Uber Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/uber/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Oct 2023 12:29:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ต่อไปนี้จะนั่งบอลลูนที่ตุรกี แค่เปิดแอป Uber ก็จองได้ https://thestandard.co/life/uber-can-book-balloons-in-turkiye/ Thu, 26 Oct 2023 12:29:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=859115 บอลลูนที่ตุรกี

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Uber ผู้ให้บริการรถรับ-ส่งผู้โด […]

The post ต่อไปนี้จะนั่งบอลลูนที่ตุรกี แค่เปิดแอป Uber ก็จองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอลลูนที่ตุรกี

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Uber ผู้ให้บริการรถรับ-ส่งผู้โดยสาร ประกาศขยายบริการใหม่ ให้นักเดินทางหรือผู้สนใจสามารถกดจองไฟลต์บินบอลลูนที่คัปปาโดเกีย (Cappadocia) ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน 

 

โดยผู้ใช้บริการสามารถเปิดแอปพลิเคชันและจองได้ล่วงหน้าในราคา 150 ยูโร หรือ 5,800 บาท เพื่อสัมผัสประสบการณ์ชมพระอาทิตย์ขึ้นบนความสูง 3,000 ฟุต และสำรวจความงามทางภูมิประเทศของที่ราบสูงอนาโตเลียและภูเขาไฟคัปปาโดเกีย เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง การจองนี้ยังรวมตั้งแต่รถรับ-ส่งจากโรงแรมถึงลานบินเรียบร้อย 

 

การเปิดให้จองบอลลูนผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ใช่ครั้งแรกของ Uber ที่มีการจองในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ในอินเดีย กรีซ และสหราชอาณาจักร ก็มีการขยับขยายทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่นักเดินทางด้วยการให้บริการรถตุ๊กตุ๊ก-สามล้อ เรือ หรือแม้แต่เที่ยวบินในสหราชอาณาจักร

 

ภาพ: Getty Images

The post ต่อไปนี้จะนั่งบอลลูนที่ตุรกี แค่เปิดแอป Uber ก็จองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังขาดทุนเรื้อรังมากถึง 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/uber-makes-first-operating-profit-after-racking-up/ Wed, 02 Aug 2023 06:49:17 +0000 https://thestandard.co/?p=824535 Uber

นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ Uber เมื่อบริษัทรายงานผลก […]

The post Uber ทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังขาดทุนเรื้อรังมากถึง 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber

นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของ Uber เมื่อบริษัทรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี จากการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น หลังขาดทุนเรื้อรังถึง 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการใช้จ่ายอย่างหนักเป็นระยะเวลาเกือบทศวรรษเพื่อหวังการเติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

ก่อนหน้านี้ Uber กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จากการผลักดันโดยเหล่าสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนราคาถูกจำนวนมากเพื่ออุดหนุนราคาค่าโดยสาร และครองส่วนแบ่งตลาดได้จำนวนหนึ่ง แต่การผลักดันอย่างรุนแรงซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎระเบียบแท็กซี่ในหลายประเทศ ประกอบกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ทำให้ Uber กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเย่อหยิ่งในซิลิคอนแวลลีย์ จากการแสวงหาแหล่งเงินทุนราคาถูกในช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างวิกฤตการเงินและการระบาดใหญ่ของโควิด

 

Dara Khosrowshahi ประธานกรรมการบริหารของ Uber ระบุว่า ตลอดหลายปีผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามพูดถึง Uber ต้องยอมรับว่าผลกำไรไม่ใช่สิ่งแรกที่ถูกพูดถึงหรือนึกถึง ในความเป็นจริง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักวิเคราะห์จำนวนมากก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่าบริษัทจะไม่สามารถทำเงินใดๆ ได้เลย

 

Khosrowshahi กล่าวเสริมว่า การมีเงินทุนที่หาได้ง่ายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้บดบังความย่ำแย่ของธุรกิจจำนวนมาก แต่ Khosrowshahi อ้างว่า นั่นไม่เคยเป็นความจริงสำหรับ Uber แม้ว่าในความพยายามที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดเรียกรถใหม่และบังคับให้คู่แข่งรายเล็กถอยหนี จะต้องผลาญเงินสดเป็นจำนวนมากก็ตาม

 

การพลิกผันทางการเงินของ Uber เป็นผลมาจากความต้องการใช้บริการที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด และบริษัทประสบความสำเร็จในการขยายตัวไปสู่ธุรกิจบริการส่งอาหาร ภายใต้การบริหารของ Khosrowshahi ซึ่งก้าวเข้ามาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แทนผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Travis Kalanick ที่ถูกบังคับให้ลาออกไปจากเรื่องอื้อฉาวบ่อยครั้ง นอกจากนี้บริษัทยังได้ขึ้นราคาและดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อควบคุมต้นทุน ช่วยหนุนอัตรากำไรให้ปรากฏเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ

 

ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ Uber รายงานกำไรก่อนหักภาษีจากการดำเนินงานเป็นเงินจำนวน 326 ล้านดอลลาร์ พลิกกลับจากการขาดทุนจากการดำเนินงาน 713 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า Khosrowshahi กล่าวว่า การที่บริษัทก้าวไปสู่ความสามารถในการทำกำไร รวมถึงสร้างกระแสเงินสดประจำไตรมาสที่มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างมีวินัย ยอดผู้ใช้งานที่ฟื้นตัว และการสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคได้อย่างแข็งแกร่ง

 

นอกจากนี้ Uber ยังคาดการณ์ว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้จะยังคงแข็งแกร่งต่อไป โดยคาดการณ์ว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะอยู่ระหว่าง 975 ล้านดอลลาร์ ถึง 1.025 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับประมาณการของวอลล์สตรีทที่ 915 ล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่ารวมจากค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง และค่าขนส่ง Uber คาดการณ์ไว้ที่ 3.4-3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.39 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post Uber ทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี หลังขาดทุนเรื้อรังมากถึง 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาวัฒนธรรมองค์กรรุมเร้า! เกือบเป็นเหตุให้ ‘ดารา คอสราวชาฮี’ ปฏิเสธตำแหน่ง CEO Uber แต่ CEO Spotify โน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ ชี้การเติบโตต้องเจออุปสรรค https://thestandard.co/dara-khosrowshahi-uber-spotify-ceo/ Sun, 29 Jan 2023 08:12:53 +0000 https://thestandard.co/?p=743280

Uber เผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งวัฒนธรรมองค์กร การล่วงละเมิด […]

The post ปัญหาวัฒนธรรมองค์กรรุมเร้า! เกือบเป็นเหตุให้ ‘ดารา คอสราวชาฮี’ ปฏิเสธตำแหน่ง CEO Uber แต่ CEO Spotify โน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ ชี้การเติบโตต้องเจออุปสรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>

Uber เผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งวัฒนธรรมองค์กร การล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเกือบเป็นเหตุให้ ‘ดารา คอสราวชาฮี’ ปฏิเสธตำแหน่ง CEO Uber แต่ CEO Spotify โน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ เพราะการเติบโตต้องเจออุปสรรคและผลกระทบรอบด้าน 

 

CNBC รายงานว่า ก่อนช่วงที่ ดารา คอสราวชาฮี (Dara Khosrowshahi) จะเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอของ Uber ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะช่วงนั้นตัวเขาได้พูดคุยกับ ไรอัน โรสแลนสกี ซีอีโอของ LinkedIn ถึงช่วงที่ Uber กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่วัฒนธรรมในองค์กร รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งมาจากการสอบสวนของ FBI ทำให้เกิดการไล่พนักงานออกจำนวนมาก

 

จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ ‘ดารา คอสราวชาฮี’ พร้อมที่จะโทรหาคณะกรรมการบริหารของ Uber เพื่อขอถอนตัวจากการเข้ารับตำแหน่ง CEO แต่ตัวเขาได้เปลี่ยนใจ หลังจากได้สนทนากับ แดเนียล เอ็ก ผู้ก่อตั้ง Spotify ในขณะที่ทั้งคู่กำลังดื่มค็อกเทลในช่วงประชุมกับนักลงทุน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ในระหว่างนั้น ดารา คอสราวชาฮี ได้ยอมรับว่า การตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับ Uber ถ้าเทียบกับ Expedia เขามีความสุขมาก จนกระทั่ง แดเนียล เอ็ก มองไปที่เขาด้วยสายตาที่เย็นชาและพูดว่า 

 

คุณรู้ไหม ชีวิตมีความสุขตั้งแต่เมื่อไร? ซึ่งหากต้องการเปลี่ยนแปลง คุณอาจต้องเสี่ยงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แน่นอนว่าการสนทนาในช่วงเวลานั้น ทำให้ ดารา คอสราวชาฮี เปลี่ยนความคิด และมองหาเป้าหมายและอาชีพที่ต้องการ

 

แม้การทำหน้าที่เป็นผู้นำของ Expedia จะราบรื่น แต่ต้องตระหนักว่าการควบคุม Uber ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีอิทธิพลและเติบโตเร็วที่สุดในขณะนั้น ซึ่งอาจทำให้ต้องเจออุปสรรคและผลกระทบต่างๆ มากมาย 

 

ในที่สุด ดารา คอสราวชาฮี ได้โทรศัพท์กลับหาหัวหน้า Uber ทำให้ในเดือนสิงหาคม 2017 เขาได้รับการประกาศให้เป็น CEO คนใหม่ของ Uber หลังจากการลงมติเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการบริษัท

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งใน Uber ตัวเขาในฐานะซีอีโอ ได้ปรับวัฒนธรรมขององค์กรใหม่ โดยสลัดแนวคิดการเติบโตในทุกวิถีทางที่ผู้บริหารรุ่นเก่านิยม และหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถูกต้อง 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Uber จะยังคงเผชิญกับความท้าทายตั้งแต่การฟ้องร้อง ไปจนถึงคนขับหยุดงาน แต่ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากภายใต้การนำของ ดารา คอสราวชาฮี

 

อ้างอิง:

The post ปัญหาวัฒนธรรมองค์กรรุมเร้า! เกือบเป็นเหตุให้ ‘ดารา คอสราวชาฮี’ ปฏิเสธตำแหน่ง CEO Uber แต่ CEO Spotify โน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ ชี้การเติบโตต้องเจออุปสรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hertz เปิดตัวบริการเช่ารถ EV จำนวน 25,000 คันแก่คนขับ Uber ในยุโรป หวังขึ้นแท่นผู้นำรถเช่า EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก https://thestandard.co/hertz-ev-car-rental-service/ Sat, 21 Jan 2023 08:51:36 +0000 https://thestandard.co/?p=740247

บริษัทรถเช่า Hertz จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากถึง 25,000 […]

The post Hertz เปิดตัวบริการเช่ารถ EV จำนวน 25,000 คันแก่คนขับ Uber ในยุโรป หวังขึ้นแท่นผู้นำรถเช่า EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทรถเช่า Hertz จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากถึง 25,000 คัน ให้คนขับของบริษัท Uber ในเมืองหลวงของยุโรปเช่าภายในปี 2025 ประเดิมด้วยรถจาก Tesla และ Polestar เดือนนี้ในลอนดอน 

 

การเปิดตัวข้อตกลงการเช่าซึ่งจะรวมถึงโมเดลจาก Tesla และ Polestar จะเริ่มในเดือนนี้ในลอนดอน โดย Hertz จะเพิ่ม EV มากกว่า 10,000 คันภายในปี 2025 ซึ่งคนขับ Uber จะสามารถเช่าได้

 

นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังจะขยายไปยังเมืองหลวงอื่นๆ ในยุโรป รวมถึงปารีสและอัมสเตอร์ดัมในปี 2023

 

โดยทาง Uber กล่าวว่า รุ่นที่นำเสนอจะรวมถึง Tesla Model 3 และ Polestar 2 ส่วนราคาให้เช่าจะได้รับการยืนยันอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะกำหนดให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการเช่ารถรายอื่นๆ ในตลาดสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน และจะรวมค่าประกันและค่าบำรุงรักษาไว้ด้วย ขณะเดียวกันคนขับเองจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการจราจรแออัดหรือเขตปล่อยมลพิษ

 

Hertz ระบุว่า ปัจจุบันลอนดอนเป็นเมืองชั้นนำของยุโรปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมียานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มากกว่า 7,000 คัน ซึ่งคิดเป็น 15% ของระยะทางของ Uber ในเมืองหลวงของสหราชอาณาจักร

 

การเช่ารถ EV เกิดขึ้นบนความร่วมมือที่ Hertz ตกลงที่จะให้บริการเช่า Tesla 50,000 คันแก่คนขับ Uber ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งโมเดลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของ Hertz ในการสร้างกลุ่มรถเช่า EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และความมุ่งมั่นของ Uber ในการเป็นแพลตฟอร์มที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ในยุโรปและอเมริกาเหนือภายในปี 2030

 

ทั้งสองบริษัทระบุเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มกราคม) ว่า คนขับ Uber เกือบ 50,000 คนในสหรัฐฯ ได้เช่ารถ Tesla ผ่านโปรแกรมนี้ จนถึงปัจจุบันมีการเดินทางด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบมากกว่า 24 ล้านครั้ง ครอบคลุมระยะทางกว่า 260 ล้านไมล์ (418 ล้านกิโลเมตร)

 

ในข้อตกลงของสหรัฐฯ ค่าเช่าของ Tesla สำหรับคนขับ Uber นั้นเริ่มต้นที่ 334 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ รวมค่าประกันและค่าบำรุงรักษา และส่วนใหญ่จะเป็นรถซีดาน Model 3

 

และเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานข่าวว่า Hertz กำลังร่วมมือกับเมืองเดนเวอร์ รวมถึงมีแผนจะขยายความร่วมมือในลักษณะนี้กับเมืองอื่นๆ เร็วๆ นี้ด้วย โดยความร่วมมือกับเมืองเดนเวอร์นั้นก็เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

 

การเป็นพันธมิตรเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือผู้ขับขี่รถเช่า รวมถึงผู้ที่อาจเช่ารถ EV เป็นครั้งแรกหรือในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เพื่อช่วยลดความยุ่งยากในการหาค่าบริการ นอกจากนี้ยังจะได้เห็นเดนเวอร์เพิ่มความพร้อมใช้งานและการศึกษาเกี่ยวกับ EVs ด้วยความพยายามครั้งแรก

 

“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” สตีเฟน สเกอร์ ซีอีโอของ Hertz กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “เราเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในการเดินทาง เราเห็นแนวโน้มการเติบโตของการเดินทาง เราจึงร่วมกับเมืองและนายกเทศมนตรีที่มีอำนาจมาก เพื่อขับเคลื่อนสิ่งนี้ไปข้างหน้าในแบบที่ Hertz คิดว่าเราทุกคนต้องการเห็น นั่นคือการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการใช้พลังงานไฟฟ้า”

 

เขากล่าวว่า Hertz วางแผนที่จะแบ่งปันข้อมูลตำแหน่งที่ไม่ระบุตัวตนจาก EVs ที่เช่ากับหน่วยงานของเมืองเดนเวอร์ เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการกำหนดตำแหน่งที่จะติดตั้งสถานีชาร์จใหม่ โดยคาดหวังว่าข้อมูลบางส่วนจะชี้ไปยังสถานที่ต่างๆ มีโอกาสสูงในการขยายตลาดต่อไป 

 

อ้างอิง: 

The post Hertz เปิดตัวบริการเช่ารถ EV จำนวน 25,000 คันแก่คนขับ Uber ในยุโรป หวังขึ้นแท่นผู้นำรถเช่า EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลทำไมผู้นำองค์กรอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค ดอร์ซีย์ และ อีวาน สปีเกล ออกมาขอโทษพนักงานหลังการ Lay-off ครั้งใหญ่ https://thestandard.co/ceos-layoff-apologize/ Thu, 17 Nov 2022 07:28:07 +0000 https://thestandard.co/?p=710744 Lay-off

จากรายงานของ Layoffs.fyi เครื่องมือติดตามการเลิกจ้างในอ […]

The post เปิดเหตุผลทำไมผู้นำองค์กรอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค ดอร์ซีย์ และ อีวาน สปีเกล ออกมาขอโทษพนักงานหลังการ Lay-off ครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lay-off

จากรายงานของ Layoffs.fyi เครื่องมือติดตามการเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เผยว่าเพียงเดือนนี้เดือนเดียว พนักงานกว่า 25,000 คนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐอเมริกาถูกเลิกจ้าง โดยนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโควิด บริษัทเทคโนโลยีที่ปลดพนักงานเยอะที่สุดคือ Meta, Getir, Booking.com, Twitter, Uber, Better.com, Peloton และ Google

 

“ช่วง 2-3 สัปดาห์หลังสุด เป็นช่วงที่บริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่สุดเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี” โรเจอร์ ลี ผู้ร่วมก่อตั้ง Human Interest ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Layoffs.fyi บอกกับ Insider

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

อาจมีเหตุผลสองข้อที่อยู่เบื้องหลังรูปแบบการเลิกจ้างนี้ โดยลีชี้ไปที่ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังรุ่งเรือง และบริษัทต่างๆ กำลังขยายไลน์ผลิตภัณฑ์และพนักงานเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีพนักงานมากขึ้นที่ทำงานที่บ้าน และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ไม่เข้มงวดเท่าตอนนี้

 

“ซีอีโอที่ดีที่สุดรู้ดีว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบเรื่องนี้” ลีกล่าว “นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้นำต่างออกมาขอโทษสำหรับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของการจ้างงานปีที่แล้ว และตอนนี้ออกมาขอโทษสำหรับการปลดพนักงานครั้งใหญ่ แต่สิ่งนั้นจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ก็อีกเรื่อง”

 

และนี่คือบางส่วนของซีอีโอที่ออกมาขอโทษต่อสาธารณะสำหรับการปลดพนักงาน

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จาก Meta – รายงานจาก Insider เผยจดหมายถึงพนักงานของเขา มาร์กขอโทษสำหรับการลงทุนกับ Meta มากกเกินไป หลังเขาประกาศว่าพนักงานกว่า 11,000 คนจะถูกเลิกจ้าง จดหมายดังกล่าวถูกเขียนไว้ว่า “หลายคนคาดการณ์ไว้ว่านี้จะเป็นการเร่งอย่างถาวรแม้การระบาดของโควิดจะสิ้นสุดลง ผมก็เช่นกัน ผมจึงตัดสินใจเพิ่มการลงทุนของเรา แต่น่าเสียดายที่สิ่งนั้นมันไม่ได้เป็นไปตามที่ผมคาดหวัง”

 

แจ็ค ดอร์ซีย์ อดีตซีอีโอ จาก Twitter – หลังซีอีโอคนใหม่ของแพลตฟอร์มอย่าง อีลอน มัสก์ ประกาศว่าจะลดพนักงานกว่า 50% รวมถึงผู้รับเหมาของบริษัท ผู้ก่อตั้งอย่างแจ็ค ดอร์ซีย์ก็ได้ทวีตว่า “เพื่อนพี่น้อง Twitter ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันนั้นแข็งแกร่งและยืดหยุ่น พวกเขาหาทางออกได้เสมอแม้ช่วงเวลานั้นจะยากลำบากมากก็ตาม ผมรู้ว่าหลายคนโกรธผม ผมต้องรับผิดชอบสำหรับทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์นี้ ผมขยายบริษัทเร็วเกินไปและผมขอโทษสำหรับเรื่องนั้น”

 

อีวาน สปีเกล จาก Snap – บริษัท Snap ปลดพนักงานกว่า 1,200 คน หรือประมาณ 20% ของพนักงานประจำเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่คนวงในหลายคนแปลกใจ ในโน้ตที่เผยแพร่ทางออนไลน์ ซีอีโอของบริษัทอย่างอีวาน สปีเกลเขียนไว้ว่า ตอนนี้บริษัท “ต้องเผชิญกับผลที่ตามมาของการเติบโตของรายได้ที่ลดลง และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาด” 

 

และ “ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่การเปลี่ยนแปลงพวกนี้นั้นจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจของพวกเราจะประสบความสำเร็จในระยะยาว มิตรภาพที่เราทุกคนมีร่วมกันนั้นทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เจ็บปวดเป็นพิเศษ และเราจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปฏิบัติต่อสมาชิกของทีมที่ต้องจากไปด้วยความเคารพและคำขอบคุณที่พวกเขาควรได้รับ”

 

ยังมีซีอีโอจากบริษัทสตาร์ทอัพอีกมากมายที่ออกมาขอโทษพนักงานหลังการเลิกจ้างครั้งใหญ่ เช่น โทเบียส ลุตก์ ซีอีโอจาก Shopify, แพทริก คอลลิสัน จาก Stripe, เกล็นน์ เคลแมน จาก Redfin, วลาด เทเนฟ จาก Robinhood, ไบรอัน อาร์มสตรอง จาก Coinbase, นิราจ ชาห์ จาก Wayfair และ ริช บาร์ตัน จาก Zillow

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผลทำไมผู้นำองค์กรอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, แจ็ค ดอร์ซีย์ และ อีวาน สปีเกล ออกมาขอโทษพนักงานหลังการ Lay-off ครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SoftBank ตัดใจเทขายหุ้น Uber กว่า 1 ใน 3 หลังแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว https://thestandard.co/softbank-sold-uber/ Tue, 09 Aug 2022 07:27:41 +0000 https://thestandard.co/?p=664870 SoftBank

แม้ว่า Uber แพลตฟอร์มเรียกรถชื่อดัง จะเริ่มมีกระแสเงินส […]

The post SoftBank ตัดใจเทขายหุ้น Uber กว่า 1 ใน 3 หลังแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SoftBank

แม้ว่า Uber แพลตฟอร์มเรียกรถชื่อดัง จะเริ่มมีกระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 13 ปีก่อน แต่ด้วยผลดำเนินงานที่ยังคงขาดทุนในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ SoftBank ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนจากญี่ปุ่นต้องยอมตัดใจเทขายหุ้นของ Uber ออกไปในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยขายที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 41.47 ดอลลาร์สหรัฐ 

 

SoftBank ลงทุนใน Uber ในปี 2018 และได้ขายหุ้นไปแล้วประมาณ 1 ใน 3 ของบริษัทผู้ให้บริการเรียกรถรายนี้ 

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก Vision Fund ของ SoftBank ซึ่งเป็นเครื่องมือการลงทุนด้านเทคโนโลยีของบริษัท เผยผลประกอบการว่าประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักถึง 2.93 ล้านล้านเยน ในไตรมาสเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติสูงสุดของทาง SoftBank 

 

ทั้งนี้ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SoftBank ได้ออกมาให้คำมั่นที่จะปรับปรุงเกณฑ์การลงทุน และรักษาเงินสดไว้เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมส่งสัญญาณปลดพนักงานที่ Vision Fund ขณะเดียวกัน ยังได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านเยน (1 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถค้ำประกันนักลงทุนได้

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post SoftBank ตัดใจเทขายหุ้น Uber กว่า 1 ใน 3 หลังแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเดลธุรกิจเริ่มเห็นผล? Uber โชว์กระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรก หลังเผาเงินไป 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/uber-earnings-report-2q2022/ Fri, 05 Aug 2022 12:41:36 +0000 https://thestandard.co/?p=663601 Uber

Uber แพลตฟอร์มเรียกรถชื่อดัง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 […]

The post โมเดลธุรกิจเริ่มเห็นผล? Uber โชว์กระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรก หลังเผาเงินไป 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber

Uber แพลตฟอร์มเรียกรถชื่อดัง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2022 โดยมีกระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรกหลังจากที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 13 ปีก่อน และเผาเงินไปราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Uber รายงานออกมาเมื่อ 2 สิงหาคม 2022 ด้วยกระแสเงินสดปลอดภาระ (Free Cash Flow) จำนวน 382 ล้านดอลลาร์ และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 439 ล้านดอลลาร์ 

 

ตัวเลขกระแสเงินสดดังกล่าวสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 109 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Nelson Chai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Uber กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นก้าวถัดไปของ Uber จากการที่บริษัทสามารถใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อสร้างการเติบโต ด้วยการกระจายเงินลงทุนและสร้างผลกำไรสูงสุดในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น” 

 

ขณะที่ราคาหุ้นของ Uber พุ่งขึ้นตอบรับกับผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยราคาหุ้น Uber กระโดดขึ้นจาก 24.6 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 28.49 ดอลลาร์ ก่อนจะวิ่งขึ้นมาปิดที่ 31.85 ดอลลาร์ หนุนให้ราคาหุ้น Uber ปรับตัวขึ้น 7 วันติดต่อกัน เพิ่มขึ้นถึง 41.2% 

 

ขณะที่ Youssef Squali นักวิเคราะห์ของ Truist Securities กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต่างรอคอย วันที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ในที่สุด และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการทำได้อย่างมั่นคง 

 

ทั้งนี้ Uber เปิดเผยเป้าหมายของบริษัทก่อนหน้านี้ว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายในปีนี้ เพื่อทำให้กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวก โดยสิ่งที่บริษัทดำเนินการคือการลดค่าตอบแทนให้กับผู้ขับขี่ และลดการจ้างงานลง 

 

อย่างไรก็ตาม Uber ยังคงรายงานขาดทุนสุทธิ 2.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการขาดทุนที่เกิดขึ้นเป็นผลขาดทุนจากการลงทุนถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ เช่น การลงทุนใน Aurora บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไร้คนขับ การลงทุนใน Grab แพลตฟอร์มเรียกรถสัญชาติสิงคโปร์ รวมถึง Zomato ธุรกิจขนส่งสัญชาติอินเดีย

 

CFO ของ Uber กล่าวต่อว่า กำไรของ Uber จะยังค่อนข้างผันผวนในแต่ละไตรมาส เนื่องจากการลงทุนต่างๆ ที่มีนัยสำคัญกับผลประกอบการโดยรวม 

 

สำหรับไตรมาสล่าสุด Uber มีรายได้รวม 8.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 105% จากปีก่อน หลังจากการกลับมาเดินทางมากขึ้นอีกหลัง ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันของ Uber เพิ่มขึ้นเป็น 122 ล้านรายทั่วโลก เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน 

 

สำหรับสัดส่วนรายได้ของ Uber มาจากการรับ-ส่งผู้โดยสาร 3.55 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 120%, รายได้จากการรับ-ส่งอาหาร 2.68 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37% และรายได้จากธุรกิจใหม่ คือ รับ-ส่งพัสดุ 1.83 พันล้านดอลลาร์ 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post โมเดลธุรกิจเริ่มเห็นผล? Uber โชว์กระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรก หลังเผาเงินไป 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
หญิงสหรัฐฯ 550 รายรวมตัวฟ้อง Uber หลังเจอคนขับล่วงละเมิดทางเพศ https://thestandard.co/us-female-sue-uber-over-sexually-harassing-driver/ Thu, 14 Jul 2022 09:01:35 +0000 https://thestandard.co/?p=653786 Uber

ผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา 550 รายได้รวมตัวกันฟ้องร้อง Uber […]

The post หญิงสหรัฐฯ 550 รายรวมตัวฟ้อง Uber หลังเจอคนขับล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber

ผู้หญิงในสหรัฐอเมริกา 550 รายได้รวมตัวกันฟ้องร้อง Uber แพลตฟอร์มให้บริการเรียกรถรับจ้าง โดยอ้างว่าพวกเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนขับรถของแพลตฟอร์มดังกล่าว 

 

สตรีกลุ่มนี้ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลสูงของซานฟรานซิสโก เคาน์ตี เมื่อวานนี้ (13 กรกฎาคม) โดยกล่าวอ้างว่าพวกเธอถูกคนขับของ Uber ล่วงละเมิดหลายรูปแบบ เช่น ลักพาตัว ล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน กักขัง สะกดรอยตาม ข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกาย

 

ทนายความของบริษัทกฎหมาย Slater Slater Schulman ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการแทนนั้น เปิดเผยว่า เหยื่อของคดีนี้เป็นผู้หญิงที่มาจากหลายรัฐทั่วประเทศ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องไปแล้วอย่างน้อย 150 คดี

 

อดัม สเลเตอร์ หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งของ Slater Slater Schulman กล่าวอ้างว่า ย้อนไปเมื่อปี 2014 Uber ได้รับรายงานว่าคนขับของตนได้ล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนผู้โดยสารหญิง แต่ท้ายที่สุดบริษัทก็ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจมากกว่าความปลอดภัยของลูกค้า

 

นอกจากนี้ คำฟ้องดังกล่าวยังระบุด้วยว่า Uber จงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าคนขับได้ล่วงละเมิดทางเพศกับผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2014 (เท่าที่มีรายงาน) แต่ก็ยังโปรโมตว่าแพลตฟอร์มของตนเองนั้นมีความปลอดภัย พร้อมโจมตีด้วยว่า Uber เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีหาเหยื่อและทำร้ายผู้หญิงได้ง่ายขึ้น เพราะบริษัทไม่ยอมเช็กประวัติคนขับย้อนหลังให้ดีเสียก่อน หรือออกมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ

 

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Uber ได้เปิดเผยรายงานข้อมูลความปลอดภัยของสหรัฐฯ (US Safety Report) ฉบับที่ 2 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น 998 ครั้ง รวมถึงรายงานการข่มขืน 141 ครั้งในปี 2020 ส่วนในระหว่างปี 2019-2020 Uber ได้รับรายงานเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในหมวดหมู่ที่ร้ายแรงที่สุด 5 หมวดทั้งหมด 3,824 ครั้ง

 

ด้านโฆษกของ Uber ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “การล่วงละเมิดทางเพศเป็นอาชญากรรมร้ายแรง และเราพิจารณาทุกรายงานที่ส่งเข้ามาอย่างจริงจัง  

 

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัย นั่นคือเหตุผลที่ Uber ได้สร้างฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดนโยบายที่มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายแรง แม้ว่าเราจะไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาได้ แต่เราจะยังคงเดินหน้ามอบความปลอดภัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานของเรา” 

 

แฟ้มภาพ: Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post หญิงสหรัฐฯ 550 รายรวมตัวฟ้อง Uber หลังเจอคนขับล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zomato สตาร์ทอัพ ‘ยูนิคอร์น’ ส่งอาหารของอินเดีย เตรียม IPO หวังระดมทุน 4.1 หมื่นล้านไปขยายธุรกิจ พร้อมขึ้นแท่น ‘บริษัทแสนล้าน’ https://thestandard.co/zomato-india-food-delivery-prepares-for-ipo/ Fri, 09 Jul 2021 08:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=510507 Zomato

Zomato สตาร์ทอัพส่งอาหารสัญชาติอินเดียที่ก่อตั้งมาได้ 1 […]

The post Zomato สตาร์ทอัพ ‘ยูนิคอร์น’ ส่งอาหารของอินเดีย เตรียม IPO หวังระดมทุน 4.1 หมื่นล้านไปขยายธุรกิจ พร้อมขึ้นแท่น ‘บริษัทแสนล้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zomato

Zomato สตาร์ทอัพส่งอาหารสัญชาติอินเดียที่ก่อตั้งมาได้ 12 ปี และขึ้นเป็น ‘ยูนิคอร์น’ เรียบร้อยแล้ว กำลังจะติดนามสกุลมหาชนผ่านการ IPO ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.1 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้นที่เบื้องต้นวางราคาไว้ที่ 72-76 รูปี หรือ 31.52-33.27 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจุบัน Info Edge เป็นผู้ถือหุ้น 18.55% ใน Zomato ตามด้วย Uber 9.13% ขณะที่ Alipay Singapore Holding และ Antfin Singapore Holding ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Ant Group ของจีน ถือหุ้น 8.33% และ 8.2% ตามลำดับ โดยที่ผ่านมาสตาร์ทอัพรายนี้ได้ระดมทุนไปได้แล้วกว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.2 หมื่นล้านบาท

 

สำหรับการติดนามสกุลมหาชนในครั้งนี้ ผู้บริหารของ Zomato บอกว่า หาก Zomato สามารถเปิดขายในช่วงราคาสูงสุด จะทำให้ Zomato มีมูลค่าบริษัทกว่า 6.4365 แสนล้านรูปี หรือราว 2.8 แสนล้านบาท

 

เงินที่ได้จากการ IPO นั้น Zomato ระบุว่า จะถูกนำไปใช้ใน 3 เรื่องหลักคือ การหาลูกค้าใหม่ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังวางแผนว่าใช้สำหรับสำรวจโอกาสในการเข้าซื้อกิจการที่คล้ายกับการเข้าซื้อหุ้น 9.3% ใน Grofers ซึ่งเป็นบริการจัดส่งของชำออนไลน์

 

Gaurav Gupta ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Zomato กล่าวว่า การลงทุนใน Grofers มาจากความคิดทดลองเท่านั้น และเมื่อมั่นใจว่าจะขยายพื้นที่ (จัดส่งของชำ) ออกไป จึงจะใช้เงินมาลงทุนในส่วนนี้ด้วย โดย Zomato วางแผนที่จะเปิดตัวบริการจัดส่งของชำบนแพลตฟอร์มของตัวเองในไม่ช้า

 

บริษัทที่ปรึกษา Red Seer คาดว่าตลาดขายของชำออนไลน์ของอินเดียจะเติบโต 41-49% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 และมีมูลค่าตลาดถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.9 แสนล้านบาทภายในปี 2024

 

นอกเหนือจากการจัดส่งอาหารแล้ว Zomato ยังดำเนินการแพลตฟอร์มการจัดหาส่วนผสมที่เรียกว่า Hyperpure และโปรแกรมความภักดีของลูกค้า Zomato Pro บริษัทมีรายได้ 75% จากธุรกิจส่งอาหาร และขยายธุรกิจถึง 10 เท่าในช่วง 3 ถึง 4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Zomato ยังอ้างว่าเป็นแพลตฟอร์มการจองโต๊ะออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียอีกด้วย

 

“อุตสาหกรรมบริการด้านอาหาร (Food Services Industry) ในอินเดียมีความท้าทายอย่างมาก” แม่ทัพของ Zomato กล่าว “เรากำลังพยายามดูว่าจะสามารถขยายตลาดได้หรือไม่ สิ่งที่ท้าทายธุรกิจของเราคือนิสัยของคนอินเดียที่นิยมทำอาหารเอง แต่เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับโอกาสที่อยู่ตรงหน้าเรา”

 

ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย Jefferies ที่ออกมาในเดือนพฤษภาคมเกี่ยวกับการบริโภคอาหารทั้งหมดในอินเดีย ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในแดนภารตะ แต่มีเพียง 10% เท่านั้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมบริการด้านอาหาร ตัวเลขนี้นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วน 50% ในแดนมังกรและดินแดนพญาอินทรี

 

ปัจจุบัน Zomato ให้บริการอยู่ใน 24 ประเทศและกว่า 10,000 เมือง สำหรับปีการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคมปีนี้ Zomato พบว่ารายได้ของบริษัทลดลง 23% เหลือ 283 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังขาดทุนกว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถือว่าลดลง 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

 

อ้างอิง:

The post Zomato สตาร์ทอัพ ‘ยูนิคอร์น’ ส่งอาหารของอินเดีย เตรียม IPO หวังระดมทุน 4.1 หมื่นล้านไปขยายธุรกิจ พร้อมขึ้นแท่น ‘บริษัทแสนล้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Uber’ ในอังกฤษ ยกระดับ ‘คนขับ’ เป็นพนักงานประจำตามคำสั่งศาล ยอมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ให้วันลา และสวัสดิการบำนาญ https://thestandard.co/uber-in-england-elevate-drivers/ Thu, 18 Mar 2021 07:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=466377 ‘Uber’ ในอังกฤษ ยกระดับ ‘คนขับ’ เป็นพนักงานประจำตามคำสั่งศาล ยอมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ให้วันลา และสวัสดิการบำนาญ

สำนักข่า AP รายงานว่า Uber ผู้ให้บริการ Ride Sharing ใน […]

The post ‘Uber’ ในอังกฤษ ยกระดับ ‘คนขับ’ เป็นพนักงานประจำตามคำสั่งศาล ยอมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ให้วันลา และสวัสดิการบำนาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Uber’ ในอังกฤษ ยกระดับ ‘คนขับ’ เป็นพนักงานประจำตามคำสั่งศาล ยอมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ให้วันลา และสวัสดิการบำนาญ

สำนักข่า AP รายงานว่า Uber ผู้ให้บริการ Ride Sharing ในอังกฤษ ประกาศจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการบำนาญ และจ่ายเงินวันลาให้แก่คนขับ Uber ทั่วอังกฤษ หลังศาลสูงสุดลอนดอนมีคำสั่งให้ปรับสถานะของคนขับ Uber เทียบเท่ากับพนักงานของบริษัท และมีสิทธิ์ในสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ Uber มีขึ้นหลังจากที่บริษัทพ่ายแพ้ในคำร้องที่ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดอังกฤษเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งการตัดสินใจของศาลสูงสุดอังกฤษระบุชัดว่า คนขับรถ Uber ไม่ถือเป็นลูกจ้างอิสระ

 

Uber แถลงว่าได้ปรับเปลี่ยนนโยบายบริษัทในอังกฤษ ให้ถือว่าคนขับรถเป็นพนักงาน ไม่ใช่ลูกจ้างคู่สัญญาอิสระอีกต่อไป โดยจะมีผลให้คนขับรถ Uber ที่มีอยู่ทั่วประเทศอังกฤษมากกว่า 70,000 คน ได้รับค่าเแรงขั้นต่ำที่ 8.72 ปอนด์ ทันทีที่คนขับรายนั้นตอบรับคำร้องส่งของผู้โดยสาร ขณะที่จะได้รับเงินวันหยุดเทียบเท่า 12% ของรายได้ที่ได้รับ และ Uber จะจ่ายให้ทุกๆ 2 สัปดาห์

 

ขณะเดียวกัน Uber กล่าวอีกว่า กำลังดำเนินการให้คนขับเข้ามาอยู่ในระดับสวัสดิการบำนาญของบริษัท เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญตามกฎหมายแรงงานต่อไป

 

Jamie Heywood ผู้จัดการทั่วไปของ Uber ประจำภูมิภาคยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก กล่าวว่าคนขับ Uber ในอังกฤษจะยังคงสามารถทำงานภายใต้ตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นเช่นเดิม และ Uber เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น ดังนั้นจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในแวดวงเดียวกันจะปฏิบัติเช่นเดียวกับ Uber เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของบรรดาพนักงานให้ดีขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดตามกฎหมายการจ้างงานนี้มีผลครอบคลุมเฉพาะคนขับแท็กซี่ Uber เท่านั้น ไม่ได้รวมคนขับที่รับจ้างส่งอาหารอย่าง Uber Eats

 

ทั้งนี้ เดือนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดอังกฤษได้ระบุว่า ความเป็นพนักงานของคนขับ Uber เกิดขึ้นเมื่อได้มีการเปิดให้แอปพลิเคชันแท็กซี่ Uber ที่ทำให้ Uber มีสิทธิ์ในการจำกัดและควบคุมการทำงานของคนขับ โดยเฉพาะการควบคุมอัตราค่าโดยสาร ตลอดจนข้อกำหนดพิเศษในสัญญาข้อตกลงการทำงานในการให้บริการ

 

แม้จะยินดีต่อคำสั่งศาลในครั้งนี้ แต่ James Farrar และ Yaseen Aslam อดีตคนขับ Uber ผู้ยื่นฟ้องทางกฎหมายต่อบริษัทในปี 2016 เห็นว่าการตัดสินดังกล่าวยังไม่เพียงพอ เพราะ Uber ยังมีสิทธิ์ในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำฝ่ายเดียว ซึ่งสิทธิ์ดังกล่าวควรเกิดขึ้นจากการเห็นชอบร่วมกันทั้งสองฝ่าย

 

รายงานระบุว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับคนขับ Uber ครั้งนี้ มีแนวโน้มจะส่งผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายของ Uber ที่ในขณะนี้กำลังประสบปัญหาการทำรายได้และกำไรในอังกฤษ รวมถึงปัญหาในการต่อใบอนุญาตทำธุรกิจในอังกฤษ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ‘Uber’ ในอังกฤษ ยกระดับ ‘คนขับ’ เป็นพนักงานประจำตามคำสั่งศาล ยอมจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ ให้วันลา และสวัสดิการบำนาญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Uber’ ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์แทน https://thestandard.co/uber-sold-its-self-driving-car-business-to-aurora/ Tue, 08 Dec 2020 05:22:30 +0000 https://thestandard.co/?p=429497 ‘Uber’ ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์แทน

Uber ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้สตาร์ทอัพ Aurora แล้วดึงมาเป […]

The post ‘Uber’ ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Uber’ ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์แทน

Uber ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้สตาร์ทอัพ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์พัฒนารถไร้คนขับแทน หวังฟื้นกำไรหลังจากรับผลกระทบโควิด-19 และสูญงบวิจัยมหาศาล

 

Uber ประกาศขายกิจการ Uber Advanced Technologies (Uber ATG) ส่วนธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีไร้คนขับให้กับ Aurora สตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีไร้คนขับ คาดว่ามูลค่าของดีลนี้จะอยู่ที่ราว 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งลดลงจากมูลค่าของ Uber ATG เมื่อปีที่แล้ว ที่ถูกประเมินว่าอยู่ที่ราว 7.25 พันล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้ Uber ยังลงทุนใน Aurora ราว 400 ล้านดอลลาร์ โดยเข้าถือหุ้นบริษัท 26% ขณะที่ซีอีโอของ Uber ‘ดารา คอสราวชาฮี’ จะมานั่งเป็นบอร์ดของ Aurora รวมถึงพนักงาน Uber และนักลงทุน Uber ATG ก็จะถือหุ้นใน Aurora 40% ด้วย 

 

ถึงแม้จะขายธุรกิจรถไร้คนขับที่ดูเหมือนเป็นอนาคตของ Uber แต่ดีลนี้ทำให้ Aurora ที่พัฒนาเทคโนโลยีไร้คนขับทั้งรถยนต์ รถบรรทุก และรถขนส่งของ จะมาเป็นพาร์ตเนอร์ในการพัฒนารถไร้คนขับร่วมกัน โดยจะเริ่มจากรถบรรทุกไร้คนขับสำหรับ Uber Freight ก่อนที่จะโฟกัสกับรถรับส่งคนต่อไป

 

สาเหตุของการขาย Uber ATG ก็เพื่อให้ Uber กลับมาทำกำไรให้ได้ เนื่องจากการพัฒนารถไร้คนขับเป็นการลงทุนและเผาเงินมหาศาล ขณะที่ตัวธุรกิจเองก็ยังไม่ทำกำไรมากนัก ประกอบกับถูกซ้ำเติมด้วยโรคระบาดอีก

 

ทั้งนี้ Aurora ก่อตั้งในปี 2017 โดยหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคือ คริส เอิร์มสัน อดีตวิศวกรและซีทีโอของโปรเจกต์รถไร้คนขับของ Google และเป็นหนึ่งในหัวหอกที่ขับเคลื่อนการพัฒนาโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรกๆ ด้วย โดยมูลค่าของ Aurora ปัจจุบันอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ มีนักลงทุนรายใหญ่ๆ อย่าง Hyundai, Kia และ Amazon

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ‘Uber’ ขายธุรกิจรถไร้คนขับให้ Aurora แล้วดึงมาเป็นพาร์ตเนอร์แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท https://thestandard.co/us-tech-firms-can-compensate-gig-workers-with-equity-under-sec-proposal/ Wed, 25 Nov 2020 07:57:27 +0000 https://thestandard.co/?p=424920 Gig Worker

คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) […]

The post ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gig Worker

คณะกรรมการบริหารกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้ยื่นเสนอโครงการนำร่องทดลองที่จะเปิดทางให้บรรดาบริษัทด้านเทคโนโลยีทั้งหลาย อย่าง Uber และ Lyft สามารถจ่ายค่าตอบแทนรายปีให้กับลูกจ้างฟรีแลนซ์ หรือ Gig Worker ของบริษัทด้วยหุ้นของบริษัทไม่เกิน 15% แทนเงินสดได้

 

แถลงการณ์ของ SEC ระบุว่า เหล่าบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยการอิงกับระบบอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ อาจเพิ่มแรงจูงใจด้วยการเสนอค่าตอบแทนในรูปแบบหุ้นให้แก่ฟรีแลนซ์ เหมือนที่ให้กับลูกจ้างประจำของบริษัท โดยย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มุ่งให้บริษัทกำหนดปริมาณเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่าย แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ระหว่างการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสดหรือเป็นตัวหุ้น

 

ข้อเสนอครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบรรดาลูกจ้างอิสระในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานต่างออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจ้างงานในรูปแบบ Gig Worker ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบหนึ่ง เพราะแรงงานในกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ประกันสุขภาพ และการหยุดพักร้อนที่บริษัทยังต้องจ่ายเงินเดือนให้ 

 

Jay Clayton ประธาน SEC สหรัฐฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ในที่ทำงานมีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และแรงงานที่อยู่ใน Gig Economy ก็เริ่มมีบทบาทความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง

 

โดยข้อเสนอชั่วคราวนี้จะเปิดทางให้บรรดาฟรีแลนซ์สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโตของบริษัท ซึ่งเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่ง เพราะความพยายามของลูกจ้างแรงงานในกลุ่มนี้ โดยค่าตอบแทนคิดในสัดส่วนรายปีไม่เกิน 15% หรือเทียบเท่า 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวได้รับเสียงคัดค้านจากส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำกัดอยู่แค่ลูกจ้างฟรีแลนซ์ของบริษัทด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีลูกจ้างฟรีแลนซ์ หรือลูกจ้างประเภทสัญญาระยะสั้นทำงานอยู่ในแทบทุกแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจของสหรัฐฯ

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ก.ล.ต. สหรัฐฯ แนะยักษ์เทคโนโลยีจ่ายลูกจ้างฟรีแลนซ์ด้วยหุ้น หวัง Gig Worker มีส่วนร่วมการเติบโตของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ชนะการยื่นอุทธรณ์ศาลอังกฤษ ได้สิทธิ์ให้บริการในกรุงลอนดอนต่ออีก 18 เดือน https://thestandard.co/uber-win-an-appeal-at-english-court/ Mon, 28 Sep 2020 11:46:36 +0000 https://thestandard.co/?p=401842

วันนี้ ​(28 กันยายน) ศาล Westminster Magistrates ในกรุง […]

The post Uber ชนะการยื่นอุทธรณ์ศาลอังกฤษ ได้สิทธิ์ให้บริการในกรุงลอนดอนต่ออีก 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ ​(28 กันยายน) ศาล Westminster Magistrates ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้มีคำสั่งตัดสินให้ Uber ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ Ride-hailing กลายเป็นฝ่ายที่ชนะในการยื่นอุทธรณ์คดีที่กรมขนส่งในกรุงลอนดอน (Transport for London: TfL) ปฏิเสธการต่อใบอนุญาตให้กับพวกเขา หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีการให้บริการที่ไม่ปลอดภัยและไม่เหมาะสม

 

ส่งผลให้ Uber ยังคงได้รับการต่อใบอนุญาตการเป็นผู้ให้บริการร่วมเดินทางฉบับใหม่ในกรุงลอนดอนต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 18 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Uber ถูกกรมขนส่งลอนดอนปฏิเสธต่อใบอนุญาตให้บริการเป็นครั้งที่สอง เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังจากที่ตรวจพบว่าแพลตฟอร์มของพวกเขาเปิดให้คนขับที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง (ปลอมแปลงเอกสารหรือข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม) สามารถขับรถให้บริการได้มากกว่า 14,000 เที่ยว 

 

โดยก่อนหน้านี้ในปี 2017 Uber ก็เคยถูกปฏิเสธการต่อใบอนุญาตเป็นครั้งแรกมาแล้ว ด้วยเหตุผลของการกระทำความผิดด้านความปลอดภัยในการให้บริการ ก่อนจะได้รับใบอนุญาตการให้บริการในกรุงลอนดอนชั่วคราวเป็นจำนวน 2 ครั้ง ประกอบด้วยใบอนุญาตอายุ 15 เดือน และใบอนุญาตจำนวน 2 เดือน

 

ขณะที่รองผู้พิพากษาที่รับหน้าที่ดูแลคดีนี้อย่าง Tan Ikram ได้ให้เหตุผลของการตัดสินให้ Uber เป็นฝ่ายชนะการยื่นอุทธรณ์ว่า หลักฐานต่างๆ ที่ทาง Uber นำมาประกอบการพิจารณามีข้อบ่งชี้มากพอว่าพวกเขาไม่ได้ให้บริการที่ทำให้ผู้ใช้งานต้องสุ่มเสี่ยงด้านความปลอดภัย

 

“แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะประสบกับปัญหาความล้มเหลว (ในแง่การให้บริการด้วยความปลอภัย) แต่ผมพบว่าตอนนี้ Uber สามารถให้บริการที่เหมาะสมได้ รวมถึงการเป็นผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์ได้ถือใบอนุญาตการให้บริการเช่ารถส่วนตัวต่อไป (Private Hire Vehicle: PHV)” Ikram กล่าว

 

ขณะที่ภาพรวมของตลาดหุ้นจากการเปิดเผยของสำนักข่าว CNBC หลังจากที่มีการประกาศข่าวนี้ออกไปพบว่า มูลค่าหุ้น Uber (UBER) ในช่วงการซื้อขายล่วงหน้าของตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นถึง 6% สอดรับกับข่าวดีดังกล่าว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Uber ชนะการยื่นอุทธรณ์ศาลอังกฤษ ได้สิทธิ์ให้บริการในกรุงลอนดอนต่ออีก 18 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ตั้งเป้าใช้รถไฟฟ้าทั้งหมดแบบ 100% ภายในปี 2030 ให้ค่าตอบแทนคนขับรถยนต์พลังงานสะอาดสูงกว่าปกติ https://thestandard.co/uber-promise-100-percent-electric-vehicle-ev-2030/ Wed, 09 Sep 2020 06:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=395353

Uber แพลตฟอร์ม Ride-Sharing จากสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประ […]

The post Uber ตั้งเป้าใช้รถไฟฟ้าทั้งหมดแบบ 100% ภายในปี 2030 ให้ค่าตอบแทนคนขับรถยนต์พลังงานสะอาดสูงกว่าปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Uber แพลตฟอร์ม Ride-Sharing จากสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประกาศแผนธุรกิจใหม่เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้ให้บริการร่วมเดินทางที่ใส่ใจพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2030 หรืออีก 10 ปีต่อจากนี้

 

ดารา คอสราวชาฮี (Dara Khosrowshahi) ซีอีโอของ Uber เผยผ่านรายงานในแถลงการณ์ ‘Driving a Green Recovery’ โดยบอกว่า Uber มุ่งมั่นที่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ให้ได้ 100% ภายในปี 2040 ผ่านการใช้งานรถยนต์พลังงานสะอาดที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์เช่นกัน 

 

แต่กว่าจะถึงตอนนั้น Uber และดาราก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้เร็วที่สุด โดยระบุไว้ว่าภายในปี 2030 รถยนต์ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มของพวกเขาทุกคันในสหรัฐฯ แคนาดา และเมืองในยุโรปจะต้องเปลี่ยนมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้แบบ 100% นอกจากนี้ยังได้ประกาศแผนการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง 4 ข้อ ดังนี้

 

  1. เพิ่มทางเลือก Uber Green ให้ผู้ใช้บริการเลือกได้ว่าจะเดินทางด้วยพาหนะยานยนต์แบบไฮบริดหรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV
  2. อัดฉีดเงินมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยคนขับกว่าหลายแสนคนในการเปลี่ยนผ่านมาใช้รถยนต์พลังงานสะอาดให้ได้ภายในปี 2025
  3. ลงทุนในเครือข่ายหลายรูปแบบของบริษัท เพื่อโปรโมตทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล
  4. ตั้งเป้าเป็นองค์กรที่โปร่งใส และสามารถอธิบายประเด็นต่างๆ ต่อสาธารณชนได้ตลอดโรดแมป Driving a Green Recovery นี้

 

นอกเหนือจากนี้ คนขับที่ใช้พาหนะรับงานเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับอินเซนทีฟตอบแทนที่ดีกว่าในแต่ละทริปที่ให้บริการด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐฯ และแคนาดา คนขับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม 50 เซนต์ในทุกๆ ทริปการให้บริการแบบ Uber Green ส่วนคนขับที่ให้บริการด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ก็จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มอีก 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือรวมเป็น 1.5 ดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง

 

“โลกกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญ และเราทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีบทบาทหน้าที่ของตัวเอง สำหรับ Uber เราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ไว้ นั่นคือการสร้างแพลตฟอร์มหลายรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับโลกที่ยังต้องการการเดินทาง แม้เราจะไม่ใช่ผู้ให้บริการรายแรกที่ตั้งเป้าหมายทะเยอทะยานแบบนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่เราก็ตั้งใจจะเป็นผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้เป็นรายแรก

 

“การแข่งขันเพื่อความยั่งยืนคือชัยชนะสำหรับโลกใบนี้ นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น  เราคาดหวังว่า Uber จะถูกตัดสินจากการกระทำของพวกเราเองต่อจากนี้ ซึ่งการประสบความสำเร็จสูงสุดในเชิงธุรกิจของบริษัทก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มไปสู่ความร่วมมือกับคนขับ นวัตกรของอุตสาหกรรมและรัฐบาลในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด นี่คือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับลูกค้า เมืองของเรา ผู้ถือหุ้น และโลกใบนี้ที่เราอยากจะแชร์” ซีอีโอ Uber กล่าวทิ้งท้าย

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง

The post Uber ตั้งเป้าใช้รถไฟฟ้าทั้งหมดแบบ 100% ภายในปี 2030 ให้ค่าตอบแทนคนขับรถยนต์พลังงานสะอาดสูงกว่าปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber เตรียมปิดสำนักงานใหญ่เอเชียแปซิฟิกในสิงคโปร์ กระทบพนักงาน 120 คน และบางคนต้องตกงาน https://thestandard.co/uber-prepare-to-open-asia-pacific-head-quarter-in-singapore/ Tue, 19 May 2020 11:20:02 +0000 https://thestandard.co/?p=365042

ผลจากเที่ยวเดินทางที่ลดลง 80% ในเดือนเมษายน อันเป็นผลกร […]

The post Uber เตรียมปิดสำนักงานใหญ่เอเชียแปซิฟิกในสิงคโปร์ กระทบพนักงาน 120 คน และบางคนต้องตกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลจากเที่ยวเดินทางที่ลดลง 80% ในเดือนเมษายน อันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ทำให้ Uber ตัดสินใจปลดพนักงานเพิ่มอีก 3,000 คน หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเพิ่งประกาศปลดพนักงาน 3,700 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 14% ของพนักงานทั่วโลก โดยสิ่งที่เพิ่มมาในครั้งนี้คือการปิดสำนักงาน 45 แห่งทั่วโลก และสำนักงานที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในสำนักงานที่จะต้องถูกปิด

 

สำนักงานในสิงคโปร์เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งดูแล 9 ประเทศ รวมไปถึงออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น Uber ระบุว่า จะย้ายไปอยู่ในตลาดที่ Uber ดำเนินธุรกิจอยู่ภายใน 12 เดือนนับจากนี้ 

 

หากจำกันได้ Uber ได้ถอนทัพออกจากตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนมีนาคม 2018 แต่ยังคงให้สำนักงานในสิงคโปร์ดูแลการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ 

 

โฆษกของ Uber บอกกับ CNA ว่า จะมีพนักงาน 120 คนที่ประจำในสำนักงานแห่งนี้ได้รับผลกระทบ และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ไปต่อ โดยมีบางคนต้องตกงานด้วย

 

สำหรับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่กำลังมีการพิจารณาหลายเมือง และมีเป้าหมายที่จะแจ้งให้ทีมทราบภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยที่กลุ่มพนักงานการเงินจะอยู่ในสิงคโปร์ แต่หน้าที่อื่นๆ จะถูกย้ายไปประจำในสำนักงานแห่งใหม่ 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post Uber เตรียมปิดสำนักงานใหญ่เอเชียแปซิฟิกในสิงคโปร์ กระทบพนักงาน 120 คน และบางคนต้องตกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ประกาศปลดพนักงานอีก 3,000 คน ทั้งที่ 2 สัปดาห์ก่อนเพิ่งปลดไป 3,700 คน https://thestandard.co/uber-reportedly-to-cut-3000-more-jobs/ Tue, 19 May 2020 04:10:16 +0000 https://thestandard.co/?p=364809

ย้อนกลับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา Uber บริการเรียก […]

The post Uber ประกาศปลดพนักงานอีก 3,000 คน ทั้งที่ 2 สัปดาห์ก่อนเพิ่งปลดไป 3,700 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา Uber บริการเรียกรถขนส่งสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันรายใหญ่ เพิ่งออกมาประกาศปลดพนักงาน 3,700 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 14% ของพนักงานทั่วโลก มาวันนี้ Uber ได้ตัดสินใจปลดพนักงานอีกครั้ง โดยมีพนักงานที่ถูกปลดทั้งสิ้น 3,000 คน

 

รวมแล้วในห้วงระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ Uber วางแผนปลดพนักงาน 6,700 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 จากจำนวนพนักงานทั่วโลก 28,600 คน ดารา คอสราวชาฮี ซีอีโอของ Uber ยืนยันว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ถูกปลด ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองด้านสุขภาพและช่วยเหลือด้านวีซ่าสำหรับพนักงานต่างชาติที่ทำงานในสหรัฐอเมริกา

 

นอกเหนือจากการปลดพนักงานหลายพันคนแล้ว Uber จะปิดสำนักงาน 45 แห่งทั่วโลกและลดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ทั้งหมดนี้เป็นแผนลดต้นทุนที่ Uber วางไว้หลังจากธุรกิจกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 

 

ในเดือนเมษายน ธุรกิจเรียกรถอันเป็นธุรกิจหลักมียอดใช้งานลดลงมากถึง 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าบริการขนส่งอาหาร Uber Eats เพิ่มขึ้น 50% ในไตรมาสแรก แต่ธุรกิจนี้ยังขาดทุนอยู่ด้วยตัวเลข 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจส่งอาหาร Uber ได้เสนอเข้าซื้อคู่แข่งในธุรกิจจัดส่งอาหาร GrubHub แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าดีลนี้จะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งหาก Uber ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อ จะก่อให้เกิดการรวมธุรกิจจัดส่งอาหารรายใหญ่ 2 รายภายใต้บริษัทเดียวกัน 

 

ตามเอกสารที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า การปลดพนักงานและการปรับโครงสร้างจะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเงินสดระหว่าง 210-260 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 2 แต่ในระยะยาวจะช่วยให้ Uber ประหยัดเงินได้ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

 


ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

The post Uber ประกาศปลดพนักงานอีก 3,000 คน ทั้งที่ 2 สัปดาห์ก่อนเพิ่งปลดไป 3,700 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ก็ไม่ไหว จำต้องปลดพนักงาน 3,700 คน หรือ 14% ของพนักงานทั่วโลก https://thestandard.co/uber-will-layoffs-3700-workers/ Thu, 07 May 2020 02:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=361196

กลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต้องปลดพนักงา […]

The post Uber ก็ไม่ไหว จำต้องปลดพนักงาน 3,700 คน หรือ 14% ของพนักงานทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต้องปลดพนักงาน อันเนื่องมาจากธุรกิจกำลังติดเชื้ออย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 สำหรับ Uber บริการเรียกรถขนส่งสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน ที่ออกมาปลดพนักงานในสัดส่วน 14% ของพนักงานทั่วโลก

 

ตามเอกสารต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา พนักงานที่ถูกปลดมีจำนวนทั้งสิ้น 3,700 คน จากจำนวนพนักงานทั้งหมด 26,900 คน ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ที่ถูกปลดอยู่ในส่วนสนับสนุนลูกค้าและทีมงานสรรหา Uber ประเมินว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 650 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง

 

บริการเรียกรถอันเป็นธุรกิจหลักของ Uber ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 เนื่องจากผู้คนส่วนมากต้องหยุดอยู่บ้านตามคำสั่งของรัฐบาลในประเทศต่างๆ เพื่อควบคุมโรค ทำให้การเดินทางลดลงถึง 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้บริการส่งอาหารจะเติบโตในสถานการณ์แบบนี้ได้ก็จริง แต่ไม่อาจทดแทนได้

 

“เนื่องจากเราไม่ทราบว่าการที่ธุรกิจจะกลับมาฟื้นอีกครั้งจะใช้เวลานานเท่าใด เราจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายสอดคล้องกับธุรกิจของเราในปัจจุบัน” โฆษกของ Uber กล่าว “นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะช่วยปกป้องสุขภาพในระยะยาวของบริษัท และทำให้แน่ใจว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้”

 

Uber ยังปิดศูนย์บริการคนขับ 180 แห่งอย่างถาวร ซึ่งจะเป็นมาตรการแรกในการลดต้นทุน ขณะที่ ดารา คอสราวชาฮี ซีอีโอของ Uber จะไม่รับเงินเดือนตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี ซึ่งเขายังแย้มว่าจะมีการลดต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก

 

วิกฤตโควิด-19 สร้างความเจ็บปวดให้กับอุตสาหกรรม Ride-sharing คู่ปรับที่อยู่ในตลาดนี้ของ Uber อย่าง Lyft เพิ่งประกาศว่าจะเลิกจ้างพนักงานเกือบ 1,000 คน หรือประมาณ 17% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจในตะวันออกกลางของ Uber เพิ่งลดจำนวนพนักงานลง 30% และระงับแอปฯ ขนส่งรถบัส

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Uber ต้องปลดพนักงานจำนวนมาก ปีที่แล้ว Uber ได้ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คนจากฝ่ายวิศวกรรม ผลิตภัณฑ์ และแผนกการตลาด เพื่อพยายามจัดการค่าใช้จ่าย หลังตัวเลขผลประกอบการขาดทุนจำนวนมาก 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post Uber ก็ไม่ไหว จำต้องปลดพนักงาน 3,700 คน หรือ 14% ของพนักงานทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ส่งอาหารให้บุคลากรแพทย์ในสหรัฐฯ และแคนาดาฟรี 3 แสนชุด https://thestandard.co/uber-use-technology-to-deliver-food-to-physicians-in-hospitals-in-united-states-and-canada-for-free/ Wed, 18 Mar 2020 10:19:51 +0000 https://thestandard.co/?p=343264

Uber ผู้ให้บริการ Ride-Sharing และส่งอาหาร (Uber Eats) […]

The post Uber ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ส่งอาหารให้บุคลากรแพทย์ในสหรัฐฯ และแคนาดาฟรี 3 แสนชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Uber ผู้ให้บริการ Ride-Sharing และส่งอาหาร (Uber Eats) ในสหรัฐฯ ประกาศตัวร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือบุคลากรแพทย์ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนักในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ด้วยการประกาศส่งอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า (First Responders) รวม 300,000 ชุดแบบฟรีๆ ไม่คิดเงิน

 

เนลสัน ไช (Nelson Chai) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Uber ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “เราจะดำเนินการจัดส่งอาหารรวม 300,000 ชุดให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า เราจะทำทุกๆ อย่างเท่าที่เราทำได้”

 

ขณะที่ Uber Eats ก็จะให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดส่งให้กับร้านอาหารบางรายในจำนวนกว่า 100,000 แห่งครอบคลุมทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บางแห่งในสหรัฐฯ เริ่มรณรงค์ให้ผู้คนทำงานจากที่บ้านและงดการใช้ชีวิตที่มีผู้คนพลุกพล่านแล้ว

 

นอกจากนี้ Uber ยังจะช่วยการทำการตลาดโปรโมตร้านอาหารท้องถิ่นในละแวกใกล้เคียงพิกัดที่ผู้ใช้งานอยู่แบบ Targeted Marketing รายวัน รวมถึงร้านอาหารใหม่ๆ ที่ตบเท้าเข้ามาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มเพื่อช่วยดันยอดขายในอีกรูปแบบหนึ่งในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนักเช่นนี้

 

ส่วนมาตรการป้องกันการระบาดสำหรับธุรกิจหลักของบริษัทนั้น Uber ได้ยุติการให้บริการแบบ Carpooling ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาลงแล้ว เพื่อป้องกันการใช้พื้นที่ร่วมกันของคนแปลกหน้า และลดโอกาสการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นเดียวกับ Lyft ที่ได้ประกาศงดให้บริการรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน โดยให้มีผลในทุกประเทศที่ Lyft ให้บริการ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Uber ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ ส่งอาหารให้บุคลากรแพทย์ในสหรัฐฯ และแคนาดาฟรี 3 แสนชุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uber ปาดเหงื่อ ผลประกอบการปี 2019 รายได้โต 26% แต่ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/uber-turnover-2019/ Fri, 07 Feb 2020 05:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=328497

Uber ผู้ให้บริการ Ride-Sharing จากสหรัฐฯ เปิดผลประกอบกา […]

The post Uber ปาดเหงื่อ ผลประกอบการปี 2019 รายได้โต 26% แต่ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

Uber ผู้ให้บริการ Ride-Sharing จากสหรัฐฯ เปิดผลประกอบการของบริษัทในปี 2019 พบว่าพวกเขามีรายได้รวมทั้งสิ้น 14,147 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 26% อย่างไรก็ดี ปีที่ผ่านมาพวกเขากลับขาดทุนมากถึง 8,506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 265,000 ล้านบาท (-753% จากปีที่แล้ว)

 

ทั้งนี้ถ้านับเฉพาะจำนวนทริปการวิ่งให้บริการตลอดทั้งปี 2019 ที่ผ่านมา Uber มีจำนวนทริปการให้บริการรวมทั้งสิ้น 6,904 ล้านครั้ง คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมากถึง 32%

 

ดารา คอสราวชาฮี (Dara Khosrowshahi) ซีอีโอของ Uber กล่าวว่า ปี 2019 คือปีแห่งการทรานฟอร์มองค์กรสำหรับ Uber และตัวเขาเองก็รู้สึกประทับใจกับกระบวนการของบริษัทที่ยังคงดำเนินตามความมุ่งมั่นของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ Uber จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างแน่นอน

 

“เราอยู่ในจุดที่ดีที่จะเติบโตผ่านนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานที่ดี และขนาดของแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา”

 

หากจะบอกว่าปี 2019 เป็นปีที่ไม่สู้ดีสักเท่าไรของ Uber ก็คงไม่ผิดนัก ทั้งประเด็นการต้องแบกรับแรงเสียดสีกดดันจาก Regulator ในแต่ละประเทศ ความบาดหมางที่เกิดขึ้นกับคนขับ ตลอดจนการถูกปฏิเสธต่อใบอนุญาตในลอนดอน เนื่องจาก Uber ทำผิดมาตรฐานความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Uber ปาดเหงื่อ ผลประกอบการปี 2019 รายได้โต 26% แต่ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สิ่งที่เราเรียนรู้จาก CES 2020 งานแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า https://thestandard.co/ces-2020/ Thu, 16 Jan 2020 04:53:50 +0000 https://thestandard.co/?p=321182 CES 2020

จบลงไปแล้วสำหรับ CES 2020 งานจัดแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไ […]

The post 5 สิ่งที่เราเรียนรู้จาก CES 2020 งานแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
CES 2020

จบลงไปแล้วสำหรับ CES 2020 งานจัดแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคประจำปีที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 มกราคมที่ผ่านมา ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งงานในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 52 แล้ว (จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1957)

 

ความพิเศษของงาน CES คือการที่ค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำในอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพในแวดวง และผู้ผลิตเทคโนโลยีจากทั่วทุกมุมโลก จะนำนวัตกรรมโดดเด่น เทคโนโลยีสุดเจ๋ง ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชูโรงของตัวเองในปีนั้นๆ มาจัดแสดง เพื่อโชว์ให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของพวกเขา

 

และนี่คือ 5 ประเด็นที่เราได้เรียนรู้ และเก็บเกี่ยวจากงาน CES 2020 มาแบ่งปันให้กับผู้อ่าน THE STANDARD 

 

AI และผู้ช่วยอัจฉริยะกำลังจะมีหน้าตาและลักษณะทางกายภาพเหมือนมนุษย์ 

ถ้าจะมองหานวัตกรรมดาวเด่นประจำงาน CES ในปีนี้สักอย่างที่ไม่ใช่หุ่นยนต์ Ballie หรือรถยนต์ต้นแบบ Vision-S และ Vision AVTR เราขอยกให้ ‘NEON’ โปรเจกต์พัฒนามนุษย์จำลอง (Artificial Human) ภายใต้ Samsung STAR Labs เพราะพวกเขาสามารถโน้มสปอตไลต์ทุกดวงให้หันมาที่ตัวเองได้อยู่หมัดตั้งแต่ช่วงที่งาน CES ยังไม่เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ

 

NEON คือโครงการพัฒนามนุษย์จำลองที่ริเริ่มโดย พรานาฟ มิสทรี (Pranav Mistry) นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวอินเดียวัย 38 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงานคิดค้นนวัตกรรมเจ๋งๆ ให้ Samsung มาแล้วมากมาย โดยเฉพาะสมาร์ทวอทช์  Galaxy Gear

 

แนวคิดการพัฒนา NEON คือการสร้างมนุษย์จำลองขึ้นมาสวมทับผู้ช่วยอัจฉริยะปัญญาประดิษฐ์หรือแชตบอต เพราะทีมพัฒนาบอกกับเราว่า ในเชิงจิตวิทยา การสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกันมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่มนุษย์พูดคุยกับ AI ดังนั้น มนุษย์จำลองก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในวันที่ผู้ช่วยอัจฉริยะเริ่มแพร่หลาย และผูกติดกับไลฟ์สไตล์มนุษย์

 

นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

นวัตกรรมของ NEON ขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มเทคโนโลยี CORE R3 และ SPECTRA ซึ่งจะช่วยให้เหล่ามนุษย์จำลองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธ์ุ อาชีพ และบุคลิกภาพ สามารถแสดงออกทางอารมณ์ เคลื่อนไหว และตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใกล้เคียงเหมือนที่มนุษย์คุยกันให้ได้มากที่สุด

 

ปัจจุบัน มนุษย์จำลองของ NEON เวอร์ชันต้นแบบยังจำเป็นต้องพึ่งพาโมเดลและหน้าตาของมนุษย์จริงๆ มาพัฒนาหรือออกแบบต่อ แต่ในอนาคตทางทีมงานตั้งเป้าไว้ว่าจะพัฒนาพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ให้ได้แบบ 100% และมีท่าทีการโต้ตอบเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากมนุษย์

 

CES 2020

 

ส่วนปลายทางของการพัฒนาเทคโนโลยี NEON คือการที่พวกเขาจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์ภาคองค์กรธุรกิจในกลุ่มบริการ เพื่อนำมนุษย์จำลองไปให้บริการผู้บริโภคในอนาคต หมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะได้เห็นพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบิน ผู้ประกาศข่าว หรือแม้แต่เพื่อนคลายเหงาบนโลกดิจิทัลที่มีหน้าตาและรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์จำลองของ NEON 

 

CES 2020

 

รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ แต่คอนเซปต์คาร์สุดแหวกแนวและแท็กซี่บินได้คือ ‘อนาคต’

ในเวทีโลก ‘รถยนต์พลังงานไฟฟ้า’ ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจุบัน ค่ายผู้พัฒนารถยนต์หลายเจ้าก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนา EV กันมากขึ้น ถึงขนาดที่ค่ายรถยนต์หลายแห่งได้ประกาศวิสัยทัศน์ และโรดแมปมุ่งสู่การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว เช่น BMW และ Daimler

 

ไม่ต่างจากงาน CES ปีนี้ ที่ค่ายรถยนต์จำนวนไม่น้อยเริ่มหาลูกเล่นใหม่ๆ มาใส่ให้กับยานยนต์ไฟฟ้าของตัวเองแทบทั้งนั้น เริ่มที่ Mercedes-Benz ค่ายผู้ผลิตรถจากเยอรมนีที่นำ Vision AVTR ยานยนต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากภาพยนตร์ดังของวงการฮอลลีวูด ‘Avatar’ มาจัดแสดง

 

ความเจ๋งของ Vision AVTR ไม่ได้อยู่แค่นวัตกรรม สมรรถนะด้านการขับขี่ หรือความสามารถในการเคลื่อนตัวไปทางด้านซ้ายหรือขวาได้เหมือนกับลักษณะการเดินของปูเท่านั้น เพราะดีไซน์การออกแบบตัวรถ ซึ่งมีกลิ่นอายของดาวแพนโดราและวัฒนธรรมของชาวนาวีแบบเต็มๆ ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน โดยเน้นแนวคิดการผสมผสานตัวรถ คนขับ และธรรมชาติให้กลายเป็นหนึ่งเดียว

 

CES 2020

 

ฝั่ง Sony ก็สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนทั่วโลก เพราะเลือกเปิดตัว Vision-S ต้นแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ‘คันแรก’ ของค่าย ที่แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน รวมถึงไทม์ไลน์ในการผลิตจำหน่ายจริง แต่ก็นับว่าเป็นทิศทางที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะการที่เราได้เห็นค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเบนเข็มหันมาชิมลางเข้าสู่วงการยานยนต์

 

CES 2020

 

ขณะที่อีกบูธที่มีคนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลามคือ Hyundai เพราะงานนี้ยกเอา S-A1 ต้นแบบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าบินได้ที่ในอนาคตจะให้บริการร่วมกับ Uber มาโชว์กันแบบตัวเป็นๆ ส่วน Bell Nexus พาร์ตเนอร์อีกรายของ Uber ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเอาต้นแบบแท็กซี่บินได้มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสด้วยการทดลองนั่งในตัวห้องโดยสาร

 

อย่างไรก็ดี เรามีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในทีมงานของ Bell และก็ได้ความเห็นที่น่าสนใจว่า บริการแท็กซี่บินได้อาจจะใช้เวลาในการ ‘เทกออฟ’ เปิดตัวให้บริการจริงนานพอสมควร โดยคาดว่าน่าจะเริ่มให้บริการได้เร็วที่สุดในปี 2026-2027 เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และการสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร

 

อีกประเด็นความท้าทายที่สำคัญคือ การพัฒนาจุดจอดตัวยาน รวมถึงการทำให้ประสบการณ์การใช้งานระบบขนส่งรูปแบบนี้มีความลื่นไหลและยั่งยืนมากที่สุด ก็น่าจะเป็นโจทย์สำคัญลำดับต้นๆ ที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ต้องคำนึงถึง

 

นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

ยุคของ Smart Home และ IoT ที่มี ‘ภาษา’ และ ‘ราคา’ เป็นอุปสรรคสำคัญ

ในงาน CES ไม่ว่าคุณจะเดินไปที่โซนจัดแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของค่ายผู้ผลิตรายใด สิ่งที่คุณจะได้เห็นเหมือนๆ กันคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบอัจฉริยะกลุ่ม Smart Home และ IoT ที่มีความสามารถในการพูดคุยและทำงานร่วมกันกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็น Smart Home เหมือนกัน และอยู่ในโครงข่ายเดียวกัน

 

ไม่ว่าจะบูธของ Samsung ที่มีทั้งหุ่นยนต์อัจฉริยะ Bot Chef หุ่นยนต์ผู้ช่วยปรุงอาหารชั้นดีที่ทำงานร่วมกับเตาไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่เป็น Smart Home ได้อย่างคล่องแคล่ว หรือหุ่นยนต์ Ballie ที่ในคลิปเปิดตัวก็มีการโชว์ให้เห็นว่ามันสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home ได้ฉลาดแค่ไหน

 

ขณะที่บูธของ Google ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในด้านนอกก็ชูคอนเซปต์ ‘Hey Google’ ซึ่งเป็นประโยคเปิดที่ใช้สั่งการผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ที่มีอยู่ในอุปกรณ์และสมาร์ทดีไวซ์ที่รองรับ โดยภายในบูธได้จำลองบรรยากาศบ้านอัจฉริยะ ยูสเคสการใช้งานจริง และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจากค่ายผู้ผลิตต่างๆ ที่รองรับ Google Assistant มีตั้งแต่ หลอดไฟ, โทรทัศน์, สมาร์ทโฟน ไปจนถึงรถยนต์มาจัดแสดงด้วย

 

นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเราจะเปลี่ยนอุปกรณ์ในบ้านให้เป็น Smart Home ทั้งหมด และรองรับเทคโนโลยี Google Assistant ทั้งที เราจะต้องใช้ต้นทุนเท่าไร เพราะอย่าลืมว่าเทคโนโลยีบางอย่างก็ยังมีราคาที่สูงยากที่จะจับต้องได้ 

 

ที่สำคัญข้อจำกัดด้านภาษา (การพัฒนาระบบผู้ช่วยอัจฉริยะให้เข้าใจภาษาไทยได้อย่างถ่องแท้) ก็ยังเป็นหนึ่งในกำแพงอุปสรรคชั้นดีที่ทำให้ในประเทศไทย ความแพร่หลายของ Smart Home ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่ม ส่งผลให้ฟีเจอร์บางอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า Smart Home ในไทยอาจจะยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

 

นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

โทรทัศน์ 8K กับคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความพร้อมของผู้บริโภค

ถัดจากความคมชัดระดับ 4K ที่เราเสพกันจนชินตา ในงาน CES ครั้งนี้ เราได้เห็นค่ายผู้ผลิตเทคโนโลยีจอ Display และโทรทัศน์นำนวัตกรรมจอความคมชัดแบบ 8K มาเปิดตัวกันอึกทึกครึกโครม ไม่ว่าจะ Samsung, LG หรือ Sony จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ผู้ผลิตทุกเจ้าจะต้องมีไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่รองรับความคมชัดสุดโหดที่ระดับนี้

 

อย่างไรก็ดี คำถามที่ตามมา และชวนให้เราตั้งข้อสังเกตอยู่บ้างคือ คอนเทนต์ 8K ณ วันนี้มีให้เรารับชมมากเพียงพอแล้วหรือยัง ประกอบกับไลน์อัพสินค้าที่มีสเปกหน้าจอในระดับดังกล่าวก็ล้วนแล้วแต่มีราคาที่สูงแทบทั้งสิ้น

 

ในเชิงเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าค่ายผู้ผลิตทุกเจ้าต้องงัดเอานวัตกรรมที่ตัวเองมีมาจัดแสดงเพื่อโชว์ศักยภาพของบริษัท ช่วงชิง ‘ภาพ’ ของการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม แต่ในมุมของผู้บริโภค อดคิดไม่ได้ว่าไลฟ์สไตล์ของผู้คนส่วนใหญ่ ณ วันนี้จำเป็นต้องใช้งานทีวีระดับ 8K จริงไหม

 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหากผู้ผลิตคอนเทนต์แต่ละรายทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนนตร์, แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิง, เกมคอนโซลและกีฬา เริ่มให้ความสำคัญในการผลิตคอนเทนต์ที่รองรับความคมชัดระดับ 8K มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต โทรทัศน์จอ 8K ก็น่าจะค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน เหมือนที่ปรากฏการณ์เดียวกันเคยเกิดขึ้นกับทีวี 4K มาแล้ว (PlayStation 5 และ Xbox Series X สองเครื่องเกมคอนโซลเจนล่าสุดที่ทั้ง Sony และ Microsoft จะเปิดตัวปลายปีนี้จะรองรับเทคโนโลยี 8K) 

 

ปิดท้ายด้วยความเห็นของ เดวิด เมอร์เซอร์ นักวิเคราะห์ในแวดวงที่บอกกับนิตยสาร CES Daily ฉบับประจำปีนี้ไว้ว่า ผู้ผลิตโทรทัศน์แทบทุกเจ้าต่างก็พร้อมจะนำโทรทัศน์ใหม่ๆ ที่รองรับความคมชัดระดับ 8K มาจัดแสดง 

 

แต่เขายังเชื่อว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็น่าจะยังแฮปปี้กับโทรทัศน์ 4K อยู่ โดยโทรทัศน์ 8K จะกลายเป็น ‘การเปลี่ยนผ่านในระยะยาว’ ของยุค 2020’s หรืออีกหลายปีข้างหน้า ยังไม่ใช่อะไรที่พร้อมจะเข้ามาทรานส์ฟอร์มอุตสาหกรรมโทรทัศน์อย่างทันทีทันใดในอีก 12 เดือนต่อจากนี้

 

นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับ ‘อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากพอ’ แล้วหรือยัง?

อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่ใหม่เลยซะทีเดียว แต่เมื่อได้มีโอกาสไปสัมผัสงาน CES ด้วยตัวเองแล้วก็พบว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่ประเทศไทยเรายังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี ส่งออกนวัตกรรมได้ด้วยตัวของตัวเองเสียที 

 

ขณะที่เพื่อนบ้านในเอเชียอย่าง เกาหลีใต้​ ญี่ปุ่น และจีน ต่างก็สามารถถีบทะยานตัวเองขึ้นมายืนหยัดในแนวหน้าของอุตสาหกรรมได้อย่างสง่างาม จนได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลก โดยที่ตลอดทั้งงาน CES เราแอบสังเกตว่ามีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งสามชาติดังกล่าวไม่ว่าจะสื่อมวลชน ตัวแทนจากบริษัท สตาร์ทอัพ หรือคนทั่วไป เดินทางมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

 

จริงอยู่ที่ภาครัฐไทยนำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความพยายามในการผลักดันนำผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยมาจัดแสดงที่โซนศาลาไทยของงาน CES ในปีนี้มากถึง 7 ราย แต่ลำพังแค่การสนับสนุนในสเกลนี้อาจจะยังไม่เพียงพอ

 

บางทีรัฐบาลอาจจะต้องเริ่มมองหากลวิธีใหม่ๆ ที่สามารถส่งเสริม และช่วยให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคฯ สัญชาติไทย ซึ่งมีศักยภาพมากพอให้ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทชั้นนำของต่างประเทศอื่นๆ ได้อย่างทัดเทียม เพราะในอนาคต หากไทยสามารถผลิตนวัตกรรมส่งออกได้ด้วยตัวเอง ภาคเศรษฐกิจไทยก็จะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post 5 สิ่งที่เราเรียนรู้จาก CES 2020 งานแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>