WEALTH IN DEPTH Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/wealth-in-depth/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Jul 2026 10:59:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs https://thestandard.co/south-korea-stock-crash-leveraged-etfs/ Thu, 30 Jul 2026 10:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1236585 ภาพธงชาติเกาหลีใต้พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นที่ร่วงลง

ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั […]

The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติเกาหลีใต้พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นที่ร่วงลง

ในเวลาไม่ถึง 2 ปี รัฐบาลเกาหลีใต้ทำการปฏิรูปตลาดหุ้นครั้งใหญ่ผ่าน 2 สิ่งที่สำคัญ

 

 
 

สิ่งแรกคือการปฏิรูปที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกร้องมานาน แก้กฎหมายพาณิชย์ให้กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ปฏิรูปภาษีเงินปันผล และผลักดันโครงการ Corporate Value-Up จนบริษัทเกาหลีที่เคยถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์ของตัวเองเริ่มได้รับการประเมินค่าใหม่ นี่คือการทำให้สินทรัพย์มีค่ามากขึ้นจริง

 

สิ่งที่สองคือการอนุมัติผลิตภัณฑ์การเงินที่ให้ผลตอบแทน 2 เท่าของหุ้นเพียง 2 ตัว ในเดือนที่หุ้น 2 ตัวนั้นรวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดทั้งประเทศ นี่ไม่ได้ทำให้บริษัทไหนมีค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ทำให้คนถือความเสี่ยงได้มากขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม

 

สิ่งแรกใช้เวลา 2 ปี สิ่งที่สองใช้เวลา 4 เดือน ที่นำมาสู่ตลาดกระทิงครั้งใหญ่ และการปรับฐานอย่างรุนแรง ของหุ้นเกาหลีใต้

 

จากตลาดหุ้นที่เติบโตร้อนแรงมากที่สุดของโลกตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดมูลค่าของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลงไป 40% ภายในเวลาเพียงประมาณ 40 วัน คิดเป็นมูลค่ามากถึง 3,100 ล้านล้านวอน หรือราว 73 ล้านล้านบาท

 

จุดเริ่มต้นตลาดกระทิงของเกาหลีใต้

 

ย้อนไปเมื่อ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กู ยุนชอล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้ ยอมรับว่า ETF เลเวอเรจหุ้นตัวเดียว (Single-stock leveraged ETFs) ถูกนำเข้าสู่ตลาดโดย “ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ”

 

ขณะที่ อี จงอุก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า “ประเทศนี้กลายเป็นคาสิโนไปแล้ว นี่คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้าตลาดตั้งแต่แรก ผมถือว่านี่คือความล้มเหลวเชิงนโยบาย”

 

คำขอโทษของรมว.คลัง เกิดขึ้นท่ามกลางการดิ่งลงของดัชนี KOSPI ที่ร่วงลงไปแตะ 5,263 จุด ลดลงราว 6% ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้าที่ร่วงเกือบ 11% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องสั่งหยุดการซื้อขาย (Circuit Breaker) เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ปัญหาที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแก้ เรียกว่า Korea Discount ระหว่างปี 2014-2024 มูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีเฉลี่ยอยู่ที่ 93% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) เฉลี่ยของบริษัทใน KOSPI ช่วงเดียวกันอยู่ที่ 0.99 เทียบกับญี่ปุ่น 1.8 และสหรัฐฯ 3.7 แปลว่าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากถูกตลาดตีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิของตัวเอง

 

สาเหตุหลักคือธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ โครงสร้างการถือหุ้นไขว้ที่ซับซ้อนของกลุ่มธุรกิจครอบครัวเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลผู้ก่อตั้งโดยแลกกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ปี 2023 สมาคมธรรมาภิบาลบริษัทแห่งเอเชีย (ACGA) จัดอันดับเกาหลีไว้ที่ 8 จาก 12 เขตเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ตามหลังอินเดียและมาเลเซีย โดยชี้จุดอ่อนเรื่องการเปิดเผยการประเมินคณะกรรมการ ค่าตอบแทนกรรมการ และการอบรมกรรมการ

 

สิ่งที่เกาหลีทำ เป็นชุดการปฏิรูปที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทำ Corporate Value-Up Program ตั้งแต่ต้นปี 2024 การแก้กฎหมายพาณิชย์ ขยายหน้าที่ความซื่อสัตย์ของกรรมการให้ครอบคลุมผู้ถือหุ้น เปลี่ยน “กรรมการภายนอก” เป็น “กรรมการอิสระ” และห้ามบริษัทเลี่ยงการลงคะแนนสะสม เพิ่มกรรมการตรวจสอบที่ต้องเลือกแยกจาก 1 เป็น 2 คนในปี 2025 รวมทั้งปฏิรูปภาษีเงินปันผลครั้งใหญ่ ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

 

เมื่อดัชนีกลายเป็นใบวัดผลงานรัฐบาล

 

เดือนเมษายน 2025 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี อี แจมยอง โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่าจะ “เปิดยุคดัชนี 5000” ด้วยการขจัด Korea Discount ตอนนั้นคำมั่นดังกล่าวถูกฝ่ายตรงข้ามและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเย้ยว่าเป็นประชานิยม เพราะดัชนี KOSPI ในเวลานั้นยังวนเวียนอยู่แถว 2,500 จุด การจะขึ้นไปแตะ 5,000 หมายถึงการเพิ่มขึ้นเท่าตัว

 

วันที่ 22 มกราคม 2026 ดัชนี KOSPI แตะ 5,019 จุดระหว่างวัน ทำได้ภายในเวลาเพียง 7 เดือนครึ่ง พรรครัฐบาลออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่าจะเดินหน้าเปิดยุค 6000 และ 7000 ต่อไปพร้อมกับประชาชน และเมื่อดัชนีทะลุ 9,000 จุดในเดือนมิถุนายน หัวหน้าพรรคประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้ได้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้ตลาดทุนเกาหลีภายในเวลา 1 ปี

 

แต่คำพูดที่สะท้อนโครงสร้างแรงจูงใจได้ชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 5 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็น 2 สัปดาห์ก่อนดัชนีทำจุดสูงสุด เมื่อประธานาธิบดีแชร์ข่าวที่ระบุว่าตลาดกระทิงทำให้กองทุนบำนาญแห่งชาติหมดช้าลง 24 ปี พร้อมเขียนข้อความว่า “การทำให้การประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของสาธารณรัฐเกาหลี กลับสู่ภาวะปกติ คือเครื่องมือที่ดีของการปฏิรูปบำนาญแบบไม่เจ็บปวด”

 

ประโยคนี้สะท้อนว่า ราคาสินทรัพย์กำลังถูกใช้แทนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หากดัชนีที่สูงขึ้นทำหน้าที่แทนการขึ้นเงินสมทบบำนาญได้ รัฐก็ย่อมมีเหตุผลที่จะไม่อยากให้มันลง

 

จอน ซองอิน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเกาหลีใต้ เขียนคอลัมน์เตือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หรือแปดเดือนก่อนตลาดปรับฐาน ว่ารัฐบาลกำลังทุ่มหมดหน้าตักไปกับการดันราคาหุ้น โดยระงับการเก็บภาษีทุกรูปแบบในตลาดหุ้นโดยไม่พิจารณาว่ามีประสิทธิภาพหรือเป็นธรรมหรือไม่

 

เครื่องขยายความเสี่ยงที่รัฐสร้างขึ้น

 

ในมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้อานิสงส์จากกระแส AI ไปเต็มๆ หุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix คือผู้เล่นรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยี AI

 

แต่ Single-stock leveraged ETFs ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ระบบนิเวศ ETF ของเกาหลีใต้ก็ขยายตัวเร็วผิดปกติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน สินทรัพย์สุทธิรวมของ ETF เกาหลีเพิ่มขึ้น 4 เท่า มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ ETF เพิ่มจาก 6.6 ล้านล้านวอนในเดือนธันวาคม 2025 เป็น 34 ล้านล้านวอน ในเดือนมิถุนายน 2026 หรือราว 5 เท่าในครึ่งปี ปัจจุบัน ETF คิดเป็นราว 30% ของมูลค่าซื้อขายทั้งตลาด และในบรรดา ETF 1,142 กองในเกาหลี ราวหนึ่งในห้าเป็นประเภทเลเวอเรจ

 

ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคม 2026 วงการหลักทรัพย์ของเกาหลีใต้มองว่าเงินทุนไหลออกเป็นดอลลาร์รุนแรงเกินไป จากการที่นักลงทุนรายย่อยที่เล่นหุ้นต่างประเทศแห่ซื้อ ETF เลเวอเรจในตลาดต่างประเทศ

 

ครึ่งแรกปี 2025 ETF ต่างประเทศที่คนเกาหลีถือเป็นประเภทเลเวอเรจและอินเวิร์สถึง 43.2% ผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ SK Hynix ที่จดทะเบียนในฮ่องกงเคยมีขนาดทะลุ 20 ล้านล้านวอนและใหญ่ที่สุดในโลก ธนาคารกลางเกาหลีเองก็ชี้ว่าเงินไหลออกกลุ่มนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของค่าเงินวอนที่อ่อน

 

ประเด็นดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การประชุมประจำของคณะกรรมการกำกับดูแลบริการทางการเงิน (FSC) เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น Single-stock leveraged ETFs ก็ถูกนำเข้ามาในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ภายในเวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน จนทำให้ อี ชานจิน ผู้ว่าการสำนักงานกำกับดูแลทางการเงิน (FSS) กล่าวในงานแถลงข่าววันที่ 22 มิถุนายน ในขณะที่ดัชนียังใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่ว่า เขากำลังสำนึกผิดและขวางไม่ให้ผลิตภัณฑ์นี้เข้ามาในตลาดหรือไม่

 

มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ใช้อนุมัติเป็นเหตุผลเชิงมหภาค ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ลงทุน และเป็นคนละหมวดหมู่กับการปฏิรูปธรรมาภิบาลโดยสิ้นเชิง นโยบาย Value-Up ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นจริง แต่ ETF เลเวอเรจไม่ได้ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากขึ้นแม้แต่วอนเดียว มันแค่ขยายการเปิดรับความเสี่ยงต่อบริษัทเดิม

 

Single-stock leveraged ETFs ดึงดูดให้นักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนคิดเป็นการซื้อสุทธิถึง 14 ล้านล้านวอน คิดเป็นสัดส่วน 92% ของผลิตภัณฑ์นี้ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 2 ล้านล้านวอน ขณะที่อัตราหมุนเวียนซื้อขายต่อวันคิดเป็นถึง 122% สูงกว่า ETF เลเวอเรจปกติราว 4 เท่า

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาพรวมตลาดคือ ดัชนีความผันผวน KOSPI ทะลุระดับสูงสุดของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ดัชนีแกว่งเกิน 4% ถึงเก้าวันทำการ อีกด้านหนึ่งของสมการคือแรงขายจากต่างชาติ ครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลี 148.3 ล้านล้านวอน หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ารายย่อยเกาหลีใต้ที่ใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์เลเวอเรจ คือฝ่ายที่รับซื้อหุ้นที่ต่างชาติทยอยขายทำกำไรออกมาตลอดครึ่งปี

 

กู ยุนชอล รมว.คลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมว่า “เราตระหนักดีถึงความกังวลว่า ETF เลเวอเรจเพิ่มความผันผวนของตลาด” ก่อนจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น ขึ้นเงินวางหลักประกันขั้นต่ำเป็นเงินสด 30 ล้านวอน และระงับการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมห้ามโฆษณา

 

รวมทั้งจำกัดสัดส่วนการถือไม่เกิน 20% ของพอร์ตรวมรายบุคคล เพิ่มต้นทุนการซื้อขาย บังคับใช้ระบบเทรดจำลอง และเตรียมฐานกฎหมายให้แทรกแซงในภาวะฉุกเฉินได้ โดยอ้างอิงกรอบ flexible leverage ของฮ่องกง

 

ประธาน FSC ยังระบุต่อรัฐสภาว่ากำลังพิจารณาจำกัดการเข้าถึงให้เหลือเฉพาะนักลงทุนมืออาชีพ และอาจลดตัวคูณเลเวอเรจลง “เนื่องจาก 2 เท่ามันใหญ่เกินไป การลดลงน่าจะมีผลในแง่การบรรเทาความผันผวน”

 

Nic Puckrin นักวิเคราะห์ cross-asset จาก Coin Bureau ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่ามาตรการเหล่านี้ถูกต้อง “แต่มันสายเกินไปสำหรับคนที่สูญเงินไปแล้ว 80% ของสินทรัพย์” และควรเป็น “อุทาหรณ์สำหรับหน่วยงานกำกับทุกแห่ง โดยเฉพาะที่ดูแลตลาดที่กระจุกตัวสูงมากและมีสัดส่วนรายย่อยสูง”

 

ความเสี่ยงใกล้จบ?

 

บทวิเคราะห์ Korea Equity Strategy ของ JP Morgan ประเมินว่าการลดสถานะของ ETF เลเวอเรจเสร็จสิ้นแล้ว และเฮดจ์ฟันด์ลดการใช้เลเวอเรจไปแล้วราว 90% โดยมองว่าสถานะการลงทุนในเกาหลี “ดูน่าสนใจเมื่อชั่งน้ำหนักโดยรวม”

 

ณัฐชาตให้เห็นสอดคล้องกันว่า ยอดสินเชื่อมาร์จินดิ่งลงเร็วจนกลับไปอยู่ระดับเดือนเมษายน แต่การปรับฐานรุนแรงจะจบลงเมื่อเห็นเลเวอเรจลงมาใกล้ระดับต้นปี

 

“ถ้าระดับการใช้ leverage ลงมา จะเป็นการเคลียร์ภาพทั้งหมด และเป็นการ set zero แต่หุ้นเทคโนโลยีจะกลับมาได้ ต้องเห็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจบลง มีความชัดเจนเกิดขึ้น หรืออีกมิติคือสงครามจบลง น้ำมันลดลง 70-80 ดอลลาร์อีกครั้ง”

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ณ จุดสูงสุด Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 8-9 เท่า ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ประมาณ 10 เท่า ปัจจุบัน Forward P/E ลงมาต่ำกว่า 5 เท่า ขณะที่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปรับฐานครั้งใหญ่ มากกว่าจะเป็นฟองสบู่แตก ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดที่ขึ้นมา 80-90%

 

ด้าน กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัญญาณบวกอย่างหนึ่งในเชิงปัจจัยพื้นฐานคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Samsung ที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 89.5 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นราว 19 เท่าจากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 88.13 ล้านล้านวอน อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นไปที่ 69.6% จาก 61.2%

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้อาจไม่ใช่บทเรียนว่ารัฐไม่ควรยุ่งกับตลาดทุน ตรงกันข้าม การปฏิรูปธรรมาภิบาลที่ทำมาตั้งแต่ปี 2024 ได้ผลจริง วัดได้จากผลตอบแทนของบริษัทในดัชนี Korea Value-Up ที่สูงกว่า KOSPI 200 ถึง 17% และแม้ดัชนีจะร่วง 40% ใน 1 เดือน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 30% นับจากต้นปี และยังเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่ทำผลงานดีที่สุดในโลกในปีนี้

 

ความเสียหายไม่ได้กระจายเท่ากัน คนที่ถือมาตั้งแต่ต้นปียังกำไร คนที่เข้ามาในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนพร้อมเลเวอเรจคือคนที่เจ็บ และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอยู่เสมอกับการลงทุนที่กำลังขยายความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้น

 

อ้างอิง:

 

The post หุ้นเกาหลีใต้ร่วง 40% ใน 40 วัน บทเรียน 3,100 ล้านล้านวอน เมื่อรัฐผลิตความเสี่ยงด้วย Single-stock leveraged ETFs appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? https://thestandard.co/us-thailand-currency-manipulation-watch/ Fri, 24 Jul 2026 11:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1234774 เหรียญบาทไทยพร้อมข้อความ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เฝ้าระวัง ‘บิดเบือนค่าเงิน’

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดให้ ‘ไทย’ อยู่ในบัญชีรายชื่อ […]

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหรียญบาทไทยพร้อมข้อความ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เฝ้าระวัง ‘บิดเบือนค่าเงิน’

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดให้ ‘ไทย’ อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู (Monitoring List) เฝ้าระวังความเสี่ยง บิดเบือนค่าเงิน เป็นรอบที่ 2 ติดต่อกัน ร่วมกับอีก 9 ประเทศ โดยในรอบนี้ ไทยเข้าเกณฑ์พิจารณาเพียง 1 ใน 3 ข้อ คือ การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ที่สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ประเมินแนวโน้มในรอบถัดไปไทยมีความเสี่ยงลดลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น ทำไม ‘ไทย’ ถูกขึ้นบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอรายงานประจำครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา (Report on Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States) ต่อรัฐสภา

 

โดยได้ข้อสรุปว่า ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดของสหรัฐฯ ที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินของตนกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขัดขวางการปรับสมดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ

 

“ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดที่เข้าข่ายครบทั้ง 3 หลักเกณฑ์ซึ่งจะต้องถูกวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้รัฐบัญญัติการอำนวยความสะดวกและการบังคับใช้กฎหมายทางการค้า ปี พ.ศ. 2558 (Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015)”

 

อย่างไรก็ดี ยังมี 10 ระบบเศรษฐกิจที่ถูกจัดอยู่ใน ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’ (Monitoring List) ในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญที่แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคสมควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงไทย

 

เปิดรายชื่อ 10 ประเทศถูกจัดเข้า ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’

 

  • จีน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลีใต้
  • ไต้หวัน
  • ไทย
  • สิงคโปร์
  • เวียดนาม
  • เยอรมนี
  • ไอร์แลนด์
  • สวิตเซอร์แลนด์

 

โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเทศที่เคยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดูจากรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569

 

กระทรวงการคลังจะยังคงดำเนินการวิเคราะห์ประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างเข้มงวดต่อไป ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569 และจะนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่การหารือในการประเมินระบบเศรษฐกิจเชิงลึกหากมีพัฒนาการที่น่าจับตามองเกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ ในรายงานฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้ทบทวนและประเมินนโยบายของประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งในภาคสินค้าและบริการ

 

กางเกณฑ์ ทำไมไทยติดบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

โดยสหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ซึ่งไทยหลุดเกณฑ์นี้แล้ว เนื่องจากมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 2.8% ต่อ GDP เท่านั้น จากระดับ 3.8% ของ GDP ในรอบก่อน
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิ 1.8% จากระดับ 0.9% ของ GDP (การเข้าเกณฑ์ต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

ในรอบหน้าไทยมีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ Monitoring List แค่ไหน

 

ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในรายงานรอบล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวนเกณฑ์ที่ไทยเข้าเงื่อนไขลดลง เหลือ 1 ใน 3 ข้อ จากรอบก่อนเข้า 2 ใน 3 ข้อ แม้ว่า เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus)

 

สำหรับแนวโน้มในรอบถัดไป ดร. กาญจนาระบุว่า หากในการประเมินครั้งหน้า หากไทยไม่กลับไปติดเกณฑ์ 2 ข้อ ไทยจะหลุดจากบัญชีเฝ้าระวังนี้ทันที โดยเมื่อพิจารณาในเกณฑ์แต่ละข้อในระยะต่อไป พบว่า

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมช่วงไตรมาส 4 2568 ถึงมิถุนายนปี 2569 ไทยก็ยังจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่
  • เกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่เกินกำหนดอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบในราคาแพง ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะบางลงมาก หรืออาจจะไม่เกิดดุล
  • ส่วนเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากปัจจุบันเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจึงทำให้ความเสี่ยงการเกณฑ์ดังกล่าวลดลงไปอีก ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่บาทแข็ง ธปท. อาจต้องเข้าดูแลด้วยการซื้อดอลลาร์และขายเงินบาท

 

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ดร. กาญจนามองว่า ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากปัจจัยภายนอก 2 เรื่องหลัก ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูง หรืออาจถึงขั้นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของไทยยังไม่แข็งแรง

 

ส่วนกรอบค่าเงินบาทระยะสั้น สำหรับสัปดาห์ถัดไป ดร. กาญจนาประเมินแนวรับที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านเบื้องต้นที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ แต่อาจมีโอกาสทะลุไปทดสอบที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ หากสถานการณ์รุนแรงจนราคาน้ำมันยืนระดับ 100 เหรียญและท่าทีของ Fed

 

จับตาสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเครื่องมืออื่นๆ มากขึ้น

 

ดร.กาญจนา ตั้งข้อสังเกตว่า นอกเหนือจากเกณฑ์ Monitoring List ในรายงานรอบล่าสุดให้ความสำคัญกับ ‘กรอบและเครื่องมือดำเนินนโยบาย’ มากขึ้น เนื่องจากมีการอธิบายมาตรการของไทยเป็นรายประเด็น เช่น การเพิ่มเกณฑ์รายได้ขึ้นเป็น 10 ล้านดอลลาร์ที่ต้องนำกลับเข้าประเทศ ระบุถึงเกณฑ์ห้ามสถาบันการเงินทำ NDF อ้างอิงเงินบาทกับ Non-Resident เพิ่มประเด็นกำกับธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำดิจิทัลในสกุลบาท และกล่าวถึงการรายงานธุรกรรมทองคำขนาดใหญ่

 

ดังนั้น รายงานรอบล่าสุดสะท้อนว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายการประเมินจากการดูการเคลื่อนไหวของเงินบาท ไปสู่วิธีและเครื่องมือการดำเนินนโยบายที่อาจมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากขึ้น

 

ดังนั้น โจทย์ระยะต่อไปอาจจะครอบคลุมมากกว่าการแทรกแซงค่าเงิน โดยอาจรวมถึงมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย มาตรการกำกับดูแล และเครื่องมืออื่นๆ ที่อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและกลไกตลาด

 

ประเมินการดูแลค่าเงินบาทของแบงก์ชาติระยะต่อไป

 

ดร. กาญจนามองว่า การดูแลของแบงก์ชาติในระยะต่อไป น่าจะเน้นการดูแลเพื่อ ‘ลดความผันผวน’ เป็นหลัก ไม่ใช่การแทรกแซงทิศทางของค่าเงิน หลังจากในปีนี้ค่าความผันผวน (Volatility) ของเงินบาทสูงถึง 8% ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่ 7.1%.

 

โดยคาดว่า ธปท. น่าจะไม่ต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปจนกระทบความเชื่อมั่นต่อสกุลเงิน และพร้อมที่จะเข้าดูแลทั้งสองฝั่ง (ทั้งซื้อและขาย) ตามจังหวะการเหวี่ยงตัวของตลาด เพื่อลดความผันผวน

 

เบสเซนต์ย้ำ ห้ามทุกประเทศ บิดเบือนค่าเงิน เพื่อความได้เปรียบทางการค้า

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศได้ส่งผลให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาการขาดดุลการค้า และทำให้การจ้างงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวลง เมื่อประเทศคู่ค้าเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากเกินความจำเป็น หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อจงใจลดมูลค่าหรือระงับการแข็งค่าของสกุลเงินของตน การกระทำดังกล่าวได้สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งแก่แรงงานและภาคธุรกิจอเมริกันเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการค้า ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) ของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการคลังมีความมุ่งมั่นที่จะเฝ้าระวังและต่อต้านแนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมอย่างเข้มงวดและจริงจัง”

 

“กระทรวงการคลังยังคงประเมินอย่างต่อเนื่องว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงดำเนินนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อบิดเบือนค่าเงินของตนอันจะนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือไม่” เบสเซนต์กล่าว

 

สหรัฐฯ ย้ำจีนยังขาดความโปร่งใส

 

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไม่ได้ระบุให้จีนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินในรายงานฉบับนี้ แต่จีนยังคงมีความโดดเด่นกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญรายอื่นๆ ในด้านการขาดความโปร่งใสที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ย้ำว่า การขาดความโปร่งใสดังกล่าวจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระทรวงการคลังในการขึ้นบัญชีจีน หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ได้ว่าจีนมีการแทรกแซงไม่ว่าผ่านช่องทางที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อต้านทานการแข็งค่าของเงินหยวน (RMB) ในอนาคต

 

ภาพ: valiantsin suprunovich, schankz / Shutterstock

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ รับเคยพลาดจากการขยายสาขาเร็วไป ต้องปรับพอร์ตใหม่ มองวงจรธุรกิจร้านอาหารสั้นลง ผู้เล่นหน้าใหม่ล้นตลาด https://thestandard.co/ruay-mai-yud-group-adjusts-restaurant-strategy/ Thu, 23 Jul 2026 05:28:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1234008 ภาพปกบทความ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ พร้อมรูปผู้บริหารและข้อความสรุปประเด็น

เปิดใจ ซีอีโอ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ เผยบทเรียนใหญ่ เคยผิดพ […]

The post ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ รับเคยพลาดจากการขยายสาขาเร็วไป ต้องปรับพอร์ตใหม่ มองวงจรธุรกิจร้านอาหารสั้นลง ผู้เล่นหน้าใหม่ล้นตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ พร้อมรูปผู้บริหารและข้อความสรุปประเด็น

เปิดใจ ซีอีโอ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ เผยบทเรียนใหญ่ เคยผิดพลาดจากการขยายสาขาเร็วไป พร้อมเตือน โมเดล ที่เคยโตเร็วจากขยายสาขาจำนวนมากเริ่มไม่ยั่งยืน ก่อนเดินหน้าสร้างอีโคซิสเต็มแบรนด์ภายในเครือ พร้อมเปิดตัวแบรนด์เกาหลี โมเดล ใหม่ภายในปีนี้

 

 
 

ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปี 2569 เป็นปีของการปรับพอร์ต และ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของเครือ ปัจจุบันเครือมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารคาวภายใต้อินแบรนด์รวยไม่หยุด กลุ่มเครื่องดื่มภายใต้อินแบรนด์รวยสบายสบาย และกลุ่มขนมปังภายใต้อินแบรนด์รวยปังปัง แนวทางปีนี้จะเน้นทบทวนพอร์ตโฟลิโอ จัดหมวดหมู่แบรนด์ และสร้างระบบเชื่อมโยงภายใน เพื่อให้แบรนด์ในเครือตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรมากขึ้น

 

ภาพปกบทความ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ พร้อมรูปผู้บริหารและข้อความสรุปประเด็น 1

 

วงจรธุรกิจร้านอาหารสั้นลง – ผู้เล่นหน้าใหม่ล้นตลาด

 

ชุติมา อธิบายว่า วงจรธุรกิจร้านอาหารหลังโควิดเปลี่ยนไปมาก ความนิยมมีวงจรสั้นลง ผู้เล่นหน้าใหม่ล้นตลาด และการแข่งขันรุนแรงขึ้น โมเดลโตเร็วด้วยการขยายสาขาจำนวนมากที่เคยใช้ได้เมื่อก่อนเริ่มไม่ยั่งยืน แต่ในอีกมุมการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวและพัฒนาต่อไม่หยุด

 

เธอเล่าว่า ปี 2567 บริษัทเจอบทเรียนครั้งใหญ่ เมื่อการลงทุนและขยายสาขาจำนวนมากไม่ได้ให้ผลตามคาด จากที่บริษัทเคยคาดหวังว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโควิด จึงขยายสาขาในหลายโลเคชัน แต่พบว่าการฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนของสาขาที่ไม่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเดิม จนสูญเสียต้นทุนไปกว่า 100 ล้านบาท แต่ก็โชคดีที่เราไหวตัวทัน

 

ปรับพอร์ตธุรกิจ หยุดขยายสาขาแบบรัวๆ

 

บทเรียนนี้เป็นเหตุผลทำให้บริษัทเริ่มปรับพอร์ตธุรกิจอย่างจริงจัง มีการหยุดขยายสาขา และเปลี่ยนเป็นวางแผนเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดยมุ่งสร้างอีโคซิสเต็มของอาหารในเครือ ให้แบรนด์ ต่างๆ เติมเต็มกันทั้งด้านการบริหารวัตถุดิบ การจัดซื้อ การแชร์ทรัพยากรบุคคล และการเชื่อมต่อกับลูกค้า เพื่อให้ร้านในเครือเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ครอบคลุมขึ้น

 

ปัจจุบัน ร้านอาหารในเครือรวยไม่หยุด มีหลายแบรนด์ ได้แก่ nice two Meat u จำนวน 9 สาขา, HAPPY PIG 2 สาขา, FIRE TIGER 6 สาขา, CHAGÔ 2 สาขา (ร่วมหุ้นออม กรณ์นภัส & คุณดิว ผู้บริหารช่อง3), Mil Toast House 4 สาขา, เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวป๊อกป๊อก 1 สาขา, ข้าวแกง & ปลาทู 1 สาขา, Juicy Baby 2 สาขา, E-Bomb (Egg Sandwich), แจ่วฮ้อน 1 สาขา, เกศเตี๋ยวรวม 7 สาขา, Cheongdam Garden 1 สาขา และ Rollishi 1 สาขา

 

ภาพปกบทความ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ พร้อมรูปผู้บริหารและข้อความสรุปประเด็น 2

 

“การเปิดหลายๆ แบรนด์สอดรับกับข้อมูลเชิงอินไซต์ที่บริษัทพบว่า ลูกค้าไม่ได้วนกลับมาซื้อเพียงแบรนด์เดียว แต่อาจสลับไปมาระหว่างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการต่างกันในแต่ละวัน เช่น บางวันต้องการปิ้งย่างเกาหลี บางวันต้องการเครื่องดื่มหรือของหวาน ดังนั้นการมีหลายเซกเมนต์ช่วยเพิ่มโอกาสการกลับมาซื้อซ้ำ”

 

ชุติมายังนำประสบการณ์จากการไปสังเกตเทรนด์ที่เกาหลีมาประยุกต์ โดยสังเกตว่าร้านอาหารสมัยใหม่ในเกาหลีมักไม่ขยายสาขาจำนวนมาก แต่เลือกเปิดสาขาจำกัดแล้วปรับรูปแบบหรือเมนูไปเรื่อยๆ เทรนด์นี้เริ่มเห็นสัญญาณในไทยเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่ต่อจากนี้เครือจะไม่มุ่งขยายสาขาจำนวนมาก แต่เน้นคัดโลเคชันให้แม่นยำ สร้างเอกลักษณ์แบรนด์ชัดเจน และปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว

 

สำหรับแผนระยะสั้น เครือได้จัดพอร์ตใหม่เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ได้แก่ อาหารไทย อาหารเกาหลี และอาหารญี่ปุ่น เพื่อให้แต่ละหมวดมีบทบาทและสัดส่วนที่เหมาะสม โดยภายในปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์อาหารไทยใหม่อีก 2 แบรนด์ ได้แก่ ร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านข้าวเฉพาะทาง ขณะที่ร้านเกศเตี๋ยวเตรียมนำไปเปิดในต่างจังหวัดไตรมาส 4 เล็งไว้ในจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ พร้อมจ่อขยายแฟรนไชส์ไปออสเตรเลียและฮ่องกง เบื้องต้นจะใช้วิธีทดลองประเทศละ 1 สาขาก่อนเพื่อดูกระแสการตอบรับ

 

ภาพปกบทความ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ พร้อมรูปผู้บริหารและข้อความสรุปประเด็น 3

 

ด้านอาหารเกาหลี เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ในโมเดลที่เน้นประสบการณ์และรูปแบบ Express โดยได้ซื้อแฟรนไชส์มาจากประเทศเกาหลี และจะเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล เวสต์เกต เนื่องจากเห็นฐานลูกค้าวัยทำงานและครอบครัวที่แข็งแรงในพื้นที่นั้น ขณะเดียวกันแบรนด์เดิมก็ยังคงรักษาโลเคชันเชิงยุทธศาสตร์ไว้ และจะเสริมด้วยแบรนด์ใหม่ในบางพื้นที่เพื่อรักษาความสดใหม่ของพอร์ต

 

หัวใจธุรกิจร้านอาหารคือกระแสเงินสด ไม่ใช่แค่ยอดขายที่โต

 

ในมุมการเงินและการบริหารหลังบ้าน ชุติมาเน้นว่าหัวใจของธุรกิจร้านอาหารคือกระแสเงินสด ไม่ใช่แค่ยอดขายที่โต แต่ต้องระวังต้นทุนแฝงจากการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว บทเรียนจากการสูญเสียกระแสเงินสดทำให้บริษัทปรับการจัดระเบียบการลงทุนใหม่

 

และปัจจุบันเครือมองว่าสภาพเศรษฐกิจยังไม่เหมาะต่อการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังเปิดรับนักลงทุนภายนอกที่สามารถเป็นแบ็กอัพและนำความเชี่ยวชาญระบบหลังบ้านมาช่วยเสริม เพื่อรองรับการขยายสเกลให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

 

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนในระบบการจัดซื้อรวม ตามด้วยการบริหารสต็อกเพื่อลดของเสีย และระบบ HR ที่สามารถแชร์บุคลากรข้ามแบรนด์ได้ โดยเม็ดเงินลงทุนในระยะถัดไปจะถูกโยกไปยังจุดที่แม่นยำและมีความเสี่ยงต่ำกว่า แทนการไล่เปิดสาขาจำนวนมากเหมือนอดีตที่ผ่านมา

The post ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ รับเคยพลาดจากการขยายสาขาเร็วไป ต้องปรับพอร์ตใหม่ มองวงจรธุรกิจร้านอาหารสั้นลง ผู้เล่นหน้าใหม่ล้นตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ https://thestandard.co/suroj-evat-soft-loan-fta-ev/ Wed, 22 Jul 2026 07:04:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1233630 ภาพประกอบบทความ สุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT พร้อมข้อความ Soft Loan หนุนซื้อ และ FTA ไทย-EU หนุนส่งออก

“หากรัฐไม่มีกำแพง หรือมีมาตรการบังคับอย่างชัดเจน ปล่อยใ […]

The post คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความ สุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT พร้อมข้อความ Soft Loan หนุนซื้อ และ FTA ไทย-EU หนุนส่งออก

“หากรัฐไม่มีกำแพง หรือมีมาตรการบังคับอย่างชัดเจน ปล่อยให้นำเข้าได้ตลอด ก็เท่ากับ ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย”

 

 
 

สุโรจน์ แสงสนิท ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สมัยที่ 2 ปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (แบรนด์ MG) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างเยี่ยมชมโรงงาน MG จ.ชลบุรี

 

ลุ้นปลดล็อกตลาดใหม่ FTA ไทย-EU

 

สุโรจน์ ชี้ว่า การแข่งขันตลาดยานยนต์วันนี้มีปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากแบรนด์จีน ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐาน การผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศได้อีก โดยเฉพาะยุโรป

 

หากรัฐบาลสามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า FTA ไทย-EU ได้สำเร็จ รวมถึงขยายตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

 

ปัจจุบัน รถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศจีนไปยังยุโรปต้องเสียภาษีนำเข้าสูงประมาณ 18% ขณะที่รถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศไทยเสียภาษีเพียง 10% ทำให้ไทยยังมีความได้เปรียบด้านต้นทุน หากสามารถรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าและขยาย FTA ไปยังตลาดสำคัญเพิ่มเติมได้จะเป็นแต้มต่อสำคัญ

 

“เราหวังว่ารัฐบาลจะเจรจา FTA สำเร็จ ซึ่งสมาคมได้เข้าหารือกระทรวงพาณิชย์ แล้ว จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศมากขึ้น” สุโรจน์ กล่าว

 

เร่งปรับตัวห่วงโซ่อุปทาน เข้มมาตรการ Local Content

 

เมื่อถามถึง การแข่งขันตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงในไทย และการไหลบ่าเข้ามาของค่ายรถ EV จีน สุโรจน์ มองว่า “หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค ซึ่งยอดผลิตที่ลดลงก็ทำให้ไทยเสียอันดับท็อป 10 ไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกเริ่มหันไปนำเข้ารถยนต์จากจีนมากขึ้น”

 

ดังนั้น หากไทยไม่มีมาตรการส่งเสริมการลงทุน และการผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาจเลือกนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปแทนการลงทุนตั้งโรงงานในไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนและการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หมายความว่า หากไม่มีการกำหนด หรือบังคับให้ชัดเจน ปล่อยให้นำเข้าได้ตลอด เท่ากับ ‘ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย’ นี่คือหนึ่งในภารกิจที่ผมกังวล และต้องการเห็นความแข็งแกร่งนั้นกลับมา

 

พร้อมกันนี้ ทั้งในนามประธานสมาคมและ MG ได้เสนอข้อคิดเห็นต่อภาครัฐหลายด้าน ทั้งการเร่งเจรจา FTA การกำหนดมาตรการส่งเสริมที่เชื่อมโยงกับการลงทุนจริงภายในประเทศ เช่น การตั้งโรงงาน การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การจัดตั้งศูนย์ทดสอบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

 

“ภาครัฐต้องเพิ่มความเข้มข้น ในการตรวจสอบการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้ครอบคลุมมากกว่าการตรวจสอบเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นแรก (First Tier) เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง และสร้างประโยชน์ต่อระบบซัพพลายเชนภายในประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

 

เมื่อถามถึงความต่อเนื่อง มาตรการ EV 3.5 ที่ใกล้สิ้นสุดลง แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ภายหลังมาตรการปัจจุบันที่จะสิ้นสุดลงในปี 2570 แต่ยืนยันว่า ไม่เคยกล่าวถึงมาตรการ “EV 4.0” ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้

 

สุโรจน์ อธิบายว่า สิ่งที่ให้ข้อมูลมีเพียงว่า มาตรการส่งเสริมของรัฐบาลจะสิ้นสุดในปี 2570

 

ขณะที่เป้าหมายการผลักดันอุตสาหกรรม EV ของประเทศกำหนดไว้ในปี 2573 จึงยังมีช่วงเวลาอีก 3 ปีที่ภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ ใหม่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีข้อสรุปว่ามาตรการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบใด

 

“ผมพูดแค่ว่ามาตรการรัฐบาลจบปี 2570 แต่เป้าหมายอยู่ปี 2573 ดังนั้นต้องมีมาตรการต่อเนื่องแน่นอน แต่ไม่เคยพูดว่าจะเป็น EV 4.0 หรือใช้ชื่อโครงการอะไร” สุโรจน์ กล่าว

 

ชงคลังใช้ Soft Leon หนุนซื้อ เบรกรถเก่าแลกใหม่

 

สุโรจน์ ระบุอีกว่า ส่วนตัวได้มีการหารือปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการส่งเสริมระยะต่อไป ซึ่งไม่ควรอยู่ในรูปแบบการ อุดหนุนเงินซื้อรถยนต์เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต้องคำนึงว่าภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และไม่ควรมีรถเก่าแลกใหม่ซึ่งทราบว่าชะลอโครงการไปแล้ว

 

“ในนามสมาคม EVAT ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐหลายรูปแบบ ทั้งมาตรการที่ใช้งบประมาณและไม่ใช้งบประมาณ โดยข้อเสนอสำคัญคือ การสนับสนุนดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แทนการอุดหนุนเงินดาวน์หรือเงินส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง”

 

โดยสมาคมเสนอให้รัฐบาลร่วมรับภาระดอกเบี้ยบางส่วนในลักษณะเดียวกับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ยกตัวอย่างกรณีดอกเบี้ย 2,000 บาทต่อเดือน รัฐบาลรับภาระ 1,200 บาท

 

ขณะที่ประชาชนรับภาระ 800 บาท ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า และช่วยให้มาตรการมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยข้อเสนอดังกล่าวได้ส่งถึงกระทรวงการคลังแล้ว

 

ขณะเดียวกัน สุโรจน์ แนะว่า “ภาครัฐควรสื่อสารทิศทางของมาตรการใหม่ให้ชัดเจน เนื่องจากทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะออกมาตรการส่งเสริม ผู้บริโภคมักชะลอการตัดสินใจซื้อรถเพื่อรอความชัดเจน ส่งผลให้ยอดจองและยอดขายของอุตสาหกรรมชะลอตัวในช่วงเวลาดังกล่าว” สุโรจน์ ย้ำ

 

ไม่ประมาท ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’

 

สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ สุโรจน์ยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าความต้องการซื้อจะยังมีอยู่ แต่ผู้ผลิตยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหา ซัพพลายเชนและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ส่งผลให้ในบางช่วงผู้ผลิตอาจไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบตามคำสั่งซื้อ แม้จะมีแบตเตอรี่พร้อมใช้งานก็ตาม

 

“อย่างน้อยการที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาถือเป็นสัญญาณที่ดี จากงานมอเตอร์โชว์ ที่มียอดจอง EV แซงรถยนต์ ICE แต่สิ่งสำคัญคือผู้ผลิตต้องสามารถ ส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ท้ายที่สุดอุตสาหกรรมจะเติบโตได้ เราก็อยากเห็นตลาดในประเทศโต ไปพร้อมกับความแข็งแกร่งที่อยู่ในช่วงรอยต่อ Supply chain ใหม่” สุโรจน์ กล่าว

 

วางหมากรุก 3 ด้าน รักษาดีทรอยด์เอเชีย

 

ทั้งนี้ ก้าวต่อไป สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) วางโรดแมปการดำเนินงานในวาระปี 2569-2571 จะมุ่งยกระดับ EV Ecosystem ของไทยครบวงจร เพื่อรักษาขีดความสามารถการ แข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน

 

โดยแผนการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้า ใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

 

โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของอุปนายกสมาคมทั้ง 6 ฝ่าย เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมเข้าสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

พร้อมวางยุทธศาสตร์เชิงรุก 3 ด้าน ประกอบด้วย การทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง Demand Ecosystem ควบคู่กับเครือข่ายผู้ผลิต (Supply Side) เพื่อสร้างอุปสงค์และความเชื่อมั่นของตลาด การทำงานร่วมกับภาครัฐ ทั้งสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV)

 

สุโรจน์ ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องสร้าง Demand Ecosystem ให้แข็งแกร่ง

 

“เมื่อระบบนิเวศทั้งฝั่งการผลิตและฝั่งอุปสงค์เติบโตไปพร้อมกัน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์”

 

แม้ ณ วันนี้ ประเทศไทยได้หลุดอันดับ Top 10 ผู้ผลิตรถยนต์ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และกำลังเผชิญวิกฤตสูญเสียสถานะ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ไป

 

แต่หากไทยสามารถเชื่อม Supply chain จากฐานผลิต ICE สู่พลังงานใหม่ NEV ในทุกแพลตฟอร์ม และหากรัฐบาลสามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไปจนถึงวางนโยบายที่สมดุล ก็จะเป็นโอกาสใหม่ที่ไทยจะสร้างอุตสาหกรรมให้กลับมาแข็งแกร่ง

The post คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะเบื้องหลัง ‘ไทยเบฟ’ จ่อเทขาย KFC รับเงินหมื่นล้าน รายเก่า-ใหม่ล้วนสนใจ วงในปัดตก OR-CP คาดปิดดีลไตรมาส 4 นี้ https://thestandard.co/thaibev-sells-kfc-10-billion-baht/ Tue, 21 Jul 2026 13:16:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1233447 ภาพกราฟิกข่าว ‘ไทยเบฟ’ เตรียมขาย KFC

หลังจากที่มีกระแสข่าวหลุดจากสื่อต่างประเทศอย่าง Bloombe […]

The post เจาะเบื้องหลัง ‘ไทยเบฟ’ จ่อเทขาย KFC รับเงินหมื่นล้าน รายเก่า-ใหม่ล้วนสนใจ วงในปัดตก OR-CP คาดปิดดีลไตรมาส 4 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว ‘ไทยเบฟ’ เตรียมขาย KFC

หลังจากที่มีกระแสข่าวหลุดจากสื่อต่างประเทศอย่าง Bloomberg ถึงกรณีที่กลุ่ม ‘ไทยเบฟเวอเรจ’ บริษัทแม่ของเบียร์ช้างและแสงโสม กำลังพิจารณาขายธุรกิจแฟรนไชส์ร้านฟาสต์ฟู้ด KFC ในไทย ซึ่งปัจจุบันบริหารงานภายใต้บริษัทลูกอย่าง QSR of Asia (QSA) กลายเป็นข้อสงสัยว่า ทำไมต้องขาย? ในเมื่อธุรกิจยังไปได้อยู่

 

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย ให้วิเคราะห์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า เหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มไทยเบฟผู้ถือครองสิทธิ์ในปัจจุบันต้องการขายกิจการออกไปนั้น เป็นเพราะการมองว่า ธุรกิจร้านอาหาร ถือเป็น ‘Non-core Asset’ หรือไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท

 

“จากความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ดั้งเดิมของไทยเบฟมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (Beverage) ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์เป็นหลัก” ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจร้านอาหาร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดย ทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจนั้นคิดเป็นสัดส่วนรายได้รวมกันมากกว่า 90%

 

ดังนั้นการกระโดดข้ามมาทำธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ไทยเบฟถนัดที่สุดในระยะยาว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial] แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial]
9 มี.ค. 2569 | 16:00
แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน 9,000 ล้านบาท หนุนการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน 9,000 ล้านบาท หนุนการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ
30 ก.ย. 2568 | 17:26
เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food เป้าหมาย ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ คือการทำให้กลุ่มธุรกิจอาหารไทยเบฟเติบโต 2 เท่าภายใน 5 ปี พร้อมปลุก OISHI กลับมานั่งเป็น King of Japanese Food
10 เม.ย. 2568 | 13:35

 

สำหรับการประเมินมูลค่าดีลซื้อขายกิจการ 100% ในครั้งนี้ “คาดว่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ” โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ไทยเบฟทุ่มเงินกว่า 1.14 หมื่นล้านบาท เพื่อเทกโอเวอร์สาขา KFC จำนวน 240 แห่ง

 

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องผู้ที่สนใจเข้าซื้อ มีการกล่าวถึงชื่อของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ว่าอาจให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์จากพฤติกรรมการลงทุนของ OR ในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าบริษัทมักจะเลือกลงทุนในกิจการขนาดเล็กหรือขนาดกลางก่อนหน้านี้ เช่น ดีลโอ้กะจู๋ มากกว่าการทุ่มเงินลงทุนในบิ๊กดีลระดับนี้

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC เดิมในไทย เช่น กลุ่มเซ็นทรัล ก็มีความสนใจในดีลนี้เช่นกัน เพราะต่างก็ต้องการขยายพอร์ตโฟลิโอของตนเอง ส่วนกลุ่ม CP และดุสิตธานีนั้น คาดว่าไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรืออยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงในดีลนี้แต่อย่างใด

 

ปัจจุบัน KFC ในมือของไทยเบฟนั้นผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ที่มีจำนวนสาขาเยอะที่สุดในประเทศไทย (มากกว่า 500 สาขา) จากผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 3 รายในปัจจุบัน โดยอีก 2 รายคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ที่อยู่ภายใต้ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีร้านในมือ 347 สาขา และ เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD) โดยตลาดไก่ทอดนั้นมีมูลค่าราว 30,000 ล้านบาท ใหญ่ที่สุดในตลาดฟาสต์ฟู้ดของไทย

 

แม้จะมีผู้ที่สนใจแต่คาดว่าดีลนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินใจซื้อขายที่สามารถจบได้ด้วยตัวผู้ซื้อและผู้ขายเพียงสองฝ่าย เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับการอนุมัติจากมาสเตอร์แฟรนไชส์อย่าง Yum! Brands ก่อน ความซับซ้อนนี้ทำให้กระบวนการต่างๆ ต้องใช้เวลา โดยคาดว่ามีโอกาสที่ปิดดีลได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

เมื่อมองเข้าไปในธุรกิจร้านอาหารของไทยเบฟ ข้อมูลที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ระบุว่า ธุรกิจอาหารคิดเป็นสัดส่วน 6.6% ของรายได้ 173,219 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569)

 

ธุรกิจร้านอาหารมีรายได้รวม 11,325 ล้านบาท เติบโตเพียง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 11,145 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ (Net Profit) 69 ล้านบาท ลดลงกว่า 44.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 124 ล้านบาท

 

ที่น่าสนใจคือไทยเบฟระบุถึง การที่ธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนเข้ามาหนุนการเติบโตในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ท่ามกลางการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ระมัดระวังและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจอาหารยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผลการดำเนินงานที่ลดลงและสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ท้าทาย

 

ไทยเบฟเองยังระบุถึง ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ รวมถึงค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากการขยายร้านอาหารและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่สูงขึ้น

 

สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่เคยระบุไว้เมื่อครั้งแถลงทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ว่า ได้วางงบลงทุนปี 2569 กว่า 9,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้ธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งคือการเตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขาด้วยกัน

 

ท้ายที่สุดแล้ว ภาพสะท้อนจากตัวเลขกำไรที่หดตัว ชี้ให้เห็นว่าแม้ KFC จะเป็น ‘เดอะแบก’ ที่ดันรายได้ให้เติบโต แต่สมรภูมิฟาสต์ฟู้ดก็แลกมาด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่กัดกินกำไรอย่างหนัก การตัดสินใจเตรียมเฉือนธุรกิจนี้ทิ้ง จึงอาจเป็นการจัดทัพครั้งใหญ่ของไทยเบฟที่เลือกจะตัดใจจาก Non-core Asset เพื่อกลับไปโฟกัสสรรพกำลังให้กับ ‘ขุมทรัพย์หลัก’ อย่างธุรกิจเครื่องดื่มที่ถนัดและเป็นราชาอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Sombat Muycheen / Shutterstock

The post เจาะเบื้องหลัง ‘ไทยเบฟ’ จ่อเทขาย KFC รับเงินหมื่นล้าน รายเก่า-ใหม่ล้วนสนใจ วงในปัดตก OR-CP คาดปิดดีลไตรมาส 4 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐเร่งปลดล็อกสิทธิ์ผู้เช่า หอพัก-บ้านเช่านอกระบบ ได้สิทธิ์ค่าไฟ 3 บาท/หน่วยเท่าบ้านทั่วไป https://thestandard.co/renters-electricity-rate-equal/ Fri, 17 Jul 2026 03:37:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1231746 ภาพประกอบข่าวการปลดล็อกสิทธิ์ค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและบ้านเช่านอกระบบ

ผู้เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่านอกระบบ จะได้รับสิท […]

The post รัฐเร่งปลดล็อกสิทธิ์ผู้เช่า หอพัก-บ้านเช่านอกระบบ ได้สิทธิ์ค่าไฟ 3 บาท/หน่วยเท่าบ้านทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการปลดล็อกสิทธิ์ค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและบ้านเช่านอกระบบ

ผู้เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่านอกระบบ จะได้รับสิทธิ์ลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เท่ากับบ้านอยู่อาศัยทั่วไป โดย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานกำลังเร่งให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกแบบกลไกใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และจะไม่มีการผลักภาระค่าไฟหอพัก 3 บาท ให้กับผู้ประกอบการ

 

 
 

มติ กพช. คืออะไร และทำไมกลุ่มผู้เช่าถึงกังวล

 

มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบให้ค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกของบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สร้างความสนใจในวงกว้าง แต่ก็เกิดคำถามตามมาจากประชาชนกลุ่มผู้เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงชุมชนที่ไม่มีทะเบียนบ้านเป็นของตัวเอง ว่าจะได้รับสิทธิ์ตามมาตรการนี้ด้วยหรือไม่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักไม่เข้าเกณฑ์ ‘ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย’ ตามนิยามเดิม และต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าปกติมาโดยตลอด ตั้งแต่ 6 บาทไปจนถึงการเหมาจ่ายสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย

 

ปลดล็อกสิทธิ์ให้หอพัก-บ้านเช่านอกทะเบียน

 

พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ประชาชนกลุ่มผู้เช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่านอกระบบ จะได้รับสิทธิ์ลดค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ด้วยอย่างแน่นอน โดยกระทรวงพลังงานภายใต้นโยบายของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้เร่งดำเนินการปรับปรุงและรื้อ ‘นิยามผู้ใช้ไฟฟ้า’ ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ให้กลุ่มผู้เช่าหรือบ้านเช่านอกระบบกลับมาได้รับสิทธิ์ส่วนลดอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นการดึงเข้าสู่ระบบการใช้มิเตอร์ไฟฟ้าที่ถูกประเภท

 

พงศ์พล ระบุว่า “เจตนารมณ์สูงสุดของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน คือการสร้างความเป็นธรรมด้านราคาค่าไฟฟ้า (Fair Tariff) ให้แก่กลุ่มเปราะบางและผู้ขาดโอกาส ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บ้านเช่านอกระบบที่ใช้มิเตอร์ชั่วคราว ไปจนถึงกลุ่มผู้เช่าในอพาร์ตเมนต์และหอพักขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันถูกคิดค่าไฟในเรตสถานประกอบกิจการ”

 

สำหรับความกังวลของผู้ประกอบการและเจ้าของหอพักในเรื่องต้นทุนส่วนต่าง โฆษกกระทรวงพลังงานระบุว่า รัฐบาลมีความเข้าใจในโครงสร้างต้นทุนดังกล่าวเป็นอย่างดี และยืนยันว่าจะไม่มีการผลักภาระไปให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับผลขาดทุนอย่างแน่นอน

 

กกพ. เร่งออกแบบกลไกใหม่ ใช้ ‘มิเตอร์อัจฉริยะ’ เข้าช่วย

 

ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการเร่งออกแบบกลไกการคิดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยอาจมีการวางแผนให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นำเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบ เพื่อให้การเรียกเก็บค่าไฟฟ้ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผู้เช่าได้จ่ายค่าไฟในราคาที่ยุติธรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น

 

กระทรวงพลังงานระบุว่าจะเร่งผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนความยุติธรรมสู่บิลค่าไฟฟ้าของประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

 

ทั้งนี้ ยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่ากลไกการคิดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะแล้วเสร็จและเริ่มบังคับใช้เมื่อใด รวมถึงยังไม่มีรายละเอียดว่าการนำมิเตอร์อัจฉริยะมาใช้กับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะครอบคลุมพื้นที่ใดก่อนหลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามความคืบหน้าต่

The post รัฐเร่งปลดล็อกสิทธิ์ผู้เช่า หอพัก-บ้านเช่านอกระบบ ได้สิทธิ์ค่าไฟ 3 บาท/หน่วยเท่าบ้านทั่วไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปม ‘GROREIT’ เมื่อ ROH ไม่มาซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านบาท บทพิสูจน์แรกของ ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของไทย https://thestandard.co/groreit-roh-hotel-buy-back-dispute/ Wed, 15 Jul 2026 09:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1231118 ภาพประกอบข่าวเจาะปมดีลซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน 4,873 ล้านบาท

ครบ 5 ปีพอดีกับวันที่ ROH ต้องกลับมาซื้อคืนโรงแรมรอยัล […]

The post เจาะปม ‘GROREIT’ เมื่อ ROH ไม่มาซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านบาท บทพิสูจน์แรกของ ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเจาะปมดีลซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน 4,873 ล้านบาท

ครบ 5 ปีพอดีกับวันที่ ROH ต้องกลับมาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จากกองทรัสต์ GROREIT ตามสัญญา แต่ดีลมูลค่า 4,873 ล้านบาทกลับไม่เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายโยนความรับผิดชอบใส่กันผ่านหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะที่ราคาหน่วยทรัสต์ร่วงแรงกว่า 14% ในวันเดียว THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษทั้ง MFC ในฐานะทรัสตี และรองเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อไขคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และผู้ถือหน่วยลงทุนต้องกังวลแค่ไหน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ควรจะเป็นวันปิดฉากอย่างสวยงามของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพิทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) กองทรัสต์ประเภท ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของประเทศไทย ที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยธุรกิจโรงแรมฝ่าวิกฤตโควิด-19

 

ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้เมื่อ 5 ปีก่อน บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH เจ้าของเดิมของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหน้าที่ต้องซื้อทรัพย์สินโครงการคืนจากกองทรัสต์ในราคา 4,873 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อสิ้นสุดปีการเช่าปีที่ 5 เพื่อให้ GROREIT นำเงินไปชำระคืนเงินกู้ธนาคาร คืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ แล้วเลิกกองตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. แต่เมื่อถึงวันนัดหมาย การซื้อคืนกลับไม่เกิดขึ้น

 

ไทม์ไลน์ 48 ชั่วโมง ดีลซื้อโรงแรมคืน ล่ม!

 

14 กรกฎาคม 2569 – วันครบกำหนดตามสัญญาจะซื้อจะขาย บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของ GROREIT ระบุว่า ROH มิได้มาซื้อคืนและรับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโครงการ ณ สำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในสัญญา

 

14 กรกฎาคม 2569 (หนังสือ จท. 49/2569) – บลจ.วรรณ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ROH ‘ไม่ซื้อคืนอสังหาริมทรัพย์ตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาจะซื้อจะขาย’ พร้อมแจ้งว่า บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตีของกองทรัสต์ จะดำเนินการ 3 มาตรการในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ได้แก่

 

  • ยื่นหนังสือถึง ROH แจ้งว่าไม่ได้ซื้อคืนทรัพย์สินตามกำหนด ประกอบกับระยะเวลาการเช่าสิ้นสุดลงแล้ว ขอให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาเช่า ภายใน 30 วันนับจากวันที่ลงในหนังสือแจ้ง
  • แจ้ง Starwood Hotel & Resorts Worldwide, Inc. ถึงการสิ้นสุดระยะเวลาเช่าของ ROH โดย MFC ในฐานะทรัสตีจะเข้าเป็นผู้ว่าจ้าง Starwood ให้บริหารโรงแรมเป็นการชั่วคราวแทน ROH เพื่อให้กิจการโรงแรมดำเนินต่อเนื่อง
  • แจ้งธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของกองทรัสต์ เพื่อขอขยายเวลาการชำระหนี้ ขอผ่อนผัน และขอความยินยอมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไข เนื่องจากกองทรัสต์ยังไม่ได้รับเงินค่าซื้อคืนจาก ROH

 

15 กรกฎาคม 2569 – ROH ร่อนหนังสือชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ โต้กลับทันควัน ยืนยันว่าบริษัท ‘มีเจตจำนง’ ที่จะซื้อคืนทรัพย์สินตามหน้าที่ในสัญญา และมิได้มีปัญหาหรือข้อขัดข้องในการซื้อคืนแต่ประการใด แต่ปัญหาเกิดจาก MFC ในฐานะทรัสตี ได้มีหนังสือแจ้ง ‘วิธีการชำระราคาซื้อคืนทรัพย์สินที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญา’

 

ซึ่งบริษัทได้มีหนังสือแจ้งให้ MFC แก้ไขการปฏิบัติที่ผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว และในวันที่ 14 กรกฎาคม ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทได้ไปยังสำนักงานที่ดินเพื่อชี้แจงการปฏิบัติที่ผิดสัญญาดังกล่าว พร้อมระบุว่าในระหว่างนี้บริษัทยังคงมีสิทธิในการบริหารโรงแรมต่อไป

 

ราคาหน่วย GROREIT ดิ่งลงกว่า 15% ภายในช่วงเช้าวันที่ 15 กรกฎาคม ไปทำจุดต่ำสุดที่ 7.55 บาท สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนของดีล

 

จุดเริ่มต้น REIT Buy-Back เครื่องมือกู้วิกฤตโควิดของธุรกิจโรงแรม

 

การจะเข้าใจข้อพิพาทครั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปที่จุดกำเนิดของ GROREIT ในช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยดำดิ่งจากการปิดเมืองท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

 

สำนักงาน ก.ล.ต. ออกหลักเกณฑ์การระดมทุนด้วยกอง ‘REIT Buy-Back’ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีอสังหาริมทรัพย์พร้อมให้เช่าแต่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากโควิด-19 สามารถขายทรัพย์สินให้กองทรัสต์เพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่อง

 

โดยมีกลไกให้ซื้อคืนได้ในอนาคตภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงล่วงหน้า พร้อมทำสัญญาเช่าทรัพย์สินกลับไปบริหารต่อได้ โดยคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมขายและซื้อคืนระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับกองทรัสต์ประเภทนี้ด้วย

 

GROREIT คือกองแรกที่เกิดขึ้นภายใต้เกณฑ์ดังกล่าว ระดมทุนราว 4,500 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม 2564 เข้าลงทุนซื้อกรรมสิทธิ์ (Freehold) โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จาก ROH ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโรงแรมในขณะนั้น (ซึ่ง ROH ระบุว่ามีมูลค่าสูงกว่า 5,000 ล้านบาท) จากนั้น ROH เช่าทรัพย์สินกลับไปดำเนินกิจการโรงแรมต่อ ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อสิ้นสุดปีการเช่าปีที่ 5 ROH ต้องซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 4,873 ล้านบาท

 

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ที่มาที่ไปของการจัดตั้ง GROREIT เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่ง ROH เจรจากับ บลจ.วรรณ เพื่อจัดตั้งกองทรัสต์ระดมทุนเสริมสภาพคล่อง โดยกำหนดให้ MFC เป็นทรัสตี และด้วยการระดมทุนที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาด จึงกำหนดให้ ROH มีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนได้ในราคา 4,873 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเช่นกัน

 

โครงสร้างเช่นนี้ถูกออกแบบให้ ‘วิน-วิน’ ทุกฝ่าย ผู้ถือหน่วยได้ผลตอบแทนที่ล็อกไว้ค่อนข้างแน่นอนในระยะเวลาลงทุนสั้นเพียง 5 ปี ส่วน ROH ได้สภาพคล่องมาต่อลมหายใจโดยไม่เสียโรงแรมไปถาวร และมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจชัดเจนที่จะซื้อคืน เพราะราคาซื้อคืนต่ำกว่ามูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ตราบใดที่ ROH หาเงินมาซื้อคืนได้

 

ปมขัดแย้ง ‘วิธีการชำระราคา’ ที่สองฝ่ายเล่าคนละเรื่อง

 

หัวใจของข้อพิพาทตอนนี้อยู่ที่คำถามเดียว ใครคือฝ่ายผิดสัญญา?

 

ฝั่ง ROH อ้างว่าตนพร้อมซื้อคืน แต่ MFC เป็นฝ่ายแจ้งวิธีการชำระราคาที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา จึงเท่ากับทรัสตีเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาก่อน

 

ขณะที่ฝั่งทรัสตี ธนโชติ ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH ว่า MFC ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระราคาแต่อย่างใด ทุกอย่างยังเป็นไปตามสัญญา พร้อมอธิบายว่าในขั้นตอนก่อนครบกำหนด มีการพูดคุยกันอยู่แล้วว่า ROH มีสิทธิในการซื้อคืน โดย MFC ในฐานะทรัสตีทำหน้าที่ติดตามให้เกิดการซื้อกลับ แต่เมื่อไม่มีการซื้อกลับ ก็ต้องดำเนินการแจ้งทั้งธนาคารและ Operator ของโรงแรมให้เข้ามาเกี่ยวข้องตามขั้นตอน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่าวิธีการชำระราคาที่เป็นปัญหาคืออะไรกันแน่ ยังไม่มีฝ่ายใดเปิดเผยรายละเอียด ซึ่ง ROH เองระบุในหนังสือชี้แจงว่าจะรายงานให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทราบเมื่อมีข้อยุติที่ชัดเจนแล้ว

 

ก.ล.ต. ชี้แจงปมขัดแย้งกองทรัสต์ GROREIT

 

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่บริษัทที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อมูลไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากข้อมูลมีความไม่ตรงกัน ก.ล.ต. ขอให้ผู้ลงทุนติดตามการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

ทั้งนี้ REIT Buy-Back มีกระบวนการที่กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการระดมทุน (Filing) และการทำสัญญาระหว่างกองทรัสต์กับบริษัท จะมีการระบุเงื่อนไขไว้ว่า เมื่อครบกำหนดเวลา แต่ละฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่อย่างไร และหากไม่มีการซื้อคืน กระบวนการขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีระบุอยู่ในคำเตือนความเสี่ยงและไฟลิ่ง

 

ดังนั้น ในฝั่งของกองทรัสต์ ทั้งผู้จัดการกองทรัสต์ และทรัสตีจะต้องเข้ามาดูแลตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญา หากเกิดกรณีตกลงกันไม่ได้ หรือไม่มีการซื้อคืน ผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตีจะต้องพิจารณาตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ และทางฝั่งของเจ้าของทรัพย์เดิมต้องเปิดเผยข้อมูลกับผู้ลงทุน

 

‘ชวินดา’ ไม่ห่วงปม GROREIT กระทบภาพใหญ่

 

จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบภาพรวมตลาด REIT โดยรวมหรือไม่ ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในภาพรวมของตลาดอาจมีประเด็นอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ในกลุ่มโรงแรมที่เคยได้รับบาดแผลหนักจากช่วงวิกฤตโควิด

 

สำหรับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ชวินดามองว่าไม่มีประเด็นที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าหรือโลจิสติกส์ที่มีผู้เช่าอยู่แล้ว ศูนย์การค้าที่สถานการณ์กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม รวมถึงอาคารสำนักงาน (Office Building) ที่แม้อัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) อาจมีความผันผวนบ้าง แต่โดยรวมยังถือว่าดำเนินการได้ดี ส่วนกลุ่มโรงแรมนั้นจริงๆ แล้วสถานการณ์ก็ทยอยปรับตัวดีขึ้นในทุกๆ แห่ง

 

สำหรับความกังวลในเชิงโครงสร้างของกองทรัสต์ประเภทที่มีเงื่อนไขการซื้อคืน ชวินดาอธิบายว่า โดยเนื้อแท้แล้วกองทรัสต์ลักษณะนี้มีโครงสร้างไม่ต่างจากการ “ฝากขาย” ซึ่งกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินได้ตกเป็นของนักลงทุน (กองทรัสต์) ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าของเดิมนำทรัพย์สินออกมาฝากขายแล้ว

 

ดังนั้น หากเจ้าของเดิมไม่นำเงินมาซื้อคืนตามกำหนดสัญญา กองทรัสต์ก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะสามารถยึดทรัพย์สินและนำไปขายทอดตลาดได้เลย โดยที่เจ้าของทรัพย์สินเดิมจะไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจในการเจรจาต่อรองใดๆ หากไม่มาซื้อคืนตามสัญญา

 

“จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ในที่สุดหากไม่เอาเงินมาซื้อคืน เขาก็ต้องยอมปล่อยมือไป ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้ยุ่งยากมากนัก และยังไงทรัพย์ก็ต้องตกเป็นของนักลงทุนอยู่ดี” ชวินดากล่าว

 

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดผู้ประกอบการจึงอาจมีปัญหาในการซื้อทรัพย์สินคืน ชวินดาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้ที่เจ้าของทรัพย์สินอาจมีปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากกองทรัสต์ประเภท Buyback ส่วนใหญ่มักมีกรอบเวลาสัญญาประมาณ 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโดยรวมอาจจะยังไม่ได้ฟื้นฟูหรือเฟื่องฟูเต็ม 100% ทำให้การหาเงินก้อนใหญ่มาเพื่อซื้อคืนเป็นเรื่องท้าทาย อย่างไรก็ตาม ตามหลักการแล้วหากเครดิตของเจ้าของเดิมยังดีอยู่ ก็สามารถใช้วิธีการยืดอายุสัญญา (Rollover) ออกไปได้

 

แต่สำหรับกรณีเฉพาะเจาะจงของ GROREIT นั้น ชวินดาระบุว่าอาจเป็นเรื่องของการต่อรอง หรืออาจต้องสอบถามรายละเอียดในเชิงลึกกับทาง บลจ.วรรณ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทรัสต์โดยตรง

 

ท้ายที่สุด มุมมองจากนายกสมาคม AIMC ได้ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า โครงสร้างของ REIT Buy-Back ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องความเสี่ยงให้นักลงทุนอย่างรัดกุมแล้ว แม้จะเกิดการผิดนัดชำระ แต่ตัวสินทรัพย์หรือที่ดินอันเป็นหลักประกันก็ยังคงอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของกองทรัสต์ ซึ่งเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลลงได้ในสถานการณ์เช่นนี้

 

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?

 

ธนโชติ สรุปสถานการณ์ว่า หาก ROH สามารถนำเงินมาซื้อได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่ยืดออกไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษากับทีมกฎหมาย ประเด็นที่เกิดขึ้นก็จะได้ข้อยุติ

 

แต่หาก ROH ไม่ใช้สิทธิซื้อคืนภายในกรอบเวลาดังกล่าว ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มีอย่างน้อย 2 ทาง

 

ฉากทัศน์ที่ 1: ขายทรัพย์สินให้ผู้ลงทุนรายอื่น หรือขายทอดตลาด ธนโชติระบุว่า หาก ROH ไม่ใช้สิทธิซื้อคืน MFC ในฐานะทรัสตีอาจพิจารณานำทรัพย์สินเสนอขายให้ผู้ลงทุนรายอื่น หรือขายทอดตลาดเพื่อให้ได้มูลค่าสูงสุด โดยยึดผลประโยชน์ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ หลังจากนั้นจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ และเรียกประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อขออนุมัติอีกครั้ง

 

ฉากทัศน์ที่ 2: กองทรัสต์เดินหน้าต่อ พร้อมหาผู้เช่ารายใหม่ หากผู้ถือหน่วยลงทุนมองว่าการขายทอดตลาดหรือขายให้ผู้ลงทุนรายอื่นจะได้มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ก็อาจเลือกให้กองทรัสต์ดำเนินต่อไปโดยหาผู้เช่ารายอื่นมาทดแทน ROH ซึ่งระหว่างนี้ MFC ได้ว่าจ้าง Starwood เข้าบริหารโรงแรมเป็นการชั่วคราวแล้ว เพื่อให้กิจการไม่สะดุด

 

ผู้ถือหน่วยลงทุนเสี่ยงแค่ไหน?

 

คำถามที่นักลงทุนใน GROREIT ต้องการคำตอบมากที่สุดคือ เงินต้นและผลตอบแทนที่ควรได้รับตามเงื่อนไขกองจะยังอยู่ครบหรือไม่

 

ในมุมของทรัสตี ธนโชติยืนยันว่า สถานการณ์นี้ “ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะกองรีทมีทรัพย์สินอยู่ หากนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปเสนอขาย ก็น่าจะมีนักลงทุนรายอื่นที่สนใจ และราคาประเมินของทรัพย์สินในปัจจุบันก็น่าจะสูงกว่า 5,000 ล้านบาท”

 

เมื่อราคาตลาดของทรัพย์สิน (ประเมินสูงกว่า 5,000 ล้านบาท) สูงกว่าราคาซื้อคืนตามสัญญา (4,873 ล้านบาท) ROH จึงมีแรงจูงใจ (Incentive) ที่จะซื้อคืน และในทางกลับกัน หากต้องขายทรัพย์สินให้บุคคลอื่นแทน มูลค่าทรัพย์สินก็ยังสูงพอที่จะรองรับภาระหนี้และเงินลงทุนของผู้ถือหน่วย

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ผู้ถือหน่วยเผชิญจริงในระยะสั้นถึงกลาง สามารถแยกได้เป็น 3 มิติ

 

  • 1. ความเสี่ยงด้านเวลา เพราะแผนเดิมคือผู้ถือหน่วยจะได้รับเงินคืนและเลิกกองเมื่อครบ 5 ปี แต่ตอนนี้กระบวนการอาจยืดออกไปอย่างน้อย 30 วัน และหากเข้าสู่การขายทอดตลาด การประชุมผู้ถือหน่วย หรือกระบวนการทางกฎหมาย ระยะเวลาอาจยาวนานกว่านั้นมาก ระหว่างทางกองทรัสต์ยังต้องเจรจาขอผ่อนผันหนี้กับธนาคารออมสิน เนื่องจากยังไม่ได้รับเงินค่าซื้อคืนมาชำระหนี้ตามแผน
  • 2. ความเสี่ยงด้านราคาหน่วยในตลาด สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องขายหน่วยในตลาดรองช่วงนี้ ราคาที่ร่วงลงกว่า 14% ในวันเดียวสะท้อนว่าตลาดกำลัง Price-in ความไม่แน่นอน แม้มูลค่าทรัพย์สินพื้นฐานจะไม่เปลี่ยน แต่ผู้ที่ขายก่อนได้ข้อยุติอาจรับรู้ผลขาดทุนจริง
  • 3. ความเสี่ยงด้านมูลค่าที่จะได้รับคืนจริง แม้ราคาประเมินทรัพย์สินจะสูงกว่าภาระผูกพัน แต่ราคาประเมินกับราคาขายจริงอาจไม่เท่ากัน โดยเฉพาะหากต้องขายภายใต้แรงกดดันด้านเวลา รวมถึงต้นทุนดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง ซึ่งจะกัดกร่อนผลตอบแทนสุทธิของผู้ถือหน่วย

 

The post เจาะปม ‘GROREIT’ เมื่อ ROH ไม่มาซื้อคืนโรงแรม 4,873 ล้านบาท บทพิสูจน์แรกของ ‘REIT Buy-Back’ กองแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าตัดใหญ่พลังงานไทย! ‘เอกนัฏ’ ชำแหละโครงสร้างปัญหา ลุยทุบโครงสร้าง ‘รวมศูนย์ – ผูกขาด’ https://thestandard.co/ekanat-energy-reform-thailand/ Wed, 15 Jul 2026 02:30:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1230154 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แถลงแผนผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย

“ถ้าเราไม่ผ่าตัดวันนี้ เราไม่ตายพรุ่งนี้หรอก แต่เราจะตา […]

The post ผ่าตัดใหญ่พลังงานไทย! ‘เอกนัฏ’ ชำแหละโครงสร้างปัญหา ลุยทุบโครงสร้าง ‘รวมศูนย์ – ผูกขาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แถลงแผนผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย

“ถ้าเราไม่ผ่าตัดวันนี้ เราไม่ตายพรุ่งนี้หรอก แต่เราจะตายในอีก 5 ปี”

 

 
 

นี่คือประโยคที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฉายภาพสถานการณ์ของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทย ระหว่างการให้สัมภาษณ์เชิงลึกกับ THE STANDARD

 

ในสายตาของเอกนัฏ พลังงานไม่ใช่แค่บิลค่าไฟหรือราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือ ‘หัวใจ’ ที่ต้องสูบฉีดเลือด ซึ่งก็คือเม็ดเงินลงทุนไปหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ และในวันที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นอ่อนแรงลงทุกที ทั้งการบริโภคที่ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ชนเพดานหนี้สาธารณะ เครื่องยนต์ที่เหลืออยู่จริงๆ คือการลงทุนและการส่งออกของอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องการพลังงานที่ถูก สะอาด และมั่นคง

 

แต่ปัญหาคือ โครงสร้างพลังงานไทยที่สะสมปัญหาไว้หลายชั้น ทั้งปัญหาการรวมศูนย์ พึ่งพาฟอสซิลนำเข้า สร้างเผื่อจนล้น และรัฐคุมราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่เอกนัฏไม่ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้

 

“สถานการณ์แบบนี้ เจอตะวันออกกลางแบบนี้ มันบีบให้เราต้องผ่าตัด ต้องแก้ปัญหา ในวิกฤตมันมีโอกาส และนี่คือโอกาสที่เราจะปรับปรุงระบบทั้งหมด ทำให้หัวใจกลับมาเต้นแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอุตสาหกรรมใหม่” เอกนัฏกล่าว

 

ผ่าตัดพลังงานไฟฟ้า ชำแหละ 3 ต้นตอ ‘คนไทยใช้ไฟแพง’

 

เอกนัฏมองว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพลังงานหลักที่ต้องเร่งรื้อโครงสร้างโดยด่วน โดยเฉพาะปัญหาคนไทยใช้ไฟแพง ซึ่งเอกนัฏชี้ว่ามีต้นตอมาจาก 3 ส่วนหลัก

 

หนึ่งคือ ‘สร้างเกิน’ ในอดีตประเทศไทยประมาณการความต้องการใช้ไฟไว้สูงเกินจริง จึงไปจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมาก เมื่อความต้องการจริงไม่ถึง โรงไฟฟ้าเหล่านั้นก็ตั้งอยู่เฉยๆ โดยที่ประชาชนต้องจ่าย ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ชดเชยผ่านบิลค่าไฟทุกเดือน

 

สองคือ ‘ซื้อแพงเกิน’ ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนยังต้นทุนสูง รัฐสนับสนุนผ่านการบวกเงินเพิ่มที่เรียกว่า Adder ให้ผู้ผลิตไฟสูงราว 6.50-8 บาทต่อหน่วย บนค่าไฟขายส่ง เป็นเวลาราว 10 ปีเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้น ซึ่งพอเข้าใจได้ในบริบทของยุคนั้นที่ต้นทุนก่อสร้างยังสูง

 

แต่จุดที่เอกนัฏชี้ว่า ‘ไม่ถูกต้อง’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

 

“เขาขายไฟได้รับ Adder มา 10 ปี คืนทุนไปแล้ว แต่ยังได้สิทธิ์ขายไฟต่อในราคาแพงโดยอัตโนมัติอีก แบบนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าจะขายก็ต้องกลับมาขายในเรท 2 บาทกว่าเหมือนชาวบ้านเขา” เอกนัฏกล่าว

 

เขาอธิบายว่า สัญญาเหล่านี้มีเงื่อนไขต่ออายุอัตโนมัติครั้งละ 1-5 ปี ทำให้ผู้ผลิตที่คืนทุนไปแล้วยังขายไฟเข้าระบบในราคารวมราว 3-4 บาทต่อหน่วย ขณะที่วันนี้รัฐรับซื้อไฟโซลาร์จากหลังคาประชาชนเพียง 2.20 บาท รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้โดยเฉพาะ โดยแนวทางคือเจรจาให้กลับมาขายในราคาที่เหมาะสม และหากตกลงกันไม่ได้ก็พร้อมยกเลิกสัญญาแล้วไปต่อสู้กันตามกระบวนการ ซึ่งหากจัดการได้ทั้งหมด ค่าไฟจะลดลงราว 10 สตางค์

 

สาม ‘ขายถูกเกิน’ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่แห่เข้ามาใช้ไฟมหาศาล กลับจ่ายค่าไฟในอัตราอุตสาหกรรมทั่วไปซึ่งเป็นเรทถูก ทั้งที่การรองรับผู้ใช้กลุ่มนี้ต้องนำเข้า LNG ราคาแพงเพิ่ม และต้นทุนนั้นถูกเฉลี่ยไปอยู่ในค่าไฟของทุกคน

 

“เขามาใช้ไฟเรา ต้องไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟอื่น ที่ผ่านมาเราขายให้เขาถูกเกินไป ก็ต้องขายในราคาที่เหมาะสม แล้วทำให้การที่เขามาซื้อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นใช้ไฟถูกลง” เอกนัฏกล่าว

 

ความคืบหน้าล่าสุดคือ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดือนกรกฎาคมนี้ กระทรวงเตรียมเสนอแยกดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็น ‘ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9’ จากปัจจุบันที่มี 8 ประเภท โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะใช้เวลากำหนดอัตราอีกราว 1-2 เดือน

 

การแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้าน เชื่อมถึงกันหมด เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายในราคาที่เหมาะสม ก็จะไปช่วยรับภาระไฟที่สร้างเกินและสัญญาที่ซื้อแพงเกิน ซึ่งยกเลิกไม่ได้ กลายเป็นการยิงนัดเดียวได้สามเป้า

 

“แก้ปัญหาพลังงานพูดแยกส่วนไม่ได้ ต้องเข้าใจภาพรวม เอาทุกส่วนมาผสมกัน แล้วทำควบคู่กัน มันถึงจะเป็นผล” เอกนัฏย้ำ

 

แก้ปัญหาแบบมุ่งเป้า ไม่ใช่หว่านแห

 

สำหรับคำถามที่ประชาชนอยากรู้ที่สุดว่าค่าไฟจะลดลงเท่าไรและเมื่อไร เอกนัฏให้ตัวเลขอย่างระมัดระวังว่า “เรื่องตัวเลขนี่สำคัญมาก ผมคำนวณทุกอย่างมาด้วยความรอบคอบ เป้าหมาย 30-40 สตางค์เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ส่วนที่ผมยินดีคอมมิตทันทีคือ ปีแรกเราน่าจะลดได้ราว 10 สตางค์” เขากล่าว

 

ก้าวแรกที่จะเห็นภายใน 1-2 เดือนนี้คือการดึงไฟทางหรือค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะที่ถูกซ่อนอยู่ในค่าไฟฐานมานาน 30-40 ปี ออกจากบิล ซึ่งจะลดค่าไฟลงทันที 5-10 สตางค์ แต่จุดที่ต่างจากที่เคยสื่อสารกันมาคือ การลดครั้งนี้จะไม่หว่านแหเท่ากันทุกคน

 

“ส่วนที่ลดลงมา ไม่จำเป็นต้องไปลดให้ห้างสรรพสินค้า โรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ไฟราคาไม่แพงอยู่แล้ว หรือไปลดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป้าแรกคือบ้านอยู่อาศัยและผู้ประกอบการรายเล็ก ผมจะใส่ไปตรงนั้นก่อน” เอกนัฏกล่าว

 

ผลของการมุ่งเป้าคือ แทนที่ทุกคนจะได้ลด 10 สตางค์เท่ากัน กลุ่มเป้าหมายจะได้รับส่วนลดที่เข้มข้นกว่า โดยเฉพาะมาตรการ 200 หน่วยแรกสำหรับบ้านอยู่อาศัย ที่เอกนัฏระบุว่าจะลดลงได้ถึง 50 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับหน่วยไฟในช่วงนั้น

 

“เหมือนภาษีเลย ใครใช้ไฟน้อยได้ประโยชน์เยอะ ใช้ไฟมากได้ประโยชน์น้อย แต่ไม่มีใครเสีย ไม่มีใครต้องรับภาระมากขึ้น” เขาอธิบาย พร้อมยอมรับว่ามีแนวคิดที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นอยู่ในการพิจารณา คือการปรับเพิ่มอัตราเล็กน้อยราว 5-10% สำหรับผู้ใช้ไฟระดับ 1,500-2,000 หน่วยขึ้นไป เพื่อสร้างแรงจูงใจด้านประสิทธิภาพ ซึ่งเขาย้ำว่าหลักการคือไม่ต้องการให้ใครมาแบก แต่ใช้การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของระบบเป็นแหล่งเงินหลัก โดยไม่แตะเงินภาษี

 

ขณะเดียวกัน อีกขาหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มเดินแล้วจริงๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โครงการรับซื้อไฟคืนจากโซลาร์บนหลังคาประชาชนในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่รับซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ หลังผ่านทั้ง ครม. กพช. และ กกพ. โดยขยายเพดานจากในอดีตที่กดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ มาเป็นการเปิดรอบละ 500 เมกะวัตต์ และพร้อมขยายเพดาน

 

จากรวมศูนย์สู่ตลาดเสรี

 

ในภาพที่ใหญ่กว่ามาตรการรายตัว สิ่งที่เอกนัฏพยายามสร้างคือการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบทั้งหมด จากระบบรวมศูนย์ที่การไฟฟ้าผลิตเองซื้อเองขายเอง และรัฐคอยคุมราคา ไปสู่ตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน

 

“เราต้องสู้พอสมควรในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่พอระบบมันดีแล้ว มันจะจัดการด้วยตัวมันเอง มีการแข่งขัน ต้นทุนถูกลง โปร่งใส” เอกนัฏกล่าว

 

องค์ประกอบของระบบใหม่มีสามชั้น ชั้นแรกคือประชาชนและผู้ประกอบการที่เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ไฟอย่างเดียว มาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ผ่านโซลาร์บนหลังคา ชั้นที่สองคือตลาดรับซื้อไฟตรงแบบเสรี (Direct PPA) ที่เริ่มจาก Sandbox ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป้าหมายจริงคือขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟสะอาด โดยเฉพาะโรงงานส่งออกไปยุโรปที่กำลังเผชิญมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ให้สามารถไปหาซื้อไฟสะอาดได้เองจากผู้ผลิตที่แข่งขันกัน

 

และชั้นที่สามคือบทบาทใหม่ของ 3 การไฟฟ้า ที่เอกนัฏยืนยันว่าทุกฝ่ายเข้าใจกันทั้งหมดว่าอยู่ในยุคที่ต้องเปลี่ยน

 

“ภารกิจหลักของทั้ง 3 การไฟฟ้าคือการพัฒนาโครงข่ายให้เป็นโครงข่ายอัจฉริยะ” เอกนัฏกล่าว โดยไล่เรียงตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่าย การรักษาเสถียรภาพของไฟ การพยากรณ์การผลิต โรงไฟฟ้าเสมือน ไปจนถึงสมาร์ทมิเตอร์และเซ็นเซอร์วัดความถี่ในฝั่งจำหน่าย

 

ขณะที่ กฟผ. ยังคงบทบาทผู้ผลิตในส่วนที่เป็นความมั่นคงของประเทศ เช่น เขื่อน และเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมรายได้ใหม่จากค่าใช้สายในตลาดเสรี ที่จะถูกนำกลับมาลงทุนพัฒนาโครงข่ายต่อ

 

หมุดหมายสำคัญของทั้งหมดนี้คือแผน PDP ฉบับใหม่ที่กำลังจะออก ซึ่งเอกนัฏเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้แผน PDP แบบชั่วคราว ต่ออายุมาเรื่อยๆ นานถึง 8 ปี

 

“มันต้องมีแผนของจริงเสียที” โดยแผนใหม่จะเป็นแผน 25 ปีไปถึงปี 2050 ที่ต้องตอบ 3 โจทย์พร้อมกันเป็นครั้งแรก คือต้นทุนต้องสู้ได้ ความสะอาดต้องถึงเป้าไฟสะอาด 60% ตามพันธกิจ Net Zero และความมั่นคงต้องไม่สั่นไหวตามวิกฤตโลก ซึ่งเป็นงานยาก เพราะปัจจุบันสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยยังอยู่เพียงราว 10-20% เท่านั้น

 

“ไม่ใช่ตอบโจทย์ความมั่นคง ตอบโจทย์สะอาด แต่แพง แบบนั้นไม่ได้ ต้องตอบ 3 โจทย์ในเวลาเดียวกัน” เอกนัฏย้ำ

 

บีบค่าการกลั่น 8,300 ล้านบาท โดยไม่แตะภาษี ไม่ถลุงกองทุน

 

ถ้าฝั่งไฟฟ้าคือการผ่าตัดโครงสร้างระยะยาว ฝั่งน้ำมันคือการปรับวิธีการคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ย้อนกลับไปช่วงที่เขาเข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาดีเซลพื้นฐาน B7 พุ่งไปกว่า 50 บาทต่อลิตร และหากปล่อยตามราคาจริงอาจไปถึง 60-70 บาท ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เคยถูกใช้อุ้มราคา มีหนี้สะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายผู้รับภาระก็คือผู้ใช้น้ำมันเอง

 

แทนที่จะเลือกทางเดิมคือกดเงินกองทุนเข้าไปอุ้มจนหนี้บานปลาย หรือลดภาษีสรรพสามิตซึ่งเท่ากับลดรายได้ประเทศ เอกนัฏเลือกวิธีที่สาม เขาไล่ดูข้อมูลตลาดแล้วพบความผิดปกติ

 

“น้ำมันดิบขึ้นราว 50% แต่น้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะดีเซลที่สิงคโปร์ขึ้นไป 200-300% ส่วนต่างมันเกินความปกติ ค่าการกลั่นมันสูงผิดปกติ” เขากล่าว

 

กระทรวงจึงใช้อำนาจตามพระราชกำหนด ดึงส่วนเกินจากโรงกลั่นราว 8,300 ล้านบาท มาลดราคาดีเซลหน้าปั๊มจาก 50 บาท เหลือ 45 และ 42 บาทต้นๆ ภายในเวลาอันสั้น โดยที่ราคาไทยลงก่อนตลาดโลกจะลงด้วยซ้ำ และไม่ได้สร้างหนี้ให้กองทุนเพิ่มแม้แต่บาทเดียว

 

“ไม่ได้เอาเงินจากกองทุนมาชดเชย ไม่ได้แบกให้เป็นหนี้เพิ่ม แต่เอาเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาให้ประชาชน” เอกนัฏกล่าว พร้อมบอกว่าผลลัพธ์วันนี้คือ ฐานะกองทุนไม่ได้แย่ลงจากวิกฤต หนี้ลดจากกว่า 60,000 ล้าน เหลือราว 50,000 กว่าล้านบาท ส่วนหนี้ที่ค้างกับผู้ค้าน้ำมัน เขาก็ประกาศชัดว่าไม่รีบคืน

 

ขณะที่กลไกช่วยเหลือประชาชนใช้วิธีมุ่งเป้าผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ กดให้ B20 ถูกกว่าดีเซลพื้นฐาน 5 บาท และ E20 ถูกกว่า E10 ในระดับเดียวกัน ทำให้วันนี้ B20 อยู่ที่ 32.50 บาท และ E20 อยู่ที่ 32.45 บาท ใกล้เคียงระดับก่อนสงคราม โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ตรงคือรถบรรทุก ภาคขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสกัดไม่ให้ต้นทุนถูกผลักไปสู่ราคาสินค้า ปัจจุบันการใช้ B20 พุ่งจากเกือบศูนย์ขึ้นมาแตะราว 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 10-15% ของการใช้ดีเซลทั้งประเทศ

 

OCA อาจไม่ใช่คำตอบของความมั่นคงระยะยาว

 

โจทย์ความมั่นคงที่หนักที่สุดกลับอยู่ที่ก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมาจากอ่าวไทยและการนำเข้าจากเมียนมารวมราว 70% และนำเข้า LNG อีก 30% โดยแหล่งในประเทศกำลังทยอยลดลง ทั้งแหล่งบนบกที่กำลังหมดอายุ และก๊าซจากเมียนมาที่มีความไม่แน่นอนสูง

 

ท่ามกลางบริบทนี้ คำถามเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) หลังการยกเลิก MOU 2544 จึงตามมาทันที และคำตอบของเอกนัฏชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

“ผมพูดตรงๆ เรื่องไปพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกับเขา มันเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลาคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พยายามทำมาตั้งแต่ปี 44 จนปี 69 นี่ 25 ปีทำไม่สำเร็จ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จะคุยต่ออีก 20 ปีก็ไม่จบ ในฐานะรัฐมนตรีพลังงาน ผมไม่ไปเจรจาร่วมลงทุนร่วมพัฒนาอะไรกับเขาหรอก ไปเจรจายังไงสังคมก็รับไม่ได้ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศทำถูกแล้วที่ยกเลิก”

 

จุดยืนของกระทรวงพลังงานคือ ต้องปักเส้นเขตแดนให้ชัดเจนก่อนผ่านกลไกอย่าง UNCLOS แล้วต่างฝ่ายต่างพัฒนาในเขตของตัวเอง

 

ระหว่างที่ OCA ยังไม่มีคำตอบ ยุทธศาสตร์ก๊าซจึงเดินหน้าในแนวทางอื่นทั้งหมดพร้อมกัน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอ่าวไทยซึ่งยังมีศักยภาพเหลืออยู่ การเปิดสำรวจฝั่งทะเลลึกอันดามันด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ต้นทุนเริ่มตอบโจทย์ ไปจนถึงการใช้ชีวมวลจากผลิตผลการเกษตรมาผลิตไฟฟ้าทดแทนการนำเข้า LNG ซึ่งเอกนัฏชี้ว่าในราคา LNG ระดับปัจจุบัน ชีวมวลอาจถูกกว่าด้วยซ้ำ และยังเป็นเงินที่หมุนกลับไปหาเกษตรกรไทย

 

เมื่อถามถึงภาพพลังงานไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า เอกนัฏเชื่อว่าพลังงานไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันหรือไฟฟ้าอีกต่อไป แต่คือเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจ AI ดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์ คือแม่เหล็กที่ดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกซึ่งกำลังจ้องมองภูมิภาคนี้อยู่ และคือคำตอบว่าประเทศไทยจะปล่อยให้เพื่อนบ้านแซงไปต่อหน้า หรือจะกลับมายืนอยู่ในเกม

 

และในภาพเดียวกัน เรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นอุดมคติอย่าง Net Zero ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกโลกสวยอีกต่อไป เมื่อภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนทำให้ความสะอาดของพลังงานกลายเป็นต้นทุนการแข่งขันโดยตรงของสินค้าส่งออกไทยทุกชิ้น

 

“การเปลี่ยนมันไม่ง่ายหรอก เราเคยชินกับการทำอะไรแบบเดิมๆ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนในจังหวะแบบนี้ เราก็จะตายช้าๆ หัวใจจะเต้นช้าลง ช้าลง จนหยุดเต้น ผมยอมเหนื่อยวันนี้ เข้าห้องผ่าตัดเลย จัดการเลย เพราะผมมั่นใจว่าเราทำได้ และถ้าทำได้ นี่คือโอกาสของประเทศ”

The post ผ่าตัดใหญ่พลังงานไทย! ‘เอกนัฏ’ ชำแหละโครงสร้างปัญหา ลุยทุบโครงสร้าง ‘รวมศูนย์ – ผูกขาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 https://thestandard.co/south-korea-stock-bear-market-cheap/ Mon, 13 Jul 2026 09:12:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1230150 ภาพหมีกรงเล็บกำลังฉุดกราฟหุ้นลง โดยมีธงชาติเกาหลีใต้เป็นฉากหลัง สื่อถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ตลาดหมี

ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้ชื่อว่ […]

The post หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมีกรงเล็บกำลังฉุดกราฟหุ้นลง โดยมีธงชาติเกาหลีใต้เป็นฉากหลัง สื่อถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ตลาดหมี

ภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในโลกตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงกว่า 27% จากจุดสูงสุด ซึ่งตามนิยามทางเทคนิค (ราคาลดลงเกิน 20% จากจุดสูงสุด) ถือเป็นการเข้าสู่ตลาดหมี (Bear Market) อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดที่เทรนด์ขาขึ้นอันร้อนแรงอาจสะดุดลงชั่วคราว หรืออาจสิ้นสุดลงแล้ว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI ซึ่งเป็นดัชนีตัวแทนของหุ้นเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4 เท่า นำโดยสองหุ้นหลักอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ซึ่งเคยมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นเกือบ 60% ของมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งหมด และเมื่อหุ้นทั้งสองตัวถูกเทขาย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ล่าสุด (13 กรกฎาคม) ดัชนี KOSPI ติดลบเกือบ 10% ภายในวันเดียว ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงมาแล้วกว่า 27% จากจุดสูงสุดที่ 9,385.59 จุด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้ หลังดัชนีร่วงลงกว่า 8% ระหว่างวัน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่มีการใช้ Circuit Breaker ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2000

 

AI Trade ที่กระจุกตัวเกินไป จุดเปราะบางของตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การพลิกกลับอย่างรวดเร็วของดัชนี KOSPI จากตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก สู่ตลาดหมีที่ให้ผลตอบแทนเกือบจะแย่ที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของการปรับขึ้นรอบนี้ นั่นคือการพึ่งพาธีม AI อย่างหนักเกินไป ประกอบกับการกระจุกตัวของตลาดในระดับสุดขั้ว คือแรงขับเคลื่อนหลักของการเทขายรอบนี้

 

Jung In Yun ผู้ก่อตั้ง Fibonacci Asset Management Global มองว่า การปรับฐานรอบนี้เกิดจากการปรับสถานะการลงทุนมากกว่าความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐาน เพราะหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งใน ‘AI Trade’ ที่แออัดที่สุดในโลกหลังจากปรับขึ้นอย่างร้อนแรง จึงไม่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นมากนักในการจุดชนวนแรงขายทำกำไร พร้อมมองว่านี่คือการรีเซ็ตที่ดีต่อตลาด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในเชิงพื้นฐาน

 

ขณะที่ Peter Kim นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกจาก KB Financial Group ชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมของตลาดยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวและแฟชั่นการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยเงินลงทุนรายย่อย, ETF แบบใช้เลเวอเรจ และการกระจุกตัวในธีม AI ทำให้ความผันผวนระดับ 5-10% ต่อวันกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น สอดคล้องกับดัชนีความผันผวนของ KOSPI ที่พุ่งขึ้นกว่า 200% นับตั้งแต่ต้นปี

 

Leveraged ETF ตัวเร่งความผันผวน ครองการซื้อขายกว่า 70% ของทั้งตลาด

 

รายงานจาก Bloomberg เปิดเผยว่า กระแสความคลั่งไคล้ของนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ต่อ ETF แบบใช้เลเวอเรจ ซึ่งให้ผลตอบแทน 2 เท่าของราคาหุ้น Samsung และ SK Hynix รายวัน ที่เพิ่งเปิดซื้อขายเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้มูลค่าการซื้อขายของหุ้นสองตัวนี้รวมกับ ETF ดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาดที่มีขนาด 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 142 ล้านล้านบาท และเคยพุ่งขึ้นไปแตะ 84% ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จากระดับ 31% ก่อนที่ ETF เหล่านี้จะเข้าจดทะเบียน

 

Ian Samson ผู้จัดการกองทุนจาก Fidelity International อธิบายกลไกที่ทำให้ความผันผวนทวีความรุนแรงว่า โดยธรรมชาติของ Leveraged ETF ผู้ออกผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องซื้อหุ้นอ้างอิงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับขึ้น และขายเพิ่มขึ้นอีกเมื่อราคาปรับลง เพื่อรักษาอัตราเลเวอเรจให้คงที่ ความผันผวนจากนักลงทุนรายย่อยและผลิตภัณฑ์เลเวอเรจใหม่ๆ จึงยิ่งซ้ำเติมความผันผวนที่มีอยู่แล้วจากความไม่แน่นอนเชิงพื้นฐานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานกำกับดูแลที่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เสี่ยงสูงเหล่านี้เข้าจดทะเบียน ถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านรายหนึ่งเรียกร้องให้ถอดถอนออกจากตลาด ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินสูงสุดของเกาหลีใต้เองก็ออกมาแสดงความเสียใจต่อผลข้างเคียงเชิงลบที่เกิดขึ้น ทั้งที่เจตนาเดิมของการอนุมัติผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการดึงเงินรายย่อยกลับจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยพยุงค่าเงินวอน

 

ตำราบอกว่าตลาดหมี แต่พื้นฐานอาจกำลังสะท้อนโอกาส

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หากยึดตามตำรา ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เข้าสู่ตลาดหมีแล้วจริง แต่ต้องเข้าใจบริบทว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการใช้เลเวอเรจสูง และนักลงทุนรุ่นใหม่มีเทรนด์ ‘All in’ ในหุ้น Samsung และ SK Hynix ทำให้ความผันผวนสูงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งแรงขายส่วนหนึ่งในรอบนี้เป็นการถูกบังคับขาย (Force Sell) ไม่ใช่การขายตามปัจจัยพื้นฐาน

 

“ตอนนี้ KOSPI มี P/E 6.5 เท่า ถูกที่สุดในประวัติการณ์ เพราะราคาที่ปรับลดลงมา ขณะที่แนวโน้มกำไรแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการชิป High-Bandwidth Memory (HBM) จริงๆ แล้วนี่เป็นโอกาสในการสะสม ถ้ามันลงเพราะภูมิรัฐศาสตร์หรือปัจจัยแวดล้อม ทุกจังหวะการลงเป็นการซื้อสะสม แต่ไม่ซื้อไม้เดียว เพราะอาจจะลงต่อได้อีก” กรรณ์กล่าว

 

กรรณ์ยังบอกอีกว่า ตัวเลขการส่งออกของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือนกรกฎาคมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากชิป HBM ซึ่งบ่งชี้ว่ากำไรไตรมาส 3 น่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง “ตราบใดที่เห็นตัวเลขการส่งออกยังดีเช่นนี้ ก็น่าเสี่ยงซื้อทุกการปรับฐาน”

 

ด้าน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ให้ข้อมูลเสริมในมิติของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นเกาหลีใต้แล้วราว 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ไหลออกเพียง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท โดยปัจจัยกดดันสำคัญคือค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง 3.4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากปีก่อนที่ทรงตัว

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐชาตชี้ให้เห็นโครงสร้างที่ต่างจากตลาดหุ้นไทยว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นเกาหลีใต้ในสัดส่วนราว 40% ต่ำกว่าไทยที่ราว 50% เท่ากับว่าหุ้นเกาหลีใต้พึ่งพานักลงทุนในประเทศมากกว่า และตลอดช่วงขาขึ้นที่ผ่านมา ตลาดปรับขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงซื้อต่างชาติ แต่ในเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศต่างเทขายพร้อมกัน

 

“หุ้นเกาหลีใต้ไม่ได้ย่อตัวเพราะพื้นฐาน ไม่ว่าจะดูจากประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ที่ยังเป็นเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน และ guidance ที่ยังดีต่อเนื่อง ทั้งหุ้นเกาหลีใต้และหุ้นไต้หวัน ไม่มีอะไรเป็นเชิงลบในเชิงพื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

 

2 ปัจจัยมหภาคจุดชนวนแรงขาย ‘ภูมิรัฐศาสตร์ – ดอกเบี้ยเกาหลีใต้’

 

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า การปรับฐานรอบนี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

ปัจจัยแรก ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนแทบไม่ได้ให้น้ำหนัก แต่เมื่อความตึงเครียดกลับมา ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุสั้นที่ทะลุจุดสูงสุดเดิม เป็นภาพคล้ายกับช่วงแรกหลังเกิดสงครามที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมักถูกเทขายออกมาก่อนเป็นกลุ่มแรก

 

ปัจจัยที่สอง ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของวัฏจักร หลังจากตรึงดอกเบี้ยมาอย่างยาวนาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021

 

“สุดท้ายตอนนี้ตลาดกำลังย่อยหรือ price in ปัจจัยมหภาคเข้าไปในราคา บทสรุปจะอยู่ที่กำไรไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา ถ้าไม่มีเซอร์ไพรส์เชิงลบและไม่มีการปรับลดประมาณการ ตลาดก็จะกลับสู่พื้นฐาน” ณัฐชาตกล่าว

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะเช่นนี้ ณัฐชาตแนะนำว่า เมื่อ valuation อยู่ในระดับต่ำมากแต่ตลาดผันผวนสูง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) เพราะแต้มต่อของนักลงทุนมีสูงมาก โดยความไม่แน่นอนเหลือเพียงว่าราคาปัจจุบัน ‘ถูกมาก’ หรือ ‘ถูกน้อย’ เท่านั้น พร้อมเทียบเคียงกับกรณีหุ้นเวียดนามและหุ้นจีนที่เคยปรับฐานรุนแรง แต่เมื่อปัจจัยกดดันคลี่คลาย ราคาหุ้นก็กลับสู่พื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว

 

ถูกสุดในประวัติศาสตร์ ถูกกว่าวิกฤตปี 2008

 

ข้อมูลจาก Bloomberg ตอกย้ำภาพความถูกของหุ้นเกาหลีใต้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยแม้ดัชนี KOSPI จะปรับขึ้นอย่างร้อนแรง แต่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์กลับเร็วยิ่งกว่า ผลคือดัชนีซื้อขายที่ Forward P/E เพียงราว 6.4 เท่า ต่ำกว่าแม้กระทั่งระดับที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของ P/E ตลาดหุ้นไต้หวัน (Taiex) ซึ่งเป็นตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน

 

ความพิเศษของขาขึ้นรอบนี้คือ ต่างจากตลาดกระทิงทั่วไปที่นักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้น (Multiple Expansion) แต่ขาขึ้นของเกาหลีใต้ถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรที่เติบโตเหนือความคาดหมาย โดยประมาณการกำไรของบริษัทใน KOSPI ถูกปรับขึ้นต่อเนื่อง 17 เดือนติดต่อกัน ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 9 ปี ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (Forward EPS) ของดัชนีเพิ่มขึ้นราว 170% ในปีนี้ นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 2006

 

แต่ ‘ถูก’ อย่างเดียวอาจไม่พอ เสียงเตือนจากฝั่งระมัดระวัง

 

ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่มองว่าความถูกคือเหตุผลเพียงพอในการซื้อ Charu Chanana หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Markets เตือนว่า เกาหลีใต้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซูเปอร์ไซเคิลของชิปหน่วยความจำยังเดินหน้าต่อได้จริง โดยความเสี่ยงในไตรมาสนี้คือบรรดา Hyperscaler อาจยังคงลงทุนหนัก แต่เริ่มพูดถึงการปรับlean ต้นทุน ซึ่งจะเป็นข่าวร้ายสำหรับชิปหน่วยความจำ เพราะสะท้อนว่าราคาที่สูงกำลังบั่นทอนอุปสงค์

 

นอกจากนี้ หากมองผ่านมาตรวัดอื่นนอกเหนือจาก P/E เช่น อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ของ KOSPI ปีนี้ปรับขึ้นเหนือระดับ 2 เท่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Keith Bortoluzzi กรรมการผู้จัดการของ Impactfull Partners ในสิงคโปร์ ประเมินผ่าน PEG Ratio ว่าหุ้น Samsung และ SK Hynix ไม่ได้ถูกจนน่าตกใจอีกต่อไป และแม้ราคาหุ้นอาจทรงตัวได้อีกราว 6 เดือน แต่โอกาสปรับขึ้นแรงจากนี้มีจำกัด

 

ความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องจับตาคือการแข่งขันจากผู้ผลิตชิปจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) ที่กำลังไล่ตามขึ้นมา รวมถึงความกังวลว่าการขยายกำลังการผลิตของ Samsung และ SK Hynix เพื่อแก้ปัญหาอุปทานตึงตัว อาจกลับมากดดันมาร์จิ้นเมื่ออุปสงค์ชะลอลงตามวัฏจักรปกติของอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ปัจจัยชี้ทิศทางระยะสั้นที่ต้องจับตา ได้แก่ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของ SK Hynix ในวันศุกร์นี้ ซึ่ง Rolf Bulk หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของ Futurum Group มองว่าอาจเป็นแรงหนุนระยะสั้นให้หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ และช่วยลดส่วนลดด้าน valuation เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Micron Technology รวมถึงการประกาศกำไรไตรมาส 2 ของทั้ง SK Hynix และ Samsung ในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งหากผู้บริหารส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความยั่งยืนของวัฏจักรชิปในครึ่งหลังของปี 2026 ก็อาจเป็นแรงส่งให้ทั้งหุ้นชิปและตลาดหุ้นเกาหลีใต้โดยรวมฟื้นตัว

 

แม้ดัชนี KOSPI จะเข้าสู่ตลาดหมีในทางเทคนิค แต่หากถอยออกมามองภาพกว้าง ดัชนียังคงปรับขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปี หลังจากปีก่อนหน้าที่ปรับขึ้นกว่า 75% คำถามที่เหลืออยู่จึงไม่ใช่ว่าหุ้นเกาหลีใต้ถูกหรือไม่ แต่คือตลาดกำลังตีราคา ‘จุดจบของวัฏจักรชิปหน่วยความจำ’ ล่วงหน้า หรือกำลังมอบโอกาสซื้อของถูกครั้งประวัติศาสตร์ให้กับนักลงทุนที่ทนความผันผวนได้กันแน่

The post หุ้นเกาหลีใต้เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ ร่วงเกือบ 30% ใน 3 สัปดาห์ สวนทางมูลค่าที่ลงมาถูกกว่าวิกฤตปี 2008 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร https://thestandard.co/supaporn-pimpong-phantom-stocks-testimony/ Fri, 10 Jul 2026 13:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1229321 ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน'

รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวก […]

The post เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน'

รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบการทำธุรกรรมการสร้าง ‘หุ้นทิพย์’ ในกรณีที่ สุภาพร พิมพงษ์ ได้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ซึ่งทาง ก.ล.ต. เคยแถลงว่าเป็นธุรกรรมปลอมหรือหุ้นทิพย์ที่ไม่ได้มีการซื้อจริง

 

 
 

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บก.ปอศ. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า วันนี้(10 ก.ค.) ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. เรียกตัว สุภาพร วัย 38 ปี ซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดปราจีนบุรีแต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มาสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

คำให้การสุดอึ้ง! อ้างโดนหักเงินบัญชีเดือนละหมื่น ทึกทักว่าตัวเองมีหุ้น

 

จากการสอบสวน สุภาพรให้การอ้างว่า ตนเองเข้าใจว่าเคยถูกหักเงินออกจากบัญชีธนาคารไปประมาณเดือนละ 10,000 บาท เป็นระยะเวลาหลายปี จึงทำให้เข้าใจไปเองว่าตนน่าจะมีการถือครองหุ้นอยู่ จากนั้นเจ้าตัวจึงได้ไปค้นหาข้อมูล และเข้าไปดูข้อมูลรายชื่อหุ้นผ่าน NVDR เมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวจึงคิดเอาเองว่าหุ้นเหล่านี้น่าจะเป็นของตน จึงได้ดำเนินการยื่นรายงานเข้าไป

 

สำหรับมูลเหตุจูงใจในการกระทำดังกล่าวนั้น แหล่งข่าวระบุว่า สุภาพรทำไปเพื่อหวังจะได้เงินปันผล เนื่องจากรู้สึกว่าตนเองโดนหักเงินมานานแต่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นค่าซื้อหุ้นจริงหรือไม่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำถามหมื่นล้าน! แกะปม 'สุภาพร' รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย
10 ก.ค. 2569 | 17:03
สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย
9 ก.ค. 2569 | 13:35
ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง
8 ก.ค. 2569 | 18:29

 

ทั้งนี้ จากผลการสอบพบข้อเท็จจริงว่า สุภาพร ไม่เคยได้รับเงินปันผลใดๆ และจากการหาข้อมูลทำให้เธอเข้าใจว่าต้องแสดงตัวเป็นผู้ถือหุ้นเสียก่อนจึงจะได้รับสิทธิ

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า สุภาพรลงมือก่อเหตุเรื่องนี้เพียงคนเดียว และเจ้าตัวอ้างว่าไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โต เป็นเพียงการรายงานข้อมูลตามความเข้าใจของตนเองเท่านั้น

 

ทนายฯ ‘สุภาพร’ เตรียมสู้คดี อ้างลูกความอาจมีหุ้นในต่างประเทศจริง

 

แม้ทาง ก.ล.ต. จะฟันธงไปแล้วว่าธุรกรรมดังกล่าวไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง และจากการตรวจสอบรายชื่อในบริษัทมหาชนในไทยหลังปิดสมุดทะเบียนก็ไม่ปรากฏชื่อของ สุภาพรเป็นผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด แต่ในการสอบปากคำ ทางฝั่งของสุภาพรได้พาทนายความมาร่วมรับฟังด้วย ซึ่งทนายความแจ้งว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและต่อสู้คดี โดยอ้างว่าลูกความอาจจะมีการถือครองหุ้นในต่างประเทศจริง

 

พบความผิดชัดแจ้งข้อมูลเท็จ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

 

ในประเด็นของการดำเนินคดีทางกฎหมาย แหล่งข่าวชี้แจงว่า ความผิดที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การรายงานข้อมูลเท็จซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้

 

สาเหตุที่ยังสรุปไม่ได้ เนื่องจากต้องพิจารณาเจตนาว่า สุภาพรทราบหรือไม่ว่าข้อมูลที่ตนนำเข้าไปในระบบของ ก.ล.ต. นั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อ และรู้หรือไม่ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ เพราะสุภาพรไม่ได้เป็นผู้นำข้อมูลไปเผยแพร่เองโดยตรง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเรื่องระบบการเข้าคอมพิวเตอร์ต่อไป หากพบว่ามีความผิดก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

 

รอ ก.ล.ต. สรุปพยานหลักฐาน คาดยื่นร้องฟ้องเร็วๆ นี้

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป ขณะนี้ทาง ก.ล.ต. จะต้องนำคำให้การกลับไปพิจารณาตามขั้นตอนระเบียบของหน่วยงานก่อน โดย ก.ล.ต. ต้องประเมินว่าข้อชี้แจงของ สุภาพร นั้นสามารถรับฟังได้หรือไม่ หากรับฟังหรือหักล้างไม่ได้จึงจะเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ

 

“ถ้า ก.ล.ต. เขาร้องทุกข์มา คดีก็จะไปได้ไกลกว่านี้อีก โดยหลังจากหาก ก.ล.ต. มาร้องทุกข์แล้ว ทางตำรวจจึงจะสามารถเปิดคดีและดำเนินการแจ้งความเอาผิดได้ ซึ่งเบื้องต้นทาง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเร่งดำเนินการในเคสนี้ให้เร็วที่สุด” แหล่งข่าวกล่าว

 

ล่าสุดวันนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ได้ประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้ สุภาพร พิมพงษ์ ซึ่งเป็นผู้รายงานแบบ 246-2 มาให้ถ้อยคำกับ ก.ล.ต. และพนักงานสอบสวน

 

ตามที่มีการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งปรากฏชื่อผู้ที่บันทึกข้อมูลเข้ามาในระบบการรายงานแบบ 246-2 คือ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์

 

โดย ก.ล.ต. ได้พบประเด็นความไม่ถูกต้องของข้อมูล จึงดำเนินการตรวจสอบและสอบทานกับบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการนำข้อมูลในรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูลแล้วนั้น ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับ บก.ปอศ. มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. และ บก.ปอศ. ได้เชิญบุคคลรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำและได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ก.ล.ต. จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

 

ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บก.ปอศ. เป็นอย่างดีในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จนนำมาสู่การให้ถ้อยคำของผู้รายงาน

 

ทั้งนี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย จึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียดได้ และหากมีความคืบหน้า ก.ล.ต. จะเปิดเผยให้สาธารณะรับทราบต่อไป

 

และขอย้ำว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน จึงมีกระบวนการทั้งการระบุสถานะของข้อมูลและนำข้อมูลออกจากระบบเมื่อพบความไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่คำนึงถึงความสำคัญในการเปิดเผยสารสนเทศต่อสาธารณะ

 

ด้านพันตำรวจเอก วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ. กล่าวว่า บก.ปอศ. ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. ในการสอบถ้อยคำบุคคลรายดังกล่าวเรียบร้อยแล้วซึ่งได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูล โดย บก.ปอศ. พร้อมให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับ ก.ล.ต. เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

ภาพประกอบข่าวสุภาพร พิมพงษ์ พร้อมข้อความ 'เปิดคำให้การ สุภาพร พิมพงษ์ ลงทุน 10,000 บาท/เดือน จนมีพอร์ตหุ้นกว่า 9 หมื่นล้าน' 1

 

ขณะที่เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า จากที่พบกระแสข่าวการกล่าวถึงกรณี สุภาพร พิมพงษ์ ชาวกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการติดต่อจาก ก.ล.ต. หรือตำรวจ นั้น ขอเรียนว่าไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ที่รายงานข้อมูลตามแบบรายงาน 246-2 โดย ก.ล.ต. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับ บก.ปอศ ในการเชิญนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ซึ่งเป็นผู้รายงานแบบ 246-2 มาให้ถ้อยคำกับ ก.ล.ต. และพนักงานสอบสวน

The post เปิดคำให้การ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ผู้ปั้นพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังผลสอบสวนของ บก.ปอศ. กับ ก.ล.ต. ทำไปเพราะอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย https://thestandard.co/supaporn-false-stock-report-loophole/ Fri, 10 Jul 2026 10:03:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1229254 ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลค […]

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งระบบ นั่นคือเหตุผลที่การยื่นรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) สัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยปรากฏในแวดวงตลาดทุน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อผลการตรวจสอบสรุปว่าข้อมูลทั้งหมด ‘เป็นเท็จ’ คำถามจึงไม่ได้จบที่ตัวบุคคล แต่ลามไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนรับรู้มาในอดีต

 

เพราะเมื่อตรวจสอบย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าการรายงานซื้อหุ้น TRUE ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลเท็จ แต่ยังมีข้อมูลอีก 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ และนำออกจากระบบไป

 

ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด 1

 

ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’

 

30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 – มีผู้บันทึกรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้าระบบของ ก.ล.ต. ในชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ รวม 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 รายการที่สะดุดตาที่สุดคือหุ้น TRUE ที่อ้างว่าถือรวม 7.0992% ซึ่งรวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย

 

3 กรกฎาคม – ก.ล.ต. พบความผิดปกติ ขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กำกับรายงานดังกล่าว เป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเริ่มแพร่สะพัดในสังคมตลาดทุนช่วงสุดสัปดาห์

 

6 กรกฎาคม – TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง และบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไป

 

7 กรกฎาคม – ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ วันเดียวกันเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ล่าสุดของ TRUE ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในเวลาต่อมา

 

8 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดเผยข้อสังเกต 5 ประการจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ด้านอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แถลงยืนยันสนับสนุนการหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดกระบวนการปิดสมุดทะเบียนและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และในวันเดียวกัน เมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ก.ล.ต. จึงนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบเผยแพร่

 

9 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดแถลงใหญ่ นำโดย ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สรุปว่าข้อมูลทั้งหมดไม่มีความถูกต้อง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ผู้รายงานมีตัวตนจริงและติดต่อได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจงก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย วันเดียวกัน TRUE ยื่นหนังสือฉบับที่สอง รายงานผลจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ว่าไม่ปรากฏชื่อบุคคลผู้ยื่นรายงานเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด

 

แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?

 

แบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คือ แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ

 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือแบบฟอร์มที่กฎหมายบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. และประชาชนทราบ เมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นข้าม ‘ทุกๆ 5%’ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ

 

ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?

 

ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยรู้ว่ากำลังมี ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ หรือกลุ่มทุนไหนเข้ามาสะสมหุ้นหรือเทขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารควบคุมบริษัท

 

โดยตัวเลขสัดส่วนที่จะต้องรายงาน (ทั้งขาขึ้นและขาลง) คือ 5%, 10%, 15%, 20% ยาวไปจนถึง 100%

 

มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2

 

เมื่อมีการยื่นรายงานนี้ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:

 

  • ใคร เป็นคนซื้อหรือขาย (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล)
  • ทำรายการเมื่อไหร่ และทำผ่านช่องทางไหน (เช่น ซื้อในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง หรือโอนหุ้นนอกตลาด)
  • จำนวนหุ้นและเปอร์เซ็นต์ ที่ได้มาหรือจำหน่ายไปในรอบนั้น
  • ยอดรวมล่าสุด หลังจากทำรายการเสร็จแล้วว่าเหลือถืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์

 

ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่

 

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องยื่นแบบรายงานนี้ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่เกิดรายการ (วันที่ซื้อขายสำเร็จ)

 

ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลจากแบบ 246-2 นี้ในการติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าของบริษัท, นักลงทุนรายใหญ่ (Whales) หรือกองทุนต่างๆ ว่าพวกเขากำลังมองเห็นโอกาสหรือกำลังถอนตัวจากหุ้นตัวนั้นๆ หรือไม่

 

รูรั่วอยู่ตรงไหน?

 

ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ระบบยืนยันตัวตนของ ก.ล.ต. ไม่ได้หละหลวม ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา ซึ่งระบบสอบยันกับฐานข้อมูลกรมการปกครองโดยอัตโนมัติ หากไม่ตรงระบบจะปฏิเสธ และยังต้องยืนยันผ่าน OTP อีกชั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันชัดว่า ‘บอท’ หรือบุคคลไร้ตัวตนไม่สามารถยิงข้อมูลเข้ามาได้ และในเคสนี้ผู้รายงานก็มีตัวตนจริง ติดต่อได้จริง

 

รูรั่วที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การยืนยันตัวตน แต่ระบบแบบ 246-2 เป็นระบบรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ที่ผู้รายงานรับรองความถูกต้องเอง และข้อมูลถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทันทีโดยไม่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ด้วยเหตุผลเชิงหลักการที่ ก.ล.ต. อธิบายว่า ข้อมูลการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องถึงมือนักลงทุน ‘เร็วที่สุด’ หากให้สำนักงานตรวจรับรองทุกรายการก่อนเผยแพร่ จะแลกมาด้วยความล่าช้าของสารสนเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกใช้

 

แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด

 

จุดแรกคือช่องว่างของเวลา

 

ข้อมูลเท็จลอยอยู่บนระบบสาธารณะรวม 8 วัน (30 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม) แม้จะมีป้ายเตือนกำกับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม แต่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบ คำถามจากห้องแถลงข่าวที่ว่า “ในยุค AI ทุกอย่างมันไวหมด มันควรเช็กได้เร็วกว่านี้หรือไม่?”

 

จุดที่สองคือขอบเขตของความเสียหายที่กว้างกว่าแบบ 246-2

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบ 246-2 แต่บุคคลดังกล่าวยังเคยรายงานผ่านแบบ 59 ซึ่งเป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ทั้งที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทใดเลย สะท้อนว่าช่องทางการรายงานด้วยตนเองหลายระบบเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่แบบรายงานนั้นกำหนดได้

 

จุดที่สามคือแรงจูงใจเชิงลบมีต้นทุนต่ำ

 

ความผิดฐานยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอให้กลัวการกระทำหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาด และการแก้บทลงโทษให้หนักขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายในรัฐสภา

 

คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?

 

ในหลายกรณีเกี่ยวกับการสร้างข่าวปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น มักจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์เป็นตัวเงินหรือกำไรที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นหุ้น’ แต่ในกรณีของ ‘สุภาพร’ ยังคงมีคำถามว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วยหรือไม่

 

ข้อมูลจากการติดตามภาวะตลาดของ ตลท. ที่เลขาธิการ ก.ล.ต. อ้างถึงในการให้สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ระบุว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สมมติฐานปั่นราคาเพื่อขายทำกำไร แบบตรงไปตรงมามีน้ำหนักน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะที่ข้อมูลยังปรากฏบนระบบ

 

สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง

 

สมมติฐานที่ 1: หวังผลต่อความสนใจในตัวหุ้น แม้ไม่ใช่การปั่นราคาโดยตรง

 

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า รายงานประเภทนี้ ทั้งแบบ 246-2 และแบบ 59 มักดึงดูดสายตานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย เพราะเป็นสัญญาณว่าหุ้นนั้นอาจกำลังมีความเคลื่อนไหว หรืออาจมีผู้รู้ข้อมูลวงใน (Insider) กำลังทำอะไรบางอย่าง แม้จะต่างจากการจงใจปั่นหุ้น แต่ก็สามารถโน้มน้าวความสนใจของตลาดได้ ในกรอบนี้ ประโยชน์อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาในทันที แต่อยู่ที่การสร้างกระแสหรือเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต

 

สมมติฐานที่ 2: สร้างหลักฐานความมั่งคั่งปลอม

 

เอกสารที่ปรากฏบนระบบทางการของ ก.ล.ต. คือ หลักฐานชั้นดีในสายตาคนนอกตลาดทุน สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทระดับประเทศสามารถถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์นอกตลาด ตั้งแต่การสร้างเครดิตทางธุรกิจ การเจรจากู้ยืม ไปจนถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น สมมติฐานนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่จำเป็นต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

 

สมมติฐานที่ 3: มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือกระทำการร่วม

 

ก.ล.ต. ยืนยันในการแถลงว่าประเด็นจำนวนผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มก็จะดำเนินการทุกคน ความเป็นไปได้ที่ผู้ยื่นรายงานเป็นเพียง ‘หน้าฉาก’ ของบุคคลอื่นจึงยังไม่ถูกตัดออก

 

สมมติฐานที่ 4: การทดสอบระบบ ความเข้าใจผิด หรือปัจจัยส่วนบุคคล

 

ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลทางการเงินรองรับเลย ตั้งแต่การจงใจท้าทายระบบ ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ยื่นรายงานเอง

 

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ ณ วันนี้มีเพียงว่า ก.ล.ต. ติดต่อบุคคลดังกล่าวได้ เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นรายงานเอง แต่เนื้อหาคำชี้แจงยังไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คำตอบสุดท้ายของ ‘คำถามหมื่นล้าน’ จึงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อกรณีเป็นที่ยุติ

 

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’

 

1. เกณฑ์ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติ

 

ตลท. เปิดเผยว่ามีเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นแบบ 246-2 TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอัตโนมัติ ณ สิ้นเดือน เท่ากับทุกการกล่าวอ้างการถือหุ้นจะถูกพิสูจน์กับทะเบียนจริงโดยอัตโนมัติในเวลาไม่นาน

 

เคสสุภาพรเองก็พิสูจน์แล้วว่ากลไกนี้ช่วยให้ข้อเท็จจริงกระจ่างได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ปิดฉากข้อสงสัยคือผลปิดสมุดทะเบียนของ TRUE ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ไม่พบชื่อผู้รายงาน

 

2. เชื่อมฐานข้อมูล ยุติการรายงานแบบทางเดียว

 

ณัฐชาตเสนอว่า หัวใจของการป้องกันคือการเชื่อมระบบและข้อมูลของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้ง ก.ล.ต., ตลท., TSD, บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน เพื่อตรวจสอบว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและข้อมูลเป็นปัจจุบัน แทนการปล่อยให้เป็นการรายงานแบบทางเดียว (One-way Communication) แบบที่ผ่านมา

 

“คงต้องเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของ ก.ล.ต. เหมือนกัน และทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคว่า การเชื่อมกับ TSD ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้รายงานทันทีที่ได้มา แม้ยังไม่มีการโอนหลักทรัพย์เข้าทะเบียน และทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ได้ปิดทุกวัน

 

3. ลดช่องว่างเวลาของการเตือน

 

บทเรียนตรงจากเคสนี้คือความเร็วของการยกระดับป้ายเตือนและการสื่อสาร ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นจุดที่น้อมรับไปพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สาธารณชนเข้าใจความหมายของสถานะข้อมูลแต่ละระดับ เช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่แปลว่ายังไม่ผ่านการสอบทาน ไม่ใช่ข้อมูลที่ ก.ล.ต. รับรองแล้ว

 

4. ทบทวนบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย

 

เพดานโทษปัจจุบัน (จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท) ถูกตั้งคำถามถึงพลังป้องปราม แต่การแก้ไขต้องผ่านรัฐสภา จึงเป็นวาระระยะยาวที่ต้องอาศัยแรงผลักจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนโยบาย

 

5. ยกระดับความเท่าทันของผู้ใช้ข้อมูล

 

ทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนคือด่านสุดท้าย เคสนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่มีป้ายเตือนกำกับยังสามารถแพร่กระจายในวงกว้างราวกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ความเข้าใจในสถานะของข้อมูลจึงสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูลเอง

 

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เคสสุภาพรคือ Stress Test ครั้งสำคัญของสมดุลที่ตลาดทุนทุกแห่งในโลกต้องเผชิญ ระหว่างความเร็วของข้อมูลที่นักลงทุนต้องได้รับ กับความถูกต้องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

 

ระบบไทยตรวจจับและหักล้างข้อมูลเท็จได้ภายใน 8 วัน พร้อมเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่ ‘ราคาที่จ่ายไปแล้ว’ คือคำถามต่อความน่าเชื่อถือของทุกรายงานในระบบ

 

ดังที่นักวิเคราะห์สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มถามว่า ‘ข้อมูลก่อนหน้านี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด?’

The post คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม https://thestandard.co/eec-china-eu-fdi-data-center/ Fri, 03 Jul 2026 09:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1226379 ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซ […]

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซลส์แมน’ เดินหน้าทำตลาด EEC ดึงนักลงทุนทั่วโลก ‘WHA’ และเลขา EEC เผยว่า ไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสิทธิประโยชน์ BOI

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่

 

อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC

 

ระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่า หลังจากนี้ พร้อมทำหน้าที่ ‘เซลแมน’ ทำการตลาดให้ EEC

 

โดยช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) และโชว์ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว

 

จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC จะขอ ‘สวมบทบาท’ นักการตลาดให้กับประเทศ

 

เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากใช้โอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 1

 

‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมและแนวโน้มการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

 

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2560 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 ที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้

 

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีก่อนยอด FDI ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า และในปีนี้เพียงไตรมาสแรกก็มี FDI กว่า 9 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

“นักลงทุนจากจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ลงทุนใน EEC ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่เน้นลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มยุโรปเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้ง” จรีพร กล่าว

 

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังนั้น มีตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปจนถึง Data Center

 

โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

 

  • นักลงทุนรายใหญ่ ที่ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเอง
  • ผู้ประกอบการรายย่อย ที่นิยมเช่าโรงงานสำเร็จรูปเป็นหลัก

 

ส่งผลให้ ยอดขายที่ดินของ WHA เติบโตเป็นเท่าตัวจากก่อนโควิดที่ขายได้ราว 1,000 ไร่ต่อปี ขยับขึ้นเป็นกว่า 2,000 ไร่ต่อปีหลังโควิด แม้ในช่วงการระบาดจะมีการชะลอตัว แต่บริษัทก็ยังคงประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตต่อไปได้

 

คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90%

 

นอกจากนี้ อัตราการเช่าโรงงานของ WHA อยู่ในระดับสูงกว่า 90% ขณะนี้บริษัทจึงเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง

 

โดยสัดส่วนลูกค้าของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มยานยนต์เป็นหลักประมาณ 41% รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภค, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มดิจิทัล

 

จรีพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ซึ่งการย้ายไปเวียดนามในอดีตเป็นของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สิ่งทอทั่วไปหรืออาหาร ที่ย้ายไปนานแล้ว ขณะที่ สิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย

 

พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระบบน้ำ พลังงาน และถนนหนทาง ตลอดจนระบบนิเวศอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงได้ดี

 

โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตามด้วยแรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จรีพรเตือนว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทบทวนและตัดกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนออก และเดินหน้าปรับปรุงผังเมือง และจัดการความมั่นคงด้านพลังงานให้แน่นอน

 

ขณะที่ภาคเอกชนได้เร่งพัฒนาศักยภาพและเตรียมรองรับการขยายตัวอย่างเต็มที่ หากภาครัฐเร่งแก้ไขประเด็นเหล่านี้ จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

 

Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่ม Data Center ซึ่งถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ไบโอเทค และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 2

 

“7-8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายใหญ่ใน EEC คือ ประเทศจีน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มแซงญี่ปุ่น เนื่องจากมีการลงทุนผ่านโครงสร้าง Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามากขึ้น”

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนใน EEC มีทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน

 

นอกจากนี้ จุฬา ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากดิจิทัลว่า ยังมีการลงทุนในภาคบริการ และโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร เพื่อรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเขตพัฒนาเมืองการบิน (Aerotropolis) คล้ายกับบางประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญในพื้นที่ EEC

 

จุฬายังกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบัน EEC มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือมาบตาพุดสำหรับรองรับก๊าซธรรมชาติและพลังงาน

 

รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาในฐานะประตูทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงกันผ่านระบบถนน มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคม เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูล THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย)

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 3

 

โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท

 

3.สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท

 

  • ประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
  • ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น​

 

5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง

 

สำหรับเดือนมกราคม- พฤษภาคม มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย)

 

ทั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท
  • ประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุและเคมีภัณฑ์, เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรอัตโนมัติ, Printed Circuit Board Assembly (PCBA)/
 

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? https://thestandard.co/wealth-in-depth-high-speed-3-airports/ Thu, 02 Jul 2026 11:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226077

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณ […]

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท หนึ่งใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจเชื่อมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

แต่จากการเปิดประมูลในปี 2561 โครงการกลับสะดุดยาวจากแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอ ปัญหาส่งมอบพื้นที่ การแก้ไขสัญญาหลายระลอก และความล่าช้าในการเดินหน้า ทำให้ตัวเลขผู้โดยสารและรายได้หลุดจากกรอบที่คาดการณ์ไว้

 

หลังลงนามสัญญา ตลอดเส้นทาง โครงการนี้กลายเป็นเดิมพันถึง 5 รัฐบาล ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 8 ปี ตั้งแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 ต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างแก้ไขสัญญา

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 1

 

ถึงวันนี้โครงการยังไม่ขยับสู่การลงทุนจริงเต็มรูปแบบ และยิ่งทวีแรงกดดัน จากคำถาม การแก้ไขสัญญา แหล่งเงินทุน และความคุ้มค่า จนเดินมาถึง ‘ทางแยก’ สำคัญ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

8 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

นับจากวันแรกปี 2561 ที่เปิดตัวโครงการ ต่อเนื่องมาจนปี 2562 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท เอเชีย เอรา วัน หรือกลุ่ม CP ภายใต้สัญญาจะมีการดำเนินการ ภายรูปแบบ PPP Net Cost สัญญาระยะเวลา 50 ปี มูลค่าลงทุนรวมกว่า 224,544 ล้านบาท พร้อมสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์

 

แต่หลังลงนามไม่นาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนบริบท สมมติฐานตัวเลขผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ภาครัฐก็มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ทำให้เอกชนยื่นขอแก้ไขสัญญา ต่อมาในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ก็ยอมรับว่า อาจมีการแก้ไขสัญญาโดยต่างฝ่ายต่างเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

 

โดยครั้งนั้นกำหนดเงื่อนไข ‘สร้างไปจ่ายไป’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมให้เอกชนวางหลักประกันเพิ่มราว 160,000 ล้านบาท และแบ่งจ่ายค่าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 7 งวด

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ส่งสัญญาณชัดว่า อาจไม่เดินหน้าแก้ไขสัญญาในรูปแบบเดิม

 

ขณะที่ ล่าสุด ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า จากการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งเอกชน รฟท. และ EEC เอกชนยอมรับว่า “ไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และเมื่อปัจจัยโครงการเปลี่ยนไปมากตามบริบท ความคุ้มค่าการลงทุนก็ลดลง”

 

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ความไม่มั่นใจของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจของ PPP ฝั่งเอกชน ทำให้ไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน เมื่อความต้องการเดินทางลดลงหลังโควิด และสมมติฐานโครงการ

 

บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันการเงินประเมินว่าโครงการอาจ ‘ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน’ ดังนั้น จากการหารือทุกฝ่ายจึงมีแนวทางเบื้องต้น

 

เปิด 2 ทางเลือก เริ่มใหม่หรือไปต่อ

 

  • เดินหน้าแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนรายเดิมสามารถระดมทุนและเริ่มก่อสร้างต่อ
  • ยุติสัญญาและเปิดประมูลใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดเลือกเอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินโครงการ

 

อย่างไรก็ดี มีการรายงานว่า หากเลือกแนวทางที่สอง อาจไม่กระทบเฉพาะรถไฟความเร็วสูงโครงการนี้ แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างโครงการอื่นๆใน EEC ทั้งระบบ เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา แอร์พอร์ตเรลลิงก์ และโครงข่ายรถไฟเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ยังมีอีกหลายโครงการกำลังพัฒนา

 

ปัจจัยสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ ’ความคุ้มค่าทางการเงิน’ และ ’ความสามารถในการจัดหาเงินทุน’ เพื่อเดินหน้า PPP แต่เมื่อความต้องการเดินทางเปลี่ยนไปหลังโควิด และต้นทุนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจึงไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ ทำให้โครงการ ’ไปต่อได้ยาก’

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีแนวทางปรับแผนรองรับ หากโครงการไม่สามารถเดินหน้ารูปแบบเดิมได้ โดยอาจปรับลดความเร็วจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุน

 

ท้ายที่สุด โครงการยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ’กับ ‘ความต่อเนื่องของการพัฒนา EEC’ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 2

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือแนวทางควรเป็นอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม มีทางออกแนวทางหลัก 2 ทางเลือก คือ การปรับสัญญา เพื่อให้สามารถใช้วิธีก่อสร้างไปแล้วและทยอยจ่ายเงินให้กับเอกชน หรือ อีกทางเลือกหนึ่ง หากไม่สามารถดำเนินการต่อได้ อาจต้องนำไปสู่การพิจารณา เลือกสัญญาใหม่

 

เล็งปรับรูปแบบจากความเร็วสูงเกิน 250 กม./ชั่วโมง เป็นความเร็วปานกลาง

 

จุฬา ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างมาก แต่ยอมรับว่า ในขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างทางการเงิน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนสูง

 

“โดยเฉพาะการที่โครงการไม่สามารถจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ทำให้การเดินหน้าโครงการติดขัด และอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการใหม่”

 

ประกอบกับ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการภายใต้สัญญาเดิม แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการเงิน กฎหมายต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่งผลให้โครงการล่าช้า วันนี้ต้องพิจารณาทางออกใหม่ ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

เมื่อถามว่า กรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล EEC เองนั้น จุฬามองว่า หากระดับนโยบายเข้ามากำกับโดยตรง จะช่วยให้การดำเนินงานในกลไกของ EEC มีความรวดเร็วมากขึ้น

 

เนื่องจากโดยปกติการพิจารณาโครงการจะสิ้นสุดที่บอร์ด EEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว แต่บางกรณียังต้องเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า

 

“หากประธานบอร์ดหรือผู้กำหนดนโยบายเข้ามาดูในรายละเอียด ก็จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเร็วขึ้น”

 

จุฬาระบุ ทิ้งท้ายว่า “หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามสัญญาเดิม อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงถึงสนามบินอู่ตะเภา”

 

โดยอาจมีการปรับลดรูปแบบจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งได้ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทนความเร็วสูงที่เกิน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ในที่สุด

 

ท้ายที่สุด คำถามถึงค่าเสียโอกาส สัญญาที่สามารถทำได้ แหล่งเงินทุน จะมาจากไหน แนวทางทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด EEC

 

โดยคาดใช้เวลารวบรวมรายละเอียด เพื่อชี้ชะตาเมกะโปรเจกต์ภายใน 2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุปว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง https://thestandard.co/baht-depreciation-current-account/ Thu, 02 Jul 2026 00:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1225769 ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วันนี้เมื่อ 29 ปีที่แล้ว (2 กรกฎาคม 1997) คือวันที่ ธนา […]

The post ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วันนี้เมื่อ 29 ปีที่แล้ว (2 กรกฎาคม 1997) คือวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศ ‘ลอยตัวค่าเงินบาท’ จนทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจากระดับราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเหลือ 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยหลังจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทก็ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างหนัก จากระดับที่ตรึงไว้ (ก่อนลอยตัว) ที่ราว 25 บาทต่อดอลลาร์ ไปสู่ระดับราว 56 บาทต่อดอลลาร์ ภายในเวลา 7 เดือน หรือในเดือนมกราคม 2541 (จุดอ่อนค่าสุดในประวัติศาสตร์)

 

กลับมาในปีปัจจุบัน ตั้งแต่ต้นปี ‘ค่าเงินบาท’ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทาง ‘อ่อนค่า’ เช่นกัน โดยอ่อนค่าเกือบ 6% YTD ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการกลับมา ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทย ซึ่งบ่งบอกว่า ไทยกำลังเผชิญ ‘ภาวะเงินไหลออก’ มากกว่าเงินไหลเข้าสุทธิ

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์เตือน ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยรอบนี้อาจ ‘เรื้อรัง’ หรือดำเนินไปอีกสักระยะ นำไปสู่คำถามที่ว่า หากไทยเจอการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง เงินบาทจะเสื่อมค่าในระยะยาวหรือไม่

 

สถานการณ์ ‘การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ ของไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

ปรานี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) กล่าวว่า ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน อยู่ที่ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคม ปรับตัวดีขึ้นจากเมษายน ที่ขาดดุลอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักสุดเป็นประวัติการณ์

 

ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Balance) คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้นๆ หรือผลรวมสุทธิของดุลการค้า ดุลบริการ (เช่นค่าท่องเที่ยว ค่าบริการและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) รายได้ปฐมภูมิ (เช่น ผลตอบแทนการจ้างงาน และรายได้จากการลงทุน) และรายได้ทุติยภูมิ (เช่น เงินโอน)

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1

 

ปรานีกล่าวต่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ภาพรวมการขาดดุลปรับตัวดีขึ้นเป็นเพราะดุลการค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลงหลังจากมีการเร่งนำเข้าในเดือนก่อน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นอีกว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้ควรจะออกมาดีกว่าที่เห็น หากไม่นับรวมปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มีการส่งกลับกำไรและเงินปันผลออกนอกประเทศ ซึ่งทำให้มีเงินทุนไหลออกถึงประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ปรานียังมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การนำเข้าน้ำมันลดลง ที่จะไม่เร่งตัวขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา การพ้นช่วงฤดูกาลส่งกลับกำไรและเงินปันผล และไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 จะช่วยเพิ่มรายรับเข้าประเทศ

 

โดยธปท.คาดการณ์ว่า ภาพรวมของดุลบัญชีเดินสะพัดตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ในระดับที่สมดุล หรืออาจจะติดลบเพียงเล็กน้อย

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2

 

เตือนไทยเสี่ยง ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรัง!

 

อย่างไรก็ตาม เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกระยะ จากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมีสาเหตุและมุมมองที่สำคัญ ดังนี้

 

  • การนำเข้าจ่อสูงต่อเนื่อง: ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากไทยจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์และเครื่องจักร เพื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ Data Center ทำให้ภาพรวมของการขาดดุลยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
  • การส่งออกฟื้นตัวแบบ K-Shaped: เนื่องจากการส่งออกของไทย มีการฟื้นตัวในลักษณะไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ที่เติบโตเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี สวนทางกับสินค้าที่ไม่ได้อิงกับเทคโนโลยีกลับเติบโตได้ยาก และต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี รวมไปถึงกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้ผลิตตอบความต้องการของตลาดคู่ค้าอีกแล้ว
  • รายได้การท่องเที่ยวและบริการเปลี่ยนไป: แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา แต่ยังไม่เท่าช่วงก่อนโควิด-19 ในขณะเดียวกัน คนไทยก็ออกไปเที่ยวและใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ดุลบริการสุทธิ (NET) ที่เคยบวกมากๆ มีแนวโน้มเกินดุลลดลง

 

นอกจากนี้ เกวลินยังกล่าวว่า ภาวะขาดดุลนี้จะเรื้อรังหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าการนำเข้าที่ทำให้เกิดการขาดดุล โดยหากประเทศนำเข้าสินค้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อ ‘ใช้แล้วหมดไป’ โดยไม่ได้นำไปแก้โจทย์เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ปัญหาการขาดดุลนี้ก็จะกลายเป็นภาวะเรื้อรัง

 

แต่ในทางกลับกัน หากการนำเข้าในระดับสูงเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) หรือเพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต การขาดดุลในลักษณะนี้ก็จะไม่น่ากังวลและไม่นำไปสู่ปัญหาเรื้อรัง

 

“หากโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบันดำเนินต่อไปเรื่อยๆ กล่าวคือมีการนำเข้าแบบใช้แล้วหมดไปสูง หรือไม่ได้นำเข้ามาเพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเรื้อรัง” เกวลินกล่าว

 

‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’ เรื้อรังกระทบ ‘เงินบาท’ อย่างไร

 

เกวลินอธิบายต่อว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะส่งผลให้เงินบาทเผชิญกับแรงกดดันให้ ‘อ่อนค่า’ ลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติแล้ว เนื่องจาก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหมายถึง ภาวะที่ประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้าประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิหรือมีเงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าไหลเข้า

 

ดังนั้น หากปัญหาความสามารถในการแข่งขันและโครงสร้างอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข การขาดดุลอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้

 

นอกจากนี้ เกวลินยังอธิบายเพิ่มเติมว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าในระยะนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ดูมีท่าที Hawkish ขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะไม่รีบลดดอกเบี้ย และอาจมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเชื่อมโยงกับราคาทองคำที่ลดลง และความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีสงคราม ที่เงินบาทเริ่มมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันมากขึ้นในทิศทางที่ผกผันกัน กล่าวคือ ‘ยิ่งราคาน้ำมันแพง เงินบาทก็จะยิ่งอ่อนค่าลง’ โดยส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันด้วย

 

ดังนั้น หากในอนาคตมีปัจจัยเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเข้ามาเสริม เช่น สหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ไทยยังพยายามคงดอกเบี้ยไว้ เงินบาทก็จะยิ่งเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นไปอีก

 

ภาพเงินบาทผสมผสานกับตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท และความเสี่ยงบาทเสื่อมค่าจากขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3

 

KResearch ย้ำขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤต แต่เป็น ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข

 

กระนั้น เกวลินย้ำว่า ในระยะใกล้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ‘ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เป็นวิกฤต’ เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยสามารถรองรับการนำเข้าได้ถึง 6-7 เดือน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำทั่วไปที่ 3-4 เดือน นอกจากนี้ ไทยยังหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float) ซึ่งช่วยดูดซับความผันผวนได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว

 

ตามข้อมูลล่าสุดจากธปท. ระบุว่า เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) อยู่ที่ 305,444.29 ดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นับว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่า จากระดับ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อมิถุนายนปี 2540

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินกล่าวว่า ในระยะกลางและยาว ไทยควรเร่งแก้ ‘โจทย์เชิงโครงสร้าง’ ที่ต้องเร่งแก้ไข เช่น การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มการผลิตหรือส่งออกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด การเพิ่มมูลค่าหรือรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อไม่สร้างแรงกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

เปิดข้อเสนอแนะ รักษาเสถียรภาพ ป้องกันเกิดวิกฤตความเชื่อมั่น

 

เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นซ้ำรอย เกวลินกล่าวว่า รัฐบาลควรเน้นสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ หรือพยายามให้เศรษฐกิจไทยโต พร้อมๆ กับการแก้โจทย์เชิงโครงสร้าง

 

รวมทั้งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม เช่น ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand) สนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวเพื่อผลิตสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ตรงกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ และดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายต่อหัว (Spending per trip) สูงขึ้น ผ่านการจัดอีเวนต์ หรือมุ่งเน้นการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness & Medical Tourism)

 

นอกจากนี้รัฐบาล ‘ไม่ควรทำ’ นโยบายที่จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) เช่น ต้องระวังการก่อหนี้หรือกู้เงินโดยไม่จำเป็น เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

 

ขณะที่ ธปท.ควรดำเนินมาตรการดูแลความผันผวนของค่าเงิน ป้องกันการเก็งกำไรที่ผิดปกติ และกระจายความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ของทุนสำรองระหว่างประเทศต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท. ดำเนินการอยู่แล้ว

The post ครบรอบ 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท ส่องสัญญาณ ‘บาทเสื่อมค่า’ ระยะยาว เหตุไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย https://thestandard.co/ekanat-electricity-reform-cost-cut/ Wed, 01 Jul 2026 06:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1225453 ภาพปกเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมกับมิเตอร์ไฟฟ้าและบิลค่าไฟ สื่อถึงการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า

ย้อนกลับไปในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั […]

The post รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมกับมิเตอร์ไฟฟ้าและบิลค่าไฟ สื่อถึงการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า

ย้อนกลับไปในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นำไปสู่การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลก และส่งผลให้คนไทยเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4-5 บาทต่อหน่วย กลายเป็นต้นทุนชีวิตก้อนใหญ่ที่กดทับทุกครัวเรือนและทุกภาคธุรกิจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกค่อยๆ ร่วงกลับลงมา ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจึงไหลลงมาอยู่ที่ราว 3.95 บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 3.88 บาทในช่วงก่อนหน้าภาวะสงคราม

 

แต่ในมุมมองของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัวเลข 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่ใช่ราคาที่คนไทยควรจะจ่าย

 

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD เพื่อเจาะลึกแผนปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าไทย รวมทั้งอัปเดตนโยบายด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นถัดจากนี้

 

เอกนัฏชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การที่ค่าไฟลดลงมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการรื้อหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ เลย แต่เป็นเพียงผลพลอยได้จากราคา LNG ในตลาดโลกที่ถูกลงเท่านั้น เมื่อใดที่ราคาเชื้อเพลิงโลกกลับมาแพง ค่าไฟก็พร้อมจะดีดกลับขึ้นไปทันที

 

“ก่อนหน้านี้ค่าไฟถูกลงเพราะ LNG ถูกลง ไม่ใช่เพราะเราไปจัดการเรื่องไฟ ไปแก้สูตรอัตราค่าไฟ หรือไปแก้โครงสร้างอะไรเลย แต่การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นรอบนี้คือการลดที่ฐานจริงๆ” เอกนัฏกล่าว

 

ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เอกนัฏเล่าถึงแผนปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งหมด 6 ขั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ค่าไฟของคนไทยลดลงจริง โดยไม่ต้องไปตั้งงบประมาณเอาเงินภาษีมาอุดหนุน

 

6 ขั้น สู่การลดค่าไฟคนไทย

 

เอกนัฏกางลำดับแผนงานที่กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้า ออกเป็น 6 ขั้นตอน ตามจังหวะเวลาที่จะทยอยเห็นผล ดังนี้

 

  1. กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกการจองไฟ คิดอัตราใหม่ และดึงไฟฟ้าสำรองส่วนเกินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เตรียมเสนอที่ประชุมภายในเดือนหน้า
  2. ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ใช้เวลาใกล้เคียงกับขั้นแรก
  3. คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ รวมถึงมาตรการ 200 หน่วยแรก 3 บาท
  4. เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงเสรี (Direct PPA) รอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะอัตราค่าผ่านสาย
  5. เปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชนผ่านโซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดตัวปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า
  6. จัดการสัญญา Adder ที่ไม่เป็นธรรม หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว เห็นแนวทางจัดการชัดเจน

 

เมื่อนำผลของแต่ละขั้นมารวมกัน เอกนัฏประเมินว่า การดึงไฟทางออกจะช่วยลดได้ราว 10 สตางค์ การจัดการ Adder ลดได้อีก 5-10 สตางค์ และการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์จะลดได้ถึง 15-20 สตางค์

 

รวมแล้ว ค่าไฟของคนไทยทุกคนจะลดลงอย่างน้อย 30-40 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่เป้าหมายในใจที่เอกนัฏอยากเห็นจริงๆ คือ ลดลงให้ได้ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นราว 10-15% ของค่าไฟเฉลี่ย

 

“เป้าหมายในใจของผมคืออยากเห็นค่าไฟของทุกคนลดลง 40-50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเยอะมาก และมันคือการลดลงจริงๆ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ถูกลงเพราะ LNG ถูก” เอกนัฏกล่าว

 

ขั้นที่ 1: รื้อระบบดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่

 

ขั้นตอนที่เอกนัฏมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด คือการจัดระเบียบกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาขอใช้ไฟในประเทศไทย

 

ปัญหาที่ผ่านมาคือ การพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์มองเพียงมุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าเป็นเม็ดเงินลงทุนเท่าไร แต่ยังไม่ได้ดูว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยจริงมากน้อยแค่ไหน เมื่อ BOI ให้สิทธิประโยชน์ไปแล้ว ผู้ประกอบการก็เพียงไปขอใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วเดินเข้ามาขอไฟจากการไฟฟ้าได้เลย

 

ผลที่ตามมาคือ ปริมาณการจองซื้อไฟฟ้าพุ่งขึ้นไปเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบจะรองรับไหว เอกนัฏจึงสั่ง ‘เบรก’ ทุกกรณีไว้ก่อน เพื่อกลับมาทบทวนใหม่

 

“พอผมพูดคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทีไร คนก็ถามว่าจะเอาไฟไปให้ต่างชาติใช้เหรอ แต่ความจริงคือเรามีไฟเหลืออยู่แล้ว ถ้าไม่เอาไปใช้ มันก็ตั้งอยู่เฉยๆ แล้วเราก็ต้องจ่ายชดเชยที่ไปจ้างเขาสร้างอยู่ดี”

 

หัวใจของการแก้ปัญหานี้เชื่อมโยงกับ ‘ค่าพร้อมจ่าย’ โดยตรง เอกนัฏอธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยประเมินความต้องการใช้ไฟสูงเกินจริง จึงไปจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าไว้จำนวนมาก พอไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง ก็กลายเป็นภาระค่าพร้อมจ่ายที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับ ปัจจุบันมีไฟฟ้าสำรองส่วนเกินอยู่ราว 7,000-10,000 เมกะวัตต์

 

แทนที่จะปล่อยให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ตั้งอยู่เฉยๆ แนวทางใหม่คือนำกำลังผลิตส่วนเกินนี้ไปขายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งฝั่งเอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้าก็พร้อมอยู่แล้ว เพราะมีสัญญาซื้อขายไฟอยู่เดิม การไฟฟ้าซื้อมาในราคาเหมาะสมแล้วนำไปขายต่อ ส่วนต่างที่ได้จะถูกนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน ทำให้ภาระค่าพร้อมจ่ายของทุกคนลดลง

 

ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกกำหนดให้เป็นผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ ที่จ่ายค่าไฟในอัตราสูงกว่าผู้ใช้ทั่วไป ต้องรับผิดชอบ LNG ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟส่วนเพิ่มของตัวเอง และต้องมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสะอาดตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

“ที่ผ่านมาเรามองแต่ว่ามาแล้วไฟถูก น้ำถูก ที่ถูก แต่ต่อไปนี้ต้องกลับกัน เราต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ใช่ใครจะมาใช้เท่าไรก็ได้ แล้วคนอื่นต้องจ่ายแพงแทน”

 

ขั้นที่ 2: ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน

 

ไฟทางหรือค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะในแต่ละปีมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท และถูกเฉลี่ยอยู่ในค่าไฟฐานของผู้ใช้ไฟทุกประเภทมาตลอด

 

เอกนัฏมองว่านี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะหน่วยงานที่ใช้ไฟทางควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเอง โดยไปเบิกจากงบประมาณ ไม่ใช่ผลักให้ประชาชนทั่วไปมาเฉลี่ยจ่ายแทน

 

เมื่อดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ค่าไฟเฉลี่ยจะลดจาก 3.95 บาท เหลือราว 3.85 บาทต่อหน่วยทันที โดยเอกนัฏตั้งเป้าทำให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และยืนยันว่าการดึงรายได้ก้อนนี้ออกจะไม่กระทบสภาพคล่องของรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้า เพราะจะได้รับการชดเชยจากรายได้ส่วนใหม่ที่เข้ามาจากดาต้าเซ็นเตอร์และตลาด PPA

 

ขั้นที่ 3: คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก 3 บาท

 

เมื่อดึงไฟทางออกแล้ว ขั้นต่อไปคือการคำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย และเอกนัฏยืนยันว่าต้องทำให้ลดลงได้

 

มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในขั้นนี้คือ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท สำหรับทุกคน โดยเอกนัฏตัดสินใจพับแผนเดิมที่จะคิดอัตราขั้นบันไดแบบไปชาร์จเพิ่มกับคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป โดยยอมรับว่าไม่เป็นธรรมกับคนบางกลุ่ม

 

หลักการใหม่คือ ทุกคนได้สิทธิ์ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทเท่ากันหมด ไม่ว่าจะใช้ 200, 700 หรือ 1,000 หน่วยก็ตาม คนที่ใช้น้อยจะได้ประโยชน์เป็นสัดส่วนที่มากกว่าโดยอัตโนมัติ มาตรการนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 15,000 ล้านบาท และในอนาคตอาจขยายผลไปช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเพิ่มเติม โดยทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องตั้งงบเอาภาษีมาจ่าย แต่อาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียในระบบแทน

 

ทั้งนี้ ในโครงสร้างปัจจุบัน ค่าไฟบ้านที่อยู่อาศัยเป็นอัตราก้าวหน้าอยู่แล้ว โดยอัตราสูงสุดสำหรับผู้ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ราว 4.42 บาทต่อหน่วย ขณะที่ 3.95 บาทเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟทุกประเภทรวมกัน

 

ขั้นที่ 4: เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA)

 

ขั้นตอนนี้คือการเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันได้โดยตรงแบบเสรี หรือที่เรียกว่า Direct PPA โดยจะเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox กับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ก่อน ซึ่งจำกัดเบื้องต้นที่ราว 2,000 ราย และจะขยายเป็น 5,000 รายหรือมากกว่านั้นในอนาคต

 

แนวคิดง่ายๆ คือ หากผู้ประกอบการติดตั้งผลิตไฟสะอาดเองแล้วไม่เพียงพอ ก็สามารถออกไปหาซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้เอง ปล่อยให้ผู้ผลิตแข่งขันกันในตลาดเสรี โดยไม่ต้องผ่านการประมูล

 

อุปสรรคหลักที่ยังค้างอยู่และเป็นประเด็นที่พูดกันมา 2 ปี คือเรื่อง ‘ค่าผ่านสาย’ เพราะไฟฟ้าที่ซื้อขายกันต้องส่งผ่านสายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ทำให้ต้องมีการคิดค่าใช้สายที่เรียกว่า Third Party Access (TPA) ซึ่งรวมทั้งค่าสายส่ง สายจำหน่าย ค่าบริการปรับความถี่ ค่าความสูญเสียในสาย และค่าสำรองไฟ

 

เดิมอัตราค่าผ่านสายนี้สูงมาก แต่ปัจจุบันทยอยปรับลดลงเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ราว 1.40 บาทต่อหน่วย ซึ่งเอกนัฏระบุว่าฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์รับได้ เพราะอัตราค่าไฟจากรัฐในระบบปกติจะแพงขึ้น ทำให้หันมาซื้อไฟสะอาดในราคาที่เหมาะสมและรับผิดชอบค่าสายเอง ขั้นตอนนี้ยังต้องรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้เคาะอัตราสุดท้ายว่าจะออกมาที่อัตราเท่าไร

 

ขั้นที่ 5: รับซื้อไฟคืนจากประชาชน – โซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์

 

เอกนัฏมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ดีมากเมื่อเทียบในระดับภูมิภาค และวิธีที่ถูกที่สุดคือผลิตเองใช้เองผ่านการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา (Solar Roof)

 

กระทรวงพลังงานมุ่งลดขั้นตอน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และความช่วยเหลือเรื่องเงินดาวน์ราว 15,000 บาท พร้อมการค้ำประกัน โดยมีธนาคารของรัฐอย่างออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้ามาร่วมในแพ็กเกจสินเชื่อ

 

ส่วนสำคัญคือการเปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชน ที่คาดว่าจะเปิดภายในปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ในราคารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่การไฟฟ้ารับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มทั่วไป โดยจะทยอยเปิดรับทีละ 500 เมกะวัตต์ในแต่ละพื้นที่ และจำกัดบ้านละไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เพื่อให้กระจายสิทธิ์ได้ราว 10 หลังต่อรอบ ไม่กระจุกอยู่ที่บ้านใดบ้านหนึ่ง

 

ในระยะยาว การเปิดรับซื้อไฟคืนจำนวนมากยังเป็นโจทย์ของการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้รองรับการไหลของไฟแบบสองทาง รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนระดับแสนล้านบาทในกรอบ 5-10 ปีข้างหน้า

 

ขั้นที่ 6: จัดการสัญญา Adder ลดได้ปีละ 4-5 พันล้านบาท

 

ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดการกับสัญญา Adder ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตที่เอกนัฏมองว่ามีบางส่วนไม่เป็นธรรม

 

ขณะนี้กระทรวงได้หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเห็นแนวทางชัดเจนแล้วว่าจะจัดการอย่างไร หากดำเนินการได้ จะช่วยลดภาระลงได้ปีละราว 4,000-5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าไฟที่ลดลงอีก 5-10 สตางค์ต่อหน่วย

 

โจทย์ใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด

 

เบื้องหลังการรื้อโครงสร้างค่าไฟ ยังมีภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เอกนัฏมองว่าเป็นโจทย์ใหญ่จริงๆ ของประเทศ

 

“โลกยุคเก่าใช้น้ำมันขับเคลื่อนทุกอย่าง ยุคใหม่คือไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านพลังงาน เราพยายามยิงนัดเดียวให้ได้นกหลายตัว”

 

แต่เอกนัฏย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ระหว่างทางยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องบริหารควบคู่กันไป ทั้งการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ และการจัดการก๊าซธรรมชาติซึ่งยังเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้าในวันนี้

 

จุดเปราะบางที่สุดของระบบพลังงานไทยคือการพึ่งพาการนำเข้า เอกนัฏชี้ว่า แม้โรงกลั่นในประเทศจะมีกำลังกลั่นเกินความต้องการใช้ในประเทศจนสามารถส่งออกได้ แต่น้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการกลั่นนั้น ไทยยังต้องนำเข้าถึง 90%

 

เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่กระทรวงทำได้เร็วที่สุดคือการกระจายแหล่งซื้อ จากเดิมที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนราว 57-58% ลดลงเหลือเพียง 27% เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

“การเปลี่ยนแหล่งซื้อคือสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่ในระยะยาวมันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย” เอกนัฏกล่าว พร้อมชี้ว่า คำตอบที่ยั่งยืนกว่าคือการหันมาส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศ และยังเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้กับเกษตรกรไทย

 

ทิศทางนี้ยังสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ที่เลือกเส้นทางการเปลี่ยนผ่านแบบหลายทาง คือผสมผสานทั้งรถไฟฟ้า รถไฮบริด และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กัน ไม่ได้กระโดดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบทันที ซึ่งเข้าทางกับการที่ไทยกำลังลดการนำเข้าน้ำมันด้วยการเติมเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

แต่เอกนัฏยอมรับว่า โจทย์แรกของเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ได้อยู่ที่การผลิต หากแต่อยู่ที่ ‘การรับรู้’ ของผู้บริโภค

 

“ขนาดเราผลิตเอทานอลได้เอง รถยนต์ก็ใช้ได้แล้ว แต่คนกลับไม่นิยมเติม เพราะเข้าใจผิดว่าเหยียบไม่แรง สิ้นเปลือง หรือทำให้เครื่องยนต์เสีย ทั้งที่ค่ายรถยนต์ยืนยันแล้วว่าไม่จริง โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ นี่คือปัญหาที่การรับรู้ ไม่ใช่ที่ปริมาณการผลิต”

 

วิธีที่กระทรวงใช้แก้ปัญหาการรับรู้คือการใช้ราคาเข้ามาช่วย ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกดให้แก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่า E10 อยู่ 5 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ถูกกว่าดีเซลพื้นฐาน B7 อยู่ 5 บาทต่อลิตรเช่นกัน

 

เอกนัฏยอมรับตรงไปตรงมาว่า กลไกนี้เป็นการ ‘บิดเบือนกลไกตลาด’ เพราะตามต้นทุนจริง B20 ควรจะแพงกว่า แต่รัฐไปกดให้ถูกกว่าเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้

 

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน เอกนัฏยกตัวอย่างว่า ปริมาณการใช้ดีเซลในประเทศอยู่ที่ราววันละ 60 ล้านลิตร โดยในอดีต B20 แทบไม่มีคนใช้ หรือใช้เพียงหลักแสนลิตรต่อวัน แต่ปัจจุบันการใช้ B20 เพิ่มขึ้นเป็นราววันละ 6 ล้านลิตร เพราะกลุ่มผู้ใช้หลักคือรถบรรทุก ภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

 

“พอเราลดราคา B20 ลง มันก็เหมือนได้สองเด้ง คือนอกจากส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว ยังเป็นการอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายไปในตัว เพราะกลุ่มที่เอาไปใช้คือรถบรรทุก ภาคเกษตร และอุตสาหกรรม ต้นทุนของเขาก็ถูกลง” เอกนัฏกล่าว

 

แม้เป้าหมายปลายทางคือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงวันนี้ ต้นทุนค่าไฟของคนไทยยังผูกอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ LNG ที่ต้องนำเข้า

 

เอกนัฏอธิบายกลไกว่า LNG ที่นำเข้ามาจะถูกนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ก่อนคำนวณออกมาเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับทุกคน ดังนั้นยิ่งต้องนำเข้า LNG มากเท่าไร สัดส่วนของค่าไฟราคาแพงก็ยิ่งสูงขึ้น และประชาชนก็ต้องแบกต้นทุนนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรับผิดชอบ LNG ส่วนเพิ่มที่นำเข้ามาเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของผู้ใช้ไฟทั่วไป

 

ด้วยเหตุนี้ ทิศทางระยะยาวของกระทรวงจึงเป็นการบริหารแหล่งพลังงานแบบผสมผสาน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นฐานที่บริหารจัดการง่ายและให้ความมั่นคง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์และลม เพื่อค่อยๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าที่ราคาผันผวนลง

 

มองไกลกว่าค่าไฟ พลังงานสะอาด PDP ใหม่ และ SMR

 

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP) จะกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ที่ราว 60% ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการไฟสะอาดของภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงด้านพลังงานเพราะแหล่งพลังงานอย่างแสงแดดอยู่ในประเทศ ไม่ต้องนำเข้า

 

อีกหนึ่งวาระที่น่าจับตาคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในร่าง PDP ฉบับใหม่แล้ว โดยเอกนัฏเล่าถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า การเปลี่ยนชื่อเรียกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มาเป็น SMR ได้พลิกการรับรู้ของสังคมจากภาพลบให้กลายเป็นภาพบวก

 

“พอเปลี่ยนชื่อเป็น SMR คนก็ไปค้นหาคำตอบกันเองว่ามันคืออะไร ต่างจากนิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร สุดท้ายเขาก็ตอบแทนเราเองว่ามันเล็กกว่า ปลอดภัยกว่า จัดการง่ายกว่า”

 

เอกนัฏมองว่า หากประเทศไทยมี SMR เป็นเจ้าแรกในภูมิภาค จะเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมองไกลและบริหารจัดการได้ สำหรับกำลังผลิตที่วางไว้ มีแนวคิดขยายจากระดับเริ่มต้นราว 600 เมกะวัตต์ ขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 เมกะวัตต์ แต่ตัวเลขที่แน่นอนยังต้องรอความชัดเจนจาก PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะออกภายในเดือนสิงหาคมนี้

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ที่คนไทยกำลังจะได้เห็น เป็นเพียงด่านแรกของการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ที่จะวางรากฐานให้ไฟฟ้ากลายเป็นเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

The post รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play https://thestandard.co/set-half-year-domestic-play/ Wed, 01 Jul 2026 00:42:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1225321 หน้าจอแสดงผลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมข้อความคาดการณ์ SET ครึ่งหลังปี 69

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั […]

The post SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าจอแสดงผลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมข้อความคาดการณ์ SET ครึ่งหลังปี 69

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง หลังให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่องหลายปี โดย SET Index ปรับขึ้น 25.26% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ติด TOP 3 ตลาดหุ้นเอเชียที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นรองแค่ เกาหลีใต้ และ ใกล้เคียงกับไต้หวัน พร้อมทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,600 จุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 
 

ด้วยแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่โยกย้ายจากตลาดพัฒนาแล้วเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมไปถึงโดดเด่นด้านเงินปันผล ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุนทั่วโลก หนุนให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาซื้อสุทธิ 34,910 ล้านบาท โดยยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.46% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

 

คำถามคือ SET ยังมีโอกาสไปต่อแค่ไหนในช่วงครึ่งปีหลัง จะผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1,600 จุดได้หรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง ทิศทางดอกเบี้ย และ เงินเฟ้อ ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุน จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หุ้นไหนได้ประโยชน์

 

หุ้นไทยลงทุนได้ แต่ Upside จำกัด

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังลงทุนใน SET index ต่อไปได้ แต่ตลาดจะเริ่มมี Upside จำกัด การเติบโตชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก โดยให้เป้าหมาย SET ณ สิ้นปีอยู่ที่ 1,585 จุด และเป้าหมายในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,620 จุด

 

สำหรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ทั้งปี อยู่ที่ 99 บาทต่อหุ้น จากระดับปัจจุบันที่ 97 บาทต่อหุ้น ภายใต้ PE 16 เท่า

 

และประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ระดับ 2% สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับเพิ่มประมาณการ GDP เป็น 2.3% ปัจจัยส่วนหนึ่งจะมาจากการบริโภค และการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 200,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้ภาคการบริโภคเติบโตได้ในระดับ 2.5% ขึ้นไป

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ย บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินว่า หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง SET index จะปรับตัวลดลง โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,510 จุด แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ยาก จะกดดันให้ดัชนีปรับตัวลงลึกกว่าเดิม โดยมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,475 จุด ทั้งนี้หากเฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้งจริง อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงทิศทางค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.80 – 33.30 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ

 

กำไรหุ้นโตต่อ เงินเฟ้อผ่านจุดพีกไตรมาส 4

 

สำหรับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อว่าจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ จนกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สรพล ให้ความเห็นว่า “ในฝั่งของตัวเศรษฐกิจไทยแล้วก็กำไรตลาดหุ้นไทย ผมไม่ค่อยเป็นห่วง เรื่อง Cost-push inflation เนื่องจากสถิติย้อนหลังพบว่า เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตมักมาเร็วและไปเร็ว เราเชื่อว่าเงินเฟ้อกำลังจะผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 4 และมีทิศทางปรับตัวลง”

 

สอดคล้องกับ ธปท. ที่ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปี 2570 ลง เนื่องจากต้นทุนหลักอย่างราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอย่างหนัก จากระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือเพียง 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก (Supply-side) ไม่ได้มาจากฝั่งความต้องการซื้อ (Demand) เหมือนในปี 2565 จึงไม่มีความจำเป็นที่ กนง จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น

 

SET ลุ้นแตะ 1,644 จุด หากสงครามอิหร่านปิดฉาก

 

ด้านประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น

 

พาร์ทเนอร์ จำกัด มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง SET index จะเผชิญแนวต้านทางจิตวิทยาที่ระดับ 1,610 จุด ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นแบ่งความ “ถูก” และ “แพง” ของตลาดหุ้นไทย

 

“เป้าหมายเดิมของผมคือ 1,610 จุด สาเหตุที่ตลาดไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้

 

เพราะว่าถ้ามันผ่านแนวนี้ขึ้นไป จากเดิมหุ้นที่เคยมองว่าถูก มันจะเริ่มไม่ถูก แปลว่าดัชนีจะต้องผ่านเกณฑ์บางอย่าง ถึงจะปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านไปได้”

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่า PE ทั้งตลาดที่ดูเหมือนจะแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกบิดเบือนด้วยหุ้น Delta ที่มีน้ำหนักมากถึง 13% ของดัชนี เมื่อคิด EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น ทำให้ PE ที่ 16 เท่าดูแพง แต่หากตัด Delta ออกไป PE ตลาดหุ้นไทยจะเหลือเพียง 13 เท่าเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าวันนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่มี Delta ที่ PE ระดับนี้ และปันผลอยู่ที่ 4.5% ทำให้มูลค่ายังน่าสนใจในแง่ของความถูกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม SET index จะสามารถปรับตัวขึ้นผ่านแนวต้านจิตวิทยาได้ ต้องอาศัยการคลี่คลายของสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนภาครัฐ โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีนโยบายที่สอดรับกัน

 

“ผมตั้งสมมติฐานว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านน่าจะต้องจบ ก้อนหินที่มันทับเราไว้มันน่าจะต้องถูกคายออก ปัจจัยเสี่ยงเรื่องราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านการคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมันควรจะต้องลดลง ดังนั้นในครึ่งหลังของปี 2569 จึงมีโอกาสที่หุ้นไทยน่าจะก้าวข้ามผ่านแนวความถูกความแพงที่ 1,610 จุดขึ้นไป และอาจจะไปได้ถึง 1,644 จุด”

 

จับตาเงินไหลเข้า Domestic Play หนุนหุ้นแบงก์

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3/2569 สรพล มองว่า ครึ่งปีหลังจะเกิด Sector Rotation โดยเม็ดเงินจะหมุนเวียนออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีไปยังหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ โดยหุ้นที่น่าจับตาคือ หุ้น Laggard ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แต่ยังคงมี Upside สามารถป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนในภาวะที่ตลาดไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา เช่น กลุ่มการท่องเที่ยว, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), กลุ่มรถไฟฟ้า และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองเศรษฐกิจที่ว่า ภาคการบริโภค (Consumption) จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ด้านประกิต มองว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะสร้างผลตอบแทนนำตลาด เพราะหากเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รัฐบาลจะต้องอาศัยการลงทุน ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ KBANK, KKP และ SCB

 

กลุ่มที่น่าสนใจรองลงมา คือ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากภาพรวมการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น หุ้นเด่นคือ WHA และ AMATA รวมถึงหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่จะได้รับอานิสงส์จากปัญหา Supply Shock ที่คลี่คลายลง โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์คือ BGRIM และ GULF

 

The post SET ครึ่งหลังปี 69 ลุ้นแตะ 1,644 จุด สงครามอิหร่านใกล้จบ เงินเฟ้อถึงจุดพีก จับตาเงินไหลเข้าหุ้น Domestic Play appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาอสังหาฯ ไทย ‘ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด’ ปัญหารุมหนัก ‘คนรุ่นใหม่กู้ไม่ผ่าน-คนรุ่นเก่าแก่ก่อนรวย-ซัพพลายล้นตลาด’ https://thestandard.co/thai-property-crisis-bottom/ Wed, 01 Jul 2026 00:36:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1225316 ภาพประกอบผู้บริหาร ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร และ อุทัย อุทัยแสงสุข กับฉากหลังเมือง

จับตาภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่อาจ ‘ยังไม่ผ่านจุดต […]

The post จับตาอสังหาฯ ไทย ‘ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด’ ปัญหารุมหนัก ‘คนรุ่นใหม่กู้ไม่ผ่าน-คนรุ่นเก่าแก่ก่อนรวย-ซัพพลายล้นตลาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบผู้บริหาร ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร และ อุทัย อุทัยแสงสุข กับฉากหลังเมือง

จับตาภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่อาจ ‘ยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด’ มาจากวิกฤต ‘แซนด์วิชเจเนอเรชัน ที่คนรุ่นใหม่หรือ First Jobber ไม่สามารถขอสินเชื่อได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่สูงกว่า 70% ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็ตกอยู่ในภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’ อีกทั้งยังตลาดยังเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน

 

 
 

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ประเมินภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ตลาดยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) โดยปัญหาหลักของประเทศไทยในขณะนี้คือ ภาวะ ‘แซนด์วิชเจเนอเรชัน’ ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (First Jobber) ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นเก่าก็เข้าสู่วัยเกษียณทั้งที่ยังผ่อนบ้านไม่จบ ทำให้เกิดภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’

 

ปัจจุบันสถาบันการเงินมีการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึงกว่า 70% ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ก็ไม่สามารถกู้เงินเพื่อมาสร้างโครงการใหม่ๆ ได้ และหันไปพัฒนาเฉพาะโครงการระดับ Ultra Luxury ส่งผลให้ในตลาดแทบจะไม่มีบ้านมือหนึ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโครงการใหม่ไปอีกถึง 10 ปี

 

นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) อย่างหนัก โดยมีทรัพย์ที่ขายไม่ออกค้างอยู่ในระบบกว่า 700,000 ชิ้น ขณะที่มีคนไทยเพียงราว 100,000 คนเศษเท่านั้นที่มีกำลังพอจะซื้อและผ่อนทรัพย์ไหว ซึ่งถือว่าโอเวอร์ซัปพลายถึง 7 เท่า

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้กลับกลายเป็น โอกาสของธุรกิจ AMC เนื่องจากในตลาดปัจจุบัน สินค้ากว่า 60% เป็นทรัพย์มือสอง และ BAM ถือเป็นผู้ที่มีสต็อกทรัพย์มือสองมากที่สุดในประเทศ ทำให้มีความได้เปรียบด้านราคา โดยสามารถนำทรัพย์มูลค่า 100 บาท มาทำราคาขายได้ในระดับ 50-70 บาท ในขณะที่คู่แข่งต้องขายในราคา 90 บาท การนำเสนอทางเลือกให้ลูกค้าผ่อนตรงกับบริษัท แทนการพึ่งพาสินเชื่อธนาคาร จึงเป็นทางออกที่สำคัญ

 

ภาพประกอบผู้บริหาร ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร และ อุทัย อุทัยแสงสุข กับฉากหลังเมือง 1

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

 

ด้านการลงทุนซื้อหนี้ NPL และ NPA เข้าพอร์ตนั้น ในช่วงครึ่งปีแรก BAM ใช้งบลงทุนไปแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้เพิ่มอีก 10,000 – 20,000 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง โดยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการซื้อแบบ เหมาเข่ง มาเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาวิเคราะห์และเลือกซื้อเฉพาะทรัพย์ที่มีความต้องการในตลาด (Create Demand) เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงาน แทนที่จะซื้อบ้านเดี่ยว ซึ่งบริษัทมีสต็อกอยู่แล้วถึง 30,000 ชิ้น

 

กลุ่มที่ขายได้เร็วที่สุดในขณะนี้คือ ‘โรงแรม’ รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยมีกลุ่มทุนองค์กร (Corporate) จากภาคธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจน้ำตาล หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เข้ามาซื้อโรงแรมเพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ (Diversify) มากขึ้น

 

ในส่วนของการบริหารพอร์ต BAM ตั้งเป้าระบายทรัพย์ที่ถือครองมานานเกิน 12 ปี (Aging สูง) ซึ่งเคยมีสัดส่วนถึง 40% ให้ลดลง ปัจจุบันในเชิงปริมาณลดลงมาเหลือประมาณ 20% แล้ว การระบายทรัพย์ที่ตั้งสำรองไว้นานออกไปได้ จะช่วยดึงเงินสำรองกลับคืนมาเป็นกำไรของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีการคัดสรรพันธมิตรผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหัวกะทิ (Developer) เหลือเพียง 7-8 ราย จากเดิม 20-30 ราย เพื่อมารับซื้อทรัพย์ไปรีโนเวตและขายต่อ ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

 

สำหรับเป้าหมายทางการเงินของบริษัท BAM ได้ปรับโครงสร้างการบริหารต้นทุนและการขายใหม่ โดยมุ่งเน้นที่บรรทัดสุดท้ายคือ กำไรสุทธิ (Bottom Line) มากกว่ายอดรอเรียกเก็บ

 

โดยตั้งเป้าหมายยอดจัดเก็บรวมไว้ที่ 17,900 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมองว่าแม้ยอดจัดเก็บอาจจะทำได้ในระดับ 15,000 ล้านบาท แต่บริษัทจะเลือกขายทรัพย์ที่ให้อัตรากำไร (Margin) ดีที่สุด เพื่อรักษาเป้าหมายกำไรสุทธิให้ ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การที่บริษัทสามารถระบายทรัพย์เก่าออกไปได้ ทำให้การตั้งสำรองลดลงจากปีก่อนถึงครึ่งหนึ่ง ส่งผลดีต่อตัวเลขกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ

 

ดร.รักษ์ ทิ้งท้ายว่า แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายปี แต่บริษัทก็ชินและสามารถบริหารจัดการความท้าทายนี้ได้แล้ว ธุรกิจ AMC ถือเป็นธุรกิจแห่งโลกอนาคต และเป็นธุรกิจเดียวที่ยังสามารถยืนระยะผ่านวิกฤตของประเทศต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5-10 ปี

 

‘แสนสิริ’ ชี้ต่ออายุมาตรการค่าธรรมเนียมโอนอสังหาฯ เป็นฟันเฟืองช่วยกระตุ้น GDP ประเทศ

 

ด้านอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ที่ผ่านมาสมาคมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ได้มีการเข้าพบและนำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลมาโดยตลอด ซึ่งในส่วนของมาตรการผ่อนปรน LTV (Loan-to-Value) นั้น ได้รับการขยายระยะเวลาออกไปจนถึงปีหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนกรณีรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2569 โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จากอัตราปกติ 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ซึ่งเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ถือเป็นประเด็นบวกต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเดิมในฝั่งของผู้ประกอบการจะต้องรับภาระต้นทุนจากภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% และค่าธรรมเนียมการโอนในส่วนของตนอีก 1% ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคหรือผู้ซื้อก็จะต้องรับภาระค่าโอนอีก 1% เช่นกัน

 

ภาพประกอบผู้บริหาร ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร และ อุทัย อุทัยแสงสุข กับฉากหลังเมือง 2

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI

 

“ยกตัวอย่างเช่น สินค้าราคา 7 ล้านบาท ภาระ 1% ของ 7 ล้านบาท ผู้บริโภคก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 70,000 บาท ซึ่งถือว่าลูกค้าย่อมได้รับผลกระทบเยอะขึ้น” อุทัยกล่าว

 

นอกจากนี้ นายอุทัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ว่า เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยสนับสนุนและกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศไทยให้ดีขึ้น หากนับรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาคอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อ GDP สูงถึง 10-20%

 

ดังนั้น หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนออกมาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ลดลง และสามารถส่งมอบผลประโยชน์เหล่านั้นในรูปของต้นทุนที่ถูกลงต่อไปยังลูกค้าหรือผู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้

 

“เราคาดหวังและอยากให้รัฐบาลมองว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้น GDP ของประเทศได้” อุทัยกล่าว

The post จับตาอสังหาฯ ไทย ‘ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด’ ปัญหารุมหนัก ‘คนรุ่นใหม่กู้ไม่ผ่าน-คนรุ่นเก่าแก่ก่อนรวย-ซัพพลายล้นตลาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเยนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ หนักสุดรอบ 40 ปี นักวิเคราะห์ชี้อาจนำไปสู่การปรับฐานของหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นโลกแบบฉับพลัน คล้ายปี 2024 https://thestandard.co/yen-weak-stock-market-40-year/ Tue, 30 Jun 2026 08:22:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1225106 ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์เงินเยนที่แตกหัก สื่อถึงเงินเยนอ่อนค่าและตลาดหุ้นที่กำลังปรับฐาน

ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์ ลงไปแตะจ […]

The post เงินเยนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ หนักสุดรอบ 40 ปี นักวิเคราะห์ชี้อาจนำไปสู่การปรับฐานของหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นโลกแบบฉับพลัน คล้ายปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟหุ้นและสัญลักษณ์เงินเยนที่แตกหัก สื่อถึงเงินเยนอ่อนค่าและตลาดหุ้นที่กำลังปรับฐาน

ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์ ลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 162.27 เยน ถือระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่ปี 1986 หรือเกือบ 4 ทศวรรษก่อนหน้า

 

 
 

การอ่อนค่าของเงินเยนแม้โดยธรรมชาติจะเป็นปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบ ทั้งต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของญี่ปุ่น แต่สถานการณ์ในลักษณะเช่นนี้กำลังย้อนกลับไปคล้ายคลึงกับช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2024 ซึ่งการอ่อนค่าของเงินเยนกลับเป็นชนวนที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานอย่างรวดเร็วและรุนแรง

 

เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 4 ทศวรรษ

 

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าเงินเยนร่วงลงแตะ 162.27 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงต้นของการซื้อขายในตลาดเอเชีย ทะลุผ่านสถิติอ่อนค่าสุดเดิมราว 161.95 เยนที่เคยทำไว้ในช่วงกลางปี 2024 ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีนี้เงินเยนปรับตัวลดลงไปแล้วกว่า 3% ตามรายงานของ Financial Times

 

ต้นตอของแรงเทขายรอบล่าสุด มาจากความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในอิหร่าน ประกอบกับความยากลำบากของทางการญี่ปุ่นในการควบคุมเงินเฟ้อ การอ่อนค่าครั้งนี้ถูกกระตุ้นจากความกังวลว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความเสี่ยงมากกว่าธนาคารกลางอื่นทั่วโลกที่จะปรับนโยบาย ‘ช้ากว่าสถานการณ์’ ในการสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งมีต้นตอจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอันเป็นผลจากสงคราม

 

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้เปิดเผยแผนการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 14 ปี เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแบ่งสัดส่วนเงินทุน ได้รื้อฟื้นความกังวลว่าญี่ปุ่นกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางของการขยายตัวทางการคลังที่มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนท่าทีมาสู่การดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว (hawkish) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็เป็นอีกแรงสำคัญ รวมทั้งการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองก็เป็นแหล่งที่มาของแรงกดดันขาลงต่อเงินเยนเช่นกัน

 

นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี Nikkei 225 ทำลายสถิติต่อเนื่อง พุ่งทะลุ 72,000 จุดเมื่อสัปดาห์ก่อน จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่แห่เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก โดยเทรดเดอร์ระบุว่าการเดิมพันเหล่านั้นมาพร้อมการทำประกันความเสี่ยงด้านค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลายเป็นแรงเทขายต่อเงินเยนอีกทอดหนึ่ง

 

ทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซง

 

จุดต่ำสุดใหม่นี้กระตุ้นให้นักลงทุนเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะกลับเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินอีกครั้ง

 

ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น กล่าวเมื่อวันอังคารว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ผันผวนมากเกินไป “นั่นรวมถึงการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ตามที่ได้รับการยืนยันร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ”

 

ด้าน มิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจให้เปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนน้อยลง พร้อมเตรียมแทรกแซงตลาดค่าเงินหากจำเป็น แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับระดับค่าเงินเยนในปัจจุบัน ทั้งนี้ FT ระบุว่าทางการญี่ปุ่นได้ใช้จ่ายเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินไปแล้วในเดือนเมษายนและพฤษภาคม หลังการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางการสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม

 

บทเรียนปี 2024 เมื่อเงินเยนแข็งค่าฉับพลันจุดชนวนเทขายทั่วโลก

 

เพื่อเข้าใจว่าทำไมสถานการณ์ปัจจุบันจึงน่ากังวล ต้องย้อนกลับไปดูกลไกของเหตุการณ์เดือนกรกฎาคม ปี 2024 ที่ ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ถอดบทเรียนไว้อย่างละเอียด

 

ณัฐชาตเล่าว่า ญี่ปุ่นติดอยู่กับการใช้ดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2024 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักร จากติดลบเล็กน้อยขึ้นมาเป็นบวก 0.1% ซึ่งถือเป็น “ความปกติใหม่” ของดอกเบี้ยญี่ปุ่น

 

หลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก BOJ ทิ้งระยะไปราว 6 เดือน จนถึงไตรมาส 3 ช่วงแรกตลาดเชื่อว่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยยาว แต่เมื่อ BOJ เริ่มส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงที่เหลือของปี ตลาดจึงเริ่มรับรู้ว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้น

 

ปัญหาคือในเวลานั้น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้สะสมสถานะเก็งกำไรเงินเยนอ่อนค่า (short) ไว้เป็นจำนวนมาก ขณะที่ธุรกรรม carry trade ด้วยเงินเยน ก็ยังดำเนินต่อเนื่อง คือการใช้เงินเยนเป็นแหล่งทุนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก

 

เมื่อ BOJ ส่งสัญญาณชัด และกำลังจะมีการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม ตลาดเริ่มมั่นใจว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน นักลงทุนจึงเริ่มปรับสถานะ คืนหนี้สกุลเงินเยน ทำให้ความต้องการเงินเยนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่เปิดสถานะ short ไว้ก็ต้องเร่งปิดสถานะ ยิ่งเร่งให้เงินเยนแข็งค่าเร็วขึ้นไปอีก

 

ผลที่ตามมาคือ เงินลงทุนที่เคยถูกอัดฉีดเข้าไปในหุ้นญี่ปุ่น หุ้นทั่วโลก และสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ถูกถอนกลับ นำมาสู่การปรับฐานอย่างรุนแรง ยกเว้นเงินเยนที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วสวนทาง “ทำให้ช่วงนั้นเราเห็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นถูกเทขายระดับ 10% ในหนึ่งวัน” ณัฐชาตกล่าว

 

ทำไมรอบนี้จึง “คล้ายเดิม”

 

ณัฐชาตประเมินว่า ในเวลานี้หลายปัจจัยกำลังชี้ไปในทิศทางคล้ายเดิมกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2024

 

BOJ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยล่าสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งหลายคนชะล่าใจว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะจบลงแล้วในปีนี้ ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์กลับมาเพิ่มสถานะ short เงินเยนจนใกล้เคียงกับระดับปี 2024 ขณะที่ค่าเงินเยนเทียบดอลลาร์ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2024 เช่นกัน

 

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับข้อมูลในบทวิเคราะห์กลยุทธ์ของทรีนีตี้ ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณสถานะ short สะสมในเงินเยนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ได้พุ่งเข้าใกล้ระดับที่เคยทำไว้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2024

 

“ทำให้เราต้องเตือนว่า ถ้าในช่วงถัดไป BOJ ส่งสัญญาณ hawkish มากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว พร้อมอธิบายว่าปีนี้นักลงทุนรับรู้ไปแล้ว 88% ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง คืออีก 0.25% แต่หากความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเป็น 100% ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ก็จะทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง และอาจเป็นชนวนของกลไกการปิดสถานะแบบเดียวกับปี 2024

 

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ‘ส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น’

 

ณัฐชาตชี้ว่ารอบนี้มีอีกปัจจัยที่ต้องจับตาเพิ่มเติม นั่นคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ของสหรัฐฯ

 

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินเยนเคยเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของโลก ก็เพราะส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างสองสกุลเงินกว้างมาก ปัจจุบันบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.37% ขณะที่ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.68% ต่างกันราว 1% กว่าๆ

 

“ยิ่งถ้าแคบลงเรื่อยๆ จะทำให้ yen carry trade ลดลงเรื่อยๆ” ณัฐชาตกล่าว โดยอธิบายว่าหากธนาคารกลางทั้งสองส่งสัญญาณต่างกัน BOJ hawkish มากขึ้น ขณะที่เฟดยังนิ่ง ส่วนต่างผลตอบแทนของสองประเทศจะแคบลง และยิ่งกระตุ้นให้เงินทุนที่ลงทุนในสหรัฐฯ ไหลกลับเข้าญี่ปุ่นมากขึ้น

 

เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบ ณัฐชาตยกตัวอย่างปี 2023 ที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ เคยขึ้นไปถึง 4.9% ขณะที่ของญี่ปุ่นอยู่เพียง 0.9% ซึ่งเป็นส่วนต่างที่กว้างกว่าปัจจุบันมาก โดยช่วงนั้นเงินเยนอ่อนค่าจากอิทธิพลฝั่งดอลลาร์เป็นส่วนหนึ่ง เพราะตลาดเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง และแม้กระทั่งในจังหวะดังกล่าว ดัชนี MSCI ก็เคยย่อตัวลงราว 8% ภายในเวลาประมาณครึ่งเดือน

 

ความรุนแรงกระจุกที่หุ้นญี่ปุ่น แต่ลามได้ทั่วโลก

 

ในแง่ของผลกระทบ ณัฐชาตประเมินว่าความรุนแรงจะอยู่ที่หุ้นญี่ปุ่นเป็นหลัก และอาจดึงตลาดหุ้นทั่วโลกให้ปรับตัวลงตาม

 

จุดที่ทำให้หุ้นญี่ปุ่นโดน 2 เด้ง คือมูลค่าหุ้นญี่ปุ่นมักแปรผันตรงข้ามกับค่าเงิน เมื่อเงินเยนอ่อน หุ้นกลุ่มส่งออกได้ประโยชน์และดัชนีปรับขึ้น แต่เมื่อเงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างฉับพลัน หุ้นกลุ่มเดียวกันนี้ก็ถูกกดดันสวนทาง บวกกับแรงขายจากการปิดสถานะและการถอนเงินลงทุน จึงเป็นที่มาของการเทขายรุนแรงในรอบก่อน

 

สัญญาณที่ควรจับตาในระยะถัดไป ได้แก่ ท่าทีของ BOJ ว่าจะส่งสัญญาณสายเหยี่ยวมากขึ้นหรือไม่, การขยับของความน่าจะเป็นที่ตลาดรับรู้ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม จากระดับ 88% เข้าใกล้ 100%, ทิศทางส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นว่าจะแคบลงเพียงใด, ปริมาณสถานะ short เงินเยนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และความเคลื่อนไหวการแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น

 

ทั้งหมดนี้คือชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ในปี 2024 เคยเรียงตัวกันจนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก และในวันนี้ที่เงินเยนทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี หลายชิ้นส่วนกำลังกลับเข้าที่อีกครั้ง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโครงสร้างความเสี่ยงคล้ายเดิมหรือไม่ แต่เป็นว่าตลาดที่ดูเหมือนยังไม่ได้รับรู้ความเสี่ยงนี้ จะตื่นตัวทันเวลาหรือไม่

 

ภาพ: Dragon Claws, Valazarus-studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เงินเยนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ หนักสุดรอบ 40 ปี นักวิเคราะห์ชี้อาจนำไปสู่การปรับฐานของหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นโลกแบบฉับพลัน คล้ายปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย https://thestandard.co/gpsc-clean-energy-strategy-data-center-smr/ Tue, 30 Jun 2026 02:25:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1224582 ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

ในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและคา […]

The post ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

ในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยาก สิ่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องเร่งหาทางออก THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถึงวิสัยทัศน์และการปรับกระบวนทัพครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดรับกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) รวมถึงการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Decarbonization อย่างเต็มรูปแบบ

 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ได้กลายเป็น ‘ตัวเร่ง’ ที่สำคัญต่อการปรับตัวด้านพลังงาน

 

ศิริเมธ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ทิศทางหลังจากนี้จึงหนีไม่พ้นการเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ให้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบ สิ่งที่ท้าทายตามมาคือ ‘เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า’ GPSC ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงาน จึงต้องวางกลยุทธ์ที่สามารถรักษาสมดุลทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงในการจ่ายกระแสไฟฟ้า (Security), ราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ (Affordability) และทิศทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Sustainability) ซึ่ง GPSC ได้เล็งเห็นภาพของ Energy Transition มานานแล้ว และเตรียมความพร้อมไว้ในหลายมิติ เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Net Zero ของประเทศในปี 2050

 

ยกระดับประสิทธิภาพ ‘ไฟฟ้า-ไอน้ำ’ มุ่งสู่ผู้นำ Decarbonization ในมาบตาพุด

 

GPSC ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ระบบการผลิตของ GPSC เป็นลักษณะโคเจนเนอเรชั่น (Cogeneration) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก เข้าไปเผาไหม้ในเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จากนั้นนำความร้อนทิ้งที่อุณหภูมิสูงถึง 500-600 องศาเซลเซียส ไปผ่านระบบกู้คืนความร้อน (Heat Recovery Steam Generator) เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง นำไปปั่นกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้าได้อีกทอดหนึ่ง และได้ไอน้ำเป็นผลพลอยได้ส่งขายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม

 

ด้วยความซับซ้อนนี้ การก้าวสู่เป้าหมาย Decarbonization จึงเริ่มต้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Asset Optimization) เป็นอันดับแรก ปัจจุบัน GPSC ได้นำระบบ Asset Optimization แบบออนไลน์มาใช้บริหารจัดการยูนิตการผลิตที่มีอยู่หลากหลายให้ทำงานประสานกันอย่างเหมาะสมที่สุดแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงการปรับปรุงกระบวนการเผาไหม้และลดความร้อนสูญเสีย ซึ่งช่วยให้ประหยัดทั้งการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำไปพร้อมกัน

 

“เราได้ทำการเปรียบเทียบ หรือ Benchmarking กับโรงไฟฟ้าทั่วโลก พบว่าปัจจุบันมากกว่า 85% ของยูนิตที่เราโอเปอเรตอยู่ อยู่ในระดับ 25% แรกของโลก (First Quartile) สะท้อนให้เห็นว่าในเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุน เราสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแน่นอน” ศิริเมธ กล่าว

 

แผนการปรับปรุงประสิทธิภาพนี้สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า 60,000 ตันต่อปี ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่แข็งแกร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรลง 15% ภายในปี 2035 ตามแผนที่วางไว้

 

สยายปีกธุรกิจนวัตกรรมพลังงานสะอาด เพิ่มโซลูชันครอบคลุมทั้งใน-นอกกลุ่ม ปตท.

 

นอกจากฝั่งการผลิตแล้ว GPSC ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการให้บริการโซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับองค์กรและอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการลดคาร์บอน บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เกทซ์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด (Getz) เพื่อลุยธุรกิจด้าน EPC รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Power Management System) มาผสมผสานกับการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติ เพื่อสร้างระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพให้กับลูกค้า

 

ไม่เพียงเท่านั้น GPSC ยังพบว่า การใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ (Mixed-use) ส่วนใหญ่มาจาก ‘ระบบทำความเย็น’ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Keppel บริษัทยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ชื่อ บริษัท CoolConnext จำกัด โดย GPSC ถือหุ้นผ่าน Getz ในสัดส่วน 51% และ Keppel ถือหุ้น 49% เพื่อดำเนินธุรกิจ Cooling as a Service โดยบริษัทจะเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และจำหน่ายน้ำเย็นให้กับอาคารต่างๆ

 

โดยตั้งเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เป็น 100,000 ตันความเย็น ภายในปี 2030 การรุกตลาดโซลูชันนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญของบุคลากร GPSC มาขยายผล เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและนอกกลุ่ม ปตท. ได้อย่างสมบูรณ์

 

เป้าหมาย PDP 2026 โอกาสบนความท้าทาย สู่การปรับพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุ 60%

 

เมื่อมองไปที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 (ซึ่งครอบคลุมปี 2026-2050 สอดคล้องกับกรอบเวลา 25 ปีของเป้าหมาย Net Zero พอดี) จะพบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปัจจุบันประมาณ 30,000 กว่าเมกะวัตต์ จะเพิ่มขึ้นเป็น 77,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2050 เพื่อรองรับเทคโนโลยี Electrification ที่จะเข้ามาแทนที่พลังงานปฐมภูมิอย่างน้ำมัน

 

ภายใต้แผนระดับชาตินี้ หากต้องการบรรลุ Net Zero กำลังการผลิตใหม่เกินครึ่งหนึ่ง หรือราว 35,000 เมกะวัตต์ จะต้องเป็นพลังงานสะอาด ศิริเมธ เผยว่า GPSC ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูล โดยปัจจุบันบริษัทมีพันธมิตรและที่ดินที่มีศักยภาพสูง ซึ่งพร้อมสำหรับพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) รวมกันมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐมีการปลดล็อกระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้บุคคลที่สามใช้ (Third Party Access) หรือระบบ Wheeling Charge บริษัทก็มีพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดได้อีกถึง 1,000-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะปลดล็อกให้ GPSC สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไปด้วยกัน

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ตระหนักดีว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวน ประเทศไทยยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ (IPP) เพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) คอยพยุงเสถียรภาพของระบบในยามที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด ซึ่งคาดการณ์ว่าในร่างแผน PDP ใหม่ ภาครัฐอาจเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 พื้นที่ ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง GPSC ก็มีความพร้อมในการเข้าแข่งขันประมูลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศเช่นกัน

 

จากแผนยุทธศาสตร์ทั้งหมด GPSC ได้วางเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พอร์ตกำลังการผลิตรวมของบริษัทจะขยายตัวไปถึงระดับ 13,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ทะลุระดับ 60% และเข้าใกล้ 70% ซึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญไม่เพียงแต่มาจากแผน PDP ในประเทศไทย แต่ยังมาจากการลงทุนในแพลตฟอร์มพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียที่เติบโตอย่างร้อนแรง จากกำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ ทะยานสู่ 11,000 เมกะวัตต์ ในเวลาเพียง 4 ปี และมีโครงการในไปป์ไลน์ที่รอลงนามอีกกว่า 10,000 เมกะวัตต์ โดย GPSC ถือหุ้นสัดส่วน 39.9% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า GPSC พร้อมแล้วที่จะนำประสบการณ์จากเวทีโลก กลับมาขับเคลื่อนแผน PDP 2026 ของไทยให้บรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

พลิกวิกฤตโรงไฟฟ้าหมดอายุ สู่ขุมทรัพย์ Data Center ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง คือความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทย ในขณะที่การสั่งซื้อเครื่องจักรหลักสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ เช่น กังหันก๊าซ ต้องใช้เวลารอคอยสินค้านานขึ้นจาก 2-3 ปี เป็นเกือบ 5 ปี ทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ทันต่อความต้องการ

 

ศิริเมธ มองว่านี่คือ จังหวะทอง ของ GPSC เนื่องจากบริษัทมีโรงไฟฟ้าทั้ง IPP และ SPP ในพื้นที่เดิมที่ใกล้จะหมดอายุสัญญาพอดี เช่น โรงไฟฟ้า GLOW IPP ขนาด 700 เมกะวัตต์ ที่จะหมดสัญญา PPA ในต้นปี 2028 GPSC จึงมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) เจรจาต่ออายุสัญญากับ กฟผ. เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือ 2) เสนอขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้กับกลุ่ม Data Center ระดับโลกที่กำลังเข้ามาเจรจาอยู่หลายราย

 

SMR จิ๊กซอว์เทคโนโลยีพลิกโลก สู่การลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของแผนการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตคือ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งจะถูกบรรจุในแผน PDP 2026 ถึง 2,400 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากร่างเดิมที่ 600 เมกะวัตต์ สาเหตุที่ SMR เป็นกุญแจสำคัญ เพราะโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมของ GPSC ต้องจ่ายทั้ง ‘ไฟฟ้า’ และ ‘ไอน้ำ’ ให้ลูกค้า หากใช้แผงโซลาร์เซลล์หรือลม จะได้เพียงกระแสไฟฟ้า แต่ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ SMR จึงทำหน้าที่เป็นระบบ Cogeneration คล้ายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ คือใช้ความร้อนต้มน้ำให้เดือดเป็นไอน้ำไปปั่นกังหัน และนำไอน้ำที่ได้ไปส่งให้ลูกค้าต่อได้ โดยที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลยในกระบวนการผลิต ถือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้ง Security, Affordability และ Sustainability ครบถ้วนในตัวเดียว

 

ปัจจุบัน GPSC ได้ลงนาม MOU กับพันธมิตรเพื่อศึกษาความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR Generation ที่ 4 ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยสูงสุดในระดับ ‘Inherent Safety’ หรือ ‘Walk-away Safe’ หมายความว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือระบบไฟฟ้าหล่อเย็นขัดข้อง เตาปฏิกรณ์จะค่อยๆ หยุดการทำงานและเย็นตัวลงได้เองตามกลไกธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยระบบภายนอกเข้ามาควบคุม

 

บริษัทกำลังศึกษาเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ค่ายหลัก คือ

 

  • เดนมาร์ก (Seaborg Technologies) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเกลือหลอมเหลว (Molten Salt) แทนน้ำในการระบายความร้อน เกลือหลอมเหลวมีจุดเดือดสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ต้องสร้างแรงดันมหาศาลในเตาปฏิกรณ์เหมือนระบบน้ำ เมื่อความร้อนสูงเกินไป เกลือจะขยายตัว ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลงเอง
  • จีน จะใช้ก๊าซเฉื่อยเป็นตัวนำความร้อน โดยออกแบบเชื้อเพลิงให้อยู่ในแคปซูลลูกบอลเซรามิกทนความร้อนสูงถึง 1,600 องศาเซลเซียส ในขณะที่ปฏิกิริยาสูงสุดจะสร้างความร้อนไม่เกิน 1,200 องศาเซลเซียส จึงการันตีได้ว่าเปลือกหุ้มจะไม่มีวันละลายและป้องกันการรั่วไหลของรังสีได้อย่างสมบูรณ์

 

การก่อสร้าง SMR ยังใช้โมเดลสำเร็จรูป ผลิตและประกอบชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์จากโรงงาน คล้ายบ้านน็อกดาวน์ แล้วขนส่งทางเรือหรือรถยนต์มาติดตั้งหน้าไซต์งาน ทำให้คุมงบประมาณและเวลาได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต นอกจากนี้ SMR ยังใช้พื้นที่รัศมีปลอดภัย (Safety Space) แคบลงเหลือเพียง 500 เมตร ถึง 2 กิโลเมตรเท่านั้น เทียบกับแบบเก่าที่ต้องการรัศมีถึง 16 กิโลเมตร แม้ว่าปัจจุบัน SMR จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) โดยโครงการนำร่องที่เกาหลีใต้คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปี 2030-2032 แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าสามารถลงทุนได้ และจะช่วยล็อกต้นทุนเชื้อเพลิงระยะยาวให้กับประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

“GPSC ถือเป็นบริษัทเอกชนไทยอันดับต้นๆ ที่มีความพร้อมเรื่อง SMR เพราะเชื่อว่า หากจะไปถึง Net Zero จริงๆ เทคโนโลยี SMR คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะเข้ามาปิดเกม” ศิริเมธ กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคต

 

ตลอดบทสนทนา สะท้อนให้เห็นว่า GPSC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่คือผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านพลังงานที่พร้อมรับมือทุกความท้าทาย ความสำเร็จเหล่านี้นอกเหนือจากเทคโนโลยี ยังเกิดจากการวางระบบปฏิบัติการ Operational Excellent Management System (OEMS) ที่มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานในกลุ่ม ปตท. จนทำให้ GPSC คว้ารางวัลชนะเลิศ Operational Excellent Award ประจำปี 2026 ของกลุ่ม ปตท. มาครองได้สำเร็จ

 

ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือสถิติ SAIFI (System Average Interruption Frequency Index) ของ GPSC เมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 0.00 ซึ่งหมายความว่าไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้องที่ส่งผลกระทบต่อการรับกระแสไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว นับเป็นสถิติที่ดีที่สุด และยังได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าสูงสุดในมิติความน่าเชื่อถือ (Reliability)

 

เมื่อโลกเปลี่ยน พลังงานก็ต้องปรับ การเดินหน้าของ GPSC บนสมรภูมิ Energy Transition ด้วยยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด พร้อมนวัตกรรมเพื่อลดคาร์บอน จึงเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร แต่ยังเป็นฐานรากที่จะประคองเสถียรภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งภูมิรัฐศาสตร์และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

The post ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 กับดัก ‘ห้ามเศรษฐกิจไทยโต’ ในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 https://thestandard.co/thai-economy-budget-traps/ Tue, 30 Jun 2026 00:50:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1224799 ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท

‘งบประมาณแผ่นดิน’ นับเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อ […]

The post เปิด 10 กับดัก ‘ห้ามเศรษฐกิจไทยโต’ ในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท

‘งบประมาณแผ่นดิน’ นับเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากงบประมาณมีหน้าที่ในการเพิ่มการขยายตัวของ GDP รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

อย่างไรก็ตาม ‘ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท’ กลับมีวงเงินขยายตัวจากปีก่อนหน้าแค่ 0.2% เท่านั้น เพิ่มน้อยกว่าประมาณการเงินเฟ้อไทยปีนี้เสียอีก

 

นอกจากนี้งบฯ ปี 2570 ยังมี ‘กับดัก’ ทางการคลังและทางงบประมาณ ‘ซุกซ่อน’ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘สัดส่วนรายจ่ายลงทุน’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ที่ลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 6.9% เป็นการลดลงอย่างสูงมาก โดยมีสัดส่วนเหลือเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

 

ขณะที่ รายจ่ายประจำ ซึ่งไม่สามารถตัดทอนได้ (เช่น รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ และรายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม) เพิ่มต่อเนื่องเฉียด 74% ของงบประมาณทั้งหมด

 

เมื่อดู ‘ภาระผูกพันข้ามปี’ ก็มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 44.3% ของงบฯ ปี 2570 ทำให้รัฐบาลแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับจัดสรรงบประมาณไปทำเรื่องใหม่ๆ ได้เลย ส่วนภาระหนี้เงินต้นและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อเนื่องคิดเป็น 12.2% ของงบประมาณไปแล้ว

 

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ยังพบว่า งบประมาณส่วนใหญ่ ‘กระจุก’ ในการบริหารทั่วไปและการเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดหลายด้านที่เกี่ยวข้องกลับมีอันดับลดลง เช่น ดัชนีการรับรู้การทุจริต ความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล และประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ ขณะที่งบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดกลับลดเกือบ 84%

 

“มีเจ้าสำนักคิดเคยบอกไว้ว่า หลักการทางเศรษฐศาสตร์และแนวคิดบางประการอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้น การอ่านงบประมาณก็เปรียบเสมือนเป็นการอ่านดูว่า แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร” เกียรติกร อัตรสาร นักวิเคราะห์งบประมาณชํานาญการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าว

 

1.เปิดภาพรวมงบประมาณ PBO เตือนอย่าคาดหวัง ‘ผลลัพธ์การพัฒนา’

 

ฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการวิเคราะห์ ‘ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 เป็นงบที่ ‘คาดหวังผลลัพธ์ได้ยาก’ เนื่องจากเหตุผลหลักมาจากรายจ่ายประจำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 130,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลงถึง 70,000 ล้านบาท

 

“อย่าไปคาดหวังกับงบประมาณปี 70 ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้คาดหวังในเชิงผลลัพธ์ได้ยาก เพราะรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 130,000 ล้าน แต่รายจ่ายลงทุนลดลงประมาณ 70,000 ล้าน เพราะฉะนั้น เราจะไปคาดหมายหรือคาดหวังในเชิงผลลัพธ์ไม่ได้เลย” ฐากูรกล่าว

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 1

 

2. ส่องมูลค่าที่แท้จริงงบฯ ปี 2570 เพิ่มเพียง 0.2% เงินเฟ้อยังเพิ่มมากกว่า

 

ฐากูรกล่าวต่อว่า เมื่อดูการเพิ่มขึ้นของมูลค่าโดยรวมของ งบฯ ปี 2570 พบว่า เพิ่มเล็กน้อยเพียง 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น เมื่อพิจารณาวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยหากเทียบกับประมาณการเงินเฟ้อที่ 1.5% จะถือว่า งบประมาณมีมูลค่าที่แท้จริงลดลงด้วยซ้ำ

 

3. เปิดปมปัญหา ‘รายจ่ายลงทุน’ ตกต่ำเหลือ 20.8% เท่านั้น

 

ฐากูรกล่าวว่า รายจ่ายลงทุนในปี 2570 อยู่ที่ 7.89 แสนล้านบาทเท่านั้น มีสัดส่วนเพียง 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ลดลงจากปีงบฯ 2569 ที่ 8.61 แสนล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 22.8% ของงบประมาณทั้งหมด นับเป็นการลดลง 6.9% โดยสัดส่วนงบลงทุนปัจจุบันยังนับเป็นระดับที่ ‘น่าเป็นห่วง’ เพราะหากรายจ่ายลงทุนต่ำ การพัฒนาและการเติบโตของประเทศก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

 

“รายจ่ายลงทุนคือหัวใจของงบประมาณ เราจะเห็นว่า ประเทศจะพัฒนาไปทางไหน ขึ้นอยู่กับรายจ่ายลงทุน ถ้ารายจ่ายลงทุนน้อยเท่าไหร่ การเติบโตหรือว่าการพัฒนาประเทศก็เป็นไปได้ยาก” ฐากูรกล่าว

 

ฐากูรกล่าวต่อว่า ในอดีตประเทศไทยเคยมีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงถึง 30% ของงบประมาณ โดยแม้หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไทยก็ยังรักษาระดับเฉลี่ยไว้ได้ที่ 25.4% (ระหว่างปี 2541-2550)

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2551-2560 รายจ่ายลงทุนตกลงมาเหลือเพียง 19% จนนำไปสู่การบรรจุมาตรา 20 ไว้ใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้ต้องมีรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

 

“ก่อนหน้านี้ ไทยมีกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตอนนั้นกำหนดไว้ว่า รายจ่ายลงทุนต้องอยู่ที่ 25% แต่พอมาดูแล้วว่า ทำไม่ได้ พอไปออกกฎหมายจริงๆ ก็เหลือ 20%” ฐากูรกล่าว ขณะที่ตั้งแต่ปี 2561-2570 รายจ่ายลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 21.6%

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 2

 

4. ‘รายจ่ายประจํา-ชําระหนี้พุ่ง’ สูงถึง 73.6%

 

ฐากูรกล่าวต่อว่า รายจ่ายลงทุนถูกเบียดบัง ส่วนหนึ่งเพราะ

 

  • รายจ่ายบุคลากรภาครัฐ (เช่น เงินเดือน สวัสดิการ กบข. บุคลากรท้องถิ่น) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39.5 %
  • รายจ่ายชําระหนี้ (เงินต้น และดอกเบี้ย) คิดเป็นประมาณ 12.2 %
  • รายจ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม (เช่น เรียนฟรี ประกันสังคม ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กองทุนประชารัฐ ซึ่งไม่สามารถตัดทอนได้) คิดเป็น 15 %
  • รายจ่ายชดใช้เงินคงคลังคิดเป็น 1.9 %
  • รายจ่ายคืนเงินให้รัฐวิสาหกิจ เนื่องจากจ่ายเงินแทนรัฐในกิจกรรมกึ่งการคลังคิดเป็น 0.4%

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 3

 

ขณะที่เกียรติกร อัตรสาร นักวิเคราะห์งบประมาณชํานาญการ PBO กล่าวเสริมว่า ในงบฯ ปี 70 รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นถึง 5% และกินสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของงบประมาณทั้งหมด

 

เกียรติกรยังกล่าวต่อว่า หากดูตามเอกสาร งบบุคลากรจะอยู่ที่ 22.5% ของงบประมาณ (852,000 ล้านบาท) แต่ในความเป็นจริง เมื่อรวมงบกลางที่เกี่ยวกับบุคลากร (เช่น ค่ารักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญ กว่า 572,000 ล้านบาท) และงบอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะทำให้รายจ่ายบุคลากรภาครัฐรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 40% ของงบประมาณทั้งหมด

 

5. งบผูกพันที่ ‘แตะไม่ได้-ปรับไม่ได้’ สูงต่อเนื่องแตะ 1.7 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 44.3%)

 

เกียรติกรกล่าวว่า เมื่อพิจารณาภาระผูกพันข้ามปี ซึ่งมาจากรายการอนุมัติปีก่อนๆ ที่มีผลผูกพันถึงปีงบฯ 70 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 44.3% ของงบฯ ปี 70 ทำให้รัฐบาลแทบจะไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับจัดสรรงบประมาณไปทำเรื่องใหม่ๆ ได้เลย

 

“รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ คือรายการที่อนุมัติมาก่อน แปลว่า เปิดงบประมาณมา จะไปแตะก้อนนี้ไม่ได้ เพราะถูกอนุมัติมาแล้ว” เกียรติกรกล่าว

 

แม้ว่าภาระผูกพันรายการใหม่ในปี 2570 จะมีสัดส่วนประมาณ 8% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 10% แต่เมื่อนำงบผูกพันรายการใหม่ไปรวมกับภาระผูกพันเดิม จะทำให้งบผูกพันในภาพรวมมีสัดส่วนสูงถึง 44.3% ของงบประมาณทั้งหมด

 

โดยงบผูกพันส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกระทรวงคมนาคม มหาดไทย และเกษตรฯ ทำให้รัฐบาลแทบจะไม่มีช่องว่างทางการคลังไปปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ๆ ได้เลยเมื่อเปิดปีงบประมาณมา

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 4

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 6

 

6. งบประมาณส่วนใหญ่ ‘กระจุก’ ในการบริหารทั่วไป-การเศรษฐกิจ แต่ดัชนีไม่ขยับตาม

 

วีรวัฒน์ พิลากุล นักวิเคราะห์งบประมาณ ชํานาญการพิเศษ PBO กล่าวว่า งบประมาณส่วนใหญ่ยังคง กระจุกตัวอยู่ในการบริหารทั่วไปของรัฐและการเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดหลายด้านที่เกี่ยวข้องกลับมีอันดับลดลง เช่น ดัชนีการรับรู้การทุจริต ความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล และประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์

 

โดยจากงบประมาณภาพรวม 3.788 ล้านล้านบาท พบว่า กระจุกตัวใน 5 อันดับแรกถึง 54.7% ได้แก่ งบกลาง กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ ทุนหมุนเวียน (กองทุนต่างๆ) และกระทรวงมหาดไทย

 

โดย 3 หน่วยงานที่ได้งบเพิ่มขึ้นสูงสุด (จากสัดส่วน) ได้แก่

 

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มขึ้น 33.6% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล
  • กระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น 10.4% โดยส่วนใหญ่เพื่อบริหารจัดการหนี้
  • งบกลาง เพิ่มขึ้น 9.5% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร

 
ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 9

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 10

 

7. งบประมาณกลุ่มจังหวัดถูก ‘ตัด’ ลดลง 84%

 

ฐากูรกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจประจําปีงบฯ 2570 คือการลดลงอย่างชัดเจนของ ‘งบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด’ ที่ลดเกือบ 84% ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายอย่างสำคัญ จากปีงบประมาณ 2569 ที่ 2.63 หมื่นล้านบาท เหลือ 4.28 พันล้านบาทในปีงบฯ 2570

 

โดยวีรวัฒน์กล่าวเสริมว่า สาเหตุหลักที่ทำให้งบประมาณในส่วนนี้ลดลงอย่างมาก เป็นเพราะนโยบายการจัดทำงบประมาณสำหรับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในปี 2570 มุ่งเน้นเป้าหมายหลักเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว

 

โดยผลจากการกำหนดนโยบายที่มุ่งเป้าเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวนั้น ทำให้ขาดการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดในมิติของสังคมและคุณภาพชีวิต เนื่องจากประเด็นด้านสังคมไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในข้อนโยบายหลักของการจัดทำงบประมาณในปีนี้

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 5

 

8. เปิดความเสี่ยง 3 ชั้นใต้ภูเขาน้ำแข็งหนี้สาธารณะไทย

 

ด้านภูเบต เส็นบัตร นักวิเคราะห์งบประมาณชํานาญการ PBO กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมียอดหนี้สาธารณะ 12 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 66% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่ระดับ 63% ต่อ GDP และมีความเสี่ยงลึกๆ 3 ระดับ ดังนี้

 

ชั้นที่ 1: ความเร็วในการสร้างหนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนี้ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 24.6 Percentage Point ซึ่งเร็วกว่ากลุ่มประเทศในระดับเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเพียง 14 Percentage Point

 

ชั้นที่ 2: ภาระการชำระคืนและดอกเบี้ย ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีหนี้ครบกำหนดชำระสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาทต่อปี โดยหากต้องรีไฟแนนซ์ในช่วงที่ดอกเบี้ยสูง จะเป็นภาระงบประมาณอย่างมาก

 

ชั้นที่ 3: หนี้กึ่งการคลังที่ซ่อนอยู่ มียอดหนี้กว่า 1.002 ล้านล้านบาท ตามมาตรา 28 (ที่ให้ธนาคารของรัฐดำเนินนโยบายแทนไปก่อน) ซึ่งยังไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะ แต่ถือเป็นภาระที่รัฐบาลต้องชดใช้จริง

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 7

 

ภูเบตกล่าวต่อว่า หากนำภาระหนี้กึ่งการคลังที่ซ่อนอยู่มารวม หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ตั้งแต่ปี 2569 โดยพุ่งไปที่ 72.03% ต่อ GDP

 

นอกจากนี้ จากการจำลองสถานการณ์ของ PBO พบว่า มีโอกาสสูงถึง 62.5% ที่หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% และมีโอกาสเพียง 11.3% เท่านั้นที่ไทยจะบรรลุเป้าหมายวินัยการเงินการคลังได้ โดยในกรณีเลวร้าย หาก GDP ตกต่ำกว่าเป้าหมาย หนี้สาธารณะอาจพุ่งไปแตะ 78.71% ต่อ GDP ในปี 2573

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 8

 

9. หนี้เงินต้นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

 

เกียรติกรกล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสำหรับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ไว้ที่ 141,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม เกียรติกรกล่าวว่า ตัวเลข 141,000 ล้านบาทนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขสุทธิทั้งหมด เพราะยังไม่ได้รวมภาระการกู้ยืมเพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 10,000 ล้านบาทเข้ามาด้วย โดยเมื่อนำมารวมกันแล้วจะพบว่า หนี้ที่รัฐต้องจ่ายคืนนั้นสูงถึง 151,000 ล้านบาท

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 9

 

10. ไทยจมวังวนหนี้สาธารณะ

 

ฐากูรกล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังจมปลักอยู่กับวงจรหนี้ โดยในปีงบประมาณ 2570 ภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคิดเป็น 12.2% ของงบประมาณ และคาดว่า จะสูงถึง 16% ในปี 2573 เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ หรือช่วงก่อนโควิด ที่ไทยใช้งบประมาณเพื่อชำระหนี้เพียง 8.6% เท่านั้น ในปีงบประมาณ 2561

 

“ประเทศไทยกำลังจะจมปลักอยู่กับวงจรหนี้ ถ้าเราไม่ดำเนินการอะไร งบประมาณทุก 100 บาท จะลงไปที่การชำระหนี้ 16 บาท เพราะฉะนั้น เราจะต้องหาทางออกกับวัฏจักรหนี้ให้ได้ โดยคงจะต้องเริ่มจากการเร่งการขยายตัวของทางเศรษฐกิจ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่จำเป็นจะต้องพูดถึง” ฐากูรกล่าว

 

ภาพอนุทินและเอกนิติบนพื้นหลังธนบัตร 1,000 บาท 10

The post เปิด 10 กับดัก ‘ห้ามเศรษฐกิจไทยโต’ ในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 appeared first on THE STANDARD.

]]>