UK – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 17 Jan 2026 02:15:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เก่งอย่างเดียวไม่พอ? เมื่อ Social Skill กลายเป็นกุญแจสู่ฟุตบอลโลกของแข้งทีมชาติอังกฤษ https://thestandard.co/thomas-tuchel-england-social-skills-world-cup-2026/ Sat, 17 Jan 2026 02:15:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1166162 thomas-tuchel-england-social-skills-world-cup-2026

ฟุตบอลโลกกำลังจะวนเวียนกลับมาหาเราอีกครั้งในช่วงกลางปีน […]

The post เก่งอย่างเดียวไม่พอ? เมื่อ Social Skill กลายเป็นกุญแจสู่ฟุตบอลโลกของแข้งทีมชาติอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thomas-tuchel-england-social-skills-world-cup-2026

ฟุตบอลโลกกำลังจะวนเวียนกลับมาหาเราอีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ (รับประกันไวกว่าที่เราจะตั้งตัวแน่นอน)

 

สำหรับนักฟุตบอลทุกคนแล้วพวกเขาล้วนฝันถึงการได้ติดธงติดทีมไปเป็นตัวแทนของทุกคนในชาติ แบกความหวังและความฝันเต็มสองบ่าลงไปชิงชัยในสนาม

 

เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสนั้น เพราะการจะได้ติดทีมไปลุยบอลโลกนั้นนอกจากฝีเท้าจะต้องดีแล้ว โค้ชยังดูด้วยว่าเป็นผู้เล่นที่ตอบโจทย์กับระบบการเล่นหรือเปล่า

 

แต่ล่าสุดมันอาจจะไม่ได้วัดกันแค่นั้นด้วย

 

เพราะตามคำพูดของโธมัส ทูเคิล บอสใหญ่ทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ สำหรับการพิจารณาว่าใครจะได้ไปหรือไม่ได้ไปฟุตบอลโลกคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Social Skill’

 

คำนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไรกันนะ?

 

ถึงแม้ว่าจะเข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษแบบเต็มตัวได้แค่ปีเดียว (ไม่นับช่วงรับตำแหน่งในปลายปี 2024) ต้องบอกว่าทูเคิลทำผลงานเอาไว้ได้น่าสนใจ

 

ในสนามพวกเขาทะยานเข้ารอบสุดท้ายได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ‘แนวทาง’ ในการบริหารจัดการควบคุมทีมนอกสนาม

 

NEWS / SPORT
เก่งอย่างเดียวไม่พอ? เมื่อ Social Skill กลายเป็นกุญแจสู่ฟุตบอลโลกของแข้งทีมชาติอังกฤษ
เรื่อง: เมธา พันธุ์วราทร

Body Text:

ฟุตบอลโลกกำลังจะวนเวียนกลับมาหาเราอีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ (รับประกันไวกว่าที่เราจะตั้งตัวแน่นอน) 

สำหรับนักฟุตบอลทุกคนแล้วพวกเขาล้วนฝันถึงการได้ติดธงติดทีมไปเป็นตัวแทนของทุกคนในชาติ แบกความหวังและความฝันเต็มสองบ่าลงไปชิงชัยในสนาม

เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสนั้น เพราะการจะได้ติดทีมไปลุยบอลโลกนั้นนอกจากฝีเท้าจะต้องดีแล้ว โค้ชยังดูด้วยว่าเป็นผู้เล่นที่ตอบโจทย์กับระบบการเล่นหรือเปล่า

แต่ล่าสุดมันอาจจะไม่ได้วัดกันแค่นั้นด้วย

เพราะตามคำพูดของโธมัส ทูเคิล บอสใหญ่ทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ สำหรับการพิจารณาว่าใครจะได้ไปหรือไม่ได้ไปฟุตบอลโลกคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Social Skill’ 

คำนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไรกันนะ?

ถึงแม้ว่าจะเข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษแบบเต็มตัวได้แค่ปีเดียว (ไม่นับช่วงรับตำแหน่งในปลายปี 2024) ต้องบอกว่าทูเคิลทำผลงานเอาไว้ได้น่าสนใจ

ในสนามพวกเขาทะยานเข้ารอบสุดท้ายได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ‘แนวทาง’ ในการบริหารจัดการควบคุมทีมนอกสนาม

https://www.gettyimages.com/detail/news-photo/thomas-tuchel-head-coach-of-england-speaks-to-jude-news-photo/2219615590?adppopup=true 

ทูเคิลแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จะตัดสตาร์อย่างฟิล โฟเดน หรือจู๊ด เบลลิงแฮม ออกจากทีมและให้โอกาสแก่คนที่กำลังทำผลงานได้ร้อนแรงกับสโมสรในปัจจุบันอย่างมอร์แกน โรเจอร์สมากกว่า เป็นอาทิ

แต่หนึ่งในการตัดสินใจที่สร้างความสงสัยอย่างมากและทำให้เกิดคำถามถกเถียงคือการเรียกตัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางจอมเก๋าที่เพิ่งกลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้งติดทีมชาติด้วย ทั้งๆที่หลุดวงโคจรไปนานแล้ว

ชาติอื่นเขาเน้นการให้โอกาส “อนาคต” แต่ทูเคิลกลับเลือกจะย้อนกลับไปหา “อดีต” เป็น Back to the Future เสียอย่างนั้น

แต่ในเหตุผลแล้วน่าสนใจ เพราะทูเคิลเชื่อว่านักเตะอย่างเฮนเดอร์สัน จะนำความ ‘สมดุล’ กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง 

เพราะทีมที่ดีบางครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นการรวมกันของนักเตะที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่ต้องเป็นทีมที่รวมกันแล้วลงตัว เข้ากัน และช่วยกันเล่นได้ดีที่สุดมากกว่า

และดูเหมือนทูเคิลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะล่าสุดมีการออกมาพูดถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันในแคมป์ทีมชาติ ซึ่งต้องมีทักษะสำคัญ

Social Skill หรือ ‘ทักษะทางสังคม’

ทูเคิลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“สิ่งที่สำคัญมากคือการที่เราจะไม่เลือกคนจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่เราต้องดูด้วยว่าเราต้องการอะไรจากเขา“

“นักเตะเหล่านี้มีทักษะทางสังคมไหม เขาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีหรือเปล่า? เขาพร้อมจะสนับสนุนคนอื่นไหมถ้าบทบาทของเขาคือการเป็นผู้สนับสนุน? นี่คือสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญ“

แล้วทักษะทางสังคมหมายถึงอะไร?

ตามความหมายแล้วคือ “ความสามารถในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น โดยใช้ทั้งการพูด การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง (อวัจนภาษา) การฟัง และการเข้าใจกฎเกณฑ์ทางสังคม เพื่อให้การเข้าสังคมราบรื่นและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมีน้ำใจ การแบ่งปัน การฟังอย่างตั้งใจ การควบคุมอารมณ์ หรือการแก้ไขปัญหา”

https://www.gettyimages.com/detail/news-photo/thomas-tuchel-head-coach-of-england-and-players-of-england-news-photo/2246812302?adppopup=true 

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
การสื่อสาร (Communication): การพูด การฟัง การใช้ภาษากาย การแสดงออกทางสีหน้า
การเข้าใจผู้อื่น (Empathy): การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship Skills): การแบ่งปัน การรอคิว การร่วมกิจกรรม การขออนุญาต
การควบคุมตนเอง (Self-regulation): การจัดการอารมณ์ การยอมรับความผิดพลาด การจัดการกับความขัดแย้ง
การแก้ปัญหา (Problem-solving): การขอความช่วยเหลือ การตัดสินใจ และการยอมรับผล

อย่างไรก็ดี ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้มาดูคุณสมบัติไล่กันทีละข้อสองข้อแบบนี้ แต่จะดูจากภาพรวมถึงนิสัยและการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น

ระหว่างคนที่เก่งกว่าแต่เป็นพิษ (Toxic) กับคนที่อาจจะไม่เก่งเท่าแต่สร้างบรรยากาศ (Vibe) ที่ดีกับทุกคน พร้อมสนับสนุนทีมเต็มที่ มีประสบการณ์แบ่งปัน ปกป้องเพื่อน

คนแบบหลังน่าจะเป็นคนที่ทุกคนอยากให้อยู่ในทีมมากกว่า

เพราะฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมกีฬาที่กินระยะเวลายาวนานร่วมเดือน (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลโลก 2026 จะกินเวลายาวนานขึ้นอีก) 

ความกลมเกลียว บรรยากาศในแคมป์เป็นสิ่งสำคัญ

ในอดีตเคยมีกรณีแคมป์แตกมาแล้วอย่างทีมชาติฝรั่งเศส ชุดฟุตบอลโลก 2010 ที่มีปัญหาร้าวฉานอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ทีมเต็มไปด้วยขุนพลระดับชั้นยอด

ขณะที่อังกฤษชุดที่ทำผลงานได้ดีนอกจากยุคของแกเร็ธ เซาธ์เกต คือชุดฟุตบอลโลก 1990 ใต้การนำของเซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน และยูโร 1996 ใต้การนำของเทอร์รี เวนาเบิลส์ 

โดยเฉพาะชุดหลังที่แม้จะมีความเกเรบ้าง กับตำนาน ‘เก้าอี้หมอฟัน’ (Dentist chair) เพราะมีตัวแสบอย่างพอล แกสคอยน์ แต่ความกลมเกลียวของทีมชุดนั้นก็พาอังกฤษไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

นี่คือ ‘ส่วนผสมทองคำ’ ที่ทูเคิลกำลังพยายามอยู่ โดยที่เหลือโอกาสในการอุ่นเครื่องอีกแค่ 2 นัดในเดือนมีนาคมกับอุรุกวัยและญี่ปุ่น ก่อนที่จะต้องประกาศรายชื่อหลังจบฤดูกาล

ที่น่าจะต้องมีคนที่ผิดหวัง ซึ่งถ้ามันไม่ใช่เพราะฝีเท้า ประสบการณ์ หรือความจำเป็นในระบบการเล่น แต่เป็นเพราะขาด Social Skill 

เจ็บลึกเลย

 

ทูเคิลแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จะตัดสตาร์อย่างฟิล โฟเดน หรือจู๊ด เบลลิงแฮม ออกจากทีมและให้โอกาสแก่คนที่กำลังทำผลงานได้ร้อนแรงกับสโมสรในปัจจุบันอย่างมอร์แกน โรเจอร์สมากกว่า เป็นอาทิ

 

แต่หนึ่งในการตัดสินใจที่สร้างความสงสัยอย่างมากและทำให้เกิดคำถามถกเถียงคือการเรียกตัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางจอมเก๋าที่เพิ่งกลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้งติดทีมชาติด้วย ทั้งๆที่หลุดวงโคจรไปนานแล้ว

 

ชาติอื่นเขาเน้นการให้โอกาส “อนาคต” แต่ทูเคิลกลับเลือกจะย้อนกลับไปหา “อดีต” เป็น Back to the Future เสียอย่างนั้น

 

แต่ในเหตุผลแล้วน่าสนใจ เพราะทูเคิลเชื่อว่านักเตะอย่างเฮนเดอร์สัน จะนำความ ‘สมดุล’ กลับมาสู่ทีมอีกครั้ง

 

เพราะทีมที่ดีบางครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นการรวมกันของนักเตะที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่ต้องเป็นทีมที่รวมกันแล้วลงตัว เข้ากัน และช่วยกันเล่นได้ดีที่สุดมากกว่า

 

และดูเหมือนทูเคิลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะล่าสุดมีการออกมาพูดถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันในแคมป์ทีมชาติ ซึ่งต้องมีทักษะสำคัญ

 

Social Skill หรือ ‘ทักษะทางสังคม’

 

ทูเคิลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

 

“สิ่งที่สำคัญมากคือการที่เราจะไม่เลือกคนจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่เราต้องดูด้วยว่าเราต้องการอะไรจากเขา“

 

“นักเตะเหล่านี้มีทักษะทางสังคมไหม เขาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีหรือเปล่า? เขาพร้อมจะสนับสนุนคนอื่นไหมถ้าบทบาทของเขาคือการเป็นผู้สนับสนุน? นี่คือสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญ“

 

แล้วทักษะทางสังคมหมายถึงอะไร?

 

ตามความหมายแล้วคือ “ความสามารถในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น โดยใช้ทั้งการพูด การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง (อวัจนภาษา) การฟัง และการเข้าใจกฎเกณฑ์ทางสังคม เพื่อให้การเข้าสังคมราบรื่นและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ซึ่งทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมีน้ำใจ การแบ่งปัน การฟังอย่างตั้งใจ การควบคุมอารมณ์ หรือการแก้ไขปัญหา”

 

โธมัส ทูเคิล กำลังพูดคุยกับจู๊ด เบลลิงแฮมในสนามซ้อม

 

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

 

  • การสื่อสาร (Communication): การพูด การฟัง การใช้ภาษากาย การแสดงออกทางสีหน้า
  • การเข้าใจผู้อื่น (Empathy): การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น
  • ทักษะความสัมพันธ์ (Relationship Skills): การแบ่งปัน การรอคิว การร่วมกิจกรรม การขออนุญาต
  • การควบคุมตนเอง (Self-regulation): การจัดการอารมณ์ การยอมรับความผิดพลาด การจัดการกับความขัดแย้ง
  • การแก้ปัญหา (Problem-solving): การขอความช่วยเหลือ การตัดสินใจ และการยอมรับผล

 

อย่างไรก็ดี ในชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้มาดูคุณสมบัติไล่กันทีละข้อสองข้อแบบนี้ แต่จะดูจากภาพรวมถึงนิสัยและการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น

 

ระหว่างคนที่เก่งกว่าแต่เป็นพิษ (Toxic) กับคนที่อาจจะไม่เก่งเท่าแต่สร้างบรรยากาศ (Vibe) ที่ดีกับทุกคน พร้อมสนับสนุนทีมเต็มที่ มีประสบการณ์แบ่งปัน ปกป้องเพื่อน

 

คนแบบหลังน่าจะเป็นคนที่ทุกคนอยากให้อยู่ในทีมมากกว่า

 

เพราะฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมกีฬาที่กินระยะเวลายาวนานร่วมเดือน (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลโลก 2026 จะกินเวลายาวนานขึ้นอีก)

 

ความกลมเกลียว บรรยากาศในแคมป์เป็นสิ่งสำคัญ

 

ในอดีตเคยมีกรณีแคมป์แตกมาแล้วอย่างทีมชาติฝรั่งเศส ชุดฟุตบอลโลก 2010 ที่มีปัญหาร้าวฉานอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ทีมเต็มไปด้วยขุนพลระดับชั้นยอด

 

ขณะที่อังกฤษชุดที่ทำผลงานได้ดีนอกจากยุคของแกเร็ธ เซาธ์เกต คือชุดฟุตบอลโลก 1990 ใต้การนำของเซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน และยูโร 1996 ใต้การนำของเทอร์รี เวนาเบิลส์

 

โดยเฉพาะชุดหลังที่แม้จะมีความเกเรบ้าง กับตำนาน ‘เก้าอี้หมอฟัน’ (Dentist chair) เพราะมีตัวแสบอย่างพอล แกสคอยน์ แต่ความกลมเกลียวของทีมชุดนั้นก็พาอังกฤษไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

 

นี่คือ ‘ส่วนผสมทองคำ’ ที่ทูเคิลกำลังพยายามอยู่ โดยที่เหลือโอกาสในการอุ่นเครื่องอีกแค่ 2 นัดในเดือนมีนาคมกับอุรุกวัยและญี่ปุ่น ก่อนที่จะต้องประกาศรายชื่อหลังจบฤดูกาล

 

ที่น่าจะต้องมีคนที่ผิดหวัง ซึ่งถ้ามันไม่ใช่เพราะฝีเท้า ประสบการณ์ หรือความจำเป็นในระบบการเล่น แต่เป็นเพราะขาด Social Skill

 

เจ็บลึกเลย

The post เก่งอย่างเดียวไม่พอ? เมื่อ Social Skill กลายเป็นกุญแจสู่ฟุตบอลโลกของแข้งทีมชาติอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน https://thestandard.co/us-excuse-seizing-2-oil-tankers/ Thu, 08 Jan 2026 05:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1162715 เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Ma […]

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ใน แอตแลนติก-แคริบเบียน

สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือเรือ Marinera (หรือ Bella 1) ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือใกล้ไอซ์แลนด์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรืออังกฤษที่คอยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ทั้งทางอากาศและทางทะเล และสหรัฐยังยึดเรือ M/T Sophia อีกลำในทะเลแคริบเบียน เมื่อวานนี้ (7 มกราคม) ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้ใช้ข้ออ้างหลักในเชิงกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการในครั้งนี้

 

ข้ออ้างที่สำคัญที่สุดในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศคือ (1) สหรัฐฯ อ้างว่าเรือ Marinera (หรือ Bella 1) และ M/T Sophia มีสถานะเป็น ‘เรือไร้รัฐ ไร้สัญชาติ’ (Stateless) ทั้งยังระบุว่า เรือเหล่านี้แอบอ้างใช้ธงของประเทศกายอานา (Guyana) ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ‘ไม่เป็นความจริง’

 

สหรัฐฯ อ้างกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) โดยระบุว่า เรือไม่สามารถเปลี่ยนสัญชาติหรือธงระหว่างการเดินทางได้ เว้นแต่มีการโอนกรรมสิทธิ์จริง การที่เรือเปลี่ยนจากธงกายอานาเป็นธงรัสเซียกลางคัน จึงทำให้สถานะทางกฎหมายหลุดพ้นจากการคุ้มครองของรัฐใดรัฐหนึ่ง และยืนยันว่า เรือไร้รัฐเหล่านี้สามารถบุกขึ้นไปตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศใดก็ได้หากมีความสงสัยในความผิด

 

(2) การละเมิดมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Violations)

 

สหรัฐฯ อ้างว่าเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของ ‘กองเรือเงา’ (Shadow Fleet) หรือ ‘กองเรือมืด’ (Dark Fleet) ที่ลักลอบขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาอย่างผิดกฎหมายและละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งการยึดเรือเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสกัดกั้นช่องทางรายได้ของรัฐบาลเวเนซุเอลา ภายหลังการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

 

โดยสหรัฐฯ อ้างว่า เรือ M/T Sophia กำลังดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illicit Activities) ในน่านน้ำสากลแถบทะเลแคริบเบียน พร้อมทั้งอ้างความชอบธรรม ผ่านหมายจับจากศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court Warrant) โดยอ้างว่า เรือ Marinera ถูกยึดตามหมายจับที่ออกโดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังจากถูกติดตามโดยหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ และให้เหตุผลว่า เรือทั้งสองลำเพิ่งจะเทียบท่าที่เวเนซุเอลา หรือกำลังมุ่งหน้าไปยังเวเนซุเอลา เพื่อยืนยันว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวงจรการค้าน้ำมันผิดกฎหมายของรัฐบาลมาดูโร

 

ท่าทีของมหาอำนาจอื่นเป็นอย่างไร

 

จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (อังกฤษ) กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกในการกวาดล้างการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือ Marinera ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และขนส่งน้ำมันผิดกฎหมายจากอิหร่านและเวเนซุเอลา

 

ขณะที่รัสเซียได้ออกมาประณามการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินเรือภายใต้ธงของตน พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อชาวรัสเซียที่อยู่บนเรืออย่างเหมาะสม และอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับรัสเซียโดยเร็ว

 

กระทรวงคมนาคมรัสเซียระบุว่า ทางกระทรวงได้ให้ ‘สิทธิชั่วคราว’ แก่เรือลำดังกล่าวในการใช้ธงรัสเซีย พร้อมเสริมว่าไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้อำนาจศาลของรัฐอื่น

 

มีรายงานระบุว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำออกไปเพื่อคุ้มกันเรือลำดังกล่าว แต่ปรากฏว่ากองกำลังสหรัฐฯ สามารถบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันได้สำเร็จ โดยไม่เผชิญกับการต่อต้านใดๆ

 

ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศ ‘ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่’ ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ว่าเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก’

 

ภาพ: US EUROPEAN COMMAND via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปิด ‘ข้ออ้าง’ สหรัฐฯ ที่ใช้เข้ายึด เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในแอตแลนติก-แคริบเบียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหราชอาณาจักรจับกุม ‘เกรตา’ ฐานสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หลังถือป้ายประท้วงอิสราเอล https://thestandard.co/united-kingdom-arrested-greta-thunberg/ Wed, 24 Dec 2025 03:15:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1157645 สหราชอาณาจักรจับกุม ‘เกรตา’ ฐานสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หลังถือป้ายประท้วงอิสราเอล

สหราชอาณาจักรจับกุม เกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวี […]

The post สหราชอาณาจักรจับกุม ‘เกรตา’ ฐานสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หลังถือป้ายประท้วงอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหราชอาณาจักรจับกุม ‘เกรตา’ ฐานสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หลังถือป้ายประท้วงอิสราเอล

สหราชอาณาจักรจับกุม เกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนระหว่างการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ ภายใต้กฎหมาย ‘ต่อต้านการก่อการร้าย’ หลังถือป้ายแสดงสัญลักษณ์สนับสนุนองค์กรที่รัฐบาลขึ้นบัญชีดำ

 

เมื่อคืนนี้ (23 ธันวาคม) ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนจับกุมเกรตาในการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์กลางกรุงลอนดอน หลังถือป้ายข้อความประท้วงว่า “ฉันสนับสนุนผู้ต้องขังของ Palestine Action ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” หน้าบริษัท Aspen Insurance โดยให้เหตุผลว่า บริษัทดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับบริษัท Elbit Systems ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิสราเอล

 

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุราว 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยพบว่า มีนักเคลื่อนไหวใช้ค้อนและพ่นสีแดงใส่หน้าอาคารในพื้นที่ ขณะที่ในระหว่างการจับกุม มีผู้ชายและผู้หญิง 2 คน ถูกจับกุมในข้อหาทำลายทรัพย์สิน หลังใช้ ‘กาว’ ติดกับร่างกายไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนชี้แจงว่า เกรตาถูกจับกุมตัวในข้อหาแสดงสิ่งของที่สนับสนุน Palestine Action ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกขึ้นบัญชีดำที่เข้าข่ายความผิดมาตรา 13 ของกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายสหราชอาณาจักรในปี 2000 ว่าด้วยการไม่ให้สวมใส่เสื้อผ้าหรือแสดงสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ว่า สนับสนุนบุคคลหรือองค์กรก่อการร้าย

 

ในช่วงที่ผ่านมา เกรตาเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้ประท้วงสนับสนุนกลุ่ม Palestine Action ที่อดอาหาร ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังในระหว่างการรอพิจารณาคดีตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า นักเคลื่อนไหวราว 3 รายยุติการอดอาหารแล้ว เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ลง

 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงความมั่นคงภายในสหราชอาณาจักรเคยประกาศขึ้นบัญชีดำ Palestine Action ว่า เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังกลุ่มนักเคลื่อนไหวบุกเข้าไปในฐานทัพอากาศ และทำลายเครื่องบิน Airbus A330 MRTT 2 ลำ ด้วยการสาดสีแดงเข้าไปในเครื่องยนต์

 

รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวร้ายแรงเกินกว่าเป็นการประท้วงทั่วไป และก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมว่า คดีของกลุ่ม Palestine Action มีความผิดฐานทำลายทรัพย์สินเท่านั้น

 

ภาพ: Prisoners for Palestine via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post สหราชอาณาจักรจับกุม ‘เกรตา’ ฐานสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย หลังถือป้ายประท้วงอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจเสน่ห์ Selfridges ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก https://thestandard.co/life/selfridges-uk-global-lifestyle/ Mon, 01 Dec 2025 08:55:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1150256

The Standard Life ได้ร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์สุดเอ็ก […]

The post สำรวจเสน่ห์ Selfridges ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Standard Life ได้ร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับกลุ่มเซ็นทรัลและ Turkish Airlines สู่หนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเมื่อการช็อปปิ้งกลายเป็นศิลปะของการใช้ชีวิต และประสบการณ์มีค่ามากกว่าสิ่งของ Selfridges แห่งสหราชอาณาจักรจึงกลายเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบของจุดหมายนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ไม่ซ้ำใคร

 

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ห้าง Selfridges ไม่เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราในกรุงลอนดอน แต่ยังพิสูจน์ตัวเองด้วยการคว้ารางวัล ‘ห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลก’ ถึง 4 ครั้งจากเวที Global Department Store Summit นับตั้งแต่ Harry Gordon Selfridge วางรากฐานในปี 1909 ด้วยแนวคิดปฏิวัติที่ว่า ‘ห้างคือโรงละครแห่งประสบการณ์’ ปรัชญานี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงวันนี้ ผ่านการผสมผสานศิลปะ แฟชั่น และวัฒนธรรมเข้าไว้ในทุกพื้นที่

 

โดยเฉพาะคริสต์มาสปีนี้ที่ Selfridges ใช้เวลาถึง 2 ปีในการวางแผนความร่วมมือกับ Disney เพื่อเนรมิตทุกสาขาให้กลายเป็นโลกเทพนิยายที่ผู้คนสัมผัสได้จริง นี่คือส่วนหนึ่งของบรรยากาศการไปเยือน Selfridges ที่ The Standard Life จะพาคุณไปสำรวจเสน่ห์ของห้างระดับโลกใน 2 เมืองหลักที่สำคัญของอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์และลอนดอนกันเลย

 


Selfridges Manchester สัมผัสความหรูหราที่มีชีวิตชีวา

 

ทริปนี้เริ่มต้นที่เมืองแมนเชสเตอร์ ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมและนวัตกรรมของภาคเหนืออังกฤษ ก่อนจะบินต่อไปลอนดอน เราได้มีโอกาสแวะสำรวจ Selfridges Manchester Exchange Square (ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2002) สิ่งแรกที่รู้สึกได้เมื่อก้าวเข้ามาคือไวบ์ของเมืองที่ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบพื้นที่ ที่นี่ไม่ได้มีแค่แบรนด์มากมายที่วางจำหน่ายเท่านั้น แต่เป็นการผสานแฟชั่น ศิลปะ และไลฟ์สไตล์รวมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้รู้สึกว่าที่นี่มีเสน่ห์ เดินง่าย ช้อปปิ้งสนุก เต็มไปด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแมนเชสเตอร์ได้อย่างลงตัว

 

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 1

 

 

เราตื่นเต้นกับ Jellycat General Store ร้านสุดน่ารักที่รวบรวมคอลเล็กชันตุ๊กตา Jellycat หลากหลายแบบให้เลือกจุใจ ด้านอาหารก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งภัตตาคารอิตาเลียนระดับพรีเมียม San Carlo Bottega และร้านชาเขียวมัทฉะสุดเก๋ The Matcha Kyoto ที่ผสมผสานรสชาติดั้งเดิมกับความร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ อย่าลืมแวะไปเติมความฟินด้วยมัทฉะที่ชงกันให้เห็นสดๆ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและชาร์จพลังระหว่างช้อปปิ้งได้ดีทีเดียว

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 2

 

Personal Shopping Lounge ห้องลับสำหรับคนพิเศษ

หนึ่งในไฮไลต์ที่เรามีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสคือ Personal Shopping Lounge ห้องรับรองส่วนตัวที่หรูหราจนต้องบอกว่าประทับใจมาก ที่นี่มีทีมสไตลิสต์มืออาชีพคอยให้คำแนะนำแบบ one-on-one พร้อมเสิร์ฟค็อกเทลจาก San Carlo Bottega ระหว่างที่เลือกช็อปปิ้ง บรรยากาศเป็นส่วนตัวและเป็นกันเองมาก ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมเซเลบริตี้และบุคคลสำคัญถึงแวะเวียนมาใช้บริการที่นี่เป็นประจำ เหล่าบรรดานักเตะดังๆ ทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกก็แวะเวียนมากันประจำเลยนะ นอกจากการเลือกเสื้อผ้าแนวแฟชั่นแล้ว ก็ยังมีมาสเตอร์คลาสจากผู้เชี่ยวชาญแบรนด์ดังอย่าง Tom Ford และการค้นหากลิ่นหอมในฝันกับผู้เชี่ยวชาญจาก Olfactory อีกด้วยสำหรับสายบิวตี้ ทีม Beauty Concierge ของแบรนด์ระดับโลกอย่าง SUQQU, Hourglass, Pat McGrath Labs และ Victoria Beckham Beauty ก็พร้อมให้คำปรึกษาด้านความงามแบบเฉพาะบุคคล ทำให้รู้สึกว่าทุกคนได้รับการดูแลอย่างพิเศษจริงๆ บอกเลยว่าบริการเหล่านี้สาวๆ ชอบแน่นอน

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 3

 

 

Selfridges Manchester Trafford ห้างหรูในบรรยากาศครอบครัว


ขับรถไม่กี่นาทีจากใจกลางเมือง ก็จะเจอ Selfridges Manchester Trafford ใน The Trafford Centre ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1998 พอได้ไปเดินเยี่ยมชมสาขานี้รู้สึกว่าให้ฟีลอบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่า เหมาะสำหรับทั้งครอบครัวและคนที่อยากช็อปแบบชิลล์ๆ ใครที่เป็นสาย foodie เรื่องกินไม่มีพลาด ที่นี่มีร้านอาหารให้ลิ้มลองมากมาย มีทั้งอาหารญี่ปุ่นสไตล์สตรีตจาก YO!, ชานมไข่มุกจาก Mooboo หรือบาร์แชมเปญของ San Carlo สำหรับบรรยากาศหรูหรา เราแอบเห็นมีร้านอาหารไทยด้วยนะ!
ส่วนพิกัดไฮไลต์ที่ต้องแวะคือ Jellycat General Store ที่รวบรวมตุ๊กตา Jellycat หนึ่งในคอลเล็กชันที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร น่ารักจนต้านทานไม่ไหว อยากจะละลายเงินปอนด์

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 4

 

นอกจากนี้ยังตื่นตาตื่นใจกับคอลเลกชันจากแบรนด์ระดับโลกที่ร่วมมือกับ Disney สร้างสรรค์ผลงานสุดพิเศษ อาทิ รองเท้าส้นสูงจาก Christian Louboutin ที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าแก้วของ Cinderella, กระเป๋า Tabby และ Kisslock จาก Coach ประดับลาย Mickey Mouse อย่างมีสไตล์ บอกเลยว่าละลานตาไปหมด ส่วนคนรักสวยรักงามก็มีอาณาจักรความงามกับบิวตี้ฮอลล์ที่ครบครัน รวบรวมแบรนด์อย่าง Armani Beauty, Charlotte Tilbury, GHD, Refy และ YSL พร้อมบริการ The Makeover เซสชันแต่งหน้าโดยทีม Beauty Concierge หรือ The Glow Up บริการปรับลุคครบวงจรจากเมกอัพ สกินแคร์ ไปจนถึงทำผม รวมถึงบริการจาก Face Gym และซาลอน Andrew Collinge ด้วย บอกเลยว่าเข้าไปแบบโทรมๆ สามารถเดินกลับออกมาแบบสวยเริ่ดได้เลย

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 5

 


มุ่งสู่ Selfridges ลอนดอน ตื่นตากับปราสาทดิสนีย์ที่โผล่กลางถนนออกซ์ฟอร์ด!

 

สำรวจเสน่ห์ของ Selfridges ที่แมนเชสเตอร์ก็คิดว่าฟินแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าไฮไลต์ที่แท้จริงรออยู่ที่ลอนดอน! เมื่อมายืนอยู่หน้า Oxford Street เราก็เห็นรูปทรงปราสาทสูง 11 เมตรโผล่ขึ้นมาอย่างตระการตา นี่คือผลงานความร่วมมือระหว่าง Selfridges และ Disney ที่ใช้เวลาวางแผนถึง 2 ปี! ทีมงาน Selfridges เล่าว่าปราสาทได้แรงบันดาลใจจาก Sleeping Beauty Castle ใน Disneyland Paris มีการประดับด้วยดาว 40 ดวง เรือ Jolly Roger จาก Peter Pan และรถม้าของ Cinderella ที่ล้อมรอบด้วยแสงไฟยาวกว่า 100 เมตรสุดอลังการ (โดยเฉพาะยามค่ำคืน) ต้องบอกว่านี่คือการติดตั้งขนาดใหญ่ที่สุดบนอาคารนี้ในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ และมันก็คุ้มค่าทุกการรอคอยจริงๆ

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 6

 

ไลต์โชว์ที่ห้ามพลาด ทุก 15 นาที ตั้งแต่ 5 โมงเย็น

 

ถ้าคุณมาถึง Selfridges ลอนดอนในช่วง 17:00-21:00 น. อย่าเพิ่งรีบเข้าห้างนะ เราแนะนำให้หยุดยืนรอที่บริเวณ Queen of Time นาฬิกาประวัติศาสตร์หน้าห้าง เพราะทุกๆ 15 นาที จะมีโชว์แสงสีเสียงที่สวยงามจนต้องอ้าปากค้างและลืมความหนาวไปเลย! สิ่งที่เราเลิฟที่สุดคือเมื่อเพลง Cinderella ที่ Disney แต่งขึ้นเป็นพิเศษดังขึ้น Tinkerbell จะเริ่มร่ายมนตร์โปรยผงวิเศษไปรอบๆ นาฬิกา แล้วแสงไฟจะระยิบระยับไล่เรียงไปทั่วทั้งห้าง ดาวบางดวงส่องประกายเหมือนดอกไม้ไฟ สีสันเปลี่ยนไปตลอด 1 นาทีเต็ม บรรยากาศมหัศจรรย์จนทำให้คนที่ผ่านไปมาต่างหยุดยืนมองพร้อมๆ กัน บางคนถ่ายรูป บางคนถ่ายวิดีโอ เมื่อเราหันไปมองรอบๆ ก็เห็นทุกคนล้วนมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าเหมือนกันหมด ช่างเป็นโมเมนต์ที่ประทับใจมากจริงๆ

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 7

 


วินโดว์ดิสเพลย์ 12 บาน ผสานงานศิลป์ที่ทำด้วยมือทั้งหมด

 

หลังชมไลต์โชว์จนพอใจ ก็ถึงเวลาเดินชมวินโดว์ดิสเพลย์ทั้ง 12 บานในยามค่ำคืนที่ทาง Selfridges ใช้เวลาผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังจากออกแบบในเดือนกุมภาพันธ์ และติดตั้งถึง 2-3 สัปดาห์เต็ม สิ่งที่ทำให้ประทับใจมากที่สุดคืองานทุกชิ้นวาดด้วยมือและแกะสลักด้วยมือทั้งหมด เห็นแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดจนต้องอดร้องว้าวไม่ได้เลย!

 

หน้าต่าง Tinkerbell โดดเด่นที่สุด เพราะนี่คือครั้งแรกที่ Disney Imagineers สร้างเทคโนโลยีพิเศษให้ผู้ชมสามารถโต้ตอบกับ Tinkerbell ได้จริงๆ นอกสวนสนุก เธอบินผ่านหน้าต่างพร้อมโปรยผงวิเศษในห้องเด็กของครอบครัว Darling น่ารักจนอยากกระโดดเข้าไปในฉากเลย

หน้าต่าง Evil Queen
มีกระจกวิเศษที่ทำร่วมกับ Disney Imagineers เป็นครั้งแรกนอกสวนสนุกเช่นกัน และแอปเปิ้ลที่เป่าแก้วด้วยมือจนแทบไม่เชื่อว่าไม่ใช่ของจริง

หน้าต่าง Cinderella
จัดเต็มด้วยฉากแปลงร่างรถม้าฟักทอง มีช่วงจัดแสดงรองเท้าแก้ว และที่น่ารักคือมีเครื่องแต่งกายพิเศษให้กับตัวละครหนูด้วย

 

หน้าต่าง Lady and the Tramp เพิ่มพื้นผิวสัมผัสด้วยขนและปลอกคอที่ประดับเลื่อมด้วยมือ ต่างจากตัวละครที่มักถูกทาสีเรียบๆ ใน Disneyland รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถันในทุกจุด

หน้าต่าง Pinocchio
มีของเล่นที่ต้องหาให้ตรงยุคเดียวกับภาพยนตร์ เครื่องมือช่างทำขึ้นเฉพาะโดยช่างไม้ และนาฬิกาสร้างจากภาพอ้างอิงในภาพยนตร์

หน้าต่าง Flying to Never Neverland
เป็นหน้าต่างที่ใหญ่ที่สุด มีฉากกรุงลอนดอนที่วาดด้วยมือทั้งหมด สถานที่สำคัญของลอนดอนทำจากกระดาษโดยผู้ผลิตเดียวกับหน้าต่าง Mary Poppins เลยนะ

 

 

สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 8 สำรวจเสน่ห์ **Selfridges** ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 9

 


RESELFRIDGES ความยั่งยืนที่ลงมือทำจริง

 

อีกสิ่งที่ทำให้ประทับใจคือ Selfridges ไม่ได้แค่พูดถึงความยั่งยืน แต่ทำให้เกิดขึ้นจริงผ่าน RESELFRIDGES ซึ่งเป็นพื้นที่ถาวรในทุกสาขาและบน Selfridges.com ที่รวบรวมทุกอย่างเกี่ยวกับการช็อปปิ้งแบบใส่ใจโลกไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการให้เช่าสินค้า (Rental) สำหรับคนที่อยากลองของใหม่โดยไม่ต้องซื้อ, บริการซ่อมแซม (Repair) จาก SOJO, Sneakers ER และ The Handbag Clinic เพื่อให้ของรักยืนอายุยาวขึ้น, การขายต่อ (Resell) และสินค้ามือสอง (Pre-loved) คัดสรรคุณภาพดีจาก Vintage Threads และ We Are Cow รวมถึงบริการเติมสินค้า (Refill) ที่ช่วยลดขยะพลาสติก นี่คือการนำแนวคิด “Circular Shopping” หรือการช็อปปิ้งแบบหมุนเวียนมาใช้จริง ทำให้เราสามารถเลือกช็อปได้อย่างมีสไตล์โดยไม่ทิ้งโลกไว้ข้างหลัง การที่ Selfridges ยกเลิกขนสัตว์ตั้งแต่ปี 2005 และถอดผลิตภัณฑ์ที่มีพลาสติกกลิตเตอร์ออกในปี 2021 ยิ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มานานแล้ว

 

 

The post สำรวจเสน่ห์ Selfridges ในอังกฤษ ที่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพลงประกอบหนัง Kpop Demon Hunters ถูกแบนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่สหราชอาณาจักร https://thestandard.co/kpop-demon-hunters-banned-uk-school/ Thu, 20 Nov 2025 10:15:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1145557 เพลงประกอบหนัง Kpop Demon Hunters ถูกแบนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ สหราชอาณาจักร

BBC News เปิดเผยรายงานว่า ครูในโรงเรียนประถม Lilliput C […]

The post เพลงประกอบหนัง Kpop Demon Hunters ถูกแบนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพลงประกอบหนัง Kpop Demon Hunters ถูกแบนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ สหราชอาณาจักร

BBC News เปิดเผยรายงานว่า ครูในโรงเรียนประถม Lilliput Church of England Infant School ในสหราชอาณาจักร ออกคำสั่งไม่ให้นักเรียนร้องเพลงจากแอนิเมชันยอดฮิต Kpop Demon Hunters พร้อมขอให้ผู้ปกครองช่วยแนะนำบุตรหลาน โดยอ้างว่า เนื้อหาของเพลงขัดกับหลักการของศาสนาคริสต์ที่โรงเรียนยึดถือ เพราะมีการอ้างถึงปีศาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าและความดีงาม

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสั่งแบนในโรงเรียน แต่ผู้ปกครองหลายกลุ่มก็ไม่เห็นด้วย เพราะพวกเขามองว่า ลูกสาวและเพื่อนๆ ของลูกต่างก็ชอบเพลง K-Pop และเพลงประกอบหนังเรื่องนี้กันทั้งสิ้น ในขณะที่บางคนก็มองว่า บทเพลงเหล่านั้น โดยเฉพาะเพลง Golden ทำให้ลูกๆ เรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีม ความกล้าหาญ และความมีน้ำใจ

 

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังคงย้ำว่า พวกเขาเคารพสิทธิของผู้ปกครองในการเลือกให้ลูกดูหรือดูที่บ้าน แต่โรงเรียนต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางความเชื่อในโรงเรียนด้วย เนื่องจากคริสเตียนบางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาก็ไม่ได้ขอให้ผู้ปกครองมองว่ามันผิด ถ้าหากมันไม่ได้สอดคล้องกับความเชื่อของพวกเขา ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หน้าที่ของโรงเรียนคือช่วยให้เด็กๆ เข้าใจว่าเพื่อนบางคนอาจมีมุมมองอื่นที่แตกต่างออกไป และเด็กๆ ควรรู้ว่าต้องเคารพในความเชื่ออื่นๆ เช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post เพลงประกอบหนัง Kpop Demon Hunters ถูกแบนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 https://thestandard.co/ccus-plan-net-zero-2050/ Thu, 20 Nov 2025 04:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1145296 อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ วุฒ […]

The post อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และ วุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นประธานเปิดงาน การอบรมเชิงปฏิบัติการ UK–Thailand Technical Exchange Workshop: Towards a National Roadmap on Carbon Capture, Utilisation and Storage (CCUS) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และโครงการภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอนแห่งประเทศไทย (Thailand CCUS Alliance: TCCA) ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคี ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตลอดสัปดาห์ ซึ่งประกอบด้วยการเยี่ยมชมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดระยอง ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ CCS Hub ในอนาคต และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นเวลา 3 วัน ที่กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย

 

– ศาสตราจารย์ จอน กิบบินส์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Carbon Capture and Storage Research Centre) และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโรงไฟฟ้าและการกักเก็บคาร์บอนจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์
– ลอร่า ฮาร์ดิแมน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากบริษัท Crondall Energy
– เคท พิลลิ่ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน กระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

 

ผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรได้ถ่ายทอดประสบการณ์และการถอดบทเรียนจากการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ CCUS ของสหราชอาณาจักร ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านกฎหมาย การระดมทุน ไปจนถึงข้อพิจารณาด้านเทคนิคและเทคโนโลยีที่สำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐและเอกชนไทยในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ CCUS ระดับชาติ สอดคล้องกับนโยบาย ‘Quick Big Win’ ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเร่งพัฒนาการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

 

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ในวาระครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย ผมขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันคิดว่า เราจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี CCUS และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร สหราชอาณาจักรยังคงยืนหยัดในฐานะพันธมิตรที่เข้มแข็งของไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ที่จะช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป”

 

ขณะที่ วุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ภายใต้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทย เรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมโซลูชันด้านพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและยั่งยืน พร้อมทั้งเร่งเป้าหมายของประเทศ เพื่อบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ซึ่งเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) สามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ในวันนี้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน CCS ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านเทคโนโลยี นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ดีต่างๆ สำหรับประเทศไทย”

 

ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) กล่าวว่า “เรามีเป้าหมายร่วมกันในการวางรากฐานเพื่อพัฒนากรอบกฎหมาย CCUS ชุดแรกของไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้มีนวัตกรรมและพร้อมเผชิญความท้าทายใหม่ๆ เสมอ แม้จะมีงานอีกมากรออยู่ข้างหน้า แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือจากประเทศพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักร และความตั้งใจของทุกภาคส่วน เราจะเดินหน้าไปด้วยกันและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืนได้”

 

TCCA คือ เครือข่ายพันธมิตรระดับชาติ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2024 โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผ่านศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา โดยได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ PMU-B เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา CCUS ในประเทศไทย

 

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน CCUS ในประเทศไทย โดยเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการเดินทางศึกษาดูงานด้าน CCUS ของ TCCA ที่สหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 และการจัดงาน UK-Thailand CCUS Roundtable ในโอกาสที่เอลิสัน ฟลาวเวอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพลังงานของกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนา เดินทางเยือนประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างความร่วมมือด้าน CCUS กับประเทศไทยต่อไป เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและปล่อยคาร์บอนต่ำ

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

The post อังกฤษ-ไทยผนึกกำลัง! เร่งเดินหน้าแผน CCUS จัดการคาร์บอน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สิงโตคำราม’ ยุคทูเคิล ถ้าฝันถึงแชมป์โลกจะผิดไหม? https://thestandard.co/england-8wins-cleansheet-worldcup-2026/ Tue, 18 Nov 2025 14:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1144741 england-8wins-cleansheet-worldcup-2026

8 นัดชนะรวด ยิงได้ 22 ประตู ไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว &nbsp […]

The post ‘สิงโตคำราม’ ยุคทูเคิล ถ้าฝันถึงแชมป์โลกจะผิดไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
england-8wins-cleansheet-worldcup-2026

8 นัดชนะรวด ยิงได้ 22 ประตู ไม่เสียแม้แต่ลูกเดียว

 

นี่คือผลงานที่ยอดเยี่ยมของทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษ ในยุคที่หันกลับมาใช้กุนซือต่างชาติอย่าง โธมัส ทูเคิล เป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง และสามารถผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อย่างสวยงามไม่น้อย (โดยที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้เป็นชาติแรกของยุโรปด้วย)

 

อย่างไรก็ดี ผลงานในรอบคัดเลือกไม่ได้เป็นเครื่องการันตีได้ทุกอย่างบนโลก และนั่นทำให้ยังคงมีคำถามสำหรับทีมชาติอังกฤษอยู่เหมือนเดิม

 

วันนี้พวกเขาดีพอที่จะมีสิทธิ์ฝันถึงการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหนแรกในรอบ 60 ปีหรือยัง?

 

“ผมภูมิใจที่ได้เกียรติให้เป็นผู้นำของทีมชาติอังกฤษ”

 

โธมัส ทูเคิล กล่าวหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2024 หรือเมื่อ 1 ปีเศษที่ผ่านมา ในสัญญาระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งทำให้กลายเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่เป็นชาวต่างชาติต่อจาก สเวน-โกรัน เอริคส์สัน ผู้ล่วงลับ และฟาบิโอ คาเปลโล

 

อย่างไรก็ดี อดีตนายใหญ่ของเชลซี เพิ่งเข้ามารับงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2025 โดยที่ต้องเผชิญกับกระแสดราม่าเล็กๆ น้อยๆ เป็นระยะ

 

แต่ความกดดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการสานงานต่อจากเซอร์ แกเร็ธ เซาธ์เกต อดีตผู้จัดการทีมที่ตัดสินใจวางมือหลังจากที่ทำความหวังของคนอังกฤษไม่เป็นจริงเมื่อพ่ายแพ้ต่อทีมชาติสเปนในนัดชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลยูโร 2024 

 

การพ่ายแพ้ครั้งนั้นถือเป็นการอกหัก 2 ครั้งติดต่อกันในนัดชิงฟุตบอลยูโร หลังเคยเข้าชิงในปี 2020 (แต่ลงแข่งในปี 2021 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19) ที่สนามเวมบลีย์ แต่ก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่ออิตาลี ในช่วงการดวลจุดโทษ

 

ความเป็นชาวต่างชาติ และเป็นชาวต่างชาติที่ค่อนข้างอินดี้ของทูเคิลทำให้การทำงานไม่ถึงกับราบรื่นนัก แต่สุดท้ายก็ใช้ผลงานแทนคำตอบด้วยการเก็บชัยชนะรวดในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกทั้ง 8 นัด โดยไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว

 

เป็นสถิติที่ไม่เคยมีชาติใดในยุโรป (ที่ลงแข่งในรอบคัดเลือกมากกว่า 6 นัด) ทำได้มาก่อน

 

แต่เรายึดมันเป็นสรณะได้ไหม?

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

รอบคัดเลือกโหมด Easy

 

หนึ่งในสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากคืออังกฤษ เจอกับรอบคัดเลือกที่ค่อนข้างง่ายในฟุตบอลโลกหนนี้ เรียกว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ดูง่ายและทางสะดวกที่สุด

 

แอลเบเนีย, เซอร์เบีย, แลตเวีย และอันดอร์รา คือคู่แข่งของพวกเขา ซึ่งมองมุมไหนทีมเหล่านี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อกรของทีมที่มีลีกฟุตบอลใหญ่ รวย และแกร่งที่สุดในโลกในเวลานี้อย่างพรีเมียร์ลีก

 

เหมือนเล่นเกมในโหมด Easy ประมาณนั้น

 

และมันก็พอจะบอกได้ว่าเป็นความจริงอยู่บ้าง เพราะตลอด 8 นัดพวกเขาแทบไม่เจอความยากลำบากใดๆ เลยแม้แต่นัดเดียว แม้ว่าจะมีสกอร์และเกมที่ไม่ดีบ้าง (เช่น บุกไปเฉือนอันดอร์รา 1-0) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระคายเคืองอะไร

 

โดยเฉพาะในช่วงท้ายของรอบคัดเลือก มีเกมที่อังกฤษถล่มคู่แข่งขาดลอยถึง 5-0 ได้ 2 นัดติดต่อกันด้วยการบุกถล่มเซอร์เบีย และแลตเวียในสกอร์เดียวกัน

 

มันเป็นคนละฟีลที่แตกต่างจากในปี 1989 ที่เทอร์รี บุตเชอร์ หัวแตกต้องโพกศีรษะลงสนามแบบเลือดอาบกายเพื่อสู้ให้อังกฤษได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกที่อิตาลี และต่างจากปี 2001 ที่ได้ลูกฟรีคิกมหัศจรรย์ของเดวิด เบ็คแฮม ทำให้พวกเขาผ่านเข้าไปฟุตบอลโลก 2002

 

แต่อย่างน้อยก็เข้ารอบ และชนะรวด ซึ่งก็ต้องให้เครดิตกับทูเคิลและทีมของเขาด้วย

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

Core แข็ง

 

หนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกำลัง Transform ทีมชาติอังกฤษให้กลายเป็นทีมระดับมหาอำนาจของจริง

 

เรื่องนี้ถ้ามองไปที่ผู้เล่นในทีมชุดปัจจุบันก็ไม่ได้เกินเลยจากความจริงมากนัก

 

แดนหน้าแฮร์รี เคน แม้วัยจะเพิ่มขึ้นแต่ฝีเท้าของเขาอมตะเหมือนเดิม ยิ่งแก่ก็ยิ่งเก่ง เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้โดยที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การทำประตูด้วย แต่ทำทุกอย่างเพื่อทีม

 

มองไปอีกก็จะเห็นนักเตะอย่าง เดแคลน ไรซ์ ห้องเครื่องระดับ 16 สูบ ที่อยู่ทุกที่ในสนาม เป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้ โดยที่ยังมี เอลเลียต แอนเดอร์สัน และอดัม วอร์ตัน สองกองกลางดาวรุ่งที่โดดเด่นเป็นกำลังเสริม 

 

ที่ริมเส้นพวกเขามี บูกาโย ซากา หนึ่งในปีกขวาที่เก่งและทรงประสิทธิภาพที่สุดของโลกอยู่ ไม่นับนักเตะปริญญาใจ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่กลับมาเรียกฟอร์มเก่งได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ รวมถึงเอเรเบชี เอเซ ผู้อยู่ได้ทุกที่ในสนาม, ฟิล โฟเดน ตัวทำเกมพรสวรรค์ และแอนโธนี กอร์ดอน ตัวริมเส้นสุดอันตราย

 

แม้กระทั่งซูเปอร์สตาร์ในระดับ Worldwide อย่างจู๊ด เบลลิงแฮม ที่เริ่มเติบโตขึ้น ยังมีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้นรองจากมอร์แกน โรเจอร์ส ตัวทำเกมจากแอสตัน วิลลา ที่กลายเป็นคีย์แมน

 

และอย่าลืมว่ายังมี โคล พาลเมอร์ ที่บาดเจ็บหายหน้าไปในช่วงนี้ด้วยอีกคน

 

แบบนี้น่าจะพอจะบอกได้ว่า Core ของอังกฤษชุดนี้ แข็งจริง

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

สมดุลสำคัญกว่าสตาร์

 

แต่มากกว่านักเตะที่เก่งกาจล้นทีม สิ่งที่ทูเคิลพยายามบอกว่าเขาให้ความสำคัญมากกว่าการจัดตัวแบบเอาใจสตาร์คือการพยายามจัดทีมที่เน้นความสมดุลมากกว่า

 

ถึงขั้นเคยพูดว่าแฮร์รี เคน, จู๊ด เบลลิงแฮม และฟิล โฟเดน เป็น 3 นักเตะที่ไม่สามารถให้ลงเล่นตัวจริงด้วยกันได้ทั้งหมด เพราะนั่นหมายถึงสมดุลของทีมที่จะเสียไปทันที

 

“ถ้าภายใต้โครงสร้างนี้ พวกเขาจะลงพร้อมกันหมดไม่ได้” ทูเคิลตอบคำถามในรายการ talkSPORT ที่อยากรู้ถึงแนวทางของอังกฤษ “จริงๆพวกเขาก็จัดลงเล่นด้วยกันได้ แต่ไม่ใช่ในโครงสร้างทีมแบบนี้ ไม่ใช่ในความสมดุลที่เราพยายามสร้างโดยมีปีกที่เป็นผู้เล่นชำนาญพิเศษในตำแหน่งของพวกเขา”

 

คำตอบนี้เป็นประเด็นคุยกันสนุกอยู่พอสมควรว่าการออกมาพูดแบบนี้ถูกตามนี้หรือไม่

 

แต่อย่างน้อยสำหรับหลายคนที่เคยเห็นอังกฤษ ผิดหวังกับการพยายามจัดสตาร์ลงแน่นๆ โดยเฉพาะในยุค Golden Generation ที่มีพอล สโคลส์, แฟรงค์ แลมพาร์ด และสตีเวน เจอร์ราร์ด อยู่ด้วยกันในสนามและล้มเหลวมาแล้ว

 

การเลือก ‘ทีม’ มาก่อน ‘คน’ ของทูเคิล น่าจะเป็นแนวทางที่ดี

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

หมายเลข 10 ของอังกฤษ

 

หนึ่งในไฮไลต์ของอังกฤษในยุคทูเคิล คือการชิงตำแหน่งตัวทำเกม ‘หมายเลข 10’ กันระหว่างจู๊ด เบลลิงแฮม กับมอร์แกน โรเจอร์ส

 

สองนักเตะที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก

 

อาจจะดูเป็นการคิดมากไปหรือเปล่าไม่รู้ แต่ดูเหมือนบอสใหญ่ชาวเยอรมันพยายามสร้างสถานการณ์ให้ทั้งสองแข่งขันกันอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้ตำแหน่งนี้เป็นของเบลลิงแฮมคนเดียวโดยแทบไม่เจอคู่แข่ง

 

แต่การปรากฏตัวของโรเจอร์สที่ทำผลงานได้ดีเมื่อได้โอกาสลงสนาม ทำให้เบลลิงแฮม ที่มีช่วงบาดเจ็บไหล่ต้องพักการเล่นยาวเริ่มตกที่นั่งลำบาก การจะช่วงชิงตำแหน่งกลับคืนมาไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ดีถึงเพลย์เมกเกอร์วิลลาจะได้โอกาสลงเล่นเต็มที่ และแสดงให้เห็นถึงความเป็น Team player ของเขาที่ทำได้ดีมากๆ แต่เบลลิงแฮมก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มีความพิเศษมากกว่า เกิดมาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเกมได้มากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นในเกมที่พบกับเซอร์เบีย และล่าสุดในเกมกับแอลเบเนีย ที่ได้โอกาสกลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง

 

ถึงจะมีการจับตามองปฏิกิริยาหลังโดนเปลี่ยนตัวออกของเบลลิงแฮมว่าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก 

        

แต่คนที่ยิ้มลึกๆ อยู่ในใจคือทูเคิล ที่รู้ว่าการทดลองของเขาประสบความสำเร็จ

 

ไม่ใช่ได้คำตอบแค่หนึ่ง แต่ได้ถึงสองคำตอบ

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

อังกฤษเก่งขึ้นจริงไหม?

 

คำถามนี้ถือว่าเป็นคำถามที่ชวนคุยกันได้สนุก

 

เพราะหากยึดผลงานในทัวร์นาเมนต์เป็นหลัก อังกฤษในยุคของเซาธ์เกตเองก็ถือว่าเป็นทีมที่ทำผลงานได้ดี เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2 สมัยติดต่อกัน ขณะที่ในฟุตบอลโลกเองก็เข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2018 และรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2022

 

เพียงแต่ในเรื่องของรูปเกมในสนาม สไตล์การเล่น และแท็กติก เป็นสิ่งที่ ‘ทรีไลออนส์’ ในยุคเซาธ์เกตถูกตั้งคำถามค่อนข้างมาก ว่าเล่นแบบ ‘รัดกุม’ เกินไปหรือไม่?

 

จุดนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ค่อนข้างแตกต่างจากอังกฤษในยุคปัจจุบันของทูเคิล ที่ชวนให้รู้สึกว่ามีการ ‘ปล่อยเบรกมือ’ ทำให้ทีมเดินหน้าใส่คู่แข่งด้วยเกมเพรสซิงที่ดุดันขึ้น มีการเล่นในแบบกล้าได้กล้าเสียมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ติดประมาทในเกมรับ

 

ความสนุกอีกอย่างคือความพยายามของกุนซือชาวเยอรมันวัย 52 ปีที่พยายาม ‘ทดลอง’ นั่นนี่ไปเรื่อยในเกมจริง

 

มีการวิเคราะห์แพตเทิร์นการขึ้นเกมรุกของอังกฤษในยุคของเขาว่ามีอย่างน้อย 3 รูปแบบที่แตกต่างคือ 3-2-5, 2-3-5 ไปจนถึง 2-1-7 โดยแต่ละแบบก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่นับการพยายามให้โอกาสนักฟุตบอลมากมายได้โอกาสในการลงสนาม เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆผ่านการทดลองที่ไม่ซ้ำเดิม

 

ดังนั้นตอบคำถามข้างบนสุดว่าอังกฤษเก่งขึ้นจริงไหมนั้น ในเชิงของผลงานรอบคัดเลือก ต่อให้จะไม่ได้เป็นไม้บรรทัดที่ดีนักแต่ก็พอจะบอกอะไรได้ด้วยตัวเองอยู่บ้าง

 

โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

 

It’s Coming Home?

 

คำถามสุดท้ายสำหรับทีมชาติอังกฤษในยุคของทูเคิลที่หลายคนอยากรู้

 

พวกเขามีสิทธิ์จะฝันถึงแชมป์โลกไหม?

 

ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ใครก็มีสิทธิ์จะฝันได้ถูกไหม? แต่ในความเป็นจริงอังกฤษของทูเคิลเองแม้จะทำผลงานได้ดีในรอบคัดเลือกแค่ไหน แต่มันยังมีจุดที่ต้องขัดเกลากันอีก มีสิ่งที่ต้องพยายามหาคำตอบ มีความสมดุลที่ต้องรักษา และต่อยอดในเรื่องของแท็คติกการเล่น

 

เมื่อมองไปยังคู่แข่ง

 

อาร์เจนตินา แชมป์โลกในเวลานี้ยังแกร่ง

 

ฝรั่งเศส อยากจะเข้าชิง 3 สมัยติดต่อกัน

 

สเปน เหนือชั้นในแทบทุกตำแหน่ง

 

ยังไม่รู้สึกว่าอังกฤษอยู่ในระดับเดียวกัน แม้จะไม่ได้ห่างกันมาก มันมีบางอย่างของ ‘ระดับชั้น’ ที่ต้องพยายามพิสูจน์และก้าวผ่านไปให้ได้ก่อน ซึ่งในบางครั้งมันเป็นเรื่องที่ต้องพยายามค้นหาเส้นทางกันในสนามแข่งจริงอย่างฟุตบอลโลกเลย

 

ระหว่างนี้ไปจนถึงตอนนั้น เป็นหน้าที่ของกุนซือชาวเยอรมันที่ต้องพยายามทำให้อังกฤษของเขาดูดีและลงตัวมากที่สุด

 

เพียงแต่ถ้าถามว่าอังกฤษชุดนี้ดูมีความหวังจริงจังมากกว่าที่ผ่านมาไหม?

 

ก็อาจจะใช่นะ

 

อ้างอิง

 

 

The post ‘สิงโตคำราม’ ยุคทูเคิล ถ้าฝันถึงแชมป์โลกจะผิดไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prince Group ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกม หลังถูกสหรัฐฯ – นานาชาติ ยึดทรัพย์ https://thestandard.co/prince-group-denies-link-to-scams/ Thu, 13 Nov 2025 04:38:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1142806 Prince Group ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกม หลังถูก สหรัฐฯ - นานาชาติ ยึดทรัพย์

กลุ่มบริษัท Prince Group ของกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์เมื […]

The post Prince Group ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกม หลังถูกสหรัฐฯ – นานาชาติ ยึดทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prince Group ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกม หลังถูก สหรัฐฯ - นานาชาติ ยึดทรัพย์

กลุ่มบริษัท Prince Group ของกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (11 พฤศจิกายน) ที่ผ่านมา ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ต่อข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และนานาชาติ ที่ระบุว่า บริษัท หรือ เฉิน จื้อ ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยการอยู่เบื้องหลังดำเนินการเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือศูนย์สแกมในระดับอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นจากการใช้แรงงานที่จำนวนมากเป็นเหยื่อจากหลายประเทศ ซึ่งถูกล่อลวงและบังคับให้ทำงาน

 

โดย Prince Group อ้างว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่มีมูลความจริง” และมุ่งเป้าไปที่ “การยึดทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

 

แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาโดยตรงครั้งแรกของ Prince Group มีขึ้นหลังจากที่บริษัทเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ​ได้ดำเนินการฟ้องริบทรัพย์สินเป็นสกุลเงินดิจิทัล บิตคอยน์ มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และถือเป็นการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

 

ขณะที่สหราชอาณาจักรยังได้อายัดทรัพย์สินทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเฉิน และ Prince Group ซึ่งบางส่วนสูงถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ Prince Group มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่หน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน กล่าวหารัฐบาลสหรัฐฯ ว่าอยู่เบื้องหลังการดำเนินการเพื่อขโมยบิตคอยน์มูลค่าราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนี้ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับบิตคอยน์มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมของเฉิน ซึ่งเดิมเป็นชาวจีน แต่ปัจจุบันถือสัญชาติอังกฤษและกัมพูชา

 

ทั้งนี้ เฉิน ยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี ขณะที่ Prince Group เปิดเผยว่าได้จัดตั้งทีมกฎหมายจาก Boies Schiller Flexner ซึ่งเป็นบริษัทกฎหมายชื่อดังของสหรัฐฯ ในการต่อสู้คดีและข้อกล่าวหาต่างๆ

 

อ้างอิง:

The post Prince Group ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาอยู่เบื้องหลังศูนย์สแกม หลังถูกสหรัฐฯ – นานาชาติ ยึดทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสามัญชน : การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์อังกฤษ https://thestandard.co/prince-andrew-commoner-status/ Sat, 08 Nov 2025 06:59:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1141009 เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสามัญชน : การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์อังกฤษ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักพระราชวังอังกฤษได้อ […]

The post เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสามัญชน : การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสามัญชน : การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์อังกฤษ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักพระราชวังอังกฤษได้ออกแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับเจ้าชายแอนดรูว์ พระราชอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ผู้ทรงมีเรื่องอื้อฉาวมานานกว่าสิบปี ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าชายแอนดรูว์จะถูกถอดยศ สถานะ และเกียรติยศต่าง ๆ ที่เคยได้รับในฐานะเจ้าชายและดยุกแห่งยอร์ค โดยจะเป็นเพียง นายแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ (Mr. Andrew Mountbatten Windsor) และต้องย้ายออกจากที่พักในบริเวณปราสาทวินด์เซอร์ไปอาศัยอยู่ที่อื่นแทนด้วย 

 

แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวเท่ากับเป็นการถอดยศและปลดตำแหน่งของแอนดรูว์จากเจ้าชายให้กลายเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา โดยไม่มีสิทธิในฐานะพระราชวงศ์อีกต่อไป อันเป็นกรณีที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในราชวงศ์อังกฤษสมัยใหม่ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพื่อลดข้อครหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันกษัตริย์อังกฤษจากเรื่องอื้อฉาวอันยาวนานของแอนดรูว์ แม้ว่าเขาจะยังคงปฏิเสธว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวก็ตาม 

 

เรื่องราวอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์

 

เจ้าชายแอนดรูว์ เป็นพระราชโอรสองค์รองในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 กับเจ้าชายฟิลลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ และเป็นพระราชอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ได้รับการสถาปนาเป็นดยุกแห่งยอร์ก ตำแหน่งตามธรรมเนียมประเพณีสำหรับพระราชโอรสองค์รองเมื่อปี 1986 จึงถือเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในราชวงศ์วินด์เซอร์ ปัจจุบันมีอายุ 65 ปีและอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชสมบัติ 

 

เจ้าชายแอนดรูว์สมรสกับ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ซึ่งได้รับสถาปนาเป็นดัชเชสแห่งยอร์คในปี 1986 ก่อนที่จะหย่าร้างกันในปี 1996 และมีพระธิดา 2 พระองค์ คือ เจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงยูเชนี โดยเจ้าชายเคยรับราชการในกองทัพเรือก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นผู้แทนทางการค้าของรัฐบาลอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปี 2011 รวมถึงเคยเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถมายังประเทศไทยเพื่อร่วมในพระราชพิธีฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2006 ด้วย 

 

เรื่องราวอื้อฉาวของเจ้าชายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 เมื่อปรากฏภาพขณะที่เขาเดินกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและค้าประเวณีผู้เยาว์หลายคดี ทำให้เกิดคำถามถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของเขากับอาชญากรรายดังกล่าว สถานการณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์เลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อปรากฏภาพถ่ายของเจ้าชายกับ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร หญิงสาวซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อของเอปสตีนในปี 2011 ซึ่งเจ้าชายปฏิเสธความเกี่ยวข้องใด ๆ ก่อนที่จุฟเฟรจะยื่นฟ้องเอปสตีนเป็นคดีต่อศาลแห่งรัฐฟลอริดา โดยมีการระบุด้วยว่า เธอถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเจ้าชายแอนดรูว์หลายครั้งในปี 2001 ในขณะที่เธอมีอายุเพียง 17 ปี ซึ่งถือว่ายังเป็นผู้เยาว์ตามกฎหมาย 

 

การถูกกล่าวหาว่า มีส่วนร่วมในการล่วงละเมิดทางเพศและร่วมประเวณีกับผู้เยาว์ ทำให้เจ้าชายแอนดรูว์ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และต้องยุติบทบาทการเป็นผู้แทนทางการค้าของรัฐบาลอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าชายแอนดรูว์ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ระบุว่าได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับจุฟเฟร  

 

ต่อมาในปี 2019 ภายหลังจากที่ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ฆ่าตัวตายขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เจ้าชายแอนดรูว์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว BBC เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว โดยปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับจุฟเฟรและไม่เคยแม้แต่รู้จักกับเธอ แม้จะมีภาพที่ใกล้ชิดระหว่างเขากับเธอปรากฏก็ตาม รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้ติดต่อกับเอปสตีนตั้งแต่ปี 2010 แล้ว ทั้งนี้ ในการสัมภาษณ์ดังกล่าว เขาไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดต่อการคบค้าสมาคมกับเอปสตีน ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างหนัก และภาพลักษณ์ของเขาก็เป็นไปในทางลบมากขึ้น อีกทั้งบรรดาองค์กรที่อยู่ภายใต้ความอุปถัมภ์ของเจ้าชายต่างเรียกร้องให้เขาแสดงความรับผิดชอบและให้พ้นจากตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก จึงต้องประกาศยุติการปฏิบัติภารกิจสาธารณะในฐานะพระราชวงศ์ในปี 2019 นั้นเอง

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ต้องตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่และถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงขึ้น ภายหลังจากที่จุฟเฟรได้ยื่นฟ้องเจ้าชายต่อศาลแห่งนิวยอร์กในฐานล่วงละเมิดทางเพศในปี 2021 ส่งผลให้ในปีต่อมา สมเด็จพระราชินีนาถทรงถอดเขาออกจากสถานะการเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูงที่มีการใช้คำหน้านามว่า ‘His Royal Highness’ และเรียกคืนยศทางการทหาร รวมถึงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์ในองค์กรต่าง ๆ ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าชายยังคงยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว แต่เขาก็ยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้แก่จุฟเฟรเพื่อยุติคดีความในครั้งนั้น

 

เมื่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์อังกฤษต้องมาก่อน

 

แม้ว่าเจ้าชายแอนดรูว์ทรงลดบทบาทของตนเองลงและไม่ได้มีการปฏิบัติภารกิจใด ๆ ต่อสาธารณะแล้ว แต่เนื่องด้วยสถานะการเป็นเจ้าชายและเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ ทำให้เรื่องอื้อฉาวของเขายังคงเป็นประเด็นที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ  

 

เรื่องอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์กลับมาเป็นกระแสในสังคมอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเผยถึงหลักฐานการติดต่อกันทางอีเมล์ระหว่างเจ้าชายกับเอปสตีนในปี 2011 ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่เขายืนยันตลอดมาว่า ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วตั้งแต่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายที่พวกเขาเดินคู่กันในปี 2010 จึงเท่ากับว่าเจ้าชายแอนดรูว์ทรงหลอกลวงและปิดบังความจริงมาโดยตลอด รวมถึงเนื้อหาการพูดคุยยังเป็นไปในทำนองว่า พวกเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและจะผ่านพ้นมันไปได้ (“in this together” and would “have to rise above it.”) 

 

เรื่องดังกล่าวทำให้เจ้าชายแอนดรูว์ต้องออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า จะทรงยุติการใช้ตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก และสละสิทธิในเครื่องราชอิสริยาภรณ์อัศวินแห่งการ์เตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของอังกฤษ เพื่อไม่ให้เรื่องราวอื้อฉาวที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องของพระองค์มีผลกระทบต่อพระเจ้าชาร์ลส์และพระราชวงศ์ โดยจะทรงมีสถานะเป็นเพียงเจ้าชาย ซึ่งเป็นสกุลยศที่ติดตัวพระองค์มาในฐานะที่ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราชินีนาถ 

 

ต่อมาในวันที่ 21 ตุลาคม สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงสำหรับเขา เมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือ Nobody’s Girl: A Memoir of Surviving Abuse and Fighting for Justice อันเป็นบันทึกความทรงจำของจุฟเฟร ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายก่อนหน้านั้นไม่นาน ซึ่งแม้เนื้อหาหลักๆ จะเป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว แต่บันทึกเล่มนี้ได้ลงรายละเอียดถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเธอ ซึ่งรวมถึงการกระทำและคำพูดต่างๆ ของเจ้าชายแอนดรูว์ไว้ด้วย 

 

การที่พระองค์ทรงโกหกเรื่องความสัมพันธ์กับเอปสตีน ประกอบกับเรื่องราวจากบันทึกของจุฟเฟรนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถาบันกษัตริย์ เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ทรงตัดสินพระทัยใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับแอนดรูว์ พระราชอนุชา เพื่อรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ

 

ปัจจุบัน ความท้าทายต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น หาได้เป็นความท้าทายจากการใช้ความรุนแรงผ่านการปฏิวัติหรือการลุกฮือขึ้นต่อต้านดังเช่นในอดีต หากแต่เป็นความท้าทายในการที่จะได้รับการยอมรับนับถือและการยกย่องจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินหรือการมีอภิสิทธิ์พิเศษ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ภยันตรายคุกคามที่อันตรายที่สุดสำหรับสถาบันกษัตริย์คือ วิถีทางแห่งการดำรงคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์นั้นเอง

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญที่สถาบันกษัตริย์อังกฤษต้องเผชิญนับแต่ปลายรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 กล่าวคือ การที่สมาชิกพระราชวงศ์หลายพระองค์มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมและทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์จนส่งผลกระทบในแง่ลบและมีกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะปัญหาข้อเรียกร้องที่ไม่จบสิ้นของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน แมร์เคิล ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ และกรณีอื้อฉาวของเจ้าชายแอนดรูว์ ทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นเหมือน ‘สนิมเกิดแต่เนื้อในตน’ หรือปัญหาจากภายในพระราชวงศ์เอง

 

เรื่องอื้อฉาวยาวนานของเจ้าชายแอนดรูว์ทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ตัดสินพระทัยใช้พระราชอำนาจของพระองค์ในการถอดยศและปลดตำแหน่งของเขาในท้ายที่สุด ด้วยทรงตระหนักถึงความสำคัญของคำวิพากษ์วิจารณ์และความรู้สึกของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความมั่นคงยั่งยืนแห่งราชบัลลังก์และสถาบันกษัตริย์อังกฤษ และมีการคาดการณ์ว่า เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ก็มีส่วนร่วมสนับสนุนการตัดสินพระทัยของพระเจ้าชาร์ลส์ในครั้งนี้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกถอดจากทั้งการเป็นเจ้าชายแล้ว แต่แอนดรูว์ยังคงมีสถานะเป็นผู้มีสิทธิสืบทอดราชบัลลังก์อังกฤษในลำดับที่ 8 ตามกฎหมายว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งหากจะถอดเขาออกจากการเป็นผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์อังกฤษ จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยรัฐสภา และต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพด้วย หลายฝ่ายจึงมองว่าอาจทำให้เกิดความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากมองตามความเป็นจริง เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์สวรรคต ราชบัลลังก์ย่อมสืบทอดไปสู่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชโอรส และก็จะสืบทอดต่อไปยังเจ้าชายจอร์จผู้เป็นพระราชนัดดาต่อไป แอนดรูว์ซึ่งไม่ใช่ทายาทสายตรงของพระเจ้าชาร์ลส์ก็ถือว่าอยู่ไกลห่างจากราชบัลลังก์และแทบไม่มีโอกาสได้ขึ้นครองราชย์อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายเรื่องดังกล่าว

 

หลักเกณฑ์การถูกถอดยศของราชวงศ์อังกฤษ

 

โดยทั่วไปแล้วตามธรรมเนียมของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์จะทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการถอดถอนหรือเรียกคืนยศ ตำแหน่ง ฐานันดรศักดิ์ รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระราชทานให้แก่บุคคลต่าง ๆ และในกรณีของประเทศอังกฤษ พระมหากษัตริย์นั้นทรงมีพระราชอำนาจดังกล่าวในฐานะพระราชอำนาจดั้งเดิม (Royal Prerogative) โดยจะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นในการถอดถอนตำแหน่งเจ้าชายหรือเจ้าหญิง และสถานะการเป็น His or Her Royal Highness รวมถึงตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เอิร์ล ดยุก เป็นต้น และในบางครั้ง รัฐสภาในฐานะองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดยังเคยมีบทบาทในการถอดยศและปลดตำแหน่งของพระราชวงศ์ผ่านการตราเป็นกฎหมายเพื่อเพิกถอนยศและตำแหน่งของบุคคลนั้นๆ ด้วย

 

ส่วนสาเหตุในการถอดยศและปลดตำแหน่งนั้น อาจเกิดขึ้นได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการถอดยศด้วยความประสงค์จะเสกสมรสกับบุรุษสามัญชน เช่น กรณีเจ้าหญิงแพทริเซีย พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเมื่อปี 1919 และการถอดยศเนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศ เช่น กรณีเจ้าชายชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด ดยุคแห่งอัลบานี พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเมื่อปี 1917 เนื่องจากทรงเป็นนายทหารของกองทัพเยอรมนี ชาติศัตรูกับอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 1 พฤติการณ์ของพระองค์จึงเป็นเสมือนการทรยศต่อประเทศ ทำให้รัฐสภาได้ตรากฎหมายถอดยศและตำแหน่งของเจ้าชายทั้งหมด 

 

กรณีการถอดยศและปลดตำแหน่งของเจ้าชายแอนดรูว์นั้น เป็นกรณีที่พระเจ้าชาร์ลส์ทรงใช้พระราชอำนาจดั้งเดิมของพระองค์ดังที่ได้กล่าวมา ซึ่งจะมีการดำเนินการออกเอกสารที่เรียกว่า ‘Letters Patent or Royal Warrant’ เพื่อให้การถอดยศและปลดตำแหน่งนั้นมีผลทางกฎหมายต่อไป อันถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในราชวงศ์อังกฤษสมัยใหม่

 

อนาคตของแอนดรูว์ในฐานะสามัญชน

 

แม้ว่าจะยังไม่อาจคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดถึงบทบาทและการใช้ชีวิตของอดีตเจ้าชายซึ่งกลายเป็นสามัญชน โดยไม่มีสิทธิพิเศษหรือสถานะใด ๆ อีกในอนาคต แต่เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ การย้ายสถานที่พักอาศัย ชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม และการเผชิญกับข้อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการกระทำต่าง ๆ ของเขาในอดีต

 

เรื่องแรก อดีตเจ้าชายจะต้องเสียสิทธิในการพักอาศัยที่ Royal Lodge อาคารขนาดใหญ่ที่มีห้องพักกว่า 30 ห้องและตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 พระราชทานสิทธิให้เขาพักอาศัยมานับตั้งแต่ปี 2003 โดย Royal Lodge นั้นถือเป็นที่พำนักที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ คาดกันว่าเขาจะย้ายไปพำนักที่ตำหนักซานดริงแฮมทันทีที่การดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว โดยสถานที่ดังกล่าวเป็นที่พักส่วนพระองค์ของกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากลอนดอนไปกว่าหนึ่งร้อยไมล์ 

 

เรื่องที่สอง การสิ้นสถานะเจ้าชาย ทำให้การดำรงชีวิตต่อจากนี้ไปทั้งในด้านที่พักอาศัยและเงินรายได้ของเขาย่อมขึ้นอยู่กับพระเจ้าชาร์ลส์ ซึ่งจะทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดูแลพระอนุชาของพระองค์เอง และเชื่อกันว่า การใช้ชีวิตของเขาคงจะไม่ได้สะดวกสบายและง่ายดายดังเช่นในอดีต

 

เรื่องที่สาม เมื่อเป็นสามัญชนแล้ว แอนดรูว์อาจต้องเผชิญกับการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมและความไม่เหมาะสมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของเขา โดยองค์กร Republic ซึ่งรณรงค์ให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนและดำเนินคดีกับแอนดรูว์ อีกทั้งยังมีข้อเสนอให้นำเรื่องของเขาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในช่วงที่เขาปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนทางการค้าของอังกฤษ เนื่องจากมีการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงตรวจสอบกรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับสายลับชาวจีนเมื่อปลายปี 2024 ด้วย

 

นอกจากนั้น การถูกถอดเป็นสามัญชนของแอนดรูว์ยังทำให้เกิดคำถามถึงสุนัขพันธุ์คอร์กี้ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 ซึ่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของอดีตเจ้าชายที่ Royal Lodge ภายหลังจากการสวรรคตเมื่อปี 2022 ว่า การต้องย้ายออกจากที่พักอาศัยดังกล่าว สุนัขเหล่านี้จะอยู่ในความดูแลของผู้ใด จะเป็นแอนดรูว์ที่จะพาไปอยู่ในที่พักใหม่ด้วย หรือจะให้ลูกสาวทั้งสองของเขาเป็นผู้ดูแลแทน ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า สมเด็จพระราชินีนาถผู้ล่วงลับทรงโปรดปรานสุนัขพันธุ์คอร์กี้เป็นอย่างยิ่ง และสุนัขพันธุ์นี้ก็เป็นดังภาพความทรงจำที่คนทั่วโลกมีต่อพระองค์

 

เรื่องราวความเป็นมาของชื่อสกุล Mountbatten Windsor

 

ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังได้มีการระบุว่า อดีตเจ้าชายจะมีชื่อใหม่ คือ Mr. Andrew Mountbattan Windsor ซึ่ง ‘Mountbatten Windsor’ นั้น เป็นชื่อสกุลของทายาทผู้สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 และเจ้าชายฟิลลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ โดยมีความเป็นมาที่น่าสนใจและเกี่ยวพันกับธรรรมปฏิบัติของราชวงศ์อังกฤษ

 

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สมเด็จพระราชินีนาถขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี 1952 ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์อังกฤษ หากสมเด็จพระราชินีนาถขึ้นครองราชสมบัติ พระราชโอรสหรือพระราชธิดาซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์หรือราชินีในรัชกาลถัดไปจะต้องเปลี่ยนชื่อราชวงศ์ไปใช้ตามชื่อสกุลของพระราชบิดาแทน ดังเช่น กรณีของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียซึ่งทรงอยู่ในราชวงศ์แฮนโนเวอร์ แต่เมื่อทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต จากราชวงศ์แซ็กโคเบิร์กและโกธา ทำให้เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 พระราชโอรสขึ้นครองราชย์สืบแทน จึงมีการเปลี่ยนจากราชวงศ์แฮนโนเวอร์เป็นราชวงศ์แซ็กโคเบิร์กและโกธา ตามราชวงศ์ของเจ้าชายอัลเบิร์ตพระราชบิดา จนได้มีการเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นวินด์เซอร์ สมัยพระเจ้าจอร์จที่ 5 ในปี 1917 เพื่อลบเลือนความเป็นเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

 

ดังนั้นแล้ว กรณีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่ 2 จึงเกิดเป็นประเด็นคำถามขึ้นว่า พระราชโอรสหรือพระราชธิดาของพระองค์นั้น จะต้องทรงใช้สกุลเมานต์แบตเทนของเจ้าชายฟิลลิป พระราชบิดา ตามธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวหรือไม่ อันจะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์จากราชวงศ์วินด์เซอร์ไปสู่ราชวงศ์เมานต์แบตเทนเมื่อพระราชโอรส คือ เจ้าชายชาร์ลส์ ขึ้นครองราชสมบัติ 

 

ปัญหานี้เองได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความไม่แน่นอนขึ้นในราชสำนักอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง โดยมีความคิดแตกต่างเป็นสองฝ่าย กล่าวคือ เจ้าชายฟิลลิป รวมถึงลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเทน ผู้เป็นพระปิตุลา (ลุง) ของเจ้าชายมีความประสงค์ให้ใช้สกุลเมานต์แบตเทน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยเป็นมา ในขณะที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในราชวงศ์วินด์เซอร์ เช่น สมเด็จพระราชินีแมรี่ ในพระเจ้าจอร์จที่ 5 ผู้ทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์วินด์เซอร์ ซึ่งทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธ พระราชมารดา รวมถึงเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่างมีความเห็นว่า สมเด็จพระราชินีนาถควรธำรงคงไว้ซึ่งเกียรติยศแห่งราชวงศ์และราชตระกูลวินด์เซอร์ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชื่อราชวงศ์ดังธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้สามารถรับชมได้จากซีรี่ย์ the Crown ซีซั่น 1 ตอนที่ 3 Windsor

 

สุดท้ายแล้ว ในวันที่ 9 เมษายน 1952 สมเด็จพระราชินีนาถได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศว่า พระองค์และพระราชโอรสธิดาจะทรงใช้ชื่อราชวงศ์และชื่อราชตระกูลว่า วินด์เซอร์ รวมตลอดถึงทายาทของพระองค์ก็จะใช้ชื่อนี้สืบเนื่องไป เว้นแต่ทายาทฝ่ายหญิงที่สมรสแล้วเท่านั้น อันเท่ากับเป็นการยืนยันการธำรงอยู่ของราชวงศ์วินด์เซอร์ต่อไป ซึ่งการประกาศดังกล่าว ทำให้เจ้าชายฟิลลิปทรงเสียพระทัยมาก และมีเรื่องเล่าว่า ทรงตัดพ้อกับพระสหายด้วยความน้อยพระทัยว่าทรงเป็นชายเพียงคนเดียวในประเทศนี้ที่ไม่อาจให้ทายาทใช้ชื่อสกุลของตนเองได้ 

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 1960 สมเด็จพระราชินีนาถทรงมีพระบรมราชโองการให้ทายาทผู้เป็นเชื้อสายของพระองค์ที่ไม่ได้มีฐานันดรศักดิ์ หรือทายาทฝ่ายหญิงที่สมรสแล้วสามารถใช้ชื่อสกุล เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ (Mountbatten Windsor) ได้ อีกทั้งชื่อสกุลนี้ยังสามารถใช้ในกิจการส่วนพระองค์หรือใช้ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องระบุชื่อสกุล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแยกสายพระราชวงศ์ของพระองค์จากสายของพระเจ้าจอร์จที่ 5 และเพื่อเป็นการแสดงถึงความรักที่ทรงมีต่อพระราชสวามีด้วย ทำให้ปัจจุบันชื่อสกุลเมานต์แบตเทนจึงยังคงปรากฏสืบต่อมาในชื่อ Mountbatten Windsor นั้นเอง

 

การใช้ชื่อสกุลดังกล่าวนั้นยังปรากฏอยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายวิลเลียม เมื่อครั้งยังทรงเป็นดยุกแห่งเคมบริดจ์ ได้ทรงกรอกชื่อสกุลของพระองค์ว่า Mountbatten Windsor ในการดำเนินการทางกฎหมายกับสื่อสิ่งพิมพ์ของฝรั่งเศสกรณีล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของดัสเชสแห่งเคมบริดจ์ และเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกส์ ก็ให้พระโอรสและพระธิดา คือ อาร์ชี่และลิลิเบ็ธใช้ชื่อสกุล Mountbatten Windsor เช่นกัน

 

ชื่อสกุล Mountbatten-Windsor ซึ่งมีความเป็นมาเกี่ยวพันกับพระราชวงศ์และธรรมเนียมปฏิบัติที่ยาวนานของอังกฤษ จึงได้กลับมาปรากฏเป็นที่รู้จักจากการเปลี่ยนสถานะจาก ‘เจ้าชาย’ เป็น ‘นายแอนดรูว์’ ในครั้งนี้เอง

 

‘การถอดยศและปลดตำแหน่ง’ กับความพยายามในการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ

 

การถอดยศและปลดตำแหน่งของแอนดรูว์ในครั้งนี้ อาจมองได้ว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ ซึ่งสมาชิกพระราชวงศ์ถูกคาดหวังว่าจะต้องดำรงตนโดยปราศจากข้อครหาใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ให้สมกับสถานะและการมีอภิสิทธิ์ที่อยู่เหนือกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ แม้ว่าแอนดรูว์จะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เขาได้รับ แต่การที่แถลงการณ์เกี่ยวกับการถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์ ได้ระบุถึงข้อความที่พระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีทรงมีความห่วงใยและส่งความปรารถนาดีไปยังบรรดาเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว ย่อมสะท้อนถึงมุมมองของสถาบันกษัตริย์อังกฤษต่อการกระทำของแอนดรูว์ได้เป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในช่วงแรกซึ่งเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นนั้น ราชสำนักเองก็ได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าเจ้าชายแอนดรูว์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว จึงมีการดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้มีผู้เชื่อว่า สถาบันกษัตริย์อังกฤษนั้นมีส่วนในการปกป้องและให้ความคุ้มครองแก่แอนดรูว์ตลอดมา 

 

ดังนั้น การถอดยศและปลดตำแหน่งดังกล่าวอาจจะไม่ได้เป็นการตัดเนื้อร้ายก่อนที่จะลุกลามมาสร้างความเสียหายให้แก่สถาบันกษัตริย์อังกฤษอย่างที่มีการคาดหมาย เพราะเรื่องราวของแอนดรูว์นั้นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสิบปี ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่า บทบาทของสถาบันกษัตริย์อังกฤษในเรื่องนี้จะเป็นเช่นใด รวมถึงการตรวจสอบและการพิสูจน์ถึงการกระทำของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะมีขึ้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด การตัดสินพระทัยของพระเจ้าชาร์ลส์ในครั้งนี้ก็ถือเป็นความพยายามในการปรับตัวอีกครั้งของสถาบันกษัตริย์อังกฤษเพื่อความอยู่รอดในโลกสมัยใหม่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะจากปัญหาภายในสถาบันกษัตริย์เอง

 

ภาพ: Max Mumby / Indigo via Getty Images

 

อ้างอิง: 

 

The post เมื่อเจ้าชายกลายเป็นสามัญชน : การถอดยศเจ้าชายแอนดรูว์เพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักร ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อ Prince Group สู่ผู้ถูกกล่าวหา ‘บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน’ https://thestandard.co/chen-zhi-prince-scam-accused/ Wed, 05 Nov 2025 09:09:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1139984 เปิดอาณาจักร ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อ Prince Group สู่ผู้ถูกกล่าวหา ‘บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน’

จากบทความของสำนักข่าว Bloomberg เรื่อง ‘เบื้องหลังการสร […]

The post เปิดอาณาจักร ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อ Prince Group สู่ผู้ถูกกล่าวหา ‘บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอาณาจักร ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อ Prince Group สู่ผู้ถูกกล่าวหา ‘บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน’

จากบทความของสำนักข่าว Bloomberg เรื่อง ‘เบื้องหลังการสร้างอาณาจักรของ เฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพ่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากกัมพูชาสู่ลอนดอน’ เล่าถึงเบื้องหลังอาณาจักรธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ Prince Holding Group ในกัมพูชา ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายส่วน ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, สายการบิน, ธุรกิจการเงิน ล่าสุด เฉิน จื้อ กลับถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นผู้บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

 

อาณาจักรของ เฉิน จื้อ วัย 37 ปี กำลังล่มสลายอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทางการสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้กล่าวหาเฉินและเครือข่ายของเขาว่าดำเนินกิจการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ศูนย์หลอกลวง (Scam Centers) โดยใช้แรงงานทาส และฟอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ขโมยมาได้ทั่วโลก นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อหน่วยงานและบุคคลภายใน Prince Group รวม 146 ราย รวมถึงเฉินด้วย

 

ที่ผ่านมา เฉิน จื้อ สร้างภาพลักษณ์ของความชอบธรรมและการกุศล และสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลและองค์กรสำคัญๆ เขาได้สะสมอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่อาคารสำนักงานในลอนดอนไปจนถึงอพาร์ตเมนต์หรูในสิงคโปร์และไต้หวัน และดูแลอาณาจักรธุรกิจที่ทอดยาวจากชายหาดของปาเลาไปจนถึงศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกง

 

การสืบสวนของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้เปิดโปงว่า Prince Group ไม่ได้เติบโตจากธุรกิจที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งคือการดำเนินกิจการ ‘ศูนย์หลอกลวง’ (Scam Compounds) โดยก่อเหตุหลอกลวงแบบ ‘Pig Butchering’ และฟอกเงินที่ขโมยมาจากเหยื่อทั่วโลก หนึ่งในจำนวนนั้นคือ Bitcoin มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 5 แสนล้านบาท ที่ถูกทางการสหรัฐฯ ยึดไว้ล่าสุด

 

นอกจากนี้ ตำรวจสิงคโปร์ได้เริ่มปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายต่อเฉินและผู้สมรู้ร่วมคิดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการปลอมแปลงเอกสาร ตำรวจได้ยึดทรัพย์สินมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3.7 พันล้านบาท และอายัดทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงเรือยอชต์, รถยนต์ 11 คัน และสุราหลายขวด

 

อัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเฉินและผู้สมรู้ร่วมคิดของเขาใช้ “อิทธิพลทางการเมืองของตนเพื่อปกป้องปฏิบัติการหลอกลวงจากการบังคับใช้กฎหมายในหลายประเทศ”

 

ทรัพย์สินในฮ่องกงและลอนดอน

 

เฉินมีทรัพย์สินในสถานที่สำคัญอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ในลอนดอน ทางการสหราชอาณาจักรได้อายัดทรัพย์สินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปราม กีดกันเฉินและเครือข่ายของเขาออกจากระบบการเงิน ซึ่งรวมถึงอาคารสำนักงานมูลค่า 100 ล้านปอนด์ หรือราว 4.3 พันล้านบาท ที่ตั้งบนถนน Fenchurch ใจกลางย่านการเงินเก่าแก่ พร้อมด้วยคฤหาสน์มูลค่า 12 ล้านปอนด์ และแฟลต 17 ห้องบนถนน New Oxford และในย่าน Nine Elms ทางตอนใต้ของลอนดอน

 

ในไต้หวัน กลุ่มบริษัทได้ใช้เงินประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 4 พันล้านบาท ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูในไทเปตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2019 ตามบันทึกการทำธุรกรรม

 

ในฮ่องกง เฉินและกลุ่มของเขาควบคุมทรัพย์สินมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9.9 พันล้านบาท ตั้งแต่หุ้นในบริษัทมหาชนไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ในหนึ่งในย่านช้อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg จากเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล

 

เขาเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมในบริษัทจดทะเบียนสองแห่งที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ทั้งสองบริษัทคือ Geotech Holdings Ltd. บริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง และ Khoon Group Ltd. ผู้ให้บริการด้านเครื่องกลและไฟฟ้าในสิงคโปร์ ต่างก็อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรที่เผยแพร่โดยทางการสหรัฐฯ

 

อาณาจักรของเฉินยังขยายไปถึงประเทศหมู่เกาะปาเลาที่ห่างไกล ซึ่งทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า Prince Group ทำงานร่วมกับ “ผู้มีส่วนอำนวยความสะดวกให้กับองค์กรอาชญากรรมที่เป็นที่รู้จัก” เพื่อเช่าเกาะและจัดตั้งรีสอร์ต

 

หลายประเทศกำลังตรวจสอบเรื่องนี้

 

มอร์แกน สตาร์ค หัวหน้าภูมิภาคเอเชียของ S-RM Intelligence & Risk Consulting Ltd. ในฮ่องกงกล่าวว่า “Prince Group และ เฉิน จื้อ เป็นที่รู้จักกันดีมานานหลายปี นั่นทำให้เกิดคำถามว่ากลุ่มนี้สามารถปฏิบัติการอย่างโจ่งแจ้งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้อย่างไร”
ตำรวจสิงคโปร์กล่าวว่าพวกเขาได้รับข้อมูลข่าวกรองเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับธุรกรรมที่น่าสงสัยและได้ประสานงานกับคู่ค้าในต่างประเทศเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เป็นข้อมูลเพิ่มเติมจากแถลงการณ์ของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่กระตุ้นให้พวกเขาดำเนินการล่าสุด

 

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ซึ่งกำลังทำงานร่วมกับตำรวจท้องที่ กล่าวว่าสถาบันการเงินได้ยื่นรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย (STRs) บางแห่งได้ปิดบัญชีที่พวกเขาพบว่าน่าสงสัย ซึ่ง “ช่วยป้องกันไม่ให้เงินจำนวนมากขึ้นถูกเก็บไว้ในภาคการเงินของเรา” หน่วยงานกำกับดูแลกล่าวเมื่อวันศุกร์

 

นอกจากสิงคโปร์แล้ว ขณะนี้หน่วยงานอื่นๆ ในเอเชียก็กำลังตรวจสอบเฉินและเครือข่ายของเขา
สำนักงานอัยการเขตไทเปกล่าวว่าได้รับทราบเรื่องนี้ผ่านรายงานของสื่อและได้เปิดคดีทันที ตำรวจฮ่องกงกล่าวว่าพวกเขากำลังรวบรวมข้อมูลข่าวกรองเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกง โดยไม่ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง

 

โฆษกรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ โดยอ้างถึงความคิดเห็นล่าสุดของผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ เจีย เซเรย์ กล่าวบนเวทีฟอรัมของ Bloomberg เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กัมพูชาไม่สามารถ “ถูกสรุปได้ว่าเป็นศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ได้ และแนวคิดดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับประเทศ

 

อ้างอิง:

The post เปิดอาณาจักร ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อ Prince Group สู่ผู้ถูกกล่าวหา ‘บงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Callum Turner ขึ้นแคมเปญ Pre Spring/Summer 2026 ของ Louis Vuitton https://thestandard.co/callum-turner-lv-pre-spring-summer-2026/ Fri, 31 Oct 2025 05:06:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1137909 Callum Turner ขึ้น แคมเปญ Pre Spring/Summer 2026 ของ Louis Vuitton

Louis Vuitton เผยโฉมแคมเปญเสื้อผ้าผู้ชาย Pre Spring/Sum […]

The post Callum Turner ขึ้นแคมเปญ Pre Spring/Summer 2026 ของ Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>
Callum Turner ขึ้น แคมเปญ Pre Spring/Summer 2026 ของ Louis Vuitton

Louis Vuitton เผยโฉมแคมเปญเสื้อผ้าผู้ชาย Pre Spring/Summer 2026 ภายใต้วิสัยทัศน์ของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Pharrell Williams โดยคนที่ได้มาขึ้นแคมเปญนี้ก็แบรนด์แอมบาสเดอร์สัญชาติอังกฤษของแบรนด์อย่าง Callum Turner

 

แคมเปญนี้ถ่ายภาพนิ่งโดย Oliver Hadlee Pearch ที่สามารถถ่ายทอดกลิ่นอายและบรรยากาศของความลักชัวรีสไตล์ผู้ดีอังกฤษ พร้อมชวนย้อนให้นึกถึงงานฝีมือชั้นยอดและการแต่งกายของชายอังกฤษแบบดั้งเดิม โดยในแคมเปญเผยให้เห็น Callum Turner กับเหล่าเพื่อนพ้องที่ใช้เวลาทำกิจกรรมพักผ่อนอย่างลักชัวรีท่ามกลางคฤหาสน์และสวนสุดหรูในเมืองชนบท ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นก็คือเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ ที่ผสมผสานแฟชั่นสไตล์ทางการและงานดีไซน์ยุคโมเดิร์นออกมาได้อย่างลงตัว

 

ไอเท็มที่โดดเด่นก็คือชุดสูทแพตเทิร์นลายโมโนแกรม Monogram Prince of Wales ที่ตอกย้ำกลิ่นอายความเป็นบริติชได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงเสื้อกั๊ก เสื้อโค้ต Herringbone Overcoat ที่เน้นการตัดเย็บช่วงหัวไหล่อย่างโดดเด่น และชุดสูท Virgin Wool Suit 3 ชิ้น เสริมลุคด้วยไอเท็มผ้าเดนิมกับกางเกงผ้าแฟลนเนล นอกจากนั้นแคมเปญนี้ยังนำเสนอรองเท้าสนีกเกอร์ LV Titled ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคัลเจอร์สเก็ตแห่งยุค 90 และเหล่าเครื่องหนังทั้งกระเป๋า และกระเป๋าเป้หนังลูกวัวชั้นดี

 

ไม่ใช่แค่เพียง Callum Turner เท่านั้นที่อยู่ในแคมเปญ แต่ยังมีแก๊งน้องสุนัขสายพันธุ์อังกฤษอย่าง Welsh Corgi, English Cocker Spaniel และ Border Collie ที่มาร่วมปรากฏตัวในแคมเปญนี้ เพื่อนำเสนอไลน์แอ็กเซสซอรีสุดหรูสำหรับสัตว์เลี้ยงแสนรักของ Louis Vuitton

 

ภาพ: Louis Vuitton

 

อ้างอิง:

The post Callum Turner ขึ้นแคมเปญ Pre Spring/Summer 2026 ของ Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดพระยศ เตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ของราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีฉาว https://thestandard.co/andrew-stripped-royal-scandal/ Fri, 31 Oct 2025 03:34:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1137862 เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดพระยศ เตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ของ ราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีฉาว

เจ้าชายแอนดรูว์ พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระราชิน […]

The post เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดพระยศ เตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ของราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีฉาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดพระยศ เตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ของ ราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีฉาว

เจ้าชายแอนดรูว์ พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระผู้ล่วงลับ และเป็นพระอนุชา (น้องชาย) ในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ถูกถอดพระอิสริยยศ ‘เจ้าชาย’ อย่างเป็นทางการ หลังพัวพันคดีล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบัน พระองค์จะถูกรู้จักในนาม แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ (Andrew Mountbatten Windsor) และจะต้องเตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ของราชวงศ์อังกฤษในวินด์เซอร์อีกด้วย

 

พระราชวังบักกิงแฮมได้ประกาศว่า คิงชาร์ลส์ที่ 3 ทรงริเริ่มกระบวนการถอดยศ ตำแหน่งและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์อย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้มงวด เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของพระองค์กับเจฟฟรีย์เอปสตีน นักการเงินผู้ทรงอิทธิพล ผู้เคยถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางเพศ ชักชวนผู้เยาว์ไปค้าประเวณี เมื่อปี 2008 ก่อนที่เอปสตีนได้ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองภายในเรือนจำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการรอพิจารณาคดีค้าประเวณีผู้เยาว์ในปี 2019

 

เรื่องอื้อฉาวปะทุขึ้น จากบันทึกความทรงจำของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร ซึ่งเธออ้างว่า เธอถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับเจ้าชายแอนดรูว์ถึง 3 ครั้ง ขณะที่เธอยังคงเป็นเพียงผู้เยาว์ (อายุ 17 ปี เมื่อปี 2001) เธอยื่นฟ้องเจ้าชายแอนดรูว์ต่อศาลนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน 2021 โดยเจ้าชายแอนดรูว์ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด

 

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแอนดรูว์ เคยสละพระอิสริยยศอื่นๆ ไปแล้วในเดือนตุลาคมปีนี้ รวมถึงตำแหน่งสำคัญอย่าง ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ (Duke of York) ซึ่งมักจะพระราชทานให้กับพระราชโอรสพระองค์รองของราชวงศ์อังกฤษ

 

โดยคาดว่า พระองค์จะย้ายไปยังที่พักส่วนตัวในเขต Sandringham Estate ซึ่งคาดว่า คิงชาร์ลส์ที่ 3 ทรงให้การสนับสนุนทางการเงินเป็นการส่วนตัว ขณะที่ ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตภรรยาของพระองค์ ก็จะย้ายออกจาก Royal Lodge เช่นเดียวกัน และจะจัดการเรื่องที่พักของตนเอง เธอเปลี่ยนกลับไปใช้นามสกุลเดิมว่า เฟอร์กูสัน หลังจากที่แอนดรูว์สละการใช้ตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก

 

ทางด้าน เจ้าหญิงยูจีนีและเจ้าหญิงเบียทริซ บุตรสาวทั้งสองของ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ จะยังคงรักษาตำแหน่งเจ้าหญิงของตนไว้ โดยที่แอนดรูว์ก็จะยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชบัลลังก์อังกฤษต่อไป

 

แฟ้มภาพ: Steve Parsons – WPA Pool / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดพระยศ เตรียมย้ายออกจากคฤหาสน์ของราชวงศ์อังกฤษ หลังพัวพันคดีฉาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 8 อุตสาหกรรมไฮเทค ทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยสูงสุด ‘BOI’ เผย 9 เดือน ยอดทะลุ 1.3 ล้านล้าน https://thestandard.co/boi-foreign-tech-investment/ Wed, 29 Oct 2025 05:51:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1136895 ส่อง 8 อุตสาหกรรมไฮเทค ทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยสูงสุด ‘BOI’ เผย 9 เดือน ยอดทะลุ 1.3 ล้านล้าน

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรก ปี 256 […]

The post ส่อง 8 อุตสาหกรรมไฮเทค ทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยสูงสุด ‘BOI’ เผย 9 เดือน ยอดทะลุ 1.3 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 8 อุตสาหกรรมไฮเทค ทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยสูงสุด ‘BOI’ เผย 9 เดือน ยอดทะลุ 1.3 ล้านล้าน

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรก ปี 2568 โตเกือบเท่าตัว ทะลุ 1.3 ล้านล้านบาท กว่า 2,600 โครงการ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รับเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง ชี้ต่างชาติแห่ลงทุนกว่า 9.8 แสนล้านบาท

 

วันที่ 29 ต.ค. นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในไทยในปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่จำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 2,622 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,374,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94%

 

สะท้อนว่านักลงทุนให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ความพร้อมรองรับการลงทุน ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว รวมทั้งบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน

 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงในช่วง 9 เดือน

 

1. ดิจิทัล โดยเฉพาะกิจการ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ มูลค่า 612,768 ล้านบาท
(119 โครงการ)

 

2. อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิต PCB, Hard Disk Drive, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ มูลค่า 184,078 ล้านบาท (382 โครงการ)

 

3.การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล มูลค่า 74,212 ล้านบาท (300 โครงการ)

 

4.ยานยนต์และชิ้นส่วน เช่น การลงทุนปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ การผลิตยางล้อและชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยาน มูลค่า 70,985 ล้านบาท (229 โครงการ)

 

5. เกษตรและอาหาร เช่น การแปรรูปอาหาร อาหารสัตว์ สารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุทางการเกษตร มูลค่า 47,200 ล้านบาท (228 โครงการ)

 

6.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม มูลค่า 36,766 ล้านบาท (230 โครงการ)

 

7. การแพทย์ เช่น กิจการโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 25,086 ล้านบาท (89 โครงการ)

 

8. การท่องเที่ยว เช่น กิจการโรงแรม กิจการสร้างแหล่งท่องเที่ยว มูลค่า 15,902 ล้านบาท (21 โครงการ)

 

แรงหนุน FDI สิงคโปร์-ฮ่องกง-จีน

 

สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,947 โครงการ เพิ่มขึ้น 38% เงินลงทุนรวม 985,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82%

 

โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 359,805 ล้านบาท ฮ่องกง 237,264 ล้านบาท จีน 142,887 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 100,295 ล้านบาท และญี่ปุ่น 73,754 ล้านบาท ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมากเกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์และสหราชอาณาจักร และกิจการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานจากฮ่องกง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่จะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของไทยในระยะยาว

 

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 855,228 ล้านบาท จาก 1,431 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 300,300 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 28,560 ล้านบาท ภาคเหนือ 25,940 ล้านบาท ภาคใต้ 24,445 ล้านบาท และภาคตะวันตก 12,664 ล้านบาท ตามลำดับ

 

สำหรับสถิติในขั้นการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 มีจำนวน 2,413 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,114,798 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 6.1 แสนล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 175,000 ตำแหน่ง และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท/ปี ขณะที่ตัวเลขในขั้นการออกบัตรส่งเสริม มีจำนวน 2,050 โครงการ เงินลงทุนรวม 947,661 ล้านบาท

 

“สถิติการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นการลงทุนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง”

 

เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB และกิจการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนให้กับอุตสาหกรรมหลักของไทย อย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้ลงทุนจริงได้เร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” นฤตม์ กล่าว

The post ส่อง 8 อุตสาหกรรมไฮเทค ทุนต่างชาติแห่ลงทุนไทยสูงสุด ‘BOI’ เผย 9 เดือน ยอดทะลุ 1.3 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 https://thestandard.co/nike-palace-early-2000s/ Tue, 28 Oct 2025 04:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1136374 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลง […]

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000

Nike Football จับมือกับ Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 ผลงานสุดพิเศษที่เป็นการคารวะต่อวัฒนธรรมฟุตบอลยุคต้นปี 2000 ผ่านมุมมองร่วมสมัยของแบรนด์สเกตจากลอนดอนอย่าง Palace

 

คอลเลกชันนี้นำแรงบันดาลใจจากซีรีส์ Total 90 อันโด่งดังของ Nike มาตีความใหม่ในสไตล์สปอร์ตสตรีต ทั้งชุดเชลล์สูท เสื้อแข่ง รองเท้าเทรนเนอร์ ไปจนถึงเสื้อฮู้ด แจ็กเก็ต ชุดวอร์ม เสื้อสเวตเตอร์ กางเกงขาสั้น และเสื้อยืดประดับด้วยกราฟิก P90 และโลโก้ Tri-Ferg อันเป็นเอกลักษณ์ของ Palace ที่ผสานเข้ากับ Swoosh ของ Nike อย่างลงตัว

 

การใช้โทนสีที่ผสมระหว่างเฉดเข้มและเฉดกลางยังคงเอกลักษณ์ Volt ของ Nike เอาไว้ เพื่อสืบทอดพลังสีอันเป็นเอกลักษณ์จากคอลเลกชัน T90 ในอดีต

 

ในแคมเปญนี้ เวย์น รูนี่ย์ ตำนาน T90 ร่วมถ่ายแบบกับ เลียห์ วิลเลียมสัน กัปตันทีมชาติอังกฤษหญิง, รีซ เจมส์ จากเชลซี, และดาวรุ่งอย่าง เลนนา กเวนน์ และ เจมี่ เบนส์ กิตเทนส์ ขณะเดียวกัน ทีมไรเดอร์ของ Palace นำโดย ลูเชียน คลาร์ก และ ซาวานนาห์ สเตซี่ คีแนน ก็ร่วมแสดงพลังของสายสเกต ส่วนฝั่งดนตรีมี กิกส์ เจ้าพ่อ Grime จากเซาท์ลอนดอน มาร่วมเติมความเท่

 

คอลเลกชัน Nike Football x Palace P90 จะวางจำหน่ายวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่ร้าน Palace ทั่วโลกและช่องทางออนไลน์

 

Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 1 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 2 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 3 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 4 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 5 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 6 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 7 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 8 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 9 Nike Football x Palace เปิดตัว คอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 10

The post Nike Football x Palace เปิดตัวคอลเลกชัน P90 รำลึกยุคทองฟุตบอลต้นยุค 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตหลายประเทศร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต https://thestandard.co/embassies-mourn-queen-mother/ Sat, 25 Oct 2025 11:22:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1135429 สถานทูตหลายประเทศร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต

สถานเอกอัครราชทูตหลายประเทศในไทย อาทิ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ […]

The post สถานทูตหลายประเทศร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตหลายประเทศร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต

สถานเอกอัครราชทูตหลายประเทศในไทย อาทิ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิสราเอล อังกฤษ เยอรมนี สวีเดน ฝรั่งเศส และสหภาพยุโรป ร่วมถวายความอาลัย ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

โดยมาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ ระบุว่า

 

“ประชาชนชาวสหราชอาณาจักรรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ได้ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และขอร่วมไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งกับประชาชนชาวไทย”

 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook ระบุว่า “เราขอร่วมกับประชาชนชาวไทยแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

 

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า “ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานทูตทุกคน ถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเป็นมหามิตรที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวจีน และเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย”

 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความว่า “ในฐานะตัวแทนประชาชนชาวญี่ปุ่น ขอน้อมถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และยกย่องพระองค์ ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อความสมัครสมานสามัคคีและประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลายาวนาน

 

ด้านสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลและประชาชนเยอรมัน ขออยู่เคียงข้างประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทย ในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้

 

ขณะที่เพจ Facebook European Union in Thailand ของสหภาพยุโรป โพสต์ข้อความว่า “คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ความเมตตากรุณา ความทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยของพระองค์ได้ส่งผลที่ยั่งยืนและจะคงอยู่ในความทรงจำแห่งโลกต่อไป

 

ประชาชนชาวยุโรป ที่ซึ่งพระองค์ท่านทรงเคยศึกษาและใช้ชีวิต จะร่วมเฉลิมฉลองการชื่นชมศิลปะและวัฒนธรรมยุโรปของพระองค์ท่านตลอดไป

 

เราขอร่วมแสดงความอาลัยกับประชาชนชาวไทยต่อการเสด็จสวรรคตของพระองค์”

The post สถานทูตหลายประเทศร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวงสวรรคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย https://thestandard.co/hudson-starts-thai-football-mission/ Thu, 23 Oct 2025 12:10:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1134612 ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย

หลังการแยกทางกับ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่กำลังพาทีมชาติไทยทำ […]

The post ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย

หลังการแยกทางกับ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่กำลังพาทีมชาติไทยทำผลงานในศึก เอเชียนคัพ รอบคัดเลือก ได้อย่างร้อนแรง ยิงได้ 8 ประตู เสียเพียง 1 จาก 2 นัดหลังสุด

 

การประกาศปลดแบบสายฟ้าแลบด้วยเหตุผล ‘แนวทางไม่ตรงกัน’ แบบนี้…ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการลูกหนังไทย

 

และเพียงไม่กี่วันถัดมา (23 ตุลาคม) สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็เดินหน้าประกาศแต่งตั้ง แอนโธนี ฮัตสัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิค ขึ้นมารับตำแหน่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดใหญ่ อย่างกะทันหัน

 

กะทันหันถึงขั้นที่การเข้ามาทำหน้าที่ ‘โค้ชคนใหม่’ ของฮัตสัน ยังไม่มีการตกลงรายละเอียดของสัญญาอย่างชัดเจน ทั้งระยะเวลาและการลงนามอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกระเพื่อมในโลกโซเชียล แฟนบอลจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามถึงวิธีการของสมาคมฯ ว่าไม่เพียงเป็นการไม่ให้เกียรติอิชิอิเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความไม่ต่อเนื่องในโครงสร้างระยะยาวของฟุตบอลไทย ที่เหมือนจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฮัตสัน กุนซือชาวอังกฤษวัย 44 ปี ที่เพิ่งได้รับโอกาสขึ้นแถลงต่อหน้าสื่อมวลชนไทยเป็นครั้งแรก กลับเลือกจะไม่มองสถานการณ์นี้ในแง่ลบ เขาเดินขึ้นโต๊ะด้วยรอยยิ้ม และเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า

 

“ผมเข้าใจทุกเสียงของแฟนบอล เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ทุกคนรักฟุตบอลไทยจริงๆ”

 

และในวันนี้ ซึ่งถือเป็น Day 1 ของการเริ่มต้นบทใหม่ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ ฮัตสันได้เปิดเผยแนวคิด แพสชัน และมุมมองต่อทุกคำถามที่แฟนบอลไทยอยากรู้

 

THE STANDARD SPORT ขอพาทุกคนไปสัมผัส ‘คำตอบ’ ของชายผู้เปลี่ยนบทบาทจากผู้อำนวยการเทคนิค มาสู่ข้างสนามในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติไทยคนใหม่ เพื่อทำความรู้จักเขาให้ลึกขึ้น ก่อนที่เกมแรกของยุคแอนโธนี ฮัตสันจะเริ่มต้นขึ้นเดือนหน้า!

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 1

 

เปิดพอร์ต แอนโธนี ฮัตสัน ผลงานระดับ ‘ทีมชาติ’ เป็นอย่างไรบ้าง?

 

แอนโธนี ฮัตสัน ถือเป็นหนึ่งในโค้ชสายโกลบอล ที่สั่งสมประสบการณ์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติมาแล้วหลายประเทศ เขาเริ่มต้นเส้นทางกุนซือตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี กับสโมสร Real Maryland Monarchs ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติในเวลาไม่นาน

 

ในระดับ ทีมชาติชุดใหญ่ ฮัตสันผ่านการคุมทีมมาแล้วถึง 3 ชาติ พร้อมผลงานดังนี้

 

🇧🇭 ทีมชาติบาห์เรน (2013-2014)
คุมทีม 12 นัด ชนะ 3 เสมอ 6 แพ้ 3
อัตราชนะ 25.00%

 

🇳🇿 ทีมชาตินิวซีแลนด์ (2014-2017)
คุมทีม 27 นัด ชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 11
อัตราชนะ 33.33%
(เคยพานิวซีแลนด์เข้าเพลย์ออฟคัดบอลโลก 2018 พบเปรู)

 

🇺🇸 ทีมชาติสหรัฐอเมริกา (รักษาการ, 2023)
คุมทีม 5 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 1
อัตราชนะ 40.00%

 

ฮัตสัน กับเรื่องของ Win Rate

 

หนึ่งประเด็นร้อนแรงที่แฟนบอลไทยพูดถึงอย่างหนัก คือเรื่องของอัตราชนะ (Win Rate) ตัวเลขที่สมาคมฟุตบอลฯ เคยหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการประเมินผลงานของ มาซาทาดะ อิชิอิ

 

ในยุคของอิชิอิ ทีมชาติไทยมีสถิติ ชนะ 16 จาก 30 นัด หรือคิดเป็น อัตราชนะ 53% ก่อนถูกปลดกลางทาง ทั้งที่ผลงานในสนามยังดูมีทิศทางที่ดี

 

ขณะเดียวกัน หากมองไปที่ แอนโธนี ฮัตสัน ซึ่งมีประสบการณ์คุมทีมชาติ 3 ชาติ บาห์เรน, นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ตัวเลขทั้งหมด ยังไม่เคยแตะ 50% เลยด้วยซ้ำ

 

แต่เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ ฮัตสันตอบอย่างใจเย็นและมีมุมมองที่น่าสนใจว่า “เรื่องอัตราชนะจะมองว่าถูกหรือผิดคงไม่ได้ เพราะแต่ละโค้ชมีแนวทางและปรัชญาแตกต่างกัน บางคนอาจเลือกอุ่นเครื่องกับทีมที่อันดับโลกต่ำกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสชนะ ส่วนบางคนเลือกเจอกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า เพื่อให้นักเตะได้เรียนรู้จากเกมนั้นๆ”

 

เขาอธิบายต่อว่า ตลอด 3 ปีครึ่งที่คุมทีมนิวซีแลนด์ เขาได้เล่นเกมในบ้านเพียง 2 นัดเท่านั้น ที่เหลือคือการออกไปเผชิญหน้ากับทีมที่มีแรงกิ้งสูงกว่าเกือบทั้งหมด เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเก็บสถิติชนะ หากแต่เป็นการสร้างนักเตะที่พร้อมสู้กับทีมระดับโลก และได้เรียนรู้ให้มากที่สุด

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 2

 

มุมมองต่อการทำงานของอิชิอิ, เขาจะสานต่อแนวทางเดิม หรือสร้าง ‘Hudson Way’ ขึ้นมาใหม่?

 

THE STANDARD SPORT ยิงคำถามตรงถึง แอนโธนี ฮัตสัน ว่าในฐานะที่ก่อนหน้านี้เขานั่งอยู่ในเก้าอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิค และมีโอกาสเห็นการทำงานของ มาซาทาดะ อิชิอิ อย่างใกล้ชิด

 

เขามองแนวทางของกุนซือชาวญี่ปุ่นรายนี้อย่างไร และเมื่อถึงวันที่ต้องรับไม้ต่อ เขาจะสานต่อ หรือสร้างทางของตัวเองให้กับทีมชาติไทย?

 

ฮัตสันตอบด้วยน้ำเสียงให้เกียรติอย่างเต็มที่ต่อสิ่งที่อิชิอิได้วางไว้ พร้อมย้ำว่า การเข้ามาของเขาไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่าง แต่คือการต่อยอดและพัฒนา

 

“ผมเคารพและนับถือโค้ชอิชิอิในสิ่งที่เขาทำมา และมันคงเป็นความผิดพลาดถ้าผมจะเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทีมในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าดูดีแล้ว ทุกคนก็กำลังอยู่ในจุดที่ดี

 

“หน้าที่ของผมอาจมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างออกไป แต่สิ่งที่ผมจะทำคือค่อยๆ ถ่ายทอดแนวทางของตัวเองให้ทีมงานได้ซึมซับ และค่อยๆ พัฒนาทีมไปทีละระดับ เราจะพยายาม ‘วิวัฒนาการ’ มากกว่าจะ ‘ปฏิวัติ’ ทุกอย่าง”

 

มุมมองฟุตบอลไทย ผ่านสายตาของ ฮัตสัน

 

ฮัตสันมองว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่ทำให้เขารู้สึกโชคดีที่ได้มาทำงาน “ผมโชคดีที่ได้ทำงานในหลายประเทศ แต่ต้องพูดถึงประเทศไทยเป็นพิเศษ เพราะนี่คือประเทศที่มีวัฒนธรรมและผู้คนที่ยอดเยี่ยม ทุกคนให้เกียรติกัน ยิ้มแย้ม และมีพาสชันในเกมฟุตบอล ผมรู้สึกได้ถึงพลังและศักยภาพที่ไปได้ไกลมาก”

 

ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคนิคมาก่อน ฮัตสันบอกว่า หน้าที่ของเขาคือการมองภาพรวมทั้งหมดของฟุตบอลไทย ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงทีมชาติชุดใหญ่ เพื่อสร้างระบบที่ต่อเนื่องให้ทุกชุดเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

เขาย้ำว่า จุดสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของทีมชาติไทยให้ชัดเจน เพื่อให้นักเตะเติบโตตามเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะอยู่ในรุ่นอายุใด

 

“สิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ใช่ ‘Hudson Way’ แต่คือการทำงานร่วมกันของโค้ชไทยที่มีประสบการณ์ เราคุยกัน วิเคราะห์กัน จนตกผลึกว่าอะไรคือจุดแข็งของนักเตะไทย และจะใช้สิ่งนั้นสร้างทีมชาติให้แข็งแกร่งที่สุด”

 

เขาทิ้งท้ายด้วยคำหวานผ่านความรู้สึกต่อวงการลูกหนังไทยว่า “ที่นี่แตกต่างจากหลายประเทศ เพราะทีมงานทุกคนทุ่มเทและรักฟุตบอลมาก ทุกคนทำงานหนักเพื่อให้ฟุตบอลไทยพัฒนา เหมือนกับแฟนบอลที่รักทีมชาติ ผมรู้สึกจริงๆ ว่าที่นี่พิเศษกว่าที่ไหนๆ”

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 3

 

เป้าหมาย กับ สัญญา (เฉพาะกิจ)

 

เมื่อถูกถามเรื่องของสัญญา หรืออายุงาน ฮัตสัน ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทุกอย่างยังอยู่ระหว่างการพูดคุยและจัดการเอกสาร

 

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมได้รับทราบพร้อมๆ กับทุกคน (เรื่องปลดอิชิอิ และเข้ามารับตำแหน่ง) และตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยเรื่องสัญญาและการเซ็นอย่างเป็นทางการ”

 

ฮัตสันเรียกภารกิจนี้ว่าเป็นเพียงสัญญาเฉพาะกิจที่มีเป้าหมายชัดเจน คือพาทีมชาติไทยคว้าชัยใน 2 นัดสำคัญกับ ศรีลังกา และ เติร์กเมนิสถาน เพื่อผ่านเข้ารอบไปเล่นรอบสุดท้ายของเอเชียนคัพ 2027

 

“ผมเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งกับบาห์เรนและสหรัฐฯ ที่ต้องชนะเพื่อเข้ารอบต่อไป ผมมั่นใจว่าเราทำได้ เพราะเรามีนักเตะที่มีศักยภาพสูง และถ้าเรามีทัศนคติที่ถูกต้อง เราจะคว้าผลลัพธ์ที่ต้องการแน่นอน”

 

นอกจากนี้ ฮัตสันยังยอมรับว่ายังเร็วเกินไปที่จะตอบชัดถึงรูปแบบการเล่นหรือรายละเอียดของทีมงานสต๊าฟโค้ชในตอนนี้ แม้จะมีไอเดียในใจอยู่บ้างแล้ว ส่วนทีมงาน จะพยายามเฟ้นหาคนที่เหมาะสมและดีที่สุดมาทำงานร่วมกัน

 

สำหรับรายการสำคัญอย่าง อาเซียนคัพ 2026 ฮัตสันพูดชัดเจนว่า มาตรฐานของทีมชาติไทยไม่ควรมีทางเลือกอื่นนอกจากการ ‘เป็นแชมป์’ แบบไม่มีข้อยกเว้น

 

ช้างศึก ‘ยุคฮัตสัน’ จะเรียกแข้งเก๋ากลับมาหรือไม่?

 

อีกหนึ่งคำถามที่แฟนบอลไทยอยากรู้คือ ในยุคของ แอนโธนี ฮัตสัน ทีมชาติไทยจะเดินตามแนวทางของ มาซาทาดะ อิชิอิ ที่เน้นผลักดันผู้เล่นรุ่นใหม่เต็มตัว หรือจะเปิดโอกาสให้นักเตะประสบการณ์สูงกลับมามีบทบาทในทีมอีกครั้ง?

 

ฮัตสันตอบอย่างชัดเจนว่า เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะเยาวชน แต่ก็ย้ำว่านักเตะรุ่นพี่ยังมีบทบาทและความสำคัญไม่แพ้กัน

 

“ผมเชื่อมั่นในตัวนักเตะเยาวชน ทุกคนที่มีความสามารถและทัศนคติที่ถูกต้องย่อมมีโอกาสลงเล่น แต่ฟุตบอลทีมชาติต้องการสมดุล นักเตะประสบการณ์สูงก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน”

 

เขาอธิบายว่า นอกจากฟอร์มการเล่นในสนามแล้ว สิ่งที่รุ่นพี่มอบให้คือ ‘มาตรฐาน’ และ ‘แบบอย่าง’ ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปเล่นเกมเยือนต่างแดน ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายเรื่องสภาพแวดล้อมและการปรับตัว

 

“นักเตะอายุน้อยอาจเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง แต่รุ่นพี่จะช่วยแนะนำและพยุงทีมให้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นได้ การมีพวกเขาอยู่ในทีมคือส่วนสำคัญของการรักษามาตรฐานและเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

 

การรับมือกับแรงกดดัน และกระแสต่อต้านของแฟนบอล

 

หลังได้รับการแต่งตั้ง อีกสิ่งที่ ฮัตสันต้องเผชิญทั้งแรงกดดันมหาศาลและกระแสต่อต้านจากแฟนบอลไทยจำนวนมาก แต่เขากลับเลือกมองมันในเชิงบวกมากกว่ายกมาเป็นอุปสรรคทับตัวเอง

 

“ผมรับงานนี้เพราะผมรักประเทศไทยจริงๆ รักในวัฒนธรรมและผู้คน ไม่ได้พูดเพราะมีคนไทยอยู่เต็มห้อง แต่เพราะผมสัมผัสได้ว่าทุกคนมีแพชชั่นกับฟุตบอล ผมอยากให้ทีมชาติไทยเล่นอย่างภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับแฟนบอลที่ภูมิใจในทีมของพวกเขา”

 

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนหลายอย่างยังต้องหารือและปรับการทำงานร่วมกับฝ่ายเทคนิค แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ เขาแคร์แฟนบอลไทยและเข้าใจทุกเสียงวิจารณ์

 

“ตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนรักฟุตบอลไทย และอยากให้ฟุตบอลไทยมีผลงานดีเสมอ ไม่ว่าจะกระแส หรือปฏิกิริยาของแฟนบอล ผมเองก็เป็นคนที่แคร์แฟนบอล เช่นเดียวกับนายกสมาคมฯ ก็อยากแสดงให้เห็นว่าทุกคนแคร์ฟุตบอลไทยจริงๆ

 

“อีกสิ่งผมเคารพทุกคอมเมนต์ ที่แสดงเข้ามาจากแฟนบอล หวังว่าวันหนึ่งผมจะทำให้ได้ ในการพาทีมชาติไทยเข้ารอบเอเชียน คัพ ทำให้แฟนบอลทุกคนภูมิใจกับฟอร์มการเล่น และผลการแข่งขันที่ทีมชาติไทยแสดงออกมา”

 

ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธา บอลไทย 4

 

คำถามยอดฮิต! ทีมชาติไทยยังฝันไปบอลโลกได้หรือไม่?

 

เมื่อถูกถามถึงคำถามที่แฟนบอลไทย (อาจจะยัง) อยากได้ยินที่สุด ทีมชาติไทยยังมีโอกาสไปฟุตบอลโลกหรือไม่

 

ฮัตสันตอบด้วยความเชื่อมั่นว่า “ผมเชื่อว่าเราสามารถไปได้ แต่…สิ่งที่ต้องทำต่อคือการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งเพิ่มจำนวนแมตช์แข่งขัน การสร้างระบบเยาวชน และการพัฒนาโค้ชในแต่ละระดับ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราก้าวใกล้ฟุตบอลโลกมากขึ้น”

 

ข้อความถึงแฟนบอลไทย

 

แอนโธนี ฮัตสัน ฝากข้อความถึงแฟนบอลไทย โดยเขาย้ำถึงความเข้าใจดีว่านี่คือช่วงเวลาที่ยาก ทั้งสำหรับทีมชาติไทยและคนที่รักทีมนี้

 

“ผมเข้าใจแฟนบอลทุกคนว่านี่คือช่วงเวลาที่ยาก แต่ผมขอเวลาในการพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งผม ทีมงานสตาฟฟ์ และนักเตะทุกคน เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเอาชนะใจแฟนบอลไทย และสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนจะเปิดใจ ยอมรับ และภูมิใจกับฟุตบอลไทยในแบบที่เราอยากให้เห็น”

 

สำหรับโปรแกรมต่อไปของทีมชาติไทยชุดใหญ่ จะกลับมาลงสนามในช่วง ฟีฟ่าเดย์ เดือนพฤศจิกายน 2568

  • นัดอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติสิงคโปร์ (อันดับ 155 โลก) วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาธรรมศาสตร์ รังสิต เวลา 19.30 น.
  • ต่อด้วยการบุกเยือน ทีมชาติศรีลังกา (อันดับ 193 โลก) ในศึก เอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก

 

       

The post ทีมชาติไทย เริ่มนับ 1 กับ แอนโธนี ฮัตสัน ผู้มาพร้อมภารกิจฟื้นศรัทธาบอลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตอังกฤษจัดแข่งขันฟุตบอล ฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร https://thestandard.co/uk-thailand-170-years-football-celebration/ Mon, 20 Oct 2025 12:32:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1133090 uk-thailand-170-years-football-celebration

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอล เ […]

The post สถานทูตอังกฤษจัดแข่งขันฟุตบอล ฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
uk-thailand-170-years-football-celebration

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอล เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตสหราชอาณาจักรและไทย

 

งานนี้ได้รวบรวมบุคคลสำคัญต่างๆ รวมถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อเน้นย้ำถึงมิตรภาพและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ รวมถึงความรักในกีฬาฟุตบอลที่มีร่วมกัน

 

มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอด 170 ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราได้ให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันผ่านความท้าทายและร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือการขับเคลื่อนนวัตกรรม เราเป็นพันธมิตรที่มีเป้าหมายร่วมกัน

 

ขอให้มิตรภาพ 170 ปีนี้นำไปสู่เป้าหมายต่างๆ มากขึ้น รวมถึงความสำเร็จ และการเฉลิมฉลองอีกมากมายในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ”

 

ในพิธีเปิดงาน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับ นวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง) นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย สำหรับผลงานที่โดดเด่นในการพัฒนากีฬาฟุตบอล

 

ผู้ตัดสินที่ได้รับการรับรองจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตัดสินการแข่งขันระหว่าง 12 ทีม โดยกรมราชทัณฑ์ของไทยคว้าชัยชนะหลังการดวลจุดโทษและได้รับถ้วยรางวัล 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสนุกสนานอื่นๆ เช่น การแข่งขันทักษะจาก Liverpool FC Academy และผู้สนับสนุนการแข่งขันได้รับเชิญให้ร่วมจับสลากการกุศลกับสภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศูนย์รักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

 

กีฬาฟุตบอลถือเป็นการลงทุนที่สำคัญระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย โดยมีหลายสโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของคนไทย พรีเมียร์ลีกของอังกฤษยังคงเป็นลีกฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก โดยได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากแฟนบอลในประเทศไทย สโมสรจากอังกฤษได้จัดตั้งความร่วมมือและอะคาเดมีเพื่อทำการฝึกสอนฟุตบอลระดับโลกให้กับนักเรียน

 

หลังการจัดแข่งขันฟุตบอลเสร็จสิ้นไปแล้ว สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษจะยังคงดำเนินการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีต่อไปตลอดทั้งปี 2025

 

แข่งขันฟุตบอล 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ แข่งขันฟุตบอล 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ แข่งขันฟุตบอล 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ แข่งขันฟุตบอล 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ แข่งขันฟุตบอล 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

 

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

The post สถานทูตอังกฤษจัดแข่งขันฟุตบอล ฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร https://thestandard.co/thailand-asean-leader-scammer-crackdown/ Fri, 17 Oct 2025 12:45:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1132092 สแกมเมอร์กัมพูชา

“สแกมเมอร์” หรือขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งใ […]

The post สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกมเมอร์กัมพูชา

“สแกมเมอร์” หรือขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ศูนย์กลางของปัญหานี้ปรากฏเด่นชัดในกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ประเทศที่กลายเป็น “Safe Haven” ให้กับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์นานาชาติ

 

ล่าสุด สถานการณ์สแกมเมอร์ถูกจับจ้องมากขึ้นในระดับโลก หลังเกาหลีใต้ถึงขั้นต้องเปิดปฏิบัติการข้ามแดน เพื่อติดตามช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วกัมพูชา

 

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร จับมือกันประกาศคว่ำบาตรและยึดทรัพย์สแกมเมอร์รายใหญ่ในกัมพูชา หลังพบหลักฐานว่าขบวนการเหล่านี้เกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน บังคับทำงาน ค้าประเวณี และกิจกรรมผิดกฎหมายในระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 

 

“นี่ไม่ใช่ปัญหาของกัมพูชาเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบโดยตรง”

 

 

รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมชี้ว่าไทยต้องใช้โอกาสสำคัญนี้ แสดงบทบาท ‘ผู้นำ’ ในการต่อสู้และปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นปลายเดือนนี้

 

“เราควรแสดงให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมจะร่วมมือ แบ่งปันข้อมูล และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้อย่างเป็นระบบ”

 

3 เสาหลัก ‘อุตสาหกรรมสแกม’

 

รศ. ดร.ปิติ อธิบายให้เห็นภาพว่า โครงสร้างของธุรกิจสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนนั้น ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ โดยหากแยกองค์ประกอบออกมาจะพบ ‘3 เสาหลัก’ ที่ทำให้ขบวนการเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ ได้แก่

 

1.โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Facility)

 

ตั้งแต่ระบบอินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม ไปจนถึงพลังงานและการขนส่ง ทุกอย่างล้วนจำเป็นต่อการดำเนินงานของเครือข่ายสแกม การเคลื่อนย้ายคน อาหาร เงินทุน หรืออุปกรณ์ผ่านพรมแดน ต้องอาศัยช่องทางที่มักได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างผิดกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ปิติ กล่าวว่า “คำถามสำคัญที่ต้องพิสูจน์ในประเทศไทยก่อนคือ กฎหมายไทยบังคับใช้อย่างเข้มแข็งแล้วหรือยัง เจ้าหน้าที่บางส่วนยังหลับตาข้างหนึ่งอยู่หรือไม่ และเอกชนในห่วงโซ่ต่าง ๆ ตั้งแต่รถตู้รับส่งจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ มีส่วนรู้เห็นหรือเปล่า”

 

2. กฎระเบียบและอำนาจอธิปไตย (Regulation & Sovereignty)

 

การบังคับใช้กฎหมายในคดีข้ามพรมแดนนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะเกี่ยวพันกับเขตอำนาจของหลายประเทศ 

 

รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า ตัวอย่างง่ายๆ ที่ควรพิจารณาคือ “หากอเมริกาหรือจีนจะเข้ามาบังคับใช้กฎหมายในไทย ก็อาจเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของไทย แต่ในทางกลับกัน หากไทยต้องการเข้าไปดำเนินการจับกุมหรือกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็เสี่ยงจะละเมิดอธิปไตยของเขาเช่นกัน” 

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือจำเป็นต้องมี ‘กติกาภูมิภาค’ ที่ชัดเจน อาจเป็นการตั้งคณะทำงานร่วมระดับอาเซียน เพื่อมอนิเตอร์และประสานงานด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

 

3. การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection)

 

การสร้างภูมิคุ้มกันหรือทำให้ประชาชนมีความฉลาดรู้มากพอและไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการสแกม ถือเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญ 

 

รศ. ดร.ปิติ ที่ทำงานใน ASEAN Foundation ยกตัวอย่างโครงการใหม่ที่ชื่อว่า ‘Scam Ready ASEAN’ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google.org เพื่อพัฒนาความรู้เบื้องต้นในการปกป้องตนเองจากกิจกรรมสแกม ให้แก่ประชาชนกว่า 3 ล้านคนทั่วอาเซียน และสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้ต่อกลายเป็น Master Trainer เพื่อนำองค์ความรู้เชิงลึกไปสอนในชุมชนของตนเอง โดยถือเป็นโครงการให้ความรู้เพื่อต่อต้านสแกม ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน 10 ประเทศอาเซียนบวกติมอร์-เลสเต

 

คอร์รัปชันชายแดน จุดเปราะบางของไทย

 

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการของรัฐบาลเพื่อต่อต้านปัญหาสแกมเมอร์นั้น ในทางปฏิบัติมีอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

 

“คนที่อยู่แนวหน้าย่อมรู้ดีว่ารถขนคนจำนวนมากจากเอเชียใต้หรือแอฟริกาไม่อาจผ่านด่านได้หากไม่มีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง คำถามคือ ผ่านไปได้อย่างไร ทั้งที่มีการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยความมั่นคงอยู่ตรงนั้น” รศ. ดร.ปิติกล่าว 

 

เขาเสนอว่า “หากไทยต้องการชูบทบาทผู้นำและทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า ประเทศไทยเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมีความจริงใจทางนโยบายในการจัดการเรื่องคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นผู้เล่นที่สุจริตและพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ”

 

ปัญหาสำคัญคือรัฐขาด Political Will

 

รศ. ดร.ปิติ กล่าวถึงเวที ASEAN Think Tank Summit ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งรวบรวมนักวิชาการจากศูนย์วิจัยทั่วอาเซียนมาหารือ พบว่า “ปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในภูมิภาคนี้ คือเครือข่ายสแกมเมอร์นั้นเป็นเนื้อเดียวกับผู้มีอำนาจรัฐ หรือใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจรัฐ

 

“ในรัฐที่มีลักษณะเช่นนี้ รัฐนั้นจะไม่มี Political Will หรือความจริงใจในทางนโยบายในการจัดการ เพราะพวกเขาอาจได้ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ เราเห็นได้จากข้อมูลล่าสุดของสหรัฐฯ ที่การบังคับใช้กฎหมายไปเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจผิดกฎหมายและนักธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นเครือญาติและผู้สนับสนุนครอบครัวการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

 

เขาชี้ว่า หากรัฐบาลไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเพื่อจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ ในอนาคตปัญหานี้ ‘จะรุนแรงมากขึ้น’ และอาจจะยกระดับขึ้นเป็น ‘บริการอาชญากรรมข้ามชาติแบบครบวงจร’ เช่น ให้บริการวิศวกรเขียนซอฟต์แวร์สำหรับบ่อนพนันออนไลน์, การตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีใครตามรอยได้, การฟอกเงิน และอาจลุกลามไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุข ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่การป้องกันประเทศ

 

ปิดพรมแดน แก้ปัญหาสแกม

 

สำหรับประเทศไทยที่ยังคงมีปัญหาขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา และไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ มีคำถามสำคัญคือ หากปัญหาสแกมเมอร์ยังรุนแรงเช่นนี้ ไทยควรปิดด่านพรมแดนต่อไปหรือไม่?

 

รศ. ดร.ปิติ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “การปิดด่านนั้นมีหลายระดับ หากเป็นเรื่องของการค้าชายแดนปกติ การไปมาหาสู่ที่กระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไทยควรจะเปิด แต่คาสิโนบริเวณชายแดนนั้นเกี่ยวพันกับศูนย์สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินทั้งสิ้น ดังนั้นต้องมี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าถ้าจะเปิด จะเปิดในลักษณะไหน และถ้าจะปิด จะไม่เปิดให้กิจกรรมไหนบ้าง”

 

“หากคุณเปิดชายแดนแล้วยังเห็นรถตู้หรือรถทัวร์ขนคนจำนวนมากเพื่อข้ามไปเล่นการพนันหรือเข้าคาสิโน โดยมีคนอำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและตรวจคนเข้าเมืองที่หน้างานต้องสกัดกั้นกิจกรรมพวกนี้ การจัดการต้องลงไปอยู่ที่หน้างานและปรับวิธีการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย รวมถึงต้องมอนิเตอร์ตามช่องทางธรรมชาติด้วย” เขากล่าว และชี้ว่า “การบริหารจัดการเรื่องนี้ต้องพึ่งพา 4 ปัจจัยคือ คนที่พร้อมทำงาน, ความรู้ในการวางยุทธศาสตร์, ห้วงเวลาที่เหมาะสม และงบประมาณที่ใส่ลงไป”

 

ไทยกับบทบาทนำแก้ปัญหาสแกม

 

สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกร้องคือท่าทีของรัฐบาลไทย ในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อนบ้านและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งขณะนี้ลุกลามเป็นปัญหาระดับโลก สิ่งที่เหมาะสมจึงเป็นการชูบทบาทเชิงรุกในการเป็น ‘ผู้นำ’ เพื่อแก้ปัญหา

 

รศ. ดร.ปิติ เน้นว่า “ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทในประเด็นนี้” โดยมีโอกาสสำคัญในหลายเวทีพหุภาคี ทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และสุดยอดผู้นำ East Asia Summit ซึ่งประกอบด้วยอาเซียนบวกอีก 8 ประเทศ ที่กำลังจะจัดขึ้นปลายเดือนนี้

 

นอกจากนี้ อาเซียนยังมีการเจรจาแบบบวก 1 กับประเทศที่สำคัญ เช่น อาเซียน-เกาหลี, อาเซียน-ญี่ปุ่น, อาเซียน-จีน, อาเซียน-สหรัฐฯ ประกอบกับในห้วงการประชุมอาเซียนครั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะเดินทางมาเยือนและร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย 

 

“ไทยต้องแสดงบทบาทสำคัญว่าเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูล และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์สแกมเมอร์แบบนี้อย่างจริงจัง” รศ. ดร.ปิติ เน้นย้ำ และชี้ว่า “ปัญหานี้ต้องการ Collective Efforts หรือความพยายามร่วมกันจากทุกประเทศทั่วโลกที่ได้รับความเสียหาย”

The post สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. ยืนยันเดินหน้า สกัดการฟอกเงินอาชญากรรมข้ามชาติ หลังสหรัฐฯ-อังกฤษ ยึดทรัพย์แก๊ง ‘เฉิน จื้อ’ เกือบ 5 แสนล้าน https://thestandard.co/the-anti-money-laundering-office/ Fri, 17 Oct 2025 12:38:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1132088 ปปง. ยืนยันเดินหน้า สกัดการฟอกเงินอาชญากรรมข้ามชาติ หลังสหรัฐฯ-อังกฤษ ยึดทรัพย์แก๊ง เฉิน จื้อ เกือบ 5 แสนล้าน

วานนี้ (16 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน […]

The post ปปง. ยืนยันเดินหน้า สกัดการฟอกเงินอาชญากรรมข้ามชาติ หลังสหรัฐฯ-อังกฤษ ยึดทรัพย์แก๊ง ‘เฉิน จื้อ’ เกือบ 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปปง. ยืนยันเดินหน้า สกัดการฟอกเงินอาชญากรรมข้ามชาติ หลังสหรัฐฯ-อังกฤษ ยึดทรัพย์แก๊ง เฉิน จื้อ เกือบ 5 แสนล้าน

วานนี้ (16 ตุลาคม) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรอายัดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ระบุว่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสาธารณะว่า กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกายื่นฟ้อง เฉิน จื้อ (CHEN ZHI) หรือ วินเซนต์ (Vincent) ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และความผิดฐานฟอกเงินและใช้มาตรการริบทรัพย์ทางแพ่ง

 

ในการยึดทรัพย์รวมทั้งคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ 4.9 แสนล้านบาท รวมทั้งสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Office of Foreign Assets Control: OFAC) ออกมาตรการลงโทษทางการเงิน กับบุคคลและบริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ยึดอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มอาชญากรรมดังกล่าวมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท นั้น

 

สำนักงาน ปปง. ขอเรียนว่า กรณีดังกล่าวสำนักงาน ปปง. ได้มีการประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำหรับกรณีรายชื่อที่กระทรวงการคลัง สหรัฐฯมีการประกาศ สำนักงาน ปปง.จะแจ้งไปยังผู้มีหน้าที่รายงาน เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบเพื่อรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย มายังสำนักงาน ปปง. หากว่าพบมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

 

สำนักงาน ปปง. ยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินและยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้นตามนโยบายรัฐบาล อันเป็นการปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่

The post ปปง. ยืนยันเดินหน้า สกัดการฟอกเงินอาชญากรรมข้ามชาติ หลังสหรัฐฯ-อังกฤษ ยึดทรัพย์แก๊ง ‘เฉิน จื้อ’ เกือบ 5 แสนล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ เพื่อให้อาเซียนปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ https://thestandard.co/uk-us-tackle-asean-scammers/ Thu, 16 Oct 2025 10:20:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1131550 อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ เพื่อให้ อาเซียน ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์

สหราชอาณาจักรได้คว่ำบาตรเครือข่ายระดับโลกมูลค่าหลายพันล […]

The post อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ เพื่อให้อาเซียนปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ เพื่อให้ อาเซียน ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์

สหราชอาณาจักรได้คว่ำบาตรเครือข่ายระดับโลกมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานศูนย์สแกมเมอร์ ซึ่งทรมานแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์ โดยสหราชอาณาจักรได้ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา เพื่อให้อาเซียนปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์

 

ศูนย์สแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ในอาเซียนได้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลกใน ‘ระดับอุตสาหกรรม’ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเกิดความเสียหายจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในปี 2023 ประเมินเป็นมูลค่าสูงถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการเหล่านี้ทำการ ‘ค้ามนุษย์’ กับชาวต่างชาติจำนวนหลายหมื่นคนจากกว่า 50 ประเทศ ซึ่งถูกติดกับและตกอยู่ภายใต้สภาพอันไร้มนุษยธรรมในบริเวณที่สร้างขึ้นเฉพาะหรือคาสิโนที่ไม่ได้ใช้งาน พวกเขาถูกบังคับให้ทําการฉ้อโกงทางออนไลน์และถูกข่มขู่ว่าจะทุบตี ใช้ไฟฟ้าช็อตหรือถูกขายให้กับแหล่งอื่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลอธิบายว่า นี่เป็น ‘วิกฤตสิทธิมนุษยชนที่น่าตกใจอย่างมาก’

 

ด้วยเหตุนี้สหราชอาณาจักรได้ประสานงานกับสหรัฐฯ และได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตร เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติเหล่านี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน และนำเงินสกปรกเหล่านี้ออกไปจากสหราชอาณาจักร ปฏิบัติการนี้จะเปิดโปงและขัดขวางการดำเนินการต่างๆ ของเครือข่าย ซึ่งจะช่วยปกป้องพลเมืองสหราชอาณาจักรและอาเซียนจากผลกระทบที่สร้างความเสียหายจากการฉ้อโกง

 

นี่เป็นตัวอย่างล่าสุดของการทำงานที่แข็งแกร่งของสหราชอาณาจักร ในการจัดการกับการปฏิบัติการในลักษณะดังกล่าวในภูมิภาคนี้ รวมถึงการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลในช่วงปลายปี 2023 เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เพื่อทํางานในศูนย์สแกมเมอร์

 

สตีเฟน ดาวตี้ รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “ศูนย์สแกมเมอร์ฉ้อโกงเงินของชาวสหราชอาณาจักรที่หามาได้อย่างยากลําบาก อีกทั้งยังจับเหยื่อซึ่งมีความเปราะบางเอาไว้ภายในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านั้น เราจึงจำเป็นต้องดําเนินการอย่างเด็ดขาด”

 

“ศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้เป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่ต้องมีการดําเนินการร่วมกัน เพื่อยับยั้งกระแสการเงินที่ผิดกฎหมายซึ่งคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ”

 

“เราได้ดําเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องพลเมืองสหราชอาณาจักรและบูรณภาพของระบบการเงินของเรา ทั้งนี้เราตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการเงินที่ผิดกฎหมายต่อภูมิภาคนี้ และมุ่งมั่นที่จะทํางานร่วมกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน เพื่อสนับสนุนความพยายามของประเทศในภูมิภาคในการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์และเครือข่ายที่ดําเนินการอยู่ในขณะนี้”

 

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทย

The post อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ เพื่อให้อาเซียนปลอดภัยจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>