United Arab Emirates – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Jan 2026 03:08:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ทรัมป์ยื่นคำขาดขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน 25% ด้านเตหะรานเปิดกว้าง ‘เจรจา’ กับสหรัฐฯ https://thestandard.co/trump-iran-tariffs-talks/ Tue, 13 Jan 2026 03:08:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1164421 ทรัมป์ยื่นคำขาดขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน 25% ด้านเตหะรานเปิดกว้าง ‘เจรจา’ กับสหรัฐฯ *Reasoning*: The Khaosod/Thairath rule states to add a space *before* proper nouns that *directly follow a verb* as its object or complement. In this headline: * **ทรัมป์** is a subject, not following a verb. * **อิหร่าน** follows the preposition กับ (with), which follows the verb ค้าขาย (trade). It does not directly follow the verb. * **เตหะราน** is a subject, not following a verb. * **สหรัฐฯ** follows the preposition กับ (with), which follows the verb เจรจา (negotiate). It does not directly follow the verb. Since none of the proper nouns directly follow a verb without an intervening preposition like กับ, no spaces are added according to this specific spacing convention.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่ ‘ขึ้นภาษี’ […]

The post ทรัมป์ยื่นคำขาดขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน 25% ด้านเตหะรานเปิดกว้าง ‘เจรจา’ กับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ยื่นคำขาดขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน 25% ด้านเตหะรานเปิดกว้าง ‘เจรจา’ กับสหรัฐฯ *Reasoning*: The Khaosod/Thairath rule states to add a space *before* proper nouns that *directly follow a verb* as its object or complement. In this headline: * **ทรัมป์** is a subject, not following a verb. * **อิหร่าน** follows the preposition กับ (with), which follows the verb ค้าขาย (trade). It does not directly follow the verb. * **เตหะราน** is a subject, not following a verb. * **สหรัฐฯ** follows the preposition กับ (with), which follows the verb เจรจา (negotiate). It does not directly follow the verb. Since none of the proper nouns directly follow a verb without an intervening preposition like กับ, no spaces are added according to this specific spacing convention.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่ ‘ขึ้นภาษี’ ประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน 25% ชี้เป็นคำสั่งเด็ดขาด ขณะที่ทางการเตหะรานยังคงเปิดช่องทางเจรจากับสหรัฐฯ ทุกเมื่อ

 

เมื่อคืนนี้ (13 มกราคม) ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ส่วนตัว โดยยื่นคำขาดว่า สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน 25% พร้อมระบุว่า คำสั่งนี้เด็ดขาดและมีผลบังคับใช้ทันที

 

“มีผลบังคับใช้โดยทันที ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน จะต้องชำระภาษีศุลกากรในอัตรา 25% หากทำธุรกรรมทุกประเภทกับ ‘สหรัฐอเมริกา’ คำสั่งนี้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันโดยสมบูรณ์ ขอขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้” ผู้นำสหรัฐฯ ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตผ่าน Reuters ว่า มาตรการดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิง ‘สัญลักษณ์’ มากกว่า เพราะอิหร่านกำลังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ (UN) ปฏิเสธให้ความเห็น รวมถึงประเทศคู่ค้าใหญ่อย่างจีน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย

 

ขณะเดียวกันน่าสนใจว่า ทำเนียบขาวเปิด ‘ช่องทาง’ การเจรจากับอิหร่าน โดยระบุว่า การทูตคือทางเลือกแรกของผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ทางการกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ และยังคงสื่อสารกับผู้แทนวอชิงตันอย่างต่อเนื่อง

 

อนึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานจาก New York Times ระบุว่า สหรัฐฯ วางแผนแทรกแซงอิหร่านหลายทางเลือก เช่น ปฏิบัติการไซเบอร์, การโจมตีทางทหาร, การคว่ำบาตร และการสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน แต่เป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด ขณะที่อิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ ว่า อย่าคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด พร้อมขู่ตอบโต้ฐานทัพ และทรัพย์สินของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค รวมถึงอิสราเอล

 

ภาพ: Donald Trump / Truth Social

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ยื่นคำขาดขู่ขึ้นภาษีประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน 25% ด้านเตหะรานเปิดกว้าง ‘เจรจา’ กับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UAE Pavilion โชว์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในงาน Defense & Security 2025 https://thestandard.co/uae-pavilion-defense-and-security-2025/ Tue, 11 Nov 2025 03:46:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1141917 UAE Pavilion โชว์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในงาน Defense & Security 2025

ภายในงาน Defense & Security ครั้งที่ 12 งานแสดงอาวุ […]

The post UAE Pavilion โชว์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในงาน Defense & Security 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
UAE Pavilion โชว์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในงาน Defense & Security 2025

ภายในงาน Defense & Security ครั้งที่ 12 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี มีหนึ่งในพาวิลเลียนที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมากคือ UAE Pavilion ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดโดย ADNEC Group บริษัทในเครือ Modon

 

ภายในพาวิลเลียนประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำระดับชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น EDGE Group, Calidus, BHE Land Systems, Al Jundi Journal และ ADNEC Group ซึ่งต่างนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงมาจัดแสดง

 

EDGE Group เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงและการป้องกันประเทศชั้นนำของโลก ซึ่งจัดแสดงโซลูชันครอบคลุมทั้งทางอากาศ ทางบก ทางทะเล และโดเมนสงครามอิเล็กทรอนิกส์ มีการนำเสนออาวุธนำวิถีความแม่นยำสูง (precision-guided munitions) แพลตฟอร์มทางอากาศขั้นสูง ระบบสื่อสารที่ปลอดภัย การป้องกันทางไซเบอร์ และผลิตภัณฑ์ชั้นนำอื่นๆ ที่ออกแบบและผลิตในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

ขณะที่ Calidus อีกหนึ่งบริษัทชั้นนำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีการจัดแสดงยานเกราะ MATV004 ซึ่งมีความคล่องตัวสูงและบูรณาการเข้ากับระบบภารกิจทางทหารที่หลากหลาย

 

ส่วน BHE Land Systems นำเสนอโซลูชันที่หลากหลายและตอบโจทย์ภาคส่วนการป้องกันประเทศและความมั่นคงในงาน Defense and Security 2025 ทั้งในด้านการจัดหาและจัดซื้อจัดจ้าง (sourcing and procurement) ที่เชื่อถือได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดย BHE Land Systems ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายและสำรวจโอกาสความร่วมมือใหม่ๆ ภายในตลาดการป้องกันประเทศของเอเชีย

 

สำหรับ UAE Pavilion ตั้งอยู่ที่บูธ J09 (Stand J09) ภายในอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 และ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเที่ยวชมระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2025 โดยสามารถลงทะเบียนทางเว็บไซต์หรือซื้อบัตรเข้าชมงานได้บริเวณหน้าประตูทางเข้าศูนย์ประชุม

 

[PR NEWS]

The post UAE Pavilion โชว์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในงาน Defense & Security 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Margiela Residences แห่งแรกเตรียมเปิดที่ดูไบ https://thestandard.co/maison-margiela-residences-dubai/ Sat, 01 Nov 2025 02:24:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1138546 Maison Margiela Residences แห่งแรกเตรียมเปิดที่ ดูไบ

Maison Margiela จับมือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Alta R […]

The post Maison Margiela Residences แห่งแรกเตรียมเปิดที่ดูไบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Margiela Residences แห่งแรกเตรียมเปิดที่ ดูไบ

Maison Margiela จับมือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Alta Real Estate Development เตรียมเปิดตัวที่พักแห่งแรกของตัวเองบนเกาะ Palm Jumeirah ที่ดูไบ ภายใต้ชื่อ Maison Margiela Residences ที่จะเป็นการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ศิลปะและความงามของแบรนด์ผ่านการมอบประสบการณ์แนวคิดการอยู่อาศัยในระดับลักชัวรี

 

Maison Margiela Residences ได้รับการดีไซน์และออกแบบสถาปัตยกรรมโดย Maison Margiela และสถาปนิกชาวอิตาลี Carlo Colombo ซึ่งที่พักแบบเอ็กซ์คลูซีฟทั้งหมด 24 ยูนิตนี้ จะดึงแนวคิดปรัชญาแห่งการออกแบบบ้านออกมาให้ปรากฏอยู่ในที่พัก โดยจะผสมผสานวิสัยทัศน์แห่งสถาปัตยกรรม แฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นประสบการณ์เสมือนจริงอย่างเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ Maison Margiela

 

การประกาศเตรียมสร้างที่พักแห่งใหม่ของ Maison Margiela นับเป็นก้าวสำคัญแห่งการนำเสนอความเป็นแบรนด์ในระดับโกลบอลในหมวดหมู่ที่ไม่ใช่แฟชั่นเสื้อผ้า และเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่แบรนด์เปิดตัว Line 2 ไลน์ใหม่ของแบรนด์สำหรับการทำโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างการจัดอีเวนต์งานศิลปะแบบ Installation และวัฒนธรรม นอกจากนั้น Maison Margiela ยังเพิ่งปล่อยแคมเปญร่วมกับ Miley Cyrus ที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายในทำให้แบรนด์มีบทบาทในด้านคัลเจอร์มากยิ่งขึ้นด้วย

 

อย่างไรก็ตาม Maison Margiela ไม่ใช่แบรนด์แฟชั่นลักชัวรีเพียงแบรนด์เดียวที่บุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ เพราะเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Armani ก็เพิ่งเผยถึงแพลนในการสร้างที่พักอาศัยริมชายหาด Ras AI Khaimah แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะนี้แบรนด์แฟชั่นกำลังการค้นหาสินค้าหมวดหมู่ใหม่ในช่วงที่ธุรกิจลักชัวรีซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัดกันมากขึ้น

 

ภาพ: Maison Margiela Residences

อ้างอิง:

The post Maison Margiela Residences แห่งแรกเตรียมเปิดที่ดูไบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้ประชาชนใช้ ChatGPT Plus ฟรี พร้อมเปิดตัวโครงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Stargate https://thestandard.co/uae-free-chatgpt-plus-stargate/ Wed, 28 May 2025 10:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1079585

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่เป […]

The post สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้ประชาชนใช้ ChatGPT Plus ฟรี พร้อมเปิดตัวโครงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Stargate appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่เปิดให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้งาน ChatGPT Plus ซึ่งเป็นเวอร์ชันพรีเมียมของแชตบอต AI จากบริษัท OpenAI ได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ระหว่างรัฐบาล UAE และบริษัท OpenAI

 

ในความร่วมมือครั้งนี้ ยังครอบคลุมการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขนาดใหญ่ในกรุงอาบูดาบี ภายใต้ชื่อ ‘Stargate UAE’ ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางของปัญญาประดิษฐ์ในระดับภูมิภาค โครงการดังกล่าวจะประกอบด้วยคลัสเตอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI กำลังไฟฟ้ารวม 1 กิกะวัตต์ โดยเฟสแรกจะมีกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในปีหน้า

 

โครงการ Stargate UAE เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมระดับโลกของ OpenAI ภายใต้ชื่อ “OpenAI for Countries” ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับภาษา โครงสร้างการปกครอง และบริบททางสังคมของตนเอง พร้อมคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการจัดสรรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

 

แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI กล่าวถึงโครงการใน UAE ว่าเป็น “วิสัยทัศน์ที่กล้าหาญ” ที่จะช่วยนำประโยชน์ของ AI ไปสู่ภาคส่วนสำคัญ เช่น การแพทย์ การศึกษา และพลังงานสะอาด

 

ข้อตกลงนี้ยังมีพันธมิตรทางเทคโนโลยีรายใหญ่จากทั่วโลกเข้าร่วม อาทิ Oracle, Nvidia, Cisco, SoftBank, Microsoft และ G42 บริษัทด้าน AI ใน UAE ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ UAE ให้เป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI บนเวทีโลก

 

สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้มีความโดดเด่น คือ การที่ประชาชนทุกคนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือขั้นสูงของ OpenAI อย่าง ChatGPT Plus ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้คนหลายล้านคนสามารถใช้ AI เพื่อช่วยในการเขียน ศึกษา การเขียนโปรแกรม และการวางแผนต่างๆ

 

นอกจากนี้ UAE ยังให้คำมั่นว่าจะ ลงทุนด้าน AI ภายในประเทศในมูลค่าเท่ากับที่ลงทุนในสหรัฐอเมริกา โดยรายงานจาก Axios ระบุว่าการลงทุนรวมทั้งสองฝั่งอาจสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่ในอนาคต Jason Kwon ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ OpenAI มีแผนเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อหารือโอกาสในความร่วมมือแบบเดียวกัน

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้สายตาทั่วโลกจับจ้องไปที่ประเทศอย่าง อินเดีย ซึ่งกำลังผลักดันยุทธศาสตร์ AI ของตนอย่างเข้มข้น ว่าจะเดินรอยตาม UAE หรือไม่

 

ภาพ: Beata Zawrzel / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ให้ประชาชนใช้ ChatGPT Plus ฟรี พร้อมเปิดตัวโครงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Stargate appeared first on THE STANDARD.

]]>
Make America Rich Again กับ ‘ทรัมป์ทัวร์’ ในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/trump-middle-east-tour-arms-deal-syria-sanctions/ Sun, 18 May 2025 03:43:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1075419 ทรัมป์จับมือกับผู้นำซาอุฯ เซ็นสัญญาซื้อขายอาวุธ

สหรัฐฯ มี ‘มหามิตรภาพ’ กับซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรั […]

The post Make America Rich Again กับ ‘ทรัมป์ทัวร์’ ในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์จับมือกับผู้นำซาอุฯ เซ็นสัญญาซื้อขายอาวุธ

สหรัฐฯ มี ‘มหามิตรภาพ’ กับซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

ทรัมป์มีชื่อเสียงอย่างมากในการทำธุรกรรม เขาดำเนินกิจกรรมของรัฐบาลในแบบซีอีโอ และนี่เป็นวิธีการที่เขาใช้ดำเนินการทางการทูต อันเป็นวิธีการที่เขาทำให้สิ่งต่างๆ เสร็จสิ้นลงได้ [ตามที่ต้องการ]

Kimberly Halkett 

Aljazeera

 

ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่า สิ่งนี้ [การยกเลิกแซงก์ชัน] มีความหมายอย่างไรกับชาวซีเรีย 25 ล้านคน ซึ่ง 90% ของคนเหล่านี้ มีชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นฐานความยากจนมานานมากกว่า 50 ปี ภายใต้การปกครองของระบอบอัสซาด และอีกมากกว่า 14 ปีภายใต้สงคราม

Charles Lister

The Middle East Institute

 

ถ้าเราติดตามข่าวต่างประเทศทุกวันแล้วอาจจะต้องยอมรับว่าเราดูเหมือนจะอยู่ในภาวะ ‘จิตตก’ ทุกวัน เพราะถ้าตัดตอนเวลานับตั้งแต่การสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 20 มกราคม 2025 แล้ว ต้องยอมรับความจริงประการสำคัญว่า ‘ทรัมป์กำลังเปลี่ยนโลก’ ให้เป็นไปตามหลักนิยมทางความคิดแบบ ‘ทรัมป์นิยม’ (Trumpism) [ผู้สนใจแนวคิดของทรัมป์อาจดูบทความของผู้เขียนเรื่อง ทศทรัมป์ ในเว็บ THE STANDARD]

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการกลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งที่ทำเนียบขาวของทรัมป์นำความปั่นป่วนมาสู่เวทีโลกอย่างมาก ด้วยการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงในแบบที่เราไม่เคยเห็น เพราะไม่ใช่เป็นนโยบายในแบบ ‘อนุรักษนิยมกระแสหลัก’ ที่เราคุ้นเคย แต่เป็นกระแสขวาชุดใหม่ของโลกตะวันตก ที่มีลักษณะเป็น ‘ประชานิยมปีกขวา’ (Rightwing Populism) ที่กำลังขยายตัวในเวทีการเมืองตะวันตกและหลายประเทศในโลก

 

นโยบายของทรัมป์เริ่มด้วย 2 เรื่องสำคัญที่ท้าทาย คือ การประกาศยุติการสนับสนุนยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย และการประกาศกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราที่เราคาดไม่ถึง…เพียงแค่ 2 เรื่องนี้ก็ทำให้โลกปั่นป่วนไปกับนโยบายของทรัมป์อย่างแน่นอน จนดูเหมือนหลังจากทรัมป์กลับสู่ทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการแล้ว เราแทบจะต้องทนอยู่กับการเมืองโลกที่ผันผวนด้วยความหดหู่เป็นอย่างยิ่ง

 

กระนั้นทรัมป์ก็สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้เสมอ…

 

‘ทรัมป์ทัวร์’ (Trump Tour) ตะวันออกกลางครั้งนี้ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องจับตาดู ไม่ต่างอะไรกับปัญหาการประกาศกำแพงภาษีในสงครามการค้ากับจีน หรืออย่างน้อยเรากำลังเห็นการขับเคลื่อนนโยบาย ‘ประชานิยมทรัมป์’ ในตะวันออกกลางผ่านแนวคิด ‘Make America Great Again’

 

แต่การเดินทางครั้งนี้ดูจะเป็นไปในแบบ ‘Make America Rich Again’ มากกว่า เพราะผู้นำทำเนียบขาวกำลังทำตัวเป็น ‘เซลส์แมน’ ในการขายอาวุธและเทคโนโลยีทหารและอากาศยานใน 3 ตลาดใหญ่ คือ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

 

ข่าวดีจากกรุงริยาด

 

อยากจะขอเริ่มด้วยข่าวที่อาจจะไม่ใช่ข่าวใหญ่มากนัก เพราะข่าวใหญ่คงเป็นเรื่องการเดินทางของทรัมป์เยือนซาอุดีอาระเบีย แต่ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นข่าวที่น่าประหลาดใจ และถือเป็น ‘ข่าวบวก’ ชิ้นหนึ่งในท่ามกลางความผันผวนของกระแสการเมืองโลก

 

ในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เราพอจะได้ถอนหายใจกันสักนิดกับ ‘ข่าวดี’ ในทางมนุษยธรรม ที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์พบกับผู้นำใหม่ของซีเรีย คือ อาห์เหม็ด อัล-ชารา (Ahmed al-Shara) ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มฮายัต ทาห์รีร์ อัล-ชาม (Hayat Tahrir al-Sham: HTS) ที่มีอดีตถูกขึ้นทะเบียนประวัติโดยโลกตะวันตกเป็นผู้ก่อการร้าย

 

กลุ่ม HTS เคยเป็นพันธมิตรที่เข้าร่วมการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์ (AQ) ในสงครามที่ซีเรีย แต่เขาก็ยืนยันว่ากลุ่มได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการของอัลกออิดะห์ตั้งแต่ปี 2016 แล้ว อีกทั้ง อัล-ชาราเองเคยถูกจับคุมขังในฐานะผู้ก่อการร้ายในเรือนจำที่อิรักเป็นเวลานานถึง 5 ปี และน่าสนใจมากว่า ‘ค่าหัว’ ของเขาในขณะนั้นสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งด้วยราคาค่าหัวในระดับนี้ต้องถือว่าเขาเป็นหนึ่งใน ‘ระดับนำ’ ของขบวนการก่อการร้ายในโลกอาหรับอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม ในสงครามกลางเมืองซีเรีย กลุ่มของเขาสามารถเปิดปฏิบัติการอย่างรวดเร็วดัง ‘สงครามสายฟ้าแลบ’ จนนำไปสู่การล้มลงของรัฐบาลเผด็จการที่สำคัญหนึ่งของโลกและของโลกอาหรับด้วย คือ การโค่นระบอบการปกครองของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในซีเรียลงได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในความประหลาดใจของการเมืองโลกปัจจุบัน ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าระบอบเผด็จการซีเรียที่อยู่มาอย่างยาวนานจะถูกโค่นล้มลงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะถูกต่อต้านมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีกลุ่มใดสามารถโค่นรัฐบาลอัสซาดลงได้

 

แต่ดังที่ทราบ ซีเรียตกอยู่ภายใต้ 4 เงื่อนไข คือ 1. การต่อสู้ทางการเมืองและ ‘อาหรับสปริง’ ที่ล้มเหลว ที่นำไปสู่สถานการณ์สงครามกลางเมือง 2. สำทับด้วยการเข้ามาของ ‘กลุ่มรัฐอิสลาม’ (Islamic State: IS) ที่ทำให้สงครามกลางเมืองระหว่าง ‘ประชาธิปไตย vs’ เผด็จการ’ มีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก อีกทั้ง 3. รัฐบาลอัสซาดยังลากรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องในสงคราม และใช้กลไกทางทหารของรัสเซียในการปราบปรามกลุ่มกบฏที่เป็นฝ่ายต่อต้าน ประกอบกับ 4. รัฐบาลซีเรียที่เป็นเผด็จการและปราบปรามประชาชนอย่างมากนั้นถูกแซงชั้นจากโลกตะวันตก

 

หากหลังจากรัสเซียเข้าไปเปิด ‘ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร’ (Special Military Operation) ในยูเครนแล้ว โอกาสที่รัสเซียจะเข้ามาแบกรับสงครามในซีเรียได้ตามปกตินั้น จึงเป็นไปได้ยาก จนทำให้ในที่สุดแล้ว รัสเซียจำเป็นต้องทิ้งบทบาทของตนในสงครามกลางเมืองซีเรียไป และหันไปเน้นอยู่กับสงครามยูเครนเป็นหลัก อันทำให้อาหรับสปริงที่ต่อสู้กันมาตั้งแต่ครั้งปี 2011 เพิ่งถึงจุดยุติจริงๆ ในซีเรีย

 

สภาวะเช่นนี้ ทำให้ชีวิตคนในประเทศซีเรียประสบความยากลำบากอย่างมาก การประกาศยกเลิกการแซงก์ชันของสหรัฐฯ จึงมีผลต่อสถานการณ์ชีวิตประจำวันของผู้คนในซีเรียอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า หลังการประกาศยกเลิกของทรัมป์เพียง 36 ชั่วโมง จะมีผลให้ราคาพลังงานลดลง 30% และจะตามมาด้วยการลดลงของราคาอาหาร พร้อมกันนั้น ใครที่ติดตามข่าว จะเห็นถึงการออกมาเฉลิมฉลองของผู้คนในซีเรียอย่างมาก…บนถนนในกรุงดามัสกัสเต็มไปด้วยภาพของความรื่นเริงใจอีกครั้ง หลังการล้มระบอบอัสซาด

 

การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะไม่ยึดติดกับภูมิหลังของผู้นำใหม่ซีเรีย และยอมยกเลิกนโยบายแซงชั้นที่เคยกระทำต่อระบอบอัสซาดนั้น อาจต้องถือเป็นความสำเร็จในการเปิด ‘ภาพใหม่’ ของนโยบายสหรัฐฯ ต่อซีเรีย และต้องถือว่า นโยบายนี้เป็นผลในเชิงบวกอย่างมากกับชีวิตของประชาชนชาวซีเรีย ที่จะทำให้มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น และช่วยลดทอนแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลใหม่ของซีเรียอีกด้วย

 

อีกทั้ง น่าสนใจที่ทรัมป์กล่าวถึงอัล-ชารา ในการพบครั้งนี้ว่า “เขาเป็นคนดี เป็นคนหนุ่มที่มีเสน่ห์ [แม้จะมี] อดีตที่หนักหน่วงก็ตาม [แต่] เขาเป็นนักต่อสู้ …” ซึ่งความสำเร็จของนโยบายของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ คือ การเข้าไปแทนที่รัสเซีย ด้วยการดึงซีเรียให้มาอยู่ในค่ายทางการเมืองของสหรัฐฯ และลดทอนอิทธิพลของสายนิยมอิหร่านลง และอาจมีนัยถึง การดึงให้ซีเรียใหม่เข้ามาใกล้ชิดกับทางซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

 

หากกล่าวในภาพรวมแล้ว ปรากฏการณ์นี้คือ ความสำเร็จของนโยบายในการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีที่ตั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

การขายที่ริยาด

 

ในอีกด้านของความเป็นประชานิยม การเดินทางเยือนตะวันออกกลางครั้งนี้ เป็นการเสนอ ‘ขายอาวุธและเทคโนโลยีทหาร’ ครั้งสำคัญ หากมองในมิติของการค้าแล้ว ต้องยอมรับการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นความตกลงในการขายอาวุธที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

 

ภาพการลงนามระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ของซาอุดีอาระเบียนั้น เป็นความสำเร็จที่สำคัญของทรัมป์ และเป็นสิ่งที่เขาสามารถนำไปบอกเล่าให้กับคนอเมริกันในบ้านถึงการขยายที่มีมูลค่าสูงอย่างมาก

 

การขายอาวุธและเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงของสหรัฐฯ สำหรับซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ มี 5 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

 

  1. อุปกรณ์ที่เสริมสร้างความก้าวหน้าของกองทัพอากาศ และขีดความสามารถทางด้านอวกาศ
  2. จรวด (อาวุธปล่อย) และระบบป้องกันทางอากาศ
  3. การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและชายฝั่ง
  4. การสร้างความมั่นคงชายแดน และการพัฒนากำลังรบทางบก
  5. การยกระดับระบบสารสนเทศและการสื่อสาร

 

ผลตอบแทนของการขายอาวุธและเทคโนโลยีทหารเช่นนี้ เป็นคำตอบที่ชัดเจนถึง การกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งก่อนหน้านี้มีปัญหาบางประการเข้ามาเป็นปัจจัยแทรกซ้อน และการประกาศการขายอาวุธครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากการประกาศความสำเร็จของการทำความตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ ที่จะทำให้สินค้าของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดอังกฤษได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประสบความสำเร็จในการทำให้ซาอุดีอาระเบียได้มาลงทุนในสหรัฐฯ ในอนาคต ที่มีมูลค่าสูงถึง 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และดังที่กล่าวแล้วว่า มูลค่าของการขายอาวุธในครั้งนี้ สูงอย่างมาก อีกทั้ง ซาอุดีอาระเบียเองก็อยู่ในฐานะของการเป็นผู้ซื้ออาวุธที่มีมูลค่าสูงสุดในโครงการ ‘ขายอุปกรณ์ทางทหารให้แก่รัฐบาลต่างประเทศ’ (Foreign Military Sales: FMS) โดยมีจำนวนเงินถึง 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาวะเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า ทรัมป์ทัวร์ประสบความสำเร็จในการกลับเข้าไปยึดครองตลาดอาวุธของซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง โดยไม่ปล่อยให้เกิดการบุกตลาดในโลกอาหรับโดยอาวุธจีน

 

ของขวัญที่กาตาร์

 

จากการสร้างความสำเร็จในการขายอาวุธครั้งเดียวที่มีมูลค่าสูงอย่างมากที่ซาอุดีอาระเบียแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินทางต่อไปยังกาตาร์ ทรัมป์จะเข้าพบกับผู้นำกาตาร์คือ อีเมียร์ ชีค ทามิน บิน ฮาหมัด อัล ทานี (Emir Sheikh Tamin bin Hamad Al Thani) และเป็นการเยือนกาตาร์ของผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยข้อตกลงที่สำคัญคือ สายการบินกาตาร์คือ Qatar Airways ได้สั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัท Boeing ของสหรัฐฯ จำนวนมากถึง 210 ลำ ได้แก่ Boeing 787 จำนวน 130 ลำ (Boeing 787 Dreamliner) Boeing 777X จำนวน 30 ลำ (Boeing 777X) และเครื่องบินขนส่งระยะไกลอีก 50 ลำ

 

การจัดซื้อเครื่องบินโดยสารชุดใหญ่ของกาตาร์ในครั้งนี้ มีมูลค่ามากถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท Boeing ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นความสำเร็จในนโยบายการขายสินค้าอเมริกันในต่างประเทศอีกเรื่องที่สำคัญของทรัมป์ เพราะเป็นการขายที่มีมูลค่าสูงอย่างมาก

 

นอกจากเครื่องบินโดยสารพลเรือนแล้ว ยังมีความตกลงในการขายอุปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ให้แก่กาตาร์อีกด้วย เช่น โดรน และเทคโนโลยีในการต่อต้านโดรน

 

แต่ปัญหาที่กาตาร์ดูจะมีประเด็นที่ล่อแหลมทางการเมืองกับทรัมป์ เมื่อผู้นำกาตาร์อยากแสดงน้ำใจในการให้ ‘ของขวัญพิเศษ’ กับผู้นำอเมริกาที่มีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ เครื่องบินโดยสารอย่างสุดเลิศหรู (Boring 747-8) เสมือนกับการเป็น ‘พระราชวังเวหา’

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ในสมัยแรก ทรัมป์มีปัญหากับเครื่องบิน ‘Air Force 1’ ซึ่งเขาต้องการจะเปลี่ยนสีเครื่องบินของประธานาธิบดีให้เป็นสีแดง ที่ใกล้เคียงกับเครื่องบินส่วนตัวของเขา แต่ยังไม่สามารถทำได้ ผู้นำกาตาร์จึงอยากช่วยทรัมป์แก้ปัญหานี้ ด้วยการให้เครื่องบินลำใหม่เป็นของขวัญ โดยไม่ต้องไปใช้ลำเก่า

 

แน่นอนว่า ของขวัญสุดหรูชิ้นนี้จะเป็นข้อถกเถียงในการเมืองอเมริกันอย่างมาก (หรือมากๆ) ในเรื่องของความเหมาะสม แต่สำหรับผู้นำกาตาร์แล้ว เขายืนยันว่า เครื่องบินนี้ไม่ใช่ของขวัญส่วนตัว และเป็นการให้ระหว่างรัฐต่อรัฐ จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งมีแนวโน้มว่า ทรัมป์อาจจะรับเครื่องบินนี้ แต่ก็คงจะต้องอธิบายให้สาธารณชนในสังคมอเมริกัน ยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้

 

ทรัมป์โพสต์ยังยืนยันในเรื่องนี้ว่า เครื่องบินดังกล่าวเป็น ‘ของฟรี’ ที่จะนำมาใช้มาทดแทนต่อเครื่องบินของประธานาธิบดีลำเก่า ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว และเป็นการ ‘โอนให้อย่างเปิดเผยและโปร่งใสอย่างมาก’ (very public and transparent transaction) แต่ก็มีปัญหาอย่างมากอีกส่วน คือ อุปกรณ์ต่างๆ ในฐานะของการที่อากาศยานลำนี้เป็น ‘กองบัญชาการลอยฟ้า’ ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น จะสามารถโยกย้ายมาติดตั้งไว้ในเครื่องบินลำใหม่ได้จริงเพียงใด

 

ในความเป็นจริง บริษัท Boeing ต้องส่งมอบเครื่องบินโดยสารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลำใหม่ (VC-25B) ให้แก่ทำเนียบขาวในปี 2024 แต่ยังไม่เสร็จ และขอขยับเลื่อนการส่งมอบไปเป็นในปี 2028 หรือ 2029 ดังนั้น หากทรัมป์ตัดสินใจใช้ ‘เครื่องบินของขวัญ’ เครื่องบินนี้อาจไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ในการบัญชาการสงครามได้ทันกับการใช้จริงจริง

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์อาจจะตัดสินใจใช้ Air Force 1 โดยไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ และจะใช้เครื่องบินขับไล่บินคุ้มกันเครื่องบินของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังได้พบกับทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่กาตาร์อีกด้วย พร้อมกับประกาศท่าทีในการปกป้องกาตาร์ มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งในการเดินทางเยือนกาตาร์คือ สถานีโทรทัศน์ Al Jazeera ได้ยุติการวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการชั่วคราว ซึ่งปกติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า Al Jazeera มีทาทีในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก หากแต่กลับนำเสนอบทบาทในเชิงบวกในฐานะของการเป็น “คนกลาง” ในการแก้ปัญหาสงครามในกาซา

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศที่กาตาร์ว่า สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาจัดการแก้ปัญหากาซา และเขาจะเปลี่ยนกาซาให้เป็น ‘เขตเสรีภาพ’ ไม่ใช่เป็น ‘เขตสงคราม’ เช่นในปัจจุบัน หรือก่อนหน้านี้ เขาเคยประกาศว่า เขาจะทำให้กาซาเป็น ‘ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง’ แต่ก็มีนัยว่า ชาวปาเลสไตน์จะต้องอพยพออกไปจากกาซา อันจะทำให้เกิดภาวะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยด้วยการอพยพของชาวปาเลสไตน์ครั้งใหญ่เช่นที่เคยเกิดมาแล้วในปี 1948 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า จะเป็นชนวนความขัดแย้งใหญ่ในอนาคต มากกว่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีในการแก้ปัญหา

 

ทำยอดขายเพิ่มที่เอมิเรตส์

 

ในจุดสุดท้ายของ ‘ทรัมป์ทัวร์’ เขาเดินทางจากกาตาร์ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้ และมีรายงานข่าวว่า ประเทศ UAE มีแผนที่ลงทุนทางด้าน AI ในสหรัฐฯ ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นตัวเลขการลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐ และมีข้อตกลงในกรอบเวลา 1 ทศวรรษว่า UAE จะซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เป็นจำนวน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

แต่ดูจะมีเสียงคัดค้านจากวุฒิสมาชิกสภาของสหรัฐฯ ว่า การขายอาวุธให้กับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลประโยชน์ของบุคคลในครอบครัวทรัมป์

 

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศมีแผนที่จะพัฒนางานด้านพลังงานร่วมกันจากปีปัจจุบันจนถึงปี 2035 โดยโครงการนี้จะมีมูลค่า 4.4 แสนดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกันนี้ UAE จะซื้อเครื่องบิน Boeing เพิ่มเติมสำหรับสายการบิน Etihad เป็นจำนวน 28 ลำด้วย 

 

กลับบ้านด้วยความสำเร็จ

 

ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ระยะเวลา 4 วัน ในการเดินทางใน 3 ประเทศหลักของตะวันออกกลาง คือ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเขากำลังสร้างประวัติศาสตร์ของความสำเร็จในการขายอย่างคาดไม่ถึง

 

เมื่อกลับถึงสหรัฐฯ ทรัมป์จะ ‘คุยเสียงดัง’ ได้ว่า เขาได้ดีล 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่ซาอุดีอาระเบีย…ได้ 2.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่กาตาร์…และได้ใบสั่งซื้อจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะตอกย้ำกับคำขวัญของเขาในอีกแบบคือ ‘Make America Rich Again’ โดยเฉพาะการนำใบสั่งสินค้ากลับมาสร้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมในบ้าน

 

ความสำเร็จของทรัมป์ทัวร์ด้วยตัวเลขของการขายสินค้าอเมริกันในตะวันออกกลางครั้งนี้ จะทำให้เขาสามารถกล่าวได้เต็มที่ว่า เขาได้ทำตามสัญญาที่จะนำ ‘ยุคทอง’ กลับสู่สังคมอเมริกัน และเขาได้ทำตามสัญญาแล้ว ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเป็นสิ่งที่เขาต้องการอย่างมากในเงื่อนไขการเมืองปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ในบ้านของสหรัฐฯ คือ นโยบายกำแพงภาษีของเขากำลังถูกขับเคลื่อน แต่ราคาสินค้าก็กำลังขยับขึ้นไปด้วย แม้เขาสัญญาที่จะทำให้ราคาสินค้าลดลงก็ตาม แต่ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมเท่าใดนัก

 

ฉะนั้น รูปธรรมของความสำเร็จของรายการทัวร์จากตะวันออกกลาง จะเป็น ‘ตัวช่วย’ ที่สำคัญที่จะใช้ในการต่อสู้กับปัญหาค่าครองชีพในสังคมอย่างแน่นอน และเป็นสัญญาณของ Make America Great Again ตามที่ทรัมป์ได้นำเสนอกับชาวอเมริกันมาโดยตลอด

 

ทั้งหลายทั้งปวงจาก 4 วันของการเดินทาง ความสำเร็จนี้จะเป็น ‘พาดหัวข่าวสำคัญ’ ในสังคมอเมริกัน…ทรัมป์สามารถคุยถึงความสำเร็จนี้ ไปได้อีกหลายวันอย่างแน่นอน!

 

ภาพ: Win McNamee / Getty Images

The post Make America Rich Again กับ ‘ทรัมป์ทัวร์’ ในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองผลลัพธ์ ทรัมป์เยือนตะวันออกกลาง กับบทบาทการต่างประเทศที่เปลี่ยนไป https://thestandard.co/trump-middle-east-visit-2025-analysis/ Fri, 16 May 2025 13:12:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1075126 โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนตะวันออกกลาง 2025 พบผู้นำประเทศในซาอุฯ กาตาร์ และยูเออี

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นผู้นำสหรัฐ […]

The post มองผลลัพธ์ ทรัมป์เยือนตะวันออกกลาง กับบทบาทการต่างประเทศที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนตะวันออกกลาง 2025 พบผู้นำประเทศในซาอุฯ กาตาร์ และยูเออี

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่มุ่งมั่นกับแนวทาง ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) และมีหลายนโยบายที่ค่อนข้างสุดโต่ง จนคล้ายกับเป็นการ ‘โดดเดี่ยวตัวเอง’ จากสังคมโลก ทั้งนโยบายกำแพงภาษี การถอยห่างจากองค์กรระหว่างประเทศ หรือการต่อต้านผู้อพยพหรือพลเมืองจากประเทศที่เขามองว่าเป็นปัญหา เช่น บางประเทศมุสลิม ที่เขาเคยมีคำสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ ในระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก

 

ในรัฐบาลทรัมป์ 2.0 แม้ว่าหลายนโยบายของเขาจะยังคงสุดโต่ง และดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปจากในสมัยแรกมากนัก แต่การไปเยือนต่างประเทศทริปแรก ใน 3 ประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า เขาอาจจะกำลัง ‘แหกกฎ’ นโยบายด้านการต่างประเทศบางอย่างที่เคยวางไว้ในสมัยแรก และเริ่มเข้าหาความเป็น ‘โลกาภิวัตน์’ มากขึ้น

 

ระหว่างการเยือนประเทศตะวันออกกลางครั้งนี้ ทรัมป์ นำเสนอบทบาทสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรแบบดั้งเดิม และยังแทรกแซงตัวเองในหลายความขัดแย้งระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง

 

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ายุคใหม่ของทรัมป์ 2.0 นั้นอาจจะไม่ได้ถอยห่างหรือแยกตัวจากประชาคมโลกอย่างที่คิด

 

มุมมองที่เปลี่ยนไปจากสมัยแรก

 

มีหลายช่วงเวลาในทริปตะวันออกกลางนี้ ที่บ่งชี้ถึงมุมมองที่ขัดแย้งกันของทรัมป์ ในสมัยที่ 2 กับสมัยแรกของเขา

 

โดยในปี 2017 ประธานาธิบดีทรัมป์ ในสมัยแรก ได้ออกคำสั่งห้ามพลเมือง 7 ประเทศมุสลิม เดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดข้อโต้แย้งและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ในทริปตะวันออกกลางนี้ เขาได้ไปเยือนสถานที่สำคัญของศาสนาอิสลาม อย่าง มัสยิดชีคซายิด (Sheikh Zayed Grand Mosque) ในกรุงอาบูดาบี 

 

ขณะที่ทรัมป์ในสมัยแรก ยังเคยกล่าวโจมตีรัฐบาลกาตาร์ว่า ให้การสนับสนุนเงินทุนในการก่อการร้าย แต่ในการเยือนกาตาร์ครั้งนี้ เขาได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ และบรรลุดีลสำคัญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการขายเครื่องบินของบริษัท Boeing จำนวนถึง 210 ลำ ให้แก่สายการบิน Qatar Airways และทรัมป์ ยังอาจได้รับของขวัญชิ้นใหญ่เป็นเครื่องบินสุดหรูขนาดที่ถูกเปรียบว่าเป็น ‘พระราชวังลอยฟ้า’

 

ด้าน ผศ. ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ อุปนายกสมาคมอเมริกันศึกษาในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ท่าทีที่เปลี่ยนไปของทรัมป์ ต้องพิจารณาจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ซึ่งบริบทในปี 2025 นั้นแตกต่างจากปี 2017 มาก เช่น ขณะนั้นยังไม่มีสงครามใหญ่อย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้นการเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป และการดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องปรับเปลี่ยนตามบริบทโลก ซึ่ง ณ ปัจจุบัน คือยุคของการพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจการค้า

 

ขณะที่การดีลกับประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงหรือการทหารนั้นถือเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่ง ผศ. ดร.ประพีร์ ชี้ว่า สิ่งที่ทรัมป์ทำอยู่ในทริปนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเป็นหลัก ถือเป็นเรื่องที่ Win-Win คือทั้งฝ่ายสหรัฐฯ​และประเทศตะวันออกกลางต่างได้ประโยชน์ 

 

“สิ่งที่ทรัมป์ทำ อยู่ในกรอบ America First และมองได้ว่าในยุคนี้ การดีลกับต่างประเทศ เช่นประเทศในตะวันออกกลาง ในเรื่องของความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงนั้น ถือเป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าดีลเรื่องของเศรษฐกิจเนี่ย จะมีลักษณะของความ Win-Win ซึ่งการที่จะดีลเรื่องของความมั่นคงและการทหารได้ จะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ดังนั้นตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” ผศ. ดร.ประพีร์ กล่าว

 

ชูบทบาทพันธมิตร คลายความขัดแย้งโลก

 

ระหว่างการเดินทางตลอด 4 วันของทรัมป์ ทั้งในซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีหลายความเคลื่อนไหวที่สำคัญและยังสะท้อนบทบาทนำของสหรัฐฯ ในระดับโลก

 

ทรัมป์ตัดสินใจที่จะยุติการคว่ำบาตรซีเรีย และกลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้พบกับผู้นำซีเรียในรอบ 25 ปี โดยถือเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างเสี่ยงและอาจไม่สอดคล้องนัก กับแนวคิด MAGA (Make America Great Again) และมุมมองของพันธมิตรทางการเมืองสายอนุรักษ์นิยม

 

ตลอดทริปนี้ ทรัมป์ยังแสดงบทบาทนำของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นขัดแย้งระดับโลก เช่น การกล่าวเป็นนัยว่า เขามีบทบาทบรรเทาความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอินเดียและปากีสถาน หรือบอกว่า การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านอาจดำเนินไปใน ‘แนวทางที่รุนแรง’ หากเตหะรานไม่ตอบสนองต่อการเจรจาที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ อย่างเหมาะสม หรือกล่าวว่าประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับยูเครน ก็ต่อเมื่อเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น 

 

“ลำดับความสำคัญของผมคือการยุติความขัดแย้ง ไม่ใช่การเริ่มความขัดแย้ง แต่ผมไม่ลังเลที่จะใช้พลังอำนาจของสหรัฐฯ หากจำเป็น เพื่อปกป้องสหรัฐฯ หรือพันธมิตรของเรา” ทรัมป์กล่าวกับทหารที่ฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid Air Base) ในกาตาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 พฤษภาคม) 

 

ทางด้าน จิม ไฮมส์ (Jim Himes) สมาชิกคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ POLITICO ว่า ก่อนการเยือนของทรัมป์ เขายังมีความกังวลในหลายประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายตะวันออกกลาง ทั้งภัยคุกคามของอิหร่าน โอกาสสำหรับผู้นำใหม่ของซีเรีย และความขัดแย้งในฉนวนกาซา

 

แต่หลังเสร็จสิ้นการเยือน เขามองว่าทรัมป์สามารถ ‘เล่นบทบาทของตัวเองในตะวันออกกลางได้ค่อนข้างดีทีเดียว’ โดยบาลานซ์บทบาทของตัวเองได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในฐานะผู้เจรจาต่อรองและผู้รักษาสันติภาพ

 

ไม่โดดเดี่ยวตัวเอง ผลประโยชน์มาก่อน

 

หลากหลายนโยบายของทรัมป์ ถูกมองว่าเป็นแนวทาง Isolationism หรือลัทธิโดดเดี่ยว ที่พยายามแยกตัวจากสังคมโลก แต่การเยือนตะวันออกกลางของทรัมป์ครั้งนี้ ดูเหมือนจะสะท้อนท่าทีของเขา ที่พยายามประสานผลประโยชน์เข้ากับสังคมโลกและความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น 

 

ผศ. ดร.ประพีร์ มองว่า ท่าทีของทรัมป์ ที่ยึดถือแนวทาง America First นั้น ไม่ได้หมายถึงการอยู่โดดเดี่ยว แต่หมายถึงการ ‘ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของคนอเมริกัน’

 

การที่ทรัมป์ เลือกเดินทางไปตะวันออกกลางเป็นทริปแรกหลังรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เป็นเพราะเขาเห็นว่า มีผลประโยชน์มากมาย ทั้งทางเศรษฐกิจ การทูต และยุทธศาสตร์ ซึ่งทรัมป์ไม่ได้ปฏิเสธโลก เพียงแต่เลือกมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศที่ให้ประโยชน์แก่สหรัฐฯ

 

“ทำไมต้องเดินทางเยือนตะวันออกกลางเป็นทริปแรก ก็เพราะว่าทรัมป์เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากภูมิภาคนี้ เช่น เรื่องของความสัมพันธ์ที่ดีทางการทูต อาจจะดึงประเทศเหล่านี้มาคุยกับอิหร่านได้ง่ายขึ้น หรือพาตัวเองกลับเข้ามาอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง นี่คือผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ จะได้”

 

นโยบายหมุนรอบตัวเอง

 

แม้ว่านโยบายต่างประเทศและท่าทีบางอย่างของทรัมป์ จะเปลี่ยนไปจากในวาระแรก แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับเขา คือการกำหนดนโยบายของตัวเองและเชื่อว่านโยบายนั้น ‘หมุนรอบตัวเขา’

 

สิ่งนี้แสดงให้เห็นจากการที่เขาเน้นย้ำถึงบทบาทของตนเองมาโดยตลอด ทั้งในการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และการยับยั้งการสู้รบระหว่างอินเดียและปากีสถาน 

 

ขณะที่การเดินทางของทรัมป์ครั้งนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้นำโลกว่า ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนต่างๆ ในสหรัฐฯ รวมถึงพิธีการต่างๆ ที่แสดงถึงการต้อนรับ และให้เกียรติเขา ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและผลประโยชน์ระหว่างกันนั้น สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

 

หลายนโยบายต่างประเทศยังคง ‘ยาก’

 

ทั้งนี้ แม้ว่า ทรัมป์อาจจะมีท่าทียอมรับแนวคิดแบบโลกาภิวัตน์มากขึ้น แต่เป้าหมายด้านนโยบายต่างประเทศของเขาหลายอย่าง ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะทำให้เกิดขึ้นได้จริง

 

หนึ่งในนโยบายที่ทรัมป์เคยนำเสนอก่อนหน้านี้ คือการให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองฉนวนกาซาและเปลี่ยนให้กลายเป็นริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง

 

ระหว่างการประชุมโต๊ะกลมกับภาคธุรกิจ ที่กรุงโดฮา ทรัมป์ กล่าวกับบรรดาผู้นำธุรกิจว่า “ผมมีแนวคิดสำหรับกาซาที่ผมคิดว่าดีมาก นั่นคือ ให้กาซาเป็นเขตเสรีภาพ ปล่อยให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วม และให้กาซาเป็นเพียงเขตเสรีภาพเท่านั้น”

 

แม้ว่าวิสัยทัศน์ดังกล่าวดูไม่น่าจะเป็นไปได้ และสถานการณ์ในกาซายังคงน่ากังวลจากการที่อิสราเอลขยายปฏิบัติการทางทหาร จนทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ต้องจับตามอง คืออิทธิพลและแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิสราเอล 

 

โดยในทริปเยือนตะวันออกกลางนี้ ปรากฏสัญญาณที่อาจเป็นรอยร้าวของความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยาวนานระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ หลังทรัมป์ ตัดสินใจไม่ไปเยือนอิสราเอล ทั้งที่เป็นพันธมิตรสำคัญสูงสุดในภูมิภาค

 

ส่วนเรื่องการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน จนถึงตอนนี้ยังคงไม่มีความแน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่าทรัมป์จะแสดงให้เห็นว่ามีความคืบหน้า หลังจากการเจรจา 4 รอบระหว่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐฯ และผู้แทนของอิหร่าน 

 

ระหว่างเยือนกาตาร์ ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวอย่างมั่นใจว่า ทั้งสองฝ่าย ‘ใกล้จะบรรลุข้อตกลงแล้ว’ และชี้ว่าอิหร่านค่อนข้างเห็นพ้องต่อเงื่อนไขข้อตกลง

 

แต่ท่าทีของทรัมป์ที่กล่าวย้ำหลายต่อหลายครั้งในช่วงสัปดาห์นี้ ว่าอิหร่านไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และเตือนว่าหากอิหร่านทำเช่นนั้นจะเกิดผลร้ายแรงตามมา ส่งผลให้ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่าน ไม่พอใจ และตอบโต้ว่า “ทรัมป์นั้นไร้เดียงสา ที่คิดว่าสามารถเข้ามาในภูมิภาคของเรา คุกคามเรา และหวังว่าเราจะยอมถอยตามข้อเรียกร้องของเขา”

 

ในทำนองเดียวกัน ความพยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน

 

โดยทรัมป์ยังคงกดดันให้ผู้นำรัสเซียและยูเครนเดินทางไปเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพที่ตุรกีวานนี้ และกล่าวว่า เขาเต็มใจที่จะไปร่วมโต๊ะเจรจาด้วย แต่เมื่อเห็นชัดว่าปูตินจะไม่ไปด้วยตัวเอง น้ำเสียงของทรัมป์ก็เปลี่ยนไป และตัดสินใจไม่เดินทางไปตุรกี

 

ภาพ: REUTERS / Brian Snyder

อ้างอิง: 

The post มองผลลัพธ์ ทรัมป์เยือนตะวันออกกลาง กับบทบาทการต่างประเทศที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังทรัมป์เยือน 3 ชาติอาหรับ ใครได้อะไร https://thestandard.co/trump-middle-east-visit-strategic-deals/ Tue, 13 May 2025 10:56:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1073859 ทรัมป์

13-16 พฤษภาคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมร […]

The post เบื้องหลังทรัมป์เยือน 3 ชาติอาหรับ ใครได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์

13-16 พฤษภาคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นภารกิจเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในวาระที่สอง ด้วยการเลือกซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นจุดหมายแรก

 

การเดินทางครั้งนี้อาจดูคล้ายภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่ในความเป็นจริง นี่คือการเดินเกมเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ยุคที่สองที่นโยบายต่างประเทศไม่ยึดติดกับหลักการระยะยาว หากแต่เน้นผลประโยชน์ที่วัดผลได้ทันที ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจต่อรองในเวทีโลก

 

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเบื้องหลังการเยือนในครั้งนี้ และอะไรคือสิ่งที่แต่ละประเทศกำลังจะได้กลับไป?

 

ซาอุดีอาระเบีย หมุดหมายสำคัญในอ่าวอาหรับ

 

บทวิเคราะห์จาก CNN มองว่า เป้าหมายของซาอุดีอาระเบียในการต้อนรับทรัมป์ในครั้งนี้นั้นชัดเจน นั่นคือความต้องการในข้อตกลงด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ที่มีผลผูกพันและชัดเจน หลังจากดีลร่วมด้านการป้องกันประเทศที่เกือบจะสำเร็จเมื่อปีที่แล้วต้องสะดุด เพราะเงื่อนไขที่ซาอุฯ ต้องการให้สหรัฐฯ ผลักดันอิสราเอลยอมรับเส้นทางสู่การตั้งรัฐปาเลสไตน์

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลริยาดยังเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน โดยมีประเด็นสำคัญคือต้องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ ซึ่งจุดชนวนความกังวลเรื่องการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในสายตาวอชิงตันและเทลอาวีฟ

 

การเสนอให้บริษัทอเมริกันเข้ามามีบทบาทในโครงการนี้ คือสิ่งที่ซาอุฯ ใช้ดึงดูดความสนใจ ขณะที่ทรัมป์เองเคยกล่าวว่าหากซาอุฯ ลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เขาก็พร้อมจะเดินทางไปเยือน และแม้รัฐบาลริยาดจะไม่ได้ยืนยันตัวเลขนั้นตรงๆ แต่ก็ประกาศแผนการเพิ่มมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 4 ปี ซึ่งสะท้อนทิศทาง Win-Win ที่ทั้งสองฝ่ายต่างหวังผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ทว่าความท้าทายก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ลดลงจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ ซึ่งอาจกระทบกับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ต้องใช้รายได้จากน้ำมันมหาศาลเป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านประเทศให้พ้นจากการพึ่งพาพลังงาน

 

UAE แหล่งเงินลงทุนระดับโลก

 

UAE อาจเป็นประเทศในอ่าวอาหรับที่ลงทุนในสหรัฐฯ อย่างมีกลยุทธ์และหนักแน่นที่สุด ภายใต้การสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเงินทุน’ (The Capital of Capital) อาบูดาบีไม่เพียงแต่ใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพล หากแต่ใช้เป็นคันโยกสำคัญในการต่อรองอำนาจด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

แผนลงทุนมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นไปที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน และอุตสาหกรรมขั้นสูง สะท้อนความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีภายในปี 2031 แต่ภายใต้ยุคของ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการเข้มงวดในการจำกัดการส่งออกชิปและเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความใกล้ชิดกับจีน ซึ่ง UAE ก็ติดอยู่ในรายชื่อที่ถูกจำกัดการเข้าถึง

 

ทรัมป์จึงถูกคาดหวังว่าจะยกเลิกมาตรการเหล่านี้ เพื่อเปิดทางให้ UAE ได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่ออาบูดาบีเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันในการเข้าถึงตลาดเงินทุนที่มหาศาลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

กาตาร์ สัมพันธ์ยาวนานทางทหารกับบทบาท ‘ผู้ไกล่เกลี่ย’ ในเวทีความขัดแย้ง

 

กาตาร์ถือไพ่สำคัญในแง่ความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐฯ โดยฐานทัพ Al Udeid ที่ตั้งอยู่ในประเทศ ถือเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง และถูกขยายเวลาการใช้งานออกไปอีก 10 ปีภายใต้ข้อตกลงลับเมื่อปีก่อน

 

การได้รับสถานะ ‘พันธมิตรนอกนาโต้’ (Major Non-NATO Ally) ตั้งแต่ปี 2022 ยิ่งทำให้กาตาร์เป็นเสมือน ‘คู่หู’ ของสหรัฐฯ ทางการทหาร และก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในระดับสูง 

 

ในด้านการทูต กาตาร์ใช้บทบาทของตนในการเป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรณีการเจรจาอัฟกานิสถานและในสงครามกาซา หรือแม้แต่ความพยายามคลี่คลายวิกฤตซีเรีย โดยเชื่อว่าการมีบทบาทไกล่เกลี่ยจะทำให้วอชิงตันเห็นความจำเป็นในการรักษาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์นี้เอาไว้

 

ในครั้งนี้ จึงมีความคาดหวังกันว่าทรัมป์จะถูกผลักดันให้พิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียภายใต้กฎหมายคว่ำบาตรซีเรีย (Caesar Act)  ซึ่งหากสำเร็จ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความพยายามฟื้นฟูซีเรีย และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ของ อาเหม็ด อัล-ชาอะรา ประธานาธิบดีของซีเรียคนปัจจุบัน

 

มุมมองนักวิเคราะห์ เบื้องหลังใครได้อะไร?

 

ดร.โมฮาเหม็ด เอลโดห์ จาก Eurasia Review ระบุว่าการเดินทางครั้งนี้คือ “การเล่นเกมอำนาจอย่างรอบคอบ” (a calculated power play) ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการหาทางออกทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ โดยอาศัยเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมลงทุนอย่างอ่าวอาหรับ 

 

เขาชี้ให้เห็นว่า ทรัมป์เน้นดีลระยะสั้นและผลลัพธ์ทางธุรกิจ มากกว่าการทูตในกรอบระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนจากการมีขั้วอำนาจเดียว (unipolarity) สู่ความเป็นพหุขั้วหรือหลายขั้วอำนาจ (multipolarity)

 

ขณะที่ จอน บี. อัลเตอร์แมน รองประธานอาวุโสจาก ศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า “ภูมิภาคอ่าวอาหรับคือพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองสำหรับทรัมป์” (Trump’s happy place) เพราะที่นี่เขาได้รับการต้อนรับด้วยความใจกว้าง ทั้งในมิติของผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัว Alterman ระบุว่า ผู้นำอ่าวอาหรับไม่เพียงมองทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจด้วย ซึ่งตอกย้ำว่า การเดินทางครั้งนี้มีทั้งมิติส่วนตัว เศรษฐกิจ และอำนาจแฝงอยู่ในเวลาเดียวกัน

 

ขณะที่ในมุมมองของผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่าการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนสองประการคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ผ่านการดึงดูดเงินลงทุนจากกลุ่มประเทศอาหรับ และ การรักษาอิทธิพลของอเมริกาในตะวันออกกลาง ไม่ให้ถูกแทนที่โดยจีนหรือรัสเซีย

 

จากทรัมป์ 1.0 สู่ทรัมป์ 2.0: เปลี่ยนเป้าหมายจากความมั่นคงสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

ในสมัยแรก ทรัมป์เริ่มต้นความสัมพันธ์กับโลกอาหรับโดยเน้นความมั่นคงเป็นหลัก ทั้งการกดดันอิหร่าน และการขอความร่วมมือปราบปรามการก่อการร้าย ทว่าการกลับมาอีกครั้งในฐานะผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ จุดมุ่งหมายหลักของเขาไม่ใช่การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคเป็นอันดับแรก หากแต่เป็นการ “ดึงดูดเงินลงทุน” จากกลุ่มประเทศร่ำรวยในอ่าวอาหรับ เพื่ออุดช่องโหว่เศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าที่เขาเองเป็นผู้ก่อ

 

สหรัฐฯ เปลี่ยนชื่ออ่าวเปอร์เซียเป็น ‘อ่าวอาหรับ’ เพื่อส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าเลือกข้าง

 

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ตัดสินใจเปลี่ยนคำเรียก ‘อ่าวเปอร์เซีย’ (Persian Gulf) เป็น ‘อ่าวอาหรับ’ (Arabian Gulf) อย่างเป็นทางการ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งชื่อใหม่ แต่เป็นการแสดงจุดยืนเชิงการเมืองชัดเจนว่า สหรัฐฯ พร้อมจะยืนเคียงข้างกลุ่มประเทศอาหรับในการต่อรองกับอิหร่าน จีน และอิสราเอล

 

การเมือง ความมั่นคง และเกมสมดุลกับอิหร่าน-อิสราเอล

 

ปัจจัยที่ซับซ้อนมากยิ่งกว่านั้นคือประเด็นการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย

 

  • ความสัมพันธ์กับอิสราเอล:

สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์กำลังเผชิญปัญหากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลอย่างชัดเจน ทั้งจากเหตุการณ์หยุดยิงกับกลุ่มฮูตีโดยไม่ผ่านการประสานกับอิสราเอล และสัญญาณที่ว่าอเมริกาอาจยอมรับรัฐปาเลสไตน์ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ทรัมป์หันไปพึ่งพันธมิตรอาหรับเพื่อสร้างสมดุลใหม่ในภูมิภาค

 

  • การเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่าน:

ท่ามกลางความไม่พอใจจากอิสราเอล ทรัมป์กลับเดินหน้าพูดคุยกับอิหร่านในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ โดยหวังจะควบคุมไม่ให้เติบโตจนกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ในขณะเดียวกัน เขาก็พยายามตอบสนองความกังวลของชาติอาหรับด้วยการเสนอความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ประเทศเหล่านี้รู้สึกถูกทอดทิ้ง

 

  • ดีลใหญ่กับซาอุดีอาระเบีย:

ซาอุดีอาระเบียเคยเสนอเงื่อนไขชัดเจนในการพิจารณาปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล คือต้องมีการตั้งรัฐปาเลสไตน์ หรือ สหรัฐฯ ต้องสนับสนุนให้ซาอุพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตนเอง แม้ในอดีตสหรัฐฯ และอิสราเอลจะปฏิเสธข้อเสนอเหล่านี้ แต่ล่าสุดวอชิงตันมีท่าทีใหม่ว่าอาจยอมร่วมมือด้านความมั่นคงกับซาอุ โดยไม่ผูกกับเงื่อนไขทางการทูต นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตา

 

การแย่งชิงอิทธิพล: อเมริกาไม่ต้องการให้จีนแทนที่ในอ่าวอาหรับ

 

อีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือความพยายามของทรัมป์ในการ “ทวงคืนอิทธิพล” ในภูมิภาคที่เริ่มขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นดีลการค้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่การเจรจาทางการเมือง เช่น กรณีซาอุ-อิหร่านที่กลับมาฟื้นความสัมพันธ์โดยมีจีนเป็นคนกลาง

 

ทรัมป์จึงต้องเร่งสร้างสายสัมพันธ์ใหม่กับพันธมิตรเหล่านี้ เพื่อไม่ให้จีนและรัสเซียขยายอิทธิพลลึกเกินไป

 

ฉนวนกาซา: จุดชี้วัดความสำเร็จของนโยบายใหม่นี้

 

หัวใจของความมั่นคงในตะวันออกกลางในเวลานี้ยังคงอยู่ที่ ‘กาซา’ ซึ่ง ผศ.ดร.มาโนชญ์ มองว่าเป็นเวทีสำคัญที่พันธมิตรอาหรับสามารถแสดงบทบาทร่วมกับทรัมป์ได้ หากสหรัฐฯ สามารถประสานกับอิหร่านและกลุ่มประเทศอาหรับที่มีอิทธิพลต่อฮามาส เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้ และร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่หลังความขัดแย้ง

 

มีรายงานว่าการประชุมสันนิบาตอาหรับก่อนหน้านี้ ได้พูดคุยถึงงบประมาณการฟื้นฟูฉนวนกาซาสูงถึง 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทรัมป์คาดหวังว่าชาติอาหรับเหล่านี้จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก

 

ระเบียบใหม่ตะวันออกกลางในแบบทรัมป์

 

การเยือน 3 ประเทศในอ่าวอาหรับครั้งนี้ของทรัมป์ จึงไม่ใช่แค่การรีสตาร์ตความสัมพันธ์ หากแต่เป็นการวางหมากของระเบียบใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีอเมริกาเป็นผู้เล่นหลัก ไม่ใช่แค่ในฐานะพันธมิตรเดิม แต่ในฐานะ “คู่เจรจาที่มีของแลก” ทั้งในรูปแบบดีลทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดวางสมดุลใหม่ระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และกลุ่มประเทศอาหรับ

 

ในมุมมองของ ผศ.ดร.มาโนชญ์ หากทรัมป์สามารถเดินเกมนี้ให้สมดุล ระหว่างดีลกับพันธมิตรอาหรับและการเจรจากับอิหร่านโดยไม่จุดชนวนความขัดแย้งซ้ำ นี่อาจเป็น “วิน-วิน” ไม่เพียงสำหรับสหรัฐฯ แต่รวมถึงประเทศในภูมิภาคที่กำลังมองหาความมั่นคงใหม่ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

 

อ้างอิง:

The post เบื้องหลังทรัมป์เยือน 3 ชาติอาหรับ ใครได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาการเยือนอ่าวอาหรับของทรัมป์ เมื่อซาอุ กาตาร์ และ UAE กำลังเดิมพันกับ ‘ดีลแห่งชีวิต’ https://thestandard.co/trump-middle-east-summit-saudi-uae-qatar-talks/ Mon, 12 May 2025 08:53:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1073420 ทรัมป์ เยือนอ่าวอาหรับ

บทวิเคราะห์ CNN มองว่า การเดินหน้าหาพันธมิตรที่มีความมั […]

The post จับตาการเยือนอ่าวอาหรับของทรัมป์ เมื่อซาอุ กาตาร์ และ UAE กำลังเดิมพันกับ ‘ดีลแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ เยือนอ่าวอาหรับ

บทวิเคราะห์ CNN มองว่า การเดินหน้าหาพันธมิตรที่มีความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจเลือกเยือนซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ ท่ามกลางบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแข่งขันดุเดือด

 

ในสายตาของทรัมป์ รัฐอ่าวเหล่านี้คือ ‘ผู้เล่นที่ใช่’ พวกเขาลงทุนในเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซื้ออาวุธราคาแพงจากบริษัทอเมริกัน และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในข้อขัดแย้งระดับโลกที่เขาต้องการมีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นสงครามกาซา ยูเครน หรือการรับมือกับอิหร่าน ท่ามกลางความสัมพันธ์กับยุโรปและพันธมิตรดั้งเดิมที่เริ่มสั่นคลอน อ่าวอาหรับจึงกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั้งให้ผลตอบแทนและพื้นที่ในการแสดงบทบาทผู้นำโลก

 

ซาอุดีอาระเบีย ความมั่นคงคือหัวใจหลักของดีล

 

เป้าหมายของซาอุดีอาระเบียในการต้อนรับทรัมป์นั้นชัดเจน นั่นคือความต้องการในข้อตกลงด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ที่มีผลผูกพันและชัดเจน หลังจากดีลร่วมด้านการป้องกันประเทศที่เกือบจะสำเร็จเมื่อปีที่แล้วต้องสะดุด เพราะเงื่อนไขที่ซาอุต้องการให้สหรัฐฯ ผลักดันอิสราเอลยอมรับเส้นทางสู่การตั้งรัฐปาเลสไตน์

 

ขณะเดียวกัน ริยาดยังเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน โดยมีประเด็นสำคัญคือต้องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ ซึ่งจุดชนวนความกังวลเรื่องการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในสายตาวอชิงตันและเทลอาวีฟ

 

การเสนอให้บริษัทอเมริกันเข้ามามีบทบาทในโครงการนี้ คือสิ่งที่ซาอุใช้ดึงดูดความสนใจ ขณะที่ทรัมป์เองเคยกล่าวว่าหากซาอุลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เขาก็พร้อมจะเดินทางไปเยือน และแม้ริยาดจะไม่ได้ยืนยันตัวเลขนั้นตรงๆ แต่ก็ประกาศแผนการเพิ่มมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 4 ปี ซึ่งสะท้อนทิศทาง Win-Win ที่ทั้งสองฝ่ายต่างหวังผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ทว่าความท้าทายก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ลดลงจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ ซึ่งอาจกระทบกับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ต้องใช้รายได้จากน้ำมันมหาศาลเป็นทุนในการเปลี่ยนผ่านประเทศให้พ้นจากการพึ่งพาพลังงาน

 

UAE ขับเคลื่อนด้วย AI และเงินลงทุนระดับโลก

 

UAE อาจเป็นประเทศในอ่าวอาหรับที่ลงทุนในสหรัฐฯ อย่างมีกลยุทธ์และหนักแน่นที่สุด ภายใต้การสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเงินทุน’ (The Capital of Capital) อาบูดาบีไม่เพียงแต่ใช้เงินเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพล หากแต่ใช้เป็นคันโยกสำคัญในการต่อรองอำนาจด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

แผนลงทุนมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นไปที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน และอุตสาหกรรมขั้นสูง สะท้อนความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีภายในปี 2031 แต่ภายใต้ยุคของ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการเข้มงวดในการจำกัดการส่งออกชิปและเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความใกล้ชิดกับจีน ซึ่ง UAE ก็ติดอยู่ในรายชื่อที่ถูกจำกัดการเข้าถึง

 

ทรัมป์จึงถูกคาดหวังว่าจะยกเลิกมาตรการเหล่านี้ เพื่อเปิดทางให้ UAE ได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่ออาบูดาบีเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอเมริกันในการเข้าถึงตลาดเงินทุนที่มหาศาลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

กาตาร์ พันธมิตรเก่า กับบทบาทใหม่ในเวทีไกล่เกลี่ย

 

แม้จะมีพื้นที่และประชากรน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค แต่กาตาร์กลับถือไพ่สำคัญในแง่ความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐฯ โดยฐานทัพ Al Udeid ที่ตั้งอยู่ในประเทศ ถือเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง และถูกขยายเวลาการใช้งานออกไปอีก 10 ปีภายใต้ข้อตกลงลับเมื่อปีก่อน

 

การได้รับสถานะ ‘พันธมิตรนอกนาโต้’ (Major Non-NATO Ally) ตั้งแต่ปี 2022 ยิ่งทำให้กาตาร์เป็นเสมือน ‘คู่หู’ ของสหรัฐฯ ทางการทหาร และก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในระดับสูง 

 

ในด้านการทูต กาตาร์ใช้บทบาทของตนในการเป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรณีการเจรจาอัฟกานิสถานและในสงครามกาซา หรือแม้แต่ความพยายามคลี่คลายวิกฤตซีเรีย โดยเชื่อว่าการมีบทบาทไกล่เกลี่ยจะทำให้วอชิงตันเห็นความจำเป็นในการรักษาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์นี้เอาไว้

 

ทรัมป์ถูกคาดว่าจะถูกผลักดันให้พิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียภายใต้กฎหมายคว่ำบาตรซีเรีย Caesar Act ซึ่งหากสำเร็จ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความพยายามฟื้นฟูซีเรีย และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ของ อาเหม็ด อัล-ชาอะรา ประธานาธิบดีของซีเรียคนปัจจุบัน

 

บทสรุป เมื่อดีลกลายเป็นกลไกกำหนดนโยบาย

 

การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการ ‘เยือนมิตรประเทศ’ แต่เป็นเวทีเจรจาเชิงผลประโยชน์ระหว่างอำนาจโลกและทุนขนาดยักษ์ในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นมหาอำนาจใหม่ ทั้งสามประเทศต่างคาดหวังข้อตกลงมหาศาล ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี อาวุธ และการเมือง

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็มองว่าการมาที่นี่คือการแสดงให้เห็นถึงพลังของการเจรจาในแบบเขา แบบที่ ‘ใครให้ได้มากกว่า ก็ได้มากกว่า’

 

ภาพ: Photo by Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง:

 

The post จับตาการเยือนอ่าวอาหรับของทรัมป์ เมื่อซาอุ กาตาร์ และ UAE กำลังเดิมพันกับ ‘ดีลแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 https://thestandard.co/thailand-joins-brics-2025/ Sun, 05 Jan 2025 07:59:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1027146 BRICS

ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา 9 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส, โบล […]

The post ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS

ในวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา 9 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส, โบลิเวีย, อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน, ไทย, คิวบา, ยูกันดา, มาเลเซีย และอุซเบกิสถาน ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตร BRICS อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนากลุ่ม BRICS หลังจากการขยายตัวครั้งประวัติศาสตร์

 

นอกจาก 9 ประเทศดังกล่าว สมาชิกก่อนหน้านี้ของกลุ่ม BRICS ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้, อิหร่าน, อียิปต์, เอธิโอเปีย, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

การเติบโตของกลุ่ม BRICS ที่ใหญ่ขึ้นนี้ ไม่เพียงเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของกลุ่ม แต่ยังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการผลักดันการสร้างโลกหลายขั้ว

 

หวังโย่วหมิง ผู้อำนวยการสถาบันประเทศกำลังพัฒนาจากสถาบันวิจัยระหว่างประเทศจีนในปักกิ่ง กล่าวกับ Global Times ว่าการที่ประเทศทั้งเก้าเข้าร่วมเป็นพันธมิตร BRICS สะท้อนถึงแรงผลักดันของขบวนการโลกาภิวัตน์ที่ต้องการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกที่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการผงาดขึ้นของประเทศในกลุ่มโลกใต้

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของครอบครัว BRICS ทำให้สื่อมวลชนตะวันตกบางส่วนแสดงความวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการประชุมสุดยอด BRICS ที่เมืองคาซาน เช่น Voice of America กล่าวว่า การประชุม BRICS ชี้ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันกับตะวันตก

 

ในระยะหนึ่งนักการเมืองและสื่อบางกลุ่มในตะวันตกมักมองว่า BRICS เป็นกลไกที่สร้างขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับตะวันตก แต่ในความเป็นจริง BRICS ไม่ใช่องค์กรต่อต้านตะวันตก แต่เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายและภารกิจชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น คือไม่สร้างกลุ่มใหม่, ไม่แข่งขันในรูปแบบการแบ่งขั้ว และไม่พยายามแทนที่ใคร

 

โมเดลความร่วมมือของ BRICS หลีกเลี่ยงเกมผลรวมศูนย์ (Zero-Sum Games) ระหว่างประเทศมหาอำนาจ และเสนอแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากกว่า ด้วยความครอบคลุมนี้เองที่ดึงดูดให้ประเทศต่างๆ ในกลุ่มโลกใต้รีบสมัครเข้าเป็นสมาชิก BRICS

 

แรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา BRICS คือความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนาสำหรับระเบียบโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น ผ่านความร่วมมือและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบโลกหลายขั้ว

 

อ้างอิง:

The post ไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS เพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในวันแรกของปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ https://thestandard.co/srettha-not-worried-replace-prime-minister-14-aug/ Fri, 02 Aug 2024 03:49:03 +0000 https://thestandard.co/?p=966392

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกร […]

The post เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตศาลเดินทางไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อรักษาตัว แต่มีคำสั่งไม่อนุญาต จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือนสิงหาคมจึงจะออกไปตั้งหลักหรือไม่ว่า ไม่แน่ใจ เพราะอ่านเพียงแต่ข่าวตามหนังสือพิมพ์ว่าทักษิณจะไปพบแพทย์ แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากแพทย์ในประเทศไทยมีอยู่แล้ว และเข้าใจว่าแพทย์ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองเดือนนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากจะมีคดีสำคัญจนอาจทำให้ทักษิณต้องไปตั้งหลัก เศรษฐากล่าวว่า ไม่น่าเกี่ยวกัน เพราะวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล และวันที่ 14 สิงหาคมก็เป็นเรื่องของตน ส่วนทักษิณเองยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ แพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะลูกสาว ก็ออกมายืนยันว่าไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะไปตั้งหลักที่ต่างประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวทักษิณระบุว่าจะออกไปเรื่องสุขภาพ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้พูดคุยกัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิเคราะห์ว่าสถานการณ์ทางการเมืองช่วงเดือนสิงหาคมมีความน่าเป็นห่วง นายกรัฐมนตรีได้ประเมินอะไรหรือไม่ เศรษฐากล่าวว่า ตามที่ตนบอกไปเมื่อวันอังคารที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าได้ส่งคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จาก 3 คดีช่วงเดือนนี้จึงเกิดกระแสข่าวจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)  เศรษฐายอมรับว่ามีการพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว ยังคงทำงานกันอย่างเต็มที่ เมื่อคืน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพของมารดาตน ซึ่งพูดคุยถึงปัญหาบ้านเมืองและการเตรียมพร้อมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันพรุ่งนี้ โดยวันนี้ พล.อ. เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางล่วงหน้าไปวานนี้แล้ว และได้เชิญ ผบ.ทร. มาหารือก่อนลงใต้ ช่วงเที่ยงวันนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากวันที่ 14 สิงหาคม คดีของนายกรัฐมนตรีไม่มีปัญหาจะมีการปรับ ครม. หรือไม่ เศรษฐากล่าวว่า ผมยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย อย่างที่บอก คดีของตนก็จบแล้ว เพราะศาลไม่ได้เรียกขอข้อมูลเพิ่มเติมมา ซึ่งตนได้ทำคำแถลงปิดคดีไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ต้องดูปัญหาบ้านเมืองอย่างเดียว ตนไม่อยากคิดไปไกลถึงการปรับเปลี่ยน ครม. ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่เหลือ 3 ปี แน่นอนว่าอาจมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มีการโยงใยกับวันที่ 14 สิงหาคมนี้ หรือกรณีของพรรคก้าวไกลที่มีการตัดสินวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ฉะนั้นขออย่าไปโยง เพราะจะทำให้เกิดความซับซ้อนและเข้าใจผิด เบี่ยงเบนความสนใจในประเด็นบางเรื่องที่เราต้องทำ ไม่อยากให้รัฐมนตรีทุกคนที่ทำงานอย่างเต็มที่มีความไขว้เขวในเรื่องนี้ ตนว่ามาทำงานกันดีกว่า 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การปรับ ครม. พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังอยู่ครบหรือไม่ หรือจะนำของเก่าออกและเอาของใหม่เข้ามาบ้าง นายกรัฐมนตรีหยุดฟัง แต่ปฏิเสธตอบคำถาม

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความหวาดระแวงหรือไม่ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนตัว จะมีคนในรัฐบาลเข้ามาแทนหากศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เศรษฐากล่าวว่า เรื่องการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ 314 เสียง มันก็เพียงพออยู่แล้ว ถ้ามัวแต่พะว้าพะวัง ไม่อยากให้ทุกคนที่ดูแลบ้านเมืองมาไขว้เขวกับเรื่องนี้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะต้องดึงคนจากพรรคประชาธิปัตย์มาเพิ่มเพื่อให้ 314 เสียงแน่นขึ้น เศรษฐาส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คิดเลย โยงใยเรื่องปรับ ครม. ดึงคนมาเสียบ และการดึงคนเข้าคนออกยังไม่มีในตอนนี้ เพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน ซึ่งเราต้องช่วยเหลือกัน ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในทุกวัน และรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไป

The post เศรษฐาไม่พะว้าพะวัง หลังมีรายชื่อหลายคนเตรียมเสียบนั่งนายกฯ แทน หาก 14 ส.ค. นี้ ตกเก้าอี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปรียบเทียบฐานภาษีธุรกิจการเงิน ไทยท้าชิง ‘ศูนย์กลางการเงิน’ เอเชีย https://thestandard.co/comparing-financial-business-tax-bases/ Fri, 19 Jul 2024 12:21:01 +0000 https://thestandard.co/?p=960370

เปรียบเทียบฐานภาษีธุรกิจการเงินของไทย, สิงคโปร์ และดูไบ […]

The post เปรียบเทียบฐานภาษีธุรกิจการเงิน ไทยท้าชิง ‘ศูนย์กลางการเงิน’ เอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปรียบเทียบฐานภาษีธุรกิจการเงินของไทย, สิงคโปร์ และดูไบ ระหว่างที่ไทยเตรียมออกกฎหมายธุรกิจการเงินฉบับใหม่ หวังขึ้นเป็นศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ของภูมิภาคและของโลก 

 

รัฐบาลไทยเพิ่งประกาศวิสัยทัศน์ ‘Ignite Finance’ โดยในแถลงการณ์ระบุว่า ไทยเตรียมจัดเก็บภาษีที่เทียบเท่ากับศูนย์กลางการเงินอื่นๆ และเตรียมร่าง ‘กฎหมายธุรกิจการเงิน’ ฉบับใหม่ ซึ่งจะรวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษที่เป็น One Stop Service เพื่อดูแลเรื่องการออกใบอนุญาตพิเศษ หรือการให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ 

 

โดยตามการรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า ไทยค่อนข้างมีอัตราภาษีธุรกิจการเงินต่างๆ ที่สูงกว่าศูนย์กลางการเงินอื่นๆ ในภูมิภาค สะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลเตรียมเผชิญในระยะข้างหน้า

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปรียบเทียบฐานภาษีธุรกิจการเงิน ไทยท้าชิง ‘ศูนย์กลางการเงิน’ เอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เร่งส่งตัวฟ้อง ‘ชนินทร์ เย็นสุดใจ’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ทันที พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว หลังถูกจับที่ UAE ส่งทีม DSI รีบไปรับตัว คาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้ https://thestandard.co/chanin-yensudchai-stark-fraud-arrest-uae-extradition/ Sat, 22 Jun 2024 12:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=948447 ชนินทร์ เย็นสุดใจ

DSI ส่งทีมไปรับตัว ชนินทร์ เย็นสุดใจ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้ […]

The post เร่งส่งตัวฟ้อง ‘ชนินทร์ เย็นสุดใจ’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ทันที พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว หลังถูกจับที่ UAE ส่งทีม DSI รีบไปรับตัว คาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนินทร์ เย็นสุดใจ

DSI ส่งทีมไปรับตัว ชนินทร์ เย็นสุดใจ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังหนีคดีมายาวนาน ลุยส่งฟ้องดำเนินคดีทันที พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว หวั่นหลบหนี

 

แหล่งข่าวระดับสูงในตลาดทุนให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ได้รับข้อมูลยืนยันจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ในวันนี้ (22 มิถุนายน) DSI ส่งทีมงานเดินทางไปรับตัวและจับกุม ชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานกรรมการ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตภายในของ STARK ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากได้ประสานกับทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศต้นทางที่จับกุม 

 

ทั้งนี้ คาดว่าทีม DSI ที่เดินทางไปรับตัวจะนำชนินทร์เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (23 มิถุนายน) เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

 

“หลังจากได้ตัว ชนินทร์ เย็นสุดใจ กลับมาก็จะส่งฟ้องในวันจันทร์ (24 มิถุนายน) ทันที รวมถึงจะยื่นเรื่องขอคัดค้านการประกันตัวด้วย เพื่อป้องกันผู้ต้องหาจะหลบหนีอีก”

 

ทั้งนี้ คดีของ STARK มีจุดเริ่มต้นความเสียหายตั้งแต่ที่ STARK มีปัญหาไม่ส่งรายงานงบการเงินไตรมาส 1/66 ส่งผลให้ผู้เสียหายจากหุ้นกู้จำนวนหนึ่งติดต่อเข้ามาเพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งเคยมีประสบการณ์ได้รับความเสียหายในคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับ STARK จึงเห็นว่ากรณีของ STARK ที่มีปัญหาการทุจริตภายในบริษัทมีความเสี่ยงจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ (Default) ของหุ้นกู้ STARK ทั้งหมดจำนวน 5 รุ่น มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท

 

DSI ได้แจ้งข้อกล่าวหาบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลรวมทั้งสิ้นจำนวน 11 ราย ได้แก่ 

 

  • ชนินทร์ เย็นสุดใจ ผู้ต้องหาที่ 1 
  • วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ผู้ต้องหาที่ 2
  • ชินวัฒน์ อัศวโภคี ผู้ต้องหาที่ 3
  • ศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ ผู้ต้องหาที่ 4
  • กิตติศักดิ์ จิตต์ประเสริฐงาม ผู้ต้องหาที่ 5
  • บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ผู้ต้องหาที่ 6
  • บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ต้องหาที่ 7
  • บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด ผู้ต้องหาที่ 8
  • บริษัท ไทยเคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ต้องหาที่ 9
  • บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ต้องหาที่ 10
  • ยสบวร อำมฤต ผู้ต้องหาที่ 11 

 

โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวหา วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ตามมาตรา 312 และมาตรา 281/2 วรรคสอง ประกอบมาตรา 89/7 และมาตรา 89/7 ประกอบมาตรา 89/24 มาตรา 278 มาตรา 281/10 ประกอบมาตรา 300 และมาตรา 306 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 กล่าวหาตามมาตรา 307, 308, 311 และ 312 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 352 และ 353

 

ขณะที่มีทรัพย์สินที่อายัดโดย DSI คิดเป็นมูลค่ารวม 349.32 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมที่ดินและรถยนต์ แบ่งเป็นบัญชีธนาคารจำนวนเงินรวม 127.65 ล้านบาท, บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ บล.เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด ของชนินทร์ เย็นสุดใจ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 218.43 ล้านบาท, เงินสดจำนวนเงินรวม 1.75 ล้านบาท, บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็นเงินไทยจำนวน 1.55 ล้านบาท, ที่ดินจำนวนรวม 11 แปลง และรถยนต์ของชนินทร์ เย็นสุดใจ จำนวน 4 คัน ยี่ห้อ Rolls-Royce 2 คัน Bentley 1 คัน และ Mercedes-Benz 1 คัน โดยในส่วนของทรัพย์สินได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 

 

ขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม ได้แก่ พยานกลุ่มกรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ, พยานพนักงานบริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด รวมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม และจะดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

โดยจากพยานหลักฐาน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันลงข้อความอันเป็นเท็จในบัญชีและงบการเงิน เพื่อให้ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น มีผลประกอบการที่ดี และนำงบการเงินที่มีการตกแต่งดังกล่าวมาใช้สำหรับการออกหุ้นกู้เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนจำนวน 3 ชุด ในปี 2564-2565 รวมเป็นเงิน 9,198 ล้านบาท รวมทั้งยังใช้ดำเนินการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ในปี 2565 อีกจำนวน 5,580 ล้านบาท ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริง และทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง รวมเป็นความเสียหายจำนวน 14,778 ล้านบาท

The post เร่งส่งตัวฟ้อง ‘ชนินทร์ เย็นสุดใจ’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ทันที พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว หลังถูกจับที่ UAE ส่งทีม DSI รีบไปรับตัว คาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมดูไบเจอฝนถล่มหนักสุดในรอบ 75 ปี https://thestandard.co/dubai-heaviest-rainfall-75-years/ Thu, 18 Apr 2024 09:21:50 +0000 https://thestandard.co/?p=924188 ทำไม ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจอฝนถล่มหนักสุดในรอบ 75 ปี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เจอพายุใหญ่ถล่ม อิทธิพลพายุส่งผลให้ […]

The post ทำไมดูไบเจอฝนถล่มหนักสุดในรอบ 75 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจอฝนถล่มหนักสุดในรอบ 75 ปี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เจอพายุใหญ่ถล่ม อิทธิพลพายุส่งผลให้เกิดปริมาณน้ำฝนสูงสุดในรอบ 75 ปี น้ำท่วมเจิ่งนองไปแทบทุกที่จนการจราจรเป็นอัมพาต โรงเรียนและสถานที่ราชการต้องปิดทำการ อีกทั้งยังมีผู้เสียชีวิตด้วย 1 คน ขณะเพื่อนบ้านอย่างโอมานก็เผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายไม่ต่างกัน โดยสำนักข่าว Reuters รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 คนจากเหตุอุทกภัยครั้งนี้

 

เกิดอะไรขึ้น ทำไมดินแดนที่ปกติแทบจะไม่มีฝนจึงเจอฝนถล่มหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ THE STANDARD จะสรุปให้ฟัง

 

เกิดอะไรขึ้นในโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

ขณะที่คนไทยกำลังเล่นน้ำสงกรานต์อย่างชุ่มฉ่ำ ในอีกซีกโลกหนึ่งพายุลูกใหญ่ได้โหมกระหน่ำเข้าสู่โอมานเมื่อวันอาทิตย์ (14 เมษายน) ก่อนที่จะเคลื่อนตัวเข้าพัดถล่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันอังคาร (16 เมษายน) ส่งผลให้หลายพื้นที่ไฟฟ้าดับ ภาคการบินปั่นป่วนหนัก เพราะรันเวย์กลายสภาพเป็นเหมือนแม่น้ำสายย่อมๆ

 

ในเมืองอัลอินของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งมีพรมแดนติดกับโอมาน ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 254 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1949 หรือในรอบ 75 ปี 

 

ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นน้ำท่วมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายคนต้องติดอยู่ในรถนานหลายชั่วโมง ผู้โดยสารที่เตรียมเดินทางด้วยเครื่องบินจำนวนมากได้รับแจ้งว่าเครื่องบินดีเลย์เกือบทุกเที่ยว จนเกิดเหตุโกลาหลที่สนามบิน โรงเรียนหลายแห่งปิดทำการจนถึงสัปดาห์หน้า

 

การทำฝนเทียม (Cloud Seeding) เป็นสาเหตุให้เกิดพายุหรือไม่

 

ต้องอธิบายแบบนี้ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และดินแดนบนคาบสมุทรอาระเบียขึ้นชื่ออยู่แล้วว่ามีสภาพอากาศแบบทะเลทรายอันแห้งแล้ง แทบจะไม่เจอฝน โดยอุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนสามารถทะยานทะลุ 50 องศาเซลเซียส 

 

โดยปกติแล้วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 200 มิลลิเมตร ส่งผลให้ในช่วงทศวรรษ 1990 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทุ่มงบประมาณทำฝนเทียมหรือ Cloud Seeding เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในดินแดนที่ได้ชื่อว่าร้อนที่สุด และแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดเหตุฝนตกหนักเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การทำฝนเทียมซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มักจะดำเนินการอยู่เป็นประจำนั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝนตกหนักหรือไม่

 

แต่สำนักข่าว Reuters ส่งคำถามไปยังกรมอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งพวกเขายืนยันว่าไม่ได้มีการทำฝนเทียมก่อนที่พายุใหญ่จะมา

 

โลกรวนคือตัวการ?

 

เอสรา อัลนักบี นักพยากรณ์อาวุโสประจำศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้น่าจะมีสาเหตุมาจากภาวะโลกรวน ที่ทำให้ระบบสภาพอากาศปกติเลวร้ายลงไปจากเดิม

 

ระบบความกดอากาศต่ำในชั้นบรรยากาศชั้นบน ประกอบกับความกดอากาศต่ำที่พื้นผิวทำหน้าที่เหมือนเป็นการ ‘บีบ’ ความกดอากาศ โดยการบีบดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้นจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่อุ่นกว่าที่ระดับพื้นผิวกับอุณหภูมิที่เย็นกว่าที่อยู่สูงขึ้นไป จนทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในที่สุด

 

อัลนักบียังกล่าวด้วยว่า ‘สภาพปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ’ สามารถเกิดขึ้นได้ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงผลัดเปลี่ยนฤดูกาลที่ความกดอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมว่าภาวะโลกรวนก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดพายุด้วย 

 

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศหลายคนยังกล่าวด้วยว่า การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะโลกรวน ก็ส่งผลให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้นทั่วโลก รวมถึงเหตุฝนถล่มด้วยเช่นกัน

 

ฟรีเดอริก ออตโต อาจารย์อาวุโสด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศแห่ง Imperial College London กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากโลกมีสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น โดยบรรยากาศที่อุ่นขึ้นจะสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้นนั่นเอง

 

ภาพ: Amr Alfiky / Reuters

อ้างอิง:

The post ทำไมดูไบเจอฝนถล่มหนักสุดในรอบ 75 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จับมือกับ NASA ร่วมสร้างโมดูลแอร์ล็อกให้สถานีอวกาศดวงจันทร์ https://thestandard.co/nasa-uae-artemis-lunar-gateway-airlock/ Tue, 09 Jan 2024 03:07:48 +0000 https://thestandard.co/?p=885599 สถานีอวกาศดวงจันทร์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์วางแผนสร้างโมดูลแอร์ล็อกให้กับ Luna […]

The post สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จับมือกับ NASA ร่วมสร้างโมดูลแอร์ล็อกให้สถานีอวกาศดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานีอวกาศดวงจันทร์

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์วางแผนสร้างโมดูลแอร์ล็อกให้กับ Lunar Gateway สถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์แห่งแรก พร้อมเตรียมส่งนักบินอวกาศเดินทางไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับโครงการอาร์ทีมิสของ NASA

 

ศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด หรือ MBRSC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ลงนามความร่วมมือกับ NASA ที่ครอบคลุมถึงการสร้างโมดูลแอร์ล็อกสำหรับนักบินอวกาศและการทดลอง เพื่อออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอกยานอย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับการสนับสนุนเชิงวิศวกรรมสำหรับการใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์

 

ข้อมูลล่าสุดที่ NASA เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม ระบุว่านักบินอวกาศชาวยูเออี 1 คน จะได้ออกเดินทางไปสถานี Lunar Gateway กับหนึ่งในภารกิจอาร์ทีมิสในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าอาจเป็นภารกิจอาร์ทีมิส 6 ที่มีแผนขนส่งโมดูลแอร์ล็อกเดินทางไปประกอบเข้ากับสถานีอวกาศ

 

ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านการสำรวจอวกาศมาตั้งแต่ปี 2019 ที่มีนักบินอวกาศชาวยูเออีคนแรกร่วมเดินทางไปปฏิบัติภารกิจระยะสั้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ และในปี 2020 สหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คือประเทศกลุ่มแรกที่ลงนามใน Artemis Accords เช่นเดียวกับความร่วมมือด้านการวิจัยต่างๆ เช่น ภารกิจดาวอังคาร และการสำรวจอวกาศโดยมนุษย์ เป็นต้น

 

ด้าน Lunar Gateway จะเป็นสถานีอวกาศแห่งแรกในวงโคจรรอบดวงจันทร์ โดยมีความร่วมมือจากหน่วยงานอวกาศของแคนาดา (CSA) ยุโรป (ESA) ญี่ปุ่น (JAXA) และยูเออีเป็นประเทศล่าสุด โดยรัสเซียที่ตอนแรกให้ความสนใจเข้าร่วมและเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ไม่ได้มีส่วนกับสถานีอวกาศนี้ ซึ่งเป็นไปได้ว่ารัสเซียอาจร่วมมือกับจีนในการพัฒนาสถานีอวกาศบนพื้นผิวดวงจันทร์แทน

 

สำหรับปลายปี 2024 NASA วางแผนส่ง 4 นักบินอวกาศออกเดินทางไปดวงจันทร์อีกครั้งกับภารกิจอาร์ทีมิส 2 ก่อนที่ในช่วงปลายปี 2025 จะมีการลงจอดบนดวงจันทร์ในภารกิจอาร์ทีมิส 3 โดย Lunar Gateway จะเริ่มการก่อสร้างอย่างเร็วที่สุดในปี 2025 ด้วยการส่งโมดูลบริการ และโมดูลอยู่อาศัยขนาดย่อมเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์

 

ภาพ: NASA

อ้างอิง:

The post สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จับมือกับ NASA ร่วมสร้างโมดูลแอร์ล็อกให้สถานีอวกาศดวงจันทร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พัชรวาทกล่าวถ้อยแถลงบนเวที COP28 ปักหมุดลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 แสดงความจริงใจแก้ปัญหา เร่งผลักดันกฎหมายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ https://thestandard.co/patcharawat-wongsuwan-cop28/ Sun, 10 Dec 2023 12:34:27 +0000 https://thestandard.co/?p=875456

วันนี้ (10 ธันวาคม) พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกร […]

The post พัชรวาทกล่าวถ้อยแถลงบนเวที COP28 ปักหมุดลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 แสดงความจริงใจแก้ปัญหา เร่งผลักดันกฎหมายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ธันวาคม) พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 28 (COP28) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมกับผู้นำจากนานาประเทศ 

 

พล.ต.อ. พัชรวาท กล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามเป้าหมาย โดยจะมีแผนการปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 

 

นอกจากนั้น ประเทศไทยได้แสดงความจริงใจในการเร่งผลักดันพระราชบัญญัติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ให้ออกมาเป็นหลักในการทำงานของประเทศโดยเร็วที่สุด 

 

พล.ต.อ. พัชรวาท ยังกล่าวสนับสนุนการระดมเงินแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2025 ที่จะดำเนินการโดยประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อนำมาเป็นแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลง และรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา    

 

ดังนั้นประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีจึงคาดหวังที่จะได้เห็นความชัดเจนของกองทุนสำหรับการสูญเสียและความเสียหายนี้ในการประชุม COP28 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือกันในระดับโลกจะนำไปสู่เส้นทางการลดอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายของความตกลงปารีสให้สำเร็จ

 

“ขอย้ำเตือนว่า ทุกประเทศต้องร่วมมือกันให้เต็มที่ เพราะโลกกำลังส่งสัญญาณแล้วว่าอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือทำ เพื่อให้ลูกหลานมีโลกอาศัยอยู่ต่อไป” พล.ต.อ. พัชรวาทกล่าว

The post พัชรวาทกล่าวถ้อยแถลงบนเวที COP28 ปักหมุดลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 แสดงความจริงใจแก้ปัญหา เร่งผลักดันกฎหมายเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BRICS เดินหน้าขยายอิทธิพล อ้าแขนต้อนรับ 6 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก มีผล 1 ม.ค. 2024 https://thestandard.co/brics-invites-6-new-members/ Fri, 25 Aug 2023 05:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=833699

ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X (Twit […]

The post BRICS เดินหน้าขยายอิทธิพล อ้าแขนต้อนรับ 6 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก มีผล 1 ม.ค. 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) เมื่อวันพฤหัสบดี (24 สิงหาคม) ที่ผ่านมา ในฐานะประธาน BRICS คนปัจจุบันว่า ชาติสมาชิกของกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เตรียมเชิญ 6 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS โดย 6 ประเทศดังกล่าวคือ อาร์เจนตินา อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน ซึ่งสถานะความเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2024

 

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของวาระการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 15 คือการเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการค้า การลงทุน ตลอดจนการพัฒนาในด้านอื่นๆ ร่วมกัน 

 

รายงานระบุว่า ผู้นำกลุ่ม BRICS ตบเท้าเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ยกเว้นประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานด้วยตนเองได้ เนื่องจากอาจมีหมายศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะมีผลบังคับให้ประเทศเจ้าภาพอย่างแอฟริกาใต้ ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ต้องดำเนินการจับกุมปูติน 

 

รามาโฟซา ประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้ กล่าวว่า BRICS ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลายที่มารวมตัวกันเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน ซึ่งแม้ประเทศต่างๆ จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ก็มีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อโลกที่ดีกว่า ในฐานะหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่ม BRICS ทางกลุ่มได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับหลักการชี้แนะ มาตรฐาน หลักเกณฑ์ และขั้นตอนของกระบวนการขยายอิทธิพลของ BRICS ซึ่งหมายรวมถึงการเพิ่มจำนวนสมาชิก 

 

การเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS ของ 6 ประเทศใหม่ จะทำให้กลุ่ม BRICS มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 ประเทศ อีกทั้งกลุ่ม BRICS ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเติบโตเรื่อยๆ เนื่องจากมีการทาบทามส่งเทียบเชิญให้กับประเทศอื่นๆ เข้าร่วม โดยมีหลายประเทศ เช่น ไนจีเรียและกานา ต่างแสดงความสนใจอย่างไม่เป็นทางการ

 

ด้านประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การขยายจำนวนสมาชิกดังกล่าวเป็น “จุดเริ่มต้นใหม่สำหรับความร่วมมือของ BRICS” และกล่าวว่าความร่วมมือดังกล่าวจะนำพลังใหม่ๆ มาสู่กลไกความร่วมมือของ BRICS และเสริมสร้างพลังเพื่อสันติภาพและการพัฒนาของโลก

 

ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียได้ส่งสารแสดงความขอบคุณแอฟริกาใต้ ประเทศเจ้าภาพ โดยเฉพาะประธานาธิบดีรามาโฟซาที่ใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูตในการเจรจาในทุกประเด็น ซึ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนสมาชิกขยายกลุ่ม BRICS

 

ส่วนประธานาธิบดีรามาโฟซายังได้บอกใบ้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มเติมจำนวนสมาชิก BRICS ในอนาคต พร้อมย้ำว่า BRICS ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศอื่นๆ ดังนั้น ในการสร้างความร่วมมือกับ BRICS ทางกลุ่มได้มอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศพัฒนารูปแบบประเทศของกลุ่มและรายชื่อประเทศคู่ค้าในอนาคต ซึ่งจะรายงานในการประชุมสุดยอดครั้งถัดไป

 

ในส่วนของประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล กล่าวว่า BRICS ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นได้จากความสนใจที่เพิ่มขึ้นของประเทศอื่นๆ ที่จะเข้าร่วมกลุ่ม โดยขณะนี้ BRICS มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 37% ของ GDP โลกในแง่ของกำลังซื้อ และ 46% ในแง่ของประชากรโลก โดยเขาได้ย้ำว่า BRICS จะยังคงเปิดรับสมาชิกใหม่ต่อไป

 

รายงานระบุว่า แม้ประเทศสมาชิก BRICS ต่างแสดงการสนับสนุนต่อการเปิดรับสมาชิกใหม่อย่างเปิดเผย แต่บรรดาผู้นำก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจำนวนและความรวดเร็วในการเพิ่มสมาชิก

 

ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย กล่าวว่า “การขยายตัวและความทันสมัยของ BRICS คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มที่ต้องการสื่อถึงทุกสถาบันในโลกเกี่ยวกับความสำคัญที่ต้องหล่อหลอมตนเองตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป”

 

Gustavo de Carvalho นักวิเคราะห์นโยบายและนักวิจัยอาวุโสของสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งแอฟริกาใต้ แสดงความเห็นผ่าน X ว่า สมาชิกใหม่จะไม่ใช่แค่ช่วยให้ BRICS เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังให้โอกาสสำหรับสมาชิกในด้านต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือการแลกเปลี่ยนซื้อขายและลงทุนระหว่างกันโดยตรงด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่ง BRICS ยังคงศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 

 

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งมองว่า บรรดาสมาชิกใหม่ของ BRICS ต่างมีความท้าทายในรูปแบบต่างๆ ติดมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่การปะทะครั้งใหม่ในเอธิโอเปียทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพภายใน ส่วนอียิปต์กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ และเมื่อเร็วๆ นี้ อาร์เจนตินาได้ลดค่าเงินของประเทศของตนลงอย่างมาก ขณะที่อาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียต่างพยายามเติบโตในภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน แม้ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากชาติตะวันตกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องก็ตาม 

 

อ้างอิง:

The post BRICS เดินหน้าขยายอิทธิพล อ้าแขนต้อนรับ 6 ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก มีผล 1 ม.ค. 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเออีให้คำมั่น เตรียมส่งมอบเงินช่วยฟื้นฟูค่ายผู้ลี้ภัยเจนินราว 530 ล้านบาท หลังถูกอิสราเอลโจมตี https://thestandard.co/uae-contribution-rehabilitation-in-jenin/ Fri, 07 Jul 2023 03:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=813502 ปาเลสไตน์

ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ‘ยูเออี’ เตรียมส่งมอบเง […]

The post ยูเออีให้คำมั่น เตรียมส่งมอบเงินช่วยฟื้นฟูค่ายผู้ลี้ภัยเจนินราว 530 ล้านบาท หลังถูกอิสราเอลโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปาเลสไตน์

ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ‘ยูเออี’ เตรียมส่งมอบเงินช่วยเหลือ เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมค่ายผู้ลี้ภัยเจนินในเขตเวสต์แบงก์ หลังถูกกองกำลังอิสราเอลโจมตีอย่างต่อเนื่อง เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นับเป็นปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ดังกล่าวในรอบ 20 ปี 

 

โดยทางการอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ในเมืองเขตเวสต์แบงก์ หลังจากที่ก่อเหตุโจมตีชาวอิสราเอลหลายต่อหลายครั้ง เป็นเหตุให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน ขณะที่นายทหารอิสราเอลเสียชีวิตจำนวน 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลักร้อยราย

 

สำนักข่าวภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลยูเออีรายงานว่า เงินช่วยเหลือนี้จะมอบให้กับสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (UNRWA) เพื่อช่วยซ่อมแซมที่พักอาศัยและฟื้นฟูธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุโจมตีดังกล่าว

 

ในขณะนี้เอง UNRWA ก็กำลังเผชิญความยากลำบากทางการเงินอย่างมาก หลังจากการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลดลงจากราว 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ UNRWA อาจเข้าใกล้สภาวะล่มสลายทางการเงินและไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกิจของตนเองได้

 

ทางด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศว่า ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่กองกำลังอิสราเอลจะตอบโต้กับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธหรือกลุ่มก่อการร้ายที่หมายมุ่งจะทำลายความสงบสุขภายในเขตอธิปไตยของอิสราเอล

 

ภาพ: Ahmad Gharabli / AFP

อ้างอิง:

The post ยูเออีให้คำมั่น เตรียมส่งมอบเงินช่วยฟื้นฟูค่ายผู้ลี้ภัยเจนินราว 530 ล้านบาท หลังถูกอิสราเอลโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำอย่างไร เปลี่ยนทะเลทรายให้ปลูกผักได้ใน 40 วัน https://thestandard.co/key-messages-united-arab-emirates/ Fri, 02 Jun 2023 11:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=798459

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีขนาดพอๆ กับประเทศโปรตุเกส แต่พื้น […]

The post ชมคลิป: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำอย่างไร เปลี่ยนทะเลทรายให้ปลูกผักได้ใน 40 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีขนาดพอๆ กับประเทศโปรตุเกส แต่พื้นที่ทั้งหมดเป็นทะเลทรายไปแล้ว 80% ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีทะเลสาบ และมีฝนตกเฉลี่ยไม่กี่วันต่อปี การจะปลูกพืชให้ถึงขั้นออกดอกออกผลได้ในประเทศนี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย 

 

แต่พวกเขากลับใช้เวลาแค่ 40 วัน พลิกผืนทรายที่แห้งแล้งให้เต็มไปด้วยแตงโม ซูกินี และข้าวฟ่างไข่มุกพร้อมรับประทาน  

 

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานสุดยิ่งใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่หวังจะสร้างโอเอซิสขึ้นมากลางทะเลทราย พวกเขาทำได้อย่างไร และทำไมต้องทำ? 

 

The post ชมคลิป: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำอย่างไร เปลี่ยนทะเลทรายให้ปลูกผักได้ใน 40 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเออี เจ้าภาพ COP28 ปลายปี 2023 ชี้ โลกอาจยังไม่พร้อมที่จะยุติการใช้พลังงานฟอสซิล https://thestandard.co/uae-on-world-and-fossil-fuels/ Wed, 10 May 2023 09:23:52 +0000 https://thestandard.co/?p=788010

มาเรียม อัลเมห์รี รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาก […]

The post ยูเออี เจ้าภาพ COP28 ปลายปี 2023 ชี้ โลกอาจยังไม่พร้อมที่จะยุติการใช้พลังงานฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาเรียม อัลเมห์รี รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ‘ยูเออี’ เจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่าง COP28 ในช่วงปลายปี 2023 นี้ชี้ว่า โลกอาจยังไม่พร้อมที่จะยุติการใช้พลังงานฟอสซิล

 

ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนจุดยืนที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวทางในการรับมือและต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกก่อนที่การประชุม COP28 จะเปิดฉากขึ้น โดยบรรดารัฐบาลตะวันตกที่มั่งคั่ง รวมถึงประเทศหมู่เกาะที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้เดินหน้าผลักดันให้ยุติการใช้พลังงานฟอสซิล ขณะที่บรรดาประเทศที่ร่ำรวยและอุดมไปด้วยทรัพยากรด้านพลังงาน โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง ได้สนับสนุนให้มีการขุดเจาะและใช้ประโยชน์จากพลังงานฟอสซิลต่อไป

 

โดยอัลเมห์รีชี้แจงว่า การยุติการใช้พลังงานฟอสซิลจะส่งผลเสียต่อบรรดาประเทศที่พึ่งพาเชื้อเพลิงเหล่านี้ในการเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งประเทศเหล่านั้นอาจไม่สามารถทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลด้วยแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้โดยง่าย

 

นอกจากนี้อัลเมห์รียังเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีดักจับและจัดเก็บก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อลดความเข้มของก๊าซก่อนที่จะปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมทั้งชี้ว่ากลยุทธ์นี้จะมีส่วนช่วยทำให้ประเทศต่างๆ สามารถรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกได้ ขณะที่ก็ยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานฟอสซิล ขุดเจาะน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และถ่านหินต่อไปได้

 

อัลเมห์รีระบุว่า “ในปัจจุบันพื้นที่ของการใช้พลังงานทดแทนกำลังก้าวหน้าและมีอัตราเร่งที่สูงมาก แต่ไม่มีที่ไหนเลยที่เราจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราสามารถยุติการใช้พลังงานฟอสซิลและพึ่งพาแต่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนได้ทั้งหมด” โดยเธอยังระบุว่า “ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมและปฏิบัติได้จริง เพราะไม่ใช่ทุกประเทศในโลกที่จะมีทรัพยากรที่เพียงพอ”

 

ยูเออีตั้งเป้าที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2050 นี้ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจาก 25% ในปัจจุบัน ทั้งยังมั่นใจว่ารัฐบาลจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งและมุ่งไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

 

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมยูเออีรายนี้ยังเผยอีกว่า นอกจากประเด็นเรื่องพลังงานแล้ว ความมั่นคงทางด้านอาหารโลกก็จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะได้รับการพูดคุยกันในการประชุม COP28 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคมปีนี้ เนื่องจากเกือบ 1 ใน 3 ของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเกี่ยวพันกับการผลิตอาหารโลก

 

นอกจากนี้การจัดการกับความไร้ประสิทธิภาพของระบบการผลิตอาหารโลกนี้ ยังมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ภาวะทุพโภชนาการ ของเสียจากอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ในคราวเดียวกัน

 

ภาพ: Leah Millis / Reuters

อ้างอิง:

The post ยูเออี เจ้าภาพ COP28 ปลายปี 2023 ชี้ โลกอาจยังไม่พร้อมที่จะยุติการใช้พลังงานฟอสซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาโนเชื่อทีมชาติไทยสู้ระดับเอเชียได้ แต่ต้องเพิ่มเรื่องสมาธิ หลังพ่ายเกมอุ่นเครื่องทั้ง 2 นัด https://thestandard.co/mano-changsuek-must-concentrate/ Wed, 29 Mar 2023 02:40:24 +0000 https://thestandard.co/?p=770057 Mano Polking

วันนี้ (29 มีนาคม) หลังจบการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องตาม […]

The post มาโนเชื่อทีมชาติไทยสู้ระดับเอเชียได้ แต่ต้องเพิ่มเรื่องสมาธิ หลังพ่ายเกมอุ่นเครื่องทั้ง 2 นัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mano Polking

วันนี้ (29 มีนาคม) หลังจบการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ นัดที่ 2 ที่ทีมชาติไทยพ่ายให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) 0-2

 

มาโน โพลกิง หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ให้สัมภาษณ์หลังเกมระบุว่า “เราทำได้ดีในครึ่งแรก มีโอกาสที่ดีหลายครั้งในแดนหน้า แน่นอนว่าครึ่งหลังมันอาจจะไม่ได้ดีเท่าครึ่งแรก แต่เราพยายามให้ผู้เล่นที่มาอยู่กับเราตลอด 9 วันได้ลงเล่น เรายึดตัวจริงมาจากเกมแรกและเปลี่ยนเพียงบางตำแหน่งเพื่อดูการเล่นของพวกเขา

 

“เราไม่มีความสุขและผิดหวังกับผลการแข่งขัน แต่มันก็คือเกมอุ่นเครื่องเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการที่เราได้เดินทางมาอุ่นเครื่องแบบนี้เพื่อดูว่าเราสามารถต่อสู้กับระดับเอเชียได้หรือไม่ ซึ่งตลอดทั้ง 2 เกมเราแสดงให้เห็นว่าสามารถสู้ได้ แค่เราจะต้องมีสมาธิกับการเล่นระดับนี้ให้มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ และเชื่อว่าหลังจากนี้ทีมชาติไทยจะทำได้

 

“ผมอยากบอกกับแฟนบอลชาวไทยว่าขอให้เชื่อมั่นทีมชาติไทยเอาไว้ นี่แค่เกมอุ่นเครื่อง แน่นอนว่าเราอยากชนะ แต่ก็ได้เห็นว่าทีมมีคุณภาพสามารถสู้กับทีมระดับเอเชียได้ ดังนั้นอย่าเพิ่งยอมแพ้ และผมเชื่อว่าเราจะทำได้ดีในการแข่งรายการเอเชียนคัพอย่างแน่นอน” มาโนกล่าวทิ้งท้าย

 

ทั้งนี้ ทีมชาติไทยจะเดินทางกลับประเทศไทยทันทีในวันที่ 30 มีนาคม 2566 โดยจะถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 08.00 น. ตามเวลาประเทศไทยโดยประมาณ

The post มาโนเชื่อทีมชาติไทยสู้ระดับเอเชียได้ แต่ต้องเพิ่มเรื่องสมาธิ หลังพ่ายเกมอุ่นเครื่องทั้ง 2 นัด appeared first on THE STANDARD.

]]>