UEFA Champions League Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/uefa-champions-league/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 23 Apr 2026 05:01:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo https://thestandard.co/chelsea-blueco-management-failure/ Thu, 23 Apr 2026 05:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1200363 ภาพกลุ่มแฟนบอล เชลซี ชูป้ายประท้วง "BlueCo Out!" สะท้อนความไม่พอใจการบริหารงานของ BlueCo

การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำใ […]

The post เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มแฟนบอล เชลซี ชูป้ายประท้วง "BlueCo Out!" สะท้อนความไม่พอใจการบริหารงานของ BlueCo

การปลด เลียม โรเซเนียร์ ออกจากตำแหน่งกุนซือเชลซี อาจทำให้แฟนบอล ‘สิงห์บลูส์’ หลายคนรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ หรือเป็นวินาทีแห่งการ ‘หลุดพ้น’ จากวงจรความพ่ายแพ้ที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก

 

 
 

แต่ในความเป็นจริง… นี่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัว ‘เหยื่อ’ รายถัดไปในระบบบริหารที่ผิดพลาดซ้ำซาก

 

เพราะการเขี่ยโรเซเนียร์พ้นทาง ไม่ต่างจากการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา ทั้งที่ ‘รากแก้ว’ ของสโมสรกำลังถูกสารพัดปัญหากัดกินอยู่ภายใน และต้นตอของปัญหานั้นก็ไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากเงื้อมมือบอร์ดบริหาร BlueCo เอง

 

จุดเริ่มต้นของปัญหา เมื่อฟุตบอลถูกมองเป็น ‘ธุรกิจ’

 

ความล้มเหลวของเชลซีไม่ได้เริ่มจากตัวกุนซือ แต่เริ่มจากแนวคิดของบอร์ดที่พยายามเปลี่ยนสโมสรให้กลายเป็นโรงงานผลิตนักเตะดาวรุ่ง

 

เงินมหาศาลกว่า 1,500 ล้านปอนด์ ถูกใช้ไปกับการกว้านซื้อนักเตะอายุน้อย เซ็นสัญญายาว แต่ไร้ทิศทางที่ชัดเจน

 

นั่นทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ภาวะ ‘ปริมาณเหนือคุณภาพ’ การซื้อนักเตะเข้ามาล้นทีม จนถูกแซวอยู่บ่อยๆ ว่าห้องแต่งตัวไม่มีที่ให้นั่งกันแล้ว แน่นอนว่านั่นส่งผลให้โค้ชไม่สามารถสร้างทีมเวิร์กที่ยั่งยืนได้
  • บอร์ดบริหารพยายามแทรกแซงการตัดสินใจในสนาม ตั้งแต่การเลือกตัวผู้เล่นไปจนถึงการเปลี่ยนตัวระหว่างเกม
  • พวกเขาโละทีมงานชุดเก่าออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโมเดล Multi-club ที่เน้นปั้นเด็กเพื่อเก็งกำไร จนลืมไปว่าหัวใจของการทำทีมฟุตบอลคือการไปพาทีมสู่ชัยชนะ เพื่อประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การตอบสนองตัวเลขในบัญชีเพียงด้านเดียว

 

การปลด ‘มาเรซก้า’ = บาดแผลที่ทำลายความเชื่อใจ

 

ก่อนหน้าโรเซเนียร์ เชลซีเคยอยู่ในจุดที่ดูเหมือนจะกลับมาได้ภายใต้การนำของ เอนโซ มาเรซก้า กุนซือที่พาทีมคว้าถ้วยคอนเฟอเรนซ์ลีก และ สโมสรโลก มาครองได้สำเร็จ นักเตะในทีมต่างเชื่อใจในระบบและแผนการเล่นของเขา

 

แต่สิ่งที่ทำให้มาเรซก้าต้องกระเด็นจากตำแหน่ง คือการ ‘งัดข้อ’ กับบอร์ดบริหาร เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำเรื่องการจัดตัวผู้เล่น และออกมาตำหนิบอร์ดอย่างรุนแรงว่าช่วงเวลา 48 ชั่วโมงก่อนโดนปลดคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เพราะถูกกดดันอย่างหนักจากเบื้องบน

 

การปลดมาเรซก้าคือจุดเริ่มต้นของการทำลายทีมทางอ้อม เพราะบอร์ดเลือกที่จะเขี่ยคนที่พาทีมประสบความสำเร็จออก เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนที่ควบคุมได้อีกต่อไป

 

โรเซเนียร์ ‘กุนซือหุ่นเชิด’ กับระบบที่พังทลาย

 

เมื่อต้องการคนที่สั่งได้ดั่งใจ บอร์ดจึงเลือกเลียม โรเซเนียร์ กุนซือจากสตราส์บูร์ก (สโมสรในเครือ) ขึ้นมาแทนที่ และไม่นานเขาก็ถูกตีตราว่าเป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ของฝ่ายบริหาร

 

ส่วนผลลัพธ์การทำงานของเขาได้สะท้อนออกมาชัดเจนจากสถิติ แพ้ 10 จาก 23 นัด และหนักที่สุดคือการแพ้ 5 นัดติดต่อกันโดยยิงประตูไม่ได้เลย เป็นครั้งแรกในรอบ 114 ปีของสโมสร (นับจากปี 1912)

 

ในเชิงแท็กติก โรเซเนียร์เริ่มต้นด้วยการยึดแนวทางของมาเรซก้า ก่อนจะพยายามปรับเป็นระบบของตัวเอง แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนักเตะบางกลุ่ม ถึงขั้นมีเสียงในห้องแต่งตัวเรียกเขาว่า ‘ครูสอนแทน’

 

ภาพของ เวสลีย์ โฟฟาน่า ที่เดินหนีทีมงานโค้ช หรือข้อมูลภายในที่หลุดออกไปถึงคนนอก สะท้อนชัดว่าโรเซเนียร์สูญเสียอำนาจในห้องแต่งตัวไปอย่างสิ้นเชิง

 

ท้ายที่สุด เสียง “BlueCo Out!” ก็ดังกระหึ่มทั่วสแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแฟนบอลรู้ดีว่า ต่อให้เปลี่ยนโค้ชอีกกี่คน ตราบใดที่โครงสร้างยังเป็นแบบเดิม เชลซีก็ไม่มีวันฟื้น

 

แล้วใครจะกล้าเข้ามาในระบบแบบนี้?

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือจะมีกุนซือระดับแนวหน้าคนไหนที่กล้าเอา ‘ชื่อเสียง’ ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต มาทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ผันผวนและไร้ระเบียบแบบที่เชลซีเป็นอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า?

 

ชื่อของ ชาบี อลอนโซ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่กุนซือผู้สุขุมและเน้นแบบแผนคนนี้ คงยากที่จะปรายตามองเชลซียุคนี้ หลังจากเขาเคยผ่านประสบการณ์อันขมขื่นที่เรอัล มาดริด ซึ่งเขาถูกใช้งานและเขี่ยทิ้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน ทั้งที่เพิ่งพิสูจน์ฝีมือด้วยการพาเลเวอร์คูเซินคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาหมาดๆ

 

ขณะที่ อันโดนี อิราโอลา ที่กำลังจะว่างงานหลังจบซีซันกับบอร์นมัธ ก็เป็นอีกคนที่รักการทำงานในสไตล์ของตัวเอง ท่ามกลางความเชื่อมั่นและความสงบ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สิงห์บลูในยุคนี้ไม่มีให้

 

แม้แต่ศิษย์เก่าอย่าง เชส ฟาเบรกาส ที่กำลังสร้างบารมีกับ ‘โคโม่’ ในอิตาลี เขาจะยอมเสี่ยงเอาอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์มาพังทลายเพียงเพราะภาพลวงตาเดิมๆ ของเชลซีงั้นหรือ?

 

สิ่งที่บอร์ดต้องยอมรับคือ การดึงดูดกุนซือระดับ ‘Elite’ จะกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ หากยังคงพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานแบบเดิม

 

เพราะโค้ชระดับท็อปต้องการอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งจากคนที่อยู่นอกสนาม

 

จริงอยู่ที่เชลซีสามารถหากุนซือคนใหม่ได้เสมอ แต่ในเวลานี้ สโมสรแห่งนี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในฝันของโค้ชระดับหัวกะทิอีกต่อไปแล้ว

 

ปัจจุบันเชลซีรั้งอันดับ 8 ของตาราง ห่างพื้นที่ UCL ถึง 7 แต้ม เหลือโปรแกรมอีกเพียง 4 นัด พร้อมความหวังสุดท้ายใน FA Cup

 

หากพลาด UCL ผลกระทบจะรุนแรงทันที ทั้งรายได้ที่หายไป ความเสี่ยงต่อกฎ FFP และโอกาสเสียผู้เล่นตัวหลักอย่าง เอ็นโซ เฟร์นานเดซ หัวใจในแดนกลางของทีมที่มีข่าวพัวพันกับ เรอัล มาดริด

 

ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราวเดินมาถึงทางแยกตรงนี้ การปลดโรเซเนียร์จึงเปรียบเสมือนการ ‘ยอมรับความผิดพลาด’ ของบอร์ดบริหารแบบเงียบๆ… เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้จะเปลี่ยนตัวละครบนเก้าอี้กุนซืออีกกี่คน

 

หากบอร์ดบริหารยังอยู่กับระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหา และวิธีการแทรกแซงแบบเดิมๆ ผลลัพธ์ก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

แถมเสียงตะโกน “BlueCo Out!” มันจะยิ่งดังขึ้น… มากกว่าเดิม

 

The post เมื่อการปลด ‘โรเซเนียร์’ คือคำสารภาพความล้มเหลวของ BlueCo appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? https://thestandard.co/vincent-kompany-pep-guardiola-bayern/ Mon, 20 Apr 2026 11:13:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1199284 แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอ […]

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล

นอกเหนือจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มากมายที่เป๊ป กวาร์ดิโอลา สามารถทำได้ในฐานะของการเป็นสุดยอดโค้ชแล้ว ก็ยังมีความสำเร็จด้านอื่นที่โลกสมควรยกย่องเช่นกัน

 

นวัตกรรมทางเกมลูกหนังต่างๆที่คิดประดิษฐ์ขึ้น เช่น ฟุตบอลในสไตล์คอนโทรลเกมอย่างสัมบูรณ์ ซึ่งต่อยอดจากฟุตบอลของโยฮัน ครอยฟ์ และแอนเดรีย นิคูเลสคู, การสร้างบทบาทใหม่ของนักเตะอย่าง Inverted full-back และอื่นๆก็ใช่

 

แต่สิ่งที่อาจจะดีงามที่สุดคือการที่ยอดกุนซือชาวคาตาลันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตเอาไว้จำนวนไม่น้อย

 

เหล่าศิษย์ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งกลายมาเป็นสุดยอดโค้ชที่ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับเขามากมายหลายคน อาทิ มิเคล อาร์เตตา, เอ็นโซ มาเรสกา, ชาบี เอร์นานเดซ, ชาบี อลอนโซ, หลุยส์ เอ็นริเก, เอริค เทน ฮาก

 

แต่ในจำนวนนี้คนที่กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาแทนที่ได้จริงๆคือ แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้ที่ไม่เพียงพาบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน และมีโอกาสคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้

 

เขายังสร้างทีม ‘เสือใต้’ ให้กลายเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 1

 

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 35 และเป็นแชมป์สมัยที่ 13 จาก 14 ฤดูกาลหลังสุดมาครองได้สำเร็จอย่างงดงามหลังการพลิกสถานการณ์ไล่ถล่มสตุ๊ตการ์ตขาดลอย 4-2 ทั้งๆที่ฤดูกาลยังเหลืออีก 4 นัดด้วยกัน

 

ทีมจากแคว้นบาวาเรียยังสร้างสถิติที่น่าขนลุกด้วยการทำไปแล้วถึง 109 ประตู เฉพาะในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้วมีเพียงแค่ 2 ครั้งที่มีทีมที่สามารถทำได้เกินกว่า 100 ประตู

 

ครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1971/72 ยุคสมัยของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง แกร์ด มุลเลอร์, อูลี เฮอเนสส์ และ ‘แดร์ ไกเซอร์’ ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์

 

อีกครั้งไม่นานมานี้ในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งฮันซี ฟลิค เข้ามารับช่วงกอบกู้ทีมต่อจากนิโก โควัช และสามารถเปลี่ยนแปลงบาเยิร์นให้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายจอมกระหายประตูได้อย่างมหัศจรรย์ และกลายเป็นทีมชุดที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้า 3 แชมป์ได้ในฤดูกาลเดียว (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก)

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลาย บาเยิร์นในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของกอมปานีย์ อาจจะเป็นทีมที่ดีกว่าหรือในอีกความหมายคืออาจจะเป็นทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรและบุนเดสลีกาก็ว่าได้

 

ความจริงเราพอมองเห็นสัญญาณบางอย่างว่าบาเยิร์นในฤดูกาลนี้จะแตกต่างจากช่วง 3-4 ฤดูกาลก่อนมาตั้งแต่เกมประเดิมสนามฤดูกาลใหม่ 2025/26 ที่พวกเขาไล่ถล่มแอร์เบ ไลป์ซิกขาดลอยถึง 6-0 แล้ว โดยเฉพาะ 3 ประสานในแนวรุก

 

แฮร์รี เคน ทำแฮตทริกได้ในวันนั้น ขณะที่ไมเคิล โอลิเซ และลุยซ์ ดิอาซ ที่เพิ่งได้ตัวมาจากลิเวอร์พูลก็ช่วยกันทำประตูได้ด้วย

 

3 ประสานชุดนี้กลายเป็นทีเด็ดของบาเยิร์นที่ไม่มีใครหยุดได้ โดยในจำนวน 109 ประตูที่ทำได้ในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้แบ่งเป็นผลงานของ 3 คนนี้ถึง 59 ประตู หรือเกินกว่าครึ่ง และมีเป้าหมายว่าในช่วงที่เหลือก่อนจบฤดูกาลพวกเขาจะยิงให้ได้ถึง 120 ประตู

 

แต่บาเยิร์นของกอมปานีย์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องของเกมรุก เกมรับของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเสียไปเพียงแค่ 29 ประตูเท่านั้น

 

แม้แต่ในความเห็นของโยชัว คิมมิช คีย์แมนของทีมที่อยู่กับสโมสรมายาวนานก็มีความรู้สึกว่าทีมชุดนี้ไม่ใช่แค่ยอดเยี่ยม

 

มันมีบางอย่างที่ ‘พิเศษ’ กว่านั้น และสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้เพราะโค้ชอย่างกอมปานีย์

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 2

 

“ตอนที่ผมย้ายมาเมื่อ 10 ปีก่อนเราก็มีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว เรามีนักเตะระดับโลกมากถึง 23-25 คน” คิมมิชบอกเมื่อเดือนพฤศจิกายน

 

“แต่ในตอนนี้ผมมองเห็นการทำงานร่วมกันของทีม ความสุขที่มีร่วมกันและเล่นเพื่อกันและกัน ผมได้เห็นเรานำหลักการเหล่านี้มาใช้ในสนามด้วย ได้เห็นการที่ใครคนนึงยอมวิ่งเพื่อเพื่อนอีกคนนึง สิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่พิเศษ”

 

คิมมิชบอกอีกว่า “มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนัก มันต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเรายังมีอีโก้ในทีมมากกว่านี้”

 

สำหรับสโมสรอย่างบาเยิร์นแล้วคำว่าอีโก้ไม่ใช่คำหยาบคาย ในทางตรงกันข้ามมันคือเรื่องธรรมดาพื้นฐานที่สุดของสโมสรแห่งนี้

 

ด้วยความยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ด้วยประวัติศาสตร์และเป้าหมาย ใครก็ตามที่จะได้มาอยู่ที่บาเยิร์น มิวนิค จะต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่านั้น และนั่นทำให้ทุกยุคสมัยพวกเขาจะอุดมไปด้วยกลุ่มนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งทีมตั้งแต่หลังยันหน้า

 

เรียกว่าอีโก้รวมกันใหญ่เท่าแกแล็กซี่

 

ในยุคสมัยหนึ่งบาเยิร์นเคยได้รับสมญาว่า ‘เอฟซี ฮอลลีวูด” เกิดปัญหาภายในทีม มีความขัดแย้งไม่ลงรอย และบ่อยครั้งที่เรื่องราวมักจบที่หายนะกับการเริ่มต้นสร้างทีมกันใหม่

 

ดังนั้น ‘เรื่องธรรมดา’ ที่คิมมิชบอกอย่างความกลมเกลียว ความเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคี การเล่นเพื่อคนอื่นซึ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลแห่งอื่นอาจจะเป็นเรื่องพื้นฐาน สำหรับบาเยิร์นแล้วมันคือ ‘เรื่องพิเศษ’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

 

มันคือเครดิตที่ควรปรบมือดังๆให้กับโค้ชอย่างกอมปานีย์ที่รวบรวมทีมที่เต็มไปด้วยอีโก้ให้รวมกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

เพียงแต่ความจริงกว่าที่บาเยิร์นจะมาถึงจุดนี้ได้ กุนซือชาวเบลเยี่ยมเองก็ลำบากมาไม่น้อยเหมือนกัน

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 3

 

ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว (2024/25) ในวันที่บาเยิร์น ต้องตัดสินใจเลือกโค้ชคนใหม่เพื่อแทนที่ของโธมัส ทูเคิลที่ไปกันต่อไม่ได้กับสโมสร พวกเขาสร้างความประหลาดใจด้วยการเลือกโค้ชมือใหม่ที่มีประสบการณ์น้อยมากอย่างกอมปานีย์มาคุมทัพ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการที่เบิร์นลีย์ ทีมที่เขาพาขึ้นชั้นมาจากเดอะ แชมเปียนชิพ ต้องกระเด็นตกชั้นภายในฤดูกาลเดียว

 

กุนซือด้อยประสบการณ์จากจากทีมที่ตกชั้นเนี่ยนะ? จากเทิร์ฟ มัวร์สู่อลิอันซ์ อารีนาเนี่ยนะ?

 

แต่บาเยิร์น ยืนยันที่จะกระชากตัวกอมปานีย์มาเป็นนายใหญ่ของพวกเขาโดยจ่ายเงินชดเชยให้กับเบิร์นลีย์ในมูลค่า 10.2 ล้านปอนด์พร้อมกับสัญญา 3 ปีเต็ม ในภารกิจการกอบกู้ทีมที่กำลังตกต่ำที่สุด เสียแชมป์บุนเดสลีกาให้กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมชุดมหัศจรรย์ภายใต้การนำของชาบี อลอนโซ

 

ขวบปีแรกของกอมปานีย์กับทีมเบอร์หนึ่งของเยอรมันเต็มไปด้วยอุปสรรค ผลงานของบาเยิร์นแม้จะดีขึ้นและดีพอที่จะทวงแชมป์บุนเดสลีกากลับมาได้อีกครั้งแต่ก็เป็นฤดูกาลที่ลุ่มๆดอนๆน่าผิดหวัง เรียกว่าถ้าเป็นการสอบก็ผ่านแบบ ‘คาบเส้น’

 

กอมปานีย์ในฐานะนายใหญ่ยอมเผชิญกับเสียงวิจารณ์หนักหน่วง เต็มไปด้วยเครืองหมายคำถามในความสามารถของเขา

 

แต่โชคดีสำหรับเขาที่บาเยิร์นยังคงไว้ใจให้ทำงานต่อไป โดยที่เจ้าตัวเองก็เลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป

 

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร สิ่งต่างๆที่กอมปานีย์คิดและถ่ายทอดไว้ (บวกกับความช่วยเหลือจากฝ่ายบริหารในการเลือกนักเตะที่กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง) ได้เปลี่ยนบาเยิร์นให้กลายเป็นทีมใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเก่าอย่างมหาศาล

 

กลายเป็น The Best version ในแบบของพวกเขาเอง

 

อย่างที่บอกบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่สามารถเปิดเกมรุกบุกได้อย่างสนุกสนาน เร้าใจ เต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่ไม่มีใครเล่นเพื่อตัวเอง ทุกคนเล่นเพื่อกันและกัน

 

วัดกันตามความรู้สึกแล้ว ในเวลานี้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลก ที่หากจะมีสักทีมที่เทียบเคียงสูสีหน่อยคือปารีส แซงต์-แชร์แมงของหลุยส์ เอ็นริเก ที่จะวัดกันเองในรอบรองชนะเลิศ UCL ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

แวงซองต์ กอมปานีย์ กุนซือสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ขณะคุมทีมฟุตบอล 4

 

ความสำเร็จของกอมปานีย์อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนประหลาดใจ

 

แต่สำหรับคนที่รู้จักและเห็นกันมาตลอดอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้ที่เคยเป็นเจ้านายในช่วง 3 ฤดูกาลสุดท้ายของอดีตนักเตะทีมชาติเบลเยี่ยมในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี (2016-2019) เขามองออกมาตั้งนานแล้วว่านี่คือว่าที่โค้ชที่จะยิ่งใหญ่ของวงการ

 

“ผมชื่นชมการทำงานของเขา บุคลิกภาพ และความรู้ความเชี่ยวชาญของเขาอย่างที่สุด” เป๊ปเคยกล่าวไว้ในช่วงที่มีข่าวว่าบาเยิร์นสนใจอยากได้ตัวกอมปานีย์ไปทำงาน “มันไม่สำคัญเลยว่าเบิร์นลีย์ของเขาจะตกชั้นไหม ผมอยากให้บาเยิร์นตัดสินใจให้ดีที่สุด”

 

คำพูดของเป๊ปที่เป็นการการันตีให้ด้วยตัวเอง มีส่วนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยต่อการตัดสินใจของบาเยิร์น โดยคาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของสโมสรบอกว่า “เป๊ปช่วยเหลือเราอย่างมาก เขามีแต่คำชื่นชมและความเห็นของเขามีความหมายต่อเราอย่างมาก”

 

ครั้งยังเป็นนักเตะกอมปานีย์ เป็นหนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการเล่นที่สูงส่ง มีความเข้าใจเกมสูงมาก และมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับสุดยอดโค้ชของโลกมาหลายคน

 

โดยที่เจ้านายทุกคนต่างประทับใจกอมปานีย์ไม่ใช่แค่เพียงความสามารถที่โดดเด่น

 

สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากทุกคนคือความเป็น ‘ผู้นำ’ โดยธรรมชาติ และมากกว่านั้นคือความเป็นนักสู้ที่ซ่อนอยู่ใต้บุคลิกที่เงียบขรึม

 

ความเป็นนักสู้นี้เขาได้มาจากสายเลือดของคุณพ่อ ซึ่งไม่ได้เป็นนักสู้ในสนามฟุตบอล แต่เป็นยอดนักสู้ในสนามการเมือง จากการเป็นนักการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากคองโกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกเองว่า “ผมได้เรื่องพวกนี้มาจากพ่อ ประสบการณ์ของพ่อมอบความเข้มแข็งให้กับผม”

 

และนั่นอาจมีส่วนทำให้เขาชอบที่จะเป็น ‘ผู้ให้’ สิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมด้วย ผ่านงานการกุศลต่างๆ

 

สำหรับวิชาความรู้ที่สั่งสมมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทำงานใกล้ชิดกับเป๊ป มีส่วนอย่างมากในการช่วยกำหนดเส้นทางของกอมปานีย์ เพียงแต่ฟุตบอลในแบบของเขาไม่ได้เป็นฟุตบอลที่ใช้กระดาษลอกลายแล้ววาดตามแบบของเจ้านายเก่าอย่างเดียว

 

กอมปานีย์มีสไตล์ของเขา มีสูตรของเขา มีแนวทางของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร

 

มากกว่านั้นคือเขาเป็น ‘นักเรียน’ ที่ใฝ่รู้ ไม่ใช่แค่เกมในสนาม แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าเรียนหลักสูตร MBA ที่ Manchester Business School และสำเร็จการศึกษาในปี 2017 ด้วย โดยความรู้ที่ได้จากการเรียนครั้งนั้นช่วยทำให้เขาเข้าใจในภาคของการบริหารกิจการสโมสรฟุตบอลมากขึ้น

 

แต่ลึกๆแล้วที่เขายอมไปเรียนนั้น อีกส่วนเป็นเพราะอยากทำให้แม่ – โจเซลีน – ผู้ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนผลักดันให้เขาใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้มากที่สุดได้ภาคภูมิใจอยู่บนฟ้า

 

“แม่ย้ำเตือนกับผมเสมอว่าฟุตบอลมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ถ้าขาผมหักจะทำอย่างไร? ถ้าผมสูญเสียความสามารถในการล่นไปจะทำอย่างไร? แม่ไม่เคยอยากให้ผมยอมแพ้หรือเลิกฝัน แต่ต้องฉลาดและเลือกเดิมพันให้ถูก”

 

“สิ่งที่แม่อยากบอกคือการศึกษาสำคัญ และเมื่อแม่จากไปแล้วมันยิ่งมีความหมายกับผมมากยิ่งขึ้น ผมอยากจะทำให้แม่ภูมิใจ”

 

นี่คือความลับของคนที่คิดและทำตัวแบบคนธรรมดา แต่สิ่งที่ทำออกมากลายเป็นสิ่งที่พิเศษ

 

สำหรับบาเยิร์น มิวนิค ต้องบอกว่าพวกเขาโชคดีไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องสุ่มได้ตัวซีเคร็ต หรือเปิดการ์ดวันพีซแล้วได้การ์ดมังงะที่หาได้ยากแสนยาก

 

เพราะกอมปานีย์คือหนึ่งในโค้ชที่ไม่ใช่แค่เก่ง แต่เป็นคนดี ที่มีโอกาสจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ของโลกฟุตบอลในอนาคต

 

โดยเฉพาะในวันที่ครูของเขาอย่างเป๊ปใกล้ที่จะวางมือ นี่คือคนที่ดูจากผลงานและแนวทางแล้ว มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาแทนที่ครูได้เลย

 

และเป๊ปน่าจะภูมิใจด้วย

 

อ้างอิง:

The post แวงซองต์ กอมปานีย์ ผู้พิสูจน์ค่าของความพยายามผ่านผลงาน ลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของเป๊ป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า https://thestandard.co/salah-liverpool-exit-legacy/ Wed, 25 Mar 2026 06:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1191077 โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถ […]

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง

ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถูกต้องแล้วบางทีการเรียกเขาว่า ‘ฟาโรห์’ อาจจะถูกต้องมากกว่า

 

และถึงที่นี่จะเป็นเมอร์ซีย์ไซด์ แดนดินของผู้คนที่ไม่ได้อีนังขังขอบกับเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษมากนัก แต่ผู้คนก็ยินดีที่จะขนานนามเขาว่า ‘The Egyptian King’ ราชาชาวอียิปต์ ผู้ได้รับเกียรติให้เป็นราชาคนต่อมาของแอนฟิลด์ต่อจาก ‘King’ เคนนี ดัลกลิช

 

แค่นี้ก็พอที่จะบอกอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องเอ่ยเรื่องราวว่าโมฮัมหมัด ซาลาห์ มีความหมายมากแค่ไหนต่อลิเวอร์พูล

 

เพียงแต่การประกาศอำลาทีมหลังสิ้นสุดฤดูกาลของเขา ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในเวลานี้ ในช่วงเวลาสุกดิบที่หลายอย่างยังคลุมเครือและมีสิ่งที่ต้องทำอีกพอสมควรก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เป็นการกระตุกต่อมให้หลายคนได้คิดและทบทวนถึงเรื่องราวของซาลาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง

 

ว่าเราอยากจะจดจำเขาในรูปแบบไหน

 

การบอกรักและบอกลาของซาลาห์ ซึ่งเป็นการประกาศร่วมกันระหว่างตัวของเขาเองและสโมสรในช่วงกลางดึกของคืนวันอังคารที่ผ่านมา (หรือหัวค่ำตามเวลาอังกฤษ) ถือเป็นข่าวใหญ่ที่เซอร์ไพรส์โลกของฟุตบอลอยู่พอสมควร

 

ในวงเล็บว่าความจริงมันก็ไม่ได้ถึงกับเซอร์ไพรส์มากขนาดนั้น เพราะมี ‘สัญญาณ’ หลายอย่างที่บ่งบอกว่าบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวอียิปต์คนนี้แล้ว

 

ซาลาห์แถลงถึงการตัดสินใจ – หรือการตัดใจ – ที่จะอำลาลิเวอร์พูลหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยที่เห็นร่วมกันกับสโมสรในการที่จะยกเลิกสัญญาที่ยังเหลือจนถึงปี 2027 เอาไว้เพียงแค่นี้

 

ไม่มีพันธะใดๆ ต่อกัน ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยและจะไม่เหนี่ยวรั้งกันไว้ด้วยเรื่องของเงินค่าตัว

 

มองในแง่ของธุรกิจ เรื่องนี้คือดีลในแบบ ‘ข้อตกลงของสุภาพบุรุษ’ (Gentlemen’s agreement) ที่ไม่จำเป็นต้องงัดหลักกฎหมายหรือข้อผูกมัดใดๆ มาให้ปวดหัว คุยกันแบบตรงไปตรงมา ใช้ความรู้สึกและความเป็นสุภาพบุรุษนำ

 

ซาลาห์มองว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะต้องไปจากสโมสร และเขาขอเป็นฝ่ายที่จะเลือกเวลาที่จะไปจากสโมสรเอง มากกว่าที่จะปล่อยให้สถานการณ์มาบีบและกำหนดโดยที่เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจมากนัก

 

สำหรับลิเวอร์พูลในฐานะต้นสังกัด แม้จะมีสัญญาของซาลาห์ที่ทำกันไว้จนถึงปี 2027 หลังจากเพิ่งต่อสัญญาในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งสโมสรมีโอกาสที่จะทำเงินจากการขายเขาออกไปให้กับสโมสรอื่นที่สนใจ แต่ด้วยสิ่งที่นักเตะทำเพื่อทีมตลอด 9 ปีที่ผ่านมา การเปิดทางให้ไปแบบนี้ถือว่าเป็นการบอกลาจากกันด้วยดี

 

ไม่มีอะไรที่ติดค้างต่อกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 1

 

ในเชิงของการบริหารลิเวอร์พูลจะคล่องตัวมากขึ้น เพราะซาลาห์เป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของสโมสรมากกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยไม่นับเงินโบนัสต่างๆ ด้วย เงินจำนวนนี้มหาศาลและสามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุในการลงทุนกับทีมได้อีกมากมาย

 

ยังไม่นับในเรื่องของ ‘อิทธิพล’ (Influence) ที่ซาลาห์มีต่อทีม ซึ่งความสำคัญของเขาสัมพันธ์กับทีมอย่างรุนแรง และเราได้เห็นเรื่องนี้ในการพยายามดร็อปเขาออกจากทีมของอาร์เนอ สลอต ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะหาทางออกร่วมกัน มากกว่าจะแตกหักกันซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด

 

ในอดีตเคยมีหลายสโมสรที่ประสบปัญหาในรูปแบบคล้ายคลึงกัน นักฟุตบอลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอาลงได้ง่าย และบทสรุปสุดท้ายคือความเจ็บปวด

 

ซาลาห์ตระหนักในเรื่องนี้ และเขารู้ตัวดีว่าหากอยู่ต่อไปนานกว่านี้ ทุกสิ่งดีๆ ที่เคยทำมาอาจจะถูกลดทอนลงไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้จดจำ

 

ความงดงามที่สุดของความรักคือการรู้จักที่จะปล่อยมือ เพื่อให้อีกฝ่ายได้เดินต่อไปข้างหน้า

 

เขาเลือกที่จะทำแบบนี้

 

และเพราะการเลือกแบบนี้ของซาลาห์ มันจึงทำให้เขาคู่ควรที่จะได้รับความรักตอบแทนกลับมาจากแฟนบอลที่เขารักเช่นกัน

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 2

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ เผชิญกับกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง ด้วยผลงานของเขาตกต่ำลงแบบน่าใจหาย เฉพาะในฤดูกาลนี้ผลประกอบการของเขาเหลือเพียงแค่การทำได้ 10 ประตูและอีก 9 แอสซิสต์ ซึ่งแม้เทียบกับนักเตะคนอื่นมันจะเป็นผลงานที่ดีมากแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยทำได้ดีกว่านี้มาก มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจริงของชีวิต

 

ว่าแม้แต่ราชาชาวอียิปต์ผู้ที่เป็นบุคคลต้นแบบในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ดูแลร่างกายและเตรียมจิตใจของตัวเองเอาไว้อย่างดีที่สุดตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาเองก็หนีวงล้อของชีวิตที่ร่างกายย่อมเสื่อมตามกาลเวลาไม่พ้น

 

ไม่ใช่แค่ความเร็วและพละกำลังที่ลดลง

 

ผมขาวที่แซมขึ้นมา ผมที่เคยหนากลับบางลงไป รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

 

ซาลาห์ต้องพบเจอความจริงของชีวิตในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ และในระยะหลังสิ่งที่เขาทำคือการส่ายหน้าที่ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกลง

 

เพราะที่ผ่านมาพวกเขามีคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันให้กับทีมได้เสมอ

 

เมื่อซาลาห์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว ลิเวอร์พูลก็เจอกับความจริงที่ยากจะยอมรับได้เช่นเดียวกันว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นทีมที่ดีขนาดนั้น เพราะสุดท้ายคนที่เป็นคนแบก เป็นคนตัดสินทุกอย่างให้กับทีมก็คือนักเตะหมายเลข 11 ที่ดูเล่นเห็นแก่ตัวและอีโก้สูงคนนี้

 

คนที่ถูกซื้อตัวมาร่วมทีม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกด้วยซ้ำไป

 

โมฮัมหมัด ซาลาห์ ในชุดลิเวอร์พูล สะท้อนเรื่องราวการอำลาบัลลังก์สีแดง 3

 

ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูลกำลังมองหาผู้เล่นแนวรุกที่จะเข้ามาเสริมกำลังของทีม หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการได้ตัวซาดิโอ มาเน มาเล่นร่วมกับโรแบร์โต เฟียร์มิโน

 

คนที่พวกเขาหมายตาก่อนและเป็นคนที่เยอร์เกน คล็อปป์อยากได้คือ ยูเลียน บรันดท์ ดาวเด่นจากบุนเดสลีกา แต่ความพยายามของทีมวิเคราะห์หลังบ้านทำให้สุดท้ายซาลาห์ถูกผลักดันขึ้นมาจนเจรจาคว้าตัวมาจากโรมาได้สำเร็จด้วยเงินค่าตัวไม่มากไม่มาย 34.3 ล้านปอนด์

 

โดยที่เดอะ ค็อปทั่วโลกไม่มั่นใจนัก เพราะซาลาห์ ซึ่งเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวกับเชลซีมาก่อน

 

ไม่มีใครรู้ในเวลานั้นว่าลิเวอร์พูลกำลังจะถูกหวยรางวัลใหญ่

 

ซาลาห์สร้างปรากฏการณ์ในฤดูกาล 2017/18 ด้วยการทำคนเดียว 44 ประตู และเป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ของ ‘SMF’ 3 ประสานในแนวรุกที่เร็วและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์แอนฟิลด์ ความเร็วจัดจ้านของเขาเข้ากันได้ดีกับความดิบและแกร่งของมาเน และมันสมองกับเซนส์ฟุตบอลของเฟียร์มิโน

 

ปีนั้นเขาพาลิเวอร์พูลไปไกลถึงการเข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก แม้จะจบลงแบบเจ็บปวดเพราะถูกเซร์จิโอ รามอส เล่นงานจนเจ็บไหล่ต้องเปลี่ยนตัวออกมาทั้งน้ำตา สุดท้ายทีมพ่ายแพ้ด้วย

 

หลายคนปรามาสว่าซาลาห์จะเป็น ‘One season wonder’ หรือความมหัศจรรย์ชั่วคราวเพียงฤดูกาลเดียวเหมือนนักเตะดาวดังในอดีตหลายคน แต่เขาแสดงให้เห็นว่าความมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ

 

ฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าที่เขาสำแดงเดชให้เห็นว่านี่คือของจริง

 

ซาลาห์ เป็นผู้เล่นในแบบ Wing-forward ที่ดีที่สุดของโลก ที่อาจจะไม่ได้มีลีลาหรือการเล่นหวือหวาในทุกนัดที่ลงสนาม แต่เขาสร้างโอกาสและทำประตูให้กับทีมได้ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีผลประกอบการสูงที่สุดของโลกในทศวรรษที่ผ่านมา

 

แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดของเขาคือการที่พร้อมจะลงสนามเสมอ (Availability) ตลอด 9 ปีที่ในแอนฟิลด์แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บเลย ร่างกายฟิตพร้อมที่จะลงเล่นแทบตลอดทั้งเกมได้ทุกนัด จนเป็นการการันตีตำแหน่งไปโดยปริยาย

 

ในรายชื่อของทีมจะมีซาลาห์เสมอ คือสิ่งที่คุ้นชิน

 

 

9 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ยังทำหน้าที่ในฐานะความหวังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ในแบบที่คนไม่เคยแบกความคาดหวังมาก่อนย่อมยากจะเข้าใจว่าสิ่งนี้มันยากและหนักหนาสักแค่ไหน

 

ประตูสำคัญมากมายเกิดขึ้นจากเขา

 

โดยเฉพาะประตูในเกมแดงเดือด ที่เขาได้บอลเปิดยาวจากอลีซง เบ็คเกอร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนจะลากเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านดาวิด เด แฮ ให้ลิเวอร์พูลชนะ 2-0

 

มันคือประตูที่ทำให้เดอะ ค็อปในแอนฟิลด์ได้ร้องเพลง “We’re gonna win the league” กันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

ซาลาห์ยังมีประตูระดับสุดยอดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลากเลาะแนวรับไปแบบดื้อๆ หลายครั้ง เช่นในเกมกับเอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส, วัตฟอร์ด

 

หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี ในช่วงเวลาที่เป๊ป กวา์ดิโอลา ขันเกมรับมาแน่นหนาเป็นพิเศษ แต่เขาก็แหวกฝ่าดงนักเตะสุดยอดของคู่แข่งเข้าไปยิงได้อย่างสุดมหัศจรรย์

 

ต่อให้ไม่ได้ลงสนาม เขาก็เป็นแรงบันดาลใจของทีมได้เหมือนการใส่เสื้อที่มีข้อความ ’Never Give Up’ ในเกมกับบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญในความทรงจำของยุคสมัยที่ผ่านมา

 

รวมถึงในฤดูกาลที่แล้วที่ซาลาห์ตั้งใจที่สุดในการที่จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกสักสมัย

 

ไม่ใช่เพียงเพื่อการเฉลิมฉลองด้วยกันอีกสักครั้ง แต่เพื่อ ‘ส่งต่อ’ สิ่งสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไป

 

หัวใจของคนที่จะได้ชัยชนะ มันต้องใหญ่แบบนี้

 

การจากลาของซาลาห์ ในทางหนึ่งจึงเป็นความสูญเสียที่แอบน่าเศร้า

 

นักฟุตบอลระดับนี้ ถ้างดงามที่สุดควรได้อยู่กับสโมสรจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตการเล่น

 

แต่เพราะเกมฟุตบอลสมัยใหม่ เรื่องความภักดีสุดหัวใจเป็นเรื่องยาก การตัดสินใจและตัดใจบอกลากันวันนี้เป็นการส่งต่อความปรารถนาดีอย่างที่สุดให้แก่กัน

 

คุณไปเริ่มต้นยุคใหม่เถอะ ผมจะไปตามทางของผม

 

แล้วเรามาทำช่วงเวลาที่เหลือให้ดีที่สุดไปด้วยกัน

 

ซาลาห์อยากบอกแบบนี้และอยากทำแบบนี้ เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย

 

สิ่งที่เดอะ ค็อปจะทำได้ดีที่สุดคือร้องเพลงของเขาให้ดังที่สุดไปจนถึงเวลานั้นที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า

 

Mo Salah, Mo Salah, Mo Salah running down the wing!

 

Salah, la, la, la, the Egyptian King!

The post ก่อนที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมเคิล คาร์ริก คู่ควรหรือยัง? กับเก้าอี้กุนซือถาวรของแมนฯ ยูไนเต็ด https://thestandard.co/michael-carrick-manchester-united-manager/ Mon, 02 Mar 2026 09:26:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1183509 ภาพ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้คำแนะนำข้างสนาม

ชนะ 6 เสมอ 1 และอยู่อันดับที่ 3 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ล […]

The post ไมเคิล คาร์ริก คู่ควรหรือยัง? กับเก้าอี้กุนซือถาวรของแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้คำแนะนำข้างสนาม

ชนะ 6 เสมอ 1 และอยู่อันดับที่ 3 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในเวลานี้

 

ความหวังที่จะได้กลับไปเล่นฟุตบอลรายการใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ เช่นกันกับความหวังของทีมที่เริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอย เป็นโล้เป็นพาย เป็นทีมฟุตบอลที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

 

มันอาจจะเร็วอยู่สักหน่อย แต่สำหรับสาวกปีศาจแดงหลายคนบางทีพวกเขาอาจจะกำลังคิดอยู่หรือคิดมาสักพักแล้วด้วยซ้ำ

 

ไมเคิล คาร์ริค ควรจะได้รับสัญญาในการเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถาวรแล้วไหมในตอนนี้?

 

ภาพ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้คำแนะนำข้างสนาม 1

 

ย้อนกลับไปในเกมล่าสุดที่เอาชนะคริสตัล พาเลซ ได้ 2-1 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ถึงแม้สกอร์อาจจะชวนให้คิดว่ามันสูสี แต่ในความจริงแล้วนี่เป็นเกมที่แมนฯ​ ยูไนต็ด ทำผลงานได้ในระดับที่ดีพอสมควร และคว้าชัยชนะได้ในความรู้สึกที่ไม่ต้องลุ้นจนเหนื่อยสักเท่าไร

 

แน่ละ! เหตุผลสำคัญคือจุด Turning point ของเกมที่คริสตัล พาเลซ ที่เสียจุดโทษพร้อมการถูกไล่ออกจากสนามของมักซองซ์ ลาครัวซ์ ปราการหลังตัวเก่งและเป็นตัวหลักของทีม ‘ดิ อีเกิลส์’ ซึ่งเป็นผู้โขกทำประตูนำให้ทีมเยือนตั้งแต่ต้นเกม

 

จังหวะนี้เป็นลูกที่ชวนวิพากษ์กันได้ถึงวิจารณญาณของผู้ตัดสิน คริส คาวานาห์ ที่จากให้แค่จุดโทษแต่หลังกลับมาเช็กจอ VAR ด้วยตัวเองอีกครั้งก่อนตัดสินใจที่จะให้เป็นใบแดงกับกองหลังดวงอาภัพด้วย

 

บรูโน เฟอร์นันเดสตีเสมอให้ทีมได้เป็น 1-1 ก่อนที่เขาจะเป็นคนเปิดบอลจากริมเส้นครอสเข้าไปให้ เบนจามิน เซสโก หัวหอกที่ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในยุคของคาร์ริค ทะยานขึ้นโขกเข้าไปอย่างสุดสวยชวนให้คิดถึงบอลยุค 90 ที่ประตูลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา

 

ที่เหลือดูไม่มีปัญหาสำหรับยูไนเต็ด แต่หากมองให้ลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว นี่เป็นอีกเกมที่คาร์ริคตอบแบบสอบถามของทุกคนได้เพิ่มอีกข้อ

 

“ถ้าถูกทำประตูนำไปก่อนจะพาทีมกลับมาได้ไหม?”

 

เพราะ 6 นัดก่อนหน้านี้แมนฯ​ ยูไนเต็ดของคาร์ริค ไม่เคยตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ถูกตั้งคำถามยากๆ มาก่อน (ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นอีกด้านว่าเกมของพวกเขาดีพอที่จะทำให้ไม่เคยตกเป็นรองคู่แข่งเลยในช่วงที่ผ่านมา) นี่เป็นเกมแรกจริงๆ ที่โดนยิงนำไปก่อน และโดนนำตั้งแต่ต้นเกมด้วย

 

โดยที่พาเลซ ภายใต้การนำของโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ก็ทำได้ดีสามารถรักษาสกอร์นำเอาไว้ได้ในช่วงครึ่งเวลาแรก แต่หลังการเสียจุดโทษและลาครัวซ์ แมนฯ​ ยูไนเต็ดของคาร์ริคไม่ใช่แค่พลิกสถานการณ์กลับมาได้สำเร็จ

 

พวกเขายังทำได้ใน manner ที่ดูดีมากๆ นิ่ง ไม่ลนลาน เล่นอย่างมีแบบแผน และมั่นใจ แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน

 

สิ่งเหล่านี้มันทำให้คำถามเรื่องอนาคตของเขาในบทบาทนายใหญ่แห่ง ‘โรงละครแห่งความฝัน’ เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้คำแนะนำข้างสนาม 2

 

มองตามผลงานตัวเลข ผลงานชนะ 6 เสมอ 1 (แยกย่อยเป็นการชนะ 4 นัดรวด เสมอ 1 และล่าสุดกลับมาชนะต่ออีก 2) ถ้านำไปรวมกับผลงานอีก 2 นัดที่เขาเคยคุมทีมเป็นการชั่วคราวก่อนหน้านี้ในช่วงที่ต้องรับงานแทนโอเล กุนนาร์ โซลชา ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ชนะอาร์เซนอลและเสมอเชลซี

 

เท่ากับคาร์ริคคุมทีมมา 9 นัด ชนะ 7 เสมอ 2

 

ตามข้อมูลแล้ว ถ้าวัดกันแค่ 9 นัดแรกนี่คือผลงานของผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดเหนือใครในประวัติศาสตร์

 

สิ่งที่คาร์ริคทำให้เห็นในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่กลับมาช่วยทีมอีกครั้งแทนที่ของ รูเบน อโมริม อดีตผู้จัดการทีม – ไม่สิ..หัวหน้าโค้ช – คือการเปลี่ยนแปลงทีมอย่างรวดเร็วแต่ลื่นไหล

 

▪ระบบการเล่นของทีมที่กลับมาลงตัวอีกครั้ง ด้วยระบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน 4-2-3-1

 

▪การใช้งานผู้เล่นเป็นไปตามธรรมชาติของนักเตะ ไม่มีการฝืนให้ยืนในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ บรูโน เฟอร์นันเดส ที่กลับมาเป็น ‘No.10’ ที่เขาถนัดอีกครั้ง และกลับมาระเบิดผลงานในระดับมาสเตอร์พีซหลังจากอัดอั้นต้องไปยืนกองกลางตัวรับมายาวนาน

 

▪นักเตะที่สูญเสียความมั่นใจกลับมามั่นใจในตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะ ค็อบบี เมนู ที่ถูกอโมริมทอดทิ้งจนเกือบจะถูกขายออกจากทีม กลับมาเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางได้ทันที ราวกับตื่นจากฝันร้าย

 

▪วิธีการเล่นที่น่าสนใจ แมนฯ​ ยูไนเต็ด ไม่ได้เพรสซิงหนักหน่วงแบบสมัยใหม่ ไม่ได้เน้นการครองบอลต่อบอลแบบ Positional play ตามสมัยนิยม ไม่ได้มีการใช้แทกติกที่ยากและซับซ้อนอย่าง Inverted full back, False nine แต่กลับได้ผลงานที่น่าประทับใจด้วยวิธีการเล่นที่ซื่อตรงแต่ก็มีความยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน

 

▪บรรยากาศของสโมสร (ย้ำสโมสร) ค่อยๆ กลับมาดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่อยู่ในความ Toxic มายาวนานนับตั้งแต่ปี 2022 ในยุคของเอริค เทน ฮาก ต่อด้วยรูเบน อโมริม

 

แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดกับแมนฯ ยูไนเต็ด ในทางตรงกันข้ามพวกเขาเคยเจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก ซึ่งอดีตกองกลางเท้าชั่งทองก็อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน เพราะคาร์ริคเป็นหนึ่งในทีมสตาฟฟ์ของโอเล กุนนาร์ โซลชา ที่เป็นการรวมตัวกันเพื่อกลับมากอบกู้สโมสรอีกครั้ง

 

หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจากโชเซ มูรินโญ ในบทผู้จัดการทีมรักษาการณ์ โซลชาพาแมนฯ ยูไนเต็ดชนะรวดถึง 8 นัด (ทุกรายการ)

 

สถานการณ์ในตอนนั้นคล้ายกับในเวลานี้ ความรู้สึก ‘ใช่ไปหมด’ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรอยู่ในสภาวะกดดันและสุดท้ายรีบร้อนในการแต่งตั้งโซลชา

 

แต่มันกลับกลายเป็นว่าหลังจากนั้นผลงานของยูไนเต็ดเริ่มมีสัญญาณอันตรายด้วยผลงานที่เริ่มตกลง และแม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่ได้ถึงกับย่ำแย่มากนัก แต่โซลชาดูมีขีดจำกัดของความสามารถที่ทำให้ไม่สามารถพาทีมไปสู่จุดที่ทุกคนหวังได้ ก่อนสุดท้ายทีมจะแตกเพราะการตัดสินใจพลาดในการดึงคริสเตียโน โรนัลโด กลับมาโอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง

 

บทเรียนจากครั้งนั้นคือสิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารของสโมสรต้องดูให้ดี เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งอาจจะส่งผลต่อสโมสรไปอีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย

 

และมันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอาจจะต้องรอความชัดเจนในเรื่องอนาคตของคาร์ริคต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

 

Timing เรื่องนี้ต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้น

 

ภาพ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังให้คำแนะนำข้างสนาม 3

 

ถึงอย่างนั้น หากจับอารมณ์และความรู้สึกแบบละเอียด จะพบว่าระหว่างโซลชาและคาร์ริคมีความแตกต่างทางความรู้สึกบางอย่าง

 

คล้ายกับว่าคาร์ริคอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีและเก่งกว่าในเชิงของแท็คติกการเล่นและศาสตร์การคุมทีม ที่พิสูจน์ให้เห็นในช่วง 7 นัดที่ผ่านมา

 

และสำคัญที่สุดของที่สุดคือการที่แฟนๆ ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ดูเหมือนจะ ‘ประทับตรา’ ให้กับบอสคนนี้แล้วผ่านเสียงปรบมือกึกก้องที่มีต่อตัวเขาและทีมทั้งทีม

 

ไม่มีเสียงโห่ ไม่มีเสียงด่า ไม่มีเสียงหัวเราะขบขันทีมนี้อีกแล้ว มีแต่เสียงเชียร์และเสียงเพลง โดยเฉพาะเพลงประจำตัวของคาร์ริคที่ดังกระหึ่ม

 

แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะยิ่งผลงานของทีมดีขึ้นมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นแรงกดดันสำหรับฝ่ายบริหารของสโมสร โดยเฉพาะเจสัน วิลค็อกซ์​ ในฐานะผู้อำนวยการเทคนิคของสโมสร และโอมาร์ เบอร์ราดา ในฐานะซีอีโอผู้กุมอำนาจใหญ่ในการบริหารของสโมสรที่ต้องตัดสินใจ

 

การเลือกคาร์ริคเลยก็เป็นเรื่องมีเหตุผลรองรับในแง่ดี

 

▪บรรยากาศของสโมสรกำลังดี คาร์ริคเป็นคนที่ทุกคนมั่นใจในตอนนี้

 

▪สโมสรจะมีภาพในอนาคตที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปต่อกับผู้จัดการทีมคนนี้ มากกว่าจะต้องลุ้นไปอีกระยะว่าจะเป็นใครคุมทีมในฤดูกาลหน้า

 

▪นักเตะในทีมหลายๆ คนที่อาจจะยังลังเลในเรื่องของอนาคต รวมถึงกัปตันทีมอย่างบรูโน จะตัดสินใจได้ง่าย โดยเฉพาะหากเป็นคาร์ริคคุมทีมต่อเชื่อว่าเขาจะอยู่กับทีมต่อไปอย่างแน่นอน

 

▪ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะไม่สูงมาก อย่างน้อยไม่ต้องไปจ่ายให้สโมสรอื่นหากต้องการตัวโค้ชคนไหนมา

 

▪สำคัญที่สุดคือไม่มีโค้ชคนไหนที่รู้สึกว่าอาจจะดีกว่าคาร์ริคในตอนนี้ คนที่เล็งไว้อย่าง โธมัส ทูเคิล เพิ่งฝากอนาคตกับทีมชาติอังกฤษอีกนาน, ซีเนอดีน ซีดานกำลังจะรับงานคุมทีมชาติฝรั่งเศส, คาร์โล อันเชล็อตติ ยังติดภารกิจกับบราซิลขณะที่โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่เคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งผลงานในระยะหลังก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร และ โรแบร์โต เด แซร์บี ที่ว่างงานอยู่ก็เช่นกัน

 

จริงอยู่ที่เคยเจ็บมาก่อน

 

แต่บางครั้งถ้าความรู้สึกมันบอกว่าใช่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหักห้ามใจ มากที่สุดก็แค่เจ็บอีกหน (หมายถึงเรื่องคาร์ริคนะ..คนหนุ่มสาวทั้งหลาย!)

 

ว่าแต่แฟนปีศาจแดงทั้งผองคิดว่าสโมสรควรจะตัดสินใจเรื่องคาร์ริคอย่างไรและตอนไหน

 

วันนี้ สุดสัปดาห์นี้ เดือนนี้ หรือสิ้นฤดูกาล?

 

 

The post ไมเคิล คาร์ริก คู่ควรหรือยัง? กับเก้าอี้กุนซือถาวรของแมนฯ ยูไนเต็ด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ https://thestandard.co/bjorn-mannsverk-pilot-transforms-bodo-glimt/ Wed, 25 Feb 2026 12:35:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1181734 บียอร์น มานส์เวิร์ก โค้ชจิตวิทยาของสโมสร โบโด/กลิมต์ ที่นำหลักคิดนักบินรบมาสร้างความสำเร็จให้ทีม

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา โลกฟุตบอลแทบจะพูดถึงเรื่องเดียวกัน […]

The post Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บียอร์น มานส์เวิร์ก โค้ชจิตวิทยาของสโมสร โบโด/กลิมต์ ที่นำหลักคิดนักบินรบมาสร้างความสำเร็จให้ทีม

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา โลกฟุตบอลแทบจะพูดถึงเรื่องเดียวกัน นั่นคือปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า ‘เทพนิยายล้มยักษ์ ฉบับ..โบโด/กลิมต์’

 

หลังทีมเล็กจากขั้วโลกเหนือบุกเอาชนะอินเตอร์ มิลาน ถึงซาน ซิโร่ 2-1 รวมผลสองนัด 5-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย UCL 2026 ทำให้คำถามดังขึ้นพร้อมกันทั่ววงการลูกหนังว่า…พวกเขาทำได้อย่างไร?

 

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเหนือทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน รองแชมป์ยุโรปเมื่อปีก่อน แต่ในเส้นทางนี้พวกเขายังเคยโค่นยักษ์อย่าง แมนฯ ซิตี และ แอตเลติโก มาดริด ในฤดูกาลเดียวกัน

 

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากสโมสรในเมืองโบโด เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงราว 50,000 คน (ประชากรทั้งเมืองรวมกัน ยังนั่งในสนามซาน ซิโร่ ได้ไม่เต็มความจุด้วยซ้ำ)

 

ย้อนไปที่คำถามแรกคือพวกเขาทำได้อย่างไร?

 

หากถามแฟนบอลทั่วไป คำตอบอาจอยู่ที่แท็กติกอันชาญฉลาด หรือสไตล์การเล่นที่กล้าหาญของนักเตะ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ทว่าเบื้องหลังภาพเหล่านั้น ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่คนในสโมสรพูดตรงกันว่า มันคือรากฐานของความสำเร็จครั้งนี้ นั่นคือ ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’

 

และชายผู้ปลูกฝังแนวคิดนั้นคือ บียอร์น มานส์เวิร์ก (Bjorn Mannsverk) อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศนอร์เวย์ ผู้เคยบินรบมากว่า 20 ปี ผ่านภารกิจจริงในลิเบียและอัฟกานิสถาน ก่อนจะเปลี่ยนจากการล็อกเป้าศัตรูบนน่านฟ้า มาเป็นการล็อกเป้าความกลัวในใจนักเตะแทน

 

เขาเข้ามาร่วมงานกับสโมสรในปี 2017 วันที่โบโด/กลิมต์เพิ่งตกชั้นในลีกนอร์เวย์ มานส์เวิร์กเดินเข้าสู่ห้องประชุม และพบสิ่งที่เขามองว่าอันตรายยิ่งกว่าการเสียประตู คือ ‘ความเงียบ’

 

เขาเล่าว่าเมื่อถามว่าทำไมไม่มีใครพูดอะไร คำตอบที่ได้รับคือ “เราไม่คุ้นเคยกับอะไรแบบนี้” นั่นทำให้เขาตระหนักว่า ปัญหาที่เกิดจึ้นไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่เป็นวัฒนธรรมในทีมต่างหาก

 

สิ่งแรกที่ มานส์เวิร์ก เข้ามาช่วยเหลือทีม เขาไม่ได้สอนวิธีเปิดบอลหรือยิงประตู (เพราะเขาไม่ใช่โค้ชฟุตบอล) แต่สิ่งที่เขาสอนคือ เรื่องการสื่อสารและการรับมือกับความกดดัน การอยู่กับความผิดพลาด และการกล้ายอมรับมัน

 

หนึ่งในนักเตะที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ อุลริก ซัลท์เนส (Ulrik Saltnes) มิดฟิลด์ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 ชายผู้เคยเกือบแขวนสตั๊ดเพราะความเครียดเรื้อรัง

 

แต่หลังผ่านกระบวนการฝึกจิตวิทยาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขากลับมามีบทบาทสำคัญ และกลายเป็นหัวใจของทีมในเวลาต่อมา

 

นับแต่นั้น มานส์เวิร์กเริ่ม รีเซ็ตวัฒนธรรมทั้งสโมสร จากทีมที่ให้โค้ชพูดฝ่ายเดียว เขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “แล้วทำไมทุกคนไม่เริ่มให้ฟีดแบ็กกันเอง?”

 

คำตอบแรกคือการปฏิเสธ เพราะนักเตะของทีมไม่เคยถูกฝึกให้โต้ตอบในทำนองนี้

 

ดังนั้น เขาจึงสร้างพื้นที่ใหม่ขึ้น กับหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิดที่เรียกว่า ‘The Ring’ ทุกครั้งที่ทีมเสียประตู นักเตะจะรวมตัวกันเป็นวงกลม ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อพูดกันตรงๆ และหาทางแก้ไขร่วมกัน

 

แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องนักบินรบ สถานที่ซึ่งการซ่อนความผิดพลาดคือสิ่งอันตรายที่สุด และการพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาคือข้อบังคับทางวัฒนธรรม

 

เขานำหลักการนั้นมาสู่สนามฟุตบอล สร้างสภาพแวดล้อมที่ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งต้องหลบซ่อน หรือหาโทษโกรธใคร แต่มันคือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ และวัฒนธรรมนี้ค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแทกติกในสนาม

 

“เรื่องความปลอดภัยในการบิน เราต้องลุกขึ้นมาพูดถึงความผิดพลาดทันที และต้องซื่อสัตย์กับมัน

 

“คุณอาจพลาดครั้งหนึ่งแล้วรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดแบบเดิมอีกครั้ง คุณอาจไม่มีโอกาสแก้ตัว” มานส์เวิร์ก อธิบายแนวคิดแบบนักบิน

 

หนึ่งในช่วงเวลาที่มานส์เวิร์กภาคภูมิใจที่สุด คือวันที่ ฮูโก เวตเลเซน อดีตกองกลางของทีม ตัดสินใจแบ่งปันบันทึกการเล่นและการวิเคราะห์ฟอร์มของตัวเองให้กับเพื่อนร่วมทีมที่กำลังแย่งตำแหน่งเดียวกัน

 

เพราะในโลกฟุตบอลทั่วไป นั่นแทบเป็นภาพที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการแข่งขันภายในทีมมักผลักให้ผู้เล่นปกป้องพื้นที่ของตัวเองมากกว่าจะเปิดเผยจุดอ่อน แต่ที่โบโด/กลิมต์ การกระทำเช่นนั้นกลับไม่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง หากเป็นสัญญาณของความไว้ใจ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมใหม่ที่ทีมร่วมกันสร้างขึ้น

 

และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เซสชันฝึกจิตใจของมานส์เวิร์ก ไม่ใช่ข้อบังคับที่บีบให้ทุกคนเข้าร่วม แต่นักเตะมักจะเลือกเข้าหาเขาเอง เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าการควบคุมความคิดนั้นสำคัญพอๆ กับการควบคุมลูกบอลในสนาม

 

สิ่งที่โบโด/กลิมต์ ภายใต้การฝึกฝนเรื่องจิตใจของมานส์เวิร์ก พิสูจน์ให้โลกฟุตบอลเห็นแล้วว่า ผลงานของพวกเขาไม่ใช่แค่ชัยชนะเหนือทีมที่มูลค่าสูงกว่า หรือแท็กติกที่เหนือชั้นกว่า หากแต่คือบทพิสูจน์ว่า ‘จิตใจที่แข็งแกร่ง’ นั้นทรงพลังเพียงใดในเกมลูกหนัง

 

และเมื่อจิตวิทยาจากห้องนักบินรบถูกหลอมรวมเข้ากับแท็กติกบนผืนหญ้า พวกเขาก็ไม่ได้เป็นเพียงทีมเล็กๆ อีกต่อไป

 

และหัวใจสำคัญอีกอย่างคือ โบโด/กลิมต์กำลังบอกโลกฟุตบอลว่า เมื่อคุณควบคุม ‘ความคิด’ ได้ คุณจะควบคุม ‘ความกดดัน’ ได้ และเมื่อนั้น… ไม่ว่าศัตรูจะยิ่งใหญ่แค่ไหน พวกเขาก็เป็นแค่เป้าหมายที่มีไว้ให้พุ่งชนเท่านั้นเอง!

 

.

 

#THESTANDARDSport #BodoGlimt #ChampionsLeague #UCL

 

อ้างอิง:

 

The post Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาโตลี ทรูบิน ประตูแรกในชีวิต ที่พาเบนฟิกา บินกลับจากขอบเหว อนาโตลี ทรูบิน https://thestandard.co/anatoliy-trubin-first-goal-benfica/ Thu, 29 Jan 2026 03:59:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1170933 ภาพ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีม เบนฟิกา กำลังเฉลิมฉลองการทำประตูแรกในชีวิตที่ช่วยทีมเข้ารอบ UCL

ว่ากันว่า ฟุตบอลคือกีฬาที่ไม่มีใครคาดเดาบทสรุปได้ … จนก […]

The post อนาโตลี ทรูบิน ประตูแรกในชีวิต ที่พาเบนฟิกา บินกลับจากขอบเหว อนาโตลี ทรูบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีม เบนฟิกา กำลังเฉลิมฉลองการทำประตูแรกในชีวิตที่ช่วยทีมเข้ารอบ UCL

ว่ากันว่า ฟุตบอลคือกีฬาที่ไม่มีใครคาดเดาบทสรุปได้ … จนกว่านกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น ค่ำคืนที่ผ่านมา ณ เอสตาดิโอ ดา ลุซ เบนฟิกานำเรอัล มาดริด 3-2 แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ…แค่นั้นยังไม่พอ พวกเขายังตกรอบอยู่ดี เพราะต้องการอีก 1 ประตูเพื่ออยู่ในรอบเพลย์ออฟของ UCL ต่อไป

 

และโอกาสสุดท้ายคือฟรีคิก นาทีที่ 90+7 คนที่วิ่งขึ้นมาลุ้นทำประตูในเขตโทษไม่ใช่แค่กองหน้า ไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็ก แต่คือผู้รักษาประตูที่ไม่เคยยิงประตูมาก่อนในชีวิตการค้าแข้ง

 

อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูชาวยูเครนวัย 24 ปี ถูกส่งขึ้นไปลุ้นทำประตูในจังหวะสุดท้าย ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานการณ์ของทีมคืออะไร (ณ ตอนนั้น เบนฟิกาต้องการอีกเพียง 1 ประตู เพื่อผลต่างประตูที่ดีกว่ามาร์กเซย และพลิกชะตาและคว้าตั๋วเข้าสู่รอบเพลย์ออฟต่อไป)

 

ทรูบินเห็นเพียง โชเซ มูรินโญ เพื่อนร่วมทีม และทีมงานข้างสนามชี้มือเรียกให้เขาเติมขึ้นไป เขาไม่ได้ถาม ไม่ได้ลังเล แค่ทำตามคำสั่งของทีม ก่อนจะจ้องไปที่ลูกฟรีคิกที่ลอยโด่งเข้ามาเหนือศีรษะ และในเสี้ยววินาทีเดียว ทรูบินพุ่งขึ้นโหม่งเต็มแรง ส่งบอลพุ่งเป็นกระสุนเข้าไปซุกก้นตาข่าย พาทีมชนะราชันชุดขาว 4-2

 

ทั้งสนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ ระเบิดเสียงเฮลั่น นักเตะเบนฟิกาวิ่งกันอลหม่านกลางสนาม ส่วนทรูบินไถลเข่าดีใจอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะนี่คือประตูแรกในชีวิต และในเวลาเดียวกัน มันคือประตูที่รักษาเส้นทางฟุตบอลยุโรปของทีมเอาไว้

 

“ก่อนหน้านั้นผมยังไม่รู้เลยว่าเราต้องการอะไร ทุกคนเริ่มชี้มาที่ผม ผมเลยวิ่งขึ้นไป แล้วถึงรู้ว่าเราต้องการอีกหนึ่งประตู ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง มันเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่งมาก

 

“ผมไม่เคยชินกับการทำประตูมาก่อน นี่เป็นประสบการณ์ใหม่มากๆ สำหรับผมในวัย 24 ปี มันคือประตูแรกในชีวิต” ทรูบินพูดด้วยน้ำเสียงยังตื่นเต้น

 

และนี่คืออีกครั้งที่ประตูจากคนที่ไม่เคยทำประตูมาก่อน เปลี่ยนผลลัพธ์ เปลี่ยนเรื่องราว ได้ย้ำเตือนเราทุกคนว่า ฟุตบอล…ไม่เคยหมดปาฏิหาริย์จริงๆ

 

.

 

ภาพ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีม เบนฟิกา กำลังเฉลิมฉลองการทำประตูแรกในชีวิตที่ช่วยทีมเข้ารอบ UCL 1ภาพ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีม เบนฟิกา กำลังเฉลิมฉลองการทำประตูแรกในชีวิตที่ช่วยทีมเข้ารอบ UCL 2ภาพ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีม เบนฟิกา กำลังเฉลิมฉลองการทำประตูแรกในชีวิตที่ช่วยทีมเข้ารอบ UCL 3

The post อนาโตลี ทรูบิน ประตูแรกในชีวิต ที่พาเบนฟิกา บินกลับจากขอบเหว อนาโตลี ทรูบิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี https://thestandard.co/adidas-ucl-football-25-years/ Tue, 13 Jan 2026 09:01:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1164642 adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี

adidas เปิดตัวลูกฟุตบอลแข่งขันอย่างเป็นทางการของ UEFA C […]

The post adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี

adidas เปิดตัวลูกฟุตบอลแข่งขันอย่างเป็นทางการของ UEFA Champions League รุ่นฉลองครบรอบ 25 ปี เพื่อฉลองความร่วมมืออันยาวนานและช่วงเวลาอันน่าจดจำของทัวร์นาเมนต์ระดับสโมสรสูงสุดของยุโรป

 

โดยไฮไลต์ของลูกบอลรุ่นพิเศษนี้คือการนำดีไซน์ต้นฉบับ FINALE 1 หรือ ‘สตาร์บอล’ ลูกแรกกลับมาตีความใหม่ โดยคงโทนสีและลวดลายดั้งเดิม พร้อมเพิ่มเอฟเฟกต์เปลี่ยนเฉดสีจากดำเป็นม่วงตามมุมมอง เสริมความร่วมสมัยให้เข้ากับเกมยุคปัจจุบัน

 

ลูกบอลยังคงมาตรฐานการแข่งขันระดับสูง ด้วยโครงสร้างไร้ตะเข็บแบบเชื่อมความร้อน ให้ความแม่นยำ การควบคุม และความสม่ำเสมอในทุกสภาพสนาม พร้อมโลโก้ครบรอบ 25 ปี ที่สื่อถึงสายสัมพันธ์ระหว่าง adidas แชมเปียนส์ลีก และนักเตะระดับตำนาน

 

ทั้งนี้ ลูกฟุตบอลฉลอง 25 ปี จะถูกใช้งานในเกมแชมเปียนส์ลีกนัดที่ 7 และ 8 และวางจำหน่ายผ่านร้าน adidas พาร์ตเนอร์ที่ร่วมรายการ และช่องทางออนไลน์ของแบรนด์

 

adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี 1adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี 2adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี 3adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี 4adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี 5

 

ภาพ: adidasfootball – instagram

The post adidas x UCL เปิดตัวลูกฟุตบอลฉลองความร่วมมือ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต https://thestandard.co/arne-slot-time-to-go/ Thu, 27 Nov 2025 11:57:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1148708 ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต

แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเ […]

The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต

แม้กระทั่งเดอะ ค็อป หนึ่งแฟนฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องในเรื่องของความจงรักภักดีและสนับสนุนทีมอย่างสุดหัวใจก็ทนดูไม่ไหว

 

ภาพของกองเชียร์ที่เดินออกจากสนามแอนฟิลด์เพื่อกลับบ้านทั้งๆ ที่เกมยังไม่จบลง โดยมีแฟนบอลพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ที่ยกพลตามมาเชียร์จากเนเธอร์แลนด์ล้อเลียนด้วยการโบกมือส่ง เป็นภาพที่สะท้อนใจในสถานการณ์ของลิเวอร์พูลในเวลานี้

 

ความปราชัยต่อแชมป์ลีกดัตช์แบบหมดสภาพถึง 4-1 เป็นการแพ้นัดที่ 3 ติดต่อกันโดยเป็นการแพ้ด้วยผลต่าง 3 ประตูทุกนัด รวมแล้วเสียมากถึง 10 ประตู ซึ่ง 2 เกมหลังสุดเป็นการแพ้คาแอนฟิลด์ด้วย

 

12 นัดหลังสุดพวกเขาพ่ายแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด

 

และ 12 ยังเป็นตัวเลขอันดับทั้งในพรีเมียร์ลีก และในยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบลีกเฟส

 

อาร์เนอ สลอต กำลังตกเป็นเป้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และคำถามในเวลานี้ดูเหมือนจะถูกตัดออกเหลือเพียงแค่คำถามเดียวเท่านั้น

 

ถึงเวลาที่ลิเวอร์พูลต้องอำลาผู้จัดการทีมที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อ 6 เดือนก่อนแล้วใช่ไหม?

 

ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต 1

 

“หายนะ” น่าจะเป็นหนึ่งในคำที่แทนสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ได้ดีที่สุด

 

เพราะหลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 2 ในรอบ 5 ปีได้เมื่อเดือนพฤษภาคม เสริมทัพอย่างน่าตื่นเต้นด้วยผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวแพงรวมกันด้วยงบประมาณมากกว่า 400 ล้านปอนด์ และคว้าชัยชนะรวดใน 7 เกมแรกของฤดูกาล

 

ลิเวอร์พูลกลายเป็นคนละทีมอย่างสิ้นเชิง

 

ความพ่ายแพ้ในช่วงท้ายเกม 3 นัดรวดต่อคริสตัล พาเลซ, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมหาศาล ก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลายลงต่อหน้าด้วยผลงานแพ้ถึง 9 จาก 12 นัดหลังสุด

 

ผลงานที่เลวร้ายในระดับที่สามารถจะพูดได้ว่าหากเกิดขึ้นที่สโมสรอื่นในพรีเมียร์ลีก และไม่ใช่คนที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ใหญ่มาไม่กี่เดือนที่แล้ว

 

อาร์เนอ สลอต จะกลายเป็นคนตกงานอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ดีเวลานี้ดูเหมือนกุนซือชาวดัตช์ที่เคยมีโลกอันสดใสอยู่ดีๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ไม่ใช่เพียงแค่การเสียศรัทธาและความชอบธรรมจากแฟนบอลที่เคยให้การสนับสนุน แต่ดูจากปฏิกิริยาภาษากายของลูกทีมในเกมที่พ่ายยับต่อพีเอสวี ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

 

มีรายงานข่าวว่าสลอต ได้ถูกเรียกตัวเข้าพบกับฝ่ายบริหารของสโมสรเพื่อหารือถึงปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางการคาดเดาถึงการตัดสินใจสำคัญที่จะเกิดขึ้น

 

โดยปกติแล้วสโมสรอย่างลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการสนับสนุนการทำงานของผู้จัดการทีมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมากขนาดไหนก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์จำนวนมากยังเชื่อว่าสลอตจะยังได้รับเวลาและโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

 

แต่ในเวลาเดียวกัน สัญญาณที่ส่งมาจากทีมและตัวของเขาเองในเวลานี้ ก็มีหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว

 

ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต 2

 

ล้มเหลวทางแท็กติก

 

ความล้มเหลวอย่างแรกที่ปฏิเสธไม่ได้ในฐานะการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมคือเรื่องแท็กติกการเล่น

 

ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ชื่อของอาร์เนอ สลอต ได้รับการชื่นชมอย่างมากจากโลกฟุตบอลในฐานะโค้ชที่สามารถทำทีมเล่นฟุตบอลในแบบสมัยใหม่ได้อย่างเป็นระบบ ในแบบที่เรียกว่า ‘Slotball’

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตยังไม่สามารถ ‘ติดตั้ง’ ระบบการเล่นดังกล่าวให้กับลิเวอร์พูลได้เลย

 

มีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆในระหว่างเกมพรีซีซันฤดูกาลที่แล้วที่พอจะได้เห็นเค้าลางของ Slotball ที่เคยทำให้เฟเยนอร์ด ร็อตเตอร์ดัมคว้าแชมป์ลีกดัตช์ได้ 1 สมัย แต่หลังจากนั้นสลอตเลือกจะยึดระบบการเล่นในพื้นฐานเดิมคือฟุตบอลเพรสซิงแบบเจอร์เกน คล็อปป์ เพียงแต่มีการปรับจูนเล็กน้อยตามความเหมาะสม

 

ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าดีเกินคาดสำหรับหลายคนด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้

 

แต่ในฤดูกาลนี้กุนซือชาวดัตช์พยายามที่จะปรับเปลี่ยนสไตล์ของทีมให้เป็นแนวทางของตัวเองมากขึ้น ลดการเพรสซิงลง เน้นการคอนโทรลบอลมากขึ้น ให้อิสระมิดฟิลด์ในการเติมเกม รวมถึงตัวริมเส้น

 

ปัญหาคือทีมเล่นไม่ได้อย่างที่อยากได้ ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เล่นช้า ไม่อันตราย และเต็มไปด้วยจุดอ่อนในเกมรับ

 

ทุกทีมรู้หมดว่าเล่นกับลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรบ้าง 1-2-3-4-5 แต่สลอตไม่รู้ว่าจะให้ทีมเอาชนะแผนการเหล่านั้นได้อย่างไร และนั่นคือปัญหา

 

ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต 3

 

ล้มเหลวในการบริหารจัดการทีม

 

ถึงจะผลงานเลวร้ายดูไม่จืดขนาดไหน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นคุณภาพสูงมากมายแทบทุกตำแหน่ง

 

พวกเขามีซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปอย่าง โม ซาลาห์, เวอร์จีล ฟาน ไดค์, อิบราฮิมา โคนาเต, โฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค รวมถึง โดมินิก โซโบสไล ผู้กลายเป็น ‘เดอะ แบก’ ในฤดูกาลนี้

 

แต่อาร์เนอ สลอต ล้มเหลวอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการทีม โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่มีการปรับเปลี่ยนทีมหลายจุด มีผู้เล่นย้ายเข้าและย้ายออกหลายราย

 

หนึ่งในปัญหาที่ชัดเจนคือจนถึงตอนนี้สลอต ไม่รู้จะใช้งานโฟลเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และอูโก เอคิติเก 3 ผู้เล่นระดับสตาร์ค่าตัวมหาศาลเกือบ 300 ล้านปอนด์ด้วยกันอย่างไร ไม่นับเจเรมี ฟริมปง และมิลอส เคอร์เคซ สองฟูลแบ็กใหม่ก็ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้เลย (คนแรกเจ็บตลอดเวลาด้วย)

 

นอกจากนี้สลอต ยังมีปัญหาในการจัดการกับขุมกำลังแนวลึกของทีม

 

ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สลอตแสดงให้เห็นว่าเขาขาดความเชื่อใจในตัวลูกทีมหลายรายที่แทบจะไม่เรียกใช้งานเลยทั้งๆไม่ได้เป็นนักเตะขี้ริ้วขี้เหร่ และหลายคนทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยซ้ำเมื่อได้โอกาส

 

วาตารุ เอ็นโด คือคนแรกที่แฟนบอลสงสาร เช่นกันกับเฟเดริโก คิเอซา ที่แทบไม่มีตัวตนในสายตาของสลอตในฤดูกาลที่แล้ว

 

รวมถึงดาวรุ่งฝีเท้าดีหลายๆ คนนอกจากจะไม่ได้รับโอกาสยังถูกปล่อยตัวออกไปจากทีมด้วย ไม่ว่าจะเป็น จาเรลล์ ควานซาห์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน ขณะที่เด็กชุดใหม่อย่าง ริโอ นูโมฮา และเทรย์ นีโอนี ก็แทบได้โอกาสลงเล่น

 

ตรงกันข้ามกับคนที่ถูกมองว่าเป็น ‘ลูกรัก’ อย่างโคดี คักโป ที่ได้โอกาสลงสนามต่อเนื่องแม้ว่าผลงานจะไม่เป็นที่น่าประทับใจก็ตาม

 

นั่นทำให้ระยะห่างระหว่างตัวจริง-ตัวสำรอง ตัวเก่า-ตัวใหม่ เกิดขึ้นชัดจนเกินไป

 

ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต 4

 

ล้มเหลวในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติ

 

สภาวะวิกฤติเป็นสิ่งที่ผู้จัดการทีมทุกคนต้องเจออยู่แล้วในโลกฟุตบอลเป็นเรื่องปกติ แต่สลอต แสดงให้เห็นว่าเขายังขาดทักษะในการจัดการกับวิกฤติ (Crisis management) ในทางฟุตบอล

 

ในขณะที่เห็นได้ชัดว่าลิเวอร์พูลมีปัญหาใหญ่ในหลายจุด แต่ทุกจุดไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วทันท่วงที

 

หนักกว่านั้นคือยังตะบี้ตะบันที่จะยึดแนวทางการเล่นแบบเดิม โดยใช้ผู้เล่นชุดเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาแตกต่างไป ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

 

ความล้มเหลวในการรับมือกับวิกฤติของเขาทำให้สถานการณ์ของทีมเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ จากตอนแรกแค่สะดุดล้ม มาถึงตอนนี้เหมือนกลิ้งโคโร่กระเด็นตกจากขอบเหว และกำลังดำดิ่งลงไปยังก้นเหวที่มืดมิดมองไม่เห็นแสงสว่าง

 

ถึงเวลาไป เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทาง อาร์เนอ สลอต 5

 

ล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่น

 

สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นคือสลอตได้เปลี่ยนลิเวอร์พูล จากทีมที่เคยเป็น Believer ที่เชื่อมั่นในทีมเสมอ ให้กลับมาเป็น Doubter ที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

 

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับทีมเท่านั้น แต่มันส่งต่อไปถึงแฟนบอลด้วย และมันช่วยไม่ได้หากจะมีใครสักคนที่อดคิดถึงอดีตผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ ขึ้นมาไม่ได้

 

คล็อปป์เองก็ผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาหลายครั้งเช่นกันกับลิเวอร์พูล โดยเฉพาะในฤดูกาล 2020/21 หลังจากคว้าแชมป์ที่กองหลังตัวจริงเจ็บหมดยกแผงตลอดฤดูกาล และในฤดูกาล 2022/23 ที่ทีมหมดสภาพหลังกรำศึกหนักไล่ล่า 4 แชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้า

 

แต่ถึงอย่างนั้นแฟนบอลยังเชื่อมั่นลึกๆว่าคล็อปป์จะพาทีมกลับมาได้

 

สลอตไม่ได้ทำให้แฟนๆเชื่อแบบนั้นได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของผลงานในสนาม อีกส่วนคือบุคลิกตัวตนของเขาที่มี ‘ระยะห่าง’ กับแฟนบอลประมาณหนึ่ง ซึ่งชวนให้คิดถึงคล็อปป์ในช่วงแรกที่เข้ามารับงานในแอนฟิลด์และเห็นแฟนบอลเดินกลับจากสนามหลังแพ้คริสตัล พาเลซคาบ้าน

 

สิ่งที่คล็อปป์ทำคือการแสดงให้รู้ว่าเขาต้องการแฟนๆในสนาม อย่าทิ้งทีมไปแบบนี้ ก่อนที่จะพาทีมไปขอบคุณกับแฟนๆที่ตามไปเชียร์ในเกมต่อมาที่สามารถไล่ตีเสมอเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน ได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

‘ความเชื่อมโยง’ เหล่านี้คือสิ่งที่หายไปในยุคของสลอต ซึ่งสำหรับทีมที่ใช้ ‘ความรู้สึก’ มากกว่า ‘เหตุผล’ อย่างลิเวอร์พูล เรื่องนี้มีผลอย่างมาก

 

ผู้นำที่ไม่สามารถทำให้คนเชื่อมั่นได้ ไม่สมควรจะเป็นผู้นำ

 

ทั้งหมดนี้เมื่อจับมามัดรวมๆกันแล้วมันมากพอจะคิดว่า บางที – แม้จะเห็นใจ โดยเฉพาะกรณีการจากไปอย่างกะทันหันของดีโอโก โชตา ที่ไม่มีใครบอกได้ว่ากระทบกับจิตใจของผู้เล่นขนาดไหน – ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้อาจจะมีแค่ทางเดียว

 

คือการที่ลิเวอร์พูลควรคิดถึงการแยกทางกับอาร์เนอ สลอต

 

มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นน่าจะเพียงพอที่จะบอกได้ว่า ถึงจะพาทีมเป็นแชมป์ได้แต่เขาอาจจะยังไม่ดีพอที่จะพาทีมเดินต่อไป

 

สำหรับทีมเจ้าพ่อการวางแผนแบบ Moneyball ที่ไม่เคยปลดใครมานานกว่า 10 ปีอย่างลิเวอร์พูล มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ห่างเหินมานาน และต้องยอมรับว่าผิดแผนไม่ใช่น้อย

 

แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังทลายอย่างรวดเร็วแบบนี้

The post ถึงเวลาไป? เหตุผลที่ลิเวอร์พูลควรแยกทางอาร์เนอ สลอต appeared first on THE STANDARD.

]]>
From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง https://thestandard.co/arsenal-from-process-to-payoff/ Thu, 27 Nov 2025 04:51:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1148349 เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง

ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชม […]

The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง

ว่ากันว่า ไม่มีฤดูกาลไหนที่อาร์เซนอลดูใกล้กับการคว้าแชมป์ยุโรปใบแรก และพรีเมียร์ลีกที่รอคอยมากว่า 21 ปี ได้เท่ากับฤดูกาล 2025/26 นี้อีกแล้ว

 

แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะมีอยู่หลายช่วงที่แฟนบอลตั้งคำถามว่า ทีมของมิเกล อาร์เตต้า เดินมาถูกเส้นทางจริงหรือไม่ โดยเฉพาะหลังจากจบรองแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกันแบบสุดเจ็บปวด

 

แต่ ณ วันนี้ ทุกเสียงสงสัยถูกกลบด้วยผลงานในสนามที่นับวันจะทวีความร้อนแรงขึ้นทุกวัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดเท่าที่ทีมชุดนี้เคยแสดงออกมา

 

นั่นทำให้ฤดูกาลนี้ อาร์เซนอลไม่ได้แค่พัฒนาในทุกมิติ แต่พวกเขายังดูเหมือน ‘รถไฟความเร็วสูง’ (ระดับ Maglev จากญี่ปุ่น) ที่ไม่เพียงแค่หยุดยาก แต่พร้อมชนทุกอุปสรรคที่ขวางหนทางสู่ความสำเร็จของเดอะกันเนอร์!

 

หลังถล่มสเปอร์สในเกมนอร์ทลอนดอนดาร์บี้เพียง 3 วัน

 

อาร์เซนอลกลับมาที่บ้านตัวเองแล้วส่งสารแรงๆ ไปถึงทั้งยุโรปด้วยชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก ทีมที่เป็นหนามยอกอกของพวกเขาในฟุตบอลยุโรป ด้วยสกอร์ ‘3-1’ แบบที่ครั้งนี้สร้างสถิติอันเลวร้าย ให้กับ แฮร์รี่ เคน เพราะเกมคืนนี้เป็นครั้งแรกในอาชีพของเขาที่แฮร์รี่ เคน ลงเล่นครบ 90 นาทีกับอาร์เซนอลโดยไม่มีโอกาสยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

ผลลัพธ์ทำให้อาร์เซนอลยืนหนึ่งบนตารางลีกเฟสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่างสง่างาม และที่สำคัญกว่า 3 แต้มนี้ คือคำประกาศว่าพวกเขากำลังพร้อมกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปอีกครั้ง

 

“ผมต้องชื่นชมผู้เล่นของเราจริงๆ เพราะผมคิดว่าพวกเขาเล่นได้สุดยอดมากในเกมที่ต้องเจอกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรปตอนนี้” อาร์เตต้ากล่าวหลังเกม

 

แน่นอนว่า คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เมื่อมองจากพลังงานที่ทีมใส่ลงไป การบีบพื้นที่อย่างดุดัน และจังหวะสวนกลับที่ทำให้บาเยิร์นดูเหมือนทีมธรรมดาในครึ่งหลัง

 

ชัยชนะนัดนี้ยังทำให้อาร์เซนอลสร้างสถิติสำคัญด้วยการคว้าชัย 5 นัดแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 ฤดูกาลเดียวที่พวกเขาเคยทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ

 

และตอนนี้พวกเขาคือทีมเดียวที่รักษาสถิติชนะ 100% ในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ 🔥

 

นอกจากนี้ ตามข้อมูลยังพบว่า จาก 13 นัดหลังสุดในทุกรายการ อาร์เซนอลเก็บชัยชนะได้ถึง 12 นัด!

 

และที่สำคัญกว่านั้น…พวกเขาเป็นทีมที่มีกลเม็ดเคล็ดลับอันหลากหลายในการเอาชนะคู่แข่งด้วย

 

  • ประตูจากเซ็ตพีซ? / ของถนัดเลยล่ะ!
  • เกมสวนกลับเร็ว? / พร้อมเสมอ
  • การขึ้นเกมต่อบอลลื่นไหล? / ทำได้เหมือนตอนเล่นซ้อมลิง
  • ขุมกำลังสำรองลงมาเปลี่ยนเกม? / จุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดของฤดูกาลนี้

 

มาดูชื่อสำรองที่ลงมาในเกมนี้: มาดูเอเก, มาร์ติเนลลี่, คาลาฟิออรี่, เบน ไวต์, โอเดการ์ด

 

และหากถามว่าในยุโรปมีกี่ทีมที่มีสำรองระดับนี้ คำตอบคือ มีไม่กี่ทีม และตอนนี้อาร์เซนอลคือหนึ่งในนั้น

 

  • มาดูเอเกยิงประตูแรกของตัวเองในสีเสื้ออาร์เซนอล
  • มาร์ติเนลลียิงสี่เกมติดใน UCL
  • และโอเดการ์ดกลับมาจากอาการเจ็บแบบสร้างอิมแพกต์ให้ทีมได้ทันที

 

นี่คือทีมที่มีความพร้อมทุกตำแหน่ง แม้บางส่วนจะเจออาการบาดเจ็บรบกวนตลอดซีซั่นก็ตาม

 

“ม้านั่งสำรองของอาร์เซนอลทำงานได้ดีทุกด้าน ทั้งคุณภาพและพลังสด ทำให้มาตรฐานของทีมไม่ตกแม้เปลี่ยนใครลงมา” แมทธิว อัพสัน อดีตปราการหลังไอ้ปืนโต ยังมองว่านาทีนี้ พวกเขามีขุมกำลังที่ดีมากๆ

 

และตอนนี้ อาร์เซนอลกำลังนำ 6 คะแนนในพรีเมียร์ลีก พร้อมเข้าสู่รอบถัดไปของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฐานะหนึ่งในทีมที่น่ากลัวที่สุดของทวีป

 

ภาพรวมของทีมตอนนี้ครบทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่

 

✅ระบบเกมรับแข็งที่สุดในลีก

✅แดนกลางคุมจังหวะได้เหนือกว่าแทบทุกทีม

✅เกมรุกหลากหลายและทุกคนในทีมพร้อมใส่สกอร์

✅ความมั่นใจพุ่งสูงสุดตั้งแต่ยุคเวนเกอร์

 

และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ความเชื่อใจซึ่งกันและกันของทั้งทีมและแฟนบอล

 

นี่คือจุดที่คำว่า trust the process ที่ตอนนี้ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู หากแต่เป็นตัวตนของทีม และเป็นแสงที่พาทีมก้าวจาก process to payoff ในแบบที่เหล่าเดอะกันเนอร์สรอคอยกันมานาน

 

“เราทำผลงานได้สม่ำเสมอมากๆ ในรายการนี้ แต่ทั้งหมดนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

“เราดีใจกับสิ่งที่เห็นในวันนี้มาก บรรยากาศที่เราสร้างในสนาม สิ่งที่ทีมถ่ายทอดออกมา พลังงานที่เรานำลงไป และคุณภาพของฟุตบอลที่เราเล่น คือมันเหลือเชื่อจริงๆ และเราต้องรักษาระดับนี้ไว้ให้ได้ เพราะฤดูกาลยังอีกยาวไกล”

 

นี่คือความรู้สึกของ อาร์เตต้า ที่ตอบสื่อแบบตรงไปตรงมา เกี่ยวกับบรรยากาศของทีมที่มองจากพระประแดงก็รู้ว่าอาร์เซนอลตอนนี้อยู่ในภาวะของทีมที่มั่นใจสุดขีด และเชื่อใจกันในทุกมิติ

 

เพราะผู้เล่นทุกคนเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน คือไปให้ถึงความสำเร็จที่รออยู่เบื้องหน้า โดยเฉพาะแชมป์พรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก

 

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอาร์เซนอลหรือไม่ แต่ถ้าดูฟุตบอลมาตลอดและมองตามเนื้อผ้า คุณจะเห็นตรงกันว่า…นี่คือปีที่อาร์เซนอลมีโอกาสดีที่สุดในยุคอาร์เตต้าที่จะลุ้นแชมป์รายการใหญ่!

The post From Process to Payoff? เมื่อความเชื่อมั่นถึงขีดสุด รถไฟสีแดงของ อาร์เซนอล พร้อมพุ่งชนทุกสิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้โชตา ที่แอนฟิลด์ https://thestandard.co/trent-jota-flowers-anfield/ Tue, 04 Nov 2025 03:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1139432 เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์

ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล […]

The post เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้โชตา ที่แอนฟิลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์

ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เรอัล มาดริด ค่ำคืนนี้ เหล่านักเตะและสตาฟของทีม ‘ราชันชุดขาว’ นำโดย ซาบี อลอนโซ กุนซือของทีม พร้อมด้วย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อดีตแข้งลิเวอร์พูล, ดีน ฮุยเซน และ เอมิลิโอ บูตราเกญโญ ผู้บริหารสโมสร ได้เดินทางไปวางดอกไม้หน้าสนามแอนฟิลด์ เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของ ดิโอโก โชตา และน้องชายของเขา อังเดร ซิลวา

 

โดยเทรนต์ได้เขียนข้อความแนบไว้กับช่อดอกไม้ว่า “เพื่อนรัก ดิโอโก คุณจะถูกคิดถึงและถูกรักเสมอ ความทรงจำของคุณและอังเดรจะอยู่ในใจผมตลอดไป ผมยิ้มทุกครั้งที่คิดถึงคุณ และจะไม่ลืมช่วงเวลาดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน คิดถึงเสมอ เทรนต์ และครอบครัว”

 

ทั้งนี้ บรรยากาศหน้าสนามเต็มไปด้วยความสงบและความอาลัยจากทั้งสองสโมสร ก่อนเกมที่เต็มไปด้วยความหมายทางอารมณ์จะเริ่มต้นขึ้น

 

โดยเฉพาะเมื่อ เทรนต์ ต้องกลับมาเผชิญหน้าอดีตเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลของลิเวอร์พูลในค่ำคืนนี้

 

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์ 1
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์ 2
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์ 3
เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้ โชตา ที่ แอนฟิลด์ 4

The post เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางดอกไม้ให้โชตา ที่แอนฟิลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สโมสรพรีเมียร์ลีก กับคู่แข่งขันในรอบลีกเฟส UEFA Champions League https://thestandard.co/premier-league-clubs-ucl-league-phase/ Fri, 29 Aug 2025 04:46:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1112944 UEFA Champions League

ผลการจับฉลาก UEFA Champions League เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำ […]

The post สโมสรพรีเมียร์ลีก กับคู่แข่งขันในรอบลีกเฟส UEFA Champions League appeared first on THE STANDARD.

]]>
UEFA Champions League

ผลการจับฉลาก UEFA Champions League เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพแล้วว่าทีมในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ต้องเจอกับใครในรอบลีกเฟสแล้วบ้าง 

 

ลิเวอร์พูล ต้องเจอศึกหนัก เมื่อต้องเฝ้ารังพบกับสองคู่ปรับจากสเปนอย่าง เรอัล มาดริด และ แอตเลติโก มาดริด รวมถึงต้องออกไปเยือน อินเตอร์ มิลาน และ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต 

 

ด้าน อาร์เซนอล ถูกจับให้เจอคู่ปรับเก่า บาเยิร์น มิวนิก นอกจากนี้ยังต้องออกไปเยือน อินเตอร์ มิลาน และมีคิวเปิดบ้านเจอ แอตเลติโก มาดริด อีกด้วย

 

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่ได้เจองานง่ายเช่นกัน เมื่อถูกวางให้พบกับ เรอัล มาดริด, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ทีมแกร่งจากเยอรมนี

 

ส่วน เชลซี ถือว่างานหนักไม่แพ้กัน หลังถูกจับมาเจอกับบิ๊กทีมทั้ง บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค และ นาโปลี ซึ่งล้วนเป็นทีมที่มีผลงานโดดเด่นในยุโรปช่วงหลัง

 

ฝั่ง นิวคาสเซิล ก็ต้องเจองานหนัก ทั้ง บาร์เซโลนา กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง รวมไปถึงไบเออร์ เลเวอร์คูเซน จากบุนเดสลีกา เยอรมนีด้วย

 

ปิดท้ายที่ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส แชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก คู่แข่งสำคัญๆ ของพวกเขาก็จะมี โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต จากบุนเดสลีกา รวมไปถึง เปแอสเช และ บียาร์เรอัล ด้วย

 

ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันในรอบลีกเฟส จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ 

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post สโมสรพรีเมียร์ลีก กับคู่แข่งขันในรอบลีกเฟส UEFA Champions League appeared first on THE STANDARD.

]]>
UEFA ขยับเวลาเตะรอบชิงฯ แชมเปียนส์ลีก เร็วขึ้น เริ่มซีซั่น 2025/26 https://thestandard.co/uefa-final-kickoff-time-change/ Thu, 28 Aug 2025 11:56:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1112824 ucl-final-kickoff-time-change

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA ประกาศปรับเวลาแข่งขันรอบชิ […]

The post UEFA ขยับเวลาเตะรอบชิงฯ แชมเปียนส์ลีก เร็วขึ้น เริ่มซีซั่น 2025/26 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ucl-final-kickoff-time-change

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA ประกาศปรับเวลาแข่งขันรอบชิงชนะเลิศศึก UEFA แชมเปียนส์ ลีก โดยจะขยับจาก 21:00 CET มาเป็น 18:00 CET เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 ที่กรุงบูดาเปสต์จะเป็นเจ้าภาพนัดชิง

 

เวลาดังกล่าวหมายความว่า เวลาในไทย จะขยับเช่นกัน จากเดิมที่ 02:00 น. กลายเป็น 23:00 น. แทน

 

UEFA ระบุว่า การปรับครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอล นักเตะ และเมืองเจ้าภาพ ทั้งในแง่การเดินทาง ความปลอดภัย และบรรยากาศโดยรวม โดยแฟนบอลที่เดินทางไกลจะสะดวกขึ้นในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะหลังจบเกม ขณะที่ครอบครัวและเด็กๆ ก็สามารถเข้าชมได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ การเตะเร็วขึ้นยังช่วยให้เมืองเจ้าภาพได้รับผลทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะแฟนบอลมีเวลาต่อเนื่องสำหรับการเฉลิมฉลอง ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับช่วงเวลาออกอากาศที่เข้าถึงผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ทางทีวีและแพลตฟอร์มออนไลน์

 

อ้างอิง

 

The post UEFA ขยับเวลาเตะรอบชิงฯ แชมเปียนส์ลีก เร็วขึ้น เริ่มซีซั่น 2025/26 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก https://thestandard.co/chelsea-club-world-cup-2025/ Mon, 14 Jul 2025 00:47:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1096054 นักเตะ เชลซี ฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 ด้วยสกอร์ 3-0 เหนือปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ย้อนกลับไป 72 ชั่วโมงก่อนเกมนัดชิง ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก […]

The post “อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะ เชลซี ฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์สโมสรโลก 2025 ด้วยสกอร์ 3-0 เหนือปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ย้อนกลับไป 72 ชั่วโมงก่อนเกมนัดชิง ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 เชลซีถูกประเมินว่ามีโอกาสชนะเพียง 36 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

 

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ยุโรปทีมล่าสุด มีโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์

 

และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะเปแอสเชไล่สยบทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่ UCL รอบน็อกเอาต์ ก่อนจะปิดบัญชีอินเตอร์ มิลานแบบ outclass ด้วยสกอร์ 5-0

 

จากนั้นยังสานต่อความร้อนแรงในศึกชิงแชมป์สโมสรโลกด้วยการปราบ บาเยิร์น มิวนิก ในรอบ 8 ทีม และถล่ม เรอัล มาดริด แบบขาดลอย 4-0

 

ทั้งหมดคือเหตุผลว่าทำไม เปแอสเชจึงดู “เหนือกว่า” ในสายตาแฟนบอลทั่วโลก

 

ขณะที่เชลซี แม้จะผ่านเข้าชิงมาได้ แต่ระหว่างทางที่เดินมาถึงนัดสุดท้ายถูกมองว่า “ไม่หนัก” เท่าคู่แข่งอย่างเปแอสเช

 

เพราะหลังจากผ่านเบนฟิก้ามาในรอบ 16 ทีม ก็มาเอาชนะสองทีมจากบราซิลอย่าง พัลไมรัส และฟลูมิเนนเซ ในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ ตามลำดับ

 

หลายคนพูดว่า “เชลซียังไม่เจอของจริง” ซึ่งเมื่อดูจากสถิติ ข้อมูล และการจำลองผลแข่งนับหมื่นครั้งจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Opta ทุกอย่างล้วนชี้ไปที่คำตอบเดียวคือ เปแอสเช.. โอกาสแพ้น้อยมาก

 

เช่นเดียวกับฝั่งนักเตะเชลซี ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า พวกเขาถูกมองว่าเป็นทีมรองอย่างชัดเจน และต่างก็เห็นตรงกันว่า นาทีนี้ เปแอสเช คือทีมที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

 

แต่แม้จะรู้อย่างนั้น… ไม่มีใครในทีมแสดงอาการ ‘หงอ’ หรือเกรงกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย และในมุมกลับกัน.. สายตาทุกคนนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเตรียมมา

 

“เปแอสเชเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม…แต่เราไม่ใช่อินเตอร์ มิลาน และไม่ใช่เรอัล มาดริด” ลีวาย โคลวิลล์ กล่าวไว้ก่อนเกม

 

ทุกคนรู้ดีว่าเชลซีกำลังเจอกับอะไร แต่แทนที่จะกลัว พวกเขาเลือกสู้ด้วยหัวใจของทีมที่ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการแบบไม่เผื่อใจคือ “ชัยชนะ”

 

และเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มขึ้น เชลซีก็ไม่ปล่อยให้เปแอสเชได้ตั้งเกมตามที่ถนัดทุกคนไล่เพรส ใส่จังหวะหนัก บีบช่องว่าง จนแชมป์ยุโรปแทบไม่ทันตั้งตัว

 

และกว่าที่เปแอสเชจะคิดหาทางจบสกอร์ได้.. โคล พาลเมอร์ ก็จัดการเปลี่ยนอุณหภูมิในสนามที่กำลังร้อนได้ที่ ให้กลายเป็นความหนาวเหน็บด้วยการยิง 2 ลูกในระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 10 นาที ก่อนจ่ายพานให้ เจา เปโดร ยิงฝังอีกเม็ดเป็น 3-0

 

ในขณะที่เปแอสเชพยายามทุกวิธีเพื่อกลับสู่เกม แต่ฝั่งเชลซีไม่มีใครผ่อนเครื่อง ไม่ว่าตัวจริงหรือตัวสำรองที่ลงมาแทน ทุกคนเล่นเหมือนมี ซอฟต์แวร์คำสั่งว่า “วิ่งดิเอ๋” ติดอยู่ในหัวตลอดเวลา

 

สุดท้าย เชลซีรักษาสกอร์ 3-0 ไว้ได้จนจบ 90 นาที

 

นี่กลายเป็นอีกครั้งที่พวกเขาถูกมองว่าเป็นรองก่อนเกม แต่เป็น “แชมป์” หลังจบเกม

 

และมากกว่านั้น พวกเขากลายเป็น ทีมจากยุโรปรายแรก ที่คว้าแชมป์ครบทุกถ้วย ทั้งในประเทศ, ยุโรป และระดับโลก พร้อมจารึกชื่อไว้บนถ้วยแชมป์สโมสรโลกใบใหม่เป็นทีมแรกของโลก

 

ถ้าสตอรีความสำเร็จของเชลซีครั้งนี้เปรียบได้กับนิทานเล่มหนึ่ง

 

นิทานเล่มนี้…คงสอนเราว่า “อย่าให้ใครมาบอกว่า…คุณทำไม่ได้”

 

เพราะเชลซีพิสูจน์ให้เห็นในค่ำคืนนี้แล้วว่า แค่คุณเชื่อในตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อม และกล้าลงมือทำ 

 

“If there is 1 chance, have 99% faith” (แม้จะมีโอกาสแค่ 1% ก็จงศรัทธาให้มากถึง 99%)

 

และไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาแบบไหน… จะสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เหมือนเชลซีในค่ำคืนนี้ หรือกลับกัน…ต้องเผชิญหน้ากับคำว่า “ไม่สำเร็จ”

 

ขอแค่คุณได้ลงมือทำอย่างเต็มที่ก่อน

 

เพราะบางครั้ง… “ความพยายามสุดหัวใจ” ก็น่าภูมิใจไม่น้อยไปกว่า “ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ” เสียอีก 😃

The post “อย่าให้ใครมาบอกว่า คุณทำไม่ได้” สิ่งที่เรียนรู้จากเชลซี ในวันที่กลายเป็นแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงของซาน่า ยังคงโบกสะบัดในหัวใจของ หลุยส์ เอ็นริเก้ https://thestandard.co/enriques-xana-flag-still-flies-high/ Sun, 01 Jun 2025 05:07:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1080964

ในวันที่ความโศกเศร้าปกคลุมหัวใจ ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ โค้ช […]

The post ธงของซาน่า ยังคงโบกสะบัดในหัวใจของ หลุยส์ เอ็นริเก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่ความโศกเศร้าปกคลุมหัวใจ ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ โค้ชชาวสเปนผู้เป็นที่รักของวงการฟุตบอล เขาได้แสดงให้โลกเห็นถึงพลังแห่งความรักและความหวัง หลังจากการสูญเสีย ซาน่า ลูกสาววัย 9 ขวบจากโรคมะเร็งกระดูก (osteosarcoma) ในปี 2019

 

เอ็นริเก้กลับมาด้วยความเข้มแข็งทางจิตใจ นำปารีส แซงต์ แชร์กแมง คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยชัยชนะ 5-0 เหนืออินเตอร์ มิลาน

 

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จในสนามในแง่เดียว…แต่เชื่อว่าความสำเร็จหนนี้ยังเป็นการรำลึกถึง ‘ซาน่า’ เด็กสาวที่เคยวิ่งเล่นในสนามโอลิมเปียสตาดิโอน เบอร์ลิน ในคืนที่บาร์เซโลนาคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกปี 2015

 

กับหนึ่งในภาพที่ หลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้เป็นพ่อไม่เคยลืมเลือน…

 

ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 2019 ขณะกำลังทำหน้าที่กุนซือทีมชาติสเปน ชีวิตของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ต้องหยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน เมื่อเขาและครอบครัวได้รับข่าวร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ยิน เมื่อซาน่า ลูกสาวคนเล็กวัย 9 ขวบ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูก

 

เขาเลือกวางมือจากภารกิจทีมชาติอย่างไม่ลังเล เพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตการเป็นพ่อ…ที่พร้อมอยู่เคียงข้างลูกสาวในช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิต

 

นั่นคือ 5 เดือนสุดท้าย…ที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวัง และคำอำลาที่ไม่มีใครอยากพูดออกมา

 

จนในวันที่ 29 สิงหาคม 2019 ซาน่าผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนได้หลับใหลไปอย่างสงบที่บ้าน ท่ามกลางอ้อมกอดของครอบครัวที่รักเธอหมดหัวใจ

 

ไม่มีถ้อยคำใดจะบรรยายถึงความเจ็บปวดที่เอ็นริเก้และภรรยา เอเลน่า คูเยลล์ ต้องเผชิญในห้วงเวลานั้นได้ครบถ้วน แต่ในขณะที่ความโศกเศร้าพร้อมจะกลืนกินทุกอย่าง

 

เขากลับเลือกจะโอบกอดความทรงจำ…และเก็บรักษาความงดงามของลูกสาวไว้ในหัวใจอย่างดีที่สุด

 

ในสารคดี You Have No F*ing Idea (2024) เอ็นริเก้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรักว่า “ซาน่ามาอยู่กับเราด้วย 9 ปีที่แสนวิเศษ เรามีความทรงจำนับพันของเธอ วิดีโอ สิ่งที่งดงาม คุณอาจถามว่าผมรู้สึกโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมาก มากจริงๆ”

 

ความเข้มแข็งนี้สะท้อนผ่านการที่เขายืนยันให้ครอบครัวรักษาภาพถ่ายของซาน่าไว้ โดยบอกแม่ของเขาว่า “แม่ต้องมีรูปของซาน่า เพราะซาน่ายังมีชีวิตอยู่ในใจเราเสมอ”

 

หนึ่งในความทรงจำที่งดงามและฝังแน่นที่สุดในหัวใจของ หลุยส์ เอ็นริเก้ คือค่ำคืนวันที่ 6 มิถุนายน 2015

 

ในวันนั้นบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ด้วยชัยชนะเหนือยูเวนตุส 3-1 และผนึก ‘เทรเบิลแชมป์’ อันยิ่งใหญ่ในฤดูกาลแรกของเขาในฐานะผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา

 

แต่สำหรับเอ็นริเก้ ถ้วยรางวัลนั้นไม่ใช่สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในค่ำคืนประวัติศาสตร์

 

หากเป็นภาพของซาน่า ลูกสาววัย 5 ขวบ วิ่งลงสนามพร้อมธงบาร์เซโลนา ตามประสาเด็กสาวร่าเริง เธอปักธงลงพื้นหญ้าด้วยรอยยิ้มอันไร้เดียงสา

 

ขณะที่พ่อของเธอยืนมองด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข และสายตาที่จำภาพนั้นได้ไม่ลืม

 

“ผมจำภาพนั้นได้ดี ซาน่าชอบปาร์ตี้ และผมมั่นใจว่าเธอยังคงจัดปาร์ตี้อยู่ที่ไหนสักแห่ง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีทั้งเสียงหัวเราะและร่องรอยของความคิดถึง

 

หลายปีหลังจากเหตุการณ์นั้น…เมื่อความสูญเสียกลายเป็นบทหนึ่งของชีวิต

 

เอ็นริเก้กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชทีมชาติสเปนในปลายปี 2019 พาทีมจบรอบรองชนะเลิศยูโร 2020 และทำงานต่อเนื่องจนถึงปี 2022 ก่อนจะก้าวสู่ความท้าทายใหม่ในฝรั่งเศสกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง

 

ที่เปแอสเช เขาค่อยๆ เปลี่ยนโฉมทีมจากยุคซูเปอร์สตาร์อย่างเมสซี, เนย์มาร์ และเอ็มบัปเป สู่ทีมที่เล่นด้วยความเป็นหนึ่งเดียว ด้วยปรัชญาการเล่นแบบ ‘Positional Play’

 

ฤดูกาลแรก เขาพาทีมคว้า 3 แชมป์ในประเทศ และฤดูกาลถัดมา…เขานำเปแอสเชเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ คว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกครั้งแรกของสโมสร ด้วยชัยชนะอันเด็ดขาด 5-0 เหนืออินเตอร์ มิลาน และเป็นเทรเบิลแชมป์ที่สมบูรณ์แบบของทีม

 

หลังจบนัดชิงที่มิวนิก เอ็นริเก้สวมเสื้อยืดที่มีภาพของซาน่ากำลังปักธงเปแอสเช พร้อมข้อความรำลึกถึงเธอ

 

ขณะที่แฟนๆ แฟนบอลเปแอสเชที่เดินทางไปเชียร์ถึงมิวนิก ร่วมกันชูป้ายขนาดยักษ์ที่แสดงภาพเดียวกันนี้ เพื่อรำลึกถึงซาน่า ลูกสาวของ หลุยส์ เอ็นริเก้ เสมือนเป็นการร่วมกันบอกว่า “ชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นของเธอเช่นกันนะ”

 

เมื่อปล่อยให้เวลาได้เยียวยาหัวใจ เอ็นริเก้ได้เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นพลังที่มีคุณค่า

 

ในปี 2023 เขาก่อตั้งมูลนิธิซาน่า เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งในเด็ก โดยเขากล่าวว่า “เราต้องการช่วยครอบครัวที่ไม่มีโอกาสเหมือนเรา ที่ได้ทุ่มเทเวลาให้ซาน่าอย่างเต็มที่”

 

ความมุ่งมั่นนี้แสดงถึงการเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นพลังบวก เขายังคงพูดถึงซาน่าด้วยรอยยิ้ม โดยเชื่อว่าเธอ “ยังมองเราอยู่” และเป็น “ดวงดาวนำทางของครอบครัว”

 

ก่อนเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีก 2025 เขากล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ผมหวังว่าจะได้ปักธง PSG ในสนามเหมือนที่ซาน่าเคยทำ แม้ตัวเธอจะไม่อยู่ที่นี่…แต่เธอจะอยู่ที่นั่น…ในหัวใจ และนั่นสำคัญกับผมมาก”

 

สำหรับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ชัยชนะในคืนนี้จึงไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัล หากแต่เป็นการเฉลิมฉลองเพื่อชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่ง

 

ที่รักเสียงหัวเราะ รักการปาร์ตี้ และยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อของเธอก้าวต่อไปอย่างมีความสุข

 

และบางที…

 

ขณะที่ หลุยส์ เอ็นริเก้ ชูถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกขึ้นฟ้า ณ กรุงมิวนิก

 

ธงเล็กๆ ของซาน่า อาจกำลังโบกสะบัดอยู่ในสายลม

 

ไม่ใช่ในมือของเธอเหมือนวันวาน แต่ในหัวใจของพ่อผู้ไม่เคยปล่อยให้เธอหายไป ❤

 

อ้างอิง:

The post ธงของซาน่า ยังคงโบกสะบัดในหัวใจของ หลุยส์ เอ็นริเก้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปแอสเช ฉลองแชมป์ยุโรปสมัยแรกสุดยิ่งใหญ่! https://thestandard.co/psg-wins-first-historic-cl/ Sun, 01 Jun 2025 03:13:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1080913

เป็นฟอร์มที่แข็งแกร่งสุดๆ สำหรับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ห […]

The post เปแอสเช ฉลองแชมป์ยุโรปสมัยแรกสุดยิ่งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นฟอร์มที่แข็งแกร่งสุดๆ สำหรับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง หลังระเบิดฟอร์มโหด ถล่ม อินเตอร์ มิลาน 5-0 คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024/25 ไปครองได้สำเร็จ

 

โดยนี่คือแชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้เปแอสเชกลายเป็นทีมลำดับที่ 24 ที่จารึกชื่อบนถ้วย ‘บิ๊กเอียร์’

 

พร้อมกับเป็นทีมจากฝรั่งเศสทีมที่ 2 ที่คว้าแชมป์ยุโรป ต่อจาก โอลิมปิก มาร์กเซย (ที่เคยทำได้ในปี 1993) และยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็น ‘เทรเบิลแชมป์’ ครั้งแรกได้สำเร็จ พร้อมกลายเป็นทีมจากฝรั่งเศสทีมแรกที่ทำได้

 

The post เปแอสเช ฉลองแชมป์ยุโรปสมัยแรกสุดยิ่งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมสุดยอดนัดชิงชนะเลิศ UCL ที่ตราตรึงที่สุดตลอดกาล https://thestandard.co/ucl-best-finals-ever/ Sat, 31 May 2025 02:30:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1080545 ucl-best-finals-ever

ก่อนที่เสียงนกหวีดนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูก […]

The post รวมสุดยอดนัดชิงชนะเลิศ UCL ที่ตราตรึงที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ucl-best-finals-ever

ก่อนที่เสียงนกหวีดนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024/25 ระหว่างเปแอสเชและอินเตอร์ มิลาน จะคิกออฟคืนนี้ เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

 

THE STANDARD SPORT ขอพาทุกคนย้อนกลับไปชมสุดยอดแมตช์ชิงชนะเลิศ UCL ที่ตราตรึงที่สุดตลอดกาล เกมที่เต็มไปด้วยดราม่า ฮีโร่ และความทรงจำ ที่ยังคงถูกพูดถึงไม่รู้จบ

 

แล้วคุณล่ะชอบนัดชิงฯ คู่ไหนที่สุดในความทรงจำ? คอมเมนต์บอกกันได้เลย

 


 

Liverpool 3-3 AC Milan

Liverpool 3-3 AC Milan

(Liverpool ชนะจุดโทษ 3-2)

ลิเวอร์พูลตามหลัง 0-3 ในครึ่งแรก แต่กลับมายิง 3 ประตูใน 6 นาที พลิกเกมตีเสมอ สู่การชนะจุดโทษและคว้าแชมป์กับตำนาน Miracle of Istanbul

 


 

Manchester United 2-1 Bayern Munich

 

Manchester United 2-1 Bayern Munich

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดนบาเยิร์น มิวนิก นำเกือบทั้งเกม ก่อนยิง 2 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บภายใน 2 นาที คว้าแชมป์แบบช็อกโลก

 


 

Real Madrid 4-1 Atlético Madrid

 

Real Madrid 4-1 Atlético Madrid

รามอสโขกตีเสมอในนาที 90+3 ก่อนเรอัล มาดริด ยิงอีก 3 ลูกในช่วงต่อเวลา คว้า La Décima หรือการเป็นแชมป์สมัยที่ 10

 


 

Chelsea 1-1 Bayern Munich

 

Chelsea 1-1 Bayern Munich

(Chelsea ชนะจุดโทษ 4-3)

ดร็อกบาทำประตูตีเสมอนาทีที่ 88 และเป็นคนซัดจุดโทษปิดเกม พาเชลซีผงาดแชมป์ UCL สมัยแรกในบ้านของบาเยิร์น มิวนิกเอง

 


 

Barcelona 3-1 Manchester United

 

Barcelona 3-1 Manchester United

บาร์เซโลนาชุดโหดสุดในยุค เป๊ป กวาร์ดิโอลา โชว์บอลระดับเทพเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด ของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ลิโอเนล เมสซี ยิงสุดสวยในเกมที่ถูกยกให้ ‘สมบูรณ์แบบที่สุด’

 


 

Real Madrid 3-1 Liverpool

 

Real Madrid 3-1 Liverpool

แกเร็ธ เบล ยิงจักรยานอากาศสุดสวย ขณะที่ ลอริส คาริอุส ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล ทำผิดพลาด 2 ครั้ง ส่งราชันชุดขาวเถลิงแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

 


 

AC Milan 4-0 Barcelona

 

AC Milan 4-0 Barcelona

เอซี มิลาน แม้ดูเป็นรองก่อนเริ่มเกม แต่ก็เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถล่มบาร์เซโลนาของ โยฮัน ครัฟฟ์ แบบหมดจด คว้าแชมป์อย่างเหนือชั้น

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post รวมสุดยอดนัดชิงชนะเลิศ UCL ที่ตราตรึงที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas เตรียมอุปกรณ์สำหรับนัดชิงฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก พร้อมแล้ว https://thestandard.co/adidas-gear-uefa-champions-league-final-2025/ Fri, 30 May 2025 05:56:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1080238 adidas เปิดภาพลูกบอลและรองเท้าสตั๊ดสำหรับนัดชิง ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2025 พร้อมลวดลายพิเศษของนักเตะแต่ละคน

adidas ในฐานะแบรนด์ผู้สนับสนุนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ U […]

The post adidas เตรียมอุปกรณ์สำหรับนัดชิงฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก พร้อมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas เปิดภาพลูกบอลและรองเท้าสตั๊ดสำหรับนัดชิง ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2025 พร้อมลวดลายพิเศษของนักเตะแต่ละคน

adidas ในฐานะแบรนด์ผู้สนับสนุนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA เปิดเผยภาพอุปกรณ์ที่พวกเขาเตรียมไว้สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศ ศึก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ออกมาแล้ว

 

โดยอุปกรณ์ทั้งหมดมีทั้งลูกบอลและรองเท้าของนักกีฬาแต่ละคน ซึ่งจะมีการสกรีนตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ตามความต้องการของนักกีฬา อย่างเช่น รองเท้าของ อุสมาน เดมเบเล จะสกรีน ALM27 พร้อมธงฝรั่งเศส ส่วน ควิชา ควารัตสเคเลีย จะสกรีน BWBD พร้อมธงจอร์เจีย

 

แล้วรองเท้าคู่อื่นๆ เดาออกกันไหมว่ามีใครเป็นเจ้าของบ้าง?

 

adidas เปิดภาพลูกบอลและรองเท้าสตั๊ดสำหรับนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2025 พร้อมลวดลายพิเศษของนักเตะแต่ละคน adidas เปิดภาพลูกบอลและรองเท้าสตั๊ดสำหรับนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2025 พร้อมลวดลายพิเศษของนักเตะแต่ละคน

 

ภาพ: adidasfootball / Instagram

The post adidas เตรียมอุปกรณ์สำหรับนัดชิงฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก พร้อมแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ https://thestandard.co/chelsea-2-0-conference-league-boost/ Thu, 29 May 2025 01:27:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1079771

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มทุนที่นำโดย ทอดด์ โบ […]

The post เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลุ่มทุนที่นำโดย ทอดด์ โบห์ลี เข้ามาเทกโอเวอร์สโมสร เชลซีคือทีมที่อยู่ในช่วง ‘ลองผิดลองถูก’ ภายใต้แนวคิดใหญ่ที่ต้องการสร้างทีมด้วย ‘พลังหนุ่ม’

 

พวกเขาทุ่มเงินกว่า 1,000 ล้านปอนด์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 เพื่อเซ็นสัญญาดาวรุ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มอยเซส ไกเซโด, เอนโซ เฟร์นานเดซ, มิไคโล มูดริก หรือ เคนดรี ปาเอซ ที่กำลังจะเข้ามาเสริมทีมในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนี้มาพร้อมกับความท้าทาย ผลงานในสนามช่วงสองปีแรกไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ทั้งอันดับในลีกที่หลุดจากพื้นที่ยุโรปรายการใหญ่ และตู้รางวัลที่ว่างเปล่า แนวทางนี้ก็ถูกตั้งคำถาม และกลายเป็นข้อครหาในสายตาแฟนบอลว่า เชลซีกำลังหลงทาง?

 

โดยเฉพาะการเปลี่ยนเฮดโค้ชทีมถึง 4 คนใน 2 ปี จาก โธมัส ทูเคิล, เกรแฮม พอตเตอร์, แฟรงค์ แลมพาร์ด ถึงเมาริซิโอ โปเช็ตติโน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของสโมสรดูไร้ทิศทาง

 

กระทั่งฤดูกาล 2024/25 ภายใต้การคุมทีมของ อดีตผู้ช่วยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ทีมพลังหนุ่มชุดนี้เริ่ม ‘ต่อจิ๊กซอว์ได้ถูกช่อง’ เชลซีทะยานจบอันดับ 4 ในพรีเมียร์ลีก คว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกแบบฉิวเฉียดในวันสุดท้ายของฤดูกาล

 

และที่สำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก ได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยชัยชนะเหนือเรอัล เบติส 4-1 ในนัดชิงชนะเลิศ

 

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัลแรกในยุคโบห์ลี แต่เป็นการพิสูจน์ว่าแนวคิดการลงทุนในดาวรุ่งเริ่มผลิดอกออกผล

 

ทีมที่มีค่าเฉลี่ยอายุเพียง 23.5 ปี ได้เขียนเรื่องราวแห่งชัยชนะด้วยตัวเอง และจุดประกายความหวังให้แฟนบอล เห็นว่า เชลซีในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยทีม ‘พลังหนุ่ม’ ได้คืนชีพแล้ว..

 

 

เบื้องหลังชัยชนะ และ ‘โคล พาลเมอร์’ ผู้เปลี่ยนเกม

 

แม้จะจบเกมด้วยชัยชนะขาดลอย แต่ถ้าใครได้ดูเกมจะรู้ว่า เชลซีต้องออกแรงไม่น้อย หลังถูกเรอัล เบติส ออกนำก่อนจากการยิงสุดเฉียบคมของ อับเด เอซซัลซูลี ที่รับบอลจาก อิสโก้ และยิงเข้าไปอย่างเฉียบขาดตั้งแต่ 9 นาทีแรกของเกม

 

ครึ่งแรก เชลซีดูเหมือนหมดพลังจากการเฉลิมฉลองหลังคว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกในเกมชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์นัดปิดฤดูกาลก่อนหน้านี้

 

เพราะมาเรสกาเองก็ยอมรับว่า “เรารู้ว่าคงเริ่มเกมได้ไม่ดี เพราะความดีใจมันมากเกินไปในสองวันที่ผ่านมา…เราเหนื่อย ส่วนเบติสได้พักมากกว่า 48 ชั่วโมง”

 

ทว่าครึ่งหลังกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน ‘โคล พาลเมอร์’ คือตัวเปลี่ยนเกม เขาสร้างความหนาวสั่นใส่แผงหลังเบติส ด้วยการขยับหาพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาด แล้วเปิดสองลูกให้ เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ โหม่งตีเสมอ และ นิโกลาส แจ็คสัน ชาร์จจ่อๆ แซงนำภายในเวลาเพียง 5 นาที

 

ก่อนที่ จาดอน ซานโช จะบวกเพิ่มอีกลูกจากการจ่ายของ เคียร์แนน ดิวส์เบอรี-ฮอลล์ และปิดท้ายด้วยประตูที่ 4 จาก มอยเซส ไกเซโด ในช่วงทดเจ็บ

 

แม้พาลเมอร์ไม่ได้ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม แต่การมาในรอบน็อกเอาต์ทำให้พาลเมอร์กลายเป็นคีย์แมนในเกมสำคัญ เขาคือคำจำกัดความของคำว่า ‘Gamechanger’ จากความฉลาดการอ่านเกม การเคลื่อนที่ และความนิ่งในจังหวะสำคัญ แม้หลายนัดก่อนหน้าจะมีช่วงดรอปไปบ้างก็ตาม

 

บวกกับแท็กติกของมาเรสกาในเกมนี้ยังสะท้อนถึงปรัชญาการเล่นที่ได้รับอิทธิพลจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา การเน้นครองบอลและสร้างเกมจากแดนหลัง ผสมผสานกับการเคลื่อนที่แบบไม่มีบอลของผู้เล่นแนวรุก

 

ช่วยให้เชลซีสามารถเจาะแนวรับของเบติสได้ในครึ่งหลัง (แม้จะตื้นตันมากๆ ในครึ่งแรก) การปรับเปลี่ยนแท็กติกในช่วงพักครึ่ง โดยให้ รีซ เจมส์ มาแทน มาโล กุสโต ก็ช่วยเพิ่มการเติมเกมรุกจากด้านข้างที่เอาอยู่ทั้งเกมรุกและรับ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ให้พาลเมอร์, ซานโช และคู่กลางของทีมได้แสดงศักยภาพจนมีส่วนกับประตูสำคัญในครึ่งหลัง

 

 

หนึ่งเดียวของยุโรป ‘เชลซี’ ทีมแรกที่ครองแชมป์ยุโรปครบทุกถ้วย

 

ชัยชนะครั้งนี้นอกจากเป็นถ้วยยุโรปใบแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่คว้าแชมเปียนส์ลีกปี 2021 ยังทำให้เชลซีกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปครบทั้ง 5 รายการของยูฟ่า ประกอบด้วย

 

✅ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (2011/12, 2020/21)
✅ ยูฟ่ายูโรปาลีก (2012/13, 2018/19)
✅🆕 ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก (2024/25)

 

นอกจากนี้เชลซียังเคยคว้าแชมป์ยุโรปรายการอื่นครบทุกถ้วย ไม่ว่าจะเป็น

 

✅ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (1970/71, 1997/98)
✅ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1998, 2021)

 

 

มาเรสกาสอบผ่านฤดูกาลแรก แต่ยังมีจุดต้องปรับและเรียนรู้

 

ด้วยความที่นักเตะล้นทีมมาตั้งแต่ต้น ทำให้มาเรสกาใช้กลยุทธ์แบบกล้าเสี่ยงในฤดูกาลนี้ ด้วยการแบ่งทีมเป็น 2 ชุด โดยใช้ทีมดาวรุ่งผสานผู้เล่นในม้านั่งสำรองลงเตะบอลถ้วยยุโรป และเก็บทีมหลักไว้ลุยพรีเมียร์ลีก

 

แม้ผลงานของมาเรสกาในฤดูกาลแรกจะถือว่าน่าพอใจและเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็ยังมีบางจุดที่สะท้อนให้เห็นถึงความ ‘ไม่สมบูรณ์’ โดยเฉพาะในเรื่องของ การจัดวางผู้เล่น และการตัดสินใจเลือกใช้นักเตะในบางสถานการณ์ ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม

 

ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเวียนตัวนักเตะที่มากเกินไปในบางนัด ทำให้จังหวะเกมขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงต้นถึงกลางฤดูกาลที่ทีมดูเหมือนไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน และต้องปรับบ่อยครั้งจนขาดเสถียรภาพ

 

การเลือกใช้งานนักเตะบางรายผิดตำแหน่งที่อาจได้ผลบ้าง..แต่ไม่ใช่กับทุกคน หรือการดันผู้เล่นที่ไม่ถนัดเกมรับให้ยืนลึกเกินไป ซึ่งแม้จะเกิดจากความพยายามยืดหยุ่นแท็กติก แต่บางครั้งก็ทำให้ทีมเสียสมดุล

 

รวมถึงการเปลี่ยนแท็กติกในเกมช้าเกินไป หลายครั้งทีมเสียโมเมนตัมไปในช่วงครึ่งหลังเพราะการปรับเกมหรือเปลี่ยนตัวล่าช้า ทั้งที่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนเร็วขึ้น

 

สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรในวันที่ทีมได้ชูถ้วยแชมป์แบบนี้ แต่ถ้าหันกลับไปมองภาพรวมก็ถือเป็นรายละเอียดที่หากไม่ปรับปรุง อาจกลายเป็นข้อเสียสะสมในฤดูกาลที่ต้องเจอกับเกมที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อย่าง แชมเปียนส์ลีก และการแข่งขันที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมในฤดูกาลหน้า

 

 

อนาคตข้างหน้า: แชมเปียนส์ลีก ตลาดนักเตะ และความท้าทาย

 

หลังคว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีก เชลซียังมีภารกิจใน ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่สหรัฐฯ และกำลังจะเผชิญกับฤดูกาลใหม่ที่ความคาดหวังสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

เพราะในแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 จะเป็นบททดสอบที่ใหญ่กว่า เนื่องจากมาเรสกาจะไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบ่งทีม 2 ชุดได้เหมือนในคอนเฟอเรนซ์ลีก ผู้เล่นตัวหลักอย่างพาลเมอร์, ไกเซโด, เอนโซ เฟร์นานเดซ และ รีซ เจมส์ จะต้องรับบทหนักทั้งในลีกและยุโรป

 

นั่นทำให้ตลาดนักเตะที่จะมาถึงนี้ เป็นช่วงเวลาชี้ชะตา ว่าสิงห์บลูส์จะเลือกเติมผู้เล่นแบบเดิมอย่างที่เคยทำ หรือจะมุ่งเป้าไปยังตำแหน่งศูนย์หน้าบิ๊กดีลอย่าง วิกตอร์ ยอเกเรส ซึ่งมีข่าวลือในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกันการพัฒนาดาวรุ่งให้กลายเป็นกำลังหลักที่มั่นคงท่ามกลางการแข่งขันสูงก็จะเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่มาเรสกาต้องวางแผนระยะยาวให้แม่นยำ โดยเฉพาะการมาของ 2 ดาวรุ่งในฤดูกาลหน้าอย่าง เคนดรี ปาเอซ และ เอสเตเวา วิลเลียน จะต้องได้รับโอกาสและการขัดเกลาที่เหมาะสมเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์

 

นี่จึงเป็นความท้าทายที่มาเรสกาจะต้องหาสมดุลระหว่างการให้โอกาสดาวรุ่ง และการรักษาความสม่ำเสมอของทีมชุดหลักเอาไว้ในเกมที่มีเดิมพันและความคาดหวังที่สูงกว่าเดิม

 

สุดท้ายแล้ว ชัยชนะในยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีก ไม่ใช่เพียงการคว้าถ้วยรางวัล แต่เป็นดั่งสัญญาณของการฟื้นคืนชีพของเชลซี

 

สโมสรที่เคยเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องทิศทาง แต่กำลังค่อยๆ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ทีมพลังหนุ่ม + วิสัยทัศน์ที่กล้าเสี่ยง คือส่วนผสมที่สามารถนำพาสู่ความสำเร็จได้จริง

 

ทีมที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 23.5 ปี ภายใต้การคุมทีมของ เอนโซ มาเรสกา ได้จุดประกายความหวังใหม่ให้แฟนสิงห์บลูส์ทั่วโลก แม้ยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์ที่สุด แต่สื่อเป็นนัยว่า พวกเขากำลังเดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง

 

และค่ำคืนแห่งชัยชนะที่โปแลนด์ ก็คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ของเชลซี

 

ยุคที่ไม่ได้ถูกสร้างมาแค่เพื่อชนะในวันนี้ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ครองอนาคต’ ด้วยพลังแห่งความกล้า ความกระหาย

 

และความเชื่อมั่นของคนหนุ่ม ที่เริ่มหันหน้ามองกันแล้วพูดในใจว่า “ถ้าต้องสู้เพื่อแชมป์จริงๆ พวกเราก็ทำได้นี่หว่า 😏

 

อ้างอิง:

The post เชลซี 2.0 ถือกำเนิด! คอนเฟอเรนซ์ลีกจุดชนวนคืนชีพสิงห์บลูส์ ‘ยุคพลังหนุ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุปรอบชิงฯ 3 ถ้วยยุโรป ฤดูกาล 2024/25 https://thestandard.co/european-football-2024-25-wrap-up/ Fri, 09 May 2025 02:23:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1072661 ฟุตบอลยุโรป

🏆 3 ถ้วย 6 ทีม ฟุตบอลยุโรปฤดูกาล 2024/25 เดินทางถึงบทสร […]

The post บทสรุปรอบชิงฯ 3 ถ้วยยุโรป ฤดูกาล 2024/25 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลยุโรป

🏆 3 ถ้วย 6 ทีม ฟุตบอลยุโรปฤดูกาล 2024/25 เดินทางถึงบทสรุปสุดท้าย!

 

เริ่มที่ถ้วยใบใหญ่ที่สุด ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ปีนี้เป็นการพบกันระหว่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมพลังหนุ่มที่เล่นเพื่อกันและกันภายใต้การนำของ หลุยส์ เอ็นริเก ที่หวังคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร จะดวลกับอินเตอร์ มิลาน ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ที่กำลังมองหาถ้วยบิ๊กเอียร์อีกครั้ง หลังรอคอยมายาวนานถึง 15 ปี

 

ต่อกันที่ยูฟ่ายูโรปาลีก

เป็นการเจอกันของสองทีมจากอังกฤษเมื่อ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ภายใต้การคุมทีมของ อังเก ปอสเตโคกลู ทะลุเข้าสู่รอบชิงฯ ฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จะพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ รูเบน อโมริม 

 

ทั้งสองทีมต่างเจอฤดูกาลที่หนักหนาในพรีเมียร์ลีก แต่เกมนี้เดิมพันสูง เพราะผู้ชนะจะไม่ได้แค่แชมป์ แต่ยังคว้าตั๋วลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกซีซันหน้าไปครอง แม้จะจบฤดูกาลในอันดับเลขสองหลักก็ตาม

 

และปิดท้ายที่ยูฟ่ายูโรปาคอนเฟอเรนซ์ลีก

ซึ่งรอบชิงชนะเลิศปีนี้จะเป็นการพบกันของเรอัล เบติส จากสเปน และโดดเด่นภายใต้เกมรุกที่นำโดยอันโทนี พบกับเชลซี ยุคที่เต็มไปด้วยพลังหนุ่ม ที่หวังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทัพสิงห์บลูส์ เพราะหากคว้าแชมป์ถ้วยนี้ได้สำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปทั้ง 3 รายการของยูฟ่าแบบครบถ้วน

 

ผลบอลยุโรป

The post บทสรุปรอบชิงฯ 3 ถ้วยยุโรป ฤดูกาล 2024/25 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลีกชาวนา…แล้วไง? หลุยส์ เอ็นริเก พลิกโฉมเปแอสเช ทะลุชิง UCL อีกครั้ง https://thestandard.co/luis-enrique-transforms-psg-champions-league-final/ Thu, 08 May 2025 08:59:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1072446 หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช ฉลองหลังพาทีมเอาชนะอาร์เซนอล 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

“เราเป็นลีกชาวนาใช่ไหมล่ะ? แต่บางทีก็รู้สึกดีนะ”   […]

The post ลีกชาวนา…แล้วไง? หลุยส์ เอ็นริเก พลิกโฉมเปแอสเช ทะลุชิง UCL อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช ฉลองหลังพาทีมเอาชนะอาร์เซนอล 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

“เราเป็นลีกชาวนาใช่ไหมล่ะ? แต่บางทีก็รู้สึกดีนะ”

 

นี่คือวาทะสุดแสบของ หลุยส์ เอ็นริเก หลังจบเกมที่พา ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล 2-1 (รวมสองนัด 3-1) พร้อมตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024/25 ได้สำเร็จ

 

แต่มากกว่าผลการแข่งขัน นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะอีกนัดบนเวทียุโรป แต่มันคือการเดินหน้าลบคำสบประมาททั้งหมดที่รุมล้อม เปแอสเช และฟุตบอลลีกเอิงฝรั่งเศส

 

นับตั้งแต่กลุ่มทุนกาตาร์เทกโอเวอร์เปแอสเชในปี 2011 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ใช้เงินมากที่สุดในโลก ไล่เซ็นซูเปอร์สตาร์อย่าง เนย์มาร์, คีเลียน เอ็มบัปเป และ ลิโอเนล เมสซี จนถูกมองว่าเป็น ‘ทีมรวมดารา’ ที่ไม่เคยมีทีมเวิร์กพอจะคว้าแชมป์ยุโรปได้

 

หลายปีแห่งความล้มเหลวบนเวทียุโรปดูเหมือนจะตอกย้ำคำครหาเหล่านั้น

 

แต่ฤดูกาลนี้ หลุยส์ เอ็นริเก ปิดฉากยุค ‘bling-bling’ อย่างเป็นทางการ และสร้างทีมใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังหนุ่ม ความทุ่มเท และจิตวิญญาณการเล่นเป็นทีม

 

ไม่มีเมสซี, ไม่มีเนย์มาร์, ไม่มีเอ็มบัปเปอีกต่อไป แต่เปแอสเชชุดนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่าที่เคยเป็น

 

เพราะเอ็นริเกไม่ได้แค่เปลี่ยนแผนการเล่น เขาเปลี่ยนหัวใจของทีม จากกลุ่มนักเตะชื่อดังที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขและความคาดหวังส่วนตัว กลายเป็นทีมที่ทุกคนวิ่งเพื่อกันและกัน สร้างทีมที่มีเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจนนั่นคือการไปให้ถึงคว้าแชมป์ยุโรปที่ทีมใฝ่ฝัน

 

“ผมไม่เคยเห็นแนวรุกของ เปแอสเชวิ่งช่วยเกมแบบนี้มาก่อน” มาร์ติน คีโอว์น บอกกับ TNT Sports

 

เส้นทางสู่รอบชิงฯของ เปแอสเช ในฤดูกาลนี้ไม่มีคำว่า ‘เจองานง่าย’

 

พวกเขาโค่นทั้ง แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลลา และล่าสุด อาร์เซนอล 4 ตัวแทนจากพรีเมียร์ลีกไล่ตั้งแต่รอบเก็บคะแนน จนมาถึงน็อกเอาต์..ที่พาเขามาถึงรอบชิงฯแล้วในตอนนี้!

 

ทุกเกมนั้นเต็มไปด้วยจังหวะบีบหัวใจ แต่ทุกเกมก็มีผู้เล่น เปแอสเช ก้าวขึ้นมาช่วยทีมไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ ตั้งแต่ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ที่เซฟจุดโทษดับลิเวอร์พูล และโชว์ฟอร์มสุดยอดในรอบรองฯ กับอาร์เซนอล, ไปจนถึงแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง อัชราฟ ฮาคิมี และ นูโน เมนเดส ที่มีส่วนสำคัญในการสยบปีกตัวจี๊ดของคู่แข่งทุกทีม

 

แนวรุกชุดนี้ของ เปแอสเช เต็มไปด้วย ความสด ความเร็ว และจินตนาการแห่งความเข้าใจเกม นำโดย อุสมาน เดมเบเล ที่ทำไปแล้ว 12 ประตูใน UCL ซีซันเดียว (มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร), พร้อมด้วย ควิชา ควารัตสเคเลีย และ เดซีเร ดูเอ และ แบรดลีย์ บาร์โคล่า ต่างสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของคู่แข่งทุกทีม

 

แม้จะมีการโรเตชันในบางเกม แต่ความยืดหยุ่นและความกลมกลืนในการเล่นเป็นทีมยังคงโดดเด่นเสมอ

 

“นี่คือ เปแอสเช ที่เต็มไปด้วยพลังเยาวชน ความเข้มข้น และเล่นเพื่อกันและกัน” ฌูเลียง โลร็องส์ กูรูฟุตบอลฝรั่งเศส อธิบายถึงขุมกำลังของเปแอสเชกับ TNT Sports

 

ย้อนกลับไปปี 2020 เปแอสเช เคยเข้าใกล้แชมป์ UCL ที่สุดแล้ว แต่พ่ายให้กับ บาเยิร์น มิวนิก ในรอบชิงชนะเลิศ

 

ปีนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันที่แตกต่าง…เพราะพวกเขาไม่มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมเหมือนก่อน แต่มีทีมที่สมบูรณ์แบบ..ที่ทุกคนพร้อมช่วยกันเล่นเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

 

หลุยส์ เอ็นริเก้ กล่าวหลังพาทีมเข้าชิงฯว่า “เมื่อเรามาถึงปารีส เป้าหมายคือสร้างประวัติศาสตร์ และวันนี้เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางนั้น

 

“ตอนนี้เราไม่ได้แค่ดีใจกับผลการแข่งขัน แต่ยังได้ยินคำชื่นชมจากทุกสารทิศถึงสิ่งที่ทีมเราสร้างขึ้น เราเป็นทีมหนุ่ม แต่มีคาแรกเตอร์ มีทัศนคติ และรูปแบบการเล่นที่ชัดเจน มันดูดีมาก และยอดเยี่ยมจริงๆ”

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฤดูกาลนี้ เป็นอีกครั้งที่ เปแอสเช ชุดนี้อาจดูพร้อมในรอบหลายปี เต็มไปด้วยขุมกำลังที่สมดุลและฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม 

 

และอาจดูเหมือนว่า พวกเขากำลังอยู่ใกล้ถ้วยแชมป์ยุโรปมากกว่าครั้งไหนๆ

 

แต่คำตอบของคำถามที่ว่า ถึงเวลาของพวกเขาหรือยัง? คงมีเพียงหนึ่งเดียวที่ตอบได้ 

 

นั่นคือ อินเตอร์ มิลาน อดีตแชมป์ 3 สมัย ผู้รออยู่ในรอบชิงชนะเลิศที่มิวนิก ทีมที่เพิ่งโค่นบาร์เซโลนาในเกมรอบรองฯ ที่ดีที่สุดเกมหนึ่งของประวัติศาสตร์ UCL

 

วันที่ 1 มิถุนายนนี้ คือเวลาที่แฟนบอลจะได้รู้ว่า เปแอสเช เวอร์ชันใหม่นี้ จะกลายเป็น ‘แชมป์ยุโรปครั้งแรก’ ได้หรือไม่?

 

อ้างอิง:

The post ลีกชาวนา…แล้วไง? หลุยส์ เอ็นริเก พลิกโฉมเปแอสเช ทะลุชิง UCL อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>