Wayne Rooney Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/wayne-rooney/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Oct 2025 04:05:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 https://thestandard.co/nike-palace-early-2000s/ Tue, 28 Oct 2025 04:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1136374 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลง […]

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลงานสุดพิเศษที่เป็นการคารวะต่อวัฒนธรรมฟุตบอลยุคต้นปี 2000 ผ่านมุมมองร่วมสมัยของแบรนด์สเกตจากลอนดอนอย่าง Palace

 

คอลเลกชันนี้นำแรงบันดาลใจจากซีรีส์ Total 90 อันโด่งดังของ Nike มาตีความใหม่ในสไตล์สปอร์ตสตรีต ทั้งชุดเชลล์สูท เสื้อแข่ง รองเท้าเทรนเนอร์ ไปจนถึงเสื้อฮู้ด แจ็กเก็ต ชุดวอร์ม เสื้อสเวตเตอร์ กางเกงขาสั้น และเสื้อยืดประดับด้วยกราฟิก P90 และโลโก้ Tri-Ferg อันเป็นเอกลักษณ์ของ Palace ที่ผสานเข้ากับ Swoosh ของ Nike อย่างลงตัว

 

การใช้โทนสีที่ผสมระหว่างเฉดเข้มและเฉดกลางยังคงเอกลักษณ์ Volt ของ Nike เอาไว้ เพื่อสืบทอดพลังสีอันเป็นเอกลักษณ์จากคอลเลกชัน T90 ในอดีต

 

ในแคมเปญนี้ เวย์น รูนี่ย์ ตำนาน T90 ร่วมถ่ายแบบกับ เลียห์ วิลเลียมสัน กัปตันทีมชาติอังกฤษหญิง, รีซ เจมส์ จากเชลซี, และดาวรุ่งอย่าง เลนนา กเวนน์ และ เจมี่ เบนส์ กิตเทนส์ ขณะเดียวกัน ทีมไรเดอร์ของ Palace นำโดย ลูเชียน คลาร์ก และ ซาวานนาห์ สเตซี่ คีแนน ก็ร่วมแสดงพลังของสายสเกต ส่วนฝั่งดนตรีมี กิกส์ เจ้าพ่อ Grime จากเซาท์ลอนดอน มาร่วมเติมความเท่

 

คอลเลกชัน Nike Football x Palace P90 จะวางจำหน่ายวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่ร้าน Palace ทั่วโลกและช่องทางออนไลน์

 

Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 1 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 2 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 3 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 4 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 5 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 6 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 7 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 8 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 9 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 10

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอร์มิงแฮม ปลด เวย์น รูนีย์ พ้นผู้จัดการทีม หลังพาทีมแพ้ 9 จาก 15 นัด จมโซนเสี่ยงตกชั้น https://thestandard.co/rooney-sacked-as-birmingham-manager/ Tue, 02 Jan 2024 12:05:44 +0000 https://thestandard.co/?p=883746 เบอร์มิงแฮม ปลด เวย์น รูนีย์ พ้นผู้จัดการทีม

วันนี้ (2 มกราคม) เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ทีมจากลีกแชมเปียนชิ […]

The post เบอร์มิงแฮม ปลด เวย์น รูนีย์ พ้นผู้จัดการทีม หลังพาทีมแพ้ 9 จาก 15 นัด จมโซนเสี่ยงตกชั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอร์มิงแฮม ปลด เวย์น รูนีย์ พ้นผู้จัดการทีม

วันนี้ (2 มกราคม) เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ทีมจากลีกแชมเปียนชิป อังกฤษ ประกาศปลด เวย์น รูนีย์ พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมออก แม้รูนีย์จะเพิ่งเข้ามารับงานคุมทีมได้เพียง 83 วัน โดยระหว่างนี้ สตีฟ สปูนเนอร์ (Steve Spooner) จะเข้ามารับผิดชอบงานคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราว จนกว่าสโมสรจะหาผู้จัดการทีมคนใหม่มาแทนที่ได้

 

อดีตกองหน้าวัย 38 ปีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมของเดอะบลูส์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2023 ภายหลังสโมสรตัดสินใจไล่ จอห์น ยูซตาส ออกจากตำแหน่ง ซึ่งขณะนั้นเบอร์มิงแฮมรั้งอยู่อันดับที่ 6 ของตารางคะแนน

 

ทว่าการมาคุมทีมของ เวย์น รูนีย์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาไม่สามารถพาเบอร์มิงแฮมทำผลงานให้ดีขึ้นได้ หลังจากคุมทีมแพ้ไปมากถึง 9 จาก 15 นัดในทุกรายการ 

 

ส่วนอันดับบนตารางคะแนนปัจจุบันพวกเขาหล่นมารั้งอันดับ 20 ของตารางคะแนน แข่งไป 26 นัด มี 28 แต้ม ห่างจากโซนตกชั้นสู่ลีกวันเพียง 5 คะแนนเท่านั้น

 

อ้างอิง:

The post เบอร์มิงแฮม ปลด เวย์น รูนีย์ พ้นผู้จัดการทีม หลังพาทีมแพ้ 9 จาก 15 นัด จมโซนเสี่ยงตกชั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวย์น รูนีย์ แนะ แฮร์รี แม็กไกวร์ ย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของตัวเอง https://thestandard.co/harry-maguire-leave-man-utd/ Thu, 20 Jul 2023 03:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=819648 แฮร์รี แม็กไกวร์

วันนี้ (20 กรกฎาคม) เวย์น รูนีย์ ผู้จัดการทีมดีซี ยูไนเ […]

The post เวย์น รูนีย์ แนะ แฮร์รี แม็กไกวร์ ย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี แม็กไกวร์

วันนี้ (20 กรกฎาคม) เวย์น รูนีย์ ผู้จัดการทีมดีซี ยูไนเต็ด และอดีตผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บอกว่า แฮร์รี แม็กไกวร์ อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะย้ายออกจากทีม เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของตัวเอง

 

โดยรูนีย์กล่าวว่า “ผู้จัดการทีมริบปลอกแขนจากแม็กไกวร์ไปแล้ว เขาจะไปต่อในสโมสรอย่างไร

 

“มันแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการทีม (เอริก เทน ฮาก) ไม่เชื่อใจในตัวเขา สิ่งนี้ควรจะทำให้แฮร์รีคิดว่าเขาจะทำอย่างไรต่อกับเส้นทางอาชีพของเขา ผู้จัดการทีมบอกเขาเป็นนัยแล้วว่าเขาไม่อยู่ในแผนทำทีม

 

“ผมเชื่อว่าแฮร์รีอยากเล่น เพื่อตัวเขาและเพื่อตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษ เขาควรจะพาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเขาเอง”

 

โดย แฮร์รี แม็กไกวร์ ย้ายมาแมนฯ ยูไนเต็ดจากเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยราคา 80 ล้านปอนด์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นกองหลังที่ค่าตัวมากที่สุดในโลก และได้รับตำแหน่งกัปตันทีมเมื่อเดือนมกราคม 2020

 

แต่ด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ในช่วงหลัง ส่งผลเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงเพียงแค่ 8 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 ที่ผ่านมา และล่าสุดก็ออกมาประกาศว่า เอริก เทน ฮาก จะทำการเปลี่ยนกัปตันทีมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

อ้างอิง:

The post เวย์น รูนีย์ แนะ แฮร์รี แม็กไกวร์ ย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โรนัลโด กับวันที่เขารู้สึกว่าโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หักหลัง | THE STANDARD https://thestandard.co/ronaldo-betrayed-by-manutd/ Tue, 15 Nov 2022 03:13:05 +0000 https://thestandard.co/?p=709121

อนาคตของ คริสเตียโน โรนัลโด ศูนย์หน้าวัย 37 ปี กับสโมสร […]

The post ชมคลิป: โรนัลโด กับวันที่เขารู้สึกว่าโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หักหลัง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

อนาคตของ คริสเตียโน โรนัลโด ศูนย์หน้าวัย 37 ปี กับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูเหมือนว่าจะจบลงหลังศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ในช่วงปลายปีนี้

 

หลังจากที่บทสัมภาษณ์พิเศษของเขากับ เพียร์ส มอร์แกน ใน TalkTV ออนแอร์ผ่านสื่อกีฬายักษ์ใหญ่อย่าง The Sun ซึ่งเขาได้พาดพิงและวิจารณ์บุคคลสำคัญหลายคนในสโมสร จนทำให้หลังจากนี้สถานการณ์ของเขากับทีมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

เสียง: ดิษยุตม์ ธนบุญชัย

The post ชมคลิป: โรนัลโด กับวันที่เขารู้สึกว่าโดนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หักหลัง | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนฯ ยูไนเต็ด แถลงรับทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ของ ‘โรนัลโด’ ยืนยันทีมจะพิจารณาต่อไปหลังข้อเท็จจริงปรากฏทั้งหมด https://thestandard.co/manutd-statement-on-ronaldo/ Tue, 15 Nov 2022 00:23:09 +0000 https://thestandard.co/?p=709051

จากประเด็นที่ คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าซูเปอร์สตาร์วัย […]

The post แมนฯ ยูไนเต็ด แถลงรับทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ของ ‘โรนัลโด’ ยืนยันทีมจะพิจารณาต่อไปหลังข้อเท็จจริงปรากฏทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากประเด็นที่ คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าซูเปอร์สตาร์วัย 37 ปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์ความรู้สึกในใจแบบหมดเปลือกกับ เพียร์ส มอร์แกน ในรายการ TalkTV ของ The Sun วานนี้ (13 พฤศจิกายน)

 

โดยบทสัมภาษณ์ความยาว 90 นาทีนั้นได้ไปพาดพิงถึงบุคคลคนอื่นๆ มากมาย ตั้งแต่ เอริก เทน ฮาก, ราล์ฟ รังนิก, เวย์น รูนีย์, เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รวมถึงโครงสร้างสโมสร จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมายนั้น

 

ล่าสุด (14 พฤศจิกายน) สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกแถลงต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า “สโมสรได้รับทราบถึงการรายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของ คริสเตียโน โรนัลโด

 

“สโมสรจะพิจารณาการดำเนินการขั้นต่อไปหลังจากข้อเท็จจริงได้ปรากฏออกมาทั้งหมดแล้ว

 

“โฟกัสของทีมเรายังคงอยู่ที่การเตรียมพร้อมสำหรับครึ่งฤดูกาลหลัง และสานต่อแรงผลักดัน ความเชื่อ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างผู้เล่น ผู้จัดการทีม สต๊าฟโค้ช และแฟนบอล”

 

อ้างอิง:

The post แมนฯ ยูไนเต็ด แถลงรับทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ของ ‘โรนัลโด’ ยืนยันทีมจะพิจารณาต่อไปหลังข้อเท็จจริงปรากฏทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรนัลโดยืนยัน หมดความเคารพในตัว ‘เทน ฮาก’ ชี้แมนฯ ยูไนเต็ด หยุดพัฒนานับตั้งแต่เฟอร์กูสันวางมือ https://thestandard.co/ronaldo-feels-betrayed/ Mon, 14 Nov 2022 03:24:44 +0000 https://thestandard.co/?p=708606

กลายเป็นดราม่าในวงการลูกหนังอีกครั้งสำหรับ คริสเตียโน โ […]

The post โรนัลโดยืนยัน หมดความเคารพในตัว ‘เทน ฮาก’ ชี้แมนฯ ยูไนเต็ด หยุดพัฒนานับตั้งแต่เฟอร์กูสันวางมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นดราม่าในวงการลูกหนังอีกครั้งสำหรับ คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าซูเปอร์สตาร์วัย 37 ปีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อล่าสุดวานนี้ (13 พฤศจิกายน) เจ้าตัวได้ออกมาสัมภาษณ์ความรู้สึกในใจแบบหมดเปลือกกับ เพียร์ส มอร์แกน ในรายการ TalkTV ของ The Sun ที่ออนแอร์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

เริ่มที่ปัญหาระหว่างโรนัลโดกับ เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด คนปัจจุบัน โดยโรนัลโดไม่มีชื่อกับทีมเลยนับตั้งแต่ได้โอกาสเป็นกัปตันทีมลงเป็นตัวจริงในเกมที่พ่ายแอสตัน วิลลา 1-3 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยโรนัลโดกล่าวความรู้สึกว่าตน ‘ถูกหักหลัง’ จากทีม

 

“ผมไม่เคารพเขา (เทน ฮาก) เพราะเขาไม่ให้เกียรติผม ถ้าคุณไม่เคารพผม ผมก็ไม่มีวันเคารพคุณ”

 

“ผมคิดว่าแฟนบอลควรรู้ความจริง ผมต้องการให้สโมสรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด นี่คือเหตุผลที่ผมมาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

 

“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือไป ผมก็ไม่เห็นพัฒนาการของสโมสรอีกเลย พูดตรงๆ คือความคืบหน้าเป็นศูนย์”

 

“ตัวอย่างเช่น ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่สโมสรอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ ‘โอเล’ (กุนนาร์ โซลชาร์) ออกไป หลังจากนั้นพวกเขานำ ราล์ฟ รังนิก ผู้อำนวยการกีฬา เข้ามาเป็นโค้ช ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แม้แต่โค้ช! แต่สโมสรใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พามาทำหน้าที่โค้ช? สิ่งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับผมเท่านั้น แต่ยังทำให้คนทั้งโลกประหลาดใจอีกด้วย”

 

“อย่างที่บอกไป ทีมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่จากุซซี สระว่ายน้ำ หรือยิม แม้แต่เทคโนโลยีบางจุด พวกเขาหยุดเวลาไว้ ซึ่งนั่นมันทำให้ผมประหลาดใจมาก”

 

“ผมคิดว่าจะได้เห็นสิ่งต่างๆ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ที่พัฒนาและก้าวหน้า แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลายสิ่งหลายอย่างยังเหมือนเดิมกับที่ผมเคยเห็นเมื่อผมมีอายุ 21-23 ปี มันทำให้ผมประหลาดใจมาก”

 

นอกจากนั้นโรนัลโดยังวิจารณ์ถึง เวย์น รูนีย์ อดีตเพื่อนร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ว่าเขาทำตัวไม่เหมาะสมในช่วงที่ผ่านมา “ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงวิจารณ์ผมหนักขนาดนี้ นั่นอาจเป็นเพราะเขาจบอาชีพการค้าแข้งไปแล้ว และผมยังเล่นในระดับสูงอยู่ ผมจะไม่บอกหรอกว่าผมดูดีกว่าเขา แม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็ตาม

 

ช่วงท้ายโรนัลโดได้พูดถึงแฟนบอลและเฟอร์กูสันที่มีผลต่อการตัดสินใจให้กลับมาที่แมนฯ ยูไนเต็ด ว่า “อย่างที่ปิกัสโซเคยพูดเอาไว้ คุณต้องทำลายบางอย่างเพื่อที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ (ที่จริงปิกัสโซพูดว่า ‘ทุกๆ การสร้างถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลาย’) และหากพวกเขาเริ่มมันที่ตัวผม สำหรับผมแล้วมันก็ไม่ใช่ปัญหาเลย ผมรักแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรักแฟนๆ พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ แต่ถ้าพวกเขา (ทีม) ต้องการทำให้มันแตกต่าง พวกเขาต้องเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่าง

 

“ผมทำตามหัวใจ เขา (เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน) บอกผมว่า ‘เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้’ และผมก็ตอบว่า ‘โอเค บอส’”

 

เมื่อถูกถามว่า เฟอร์กูสันคิดอย่างไรกับสถานการณ์ปัจจุบันของแมนฯ ยูไนเต็ด โรนัลโดกล่าวเสริมว่า “เขารู้ดีกว่าใครๆ ว่าสโมสรไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่พวกเขาสมควรจะเป็น

 

“เขารู้ ทุกคนรู้ มันก็แค่มีหลายคนที่มองไม่เห็นถึงเรื่องนั้น เพราะพวกเขาไม่อยากมองเห็นมันก็เท่านั้น พวกเขาเลยทำเป็นตาบอด” โรนัลโดกล่าวกับมอร์แกน

 

อ้างอิง:

The post โรนัลโดยืนยัน หมดความเคารพในตัว ‘เทน ฮาก’ ชี้แมนฯ ยูไนเต็ด หยุดพัฒนานับตั้งแต่เฟอร์กูสันวางมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูนีย์ เชื่อ โปเชตติโน จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เทน ฮาก สำหรับกุนซือคนต่อไปของปีศาจแดง พร้อมบอกให้ ป็อกบา-โรนัลโด ย้ายทีมหลังจบฤดูกาล https://thestandard.co/manchester-united-former-striker-wayne-rooney/ Tue, 05 Apr 2022 03:43:07 +0000 https://thestandard.co/?p=614430 เวย์น รูนีย์

เวย์น รูนีย์ อดีตศูนย์หน้าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื […]

The post รูนีย์ เชื่อ โปเชตติโน จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เทน ฮาก สำหรับกุนซือคนต่อไปของปีศาจแดง พร้อมบอกให้ ป็อกบา-โรนัลโด ย้ายทีมหลังจบฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวย์น รูนีย์

เวย์น รูนีย์ อดีตศูนย์หน้าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าอดีตต้นสังกัดของเขาจะตัดสินใจพลาดไม่ได้อีกแล้วในการเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป พร้อมกับเชื่อว่า เมาริซิโอ โปเชตติโน กุนซือปารีส แซงต์ แชร์กแมง จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เอริก เทน ฮาก กุนซือของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยประสบการณ์ท่ีเคยคุมทีมในพรีเมียร์ลีกมาก่อน 

 

โดยอดีตศูนย์หน้าวัย 36 ปีเชื่อว่า โปเชตติโนจะเป็นตัวเลือกที่ดี รวมถึงนักเตะ อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด และ พอล ป็อกบา ควรที่จะย้ายออกจากสโมสรหลังจบฤดูกาลนี้ 

 

“โปเชตติโนเคยทำได้มาก่อนในพรีเมียร์ลีก” รูนีย์ที่ปัจจุบันคุมทีมดาร์บี เคาน์ตี กล่าว 

 

“เขารู้จักลีกเป็นอย่างดี ถ้าผมต้องเลือกระหว่าง 2 คน ผมคงเลือกโปเชตติโน 


“เขาต้องการเวลา และเมื่อเขาได้รับเวลาที่ต้องการเขาจะทำผลงานได้ดี

 

“เราตกลงกันไม่ได้สักทีในแง่ของผู้จัดการทีม ตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เลิกคุมทีมไป กุนซือคนใหม่ต้องการเวลา 

 

“กับ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ มันไม่ได้ผล และ ก็ยังไม่ได้ผลกับผู้จัดการทีมคนใหม่ที่เข้ามา 

 

“โปเชตติโนคือยอดผู้จัดการทีม และเขารู้ว่าจะทำงานร่วมกับนักเตะระดับโลกและนักเตะเยาวชนได้อย่างไร พวกเขาต้องหาสูตรที่ลงตัวให้ได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถจะผิดพลาดได้อีกต่อไปแล้ว”

 

สำหรับ เมาริซิโอ โปเชตติโน อดีตกุนซือท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และ เอริก เทน ฮาก ที่พาอาแจ็กซ์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเมื่อปี 2019 ถือเป็น 2 กุนซือที่ดูมีโอกาสสูงสุดที่จะเป็นผู้จัดการทีมคนต่อไปของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อจาก ราล์ฟ รังนิก 

 

โดยแมนฯ ยูไนเต็ด เจอกับช่วงเวลาไร้แชมป์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 7 ของตารางพรีเมียร์ลีก และตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปแล้วด้วย 

 

รูนีย์ที่เคยสร้างความสำเร็จไว้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยการยิงไป 253 ประตู จาก 559 เกม ระหว่างปี 2004 ถึง 2017 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย รวมถึงยังได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูฟ่ายูโรปาลีก, แชมป์สโมสรโลก และ เอฟเอคัพ รวมถึงลีกคัพ ตลอด 13 ปีที่เขาอยู่กับสโมสร 

 

แต่วันนี้ รูนีย์มองว่า อดีตต้นสังกัดของเขามีปัญหาต่างๆ มากมาย ตั้งแต่กุนซือจนถึงนักเตะภายในทีม 

 

“ผมได้ดูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลายครั้ง และดูเหมือนกับว่านี่เป็นทีมที่มีแต่คนทำเพื่อตัวเอง 

 

“พวกเขาต้องลืมการคว้าสิทธิ์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เพราะพวกเขาจะไม่ไปแข่งขันแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้า 

 

“พวกเขาต้องเริ่มต้นสร้างใหม่ และจัดการทุกอย่างให้เข้าที่ แล้วในช่วงเวลาอีก 3 ปี พวกเขาถึงจะสามารถกลับมาท้าทายแชมป์ลีกได้

 

“ผมว่าสำหรับ พอล ป็อกบา เขาน่าจะต้องไป เขาไม่ได้สร้างอิมแพ็กเหมือนที่เขาคิดว่าจะทำได้ เขาดูเหมือนกับนักเตะที่แตกต่างออกไปจากตอนที่เขาลงเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส มันไม่เวิร์กเลยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขาต้องปล่อยนักเตะออกหลายคน 

 

“โรนัลโดยิงประตูสำคัญได้ แต่มองไปสู่อนาคตของสโมสร คุณต้องเลือกนักเตะเยาวชนที่มีความกระหาย โรนัลโดก็มีความอันตรายในตัว แต่สำหรับเกมที่เหลือ พวกเขาต้องการมากกว่านี้

 

“สำหรับ แฮร์รี แม็คไกวร์ ผมชอบนะ เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเหมือนกับนักเตะหลายๆ คน แต่สำหรับทีมชาติอังกฤษ เขาดูเหมือนกับกองหลังระดับโลก ถ้าเขาดึงความมั่นใจกลับมาได้ เขาจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสโมสรใหม่อีกครั้ง 

 

“พวกเขามีนักเตะเยาวชนที่ดีหลายคน ผมคิดว่า เจสซี ลินการ์ด ควรที่จะลงเล่น เขานำพาพลังและคุณภาพ พวกเขาต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นอีกครั้งหนึ่ง” 

 

อ้างอิง: 

The post รูนีย์ เชื่อ โปเชตติโน จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เทน ฮาก สำหรับกุนซือคนต่อไปของปีศาจแดง พร้อมบอกให้ ป็อกบา-โรนัลโด ย้ายทีมหลังจบฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาร์บี เคาน์ตี วิกฤตซ้ำซ้อน หลังถูก EFL ตัดคะแนนเพิ่มอีก 12 คะแนน https://thestandard.co/derby-county-got-efl-12-points-deducted/ Wed, 17 Nov 2021 06:12:01 +0000 https://thestandard.co/?p=560720 เวย์น รูนีย์

สถานการณ์ของทีมดาร์บี เคาน์ตี หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ที่สุด […]

The post ดาร์บี เคาน์ตี วิกฤตซ้ำซ้อน หลังถูก EFL ตัดคะแนนเพิ่มอีก 12 คะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวย์น รูนีย์

สถานการณ์ของทีมดาร์บี เคาน์ตี หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษที่มี เวย์น รูนีย์ อดีตศูนย์หน้าระดับตำนานของประเทศเป็นผู้จัดการทีม เลวร้ายขึ้นอีกหลังจากที่ถูกฟุตบอลลีก (EFL) ลงโทษตัดคะแนนเพิ่มอีกรวมแล้วเป็น 21 แต้ม โอกาสเสี่ยงต่อการตกชั้นสูงอย่างยิ่ง

 

ดาร์บีประสบปัญหาทางการเงินและมีการกระทำผิดกฎการเงินอย่างร้ายแรงในช่วงเจ้าของสโมสรเก่า เมล มอร์ริส จนต้องถูกควบคุมกิจการ ซึ่งภายหลังจากที่ได้ ควนทูมา (Quantuma) เข้ามาประคองสถานการณ์แล้ว ทางด้านฟุตบอลลีกได้มีการลงโทษตัดคะแนนเบื้องต้น 3 แต้ม และเพิ่มเติมอีก 9 แต้มตามกฎ ทำให้ทีมตกอยู่ท้ายตารางดอะแชมเปียนชิปทันที

 

ล่าสุดทางด้านฟุตบอลลีก ซึ่งมีปัญหากับดาร์บีมาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มประสบปัญหาในเดือนมกราคม 2020 ได้มีการพิจารณาที่จะลงโทษตัดอีก 12 แต้มตามกฎ ในการที่สโมสรบริหารกิจการล้มเหลวจนต้องมีการเข้ามาควบคุมกิจการ ทำให้เวลานี้ดาร์บีมีแต้มติดลบ 3 คะแนน ตามหลังบาร์นสลีย์ ทีมรองบ๊วยอยู่ 14 คะแนน และอยู่ห่างจากอันดับที่จะรอดตกชั้นถึง 18 คะแนนด้วยกัน

 

หลังจากนี้ดาร์บียินดีที่จะทำตามแผนธุรกิจที่จะทำให้สโมสรอยู่รอด โดยรวมถึงการจำกัดการใช้เงินในการย้ายทีม ลดการขาดทุน และไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์โทษใดๆ หลังจากนี้ ขณะที่รูนีย์ซึ่งพยายามประคับประคองสถานการณ์ของสโมสรถึงขั้นมีการพยายามช่วยเหลือสตาฟฟ์และนักฟุตบอลในทีมด้วยการออกค่าใช้จ่ายให้ มีภาระหนักในการจะต้องพยายามปลุกใจทีมให้สู้ตลอดช่วงระยะเวลาที่เหลือของฤดูกาล

 

อ้างอิง:

The post ดาร์บี เคาน์ตี วิกฤตซ้ำซ้อน หลังถูก EFL ตัดคะแนนเพิ่มอีก 12 คะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูนีย์ประกาศแขวนสตั๊ดรับตำแหน่งกุนซือดาร์บีเต็มตัว https://thestandard.co/wayne-rooney-announce-retirement-into-consultant/ Sat, 16 Jan 2021 03:20:26 +0000 https://thestandard.co/?p=443732 รูนีย์ประกาศแขวนสตั๊ดรับตำแหน่งกุนซือดาร์บีเต็มตัว

เวย์น รูนีย์ ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษและทีมแมนเชสเตอ […]

The post รูนีย์ประกาศแขวนสตั๊ดรับตำแหน่งกุนซือดาร์บีเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูนีย์ประกาศแขวนสตั๊ดรับตำแหน่งกุนซือดาร์บีเต็มตัว

เวย์น รูนีย์ ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษและทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการเพื่อรับตำแหน่งผู้จัดการทีม ‘แกะเขาเหล็ก’ ดาร์บี เคาน์ตี

 

รูนีย์ซึ่งรับตำแหน่งคุมทีมเป็นการชั่วคราวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ได้รับสัญญาระยะเวลา 2 ปีครึ่ง หลังทำผลงานได้เป็นที่น่าประทับใจเจ้าของสโมสร เมล มอร์ริส และ เชค คาเลด

 

“ตอนที่ผมกลับมาอังกฤษ ผมรู้สึกทึ่งกับศักยภาพของดาร์บี ไม่ว่าจะสนามแข่ง สนามซ้อม สตาฟฟ์ และนักเตะดาวรุ่ง รวมถึงแฟนๆ ดังนั้นแม้จะมีข้อเสนอจากที่อื่น แต่ผมคิดว่าที่นี่คือที่ของผม”

 

ภาพ: @dcfcofficial

อ้างอิง:

The post รูนีย์ประกาศแขวนสตั๊ดรับตำแหน่งกุนซือดาร์บีเต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราถูกปฏิบัติเหมือนหนูทดลอง” เวย์น รูนีย์ สุดอัดอั้น เขียนคอลัมน์ตำหนิผู้มีอำนาจในประเทศ https://thestandard.co/coronavirus-wayne-rooney-says-footballers-treated-like-guinea-pigs-after-postponement-delay/ Sun, 15 Mar 2020 12:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=341712

เวย์น รูนีย์ นักฟุตบอลชาวอังกฤษวัย 34 ปี ของสโมสรดาร์บี […]

The post “เราถูกปฏิบัติเหมือนหนูทดลอง” เวย์น รูนีย์ สุดอัดอั้น เขียนคอลัมน์ตำหนิผู้มีอำนาจในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวย์น รูนีย์ นักฟุตบอลชาวอังกฤษวัย 34 ปี ของสโมสรดาร์บี เคาน์ตี ทีมในศึกอีเอฟแอลแชมเปี้ยนชิป ออกมาตำหนิผู้มีอำนาจในสมาคมฟุตบอลประเทศอังกฤษ รัฐบาล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ไม่ใส่ใจและเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของนักฟุตบอลในประเทศ ทั้งๆ ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดยรูนีย์ได้ออกมาเขียนคอลัมน์ระบายความรู้สึกที่เขามีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บนเว็บไซต์ The Times เนื่องจากก่อนหน้านี้สมาคมฟุตบอลอังกฤษเคยยืนกรานว่า จะจัดการแข่งขันฟุตบอลในประเทศต่อไป โดยอาจจะเลือกวิธีการจัดการแข่งขันแบบปิดสนาม ห้ามคนดูเข้าชมแทน

 

ก่อนที่สมาคมจะเปลี่ยนการตัดสินใจในที่สุด โดยเลื่อนการจัดการแข่งขันฟุตบอลทุกรายการในประเทศออกไปจนถึงวันที่ 3 เมษายน เนื่องจากพบว่า มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล และ แคลลัม ฮัดสัน-โอดอย นักฟุตบอลดาวรุ่งของสโมสรเชลซี ถูกตรวจพบว่า ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

 

“ขอบคุณมากที่สุดท้ายก็ทำสิ่งที่ถูกต้องเสียที เราต้องพักการแข่งขันในฤดูกาลนี้ ฟุตบอลคือเกมที่พวกเราทุกคนรัก ชื่นชอบที่จะติดตามดูและลงแข่ง แต่เมื่อเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เกิดขึ้นและเริ่มส่อเค้าลุกลามเป็นวิกฤตของโลก คุณจำเป็นจะต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

 

“คนบางคนอาจจะไม่ยินดี แต่ในกรณีนี้ผมคิดว่า ฟุตบอลเป็นเรื่องรองนะ มันคือกีฬา เป็นแค่ ‘กีฬา’ ถ้าผู้คนต้องใช้ชีวิตในความเสี่ยง ความปลอดภัยต้องนำมาก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าสุดท้ายแล้วคุณจะชนะ คว้าแชมป์ คว้าตั๋วไปเล่นในรายการยูฟ่า ตกชั้น หรือเลื่อนชั้น ได้หรือไม่ก็ตาม

 

“ทำไมต้องรอจนถึงวันศุกร์ล่ะ (สมาคมฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจพักการแข่งขันในประเทศทุกรายการชั่วคราว) ทำไมต้องรอให้อาร์เตตาป่วยก่อนด้วยเหรอ ถึงจะตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องได้

 

“หลังจากการประชุมด่วนเกิดขึ้น พวกเขาก็ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ควรจะทำ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ผมเกือบจะรู้สึกราวกับว่านักฟุตบอลในอังกฤษถูกปฏิบัติเหมือนเป็น ‘หนูทดลอง’ อย่างไรอย่างนั้น ในขณะที่กีฬาอื่นๆ อย่างเทนนิส, ฟอร์มูลาวัน, รักบี้, กอล์ฟ หรือการแข่งขันฟุตบอลในประเทศอื่นๆ ได้ถูกสั่งพักการแข่งขันลงชั่วคราว แต่พวกเรากลับถูกบอกให้ต้องลงแข่งต่อไป

 

“ที่ดาร์บี เราต้องนั่งรอที่สนามซ้อมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อรอ บอริส จอห์นสัน (นายกรัฐมนตรีอังกฤษ) แถลง ทุกคนต่างก็รู้สึกกระวนกระวายเหมือนกัน 

 

“ผมรู้ดีว่ามันรู้สึกอย่างไร ถ้ามีใครสักคนในครอบครัวผมต้องติดเชื้อจากผม เพราะผมต้องลงแข่งในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย แล้วหากอาการป่วยของพวกเขารุนแรง ผมคงจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนในการจะลงเล่นฟุตบอลอีกครั้ง และจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอันขาด”

 

รูนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเขายินดีที่จะลงเล่นจนถึงเดือนกันยายน หากฤดูการแข่งขันฟุตบอลจำเป็นต้องเลื่อนออกไปชั่วคราว เพราะนั่นคือหน้าที่ของพวกเขาในฐานะนักฟุตบอล ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เราอาจจะได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลในฤดูกาล 2019/20 ปิดฉากลงในช่วงปลายปีนี้

 

“ตราบใดที่พวกเราทราบว่า สถานการณ์ปลอดภัยที่จะลงแข่ง และปลอดภัยสำหรับการเข้าชมในสนามแล้ว เราพร้อมจะลงแข่ง” 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post “เราถูกปฏิบัติเหมือนหนูทดลอง” เวย์น รูนีย์ สุดอัดอั้น เขียนคอลัมน์ตำหนิผู้มีอำนาจในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวย์น รูนีย์ เตรียมขึ้นศาล หลังเมา-อาละวาดในสนามบินของอเมริกา https://thestandard.co/wayne-rooney-arrested-for-public-swearing-and-intoxication/ https://thestandard.co/wayne-rooney-arrested-for-public-swearing-and-intoxication/#respond Mon, 07 Jan 2019 03:53:38 +0000 https://thestandard.co/?p=175682

อดีตดาวยิงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด งานเข้าอีกครั้ง หลังม […]

The post เวย์น รูนีย์ เตรียมขึ้นศาล หลังเมา-อาละวาดในสนามบินของอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>

อดีตดาวยิงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด งานเข้าอีกครั้ง หลังมีภาพถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวที่สนามบินวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนก่อน ทำให้เจ้าตัวต้องขึ้นศาลในวันที่ 24 มกราคมนี้ ด้วยข้อหาเมาอาละวาดและสบถถ้อยคำหยาบคายในสนามบิน

 

เวย์น รูนีย์ กองหน้าระดับตำนานชาวอังกฤษที่ปัจจุบันค้าแข้งกับทีมดีซี ยูไนเต็ด สโมสรดังในศึกเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ ถูกจับที่เวอร์จิเนียตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2018 หลังดาวยิงวัย 33 ปีก่อเหตุเมาและอาละวาดในสนามบิน เป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องขึ้นศาลในวันที่ 24 มกราคมนี้เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยล่าสุด พอล สเตรทฟอร์ด โฆษกส่วนตัวของรูนีย์ออกมาแก้ต่างให้ พร้อมยืนยันถึงเรื่องนี้ว่า

 

“ระหว่างเดินทาง เวย์น รูนีย์ ได้รับประทานยานอนหลับหลายเม็ด และดื่มผสมกับการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จึงทำให้เกิดอาการมึนเมาเมื่อถึงสหรัฐอเมริกา

 

“เขา (รูนีย์) ถูกจับกุมข้อหากระทำความผิดทางอาญาแบบไม่รุนแรง เขาได้รับโทษจากการมีอาการมึนเมาและประพฤติไม่สมควรในสนามบิน โดยเบื้องต้นได้ปรับตามกฎหมาย แล้วปล่อยตัวทันทีหลังถูกกักขังที่สนามบิน”

 

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้อดีตดาวยิงปีศาจแดงถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 25 เหรียญสหรัฐ (ราว 800 บาท) และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมฟ้องร้องจำนวน 91 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,900 บาท) จากความผิดอาญาที่ไม่ร้ายแรง

 

ภาพ: Reuters

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post เวย์น รูนีย์ เตรียมขึ้นศาล หลังเมา-อาละวาดในสนามบินของอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/wayne-rooney-arrested-for-public-swearing-and-intoxication/feed/ 0
รูนีย์ ยอมรับผิดข้อหาเมาแล้วขับ ศาลตัดสินห้ามขับรถ 2 ปี ทำงานจิตอาสา 100 ชั่วโมง https://thestandard.co/wayne-rooney-pleads-guilty-to-drink-driving/ https://thestandard.co/wayne-rooney-pleads-guilty-to-drink-driving/#respond Mon, 18 Sep 2017 12:03:25 +0000 https://thestandard.co/?p=28175

     เวย์น รูนีย์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤ […]

The post รูนีย์ ยอมรับผิดข้อหาเมาแล้วขับ ศาลตัดสินห้ามขับรถ 2 ปี ทำงานจิตอาสา 100 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เวย์น รูนีย์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ​ วัย 31 ปี ถูกตัดสินห้ามขับรถเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่ยอมรับสารภาพข้อหาเมาแล้วขับ โดยมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกินลิมิตถึง 3 เท่า

     ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ศูนย์หน้าท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน ถูกตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับ เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายกำหนดไว้ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลมหายใจ 100 มิลลิลิตร แต่รูนีย์มีค่าแอลกอฮอล์สูงถึง 104 ไมโครกรัมต่อลมหายใจ 100 มิลลิลิตร

     เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตั้งข้อหาและสั่งฟ้องศาลในสต็อกพอร์ต และล่าสุดวันนี้ (18 ก.ย.) ศาลจึงได้เรียกจำเลยให้มารับฟังข้อหาเมาแล้วขับ ซึ่งเจ้าตัวก็รับสารภาพข้อหาดังกล่าว นั่นคือถูกศาลตัดสินลงโทษห้ามขับรถ 2 ปี และทำงานช่วยเหลือชุมชน 100 ชั่วโมงภายในเวลา 12 เดือน โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

     นอกจากนี้ทางเอฟเวอร์ตัน สโมสรต้นสังกัด ยังสั่งปรับเงินรูนีย์เป็นจำนวน 2 สัปดาห์ หลังจากที่มีผลตัดสินออกมาจากศาล

     โดยรูนีย์ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ www.officialwaynerooney.com/ แสดงความรับผิดชอบและเสียใจต่อการกระทำที่เกิดขึ้น

     “ผมรู้สึกผิดและต้องขอโทษกับการตัดสินใจที่แย่และไม่สามารถให้อภัยได้ นั่นคือการขับรถโดยมีแอลกอฮอล์เกินลิมิตของกฎหมาย มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก

     “ผมได้กล่าวขอโทษครอบครัว ผู้จัดการส่วนตัว ประธานสโมสร และทุกคนที่เอฟเวอร์ตันไปแล้ว และตอนนี้ผมอยากจะขอโทษแฟนกีฬาและทุกคนที่คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนผมมาโดยตลอด

     “ผมยอมรับคำตัดสินของศาล และหวังว่าผมจะชดเชยได้ด้วยการทำงานเพื่อชุมชนต่อไป”

 

อ้างอิง:

The post รูนีย์ ยอมรับผิดข้อหาเมาแล้วขับ ศาลตัดสินห้ามขับรถ 2 ปี ทำงานจิตอาสา 100 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/wayne-rooney-pleads-guilty-to-drink-driving/feed/ 0
‘แมนฯ ยู’ จะทวงแชมป์ได้หรือไม่? มูรินโญ กุนซือที่มักจะสร้างความสำเร็จในฤดูกาลที่ 2 https://thestandard.co/manchester-united-jose-mourinho/ https://thestandard.co/manchester-united-jose-mourinho/#respond Fri, 11 Aug 2017 11:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=19919

     เข้ามาถึงสโมสรที่ 5 ในซีรีส์การพรีว […]

The post ‘แมนฯ ยู’ จะทวงแชมป์ได้หรือไม่? มูรินโญ กุนซือที่มักจะสร้างความสำเร็จในฤดูกาลที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เข้ามาถึงสโมสรที่ 5 ในซีรีส์การพรีวิวทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก มาวันนี้เราก้าวมาถึงทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ปีศาจแดง ของโชเซ มูรินโญ กุนซือมากประสบการณ์ชาวโปรตุเกส ซึ่งพาทีมคว้าแชมป์ 3 รายการเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง

‘Position, Stability, Control’ หรือ การรักษาตำแหน่ง ความมั่นคง และการควบคุมเกม เป็นสิ่งที่มูรินโญมองหาในตัวของนักเตะในแดนกลางของเขา

 

     โดยฤดูกาลแรกของมูรินโญกับปีศาจแดง ออกสตาร์ทด้วยการคว้าแชมป์ Community Shield แต่ผลงานในลีก มูรินโญทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากไม่สามารถเอาชนะทีมเล็กได้ จนสุดท้ายจบฤดูกาลด้วยอันดับ 6 โดยเก็บชัยชนะได้ไม่ถึงครึ่งของการแข่งขัน 38 นัดในลีก โดยแบ่งเป็นชนะ 18 นัด เสมอ 15 นัด และแพ้ 5 นัด

     แต่ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการต่างๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็สามารถคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ด้วยการเอาชนะอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ไป 2-0 คว้าแชมป์ยูโรปาสมัยแรกให้กับทีม ซึ่งเป็นการคว้าสิทธิเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนี้ รวมถึงยังมูรินโญยังพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ หรือ EFL Cup ได้สำเร็จอีกด้วย

 

Photo: AARON M. SPRECHER/AFP

 

3 นักเตะใน 3 ตำแหน่ง การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในทีม

     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2012-2013 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ สโมสรก็ยังไม่สามารถหาแผนการเล่นที่ลงตัว หรือหาผู้จัดการทีมที่สามารถทวงคืนความยิ่งใหญ่ที่เซอร์อเล็กซ์ ได้มอบไว้ให้กับสโมสรได้อีกเลย

 

 

     แต่หากถึงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะกลับมาได้ นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ฤดูกาลนี้จะเป็นเวลาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนื่องจากมูรินโญมีโอกาสได้แต่งทัพใหม่ให้เข้ากับสไตล์การเล่นของเขามากขึ้นในฤดูกาลที่ 2

     ซึ่งมูรินโญก็ไม่รอช้าที่จะดึงนักเตะเข้ามาเพิ่มทั้ง 3 ตำแหน่ง ตั้งแต่ศูนย์หน้าตัวจบสกอร์อย่าง โรเมลู ลูกากู จากเอฟเวอร์ตัน ที่ยิงไป 25 ประตูจากการลงเล่น 36 นัดในฤดูกาลที่ผ่านมา

     ซึ่ง บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร (บอ.บู๋) คอลัมนิสต์ชื่อดังเชื่อว่า การดึงตัวลูกากูเป็นกองหน้าดาวยิงที่ซื้อมาถูกจุด เพราะทีมที่มีประสิทธิภาพในการลงแข่งขันต้องมีกองหน้าที่ยิงได้อย่างน้อย 20 ประตู ซึ่งลูกากูเป็นจอมยิงประตูอยู่แล้ว แต่กลับกัน สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ แมนฯ ยูเสียกองหน้าไป 2 คนคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงสูงสุดของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเวย์น รูนีย์ ทำให้น่ากังวลว่า ลูกากูจะสามารถทดแทนทั้ง 2 คนได้ดีขนาดไหน

     “ลูกากูเป็นศูนย์หน้าดาวยิงคนหนึ่ง ซึ่งการซื้อเขามาเป็นอะไรที่ถูกจุดมาก เพราะทีมที่จะประสบความสำเร็จต้องมีกองหน้าที่ยิงได้โดยเฉลี่ยฤดูกาลละ 20 ประตู จุดนี้มองว่าซื้อมาถูก เพราะหาผู้เล่นที่สามารถช่วยทีมยิงประตูได้ แต่กลับกันสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ แมนฯ ยู เสียอิบราฮิโมวิชและรูนีย์ไป โดยลูกากูอาจจะมาทดแทนอิบราฮิโมวิชได้”

     ต่อด้วยการคว้าตัว วิกเตอร์ ลินเดลอฟ อดีตเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของเบนฟิกา ซึ่งกองหลังวัย 23 ปีคนนี้ เคยเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้ทีมชาติสวีเดนชุดยู-20 คว้าแชมป์ ยูโร ยู-21 2015 ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งการเข้ามาเล่นพรีเมียร์ลีกอาจต้องใช้เวลาปรับตัว แต่การมีกองหลังถึง 5 ตัวในฤดูกาลนี้ สื่อต่างประเทศมองว่าจะสร้างความได้เปรียบในสถานการณ์ที่ทีมมีโปรแกรมลงแข่งขันที่ถี่กว่าเดิม จากการหวังผลงานที่ดีในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

     ในส่วนของเกมรับ บูรณิจฉ์มองว่า มูรินโญเป็นเจ้าพ่อเกมรับอยู่แล้ว จากสถิติเสียประตูแค่ 29 ประตู เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกมรับที่รัดกุมและเสียประตูน้อยอยู่แล้ว โดยเชื่อว่าเหตุผลที่ซื้อลินเดลอฟมา น่าจะเป็นอะไหล่สำรองสำหรับนักเตะที่มีอยู่

     “กองหลังที่มีอยู่อย่างฟิล โจนส์, คริส สมอลลิง และมาร์กอส โรโฮ มีอาการบาดเจ็บบ่อย เลยซื้อลินเดลอฟมาเป็นอะไหล่ไว้ก่อน จริงๆ แล้วไม่ได้ซื้อมาเพื่อแก้ปัญหาเกมรับ”

แฟนแมนฯ ยูหลายคนมั่นใจว่าปีนี้ทีมจะเป็นแชมป์ แต่ผมมองว่ายังไม่ถึงแชมป์ แต่อันดับจะดีขึ้นกว่าเดิม

Photo: Nikolay DOYCHINOV/AFP

 

เนมันยา มาติช จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

     ตลอดประวัติการคุมทีมของมูรินโญที่ผ่านมา เขามักจะวางแท็กติกที่เน้นความแข็งแกร่งในแดนกลาง ตั้งแต่การคุมปอร์โตที่มีคอสตินญาเป็นหัวใจในแดนกลาง เชลซีครั้งแรกมีโคลด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ตัวรับชาวฝรั่งเศส และจอห์น โอบี มิเกล ในยุคที่อินเตอร์ มิลานมี เอสเตบัน กัมบิอัสโช ในช่วงเวลาของเรอัล มาดริด เขามีลาสซานา ดิยาร์รา และชาบี อลอนโซ จนมาถึงเชลซี เขาคว้าตัวมาติชมาจากเบนฟิกา

     ‘Position, Stability, Control’ หรือ การรักษาตำแหน่ง ความมั่นคง และการควบคุมเกม เป็นสิ่งที่มูรินโญมองหาในตัวของนักเตะในแดนกลางของเขา เนติชถือเป็นกำลังสำคัญในการพาเชลซีของมูรินโญคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2014-2015 ซึ่งวันนี้เขาก็มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกับผู้จัดการทีมที่พาเขาเข้าสู่พรีเมียร์ลีกอังกฤษอีกครั้ง

 

 

     โดยฤดูกาลที่ผ่านมา ไมเคิล คาร์ริก ไม่สามารถลงสนามได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่อายุมากขึ้นทุกวัน ขณะที่อันเดร์ เอร์เรรา ก็ก้าวขึ้นมารับหน้าที่กองกลางตัดเกม และตัวเชื่อมเกมได้อย่างดีเยี่ยมเปิดโอกาสให้ พอล ป็อกบา ได้มีพื้นที่เล่นและแสดงความสามารถ แต่การนำมาติช ซึ่งสามารถทำหน้าที่เหมือนเมืองหน้าด่านในตำแหน่งกองกลางที่คอยยืนสกัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ รวมถึงมีอัตราการจ่ายบอลที่แม่นยำถึง 87.7% ในฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้เขาถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มาเติมเต็มแท็กติกของมูรินโญในฤดูกาลนี้

     โดยมองว่าการได้มาติชมาเสริมทัพ จะเป็นการปลดปล่อยศักยภาพของป็อกบาให้เหมือนกับตอนที่เขาเคยลงเล่นให้กับยูเวนตุสและทีมชาติฝรั่งเศสได้

     “การได้มาติชมาในตำแหน่งกองกลางตัวรับ อาจจะช่วยให้ป็อกบา เล่นได้อิสระขึ้น ขับเคลื่อนเกมขณะที่เกมรับเป็นมาติชคู่กับเอร์เรรามาคอยตัดเกม จะทำให้ป็อกบาเล่นง่ายขึ้นในระบบ 4-3-3 เหมือนตอนที่เล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส หรือแผนการเล่นแบบกองกลางสามตัวที่ยูเวนตุส ซึ่งช่วยให้ให้ป็อกบาแสดงศักยภาพที่สูงขึ้นออกมาได้

 

Photo: Nikolay DOYCHINOV/AFP

 

4-2-3-1 หรือ 4-3-3 แผนที่ยังไม่ลงตัว

     ถึงแม้ว่าการเสริมตัวดูจะนำพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปสู่ฤดูกาลแห่งความสำเร็จ แต่สิ่งที่หลายคนยังสงสัยคือแผนการเล่นของทีม ซึ่งดูแล้วยังไม่ลงตัวหากต้องการผู้เล่นลงตามตำแหน่งที่ตัวเองถนัดทุกคน

     โดยแผน 4-2-3-1 อาจทำให้เอร์เรราต้องหลุดไปอยู่ม้านั่งสำรอง หรือหากเลือกใช้ 4-3-3 อาจทำให้ เฮนริก มคิตาร์ยาน ซึ่งถนัดเล่นหน้าต่ำ หลุดจากตำแหน่งตัวจริง โดยมูรินโญอาจเลือกใช้อิวาน เปริซิช ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังต้องการตัวอยู่ในขณะนี้มาลงเล่นในปีกซ้าย หน้าเป้าเป็นลูกากู และปีกขวาเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด

     โดยช่วงพรีซีซันที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขาดผู้เล่นในตำแหน่งปีกอย่างชัดเจน โดยนักเตะที่มีส่วนใหญ่มักจะเป็นศูนย์หน้าที่สามารถออกมาเล่นด้านข้างได้อย่างแรชฟอร์ดหรืออองโตนี มาร์เชียล และหน้าต่ำหรือกลางรุกที่อาจต้องออกมาเล่นในตำแหน่งปีกอย่าง ฆวน มาตา และมคิตาร์ยาน และเหลือนักเตะปีกธรรมชาติเพียงแค่เจสซี ลินการ์ด, แอชลีย์ ยัง และอันโตนิโอ วาเลนเซีย ซึ่งได้กลายร่างเป็นแบ็กขวาเต็มตัวไปแล้ว

     บูรณิจฉ์มองว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังขาดผู้เล่นในเกมรุก ตัวทะลุทะลวง โดยเฉพาะในเกมริมเส้น ซึ่งแมนยูยังไม่มีผู้เล่นแบบปีกธรรมชาติที่ไว้ใจได้

     “แมนยูจริงๆ ไม่มีนักเตะในตำแหน่งปีกธรรมชาติมากนัก ผมยกตัวอย่าง เชลซี มี เอเดน อาซาร์ อาร์เซนอล มี อเล็กซิส ซานเชซ และลิเวอร์พูล มี ฟิลิปเป คูตินโญ และซาดิโอ มาเน แต่แมนฯ ยู ยังไม่มีนักเตะแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่มีจะเป็นกองหน้าอย่างแรชฟอร์ดและมาร์กซิยาล ที่โยกไปเล่นปีกและมักจะเลือกหักบอลเข้าในมากกว่าการเปิดบอล ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือไม่มีตัวเปิดบอลให้กับกองหน้า ซึ่งถึงแม้ว่าจะได้ลูกากูมา แต่ไม่มีคนเปิดบอลให้ก็ไม่มีประโยชน์ คุณมีกระสุน ก็ต้องหาคนเหนี่ยวไกให้เขา หาคนป้อนให้เขา

     “เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ทีมประสบความสำเร็จที่สุด ผมมองว่าแมนฯ ยูต้องการผู้เล่นแบบนี้อีกหนึ่งคน แบบอองตวน กรีซมันน์, อเล็กซิส ซานเชซ หรือแกเร็ธ เบล มาอีกหนึ่งคน จะทำให้เขามีทีมที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”

แมนฯ ยูอาจจะไปได้ไกลด้วยแท็กติกของมูรินโญ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา

Photo: Paul ELLIS/AFP

 

มูรินโญกับการเรียกศรัทธาในฤดูกาลที่ 2 ของเขา

     ก่อนฤดูกาลที่ล้มเหลวกับเชลซี เมื่อปี 2015-2016 ซึ่งเขาพาทีมจบอันดับที่ 10 ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ พร้อมกับปัญหาภายในทีมมากมาย มูรินโญเคยถูกขนานนามว่าเป็นกุนซือที่จะพาทีมประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่ 2 ของเขา

     ตำนานของฤดูกาลที่ 2 ของมูรินโญ เริ่มตั้งแต่การคุมทีม เอฟซี ปอร์โต ฤดูกาลที่ 2 ของเขาพาทีมปอร์โตคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับเขา และที่อินเตอร์ มิลาน ในฤดูกาลที่ 2 เขาก็พาทีมคว้าทริปเปิลแชมป์ ทั้งแชมป์กัลโช เซเรียอา และฟุตบอลถ้วยโคปปา อิตาเลีย ก่อนที่จะพาเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลาลีกา สเปน เหนือบาร์เซโลนาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้สำเร็จในฤดูกาลที่สองเช่นกัน

     บูรณิจฉ์มองว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้จะทำผลงานได้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าจะสามารถจบฤดูกาลในอันดับที่สูงกว่าเดิม แต่โอกาสลุ้นแชมป์ยังถือว่ายากด้วยทีมที่ยังไม่สมบูรณ์มากนัก

     “แฟนแมนฯ ยูหลายคนมั่นใจว่าปีนี้ทีมจะเป็นแชมป์ แต่ผมมองว่ายังไม่ถึงแชมป์ แต่อันดับจะดีขึ้นกว่าเดิม ปีที่แล้วจบอันดับ 6 แต่ผมบอกว่าปีนี้ดีขึ้นแน่ๆ อาจจะได้อันดับ 2-3 แต่ยังเชื่อว่าไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ขณะที่ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกผมมองว่า อาจเป็นเรื่องของจังหวะและเวลา เพราะที่ผ่านมาทีมที่ดีที่สุดไม่ได้แปลว่าจะเป็นทีมที่คว้าแชมป์ยุโรปได้ เพราะว่าบางครั้งก็จับสลากไปอยู่กลุ่มที่หนัก หรือพลาดไปเจอทีมใหญ่ตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย อาจทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบเป็นไปได้ยาก

     “แต่สิ่งที่แมนฯ ยูมีคือ มาตรฐานของมูรินโญ ซึ่งเป็นโค้ชที่อาศัยการวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับฟุตบอลแบบนัดต่อนัด เขาพิสูจน์มาแล้วกับปอร์โต ซึ่งเป็นทีมที่ไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์ แต่สุดท้ายด้วยการวางแผนแบบนัดต่อนัด จนสุดท้ายได้แชมป์ เช่นเดียวกันกับอินเตอร์ มิลาน รอบรองเขาเจอกับบาร์เซโลนาแชมป์เก่า ที่กำลังอยู่ในช่วงพีก มูรินโญก็วางแผนโดยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ในเมื่อเราต้องแข่งรถกับเฟอร์รารี รถเราเครื่องแรงไม่เท่าเฟอร์รารี ผมก็ต้องหาทางเอาทรายไปหยอดในถังน้ำมันของคู่แข่ง แสดงให้เห็นว่าสู้ไม่ได้ เราก็ต้องแก้ด้วยกลยุทธ์ แก้ด้วยการวางหมากก็เหมือนกัน ซึ่งมูรินโญเก่งทางด้านนี้

     “แมนฯ ยูอาจจะไปได้ไกลด้วยแท็กติกของมูรินโญ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่บอกมาก่อนหน้านี้”

 

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

Cover Photo: Paul ELLIS/AFP

อ้างอิง:

The post ‘แมนฯ ยู’ จะทวงแชมป์ได้หรือไม่? มูรินโญ กุนซือที่มักจะสร้างความสำเร็จในฤดูกาลที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/manchester-united-jose-mourinho/feed/ 0
แมนยูฯ ทุ่ม 75 ล้านปอนด์ซื้อลูกากูคุ้มค่าหรือโดนโขกสับ? https://thestandard.co/opinion-goal-of-life-romelu-lukak-move-to-manchester-united/ https://thestandard.co/opinion-goal-of-life-romelu-lukak-move-to-manchester-united/#respond Wed, 12 Jul 2017 02:23:08 +0000 https://thestandard.co/?p=13464

     หากข่าวการย้ายกลับเอฟเวอร์ตัน ของ เ […]

The post แมนยูฯ ทุ่ม 75 ล้านปอนด์ซื้อลูกากูคุ้มค่าหรือโดนโขกสับ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หากข่าวการย้ายกลับเอฟเวอร์ตัน ของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) คือเรื่องราวโรแมนติกของลูกหนัง และการปิดฉากตำนานที่สวยงามตามขนบแล้ว ข่าวการเปิดตัว โรเมลู ลูกากู (Romelu Lukaku) กองหน้าทีมชาติเบลเยียม ที่เดินสวนทางไปหา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นเรื่องและอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

      ทั้งสนุก มัน และฮา เป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ

     ช็อตการเปิดตัวบน Red Carpet ริมสระน้ำ ใต้ท้องฟ้าที่สดใสตัดกับชุดสีเพลิงของ ‘ปีศาจแดง’​ และสีผิวดำขลับของกองหน้าที่เชื่อกันว่าบางทีหากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไข ค่าตัวของลูกากูน่าจะมีมูลค่ามากที่สุดในโลกเวลานี้

     ตัวเลขนั้นจะไม่ใช่แค่ 75 ล้านปอนด์อันเป็นค่าตัวเบื้องต้น แต่อาจจะมากยิ่งกว่า พอล ป็อกบา (Paul Pogba) เพื่อนซี้ที่เป็นเจ้าของสถิติโลกเดิมในการย้ายจาก ยูเวนตุส กลับมาโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้งเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยค่าตัว 93 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ

     แน่นอนครับว่านอกเหนือจากความสนุกแบบวายป่วงที่ได้เห็นจากคลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลในช่วงก่อนหน้าจะมีการตกลงย้ายทีม ก็มีหลายสิ่งที่แฟนฟุตบอลหลายคนตั้งคำถามอยู่ลึกๆ ในใจ

     เงินมหาศาลที่จ่ายไปนั้น ‘คุ้ม’ หรือไม่?

     อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ค่าตัวของกองหน้ารายนี้พุ่งทะยานถึงระดับนั้น

     และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้อะไร? นี่คือนักเตะที่จะนำทีมกลับไปทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งหรือเปล่า?

 

 

75 ล้านปอนด์ (ขั้นต่ำ)​ สมเหตุสมผล?

     หนึ่งในเรื่องที่กลายเป็น ‘ปัญหา’ ของวงการฟุตบอลทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปเวลานี้คือเรื่องราคาค่าตัวของนักฟุตบอลที่พุ่งทะยานจนน่าตกใจ

      ยกตัวอย่างเช่น เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (Virgil van Dijk) ปราการหลังของทีมเซาแธมป์ตัน และ นาบี เกอิต้า (Naby Keita) มิดฟิลด์ดาวรุ่งของทีม แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ถูกตั้งไว้ถึง 75 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เดิมมีไว้จ่ายสำหรับนักฟุตบอลในระดับสูงสุดของโลกเพียงเท่านั้น

      หรือล่าสุด กิลฟี ซิเกิร์ดส์สัน (Gylfi Sigurdsson) กองกลางตัวทำเกมของ สวอนซี ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ถึง 50 ล้านปอนด์

     เรื่องนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยกังขาและคาใจว่าแล้วค่าตัวของ โรเมลู ลูกากู เหมาะสมหรือไม่?

     ตามรายงานข่าวที่ปรากฏ กองหน้าวัย 24 ปีรายนี้จะมีค่าตัวแตะหลัก 75 ล้านปอนด์เป็นขั้นต่ำ และหากเป็นไปตามรายงานข่าวคือ เอฟเวอร์ตัน มีโอกาสได้รับเงินเพิ่มอีกตามเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ (เช่น ลงสนามครบตามกำหนด, พาแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ ฯลฯ) อีกกว่า 15 ล้านปอนด์

      ไม่นับการคิดรวมค่าตัวของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ที่ถึงจะย้ายกลับเอฟเวอร์ตันแบบไม่มีค่าตัว แต่มีการประเมินว่า รูนีย์ก็มีค่าตัวอยู่ที่ราว 10 ล้านปอนด์ ซึ่งหากนับรวมทั้งหมดแล้วจะทำให้ ลูกากู มีค่าตัวสูงถึง 100 ล้านปอนด์

     กรณีของ ลูกากู ต่อให้คิดแค่ตัวเลข 75 ล้านปอนด์ ก็เป็นเรื่องที่แม้แต่ผู้สันทัดกรณียังตัดสินได้ยากว่า ‘คุ้ม’ หรือไม่ครับ

     แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ชวนให้ ‘ตกเก้าอี้’ เหมือนกรณีของ ฟาน ไดค์ หรือซิเกิร์ดส์สัน

     เหตุผลเพราะถึงจะอยู่กับทีมระดับกลางอย่าง เอฟเวอร์ตัน แต่ผลงานของ ลูกากู เป็นที่ประจักษ์ในเวทีพรีเมียร์ลีกแล้วว่าเขาคือ ‘ของจริง’

     ผลงาน 25 ประตูในฤดูกาลที่แล้วกับ เอฟเวอร์ตัน เป็นรองแค่ แฮร์รี เคน (Harry Kane) ที่ยิงไป 29 ประตูแค่คนเดียว

     ต้องเพิ่มในวงเล็บเข้าไปด้วยครับว่า ลูกากู เล่นในทีมอันดับที่ 7 ของตารางพรีเมียร์ลีก ที่ไม่ได้สร้างโอกาสหรือให้การสนับสนุนเขามากเท่ากับทีมอย่าง ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และทีมอื่นๆ ในกลุ่ม Top 6

     ขณะที่หากนับผลงานการทำประตูในพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ย้ายจาก เชลซี มาอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่กันยายน 2013 เป็นต้นมา เขาอยู่ในอันดับที่ 3 ทำไป 68 ประตู โดย 2 คนที่เหนือกว่าคือ เซร์จิโอ อเกวโร่ (Sergio Aguero) ที่ทำไป 86 ประตู และ แฮร์รี เคน ที่ทำไป 78 ประตู

     ผลงานนั้นไม่น่าเกลียด ในทางตรงกันข้ามถือว่าน่ายกย่องด้วยซ้ำ

     เมื่อประเมินจากผลงาน ตลาดนักเตะที่ในปีนี้ค่าตัวเฟ้อมากกว่าปกติ ตำแหน่งการเล่นและประโยชน์ที่มีต่อทีม (กองหน้าที่การันตี 20 ประตูต่อฤดูกาล) อายุ ประสบการณ์การเล่นในพรีเมียร์ลีก

      รวมถึงประเมินจาก ‘ศักยภาพ’ ที่มีโอกาสจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลก และการมีเอเจนต์ที่ชื่อ มิโน ไรโอลา (Mino Raiola) แล้ว

     เงินจำนวน 75 ล้านปอนด์ ที่แมนฯ ยูไนเต็ด จ่ายให้ ลูกากู อาจเป็นตัวเลขที่ดูแล้วรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีการ ‘ปั่น’ ไปบ้าง

     แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นตัวเลขที่ทำใจยอมรับไม่ได้ครับ

 

กองหน้าในฝันของ ‘ปีศาจแดง’?

     ความเปลี่ยนแปลงทางแท็กติกการเล่นฟุตบอลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้นักเตะบางตำแหน่งเป็นของหายากถึงขั้นใกล้เคียงกับการขาดแคลน

     หนึ่งในตำแหน่งนั้นคือศูนย์หน้าในแบบฉบับ ‘หมายเลข 9’ (No. 9) หรืออาจจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘สไตรเกอร์’ (Striker) ที่มีหน้าที่ในการทำประตูสร้างความแตกต่างให้กับทีม นักเตะตำแหน่งนี้ค่อนข้างขาดแคลนครับ หลายๆ ทีมต้องลงเล่นโดยใช้กองหน้าที่มีความเร็วเป็นจุดเด่น หรือบางครั้งก็อาจใช้กองกลางขยับขึ้นมายืนเป็นกองหน้าในแบบ False nine หรือกองหน้าที่ไม่เชิงเป็นกองหน้า

     ทีมใดมีกองหน้าแบบนี้ในทีมก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าทีมอื่น เหมือนเช่น บาเยิร์น มิวนิค มี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (Robert Lewandovski) หรือ เชลซี มี ดีเอโก้ คอสต้า (Diego Costa)

     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ได้ 2 รายการที่ผ่านมา ก็เป็นความดีความชอบของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (Zlatan Ibrahimovic) สุดยอดศูนย์หน้าชาวสวีดิชอยู่ไม่น้อย

     อย่างน้อยหลายๆ นัดที่เขาสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ด้วยตัวของเขาเอง รวมถึงในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล ลีก คัพ (ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น คาราบาว คัพ) ที่มีส่วนทำ 2 ประตูสำคัญ โดยเฉพาะประตูชัยในช่วงท้ายเกมให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะเซาแธมป์ตันได้

     เพียงแต่ด้วยวัยที่มากถึง 35 ปี ‘ปีศาจแดง’ รู้ตัวดีว่าไม่สามารถฝาก ‘อนาคต’ เอาไว้กับเขาได้

     และเมื่อรวมกับอาการบาดเจ็บร้ายแรงที่เอ็นหัวเข่าในช่วงปลายฤดูกาลที่ทำให้ ซลาตัน ต้องปิดฉากการเล่นยาว โซเซ่ มูรินโญ (Jose Mourinho) จึงไม่มีทางเลือกอื่นมากไปกว่าการมองหากองหน้าใหม่เข้ามาเสริมทีมทันทีในช่วงปิดฤดูกาลนี้

     ชื่อของกองหน้าหลายรายปรากฏขึ้น โดยเฉพาะรายของ อัลวาโร โมราตา (Alvaro Morata) กองหน้าทีมชาติสเปนของทีม เรอัล มาดริด ที่ผิดหวังกับการกลับมาโดนดองเหมือนเดิมในถิ่น ซานติอาโก เบอร์นาบิว ทั้งๆ ที่ย้ายกลับมาจาก ยูเวนตุส ในฐานะหนึ่งในดาวจรัสแสงของปี 2016

     แต่การเจรจาที่ยืดเยื้อและไม่มีวี่แววว่าจะหาบทสรุปได้โดยง่าย ทำให้ มูรินโญ ไม่สนใจจะดึงตัวกองหน้ารายนี้อีกต่อไป

     และล่าสุดมีการเปิดเผยว่านอกเหนือจาก โมราต้า แล้ว มูรินโญ ยังเคยปฏิเสธ อเล็กซองเดร ลากาแซตต์ (Alexandre Lacazette) ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศส ก่อนหน้าที่จะตกลงย้ายไปร่วมทีม อาร์เซนอล ด้วย ขณะที่ แฮร์รี เคน ไม่สามารถย้ายทีมได้ และ คีลิยอง เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappe) ไม่สนใจจะย้ายมาเล่นในอังกฤษ

     มูรินโญ ตัดสินใจเลือก ลูกากู – กองหน้าดาวรุ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาผิดหวัง กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

     ย้อนหลังกลับไปในช่วงที่กุนซือชาวโปรตุเกสยังคุมทีม เชลซี ในช่วงก่อนเข้าฤดูกาล 2013-2014 ลูกากู เป็นหนึ่งในกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุด หลังทำผลงานให้กับ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ในการไปเล่นแบบยืมตัวได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาล 2012-2013

     หลายคนคาดหวังว่าเขาจะได้ขยับขึ้นมาทดแทน ดิดิเยร์ ดรอกบา (Didier Drogba) ‘ไอดอล’ ที่โรยราเสียที

     แต่สุดท้าย ลูกากู ซึ่งพลาดจุดโทษในเกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ กับ บาเยิร์น มิวนิค ก็ตัดสินใจขอลา เชลซี เพื่อไปเล่นให้กับ เอฟเวอร์ตัน แบบยืมตัวแทน ก่อนจะจบที่การย้ายทีมอย่างถาวรในเวลาต่อมาด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์

     ครั้งนั้น มูรินโญ ตั้งคำถามถึง ‘ทัศนคติ’ ของ ลูกากู อยู่ไม่น้อย

     แต่สำหรับกองหน้าดาวรุ่งชาวเบลเยียม เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาต้องการในเวลานั้นคือการลงเล่นอย่างต่อเนื่องและไม่จำเป็นต้องเป็นทีมใหญ่เสมอไป

     ตรงนี้ผมคิดว่า ลูกากู คิดถูกครับ เพราะการย้ายมา เอฟเวอร์ตัน ถึงจะเป็นทีมที่เล็กกว่าแต่เขาได้โอกาสลงสนามต่อเนื่อง และตัวเลขผลงานมันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาดีพอที่จะยืนอยู่แถวหน้าของพรีเมียร์ลีกได้สบายๆ

     จากเด็กมหัศจรรย์ของเบลเยียม ที่ถูกเชลซี ดึงตัวมาจาก อันเดอร์เลชต์ ตั้งแต่อายุ 18 ปี เขาพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดคนหนึ่ง

     อาจจะไม่ใช่ No. 9 ที่ ‘ถูกทุกข้อ’ เพราะมีความเป็นกองหน้าตัวเป้า (Target man) อยู่พอสมควร แต่อย่างน้อยก็นับว่าใกล้เคียง

     รูปร่างสูงใหญ่และพละกำลังดังช้างสารนั้นแน่นอนอยู่แล้วครับ แต่ทักษะการเล่นฟุตบอลด้วยเท้าที่นุ่มนวล ความปราดเปรียวที่มหัศจรรย์

     แน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดคือเซนส์และพรสวรรค์ในการทำประตูที่ครบเครื่อง ไม่ว่าจะเท้าซ้ายข้างถนัด เท้าขวาที่ไม่ขี้เหร่ และการโหม่งทำประตู

     มากกว่านั้นคือการที่เขาเป็นคน ‘ชงเองกินเอง’ ได้ ซึ่งเหมาะกับสไตล์การเล่นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของ มูรินโญ ที่จะพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นในแนวรุกมากเป็นพิเศษ นักเตะแบบ ลูกากู ถือว่า ‘ตอบโจทย์’ และอาจพอจะเรียกได้ว่าเป็น ‘กองหน้าในฝัน’

     ขณะที่ ‘จุดอ่อน’ ของเขาที่ชัดเจนคือความไม่สม่ำเสมอ บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็หายไปดื้อๆ และที่สำคัญคือ ลูกากู ยังต้องพิสูจน์ว่าเขามีจิตใจที่แกร่งพอที่จะเล่นให้กับทีมใหญ่ เพราะไม่ใช่นักเตะทุกคนที่เก่งกับทีมเล็กแล้วจะมาเล่นเหมือนเดิมได้กับทีมใหญ่ มันต้องการอะไรมากกว่านั้น

     อย่างไรก็ดีสิ่งที่ถือเป็น ‘โบนัส’ สำหรับทีมปีศาจแดงคือการที่ ลูกากู และ ป็อกบา เป็น ‘เพื่อนรัก’ กันมาตั้งแต่เด็กๆ ชนิดที่พอจะเรียกกันได้ว่า Bromance เลยทีเดียวจากภาพที่ได้เห็น

     ดาวยิงเบลเยียมเองยอมรับว่า Agent P. (อันหมายถึง ป็อกบา) มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกย้ายมาโอลด์ แทรฟฟอร์ด

     ถึงจะไม่มีสูตรสำเร็จบัญญัติว่าการเป็นเพื่อนรักกันนอกสนาม จะส่งผลดีต่อการเล่นด้วยกันในสนาม แต่อย่างน้อยมันก็เป็น ‘ปัจจัยบวก’ ที่ดี

     และเมื่อเจาะลึกลงไปถึง ‘จุดเด่น’ ของทั้งสองคนแล้ว มันชวนให้จินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

     ป็อกบาเปิด ลูกากูจบ และมูรินโญปรบมือ

     เพียงแต่มันจะเป็นดังจินตนาการหรือไม่นั้น ต้องให้เวลาเป็นผู้ตัดสินครับ

The post แมนยูฯ ทุ่ม 75 ล้านปอนด์ซื้อลูกากูคุ้มค่าหรือโดนโขกสับ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-goal-of-life-romelu-lukak-move-to-manchester-united/feed/ 0
Once a Blue, always a Blue การกลับบ้านอีกครั้งของ ‘เวย์น รูนีย์’ https://thestandard.co/opinion-sport-goal-of-life-wayne-rooney/ https://thestandard.co/opinion-sport-goal-of-life-wayne-rooney/#respond Mon, 10 Jul 2017 14:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=13113

ถึงจะเป็นเรื่องที่พอคาดเดาบทสรุปเอาไว้ได้บ้างอยู่แล้ว แ […]

The post Once a Blue, always a Blue การกลับบ้านอีกครั้งของ ‘เวย์น รูนีย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงจะเป็นเรื่องที่พอคาดเดาบทสรุปเอาไว้ได้บ้างอยู่แล้ว แต่การร่ำลาโอลด์แทรฟฟอร์ด เพื่อกลับถิ่นกูดิสันพาร์กอีกครั้งของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ก็สะกิดความรู้สึกที่หลายหลากในหัวใจของคนที่ได้พบเห็นไม่ว่าจะเป็น เรด อาร์มี, เอฟเวอร์โตเนียน หรือใครก็ตาม

มีทั้งสุขและเศร้าในคราวเดียวกัน

ถึงจะไม่ได้รับการยอมรับในความสง่างามเทียบเท่ากับ ไรอัน กิ๊กส์ (Ryan Giggs) หรือ พอล สโคลส์ (Paul Scholes) แต่เหล่าแฟน ‘ปีศาจแดง’ ก็อดใจหายไม่ได้ที่เจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสร และครั้งหนึ่งเคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของทีมต้องจากไปแบบนี้

ขณะที่เหล่าแฟน ‘ทอฟฟีสีน้ำเงิน’ ที่เคยแค้นเคืองโกรธโทษเด็กหนุ่มผู้ทรยศหนีออกจากบ้านไปเมื่อ 13 ปีก่อน กลับยินดีปรีดามากกว่าการเห็นสโมสรทุ่มเงินซื้อนักเตะระดับสตาร์หลายรายในช่วงก่อนหน้านี้

มันเป็นความย้อนแย้งที่ยากจะอธิบายครับ

แม้ในอีกทางหนึ่ง ก็น่าคิดว่ามันก็ดูเป็นเรื่องราวของ เวย์น รูนีย์ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่งที่มีเส้นทางชีวิตที่ชวนสับสนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

 

 

ความมหัศจรรย์สีน้ำเงิน

ชื่อของ เวย์น รูนีย์ ปรากฏขึ้นในเมอร์ซีย์ไซด์ในช่วงต้นยุค ‘มิลเลนเนียม’

ในยามนั้นเมอร์ซีย์ไซด์มีการพูดถึง Wonderkid หรือเจ้าหนูมหัศจรรย์คนใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นต่อจาก ไมเคิล​ โอเวน เด็กมหัศจรรย์คนก่อนที่ก้าวขึ้นจากทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล และกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดของประเทศ

ชื่อของไอ้หนูขี้อายกระฉ่อนไปทั่วสนามฟุตบอลที่ย่านวอลตัน (Walton) และ เคิร์กเดล (Kirkdale) ในวันอาทิตย์ที่มีการแข่งขัน Sunday League (ลีกฟุตบอลสมัครเล่นของชาวอังกฤษ)

บ็อบ เพนเดิลตัน (Bob Pendleton) อดีตแมวมองของเอฟเวอร์ตัน บอกเล่าถึงความหลังครั้งที่ได้เห็นรูนีย์ ลงเล่นเป็นครั้งแรกผ่าน BBC ว่าวันนั้นเขาได้เห็นรูนีย์ ลงเล่นที่สนามเจฟฟรีย์ ฮัมเบิล (Jeffrey Humble) ที่ลองเลน (Long Lane) ในย่านวอลตัน

สิ่งที่บ็อบ – ผู้ที่ค้นพบรูนีย์ และรู้จักเด็กคนนี้มาตั้งแต่แรก – จำได้ในวันนั้นคือ ภาพของเด็กน้อยในชุดทีมคอปเปิลเฮาส์ บอยส์ (Copplehouse Boys) ที่พาบอลไปทั่วสนาม ยิงประตูได้ในทุกโอกาสที่เขามี แม้กระทั่งการยิงประตูจากระยะ 20 หลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเด็กตัวเล็กๆ อายุ 9 ขวบ ที่แบกอายุลงเล่นในทีมชุดอายุต่ำกว่า 11 ปี

ถึงจะตัวเล็กแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง

บ็อบ ตัดสินใจในทันทีว่าจะต้องจับเด็กคนนี้เซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตันให้ได้

แต่คำตอบแรกจาก ‘Big Nev’ ผู้จัดการทีมคอปเปิลเฮาส์ บอยส์ คือ “ไม่” เพราะรูนีย์เพิ่งจะเซ็นสัญญากับพวกเขา และหากบ็อบนำตัวเด็กคนนี้ไปพวกเขาก็จะหมดสิทธิ์ใช้งานไอ้หนูรายนี้อีก

เพียงแต่แมวมองผู้มากประสบการณ์และเป็น ‘เอฟเวอร์โตเนียน’ (Evertonian) มาตั้งแต่ปี 1948 และทำงานรับใช้สโมสรอย่างเข้มแข็งในการหาเพชรเม็ดงามมาให้ทีมรัก ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะสำหรับบ็อบแล้ว รูนีย์​คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เขาไม่เคยพบมาตลอดชีวิตนี้

     บ็อบ ตามติดไปขอพูดคุยกับครอบครัวของเจ้าหนู เวย์น และได้พบกับ เวย์น ซีเนียร์ (Wayne Sr.) และเจียเนตต์ (Jeanette) พ่อและแม่ของเจ้าหนูรายนี้ ก่อนจะโล่งใจที่รู้ว่าครอบครัวนี้ ‘สีน้ำเงิน’ เป็นเอฟเวอร์โตเนียนแบบเดียวกับเขา

     หลังการพูดคุย บ็อบส่งเทียบเชิญให้เจ้าหนูเวย์นมาที่เบลล์ฟิลด์ (Bellefield) สนามซ้อมของเอฟเวอร์ตัน ในวันพฤหัสบดีเพื่อทดสอบฝีเท้า

     แต่อะไรมันไม่ได้ง่ายดายแบบนั้นครับ เพราะรูนีย์มีคิวที่จะไปสนามซ้อมของ ลิเวอร์พูลก่อนในวันอังคาร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหนูหมูน้อยได้โอกาสลงฝึกซ้อมกับลิเวอร์พูลก่อนแล้วแต่ยังไม่โอเค แต่เมื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างเริ่มดังขึ้น ทีมสีแดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ก็หวงก้างขึ้นมาทันที

 

     

     เมื่อทราบข่าวบ็อบตัดสินใจเร่งการทดสอบฝีเท้าให้ไวขึ้นเพื่อตัดหน้าลิเวอร์พูล แล้วก็ทำสำเร็จ โดยรูนีย์ได้เข้ารับการทดสอบฝีเท้าต่อหน้า เรย์ ฮอลล์ (Ray Hall) ผู้ดูแลอคาเดมีของเอฟเวอร์ตันในขณะนั้น และจากนั้น โจ รอยล์ อดีตผู้จัดการทีมในขณะนั้นได้มาพบเจ้าหนูตามคำร้องขอของบ็อบ ที่ยืนกรานว่าหัวเด็ดตีนขาดก็ต้องเซ็นสัญญากับเด็กคนนี้ให้ได้

     ท้ายที่สุดแล้วทั้ง เรย์ และ โจ ต่างประทับใจกับเด็กคนนี้

     ในที่สุด เวย์น รูนีย์ ก็ได้เข้าสู่ทีมเยาวชนของ เอฟเวอร์ตัน ความเก่งกาจของเขาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีใครหยุดยั้งเขาได้อีก จากระดับเยาวชน เขาก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ของเอฟเวอร์ตัน ในวัยเพียง 16 ปี

     เจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้ทำให้ บิลล์ เคนไรต์ (Bill Kenwright) อดีตประธานสโมสรเอฟเวอร์ตัน ถึงกับเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ได้เมื่อให้สัมภาษณ์ต่อรายการวิทยุ BBC 5 Live เพราะแม้จะพยายามบอกว่าเขาไม่อยากพูดอะไรถึงเด็กคนนี้ให้เป็นที่กระโตกกระตาก แต่ความจริงแล้วบิลล์พูดชมเจ้าหนูรายนี้แทบทุกคำ

     “เขามหัศจรรย์มาก เขามีทุกสิ่งทุกอย่าง”

     อย่างไรก็ดีความลับไม่มีในโลก

     และประตูปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมในช่วงท้ายเกมกับอาร์เซนอล ในวันที่ 2 ตุลาคม 2002 หยุดสถิติไร้พ่ายของอาร์เซนอลเอาไว้ที่ 30 นัด

     เป็นการประกาศนามของ เวย์น รูนีย์ ต่อโลกใบนี้

 

 

รุ่งโรจน์และร่วงโรย

     “เด็กคนนี้ต้องแกล้งทำเป็นอายุ 16 แน่” อาร์แซน เวนเกอร์ (Arsène Wenger) แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เขาได้เห็นหลังทีมต้องประสบความพ่ายแพ้ในเกมที่กูดิสัน พาร์ก ด้วยประตูมหัศจรรย์ของเด็กที่ เดวิด มอยส์ (David Moyes) เพิ่งส่งลงสนามได้เพียง 10 นาที และยิงประตูจากระยะ 30 หลาผ่านมือ เดวิด ซีแมน (David Seaman) นายทวารมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษได้ก่อนหมดเวลาการแข่งขันแค่ 28 วินาที

     และเป็นประตูฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุ 17 ปีล่วงหน้าของเขาที่จะครบรอบในอีก 5 วันให้หลัง

     จากนั้นชื่อของรูนีย์กลายเป็นที่สนใจของผู้คนทันที ในฐานะความมหัศจรรย์ครั้งใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ท่ามกลางการยกย่องว่าเด็กคนนี้อาจเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุดของประเทศนับตั้งแต่สิ้นยุคของ พอล แกสคอยน์ (Paul Gascoigne)

     นับจากนั้น 6 เดือน รูนีย์ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษในยุคของ สเวน โกรัน อีริกส์สัน (Sven Goran Erikssons)

     และหลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี เขากลายเป็นนักเตะที่ถูกต้องการตัวมากที่สุด

     นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอ 20 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับเจ้าหนูรายนี้ แต่ เอฟเวอร์ตันซึ่งพยายามยื่นข้อเสนอสัญญาใหม่ให้ด้วยเงินมหาศาลถึง 50,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวไป

     แต่เมื่อรูนีย์รู้ว่าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรอันดับหนึ่งของประเทศต้องการได้ตัวเขาไปร่วมทีม

     เจ้าหนูก็ทะเยอทะยานมากพอที่จะหักน้ำใจกับสโมสรที่ปลุกปั้นเขามาตั้งแต่ต้นด้วยการขอขึ้นบัญชีย้ายทีมที่กำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก และทำให้เอฟเวอร์ตันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปล่อยให้สายเลือดของสโมสรที่พวกเขาภาคภูมิใจมากที่สุดต้องจากทีมไปอย่างรวดเร็ว

     ว่ากันว่า บิลล์ เคนไรต์ ถึงกับร้องไห้อย่างหัวใจสลายพร้อมก่นด่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า “พวกมันขโมยเด็กของผมไป”

     อย่างไรก็ดีมันเป็นการตัดสินใจที่รูนีย์ในวัย 18 ปีพอใจ และเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากดังใจหวังในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด

     แชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย, แชมป์สโมสรโลก 1 สมัย และอีกมากมาย

     ไม่นับการทำลายสถิติการทำประตูตลอดกาลของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน (Sir Bobby Charlton) ที่ยืนยงมายาวนาน 44 ปีนับตั้งแต่ปี 1973

     และเขาก็เป็นคนทำลายสถิติผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของชาร์ลตัน ในทีมชาติอังกฤษด้วยเช่นกัน

     ในช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดของเขา รูนีย์เป็นที่ปรารถนาของทุกสโมสรบนโลก

     เขาเคยได้รับการยกย่องว่าจาก ‘เฟอร์กี้’ ว่าเป็น ‘เปเล่ขาว’

     แม้แต่ เปเล่ (Pele) ราชาลูกหนังโลกก็เคยกล่าวยกย่องฝีเท้าของนักเตะอันดับหนึ่งของอังกฤษเช่นกัน

     แต่น่าเสียดายที่ท่ามกลางแสงสกาวของความสำเร็จ รูนีย์กลับพลาดโอกาสที่จะได้รับการยกย่องในฐานะตำนานตลอดกาลผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะในนามของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือในนามทีมชาติอังกฤษ

     บาดแผลทางใจจากการที่รูนีย์พยายามจะกดดันสโมสรด้วยการขอย้ายทีมถึง 2 ครั้งด้วยเหตุผลว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ‘ขาดความทะเยอทะยาน’ ทำลายความรักและความรู้สึกดีๆ ที่เหล่าสาวกอสูรแดงเคยมีให้ต่อเขาจนสิ้น

     หากยังรักก็ไม่อาจพูดได้ว่าหมดใจ

     ขณะที่กับทีมชาติอังกฤษ เขา – ในฐานะผู้เป็นความหวังสูงสุดของชาติตลอดระยะเวลา 15 กว่าปีที่ผ่านมา – ก็ไม่เคยทำให้ชาวอังกฤษได้สมหวังกับความสำเร็จในเวทีระดับสากล

     ในทางตรงกันข้าม รูนีย์ทำให้แฟนบอล ‘สิงโตคำราม’ ผิดหวังในเวทีใหญ่มาโดยตลอด โดยทัวร์นาเมนต์เดียวที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุดคือฟุตบอลยูโร 2004 ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เขากำลังสดและห้าวมากที่สุด

     และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รูนีย์ค่อยๆ กลายเป็น ‘ส่วนเกิน’ ไม่ว่าจะกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือทีมชาติอังกฤษ

     เขาอาจเป็นกัปตันทีมทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอยู่ แต่มันไม่มีค่าอันใดเลยเมื่อเขาไม่ได้รับโอกาสในการลงสนาม หรือหากได้โอกาสก็เป็นเพียง ‘ส่วนประกอบ’ หรือได้ลงสนามเพราะความ ‘เห็นใจ’

     มันทำให้รูนีย์คิดและไต่ตรอง

     บางทีมันถึงเวลาที่เขาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

 

 

บ้านและครอบครัว

     ผมไม่แน่ใจนักว่ามันมีน้ำหนักมากพอจะพูดได้ไหมว่า รูนีย์คิดถึงการย้ายกลับมาเอฟเวอร์ตันเสมอ

     แต่อย่างน้อยที่สุดการหวนกลับมาลงสนามในชุดสี Royal Blue ในเกมนัดเทสติโมเนียลแมตช์ของดันแคน เฟอร์กูสัน (Duncan Ferguson) อดีตหัวหอกจ้าวเวหาเมื่อปี 2015 ก็เป็นการแสดงออกให้เห็นว่าเขาเองคิดถึงบ้านหลังนี้เสมอ

     เพียงแต่ด้วยบทบาทและสิ่งที่เคยทำรวมถึงความบาดหมางต่างๆ ทำให้เขา ‘ไม่กล้า’ ที่จะบอกกับใครอย่างชัดเจนว่าเขาคิดถึง

     เขากลัวว่าเหล่าเอฟเวอร์โตเนียนจะไม่ยกโทษให้

     แต่เอาเข้าจริงนอกจากจะไม่มีเสียงโห่ฮาป่าเถื่อนจากทั้ง 4 ทิศของอัฒจันทร์ – หรืออาจจะมีแต่มันก็เบาเกินกว่าจะได้ยิน – รูนีย์ ที่สวมเสื้อหมายเลข 18 ยืนรอเปลี่ยนตัวลงสนามในช่วง 15 นาทีสุดท้าย กลับได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากแฟนบอลที่ไม่ต่าง       อะไรจากการบอกว่าความผิดในอดีตนั้นได้รับการให้อภัยแล้ว

     มันผ่านไปแล้ว วันเวลาได้เยียวยาความเจ็บปวดจนเบาบางแล้ว

     และสำหรับเอฟเวอร์โตเนียน เขายังเป็นหนึ่งในสมาชิกของ ‘ครอบครัว’ เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

     นั่นคือความหมายที่แท้จริงของ Once a Blue, always a Blue ที่เขาเคยโอ้อวดในวัยเยาว์โดยที่ไม่ได้เข้าใจความหมายของมันเลยแม้แต่น้อยในเวลานั้น

     หลังการได้กลับไปกูดิสันพาร์ก ครั้งนั้นผมเชื่อว่ารูนีย์คิดถึงการย้ายกลับมาบ้านหลังเดิมของเขาตลอด

     และเมื่อเขายอมรับว่าเวลาของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด หมดลงแล้วเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะทำลายสถิติของสโมสร แต่มันเป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุด เขาก็มองหาที่หมายปลายทางแห่งใหม่ ซึ่ง เอฟเวอร์ตันเป็นหนึ่งในทีมที่เขาคิดถึง

     เมื่อข้อเสนอจากจีนถูกขัดขวางโดยคอลลีน ภรรยาสาวที่ไม่ต้องการพาลูกไปอยู่แดนไกล และข้อเสนออื่นๆ ว่างเปล่าเกินไป

     รูนีย์จึงตัดสินใจที่จะขอกลับบ้านอีกครั้ง โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยินดีเปิดทางให้หลังรับใช้สโมสรมากว่า 13 ปี

     นี่อาจจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา

     กำลังวังชาแข้งขาอาจไม่เหมือนเก่าในวันที่เขาคือความมหัศจรรย์สีน้ำเงิน แต่เขาพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และหวังว่าจะทำภารกิจที่ค้างคากับเอฟเวอร์ตันให้สำเร็จ

     นั่นคือการช่วยนำสโมสรให้กลับมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่เหมือนในยุค 80s อีกครั้ง

     เพื่อเป็นการปิดตำนานของเขาในฐานะนักเตะที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคอย่างแท้จริง

The post Once a Blue, always a Blue การกลับบ้านอีกครั้งของ ‘เวย์น รูนีย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/opinion-sport-goal-of-life-wayne-rooney/feed/ 0