Video Streaming Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/video-streaming/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 10 Aug 2024 08:50:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สมรภูมิเดือด สื่อไทยยุคมือถือครองเมือง! แพลตฟอร์มใหม่ผุดพรึบ แต่ Gen สูงวัยยังเหนียวแน่นกับสื่อดั้งเดิม https://thestandard.co/media-battlefield-mobile-era/ Sat, 10 Aug 2024 08:50:27 +0000 https://thestandard.co/?p=969829

สงครามแย่งชิงความสนใจและเม็ดเงินโฆษณาในวงการสื่อและความ […]

The post สมรภูมิเดือด สื่อไทยยุคมือถือครองเมือง! แพลตฟอร์มใหม่ผุดพรึบ แต่ Gen สูงวัยยังเหนียวแน่นกับสื่อดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

สงครามแย่งชิงความสนใจและเม็ดเงินโฆษณาในวงการสื่อและความบันเทิงไทยกำลังร้อนระอุ! แพลตฟอร์มใหม่ๆ ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ผู้บริโภคเสพสื่อหลากหลายช่องทางจนตาลาย แต่ใครจะครองใจคนไทยได้อยู่หมัด? Marketbuzzz เผยอินไซต์สุดว้าวจากผลสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อของคนไทย 700 คนทั่วประเทศ

 

ผลสำรวจชี้ชัดว่า คนไทยยุคนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโซเชียลมีเดีย (70%) การท่องอินเทอร์เน็ต (50%) และดูวิดีโอสตรีมมิง (47%) LINE และ Facebook ยังคงเป็นเจ้าพ่อโซเชียล โดยเฉพาะ LINE ที่มีผู้ใช้งานสูงถึง 78% สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการใช้แอปพลิเคชันนี้ในการสื่อสารและติดตามข่าวสารในชีวิตประจำวัน

 

Facebook เองก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ใช้งาน 68% แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อกับเพื่อนฝูงและครอบครัว นอกจากนี้ ยังพบว่า Messenger แอปพลิเคชันแชตในเครือของ Facebook ก็มีผู้ใช้งานสูงถึง 34% บ่งชี้ว่าคนไทยยังคงนิยมการสื่อสารแบบส่วนตัวผ่านช่องทางนี้

 

แต่ที่น่าจับตามองคือ Threads แพลตฟอร์มน้องใหม่ที่เปิดตัวได้ไม่นาน แต่กลับมีผู้ใช้งานถึง 14% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยพร้อมที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และมองหาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ความสนใจเฉพาะกลุ่มมากขึ้น การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Threads อาจเป็นสัญญาณเตือนสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ว่าต้องปรับตัว และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานผู้ใช้งานเอาไว้

 

YouTube ยังครองบัลลังก์วิดีโอสตรีมมิง ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 62% ซึ่งไม่น่าแปลกใจเมื่อพิจารณาจากความหลากหลายของคอนเทนต์ที่มีให้เลือกชม ตั้งแต่คลิปตลก สารคดี ไปจนถึงมิวสิกวิดีโอ อย่างไรก็ตาม Netflix (35%) ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์และภาพยนตร์ต่างประเทศ

 

TrueID (27%) และ AIS PLAY (20%) ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมที่ต้องการรับชมคอนเทนต์ไทย เช่น ละคร ข่าว และรายการวาไรตี้ นอกจากนี้ การเติบโตของ Disney+ (14%) ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิงในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก

 

ด้านการฟังเพลงผ่านสตรีมมิง YouTube Music ยังคงครองความเป็นผู้นำที่คนไทยมีการใช้งานถึง 71% ตามมาด้วย JOOX (42%), Spotify และ Apple Music การแข่งขันในตลาดนี้ยังคงดุเดือด โดยแต่ละแพลตฟอร์มต่างงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน เช่น การสร้างเพลย์ลิสต์เฉพาะบุคคล การจัดคอนเสิร์ตออนไลน์ หรือการนำเสนอคอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

 

นอกจากนี้ การเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย และมองหาทางเลือกใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

มือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตคนไทยไปแล้ว! ไม่ว่าจะแชต เล่นโซเชียล ฟังเพลง หรือช้อปปิ้งออนไลน์ ทุกอย่างทำได้บนมือถือเครื่องเดียว แบรนด์ไหนไม่ปรับตัวให้เข้ากับมือถือ ระวังตกขบวนไม่รู้ตัว!

 

ขณะที่การออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้ใช้งานง่ายบนมือถือ การสร้างคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับการรับชมบนหน้าจอขนาดเล็ก และการทำโฆษณาที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้มือถือ ล้วนเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญ

 

ถึงแม้สื่อดิจิทัลจะมาแรง แต่สื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ก็ยังมีที่ยืนในใจผู้สูงวัย 50+ แบรนด์ที่ต้องการเจาะตลาดกลุ่มนี้ ต้องไม่ลืมปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมการเสพสื่อที่แตกต่างกัน การใช้สื่อดั้งเดิมควบคู่ไปกับการทำการตลาดออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของผู้สูงวัย และการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ที่มองข้ามไม่ได้คือรู้ไหมว่าคนไทยเสพสื่อต่างกันในแต่ละช่วงเวลา? เช้าเน้นโซเชียลเพื่ออัปเดตข่าวสารและพูดคุยกับเพื่อนฝูง บ่ายเน้นสั่งอาหารเดลิเวอรีเพื่อความสะดวกสบาย เย็นเน้นดูหนังฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย

 

แบรนด์ต้องรู้จักเลือกเวลาปล่อยคอนเทนต์ให้ถูกจังหวะ ถึงจะเข้าตาผู้บริโภค การทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคสื่อในแต่ละช่วงเวลา จะช่วยให้แบรนด์วางแผนการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ภูมิทัศน์สื่อไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบรนด์และนักการตลาดต้องปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล วางกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น ครีเอทีฟ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ถึงจะอยู่รอดและเติบโตได้ในสมรภูมิสื่อที่ดุเดือดนี้

 

การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำการตลาด การสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและมีคุณภาพ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในอนาคต

 

คำถามคือ แบรนด์ของคุณพร้อมรับมือกับความท้าทาย และคว้าโอกาสในยุคดิจิทัลนี้แล้วหรือยัง?

 

ภาพ: Sonnerie / Shutterstock

The post สมรภูมิเดือด สื่อไทยยุคมือถือครองเมือง! แพลตฟอร์มใหม่ผุดพรึบ แต่ Gen สูงวัยยังเหนียวแน่นกับสื่อดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix เปิดศึกสตรีมมิง! ทุ่มสร้างหนังและซีรีส์ไทย-อินโด เพิ่ม 2 เท่า สู้คู่แข่งอย่าง Viu และ Disney+ https://thestandard.co/netflix-thailand-indonesia-contents/ Mon, 24 Jun 2024 03:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=948678 Netflix ซีรีส์ไทย หนัง อินโดนีเซีย

Netflix ประกาศเพิ่มการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นในเอเชียตะวัน […]

The post Netflix เปิดศึกสตรีมมิง! ทุ่มสร้างหนังและซีรีส์ไทย-อินโด เพิ่ม 2 เท่า สู้คู่แข่งอย่าง Viu และ Disney+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix ซีรีส์ไทย หนัง อินโดนีเซีย

Netflix ประกาศเพิ่มการผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปีนี้จะมีผลงานออริจินัลจากไทย 10 เรื่อง และจากอินโดนีเซีย 6 เรื่อง เพิ่มขึ้นจาก 6 เรื่อง และ 5 เรื่อง ตามลำดับในปี 2023 ทั้งยังเพิ่มความหลากหลายของประเภทคอนเทนต์ด้วย

 

“ผู้ชมในท้องถิ่นของเรายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องมีคอนเทนต์หลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา” รุสลี เอ็ดดี (Rusli Eddy) ผู้จัดการฝ่าย Netflix Local Originals ประจำอินโดนีเซีย กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ในเดือนนี้ Netflix เพิ่งเปิดตัว Joko Anwar’s Nightmares and Daydreams ซีรีส์ไซไฟ-ระทึกขวัญเหนือธรรมชาติ เรื่องแรกที่ร่วมงานกับ โจโก อันวาร์ (Joko Anwar) ผู้กำกับชาวอินโดนีเซีย ซึ่งซีรีส์นี้สะท้อนปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมอื่นๆ ในอินโดนีเซีย

 

และยังมี ดอกเตอร์ไคลแมกซ์ ปุจฉาพาเสียว (Doctor Climax) ซีรีส์แนวตลก-ดราม่าจากไทย กำกับโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เล่าเรื่องราวของแพทย์ผิวหนังผู้เคร่งครัดที่แอบทำงานเป็นคอลัมนิสต์ให้คำปรึกษาเรื่องเพศ ซึ่งซีรีส์ทั้ง 2 เรื่องติดอันดับยอดนิยมใน Netflix ของประเทศตัวเองอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ Netflix เข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2016 คอนเทนต์จากฮอลลีวูดและเกาหลีใต้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แต่ปัจจุบันคอนเทนต์ท้องถิ่นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

 

รายงานของ Media Partners Asia (MPA) ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคมระบุว่า ผู้ชมชาวเอเชียกำลังหันมาสนใจคอนเทนต์ท้องถิ่นมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการรับชมอยู่ที่ 12% ของยอดการรับชมทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับความนิยมพอๆ กับอนิเมะญี่ปุ่น (11%)

 

“ในขณะที่อิทธิพลและการขยายตัวของซีรีส์ (เกาหลีใต้) และอนิเมะ (ญี่ปุ่น) นั้นเป็นที่ยอมรับ แต่คอนเทนต์จากจีน ไทย และอินโดนีเซีย ก็กำลังเติบโตเป็นหมวดหมู่ที่สำคัญเช่นกัน” นักวิเคราะห์จาก MPA กล่าว พร้อมเสริมว่า “ละครไทยโรแมนติกและคอเมดี้ รวมถึงภาพยนตร์สยองขวัญอินโดนีเซีย กำลังเติบโตและดึงดูดผู้ชมในภูมิภาคมากที่สุด”

 

MPA ระบุว่า ยอดสมาชิกแบบชำระเงินของบริการวิดีโอออนดีมานด์ระดับพรีเมียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนถึง 48.5 ล้านคน ณ เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อนหน้า รายได้จากการสมัครสมาชิกรวมเติบโต 9% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 381 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปี 2024

 

Netflix ยังเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ท้องถิ่นที่ได้รับลิขสิทธิ์จากค่ายผลิตในประเทศที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โดยปีนี้จะเพิ่มภาพยนตร์อินโดนีเซียกว่า 50 เรื่อง ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์จะได้ชมภาพยนตร์ท้องถิ่น “มากกว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมกัน” ตามคำกล่าวของผู้จัดการ Netflix ในฟิลิปปินส์

 

“เราได้เห็นความต้องการคอนเทนต์ท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้ชมให้มาใช้ Netflix” ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ประจำประเทศไทย Netflix กล่าวในงานเดียวกัน

 

การขยายตัวของคอนเทนต์ท้องถิ่นสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่รุนแรงกับคู่แข่งทั้งในและต่างประเทศ จากข้อมูลของ MPA Netflix ยังคงเป็นผู้นำในตลาดวิดีโอออนดีมานด์ระดับพรีเมียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไตรมาสแรกของปี 2024 ยกเว้นในอินโดนีเซียที่ Vidio บริการสตรีมมิงท้องถิ่น เป็นผู้นำในแง่ของจำนวนสมาชิก

 

โดย Netflix มีส่วนแบ่งรายได้จากการสมัครสมาชิก 49% และมีสมาชิก 10 ล้านคน ตามมาด้วย Viu จากฮ่องกง ที่มีลูกค้า 9.1 ล้านคน ขณะที่ Disney+ ยังคงรักษาส่วนแบ่งรายได้ในภูมิภาคไว้ที่ 11%

 

เพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง Netflix ได้ลดค่าสมาชิกลงในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่แล้ว และร่วมมือกับผู้ให้บริการท้องถิ่นเพื่อนำเสนอแพ็กเกจให้กับสมาชิก เช่น Smart ในฟิลิปปินส์ และ AIS ในไทย

 

สำหรับคอนเทนต์ที่น่าจับตามองในช่วงปลายปี 2024 ได้แก่ Borderless Fog ภาพยนตร์ระทึกขวัญอาชญากรรมจากอินโดนีเซีย ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการฆาตกรรมต่อเนื่องใกล้ชายแดนมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว และ Tomorrow and I ซีรีส์กวีนิพนธ์จากไทย ที่สำรวจจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีแห่งอนาคตและวัฒนธรรมไทย

 

ส่วนในฟิลิปปินส์ Netflix เตรียมปล่อย Outside ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องแรกของฟิลิปปินส์ กำกับโดย คาร์โล เลเดสมา (Carlo Ledesma) ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวที่พยายามหนีจากการระบาดของซอมบี้ในฟาร์มห่างไกล

 

นอกเหนือจากบริการสตรีมมิงอย่าง Netflix แล้ว ภาพยนตร์ท้องถิ่นก็ยังคงครองใจผู้ชมในโรงภาพยนตร์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ในอินโดนีเซีย 7 ใน 10 ภาพยนตร์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดในโรงภาพยนตร์ในช่วงไม่กี่เดือนแรกของปี 2024 เป็นผลงานของคนท้องถิ่น ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มในอดีตที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดและต่างประเทศครองตลาด ตามรายงานของ Samuel Tumbuh Bersama บริษัทลงทุนของอินโดนีเซีย

 

“ความฝันของผมคือการได้เล่าเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมทั่วโลก เพื่อให้โลกได้เห็นมุมมองจากฝั่งของเรา” เลเดสมากล่าวในงานของ Netflix

 

ภาพ: Courtesy of Netflix

อ้างอิง:

The post Netflix เปิดศึกสตรีมมิง! ทุ่มสร้างหนังและซีรีส์ไทย-อินโด เพิ่ม 2 เท่า สู้คู่แข่งอย่าง Viu และ Disney+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix สุดปัง! ยอดผู้ใช้แพ็กเกจราคาถูกพร้อมโฆษณาพุ่งทะลุ 40 ล้านราย ทิ้งห่างคู่แข่ง แถมไม่ง้อ Microsoft! เปิดตัวแพลตฟอร์มโฆษณาเอง https://thestandard.co/netflix-low-cost-plan-40m-subs/ Sun, 19 May 2024 13:21:16 +0000 https://thestandard.co/?p=935540 ยอดผู้ใช้ Netflix

Netflix ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ เมื่อแพ็กเกจสมาชิกแบบ […]

The post Netflix สุดปัง! ยอดผู้ใช้แพ็กเกจราคาถูกพร้อมโฆษณาพุ่งทะลุ 40 ล้านราย ทิ้งห่างคู่แข่ง แถมไม่ง้อ Microsoft! เปิดตัวแพลตฟอร์มโฆษณาเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดผู้ใช้ Netflix

Netflix ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ เมื่อแพ็กเกจสมาชิกแบบมีโฆษณาที่ราคาถูกกว่าสามารถดึงดูดผู้ใช้งานทั่วโลกได้ถึง 40 ล้านรายต่อเดือน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 23 ล้านรายในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ Netflix ยังประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มโฆษณาของตัวเอง โดยจะไม่ร่วมมือกับ Microsoft ในด้านเทคโนโลยีนี้ต่อไป แต่ Microsoft จะยังคงเป็นพันธมิตรด้าน Programmatic Advertising ร่วมกับบริษัทอื่นๆ เช่น The Trade Desk, Google Display & Video 360 และ Magnite 

 

โดย Netflix จะเริ่มทดสอบแพลตฟอร์มโฆษณาของตัวเองในแคนาดาปลายปีนี้ และมีแผนเปิดตัวในสหรัฐฯ ภายในสิ้นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการทั่วโลกภายในสิ้นปี 2025

 

นอกจากนี้ Netflix ยังประกาศเซ็นสัญญากับ NFL เพื่อสตรีมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล 2 นัดในวันคริสต์มาสปีนี้ และอย่างน้อย 1 นัดในวันเดียวกันในปี 2025 และ 2026 ซึ่งถือเป็นการรุกเข้าสู่ตลาดถ่ายทอดสดกีฬาครั้งแรกของ Netflix หลังจากที่เคยปฏิเสธมาหลายปี

 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของแพ็กเกจสมาชิกแบบมีโฆษณาของ Netflix เกิดขึ้นหลังจากบริษัทยกเลิกแพ็กเกจที่ไม่มีโฆษณาที่ราคาถูกที่สุดในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยปัจจุบัน 40% ของผู้สมัครสมาชิกใหม่ในประเทศที่มีแพ็กเกจนี้ให้บริการ เลือกใช้แพ็กเกจแบบมีโฆษณา ซึ่ง Netflix มีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 270 ล้านราย

 

ความสำเร็จของ Netflix ในตลาดสตรีมมิงเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งอย่าง Disney+ และ Max ของ Warner Bros. Discovery รวมถึงผู้เล่นรายใหม่อย่าง Peacock ของ Comcast และ Paramount+ ของ Paramount Global

 

นอกจากนี้ การประกาศตัวเลขผู้ใช้งานแพ็กเกจแบบมีโฆษณาของ Netflix ยังเกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังจากที่บริษัทแจ้งกับนักลงทุนว่าจะไม่รายงานจำนวนสมาชิกเป็นรายไตรมาสอีกต่อไป เนื่องจากบริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดอิสระที่แข็งแกร่ง และจำนวนสมาชิกไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการเติบโตของบริษัท

 

ตลาดโฆษณาทางโทรทัศน์แบบเดิมยังคงซบเซา แม้ว่าจะเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว แต่ตลาดโฆษณาดิจิทัลและสตรีมมิงกลับเติบโตขึ้น ซึ่ง Netflix ได้กลายเป็นผู้นำในตลาดนี้ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ กำลังดิ้นรนเพื่อให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงของตนทำกำไรได้

 

ผู้บริหารของ Disney ยังยกย่อง Netflix ว่าเป็น ‘ตัวอย่างอันเลิศเลอ’ ของการสตรีมมิง และยังระบุว่ามีซัพพลายเพิ่มเติมในตลาดโฆษณา เนื่องจากมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา ซึ่งน่าจะหมายถึง Netflix

 

แม้ว่าบริษัทสื่อต่างๆ จะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่ผ่านมาว่า ตลาดโฆษณาทางโทรทัศน์แบบเดิมยังคงซบเซา แต่ก็มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นบ้าง ขณะที่โฆษณาดิจิทัลและสตรีมมิงกำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

 

อ้างอิง:

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post Netflix สุดปัง! ยอดผู้ใช้แพ็กเกจราคาถูกพร้อมโฆษณาพุ่งทะลุ 40 ล้านราย ทิ้งห่างคู่แข่ง แถมไม่ง้อ Microsoft! เปิดตัวแพลตฟอร์มโฆษณาเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจสตรีมมิงช่วยดันรายได้ Disney ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 17% ฟากสวนสนุกและการผลิตรายการยังทรงตัว จนฉุดราคาหุ้นร่วง 10% https://thestandard.co/disney-q2-revenue-up-17-percent/ Mon, 13 May 2024 06:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=932758 ผลประกอบการ รายได้ Disney Q2

Disney รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ทำรายได้เพิ่มขึ้น 17% […]

The post ธุรกิจสตรีมมิงช่วยดันรายได้ Disney ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 17% ฟากสวนสนุกและการผลิตรายการยังทรงตัว จนฉุดราคาหุ้นร่วง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลประกอบการ รายได้ Disney Q2

Disney รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ทำรายได้เพิ่มขึ้น 17% เอาชนะการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยรายได้มาจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง Disney+ ส่วนสวนสนุกและการผลิตรายการความบันเทิงยังทรงตัว จนฉุดราคาหุ้นร่วง 10%

 

สำหรับภาพรวมธุรกิจสตรีมมิง Disney+ มีรายได้เพิ่มขึ้น 13% ส่วนใหญ่มาจากการออกนโยบายห้ามแชร์รหัสผ่านที่เริ่มแล้วในบางประเทศ ก่อนประกาศใช้ทั่วโลกเดือนกันยายนนี้ ทำให้มีจำนวนสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสดังกล่าวสมาชิก Disney+ เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 ล้านราย

 

ขณะที่สวนสนุก จากเดิมที่เคยเป็นธุรกิจเรือธงที่ทำรายได้หลัก ในไตรมาส 2 อัตราการเติบโตยังทรงตัวอยู่ สวนทางกับปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลังโควิดคลี่คลายจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมามีจำนวนมากจนรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Shanghai Disney Resort และ Hong Kong Disneyland โดยปัจจุบันรายได้รวมจากสวนสนุกทั้งในประเทศและต่างประเทศคิดเป็น 52% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

กระนั้นตัวเลขดังกล่าวยังไม่โตได้ตามเป้าหมายที่ บ็อบ ไอเกอร์ ซีอีโอ กำหนดเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการธุรกิจ ก็ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนอย่างมาก จนเกิดปรากฏการณ์นักลงทุนเทขายหุ้นจำนวนมาก 

 

แต่ธุรกิจสวนสนุกก็ยังสำคัญอย่างมาก ก่อนหน้านี้ซีอีโอ Disney ได้ประกาศลงทุน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อขยายสวนสนุกให้มีอาณาจักรและพื้นที่ใหญ่ขึ้นถึงสองเท่า เพื่อดึงดูดทั้งกลุ่มที่เป็นแฟนคลับ Disney และคนที่ยังไม่เคยมาเที่ยว Disney Land

 

รวมไปถึงการขยายธุรกิจบริการเรือสำราญท่องเที่ยว Disney Treasure ที่นอกจากจะมาพร้อมเครื่องเล่นและโซนความบันเทิงต่างๆ แล้ว ยังชูโรงด้วยการตกแต่งตามธีมการ์ตูนและภาพยนตร์ดังของค่าย ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดี จนทำให้ปัจจุบันธุรกิจนี้ทำรายได้เติบโตขึ้นอย่างมาก 

 

แน่นอนว่าสวนทางกับการผลิตรายการความบันเทิง บริษัทเตรียมลดปริมาณการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ของ Marvel ลง และหันมาเน้นการเพิ่มคุณภาพในแต่ละโปรเจกต์มากขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจสตรีมมิงช่วยดันรายได้ Disney ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 17% ฟากสวนสนุกและการผลิตรายการยังทรงตัว จนฉุดราคาหุ้นร่วง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix พลิกวิกฤต! งัดไม้ตาย ‘แบนแชร์รหัสผ่าน’ ดันสมาชิกใหม่ทั่วโลกเพิ่มถล่มทลายกว่า 9.33 ล้านราย https://thestandard.co/netflix-has-an-explosion-of-new-members/ Fri, 19 Apr 2024 06:22:55 +0000 https://thestandard.co/?p=924530

Netflix ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่เติบโตกว่าที่คาด ส […]

The post Netflix พลิกวิกฤต! งัดไม้ตาย ‘แบนแชร์รหัสผ่าน’ ดันสมาชิกใหม่ทั่วโลกเพิ่มถล่มทลายกว่า 9.33 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Netflix ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่เติบโตกว่าที่คาด สามารถเพิ่มสมาชิกได้ถึง 9.33 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งเป็นตัวเลขสองเท่าของที่ Wall Street คาดการณ์ไว้

 

กลยุทธ์ที่ทำให้เติบโตมาจาก 2 เรื่องหลักๆ คือ ปราบปรามการแชร์รหัสผ่าน นำไปสู่การสมัครสมาชิกใหม่ และเปิดแพ็กเกจแบบมีโฆษณาที่ราคาถูกลง (6.99 ดอลลาร์ต่อเดือน) แต่ยังแพงกว่าการเพิ่มสมาชิกนอกครัวเรือนเพียงคนเดียว (7.99 ดอลลาร์ต่อเดือน) นักวิเคราะห์มองว่าการปราบปรามการแชร์รหัสผ่านได้ผลเกินคาด และทำให้ลูกค้าในกลุ่มนี้หันมาเป็นสมาชิก Netflix ที่ชำระเงินเอง

 

Macquarie บริษัทวิจัยประเมินว่าการปราบปรามการแชร์รหัสผ่านสามารถผลักดันให้มีสมาชิกใหม่มากถึง 30 ล้านรายในปีงบประมาณนี้ ในขณะที่มีผู้ใช้มากถึง 100 ล้านรายที่แชร์รหัสผ่านกัน นอกจากนี้ Netflix ระบุว่า แพ็กเกจแบบมีโฆษณาเติบโตถึง 65% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และคิดเป็นกว่า 40% ของการสมัครสมาชิกใหม่ในตลาดที่ให้บริการแพ็กเกจดังกล่าว

 

สิ่งที่ต้องจับตาคือ Disney เตรียมปราบปรามการแชร์รหัสผ่านบน Disney+ ตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนนี้ และจะเข้มข้นขึ้นอีกในช่วงปลายปี เช่นเดียวกับ Warner Bros. Discovery ที่จะใช้วิธีดังกล่าวในปีนี้เช่นกัน

 

Netflix ยังออกมาประกาศว่า จะหยุดรายงานตัวเลขสมาชิกทุกไตรมาส รวมถึงรายได้เฉลี่ยต่อสมาชิก (ARM) ตั้งแต่ไตรมาสแรกในปี 2025 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท

 

เหตุผลคือต้องการให้นักลงทุนมองบริษัทด้วยตัวชี้วัดเดียวกับที่ผู้บริหารใช้ และมองว่านี่เป็น ‘ตัวแทนที่ดีที่สุดสำหรับความพึงพอใจของลูกค้า’ กล่าวคือ รายได้, อัตรากำไรจากการดำเนินงาน, กระแสเงินสด และจำนวนเวลาที่ใช้ในการดู Netflix

 

Netflix คาดการณ์ว่า สมาชิกที่จะเพิ่มในไตรมาส 2 จะน้อยกว่าไตรมาสแรก ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ช้าลง เพราะผู้ใช้ที่แชร์รหัสผ่านส่วนมากกลายเป็นสมาชิกแบบชำระเงินไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ หุ้น Netflix จึงร่วงลง 4% ในการซื้อขายหลังปิดตลาดส่วนหนึ่ง เนื่องจากคาดการณ์การเติบโตของรายได้ทั้งปียังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

 

นักลงทุนมักจะไม่ชอบการที่มีความโปร่งใสน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Netflix ที่เคยให้ข้อมูลจำนวนสมาชิกที่มีความละเอียดยิบ รวมถึงรายละเอียดการเติบโตในแต่ละภูมิภาคมากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม การบีบให้นักลงทุนมาโฟกัสที่รายได้และกำไรแทนที่จะเป็นยอดสมาชิกนั้น ก็เป็นหลักฐานว่า Netflix กำลังเติบโตเต็มที่แล้ว หลังครองตลาดสตรีมมิงมายาวนาน

 

Netflix มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งกว่าบริษัทสื่อดั้งเดิมมาก รายได้ปีต่อปีของเติบโตถึง 15% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้น 7% เหล่านี้คือตัวเลขการเติบโตที่ทำได้ดีกว่าบริษัทอย่าง  Warner Bros. Discovery, Disney, Paramount Global และ NBCUniversal ของ Comcast ที่มีบริการสตรีมมิงขาดทุน หรือมีกำไรน้อยนิด รวมถึงธุรกิจทีวีแบบเก่าที่กำลังหดตัว

 

นี่ทำให้เกิดคำถามว่าบริษัทสื่ออื่นๆ จะเดินตามรอย Netflix หยุดรายงานตัวเลขสมาชิกของบริการสตรีมมิงของตนเองหรือไม่

 

อ้างอิง:

The post Netflix พลิกวิกฤต! งัดไม้ตาย ‘แบนแชร์รหัสผ่าน’ ดันสมาชิกใหม่ทั่วโลกเพิ่มถล่มทลายกว่า 9.33 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ถูกใจสายหาร! Disney+ ห้ามแชร์รหัสผ่าน หากเพิ่มสมาชิกอื่นในบัญชีต้องเสียเงินเพิ่ม กลยุทธ์ที่ CEO หวังพลิกฟื้นกำไรอีกครั้ง https://thestandard.co/disney-plus-password-sharing/ Wed, 10 Apr 2024 11:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=921587 Disney+ Disney Plus ห้าม แชร์ รหัสผ่าน

สายหารเริ่มว้าวุ่น เมื่อ Disney+ ห้ามแชร์รหัสผ่านบริการ […]

The post ไม่ถูกใจสายหาร! Disney+ ห้ามแชร์รหัสผ่าน หากเพิ่มสมาชิกอื่นในบัญชีต้องเสียเงินเพิ่ม กลยุทธ์ที่ CEO หวังพลิกฟื้นกำไรอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disney+ Disney Plus ห้าม แชร์ รหัสผ่าน

สายหารเริ่มว้าวุ่น เมื่อ Disney+ ห้ามแชร์รหัสผ่านบริการสตรีมมิง ย้ำหากเพิ่มสมาชิกอื่นในบัญชีต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม เริ่มในบางประเทศเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนประกาศใช้ทั่วโลกเดือนกันยายนนี้ 

 

บ็อบ ไอเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Disney กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทเริ่มประกาศใช้มาตรการห้ามให้สมาชิกแชร์บัญชีบริการสตรีมมิงอย่างจริงจัง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่บริษัทต้องการจะเพิ่มจำนวนสมาชิกและรายได้ให้มากขึ้น

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ถึงกระนั้น Disney ก็ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดค่าธรรมเนียมหากเจ้าของบัญชีต้องการให้สมาชิกคนอื่นเข้ามาใช้งานด้วย ซึ่งดูเหมือนกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้บริษัทลดต้นทุน และจะทำให้ Disney+ และ Hulu กลับมาทำกำไรได้ 

 

หลังจากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2023 Disney+ สูญเสียสมาชิกกว่า 1.3 ล้านราย (ไม่รวม Disney+ Hotstar) จากการปรับขึ้นราคาการสมัครสมาชิกสตรีมมิง โดยมีค่าสมัครที่ถูกที่สุดราว 6.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (253 บาท) และหากสมัครสมาชิกแบบรวมทั้ง Hulu และ Disney+ ราคาสมาชิกจะอยู่ที่ราว 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (362 บาท)

 

จากรายงานไตรมาสล่าสุดระบุว่า Disney+ มีสมาชิก 150 ล้านราย ส่วน Hulu มีสมาชิกประมาณ 50 ล้านราย แน่นอนว่าเมื่อสมาชิกลดลง ในแง่ของรายได้และกำไรก็ต้องลดลงเช่นกัน จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของไอเกอร์ที่จะต้องเร่งทำให้ธุรกิจสตรีมมิงมีรายได้และกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง 

 

“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจให้ได้” ไอเกอร์ย้ำ

 

ทั้งนี้ บนเส้นทางธุรกิจสตรีมมิงนั้นไม่ง่าย ทั้งการแข่งขันในตลาด และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่านโยบายห้ามแชร์รหัสผ่านผู้ใช้งานจะสามารถเพิ่มยอดสมาชิกได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ เพราะแม้แต่ Netflix ที่เป็นคู่แข่งรายใหญ่ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายด้วยเช่นกัน

 

หากย้อนไปในปีที่ผ่านมา Netflix ได้ออกนโยบายห้ามแชร์รหัสผ่านผู้ใช้งาน ซึ่งอนุญาตให้แค่คนที่อยู่บ้านเดียวกันเท่านั้น เพราะหวังว่าการควบคุมการแชร์รหัสผ่านจะช่วยเพิ่มรายได้ แต่ Netflix ก็เริ่มมาถูกทาง เห็นได้จากผลประกอบการรายไตรมาสปรับตัวดีขึ้นแม้จะเติบโตช้าลงก็ตาม เช่นเดียวกับ HBO Max หรือที่รู้จักกันในชื่อ Max ซึ่งมีแผนจะเริ่มมาตรการห้ามแชร์รหัสผ่านปลายปีนี้

 

อ้างอิง:

The post ไม่ถูกใจสายหาร! Disney+ ห้ามแชร์รหัสผ่าน หากเพิ่มสมาชิกอื่นในบัญชีต้องเสียเงินเพิ่ม กลยุทธ์ที่ CEO หวังพลิกฟื้นกำไรอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน YouTube แชมป์ช่องทางการรับชมคอนเทนต์ผ่านทีวีอันดับ 1 https://thestandard.co/youtube-no-1-place-to-watch-on-tv/ Thu, 22 Feb 2024 06:07:35 +0000 https://thestandard.co/?p=902980

YouTube ครองแชมป์ 12 เดือนติดในฐานะแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ […]

The post 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน YouTube แชมป์ช่องทางการรับชมคอนเทนต์ผ่านทีวีอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>

YouTube ครองแชมป์ 12 เดือนติดในฐานะแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่คนนิยมดูบนจอทีวีมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา

 

Nielsen บริษัทวิจัยการตลาด ได้ออกผลสำรวจล่าสุดของเดือนมกราคม ปี 2024 เกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมสื่อผ่านช่องทางต่างๆ ตั้งแต่ทีวีแบบดั้งเดิมไปจนถึงการรับชมแบบใหม่ผ่านสตรีมมิง ซึ่งสตรีมมิงก็ได้กลายมาเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนเลือกรับชม โดยแพลตฟอร์มที่ชาวอเมริกันนิยมกันเป็นอันดับ 1 ก็คือ YouTube ซึ่งมีสัดส่วนการรับชมบนจอทีวีถึง 8.6% ในขณะที่อันดับ 2 อย่าง Netflix มีสัดส่วนการรับชมบนจอทีวีอยู่ที่ 7.9%

 

ณ ปัจจุบัน YouTube รายงานตัวเลขการใช้งานแพลตฟอร์มว่า ในทุกๆ วันคนทั่วโลกใช้เวลารวมกัน 1,000 ล้านชั่วโมงไปกับการเสพคอนเทนต์บน YouTube ที่ดูผ่านจอโทรทัศน์ สิ่งนี้กำลังแสดงให้เห็นถึงสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไปของการเลือกรับชมสื่อ รวมทั้งความต้องการของผู้คนที่หันมารับชมคอนเทนต์แบบสตรีมมิงแทน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่คนรุ่นใหม่กว่า 61% เห็นตรงกันว่า รูปแบบของเนื้อหาที่เขาชอบดูกันที่สุดคือ คอนเทนต์ที่ผู้บริโภคของแบรนด์ตัวจริงเป็นคนสร้าง (User-Generated Content)

 

นอกจากนี้ YouTube ยังเผยว่า ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ได้ยอดวิวจากช่องทางโทรทัศน์เป็นหลักมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 400%

 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความสำเร็จของ YouTube ก็มีให้เห็นอยู่ไม่ใช่น้อย เช่น YouTube Music และ YouTube Premium มียอดผู้สมัครใช้งานแล้ว 100 ล้านราย รวมทั้ง YouTube Shorts ที่เป็นคลิปสั้น ก็สามารถสร้างยอดรับชมได้สูงถึง 70,000 ล้านครั้งต่อวันเลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม YouTube ก็ยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่ไม่ใช่สตรีมมิง แต่เป็นโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ที่ตอนนี้ครองใจผู้ใช้งานกลุ่มเด็กอายุ 4-18 ปีที่ใช้เวลาเฉลี่ยบน TikTok ราว 1 ชั่วโมง 52 นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า YouTube

 

มากไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้เอง TikTok ก็ได้ออกโปรแกรมที่พยายามจูงใจให้คนสร้างคอนเทนต์ทำวิดีโอในเวลาที่ยาวขึ้นได้มากถึง 30 นาที พร้อมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานได้บน Vision Pro ในขณะที่ YouTube เลือกที่จะยังไม่ไปเล่นในสังเวียนนี้ แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า การแข่งขันแย่งชิงความสนใจของผู้คนที่มีอยู่อย่างจำกัดของโซเชียลมีเดียและสตรีมมิงยักษ์ใหญ่จะดำเนินต่อไปในทิศทางไหน

 

ภาพ: Anadolu / Getty Images

อ้างอิง:

The post 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน YouTube แชมป์ช่องทางการรับชมคอนเทนต์ผ่านทีวีอันดับ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix เปิดไลน์อัพซีรีส์และหนังไทย 8 เรื่อง ปี 2024 นำโดย Ready, Set, Love, The Believers และ Doctor Climax https://thestandard.co/netflix-thai-films-and-series-2024/ Sat, 03 Feb 2024 02:44:18 +0000 https://thestandard.co/?p=895517

Netflix ถือเป็นค่ายบริการสตรีมมิงที่อัดแน่นไปด้วยภาพยนต […]

The post Netflix เปิดไลน์อัพซีรีส์และหนังไทย 8 เรื่อง ปี 2024 นำโดย Ready, Set, Love, The Believers และ Doctor Climax appeared first on THE STANDARD.

]]>

Netflix ถือเป็นค่ายบริการสตรีมมิงที่อัดแน่นไปด้วยภาพยนตร์และซีรีส์คุณภาพมากมาย โดยในปี 2024 พวกเขายังคงเดินหน้าผลิตคอนเทนต์ไทยเพื่อให้ทุกคนได้ชมกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งล่าสุด Netflix เปิดตัวไลน์อัพภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องใหม่ที่มีกำหนดการฉายในปี 2024 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะแบ่งออกเป็นซีรีส์ 7 เรื่อง และภาพยนตร์ 1 เรื่อง 

 

 

เริ่มต้นที่ซีรีส์ Ready, Set, Love เกมชนคนโสด ของผู้กำกับ ยรรยง คุรุอังกูร ที่ว่าด้วยเรื่องราวของจักรวาลคู่ขนานที่เกิดโรคประหลาดแพร่ระบาดไปทั่วโลก จนส่งผลให้ทารกที่เกิดมาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และเมื่อประชากรชายมีจำนวนน้อยลง พวกเขาจึงกลายเป็น ‘สมบัติของชาติ’ ทำให้เหล่าหญิงสาวต้องเข้าร่วมการแข่งขันรายการ Ready, Set, Love ที่รัฐบาลสนับสนุนเพื่อพิชิตความรักสุดเพอร์เฟกต์ ซึ่งโชคชะตาก็เปิดทางให้ เดย์ หญิงสาวธรรมดาได้มาร่วมแข่งขันอย่างไม่ทันตั้งตัว และได้พบกับ ซัน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างก็หมายปอง ก่อนที่ทั้งสองจะได้ล่วงรู้ความลับบางอย่างที่จะทำให้ความรักและโลกของพวกเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

โดยในส่วนของนักแสดงได้ บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ, เบลล์-เขมิศรา พลเดช, ลิลลี่-ณิชภาลักษณ์ ทองคำ และ แมน-ธฤษณุ สรนันท์ มาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวในครั้งนี้

 

Ready, Set, Love เกมชนคนโสด มีกำหนดการฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้

 

 

ต่อมาที่ซีรีส์ The Believers สาธุ ของผู้กำกับ วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ ที่ว่าด้วยเรื่องราวสุดยียวนของเพื่อนสนิท 3 คนที่ต้องหาทางใช้หนี้ก้อนโต หลังจากที่สตาร์ทอัพของพวกเขาล้มไม่เป็นท่า และในจังหวะนั้นเองทั้ง 3 คนก็บังเอิญค้นพบโอกาสทางธุรกิจที่น่าเหลือเชื่อ นั่นก็คือการอาศัยช่องทางหาเงินจากความศรัทธาในศาสนาของผู้คน

 

The Believers สาธุ ถือเป็นโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจับตามองของ Netflix ในปีนี้ เพราะนอกจากจะเล่นกับความรู้ทางธุรกิจแล้ว ยังมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างความเชื่อและศาสนาสอดแทรกอยู่ในงานด้วย ซึ่งก็น่าสนใจว่านักแสดงอย่าง เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ, พีช-พชร จิราธิวัฒน์ และ แอลลี่-อชิรญา นิติพน จะนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาออกมาอย่างไร

 

The Believers สาธุ มีกำหนดการฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มีนาคมนี้

 

 

ตามด้วยซีรีส์ Doctor Climax ปุจฉาพาเสียว ของผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี และ ไพรัช คุ้มวัน ที่ว่าด้วยเรื่องราวของนายแพทย์ผิวหนังและกามโรคที่อยู่ในกรอบศีลธรรมปลายยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรื่องเซ็กซ์ยังคงเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้เปิดกว้างทางสังคม แต่แล้วชีวิตของเขาก็จับพลัดจับผลูกลายเป็นคอลัมนิสต์ที่ต้องคอยตอบปัญหาด้านเซ็กซ์โดยใช้นามแฝงว่า ‘ดอกเตอร์ไคลแมกซ์’

 

นอกจากชื่อชั้นของผู้กำกับทั้ง 2 คนแล้ว ซีรีส์ยังได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล, ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, ต๊อบ-ชัยวัฒน์ ทองแสง และ แพรว-เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค มาร่วมงานด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความน่าติดตามขึ้นว่า ปลายทางของหมอที่กลายมาเป็นคอลัมนิสต์ด้วยการปกปิดตัวตนจะลงเอยอย่างไร ในวันที่เซ็กซ์ยังคงเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิง

 

Doctor Climax ปุจฉาพาเสียว มีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้

 

 

มาถึงอีกหนึ่งไลน์อัพที่น่าสนใจและเต็มด้วยรายชื่อผู้กำกับยาวเหยียด สำหรับ Terror Tuesday: Extreme อังคารคลุมโปง: เอ็กซ์ตรีม ซึ่งเป็นซีรีส์ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง ATIME กับ BrandThink Cinema พร้อมกับใช้ผู้กำกับมากถึง 8 คน ประกอบไปด้วย ปริญญ์ กีรติรัตนลักษณ์, อภิโชค จันทรเสน, พฤกษ์ เอมะรุจิ, ชยันต์ เล้ายอดตระกูล, สุรพงษ์ เพลินแสง, มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ และ เอลิซ่า เปียง 

 

โดยซีรีส์เป็นการรวบรวมเรื่องราวสุดหลอนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าสุดฮิตในรายการวิทยุ ‘อังคารคลุมโปง’ ​มาทำ แต่ไฮไลต์สำคัญก็คือ การกลับมาทำหนังที่เกี่ยวกับเรื่องราวผีสางอีกครั้งของมะเดี่ยว ซึ่งเชื่อได้เลยว่า หากใครก็ตามที่กำลังคิดถึงกลิ่นอายในผลงานยุคแรกเริ่มของเขา ซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าจะทำให้หายคิดถึงได้ไม่น้อย

 

ส่วนนักแสดงได้ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต, พิกเล็ท-ชาราฎา อิมราพร, จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร, สไมล์-ภาลฎา ฐิตะวชิระ, เอิร์น-ภัทรวดี บุญมีทรัพย์, เฌอปราง อารีย์กุล, มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์, เข็ม-รุจิรา ช่วยเกื้อ, น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์, แพรว-นฤภรกมล ฉายแสง, ปูน มิตรภักดี, แคร์-ปาณิสรา ริกุลสุรกาน, แอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์, แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช, พ้อยท์-ชลวิทย์ มีทองคำ, บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์, ซิดนีย์-สุพิชชา สังขจินดา, มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และ นินา-ญารินดา บุนนาค มาพาผู้ชมไปติดตามเรื่องราวสุดหลอนภายในเรื่อง

 

Terror Tuesday: Extreme อังคารคลุมโปง: เอ็กซ์ตรีม ยังไม่ได้วางกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ

 

 

ย้ายจากความขนหัวลุกมาต่อที่ซีรีส์คมเฉือนคมอย่าง Master of the House สืบสันดาน ของผู้กำกับ ศิวโรจณ์ คงสกุล ที่จะพาเราไปดูเรื่องราวของเจ้าพ่อธุรกิจเพชรที่ตายอย่างปริศนา และทำให้เหล่าทายาทผู้เหี้ยมโหดกับสาวใช้ที่พ่อของพวกเขาเพิ่งแต่งงานต้องมาห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงกองมรดก โดยมีนักแสดงนำอย่าง ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร, ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์, ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ, ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล, นุสบา ปุณณกันต์ และ คลาวเดีย จักรพันธุ์ ณ อยุธยา มาขับเคี่ยวสงครามในครอบครัวให้ดูเข้มข้นขึ้น

 

Master of the House สืบสันดาน ยังไม่ได้วางกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ

 

 

ไม่เพียงแค่นั้น เรื่องราวของครอบครัวยังมีต่อกับซีรีส์ Don’t Come Home อย่ากลับบ้าน (ซีรีส์) ของผู้กำกับ วุฒิดนัย อินทรเกษตร ที่ได้นักแสดงมากประสบการณ์อย่าง นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี, แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา, ซินดี้-สิรินยา บิชอพ และนักแสดงหน้าใหม่ พลอยปภัส ฝนแก้วศิวพร มาพาทุกคนดำดิ่งสู่เรื่องลึกลับ เมื่อสองแม่ลูกที่หนีไปอาศัยอยู่ในบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างโดนหลอกหลอนด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ จนทำให้ลูกสาวของเธอหายตัวไป

 

Don’t Come Home อย่ากลับบ้าน ยังไม่ได้วางกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ

 

 

ถัดมาที่ไลน์อัพไซไฟน่าติดตามอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Tomorrow and I (ซีรีส์) ของ ปวีณ ภูริจิตปัญญา ซึ่งเป็นซีรีส์จบในตอนที่ได้นักแสดงที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง เรย์ แมคโดนัลด์, เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ, เผือก-พงศธร จงวิลาส, บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก, วี-วิโอเลต วอเทียร์, แตงกวา-ชนันทิชา ชัยภา และ วณิชน์ญา พรพนาฤทธิชัย มาสำรวจจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีล้ำยุคกับวัฒนธรรมไทย รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมอันตึงเครียดเหนือจินตนาการ กับประเด็นถกเถียงทางศีลธรรมที่ก่อตัวขึ้นจากความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

Tomorrow and I ยังไม่ได้วางกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ

 

 

ปิดท้ายด้วยภาพยนตร์เพียงหนึ่งเดียวของผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ อย่าง Bangkok Breaking: Heaven and Hell Bangkok Breaking: ฝ่านรกเมืองเทวดา ที่ในคราวนี้เขาพา ศุกลวัฒน์ คณารศ, สัญญา คุณากร, อาทิตยา ตรีบุดารักษ์ มาแปลงร่างกลายเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน แต่จับพลัดจับผลูไปอยู่ในแผนการลักพาตัวลูกสาวของผู้มีอิทธิพล ทำให้เขาต้องพยายามช่วยเหลือเธอจากเงื้อมมือของศัตรูที่กำลังตามไล่ล่า 

 

Bangkok Breaking: Heaven and Hell Bangkok Breaking: ฝ่านรกเมืองเทวดา ยังไม่ได้วางกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ

 

 

แม้ในปัจจุบันซีรีส์และภาพยนตร์ที่ประกาศเปิดตัวบางเรื่องจะไม่ได้วางกำหนดการฉายที่ชัดเจนเอาไว้ แต่ก็ทำให้เห็นว่า Netflix ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอย่างมากในปีนี้ เพราะแต่ละเรื่องต่างก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของคอนเทนต์ไทยที่จะตามมาในอนาคต ที่สำคัญยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้กำกับทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ได้มีโอกาสพาผลงานตัวเองไปยืนอยู่บนเวทีโลกอีกด้วย 

 

ภาพ: Netflix

The post Netflix เปิดไลน์อัพซีรีส์และหนังไทย 8 เรื่อง ปี 2024 นำโดย Ready, Set, Love, The Believers และ Doctor Climax appeared first on THE STANDARD.

]]>
WeTV เปิดกลยุทธ์ปี 2024 ปั้น CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) เป็นอีกรายการเรือธงบุกเอเชีย ตอบโจทย์ความต้องการคอนเทนต์แนวไอดอลเซอร์ไววัล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/wetv-2024-strategy-chuang-asia/ Fri, 19 Jan 2024 10:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=888304

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดวิดีโอสตรีมมิง WeTV […]

The post WeTV เปิดกลยุทธ์ปี 2024 ปั้น CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) เป็นอีกรายการเรือธงบุกเอเชีย ตอบโจทย์ความต้องการคอนเทนต์แนวไอดอลเซอร์ไววัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดวิดีโอสตรีมมิง WeTV ตัดสินใจปั้น CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) ให้เป็นหนึ่งในคอนเทนต์เรือธงของปีนี้ หลังเห็นความต้องการคอนเทนต์แนวไอดอลเซอร์ไววัลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทั่วเอเชีย

 

โดยรายการ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) จะเริ่มออกอากาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เป็นรายการไอดอลรูปแบบใหม่ ตั้งแต่คอนเซปต์ที่เน้นความหลากหลาย (Diversity) ไปถึงโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ นั่นคือ Joint Production ผ่านการร่วมลงทุนกับบริษัทความบันเทิงชั้นนำต่างๆ ในเอเชีย เช่น Have Fun Media, RYCE Entertainment, one31, GMMTV, และ 4Venture ในเครือ 411 Entertainment

 

THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์ เจฟฟ์ ฮาน รองประธาน Tencent Video เกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมวิดีโอสตรีมมิงในปีนี้ พร้อมเจาะกลยุทธ์ WeTV ในการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในไทยและเอเชีย ผ่านการเดินหมากครั้งสำคัญคือการเปิดตัว CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย)

 

 

วิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตอุตสาหกรรมวิดีโอสตรีมมิง

 

เจฟฟ์ ฮาน รองประธาน Tencent Video มองว่า อุตสาหกรรมวิดีโอสตรีมมิงหรือ Over-the-Top (OTT) ทั่วโลกยังมีศักยภาพที่จะเติบโตอีกสูงมาก เห็นได้จากจำนวนผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการแข่งขันในตลาดนี้ที่เข้มข้นอย่างยิ่ง

 

โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ซึ่ง เจฟฟ์ ฮาน ก็มองว่ายังมีศักยภาพที่จะขยายตัวอีกมาก เนื่องจาก Tencent Video และ WeTV ยังเห็นความต้องการคอนเทนต์ต่างๆ จากผู้ใช้ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

 

การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของ Grand View Research บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดระดับโลก ซึ่งคาดว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิง (Video Streaming) ทั่วโลกจะขยายตัวแตะระดับ 4.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

 

“ตลาด OTT มีการแข่งขันสูงมากทั่วโลก แต่กลยุทธ์ของเราคือการแข่งกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการมีคลังคอนเทนต์ขนาดใหญ่ (Rich Library) และการเปิดตัวคอนเทนต์จากจีน ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากให้ต่อเนื่อง รวมไปถึงเติมเต็มความต้องการของผู้ชมในแต่ละประเทศ ด้วยการจัดหาคอนเทนต์ท้องถิ่น (Local Content) พร้อมทั้งจัดกิจกรรมแฟนมีตติ้ง” เจฟฟ์ ฮานกล่าว

 

“เพื่อรักษาความต้องการเหล่านี้จากผู้ชมชาวไทย เราตั้งมั่นว่าจะส่งมอบคอนเทนต์ที่มีคุณภาพต่อไปในตลาดประเทศไทย เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ชาวไทย”

 

 

เปิดเทรนด์ดีมานด์ผู้ใช้งานในประเทศไทย

 

WeTV ประเทศไทยเปิดเผยว่า เห็นกระแสความนิยมของคอนเทนต์จีนและศิลปินจีนกำลังได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen X, Y และ Z เพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีส่วนทำให้ WeTV มีจำนวนผู้ใช้งาน MAU (Monthly-Active User) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% และมีการเติบโตของรายได้จากการให้บริการสมาชิกแบบ Subscription เพิ่มขึ้น 40% 

 

โดย WeTV ประเทศไทยมีรายได้จากการสมัครสมาชิกแบบ Subscription เติบโตขึ้นถึง 62% มียอดการดาวน์โหลด 45 ล้านครั้ง ส่งผลให้ WeTV เป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานแบบรับชมโฆษณา (Advertising Video on Demand – AVOD) และผู้นำอันดับ 2 ในส่วนผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscription Video on Demand – SVOD)

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยนิยมรับชมคอนเทนต์ของ WeTV ผ่านอุปกรณ์ Home Entertainment มากขึ้น โดยมีสัดส่วนเติบโตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

 

CHUANG ASIA รวมความแตกต่าง เชื่อมโยงคนทุกกลุ่ม กลยุทธ์รุกเอเชีย

 

WeTV ประเทศไทยยังเปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2024 จะมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยง Ecosystem ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งาน เพื่อเชื่อมบริการจากโลกออนไลน์สู่โลกออฟไลน์แบบครบวงจร และสร้างคอมมูนิตี้ให้แข็งแกร่ง และกลยุทธ์ด้านออริจินัลคอนเทนต์ หรือ WeTV ORIGINAL ที่จะเน้นการนำเสนอออริจินัลคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายส่งตรงจาก Tencent Video โดยมีรายการไอดอลเซอร์ไววัล CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) เป็นคอนเทนต์เรือธงในการทำตลาด

 

โดย เจฟฟ์ ฮาน รองประธาน Tencent Video กล่าวว่า หลังจาก Tencent Video ประเทศจีน ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำรายการ CHUANG (ช่วง) มาแล้ว 4 ซีซัน และได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วเอเชียอย่างมาก ทั้งไทย, เวียดนาม, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย และอินเดีย

 

Tencent Video จึงมีความต้องการขยายความสำเร็จไปยังตลาดอื่น โดยเลือก ‘ไทย’ เป็นประเทศแรกนอกจีนในการทำเมกะโปรเจกต์นี้

 

“เรานึกถึง ‘ไทย’ เนื่องจากเป็นประเทศที่โอบรับความหลากหลาย และเปิดใจให้กับวงเกิร์ลกรุ๊ป ซึ่งยังถือว่ามีน้อยในตลาด” เจฟฟ์ ฮานกล่าว

 

 

โดยรองประธาน Tencent Video กล่าวอีกว่า ลักษณะพิเศษของรายการ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) ที่แตกต่างไปจากรายการอื่นๆ ก่อนหน้านี้ คือ ‘ความหลากหลาย’ (Diversity) และการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน (Inclusive)

 

“ในเวทีนี้เราจะเปิดกว้าง ต้อนรับผู้เข้าร่วมทุกคน และจะให้เวทีพวกเธอได้แสดงตัวตนของตัวเอง และเปล่งประกายตามสโลแกนของรายการในซีซันนี้คือ It’s Our Time”

 

CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) รายการใหม่ที่มาพร้อมโมเดลธุรกิจแบบ Joint Production

 

จากกระแสความนิยมของรายการ รายการ CHUANG (ช่วง) ผลิตโดย Tencent Video ประเทศจีน ส่งให้รายการ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ Have Fun Media, RYCE Entertainment, one31, GMMTV, และ 4Venture ในเครือ 411 Entertainment ที่เข้าร่วมเสริมความแข็งแกร่งในด้านการผลิตรายการ และการพัฒนาศักยภาพศิลปินที่ได้เดบิวต์ภายใต้มาตรฐานระดับโลก 

 

“อาจเรียกได้ว่า CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) เป็นรายการแรกที่เราลองทำงานกับพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ในแง่ของการลงทุน หรือการโฆษณาเท่านั้น แต่เรายังร่วมกันผลิตรายการด้วย ตัวอย่างเช่น RYCE Entertainment นำโดย แจ็คสัน หวัง และ แดริล เค ก็มารับหน้าที่ดูแลการเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มแรกจากรายการ” เจฟฟ์ ฮาน กล่าว

 

 

เป้าหมายปี 2024 และความคาดหวังต่อ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย)

 

รองประธาน Tencent Video เราหวังว่า CHUANG ASIA จะสร้างอิทธิพลทั่วเอเชีย และอาจนำไปสู่การทำซีซันที่ 2 และ 3 และต่อๆ ไปได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในตลาดอื่นๆ ด้วย

 

“เราค่อนข้างมั่นใจว่าในปี 2024 ทั้งแง่ของรายได้และผลการดำเนิน (Performance) ของเราจะดีขึ้นมากกว่าปีนี้อย่างมาก เนื่องจากเรามีรายการและซีรีส์อีก ‘มากมาย’ ที่เตรียมจะออกมาในปีนี้ รวมไปถึง CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย)” เจฟฟ์ ฮาน กล่าว

 

ทั้งนี้ รายการ CHAUNG ASIA (ช่วง เอเชีย) จะเริ่มออกอากาศวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2024 รับชมพร้อมกันทั่วโลกได้ทางแอปพลิเคชัน WeTV และช่อง one31 รวมทั้งยังเตรียมออกอากาศทางช่องโทรทัศน์อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย และอีกจุดขายที่สำคัญ แฟนๆ สามารถมีส่วนร่วมด้วยการโหวตบนแพลตฟอร์ม WeTV ได้ที่ https://bit.ly/CHUANGAsia2024 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของรายการได้ที่โซเชียลมีเดีย WeTV Thailand และ CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) ทุกช่องทาง 

The post WeTV เปิดกลยุทธ์ปี 2024 ปั้น CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย) เป็นอีกรายการเรือธงบุกเอเชีย ตอบโจทย์ความต้องการคอนเทนต์แนวไอดอลเซอร์ไววัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
iQIYI ประกาศแผนกลยุทธ์ 2024 เตรียมส่งซีรีส์ ภาพยนตร์ วาไรตี้ และรายการเซอร์ไววัลดัง Youth With You https://thestandard.co/iqiyi-announces-2024-strategic-plan/ Tue, 12 Dec 2023 07:38:01 +0000 https://thestandard.co/?p=875944 iQIYI

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยกับงานเปิดตัวไลน์อัพคอนเทนต์ […]

The post iQIYI ประกาศแผนกลยุทธ์ 2024 เตรียมส่งซีรีส์ ภาพยนตร์ วาไรตี้ และรายการเซอร์ไววัลดัง Youth With You appeared first on THE STANDARD.

]]>
iQIYI

เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อยกับงานเปิดตัวไลน์อัพคอนเทนต์สำหรับปี 2024 ของ iQIYI (อ้ายฉีอี้) แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ชั้นนำ กับงาน ‘International iJOY conference: 2024 Grand Reveal’ ที่งาน Asia TV Forum ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ และรายการวาไรตี้กว่า 280 เรื่อง รวมไปถึงการประกาศ iQIYI Original และซีรีส์ที่ได้รับสิทธิ์ฉายจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 35 เรื่อง

 

 

โดย iQIYI เตรียมส่ง iQIYI Original ของไต้หวันกว่า 30 เรื่อง โดยเปิดประเดิมด้วยซีรีส์ที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างรอคอยอย่าง Not a Murder Story ที่พร้อมให้รับชมในเดือนมกราคมปี 2024 ซึ่งในฝั่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ iQIYI เตรียมส่งการสร้างภาคต่อของซีรีส์มาเลเซียกระแสแรงเรื่อง Rampas Cintaku ที่ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลาม

 

 

ด้านประเทศไทย iQIYI เตรียมส่ง iQIYI Original ภาษาไทย โดยซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่อำนวยการสร้างโดย iQIYI คือ MY STAND-IN ตัวนาย ตัวแทน ที่เตรียมรับชมพร้อมกันทั่วโลกในฤดูใบไม้ผลิปี 2024 และการประกาศความร่วมมือกับทาง Star Hunter Entertainment ผู้ผลิตซีรีส์ชั้นนำของไทยในการส่งซีรีส์เรื่อง เฟื่องนคร (City of Stars) และซีรีส์เรื่อง เพียงชลาลัย (Sunset x Vibes) ที่แฟนๆ สามารถรับชมพร้อมกันบน iQIYI ในปี 2024 เช่นกัน

 

 

นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ใหญ่ด้วยการเตรียมส่งรายการเซอร์ไววัลค้นหาไอดอลชื่อดังจากประเทศจีนอย่าง Youth With You ที่จะกลับมาในเวอร์ชันนานาชาติ พร้อมให้ชมพร้อมกันทั่วโลกทาง iQIYI ในปี 2024

 

สมาชิก iQIYI ประเทศไทย สามารถรับชมเนื้อหาทั้งหมดจาก iQIYI ได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ มากมายที่รองรับ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.iq.com

The post iQIYI ประกาศแผนกลยุทธ์ 2024 เตรียมส่งซีรีส์ ภาพยนตร์ วาไรตี้ และรายการเซอร์ไววัลดัง Youth With You appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? https://thestandard.co/video-streaming-service-thai-content-creating/ Thu, 19 Oct 2023 03:36:30 +0000 https://thestandard.co/?p=856314 วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรียกได้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของหลายสิ่ […]

The post คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเรียกได้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะวงการสื่อ ที่เราได้เห็นสื่อแบบดั้งเดิมเริ่มล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่สื่อทรงอิทธิพลอย่างโทรทัศน์ที่เริ่มมีข่าวลดต้นทุนการผลิตลง และดูเหมือนบริการสตรีมมิงจะกลายเป็นของสามัญประจำบ้านเข้ามาแทนที่ จนเกิดปรากฏการณ์สร้างคอนเทนต์ไทยในแทบทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น

 

ในปี 2565 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน มีจำนวนผู้ชมวิดีโอสตรีมมิง หรือ Over-The-Top (OTT) มากกว่า 200 ล้านคน เฉลี่ยในการเข้าชมประมาณ 48.6 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน และผู้ชมทั้งหมดมีการชมคอนเทนต์ประมาณ 97 พันล้านชั่วโมงต่อเดือน โดยคาดการณ์กันว่าปี 2566 อุตสาหกรรม OTT จะมีมูลค่าประมาณ 3.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14% เลยทีเดียว แน่นอนว่านี่คือตลาดที่หอมหวาน ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันสูงเช่นกัน จึงทำให้ OTT หลายเจ้าหันมาผลิต Original Content ของตัวเองเพื่อกำหนดทิศทางคอนเทนต์แบบที่หาดูที่อื่นไม่ได้แน่นอน

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

HUNGER คนหิว เกมกระหาย

ภาพ: Netflix

 

ข้อดีอย่างแรกของการทำ Original Content คือการได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ขยายไปสู่กิจกรรมทางการตลาดและการหารายได้ในทางอื่นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Disney ที่พัฒนาคอนเทนต์ของตัวเองไปสู่ของที่ระลึกและธีมพาร์ก สร้างรายได้มหาศาล สิ่งนี้คือสิ่งที่ Netflix เคยฝันถึง และเพิ่งประสบความสำเร็จจาก Squid Game (2021) ที่ตอนนี้แตกไลน์ไปเป็น Squid Game The Challenge รายการเรียลิตี้โชว์ เงินรางวัลสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 165 ล้านบาท และกำลังจะสตรีมมิงในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ รวมทั้งกำลังจะเปิดร้านค้าปลีกภายใต้ชื่อ ‘Netflix House’ ที่ขายอาหาร เสื้อผ้า ไปจนถึงลองฝ่าด่านใน Squid Game ที่สหรัฐอเมริกาในปี 2025 ก่อนขยายไปทั่วโลก

 

อย่างต่อมาคือการสร้าง Original Content ท้องถิ่น คือการเข้าสู่ตลาดระดับแมสได้มากยิ่งขึ้น และยังมีโอกาสขยายไปสู่สมาชิกในประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย ตัวอย่างความสำเร็จของคอนเทนต์ไทยในระดับโลกที่เห็นชัดๆ ก็คือซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ทาง Netflix ที่ติดอันดับผู้ชมมากที่สุดในหลายประเทศ แม้จะเคยเป๋ๆ ไปกับซีรีส์เรื่อง เคว้ง แต่ในที่สุดโปรเจกต์ ‘ทีไทย ทีมันส์’ ของ Netflix ที่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้วก็เล็งเข้าเป้าอยู่หลายเรื่อง อย่างเช่นซีรีส์ DELETE ที่ขึ้นอันดับสูงสุดที่อันดับ 6 บนชาร์ต Netflix Top 10 ในหมวดรายการทีวีภาษาต่างประเทศ และติด Netflix Top 10 ในอีก 29 ประเทศทั่วโลก, HUNGER คนหิว เกมกระหาย ติดอันดับ 1 จาก 53 ประเทศทั่วโลกในหมวดหมู่ภาพยนตร์ Netflix บนเว็บไซต์ FlixPatrol เป็นต้น

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย 

CHUANG ASIA

ภาพ: WeTV

 

ขณะที่ WeTV ผลิตคอนเทนต์ไทยมาแล้ว 15 เรื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ออริจินัลซีรีส์เรื่อง เมียหลวง ได้รับความนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยการครองอันดับ 1 ในหลายพื้นที่ ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยซีรีส์ ค่อยๆ รัก Step By Step และกำลังจะมีโปรเจกต์ปิดท้ายปลายปีกับ เด็กฝึกหน้าใส เติมหัวใจนายหญิง (Intern In My Heart) ว่าด้วยเรื่องราวรักต่างวัยของดีไซเนอร์สาวใหญ่ (คริส หอวัง) กับเด็กฝึกงานสุดหล่อ (บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ) ออกอากาศพร้อมกันกับประเทศจีน ส่วนในปีหน้าก็กำลังจะมีรายการ CHUANG ASIA รายการไอดอลเซอร์ไวเวอร์ชื่อดังจาก Tencent Video ที่ได้ แจ็คสัน หวัง มารับหน้าที่ Lead Mentor ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

 

ทางด้านของ Viu ก็เจาะกลุ่มตลาดระดับแมสมานานแล้วด้วยซีรีส์พากย์เสียงท้องถิ่นทั้งภาษาอีสานและภาษาเหนือ โดยในปีนี้เปิดไลน์อัพซีรีส์ออริจินัลไทยอย่าง Love Me Again อีกครั้ง ฉันรักเธอ, Return Man ยอดรัก นักทวงคืน, Get Rich เปิด | โรงเรียน | ปล้น และที่กำลังจะตามมาคือ SHADOW เงา / ล่า / ตาย รวมทั้ง Close Friend โคตรแฟน 3 Soju Bomb! ที่ใช้นักแสดงรุ่นใหม่ในสังกัดของ Viu จากโปรเจกต์ Viu Talent มาร่วมแสดง และที่น่าตื่นเต้นคือการประกาศรีเมกซีรีส์ Reborn Rich ในเวอร์ชันไทย

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

My Undercover Chef มือปราบกระทะรั่ว

ภาพ: Prime Video

 

ขณะที่ HBO GO เปิดตัว MarkKim + Chef รายการที่ติดตาม หมาก-ปริญ สุภารัตน์ และ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส คู่รักซูเปอร์สตาร์ ไปเรียนรู้การทำอาหารกับเหล่าเซเลบริตี้เชฟชื่อดังของไทยจำนวน 10 ตอนไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเพิ่งเปิดตัวซีรีส์เรียลิตี้ Deane’s Dynasty ของ ลิเดีย และ แมทธิว ดีน กับเรื่องราวดราม่าและชีวิตครอบครัวของพวกเขา

 

ทางด้าน Prime Video ก็สร้างความฮือฮาด้วยการปล่อยภาพแรกของ Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า การร่วมงานกันระหว่าง ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี และ เบลล่า-ราณี แคมเปน พร้อมกับเปิดโปรเจกต์ ‘แกะกล่องไทยบันเทิง’ สตรีมคอนเทนต์ไทย 13 รายการ ตลอด 13 สัปดาห์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ ละคร และคอนเสิร์ต โดยเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Kitty the Killer ไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

วิดีโอสตรีมมิงคอนเทนต์ไทย

The Office Games ร้อยเล่มเกมส์ออฟฟิศ

ภาพ: Prime Video

 

ที่น่าสนใจคือในจำนวนนี้มีผลงานของ BEC Studio บริษัทโปรดักชันในเครือช่อง 3 ที่หันมาผลิตผลงานแบบ Exclusive ป้อนให้กับแพลตฟอร์ม คือละครเรื่อง The Office Games ร้อยเล่มเกมส์ออฟฟิศ สะท้อนชีวิตมนุษย์ออฟฟิศที่พยายามดิ้นรนไปสู่ความสำเร็จ นำแสดงโดย มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และ นนกุล-ชานน สันตินธรกุล และละคร My Undercover Chef มือปราบกระทะรั่ว เรื่องราวของมือปราบหัวร้อนที่ถูกพักงาน จึงแฝงตัวเป็นเด็กเสิร์ฟเพื่อจับนักค้ายาเสพติดแต่จับพลัดจับผลูต้องพัฒนาชุมชนเป็นย่าน Street Food นำแสดงโดย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และ เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ นับเป็นการเดินเกมตามแผนธุรกิจใหม่ตามที่ประกาศว่าจะหารายได้ทางอื่นนอกเหนือจากสถานีโทรทัศน์อีกด้วย

 

ว่ากันตามจริง เรื่องโปรดักชันด้านบันเทิงของไทยถือว่าดีในภูมิภาคเอเชีย อาจจะมีปัญหาเรื่องบทและการตอบรับของคนดูในท้องถิ่นอยู่บ้าง เพราะหากอยากได้งานยอดนิยมระดับแมสก็อาจจะลดความซับซ้อนของบทลง แต่เมื่อการเข้ามาแข่งขันเรื่องคอนเทนต์ไทยของแพลตฟอร์มต่างๆ สิ่งที่น่าจะได้เห็นต่อไปในอนาคตคือผลงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ก็น่าจะสร้างมิติใหม่ให้วงการบันเทิงไทยได้ไม่น้อยทีเดียว ติดอยู่เรื่องเดียวคือทุกคนมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมง…แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูหมดกันล่ะเนี่ย

 

อ้างอิง:

The post คอนเทนต์ไทยฮอต! เพราะอะไรบริการวิดีโอสตรีมมิงจึงหันมาสร้างคอนเทนต์ไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีรีส์วายยังฮิตไม่หยุด! ‘WeTV’ เร่งผลิตป้อนตลาด 6-8 เรื่อง พร้อมดึง ‘จ้าวลู่ซือ’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สู้ศึกตลาดสตรีมมิงแข่งเดือด https://thestandard.co/wetv-accelerates-production-y-series/ Wed, 27 Sep 2023 12:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=847181 WeTV Zhao Lusi

คอนเทนต์ซีรีส์วายยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ ‘WeTV’ ปลุกป […]

The post ซีรีส์วายยังฮิตไม่หยุด! ‘WeTV’ เร่งผลิตป้อนตลาด 6-8 เรื่อง พร้อมดึง ‘จ้าวลู่ซือ’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สู้ศึกตลาดสตรีมมิงแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
WeTV Zhao Lusi

คอนเทนต์ซีรีส์วายยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ ‘WeTV’ ปลุกปั้นคอนเทนต์ไทย โฟกัสไปที่ซีรีส์วาย และรายการวาไรตี้โชว์ที่ดึงลิขสิทธิ์ CHUANG ASIA รายการคัดเลือกไอดอลหน้าใหม่จากจีนมาทำเป็นเวอร์ชันไทย พร้อมเปิดตัว ‘จ้าวลู่ซือ’ เมกะสตาร์ดาวรุ่งจากจีนขึ้นเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ มั่นใจอนาคตจะก้าวสู่ Top of Mind ในตลาดสตรีมมิงที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด 

 

“ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ‘WeTV’ ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์จีนและศิลปินจีนที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen X, Y และ Z จนทำให้ WeTV มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น แต่จากนี้ WeTV ประเทศไทยจะเน้นผลิตคอนเทนต์ไทยมากขึ้น เริ่มตั้งแต่คอนเทนต์กลุ่มซีรีส์วาย เตรียมผลิตประมาณ 6-8 เรื่อง เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับฐานคนดู” กนกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ตามด้วยรายการไอดอลเซอร์ไววัล CHUANG ASIA ซึ่งเป็นรายการคัดเลือกไอดอลหน้าใหม่ที่ได้รับความนิยมจากจีนมาทำเป็นเวอร์ชันไทย โดยมี แจ็คสัน หวัง เข้ามารับบทบาท Lead Mentor และได้ค่าย RYCE Entertainment มารับหน้าที่ดูแลการเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มแรกจากรายการ ซึ่งมีประมาณ 10 ตอน เตรียมออกอากาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2567

 

รวมถึงการเฟ้นหาศิลปินและนักแสดงมาร่วมโปรเจกต์ของ WeTV โดยจะร่วมมือกับ เฮดไลเนอร์ ไทยแลนด์ ธุรกิจบริหารจัดการและพัฒนานักแสดงและศิลปิน เพื่อต่อยอดกับธุรกิจคอนเทนต์ในอนาคต 

 

และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในปีนี้ WeTV ยังได้แต่งตั้ง ‘จ้าวลู่ซือ’ เมกะสตาร์ดาวรุ่งจากจีนที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลกขึ้นเป็นโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งจะมาช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ WeTV ไปยังฐานผู้ชมที่กว้างขึ้น พร้อมกับเปิดตัวฟีเจอร์ Bubble ให้แฟนคลับแชตพูดคุยกับศิลปินและดาราที่ชื่นชอบ โดยคาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการในปีหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ให้แฟนคลับ

 

เรียกได้ว่าตลาดวิดีโอสตรีมมิง หรือ Over-the-Top (OTT) ยังมีความท้าทายอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ชั่วโมงการดูของคนดูยังเท่าเดิม ดังนั้นจึงต้องปรับกลยุทธ์พัฒนาคอนเทนต์เฉพาะเซกเมนต์เข้าตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย 

 

ทั้งนี้ภาพรวมการดำเนินงานของเทนเซ็นต์ วิดีโอยังถือว่ามีการเติบโตสอดคล้องกับ WeTV ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย WeTV มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 20% และมีรายได้จากการเติบโตของสมาชิกแบบ Subscription เพิ่มขึ้น 40% ส่วนยอดการดาวน์โหลด 45 ล้านครั้ง จำนวนผู้ใช้งาน MAU 13.5 ล้านคน ทำให้เราเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานแบบรับชมโฆษณา และผู้นำอันดับสองในส่วนผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก

 

“อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ เรามั่นใจว่าจะทำให้จำนวนผู้ชมคอนเทนต์ของ WeTV เติบโตขึ้น 2.5 เท่าภายในปี 2567” กนกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำ

The post ซีรีส์วายยังฮิตไม่หยุด! ‘WeTV’ เร่งผลิตป้อนตลาด 6-8 เรื่อง พร้อมดึง ‘จ้าวลู่ซือ’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สู้ศึกตลาดสตรีมมิงแข่งเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์ตกที่นั่งลำบาก! ไม่สามารถทำกำไรจากช่องทางสตรีมมิงได้มากพอ หลังนักแสดงฮอลลีวูด-นักเขียน กดดันเรื่องค่าจ้างไม่หยุด https://thestandard.co/film-industry-streaming-profits/ Tue, 19 Sep 2023 06:11:39 +0000 https://thestandard.co/?p=843361

โอกาสรอดของอุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์จากนี้จะเป็นอย่างไร? ห […]

The post อุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์ตกที่นั่งลำบาก! ไม่สามารถทำกำไรจากช่องทางสตรีมมิงได้มากพอ หลังนักแสดงฮอลลีวูด-นักเขียน กดดันเรื่องค่าจ้างไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

โอกาสรอดของอุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์จากนี้จะเป็นอย่างไร? หากนับเป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้วที่นักแสดงฮอลลีวูดและนักเขียนรวมตัวประท้วงต่อรองเรื่องค่าจ้างกับค่ายสตรีมมิงยักษ์ แต่ปัญหาคือธุรกิจยังไม่สามารถทำกำไรจากช่องทางสตรีมมิงได้มากพอ

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสื่อในสหรัฐอเมริกามีความท้าทายและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่ Netflix กระโดดเข้ามาในตลาดปี 2013 และค่อยๆ ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้ให้บริการ Online Streaming รายใหญ่ของโลก เรียกได้ว่าการเกิดขึ้นของ Netflix เข้ามาดิสรัปต์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และทีวี

 

หลังโควิดคลี่คลาย พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนเริ่มใช้เวลาบนแพลตฟอร์มออนไลน์น้อยลง ประกอบกับตลาดสตรีมมิงเริ่มมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามา จนทำให้ยอดผู้ใช้งานของ Netflix ลดลงถึง 2 แสนรายในปีที่ผ่านมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่ Netflix ก็ยังไม่หยุดที่จะปรับตัวด้วยการสร้างเนื้อหาทั้งภาพยนตร์และรายการเข้าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย พร้อมขึ้นราคาสมาชิกและห้ามแบ่งปันรหัสผ่านกัน จนทำให้สมาชิกลดลงอีกครั้ง แต่บริษัทก็ต้องทำเพื่อให้สอดรับกับต้นทุนการผลิตรายการและภาพยนตร์ใหม่ที่พยายามทำออกมาเพื่อดึงดูดสมาชิกใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

โรเบิร์ต ไอเกอร์ ซีอีโอของ Disney พยายามปรับโครงสร้างองค์กรและลดงบค่าใช้จ่าย หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตเนื้อหาเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยพยายามใช้สูตรความสำเร็จของ Marvel Cinematic Universe (MCU) มาพัฒนารายการซูเปอร์ฮีโร่เข้ามาฉายในแพลตฟอร์ม Disney+ ประมาณ 6-10 ตอน แต่ละตอนมีงบอยู่ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์

 

โดยรูปแบบของการให้สมัครสมาชิกพิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกต่างถึงที่มาของรายได้โดยตรงถ้าเทียบกับการรับชมสื่อทางทีวีแบบดั้งเดิมที่มีรายได้หลักจากการโฆษณา แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ที่บริษัทสื่อพึ่งมากันมานานคือเรื่องของการผลิตเนื้อหาป้อนไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์หรือสตรีมมิง ซึ่งสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดี

 

ถึงกระนั้นนักแสดงและนักเขียนต่างเห็นตรงกันว่า การผลิตสู่รูปแบบสตรีมมิงทำให้ซีรีส์แต่ละเรื่องมีระยะเวลาสั้นลง แต่ช่วงเวลาแต่ละเรื่องกลับนานขึ้น ตลอดจนการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการถ่ายทำ ส่งผลให้นักแสดงมีงานน้อยลง และทำให้ค่าจ้างลดลงตามไปด้วย

 

ทำให้เห็นว่าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา การรวมตัวประท้วงของนักแสดงส่งผลให้รายการทีวี ซีรีส์ และภาพยนตร์เกือบทุกเรื่องในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่ปิดกล้องต้องหยุดชะงัก รวมถึงภาพยนตร์บางเรื่องก็ต้องเลื่อนฉายออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 

ในขณะที่สตูดิโอหลายแห่งก็ขาดความโปร่งใสในแง่ของกฎเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลผู้ชมแบบสตรีมมิง ทำให้การเจรจาสัญญาล่าสุดระหว่างสตูดิโอกับนักเขียนและนักแสดงมีการเจรจากันไม่ลงตัว

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หลายๆ ค่ายกำลังดึงรูปแบบธุรกิจเดิมที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตมาใช้เพื่อหวังทำให้การสตรีมมิงมีกำไร เช่น หันมาให้ความสำคัญกับโฆษณา การออกใบอนุญาตเนื้อหาไปยังแพลตฟอร์มอื่น ตามด้วยการปราบปรามการแบ่งปันรหัสผ่านและหน้าต่างไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ นั้นต้องจับตาดูในระยะยาว

 

อ้างอิง:

The post อุตสาหกรรมสื่อภาพยนตร์ตกที่นั่งลำบาก! ไม่สามารถทำกำไรจากช่องทางสตรีมมิงได้มากพอ หลังนักแสดงฮอลลีวูด-นักเขียน กดดันเรื่องค่าจ้างไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคความสำเร็จขึ้นอยู่กับเรตติ้งหรือยอดขาย ผู้เปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือ ‘ข้อมูล’ ที่อยู่เบื้องหลังความดังเป็นพลุแตกของซีรีส์ Netflix https://thestandard.co/data-is-behind-the-popularity-of-netflix/ Wed, 23 Aug 2023 05:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=832809 Netflix

แม้ว่า Netflix มักจะนำเสนอตัวเองว่า เป็นผู้บุกเบิกโลกแห […]

The post หมดยุคความสำเร็จขึ้นอยู่กับเรตติ้งหรือยอดขาย ผู้เปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือ ‘ข้อมูล’ ที่อยู่เบื้องหลังความดังเป็นพลุแตกของซีรีส์ Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix

แม้ว่า Netflix มักจะนำเสนอตัวเองว่า เป็นผู้บุกเบิกโลกแห่งความบันเทิง แต่ความสามารถด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำให้พวกเขาแตกต่างอย่างแท้จริง การผสมผสานความบันเทิงและเทคโนโลยีอย่างลงตัว ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการสร้างและการเผยแพร่เนื้อหา

 

Netflix เป็นนักสืบที่ดี โดยจะคอยดูสิ่งที่คุณคลิก สิ่งที่คุณข้าม และระยะเวลาที่คุณดูบางสิ่ง และมันไม่ได้ทำเพื่อคุณเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ใช้หลายล้านคนด้วย ข้อมูลทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนทองคำ ช่วยให้ Netflix ตัดสินใจว่าจะสร้างรายการใหม่และรายการเก่ารายการใดที่จะนำกลับมาได้

 

การแนะนำรายการใหม่ เช่น The Queen’s Gambit, Squid Game หรือแม้แต่ภาคต่อของแฟรนไชส์ที่มีอยู่ อาทิ Stranger Things ล้วนเป็นกระบวนการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนี้เสมอ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จุดนี้เองจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อมูลกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของวงการฮอลลีวูดไปแล้ว เพราะหมดยุคแล้วที่ความสำเร็จของรายการต้องขึ้นอยู่กับเรตติ้งทีวีหรือยอดขายภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันผู้เปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือข้อมูล Netflix ซึ่งมีการเข้าถึงทั่วโลกและมีข้อมูลผู้ใช้มากมาย

 

ข้อมูลเชิงลึกอันมหาศาลนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงคำแนะนำเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Netflix วัดมูลค่าของรายการได้ และยังช่วยให้พวกเขาได้เปรียบในการเจรจาสัญญา พวกเขาไม่เพียงแค่รู้ว่ารายการนั้นได้รับความนิยมหรือไม่ แต่พวกเขารู้ว่าทำไม เมื่อใด และเพื่อใคร

 

แม้ว่า Netflix จะเป็นผู้บุกเบิกการนำเสนอเนื้อหาใหม่ แต่พวกเขาก็ยังค่อนข้างเลือกเกี่ยวกับการต่ออายุรายการด้วย ซีรีส์ Netflix หลายเรื่องมีซีซันน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรายการทีวีทั่วไป 

 

เบื้องหลังของเรื่องนี้มาจากข้อมูลของพวกเขาชี้ให้เห็นว่า เสน่ห์ของซีรีส์เรื่องใหม่อาจน่าดึงดูดมากกว่าการลากเรื่องที่มีอยู่แล้ว ด้วยการรักษาเนื้อหาให้สดใหม่และมีชีวิตชีวา ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ดูจะติดใจและกลับมาดูอีกเสมอ ดังนั้นแทนที่จะทำ 10 ซีซัน Netflix จึงจะทำสูงสุดแค่ 3 ซีซันเท่านั้น

 

เบลา บาจาเรีย หัวหน้าฝ่ายเนื้อหาของ Netflix เน้นย้ำถึงความรู้สึกของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจด้านเนื้อหา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธอิทธิพลของข้อมูลในการกำหนดตัวเลือกเหล่านี้ได้

 

ความสามารถของ Netflix ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับความบันเทิงได้อย่างลงตัว ทำให้พวกเขาได้เปรียบในตลาดสตรีมมิงที่มีการแข่งขันสูง แม้ว่าคู่แข่งอย่าง Disney จะลงทุนมหาศาลในเนื้อหา แต่แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของ Netflix ช่วยให้พวกเขามีกลยุทธ์การลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

 

แม้ว่างบประมาณเนื้อหาของ Netflix จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 6 แสนล้านบาท แต่ Netflix ก็ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากเงินที่จ่ายไป

 

เหล่านี้ทำให้ Netflix ก็เหมือนกับเด็กฉลาดในชั้นเรียนที่มักจะนำหน้าอยู่เสมอ พวกเขาได้รวมความบันเทิงเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย การศึกษาสิ่งที่ผู้ดูชอบ ซึ่งหากบริการสตรีมมิงอื่นๆ ต้องการตามทัน พวกเขาจะต้องเจาะลึกข้อมูลเช่นเดียวกับที่ Netflix ทำ

 

ภาพ: Harun Ozalp / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post หมดยุคความสำเร็จขึ้นอยู่กับเรตติ้งหรือยอดขาย ผู้เปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือ ‘ข้อมูล’ ที่อยู่เบื้องหลังความดังเป็นพลุแตกของซีรีส์ Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาที่สามารถจ่ายได้สบายกระเป๋าเป็นแค่คำโฆษณาแล้ว เพราะตอนนี้ ‘บริการสตรีมมิง’ พาเหรดขึ้นราคาเพื่อโกยเงินหยุดการขาดทุน https://thestandard.co/streaming-tv-costs/ Tue, 15 Aug 2023 06:05:49 +0000 https://thestandard.co/?p=829319 บริการสตรีมมิง

บริการสตรีมมิงกลายเป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับหลายๆ คนในการ […]

The post ราคาที่สามารถจ่ายได้สบายกระเป๋าเป็นแค่คำโฆษณาแล้ว เพราะตอนนี้ ‘บริการสตรีมมิง’ พาเหรดขึ้นราคาเพื่อโกยเงินหยุดการขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริการสตรีมมิง

บริการสตรีมมิงกลายเป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับหลายๆ คนในการชมรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ ซึ่งหลายล้านคนบอกลาการสมัครรับข้อมูลเคเบิลทีวีมาใช้ ‘สตรีมมิง’ จากคำโฆษณาที่ว่า เนื้อหามีคุณภาพสูง ความยืดหยุ่น และเหนือสิ่งอื่นใดคือราคาที่สามารถจ่ายได้

 

แม้จะมีความเฟื่องฟูและผลประโยชน์ในช่วงแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อว่าต้นทุนที่ต่ำมากที่บริการสตรีมเสนอนั้นไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป โดยพื้นฐานแล้วแพลตฟอร์มเหล่านี้เรียกเก็บเงินจากลูกค้าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

และวันหนึ่ง ‘ช่องโหว่’ ดังกล่าวจะกลับมาทำร้ายลูกค้าเอง ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดสักเท่าไร โดยเมื่อย้อนกลับไป 1 ปีที่แล้ว หากต้องการสมัครใช้บริการสตรีมมิงชั้นนำต่างๆ จะต้องเสียเงินประมาณ 73 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว แพ็กเกจเคเบิลแบบเดิมมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย หรืออยู่ที่ 83 ดอลลาร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลล่าสุดกลับพบว่า ค่าใช้จ่ายรวมสำหรับบริการสตรีมมิงเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็น 87 ดอลลาร์ต่อเดือนแล้ว

 

ตามการวิเคราะห์ของ Financial Times การเพิ่มขึ้นนี้มาจากการขึ้นราคาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Apple TV+ เพิ่มราคาขึ้นอย่างมากถึง 40% โดยเปลี่ยนจากราคา 4.99 ดอลลาร์ เป็น 6.99 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

 

Disney+ ตามหลังมาไม่ไกล ด้วยราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 75% ภายใน 1 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 13.99 ดอลลาร์ ขณะที่ Hulu ก็กระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้เช่นกัน เวอร์ชันไม่มีโฆษณาตอนนี้มีราคาเพิ่มขึ้น 20% โดยมีราคาอยู่ที่ 17.99 ดอลลาร์

 

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix และ Disney ยังได้ริเริ่มนโยบายที่เข้มงวดในการต่อต้านการแชร์รหัสผ่านโดยทั่วไป ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนทางอ้อมให้กับหลายครัวเรือน

 

อาจมีคนสงสัยว่าทำไมจู่ๆ แพลตฟอร์มเหล่านี้จึงเรียกเก็บเงินเพิ่ม คำตอบนั้นซับซ้อน เพื่อดึงดูดผู้ชมให้ออกจากเคเบิลและเข้าสู่แพลตฟอร์มของพวกเขา บริการสตรีมมิงใช้เงินเป็นจำนวนมาก พวกเขาผลิตรายการและภาพยนตร์สุดพิเศษซึ่งไม่ได้ราคาถูก

 

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้ไม่สูงอย่างที่คิด แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำเงินได้ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์จำนวนเงินมหาศาลที่พวกเขาใช้ไป ผลลัพธ์คือพวกเขาต้องเรียกเก็บเงินจากผู้ชมมากขึ้นเพื่อชดเชย

 

ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันทางการเงินอื่นๆ บริษัทเหล่านี้หลายแห่งเห็นมูลค่าหุ้นลดลง ทำให้ต้องทบทวนกลยุทธ์และราคาใหม่

 

แม้ว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิงหลายแห่งจะเสนอเวอร์ชันที่มีโฆษณาในราคาที่ถูกกว่า แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าผู้ชมจำนวนมากสนใจบริการเหล่านี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่มีโฆษณาคั่นตั้งแต่แรก ขณะเดียวกัน การประท้วงหยุดงานของนักเขียนฮอลลีวูดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เนื้อหาใหม่ขาดแคลน แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้งในการรักษาสมาชิกของตน

 

อ้างอิง:

The post ราคาที่สามารถจ่ายได้สบายกระเป๋าเป็นแค่คำโฆษณาแล้ว เพราะตอนนี้ ‘บริการสตรีมมิง’ พาเหรดขึ้นราคาเพื่อโกยเงินหยุดการขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ติดตามลดลงอย่างต่อเนื่อง! Disney+ Hotstar เผยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เสียผู้ติดตามไปอีกกว่า 12.5 ล้านราย จ่อขึ้นราคาหวังฟื้นกำไร https://thestandard.co/disney-hotstar-lost-12-5-million-subscribers/ Fri, 11 Aug 2023 03:13:00 +0000 https://thestandard.co/?p=828165 Disney+ Hotstar

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 สิงหาคม) Disney ประกาศว่าในช่วง […]

The post ผู้ติดตามลดลงอย่างต่อเนื่อง! Disney+ Hotstar เผยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เสียผู้ติดตามไปอีกกว่า 12.5 ล้านราย จ่อขึ้นราคาหวังฟื้นกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Disney+ Hotstar

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 สิงหาคม) Disney ประกาศว่าในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2023 Disney+ Hotstar แพลตฟอร์มสตรีมมิงวิดีโอ เสียลูกค้าบนแพลตฟอร์มไปเพิ่มอีกกว่า 12.5 ล้านราย หลังผู้ติดตามลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการการสร้างเนื้อหาที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้ติดตามในอินเดียได้

 

โดยในไตรมาส 2 (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน) ของปีนี้ Disney+ Hotstar มีจำนวนลูกค้าอยู่ที่ 40.4 ล้านราย เทียบกับช่วงเดือนตุลาคมของปี 2022 ที่ผ่านมาที่ 61.4 ล้านราย นับเป็นการลดลงของผู้ติดตามอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ไตรมาสติด

 

บ็อบ ไอเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Disney ได้กล่าวว่า ณ ตอนนี้กำลังมองหาโอกาสในหลายๆ ตลาดทั่วโลก เพื่อทำให้หน่วยธุรกิจนี้สามารถพลิกทำกำไรได้

 

ซึ่งไอเกอร์มองว่าบริษัทอาจต้องลดการลงทุนในเนื้อหาสำหรับรายประเทศในบางประเทศ โดยที่ยังคงให้บริการอยู่เช่นเดิม แต่จะรุกเข้าไปในตลาดที่มีโอกาสสูงในบางประเทศที่ยังไม่เคยไปให้บริการเลย พร้อมกับการลงทุนในเนื้อหาสำหรับประเทศนั้นๆ และการตลาดเพิ่มเติม

 

เนื่องจากไอเกอร์เชื่อว่าในแต่ละตลาดไม่ได้มีโอกาสเท่ากันเสมอไป เพื่อให้บริษัทสามารถทำกำไรได้ เขาจะต้องจัดเรียงความสำคัญในแต่ละตลาดให้ดี

 

ในช่วงก่อนหน้านี้ Hotstar ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของการควบรวมด้วย Disney จากการที่มีผู้ติดตามกว่า 10 ล้านราย ที่มีรายการฮิตอย่างรายการแข่งคริกเก็ตและ IPL Tournament

 

แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึงหลัง Viacom18 บริษัทของ มูเกช อัมบานี มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ได้ร่วมประมูลจนได้สิทธิ์ร่วมในรายการ IPL Tournament ที่ Disney เคยมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

 

ทางด้านสำนักข่าว CNBC รายงานว่า Disney เตรียมขึ้นราคาบริการสตรีมมิงของบริษัทเกือบทั้งหมดเพื่อเร่งทำกำไรให้ธุรกิจ โดย Disney+ แบบไร้โฆษณาจะมีค่าบริการอยู่ที่ 13.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 491 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 27% เริ่มตั้งแต่ 12 ตุลาคมเป็นต้นไป ส่วน Disney+ ที่มีโฆษณามีค่าบริการอยู่ที่ 7.99 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Disney จะขยายบริการที่มีโฆษณาไปยังบางตลาดในทวีปยุโรปและในแคนาดา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

 

นอกจากนี้ Disney ยังขึ้นราคาสตรีมมิง Hulu แบบไร้โฆษณาเป็น 17.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากราคาเดิม 20% ส่วนบริการ Hulu ที่มีโฆษณา ค่าบริการอยู่ที่ 7.99 ดอลลาร์ต่อเดือนเหมือน Disney+

 

ขณะที่สตรีมมิงรายอื่นอย่าง Netflix มีแผนคิดค่าบริการพื้นฐานแบบไร้โฆษณาที่ 15.49 ดอลลาร์ต่อเดือน และสตรีมมิง Max ของค่าย Warner Bros. Discovery มีค่าบริการไร้โฆษณาอยู่ที่ 15.99 ดอลลาร์ต่อเดือน

 

การปรับขึ้นราคาสตรีมมิงของ Disney ทั้งสองแพลตฟอร์มที่เกือบมีราคาสูงเทียบเท่าสตรีมมิงรายอื่น บ่งชี้ว่า Disney เชื่อว่าเนื้อหาของสตรีมมิงบริษัทสามารถแข่งขันกับสตรีมมิงรายอื่นได้

 

อ้างอิง:

The post ผู้ติดตามลดลงอย่างต่อเนื่อง! Disney+ Hotstar เผยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เสียผู้ติดตามไปอีกกว่า 12.5 ล้านราย จ่อขึ้นราคาหวังฟื้นกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
การครองโลกของ Netflix: คำอวยพรและคำสาปสำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างประเทศ ที่แม้แต่ ‘เกาหลีใต้’ ก็ไม่รอดพ้น! https://thestandard.co/netflix-world-domination/ Thu, 20 Jul 2023 03:08:00 +0000 https://thestandard.co/?p=819622 Netflix เกาหลี

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ได้ร […]

The post การครองโลกของ Netflix: คำอวยพรและคำสาปสำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างประเทศ ที่แม้แต่ ‘เกาหลีใต้’ ก็ไม่รอดพ้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix เกาหลี

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก แต่ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้แปลเป็นผลประกอบการทางการเงินที่เป็นบวกสำหรับบริษัทโปรดักชันในเกาหลีใต้หลายแห่ง

 

หนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นที่สุดคือ Studio Dragon Corp. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งราคาหุ้นของบริษัทตกต่ำลงประมาณ 25% ในปีนี้ สถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นแม้ในขณะที่ Studio Dragon ผลิต The Glory ซึ่งเป็นชื่อเรื่องยอดนิยมบน Netflix

 

หัวใจของปัญหานี้ถูกคนในอุตสาหกรรมมองว่ามาจากอิทธิพลอย่างท่วมท้นของ Netflix ในฐานะช่องทางหลักในการเผยแพร่เนื้อหาบันเทิงของเกาหลีใต้ไปยังผู้ชมทั่วโลก

 

ในแดนกิมจิ Netflix มีผู้ชมเป็น 2 เท่าของผู้ชมทีวี โดยเป็นบริการสตรีมมิงที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 ในประเทศ และเป็นผู้เล่นระดับโลกเพียงรายเดียวที่มีสถานะสำคัญในตลาด

 

ความโดดเด่นนี้ทำให้ Netflix มีอำนาจเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่เลือก และที่น่ากังวลกว่านั้นคือทำให้สามารถกำหนดเงื่อนไขการผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อหาได้ ทำให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นมีอำนาจต่อรองเพียงเล็กน้อย

 

ข้อกังวลดังกล่าวได้ขยายไปไกลกว่าแดนโสม หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ผลิตรายการทีวีทั่วโลกแสดงความกังวลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Netflix และ Amazon อาจทำลายเครือข่ายทีวีท้องถิ่นด้วยการเจาะทุกตลาดหลักและครอบงำผู้เล่นในท้องถิ่น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดีย

 

สถิติสนับสนุนความกลัวเหล่านี้ โดยขณะนี้ Netflix คิดเป็น 33% ของสมาชิกวิดีโอสตรีมมิงในเกาหลีใต้ 42% ของจำนวนผู้ชมวิดีโอระดับพรีเมียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีสัดส่วนของลูกค้าจำนวนมากในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสวีเดน

 

ในความพยายามที่จะปกป้องอุตสาหกรรมโทรทัศน์และภาพยนตร์ในท้องถิ่นของตนจากภัยคุกคามที่รับรู้นี้ หลายประเทศได้แนะนำนโยบายที่กำหนดให้บริการสตรีมมิงทั้งหมดต้องลงทุนส่วนหนึ่งไปกับรายการท้องถิ่น

 

กฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดมาจากฝรั่งเศส ซึ่งกำหนดให้บริการสตรีมมิงต้องลงทุนใหม่อย่างน้อย 20% ของรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศในเนื้อหาท้องถิ่น นอกจากนี้ ฝรั่งเศสกำหนดกรอบเวลา 15 เดือนก่อนที่จะสามารถสตรีมการแสดงละครใดๆ บนแพลตฟอร์มได้

 

ข้อบังคับเหล่านี้บังคับให้ Netflix และบริการสตรีมอื่นๆ เพิ่มการผลิตเนื้อหาต้นฉบับในท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว ในแง่หนึ่งสิ่งนี้นำไปสู่การเปิดรับเนื้อหาที่ผลิตในท้องถิ่นทั่วโลก ในทางกลับกัน มันทำให้เกิดคำถามว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่นในระยะยาวหรือไม่

 

เกาหลีใต้ซึ่งมีกฎระเบียบมานานหลายทศวรรษเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของตนจากการแข่งขันจากต่างประเทศ ได้เสนอข้อเตือนใจในเรื่องนี้ เพราะแม้จะมีมาตรการเหล่านี้ แต่ Netflix ก็สามารถเจาะตลาดเกาหลีใต้ได้

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Netflix ไม่ต้องการลงทุนในเนื้อหาท้องถิ่น แต่การลงทุนที่มากนำมาซึ่งความท้าทายด้วย โดยข้อกังวลคือการเข้าถึงทั่วโลกและเงินในกระเป๋าที่หนัก ทำให้สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้มากกว่าบริษัทท้องถิ่น

 

แม้ในขณะที่ความกังวลเหล่านี้เพิ่มขึ้น Netflix ยืนยันว่าไม่มีการผูกขาดเหนือตลาด มีการชี้ให้เห็นว่ามีสัดส่วนเพียง 7% หรือ 8% ของการดูทีวีในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีส่วนแบ่งที่คล้ายคลึงกันในตลาดหลักอื่นๆ Netflix ยังระบุว่า The Walt Disney Co., Amazon, YouTube, TikTok และวิดีโอเกมเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การพยายามปกป้องอุตสาหกรรมบันเทิงในท้องถิ่นด้วยมาตรการกำกับดูแลอาจส่งผลเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ Michael Geist ศาสตราจารย์ชาวแคนาดาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ เตือนว่าบริการสตรีมมิงซึ่งลงทุนหลายพันล้านรายการในท้องถิ่นไปแล้ว อาจถอนตัวออกจากตลาดที่ทำกำไรได้น้อย หากต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อนักลงทุนกดดันให้เพิ่มอัตรากำไร

 

การถอนตัวของสื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Disney และ Warner Bros. Discovery Inc. จากตลาดต่างประเทศ เนื่องจากการตัดงบประมาณอาจทำให้สถานการณ์นี้รุนแรงขึ้นอีก สิ่งนี้สามารถผลักดันผู้สร้างภาพยนตร์ให้เข้าสู่อ้อมแขนที่อบอุ่นของ Netflix และ Amazon กำลังเพิ่มการลงทุนในการผลิตในท้องถิ่น 

 

ตัวอย่างเช่น Netflix เพิ่งประกาศว่าจะลงทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์ในเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความกังขา เนื่องจากหุ้นในบริษัทของเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ก็ตกลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ต่อมา

 

กลายเป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้สร้างเนื้อหาที่ต้องสร้างสมดุลที่รับประกันความยั่งยืนและการเติบโตของอุตสาหกรรมในท้องถิ่นเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงเรื่องนี้

 

ภาพ: Simon Shin/SOPA Images/LightRocket via Getty Images

อ้างอิง: 

The post การครองโลกของ Netflix: คำอวยพรและคำสาปสำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างประเทศ ที่แม้แต่ ‘เกาหลีใต้’ ก็ไม่รอดพ้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ใช้งาน Netflix กลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากปรับนโยบายให้แชร์บัญชีใช้งานเฉพาะคนในครอบครัว https://thestandard.co/netflix-users-are-growing-again/ Sat, 10 Jun 2023 07:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=801618 Netflix

การตัดสินใจปรับนโยบายเรื่องการแบ่งปันบัญชีผู้ใช้งานระหว […]

The post ผู้ใช้งาน Netflix กลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากปรับนโยบายให้แชร์บัญชีใช้งานเฉพาะคนในครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix

การตัดสินใจปรับนโยบายเรื่องการแบ่งปันบัญชีผู้ใช้งานระหว่างกันเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันของ Netflix ในสหรัฐฯ ดูเหมือนจะให้ผลลัพธ์ในทิศทางเชิงบวกกับบริษัท และน่าจะเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ให้บริการสตรีมมิงต้องการ เพราะล่าสุดตัวเลขผู้สมัครใช้บริการของ Netflix กำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

 

จากข้อมูลของ Antenna ผู้ให้บริการด้านข้อมูลระบุว่า นับตั้งแต่ที่บริษัทแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในเรื่องนโยบายใหม่เกี่ยวกับการแบ่งปันรหัสผ่าน ปรากฏว่า Netflix มีช่วงเวลาถึง 4 วันที่ผู้สมัครใช้งานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก และมี 2 วันที่จำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นเกือบ 1 แสนรายต่อวัน

 

“บัญชีใช้งาน Netflix ของคุณสามารถใช้งานได้โดยคุณและผู้ที่อาศัยอยู่กับคุณ คนที่อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน” เป็นข้อความที่ Netflix ส่งอีเมลแจ้งไปยังผู้ใช้บริการแต่ละราย

 

จากนโยบายใหม่นี้ ผู้ใช้งานที่แบ่งปันบัญชีกับคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันมี 2 ทางเลือก ทางเลือกแรกคือการให้คนที่ใช้บัญชีร่วมกันอยู่แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันสมัครใช้บริการใหม่และจ่ายค่าบริการด้วยตัวเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือผู้ใช้งานจ่ายค่าบริการพิเศษอีก 7.99 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้งาน 1 รายที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน

 

นับตั้งแต่ที่อีเมลดังกล่าวถูกส่งออกไปนั้น มีผู้สมัครใช้บริการของ Netflix เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 73,000 ราย เพิ่มขึ้น 102% จากค่าเฉลี่ยในช่วง 60 วันก่อนหน้านั้น และเป็นตัวเลขการสมัครที่สูงกว่าช่วงเริ่มต้นการระบาดของโควิดอีกด้วย

 

เมื่อปี 2022 การเติบโตผู้ใช้งานของ Netflix หยุดชะงักไป ไม่ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทำให้ Netflix ต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของรายได้ ซึ่งนอกจากเรื่องการปรับนโยบายการเป็นสมาชิกแล้ว ยังรวมถึงการเสนอแพ็กเกจที่ถูกลงแต่มาพร้อมกับโฆษณาระหว่างรับชม

 

ราคาหุ้นของ Netflix ถูกกระทบอย่างหนัก หลังจากที่บริษัทรายงานว่าตัวเลขผู้ใช้งานเมื่อปีก่อนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี แต่ล่าสุดราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้ง และทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ หลังจากเพิ่มขึ้น 40% ในปีนี้

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Netflix ระบุว่า มีผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านบัญชีทั่วโลกที่แบ่งปันรหัสผ่านกัน คิดเป็นสัดส่วนราว 43% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนส่งผลกระทบต่อการลงทุนในการผลิตเนื้อหาใหม่ๆ

 

อ้างอิง:

The post ผู้ใช้งาน Netflix กลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังจากปรับนโยบายให้แชร์บัญชีใช้งานเฉพาะคนในครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดสิ้นสุดความรักคือการแบ่งปันรหัสผ่าน เมื่อใครไม่ใช่ครอบครัวต้องจ่ายเพิ่ม นี่เป็นประโยชน์หรือหายนะของ Netflix กันแน่? https://thestandard.co/have-to-pay-extra-is-this-a-boon-or-a-disaster/ Sun, 28 May 2023 08:31:50 +0000 https://thestandard.co/?p=796218 Netflix

Netflix บริการสตรีมมิงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการให้ […]

The post จุดสิ้นสุดความรักคือการแบ่งปันรหัสผ่าน เมื่อใครไม่ใช่ครอบครัวต้องจ่ายเพิ่ม นี่เป็นประโยชน์หรือหายนะของ Netflix กันแน่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix

Netflix บริการสตรีมมิงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการให้บริการภาพยนตร์ รายการทีวี และสารคดีมากมายแก่สมาชิกหลายล้านรายทั่วโลก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการแบ่งปันรหัสผ่าน ซึ่งได้จุดประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ลูกค้าจำนวนมาก

 

สาระสำคัญของนโยบายระบุว่าใครก็ตามที่ต้องการแบ่งปันบัญชีของตนกับผู้อื่นนอกที่อยู่อาศัยหลักของพวกเขา จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 7.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าหากมีคนให้รหัสผ่าน Netflix แก่เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในสถานที่อื่น และบุคคลนี้ต้องการใช้บัญชีเป็นประจำ พวกเขาจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

 

นโยบายใหม่นี้ได้ก่อให้เกิดความผิดหวังและความรำคาญอย่างมากในหมู่สมาชิก Netflix จำนวนมาก ซึ่งได้แสดงความไม่พอใจผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ บางคนถึงกับขู่ว่าจะยุติการสมัครสมาชิก Netflix เพื่อเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ เช่น Disney+ และ Max ซึ่งปัจจุบันมีท่าทีที่ผ่อนปรนมากขึ้นในการแชร์บัญชี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Netflix จะคาดการณ์ถึงผลกระทบต่อนโยบายใหม่ โดยก่อนการประกาศ สตรีมมิงยักษ์ใหญ่ได้ทดสอบกลยุทธ์นี้ในตลาดขนาดเล็กและล่าสุดในแคนาดา ในขณะที่คาดว่าการสูญเสียสมาชิกบางส่วนจะเป็นปฏิกิริยาเริ่มต้นของการใช้กฎใหม่ แต่บริษัทเชื่อว่าเนื้อหาคุณภาพสูงและเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดหาให้จะดึงลูกค้ากลับมา

 

ที่น่าสนใจคือผลสำรวจที่จัดทำโดย Wedbush Securities ซึ่งเปิดเผยว่าลูกค้าของ Netflix บางรายไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบายใหม่นี้ ประมาณ 40% ของผู้ตอบแบบสำรวจอ้างว่าพวกเขาจะไม่ทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับแผนการสมัครสมาชิกที่มีอยู่

 

ในขณะเดียวกัน 30% ระบุว่าพวกเขาจะเข้าร่วมหรือสร้างแผนครอบครัวหรือกลุ่ม ส่วนที่เหลืออีก 15% ระบุว่าจะยกเลิกหรือออกจาก Netflix ด้าน Alicia Reese นักวิเคราะห์ของ Wedbush ตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนที่ดังที่สุดดูเหมือนจะมาจากผู้ใช้ที่เคยยืมบัญชีและตอนนี้รู้สึกรำคาญที่ต้องจ่ายค่าบริการ

 

ด้านสมาชิก Netflix บางคนสนับสนุนนโยบายใหม่นี้ ลูกค้าเหล่านี้เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้ Netflix สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติม ซึ่งอาจนำกลับไปลงทุนในการสร้างรายการหรือภาพยนตร์ใหม่ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพโดยรวมของบริการสตรีมมิง

 

นอกจากนี้ยังมีความหวังว่ารายได้พิเศษจะช่วยป้องกันไม่ให้ค่าสมัครรายเดือนเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้ Netflix ประมาณการว่าจะมีผู้ใช้ประมาณ 100 ล้านคนทั่วโลกเข้าถึงเนื้อหาผ่านบัญชีที่ยืมหรือใช้ร่วมกัน

 

เมื่อมองไปข้างหน้า นโยบายใหม่ของ Netflix คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่แบ่งเวลาระหว่างสถานที่ต่างๆ เช่น ผู้ที่มีบ้านพักตากอากาศหรือเดินทางบ่อยครั้งเนื่องจากการทำงาน นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อกลุ่มเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวที่ใช้บัญชีเดียวร่วมกัน ซึ่งสำหรับผู้ใช้เหล่านี้ โอกาสที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอาจดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล

 

สำหรับผู้ใช้บางราย ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าถูกหักหลังโดยสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ Courtney Levin ผู้ใช้งาน Netflix มาอย่างยาวนาน แสดงความเห็นถึงความรู้สึกนี้ โดยระบุว่าบริษัทกำลังทำลายข้อตกลงที่สมาชิกสามารถแบ่งปันบัญชีของพวกเขากับครอบครัวที่ใกล้ชิดได้อย่างอิสระ

 

แม้ว่าข้อจำกัดใหม่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ศักยภาพของผลกระทบระยะยาวต่อฐานสมาชิกของ Netflix ยังคงต้องรอดูกันต่อไป แพลตฟอร์มสตรีมมิงอื่นๆ จะทำตามหรือไม่ หรือจะคว้าโอกาสนี้เพื่อดึงดูดลูกค้า Netflix ที่ไม่พอใจ?

 

แต่ในขณะนี้การนำกฎใหม่เหล่านี้ไปใช้ในทันทีของ Netflix ทำให้ฐานผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกผิดหวังและสับสน

 

อ้างอิง:

The post จุดสิ้นสุดความรักคือการแบ่งปันรหัสผ่าน เมื่อใครไม่ใช่ครอบครัวต้องจ่ายเพิ่ม นี่เป็นประโยชน์หรือหายนะของ Netflix กันแน่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตรีมมิงส่อแววอิ่มตัว! เป็นเหตุให้ ‘Netflix’ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2023 https://thestandard.co/netflix-to-cut-300m-in-2023/ Mon, 15 May 2023 11:41:00 +0000 https://thestandard.co/?p=790751

ว่ากันว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิงอย่าง Netflix ต้องฝ่ […]

The post สตรีมมิงส่อแววอิ่มตัว! เป็นเหตุให้ ‘Netflix’ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ว่ากันว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิงอย่าง Netflix ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอย่างหนัก กระทั่งล่าสุดถึงขั้นต้องวางแผนลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 300 ล้านดอลลาร์ (1 หมื่นล้านบาท) ให้ได้ภายในปี 2023

 

The Wall Street Journal รายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันสูง ประกอบกับตลาดที่เริ่มอิ่มตัวมากขึ้น ทำให้ Netflix พยายามลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น แต่ยังยืนยันว่าจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงานอีกแน่นอน เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนแปลงบทบาทการทำงาน รวมไปถึงพิจารณาอัตราค่าจ้างใหม่ให้กับบางตำแหน่ง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยในปี 2022 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ประกาศปลดพนักงาน 300 คนในเดือนมิถุนายน โดยคิดเป็น 4% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปรับลดค่าใช้จ่าย

 

จากนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์หาวิธีการสร้างรายได้ผ่านบริการใหม่ๆ เข้ามารองรับธุรกิจโฆษณา และที่สำคัญยังได้เลื่อนแผนปราบปรามการแบ่งปันรหัสผ่านในลาตินอเมริกาออกไปเป็นไตรมาส 2 เพื่อให้มีเวลาศึกษาแนวทางใหม่ให้กับสมาชิก

 

สำหรับปีนี้ Netflix ตั้งเป้าสร้างกระแสเงินสดให้ได้อย่างน้อย 3.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายก่อนหน้านี้อยู่ที่ 3 พันล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมสตรีมมิงได้ให้ความสำคัญกับการทำกำไรมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาได้โฟกัสสร้างการเติบโตของฐานสมาชิกเป็นหลัก 

 

อ้างอิง:

The post สตรีมมิงส่อแววอิ่มตัว! เป็นเหตุให้ ‘Netflix’ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>