TV Digital Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/tv-digital/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 09 Nov 2022 09:13:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดผลประกอบการ 3 บิ๊กทีวีดิจิทัล และเม็ดเงินโฆษณาแต่ละแพลตฟอร์ม Q2/2562 https://thestandard.co/tv-digital-q2-2562/ Wed, 14 Aug 2019 11:53:29 +0000 https://thestandard.co/?p=278813 tv-digital-q2-2562

เปิดผลประกอบการ 3 บิ๊กทีวีดิจิทัล ไตรมาส 2/2562 (เดือนเ […]

The post เปิดผลประกอบการ 3 บิ๊กทีวีดิจิทัล และเม็ดเงินโฆษณาแต่ละแพลตฟอร์ม Q2/2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
tv-digital-q2-2562

เปิดผลประกอบการ 3 บิ๊กทีวีดิจิทัล ไตรมาส 2/2562 (เดือนเมษายน-มิถุนายน) เมื่อช่อง 3 และ MONO ยังขาดทุนต่อเนื่อง จนต้องปรับโมเดลธุรกิจ ด้านเวิร์คพอยท์ แม้จะยังทำกำไรได้ดี แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วก็พบว่า กำไรลดลงถึง 43.07 ล้านบาท หรือกว่า 37%

 

ขณะที่ข้อมูลเม็ดเงินสื่อโฆษณาแพลตฟอร์มต่างๆ จากนีลเส็น ประเทศไทย เผยว่า สื่อกลางแจ้ง, สื่อเคลื่อนที่ และสื่อโฆษณาในห้างสรรพสินค้า คือ 3 แพลตฟอร์มที่มีการเติบโตด้านเม็ดเงินสูงสุดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

tv-digital-q2-2562

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post เปิดผลประกอบการ 3 บิ๊กทีวีดิจิทัล และเม็ดเงินโฆษณาแต่ละแพลตฟอร์ม Q2/2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปริงนิวส์ฝ่าวิกฤตทีวีดิจิทัล ขายหุ้นให้ทีวี ไดเร็ค ปรับแผนแยกธุรกิจทีวีดิจิทัล-สำนักข่าว https://thestandard.co/spring-news-sell-shares-tv-direct/ https://thestandard.co/spring-news-sell-shares-tv-direct/#respond Sat, 22 Sep 2018 13:04:18 +0000 https://thestandard.co/?p=123194

หลังเผชิญกับวิกฤตทีวีดิจิทัลที่ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์สปร […]

The post สปริงนิวส์ฝ่าวิกฤตทีวีดิจิทัล ขายหุ้นให้ทีวี ไดเร็ค ปรับแผนแยกธุรกิจทีวีดิจิทัล-สำนักข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังเผชิญกับวิกฤตทีวีดิจิทัลที่ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสปริงนิวส์ได้ปรับแผนธุรกิจโดยจับมือกับทีวี ไดเร็ค เจ้าตลาดทีวีช้อปปิ้ง และเตรียมแยกธุรกิจทีวีดิจิทัลกับสำนักข่าว ผันตัวเป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์เต็มรูปแบบ

 

โดย นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ว่า สถานการณ์ปัจจุบันของทีวีดิจิทัลเห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในมรสุมที่ต้องเอาตัวรอดจากการใช้เรตติ้งเป็นตัวชี้วัดในการหารายได้ ทำให้เม็ดเงินโฆษณากระจุกตัวอยู่ในช่องที่มีเรตติ้งสูงเพียงไม่กี่ช่อง

 

บริษัทจึงได้ปรับยุทธศาสตร์เพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ โดยจับมือกับบริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และสุขภาพบริการผ่านทุกช่องทางแบบ Omni Channel รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ร่วมผลิตรายการแนะนำสินค้าตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับและมียอดสั่งซื้อเกินกว่าที่คาดหมาย ขณะที่รายได้ของช่องก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว และเริ่มมีกำไรเงินสดจากการดำเนินงาน (EBIDA) ซึ่งหมายถึงสปริงนิวส์ใกล้จะพ้นจากสภาวะขาดทุนได้ในเร็วๆ นี้

 

ความสำเร็จจากการร่วมมือดังกล่าวทำให้สปริงนิวส์ตัดสินใจเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจกับบริษัททีวี ไดเร็ค ในรูปแบบการร่วมลงทุนระยะยาว โดยล่าสุดเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่ข่าวการเตรียมเข้าซื้อหุ้นบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด โดยบริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) รายละเอียดระบุว่าบอร์ดบริหารกำลังเตรียมพิจารณาอนุมัติให้ทีวี ไดเร็ค เข้าซื้อหุ้นสปริงนิวส์ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90.10 รวมมูลค่าดีลกว่า 949.22 ล้านบาท

 

โดยหลังจากนี้ทีวี ไดเร็ค จะสร้างรายการรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมขยายประเภทสินค้าให้หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมาย ส่วนสปริงนิวส์จะทำหน้าที่ผลิตรายการข่าวและรายการคุณภาพ โดยยังคงสัดส่วนเนื้อหารายการตามเงื่อนไขของ กสทช.

 

ด้าน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงทิศทางธุรกิจของสปริงนิวส์ว่านับจากนี้สปริงนิวส์จะเดินหน้าขยายธุรกิจข่าวอย่างอิสระและคล่องตัวขึ้นภายใต้ชื่อ สปริงนิวส์ เน็ตเวิร์ค นำเสนอช่องทางสื่อทุกแพลตฟอร์มโดยให้ความสำคัญกับช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก รวมไปถึงการผลิตรายการข่าวทางสื่อโทรทัศน์ในกลุ่มพันธมิตรทั้งทีวีดิจิทัลช่อง 19 ช่อง 26 และอื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมแผนธุรกิจที่จะประกาศยุทธศาสตร์เดินหน้าธุรกิจสื่อและการลงทุนด้านคอนเทนต์ครั้งใหญ่ในปลายปีนี้

 

“ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจทีวีดิจิทัลและทิศทางของเทคโนโลยีสื่อที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับโอกาสที่ดีที่จะร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการ โดยสปริงนิวส์จะทุ่มกำลังทีมงานและปรับโครงสร้างองค์กรไปสู่  Digital Transformation และมีศักยภาพยิ่งกว่าการเป็นเพียงช่องข่าวทางโทรทัศน์ แต่จะมีขีดความสามารถในการผลิตงานที่มีคุณภาพบนช่องทางต่างๆ ในทุกแพลตฟอร์ม มุ่งสู่การเป็นผู้เล่นแถวหน้าในธุรกิจสื่อดิจิทัลที่ครบวงจรอย่างแท้จริง”

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post สปริงนิวส์ฝ่าวิกฤตทีวีดิจิทัล ขายหุ้นให้ทีวี ไดเร็ค ปรับแผนแยกธุรกิจทีวีดิจิทัล-สำนักข่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/spring-news-sell-shares-tv-direct/feed/ 0
ถอดรหัสความสำเร็จของเวิร์คพอยท์ ช่องทีวีดิจิทัลอันดับต้นๆ ของประเทศ กับ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม – 30 พฤษภาคม 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily30052561/ https://thestandard.co/thestandarddaily30052561/#respond Thu, 31 May 2018 03:02:26 +0000 https://thestandard.co/?p=94225

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เวลา 20. […]

The post ถอดรหัสความสำเร็จของเวิร์คพอยท์ ช่องทีวีดิจิทัลอันดับต้นๆ ของประเทศ กับ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม – 30 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

  • ถอดรหัสความสำเร็จของเวิร์คพอยท์ ช่องทีวีดิจิทัลอันดับต้นๆ ของประเทศ กับ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม กรรมการผู้จัดการ สายงานดิจิทัล เวิร์คพอยท์ทีวี ทำอย่างไรให้รายการดี ดัง และปัง! สื่อออนไลน์จะกลายมาแทนที่ทีวีจริงหรือ และอะไรคือทางรอดของสื่อในยุคปัจจุบัน
  • พร้อมด้วยประเด็นน่าสนใจ สอบ TCAS รอบ 3 ป่วน กันสิทธิ์ คะแนนเฟ้อ
  • มหาเถรสมาคมมีมติถอดถอนตำแหน่ง 5 พระ กรณีเงินทอนวัด

 

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ถอดรหัสความสำเร็จของเวิร์คพอยท์ ช่องทีวีดิจิทัลอันดับต้นๆ ของประเทศ กับ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม – 30 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily30052561/feed/ 0
คสช. Game On! ออก ม.44 พักหนี้ทีวีดิจิทัล ช่องไหนทำรายการไม่ถูกต้องยกเลิกทีหลังได้ https://thestandard.co/use-section-44-manage-tv-digital-problem/ https://thestandard.co/use-section-44-manage-tv-digital-problem/#respond Wed, 23 May 2018 09:06:23 +0000 https://thestandard.co/?p=92743

กสทช. รับลูก คสช. หลังออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อช่วยเหล […]

The post คสช. Game On! ออก ม.44 พักหนี้ทีวีดิจิทัล ช่องไหนทำรายการไม่ถูกต้องยกเลิกทีหลังได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กสทช. รับลูก คสช. หลังออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล พักหนี้ให้ 3 ปี ย้ำช่องไหนมีผังรายการหรือดำเนินการไม่ถูกต้อง สามารถยกเลิกความช่วยเหลือภายหลังได้

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. แถลงข่าวหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

1. ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ต้องการขอพักชำระหนี้ สามารถยื่นหนังสือต่อ กสทช. ภายในวันนี้ (23 พ.ค.) เท่านั้น เพื่อขอพักชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกิน 3 ปี โดย กสทช. จะเป็นผู้พิจารณาว่าช่องใดจะได้รับความช่วยเหลือบ้าง

 

2. กสทช. หรือกองทุนวิจัยจะช่วยออกค่าเช่าโครงข่ายใช้คลื่นความถี่ (MUX) 50% ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 เดือน

 

3. สำหรับงวดการผ่อนชำระครั้งถัดไป กรณีผู้ประกอบการที่เข้าโครงการช่วยเหลือตามประกาศเมื่อปี 2559 ที่แบ่งงวดชำระเป็น 6 งวด และได้ชำระเงินไปแล้ว 1 งวด จะให้นับจากงวดที่ 2 ตามเงื่อนไขของโครงการดังกล่าว และผู้ประกอบการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จะชำระเงินเป็นงวดที่ 5 ตามเดิม หลังจากระยะการพักชำระหนี้แล้ว

 

4. เมื่อถึงกำหนดชำระ ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยโดยอ้างอิงดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ต่อปี

 

5. กรณีผู้ประกอบการที่ชำระเงินงวดล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว สามารถยื่นเรื่องขอเงินคืนและเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้นี้ได้เช่นกัน

 

สิ่งที่น่าจับตาคือ ข้อ 9 ในคำสั่งชุดนี้ที่ระบุว่าให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำ ‘ผังรายการที่เหมาะสม ผลิตรายการที่ดี ข้อมูลถูกต้อง มีสาระและประโยชน์ต่อสังคม และไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน’ ซึ่งฐากรกล่าวว่า ถ้า กสทช. ตรวจพบหลังจากที่รับความช่วยเหลือไปแล้ว กสทช. มีอำนาจในการยกเลิกการพักชำระหนี้ได้ และผู้ประกอบการรายนั้นๆ ต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาตตามเดิม

 

จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ทิศทาง เนื้อหาในการนำเสนอข่าว การจัดรายการและประเด็นจากนี้จะเป็นอย่างไรภายใต้การ ‘ยื่นหมูยื่นแมว’ เพื่อพื้นที่ในการหายใจหายคอของวงการสื่อโทรทัศน์ที่ถูกกดดันอย่างขีดสุด

 

อ้างอิง:

  • กสทช.

The post คสช. Game On! ออก ม.44 พักหนี้ทีวีดิจิทัล ช่องไหนทำรายการไม่ถูกต้องยกเลิกทีหลังได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/use-section-44-manage-tv-digital-problem/feed/ 0
MEDIA is DEAD or ALIVE? ตอนที่ 1 สื่อเก่า ความจริง ชีวิตคนธรรมดา https://thestandard.co/media-is-dead-or-alive-01/ https://thestandard.co/media-is-dead-or-alive-01/#respond Fri, 26 Jan 2018 07:47:34 +0000 https://thestandard.co/?p=65213

หากพูดถึงสถานการณ์เปลี่ยนผ่านและล้มตายของสื่อในช่วง 2-3 […]

The post MEDIA is DEAD or ALIVE? ตอนที่ 1 สื่อเก่า ความจริง ชีวิตคนธรรมดา appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากพูดถึงสถานการณ์เปลี่ยนผ่านและล้มตายของสื่อในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558-2560) คงจะต้องเล่ากันยาวอีกหลายบรรทัด


ตอนนี้เราทุกคนต่างรู้กันดีว่าการมาถึงของสื่อดิจิทัล อินเทอร์เน็ต ได้เข้ามาทำลาย หรือ Disrupt โครงสร้างธุรกิจเดิม


โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างธนาคาร เอเจนซี และสื่อมวลชน


เทคโนโลยีที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง ไม่เพียงช่วยให้ชนชั้นกลางและรากหญ้าเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างสมาร์ทโฟนได้ในราคาหลักพัน แต่ยังทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงคนทุกช่วงวัย


คนแก่-คนต่างจังหวัดที่เคยเป็นคนชายขอบ กลายเป็น Digital Immigrant หรือผู้อพยพใหม่ของโลกดิจิทัล


โลกอะนาล็อกที่เคยเฟื่องฟูกำลังจะถูกทิ้งร้าง และกลายเป็นความโรแมนติกที่ยากจะตอบโจทย์ทางธุรกิจ         


วิถีชีวิตและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกลายเป็นความหวังอันสดใสของสื่อใหม่ แต่เป็นความเจ็บปวดของสื่อเก่าที่ยังหาที่ทางของตัวเองไม่เจอ

 

คนขายหนังสือแถวถนนข้าวสารใช้เวลาว่างกับ ‘แท็บเล็ต’ (ถ่ายเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2560),
Photo: วชิรวิชญ์ กิติชาติพรพัฒน์

 

“วันละ 2 คนครับ บางวันก็ไม่มีเลย”

 

เจ้าของร้านกาแฟในจังหวัดเพชรบุรีตอบคำถาม “ลูกค้าวันนี้ยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ไหม?’ ที่ ‘เพื่อน’ คอมเมนต์ถามใต้รูปหนังสือพิมพ์ที่พาดบนราวแขวนในเฟซบุ๊ก

มีนาคม พ.ศ. 2560 เจ้าของร้านขายหนังสือใต้โรงหนังเฮาส์ อาร์ซีเอ บอกว่าเธอกำลังหาคนเซ้งร้านต่อ


คู่สร้าง คู่สม เมื่อก่อนรับ 60 เล่ม เป็นรายสัปดาห์ด้วยนะ แป๊บเดียวหมด ต่อมาลดลงมาเหลือ 30 เล่ม ตอนนี้เหลือ 15 เล่ม แถมออกทุกๆ 10 วัน ยังต้องลุ้นให้หมด


“ทุกครั้งคนซื้ออ่านดวง แต่ตอนนี้อ่านในเน็ตหมด


“เดี๋ยวนี้คนจะอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ได้” เธอแสดงความเห็นก่อนบอกว่า ถ้าหาคนเซ้งได้จะเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น


หลังจากนั้นราว 9 เดือน คู่สร้าง คู่สม ก็หายไปจากแผง เมื่อ ดำรง พุฒตาล ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการ ตัดสินใจปิดตำนานนิตยสารที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 38 ปี โดยวางแผงฉบับสุดท้าย ฉบับที่ 1005 ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560


“โซเชียลทำให้เราท้อใจ” และ “ไม่มีใครอ่านหนังสือ” คือเหตุผลที่ดำรงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

 

Photo: positioningmag.com

 

เมื่อต้นสิงหาคม พ.ศ. 2560 ‘พี่ติ๊ก’ เจ้าของร้านตัดผมผู้หญิงในซอยประชาสงเคราะห์ 2 เขตดินแดง บอกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เธอซื้อนิตยสารเข้าร้านน้อยลงมาก


จากที่เคยซื้อ 3-4 หัวเพื่ออ่านเองและให้ลูกค้าดูแบบทรงผมใหม่ๆ ของดารา ตอนนี้แทบไม่ได้ซื้อแล้ว


พี่ติ๊กบอกว่า เดี๋ยวนี้ลูกค้าอยากให้ตัดทรงไหนจะเปิดรูปจากมือถือให้ดู


“ทรงมันอัพเดตกว่า แถมมีให้เลือกเยอะกว่าดูจากหนังสือ”


พูดจบก็ชี้ไปที่กองนิตยสารที่วางอย่างเหงาๆ ในมุมหนึ่งของร้าน


“เดี๋ยวนี้ลูกค้าไม่หยิบนิตยสารมาอ่านระหว่างตัดผมเหมือนเมื่อก่อน ทุกคนดูทุกอย่างจากมือถือ”


พี่ติ๊กบอกว่า เธอก็เช่นกัน

 

ผลสำรวจของ บริษัท เดอะนีลเส็นคอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2558 (goo.gl/6mnwNf) ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549-2558) เงินโฆษณาในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในภาวะ ‘ร่วงดิ่ง’

 

Photo: www.thaipublica.org

 

เงินโฆษณาในธุรกิจ ‘หนังสือพิมพ์’ ลดลงจาก 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เหลือ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือ -20%

 

Photo: www.thaipublica.org

 

ขณะที่ ‘นิตยสาร’ ลดลงจาก 6.1 พันล้านบาทต่อปี เหลือ 4.2 พันล้านบาทต่อปี หรือ -31%


ผลพวงดังกล่าวได้นำมาสู่การปิดตัวของนิตยสารหลายหัว (goo.gl/ueJ3BH, goo.gl/tyrqXs, goo.gl/1KQ9tN) และการปรับตัวขนานใหญ่ขององค์กรสื่อ


โดยเฉพาะองค์กรสื่อขนาดใหญ่ของบรรดามีเดียไทคูนเมืองไทย เช่น เครือมติชน, เนชั่น, ไทยรัฐ ที่พยายามเดินหน้าสู่อนาคตด้วยการ ‘โกออนไลน์’ ขนานใหญ่ ขณะเดียวกันก็พยายามผ่าตัดองค์กรด้วยการประกาศให้พนักงาน ‘ลาออกด้วยความสมัครใจ’ (goo.gl/2bSnAC)

 

ใบประกาศ ‘โครงการสมัครใจเกษียนก่อนกำหนด’ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

หรือกรณีล่าสุด ข่าวใหญ่ส่งท้าย พ.ศ. 2560 เมื่อ วอยซ์ทีวี ออกแถลงการณ์ ‘การปรับโครงสร้างองค์กร ปรับผังรายการทีวี และพัฒนาการนำเสนอผ่านทุกช่องทางออนไลน์’ เนื้อความระบุถึงการเลิกจ้างพนักงาน 127 คน หลังจากมีการปรับแผนธุรกิจ ปี 2561 โดยลดจำนวนรายการและเน้นออนไลน์มากขึ้น (thestandard.co/voice-tv-announced-layoffs-of-127-people)

ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ การปรับโครงสร้างองค์กร ปรับผังรายการทีวี และพัฒนาการนำเสนอผ่านทุกช่องทางออนไลน์  โดยเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด

 

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลดต้นทุนที่ต้องแบกรับ ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ในวันที่ภูมิทัศน์สื่อไม่เป็นใจ

 

การมาถึงของสื่อออนไลน์ไม่เพียงกระทบสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ยังกระทบสื่อทีวี


เฟซบุ๊กปล่อยฟีเจอร์ Facebook LIVE


ยูทูบมีละครและคลิปต่างๆ ให้ดูย้อนหลัง


ไลน์ทีวีลงทุนจ้างผู้ผลิตชั้นดีมาสร้างคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ


ผู้ประกอบการ OTT (Over-the-Top) หรือ ‘วิดีโอสตรีมมิง’ เช่น Netflix และอีกหลายเจ้า ที่ต่างมีคอนเทนต์ระดับมงกุฎเพชรลงสนามบุกไทย


บรรดาองค์กรสื่อที่ทุ่มเงินประมูลช่องทีวีดิจิทัลเพราะเห็นว่านี่คืออนาคตที่สดใส ได้มีพื้นที่ของตัวเอง และเงินโฆษณาที่จะหลั่งไหลเข้ามาก็ต้องสะอึก เมื่อการมาถึงของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลดึงคนกลุ่มใหญ่ที่ดูทีวีหรือคลิปวิดีโอผ่านจอสมาร์ทโฟน


24 ช่องใหม่ของทีวีดิจิทัลจึงกลายเป็นของเก่า ไม่เร้าใจ แถมต้นทุนก็แพงเหลือร้าย เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีออนไลน์ที่เสมือนไร้ราคา แต่มูลค่ามหาศาล

 

 

อมรินทร์ฯ เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่ลงสนามประมูลทีวีดิจิทัลเลยเจ็บหนักและขาดทุนยับ (goo.gl/lJJc4M) เพราะต้องจ่ายค่าใบอนุญาต-ค่าเช่าโครงข่าย และเงินที่ไปกู้สถาบันการเงินจนต้องเพิ่มทุนและขายหุ้นให้ตระกูลสิริวัฒนภักดี (เจ้าของไทยเบฟฯ) เป็นคนถือหุ้นใหญ่


“จะบอกให้นะ ธุรกิจทีวีดิจิทัลวันนี้ พี่คิดว่าเกือบทุกช่องยังขาดทุนอยู่แน่นอน อาจจะเว้นเวิร์คพอยท์ที่มีกำไรแล้ว แต่ถามว่าช่องอื่นน่ะ พี่คิดว่าจะเห็นได้ชัดเจนว่าขาดทุนหมด เพราะว่าการลงทุนระยะแรกมันแพง”


ผู้อำนวยการข่าวอาวุโสทีวีดิจิทัลช่องหนึ่งออกความเห็น และบอกว่านี่คือความจริงที่ต้องยอมรับเพื่อหาวิธีปรับตัว


หากกระแสลมแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนพัดเอารายได้ขององค์กรสื่อเก่าให้ค่อยๆ หายไป กระทั่งเกิดภาวะขาดทุนและล้มหายตายจากคือ ‘ทุกข์’ ที่องค์กรสื่อต้องเผชิญ


คำถามสำคัญก่อนที่จะคิดหาหนทางปรับตัวเพื่ออยู่รอดคือ ทุกข์หรือกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังเผชิญหน้าในวันนี้คืออะไร?


ผมเริ่มต้นหาคำตอบจากจุดนี้ผ่านการเดินทางสนทนากับผู้คนในหลากหลายวงการ ไม่ว่าสื่อมวลชนทั้งรุ่นใหม่หรือรุ่นใหญ่ในสื่อออนไลน์และทีวี ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เจ้าของเอเจนซีโฆษณา ผู้บริหารสื่อยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ และนักการตลาด


เพื่อแสวงหาหนทางอยู่รอดในวันที่ลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดแรงจนผู้บริหาร พนักงาน และคนทั่วไปยากจะมองเห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ชื่อ…


‘อนาคต’

The post MEDIA is DEAD or ALIVE? ตอนที่ 1 สื่อเก่า ความจริง ชีวิตคนธรรมดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/media-is-dead-or-alive-01/feed/ 0
Voice TV ประกาศปลดพนักงาน 127 ชีวิต ปรับลดรายการ เน้นออนไลน์ https://thestandard.co/voice-tv-announced-layoffs-of-127-people/ https://thestandard.co/voice-tv-announced-layoffs-of-127-people/#respond Fri, 22 Dec 2017 09:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=57372

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวหนาหูในวงการสื่อว่า Voice TV […]

The post Voice TV ประกาศปลดพนักงาน 127 ชีวิต ปรับลดรายการ เน้นออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวหนาหูในวงการสื่อว่า Voice TV ซึ่งประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล ออกอากาศทางช่องหมายเลข 21 มีนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นเจ้าของ กำลังจะทำการปรับโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง โดยจะทำการปรับลดพนักงานลงในจำนวนกว่าครึ่งของที่มีอยู่ โดยเฉพาะพนักงานในส่วนที่ผลิตเนื้อหาด้านทีวี พร้อมกับมีแผนจะเดินหน้าในการนำเสนอเนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก ตามที่มีสื่อบางฉบับรายงาน ขณะเดียวกันมีเฟซบุ๊กของพนักงานหลายคนต่างโพสต์ข้อความถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และส่งกำลังใจให้แก่คนทำงานในองค์กรด้วยกัน

 

 

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.30 น. มีรายงานว่า ฝ่ายบริหารได้ทำการประกาศจำนวนพนักงาน และรายชื่อที่จะต้องถูกปรับออก เพื่อปรับโครงสร้างขององค์กรเป็นจำนวน 127 คน ซึ่งทาง Voice TV ได้รับผิดชอบโดยพร้อมที่จะจ่ายเงินชดเชยเนื่องจากการเลิกจ้าง ให้ทุกคนตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และยังมีบางส่วนที่ยังคงร่วมงานในรูปแบบ Outsource ของบริษัท

 

ด้าน อธึกกิต แสวงสุข เจ้าของนามปากกา ‘ใบตองแห้ง’ สื่ออาวุโสที่ร่วมงานกับ Voice TV เขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ตอนหนึ่งระบุถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า

 

“2-3 วันนี้เศร้าลึก รู้กันมาตั้งแต่ต้นเดือนแล้วล่ะว่าจะลดพนักงานร่วมครึ่ง ตอนนี้เริ่มรู้ตัวคน (จะประกาศเป็นทางการพรุ่งนี้ แต่ข่าวเริ่มสะพัดว่ามีใครบ้าง) ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ยกตัวอย่าง แผนกหนึ่งจะเอาคนไว้ 3 คน มีน้องที่เราสนิท 4-5 คน ถ้าผมเป็นผู้บริหารก็ลำบากใจ จิ้มคนนั้นไว้ = เอาคนนี้ออก


แต่อย่างน้อยเท่าที่รับรู้ นอกจากจ่ายตามกฎหมายกำหนด ก็จะมีส่วนเพิ่ม เพราะถือว่าผูกพันฝ่าฟันร่วมกันมา รายละเอียดยังไงคงชี้แจงกันภายใน


เหตุผลการตัดสินใจ หลายคนคงสงสัยว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ‘โพสต์ชินวัตร’ หรือเปล่า ก็สงสัยกันได้ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้คือเหตุผลทางธุรกิจ คือการถอยออกจากอุตสาหกรรมทีวี หมายถึงเลิกคิดที่จะเติบโตในธุรกิจทีวีดิจิทัล คงทำเท่าที่จำเป็น เท่าที่ต้องการ เสมือนถอยกลับไปเป็นทีวีดาวเทียม แต่มุ่งทางออนไลน์ด้วย”

 

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ามาปกครอง Voice TV ถูกสั่งให้ระงับการออกอากาศชั่วคราว ต่อมาถูกคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่า มีลักษณะเนื้อหาต้องห้ามตามประกาศ คสช. ในปี 2559 จำนวน 10 ครั้ง และ ปี 2560 จำนวน 5 ครั้ง แม้จะเคยมีมติให้ระงับการออกอากาศบางรายการ แต่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 กสทช. มีมติให้พักใบอนุญาต 7 วัน

 

ตรงกับหนังสือชี้แจงของบริษัทที่ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีข้อจำกัดมาเกือบ 4 ปี ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบทางธุรกิจ อันเนื่องมาจากคำสั่งของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารอยู่บ่อยครั้ง แม้จะพยายามรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และข้อจำกัดทางการเมืองแล้วก็ตาม

 

ซึ่งในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ Voice TV ระบุว่า จะเน้นรายการวิเคราะห์ข่าวคุณภาพ 2 ช่วงเวลาไพร์มไทม์ ลดจำนวนรายการลง รวมถึงเน้นการนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี Automate ต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้ผู้ชมรับชมรายการได้ทันทีทุกช่องทาง และทุกเวลา

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 สถานีโทรทัศน์ Voice TV ได้ปรับโครงสร้างองค์กรมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยปรับลดพนักงานลงจำนวน 57 คน เพื่อให้องค์กรมีขนาดที่เหมาะสมต่อการทำงานในภาวะที่ธุรกิจทีวีดิจิทัลมีการแข่งขันอย่างสูงมาก

 

ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปี 2559 Voice TV มีสินทรัพย์รวม 1,462.06 ล้านบาท หนี้สินรวม 983.46 ล้านบาท รายได้รวม 179.22 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 368.01 ล้านบาท

 

อ้างอิง:

The post Voice TV ประกาศปลดพนักงาน 127 ชีวิต ปรับลดรายการ เน้นออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/voice-tv-announced-layoffs-of-127-people/feed/ 0
AIS เปิดประตูสู่ภาคอีสาน รีดศักยภาพแรงงานไทยด้วย Contact Center แห่งแรกในโคราช https://thestandard.co/ais-contact-center-korat/ https://thestandard.co/ais-contact-center-korat/#respond Mon, 18 Dec 2017 07:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=55965

โดยปกติแล้ว เราจะเห็นศูนย์พัฒนาบุคลากรของบริษัทหรือองค์ […]

The post AIS เปิดประตูสู่ภาคอีสาน รีดศักยภาพแรงงานไทยด้วย Contact Center แห่งแรกในโคราช appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดยปกติแล้ว เราจะเห็นศูนย์พัฒนาบุคลากรของบริษัทหรือองค์กรดังๆ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงเป็นหลัก ด้วยสาเหตุของการคมนาคมที่สะดวก เข้าถึงได้ง่ายกว่า


แต่ในกรณีของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กลับมองต่างออกไป เนื่องจากเล็งเห็นถึงปัญหาการกระจุกตัวขององค์กรในกรุงเทพฯ และมองว่าการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรของบริษัทในภูมิภาคอื่นๆ จะช่วยให้เกิดการกระจายตัว ยกระดับศักยภาพบุคลากรที่หลากหลาย สร้างโอกาสและรายได้ ที่สำคัญยังช่วยให้ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นดีขึ้นตามลำดับ


ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา AIS จึงเปิดตัว​ ‘AIS Contact Center’ ศูนย์พัฒนาบุคลากรและฐานทัพคอลเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์แห่งแรกนอกกรุงเทพมหานครที่ตำบลโคกกรวด จังหวัดนครราชสีมา

 


ศูนย์พัฒนาบุคลากร 6 ชั้นแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 11 ไร่ (18,000 ตารางเมตร) ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ มีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้งาน ติดตั้งกระจกกันความร้อนที่ช่วยรักษาความเย็นในตัวอาคาร และยังเน้นการใช้งานบันไดแทนการใช้ลิฟต์ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ภายในอาคารที่พร้อมจะช่วยเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในองค์กรให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

 

 

สร้างโอกาส เสริมรายได้ ยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถบุคคลท้องถิ่น

ภายใต้ตึกแฝดสองอาคารของ AIS Contact Center สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่ตั้งมั่นแห่งใหม่ของหน่วยงาน AIS Call Center ที่จะเข้ามาช่วยเสริมขุมกำลังให้กับทีมงานคอลเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ​ แข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ ทั้งยังเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรเฉพาะทางขององค์กรและบริษัทพันธมิตร

 

 

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความตั้งใจของ AIS คือการนำความสามารถด้านโครงสร้างดิจิทัลขั้นพื้นฐาน พร้อมองค์ความรู้สายงานโทรคมนาคมที่มีมาตลอด 25 ปีมาสนับสนุนและสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย เพื่อให้ทรัพยากรบุคคลมีขีดความสามารถในการนำพาประเทศมุ่งไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง


“สิ่งที่ AIS ให้ความสำคัญมากๆ คือการสร้างและพัฒนา ‘คน’ พวกเราให้ความสำคัญกับงานบริการเป็นอย่างมาก ซึ่งการจะให้บริการที่ดีได้ก็ต้องมีพนักงานที่มีขีดความสามารถที่ดี เราสร้าง AIS Contact Center แห่งนี้ขึ้นมาที่โคราชเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคนที่นี่ให้มีขีดความสามารถทัดเทียมกับพนักงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเราเคยทำสำเร็จมาก่อนแล้ว เราปรารถนาที่จะสร้างโคราชให้เจริญเท่ากับที่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นผมขอถือโอกาสนี้ฝากเนื้อฝากตัว และขอขอบคุณชาวโคราชที่ต้อนรับพวกเรา AIS อย่างอบอุ่น”


ด้าน วิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “นครราชสีมา หรือโคราช เป็นจังหวัดที่มี GDP มากกว่า 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน และปัจจุบันภาครัฐกำลังให้การสนับสนุนโครงสร้างด้านการคมนาคม ไม่ว่าจะมอเตอร์เวย์หรือรถไฟรางคู่ รวมถึงภาคเอกชนที่มาเปิดห้างสรรพสินค้า หรือ AIS Contact Center ซึ่งผมเองต้องขอขอบคุณ AIS ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการสื่อสารและทรัพยากรบุคคล


“ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลถือว่าเป็นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงนิมิตหมายอันดีที่รัฐและเอกชนมีเป้าหมายไม่ต่างกัน คือการร่วมกันผนึกกำลังพัฒนาประเทศ และผมเชื่อว่า AIS และชาวโคราชจะช่วยให้จังหวัดของเราแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น”


ปัจจุบันห้องปฏิบัติการสายงานคอลเซ็นเตอร์ของ AIS Contact Center แห่งนี้สามารถรองรับพนักงานได้ทั้งหมด 752 คน เมื่อรวมกับหน่วยงานคอลเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ก็จะมีทีมงานประมาณ 2,500 คน แต่ในอนาคต AIS Contact Center โคราช มีแผนจะขยายพื้นที่ให้รองรับพนักงานเพิ่มให้ได้ถึง 1,500 คน

 

 

ปัญญาประดิษฐ์ vs. แรงงานมนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ต้องเร่งขีดความสามารถให้พิเศษขึ้น

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ AIS และ ใจพร ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ AIS Call Center ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนพร้อมๆ กันว่า โดยปกติแล้วจะมีผู้บริโภคโทรศัพท์เข้ามาขอรับบริการจาก AIS Call Center เฉลี่ยวันละประมาณ 55,000 สาย หรือราวๆ 10 ล้านสายต่อเดือน


แต่ปัจจุบันแนวโน้มการโทรเข้ามาขอรับบริการคอลเซ็นเตอร์เริ่มลดน้อยลงจนขยับมาอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านสายต่อเดือน สาเหตุมาจากผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มหันไปใช้บริการจากแอปพลิเคชัน (my AIS) หรือเว็บไซต์ที่เป็นระบบการพูดคุยปรึกษาปัญหาผ่านแชตบอตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุผลด้านความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับการใช้บริการตามศูนย์ AIS Shop ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เกือบๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ชื่นชอบการทำบริการผ่าน kiosk มากกว่า ขณะที่ยอดการโทรเข้ามาขอรับบริการของลูกค้าในกลุ่ม AIS Fibre เป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา สวนทางกับกลุ่มผู้ใช้งานโทรศัพท์ AIS ทั่วไป


อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นปัญหาที่ทำให้บุษยาและใจพรเห็นช่องโหว่ข้อบกพร่องของแรงงานปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยสะท้อนให้เห็นความสำคัญของทรัพยากรบุคคลมากขึ้น โดยทั้งคู่มองว่าในสายงานบริการของ AIS มนุษย์และพนักงานที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ยังมีความสำคัญและมีส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าเป็นอย่างมาก เพราะงานบางอย่างที่มีขอบเขตความเข้าใจและแก้ปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนก็ยังถือเป็นข้อจำกัดสำหรับจักรกลและ AI


บุษยากล่าวว่า “เพราะพนักงานยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่ขอบข่ายหน้าที่ในการปฏิบัติงานอาจจะเป็นการดูแลงานในส่วนที่ระบบอัตโนมัติอย่าง AI หรือ Self Service ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีความซับซ้อน เราจึงจำเป็นจะต้องจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพพนักงานคนขึ้นไปอีกระดับ”

 

 

ด้านใจพรบอกว่า “ทักษะพิเศษของพนักงาน AIS Call Center คือการให้บริการด้านข้อมูลที่ไม่ใช่แค่การถามมา-ตอบไป แต่ต้องเป็นที่ปรึกษาของลูกค้าและเสนอทางเลือกในการช่วยแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการให้เขาได้เป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นคนก็จะหันไปพึ่งพา AI แทน AIS จึงต้องเตรียมพร้อมพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในด้านนี้ และตอนนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยสองแห่งในโคราชเพื่อเตรียมเปิดหลักสูตรคอลเซ็นเตอร์ไว้แล้วด้วย”


นอกจากนี้ในการพูดคุยนอกรอบ สมชัยยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในอนาคต AIS อาจเปิด Contact Center แห่งนี้ให้สถาบันศึกษาภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้การทำงานมากขึ้น และยังมองถึงความเป็นไปได้ในเร็วๆ นี้ที่อาจจะเปิด AIS Campus พร้อมหลักสูตร AIS Academy เพื่อเป็นบริษัทที่ให้ความรู้พนักงานสายงานดิจิทัลและองค์ความรู้ในด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์


“ในอนาคต เราอยาก transform ไปเป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัล (Digital Service Provider) คนและบุคลากรของเราก็จะต้องเปลี่ยนผ่านและปรับตัวไปสู่โลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้ เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกวันนี้


“ที่ AIS Contact Center เราทำสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทุกคนเป็นคนรุ่นใหม่ มีความจริงใจ สร้างสรรค์ และยั่งยืน ซึ่งรุ่นใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอายุ แต่หมายถึงแนวคิดในการทำงาน”

 

 

AIS Contact Center ฐานทัพใหม่ใจกลางโคราช พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่พนักงานและประชาชน

ถ้าจะกล่าวถึงจุดเร่ิมต้นของ AIS Contact Center คงต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2013 หรือเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้น AIS มีความตั้งใจจะจัดตั้งฐานทัพศูนย์พัฒนาบุคลากรและ Contact Center แห่งใหม่นอกกรุงเทพฯ (เดิมมีอยู่ที่ถนนพหลโยธินและถนนพระราม 4)


AIS จึงเริ่มต้นกระบวนการศึกษาหาฐานที่มั่นแห่งใหม่นอกกรุงเทพฯ โดยพุ่งเป้าไปยังจังหวัดใหญ่ๆ และหัวเมืองหลักในแต่ละภูมิภาค ก่อนจะมาลงเอยที่โคราช เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ที่สำคัญของภาคอีสาน และยังเป็นโซนที่ค่ายผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเจ้าอื่นๆ ยังไม่ได้ย่างกรายเข้ามาถึง ซึ่งนับเป็นประโยชน์มากๆ เพราะจะไม่เกิดการกระจุกตัว และยังช่วยให้บุคลากรทั้งประเทศเกิดการพัฒนาในระดับที่ทัดเทียม


ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 873 ล้านบาท AIS ได้เนรมิตให้ที่ดิน 11 ไร่ผืนนี้กลายเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรและ Contact Center ขนาดยักษ์ที่พร้อมสรรพไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความทันสมัย โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างรวมหาสถานที่เป็นระยะเวลา 4 ปีเต็ม


ภายในอาคารแบ่งออกเป็น 5 โซนดังนี้   

 

 

1. พื้นที่ฝึกอบรมบุคลากรสายงานบริการ (AIS Development & Training Center Arena)
รองรับการหมุนเวียนของผู้ฝึกอบรมได้มากกว่า 500 คนต่อวัน ด้วยรูปแบบห้อง ทั้ง Lecture Type, Auditorium Type และ Workshop Type ถึง 19 ห้อง พร้อมด้วยบรรยากาศการเรียนรู้เสมือนจริงแบบ On the Job Training

 

 

2. พื้นที่ทำงานแบบเปิด (AIS Work Space)

ให้คนรุ่นใหม่ นิสิต และนักศึกษามาใช้เป็นสถานที่เรียนรู้จากหนังสือด้านเทคโนโลยีมากกว่า 1,000 เล่มจากห้องสมุด ท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น AIS SUPER WiFi ความเร็วสูงสุดถึง 650 Mbps และ Meeting Room  

 

 

3. พื้นที่จัดนิทรรศการ (AIS Exhibition)

ชวนสัมผัสเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุด เช่น IoT, แชตบอตผ่านแนวคิด Digital for Thais เช่น แอปพลิเคชัน อสม. ส่งเสริมสุขภาพคนไทย, ฟาร์มสุข แพลตฟอร์มองค์ความรู้ และ Online Market Place เพื่อเกษตรกร, ดิจิทัลคอนเทนต์ที่ครบทั้งสาระความรู้และความสนุกสนาน เสริมสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้เยาวชนไทยผ่านกล่องดิจิทัลทีวีสานรัก สานความรู้ พร้อมด้วย Innovation Idea จากเหล่า Startup ซึ่งจะมีการหมุนเวียนนิทรรศการต่างๆ มาจัดแสดงตามแต่ละโอกาส

 

 

4. ศูนย์ปฏิบัติงานคอลเซ็นเตอร์ (AIS Contact Center Operation)

พื้นที่ปฏิบัติงานแบบ 24×7 ของ Agent Call Center รองรับพนักงานในอนาคตได้ถึง 1,500 ที่นั่ง พร้อมขีดความสามารถในการรับสายลูกค้าได้มากกว่า 4 ล้านสายต่อเดือน

 

 

5. ห้องออกกำลังกายและโซนสันทนาการ (AIS Hall of Wellness)

พื้นที่เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงานให้แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจด้วยห้องฟิตเนส สปา โยคะ เพื่อให้พนักงานมีความพร้อมในการดูแลลูกค้าและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อคนไทยได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดของ AIS Contact Center สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/applyjob หรือ aiscallcenter.ais.co.th/th/recruitment-detail/ais-call-center-1175

The post AIS เปิดประตูสู่ภาคอีสาน รีดศักยภาพแรงงานไทยด้วย Contact Center แห่งแรกในโคราช appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ais-contact-center-korat/feed/ 0
ยุค(หน้า)มืดของทีวี ช่อง 3 กัดฟันสู้ ดัน ‘ละคร-ข่าว’ ขายคอนเทนต์ประเทศเพื่อนบ้าน https://thestandard.co/ch3-push-forward-drama-news-present-neighbor/ https://thestandard.co/ch3-push-forward-drama-news-present-neighbor/#respond Wed, 15 Nov 2017 12:33:11 +0000 https://thestandard.co/?p=46049

     เราอาจเคยเห็นบทบาทของสื่อโทรทัศน์ใน […]

The post ยุค(หน้า)มืดของทีวี ช่อง 3 กัดฟันสู้ ดัน ‘ละคร-ข่าว’ ขายคอนเทนต์ประเทศเพื่อนบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เราอาจเคยเห็นบทบาทของสื่อโทรทัศน์ในฐานะช่องทางการสื่อสารหลักที่สำคัญที่สุดขนาดที่ทำให้ท้องถนนในกรุงเทพมหานครโล่งได้ เพราะผู้คนรีบกลับบ้านไปดูตอนอวสานของละครดัง หรือรายการข่าวที่ทุกครัวเรือนจะต้องเปิดดูยามเช้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

     ภาพเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว

     อุตสาหกรรมสื่อเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘ช่อง 3’ มาวันนี้ก็ยังต้องปรับตัวและเหลือบมองภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดจากหอคอยงาช้างด้วยสายตาที่เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

 

ผลประกอบการช่อง 3 กำไรต่ำสุดในรอบหลายปี  

     เมื่อตรวจสอบผลประกอบการล่าสุดที่แสดงในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ‘ช่อง 3’ ซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งรายได้และกำไรของช่อง 3 ลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งสอดคล้องกับทั้งอุตสาหกรรมทีวีที่พฤติกรรมการเสพสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป แนวโน้มการใช้งบโฆษณาบนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มากขึ้น รวมถึงต้นทุนที่สูงลิบจากการประมูลและทำธุรกิจดิจิทัลทีวี ซึ่งช่อง 3 ถือว่า ‘หน้าใหญ่’ ที่สุด เพราะประมูลถึง 3 ช่อง นั่นคือช่อง 3 HD ช่อง 3 SD และช่อง 3 Family เมื่อรวมกับช่อง 3 อะนาล็อกเดิม เท่ากับว่าช่อง 3 ต้องบริหารจัดการช่องทีวีถึง 4 ช่องด้วยกัน

 

 

     และเมื่อพิจารณางบการเงินรวมของปี 2560 ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่ลำบากของธุรกิจสื่อซึ่งมีข้อจำกัดในการสื่อสารการตลาด ขณะเดียวกัน ทางเลือกอย่างสื่อดิจิทัลที่นำเสนอในราคาที่ต่ำกว่าสื่อดั้งเดิมมาก ช่อง 3 มีกำไรไม่ถึง 400 ล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว และนี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยมีมาขององค์กรสื่อแห่งนี้

 


     ไตรลุจน์ นวะมะรัตน
นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ได้คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ตัวเลขรายได้รวมของสื่อทุกประเภทปีนี้จะอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหดตัวลง บรรดาผู้ซื้อโฆษณาจะลดการใช้งานสื่อหลักลง และไปเพิ่มสัดส่วนในสื่อดิจิทัลแทนด้วยเม็ดเงินที่น้อยกว่าพอสมควร

     นี่จึงเป็นแรงกดดันมากพอที่ทำให้ช่อง 3 ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

 

เปลี่ยนผู้บริหาร ดึงมืออาชีพร่วมทีม ยังดัน ‘ละคร-ข่าว’ เป็นอาวุธหลัก

     ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า ‘ทุนจากคนแดนไกล’ จะเข้าซื้อกิจการของช่อง 3 ซึ่งภายหลังทางช่องได้ออกมาปฏิเสธข่าวเสียงแข็งว่าไม่เป็นความจริง และไม่คิดจะขายกิจการโทรทัศน์แต่อย่างใด

     ต่อมาช่วงกลางปี ชื่อของคนคุ้นเคยอย่าง สมประสงค์ บุญยะชัย ผู้กว้างขวางจาก Intouch ก็มานั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร พร้อมกับตั้งทีมผู้บริหารเสริมทัพทั้งด้านสื่อใหม่ ด้านการลงทุน และด้านทรัพยากรบุคคล

     และเดือนกันยายน ช่อง 3 ดึงนักการตลาดมือฉมังจาก Tesco Lotus ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย มานั่งเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร ค่อนข้างชัดเจนว่าเกิดการผลัดใบในองค์กรสื่อแห่งนี้ด้วยการนำมืออาชีพจากยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมและค้าปลีกมาเป็นแม่ทัพตำแหน่งสำคัญ และประกาศปรับยุทธศาสตร์ของช่องครั้งใหญ่ รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรด้วย

 

 

     นอกจากการปรับเปลี่ยนผู้บริหารแล้ว กลยุทธ์ของธุรกิจจากนี้คือทุกสื่อต้องเร่งเครื่องทำตลาดอย่างหนัก หลังจากผ่านช่วงเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง และตอนนี้ภาคเอกชนก็วางแผนเรื่องการใช้สื่อที่เข้มข้นขึ้น

     วันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประชุม มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเรือใหญ่ของบีอีซี เวิลด์ แถลงข่าวทิศทางของธุรกิจช่อง 3 ในปีหน้า โดยยังยึดแนวทางการทำธุรกิจที่ถนัดคือ ‘ละคร-ข่าว’ เปิดตัวละครหลังข่าวที่นำแสดงโดยนักแสดงระดับแม่เหล็กของช่องอย่างณเดชน์ คูกิมิยะ และขวัญใจมหาชนคนอื่นๆ

     ช่อง 3 ยังมุ่งมั่นกับการสร้างละครย้อนยุคหรือละครพีเรียดโดยใช้ดาราดังเป็นจุดขาย แม้บางครั้งอาจมีกระแสวิจารณ์ว่าดาราบางคนหน้าตาและบุคลิกดูไม่สอดคล้องกับตัวละครและบทประพันธ์ก็ตามที โดยยังเชื่อว่าฐานแฟนคลับของดาราเหล่านี้จะยังเหนียวแน่นและดึงผู้ชมเอาไว้ได้

 

 

     นอกจากนี้ ช่อง 3 เพิ่งจะปรับใหญ่กับรายการข่าวที่เป็นหัวใจสำคัญอย่าง เรื่องเล่าเช้านี้ ที่กระแสความนิยมใน ‘ยุคที่ไม่มีสรยุทธ์’ ลดลงไปมาก จึงถือเป็นการยกเครื่องเรียกกระแส เมื่อชื่อของ ‘ไก่-ภาษิต อภิญญาวาท’ กลับมาอีกครั้งและเติมส่วนผสมที่เผ็ดร้อนเข้าไปในรายการอย่าง ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ เจ้าพ่อจอมแฉ และ ‘อาจารย์อดัม’ ครูสอนภาษาชื่อดัง นอกจากนี้ยังมี ‘ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์’ มาเสริมทีมรายการข่าวในช่วงอื่นด้วย จึงถือเป็นเดิมพันสำคัญสำหรับรายการข่าวของช่อง 3 ที่จะต้องกอบกู้เรตติ้งกลับมาให้ได้

 

 

หวังเพิ่มรายได้จากสื่อดิจิทัล ขายคอนเทนต์ให้ตลาดเพื่อนบ้าน

     อีกความหวังในอนาคตคือรายได้ที่มาจากสื่อดิจิทัลของช่อง 3 ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแอปพลิเคชันช่อง 3 ที่มีผู้ใช้งาน 2.5 ล้านคนต่อเดือน เว็บไซต์ช่อง 3 ที่มีผู้เข้าชม 3-4 แสนครั้งต่อวัน และ ‘Mello’ แพลตฟอร์มที่ต้องการปลุกปั้นให้เป็นช่องทางรับชมคอนเทนต์ของช่อง 3 ที่คมชัดแบบ HD

     กระบวนยุทธ์สำคัญยังคงพุ่งเป้าไปที่ยอดไลก์ ยอดวิว และเครื่องมือชี้วัดดั้งเดิมของการตลาดดิจิทัล โดยที่ช่อง 3 ไม่ได้ชี้แจงเป้าหมายหรือสัดส่วนรายได้ที่ชัดเจนระหว่างสื่อประเภทต่างๆ แต่ก็ยอมรับว่าปัจจุบันลูกค้าไม่ได้เลือกซื้อสื่อเพียงชนิดเดียวอีกต่อไปแล้ว ต้องมีหลายรูปแบบให้เลือก

     “ตอนนี้ตลาดเป็นของลูกค้า ไม่ใช่ของคนขายอีกต่อไปแล้ว” ประชุม มาลีนนท์กล่าว

 

 

     ขณะเดียวกัน ช่อง 3 ตอนนี้เริ่มเดินหน้าเจรจาหาพันธมิตรในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ในการทำตลาดคอนเทนต์ละคร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก และจะต่อยอดรายได้ด้วยกิจกรรมมีตแอนด์กรี๊ดและกิจกรรมช่อง 3 สัญจรในต่างประเทศด้วย

 

บทเรียนและการบ้านบนหอคอยงาช้าง

     เราทราบเป็นอย่างดีว่าสื่ออย่างช่อง 3 นั้นยิ่งใหญ่ แม้ว่าปัจจุบันอาจจะไม่ได้ใหญ่เหมือนช่วงที่โทรทัศน์กำหนดทิศทางของสังคมอีกต่อไป ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลแทบทุกรายยอมรับว่าเป็น ‘จุดที่เจ็บ’ สำหรับการเข้าประมูลทีวีดิจิทัล แต่ละรายปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และไม่แปลกที่ช่อง 3 ซึ่งแบกรับต้นทุนถึง 3 ช่องจะเจ็บหนักกว่าใครเพื่อน

     ผู้บริหารช่อง 3 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ลูกค้าจะเป็นผู้เข้าหาช่อง 3 เอง เพราะเป็นสื่อเบอร์หนึ่งที่ใครๆ ก็อยากนำแบรนด์ตัวเองไปโฆษณา อาจจะไม่ต้องดิ้นรนในการหารายได้มากนัก แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตลาดตอนนี้เหมือนน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ที่แข่งขันกันดุเดือด ไม่มีใครเกรงใจใคร และถ้างบประมาณโฆษณาของทั้งอุตสาหกรรมไม่โตขึ้นในปีหน้า สถานการณ์อาจจะแย่ลง

     แม้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่ารายได้ของช่อง 3 น่าจะดีขึ้น เพราะสื่อผ่านจุดที่เงียบเหงาที่สุดไปแล้ว ภาคเอกชนจะใช้งบโฆษณามากขึ้นในสิ้นปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า สะท้อนได้จากราคาหุ้น BEC ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องที่ช่อง 3 ต้องทำการบ้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสื่อที่ถูก disrupt ไปเรียบร้อยแล้ว สื่อดิจิทัลแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน สื่อทีวีตอนนี้ก็แข่งขันกันรุนแรงเพื่อหนีตายด้วย

     และจากการแถลงข่าวล่าสุด ดูเหมือนทิศทางของการรุกแพลตฟอร์มดิจิทัลของช่อง 3 จะยังไม่มีอะไรใหม่ให้เห็น จึงน่าคิดว่าการใช้ ‘ละคร-ข่าว’ ใช้คนดังดึงเรตติ้งจะยังได้ผลอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

     เพราะในโลกธุรกิจรู้ดีว่าเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ จากการกระทำเดิมๆ

 

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai, Pichamon Wannasan

อ้างอิง:

The post ยุค(หน้า)มืดของทีวี ช่อง 3 กัดฟันสู้ ดัน ‘ละคร-ข่าว’ ขายคอนเทนต์ประเทศเพื่อนบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ch3-push-forward-drama-news-present-neighbor/feed/ 0
ช่อง 3 ปรับทัพ ‘ประชุม’ ย้ำ ไม่มีศึกสายเลือด ‘มาลีนนท์’ เดินหน้ารุกดิจิทัล https://thestandard.co/ch3-refrom/ https://thestandard.co/ch3-refrom/#respond Tue, 14 Nov 2017 10:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=45382

     ‘ช่อง 3’ เดินหน้ารุกตลาดทีวีดิจิทัล […]

The post ช่อง 3 ปรับทัพ ‘ประชุม’ ย้ำ ไม่มีศึกสายเลือด ‘มาลีนนท์’ เดินหน้ารุกดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ‘ช่อง 3’ เดินหน้ารุกตลาดทีวีดิจิทัล ใช้ดาราดัง-ละครพีเรียดเรียกเรตติ้งต่อเนื่อง ยอมรับอุตสาหกรรมทีวียังเหนื่อย รายได้ลดกันถ้วนหน้า พร้อมผลักดันช่องทางรายได้จากดิจิทัลให้มากขึ้น ยืนยันพี่น้องไม่ขัดแย้ง

     ประชุม มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวทิศทางของช่อง 3 ซึ่งประกอบด้วย ช่อง 3 อะนาล็อกเดิม และช่องดิจิทัล 3 ช่อง คือ ช่อง 3HD ช่อง 3SD และช่อง 3 Family โดยยืนยันว่าสื่อโทรทัศน์ยังเป็นช่องทางหลักสำหรับผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์ของทีวีดิจิทัลตอนนี้เป็น ‘น่านน้ำสีแดง’ (Red Ocean) ที่แข่งขันดุเดือด เชื่อว่าปี 2561 สถานการณ์จะหนักขึ้นหากงบประมาณการใช้สื่อโฆษณาไม่เติบโต

     ช่อง 3 ตั้งเป้าหมาย 2 ส่วนสำคัญ คือ การเพิ่มเรตติ้งและการเพิ่มรายได้ สำหรับการเพิ่มเรตติ้งจะยังใช้กลยุทธ์ของละครที่มีดาราดังร่วมแสดงเหมือนเดิม และยังจับกระแสละครย้อนยุคหรือละครพีเรียดต่อเนื่องถึงปีหน้า ขณะเดียวกันก็เพิ่งปรับทัพข่าวเช้า โดยดึง ‘ชูวิทย์-ทนายสงกรานต์-อาจารย์อดัม’ มาสร้างสีสันใน เรื่องเล่าเช้านี้ ซึ่งยังเป็นรายการข่าวที่สำคัญของช่อง

     สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้ จะรุกหนักดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชันของช่อง 3 เว็บไซต์ และ Mellow แพลตฟอร์มที่เป็นความหวัง โดยนำเสนอละคร รายการวาไรตี้แบบคมชัดสูง (HD) นอกจากนี้จะจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการรุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งชื่นชอบละครและดาราไทยอย่างมาก โดยจะเพิ่มกิจกรรมช่อง 3 สัญจรในต่างประเทศด้วย

     เมื่อนักข่าวสอบถามข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างพี่น้องในตระกูลมาลีนนท์ ประชุมกล่าวว่า “ไม่มี ไม่มีทะเลาะอะไรกันทั้งนั้น พี่น้องทุกคนก็มาจากพ่อแม่เดียวกัน จะทะเลาะกันทำไม” ซึ่งเป็นการสยบข่าวความไม่ลงรอยที่มีมาเป็นระยะระหว่าง ‘ประวิทย์-ประชุม’

     หากพิจารณาโครงสร้างผู้บริหารแล้ว สมาชิกตระกูลมาลีนนท์ยังนั่งในตำแหน่งสำคัญขององค์กรทั้งหมด หากแต่จะมีมืออาชีพจากธุรกิจอื่นที่เข้ามาเสริมทัพตั้งแต่ต้นปี ทั้งจากธุรกิจค้าปลีกและโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นการ ‘ยกเครื่องใหญ่’ ของช่อง 3 ที่ตอนนี้พยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในองค์กรให้แข่งขันได้มากขึ้น

The post ช่อง 3 ปรับทัพ ‘ประชุม’ ย้ำ ไม่มีศึกสายเลือด ‘มาลีนนท์’ เดินหน้ารุกดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ch3-refrom/feed/ 0
ไปต่อไม่ไหว! สรุปข้อเสนอช่องทีวีดิจิทัล ‘ขอไม่จ่าย-ช่วยเยียวยา’ https://thestandard.co/tvdigital-crisis/ https://thestandard.co/tvdigital-crisis/#respond Wed, 18 Oct 2017 06:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=35621

     ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อนายสุภาพ ค […]

The post ไปต่อไม่ไหว! สรุปข้อเสนอช่องทีวีดิจิทัล ‘ขอไม่จ่าย-ช่วยเยียวยา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อนายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) พร้อมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อเสนอปรับโครงสร้างอุตสาหรกรรมทีวีดิจิทัล หลังจากที่ขาดทุนกันถ้วนหน้า

    ซึ่งขณะนี้ผู้ดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการรับสื่อจากหลากหลายแพลตฟอร์มของผู้บริโภคและความล้มเหลวในการบริหารจัดการของ กสทช. ในการเปลี่ยนผ่านจากทีวีระบบอะนาล็อกเป็นดิจิทัลที่เป็นไปอย่างล่าช้า จะเห็นได้จากกล่อง set top box ที่แจกจ่ายได้เพียง 9 ล้านกล่องจากที่ตั้งเป้า 22 ล้านกล่องเท่านั้น

 

    ทางสมาคมจึงยื่นข้อเสนอต่อ กสทช. ซึ่งพอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

    1. ขอไม่จ่ายส่วนที่เหลือ โดยมองว่าเงินค่าใบอนุญาตที่ประมูลไปนั้นชำระให้ กสทช. ถึง 3.4 หมื่นล้านบาทในช่วงกว่า 3 ปีน่าจะเพียงพอแล้ว เมื่อเทียบกับราคาตั้งต้นรวมที่ 1.5 หมื่นล้านบาทและราคาที่ประมูลได้ถึง 5.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจะขอไม่จ่ายส่วนต่างอีก 2 หมื่นล้านบาทที่เหลือ

    2. เสนอทางหารายได้ให้รัฐ เนื่องจากยังมีคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ที่ยังเหลืออยู่นอกเหนือจากทีวีดิจิทัลปัจจุบัน 22 ช่อง ให้เปลี่ยนไปใช้กับกิจการโทรคมนาคม นั่นคือเอาคลื่นไปใช้กับการประมูล 4G หรือ 5G ในอนาคตสำหรับมือถือแทน ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐเพื่อชดเชยกับส่วนที่จะช่วยเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

    3. เปิดทางให้คืนใบอนุญาตได้ สำหรับรายที่ขาดทุนและไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้ โดยมองว่าทุกวันนี้จำนวนช่องมีเยอะเกินไป และน่าจะลดลงได้ถึง 1 ใน 3 ของที่มี

    4. ขอลดค่าเช่าโครงข่ายที่จ่ายให้กับ Mux เพราะต้นทุนค่อนข้างสูง ช่องเอสดีจ่ายปีละ 60 ล้านบาท ช่องเฮชดีจ่ายปีละ 170 ล้านบาท

 

    ทาง กสทช. แจ้งว่าได้หารือกับทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) แล้ว และวันนี้ (18 ต.ค.) จะมีประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณาลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยคิดเป็นขั้นบันไดตามฐานรายได้

    ส่วนนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบคำถามเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ กสทช. จะต้องจัดการ ซึ่งต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

    ขณะที่ ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเจนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว The Standard ว่า เห็นด้วยกับทางผู้ประกอบการที่มองว่าช่องทีวีดิจิตอลมีมากเกินไป แต่ขอไม่แสดงความคิดเห็นถึงกระบวนการในข้อเสนอที่ยื่นต่อสปช.

    หากจำนวนช่องลดลงน่าจะไม่กระทบกับการวางแผนสื่อของมีเดียเอเจซี่ เพราะว่าทุกวันนี้จะนำเสนอการโฆษณาผ่านช่องที่มีเรตติ้ง 5 อันดับแรกอยู่แล้ว และเม็ดเงินส่วนใหญ่จะยังกระจุกอยู่ไม่เกิน 7 ช่องเท่านั้น

    เชื่อว่าในอนาคตจะเหลือทีวีดิจิตอลไม่เกิน 10 ช่องเหมือนในต่างประเทศ ส่วนภาพรวมของเม็ดเงินโฆษณาของอุตสาหกรรมสื่อทั้งหมดน่าจะลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 3 หมื่นล้านบาท เหลืออยู่ที่ 1 แสนล้านบาทสำหรับสื่อทุกประเภท

The post ไปต่อไม่ไหว! สรุปข้อเสนอช่องทีวีดิจิทัล ‘ขอไม่จ่าย-ช่วยเยียวยา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/tvdigital-crisis/feed/ 0