World Bank Group Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/world-bank-group/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 25 Jul 2026 05:23:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group https://thestandard.co/thailand-imf-world-bank-2026-2026-annual-meetings/ Sat, 25 Jul 2026 05:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1234941 ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026

ไทยพร้อมกำหนด Agenda ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังโลก […]

The post ‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026

ไทยพร้อมกำหนด Agenda ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ใต้แนวคิด ‘ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง’ หรือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการเป็นเจ้าภาพ ‘การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ กลุ่มธนาคารโลก ปี 2569’ หรือ The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ‘ประเทศไทยต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการเงินของโลก ท่ามกลางบริบทที่โลกกำลังแตกขั้ว มีความผันผวนของตลาดการเงินโลก และปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ผ่าน 4 เสาหลัก’

 

“ไทยเราสามารถเป็นคนที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง การเงินโลก หรือกำหนด Agenda โลกได้ในงานนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

โดย 4 เสาหลัก รัฐบาลไทยเตรียมใช้ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่

 

เสาที่ 1: การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์ และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย

 

เสาที่ 2: การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูง เพื่อให้ไทยสามารถ เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น ‘Trusted Hubs’ ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่

 

เสาที่ 3: การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล

 

เสาที่ 4: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเตรียมพร้อมทางการเงิน

 

ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุม
ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ ‘Road to Thailand’ เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน

 

“ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ”

 

ภาพกราฟิกแสดงประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank Group ปี 2026 1

The post ‘ไทย’ ผู้กำหนด Agenda การเงิน-การคลังโลก ผ่าน 4 เสาหลัก ในงาน The 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ https://thestandard.co/earth-jump-2026-business-sustainability/ Fri, 17 Jul 2026 03:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1230417 ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ

สำหรับโลกธุรกิจในปี 2026 ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ต้อง […]

The post Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ

สำหรับโลกธุรกิจในปี 2026 ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ต้องลังเลว่าจะทำหรือไม่ แต่คือการหาคำตอบว่าจะ “ลงมือทำอย่างไร” ให้ “เร็วพอ” ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

 

EARTH JUMP 2026 คืองานฟอรัมระดับประเทศด้านความยั่งยืน ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย งานนี้มีผู้ร่วมงานจากภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME ภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำจากทั้งในและระหว่างประเทศ เข้าร่วมกว่า 3,500 คนตลอด 2 วัน พร้อมวิทยากรกว่า 60 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด “A Bridge to Empowered Actions” ที่ประกาศชัดว่าเวทีปีนี้ต้องการชวนภาคธุรกิจข้ามจากความตั้งใจไปสู่การลงมือจริง

 

จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เงื่อนไขจากคู่ค้าต่างประเทศ และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนทิศ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือในเชิงธุรกิจ

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการยกระดับ EARTH JUMP สู่เวทีระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับ World Bank Group ในการจัดงาน 8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026 โดยงาน EARTH JUMP สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายระดับโลกกับการลงมือทำของภาคธุรกิจ ที่รวมเสียงจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นโยบายพลังงาน ทุนธรรมชาติ และแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

 

ความยั่งยืนไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย เปิดงานด้วยหัวข้อ “A Bridge to Empowered Actions สะพานแห่งความยั่งยืน” ที่ตั้งคำถามว่าในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนสูงขึ้น และโลกยังวุ่นวายด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุใดธุรกิจจึงยังต้องใส่ใจเรื่อง Net Zero และสิ่งแวดล้อม

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 1

 

คำตอบคือการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม ไม่ใช่แต้มต่อด้านภาพลักษณ์ แต่คือ “ใบอนุญาต” ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในโลกอนาคต เพราะกติกาใหม่กำลังถูกเขียนขึ้นทุกวัน และใครปรับตัวได้ก่อน คือผู้ที่คว้าโอกาสนั้นไปได้

 

ขัตติยาชวนให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่วันนี้ก่อน โดยไม่ต้องรอการลงทุนขนาดใหญ่ แค่ถามตัวเองว่าในกระบวนการผลิตที่ใช้อยู่ มีขั้นตอนไหนซ้ำซ้อน มีสินค้าไหนผลิตแล้วไม่ตรงความต้องการตลาด หรือมีของเสียที่ยังไม่ได้จัดการ การลดของเสียเหล่านั้นคือการลดการปล่อยคาร์บอนโดยอัตโนมัติ และยังลดต้นทุนไปพร้อมกัน

 

สำหรับ KBank เอง เธอย้ำว่า KBank มุ่งสู่ Net Zero ในพอร์ตสินเชื่อภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ โดยเน้นว่าเส้นทางนี้ต้องเดินบนความเป็นจริง ไม่ใช่อุดมคติ และธนาคารพร้อมเป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก

 

ไฟสะอาดที่ถูกกว่า นโยบายพลังงานที่กำลังเปลี่ยนสมการ

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “แสงสว่างประเทศไทย ในยุคความยั่งยืน (Lighting the Way: Thailand in the Age of Sustainability)” พร้อมกล่าวจุดยืนว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใช้พลังงานสะอาดคือทำให้ไฟสะอาดถูกกว่าไฟทั่วไป

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 2

 

เอกนัฏชี้ว่าปัจจัยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Energy Security กำลังเปลี่ยนสมการที่เคยทำให้หลายคนมองว่าพลังงานสะอาดแพงกว่า เพราะขณะนี้ก๊าซ LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าราว 60% ของประเทศนั้นต้องนำเข้า และราคาผันผวนสูงมาก เมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศและไม่ต้องนำเข้า ต้นทุนที่แท้จริงจึงเอนมาทางพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในแง่นโยบาย เอกนัฏประกาศหลายมาตรการที่กำลังริเริ่ม ทั้งการปรับกระบวนการขอใบอนุญาตติดตั้งแผงโซลาร์ให้เหลือเพียง One Stop ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยลดระยะเวลาจาก 1 ปี เหลือไม่เกิน 1 เดือน และสำหรับการติดตั้งเพื่อใช้เองลดลงเหลือเพียง 7 วัน พร้อมขยายโควตารับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มทีละ 500 เมกะวัตต์ จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย

 

อีกประเด็นที่เอกนัฏเน้นหนักคือการเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรี หรือ Direct PPA สำหรับพลังงานสะอาด โดยเริ่มนำร่องกับกลุ่ม Data Center ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ก่อน เพื่อสร้างกลไกตลาดที่ทำให้ผู้ใช้ไฟสะอาดซื้อตรงจากผู้ผลิตได้ในราคาแข่งขัน และขยายสู่ทุกภาคส่วนในระยะต่อไป

 

เอกนัฏปิดท้ายด้วยการเตือนว่าการแข่งขันในภูมิภาคต้องไม่เป็นการแข่งกันตาย โดยเฉพาะกับเวียดนามที่เพิ่งหารือร่วมกัน ทั้งสองประเทศควรกำหนดเกณฑ์ร่วมกันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แข่งกันเสนอราคาไฟถูก

 

ถอดรหัส ‘ทุนธรรมชาติ’ สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย NCA

 

ทำอย่างไรให้คุณค่าของธรรมชาติที่ไม่เคยมีราคาในระบบบัญชีเดิม กลายเป็นตัวเลขที่คำนวณและบริหารจัดการได้ในเชิงเศรษฐกิจ? 

 

นี่คือโจทย์สำคัญบนเวทีเสวนาหัวข้อ “Natural Capital : ทุนธรรมชาติ รากแก้วแห่งเศรษฐกิจและสังคมไทย (Valuing the Veins of Thailand: NCA as a Shield for National Economic Resilience)” ที่ได้ Melinda Good, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank, ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืนธนาคารกสิกรไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด Natural Capital Accounting (NCA) หรือการจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมการบริหารจัดการโครงสร้างมหภาคของประเทศ

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 3

 

Melinda Good อธิบายว่ากว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลก หรือราว 60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ล้วนขับเคลื่อนบนฐานของภาคธุรกิจ  ที่พึ่งพาธรรมชาติและหากระบบนิเวศเหล่านี้เสื่อมโทรมลง แม้เพียงบางส่วนก็อาจสร้างความเสียหายต่อ GDP โลกราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ความท้าทายในปัจจุบันคือสินทรัพย์ทางธรรมชาติ เหล่านี้ไม่เคยปรากฏในงบดุลของทั้งภาครัฐหรือสถาบันการเงิน NCA จึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้มูลค่าที่เคยถูกละเลยนี้ถูกมองเห็นได้ และนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่มองการณ์ไกลและแม่นยำยิ่งขึ้น

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 4

 

ด้านดนุชา พิชยนันท์ ฉายภาพความเป็นจริงของประเทศไทยว่า การจัดทำระบบบัญชีทุนธรรมชาติในระดับมหภาคจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลของไทยยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ การขับเคลื่อนนโยบายนี้จึงต้องทำอย่างรัดกุมและเป็นขั้นตอน โดยปัจจุบันสภาพัฒน์ได้เริ่มจากโครงการนำร่องที่บ้านน้ำรี จังหวัดน่าน (โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) โดยตั้งเป้าคืนพื้นที่ป่า 2,000-3,000 ไร่ภายใน 5 ปี ผ่านการเปลี่ยนวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวของชาวบ้าน จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปสู่ระบบวนเกษตรที่สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดปีแก่ชุมชน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต 

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 5

 

พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย สะท้อนมุมมองในฐานะภาคการเงินว่าจังหวัดน่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ป่าเชิงภูมิศาสตร์ แต่คือ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ’ ที่โอบอุ้มเสถียรภาพของประเทศ เพราะราว 40% ของปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีต้นกำเนิดมาจากผืนป่าแห่งนี้ ที่สำคัญ 2 ใน 3 ของ GDP ไทยพึ่งพาทุนธรรมชาติ ทว่าป่าต้นน้ำเหล่านั้นเสื่อมโทรมไปแล้วกว่า 28% โดยการแก้ปัญหาจะต้องพุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่การจัดการป่าเท่านั้น เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่รอดไปพร้อมกับการรักษาป่า

 

เซสชันนี้ปิดท้ายอย่างเป็นรูปธรรมด้วยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง World Bank Group สภาพัฒน์ และมูลนิธิกสิกรไทย เพื่อร่วมกันยกระดับองค์ความรู้ นำกรอบมาตรฐานสากลมาปรับใช้จริง และร่วมวางรากฐานระบบบัญชีทุนธรรมชาติของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 6

 

ตัวเลขดี แต่เงินในกระเป๋าไม่โต ปมที่เศรษฐกิจไทยต้องแก้

 

หัวข้อสุดท้ายของงานเป็นเวที “ปลายทางเศรษฐกิจไทย ไปทางไหนต่อ (Thailand’s Economic Crossroads: Where Do We Go Next?)” โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ฉายภาพเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 7

 

ตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปีที่โต 2.8% เหมือนเป็นตัวเลขที่ดูดี แต่ศุภจีชี้ให้เห็นว่าข้างในมีโครงสร้างที่น่ากังวลอยู่สามจุด จุดแรกคือการส่งออกที่กระจุกตัวกับสหรัฐฯ และจีน สองประเทศที่มีแนวทางนโยบายขัดแย้งกัน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของมูลค่าส่งออกทั้งหมด 11.1 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว จุดที่สองคือการกระจุกตัวกับผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งรายได้ถึง 88% ขณะที่ SME กว่า 20,000 รายส่งออกได้เพียง 12% และจุดที่สามคือ local content ต่ำ เพราะไทยนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกับที่ส่งออก โดยปีที่แล้วนำเข้า 11.4 ล้านล้านบาท มากกว่าที่ส่งออกเสียอีก

 

นั่นจึงอธิบายได้ว่าทำไม GDP โตแต่เงินในกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ไม่ได้โตตาม เพราะผลประโยชน์ยังไม่กระจายลงมาถึงคนตัวเล็ก

 

ศุภจีเสนอสามทิศทางคือลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะการช่วย SME เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดไปพร้อมกัน เธอยังยกตัวอย่างให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาสเจาะตลาด เช่นอินเดียที่มีประชากรชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคนและมีแนวโน้มสร้างบ้านมากขึ้น โดยไทยสามารถนำผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเจาะตลาดเข้าไปได้

 

นอกจากนั้น ศุภจีเน้นย้ำว่า currency ที่สำคัญที่สุดในการค้าโลกยุคนี้ไม่ใช่ดอลลาร์หรือบาท แต่คือความเชื่อใจและความยั่งยืน 

 

KBank ในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ”

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว K-Climate Solutions ชุดโซลูชันครบวงจรที่ KBank ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่ 

 

  1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมพลังงานและ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ 
  2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป
  3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนและปรับตัวสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ (Net Zero) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ
  4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหาร เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน

 

ภาพเวที Earth Jump 2026 แสดงถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อธุรกิจ 8

 

  1. Financial Solutions เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อเพื่อช่วยธุรกิจลงทุนระบบป้องกันและรับมือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย สนับสนุนการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่ากว่าการเยียวยาความเสียหายภายหลัง

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของธนาคารที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME สามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจคาร์บอนต่ำจากเครื่องมือ และโซลูชันที่จับต้องได้ พร้อมพัฒนาธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่รอใคร ไม่ว่าจะเป็นกติกาการค้าระหว่างประเทศ นโยบายพลังงานในประเทศ หรือระบบการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่กำลังถูกนิยามใหม่ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดให้พร้อมแข่งขันได้ในอนาคต ธุรกิจที่พร้อมปรับตัวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียด K-Climate Solutions ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_gogreen 

 

The post Earth Jump 2026: ฟอรัมที่เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการเติบโตทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาอุฯ เตือนน้ำมันมี แต่ไปไม่ถึง แม้หยุดยิง จุดเสี่ยงอยู่ที่ ขนส่ง-ประกัน-เรือ https://thestandard.co/saudi-arabia-oil-transport-risk/ Sat, 18 Apr 2026 02:58:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1198660 ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก ซาอุดีอาระเบีย ถึงสถานการณ์พลังงานโลกที่เปราะบางและปัญหาการขนส่งน้ำมัน

Mohammed Aljadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาร […]

The post ซาอุฯ เตือนน้ำมันมี แต่ไปไม่ถึง แม้หยุดยิง จุดเสี่ยงอยู่ที่ ขนส่ง-ประกัน-เรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก ซาอุดีอาระเบีย ถึงสถานการณ์พลังงานโลกที่เปราะบางและปัญหาการขนส่งน้ำมัน

Mohammed Aljadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย ส่งสัญญาณเตือนว่า สถานการณ์พลังงานโลกในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะ “เปราะบางมาก” แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกบางประการจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และต้องจับตาว่าพัฒนาการต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

 

Aljadaan ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

ว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณน้ำมันในตลาด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ระบบขนส่ง โดยเฉพาะบริษัทเดินเรือ กลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจน โดยข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันยังมีลักษณะชั่วคราว และอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ

 

“ตราบใดที่ยังไม่มีการลดความตึงเครียดอย่างจริงจัง บริษัทต่างๆ จะยังไม่กล้ากลับมาเดินเครื่องเต็มที่” Aljadaan กล่าว พร้อมชี้ว่า แม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ก็ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกำลังการผลิตและการส่งออก

 

ในมุมของความเสียหาย Aljadaan เปิดเผยว่า มีบางประเทศที่สามารถฟื้นกำลังการผลิตและการส่งออกได้ค่อนข้างเร็ว ราว 7 ประเทศ ขณะที่บางประเทศยังต้องใช้เวลาอีกนานจากผลกระทบที่รุนแรงกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ คือ “ช่องว่างระหว่างตลาดกระดาษกับตลาดจริง” โดยแม้ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางหนึ่ง แต่ในตลาดจริง ความต้องการพลังงานยังคงสูง และผู้ซื้อจำนวนมากยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าจริง

 

Aljadaan เน้นว่า การติดตามเพียงราคาตลาดการเงินไม่เพียงพอที่จะสะท้อนสถานการณ์ทั้งหมด สิ่งที่จะเป็น “สัญญาณเชิงบวกที่แท้จริง” คือการกลับมาทำงานของระบบโลจิสติกส์และความเชื่อมั่นในตลาด ได้แก่ การที่บริษัทขนส่งเริ่มเปิดเส้นทางเพิ่มขึ้น บริษัทประกันกลับมาให้ความคุ้มครองในราคาที่เหมาะสม และเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันกล้าส่งเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง

 

“เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เริ่มกลับมา นั่นจะเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังฟื้นตัว และสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจริง” Aljadaan กล่าว

 

การประเมินดังกล่าวสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านอุปทาน แต่เป็นวิกฤตของความเชื่อมั่นและโครงสร้างการขนส่งที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป

The post ซาอุฯ เตือนน้ำมันมี แต่ไปไม่ถึง แม้หยุดยิง จุดเสี่ยงอยู่ที่ ขนส่ง-ประกัน-เรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน https://thestandard.co/thailand-gdp-lowest-asean-imf/ Wed, 15 Apr 2026 05:14:28 +0000 https://thestandard.co/thailand-gdp-lowest-asean-imf/ ภาพแสดงข้อความ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน โดยหั่น GDP ปี 2026 เหลือ 1.5%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ […]

The post IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน โดยหั่น GDP ปี 2026 เหลือ 1.5%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% (ในประมาณการเมื่อเดือนมกราคม) นับเป็นอัตราการเติบโต ต่ำที่สุดในอาเซียน และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดย เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5%, มาเลเซีย 4.7%, ฟิลิปปินส์ 4.1%, สิงคโปร์ 3.5%, รวมถึง กัมพูชาและลาวราว 4% และ เมียนมา 3%

 

ในด้านเงินเฟ้อ IMF คาดไทยอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดย สภาพัฒน์ (สศช.) มองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินอยู่ที่ 2.5–3.5%

 

IMF ชี้ว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเวทีเศรษฐกิจโลกสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านการเติบโตและเสถียรภาพเศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

The post IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% โตต่ำสุดในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนวิกฤตพลังงานสงครามตะวันออกกลาง มีขนาดเทียบเท่า ‘วิกฤตน้ำมันยุค 1970’ https://thestandard.co/imf-middle-east-energy-crisis/ Wed, 15 Apr 2026 03:08:53 +0000 https://thestandard.co/imf-middle-east-energy-crisis/ ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก IMF ระบุวิกฤตพลังงานรอบใหม่จาก สงครามตะวันออกกลาง มีขนาดเทียบเท่า วิกฤตน้ำมันยุค 1970

วันที่ 14 เมษายน 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) […]

The post IMF เตือนวิกฤตพลังงานสงครามตะวันออกกลาง มีขนาดเทียบเท่า ‘วิกฤตน้ำมันยุค 1970’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก IMF ระบุวิกฤตพลังงานรอบใหม่จาก สงครามตะวันออกกลาง มีขนาดเทียบเท่า วิกฤตน้ำมันยุค 1970

วันที่ 14 เมษายน 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางในปี 2026 มีขนาด ‘เทียบเท่าวิกฤตน้ำมันยุค 1970’ แม้เศรษฐกิจโลกปัจจุบันจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อกำลังผลักเศรษฐกิจเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น

 

IMF ระบุว่าหากวัดจากปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดโลก แม้ภายใต้สมมติฐานว่าสงครามยุติลงในทันที ผลกระทบในปีนี้ยังใกล้เคียงกับ Oil Shock ปี 1974 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20 พร้อมเตือนว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และ ระบบขนส่งจะต้องใช้เวลาฟื้นตัว แม้ความขัดแย้งจะยุติลงแล้วก็ตาม

 

IMF ใช้กรอบ Reference Forecast แทน Baseline โดยตั้งสมมติฐานว่าสงครามจะจำกัดวง คลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี และราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าโลกกำลังเคลื่อนออกจากฉากควบคุมได้ หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นใกล้ 100 ดอลลาร์ ขณะที่ความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงสูง IMF ยอมรับว่าแนวโน้มดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจโลกขยับเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น

 

แรงกระแทกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงาน แต่ยังส่งผ่านไปยังระบบการเงินโลก โดยเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังกดดันประเทศกำลังพัฒนา ผ่านค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

 

IMF ยังชี้ว่าช่องทางนี้อาจกลายเป็นตัวเร่งให้วิกฤตพลังงานลุกลามไปสู่ความเปราะบางทางการเงินในวงกว้าง

 

แม้ขนาดของ shock จะใกล้เคียงอดีต IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกยังมี ‘กันชน’ สำคัญ ทั้งการพึ่งพาน้ำมันที่ลดลงจากการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น และบทเรียนของธนาคารกลางที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้ออย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อและความผันผวนของพลังงานยังคงอยู่ ความเสี่ยงที่แรงกระแทกครั้งนี้จะพัฒนาไปสู่วิกฤตเต็มรูปแบบยังอยู่ในระดับสูง

 

IMF สรุปว่าโลกอาจยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตแบบทศวรรษ 1970 แต่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้จุดนั้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่าแรงกระแทกครั้งนี้จะถูกจำกัดวงได้ทัน หรือจะลุกลามเป็นวิกฤตเชิงระบบในที่สุด

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

The post IMF เตือนวิกฤตพลังงานสงครามตะวันออกกลาง มีขนาดเทียบเท่า ‘วิกฤตน้ำมันยุค 1970’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 องค์กรเศรษฐกิจโลกเตือน วิกฤตพลังงานเสี่ยงยืดเยื้อ เปิดฉากประชุม IMF-World Bank https://thestandard.co/imf-world-bank-energy-crisis-middle-east/ Tue, 14 Apr 2026 05:17:35 +0000 https://thestandard.co/imf-world-bank-energy-crisis-middle-east/ ภาพกราฟิกการประชุม WB-IMF-IEA เตือนวิกฤตพลังงานเสี่ยงยืดเยื้อ

วันที่ 13 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ผู้นำของกองทุนกา […]

The post 3 องค์กรเศรษฐกิจโลกเตือน วิกฤตพลังงานเสี่ยงยืดเยื้อ เปิดฉากประชุม IMF-World Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกการประชุม WB-IMF-IEA เตือนวิกฤตพลังงานเสี่ยงยืดเยื้อ

วันที่ 13 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ผู้นำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และ สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยเตือนว่า โลกกำลังเผชิญ ‘แรงกระแทกด้านพลังงานและเศรษฐกิจ’ จากสงครามตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

 

ท่ามกลางความตึงเครียดล่าสุดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งยกระดับความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

 

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในวันเปิดฉากการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 โดย THE STANDARD รายงานสดจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในฐานะสื่อไทยเพียงรายเดียวในพื้นที่ สะท้อนการประสานความร่วมมือของสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อรับมือความผันผวนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

แถลงการณ์ระบุว่า ผลกระทบจากสงคราม ‘มีขนาดใหญ่ ระดับโลก และไม่สมมาตร’ โดยประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศรายได้ต่ำ เผชิญแรงกดดันมากที่สุดจากราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ ความมั่นคงทางอาหาร และการจ้างงาน ขณะที่บางประเทศผู้ส่งออกพลังงานในตะวันออกกลางกลับสูญเสียรายได้จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน

 

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาประกาศควบคุมเส้นทางเดินเรือและจำกัดการเข้าถึงท่าเรือของอิหร่าน ภายหลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว ส่งผลให้ความไม่แน่นอนด้านอุปทานพลังงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

 

ทั้งสามองค์กรประเมินว่า แม้การขนส่งจะกลับมาดำเนินได้ในระยะถัดไป แต่อุปทานพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานและปุ๋ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม และเศรษฐกิจโดยรวม

 

ผลกระทบเริ่มส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง ทั้งด้านการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า พร้อมใช้เครื่องมือทางการเงินและนโยบายเพื่อสนับสนุนประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้ต่ำ

 

แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาก่อนการเผยแพร่รายงานสำคัญ ได้แก่ รายงานภาวะตลาดน้ำมัน (Oil Market Report) ของสำนักงานพลังงานสากล และรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในวันที่ 14 เมษายน 2026 ซึ่งคาดว่าจะสะท้อนภาพรวมผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

 

การประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

The post 3 องค์กรเศรษฐกิจโลกเตือน วิกฤตพลังงานเสี่ยงยืดเยื้อ เปิดฉากประชุม IMF-World Bank appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเปิดตัว ‘แลนด์มาร์ก’ งานประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ซึ่งจัดขึ้นในธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ https://thestandard.co/thailand-imf-world-bank-2026/ Wed, 28 Jan 2026 02:09:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1170391 ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ

กระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรุ […]

The post ไทยเปิดตัว ‘แลนด์มาร์ก’ งานประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ซึ่งจัดขึ้นในธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ

กระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรุงเทพมหานคร เปิดตัว ‘แลนด์มาร์ก’ (Landmark) การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings: AM2026) ณ ลานอเนกประสงค์ สวนเบญจกิติ ด้านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนับเป็นการประกาศความพร้อมในการจัดการประชุมดังกล่าว

 

โดยแลนด์มาร์กแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะเมืองเจ้าภาพที่พร้อมเชื่อมต่อกับนานาชาติ และส่งเสริมบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดี และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

 

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมแลนด์มาร์กได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 04.30–22.00 น. ตามเวลาทำการของสวนเบญจกิติ

 

สำหรับงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings ประจำปีนี้ เบื้องต้นกำหนดว่า จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

AM2026 ในธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดหรือธีม (Theme) หลักในฐานะประเทศเจ้าภาพ คือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งดร.เอกนิติ ได้แปลธีมนี้ออกเป็นภาษาไทยอย่างง่ายๆ ว่า “ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่ ผ่านการใส่พลังไปที่คน และเท่าทันต่อความเสี่ยง”

 

“ในมิติของ Empowering People รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า ‘คน’ คือหัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ เพราะคนที่เข้มแข็งจะเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และระบบเศรษฐกิจที่ดี จะต้องเป็นประโยชน์ และเกื้อหนุนประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ในมิติของ Building Resilience ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศใน ทุกมิติ เช่น เศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

IMF–World Bank Annual Meetings คือ ‘โอลิมปิกด้านการคลังและการเงินของโลก’

 

ดร.เอกนิติยังกล่าวต่อว่า ไทยมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting อีกครั้ง หลังจากได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพครั้งก่อนเมื่อปี 1991 (หรือเมื่อ 35 ปีก่อน) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อีกครั้ง ซึ่งในอดีต ศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับงาน Annual Meeting เมื่อปี 1991 โดยเฉพาะ

 

ดร.เอกนิติระบุต่อว่า การประชุม IMF-World Bank Annual Meeting ถือมีความสำคัญ เนื่องจากการประชุมดังกล่าวจะต้อนรับผู้นำระดับสูง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น OECD และ UN รวมถึงภาคเอกชนจากสมาชิก 191 ประเทศ ทำให้คาดว่า จะมีผู้เดินทางมาเยือนไทยไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ดังนั้น งานประชุมครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนกับ ‘โอลิมปิกของภาคการคลังและการเงินของโลก’

 

“แม้ประเทศไทยไม่เคยมีโอกาสได้จัดโอลิมปิกด้านกีฬา แต่ไทยกลับสามารถจัดงานโอลิมปิกด้านการคลังและการเงินของโลกได้ถึง 2 ครั้ง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า ตนมีโอกาสเจอผู้นำระดับโลกหลายคน ที่ยืนยันว่าจะเข้าร่วมงานแล้ว เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางหลายคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีหลายประเทศ

 

นอกจากนี้ ผู้นำระดับโลกที่จะมาร่วมงานแน่นอนอยู่แล้วก็คือ ประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการ IMF และเลขาธิการ OECD ก็ได้ตอบรับแล้ว

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวเสริมว่า ในปัจจุบันกระทรวงการคลังได้เริ่มหารือกับภาคเอกชน รวมถึงในกรอบคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. และในเวทีนานาชาติอย่าง World Economic Forum นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำกลไกประสานงานระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นี้ที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ได้สะท้อนเสียงจากประชาชนทุกภาคส่วนและเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

 

ไทยเตรียมเสนอ Bangkok Blueprint หลังจบงาน

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมผลักดันแนวคิด “Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) for Financial Wellbeing” เพื่อมุ่งเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกันใหม่” ให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้ โดยครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดภัยทุจริตทางดิจิทัล การเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาความพร้อมของระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม

 

พร้อมทั้งระบุว่า ไทยเตรียมจะเสนอเอกสารสำคัญ (Paper) ที่เรียกว่า Bangkok Blueprint ภายหลังจบงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแนวทาง (Guideline) หรือหลักการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยในเอกสารฉบับนี้จะเน้น 3 เสาหลัก (3 Pillars) ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล (Digital) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี (Cybersecurity) และการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมกัน (Inclusive)

 

วิทัยต่อว่า ระบุว่า “ปัจจุบันภัยทุจริตทางดิจิทัลเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ขณะที่งานวิเคราะห์วิจัยในเรื่องนี้ และแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิผล รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับปัญหายังมีไม่มากนัก

 

โดยในส่วนของไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียอาจมีประสบการณ์ และบทเรียนเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปใช้ออกแบบแนวปฏิบัติให้เป็นสากลได้ จึงได้หารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) เพื่อผลักดันให้เกิดแนวทางการลดภัยทุจริตทางดิจิทัล เพื่อปกป้องผู้บริโภคและรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงิน”

 

ทั้งนี้ ในห้วงของการประชุมฯ ทาง IMF และ World Bank Group จะมีบทบาทในการนำเสนอองค์ความรู้ที่จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และทั่วถึง อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

 

ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 1ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 2ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 3ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 4ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 5ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 6ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 7ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 8ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 9ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 10ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 11ภาพแลนด์มาร์กงานประชุม IMF-World Bank 2026 ธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ ณ สวนเบญจกิติ 12

 

The post ไทยเปิดตัว ‘แลนด์มาร์ก’ งานประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ซึ่งจัดขึ้นในธีม ‘ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สัมภาษณ์พิเศษ World Bank ประเมินไทยกับความฝันโต 5%? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/special-interview-with-world-bank/ Thu, 21 Dec 2023 11:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=879459

หลังจาก เศรษฐา ทวีสิน เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ […]

The post ชมคลิป: สัมภาษณ์พิเศษ World Bank ประเมินไทยกับความฝันโต 5%? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจาก เศรษฐา ทวีสิน เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ถูกประกาศออกมาคือ การผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี

 

เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจไทยไม่เคยเติบโตได้ถึงระดับนั้นมานานนับ 10 ปี

 

ในมุมมองของ World Bank เชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้ แต่รัฐบาลจำเป็นจะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมทั้งการเลือกใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

 

คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วเวลานี้ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มุ่งไปสู่เป้าหมายแล้วหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังหลงทางไปกับการใช้นโยบายที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายที่ตั้งไว้

The post ชมคลิป: สัมภาษณ์พิเศษ World Bank ประเมินไทยกับความฝันโต 5%? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาโตเฉลี่ยลดลงจาก 5% เหลือ 4% ทำให้คนจนอาจเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน https://thestandard.co/world-bank-developing-countries-5-to-4/ Sat, 14 Oct 2023 03:12:33 +0000 https://thestandard.co/?p=854527 คาดการณ์ เศรษฐกิจ ประเทศกำลังพัฒนา

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Gro […]

The post ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาโตเฉลี่ยลดลงจาก 5% เหลือ 4% ทำให้คนจนอาจเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดการณ์ เศรษฐกิจ ประเทศกำลังพัฒนา

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 2023 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก

 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม Ajay Banga ประธานธนาคารโลก กล่าวบนเวที 2023 Annual Meeting Plenary ว่า การเติบโตโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาลดลงจาก 6% มาเหลือ 5% ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะลดลงเหลือเพียง 4% ในช่วง 7 ปีข้างหน้า 

 

“ทุกๆ 1% ที่ลดลง หมายความว่าประชากรโลก 100 ล้านคนจะต้องเผชิญกับความยากจน และอีก 50 ล้านคนจะจมดิ่งสู่ความยากจนสุดขีด” 

 

ความท้าทายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วันนี้ World Bank Group ได้กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission) ใหม่ คือ ‘To create a world free of poverty – on livable planet’ หรือ ‘เพื่อสร้างสังคมที่ปราศจากความยากจน บนโลกที่น่าอยู่อาศัย’

 

สิ่งที่ World Bank กำลังมุ่งไปหลังจากนี้คือ การร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาในระดับพหุภาคี หรือ Multilateral Development Banks หรือ MDBs เช่น Asian Development Banks, Council of Europe Development Bank, Islamic Development Bank, New Development Bank และ African Development Bank เป็นต้น

 

ความร่วมมือกับ MDBs ที่เกิดขึ้น จะช่วยเพิ่มความสามารถในการปล่อยกู้ให้กับ World Bank ได้อีก 3-4 แสนล้านดอลลาร์ตลอดทศวรรษข้างหน้า

 

“การทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน เราสามารถนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความรู้ และที่สำคัญคือเงินทุน เพื่อจัดการกับความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน”​ Ajay กล่าว 

 

นอกจากนี้ Ajay บอกว่า การยกระดับการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่เข้าไม่ถึงการศึกษาเพียงแค่ 1 ปี จะทำให้รายได้ในอนาคตของบุคคลนั้นๆ ลดลงถึง 10% ต่อปี 

 

ขณะเดียวกัน President ของ World Bank แนะนำให้แต่ละประเทศทบทวนนโยบายที่ใช้อุดหนุนพลังงานฟอสซิล อุดหนุนภาคการเกษตร รวมทั้งการประมง แน่นอนว่าการอุดหนุนยังจำเป็นในบางส่วน แต่ทุกวันนี้เงินที่ใช้จ่ายและอุดหนุนให้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้ปีละ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ดูจะเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป Ajay มองว่าเงินก้อนนี้สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น การใช้ดูแลเรื่องสภาพอากาศ แหล่งน้ำ และผืนป่า 

 

สำหรับงาน Annual Meetings ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทีมงาน THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวัน ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD

The post ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาโตเฉลี่ยลดลงจาก 5% เหลือ 4% ทำให้คนจนอาจเพิ่มขึ้น 100 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF แนะ 4 แนวทางดำเนินนโยบายสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก เตือนระวังความเสี่ยงภาคการเงิน-อสังหา https://thestandard.co/imf-advice-4-ways-for-central-banks-around-the-world/ Fri, 13 Oct 2023 03:18:35 +0000 https://thestandard.co/?p=854214 IMF

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Gro […]

The post IMF แนะ 4 แนวทางดำเนินนโยบายสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก เตือนระวังความเสี่ยงภาคการเงิน-อสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 2023 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก

 

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม บนเวที Global Policy Agenda ซึ่ง คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและแตกย่อยออกเป็นส่วนๆ มากขึ้นในเวลานี้ ซ้ำร้ายยังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ รวมทั้งสงครามในยูเครนและล่าสุดในตะวันออกกลาง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะเติบโตต่ำลง ซึ่งทาง IMF คาดการณ์ว่า GDP โลกจะเติบโตเหลือเพียง 3% ในปีนี้ และ 2.9% ในปีหน้า

 

จากความไม่แน่นอนเหล่านี้ คริสตาลินามองว่าการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศควรมุ่งสร้างเกราะป้องกันให้กับเศรษฐกิจ และช่วยสร้างความเจริญไปพร้อมๆ กัน และเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ว่านี้ สิ่งที่ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกควรยึดเป็นแนวทาง แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. มุ่งเอาชนะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางแต่ละแห่งควรโฟกัสที่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงมาอยู่ในระดับเป้าหมาย และหลีกเลี่ยงการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเร็วเกินไป

 

  1. มุ่งเน้นนโยบายที่สร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยผู้กำหนดนโยบายควรเตรียมเครื่องมือที่มีทั้งหมดไว้ให้พร้อม และคอยสอดส่องความเสี่ยงต่อสถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงธุรกิจ Non-Bank ด้วยเช่นกัน 

 

  1. มุ่งเน้นนโยบายที่ช่วยฟื้นฟูส่วนสำรองทางการคลัง โดยผู้กำหนดนโยบายควรตุนเงินสำรองเผื่อไว้สำหรับการลงทุนที่จำเป็นและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้ทาง IMF ย้ำว่าภาครัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่ตรงจุด และควรสื่อสารนโยบายทางการคลังให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ

 

  1. มุ่งเน้นนโยบายที่สร้างความยั่งยืนและการเติบโตในระยะกลาง โดยเน้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นถัดไป ขณะเดียวกันก็ควรเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องพลังงานสะอาด ตลาดแรงงาน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ คริสตาลินาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับแต่ละประเทศคือความร่วมมือระหว่างกัน โดยเธอได้ยกตัวอย่างทีมฟุตบอลของโมร็อกโกที่กลายเป็นชาติอาหรับแห่งแรกและประเทศแรกของแอฟริกาที่สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ได้สำเร็จ

 

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำได้ด้วยผู้เล่นเพียงคนเดียว แต่ถ้าทั้งทีมร่วมมือกันจะเกิดขึ้นได้”

สำหรับงาน Annual Meetings ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทีมงาน THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวัน ผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD

The post IMF แนะ 4 แนวทางดำเนินนโยบายสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก เตือนระวังความเสี่ยงภาคการเงิน-อสังหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: World Bank ชี้ดอกเบี้ยโลกยังทรงตัวสูงยาว 1-2 ปี หลายประเทศเสี่ยงล้มละลาย | Marrakech 2023 https://thestandard.co/morning-wealth-12102023-3/ Thu, 12 Oct 2023 09:12:59 +0000 https://thestandard.co/?p=854009 ไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth วันที่ 12 ตุลาคม 2566

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual […]

The post ชมคลิป: World Bank ชี้ดอกเบี้ยโลกยังทรงตัวสูงยาว 1-2 ปี หลายประเทศเสี่ยงล้มละลาย | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth วันที่ 12 ตุลาคม 2566

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings วันที่ 3 (11 ตุลาคม 2023) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก กับไฮไลต์สำคัญ

 

Press Conference จากคุณ Ajay Banga, President ของ World Bank Group

เวที Fiscal Monitor ที่ติดตามสถานการณ์ทางการคลังทั่วโลก และข้อเสนอแนะทางการคลังให้กับรัฐบาลทั่วโลก

 

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะการจัดการกับความเสี่ยงด้าน Climate Change

 

ติดตามไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group-IMF Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth ทาง Facebook และ YouTube และทุกช่องทางของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: World Bank ชี้ดอกเบี้ยโลกยังทรงตัวสูงยาว 1-2 ปี หลายประเทศเสี่ยงล้มละลาย | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนรัฐบาลควรเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อเลี่ยงหนี้โลกที่อาจเพิ่มขึ้น 50% ในปี 2050 https://thestandard.co/imf-warned-government-on-carbon-tax/ Thu, 12 Oct 2023 00:59:41 +0000 https://thestandard.co/?p=853723 IMF ภาษีคาร์บอน

THE STANDARD WEALTH ยังคงเกาะติดงานประชุมใหญ่ประจำปีของ […]

The post IMF เตือนรัฐบาลควรเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อเลี่ยงหนี้โลกที่อาจเพิ่มขึ้น 50% ในปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ภาษีคาร์บอน

THE STANDARD WEALTH ยังคงเกาะติดงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 2023 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก

 

วันที่ 11 ตุลาคม 2566 รายงาน Fiscal Monitor ฉบับเดือนตุลาคม ปี 2023 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวถึงผลกระทบทางการเงินของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยรายงานระบุว่า หากประเทศต่างๆ ยังคงดำเนินนโยบายตามแนวทางเดิม จะทำให้โลกไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและสังคม

 

Vitor Gaspar, Director ของ Fiscal Affairs Department จาก IMF รายงานว่า หากประเทศต่างๆ ต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะต้องเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และปรับตัวรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่อาจต้องเพิ่มหนี้สาธารณะขึ้น 40-50% ของ GDP ภายในปี 2050

 

หนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา หนี้สูงที่สุดและชันที่สุดอยู่ที่ 258% ของ GDP ในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดใหญ่ ในอีกสองปีถัดมาเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้หนี้ลดลง 20% ของ GDP ซึ่งทำให้หนี้กลับมาอยู่ที่ระดับก่อนเกิดการระบาดใหญ่ประมาณ 2 ใน 3 

 

ในปี 2022 หนี้สินรวมของรัฐบาล บริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และครัวเรือน อยู่ที่ 235 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (238% ของ GDP) 

 

IMF ภาษีคาร์บอน

แผนภูมิ ‘Mountains of Debt’ ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1995

 

รายงานให้ข้อมูลอีกว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และต้นทุนการกู้ยืมกำลังเพิ่มขึ้น คาดว่าหนี้สาธารณะโลกจะเพิ่มขึ้นในปี 2023 สาเหตุเกิดจากหนี้ของเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ (รวมถึงสหรัฐอเมริกาและจีน ทั้งสองประเทศนี้มีสัดส่วนหนี้รวมทั่วโลกนอกภาคการเงินเกือบครึ่ง โดยสัดส่วนของทั้งสองประเทศอยู่ที่ 30% และ 20% ตามลำดับ) คาดว่าหนี้โลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ของ GDP ต่อปีในระยะกลาง แต่หากไม่รวมสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแล้ว อัตราส่วนจะลดลงประมาณ 0.5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ชะลอลง อัตราดอกเบี้ยจริงที่เพิ่มขึ้น และงบประมาณภาครัฐที่ลดลงจนไม่สามารถใช้จ่ายเพิ่มได้ 

 

สรุปคือ หนี้สาธารณะโลกขณะนี้สูงขึ้นอย่างมาก และคาดว่าจะเติบโตเร็วกว่ามากเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ช่วงก่อนเกิดโควิด อัตราส่วนหนี้สาธารณะโลกจะอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP ภายในปี 2030

 

รัฐบาลแต่ละประเทศเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่แตกต่างกัน ในบางประเทศข้อจำกัดเหล่านี้เป็นสิ่งเร่งด่วน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดได้ ตัวอย่างเช่น ในประเทศรายได้ต่ำหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการขึ้นดอกเบี้ยและผลกระทบของการประเมินมูลค่าต่อหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นของรายได้จากภาษี ในขณะที่ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน แม้ว่าจะไม่มีความกดดันทางการเงินที่รุนแรงในขณะนี้ แต่การดำเนินนโยบายในปัจจุบันต่อไปจะนำไปสู่เส้นทางการคลังที่ไม่ยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ในประเทศส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีนโยบายการคลังที่เข้มงวดมากขึ้น ไม่เพียงแต่เพื่อสร้างเสริมกันชนและจำกัดความเสี่ยงด้านการคลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนความพยายามของธนาคารกลางในการนำอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม

 

รายงานเสนอแนะว่า แนวทางที่ดีที่สุดในการลดผลกระทบทางการเงินของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ การใช้มาตรการนโยบายหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการขึ้นราคาคาร์บอน การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ครัวเรือน แรงงาน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรทางการเงินจำกัด ประเทศเหล่านี้ควรให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และควรพยายามปรับปรุงความสามารถในการเก็บภาษี โดยเน้นไปที่การปฏิรูปสถาบันและขยายฐานภาษี

 

IMF เน้นย้ำว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยข้อตกลงระดับโลกเกี่ยวกับราคาคาร์บอนจะเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ปัจจุบันมีประเทศเกือบ 50 ประเทศที่ใช้มาตรการกำหนดราคาคาร์บอนแล้ว 

 

ข้อตกลงระดับโลกเกี่ยวกับราคาคาร์บอนดังกล่าวควรรวมถึงมาตรการอื่นๆ เช่น ความช่วยเหลือทางการเงินและการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยี และกลไกการกระจายรายได้ เพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการลงทุนและการจัดหาเงินทุนสำหรับพลังงานหมุนเวียนและโครงการปรับตัวรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ IMF สามารถให้การสนับสนุนด้านนโยบายและการเงินแก่ประเทศต่างๆ ในการบรรลุเป้าหมาย

 

สุดท้าย IMF เน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพทางการเงิน แม้ว่าจะต้องลดเป้าหมายนโยบายหรือเพิ่มการเก็บภาษีก็ตาม

 

สำหรับงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทีมงาน THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวัน ผ่านหลากหลายช่องทางทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD 

The post IMF เตือนรัฐบาลควรเก็บภาษีคาร์บอน เพื่อเลี่ยงหนี้โลกที่อาจเพิ่มขึ้น 50% ในปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พาทัวร์ ‘Marrakech 2023’ งานประชุมประจำปี World Bank – IMF วันแรก | Marrakech 2023 https://thestandard.co/marrakech-2023-tour/ Thu, 12 Oct 2023 00:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=853719 Marrakech 2023

THE STANDARD WEALTH ได้รับเชิญจาก World Bank Thailand ใ […]

The post ชมคลิป: พาทัวร์ ‘Marrakech 2023’ งานประชุมประจำปี World Bank – IMF วันแรก | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Marrakech 2023

THE STANDARD WEALTH ได้รับเชิญจาก World Bank Thailand ในฐานะตัวแทนสื่อจากประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีของ World Bank Group และ IMF ภายใต้ชื่อ Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก บรรยากาศของงานที่จัดขึ้นวันแรกเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา จะเป็นอย่างไร มีไฮไลต์สำคัญจากเวทีต่างๆ อย่างไรบ้าง เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ อาสาพาทัวร์ ติดตามได้ในคลิปนี้ 

 

ติดตามไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group – IMF  Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth และทุกช่องทางของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: พาทัวร์ ‘Marrakech 2023’ งานประชุมประจำปี World Bank – IMF วันแรก | Marrakech 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Bank หวังเพิ่มคลังเงินทุนให้กู้แตะ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปี เพื่อขจัดความยากจนและสร้าง Liveable Planet https://thestandard.co/world-bank-hope-to-incrase-loan-amount/ Thu, 12 Oct 2023 00:36:54 +0000 https://thestandard.co/?p=853701 World Bank

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Gro […]

The post World Bank หวังเพิ่มคลังเงินทุนให้กู้แตะ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปี เพื่อขจัดความยากจนและสร้าง Liveable Planet appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Bank

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 2023 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก

 

บนเวที World Bank Group Opening Press Conference ภายในงาน Ajay Banga ประธานของ World Bank Group กล่าวว่า World Bank ต้องขยายตัวใหญ่ขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับทุกประเทศทั่วโลก เพื่อใช้สำหรับการพัฒนา รวมทั้งการทำหน้าที่ในการแบ่งปันองค์ความรู้และกรณีศึกษา (Knowledge Bank) ให้กับทุกประเทศทั่วโลก 

 

World Bank จะเพิ่มความสามารถในการปล่อยกู้ของตัวเองให้ได้ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษข้างหน้า โดยเขาจะกลับไปเจรจากับผู้ถือหุ้นของ World Bank อีกครั้ง 

 

พร้อมกันนี้ Ajay ได้กล่าวถึงความต้องการของ World Bank ที่จะขออนุมัติจากสมาชิกของ World Bank เพื่อปรับปรุงวิสัยทัศน์ของ World Bank ที่ไม่เพียงแค่ขจัดความยากจนให้หมดไป แต่เพิ่มการส่งเสริมให้เกิดโลกที่น่าอยู่มากขึ้น (Liveable Planet)

 

นอกจากนี้ Ajay กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกว่า จะเผชิญกับสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (Higher for Longer) แม้ว่าเงินเฟ้อจะเริ่มลงมาแล้วอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนต่อการลงทุน รวมทั้งผู้คนที่เคยชินกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ 

 

ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศในตะวันออกกลางจะเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ที่คาดหวังว่าจะสามารถทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวแบบ Soft Landing ได้ในที่สุด 

 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังมีด้านที่สดใสอยู่บ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอินเดีย ขณะเดียวกันก็ยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลของเศรษฐกิจขนาดใหญ่

 

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการที่อัตราดอกเบี้ยคงอยู่ในระดับสูง หากพิจารณาจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นอดีตตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงสูงต่อไป โดยจะไม่ลดลงมาเร็วภายใน 1-2 ปี และในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีเขตเศรษฐกิจมากถึง 24 ประเทศต้องเผชิญกับการล้มละลาย

 

“ประเทศที่ไม่ได้รักษาระดับหนี้ให้เหมาะสมอาจต้องเผชิญกับปัญหา” 

 

ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งที่จะตามมาคือ แม้ประเทศที่อาจไม่ได้มีหนี้สาธารณะสูงหรือไม่ได้มีปัญหาเรื่องหนี้ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลใช้จ่ายไปกับภาคสาธารณะเป็นส่วนมาก จะทำให้การหาเงินทุนเพื่อไปลงทุนภาคเอกชนยิ่งลดน้อยลงไปอีก หรือที่เรียกในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ว่า Crowding Out Effect

 

ในช่วงท้าย Ajay ได้กล่าวถึงบทบาทของบางประเทศที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนจาก World Bank อีกแล้ว เช่น จีน และเกาหลีใต้ ปัจจุบันประเทศเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน 

 

สำหรับงาน Annual Meetings ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทีมงาน THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวัน ผ่านหลากหลายช่องทางทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD 

The post World Bank หวังเพิ่มคลังเงินทุนให้กู้แตะ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปี เพื่อขจัดความยากจนและสร้าง Liveable Planet appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: IMF หั่น GDP ไทย ปีนี้เหลือโต 2.7% โลกเสี่ยง Soft Landing | Marrakech 2023 | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-11102023-4/ Wed, 11 Oct 2023 12:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=853640 รายการ Morning Wealth วันที่ 11 ตุลาคม 2566

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group – IM […]

The post ชมคลิป: IMF หั่น GDP ไทย ปีนี้เหลือโต 2.7% โลกเสี่ยง Soft Landing | Marrakech 2023 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายการ Morning Wealth วันที่ 11 ตุลาคม 2566

อัปเดตจากงาน Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings วันที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก กับไฮไลต์สำคัญ ทั้งมุมมองจาก IMF เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก รวมทั้งบทเรียนจากการศึกษาเกี่ยวกับ Inflation Shock ที่ผ่านมา 100 ครั้งในอดีต และมุมมองจาก World Bank ต่อนโยบาย ‘แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท’ ของรัฐบาลไทย

 

ติดตามไฮไลต์งาน Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ในรายการ Morning Wealth และทุกช่องทางของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: IMF หั่น GDP ไทย ปีนี้เหลือโต 2.7% โลกเสี่ยง Soft Landing | Marrakech 2023 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ถอด 7 บทเรียนจาก ‘Inflation Shock’ 100 ครั้ง แนะธนาคารกลางทั่วโลกอย่ารีบลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/7-lessons-from-inflation-shock/ Wed, 11 Oct 2023 09:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=853527 IMF

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Gro […]

The post IMF ถอด 7 บทเรียนจาก ‘Inflation Shock’ 100 ครั้ง แนะธนาคารกลางทั่วโลกอย่ารีบลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF

ระหว่างงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม ณ เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก

 

หนึ่งในเวทีที่ผู้ร่วมงานให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ Analytical Corner: Seven Lessons from One Hundred Inflation Shocks ซึ่ง Lev Ratnovski, European Department ของ IMF เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทเรียนจากการศึกษาช่วงเวลาที่เงินเฟ้อสูง 100 ครั้งในอดีตที่ผ่านมา 

 

Lev กล่าวว่า จากการศึกษาภาวะ Inflation Shock หรือการที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นกว่า 2% ภายใน 1 ปี จำนวน 100 ครั้ง ใน 56 ประเทศ ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ผลการศึกษาพบว่า เหตุการณ์ Inflation Shock กว่า 60 ครั้งจะเชื่อมโยงกับวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง (Oil Shock)  

 

สำหรับบทเรียน 7 ข้อที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ 

 

  1. เงินเฟ้อจะค้างอยู่สูงยาวนานกว่าที่คิด
  2. ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ส่วนมากแล้วเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘Premature Celebrations’ หรือการตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วเกินไป 
  3. ประเทศที่แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อสูงได้ เลือกใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด 
  4. ประเทศที่แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อสูงได้ คงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง จนกว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่ระดับเป้าหมาย
  5. ประเทศที่แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อสูงได้ พยายามควบคุมให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปในทางอ่อนค่า 
  6. ประเทศที่แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อสูงได้ มีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงต่ำกว่า 
  7. ประเทศที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อได้มักเผชิญกับการเติบโตต่ำในระยะสั้น แต่จะไม่เกิน 5 ปี

 

โดยสรุปแล้ว ผู้ศึกษาจาก IMF ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญคือการระมัดระวังให้ไม่ผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเร็วจนเกินไป และเชื่อว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อสูงจำเป็นจะต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นธนาคารกลางต่างๆ ควรจะยังคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวด และระมัดระวังไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Wage-Price Spiral หรือวัฏจักรการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างและราคาสินค้าเป็นวงจรไม่รู้จบ

 

สำหรับงาน Annual Meetings ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทีมงาน THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวัน ผ่านหลากหลายช่องทางทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD

The post IMF ถอด 7 บทเรียนจาก ‘Inflation Shock’ 100 ครั้ง แนะธนาคารกลางทั่วโลกอย่ารีบลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดม่านงาน ‘Marrakech 2023’ ประชุมใหญ่ World Bank และ IMF ตั้งธงฟื้นความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ https://thestandard.co/marrakech-2023/ Tue, 10 Oct 2023 03:54:57 +0000 https://thestandard.co/?p=852826 Marrakech 2023

ณ เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประช […]

The post เปิดม่านงาน ‘Marrakech 2023’ ประชุมใหญ่ World Bank และ IMF ตั้งธงฟื้นความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Marrakech 2023

ณ เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประชุมใหญ่ประจำปีของธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้ชื่องานว่า Marrakech 2023 World Bank Group – IMF Annual Meetings ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 

 

การประชุมในครั้งนี้ THE STANDARD ในฐานะตัวแทนสื่อจากประเทศไทย ได้รับเชิญจากทาง World Bank Thailand เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศและเนื้อหาสำคัญที่เกิดขึ้นในงาน พร้อมทำหน้าที่ในการสื่อสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปี 2026 ซึ่งจะถูกจัดขึ้นที่ประเทศไทย 

 

โดยปกติแล้วการประชุมประจำปีของ World Bank Group และ IMF จะจัดขึ้นที่เมือง วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ก่อนจะเวียนไปจัดที่ประเทศอื่นในทุกๆ 3 ปี 

 

ธีมหลักของงาน Annual Meetings ปีนี้ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. Building Economic Resilience หรือการสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวที่รวดเร็วให้กับเศรษฐกิจที่อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความอ่อนแอ โดยผู้กำหนดนโยบายควรยกระดับมาตรการที่ช่วยรองรับความเปราะบางในด้านต่างๆ และให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น
  2. Securing Transformational Reforms หรือการทำให้มั่นใจว่าแต่ละประเทศจะสามารถปฏิรูปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความเท่าเทียมและยั่งยืน 
  3. Reinvigorating Global Cooperation หรือการกระตุ้นให้ความร่วมมือในระดับโลกกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากที่ความร่วมมือระหว่างประเทศแตกออกเป็นจุดย่อยมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

จากการกล่าวเปิดงานและเวทีต่างๆ ในวันแรก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือคำกล่าวของ คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งพูดผ่านเวที CSO Townhall โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์กรภาคประชาสังคม (Civil Society Organization: CSO) 

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การกระตุ้นให้แต่ละประเทศปรับปรุงนโยบายด้านภาษีของตัวเอง โดยเฉพาะประเทศที่มีสัดส่วนรายได้จากภาษีต่ำกว่า 15% ของ GDP ซึ่งรายได้ภาษีที่ต่ำกว่า 15% จะทำให้การทำนโยบายสาธารณะต่างๆ ทำได้ยากขึ้น 

 

นอกจากนี้ จอร์เจียวาย้ำว่าความร่วมมือกันในระดับนานาชาติเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จะฟื้นตัวได้ดีกว่าที่หลายคนคาดคิด และทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวแบบ Soft Landing เป็นไปได้มากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศยังจำเป็นจะต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะการเติบโตโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดเดิมเท่ากับช่วงก่อนโควิด 

 

ย้อนกลับไปช่วงก่อนโควิด เศรษฐกิจโลกโตเฉลี่ย 3.8% แต่ตอนนี้การเติบโตน่าจะเหลือเพียงประมาณ 3% เท่านั้น 

 

จากสถานการณ์ปัจจุบัน จอร์เจียวาแนะนำให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายให้ความสำคัญกับ 3 แนวนโยบายที่สำคัญ 

 

ข้อแรกคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน เพราะแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายในหลายๆ ประเทศ ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า Higher for Longer หรือการที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คิด พร้อมกับเตือนให้แต่ละประเทศระมัดระวังการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง 

 

ข้อสองคือ การวางรากฐานเรื่อง Inclusive และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการปฏิรูปและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันต่างๆ ซึ่งนโยบายนี้สามารถทำได้ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. ลงทุนในคน เช่น การศึกษา 2. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงานสะอาด ดิจิทัล หรือแม้แต่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และ 3. ยกระดับธรรมาภิบาลและลดข้อกำหนดทางการค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตผลได้ราว 8% ภายใน 4 ปี 

 

ข้อสามคือ กระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน หลังจากที่การเชื่อมต่อระหว่างประเทศทำได้ยากขึ้น เนื่องจากอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น 

 

จอร์เจียวากล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศที่เปราะบางรวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เราต้องเร่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า Global Financial Safety Net” 

สำหรับงาน Annual Meetings ที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม ทีมงานของ THE STANDARD จะอัปเดตข้อมูลที่สำคัญและบรรยากาศงานเป็นประจำทุกวันผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งรายการ Morning Wealth, เว็บไซต์ THE STANDARD WEALTH รวมทั้งโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของ THE STANDARD

The post เปิดม่านงาน ‘Marrakech 2023’ ประชุมใหญ่ World Bank และ IMF ตั้งธงฟื้นความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยน้อยกว่าช่วงน้ำมันแพงยุค 70 https://thestandard.co/world-bank-sees-thai-economy-as-low-descending/ Fri, 01 Jul 2022 05:44:47 +0000 https://thestandard.co/?p=648846 เศรษฐกิจไทย

จากงานสัมมนาของ World Bank Group ภายใต้หัวข้อ Thailand […]

The post ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยน้อยกว่าช่วงน้ำมันแพงยุค 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย

จากงานสัมมนาของ World Bank Group ภายใต้หัวข้อ Thailand Economic Monitor: Building Back Better, Greener and Resilient – The Circular Economy เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565

 

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลกเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเป็นกลุ่มประเทศในอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในยูเครนมากที่สุด โดยผลกระทบส่งผ่านจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยก็ยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


แม้ว่าไตรมาส 1 ที่ผ่านมา GDP ของไทยจะเร่งตัวขึ้น แต่ก็กลับมาชะลอตัวอีกครั้งในไตรมาส 2 นี้ จะเห็นว่าการฟื้นตัวของ GDP ไทยตามหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน สาเหตุเป็นเพราะว่าการระบาดของโควิดหลายระลอก และการที่ราคาน้ำมันสูงนั้นกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก เพราะไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 5% ของ GDP ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านแม้จะนำเข้าในระดับใกล้เคียงกัน แต่ก็ถูกชดเชยด้วยการส่งออกไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ 

 

“เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อสูง ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยมากขึ้น แต่ถ้าเทียบกับช่วงปี 1970 เชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดภาวะถดถอยน้อยกว่า” 

 

เช่นเดียวกับความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าล่าสุดธนาคารโลกจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกในปีนี้ ลดลงจาก 4.1% มาเหลือ 2.9% แต่คาดว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอยอาจจะยังไม่ได้มากนัก แม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะค่อยๆ ลดลง และประชากรสามารถฉีดวัคซีนได้ถึง 80% ตามเป้าหมาย แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ อัตราการเสียชีวิตที่กลับมาสูงขึ้นอีกครั้งจากการระบาดรอบล่าสุด เพราะฉะนั้นไทยควรจะดูแลในเรื่องของระบบสาธารณสุขให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ เพราะสาเหตุนี้จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 12-15% ของ GDP ไทย

 

  1. เงินเฟ้อสูงขึ้น ล่าสุดเงินเฟ้อในไทยอยู่ที่ 6% แม้ว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ หากดูในรายละเอียดเงินเฟ้อของไทยจะเกิดจากพลังงานและอาหารเป็นหลัก แต่หากเงินเฟ้อเริ่มกระจายไปยังกลุ่มอื่นๆ อย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา อาจทำให้เงินเฟ้อที่คาดหวังของไทยค่อยๆ ขยับขึ้น 

 

  1. ค่าครองชีพภาคครัวเรือน ในส่วนนี้จะกระทบต่อกลุ่มคนจนเป็นหลัก หากราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้คนจนเพิ่มขึ้น 1.4% หรืออีกเกือบ 1 ล้านคน ที่ผ่านมาไทยจะเน้นการใช้นโยบายควบคุมราคาเป็นหลัก แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ เป็นการสร้างภาระทางการคลังและสร้างความซับซ้อนต่อนโยบายการเงิน ทั้งนี้ ไทยใช้การควบคุมราคากับสินค้าต่างๆ คิดเป็นถึง 30% ของตะกร้า CPI 

 

“สิ่งที่รัฐบาลควรทำในช่วงถัดไปคือ การเน้นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อ โดยเน้นไปยังกลุ่มคนจน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ในแง่ของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะอยู่ที่ 6 ล้านคน ก่อนจะเพิ่มเป็น 15 ล้านคนในปีหน้า ส่วนการที่นักท่องเที่ยวจะกลับมาถึงระดับ 40 ล้านคน อาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปี” 

 

นอกจากนี้ งานสัมมนาในครั้งนี้ยังได้แนะนำให้ประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพิ่มขึ้น โดย Jaime Frias นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยลดช่องว่างระหว่างเรื่องการเติบโตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยเพิ่มผลผลิตอีกราว 1.2% และช่วยเพิ่มการจ้างงานอีก 1.6 แสนตำแหน่งภายในปี 2573 โดยอุตสาหกรรมหลักที่ควรจะเร่งปรับตัวในด้านนี้คือ อาหารและเกษตร รับเหมาก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิกส์ 

 

ด้าน เบญจมาศ โชติทอง มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มองภาพรวมของเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทยว่า สำหรับนโยบายและแผนงานนั้นมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปคือมาตรการที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว ปัจจุบันเรามีแค่มาตรการส่งเสริม แต่มาตรการบังคับหรือลงโทษยังเป็นสิ่งที่ขาดและล่าช้า 

 

“แม้แต่การแยกขยะในปัจจุบันยังโทษกันไปมาว่าเป็นเพราะคนไม่แยกหรือ กทม. มาเก็บรวม เราไม่มีมาตรการมาสนับสนุนส่วนนี้อย่างชัดเจน” 

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศไทยเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น เริ่มใส่ใจตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่เรื่องรีไซเคิล แต่ภาคการอุปโภคบริโภคยังขาดอยู่ กล่าวคือการที่คนเลือกซื้อหรือใช้สินค้าในด้านนี้ยังน้อย รวมถึงการคัดแยกขยะยังต้องทำเพิ่มอีกพอสมควร

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยน้อยกว่าช่วงน้ำมันแพงยุค 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>