University of Pennsylvania Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/university-of-pennsylvania/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 31 Oct 2026 02:48:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ย้ายงานเพื่อโต อาจคิดผิด งานวิจัยชี้ย้ายตำแหน่งในบริษัทเดิม มีโอกาสได้เลื่อนขั้นมากกว่าย้ายบริษัทเกือบ 6 เท่า https://thestandard.co/internal-promotion-career-growth-research/ Sat, 31 Oct 2026 02:48:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1273679 ภาพกราฟิกนักธุรกิจกระโดดออกจากหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อเปรียบเทียบการย้ายงาน

หลายสิบปีที่ผ่านมา คำแนะนำมาตรฐานสำหรับคนที่อยากก้าวหน้ […]

The post ย้ายงานเพื่อโต อาจคิดผิด งานวิจัยชี้ย้ายตำแหน่งในบริษัทเดิม มีโอกาสได้เลื่อนขั้นมากกว่าย้ายบริษัทเกือบ 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกนักธุรกิจกระโดดออกจากหน้าจอแล็ปท็อปเพื่อเปรียบเทียบการย้ายงาน

หลายสิบปีที่ผ่านมา คำแนะนำมาตรฐานสำหรับคนที่อยากก้าวหน้าในอาชีพนั้นเรียบง่าย คือให้ทำตัวเหมือนนักกีฬาอิสระ พร้อมย้ายไปหานายจ้างที่ให้โอกาสดีที่สุดอยู่เสมอ

 

 

กลยุทธ์นี้ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะตรงกับความรู้สึกที่ว่านายจ้างไม่ได้ดูแลผลประโยชน์ของเรา เราจึงต้องควบคุมเส้นทางอาชีพของตัวเอง อีกทั้งยังเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จนแทบไม่มีนายจ้างรายไหนมั่นคงพอจะให้ความก้าวหน้าระยะยาวได้

 

แต่ แมทธิว บิดเวลล์ ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งศึกษาเส้นทางอาชีพของคนยุคใหม่มากว่า 20 ปี เขียนไว้ในบทความบน The Wall Street Journal ว่า คำแนะนำนี้อาจผิด และการอยู่กับบริษัทเดิมกลับมักเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จที่เร็วที่สุด

 

บิดเวลล์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ The Insider Advantage: Moving Up, Finding Success, and Building a Career That Lasts เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ความได้เปรียบของคนใน’ (Insider Advantage) โดยหลักฐานหลายด้านบ่งชี้ว่า การทำงานกับองค์กรเดิมในระยะยาวมักทำให้พนักงานได้เปรียบ ทั้งเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง ผลงาน ค่าตอบแทน และแม้แต่ความสุข

 

การเลื่อนตำแหน่งส่วนใหญ่เกิดในองค์กรเดิม

 

คนส่วนใหญ่อยากขยับไปทำงานที่ท้าทายและได้ผลตอบแทนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่บิดเวลล์ระบุว่าความก้าวหน้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเลื่อนตำแหน่งภายในองค์กร

 

งานศึกษาของเขาในปี 2015 สอบถามศิษย์เก่าหลักสูตร MBA ว่าต้องดูแลลูกน้องกี่คนในแต่ละงานหลังเรียนจบ พบว่าเมื่อย้ายไปบริษัทใหม่ โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาได้ดูแลลูกน้องจำนวนเท่าเดิมกับงานที่จากมา แต่เมื่อย้ายตำแหน่งภายในบริษัทเดียวกัน จำนวนลูกน้องที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

 

งานวิจัยในบริบทอื่นก็ได้ผลคล้ายกัน เช่น งานศึกษาเมื่อปี 2019 ที่ติดตามชาวฟินแลนด์เกือบ 60,000 คนในกว่า 1,000 บริษัท พบว่าแม้หลายคนจะย้ายบริษัท แต่ส่วนใหญ่ได้งานในระดับใกล้เคียงเดิม โดยพนักงานมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญจากการย้ายงานภายในบริษัทมากกว่าการย้ายบริษัทเกือบ 6 เท่า

 

ขณะที่งานศึกษาเส้นทางอาชีพของผู้บริหารระดับสูงในปี 2021 โดยนักวิจัยจาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และ IE University ในสเปน พบว่า 74% ของผู้บริหารเหล่านี้ขึ้นมาจากภายในบริษัท

 

บิดเวลล์มองว่างานวิจัยทั้งหมดชี้ให้เห็นปัญหาเดียวกันของการสร้างเส้นทางอาชีพด้วยการย้ายบริษัท คือการจะก้าวหน้าได้ ต้องโน้มน้าวให้นายจ้างยอมให้เราทำงานที่ยากและสำคัญกว่าที่เคยทำ แต่หัวหน้าใหม่รู้จักเราน้อยมากเมื่อเทียบกับนายจ้างปัจจุบัน และมักไม่อยากเสี่ยงแบบนั้น

 

ผลงานและรายได้ระยะยาวมักดีกว่าคนย้ายงาน

 

อีกสิ่งที่คนทำงานมองหาคือโอกาสได้ทำงานที่ตัวเองเก่งและได้รับการยอมรับ แต่งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าพนักงานใหม่มักทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะสร้างผลงานในที่ทำงานใหม่ได้เต็มที่

 

ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2008 พบว่านักวิเคราะห์หุ้นที่ย้ายบริษัททำผลงานได้แย่ลง และใช้เวลานานกว่า 2 ปีกว่าผลงานจะกลับไปเท่าเดิม

 

งานศึกษาของบิดเวลล์เองในปี 2011 ที่ศึกษาพนักงานวาณิชธนกิจก็พบว่า พนักงานที่จ้างจากภายนอกทำผลงานได้ต่ำกว่าพนักงานที่ได้เลื่อนตำแหน่งจากภายใน และช่องว่างนี้คงอยู่ราว 2 ปี

 

เช่นเดียวกับงานศึกษาหัวหน้าร้านค้าในปี 2018 โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตตและทีม ที่พบว่าหัวหน้าร้านที่จ้างจากภายนอกทำผลงานได้ต่ำกว่าคนที่มาจากภายใน

 

บทเรียนคือการจะทำงานได้มีประสิทธิภาพในองค์กรใหม่ต้องใช้เวลานาน เพราะพนักงานใหม่ต้องสร้างความสัมพันธ์ ความไว้ใจ และความเข้าใจกับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ดี รวมถึงต้องเรียนรู้วัฒนธรรมและกระบวนการทำงานขององค์กรด้วย

 

เรื่องค่าตอบแทนก็เช่นกัน แม้การย้ายบริษัทมักทำให้ได้ขึ้นเงินเดือน แต่หลักฐานส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าคนที่อยู่บริษัทเดิมมีรายได้ดีกว่าในระยะยาว งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์หลายสิบปีพบว่า คนที่อยู่กับบริษัทนานกว่ามักมีรายได้สูงกว่า แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าการย้ายงานคือวิธีขึ้นเงินเดือนที่ดีที่สุด

 

บิดเวลล์ยังวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางอาชีพจากการสำรวจ National Longitudinal Survey of Youth รอบปี 2022 ซึ่งเป็นการสำรวจที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกลุ่มเดิมต่อเนื่องหลายปี

 

ผลวิเคราะห์พบว่าคนที่ย้ายนายจ้างบ่อยกว่าตั้งแต่อายุราว 25 ปี มีรายได้ต่ำกว่าคนที่ย้ายน้อยกว่าเมื่ออายุราว 35 ปี แม้จะปรับผลจากความแตกต่างด้านการศึกษา เพศ และชาติพันธุ์แล้ว

 

อยู่นานช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้มีความสุข

 

สุดท้ายคือเรื่องความสุข บิดเวลล์ระบุว่าการอยู่องค์กรเดิมนานขึ้นไม่ได้ทำให้มีความสุขขึ้นเสมอไป แต่งานวิจัยพบว่าความสุขในการทำงานและความพึงพอใจในชีวิตโดยรวม สัมพันธ์อย่างมากกับการได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ่อยๆ และความไว้ใจในหัวหน้า

 

ยิ่งทำงานนานเท่าไร ก็ยิ่งรู้จักเพื่อนร่วมงานและหัวหน้ามากขึ้น ความสัมพันธ์ในการทำงานก็ยิ่งดีขึ้น และเมื่อได้อยู่ในที่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว การย้ายงานก็ยิ่งทำให้ต้องเสียสิ่งเหล่านี้ไปมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม บิดเวลล์ย้ำว่าการย้ายบริษัทไม่ได้เป็นความผิดพลาดเสมอไป การเปลี่ยนนายจ้างยังเป็นเรื่องสมเหตุสมผล หากไม่ชอบงานที่ทำอยู่ รู้สึกว่าได้ค่าตอบแทนน้อยหรือไม่ได้รับการเห็นคุณค่า หรือมองไม่เห็นโอกาสเติบโตภายในองค์กร

 

แต่เมื่อจะย้ายงาน ควรคิดให้รอบคอบว่ากำลังมองหาอะไร และให้ความสำคัญกับนายจ้างที่มีโอกาสให้เติบโตในระยะยาว “แม้เรามักจะยกย่องการกระโดดครั้งใหญ่ แต่บางครั้งการเดินเกมอาชีพที่ทรงพลังที่สุด ก็คือการเดินเกมที่ดูไม่เหมือนการย้ายไปไหนเลย” บิดเวลล์ระบุ

 

ภาพ: afry_harvy / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ย้ายงานเพื่อโต อาจคิดผิด งานวิจัยชี้ย้ายตำแหน่งในบริษัทเดิม มีโอกาสได้เลื่อนขั้นมากกว่าย้ายบริษัทเกือบ 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SOCIAL DETOX วิธีถอยห่างจากฟีดที่ทำร้ายใจแบบไม่ต้องเลิกเล่น https://thestandard.co/life/social-detox-without-quitting/ Wed, 19 Aug 2026 11:52:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1243811 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการทำ Social Detox เพื่อสุขภาพจิตที่ดี

เคยเป็นไหม? ตั้งใจว่าจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความแค่ 5 […]

The post SOCIAL DETOX วิธีถอยห่างจากฟีดที่ทำร้ายใจแบบไม่ต้องเลิกเล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการทำ Social Detox เพื่อสุขภาพจิตที่ดี

เคยเป็นไหม? ตั้งใจว่าจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กข้อความแค่ 5 นาที แต่รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง พร้อมกับความรู้สึกเหนื่อยล้า หนักอึ้งในอก และแอบรู้สึกลึกๆ ว่า
“ชีวิตเราทำไมไม่ดีเหมือนคนอื่นเลย”

 

นี่อาจเรียกว่ามันเป็นโลกของ Technostress หรือภาวะเครียดสะสมจากการเชื่อมต่อกับโซเชียลและหน้าจอตลอดเวลา จนสมองแทบไม่ได้พัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่าเราติดอยู่ในโลกที่เคลื่อนด้วยออนไลน์เช่นกัน การจะให้เราหักดิบลบแอปทิ้ง หรือเลิกเล่นไปเลยคงเป็นเรื่องยาก และอาจทำให้เหงากว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

LIFE จึงอยากชวนทุกคนมาทำ Social Detox ผ่านเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้เราทวงคืนความสุขและสมาธิกลับคืนมา โดยที่ไม่ต้องลบแอปพลิเคชันทิ้งแม้แต่แอปเดียว

 

1. พลังแห่ง 10 นาที 

 

ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากโลกภายนอกเพื่อรักษาแผลใจ เพราะมีงานวิจัยที่น่าสนใจจาก University of Pennsylvania พบว่า กลุ่มทดลองที่จำกัดเวลาการเล่นโซเชียลมีเดียเหลือเพียง 10 นาทีต่อแพลตฟอร์มในแต่ละวัน มีระดับความรู้สึกโดดเดี่ยว (Loneliness) และอาการ FOMO (Fear of Missing Out หรือความกลัวตกกระแส) ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เล่นตามปกติ

 

เคล็ดลับคือการเปลี่ยนจาก Mindless Scrolling หรือการไถฟีดไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ให้เป็น Mindful Scrolling หรือการเล่นอย่างมีเป้าหมายและรู้ตัว ลองตั้งเวลาปลุกเตือนตัวเองเมื่อครบกำหนด เพื่อช่วยส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่าถึงเวลาพักแล้ว

 

2. สร้างแรงเสียดทานด้วยการลบแอป แต่เก็บแอคเคานต์ไว้

 

หนึ่งในทริคที่ได้รับความนิยมในคอมมูนิตี้พัฒนาตัวเองอย่าง Reddit คือการลบแอปพลิเคชันออกจากมือถือ แต่ไม่ลบแอคเคานต์ อาจฟังดูขัดกัน แต่การทำแบบนี้จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า Friction (แรงเสียดทาน) ให้กับพฤติกรรมของเรา เวลาที่อยากเช็กฟีด เราจะต้องเปิดเว็บเบราว์เซอร์ในมือถือ พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ และล็อกอินใหม่ ความยุ่งยากเล็กๆ น้อยๆ นี้ช่วยขัดจังหวะพฤติกรรมอัตโนมัติ ทำให้เรามีเวลาถามตัวเองอีกครั้งว่าตอนนี้เราอยากเข้าโซเชียลจริงๆ หรือแค่หยิบมือถือขึ้นมาตามความเคยชิน

 

3. รู้เท่าทัน Triggers ของตัวเอง

 

Harvard Summer School แนะนำให้เราหันกลับมาสังเกต Triggers หรือตัวจุดชนวนที่ทำให้เราคว้ามือถือขึ้นมาไถฟีด เช่น หยิบมือถือเพราะความเบื่อ ความเหงา ความเครียดจากการทำงาน หรือเพียงเพราะมันกลายเป็นสิ่งแรกที่ทำจนชินมือทันทีที่ตื่นนอน

 

เมื่อจับจุดได้แล้วว่าเราคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเพราะอะไร ลองหากิจกรรมอนาล็อก เล็กๆ เข้ามาแทนที่ เช่น ถ้าเบื่อ ลองเปลี่ยนเป็นการทำพัซเซิลสั้นๆ อ่านหนังสือสัก 2 หน้า หรือเดินออกไปสูดอากาศข้างนอกสัก 5 นาที การเตรียมกิจกรรมทดแทนไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้เราเบี่ยงความสนใจออกจากหน้าจอได้ง่ายขึ้น

 

4. กฎทองชั่วโมงแรก และชั่วโมงสุดท้าย

 

ช่วงหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนเป็นเวลาที่ควรระวังการใช้หน้าจอเป็นพิเศษ การเริ่มต้นวันด้วยการไถฟีดอาจทำให้เราเข้าสู่วงจรของการรับข้อมูลและสิ่งเร้าตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตั้งหลัก ขณะที่การใช้หน้าจอในช่วงก่อนนอน โดยเฉพาะแสงจากอุปกรณ์และคอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์ อาจรบกวนการเตรียมตัวเข้าสู่การนอนหลับ ลองตั้งกฎง่ายๆ กับตัวเองว่า No Phone ในชั่วโมงแรกหลังตื่น และชั่วโมงสุดท้ายก่อนนอน แล้วเปลี่ยนช่วงเวลานั้นมาเป็นการยืดเส้นยืดสายเบาๆ อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้สมองค่อยๆ เปลี่ยนโหมดแทน

 

การทำ Social Detox จึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการสร้างเส้นแบ่ง (Boundary) ที่ดีต่อใจ เพื่อให้เราได้กลับมาจดจ่อและมีความสุขกับชีวิตจริงตรงหน้าอีกครั้ง ลองเลือกไปปรับใช้สัก 1 เทคนิคที่เหมาะกับตัวเอง แล้วค่อยๆ สังเกตว่าเมื่อฟีดกินพื้นที่ในชีวิตน้อยลง เราอาจได้ทั้งเวลา สมาธิ และพื้นที่ในใจกลับคืนมามากกว่าที่คิด

The post SOCIAL DETOX วิธีถอยห่างจากฟีดที่ทำร้ายใจแบบไม่ต้องเลิกเล่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? https://thestandard.co/life/toxic-boss-feedback/ Thu, 12 Mar 2026 05:24:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1186698 ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง

THE STANDARD LIFE อยากชวนผู้อ่านมาสำรวจเส้นบางๆ ในที่ทำ […]

The post เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง

THE STANDARD LIFE อยากชวนผู้อ่านมาสำรวจเส้นบางๆ ในที่ทำงานยุคใหม่ เพราะหลังๆ มานี้มักมีคอนเทนต์เกี่ยวกับคำว่า Toxic Boss เยอะมากๆ ในโลกออนไลน์ แค่หัวหน้าพูดแรงไปนิด วิจารณ์งานตรงเกินไป หรือกดดันเรื่องเดดไลน์มากหน่อย หลายคนก็รีบติดป้ายว่าเขาเป็นหัวหน้าที่ Toxic ทันที

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราเคยลองแยกแยะจริงๆ หรือยัง
ระหว่าง พฤติกรรมที่เป็นพิษจริงๆ กับ คำวิจารณ์ที่เรารู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยิน
เพราะความจริงแล้ว Feedback ที่ดี มักไม่ใช่สิ่งที่ฟังแล้วรู้สึกดีเสมอไป

 


นักจิตวิทยาด้านการทำงานอย่าง Adam Grant ศาสตราจารย์ด้าน Organizational Psychology จาก University of Pennsylvania เคยอธิบายไว้ว่า “การเติบโตในที่ทำงานมักเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Challenge Network หรือกลุ่มคนที่กล้าบอกเราตรงๆ ว่าอะไรที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้พูดในสิ่งที่เราชอบฟัง แต่พวกเขาช่วยให้เรามองเห็นจุดบอดของตัวเองได้ดีขึ้น”

 

นั่นทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าหัวหน้า Toxic หรือไม่ แต่คือ สิ่งที่เขาพูด เป็นการทำร้าย หรือเป็นการพยายามทำให้งานดีขึ้น? หัวหน้าที่เป็นพิษจริงๆ มักมีรูปแบบพฤติกรรมที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น การบูลี่ตัวตนของลูกน้อง การใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือกดดันในการทำงาน การไม่ให้เครดิตผลงานตามความสามารถ หรือการทำให้คนในทีมรู้สึกไร้คุณค่าอย่างต่อเนื่อง นิสัยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของมาตรฐานการทำงาน แต่เป็นเรื่องของอำนาจและการควบคุม

 

ในขณะที่ Feedback ที่ดี แม้จะฟังยาก แต่เป้าหมายของมันคือ
งานไม่ใช่ ตัวตนของเรา มันอาจมาในรูปของประโยคอย่าง
“งานชิ้นนี้ยังไม่ชัดพอ ลองกลับไปคิดใหม่”
หรือ “คุณทำได้ดีกว่านี้นะ”

 

ประโยคแบบนี้บางครั้งทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธ ทั้งที่จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงการสะท้อนมาตรฐานที่สูงขึ้น ยิ่งเราอยู่ในยุคที่คัลเจอร์ในการทำงานให้ความสำคัญกับ Mental Health มากขึ้น การตั้งคำถามกับอำนาจในที่ทำงานเป็นเรื่องสำคัญ และหลายเคสก็สมควรถูกตั้งคำถามจริงๆ

 

ทีนี้มาลองดูมุมมองของนักวิจัยด้าน Emotional Resilience อย่าง Susan David จาก Harvard Medical School เธอก็เคยเตือนว่า “การเติบโตในชีวิตการทำงานต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า Emotional Agility หรือความสามารถในการอยู่กับอารมณ์ไม่สบายใจโดยไม่รีบวิ่งหนีมัน”

 

มันตรงกับช่วงเวลาที่เราอาจเกิดความรู้สึกอึดอัดจาก Feedback ของหัวหน้า
นั่นอาจไม่ได้แปลว่ามีใครกำลังทำร้ายเรา หรือต้องการให้เราถูกบีบตายคามือ
มันอาจเป็นเพียงช่วงเวลาที่เรากำลังขยายขอบเขตของตัวเอง และท้าพิสูจน์ความสามารถและทักษะในการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าไม่มีใครควรถูกทำร้ายจิตใจในที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน การทำงานก็ไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกคำพูดจะอ่อนโยนเสมอ มันคือโลกจริง สนามจริง ที่ต้องรับให้ได้แบบมืออาชีพ

 

เส้นแบ่งระหว่าง Toxic Boss กับ Feedback ที่จริงใจตรงไปตรงมาจึงบางกว่าที่เราคิด และบางครั้ง การเติบโตของเราก็เริ่มต้นจากการถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า

 

“สิ่งที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ คือความไม่ยุติธรรมจริงๆ
หรือเป็นเพียงความจริงที่คุณยังไม่พร้อมจะฟัง?”

 

ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 1ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 2ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 3ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 4ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 5ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 6ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 7ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 8ภาพประกอบแสดงถึงความอึดอัดใจเมื่อต้องเผชิญกับหัวหน้าที่อาจเป็น Toxic Boss หรือคำวิจารณ์ที่ยากจะรับฟัง 9

The post เขาเป็น Toxic Boss หรือเราแค่ไม่ชอบ Feedback ที่ไม่อยากฟัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียลาออก หลังถูกวิจารณ์หนักปมลัทธิต่อต้านยิวในมหาวิทยาลัย https://thestandard.co/university-pennsylvania-president-liz-magill-resigns-after-antisemitism/ Sun, 10 Dec 2023 05:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=875298 ลัทธิต่อต้านยิว

มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเปิดเผยว่า เอลิซาเบธ เมกิลล์ (El […]

The post อธิการบดีมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียลาออก หลังถูกวิจารณ์หนักปมลัทธิต่อต้านยิวในมหาวิทยาลัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลัทธิต่อต้านยิว

มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเปิดเผยว่า เอลิซาเบธ เมกิลล์ (Elizabeth Magill) อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งแล้ววานนี้ (9 ธันวาคม) หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากท่าทีของเธอในการให้ปากคำต่อสภาคองเกรส กรณีกระแสการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอปฏิเสธที่จะให้คำตอบว่าจะลงโทษนักศึกษาที่เรียกร้องให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหรือไม่

 

โดยทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าการลาออกของเมกิลล์เป็นไปด้วยความสมัครใจ ซึ่งเธอจะยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้อธิการบดีคนใหม่เข้ารับหน้าที่แทน

 

ทั้งนี้ เมกิลล์พร้อมด้วยอธิการบดีคลอดีน เกย์ (Claudine Gay) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ แซลลี คอร์นบลูท (Sally Kornbluth) จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ได้เข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของลัทธิต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย ภายหลังสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม

 

โดยอธิการบดีทั้ง 3 มหาวิทยาลัยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังพยายามปฏิบัติตามแนวทางปกป้องเสรีภาพในการพูด และปฏิเสธจะให้คำตอบที่แน่ชัด สำหรับคำถามของ เอลีซ สเตฟานิก (Elise Stefanik) สส. พรรครีพับลิกัน ที่ถามว่า “การเรียกร้องให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวจะเป็นการละเมิดหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและการคุกคามของทางมหาวิทยาลัยหรือไม่”

 

กระแสกดดันจากท่าทีดังกล่าวทำให้เมกิลล์และเกย์ต้องออกมาแสดงความขอโทษ ขณะที่กลุ่มนักศึกษา ครอบครัว และศิษย์เก่าชาวยิว กล่าวหามหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งว่า ยอมรับลัทธิต่อต้านชาวยิว และไม่ยอมประณามการเรียกร้องให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

 

ทั้งนี้ สส. สเตฟานิก โพสต์ข้อความทาง X (Twitter) หลังการลาออกของเมกิลล์ โดยมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการกับลัทธิต่อต้านยิวที่บ่อนทำลายสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐฯ และการลาออกของเมกิลล์ถือเป็นการดำเนินการขั้นต่ำที่สุดของสิ่งที่จำเป็น และเรียกร้องให้อธิการบดีของฮาร์วาร์ดและ MIT ลาออกเช่นเดียวกัน

 

ภาพ: Jabin Botsford / The Washington Post via Getty Images

อ้างอิง: 

The post อธิการบดีมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียลาออก หลังถูกวิจารณ์หนักปมลัทธิต่อต้านยิวในมหาวิทยาลัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.ธุรกิจชื่อดังของสหรัฐฯ พบ ChatGPT สามารถสอบผ่านหลักสูตร MBA และทำเกรดได้ดีกว่านักศึกษาจริงบางคน https://thestandard.co/chatgpt-pass-mba/ Sun, 22 Jan 2023 05:37:49 +0000 https://thestandard.co/?p=740402

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดกระแสความกังวลในหมู่ครูโรงเรี […]

The post ม.ธุรกิจชื่อดังของสหรัฐฯ พบ ChatGPT สามารถสอบผ่านหลักสูตร MBA และทำเกรดได้ดีกว่านักศึกษาจริงบางคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดกระแสความกังวลในหมู่ครูโรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกาว่า นักเรียนของพวกเขาอาจใช้งาน ChatGPT โปรแกรมแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการช่วยเขียนเรียงความและทำการบ้าน จนนำไปสู่ความพยายามปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

 

แต่ดูเหมือนว่าความกังวลดังกล่าวจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในโรงเรียนระดับมัธยมเท่านั้น เพราะล่าสุด Wharton School of Business โรงเรียนด้านธุรกิจชื่อดังของ University of Pennsylvania ได้มีการทดลองนำโปรแกรม ChatGPT มาใช้ในการเรียนหลักสูตร MBA ของตัวเอง และพบกับเรื่องที่น่าตะลึงว่า เจ้าโปรแกรม ChatGPT สามารถทำผลงานได้ดีกว่านักเรียนปกติบางคนเสียอีก

 

คริสเตียน เทอร์วิสช์ ศาสตราจารย์ที่ทดลองดังกล่าว เปิดเผยว่า หาก ChatGPT เป็นนักเรียนในหลักสูตร MBA ของ Wharton จริงๆ มันจะได้รับเกรด B หรือ B- ในการสอบ โดยมันสามารถจัดการการดำเนินงานขั้นพื้นฐานและวิเคราะห์คำถามที่มาจากกรณีศึกษาต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แต่ยังมีข้อบกพร่องในการวิเคราะห์คำถามขั้นสูงอยู่เช่นกัน

 

“ChatGPT ทำได้ดีในการจัดเตรียมเอกสารทางกฎหมาย หากมันได้รับการพัฒนาต่อ ก็มีความเป็นไปได้ที่เวอร์ชันต่อๆ ไปของมันจะสามารผ่านการสอบเนติบัณฑิต (Bar Exam) ได้” เทอร์วิสช์ระบุ

 

เทอร์วิสช์กล่าวอีกว่า ผลการทดสอบในครั้งนี้สะท้อนว่า มหาวิทยาลัยเองก็มีความจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงรูปแบบการจัดสอบเก็บคะแนนต่างๆ ให้มีความเท่าทันเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันมีช่องว่างให้นักศึกษาสามารถทุจริตด้วยการใช้งานโปรแกรม AI อัจฉริยะได้

 

เจอร์รี เดวิส ศาสตราจารย์ประจำ Ross Business School ของ University of Michigan กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเตือนให้คนในแวดวงอุดมศึกษาต้องทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนของตัวเอง เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง

 

ขณะที่ ฟรานซิสโก เวโลโซ คณบดีของ Imperial College Business School ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า มหาวิทยาลัยของเขากำลังอยู่ระหว่างหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของ ChatGPT และเครื่องมืออื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาทราบดีว่ามีนักเรียนบางคนกำลังใช้งานอยู่ โดยคาดว่ามหาวิทยาลัยจะมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการใช้งาน AI อัจฉริยะออกมาในไม่ช้า

 

เวโลโซกล่าวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นักศึกษามีการนำ AI มาช่วยทำงานมากเกินไป มหาวิทยาลัยอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียน เช่น ให้กลับไปเขียนเรียงความด้วยลายมือ หรือเพิ่มการอภิปรายและถกเถียงในห้องเรียนให้มากขึ้น 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

 

The post ม.ธุรกิจชื่อดังของสหรัฐฯ พบ ChatGPT สามารถสอบผ่านหลักสูตร MBA และทำเกรดได้ดีกว่านักศึกษาจริงบางคน appeared first on THE STANDARD.

]]>