Virgil van Dijk Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/virgil-van-dijk/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 09 Apr 2026 06:43:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เหตุผลสุดท้ายที่ อาร์เนอ สลอต ควรได้โอกาสกับลิเวอร์พูลต่อไป https://thestandard.co/arne-slot-liverpool-future-psg/ Thu, 09 Apr 2026 06:43:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1196227 อาร์เนอ สลอต กุนซือลิเวอร์พูล ระหว่างเกมแข่งขันฟุตบอล

ก่อนเกมที่ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ อาร์เนอ สลอตตอบคำถามถึงความ […]

The post เหตุผลสุดท้ายที่ อาร์เนอ สลอต ควรได้โอกาสกับลิเวอร์พูลต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เนอ สลอต กุนซือลิเวอร์พูล ระหว่างเกมแข่งขันฟุตบอล

ก่อนเกมที่ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ อาร์เนอ สลอตตอบคำถามถึงความพร้อมของลิเวอร์พูลเอาไว้น่าสนใจ

 

“ช่วง 35 นาทีแรก (ในเกมแพ้แมนฯ ซิตี 4-0) ให้ความมั่นใจกับผมว่าเราสามารถที่จะสู้กันแบบตาต่อตากับทีมอย่าง (ซิตี) และเปแอสเช ซึ่งในความเห็นของผมพวกเขาคือทีมที่เล่นด้วยยากที่สุดในการเล่นแบบโอเพนเพลย์”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในเกมคือกุนซือชาวดัตช์ได้สั่งเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมใหม่ จากระบบกองหลัง 4 คนที่ใช้มาตลอด 2 ฤดูกาล มาเป็นระบบกองหลัง 5 คน โดยใส่โจ โกเมซ ลงมาเพิ่มจำนวนแนวรับอีกคน และ ใช้มิลอช เคอร์เคช กับเจเรมี ฟริมปง คอยสนับสนุนเกมรุกริมเส้น

 

มองจากยาน Orion ที่กำลังเตรียมเดินทางกลับจากดวงจันทร์มาก็เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่การมาเพื่อจะสู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กับปารีส แซงต์-แชร์แมง ทีมเดียวที่หลอนจิตสลอตตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา

 

แต่มันเป็นการมาแบบหัวใจครึ่งๆ กลางๆ ไม่อยากแพ้แต่ก็ไม่กล้าสู้

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือความพ่ายแพ้ที่เขาบอกว่าตัวเองและทีมโชคดีที่ยังแพ้แค่ 2 ประตู! เพราะจากโอกาสในเกมของแชมป์เก่าเจ้าของถ้วยยุโรป กับอีก 2 ลูกจุดโทษที่รอดตัวไปนั้น ลิเวอร์พูลมีโอกาสโดนถล่มย่อยยับมากกว่า 5-6 ลูกได้ด้วยซ้ำ

 

อาร์เนอ สลอต กุนซือลิเวอร์พูล ระหว่างเกมแข่งขันฟุตบอล 1

 

ในสถานการณ์ที่กดดันถึงขีดสุด การตัดสินใจของสลอตในเรื่องของระบบการเล่นและการจัดทีมในเกมนี้สะท้อนให้เห็นถึงอะไรหลายอย่าง

 

โดยเฉพาะการเติมกองหลังเข้ามาเพื่อหวังว่าจะช่วยขันชะเนาะเกมรับที่หลวมโพรกให้แน่นขึ้น และการโยนโม ซาลาห์ ทิ้งเอาไว้ข้างสนาม

 

ภาพของ The Egyptian King ที่ถูกทิ้งเอาไว้ชวนให้รู้สึกคล้ายในวันที่เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการดร็อปสตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่กัปตันทีม แต่เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรเอาไว้ที่ข้างสนามในเกมที่ไปเยือนเรอัล มาดริด

 

สำหรับเจอร์ราร์ดในวันนั้นมันคือเกมที่ทำให้เขาตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องไปจากลิเวอร์พูล

 

สำหรับซาลาห์ ผู้ซึ่งประกาศการตัดสินใจล่วงหน้าว่าเขาจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ การโดนทิ้งเอาไว้ข้างสนามในเกมนี้ คือการบอกเป็นนัยว่าช่วงเวลาที่เหลือของ Farewell tour ของเขาอาจจะไม่ได้สวยงามอย่างที่ฝันไว้

 

แต่การเติมกองหลังและทิ้งซาลาห์ – ที่อาจจะเข้าใจได้ว่าฟอร์มระยะหลังตกลงอย่างมากและขาดความมั่นใจหลังยิงจุดโทษพลาดใน 2 หนหลังสุด – ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

ในทางตรงกันข้ามมันกลับยิ่งทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีกว่า ‘ระดับ’ (Class) ของพวกเขาในเวลานี้ตกต่ำลงไปจากในฤดูกาลที่แล้วอย่างน่าใจหาย

 

ปีกลายถึงแม้ว่าจะแพ้ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแต่ลิเวอร์พูลก็ยังสร้างความลำบากให้กับเปแแอสเชได้จนถึงฎีกา โดยในเกมแรกบุกไปเฉือนเอาชนะได้ 1-0 จากประตูชัยในช่วงท้ายเกมของฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (นักเตะที่ถูกลืมไปแล้ว) ก่อนจะมาแพ้คาแอนฟิลด์บ้างจากทีเด็ดของอุสมาน เดมเบเลที่ยิงตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะยื้อกันไปถึงการดวลจุดโทษและจบที่เปแอสเชเอาชนะได้สำเร็จ

 

2 เกมนั้นทำให้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากว่าทำให้สลอต เฝ้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นของลิเวอร์พูลใหม่ จากพื้นฐานระบบการเล่นแบบเดินหน้าล่าคู่แข่งอย่างเมามัน ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งมาโดยเยอร์เกน คล็อปป์ ที่พาทีมประสบความสำเร็จมานานถึง 9 ปี มาเป็นระบบการเล่นบอลคอนโทรลแบบสัมบูรณ์ (Total control) ในแบบเดียวกับที่เปแอสเช ภายใต้หลุยส์ เอ็นริเกทำได้

 

ก่อนออกสตาร์ตฤดูกาล 2025/26 กุนซือชาวดัตช์เองก็พูดถึงเป้าหมายของเขาในฤดูกาลนี้ว่าต้องการที่จะ “ควบคุม” สถานการณ์ภายในเกมให้ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่ต้องมาลุ้นเหนื่อยเหมือนเดิมทุกนัด

 

จุดนี้คือ “หัวใจ” ของฤดูกาลนี้ที่ทำให้เขาสั่งเปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นของทีมใหม่ให้ช้าลง เน้นการครองบอลมากขึ้น และมันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สลอตเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ และพยายามปกป้องตัวเองเสมอว่า ถ้าดูตัวเลขการครองบอล ไปจนถึงการสร้างโอกาสในเกมแล้ว ลิเวอร์พูลของเขามาถูกทาง

 

แต่ความจริงที่เปแอสเชได้ให้คำตอบกับแชมป์อังกฤษที่สิ้นลายไปนานแล้วคือ พวกเขาไม่ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับเลย

 

แม้แต่นิดเดียว

 

อาร์เนอ สลอต กุนซือลิเวอร์พูล ระหว่างเกมแข่งขันฟุตบอล 2

 

ฟุตบอลของเปแอสเชไม่ใช่ฟุตบอลที่คอนโทรลเกมด้วยการต่อบอลบนพื้นอย่างเดียว แต่พวกเขาเต็มไปด้วยความหลากหลายในการเล่น

 

จริงอยู่หากบอลอยู่ใต้เท้าของวิตินญาและชูเอา เนเวสแล้ว การจะไปแย่งบอลกลับมาเป็นเรื่องที่ยากจนถึงขั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสองคนนี้ทำให้เราคิดถึงชาบี เอร์นานเดซ และอันเดรส อิเนียสตา ในยุคทองของบาร์เซโลนา

 

แต่บอลคอนโทรลเป็นแค่พาร์ตหนึ่งของเกม เปแอสเช ยังมีผู้เล่นแนวรุกที่อันตรายสุดๆ ถึง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นอุสมาน เดมเบเล, ควิชา ควารัตสเกเลีย และดาวรุ่งที่โดดเด่นและเก่งขึ้นจากปีกลายมากอย่าง เดซิเร ดูเอ ที่มีพื้นฐานของการเป็นปีกความเร็วสูง พาบอลไปกับตัวได้ดี และมีความ Swagger หรือมีทีเด็ด กล้าได้กล้าเสีย พร้อมจะวัดกับคู่แข่งเสมอ

 

ประตูขึ้นนำที่ได้ตั้งแต่นาทีที่ 11 ของเกมก็มาจากความกล้าเล่นของดูเอ ที่แม้จะโดนรุมและขวางหน้าถึง 4-5 คนแต่ก็ยังนิ่งและใจถึงพอที่จะลองหาจังหวะยิง ก่อนที่บอลจะแฉลบขาของไรอัน คราเฟนแบร์ก หมดสิทธิ์ที่จอร์จี มามาร์ดาชวิลีจะป้องกันได้

 

เป็นอันทลายแผนของลิเวอร์พูลภายในระยะเวลาแค่นั้นเอง และโยนทุกอย่างให้ทีมของสลอตที่ต้องหาทางกลับสู่เกมให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเปแอสเชไม่ยอมให้มีโอกาสแบบนั้น

 

พวกเขายังจู่โจมด้วยวิธีการเล่นได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการย้อนเกล็ดใส่ลิเวอร์พูลที่พยายามเพรสซิง (ด้วยหัวใจครึ่งๆกลางๆ) ด้วยการแกะบอลออกจากพื้นที่ที่ถูกกดดันและเปลี่ยนจังหวะรับเป็นรุก (Transition) ได้ภายใน 2-3 จังหวะ ก็ถึงหน้าประตูได้เลย

 

แล้วลิเวอร์พูลทำอะไรได้?

 

พวกเขาสู้แล้ว สู้ด้วยวิธีเดียวที่ทำได้ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งที่คล็อปป์เคยสอนเอาไว้ว่า “ถ้าสู้ด้วยเชิงไม่ได้ ก็ต้องวิ่งสู้ฟัด” ระยะทางในการวิ่งของลิเวอร์พูลในหลายช่วงของเกมนี้สูงกว่าเปแอสเชมาก มีบางช่วงเวลาที่เหมือนจะบดและกดจนเกือบอยู่หมัด

 

แต่ในทางตรงกันข้ามมันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาต้องพยายามมากเกินกำลังเพื่อที่จะช่วงชิงเอาบอลกลับมาเล่น นักเตะจอมฟิตอย่างเคอร์เคช หรือแม้แต่เวียร์ตซ์ หมดแรงตั้งแต่นาทีที่ 60 ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาพร้อมกับเพื่อน

 

มันก็วนกลับไปถึงเรื่องเดิมคือ “ชั้นเชิง” ที่ห่างเกินไประหว่างสองทีม

 

สู้กันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

 

อาร์เนอ สลอต กุนซือลิเวอร์พูล ระหว่างเกมแข่งขันฟุตบอล 3

 

บทสรุปของเกมนี้คือการที่สลอตตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ บนความหวังอันน้อยนิดว่ามันอาจจะได้ผลในการทำให้ลิเวอร์พูลฟื้นคืนชีพกลับมาได้

 

แต่ความจริงคือลิเวอร์พูลโล่งใจกับการแพ้แค่ 2 ประตู ในเกมที่พวกเขายิงไม่เข้ากรอบ และมีค่า xG 0.0 คือไม่มีโอกาสลุ้นประตูอย่างจริงจังเลย

 

นอกเหนือจากการจัดทีม การเปลี่ยนแปลงผู้เล่นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ก็ไม่ได้นำพา ในขณะที่ทีมต้องการประตูและคนจุดประกายความหวัง สลอตยังเลือกจะทิ้งซาลาห์ไว้ข้างสนามแบบนั้นทั้งเกม ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว นักเตะผู้ยิ่งใหญ่คนนี้สมควรได้โอกาสที่จะลงสนามมาไม่ว่าจะมากหรือน้อย

 

ไม่ใช่ในเรื่องของการแข่งขันอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพกัน

 

น้ำเสียงของเวอร์จีล ฟาน ไดค์ ที่หงุดหงิดและผิดหวังจากผลการแข่งขันแอบชวนให้คิดว่าบางทีผู้เล่นในทีมเองอาจจะไม่ชอบใจกับวิธีการนัก ไปจนถึงการตัดสินใจต่างๆ และสะท้อนว่ามันอาจจะมี ‘รอยร้าว’ ที่ยากจะสมานภายในทีม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี การตัดสินใจทั้งหลายในเกมนี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นความรับผิดชอบของโค้ชหัวใสเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าในยามยากแบบนี้ สลอตย่อมอยากที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด ทำในสิ่งที่เขาเชื่อที่สุด

 

และคำตอบของทุกอย่างเห็นค่อนข้างชัดแล้วว่าเขากำลังหมดสิ้นหนทาง

 

โดยที่ในเวลานี้อาจจะเหลือเหตุผลและความชอบธรรมที่ทำให้สลอตยังควรได้ทำงานของเขาต่อไปอีกเพียงแค่ไม่กี่ข้อ

 

  • เขาพาทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่แล้ว
  • ที่ลิเวอร์พูล เราไม่ทำอะไรแบบนั้น (ปลดคนกลางทาง)

 

นอกนั้นไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว

The post เหตุผลสุดท้ายที่ อาร์เนอ สลอต ควรได้โอกาสกับลิเวอร์พูลต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game https://thestandard.co/global-athletes-nba-london-game/ Tue, 20 Jan 2026 05:26:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1167095 นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game

บรรยากาศการแข่งขัน NBA London Game presented by Tissot […]

The post นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game

บรรยากาศการแข่งขัน NBA London Game presented by Tissot ที่สนาม O2 Arena กรุงลอนดอน คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อเหล่าสตาร์กีฬาระดับโลกพาเหรดเข้าชมเกมระหว่าง Orlando Magic พบ Memphis Grizzlies นำโดยแข้งดังอย่าง เดแคลน ไรซ์, เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, วิลเลียม ซาลิบา รวมถึงตำนานอย่าง เธียร์รี อองรี ขณะที่ฝั่งมอเตอร์สปอร์ตมีดาวรุ่ง F1 อย่าง คิมี อันโตเนลลี มาร่วมสร้างสีสันติดขอบสนาม

 

สำหรับ NBA London Game เป็นหนึ่งในซีรีส์การแข่งขัน NBA นอกสหรัฐอเมริกา ในฤดูกาล 2025/26 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขยายฐานแฟนบาสเกตบอลในยุโรป

 

โดยปีนี้เป็นเกมประจำฤดูกาลนัดที่ 10 ที่จัดในกรุงลอนดอน และนับเป็นเกม NBA ในนอร์ทอิงแลนด์ครั้งที่ 19 นับตั้งแต่ปี 1993 โดย NBA มีแผนจัดแข่งขันต่อเนื่องในยุโรปอีกหลายเมือง ทั้งเบอร์ลิน ปารีส และแมนเชสเตอร์ในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 1นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 2นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 3นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 4นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 5นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game 6

 

ภาพ: nbaeurope / w.saliba4 / kimi.antonelli / virgilvandijk – instagram

The post นักกีฬาระดับโลก สร้างสีสันในการแข่ง NBA London Game appeared first on THE STANDARD.

]]>
คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง https://thestandard.co/super-bradley-special-night-truth/ Wed, 05 Nov 2025 09:30:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1139996 คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง

ถึงจะล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่วินิซิอุส จูเนียร์ จรว […]

The post คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง

ถึงจะล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่วินิซิอุส จูเนียร์ จรวดทางเรียบชาวบราซิลผู้เคยเป็นตัวแสบของลิเวอร์พูลในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ ลีกในปี 2022 ยังอยากจะพยายามอีกสักครั้ง

 

ความหวังของเขาอยู่กับเดิมพันว่าหากเขาผ่านด่านนี้ไปได้ ขออีกแค่ครั้งเดียว นั่นอาจหมายถึงการพลิกเกมกลับมาของเรอัล มาดริดได้เลย

 

ปัญหาคือเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำแบบนั้น!

 

แม้จะเป็นช่วงท้ายเกมที่เรี่ยวแรงควรจะอ่อนลงไปมากแล้ว แต่ดูเหมือนคอเนอร์ แบรดลีย์จะยังไหวสบายๆ ในการรับมือกับหนึ่งในปีกซ้ายที่ดีที่สุดของโลก และสุดท้ายเขาก็จัดการเก็บคู่แข่งใส่กระเป๋าได้เหมือนตลอดทั้งเกมที่ผ่านมา ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะเฉือนเรอัล มาดริดได้ 1-0

 

การเล่นของเขาเรียกเสียงโห่ร้องด้วยความสะใจของกองเชียร์เดอะ ค็อปได้ดังสนั่น ซึ่งมันเป็นเสียงและความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับทุกจังหวะที่เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้สัมผัสบอลในสนามในสีเสื้อขาวของทีม Los Merengues

 

ระหว่างทั้งสองจึงเป็นกระจกสะท้อนของกันและกัน

 

ในเรื่องราวของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

 

คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง 1

 

ซูเปอร์แบรดลีย์!

 

ดูเหมือนนักเตะจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในไอร์แลนด์จะชื่นชอบการลงสนามกับเรอัล มาดริดเป็นพิเศษ

 

เมื่อปีกลาย แบรดลีย์ สร้างชื่อเสียงกระหึ่มกับจังหวะการเข้าเสียบสกัดใส่คีลิยัน เอ็มบัปเป หนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลกจนกลิ้งเป็นลูกขนุน ภาพการเข้าแท็กเกิลจังหวะนี้เป็นหนึ่งในภาพจำของฤดูกาลที่แล้วสำหรับลิเวอร์พูล

 

มาถึงฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องของสภาพความฟิตตั้งแต่เปิดฤดูกาล แต่เมื่อถึงคราวต้องลงสนามในเกมสำคัญ แบ็กคนหนุ่มวัย 22 ปี พิสูจน์คุณค่าและความสามารถของตัวเองให้เห็นอีกครั้งในการเจอกับเรอัล มาดริด ที่กำลังร้อนแรง

 

ตลอดทั้ง 90 นาที แบรดลีย์ไล่เก็บกวาดเกมรับทางฝั่งขวาของลิเวอร์พูลได้อย่างสะอาดหมดจด โดยเฉพาะการรับมือกับวินิซิอุส จูเนียร์ ปีกซ้ายที่เคยเป็นของแสลงของทีมมาโดยตลอด

 

นอกจากจะชิงบอลได้เกือบทุกจังหวะ ยังเลี้ยงบอลฝ่าปีกสตาร์บราซิลเอาดื้อๆ ไปจนถึงอีกหลายจังหวะที่เติมเกมรุกได้สวยงาม และความนิ่งในการครองบอลในระดับไม่ธรรมดาที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์และคลายความกดดันให้ทีมได้

 

ในฤดูกาลที่ 3 ที่เขาลงสนามในสีเสื้อแดงเพลิง นี่คือเกมที่ดีที่สุดในชีวิตจนถึงตอนนี้ของแบรดลีย์อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ที่สำคัญคือเขาได้รับการประทับตราจากหัวใจของแฟนๆ

 

นี่แหละคือฮีโร่ตัวจริงคนใหม่ของเรา

 

คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง 2

 

แก้ปัญหาใหม่ด้วยวิธีเดิม

 

ความจริงแล้วหนึ่งในจุดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะช่วงวิกฤตที่ผ่านมาคือตำแหน่ง ‘แบ็กขวา’ ที่หาคำตอบไม่เจอ

 

การจากไปของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทิ้งช่องโหว่ระดับมหึมาเอาไว้ไม่ใช่แค่ในความรู้สึกแต่เป็นในเชิงของแท็กติกการเล่นด้วย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาแบ็กขวาสเกาเซอร์เป็น ‘ครีเอเตอร์’ คนสำคัญของทีม

 

เทรนต์ทำได้ทุกอย่างในการสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นการวางบอลยาวที่แม่นในระดับเท้าชั่งทอง ลูกยิงไกลที่มหัศจรรย์ ไปจนถึงการเปิดบอลขนานเส้นให้โม ซาลาห์ จู่โจมอย่างรวดเร็วทางฝั่งขวา

 

ตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา อาร์เนอ สลอต พยายามค้นหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปได้ ด้วยการใช้ทั้งเจเรมี ฟริมปง แบ็กขวาตัวใหม่ที่ซื้อมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน เพื่อหวังทดแทนเทรนต์และชิงตำแหน่งกับแบรดลีย์ ที่เป็นนักเตะชุดเดิม

 

ไปจนถึงการลองเอาโดมินิก โซโบสไล มิดฟิลด์ห้องเครื่องมาประจำการ ซึ่งก็ได้ผลดีประมาณหนึ่ง แต่ทำไปทำมาลิเวอร์พูลก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้สักที และกลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่ใหญ่และเห็นได้ชัดจนโดนคู่แข่งเล่นงานในพื้นที่ริมเส้นเสมอ

 

อย่างไรก็ดี สลอตได้ค้นพบคำตอบว่าคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้ในเวลานี้ก็คือคนเดิม

 

แบรดลีย์ ที่ประสบปัญหาสภาพร่างกายไม่ฟิตมาตลอดก่อนหน้านี้ ยกระดับการเล่นของตัวเองอย่างชัดเจนใน 2 นัดหลังสุดกับวิลลาและมาดริด แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ใจสู้ บู๊ไม่ถอย และการหาจังหวะสร้างเกมรุก แม้แต่การวางบอลยาวในระยะ 70-80 หลาก็มีให้เห็น

 

ผลงานนั้นดีพอที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเขาควรยึดตัวจริงของลิเวอร์พูลได้ทันที โดยที่เป็นเรื่องของฟริมปงที่จะต้องพยายามหาทางช่วงชิงตำแหน่งกันเอง
พิธีต้อนรับที่แสนเจ็บปวด

 

เสียงปรบมือกึกก้องของเดอะ ค็อปทั้งสนามที่มีให้แก่ ‘There’s Only One Bradley’ นั้นช่างแตกต่างจากการต้อนรับของพวกเขาที่มีต่อคนเคยรักกันอย่างเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

 

ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมตั้งแต่ยุคของเจอร์เกน คล็อปป์ ผ่านมาถึงยุคของสลอต ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย แชมเปียนส์ ลีกอีก 1 สมัย และแชมป์อื่นๆ ครบเซ็ตของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่เทรนต์ได้รับจากแฟนฟุตบอลคือเสียงโห่ที่ดังสนั่น

 

คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง 3

 

เสียงนั้นดังกระหึ่มตั้งแต่ในช่วงของการอบอุ่นร่างกาย ช่วงของการประกาศรายชื่อ และช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมที่ชาบี อลอนโซ นายใหญ่อดีตขวัญใจเดอะ ค็อปอีกคนตัดสินใจที่จะส่งแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษลงสนาม

 

โดยไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสีหน้าและแววตาของเทรนต์เจ็บปวด

 

เจ็บยิ่งกว่าข่าวภาพวาดบนผนัง (Mural) ของเขาถูกสาดสีและเขียนข้อความประณามการตัดสินใจทิ้งทีมไปโดยไม่ให้ทีมได้อะไรกลับมาว่า ‘Rat’ ซึ่งในเวลาต่อมามีคนไปช่วยทำความสะอาดฟื้นฟูภาพให้

 

เพราะนี่คือความรู้สึกจริงๆ ของเดอะ ค็อปที่อยากบอกให้เขารู้ และสำหรับเทรนต์มันอาจจะยากเกินใจจะรับไหวในตอนนี้

 

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสนามแอนฟิลด์ในฐานะของคู่แข่ง เขาแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การเปิดบอลที่เคยเป็นจุดเด่น 2 ครั้งก็ห่างไกลจากเป้าหมายมาก จืดจาง และยิ่งเล่นไม่ออกเท่าไรก็ยิ่งหมายถึงความสุขของคนเคยรักมากขึ้นเท่านั้น

 

แม้กระทั่งเวอร์จีล ฟาน ไดค์ ที่เคยเป็น ‘ลูกพี่’ เองก็ไม่ได้คิดที่จะพูดคุยถามไถ่อะไรกันอีก

 

“ไม่” ฟาน ไดค์ เมื่อถูกถามว่ามีการพูดคุยหรือเจอกับเทรนต์หลังเกมบ้างไหม

 

เจ็บจริงอะไรจริง

 

คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง 4

 

ไม่หันกลับไป

 

หลังสุดหลังจากแพ้ 6 ใน 7 นัดก่อนหน้านี้ นอกจากการค้นพบ ‘ตัวจริง’ ในตำแหน่งแบ็กขวาแล้ว นายใหญ่ชาวดัตช์ยังค้นพบคำตอบที่สำคัญในวันที่ยังไม่สายเกินไป

 

นั่นคือการที่เขาอาจจะต้องเลิกคิดเยอะ (Overthink) และหันกลับมาใช้ระบบการเล่นแบบเก่า ผู้เล่นเดิมที่เคยใช้และได้ผลดีมาก่อน

 

แกนหลักชุดเดิมอย่างโซโบสไล, อเล็กซิส แม็คคัลลิสเตอร์, ไรอัน คราเฟนแบร์ก, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน รวมถึงแบรดลีย์ได้กลับมาเล่นในตำแหน่งและแท็กติกที่ถนัดอีกครั้ง ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงแค่การหมุนเวียนผู้เล่นตามตำแหน่ง

 

แต่มันหมายถึงการกดปุ่ม Reset ให้ทีมกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ในระบบการเล่นเดิมที่คุ้นเคยและทำได้ดี

 

จากชัยชนะ 2-0 ในเกมกับวิลลา ลิเวอร์พูลเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งในเกมกับมาดริดและเก็บคลีนชีตได้เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเกมรับที่มีมาตลอดได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี

 

อย่างไรก็ดีการวนกลับไปที่เดิมไม่ได้แปลว่าเหมือนเดิมหมด

 

ผู้เล่นอย่างโซโบสไลในวันนี้พัฒนาตัวเองขึ้นมาอีกและดูเหมาะสมคู่ควรกับการยืนเป็น ‘หมายเลข 10’ ของลิเวอร์พูล เพราะเติมความอันตรายในเรื่องของการเปิดบอลทำแอสซิสต์ ไปจนถึงการหาโอกาสยิงประตูด้วยการยิงไกลหน้ากรอบเขตโทษ

 

หรือแม้แต่แบรดลีย์เองก็ดูเติบโตขึ้นทางเกมลูกหนังด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ได้เล่นแบบดิบๆ อย่างเดียว แต่มีลูกล่อลูกชนมากขึ้น รวมถึงร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำขึ้นด้วย

 

ดังนั้นแม้จะไม่สามารถทำอะไรพิเศษๆได้ในแบบที่เทรนต์เคยทำ แต่อย่างน้อยวันนี้แบ็กไอริชแสดงให้เห็นแล้วว่าแบ็กขวาธรรมดาอย่างเขาก็มีความไม่ธรรมดาในตัวเหมือนกัน

 

และเขาพร้อมจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้า

 

โดยไม่จำเป็นต้องหันกลับมามองข้างหลังด้วยความคิดถึงอีกแล้ว

The post คืนพิเศษของ ‘ซูเปอร์แบรดลีย์’ ในวันที่ฮีโร่คนเก่าต้องยอมรับความจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูลเดินเกมไว! ทำไมหงส์แดงเร่งปิดดีล ‘เวียร์ตซ์-ฟริมปง-เคอร์เคซ’ ตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิด? https://thestandard.co/liverpool-accelerate-transfers-virgil-frimpong-kirk/ Mon, 26 May 2025 13:14:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1078795 ลิเวอร์พูล

ภาพบรรยากาศงานฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการที่แอ […]

The post ลิเวอร์พูลเดินเกมไว! ทำไมหงส์แดงเร่งปิดดีล ‘เวียร์ตซ์-ฟริมปง-เคอร์เคซ’ ตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูล

ภาพบรรยากาศงานฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่แฟน ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ทั่วโลก เฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็นการรับมอบถ้วยแชมป์ของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จากมือของ อลัน แฮนเซน ตำนานปราการหลังผู้เป็นกัปตันทีมคนก่อนหน้า ที่พาลิเวอร์พูลได้แชมป์เมื่อปี 1990, มงกุฎถ้วยพรีเมียร์ลีกที่เพื่อนวางบนศีรษะของ โม ซาลาห์, น้ำตาของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ในที่สุดก็ได้รับการอำลาที่สมเกียรติ, การปีนขึ้นบนคานประตูของ อลิสสัน เบคเกอร์ เพื่อชวนแฟนๆ ร้องเพลงฉลอง, เพลงเชียร์ประจำตัวของ เฟเดริโก เคียซา ที่แม้จะเป็นตัวสำรองอดทน แต่ก็เป็นคนที่แฟนบอลรักและให้กำลังใจมากที่สุดคนหนึ่ง

 

รวมถึงการพบกันครั้งแรกของ อาร์เน สลอต และ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้รับช่วงต่อและผู้วางรากฐานทุกอย่างไว้ให้

 

แต่สิ่งที่น่าประทับใจและน่าสนใจกว่าคือ การที่ลิเวอร์พูลไม่ได้หยุดนิ่ง พร้อมเดินหน้าในตลาดการซื้อ-ขายผู้เล่นรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง

 

เฌเรมี ฟริมปง, มิลอส เคอร์เคซ และซูเปอร์สตาร์ที่กำลังสร้างความฮือฮามากที่สุดในเวลานี้อย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่ามีการยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการในราคาเริ่มต้น 100 ล้านปอนด์ให้แก่ไบเออร์ เลเวอร์คูเซนแล้ว

 

ทำไมทีมแชมป์ต้องรีบร้อนถึงขนาดนี้?

 

 

เพราะความสำเร็จเป็นเรื่องของเมื่อวาน

 

ถึงแม้ว่าลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของ อาร์เน สลอต จะทำผลงานได้อย่างสุดยอดด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งนับเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ของสโมสร สูงที่สุดในอังกฤษกลับมาทาบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้อีกครั้ง แต่ความสำเร็จที่ได้มานั้นคือเรื่องของวันวาน

 

งานของวันพรุ่งนี้เพื่อจะสู้ศึกสำหรับฤดูกาลหน้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และความจริงมันได้เริ่มต้นมานานแล้วด้วย

โดยก่อนหน้านี้โค้ชชาวดัตช์เคยเปิดเผยว่าได้มีการวางแผนร่วมกับริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรถึงเป้าหมายในการปรับทัพเสริมทีม โดยมีการส่งสัญญาณเป็นนัยว่าช่วงปิดฤดูกาลนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในทีม

 

การส่งสัญญาณเดินเกมเร็วครั้งนี้แตกต่างจากช่วงปิดฤดูกาลที่แล้วซึ่งทั้งสลอตและฮิวจ์ส เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งโดยที่ตลอดเวลาที่ตลาดนักเตะเปิดทำการไม่มีการเสริมทัพเลย และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแฟนๆ จนสุดท้ายได้คว้าตัว เฟเดริโก เคียซา กองหน้าทีมชาติอิตาลีมาในราคาที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อแค่ 12.5 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นเพียงตัวสำรองอดทนตลอดฤดูกาล

 

เพียงแต่สิ่งที่เดอะค็อปรวมถึงแฟนฟุตบอลคู่แข่งทีมอื่นไม่ได้คาดคิดคือ ลิเวอร์พูลจะเดินเกมไวถึงขนาดนี้

 

ไวระดับที่ฤดูกาลปิดตัวลง งานฉลองแชมป์ยังไม่ทันจบดี มีข่าวกับผู้เล่นถึง 3 รายด้วยกัน

 

 

 

2 ขุมพลังใหม่ริมเส้น

 

3 ผู้เล่นที่มีข่าวกับลิเวอร์พูลในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องบอกว่าเป็นผู้เล่นที่มีความน่าสนใจอย่างมาก

2 รายแรกเป็นผู้เล่นในกลุ่มที่มีกระแสข่าวและการคาดเดามาก่อนแล้วคือ เฌเรมี ฟริมปง กับ มิลอส เคอร์เคซ ที่จะเข้ามาเติมความสดใหม่ในเกมริมเส้นให้กับทีม

 

โดยรายของฟริมปง ดาวเตะจากเลเวอร์คูเซนคือตัวตายตัวแทนของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาสายเลือดแท้ของสโมสรที่ตัดสินใจอำลาทีมเพื่อไปค้นหาความท้าทายใหม่กับเรอัล มาดริด ซึ่งแม้ว่าโดยตำแหน่งและสไตล์จะแตกต่างกัน 

 

แต่ทีมวิเคราะห์ของลิเวอร์พูลซึ่งนำโดย ดร.ริชาร์ด สเปียร์แมน ซึ่งเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลเลือก อาร์เน สลอต มารับตำแหน่งต่อจากเจอร์เกน คล็อปป์ เชื่อว่าฟริมปง จะเป็นผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์การทำทีมของโค้ชชาวดัตช์ได้เป็นอย่างดี

 

ไม่นับเรื่องที่เป็นผู้เล่นที่คุ้นเคยกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และโคดี กักโป ที่เล่นในทีมชาติเนเธอร์แลนด์ด้วยกัน

 

จุดเด่นของฟริมปงคือความเร็วระดับจรวดทางเรียบ เก่งกาจในการกระชากพาบอลไปกับตัวด้วยความเร็วสูง กล้าที่จะดวลคู่แข่งในการเล่นแบบ 1v1 และการเปิดบอลที่มีความแม่นยำในพื้นที่สุดท้าย แม้ว่าจะถูกมองว่าเกมรับเป็นจุดอ่อนก็ตาม

 

เช่นกันกับเคอร์เคซ แบ็กซ้ายวัย 21 ปีที่โดดเด่นกับบอร์นมัธในช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุด ก็เป็นฟูลแบ็กที่เต็มไปด้วยพลังอันล้นเหลือ สามารถเติมขึ้นลงได้ตลอดทั้งเกมและมีจุดเด่นในเรื่องของความแข็งแกร่ง ความใจสู้ และเท้าซ้ายฉมังเดชที่ได้ทั้งการเปิดบอลและการทำประตูด้วยตัวเอง

 

เคอร์เคซซึ่งเป็นรุ่นน้องคนสนิทในทีมชาติฮังการีของ โดมินิก โซโบสไล ถูกคาดหมายว่าจะแทนที่ของ คอสตัส ซิมิกาส ฟูลแบ็กตัวสำรองอดทนที่น่าจะต้องถูกปล่อยตัวหลังจบฤดูกาลนี้

 

 

 

ดีลเซอร์ไพรส์แห่งปี

 

แต่ดีลที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดคือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ สตาร์ทีมชาติเยอรมนีของเลเวอร์คูเซนที่กำลังทำให้เดอะค็อปทั่วโลกตื่นเต้น

 

เหตุผลนั้นเป็นเพราะผู้เล่นในระดับสตาร์แบบนี้มักไม่ได้อยู่ในสารบบการเสริมทัพของลิเวอร์พูลมากนัก เนื่องจากมีค่าตัวที่สูงและยากที่จะได้ตัวมาร่วมทีม ซึ่งรายของดาวเตะวัย 22 ปีก็ตกเป็นข่าวกับบาเยิร์น มิวนิก และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่ลิเวอร์พูลน่าจะสนใจได้เลย

 

อย่างไรก็ดี กลับเป็นว่าลิเวอร์พูล เดินเครื่องอย่างจริงจังในรายของเวียร์ตซ์ และกำลังจะเอาชนะคู่แข่งอย่างบาเยิร์น ที่เดินเกมผิดพลาดได้

 

โดยความผิดพลาดของบาเยิร์น เกิดจากความมั่นใจว่าจะสามารถบีบให้เลเวอร์คูเซนและนักเตะยอมตกลงย้ายทีมได้โดยง่าย โดยการใช้เครื่องมือช่วยเหลืออย่างสื่อในแคว้นบาวาเรีย แต่กลยุทธ์ดังกล่าวกลับย้อนเข้าตัวเมื่อ ฮันส์ เวียร์ตซ์ พ่อของนักเตะซึ่งทำหน้าที่เอเยนต์ด้วยมองว่าทีม ‘เสือใต้’ ไม่จริงใจ

 

ตรงข้ามกับลิเวอร์พูลที่อดทนรอโอกาสในการเจรจามาโดยตลอด และเมื่อได้โอกาสจึงเชิญมาเจรจากันที่อังกฤษ การเจรจาเกิดขึ้นในเมืองแบล็กพูล โดยเวียร์ตซ์และครอบครัวได้รับข้อมูลแผนการทำทีมรวมถึงบทบาทของเขาในแอนฟิลด์จากตัวของสลอตโดยตรง และประทับใจกว่าครั้งพูดคุยกับ แว็งซองต์ กอมปานีย์ โค้ชของบาเยิร์น

 

ขณะที่ระหว่างสโมสรลิเวอร์พูลก็เปิดการเจรจากับเลเวอร์คูเซนอย่างตรงไปตรงมา ให้เกียรติกัน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

 

เวียร์ตซ์เป็นผู้เล่นในตำแหน่ง ‘หมายเลข 10’ ด้วยสไตล์จอมทัพพรสวรรค์ที่เก่งกาจในการครองบอล สร้างจังหวะและโอกาสให้กับทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นจุดที่ลิเวอร์พูลขาดในฤดูกาลนี้ เพราะแม้โซโบสไลจะทำหน้าที่ได้ดีแต่ขาดทีเด็ดทีขาดในจังหวะสุดท้ายไป

อีกทั้งการที่ทีมสูญเสียอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หมายถึงการที่ลิเวอร์พูลจะขาดผู้เล่นที่มีจินตนาการในการสร้างสรรค์เกมคนสำคัญ ซึ่งเวียร์ตซ์ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาทดแทนในจุดนี้

 

การเจรจาในเวลานี้อยู่ในขั้นคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าจะเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดก่อนที่เวียร์ตซ์จะเข้าแคมป์ทีมชาติเยอรมนีในช่วงต้นเดือนหน้า

 

 

จะมีดีลอื่นอีกไหม?

 

นอกจากรายของทั้ง 3 ผู้เล่นแล้ว ลิเวอร์พูลได้คว้าตัว จอร์จี มาร์มาดาชวิลี ผู้รักษาประตูทีมชาติจอร์เจียมาจากบาเลนเซีย ซึ่งซื้อตัวไว้ล่วงหน้าหนึ่งฤดูกาล โดยจะมาแทนที่ของ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูมือสองที่ต้องการไปเป็นมือหนึ่งกับทีมอื่น

 

ตำแหน่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญอีกตำแหน่งคือกองหน้า โดยคาดว่า ดาร์วิน นูนเญซ จะถูกปล่อยตัวออกไปโดยเร็ว ซึ่งมีสโมสรในลีกซาอุดีอาระเบีย และสโมสรอื่นๆ ในยุโรปจับตรามองอยู่ โดยที่ลิเวอร์พูลพร้อมปล่อยตัวในราคาต่ำกว่า 85 ล้านปอนด์ที่ซื้อมาจากเบนฟิกา

 

ในแนวรุก เฟเดริโก เคียซา อาจถูกปล่อยตัวออกจากทีมหากมีข้อเสนอจากอิตาลีให้ย้ายกลับบ้านเกิด แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเสริมทัพทดแทนหรือไม่ในบทบาทนี้ เพราะในทีมเยาวชนมี ริโอ นูโมฮา ดาวรุ่งพุ่งแรงที่คาดว่าจะได้รับการปั้นจากสลอตให้ขึ้นมาทีมชุดใหญ่ถาวรในเร็วๆ นี้

 

อีกคนที่อาจจะโยกย้ายคือ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ที่ดูไม่เป็นที่ชื่นชอบของบอสชาวดัตช์นัก และตัวนักเตะต้องการโอกาสในการลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงของการฉลองแชมป์ที่แอนฟิลด์ นักเตะวัย 22 ปีถูกจับภาพได้ว่าร้องไห้สะอึกสะอื้นกับครอบครัวก่อนจะสวมแว่นดำพรางคราบน้ำตาไว้

 

เซ็นเตอร์แบ็กเป็นอีกจุดที่อาจมีนักเตะเข้ามาเสริมทีม โดยสถานการณ์การเจรจาสัญญาใหม่ของ อิบราฮิมา โคนาเต ยังไม่คืบหน้าซึ่งหากไม่มีการต่อสัญญาหรือมีแนวโน้มว่าจะรอย้ายทีมฟรีหลังหมดสัญญาในปี 2026 ลิเวอร์พูลอาจยอมขายเพื่อหานักเตะใหม่ แม้จะพลาดตัว ดีน เฮาเซน ที่เลือกไปเรอัล มาดริดก็ตาม

 

ในตำแหน่งนี้ยังต้องจับตาดูอนาคตของ จาเรลล์ ควานซาห์ กองหลังดาวรุ่งและโจ โกเมซ ที่มีข่าวว่าอาจจะตัดสินใจย้ายออกจากทีมด้วย โดยหากมีใครย้ายออกไปก็จะต้องหาคนเข้ามาเสริมทัพทดแทนทันที เพราะเป็นจุดที่ถือว่าขุมกำลังอ่อนที่สุด

 

เรียกได้ว่ายังมีความเคลื่อนไหวอีกหลายจุดที่อาจจะเกิดขึ้น เพียงแต่หากได้ ฟริมปง เคอร์เคซ และเวียร์ตซ์ มาร่วมทีมจริงและได้ตัวมาเร็ว ก็ถือว่าเป็นการเดินเกมขั้นสุดยอดของผู้อำนวยการอย่างฮิวจ์ส สยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ว่าทำงานเฉื่อยชาเกินไป

 

เป็นการเตรียมการที่ดีสำหรับการสู้ศึกในฤดูกาลหน้า เติมความสดชื่นเข้ามาสู่ทีมให้เกิดบรรยากาศของการแข่งขัน

 

เพราะฤดูกาลหน้านั้นจะยากยิ่งกว่าเดิม

 

เหมือนที่ใครเขาว่า เป็นแชมป์นั้นยากแล้ว แต่การป้องกันแชมป์นั้นยากกว่า และนี่คือเหตุผลที่ลิเวอร์พูลต้องเดินหน้าไวขนาดนี้

 

อ้างอิง:

The post ลิเวอร์พูลเดินเกมไว! ทำไมหงส์แดงเร่งปิดดีล ‘เวียร์ตซ์-ฟริมปง-เคอร์เคซ’ ตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมรักสโมสรแห่งนี้!” เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ต่อสัญญา ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี https://thestandard.co/vvd-extends-liverpool-contract/ Thu, 17 Apr 2025 11:13:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1065390

ลิเวอร์พูล ประกาศ ต่อสัญญา เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลั […]

The post “ผมรักสโมสรแห่งนี้!” เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ต่อสัญญา ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ลิเวอร์พูล ประกาศ ต่อสัญญา เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังและกัปตันทีมวัย 33 ปี ออกไปอีก 2 ปีเป็นที่เรียบร้อย แม้ก่อนหน้านี้สัญญาเดิมของฟาน ไดจ์ค กำลังจะหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้ แต่เจ้าตัวตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับสโมสรต่อไป เช่นเดียวกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เพิ่งต่อสัญญาใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

หลังต่อสัญญา เจ้าตัวกล่าวกับเว็บไซต์ของสโมสรว่า “มันเป็นความรู้สึกที่ใช่เสมอมา ผมพูดแบบนี้ตั้งแต่วันแรก และเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจน ผมรักเมืองนี้ รักแฟนบอล รักสโมสร รักเพื่อนร่วมทีม รักทุกอย่างเกี่ยวกับลิเวอร์พูล และผมหวังว่าจะได้สร้างความสำเร็จร่วมกันต่อไป

 

“ลูกๆ ของผม โดยเฉพาะสองคนเล็ก เกือบจะเป็นสเกาเซอร์เต็มตัวแล้ว พวกเขาไม่รู้จักที่ไหนนอกจากลิเวอร์พูล เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข เพราะชาวเมืองลิเวอร์พูล แฟนบอล สโมสร ที่ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จริงๆ

 

“ผมรักสโมสรแห่งนี้! ผมรักสิ่งที่สโมสรยึดมั่น หลักการและค่านิยมเหล่านี้มีความสำคัญต่อผมและครอบครัวของผมมากเช่นกัน”

 

สำหรับฟาน ไดจ์ค อยู่กับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 หลังย้ายมาจากเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ และกลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลก ลงเล่นมากกว่า 300 นัด และปัจจุบันรับหน้าที่กัปตันทีม

 

เขามีส่วนสำคัญในการพาทัพหงส์แดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เอฟเอคัพ สโมสรโลก และลีกคัพอีก 2 สมัย และภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน สลอต เขาก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลเข้าใกล้แชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 20 ในฤดูกาลนี้

 

The post “ผมรักสโมสรแห่งนี้!” เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ต่อสัญญา ลิเวอร์พูล อีก 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? https://thestandard.co/liverpool-salah-van-dijk-new-contract-analysis/ Thu, 10 Apr 2025 02:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1062684 ซาลาห์ ฟานไดจ์ค

กลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมามีข่าวดีสำหรับแฟนลิเวอร์พูล […]

The post บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาลาห์ ฟานไดจ์ค

กลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมามีข่าวดีสำหรับแฟนลิเวอร์พูลทุกคนเมื่อมีรายงานข่าวพร้อมกันจากทุกสำนักใหญ่ (และอินฟลูเอนเซอร์ด้านการย้ายทีม) ระบุว่า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ รวมถึง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค​ ใกล้บรรลุข้อตกลงสัญญาฉบับใหม่ โดยคาดว่าทั้งคู่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่ที่มีระยะเวลา 2 ปีในเร็วๆ นี้

 

หากเรื่องนี้เป็นความจริงก็จะเป็นการปิดฉากมหากาพย์การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ยืดเยื้อมายาวนานตั้งแต่ต้นฤดูกาลลงด้วยดี และถือเป็นข่าวเชิงบวกที่เชื่อว่าจะส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกและบรรยากาศภายในทีมรวมถึงแฟนฟุตบอล หลังเผชิญความสั่นคลอนทางความรู้สึกจากความพ่ายแพ้ต่อฟูแลมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนกระทบเล็กน้อยต่อโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

 

อย่างไรก็ดีในข่าวดีที่เกิดขึ้น คำถามที่น่าสนใจคือการที่ลิเวอร์พูลตัดสินใจ “ไปกันต่อ” กับซาลาห์ในวัย 32 ปีและฟาน ไดจ์ค ในวัย 34 ปี ซึ่งเป็น 2 ผู้เล่นที่ฟอร์มการเล่นเริ่มดรอปลงอย่างน่าใจหายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่

 

มันเป็นการตัดสินใจที่ใช้เหตุผลหรือความรู้สึกมากกว่ากัน?

 

ข่าวเรื่องสัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ถูกรายงานในช่วงกลางดึกของคืนวันพุธที่ผ่านมาโดยสำนักข่าวใหญ่ระดับคุณภาพอย่าง The Times และ The Athletic รวมถึง ฟาบริซิโอ โรโมาโน ผู้สื่อข่าวคนดังที่เป็นหมายเลขหนึ่งของด้านข่าวการย้ายทีมรายงานไปในทิศทางเดียวกัน

 

โม ซาลาห์ เตรียมจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับลิเวอร์พูล​ (เสียที) ภายหลังพูดคุยเรื่องนี้มายาวนานหลายเดือน ซึ่งขณะนี้กระบวนการเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อยอีกเพียงเล็กน้อยที่หากพูดคุยกันจบก็พร้อมจะเซ็นสัญญาฉบับใหม่ทันที

 

ในรายละเอียดที่สำคัญของสัญญาฉบับนี้อยู่ที่ซาลาห์จะได้รับค่าตอบแทนในจำนวนเท่าเดิม ที่คาดว่าเบื้องต้นอยู่ที่ราว 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่ระยะเวลาในสัญญานั้นได้ตามที่ต้องการคือ 2 ปี แม้ว่าลิเวอร์พูลปกติแล้วจะให้สัญญากับผู้เล่นอายุเกิน 30 ปีแค่ปีต่อปี (เช่นรายของเจมส์ มิลเนอร์ ในอดีต) ก็ตาม

 

ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดีอย่างยิ่งสำหรับลิเวอร์พูล เนื่องจากซาลาห์ได้พิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยผลงานการมีส่วนร่วมกับประตูมากถึง 54 ประตู (32 ประตู 22 แอสซิสต์) ในทุกรายการ ซึ่งเป็นผลงานที่นอกจากจะได้ลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ก็มีโอกาสที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อชิงรางวัลบัลลงดอร์ด้วย

 

ก่อนหน้านี้การเจรจาสัญญาของ “The Egyptian King” กับลิเวอร์พูลเป็นไปอย่างล่าช้าและมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยซาลาห์ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งที่มักจะเปิดเผยว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากลิเวอร์พูล หรือไม่มีสัญญาของสัญญาณจากสโมสร

 

“ผมน่าจะไปมากกว่าอยู่” ซาลาห์เคยกล่าวเอาไว้

 

 

แต่ในเบื้องหลังของการเจรจาแล้วการพูดคุยระหว่างสองฝ่าย อันได้แก่ รามี อับบาส เอเจนต์ผู้เป็นตัวแทนในการเจรจาสัญญาต่างๆ ให้กับซาลาห์ กับ ริชาร์ด​​ ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรของลิเวอร์พูล ถือว่าดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไปต่างจาก “หน้าฉาก” 

 

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ก่อนหน้านี้คือความต้องการที่ไม่ตรงกัน

 

ในขณะที่อับบาสต้องการเจรจาให้ซาลาห์ได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อให้สมฐานะของผู้เล่นที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกรวมถึงต้องการระยะเวลาในสัญญาอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อความมั่นคง

 

ทางฝ่ายของฮิวจ์สที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในฤดูกาลนี้ก็ต้องรักษาประโยชน์ของสโมสรและบริหารจัดการทรัพยากรทุกอย่างที่รวมถึงงบประมาณด้วย ซึ่งการจะต่อสัญญาฉบับใหม่ให้ผู้เล่นที่อายุ 32 ปีกำลังจะครบ 33 ปีในเร็วๆ นี้อย่างซาลาห์ จะให้ทุกอย่างตามที่ต้องการทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

 

โดยกรณีนี้ยังรวมถึงฟาน ไดจ์ค ที่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจาแบบเดียวกันด้วย เพราะกัปตันทีมชาวเนเธอร์แลนด์อายุ 33 ปีในปัจจุบันและกำลังจะอายุครบ 34 ปีในปีนี้ 

 

แต่ถึงจุดยืนของสองฝ่ายจะแตกต่างกันมาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายต่างมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ และนั่นทำให้การเจรจาหลังฉากดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาโดยไม่มีข่าวคราวว่าซาลาห์หรือฟาน ไดจ์ค จะไปเจรจากับสโมสรไหน แม้ว่าตามกฎบอสแมนแล้วพวกเขาจะสามารถเจรจาย้ายทีมได้อย่างอิสระตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา มากที่สุดก็มีเพียงกระแสข่าวลือที่เชื่อมโยงกันเท่านั้น

 

แตกต่างจากกรณีของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สายเลือดแท้ของสโมสรที่แม้จะยังไม่มีการยืนยันหรือยอมรับ แต่เป็นที่เชื่อกันว่าแบ็กขวาวัย 26 ปีต้องการความท้าทายใหม่ด้วยการย้ายไปเรอัล มาดริดในสเปนทำให้ไม่มีความคืบหน้าหรือสัญญาณใดๆ ในเชิงบวก

 

ในรายละเอียดที่สำคัญที่สุดคือการที่ซาลาห์ ได้แจ้งกับทางลีกซาอุดีอาระเบียที่ต้องการดึงตัวเขาไปร่วมเล่นในตะวันออกกลางเพื่อเป็น “ไอคอน” ของวงการเคียงข้าง คริสเตียโน โรนัลโด – หรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่าเพราะดาวเตะอียิปต์ถือเป็นฮีโร่ของประเทศในแถบ MENA – ว่าเขาไม่สนใจที่จะย้ายไปเล่นที่นั่นแต่อย่างใด

 

ทีมเดียวที่ซาลาห์ต้องการอยู่คือลิเวอร์พูลเท่านั้น

 

และนั่นเป็นการปลดล็อกครั้งสำคัญที่ทำให้การเจรจาเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับลิเวอร์พูลที่กำลังอยู่ในภาวะต้องการขวัญและกำลังใจ หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อฟูแลม ที่แม้โอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกยังคงสดใสเพราะต้องการอีกเพียง 11 แต้มจาก 7 นัดที่เหลือ แต่ก่อนหน้านี้การแพ้ต่อปารีส แซงต์-แชร์แมง ตกรอบแชมเปียนส์ ลีก และแพ้นิวคาสเซิลในนัดชิงลีกคัพส่งผลกระทบทางใจอย่างมาก

 

เพราะอย่างน้อยความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของ 2 ผู้เล่นอย่างซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ซึ่งถือเป็นผู้เล่น “ระดับโลก” ของทีมและเป็นผู้นำคนสำคัญภายในทีมกำลังจะผ่านไป

 

เช่นกันกับเทรนต์ที่มีโอกาสจะกลายเป็นอดีตมากกว่าอนาคต

 

ทุกฝ่ายจะได้ก้าวเดินต่อไปได้เสียที

 

 

คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือการตัดสินใจครั้งนี้ที่จะต่อสัญญาให้ซาลาห์ รวมถึงฟาน ไดจ์ค เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่สำหรับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงฟอร์มการเล่นที่ตกลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

 

ซาลาห์ที่ดูอ่อนเปลี้ยในเกมรุกกับฟาน ไดจ์ค ที่ผิดและพลาดซ้ำๆ ในเกมรับ ยังควรจะเป็นเสาหลักของทีมต่อจริงหรือ?

 

เพราะอย่าลืมว่าในด้านตรงข้ามของความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น คือโอกาสสำหรับอาร์เนอ สล็อต นายใหญ่คนปัจจุบันที่จะได้สร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าซาลาห์และฟาน ไดจ์ค นั้นไม่ได้เป็นอนาคตที่ยืนยาวสำหรับลิเวอร์พูล

 

ในช่วงที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมีข่าวเชื่อมโยงกับผู้เล่นหลายคนที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวตายตัวแทนของทั้งสองเสาหลักนี้ ไม่ว่าจะเป็น ดีน เฮาเซน ปราการหลังอนาคตไกลของบอร์นมัธที่แจ้งเกิดเต็มตัวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ไม่นับ มาร์ค เกฮี กองหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษของคริสตัล พาเลซที่มีโอกาสเป็นตัวแทนของฟาน ไดจ์คได้

 

ตำแหน่งปีกขวาของซาลาห์ ลิเวอร์พูลมีข่าวเชื่อมโยงกับผู้เล่นตัวรุกหลายคน ซึ่งมีชื่อที่น่าสนใจอย่าง ชาวี ซิโมนส์ ตัวรุกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ที่เป็นดาวเด่นของแอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งเป็นผู้เล่นที่สล็อตรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเคยค้าแข้งในเอเรอดิวิซี ดัตช์, ไบรอัน เอ็มโบโม ปีกขวาดาวเด่นของเบรนต์ฟอร์ด ที่พิสูจน์ฝีเท้าในระดับพรีเมียร์ลีกมานาน

 

นอกจากนี้ยังมี นิโก วิลเลียมส์ ปีกสตาร์ทีมชาติสเปนของแอธเลติก บิลเบา และ ทาเคฟุสะ คุโบะ ปีกขวาทีมชาติญี่ปุ่นจากเรอัล โซเซียดัด ที่มีข่าวความเชื่อมโยงมายาวนาน

 

นักเตะเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถทาบชั้นกับซาลาห์หรือฟาน ไดจ์คได้ แต่ก็ถือเป็นผู้เล่นที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสสำหรับสล็อตที่จะได้ผู้เล่นในแบบฉบับที่ต้องการจริงๆ เพราะปัจจุบันเป็นทีมที่ถูกสร้างโดย เจอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งโชคดีที่กุนซือชาวดัตช์นำมรดกมาต่อยอดได้ดีจนมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยในฤดูกาลนี้

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการที่ซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ต่อสัญญาอยู่กับทีมจะหมายถึงการปิดโอกาสของการปรับปรุงทีม

 

ในทางตรงกันข้ามอย่างน้อยสล็อตและลิเวอร์พูลยังมีเสาหลักที่แข็งแกร่ง ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้อายุจะมากและมีสัญญาณของความโรยราแต่คุณภาพและฝีเท้ายังดีพอสำหรับการแบกทีมไว้บนหลัง ซึ่งทั้งซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ต่างก็แบกทีมมาอย่างหนักตลอดทั้งฤดูกาล

 

จุดที่เป็นปัญหาคือขุมกำลังสำรองที่ไม่สามารถทดแทนได้ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, เฟเดริโก คิเอซา, จาเรลล์ ควานซาห์ ที่ไม่อาจทำให้นายใหญ่มั่นใจว่าควรจะส่งลงสนามในบางสถานการณ์

 

 

การรู้อนาคตของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค ยังหมายถึงการที่ทีมจะสามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนได้ถึงแผนการทำทีมในช่วงปิดฤดูกาลนี้ว่าจะต้องเลือกผู้เล่นระดับไหนมา ซึ่งเมื่อทั้งคู่ยังอยู่หมายถึงทีมไม่จำเป็นต้องหานักเตะในระดับคุณภาพเดียวกันหรือใกล้เคียงอย่างน้อย 2 ตำแหน่งที่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

 

ความเป็นไปได้คือการเลือกผู้เล่นที่มีอนาคตหรือมีศักยภาพเพื่อมาเป็น “ลูกมือ”​ (Understudy) ที่จะรอวันก้าวขึ้นมาทดแทนในอนาคตมากกว่า ซึ่งทำให้งานง่ายขึ้นพอสมควร

 

เพราะอย่าลืมว่าลิเวอร์พูลมีแผนที่จะปรับทีมอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นแบ็กซ้ายที่มีข่าวกับ มิลอส เคอร์เคซ จอมลุยจากบอร์นมัธอีกคน,​ กองกลางตัวรับที่จะแบ่งเบาภาระของ ไรอัน คราเฟนแบร์ก และอาจจะรวมถึงปีกซ้ายที่มีกระแสข่าวว่า หลุยส์ ดิอาซ อาจจะย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้

 

รวมถึงแบ็กขวาในกรณีที่เทรนต์ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาและย้ายออกจากทีมหลังจบฤดูกาลจริงๆ

 

ภาพอนาคตมันเริ่มชัดเจนขึ้น

 

และอย่างน้อยการรักษาเสาหลักของทีมได้ก็ทำให้อุ่นใจได้มากขึ้นว่าบ้านยังไม่ล้ม เพราะคุณค่าของซาลาห์และฟาน ไดจ์คไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ในสนาม แต่เป็น “รุ่นพี่” ที่เป็นแบบอย่าง เป็นผู้นำ และเป็นคนคอยดูแลน้องๆ ภายในทีมด้วย

 

สำคัญที่สุดคือมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าใต้การบริหารแบบอเมริกันจ๋า Moneyball ของลิเวอร์พูลที่คุยกันด้วยตัวเลขและผลงานสถิติ

 

มันยังมี “หัวใจ” ซ่อนอยู่ในนั้น

 

สำหรับสโมสรที่มีเลือดเนื้ออย่างพวกเขา เรื่องความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาอะไรมาประเมินค่าได้

 

“You’ll Never Walk Alone” ไม่มีใครต้องเดินจากไปอย่างเดียวดายทั้งนั้น

 

อ้างอิง:

The post บทวิเคราะห์: สัญญาฉบับใหม่ของซาลาห์และฟาน ไดจ์ค การตัดสินใจที่ถูกหรือผิดของลิเวอร์พูล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค กระตุ้นทีมให้โฟกัสที่ตัวเอง มองทีมอยู่ในตำแหน่งที่ดีต่อการคว้าแชมป์ลีก https://thestandard.co/van-dijk-urges-team-focus/ Thu, 13 Feb 2025 04:25:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1041209 ฟาน ไดจ์ค

หลังจบเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ที่ลิเวอร์พูลบุกเสมอเอฟเวอ […]

The post ฟาน ไดจ์ค กระตุ้นทีมให้โฟกัสที่ตัวเอง มองทีมอยู่ในตำแหน่งที่ดีต่อการคว้าแชมป์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค

หลังจบเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ที่ลิเวอร์พูลบุกเสมอเอฟเวอร์ตัน 2-2 ในเกมลีกนัดตกค้างเมื่อคืนนี้ ทำให้สถานการณ์บนตารางคะแนนตอนนี้ ลิเวอร์พูลมีแต้มมากกว่าอาร์เซนอล 7 แต้ม หลังผ่านมา 24 นัด

 

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค บอกกับ BBC Sport ว่าทีมยังอยู่ในจุดที่ดีต่อการคว้าแชมป์ลีก เพียงแต่ต้องกลับมาโฟกัสตัวเองก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับช่วงนี้

 

“สิ่งสำคัญสำหรับเราคือต้องโฟกัสที่ตัวเองอย่างเต็มที่ อย่าไปสนใจว่าคนอื่นกำลังทำอะไรหรือเขียนอะไรอยู่ ขอให้โฟกัสที่ตัวเราเองก็พอ

 

“ทุกเกมจะมีความยากจนกว่าจะจบฤดูกาล จากนั้นเราจะได้เห็นกันว่าเมื่อถึงตอนจบ มันจะเพียงพอ (กับการคว้าแชมป์) หรือไม่ แต่เราได้วางตัวเองไว้ในจุดที่ดีแล้ว และเราต้องสู้ต่อไป”

 

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไปลิเวอร์พูลจะกลับไปเปิดบ้านรับมือกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมอันดับ 17 ของตารางในวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลา 21.00 น.

 

อ้างอิง:

The post ฟาน ไดจ์ค กระตุ้นทีมให้โฟกัสที่ตัวเอง มองทีมอยู่ในตำแหน่งที่ดีต่อการคว้าแชมป์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล https://thestandard.co/van-dijk-salah-trent-liverpool/ Thu, 26 Dec 2024 09:15:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1024143 ลิเวอร์พูล

ถัดจากวันคริสต์มาสก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่แฟนฟุตบอลหลายคน […]

The post ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิเวอร์พูล

ถัดจากวันคริสต์มาสก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาที่แฟนฟุตบอลหลายคนอาจจะชอบ กับโปรแกรมการแข่งขันในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ของศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก 

 

ในปีนี้พรีเมียร์ลีกมีการโปรโมตแคมเปญแบบเน้นๆ ในชื่อ ‘The Festive Fixtures’ เพื่อสร้างการรับรู้ในหมู่แฟนกีฬาทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดใหญ่และยังถือว่าใหม่อยู่ในสหรัฐอเมริกา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปว่าทำไมโปรแกรมฟุตบอลในช่วงนี้จึงสำคัญและสนุกอย่างไร

 

เริ่มตั้งแต่ ‘Boxing Day’ หรือวันแกะกล่องของขวัญ ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะของเกมฟุตบอลอังกฤษมาเนิ่นนาน ซึ่งจะมีเกมให้ชมต่อเนื่องตั้งแต่หัวค่ำ ตามเวลาประเทศไทย ในคู่ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบเอฟเวอร์ตัน ยาวไปยันตี 3 ในคู่ระหว่างลิเวอร์พูลพบเลสเตอร์ ซิตี้

 

และใช่ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่แล้ว เรายังไม่รู้เลยว่าตกลงแล้วจะมีการต่อสัญญากับ 3 ‘เสาหลัก’ ของสโมสรอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หรือเปล่า

 

สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ใครมีโอกาสจะได้ต่อบ้าง?

 

หลังบุกไปถล่มท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยสกอร์ขาดลอย 6-3 เมื่อเกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็น ‘จ่าฝูงคริสต์มาส’ อีกสมัยแล้ว แม้ว่าความขลังของมันจะแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม เพราะใน 7 ครั้งที่พวกเขาได้ครองจ่าฝูง มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่จบลงด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก คือฤดูกาล 2019/20

 

อย่างไรก็ดี ฟอร์มที่น่าประทับใจ การผ่านบททดสอบทั้งความสามารถและความเข้มแข็งทางจิตใจมากมาย บวกกับการสะดุดของคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อย่าเรียกว่าสะดุดเลย เรียกว่าเรือแตกจมน้ำเลยดีกว่า), อาร์เซนอลที่ล่าสุด บูกาโย ซากา บาดเจ็บยาว และเชลซีที่ยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้ตอนนี้ทีมของ อาร์เน สลอต ดูราศีจับอย่างยิ่งในฐานะตัวเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก

 

แต่ระหว่างที่คิดเรื่องนี้เพลินๆ พลันหันไปมองปฏิทินแล้วก็โดนกระตุกสติทันที

 

นี่วันที่ 26 ธันวาคมแล้ว อีก 5 วันจะสิ้นปี และวันที่ 1 มกราคม 2025 จะมีสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างมาก

 

เพราะ 3 เสาหลักของสโมสรอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะสามารถเปิดการเจรจากับสโมสรนอกพรีเมียร์ลีกได้อย่างอิสระ ไม่ผิดต่อกฎ โดยที่หากตกลงกันได้ก็สามารถย้ายออกจากแอนฟิลด์ได้อย่างอิสระไม่มีค่าตัวตาม ‘กฎบอสแมน’

 

โดยที่ล่าสุดกัปตันอย่างฟาน ไดจ์ค ซึ่งเป็นคนที่ออกมาพูดน้อยที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ได้แสดงจุดยืนครั้งแรกว่าเขาต้องการที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป และมั่นใจว่าจะสามารถเล่นในระดับสูงสุดได้อีกอย่างน้อย 3-4 ปี

 

“ผมรักสโมสร สโมสรก็รักผม ผมรักแฟนๆ แฟนๆ ก็รักผม สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จ” ฟาน ไดจ์ค ให้สัมภาษณ์กับ The Times

 

“ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าผมน่าจะเล่นในระดับสูงสุดได้อีก 3-4 ปีเป็นอย่างน้อย เราจะได้เห็นกันในอนาคตว่ามันจะเป็นอย่างไร”

 

แต่ก่อนจะถามถึงอนาคต ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร?

 

ลิเวอร์พูล

 

ความคืบหน้าที่ไม่คืบหน้า

 

สถานการณ์ในการต่อสัญญาของทั้ง 3 ผู้เล่นนั้นมีความคืบหน้าที่ไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไร

 

กล่าวคือตามทิศทางข่าวล่าสุดทั้งซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต่างได้รับข้อเสนอสัญญาฉบับใหม่จากสโมสรผ่านการเจรจากับ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการสโมสรคนปัจจุบัน ที่พยายามเร่งดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างดีและเร็วที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ตามการประเมินทิศทางข่าวล่าสุด ‘มีโอกาส’ ที่ลิเวอร์พูลจะต่อสัญญาฉบับใหม่ครบทั้ง 3 คน

 

ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว?

 

แม้จะไม่มีการยืนยันหรือสัญญาณที่ชัดเจน แต่คนที่มีโอกาสจะต่อสัญญามากที่สุดในบรรดา 3 คนคือ ซาลาห์ ซึ่งภายหลังจากที่ออกมา ‘สะกิด’ สโมสรหลายครั้งในช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ว่าถึงจะต้องการอยู่กับสโมสรต่อไป แต่ก็ยังไม่มีข้อเสนอใดๆ เข้ามา

 

แต่ล่าสุดจับอาการของกองหน้าชาวอียิปต์ที่ทำลายสถิติเป็นว่าเล่นแทบทุกสัปดาห์ ดูเหมือนเรื่องจะเงียบไปแล้ว ท่ามกลางการคาดการณ์ของกูรูการย้ายทีมหลายคนที่ค่อนข้างมั่นใจว่าดาวยิงเบอร์หนึ่งของสโมสรจะได้อยู่ในแอนฟิลด์ต่อไป

 

สัญญาสำหรับซาลาห์ในวัย 32 ปี จะเป็นสัญญาระยะยาว 3 ปี และแน่นอนว่ารับค่าเหนื่อยมากที่สุดในสโมสร สมฐานะ ‘The King’ ของเขา

 

คนต่อมาที่เรี่องมีโอกาสจบง่ายคือฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมในวัย 33 ปี ที่ในฤดูกาลนี้กลับมาเข้าฝักเป็นเสาหลักในเกมรับที่เป็นฐานรากที่ทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้อย่างร้อนแรง ซึ่งคาดว่าจะมีการต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปีเช่นเดียวกัน เท่ากับซาลาห์ที่จะอยู่กับลิเวอร์พูลจนถึงปี 2028

 

 

เพราะเป็นเด็กปั้นเลยเจ็บปวด?

 

คนที่ถูกจับตามองมากหน่อยว่ามีโอกาสจะย้ายออกมากที่สุดกลับเป็น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาลูกหม้อของสโมสรที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ โดยมีข่าวเชื่อมโยงกับเรอัล มาดริด ที่มีเพื่อนสนิท จูด เบลลิงแฮม พยายามทำหน้าที่ ‘พ่อสื่อ’ ให้ (สลับกับเทรนต์ที่เคยมีข่าวว่าเป็นพ่อสื่อให้จูดมาแอนฟิลด์ในปีที่แล้ว)

 

กระแสข่าวดังกล่าวทำให้กรณีของแบ็กขวาที่เก่งกาจในการสร้างสรรค์เกมมากที่สุดของยุคสมัยเรื่องดูยากกว่า เพราะในวัย 26 ปี เทรนต์ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูลมามากมาย คว้าแชมป์ครบถ้วนทุกรายการไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก, แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ, คอมมิวนิตี้ชิลด์ หรือแชมป์สโมสรโลก 

 

เหตุผลเดียวที่จะทำให้เขาอยู่แอนฟิลด์ต่อไปคือ ‘ความรัก’ ที่อยากจะอยู่รับใช้สโมสรและพาทีมกอบโกยแชมป์อีกในอนาคต

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้เทรนต์เคยพูดถึงเรื่องของ ‘Legacy’ หรือการเป็นตำนาน ที่ชวนให้ตีความได้อย่างหลากหลายว่ามันสามารถแปลอย่างไรได้บ้าง? ระหว่างการฝากหัวใจไว้ที่แอนฟิลด์ หรือการออกไปผจญภัยในโลกกว้างและกลายเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ในอีกความหมาย

 

เพียงแต่ล่าสุดทิศทางข่าวเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนเหมือนกัน เมื่อมีกระแสข่าวว่าลิเวอร์พูลมอบสัญญาฉบับใหม่ที่ ‘ดูดี’ ทีเดียวให้กับเด็กปั้นคนนี้ – โดยที่ก็เริ่มมีกระแสข่าวเพื่อลดกระแสการย้ายทีมด้วยว่า ความจริงแล้วเทรนต์ไม่ได้ต้องการตัวเลขในสัญญามากเท่ากับซาลาห์หรือฟาน ไดจ์ค 

 

และระยะหลังเทรนต์ออกมาให้สัมภาษณ์ค่อนข้างบ่อยในหลายรายการ และพูดถึง อาร์เน สลอต เจ้านายใหม่ ในทางที่ค่อนข้างดี

 

แบบนี้ถือว่ามีความหวังได้ไหม?

 

ได้อยู่!

 

 

จะมีข่าวการต่อสัญญาก่อนสิ้นปีไหม?

 

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้คำตอบจริงๆ เพราะมันอาจจะเกิดขึ้นในวันนี้เลยก็ได้หรือไม่เกิดเลยก็ได้เช่นกัน

 

เพียงแต่ถ้ามันจะมีข่าวดีสักข่าวให้เดอะค็อปทั่วโลกได้ชื่นใจกัน มันก็ควรจะเป็นข่าวการต่อสัญญาของทั้ง 3 คนนี้พร้อมๆ กันไปเลย

 

แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายและสวยงามแบบนั้น สัญญาของแต่ละคนมีความสลับซับซ้อน มีเงื่อนไขมากมายที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่พรินต์สัญญามาวางแล้วเซ็นชื่อเฉยๆ เสียเมื่อไรกัน ดังนั้นหากจะมีการต่อสัญญากันจริงๆ น่าจะแยกเป็นรายๆ ไป

 

โดยที่มีความเป็นไปได้ที่เรื่องอาจจะยืดเยื้อเลยปีใหม่ไปแล้ว และสถานการณ์จะคงความคลุมเครือไปก่อน

 

และมีความเป็นไปได้เช่นกันที่จะมีคนที่ไม่ต่อสัญญา ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

 

ถ้าตัวหลักไม่ต่อสัญญา จะกระทบต่อฟอร์มของลิเวอร์พูลไหม?

 

จริงอยู่ที่ไม่ว่าจะเป็นซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค หรือเทรนต์ ต่างก็รักษาสมาธิเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเกือบครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา แต่หากถึงจุดหนึ่งที่มีข่าวออกมาว่าจะไม่มีการต่อสัญญากัน มากหรือน้อยก็ย่อมมีผลต่อทีมอย่างแน่นอน

 

ไม่ใช่แค่เฉพาะกับทั้ง 3 คนเท่านั้น เพราะเรื่องแบบนี้ส่งผลต่อบรรยากาศของทีมทั้งหมด ไปยันบรรยากาศและความรู้สึกของแฟนฟุตบอลที่ตามมาเชียร์ในสนามด้วย

 

ถ้าถึงจุดนั้นก็เป็นงานของสลอต ในฐานะ​ผู้นำที่จะต้องหาทางประคับประคองทีม รวมถึง 3 คนที่อยู่ในเรื่องนี้เองก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะไม่ให้สิ่งดีๆ ที่ทำมาพังลงไปต่อหน้า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูลที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาเฝ้ารอการได้ฉลองแชมป์แบบเต็มๆ อีกครั้ง หลังจากที่ได้แชมป์แต่ฉลองไม่สุดเพราะโควิด-19 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

 

แต่มันจะเป็นการดีกว่าหากเรื่องไม่ต้องมาถึงจุดนั้นและมีการต่อสัญญากันให้เรียบร้อย ซึ่งจะเป็นการบูสต์กำลังใจที่สำคัญอย่างยิ่งให้ทีมติดปีกลอยลม

 

จะมีข่าวดีเป็นของขวัญส่งท้ายปีให้แฟนลิเวอร์พูลไหม อีกไม่กี่วันนี้คงได้รู้กันนะ

 

ว่าแต่ถ้าสมมติต่อสัญญาได้แค่ 1 คน เดอะค็อปอยากเลือกใคร?

The post ฟาน ไดจ์ค – ซาลาห์ ใกล้แล้ว? ส่วนเทรนต์?… ประเมินโอกาสอยู่หรือไป สัญญาใหม่ 3 เสาหลักลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 https://thestandard.co/4-liverpool-players-contracts-ending-2025/ Tue, 22 Oct 2024 06:38:10 +0000 https://thestandard.co/?p=998835

ตอนนี้เรื่องสัญญาของนักเตะลิเวอร์พูลยังคงเป็นที่จับจ้อง […]

The post 4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตอนนี้เรื่องสัญญาของนักเตะลิเวอร์พูลยังคงเป็นที่จับจ้องของแฟนบอลและบรรดาสื่ออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ 4 นักเตะอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, วิเตซสลาฟ ยารอส และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่สัญญากำลังจะหมดลงหลังจบฤดูกาล 2024/25

 

และยังต้องรอติดตามต่อว่า สถานะสัญญาของพวกเขาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป…

 

 

ภาพประกอบ: ยุทธพล ธไนศวรรย์

The post 4 นักเตะลิเวอร์พูลกำลังหมดสัญญาในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
EA SPORTS ยืนยัน อัปเดตแพตช์ Euro 2024 ใน FC 24 https://thestandard.co/ea-sports-update-euro-2024/ Wed, 05 Jun 2024 03:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=941338

EA SPORTS ยืนยันการอัปเดตเกม FC 24 ในแพตช์ Euro 2024 ต้ […]

The post EA SPORTS ยืนยัน อัปเดตแพตช์ Euro 2024 ใน FC 24 appeared first on THE STANDARD.

]]>

EA SPORTS ยืนยันการอัปเดตเกม FC 24 ในแพตช์ Euro 2024 ต้อนรับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่เยอรมนี กลางเดือนนี้

 

โดย EA หรือ Electronic Arts ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ เคยยืนยันในเดือนพฤศจิกายน 2023 ว่าจะมีการอัปเดตแพตช์ Euro 2024 ในเกมก่อนที่ทัวร์นาเมนต์ในเยอรมนีจะเริ่มในวันที่ 14 มิถุนายน

 

ล่าสุดพวกเขายืนยันผ่านโซเชียลมีเดียหลายช่องทางแล้วว่าจะมีการอัปเดตแพตช์ Euro 2024 ในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ 

 

สำหรับแฟนๆ ที่เริ่มเล่นเกมตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2023 ไปจน 16 มกราคม 2024 จะได้รับไอเท็มผู้เล่น Ultimate Team ซึ่งประกอบด้วย แจ็ค กรีลิช นักเตะทีมชาติอังกฤษ, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค นักเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์, อุสมาน เดมเบเล นักเตะทีมชาติฝรั่งเศส และอื่นๆ ด้วย

 

ภาพ: @EASPORTSFC on X

อ้างอิง:

 

The post EA SPORTS ยืนยัน อัปเดตแพตช์ Euro 2024 ใน FC 24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนดังตบเท้าร่วมชมศึก F1 ที่โมนาโก https://thestandard.co/celebrities-f1-monaco-grand-prix/ Mon, 27 May 2024 03:25:04 +0000 https://thestandard.co/?p=937871

นอกจาก ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ที่มีส่วนร่วมก […]

The post คนดังตบเท้าร่วมชมศึก F1 ที่โมนาโก appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจาก ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ที่มีส่วนร่วมกับโมนาโกกรังด์ปรีซ์แล้ว ยังมีคนดังอีกมากมายที่ปรากฏตัว ณ แพดด็อกของเซอร์กิตเดอโมนาโก เมื่อวานที่ผ่านมา (26 พฤษภาคม)

 

โดยเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันเรซนี้ที่มักจะมีคนดังมาร่วมงานมากมาย เพราะมอนติคาร์โลถือเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังของยุโรป และการแข่งขันสนามนี้ก็เป็นสตรีทเซอร์กิตที่เกิดขึ้นกลางเมือง ทำให้แทบไม่ต้องเดินทางออกไปไหนไกล

 

โดยคนดังที่มาร่วมการแข่งขันเมื่อวานก็มีมากมาย และนี่คือส่วนหนึ่งไม่ว่าจะเป็น อันยา เทย์เลอร์-จอย นักแสดงชื่อดัง, คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส, อเล็กซานดรา แดดดาริโอ นักแสดงเจ้าของนัยตาคู่งาม, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมลิเวอร์พูล และ ไคล์ คุซมา กับ โอเดลล์ เบ็คแฮม จูเนียร์ นักบาสเกตบอล NBA และ นักอเมริกันฟุตบอล NFL

 

 

อ้างอิง:

The post คนดังตบเท้าร่วมชมศึก F1 ที่โมนาโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถ่ายแบบลงนิตยสาร Vogue Scandinavia https://thestandard.co/virgil-van-dijk-vogue-scandinavia/ Thu, 15 Feb 2024 01:34:07 +0000 https://thestandard.co/?p=900035 Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค สลัดคราบนักฟุตบอลมาสวมบทนายแบบให้กับ […]

The post เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถ่ายแบบลงนิตยสาร Vogue Scandinavia appeared first on THE STANDARD.

]]>
Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค สลัดคราบนักฟุตบอลมาสวมบทนายแบบให้กับนิตยสาร Vogue Scandinavia ฉบับล่าสุด

 

โดยเขาสวมชุดของ Rains ที่มี แดเนียล บริกซ์ เฮสเซลาเกอร์ เป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งเขาเป็นเพื่อนของกัปตันทีมหงส์แดง ได้มาขอให้นักเตะชาวดัตช์มาช่วยเป็นนายแบบให้คอลเล็กชันนี้ของเขา

 

ก่อนหน้านี้มีนักเตะหลายคนที่ได้ผันตัวไปเป็นนายแบบจำเป็น เช่น ซนฮึงมิน ที่ไปเป็นนายแบบให้กับแบรนด์ดังอย่าง Calvin Klein หรือ บูกาโย ซากา ที่ทำงานนี้ให้กับ Burberry ในคอลเล็กชัน Spring/Summer 2024 

 

บางทีการที่ ฟาน ไดจ์ค ไปปรากฏตัวในหน้านิตยสาร Vogue ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นเขามีงานพิเศษเป็นนายแบบเพิ่มเติมหลังจากนี้ก็ได้

 

 

ภาพ: Vogue Scandinavia

อ้างอิง:

The post เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถ่ายแบบลงนิตยสาร Vogue Scandinavia appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาเรลล์ ควานซาห์ ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ฟาน ไดจ์ค? https://thestandard.co/jarell-quansah-virgil-van-dijk-student/ Fri, 06 Oct 2023 10:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=851487 จาเรลล์ ควานซาห์

ที่แอนฟิลด์ ในเกมยูฟ่ายูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่ม ที่ลิเวอร์พ […]

The post จาเรลล์ ควานซาห์ ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ฟาน ไดจ์ค? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาเรลล์ ควานซาห์

ที่แอนฟิลด์ ในเกมยูฟ่ายูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่ม ที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของอูนิโอน แซงต์-ชิลลัวส์ เมื่อคืนที่ผ่านมา สิ่งที่ดึงดูดสายตาของแฟนบอลคือศึกสายเลือดระหว่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กับ เควิน แม็ค อัลลิสเตอร์ สายเลือดตำนานลูกหนังอาร์เจนตินาที่อยู่กันคนละทีม

           

แต่เมื่อถึงคราวลงสนามจริงๆ คนที่ได้รับเสียงปรบมือและชื่นชมมากที่สุดคือ จาเรลล์ ควานซาห์ ปราการหลังดาวรุ่งที่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง และผนึกกำลังกับ อิบราฮิมา โกนาเต จนมีส่วนช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะและรักษาคลีนชีตได้

           

ฟอร์มการเล่นนั้นยอดเยี่ยมในระดับที่เริ่มมีการเปรียบเปรยว่า “ดูคล้ายกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เหมือนกันนะเนี่ย”

           

ไอ้หนูคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงเป็น ‘ตัวลับ’ ที่เพิ่งโผล่มาในทีมลิเวอร์พูล และอนาคตของเขาจะไปได้ไกลถึงไหนกัน?

 

ย้อนหลังกลับไปในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา จาเรลล์ ควานซาห์ อยู่ในระหว่างการพักร้อน หลังเสร็จสิ้นภารกิจในฤดูกาล 2022/23

           

ในฤดูกาลดังกล่าวเขาถูกส่งตัวไปให้กับ บริสตอล โรเวอร์ส สโมสรฟุตบอลในระดับลีกวัน ซึ่งมีโจอี บาร์ตัน คุมทีมอยู่ และปรากฏว่าประสบการณ์ในการเล่นในลีกระดับ ‘เทียร์ 3’ ของอังกฤษนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อชีวิตของเขาอย่างมาก

           

ควานซาห์มีโอกาสในการลงสนามให้กับบริสตอล โรเวอร์ส ทั้งหมด 16 เกมด้วยกัน ซึ่งมันช่วยสอนให้เขาได้รู้ถึงการลงสนามในฐานะเกมอาชีพที่เข้มข้นจริงๆ การต่อสู้ที่หนักหน่วงเหมือนสนามรบ และแน่นอนว่ามันทำให้เขาเริ่มกระหายในการที่จะได้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

 

จาเรลล์ ควานซาห์

เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเติบโตอย่างรวดเร็วหลังไปเล่นให้บริสตอล โรเวอร์ส

           

เมื่อฟุตบอลลีกวันจบฤดูกาล เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เพื่อลงสนามในรายการฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลกที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยเป็นตัวหลักของทีม ‘สิงโตน้อย’

           

เพียงแต่ในรายการนี้อังกฤษไปไม่ถึงฝัน พวกเขาผ่านรอบแรกไปได้ก็จริง แต่สุดท้ายพ่ายต่อทีม ‘สปาเกตตี’​ (เส้นเล็กกว่ามักกะโรนี!) ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่อย่างน้อยควานซาห์ก็ได้ลงสนามครบทั้ง 4 นัดในฐานะตัวจริงของทีม และเริ่มมีการพูดถึงความแข็งแกร่งเหนียวแน่นของเขาจากรายการนี้

           

“เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพสูงมาก”​ เอียน ฟอสเตอร์ อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชุดนั้นเคยพูดถึงเขาไว้

           

แต่เมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่ ควานซาห์ซึ่งเดินทางไปพักผ่อนแล้วและเตรียมตัวคิดถึงอนาคตว่าจะก้าวเดินอย่างไรต่อไปในฤดูกาลหน้า ก็ได้รับการติดต่อให้มารายงานตัวฝึกซ้อมร่วมกับทีมลิเวอร์พูลชุดใหญ่

           

เหตุผลนั้นเป็นเพราะ รีห์ส วิลเลียมส์ และ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก สองปราการหลังดาวรุ่งที่เป็นกำลังเสริมของทีมถูกปล่อยยืมตัวไปหมดแล้ว เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องการกำลังเสริมจากทีมเยาวชนขึ้นมาเก็บตัวในช่วงพรีซีซัน และเขามีโอกาสจะได้ลงสนามเก็บประสบการณ์ในเกมอุ่นเครื่อง หากทำได้ดีพอในการซ้อม

           

หรือหากเขาทำได้ดีกว่านั้น และมีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คล็อปป์มีความคิดที่จะเก็บตัวเขาไว้ใช้งานต่อในฤดูกาลนี้ด้วย

           

ควานซาห์รู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ไม่สามารถปล่อยไปได้ เขากลับมาจากการพักร้อนเพื่อรายงานตัวกับทีมทันที

 

จาเรลล์ ควานซาห์

ผ่านการฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ต้องเจอระดับโลกอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ เป็นประจำ

 

‘Local Lad’ สายเลือดแท้ของสโมสร

ในขณะที่ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่มีนโยบายในการปั้นนักฟุตบอลดาวรุ่งขึ้นมาประดับทีม แต่ในระยะหลังนโยบายปรับมาใช้วิธี ‘Shortcut’ ด้วยการดึงนักเตะดาวรุ่งระดับ ‘เกรดเอ’ จากสโมสรเล็กๆ มาแทนเพื่อร่นระยะเวลา เช่น รายของ เบน โด๊ก ที่มาจากกลาสโกว์ เซลติก หรือ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ ที่มาจากฟูแลม

           

แต่สำหรับควานซาห์ เขาเป็นสายเลือดของลิเวอร์พูลเต็มๆ

 

ไอ้หนูรายนี้เกิดที่วอร์ริงตัน เมืองที่อยู่ตรงกลางระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ เรียกว่าเป็น ‘เด็กท้องถิ่น’ หรือ ‘Local Lad’ ได้เต็มปาก โดยได้เข้าร่วมอะคาเดมีของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ และเติบโตมาในระบบของสโมสรโดยตลอด

           

ควานซาห์เป็นตัวหลักของทีมอะคาเดมีทุกชุด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มโตขึ้นมาถึงระดับรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และไม่เกิน 21 ปี ที่เขาเป็นเสาหลักลงสนามต่อเนื่อง

           

เพียงแต่ในช่วงก่อนหน้านี้ บิลลี คูเมติโอ คู่หูในแนวรับเป็นคนที่โดดเด่นเข้าตามากกว่า จนทำให้กองหลังชาวฝรั่งเศสได้โอกาสในการลงสนามกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เลยทีเดียว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าควานซาห์จะไม่มีเส้นทางของตัวเอง

           

กองหลังที่นิยามตัวเองว่า “ปกติผมก็เป็นคนนิ่งๆ อยู่แล้ว” พยายามทำให้ดีที่สุดในทีมระดับเยาวชนของลิเวอร์พูล ก่อนที่โอกาสในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จะมาถึงในช่วงกลางฤดูกาลที่แล้ว เมื่อบริสตอล โรเวอร์ส ขอยืมตัวเขาไปใช้งานจนจบฤดูกาล

           

เด็กหนุ่มที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนกลับทำผลงานได้ดีเกินคาด เขาลงสนามให้บริสตอล โรเวอร์ต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างรวดเร็ว

           

“เขาเก่งในเรื่องการปั้นเกมจากแดนหลัง” โจอี บาร์ตัน อดีตมิดฟิลด์สุดห้าวระดับตำนานพรีเมียร์ลีกกล่าว “เขายิ่งโตขึ้นและแกร่งขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเร็วขึ้นด้วย การมีส่วนร่วมกับเกมของเขาดีขึ้นตามลำดับเมื่อได้โอกาสในการลงเล่นในทีมชุดใหญ่”

           

ขณะที่ควานซาห์เองก็ดีใจที่ได้โอกาสในการไปเก็บประสบการณ์ครั้งนี้ “มันเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ผมต้องการอย่างมาก ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย และสิ่งที่ผมบอกได้จากผลงานในการเล่นของผมคือ ผมยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก”

 

ทายาทสายตรง ‘บิ๊กเวิร์จ’?

ควานซาห์สร้างความประทับใจและประหลาดใจให้แก่แฟนลิเวอร์พูลทั่วโลกในช่วงพรีซีซันที่ผ่านมา โดยลิเวอร์พูลยกพลไปเก็บตัวเข้าแคมป์ที่เยอรมนี ก่อนจะเดินทางมาทัวร์เอเชียเป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่สิงคโปร์ ซึ่งระหว่างนั้นเองที่เขาได้โอกาสในการลงสนามด้วย

           

โดยปกติแล้วกองหลังดาวรุ่งของทีมใหญ่ระดับนี้มักจะมีอาการตื่นสนามหรือแสดงความผิดพลาดให้เห็นเป็นเรื่องปกติเมื่อต้องลงเล่นในเกมพรีซีซัน แต่สำหรับกองหลังวัย 20 ปีรายนี้ ไม่มีใครได้เห็นอาการตื่นตระหนกในการเล่นจากเขาเลย

           

ควานซาห์เยือกเย็นอย่างมาก เรียกว่าใจนิ่งดุจน้ำแข็ง นอกจากนี้แม้รูปร่างจะไม่ถึงกับสูงใหญ่และเร็วจัดเหมือนโกนาเต หรือแข็งแกร่งดุจเสาหลักหินอย่างฟาน ไดจ์ค แต่เขาแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ดีแทบทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเป็นกองหลัง

           

ความแข็งแกร่ง

ความเร็ว (ถือว่าพอมี)

การอ่านทางบอล

การกะจังหวะเพื่อเข้าสกัด

           

และเติมด้วยความสามารถพิเศษคือการเปิดบอลที่แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเลียดขึ้นหน้า หรือการวางบอลแบบทแยงมุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาชนะใจคล็อปป์ได้ เพราะเป็นสิ่งที่กองหลังดาวรุ่งคนอื่นที่เคยได้โอกาสก่อนหน้าไม่มี

           

ดูๆ ไปก็ชวนให้คิดจริงๆ ว่าเขาแอบคล้ายกับฟาน ไดจ์ค ในเวอร์ชันที่หนุ่มกว่าแต่อ่อนพรรษากว่า

           

ควานซาห์เองก็ยอมรับว่าเขาเองก็มี ‘บิ๊กเวิร์จ’ กัปตันทีมลิเวอร์พูลคนปัจจุบันเป็นครู โดยพยายามศึกษามาตลอด รวมถึงเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ในการได้ฝึกซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ในฤดูกาลก่อนหน้า

           

“ฟาน ไดจ์คเป็นกองหลังที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา การได้เล่นกับคนอย่างเขาถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้สัมผัส เมื่อมีโอกาสแล้วก็ต้องพยายามทำตัวเป็นฟองน้ำเพื่อดูดซับทุกอย่าง เขาเป็นผู้นำทัพตลอดทั้งเกม เขาทำให้เกมมันดูง่ายไปหมด”

 

จาเรลล์ ควานซาห์

กัปตันทีมลิเวอร์พูลรุ่นเยาวชนในฤดูกาลที่แล้ว

 

อนาคตเสาหลักแอนฟิลด์

จากเกมพรีซีซัน ควานซาห์ได้โอกาสในการลงเล่นเกมระดับพรีเมียร์ลีกจริงๆ และถือเป็นเกมที่โหดมากด้วยในนัดที่ลิเวอร์พูลไปเยือนนิวคาสเซิล โดยที่เหลือผู้เล่นแค่ 10 ตัว เพราะฟาน ไดจ์ค โดนใบแดงไล่ออกตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก

           

วันนั้นเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 77 เพื่อแทน โจเอล มาทิป ที่พยายามสู้จนหมดแรง ซึ่งสถานการณ์นั้นเปราะบางอย่างมาก เพราะลิเวอร์พูลนอกจากเป็นรองเรื่องจำนวนผู้เล่น ยังเป็นรองเรื่องสกอร์ที่ตามอยู่ 1-0 และรูปเกมก็ทำได้แค่ประคองตัวเอง

           

มีความเป็นไปได้สูงที่ลิเวอร์พูลจะต้านไม่ไหวและเสียประตูเพิ่มอีก ซึ่งอาจหมายถึงการประเดิมเกมพรีเมียร์ลีกที่เหมือนฝันร้ายของไอ้หนูดาวรุ่งอย่างเขาได้

           

แต่ปรากฏว่าควานซาห์กลับทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากที่ลิเวอร์พูลจะไม่เสียประตูเพิ่ม พวกเขายังพลิกสถานการณ์กลับมาแซงเอาชนะได้ด้วย จาก 2 ประตูของ ดาร์วิน นูนเญซ ในช่วงท้ายเกม

           

การผ่านบททดสอบที่ยากและยิ่งใหญ่ในเกมนั้นเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของควานซาห์ทันที เพราะมันทำให้คล็อปป์เชื่อว่าเด็กคนนี้ดีพอที่จะอยู่ในทีมในฐานะกำลังเสริมต่อจากฟาน ไดจ์ค, โกนาเต, มาทิป และ โจ โกเมซ

           

การเดิมพันที่ไม่ยอมเข้าตลาดนักเตะเพื่อหาซื้อกองหลังเพิ่มจนโดนแฟนบอลตำหนิ กลายเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า เพราะหมายถึงโอกาสของควานซาห์ที่จะได้ลงเล่นให้ทีมในเกมที่คล็อปป์ต้องการพักตัวหลักของทีม เช่น ในรายการยูโรปาลีก หรือลีกคัพ

           

“เจ้านายบอกว่าผมพร้อมแล้ว และผมก็รู้สึกว่าผมพร้อมแล้ว พร้อมที่จะลงไปในสถานการณ์แบบนั้น” ควานซาห์กล่าวหลังจบเกมกับนิวคาสเซิล “ปกติผมเป็นคนนิ่งๆ อยู่แล้ว แต่มันง่ายขึ้นเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นในตัว มีสารอะดรีนาลีนหลั่งไปทั่วร่างกาย”

           

จนถึงตอนนี้ควานซาห์ลงสนามในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลไปแล้ว 5 นัด โดยเป็นการลงในเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัด เป็นตัวจริงในเกมที่พบกับวูล์ฟส รวมถึงลงตัวจริงในเกมลีกคัพ ที่เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเกมยูโรปาลีกที่ชนะอูนิโอน แซงต์-ชิลลัวส์ เมื่อคืนที่ผ่านมา

           

จำนวนเกมแค่นี้ การจะบอกว่าเขาจะเป็น ‘เสาหลัก’ หรือ ‘ทายาทฟาน ไดจ์ค’ เป็นเรื่องที่ว่ากันตรงๆ คือยังห่างไกลจากความจริงอยู่มาก

           

ควานซาห์ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของมาตรฐานการเล่น ความสม่ำเสมอ และการพัฒนาตัวเองให้เก่งยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ไม่นับบททดสอบในเวลาที่เจออุปสรรค เช่น ฟอร์มตกหรืออาการบาดเจ็บ ที่ทำเอานักเตะดาวโรจน์หลายคน (ของลิเวอร์พูลก็เยอะมาก) ที่หาทางกลับมาไม่ได้

           

เพียงแต่จากสิ่งที่เห็น เขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีอยู่กับตัว และที่สำคัญคือความกล้าหาญและมั่นใจที่จะเล่นในแบบของตัวเอง

           

เด็กคนนี้มีแวว

           

มาสเตอร์ฟาน ไดจ์ค ไม่จำเป็นต้องกล่าวหรือตรวจค่าพลัง เพราะเป็นสิ่งที่เห็นกันชัดเจนอยู่แล้ว

 

อ้างอิง:

The post จาเรลล์ ควานซาห์ ลูกศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ฟาน ไดจ์ค? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค โดนแบนเพิ่มอีก 1 นัด ปรับอีก 1 แสนปอนด์ ข้อหาประพฤติตัวไม่เหมาะสมจากการโดนไล่ออกในเกมก่อน https://thestandard.co/virgil-van-dijk-banned-1-more-game-with-charges/ Sat, 09 Sep 2023 04:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=839463 ฟาน ไดจ์ค

เมื่อคืนที่ผ่านมา (8 กันยายน) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ […]

The post ฟาน ไดจ์ค โดนแบนเพิ่มอีก 1 นัด ปรับอีก 1 แสนปอนด์ ข้อหาประพฤติตัวไม่เหมาะสมจากการโดนไล่ออกในเกมก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค

เมื่อคืนที่ผ่านมา (8 กันยายน) BBC สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมลิเวอร์พูล ถูกแบนจากการแข่งขันเพิ่มอีก 1 นัดและปรับเงิน 100,000 ปอนด์ หรือราว 4.44 ล้านบาท จากการยอมรับว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสมหลังโดนใบแดงในเกมที่ชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-1

 

กองหลังกัปตันทีม ‘หงส์แดง’ ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 28 จากการทำฟาวล์ใส่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค

 

ฟาน ไดจ์ค ใช้โทษแบนจากใบแดงโดยตรงไปแล้วในเกมที่ลิเวอร์พูลพบกับแอสตัน วิลลา เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา แต่โทษแบนเพิ่มเติมนี้จะทำให้เขาพลาดเกมที่จะพบกับวูล์ฟแฮมป์ตัน ในวันที่ 16 กันยายนนี้ด้วย

 

ฟาน ไดจ์ค โดนลงโทษหลังไปโต้เถียงกับผู้ตัดสินคนที่ 4 ก่อนที่จะเดินลงไปในอุโมงค์ทางเข้า โดยก่อนหน้านั้นมีการเถียงกับ จอห์น บรูกส์ ผู้ตัดสินในสนามด้วย

 

โดยแถลงการณ์ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA ระบุว่า “กองหลังรายนี้ยอมรับว่าเขากระทำการในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเจ้าหน้าที่การแข่งขันหลังจากถูกไล่ออก และการลงโทษก็ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับดูแลอิสระ”

 

การติดโทษแบนครั้งนี้จะทำให้ ฟาน ไดจ์ค มีส่วนกับทีม ‘หงส์แดง’ ในศึกพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในเกมที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันที่ 24 กันยายน

 

อ้างอิง: 

The post ฟาน ไดจ์ค โดนแบนเพิ่มอีก 1 นัด ปรับอีก 1 แสนปอนด์ ข้อหาประพฤติตัวไม่เหมาะสมจากการโดนไล่ออกในเกมก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก https://thestandard.co/van-dijk-disagrees-with-louis-van-gaal/ Wed, 06 Sep 2023 02:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=837950 ฟาน กัล ฟาน ไดจ์ค

เมื่อวานนี้ (5 กันยายน) หลุยส์ ฟาน กัล หัวหน้าโค้ชทีมชา […]

The post ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน กัล ฟาน ไดจ์ค

เมื่อวานนี้ (5 กันยายน) หลุยส์ ฟาน กัล หัวหน้าโค้ชทีมชาติเนเธอร์แลนด์จุดประเด็นร้อน หลังกล่าวผ่าน NOS สื่อในเนเธอร์แลนด์ว่า การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ของทีมชาติอาร์เจนตินามีการตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้ว

 

โดยหัวหน้าโค้ชวัย 72 ปี กล่าวว่า “ผมไม่อยากพูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่คุณก็เห็นว่าอาร์เจนตินาได้ประตูอย่างไรและเราต้องเจออะไรบ้าง นักเตะอาร์เจนตินาบางคนล้ำเส้นแล้วก็ไม่ถูกลงโทษ

 

“นั่นแหละที่ทำให้ผมคิดว่าทั้งหมดมันมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว และผมหมายความตามทุกอย่างที่พูด

 

“เมสซีควรต้องเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมั้ยหรือ? ผมคิดว่าอย่างนั้น…ใช่!” 

 

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องร้อนแรงในวงการฟุตบอล โดยแฟนบอลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้กันอย่างคับคั่ง และผลกระทบดังกล่าวลามไปจนถึงนักเตะในทัพอัศวินสีส้มที่กำลังเข้าแคมป์ทีมชาติกันอยู่ด้วย

 

โดยทาง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ก็ถูกถามถึงเรื่องนี้เช่นกันในช่วงค่ำที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย แต่เขายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฟาน กัล สักเท่าไร

 

แนวรับจากลิเวอร์พูลกล่าวว่า “ผมได้ยิน (ความเห็นของฟาน กัล) เมื่อเช้านี้ แน่นอนว่าเป็นความคิดเห็นของเขา ทุกคนได้รับอนุญาตให้มีความคิดเห็นได้ ส่วนผมเองก็ไม่ได้มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน”

 

อ้างอิง: 

The post ฟาน ไดจ์ค ไม่เห็นด้วยกับ หลุยส์ ฟาน กัล หลังกล่าวหาว่ามีการเอื้อให้เมสซีได้แชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โดนสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาเพิ่มฐานดูหมิ่นผู้ตัดสิน https://thestandard.co/virgil-van-dijk-liverpool-defender-charged-by-fa/ Wed, 30 Aug 2023 02:55:20 +0000 https://thestandard.co/?p=835335

วันนี้ (30 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC รายงานข่าวว่า เวอร์จิ […]

The post เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โดนสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาเพิ่มฐานดูหมิ่นผู้ตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 สิงหาคม) สำนักข่าว BBC รายงานข่าวว่า เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถูกสมาคมฟุตบอลของอังกฤษ หรือ FA ตั้งข้อหาว่าประพฤติตัวหรือมีการกระทำในลักษณะที่ไม่เหมาะสมต่อผู้ตัดสิน หลังโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

กัปตันทีมลิเวอร์พูลโดนใบแดงในนาทีที่ 29 ของเกมที่เซนต์เจมส์พาร์ก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 สิงหาคม) จากการไปทำฟาวล์ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้านิวคาสเซิล

 

จังหวะดังกล่าว ฟาน ไดจ์ค ดูเหมือนจะโต้เถียงกับผู้ตัดสิน จอห์น บรูกส์ ในขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการตรวจสอบโดย VAR

 

ล่าสุดทาง FA ได้รับรายงานจากผู้ตัดสินในสนามว่า กัปตันทีม ‘หงส์แดง’ มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมและ/หรือดูถูกผู้ตัดสินในเกม ทำให้มีการตั้งข้อหาเขาเพิ่มเติมแล้ว

 

แถลงการณ์ของ FA ระบุว่า “เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎ FA ข้อ E3.1 ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลพบกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม

 

“ข้อกล่าวหาดังกล่าวคือการที่นักเตะกระทำการในลักษณะที่ไม่เหมาะสม และ/หรือใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม และ/หรือดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ในการแข่งขัน หลังจากถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 29”

 

กองหลังชาวเนเธอร์แลนด์วัย 32 ปี มีเวลาจนถึงวันศุกร์ในการชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น

 

ปัจจุบัน ฟาน ไดจ์ค จะต้องโดนแบนหนึ่งนัดแน่นอนแล้วเนื่องจากได้รับใบแดง และจะพลาดเกมต่อไปของลิเวอร์พูลที่จะพบกับแอสตัน วิลลา ในวันอาทิตย์นี้

 

อ้างอิง: 

 

The post เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โดนสมาคมฟุตบอลอังกฤษตั้งข้อหาเพิ่มฐานดูหมิ่นผู้ตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 11 แข้งติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022 https://thestandard.co/11-players-fifpro-world-xi/ Tue, 28 Feb 2023 06:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=756590 11 แข้งติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022

อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานประกาศรางวัล The Best FIFA Football […]

The post เปิดลิสต์ 11 แข้งติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 แข้งติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022

อีกหนึ่งไฮไลต์ในงานประกาศรางวัล The Best FIFA Football Awards 2022 ที่นอกจากจะได้เห็นนักเตะ-โค้ชจากทัพฟ้า-ขาว ทีมชาติอาร์เจนตินาพาเหรดรับรางวัลกันอย่างล้นหลาม และเจ้าของรางวัลในสาขาต่างๆ มากมายแล้ว

 

สิ่งที่แฟนบอลให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ 11 ผู้เล่นที่ติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022 หรือ FIFPRO World XI

 

โดย 11 ผู้เล่นที่ติดทีมยอดเยี่ยมประจำปี 2022 ของฟีฟ่า ประกอบด้วย 

 

  • ผู้รักษาประตู: ติโบต์ กูร์กตัวส์
  • กองหลัง: อัชราฟ ฮาคิมี, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ ชูเอา คันเซโล
  • กองกลาง: เควิน เดอ บรอยน์, คาเซมิโร และ ลูกา โมดริช
  • กองหน้า/แนวรุก: ลิโอเนล เมสซี, คีเลียน เอ็มบัปเป, คาริม เบนเซมา และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เปิดลิสต์ 11 แข้งติดทีมยอดเยี่ยมฟิฟโปร 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค นำทัพ! เนเธอร์แลนด์ประกาศ 26 นักเตะลุยฟุตบอลโลก 2022 https://thestandard.co/26-players-netherlands-worldcup-2022/ Fri, 11 Nov 2022 13:49:45 +0000 https://thestandard.co/?p=708067 ฟาน ไดจ์ค

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือทัพ ‘อัศวินส […]

The post ฟาน ไดจ์ค นำทัพ! เนเธอร์แลนด์ประกาศ 26 นักเตะลุยฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือทัพ ‘อัศวินสีส้ม’ ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ประกาศรายชื่อนักเตะทีมชาติ 26 คนลุยศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ โดยมี เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เป็นกัปตันนำทีมในครั้งนี้

 

ส่วนรายชื่อผู้เล่นทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ประกอบด้วย

 

ผู้รักษาประตู

จัสติน บิโลว์ (เฟเยนูร์ด), เรมโก้ พาสเฟียร์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), อันเดรียส นอพเพิร์ต (ฮีเรนวีน)

 

กองหลัง

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (ลิเวอร์พูล), นาธาน อาเก (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), ดาลีย์ บลินด์, เยอร์เรียน ทิมเบอร์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์ (บาเยิร์น มิวนิก), เดนเซล ดุมฟรีส์ (อินเตอร์ มิลาน), สเตฟาน เดอ ไฟรจ์ (อินเตอร์ มิลาน), เจเรมี ฟริมปง (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน), ไทเรลล์ มาลาเซีย (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

 

กองกลาง

แฟรงกี เดอ ยอง (บาร์เซโลนา), มาร์เทน เดอ รูน (อินเตอร์ มิลาน), ทึน คูปไมเนอร์ส (อินเตอร์ มิลาน), ดาวี คลาสเซน (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), เคนเน็ธ เทย์เลอร์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ซาบี ซิมอนส์ (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน)

 

กองหน้า / แนวรุก

เมมฟิส เดอปาย (บาร์เซโลนา), สตีเวน เบิร์กไวน์ ( อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), สตีเวน เบิร์กเฮาส์ (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ลุค เดอ ยอง, โคดี กักโป (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน), วินเซนต์ ยานส์เซน (อันท์เวิร์ป), วูท เวกฮอร์สต์ (เบซิคตัส), โนอา แลง (คลับ บรูกก์)

 

สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2022 ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม A ร่วมกับกาตาร์ (เจ้าภาพ), เซเนกัล และเอกวาดอร์

 

โดยมีคิวลงประเดิมสนามนัดแรกกับเซเนกัล วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2022 เวลา 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

The post ฟาน ไดจ์ค นำทัพ! เนเธอร์แลนด์ประกาศ 26 นักเตะลุยฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
FOOTBALL FACT: เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แพ้ในแอนฟิลด์ครั้งแรก และสถิติที่ลิเวอร์พูลเสีย หลังพ่ายลีดส์ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/football-fact-van-dijk-anfield/ Sun, 30 Oct 2022 03:36:11 +0000 https://thestandard.co/?p=701887

กลายเป็นอีกหนึ่งควันหลงในเชิงสถิติที่เกิดขึ้นหลังเกม ‘ห […]

The post FOOTBALL FACT: เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แพ้ในแอนฟิลด์ครั้งแรก และสถิติที่ลิเวอร์พูลเสีย หลังพ่ายลีดส์ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นอีกหนึ่งควันหลงในเชิงสถิติที่เกิดขึ้นหลังเกม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟิลด์ พ่ายให้กับ ‘ยูงทอง’ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-2 แบบช็อกแฟนบอลเจ้าถิ่น เมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เมื่อความพ่ายแพ้ในเกมนี้ส่งผลให้ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังตัวเก่งของทีมเสียสถิติไม่แพ้ใครตลอดการลงเล่นในสีเสื้อของลิเวอร์พูลที่แอนฟิลด์ หลังจากก่อนหน้านี้ลงเล่นในสนามแห่งนี้มา 70 เกมไม่แพ้เลย (ชนะ 59 เสมอ 11)

 

นอกจากนี้ยังเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใครในแอนฟิลด์ไว้ด้วยจำนวน 30 นัดในเกมลีก โดยความปราชัยในบ้านครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเกมที่แพ้ฟูแลม 0-1 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2021

 

ทั้งนี้ ผลงานที่เกิดขึ้นส่งผลให้ลิเวอร์พูลรั้งอยู่ในอันดับ 9 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก แข่ง 12 นัด เก็บได้ 16 คะแนน มีช่องว่างห่างท็อป 4 อยู่ 8 คะแนน และห่างจากจ่าฝูง 13 คะแนน

The post FOOTBALL FACT: เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แพ้ในแอนฟิลด์ครั้งแรก และสถิติที่ลิเวอร์พูลเสีย หลังพ่ายลีดส์ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน https://thestandard.co/virgil-van-dijk-thankful-after-compete-with-liverpool/ Fri, 30 Jul 2021 03:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=519165 Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังสุดแกร่งของทีม ‘หงส์แดง’ ล […]

The post ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังสุดแกร่งของทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เอ็นหัวเข่าจนต้องพักการเล่นยาวนานถึง 285 วัน และได้โพสต์ข้อความขอบคุณกำลังใจและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

 

ฟาน ไดจ์ค ได้รับบาดเจ็บในเกมพรีเมียร์ลีกในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ที่ลิเวอร์พูลเสมอกับเอฟเวอร์ตัน 2-2 เมื่อเดือนตุลาคมปีกลาย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า และไม่ได้ลงสนามอีกตลอดฤดูกาล 2020/21 รวมถึงในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี กองหลังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของโลกได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องที่ลิเวอร์พูลพบกับแฮร์ธา เบอร์ลิน เมื่อคืนที่ผ่านมา (29 กรกฎาคม) โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกมพร้อมกับ โจ โกเมซ กองหลังรุ่นน้องที่บาดเจ็บหนักที่หัวเข่าหลังจาก ฟาน ไดจ์ค ไม่กี่สัปดาห์และต้องพักยาวมาตลอดเช่นกัน แม้ว่าสุดท้ายแล้วลิเวอร์พูลพ่ายแฮร์ธา เบอร์ลินไป 3-4 ก็ตาม โดยลิเวอร์พูลได้ประตูจาก ซาดิโอ มาเน, ทาคุมิ มินามิโนะ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และในเกมนี้ผู้เล่นสวมปลอกแขนสีดำเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่ อลัน เดอไวน์ แฟนบอลผู้โชคร้ายรายที่ 97 ที่เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโรห์ หลังป่วยหนักมาเป็นระยะเวลา 32 ปี

 

หลังจบเกม ฟาน ไดจ์ค ได้โพสต์ข้อความขอบคุณการสนับสนุนจากทุกฝ่าย “285 วันที่แล้ว ผมเริ่มต้นเส้นทางในการจะกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าผมรู้สึกอย่างไร แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมที่จะบอกว่าผมรู้สึกว่าโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่มหัศจรรย์มากมาย ทั้งแพทย์ผู้ผ่าตัดให้ เหล่านักกายภาพ โค้ช และสตาฟฟ์ที่อยู่เคียงข้างผมมาตั้งแต่วันแรก เพื่อนร่วมทีมของผมที่คอยส่งพลังและทำให้ผมเชิดหน้าสู้ต่อ

 

“แฟนๆ สำหรับความรัก การสนับสนุน และกำลังใจ และเหนืออื่นใดคือครอบครัวของผม เพราะถ้าไม่มีพวกเขาผมก็คงไม่มีอะไรเลย ขอบคุณมาก แต่การทำงานยังไม่จบแค่นี้ นี่เป็นแค่การเริ่มต้น เราจะพยายามต่อไป!” 

 

อ้างอิง:

The post ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>