เลือกตั้งสหรัฐ 2024 : ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/us-election-2024/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 21 Jan 2025 08:54:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาสู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 https://thestandard.co/donald-trump-second-term-presidential-hope/ Tue, 21 Jan 2025 01:20:30 +0000 https://thestandard.co/?p=999847 donald-trump v2

โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ใ […]

The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาสู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
donald-trump v2

โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ในควีนส์ รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 จากบุตรทั้งหมด 5 คนของเฟรเดอริก นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ แมรี ทรัมป์ ไฮโซและนักการกุศลชาวนิวยอร์ก

 

ทรัมป์เติบโตมาแบบเด็กชายที่กระตือรือร้นและมั่นใจในตนเอง ในวัย 13 ปีเขาเริ่มประพฤติตัวไม่ดีในโรงเรียน ส่งผลให้พ่อและแม่ตัดสินใจส่งเขาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก (New York Military Academy) โดยหวังให้ระเบียบวินัยของโรงเรียนช่วยขัดเกลาและส่งเสริมความกระตือรือร้นของเขาไปในทางบวก 

 

เขาทำได้ดีทั้งในด้านสังคมและวิชาการ จนกลายเป็นนักกีฬาดาวเด่นและผู้นำนักเรียน ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮมในปี 1964 และย้ายไปเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์ที่โรงเรียนการเงินวอร์ตัน (Wharton School of Finance) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในอีก 2 ปีต่อมา กระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 1968

 

หลังสำเร็จการศึกษา ทรัมป์รับสืบทอดบริษัทต่อจากพ่อ เนื่องจาก เฟร็ด พี่ชายของเขาเลือกที่จะเป็นนักบิน โดยมีส่วนช่วยบริหารโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก และได้อำนาจบริหารบริษัทเต็มตัวในปี 1971 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Trump Organization ซึ่งภายใต้การบริหารของทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจของครอบครัวจากโครงการที่พักอาศัยระดับกลางในย่านบรูกลินและควีนส์มาเป็นโครงการหรูหราในแมนฮัตตัน

 

จากบทบาทนักธุรกิจใหญ่ มีหลายครั้งที่ทรัมป์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ทั้งในแง่สนอกสนใจและประชดประชัน ถึงขั้นมองว่าชีวิตของนักการเมืองนั้นโหดร้าย 

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ผ่านการเป็นสมาชิกพรรคทั้งรีพับลิกัน เดโมแครต และพรรคอิสระอย่างพรรค Reform (ที่เขาเคยเปิดตัวลงสมัครชิงประธานาธิบดีอยู่ 3 เดือน ก่อนจะถอนตัว) 

 

กระทั่งปี 2011 ทรัมป์แสดงท่าทีว่าต้องการลงสมัครชิงประธานาธิบดีแข่งกับ บารัก โอบามา ในการเลือกตั้งปี 2012 แต่ท้ายที่สุดก็ประกาศไม่ลงสมัคร

 

กระทั่งเดือนมิถุนายน 2015 ทรัมป์ตัดสินใจประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2016 โดยประกาศถ้อยแถลงว่า ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ (American Dream) ได้ตายไปแล้ว แต่เขาสัญญาว่าจะ ‘นำมันกลับมาอย่างยิ่งใหญ่และดีขึ้นกว่าเดิม’

 

ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญอย่างยิ่งหากเขาชนะเลือกตั้ง ซึ่งหลากหลายนโยบายที่เขาประกาศไว้ช่วงหาเสียง ทั้งนโยบายผู้อพยพ เศรษฐกิจ การค้า การต่างประเทศ รวมถึงท่าทีกับคู่ปรปักษ์ เช่น จีน รัสเซีย และอิหร่าน ท่ามกลางฉากทัศน์ความขัดแย้งที่ลุกลามอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะยูเครนและตะวันออกกลาง คาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

info trump v2

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

 

อ้างอิง:

The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาสู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 https://thestandard.co/trump-presidential-comeback/ Tue, 21 Jan 2025 01:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=998990 trump

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัย 78 ปี สร้า […]

The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์วัย 78 ปี สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โดยเอาชนะ คามาลา แฮร์ริส คู่ท้าชิงจากพรรคเดโมแครตไปได้ในการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

การดำรงตำแหน่งในช่วงสมัยแรกของทรัมป์เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง ‘ปรากฏการณ์’ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ จากบทบาทแข็งกร้าวในนโยบายต่างประเทศต่ออิหร่านและการเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน การแสดงจุดยืนรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และการดำเนินนโยบายคนเข้าเมืองที่เข้มงวด ทั้งการห้ามพลเมืองจากหลายประเทศมุสลิมเข้าประเทศ การสร้างกำแพงแนวชายแดนเม็กซิโก และการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย 

 

หากเขาชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 แน่นอนว่าหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สงคราม และภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากทั่วโลก

 

และนี่คือเรื่องราวชีวประวัติบางส่วนของหนึ่งในผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาว ที่อาจกำหนดทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกตลอด 4 ปีข้างหน้า

 

เติบโตสู่มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์

 

โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1946 ในควีนส์ รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 จากบุตรทั้งหมด 5 คนของ เฟรเดอริก นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ แมรี ทรัมป์ ไฮโซและนักการกุศลชาวนิวยอร์ก

 

ในช่วงทศวรรษ 1950 ความมั่งคั่งของตระกูลทรัมป์เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

ทรัมป์เติบโตมาแบบเด็กชายที่กระตือรือร้นและมั่นใจในตนเอง ในวัย 13 ปีเขาเริ่มประพฤติตัวไม่ดีในโรงเรียน ส่งผลให้พ่อและแม่ตัดสินใจส่งเขาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยนิวยอร์ก (New York Military Academy) โดยหวังให้ระเบียบวินัยของโรงเรียนช่วยขัดเกลาและส่งเสริมความกระตือรือร้นของเขาไปในทางบวก 

 

เขาทำได้ดีทั้งในด้านสังคมและวิชาการ จนกลายเป็นนักกีฬาดาวเด่นและผู้นำนักเรียน ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮมในปี 1964 และย้ายไปเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์ที่โรงเรียนการเงินวอร์ตัน (Wharton School of Finance) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในอีก 2 ปีต่อมา กระทั่งสำเร็จการศึกษาในปี 1968

 

หลังสำเร็จการศึกษา ทรัมป์รับสืบทอดบริษัทต่อจากพ่อ เนื่องจาก เฟรด พี่ชายของเขา เลือกที่จะเป็นนักบิน โดยมีส่วนช่วยบริหารโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก และได้อำนาจบริหารบริษัทเต็มตัวในปี 1971 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Trump Organization ซึ่งภายใต้การบริหารของทรัมป์ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจของครอบครัว จากโครงการที่พักอาศัยระดับกลางในย่านบรูกลินและควีนส์มาเป็นโครงการหรูหราในแมนฮัตตัน

 

โดยถนน Fifth Avenue กลายมาเป็นที่ตั้งของ Trump Tower ซึ่งต่อมาเป็นทั้งบ้านและทรัพย์สินที่มีชื่อเสียงที่สุดของทรัมป์

 

ทรัพย์สินอื่นๆ ที่ใช้ชื่อแบรนด์ของทรัมป์มีทั้งคาสิโน, คอนโดมิเนียม, สนามกอล์ฟ และโรงแรม ในหลายเมืองของสหรัฐฯ และต่างประเทศ เช่น อินเดีย ตุรกี และฟิลิปปินส์

 

ชีวิตครอบครัว-สัมพันธ์ฉาว

 

สำหรับชีวิตครอบครัว ในปี 1977 ทรัมป์แต่งงานครั้งแรกกับ อิวานา เซลนิชโควา นางแบบและอดีตนักสกีชาวเชโกสโลวาเกีย และมีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ โดนัลด์ จูเนียร์, อิวานกา และเอริก ก่อนจะหย่าขาดจากกันในปี 1992 หลังทรัมป์ตกเป็นข่าวว่ามีความสัมพันธ์กับ มาร์ลา เมเปิลส์ หญิงสาวที่ต่อมากลายเป็นภรรยาคนที่ 2 ซึ่งทรัมป์แต่งงานด้วยในปี 1993 

 

ทรัมป์กับมาร์ลามีลูกสาวด้วยกัน 1 คนชื่อ ทิฟฟานี และชีวิตสมรสของทั้งคู่ก็ยืนยาวต่อมาอีก 6 ปี ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าขาดจากกันในปี 1999 

 

ในปี 2005 ทรัมป์ตัดสินใจแต่งงานรอบที่ 3 กับ เมลาเนีย คเนาส์ หรือปัจจุบันคือ เมลาเนีย ทรัมป์ และมีลูกชายด้วยกันอีก 1 คน คือ บาร์รอน วิลเลียม ทรัมป์ ซึ่งเพิ่งอายุครบ 18 ปี 

 

อย่างไรก็ตาม หลังเข้าสู่แวดวงการเมือง เขาเผชิญกับหลายข้อกล่าวหาอื้อฉาว ทั้งเรื่องการประพฤติผิดทางเพศและความสัมพันธ์นอกสมรส

 

โดยเมื่อต้นปีที่แล้ว คณะลูกขุนในนิวยอร์กตัดสินความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศนักเขียนหญิง อี. จีน แคร์รอล ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และทำให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการโพสต์ข้อความลงแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าข้อกล่าวหาของเธอเป็นคำโกหก ซึ่งศาลสั่งให้ทรัมป์จ่ายเงินเธอทั้งหมด 88 ล้านดอลลาร์ แต่เขาได้ยื่นอุทธรณ์

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา 34 กระทง ฐานปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ เพื่อปกปิดข้อตกลงเรื่องการจ่ายเงินปิดปาก สตอร์มี แดเนียลส์ นักแสดงหนังผู้ใหญ่ จากกรณีความสัมพันธ์นอกสมรสในปี 2006

 

ชื่อเสียง-ความล้มเหลว

 

ทรัมป์ยังสร้างชื่อในวงการบันเทิงจากการเป็นเจ้าของเวทีประกวดนางงาม Miss Universe, Miss USA และ Miss Teen USA จากนั้นจึงเป็นผู้จัดรายการเรียลิตี้โชว์ The Apprentice ของ NBC

 

นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือหลายเล่มและปรากฏตัวทั้งในภาพยนตร์และรายการมวยปล้ำอาชีพ รวมทั้งยังทำธุรกิจขายสินค้าทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องดื่มไปจนถึงเนกไท 

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยยื่นล้มละลายทางธุรกิจมาแล้ว 6 ครั้ง และธุรกิจหลายอย่างของเขารวมถึง Trump Steaks และ Trump University ก็ล้มละลาย

 

โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่ง Forbes ประเมินว่า ปัจจุบันเขามีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะที่เขายังเคยเผชิญคดีความและข้อครหาเรื่องการปกปิดข้อมูลภาษี และยังถูกศาลตัดสินโทษปรับเงินเกือบ 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐในคดีตกแต่งข้อมูลทรัพย์สินเพื่อหลอกลวงผู้ให้กู้ยืมเงิน

 

เส้นทางสู่การเมือง

 

จากบทบาทนักธุรกิจใหญ่ มีหลายครั้งที่ทรัมป์ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ทั้งในแง่สนอกสนใจและประชดประชัน ถึงขั้นมองว่าชีวิตของนักการเมืองนั้นโหดร้าย 

 

ในปี 1987 ทรัมป์เคยลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ใหญ่ 3 ฉบับ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและวิธีขจัดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง ก่อนที่ในปีต่อมาเขาจะเข้าพบ ลี แอตวอเตอร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งพรรครีพับลิกัน เพื่อขอพิจารณาเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีร่วมกับ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ที่ขณะนั้นเป็นตัวแทนผู้สมัครชิงประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน โดยบุชมองว่าคำขอดังกล่าวค่อนข้าง ‘แปลกและไม่น่าเชื่อ’

 

อย่างไรก็ตาม เขาผ่านการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งรีพับลิกัน เดโมแครต และพรรคอิสระอย่างพรรค Reform (ที่เขาเคยเปิดตัวลงสมัครชิงประธานาธิบดีอยู่ 3 เดือน ก่อนจะถอนตัว) 

 

กระทั่งปี 2011 ทรัมป์แสดงท่าทีว่าต้องการลงสมัครชิงประธานาธิบดีแข่งกับ บารัก โอบามา ในการเลือกตั้งปี 2012 แต่ท้ายที่สุดก็ประกาศไม่ลงสมัคร

 

กระทั่งเดือนมิถุนายน 2015 ทรัมป์ตัดสินใจประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปี 2016 โดยประกาศถ้อยแถลงว่า ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ (American Dream) นั้นได้ตายไปแล้ว แต่เขาสัญญาว่าจะ ‘นำมันกลับมาอย่างยิ่งใหญ่และดีขึ้นกว่าเดิม’

 

ช่วงสมัยแรกของทรัมป์เต็มไปด้วยปรากฏการณ์ ทั้งการเดินหน้าหลายนโยบายที่ถูกมองว่า ‘สุดโต่ง’ ทั้งการทำสงครามการค้ากับจีน การดำเนินนโยบายผู้อพยพเข้าเมืองที่เข้มงวด เช่น การเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หรือการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ตลอดจนการถอนสหรัฐฯ จากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและข้อตกลงปารีส 

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ทุกอย่างที่เขาทำก็สามารถมองได้ว่าเป็นไปตามคำพูดที่เขาเน้นย้ำคือ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) และคำมั่นที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make America Great Again) ที่ยังคงเป็นสโลแกนหาเสียงของเขาในรอบนี้

 

อย่างไรก็ตาม การขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของทรัมป์ มีบททดสอบสำคัญรออยู่มากมาย โดยเฉพาะนโยบายหลากหลายที่เขาประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ทั้งนโยบายผู้อพยพ, เศรษฐกิจ, การค้า, การต่างประเทศ และท่าทีกับคู่ปรปักษ์ เช่น จีน รัสเซีย และอิหร่าน ท่ามกลางฉากทัศน์ความขัดแย้งที่ลุกลามอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Robert Perry / Stringer

อ้างอิง:

The post โดนัลด์ ทรัมป์ จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ สู่ความหวังประธานาธิบดีสมัยที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 https://thestandard.co/wealth-in-depth-ep-125/ Thu, 21 Nov 2024 11:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1011164

วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจและการค้าโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทร […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจและการค้าโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหวนคืนสู่ตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2

 

ทันทีที่ทรัมป์คว้าชัย ทั่วโลกต่างจับตานโยบายบริหารประเทศที่ถูกเรียกจนติดหูว่า Trump 2.0 ว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งด้านเศรษฐกิจและการค้าโลกรายสำคัญ

 

ติดตามการวิเคราะห์เชิงลึกจาก ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เกมเศรษฐกิจโลกภายใต้อำนาจ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ | WEALTH IN DEPTH #125 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-19112024-3/ Tue, 19 Nov 2024 09:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1010430

เศรษฐกิจไทย ภายใต้ ทรัมป์ 2.0 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตา […]

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทย ภายใต้ ทรัมป์ 2.0 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตา พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาท ‘อ่อนค่าเร็ว’ หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง หวั่น Trade War กระทบแรง https://thestandard.co/thai-baht-rapid-depreciation/ Mon, 18 Nov 2024 07:31:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1009987 ค่าเงินบาทอ่อนค่า

The post เงินบาท ‘อ่อนค่าเร็ว’ หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง หวั่น Trade War กระทบแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาทอ่อนค่า

The post เงินบาท ‘อ่อนค่าเร็ว’ หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง หวั่น Trade War กระทบแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์คริปโตหลังเลือกตั้ง: จุดเปลี่ยนของระบบการเงินโลกยุคใหม่ https://thestandard.co/crypto-post-election-global-finance/ Sat, 16 Nov 2024 08:21:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1009422

การทะยานของราคาบิทคอยน์สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่เกินระดับ 9 […]

The post ปรากฏการณ์คริปโตหลังเลือกตั้ง: จุดเปลี่ยนของระบบการเงินโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การทะยานของราคาบิทคอยน์สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่เกินระดับ 92,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน) หลังการเลือกตั้งขั้นต้นในสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบการเงินโลก ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนทางการเมืองและนโยบายที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายและการยอมรับ

 

การเคลื่อนไหวของตลาดในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะกำหนดอนาคตของระบบการเงินโลก เราเห็นการหลอมรวมระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมและดิจิทัลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากนโยบายและการยอมรับในระดับสถาบัน

 

การปรับเปลี่ยนทีมงานด้านนโยบายคริปโตเคอร์เรนซีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนต่ออนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล

 

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ส่งสัญญาณถึงการยอมรับบทบาทของคริปโตในระดับนโยบาย เราคาดว่าจะเห็นการพัฒนากรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อนวัตกรรมมากขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองนักลงทุนและเสถียรภาพของระบบ

 

การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการเงิน

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ราคาของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังรวมถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของสถาบันการเงินทั่วโลก เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นในระบบนิเวศการเงิน สถาบันการเงินกำลังปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

 

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภาคการเงิน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการเงินโดยรวม

 

ผลกระทบต่อตลาดทุนโลก

 

การเปลี่ยนแปลงของตลาดคริปโตกำลังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างตลาดทุนโลก การทะยานของราคาบิทคอยน์ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ราคา แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในระบบการเงินโลก เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่เริ่มมองคริปโตเป็นส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุนระยะยาว

 

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน เราเห็นการเติบโตของเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ETF ที่อิงกับสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาตราสารอนุพันธ์ และ Structured Products ที่ผสมผสานระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลกับสินทรัพย์แบบดั้งเดิม นวัตกรรมทางการเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประสิทธิภาพของตลาด

 

อนาคตของตลาดการเงินดิจิทัล

 

การบูรณาการระหว่างตลาดการเงินแบบดั้งเดิมและดิจิทัลกำลังเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการชำระเงิน และการบริหารความเสี่ยง สถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลกกำลังลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยีบล็อกเชนและระบบดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

 

อนาคตของตลาดทุนจะเป็นการผสมผสานระหว่างระบบดั้งเดิมและดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการจัดสรรเงินทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่อาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น การลดต้นทุนธุรกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทุน

 

บทสรุป: จุดเปลี่ยนของระบบการเงินโลก

 

การทะยานของราคาคริปโตหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ เป็นมากกว่าปรากฏการณ์ทางตลาด แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบการเงินโลก การผสมผสานระหว่างนโยบายที่เอื้อประโยชน์ การยอมรับจากสถาบัน และการพัฒนาเทคโนโลยี กำลังสร้างรากฐานสำหรับระบบการเงินยุคใหม่

 

เรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ การเติบโตของตลาดคริปโตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีที่เราจัดการและเข้าถึงบริการทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก และจะกำหนดอนาคตของระบบการเงินในทศวรรษหน้า

 

จากสถานการณ์ในตอนนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งสัญญาณว่าอาจมีโอกาสที่ราคาบิทคอยน์จะสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Crypto Cycles หรือนโยบายแม้กระทั่งความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลสหรัฐฯ หรือสถาบันทางการเงินต่างๆ ประกาศออกมา

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกรูปแบบมีความเสี่ยง และตลาดเองก็มีความผันผวนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นนักลงทุนควรจะมองหาการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในแต่ละบุคคล และมองเป็นการลงทุนในระยะยาว ควรศึกษาและวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ ซึ่ง Binance TH ย้ำเสมอว่าคริปโตและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน

 

โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

The post ปรากฏการณ์คริปโตหลังเลือกตั้ง: จุดเปลี่ยนของระบบการเงินโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศตั้ง ‘กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล’ ดึง ‘อีลอน มัสก์’ และ ‘วิเวก รามาสวามี’ คุมทีม https://thestandard.co/musk-ramaswamy-efficiency-department/ Thu, 14 Nov 2024 10:56:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1008668

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ประกาศ […]

The post ทรัมป์ประกาศตั้ง ‘กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล’ ดึง ‘อีลอน มัสก์’ และ ‘วิเวก รามาสวามี’ คุมทีม appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ประกาศเมื่อวานนี้ (13 พฤศจิกายน) ว่าได้แต่งตั้ง อีลอน มัสก์ และ วิเวก รามาสวามี รับหน้าที่เป็นผู้นำ ‘กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล’ ในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของเขา โดยทรัมป์กล่าวว่า “2 คนนี้จะช่วยนำรัฐบาลของผมไปสู่การรื้อระบบราชการ ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ตัดงบประมาณที่สิ้นเปลือง และปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐบาล”

 

การแต่งตั้งรามาสวามีและโดยเฉพาะมัสก์ที่เป็นผู้บริหารบริษัทที่มีสัญญากับรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทันที โดยยังไม่ชัดเจนว่ากระทรวงใหม่นี้จะดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาที่มีพรรครีพับลิกันควบคุมทั้งหมดหรือไม่

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเสนอแผนการสร้างคณะกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐบาลนี้มาตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมัสก์ตกลงที่จะนำทีมนี้หากทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว และยังกล่าวอีกว่า “สิ่งนี้จะสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ”

 

ขณะที่รามาสวามีซึ่งเป็นคู่แข่งของทรัมป์ในช่วงเลือกตั้งขั้นต้นในพรรครีพับลิกัน ก่อนที่เขาจะหันมาสนับสนุนทรัมป์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อความว่า “SHUT IT DOWN” เพื่อสนับสนุนแนวคิดในการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่สิ้นเปลือง

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ชี้ว่า คณะกรรมการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายรัฐบาล โดยเขากล่าวว่าจะพัฒนางานเพื่อกำจัดการฉ้อโกงและการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสมภายใน 6 เดือน ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินนับล้านล้านดอลลาร์ ด้านรามาสวามียังเคยนำเสนอแนวทางทางกฎหมายที่อาจช่วยให้ประธานาธิบดีสามารถกำจัดหน่วยงานรัฐบาลบางแห่งได้ รวมถึง FBI กรมการศึกษา และคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์

 

ส่วนมัสก์ที่สนับสนุนทรัมป์มาตลอดเสนอให้มีการลดกฎระเบียบของรัฐบาลและเสนอระบบการประเมินที่อาจเลิกจ้างพนักงานที่ไม่จำเป็น รวมถึงเสนอการจ่ายค่าชดเชยสำหรับพนักงานรัฐบาลที่ถูกปลดออก

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ประกาศว่า กระทรวงนี้จะสิ้นสุดการทำงานภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 “รัฐบาลที่เล็กลงและมีประสิทธิภาพจะเป็นของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับสหรัฐฯ ในวันครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพ”

 

ภาพ: Carlos Barria / Reuters, ALLISON ROBBERT / Pool via REUTERS

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศตั้ง ‘กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล’ ดึง ‘อีลอน มัสก์’ และ ‘วิเวก รามาสวามี’ คุมทีม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์เก็งกำไรโค้งสุดท้ายก่อนทรัมป์เข้าทำเนียบ https://thestandard.co/trump-presidency-investment-strategy/ Thu, 14 Nov 2024 05:29:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1008477 ทรัมป์

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชัดเจนแล้วว่า โดนัลด์ […]

The post กลยุทธ์เก็งกำไรโค้งสุดท้ายก่อนทรัมป์เข้าทำเนียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชัดเจนแล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกัน จะก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2025 ชัยชนะที่ทิ้งห่างคู่แข่งของทรัมป์ช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน สะท้อนผ่านดัชนี CBOE Volatility (VIX) ลดลงจากระดับเหนือ 20 จุดในช่วงที่จัดการเลือกตั้ง สู่ระดับราว 14 จุด ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2024 ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยระหว่างวันที่ 5-13 พฤศจิกายน 2024 ดัชนี S&P 500 +3.50% และดัชนี Nasdaq +4.29% ส่วนดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีของบริษัทขนาดเล็กสุด 2,000 บริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ +4.80% เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่านโยบายของทรัมป์และพรรครีพับลิกันจะส่งผลดีต่อตลาด เช่น นโยบายการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ขณะเดียวกันนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบ (Deregulation) ในภาคธนาคารของทรัมป์ หนุนให้หุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น โดยดัชนี Dow Jones U.S. Banks +10.02% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของสินทรัพย์ดิจิทัลก็ต่างปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เช่นกัน โดยระหว่างวันที่ 5-13 พฤศจิกายน 2024 บิทคอยน์ปรับตัวขึ้นมากกว่า +30% เนื่องจากทรัมป์มีนโยบายสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี โดยมุ่งผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และหนึ่งในนโยบายสำคัญคือการจัดตั้งคลังสำรองบิทคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bitcoin Reserve) นอกจาก โดชคอยน์ (Dogecoin: DOGE) เงินสกุลดิจิทัลรูปสุนัขพันธุ์ชิบะ (Shiba Inu) พุ่งทะยานมากกว่า +150% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยโดชคอยน์เป็น Meme Coin หรือสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างจากเรื่องตลกบนอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในโลก และได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ที่ทรัมป์แต่งตั้งให้ดูแลกระทรวงพัฒนาประสิทธิภาพรัฐบาล (Department of Government Efficiency: DOGE) 

 

ในมุมของนโยบายการเงิน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Recession) ในระยะ 1 ปีข้างหน้า อ้างอิงจาก Bloomberg Consensus ลดลงเหลือเพียง 25% ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2024 จากระดับ 50% เมื่อต้นปี 2024 ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่เต็มไปด้วยข่าวดี ‘Animal Spirits’ หรือปัจจัยทางอารมณ์และจิตวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการลงทุนและแนวโน้มของตลาด กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นอย่างเต็มที่ ดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างสถิติสูงสุดใหม่ได้หลายครั้ง ก่อนที่ทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 โดยในมุมมองของเรา ช่วง 2 เดือนก่อนพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับกลยุทธ์การเก็งกำไร โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น และหลังการเข้าดำรงตำแหน่งของทรัมป์ในเดือนมกราคม 2025 ตลาดหุ้นอาจเผชิญกับความผันผวนจากนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและประเทศคู่ค้าอื่นๆ รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นนักลงทุนควรใช้ช่วงเวลาก่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างผลตอบแทน ก่อนที่ความไม่แน่นอนจะเริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดในปี 2025

 

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยหุ้นกลุ่มนี้มักได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงของธนาคารกลางมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็กมีภาระดอกเบี้ยและหนี้ที่ต้องเร่งการผ่อนชำระมากกว่า อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เริ่มเข้าสู่วัฏจักรการปรับลดดอกเบี้ย ช่วยให้เราคลายความกังวลในประเด็นนี้มากขึ้น แม้ว่าระดับดอกเบี้ยจะยังคงสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด ขณะเดียวกันนโยบายของทรัมป์ค่อนข้างส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็ก อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ US Equity Views: Potential implications of corporate tax reform for S&P 500 earnings ของ Goldman Sachs ที่เผยแพร่ ณ วันที่ 4 กันยายน 2024 คาดการณ์ว่าทุกการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลง 1% ของรัฐบาลสหรัฐฯ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี Russell 2000 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3% ซึ่งสูงกว่าผลกระทบต่อ EPS ของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 1% นอกจากนี้เราคาดว่านโยบายของทรัมป์จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งจะส่งผลดีโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดเล็ก 

 

ในด้านของอารมณ์ตลาด (Market Sentiment) ยังคงสดใส และตลาดเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) อย่างเต็มที่หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยผู้จัดการกองทุนทั่วโลกมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากแบบสำรวจมุมมองผู้จัดการกองทุนทั่วโลก (Global Fund Manager Survey) เดือนพฤศจิกายน 2024 จาก Bank of America หลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มุมมองผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สุทธิ (Net % Overweight US Equities) เพิ่มขึ้นมากจาก 10% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 29% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี และ 43% ของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่ตอบแบบสำรวจ คาดว่าหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากระดับ 27% ที่สำรวจในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

 

นอกจากนี้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเชื่อว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐฯ มีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจในปีหน้า โดยผู้จัดการกองทุนทั่วโลกมองว่าดัชนี Russell 2000 จะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในปี 2025 ตามด้วยดัชนี Nasdaq และดัชนี MSCI Emerging Markets ขณะที่สัดส่วนสุทธิของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่มีมุมมองว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้นจากระดับ 3% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 35% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

ดังนั้นเรามองว่าหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ และแนะนำให้นักลงทุนที่รับความผันผวนได้เข้าเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพื่อรับประโยชน์จาก ‘Animal Spirits’ ที่กำลังดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังคงมีข้อจำกัดในระยะยาว เนื่องจากบริษัทในดัชนี Russell 2000 มีสัดส่วนของบริษัทที่ผลประกอบการขาดทุนที่สูงกว่าบริษัทในดัชนี S&P500 ดังนั้นแม้หุ้นกลุ่มนี้จะเหมาะสำหรับการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น แต่สำหรับการลงทุนในระยะยาว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานทางการเงินของบริษัท และอาจพิจารณาหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งและความมั่นคงทางการเงินมากกว่า เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในพอร์ตการลงทุน

The post กลยุทธ์เก็งกำไรโค้งสุดท้ายก่อนทรัมป์เข้าทำเนียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนเปิดทำเนียบขาวต้อนรับทรัมป์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ ตามธรรมเนียมถ่ายโอนอำนาจ https://thestandard.co/biden-trump-meet-white-house-transition/ Thu, 14 Nov 2024 02:33:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1008394 ไบเดน ทรัมป์

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต้อนรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธ […]

The post ไบเดนเปิดทำเนียบขาวต้อนรับทรัมป์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ ตามธรรมเนียมถ่ายโอนอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดน ทรัมป์

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต้อนรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ที่ทำเนียบขาว โดยการพบปะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่ยาวนานในการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติระหว่างรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยอเมริกัน โดยทั้งสองหารือกันในประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การเตรียมความพร้อมสำหรับรัฐบาลใหม่ และความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ รวมถึงความมั่นคงของชาติและนโยบายภายในด้วย 

 

ทั้งนี้ ไบเดนยืนยันถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนทรัมป์ในการถ่ายโอนอำนาจอย่างราบรื่น โดยกล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยินดีต้อนรับคุณกลับมา” ส่วนทรัมป์กล่าวขอบคุณไบเดนที่ต้อนรับเขาอย่างดี พร้อมกับกล่าวว่า “โลกการเมืองมันไม่ง่าย แต่วันนี้เป็นวันที่ดี ผมขอบคุณมากที่การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น”

 

นอกจากนี้ทั้งสองยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยไบเดนแสดงความเห็นว่า การสนับสนุนยูเครนเป็นผลดีต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะการรักษาความเข้มแข็งของยุโรปจะช่วยป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่สงคราม ด้านทรัมป์แสดงท่าทีว่าจะยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำเช่นไร


แม้ว่าการพบปะกันระหว่างไบเดนและทรัมป์จะผ่านไปอย่างราบรื่น แต่การถ่ายโอนอำนาจบางส่วนยังคงมีความล่าช้า เนื่องจากทีมงานของทรัมป์ยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงการเปลี่ยนผ่านบางประการที่จะเปิดทางให้เข้าถึงข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกของรัฐบาลได้

 

การพบปะกันในครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างไบเดนและทรัมป์ นับตั้งแต่การดีเบตประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากนั้นไบเดนตัดสินใจถอนตัวเนื่องจากทำผลงานดีเบตได้ไม่ดี 

 

ทั้งนี้ ในปี 2020 ทรัมป์ปฏิเสธที่จะเชิญไบเดนมาทำเนียบขาวหลังการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเขาไม่ได้แพ้การเลือกตั้ง 

 

ภาพ: Kevin Lamarque TPX IMAGES OF THE DAY / Reuters

อ้างอิง:

The post ไบเดนเปิดทำเนียบขาวต้อนรับทรัมป์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ ตามธรรมเนียมถ่ายโอนอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. https://thestandard.co/bitcoin-89000-usd-32-percents/ Tue, 12 Nov 2024 06:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1007706 Bitcoin

ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะ 89,599 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม […]

The post Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

ราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะ 89,599 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง คิดเป็นการปรับตัวขึ้นประมาณ 32% นับตั้งแต่การเลือกตั้งของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ให้คำมั่นว่าจะออกกฎระเบียบที่เป็นมิตรกับคริปโต รวมถึงการจัดตั้งคลังบิทคอยน์สำรองของสหรัฐฯ และการสนับสนุนการขุดคริปโตภายในประเทศ 

 

นโยบายนี้แตกต่างอย่างมากจากการกวาดล้างอุตสาหกรรมคริปโตที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องขัดแย้งในช่วงการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวกระตุ้นการเก็งกำไรเหรียญคริปโตต่างๆ ช่วยให้มูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinGecko

 

คริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone Group กล่าวว่า คำถามสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ได้ซื้อบิทคอยน์คือ ยังมีช่องว่างในการไล่ตามการลงทุนที่ร้อนแรงนี้หรือไม่ หรือควรรอให้ราคาย่อตัวเล็กน้อย 

 

ในตลาดออปชัน นักลงทุนกำลังวางเดิมพันว่าราคาบิทคอยน์จะทะลุ 100,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลจาก Deribit Exchange ขณะเดียวกันบริษัท MicroStrategy Inc. ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุด ซื้อบิทคอยน์จำนวน 27,200 BTC มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

 

ทั้งนี้ ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปี 2024 อันเป็นผลจากความต้องการกองทุน ETF ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของบิทคอยน์นี้แซงหน้าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโลกและทองคำ

 

ด้าน Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance และอดีตซีอีโอของ Binance กล่าวผ่านงาน Binance Blockchain Week Dubai 2024 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เขาไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แต่ทำได้เพียงวิเคราะห์จากข้อมูลในอดีต ซึ่งที่ผ่านมาวัฏจักรของบิทคอยน์ค่อนข้างเป็นรูปแบบที่ชัดเจนคือ ปี 2012 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว, ปี 2013 เป็นตลาดกระทิง ต่อมาที่ปี 2016 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว และปี 2017 เป็นตลาดกระทิง เช่นเดียวกับปี 2020 และ 2021 ที่เป็นปีแห่งการฟื้นตัวต่อด้วยตลาดกระทิง 

 

สำหรับปี 2024 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวเช่นกัน ส่วนปีหน้า “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่โดยรวมแล้วผมยังมองบวกในระยะยาว ผู้คนจะใช้คริปโตมากขึ้น แต่ก็ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องช่วยกันสร้าง ส่วนระยะสั้นเป็นอะไรที่ยากจะคาดเดา” CZ กล่าว

 

อ้างอิง:

The post Bitcoin ทำสถิติใหม่! พุ่งทะลุ 89,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อ 5 พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดทำเนียบทายาททั้ง 5 คนของว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ https://thestandard.co/donald-trumps-5-heirs/ Mon, 11 Nov 2024 12:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1007431 โดนัลด์ ทรัมป์ ทายาท

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 และว่าที […]

The post เปิดทำเนียบทายาททั้ง 5 คนของว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ทายาท

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 และว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 มีครอบครัวใหญ่และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยครอบครัวเขามีอิทธิพลทั้งในทางการเมืองและแวดวงธุรกิจ ทรัมป์มีลูกทั้งหมด 5 คนที่เกิดจากการแต่งงานทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งลูกแต่ละคนมีเส้นทางและบทบาทสาธารณะที่หลากหลาย บางคนทำงานในทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน ขณะที่บางคนมีบทบาททางการเมือง เช่น อิวานกา และสามี จาเร็ด คุชเนอร์ ที่ทำงานในทำเนียบขาวในช่วงที่บิดาเป็นประธานาธิบดี ขณะที่การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ ผู้คนต่างจับตามองว่าจะมีสมาชิกครอบครัวคนไหนของทรัมป์ที่จะมีบทบาทช่วยบิดาของเขาในทำเนียบขาว

 

The post เปิดทำเนียบทายาททั้ง 5 คนของว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยในระเบียบทรัมป์ 2.0 ตอนที่ 1: ภูมิรัฐศาสตร์บนผลประโยชน์สหรัฐฯ https://thestandard.co/thailand-trump-2-0-us-geopolitics/ Mon, 11 Nov 2024 10:42:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1007354 ทรัมป์ ไทย

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อวิเคราะห์นโยบายการต่างประเทศของร […]

The post ไทยในระเบียบทรัมป์ 2.0 ตอนที่ 1: ภูมิรัฐศาสตร์บนผลประโยชน์สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ไทย

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อวิเคราะห์นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรอบที่ 2 ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2025 เพื่อศึกษาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในมิติภูมิรัฐศาสตร์ขัดแย้งและการห้ำหั่นกันทางภูมิเศรษฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ที่ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ 

 

โดยในบทความตอนแรกจะเป็นการพิจารณาในมิติความมั่นคงและการทหาร และบทความตอนที่ 2 จะพิจารณาในมิติเศรษฐกิจ

 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากฟากตะวันตกสู่สมรภูมิแห่งการต่อรองทางตะวันออก

 

  1. ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงเวลาหาเสียงแล้วว่า หากเขาชนะการเลือกตั้งและแม้จะอยู่ในฐานะ President Elected ที่ยังไม่ได้สาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็จะรีบยกหูโทรศัพท์เพื่อสื่อสารกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย เพื่อขอให้เกิดการเจรจาสันติภาพและยุติสงครามในยูเครน อันเป็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับพันธมิตร NATO (ซึ่งทรัมป์ยังคงยืนยันว่าพันธมิตร NATO อีก 31 ประเทศ ต้องจ่ายเงินสมทบและลงทุนเพิ่มขึ้นในกองทัพของตนเอง) 

 

แน่นอนว่าสันติภาพที่เกิดขึ้นหมายถึงการที่รัสเซียจะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่ในยูเครนที่รัสเซียได้ครอบครองเอาไว้แล้ว โดยเฉพาะในคาบสมุทรไครเมียและพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน โดยเฉพาะแคว้นลูฮันสก์และโดเนตสก์ (ซึ่งอาจรวมถึงคาร์คิฟ ซาปอริซเซีย และเคอร์ซอน)

 

  1. ทรัมป์จะยังคงให้การสนับสนุนอิสราเอลในการรุกคืบ ควบคุม และครอบครองพื้นที่ในฉนวนกาซาและเลบานอน รวมทั้งยังขยายอิทธิพลเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการตอบแทนกลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐอเมริกาและกลุ่มนักธุรกิจอเมริกันเชื้อสายยิวแล้ว ยังเป็นโอกาสในการใช้อิสราเอลต้านทานภัยคุกคามที่ทรัมป์ห่วงกังวลมากที่สุดนั่นคือ อิหร่านที่ยังคงชักธงชาติสีแดงเหนือมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ Jamkaran และยังคงอาฆาตมาดร้ายและต้องการแก้แค้นให้ นายพลกัสเซม โซเลมานี ผู้นำกองกำลังพิเศษ Quds ที่ถูกสังหารโดยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ในคราวที่เขาดำรงตำแหน่งในสมัยแรก

 

  1. ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้นกลายเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สหรัฐอเมริกาที่มีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้การนำของทรัมป์จะส่งสัญญาณว่า ประเทศที่มีพลังอำนาจเข้มแข็งทางการทหารสามารถเข้ายึดครองพื้นที่ของประเทศที่อ่อนแอกว่าได้ หากการยึดครองนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และด้วยสัญญาณนี้ ประเด็นความมั่นคงทางตะวันตกจากยุโรปและตะวันออกกลาง / เปอร์เซีย จะมาเชื่อมโยงกับประเด็นความขัดแย้งทางฝั่งตะวันออกนั่นคือ คาบสมุทรเกาหลีและช่องแคบไต้หวัน

 

  1. สัญญาณในข้อที่ 3 เมื่อประกอบกับสภาพความจริงในยูเครนที่เราเห็นปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่างทหารรัสเซียและทหารเกาหลีเหนือ พร้อมกับที่ประธานาธิบดีปูตินเองก็ออกมาแถลงในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ว่า รัสเซียและเกาหลีเหนือจะเป็นพันธมิตรที่จะช่วยกันทางการทหารหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกรุกราน ซึ่งนั่นหมายความว่า 

 

    1. ทหารเกาหลีเหนือจะได้ฝึกหัดการรบในพื้นที่สงครามของจริง
    2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางการทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือได้เกิดขึ้นแล้ว โดยเทคโนโลยีที่น่าห่วงกังวลมากที่สุดคือ Sensing, Timing และ Navigating สำหรับขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือพัฒนามาอย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่สำเร็จ

 

  1. สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ภายใต้การส่งสัญญาณว่าประเทศเข้มแข็งสามารถยึดครองประเทศอ่อนแอได้หากผลประโยชน์สอดคล้องกับสหรัฐฯ นั่นจะทำให้ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองมากขึ้นผ่านการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับผู้นำเผด็จการอย่างคิมจองอึนแห่งเกาหลีเหนือ ขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่พวกเขาเคยพบกันมาแล้ว 3 ครั้ง (ที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และเวียดนาม) นั่นจะเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณทางตรงไปที่เกาหลีใต้ (ซึ่งในระยะหลังสหรัฐฯ พึ่งพาเกาหลีใต้มากขึ้น) ว่า

 

    1. คุณต้องห่วงกังวลเรื่องเกาหลีเหนือสร้างสงครามในคาบสมุทรเกาหลีมากขึ้น และคุณต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น เพื่อซื้ออาวุธและบริการทางการทหารจากสหรัฐฯ
    2. ใช้ประเด็นทางการทหารเป็นการกดดันประเด็นทางเศรษฐกิจ (จากภูมิรัฐศาสตร์สู่ภูมิเศรษฐศาสตร์) เพราะในระยะหลังสหรัฐฯ พึ่งพา / พึ่งพิง เกาหลีใต้ในทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสูงมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ซึ่งเกาหลีใต้อยู่ในฐานะผู้นำทางเทคโนโลยีอันดับ 2-3 ของโลก และยิ่งมีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ภายใต้กฎหมาย CHIPS and Science Act ที่สนับสนุนให้มีการย้ายฐานการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ออกจากไต้หวัน และส่วนหนึ่งย้ายมาที่เกาหลีใต้ (อีกส่วนย้ายไปที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และสหรัฐฯ เอง)

 

  1. สำหรับไต้หวัน ทรัมป์เคยกล่าวไว้แล้วในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งว่า 

 

    1. ไต้หวันจะได้รับการสนับสนุนน้อยลงจากสหรัฐอเมริกา
    2. ไต้หวันต้องเพิ่มงบประมาณในการทหารและการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขที่ Elbridge Colby ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ตั้งไว้คือ ไต้หวันควรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นไปเป็น 10% ของ GDP (จากเดิมที่ระดับ 2.45% ของ GDP หรือต้องเพิ่มงบประมาณขึ้นถึง 4 เท่า) 
    3. ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ คือกรมธรรม์ประกันภัยประกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงให้ไต้หวัน ดังนั้นไต้หวันต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มหากต้องการความคุ้มครองจากสหรัฐฯ

 

ซึ่งแน่นอนว่าการส่งสัญญาณว่าประเทศเข้มแข็งสามารถยึดครองประเทศอ่อนแอได้ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองเหนือทั้งไต้หวันและเกาหลีใต้ รวมทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมอาวุธและบริการทางการทหารของสหรัฐฯ ได้อีกต่างหาก

 

เพียงเท่านี้ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันก็จะกลายเป็นชิปที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหรัฐฯ ในเกมแก่งแย่งอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งแน่นอนว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ก็คือจีน

 

  1. ทรัมป์เคยเขียนถึงศิลปะในการเจรจาต่อรองไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขาที่ชื่อ The Art of the Deal ว่า ในการเจรจาคุณต้องเพิ่มอำนาจการต่อรอง โดยเขากล่าวว่า “เพื่อที่จะมีอำนาจเหนือในการเจรจา คุณต้องทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าคุณจะสามารถมอบในสิ่งที่เขาต้องการที่สุดได้” และในหนังสือเล่มเดียวกันทรัมป์กล่าวถึงการวางยุทธศาสตร์ในการเจรจา (Negotiation Strategy) ว่า “ในการเจรจาสิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือ ผมมีความเข้มแข็งอย่างไร และเน้นย้ำให้คู่เจรจาของคุณรู้ว่าเขามีจุดอ่อนคืออะไร” ซึ่งทรัมป์กำลังจะใช้สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 4, 5 และ 6 ในการเจรจากับสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

  1. สิ่งที่ผู้นำจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งประชาชาติจีน ต้องการมากที่สุดเขียนไว้แล้วอยู่ในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญของประเทศนั่นคือ “เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนทุกคน รวมถึงเพื่อนชาวจีนของเราในไต้หวัน ที่จะบรรลุการรวมชาติอันยิ่งใหญ่ของมาตุภูมิ” ดังนั้นสิ่งที่ทรัมป์ต้องการให้จีนรู้ว่าเขาสามารถจะส่งมอบให้กับจีนได้นั่นก็คือไต้หวันผ่านการยอมรับหลักการจีนเดียว และยุติความกำกวมทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Ambiguity นั่นคือยอมรับหลักการจีนเดียว แต่ก็ยืนยันที่จะส่งกองทัพเข้าช่วยไต้หวันหากไต้หวันถูกรุกราน) ซึ่งทรัมป์เองก็เคยกล่าวไว้แล้วว่า เขาพร้อมที่จะยุติความกำกวมนี้หากจีนมีข้อเสนอที่ดีเพียงพอ

 

  1. แน่นอนว่าแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ยิ่งใหญ่ และ Exercise ในสงครามจริงตลอดเวลา มีความเหนือกว่าแสนยานุภาพของจีน ที่แม้จะมีกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็ขาดประสบการณ์ เพราะจีนไม่เคยรบในสงครามจริง สนามรบจริง มานานมากแล้ว ประกอบกับตลาดขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและเทคโนโลยีบางอย่างที่จีนเองก็ยังต้องการพึ่งพาจากสหรัฐฯ รวมทั้งการที่ทั้งสองมหาอำนาจต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ รุนแรง และเสียหายด้วยกันทั้งคู่ 

 

ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสงคราม กลับมาเจรจา มาค้าขาย มาร่วมลงทุน ในรูปแบบที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบ และการที่จีนยอมรับสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ยอมที่จะอยู่ภายใต้ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ มีบทบาทสูงเด่นในการวางระเบียบ (อย่างน้อยก็อีกสักช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต ก่อนที่จีนจะเข้มแข็งมากกว่านี้) น่าจะช่วยปิดจุดอ่อนของจีนนั่นคือ เศรษฐกิจภายในที่ยังไม่เข้มแข็งเต็มที่ได้ ยอมเป็นเบอร์สองได้ค้าขาย ได้ลงทุน ได้เทคโนโลยี ทำตัวให้สหรัฐฯ รู้สึกว่าจีนไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป แลกกับการได้ไต้หวันกลับมา คือสุดยอดแห่งความคุ้มค่า (เพราะสำหรับจีนหากได้ไต้หวันกลับมาแล้วคงไม่มีทางยอมให้ไต้หวันสามารถแยกตัวออกไปได้อีก แล้วในอนาคตเมื่อจีนเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเมื่อสหรัฐฯ อ่อนถอยพลังอำนาจลงจากปัจจัยภายในสหรัฐฯ เอง เมื่อนั้นจีนค่อยกลับมาทวงความเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกก็ยังไม่สาย)

 

  1. 1. จีนต้องยอมลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ (บังคับให้จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และกดราคาสินค้าส่งออกของจีนลง) 

 

  1. จีนต้องมาลงทุนในสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ต้องจ้างงานคนอเมริกันมากยิ่งขึ้น

 

  1. ต้องยอมเปิดเผย / ถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่จีนมีให้สหรัฐฯ เท่านี้ทรัมป์ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งยังแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ ลดค่าครองชีพให้กับคนอเมริกันได้ สร้างตำแหน่งงานให้คนอเมริกันได้ ผ่านการค้าการลงทุนกับจีน และยังไม่สำคัญเท่ากับยังสามารถเคลมได้ด้วยว่าเขาคือคนที่สร้างสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน 

 

ทำไมทรัมป์ถึงกล้าทิ้ง Bargaining Chip ที่ชื่อไต้หวัน คำตอบคืออเมริกาพึ่งพาไต้หวันลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เริ่มย้ายฐานออกจากไต้หวันกลับสหรัฐฯ และไปเกาหลี (ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าทรัมป์เองก็จะใช้ประเด็นเกาหลีเหนือกดดันเกาหลีใต้ได้ เหมือนกับที่เคยใช้ประเด็นจีนกดดันไต้หวันในอดีต) 

 

นอกจากชิปคอมพิวเตอร์แล้ว สหรัฐฯ แทบจะไม่พึ่งพาอะไรจากไต้หวันอีกเลย แต่การเก็บไต้หวันไว้ โดยยังยึดมั่นใน Joint Communiqué และ Taiwan Act ที่บอกว่าสหรัฐฯ ต้องส่งกองทัพไปช่วยกลับแต่จะสร้างภาระให้สหรัฐฯ ในระยะยาว (ไม่ส่งกองทัพมาช่วยรบ สหรัฐฯ ก็เสียพันธมิตรที่เชื่อมั่นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ หรือหากส่งกองทัพมารบ แต่ดันแพ้จีน สหรัฐฯ ก็จะสูญเสียสถานะมหาอำนาจทางการทหาร หรือส่งกองทัพมาเต็มที่ก็กลายเป็นสงครามยืดเยื้อ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของสหรัฐฯ และเคยเกิดขึ้นแล้วทั้งในเวียดนามและในอัฟกานิสถาน) 

 

ดังนั้นไต้หวันจึงเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่จะนำสหรัฐฯ ไปปะทะกับจีนโดยตรง ทั้งๆ ที่คนอเมริกันส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีกต่างหาก และแน่นอนว่าการยกเลิกทั้ง Joint Communiqué และ Taiwan Act ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะในช่วงปี 2025-2026 ที่ทรัมป์ยังคุมเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาสูงและสภาล่างของสภาคองเกรส

 

สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องจับตา ติดตามสถานการณ์ และสร้างสมดุลให้ดี ก็คือ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งนี้จะขยายตัวลุกลามลงมาจนถึงทะเลจีนใต้หรือไม่ ดุลแห่งอำนาจที่อาจกำลังเปลี่ยนแปลงนี้ ประเทศไทยจะสร้างสมดุลใหม่ผ่านการวางยุทธศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนอย่างไร คือสิ่งที่คนไทยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคิดและวิเคราะห์ต่อไป

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images North America / Getty Images Via AFP

The post ไทยในระเบียบทรัมป์ 2.0 ตอนที่ 1: ภูมิรัฐศาสตร์บนผลประโยชน์สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดโผตัวเต็ง ครม. ทรัมป์ 2.0 https://thestandard.co/donald-trumps-top-team/ Mon, 11 Nov 2024 10:22:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1007306 ครม. ทรัมป์

จนถึงวันนี้ (11 พฤศจิกายน) หลายฝ่ายยังคงจับตามองว่าใครจ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดโผตัวเต็ง ครม. ทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ทรัมป์

จนถึงวันนี้ (11 พฤศจิกายน) หลายฝ่ายยังคงจับตามองว่าใครจะได้เข้ามาเป็น ‘ทีมงานระดับสูงของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump’s Top Team)’ หรือผู้ที่จะรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีทรัมป์ 2.0 ซึ่งทีมงานเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดีกำลังคัดกรองรายชื่อของหลายบุคคลที่ทรัมป์หมายตาไว้

 

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ประกาศแต่งตั้ง ซูซี ไวลส์ (Susie Wiles) รองประธานฝ่ายหาเสียง ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นคนแรกในโผทีมบริหารของ ครม. ทรัมป์ชุดใหม่ และเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับตำแหน่งนี้

 

เบื้องต้นคาดว่ามีหลายคนที่เคยดำรงตำแหน่งใน ครม. ทรัมป์สมัยแรก ไม่น่าจะได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีก โดยทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีชื่อของ ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นิกกี เฮลีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

 

แต่คาดว่ายังคงมีผู้ภักดีบางคนที่อาจได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ซึ่งรอบตัวทรัมป์ยังมีพันธมิตรใหม่อีกหลายคนที่มีศักยภาพและความสามารถสูงพอจะเข้าไปทำงานในทำเนียบขาว และรับบทบาทสำคัญอื่นๆ ในรัฐบาล

 

และนี่คือรายชื่อตัวเต็งที่คาดว่ากำลังได้รับการพิจารณาใน ครม. ทรัมป์ 2.0

 

ครม. ทรัมป์

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดโผตัวเต็ง ครม. ทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โพลชี้ คนไทยรู้สึกเฉยๆ และดีใจพอๆ กัน หลังทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ https://thestandard.co/poll-say-thai-not-excited-for-donald-trump/ Sun, 10 Nov 2024 09:40:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1006802 ทรัมป์

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส […]

The post โพลชี้ คนไทยรู้สึกเฉยๆ และดีใจพอๆ กัน หลังทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘บทเรียนที่คนไทยได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2024’ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,118 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

 

ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 53.13% รู้สึกเฉยๆ ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง และอีก 46.87% รู้สึกดีใจ

 

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างยังมองว่าการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ จะส่งผลต่อไทยด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย 62.82%

 

สำหรับบทเรียนที่ได้จากการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้คือ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมือง 59.17% รองลงมาคือ ได้เห็นบทบาทและอิทธิพลของสื่อในการเลือกตั้ง 56.12% และได้รับรู้ถึงความสำคัญของนโยบายต่างประเทศที่มีต่อโลก 52.88%

The post โพลชี้ คนไทยรู้สึกเฉยๆ และดีใจพอๆ กัน หลังทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์กวาดเรียบรัฐสมรภูมิ-ป๊อปปูลาร์โหวต ลุ้นครองเสียงข้างมาก 2 สภา https://thestandard.co/us-election-2024-summary/ Sun, 10 Nov 2024 05:07:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1006719 สรุปเลือกตั้งสหรัฐฯ

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุดจากสื่อหลายสำนัก […]

The post สรุปเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์กวาดเรียบรัฐสมรภูมิ-ป๊อปปูลาร์โหวต ลุ้นครองเสียงข้างมาก 2 สภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเลือกตั้งสหรัฐฯ

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุดจากสื่อหลายสำนักชี้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัยชนะในรัฐสมรภูมิทั้งหมด 7 รัฐ หลังเอาชนะรัฐสมรภูมิสุดท้ายคือ แอริโซนา คว้าคณะผู้เลือกตั้งเพิ่มอีก 11 เสียง ส่งผลให้ทรัมป์ได้คณะผู้เลือกตั้งไปทั้งสิ้น 312 เสียง ส่วน คามาลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตได้ไป 226 เสียง

 

ขณะที่คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต ทรัมป์ได้ไป 50.4% หรือราว 74.5 ล้านเสียง ส่วนแฮร์ริสได้ไป 47.9% หรือราว 70.8 ล้านเสียง

 

หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการที่รัฐต่างๆ จัดการประชุมคณะผู้เลือกตั้ง และเป็นตัวแทนประชาชนโหวตเลือกทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ก่อนที่สภาคองเกรสชุดใหม่จะประชุมในวันที่ 6 มกราคม 2025 เพื่อนับคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง และยืนยันว่าทรัมป์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ซึ่งแฮร์ริสจะรับหน้าที่ประธานในกระบวนการนี้

 

โดยทรัมป์จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ในวันที่ 20 มกราคม 2025

 

 

รีพับลิกันลุ้นครอง 2 สภา

 

นอกจากนี้ ในส่วนของผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รายงานล่าสุด (10 พฤศจิกายน เวลา 10.40 น.) จาก CNN พบว่า พรรครีพับลิกันได้สมาชิกวุฒิสภาแล้ว 52 ที่นั่ง เกินกึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง และคว้าเสียงข้างมากไปครองแน่นอนแล้ว ส่วนพรรคเดโมแครตได้ไป 46 ที่นั่ง เหลืออีก 2 ที่นั่ง

 

ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันก็มีลุ้นครองเสียงข้างมากเช่นกัน โดยได้ สส. ไปแล้ว 213 ที่นั่ง เหลืออีก 5 ที่นั่งจะเกินกึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนเดโมแครตตามหลังอยู่ที่ 205 ที่นั่ง และยังเหลืออีก 17 ที่นั่งที่อยู่ระหว่างการนับคะแนน

 

อ้างอิง:

The post สรุปเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์กวาดเรียบรัฐสมรภูมิ-ป๊อปปูลาร์โหวต ลุ้นครองเสียงข้างมาก 2 สภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทรัมป์ 2.0 โอกาสหรือความเสี่ยง ไทยพร้อมหรือไม่? | DECODING THE WORLD #9 https://thestandard.co/decoding-the-world-9/ Sat, 09 Nov 2024 11:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1006605

ไทยและทั่วโลกจะเผชิญผลกระทบอย่างไร หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ […]

The post ชมคลิป: ทรัมป์ 2.0 โอกาสหรือความเสี่ยง ไทยพร้อมหรือไม่? | DECODING THE WORLD #9 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไทยและทั่วโลกจะเผชิญผลกระทบอย่างไร หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ผงาดคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 โดยถือเป็นชัยชนะแบบเด็ดขาด เหนือ คามาลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต

 

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง ความขัดแย้ง แบ่งขั้วทั่วโลก จะได้รับผลกระทบจากยุคทรัมป์ 2.0 อย่างไร ท่าทีของทรัมป์จะเป็นโอกาสหรือความเสี่ยงที่โลกต้องเผชิญ ร่วมถอดรหัสไปพร้อมกันใน DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก

The post ชมคลิป: ทรัมป์ 2.0 โอกาสหรือความเสี่ยง ไทยพร้อมหรือไม่? | DECODING THE WORLD #9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินนโยบาย AI ของทรัมป์ เตรียมรื้อมาตรการเก่าไบเดน ลดการควบคุม เร่งนวัตกรรม https://thestandard.co/trumps-ai-policy/ Sat, 09 Nov 2024 05:23:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1006536 นโยบาย AI ทรัมป์

การกลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะ […]

The post ประเมินนโยบาย AI ของทรัมป์ เตรียมรื้อมาตรการเก่าไบเดน ลดการควบคุม เร่งนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบาย AI ทรัมป์

การกลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พรรครีพับลิกันสามารถคุมวุฒิสภา (Senate) ไว้ได้ และมีการคาดการณ์ว่าจะรวมถึงสภาผู้แทนราษฎร (House) ด้วย โดยพรรคพวกของทรัมป์ให้คำมั่นว่า พวกเขาจะนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปสู่ระดับสูงสุดของการทำงานภาครัฐ

 

TechCrunch ออกบทวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แน่นอนว่านโยบายเรื่อง AI คือหนึ่งในวาระสำคัญ โดยทรัมป์เคยประกาศว่าจะรื้อถอนนโยบายกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ที่คณะไบเดนเคยวางไว้เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้าทำงาน พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลในระดับน้อยที่สุดในระดับที่เหมาะสม

 

ภาพรวมของนโยบาย AI ที่คณะทำงานไบเดนเคยทำ

 

ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม ปี 2023 นโยบาย AI ของไบเดนถูกประกาศออกมาผ่านคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี (Executive Order) ด้วยเป้าหมายที่ต้องการจะพัฒนา AI ในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์หรือการปกป้องสินทรัพย์ทางปัญญา ในขณะที่ก็บริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

แต่ภายใต้คำสั่งพิเศษดังกล่าว กลับมี 2 ข้อกำหนดที่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนมองว่าไม่เหมาะสม ซึ่งข้อแรกคือ การกำหนดให้บริษัทที่พัฒนาโมเดล AI ต้องรายงานต่อรัฐบาลเกี่ยวกับวิธีการฝึกฝนและกรอบการดูแลรักษาความปลอดภัยของโมเดล และข้อสองคือ การขอให้สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) กำหนดกรอบแนวทาง เพื่อตรวจจับข้อบกพร่องรวมถึงความลำเอียงในโมเดล AI ต่างๆ

 

นโยบาย AI ทรัมป์

 

นับตั้งแต่มีการนำคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีอันนี้ไปใช้ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้จัดตั้งสถาบันความปลอดภัยด้าน AI แห่งสหรัฐฯ (AISI) เพื่อศึกษาความเสี่ยงของ AI และร่วมมือกับบริษัทต่างๆ เช่น OpenAI และ Anthropic ในการทดสอบความปลอดภัยของโมเดลใหม่

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์โดยเฉพาะผู้ที่สนับสนุนทรัมป์โต้แย้งว่า การกำหนดให้มีการรายงานการฝึกฝนและกรอบการดูแลรักษาความปลอดภัยของโมเดล AI เป็นการผลักภาระที่มากเกินไปให้กับผู้ประกอบการ และบีบให้บริษัทจำเป็นต้องเปิดเผยความลับทางธุรกิจ ซึ่งพวกเขายังเชื่อด้วยว่าคำสั่งนี้เป็นการใช้อำนาจบริหารเกินขอบเขต และอาจเป็นปัจจัยขัดขวางนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ยากกว่าที่ควรจะเป็น

 

แนนซี เมซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน กล่าวว่ากฎเกณฑ์ที่มาจากคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี “จะเป็นสิ่งที่ขวางกั้นผู้ผลิตนวัตกรรมที่จะสร้างเทคโนโลยี AI ล้ำสมัยอันต่อๆ ไปขึ้นมา”

 

นอกจากนี้สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนกล่าวหาว่า การใช้กฎระเบียบด้าน AI ของไบเดนเป็นวิธีแบบหนึ่งของการปิดกั้นเนื้อหาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งทรัมป์ให้สัญญาไว้ในเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมาว่า “ผมจะยกเลิกคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีด้าน AI ของไบเดนออกหลังได้รับเลือกให้กลับมาทำงานอีกครั้ง และจะแบนการใช้ AI ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดของชาวอเมริกันตั้งแต่วันแรก”

 

คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรจะเข้ามาแทนที่คำสั่งพิเศษประธานาธิบดีด้าน AI ของไบเดนล่ะ?

 

TechCrunch มองว่าหน้าตาของนโยบาย AI ในสมัยทรัมป์ 2.0 อาจไม่ต่างกับสิ่งที่เขาเคยทำในช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่แล้ว โดยทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีเกี่ยวกับ AI ที่มีแผนจะจัดตั้งสถาบันวิจัย AI แห่งชาติ และสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ค่านิยมของชาวอเมริกัน รวมถึงการช่วยให้คนงานเรียนรู้ทักษะ AI และการส่งเสริมการใช้ AI ที่น่าเชื่อถือ

 

ในระหว่างการหาเสียง ทรัมป์สัญญาว่าจะสนับสนุน AI ที่ให้เสรีภาพในการแสดงออกและทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเป้าหมายนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงอย่างไร

 

สำหรับอนาคตของสถาบันความปลอดภัยด้าน AI แห่งสหรัฐฯ (AISI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ NIST มีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกปิดหากคำสั่ง AI ของไบเดนถูกเพิกถอน ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจริงอาจทำให้ภาพรวมของกฎเกณฑ์การกำกับดูแล AI เปลี่ยนไป

 

อีกหนึ่งด้านที่น่าสนใจของนโยบายคือ ท่าทีการพยายามปกป้องการค้าของอเมริกาจากทรัมป์จะส่งผลต่อนโยบาย AI โดย แฮมิด เอ็กเบีย ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Syracuse เชื่อว่า การควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดกับจีน อาจเป็นการระงับไม่ให้เทคโนโลยีสำคัญที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา AI ไหลออกไปจีน

 

จริงอยู่ที่รัฐบาลของไบเดนมีการห้ามส่งออกชิปหรือโมเดล AI อยู่แล้ว แต่มีรายงานจาก Reuters ว่า บริษัทจีนบางแห่งกำลังหาวิธีหลีกเลี่ยงการกีดกันเหล่านี้โดยใช้บริการคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) เป็นช่องทางในการเข้าถึงชิปหรือโมเดล AI รุ่นล่าสุด

 

เอ็กเบียเตือนว่า การควบคุมที่เข้มงวดเกินไปอาจเป็นผลเสียต่อการกำกับดูแล AI ในระดับโลกที่ ณ เวลานี้ต้องการความร่วมมือระหว่างกัน โดยผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองอาจทำให้การใช้ AI หันเหไปในทิศทางที่เป็นอันตรายมากขึ้น เช่น ใช้ในการควบคุมหรือบิดเบือนข้อมูล

 

แน่นอนว่านี่เป็นการคาดการณ์ที่ค่อนข้างเร็ว ซึ่งนับจากนี้คงต้องดูต่อไปว่าท่าทีของทรัมป์กับการกำกับดูแล AI จะเป็นอย่างไร แต่ที่หลายฝ่ายคาดไว้ก็คือ การที่ทรัมป์ต้องการจะออกกฎเกณฑ์ควบคุมให้น้อยที่สุดเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม

 

อ้างอิง:

 

 

The post ประเมินนโยบาย AI ของทรัมป์ เตรียมรื้อมาตรการเก่าไบเดน ลดการควบคุม เร่งนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทรัมป์สร้างจีนเป็นปีศาจ จับตาลดบทบาทจีน สะเทือนโลกด้านใดบ้าง? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow081167-3/ Sat, 09 Nov 2024 02:50:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1006514

ทรัมป์สร้างจีนเป็นปีศาจ จับตาลดบทบาทจีน สะเทือนโลกด้านใ […]

The post ชมคลิป: ทรัมป์สร้างจีนเป็นปีศาจ จับตาลดบทบาทจีน สะเทือนโลกด้านใดบ้าง? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทรัมป์สร้างจีนเป็นปีศาจ จับตาลดบทบาทจีน สะเทือนโลกด้านใดบ้าง?

The post ชมคลิป: ทรัมป์สร้างจีนเป็นปีศาจ จับตาลดบทบาทจีน สะเทือนโลกด้านใดบ้าง? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชัยชนะทรัมป์ ข่าวดีปูติน-ข่าวร้ายเซเลนสกี จับตาเขย่าระบบราชการสหรัฐฯ | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow081167-2/ Sat, 09 Nov 2024 02:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1006511

ชัยชนะทรัมป์ ข่าวดีปูติน-ข่าวร้ายเซเลนสกี กับโจทย์ใหญ่ย […]

The post ชมคลิป: ชัยชนะทรัมป์ ข่าวดีปูติน-ข่าวร้ายเซเลนสกี จับตาเขย่าระบบราชการสหรัฐฯ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชัยชนะทรัมป์ ข่าวดีปูติน-ข่าวร้ายเซเลนสกี กับโจทย์ใหญ่ยุติสงคราม จับตาเขย่าระบบราชการสหรัฐฯ

The post ชมคลิป: ชัยชนะทรัมป์ ข่าวดีปูติน-ข่าวร้ายเซเลนสกี จับตาเขย่าระบบราชการสหรัฐฯ | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะเหตุผลทำไม พรรคเดโมแครต และ คามาลา แฮร์ริส ถึงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2024 https://thestandard.co/news-digest-08112024/ Fri, 08 Nov 2024 12:16:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1006422 คามาลา แฮร์ริส และ พรรคเดโมแครต

“หลักการประชาธิปไตยของอเมริกาคือ เมื่อเราแพ้เลือกตั้ง เ […]

The post ชมคลิป: เจาะเหตุผลทำไม พรรคเดโมแครต และ คามาลา แฮร์ริส ถึงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คามาลา แฮร์ริส และ พรรคเดโมแครต

“หลักการประชาธิปไตยของอเมริกาคือ เมื่อเราแพ้เลือกตั้ง เราก็ยอมรับผลนั้น“ นี่คือคำพูดของ คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี หลังรู้ผลเลือกตั้งว่าเธอไม่ได้ไปต่อกับความหวังของการเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

 

ทำไมทั้งเธอและ พรรคเดโมแครต ถึงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ New Digest รวบรวมการสำรวจจากหลายปัจจัยออกมาเป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ

The post ชมคลิป: เจาะเหตุผลทำไม พรรคเดโมแครต และ คามาลา แฮร์ริส ถึงพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>