WhatsApp – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Apr 2025 08:11:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘อีเมล’ มัดตัว Zuckerberg? FTC ฟ้อง Meta ข้อหา ‘ผูกขาด’ ฮุบ Instagram-WhatsApp สกัดดาวรุ่ง https://thestandard.co/zuckerberg-email-ftc-meta/ Tue, 15 Apr 2025 08:11:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1064751

มหากาพย์ทางกฎหมายที่อาจบั่นทอนอาณาจักรโซเชียลมีเดียมูลค […]

The post ‘อีเมล’ มัดตัว Zuckerberg? FTC ฟ้อง Meta ข้อหา ‘ผูกขาด’ ฮุบ Instagram-WhatsApp สกัดดาวรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

มหากาพย์ทางกฎหมายที่อาจบั่นทอนอาณาจักรโซเชียลมีเดียมูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เปิดฉากแล้วที่ศาลกรุงวอชิงตันเมื่อวันจันทร์ที่ 14 เมษายน โดย FTC (คณะกรรมการการค้าสหรัฐ) กล่าวหา Meta ว่าการซื้อกิจการ Instagram และ WhatsApp เป็นการสร้าง ‘อำนาจผูกขาด’ ที่ผิดกฎหมาย 

 

คดีนี้ไม่เพียงเป็นบททดสอบอนาคตของ Meta แต่ยังสะท้อนท่าทีของรัฐบาล Trump ต่อบิ๊กเทคและนโยบายต่อต้านการผูกขาดด้วย

 

Mark Zuckerberg ปรากฏตัวในศาลด้วยชุดสูทเนกไทแทนลุคเสื้อลำลองและสร้อยทองที่เขามักสวมในช่วงหลัง ทนาย FTC ได้นำเสนออีเมลภายในของ Zuckerberg เป็นหลักฐานที่แสดงเจตนาในการ ‘ซื้อหรือกำจัด’ คู่แข่ง และชี้ให้เห็นว่า Meta ขัดขวางการแข่งขันโดยซื้อกิจการ Instagram ในปี 2012 ด้วยเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ และ WhatsApp ในปี 2014 ด้วยเงินมหาศาลถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ 

 

โดยในอีเมลปี 2011 เขาเขียนกังวลว่าหาก Instagram เติบโตต่อไปหรือถูก Google ซื้อ พวกเขาจะสามารถลอกเลียนแบบบริการของ Facebook ได้อย่างง่ายดาย

 

อีเมลปี 2012 ยิ่งแสดงความกังวลชัดเจนเมื่อ Zuckerberg ระบุว่า Instagram เป็นภัยคุกคามอย่างมาก และ Facebook จะล้าหลังในการพัฒนาบนมือถือ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องพิจารณาทุ่มเงินมหาศาลซื้อ Instagram ส่วน WhatsApp เขาวิเคราะห์ว่าแอปข้อความนี้มีศักยภาพพลิกตลาดในสหรัฐฯ ที่ SMS ยังเป็นแพลตฟอร์มหลัก

 

ในศาล Zuckerberg ชี้แจงว่า ช่วงนั้นบริษัทกำลังเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้นและพิจารณาใช้เงินทุนซื้อเครื่องมือต่างๆ แทนที่จะสร้างทุกอย่างเอง จึงวิเคราะห์ทางเลือกระหว่างสร้างเอง หรือซื้อกิจการ

 

FTC อ้างว่า Meta มีอำนาจผูกขาดโดยการตรวจสอบพบว่าผู้ใช้ใช้เวลากับแอปของ Meta ถึง 85% เมื่อเทียบกับแอปโซเชียลมีเดียทั้งหมด 

 

พวกเขากล่าวหาว่าการกระทำของ Meta ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค ทั้งการเพิ่มโฆษณาใน Facebook และ Instagram อย่างมหาศาล และความล้มเหลวด้านความเป็นส่วนตัวตลอดเวลาที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ทนายยังอ้างอีเมลลับปี 2018 ที่ Zuckerberg เขียนว่า Meta พยายามสกัดการเติบโตของ Instagram เพื่อป้องกันการล่มสลายของเครือข่าย Facebook โดยในอีเมลปี 2012 เขาเคยเรียก Instagram ว่าเป็น ‘กรมธรรม์ประกันภัย’ ของบริษัท เปรียบเสมือนการซื้อไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้ว่า Meta จะปฏิเสธว่าไม่ได้หมายความว่าจะกดดันหรือลดความสำคัญของ Instagram

 

ฝั่ง Meta โต้แย้งว่าบริษัทไม่ได้มีการผูกขาดตลาดแต่อย่างใด ทนายของ Meta เรียกคดีนี้ว่า ‘ผิดทิศทาง’ และพยายามบิดเบือนหลักการกฎหมายต่อต้านการผูกขาด พร้อมชี้แจงว่าตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่แท้จริงของ Meta อยู่ที่น้อยกว่า 30% หากนับรวมเวลาที่ผู้ใช้ใช้กับแพลตฟอร์มอื่นอย่าง TikTok และ YouTube 

 

ดังนั้น ที่ FTC อ้างว่า TikTok ไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกับ Instagram เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อ TikTok หยุดให้บริการชั่วคราวในมกราคม ผู้ใช้ Facebook และ Instagram พุ่งสูงขึ้นทันที

 

Meta ยังอ้างว่าได้ปรับปรุงคุณภาพของ Instagram และ WhatsApp ทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการ แถมยังให้บริการฟรี

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Zuckerberg และ Trump มีความเย็นชาหลัง Trump ถูกแบนจากแพลตฟอร์มของ Meta หลังเหตุจลาจลที่รัฐสภาสหรัฐเมื่อมกราคม 2021 แต่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดย Meta บริจาค 1 ล้านดอลลาร์ให้กับงานพิธีเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Trump 

 

และเพิ่มอดีตที่ปรึกษาของ Trump รวมถึงพันธมิตรใกล้ชิดเข้าคณะกรรมการบริษัท Meta ยังยกเลิกการใช้ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระและจ่ายเงิน 25 ล้านดอลลาร์ให้ Trump เพื่อยุติคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการระงับบัญชีของเขา

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า FTC มีอุปสรรคในคดีนี้ เพราะผู้พิพากษาเคยยกฟ้องคำร้องครั้งแรกก่อนจะยอมรับคดีที่ยื่นใหม่ในปี 2022 Rebecca Haw Allensworth ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจาก Vanderbilt Law School วิเคราะห์ว่าคำพูดของ Zuckerberg ที่ว่า ‘ซื้อดีกว่าแข่ง’ เป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดว่า Meta ตั้งใจซื้อ Instagram เพื่อกำจัดคู่แข่งที่กำลังเติบโตแทนที่จะแข่งขันอย่างเป็นธรรม

 

Laura Phillips-Sawyer จาก University of Georgia มองว่า FTC มีความท้าทายในการพิสูจน์คดีนี้มากกว่าคดี Google เพราะตลาดโซเชียลมีเดียมีผู้เล่นและการแข่งขันมากกว่าตลาดค้นหาออนไลน์ที่ Google ครองส่วนแบ่งถึง 90% หากศาลตัดสินให้ Meta ผิด บริษัทอาจถูกบังคับให้ขาย WhatsApp และ Instagram ออกไป

 

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คดีนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ายุคทองของยักษ์เทคที่กลืนกินคู่แข่งได้ไร้ขีดจำกัด กำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ภาพ: imbriaco_photo/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘อีเมล’ มัดตัว Zuckerberg? FTC ฟ้อง Meta ข้อหา ‘ผูกขาด’ ฮุบ Instagram-WhatsApp สกัดดาวรุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI พา ChatGPT เข้าสู่ WhatsApp เปิดให้แชตฟรีทั่วโลก ชาวอเมริกันโทรคุยได้ 15 นาทีต่อเดือน https://thestandard.co/openai-makes-chatgpt-available-for-phone-chats/ Thu, 19 Dec 2024 04:53:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1021334 ChatGPT AI

OpenAI กำลังนำ ChatGPT มาสู่ WhatsApp เป็นครั้งแรก และเ […]

The post OpenAI พา ChatGPT เข้าสู่ WhatsApp เปิดให้แชตฟรีทั่วโลก ชาวอเมริกันโทรคุยได้ 15 นาทีต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ChatGPT AI

OpenAI กำลังนำ ChatGPT มาสู่ WhatsApp เป็นครั้งแรก และเปิดให้ใช้งานฟรี โดยฟีเจอร์ใหม่นี้จะให้ผู้คนส่งข้อความถึง ChatGPT โดยตรง และแชตกับ ChatGPT ได้เหมือนคุยกับมนุษย์

 

OpenAI เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ธันวาคม) ว่า ผู้ใช้สามารถเข้าถึงวิธีง่ายๆ ที่สะดวก และเสียค่าใช้จ่ายน้อยในการทดลองใช้งาน เพียงโทรไปที่หมายเลข 1-800-CHATGPT (1-800-242-8478) เพื่อพูดคุยกับแชตบอตของ ChatGPT ได้ฟรี โดยจำกัดเวลา 15 นาทีต่อเดือน ผู้คนสามารถโต้ตอบกับ AI ได้จากทุกที่บนโลก 

 

WhatsApp เป็นหนึ่งในแอปส่งข้อความที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก โดยมีผู้ใช้มากกว่า 2.7 พันล้านคน และคาดว่าจะทะลุ 3 พันล้านคนในปีหน้า ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ OpenAI จะต้องเข้าถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Meta AI ได้รับความนิยมมากขึ้น

 

ข่าวนี้ตามมาหลังจากที่ OpenAI เผยแพร่ข้อมูลอัปเดตมากมายในงาน ‘12 Days of Shipmas’ วันที่ 10 ของ OpenAI การประกาศที่น่าจับตามองที่สุดคือการเปิดตัว Sora อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI ที่ได้รับความนิยมของ OpenAI

 

อาจดูแปลกที่ ChatGPT ซึ่งมีเวอร์ชันเว็บ แอปพลิเคชันมือถือบน iOS และ Android และแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปสำหรับ macOS และ Windows จะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์เพื่อถามคำถามกับ ChatGPT แต่ OpenAI อธิบายว่า ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

 

OpenAI กล่าวว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้เข้าถึง ChatGPT ได้มากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว การโทรไปยังหมายเลขโทรศัพท์มักจะไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ที่มีอินเทอร์เน็ตจำกัดหรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ใกล้การเชื่อมต่อ WiFi อย่างไรก็ตาม ใครที่ต้องการโทรไปยัง ChatGPT สามารถทำได้เพียง 15 นาทีต่อเดือน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยีใช้การโทรหรือส่งข้อความเพื่อขยายฐานผู้ใช้ในประเทศต่างๆ ก่อนหน้านี้ Facebook เสนอช่องทางให้ผู้ใช้ในฟิลิปปินส์ใช้ SMS เพื่อโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ในการขยายการเข้าถึง Facebook ในฟิลิปปินส์ ซึ่งคนส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือ แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องเป็นสมาร์ทโฟนก็ตาม ปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์เป็นผู้ใช้เครือข่ายโซเชียลรายใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง

 

เมื่อไม่นานมานี้ OpenAI จ้างประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดคนแรก ซึ่งบ่งชี้ถึงแผนการใช้จ่ายโฆษณามากขึ้นเพื่อขยายฐานผู้ใช้ ในเดือนตุลาคม บริษัทเปิดตัวฟีเจอร์การค้นหาภายใน ChatGPT ซึ่งทำให้บริษัทสามารถแข่งขันกับ Google, Bing ของ Microsoft และ Perplexity ได้ดีขึ้น

 

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตเชิงรุกของ OpenAI เนื่องจากบริษัทกำลังต่อสู้กับ Anthropic ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Amazon, xAI ของ Elon Musk, Google, Meta, Microsoft และ Amazon ในตลาด Generative AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 1 ทศวรรษ

 

OpenAI ปิดรอบการระดมทุนล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาด้วยมูลค่า 1.57 แสนล้านดอลลาร์ บริษัทได้รับสินเชื่อหมุนเวียน 4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้มีสภาพคล่องรวมมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI พา ChatGPT เข้าสู่ WhatsApp เปิดให้แชตฟรีทั่วโลก ชาวอเมริกันโทรคุยได้ 15 นาทีต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ทุ่มทุน 3.5 แสนล้านบาท สร้างสายเคเบิลใต้น้ำ ‘ครอบคลุมทั่วโลก’ 40,000 กม. หวังคุมข้อมูลเต็มรูปแบบไม่ง้อ Google https://thestandard.co/meta-plans-to-build-a-10b-subsea-cable-spanning-the-world-sources-say/ Thu, 05 Dec 2024 09:44:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1016328 Meta

Meta เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ Facebook, I […]

The post Meta ทุ่มทุน 3.5 แสนล้านบาท สร้างสายเคเบิลใต้น้ำ ‘ครอบคลุมทั่วโลก’ 40,000 กม. หวังคุมข้อมูลเต็มรูปแบบไม่ง้อ Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta

Meta เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ Facebook, Instagram และ WhatsApp เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) สร้างสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำเส้นใหม่ที่มีความยาวกว่า 40,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมทั่วโลก

 

โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ Meta โดยสายเคเบิลใต้น้ำเส้นนี้จะเป็นสายเคเบิลเส้นแรกที่ Meta เป็นเจ้าของและผู้ใช้งานแต่เพียงผู้เดียว

 

Sunil Tagare ผู้เชี่ยวชาญด้านสายเคเบิลใต้น้ำคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะเริ่มต้นด้วยงบประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท) และอาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) เมื่อโครงการดำเนินไป

 

แหล่งข่าวใกล้ชิด Meta ยืนยันกับ TechCrunch ว่าโครงการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยคาดว่า Meta จะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในต้นปี 2025 ซึ่งรวมถึงเส้นทาง ความจุ และเหตุผลเบื้องหลังการสร้างสายเคเบิล

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าสายเคเบิลจะใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากบริษัทที่มีความสามารถในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น SubCom มีลูกค้ารายใหญ่อยู่แล้ว เช่น Google

 

Ranulf Scarbrough นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมสายเคเบิลใต้น้ำกล่าวว่า “มีเรือวางสายเคเบิลไม่เพียงพอ พวกมันมีราคาแพงและถูกจองล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี การหาทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อดำเนินการในเร็วๆ นี้จึงเป็นเรื่องท้าทาย”

 

เมื่อสร้างเสร็จสายเคเบิลนี้จะช่วยให้ Meta มีช่องทางเฉพาะสำหรับรับ-ส่งข้อมูลทั่วโลก โดยเส้นทางที่วางแผนไว้ในปัจจุบันจะครอบคลุมตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาไปยังอินเดียผ่านแอฟริกาใต้ และจากอินเดียไปยังชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ผ่านออสเตรเลีย

 

การลงทุนในสายเคเบิลใต้น้ำของ Meta สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนและความเป็นเจ้าของเครือข่ายใต้น้ำ จากเดิมที่เป็นกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมมาเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน Meta เป็นเจ้าของร่วมในเครือข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ 16 เครือข่าย รวมถึงสายเคเบิล 2Africa ที่ล้อมรอบทวีปแอฟริกา

 

Meta ต้องการมีสายเคเบิลเป็นของตัวเองด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น การเป็นเจ้าของเส้นทางและสายเคเบิลจะทำให้ Meta ควบคุมการรับ-ส่งข้อมูลบนแพลตฟอร์มของตนเองได้ นอกจากนี้ Meta ยังต้องการยกระดับคุณภาพการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดนอกอเมริกาเหนือ ซึ่งสร้างรายได้มากกว่าตลาดในประเทศ

 

Scarbrough กล่าวว่า “พวกเขาสร้างรายได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์แก่ผู้ใช้ และพวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าประสบการณ์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งวิดีโอหรือเนื้อหาอื่นๆ ตรงไปตรงมา ใครจะพึ่งพาบริษัทโทรคมนาคมแบบเดิมๆ อีกต่อไป? บริษัทเทคโนโลยีตอนนี้เป็นอิสระ พวกเขาตระหนักว่าต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

 

อีกเหตุผลหนึ่งคือภูมิรัฐศาสตร์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสายเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นได้รับความเสียหายจากสงคราม เส้นทางที่ Meta วางแผนไว้จึงหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทะเลแดง, ทะเลจีนใต้, อียิปต์, มาร์กเซย, ช่องแคบมะละกา และสิงคโปร์

 

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า Meta อาจใช้สายเคเบิลใต้น้ำนี้เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ในอินเดีย ซึ่งมีต้นทุนแบนด์วิดท์ต่ำกว่าสหรัฐฯ โดย Tagare เชื่อว่า “อินเดียอาจกลายเป็นเมืองหลวงด้านการฝึกอบรม AI ของโลก” และ Meta อาจต้องการสร้างศูนย์ฝึกอบรม AI ในประเทศ

 

อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับ Meta โดยมีผู้ใช้งาน Facebook, Instagram และ WhatsApp มากที่สุดในโลก และผู้บริโภคชาวอินเดียให้ความสนใจฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ เป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวใกล้ชิดโครงการกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า AI เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของ Meta ในโครงการนี้หรือไม่

 

อ้างอิง:

 

The post Meta ทุ่มทุน 3.5 แสนล้านบาท สร้างสายเคเบิลใต้น้ำ ‘ครอบคลุมทั่วโลก’ 40,000 กม. หวังคุมข้อมูลเต็มรูปแบบไม่ง้อ Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ปลดคนอีกระลอก กระทบพนักงาน WhatsApp, Instagram และอีกหลายทีม ท่ามกลางแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ยังเดินหน้าต่อ https://thestandard.co/whatsapp-ig-meta-layoffs/ Thu, 17 Oct 2024 04:57:27 +0000 https://thestandard.co/?p=997047

Meta บริษัทบิ๊กเทคเจ้าของแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียระดับโ […]

The post Meta ปลดคนอีกระลอก กระทบพนักงาน WhatsApp, Instagram และอีกหลายทีม ท่ามกลางแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ยังเดินหน้าต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Meta บริษัทบิ๊กเทคเจ้าของแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียระดับโลกอย่าง Facebook, Instagram และอีกมากมาย ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรที่ส่งผลให้พนักงานจำนวนหนึ่งในบางแผนกต้องตกงาน

 

แม้ว่าจะไม่มีการรายงานตัวเลขพนักงานที่ถูกปลดออกมาอย่างชัดเจน แต่แหล่งข่าวให้ข้อมูลกับ The Verge ว่า คนที่ทำงานในทีม WhatsApp, Instagram และ Reality Labs (ทีมธุรกิจที่รับผิดชอบการสร้าง Metaverse) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปรับโครงสร้างดังกล่าว

 

Dave Arnold โฆษกประจำ Meta ระบุในจดหมายแถลงการณ์ว่า “วันนี้ Meta ตัดสินใจที่จะปรับโครงสร้างในบางทีมเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของบริษัท โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเคลื่อนย้ายบางทีมให้ไปอยู่ที่ใหม่ หรือย้ายพนักงานบางคนให้ไปรับผิดชอบงานที่แตกต่างจากเดิม”

 

การปลดคนระลอกนี้ของ Meta ถือเป็นอีกหนึ่งครั้งของการปลดพนักงานที่บริษัททำมาแล้วหลายครั้งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ก็มีการปลดคนจากทีม Reality Labs เป็นระลอกเล็กๆ หลายรอบ แต่หากย้อนกลับไปในปี 2022 บริษัทปลดมากถึง 11,000 คน หรือราว 13% ของคนทั้งหมดในบริษัทด้วยเหตุผลที่มีการจ้างงานช่วงโควิดมากเกินตัว ตามมาด้วยปี 2023 ที่ปลดไปอีก 10,000 คน และถอดถอนตำแหน่งที่เปิดรับสมัครอีก 5,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นปีที่ Mark Zuckerberg เรียกว่า “Year of efficiency” หรือปีแห่งการรีดประสิทธิภาพ

 

อ้างอิง:

The post Meta ปลดคนอีกระลอก กระทบพนักงาน WhatsApp, Instagram และอีกหลายทีม ท่ามกลางแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ยังเดินหน้าต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว https://thestandard.co/anutin-see-you-wednesday/ Mon, 17 Jun 2024 09:49:04 +0000 https://thestandard.co/?p=946099 อนุทิน

วันนี้ (17 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post “เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน

วันนี้ (17 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้ส่งข้อความทาง WhatsApp ไปหาเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยขอให้หายป่วยเร็วๆ ซึ่งนายกฯ ได้ตอบกลับมาว่า เจอกันวันพุธ ตนก็คาดว่าคงเจอกันในสภา เนื่องจากในวันดังกล่าวมีการประชุมร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มองสถานการณ์การเมืองอย่างไร หลังพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า หรือหากมีเหตุเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคเพื่อไทย อนุทินกล่าวว่า “มันไม่มีการเปลี่ยนขั้วหรอกครับ รัฐบาลชุดนี้ก็ยังมีความเข้มแข็ง มีเสียงสนับสนุน 300 กว่าเสียง การทำงานมีความสามัคคีกันดี สนับสนุนซึ่งกันและกันทุกฝ่าย”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการวิเคราะห์อย่างไร เนื่องจากพรุ่งนี้มีการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด จะมีผลต่อรัฐบาลหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศ ส่วนเรื่องตัวบุคคลหรือสถาบันอื่น เราไปก้าวก่ายไม่ได้ ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินมันมี If และ Then เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ต้องอยู่ได้ตลอด ไม่ให้เกิดอุปสรรคใดๆ และทำให้ประเทศอยู่ในความสงบ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ได้มีการวิเคราะห์หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรื่องการเลือก สว. ขัดรัฐธรรมนูญ จะมีผลอย่างไรต่อการเมือง อนุทินกล่าวว่า ไม่มี เพราะเราไม่ใช่คนตัดสินเอง และเราต้องไม่ก้าวก่ายหน่วยงานหรือสถาบันอื่นๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด รวมถึงแผนที่ตั้งใจให้เกิดประสบกับเป้าหมาย เกิดผลสำเร็จให้ได้ รัฐบาลก็ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน

The post “เจอกันวันพุธ” อนุทินเผย นายกฯ ตอบกลับ หลังส่งข้อความให้กำลังใจป่วยโควิด ยืนยันการเมืองพรุ่งนี้ไม่ส่งผลเปลี่ยนขั้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมอร์เซดีส เอเอ็มจี ได้ร่วมงานกับ WhatsApp เปิดตัวรถ Emoji Car https://thestandard.co/mercedes-amg-whatsapp-unveil-emoji-car/ Thu, 02 May 2024 05:17:17 +0000 https://thestandard.co/?p=929025 เมอร์ซีดีส เอเอ็มจี

เมอร์เซดีส เอเอ็มจี ได้ร่วมงานกับทาง WhatsApp แอปพลิเคช […]

The post เมอร์เซดีส เอเอ็มจี ได้ร่วมงานกับ WhatsApp เปิดตัวรถ Emoji Car appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมอร์ซีดีส เอเอ็มจี

เมอร์เซดีส เอเอ็มจี ได้ร่วมงานกับทาง WhatsApp แอปพลิเคชันรับส่งข้อความของ Meta ได้ออกแบบรถ Emoji Car ร่วมกัน โดยออกรถขนาดเล็กที่ลักษณะเหมือนกับ Emoji รถแข่ง ในสีดำเขียวของเมอร์เซดีส ซึ่งจะเปิดให้ผู้คนใช้ Emoji สีใหม่นี้ผ่านแอปแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคมเป็นต้นไป  

 

การร่วมมือกันครั้งนี้ของเมอร์เซดีสและ WhatsApp เริ่มต้นเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2023 โดยเมอร์เซดีสได้เปลี่ยนปุ่มวิทยุของทีมบนพวงมาลัยของนักแข่งเป็นโลโก้สีเขียวของ WhatsApp เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตแบรนด์ทุกครั้งที่มีการถ่ายทอดสดภาพของพวงมาลัยนักแข่ง 

 

นอกจากนี้ทีมเมอร์เซดีสและ WhatsApp ยังได้นำรถ Emoji Car ขึ้นไปขับชั้นบนสุดของตึกเอ็มไพร์สเตท ในการพาร์ตเนอร์กับตึกเอ็มไพร์สเตทโปรโมตทีม ก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขันไมอามี กรังด์ปรีซ์ ช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

 

เมอร์ซีดีส เอเอ็มจี เมอร์ซีดีส เอเอ็มจี เมอร์ซีดีส เอเอ็มจี

 

ภาพ: Mercedes-AMG Petronas F1 Team 

อ้างอิง: 

The post เมอร์เซดีส เอเอ็มจี ได้ร่วมงานกับ WhatsApp เปิดตัวรถ Emoji Car appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta กำลังพัฒนาเนื้อหาที่อาจจะต้อง ‘จ่ายเงินเพื่อดู’ สำหรับ Facebook, Instagram และ WhatsApp https://thestandard.co/meta-plans-paid-features-facebook-instagram-whatsapp/ Wed, 07 Sep 2022 09:26:29 +0000 https://thestandard.co/?p=677709 Meta

เป็นไปได้ว่า Meta บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่ […]

The post Meta กำลังพัฒนาเนื้อหาที่อาจจะต้อง ‘จ่ายเงินเพื่อดู’ สำหรับ Facebook, Instagram และ WhatsApp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta

เป็นไปได้ว่า Meta บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook กำลังพัฒนาเนื้อหาที่อาจจะต้อง ‘จ่ายเงินเพื่อดู’ สำหรับ Facebook, Instagram และ WhatsApp โดยบริษัทกำลังจัดตั้งองค์กรผลิตภัณฑ์เพื่อระบุและสร้าง ‘คุณสมบัติที่ต้องจ่ายเงิน’ ตามข้อมูลจากโน้ตที่ส่งถึงพนักงาน

 

ทีมใหม่นี้เป็นการก้าวอย่างจริงจังครั้งแรกของ Meta ในการสร้างคุณสมบัติที่ต้องจ่ายเงินในแอปพลิเคชันหลักของบริษัทที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคน มันเกิดขึ้นหลังจากธุรกิจโฆษณาของ Meta ได้รับผลกระทบอย่างมากจากนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple และการใช้จ่ายด้านโฆษณาที่ลดลงในวงกว้าง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ทีมนี้จะถูกเรียกว่า New Monetization Experiences และนำทีมโดย Pratiti Raychoudhury ที่เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ The Verge รองประธานฝ่ายการสร้างรายได้ของ Meta อย่าง John Hegeman กล่าวว่า บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจโฆษณา และไม่มีแผนที่จะให้ผู้คนจ่ายเงินเพื่อปิดโฆษณาในแอปของตน 

 

“ผมคิดว่าเรามองเห็นโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ ฟีเจอร์ และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ผู้คนยินดีจ่ายและยินดีที่จะจ่าย” เขากล่าว เขาปฏิเสธที่จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับคุณลักษณะที่ต้องชำระเงิน ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่

 

รายได้เกือบทั้งหมดของ Meta นั้นมาจากการโฆษณา และแม้ว่าหลายๆ แอปของบริษัทจะมีฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอยู่แล้ว แต่ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียมิได้ให้ความสำคัญกับการเก็บเงินจากผู้ใช้จนกระทั่งตอนนี้

 

โดยในระยะยาว บริษัทเล็งเห็นว่าฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มจะกลายเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ เขากล่าวว่า “ในระยะเวลา 5 ปี ผมคิดว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างมาก”

 

ณ ตอนนี้แอดมินกลุ่มสามารถเก็บเงินจากสมาชิกเพื่อเข้าถึงเนื้อหาพิเศษได้แล้ว รวมถึงการส่งดาวให้ครีเอเตอร์ที่มีมานานแล้วอีกด้วย ส่วน WhatsApp นั้นจะเรียกเก็บเงินจากบัญชีธุรกิจเพื่อส่งข้อความต่างๆ ให้ผู้ใช้ได้ และ Instagram เพิ่งประกาศว่าครีเอเตอร์สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ในการเข้าถึงเนื้อหาพิเศษได้ 

 

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Mark Zuckerberg กล่าวว่า บริษัทจะไม่รับส่วนแบ่งจากฟีเจอร์ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มและการสมัครรับข้อมูลจนกว่าจะถึงปี 2024

 

อ้างอิง:

The post Meta กำลังพัฒนาเนื้อหาที่อาจจะต้อง ‘จ่ายเงินเพื่อดู’ สำหรับ Facebook, Instagram และ WhatsApp appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออกแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร! WhatsApp อัปเดตป้องกันไม่ให้คนอื่นแคปข้อความ และออกจากกลุ่มแชต ‘โดยไม่มีประกาศ’ https://thestandard.co/whatsapp-update-text-protection/ Wed, 10 Aug 2022 09:47:30 +0000 https://thestandard.co/?p=665615 WhatsApp

แอปพลิเคชันรับ-ส่งข้อความชื่อดังที่ Facebook เป็นเจ้าขอ […]

The post ออกแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร! WhatsApp อัปเดตป้องกันไม่ให้คนอื่นแคปข้อความ และออกจากกลุ่มแชต ‘โดยไม่มีประกาศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WhatsApp

แอปพลิเคชันรับ-ส่งข้อความชื่อดังที่ Facebook เป็นเจ้าของอย่าง ‘ WhatsApp ’ ประกาศอัปเดตความเป็นส่วนตัวใหม่หลายรายการเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หนึ่งในรายการอัปเดตที่สำคัญก็คือการที่ผู้ใช้สามารถเปิดดูข้อความโดยไม่ให้อีกฝั่งรู้ได้

 

WhatsApp ซึ่งมีผู้ใช้กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก โดยเจ้าของอย่าง ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ซีอีโอจาก Facebook ได้ประกาศผ่าน Facebook และ Instagram ว่าบริษัทจะสร้างวิธีใหม่ๆ ในการ ‘ปกป้องข้อความของคุณ พร้อมทั้งคงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไว้ให้เหมือนคุยกันแบบตัวต่อตัว’ 

 

อีกไม่นานแพลตฟอร์มจะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าใครสามารถเห็นพวกเขาออนไลน์ได้ ป้องกันไม่ให้คนอื่นแคปข้อความได้ และออกจากกลุ่มแชต ‘โดยไม่มีประกาศ’

 

ทั้งนี้ WhatsApp ใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End มานานแล้ว นั่นหมายความว่ามีเพียง ‘ผู้ส่ง’ และ ‘ผู้รับ’ เท่านั้นที่สามารถเห็นข้อความได้ และเช่นเดียวกับแอปส่งข้อความอื่นๆ WhatsApp ช่วยให้ผู้ใช้ ‘ตั้งระยะเวลา’ การหายไปของข้อความที่ต้องการได้

 

ฟีเจอร์ใหม่ 2 อย่างตอนนี้คือ การที่คุณเลือกได้ว่าจะให้ใครเห็นว่าออนไลน์ และออกจากกลุ่มแบบเงียบๆ ซึ่งจะเปิดให้ทุกคนใช้งานภายในเดือนนี้

 

ส่วนเครื่องมือป้องกันการแคปจอกำลังได้รับการทดสอบและจะเปิดให้ใช้ภายหลัง 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ออกแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร! WhatsApp อัปเดตป้องกันไม่ให้คนอื่นแคปข้อความ และออกจากกลุ่มแชต ‘โดยไม่มีประกาศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Cloud API’ เอาใจฝั่งธุรกิจ รับ-ส่งข้อความได้มากขึ้น และปรับขนาดได้ตามต้องการ https://thestandard.co/whatsapp-launched-cloud-api/ Sat, 21 May 2022 11:42:34 +0000 https://thestandard.co/?p=631805 WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Cloud API’

WhatsApp ปล่อยแพลตฟอร์ม Cloud ออกมาสำหรับธุรกิจ เพื่อตอ […]

The post WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Cloud API’ เอาใจฝั่งธุรกิจ รับ-ส่งข้อความได้มากขึ้น และปรับขนาดได้ตามต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Cloud API’

WhatsApp ปล่อยแพลตฟอร์ม Cloud ออกมาสำหรับธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดและติดต่อกับลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น 

 

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท Meta ได้ประกาศผ่าน Facebook และ Instagram ว่าทาง WhatsApp กำลังปล่อยบริการใหม่ เป็น WhatsApp Cloud API แบบไม่จำกัดขนาดไฟล์ไว้สำหรับใช้เชิงธุรกิจทั่วโลก โดย Mark อธิบายว่า WhatsApp Cloud API จะช่วยให้นักธุรกิจและนักพัฒนาสามารถต่อยอดจาก WhatsApp เพื่อปรับปรุงและตอบสนองลูกค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

 

WhatsApp Cloud API คือแพลตฟอร์มที่ใช้คู่กับแอปพลิเคชัน WhatsApp ได้โดยไม่ต้องเสียค่าเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดต่อกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถปรับขนาดข้อความและรองรับการส่งข้อความได้ 80 ข้อความต่อวินาที ทั้งการส่งและรับ

 

การเปิดตัวฟีเจอร์นี้ทำให้ WhatsApp ตอบโจทย์ผู้ประกอบการธุรกิจมากขึ้น โดย Mark หวังว่าทุกคนจะตื่นเต้นกับ WhatsApp Cloud API ในรูปแบบธุกิจ เฉกเช่นเดียวกับเขาในยามนี้

 

ภาพ: Mark Zuckerberg

อ้างอิง:

The post WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Cloud API’ เอาใจฝั่งธุรกิจ รับ-ส่งข้อความได้มากขึ้น และปรับขนาดได้ตามต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้น Facebook ร่วงเกือบ 5% ต่ำที่สุดในรอบปี หลังแอปฯ ล่ม https://thestandard.co/morning-wealth-05102021-2/ Tue, 05 Oct 2021 06:33:28 +0000 https://thestandard.co/?p=544174

ราคาหุ้น Facebook ร่วงแรง โดยลดลงเกือบ 5% ทำสถิติทรุดตั […]

The post ชมคลิป: หุ้น Facebook ร่วงเกือบ 5% ต่ำที่สุดในรอบปี หลังแอปฯ ล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ราคาหุ้น Facebook ร่วงแรง โดยลดลงเกือบ 5% ทำสถิติทรุดตัวลงมากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี หลังจากไม่สามารถเข้าใช้งาน Facebook และแอปพลิเคชันในเครืออย่าง Instagram และ WhatsApp รวมถึงระบบภายในสำหรับพนักงานของ Facebook ล่มโดยไม่ทราบสาเหตุในหลายพื้นที่ทั่วโลก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้น Facebook ร่วงเกือบ 5% ต่ำที่สุดในรอบปี หลังแอปฯ ล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความพยายามครั้งใหม่ของ FTC ในการยื่นฟ้อง Facebook ด้วยเหตุผล ‘ผูกขาดการค้า’ พร้อมจี้ให้ขาย Instagram และ WhatsApp https://thestandard.co/ftc-attempts-to-file-lawsuit-against-facebook-for-monopoly/ Sat, 21 Aug 2021 11:29:08 +0000 https://thestandard.co/?p=527656 Facebook

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐอเมริกา (The U. […]

The post ความพยายามครั้งใหม่ของ FTC ในการยื่นฟ้อง Facebook ด้วยเหตุผล ‘ผูกขาดการค้า’ พร้อมจี้ให้ขาย Instagram และ WhatsApp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Federal Trade Commission) หรือ FTC ได้ยื่นคำร้องแก้ไขในคดีที่ยื่นฟ้องต่อ Facebook ในข้อหาผูกขาดทางการค้า โดยระบุว่า เจ้าพ่อโซเชียลมีเดียได้ ‘ซื้อหรือฝัง’ (Buy-or-Bury) ที่ผิดกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรง หลังจากความพยายามที่ล้มเหลวในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

 

การยื่นคำร้องใหม่ต่อศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ FTC ถูกผู้พิพากษายกคำร้องในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยบอกว่า FTC ล้มเหลวในการให้รายละเอียดที่เพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างที่ว่า Facebook ผูกขาดในตลาดโซเชียลมีเดีย ทาง FTC จึงยื่นคำร้องอีกครั้ง พร้อมรายละเอียดทั้งหมด 80 หน้า ซึ่งครั้งก่อนมีราว 53 หน้าเท่านั้น

 

รายละเอียดทั้ง 80 หน้า เป็นความพยายามของ FTC ที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่ยาวขึ้นและมีรายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุที่เชื่อว่า Facebook ใช้อำนาจของตนในการกีดกันคู่แข่งที่อาจคุกคามตำแหน่งทางการตลาด ตัวอย่างเช่น การซื้อคู่แข่งที่มีศักยภาพ เช่น แอปฯ แชร์รูปภาพ Instagram มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 และแพลตฟอร์มการส่งข้อความ WhatsApp มูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2014

 

รวมไปถึงการที่ Facebook พยายามที่จะฝังตัวคู่แข่งรายอื่นด้วยกลวิธีที่แข็งแกร่ง เช่น การป้องกันไม่ให้นักพัฒนาแอปฯ บุคคลที่ 3 เข้าถึงแพลตฟอร์มของ Facebook หรือซื้อเข้ามาแล้วปิดตัวทิ้งไป เช่น กรณีการเข้าซื้อ EyeGroove ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างและแชร์มิวสิกวิดีโอด้วยเอฟเฟกต์เสมือนจริงในปี 2016

 

FTC ระบุว่า Facebook ครองตลาดเครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนบุคคลของสหรัฐฯ โดยมีผู้ใช้ที่ใช้งานรายเดือนมากกว่า 65% ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ Facebook อย่าง Snapchat ยังคงเป็นเพียงเศษเสี้ยว ในขณะที่คู่แข่งที่ใกล้เคียงอย่าง Google+ ก็ล้มเหลวในการดึงดูดผู้คนและได้ปิดตัวไปแล้ว

 

โดย FTC ได้ยืนยันคำร้องของตัวเองที่ขอให้ศาลสั่งให้ Facebook ขาย Instagram และ WhatsApp เพื่อลดการผูกขาด

 

“โชคไม่ดีที่แม้ศาลจะเพิกถอนคำร้องและสรุปว่าไม่มีมูลเหตุในการเรียกร้อง แต่ FTC ได้เลือกที่จะดำเนินการฟ้องร้องที่ไร้คุณธรรมนี้ต่อไป” โฆษกของ Facebook ได้ออกมาตอบโต้ พร้อมเสริมว่า “การเข้าซื้อกิจการ Instagram และ WhatsApp ของเราได้รับการตรวจสอบและได้รับอนุญาตเมื่อหลายปีก่อน และนโยบายแพลตฟอร์มของเรานั้นถูกกฎหมาย”

 

ขณะที่ FTC ระบุว่า “เนื่องจากคดีนี้จะถูกดำเนินคดีต่อหน้าผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง บริษัทจะได้รับการคุ้มครองตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม” 

 

คดีนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฝ่ายนิติบัญญัติและผู้บังคับใช้กฎหมายควบคุมการแข่งขัน เพื่อควบคุมอำนาจของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ นอกเหนือจากคดี Facebook แล้ว กระทรวงยุติธรรมและอัยการของรัฐทั่วประเทศยังมีคดีฟ้องร้องหลายคดีที่รอดำเนินการกับ Google อยู่เช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post ความพยายามครั้งใหม่ของ FTC ในการยื่นฟ้อง Facebook ด้วยเหตุผล ‘ผูกขาดการค้า’ พร้อมจี้ให้ขาย Instagram และ WhatsApp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลกกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุดใช้งานได้ปกติแล้ว https://thestandard.co/instagram-and-whatsapp-crashed/ Sat, 20 Mar 2021 03:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=467028 Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลกกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุดใช้งานได้ปกติแล้ว

เมื่อช่วงราวๆ 00.30 น. ของวันเสาร์ที่ 20  มีนาคมตา […]

The post Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลกกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุดใช้งานได้ปกติแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลกกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุดใช้งานได้ปกติแล้ว

เมื่อช่วงราวๆ 00.30 น. ของวันเสาร์ที่ 20  มีนาคมตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในเครือของ Facebook หลายราย เช่น Instagram และ WhatsApp (บางรายพบปัญหาใน Facebook Messenger ด้วย) พบว่าพวกเขาไม่สามารถใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดังกล่าวได้ตามปกติ ทั้งไม่สามารถเลื่อนหน้านิวส์ฟีด ส่งข้อความแชตต่างๆ ได้ โดยที่ผู้ใช้งานบางคนพบว่าตนไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้เลยด้วยซ้ำ

 

ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดจะได้รับการแก้ไข จน Instagram และ WhatsApp สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติในอีกราวๆ 1 ชั่วโมงให้หลัง โดยที่แอ็กเคานต์ทีมงาน WhatsApp บน Twitter ได้ออกมาระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 45 นาทีในการจัดการ

 

ด้านโฆษกของ Facebook ระบุในแถลงการณ์ว่า “ช่วงเช้าที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ได้เกิดปัญหาเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้งานพบปัญหาในการเข้าถึงบริการของ Facebook เราได้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้สำหรับผู้ใช้งานทุกคนแล้ว และต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น มา ณ ที่นี้”

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลกกลางดึกที่ผ่านมา ล่าสุดใช้งานได้ปกติแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดการค้าสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Facebook ผูกขาด ขอศาลแยก Instagram และ WhatsApp ออกจากบริษัท https://thestandard.co/united-states-trading-board-sue-facebook/ Thu, 10 Dec 2020 04:54:30 +0000 https://thestandard.co/?p=430302 บอร์ดการค้าสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Facebook ผูกขาด ขอศาลแยก Instagram และ WhatsApp ออกจากบริษัท

คณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ (FTC) ร่วมกับอัยการจาก 46 รัฐและ […]

The post บอร์ดการค้าสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Facebook ผูกขาด ขอศาลแยก Instagram และ WhatsApp ออกจากบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดการค้าสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Facebook ผูกขาด ขอศาลแยก Instagram และ WhatsApp ออกจากบริษัท

คณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ (FTC) ร่วมกับอัยการจาก 46 รัฐและเขตปกครองพิเศษ District of Columbia (D.C.) และ Guam ยื่นฟ้องบริษัท Facebook ฐานผูกขาดและต่อต้านการแข่งขันด้วยคำฟ้องความยาวกว่า 53 หน้ากระดาษ และนับเป็นครั้งแรกที่ Facebook ถูกภาครัฐฟ้องผูกขาด

 

FTC กล่าวหาว่า Facebook พยายามทำลายคู่แข่งและการแข่งขัน ทั้งจากการซื้อกิจการ Instagram เมื่อปี 2012 ที่ Facebook เคยพยายามจะแข่งขันด้วยในช่วงแรก ก่อนที่การซื้อกิจการจะเป็นทั้งการทำลายคู่แข่งและปิดกั้นผู้ให้บริการรายอื่นที่จะขึ้นมาแข่งในระดับเดียวกัน เช่นเดียวกับการซื้อ WhatsApp ในปี 2014 ก็เพื่อทำลายคู่แข่งในตลาดแชตแอปพลิเคชันที่ WhatsApp ถือเป็นผู้นำในกลุ่มนี้อยู่ จนทำให้ Facebook เติบโตและสร้างกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ในสภาพตลาดที่ไร้คู่แข่ง

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งเหตุผลที่ FTC กล่าวหา Facebook ว่ามีพฤติกรรมผูกขาดจากการกำหนดเงื่อนไขในการใช้งานซอฟต์แวร์ของ Facebook ผ่าน API (Application Programming Interface) ที่ห้ามนักพัฒนาหรือบริษัทอื่นที่มาเชื่อมต่อ พัฒนาฟีเจอร์ที่แข่งกับ Facebook หรือโปรโมตโซเชียลมีเดียอื่นๆ เช่นในปี 2013 ที่ Facebook ไม่อนุญาตให้แอปพลิเคชัน Vine ของ Twitter เชื่อมต่อ API กับ Facebook เพื่อดึงรายชื่อเพื่อน

 

FTC ยังเรียกร้องศาลขอให้สั่งแยก Instagram และ WhatsApp ออกจาก Facebook ให้ศาลออกคำสั่งห้าม Facebook ออกเงื่อนไขการใช้งาน API ที่มีลักษณะผูกขาด และการซื้อกิจการในอนาคตต้องแจ้งล่วงหน้าและได้รับการอนุมัติก่อนด้วย

 

ขณะที่ Facebook ออกแถลงตอบโต้ว่า FTC มีท่าทีแบบ Revisionist เพราะการซื้อกิจการข้างต้นก็ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว ซึ่งรวมถึงตัว FTC เองด้วย ทำให้การกระทำของ FTC ครั้งนี้เป็นความพยายามแก้ไขสิ่งที่ตัวเองเคยทำไปแล้ว ซึ่งไม่เคยมีหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดทำแบบนี้มาก่อน 

 

ส่วนกรณีของการกำหนดเงื่อนไขใน API ทาง Facebook ก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติในอุตสาหกรรม บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ อย่าง LinkedIn, The New York Times, Pinterest และ Uber ก็มีนโยบายใช้งาน API ในลักษณะนี้อยู่ เพื่อเป็นการป้องกันการเอาเปรียบจากการเปิดแพลตฟอร์มตัวเองผ่าน API

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post บอร์ดการค้าสหรัฐฯ ยื่นฟ้อง Facebook ผูกขาด ขอศาลแยก Instagram และ WhatsApp ออกจากบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
WhatsApp และ Zoom กรุ๊ป (ไม่) ลับ เบื้องหลังการรวมพลังของนักเตะพรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/whatsapp-zoom-premier-league/ Fri, 10 Apr 2020 09:08:00 +0000 https://thestandard.co/?p=352688

จากกระแสกดดันของเหล่านักการเมืองในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะ […]

The post WhatsApp และ Zoom กรุ๊ป (ไม่) ลับ เบื้องหลังการรวมพลังของนักเตะพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากกระแสกดดันของเหล่านักการเมืองในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะ แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ที่เรียกร้องให้เหล่านักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ‘ออกมาทำอะไรบ้างได้แล้ว’ เพื่อช่วยเหลือสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

เรื่องนี้ทำให้นักเตะในระดับลีกสูงสุด ซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจกันว่ามีรายได้มหาศาลในแต่ละปีตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวคราวให้ได้เห็นตลอด ไม่ว่าจะบนสื่อใหญ่หรือบนโซเชียลมีเดีย ถึงสิ่งที่เหล่านักฟุตบอลพยายามช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี เสียงครหาดังกล่าวไม่สามารถที่จะทำร้ายและทำลาย ‘ความตั้งใจดี’ ที่เหล่านักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต้องการจะมอบอะไรกลับคืนสู่สังคมบ้าง โดยเฉพาะการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของระบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Health Service: NHS) ที่พยายามทุ่มเทชีวิตในการปกป้องคนอังกฤษอย่างเต็มที่

 

แคมเปญ #PlayersTogether เป็นคำตอบของคำถามที่พวกเขาถูกตั้งข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน และในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้ทำเพราะถูกนักการเมืองหรือสังคมกดดัน หากแต่แนวคิดเรื่องนี้มันเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ แมตต์ แฮนค็อก จะออกมาพูดแล้วด้วยซ้ำ

 

คนที่ออกมาเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้คือ ไซมอน ฟรานซิส กัปตันทีม ‘เดอะ เชอร์รี’ บอร์นมัธ ที่เฉลยให้คนได้รู้อย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีคนแอบ ‘สปอยล์’ มาบ้างแล้วว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้

 

รวมถึงกลุ่มลับ (ก็น่าจะเรียกแบบนั้นได้) ที่จะมีเฉพาะกัปตันทีมของ 20 สโมสรที่อยู่ในนั้น ซึ่งเริ่มต้นจากการพูดคุยผ่านข้อความทาง WhatsApp ก่อนจะจบที่การพูดคุยกันแบบเห็นหน้าด้วย Zoom สองเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมความรู้สึกถึงกัน

 

“จอร์แดน (เฮนเดอร์สัน) เป็นคนริเริ่มความคิดนี้ และเสนอทุกคนที่เหลือ ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องคิดเลย” ฟรานซิสเฉลยอย่างเป็นทางการว่ากัปตันลิเวอร์พูลคือหัวโจกในเรื่องนี้

 

“สิ่งนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนในชุมชนฟุตบอล เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

“เราไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะเริ่มขึ้นได้ ดังนั้นในเวลาเดียวกันนี้มันคือโอกาสที่ดีมากสำหรับพวกเรานักฟุตบอลทุกคนที่จะแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ NHS ทำนั้นมีความหมายมากแค่ไหนสำหรับพวกเรา สิ่งที่พวกเขาทำมันอยู่ในใจของเราทุกคน”

 

ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัย แล้วอย่างไรต่อ? 

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเริ่มต้น #PlayersTogether คือ

 

  1. การที่กัปตันทีมจะไปรวบรวมเงินบริจาคกันเองแต่ละสโมสร
  2. เงินบริจาคนั้นจะถูกนำไปมอบให้แก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่เฉพาะในอังกฤษ แต่เป็นที่ไหนก็ได้ในโลก
  3. จะไม่มีการเปิดเผยยอดบริจาค

 

ฟังแล้วอาจจะสงสัยต่อ ไหนบอกว่าสนับสนุน NHS? แต่ความจริงคือเหล่ากัปตันทีมได้มีการหารือกันแล้วว่าคนที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นมีทั่วโลก กำลังใจและทุนทรัพย์ที่จะมอบให้แก่ NHS นั้นไม่ต้องสงสัย แต่จะดีกว่าหากพวกเขาส่งความช่วยเหลือนี้ออกไปได้ทั่วโลก

 

โดยเฉพาะในประเทศของนักฟุตบอลที่มาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกและประสบความยากลำบากในการรับมือกับโควิด-19

 

“จะมีการพูดคุยกันในหมู่นักฟุตบอลของแต่ละสโมสรเองว่าพวกเขาสะดวกใจที่จะบริจาคกันแค่ไหน” ฟรานซิสเล่าต่อ “มีนักฟุตบอลจำนวนมากที่มาเล่นต่างแดนและมีครอบครัวอยู่ที่ต่างประเทศ และพวกเขาก็อาจเลือกที่จะบริจาคกลับไปยังประเทศที่เขาจากมาแต่ครอบครัวยังอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่มีปัญหาอะไรเลย

 

“แต่ละสโมสรจะพูดคุยกันเอง จอร์แดนเป็นคนที่เริ่มก่อตั้งกองทุนนี้ให้เฉยๆ และหวังว่าเงินบริจาคนี้จะถูกกระจายไปทั่วประเทศ”

 

ส่วนยอดบริจาคที่จะไม่มีการเปิดเผยนั้นเพราะมันไม่มีประโยชน์ นี่ไม่ใช่การแข่งขันกันทำบุญ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องแข่งกัน และไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากจะบอกว่าใครบริจาคมากกว่าเพื่อแลกกับพื้นที่ข่าว สิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

 

แม้กระทั่งตัวตั้งตัวตีอย่างเฮนเดอร์สันยังไม่มีการออกสื่อเพื่อพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำก็คือการทำในแบบเดียวกับเพื่อนนักเตะอีกกว่า 150 คน ด้วยการโพสต์ภาพและเรื่องราวของ #PlayersTogether เพื่อให้กำลังใจ NHS ฮีโร่ตัวจริงในเวลานี้และบอกกับโลกทั้งใบว่านักฟุตบอลพร้อมจะจับมือกันเพื่อช่วยเหลือทุกคน

 

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post WhatsApp และ Zoom กรุ๊ป (ไม่) ลับ เบื้องหลังการรวมพลังของนักเตะพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Zoom – WhatsApp – สอนโยคะ’ ส่องวิธีดูแลกันและกันสไตล์ #YNWA ของทีมลิเวอร์พูล https://thestandard.co/zoom-whatsapp-teach-yoga-style-ynwa-of-liverpool/ Fri, 27 Mar 2020 10:37:12 +0000 https://thestandard.co/?p=347289

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่นอกจากโลกทั้งใบจะหยุดชะงักแล้ว เร […]

The post ‘Zoom – WhatsApp – สอนโยคะ’ ส่องวิธีดูแลกันและกันสไตล์ #YNWA ของทีมลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่นอกจากโลกทั้งใบจะหยุดชะงักแล้ว เราต่างถูกสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าทำให้จำเป็นที่จะต้องแยกห่างจากกันชั่วคราว แม้กระทั่งในหมู่นักฟุตบอลที่ปกติแล้วมีการแข่งขันตลอดทั้งปีจนแทบไม่มีเวลาได้หยุด แต่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนทำได้ดีที่สุดคือการอยู่ที่บ้าน และรอสัญญาณว่าพวกเขาจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อไร

 

ปัญหาคือคำถามนี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะกลับมาลงสนามกันได้อีกครั้งในวันที่ 4 เมษายน ก่อนจะขยับเป็น 30 เมษายน และวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน ต่อให้ถึงเดือนมิถุนายนที่มีการประเมินไว้ว่ามีโอกาสจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งแบบจริงจัง ณ เข็มนาฬิกาเดินไปก็ไม่มีใครให้ความมั่นใจได้

 

อย่างไรก็ดี ในฐานะของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ในฐานะของสโมสรที่ต้องลงแข่งขัน และในฐานะของความหวังอีกรูปแบบหนึ่งของผู้คน เหล่าสโมสรฟุตบอลเองก็มี ‘หน้าที่’ ที่จำเป็นต้องทำ และมี ‘ภารกิจ’ ที่ท้าทายอย่างสูงแบบที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อน

 

ภารกิจดังกล่าวคือการพยายามทำให้นักฟุตบอลรักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในระดับที่พร้อมจะกลับมาลงแข่งขันได้ โดยที่เกือบทุกคนต้องซ้อมอยู่ที่บ้าน

 

หนึ่งในทีมที่มีแนวทางน่าสนใจในการดูแลนักเตะคือลิเวอร์พูล – ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกที่ถึงเวลานี้ไม่มีใครสามารถตอบได้แล้วว่าพวกเขาจะได้เป็นแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 30 ปีหรือไม่ – ซึ่งสนามซ้อมเมลวูดถูกปิดไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ศูนย์ฝึกใหม่ที่เคิร์กบียังสร้างไม่เสร็จ และการก่อสร้างอาจจะล่าช้าไปอีก 1 ปีด้วย

 

มีเพียงผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บ 2 คนที่ได้รับการยกเว้นให้มาที่เมลวูดได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคือ อลิสซง เบ็คเกอร์ (สะโพก) และเซอร์ดาน ชากิรี (น่อง) โดยจะมีนักกายภาพบำบัดประกบทุกครั้ง และจะไม่เดินทางมาในเวลาเดียวกัน

 

แต่หลังจากนี้ทั้งสองจะได้รับการดูแลต่อที่บ้านจนกว่าจะหายดี โดยที่ลิเวอร์พูลได้มอบเครื่องมือที่ใช้สำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจะมีทีมแพทย์ที่คอยติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ทีนี้ผู้เล่นที่เหลือจะมีวิธีดูแลกันอย่างไรบ้าง 

 

Zoom ที่กำลังโด่งดังทั่วโลกในเวลานี้ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อมฟุตบอลทางไกลได้ด้วย

 

ใช้ Zoom ซุ่มซ้อม

เพราะไม่สามารถไปรวมตัวฝึกซ้อมกันได้ตามปกติ ต่างคนต่างอยู่ที่บ้าน ทำให้ดูเหมือนการที่จะคุมการฝึกซ้อมนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอย่างมาก

 

แต่เพราะเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันนั้นก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทำให้การคุมซ้อมแบบ Social Distancing ให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดนั้นพอเป็นไปได้

 

หนึ่งในของเล่นล้ำสมัยที่จ่าฝูงพรีเมียร์ลีกนำมาใช้คือแอปพลิเคชันการสื่อสารด้วยวิดีโอ ‘Zoom’ ที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในเวลานี้ 

 

“ตอนแรกผู้จัดการทีม (เจอร์เกน คลอปป์) ให้ปฏิบัติเหมือนช่วงพักเบรกทีมชาติ โดยผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับมอบหมายในสิ่งที่ต้องทำ” แหล่งข่าวระดับสูงภายในแอนฟิลด์เผย “แต่มีการยอมรับในเวลานี้ว่าสถานการณ์นั้นอาจจะเลวร้ายลงไปอีกก่อนที่จะกลับมาดีขึ้น จึงไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ทุกคนจะได้กลับมาสู่เมลวูด เพราะสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

“ในตอนนี้แผนการคือการรวมกลุ่มกันทุกวัน โดยผู้เล่นทุกคนจะฝึกในยิมของตัวเองในช่วงระยะเวลาเดียวกันผ่านสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ททีวี”

 

สิ่งที่ทีมงานจะใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบคือเครื่องมือติดตามผลต่างๆ ที่จะแจกจ่ายให้ทุกคนเพื่อตรวจเช็กว่าสภาพร่างกายของทุกคนในเวลานี้เป็นอย่างไรบ้าง ซ้อมเต็มที่ไหม ไขมันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า โดยจะมีเกณฑ์ของแต่ละคนอยู่

 

บ้านใครขาดอุปกรณ์ในการออกกำลังกาย สโมสรจะจัดหาให้เป็นการเฉพาะส่งให้ถึงบ้านเลย

 

WhatsApp บำรุงหัวใจ

อย่างไรก็ดี นักฟุตบอลเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าร่างกายคือเรื่องของสภาพจิตใจ

 

“สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการรักษาทีมสปิริตเอาไว้ ความสนิทสนม และป้องกันไม่ให้ผู้เล่นรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว”

 

เพื่อไม่ให้ทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น คลอปป์ได้พยายามติดต่อผู้เล่นทุกคนโดยใช้ WhatsApp แอปพลิเคชันติดต่อสื่อสาร โดยจะมีการถามไถ่กันวันละ 2-3 ครั้ง (และใช้ช่องทางนี้ในการให้ทุกคนส่ง ‘การบ้าน’ การซ้อมของแต่ละคนให้ทีมวิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย) การติดต่อกันในทีมถือว่าค่อนข้างปกติ 

 

กระนั้นลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในสโมสรที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของผู้เล่น โดยเฉพาะในยามนี้ที่มีการแจ้งต่อผู้เล่นทุกคนว่า หากรู้สึกสภาพจิตใจไม่โอเคให้ปรึกษาจิตแพทย์ทันที

 

โดยเฉพาะกับการจัดการความรู้สึกเครียดที่หากการแข่งขันในฤดูกาลนี้จะถูกยกเลิก และพวกเขาจะไม่ได้แชมป์ทั้งที่นำ 25 คะแนน ซึ่งจะมีคู่มือดูแลหัวใจให้ด้วย และหนึ่งในหัวข้อคือ ‘การยอมรับและควบคุม’ 

 

โมนา เนมเมอร์ นักโภชนาการสาวที่ดูแลท้องไส้ให้ทีม

 

กองทัพ (เก่งๆ) ต้องเดินด้วยท้อง (ที่เต็มไปด้วยอาหารดีๆ)

อีกหนึ่งในสิ่งที่ลิเวอร์พูลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคของคลอปป์คือเรื่องของโภชนาการ ซึ่งตั้งแต่แรกที่ย้ายเข้ามาสู่รั้วแอนฟิลด์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันได้เชิญ โมนา เนมเมอร์ นักโภชนาการสาว (ขวัญใจเดอะค็อป) มาเป็นหัวหน้าแผนกโภชนาการที่ลิเวอร์พูล และการดูแลของเธอมีส่วนช่วยให้นักฟุตบอลภายในทีมมีสุขภาพที่ดีมาก

 

ในช่วงที่ทุกคนต้องดูแลตัวเองแบบนี้ เนมเมอร์ได้มอบ ‘โพย’ ให้ว่าแต่ละคนควรจะรับประทานอะไรในปริมาณเท่าไรบ้าง

 

สำหรับคนที่อยู่คนเดียว (เช่น ทาคุมิ มินามิโนะ) ที่ลำบากในการดูแลตัวเอง ทีมโภชนาการจะจัดส่งข้าวสารอาหารแห้งให้ถึงที่พัก โดยมีเจ้าหน้าที่ที่จะช่วยประสานงานกับทุกคนเพื่อดูว่าจะมีใครขาดเหลืออะไรบ้าง

 

Netflix + PlayStation ไว้หย่อนใจ

สำหรับผู้เล่น ด้วยความที่ทุกคนไม่ต้องไปซ้อม ทำให้มีเวลาเหลือเฟือในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน 

 

ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ พวกเขาได้รับ ‘การบ้าน’ ในการดูคลิปการเล่นของฤดูกาลนี้ โดยทีมนักวิเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามีจุดใดที่สามารถจะพัฒนาได้บ้าง

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะต้องคร่ำเคร่งตลอดเวลา

 

สองความบันเทิงยอดฮิตในหมู่นักเตะหงส์แดงคือการดู Netflix และการเล่นเกม PlayStation ที่สามารถช่วยฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี

 

อย่าง PlayStation ยังพอเดาได้ว่าคงจะเล่น FIFA 20 (ที่เป็นสปอนเซอร์ให้ลิเวอร์พูล) บางคนอาจจะแอบเล่น PES 

 

แต่กับ Netflix ไม่รู้ว่านักเตะลิเวอร์พูลจะนั่งดู ‘สหายผู้กอง’ หรือ ‘เถ้าแก่’ เหมือนแฟนๆ ไหม…

 

 

ลิเวอร์พูลไม่ได้ดูแลแค่นักฟุตบอล แต่ดูแลชาวเมืองทุกคน

 

จะไม่ยอมให้ใครเดินเดียวดาย

โควิด-19 ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นคนที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ได้มีแค่นักฟุตบอล แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ของสโมสร รวมถึงแฟนบอลที่เจ็บปวดไม่ต่างกัน และอาจจะเจ็บปวดมากกว่าเหล่านักฟุตบอลด้วยซ้ำไป

 

เพราะเหตุนี้ทำให้ลิเวอร์พูลพยายามยื่นมือช่วยเหลือทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

 

พวกเขาเริ่มจากคนในสโมสรก่อน โดยมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าเจ้าหน้าที่ของสโมสรทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนตามเดิมไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนตามที่มีการพักการแข่งขันในเวลานี้

 

รายจ่ายตรงนี้อยู่ที่ราว 7.5 แสนปอนด์ ซึ่งสโมสรยินดีอย่างยิ่งที่จะจ่าย

 

นอกจากนี้ยังมี ‘ชุมชน’ ที่คอยสนับสนุนทีมมาโดยตลอด ถึงวันนี้สโมสรพร้อมให้การสนับสนุนคืนบ้าง เริ่มจากเรื่องที่ได้รับผลกระทบเยอะมากอย่างธนาคารอาหาร ซึ่งปกติแล้วจะมีการรับบริจาคของกันในวันที่มีการแข่งขันในบ้าน

 

เรื่องนี้ทำให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่ขออาสานำสมาชิกทีมชุดใหญ่ทุกคนช่วยลงขัน สุดท้ายสโมสรรวมเงินกันได้ 40,000 ปอนด์เป็นเบื้องต้น โดยมอบให้แก่ธนาคารอาหารลิเวอร์พูลเพื่อใช้สำหรับการจัดหาของมาบริจาค ก่อนจะจัดตั้ง LFC Emergency Foodbank Appeal เพื่อดูแลผู้ที่ประสบปัญหาในเวลานี้

 

สำหรับน้องๆ หนูๆ ที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเวลานี้ รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านไปไหน ทีมลิเวอร์พูลมี LFC Connect ที่ถูกคิดและออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงทุกคนเข้าหากัน โดยมีเป้าหมายในการทำให้ทุกคนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในเวลานี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงทางตอนเหนือของเมืองและชุมชนเคิร์กบี

 

คนที่เข้าร่วม LFC Connect จะมีเซสชันต่างๆ ให้เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงจะมีเจ้าหน้าที่คอยโทรศัพท์เช็กว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพียงพอหรือไม่ หากขาดเหลืออะไรก็จะรีบช่วยเหลือทันที นอกจากนี้จะมีการส่งโปสการ์ดให้กำลังใจแฟนๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการ Red Neighbours ที่สโมสรลิเวอร์พูลเป็นส่วนหนี่ง ได้มีการจัดฝึกสอนคลาสโยคะออนไลน์สำหรับผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยส่งวิดีโอการฝึกให้ทุกวัน เอาไว้ใช้เล่นโยคะออกกำลังกายง่ายๆ อยู่ที่บ้านของตัวเอง

 

นอกจากนี้ยังมีวิดีโอสอนเล่น Walking Football ฟุตบอลสำหรับคนสูงอายุที่ไม่ต้องวิ่ง ให้เดินเอา หรือคลิปสำหรับน้องๆ เอาไว้ฝึกฝนการเล่นฟุตบอลของตัวเองด้วย

 

ลิเวอร์พูลให้การช่วยเหลือโรงพยาบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรงพยาบาลเด็กอัลเดอร์ เฮย์ ที่มูลนิธิลิเวอร์พูล (LFC Foundation) ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หากมีสิ่งใดที่ช่วยเหลือได้ สโมสรก็พร้อมจะทำทันที เช่น การที่เจ้าหน้าที่สนามขอไปเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลความเรียบร้อยที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง

 

อดีตแมวมองของสโมสรอย่าง อาเธอร์ เอ็ดเวิร์ดส ที่อายุมากถึง 81 ปี และกำลังเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ก็ได้กำลังใจมหาศาลจากเสียงตามสายของ สตีเวน เจอร์ราร์ด, เจมี คาร์ราเกอร์ และตำนานตลอดกาลอย่าง เคนนี ดัลกลิช ที่ส่งข้อความวิดีโอถึงเขา

 

เรียกได้ว่าแม้จะเป็นยามยากของทุกคน แต่พวกเขารู้ว่าเราจะผ่านไปได้ด้วยความรักและความสามัคคี

 

และจะไม่มีใครยอมปล่อยให้ใครเดินอย่างเดียวดายแน่นอน

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ‘Zoom – WhatsApp – สอนโยคะ’ ส่องวิธีดูแลกันและกันสไตล์ #YNWA ของทีมลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เพจข่าวไปทางไหนต่อ Libra รอดไหม’ ล้วงทุกแง่มุม เทรนด์น่าสนใจ Facebook จากงาน APAC https://thestandard.co/apac-press-day/ Mon, 23 Dec 2019 10:27:24 +0000 https://thestandard.co/?p=314813 APAC Press Day

‘ธุรกิจแพลตฟอร์ม’ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวแ […]

The post ‘เพจข่าวไปทางไหนต่อ Libra รอดไหม’ ล้วงทุกแง่มุม เทรนด์น่าสนใจ Facebook จากงาน APAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
APAC Press Day

‘ธุรกิจแพลตฟอร์ม’ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เพราะสิ่งที่พวกเขาทำเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่เพราะเมื่อไรก็ตามที่ ‘เริ่มขยับตัว’ คนหลายพันล้านคนทั่วโลกล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

 

เมื่อเร็วๆ นี้ Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.45 พันล้านคนทั่วโลกได้จัดงาน ‘APAC Press Day’ ที่สิงคโปร์ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อต้อนรับสื่อมวลชนจากเอเชีย และเปิดเผยข้อมูลในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่คนทั่วโลกจับจ้อง

 

เฟกนิวส์ การปรับตัวของเพจข่าว โอกาสการเกิดขึ้นของลิบราในเอเชีย เทรนด์โซเชียลที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง THE STANDARD สรุปข้อมูลที่คุณควรรู้เอาไว้ให้แล้ว

 

เน้นแก้ปัญหาสังคม สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ รุกภาคธุรกิจและคืนกำไรสังคม

‘Give people the power to build community and bring the world closer together’ หรือที่แปลเป็นไทยว่า การมอบอำนาจให้ผู้คนได้สร้างชุมชนและเชื่อมโยงโลกใบนี้เข้าหากัน คือจุดมุ่งหมายและพันธกิจหลักของการพัฒนาแพลตฟอร์ม Facebook 

 

ปัจจุบัน Facebook มีอายุครบ 15 ปีพอดี และกำลังจะเริ่มเข้าสู่ปีที่ 16 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 นี้แล้ว

 

แต่คำถามสำคัญก็คือ ‘ชุมชน’ ในอุดมคติที่ Facebook ต้องการสร้างขึ้นมามีรูปร่างหน้าตาอย่างไรกันแน่ เพราะหลังๆ มานี้ Facebook ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าพวกเขา ‘มีส่วน’ สร้างปัญหากับโลกใบนี้พอสมควร ทั้งเรื่องข่าวปลอม, การเผยแพร่ความรุนแรง, เป็นช่องทางกระจายข้อความแสดงความเกลียดชัง และเริ่มส่งสัญญาณดิสรัปต์กับบางอุตสาหกรรมอยู่กลายๆ

 

APAC Press Day

 

แดน เนียรี (Dan Neary) รองประธานบริษัท Facebok ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แอปพลิเคชันในครอบครัวของ Facebook ครอบคลุมตั้งแต่ Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.8 พันล้านรายต่อเดือน และ 2.2 พันล้านรายต่อวัน แล้ว

 

ขณะที่ 4 ประเด็นสำคัญที่เปรียบเสมือนเสาหลักที่ Facebook จะยึดถือและเริ่มยกระดับความจริงจังในการออกนโยบายต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เพื่อตอบคำถามทั้งหมดว่าชุมชนในอุดมคติของ Facebook มีหน้าตาเป็นอย่างไร ประกอบด้วย

 

1. Address Major Social Issues จัดการประเด็นปัญหาสังคม: แดนบอกว่า Facebook ต้องมีส่วนช่วยจัดการประเด็นความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมให้ได้ เช่น การแทรกแซงทางการเมือง หลังจากช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ 2016 ถูกโจมตีอย่างหนักจากการปล่อยให้ผู้ไม่หวังดีในรัสเซียเข้ามาแทรกแซงจนมีส่วนในการกำหนดอนาคตประเทศ

 

ปีนี้เราจึงได้เห็น Facebook รันโปรเจกต์ Political Ads ให้ผู้ใช้งานตรวจสอบได้ว่าโฆษณาการเมืองที่มีการบูสต์โพสแล้วปรากฏให้เราเห็น มีรายละเอียดเบื้องหลังอย่างไร ใครเป็นคนจ่ายเงินซื้อโฆษณา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสกับแพลตฟอร์ม 

 

ฟีเจอร์ดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับ ‘Why am i seeing this AD?’ ด้วย ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปตรวจเช็กได้ว่าทำไมโฆษณาทั้งหมดของ Facebook ถึงมาปรากฏบนหน้าฟีดของเรา โดยผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการให้ Facebook เก็บข้อมูลเราไปก็สามารถเลือกตั้งค่าในโหมด Off-Facebook Activity เพื่อดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ถูกเก็บไว้ และลบข้อมูลที่ถูกเก็บไปได้ด้วยตัวเอง

 

ส่วนคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม แอ็กเคานต์ปลอม-ข่าวปลอม Facebook ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะนำแมชชีนเลิร์นนิงเข้ามาทำงานร่วมกับองค์กรนอกกว่า 55 ราย เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงของโพสต์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกแชร์บนแพลตฟอร์มในกว่า 60 ประเทศ และ 40 ภาษา  

 

รวมๆ แล้ว Facebook มีทีมงานที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะมากกว่า 35,000 คน และสามารถจัดการแอ็กเคานต์ปลอมไปแล้วทั้งสิ้น 2.2 พันล้านแอ็กเคานต์ (นับจนถึงไตรมาส 1/2019) ซึ่งเมื่อนับรวมตลอดทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา Facebook สามารถลบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้กว่า 26 ล้านชิ้น

 

2. New Product Experiences เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ: ปีที่ผ่านมา Facebook เปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก เช่น Portal Mini, Portal TV และ Oculus Quest (ฮาร์ดแวร์), บริการหาคู่ Dating และ Facebook Pay ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมได้แบบจบในแพลตฟอร์ม รวมถึงลิบราและคาลิบราที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีหน้า

 

3. Business รุกหนักภาคธุรกิจ SMB: ทุกวันนี้ Facebook มีจำนวนเพจธุรกิจที่อยู่บนแพลตฟอร์มมากกว่า 140 ล้านเพจ ในจำนวนนี้มีเพจที่ซื้อโฆษณาบูสต์โพสต์ประมาณ 7 ล้านเพจ ซึ่งผู้ประกอบการ SMB (ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง) คือกลุ่มที่ Facebook ค่อนข้างให้ความสำคัญมากๆ เพราะถือเป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลภูมิภาคเอเชียน ไม่แปลกที่ระยะหลังๆ มานี้เราได้เห็นโครงการเวิร์กช็อปให้ความรู้ผู้ประกอบการจาก Facebook ถี่มากกว่าปกติ

 

4. Force for good คืนกำไรให้สังคม: ทำโครงการต่างๆ ที่ให้ความรู้ผู้คนในด้านความปลอดภัยบนโลกโซเชียล และรณรงค์ไม่ให้เกิดการบูลลี โดยนำ AI มาช่วยทำงานในหลายๆ ด้าน รวมถึงการตรวจจับการฆ่าตัวตายเพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้าให้ความช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงที (ในไทยร่วมมือกับสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย)

 

APAC Press Day

 

คนเอเชียติดโซเชียล ชอบดูวิดีโอ และใช้งานผ่าน ‘มือถือ’ เป็นหลัก 

จากผู้ใช้งาน Facebook กว่า 2.45 พันล้านคน รู้หรือไม่ว่าในจำนวนนี้มีผู้ใช้งานที่อาศัยอยู่ในเอเชียมากกว่าเกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 1 พันล้านคน แถมยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

 

รองประธาน Facebook ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบอกกับสื่อมวลชนว่าตัวเลขและเทรนด์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Facebook ในเอเชียยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก GSMA Intelligence ที่เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมายังบอกอีกด้วยว่า เมื่อเทียบสัดส่วน ‘ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนหน้าใหม่’ ใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย อเมริกา, ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา, เอเชียแปซิฟิก จะพบว่า ‘เอเชีย’ คือภูมิภาคที่ครองส่วนแบ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนหน้าใหม่มากสุดถึง 61% รองลงมาคือยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกาที่ 25% และสุดท้ายอเมริกา 14% 

 

ตัวเลขเหล่านี้ในอีกนัยหนึ่งยังตีความได้ว่า มีคนเอเชียจำนวนไม่น้อยที่เตรียมจะตบเท้าเข้ามาในแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ด้าน eMarketer ก็เปิดเผยเช่นกันว่า ตลาด APAC สามารถครองส่วนแบ่งผู้ชมคอนเทนต์วิดีโอทั่วโลกในทุกแพลตฟอร์มสูงแซงทุกภูมิภาคเป็นอันดับหนึ่งที่ 54.4% 

 

สอดคล้องกับตัวเลขของ Facebook ที่ระบุว่าในทุกๆ วันมีผู้ใช้งานในเอเชียใช้ฟีเจอร์ Stories สูงถึง 500 ล้านราย

 

ไม่แปลกที่ ‘Video is exploding’ จะกลายเป็นคำที่แดนหยิบขึ้นมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมชี้ให้เห็นว่าวิดีโอตอนสั้นสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้งานในเอเชียได้อย่างมหาศาล และสร้างเอ็นเกจกับคนได้เยอะ (ไม่ใช่แค่ Facebook หรือ Instagram เพราะ TikTok ก็เข้าข่ายเคสแพลตฟอร์มวิดีโอตอนสั้นเหมือนกัน)

 

อีกเทรนด์ที่แดนชี้ว่าต้องจับตาให้ดี คือการที่อีคอมเมิร์ซกำลังกลายพันธ์ุตัวเองเป็น ‘โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce)’ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไรในประเทศไทย เพราะผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในบ้านเราก็ไลฟ์สดขายของผ่าน Facebook หรือ LINE กันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่กับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย แดนคาดว่าเราน่าจะได้เห็นปรากฏการณ์นี้ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น

 

ชื่อของ ‘บังฮาซัน’ จึงกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ Facebook หยิบยกขึ้นมาให้เห็น หลังจากที่เขาขายอาหารทะเลตากแห้งบน Facebook Live และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยทุกๆ ครั้งที่บังฮาซันไลฟ์ขายอาหารทะเลตากแห้ง ว่ากันว่าเขาจะได้รับออร์เดอร์มามากถึง 3,000 รายการเลยทีเดียว!

 

APAC Press Day

 

สรุปเทรนด์ที่แดนมองว่าต้องจับตาไว้ให้ดีคือ คนส่วนใหญ่จะเน้นหันมาใช้บริการดิจิทัลต่างๆ บนสมาร์ทโฟนกันมาก (Shift to Mobile), คนจะเน้นเสพคอนเทนต์ที่มีอายุชั่วคราว (Ephemeral Content เช่น Stories), คอนเทนต์วิดีโอจะได้รับความนิยมต่อเนื่อง (Video is Exploding), แชต แอปฯ ยังรักษาความนิยมได้ดี (Messaging is taking off) และวิวัฒนาการของการค้าออนไลน์ (Commerce is Evolving)

 

APAC Press Day

 

‘Facebook News’ หน้าฟีดข่าวแยก ทางรอดและความหวังเพจข่าวออนไลน์?

การปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมให้คอนเทนต์ต่างๆ ของเพจปรากฏบนหน้าฟีดผู้ใช้งานน้อยลงกว่าปกติสร้างผลกระทบให้แบรนด์ เพจในกลุ่ม UGC และ ‘เพจสำนักข่าวออนไลน์’ พอสมควร จนหลายฝ่ายต้องเร่งปรับตัวกันยกใหญ่ เนื่องจากมีผลต่อเนื่องกับยอดวิวและการหารายได้

 

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Facebook ได้เริ่มทดลองให้ผู้ใช้งานบางรายในสหรัฐฯ ได้ลองใช้งาน ‘Facebook News’ ซึ่งเป็นหน้าฟีดข่าวแบบแยกในแอปฯ Facebook (เพิ่มแถบใน Facebook เป็น 6 แถบจากที่ก่อนหน้านี้มี Home, Watch, Marketplace, Groups, Notifications และ Menu) และเป็นพื้นที่ที่กรองความสนใจให้คนที่อยากอ่านข่าวโดยเฉพาะ

 

ความเจ๋งของ Facebook News (จากที่ได้ดูตัวอย่างสาธิตการใช้งานคร่าวๆ) คือการที่ตัวหน้าฟีดถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ข่าว’ จริงๆ แถมฟีเจอร์ต่างๆ ก็ยังสามารถชูความโดดเด่นของคอนเทนต์ข่าวได้เป็นอย่างดี เช่น Today’s Stories ที่นำฟีเจอร์ Stories ของ Instagram มาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์ข่าวเด่นประจำวัน หรือการกรองข่าวตามความสนใจของผู้ใช้แต่ละคน (เลือกประเภทข่าวและสำนักข่าวที่เราติดตามได้แบบ Personalization) และการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของผู้ใช้งานแต่ละราย

 

 

 

อันจาลี คาปูร์ (Anjali Kapoor) ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือฝ่ายข่าวของ Facebook ใน APAC เผยว่า Facebook News ได้เริ่มทดลองให้ผู้ใช้งาน Facebook กว่า 300,000 รายในสหรัฐฯ เริ่มใช้งานไปแล้ว และเพราะเป็นจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เล็กมาก และเพิ่งทดสอบได้ไม่นาน จึงยังไม่รู้ฟีดแบ็กที่แน่นอน

 

โดยในอนาคต Facebook News จะขยายการทดสอบไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงยังมีความเป็นไปได้ที่จะรองรับคอนเทนต์ข่าวอื่นๆ นอกเหนือจากแค่ลิงก์แนบหรือบทความในเว็บไซต์ แต่ยังไม่สามารถบอกไทม์ไลน์ที่แน่ชัด

 

แม้จะยังไม่สามารถบอกกรอบเวลาการให้ใช้บริการในประเทศไทยได้ แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าเมื่อ Facebook News เริ่มให้ใช้บริการแพร่หลายและขยายมายังประเทศไทยจริงๆ เพจสำนักข่าวออนไลน์แต่ละเพจจะต้องปรับตัวอีกหรือไม่ หรือจะต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมากแค่ไหน ที่แน่ๆ หลายฝ่ายน่าจะได้รับประโยชน์จากฟีดแบบใหม่นี้แน่นอน

 

APAC Press Day

 

ลิบราในเอเชียเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวโปรเจกต์อย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อกลางปี คำถามและความเคลื่อนไหวของ ‘ลิบรา’ ก็กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายๆ คนอยากได้ยินจาก Facebook มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาผู้ออกกฎระเบียบข้อบังคับและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มตั้งคำถามและมีทีท่าแสดงความกังวลต่อมันอย่างชัดเจน

 

ในงาน APAC เรามีโอกาสได้พบกับ เบนจามิน โจ (Benjamin Joe) รองประธานของ Facebook อาเซียน ผู้สื่อข่าว THE STANDARD จึงไม่รอช้า เปิดฉากถามเขาทันทีว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะได้เห็นลิบราเข้ามาให้บริการในประเทศแถบเอเชีย? 

 

“ลิบราไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเรา มันก่อตั้งขึ้นโดยสมาคมอิสระที่มีหน่วยงานหลายแห่งรวมเข้าด้วยกัน Facebook เป็นแค่หนึ่งในบริษัทที่อยู่ในสมาคมนั้น การตัดสินใจต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคม

 

“ถ้าคุณมองในแง่ที่ว่า ลิบรา ตั้งเป้าจะทำอะไรกันแน่? มันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเหลือให้กับผู้คนทั่วโลกได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งในอาเซียนก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบปัญหาที่ว่า (การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงิน) ในมุมมองความเข้าใจของผมจึงเชื่อว่าลิบราจึงน่าจะสามารถเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้ได้ แต่ก็อย่างที่บอกว่า การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของสมาคม ผมคงไม่สามารถบอกอะไรได้มากไปกว่านี้”

 

ถึงแม้คำตอบและท่าทีที่เราได้รับจากโจจะค่อนข้างแบ่งรับแบ่งสู้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยยืนยันได้ว่า ‘อาเซียน’ จะเป็นหนึ่งในตลาดกลุ่มเป้าหมายที่ลิบราเล็งขยับมาให้บริการให้ได้เป็นลำดับต้นๆ

 

ส่วนจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ปีหน้าเราคงจะได้รู้กัน

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘เพจข่าวไปทางไหนต่อ Libra รอดไหม’ ล้วงทุกแง่มุม เทรนด์น่าสนใจ Facebook จากงาน APAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เลบานอน ลาออก หลังเผชิญแรงกดดันจากเหตุประท้วงทั่วประเทศเกือบ 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/lebanon-crisis-pm-hariri-offers-resignation-amid-protests/ Wed, 30 Oct 2019 06:11:21 +0000 https://thestandard.co/?p=299347 เลบานอน

ซาอัด ฮาริรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน วัย 49 ปี ประกาศลาออกจ […]

The post นายกฯ เลบานอน ลาออก หลังเผชิญแรงกดดันจากเหตุประท้วงทั่วประเทศเกือบ 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลบานอน

ซาอัด ฮาริรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน วัย 49 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งผ่านโทรทัศน์ และเตรียมยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีมิเชล อูน หลังเผชิญแรงกดดันจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั่วประเทศต่อเนื่องเกือบ 2 สัปดาห์ 

 

โดยชนวนประท้วง เริ่มต้นจากความไม่พอใจรัฐบาล ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งย่ำแย่ลงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะปะทุขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม หลังรัฐบาลเสนอแผนเก็บภาษีใช้งานบริการโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp (WhatsApp Calls) ตลอดจนมาตรการรัดเข็มขัดหลายรายการ ซึ่งจำนวนผู้ประท้วงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปักหลักชุมนุมและปิดถนนสายหลัก ทั้งในกรุงเบรุตและหลายเมือง จนฉุดภาวะเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลง และเริ่มเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่กองทัพเลบานอน ไม่แสดงท่าทีเข้าข้างรัฐบาล ทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ

 

ฮาริรีเผยว่าเขาพยายามมาตลอดที่จะหาทางออกของปัญหา และรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งคุ้มครองประเทศจากอันตรายด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ตอนนี้เขาเจอทางตัน และถึงเวลาแล้วที่ต้องหาทางออกจากวิกฤตครั้งนี้

 

“ผมไม่สามารถซ่อนเรื่องนี้จากพวกคุณได้ ผมถึงทางตันแล้ว สำหรับเพื่อนร่วมงานทางการเมืองของผม ความรับผิดชอบของเราวันนี้ คือทำอย่างไรจึงจะคุ้มครองเลบานอนและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้” ฮาริรี กล่าว

 

การประกาศลาออกของฮาริรีมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังม็อบฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งร่วมตั้งรัฐบาลปรองดองกับฮาริรีจำนวนหลายร้อยคน บุกเข้าไปยังจุดชุมนุมประท้วงหลักในกรุงเบรุต และจุดไฟพร้อมรื้อทำลายเต็นท์และทำร้ายผู้ประท้วงที่ปิดถนน จนกองทัพต้องส่งทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ 

 

อย่างไรก็ตาม การลาออกของฮาริรีไม่ใช่เรื่องใหม่ เขารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 สมัย ช่วงปี 2009-2011, 2016-2017 และสมัยที่ 3 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2018 ซึ่งเขาลาออกก่อนครบวาระทั้ง 3 สมัย ครั้งแรกเกิดจากปมขัดแย้งในรัฐบาลผสม และข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชัน ที่ทำให้เกิดการประท้วงขับไล่รัฐบาล ส่วนครั้งที่ 2 เกิดจากวิกฤตการเมือง หลังซาอุดีอาระเบียกล่าวหาว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่การลาออกครั้งนี้ ถูกคัดค้านจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่หวั่นวิตกว่าอาจฉุดภาวะเศรษฐกิจของประเทศดิ่งลงก้นเหว

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post นายกฯ เลบานอน ลาออก หลังเผชิญแรงกดดันจากเหตุประท้วงทั่วประเทศเกือบ 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Facebook ล่มต่อเนื่องทั่วโลก ผู้ใช้หลายรายโพสต์ข้อความไม่ได้ Instagram, WhatsApp โดนด้วย https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-still-down-for-some-users-around-the-world/ https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-still-down-for-some-users-around-the-world/#respond Thu, 14 Mar 2019 02:12:38 +0000 https://thestandard.co/?p=221961 facebook-instagram-whatsapp-down

ความคืบหน้าของกรณีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก (Faceb […]

The post Facebook ล่มต่อเนื่องทั่วโลก ผู้ใช้หลายรายโพสต์ข้อความไม่ได้ Instagram, WhatsApp โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
facebook-instagram-whatsapp-down

ความคืบหน้าของกรณีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก (Facebook) ล่มจนใช้งานบางฟีเจอร์ไม่ได้ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนวันพุธที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุดระบบยังคงใช้งานไม่ได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลกไม่สามารถโพสต์ข้อความหรือใช้งานบางฟีเจอร์ได้

 

ปัญหานี้ยังส่งผลกระทบอื่นๆ ต่อแพลตฟอร์มบนระบบนิเวศเดียวกันกับเฟซบุ๊ก ทั้ง อินสตาแกรม (Instagram: รีเฟรชฟีดไม่ได้), เมสเซนเจอร์ รวมถึงโอคูลัส (Oculus) และวอทส์แอป (WhatsApp) ทำให้ไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ภายในได้อย่างปกติ ซึ่งการล่มของระบบยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงในครั้งนี้ก็นับเป็นหนึ่งในปัญหาครั้งใหญ่ของเฟซบุ๊กเทียบเคียงกับกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2008

 

เฟซบุ๊กเปิดเผยว่า “เราตระหนักดีถึงปัญหาที่ทำให้ผู้ใช้งานบางรายไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานเฟซบุ๊กได้ เรากำลังเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน แต่ยืนยันได้ว่าปัญหานี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรณี DDoS แต่อย่างใด (การโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบหนึ่งกับแพลตฟอร์มที่มีทราฟฟิกการใช้งานมหาศาล)”

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ปัญหาระบบล่มของเฟซบุ๊กนานนับกว่าชั่วโมงก็เพิ่งเกิดขึ้นไปหมาดๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ส่วนเมื่อช่วงเช้าของวันพุธที่ผ่านมา แพลตฟอร์มของกูเกิลก็เพิ่งประสบปัญหาจนทำให้ไม่สามารถใช้งานหลายๆ ฟีเจอร์ รวมถึงแอปพลิเคชันระบบนิเวศเช่นกัน ทำให้ผู้ใช้งานหลายรายเริ่มหวาดระแวงกับการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลเหล่านี้มากเกินความจำเป็น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post Facebook ล่มต่อเนื่องทั่วโลก ผู้ใช้หลายรายโพสต์ข้อความไม่ได้ Instagram, WhatsApp โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-still-down-for-some-users-around-the-world/feed/ 0
Facebook, Instagram, WhatsApp ล่มต่อเนื่องนานกว่า 7 ชั่วโมง https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-down/ https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-down/#respond Thu, 14 Mar 2019 02:07:13 +0000 https://thestandard.co/?p=221942 facebook-instagram-whatsapp-down

Facebook, Instagram, WhatsApp ล่มต่อเนื่องนานกว่า 7 ชั่ […]

The post Facebook, Instagram, WhatsApp ล่มต่อเนื่องนานกว่า 7 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
facebook-instagram-whatsapp-down

Facebook, Instagram, WhatsApp ล่มต่อเนื่องนานกว่า 7 ชั่วโมง ผู้ใช้งานหลายรายทั่วโลกไม่สามารถโพสต์ข้อความและใช้ฟีเจอร์อื่นๆ ได้ ด้านเฟซบุ๊กแจง กำลังเร่งแก้ปัญหา ยืนยันไม่เกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ DDoS

The post Facebook, Instagram, WhatsApp ล่มต่อเนื่องนานกว่า 7 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-instagram-whatsapp-down/feed/ 0
Facebook เปิดศึกชิงแพลตฟอร์มแชต เตรียมรวม WhatsApp Instagram และ Messenger เข้าด้วยกัน https://thestandard.co/facebook-to-integrate-whatsapp-instagram-and-messenger/ https://thestandard.co/facebook-to-integrate-whatsapp-instagram-and-messenger/#respond Sat, 26 Jan 2019 09:13:23 +0000 https://thestandard.co/?p=186775

Facebook ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียของโลกเปิดเผยแผนการรวมบร […]

The post Facebook เปิดศึกชิงแพลตฟอร์มแชต เตรียมรวม WhatsApp Instagram และ Messenger เข้าด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Facebook ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียของโลกเปิดเผยแผนการรวมบริการรับส่งข้อความระหว่าง Instagram, WhatsApp และ Facebook Messenger ซึ่งขณะนี้ทั้งสามแอปพลิเคชันยังแยกจากกันอยู่ โดยสื่อต่างชาติรายงานว่า นี่เป็นแผนส่วนตัวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง หากโครงการนี้ลุล่วง ผู้ใช้บริการ Facebook จะมาแชตคุยกับผู้ใช้บริการ WhatsApp ได้อย่างง่ายดาย คาดว่าจะได้ทดลองใช้สิ้นปี 2019 หรือต้นปี 2020 เป็นอย่างช้า

 

ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 2.2 พันล้านบัญชี ผู้ใช้งาน Instagram มีกว่า 1 พันล้านบัญชี และผู้ใช้งาน WhatsApp กว่า 1.5 พันล้านบัญชี ซึ่ง Facebook เข้าซื้อ WhatsApp ด้วยดีลมหึมาขนาด 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2017 ที่ผ่านมา หากทั้งสามแอปพลิเคชันเชื่อมต่อและผู้ใช้งานสามารถติดต่อกันได้ จะถือเป็นเครือข่ายผู้ใช้งานขนาดใหญ่หลายพันล้านบัญชี บางส่วนวิเคราะห์ว่า ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกันของทั้งสามแพลตฟอร์มคือ Facebook อาจจะแชร์ข้อมูลของผู้ใช้งานไปที่อีกสองแอปพลิเคชันได้ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อการโฆษณา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย เพราะขณะนี้ Facebook ถูกจับตาและตรวจสอบข้อมูลอย่างหนักจากหลายประเทศ ประเด็นเรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลยังเป็นประเด็นที่สำคัญ และช่วงปีที่อาณาจักร Facebook ถูกตั้งคำถามอย่างมากต่อเรื่องดังกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Facebook เปิดศึกชิงแพลตฟอร์มแชต เตรียมรวม WhatsApp Instagram และ Messenger เข้าด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/facebook-to-integrate-whatsapp-instagram-and-messenger/feed/ 0