาลไทยก็พร้อมทำทุกอย่าง

 

นอกเหนือไปจากการเข้าร่วมการประชุม WEF แล้ว นายกฯ ยังมีโอกาสร่วมประชุมทวิภาคีแบบตัวต่อตัวกับผู้นำหลายๆ ประเทศ และทุกประเทศก็เห็นพ้องกับนายกฯ ว่า ในท้ายที่สุดแล้วภาครัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่สร้างอุปสรรคขัดขวางให้เกิดขึ้นกับภาคการผลิตหรือก็คือภาคเอกชน

 

กลับมาที่คำถามคือ เราได้อะไรจากการประชุม WEF สิ่งแรกคือการได้แสดงศักยภาพของประเทศไทย ในเรื่องของโลจิสติกส์ นายกฯ ได้พบกับผู้บริหารของบริษัท DP World ทุกท่านคงทราบว่า DP World เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์

 

สิ่งที่นายกฯ ได้พูดคุยกับผู้บริหารของ DP World ก็คือการแสดงให้เห็นศักยภาพประเทศไทยในฐานะที่เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญ (Strategic Location) เราเป็นสมาชิกของอาเซียนและอาเซียนพลัส เพราะฉะนั้นเรามี Connectivity ที่มั่นคงและเข้มแข็งกับอาเซียนและอาเซียนพลัส (+ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นตลาดที่มีคนมากกว่า 2 พันล้านคน

 

ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศของอาเซียนที่เป็นสมาชิกของ BIMSTEC โดยเรากับอินเดียเป็นประเทศที่มีบทบาทนำใน BIMSTEC ชัดเจน หรือตลาดที่มีคนอีกกว่า 2 พันล้านคน ซึ่งนายกฯ ได้อธิบายให้ผู้บริหารของ DP World เห็นศักยภาพตรงนี้

 

ถัดไปก็คือเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งทุกท่านก็คงทราบว่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นแบรนดิ้งที่สำคัญของนายกฯ และท่านก็สามารถที่จะแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย โดยมี 2 กิจกรรมที่นายกฯ เข้าไปร่วมในกรอบของ WEF ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์

 

อันแรกเลยก็คือการที่ท่านไปเป็น Keynote Speaker ในเรื่องของ Betazone ซึ่งเขาเซ็ตธีมว่า Not Losing Sight of Soft Power ความหมายก็คืออย่ามองข้ามศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งนายกฯ เน้นย้ำศักยภาพประเทศไทยในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ 13 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโรงแรม, การท่องเที่ยว, กีฬา, ภาพยนตร์, อาหาร, แฟชั่น และอื่นๆ ในการปราศรัยวันนั้นมีผู้ฟังหลายร้อยคน รวมทั้งมีผู้ติดตามทางออนไลน์ด้วย ซึ่งผู้ชมให้ความสนใจอย่างมาก

 

นายกฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อเรามีความพยายามที่จะผลักดันในตรงนี้ พลังของซอฟต์พาวเวอร์จะช่วยเสริมสร้างพลังของประเทศ รวมทั้งความร่วมมือของประเทศต่างๆ เข้ามาด้วยกัน

 

จุดสำคัญที่สุดที่ผมอยากไฮไลต์คือ นายกฯ สามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทั้งที่อยู่ในงานและที่ติดตามกันอยู่ทางออนไลน์ได้มองเห็นถึงศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์ และหลังจากจบปราศรัย ผู้ฟังหลายท่านได้เข้ามาพูดคุยกับนายกฯ ว่าเขาอยากที่จะมีคอนเน็กชันกับประเทศไทย ในเรื่องของการร่วมกันพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ เพราะเขาเห็นแล้วว่าประเทศไทยเป็นต้นแบบที่สำคัญ

 

กิจกรรมที่สองที่เกี่ยวข้องเรื่องกับซอฟต์พาวเวอร์ก็คือ Thai Reception ซึ่งประสบความสำเร็จมาก ผู้ที่เข้าร่วมงานได้ลิ้มรสอาหารไทยที่ทุกคนโปรดปรานอยู่แล้ว ก็เลยเป็นจุดสนใจที่สำคัญ ต้องขอบคุณทีมงาน เชฟทุกคนที่มีส่วนร่วม รวมถึงสปอนเซอร์หลักของเรา ไม่ว่าจะเป็น ปตท., CP, ThaiBev และอีกหลายองค์กร ที่เข้ามาสนับสนุน ผู้ที่เข้ามาร่วมใน Thai Reception ได้มีโอกาสพูดคุยกับเชฟ ซึ่งสร้างแรงผลักดันให้คนเห็นคุณค่าของอาหารไทยนอกเหนือไปจากรสชาติ ความละเมียดละไมของการปรุง การเลือกสรรวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์กับร่างกาย และนั่นก็คือศักยภาพพลังของซอฟต์พาวเวอร์ที่ทุกคนได้เห็น

 

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะนำมาแชร์เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ คือเรื่องความตั้งใจของ WEF ที่อยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของศูนย์ C4IR (Centre for the Fourth Industrial Revolution) ซึ่ง WEF มองเห็นศักยภาพของไทยในเรื่องของการเกษตร อย่างที่ผมเรียนว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่นายกฯ พยายามผลักดันให้ทุกประเทศได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในเรื่องของอาหาร ทำให้ WEF เห็นคุณค่าของประเทศไทย เห็นบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ C4IR เน้นไปทางด้านการเกษตรและอาหาร โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ถือเป็นบทบาทที่ชัดเจนของประเทศไทยที่ทำให้ประเทศต่างๆ รวมทั้ง WEF ได้เห็นว่าเราสามารถการันตีความมั่นคงทางอาหารให้กับโลกได้

 

มีอีก 2-3 ประเด็นที่ผมอยากไฮไลต์ ในช่วงที่นายกฯ เป็นประธานในการพูดคุยกับ WEF ในเรื่องของ Country Strategy Dialogues ประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่ผมอยากไฮไลต์ก็คือโลจิสติกส์ หลังจากที่นายกฯ นำเอาศักยภาพของประเทศไทยทางด้านการเป็นยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียไปพูดคุย ทำให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนหลายๆ บริษัทได้เห็นศักยภาพตรงนี้ จึงมีการพูดคุยกันถึงเรื่องที่ประเทศไทยจะเป็นฮับทางด้านโลจิสติกส์ค่อนข้างชัดเจน

 

ในเรื่องของท่องเที่ยวก็มีนักธุรกิจท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวทางเรือ (Cruise Tourism) ซึ่งขอเรียนว่านายกฯ ได้พูดกับผู้นำหลายคนว่า ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มโครงการ 6 Countries, 1 Destination เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทางเรือยกขึ้นพูด ทำให้ได้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่าเราคือผู้นำในเรื่องของท่องเที่ยว ทุกคนตอบได้เลยว่ารายได้ทางด้านการท่องเที่ยวต่อ GDP ของเราคือ 20% เรามีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนในปีนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่าเราเป็นผู้นำในเรื่องของด้านการท่องเที่ยว ประกอบกับศักยภาพในการเป็น Strategic Location ของประเทศไทย เรามีบทบาทนำในเรื่องท่องเที่ยวได้

 

ความสำเร็จของการเดินทางมาครั้งนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ อันที่หนึ่งเด่นชัดเลยคือเรามีการลงนามความตกลงระหว่างประเทศไทยกับ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ เป็นกรอบความร่วมมือการค้าเสรีที่ประเทศไทยมีกับประเทศในยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศใน EFTA

 

นอกจากนั้น นายกฯ ก็มีโอกาสพูดคุยระดับทวิภาคีกับนายกฯ อาร์เมเนีย ซึ่งท่านได้ผลักดันการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศในกรอบของ EAEU ก็คือสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ซึ่งประกอบด้วยรัสเซีย, คาซัคสถาน, อาร์เมเนีย, เบลารุส และคีร์กีซสถาน ตรงนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งความตกลงที่เราต้องการผลักดัน แต่ต้องเจรจาในรายละเอียดกันต่อไป

 

 

อาจพูดได้เลยว่าประเทศไทยตอนนี้อยู่ในเรดาร์โลก แต่เช่นนั้นก็คงจะต้องมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่หลายประเทศกังวล ประเทศไทยก็อยู่ติดในความเสี่ยงนั้น เพราะเราก็ค้าขายกับโลก อยากทราบว่ามีแผนรับมือตรงนี้อย่างไร

 

จริงๆ แล้ว อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทุกท่านทราบว่าเป้าหมายหรือนโยบายการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่างประเทศเชิงรุก เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพราะฉะนั้นผมได้พูดกับทุกๆ ประเทศและในทุกๆ โอกาส ผมพูดชัดเจนว่า กรอบต่างๆ หรือ Regional Grouping ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น BRICS, OECD, อาเซียน, อาเซียนพลัส ผมบอกทุกกลุ่มอย่างชัดเจนว่า ผมไม่ได้มอง Regional Grouping เป็น Political Bloc แต่มองว่าเป็นโอกาสที่จะมีความร่วมมือในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน

 

ผมค่อนข้างมองไปในเรื่องของ Geoeconomics มากกว่าที่จะไปสร้างอุปสรรคขัดขวางความร่วมมือในการพัฒนา เพราะฉะนั้นถ้าเราเอา Geopolitics มาตั้งก็อาจไปไม่ถึงไหน แต่ผมบอกเลยว่าเราไม่ได้มองว่ากลุ่มเหล่านี้เป็น Political Bloc แต่มองว่าเป็นโอกาสทางความร่วมมือ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

 

ส่วนเรื่อง Geopolitics ในทุกปีก็จะมีการประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ท่านไปว่ากันเลย แล้วประเทศไทยก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องของ Geopolitics แต่ขอให้ละไว้หน่อยว่า การรวมกลุ่มกันในเรื่องของอนุภูมิภาคทั้งหลาย รวมทั้งภูมิภาคต่างๆ ขอให้เน้นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางธุรกิจและสังคมร่วมกัน

 

เราจะวางตัวให้สามารถเป็นมิตรกับทุกคนท่ามกลางความขัดแย้งได้อย่างไร

 

เอา Political Issues ออกไป แต่ละคนมีพื้นฐานเรื่องราวของประเทศแตกต่างกัน

 

ยกตัวอย่างเช่น เมียนมา ถ้าคุณพยายามจะแก้ปัญหาในเมียนมา แต่คุณไม่ฟังคนที่อยู่ในประเทศเขา ก็ไม่ได้ ผมพูดเสมอเรื่องของเมียนมา ไม่มีใครไปช่วยแก้ปัญหาของเขาได้ยกเว้นตัวเขาเอง

 

สำหรับเรา เรามีหน้าที่สนับสนุนอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่สนับสนุนด้วยอาวุธ ประเทศไทยไม่เคยสนับสนุนเรื่องอาวุธกับประเทศใดทั้งสิ้น อันนี้ขอให้เข้าใจชัดเจน รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนให้มีการก่อกวนความวุ่นวายหรือสร้างความขัดแย้ง แต่เราพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ทุกประเทศแก้ปัญหาได้บนพื้นฐานของความร่วมมือ

 

ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนอาจมองว่าเราถูกบีบให้เลือกข้าง

 

อย่างที่ผมเรียนว่า ในที่สุดแล้วความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรามีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยู่ที่ว่าเราจะมีศักยภาพในการหาจุดแข็งของเรา เพื่อแสดงให้เขาเห็นว่านี่คือโอกาสที่เขาจะมีความร่วมมือกับเรา ไม่ใช่เพียงแค่มาขอให้เราเลือกข้าง

 

ผมมองว่าความร่วมมือในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ พัฒนาระบบของการทำธุรกิจร่วมกัน รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างของสังคม เพื่อสอดรับกับสิ่งที่โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น AI, บล็อกเชน และอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับทุกประเทศมีความร่วมมือกัน ตรงนั้นผมว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญมากกว่า

 

แล้วสิ่งที่นายกฯ นำมาไฮไลต์ที่ WEF ครั้งนี้ ก็คือศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโลจิสติกส์ ซอฟต์พาวเวอร์ ความมั่นคงทางอาหาร เพราะฉะนั้นหลายคนก็ต้องมองว่านี่คือศักยภาพของประเทศไทย และนี่คือบทบาทที่สร้างสรรค์ของประเทศไทยในประชาคมโลก

The post การต่างประเทศเชิงรุกบนเวที WEF 2025 ไทยพร้อมกลับสู่จอเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สรุปประเด็น ‘ครั้งแรกกับภารกิจที่ดาวอสของนายกฯแพทองธาร’ สำคัญแค่ไหนทำไมต้องมา! | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25012025/ Sat, 25 Jan 2025 03:41:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1034338 morning-wealth-25012025

Exclusive Interview ครั้งแรกกับภารกิจที่ดาวอสของนายกฯ ‘ […]

The post ชมคลิป: สรุปประเด็น ‘ครั้งแรกกับภารกิจที่ดาวอสของนายกฯแพทองธาร’ สำคัญแค่ไหนทำไมต้องมา! | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25012025

Exclusive Interview ครั้งแรกกับภารกิจที่ดาวอสของนายกฯ ‘แพทองธาร’ โดย เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว THE STANDARD สัมภาษณ์ตรงจากเมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สรุปประเด็น ‘ครั้งแรกกับภารกิจที่ดาวอสของนายกฯแพทองธาร’ สำคัญแค่ไหนทำไมต้องมา! | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็กซ์คลูซีฟข้ามทวีปกับ ‘แพทองธาร’ งาน World Economic Forum 2025 พาไทยปักธงเวทีโลก https://thestandard.co/exclusive-paetongtarn-wef-2025/ Fri, 24 Jan 2025 13:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1034186

นับเป็นครั้งแรกของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 […]

The post เอ็กซ์คลูซีฟข้ามทวีปกับ ‘แพทองธาร’ งาน World Economic Forum 2025 พาไทยปักธงเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นครั้งแรกของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศไทย ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2025 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส

 

ที่ถือเป็นสุดยอดการประชุมประจำปีที่รวมตัวผู้นำและนักธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อแลกเปลี่ยนและนำเสนอแนวคิด รวมถึงสร้างความร่วมมือในการกำหนดทิศทางของโลกในอนาคต ตั้งแต่วันที่ 20-24 มกราคม 2025 

 

ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ และสงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกา THE STANDARD ร่วมพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงจุดยืนของไทย พร้อมเปิดใจความรู้สึกที่มีต่อเสียงวิจารณ์การรับมือฝุ่น PM2.5 ข้ามประเทศ

 

 

เยือนเมืองดาวอสครั้งแรก มีภารกิจและเป้าหมายมาทำอะไร?

 

แพทองธารอธิบายว่า งาน World Economic Forum เป็น Private Sector ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนมาเจอกัน นักธุรกิจชั้นนำของทุกประเทศทั่วโลกมาเจอกันเป็น Multi-Stakeholders เพื่อจะเซ็ตเทรนด์ของโลกว่าปีนี้โลกสนใจอะไร มันกำลังหมุนไปทางไหน โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งงานแบบนี้มีหนึ่งครั้งต่อปี ถ้าเป็นรัฐบาลมาได้ แต่เอกชนที่จะเข้ามายากมาก จะเห็นได้ว่าทุกคนห้อยบัตรและแบ่งแยกสีห้ามเข้าโซนไหน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากที่ประเทศของเราได้มา โดยเฉพาะประเทศที่มีผู้นำใหม่ ซึ่งตัวดิฉันคือผู้นำใหม่ ปีที่แล้วเป็น เศรษฐา ทวีสิน

 

แพทองธารย้ำว่า การเข้าร่วมประชุม World Economic Forum เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการมาด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจ แสดงว่าตัวหลักของประเทศมา ก็จะเข้ามาร่วมพูดคุยกับเรามากขึ้น และส่วนตัวคิดว่าผู้นำควรมาทุกๆ ปี เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศ นั่นคือการทำให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศต้องการอะไร มุ่งไปสู่อะไร อยากให้การลงทุนแบบไหนเข้าประเทศ ทำให้สามารถกำหนดทิศทางได้ และรู้สึกคุ้มค่าแม้จะมีการประชุมอัดแน่นตลอดทั้งวัน 

 

อยากให้สรุปว่าหารือกับใครไปแล้วบ้าง อะไรที่สำเร็จแล้ว?

 

วันแรกคุยไป 6 บริษัท คือ Google, Bayer AG, DP World, Coca-Cola, AstraZeneca และ Amazon Web Services

 

การมาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากนายกฯ เศรษฐา ที่เคยมา เช่น การหารือกับบริษัท DP World ที่ทำเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการมาครั้งนี้ ได้หารือในปีที่แล้วและปีนี้มีความคืบหน้าในการหารือ บริษัทก็ทราบว่าในการทำแลนด์บริดจ์จะมีส่วนประกอบเล็กๆ ข้างในอย่างไรบ้าง ซึ่งเขาก็ตกลงมาร่วมมือกับเราแล้ว แต่ยังมีหลายส่วนที่จะเกิดขึ้นและจะต้องมีการทำ Bidding 

 

แพทองธารเปิดเผยด้วยว่า “การเกิดขึ้นของแลนด์บริดจ์มาแน่ แต่ว่าจะมาในรูปแบบที่เอื้อประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ตอนนี้อยู่ในช่วงที่เรากำลังศึกษาว่าแบบไหนกระทบแบบไหน หรือว่ากับประเทศไหนจะเป็นอย่างไร ต้องคุยระหว่างประเทศด้วย นี่คือสิ่งสำคัญ”

 

ส่วนการหารือกับบริษัท Google ที่ลงทุนกับเราเรียบร้อยแล้วก็มาอัปเดตกับเราว่า ตอนนี้เริ่มในส่วนของโครงสร้างทุกอย่างแล้ว ได้มีการพูดคุยถึงขั้นตอนถัดไปว่าจะมีการพัฒนาคนของเราอย่างไร ซึ่งเขาบอกเลยว่าจะมีการจัดเป็นคอร์ส ฝึกระหว่างการก่อสร้างโรงงานว่าจะพัฒนาคนของเราควบคู่ไปอย่างไรบ้าง ซึ่งมี 4-5 ข้อที่เขาต้องการ เมื่อกลับไปก็สามารถสานต่อในเรื่องนี้ได้เลย 

 

นอกจากนี้ยังได้รับคอนเฟิร์มการลงทุนจาก TikTok ในเรื่อง Data Center เหมือนกับของบริษัท Google ซึ่งค่อนข้างยิ่งใหญ่พอสมควร โดยจะมีการไปเปิดตัวเลขการลงทุนที่เมืองไทย 

 

 

ในกิจกรรม Country Strategy Dialogue ได้เปิดอกพูดคุย อยากให้เล่าว่าอะไรคือโจทย์ที่ประเทศไทยต้องแก้ และอะไรคือสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุน?

 

แพทองธารระบุว่า บนเวทีพูดว่าประเทศไทยจะไปทางไหน เน้นเรื่องพลังงานสีเขียว (Green Energy) เสร็จแล้วเขาก็ถามเลยว่าภายใต้การนำของคุณมีการเปลี่ยนรัฐบาล มีการเปลี่ยนรัฐมนตรี ความเชื่อมั่นจะเป็นอย่างไร 

 

ตัวดิฉันก็พูดถึงความเชื่อมั่นว่า ไม่ต้องห่วง ดิฉันจะอยู่ครบเทอม จะอยู่จนจบ เพราะฉะนั้นการลงทุนต้องต่อเนื่อง การเลือกตั้งครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นจะต้องคำนึงถึงนโยบายที่มีประโยชน์ต่อประชาชน จะต้องมีการสานต่อนโยบาย ซึ่งต้องมี Commitment บางอย่างที่เราก็ต้องกล้าพูดกับเขาว่าคุณลงทุนได้ ไม่ใช่ลงทุน 2 ปีแล้วจากกัน 

 

“ไม่มีใครอยากลงทุน 2 ปีแล้วเก็บกระเป๋าไป เขาต้องอยู่ยาว 10 ปี 20 ปี อันนั้นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้นเราต้องทำให้เขามั่นใจในเรื่องนี้”

 

ถ้ามีการมาลงทุน ไทยมีพลังงานเพียงพอหรือไม่ แพทองธารระบุว่า แน่นอนว่าตอนนี้เรามีบริษัท Google เข้ามาลงทุน Microsoft ลงแล้ว TikTok กำลังจะลงเพิ่ม เราต้องรักษาในเรื่องของพลังงานแน่นอน และวางแผนในเรื่องของคุณภาพคน ทักษะของคน 

 

ขณะเดียวกันแพทองธารยังแสดงความกังวลว่าหากมี Data Center เข้ามาตั้ง เราจะทำให้มีคนที่มีความรู้เรื่องนี้อย่างไร เพราะว่าหลักสูตรการเรียนของเราไม่ได้มีเรื่องนี้เท่าที่ควร 

 

 

แพทองธารระบุว่า เราจึงได้ดีลกับ Google ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อให้ฝึกคนของเราด้วย ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากคนของเรายังไม่มีสกิลมากพอและธุรกิจแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นแนวทางแบบใหม่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมในอนาคต เขาสามารถฝึกให้เราได้เลย พร้อมย้ำว่า หากมาแข่งธุรกิจอื่น เราก็เก่งเหมือนกัน เพราะคนของเรามีคุณภาพ 

 

นอกจากนั้นส่วนตัวก็ขอให้บริษัทช่วยฝึกเด็กรุ่นใหม่ ฝึกนักเรียน ขอให้ช่วยทำงานกับมหาวิทยาลัย สอนเนื้องานที่จะทำเพื่อให้เด็กรุ่นต่อไปมีความรู้ในเรื่องนี้

 

“ดิฉันยังวางแผนในเรื่องของการให้ทุนการศึกษาที่เคยประกาศในวันเด็ก ซึ่งตั้งใจเลยว่ามหาวิทยาลัยของเรามีดีจำนวนมาก แต่ในเรื่องของอุปกรณ์ยังไม่ทันคนอื่นเขา รัฐบาลจึงอยากสนับสนุนทุนให้ไปเรียนต่างประเทศ เน้นวิชาพวกนี้ ไม่ใช่วิชาธุรกิจทั่วไป ซึ่งนั่นเป็นงบที่ไม่จำเป็น และหากได้ไปคุยกับบริษัทไหน เขาฝึกคนของเขาอย่างไร ก็อยากให้มาฝึกคนของเราบ้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ทั้งนี้ จะเปิดหลักสูตรระยะสั้นร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หรือจะเปิดเป็นหลักสูตรยาว เป็นเทอม หรือมีปริญญา ก็ค่อยว่ากันอีกที เพราะจะต้องหารือกับกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เมื่อไปไหน ส่วนตัวก็จะขอเรื่องนี้ก่อนเสมอ เพราะอยากเตรียมคน

 

“ถึงอย่างไรประเทศเรามาแน่ AI มาทั่วโลก จะไม่มาประเทศเราได้อย่างไร” 

 

ในการประชุม World Economic Forum เน้นเรื่องนี้อย่างมาก?

 

การประชุมเน้นเรื่องนี้อย่างมาก รวมถึงเรื่องพลังงานสีเขียว ซึ่งการประชุมแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เห็นถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้น ทุกประเทศทั้งอาเซียนและทั่วโลก เทรนด์กำลังมา ทำให้รู้สึกว่าคนของเราพร้อมแล้วหรือยัง 

 

เมื่อไปหาข้อมูลเพิ่ม แพทองธารพบว่าข้อมูลแสดงให้เห็นว่าคนยังไม่พร้อม แต่เมื่อไม่พร้อมทำก็จะพยายามอัดความรู้ให้เต็ม และเป็นสิ่งที่ทำให้มุ่งมั่นว่าแม้ตัวนายกรัฐมนตรีไม่อยู่มันก็ได้มีแล้ว คนของเราพร้อมแล้ว นี่คือสิ่งสำคัญ 

 

 

มีการพูดคุยกันมากบนเวที World Economic Forum ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะออนไลน์เข้ามา อาเซียนหลายประเทศก็ต้องตอบคำถามว่าจะวางตัวอย่างไร แล้วในส่วนของนายกรัฐมนตรีจะนำประเทศไปอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้?

 

แพทองธารยืนยันว่า จุดที่ประเทศไทยอยู่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก เรามีเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อนข้างพร้อมพอสมควร “เรื่องนี้ดิฉันภาคภูมิใจเวลาไปคุยกับคนอื่น พูดเลยว่าเราพร้อมที่จะเป็นความมั่นคงทางอาหารของโลก เรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นครัวโลก เรามีวัตถุดิบที่ดี เราต้องเอานวัตกรรม เอาเทคโนโลยีเข้าไปจับเรื่องพวกนี้ การถนอมอาหารให้นานขึ้น การเก็บสินค้าต่างๆ ให้นานขึ้น

 

“ดิฉันได้ไปคุยกับประเทศทางตะวันออกกลาง ซึ่งทุกคนชอบสิ่งนี้มาก และอยากให้ประเทศไทยเป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศเขา คุยกันตัวต่อตัวกับผู้นำ บางประเทศไม่ได้สงบสุข จึงต้องมีการจัดเตรียมอาหาร การที่เราเสนอตัวเป็นสิ่งที่ประเทศเขาตอบรับดีมาก 

 

“ดังนั้นไทยจึงต้องวางตัวให้ดี ซึ่งส่วนตัวทราบว่าในแต่ละฤดูกาลจะมีสินค้าล้นตลาด ซึ่งเราจะปรับตัวอย่างไรให้สินค้าเราถูกนำไปขาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเกษตรกรตั้งแต่พื้นจนถึงขึ้นข้างบน คนกลาง รวมไปถึงคนขายด้วย” 

 

แล้วการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ หลายคนบอกว่าเราอยู่ใน Trump Risk Index อันดับ 2 ที่มีความเสี่ยงมาก และบนเวที World Economic Forum ก็พูดกันเรื่องนี้ เราจะรับมือกันอย่างไร?

 

แพทองธารกล่าวว่า การที่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผู้นำประเทศต้องคิดคือ จะหาประโยชน์อะไรให้ประเทศตัวเอง เราเป็นคนไทย ประเทศไทยต้องมาก่อน เขาก็เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมองในด้านของข้อมูลว่าเขาเน้นอะไร เขาพูดเสร็จปุ๊บในทีมก็สรุปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาจะเอาอะไร เขาไม่เอาอะไร อย่างแรกคือเรื่องของการลงทุน เราทราบอยู่แล้วว่าทรัมป์ต้องการดึงดูดเงินลงทุนเข้าประเทศเขาให้มากที่สุด ซึ่งเราก็มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน แต่เราก็จะต้องสามารถส่งออกของเราได้เหมือนเดิมโดยไม่ติดขัดอะไร 

 

ต้องมีการพูดคุยกันในเชิงลึกและเตรียมพร้อมตัวเองไว้ก่อนว่าสิ่งที่จะคุยตรงกับเป้าหมายตัวเองหรือไม่ อะไรที่เขา Say Yes อะไรที่เขา Say No ต้องเตรียมข้อมูลไว้มากพอสมควร รวมถึงด้านต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้มีการส่งคนไปพูดคุย แต่ภาพรวมทั้งหมดดิฉันก็ต้องเป็นคนคุยเองเมื่อมีโอกาส ซึ่งสถานทูตไทยก็ขอในเรื่องของการเตรียมเยือนสหรัฐอเมริกาไปแล้ว เพื่อที่จะได้คุยกันเรื่องนี้มากขึ้น 

 

“พอทรัมป์ขึ้นปุ๊บ เราเตรียมการมาเรื่อยเลย จริงๆ แล้วมีการพูดคุยมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้ แต่พอเป็นทรัมป์ก็เป็นแนวนี้เลย”

 

 

ยากหรือไม่ในการสร้างความสมดุลกับประเทศยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะอีกประเทศคือจีน?

 

แพทองธารระบุว่า ด้วยความที่เราเป็นคนไทย ผ่านมานานแสนนาน ด้วยไทยนี้รักสงบ เราไม่ไปแอนตี้กับใคร เราซัพพอร์ตจีน จีนก็ซัพพอร์ตเรา มีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ และในปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี 

 

กับสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน เรามีความสัมพันธ์ที่ดีเรื่อยมา จึงต้องบาลานซ์ จริงๆ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ด้วยความที่เรามีความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งมากๆ กับจีน และจีนก็เข้าใจภาพรวมของโลกนี้ การพูดคุยก็เป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ในแนวที่ว่าพูดกับอเมริกาห้ามพูดกับจีน หรือพูดกับจีนห้ามพูดกับอเมริกา มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น 

 

ในฐานะที่เป็นผู้นำประเทศ อะไรที่ทำให้สะดุ้งตื่นในยามดึกมากที่สุด?

 

แพทองธารระบุว่า ด้วยความที่เป็นผู้นำอายุน้อยและเป็นผู้หญิง ทำให้เราเห็นข้อดีอย่างชัดเจนที่ว่า เวลาไปประชุม ASEAN หรือ APEC ง่ายเหลือเกินที่ผู้นำท่านอื่นๆ จะเข้ามาคุยกับเรา และเราก็สามารถเรียนรู้ผู้นำท่านอื่นได้ด้วยเช่นกัน เช่น นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียที่ได้มีการพูดคุย ก็พร้อมที่จะสอนเราว่าโลกของเขาต้องเจออะไรบ้าง การมีคอนเน็กชันตรงนี้สามารถคุยกับผู้นำอื่นได้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืน

 

เราทราบดีว่าหลายประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย จริงๆ แล้วเขาก็รักประเทศไทยมายาวนานและพร้อมสนับสนุนเราเช่นกัน เรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก เราไม่ได้เจอแค่ประเทศเดียว ทั้งโลกกำลังเจอ เพราะฉะนั้นหันซ้ายหันขวาก็เจอกัน 

 

 

รู้สึกอย่างไรกับเสียงวิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 เข้ามา ที่มีคนบอกว่านายกฯ มาทำอะไรที่นี่ หรือความเป็นผู้หญิงที่มีลูกเล็ก มีอุปสรรคอะไรที่กังวลหรือไม่ที่ทำให้รู้สึกว่าโดนวิจารณ์แล้วรู้สึกไม่ดี?

 

แพทองธารเล่าให้ฟังว่า ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าในเรื่องของฝุ่นเราทราบและเห็นแล้วว่าฝุ่นมันกำลังจะมา เราเตรียมไว้ตั้งแต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละพื้นที่และฝุ่นกำลังจะมา 

 

“ฝุ่นไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ของเราว่าทำไมวันนี้มีฝุ่น รัฐบาลทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก่อนมาก็เรียกประชุมหมดแล้ว ทั้งกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้คุยกับชาวบ้านให้เรียบร้อย ย้ำในพื้นที่นะว่าจะต้องดูเรื่องฝุ่น เราทำแบบนี้หมดแล้ว มากไปกว่านั้นประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด เราขอความช่วยเหลือทั้งหมดว่าทุกคนร่วมมือกันนะให้มันน้อยลง 

 

“แน่นอนวันที่ฝุ่นมันเยอะ มันอยู่ในอากาศ เราไม่สามารถดีดนิ้วให้ฝุ่นหายไปได้ เราเตรียมเท่าที่จะทำได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง บังเอิญว่าวันที่เรามาที่นี่เป็นช่วงที่ตรงกับช่วงฝุ่นเยอะ เราไม่สามารถเปลี่ยนวันของ World Economic Forum ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องสื่อสารไป”

 

นอกจากนี้ยังได้มีการพูดคุยกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าให้ลงมือเต็มที่ ซึ่งท่านยังอยู่โรงพยาบาลอยู่ ท่านก็เรียกปลัดและอธิบดีเข้าไปพูดคุยเพื่อสั่งการตามพื้นที่ที่ต้องทำทุกอย่างจริงๆ และค่าฝุ่นก็น้อยลงจากปีที่แล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 

 

“การมีฝุ่นไม่มีใครชอบหรอก ดิฉันลูกเล็กเข้าใจดี ลูกออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้เลยเพราะฝุ่น ไปโรงเรียนก็ไม่ได้เพราะเด็กเกินไป ก็ไม่สามารถดูแลตัวเองในการใส่หน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด เราก็ให้อยู่บ้าน ทำสุดความสามารถ”

 

 

ข้อวิจารณ์ต่างๆ ที่เข้ามา ยืนยันว่ารับมือได้?

 

แพทองธารระบุด้วยว่า มาอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลสาธารณะ ถึงอย่างไรก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์ เราดูหัวข้อไว้ว่าเขาวิพากษ์วิจารณ์เราเรื่องอะไรหรือแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ดี แต่ถ้าจะให้มาคอมเมนต์ในเรื่องที่บั่นทอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องคาแรกเตอร์ เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม มันไม่จำเป็น 

 

“เราชอบแบบนี้ เราไม่เคยเบียดเบียนใคร เราไม่ชอบบูลลี่ใครเรื่องนี้ เราไม่เคยทำตั้งแต่เกิดว่าเราไม่ชอบ เธอดูคนนี้ เราไม่ทำ เพราะเรามีมารยาทพอที่จะไม่ทำแบบนั้น แต่คนอื่นทำกับเรา ถ้าเราไปนั่งอ่านทุกคอมเมนต์ แน่นอนว่าเราเป็นมนุษย์ เราเสียใจ แต่ถ้าเรามาเสียใจในเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีแรงผลักดันประเทศต่อ ไม่มีแรงไปคุยกับผู้นำ มันคุ้มเหรอ 

 

เราทราบว่าหลายคนวิจารณ์เราเรื่องนี้เรื่องนั้น โอเค ทราบไว้แล้วจะได้แก้ไขปัญหา ทุกวงการไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตามโดนคอมเมนต์ทุกคอมเมนต์ นั่งอ่านก็หมดแรง แต่เราต้องมีแรง เพราะเรากำลังเป็นผู้นำประเทศ ต้องเอาตัวเองขึ้นไปให้ได้” 

 

ในฐานะผู้นำประเทศในวันนี้ มีอะไรที่อยากทำให้สำเร็จก่อนจะจบเทอม และมีอะไรที่อยากมอบให้กับคนไทยรวมถึงชาวโลก เนื่องจากอยู่ในงาน World Economic Forum?

 

ถ้าคำพูดกว้างๆ แบบไม่ระบุนโยบายก็คือ อยากทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น เป็นเป้าหมายหลัก เพราะถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น คนไทยจะมีกินมีใช้ คนไทยจะรวยขึ้น คนไทยจะอยู่อย่างสบายกายสบายใจขึ้น ซึ่งเรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากมายไม่ว่าจะเป็นนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือการช่วยดอกเบี้ยต่างๆ ของ SMEs 

 

สิ่งที่จะประสบความสำเร็จคือ นอกจากจะช่วยคนในประเทศด้วยนโยบายต่างๆ แล้ว เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศว่าเราพร้อมสำหรับการลงทุน เราพร้อมที่จะทำเรื่องยากๆ ในชีวิตของผู้ลงทุน เราไปแก้และสนับสนุนเพื่อให้เขาลงทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ซึ่งในปีนี้บางอย่างเห็นผลบ้างแล้ว และส่งผลต่อ GDP ของประเทศ

 

แพทองธารยังเปิดเผยด้วยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า GDP เราจะโตมากขึ้น ถึงแม้นักวิชาการหลายฝ่ายจะบอกว่า GDP ยังไม่โตก็ตาม ซึ่งเรามีงานอีกมากที่จะผลักดันประเทศไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการที่ GDP จะโตเกินคาดเป็นไปได้สูงมากๆ 

 

มั่นใจมาก?

 

มั่นใจมากค่ะ ยืนยันว่าเศรษฐกิจจะเป็นเป้าหมายหลักแน่นอน 

 

 

เห็นขึ้นเวทีเสวนา Betazone หัวข้อ ‘Not Losing Sight of Soft Power’ ทำไมใช้ Soft Power เป็นหัวใจในการสื่อสารของประเทศ?

 

แพทองธารกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดงาน Thailand Reception ในงาน World Economic Forum ทำให้ต้องเลือกข้อมูลที่ลิงก์กันในการที่จะพูด จึงเป็นเรื่อง Soft Power เป็นการขายของของเราต่อ เพราะ Soft Power เป็นสิ่งที่คนรู้จักเรา 

 

บางคนไม่เคยไปประเทศเรา แต่เคยกินอาหารไทย นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ทำไมไม่เคยไปประเทศเราแต่รับกินของเรา ทุกคนรู้จักว่าจานนี้จานนั้นอร่อยอย่างไร เป็นสิ่งที่ง่ายมากในการเจรจา เช่น เธอเคยกินส้มตำไหม 

 

ทำให้เมื่อเริ่มคุยฝรั่งจะสนใจและพิจารณาดูว่ามีอะไรที่จะซัพพอร์ตเรื่องนี้ได้บ้าง จึงอยากนำสิ่งที่ใกล้ตัวมาขาย และฉายเป็นภาพใหญ่ของประเทศให้ได้ 

 

ประเมินตัวเองสำหรับภารกิจการเยือนดาวอสครั้งนี้?

 

แพทองธารปฏิเสธที่จะให้คะแนนตัวเอง แต่ขอให้คะแนนทีมงานแทน โดยระบุว่าให้ 10 เต็ม 10 เลย เพราะว่าทุกคนกระจายทั่วไปคุยกับภาคส่วนต่างๆ เมื่อเจอหน้าทุกคนจะพูดว่าได้พบกับรัฐมนตรีคนนั้น ได้พบกับรัฐมนตรีคนนี้ ทำให้รู้สึกใจฟู มาฟูลทีมแล้วทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่มาก ดีใจ 

 

เท่าที่ประเมิน สรุปแล้วต่างชาติมองประเทศไทยตอนนี้อย่างไร?

 

แพทองธารเน้นย้ำกับ THE STANDARD อย่างมั่นใจว่าต่างชาติคิดว่าตอนนี้ประเทศไทยน่าลงทุนมาก เป็นประเทศแห่งโอกาสของเขา ไม่ใช่แค่ของเรา

 

ส่วนเราจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น เกิดอะไรอีกมากมายตามมาแน่ๆ ซึ่งถือเป็นชัยชนะของทั้งคู่ คิดว่าต่างชาติมั่นใจค่ะ

The post เอ็กซ์คลูซีฟข้ามทวีปกับ ‘แพทองธาร’ งาน World Economic Forum 2025 พาไทยปักธงเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าเวที World Economic Forum 2025 l #101 https://thestandard.co/news-digest-24012025/ Fri, 24 Jan 2025 12:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1034171

การประชุม World Economic Forum (WEF) ในปี 2025 จัดขึ้นท […]

The post ชมคลิป: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าเวที World Economic Forum 2025 l #101 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประชุม World Economic Forum (WEF) ในปี 2025 จัดขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้ธีม ‘Collaboration for the Intelligent Age’ หรือ ‘ความร่วมมือในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์’ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความร่วมมือและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกที่เร่งด่วนที่สุด

 

ผู้นำทั้งจากการเมือง ธุรกิจ และวิชาการได้มารวมตัวกันเพื่อหารือกันในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่อง ‘ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์’ ที่คาดการณ์ว่าปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน ทั้งสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน สงครามรัสเซีย-ยูเครน และในตะวันออกกลาง

 

ซึ่งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาระดับโลกอื่นๆ เช่น การแตกแยกทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงของสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของ AI ที่ขาดการกำกับดูแล ในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและช่องว่างระหว่างประเทศจนอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อความยั่งยืนในอนาคต

 

NEWS DIGEST วันนี้เราจะมาลำดับประเด็นสำคัญเหล่านี้โดยละเอียด พร้อมทั้งท่าทีของเหล่าผู้นำและคนสำคัญในแวดวงที่เกี่ยวข้อง

The post ชมคลิป: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เขย่าเวที World Economic Forum 2025 l #101 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ https://thestandard.co/top-bitkub-digital-assets-wef/ Fri, 24 Jan 2025 11:12:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1034115 สินทรัพย์ดิจิทัล

“สินทรัพย์ในอนาคตจะถูกแปลงสภาพการใช้งานไปอยู่ในรูปของสิ […]

The post ‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินทรัพย์ดิจิทัล

“สินทรัพย์ในอนาคตจะถูกแปลงสภาพการใช้งานไปอยู่ในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัลและโทเคนดิจิทัล” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวในงาน World Economic Forum ประจำปี 2025 บนเวที ‘การเปลี่ยนแปลงจากสินทรัพย์สู่สินทรัพย์ดิจิทัล’

 

จิรายุสได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการเงินครั้งนี้ร่วมกับผู้นำด้านการเงินจากหลากหลายหน่วยงานทั่วโลก ทั้ง Ola Doudin ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BitOasis, Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Circle Internet Financial และ Marc Bayle de Jessé ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CLS Bank International ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส

 

ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย จิรายุสมองว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีการส่งเสริมจากรัฐบาลและกฎระเบียบกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยหนึ่งในกรณีใช้งานที่เริ่มใช้งานแล้วคือการทำ ‘โทเคนอสังหาริมทรัพย์’ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้แม้จะไม่มีทุนมาก ซึ่งแทนที่จะต้องซื้อทั้งห้องในราคา 10 ล้านบาท การซื้อด้วยโทเคนทำให้เราสามารถแบ่งสินทรัพย์นั้นออกเป็นหน่วยที่เล็กลงได้ อาจทำให้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 10 บาทต่อหน่วย

 

นอกจากนี้การทำโทเคนมิได้จำกัดแค่สินทรัพย์ที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้กับทั้งโทเคนคาร์บอนเครดิตและโทเคนค่าไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ‘Green Token’ ที่จะได้เห็นการเปิดตัวในปีนี้ และจิรายุสเชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าเราจะเห็นสินทรัพย์ที่มากกว่าแค่อสังหาริมทรัพย์ถูกทำเป็นโทเคนมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญในการทำโทเคนให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายคือการสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกัน ทั้งระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมายและทำให้สภาพคล่องสามารถไหลเวียนได้อย่างอิสระและปลอดภัย 

 

รวมถึงความท้าทายอีกหนึ่งประเด็น นั่นคือการทำให้การใช้งานเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายและสามารถเข้าถึงได้ เช่น การยกเลิกคำศัพท์เฉพาะที่ยากต่อการเข้าใจ อย่าง Cryptographic Hash Function หรือ Private Key และพยายามทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยที่คนอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่ากำลังใช้งานอยู่ ซึ่งคิดว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ได้อีกมาก

 

สำหรับในปี 2568 ความเคลื่อนไหวในโลกคริปโตจากมุมมองของจิรายุส คือการที่เราน่าจะได้เห็นการทำโทเคนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโทเคนคาร์บอนเครดิตที่แพร่หลายในไทยมากขึ้น หรือในสิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้

 

 

The post ‘ท๊อป บิทคับ’ ถกอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลในงาน WEF 2025 ชี้โทเคนอสังหา-คาร์บอนเครดิตบูมต่อปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.พาณิชย์ มั่นใจไทยรอดภาษีทรัมป์ เตรียมเจรจาสหรัฐฯ เร็วๆ นี้ https://thestandard.co/thailand-to-negotiate-us-tariffs/ Fri, 24 Jan 2025 10:57:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1034107

พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย […]

The post รมว.พาณิชย์ มั่นใจไทยรอดภาษีทรัมป์ เตรียมเจรจาสหรัฐฯ เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ THE STANDARD ในงาน World Economic Forum 2025 ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า ตนไม่กังวลกับการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยที่ 2 พร้อมให้ความมั่นใจว่าไทยจะรอดจากมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) ของทรัมป์ แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 12 ก็ตาม

 

พิชัยกล่าวว่า ตนเชื่อว่าการเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องยาก พร้อมทั้งเปิดเผยว่าพยายามติดต่อ Jamieson Greer ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้รับการตอบรับกลับมาว่าจะมีการหารือกันในเร็วๆ นี้

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยถึงกลยุทธ์บางส่วนที่เตรียมไว้สำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ ได้แก่ การประเมินถึงสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจากไทย การวิเคราะห์นโยบาย America First ไปจนถึงการทำการบ้านว่าไทยจะสามารถเสนออะไรให้กับสหรัฐฯ ได้บ้าง เช่น มาตรการลดภาษีนำเข้าบางรายการให้กับสหรัฐฯ

 

“ต้องประเมินว่าทรัมป์ต้องการอะไร America First ผมพบว่ามีบริษัทไทยจำนวนมากไปลงทุนในสหรัฐฯ เช่น ปตท., เอสซีจี, ซีพี ฯลฯ ต่อมาอาจจะต้องสำรวจว่าไทยทำอะไรให้สหรัฐฯ ได้บ้าง อาทิ การลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ เราต้องทำการบ้านไว้ก่อน” พิชัยกล่าว

 

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยว่า ตนได้เตรียมข้อมูลเพื่ออธิบายต่อสหรัฐฯ ว่าหนึ่งในสาเหตุที่ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ในระดับสูงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าของบริษัทสัญชาติอเมริกันที่มาลงทุนในไทยเอง

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนราว 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยปี 2567 มีมูลค่า 54,956.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย มีสัดส่วนราว 6% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด หรือมีมูลค่า 19,528.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 35,427.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับที่ 12 ของโลก

 

พิชัยยังกล่าวยืนยันว่า การวางตัวเป็นกลางของไทยจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์ “เราพยายามวางตัว (Position) เป็นกลางกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง อิสราเอล รัสเซีย และยูเครน ประเทศไทยเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์ของอาเซียน ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง ผมมองว่า (การไม่เลือกข้าง) เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย”

 

ภาพ: Cha29 / Shutterstock

The post รมว.พาณิชย์ มั่นใจไทยรอดภาษีทรัมป์ เตรียมเจรจาสหรัฐฯ เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธารยืนยัน เลื่อนประชุม WEF ไม่ได้ เตรียมพร้อมรับมือฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เป็นนายกฯ วันแรก สั่งทุกหน่วย-ประสานเพื่อนบ้านร่วมแก้ปัญหา https://thestandard.co/paetongtarn-wef-meeting-pm2-5/ Fri, 24 Jan 2025 08:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1034020 แพทองธาร WEF

วันนี้ (24 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัม […]

The post แพทองธารยืนยัน เลื่อนประชุม WEF ไม่ได้ เตรียมพร้อมรับมือฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เป็นนายกฯ วันแรก สั่งทุกหน่วย-ประสานเพื่อนบ้านร่วมแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธาร WEF

วันนี้ (24 มกราคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงกรณีเสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีคนบอกว่านายกรัฐมนตรีมาทำอะไรที่ World Economic Forum Annual Meeting 2025 (WEF AM 2025) เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส  

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าในเรื่องของฝุ่น เราทราบและเห็นแล้วว่าฝุ่นกำลังจะมา เราเตรียมตั้งแต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละพื้นที่ 

 

“ฝุ่นไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ของเราว่าทำไมวันนี้มีฝุ่น รัฐบาลทราบอยู่แล้วว่ามีฝุ่น เพราะฉะนั้นก่อนมาเห็นเรียกประชุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุยกับชาวบ้านให้เรียบร้อย ย้ำในพื้นที่ว่าจะต้องดูเรื่องฝุ่น เราทำแบบนี้หมดแล้ว มากไปกว่านั้น ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด เราขอความช่วยเหลือทั้งหมดว่าทุกคนร่วมมือกันให้ฝุ่นน้อยลง 



“แน่นอนวันที่ฝุ่นมันเยอะ มันอยู่ในอากาศ เราไม่สามารถดีดนิ้วให้ฝุ่นหายไปได้ เราเตรียมเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เผอิญว่าวันที่เรามาที่นี่เป็นช่วงที่ตรงกับช่วงฝุ่นเยอะ เราไม่สามารถเปลี่ยนวันของ WEF ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องสื่อสารไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า นอกจากนี้มีการพูดคุยกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าให้ลงมือเต็มที่ ซึ่งท่านยังอยู่โรงพยาบาล ก็เรียกปลัดและอธิบดีเข้าไปพูดคุยเพื่อสั่งการตามพื้นที่ ต้องทำทุกอย่างจริงๆ และค่าฝุ่นก็น้อยลงจากปีที่แล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 

 

“การมีฝุ่นไม่มีใครชอบหรอก ดิฉันลูกเล็ก เข้าใจดี ลูกออกไปเล่นข้างนอกไม่ได้เลยเพราะฝุ่น ไปโรงเรียนก็ไม่ได้เพราะเด็กเกินไป ไม่สามารถดูแลตัวเองในการปิดมาสก์เคร่งครัด เราก็ให้อยู่บ้าน ทำสุดความสามารถ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

 

The post แพทองธารยืนยัน เลื่อนประชุม WEF ไม่ได้ เตรียมพร้อมรับมือฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เป็นนายกฯ วันแรก สั่งทุกหน่วย-ประสานเพื่อนบ้านร่วมแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สรุปมาให้แล้ว จุดยืน ‘ทรัมป์’ บนเวที WEF 2025 สะเทือนโลก | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-24012025-3/ Fri, 24 Jan 2025 08:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1033972 morning-wealth-24012025-3

ทั่วโลกจับตาการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของประธานา […]

The post ชมคลิป: สรุปมาให้แล้ว จุดยืน ‘ทรัมป์’ บนเวที WEF 2025 สะเทือนโลก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-24012025-3

ทั่วโลกจับตาการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในงาน World Economic Forum 2025 คำปราศรัยจะสั่นสะเทือนโลกขนาดไหน ไปฟังบทสรุปได้จาก เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD รายงานจากเมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: สรุปมาให้แล้ว จุดยืน ‘ทรัมป์’ บนเวที WEF 2025 สะเทือนโลก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ดีลประวัติศาสตร์! การลงนาม ‘FTA ไทย – EFTA’ ฉบับแรกไทยกับประเทศในยุโรป | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-24012025-2/ Fri, 24 Jan 2025 06:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1033966 morning-wealth-24012025-2

ลงนามแล้ว FTA ไทย – EFTA ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ขอ […]

The post ชมคลิป: ดีลประวัติศาสตร์! การลงนาม ‘FTA ไทย – EFTA’ ฉบับแรกไทยกับประเทศในยุโรป | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-24012025-2

ลงนามแล้ว FTA ไทย – EFTA ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของไทยกับประเทศในยุโรป ดีลการค้าระหว่างประเทศฉบับนี้มีความเป็นมาและสำคัญอย่างไร ติดตามได้กับ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD รายงานจากเมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ดีลประวัติศาสตร์! การลงนาม ‘FTA ไทย – EFTA’ ฉบับแรกไทยกับประเทศในยุโรป | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน https://thestandard.co/pm-green-tech-sustainable-industry/ Fri, 24 Jan 2025 04:18:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1033874 pm-green-tech-sustainable-industry

วานนี้ (23 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นเมืองดาวอส สมาพันธรัฐ […]

The post นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
pm-green-tech-sustainable-industry

วานนี้ (23 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่นเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของประเทศไทยต่อผู้บริหารจากภาคเอกชน และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ในกิจกรรม Country Strategy Dialogue (CSD) on Thailand ในการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2025 (WEF AM 25) 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ได้รับเกียรติอย่างยิ่งให้มาที่ประชุมสำคัญของโลกที่ดาวอสเป็นครั้งแรก การร่วมกิจกรรมในวันนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้เน้นย้ำให้ทราบถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีจุดเด่นคือที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค มีโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรมระดับโลก

ขอยืนยันว่า ในยุคแห่งปัญญาและนวัตกรรมนี้ โลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ เพื่อสร้างอนาคตที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ซึ่งประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมจุดแข็งของไทย 3 ประการ ดังนี้ 

 

  • ด้านเกษตรกรรมและอาหาร รัฐบาลกำลังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปรับปรุงคุณภาพ ลดของเสีย เพิ่มผลผลิตให้ได้สูงที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรรมไทยจะมีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และพร้อมสำหรับอนาคต รวมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านอาหารให้ร้านอาหารของไทย 

 

  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปรียบเสมือนซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและสร้างสีสันให้กับสังคม เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งไทยวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น ‘จุดหมายปลายทางสำหรับการผ่อนคลายความเครียด’ ทุกคนทั่วโลกสามารถมาท่องเที่ยวเพื่อสร้างความทรงจำและเติมพลังให้ตนเอง  

 

นอกจากนี้ ไทยยังมุ่งหวังที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ 

 

  • อุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความยั่งยืน ส่งเสริมอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึงการขับเคลื่อนการลงทุนสีเขียวและการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ เช่น การกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2040 โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมปัจจัยในการเพิ่มศักยภาพจุดแข็งของไทยให้ได้สูงสุด โดยพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาประชาชน ส่งเสริมการค้าและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยการคงไว้ของการทูตแบบสยาม และรักษาสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจ ปรับปรุงกฎระเบียบ และบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศ / ดินแดนต่างๆ เช่น การทำ FTA ฉบับแรกกับกลุ่ม EFTA และตั้งเป้าที่จะเร่งการเจรจา FTA กับพันธมิตรอื่นๆ รวมทั้งสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้

 

นายกรัฐมนตรีย้ำด้วยว่า ไทยจะยังคงเป็นสะพานเชื่อม เพื่อลดความแตกต่างและเพิ่มผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศต่างๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน ไทยเป็นพันธมิตรที่มีความมุ่งมั่นและมีความพร้อมสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า 

 

พบผู้นำสวิตเซอร์แลนด์-ภูฏาน-มอนเตเนโกร 

 

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยด้วยว่า ได้พบกับ อูล์ฟ คริสเตอร์สสัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน และ คาริน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับการค้าการลงทุนกับทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ และผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – EU ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

ส่วนการหารือกับ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน เน้นย้ำการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่พิเศษที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะระหว่างราชวงศ์ของ 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีภูฏานได้เชิญให้ไปเยือนประเทศภูฏานอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย

 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้พบ มีลอยโค สปายิช นายกรัฐมนตรีประเทศมอนเตเนโกร ซึ่งได้เชิญให้ไปเยือนประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง

 

ขอบคุณอาร์เมเนีย หนุนเริ่มต้นเจรจา FTA-EAEU 

 

นายกรัฐมนตรีหารือกับ นีคอล พาชีเนียน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอาร์เมเนีย พร้อมขอบคุณที่ให้การสนับสนุนในการเริ่มต้นเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thailand-EAEU FTA) เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้า และยังดึงเอาศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างกันมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 

 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนียเห็นถึงโอกาสของความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้ไทย-อาร์เมเนียใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น โดยจะมอบหมายให้เอกอัครราชทูตอาร์เมเนีย ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่มประเทศไทยเป็นอาณาเขตครอบคลุมเพื่อดูแลในทุกๆ ด้านด้วย 

 

นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องร่วมกันที่จะขับเคลื่อนให้มีการเจรจาความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรา (VISA) ระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมการเยือนและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

 

ร่วมเสวนา Betazone เผยเสน่ห์ไทยชนะใจคนทั่วโลก 

 

นายกรัฐมนตรียังเข้าร่วมการเสวนา Betazone หัวข้อ ‘Not Losing Sight of Soft Power’ (ซอฟต์พาวเวอร์ อำนาจที่ไม่ควรมองข้าม) พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของไทยในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ด้านอาหาร ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว ไปจนถึงสุขภาพ

รัฐบาลตระหนักถึงศักยภาพและจุดแข็งที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงตั้งกำหนด 13 เสาอุตสาหกรรม – ท่องเที่ยว, อาหาร, ภาพยนตร์, แฟชั่น, เทศกาล, กีฬา, ดนตรี, ศิลปะ, การออกแบบ, เกม, วรรณกรรม, สุขภาพ และศิลปะการแสดง เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพเหล่านี้ และสร้างมูลค่าให้กับประเทศมากขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ที่เป็นอีกสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายจากจังหวัดหนองบัวลำภู อีกตัวอย่างสำคัญของงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่เป็นการประกาศเกียรติภูมิของชุมชนไทย 

 

พร้อมยกตัวอย่างการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในแต่ละด้านที่สำคัญ เช่น 

 

มวยไทย ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการต่อสู้และวัฒนธรรม ปัจจุบันไทยมีค่ายมวยกว่า 40,000 ยิมทั่วโลก 6,000 ยิมในลอนดอน ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและตั้งใจที่จะพัฒนา โดยเฉพาะแนวทางในการออกใบรับรองมาตรฐานมวยไทย เพื่อถ่ายทอดมวยไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

 

อาหาร เป็นสิ่งที่ต่อยอดจากด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีอาหารไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลกอย่างต้มยำกุ้งและข้าวเหนียวม่วง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในเรื่องการจัดงานเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลไทยมีแผนที่จะเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนเมษายน

 

นายกรัฐมนตรียังให้นิยามและขยายความซอฟต์พาวเวอร์ไทยว่า เป็นความสามารถในการดึงดูดหรือมีอิทธิพลต่อผู้อื่น พร้อมย้ำว่า ซอฟต์พาวเวอร์เป็นเสน่ห์ภายในของไทย เป็นเครื่องมือของประเทศที่สามารถเชื่อมโยงและเอาชนะใจคน 

 

ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน

The post นายกฯ ย้ำ ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุน เร่งเสริมจุดแข็ง พร้อมนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้สร้างอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เรียกร้องลดราคาน้ำมัน หยุดสงครามยูเครน’ ‘ขู่ขึ้นภาษี ถ้าไม่ผลิตสินค้าในสหรัฐฯ’ สรุปสปีชทรัมป์บนเวทีดาวอส https://thestandard.co/trump-davos-oil-ukraine/ Fri, 24 Jan 2025 03:33:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1033852 trump-davos-oil-ukraine

หลัง 72 ชั่วโมงแห่งความโกลาหลที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำส […]

The post ‘เรียกร้องลดราคาน้ำมัน หยุดสงครามยูเครน’ ‘ขู่ขึ้นภาษี ถ้าไม่ผลิตสินค้าในสหรัฐฯ’ สรุปสปีชทรัมป์บนเวทีดาวอส appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-davos-oil-ukraine

หลัง 72 ชั่วโมงแห่งความโกลาหลที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหารเป็นตั้งรวมนับร้อยฉบับ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่เขย่าโลกทั้งใบ เขาปรากฏตัวบนจอกลางเวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum 2025 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นการเข้าร่วมประชุมผู้นำระดับโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เทอมที่ 2

 

“ยุคทองของสหรัฐฯ เริ่มขึ้นแล้ว” ทรัมป์กล่าวเปิดด้วยคำพูดเดิมเหมือนตอนสาบานตน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่เข้ามานั่งฟังเต็มฮอลล์ เพื่อรอจับสัญญาณต่างๆ เกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ยุคทรัมป์ 2.0

 

และนี่คือบทสรุปส่วนหนึ่งจากเวที ซึ่งแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นสปีชเดี่ยวของทรัมป์ และช่วงที่สองเป็นช่วงถาม-ตอบกับสปีกเกอร์บนเวที

 

นโยบายเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

ทรัมป์กล่าวว่า สิ่งที่โลกได้เห็นในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็น ‘การปฏิวัติสามัญสำนึก’ ฝ่ายบริหารของเขากำลังทำงานอย่างรวดเร็วในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อแก้ไข ‘ภัยพิบัติที่รัฐบาลได้รับมา’

 

ที่ผ่านมาทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายสีเขียวของเดโมแครต ซึ่งเมื่อคืนนี้เขาก็ยืนยันว่าได้ฉีกข้อตกลง Green New Deal ที่เป็นนโยบายให้ทุกภาคส่วนช่วยกันหยุดยั้งวิกฤตสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เขาเรียกดีลนี้ว่า Green New Scam 

 

ในวันสาบานตน เขาเซ็นคำสั่งนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง เขาประกาศเรื่องนี้บนเวทีดาวอส รวมถึงประกาศยุตินโยบายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าที่เขามองว่า ‘บ้าและราคาแพง’ ซึ่งทรัมป์บอกว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะปล่อยให้ประชาชนซื้อรถอย่างที่พวกเขาต้องการ

 

เขาย้ำเหมือนเมื่อตอนหาเสียงด้วยว่า สหรัฐฯ มีน้ำมันและก๊าซปริมาณมหาศาลมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก และสหรัฐฯ จะขุดมาใช้ประโยชน์ เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อและนำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งสวนทางกับที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด 

 

โยงเรื่องราคาพลังงานกับสงครามยูเครน

 

ทรัมป์ยังใช้เวทีดาวอสกล่าวโทษบรรดาประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันว่ามีส่วนทำให้สงครามในยูเครนยืดเยื้อ

 

เขายังเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียและ OPEC ลดต้นทุนราคาน้ำมันลง เมื่อราคาพลังงานลดต่ำลงจะส่งผลให้สงครามรัสเซีย-ยูเครนยุติลงในทันที เพราะเขามองว่ารัสเซียจะขาดรายได้ในการนำไปทุ่มทำสงครามกับยูเครน 

 

ขู่ขึ้นภาษี ถ้าไม่มาผลิตสินค้าในสหรัฐฯ

 

ทรัมป์บอกว่า สารที่เขาส่งให้ภาคธุรกิจทั่วโลกนั้นง่ายมาก ซึ่งก็คือสนับสนุนให้บริษัทในประเทศต่างๆ เข้ามาทำธุรกิจและตั้งโรงงานผลิตสินค้าในสหรัฐฯ โดยรับปากว่า ประเทศเหล่านั้นจะได้รับผลตอบแทนคือ สหรัฐฯ จะเก็บภาษี ‘ในอัตราต่ำที่สุดในโลก’

 

“หากคุณไม่มาผลิตสินค้าในสหรัฐฯ คุณจะต้องจ่ายภาษีศุลกากร ซึ่งภาษีจำนวนหลายแสนล้านถึงล้านล้านดอลลาร์จะเข้าคลังสหรัฐฯ และจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ” ทรัมป์กล่าว

 

ลดภาษีในประเทศขนานใหญ่

 

ทรัมป์ยืนยันว่า ด้วยเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐบาลจะเดินหน้าผ่านกฎหมายลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมภาษีเงินได้ของแรงงานและครอบครัว และภาษีของผู้ผลิตและโรงงานในประเทศ 

 

ขับไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายที่เขามองเป็น ‘ผู้รุกราน’

 

ทรัมป์เผยว่า ได้สั่งการให้ทหารและกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปประจำการที่ชายแดน เพื่อผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายออกจากชายแดน ทรัมป์มองว่าคนเหล่านี้เข้ามารุกราน ซึ่งเขาจะไม่ปล่อยให้ดินแดนสหรัฐฯ ถูกละเมิดหลังจากผ่านมา 4 ปีอันยาวนาน

 

นโยบายเกี่ยวกับสงคราม

 

ทรัมป์อ้างผลงานว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ทีมงานของเขามีส่วนสำคัญในการช่วยเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในตะวันออกกลาง ซึ่งดีลนี้จะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีทรัมป์และทีมงาน

 

ทรัมป์ยังยืนยันว่า ต้องการให้มีการแก้ปัญหาขัดแย้งอย่างสันติระหว่างรัสเซียกับยูเครน และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จ

 

สมาชิก NATO ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

 

ก่อนหน้านี้ทรัมป์มองว่าถูก NATO เอาเปรียบในเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้านการทหาร เขาย้ำบนเวทีดาวอสอีกครั้งว่า ต้องการให้สมาชิก NATO เพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศจาก 2% ของ GDP เป็น 5% 

 

ทรัมป์กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศจ่ายเพียง 2% ของ GDP และประเทศส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมจ่ายสมทบ ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า ประเทศเหล่านี้ต้องจ่าย โดยที่สหรัฐฯ จะไม่ยอมจ่ายส่วนต่างให้อีก

 

ทรัมป์บอกด้วยว่า เขาปลุกสามัญสำนึกกลับมาในสหรัฐฯ ได้แล้ว และตอนนี้ก็จะนำความเข้มแข็ง สันติภาพ และเสถียรภาพ ไปสู่ต่างประเทศด้วย

 

ส่วนช่วงถาม-ตอบ เป็นการตอบคำถามจากสปีกเกอร์บนเวที

 

สตีเฟน ชวาร์ซแมน ประธานและซีอีโอ Blackstone Group ถามเกี่ยวกับความยุ่งยากของกฎระเบียบในสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่สหรัฐฯ จะลดกฎระเบียบต่างๆ ลง ทรัมป์มองอย่างไร

 

ทรัมป์ตอบว่า นักธุรกิจต่างหงุดหงิด เพราะขั้นตอนของ EU ใช้เวลานานมากในการอนุมัติ ซึ่งเขาเรียกร้องให้ EU ต้องทำให้ขั้นตอนต่างๆ เร็วขึ้น

 

เขายังใช้โอกาสนี้วิจารณ์ยุโรปว่า ตั้งภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงมาก และเขาจะแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับ EU 

 

ไบรอัน มอยนิฮาน ประธานและซีอีโอ Bank of America ถามว่า คำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารของทรัมป์จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร และจะทำให้เงินเฟ้อต่ำลงหรือไม่ 

 

ทรัมป์ตอบอย่างมั่นใจว่า นโยบายของเขาจะทำให้เงินเฟ้อต่ำลง และจะสร้างงานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้จะทำให้บริษัทมากมายย้ายเข้ามาในสหรัฐฯ ด้วย

 

โดยหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยส่งเสริมคือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 15% หากบริษัทเหล่านั้นมาผลิตสินค้าในสหรัฐฯ

 

อีกคำถามไฮไลต์บนเวทีที่ทั่วโลกจับตาคือ บอร์เก เบรนเด ประธานและซีอีโอ WEF ถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนใน 4 ปีต่อจากนี้ รวมถึงสงครามในยูเครน

 

ทรัมป์เชื่อว่าสหรัฐฯ กับจีนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากต่อจากนี้ ทรัมป์บอกว่าชอบสีจิ้นผิงและชื่นชอบมาตลอด ซึ่งการที่สีจิ้นผิงโทรหาเขา ทรัมป์มองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ยอมรับว่าสองฝ่ายยังมีปัญหาขัดแย้งที่รอการแก้ไข

 

สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือความเป็นธรรมและสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ทรัมป์บอกว่า ตอนนี้ความสัมพันธ์กับจีนมีลักษณะไม่เป็นธรรม เพราะสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล

 

ส่วนคำถามว่า ทรัมป์กลับมาประชุมดาวอสปีหน้า สงครามในยูเครนจะยุติหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่าก็ขึ้นอยู่กับปูติน ทรัมป์ยังหวังให้จีนมีบทบาทช่วยยุติสงครามในยูเครน โดยเฉพาะการช่วยคุยกับรัสเซีย เพราะฝั่งยูเครน สหรัฐฯ ทำงานด้วยอยู่ตลอด และยูเครนก็พร้อมที่จะทำข้อตกลง 

 

เขาย้ำทิ้งท้ายว่า ถ้าเขาอยู่ในตำแหน่ง จะไม่เกิดสงครามในยูเครนตั้งแต่แรก 

 

ภาพ: Yves Herman / Reuters

The post ‘เรียกร้องลดราคาน้ำมัน หยุดสงครามยูเครน’ ‘ขู่ขึ้นภาษี ถ้าไม่ผลิตสินค้าในสหรัฐฯ’ สรุปสปีชทรัมป์บนเวทีดาวอส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะลึกปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายทำลายเศรษฐกิจไทยมากกว่าคิด | Morning Wealth 24 ม.ค. 68 https://thestandard.co/morning-wealth-24012025/ Fri, 24 Jan 2025 02:06:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1033817 morning-wealth-24012025

เจาะลึกปัญหาวิกฤต ‘ฝุ่น PM2.5’ ภัยร้ายที่กำลังทำลายเศรษ […]

The post ชมคลิป: เจาะลึกปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายทำลายเศรษฐกิจไทยมากกว่าคิด | Morning Wealth 24 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-24012025

เจาะลึกปัญหาวิกฤต ‘ฝุ่น PM2.5’ ภัยร้ายที่กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คิด รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองคุณภาพอากาศแย่ Top 10 โลก กระทบภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมแค่ไหน ทางออกคืออะไร พูดคุยกับ เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA)

 

ลงนามแล้ว FTA ไทย – EFTA ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของไทยกับประเทศในยุโรป ร่วมเกาะติดสถานการณ์จากงาน World Economic Forum (WEF) 2025

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะลึกปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายทำลายเศรษฐกิจไทยมากกว่าคิด | Morning Wealth 24 ม.ค. 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินไซต์จาก World Economic Forum กับ 6 กลยุทธ์ที่นำธุรกิจเติบโตในยุค AI https://thestandard.co/wef-6-strategies-ai-era/ Thu, 23 Jan 2025 08:42:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1033530

“AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับวิศวกร แต่มันจะเป็นสิ่งที่ […]

The post อินไซต์จาก World Economic Forum กับ 6 กลยุทธ์ที่นำธุรกิจเติบโตในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

“AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับวิศวกร แต่มันจะเป็นสิ่งที่สร้างนิยามใหม่ให้กับธุรกิจ และเราจำเป็นต้องปรับตัว มิเช่นนั้นก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของ Microsoft

 

ท่ามกลางแรงกระเพื่อมของการเปลี่ยนแปลงที่เทคโนโลยี AI กำลังสร้างให้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่ World Economic Forum (WEF) มองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้สำเร็จคือ ‘การยอมรับความเปลี่ยนแปลง’ ที่แม้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยโอกาสมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ เกมภูมิรัฐศาสตร์แบบใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การเกิดขึ้นกับเหตุการณ์อันใดอันหนึ่ง แต่เป็นการเดินหน้าต่อเนื่อง ซึ่งผลักดันธุรกิจทุกด้านให้ต้องพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่จุดตั้งต้นของซัพพลายเชน การพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต

 

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ตามมุมมองของ WEF คือองค์กรประเภทที่ถูกเรียกว่า ‘Perpetually Adaptive Enterprise’ ซึ่งเป็นองค์กรที่คิดกลยุทธ์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่รอดพ้นจากความไม่แน่นอนในระยะสั้น

 

นี่คือ 6 กลยุทธ์ที่ WEF แนะนำ เพื่อให้องค์กรนำไปเป็นแนวทางสำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 


 

1. หากลยุทธ์ AI ที่มี ‘มนุษย์’ เป็นศูนย์กลาง

 

จากการศึกษาของ Tata Consultancy Services (TCS) บริษัทผู้ให้บริการและคำปรึกษาในรายงาน AI for Business พบว่า 94% ของธุรกิจทั่วโลกนำ GenAI หรือโซลูชัน AI มาใช้ แต่มีเพียง 12% ของกรณีการใช้งานที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

ผลสำรวจย้ำว่าองค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจาก AI

 

2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อน Net Zero

 

รายงานล่าสุดจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) แสดงภาพที่ค่อนข้างน่ากังวล เพราะเพียงแค่ 17% ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ดำเนินไปตามแผน ขณะที่ความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น

 

องค์กรที่ควรปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลด้านความยั่งยืนเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น อุปกรณ์ Internet of Things (IoT) สำหรับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใสในซัพพลายเชน และการติดตามการปล่อยมลพิษด้วย AI หรือการใช้บล็อกเชนติดตาม Carbon Credit

 

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและผู้ถือหุ้น

 

3. เตรียมซัพพลายเชนธุรกิจให้พร้อมด้วยเทคโนโลยี

 

ซัพพลายเชนของธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจะมีศักยภาพในการตอบสนองได้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากกว่า

 

การวิเคราะห์ข้อมูลชุดใหญ่ (Big Data Analytics) ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ด้วยความช่วยเหลือจาก AI และ Machine Learning จะสามารถให้อินไซต์เชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานได้ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรคาดการณ์ความเสี่ยงและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีหลักการ

 

4. ปลดงานซ้ำซ้อนออกจากพนักงานด้วยการปรับใช้ AI

 

WEF มองว่าในอีก 10 ปี มูลค่าของระบบอัตโนมัติในตลาดโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% โดยเพิ่มขึ้นจาก 2.34 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 5.3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033

 

ธุรกิจที่นำ AI, Machine Learning และระบบโรโบติกส์อัตโนมัติ (RPA) มาใช้ในการทำงานของตน จะสามารถลดงานซ้ำซ้อน ปรับกระบวนการให้เหมาะสม และลดการพึ่งพาของมนุษย์ในการกำกับทุกขั้นตอน

 

5. ‘ทักษะดิจิทัล’ การเตรียมความพร้อมของแรงงานอนาคต

 

งานวิจัยของ WEF ชี้ว่า ผู้นำองค์กรเกือบครึ่งเชื่อในผลกระทบของ AI ที่มีแนวโน้มจะมากกว่าหรือเทียบเท่ากับการมาของอินเทอร์เน็ต

 

ผู้นำองค์กรหลายคนเชื่อว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า พนักงานส่วนใหญ่ของพวกเขาจะใช้ Generative AI ในการทำงานแต่ละวัน

 

เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้นำธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ครอบคลุมสำหรับการพัฒนาทักษะใหม่ และการยกระดับทักษะของพนักงาน

 

6. พลิกโฉมธุรกิจด้วยเทคโนโลยีในยุคแห่ง ‘ปัญญา(ประดิษฐ์)’

 

เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคแห่งปัญญา (Intelligent Age) ให้โอกาสมหาศาลกับธุรกิจในการพัฒนาแนวทางการทำงาน โดยธุรกิจควรพิจารณาละทิ้งแนวคิดเดิม และหาประโยชน์จากจุดแข็งในองค์กรตนเอง

 

เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้าง ทดลอง และปรับปรุงนวัตกรรมได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น WEF พบว่าองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาใช้สามารถทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่ง และเติบโตเร็วได้กว่า 2.8 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ

 

การหาทางปรับใช้กลยุทธ์ทั้ง 6 นี้จะหนุนให้องค์กรปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน ในขณะที่เติบโตได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

อ้างอิง:

The post อินไซต์จาก World Economic Forum กับ 6 กลยุทธ์ที่นำธุรกิจเติบโตในยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>