UN Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/un/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 14 Apr 2026 08:33:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 https://thestandard.co/5-things-imf-world-bank-spring-meetings-2026/ Tue, 14 Apr 2026 08:33:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1197947 ภาพประกอบการประชุม World Bank-IMF Spring Meetings 2026 พร้อมข้อความ 5 ประเด็นน่าจับตา

ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา งาน World Bank-IMF Spring Meetings […]

The post รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการประชุม World Bank-IMF Spring Meetings 2026 พร้อมข้อความ 5 ประเด็นน่าจับตา

ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา งาน World Bank-IMF Spring Meetings ถูกจัดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนมาแล้ว 4 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ในปี 2020, สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022, นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในปี 2025 และล่าสุด วิกฤตราคาน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฝังรากลึก และแรงกดดันด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา การประชุมดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนบททดสอบความกดดัน (stress test) สำหรับการพัฒนาที่เท่าเทียม (Equitable Development) และระบบพหุภาคีที่กำลังแตกสลายลง

 

สำนักข่าว Bloomberg และ ศูนย์วิจัยนโยบายของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-CPR) ได้ระบุถึง 5 ประเด็นน่าจับตา โดยมีมุมมองร่วมกัน ดังนี้

 

1. ‘ความขัดแย้ง’ ไม่ใช่ ‘ปัจจัยภายนอก’ อีกต่อไป

 

ความขัดแย้งในอิหร่านคือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดย Bloomberg ชี้ว่า ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรหลักเพียงตัวแปรเดียวในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายจนราคาน้ำมันพุ่งถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็อาจทำให้ GDP โลกโตเพียง 2.2% และดันเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ได้

 

ในขณะที่ UN ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ใช่แค่ความเสี่ยงรองอีกต่อไป แต่เป็นความสำคัญหลักทางนโยบายที่จะส่งผลกระทบทันที ซึ่งอาจพลิกโฉมกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อเสียใหม่ โดยสถาบันต่างๆ อาจต้องนำปัจจัยด้านความขัดแย้งเข้ามาควบรวมในโมเดลประเมิน แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงตัวแปรภายนอก (exogenous) ที่ควบคุมไม่ได้อย่างในอดีต

 

2. โครงสร้างหนี้แบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

 

Bloomberg ระบุว่าปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นยังคงเป็นเรื่องสำคัญในวาระการประชุมครั้งนี้ และ IMF คาดการณ์ว่าจะมีคำขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยความต้องการด้านดุลการชำระเงินราว 20,000 ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มเติมจากยอดหนี้คงค้างเดิมที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์

 

ในขณะที่ UN ชี้ว่า โครงสร้างหนี้ในปัจจุบันไม่เหมาะสมกับโลกที่มีความผันผวนซ้อนทับกัน พร้อมย้ำว่าการส่งสัญญาณแก้ปัญหาอย่างจริงจัง มีความสำคัญกว่าคำพูดใดๆ เช่น การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ การเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับประเทศลูกหนี้ (Borrowers’ Platform) และการดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย

 

3. กลุ่มอำนาจกลาง มีบทบาทมากขึ้นในโลกแบ่งขั้ว

 

Bloomberg มองว่า ‘พหุภาคีที่ตึงเครียด’ (strained multilateralism) และกระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) จะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ซึ่งแม้จะมีการร้องขอให้หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายแบบตัวใครตัวมัน แต่โอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในภาวะวิกฤตนี้ยังคงดูริบหรี่

 

ส่วนทาง UN ชวนจับตาว่า ประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ในการกำหนดวาระการประชุมด้านการพัฒนา ขณะที่กลุ่มประเทศอำนาจระดับกลาง (middle powers) กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการสนทนา สร้างพันธมิตร และเสนอแนวคิดนวัตกรรมเชิงสถาบัน

 

4. ‘การเงินทางเลือก’ ก้าวแทนที่ ‘ธนาคารแบบเดิม’

 

Bloomberg ระบุว่า ธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญความเสี่ยง หลังสถาบันการเงินทางเลือกเริ่ม (non-bank) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่า IMF เริ่มพิจารณาการเติบโตของการให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารในตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจังในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา

 

ทาง UN ขยายความประเด็นนี้ว่า เทคโนโลยี Fin-tech และตลาด Stablecoin กำลังกลายเป็นเวทีหลักของการปล่อยสินเชื่อ และอาจมีมูลค่าถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาโลกได้ หากมีการกำกับดูแลและการเข้าถึงที่ดีพอ

 

5. ตัวชี้วัด ‘ความสำเร็จ’ แทนที่ GDP แบบเดิม

 

ความผันผวนทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันต่างๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด Bloomberg ระบุว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้ธนาคารกลางหลักๆ เช่น ECB และ BOJ ต้องเผชิญความกดดันในการกำหนดทิศทางนโยบายดอกเบี้ย

 

UN เผยว่า ในการปรับปรุงกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อ ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้พยายามที่จะก้าวข้ามการใช้ GDP ในการชี้วัดความสำเร็จ โดยเปลี่ยนไปใช้ตัวชี้วัดด้านการจ้างงานแบบใหม่ และนับความเสี่ยงด้านความขัดแย้งและสภาพภูมิอากาศร่วมด้วย

 

ภาพ: Reuters Connect

 

อ้างอิง:

 

The post รวม 5 ประเด็นน่าจับตา ในงาน World Bank-IMF Spring Meetings 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์คัดค้านอิสราเอล หลังเตรียมผนวกรวมดินแดนเวสต์แบงก์ https://thestandard.co/trump-opposes-israel-west-bank-annexation/ Tue, 10 Feb 2026 03:44:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1176795 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงจุดยืนคัดค้านการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ของอิสราเอล

ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวานนี้ (9 กุมภาพันธ์) ว่า โดนัลด์ […]

The post ทรัมป์คัดค้านอิสราเอล หลังเตรียมผนวกรวมดินแดนเวสต์แบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงจุดยืนคัดค้านการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ของอิสราเอล

ทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวานนี้ (9 กุมภาพันธ์) ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แสดงจุดยืน คัดค้านการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ของอิสราเอล โดยระบุว่า เวสต์แบงก์ที่มีเสถียรภาพจะช่วยรักษาความปลอดภัยให้อิสราเอล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสร้างสันติภาพในภูมิภาค

 

ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์ มีขึ้นหลังจากที่คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลได้อนุมัติมาตรการใหม่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อขยายอำนาจควบคุมเหนือดินแดนเวสต์แบงก์ ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้นิคมชาวยิวซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้น ถือครองที่ดินได้สะดวกยิ่งขึ้น และยกเลิกข้อกำหนดใบอนุญาตการทำธุรกรรม

 

อีกทั้งยังมีการโอนอำนาจบริหาร ด้วยการยึดอำนาจการออกใบอนุญาตก่อสร้างในเมืองเฮบรอน (Hebron) จากทางการปาเลสไตน์มาเป็นของกองทัพอิสราเอล รวมทั้งเพิ่มการควบคุมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น Rachel’s Tomb และ Cave of the Patriarchs รวมถึงการเข้าควบคุมแหล่งโบราณคดีและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่เดิมอยู่ภายใต้การบริหารของปาเลสไตน์ตามข้อตกลงออสโล (Oslo Accords)

 

เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล ระบุอย่างชัดเจนว่า มาตรการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อฝังรากลึกในทุกพื้นที่ของดินแดนอิสราเอล และฝังกลบแนวคิดเรื่องการตั้งรัฐปาเลสไตน์

 

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

 

การตัดสินใจของอิสราเอลก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั่วโลก โดยกลุ่มประเทศมุสลิม 8 ประเทศ ได้แก่ อียิปต์, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, ปากีสถาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกแถลงการณ์ร่วมประณามว่าเป็นการ ‘เร่งกระบวนการผนวกดินแดนอย่างผิดกฎหมาย’ และขับไล่ชาวปาเลสไตน์

 

ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN เตือนว่า การกระทำนี้บั่นทอนโอกาสในการเกิด ‘แนวทางสองรัฐ’ (Two-State Solution) และถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ขณะที่หลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและสเปนต่างเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกมาตรการดังกล่าวทันที โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

นักวิจารณ์ระบุว่า มาตรการเหล่านี้ของอิสราเอลละเมิด ข้อตกลงออสโลและกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า ยังเป็นการท้าทายจุดยืนของทรัมป์โดยตรงต่อประเด็นปัญหาในตะวันออกกลางอีกด้วย

 

แฟ้มภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์คัดค้านอิสราเอล หลังเตรียมผนวกรวมดินแดนเวสต์แบงก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้น ทำไมเลขาธิการ UN เตือน UN กำลังเสี่ยงล่มสลายทางการเงิน https://thestandard.co/un-financial-collapse-warning/ Sat, 31 Jan 2026 05:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1171754 ภาพ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ แถลงการณ์ถึงวิกฤตสภาพคล่องทางการเงินของ UN

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) อ […]

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมเลขาธิการ UN เตือน UN กำลังเสี่ยงล่มสลายทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ แถลงการณ์ถึงวิกฤตสภาพคล่องทางการเงินของ UN

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ออกมาประกาศเตือนว่า UN กำลังเสี่ยงล่มสลายทางการเงินในอนาคตอันใกล้ (Imminent Financial Collapse) อันเนื่องมาจาก ‘วิกฤตสภาพคล่องที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์’ โดยมีสาเหตุหลักอย่างน้อย 3 ประการที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

 

📍 1. การไม่ชำระค่าธรรมเนียมของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

 

ปัญหาหลักเกิดจากการที่ประเทศสมาชิกไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในการจ่ายค่าบำรุงสมาชิก (Assessed Contributions) สถานการณ์นี้รุนแรงขึ้นอย่างมาก เมื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของ UN (รับผิดชอบ 22% ของงบประมาณหลัก) ‘ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินสมทบ’ สำหรับงบประมาณปกติในปี 2025 และเสนอให้งบปฏิบัติการรักษาสันติภาพเพียง 30% ของงบที่กำหนดไว้

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำประเทศถอนตัวออกจากหน่วยงานของ UN ถึง 31 แห่งก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าเป็นการสิ้นเปลืองภาษีประชาชนชาวอเมริกันและต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ทรัมป์ยังระบุว่า องค์กรเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ

 

ทำให้ภายในสิ้นปี 2025 สหรัฐฯ มียอดค้างชำระค่าธรรมเนียมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

📍 2. กฎระเบียบทางการเงินที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง (Kafkaesque Cycle)

 

กูเตอร์เรสระบุว่า UN กำลังติดอยู่ในวงจรที่ไร้เหตุผล หรือที่เรียกว่า ‘Kafkaesque Cycle’ เนื่องจากกฎระเบียบขององค์กรที่ระบุว่า UN ต้องคืนเงินงบประมาณที่ ‘ใช้ไม่หมด’ ให้กับประเทศสมาชิก

 

ปัญหาคือ ‘เงินที่ใช้ไม่หมด’ นั้น แท้จริงแล้วคือเงินที่ UN ไม่เคยได้รับมาตั้งแต่ต้น เพราะสมาชิกจำนวนหนึ่งไม่ยอมจ่าย ทำให้ UN ไม่สามารถนำเงินนั้นไปดำเนินโครงการได้

 

ผลจากกฎข้อนี้ทำให้ UN ต้องควักเนื้อคืนเงินหลายล้านดอลลาร์ที่ตนเองไม่มีอยู่จริงให้กับสมาชิก เช่น ในการประเมินงบปี 2026 UN ถูกบังคับให้คืนเงินถึง 227 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ยังเก็บเงินจำนวนนั้นไม่ได้

 

📍 3. ความร่วมมือพหุภาคีและเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ‘ที่มีแนวโน้มลดลง’

 

วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว แต่ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักรและเยอรมนี ก็ได้ประกาศลดเงินช่วยเหลือต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกระทบต่อการทำงานของ UN อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามทางการเมืองที่จะลดบทบาทของ UN ลง โดยทรัมป์ ได้จัดตั้ง ‘คณะกรรมการแห่งสันติภาพ’ (Board of Peace) ซึ่งถูกมองว่าอาจเข้ามาทำหน้าที่แทน UN ในบางด้าน หรือบั่นทอนความมั่นคงขององค์กรระหว่างประเทศที่มีมาอย่างยาวนานนี้

 

ส่วนมุมผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เพื่อพยายามรักษาสภาพคล่อง สำนักงานใหญ่ที่เจนีวาต้องปิดบันไดเลื่อนและลดความร้อนของเครื่องทำความร้อน ขณะที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนขาดแคลนทุนในการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯ และโครงการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในพื้นที่วิกฤต เช่น อัฟกานิสถานและซูดาน ก็จำเป็นต้องปรับลดหรือยุติการให้บริการลง

 

เลขาธิการ UN เตือนว่า หากประเทศสมาชิกไม่จ่ายเงินให้ครบและตรงเวลา หรือไม่มีการปฏิรูปกฎระเบียบทางการเงินอย่างเร่งด่วน เงินสดขององค์กรอาจหมดลงภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

ภาพ: Selcuk Acar / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมเลขาธิการ UN เตือน UN กำลังเสี่ยงล่มสลายทางการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน https://thestandard.co/us-venezuela-energy-china-strategy/ Mon, 05 Jan 2026 10:04:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1161601 สหรัฐฯ บุกยึด เวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงาน ต่อ จีน

การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลก ไม่ […]

The post สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ บุกยึด เวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงาน ต่อ จีน

การบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลก ไม่ใช่เพียงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมานานกว่าศตวรรษแล้ว

 

การบุกและยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีผลเปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลกอย่างไร

 

Military of Speed vs Economies of Speed

 

ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ใช้ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงด้านการทหารที่เหนือกว่าเวเนซุเอลา ในการบุกจับมาดูโร่ นี่แสดงให้จีนเห็นว่า

 

1) อำนาจทางทหารสหรัฐฯ ทรงพลังแค่ไหน

 

2) ละตินอเมริกาคือข้างบ้านสหรัฐฯ ที่ใครห้ามมาแตะและสหรัฐฯ จะต้องปกป้อง ยึดครอง ควบคุม

 

3) ยุทธศาสตร์ “ช้าๆ แต่ทางพลังด้านการค้าและเศรษฐกิจ” ของจีน ถูกท้าทายโดยตรงโดย “รวดเร็ว แต่ทรงพลังด้านการทหาร” ของสหรัฐฯ

 

“Peace in democracy” vs “Pieces in democracy”

 

การบุกยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ไม่แตกต่างจากการบุกยึดยูเครนของรัสเซีย ที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่ แต่แม้เหตุผลอาจแตกต่าง เพราะรัสเซียบุกยูเครนเพราะเหตุผลความมั่นคงทางการทหาร แต่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาเพราะเหตุผลความมั่นคงทางพลังงาน

 

ใช้พลังงานต้านทองคำและล้างหนี้

 

ดูเหมือนสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมใช้อำนาจด้านพลังงานที่สนับสนุนด้วยอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ โดยมีระยะทาง = ความได้เปรียบ และ ความเร็ว = อำนาจ ในการสร้างอำนาจต่อรองกับจีนและ BRICS ที่ใช้ทองคำในการต่อสู้กับดอลลาร์ของสหรัฐฯ และยังสามารถใช้รายได้ด้านพลังงานที่จะกอบโกยได้ในเวเนซุเอลา ในการลดหนี้ สร้างความแข็งแกร่งให้สหรัฐฯ

 

US is on the hunt vs UN is now defunct

 

การไร้บทบาทของ UN ต่อการบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ตอกย้ำสถานภาพขององค์กรโลก UN ที่ไร้ประสิทธิภาพมากที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้ง UN มา เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ทำลายเพียงกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่นเดียวกับรัสเซียที่บุกยูเครน) แต่ทำลายรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ เอง ที่การบุกประเทศอื่นๆ ด้วยกำลังทหาร ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ แต่การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ได้รับรู้ใดๆ เลย เช่นเดียวกับคนอเมริกัน ที่ไม่ได้เรียกร้องให้มีการล้มล้างมาดูโร่แต่อย่างใด

 

“Balance sheet of Energy” vs “Balance sheet of Money”

 

สหรัฐฯ ได้แสดงให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า ในอนาคตต่อไป ใครมีสำรองพลังงานมากกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะหากรวมสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ กับเวเนซูล่าแล้วจะสูงถึง 3.48 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งจำนวน 3.03 แสนล้านบาร์เรล มาจากเวเนซูเอช่า กับ 45,000 ล้านบาร์เรล ของสหรัฐฯ มากกว่าอันดับสองของโลกคือ ซาอุดีอาระเบีย 2.67 แสนล้านบาร์เรล, อันดับสามอิหร่าน 2.1 แสนล้านบาร์เรล, อันดับ 4 แคนาดา 1.63 แสนล้านบาร์เรล ส่วนรัสเซีย มี 80,000 ล้านบาร์เรล ขณะที่มีจีนมี 28,000 ล้านบาร์เรล

 

ในขณะที่สหรัฐฯ เสียเปรียบจีนอย่างมากในด้านสำรองเงินตรา โดยจีน มีสำรองเงินตรา จำนวน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีสำรองเงิน จำนวน 38,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือจีนมีเงินสำรองมากกว่าสหรัฐฯ ถึง 86 เท่า

 

ดังนั้นการได้เวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ทำให้จีนเกิดความเสี่ยงด้านพลังงานสูงขึ้นมาก

 

จีนคือประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกที่ราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นถึงราว 3 ใน 4 ของการใช้น้ำมันของจีน เทียบกับสหรัฐฯ ที่นำเข้าน้ำมันดิบ 1/3 ของการใช้ แต่ถ้าหักการส่งออกแล้ว สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันสุทธิเพียง 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการนำเข้าส่วนใหญ่ เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักจากแคนาดา ตะวันออกกลาง และแน่นอนรวมทั้งการนำเข้าจากเวเนซุเอลาด้วย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบหนักมากใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

สหรัฐฯ กำลังวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน

 

สงครามกลางเมืองในเยเมนปัจจุบันและการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชของ Somaliland และ South Arabia ในเยเมนใต้ เมื่อรวมกับการบุกยึดเวเนซุเอลาแล้ว ชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังปิดล้อมจีนด้านพลังงานและการส่งออกสินค้าผ่านทางทะเลแดง ที่จีนใช้ขนส่งสินค้าไป-มายุโรป และขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและอเมริกาใต้ รวมทั้งเวเนซุเอลาด้วย

 

Venezuela + Somaliland + South Arabia คีมหนีบที่สมบูรณ์แบบต่อการขนส่งนำเข้าพลังงานจีน

 

หาก Somaliland ที่แยกตัวจาก Somalia ที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา และ South Arabia ทางใต้ของเยเมน โดยการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง จะถูกขนาบด้วย Somaliland ทางใต้และ South Arabia ทางเหนือ นั่นจะทำให้การขนส่งทั้งพลังงานและสินค้าต่างๆ ระหว่างยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชีย ผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ ที่ต้องมาผ่านช่องแคบมะละกาอีกด้วย จะทำให้จีนมีความเสี่ยงสูงมากด้านการนำเข้าพลังงาน

 

Iran/ Panama/ Greenland could be next?

 

หลังการล่มสลายของมาดูโร่ คาดว่าสหรัฐฯ จะทุ่มสรรพกำลัง เข้าควบคุมปานามา เพื่อยึดครองเส้นทางคลองปานามา ที่ปัจจุบันจีนยังคงมีอำนาจควบคุมอยู่

 

โดยเข้าบ่อนทำลายล้มล้างรัฐบาลอิสลามอิหร่านที่สหรัฐฯ พยายามล้างมานานกว่า 47 ปี ตั้งแต่ปี 1979 ที่เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านโค่นล้มพระเจ้าชาห์ เพื่อเข้ายึดครองพลังงาน โดยน่าจะมีการโจมตีอิหร่านโดยอิสราเอล+สหรัฐฯ ในไม่ช้านี้

 

สหรัฐฯ อาจใช้กำลังบุกยึดกรีนแลนด์ โดยที่เดนมาร์กและยุโรป ไม่อาจต่อต้าน แต่อาจออกมาให้การสนับสนุนด้วยซ้ำ

 

ราคาน้ำมันโลกจะลดลงแต่ราคาก๊าซ LNG จะสูงขึ้น

 

การเข้ามาของสหรัฐฯ คาดจะทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นจาก 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือสูงกว่าได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า เมื่อรวมกับการเติบโตการผลิตน้ำมันดิบของ Guyana ประเทศที่ติดกับเวเนซุเอลาและการผลิตน้ำมันและก๊าซของอาร์เจนติน่า พันธมิตรสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา นั่นจะทำให้สหรัฐฯ จะเพิ่มอำนาจทางด้านพลังงานมากกว่ากลุ่ม Opec+ ทั้งหมด ทั้งสามารถลดทอนรายได้พลังงานของรัสเซียและสร้างความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างมากต่อจีน

 

เกมนี้ลึกล้ำ แต่จากนี้ไป โลกเสมือนไร้กฎหมาย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อรัสเซียบุกยูเครนได้ สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลาได้ โดยเฉพาะที่อยู่ในน่านน้ำหรือดินแดนใกล้เคียงกันได้แบบพริบตา

 

น่าคิดว่า แล้วจีนกับรัสเซียจะทำอย่างไร?

 

ส่วนยุโรปไม่ต้องเดา สองมาตรฐานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กับ สหรัฐฯ -เวเนซุเอลา (ที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่) และยุโรปอยู่ใต้อิทธิพลพลังงานของสหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่การตัดพลังงานราคาถูกจากรัสเซียแล้วแทนที่ด้วยพลังงาน LNG ราคาแพงจากสหรัฐฯ จนทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอลงมาก

 

The post สหรัฐฯ บุกยึดเวเนซุเอลา เกมวางหมากล้อมด้านพลังงานต่อจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดหลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ เสนอ UN ตั้งคณะตรวจสอบ เน้นย้ำต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป https://thestandard.co/fm-reveals-cambodia-new-landmines/ Sat, 06 Dec 2025 03:46:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1151789 รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดหลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ เสนอ UN ตั้งคณะตรวจสอบ เน้นย้ำต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดหลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ เสนอ UN ตั้งคณะตรวจสอบ เน้นย้ำต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดหลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ เสนอ UN ตั้งคณะตรวจสอบ เน้นย้ำต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 (22MSP) ภายใต้ระเบียบวาระการพิจารณาคำขอตามข้อ 8 ของอนุสัญญาฯ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวานนี้ (5 ธันวาคม) พร้อมแสดงหลักฐานยืนยันว่า กัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ โดยเสนอให้สหประชาชาติ (UN) ตั้งคณะตรวจสอบ และเน้นย้ำว่า ‘ต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป’

 

รัฐมนตรีต่างประเทศระบุว่า 1. เมื่ออนุสัญญาฉบับนี้ได้รับการรับรองในปี 2540 รัฐภาคีต่างได้ให้คำมั่นที่จะ “ยุติความทุกข์ทรมานและการบาดเจ็บที่เกิดจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” — คำมั่นสัญญาที่ตั้งอยู่บนความเห็นพ้องร่วมกันว่า ไม่มีประเทศอารยะใดสามารถอ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธที่โจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายเช่นนี้ได้

 

2. ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการเหล่านี้อย่างแน่วแน่ และด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เราจึงต้องหยิบยก
ประเด็นการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่น่ากังวลอย่างยิ่งนี้ต่อที่ประชุมครั้งนี้

 

3. ประเทศไทยไม่มีความประสงค์ที่จะสร้างความตึงเครียด หรือทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทหารของเราได้รับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า และข้าพเจ้ามีหน้าที่ที่จะกล่าวในนามของประชาชนไทยผู้ที่ต้องเผชิญกับการกระทำครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่ควรเกิดขึ้นภายใต้อนุสัญญานี้

 

4. ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทหารไทยจำนวนเจ็ดนายได้สูญเสียขาจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ชุมชนท้องถิ่นต้องอยู่ในสภาวะหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น

 

5. เราได้พบหลักฐานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องที่ยืนยันว่าทุ่นระเบิดเหล่านี้ถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

 

6. ผลการประเมินที่เป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกวางใหม่ เรามีหลักฐานวิดีทัศน์ที่ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า กองกำลังกัมพูชากำลังฝึกการใช้ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดที่กัมพูชามีไว้ครอบครอง

 

7. การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดแจ้ง และเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อหลักการด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้

 

8. ด้วยเหตุนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ใช้กลไกตามข้อ 8 วรรค 2 เพื่อขอรับคำชี้แจงจากกัมพูชา เพราะประสงค์จะได้รับการคุ้มครองจากบูรณภาพของอนุสัญญาฯ

 

9. ประเทศไทยได้ใช้กลไกทวิภาคีในทุกช่องทางด้วยความสุจริตใจ เพื่อยุติกรณีดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์

 

10. แต่การตอบสนองของกัมพูชากลับขัดกับหลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบ อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข้อมูลอันบิดเบือนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

 

11. รูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าไทยและกัมพูชาได้ลงนามในถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยกับนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา (Joint Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่เพียงสองสัปดาห์ต่อมา เหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งใหม่ได้ ‘เกิดขึ้นอีกครั้ง’ ซึ่งเป็นการทำลายทั้งเจตนารมณ์และเนื้อหาของถ้อยแถลงดังกล่าว

 

12. เรื่องนี้กระทบต่อบูรณภาพของอนุสัญญาฯ โดยตรง

 

13. หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่ และปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรับผลการกระทำใดๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีผู้ได้รับบาดเจ็บรายใหม่?

 

14. ความท้าทายลักษณะนี้ต้องการการตัดสินใจที่หนักแน่น เพราะการนิ่งเฉยจะบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์
ของอนุสัญญาฯ

 

15. โดยที่กัมพูชายังคงปฏิเสธข้อเท็จจริง หลักฐาน และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงเชื่อว่า หนทางที่สร้างสรรค์ที่สุดคือ การขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวก (Good Offices) ในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Finding Mission) ที่มีความอิสระ อย่างทันท่วงที

 

16. การขอความชัดเจนครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้กระทำเพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว หรือดำเนินการเพื่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยง เป้าหมายของเราคือ การทำให้ประเด็นนี้ปราศจากการเมือง โดยอาศัยกลไกของอนุสัญญาฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง

 

17. เรามั่นใจว่าการดำเนินการเช่นนี้ เป็นแนวทางที่ยุติธรรม มีประสิทธิผล และโปร่งใสที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายและเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า กลไกของอนุสัญญาฯ สามารถทำงานได้เมื่อมีความจำเป็น

 

18. ประเทศไทยขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่าน ต่อคณะกรรมการความร่วมมือด้านการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ เลขาธิการสหประชาชาติ และฝ่ายเลขานุการ ที่ได้อำนวยความสะดวกในคำขอรับคำชี้แจงของเรา

 

19. เราขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับมาปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างเคร่งครัด และขอให้รัฐภาคีเร่งรัดให้กัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ และสุจริตใจ

 

20. จุดยืนของเราชัดเจน: ไม่มีทุ่นระเบิดเพิ่ม ไม่มีผู้ประสบภัยเพิ่ม และไม่ทำให้กฎเกณฑ์ที่คุ้มครองเราทุกคนอ่อนแอลง

 

ภาพ: Pool Images

 

อ้างอิง:

The post รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดหลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ เสนอ UN ตั้งคณะตรวจสอบ เน้นย้ำต้องไม่มีเหยื่อคนต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
RM ยกย่อง ARMY ในสปีชที่ APEC ว่าคือพลังที่ทำให้ BTS เติบโตบนเวทีโลก https://thestandard.co/rm-bts-praises-army-apec/ Thu, 30 Oct 2025 05:42:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1137373 RM ยกย่อง ARMY ในสปีชที่ APEC

RM วง BTS เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์การเป็นศิลปิน K-Pop คน […]

The post RM ยกย่อง ARMY ในสปีชที่ APEC ว่าคือพลังที่ทำให้ BTS เติบโตบนเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
RM ยกย่อง ARMY ในสปีชที่ APEC

RM วง BTS เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์การเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ได้ร่วมพูดสุนทรพจน์ที่งาน Asia-Pacific Economic Cooperation CEO Summit ณ Gyeongju Arts Center โดยสปีชครั้งนี้เขาก็พูดถึงศักยภาพของอุตสาหกรรม K-Pop คอมมูนิตี้ของสายครีเอทีฟ ตลอดจนการเรียกร้องให้ผู้คนให้ความสำคัญและสนับสนุนการทำงานสายสร้างสรรค์ด้วย

 

ส่วนหนึ่งของสปีชนี้เขาเปรียบเทียบดนตรี K-Pop ว่าเหมือน ‘บิบิมบับ’ (ข้าวยำเกาหลี) ที่ผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายเอาไว้อย่างลงตัว พร้อมย้ำว่าอุตสาหกรรม K-Pop คือศิลปะที่ครบวงจรแบบ 360 องศา

 

“ผมอยากจะเปรียบเทียบ K-Pop ว่าเป็นบิบิมบับ เราใส่ข้าว ผัก เนื้อ และเครื่องปรุงมาผสมกัน นั่นแหละคือหัวใจสำคัญ เพราะ K-Pop ก็เหมือนกันเลย เราเอาความงามและความเฉพาะตัวของเกาหลีมาผสมเข้ากับองค์ประกอบของดนตรีตะวันตกอย่างฮิปฮอป R&B หรือ EDM แต่ยังคงตัวตนของเราไว้ ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้รวมกันแล้วมันจึงกลายเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น

 

K-Pop เป็นศิลปะครบวงจรแบบ 360 องศาที่ผสมผสาน ดนตรี การเต้น การแสดง เรื่องราว ภาพลักษณ์ ไปจนถึงโซเชียลมีเดีย และความสำเร็จของมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะวัฒนธรรมใดเหนือกว่าอีกวัฒนธรรมหนึ่ง แต่เพราะมันเคารพในความหลากหลายและเปิดรับสิ่งอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นเกาหลีไว้ได้”

 

เขายังพูดถึงประสบการณ์การพยายามผลักดันเพลงจากเกาหลีไปสู่ฝั่งตะวันตกว่าเป็นการทดลอง แต่เมื่อมีแฟนๆ ARMY มาสนับสนุนวง BTS ทุกอย่างก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น

 

“เราอยากขึ้นโทรทัศน์เพื่อให้โลกรู้จักเพลงของเรา แต่ประตูเหล่านั้นถูกปิดไว้เมื่อเราบอกว่ามาจากเกาหลี หลายคนถามว่า ‘เหนือหรือใต้’ หรือแม้กระทั่ง ‘เกาหลีอยู่ตรงไหนของโลก’ แต่พลังที่ทำให้กำแพงเหล่านั้นทลายลงได้คือ ARMY พวกเขาใช้ดนตรีของเราเป็นสื่อในการสื่อสารข้ามพรมแดน เป็นกระบอกเสียงให้ผมได้มีโอกาสพูดบนเวที Billboard Music Awards, GRAMMY, สหประชาชาติ ทำเนียบขาว และตอนนี้ที่ APEC”

 

สำหรับเขา แฟนด้อมเป็นพลังและแรงบันดาลใจสำคัญเสมอมา “คอมมูนิตี้เกิดจากพลังของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและการยอมรับในวัฒนธรรมที่แตกต่าง วัฒนธรรมก็เหมือนกับแม่น้ำ มันไหลอย่างอิสระ แต่บางครั้งก็รวมตัวกันอย่างกลมกลืนเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ผมหวังว่าการไหลเวียนของวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์นี้จะดำเนินต่อไปทั่วโลก”

 

ภาพ: Chung Sung-Jun/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post RM ยกย่อง ARMY ในสปีชที่ APEC ว่าคือพลังที่ทำให้ BTS เติบโตบนเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติภาพ-สแกมเมอร์-สมาชิกใหม่ สรุปไฮไลต์ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ปี 2025 https://thestandard.co/asean47-highlights-peace-scammers-new-members/ Tue, 28 Oct 2025 09:48:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1136584 สันติภาพ-สแกมเมอร์-สมาชิกใหม่ สรุปไฮไลต์ประชุมสุดยอด อาเซียน ครั้งที่ 47 ปี 2025

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ประจำปี 2025 ณ กรุงกั […]

The post สันติภาพ-สแกมเมอร์-สมาชิกใหม่ สรุปไฮไลต์ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สันติภาพ-สแกมเมอร์-สมาชิกใหม่ สรุปไฮไลต์ประชุมสุดยอด อาเซียน ครั้งที่ 47 ปี 2025

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ประจำปี 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 26-28 ตุลาคม ได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ (28 ตุลาคม) มีพิธีปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมการส่งมอบภารกิจให้ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปี 2026 ดำเนินการต่อ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายวันที่ผ่านมา นานาชาติต่างจับจ้องให้ความสนใจภูมิภาคจากเหตุการณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับประเทศสมาชิกใหม่อย่าง ติมอร์-เลสเต, การหยิบอาชญากรรมข้ามชาติอย่างสแกมเมอร์ขึ้นมาถกในที่ประชุม, การเน้นย้ำฉันทมติ 5 ข้อในวิกฤตเมียนมา รวมไปถึงไฮไลต์สำคัญอย่างการปรากฏตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ในฐานะสักขีพยานการลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือฯ ไทย-กัมพูชา ตลอดจนการทำ MOU แร่ธาตุสำคัญสหรัฐฯ – ไทย

 

THE STANDARD สรุปประมวลเหตุการณ์ และสาระสำคัญของการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งนี้ไปพร้อมกัน

 

ติมอร์-เลสเต เป็นประเทศสมาชิกที่ 11 ของอาเซียน

 

“ประวัติศาสตร์ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว”

 

เป็นสุนทรพจน์ส่วนหนึ่งของ ซานานา กุสเมา (Xanana Gusmao) นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต พร้อมกับหลั่งน้ำตาแสดงความปีติในพิธีเปิดการประชุมอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งมีการลงนามความเป็นสมาชิก และประกาศอย่างเป็นทางการว่า อาเซียนได้สมาชิกใหม่ที่รอคอยมานานนับ 14 ปี จนมีการเปรียบเทียบระยะเวลาดังกล่าวว่า ไปสวรรค์ ‘ง่าย’ กว่าการเข้าอาเซียน

 

อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนกล่าวว่า การที่ประเทศสมาชิกยอมรับติมอร์ ทำให้ครอบครัวอาเซียนสมบูรณ์ ถือเป็นการตอกย้ำชะตากรรมร่วมกัน และความสัมพันธ์ลึกซึ้งในภูมิภาค ขณะที่ โมฮัมหมัด ฮะซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียระบุว่า การต้อนรับ ติมอร์-เลสเต เป็นการเสริมสร้างความมุ่งมั่นร่วมกัน และสร้างศักยภาพรับมือความท้าทายของภูมิภาคในอนาคต

 

สำหรับติมอร์ อาเซียนถือเป็นโอกาสใหม่และยิ่งใหญ่ ในด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ เพราะที่ผ่านมา ติมอร์ต้องต่อสู้กับความยากจน สะท้อนจากการมี GDP เพียง 2 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับ GDP ของทั้งอาเซียนถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า การเข้ามาของติมอร์จะช่วยทำให้ประชาธิปไตยในอาเซียนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย ไมเคิล ลีช (Michael Leach) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ประเทศวิเคราะห์ผ่าน DW ว่า ติมอร์ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ มากที่สุดในอาเซียน หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจมีส่วนสำคัญในการกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาในอนาคต

 

‘สแกมเมอร์’ ภัยความมั่นคงใหม่ของภูมิภาค

 

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้หยิบยกประเด็นสแกมเมอร์ขึ้นมาหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ จะทำงานร่วมกับตำรวจแห่งชาติอาเซียน (ASEANPOL) อย่างใกล้ชิด เพื่อกำจัดศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติแบบถอนรากถอนโคน

 

การประชุมครั้งนี้ยังเน้นย้ำแผนความร่วมมือครอบคลุมทางยุทธศาสตร์ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) โดยเกาหลีใต้จะสนับสนุนชาติอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การบรรเทาภัยพิบัติ และการเพิ่มพูนศักยภาพความมั่นคงทางทะเล เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพทั้งภูมิภาค

 

ขณะที่ นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยได้แสดงบทบาทผู้นำในการประชุมครั้งนี้ คือ การเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเกาหลีใต้ก็ยินดีที่จะร่วมมือด้วย

 

อนึ่ง สมาชิกอาเซียนยังออกปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการปราบปรามการฟอกเงิน (Declaration on Combatting Money Laundering) โดยเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกป้องกัน ปราบปราม และอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกัน เพื่อจัดการอาชญากรรมฟอกเงิน หรืออาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัล หรือการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นไปตามกรอบคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF)

 

‘สันติภาพ’ สร้างได้ด้วยทรัมป์ ไทย-กัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงผลการหารือร่วมฯ

 

ไฮไลต์ของการประชุมครั้งนี้ คือ การเยือนเอเชียของทรัมป์ โดยมีมาเลเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายหลัก ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล หลังปรากฏภาพเต้นหยอกล้อกับคณะการแสดงต้อนรับ

 

ทรัมป์เป็นสักขีพยานร่วมกับอันวาร์ในการลงนาม ‘ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย’ (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia) ระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไทย กับ ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ซึ่งทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในหน้าสื่อว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศได้จบลงแล้ว

 

ล่าสุด อนุทินได้หารือแบบทวิภาคีกับ ฮุน มาเนต นอกรอบการประชุมอาเซียน โดยนายกฯ ไทยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า กัมพูชาถอนอาวุธหนักตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม ขณะที่ทางการไทยกำลังติดตามผลการดำเนินการตาม 4 เงื่อนไข ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน, การปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการการรุกล้ำบริเวณชายแดน

 

ขณะที่ทางการไทยจะเริ่มดำเนินการส่งตัวทหารที่อยู่ในการควบคุมตัวให้กัมพูชา ท่ามกลางการรายงานจาก Reuters ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหาร 18 นายกลับประเทศโดยทันที

 

ยึดหลักฉันทมติ 5 ข้อ แก้ไขวิกฤตเมียนมา แสวงหาสันติภาพ

 

วิกฤตเมียนมายังอยู่ในความสนใจของภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์ทบทวนฉันทมติ 5 ข้อ พร้อมเรียกร้องให้เมียนมา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว เพื่อบรรลุกระบวนการสร้างสันติภาพ โดยประณามการกระทำรุนแรงต่อพลเรือน และเรียกร้องให้เกิดการเจรจาที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค

 

นอกจากนี้ อาเซียนเน้นย้ำกระบวนการสร้างความไว้วางใจ และเรียกร้องให้เมียนมาดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงรับทราบถึงคำเชิญการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม 2025 แต่หมายเหตุว่า รัฐบาลทหารต้องยุติความรุนแรง และการเจรจาทางการเมืองอย่างครอบคลุมก่อนเลือกตั้ง

 

ขณะเดียวกัน อาเซียนยังสนับสนุนให้เมียนมาทำงานกับคู่เจรจานอกภูมิภาค เช่น UN เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ได้แก่ การค้ามนุษย์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ายาเสพติด การพลัดถิ่น และความเสี่ยงด้านความมั่นคงอื่นๆ

 

อนึ่ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า สถานการณ์เมียนมาได้รับการหารือน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตนคิดว่า ประเทศสมาชิกควรจะพูดคุยมากกว่านี้ เพราะในเดือนธันวาคมที่กำลังจะถึง เมียนมาจะมีการเลือกตั้งระดับชาติ ทำให้ไทยและภูมิภาคอาจเผชิญความท้าทาย เพราะชาติตะวันตกอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

 

MOU แร่ธาตุสำคัญ สหรัฐฯ-ไทย กระทรวงต่างประเทศยืนยันไม่เลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์

 

นอกจากการลงนามถ้อยแถลงการหารือร่วมฯ สหรัฐฯ และไทยยังลงนามบันทึกความเข้าใจไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ โดยไม่มีผลผูกมัดในแง่กฎหมาย และมีเป้าหมายเสริมสร้างการค้า การลงทุน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัย การพัฒนา และการประยุกต์ใช้เชิงนวัตกรรมของประเทศ

 

อนึ่ง นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า MOU ดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากสหรัฐฯ ถือเป็นความตกลงที่ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ พร้อมยืนยันว่า ท่าทีของไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะไทยก็เปิดกว้างและยินดีร่วมมือกับจีนเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่สีหศักดิ์ชี้แจงว่า หลังจากนี้ไทยต้องคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในแง่ว่า ทรัพยากรไทยมีมากน้อยแค่ไหน หรือสหรัฐฯ จะทำอย่างไร หากไทยมีโครงการร่วมลงทุน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาการพัฒนา และผลกระทบรอบด้าน

 

อย่างไรก็ดี ในทริปเอเชียครั้งนี้ สหรัฐฯ ยังทำ MOU แร่ธาตุสำคัญร่วมกับมาเลเซีย และญี่ปุ่น หากแต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป

 

จับตาอาเซียนปี 2026 ฟิลิปปินส์รับไม้ต่อมาเลเซีย หนุนประเด็นทะเลจีนใต้-เมียนมา

 

ในพิธีปิดการประชุมอาเซียน อันวาร์ได้ส่งมอบวาระประธานอาเซียนให้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) ผู้นำฟิลิปปินส์ในนามประธานอาเซียนปี 2026 ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026

 

มาเรีย เทเรซา ลาซาโร (Maria Theresa Lazaro) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุว่า ฟิลิปปินส์ตระหนักถึงบทบาทของประเทศในฐานะเจ้าภาพอาเซียนดี และจะทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่า ปัญหาภายในจะไม่กระทบต่อการเป็นผู้นำในภูมิภาค โดยจะยึดผลประโยชน์ร่วมกันของชาติอาเซียนเป็นหลักในการดำเนินนโยบาย

 

สำหรับวาระหลักของฟิลิปปินส์ในปี 2026 ลาซาโรชี้แจงว่า ประเทศพร้อมผลักดันการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (CoC) ให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 3 ปี และสานต่อสิ่งที่มาเลเซียกระทำมา คือ การสร้างสันติภาพในเมียนมา พร้อมระบุว่า ทุกประเทศในอาเซียนต้องการให้เมียนมาจัดการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ รวมถึงต้องมีการเจรจาก่อนการเลือกตั้ง

 

อนึ่ง ฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียน 2026 แทนเมียนมา โดยเป็นการตัดสินใจในที่ประชุมภายในโดยไม่มีฝ่ายใดคัดค้าน และไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ แต่คาดว่า อาเซียนตัดสินใจ เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลทหารมีบทบาทสำคัญในอาเซียน ซึ่งไม่สามารถบรรลุฉันทมติ 5 ข้อได้

 

ภาพ: Chalinee Thirasupa / Reuters

อ้างอิง:

The post สันติภาพ-สแกมเมอร์-สมาชิกใหม่ สรุปไฮไลต์ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
RM วง BTS จะเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ได้เป็น Keynote Speaker ในงาน APEC Summit 2025 https://thestandard.co/rm-bts-apec-keynote/ Tue, 28 Oct 2025 04:36:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1136386 **RM วง BTS** จะเป็นศิลปิน **K-Pop** คนแรกที่ได้เป็น **Keynote Speaker** ในงาน **APEC Summit 2025**

RM วง BTS เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง โดยเขาจะ […]

The post RM วง BTS จะเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ได้เป็น Keynote Speaker ในงาน APEC Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
**RM วง BTS** จะเป็นศิลปิน **K-Pop** คนแรกที่ได้เป็น **Keynote Speaker** ในงาน **APEC Summit 2025**

RM วง BTS เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง โดยเขาจะได้ขึ้นเวทีงานประชุมผู้นำ Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) Summit 2025 ที่เกาหลีใต้ ในฐานะวิทยากรหลัก (Keynote Speaker) ของงาน นับเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

 

RM จะได้เป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำ APEC Summit ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ และจะบรรยายหัวข้อเรื่อง Creative Cultural Industries in the APEC Region and the Soft Power of K-Culture ซึ่งคาดว่าเขาจะได้นำความรู้และความเข้าใจในเรื่องของอิทธิพลที่วัฒนธรรม K-Culture มีต่อโลก จากประสบการณ์ตรงในฐานะศิลปินวง K-Pop ที่สร้างปรากฏการณ์มากมายในอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งในเอเชีย-แปซิฟิก และในภูมิภาคอื่นทั่วโลกมาใช้ในการนำเสนอประเด็น ท่ามกลางแขกผู้ร่วมงานกว่า 1,700 ชีวิต รวมไปถึงเหล่าผู้นำด้านธุรกิจด้วย

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ RM ได้เป็นตัวแทนในการพูดบนเวทีระดับโลก เพราะเมื่อปี 2018 เขาเคยได้บรรยายที่งานอีเวนต์ UNICEF Youth Agenda ณ United Nations General Assembly มาแล้ว และยังเป็นศิลปินชาวเกาหลีคนแรกที่ได้รับโอกาสนี้ โดยการบรรยายของ RM ที่เต็มไปด้วยการผลักดันให้เยาวชนรู้จักการรักตัวเอง ดังเช่นที่วง BTS พยายามส่งสารให้กับผู้ฟังผ่านบทเพลงของพวกเขามาโดยตลอดก็สร้างความประทับใจให้กับคนในงานและผู้ชมทั่วโลกได้เป็นอย่างดี จนเขาได้กลับมากล่าวสร้างความหวังและกำลังใจต่อเด็กและวัยรุ่นทั่วโลกบนเวทีเดิมอีกครั้งในปี 2020 และ 2021

 

ภาพ: Jacopo Raule/Getty Images for Bottega Veneta

อ้างอิง:

The post RM วง BTS จะเป็นศิลปิน K-Pop คนแรกที่ได้เป็น Keynote Speaker ในงาน APEC Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เลขาธิการ UN วอนทุกฝ่ายร่วมมือกัน ชี้โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย | Morning Wealth https://thestandard.co/morning-wealth-15092022-4/ Thu, 15 Sep 2022 08:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=681795 สหประชาชาติ (UN)

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) วอนให้ทุ […]

The post ชมคลิป: เลขาธิการ UN วอนทุกฝ่ายร่วมมือกัน ชี้โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหประชาชาติ (UN)

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) วอนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ชี้โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย ทั้งวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งและสงครามต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เลขาธิการ UN วอนทุกฝ่ายร่วมมือกัน ชี้โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oceanix City เมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลก ยั่งยืน รับมือภัยพิบัติ ซ่อมแซมตัวเองได้ และ UN ให้การรับรอง https://thestandard.co/oceanix-city-busan/ Thu, 25 Nov 2021 11:38:59 +0000 https://thestandard.co/?p=564281 Oceanix City

ในขณะที่บ้านเรายังคงวุ่นวายกับการจัดระเบียบสายไฟฟ้า ถนน […]

The post Oceanix City เมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลก ยั่งยืน รับมือภัยพิบัติ ซ่อมแซมตัวเองได้ และ UN ให้การรับรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oceanix City

ในขณะที่บ้านเรายังคงวุ่นวายกับการจัดระเบียบสายไฟฟ้า ถนนเป็นหลุมบ่อจนซ่อมไม่หวาดไม่ไหว ประเทศเกาหลีใต้กำลังก้าวห่างไปอีกหลายขุม ด้วยการสร้างเมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลก เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต โดยคำนึงถึงความยั่งยืน ซ่อมแซมตัวเองได้ และมี UN ให้การรับรอง

 

โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า Oceanix City เป็นเมืองลอยน้ำที่ UN-Habitat, Oceanix และเมืองปูซาน ร่วมมือกันพัฒนา โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้านภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำทะเลหนุน เฮอริเคน สึนามิ ฯลฯ

 

โครงสร้างทางวิศกรรมของเมืองจะสร้างเป็นอาคารชุดแบบหกเหลี่ยม เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ ผิวผนังอาคารเคลือบด้วยหินปูนลอยน้ำ ซึ่งเมื่อสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากแร่ธาตุในน้ำจะสามารถซ่อมแซมตนเองได้

 

Oceanix City จะเป็นเมืองแบบพึ่งพาตนเองครบวงจรและเน้นความยั่งยืนเป็นสำคัญ มีการติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงระบบกลั่นน้ำจืดและทำการเกษตรเพื่อใช้บริโภคเอง ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะเน้นบริโภคพืชเป็นพิเศษ ขนาดของเมืองยังไม่ระบุแน่ชัด แต่คาดว่าจะใหญ่กว่า 75 เฮกตาร์ หรือราว 500 ไร่ รองรับผู้อยู่อาศัยได้มากถึง 10,000 คน

 

เมืองนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2025 ซึ่งหากพัฒนาจนประสบความสำเร็จบรรลุเป้าเรื่องที่ทาง UN และเมืองปูซานตั้งเป้าไว้ Oceanix จะกลายเป็นเมืองลอยน้ำต้นแบบและนำไปพัฒนาต่อแห่งอื่นทั่วโลกในอนาคต

 

Oceanix City

Oceanix City

Oceanix City

Oceanix City

 

ภาพ: Oceanix

อ้างอิง:

The post Oceanix City เมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลก ยั่งยืน รับมือภัยพิบัติ ซ่อมแซมตัวเองได้ และ UN ให้การรับรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองโฆษก กต. ชี้ ปัจจุบันไม่มีคนไทยอยู่ในอัฟกานิสถานตามข้อมูลของสถานทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ด้านคณะมนตรีความมั่นคง UN เตรียมประชุมด่วน 3 ทุ่มคืนนี้เวลาไทย https://thestandard.co/mfa-report-no-thai-living-in-afghanistan/ Mon, 16 Aug 2021 12:40:18 +0000 https://thestandard.co/?p=525722 อัฟกานิสถาน

ณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการ […]

The post รองโฆษก กต. ชี้ ปัจจุบันไม่มีคนไทยอยู่ในอัฟกานิสถานตามข้อมูลของสถานทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ด้านคณะมนตรีความมั่นคง UN เตรียมประชุมด่วน 3 ทุ่มคืนนี้เวลาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัฟกานิสถาน

ณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกับ THE STANDARD จากกรณีสถานการณ์เกี่ยวกับคนไทยในอัฟกานิสถาน หลังเกิดเหตุกลุ่มตาลีบันเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ปกครองประเทศ โดยระบุว่าจากการตรวจสอบล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งมีขอบข่ายการดูแลครอบคลุมประเทศอัฟกานิสถานด้วย ระบุว่า ปัจจุบันไม่มีคนไทยอยู่ในอัฟกานิสถานแล้ว

 

“เดิมจะมีแรงงานไทยอยู่บ้าง ทำก่อสร้างให้สหรัฐฯ หรือประเทศต่างๆ ที่ไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ว่าออกมาแล้ว และก็เคยมีเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานให้กับสหประชาชาติที่มีภารกิจที่อัฟกานิสถานสองคน และสองคนนั้นก็ออกมาพำนักที่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวแล้ว สรุปก็คือ จากข้อมูลของสถานทูตของเราที่อิสลามาบัด ซึ่งดูแลอัฟกานิสถาน ไม่มีคนไทยอยู่ในอัฟกานิสถานแล้ว” ณัฐภาณุกล่าว

 

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะมีบุคคลที่อยู่นอกเหนือข้อมูลของสถานทูต หรือมีผู้ที่เดินทางเข้าไปโดยไม่ได้แจ้งสถานทูต ณัฐภาณุระบุว่าแม้ว่าเป็นไปได้ว่าจะมี แต่เขาคิดว่าจากสถานการณ์ในความเป็นจริงไม่น่าจะมี เพราะสถานการณ์มีความน่ากลัว ซึ่งสถานทูตจะรับทราบจากการที่มีคนมาลงทะเบียน มาแจ้ง หรือการที่มีข้อมูลเข้ามา

 

ณัฐภาณุกล่าวต่อไปว่า และถึงแม้จะมีหรือไม่มีคนไทยที่นั่น สถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด ก็ได้มีการประกาศเตือนออกมาตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคมแล้ว โดยแนะนำให้คนไทยเลี่ยงการเดินทางเข้าไปอัฟกานิสถาน และขอให้คนไทยที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ในอัฟกานิสถานพิจารณาเดินทางออกนอกอัฟกานิสถานในโอกาสแรก หรือกรณีที่ถ้ายังมีคนหลงเหลืออยู่ในอัฟกานิสถาน ซึ่งจริงๆ ก็เป็นสิทธิของผู้ที่จะเดินทางทั่วโลก แต่ถ้ามีคนไทยที่มีความจำเป็นต้องอยู่ ประกาศของสถานทูตก็ได้แนะนำว่าขอให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะสถานที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยง นอกจากนั้นประกาศดังกล่าวก็มีการระบุเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด หรือเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของกรมการกงสุล หรือไลน์ของกรมการกงสุลให้ติดต่อ ประสาน ขอความช่วยเหลือได้เช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ตามประกาศของสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด ฉบับดังกล่าว เบอร์โทรศัพท์สายด่วนของสถานทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัดคือหมายเลข (+92) 315 900 9949 ส่วนเบอร์โทรศัพท์สายด่วนของกรมการกงสุล คือ (+66) 02 572 8442 และไลน์ของกรมการกงสุลคือไอดี @Thaiconsular

 

รองอธิบดีกรมสารนิเทศยังระบุว่า ทุกสถานทูตของไทยจะมีแผนการช่วยเหลือคนไทย ซึ่งเรียกว่าแผนอพยพ ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ 4 ระดับ ตามความรุนแรง ซึ่งทูตไทยที่ปากีสถานก็มีแผนเตรียมไว้แล้วเพื่อจะช่วยเหลือคนไทยหากมีเหตุจำเป็น แต่ขณะนี้ยังไม่ได้นำแผนนี้ออกมาใช้ และหากจากนี้มีผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าอัฟกานิสถานขอให้แจ้ง ลงทะเบียน และทำตามคำแนะนำ แต่ก็หวังว่าจะไม่มีความจำเป็นในช่วงนี้

 

ณัฐภาณุเปิดเผยว่าที่ผ่านมาไทยและอัฟกานิสถานมีความร่วมมือกันมากพอสมควร ทั้งการพัฒนาทางเลือก ความช่วยเหลือต่างๆ และความสัมพันธ์ระดับรัฐมนตรีในอดีต และหวังว่าอัฟกานิสถานจะผ่านความยากลำบากไปได้ มีความปลอดภัย และประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง​ข้างหน้า ในเวลาราว 10.00 น. ตามเวลาของกรุงนิวยอร์ก หรือราว 21.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย คณะมนตรีความมั่นคง​ของ​สหประชาชาติ​ (UNSC) จะมีการประชุมด่วนเรื่องสถานการณ์​ในอัฟกานิสถาน​ โดยปัจจุบันมีอินเดียเป็นประธาน

 

ภาพ: Sayed Khodaiberdi Sadat / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post รองโฆษก กต. ชี้ ปัจจุบันไม่มีคนไทยอยู่ในอัฟกานิสถานตามข้อมูลของสถานทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ด้านคณะมนตรีความมั่นคง UN เตรียมประชุมด่วน 3 ทุ่มคืนนี้เวลาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาลีบันยึดเมืองใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอัฟกานิสถานได้แล้ว ผู้นำ UN เรียกร้องตาลีบันยุติการโจมตีทันทีและกลับสู่การเจรจา https://thestandard.co/taliban-seized-2-of-3-afghanistan-cities/ Sat, 14 Aug 2021 02:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=525023 ตาลีบัน

กลุ่มตาลีบันเริ่มการควบคุมอัฟกานิสถานอย่างเข้มข้นมากขึ้ […]

The post ตาลีบันยึดเมืองใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอัฟกานิสถานได้แล้ว ผู้นำ UN เรียกร้องตาลีบันยุติการโจมตีทันทีและกลับสู่การเจรจา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาลีบัน

กลุ่มตาลีบันเริ่มการควบคุมอัฟกานิสถานอย่างเข้มข้นมากขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 สิงหาคม) และสามารถยึดเมืองใหญ่อย่างกันดาฮาร์ซึ่งอยู่ทางใต้ และเฮรัตซึ่งอยู่ทางตะวันตกได้แล้วหลังจากการปะทะเป็นเวลาหลายวัน นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของรัฐบาลหลังการรุกคืบของตาลีบัน

 

กูลัม เฮบิบ ฮาชีมิ สมาชิกสภาเมืองเฮรัต ระบุกับสำนักข่าว Reuters ผ่านทางโทรศัพท์ว่า เมืองเฮรัตที่มีผู้คนอยู่กว่า 600,000 คนใกล้ชายแดนอิหร่าน ดูเหมือนกำลังเป็นแนวเผชิญหน้าและกลายเป็นเมืองร้าง เมื่อหลายครอบครัวได้ละทิ้งเมืองนี้ไปแล้ว หรือไม่ก็หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน และจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ซึ่งรายงานโดยสำนักข่าว Reuters ระบุว่าเมืองกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคใต้ของอัฟกานิสถาน ก็อยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มตาลีบันเช่นกัน ส่วนเมืองอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของตาลีบันในขณะนี้ เช่น ลัชคาร์กาฮ์ ทางตอนใต้, คาลาเอนอว ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และเมืองเฟโรซโคห์ เมืองเอกของจังหวัดกอร์ เป็นต้น

 

นอกจากกรุงคาบูลที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ยังมีเมืองมาซาร์อีชารีฟ ทางเหนือของประเทศ และเมืองจาลาลาบัด ใกล้กับชายแดนปากีสถานทางตะวันออกด้วย

 

ด้านรองประธานาธิบดีคนแรกของอัฟกานิสถานระบุหลังการประชุมด้านความมั่นคงซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประธานว่า เขาภูมิใจในกองกำลังทหารของประเทศ และรัฐบาลจะพยายามทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่การต่อต้านกลุ่มตาลีบัน


การต่อสู้ดังกล่าวทำให้ความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่กลุ่มตาลีบันถูกขับออกจากอำนาจก็อาจเกิดการเสื่อมถอยได้ เจ้าหน้าที่สหประชาชาติระบุว่ามีพลเมืองที่ถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านเรือนแล้วกว่า 400,000 คนตั้งแต่ต้นปี ในจำนวนนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวถึง 250,000 คน ด้านสหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของอัฟกานิสถานเปิดพรมแดนของตนเอาไว้ในขณะที่พลเมืองจำนวนมากกำลังหลบหนีการโจมตีของกลุ่มตาลีบัน ขณะที่โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติเตือนถึงหายนะด้านมนุษยธรรม และย้ำว่าการขาดแคลนอาหารเป็นสิ่งที่เลวร้าย

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้กลุ่มตาลีบันยุติการโจมตีในอัฟกานิสถานทันทีและกลับคืนสู่การเจรจา โดยเตือนว่าอัฟกานิสถาน ‘กำลังเคลื่อนไปในทางที่ไม่สามารถควบคุมได้’ เขาบอกว่าข้อความจากประชาคมนานาชาติต้องชัดเจนว่า การยึดอำนาจด้วยกำลังทหารจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อหรือการแยกอัฟกานิสถานโดยสิ้นเชิงเท่านั้น เขาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่ยกันปกป้องพลเรือน และบอกว่าไม่สบายใจกับสัญญาณบ่งชี้ในช่วงแรกว่าตาลีบันจะบังคับใช้ข้อจำกัดด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวดในพื้นที่ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงและนักข่าว

 

BBC รายงานว่าผู้คนจำนวนหนึ่งให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในอัฟกานิสถานอย่าง ซาห์รา คาริมิ ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอัฟกันที่กังวลว่าโลกจะหันหลังให้อัฟกานิสถาน และประเทศของเธอจะกลับไปสู่ยุคมืด และบอกว่าเธอคิดเกี่ยวกับคนรุ่นเธอที่ทำหลายสิ่งที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในอัฟกานิสถาน เธอยังบอกด้วยว่ามีผู้หญิงที่มีอายุน้อยและมีความสามารถอีกมากในประเทศนี้ 

 

ทั้งนี้สำนักข่าวต่างประเทศอธิบายว่า ชีวิตภายใต้กฎของตาลีบันมีข้อจำกัดที่เคยปรากฏเกี่ยวกับผู้หญิง เช่น ข้อจำกัดในการทำงาน การศึกษา หรือการบังคับใส่ชุดปกปิดทั้งตัวที่เรียกว่าบูร์กา เป็นต้น หรืออย่างพ่อค้าวัย 35 ปีอีกคนหนึ่งที่บอกว่าไม่มีเงินที่จะซื้อขนมปังหรือยาสำหรับลูกๆ เขาหนีออกจากจังหวัดคุนดุซทางเหนือของประเทศหลังถูกกลุ่มตาลีบันเผาบ้าน จนมาอยู่กับครอบครัวที่กรุงคาบูล ขณะที่สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประชาชนส่วนหนึ่งในเมืองเฮรัตและกันดาฮาร์ส่วนหนึ่งแสดงความตกตะลึง โกรธ และบอกว่าไม่คิดว่าเมืองของพวกเขาจะถูกยึดได้เร็วเพียงนี้ และรายงานว่าสมาชิกกลุ่มตาลีบันมีการจู่โจมไปยังบ้านหลายหลัง โดยส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่บุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล แต่ผู้ที่อาศัยใกล้เคียงเป้าหมายดังกล่าวก็กังวลว่าจะถูกค้นบ้านเช่นกัน

 

ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่ามีความกังวลว่ากลุ่มตาลีบัน ซึ่งถูกขับออกจากอำนาจโดยกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2001 หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 จะมีความเคลื่อนไหวในกรุงคาบูลภายในหลายวันข้างหน้า แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังหวังว่ากองกำลังความมั่นคงของอัฟกานิสถานจะสามารถเพิ่มแรงต่อต้านได้ในขณะที่กลุ่มตาลีบันเคลื่อนที่เข้าใกล้เมืองหลวงมากขึ้น

 

สำหรับปฏิกิริยาล่าสุดจากชาติต่างๆ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกว่าจะส่งทหารเพิ่มเติมจำนวน 3,000 นายภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อช่วยอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ส่วนอังกฤษจะส่งทหารราว 600 นายเพื่อช่วยอพยพพลเมืองอังกฤษออกจากประเทศ นอกจากนี้ยังมีสถานทูตอื่นและกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลืออีกหลายกลุ่มระบุว่าจะนำผู้คนออกมาจากพื้นที่เช่นกัน ส่วนสหประชาชาติกำลังประเมินสถานการณ์เป็นรายชั่วโมง โดยยังไม่ถอนผู้ปฏิบัติงานออกจากอัฟกานิสถาน แต่มีการย้ายผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งจากส่วนต่างๆ ของประเทศมาที่กรุงคาบูล

 

ภาพ: Haroon Sabawoon / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

The post ตาลีบันยึดเมืองใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอัฟกานิสถานได้แล้ว ผู้นำ UN เรียกร้องตาลีบันยุติการโจมตีทันทีและกลับสู่การเจรจา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ จับกุมชาวเมียนมา 2 ราย วางแผนลอบสังหารทูตเมียนมาประจำ UN อ้างได้รับการจ้างวานจากพ่อค้าอาวุธในไทย https://thestandard.co/us-arrested-2-myanmar-plans-to-assassinate-cho-mo-tun-un-ambassador/ Sat, 07 Aug 2021 06:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=522656 Cho Mo Tun

วันนี้ (7 สิงหาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการส […]

The post สหรัฐฯ จับกุมชาวเมียนมา 2 ราย วางแผนลอบสังหารทูตเมียนมาประจำ UN อ้างได้รับการจ้างวานจากพ่อค้าอาวุธในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cho Mo Tun

วันนี้ (7 สิงหาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการสหรัฐอเมริกาเผย จับกุมชายชาวเมียนมา 2 ราย ทราบชื่อคือ พิว เฮน ธู (Phyo Hein Htut) วัย 28 ปี และ เย เฮน ซอ (Ye Hein Zaw) วัย 20 ปี ในข้อหาฐานสมรู้ร่วมคิดวางแผนลอบสังหารหรือทำร้าย จ่อ โม ทุน ทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ (UN) ซึ่งอาจต้องโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี

 

พิว เฮน ธู ให้การกับ FBI โดยอ้างว่า พวกเขาได้รับการติดต่อจ้างวานจากพ่อค้าอาวุธในไทยผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นพ่อค้าที่ขายอาวุธให้กับกองทัพเมียนมา ซึ่งวางแผนให้พวกเขาทำร้ายและบังคับให้ จ่อ โม ทุน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ภายใต้การดูแลของกองทัพเมียนมาเคยประกาศปลดเขาออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ที่ประชุมสหประชาชาติไม่เห็นด้วย และยังคงรับรอง จ่อ โม ทุน ในฐานะผู้แทนเมียนมาที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอันชอบธรรมที่มาจากเสียงเลือกตั้งของประชาชาติ โดย UN คัดค้านคำประกาศดังกล่าวของคณะรัฐประหาร

 

พวกเขามีการตกลงและวางแผนกันว่า หากบังคับให้ จ่อ โม ทุน ลาออกไม่สำเร็จ จำเป็นที่ต้องสังหารทูตเมียนมา โดยตั้งใจไว้ว่าอาจจะทำให้ทูตประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต ทั้ง 2 คนเผยว่ามีเงินถูกโอนเข้ามายังบัญชีจำนวน 2 ครั้ง รวม 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.34 แสนบาท) ถ้าหากแผนการสำเร็จจะได้รับเงินค่าจ้างเพิ่มอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นบาท) 

 

โดยเบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาคดี อีกทั้งยังไม่ทราบว่าใครคือพ่อค้าอาวุธในไทยที่จ้างวานลอบสังหารทูตเมียนมาบนแผ่นดินสหรัฐฯ 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ จับกุมชาวเมียนมา 2 ราย วางแผนลอบสังหารทูตเมียนมาประจำ UN อ้างได้รับการจ้างวานจากพ่อค้าอาวุธในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN เผย เด็กเมียนมาอย่างน้อย 75 รายเสียชีวิต กว่า 1,000 รายถูกควบคุมตัว ตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหาร https://thestandard.co/75-children-killed-1000-detained-since-myanmar-coup-un-experts/ Mon, 19 Jul 2021 06:17:44 +0000 https://thestandard.co/?p=514356 เด็กเมียนมา เสียชีวิต

คณะกรรมการด้านสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเ […]

The post UN เผย เด็กเมียนมาอย่างน้อย 75 รายเสียชีวิต กว่า 1,000 รายถูกควบคุมตัว ตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กเมียนมา เสียชีวิต

คณะกรรมการด้านสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า เด็กเมียนมาถูกเลือกปฏิบัติ ถูกสุ่มยิง ตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 75 ราย เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกว่า 1,000 รายถูกควบคุมตัวตามอำเภอใจ โดยเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การบริหารประเทศช่วงรัฐประหารที่ดำเนินมานานกว่า 5 เดือนแล้ว 

 

โดยสังคมเมียนมากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก หลังจากที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน จัดการกับกลุ่มผู้เห็นต่างและกลุ่มผู้ขับเคลื่อนประชาธิปไตย ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดภายในประเทศ

 

ทางด้าน มิกิโกะ โอตานิ นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ระบุว่า “เด็กๆ ในเมียนมากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและเผชิญหน้ากับหายนะที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต เนื่องจากการรัฐประหารโดยกองทัพ เด็กๆ ถูกเลือกปฏิบัติและถูกทำร้าย ถูกสุ่มยิงและถูกควบคุมตัวทุกๆ วัน พวกทหารชี้ปืนไปที่พวกเขา และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับพ่อแม่และพี่น้องของพวกเขาด้วย”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเผยว่า มีเด็กจำนวนมากถูกควบคุมตัวไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บางส่วนถูกจับไปเป็นตัวประกัน หลังจากที่ทางการไม่สามารถจับกุมพ่อแม่ของเด็กที่ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านกองทัพได้ 

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแสดงความกังวลถึงการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับเด็ก โดยรายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ระบุว่า มีเด็กเมียนมากกว่า 1 ล้านรายทั่วประเทศ ไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นตามช่วงวัยที่เขาสมควรจะได้รับ ขณะที่เด็กอีกกว่า 40,000 ราย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาอาการเจ็บป่วยเนื่องจากภาวะทุพโภชนาการ

 

“หากวิกฤตนี้ยังคงดำเนินต่อไป เด็กรุ่นนี้ทั้งหมดมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบที่ตามมาอย่างรุนแรง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ผลลัพธ์การศึกษา และทางเศรษฐกิจ ทำให้พวกเขาไม่มีอนาคตที่แข็งแรงและมีประสิทธิผล”

 

ล่าสุด สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองของเมียนมา (AAPP) รายงานถึงสถานการณ์ล่าสุด มีผู้เสียชีวิตหลังการก่อรัฐประหารแล้ว 914 ราย ยังคงถูกจับกุมและควบคุมตัวกว่า 5,281 ราย ออกหมายจับแล้ว 1,963 ราย ขณะที่อย่างน้อย 254 รายได้รับการตัดสินโทษแล้ว

 

ภาพ: Kaung Zaw Hein / SOPA Images / Sipa USA

อ้างอิง:

The post UN เผย เด็กเมียนมาอย่างน้อย 75 รายเสียชีวิต กว่า 1,000 รายถูกควบคุมตัว ตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถถังตรวจตราหลายเมืองสำคัญ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ต บุกจับยามวิกาล เจ้าหน้าที่ UN ชี้เท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน https://thestandard.co/myanmar-army-city-check-up/ Mon, 15 Feb 2021 02:24:00 +0000 https://thestandard.co/?p=454404 กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถถังตรวจตราหลายเมืองสำคัญ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ต บุกจับยามวิกาล เจ้าหน้าที่ UN ชี้เท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการ […]

The post กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถถังตรวจตราหลายเมืองสำคัญ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ต บุกจับยามวิกาล เจ้าหน้าที่ UN ชี้เท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถถังตรวจตราหลายเมืองสำคัญ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ต บุกจับยามวิกาล เจ้าหน้าที่ UN ชี้เท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ภายในเมียนมา หลังตกอยู่ภายใต้รัฐประหารโดยตั๊ดมาดอว์หรือกองทัพเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกองทัพยังคงเดินหน้าสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว เคลื่อนรถถังไปตรวจตราในหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศ พร้อมชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตครั้งใหม่ บุกจับผู้เห็นต่างยามวิกาลอย่างผิดกฎหมาย 

 

โดยผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเมียนมายืนยัน มีคำสั่งระงับการเข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตในช่วงเวลา 01.00-09.00 น. ของวันจันทร์จริง มี Internet Traffic อยู่เพียง 14% ของการใช้งานทั่วประเทศ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังใช้อาวุธอย่างกระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถน้ำ และอาจรวมถึงกระสุนจริงเข้าสกัดกั้นและสลายการชุมนุมของผู้ต่อต้านการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่นัดหยุดงานและเข้าร่วมการชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 รายจากการถูกยิงเข้าที่ศีรษะขณะเข้าร่วมชุมนุม และมีผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวแล้วเกือบ 400 ราย

 

ทางด้าน ทอม แอนดรูว์ ผู้เสนอรายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ (UN) เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาชี้ว่า “สิ่งที่กองทัพเมียนมากำลังทำเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการบุกจู่โจมยามวิกาล การเข้าจับกุมผู้เห็นต่าง ลดทอนสิทธิเสรีภาพ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ตรอบใหม่ รวมถึงเคลื่อนรถถังเข้าไปยังพื้นที่ของหลายเมืองสำคัญ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของความสิ้นหวัง โปรดจงจำไว้ คุณจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้”

 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตของบรรดาชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์ร่วมโดยระบุว่า “เราเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาละเว้นการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่รวมตัวกันต่อต้านการยึดอำนาจไปจากรัฐบาลที่ชอบธรรมของพวกเขา” พร้อมเน้นย้ำว่าทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาขณะนี้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ภาพ: Sai Aung Main / AFP 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post กองทัพเมียนมาเคลื่อนรถถังตรวจตราหลายเมืองสำคัญ ชัตดาวน์อินเทอร์เน็ต บุกจับยามวิกาล เจ้าหน้าที่ UN ชี้เท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวเมียนมาในไทยชุมนุมหน้า UN ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ต้านรัฐประหารในประเทศ https://thestandard.co/myanmar-rally-in-front-of-un/ Sun, 07 Feb 2021 11:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=451757 ชาวเมียนมาในไทยชุมนุมหน้า UN ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ต้านรัฐประหารในประเทศ

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ที่หน้าองค์ก […]

The post ชาวเมียนมาในไทยชุมนุมหน้า UN ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ต้านรัฐประหารในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวเมียนมาในไทยชุมนุมหน้า UN ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ต้านรัฐประหารในประเทศ

วันนี้ (7 กุมภาพันธ์) ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ที่หน้าองค์การสหประชาติ (UN) ประจำประเทศไทย ได้มีการนัดหมายรวมตัวกันของชาวเมียนมา ประกอบด้วยแรงงาน นักศึกษา นักธุรกิจที่อยู่ในไทย รวมทั้งผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ประมาณ 300 คน รวมตัวกันจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารในเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัว ออง ซาน ซู จี โดยมีตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล1 (บก.น.1) มาดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นให้ชาวเมียนมาทำกิจกรรมอยู่บนฟุตปาธตรงข้ามกับองค์การสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ชาวเมียนมาที่มาในวันนี้ได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้ว และถือภาพ ออง ซาน ซูจี, ธงชาติเมียนมา โดยตะโกนเป็นภาษาเมียนมาว่า “ปล่อยตัวอองซาน”, “ขอให้ปลอดภัย”, “สุขภาพแข็งแรง”, “มีอายุมากแล้วไม่อยากให้ลำบาก”, “โดนคุมตัว ลำบากมานานแล้ว” และ “ไม่เอาทหารและรัฐประหาร” และมีการฉีกภาพ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในบริเวณการชุมนุมด้วย

 

สำหรับการรวมตัวจัดกิจกรรมต้านรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้ มีการเริ่มเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะเริ่มในเวลา 14.00 น. และจะจบในเวลา 16.00 น. เป็นเวลา 11.00 น. และจบในเวลา 14.00 น.

 

ต่อมาเวลา 14.15 น. ยังมีชาวเมียนมาที่เพิ่งเดินทางมาถึงตามกำหนดการเดิม ขอเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจขอจัดกิจกรรมต่ออีก 1 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมและขอให้แยกย้ายกลับ ทำให้ชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งได้ย้ายมารวมตัวบริเวณเกาะกลางถนนหน้าองค์การสหประชาชาติ ก่อนจะร้องเพลงชาติเมียนมาและชูสามนิ้ว โดยมีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ประมาณ 100 นาย ตรึงกำลังคอยรักษาความปลอดภัย

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ชาวเมียนมาในไทยชุมนุมหน้า UN ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ต้านรัฐประหารในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เลขาฯ UN เตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง | HIGHLIGHT 27 มกราคม 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-27012021-4/ Wed, 27 Jan 2021 05:54:13 +0000 https://thestandard.co/?p=447835

ประมวลความเคลื่อนไหวสำคัญในการประชุมทางไกลบนเวที World […]

The post ชมคลิป: เลขาฯ UN เตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง | HIGHLIGHT 27 มกราคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ประมวลความเคลื่อนไหวสำคัญในการประชุมทางไกลบนเวที World Economic Forum 2021 ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์
  • อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการทั่วไปแห่งสหประชาชาติ (UN) ส่งคำเตือนถึงบรรดาผู้นำทั่วโลก ระบุว่า โลกในขณะนี้ นอกจากจะเผชิญหน้ากับภาวะฉุกเฉินจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบศตวรรษนั้น แต่ยังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง หรือ Existential Threats ต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเป็นไปได้ที่สองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ กับจีน จะแบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
  • ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ส่งสารเตือนไปยัง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ว่า เขามีความเสี่ยงทำให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่ หากไบเดนยังดำเนินนโยบายกีดกันการค้าและปกป้องตลาดตามแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนก่อนหน้า
  • เกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ส่งข้อความถึงบรรดาผู้นำโลกให้ตระหนักและเดินหน้ารับมือกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เลขาฯ UN เตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง | HIGHLIGHT 27 มกราคม 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
DAVOS 2021: เลขาฯ UN ออกโรงเตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ทั้งต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/davos2021-antonio-guterres-warning/ Wed, 27 Jan 2021 01:53:25 +0000 https://thestandard.co/?p=447722 DAVOS2021: เลขาฯ UN ออกโรงเตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ทั้งต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการทั่วไปแห่งสหประชาชาติ (UN […]

The post DAVOS 2021: เลขาฯ UN ออกโรงเตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ทั้งต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
DAVOS2021: เลขาฯ UN ออกโรงเตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ทั้งต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการทั่วไปแห่งสหประชาชาติ (UN) ส่งคำเตือนถึงบรรดาผู้นำทั่วโลก โดยระบุชัดว่า โลกในขณะนี้ไม่ได้เพียงแต่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะฉุกเฉินจากการระบาดของโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบศตวรรษเท่านั้น แต่โลกยังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง หรือ Existential Threats ต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเป็นไปได้ที่สองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ กับจีน จะแบ่งแยกโลกออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน

 

ความคิดเห็นของเลขาธิการ UN ข้างต้น มีขึ้นระหว่างการเข้าร่วมการประชุมทางไกลบนเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ โดยกูเตอร์เรสกล่าวว่า มนุษยชาติไม่ต้องการซ้ำรอยโศกนาฏกรรมและวิกฤตในปี 2020 ทว่า โลกในเวลานี้กำลังเผชิญกับปัจจัยที่เปราะบางหลายประการ ซึ่งรวมถึงการขาดฉันทามติในประเด็นด้านการใช้พื้นที่บนโลกออนไลน์ (Cyberspace) และความเสี่ยงของเรื่องนิวเคลียร์และการแพร่กระจายของสารเคมี

 

“ในปี 2021 เราจำเป็นต้องจัดการกับความเปราะบางเหล่านี้ และทำให้โลกกลับเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง” กูเตอร์เรสระบุ

 

ขณะที่ในส่วนของโควิด-19 กูเตอร์เรสได้เตือนบรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายว่า กำลังผิดพลาดที่คิดว่าตนเองจะปลอดภัยหากแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนของประเทศ และไม่สนใจประเทศกำลังพัฒนา ก่อนย้ำว่า วัคซีนจะต้องเป็นสินค้าเพื่อประชาชนทั่วโลก ที่จะต้องมีการผลิตในปริมาณมากและในราคาที่คนทุกคนเข้าถึงได้

 

นอกจากนี้เลขาธิการ UN ยังได้ใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งลงมือจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เลวร้ายเพิ่มขึ้น เพราะการระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งหมายรวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อเลี่ยงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มประเทศผู้มีรายได้ปานกลางและประเทศด้อยพัฒนา การจัดทำโครงการผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่ประเทศที่จำเป็นต้องใช้ การจัดทำโครงการ Special Drawing Rights ระลอกใหม่ เพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และจัดเตรียมมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาค่าแรง ตลอดจนการเปิดทางให้ชาติกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมกับสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

 

กูเตอร์เรสย้ำชัดว่า การแก้ปัญหาและฟื้นฟูจากโควิด-19 จะต้องช่วยยุติสงครามของนานาประเทศที่มีต่อธรรมชาติ เลี่ยงหายนะของภาวะโลกร้อน และฟื้นฟูโลกใบนี้ โดยย้ำอีกว่า เป้าหมายหลักของปี 2021 ก็คือการสร้างความร่วมมือเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050

 

ด้านประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กูเตอร์เรสยอมรับว่า ตนเองยังคงกังวลต่อความเป็นไปได้ที่โลกจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน โดยมีความแตกต่างในเรื่องของค่าเงิน กฎระเบียบทางการค้าการเงิน ระบบอินเทอร์เน็ต และกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการทหาร

 

“เราจำเป็นต้องทำทุกทางที่เป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกดังกล่าว” เลขาธิการ UN ย้ำ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post DAVOS 2021: เลขาฯ UN ออกโรงเตือน โลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ทั้งต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN จี้สืบสวน แรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้เกิน 520 รายในช่วง 5 ปี เกือบครึ่งเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ https://thestandard.co/un-investigating-death-of-thai-labor-in-south-korea/ Tue, 22 Dec 2020 05:09:28 +0000 https://thestandard.co/?p=434386 UN จี้สืบ ผีน้อยไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้เกิน 520 รายในช่วง 5 ปี เกือบครึ่งเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ

มูลนิธิ Thomson Reuters เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มแรงง […]

The post UN จี้สืบสวน แรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้เกิน 520 รายในช่วง 5 ปี เกือบครึ่งเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UN จี้สืบ ผีน้อยไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้เกิน 520 รายในช่วง 5 ปี เกือบครึ่งเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ

มูลนิธิ Thomson Reuters เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยซึ่งลักลอบทำงานในเกาหลีใต้ ที่ได้จากสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงโซล ผ่านการยื่นคำร้องตามหลักเสรีภาพในการร้องขอข้อมูล

 

จากข้อมูลที่ได้พบว่า ตั้งแต่ปี 2015 มีแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้อย่างน้อย 522 คน โดยเสียชีวิตสูงสุดในปีนี้ถึง 122 คน ในจำนวนนี้ 84% นั้นเป็นแรงงานเถื่อนที่ไร้เอกสาร และ 4 ใน 10 ของแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยที่เสียชีวิตนั้นถูกบันทึกว่า ไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนที่เหลือพบว่า เสียชีวิตจากหลายสาเหตุ ทั้งด้านสุขภาพ อุบัติเหตุ หรือการฆ่าตัวตาย

 

ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า ในช่วงปี 2015-2018 มีแรงงานชาวไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้ 283 คน ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ

 

ข้อมูลการเสียชีวิตของกลุ่มแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในเกาหลีใต้ทำให้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) แสดงความกังวล และกำลังติดตามตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสืบสวนชะตากรรมของแรงงานผิดกฎหมายกลุ่มนี้

 

“แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารนั้นได้รับการคุ้มครองน้อยที่สุด สุขภาพและความปลอดภัยของพวกเขานั้นน่าเป็นห่วง” นิลิม บารัวห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานของ ILO กล่าว

 

ข้อมูลจากกลุ่มแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยและอดีตแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในเกาหลีใต้ รวมถึงนักเคลื่อนไหวและเจ้าหน้าที่ทางการไทยระบุว่า แรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในเกาหลีใต้หลายหมื่นคนนั้นต้องทำงานเกินเวลาและไม่ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล อีกทั้งไม่กล้าแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะกลัวถูกเนรเทศกลับ

 

ขณะที่กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกรุงเทพฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อข้อมูลดังกล่าว

 

ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายราว 460,000 คน ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศชี้ว่า เกาหลีใต้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของแรงงานไทย เนื่องจากรายได้ที่สูงกว่าการทำงานในไทย และปัจจุบันมีแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในเกาหลีใต้ประมาณ 185,000 คน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post UN จี้สืบสวน แรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้เกิน 520 รายในช่วง 5 ปี เกือบครึ่งเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารีณาบุก UN ยื่นหนังสือแจงปมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือขอนานาชาติกดดันไทยยกเลิก ม.112 https://thestandard.co/parina-head-to-un-for-24-june-group/ Fri, 11 Dec 2020 11:28:20 +0000 https://thestandard.co/?p=430679 ปารีณาบุก UN ยื่นหนังสือแจงปมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือขอนานาชาติกดดันไทยยกเลิก ม.112

วันนี้ (11 ธันวาคม) ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ(UN) ประจำ […]

The post ปารีณาบุก UN ยื่นหนังสือแจงปมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือขอนานาชาติกดดันไทยยกเลิก ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารีณาบุก UN ยื่นหนังสือแจงปมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือขอนานาชาติกดดันไทยยกเลิก ม.112

วันนี้ (11 ธันวาคม) ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ(UN) ประจำประเทศไทย ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เดินทางยื่นหนังสือถึงตัวแทน UN เพื่อชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองและการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นในไทย กรณีที่เมื่อวานนี้ (10 ธันวาคม) สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย มายื่นหนังสือถึง UN ให้ช่วกดดันยกเลิกการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ในไทยเพื่อไปสู่ระดับสากล โดยมีมวลชนสวมเสื้อสีเหลืองมาร่วมชูป้ายระหว่างที่ปารีณายื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์

 

ปารีณากล่าวว่า ยังมีอีกหลายประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายลักษณะคล้ายกับมาตรา 112 ซึ่งใช้สำหรับปกป้องสถาบันหลักของแต่ละประเทศ เช่น ประเทศโมร็อกโก มีผู้ถูกดำเนินคดีฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จำคุก 4 ปี ปรับประมาณ 1 แสนบาท ส่วนที่สหรัฐอเมริกา เคยมีผู้ข่มขู่ประธานาธิบดี ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีเช่นกัน

 

ดังนั้น ตนจึงมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีกฎหมายลักษณะนี้มาปกป้องสถาบันต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งหนังสือที่ตนนำมา ยังระบุถึงการชุมนุมมั่วสุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในไทย มีการปราศรัยพาดพิงสถาบันฯ มีการพกพาอาวุธปืนและระเบิดต่างๆ มีการทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายร่างกายกันเองจนเกิดความไม่สงบสุข จึงต้องการให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อนำความสงบกลับสู่ประเทศโดยเร็ว 

 

ส่วนสาเหตุที่ตนต้องมายื่นหนังสือกับทาง UN ก็เพื่อเป็นการชี้แจงไม่ให้ชาวต่างชาติรับฟังข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝั่งเพียงฝ่ายเดียว หลังจากนี้หากอีกฝ่ายไปยื่นหนังสือที่องค์กรไหนหรือสถานทูตประเทศใด วันรุ่งขึ้นตนก็จะไปชี้แจงเช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ปารีณาบุก UN ยื่นหนังสือแจงปมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยื่นหนังสือขอนานาชาติกดดันไทยยกเลิก ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>