Wellness Economy Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/wellness-economy/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 17 Aug 2026 10:06:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยศชนัน ตรวจเยี่ยมงานวิจัยสงขลา เร่งต่อยอดสมุนไพร-เกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดโลก https://thestandard.co/yoschanan-songkhla-research-agri-innovation/ Sun, 07 Jun 2026 12:05:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1215533 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา

วันนี้ (7 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐม […]

The post ยศชนัน ตรวจเยี่ยมงานวิจัยสงขลา เร่งต่อยอดสมุนไพร-เกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา

วันนี้ (7 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน โดยที่แรกที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ได้ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรทางการแพทย์และอาหารมาตรฐาน GMP

 

โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอศักยภาพของโรงงานต้นแบบดังกล่าว ซึ่งมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรมูลค่าสูงและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการ MSMEs พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาตลาด จับคู่พันธมิตรธุรกิจ และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการส่งออกสมุนไพรไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

 

หลังการนำเสนอและหารือ ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความเห็นว่า กระทรวงฯ มีหมุดหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคำว่า Wellness ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ด้านการแพทย์ อาหาร การเกษตรที่ดี การท่องเที่ยว ไปจนถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล

 

การจะผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายและการศึกษาและวิจัยเชิงลึก เพื่อให้สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าและบริการ และผลักดันให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Wellness Hub) อย่างแท้จริง

 

ภาคใต้ของเรามีจุดแข็งและข้อได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากเรานำเรื่อง Wellness เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง จะยิ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยขณะนี้เราได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ขับเคลื่อนศูนย์การแพทย์อันดามัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่พร้อมนำโจทย์ของพื้นที่มาศึกษาวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

 

นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการลงทุน โดยหากเราสามารถพิสูจน์มูลค่าทางธุรกิจให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว งบประมาณและการสนับสนุนจะไม่จำกัดอยู่แค่ภาครัฐ แต่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Matching Fund) ทั้งในและต่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำจุดแข็งด้านเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) มาบูรณาการควบคู่ไปกับ Wellness Economy ซึ่งถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นของภาคใต้ ที่จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และนักลงทุน ให้เข้ามาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สร้างความคึกคักให้กับระบบเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะขยายโมเดลความสำเร็จนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศต่อไป

 

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังตลาดเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อติดตามความก้าวหน้า 5 โครงการวิจัยเด่นที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ การพัฒนา ‘ไก่เบขลา’ ไก่ลูกผสมโตไว ต้นทุนต่ำ และมีคอลลาเจนสูง ซึ่งถูกนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจร้านข้าวมันไก่โดยนักศึกษาผู้ประกอบการ ควบคู่กับการผลักดันเป็นวัตถุดิบคุณภาพประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ได้แก่ การเลี้ยงปลาชะโอน ด้วยเทคโนโลยีไบโอฟลอคอัจฉริยะที่ใช้พื้นที่น้อย ปลอดโรค และจัดการของเสียเป็นศูนย์ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสงขลาและพัทลุง รวมถึงการเพาะเลี้ยงปลาพลวงชมพู ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติและเครือข่ายไร้สาย (IoT) ที่ประสบความสำเร็จในการปรับพฤติกรรมปลาให้คุ้นชินกับฟาร์มจนพร้อมขยายผลสร้างโรงเพาะพันธุ์เพื่อถ่ายทอดสู่เกษตรกร

 

ในมิติของการอนุรักษ์และการเกษตรมูลค่าสูง มีการนำเสนอต้นแบบการผลิต ‘ปลิงทะเล’ แบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะพันธุ์จนถึงการแปรรูป เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ช่วยสร้างอาชีพเสริมและตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG ปิดท้ายด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่าน ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟโรบัสต้าภาคใต้’ ที่ยกระดับสู่กาแฟคุณภาพสูง (Fine Robusta+) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งผลให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูลเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณมาเป็นคุณภาพ เกิดเป็นเครือข่ายนวัตกรชุมชนที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนจากผลิตภัณฑ์กาแฟได้แล้วกว่า 1.54 ล้านบาท

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา 3ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสมุนไพรและการเกษตรที่จังหวัดสงขลา 4

The post ยศชนัน ตรวจเยี่ยมงานวิจัยสงขลา เร่งต่อยอดสมุนไพร-เกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะขุมทรัพย์ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อธุรกิจ ‘ความงาม’ กลายเป็นจิ๊กซอว์หลักของ Wellness Economy https://thestandard.co/beauty-wellness-economy-bdms-lancome/ Mon, 04 May 2026 09:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1195012 ภาพประกอบการจับมือกันระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ Lancôme เพื่อรุกตลาดความงามและ Wellness Economy

ในวันที่ ‘สุขภาพ’ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือฟันเฟืองสำ […]

The post เจาะขุมทรัพย์ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อธุรกิจ ‘ความงาม’ กลายเป็นจิ๊กซอว์หลักของ Wellness Economy appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการจับมือกันระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ Lancôme เพื่อรุกตลาดความงามและ Wellness Economy

ในวันที่ ‘สุขภาพ’ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน GDP โลก ภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านสุขภาพและความงามระดับสากลเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ล่าสุด บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ BDMS ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ลังโคม (Lancôme) แบรนด์เรือธงภายใต้ ลอรีอัล (ประเทศไทย) เพื่อรุกตลาดความงามและเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเข้าสู่ยุค Scientific Wellness อย่างเต็มรูปแบบ

 

 

‘Wellness Economy’ เครื่องยนต์ใหม่มูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

การขยับตัวของสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ขยับจาก ‘Reactive Healthcare’ หรือการรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา ไปสู่ ‘Proactive & Preventive Health’ หรือการดูแลล่วงหน้าเพื่อยืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan)

 

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า Wellness Economy มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เซกเมนต์ที่มาแรงที่สุดอย่าง Personal Care & Beauty มีมูลค่าพุ่งทะลุ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 สะท้อนให้เห็นว่าความงามไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระบบนิเวศด้านสุขภาพ’ (Wellness Ecosystem) ที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ที่ลึกถึงระดับเซลล์

 

 

ตลาดไทยโตแรง 11% แซงค่าเฉลี่ยโลก

 

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ Personal Care & Beauty ตามมาด้วยอาหารสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness Tourism)

 

“ในทุกวิกฤตมีโอกาส เมื่อเกิดสงครามหรือโรคระบาด คนจะเริ่มตระหนักว่าเงินทองสำคัญน้อยกว่าสุขภาพ Wellness จึงเติบโตสวนทาง GDP โลก 2-3 เท่า ภารกิจของเราคือการทำให้ประเทศไทยเป็น ‘ดินแดนแห่งชีวิต’ เริ่มจากคนไทยต้องแข็งแรงก่อน แล้วจึงเชิญชวนคนทั่วโลกมามีสุขภาพดีที่บ้านเรา” นพ.ตนุพล กล่าว

 

แพททริค จีโร่ กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา เปิดเผยข้อมูลสำคัญด้านธุรกิจว่า ในปี 2026 ตลาดความงามและสกินแคร์ในประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโตสูงถึง 11% ซึ่งนับว่าโดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ยของตลาดโลกที่อยู่เพียง 3.5% เท่านั้น

 

“ประเทศไทยมีรากฐานวัฒนธรรมด้านสุขภาวะที่เข้มแข็ง ผสมผสานกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความรู้เชิงลึก (Sophisticated Consumers) ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์ได้จริงด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้ไทยยังคงเป็นศูนย์กลางธุรกิจความงามที่พร้อมรับนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ” แพททริคกล่าว

 

จาก ‘Timeless Beauty’ สู่ ‘Skin Longevity’

 

ยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด ‘Timeless Beauty, Timeless Longevity’ คือการนำศาสตร์ L’Oréal Longevity Integrative Science™ ของลอรีอัล กรุ๊ป ที่วิจัยมานานหลายทศวรรษมาใช้ปลดล็อกความลับของผิวพรรณ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Biomarker-driven insights) เพื่อออกแบบการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care)

 

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท มองว่านี่คือโอกาสสำคัญในการสร้าง Wellness Ecosystem ของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น โดยมองว่าความงามเป็นผลลัพธ์ของสุขภาพที่ดีในระดับเซลล์ การรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับนวัตกรรมความงาม จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Wellness Hub ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

 

ศัลยกรรมตกแต่งในฐานะตัวขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต

 

นอกจากการดูแลระดับเซลล์แล้ว ข้อมูลจากงานแถลงข่าวยังชี้ให้เห็นเทรนด์การลงทุนใน ‘รูปลักษณ์’ ที่เปลี่ยนไป โดยศัลยกรรมตกแต่งยุคใหม่ได้ก้าวข้ามการเสริมความงาม ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Function & Aesthetics) เช่น การแก้ไขภาวะหนังตาตกที่ส่งผลต่อการมองเห็น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวันและสร้างความมั่นใจไปพร้อมกัน สะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมศัลยกรรมที่อิงกับสุขภาพองค์รวมมากขึ้น

 

ความร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ Lancôme ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแคมเปญการตลาด แต่เป็นการปักหมุดหมายใหม่ของธุรกิจความงามในไทยที่ต้องขับเคลื่อนด้วย ‘ข้อมูล’ และ ‘วิทยาศาสตร์’ เพื่อคว้าโอกาสในเศรษฐกิจสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก

The post เจาะขุมทรัพย์ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อธุรกิจ ‘ความงาม’ กลายเป็นจิ๊กซอว์หลักของ Wellness Economy appeared first on THE STANDARD.

]]>
Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ https://thestandard.co/race-cation-global-brands-tourism-trend/ Sat, 02 May 2026 05:54:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1203228 Race-cation ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก

ถ้าลองเลื่อนฟีดโซเชียลในช่วงนี้ ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แ […]

The post Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Race-cation ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก

ถ้าลองเลื่อนฟีดโซเชียลในช่วงนี้ ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่แค่คาเฟ่เก๋ ๆ บุฟเฟต์โรงแรมหรู หรือวิวทะเลตอนพระอาทิตย์ตก แต่กลับกลายเป็นภาพนักวิ่งที่กำลังฝ่าหมอกยามเช้าในเบตง ภาพเหรียญมาราธอนดีไซน์สวยวางคู่กับกาแฟในโตเกียว หรือภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมลาพักร้อน ขึ้นเครื่องบิน ข้ามเมือง ข้ามประเทศ เพียงเพื่อไปยืนอยู่ที่เส้นสตาร์ตของการแข่งขันสักรายการหนึ่ง

 

นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Race-cation หรือการลาพักร้อนเพื่อไปลงสนามแข่ง จากเดิมที่การท่องเที่ยวคือการหนีจากชีวิตประจำวัน วันนี้คนจำนวนมากกลับเดินทางเพื่อไปท้าทายตัวเอง ไปทดสอบวินัย ไปพบคอมมูนิตี้ใหม่ ๆ และกลับบ้านพร้อมเรื่องเล่าที่มีความหมายมากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ หนึ่งอัลบั้ม

 

🟡 Race-Cation เริ่มต้นมาจากไหน

 

Race-cation เกิดจากการผสมคำระหว่าง Race และ Vacation สะท้อนการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ผู้คนไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากโรงแรม ร้านอาหาร หรือแลนด์มาร์กเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจาก ‘สนามแข่ง’ ที่อยากไปพิชิตสักครั้งในชีวิต

 

ปรากฏการณ์นี้เริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกระแส Run Clubs และเหล่า Running Influencers ที่ทำให้การวิ่งไม่ได้เป็นแค่การออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นพื้นที่พบปะผู้คน เป็นคอมมูนิตี้ และเป็นวิธีสร้างตัวตนแบบใหม่บนโลกโซเชียล

 

บางคนเลือกเดินทางไปแข่ง AlUla Duathlon ในซาอุดีอาระเบีย เพื่อวิ่งและปั่นจักรยานผ่านภูมิประเทศทะเลทราย โบราณสถาน และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มี Hegra ซึ่งเป็นมรดกโลก UNESCO แห่งแรกของซาอุดีอาระเบียเป็นฉากหลัง

 

บางคนเลือกไปวิ่งเทรลข้ามกำแพงเมืองจีน ต้องฝ่าบันไดนับพันขั้น ท่ามกลางวิวที่ยิ่งใหญ่และหาไม่ได้จากการท่องเที่ยวแบบปกติ

 

สนามแข่งจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แข่งขัน แต่กลายเป็นเวทีของประสบการณ์ เป็นเส้นทางที่เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นความทรงจำ และเปลี่ยนการเที่ยวธรรมดาให้กลายเป็นภารกิจพิชิตเป้าหมายที่น่าภูมิใจ

 

🟡 Race-cation ยิ่งใหญ่แค่ไหน ส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจ

 

หากใครมองว่า Race-cation เป็นเพียงเทรนด์เฉพาะกลุ่ม อาจต้องมองใหม่ เพราะ Marathon Tourism กำลังกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของหลายเมืองทั่วโลก

 

เสน่ห์ของมาราธอนไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้เข้าแข่งขันในวันงาน แต่คือการพานักวิ่ง ครอบครัว เพื่อน และผู้ติดตามเข้ามาใช้จ่ายในเมืองตลอดหลายวัน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ระบบขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจนวด สปา เวชศาสตร์ฟื้นฟู และร้านอุปกรณ์กีฬา

 

Brand Finance รายงานว่า มาราธอนชั้นนำ 50 รายการทั่วโลกสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Abbott World Marathon Majors มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าดังกล่าว ขณะที่ London Marathon 2026 ก็มียอดผู้สมัครสูงกว่า 1.1 ล้านคน สะท้อนว่ากระแสการวิ่งไม่ได้เป็นแค่งานกีฬา แต่คือแม่เหล็กทางเศรษฐกิจของเมือง

 

ที่สำคัญ Race-cation ยังช่วยกระจายโอกาสไปยังเมืองรองและจุดหมายใหม่ ๆ เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้มักไม่ได้มาแล้วกลับทันที แต่เลือกอยู่ต่อเพื่อพักฟื้น เที่ยวต่อ กินดีขึ้น และใช้บริการท้องถิ่นมากขึ้น

 

พูดง่าย ๆ คือ Race-cation เปลี่ยนการแข่งขันหนึ่งวัน ให้กลายเป็นการเดินทางหลายวันที่สร้างรายได้ทั้งระบบเศรษฐกิจของเมือง

 

🟡 แบรนด์ระดับโลกขยับตัวอย่างไรเพื่อชิงพื้นที่ Race-Cation

 

เมื่อนักเดินทางไม่ได้แค่มาพัก แต่มาพร้อมภารกิจ ธุรกิจบริการจึงต้องยกระดับจากการขายห้องพัก ไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ช่วยให้ลูกค้าพร้อมแข่งและฟื้นตัวได้ดีหลังแข่ง

 

ตัวอย่างที่ชัดคือความร่วมมือระหว่าง World of Hyatt และ HYROX แบรนด์ฟิตเนสเรซระดับโลก ที่สร้างประสบการณ์แบบ Performance & Recovery ให้กับนักกีฬาและผู้ติดตามในเอเชียแปซิฟิก

 

🔸มีชุดพลังงานพรีเมียมอย่าง HyEnergy Welcome Kit เตรียมพร้อมให้ในห้องพัก
🔸บริการส่ง Ice Bucket เพื่อให้ผู้เข้าพักทำ Ice Bath แช่ตัวลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ทันทีหลังแข่งจบ
🔸บริการซักชุดแข่งให้ฟรีเพื่อให้พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น
🔸สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิก เช่น ส่วนลดพิเศษสำหรับอาหารและสปาเพื่อการพักฟื้น

 

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้โรงแรมไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่กลายเป็นพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจจังหวะชีวิตของนักเดินทางสายแข่งขัน

 

🟡 ธุรกิจควรคว้าโอกาสจาก Race-Cation อย่างไร

 

นักเดินทางกลุ่มนี้ไม่ได้ออกไปเพื่อหนีชีวิตเดิม แต่ไปเพื่อกลับมาเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เขาไม่ได้จ่ายเงินเพื่อพักผ่อนเท่านั้น แต่จ่ายเพื่อวินัย ความภูมิใจ ความทรงจำ และเรื่องเล่าที่พิสูจน์ว่า ‘ฉันทำได้’

 

ถ้าแบรนด์สามารถช่วยให้ลูกค้าพิชิตเป้าหมายสำคัญในชีวิตได้ ไม่ว่าจะผ่านอาหารเพื่อสุขภาพ โปรแกรมนวดฟื้นฟู ห้องพักที่ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น บริการซักชุดแข่ง เส้นทางวิ่งรอบโรงแรม หรือ Community นักวิ่งที่เหนียวแน่น แบรนด์นั้นจะไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้บริการ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำสำคัญในชีวิตลูกค้า

 

Race-cation จึงเป็นสัญญาณว่า Wellness Economy กำลังก้าวสู่ระดับที่ลึกขึ้น ผู้คนไม่ได้ยอมจ่ายแค่เพื่อความสบาย แต่จ่ายให้กับประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง

 

สำหรับผู้นำและนักการตลาด โจทย์สำคัญคือการออกแบบ Ecosystem ที่รองรับทั้งความท้าทายและการฟื้นฟู เพราะในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่พัก แต่ต้องการเติบโต แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่เข้าใจ Passion ของลูกค้า และเชื่อมโยงมันเข้ากับประสบการณ์ที่สะดวกสบาย มีสไตล์ และมีความหมาย

The post Race-cation: ปรากฏการณ์วิ่ง เที่ยว พัก ขุมทรัพย์ใหม่ที่แบรนด์ระดับโลกกำลังรุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันชูนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แจงวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเปิดกว้างจนถึงผู้สูงอายุ https://thestandard.co/yoschanan-innovation-economy-education/ Fri, 10 Apr 2026 05:45:22 +0000 https://thestandard.co/yoschanan-innovation-economy-education/ ภาพประกอบข่าว ยศชนัน กล่าวถึง นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่มูลค่าสูง พร้อมแนวคิดเรียนรู้ตลอดชีวิต

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระ […]

The post ยศชนันชูนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แจงวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเปิดกว้างจนถึงผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ยศชนัน กล่าวถึง นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่มูลค่าสูง พร้อมแนวคิดเรียนรู้ตลอดชีวิต

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนที่ 3 ซึ่งได้ลุกขึ้นกล่าวชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 2 ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภา

 

ยศชนันระบุถึงการใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็น ‘กระดูกสันหลัง’ หลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยวางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ด้าน เริ่มจากการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึก หรือ Deep Tech จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม

 

“นวัตกรรมจะเกิดจากงานวิจัยเชิงลึกและนวัตกรรมก็จะเกิดจากสิ่งที่เอกชนมีอยู่แล้ว แต่ภาคการศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเรื่องเกี่ยวกับทุนมนุษย์ นักคิดต้องอยู่ร่วมกับนักปฏิบัติ” ยศชนันกล่าว

 

รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยระบุถึงกลไกการยกระดับเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (TRL 1-9) ซึ่งจะมีการสนับสนุนทั้งงบประมาณภาครัฐและเงินร่วมลงทุนจากเอกชน พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ (PCT) เพื่อให้นักวิจัยได้รับรายได้อย่างทั่วถึงและไม่เสียโอกาสในการแข่งขันระดับโลก

 

ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง ยศชนันระบุว่า จะทำอย่างไรให้เรามีเอกราชด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งกระทรวง อว. จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้องเชื่อมโยงกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราจำเป็นจะต้องรู้

 

ทั้งนี้ ในมิติทางเศรษฐกิจ กระทรวง อว. มุ่งเป้าไปที่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่โดยมี ‘เศรษฐกิจสุขภาพ’ (Wellness Economy) เป็นแกนหลักที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูง

 

“ถ้าวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ Wellness ประเทศไทยสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีใครที่จะเถียงเราได้”

 

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูง เช่น การบำบัดด้วยเซลล์และยีน (Cell and Gene Therapy) เพื่อรักษามะเร็งและโรคอุบัติใหม่ การผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง ไปจนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลผ่านการสร้าง Supply Chain ของ AI และ Data Center ที่เน้นการพัฒนาชิปประมวลผลและการจัดการพลังงานเพื่อสร้างการจ้างงานใหม่

 

ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้นวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพให้กับแรงงานในภาวะสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ นวัตกรรมจะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาสังคมและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกับกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ไทยมีเอกราชทางเทคโนโลยี การใช้ควอนตัมคอมมิวนิเคชั่นเพื่อเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างความโปร่งใสผ่านระบบ Open Data เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างแม่นยำ

 

สำหรับยุทธศาสตร์สุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยยศชนันให้ทิศทางว่า มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน ต้องรับทุกคน ตั้งแต่ต้นทางไปถึงผู้สูงอายุ เพื่อที่จะสามารถอัปสกิลและรีสกิลได้ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการเข้าศึกษาอย่าง T-CAS เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา

 

“การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน และผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความหวังของคนไทย” ยศชนันทิ้งท้าย

The post ยศชนันชูนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แจงวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยเปิดกว้างจนถึงผู้สูงอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] https://thestandard.co/life/merz-aesthetics-business-forum/ Mon, 23 Feb 2026 05:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1179354 ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียจ […]

The post สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียจนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความงามแบบ Fast Beauty เข้าคลินิกแล้วต้องสวยทันที นำไปสู่การละเลยความปลอดภัยและเกิดผลเสียในระยะยาว

 

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ต้องการเปลี่ยนมุมมองใหม่ จาก Fast Beauty เป็น Safe Beauty เพราะความปลอดภัยจะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจความงาม จึงจัดงาน ‘Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2026’ ฟอรัมความงามแห่งปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  

 

 

โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Safety First Sustainable Growth’ ในหัวข้อ ‘พลิกตำรา พาธุรกิจคลินิกความงาม อยู่รอดปลอดภัย พร้อมรับมือทุกวิกฤติ ด้วยแนวคิดแบบ Live A Better Look’ ติดอาวุธให้ทุกยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความ ‘SAFE’ ทุกมิติ 

 

มุ่งสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว ผนึกพันธมิตรจากหลายภาคส่วนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เทรนด์ และโซลูชัน ที่ช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยและประสบความสำเร็จ ทั้งในมิติของการบริหารธุรกิจและการดูแลลูกค้า โดยมี เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย พร้อมเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่สนับสนุนให้คลินิกไทยเติบโตไปพร้อมกัน

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 2

 

‘เมิร์ซ เอสเธติกส์’ กับความงามนิยามใหม่ Safety First, Confidence Always ดูดีอย่างปลอดภัย มั่นใจทุกการใช้ชีวิต

 

ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รัตนจันทร์ หัวเรือใหญ่ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย บอกว่า ที่ผ่านมาเมิร์ซ ดูแลทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเทรนนิ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การวางกลยุทธ์การตลาดให้คลินิก ไปจนถึงการติดอาวุธทักษะให้พนักงานหน้าร้านผ่านโครงการ Source of Skills (SOS) เพื่อให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

 

หัวใจสำคัญของการจัดงานในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ ‘เจ้าของธุรกิจ’ เพราะหลายคนต้องสวมทั้งหมวกของแพทย์และผู้ประกอบการ โดยมีโจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

 

“ในฐานะผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก เราตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนทัศนคติใหม่จาก Fast Beauty ให้กลายเป็น Safe Beauty เพราะเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยคือรากฐานเดียวที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ คำว่า “ปลอดภัย” จึงถูกฝังอยู่ในทุกมิติของการทำงานนับจากนี้”

 

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความตั้งใจนี้ แคมเปญ Live a Better Look จึงถูกวางโรดแมปยาวถึง 3 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

“ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นขับเคลื่อนพันธกิจ ‘Confidence to be’ ความมั่นใจในแบบฉบับตัวเอง แต่จากนี้ไปพันธกิจเราจะยิ่งใหญ่ขึ้นเป็น Safety First, Confidence Always เพราะความมั่นใจที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยเสมอ”

 

สุดท้ายแล้ว หัวใจของการทำธุรกิจคือการเป็น Business Partner ที่เดินคู่ไปกับทุกคลินิก เพื่อสร้างความเติบโตไปด้วยกัน ถ้าธุรกิจสำเร็จ เราก็สำเร็จไปด้วย Your Success is our Success”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 3

 

SAFE Lifestyle: ไลฟ์สไตล์ที่ปลอดภัยเริ่มต้นจากการมี ‘พื้นที่’ และ ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่ไว้ใจได้

 

เริ่มต้นเปิดมุมมองความปลอดภัยด้านไลฟ์สไตล์โดย ภัทรศยา เชาว์รัศมีกุล บรรณาธิการ THE STANDARD LIFE ชี้ให้เห็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในช่วง 1-2 ปี คนทุกวัยหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเริ่มมองหาสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนมากกว่าผลลัพธ์สั้นๆ

 

“คนให้ความสำคัญกับสุขภาพในเชิงของ Preventive Healthcare หรือการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา เพราะตระหนักดีว่า การลงทุนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในกิจวัตรประจำวัน ทั้งการเลือกกินอาหารที่ดีและการขยับร่างกายนั้น มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและง่ายกว่าการต้องไปรักษาหรือเปลี่ยนชีวิตใหม่ทั้งหมดในวันที่ร่างกายล้มป่วย”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกกำลังกายกลายเป็น Social Connection หรือพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ที่ทำให้ได้เจอเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนพลังงานดีๆ ซึ่งส่งผลบวกทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

 

เทรนด์ความงามเองก็เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเรื่องของ Preventive Longevity การดูแลแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันความเสื่อม โดยเฉพาะคนเมืองยุคใหม่ที่พยายามมองหาสมดุลของชีวิต อยากดูแลตัวเองให้ดูดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งความสุขหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ

 

“ในโลกความงาม วันนี้เราไม่ได้คุยกันแค่เรื่องการศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง แต่เรากำลังพูดถึงการย้อนวัยในระดับเซลล์เพื่อชะลอความเสื่อมและทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ความน่าสนใจคือคนยุคนี้เริ่มมองว่า Longevity คือเรื่องของพื้นฐานไลฟ์สไตล์อย่างการกินดีและการนอนที่มีคุณภาพ เราเริ่มเห็นบทสนทนาใหม่ๆ คนหันมาอวดความฟิตผ่านค่า VO2 Max หรือการโชว์ผิวที่ดูสุขภาพดีแม้ในวันที่หน้าสด ซึ่งสะท้อนถึงความงามที่เป็นธรรมชาติและไม่บิดเบือนไปจากโครงสร้างจริงของตัวเอง”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 4

 

ท่ามกลางข้อมูลมหาศาล คำว่า ‘ความปลอดภัย’ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและต้องการความจริงใจ พวกเขามองหาแหล่งข้อมูลที่มีงานวิจัยรองรับ มีความน่าเชื่อถือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

“การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับแบรนด์หรือคลินิกความงามในปัจจุบัน คือการให้ข้อมูลที่รอบด้านและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะข้อจำกัดหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแบรนด์ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล”

 

สุดท้ายแล้วการสร้างคอมมูนิตี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกันได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เกิด Brand Love ที่สำคัญคือ จะได้อินไซต์จากลูกค้าจริงๆ

 

“ถ้าเราสามารถทำให้คนในคอมมูนิตี้ มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราให้เขามีความปลอดภัยจริงๆ มีความน่าเชื่อถือจริงๆ เขาก็พร้อมจะเดินมาหาเรา ธุรกิจความงามยุคนี้จึงต้องปรับตัวเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เพราะคนมองหาความงามที่ยั่งยืนและยาวนาน ดังนั้นคนที่เขาเลือกต้องเป็นคนที่เขาไว้วางใจ เชื่อถือได้ และเดินคู่ไปกับเขา”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 5

 

SAFE Business: ถอดแนวคิดขับเคลื่อนธุรกิจให้ครองใจตลาดพรีเมียม

 

อะไรทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นหนึ่งในใจลูกค้ากลุ่ม ‘พรีเมียม’ ทั้งไทยและต่างประเทศ จนกลายเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยสู่ ‘Healthcare & Wellness Destination’ ระดับโลก โดยมีการเติบโตของฝั่ง Wellness เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

 

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ฉายภาพการเติบโตของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยนอกสูงถึง 2,000 – 2,800 คนต่อวัน และผู้ป่วยในประมาณ 300 กว่าคนต่อวัน โดยมีฐานลูกค้าหลักอย่างกลุ่มตะวันออกกลาง ทั้งคูเวตและซาอุดีอาระเบีย และกำลังขยายตลาดใหม่ๆ ล่าสุด เพิ่งเปิดตลาดที่ภูเก็ต สร้างโรงพยาบาลและศูนย์ Wellness ใกล้สนามบิน ปักหมุดให้เป็นศูนย์กลาง Medical & Wellness เนื่องจากมีเที่ยวบินจากต่างประเทศกว่า 40 ประเทศ และกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

 

หนึ่งในฟันเฟืองที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘VitalLife’ ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับพรีเมียมในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นผู้บุกเบิกคลินิกชะลอวัย (Anti-aging) แห่งแรกของเอเชีย โดยยึดหลัก ‘Evidence-based Medicine’ หรือการรักษาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับชัดเจน

 

“เราเริ่มมองเห็นว่าแท้จริงแล้ว ‘ความงาม’ กับ ‘การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน’ เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ขาด เราจึงผนวก Aesthetic เข้ามาอยู่ภายใต้ VitalLife เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นแค่ศัลยกรรมตกแต่ง ให้กลายเป็นการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่ครอบคลุมตั้งแต่มิติด้านร่างกายไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสมบูรณ์”

 

ตัวเลขรายได้ของ VitalLife ที่แตะระดับ 1,100 ล้านบาทในปี 2024 คือหลักฐานยืนยันว่ากลยุทธ์นี้เดินมาถูกทาง ท่ามกลางมูลค่า Global Wellness Economy ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Personalized & Beauty ที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

 

“สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะในอุตสาหกรรม Wellness ของไทยเซกเมนต์ของ Aesthetic ก็ครองส่วนแบ่ง 20% เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่เสริมความแกร่งให้ธุรกิจ Wellness ในระดับภูมิภาค”

 

ความท้าทายของธุรกิจ Wellness ในปัจจุบันคือการก้าวข้ามการดูแลแบบพื้นฐาน สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลสุขภาพเชิงลึก หัวใจสำคัญคือการรวบรวมทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขามาทำงานร่วมกัน

 

“ธุรกิจ Wellness เป็นระบบที่มีองค์ประกอบซับซ้อน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหัวใจ สมดุลฮอร์โมน โภชนาการ ไมโครไบโอม ระบบขับถ่าย และระบบการทำงานของร่างกายโดยรวม ทุกองค์ประกอบต้องมีแหล่งที่มาที่รับรองได้ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย”

 

นี่คือเหตุผลที่ VitalLife รวบรวมตั้งแต่แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Lifestyle Medicine เพื่อออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ

 

ยิ่งไปกว่านั้นในอนาคต เวลาพูดถึงคำว่า Wellness จะเป็นการหลอมรวมหลากหลายธุรกิจเข้าด้วยกันจนกลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเป้าหมายเดียวคือการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านโมเดล Wellness Tourism ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ RAKxa (รักษ) ที่บางกระเจ้า ที่ต่างชาติเดินทางมาพักฟื้นและดูแลสุขภาพต่อเนื่อง บางรายเข้าพักนานถึง 3 เดือน ขณะที่การเข้าพัก 1 เดือนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 6

 

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการกระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้ ดร.อาทิรัตน์ บอกว่าสิ่งสำคัญคือการหา “จุดต่าง” ของตัวเองให้เจอ และต้องนิยามตัวเองให้ชัดเจนว่าจะเป็น Specialist ในด้านใด เพื่อสร้าง Positioning ที่แข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อาทิรัตน์ บอกว่าสงครามที่ควรเลี่ยงคือ ‘สงครามราคา’ แต่ให้เน้นสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

 

“การลดราคาไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน ในธุรกิจสุขภาพและความงาม ‘ความปลอดภัย’ สำคัญกว่า หากลูกค้ามั่นใจว่ามาที่นี่แล้วไม่เกิดผลข้างเคียงรุนแรง นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนทั้งเรื่อง People, Knowledge, Skills และ Technology”

 

ดร.อาทิรัตน์ ยังย้ำว่า ศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการบริการ คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดประเทศไทย ความอดทนและจิตวิญญาณแห่งการดูแล คือสิ่งที่เทคโนโลยีใดๆ ก็ทดแทนไม่ได้

 

สุดท้ายคือ ทำอย่างไรให้สินค้าและบริการของคุณเป็นสิ่งที่ลูกค้า ‘ขาดไม่ได้’ นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจต้องคิดและออกแบบให้ชัดเจน

 

หากต้องการยกระดับสู่พรีเมียม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น (Do things better) แต่ต้องปรับ Business Model อย่างจริงจัง คิดใหม่ทั้งระบบว่าเทคโนโลยีจะเข้ามา Transform ธุรกิจได้อย่างไร พร้อมกับออกแบบ Product, Service และ Workflowให้สอดรับกัน

 

โดยเฉพาะในธุรกิจ Aesthetic ที่ AI สามารถวิเคราะห์โครงหน้า สภาพผิว และข้อมูลชีวภาพเพื่อออกแบบ Personalized Treatment Design ที่ดีที่สุด

 

“การสร้างความสามารถในการแข่งขัน คือการเข้าใจจุดแข็งของตนเอง และพัฒนาให้ลึกพอจนกลายเป็นคุณค่าที่แท้จริงในสายตาลูกค้า” ดร.อาทิรัตน์ กล่าว

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 7

 

SAFE Customer: กลยุทธ์สร้างตัวตนที่ชัดเจนจนสร้าง ‘Brand Culture’ ที่แข็งแกร่ง

 

POEM คือแบรนด์แฟชั่นของไทยที่มีลายเซ็นชัดเจนและมี ‘Brand Culture’ ที่แข็งแรง ฌอน-ชวนล ไคสิริ ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้ง POEM เล่าว่าก่อนวิกฤตการณ์โควิด19 ภาพลักษณ์ของ POEM คือนิยามของความงามที่สมบูรณ์แบบและเหนือกาลเวลา 

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ขยายสาขาไปสู่เซี่ยงไฮ้ และเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองในปี 2022 ก่อนจะปรับโฉม Brand Communication ใหม่ ชูหัวใจสำคัญเรื่อง ‘Diversity’ และการ ‘Embrace Essence’ เพื่อสื่อสารว่า ความงามที่แท้จริงคือการยอมรับตัวตนที่หลากหลาย ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของผู้คนในยุคปัจจุบัน

 

การขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ POEM Bangkok ในปี 2025 ยังเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น เน้นความร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย และนำกลยุทธ์ CEO Branding มาใช้บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า

 

ปี 2026 เป็นปีที่ POEM จะฉลองครบรอบ 20 ปี เขากำลังสร้างแนวทางการสื่อสารของแบรนด์ไปที่คำว่า ‘Intentional Living’ หรือการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย เพราะเชื่อว่า POEM ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่น แต่คือเครื่องมือในการ Empower ผู้คน

 

“เหตุผลที่ลูกค้าเลือก POEM ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ แต่เขามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย’ ของเขา นี่คือความงามที่หยั่งรากลึกกว่าเทรนด์ และเป็นก้าวต่อไปที่มั่นคงของเรา”

 

นั่นเป็นสิ่งที่ณอนเน้นย้ำเสมอว่าการรักษา Brand Identity หรือตัวตนที่ชัดเจนของแบรนด์จะทำให้แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง

 

“Brand Identity ไม่ใช่สิ่งที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาค้นหา แต่มันคือสิ่งที่เราจะค่อยๆ ค้นพบระหว่างการทำธุรกิจ หัวใจสำคัญคือการกำหนด Core Identity ให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนจะไปถึงเรื่อง Core Value คุณต้องรู้ก่อนว่า ‘จุดแข็งเฉพาะตัว’ หรือมุมมองที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ของคุณคืออะไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ คุณสามารถถ่ายทอด ‘ความเชื่อ’ นั้นให้ลูกค้าได้หรือไม่ เมื่อคุณสื่อสารความเชื่อเดิมซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง จะเริ่มมีกลุ่มคนที่มีทัศนคติแบบเดียวกับคุณเดินเข้าหา จนเกิดเป็นรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนจากผู้ชมให้กลายเป็นฐานแฟนที่เหนียวแน่น” 

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 8

 

สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ยุคใหม่ต้องระวังที่สุดคือการติดกับดัก ‘กระแสเทรนด์’ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง

 

“ในโลกแฟชั่นและความงาม ‘กับดัก’ ที่ใหญ่ที่สุดคือกระแสเทรนด์ โดยเฉพาะยุคที่เราถูกถาโถมด้วยข้อมูลของคู่แข่งจนแยกตัวเองไม่ออก คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณทำเพราะมีแมสเสจอะไรที่อยากสื่อสารจริงๆ และต้องกล้าที่จะสื่อสารในสิ่งที่คุณเห็นต่าง หากคุณพิสูจน์ได้ว่ามุมมองของคุณมีคุณค่า นั่นแหละคือรากฐานของความยั่งยืน”

 

เขายกตัวอย่างใช้แฮชแท็กไวรัลอย่าง #อยากขึ้นยานแม่ต้องแวร์โพเอม ที่หยิบภาษาของแฟนคลับมาใช้ใน Official Account เพื่อสร้างความเป็นกันเองและลดระยะห่าง กลายเป็นรากฐานสำคัญในการสื่อสารแบรนด์ POEM Bangkok ที่ทำได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้แบรนด์ได้คอลแลปกับโปรเจกต์ใหม่ๆ มากขึ้น 

 

“เราไม่ได้มองลูกค้าผ่าน Spending หรือ Loyalty แต่มองผ่านมิติของ ‘Intentional’ ลูกค้าเราคือคนทำงานจริง ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศไปจนถึงผู้บริหาร สิ่งที่จะรักษาเขาไว้ได้คือความชัดเจนและความสม่ำเสมอของแมสเสจ”

 

สำหรับผู้ประกอบการหรือใครที่กำลังสร้างแบรนด์ เขาบอกว่า นอกจากเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ‘การสื่อสารในมิติแห่งศิลปะ’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

“อย่าลืมว่าคุณกำลังสร้างงานศิลปะ คุณต้องเข้าใจว่าความงามในอุดมคติคืออะไร และคุณสามารถพาหรือปั้นลูกค้าให้เข้าใกล้จุดนั้นได้ไหม และจะใช้ความเข้าใจนั้นแนะนำหรือสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร”

 

 

SAFE Finance: เสริมแกร่งการเงิน รับมือทุกวิกฤต พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน

 

พิสิฐ ภาพปัญญาพร (ผู้อำนวยการอาวุโส – การตลาดธุรกิจตลาดเงิน ทีทีบี) ชวนเจาะลึกกลยุทธ์การทำธุรกิจและบริหารเงินในยุคที่อุตสาหกรรมความงามโตแรงแซง GDP ประเทศ

 

ธุรกิจความงามกำลังเป็นดาวรุ่งที่มีแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมลงทุนเพื่อบุคลิกภาพ คาดว่าจะเติบโตได้สูงถึง 5% โดยมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงถึง 76,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ประเทศที่โตเพียง  1.6% เติบโตช้าสุดในรอบ 20 ปี

 

“คนไทยใช้จ่ายกับการเข้าคลินิกเสริมความงามสูงถึง 85% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด” แต่การจะอยู่รอดในตลาดนี้ต้อง ‘บริหารเงินให้เป็น’ พิสิฐ เผยพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่าน บัตรเครดิต ทีทีบี พบว่า ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายกว่ามากเมื่อเจอโปรโมชั่น “ผ่อน 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือน’ เพราะช่วยให้เขาบริหารกระแสเงินสดได้สบายใจกว่าการลดราคา 5-10% เป็นเงินสด ซึ่งผู้บริโภคจะรู้สึกไม่ต้องจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว ทำให้ยอดขายของร้านค้าที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% มียอดซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ในฝั่งการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ หากเปลี่ยนมาใช้ Local Currency Solutions ชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของคู่ค้า จะช่วยลดความผันผวนและอาจได้ส่วนลดพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นทาง

 

ที่น่าสนใจที่สุดคือการลดต้นทุนระบบหลังบ้าน พิสิฐ เน้นย้ำเรื่องการใช้ Digital Platform สำหรับบริหารงานบุคคลผ่าน ttb pay roll ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ ลดต้นทุนระบบหลังบ้านได้ตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่สามารถนำกลับมาเป็นงบการตลาดเพื่อสู้กับคู่แข่งได้

 

 

นอกจากการวางรากฐานการเงินและสร้างการดูแลสุขภาพการเงินส่วนบุคคลก็สำคัญ รัตตินาถ แจ่มโสภณ (หัวหน้า ผลิตภัณฑ์ธุรกิจตลาดเงินและการตลาดผลิตภัณฑ์การเงิน ทีทีบี) เปรียบการบริหารพอร์ตการลงทุนเหมือนการดูแลสุขภาพกายที่ต้องมองภาพระยะยาวในวันที่เศรษฐกิจผันผวนและโลกการเงินอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ควรปรับแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนแบบ ‘Financial Wellness’ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

กลยุทธ์สำคัญคือ การลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้นแต่ยังให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินฝาก โดยเฉพาะการกระจายการลงทุนใน Structure Note (หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง) ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ

 

ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนที่อ้างอิงดอกเบี้ยไทยรวมถึงการใช้บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) เป็นจุดพักเงินเพื่อกระจายความเสี่ยง

 

“ทีทีบี พร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะช่วยบริหารทั้งพอร์ตธุรกิจและพอร์ตส่วนตัวของคุณให้เติบโตไปพร้อมกัน ไฮไลท์สำคัญคือ เอกสิทธิ์ระดับสูงสุดกับบัตร ttb reserve ที่ออกแบบสิทธิประโยชน์จากอินไซต์ของกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจ ด้วยคอนเซปต์ Earn Fast – Burn Smart – Spend Wise ที่ให้คะแนนสะสมเร็วและแลกไมล์ได้คุ้มค่าที่สุด ฟรีค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ 2.5% (FX Rate) มาพร้อมสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมหมวดหมู่ยอดฮิตอย่าง Dining และ Wellness  

 

“บัตร ttb reserve ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมสภาพคล่องที่คุ้มค่าสำหรับเจ้าของธุรกิจ ทั้งในแง่ของการสะสมคะแนนจากยอดใช้จ่ายทางธุรกิจ
การลดต้นทุนเมื่อต้องใช้จ่ายต่างประเทศ และการเชื่อมต่อกับพอร์ตการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว”

 

องค์ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำชัดเจนว่า ‘ความงามที่ยั่งยืน’ และ การพา ‘ธุรกิจความงามให้เติบโตอย่างยั่งยืน’ ต้องเริ่มต้นจากรากฐานสำคัญนั่นคือ ‘ความปลอดภัย’

 

โดยเฉพาะในวันที่เศรษฐกิจผันผวน เทรนด์เปลี่ยนเร็ว และผู้บริโภคฉลาดเลือกมากขึ้น ธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคงจะเป็นธุรกิจที่ทำให้ลูกค้า ‘มั่นใจและรู้สึกปลอดภัย’ ได้มากที่สุด 

The post สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ https://thestandard.co/beyond-gdp-wellness-economy-health/ Mon, 05 Jan 2026 08:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1161548 เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ

ถึงวันนี้ การวัดความก้าวหน้าของประเทศไม่อาจพิจารณาจากตั […]

The post เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ

ถึงวันนี้ การวัดความก้าวหน้าของประเทศไม่อาจพิจารณาจากตัวเลขการเติบโตของ GDP เพียงมิติเดียวได้อีกต่อไป หากแต่ต้องมองควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิต และ สุขภาพของประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 45 ล้านคนต่อปี และมีประชากรโลกมากถึง 44% ที่อยู่กับโรคเหล่านี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง รักษาอย่างไรเมื่อป่วย แต่คือ จะลงทุนอย่างไรเพื่อไม่ให้ป่วยตั้งแต่แรก

 

มุมมองดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนโดย หมอแอมป์–นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ในงาน BDMS Academic Annual Meeting 2025 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่า วิวัฒนาการด้านสุขภาพกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างสังคมสูงวัย และเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลกผ่านสิ่งที่เรียกว่า Wellness Economy

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 1

 

หากย้อนกลับไปในอดีต ระบบสาธารณสุขของไทยและทั่วโลกต่างยึดแนวคิด รักษาเมื่อเจ็บป่วย เป็นแกนหลัก ผู้คนจำนวนมากเลือกไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงหรือเกินรับไหว ขณะที่หลักสูตรแพทยศาสตร์เองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคปลายทางมากกว่าการป้องกัน ผลลัพธ์คือการเติบโตของระบบสุขภาพที่ผูกโยงกับจำนวนผู้ป่วย ไม่ใช่จำนวนประชากรที่มีสุขภาพดี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา แนวคิดดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนผ่านตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างประชากร จากยุค Anti-aging สู่ Wellness, Preventive Medicine และ Regenerative Medicine ก่อนจะขยายตัวเป็นภาพใหญ่ของ Wellness Economy หรือ Longevity Economy ในปัจจุบัน

 

หมอแอมป์อธิบายว่า แก่นแท้ของ Wellness ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค หากแต่คือการสร้างความแข็งแรงอย่างสมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย, สุขภาพใจ และสุขภาพจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบต้องดำเนินไปพร้อมกัน จึงจะก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

สังคมสูงวัย จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจและภาระสุขภาพ

 

อีกหนึ่งในปัจจัยเร่งสำคัญคือการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 20% และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2576 ซึ่งเท่ากับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูงสุด

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Health Span) ของคนไทย ขยายจาก 8.8 ปี เป็น 11 7 ปี สะท้อนว่าแม้คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่กลับต้องอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานขึ้นเช่นกัน

 

ส่วนผลกระทบจากโครงสร้างประชากรดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสังคม แต่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ การคลัง และระบบสุขภาพโดยรวม เมื่อจำนวนแรงงานวัยทำงานลดลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หากผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวแต่ขาดสุขภาพที่ดี ระบบเศรษฐกิจย่อมต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในระยะยาว และในระดับภูมิภาค ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสังคมสูงวัยมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และใกล้เคียงกับจีน

 

Life Span ยาวขึ้น แต่ Health Span ยังสั้น

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลระดับโลก ซึ่งระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ราว 73 ปี แต่ช่วงชีวิตที่แข็งแรงมีเพียงประมาณ 63 ปี นั่นหมายความว่ามนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยเฉลี่ยเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิต

 

สำหรับประเทศไทย อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 77 ปี ขณะที่ Health Span อยู่ที่ราว 67 ปี สะท้อนว่าโรคเรื้อรังกลายเป็นภาระสำคัญในช่วงบั้นปลายชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระยะเวลาความเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตกลับยาวขึ้นจากราว 8 ปี เป็นกว่า 10–12 ปี แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมาก สะท้อนว่าโลกสามารถยืดอายุการตายได้ แต่ยังไม่สามารถยืดคุณภาพชีวิตได้เท่าที่ควร

 

ขณะเดียวกัน การเสียชีวิตทั่วโลก กว่า 77% เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ส่วนในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าวกกว่า 38,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความเครียดสะสม โดยบทเรียนจากโควิดยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน

 

Wellness Economy โตเร็วกว่า GDP โลก

 

จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมูลค่าตลาดเพิ่มจากราว 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะขยับแตะระดับ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า หรือเติบโตเฉลี่ยราว 7.3 % ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 2

 

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ Wellness Real Estate, Mental Wellness และ Wellness Tourism ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบสูงสุด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่มีมูลค่าตลาดราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

จุดแข็งของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย ได้แก่ ธรรมชาติ, อาหารไทย, เอกลักษณ์การให้บริการ, การแพทย์แผนไทย และมีศูนย์การแพทย์ครบวงจร โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 5–6 เท่า สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคุณภาพ

 

นอกจากเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว นโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ (ปี 2571–2575) ยังมีเป้าหมายหลักอีก 3 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็น Wellness Country คือลดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรม) ให้ลดลง 30% และเพิ่ม Healthspan (ปีที่ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี) จาก 67 ปี เป็น 75 ปี (เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 77 ปี การเพิ่ม Healthspan จะช่วยลดช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตเหลือเพียง 2 ปี)

 

ผู้บริโภคยอมจ่ายสุขภาพแพงขึ้น ดันอาหาร–สมุนไพร–สปาไทยโตแรง

 

สำหรับกลยุทธ์การยกระดับบริการด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ อาหารการกิน หมอแอมป์ ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกว่า 70% ยินดีที่จะซื้อหรือจ่ายให้กับอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นธุรกิจที่ทำอาหารสุขภาพพร้อมมีการรับรองว่าปลอดภัยจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น

 

ตามด้วยกลุ่มสมุนไพรไทย ปัจจุบันไทยส่งในราคาต่ำเพียง 100–200 บาทต่อกิโลกรัม และเมื่อมีการใส่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้าไปจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 100,000–200,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยปัจจุบันไทยคืออันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 2 หมื่นล้านบาท

 

รวมถึงธุรกิจสปาไทย มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทำให้มีร้านเปิดใหม่มากขึ้น โดยตัวเลขในปี 2565 ประเทศไทยมีสปากว่า 2,921 แห่ง และพบว่ามีลูกค้ากลุ่ม Gen Y เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการ ยังเป็นเรื่องของราคาโปรโมชัน และคุณภาพของการบริการเป็นหลัก ที่ผ่านมาการนวดแบบดั้งเดิมอาจมีราคาเพียง 500–1,000 บาทต่อชั่วโมง แต่หากใช้แนวคิดผสานการแพทย์ เช่น การตรวจ X-ray, MRI, อัลตราซาวด์, หรือ Shock Wave ก่อนและหลังการนวด จะสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้สูงขึ้น 10 เท่า

 

“เฟสถัดไปคือ Wellness Economy 5.0 คือการผสานเทคโนโลยี, ข้อมูล และ AI เข้ากับความเป็นมนุษย์ โดยวัดความสำเร็จจาก Health Span คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน มากกว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว และใน Ecosystem ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ร้านนวด คลินิกกายภาพ และแพทย์แผนไทย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิด Wellness Tourism ได้อย่างแท้จริง” หมอแอมป์ ย้ำ

 

โจทย์ Financial Wellness ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้หลังเกษียณ

 

ในมิติเดียวกัน ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ชี้ว่า Financial Wellness จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ถัดไปของสุขภาวะองค์รวม โดยแนวคิดการวางแผนการเงินแบบ Holistic Advisory ต้องเชื่อมโยง Life Span และ Health Span เข้าด้วยกัน

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 3

 

ศักดิ์ชัย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอยู่ที่ราว 5 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นเพียง 4–4.8% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคต ขณะเดียวกันอัตราการครองเตียงของโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยใกล้ 75–80% และในไตรมาส 3 หลายแห่งเข้าใกล้ระดับเต็มศักยภาพ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเพิ่มเติม

 

มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง คุณภาพของโรงพยาบาลในไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน JCI อยู่ในระดับต้นๆ ของภูมิภาค ทั้งหมดมีผลต่อแนวโน้มธุรกิจสุขภาพซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนต่ำและเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2–3 เท่า

 

วางแผนการเงินต้องเริ่มจาก ‘บริหารความเสี่ยง’ ก่อนลงทุน

 

ในมุมของบุคคล ศักดิ์ชัย เน้นว่า การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณต้องเริ่มจากสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยงก่อนการลงทุน โดยควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6–12 เดือน และให้ความสำคัญกับประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ซึ่งคนไทยมักมองข้าม ทั้งที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศคิดเป็นเกือบ 5% ของ GDP

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 4

 

หลังจากนั้นให้เข้าสู่ขั้นการลงทุนและการสะสมทรัพย์ โดยควรกระจายความเสี่ยงและลงทุนระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ พร้อมตั้งเป้าหมายเงินเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น ยกตัวอย่าง หากต้องใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 7 หมื่นบาท เป็นเวลา 20–30 ปี จะต้องมีเงินออมราว 16–25 ล้านบาท หรือมากกว่านั้นหากอายุยืนยาวขึ้น

 

ศักดิ์ชัย ยังเตือนถึงผลกระทบของ Medical Inflation ซึ่งอาจทำให้ค่ารักษาโรคร้ายแรงในอนาคตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จึงย้ำว่าประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

 

อสังหาฯ แห่ผนึก Wellness สร้างโมเดลใหม่

 

นอกจากนี้ กระแส Wellness ยังผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับโมเดลธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาเมืองครบวงจร การสร้าง Ecosystem ด้านสุขภาพ ไปจนถึงการจับมือพันธมิตรทางการแพทย์

 

ยกตัวอย่างเช่น MQDC พัฒนาโครงการ Lifetime Care เจาะกลุ่มผู้สูงอายุระดับ High Net Worth ถัดมาคือ พฤกษา พัฒนา Wellness Residence พร้อม Health Care Center, Origin สร้าง Smart Life Center ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงศุภาลัยทดลองโมเดล Senior Living แบบ Subscription ซึ่งได้รับการตอบรับดีในเฟสแรก

 

อย่างไรก็ตามความสำเร็จของโครงการ Wellness Real Estate ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของพันธมิตร โมเดลบริการ ความเชี่ยวชาญด้าน Hospitality รวมถึง Financial Model และกระแสเงินสด ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่สำหรับทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน

 

ทั้งหมดสะท้อนชัดว่า Wellness และ Healthcare ไม่ใช่เพียงเทรนด์ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เชื่อมโยงสุขภาพ, เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน และอาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

 

ภาพปก : RunPhoto / Getty Images

The post เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด https://thestandard.co/wellness-economy-health-best-investment/ Thu, 20 Nov 2025 09:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1145535 Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุด […]

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุดในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ใช่ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์… แต่เป็น ‘ตัวคุณเอง’ แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

 

ทุกวันนี้โลกกำลังเคลื่อนไปสู่เมกะเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Wellness Economy’ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต ที่เติบโตอย่างโดดเด่น รายงาน Future of Wellness 2025 โดย Global Wellness Summit และ McKinsey ชี้ว่า อุตสาหกรรมเวลเนสกำลังแบ่งออกเป็นสองแนวโน้มหลัก ทั้ง Hardcore (เวลเนสเชิงเทคโนโลยี เช่น AI-driven wellness และ Augmented Biology) และ Softcare (เวลเนสเชิงจิตใจและสังคม เช่น การใช้ชีวิตแบบ low-tech และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ) ที่เติบโตควบคู่กันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ผลักดันให้เวลเนสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมกับความต้องการที่เติบโตรวดเร็วใน 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพจิต การนอนหลับ โภชนาการเฉพาะบุคคล ความงาม และการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

 

นี่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือทิศทางใหม่ของโลกที่สะท้อนว่า ‘สุขภาพ’ กำลังกลายเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

 

จากไลฟ์สไตล์สู่การลงทุนในสุขภาพ

 

ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่เวลเนสเป็นเพียง ‘ไลฟ์สไตล์ทันสมัย’ สู่การเป็น ‘ยุทธศาสตร์ชีวิต’ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน การได้ใช้เวลากับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งของเราคือ การผสมผสานระหว่างธรรมชาติ การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนในสุขภาพที่นี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในตลาดเวลเนสโลก ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความงามของภูมิภาค

 

นอกจากภาคธุรกิจจะเติบโตแล้ว กระแสเวลเนสยังสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคที่มองสุขภาพในเชิง ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการดูแลสุขภาพจิต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

 

เหตุผลเบื้องหลังกระแส Wellness

 

เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองมาเป็น ‘นักลงทุนด้านสุขภาพ’ นั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึง ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์’ (Medical Inflation) หรือภาวะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม

 

นี่คือความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามในพอร์ตการเงินของเรา เพราะค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ข้อมูลจากรายงาน Global Medical Trends Survey 2025 ของ Willis Towers Watson (WTW) ซึ่งเป็นรายงานสำรวจแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ทั่วโลกที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปี และเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและสูงกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบางประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนสุขภาพอย่างจริงจัง

 

อายุยืนขึ้น ไม่เท่ากับสุขภาพแข็งแรงขึ้น

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)⁴ ชี้ว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 77–78 ปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ในจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่เป็น ‘ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีจริงๆ’ ช่วงเวลาที่เหลืออาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรังหรือภาวะที่สะสมมาเป็นเวลานานนี่คือ ‘ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับสุขภาพที่ดี’ ที่สำคัญของสังคมไทย เรามีชีวิตยาวนานขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงขึ้น การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นมากกว่าการยืดอายุที่ยืนยาว โดยมุ่งเน้นที่การทำให้ทุกปีในชีวิตเป็นปีที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยพลัง และความสุขที่แท้จริง

 

จาก ‘การรักษา’ สู่ ‘การป้องกัน’ บทบาทใหม่ของประกันชีวิต ในยุค Wellness Economy

 

หากย้อนกลับไป 10 ปี ประกันชีวิตมักถูกมองว่าเป็น ‘เงินก้อนที่รอใช้ยามเจ็บป่วย’ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตกำลังกลายเป็น ‘พันธมิตรด้านสุขภาพ’ ที่ช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้น เพราะ ‘การป้องกัน’ ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการรักษา ทั้งต่อผู้บริโภคและบริษัทประกัน

 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในยุค Wellness Economy จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและบริการสุขภาพเข้ามาผสานกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น

 

  • HealthTech: การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านแอปหรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนได้ตรงจุด
  • Preventive Care: การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีน หรือการให้คำปรึกษาเรื่องโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในระยะยาว
  • Wellness Program: โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ และการจัดการความเครียด เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด 1

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จากเดิมที่บริษัทประกันชีวิตเน้น ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ช่วยให้ลูกค้าไม่ป่วย’ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพมากที่สุด

 

กรณีศึกษา: ผลต่างที่ชัดเจนของการลงทุนในสุขภาพ

 

สมมติลองเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่อายุเท่ากันในวัย 35 ปี คนแรกซื้อประกันสุขภาพทั่วไป จ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท ใช้ชีวิตตามปกติ เมื่ออายุ 45 ปี ตรวจพบโรคเบาหวานและความดันสูง ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมค่าใช้จ่ายในช่วง 5 ปีแรกประมาณ 500,000 บาท ขณะที่อีกคนเลือกประกันแบบ Wellness จ่ายเพิ่มเพียง 5,000 บาทต่อปี (35,000 บาท) แล้วใช้แอปติดตามสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่ออายุ 45 ปี สุขภาพยังแข็งแรง และได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน 15%

 

ผลใน 10 ปีอาจเห็นความต่างอย่างชัด คือ คนที่ดูแลสุขภาพเชิงรุกมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าและยังได้สุขภาพที่ดีกว่า นี่คือภาพสะท้อนของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและคุณภาพชีวิต

 

ผลตอบแทนสองมิติของการลงทุนในสุขภาพ

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (Tangible Return): ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว เก็บออมได้มากขึ้น และไม่ต้องดึงเงินออมมาใช้ยามเจ็บป่วย

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Return): คือ พลังในการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ดี และความสุขในการใช้ชีวิตทุกวัน

 

หากคุณยังคิดว่าประกันชีวิตคือ ‘เงินที่จ่ายไปโดยไม่เห็นผลตอบแทน’ อาจถึงเวลาคิดใหม่ เพราะประกันยุค Wellness ได้เปลี่ยนสมการเดิม

 

  • จาก ‘จ่ายเบี้ย → รอให้ป่วย → ได้เงินคืน’
  • เป็น ‘จ่ายเบี้ย → ดูแลสุขภาพทุกวัน → ไม่ป่วย → มีคุณภาพชีวิตดี + ประหยัดค่าใช้จ่าย’

 

การตัดสินใจเล็กๆ วันนี้ เช่น เพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพ 10 – 20% หรือเลือกแผนที่สนับสนุนการป้องกัน อาจกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า
การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะเป็นการป้องกันโรค ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว…สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ ก็คือ ‘ตัวคุณ’ นั่นเอง

 

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

อ้างอิง:

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Wellness Economy’ เมื่อโลกป่วยทั้งกายและใจ โอกาสของไทยอาจอยู่ตรงนี้ https://thestandard.co/the_secret_sauce/wellness-economy-thailand-opportunity/ Thu, 14 Aug 2025 12:00:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1107292 Wellness Economy

เศรษฐกิจโลกผันผวน ส่งออกชะลอตัว ท่องเที่ยวแบบเดิมเริ่มอ […]

The post ‘Wellness Economy’ เมื่อโลกป่วยทั้งกายและใจ โอกาสของไทยอาจอยู่ตรงนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy

เศรษฐกิจโลกผันผวน ส่งออกชะลอตัว ท่องเที่ยวแบบเดิมเริ่มอิ่มตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ไทยต้องกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า 

 

“อะไรคือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจชิ้นใหม่ของเรา?”

 

หลายคนมองไปที่เทคโนโลยีขั้นสูง หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ถ้าเราหันกลับมามองสิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมืออย่างลึกซึ้ง เราอาจพบว่า ‘Wellness Economy’ หรือเศรษฐกิจสุขภาวะ ไม่ใช่แค่โอกาสใหม่ แต่คือ ‘ทางรอด’ ที่เป็นไปได้และเป็นไปได้ดีมาก

 

🟡 สุขภาพกาย-ใจ ของคนทั้งโลกกำลังติดลบ

 

ในช่วงปี 2023-2025 ข้อมูลสุขภาพจากทั่วโลกกำลังบอกเราอย่างชัดเจนว่า “มนุษย์กำลังป่วย” ไม่ใช่แค่ในร่างกาย แต่ลึกลงไปถึงจิตใจ

 

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเบาหวาน ความดัน มะเร็ง และโรคหัวใจ เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ที่ล่าสุดผู้ใหญ่เป็นเบาหวานถึง 13.6% และอ้วนมากถึง 38.4% จากการบริโภคอาหารแปรรูป กิจกรรมทางกายน้อยลง ความเครียดเรื้อรัง และสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ

 

ขณะเดียวกัน รายงานจาก AXA พบว่า 42% ของคนวัย 18-24 ปีทั่วโลกมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเครียดอย่างหนัก และเกือบครึ่งยอมรับว่ากำลังมีปัญหาสุขภาพจิต ผลที่ตามมาหนักหนากว่าที่คิด เพราะโรคทางจิตและสมองกำลังกลายเป็นต้นทุนใหญ่ของเศรษฐกิจโลก คิดเป็นมูลค่าถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี


Euromonitor ชี้ว่า 21% ของคนไทยที่อายุเกิน 18 ปีมีความดันโลหิตสูง และ 10% ของคนอายุ 20-79 ปีเป็นเบาหวาน เทียบเท่าค่าเฉลี่ยโลก  แต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือข้อมูลของสภาพัฒน์ ระบุว่า มีคนไทยมากถึง 10 ล้านคนมีภาวะทางใจ แต่เข้ารับการรักษาเพียงราว 2-3 ล้านคนเท่านั้น

 

นี่คือสัญญาณเตือนว่า ‘สุขภาวะ’ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่มันคือการจัดการเชิงระบบที่ทั้งรัฐ ธุรกิจ และสังคมต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง

 

🟡 ของดีที่โลกต้องการ และโอกาสที่แบ่งปันได้ทั่วถึง

 

หลังโควิด-19 การใส่ใจสุขภาพกลายเป็นเรื่องใหญ่ของคนทุกเพศทุกวัย ผนวกกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยทั่วโลก ทำให้ตลาด Wellness ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปี 2566 มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกอยู่ที่ 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 เติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3%

 

นี่อาจเป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะเรามีต้นทุนเดิมที่หลายชาติไม่มี และบางอย่างก็ไม่มีวันลอกเลียนได้ ทั้งดิน น้ำ อากาศที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับเกษตรกรรมทุกประเภท รวมถึงสิ่งที่ไม่มีตัวเลขใดวัดได้ คือ ‘เสน่ห์ของคนไทย’ ที่อบอุ่น ใจดี และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนเสมอ

 

ทั้งหมดนี้คือ ‘Intangible Capital’ หรือทุนที่จับต้องไม่ได้ แต่สร้างมูลค่ามหาศาลในตลาดโลก ยิ่งถ้าเรานำมาร้อยเรียงเข้ากับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโต ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่คู่แข่งสู้เราได้ยาก

 

สิ่งสำคัญคือ Wellness Economy ไม่ใช่เศรษฐกิจเพื่อคนกลุ่มเล็ก แต่เป็นโอกาสของทุกคนในประเทศ เพราะห่วงโซ่อุปทานของมันกว้างขวาง ตั้งแต่

 

🔸ต้นน้ำ: เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ผลไม้ หรือข้าวอินทรีย์

 

🔸กลางน้ำ: ผู้แปรรูปเป็นอาหารสุขภาพ เครื่องดื่มฟังก์ชัน หรือสกินแคร์จากพืชสมุนไพร

 

🔸ปลายน้ำ: ธุรกิจสปา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โรงแรมเชิง Wellness อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ หรือแม้แต่เทคโนโลยีด้านการแพทย์และไบโอเทค

 

ในมุมนี้ Wellness Economy จึงไม่ใช่แค่ ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับผู้คนทุกกลุ่ม และรักษาเอกลักษณ์ของชาติเอาไว้ได้อย่างภาคภูมิ

 

🟡 เปลี่ยนทุนเดิมให้กลายเป็นศูนย์กลางสุขภาวะของโลก

 

เพราะการมีของดีไม่พอ ต้องมีระบบที่ต่อยอดและยกระดับของดีให้มีมาตรฐานโลกให้ได้ ซึ่งแผนงานสำคัญควรเดินหน้าอย่างจริงจังใน 6 ด้าน ได้แก่

 

🔸 สร้าง Wellness Cluster: รวมธุรกิจ เกษตรกร ผู้ให้บริการ และนวัตกรรมสุขภาพให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน 

 

🔸 เชื่อม Lab to Market: ดึงงานวิจัยและเทคโนโลยีมาสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง ตั้งแต่สมุนไพรไทยจนถึงเทคโนโลยีดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือ

 

🔸 สร้าง Workforce แห่งอนาคต: อัปสกิลและรีสกิลแรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้เข้าใจการตลาด เทคโนโลยี และมาตรฐานโลก

 

🔸 ผลักดันจาก Micro to Global: เปิดโอกาสให้ของดีท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ต้องการใช้จ่ายกับ Wellness โดยตรง

 

🔸 พัฒนาเกณฑ์วัดผลสุขภาวะเศรษฐกิจ: สร้างดัชนีที่สะท้อนคุณภาพชีวิต สุขภาพ และการกระจายรายได้ ไม่ใช่แค่วัดความสำเร็จด้วย GDP

 

🔸สร้างแบรนด์ประเทศไทย: ให้ Wellness เป็นภาพจำความเป็นไทยในสายตาโลก เหมือน K-Branding ของเกาหลี

 

Wellness Economy ไม่ใช่คำสวยหรูหรือเทรนด์ชั่วคราว แต่มันคือ “โอกาสทอง” ที่ไทยควรคว้าไว้ ด้วยต้นทุนที่เรามีอยู่แล้ว

 

ประเทศไทยไม่ต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องจัดระบบทุนเดิมให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ ถ้าทำได้ นี่อาจไม่ใช่แค่เศรษฐกิจทางเลือก แต่คือการ ‘ค้นพบจิตวิญญาณทางเศรษฐกิจไทย’ อย่างแท้จริง

 

ชมคลิป: https://youtu.be/0jxFoCDIJbY

The post ‘Wellness Economy’ เมื่อโลกป่วยทั้งกายและใจ โอกาสของไทยอาจอยู่ตรงนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขุมทรัพย์สู่ Wellness Economy 5.0 ดันอีสานสู่ฮับสุขภาพ https://thestandard.co/wellness-economy-5-0/ Sat, 05 Jul 2025 12:06:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1093304 Wellness Economy

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness C […]

The post ขุมทรัพย์สู่ Wellness Economy 5.0 ดันอีสานสู่ฮับสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพรวมธุรกิจเวลเนสในงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2025 ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ผ่านเวที “Wellness Economy 5.0: Unlocking the Gems of Isan เศรษฐกิจสุขภาพ 5.0 เปิดขุมทรัพย์โอกาสใหม่อีสาน” โดยชี้ให้นักธุรกิจอีสานและผู้สนใจเห็นถึงศักยภาพมหาศาลของธุรกิจเวลเนส

 

ตลาดเวลเนสโลกทะยาน ไทยผงาดแชมป์โลก

 

นพ.ตนุพล กล่าวว่า เศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งขึ้นเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571 ซึ่งขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สังคมสูงวัย (Aging Society), โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 77% และความเครียด (Mental Wellness) ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล

 

ที่น่าภาคภูมิใจคือ ประเทศไทยมีการเติบโตในธุรกิจ Wellness สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยอัตรา 28.4% และ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลกถึง 120% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและจุดแข็งของไทยในการเป็นผู้นำด้านสุขภาพ

 

11 โอกาสทองในธุรกิจ Wellness

 

นพ.ตนุพล ได้ระบุ 11 กลุ่มธุรกิจหลักใน Wellness Economy ที่เต็มไปด้วยโอกาส:

  1. ความสวยความงามและการชะลอวัย
  2. อาหารเพื่อสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก (เติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก)
  3. การออกกำลังกาย
  4. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  5. แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
  6. เวชศาสตร์ป้องกัน
  7. อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate) (เติบโตสูงสุด 15.8% ต่อปี)
  8. บ่อน้ำพุร้อน
  9. สปา
  10. สุขภาพจิต (Mental Wellness) (เติบโต 12.2% ต่อปี)
  11. สถานที่ทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพ

 

“อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพและการดูแลสุขภาพจิต คือสองกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุน” นพ.ตนุพล ย้ำ

 

อีสาน: ขุมทรัพย์แห่ง Wellness แห่งใหม่ของโลก

 

นพ.ตนุพล ชี้ว่า ภาคอีสานคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียนตอนบน ซึ่งเชื่อมโยงประชากรกว่า 200 ล้านคน และมีศักยภาพอันโดดเด่นในการเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ด้วย:

  • ภูมิปัญญาด้านสุขภาพดั้งเดิม: สมุนไพรท้องถิ่น เช่น ข้าวฮาง ที่อุดมด้วยกาบาช่วยบำรุงสมองและลดความเครียด, หมากเม่า สารต้านอนุมูลอิสระสูง, และ ผำ (ไข่น้ำ) แหล่งโปรตีนและวิตามิน B12 ชั้นเลิศ รวมถึง แมลงโปรตีนสูง อย่างแมลงดานาและตั๊กแตน
  • การดูแลสุขภาพจิตจากวิถีพุทธ: ภาคอีสานเป็นแหล่งรวมวัดป่าสายกรรมฐานที่โด่งดังระดับโลก สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลาง Mental Wellness ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกที่ต้องการความสงบ
  • วิถีชีวิตและแรงงานคุณภาพ: คนอีสานมีวิถีชีวิตที่ขยันขันแข็ง เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ

 

ต่อยอดธุรกิจ: จับคู่สร้างมูลค่าเพิ่ม

 

นพ.ตนุพล แนะแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ Wellness ในอีสาน เช่น การผสานบริการนวดแผนไทยเข้ากับการทำกายภาพบำบัดภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือการสร้างสรรค์เมนูอาหารอีสานเพื่อสุขภาพโดยใช้ผลผลิตอินทรีย์จากเกษตรกรในท้องถิ่น และการพัฒนาที่พักให้เป็น Wellness Real Estate ที่ส่งเสริมการพักผ่อนและการฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ

 

“ผมเชื่อว่าหากเรานำภูมิปัญญาและทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอดและจับมือกัน ภาคอีสานจะสามารถขับเคลื่อนสู่การเป็นฮับสุขภาพที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มา ‘ซื้อชีวิตที่ดี’ ที่บ้านเราได้อย่างแน่นอน” นพ.ตนุพล กล่าวทิ้งท้าย

The post ขุมทรัพย์สู่ Wellness Economy 5.0 ดันอีสานสู่ฮับสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>