USTR Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ustr/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Jun 2026 10:51:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไทยเตรียมออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดย ‘แรงงานบังคับ’ แก้เกมมาตรา 301 https://thestandard.co/thailand-forced-labor-imports-section-301/ Tue, 23 Jun 2026 10:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1221872 ภาพกราฟิกแสดงธงชาติไทยและสหรัฐฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการสกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ

ครม. เห็นชอบกำหนดเกณฑ์คุมสินค้านำเข้าเสี่ยงใช้แรงงานบัง […]

The post ไทยเตรียมออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดย ‘แรงงานบังคับ’ แก้เกมมาตรา 301 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงธงชาติไทยและสหรัฐฯ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการสกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ

ครม. เห็นชอบกำหนดเกณฑ์คุมสินค้านำเข้าเสี่ยงใช้แรงงานบังคับ หลังสหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 จ่อเก็บภาษีไทย 12.5% ด้านรมว.แรงงานชี้ ไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางการค้า แต่มองเป็นพันธกิจการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของแรงงานด้วย

 

วันนี้ (23 มิถุนายน ) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอใน ‘การกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ’ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนของประเทศไทย เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างแต้มต่อในเวทีการเจรจาทางการค้าระดับสากล

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ว่าการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึง ‘ประเทศไทย’ ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทย ขณะที่ประเทศที่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอยู่แล้ว แต่บังคับใช้ในระดับจำกัดเช่น สหภาพยุโรป และแคนาดา โดนภาษีเพียง 10%

 

ครม. มีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1.) รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ (2.) เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ’ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน

 

สำหรับคณะกรรมการชุดที่ครม.จัดตั้งขึ้นชุดดังกล่าวจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงเสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อ ครม.

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมายระดับสากล ดังนี้

 

(1) มาตรฐานสากลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน คือ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) มุ่งเน้นการตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ

 

(2) หลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) พิธีสาร ค.ศ. 2014 ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ 29 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ. 1957 (C105) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

 

หลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะส่งเรื่องให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อบังคับใช้ต่อไป

 

“ผมยืนยันว่าเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับหลักมนุษยธรรม เพื่อให้ระบบการค้าของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และที่สำคัญ ผมไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ทางการค้า แต่เป็นหนึ่งในพันธกิจการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของแรงงานทุกคน” จุลพันธ์กล่าว

 

ทั้งนี้ ตามไทม์ไลน์ของสหรัฐฯ ไทยยังสามารถขอปรับลดหรือยกเว้นภาษีนี้ได้ เนื่องจาก สหรัฐฯ กำหนดให้ประเทศต่างๆ ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายในวันที่ 22 มิถุนายน และยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนที่ USTR จะจัดฟังสรุปและกระบวนการไต่สวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนประกาศบังคับใช้มาตรการจริงต่อไป

The post ไทยเตรียมออกเกณฑ์สกัดสินค้านำเข้าที่ผลิตโดย ‘แรงงานบังคับ’ แก้เกมมาตรา 301 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ https://thestandard.co/us-tariffs-thailand-forced-labor/ Wed, 03 Jun 2026 12:18:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1214305 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ ไทยโดนด้วย 12.5%

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จ่อขึ้นภาษี […]

The post สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ ไทยโดนด้วย 12.5%

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จ่อขึ้นภาษี 60 เขตเศรษฐกิจ ไทยโดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ แต่ยังเปิดช่องให้ไทยยื่นอุทธรณ์ได้ ด้านดร.พิพัฒน์ KKP แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่ เพื่อให้ได้อัตราภาษีลดลงเหลือ 10% หลังกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงลักษณะนี้ไปแล้ว

 

 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ว่าการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึง ‘ประเทศไทย’ ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าในบัญชียกเว้น (Annex A)

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า “การที่คู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราละเลยที่จะจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบีบให้ต้องแข่งขันในระดับสากลบนสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”

 

พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะไม่ทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป แม้คู่ค้าบางรายได้เริ่มดำเนินการในขั้นต้นเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับแล้ว ซึ่งรวมถึงการดำเนินการผ่านข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) และข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน อย่างไรก็ตาม คู่ค้าของเราแต่ละรายจะต้องดำเนินการให้มากกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลกอย่างบิดเบือน”

 

เปิดรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจโดนภาษี ไทยโดน 12.5%

 

USTR ระบุถึงการแบ่งกลุ่มจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็น 2 อัตรา โดยระบบเศรษฐกิจที่มีมาตรการห้าม ‘บางส่วน’ หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้กฎหมายผ่านข้อตกลงทางการค้า จะถูกเสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 10% ขณะที่ระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่มีกลไกดังกล่าวจะถูกเสนอให้จัดเก็บในอัตรา 12.5%

 

โดยระบบเศรษฐกิจจำนวน 54 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส ฮ่องกง อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย มาเลเซีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อุรุกวัย เวเนซุเอลา และเวียดนาม

 

ขณะที่ ระบบเศรษฐกิจจำนวน 6 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน

 

ไทยทำอย่างไรต่อ? ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายใน 22 มิ.ย. ส่งเอกสารภายใน 6 ก.ค.

 

สำหรับกระบวนการขั้นต่อไป USTR จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชน โดยมีกำหนดให้ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายในวันที่ 22 มิถุนายน และยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนที่ USTR จะจัดฟังสรุปและกระบวนการไต่สวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนประกาศบังคับใช้มาตรการจริงต่อไป

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงเหลือเพียง 10% ภายใต้มาตรา 122 ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วันและจะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม ไทยกลับโดนสหรัฐฯ สอบสวนภายใต้ Section 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ กำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) และ แรงงานบังคับ (Forced Labor) นี้

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา (ทีมไทยแลนด์) เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษี และปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

KKP วิเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ไทยรอด แต่สินค้าเกษตร-อาหารแปรรูปยังน่าห่วง

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสงสัยว่า 60 ประเทศที่โดนนับเป็น 99% ของการนำเข้าสหรัฐ และในบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ 15 อันดับแรก อยู่ใน List นี้หมดเลย แค่โดน 10% หรือ 12.5% เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้าและก็อาจจะสงสัยได้ว่าสหรัฐฯ เอามาตรการนี้มาแทน reciprocal tariff หรือเปล่า

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ข่าวดีคือสินค้าส่งออกหลักของไทยอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดได้รับการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็น HDD คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจอแสดงผล รายการยกเว้นนี้สอดคล้องกับที่เคยกำหนดไว้ในมาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้า สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ ได้รับผลกระทบจริง คือสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น เช่น อาหารทะเลแปรรูป (ทูนา กุ้ง) ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่น้อย

 

แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่

 

ดร.พิพัฒน์ระบุต่อว่า ทางออกมีชัดเจน ประเทศที่ผูกพันตนในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี (ART) จะได้อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% โดยกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงนี้ไปแล้ว ส่วนไทยยังไม่ได้ดำเนินการ กำหนดส่งความเห็นลายลักษณ์อักษรคือ 6 กรกฎาคม และมีการพิจารณาสาธารณะวันที่ 7 กรกฎาคม

 

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าผลการสอบสวนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือการที่ทุกอย่างมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน Section 122 จะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคม การพิจารณาเรื่องแรงงานบังคับเสร็จสิ้นวันที่ 7 กรกฎาคม

 

และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินก็กำหนดออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน หากทั้งสองมาตรการ Section 301 บังคับใช้พร้อมกันในวันที่ Section 122 หมดอายุ ไทยอาจเผชิญกับภาษีใหม่หลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ สหรัฐฯ ยังมีการสอบสวน Section 301 อีกหลายเรื่องที่อยู่ในท่อ ครอบคลุมประเด็นดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ

 

แต่ที่สำคัญกว่าคือ สิ่งที่สหรัฐฯ น่าจะต้องการจริงๆ คือ กดดันให้แต่ละประเทศทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ART) ที่ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจีน ประเทศที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้เร็วไม่เพียงแต่จะได้ภาษีที่ต่ำลง แต่ยังได้ความแน่นอนและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงกว่า

 

สำหรับไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเจรจาลดภาษี แต่อยู่ที่ข้อตกลง ART อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขเปิดเสรีที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน

 

บางเรื่องก็อาจจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะที่บางเรื่องก็อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดบ้าง

 

การเจรจาจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า และหาทางเพื่อปรับตัวและลดผลกระทบในระยะสั้น” ดร.พิพัฒน์ระบุ

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ ถก USTR เร่งปิดดีล ART ก่อนสหรัฐฯ งัดมาตรา 301 ชี้เกินดุลส่วนใหญ่เป็นสินค้าบริษัทอเมริกันในไทย https://thestandard.co/supachai-ustr-negotiate-trade-deal/ Tue, 12 May 2026 04:43:30 +0000 https://thestandard.co/supachai-ustr-negotiate-trade-deal/ ‘ศุภจี’ สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

ศุภจีเผย พบ USTR ไทยเดินหน้าเจรจา ART กับสหรัฐฯ ต่อเนื่ […]

The post ‘ศุภจี’ ถก USTR เร่งปิดดีล ART ก่อนสหรัฐฯ งัดมาตรา 301 ชี้เกินดุลส่วนใหญ่เป็นสินค้าบริษัทอเมริกันในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ

ศุภจีเผย พบ USTR ไทยเดินหน้าเจรจา ART กับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง พร้อมเร่งปิดดีลก่อนการไต่สวนตามมาตรา 301 ยันชี้แจงทุกประเด็นครบถ้วนแล้ว พร้อมแจงปมเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ชี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากบริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย พร้อมตอบข้อกังวลสวมสิทธิสินค้า

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับนายเจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) และนายริก สไวต์เซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ว่า ขณะนี้ยังมีทีมงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพื่อพูดคุยทางเทคนิคใน 2 ประเด็น

 

ได้แก่ เรื่อง Asset Capacity (ขีดความสามารถด้านมูลค่าสินทรัพย์) และ Forced Labour (แรงงานบังคับ) โดยช่วงที่ตนเดินทางไปหารือ เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับท่าทีของไทย หลังจากที่ไทยได้ส่งคำตอบไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา และได้ชี้แจงทุกประเด็นอย่างชัดเจน ไม่ได้ติดปัญหาอะไร

 

นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่า ต้องการให้การค้าระหว่างสองประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมีการเจรจาเรื่อง ART ที่ค้างอยู่ตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งไทยพยายามผลักดันให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการไต่สวนตามมาตรา 301 (กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม)

 

รวมถึงมีการพูดคุยเรื่องสินค้าที่ไทยเกินดุลสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อมูลชัดเจนว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนพอสมควร จึงได้ชี้แจงว่า สินค้าที่ไทยเกินดุลเพิ่มเติมอย่างน้อย 30% เป็นสินค้าของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และอีกกว่า 20% เป็นสินค้าของบริษัทไทย ดังนั้น ในประเด็นข้อกังวลเรื่องการสวมสิทธิ ไทยมีเอกสารและข้อมูลพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

The post ‘ศุภจี’ ถก USTR เร่งปิดดีล ART ก่อนสหรัฐฯ งัดมาตรา 301 ชี้เกินดุลส่วนใหญ่เป็นสินค้าบริษัทอเมริกันในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR https://thestandard.co/thai-industry-us-301-suphajee-ustr/ Thu, 12 Mar 2026 13:16:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1186968 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และสัญลักษณ์การค้าสหรัฐฯ มาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ เผย 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ เครื่องจักร […]

The post 3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และสัญลักษณ์การค้าสหรัฐฯ มาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ เผย 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯจับตา 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามใกล้ชิด

 

วันนี้ (12 มี.ค.) ที่กระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย ภายใต้มาตรา 301 ตามกฎหมายการค้า 1974 ในประเด็นสภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิง โครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน

 

สำหรับเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณา พบว่า ไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ว่าไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ

 

โดยภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐฯ พิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย ‘ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ’ (Unreasonable or Discriminatory) USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

 

“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100% เราจึงต้องตั้งทีมทำงานดูแลเฉพาะอย่างใกล้ชิด” ศุภจี กล่าว

 

ศุภจี กล่าวว่า ได้สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์อยู่ร่วมคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซกเตอร์ รวมถึงแนวทางการชี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม

The post 3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ https://thestandard.co/ekanit-us-301-tariffs-thailand/ Thu, 12 Mar 2026 11:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1186913 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาษีมาตรา 301 หลังสหรัฐฯ เปิดสอบสวนไทย

ดร.เอกนิติ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว พร้อมปร […]

The post ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาษีมาตรา 301 หลังสหรัฐฯ เปิดสอบสวนไทย

ดร.เอกนิติ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว พร้อมประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเตรียมเจรจาสหรัฐฯ หลังไทยเป็นหน่ึงใน 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสหรัฐฯ ประกาศไต่สวนการค้า ตามมาตรา 301 ย้ำสาเหตุไทยเกินดุล ส่วนหน่ึงเพราะบริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และส่งสินค้ากลับไปสหรัฐฯ อีกทอดหน่ึง

 

วันนี้ (12 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ให้เตรียมคำอธิบายในการเจรจากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 กับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐฯ รวม 16 ประเทศ

 

โดยดร.เอกนิติระบุว่า การค้าของไทยที่เกินดุลสหรัฐฯ แบ่งได้ 3 ส่วน ซึ่งส่วนหน่ึงมาจากบริษัทอเมริกาที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และส่งสินค้ากลับไปขายยังประเทศอเมริกาอีกทอดหน่ึง

 

ทั้งนี้ ตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน จากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

 

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

The post ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย https://thestandard.co/trump-section-301-trade-thailand/ Thu, 12 Mar 2026 02:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1186658 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาล […]

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มการไต่สวนทางการค้าครั้งใหม่ต่อจีน เม็กซิโก สหภาพยุโรป ไทย และระบบเศรษฐกิจอื่นๆ รวม 16 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ‘มาตรา 301’ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเพิ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

มาตรา 301 คืออะไร?

 

ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษี เพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

โดยการหยิบไพ่มาตรา 301 มาพิจารณาถือเป็นแนวโน้มที่น่าจับตา สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจาก มาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า การไต่สวนดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 และยังมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

การบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 301 อาจนำมาใช้ทดแทนมาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ส่วนใหญ่ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

 

ส่องเงื่อนไขประเทศใดเตรียมโดนมาตรา 301

 

โดยเกรียร์ระบุว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดียังคงยึดหลักการเดิม คือการปกป้องตำแหน่งงานของชาวอเมริกันและสร้างความมั่นใจว่าคู่ค้ามีการค้าขายที่ยุติธรรม

 

เกรียร์ยังเปิดเผยว่า การไต่สวนตามมาตรา 301 จะครอบคลุมถึงการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของบางระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นเกินเชิงโครงสร้าง’ (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าคู่ค้าหลักหลายรายมีกำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ทั้งในแง่ของอุปสงค์ภายในประเทศและอุปสงค์โลก ซึ่งนำไปสู่การได้เปรียบดุลการค้าที่สูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

เปิด 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนครั้งนี้ USTR แย้มอาจมีประเทศอื่น

 

จากเอกสารของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ลงวันที่ 11 มีนาคม 2026 สหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 (Section 301) เกี่ยวกับปัญหาภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 16 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ดังนี้

 

  • จีน (China)
  • สหภาพยุโรป (European Union)
  • สิงคโปร์ (Singapore)
  • สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
  • นอร์เวย์ (Norway)
  • อินโดนีเซีย (Indonesia)
  • มาเลเซีย (Malaysia)
  • กัมพูชา (Cambodia)
  • ไทย (Thailand)
  • เกาหลีใต้ (Korea)
  • เวียดนาม (Vietnam)
  • ไต้หวัน (Taiwan)
  • บังกลาเทศ (Bangladesh)
  • เม็กซิโก (Mexico)
  • ญี่ปุ่น (Japan)
  • อินเดีย (India)

 

ทั้งนี้ เกรียร์คาดการณ์ว่าอาจมีการไต่สวนตามมาตรา 301 รายประเทศเพิ่มเติม หรืออาจมีการใช้เครื่องมือและมาตรการตรวจสอบอื่นๆ ในอนาคต

 

โดยตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน หลังจากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตามที่กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเรียกเก็บภาษีทั่วโลก (Global Tariff) อัตรา 10% ใหม่ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน

 

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยคาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ https://thestandard.co/indonesia-us-nickel-palm-tax/ Tue, 23 Dec 2025 10:34:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1157533 อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้ สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้

สหรัฐฯ ได้สิทธิ์เข้าถึงนิกเกิลและแร่ยุทธศาสตร์ แลกยกเว้ […]

The post อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้ สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้

สหรัฐฯ ได้สิทธิ์เข้าถึงนิกเกิลและแร่ยุทธศาสตร์ แลกยกเว้นภาษีสินค้าเกษตรอินโดนีเซีย ปราโบโวเตรียมเยือนวอชิงตันลงนามดีลมกราคม ย้ำข้อตกลงเชิงพาณิชย์-ยุทธศาสตร์ ไม่กระทบอธิปไตย เดินหน้าลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี รับข้อกังวลนักลงทุนสหรัฐฯ

 

รายงานข่าวระบุว่า อินโดนีเซียเปิดเผยว่าได้บรรลุข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาแล้ว และตั้งเป้าลงนามอย่างเป็นทางการภายในเดือนมกราคมนี้ โดยสหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียจะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกหลัก อาทิ น้ำมันปาล์ม กาแฟ และโกโก้

 

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงว่าด้วยการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าสำคัญบางรายการของอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายมีแผนจะลงนามภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวภายหลังการหารือกับนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และเราได้หารือในประเด็นที่มีความสำคัญต่อทั้งอินโดนีเซียและสหรัฐฯ”

 

เขาระบุอีกว่า อินโดนีเซียได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรเป็นกรณีพิเศษสำหรับสินค้าส่งออกหลักหลายรายการ ได้แก่ น้ำมันปาล์ม กาแฟ โกโก้ และชา ขณะที่ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของสหรัฐฯในการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

โดยอินโดนีเซียถือเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งแร่ชนิดนี้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตทองแดง บ็อกไซต์ และดีบุกรายใหญ่ด้วย

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมงานด้านเทคนิคจากทั้งสองประเทศจะดำเนินการสรุปถ้อยคำในข้อตกลง รวมถึงการตรวจสอบทางกฎหมายและการปรับแก้เอกสาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยจะดำเนินการระหว่างวันที่ 12-19 มกราคม 2569

 

เขากล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนมกราคม ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย มีกำหนดเดินทางไปกรุงวอชิงตัน เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดย “ฝ่ายสหรัฐฯ กำลังจัดเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพบปะของผู้นำทั้งสอง”

 

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวพัฒนามาจากความตกลงก่อนหน้านี้ที่บรรลุในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียลงเหลือ 19% จากเดิมที่เคยขู่จะเรียกเก็บในอัตรา 32%

 

ฮาร์ตาร์โตกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันก็ขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ของอินโดนีเซียด้วย

 

เขายังปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่า อินโดนีเซียอาจยอมรับเงื่อนไขลักษณะพิเศษเช่นเดียวกับที่มาเลเซียและกัมพูชาตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำข้อตกลงแยกต่างหากกับจีน และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการละเมิดอธิปไตยของชาติ

 

“ข้อตกลงนี้มีทั้งมิติทางการค้าและเชิงยุทธศาสตร์ และเป็นประโยชน์ร่วมกันต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” ฮาร์ตาร์โตกล่าว

 

ในประเด็นอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี ฮาร์ตาร์โตระบุว่า อินโดนีเซียจะเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึงการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและการบริหารที่นักลงทุนเผชิญ

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เปิดช่องทางการรายงานเฉพาะภายใต้คณะทำงานดังกล่าว เพื่อเร่งรัดการประสานงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ พร้อมเปิดทางนักธุรกิจสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ อุปสรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีการค้าเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาในการเจรจากับอินโดนีเซีย โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่ยังคงมีอยู่ แนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลที่มากเกินไปของกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุข้อตกลงกับอินโดนีเซีย

 

USTR ยังตั้งข้อสังเกตว่า กฎระเบียบของอินโดนีเซียมักกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องร่วมมือกับบริษัทในท้องถิ่น และจัดหาสินค้าและบริการจากภายในประเทศ โดยภาคส่วนที่นักลงทุนสหรัฐฯ แสดงความกังวลเป็นพิเศษ ได้แก่ พลังงาน เหมืองแร่ และโทรคมนาคม

 

ภาพ: Global Images Ukraine/Getty image

 

อ้างอิง:

The post อินโดนีเซียปิดดีลภาษี เปิดทางแร่นิกเกิลให้สหรัฐฯ แลกยกเว้นภาษีปาล์ม-กาแฟ-โกโก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 https://thestandard.co/ekniti-thailand-us-fta-deal-2025/ Mon, 17 Nov 2025 07:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1144117 **เอกนิติ ยืนยัน เจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีล ภายในสิ้นปี 2568**

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง เผย เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต […]

The post เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
**เอกนิติ ยืนยัน เจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีล ภายในสิ้นปี 2568**

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง เผย เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าตามกรอบเดิม ย้ำยึดหลักแยกการเมืองออกจากการค้า ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 ชี้รัฐบาลมีแผนหาตลาดใหม่รองรับ หากการเจรจาต้องยุติ

 

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ทีมยุทธศาสตร์การเจรจาได้มีการประชุมนอกรอบกันในช่วงเช้าวันนี้ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และทีมงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อยืนยันว่า การเจรจาเดินหน้าตามกรอบเดิม

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า ไทยยังคงยึดหลักการแยกการค้าออกจากการเมือง ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

สำหรับประเด็นเรื่องที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาการค้ากับไทย จนกว่าไทยจะปฏิบัติตาม ‘ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา’ นั้น ดร.เอกนิติกล่าวว่า “น่าจะส่งมาก่อนที่ ท่านนายกอนุทินคุยกับท่านประธานาธิบดีทรัมป์” ดังนั้น จึงขอให้ยึดการหารือเป็นแนวข้อมูลล่าสุด ก่อนที่ผู้นำสหรัฐฯ จะมีความเคลื่อนไหวส่งผ่านมายัง USTR อย่างเป็นทางการ

 

เตรียมแนวทางรองรับ ฟื้นเชื่อมั่นภายใน พร้อมหาตลาดใหม่

 

สำหรับมาตรการรองรับ หากสหรัฐฯ ยกเลิก การเจรจาการค้ากับไทยนั้น ดร.เอกนิติ เผยว่า ได้วางแผนไว้ 2 แนวทางด้วยกัน ดังนี้

 

แนวทางที่ 1 คือ การสร้างความเข้มแข็งในประเทศ ไม่ว่าการค้าโลกจะเป็นอย่างไร ไทยต้องสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ซึ่งจะเห็นความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นของการบริโภคในประเทศได้ผ่าน นโยบาย คนละครึ่ง พลัส, เที่ยวดีมีคืน และมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ภายใต้ เสาที่ 1 ของนโยบาย ‘Quick Big Win’

 

ส่วนแนวทางที่ 2 คือ หาตลาดใหม่ ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์ได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งในส่วนของตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ผ่านการส่งเสริมการลงทุน

 

สำหรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 3 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า มีการขยายตัวเพียง 1.2% YoY ด้าน ดร.เอกนิติมองว่า ในไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะกลับมาดีขึ้นได้ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้

The post เอกนิติยืนยัน เจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าต่อ ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ ชี้ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมนัดไทยหารือกรอบความร่วมมือทางการค้าในสัปดาห์หน้า https://thestandard.co/separate-politics-trade-talks/ Fri, 14 Nov 2025 12:59:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1143521 เอกนิติ ชี้ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมนัด ไทย หารือกรอบความร่วมมือทางการค้าในสัปดาห์หน้า

ดร.เอกนิติ เผย ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จ่อคุยพาณิชย์สั […]

The post เอกนิติ ชี้ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมนัดไทยหารือกรอบความร่วมมือทางการค้าในสัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ ชี้ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมนัด ไทย หารือกรอบความร่วมมือทางการค้าในสัปดาห์หน้า

ดร.เอกนิติ เผย ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จ่อคุยพาณิชย์สัปดาห์หน้า ชี้เลิก ‘รางวัลนำจับ’ ช่วยทลายอุปสรรคการค้า จ่อชง 3 แพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการรายย่อยไทย เข้า ครม. 25 พ.ย.นี้

 

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยต้องการ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ เพื่อให้ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เตรียมนัดหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เร็วสุดในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

โดยการเจรจาครั้งที่จะถึงนี้ ดร.เอกนิติเผยว่า จะเป็นการมุ่งเน้นหารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือทางการค้า เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

 

ศุลกากร เลิกรางวัลนำจับ คลายกังวลภาคธุรกิจ

 

ดร.เอกนิติ เผยว่า เพื่อกำจัดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ทางอธิบดีกรมศุลกากรได้ใช้อำนาจอธิบดี ในการประกาศยกเลิก ‘รางวัลนำจับ’ หรือรางวัลจากการจับกุมการละเมิดทางศุลกากร ตามที่สหรัฐฯ และผู้ประกอบการต่างๆ ร้องขอมานาน

 

โดยจะเป็นการออกระเบียบ ยกเลิกรางวัลนำจับให้กับผู้บริหารกรมศุลกากรตั้งแต่ระดับ C8 ขึ้นไป เพื่อขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ในการใช้อำนาจจับกุม อนุมัติ หรือพิจารณาอุทธรณ์ โดยจะมีการเสนอให้ ดร.เอกนิติ เป็นผู้อนุมัติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกกฎหมายรางวัลนำจับอย่างถาวรนั้น จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายซึ่งไม่สามารถทำได้ทันในระยะเวลา 4 เดือน ทั้งนี้ การจ่ายเงินรางวัลนำจับให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ร.บ. ศุลกากร 2469 และมีการปรับปรุงแก้ไขในปี 2560 โดยปรับลดอัตรานำจับลงจาก 30% เหลือ 20%

 

ดร.เอกนิติระบุว่า นับเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถเห็นผลได้ทันที

 

ชง 3 แพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการไทย เข้าครม. 25 พ.ย.นี้

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังเผยแผนการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทย ภายใต้เสาที่ 4 ของนโยบาย ‘Quick Big Win’ และจะถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งประกอบด้วย 3 แพ็กเกจหลัก ดังนี้

 

แพ็กเกจการเงิน: จะเป็นการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย ซึ่งปัจจุบัน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพิจารณาตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยดึงเงินที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้ามาดำเนินการ ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจะเป็นกลไกเสริม (Top Up) และทำคู่ขนานไปกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

 

แพ็กเกจภาษี: แบ่งออกเป็น การเร่งคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการในส่วนของกรมสรรพากร และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการยกเลิกการยกเว้นภาษี ‘De minimis’ สำหรับภาษีศุลกากร โดยกรมศุลกากรจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งได้มีการหารือกับ 3 แพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว และจะร่วมทำ MOU ในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

 

แพ็กเกจสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย: เป็นแพ็กเกจที่ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้า ซึ่งจะเป็นการจัดทำระบบดิจิทัล ให้สมาคมธนาคารเห็นรายการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ ซึ่งจะเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อ

The post เอกนิติ ชี้ ‘แยกประเด็นการเมือง’ ออกจาก ‘การเจรจาการค้า’ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมนัดไทยหารือกรอบความร่วมมือทางการค้าในสัปดาห์หน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม https://thestandard.co/ekniti-reciprocal-tariff-list-talks/ Wed, 29 Oct 2025 11:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1137081 เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ รมว.คลัง ย้ำหารือสหรัฐฯ แค่กรอบการเ […]

The post เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ รมว.คลัง ย้ำหารือสหรัฐฯ แค่กรอบการเจรจา เล็งต่อรองเว้นภาษีเพิ่มใน Appendix มองการเจรจาเป็นบวก เตรียมหารือภาคเอกชนเพิ่มเติม โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง

 

วันนี้ (29 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะยุทธศาสตร์ในการเจรจา กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังหารือกับสหรัฐฯ แค่ในระดับ ‘กรอบ (Framework)’ เท่านั้น ที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

 

พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ผ่านระบบออนไลน์แล้วหนึ่งครั้ง และจนถึงปัจจุบันบรรยากาศการพูดคุยค่อนข้างเป็นบวก

 

ดร.เอกนิติ ยังกล่าวว่า ได้ต่อรองกับ USTR ไปแล้วให้ลดอัตราภาษีลงต่ำกว่า 19% แต่ทาง USTR มองว่า ไทยมีความได้เปรียบในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว เมื่อเทียบประเทศอื่น เช่น เวียดนาม ซึ่งถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บในอัตราที่ไม่ได้ต่ำกว่าไทย

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้เปิดโอกาสให้ไทยเสนอขอลดหย่อนหรือเว้นภาษีบางรายการได้ ภายใต้ Executive Order ของประธานาธิบดีสหรัฐ และเอกสารแนบท้าย (Appendix) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการพิจารณาเป็นกรณี

 

สำหรับรายการสินค้าที่จะเสนอขอลดหย่อนไว้ใน Appendix ซึ่งจะเป็นสินค้ารายการใดบ้าง ดร.เอกนิติ กล่าวว่า จำเป็นต้องหารือร่วมกับภาคเอกชน และกระทรวงพาณิชย์ โดยยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

 

มองเปิดตลาดไม่น่ากังวล

 

ส่วนสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาด (Market Access) ให้กับสหรัฐฯ ดร.เอกนิติมองว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าไรนัก เนื่องจาก สินค้าหลายรายการยังไม่ได้มีในไทย เช่น รถยนต์พวงมาลัยซ้าย ตลอดจนสินค้าส่วนใหญ่ เป็นรายการที่ไทยเปิดตลาดไว้แล้วผ่าน FTA ต่างๆ เช่น ไวน์

 

ขณะที่สินค้ารายการอื่นๆ ซึ่งไทยมีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าอยู่แล้ว เช่น อาหารเลี้ยงสัตว์ อย่างข้าวโพด และถั่วเหลือง ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การลดเพดานภาษีก็จะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์มากขึ้น

 

เมื่อถูกถามว่าจะมีการคุยกับ USTR อีกครั้งเมื่อไร เอกนิติกล่าวว่า “กลับมาจากอาเซียนคงจะได้คุยกัน”

 

พร้อมแก้ปม ‘รางวัลนำจับ’

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังตอบคำถามเกี่ยวกับ ข้อตกลงที่ยกเลิกระบบ ‘รางวัลนำจับ’ ทางศุลกากรให้กับสหรัฐฯ โดยระบุว่า “ได้รับการเรียกร้องจากบรรดาสมาคมภาคเอกชนเช่นกัน แต่สหรัฐฯ มองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้า” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ดังนั้น เพื่อรับมือกับปัญหานี้ กระทรวงการคลังอาจต้องพิจารณาหาวิธีเพิ่มแรงจูงใจต่อการป้องกันสินค้าผิดกฎหมายด้วยมิติอื่นๆ แทนรางวัลนำจับ เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส

The post เอกนิติเร่งหารือภาคเอกชน จัดทำรายการสินค้า ขอลดหย่อน-เว้นภาษี Reciprocal Tariff เพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBS ประเมิน ‘สหรัฐฯ’ ตัดสิทธิ GSP กระทบ ‘ส่งออกไทย’ แค่ 0.4% https://thestandard.co/scbs-evaluate-thai-expoet-cut-right-gsp/ Mon, 02 Nov 2020 08:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=415517 การส่งออกไทย GSP สหรัฐ

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ของไทยคือ การลงน […]

The post SCBS ประเมิน ‘สหรัฐฯ’ ตัดสิทธิ GSP กระทบ ‘ส่งออกไทย’ แค่ 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
การส่งออกไทย GSP สหรัฐ

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ของไทยคือ การลงนามตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ​ที่มีต่อสินค้านำเข้าจากไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ 

 

โดยแถลงการณ์ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า สหรัฐฯ จะระงับสิทธิ GSP สินค้านำเข้าจากไทย เช่น มะม่วง สับปะรด อุปกรณ์ทำเล็บ ท่อเหล็ก และอัญมณี มูลค่า 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการเจรจาเพื่อให้สินค้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดไทยไม่มีความก้าวหน้า

 

ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)​ ไทยพาณิชย์ ประเมินว่า การตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่สหรัฐฯ ออกมาเพื่อลดการขาดดุลการค้าของไทย เนื่องจากการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 19.7% ในเดือนกันยายน แต่การนำเข้าหดตัวต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว

 

นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องไทยไม่ยอมเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับ และพยายามใช้มาตรการตัดสิทธิ GSP มาโดยตลอด และเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการนี้มากขึ้น หากประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง

 

จากการประเมินเบื้องต้น มูลค่าการส่งออกที่อยู่ภายใต้สิทธิ GSP นั้นคิดเป็นประมาณ 0.4% ของมูลค่าการส่งออกต่อปีทั้งหมดของไทย จึงคาดว่ามีผลกระทบค่อนข้างจำกัด และสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ GSP นั้นอยู่ในหมวดอุตสาหกรรมที่คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดทั้งหมดไม่เกิน 5% ของมูลค่าตลาดรวม ทำให้เรามองว่าประเด็นนี้เป็นผลกระทบเชิง Sentiment กับตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นที่ไม่มีข่าวดีสนับสนุน

 

ในรายบริษัทตามเอกสารที่เผยแพร่ กล่าวโดยย่อคือมีประมาณ 200 รายการที่อยู่ในอุตสาหกรรม เช่น

– ผลผลิตทางการเกษตรบางชนิด

– ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์

– สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท

– เครื่องครัวที่ทำมาจากอะลูมิเนียม

– อาหารอบแห้งบางชนิด

– วัสดุสิ่งทอบางชนิด

 

ฝ่ายวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า ชิ้นส่วนยานยนต์ถือเป็นกลุ่มที่โดนเยอะ ผลิตภัณฑ์ยาง แต่ไม่มีเน้นถุงมือยาง

 

โดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์น่าจะกระทบช่วงสั้นแต่ปรับตัวได้ ซึ่ง บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) มีโรงงานในสหรัฐฯ Delta เป็นผู้ผลิตและส่งออก AC Converter ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการส่งออกจากที่อื่นได้

 

แต่จากการเช็กกับทางบริษัท พบว่าหลายบริษัท เช่น บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น(KSL), บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH), บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ไม่ได้ใช้สิทธิ GSP ทำให้ผลกระทบลดน้อยลงจากเดิมอีก

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

 

The post SCBS ประเมิน ‘สหรัฐฯ’ ตัดสิทธิ GSP กระทบ ‘ส่งออกไทย’ แค่ 0.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ อาจขยายเวลายกเว้นกำแพงภาษีสินค้าจีนมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/us-considers-extending-tariff-exclusions-on-chinese-imports/ Tue, 29 Oct 2019 04:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=298987

สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (28 ต […]

The post สหรัฐฯ อาจขยายเวลายกเว้นกำแพงภาษีสินค้าจีนมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยเมื่อวานนี้ (28 ตุลาคม) ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจพิจารณาขยายเวลาการยกเว้นมาตรการขึ้นภาษีกับสินค้าจีนมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จีนและสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเจรจาการค้า และมีโอกาสลงนามในข้อตกลงเฟสแรกอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนหน้า

 

เดิมสินค้าจีนเกือบ 1,000 รายการถูกขึ้นภาษีที่อัตรา 25% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2018 แต่ได้รับการยกเว้นในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จะหมดอายุลงในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ ขณะที่ USTR กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายเวลาระงับมาตรการภาษีต่อไป 

 

การขยายเวลาครั้งนี้จะทำให้บริษัทต่างๆ ในสหรัฐฯ สามารถนำเข้าสินค้าจีนที่ได้รับการยกเว้นกำแพงภาษีได้ต่อไป ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจบรรเทาลง หลังจากที่สองฝ่ายสามารถตกลงในรายละเอียดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกในเดือนพฤศจิกายน โดยฝ่ายจีนก็มีแผนที่จะยกเว้นการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน

 

USTR ระบุว่าจะเปิดรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเลื่อนมาตรการภาษีตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายนนี้ โดยทางหน่วยงานจะประเมินดูด้วยว่าบริษัทผู้นำเข้าในสหรัฐฯ สามารถนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ 3 หรือจัดหามาจากแหล่งผลิตในสหรัฐฯ เพื่อทดแทนได้หรือไม่ 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ อาจขยายเวลายกเว้นกำแพงภาษีสินค้าจีนมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>