USA Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/usa/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Mar 2026 12:07:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู https://thestandard.co/iran-war-trump-and-netanyahu/ Tue, 03 Mar 2026 12:06:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1183929 ภาพประกอบสงครามอิหร่าน ที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายเบนจามิน เนทันยาฮู

เอาประเทศของพวกคุณคืนมา…   President Donald Trump […]

The post สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสงครามอิหร่าน ที่เชื่อมโยงกับบทบาทของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายเบนจามิน เนทันยาฮู

เอาประเทศของพวกคุณคืนมา…

 

President Donald Trump

คำแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ถึงประชาชนอิหร่าน

หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้น

28 February 2026

 

มี 2 มุมมองในอิหร่านปัจจุบัน พอตกกลางคืน จะมีชาวอิหร่านส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาเต้นรำ ฉลอง และร้องไห้ด้วยความดีใจต่อการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และมีความหวังว่า การเสียชีวิตครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการปกครองของพวกนักบวช และการโดดเดี่ยวตัวเองของอิหร่านออกจากตะวันตก แต่ในตอนกลางวัน ก็จะมีฝูงชนอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาร้องห่มร้องไห้เสียใจรวมตัวกันอยู่ที่จตุรัสในเตหะรานและอิสฟาฮาน เรียกร้องให้แก้แค้นลงโทษต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และคร่ำครวญต่อการสูญเสียผู้นำอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

 

Patrick Wintour

Diplomatic Editor, The Guardian

1 March 2026

 

ในช่วงของการประท้วงใหญ่บนท้องถนนในอิหร่านในเดือนมกราคม คาเมเนอีถูกย้ายไปยังสถานที่ที่มั่นใจว่ามีความปลอดภัยสำหรับตัวเขา แต่ในวันเสาร์ ( 28 กุมภาพันธ์) เขารู้สึกมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงได้จัดประชุมด้านความมั่นคงขึ้นในคอมปาวด์ของตนเองในเตหะราน

 

CIA ได้ติดตามข้อมูลการประชุมนี้มาล่วงหน้าแล้ว และส่งต่อข้อมูลข่าวกรองให้แก่อิสราเอล [ทำให้ในเวลาต่อมา] เครื่องบินขับไล่อิสราเอลทำการบินราว 2 ชั่วโมง และเปิดการโจมตีคอมปาวด์ดังกล่าวด้วยอาวุธปล่อยระยะไกลจำนวน 30 ลูก

 

Dan Sabbagh

Defense and Security Editor, The Guardian

1 March 2026

 

เรือแม่ของการก่อการร้ายกำลังจมลง กัปตันตายแล้ว [และ] การก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐที่ใหญ่ที่สุดคืออิหร่าน ได้เข้าใกล้การล่มสลาย [เพราะ] ผู้นำของการก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐและทีมวงในของเขาตายไปหมดแล้ว

 

Republican Senator Lindsey Graham

[ผู้นำปีกขวาในการเมืองอเมริกัน]

1 March 2026

 

เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่า เรากำลังสูญเสียพันธมิตรไปต่อหน้าต่อตาเรา เริ่มต้นที่เวเนซุเอลาล้มลง ตอนนี้อิสราเอลเผาอิหร่านเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้คิวบาอาจจะกระดิกหางจากไป [และ] เราจะถูกทอดทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว

 

General Andrey Gurulev

Deputy of the State Duma of the Russian Federation

2 March 2026

 

สิ่งนี้ไม่ใช่สงครามของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างที่เรียกกัน แน่นอนว่า ระบอบเปลี่ยนไปแล้ว และโลกก็ดีขึ้นจากการเปลี่ยนเช่นนี้

 

Pete Hegseth

US Defense Secretary

2 March 2026

 

การโจมตีด้วยจรวดเริ่มต้นขึ้นแล้ว จากนี้ไป โลกทั้งใบจะได้ดูอิสราเอลถูกทำลาย

 

Ayatollah Alireza Arafi

รักษาการผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

2 March 2026

 


 

นับตั้งแต่สงครามใหญ่ของโลกเกิดที่ยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แล้ว เห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนสงคราม ซึ่งก่อนที่สงครามยูเครนจะเกิดขึ้นนั้น นักยุทธศาสตร์ นักการทหารมักจะให้ความสนใจกับ ‘สงครามอสมมาตร’ (Asymptomatic Warfare) ที่มีลักษณะเป็นสงครามภายใน หรือเป็นไปในแบบของ ‘สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ’ (Non-State Warfare)

 

สงครามในลักษณะเช่นนี้มีนัยของ ‘สงครามก่อการร้าย’ หรือสงครามก่อความไม่สงบ เช่นที่ปรากฏให้เห็นในยุคหลังสงครามเย็น และหลังเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐฯ ในกรณี 9/11 ซึ่งมีลักษณะของสงครามที่ดำเนินการโดยตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) ไม่ใช่สงครามตามแบบปกติที่เราคุ้นเคย อันเป็น ‘สงครามของรัฐและรัฐ’ เป็นคู่สงคราม

 

ดังนั้น เมื่อสงครามชุดใหม่เกิดในปี 2022 แล้ว เห็นได้ชัดว่า สงครามหลังจากนั้น เริ่มหวนกลับสู่ความเป็น ‘สงครามสมมาตร’ ที่มีความหมายของสงครามระหว่างรัฐมากขึ้น และวันนี้ของปี 2026 สงครามระหว่างรัฐในแบบเดิมได้หวนคืนสู่เวทีการเมืองโลกอีกครั้งคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่าน

 

แน่นอนว่า ในบริบทของสงครามนั้น สงครามอิหร่านครั้งนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เพียงมีโอกาสที่จะขยายตัวเป็น ‘สงครามใหญ่’ ในภูมิภาคเท่านั้น หากยังมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลกอีกด้วย

 

ฉะนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจสภาวะของสงครามนี้อย่างสังเขป พร้อมทั้งพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับการเมืองและเศรษฐกิจโลกในระดับมหภาค

 

สงครามปีม้าไฟ

 

จากปฏิบัติการของทรัมป์ที่เวเนซุเอลาในวันที่ 3 มกราคม 2026 แล้ว คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ผู้นำสหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการต่ออิหร่านหรือไม่ …

 

ใครเลยจะคิดว่าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเป็น ‘วันมหาสงคราม’ อีกวันหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากเขาเปิดสงครามกับเวเนซุเอลามาแล้วในการฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคม แล้วในที่สุด ผู้นำสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ก็ไม่ผิดคาดเท่าใดนัก เพราะด้วยบุคลิกของทรัมป์ โอกาสที่สหรัฐฯ จะประนีประนอมในการแก้ปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ‘น่าจะเป็นไปได้ยาก’

 

นอกจากนี้ ทรัมป์มีท่าทีที่อยากจัดการปัญหานี้ให้จบโดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากการประสานการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา แต่ปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้น ก็ ‘ไม่สามารถ’ ทำให้อิหร่านต้องประกาศยุติโครงการนิวเคลียร์ของตนเองแต่อย่างใด จนในที่สุด ทรัมป์ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารซ้ำอีกครั้งดังที่กล่าวแล้ว

 

ดังนั้น ปีนี้ 2026 คงต้องยอมรับว่าเป็น ‘ปีม้าไฟ’ อย่างแท้จริง…บางทีในอีกมุมหนึ่ง อยากจะขอเรียกว่าเป็น ‘ปีม้าสงคราม’ ก็คงไม่ผิดนัก

 

ในทางทหาร สัญญาณสงครามมาชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว เราเห็นการวางกำลังขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่พื้นที่ และตามมาด้วยการกดดันของทำเนียบขาวให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน อันนำไปสู่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ ผลการเจรจาดูจะไม่ถูกใจผู้นำสหรัฐฯ เท่าใดนัก อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีอิหร่าน

 

จนในที่สุด การโจมตีก็เกิดขึ้นจริง…ไม่ใช่การโจมตีของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียว หากเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง ‘สหรัฐฯ -อิสราเอล’ อันส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเท่ากับมีนัยว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นกับอิหร่านนั้น เป็นฝีมือของอิสราเอลด้วย อีกทั้งต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการนี้ลักษณะของ ‘การสังหารผู้นำ’ เช่นในแบบที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะการมุ่งสังหารผู้นำระดับบน หรือถ้าเป็นไปได้ก็จัดการสังหารในระดับสูงสุด

 

ทัศนะเช่นนี้ดูจะเป็นความเชื่อในแบบ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ ที่มักมีความเชื่อพื้นฐานประการหนึ่งที่สำคัญว่า การสังหารตัวผู้นำ จะทำให้ขบวนการก่อการร้ายนั้น ‘ต้องสิ้นสุด’ หรือล้มลง หรืออย่างน้อยก็หมดประสิทธิภาพลง การตามล่าสังหารตัวผู้นำจึงเป็นหนทางปฏิบัติหนึ่งที่สำคัญของสงครามของฝ่ายรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐฯ ก็เปิดการโจมตีทางอากาศกับอิหร่านมาแล้ว ซึ่งมีผลอย่างมากในการลดทอนศักยภาพทางทหารอิหร่าน ฉะนั้น การโจมตีอิหร่านในปี 2026 จึงเป็นเสมือนการโจมตีเป้าหมายเดิม แต่เป็นเป้าเดิมที่ขาดศักยภาพในการป้องกันตัวเองอย่างมาก อันจะเห็นได้ชัดว่า การรับมือกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในปัจจุบันนั้น เป็นสิ่งที่กองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน ‘รับมือได้ยากมาก’

 

ถ้าเราเรียกสงครามยูเครนว่า ‘สงครามของปูติน’ แล้ว สงครามอิหร่านทั้งในกรณีของเดือนมิถุนายน 2025 และในวาระปัจจุบัน ก็อยากจะขอเปรียบเปรยสงครามอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น ‘สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู’…ถ้าปูตินขับเคลื่อนสงครามยูเครน ฉันใด ทรัมป์และเนทันยาฮูก็คือ ‘ผู้ขับเคลื่อนสงครามอิหร่าน’ ฉันนั้น

 

สงครามของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

 

น่าสนใจอย่างมากว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำหนดเวลาการสังหารอย่างชัดเจน โดยเปิดการโจมตีในเวลาที่ ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจัดการประชุมกับผู้นำระดับสูงอีก 3 คนคือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Ali Shamkhani) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Mohammad Pakpour- IRGC) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Amir Nasirzadeh)

 

การโจมตีครั้งนี้ สามารถสังหารผู้นำสูงสุด พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ได้ในคราวเดียวกัน และเป็นความหวังอย่างมากว่า การเสียชีวิตในครั้งนี้ จะนำไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ในแบบที่สหรัฐฯเคยทำมาแล้วในอัฟกานิสถาน และอิรัก

 

อีกทั้งปฏิบัติการทางทหารในการเปลี่ยนระบอบการปกครองล่าสุดคือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำต่ออิหร่านในครั้งนี้ ‘อาจไม่ง่ายทั้งหมด’ เช่นในแบบของเวเนซุเอลา หรือที่กล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า อิหร่านไม่ใช่เวเนซุเอลา และก็อาจจะไม่จบแบบง่ายๆ เช่นในกรณีเวเนซุเอลา

 

แน่นอนว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดครั้งนี้ จะส่งผลให้ ‘ระบอบศาสนจักร’ เปลี่ยนเป็น ‘ระบอบนิยมตะวันตก’ หรือเกิดระบอบใหม่ที่มีท่าทีไปในนิยมทางตะวันตกมากขึ้น และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ต่อต้านตะวันตก และไม่เป็นศัตรูกับอิสราเอล

 

ในทางปฏิบัติ การจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้จริง อาจมีนัยถึงการส่งกำลังรบเข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศเป้าหมาย และยังต้องส่งคณะที่ปรึกษาเข้าไปช่วยจัดการในการปกครองประเทศดังกล่าวด้วยการนำเอาแนวคิดทางทฤษฎี ‘การสร้างชาติ’ (Nation Building) มาใช้ ดังที่ปรากฏให้เห็นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานมาแล้ว

 

ทั้งยังต้องไม่ลืมบทเรียนในอดีตว่า สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิรักนั้น เป็นจำนวนมากกว่า 1 แสนนาย ซึ่งเป็นคำตอบบ่งบอกชัดในเวลาต่อมาว่า แม้จะมีทหารอเมริกันและชาติพันธมิตรตะวันตกเป็นจำนวนมากทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน แต่สุดท้ายก็ ‘ไม่สามารถ’ ควบคุมสงครามการก่อความไม่สงบในประเทศทั้ง 2 ได้จริง และต้องถอนตัวออกมา ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ต้องถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ในปี 1975

 

ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา การเปิดสงครามครั้งนี้ก็กลายเป็นปัญหาด้านงบประมาณและพันธะด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างมาก และทรัมป์เองได้หาเสียงอย่างชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายในทิศทางเช่นนั้นอีก ซึ่งฐานเสียงของเขาในการเมืองอเมริกันก็คิดในทางเช่นนั้น จึงได้เลือกเขาเป็นประธานาธิบดี และถ้าต้องเอากำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านแล้ว สังคมอเมริกันโดยรวมน่าจะ ‘ไม่ตอบรับ’ กับการกระทำเช่นนี้อย่างแน่นอน ซึ่งในเวลาปัจจุบัน หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่า ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะจะกลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

 

กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า ผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการของทรัมป์ในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับ ‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ ที่จะเกิดขึ้นในการเมืองอเมริกันในช่วงปลายปีนี้ ทรัมป์จะสร้างกระแสชาตินิยมได้จริงเพียงใดจากการโจมตีต่ออิหร่าน จนกลายเป็นคะแนนเสียงจากคนในสังคมอเมริกันให้แก่พรรครีพับลิกันอีกครั้งในตอนปลายปี…สงครามอิหร่านในบริบทนี้ จึงเป็น ‘เกมเสี่ยง’ ของทรัมป์อย่างแน่นอน แต่ทรัมป์ก็เล่นเกมเสี่ยงในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด

 

ความท้าทายของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

 

การสังหารผู้นำสูงสุดอย่างเดียว และหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ ‘การลุกฮือของมวลชน’ ในแบบอาหรับสปริงในปี 2010-2011 ก็อาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น และถ้าเปลี่ยนระบอบได้จริง และถ้าผู้นำคนใหม่ของประเทศมาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว ผู้นำคนนั้น ก็อาจจะประสบกับแรงต้านภายใน และอาจกลายเป็นปัญหา ‘ความนิยมทางการเมือง’ ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเขาผู้นั้น อาจจะถูกมองจากสังคมภายในว่า เป็น ‘ตัวแทน’ ของฝ่ายตะวันตก

 

แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากอาจไม่พอใจกับความเข้มงวดของระบอบเดิม แต่พวกเขาก็อาจไม่ชอบอเมริกาและอิสราเอลด้วย … การเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจจะได้รับความพอใจบางส่วนจากฝ่ายต่อต้านระบอบเดิมที่เป็นปีกเสรีนิยม แต่สำหรับคนอีกส่วนที่เป็นสายจารีตนิยม พวกเขาอาจจะรับไม่ได้เลย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้มาจากความร่วมมือของอิสราเอลด้วย

 

นอกจากนี้ หากสนับสนุนบุตรชายของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ชัดเจนว่า สังคมอิหร่านยุคปัจจุบันจะยอมรับหรือไม่ แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับสื่อว่า เขามีคนอยู่ในใจแล้ว…เขามองคนไว้แล้ว

 

ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของทรัมป์ในอิหร่านจะเป็นเช่นไร และจะกลายเป็น ‘กับดักทางทหาร’ ให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามามีปัญหาเช่นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานอีกหรือไม่

 

อีกทั้ง การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลแล้ว ก็อาจจะเป็น ‘สินค้าทางการเมือง’ ที่ขายได้ยากในโลกอาหรับ แม้จะมีชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ บางประเทศให้การสนับสนุนอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากโลกมุสลิมโดยรวม

 

นอกจากนี้ การสร้างระบอบการปกครองใหม่ต้องการ ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’ เพราะหลังการโค่นระบอบเก่าแล้ว ผู้คนมักจะมีความคาดหวังอย่างมาก เช่น พวกเขาต้องการเห็นประเทศเป็นเสรีนิยมมากขึ้น มีการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีมากขึ้น ตลอดรวมถึงความหวังว่า ชีวิตโดยทั่วไปของคนในสังคมจะดีขึ้น หรือคนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขี้น เป็นต้น ดังนั้น ‘โจทย์ผู้นำ’ จึงเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และระบอบใหม่จะดำรงอยู่ได้ยากมาก ถ้าปราศจาก ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’

 

ดังนั้น เราอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตที่สำคัญได้ว่า กระบวนการการสร้างชาติจะไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพของชาติมหาอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงในการให้กำเนิดระบอบใหม่เท่านั้น หากแต่ผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนของคนในท้องถิ่นจะต้องเก่งและมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ด้วย มิเช่นนั้นแล้ว ความอยู่รอดของระบอบใหม่อาจจะมีปัญหาได้ไม่ยาก

 

ผลกระทบเชิงมหภาคต่อโลก

 

สิ่งที่ต้องติดตามอย่างมากในอีกประการในสงครามที่เกิดขึ้นคือ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านนั้น จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับเวทีโลกอย่างไร

 

ผลในเวทีโลก

 

1. การโจมตีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภูมิภาคตะวันออกกลางมีสถานะเป็น ‘แหล่งพลังงานของโลก’ และยังเป็นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

 

2. สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั้งในกรณีของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่คาดได้ว่า สงครามที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น จะมีผลโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และจะส่งผลให้ราคาพลังงานในแต่ละประเทศขยับตัวตามไปด้วย

 

3. ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาว่า สงครามทำให้คนจะยิ่งแสวงหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปอีก สงครามอิหร่านครั้งนี้ทำให้ราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย ขยับราคาตามไปไม่หยุด

 

4. สภาวะเช่นนี้จะกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพของผู้คนในประเทศต่างๆ อย่างมาก อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะทำให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้องมีราคาสูงตามไปด้วย

 

5. การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นในทะเลแดง หรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะมีปัญหา และส่งผลให้การขนส่งทางทะเลในบริเวณนี้ มีความเสี่ยง และทำให้ผู้ส่งสินค้าออกอาจต้องจ่ายค่าระวางสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

 

6. การสู้รบทำให้ต้องประกาศปิดน่านฟ้า และการเปลี่ยนเส้นทางการบิน ซึ่งจะส่งผลค่าใช้จ่ายของสายการบินเพิ่มมากขึ้น หรือในภาพรวมทำให้การเดินทางทางอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหามากขึ้น

 

7. การเมืองโลกมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลที่คาดเดาไม่ได้ในทางการเมืองและความมั่นคงตามมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การขยายตัวของสงคราม หรือจะทำให้เกิดการยกระดับเป็น ‘สงครามภูมิภาค’ เช่นที่เคยเกิดมาแล้วในปี 1967 และ 1973 หรือไม่

 

8. จีนและรัสเซียจะมีบทบาทอย่างไรในกรณีนี้ เพราะอิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ 2 มหาอำนาจนั้น ฉะนั้นทั้งจีนและรัสเซียคงไม่สามารถปล่อยให้สหรัฐเข้าแทรกแซงแบบฝ่ายเดียวได้ และคงต้องหาทางปกป้องอิหร่านในทางหนึ่งทางใด เช่นที่จีนให้ความสนับสนุนรัสเซียอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ออกหน้าและเปิดเผย ซึ่งจีนก็อาจทำในลักษณะเดียวกันในกรณีของอิหร่าน

 

9. การตอบโต้ทางทหารของอิหร่านจะดำเนินไปแค่ไหน และจะขยายวงการโจมตีออกไปเพียงใด อันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค รวมถึงการตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะมีผลอย่างมากกับปัญหาเศรษฐกิจและพลังงาน

 

10. ความคาดหวังของทรัมป์ที่ยุติปัญหาอิหร่านให้ได้ภายใน 4-5 สัปดาห์ จะเป็นจริงเพียงใด หรือสงครามอาจจะเดินไปไกลกว่านั้น ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โลกในด้านต่างๆ มีความผันผวนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลสืบเนื่องที่สำคัญกับการเมืองภายใน

 

1. ปฏิบัติการเช่นนี้จะทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ คำถามนี้คงต้องติดตามกัน เพราะกลุ่มประชานิยมปีกขวาที่มีแนวคิดในแบบ ‘ลัทธิโดดเดี่ยวนิยม’ (Isolationism) อาจไม่ตอบรับกับนโยบายสงครามอิหร่านของทรัมป์ เช่นที่ฝ่ายเสรีนิยมในสังคมอเมริกัน ก็คงไม่ตอบรับกับนโยบายเช่นนี้อย่างแน่นอน

 

2. ในทำนองเดียวกัน การโจมตีอิหร่านจะเป็นคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ เนทันยาฮูในการเมืองอิสราเอลหรือไม่ เพราะเขาเองมีปัญหากับการเมืองภายในอย่างมาก ดังนั้น สงครามอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของเนทันยาฮูในการปกป้องตัวเองในการเมืองอิสราเอล

 

อนาคตและความท้าทาย

 

สุดท้ายนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ความขัดแย้งชุดนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร และทรัมป์จะดำเนินนโยบายสงครามนี้ไปอีกนานเท่าใด แต่ก็อาจจะพอคาดได้ประการหนึ่งว่า สถานการณ์ไม่น่าจะจบลงอย่างง่ายดายในแบบที่ผู้นำอเมริกันและอิสราเอล ‘ฝัน’ ไว้ …ปัญหาอิหร่านไม่ง่ายแบบเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่าจะเป็น ‘ฝันค้าง’ ของทรัมป์และเนทันยาฮูหรือไม่

 

ในอีกด้าน ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับความผันผวนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอย่างไร…ในสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นจากปัญหาในตะวันออกกลางเช่นนี้ ผู้นำไทยควรต้องเอาประเทศออกจากกระแสชาตินิยมในปัญหาไทย-กัมพูชาให้ได้ เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา ผู้นำไทยที่กำลังจะตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ก็ได้รับผลพวงจากกระแสชาตินิยมมากพอจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว

 

ฉะนั้น ที่เหลือจากนี้สำหรับรัฐบาลคือ การตั้งหลักประเทศเพื่อรับมือกับ ‘วิกฤตใหญ่’ ของโลกให้ได้ ไม่ใช่การปลุกและยึดโยงอยู่กับกระแสชาตินิยม ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามไทย-กัมพูชา รอบที่ 3’ ได้ ซึ่งก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรคือ ‘ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์’ ของสงครามนี้ เว้นแต่หวังว่า สงครามในอนาคตจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกระแส ‘ชาตินิยม-เสนานิยม’ ต่อไปไม่หยุด เพื่อให้บรรดากลุ่มผู้ ‘เสพกระแสสงคราม’ ทั้งในและนอกเครื่องแบบทั้งหลาย คอยค้ำจุนรัฐบาล ทั้งที่โจทย์ในอนาคตของไทยในวันนี้ ใหญ่กว่าปัญหากัมพูชามาก

 

แต่กระแสเช่นนี้ก็ชวนให้รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมามีวิสัยทัศน์คับแคบที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของกัมพูชา จนเป็นเหมือนผู้นำไทย (ทั้งงานด้านต่างประเทศและความมั่นคง) กำลังเข้าไป ‘ติดกับดัก’ อยู่กับชายแดนกัมพูชา…ไม่มีชายแดนพม่า ไม่มีชายแดนใต้ …หรือบางที มีแต่ประเด็นสันปันน้ำ เอ็มโอยู ที่ผู้นำในระดับต่างๆ ของรัฐบาลพูดออกมาแล้ว ก็ผิดประวัติศาสตร์ ผิดข้อเท็จจริงไปเสียอีก (อยากขอให้กรมสนธิสัญญาฯ กระทรวงต่างประเทศ และกรมกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ช่วยติว ‘ข้อมูล-ข้อเท็จจริง’ เรื่องนี้ ให้ผู้นำรัฐบาล นักการเมือง และผู้นำทหารที่เกี่ยวข้องรับทราบเรื่องเหล่านี้บ้าง)

 

ภาวะเช่นนี้ ชวนให้ต้องคิดต่อไม่ได้ว่า ในท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเช่นนี้ รัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ จะรับมืออย่างไร…แล้วก็จะเอาประเทศออกจากความขัดแย้งในปัจจุบันได้อย่างไรด้วย เพราะประเทศไทย ‘ติดหล่มกัมพูชา’ มานานพอสมควรแล้ว ช่วยกันหันประเทศไปรับมือกับโลกดีกว่าไหมครับ!

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

The post สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ https://thestandard.co/thailand-post-suspend-middle-east-parcels/ Tue, 03 Mar 2026 11:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1183912 ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่ […]

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่างประเทศไปยังบางประเทศปลายทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงบางประเทศในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ รวม 25 ประเทศ อาจมีความล่าช้า และในบางประเทศปลายทางยังไม่สามารถส่งได้ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการให้บริการขนส่งทางอากาศและเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าและการให้บริการของสายการบินระหว่างประเทศซึ่งได้ยกเลิกเที่ยวบินไปยังภูมิภาคนี้ ทำให้บริการเกิดความล่าช้าใน 25 ปลายทาง

 

รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป, แอฟริกา, เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ เนื่องจากท่าอากาศยานบางแห่งในตะวันออกกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อ (Transit Hub) ของสายการบิน โดยผลกระทบดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

 

สำหรับประเทศปลายทางที่ได้รับผลกระทบด้านความล่าช้าคือ กลุ่มประเทศยุโรป ได้แก่ อาร์เมเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, ไซปรัส, สหราชอาณาจักร, กรีซ, จอร์เจีย ,ไอร์แลนด์, มอลตา, โรมาเนีย, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

 

กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี กลุ่มประเทศในแอฟริกา ได้แก่ แอลจีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา และในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถส่งสิ่งของ ด้วยบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศทุกประเภทบริการ ไปปลายทางประเทศบาห์เรน, อิหร่าน, อิสราเอล, คูเวต, เลบานอน, กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นการชั่วคราว รวมทั้งยังไม่สามารถส่งสิ่งของด้วยบริการ Courier Post ไปปลายทางประเทศดังกล่าวข้างต้น และปลายทางประเทศซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และโอมาน เป็นการชั่วคราว

 

อย่างไรก็ดี ไปรษณีย์ไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอัปเดตการให้บริการในปลายทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานเรียกถกด่วนรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช ขอประชาชนอย่ากักตุนน้ำมัน ย้ำ มีเพียงพอ และเตรียมใช้กลไกกองทุนฯ ดูแลด้านราคา https://thestandard.co/energy-iran-hormuz-oil-price/ Tue, 03 Mar 2026 10:02:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1183903 เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานกำลังประชุมด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุช

วันนี้ (3 มีนาคม 2569) วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัด […]

The post พลังงานเรียกถกด่วนรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช ขอประชาชนอย่ากักตุนน้ำมัน ย้ำ มีเพียงพอ และเตรียมใช้กลไกกองทุนฯ ดูแลด้านราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานกำลังประชุมด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุช

วันนี้ (3 มีนาคม 2569) วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้เรียกผู้ค้าน้ำมันประชุมด่วนแล้ว เพื่อให้เตรียมความพร้อมรับมือและเร่งจัดหาน้ำมัน ซึ่งในเช้าวันนี้ อิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อการนำเข้า

 

ด้วยเหตุนี้จึงขอให้ผู้ค้าเร่งจัดหาจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น อเมริกา แอฟริกาตะวันตก มาเลเซีย อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณสำรองภายในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชน พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการชดเชยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประเมินความเสี่ยงและมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลปริมาณสำรองภายในประเทศ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือและปริมาณสำรองตามกฎหมาย มีปริมาณอยู่ที่ 4,877 ล้านลิตร และน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง มีปริมาณอยู่ที่ 2,783 ล้านลิตร รวมปริมาณทั้งสิ้น 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน ในกรณีที่จัดหาเข้ามาใหม่ไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ยังคงจัดหาน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องจากแหล่งอื่นๆ แต่ราคาอาจจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก

 

สำหรับ กระแสข่าวที่มีการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว และประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขอยืนยันว่า การส่งออกดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้ง ประเทศไทยและ สปป.ลาว มีความสัมพันธ์อันดีทางด้านพลังงาน ไม่เพียงแต่การส่งออกน้ำมันจากไทยไปยัง สปป.ลาว แต่ไทยก็นำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ ได้มีการย้ำมาตรการคุมเข้มไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันต่อไปยังประเทศที่ 3 ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและเข้าขั้นวิกฤต กรมธุรกิจพลังงานจะกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมในการดำเนินมาตรการระงับการส่งออกเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทยด้วย

 

“ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน การกักตุนน้ำมันในปริมาณมาก เข้าข่ายผิดกฎหมายและอาจเกิดอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี กระทรวงพลังงาน เชื่อมั่นว่า ปริมาณสำรองภายในประเทศ มีใช้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีปริมาณสำรองอยู่ที่ 60 วัน แต่ก็ยังมีการจัดหาน้ำมันอย่างต่อเนื่องจากแหล่งที่อยู่นอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น อเมริกา, แอฟริกาตะวันตก และ มาเลเซีย”

 

“นอกจากนั้น เตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ส่วนกระแสข่าวการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสัญญาส่งออกที่ดำเนินการก่อนเกิดสถานการณ์ความไม่สงบนั้น กระทรวงพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการระงับการส่งออกตามความเหมาะสม ขอย้ำว่า กระทรวงพลังงาน จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดำเนินทุกมาตรการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ” วีรพัฒน์ กล่าว

The post พลังงานเรียกถกด่วนรับมืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช ขอประชาชนอย่ากักตุนน้ำมัน ย้ำ มีเพียงพอ และเตรียมใช้กลไกกองทุนฯ ดูแลด้านราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้ https://thestandard.co/us-israel-iran-conflict-analysis/ Tue, 03 Mar 2026 09:53:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1183893 ภาพกราฟิก สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน สะท้อนความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่ […]

The post ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน สะท้อนความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ ‘ถอนรากถอนโคน’ ทั้งโครงการนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมขีปนาวุธ และกองทัพเรือให้สิ้นซาก เพื่อปูทางสู่เป้าหมายใหญ่ นั่นคือการเปลี่ยนระบอบปกครองของอิหร่าน พร้อมส่งสารปลุกระดมชาวเมืองให้ลุกขึ้นปลดแอกตนเองจากระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน

 

สถานการณ์ทวีความรุนแรงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม หลังมีการยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศร่วมครั้งนี้สามารถปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายนายได้สำเร็จ แต่ความขัดแย้งไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะอิหร่านไม่ได้ยอมสิโรราบ ตรงกันข้าม พวกเขาลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นผู้กระทำความผิดและผู้อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้

 

เพียงชั่วข้ามคืน อิหร่านเปิดฉากตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการระดมยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ลามไปถึงกลุ่มประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับ ทั้งบาห์เรน คูเวต จอร์แดน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จนสถานการณ์ของตะวันออกกลางเรียกได้ว่า ‘ลุกเป็นไฟ’ ไปทั่วทั้งภูมิภาคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่ เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว บรรดาผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงเบื้องหลัง และแนวโน้มของวิกฤตการณ์ครั้งนี้

 

โจมตีอิหร่าน ≠ ทำลายสาธารณรัฐอิสลาม

 

เรย์ ทากีย์ (Ray Takeyh) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ระบุว่า การทิ้งระเบิดเพื่อหวังให้ระบอบการปกครองหนึ่งสิ้นสูญไปนั้น ‘แทบจะไม่เคยเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเลย’

 

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะสาธารณรัฐอิสลามคือระบบเชิงอุดมการณ์ที่มีกลุ่มชนชั้นนำและฐานเสียงสนับสนุนหลายระดับ แม้แรงสนับสนุนนั้นอาจจะลดน้อยถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญของระบอบการปกครองที่พร้อมจะใช้กำลังเพื่อรักษาอำนาจไว้ และการปราบปรามการลุกฮือครั้งล่าสุดที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ในสมรภูมิต่างแดนไม่ได้แปลว่าความมั่นคงภายในจะสั่นคลอนเสมอไป

 

ในมุมของการทูต ทากีย์ชี้ให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุรุนแรงครั้งนี้ อิหร่านพยายามแสดงความจริงจังในการเจรจา โดยมีรายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้เสนอข้อตกลงที่เรียกร้องให้มีการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลาหลายปี (ก่อนจะอนุญาตให้กลับมาดำเนินการต่อได้ในระดับต่ำ) เพื่อคลายความกังวลของนานาชาติ ซึ่งหากสหรัฐฯ ให้เวลากับวิธีทางการทูตมากกว่านี้ เราอาจได้เห็นข้อตกลงที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม แต่เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลือกการโจมตีทางทหารในขณะที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้นำอิหร่านจะมองว่าการทูตที่ผ่านมาเป็นเพียง “ฉากบังหน้า” ก่อนที่กระสุนจะตกใส่พวกเขาจริงๆ

 

สถานการณ์ปัจจุบันจึงบีบให้ผู้นำอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตอบโต้ โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งทากีย์วิเคราะห์ว่าหากมีทหารอเมริกันต้องสังเวยชีวิตในเหตุการณ์นี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยิ่งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลให้ต้องเปิดฉากโจมตีซ้ำเพื่อเป็นการลงโทษ กลายเป็นวงจรที่ยกระดับความรุนแรงจนยากจะควบคุม

 

ท้ายที่สุด วงจรแห่งการทำลายล้างนี้จะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อ ‘ผู้มีสติยั้งคิด’ เป็นฝ่ายกุมอำนาจในการตัดสินใจ แต่น่าเสียดายที่ในชั่วโมงนี้ ทากีย์มองว่าแทบไม่เห็นร่องรอยของสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศเลยแม้แต่น้อย

 

การโจมตีอิหร่านสะท้อนความแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

เอลเลียต เอบรัมส์ (Elliott Abrams) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานอันยอดเยี่ยมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

เขาระบุว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมมานานนับสัปดาห์ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไปสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

วัตถุประสงค์ในการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อลดขีดความสามารถของแหล่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์ หรือโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ ‘บังคับให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ตามที่ทรัมป์ได้ประกาศกร้าวไว้ เอบรัมส์ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญทางนโยบาย เพราะแม้การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านจะเป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศปรารถนา แต่ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประสงค์หลักของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันอย่างเป็นทางการเช่นนี้มาก่อน และการที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาปลุกระดมให้ชาวอิหร่านลุกฮือโดยตรง จึงตอบโจทย์ด้านความมั่นคงแก่อิสราเอลที่มองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามที่อันตราย

 

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการร่วม” ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่ทอดทิ้งอิสราเอลกลางคัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างไปจนกว่าการสู้รบจะสิ้นสุดลง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับฝ่ายอิสราเอลอย่างมากในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่รออยู่

 

ในมิติทางการเมือง ปฏิบัติการนี้ยังเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับตัวเนทันยาฮูเอง เอบรัมส์มองว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่เนทันยาฮูมีต่อทรัมป์ ซึ่งแสดงออกผ่านความร่วมมือทางทหารครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้นำอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่อิสราเอลกำลังจะมีการเลือกตั้ง

 

เพื่อนบ้านตะวันออกกลางจ่อรับแรงกระแทก

 

สตีเวน เอ. คุก (Steven A. Cook) เป็นนักวิชาการอาวุโสในด้านตะวันออกกลางและแอฟริกาศึกษาประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า ความไม่แน่นอนของทั้งปฏิบัติการทางทหาร และความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ทำให้ชาติต่างๆ ในตะวันออกกลางตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด

 

ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น บรรดาประเทศแถบอ่าวอาหรับได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่าน (ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้จะมีการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่สหรัฐฯ อยู่บ้างก็ตาม)

 

สำหรับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โจทย์ใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเรื่องเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศกังวลว่าความโกลาหลในอิหร่านจะลุกลามจนทำลายแผนปฏิรูปประเทศมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ที่พวกเขากำลังดำเนินอยู่

 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออิหร่านเริ่มเปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ และ UAE ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที โดยซาอุฯ ได้ประกาศพร้อมสนับสนุนมาตรการตอบโต้ ส่วน UAE ก็ทำการสกัดกั้นขีปนาวุธและสงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้อิหร่านด้วย

 

ในขณะที่กาตาร์ ซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านมากกว่าใครเพื่อน กลับต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวจากการที่อิหร่านเคยโจมตีฐานทัพอากาศอัลอูเดดเมื่อปีก่อน ยิ่งทรุดหนักลงเมื่อเกิดการโจมตีระลอกใหม่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กาตาร์ยังคงต้องใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติมหาศาลร่วมกับอิหร่าน จึงทำให้ต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้อย่างระมัดระวัง

 

ท้ายที่สุด คุกสรุปว่า “ความไม่แน่นอน” จะกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อปฏิบัติการทางทหารได้เริ่มขึ้นแล้ว ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็น่าจะเป็น “การอยู่รอดของระบอบการปกครองอิหร่าน” เพราะคงไม่มีใครอยากมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นระบอบการปกครองที่อ่อนแอลง แถมเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

 

สำหรับทรัมป์ แค่โจมตีทางอากาศอาจยังไม่พอ

 

แมกซ์ บูต (Max Boot) นักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคงแห่งชาติศึกษาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ให้ความเห็นว่า “การเริ่มสงครามเป็นเรื่องง่าย แต่การจบสงครามให้สำเร็จคือเรื่องยาก”

 

เขาชี้ว่า นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนเคยได้รับ ตั้งแต่สงครามเวียดนามจนถึงสงครามในอัฟกานิสถาน และตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังก้าวเข้าสู่วังวนเดิม ด้วยการประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานผ่านวิดีโอในโซเชียลมีเดีย

 

“เราจะทำลายล้างขีปนาวุธของพวกเขา และกวาดล้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบ”

 

“เราจะบดขยี้กองทัพเรือของพวกเขาให้สิ้นซาก”

 

“เราจะทำให้มั่นใจว่า กลุ่มตัวแทนก่อการร้ายในภูมิภาคจะไม่สามารถสร้างความไม่สงบแก่ภูมิภาคหรือโลก และไม่สามารถโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป”

 

เป้าหมายของทรัมป์ที่มุ่งทำลายล้างขีปนาวุธ กองทัพเรือ และตัดวงจรกลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของอิหร่านให้สิ้นซากนั้น บูตมองว่า ‘ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยกำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว’

 

แม้ระเบิดจะทำลายโรงงานหรือคลังอาวุธได้ แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าอิหร่านจะไม่ฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ทันทีที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินกลับฐาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อ 8 เดือนก่อน ทรัมป์เคยประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่พอถึงวันนี้ เขากลับอ้างว่าระบอบการปกครองนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มากพอจะสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหาร

 

ในส่วนของความพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มตัวแทนก่อการร้าย บูตวิเคราะห์ว่าตราบใดที่อิหร่านยังมีความสามารถในการส่งออกน้ำมันได้ พวกเขาก็ยังมีทุนพอจะสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ต่อไป

 

สิ่งที่ทรัมป์หวังคือ “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” แต่เขากลับดำเนินยุทธศาสตร์แบบครึ่งๆ กลางๆ โดยหวังเพียงว่าการสังหารผู้นำระดับสูงด้วยการโจมตีทางอากาศจะจุดชนวนให้ประชาชนลุกฮือปลดแอกตนเอง ซึ่งในความเป็นจริง ‘ความหวัง’ ไม่ใช่ ‘ยุทธศาสตร์’ และประวัติศาสตร์ก็บอกเราเสมอว่าการลุกฮือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายอย่างที่คิด

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ข้อมูลข่าวกรองระบุว่าหากคาเมเนอีถูกสังหารจริง ผู้ที่จะขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อ คือกลุ่มสายแข็งจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ดูแลเครือข่ายก่อการร้าย รวมถึงโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านนั่นเอง

 

ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้จึงดูริบหรี่ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ บูตสรุปทิ้งท้ายว่า ทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนทั้งหมด และตอนนี้เขาต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากการเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดและอันตรายที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเอง

 

อ้างอิง:

The post ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุด https://thestandard.co/thailand-fuel-imports-top-10/ Tue, 03 Mar 2026 09:29:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1183887 ภาพอินโฟกราฟิกแสดง 10 อันดับประเทศที่ไทยนำเข้าเชื้อเพลิงมากที่สุดในปี 2568 พร้อมมูลค่านำเข้าและสัดส่วน

ตามรายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพา […]

The post เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดง 10 อันดับประเทศที่ไทยนำเข้าเชื้อเพลิงมากที่สุดในปี 2568 พร้อมมูลค่านำเข้าและสัดส่วน

ตามรายงานข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และเชื้อเพลิงอื่นๆ เป็นมูลค่า 1,441,069.77 ล้านบาท ลดลง 17.21% YoY 

 

โดยประเทศที่มีการนำเข้ามากสุดคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ 416,060.06 ล้านบาท สัดส่วน 28.87% ของการนำเข้าเชื้อเพลิงทั้งหมด ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง แม้จะมียอดการนำเข้าที่ลดลง 23.13% ในปี 2568 ก็ตาม

 

สำหรับประเทศอิหร่าน ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงจากอิหร่านเป็นอันดับที่ 59 ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 17.32 ล้านบาท นับเป็นสัดส่วนของการนำเข้าเชื้อเพลิงที่น้อยมากจนแทบเหลือ 0% เมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงทั้งหมด

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิด 10 อันดับประเทศ ‘ไทย’ นำเข้า ‘เชื้อเพลิง’ จากที่ใดมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ประชุมด่วน กต.-สถานทูต หลังทรัมป์สั่งอพยพคนสหรัฐฯ คาดยืด 4 สัปดาห์ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. https://thestandard.co/pm-meeting-middle-east-evacuation-war-room/ Tue, 03 Mar 2026 07:51:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1183841 นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ อนุทิน ชาญวีร […]

The post นายกฯ ประชุมด่วน กต.-สถานทูต หลังทรัมป์สั่งอพยพคนสหรัฐฯ คาดยืด 4 สัปดาห์ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง.

วันนี้ (3 มีนาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูต รวมถึงสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

 

หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมจะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านเข้ามา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงมีการประเมินว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อราว 4-5 สัปดาห์ จนทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐต้องสั่งอพยพชาวอเมริกันในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่สู้รบ

 

ก่อนเริ่มการประชุม อุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้รายงานสถานการณ์ว่า จากการรวบรวมข้อมูลในพื้นที่และจากสื่อระหว่างประเทศหลายแหล่ง คาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

 

ในส่วนการโจมตีในพื้นที่ต่าง ๆ ของอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล พบว่ามีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน ซึ่งมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมถึงเป้าหมายทางพลเรือนด้วย ขณะที่การบริหารจัดการภายในอิหร่าน ภายหลังสูญเสียผู้นำสูงสุด มีการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ภายในไม่กี่วัน อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านของคณะผู้นำรักษาการชั่วคราว (Interim Council)

 

ด้านอิสราเอล มีการโจมตีอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่โจมตีภาคกลางและภาคเหนือของอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังขยายพื้นที่การโจมตีออกไปยังเลบานอน ไม่จำกัดเฉพาะอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งห้องวอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตในตะวันออกกลางตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมอนิเตอร์ข่าวและข้อมูลอย่างใกล้ชิด

 

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 4นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 5นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 6นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 7นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 8นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 9นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 10นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูต เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง. 11

The post นายกฯ ประชุมด่วน กต.-สถานทูต หลังทรัมป์สั่งอพยพคนสหรัฐฯ คาดยืด 4 สัปดาห์ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เรือเลือกทิ้งสมอรอ’ วิเคราะห์ ทำไมปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงน่าห่วงและเป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยเลี่ยงไม่ได้? https://thestandard.co/hormuz-strait-thailand-economy-impact/ Tue, 03 Mar 2026 07:01:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1183821 ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หลังจากที่รายงานข่าว วันที่ 3 มี.ค. อ้างอิงสื่อทางการอิ […]

The post ‘เรือเลือกทิ้งสมอรอ’ วิเคราะห์ ทำไมปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงน่าห่วงและเป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยเลี่ยงไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

หลังจากที่รายงานข่าว วันที่ 3 มี.ค. อ้างอิงสื่อทางการอิหร่าน ระบุว่า เอบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุด กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศคำเตือนที่รุนแรงที่สุดว่า ‘ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว’

 

หากเรือลำใดพยายามฝ่าฝืนน่านน้ำนี้ กองกำลัง IRGC และกองทัพเรืออิหร่านจะระดมยิงจนเรือเหล่านั้นลุกเป็นไฟ

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่ากับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง สรท.ขอประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและโลจิสติกส์ของไทย

 

1. สถานการณ์ล่าสุดด้านการเดินเรือ

 

แม้ในทางเทคนิค ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แม้ ‘ยังไม่มีการประกาศปิดเส้นทางอย่างเป็นทางการ’ แต่จากข้อมูลภาคปฏิบัติพบว่า เรือสินค้าส่วนใหญ่ที่มีแผนผ่านเส้นทางดังกล่าว เลือก ‘ทิ้งสมอรอ’ หรือชะลอการเดินเรือเพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยแล้ว

 

สรท. เห็นว่าสถานการณ์ลักษณะนี้ถือเป็น ‘การปิดทางอ้อมในเชิงพฤติกรรม’ (Behavioral Disruption)

 

กล่าวคือ แม้เส้นทางยังเปิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติระบบโลจิสติกส์เริ่มหยุดชะงักแล้วบางส่วน

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

2. ผลกระทบทันทีต่อภาคส่งออกและโลจิสติกส์

 

  • Capacity หายไปจากตลาดทันที
  • เมื่อเรือหยุดรอ ไม่เดินทางต่อ ทำให้กำลังการขนส่งที่ใช้ได้จริง (Effective Capacity) ลดลงทันทีในตลาดโลก
  • ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยมีแรงกดดันปรับขึ้น
  • เมื่อ Supply ลดลง แต่ความต้องการขนส่งยังมีอยู่ ราคาค่าระวางเรือจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว
  • ขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยมีแนวโน้มปรับเพิ่ม War Risk Premium สำหรับเส้นทางตะวันออกกลาง

 

3. Lead Time ยาวขึ้นและไม่แน่นอน

 

ผู้ส่งออกไม่สามารถประเมินวันถึงปลายทางได้ชัดเจน ส่งผลต่อการบริหารสินค้าคงคลัง สัญญาส่งมอบ และกระแสเงินสด

 

4. ราคาพลังงานผันผวนทันที

 

ตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งโดยตรง

 

5.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

 

เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทมีความผันผวน เพิ่มความเสี่ยงด้าน FX ต่อผู้ส่งออก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

วางฉากทัศน์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์

 

หากภาวะความไม่แน่นอนนี้ยืดเยื้อเกิน 2-3 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผลชัดเจนต่อ

 

  • ราคาพลังงานโลก
  • ค่าระวางเรือในเส้นทางเอเชีย-ยุโรป
  • ต้นทุนการส่งออกสินค้าไทย
  • ความล่าช้าในการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกา

 

หากยืดเยื้อ 3-6 เดือนขึ้นไป จะกลายเป็นผลกระทบ ‘เชิงโครงสร้าง’

 

  • ต้นทุนโลจิสติกส์สูงต่อเนื่อง กดดันอัตรากำไรผู้ส่งออก
  • กำลังซื้อประเทศผู้นำเข้าลดลง โดยเฉพาะประเทศพึ่งพาพลังงาน
  • คำสั่งซื้อใหม่ (New Orders) ชะลอการตัดสินใจ
  • ภาคธุรกิจต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มจาก Lead Time ที่ยาวขึ้น

 

กรณี ‘รุนแรง’ หากเกิดข้อจำกัดต่อเส้นทางพลังงานสำคัญ อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของไทยและเป็น ‘เส้นทางพลังงานโลก’

 

ขณะเดียวกัน บทบาทตลาดตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทย จะกระทบ

 

1. ตลาดส่งออกโดยตรง

 

ตะวันออกกลางเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหาร ฮาลาล ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย

 

2. ศูนย์กลางกระจายสินค้า (Hub)

 

ประเทศในอ่าวอาหรับเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันออก หากเส้นทางสะดุด จะกระทบการส่งออกไปแอฟริกาโดยอ้อม

 

3.เส้นทางพลังงานโลก

 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันส่วนสำคัญของโลก หากเกิดข้อจำกัดจะสะท้อนต้นทุนพลังงานมายังไทยโดยตรง

 

ธนากร ย้ำว่า แนวทางรับมือของ สรท. จะดำเนินการและเสนอแนวทาง

 

  • ติดตามสถานการณ์ค่าระวางเรือและประกันภัยอย่างใกล้ชิด
  • ประสานข้อมูลกับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์
  • แจ้งเตือนสมาชิกบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging)
  • แนะนำผู้ส่งออกเผื่อระยะเวลาขนส่ง และทบทวนเงื่อนไข Incoterms
  • ประสานภาครัฐเตรียมมาตรการดูแลต้นทุนโลจิสติกส์

 

ความไม่แน่นอนเส้นทางขนส่งกระทบความเชื่อมั่นทางการค้า

 

“แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและพลังงานนำเข้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลทางอ้อมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นทางการค้า” ธนากร กล่าว

 

ธนากร ระบุอีกว่า สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามใกล้ชิด แต่ภาคส่งออกไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพทางธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำรวจการค้าไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง ชี้มูลค่าสูง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย และจัดทำแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิหร่านโดยตรงจะมีสัดส่วนไม่สูงมาก

 

โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ไทยส่งออก 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมผ่านโครงสร้างพลังงานโลกและการขนส่งระหว่างประเทศ

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2

 

ทว่า การค้าระหว่างไทยกับ 15 ประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 40,535.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้สูงถึง 28,060.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสียดุลการค้า 15,584.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

“เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าพลังงานมูลค่าสูงเป็นหลัก จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคดังกล่าว”

 

นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยคาดการณ์ว่า “หากความขัดแย้งขยายวงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

 

จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในส่วนของผลกระทบต่อภาคการผลิต มีการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) พบว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งของหลายอุตสาหกรรม

 

เปิดชื่อธุรกิจที่ใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง

 

โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลในกระบวนการผลิตสูง ได้แก่

 

  • เหล็กและเหล็กกล้า 7.93%
  • การฟอกและย้อมผ้า 6.31%
  • เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน 4.82%
  • ปูนซีเมนต์ 4.43%
  • ผลิตภัณฑ์จากโลหะ 4.01% แก้วและผลิตภัณฑ์แก้ว 2.74%
  • เสื้อผ้าและสิ่งทอ 2.53%

 

กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ อาจทำให้ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย

 

โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก อาจเผชิญความล่าช้าในการขนส่งจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

 

ภาพประกอบสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 3

 

ผลกระทบไทย : ระยะสั้นฉุด GDP 0.06% ภาคผลิตอุตสาหกรรมวูบ 3 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ

 

  • ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20% (ประมาณ 77-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม
  • ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% (ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) จะทำให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนว่าความผันผวนของราคาพลังงานมีผลต่อภาคการผลิตไทย

 

ส.อ.ท.-หอการค้า กังวลอิหร่าน ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุช’ กดดันเศรษฐกิจไทย

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ภาคอุตสาหกรรมความกังวลผลกระทบต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช

 

“แม้ขณะนี้ผลกระทบ ‘เชิงจิตวิทยา’ จะเริ่มสะท้อนผ่านตลาดแล้ว โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นราว 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

 

เช่นเดียวกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กังวลว่า ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลกจะกระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ เรือบรรทุกชะลอการขนส่ง จะเกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศรวมถึงไทย” ดร.พจน์ กล่าว

The post ‘เรือเลือกทิ้งสมอรอ’ วิเคราะห์ ทำไมปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงน่าห่วงและเป็นสัญญาณอันตรายที่ไทยเลี่ยงไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอลให้คำมั่น ยกระดับดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย รับมือปฏิบัติการใหญ่ถล่มอิหร่าน https://thestandard.co/israel-assures-thai-worker-safety/ Tue, 03 Mar 2026 06:51:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1183811 ภาพทหารอิสราเอลพร้อมอาวุธ เพื่อสื่อถึงสถานการณ์ความมั่นคงในอิสราเอลและคำมั่นดูแลแรงงานไทย

วันนี้ (3 มีนาคม) สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไ […]

The post อิสราเอลให้คำมั่น ยกระดับดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย รับมือปฏิบัติการใหญ่ถล่มอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารอิสราเอลพร้อมอาวุธ เพื่อสื่อถึงสถานการณ์ความมั่นคงในอิสราเอลและคำมั่นดูแลแรงงานไทย

วันนี้ (3 มีนาคม) สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์กรณีขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน โดยระบุว่า ขณะนี้อิสราเอลกำลังเผชิญหน้ากับระบอบการปกครองของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในอิหร่านที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

 

ทางการอิสราเอลระบุว่า วัตถุประสงค์ชัดเจนคือ ‘การขจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่าน’ ซึ่งรวมถึงความตั้งใจของอิหร่านที่จะพัฒนา อาวุธนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และการให้การสนับสนุนเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่านซึ่งมีอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนั้นอิสราเอลยังเสนอทางเลือกให้ประชาชนชาวอิหร่านสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดยปราศจากระบอบการปกครองที่ประกาศอย่างเปิดเผยให้ทำลายล้างประเทศอิสราเอล

 

อิสราเอลจึงได้ข้อสรุปว่า แม้จะมีความเสี่ยงแต่หากไม่ดำเนินการใดๆ โดยปราศจาก ‘มาตรการที่เด็ดขาด’ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ทั้งยังระบุว่า อิหร่านจะบรรลุขีดความสามารถสูงสุดด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ที่ทำให้ไม่สามารถขจัดภัยคุกคามเหล่านี้ได้เลย ทั้งนี้อิหร่านได้ย้ายองค์ประกอบสำคัญของโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตขีปนาวุธ ลงไปอยู่ใต้ดินอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการถูกทำลาย

 

ปฏิบัติการสิงโตคำราม

 

อิสราเอลประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา และเปิด ‘ปฏิบัติการสิงโตคำราม’ เพื่อลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านที่คุกคามอิสราเอลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายทางการทหาร รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธ และองค์ประกอบของอุตสาหกรรมด้านการทหารของอิหร่าน

 

ที่ผ่านมาอิหร่านได้เรียกร้องอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด ให้กำจัดอิสราเอลและดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น อิสราเอลจึงตัดสินใจร่วมกับสหรัฐอเมริกาในปฏิบัติการครั้งนี้ก็เพื่อขจัดภัยคุกคามดังกล่าวและเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองของตน

 

อิสราเอลยังระบุอีกว่า การที่อิหร่านโจมตีหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ยิ่งย้ำให้เห็นถึงท่าทีอันแข็งกร้าวและบทบาทสำคัญของอิหร่านในการทำลายความมั่นคงในภูมิภาค

 

ความปลอดภัยของแรงงานไทย

 

ในส่วนของแรงงานไทย อิสราเอลให้ ‘ความสำคัญสูงสุด’ ต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานชาวไทยที่พำนักอยู่ในอิสราเอล โดยสนับสนุนและสร้างระบบต่างๆ เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจและปลอดภัย มีการเปิดสายด่วนฉุกเฉินเป็นภาษาไทย ส่งข้อความแจ้งเตือนทันที และให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยเป็นภาษาไทยไปยังโทรศัพท์มือถือโดยตรง รวมถึงเผยแพร่วิดีโอแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยและในสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ขณะที่หน่วยงานด้านประชากรและตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกระทรวงแรงงานของอิสราเอล ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอล เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างทันท่วงทีและเกิดความร่วมมืออย่างเต็มที่ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

อิสราเอลมุ่งมั่นดำเนินการทุกวิถีทางที่จะดูแลปกป้องให้แรงงานชาวไทยปลอดภัย และถือว่าการคุ้มครองดังกล่าว เป็นความรับผิดชอบที่มี ‘ลำดับความสำคัญสูงสุด’

 

แฟ้มภาพ: Ronen Zvulun / Reuters

The post อิสราเอลให้คำมั่น ยกระดับดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย รับมือปฏิบัติการใหญ่ถล่มอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวนซ์ชี้ ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่าน หวังเปลี่ยนวิธีคิด-ปิดตายโอกาสครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/trump-iran-nuclear-vance/ Tue, 03 Mar 2026 05:52:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1183792 ภาพประกอบข่าว โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตี อิหร่าน เพื่อหยุดยั้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โดนัลด […]

The post แวนซ์ชี้ ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่าน หวังเปลี่ยนวิธีคิด-ปิดตายโอกาสครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตี อิหร่าน เพื่อหยุดยั้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจสั่งโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน เนื่องจากได้ข้อสรุปว่า หนทางเดียวที่จะรับประกันได้ว่า รัฐบาลอิหร่านจะไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกคือ การบีบให้เกิด ‘การเปลี่ยนทัศนคติ-วิธีคิด’ (Mindset) ขั้นพื้นฐานของระบอบปกครองอิหร่าน

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) แวนซ์กล่าวว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ทำให้สหรัฐฯ ‘ปลอดภัยจากอาวุธนิวเคลียร์’ ของอิหร่านแค่ในช่วง 3-4 ปีแรกของวาระที่สองเท่านั้น แต่ต้องการให้แน่ใจว่า ‘อิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อีก’ และนั่นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนวิธีคิดของระบอบอิหร่านแบบถอนรากถอนโคน ดังนั้น เมื่อทรัมป์เห็นว่าระบอบอิหร่านกำลังอ่อนแอลง และทราบดีว่าพวกเขายังมุ่งมั่นที่จะก้าวไปให้ถึงจุดที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ทรัมป์จึงตัดสินใจลงมือ เพราะรู้สึกว่า สิ่งนี้จำเป็นต่อการปกป้องความมั่นคงของชาติ

 

ย้ำจุดยืน: ‘ไม่ติดหล่มสงครามยาวนาน’

 

รองประธานาธิบดียังได้กล่าวย้ำข้อความเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ชาวอเมริกันที่กังวลเรื่องการทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่สงครามที่ลากยาว

 

“ไม่มีทางที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมให้ประเทศนี้ตกอยู่ในความขัดแย้งที่กินเวลานานหลายปีโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจนและไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน” แวนซ์ระบุ “เราจะไม่กลับไปเจอปัญหาเดิมๆ แบบที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน”

 

เป้าหมายหลักคือ ‘นิวเคลียร์’ ไม่ใช่ ‘ตัวผู้นำ’

 

แวนซ์ยังชี้ให้เห็นว่า ใครจะเป็นผู้ปกครองอิหร่านในท้ายที่สุดนั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

 

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับระบอบการปกครองในรูปแบบใดก็ตาม นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ (Incidental) ไม่ใช่เป้าหมายหลักของประธานาธิบดี” แวนซ์กล่าวทิ้งท้ายเพื่อย้ำว่า วัตถุประสงค์สูงสุดของรัฐบาลยังคงเป็นการยับยั้งไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

 

แฟ้มภาพ: Kevin Lamarque / Pool / Reuters

อ้างอิง:

The post แวนซ์ชี้ ทรัมป์สั่งถล่มอิหร่าน หวังเปลี่ยนวิธีคิด-ปิดตายโอกาสครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. เรียกร้องหยุดความรุนแรง หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย วอนคุ้มครองพลเรือน ดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง https://thestandard.co/hr-commission-urges-middle-east-peace/ Tue, 03 Mar 2026 03:50:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1183759 กสม. แถลงการณ์เรียกร้องยุติความรุนแรงในตะวันออกกลาง

วันนี้ (3 มีนาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) […]

The post กสม. เรียกร้องหยุดความรุนแรง หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย วอนคุ้มครองพลเรือน ดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสม. แถลงการณ์เรียกร้องยุติความรุนแรงในตะวันออกกลาง

วันนี้ (3 มีนาคม) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่ปรากฏสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง กรณีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

 

เป็นเหตุให้ผู้นำสูงสุดและสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งผู้นำระดับสูงในรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหลายรายเสียชีวิต รวมถึงเด็กผู้หญิงจำนวนมากในโรงเรียนประถมศึกษาหญิง ณ กรุงเตหะราน และการตอบโต้กันของทั้งสองฝ่ายตลอดจนการประท้วงในบางประเทศนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนอีกจำนวนมาก

 

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อความสูญเสียของทุกฝ่าย และขอประณามปฏิบัติการทางทหารที่อุกอาจ โหดร้าย และไม่เลือกเป้าหมาย อันถือเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด

 

ความขัดแย้งที่ขยายตัวครั้งนี้ มิเพียงก่อผลกระทบต่อคู่ขัดแย้งในสงคราม แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสถานการณ์ความสงบระดับภูมิภาคและระดับโลก และกระทบสิทธิมนุษยชนของคนในหลายประเทศ โดยที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานคือการใช้ชีวิตอย่างมั่นคงและปลอดภัยได้

 

กสม. ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการปฏิบัติการทางทหารทุกรูปแบบ คุ้มครองพลเรือนและสถานพยาบาล และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบได้โดยไม่มีอุปสรรค ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ของโลกซึ่งเคยมีบทเรียนมาแล้วในอดีต และขอให้ทุกฝ่ายกลับไปใช้กลไกเจรจาทางการทูตและสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความผาสุกของพลเมืองโลกเป็นสำคัญ

 

สุดท้ายนี้ กสม. ขอแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทยที่พำนักและประกอบอาชีพอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยขอให้รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มความสามารถ

The post กสม. เรียกร้องหยุดความรุนแรง หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย วอนคุ้มครองพลเรือน ดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ส่งผลกระทบอย่างไร https://thestandard.co/iran-closes-strait-hormuz-oil-impact/ Tue, 03 Mar 2026 03:43:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1183754 ภาพเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่อิหร่านประกาศปิดและเตือนจะโจมตี

เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามข […]

The post อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่อิหร่านประกาศปิดและเตือนจะโจมตี

เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งที่รองรับปริมาณน้ำมันประมาณ 20% ของโลก พร้อมเตือนว่าจะโจมตีและเผาเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน

 

โดยการประกาศปิดช่องแคบนี้เป็น ‘การตอบโต้’ ปฏิบัติการทิ้งระเบิดของอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิต นอกจากนี้ อิหร่านยังขู่ว่าจะโจมตีท่อส่งน้ำมัน เพื่อตัดขาดไม่ให้น้ำมันส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้แม้แต่หยดเดียว

 

การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลก เช่น

 

1. เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ‘ถูกตัดขาด’ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่รองรับปริมาณน้ำมันถึง 20% ของการจัดหาน้ำมันทั่วโลก การที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบพร้อมกับขู่ที่จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน ทำให้การขนส่งต้องหยุดชะงัก

 

2. ราคาน้ำมันดิบ ‘มีความเสี่ยงพุ่งสูง’ เป็นประวัติการณ์ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทันที และสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยที่ปรึกษาอาวุโสของกองกำลัง IRGC คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 200 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

3. วิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและเอเชีย ผลกระทบ ‘ไม่ได้จำกัด’ อยู่แค่น้ำมัน แต่ยังทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นเกือบ 50% ในยุโรป และเกือบ 40% ในเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการที่โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ QatarEnergy ซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ถูกโจมตีจนต้องระงับการผลิต

 

4. โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ‘ตกอยู่ในความเสี่ยง’ มีความตื่นตระหนกถึงการขยายวงของสงครามในภูมิภาค โดยนอกจากโรงงานในกาตาร์แล้ว โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ในซาอุดีอาระเบียซึ่งมีกำลังการผลิตกว่าครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนเช่นกัน แม้จะสามารถป้องกันไว้ได้ก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า วิกฤตด้านราคาและอุปทานพลังงานทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสหรัฐฯ ได้คาดการณ์ถึงปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว และจะเริ่มบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Lavizzara / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศเตือน ‘คลื่นลูกใหญ่’ ในสงครามกับอิหร่าน กำลังจะมาถึงในไม่ช้า https://thestandard.co/trump-warns-big-wave-iran-war/ Tue, 03 Mar 2026 03:02:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1183737 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ทางโ […]

The post ทรัมป์ประกาศเตือน ‘คลื่นลูกใหญ่’ ในสงครามกับอิหร่าน กำลังจะมาถึงในไม่ช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CNN เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลัง ‘บดขยี้’ อิหร่านอย่างหนัก แต่เตือนว่า ‘คลื่นระลอกใหญ่’ ที่แท้จริงนั้นยังมาไม่ถึง และจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

“ผมคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย มันทรงพลังมาก เรามีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและเรากำลังใช้งานมันอยู่”

 

ทรัมป์ได้กล่าวถึงประเด็นที่ครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่ระยะเวลาของความขัดแย้ง ความประหลาดใจต่อการตอบโต้อย่างกว้างขวางของอิหร่าน ไปจนถึงแผนการสืบทอดอำนาจของอิหร่าน

 

ระยะเวลาของสงคราม

 

เมื่อถามว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงใด ประธานาธิบดีตอบว่า “ผมไม่อยากเห็นมันลากยาวเกินไป ผมเคยคิดไว้เสมอว่ามันจะใช้เวลา 4 สัปดาห์ และตอนนี้เราทำได้เร็วกว่ากำหนดการเล็กน้อย”

 

เมื่อถูกถามว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการมากกว่าแค่การโจมตีทางทหาร เพื่อช่วยให้ประชาชนชาวอิหร่านทวงคืนประเทศจากระบอบปกครองเดิมหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ใช่ เรากำลังทำอยู่ แต่ตอนนี้เราอยากให้ทุกคนอยู่ในที่พักก่อน เพราะข้างนอกนั่นยังไม่ปลอดภัย”และสถานการณ์กำลังจะอันตรายยิ่งขึ้น

 

ประธานาธิบดีกล่าวเสริมว่า “เรายังไม่ได้เริ่มถล่มพวกเขาแบบหนักหน่วงเลยด้วยซ้ำ ระลอกใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น ของจริงกำลังจะมาเร็วๆ นี้”

 

‘ความประหลาดใจครั้งใหญ่ที่สุด’ จนถึงขณะนี้

 

ทรัมป์ระบุว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ การที่อิหร่านหันไปโจมตีกลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาค ได้แก่ บาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

“เราตกใจมาก” ทรัมป์กล่าว “เราบอกพวกเขา (กลุ่มประเทศอาหรับ) ว่า ‘เราจัดการเองได้’ แต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องการเข้าร่วมรบ และกำลังสู้อย่างดุเดือด เดิมทีพวกเขาแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้กลับยืนกรานที่จะต้องมีส่วนร่วมด้วย”

 

ทรัมป์กล่าวถึงผู้นำอาหรับว่า “ผมรู้จักคนเหล่านี้ พวกเขาเข้มแข็งและฉลาด” โดยระบุว่าการที่อิหร่าน “ยิงใส่โรงแรมและอาคารที่พักอาศัย ทำให้พวกเขาโกรธแค้น พวกเขารักเรานะ แต่เดิมทีพวกเขาก็แค่เฝ้าดูอยู่เฉยๆ ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องเข้ามาเกี่ยวเลย”

 

ทรัมป์ยังย้ำว่า ภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นปัญหาหลักของภูมิภาคมานาน “คุณต้องเข้าใจว่าพวกเขาอยู่ภายใต้เมฆดำนั้นมาหลายปี นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่เคยมีสันติภาพได้เลย”

 

การสืบทอดอำนาจในอิหร่าน

 

ในประเด็นที่ว่าใครจะขึ้นมานำอิหร่านคนต่อไป ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่รู้ว่าใครคือผู้นำ เราไม่รู้ว่าพวกเขาจะเลือกใคร บางทีพวกเขาอาจจะโชคดีได้คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”

 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านสูญเสีย ‘บุคลากรระดับสูงไปจำนวนมาก’ จากการโจมตีระลอกแรก ’49 คน’ “มันเป็นการโจมตีที่น่าทึ่งมาก พวกเขาประมาทไปหน่อยที่มาประชุมรวมกันในที่เดียว พวกเขานึกว่าเราตรวจจับไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วตรวจจับได้ เราเองยังตกใจเลย”

 

ทรัมป์ย้ำว่า ตอนนี้สถานการณ์ในอิหร่านไร้ทิศทาง “พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครกำลังนำพวกเขาอยู่ตอนนี้ เรากำจัดผู้นำไป 49 คน”

 

‘เราไม่สามารถทำข้อตกลงกับคนพวกนี้ได้’

 

ประธานาธิบดีกล่าวว่า ทีมงานของเขาพยายามเจรจากับอิหร่านแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะทุกครั้งที่มีข้อเสนอใหม่ อิหร่านจะขอยกเลิกข้อเสนอที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการไม่ยอมยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

 

ทรัมป์กล่าวถึงการใช้กำลังทหารครั้งนี้ว่า ‘นี่คือทางออก’ ในการจัดการอิหร่าน “เราไม่ต้องกังวลเรื่องข้อตกลงอีกต่อไป” เขาย้อนความถึงประวัติศาสตร์การทำลายล้างของอิหร่านหลังการปฏิวัติปี 1979 โดยระบุว่าเขาขอให้ทีมงานรวบรวมรายการการโจมตีโดยอิหร่านต่อสหรัฐฯ และพันธมิตรตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนมากจนเล่าไม่หมด

 

ทรัมป์ทิ้งท้ายด้วยการเชื่อมโยงถึงปฏิบัติการก่อนหน้า นั่นคือ การสังหารโซเลมานี ปี 2020 โดยทรัมป์มองว่า “นี่เป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ ถ้าไม่มีวันนั้น วันนี้อาจไม่มีอิสราเอลหลงเหลืออยู่” รวมถึงปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งทรัมป์อ้างว่าตอนนั้นอิหร่าน “เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก็จะมีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว”

 

ทรัมป์ยังวิพากษ์วิจารณ์ดีลนิวเคลียร์สมัยบารัก โอบามาว่า ‘แย่มาก’ เพราะเป็นเส้นทางไปสู่การสร้างระเบิด และกล่าวปิดท้ายว่าในการเจรจาครั้งล่าสุด “อิหร่านไม่ยอมให้ในสิ่งที่เราขอ พวกเขาควรจะทำมันนะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้สวย”

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศเตือน ‘คลื่นลูกใหญ่’ ในสงครามกับอิหร่าน กำลังจะมาถึงในไม่ช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นปั่นป่วน! หุ้นท่องเที่ยว-สายการบินดิ่งหนัก หลังเที่ยวบินนับพันถูกยกเลิก สวนทางหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศพุ่งรับสงครามตะวันออกกลาง https://thestandard.co/middle-east-war-impacts-global-stocks/ Tue, 03 Mar 2026 02:55:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1183730 ภาพประกอบแอปพลิเคชันจองตั๋วเครื่องบิน Ryanair พร้อมข้อความระบุผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อหุ้นท่องเที่ยวและหุ้นกลุ่มอาวุธ

ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักในวันจันทร์ที่ผ่ […]

The post ตลาดหุ้นปั่นป่วน! หุ้นท่องเที่ยว-สายการบินดิ่งหนัก หลังเที่ยวบินนับพันถูกยกเลิก สวนทางหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศพุ่งรับสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแอปพลิเคชันจองตั๋วเครื่องบิน Ryanair พร้อมข้อความระบุผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อหุ้นท่องเที่ยวและหุ้นกลุ่มอาวุธ

ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและการท่องเที่ยวปรับตัวลดลงจากผลกระทบของการปิดน่านฟ้าทั่วตะวันออกกลาง ในขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศพุ่งสูงขึ้นรับความตึงเครียดทางทหารที่ทวีความรุนแรงและลุกลาม

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นวงกว้างเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ปิดฉากการปกครองที่ยาวนานถึง 36 ปี ขณะที่อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 3 นาย

 

ความขัดแย้งนี้ล่วงเข้าสู่วันที่ 3 แล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่าอาจมีความสูญเสียของฝ่ายอเมริกันเพิ่มเติม และคาดว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อถึง 4 สัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐฯ และอิสราเอลเคยส่งเครื่องบินรบโจมตีแหล่งนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านมาแล้ว

 

หุ้นท่องเที่ยวดิ่งหนัก

 

การปิดน่านฟ้าทำให้สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยว กระทบแผนการเดินทางไกลถึงบราซิลและฟิลิปปินส์ ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลการบิน Cirium ระบุว่ามีการยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลางอีก 1,560 เที่ยวในวันจันทร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว อาทิ

 

หุ้นกลุ่มสายการบิน อย่าง United Airlines ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ระหว่างประเทศมากที่สุดในสหรัฐฯ ร่วงลงกว่า 4% หลังต้องหยุดบินไปเทลอาวีฟและดูไบ ด้าน American Airlines ลบราว 5% และ Delta Air Lines ลบ 3% ส่วน Southwest Airlines ที่เน้นบินในประเทศ ลบไม่ถึง 1%

 

หุ้นกลุ่มโรงแรม เชนโรงแรมใหญ่อย่าง Marriott International และ Hilton Worldwide Holdings ปรับตัวลดลงราว -6%

 

หุ้นกลุ่มเรือสำราญ อาทิ Royal Caribbean -6%, Carnival Corp. -7% และ Norwegian Cruise Line Holdings -5% แม้ซีอีโอจะระบุว่าได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้แล้ว 51% สำหรับปีนี้ และ 27% สำหรับปีหน้าก็ตาม

 

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นยังอาจซ้ำเติมต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดรองจากค่าแรงของสายการบิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เพิ่งรายงานว่าความต้องการเดินทางระหว่างประเทศในเดือนมกราคมพุ่งขึ้น 5.9% ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของภาคการท่องเที่ยว

 

หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานรับอานิสงส์

 

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศกลายเป็นจุดเด่นที่ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นภูมิภาคยุโรป ท่ามกลางดัชนี Stoxx 600 ร่วงเกือบ 2% แตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ แต่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศและพลังงานหลายตัวปรับตัวขึ้น

 

หุ้นในยุโรป ได้แก่ Hensoldt (เยอรมนี) พุ่ง 4%, BAE Systems (อังกฤษ) พุ่ง 6%, Renk บวกกว่า 3% และ Leonardo บวกกว่า 2%

 

หุ้นในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Lockheed Martin พุ่งกว่า 2% และ Northrop Grumman พุ่งกว่า 4%

 

หุ้นเอเชีย-แปซิฟิก แม้ตลาดเกาหลีใต้จะปิดทำการ แต่หุ้นยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi Heavy Industries และ IHI ปรับขึ้นราว 3% ส่วน ST Engineering ของสิงคโปร์บวก 2.8%

 

ด้าน Patrick O’Donnell หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Omnis Investments ชี้ว่า นักลงทุนกำลังรับมือกับความไม่แน่นอน โดยคำถามสำคัญคือ ความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน? ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

 

ด้าน Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน แสดงความกังวลอย่างยิ่งที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายอื่นๆ ทั่วอ่าวอาหรับ ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์จาก Barclays เริ่มตั้งข้อสังเกตถึงฤดูกาลประกาศผลประกอบการของกลุ่มนี้ในยุโรปว่า มีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวกในปีนี้

 

พร้อมตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการเติบโตที่สูงปรี๊ดของบริษัทอย่าง Saab ในสวีเดน ว่ามูลค่าหุ้นที่พรีเมียมในขณะนี้อาจไม่สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรระยะยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่หุ้น Saab พุ่งขึ้น 7% ในช่วงเช้าวันจันทร์ ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาทรงตัวในช่วงเที่ยง

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นปั่นป่วน! หุ้นท่องเที่ยว-สายการบินดิ่งหนัก หลังเที่ยวบินนับพันถูกยกเลิก สวนทางหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศพุ่งรับสงครามตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง https://thestandard.co/iran-attack-flights-insurance/ Tue, 03 Mar 2026 02:50:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1183726 ผู้โดยสารดูหน้าจอแสดงข้อมูลเที่ยวบินที่สนามบิน ท่ามกลางสถานการณ์เที่ยวบินป่วนจากเหตุโจมตี อิหร่าน

สายการบินต่างๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวตั้งแต่สห […]

The post เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้โดยสารดูหน้าจอแสดงข้อมูลเที่ยวบินที่สนามบิน ท่ามกลางสถานการณ์เที่ยวบินป่วนจากเหตุโจมตี อิหร่าน

สายการบินต่างๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของผู้คนจำนวนมากที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องในสนามบินกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

 

แต่หลายคนที่ซื้อประกันการเดินทางไว้เพื่อเป็นเบาะรองรับทางการเงินจากเหตุหยุดชะงักเหล่านี้ อาจจะต้องผิดหวัง

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระบุว่า นั่นเป็นเพราะกรมธรรม์การเดินทางมาตรฐานมักจะยกเว้นความคุ้มครอง สำหรับเหตุหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามและการปฏิบัติการทางทหาร

 

ข้อสรุปคือนักท่องเที่ยวที่พลาดการเดินทางบางส่วนหรือทั้งหมด อาจไม่ได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ขอคืนเงินไม่ได้ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือทัวร์ ส่วนผู้ที่ติดอยู่ต่างประเทศก็อาจไม่ได้รับเงินชดเชยสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จ่ายไปสำหรับค่าอาหารหรือค่าที่พักเพิ่มเติม

 

“มีหลายสถานการณ์ที่ประกันการเดินทางจะไม่คุ้มครองคุณ” Sally French ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางจาก NerdWallet กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันแต่ละราย รวมถึงรายละเอียดเงื่อนไขย่อยในกรมธรรม์ด้วย ตัวอย่างเช่น ปฏิกิริยาลูกโซ่จากการปฏิบัติการทางทหาร เช่น เที่ยวบินล่าช้า หรือต่อเครื่องไม่ทัน อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์บางฉบับที่มีผลประโยชน์ครอบคลุมกรณีการเดินทางล่าช้า

 

“ด้วยเหตุนี้ สายการบินหลักๆ จึงได้ระงับเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปและบินผ่านภูมิภาคนี้ พร้อมกับปิดศูนย์กลางการบินระดับโลกที่สำคัญอย่างดูไบ อาบูดาบี และโดฮา” Lauren McCormick โฆษกของ Squaremouth เว็บไซต์เปรียบเทียบประกันการเดินทาง เปิดเผยผ่านเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์ (2 มีนาคม)

 

โดยภาพรวม มีเที่ยวบินหลายพันเที่ยวถูกระงับเนื่องจากการปิดน่านฟ้าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความปั่นป่วนยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ โดยมีเที่ยวบินถูกยกเลิกไป 1,560 เที่ยว หรือคิดเป็นประมาณ 41% ของเที่ยวบินที่มีกำหนดเดินทางมายังกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ตามข้อมูลจาก Cirium บริษัทข้อมูลด้านการบิน

 

ประกันการเดินทางอาจคุ้มครองอะไรบ้างในเหตุโจมตีอิหร่าน?

 

McCormick บอกกับ CNBC ว่าแต่ละกรมธรรม์และสถานการณ์การเดินทางนั้นมีความแตกต่างกัน อาจมีบางกรณีที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงผลกระทบจากการปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องอ่านเงื่อนไขย่อยของกรมธรรม์อย่างละเอียดเพื่อดูว่ามีเงื่อนไขใดเข้าข่ายบ้าง

 

ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดความคุ้มครองเหล่านั้นมักจะเจาะจงใช้กับ การยกเลิกและการหยุดชะงักของการเดินทาง (Trip cancellation and interruption) ซึ่งหมายถึงกรณีที่นักเดินทางต้องการยกเลิกทริปทั้งหมดก่อนออกเดินทาง หรือต้องตัดจบทริปกลางคัน

 

นักเดินทางบางรายอาจได้รับความคุ้มครอง หากการปฏิบัติการทางทหารทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินเนื่องจากปัจจัยต่อเนื่อง เช่น ศูนย์กลางการบินหยุดชะงัก การจัดตารางเวลาของลูกเรือใหม่ หรือปัญหาขัดข้องทางกลไกที่เกิดจากตารางการบินที่แน่นขึ้น

 

นอกจากนี้ นักเดินทางที่ซื้อความคุ้มครองเสริมเฉพาะทาง เช่น ความคุ้มครองแบบ “ยกเลิกด้วยเหตุผลใดก็ได้” (Cancel for any reason) หรือ “หยุดชะงักด้วยเหตุผลใดก็ได้” (Interruption for any reason) อาจสามารถเรียกคืนค่าใช้จ่ายในการเดินทางบางส่วนได้

 

โดยกรมธรรม์แบบ “ยกเลิกด้วยเหตุผลใดก็ได้” จะมีผลสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ออกเดินทาง ส่วนกรมธรรม์แบบ “หยุดชะงักด้วยเหตุผลใดก็ได้” มีไว้สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างทริปการเดินทางแล้ว

 

โดยทั่วไป กรมธรรม์เหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าและมาพร้อมกับข้อแม้ เช่น การจำกัดเพดานจำนวนเงินที่สามารถเบิกคืนได้ และกรอบเวลาที่นักเดินทางสามารถแจ้งยกเลิกได้

 

อ้างอิง:

 

The post เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด https://thestandard.co/aekniti-us-tariffs-strategy/ Tue, 03 Mar 2026 02:43:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1183723 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประชุมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ดร.เอกนิติ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดยุทธ […]

The post ‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประชุมกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์การเจรจาภาษีสหรัฐฯ

ดร.เอกนิติ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา และเตรียมรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่ ทั้งเชิงรับและเชิงรุก เหตุมองคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้แรงกดดันทางการค้าลดลง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ลั่นเตรียมมองหาโอกาสในวิกฤตดังกล่าว

 

วันที่ 2 มีนาคม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ เพื่อติดตามสถานการณ์และวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว

 

โดย ดร.เอกนิติยังระบุว่า “แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงกรอบกฎหมายที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ใช้อยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันด้านการค้าจะลดลง รัฐบาลสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นอีกหลายช่องทาง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือการให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวเพื่อดำรงความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย”

 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า การใช้อำนาจตาม International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษี (Reciprocal Tariffs) ต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้นขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีชุดใหม่ภายใต้กฎหมายอื่นโดยทันที

 

โดยหลังจากผลตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ประกาศใช้มาตรา 122 ยกระดับภาษีทั่วโลกไปสู่ระดับ 10% ก่อนจะประกาศขึ้นอีกเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายมาตรา 122 อนุญาต เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

การประชุมครั้งนี้ยังมีรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วม ได้แก่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

 

คณะทำงานได้ประชุมหารือในประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย (2) การมองหาโอกาสของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว และ (3) การกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาและท่าทีของประเทศไทยที่จะดำเนินการต่อไป

 

ทั้งนี้ คณะทำงานจะรายงานผลการประชุมหารือต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในโอกาสต่อไป

The post ‘เอกนิติ’ เรียกประชุมผนึกกำลังรัฐ-เอกชน กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจา เตรียมรับมือภาษีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด https://thestandard.co/iran-leader-assassination-regime-change/ Mon, 02 Mar 2026 13:04:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1183670 ภาพประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์อิหร่าน การสังหารผู้นำ และความยากลำบากในการเปลี่ยนระบอบ

ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด […]

The post ‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์อิหร่าน การสังหารผู้นำ และความยากลำบากในการเปลี่ยนระบอบ

ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD NOW Special โดยมี ณัฏฐา โกมลวาทิน เป็นผู้ดำเนินรายการเมื่อวานนี้ (1 มีนาคม) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์กรณีสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นตามมา นี่คือ บทวิเคราะห์โดยสรุป

 

การสังหารผู้นำอิหร่าน: จุดพลิกผันสถานการณ์?

 

ดร. สุรชาติระบุว่า เราเริ่มเห็นสัญญาณสงครามชัดขึ้น ตั้งแต่สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือ ทั้งอับราฮัม ลินคอล์น และ เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดว่า ‘สงครามจะเกิดขึ้นแน่ๆ’

 

อาจารย์ถึงกับนิยามว่า ปี 2026 เป็นปี ‘ม้าไฟสงคราม’ โดยต้นปีมา เริ่มจากการที่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา กรณีความต้องการซื้อกรีนแลนด์, แรงกดดันคิวบาผ่านการตัดพลังงาน และล่าสุดคือ กรณีอิหร่าน

 

ส่วนคำถามที่ว่า ความคาดหวังของทรัมป์ต่อการ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” (Regime Change) ในอิหร่านเป็นอย่างไร อาจารย์อธิบายว่า สหรัฐฯ เคยใช้ตัวแบบนี้มาแล้วในอัฟกานิสถานและอิรัก โดยคาดหวังว่า ถ้าเปลี่ยนระบอบไปสู่ประชาธิปไตยหรือรัฐที่นิยมตะวันตก จะช่วยลดทอนเรื่องการก่อการร้าย

 

อย่างในกรณีเวเนซุเอลา สหรัฐฯ เชื่อว่า ถ้าเอานิโคลัส มาดูโรออก ก็จะสามารถตั้งรัฐบาลที่นิยมตะวันตกได้ แต่ทั้งสองกรณีมีความ ‘แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ การบุกจับประธานาธิบดีมาดูโรในเวเนซุเอลานั้น ‘ง่ายกว่ามาก’ แต่อิหร่านมีความซับซ้อนและศักยภาพทางการทหารที่ยากเกินกว่าสหรัฐฯ จะส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปจับตัวผู้แทนได้ (จากบทเรียนที่สหรัฐฯ เคยล้มเหลวในยุคประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ กรณีช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกัน 52 คนที่ถูกจับกุมอยู่ในสถานทูตสหรัฐฯ ในปี 1980 หลังการปฏิวัติอิสลาม) สหรัฐฯ และอิสราเอลจึงเลือกใช้วิธีการ ‘สังหาร’ ผู้นำทั้งชุดแทน อีกทั้งผลกระทบจากกรณีอิหร่านก็จะลุกลามใหญ่โตกว่าเวเนซุเอลาอย่างมาก

 

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าเปลี่ยนระบอบอิหร่านสำเร็จ สหรัฐฯ จะทำอย่างไร จะพาอิหร่านกลับไปสู่ยุคพระเจ้าชาห์ที่เป็นโปรตะวันตกไหม แล้วจะเอาใครขึ้นมาเป็นผู้นำ

 

อาจารย์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ‘บทเรียนจากอดีต’ ว่าการสังหารผู้นำไม่ใช่จุดจบ เช่น การสังหาร ‘กัดดาฟี’ ผู้นำลิเบีย ซึ่งไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้ประเทศระสับระส่ายและคุมสถานการณ์ไม่ได้ เดิมทีกัดดาฟีเป็นคนคุมเสถียรภาพให้กับตะวันตกด้วยซ้ำ รวมถึงกรณีอิรัก หลังสิ้น ‘ซัดดัม ฮุสเซน’ สงครามและความขัดแย้งก็ยังไม่จบสิ้น ขณะที่การเปลี่ยนระบอบโดยปราศจากกำลังทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่โดยตรง (ซึ่งทรัมป์ไม่อยากทำเพราะเสี่ยงสูง) มักจะทำ ‘ไม่สำเร็จจริง’

 

END GAME: สหรัฐฯ ต้องการเห็นอะไร?

 

ดร. สุรชาติระบุว่า ถ้าเป็นคำตอบเฉพาะหน้า สหรัฐฯ คงอยากเปลี่ยนตัวผู้นำอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้หวังพึ่งเพียงกำลังทหาร แต่หวังใช้ ‘สุญญากาศทางอำนาจ’ หลังการสูญเสียผู้นำสูงสุด เป็นตัวจุดชนวน โดยอาจหวังผลแบบ Arab Spring ซึ่งในกรณีนี้คือ ‘Iran Spring’ หรือการลุกฮือของมวลชน (Uprising) เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนระบอบ โดยมุ่งเน้นไปที่คนหนุ่มสาวและกลุ่มที่ต้องการเสรีภาพ ซึ่งมีรอยร้าวกับระบอบเดิมอยู่แล้ว เช่น กรณีประท้วงเรื่องการคลุมหน้า

 

อาจารย์ยังอธิบายว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือการเผชิญหน้าของพลังการเมืองที่ตัดกันอย่างสุดขั้ว ระหว่าง ฝ่ายศาสนนิยม (Conservatives) นำโดย ‘กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม’ (IRGC) ซึ่งวางรากฐานอำนาจมาแน่นหนาตั้งแต่ปี 1979 และยังมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก กับ ฝ่ายเสรีนิยม (Liberals) กลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและแสดงความดีใจต่อการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตะวันตกฝากความหวังไว้

 

นอกจากนี้ อาจารย์ยังชี้ให้เห็นจุดเสี่ยงสำคัญตามหลัก ‘ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน’ (Regime Change Theory) โดยพิจารณาจาก ปัจจัยภายนอก vs ปัจจัยภายใน ซึ่งการเปลี่ยนระบอบที่เกิดจาก ‘แรงกดดันภายนอก’ มักจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่ หากไม่มีการส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่โดยตรงเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น กรณีเยอรมันและญี่ปุ่น รวมถึงความเสี่ยงแบบ ‘ซีเรียโมเดล’ หากกองทัพหรือฝ่ายความมั่นคงแตกคอกันซะเอง จะนำไปสู่ ‘สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ’ (เหมือนที่กองทัพซีเรียแตกตัวเป็นกองกำลังซีเรียเสรี ซึ่งไม่ใช่จุดจบที่สวยงามตามที่สหรัฐฯ คาดหวัง

 

แม้จะกำจัดผู้นำได้ แต่ ‘ตอนจบ’ ยังเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ อาจารย์ยังคงตั้งคำถามว่า ใครจะคุมสถานการณ์ เพราะในท้ายที่สุด ผู้ที่ถืออาวุธและคุมกลไกภาครัฐได้จริง (IRGC หรือ กองทัพ) จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้นำคนใหม่ ไม่ใช่ตัวแทนที่สหรัฐฯ วางตัวไว้เสมอไป อีกทั้งบทเรียนจากอียิปต์ชี้ให้เห็นว่า แม้มวลชนจะชนะในตอนแรก (Arab Spring) แต่สุดท้ายอำนาจก็อาจกลับไปอยู่ในมือกองทัพผ่านการรัฐประหารได้อีก

 

ดุลอำนาจภายในอิหร่าน: จิ๊กซอว์ตัวตัดสิน

 

‘กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม’ (IRGC) กับกองทัพอิหร่าน เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ ดร. สุรชาติมองว่า ตอบไม่ได้ชัดเจน แต่ถ้าข้อมูลจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ (IISS) กองทัพปกติ (Artesh) มีกำลังพลรวมประมาณ 610,000 นาย โดยเป็นกองทัพบกถึง 350,000 นาย แม้จะมีจำนวนมากแต่ถูกกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ความเป็นเอกภาพในการ ‘คุมให้อยู่’ในภาวะวิกฤตเป็นโจทย์ยาก ขณะที่ IRGC มีกำลังประมาณ 190,000 นาย แม้น้อยกว่ากองทัพบกแต่มี “คุณภาพและอุดมการณ์” ที่เข้มข้นกว่า เป็นหัวใจหลักในการรักษาอาสนะของระบอบศาสนจักร และคุมปฏิบัติการนอกประเทศ (Proxy Wars) ทั้งหมด

 

อาจารย์ยังประเมินว่า จุดตายของระบอบคือเมื่อ ‘พลังมวลชน’ ใหญ่เกินกว่าที่กองทัพจะคุมได้ หากผู้นำกองทัพเริ่มคุยกันและเห็นว่า ‘คุมไม่อยู่’ พวกเขาอาจเลือกที่จะปล่อยมือจากระบอบเดิม สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังควานหาคือ ‘รอยร้าว’ ภายในกองทัพอิหร่าน ว่ามีนายทหารระดับสูงคนไหนที่พร้อมจะเปลี่ยนข้างหรือไม่ โดยอาจารย์เชื่อว่า คนที่กุมอำนาจจริงๆ คือ IRGC ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อระบอบสังคมการเมืองของอิหร่าน อีกทั้งท่าทีของประชาชนคนอิหร่านจะเป็นไปในทิศทางไหนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ภาคประชาสังคมที่ไม่ใช่สายศาสนิยมมี ‘พลังรวมกลุ่ม’ มากพอที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลุ่มย่อยๆ ที่ไม่มีพลังงัดง้างกับอาวุธของรัฐ ทั้งยังต้องดูต่อว่า โลกอาหรับจะรวมตัวกันต่อต้านอิสราเอลเหมือนปี 1967 และปี 1973 หรือไม่ หรือจะเกิดความแตกแยกเนื่องจากบางประเทศก็ไม่เอาด้วยกับอิหร่าน โดยเฉพาะประเทศที่เคยถูกอิหร่านโจมตีหรือแทรกแซง

 

แนวโน้มวิกฤต ‘สงครามใหญ่’ ? และผลกระทบ

 

แม้จะมีความกังวลเรื่องสงครามระดับภูมิภาค (Regional War) แต่ ดร. สุรชาติ มองว่าอาจ ‘ถูกจำกัดขอบเขต’ ด้วยปัจจัยทางทหาร เนื่องจากอิหร่านถูกโจมตีหนักในช่วงกลางปี 2025 ใน ‘สงคราม 12 วัน’ ทำให้เขี้ยวเล็บทางทหารอิหร่านเสียหายไปมาก คล้ายกับกรณีอิรักช่วงปี 2001 ก่อนถูกบุกจริงในปี 2003 ทำให้การตอบโต้ในรอบนี้ (กุมภาพันธ์ 2026) อิหร่านทำได้เพียงใช้โดรนหรือขีปนาวุธระยะสั้น ซึ่งสร้าง ‘ความกลัว’ ได้มากกว่า ‘ผลสำเร็จทางทหาร’

 

อาจารย์ยังชวนตั้งคำถามว่า อิหร่าน กำลังกลายเป็นโมเดล ‘กาซา 2’ หรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงที่อิหร่านจะกลายเป็น ‘สมรภูมิยืดเยื้อ’ แม้มีการหยุดยิงแต่การโจมตีอาจไม่จบสิ้น คล้ายกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่ยังหาจุดจบไม่ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ สร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อการเมือง และเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจารย์จึงตั้งข้อสังเกตและชวนเปิดโจทย์ที่ต้องตามดูกันในอนาคต

 

1.เศรษฐกิจโลกหลังโควิดเป็นต้นมา ‘ยังคงเปราะบาง’ ความผันผวนนี้กระทบเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจตะวันออกกลาง รวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

 

2.หาก ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด จะกระทบน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและแก๊สพุ่งสูงทันที

 

3.ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีการคาดการณ์ว่า ราคาทองคำอาจทะลุ 80,000 บาท ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายต่อเศรษฐกิจ

 

4.สงครามส่งผลกระทบต่อชนชั้นกลางมากยิ่งขึ้น ค่าครองชีพพุ่งสูงจากภาวะเงินเฟ้อ

 

5.ค่าขนส่งโลจิสติกส์ทางเรือพุ่งสูง จากการปิดเส้นทางในทะเลแดงและฮอร์มุซ

 

6.การปิดน่านฟ้าทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน เพิ่มต้นทุนค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า

 

7.การเมืองโลกตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

 

8.บทบาทของสหประชาชาติในอนาคต รวมถึงจีนและรัสเซีย ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่าน จะมีบทบาทอย่างไร จะมีการสนับสนุนทางทหารหรือเศรษฐกิจในรูปแบบใด เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่น่าจับตาดู เนื่องจาก จีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ถือเป็น 4 แกนนำพันธมิตรต่อต้านตะวันตก หากอิหร่านเพลี่ยงพล้ำ แกนนำกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง

 

9.การเปิดฉากโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้มากน้อยแค่ไหน

 

10. เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลจะอาศัยการโจมตีอิหร่านในครั้งนี้ เพื่อหลบเลี่ยงข้อกล่าวหาในประเด็นคอร์รัปชั่นต่างๆ ในการเมืองอิสราเอลและจะยังรักษาคะแนนนิยมไว้ได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

จุดยืนของไทยและอาเซียน

 

ดร. สุรชาติมองว่า กลุ่มอาเซียนอาจไม่มีมติที่เป็นเอกภาพเนื่องจากแต่ละประเทศมีผลประโยชน์และจุดยืนที่ต่างกัน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียอาจโหวตสนับสนุนโลกมุสลิม

 

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมามักใช้นโยบายแบบ ‘ล่องหน’ ไม่อยู่บนเรดาร์ คือการไม่แสดงตัวตน ไม่ทิ้งร่องรอย และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในเวทีโลก

 

อาจารย์ยังมองว่า ผู้นำไทยมักติดหล่มอยู่กับปัญหาในประเทศหรือแนวชายแดน เช่น กัมพูชา เมียนมา มากกว่าจะทำความเข้าใจความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

 

ทางออกคือ ฝ่ายการเมืองและผู้นำประเทศต้องเป็น ‘ผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์’ ไม่ใช่การโยนปัญหาไปให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำหน้าที่แทนเหมือนเป็นงานธุรการของรัฐราชการ หากผู้นำไทยยังสอบไม่ผ่านในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสและอำนาจต่อรองในเวทีโลกอย่างมาก

 

ภาพ: Majid Saeedi / Getty Images

The post ‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบนซินในไทยอาจกลับไป 45 บาทต่อลิตร? จับตาวิกฤตน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญ https://thestandard.co/thailand-gasoline-price-oil-crisis/ Mon, 02 Mar 2026 12:33:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1183616 มาตรวัดน้ำมันที่ปั๊ม กับตัวเลขราคาเบนซินที่กำลังพุ่งสูงถึง 45 บาทต่อลิตร

นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ประเมินราคาขายปลีกน้ำมันไทยอย่ […]

The post เบนซินในไทยอาจกลับไป 45 บาทต่อลิตร? จับตาวิกฤตน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรวัดน้ำมันที่ปั๊ม กับตัวเลขราคาเบนซินที่กำลังพุ่งสูงถึง 45 บาทต่อลิตร

นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ประเมินราคาขายปลีกน้ำมันไทยอย่างเบนซิน อาจเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 45 บาทต่อลิตร คล้ายกับในอดีต หากสงครามในอิหร่านยืดเยื้อ จับตาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ รวมทั้งความรุนแรงที่กระจายออกไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในวันนี้ (2 มีนาคม) โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 12% ในช่วงเปิดตลาด ก่อนจะลดลงมาสู่ระดับ 78 – 79 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7-8% จากวันก่อนหน้า

 

จักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ทุกๆ 1 ล้านบาร์เรลของอุปทานน้ำมันที่หายไปจากตลาด จะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10-15 ดอลลาร์ โดยจุดสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ที่จะกระทบกับราคาน้ำมันคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านไปมาวันละ 20 ล้านบาร์เรล หากท้ายที่สุดแล้วอุปทานน้ำมันลดลงไป 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เท่ากับว่าราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นราว 70 ดอลลาร์ ทำให้ราคาพุ่งไปถึง 130 – 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ส่วนผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทย โดยปกติไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง 60% หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะได้รับผลกระทบแน่นอน อาจไม่ถึงขั้นขาดแคลนน้ำมัน เพราะยังสามารถนำเข้าจากแหล่งอื่นแทนได้ เพียงแต่ราคาจะสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานที่ลดลง

 

“เมื่อย้อนดูในอดีตช่วงที่น้ำมันดิบโลกเคยพุ่งขึ้นไปกว่า 100 ดอลลาร์ ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยอย่างเบนซิน อาจจะเพิ่มไปอยู่ที่ 43-45 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลอาจจะขยับไปอยู่ที่ 35 บาทต่อลิตร”​

 

ในระยะสั้นผู้บริโภคอาจได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่บ้าง เพราะปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นบวกสุทธิ 2,459 ล้านบาท โดยส่วนของน้ำมันเป็นบวกอยู่ 40,313 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของ LNG ติดลบ 37,854 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสถานการณ์สงครามในอดีต ราคาน้ำมันดิบมักจะปรับตัวขึ้นประมาณ 5% – 22% ในช่วง 1 วันแรก ถึง 1 เดือนแรก

 

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับขึ้น 7% ใกล้เคียงสองเหตุการณ์ในอดีตคือ อิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อกลางปี 2025 และอิรักบุกคูเวตในปี 1990

 

“ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเหตุการณ์ หากไม่บานปลายราคาน้ำมันก็อาจจะปรับตัวลงทันที แต่หากยืดเยื้อก็มีโอกาสที่ราคาจะพุ่งไปเกินกว่า 100 ดอลลาร์”

 

ส่วนผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แน่นอนว่าธุรกิจต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม​ จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP จะได้รับผลบวกโดยตรง ล่าสุด (2 มีนาคม) ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแตะ 143 บาท เพิ่มขึ้น 4.4% เช่นเดียวกับธุรกิจโรงกลั่นที่จะได้รับผลบวกจากกำไรจากสต็อกน้ำมัน แต่ธุรกิจปิโตรเคมีจะได้รับผลลบจากอัตรากำไรที่ลดลง

 


 

เบนซินในไทยอาจกลับไป 45 บาทต่อลิตร? จับตาวิกฤตน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญ

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เบนซินในไทยอาจกลับไป 45 บาทต่อลิตร? จับตาวิกฤตน้ำมัน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.พลังงาน สั่งเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุช ปรับแผนซื้อน้ำมันแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ เริ่มระงับส่งออก เว้น สปป.ลาว https://thestandard.co/energy-minister-oil-hormuz-strait/ Mon, 02 Mar 2026 12:28:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1183602 ภาพกราฟิกแสดงแผนการปรับแผนซื้อน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ พร้อมประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน โดยยกเว้น สปป.ลาว เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

‘รมว.อรรถพล’ สั่งเร่งหาแหล่งน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LNG ปรับแ […]

The post รมว.พลังงาน สั่งเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุช ปรับแผนซื้อน้ำมันแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ เริ่มระงับส่งออก เว้น สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนการปรับแผนซื้อน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ พร้อมประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน โดยยกเว้น สปป.ลาว เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

‘รมว.อรรถพล’ สั่งเร่งหาแหล่งน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LNG ปรับแผนซื้อน้ำมันดิบฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา

 

แม้มีสำรองแล้ว 60 วัน เผยเริ่มระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว ขณะที่ ปตท.รุกประสานโรงกลั่น บริหารและกระจายความเสี่ยง จัดหาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากภูมิภาคอื่น

 

วันนี้ 2 มี.ค. อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าหลังจากเปิดและจัดประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แม้ช่องแคบฮอร์มุชจะยังไม่ถูกปิด 100%

 

ปรับแผนซื้อน้ำมันดิบฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา

 

แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวนในระดับสูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 7%

 

หากจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ สามารถใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย

 

ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท

 

ส่วนแผนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากความกังวลถึงความปลอดภัยของเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุช ได้วางแผนปรับเปลี่ยนมาซื้อน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้

 

ระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว ซื้อก๊าซเพิ่มจากแหล่งปิโตรนาส มาเลเซีย

 

ส่วนมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันสำหรับสำรองใช้เพื่อความมั่นคงภายในประเทศ จะยกเว้น สปป.ลาว โดยจะยังส่งน้ำมันให้บางส่วน ‘เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว’

 

แต่จะเข้มงวดไม่ให้มีการส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 และบางประเทศที่มีสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะดำเนินการตรวจสอบและขอ ความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น

 

ส่วนก๊าซหุงต้มหรือ LPG ขณะนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบ ในส่วนของเดือนเมษายนจะใช้วิธีบริหารจัดการจากโรงกลั่นและปิโตรเคมี รวมทั้งหาซื้อเพิ่มเติมจากแหล่งปิโตรนาส มาเลเซีย

 

เจรจาจัดหา Spot LNG จากสหรัฐฯ บริหารราคาค่าไฟช่วงพีค

 

ด้าน LNG ที่ไทยต้องนำเข้าจากกาตาร์และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุชนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ แต่ก็ได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากรายอื่นเช่น อเมริกา รวมทั้งการพิจารณาเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงเพื่อลดผลกระทบ

 

ทั้งนี้ การจัดหา Spot LNG อาจจะมีราคาสูงกว่าที่ทาง กกพ. กำหนด และอาจจะกระทบต่อราคา Pool Gas กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการ อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณสำรองและราคา

 

ส่วนด้านไฟฟ้า คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak จะอยู่ที่ประมาณ 36,000 เมกะวัตต์ และจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพและเพียงพอ เช่น เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน รวมทั้งจะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในช่วงเวลานี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

กระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมปรับแผนในการผลิตสินค้าให้เหมาะสมและลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด

 

“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จะดำเนินทุกมาตรการ ทั้งการจัดหาปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LNG ไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศในช่วงที่ยังคงเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่วนด้านราคาน้ำมันก็จะใช้มาตรการ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าช่วยเหลือเพื่อผลกระทบกับประชาชน” อรรถพล กล่าว

 

ปตท. เปิดศูนย์ฉุกเฉินรับมือผลกระทบต่อพลังงานไทย

 

ด้านบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจ ปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบกับอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน

 

โดยเฉพาะเส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางนั้น ปตท. เปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อเตรียมการรับมือ

 

โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 2) ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ 3) การจัดหาแหล่งพลังงานอื่นๆ

 

เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอใช้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ด้านการบริหารจัดการน้ำมัน ปตท. ประสานความร่วมมือภายในโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. บริหารและกระจายความเสี่ยง ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง

 

 

รวมถึงประเมินเส้นทางการเดินเรือ และร่วมกับผู้ผลิตน้ำมันดิบวางแผนเปลี่ยนท่าเรือขนถ่ายน้ำมัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุช

 

ด้านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ เตรียมพร้อมบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการพลังงานของประเทศ โดยประสานงานกับผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบมีนาคม 2569 เพื่อยืนยันการส่งมอบตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

 

ทั้งนี้ ปตท. ร่วมกับ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) และศูนย์บริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (ศบต.) จัดเตรียมความพร้อมในการสำรองปริมาณ LNG เพิ่มเติม พร้อมประสานแจ้งไปยังแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ ในประเทศทุกแหล่งให้ผลิตเต็มกำลังการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้ประเทศรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ปตท.สผ.ยัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมานดำเนินการตามปกติ

 

ด้าน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มีแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan- BCP) เพื่อรองรับการจัดการในภาวะฉุกเฉินต่างๆ สำหรับพื้นที่ที่มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และประเทศโอมาน ในขณะนี้ยังคงดำเนินการตามปกติ

 

ด้านพลังงานในประเทศไทย บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงานในการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในระดับสูงสุด รวมถึงพิจารณาปรับแผนการซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติ

The post รมว.พลังงาน สั่งเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุช ปรับแผนซื้อน้ำมันแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ เริ่มระงับส่งออก เว้น สปป.ลาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ https://thestandard.co/power-based-order-world-analysis-2026/ Mon, 02 Mar 2026 12:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1183598 power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเม […]

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า ‘Operation Epic Fury’ พร้อมส่งสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้เลือกระหว่างยอมวางอาวุธหรือเผชิญความตาย และส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานอย่างเปิดหน้า

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่เคยปิดได้ในประวัติศาสตร์โลก กลับไม่มีใครกล้าเลี้ยวผ่านในช่วงเวลานี้

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวความมั่นคง แต่คือภาพสะท้อนการเลื่อนศูนย์กลางอำนาจโลกอย่างชัดเจน จาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ 

 

ถ้า Rule-based Order คือโลกที่พยายามให้ทุกอย่างเดินตามกติกา ผ่านสถาบันระหว่างประเทศ ผ่านพันธมิตร และผ่านกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมร่วมกัน Power-based Order อาจเปรียบเสมือนโลกที่อำนาจจริงมาก่อนกติกา ใครมีพลังทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรืออิทธิพลมากพอ คนนั้นกำหนดเกมได้ กติกายังมีอยู่ แต่ถูกใช้ตามจังหวะที่ได้เปรียบ

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เข็มทิศโลกกำลังขยับไปทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองแขนของ Power-based ภายใต้ทรัมป์

 

แขนแรก ทหารและความมั่นคง ยกระดับด้วยแรง

 

การโจมตีโครงสร้างป้องกันทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ และเป้าหมายเชิงผู้นำของอิหร่าน พร้อมคำประกาศว่าจะดำเนินการตราบเท่าที่จำเป็น คือการสื่อสารว่าการใช้กำลังเป็นเครื่องมือที่พร้อมหยิบใช้ทันที

กรอบเรื่องถูกวางว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม และเป็นการเตือนทั้งกองกำลังและประชาชนอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ภายในสหรัฐฯ เองก็เกิดแรงเสียดทานเรื่องอำนาจทำสงคราม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส สิ่งนี้สะท้อนสไตล์การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าความเร็วและความเด็ดขาดสำคัญกว่ากระบวนการ

 

แขนที่สอง เศรษฐกิจและการค้า ใช้ตลาดเป็นอาวุธ

 

แนวทาง Maximum Pressure ถูกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่การประกาศใช้ Reciprocal Tariff ในช่วงที่ผ่านมา คือเปิดสูงไว้ก่อน และค่อยเจรจาเพื่อไต่ระดับลงมาทีหลัง

ในภาพใหญ่กว่านั้น นโยบายการค้าช่วงปี 2025 ถึง 2026 เต็มไปด้วยมาตรการภาษี คำสั่งฝ่ายบริหาร และการจัดระเบียบการนำเข้าแบบใหม่ เครื่องมือทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นการเติบโตเท่านั้น แต่ทำหน้าที่บังคับพฤติกรรมประเทศอื่น

ในมือของทรัมป์ กองทัพกับภาษีทำงานคล้ายกัน คือเป็นแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขยับ

 

3 ความเปลี่ยนผ่านของโลกที่กำลังเกิดขึ้น

 

1. ความชอบธรรมย้ายจากกติกาไปสู่ความสามารถ

คำถามเรื่องการไม่ผ่านสภาคองเกรสชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รัฐสามารถลงมือและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่

 

2. Deterrence มาก่อน Diplomacy

แทนที่จะค่อย ๆ ต่อรองเพื่อหาจุดร่วม แนวคิดคือทำให้อีกฝ่ายกลัวต้นทุนของการเผชิญหน้า จนต้องถอย

 

3. เศรษฐกิจกลายเป็นสนามรบ

เมื่อภาษีและการคว่ำบาตรถูกใช้ถี่และกว้าง มันไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์

 

นี่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าโลกที่ใช้พละกำลังมาเป็นเครื่องเจรจา หรืออาจเรียกว่า Power-based Order ได้กลายเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

 

ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศต่างๆ ต้องอ่านเกมอย่างไร

 

1. ความเสี่ยงของการคำนวณผิดสูงขึ้น

เมื่อผู้นำพร้อมยกระดับอย่างรวดเร็ว การอ่านเจตนาผิดเพียงเล็กน้อยอาจลากภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดที่ไม่มีใครตั้งใจ

 

2. เส้นเลือดใหญ่ของโลกเปราะบางขึ้น

พลังงาน การขนส่ง และจุดคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานผันผวนได้ทันที

 

3. ประเทศขนาดกลางต้องเก่งเรื่องการถ่วงดุล

ไม่เลือกข้างสุดโต่ง รักษาความสัมพันธ์หลายด้านพร้อมกัน กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมแผนรับแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน การเงิน และความมั่นคง

 

ในโลกแบบนี้ องค์กรระหว่างประเทศยังอยู่ แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงจะเคลื่อนไปอยู่ที่ดีลระหว่างรัฐต่อรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะดีลที่ผูกกับความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า

 

ปลายทางจะไปถึงไหน

 

ฉากทัศน์มีอย่างน้อยสามแบบ

 

  • ทางแรก แรงกดดันทำให้อีกฝ่ายถอย เกิดดีลใหม่ที่เข้มกว่าเดิม โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ต่างฝ่ายรู้ขีดจำกัดกัน
  • ทางที่สอง เกิดวงจรตอบโต้ผ่านสงครามตัวแทน ความขัดแย้งยืดเยื้อ แม้ไม่ปะทุเป็นสงครามใหญ่
  • ทางที่สาม การใช้กำลังและอาวุธเศรษฐกิจแบบข้ามขั้นตอนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ เร่งจับกลุ่มใหม่ ย้ายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบการเงินของตนเอง โลกจึงแพงขึ้น ช้าลง และผันผวนขึ้นในระยะยาว

 

จุดที่ไปสุดของผู้นำสไตล์นี้ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ใช้กำลัง แต่คือการทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า โลกไม่มีกรรมการกลางที่ทุกคนเคารพเหมือนเดิม และทุกประเทศต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด

 

บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ ในโลกที่อำนาจกลับมาเป็นภาษาหลัก ใครที่ยังคิดด้วยกรอบกติกาอย่างเดียวอาจอ่านเกมช้าเกินไป

 

คำถามสำหรับแต่ละประเทศ รวมถึงเรา คือ เรามีแรงต่อรองพอหรือยัง และเรากระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง เพราะใน Power-based Order ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหวังให้โลกใจดี แต่มาจากการทำให้โลกต้องคิดก่อนจะกดดันเรา

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร AOT เหตุรุนแรงตะวันออกกลาง 3 วัน ทำยกเลิกแล้ว 162 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสาร 2.4 หมื่นคน ย้ำยังไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ด้านผู้โดยสาร Transit เปลี่ยนเส้นทางบินได้ https://thestandard.co/aot-middle-east-flights-cancelled/ Mon, 02 Mar 2026 12:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1183592 ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ให้สัมภาษณ์เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ ตะวันออกกลาง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กรณีสหรัฐอเมริ […]

The post ผู้บริหาร AOT เหตุรุนแรงตะวันออกกลาง 3 วัน ทำยกเลิกแล้ว 162 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสาร 2.4 หมื่นคน ย้ำยังไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ด้านผู้โดยสาร Transit เปลี่ยนเส้นทางบินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ให้สัมภาษณ์เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ ตะวันออกกลาง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กรณีสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีอิหร่าน และมีการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อเส้นทางบินจากประเทศไทยไปตะวันออกกลางแล้ว จำนวน 162 เที่ยวบิน ผู้โดยสาร 2.4 หมื่นคน

 

วันนี้ (2 มีนาคม) ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานในประเทศไทย ระบุว่า ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (2 มีนาคม) มีเที่ยวบินที่ต้องยกเลิกการเดินทางรวมทั้งสิ้น 162 เที่ยวบิน จาก 4 ท่าอากาศยานที่อยู่ภายใต้การดูแลของ AOT ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกรวมประมาณ 24,000 คน

 

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของท่าอากาศยานในภูมิภาคตะวันออกกลางมักเป็นจุดแวะพักเปลี่ยนเครื่องบิน (Transit) ทำให้ผู้โดยสารประมาณ 40-50% ที่ไม่ได้มีปลายทางในตะวันออกกลาง สามารถเปลี่ยนเที่ยวบินหรือสายการบินเพื่อไป Transit ที่จุดอื่นแทนได้ เช่น เปลี่ยนไปแวะพักที่ ตุรกี หรือหากเดินทางไปยุโรปก็อาจเปลี่ยนไปแวะพักที่เวียนนา

 

ดังนั้น ขณะนี้ยืนยันว่าไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สนามบิน เนื่องจากผู้โดยสารส่วนใหญ่รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้าว่าไม่มีเที่ยวบิน จึงเลือกที่จะพักรออยู่ในตัวเมืองแทนการเดินทางมายังสนามบิน โดยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่รอเปลี่ยนเที่ยวบินซึ่งอาจใช้เวลาพักรอ 1-2 วัน และกลุ่มที่มีปลายทางในประเทศที่ปิดการจราจรทางอากาศ เช่น อาบูดาบี หรือ อิสราเอล กลุ่มนี้อาจจะต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายไปอีกระยะหนึ่ง

 

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ให้สัมภาษณ์เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ ตะวันออกกลาง 1

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

 

ประเมินผลกระทบเบื้องต้นยังไม่รุนแรง เหตุกระทบเพียงบางเส้นทาง

 

ในด้านผลกระทบต่อภาพรวมการเดินทาง ปวีณาระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถือว่ามีนัยสำคัญหรือรุนแรงจนน่าวิตก เนื่องจากเป็นเพียงการขาดหายไปของเส้นทางแวะพักบางเส้นทางอย่าง อาบูดาบี หรือ ดูไบ ซึ่งในภาพรวมของการคมนาคมทางอากาศ สายการบินสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นได้

 

ปัจจุบันมีสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 9 สายการบิน ซึ่งไม่ได้มีปริมาณผู้โดยสารหนาแน่นมากนัก

 

นอกจากนี้ สัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางตรงจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมายังประเทศไทยก็ถือว่ามีจำนวนน้อยมาก หรือไม่ถึง 10% ทาง AOT จึงประเมินเบื้องต้นว่า จำนวนผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จริง ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา อาจมีไม่ถึง 10,000 คน

 

ปวีณาเน้นย้ำว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะนำประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาทบทวนเป้าหมายตัวเลขผู้โดยสารทั้งปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 130 ล้านคน เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียง 3-4 วัน โดยหลังจากนี้ AOT จะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อเป็นหลักเดือนหรือไม่ หากยืดเยื้อจึงจะสามารถประเมินผลกระทบรายวันได้อย่างชัดเจนว่า กระทบกับผู้โดยสารจำนวนเท่าใด และกระทบในช่องทางใดบ้าง

 

ภาพ: Nalidsa / Shutterstock

The post ผู้บริหาร AOT เหตุรุนแรงตะวันออกกลาง 3 วัน ทำยกเลิกแล้ว 162 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสาร 2.4 หมื่นคน ย้ำยังไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ด้านผู้โดยสาร Transit เปลี่ยนเส้นทางบินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>