Trump’s Asian Tour Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/trumps-asian-tour/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 24 May 2021 05:40:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โรฮีนจา-ทะเลจีนใต้-นิวเคลียร์ ประเด็นร้อนในอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 31 ที่ฟิลิปปินส์ https://thestandard.co/31st-asean-summit/ https://thestandard.co/31st-asean-summit/#respond Tue, 14 Nov 2017 07:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=45246

         เป็นที่น่าจับตามองไม่ […]

The post โรฮีนจา-ทะเลจีนใต้-นิวเคลียร์ ประเด็นร้อนในอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 31 ที่ฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

     เป็นที่น่าจับตามองไม่น้อยสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 31 ที่เปิดฉากขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีผู้นำจาก 10 ประเทศสมาชิก พร้อมผู้นำและตัวแทนจากภาคีเครือข่ายต่างๆ เดินทางเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามหลายประเด็น

 

 

ร่างแถลงการณ์ร่วมผู้นำอาเซียนไร้เงาประเด็นกวาดล้างชาวโรฮีนจาในเมียนมา

     กลายเป็นประเด็นร้อน หลังอาเซียนเผยร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ โดยไม่ได้มีการระบุถึงประเด็นการกวาดล้างและขับไล่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของเมียนมาออกนอกประเทศ หลังกองทัพเมียนมาใช้มาตรการทางทหารและความรุนแรงต่อชาวมุสลิมกลุ่มนี้

     นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา มีชาวโรฮีนจาอพยพไปยังบังกลาเทศมากกว่า 6 แสนคน บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หมู่บ้านหลายแห่งของชาวโรฮีนจาถูกเผาทำลายทิ้ง สหประชาชาติได้ประณามเหตุการใช้ความรุนแรงดังกล่าวว่า “ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และเรียกร้องให้นางออง ซาน ซูจี ผู้นำที่ (เคย) เป็นแรงบันดาลใจของคนทั้งโลกในเรื่องการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยและความเท่าเทียมกันในยุคเผด็จการทหารของเมียนมาให้ออกมาแก้ไขปัญหานี้เป็นการด่วน

     ความตอนหนึ่งในร่างแถลงการณ์ดังกล่าว พูดถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม แก่ผู้เคราะห์ร้ายและตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติทางธรรมชาติในเวียดนาม การต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (กลุ่มไอเอส) ในฟิลิปปินส์ รวมถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบบริเวณทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ซึ่งไม่ได้ระบุหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับความโหดร้ายและป่าเถื่อนที่กองทัพเมียนมาใช้ความรุนแรง ต่อต้านและปราบปรามกลุ่มคนที่พวกเขามองว่า ‘เป็นอื่น’ โดยมิได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

 

 

     นางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 1991 ที่เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำในครั้งนี้ ต่างทำให้หลายฝ่ายผิดหวังต่อท่าทีของเธอในประเด็นนี้ และเธอยังไม่เคยเอ่ยถึงการกวาดล้างชาวโรฮีนจา บริเวณทางตอนเหนือของรัฐยะไข่เลย นับตั้งแต่เดินทางถึงกรุงมะนิลา สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะสะท้อนถึงจุดด้อยของอาเซียนที่ยึดถือหลักการไม่แทรกเเซง (Non-Interference) ระหว่างกัน ซึ่งส่งผลให้บางประเด็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนภายในภูมิภาคนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาเเก้ไขอย่างจริงจัง

     วิลเนอร์ ปาปา (Wilnor Papa) ผู้แทนขององค์กรนิรโทษกรรมสากลระหว่างประเทศ ประจำฟิลิปปินส์เผยว่า “ผู้นำอาเซียนจะพูดคุยถึงประเด็นปัญหาการก่อการร้าย สันติภาพ และความสงบสุขภายในภูมิภาค แต่มีประเด็นปัญหาหนึ่งที่จะไม่ถูกพูดถึง และผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นกำลังถูกเพิกเฉยจากบรรดาผู้นำประเทศเหล่านี้”

 

 

อาเซียนและผู้นำจีน เร่งผลักดันให้แก้ไขปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้

     นายหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) นายกรัฐมนตรีของจีน ได้แสดงจุดยืนต่อกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ขณะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ โดยมองว่า การเร่งจัดพิมพ์แบบแผนข้อพึงปฏิบัติ (Code of Conduct) ต่อกรณีพิพาทดินแดนที่เกิดขึ้น จะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นภายในภูมิภาค

     “ความหวังสูงสุดของจีนคือ การเกิดสันติภาพและความมั่นคงขึ้นภายในภูมิภาค”

     นักวิชาการหลายสำนักมองว่า ความพยายามดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงเร็วๆ นี้ เนื่องจากการพูดคุยที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกรอบแนวทางและหลายประเทศก็ยังเดินหน้าอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนต่างๆ โดยยากที่จะเเบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันที่จะเริ่มเจรจากันอย่างชัดเจนอีกด้วย

     นอกจากนี้เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางการจีนก็ได้เปิดตัวเรือขุดลำใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของจีน หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่มีชื่อว่า เรือขุด Tian Kun Hao มีการคาดการณ์ว่า เรือขุดลำมหึมานี้จะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการสร้างเกาะเทียมให้แก่จีน และสนับสนุนการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนต่างๆ ที่จีนอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของตน โดยเฉพาะเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาทกับไต้หวัน รวมถึง 4 ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย (บรูไน เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์) จึงยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นระหว่างกันในการร่วมมือแก้ไขปัญหานี้

     ทั้งนี้ที่ผ่านมาจีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด และสร้างค่ายทหาร รวมถึงถมพื้นที่ตามแนวปะการังในบริเวณดังกล่าวอีกด้วย

 

 

ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ อาเซียนจะเป็นกลไกสำคัญในการยุติปัญหานิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

     ก่อนที่จะปิดท้าย Trump’s Asian Tour อย่างเป็นทางการ วานนี้ทรัมป์ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 31 พร้อมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 40 ปี โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมถึงผลงานและความสำเร็จในการเป็นกลไกสำคัญในการโอบอุ้มพลเมืองอาเซียนกว่า 625 ล้านคน และมีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในการเดินหน้าอย่างมีพลวัตตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา

     ปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงและยากจะคาดเดาได้นั้น ยิ่งทำให้หลายฝ่ายในประชาคมระหว่างประเทศเป็นกังวลต่อภัยคุกคามความมั่นคง และสงครามนิวเคลียร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต มหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐฯ หนึ่งในคู่ขัดแย้งหลักของปัญหานี้ รวมถึงชาติพันธมิตร จึงได้พยายามดำเนินมาตรการกดดันเกาหลีเหนือในยุติการทดสอบและเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลายจนกลายเป็นการใช้กำลังเข้าโจมตีระหว่างกัน

 

 

     แต่ดูเหมือนว่าอาวุธนิวเคลียร์นี้ เปรียบเสมือนเป็นหลักประกันเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของเกาหลีเหนือไว้ได้ จึงทำให้สถานการณ์ต่างๆ รวมถึงหนทางที่จะนำไปสู่โต๊ะเจรจาในช่วงเวลานี้เป็นไปได้ยากพอสมควร

     ทั้งนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเล็งเห็นว่า อาเซียนจะเป็นอีกหนึ่งตัวแสดงสำคัญในประชาคมระหว่างประเทศที่จะสนับสนุนจุดยืนของสหรัฐฯ พร้อมกดดันให้กองทัพโสมแดงยุติโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธนิวเคลียร์โดยเร็วตามมติของสหประชาชาติ เพราะถ้าหากทุกประเทศช่วยกันตัดช่องทางแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการพัฒนาอาวุธดังกล่าว อาจทำให้เป้าหมายนี้บรรลุผลเร็วยิ่งขึ้น

 

 

บทบาทของผู้นำไทยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้

     นายกรัฐมนตรีไทยเห็นว่า อาเซียนจะยังต้องร่วมกันขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้า โดยเน้นการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีความเข้มแข็ง เน้นนวัตกรรม และยึดมั่นกติกา และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 อาเซียนจะขยับจากอันดับที่ 6 ขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก หากอาเซียนนำนวัตกรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อนและสามารถนำความตกลงโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจมาปฏิบัติตามเป้าหมายอย่างครบถ้วน

 

 

     นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดนผ่านรูปแบบความร่วมมือประเทศไทย +1 ที่สามารถขยายและเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศในภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการเสริมสร้างและรักษาความเข้มแข็งของแกนกลางอาเซียน (ASEAN Centrality) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามภายนอกภูมิภาค และประเด็นความท้าทายต่างๆ ของโลก เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ และความเหลื่อมล้ำต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่สดใสของประชาคมอาเซียนร่วมกันในอนาคต

 

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post โรฮีนจา-ทะเลจีนใต้-นิวเคลียร์ ประเด็นร้อนในอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 31 ที่ฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/31st-asean-summit/feed/ 0
การพบกันอีกครั้งของทรัมป์และปูติน ในวันที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียยังคงถูกตั้งคำถาม https://thestandard.co/trump-and-putin-to-meet-again/ https://thestandard.co/trump-and-putin-to-meet-again/#respond Mon, 13 Nov 2017 10:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=44905

     ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ […]

The post การพบกันอีกครั้งของทรัมป์และปูติน ในวันที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียยังคงถูกตั้งคำถาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการประชุม APEC 2017 ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำและตัวแทนเขตเศรษฐกิจกว่า 21 เขตในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้พบกันอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้นำทั้งสองประเทศเคยพบกันเป็นครั้งแรกในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

 

Photo: JORGE SILVA/AFP

 

บรรยากาศระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียในการประชุม APEC ที่เวียดนาม

     เป็นที่ทราบกันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะที่ค่อนข้างตึงเครียดและมีวิวาทะกันแทบจะตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวโจมตีผู้นำรัสเซียว่ามีส่วนพัวพันและแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด และสนับสนุนให้โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง

     การพบหน้ากันระหว่างทรัมป์และปูตินในครั้งนี้เปิดโอกาสเล็กๆ ให้ผู้นำทั้งสองประเทศปรับความเข้าใจระหว่างกันเสียใหม่ โดยผู้นำทั้งสองประเทศต่างมีบทสนทนาที่ดีต่อกันในการพบกันครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาไม่นาน เนื่องจากการจัดตารางและขั้นตอนต่างๆ ค่อนข้างกระชั้นชิด ด้านปูตินยังกล่าวด้วยว่าเขารู้สึกเสียดายที่การพูดคุยกับทรัมป์สั้นเกินไปด้วยระยะเวลาที่จำกัด ทั้งนี้ผู้นำทั้งสองประเทศยังชื่นชมซึ่งกันและกันออกสื่ออีกด้วย

     โดยทรัมป์ได้ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัว (@realDonaldTrump) ใจความว่า “มีแต่พวกที่เอาแต่เกลียดชังและพวกโง่ที่ไม่รู้ว่าการมีความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียเป็นสิ่งที่ดี ผมต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเกาหลีเหนือ ซีเรีย ยูเครน การก่อการร้าย และรัสเซียเองก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่”

 

 

     นอกจากนี้ทั้งทรัมป์และปูตินยังเห็นชอบต่อมาตรการปราบปรามกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรียร่วมกัน โดยชี้ว่าปฏิบัติการด้านการทหารอาจไม่ได้นำไปสู่ทางออกของปัญหา พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพเจนีวาเพื่อยุติปัญหาและไฟสงครามนี้ร่วมกัน

 

 

ข้อกล่าวหาและความสัมพันธ์ที่ถูกตั้งคำถาม

     กลายเป็นประเด็นร้อนในการเมืองสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2016 ซึ่งทั้งทรัมป์และปูตินต่างปฏิเสธว่ารัสเซียไม่ได้เข้าแทรกแซงการเมืองสหรัฐฯ ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้นำรัสเซียยังเผยว่าเขารู้สึกแย่ที่ถูกดูหมิ่นด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน

     หลังจากที่ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI ที่ถูกทรัมป์ปลดออกจากตำแหน่งขณะสืบค้นหาความจริงเรื่องอีเมลของฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งคนสำคัญจากพรรครีพับลีกัน รวมถึงต้นตอความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจจะเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงการกระทำของทรัมป์เป็นวงกว้าง

 

Photo: Mikhail/AFP

 

     ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะแต่งตั้งให้ โรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการ FBI คนก่อนหน้า ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษในกระบวนการไต่สวนหาความจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทีมหาเสียงของทรัมป์และรัสเซีย และได้เริ่มมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับอดีตผู้ช่วยของทรัมป์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้วหลายคน

     ข้อกล่าวหามีอยู่ว่า รัสเซียเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล้วงข้อมูลสำคัญของพรรคเดโมแครต และเผยแพร่ข้อมูลในอีเมลส่วนตัวของฮิลลารีในโลกออนไลน์ พร้อมทั้งสมรู้ร่วมคิดกับทีมงานของทรัมป์เพื่อที่จะดิสเครดิตคู่แข่งและนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด แม้จะมีการสอบสวนและตั้งคณะกรรมการพิเศษอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดและสามารถฟันธงได้ว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง

     ปูตินยังยืนยันว่าตนไม่มีส่วนพัวพันกับข้อกล่าวหาดังกล่าวในโอกาสที่พบทรัมป์อีกครั้งในการประชุม APEC ครั้งนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นเป็นการจ้างวานของพรรคเดโมแครตที่แพ้การเลือกตั้ง และข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแต่อย่างใด

 

Photo: Olga MALTSEVE/AFP

 

ความคืบหน้าของการค้นหาข้อเท็จจริง

     ภายหลังจากที่มุลเลอร์ได้รับการแต่งตั้ง หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ทั้ง CIA และ FBI ต่างสรุปผลในสำนวนคดีเบื้องต้นของตนว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งจริงเพื่อหนุนให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาถูกสอบสวนไปแล้วเป็นจำนวนมาก

     หนึ่งในผู้ถูกสอบสวนคือ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายและหนึ่งในทีมงานหาเสียงของทรัมป์ ที่ข้อความในอีเมลของเขาเป็นหลักฐานยืนยันว่าทีมงานของทรัมป์ติดต่อกับทางรัสเซียจริง และจะมีการให้ข้อมูลของคู่แข่งคนสำคัญอย่างฮิลลารี แต่ทั้งนี้ทรัมป์ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรวบรวมข้อมูลของคู่แข่งตามปกติเพื่อวางหมากในการเดินเกมการเมืองเท่านั้น

 

Photo: JORGE SILVA/AFP

 

     และเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศในทีมหาเสียงของทรัมป์อย่าง จอร์จ ปาปาโดปูลอส ให้ปากคำว่า เขายอมรับผิดที่กล่าวเท็จขณะเข้าให้การกับทีมหน่วยข่าวกรองเมื่อตอนต้นปี เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าทีมหาเสียงของทรัมป์ติดต่อกับรัสเซียในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งจริง โดยเขาได้ติดต่อกับล็อบบี้ยิสต์ถึง 2 คนเพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกัน

     ภายหลังโฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซาราห์ แซนเดอร์ส แถลงโต้แย้งถึงกรณีดังกล่าวว่า ปาปาโดปูลอสเป็นผู้ที่มีบทบาทน้อยมากในช่วงหาเสียงครั้งที่ผ่านมา โดยเธอยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่มีการติดต่อกับทางรัสเซียโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทีมหาเสียงของทรัมป์อย่างแน่นอน

     แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าขอบข่ายของการสืบสวนจะขยายวงกว้างและครอบคลุมประเด็นต่างๆ เพิ่มมากขึ้น การสืบสวนและค้นหาความจริงภายใต้การนำของอดีตผู้อำนวยการ FBI ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญและสร้างความกังวลใจให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ไม่น้อย เพราะถ้าหากยิ่งสอบสวนและยิ่งค้นพบหลักฐานจนพิสูจน์ได้ว่าทรัมป์มีส่วนรู้เห็นและร่วมมือกับรัสเซียเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งจนทำให้เขาได้รับชัยชนะในครั้งที่ผ่านมาจริง อาจจะส่งผลให้ทรัมป์ต้องยุติบทบาทการเป็นประธานาธิบดีลงในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post การพบกันอีกครั้งของทรัมป์และปูติน ในวันที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียยังคงถูกตั้งคำถาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trump-and-putin-to-meet-again/feed/ 0
ทรัมป์พบดูเตร์เต พร้อมปิดฉากเอเชียนทัวร์ที่ฟิลิปปินส์ https://thestandard.co/trump-meet-duterte/ https://thestandard.co/trump-meet-duterte/#respond Mon, 13 Nov 2017 05:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=44669

     ภายหลังจากที่เข้าร่วมการประชุม APEC […]

The post ทรัมป์พบดูเตร์เต พร้อมปิดฉากเอเชียนทัวร์ที่ฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ภายหลังจากที่เข้าร่วมการประชุม APEC และเดินทางเข้าพบประธานาธิบดีเวียดนามที่กรุงฮานอยแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยสตรีหมายเลเขหนึ่งของสหรัฐฯ เดินทางเยือนฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีดูเตร์เต และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 31 รวมถึงอาจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ครั้งที่ 12 ที่กรุงมะนิลา พร้อมปิดฉาก Trump’s Asian Tour อย่างเป็นทางการ

 

 

     ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ ถือว่าเป็นประเทศเมืองพี่เมืองน้องที่ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก มิติด้านต่างๆในสังคมฟิลิปปินส์ปัจจุบันได้รับอิทธิพลความเป็นอเมริกันมาไม่น้อย แต่ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศตกต่ำลง ภายหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายการทำสงครามต่อต้านยาเสพติดและปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ภายในประเทศด้วยความรุนแรงและถือเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

 

 

     แต่ดูเหมือนว่าสถานะความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะเริ่มดีขึ้นอีกครั้ง ภายหลังจากที่ทรัมป์กล่าวชื่นชมการทำงานของประธานาธิบดีดูเตร์เตที่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลให้ปัญหานี้ลดลงและเห็นผลได้อย่างชัดเจน

     ที่ผ่านมาดูเตร์เตพยายามจะพลิกโฉมฟิลิปปินส์ในประชาคมโลก จากประเทศที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ และดำเนินนโยบายใกล้ชิดและสอดคล้องกันมาโดยตลอด ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของเขาเริ่มมองหาพันธมิตรใหม่อย่างจีนและรัสเซีย ที่จะมาช่วยสนับสนุนและถ่วงดุลกับมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และความมั่นคง

 

 

     อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักชี้ ท่าทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของทรัมป์พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อเช้าเขาอาจจะทวีตข้อความในลักษณะหนึ่ง แต่พอตกช่วงบ่ายใจความสำคัญของเรื่องนั้นๆ อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและคาดเดาได้ยาก

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พบดูเตร์เต พร้อมปิดฉากเอเชียนทัวร์ที่ฟิลิปปินส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trump-meet-duterte/feed/ 0
ประมวลภาพผู้นำโลก เวที APEC 2017 ที่เวียดนาม ‘ทรัมป์-บิ๊กตู่’ พูดคุยสนิทสนม https://thestandard.co/apec-2017-trump-x-prayuth/ https://thestandard.co/apec-2017-trump-x-prayuth/#respond Sat, 11 Nov 2017 12:04:14 +0000 https://thestandard.co/?p=44386

     ก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอ […]

The post ประมวลภาพผู้นำโลก เวที APEC 2017 ที่เวียดนาม ‘ทรัมป์-บิ๊กตู่’ พูดคุยสนิทสนม appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยพูดว่า ‘นายโดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นเพื่อนแท้ เพราะมีความจริงใจ พูดเพราะ แถมทุกครั้งที่เจอกันต้องสนทนากันตลอด

 

     ล่าสุดบรรยากาศการถ่ายภาพหมู่ของผู้นำโลกในเวที APEC 2017 มีบางจังหวะที่ทรัมป์โอบนายกฯตู่ด้วย

 

     ขณะที่การถ่ายภาพหมู่ครั้งนี้ บางช่วงมี ‘นายชินโซ อาเบะ’ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ร่วมพูดคุยด้วย ส่วนตำแหน่งสำหรับการยืนถ่ายภาพ T-Thailand กับ U-United States อยู่ติดกัน เพราะเรียงลำดับตามตัวอักษร ทำให้ผู้นำทั้งสองประเทศ คือไทยและสหรัฐอเมริกา ได้ยืนแนบชิดสนิทสนม สนทนากันอย่างออกรสชาติ ตามภาพ

 

ภาพ: สำนักโฆษกฯ

The post ประมวลภาพผู้นำโลก เวที APEC 2017 ที่เวียดนาม ‘ทรัมป์-บิ๊กตู่’ พูดคุยสนิทสนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/apec-2017-trump-x-prayuth/feed/ 0
สีจิ้นผิง ต้อนรับ ทรัมป์ อย่างยิ่งใหญ่! แนะให้จีนกดดันเกาหลีเหนือมากกว่านี้ https://thestandard.co/trump-meet-xijinping/ https://thestandard.co/trump-meet-xijinping/#respond Thu, 09 Nov 2017 05:29:43 +0000 https://thestandard.co/?p=42441

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้ว […]

The post สีจิ้นผิง ต้อนรับ ทรัมป์ อย่างยิ่งใหญ่! แนะให้จีนกดดันเกาหลีเหนือมากกว่านี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว ขณะอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนชาติพันธมิตรในเอเชียอย่างเป็นทางการของผู้นำสหรัฐฯ โดยมีประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภริยาให้การต้อนรับ

 

 

     ในโอกาสนี้ผู้นำจีนยังได้พาทรัมป์และภริยาเดินเที่ยวชมความงามของพระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) หนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจีน อีกทั้งยังต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดโอกาสให้ทรัมป์คือ ผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ได้รับเกียรติให้รับประทานอาหารในพระราชวังต้องห้าม นับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐขึ้นในปี 1949

 

 

     ประเด็นสำคัญที่ถูกหารือกันระหว่างสองผู้นำยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินหน้าทดสอบและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ที่นับวันจะยิ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และทรัมป์ก็เล็งเห็นว่าจีนคือตัวแสดงสำคัญที่จะช่วยกดดันเกาหลีเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะคู่ค้าสำคัญ แหล่งเงินทุนและพันธมิตรที่ใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือในขณะนี้

     นอกจากนี้ทรัมป์จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ที่ส่งผลให้เงินไหลออกนอกประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามในการเดินทางเยือนครั้งนี้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจีนจำนวนมากต่างตกลงเซ็นสัญญาที่จะทุ่มเงินลงทุนกว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 แสนล้านบาท) ลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ของสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

     การพบกันของผู้นำประเทศที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้นำเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลกในครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญหน้ากับคะแนนความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปีนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมา ในขณะที่สีจิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน เพิ่งจะได้กระชับอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้สำเร็จอีกครั้งในฐานะเลขาธิการพรรคฯ และค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่า เขาจะได้รับการเเต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนต่ออีกหนึ่งสมัยในการประชุมใหญ่ครั้งสำคัญราวเดือนมีนาคม ปี 2018

     การตัดสินใจถอนตัวออกจากกรอบความร่วมมือและองค์การระหว่างประเทศต่างๆ อย่างเช่น TPP และความตกลงปารีสที่มีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน รวมถึงองค์กรอื่นๆ อาจเปิดโอกาสให้ผู้นำเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีน ได้แสดงบทบาทและจุดยืนต่อประเด็นต่างๆ ในประชาคมโลกได้มากยิ่งขึ้น ไม่แน่ว่าพญามังกรที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งอาจจะบินเเซงเหนือพญาอินทรีก็เป็นได้ในอนาคต

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post สีจิ้นผิง ต้อนรับ ทรัมป์ อย่างยิ่งใหญ่! แนะให้จีนกดดันเกาหลีเหนือมากกว่านี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trump-meet-xijinping/feed/ 0
ทรัมป์พบมุนแจอิน เตรียมขายอาวุธให้เกาหลีใต้ พร้อมช่วยแก้ไขภัยคุกคามเกาหลีเหนือ https://thestandard.co/donald-trump-meet-moon-jaein/ https://thestandard.co/donald-trump-meet-moon-jaein/#respond Wed, 08 Nov 2017 05:32:59 +0000 https://thestandard.co/?p=41577

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเ […]

The post ทรัมป์พบมุนแจอิน เตรียมขายอาวุธให้เกาหลีใต้ พร้อมช่วยแก้ไขภัยคุกคามเกาหลีเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมแถลงข่าวร่วมกับ มุนแจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ถึงจุดยืนที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตคาบสมุทรเกาหลีที่ตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา หลังกองทัพโสมแดงเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและประชาคมโลก

 

 

     ทรัมป์กล่าวว่า “การที่เกาหลีเหนือจะหันกลับสู่โต๊ะเจรจาเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและสามารถเข้าใจได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อแค่ประโยชน์ของเกาหลีเหนือเอง แต่เพื่อทุกคนในประชาคมระหว่างประเทศทั่วโลก”

 

 

     แต่อย่างไรก็ตาม ชาติพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำลังพิจารณาแผนการที่จะจัดซื้ออาวุธสงครามจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของตนและป้องกันประเทศจากรัฐอันธพาลที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่างเกาหลีเหนือ

     ทั้งนี้ทรัมป์เองยังเสนอแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายปี 2018 ให้สภาครองเกรสพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อป้องกันประเทศกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้กว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 แสนล้านบาท) จะใช้ในการสนับสนุนปฏิบัติการฉุกเฉินที่ใช้ตอบโต้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐจะใช้สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ในเอเชียใต้และ 700 ล้านเหรียญสหรัฐจะใช้ซ่อมแซมฐานทัพเรือของสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ

 

 

     ชาวเกาหลีจำนวนมากที่ทราบข่าวการเดินทางมาเยือนโสมขาวอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ บางกลุ่มออกมายินดีต้อนรับ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ อยู่เคียงข้างเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับปัญหาวิกฤตบนคาบสมุทรเกาหลี ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากก็ออกมาต่อต้านทรัมป์และภรรยาเช่นกัน โดยระบุว่า สหรัฐฯ พยายามเข้าแทรกแซงการเมืองภายในประเทศเกาหลีใต้มาโดยตลอด การสนิทสนมกับผู้นำสหรัฐฯ อาจจะยิ่งทำให้เกาหลีใต้ตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น

 

 

     ในโอกาสนี้ทรัมป์ยังแสดงความต้องการที่จะเดินทางไปยังเขตปลอดอาวุธและกำลังทางทหาร (Demilitarised Zone) หนึ่งในพื้นที่ที่ตึงเครียดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนของเกาหลีทั้งสองประเทศ ก่อนที่แผนการจะถูกยกเลิกไป เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่มีหมอกหนาจัด

 

 

     แม้การเดินทางเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการในครั้งนี้จะสั้นเพียง 24 ชั่วโมง และถูกมองว่าเป็นการเยือนในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ มากที่สุดชาติหนึ่งในเอเชียนับตั้งแต่สงครามเกาหลี ปี 1950

     ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีน เพื่อเขาพบประธานาธิบดีสีจิ้นผิงต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พบมุนแจอิน เตรียมขายอาวุธให้เกาหลีใต้ พร้อมช่วยแก้ไขภัยคุกคามเกาหลีเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/donald-trump-meet-moon-jaein/feed/ 0
เกาหลีใต้นำซอสสูตรพิเศษที่มีอายุเก่าแก่กว่าสหรัฐฯ ปรุงอาหารมื้อค่ำเสิร์ฟให้ทรัมป์ ณ กรุงโซล คืนนี้ https://thestandard.co/trump-in-korea-have-ripsteak-for-dinner-of-welcome/ https://thestandard.co/trump-in-korea-have-ripsteak-for-dinner-of-welcome/#respond Tue, 07 Nov 2017 07:36:02 +0000 https://thestandard.co/?p=41335

     เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สำนักข่ […]

The post เกาหลีใต้นำซอสสูตรพิเศษที่มีอายุเก่าแก่กว่าสหรัฐฯ ปรุงอาหารมื้อค่ำเสิร์ฟให้ทรัมป์ ณ กรุงโซล คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สำนักข่าว AFP รายงานว่า ซอสถั่วเหลืองสูตรพิเศษที่มีอายุหลายศตวรรษกำลังถูกใช้เป็นเครื่องปรุงหลักในงานเลี้ยงรับรองมื้อค่ำประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงโซลคืนนี้ โดยงานนี้จัดขึ้น ณ บลูเฮาส์ (Blue House) ทำเนียบประธานาธิบดีของประเทศเกาหลีใต้ หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘ชอง วา แด’ (Cheong Wa Dae)

     อาหารมื้อค่ำที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีจะจัดเพื่อเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองในค่ำวันนี้ หนึ่งในนั้นประกอบด้วยสเต๊กเนื้อชิ้นติดซี่โครง (Rip Steak) ซึ่งเป็นเนื้อส่วนอร่อย ที่เหมาะแก่การทำสเต๊กมากที่สุด นำไปย่างจนเหลืองหอม เสิร์ฟบนจานหิน ราดน้ำด้วยเกรวี่สูตรเฉพาะ ซึ่งทำขึ้นจากน้ำสต๊อก ปรุงด้วยซอสถั่วเหลืองชั้นยอดที่หมักขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1657 หมักบ่มมาอย่างยาวนานถึง 360 ปี ก่อนที่ เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติสหรัฐอเมริกาจะเกิด และเก่าแก่กว่าการประกาศอิสระภาพในปี ค.ศ. 1776 เสียอีก

     งานนี้มีความนัยอะไรต้องการจะสื่อกันหรือเปล่า?

 

Photo: The Blue House/AFP

The post เกาหลีใต้นำซอสสูตรพิเศษที่มีอายุเก่าแก่กว่าสหรัฐฯ ปรุงอาหารมื้อค่ำเสิร์ฟให้ทรัมป์ ณ กรุงโซล คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trump-in-korea-have-ripsteak-for-dinner-of-welcome/feed/ 0
ทรัมป์-อาเบะ สานสัมพันธ์ชื่นมื่น เจ้าของเพลงดัง Pen Pineapple Apple Pen ให้การต้อนรับ https://thestandard.co/trump-in-japan/ https://thestandard.co/trump-in-japan/#respond Tue, 07 Nov 2017 03:16:42 +0000 https://thestandard.co/?p=41286

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และนางเมล […]

The post ทรัมป์-อาเบะ สานสัมพันธ์ชื่นมื่น เจ้าของเพลงดัง Pen Pineapple Apple Pen ให้การต้อนรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และนางเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นทริปทัวร์เอเชียเป็นครั้งแรกแล้ว นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีนายชินโซ อาเบะ และคณะรัฐบาลญี่ปุ่นให้การต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย

     กลายเป็นภาพที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพียงชั่วข้ามคืนหลังปิโกทาโร (Pikotaro) เจ้าของเพลงฮิตที่ดังไปทั่วโลกอย่าง PPAP (Pen Pineapple Apple Pen) ทวีตภาพที่ถ่ายร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์และชินโซ อาเบะ ภายหลังจากแสดงโชว์สุดพิเศษต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ที่เดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

     โดยเพลงฮิตอย่าง PPAP (Pen Pineapple Apple Pen) ของเขา แม้จะมีความยาวเพียง 45 วินาที แต่ก็สามารถไต่ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดชาร์ต 100 เพลงฮิตของญี่ปุ่นได้สำเร็จ นอกจากนี้เพลงนี้ยังกลายเป็นเพลงที่สั้นที่สุดที่ติดอันดับในบิลบอร์ดชาร์ตของสหรัฐฯ อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมชายที่มีความเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์และชอบสีทองเป็นชีวิตจิตใจคนนี้จึงถูกเลือกให้แสดงโชว์ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ

     นายอาเบะระบุว่า ญี่ปุ่นจะสนับสนุนจุดยืนของทุกทางเลือกและทุกจุดยืนของสหรัฐฯ ที่มีต่อเกาหลีเหนือ พร้อมยืนยันว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศเเน่นเเฟ้นถึง 100% ทุกอย่างเป็นไปด้วยความชื่นมื่น ในขณะที่ทรัมป์เองก็กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าเราจะเคยใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากกว่าที่พวกเราเป็นอยู่ในขณะนี้มาก่อน”

     โดยหลังจากนี้ทรัมป์จะเดินทางเยือนเกาหลีใต้เป็นลำดับต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์-อาเบะ สานสัมพันธ์ชื่นมื่น เจ้าของเพลงดัง Pen Pineapple Apple Pen ให้การต้อนรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trump-in-japan/feed/ 0
จับตา! ทรัมป์กับ 5 ชาติพันธมิตรคุยอะไร หลังเริ่มทริปทัวร์เอเชียสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/trumps-asian-tour/ https://thestandard.co/trumps-asian-tour/#respond Fri, 03 Nov 2017 12:28:47 +0000 https://thestandard.co/?p=40710

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดก […]

The post จับตา! ทรัมป์กับ 5 ชาติพันธมิตรคุยอะไร หลังเริ่มทริปทัวร์เอเชียสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาและเมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมา

 

 

     โอกาสนี้ทรัมป์จะเดินทางเยือน 5 ประเทศพันธมิตรในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 5-13 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าประเด็นปัญหาสำคัญที่ต้องถูกหยิบยกมาพูดคุยคงหนีไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ ในกรณีท่าทีของเกาหลีเหนือที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น รวมถึงสงครามการค้าของสหรัฐฯ ภายในภูมิภาคนี้

 

 

     ญี่ปุ่น เป็นพันธมิตรชาติแรกที่ทรัมป์จะเดินทางไปเยือนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยผู้นำของทั้งสองประเทศจะหารือกันในเรื่องการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ภายหลังจากที่กองทัพโสมแดงยิงทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขีปนาวุธแล่นผ่านแผ่นดินญี่ปุ่นบริเวณทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโดเป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ก่อนที่จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีเพิ่มมากขึ้น

 

 

     ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่เพิ่งจะกวาดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดไปอย่างถล่มทลาย ต้องการที่จะสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะต้องการหลักประกันที่จะยืนยันว่าชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะเร่งเข้าช่วยเหลือญี่ปุ่น หากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากภัยคุกคามร่วมภูมิภาคอย่างเกาหลีเหนืออย่างทันท่วงที

     พร้อมกันนี้ยังจะมีการดำเนินนโยบายที่จะสนับสนุนความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ กับสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ ภายในภูมิภาค เช่น จีนและรัสเซีย ในการป้องปรามและคว่ำบาตรเกาหลีเหนือตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอีกด้วย

     ขณะเดียวกัน ทรัมป์อาจจะให้การสนับสนุนจุดยืนของญี่ปุ่นต่อกรณีพิพาทดินแดนในทะเลจีนตะวันออกอย่างหมู่เกาะเซนกากุ หรือ หมู่เกาะเตียวหยู ที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว ซึ่งทรัมป์เองก็อาจจะต้องชี้แจงถึงเหตุที่ผลที่ตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกภาคีของความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) ที่เป็นหนึ่งในวาระเป้าหมายทางด้านการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของบารัก โอบามา และญี่ปุ่นเองก็ทุ่มเงินลงทุนในความร่วมมือนี้เป็นจำนวนเงินไม่น้อย

 

 

     เกาหลีใต้ ถือเป็นชาติพันธมิตรสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย นับตั้งแต่ที่ทั้งสองประเทศเริ่มร่วมกันสู้รบกับเกาหลีเหนือและบรรดาชาติคอมมิวนิสต์ในสงครามเกาหลี ปี 1950 ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็เริ่มแน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของคู่ปรับเก่าอย่างเกาหลีเหนือที่เดินหน้าทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อย่างก้าวกระโดดและประสบผลสำเร็จในที่สุด ทำให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และชาติพันธมิตรอื่นๆ ต่างต้องลงมาเล่นหมากกระดานเดิมกับกองทัพโสมแดงในฐานะ ‘คู่ขัดแย้งในสงคราม’ ที่ยังคงดำเนินมาเกือบ 7 ทศวรรษ

     มุนแจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้อาจจะใช้ช่วงเวลา 2 วันนี้ที่ทรัมป์เดินทางมาเยือน หารือและพูดคุยถึงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีเกาหลีเหนืออีกครั้ง ภายหลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สนับสนุนให้สหรัฐฯ ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้ เนื่องจากทรัมป์มองว่า ที่ผ่านมานโยบายด้านการป้องปรามของมุนแจอินโอนอ่อนต่อเกาหลีเหนือมากจนเกินไป

     โดยรัฐบาลเกาหลีมองว่า หากมีการติดตั้งเครื่องยิงขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้ อาจจะยิ่งทำให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนในกรุงโซลที่อยู่ห่างจากเขตปลอดอาวุธทางทหาร (Demilitarized Zone: DMZ) เพียง 50 กิโลเมตร มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่กองทัพโสมแดงจะใช้เป็นพิกัดในการโจมตีสูงขึ้น

     อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอื่นๆ ในการป้องปรามรัฐอันธพาลอย่างเกาหลีเหนือที่กำลังสั่นคลอนความมั่นคงระหว่างประเทศเพิ่มมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ

 

 

     จีน พญามังกรแห่งเอเชียที่มองกันตามตรงแล้วก็ถือเป็นหนึ่งประเทศคู่ปรับที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ มีความคิดและข้อถกเถียงจำนวนมากที่พยายามตั้งข้อสังเกตว่าจีนกำลังจะพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกแซงหน้าสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

     แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเอเชียครั้งแรกของทรัมป์ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้นำทั้งสองประเทศเจรจาหารือกันเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการให้สอดคล้องกับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ประกาศยกระดับมาตรการคว่ำบาตรขั้นสูงสุดต่อเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ผู้นำสหรัฐฯ จะเร่งผลักดันให้จีนในฐานะประเทศพี่ใหญ่และชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือ เดินหน้ากดดันคิมจองอึนมากยิ่งขึ้น แม้จะทราบดีว่าจีนเองก็มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันอยู่ หากปล่อยให้เกาหลีเหนือถูกทำลายจนหายไปจากแผนที่โลก ในขณะที่ก็มีหน้าที่รักษาความมั่นคงระหว่างประเทศในฐานะ 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ เช่นเดียวกัน

     นอกจากนี้ทรัมป์ยังยืนยันว่า เขาจะนำเงินลงทุนมูลค่าหลายพันเหรียญสหรัฐไหลเข้าประเทศจากการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้อย่างแน่นอน โดยผู้ประกอบการและนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Sinopec ตกลงที่จะทุ่มเงินลงทุนอย่างน้อย 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.3 แสนล้านบาท) ช่วยสร้างงานและสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ภัยพิบัติที่ได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์และเออร์มาในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

 

 

     เวียดนาม 1 ใน 2 ประเทศสมาชิกอาเซียนที่ทรัมป์จะเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อช่วงกลางปี 2016 เวียดนามกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ถอดสูทพับแขนเสื้อใช้ตะเกียบทานอาหารเวียดนามกับเชฟคนดังอย่าง แอนโทนี บอร์เดน ในร้านริมถนนในกรุงฮานอย ระหว่างการเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ สะท้อนความสมถะของประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ได้ใจคนเป็นจำนวนมาก และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญว่า ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงอยู่ในตำแหน่งนานถึง 2 สมัยเต็ม

 

 

     ทรัมป์จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 29 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ซึ่งบรรดาผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย ประเด็นสำคัญที่บรรดาชาติผู้นำชาติสมาชิกจะหารือกัน คือ วิสัยทัศน์ของ APEC หลังปี 2020 ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC ครั้งที่ 34 ของไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าไม่มากก็น้อย

     ทรัมป์อาจใช้เวทีการเจรจานี้พูดคุยและหาแนวร่วมในการป้องปรามเกาหลีเหนือเพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้นจะบินกลับมาที่ฮานอย เพื่อเข้าพบ เจิ่นไดกวาง ประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมหารือและกระชับความร่วมมือทวิภาคีของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง รวมถึงกรณีพิพาทที่เวียดนามมีต่อจีนในประเด็นหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

 

 

     ฟิลิปปินส์ จะเป็นชาติพันธมิตรสุดท้ายที่ทรัมป์จะเดินทางไปเยือน เพื่อปิดท้าย Trump’s Asian Tour ในครั้งนี้ลงอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาปลายสมัยของรัฐบาลโอบามา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะห่างเหินและเจือจางลง หลังจากที่รัฐบาลโอบามาประณามและเรียกร้องให้รัฐบาลของดูเตร์เตยุติการใช้มาตรการตาต่อตา ฟันต่อฟัน และฆ่าตัดตอน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดและปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

     แต่ดูเหมือนว่า สถานะความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มดีขึ้น ภายหลังจากที่ทรัมป์กล่าวชื่นชมการทำงานของประธานาธิบดีดูเตร์เตที่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลให้ปัญหานี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นหลักที่ทั้งคู่จะหารือกันคงอยู่ที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงต่อเกาหลีเหนือ รวมถึงปัญหาการก่อการร้ายภายในฟิลิปปินส์ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ ก่อนที่จะควบคุมมาลาวี หนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มไอเอสภายในภูมิภาคนี้ไว้ได้ในที่สุด

     นอกจากนี้ทรัมป์ยังอาจจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 12 ที่ฟิลิปปินส์รับเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้แผนการเดินทางของทรัมป์ยืดออกไปอีก 1-2 วัน

     การเดินทางเยือนชาติพันธมิตรในเอเชียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทรัมป์นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาชาติพันธมิตร รวมถึงเน้นย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ในการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งต่อประเด็นต่างๆ ที่ประชาคมโลกต้องแก้ไขร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเดินทางเยือนในครั้งนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือมีพรมแดงผืนใหญ่ปูตอนรับเสมอไป นักเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ ในแต่ละประเทศพันธมิตรต่างเริ่มรวมตัวกันประท้วงการเดินทางเยือนของทรัมป์ในครั้งนี้ โดยเฉพาะในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ทรัมป์นำพาสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากการเป็นภาคีข้อตกลงปารีสเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

     เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประธานาธิบดีผมทอง อดีตเจ้าของเวทีนางงาม ผู้มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจมาเกือบทั้งชีวิตคนนี้คือหนึ่งในผู้นำโลกที่การตัดสินใจของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของประชาคมระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา ระเบียบโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ยากจะคาดเดา

 

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post จับตา! ทรัมป์กับ 5 ชาติพันธมิตรคุยอะไร หลังเริ่มทริปทัวร์เอเชียสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/trumps-asian-tour/feed/ 0