Work Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/work/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 04 May 2026 04:35:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ https://thestandard.co/energy-management-model/ Mon, 04 May 2026 04:32:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1203574

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยเจอปัญหานี้ จัดตารางการทำงานมาอย่าง […]

The post Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยเจอปัญหานี้ จัดตารางการทำงานมาอย่างดิบดี แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับรู้สึกตื้อ สมองไม่แล่น และจบวันแบบหมดสภาพ โดยที่งานชิ้นสำคัญก็ยังไม่คืบหน้าไปไหน

 

สบายใจได้ คุณไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้ลำพัง นี่คือวิกฤตที่คนทำงานทั่วโลกกำลังเผชิญ และมันกำลังบอกใบ้กับเราว่า ‘การบริหารเวลา’ ที่เราถูกพร่ำสอนกันมาตลอดชีวิต อาจไม่ใช่คำตอบของยุคนี้อีกต่อไป

 

วันนี้เราจะมาถอดรหัสแนวคิด Energy Management Model หรือการเปลี่ยนแกนจากการบริหารเวลา มาเป็นการบริหาร ‘พลังงาน’ กัน

🟡 ปี 2026 ทำไมคน Burn Out กว่าที่เคย

ก่อนที่เราจะไปหาวิธีแก้ เราต้องมาทำความเข้าใจ ‘บริบท’ ของโลกการทำงานในปี 2026 กันก่อน

 

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ข้อมูลจากรายงานของ Gallup และผลสำรวจทั่วโลกในปีนี้ชี้ว่า พนักงานกว่า 40% ต้องแบกรับความเครียดระดับสูงในทุกๆ วัน และกว่าครึ่งของคนทำงานยังคงติดอยู่ในวงจรของภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ซึ่งกว่า 72% ยอมรับตรงกันว่า ภาวะนี้ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาจนป่นปี้

 

วิกฤตสุขภาพจิตและความเหนื่อยล้าเรื้อรังจึงเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่องค์กรและผู้นำต้องหันมามองใหม่อย่างจริงจัง

 

🟡 ทำไม Time Management ถึงไม่ได้ผลแล้ว

 

สถิติจาก Microsoft Work Trend Index ชี้ว่าคนทำงานยุคปัจจุบันต้องเผชิญปริมาณการประชุม อีเมล และแชตระดับมหาศาล คนทำงานยุคดิจิทัลถูกขัดจังหวะจากการแจ้งเตือนแทบทุก 10 นาที และในทางจิตวิทยา สมองต้องใช้เวลาถึง 23 นาทีเพื่อดึงสมาธิกลับมาจดจ่อเรื่องเดิมอีกครั้ง

 

ยิ่งเราพยายามใช้เครื่องมือบริหารเวลาแบบเดิมๆ เพื่อยัดงานทุกชิ้นลงใน 24 ชั่วโมงที่มีจำกัดโดยละเลยความเหนื่อยล้า ร่างกายและประสิทธิภาพก็จะยิ่งพังทลายลงเรื่อยๆ

 

Dr. Jim Loehr และ Tony Schwartz เสนอแนวคิดไว้ใน Harvard Business Review ว่า เวลาคือทรัพยากรที่มีวันหมด สวนทางกับพลังงานที่เป็นทรัพยากรซึ่งสร้างขึ้นใหม่และขยายขีดจำกัดได้เสมอ การสร้างสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซในยุคปัจจุบันจึงวัดกันที่ ‘ระดับพลังงานสูงสุด’ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เรามีสมาธิจดจ่อ การฝืนนั่งจ้องหน้าจอ 8 ชั่วโมงรวดโดยที่สมองล้าไปแล้วจึงแทบไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

 

🟡 4 เสาหลักแห่งพลังงานของมนุษย์

 

ถ้าเราอยากจะเป็นคนทำงานที่มี High Performance เราต้องทำตัวเหมือน ‘นักกีฬาอาชีพ’ ที่รู้จังหวะเร่ง จังหวะผ่อน โดยมนุษย์เราขับเคลื่อนด้วยพลังงาน 4 มิติดังนี้

 

🏋 Physical (พลังกาย): รากฐานที่สำคัญที่สุด ถ้านอนไม่พอ กินอาหารแย่ ไม่เคยขยับตัว มิติอื่นก็พังทลายตามไปหมด พลังกายคือตัวกำหนด ‘ปริมาณ’ พลังงานที่คุณมีในแต่ละวัน

 

♥ Emotional (พลังใจ): อารมณ์คือตัวกำหนด ‘คุณภาพ’ ของงาน พลังงานบวกอย่างความสนุก ความท้าทาย จะช่วยจุดไฟให้คุณสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอด ในขณะที่ความโกรธ ความหงุดหงิด หรือสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ จะสูบพลังงานของคุณออกไปอย่างรวดเร็ว

 

🧠 Mental (พลังสมอง): ความสามารถในการจดจ่อ คือทักษะที่แพงที่สุดในยุคนี้ การทำ Multitasking หรือการปล่อยให้ Notification เด้งเตือนตลอดเวลา คือการกรีดเลือดตัวเองให้พลังสมองค่อยๆ ไหลออกจนหมด

 

🧘 Spiritual (พลังจิตวิญญาณ): ฟังดูอาจจะเหมือนเรื่องนามธรรม แต่มันคือการตอบคำถามให้ได้ว่า “เราทำงานนี้ไปเพื่ออะไร?” เมื่อคุณรู้คุณค่าในสิ่งที่คุณทำ พลังงานนี้จะกลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงชั้นดีที่ช่วยให้คุณก้าวข้ามความเหนื่อยล้าในวันที่ยากลำบากได้

 

🟡 3 Steps พลิกเกม ตรวจเช็กและบริหารพลังงานอย่างไรให้พร้อมทำงาน

 

เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของพลังงานแล้ว นี่คือ 3 ขั้นตอนที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

 

🔸Step 1 สำรวจรอยรั่วของพลังงาน: ลองสังเกตดูว่าในหนึ่งวัน ช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกหัวแล่นที่สุด นั่นคือช่วงเวลาที่คุณควรเก็บไว้ทำงานที่ยากที่สุด และอะไรคือสิ่งที่สูบพลังงานคุณไปมากที่สุด เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านั้น

 

🔸Step 2 ทำงานแบบ Sprint ไม่ใช่ Marathon: ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำงานติดต่อกันยาวๆ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แนะนำให้เราทำงานตามจังหวะชีวภาพที่เรียกว่า Ultradian Rhythm คือ โฟกัสเต็มที่ 90 นาที และพักเบรกอย่างเด็ดขาด 15-20 นาที การกล้าที่จะลุกเดินจากโต๊ะทำงาน คือการรีเซ็ตระบบสมองให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

 

🔸Step 3 สร้างพิธีกรรมชาร์จพลัง: ความพยายามมักใช้พลังงานใจสูง ดังนั้นเราต้องสร้าง ‘พฤติกรรมอัตโนมัติ’ หรือ Rituals ขึ้นมา เช่น กฎการไม่จับมือถือในชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน, การเดินออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ 10 นาทีหลังมื้อเที่ยง, หรือการทบทวนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก่อนเข้านอน เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ทั้ง 4 มิติให้เต็มร้อยเสมอ

 

ผู้นำและคนทำงานที่เก่งกาจในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่บริหารเวลาได้เป๊ะทุกตารางนิ้ว แต่คือคนที่รู้จักจังหวะชีวิตตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งเครื่องให้สุด และเมื่อไหร่ควรหยุดพักเพื่อชาร์จแบตเตอรี่

 

ลองเปลี่ยนมุมมองจากคำถามที่ว่า “วันนี้ฉันมีเวลาทำอะไรบ้าง?” มาเป็น “วันนี้ฉันจะบริหารพลังงานที่มี เพื่อทำสิ่งสำคัญให้สำเร็จได้อย่างไร?” เพราะท้ายที่สุดแล้ว เวลาเป็นสิ่งที่คุณยืมมา แต่พลังงานคือสิ่งที่คุณสร้างเองได้

The post Energy Management Model: ถอดรหัสวิธีบริหารพลังงาน เมื่อการ ‘บริหารเวลา’ ไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซัมซุง เปิดเอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ แห่งแรกในอาเซียน เผยยอดขายเพิ่ม 40% หลังเปิด 2 เดือน https://thestandard.co/samsung-experience-store/ https://thestandard.co/samsung-experience-store/#respond Tue, 13 Feb 2018 09:54:01 +0000 https://thestandard.co/?p=69969

ซัมซุง (Samsung) เปิดตัวซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ แห […]

The post ซัมซุง เปิดเอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ แห่งแรกในอาเซียน เผยยอดขายเพิ่ม 40% หลังเปิด 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซัมซุง (Samsung) เปิดตัวซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ แห่งแรกในประเทศไทยและอาเซียน ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน หวังยกระดับประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนของผู้บริโภค ด้านผู้บริหารเจมาร์ทเผย ยอดขายโตกว่า 40% ตั้งแต่เปิดบริการได้ 2 เดือน

 

วันนี้ (13 ก.พ.) ซัมซุง ประเทศไทย ได้เปิดตัวแบรนด์ช็อปและโชว์เคสแห่งใหม่ที่สยามพารากอน ‘ซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์’ ภายใต้พื้นที่กว่า 168 ตารางเมตร และความร่วมมือในการบริหารงานโดยเจมาร์ท โมบาย เพื่อสร้างประสบการณ์การทดลองใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ ในบริษัทให้ครบวงจร

 

วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค

 

“ความตั้งใจของเราคือการส่งมอบและยกระดับประสบการณ์การใช้โทรศัพท์มือถือและผลิตภัณฑ์ให้คุ้มค่ากว่าราคาที่เขาซื้อไป เพราะทุกวันนี้สมาร์ทโฟนก็เข้ามามีบทบาทที่สำคัญกับกิจวัตรประจำวันของผู้ใช้มากกว่าแค่การโทรเข้าโทรออกแล้ว

 

“บอกตามตรงว่าลูกค้าหลายคนยังใช้เทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่มีได้ไม่คุ้มเลย เราเลยมองว่าการมีซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ จะช่วยให้พวกเขาได้มีประสบการณ์ที่ดีกับสินค้าที่ซื้อไปตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อไปจนถึงขั้นตอนการใช้งาน”

 

พร้อมกันนี้ วิชัยยังเผยอีกด้วยว่าแบรนด์ช็อปแห่งนี้จะเป็นต้นแบบของการรีโนเวตศูนย์บริการและแบรนด์ช็อปของซัมซุงประเทศไทยอีกกว่า 128 แห่งในอนาคต ซึ่งในปีนี้จะทยอยเปิดตามมาอีกประมาณ 10 แห่ง

 

ด้าน ดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด และพันธมิตรในฐานะทีมจัดการดูแลซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ เผยว่า หลังจากเปิดแบรนด์ช็อปแห่งนี้ได้ 2 เดือนก็มีผู้บริโภคให้ความสนใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ยอดขายในสโตร์เพิ่มขึ้นกว่า 40% โดยปัจจุบันยอดขายสินค้าของซัมซุงก็ยังนับเป็นยอดขายเกือบ 50% ของบริษัทเจมาร์ทอีกด้วย

 

ซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ ประกอบไปด้วยพื้นที่ให้บริการ 8 โซนสำคัญ ได้แก่ U-Bar, Photo, VR 4D, Gaming, Music, Work, Accessories และ Service

The post ซัมซุง เปิดเอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ แห่งแรกในอาเซียน เผยยอดขายเพิ่ม 40% หลังเปิด 2 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/samsung-experience-store/feed/ 0
Workplace by Facebook เมื่อคนย้ายไปทำงานบนมือถือ อนาคตจะเป็นอย่างไร https://thestandard.co/news-business-workplace-by-facebook/ https://thestandard.co/news-business-workplace-by-facebook/#respond Tue, 20 Jun 2017 08:48:06 +0000 https://thestandard.co/?p=8399

     ทุกวันนี้มีใครทำงานผ่าน Facebook กั […]

The post Workplace by Facebook เมื่อคนย้ายไปทำงานบนมือถือ อนาคตจะเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ทุกวันนี้มีใครทำงานผ่าน Facebook กันบ้าง?

     ปฏิเสธไม่ได้ว่า Facebook กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในยุค Mobile First ไปแล้ว จากจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่า 1.9 พันล้านคนทั่วโลก หลายคนใช้เป็นช่องทางติดตามข่าวสารบนฟีด แชตกับเพื่อน ซื้อ-ขายของออนไลน์ แต่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียยอดฮิตนี้กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเราอีกด้วย

     ล่าสุดวันที่ 20 มิถุนายน 2560 Facebook ประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว ‘บริษัทไทยร่วมพลิกโฉมวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรด้วย Workplace by Facebook’ พร้อมกับเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่ใช้งานกว่า 14,000 รายในทุกทวีปทั่วโลก และเกิดกลุ่มบน Workplace by Facebook (แพลตฟอร์ตใหม่ที่เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว) มากถึง 400,000 กลุ่ม รวมทั้งเชิญบริษัทไทยมาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วย ได้แก่ แฟมิลี่มาร์ท อโกด้า และอนันดา ดีเวลลอปเมนท์ ซึ่งเป็นบริษัทแรกในไทยที่ใช้บริการ

     คำถามคือ เมื่อทุกคนทำงานบน Facebook อนาคตการทำงานของเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร

บริษัทธุรกิจที่เคยติดอันดับ 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1995 ของนิตยสาร Fortune ปัจจุบันเหลือแค่ 12% เท่านั้นที่อยู่รอด เพราะการทำงานเปลี่ยนไป

 

Open & Connected วิถีอยู่รอดขององค์กรยุคใหม่

     ราเมช โกปาลกฤษณะ หัวหน้าฝ่าย Workplace by Facebook ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า บริษัทธุรกิจที่เคยติดอันดับ 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1995 ของนิตยสาร Fortune ปัจจุบันเหลือแค่ 12% เท่านั้นที่อยู่รอด เพราะการทำงานเปลี่ยนไป

     เขาชี้ว่าบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกต้องคือ เปิดกว้าง และเข้าถึงทุกคน จะมีโอกาสได้ไปต่อและอยู่ได้นานกว่า

     ที่สำคัญในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มคนทำงานกว่าครึ่งหนึ่งจะเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ ซึ่งคุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านมือถือมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฉะนั้น องค์กรธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อสื่อสารและทำงานกับคนกลุ่มนี้ให้ได้

     ราเมชอธิบายว่า ก่อนหน้านี้พนักงานใน Facebook เองก็สื่อสารกันผ่านอีเมล แต่พบว่ายังมีช่องโหว่ทางการสื่อสาร เพราะหลายคนไม่เห็นหรือไม่ได้เช็กอีเมลทุกอัน ทำให้ตกหล่นข้อมูลสำคัญและเกิดข้อผิดพลาดในการทำงาน Facebook จึงพัฒนาเครื่องมือที่ให้พนักงานสื่อสารกันภายในองค์กร ซึ่งก็คือ Workplace by Facebook ในปัจจุบัน

 

 

ฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์การทำงาน ‘ทุกที่-ทุกเวลา’

     มาดูกันว่า Workplace by Facebook มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

     – จัดการงานเอกสารด้วย Cloud Service โดยทาง Facebook ได้ร่วมมือกับบริษัท Onedrive, Box, Office เพื่อให้ผู้ใช้งานอัพโหลดบนแพลตฟอร์มได้เลย

     – มี Bot คอยช่วยตอบคำถามและช่วยเหลือพนักงาน เช่น ติดต่อปรึกษาฝ่าย HR หรือขอความช่วยเหลือจากฝ่าย IT ได้ทันที

     – มีระบบ E-discovery อำนวยความสะดวกในการส่งออกเอกสารและค้นหาข้อกฎหมาย

     – รองรับการ Live, การถ่ายทอดสดการประชุม Townhall แบบเรียลไทม์, Video Calling และ Group Calling

     – สามารถแบ่งกรุ๊ปแยกตามแผนกหรือโปรเจกต์ต่างๆ ได้

     – มีระบบ Data Analytics ตรวจสอบว่าแต่ละกรุ๊ปมีความเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน (strong or low adoption)

     – ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้ง Workplace Standard (ไม่มีค่าใช้จ่าย) และ Workplace สำหรับบริษัทองค์กรหรือ Enterprise (ยังอยู่ในช่วงโปรโมชันใช้ฟรี)

     – มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเหมือนกับ Facebook

 

 

บริษัทใหญ่และสตาร์ทอัพไทยขานรับเทรนด์การทำงานบนมือถือ

     สังเกตได้ว่าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในตอนนี้คือ ผู้คนลุกขึ้นมาทำธุรกิจและเป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ราเมชกล่าวกับ THE STANDARD ว่าเห็นโอกาสจากเทรนด์ดังกล่าว และปัจจุบันมีสตาร์ทอัพจำนวนมากที่เข้ามาใช้บริการ Workplace แม้แต่ในไทยเอง

     “ตอนนี้มีธุรกิจสตาร์ทอัพหลายรายที่เข้ามาใช้บริการ Workplace เช่น HUBBA ที่ใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับพูดคุย แชร์ไอเดีย รายงานความคืบหน้าของผลงาน หรือแม้แต่จองพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซ”

     นอกจากนี้ 3 บริษัทใหญ่ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า Workplace by Facebook เข้ามาตอบโจทย์และความท้าทายด้านการสื่อสารภายในองค์กรในมุมที่ต่างกันไป

     อครินทร์ ภูรีสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด แชร์ปัญหาของแฟมิลี่มาร์ทว่า ทุกสาขากว่า 90% รับข้อมูลจากออฟฟิศ แต่การทำงานหลายสาขาอาจทำให้ข้อความที่ต้องการสื่อสารกันตกหล่นระหว่างทางได้

     ขณะที่ นิโก มาร์โก ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและส่งเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้า บริษัท อโกด้า จำกัด เล่าว่าทางอโกด้าได้ใช้ถ่ายทอดสดการประชุมในประเทศไทยไปสู่สำนักงานอื่นๆ ได้ทันที จากปกติที่ต้องรอนานกว่า 2 สัปดาห์ กว่าจะได้รับทราบข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ทำให้พนักงานมีส่วนร่วมและช่วยลดการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพภายในองค์กรได้

     ด้าน มาร์ติน โคเมอร์ หัวหน้าฝ่ายไอที บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ของบริษัทค่อนข้างแตกต่างไป เพราะมีทั้งพนักงานที่ปฏิบัติในเขตไซต์ก่อสร้าง และพนักงานในสำนักงานใหญ่ จึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ครอบคลุมถึงทุกคนได้จริงๆ และใช้งานง่าย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกคนต้องการความเป็นส่วนตัว จึงเปิดให้พนักงานทุกคนได้ลงความเห็นและสร้างกฎระเบียบการใช้งานร่วมกัน เพื่อแยก Facebook ส่วนตัวกับการทำงานออกจากกันอย่างชัดเจน

     และนี่คืออีกหนึ่งความก้าวหน้าของ Facebook ที่กำลังจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากขึ้น ก็ได้แต่หวังว่าเครื่องมือเหล่านี้จะไม่ทำให้เราต้องทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง

The post Workplace by Facebook เมื่อคนย้ายไปทำงานบนมือถือ อนาคตจะเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-workplace-by-facebook/feed/ 0