UNGA (United Nations General Assembly) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/united-nations-general-assembly/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 29 Sep 2026 02:33:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทูตเชิดชายกล่าวในเวที UNGA แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในกัมพูชา ยืนยันเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งค่ายพักพิงในไทย https://thestandard.co/cherdchai-unga-cambodia-refugees-thailand/ Tue, 29 Sep 2026 02:10:28 +0000 https://thestandard.co/cherdchai-unga-cambodia-refugees-thailand/ ภาพทูตเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กำลังกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม UNGA

วานนี้ (28 กันยายน) ในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชช […]

The post ทูตเชิดชายกล่าวในเวที UNGA แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในกัมพูชา ยืนยันเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งค่ายพักพิงในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทูตเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กำลังกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม UNGA

วานนี้ (28 กันยายน) ในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและทิศทางความสัมพันธ์ทวิภาคีกับกัมพูชา ดังนี้

 

ประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ กลุ่มที่ถูกอ้างว่าเป็น “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)” คือชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไทยเปิดเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 และไม่ยอมเดินทางกลับกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการรุกล้ำดินแดนของไทย

 

ส่วนเรื่องการยึดมั่นในสันติภาพและการทูต เขายืนยันว่า “การเจรจาและการทูตเป็นทางเลือกแรกของไทยในการแก้ไขข้อพิพาทเสมอมา” และ “ไทยยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568”

 

สำหรับการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ไทยเสนอใช้การเจรจาทวิภาคีเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล แต่กัมพูชาได้เลือกเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ซึ่งไทยพร้อมเข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์เพื่อเป็นมาตรการสร้างความไว้วางใจ

 

ขณะที่อีกสิ่งสำคัญคือการเรียกร้องความจริงใจที่แท้จริง โดยทูตเชิดชายกล่าวว่า การก้าวไปข้างหน้าร่วมกันต้องอาศัยการแสดงความปรารถนาดีในเวทีระหว่างประเทศ ละเว้นการยั่วยุบริเวณชายแดน และการผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมและการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงออนไลน์สแกมเมอร์

 

ทั้งนี้ เขายืนยันว่า ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะเปิดบันทึกหน้าใหม่ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่แห่งความมั่งคั่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกันและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

“ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกัน เราเปลี่ยนภูมิศาสตร์ไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านกันอย่างไร”

The post ทูตเชิดชายกล่าวในเวที UNGA แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในกัมพูชา ยืนยันเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งค่ายพักพิงในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัก สุคน ขึ้นกล่าวเวที UNGA กล่าวหาไทยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ชี้กัมพูชาต้องการเห็น ‘คำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรม’ จากไทยในการลดระดับความตึงเครียด https://thestandard.co/prak-sokhonn-speaking-at-the-unga-accused-thailand/ Mon, 28 Sep 2026 06:28:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1260737 ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

สื่อท้องถิ่นกัมพูชารายงานว่า ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีแ […]

The post ปรัก สุคน ขึ้นกล่าวเวที UNGA กล่าวหาไทยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ชี้กัมพูชาต้องการเห็น ‘คำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรม’ จากไทยในการลดระดับความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

สื่อท้องถิ่นกัมพูชารายงานว่า ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันเสาร์ (26 กันยายน) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “รัฐบาลกัมพูชาต้องการเห็น ‘คำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรม’ จากฝ่ายไทยในการลดระดับความตึงเครียด”

 

รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ใช้เวที UNGA แสดงความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่ฝ่ายไทยถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยเรื่องชายแดนและข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จัดทำขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา

 

“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นจึงไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พึงปรารถนา แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่ออนาคตความสัมพันธ์ทวิภาคีและผลประโยชน์ร่วมกันของเรา ในด้านสันติภาพที่ยั่งยืนและความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านที่ดี” เขากล่าวในสุนทรพจน์ และเสริมว่า

 

“สำหรับกัมพูชาแล้ว การฟื้นฟูความเชื่อมั่นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรม”

 

ปรัก สุคน ยังกล่าวว่า “รัฐบาลกัมพูชาต้องการเห็นการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ มีประสิทธิภาพ และด้วยความสุจริตใจ ทั้งในเรื่องการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ตลอดจนฉันทมติฝู่เซียน (Fuxian Consensus) และปฏิญญาร่วมในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025

 

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นกระบวนการสำรวจและปักปันเขตแดนภายใต้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) รวมถึงการให้ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 20,000 คนในจังหวัดชายแดนกัมพูชาได้เดินทางกลับภูมิลำเนา

 

รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชายังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ฝ่ายไทยได้ถอนตัวจาก MOU 2544 ซึ่งส่งผลให้ทั้งไทยและกัมพูชาต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

 

“ในทำนองเดียวกัน การยุติกิจกรรมในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดหรือตอกย้ำสถานะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จะถือเป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงเจตจำนงอันดีและการเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” เขากล่าว โดยอ้างถึงข้อร้องเรียนหลายประการที่รัฐบาลกัมพูชายื่นต่อไทยในปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับกิจกรรมการก่อสร้างและการปักปันเขตแดนใกล้แนวชายแดน

 

ขณะที่เขายังใช้เวที UNGA ย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยกล่าวถึงการประชุมที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 23-24 กันยายน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การตำรวจสากล (Interpol) นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการประชุมสุดยอด Francophonie ที่กำลังจะจัดขึ้นในกรุงพนมเปญระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายน โดยได้กล่าวถ้อยแถลงช่วงท้ายเป็นภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องสันติภาพ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับองค์การสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขึ้นกล่าวในการอภิปรายทั่วไปบนเวทีการประชุม UNGA เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยย้ำถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าจำเป็นต้องอาศัยความตั้งใจที่แท้จริงจากกัมพูชาเพื่อสร้างสันติภาพ ขณะที่สนับสนุนการแก้ปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคี และเน้นย้ำว่ากระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS นั้นเป็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น

 

อ้างอิง:

 

The post ปรัก สุคน ขึ้นกล่าวเวที UNGA กล่าวหาไทยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ชี้กัมพูชาต้องการเห็น ‘คำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรม’ จากไทยในการลดระดับความตึงเครียด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ย้ำกลาง UNGA ไทย-กัมพูชาแก้ปัญหาด้วยการเจรจา UNCLOS ชูปฏิรูป UN เพิ่มเสียงทุกประเทศ https://thestandard.co/anutin-unga-thailand-cambodia-un-reform/ Fri, 25 Sep 2026 03:29:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1259179 อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

วานนี้ (24 กันยายน) เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิว […]

The post อนุทิน ย้ำกลาง UNGA ไทย-กัมพูชาแก้ปัญหาด้วยการเจรจา UNCLOS ชูปฏิรูป UN เพิ่มเสียงทุกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

วานนี้ (24 กันยายน) เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไป ภายใต้หัวข้อ ‘Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All’ ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ย้ำจุดยืน ‘ปฏิรูปสหประชาชาติ’ เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดูภาพข่าว 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นมาครบ 80 ปี ประเทศไทยเข้าร่วม และในวันนี้ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยเริ่มต้นจากการมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) และความไว้เนื้อเชื่อใจนี้ต้องไม่ได้เกิดจากการบังคับ

 

นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจสามารถสร้างได้จากการรวมกลุ่มย่อยและขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ประเทศที่ไม่เคยมีเสียงก็จะได้รับการส่งเสียง ขณะที่สันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสันติภาพในนิยามของไทยไม่ใช่แค่การปราศจากสงคราม แต่ต้องมีการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

 

ในถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งปาเลสไตน์ และการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านการเจรจาทวิภาคี ย้ำกระบวนการภายใต้ UNCLOS เป็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น รวมทั้งไทยสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติเมียนมา โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความพยายามของไทยร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น’ และเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น สร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

 

 

อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 1อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 2อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 3อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ 4

The post อนุทิน ย้ำกลาง UNGA ไทย-กัมพูชาแก้ปัญหาด้วยการเจรจา UNCLOS ชูปฏิรูป UN เพิ่มเสียงทุกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ พบ Jamieson Greer หารือ USTR บนเวที UNGA81 ลุ้นเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ https://thestandard.co/supajee-greer-us-thai-trade-talks/ Wed, 23 Sep 2026 05:46:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1258438 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หารือ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ UNGA81

‘ศุภจี’ ร่วมคณะนายกฯ เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป UN […]

The post ‘ศุภจี’ พบ Jamieson Greer หารือ USTR บนเวที UNGA81 ลุ้นเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หารือ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ UNGA81

‘ศุภจี’ ร่วมคณะนายกฯ เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป UNGA81 พบผู้นำ-ผู้แทนระดับสูง เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจ

 

วันนี้ (22 กันยายน 2569) เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หารือ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ UNGA81 1

 

ทั้งนี้ การอภิปรายทั่วไป UNGA81 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All” หรือ “การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองแก่ทุกฝ่าย” เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก และแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

ในโอกาสนี้ ศุภจี ยังมีภารกิจหารือและพบปะผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า

 

โดยมีโอกาสหารือกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) เพื่อเดินหน้าความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ และสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

 

การเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และการใช้โอกาสจากเวทีระดับโลกในการ เชื่อมโยงความร่วมมือ เปิดโอกาสทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ ปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 80 ปี การเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของประเทศไทย นับเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะร่วมแสดงบทบาทในระบบพหุภาคี และขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

The post ‘ศุภจี’ พบ Jamieson Greer หารือ USTR บนเวที UNGA81 ลุ้นเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ขอใช้เวที UNGA81 ทำไทยอยู่บนจอเรดาร์โลก เคียงข้างผู้นำประเทศต่างๆ https://thestandard.co/anutin-unga-thailand-global-stage/ Wed, 23 Sep 2026 01:31:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1258305 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

วันนี้ (23 กันยายน) เวลา 11.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิว […]

The post อนุทิน ขอใช้เวที UNGA81 ทำไทยอยู่บนจอเรดาร์โลก เคียงข้างผู้นำประเทศต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ

วันนี้ (23 กันยายน) เวลา 11.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังเข้าร่วมการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระยะเวลา 3 วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะมีโอกาสพบกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจ และนักลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศจะรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่นครั้งนี้ จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่างๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

 

สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในวันที่ 24 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะนำเสนออนาคตของประเทศไทย การเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และการปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการร่วมมือกับนานาประเทศ ในสถานะที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

The post อนุทิน ขอใช้เวที UNGA81 ทำไทยอยู่บนจอเรดาร์โลก เคียงข้างผู้นำประเทศต่างๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สีหศักดิ์’ เปิดบทบาทไทยเวที UNGA81 ดันสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน จับตาหารือปมกัมพูชา https://thestandard.co/sihasak-unga81-thailand-cambodia/ Tue, 22 Sep 2026 04:23:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1257954 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (22 กันยายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนต […]

The post ‘สีหศักดิ์’ เปิดบทบาทไทยเวที UNGA81 ดันสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน จับตาหารือปมกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (22 กันยายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA81) สมัยสามัญครั้งที่ 81 ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า จะมีเรื่องไหนที่ไทยนำไปพูดคุยในเวทีดังกล่าวเป็นพิเศษหรือไม่ว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา และจะเข้าร่วมพิธีเปิด โดยโดนัลด์ ทรัมป์ จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งจะเกี่ยวกับว่าจะทำอย่างไรให้ UN มีความมั่นคงเข้มแข็งและเกิดสันติภาพ รวมถึงการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของ UN

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องดูบทบาทว่าเราจะสามารถสนับสนุนและมีมุมมองอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงการพูดถึงประเทศไทยกับภูมิภาคต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ที่มีประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรายังต้องดูในเรื่องความสัมพันธ์ และคาดว่าอาจจะมีการพูดคุยในเรื่องของกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ข้อมูลยังไม่นิ่ง

 

ส่วนประเด็นเรื่องผ้าไทยที่เมื่อวานนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้มีการแถลงข่าว สีหศักดิ์บอกว่า จริงๆ แล้วเราก็ไม่เคยไปยุ่งกับเขา ไม่เคยไปยุ่งกับของของเขา ซึ่งของประเทศไทยก็มีรากฐานของเรา มีประวัติมายาวนาน มีเอกลักษณ์ของเรา จึงมองว่าการที่กัมพูชาเอาภาพของไทยไปใช้บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

 

“เขาก็มีของของเขา ก็ไม่น่ามายุ่งกับของของเรา” สีหศักดิ์กล่าว

 

เมื่อถามว่ากระทรวงวัฒนธรรมพยายามที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ด้านการทูต สีหศักดิ์กล่าวว่า เราก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือทำไมต้องมาสร้างปัญหาเหล่านี้ ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ควรจะต้องมีปัญหากัน

 

ส่วนหลังจากนี้ หากกัมพูชายังไม่มีการแสดงท่าทีที่จะชี้แจงหรือออกมาขอโทษ จะดำเนินการอย่างไร สีหศักดิ์กล่าวว่า ทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในการเอารูปของเราไปใช้ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องให้ทางกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการไปก่อน หากมีอะไรที่กระทรวงการต่างประเทศช่วยได้ก็พร้อม

The post ‘สีหศักดิ์’ เปิดบทบาทไทยเวที UNGA81 ดันสันติภาพ-สิทธิมนุษยชน จับตาหารือปมกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ถึงนิวยอร์ก ลุย UNGA81–Thailand Roadshow ดึงลงทุน โพสต์เพลง ‘ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่’ https://thestandard.co/pm-new-york-unga-roadshow/ Tue, 22 Sep 2026 01:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1257808 ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะเดินทางถึงนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

วันนี้ (22 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post นายกฯ ถึงนิวยอร์ก ลุย UNGA81–Thailand Roadshow ดึงลงทุน โพสต์เพลง ‘ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะเดินทางถึงนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

วันนี้ (22 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพการเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา พร้อมข้อความภาษาอังกฤษระบุว่า “Arrived safely in New York for a UNGA mission at United Nations and to conduct Thailand Roadshow with SET for potential investors and financial institutions until Friday.”

 

ทั้งนี้สามารถแปลความหมายได้ว่า ‘เดินทางถึงนครนิวยอร์กอย่างปลอดภัยแล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA81) รวมถึงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการจัดกิจกรรม Thailand Roadshow เพื่อนำเสนอข้อมูลแก่ผู้ลงทุนศักยภาพและสถาบันการเงินต่างๆ ไปจนถึงวันศุกร์นี้’

 

นอกจากนี้ อนุทินยังโพสต์อีก 1 ข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘If I can make it there, I’ll make it anywhere’ สามารถแปลความหมายได้ว่า ‘ถ้าฉันทำได้ที่นั่น ฉันก็ทำได้ทุกที่’ ซึ่งอาจมีความหมายว่า ‘ถ้าฉันประสบความสำเร็จ (หรือเอาตัวรอด) ในเมืองที่ยากและมีการแข่งขันสูงอย่างนิวยอร์กได้ ฉันก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่งในโลก’

 

โดยประโยคดังกล่าวเป็นท่อนหนึ่งจากเพลงชื่อดังระดับโลก ‘Theme from New York, New York’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘New York, New York’ ซึ่งขับร้องโดย Frank Sinatra

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง

 

จากนั้นเดินทางต่อไปยังที่พัก ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ในเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 22 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 20.00 น. วันที่ 22 กันยายน ตามเวลาในประเทศไทย

 

ขณะที่ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกันนี้ นอกจากการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญแล้ว ยังมีโอกาสหารือกับ Rebeca Grynspan ผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติคนปัจจุบันจะครบวาระสิ้นปีนี้ รวมถึงพบหารือนักลงทุนร่วมกับ Bank of America

The post นายกฯ ถึงนิวยอร์ก ลุย UNGA81–Thailand Roadshow ดึงลงทุน โพสต์เพลง ‘ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา https://thestandard.co/unga-world-leaders-war-issues/ Mon, 21 Sep 2026 04:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1257475 ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชา […]

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) มีผู้นำกำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (21 กันยายน) บรรดาผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ครั้งที่ 81 ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22-28 กันยายนนี้ ท่ามกลางวิกฤตสงครามและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

 

 
 

การประชุม UNGA81 ครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตระเบียบโลกเก่า (Pax Americana) กำลังเสื่อมถอยลง โดยที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหวนคืนสู่เวทีนี้อีกครั้ง หลังดำเนินนโยบายโจมตีระบบ UN อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถอนตัวออกจากสนธิสัญญาและองค์กรสากลหลายแห่ง รวมถึงตัดงบประมาณสนับสนุน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) อย่างมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินสนับสนุน 725 ล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียสิทธิออกเสียงในสมัชชาใหญ่ แต่ยังคงค้างชำระงบประมาณอีกกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ UN เผชิญภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรงและการตั้งคำถามถึงบทบาทความสำคัญขององค์การ

 

นอกจากนี้ ‘การทูตทวิภาคี’ บดบังเวทีพหุภาคี โดยจะเห็นได้จาก สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลือกที่จะข้ามการเข้าร่วมประชุม UNGA ในนิวยอร์ก แต่เดินทางไปเจรจาตัวต่อตัวกับทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แทน สะท้อนถึงแนวโน้มในปัจจุบันที่มหาอำนาจให้ความสำคัญกับการเมืองทวิภาคี ‘มากกว่า’ เวทีพหุภาคี

 

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุม UNGA81 ครั้งนี้ด้วย เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งในมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และดิจิทัล

 

ประเด็นน่าจับตามีอะไรบ้าง

 

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

เป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจะถูกหยิบยกมาหารือกัน หลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อและดำเนินมานานกว่า 4 ปี ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความมั่นคงทางอาหารและราคาพลังงาน โดย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน และ เซอเกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียมีกำหนดขึ้นกล่าวบนเวที UNGA ปีนี้ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยังไม่สามารถหาทางออก เพื่อยุติความขัดแย้งได้ เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ (Veto)

 

  • สงครามในตะวันออกกลาง

 

การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานและเสถียรภาพระดับโลก รวมถึงการคุกคามเส้นทางขนส่งสินค้าในช่องแคบ Bab el-Mandeb โดยกลุ่มกบฏฮูตี ทั้งนี้ ต้องจับตาการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล รวมถึงกรณีที่ มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่า จนต้องกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอ

 

สงครามครั้งนี้ทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ติดหล่มในสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางนานหลายเดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งมิดเทอมครั้งสำคัญในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

 

ยังไม่นับรวมปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในตะวันออกกลางที่มีส่วนบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคนี้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮูตีกับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ทำให้การแก้ไขปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

  • การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance)

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และบรรดาผู้นำภาคเทคโนโลยี ต่างเรียกร้องให้มีการสร้างกรอบกำกับดูแล AI ในระดับสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เทคโนโลยีจะหลุดจากการควบคุมของมนุษย์

 

ในขณะที่ทรัมป์ ‘คัดค้าน’ แนวคิดนี้ โดยมองว่า ความเสี่ยงจาก AI เป็นเรื่องลวงโลก (Hoax) และเตือนว่า การควบคุมจะทำให้จีนได้เปรียบและครองอำนาจนำในวงการ AI โลก ซึ่งนั่นอาจทำให้การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องการกำกับดูแล AI บนเวที UNGA ปีนี้ เต็มไปด้วยความท้าทายและเป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

  • การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่

 

เนื่องจาก อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN จะหมดวาระลงสิ้นปี 2026 จึงได้เริ่มต้นกระบวนการสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่แล้ว ตัวอย่างผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำ UN เช่น ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จากอาร์เจนตินา, มารีอา เฟร์นันดา เอสปิโนซา อดีตประธานสมัชชาใหญ่ (UNGA) และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจากเอกวาดอร์, คาโรลิน โรดริเกส-เบอร์เกตต์ ผู้แทนถาวรกายอานาประจำ UN และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจากกายอานา เป็นต้น โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

 

ขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้แสดงจุดยืนต้องการลดบทบาท UN ให้เหลือเพียงภารกิจพื้นฐานด้านความมั่นคง และมีแนวโน้มจะใช้วีโต้คัดค้านแคนดิเดตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ซึ่งอาจยิ่งทำให้การสรรหาเลขาธิการ UN คนใหม่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Selcuk Acar / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำโลกเตรียมร่วมประชุม UNGA ท่ามกลางวิกฤตสงคราม มีประเด็นอะไรบ้างน่าจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 https://thestandard.co/thailand-unga-disarmament-security/ Thu, 13 Nov 2025 02:35:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1142737 ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80

ในการประชุมคณะกรรมการ 1 ว่าด้วยการลดอาวุธและความมั่นคงร […]

The post ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80

ในการประชุมคณะกรรมการ 1 ว่าด้วยการลดอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ สมัยที่ 80 ของ สมัชชาสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ถึง 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้แทนไทยได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและได้แถลงจุดยืนหลักในประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธตามแบบ และความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

 

ถ้อยแถลงของไทยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของประเทศในการส่งเสริมโครงสร้างความมั่นคงระหว่างประเทศบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักการด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาคเรียกร้องให้ลดอาวุธนิวเคลียร์และจัดการกับความเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

 

ไทยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนการลดอาวุธนิวเคลียร์ให้ก้าวหน้า โดยความพยายามนี้ต้องดำเนินการในกรอบของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และตราสารระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนไทยระบุว่า “ไทยเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ปฏิบัติตามพันธกรณี โดยให้หลักประกันด้านความมั่นคงที่ชัดเจนแก่รัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจสอบได้เพื่อลดความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์”

 

นอกจากนี้ ไทยยังได้ย้ำถึงความสำคัญของสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสนธิสัญญากรุงเทพ ในฐานะรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มีส่วนร่วมกับสนธิสัญญาฉบับนี้อย่างเต็มที่
ยืนยันเจตจำนงด้านการลดอาวุธบนพื้นฐานมนุษยธรรม

 

ไทยได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการลดอาวุธบนพื้นฐานมนุษยธรรม พร้อมนำเสนอความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การเยียวยาผู้เสียหายและการให้การศึกษาเกี่ยวกับภัยจากทุ่นระเบิด ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (APMBC) นอกจากนี้ ไทยได้ยืนยันการสนับสนุนปฏิญญาทางการเมืองว่าด้วยการปกป้องพลเรือนจากผลกระทบทางมนุษยธรรมจากการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่ชุมชน (EWIPA) และเรียกร้องให้มีการควบคุมเทคโนโลยีเกิดใหม่ในด้านการทหารให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความรับผิดชอบของรัฐในพื้นที่ไซเบอร์

 

ไทยยินดีกับการจัดตั้ง Global Mechanism on developments in the field of ICTs in the context of international security and advancing responsible State behaviour in the use of ICTs เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของรัฐในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTs)

 

ผู้แทนไทยได้ย้ำถึงการสนับสนุนบรรทัดฐานพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของรัฐโดยสมัครใจ 11 ข้อ ในพื้นที่ไซเบอร์ และนำเสนอบทบาทเชิงรุกในระดับภูมิภาค โดยได้ชี้ว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพศูนย์พัฒนาศักยภาพความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCCBC) เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมพื้นที่ไซเบอร์ที่ปลอดภัย มีความมั่นคง และมีเสถียรภาพ ผู้แทนไทยเสริมว่า “ด้วยการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระดับภูมิภาค เรากำลังทำงานเพื่อเชื่อมโยงความแตกต่างและส่งเสริมสภาพแวดล้อมดิจิทัลระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

การมีส่วนร่วมของไทยในการประชุมคณะกรรมการ 1 สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่รอบด้านและมีหลักการในการส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนในการลดอาวุธกับการรับมือกับภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ของศตวรรษที่ 21

The post ไทยย้ำเจตจำนงลดอาวุธและความมั่นคงรอบด้านในการประชุมคณะกรรมการ 1 สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไทยควรชูธงนำแก้ปัญหาโลก” มองยุทธศาสตร์สีหศักดิ์ กับเกมการทูตรุกเรดาร์โลก และโจทย์ใหญ่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/sihasak-diplomacy-strategy-thailand-cambodia/ Sat, 04 Oct 2025 02:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1126212

ภาพของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่า […]

The post “ไทยควรชูธงนำแก้ปัญหาโลก” มองยุทธศาสตร์สีหศักดิ์ กับเกมการทูตรุกเรดาร์โลก และโจทย์ใหญ่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ที่ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงชูบทบาทของไทยบนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 80 (UNGA80) ไปพร้อมกับพยายามรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นพิพาทชายแดนกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘ยุทธศาสตร์การทูต’ และการเดินหน้าปรับแนวทางการทูตใน ‘เชิงรุก’ เพื่อให้ไทยกลับมาอยู่ในเรดาร์โลกอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ขัดแย้งและแบ่งขั้ว

 

การประกาศสนับสนุนระบบพหุภาคีอย่างชัดเจนบนเวที UN ซึ่งเป็นสนามหลักในการกำหนดทิศทางการเมืองโลก ถือเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญสำหรับไทย แต่ภารกิจที่ท้าทายและยังคงต้องเดินหน้าต่อเนื่อง คือการมีบทบาทนำต่อสถานการณ์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ใกล้บ้าน เช่น วิกฤตสู้รบในเมียนมา ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ภารกิจการทูตเชิงรุกที่สีหศักดิ์เน้นย้ำ จะส่งเสริมศักยภาพและผลประโยชน์ของไทยในโลกยุคหลายขั้วได้มากน้อยแค่ไหน และไทยจะกลับมายืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างองอาจอีกครั้งหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ต้องรอการพิสูจน์ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการเริ่มต้น ‘ปรับเข็มทิศการทูตใหม่’ อาจจะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถผลักดันบทบาทและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มากกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

สีหศักดิ์กับ ‘การทูตเชิงรุก’

 

เสกสรร อานันทศิริเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมภูมิภาคศึกษา ชี้ว่า สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นนักการทูตมืออาชีพที่ทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศมายาวนาน มีแนวคิดผลักดัน ‘การทูตเชิงรุก’ (Proactive Diplomacy) มาโดยตลอด โดยบทบาทในการกล่าวถ้อยแถลงของเขาบนเวที UNGA นั้นเรียกได้ว่า ‘น่าพอใจและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง’ ใน 2 ส่วนหลัก

 

ส่วนแรกคือ การต่างประเทศที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและอธิปไตยของไทย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่สามารถชี้แจงได้อย่างหมดจด ไร้ข้อกังขา โดยอ้างอิงข้อเท็จจริง และไม่มีการใช้อารมณ์ เป็นไปตามบรรทัดฐานทางการทูตที่ถูกต้องที่ไทยเราเคยทำมาตลอด

 

ส่วนที่สองคือ การคำนึงถึงความกังวลภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เขารับฟังเสียงของคนไทยที่กังวลว่า ที่ผ่านมาไทยหายไปจากจอเรดาร์โลกมากพอสมควร จึงใช้โอกาสนี้เพื่อคลี่คลายความกังวลนั้น

 

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การทูตเชิงรุก นอกจากการมีบทบาทรอบทิศทางแล้ว ยังต้องตอบโจทย์การบริหารจัดการภายในประเทศด้วยเช่นเดียวกัน” เขากล่าว

 

การทูตเชิงรุกโต้กัมพูชา ‘จำเป็นและเหมาะสม’

 

ทางด้าน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อบทบาทการทูตเชิงรุกของสีหศักดิ์ ในการตอบโต้ท่าทีของกัมพูชาที่พยายามกล่าวหาและยกระดับความขัดแย้งชายแดนจากเวทีทวิภาคีไปสู่พหุภาคี ทั้งการนำเรื่องเข้าสู่ UNSC การส่งหนังสือถึง UNGA หรือแม้แต่การแสดงเจตจำนงต่อศาลโลกโดยมองว่า เมื่อพัฒนาการของสถานการณ์เริ่มไปไกล การเลือกเดินเกมเชิงรุกบนเวทีโลกของไทยก็เป็นสิ่งที่ ‘จำเป็นและเหมาะสม’

 

“การที่สีหศักดิ์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นผลงานแรกก็ได้ ที่มุ่งไปเป็นเรื่องของการทูตเชิงรุก ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี และเป็นการเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายที่ดี ซึ่งในกรณีกัมพูชานั้น ความเสี่ยงสำหรับสถานการณ์ขัดแย้งยังไม่ปรากฏแน่ชัด เนื่องจากยังมองไม่เห็นนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ๆ อีกทั้ง ณ วันนี้สถานการณ์ยังค่อนข้างเดินหน้าไปได้ตามที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันไว้แล้วในกรอบ GBC แต่โจทย์หลักๆ คือเรื่องความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งจะทำอย่างไรให้กัมพูชาปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงด้วยความจริงใจ” เขากล่าว และชี้ว่า “จุดที่น่าสนใจก็คือ ในการประชุม UNGA ครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่ากัมพูชายังไม่มีความจริงใจเลย”

 

ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่าเนื้อหาในถ้อยแถลงของกัมพูชาบนเวที UNGA ยังมีประเด็นที่มีนัยสำคัญในทางกฎหมายระหว่างประเทศและกระทบเรื่องสิทธิเรื่องอธิปไตยของไทย ก็คือกรณีของบ้านหนองจาน ซึ่งกัมพูชาพยายามอ้างว่าฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและใช้กำลังยึดครองพื้นที่

 

กรณีนี้เขามองว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องแก้ไขโดยเร็วที่สุด ซึ่งสีหศักดิ์ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า บ้านหนองจานนั้นอยู่ในอธิปไตยของไทย และเน้นย้ำว่า Full Stop หรือจบในประเด็นนี้อย่างชัดเจน “การที่ผู้แทนของไทยนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วกัมพูชามาประกาศต่อนานาประเทศประชาคมโลกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของไทย ถ้าไม่แก้เนี่ย มันเหมือนกับเรายอมรับไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้น ไอ้การแก้ต่างในประเด็นเนี้ยอย่างชัดเจน แล้วก็ตรงไปตรงมา หรือพูดง่ายๆ ว่า Full Stop นั้น เป็นสิทธิ์ที่ต้องทำ ถ้าจะมีคนไปตีความว่า นี่เป็นการชวนทะเลาะ หรือทำให้ปัญหามันหนักขึ้นไปหรือไม่ ในแง่กฎหมายนั้นต้องทำ มิฉะนั้นมันจะเหมือนกับว่าไทยเรานั่งอยู่ แล้วเราไม่ได้โต้แย้งอะไร เราไปยอมรับในข้อกล่าวหาของกัมพูชา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทำได้ถูกแล้ว” ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

 

ขณะที่เขาตีความสิ่งที่อาจเป็นกลยุทธ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศ คือการใช้เทคนิคทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายกัมพูชา เพื่อตอบโต้เรื่องเล่าของฝ่ายกัมพูชาที่พยายามนำเสนอว่าตนเองเป็นประเทศเล็ก เป็นเหยื่อและโจมตีฝ่ายไทยว่าเลือกที่จะใช้กำลังทหารยึดดินแดนฝ่ายกัมพูชา โดยสีหศักดิ์ใช้ ‘Truth’ หรือ ‘ความจริง’ เช่น ในกรณีของบ้านหนองจาน ที่ไทยเปิดพื้นที่รับผู้อพยพจากกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ซึ่งเขายืนยันด้วยเครดิตของตัวเองว่าได้ไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้วยตาของตัวเองหลังจากเข้าทำงานในกระทรวงฯ ได้ไม่นาน

 

หรือการที่เปิดโปงว่าฝ่ายกัมพูชากลับคำพูดในการแถลงบนเวที ทั้งที่วันก่อนหน้าเพิ่งประชุม 4 ฝ่าย ร่วมกับมาเลเซียและสหรัฐฯ ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธไม่ได้ในประเด็นนี้ เพราะมาเลเซียกับสหรัฐฯ ก็นั่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ในการประชุม

 

ไทยต้องยืนหยัดในพหุภาคี

 

ประเด็นการแสดงจุดยืนสนับสนุนระบบพหุภาคีในถ้อยแถลงของสีหศักดิ์นั้น เกิดขึ้นท่ามกลางระเบียบโลกที่ปั่นป่วนในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกมองว่าพยายามถอยห่างจากพหุภาคีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม เสกสรรมองว่า กลไกของเวทีพหุภาคีที่สำคัญอย่าง UN จะ ‘ยิ่งจำเป็นและมีความสำคัญ’ ในโลกที่อำนาจนิยมกำลังเป็นใหญ่ และมหาอำนาจมองข้ามกฎระเบียบ ซึ่งประเทศที่เหลือรวมถึงไทย จะต้องลุกขึ้นมายืนยันว่า “ไม่ต้องการโลกที่อำนาจนิยมเป็นใหญ่” เพราะโลกแบบนี้มีแต่ทำให้ประเทศขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดเสียผลประโยชน์ และกระทบต่อความมั่นคง ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้

 

โดยแม้ว่า กลไกความร่วมมือพหุภาคีอย่าง UN ตลอดจนอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่างๆ จะมีข้อจำกัดในการเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยตรง แต่ท้ายที่สุดการมีกลไกเหล่านี้อยู่ จะเป็น ‘ตัวช่วยรั้ง’ ไม่ให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เช่น กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ซึ่งมีอนุสัญญาเจนีวาที่ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน รวมถึงอนุสัญญาออตตาวาที่กำกับเรื่องทุ่นระเบิด

 

“ถ้ายิ่งไม่มีกลไกพหุภาคีเหล่านี้ก็จะยิ่งยากลำบาก ทุกคนจะอยากทำอะไรตามใจตัวเอง เป็นโลกที่ไร้ระเบียบ” เขากล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า ถ้อยแถลงของสีหศักดิ์ ที่ระบุว่าต้องเสริมพลังให้องค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะเป็นการเสริมสร้างฐานของพหุภาคีนิยมให้เข้มแข็งมากขึ้น เพราะ UN นั้นอาจไม่สามารถเข้าถึงทุกประเด็นปัญหาในโลกได้

 

ไทยควรชูธงนำ แก้ปัญหาสแกมเมอร์

 

ถ้อยแถลงของสีหศักดิ์ ยังระบุถึงหนึ่งในปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญและมีต้นตออยู่ใกล้ไทย คือกรณี Scammer หรือปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

โดยดร.ภัทรพงษ์ เสนอว่าไทยควรเดินหน้า ‘ปักธง’เป็นผู้นำโลกในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างไทย กับกัมพูชา หรือเมียนมา แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ เครือข่ายอาชญากรรม และการฟอกเงิน

 

“ผมคิดว่าประเด็นเรื่องแก๊ง Call Center หรือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยเราน่าจะไปปักธงเลยว่า เราอยากเป็นผู้นำในการแก้ปัญหานี้ในระดับโลก เพราะเรื่อง นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของไทย เมียนมา กัมพูชาแล้ว มันคือเรื่องระดับโลก ในรายงานของ UNODC ระบุว่าปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลก เพราะเหยื่อที่ถูกหลอกลวง ถูกค้ามนุษย์และบังคับทำงานนั้นมาจากทั่วโลก”

 

“สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ ถึงจะแก้ปัญหานี้ในเมียนมาและกัมพูชาได้ แต่ถ้าแก้ได้ไม่เด็ดขาด ขบวนการอาชญากรเหล่านี้ก็จะหลบหนีและโยกย้ายไปยังประเทศอื่น เช่น ตอนนี้เริ่มมีข่าวแล้วว่าเริ่มย้ายไปติมอร์-เลสเตแล้ว ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากทั้งโลกไม่ช่วยกันปัญหานี้ก็จะค่อย ๆ คืบคลานไปยังภูมิภาคอื่นๆ หรือประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้นไทยเราเองน่าจะเข้าไปชิงบทบาท ปักธงเลยว่าเราอยากมีบทบาทนำในเรื่องนี้” เขากล่าว

The post “ไทยควรชูธงนำแก้ปัญหาโลก” มองยุทธศาสตร์สีหศักดิ์ กับเกมการทูตรุกเรดาร์โลก และโจทย์ใหญ่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
การทูตเชิงรุกของไทย: ความท้าทายและความหวัง https://thestandard.co/opinion-proactive-diplomacy/ Thu, 02 Oct 2025 10:20:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1125734

ในยุคโลกหลายขั้วที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้ […]

The post การทูตเชิงรุกของไทย: ความท้าทายและความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคโลกหลายขั้วที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทูตของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 80 (UNGA80) กลายเป็น ‘บทพิสูจน์สำคัญ’ ของศักยภาพและทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทย

 

บทบาทนี้ไม่ได้จำกัดแค่การรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีหรือภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการกลับสู่จอเรดาร์โลก ผ่านหนทางที่ ไม่ได้พึ่งพาการข่มขู่หรือการใช้อำนาจบังคับเป็นหลัก หากแต่อยู่ที่การได้รับความเคารพจากความชื่นชม ผ่านการยืนหยัดในคุณค่า การแสดงภาวะผู้นำที่มีหลักการ และการมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ต่อความท้าทายระดับโลก บวกกับความรับผิดชอบทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ ในที่สุดแล้วการกลับสู่จอเรดาร์ของไทย ควรทำให้เราถูกเกรงใจ ไม่ใช่เกรงกลัว

 

ความท้าทายหลักของการทูตไทยในปัจจุบัน คือการ ‘ปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง’ ด้วยเจตจำนงทางการเมือง ความกล้าทางศีลธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติ ค่านิยมสากลที่ยึดโยงกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และความร่วมมือในโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

 

บทความนี้จะพาไปสำรวจบทบาทและโอกาสของการทูตไทยในเวทีสากลและภูมิภาค โดยเฉพาะกรณีความสัมพันธ์กับกัมพูชา เมียนมา และการมีส่วนร่วมในกลไกระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน รวมถึงท่าทีต่อองค์กรพหุภาคีและการสร้างภาพลักษณ์ความชอบธรรมในระดับสากล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกำหนดอนาคตและความน่าเชื่อถือของไทยบนเรดาร์โลกอย่างแท้จริง

 

การทูตเชิงรุกของไทยบนเวที UNGA80

 

ผมคิดว่าประเด็นนี้ควรแยกเป็นเรื่องๆ ไป สำหรับ ‘กรณีไทย–กัมพูชา’ ผมเห็นว่าท่านรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และทีมงานกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่าง ‘น่าพอใจมาก’ ถือเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางการทูตของไทยให้สามารถแสดงบทบาทนำได้อย่างเหมาะสม เป็นการแสดงออกเชิงการทูตที่ Assertive อย่างพอดี แต่ไม่ถึงขั้น Aggressive (ซึ่งผมเห็นว่าท่านสีหศักดิ์ได้แสดงออกเช่นนั้น) ช่วยลดแรงกดดันจากสังคมภายในประเทศที่อาจหันไปมองหาที่พึ่งอื่น เช่น กองทัพ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อ หากประชาชนไทยเห็นว่า การทูตและรัฐบาลสามารถเป็นที่พึ่งได้ ก็จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพภายใน

 

อย่างไรก็ตาม หากจะขยายบทบาทไปให้ไกลกว่านี้ ผมเห็นว่ายังมี ‘กระสุน’ ทางการทูตของไทยที่ ‘ยังไม่ถูกนำมาใช้’ นั่นคือการชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาเองมิได้ให้ความเคารพอย่างร้ายแรงต่อ ‘หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ การเผยแพร่เทปบทสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตรกับสมเด็จฮุนเซน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภากัมพูชา และการปราศัยหลายครั้งในเชิงที่ชี้ให้เห็นว่า เขามียุทธศาสตร์ ‘Regime Change’ จนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไทยเกิดขึ้นจริงๆ หรือการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ที่กระทำต่อชาวกัมพูชาในประเทศไทย ล้วนเป็นประเด็นที่สามารถยกขึ้นมา เพื่อลดทอนความชอบธรรมของกัมพูชาในเวทีนานาชาติได้

 

ขณะนี้อยากให้ทุกท่านจับตาการไต่สวนคดีสังหาร ลิม กิมยา (Lim Kimya) นักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชาที่ถือสัญชาติฝรั่งเศสด้วย ซึ่งสำนักข่าว Al Jazeera ได้เปิดโปงว่า ‘มีความเป็นไปได้’ ที่จะมีคำสั่งมาจากระดับสูงในกัมพูชา หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ก็จะเป็นอีกประเด็นสำคัญที่เราสามารถใช้สื่อสารต่อประชาคมโลกได้

 

ในระดับภูมิภาค สิ่งที่นักวิชาการที่ศึกษาอาเซียน และติดตามสถานการณ์ให้ความสนใจคือ การปฏิบัติตาม ‘Existing Mechanisms’ (ย่อหน้า 30 ของสุนทรพจน์) และการแสดงความเชื่อมั่นในกลไกของอาเซียน (ย่อหน้า 57) ของประเทศไทยเอง มีการตั้งคำถามถึงระดับ ‘ความมุ่งมั่น’ และ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ของไทยต่อกลไกระดับภูมิภาคที่อยู่นอกเหนือจากกลไกทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความตึงเครียดและการปะทะยังเกิดขึ้นบริเวณชายแดน

 

คำถามสำคัญในวงวิชาการและผู้ติดตามสถานการณ์ในปัจจุบันคือ จุดยืนของไทยต่อหลักการและ Term of Reference (TOR) ของ ASEAN Observers Team (AOT) เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนว่า กระบวนการนี้จะได้รับการยอมรับจากประเทศไทยหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวท่านสีหศักดิ์ยังไม่ได้กล่าวถึงอย่างเจาะจงในสุนทรพจน์ จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามพัฒนาการและการดำเนินการของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต่อไป

 

อีกสองเรื่องที่ไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงมากนักในพื้นที่สื่อไทย จากสุนทรพจน์ของท่านสีหศักดิ์คือเรื่อง ‘สถานการณ์ในเมียนมา’ และเรื่อง ‘บทบาทด้านสิทธิมนุษยชนของไทย’

 

ในเรื่องเมียนมา สิ่งที่นักวิชาการในภูมิภาคจับตามองและคาดหวังจากประเทศไทยมาโดยตลอดคือ บทบาทของไทยต่อสถานการณ์ในเมียนมา ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไทย ‘สูญเสียความชอบธรรม’ ในสายตานานาชาติไม่น้อย จากจุดยืนและภาพลักษณ์ที่สื่อมวลชนต่างประเทศสะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลทหารเมียนมา อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์ครั้งนี้ยังไม่ปรากฏสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย (ย่อหน้า 19) นอกจากการกล่าวถึงการเปิดโอกาสให้แก่ผู้อพยพในศูนย์กักกันที่พำนักอยู่มาแล้วกว่า 40 ปี (ย่อหน้า 16) ซึ่งเป็นนโยบายที่สืบทอดมาจากรัฐบาลก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าการตีความผลประโยชน์แห่งชาติในลักษณะที่เปิดกว้างเช่นนี้จะดำรงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงผลจาก ‘ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ’ ในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ย้ายกลับประเทศ อีกทั้งยังมีคำถามว่ากรอบความคิดที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนโยบายดังกล่าวในยุค ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี จะยังคงสืบต่อและพัฒนาเป็นแนวทางระยะยาวของรัฐไทยหรือไม่

 

เรายังไม่ได้รับความชัดเจนเรื่อง ‘ท่าทีของรัฐบาลใหม่’ ต่อความชอบธรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา ว่าจะดำเนินไปในทิศทางที่ ‘แตกต่าง’ จากรัฐบาลก่อนหน้าหรือไม่ เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนความตึงเครียดกับกัมพูชาเสียอีก

 

ผลกระทบเหล่านี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ ตามที่ท่านสีหศักดิ์กล่าวถึงในย่อหน้า 17 ของสุนทรพจน์ การโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาที่มุ่งเป้าไปยังชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดน ซึ่งผลักดันให้ผู้อพยพจำนวนมากทะลักเข้าสู่ประเทศไทย หรือ ปัญหามลพิษจากการทำเหมืองในรัฐคะฉิ่น และรัฐฉาน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และกองทัพสหรัฐว้า (USWA) องค์กรที่ไทยไม่ยอมรับว่าเป็นรัฐโดยทางการ ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายต่อไทยทั้งในมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และสิ่งแวดล้อม

 

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยและกระทรวงการต่างประเทศจะมีความกล้าพอที่จะเดินหน้า ‘การทูตเชิงรุก’ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสามารถสื่อสารกับทั้งสาธารณชนและนานาชาติได้อย่างโปร่งใสและชัดเจนเพียงใด เพราะในหลายกรณี การดำเนินการเช่นนี้ อาจหมายถึงการต้องมองเมียนมาไม่ใช่เพียง ‘รัฐเดียว’ หากแต่เป็น ‘รัฐย่อย’ (Statelets) ที่กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา ซึ่งทำให้ทางการไทยจำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับ ‘กลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่รัฐ’ (Non-State Actors) หรือหน่วยการเมืองที่ยังไม่ใช่รัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยปกติแล้วการปฏิสัมพันธ์เช่นนี้มักอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของฝ่ายความมั่นคง นี่จึงเป็นความท้าทายต่อแนวทางการทูตแบบรัฐต่อรัฐที่กระทรวงการต่างประเทศคุ้นเคย และการก้าวข้ามกรอบเดิมนี้จะสำเร็จหรือไม่ อาจสะท้อนถึงระดับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลใหม่อย่างแท้จริง

 

ดังนั้น ในช่วง 4 เดือนข้างหน้าภายใต้รัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ประชาชนควรจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของไทยต่อการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาที่กำหนดจัดขึ้นปลายปีนี้ เพราะท่าทีดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนจุดยืนของไทยต่อความชอบธรรมของรัฐบาลทหารเมียนมาเท่านั้น แต่ยังจะเป็นตัวชี้วัดว่าไทยจะสืบต่อหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐบาลก่อนหน้า และจะบ่งชี้ขอบเขตของ ‘บทบาทนำของไทยในอาเซียน’ ว่าสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดภายในประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจบนเวทีภูมิภาคได้มากเพียงใด

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือสุนทรพจน์ในย่อหน้า 35–37 ที่กล่าวถึง ความมุ่งมั่นของไทยต่อสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันกับที่ท่านสีหศักดิ์กล่าวเรื่องนี้บทเวที UNGA80 ภายในประเทศเรายังมีนักโทษทางการเมืองถูกคุมขัง ผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกคุกคาม ดำเนินคดี และสอดส่องโดยฝ่ายความมั่นคงของรัฐ และยิ่งไปกว่านั้นหากสังเกตให้ดี การกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับกิจกรรม #Run2Free หรือ ‘วิ่งเพื่อเสรีภาพ’ ซึ่งเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อไว้อาลัยต่อกระบวนการยุติธรรมที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยผู้จัดงานต้องเผชิญข้อจำกัดและอุปสรรคจากเจ้าหน้าที่ แม้กิจกรรมจะเป็นการชุมนุมโดยสันติก็ตาม

 

การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ ส่วนสำคัญคือ ‘ความสอดคล้อง’ (Consistency) ระหว่างสิ่งที่รัฐประกาศบนเวทีโลกกับสภาพความเป็นจริงในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวก การที่ท่านสีหศักดิ์ประกาศเจตจำนงด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากลก็ถือเป็นการ ‘ปักธง’ เอาไว้ และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะภาคประชาสังคมสามารถใช้ถ้อยแถลงและพันธกรณีดังกล่าวเป็น ‘เครื่องมือกดดัน’ (Leverage) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสิทธิทางการเมืองในประเทศได้ ในทางวิชาการ ปรากฏการณ์นี้ในทางวิชาการเรียกว่า ‘Boomerang Effect’ หมายถึง การที่ภาคประชาสังคมภายในประเทศอาศัยเจตจำนงหรือพันธกรณีที่รัฐได้ประกาศไว้ในเวทีนานาชาติ มาเป็นแรงผลักดัน เพื่อปรับปรุงและยกระดับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ

 

อยากกลับมาย้ำอีกครั้งถึงประเด็น การปลดล็อกศักยภาพทางการทูตของไทย ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญในบริบทปัจจุบัน การจะทำให้การทูตไทยสามารถแสดงบทบาทนำในภูมิภาคและเวทีโลกได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘กลไก’ ทางการทูตเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ (Political Will) และ ‘ความกล้าหาญทางศีลธรรม’ (Moral Courage) ของผู้นำและผู้กำหนดนโยบาย

 

รัฐบาลใหม่ กับภารกิจนำไทยกลับสู่เรดาร์โลก

 

รัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือน ความคาดหวังจึงอาจทำได้เพียงการประกาศเจตจำนงทางการเมือง เพื่อสร้างความหวังให้กับทั้งข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและประชาชนไทยโดยรวม มากกว่าจะคาดหวังผลลัพธ์เชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง หรืออาจเป็นเพียงการ ‘ปูทาง’ สำหรับการทำงานต่อหลังการเลือกตั้ง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หรือเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองอื่นมาสานต่อบนพื้นฐานนโยบายการต่างประเทศที่มีหลักการและจุดยืนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ผมเชื่อเสมอว่า ‘การเมืองที่มั่นคงและมีความชอบธรรม’ เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับสู่เรดาร์โลกได้อย่างแท้จริง และสิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่เพียงการที่ไทยกลับมาเป็น ‘จุดสนใจ’ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง แต่คือการที่ไทยได้รับ ‘การเคารพในเชิงบวก’ มากกว่าการถูกยำเกรงในเชิงลบ การได้รับ ‘ความเกรงใจ’ แทนที่จะเป็น ความเกรงกลัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเสียงของประชาชนและเจตจำนงของพวกเขาได้รับการเคารพ และสะท้อนออกมาผ่านระบบการเมืองที่โปร่งใสและมีความชอบธรรม ทั้งต่อสายตาของประชาชนเองและของนานาชาติ

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ทัศนคติของเราเองที่มักยึดติดกับความเชื่อว่า ไทยเป็นประเทศเล็ก จึงไม่ควร ‘ขวางทางลม’ และต้องอ่อนไหวตามทิศทางของมหาอำนาจที่เปลี่ยนไป การต่างประเทศไทยในอดีตสะท้อนกรอบคิดนี้อย่างต่อเนื่อง หากย้อนดูคำกล่าวนิยามประเทศของเรา ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในยุคอาณานิคม รวมถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไปจนถึงคำพูดของท่านถนัด คอมันตร์ และท่านเตช บุนนาค บุคคลสำคัญทางการทูตของไทย ก็ล้วนสะท้อนมุมมองร่วมกันว่า ไทยเป็นประเทศเล็กที่ขาด Agency หรือ ‘ความสามารถในการกำหนดชะตากรรมของตนเองในระบอบโลก’

 

แต่ในโลกปัจจุบันที่มหาอำนาจแข่งขันกันรุนแรงขึ้น และโครงสร้างอำนาจโลกมีความหลากหลายมากกว่าเดิม เรากำลังอยู่ใน ‘โลกหลายขั้ว’ (Multipolar World) ไม่ใช่โลกแบบสองขั้ว (Bipolar World) หรือขั้วเดียว (Unipolar World) อย่างที่เราเคยเผชิญในอดีต ลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้พัดมาจากเพียงทิศเดียวหรือสองทิศ แต่พัดมาจาก ‘รอบทิศทาง’ โดยไร้ความชัดเจนว่าไทยควรเอนเอียงไปทางใด คำถามคือ ในโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ เปลี่ยนแปลงไปในขนาดที่ในช่วงชีวิตเราทุกคนไม่เคยเจอมาก่อน เราจะยังคงมีหลักคิดในการดำเนินการนโยบายต่างประเทศแบบเดิมอยู่อีกหรือ และจะยังจำกัดตัวเองอยู่กับทัศนคติที่มองว่าไทยเป็นเพียงประเทศเล็กซึ่งปราศจาก Agency ต่อไปหรือไม่

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนและจับต้องได้คือ สุนทรพจน์บนเวที UNGA ของ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ซึ่งกล่าวก่อนหน้าสุนทรพจน์ของท่านสีหศักดิ์เพียงไม่กี่วัน เขาได้สะท้อนอย่างชัดเจนถึงแนวคิดที่ว่า “ประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจก็ยังสามารถมี Agency และกำหนดทิศทางของตนเองได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการทำงานและการยึดมั่นใน ‘ระบอบพหุภาคี’ (Multilateralism) ซึ่งประเด็นการทำงานผ่านระบบพหุภาคีนี้เอง ก็เป็นสิ่งที่ท่านสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงในย่อหน้าที่ 3 ของสุนทรพจน์เช่นกัน

 

หากจะยกตัวอย่างประเทศที่ผมอยากให้ไทยถูกมองและได้รับการเคารพในลักษณะเดียวกัน ประเทศที่อยู่บนเรดาร์โลกในแบบที่ผมอยากให้ไทยเป็นก็คือ ‘กลุ่มประเทศนอร์ดิกและสแกนดิเนเวีย’ เช่น สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ รวมถึงเยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเป็น ‘รัฐที่มีจุดยืนชัดเจน’ ด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และมีระบอบสวัสดิการที่ตั้งใจจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สำหรับผม ประเทศเหล่านี้ควรเป็น ‘เป้าหมายเชิงเปรียบเทียบ’ ของไทยในด้านภาพลักษณ์และทิศทางนโยบายต่างประเทศ

 

ผมคงรู้สึกไม่สบายใจหากไทยถูกจัดให้อยู่ใน ‘กลุ่มประเทศเผด็จการหรืออำนาจนิยม’ ในสายตาสังคมโลกและประชาคมระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการที่ไทยจะกลับเข้าสู่เรดาร์โลก แต่คือการกลับไปอย่าง ‘ถูกวิธี’ และอย่าง ‘มีความชอบธรรม’ ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือ ‘ผลประโยชน์แห่งชาติที่แท้จริง’ โดยเฉพาะสำหรับประชาชนไทย

 

ความท้าทายของ ‘การร่วมมือกันแบบพหุภาคี’ ในปัจจุบัน

 

ผมมองว่า การร่วมมือแบบพหุภาคี ‘มีความสำคัญยิ่งกว่าที่ผ่านมา’ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศมหาอำนาจระดับกลาง การทำงานร่วมกันในระบอบพหุภาคี ‘ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง’ ให้แก่ประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจ เช่น ไทย เพราะการออกแบบเครือข่ายความร่วมมือเป็นทั้งการผูกมัด (Tethering) และการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ทำให้ประเทศมหาอำนาจต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ง่ายนัก อีกทั้งในโลกปัจจุบัน ปัญหามีความซับซ้อนและหลากหลาย ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพังประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น การทำงานร่วมกันภายใต้กรอบพหุภาคีจึงเป็น ‘ทางเลือกที่จำเป็น’ หากเรายังต้องการอยู่ร่วมกันในโลกอย่างยั่งยืน และไม่อยากเห็นสงครามโลกครั้งต่อไป

 

ทั้งนี้ การทำงานแบบพหุภาคีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับมหภาคหรือองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘พหุภาคีรูปแบบใหม่’ ที่เกิดขึ้นในลักษณะความร่วมมือเชิงประเด็น (Issue-Based Multilateralism) หรือความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมถึงการรวมกลุ่มที่มีขนาดเล็กลง เพื่อจัดการกับ ‘ปัญหาเฉพาะด้าน’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

กระแสเรียกร้องยกเลิก MOU2543-MOU2544

 

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผมไม่แน่ใจว่าผู้ที่เรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เข้าใจเนื้อหาเชิงเทคนิคของ MOU เหล่านี้มากน้อยเพียงใด และได้พิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง หรือเพียงแค่ใช้อารมณ์เป็นตัวนำ หากการตัดสินใจเป็นไปโดยขาดความรอบคอบ ย่อมอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติได้ในระยะยาว

 

ในมุมมองของผม ข้อตกลงอย่าง MOU 43 และ MOU 44 เป็นเรื่องทางเทคนิคที่มีความซับซ้อน อันสะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ ผ่านการไตร่ตรองของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองเฉพาะกลุ่มหรือผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง ข้อตกลงเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้าง ‘บรรทัดฐานและกรอบการเจรจา’ ซึ่งเป็นกลไกที่มีคุณูปการต่อการจัดการข้อพิพาท หากขาดหลักการหรือเกณฑ์ที่ชัดเจน ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนอาจยืดเยื้อและบานปลายยิ่งกว่าเดิม

 

นโยบายของรัฐบาลที่เพิ่งประกาศว่าจะดำเนินการทำ ‘ประชามติ’ เกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทำให้ผมนึกถึงกรณีที่รัฐบาลอนุรักษนิยมของอังกฤษผลักดันให้มีการทำประชามติเรื่องการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แม้ประชาชนลงคะแนนเสียงให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป แต่ผลลัพธ์ในเวลาต่อมากลับพิสูจน์แล้วว่า ‘เป็นผลเสีย’ โดยเฉพาะการสูญเสียมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจของอังกฤษเอง

 

แน่นอน หากใครได้อ่าน MOU 43 และ MOU 44 จะเข้าใจว่าการหาทางออกเรื่องเขตแดนหรือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ‘ไม่ใช่เรื่องง่าย’ อยู่แล้ว ทางออกที่แท้จริง จึงไม่ใช่การฉีกข้อตกลง หากแต่เป็น ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันมาแสวงหาผลประโยชน์ ความมั่นคง และความมั่งคั่งร่วมกันของพี่น้องไทยและกัมพูชา ที่ในท้ายที่สุดแล้ว ‘ไม่อาจแยกห่างจากกันได้’

 

มีตัวอย่างจากหลายประเทศที่แม้จะเผชิญปัญหาพื้นที่ทับซ้อน แต่ก็สามารถหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ ด้วยการเปลี่ยนกรอบคิด (Paradigm Shift) จากการมองว่า ‘พื้นที่พิพาทคือปัญหา’ ไปสู่การมองว่า ‘พื้นที่พิพาทคือโอกาส’ ตัวอย่างเช่น การแลกเปลี่ยนที่ดิน (Land Exchange) ดังเช่นกรณีเนเธอร์แลนด์-เบลเยียม (2015) และอินเดีย-บังกลาเทศ (2015) ซึ่งอาจจะคำนวณให้พื้นที่ที่จะแลกเปลี่ยนกันมีขนาดใกล้เคียงกันได้

 

อีกทางเลือกหนึ่งคือ ‘การจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม’ (Joint Development Area) ที่ทั้งสองประเทศมีสิทธิในการบริหารจัดการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพื้นที่มรดกโลก หรือการพัฒนาพื้นที่พิพาทให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งไทยเองก็เคยประสบความสำเร็จกับมาเลเซียในการจัดตั้ง Malaysia-Thailand Joint Development Area (1990) ที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันมหาศาลให้ทั้งสองประเทศมาแล้ว

 

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ‘ความขัดแย้งสามารถพลิกเป็นความร่วมมือได้’ หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งเพียงพอ

 

ผมอยากเห็นแนวคิดเชิง Paradigm Shift เช่นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น และจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี หากรัฐบาลสามารถนำเสนอแนวทางเหล่านี้อย่างจริงจัง

 

การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD และ BRICS

 

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่นักวิชาการและนักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจแทบทั้งหมดเห็นพ้องว่า ‘ไทยควรมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD’ เนื่องจากกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกจะบังคับให้ประเทศต้องปรับปรุงมาตรฐานภายใน ยกระดับกฎหมาย เปิดกว้างด้านการแข่งขัน และปรับโครงสร้างทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยเอง

 

อย่างไรก็ตาม หากไทยเดินหน้าอย่างจริงจัง ย่อมมีผู้ที่เสียประโยชน์จากการปรับโครงสร้างและการยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ คำถามคือ กลุ่มเหล่านั้นจะยอมให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้หรือไม่ หรือแนวคิดในการผลักดันให้ไทยเป็นสมาชิก OECD จะยังคงเป็นเพียง ‘ความหวังที่ยากจะกลายเป็นจริง’

 

คำถามที่น่าสนใจต่อเนื่องคือ แนวทางของไทยต่อ BRICS รัฐบาลที่แล้วแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างมากในการผลักดันการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ เราควรจะต้องเข้าใจก่อนว่า ‘ไม่มีประเทศใดในโลกที่เป็นสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบของทั้ง OECD และ BRICS’ โดยที่ BRICS มักถูกมองว่าเป็นองค์กรที่มีลักษณะ ‘ถ่วงดุลตะวันตก’ โดยเฉพาะสหรัฐฯ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะถือเป็นตลาดสำคัญของไทย และเมื่อรวมสมาชิกใหม่เข้าไปแล้ว มูลค่า GDP ของ BRICS มีขนาดใหญ่กว่า G7 และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งย่อมช่วยให้ไทยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และตะวันตกเพียงด้านเดียวได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผมมีความกังวลอยู่ไม่น้อยคือ แนวทางของ BRICS ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือพูดถึง ‘ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน’ ตรงกันข้าม ประเทศสมาชิกจำนวนมากกลับมีประวัติที่ไม่ดีนักในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์เป็นหลัก

 

ด้วยเหตุนี้ ‘ความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์’ ของไทยอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการวางตัวต่อ BRICS กล่าวคือ การรักษาความสัมพันธ์และบทบาทในฐานะ BRICS Partner ก็ ‘น่าจะเพียงพอแล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน’ โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ โดยสถานะ Partner เปิดโอกาสให้ไทยสามารถมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโครงการพัฒนาได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อภาระผูกพันของสมาชิกเต็มรูปแบบ แม้อิทธิพลเชิงนโยบายจะมีจำกัดและข้อผูกพันน้อยกว่า แต่ก็ถือเป็นผลประโยชน์ที่เพียงพอและสมดุลกับความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ไทยก็ควรมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายภายใน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ OECD อย่างจริงจัง

 

ความท้าทายของการทูตไทยในอนาคต

 

การเสื่อมถอยของระบอบเสรีนิยมสากล ภายหลังการก้าวขึ้นสู่อำนาจสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ระบอบโลกเต็มไปด้วย ‘ความไม่แน่นอน’ เราไม่อาจมั่นใจได้ว่า หลังจากยุคประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว สหรัฐฯ จะสามารถกลับมาเป็น ‘ผู้พิทักษ์ระบอบเสรีนิยมสากล’ ได้อีกหรือไม่ และหากกลับมา ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่า จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือเพียงใด

 

ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ไม่อาจปฏิเสธอำนาจและอิทธิพลที่ผงาดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความท้าทายสำคัญของนโยบายต่างประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จึงอยู่ที่ ‘การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับอำนาจของจีนอย่างราบรื่น เป็นธรรม และสมดุลมากที่สุด’

 

กรณีที่รัฐบาลที่แล้วตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศภายใต้แรงกดดันจากจีน เป็นตัวอย่างที่สะท้อน ‘การละเมิดกฎหมายต่อต้านการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน’ ของไทย แม้รัฐบาลจะอ้างว่าดำเนินการตามครรลองกฎหมาย แต่ในทางจิตวิญญาณของหลักการ (Spirit of the Law) ก็ชัดเจนว่า ‘ไทยยอมจำนน’ ต่อแรงกดดันจากมหาอำนาจ อธิปไตยเชิงปฏิบัติถูกบั่นทอนจากแรงกดดันมหาอำนาจ และนำไปสู่การละเมิดพันธกรณีสิทธิมนุษยชน และการแทรกแซงกิจการภายใน

 

อีกเหตุการณ์ที่สะท้อนอิทธิพลจีนในไทยอย่างเด่นชัดคือ การที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยร่วมมือกับนักการทูตจีนในการกดดันและเซ็นเซอร์งานศิลปะที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงและเห็นต่างต่อประเด็นบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงถึงการแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ แต่ยังเป็นการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพทางศิลปะในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง ซึ่งน่ากังวลต่อทั้งภาพลักษณ์และคุณค่าประชาธิปไตยของไทยเอง

 

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เทคโนโลยีล้ำยุค ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด และความร่วมมือในมิติต่างๆ จากจีน เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ทำให้ไทยเราต้องออกแบบความสัมพันธ์อย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์และเก็บเกี่ยวประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือเหล่านี้ เราไม่อาจปฏิเสธอำนาจและอิทธิพลของจีนได้ทั้งหมด

 

ดังนั้น ความท้าทายหลักของนโยบายต่างประเทศไทยในวันนี้และอนาคตอันใกล้ คือ การหาสมดุลระหว่าง ‘การปกป้องวิถีชีวิตและคุณค่าพื้นฐานของประชาชน’ ซึ่งสำหรับผมและคนไทยกลุ่มใหญ่ ได้แก่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และประชาธิปไตย กับ ‘การยอมรับและใช้ประโยชน์จากการลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกับประเทศจีน’ ที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ต้องโอบรับอย่างมีแบบแผน เพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย

The post การทูตเชิงรุกของไทย: ความท้าทายและความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนทันยาฮู ขึ้นพูดเวที UN โจมตีชาติตะวันตกรับรองรัฐปาเลสไตน์ ชี้เป็น ‘เครื่องหมายแห่งความอับอาย’ https://thestandard.co/un-general-assembly-netanyahu/ Sat, 27 Sep 2025 07:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1123730 เนทันยาฮู

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ขึ้นกล่าวสุนทรพ […]

The post เนทันยาฮู ขึ้นพูดเวที UN โจมตีชาติตะวันตกรับรองรัฐปาเลสไตน์ ชี้เป็น ‘เครื่องหมายแห่งความอับอาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนทันยาฮู

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 80 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์กวานนี้ (26 กันยายน) ท่ามกลางการประท้วงจากผู้แทนนานาชาติจำนวนมากที่พากัน ‘วอล์คเอาท์’ หรือเดินออกจากห้องประชุม 

 

เนทันยาฮู เริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการแสดงแผนที่ที่ติดป้ายว่า “คำสาป” ซึ่งเขากล่าวว่า แสดงให้เห็นถึงกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของอิหร่านทั่วตะวันออกกลาง จากนั้นจึงได้เน้นย้ำถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูตีในเยเมน กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา และอิหร่าน

 

“ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ปราบปรามกลุ่มฮูตี รวมถึงเมื่อวานนี้ด้วย เราได้ปราบปรามกลไกการก่อการร้ายของกลุ่มฮามาสไปจำนวนมาก เราได้ทำลายล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยสังหารผู้นำและคลังอาวุธส่วนใหญ่” 

 

ขณะที่เขายังกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จากกรณีที่สหรัฐฯ มีส่วนร่วมในปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดของอิหร่านในเดือนมิถุนายน และเปรียบเทียบเหตุโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 กับเหตุการณ์โจมตีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001โดยกล่าวว่า “ทั้งสองประเทศกำลังต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน” และชี้ให้เห็นถึงเสียงตะโกนของกลุ่มก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ซึ่งตะโกนเหมือนกันว่า “ความตายแด่อเมริกา”

 

โวยตะวันตกรับรองรัฐปาเลสไตน์

 

ผู้นำอิสราเอลยังใช้โอกาสนี้ กล่าวโจมตีหลายชาติตะวันตกที่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ โดยประณามว่าเป็น “เครื่องหมายแห่งความอับอาย” และเป็นการส่งสารแก่ชาวปาเลสไตน์ว่า “การสังหารชาวยิวนั้นให้ผลดี”

 

“ผู้นำที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ในสัปดาห์นี้ ได้ส่งสารไปถึงชาวปาเลสไตน์ มันเป็นข้อความที่ชัดเจนมากว่า การสังหารชาวยิวให้ผลคุ้มค่า ผมมีข้อความถึงผู้นำเหล่านี้ เมื่อผู้ก่อการร้ายที่โหดร้ายที่สุดในโลกกำลังยกย่องการตัดสินใจของท่านอย่างล้นหลาม ท่านไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ท่านทำในสิ่งที่ผิด ผิดอย่างมหันต์ การตัดสินใจอันน่าละอายของท่านจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการก่อการร้ายต่อชาวยิวและผู้บริสุทธิ์ทั่วทุกหนทุกแห่ง มันจะเป็นเครื่องหมายแห่งความอับอายสำหรับพวกท่านทุกคน” เนทันยาฮูกล่าว ขณะที่เขาประกาศคำมั่นว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการกำจัดกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาให้เสร็จสิ้น 

 

“กลุ่มสุดท้าย เศษซากสุดท้ายของฮามาส กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองกาซา ซิตี้ พวกเขาให้คำมั่นว่าจะก่อเหตุรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ว่ากำลังพลของพวกเขาจะลดน้อยลงเพียงใด นั่นคือเหตุผลที่อิสราเอลต้องจัดการให้เสร็จสิ้น นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการทำสิ่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ประณามผู้นำโลก

 

ผู้นำอิสราเอล ยังประณามการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติเกี่ยวกับการทำสงครามของอิสราเอลในกาซา โดยกล่าวหาว่าผู้นำโลกยอมจำนนต่อ “สื่อที่ลำเอียง กลุ่มหัวรุนแรงอิสลาม และกลุ่มต่อต้านยิว” 

 

เนทันยาฮูกล่าวว่า “การสนับสนุนจากทั่วโลกที่มีต่ออิสราเอลหลังจากการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ได้จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่ออิสราเอลทำในสิ่งที่ประเทศที่เคารพตนเองจะทำหลังจากการโจมตีที่โหดร้ายเช่นนี้ นั่นคือ การสู้กลับ”

 

ติดตั้งลำโพงส่งข้อความถึงตัวประกัน

 

ทั้งนี้ เนทันยาฮู ยังส่งข้อความถึงตัวประกันที่ยังถูกกักขังอยู่ในกาซา ผ่านลำโพงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนรถบรรทุก ซึ่งอยู่ในหลายจุดของกาซา โดยมีเป้าหมายเพื่อออกอากาศสุนทรพจน์

 

เขาได้กล่าวกับตัวประกันในกาซาเป็นภาษาฮีบรู ก่อนที่จะกล่าวเป็นภาษาอังกฤษใจความว่า “วีรบุรุษผู้กล้าหาญของเรา นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู กำลังกล่าวกับท่าน ถ่ายทอดสดจากสหประชาชาติ เราไม่ได้ลืมท่าน แม้เพียงเสี้ยววินาที ประชาชนชาวอิสราเอลอยู่เคียงข้างท่าน เราจะไม่ย่อท้อ และจะไม่หยุดพักจนกว่าเราจะพาท่านทุกคนกลับบ้าน”

 

“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ด้วยความพยายามเป็นพิเศษของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล คำพูดของผมจึงถูกถ่ายทอดและถ่ายทอดสดไปยังโทรศัพท์มือถือของชาวกาซา” เขากล่าว ขณะที่สำนักข่าวต่างๆ ยังไม่มีการยืนยันว่าพบหลักฐานการถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ของเนทันยาฮูไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในกาซา

 

“ดังนั้น ถึงผู้นำฮามาสที่เหลืออยู่และผู้คุมขังตัวประกันของเรา จงวางอาวุธลง ปล่อยประชาชนของผมไป ปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้ง 48 คน ปล่อยตัวประกัน ถ้าท่านทำเช่นนั้น ท่านก็จะได้มีชีวิตอยู่ หากไม่ทำเช่นนั้น อิสราเอลจะตามล่าท่าน” เนทันยาฮูกล่าว

 

ภาพ : REUTERS/Jeenah Moon

อ้างอิง :

 

The post เนทันยาฮู ขึ้นพูดเวที UN โจมตีชาติตะวันตกรับรองรัฐปาเลสไตน์ ชี้เป็น ‘เครื่องหมายแห่งความอับอาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ ถึงนิวยอร์ก ร่วมประชุมสมัชชา UN ครั้งที่ 80 ย้ำภารกิจนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก https://thestandard.co/sihasak-arrives-in-new-york-for-the-80th-unga/ Sat, 27 Sep 2025 05:25:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1123644 สีหศักดิ์ UNGA

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post สีหศักดิ์ ถึงนิวยอร์ก ร่วมประชุมสมัชชา UN ครั้งที่ 80 ย้ำภารกิจนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ UNGA

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ​ แล้ววานนี้ (26 กันยายน) เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 80 (UNGA80) โดยมีภารกิจสำคัญในการนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก และย้ำบทบาทไทยบนเวทีระหว่างประเทศและการสนับสนุนพหุภาคีนิยม พร้อมทั้งพบหารือกับผู้แทนระดับสูงในประเด็นสำคัญของไทย

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้พบหารือผู้แทนพิเศษเลขาธิการ UN ในห้วงการประชุม เพื่อหารือสถานการณ์ในเมียนมา ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนกระบวนการสู่การเลือกตั้ง สันติภาพ และเสถียรภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มต่าง ๆ และการสนับสนุนของอาเซียนและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

 

The post สีหศักดิ์ ถึงนิวยอร์ก ร่วมประชุมสมัชชา UN ครั้งที่ 80 ย้ำภารกิจนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก กต. เผยภารกิจสีหศักดิ์ ร่วมประชุม UN เตรียมแสดงวิสัยทัศน์ประเด็นตะวันออกกลาง ยูเครน เมียนมา – แจงข้อเท็จจริง ไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/thailand-un-brief-ukraine-myanmar/ Sat, 27 Sep 2025 03:49:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1123605 สีหศักดิ์ ประชุม UN

นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างป […]

The post โฆษก กต. เผยภารกิจสีหศักดิ์ ร่วมประชุม UN เตรียมแสดงวิสัยทัศน์ประเด็นตะวันออกกลาง ยูเครน เมียนมา – แจงข้อเท็จจริง ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ ประชุม UN

นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในห้วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA80) ที่นครนิวยอร์ก โดยเปิดเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาฯ ในวันนี้ (27 กันยายน) เพื่อแสดงท่าทีของไทยต่อการสนับสนุนพหุภาคีนิยม เนื่องจากปีนี้เป็นวาระครบรอบ 80 ปีของสหประชาชาติ ในขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศกำลังตั้งคำถามถึงกลไกพหุภาคีนิยม

 

นอกจากนี้ไทยจะแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นอื่น ๆ เช่น ตะวันออกกลาง ยูเครน เมียนมา รวมถึงการดำเนินการของไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการชี้แจงข้อเท็จจริงบางประการที่ประชาคมระหว่างประเทศยังไม่ได้รับฟังจากปากของไทย

 

อธิบดีกรมสารนิเทศ ยังกล่าวถึงจุดยืนของไทยบนเวที UN ต่อความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยระบุว่า ไทยจะย้ำถึงการยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งย้ำจุดยืนในการแก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคของทั้ง 2 ประเทศ ท่ามกลางความหวังในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ ขณะเดียวกันไทยยังคงยืนหยัดในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

 

จับตาการหารือทวิภาคีในกรอบสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเดินทางถึงนิวยอร์กวานนี้ (26 กันยายน) มีกำหนดในการหารือกับอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และอันนาเลนา แบร์บอค ประธานการประชุมสมัชชาฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นในฐานะประธาน การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ซึ่งในขณะนี้ไทยกำลังผลักดันในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ในห้วงเดือนตุลาคมนี้ รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ และบุคคลอื่นๆ เช่น ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งการนัดหมายเหล่านี้ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 

 

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงพบปะกับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงถึงโอกาสการลงทุน และขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหรัฐฯ 

 

ความคาดหวังของไทยต่อผลการประชุม

 

อธิบดีกรมสารนิเทศหวังว่า ประชาคมระหว่างประเทศมีความรู้ความเข้าใจว่าไทยยึดมั่นในกลไกพหุภาคีตามแนวทางของสหประชาชาติ 

 

นอกจากนี้ไทยยังต้องการทำให้โลกเห็นถึงการช่วยเหลือเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างประชาคมโลก กับ เมียนมา

 

สำหรับประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงต่อผู้บริหารระดับสูงของสหประชาชาติและประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

The post โฆษก กต. เผยภารกิจสีหศักดิ์ ร่วมประชุม UN เตรียมแสดงวิสัยทัศน์ประเด็นตะวันออกกลาง ยูเครน เมียนมา – แจงข้อเท็จจริง ไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมวาทะผู้นำโลกบนเวที UNGA เตือนเสาหลักสันติภาพและความก้าวหน้าโลกสั่นคลอน https://thestandard.co/unga-2025-world-leaders-speeches/ Thu, 25 Sep 2025 07:20:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1122705 ผู้นำโลกกล่าวสุนทรพจน์บนเวที UNGA 2025 เตือนปัญหาสันติภาพและความมั่นคงโลก

บรรดาผู้นำโลกพากันขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัช […]

The post รวมวาทะผู้นำโลกบนเวที UNGA เตือนเสาหลักสันติภาพและความก้าวหน้าโลกสั่นคลอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกกล่าวสุนทรพจน์บนเวที UNGA 2025 เตือนปัญหาสันติภาพและความมั่นคงโลก

บรรดาผู้นำโลกพากันขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 80 (UNGA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 29 กันยายน โดยปีนี้เหล่าผู้นำโลก ต่างย้ำเตือนปัญหาหลักที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้ง สงคราม และระเบียบโลกที่ผันผวน

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุม ว่า “ตอนนี้คือเวลาที่จะต้องเลือก” พร้อมทั้งเตือนว่า “เสาหลักของสันติภาพและความก้าวหน้ากำลังสั่นคลอน ภายใต้น้ำหนักของการลอยนวลพ้นผิด ความเหลื่อมล้ำ และความเพิกเฉย”

 

ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นในแนวทาง America First โดยตั้งคำถามในเชิงผิดหวังต่อหลากหลายปัญหาระดับโลก ที่เขากล่าวหาว่าเป็นผลพวงจากการทำหน้าที่ของ UN

 

“จุดประสงค์ของสหประชาชาติคืออะไร?”

 

“สหประชาชาติมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ผมพูดแบบนี้มาตลอด มันมีศักยภาพมหาศาล แต่ตอนนี้ยังห่างไกลมากที่จะทำได้ตามศักยภาพนั้น” เขากล่าว

 

ผู้นำโลกกล่าวสุนทรพจน์บนเวที UNGA 2025 เตือนปัญหาสันติภาพและความมั่นคงโลก

The post รวมวาทะผู้นำโลกบนเวที UNGA เตือนเสาหลักสันติภาพและความก้าวหน้าโลกสั่นคลอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ประเทศของคุณกำลังตกนรก’ ทรัมป์กล่าวบนเวที UNGA แนะประเทศต่างๆ ปิดพรมแดน-ขับไล่ผู้อพยพต่างชาติ https://thestandard.co/trump-unga-close-borders-expel-migrants/ Wed, 24 Sep 2025 05:40:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1122179 โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์โจมตี UN บนเวที UNGA 2025 เรียกร้องให้ปิดพรมแดนและขับไล่ผู้อพยพ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน […]

The post ‘ประเทศของคุณกำลังตกนรก’ ทรัมป์กล่าวบนเวที UNGA แนะประเทศต่างๆ ปิดพรมแดน-ขับไล่ผู้อพยพต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์โจมตี UN บนเวที UNGA 2025 เรียกร้องให้ปิดพรมแดนและขับไล่ผู้อพยพ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ โดยกล่าวโจมตี UN ว่าเป็นพลังอำนาจระดับโลกที่ไร้ความรับผิดชอบ ฉ้อฉล และเป็นอันตราย และชี้ว่า UN ควรดำเนินรอยตามแบบอย่างความเป็นผู้นำของเขา

 

ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้แสดงท่าทีต่อต้านนโยบายการเปิดรับผู้อพยพต่างชาติ โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ปิดพรมแดนและขับไล่ผู้อพยพต่างชาติ และกล่าวหา UN ว่าเป็นผู้นำ “วาระการอพยพของกลุ่มโลกนิยม” และกล่าวกับผู้นำประเทศต่างๆ ว่า UN กำลัง “สนับสนุนเงินทุนในการโจมตีประเทศของพวกเขา” โดยชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างโครงการของ UN ที่เขาอ้างว่าจัดหาอาหาร ที่พักพิง และบัตรเดบิตเพื่อสนับสนุนการเดินทางของผู้อพยพไปยังสหรัฐฯ 

 

“ถึงเวลายุติการทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลวแล้ว พวกท่านต้องยุติมันเดี๋ยวนี้ประเทศของพวกท่านกำลังจะตกนรก” ทรัมป์กล่าว

 

ขณะที่เขายังกล่าวโจมตีผู้นำยุโรปโดยตรง โดยกล่าวหาว่ากำลังทำลายมรดกของประเทศตนเอง โดยอนุญาตให้มีการอพยพระหว่างประเทศเพราะ ‘ความถูกต้องทางการเมือง’ ซึ่งเขามองว่าเป็นนโยบายที่ผิดที่ผิดทาง

 

ภาวะโลกรวน คือ ‘การหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด’

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีโครงการพลังงานสีเขียว ว่าเป็นการกระจายการผลิตพลังงานจากประเทศพัฒนาแล้ว ไปยังประเทศที่ก่อมลพิษ ซึ่งละเมิดกฎเกณฑ์และกำลังทำเงินมหาศาล

 

“หากคุณไม่ยับยั้งผู้คนที่คุณไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ที่คุณไม่มีอะไรเหมือนกัน ประเทศของคุณจะล้มเหลว ผมเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่ผมกังวลเกี่ยวกับยุโรป ผมรักยุโรป ผมรักประชาชนชาวยุโรป และผมเกลียดที่เห็นยุโรปถูกทำลายล้างด้วยพลังงานและการอพยพ ปีศาจสองหางที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง” 

 

ทรัมป์ยังกล่าวประณามความตกลงปารีส หรือความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เขาถอนสหรัฐฯ ​ออกจากความตกลงในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก โดยเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” และเยาะเย้ยแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างฟาร์มกังหันลม ว่าเป็นผลผลิตของ “วาระพลังงานสีเขียว” ที่ทำให้ประเทศต่างๆ ตกอยู่ใน “ขอบเหวแห่งการทำลายล้าง”

 

“ในความคิดของผม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือการหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับโลก คำทำนายทั้งหมดนี้ที่สหประชาชาติและหน่วยงานอื่นๆ ได้ทำไว้ ซึ่งบ่อยครั้งด้วยเหตุผลที่ไม่ดี ล้วนผิดพลาด” เขากล่าว และชี้ว่า “การอพยพและต้นทุนที่สูงของสิ่งที่เรียกว่าพลังงานหมุนเวียนสีเขียว กำลังทำลายโลกเสรีส่วนใหญ่และโลกของเราส่วนใหญ่” 

 

“คุณจำเป็นต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่งและแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

 

ต่อต้านรับรองรัฐปาเลสไตน์ เตือนเก็บภาษีกดดันรัสเซีย

 

ในประเด็นสงครามและความขัดแย้งนั้น ทรัมป์ย้ำข้อกล่าวอ้างว่าเขา เป็นผู้ที่สามารถยุติสงครามได้ 7 แห่งในช่วง 8 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง ขณะที่วิจารณ์ UN ว่าทำได้เพียงการ “พูดลอยๆ” และไม่ได้ช่วยให้การเจรจาบรรลุผล

 

“สหประชาชาติมีศักยภาพมหาศาล แต่ยังไม่สามารถบรรลุศักยภาพนั้นได้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาทำคือเขียนจดหมายที่มีถ้อยคำหนักแน่น แล้วก็ไม่เคยเขียนจดหมายฉบับนั้นต่อเลย มันเป็นเพียงคำพูดลอยๆ และคำพูดลอยๆ ไม่ได้แก้ปัญหาสงคราม สิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาสงครามและสงครามได้คือการลงมือทำ”

 

โดยกรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับความพยายามของผู้นำโลกในการรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากอิสราเอล

 

“รางวัลตอบแทนนั้นสูงเกินไปสำหรับกลุ่มก่อการร้ายฮามาส สำหรับความโหดร้ายของพวกเขา” 

 

โดยทรัมป์ย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ฮามาสปล่อยตัวประกันที่เหลือ และกล่าวว่าสหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงหยุดยิงเพื่อตัวประกัน ซึ่งจะทำให้ตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและตายไปแล้ว ได้กลับประเทศ

 

“เราต้องยุติสงครามในฉนวนกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” เขากล่าว

 

ส่วนกรณีสงครามในยูเครน ทรัมป์ย้ำข้อเสนอที่จะเก็บภาษีศุลกากรรัสเซียอย่างหนักเพื่อยุติการรุกรานยูเครน แต่เน้นว่าประเทศในยุโรปจะต้องหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียก่อน

 

“เป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ แม้แต่ประเทศ NATO ก็ยังไม่ได้ตัดพลังงานและผลิตภัณฑ์พลังงานจากรัสเซียมากนัก ซึ่งผมเพิ่งทราบเรื่องนี้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน และผมไม่พอใจ ลองคิดดูสิ พวกเขากำลังให้ทุนสนับสนุนสงครามกับตัวเอง ใครกันเคยได้ยินเรื่องนี้บ้าง” ทรัมป์กล่าว

 

ภาพ : REUTERS/MIKE SEGAR

อ้างอิง: 

The post ‘ประเทศของคุณกำลังตกนรก’ ทรัมป์กล่าวบนเวที UNGA แนะประเทศต่างๆ ปิดพรมแดน-ขับไล่ผู้อพยพต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ร่วมประชุมเวทีคู่ขนาน UNGA ย้ำความจริงจังไทย ต่อสู้อาชญากรรมหลอกลวงข้ามชาติ https://thestandard.co/thailand-unga-transnational-crime/ Wed, 24 Sep 2025 03:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1122146

วานนี้ (23 กันยายน) แคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การร […]

The post รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ร่วมประชุมเวทีคู่ขนาน UNGA ย้ำความจริงจังไทย ต่อสู้อาชญากรรมหลอกลวงข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (23 กันยายน) แคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม High-Level Panel Discussion on Tackling Organized Crime through International Cooperation and Innovation ณ ที่ทำการคณะผู้แทนถาวรเบลเยียมประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานในห้วงสัปดาห์ผู้นำของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

 

1. สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบขององค์กรอาชญากรรมและอาชญากรรมข้ามชาติ

 

2. ส่งเสริมการหารือระหว่างรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูล และความร่วมมือระหว่างกัน

 

3. สร้างพลวัตก่อนการประชุม UN Crime Congress ครั้งที่ 15 ในเดือนเมษายนปี 2569 ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

4. ย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติและองค์กรอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น การลักลอบค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน การกรรโชกทรัพย์ การค้าอาวุธ การฉ้อโกง รวมถึงการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไทยให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 

รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมเพื่อย้ำถึงความจริงจังของไทยในการต่อสู้กับ อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตผ่านการดำเนินการต่างๆ และการสร้างความร่วมมือกับประเทศและองค์การระหว่างประเทศในการแก้ปัญหา

 

โดยการปราบปรามศูนย์หลอกลวงในประเทศเพื่อนบ้านและส่งผู้เสียหายกลับประเทศต้นทาง ไปจนถึงการร่วมมือผ่านคณะทำงานอาเซียนด้านการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (ASEAN Working Group on Anti-Online Scams) ที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานในปัจจุบัน เนื่องจากรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC พบว่า การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 18,000-37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้องค์กรอาชญากรรมยังนำเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายประเภทมาใช้ในการหลอกลวง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก

 

กิจกรรมคู่ขนานดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และแสดงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

 

อ้างอิง:

The post รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ร่วมประชุมเวทีคู่ขนาน UNGA ย้ำความจริงจังไทย ต่อสู้อาชญากรรมหลอกลวงข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯไม่ไปร่วมประชุม UNGA แล้ว หวั่นไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ชี้ไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีไม่กี่ราย https://thestandard.co/pm-not-attend-unga-thailand/ Tue, 23 Sep 2025 07:53:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1121806 นายก ไม่ไป UNGA

วันนี้ (23 กันยายน) ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล น […]

The post นายกฯไม่ไปร่วมประชุม UNGA แล้ว หวั่นไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ชี้ไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีไม่กี่ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายก ไม่ไป UNGA

วันนี้ (23 กันยายน) ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติหรือ UNGA หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่า สามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันการณ์วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลา และเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ระบุแล้วว่า สามารถไปได้ อนุทิน กล่าวว่า เรามีแนวทางของเรา อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทยกัมพูชาอย่างไร 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา อนุทิน กล่าวว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชน และกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กฤษฎีการะบุว่า หากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดน สามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น อนุทิน ถามย้อนว่า ความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง อนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม ก็รับทราบข่าวสารกับแนวทาง และนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน อนุทิน กล่าวว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่า Manes มีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม แค่นี้ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใคร ก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีไม่กี่ราย 

 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้ว จะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกัมพูชาอย่างไร อนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็น ก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไรสิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์ กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้ จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

The post นายกฯไม่ไปร่วมประชุม UNGA แล้ว หวั่นไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ชี้ไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีไม่กี่ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัณวีร์แนะอนุทินควรเร่งสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา ผ่านเวที UNGA ย้ำจุดยืนซื้อใจประเทศสมาชิก https://thestandard.co/thailand-cambodia-peace-unga/ Tue, 23 Sep 2025 05:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1121764 กัณวีร์ สืบแสง แนะอนุทินใช้เวที UNGA ผลักดันสันติภาพไทย-กัมพูชา

วันนี้ (23 กันยายน) กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ […]

The post กัณวีร์แนะอนุทินควรเร่งสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา ผ่านเวที UNGA ย้ำจุดยืนซื้อใจประเทศสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัณวีร์ สืบแสง แนะอนุทินใช้เวที UNGA ผลักดันสันติภาพไทย-กัมพูชา

วันนี้ (23 กันยายน) กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเวทีระหว่างประเทศอย่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations General Assembly (UNGA) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-29 กันยายน 2568 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หากเราเข้าใจความสำคัญและวัตถุประสงค์หลักของกลไกระหว่างประเทศต่างๆ อย่างถ่องแท้ และใช้ให้เป็นอย่างถูกวิธี เราจะมีจุดยืนที่สง่าในเวทีโลก และไม่ถูกปั่นหัวให้วิ่งตามอย่างที่ผ่านมา

 

กัณวีร์ระบุว่า ความสำคัญของ UNGA คือ เวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทุกประเทศสมาชิกได้แสดงจุดยืนอย่างเท่าเทียม หารือและกำหนดทิศทางร่วมกันในประเด็นระดับโลก ทั้งด้านสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา สิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทในการอนุมัติงบประมาณและแต่งตั้งตำแหน่งหลักของสหประชาชาติ อาทิ เลขาธิการ UN ฯลฯ

 

กัณวีร์เน้นย้ำว่า ที่สำคัญมากคือเราต้องเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมโดยดูอรรถบทหรือหัวข้อหลักประเด็นสำคัญๆ (Theme) ในแต่ละสมัยการประชุมให้ดี และเตรียมตัวเข้าร่วมเสนอให้ตรง ซึ่งหัวข้อการอภิปรายทั่วไปในการประชุมสมัชชาใหญ่ สมัยประชุมที่ 80 คือ ‘ร่วมมือกันดียิ่งขึ้น: 80 ปี และก้าวต่อไปเพื่อสันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน’ (Better together: 80 years and more for peace, development and human rights)

 

“หากมองมาดูเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากการปะทะตั้งแต่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมย้ำชัดและตลอดเวลาว่า กัมพูชาจะนำเรื่องนี้เข้าศาลโลก ต่อด้วย UNGA และจบด้วย UNSC ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ไม่ผิดแม้แต่ก้าวเดียว แต่ที่กัมพูชาทำไม่สำเร็จเพราะใช้กลไกยังไม่เนียน ถึงแม้กัมพูชาจะเก่งด้านการดึงนั่นมาผสมนี่ แต่ยังดึงใจสมาชิกส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ไม่ได้ และใช้เวทีระหว่างประเทศแต่ละชนิดอย่างขาดประสิทธิผล กัมพูชาเน้นแต่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ และสุดท้ายขอร้องให้ชาวโลกมาจัดการกับไทยด้วย” กัณวีร์กล่าว

 

กัณวีร์กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่กัมพูชาทำมาตลอด ซึ่งไทยเราเองก็ออกไปใช้กลไกต่างๆ ตอบสนองเช่นเดียวกันว่า เราไม่ได้ทำ เราถูกรุกรานก่อน ฝ่ายกัมพูชายิงโดยไม่เลือกเป้าหมาย มีพลเรือนเสียชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย กัมพูชาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ ไม่ยึดตามคำมั่นและสัตยาบันที่ให้ไว้

 

“ไทยตอบสนองอย่างนี้ ทำได้ แต่ไม่เพียงพอ ผมขอให้คุณอนุทินฯ ดึงกลับมาที่ความสำคัญของกลไก UNGA เป็นหลัก หน้าที่หลักของมันคือ แสดงจุดยืนอย่างเท่าเทียม หารือและกำหนดทิศทางร่วมกันในประเด็นระดับโลก ทั้งด้านสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา สิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศ ท่องไว้ครับ แล้วเอามารวมกับหัวข้อ ‘ร่วมมือกันดียิ่งขึ้น: 80 ปี และก้าวต่อไปเพื่อสันติภาพ การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน’ ดังนั้น การที่เราจะซื้อใจสมาชิกของสหประชาชาติคือ ต้องพูดให้ดัง ยืนให้ตรง แล้วบอกว่าสันติภาพคือสิ่งที่เราต้องการ” อนุทินกล่าว 

 

กัณวีร์กล่าวต่อไปว่า ต้องใช้การพัฒนาแบบยั่งยืนที่ร่วมกันในการแก้ไขปัญหา และต้องเน้นย้ำว่า นี่คือประเด็นของโลกใบนี้ เนื่องจากเราต้องการให้การสร้างสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นแบบอย่างของสงครามที่เกิดขึ้นในโลก จะมีโอกาสใดอีกที่โลกใบนี้จะได้เป็นสักขีพยานในการนำมาซึ่งสันติภาพแบบยั่งยืน หากไม่ใช่เวลานี้ระหว่างไทย-กัมพูชา 

 

“โลกเราได้ยินมาเยอะกับการสาดโคลนกันไปมา ด่ากันอย่างเดียว และไม่ยอมพูดถึงทางออกที่จะสามารถทำงานร่วมกันระหว่าง 2 คู่พิพาท หรือคู่พิพาทหลายฝ่าย เราต้องทำให้เห็นว่าเราเหนือกว่าทุกฝ่าย มิใช่แค่คู่กรณีเราในเรื่องกัมพูชาเท่านั้น แต่ต้องมาเหนือเมฆ ทำให้สมาชิกทุกคนฟังแล้วอิน เราเสนอแล้ว เขาโอนอ่อนผ่อนตาม”

 

กัณวีร์ชี้ว่า ต้องดูว่าอนุทินและรัฐบาลชุดนี้จะมีอำนาจเต็มในการเดินทางไปร่วมประชุมก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 กันยายนนี้ หรือไม่ ก็คงต้องดูในแง่กฎหมายให้ครอบคลุม แต่อย่างไรก็ต้องมีตัวแทนไปเข้าร่วม และต่อไปก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของอนุทิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่แล้วว่า จะทำให้ ‘โลกฟังไทย’ แล้วคล้อยตามได้อย่างไร

 

“ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ให้ไทยพูดว่าเราถูกกระทำอย่างไรให้โลกรู้ พูดได้ แต่ควรเป็นแค่การอารัมภบท แล้วดึงขึ้นไปสู่หัวข้อหลักว่าเราจะสามารถไปสู่ก้าวต่อไปเพื่อสันติภาพ การพัฒนา และเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร มีกระบวนการไหนที่เราสามารถเสนอต่อไปได้ จะรอดูครับว่า ไทยเราจะพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงหน้าตาทางการทูตของไทยในเวทีโลกได้หรือไม่ และอย่างไร” กัณวีร์กล่าวย้ำ

The post กัณวีร์แนะอนุทินควรเร่งสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา ผ่านเวที UNGA ย้ำจุดยืนซื้อใจประเทศสมาชิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมัชชาใหญ่ UN ลงมติหนุน ‘ปฏิญญานิวยอร์ก’ ดันแนวทางสองรัฐ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ https://thestandard.co/un-general-assembly-new-york-declaration/ Sat, 13 Sep 2025 06:17:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1118902 ปฏิญญานิวยอร์ก

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงมติสนับสนุน […]

The post สมัชชาใหญ่ UN ลงมติหนุน ‘ปฏิญญานิวยอร์ก’ ดันแนวทางสองรัฐ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิญญานิวยอร์ก

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงมติสนับสนุน ‘ปฏิญญานิวยอร์ก’ (New York Declaration) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด ‘ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม มีกำหนดเวลา และไม่สามารถย้อนกลับหรือเปลี่ยนแปลงได้’ เพื่อปูทางไปสู่ ‘แนวทางสองรัฐ’ (Two-State Solution) ระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจาก 142 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ขณะที่อีก 12 ประเทศงดออกเสียง และอีก 10 ประเทศลงเสียงคัดค้าน ซึ่งรวมถึงอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา 

 

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้อนุมัติแผนขยายการตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งจะทำให้การจัดตั้ง ‘รัฐปาเลสไตน์’ ในอนาคตแทบเป็นไปไม่ได้ พร้อมประกาศจุดยืนว่า จะไม่มีการจัดตั้ง ‘รัฐปาเลสไตน์’ เกิดขึ้นแต่อย่างใด โดยอิสราเอลยังได้ประณามการลงมติครั้งนี้ว่า ‘เสื่อมเสีย น่าอับอาย’ และวิพากษ์วิจารณ์มติที่ไม่เรียกฮามาสว่า ‘องค์กรก่อการร้าย’

 

สาระสำคัญของ ‘ปฏิญญานิวยอร์ก’

 

เอกสารความยาวเจ็ดหน้านี้เสนอโดยฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบีย โดยเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกัน เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา เพื่อบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรม สันติ และยั่งยืนในความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์บนพื้นฐานของการดำเนิน ‘แนวทางสองรัฐ’ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสซึ่งบริหารพื้นที่ในฉนวนกาซา ‘ปล่อยตัวประกันทั้งหมด’ และระบุว่า “ต้องยุติการปกครองในฉนวนกาซาและส่งมอบอาวุธให้แก่องค์การบริหารปาเลสไตน์…ตามวัตถุประสงค์ของรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยและเป็นอิสระ”

 

การสนับสนุนอย่างท่วมท้นของสมาชิก UN ต่อแนวทางสองรัฐ เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล โดย Al Jazeera ระบุว่า การลงคะแนนเสียงแสดงให้เห็นถึง ‘การต่อต้านอย่างไม่น่าเชื่อจากประชาคมระหว่างประเทศ’ และเป็นสัญญาณของความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการขาดความคืบหน้าในการเจรจา และความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศที่จะผลักดันกระบวนการเจรจาให้ก้าวหน้า

 

การลงคะแนนเสียงนี้มีขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดของ UN ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 กันยายนนี้ที่นิวยอร์ก โดยมีฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบียเป็นประธานร่วม ซึ่งเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและผู้นำอื่นๆ อีกหลายคนได้ให้คำมั่นว่าจะ ‘รับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ’ 

 

ขณะนี้สมาชิก UN 146 ประเทศได้สนับสนุนรัฐปาเลสไตน์แล้ว คาดว่าอีกประมาณ 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศส, นอร์เวย์, สเปน, มอลตา, ไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร จะร่วมรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนกันยายนนี้ โดยไทยได้ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2012 

 

ภาพ: Eduardo Munoz / Reuters

อ้างอิง:

The post สมัชชาใหญ่ UN ลงมติหนุน ‘ปฏิญญานิวยอร์ก’ ดันแนวทางสองรัฐ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>