TRUE-DTAC Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/true-dtac/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 27 Jan 2026 02:53:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย https://thestandard.co/telenor-true-dtac-future-telecom/ Tue, 27 Jan 2026 02:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1169876 ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากก […]

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศดีลแสนล้านที่ส่อแววปิดตำนาน 25 ปีของกลุ่มทุนนอร์เวย์ในไทยอย่าง ‘เทเลนอร์’ (Telenor) หลังตัดสินใจลงนามขายหุ้นในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 24.95% ให้กับ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ซึ่งถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงว่าเทเลนอร์จะขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้

 

หากการขายหุ้นลุล่วงตามสัญญา มูลค่าดีลครั้งนี้จะสูงถึงราว 1.23 แสนล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาสู่คำถามและความไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง จนส่งผลให้ราคาหุ้น TRUE ร่วงลงแรงถึง 15%

 

เพียง 1 วันหลังจากข่าวดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 1

 

ยืนยันบริหาร TRUE ต่อ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เดิม

 

ประเด็นแรกที่ซิกเว่เน้นย้ำคือ ความเชื่อมั่นในทีมบริหาร เขาประกาศชัดเจนว่า “ผมจะอยู่ต่อแน่นอน” รวมถึงทีมบริหารเดิมจากเทเลนอร์ก็จะยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้รอยต่อ ซิกเว่มองว่าดีลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการ

 

ยุทธศาสตร์ของ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นที่ 3 เสาหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนแรกคือ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด โดยยืนยันการมุ่งเน้นที่กำไร และการลดภาระหนี้ อย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนที่สองคือ นโยบายเงินปันผลแบบก้าวหน้า TRUE จะยังคงรักษาคำสัญญาในการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ

 

ส่วนที่สามคือ การเติบโตของรายได้ที่เน้นคุณภาพ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิมผ่านบริการที่หลากหลายมากขึ้น แทนการทำสงครามราคากับคู่แข่ง

 

อนาคตของ ‘Dtac’ ในยุคผลัดใบ

 

เมื่อถามถึงแบรนด์ ‘Dtac’ ที่ผูกพันกับคนไทยมานาน ซิกเว่กล่าวว่า “เรากำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

 

ปัจจุบันได้ครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการรักษาแบรนด์ ‘True’ และ ‘Dtac’ ไว้ตามข้อตกลงจากการควบรวมกิจการก่อนหน้านี้

 

เมื่อถามถึงระหว่างลูกค้า Dtac และ True ณ ปัจจุบัน ซิกเว่บอกว่า “ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกัน เพราะลูกค้า Dtac และ True ได้รับบริการบนมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้เมื่อมองไปที่แบรนด์ในอนาคต คือการที่เราเรียกตัวเองว่าเป็น Telco-Tech เราจึงต้องการแบรนด์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ Dtac หรือ True เคยเป็นในอดีต”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 2

 

ซิกเว่ ย้ำว่า Dtac มีความแข็งแกร่งมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย และมีลูกค้าที่จงรักภักดีมาก ดังนั้นเมื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต ต้องดูว่าจะดูแลลูกค้าเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร เพราะ “สำหรับเรานี่เป็นเรื่องของมูลค่าที่เรามอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์”

 

เมื่อคู่แข่งไม่ใช่แค่ AIS แต่คือ ‘Big Tech’ ระดับโลก

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การแข่งขันด้าน Digital Ecosystem ซิกเว่ยืนยันว่า AIS ไม่ใช่คู่แข่งเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่มองว่าบริษัทกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการครองใจและเวลาของลูกค้า

ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ของ AIS ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุถึง ตัวเลขผู้ใช้งานทั้งสิ้น 46.3 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 271,300 หมายเลข ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ 5G อยู่ที่ 15.8 ล้านหมายเลข โดยมีรายได้จากการให้บริการหลักทั้งสิ้น 43,591 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท

 

ส่วน TRUE ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 รายงานผลกําไรสุทธิ จํานวน 1.6 พันล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามติดติอกัน ขณะที่มีรายได้รวม 47,230 ล้านบาท โดยมีใช้งานทั้งสิ้น 46.9 ล้านหมายเลข และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย

 

ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ GDP ของไทยเติบโตในระดับต่ำ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกลับเติบโตเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 4.2% ในปี 2026 นี่คือเหตุผลที่ TRUE ต้องรีบทรานส์ฟอร์มตัวเอง

 

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เขาเรียกว่า “More for More การเพิ่มราคาเฉยๆ โดยที่บริการเหมือนเดิมนั้นไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณมอบคุณค่าหรือบริการเสริมที่มากกว่าให้ลูกค้า เขาก็มีศักยภาพที่จะจ่ายเพิ่มได้”

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่มองว่า โครงสร้างราคาในไทยปัจจุบันถือว่า ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงข่ายที่ติดอันดับโลก

 

“โครงข่ายในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก ดีกว่ามากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในเอเชีย ลองไปดูที่อังกฤษ เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ซึ่งก็ช่วยให้ 70% ของคนไทยเคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นมากเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ราคาในไทยก็ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นในแง่หนึ่ง ลูกค้าไทยได้บริการที่มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 3

 

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมคือทำทุกอย่างเองจะต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตโมเดลจะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอื่น TRUE จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นในอนาคต อยากให้ TRUE คิดแบบ Amazon หรือ Netflix ที่ไม่มีคอลเซ็นเตอร์หรือหน้าร้าน แต่ติดต่อผ่านดิจิทัลทั้งหมด

 

เมื่อถามว่าจำนวนสาขาของ True จะลดลงใช่หรือไม่ ซิกเว่ตอบว่า “ใช่ครับ คู่แข่งสำคัญของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ AIS แล้ว แต่คือ Netflix, Google, Shopee, Lazada การบริการลูกค้าของเราจึงต้องคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางดิจิทัลต้องราบรื่นแบบนั้น”

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มีสองสามอย่างที่ลูกค้าไทยต่างจากประเทศอื่น หนึ่งคือ ลูกค้าไทยมีความต้องการสูงกว่า (Demanding) และจะบอกทันทีถ้าพวกเขาไม่พอใจ อัตราการย้ายค่ายเกิดขึ้นเร็วมากถ้าบริการไม่ดีพอ

 

สองคือ ตลาดไทยมีความเป็นนวัตกรรมสูง ชอบอะไรใหม่ๆ โปรโมชันใหม่ๆ ตลอดเวลา และสามคือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก TRUE ต้องปรับตัวให้ไว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่บอกว่า จะเห็น S-Curve ใหม่ในธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ แทน เพราะในเทลโก้จะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (Linear) มากกว่า ซึ่งมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายสำหรับบริการดิจิทัลเสริมด้านบน

 

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่ Tech-Telco ตัว TRUE ต้องพยายามพัฒนาเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ถัดมาคือการทำงานแบบพันธมิตร ในแบบ Win-Win ซึ่งต้องมีการแชร์ผลประโยชน์กันมากขึ้น และสามคือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น AI จึงไม่สามารถมีแผน 5 ปีหรือ 10 ปีนิ่งๆ ได้ แต่ต้องปรับแผนตลอดเวลา

 

อนาคตของ True ใต้ปีก Arise ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (หน้าเดิม)

 

นอกจากการยืนยันว่าจะยังคงบริหาร TRUE ต่อไป ซิกเว่เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ในฐานะ Executive Chairman ของธุรกิจดิจิทัลและเทลโก้ใน อะไรซ์ (Arise) ซึ่งจะทำให้เขาดูแลทั้ง TRUE, True IDC (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ TrueMoney ให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น

 

“Arise จะมีหน่วยธุรกิจแยกจากกัน แต่จะมีการทำงานร่วมกัน แน่นอนว่า True สามารถทำงานร่วมกับ TrueMoney, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึง 7-Eleven, Lotus’s และ Makro เรากำลังมองหาช่องทางที่ 1+1 มากกว่า 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยธุรกิจ”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 4

ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งให้ห้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมและฟินเทคในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

แต่การทำงานในลักษณะนี้จะไม่ใช่การเข้าไปลงทุน เพราะมันคือเรื่องของการโฟกัส “ผมต้องการให้ True โฟกัสในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด นั่นคือธุรกิจมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน และธุรกิจทีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นบริษัทแยกต่างหาก เงินดิจิทัลก็เป็นบริษัทแยกต่างหาก แต่เรายังสามารถสร้าง Synergy ระหว่างกันได้”

 

ในส่วนของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Hub ของภูมิภาคเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ปัจจุบันมีการอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยมี True IDC เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ

 

Virtual Banking ภายใต้ Arise และความร่วมมือกับ TrueMoney ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Underserved กว่า 60% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร การได้รับใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2025 และเตรียมเปิดดำเนินการกลางปี 2026 จะเป็นจิกซอว์สำคัญในการสร้างบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนไทยทุกคน

 

นอกจากนี้ TRUE ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ไร้ระบบเก่า (Legacy Free) โดยใช้ AI และคลาวด์ 100% เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบ Omni-channel ที่เข้าใจลูกค้าในทุกมิติ

 

“ประเทศไทยมีโอกาสจะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเติบโตทางดิจิทัล แต่เรายังมี Startup และ Unicorn น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนในด้านเทเลคอม True และ Arise อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศไทยควรจะเป็นประภาคารที่ส่องสว่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซิกเว่กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพปก: Wongsakorn 2468/Shutterstock

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ปีควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ตั้งเป้าผู้นำ Telco-Tech ยันสัญญาณการใช้งานครอบคลุม-เน็ตไม่ลด https://thestandard.co/true-dtac-merger-one-year-in/ Sun, 10 Mar 2024 05:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=909359 ควบรวม ทรู-ดีแทค

สืบเนื่องจากประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์จากเสียงของประชาชนผ […]

The post 1 ปีควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ตั้งเป้าผู้นำ Telco-Tech ยันสัญญาณการใช้งานครอบคลุม-เน็ตไม่ลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควบรวม ทรู-ดีแทค

สืบเนื่องจากประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์จากเสียงของประชาชนผู้ใช้บริการหลังจากที่ทรูควบรวมกับดีแทค ซึ่งมีความเห็นเชิงลบกว่า 81% ที่พบว่าความเร็วสัญญาณอินเทอร์เน็ตลดลง สวนทางกับราคาค่าบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น คือปัญหาอันดับ 1 จากผลสำรวจที่จัดทำขึ้นโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาด้วยปัญหาสัญญาณหลุดบ่อยครั้ง และการติดต่อ Call Center ที่ยากมากขึ้น

 

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า สาเหตุของปัญหาที่ผู้ใช้บริการพบเจอนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการเสพเนื้อหาของผู้คนนั้นหันไปหาสื่อประเภทวิดีโอมากขึ้น เช่น คลิปสั้น ที่มีอัตราการใช้ดาต้าที่สูงกว่าสื่อแบบโพสต์ข้อความ โดยผลสำรวจของบริษัทเผยให้เห็นว่า คนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นในเดือนมกราคม 2024 ที่ 5.38 ชั่วโมง ในขณะที่ถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2023 ตัวเลขนี้จะอยู่เพียง 4.40 ชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็มิได้นิ่งนอนใจพร้อมทั้งยืนยันว่า การควบรวมจะทำให้สัญญาณดีขึ้น เนื่องจากการควบรวมจะทำให้เสาสัญญาณผนวกรวมกัน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานครอบคลุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

“สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อคือ ทรูได้นำเสนอคุณภาพบริการที่ดีให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยสภาวะความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ความต้องการผ่อนคลายผ่านช่องทางดิจิทัลสูงขึ้น หรือจะเป็นการใช้ทำงานในโลกไฮบริด ฉะนั้นทางเราก็พยายามตอบสนองให้ได้ดีที่สุด” มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

เป้าหมายสู่การเป็นผู้นำ Telco-Tech ของเมืองไทย

 

สำหรับเป้าหมายความก้าวหน้าในปี 2567 นี้ ทรู คอร์ปอเรชั่นคาดการณ์การเติบโตรายได้ไว้ที่ช่วง 3-4% พร้อมจัดสรรงบลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท และปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาความเข้าใจลูกค้าให้ได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว โดยได้วางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้าน คือ

 

  1. ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
  2. ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลทรานส์ฟอร์มองค์กรธุรกิจ
  3. พลิกธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 

ในส่วนของการทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่ช่องทางดิจิทัล ชารัด เมห์โรทรา รองประธานคณะผู้บริหารของบริษัท กล่าวกับสื่อมวลชนถึงการนำ Mari (มะลิ) ซึ่งเป็น AI ที่ทรูพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า

 

“ในช่วงที่ผ่านมาเราใช้ Mari ผ่านช่องทางแชตเพื่อตอบข้อสงสัยและแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ซึ่งผลตอบรับก็ออกมาค่อนข้างดีจากที่ลูกค้าของเราพอใจ แต่เรายังจะเพิ่มฟีเจอร์ใน Mari ให้กลายเป็น Mari 2.0 ที่สามารถโต้ตอบผ่านเสียงกับลูกค้า พร้อมทั้งมีบทบาทในการช่วยเหลือทีมงานให้ตอบสนองข้อกังวลของลูกค้าได้เฉพาะตัวและทันทียิ่งขึ้นจากการมีเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล”

 

ปัจจุบันทรู คอร์ปอเรชั่น มีลูกค้าผู้ใช้งาน 5G อยู่ทั้งหมด 10.5 ล้านราย และภายในปี 2026 บริษัทตั้งเป้าว่าจะขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ให้ได้ถึง 25 ล้านราย หรือมากกว่า 2 เท่าของระดับปัจจุบัน

 

ภาพ: ทรู คอร์ปอเรชั่น

The post 1 ปีควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ ตั้งเป้าผู้นำ Telco-Tech ยันสัญญาณการใช้งานครอบคลุม-เน็ตไม่ลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? https://thestandard.co/thailand-major-m-and-a-deals-2023/ Tue, 02 Jan 2024 09:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=883633

หากจะกล่าวว่าปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่บรรดาธุรกิจทั้งเล็ก […]

The post THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากจะกล่าวว่าปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่บรรดาธุรกิจทั้งเล็ก-รายใหญ่ต้องรีบสปีดตัวเองเพื่อสร้างการเติบโตก็คงไม่ผิดนัก โดยเฉพาะการปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเมื่อบริบททุกอย่างเปลี่ยนไปจะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าควบรวมและเข้าซื้อกิจการดูเหมือนจะกลายเป็นเทรนด์ของธุรกิจยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยไปแล้ว

 

THE STANDARD WEALTH พาย้อนรอยและได้รวบรวมความเคลื่อนไหวธุรกิจที่เข้าซื้อและควบรวมกิจการในปี 2566 ที่เรียกเสียงฮือฮาและความสนใจจากผู้คนอย่างมาก

 


 

TRUE-DTAC ดีลที่ถูกจับตามองมากที่สุดหลังควบรวมกิจการ

 

เริ่มจากหนึ่งดีลใหญ่ที่เรียกทั้งเสียงฮือฮาและเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคอย่างหนัก หลังจาก TRUE และ DTAC ที่จากเดิมนับว่าเป็นคู่แข่งกัน ได้ควบรวมเป็นบริษัทใหม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลากว่า 8 เดือนเต็ม โดยได้หนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ชื่อ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566

 

กระทั่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา TRUE ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ควบรวมบริษัทย่อย ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DTAC เข้าสู่บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) แล้ว โดยจดทะเบียนควบบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 มีผลให้ DTN หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล แต่ยังแยกการทำการตลาดเป็นสองแบรนด์ตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้

 

 

สิ่งที่หลายคนต่างจับตามองหลังจากควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากกว่ากันแน่ แต่ถ้าหากเป็นไปตามเงื่อนไขการควบรวมกิจการที่ กสทช. กำหนด ซึ่งทั้งสองค่ายจะต้องลดค่าบริการลง 12% ใน 90 วัน แต่บริษัทแจ้งว่าได้ลดค่าบริการทั้งในแง่ของการโทรและอินเทอร์เน็ตลงแล้วถ้าเทียบกับช่วงก่อนการควบรวมธุรกิจ

 

ทั้งนี้ เป้าหมายของการควบรวมกิจการคือการเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงการขยาย 5G ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมจะช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดันเทคโนโลยี 5G มาใช้ รวมทั้งวางรากฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

 

พร้อมยังย้ำไปถึงผู้บริโภคที่กังวลเรื่องราคาค่าบริการและคุณภาพการบริการจะมีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การกำกับและดูแลตามกฎระเบียบจากหน่วยงานรัฐ

 

AIS เข้าซื้อ 3BB เดินหน้าขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศ

 

เช่นเดียวกับบริษัท แอดวานซ์ เน็ตเวิร์ค อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ AWN บริษัทลูกของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เจ้าของแบรนด์ AIS เข้าซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ด้วยเงินลงทุน 3.2 หมื่นล้านบาท จากนั้น AIS มีสิทธิ์ในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการ 3BB

 

ภายหลังที่ กสทช. อนุญาตให้สามารถควบรวมกิจการได้ AIS ก็มีเป้าหมายที่จะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงพื้นที่ ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ต่างจังหวัด และด้วยความที่ AIS เป็นเจ้าตลาดในหัวเมืองใหญ่ ส่วน 3BB มีความเก่งในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทก็มั่นใจว่าจะช่วยขยายบริการได้ครอบคลุม 13 ล้านครัวเรือน ภายในต้นปี 2567

 

 

ตอนนี้ผู้ใช้งานเน็ตบ้านยังสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งจาก AIS Fibre และ 3BB แน่นอนว่าได้เกิดข้อถกเถียงในกลุ่มผู้บริโภคที่กังวลถึงผลกระทบด้านราคาและคุณภาพบริการที่อาจต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านแพงขึ้น แต่ สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS ก็ยืนยันว่าบริษัทจะยังคงราคาแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบ้านที่ต่ำที่สุดไว้ที่ 499 บาทต่อเดือน และผู้ใช้งานสามารถเลือกแพ็กเกจและราคาได้ตามการใช้งาน

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากการซื้อเข้าซื้อ 3BB จะส่งผลให้ธุรกิจบรอดแบนด์มีผู้เล่นรายใหญ่ลดลงจาก 4 รายเหลือ 3 ราย ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดบรอดแบนด์ลดลงด้วยเช่นกัน

 

ดีลประวัติศาสตร์ บางจากเข้าซื้อกิจการ ESSO

 

อีกหนึ่งดีลประวัติศาสตร์คงหนีไม่พ้นบางจากเข้าซื้อกิจการ ESSO ด้วยมูลค่า 5.55 หมื่นล้านบาท โดยบางจากมั่นใจว่าดีลดังกล่าวจะช่วยหนุนกำลังผลิตน้ำมันขึ้นเบอร์ 1 ของไทย จนแตะ 2.94 แสนบาร์เรลต่อวัน จากนั้นได้ทยอยรีแบรนด์เปลี่ยนปั๊มน้ำมัน ESSO ที่มีอยู่ทั้งหมดให้เป็นปั๊มน้ำมันแบรนด์ของบางจากให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

จริงๆ แล้วดีลการซื้อกิจการ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) นั้นถือเป็นการลงทุนที่อยู่ในแผนของบริษัทบางจาก ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนบริษัทได้กำหนดแผนธุรกิจภายใน โดยต้องการจะลงทุนโรงกลั่นเพิ่มเป็นที่ 2 ด้วยการเข้าซื้อกิจการ (M&A)

 

 

โดยในช่วงที่ผ่านมามีโรงกลั่นเข้ามาเสนอขายจำนวนประมาณ 3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ESSO ซึ่งสามารถบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่าผู้ขายรายอื่น

 

ที่สำคัญหลังการเข้าซื้อกิจการ ESSO จะเห็นการสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) ทางธุรกิจทันที เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนโดยรวมลดลงได้ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ มาจากความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาน้ำมันดิบ การใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้นในการบริหารจัดการ

 

‘ไมเนอร์’ ซื้อกิจการแบรนด์ Sizzler ลุยขยายสาขาทั่วโลก

 

มาดูที่ฝั่งธุรกิจร้านอาหารอย่าง บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT หลังจากให้บริษัทย่อย MFG International Holding (Singapore) Pte. Ltd. เข้าซื้อหุ้นบริษัท Singco Trading Pte. Ltd. สัดส่วน 100% ด้วยมูลค่า 546 ล้านบาท

 

หลังจากเข้าซื้อแบรนด์ Sizzler ไมเนอร์จะได้ประโยชน์จากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ต่อปีที่มีอยู่ที่ 3.5-4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราวๆ 91-104 ล้านบาท และผลกำไรเต็มจำนวนโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากการดำเนินงานในประเทศไทย

 

 

ก่อนหน้านี้ ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของไมเนอร์เคยกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่ามีเป้าหมายจะขยายสาขาร้าน Sizzler มากถึง 200-300 สาขาภายใน 5 ปีต่อจากนี้

 

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความเชี่ยวชาญของการดำเนินธุรกิจร้านอาหารไมเนอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีร้านอาหารกว่า 2,500 สาขา ใน 24 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์, เบนิฮานา, ไทยเอ็กซ์เพรส, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ควีน, เบอร์เกอร์ คิง, คอฟฟี่เจอนี่ และกาก้า ด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดนี้จะช่วยต่อยอดและขยายโอกาสการเติบโตของของ Sizzler ได้อย่างรวดเร็ว

 

LINE MAN Wongnai ซื้อกิจการ FoodStory

 

เสริมทัพระบบพัฒนาโซลูชันร้านอาหารไม่เว้นแม้แต่ LINE MAN Wongnai ได้เข้าซื้อกิจการ FoodStory สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบ POS ร้านอาหาร จากเดิมแล้ว LINE MAN Wongnai นั้นมีผลิตภัณฑ์ Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหารและมีลูกค้าใช้งานแล้วกว่า 50,000 ร้าน

 

 

โดย เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Lifestyle & Solution Services LINE MAN Wongnai มั่นใจว่าการได้ FoodStory ที่มีจุดแข็งในการพัฒนาระบบ POS ร้านอาหาร จะทำให้สามารถพัฒนาโซลูชันสำหรับร้านอาหารให้ครอบคลุมตลาดร้านอาหารในไทยได้เร็วขึ้น และมั่นใจว่าครองส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด POS ในไทยตอนนี้

 

สำหรับ FoodStory เป็นสตาร์ทอัพพัฒนาระบบ POS ที่ให้บริการมากว่า 11 ปี อยู่ภายใต้การบริหารโดยบริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด และได้รับการระดมทุนรอบ Series B จาก Beacon VC บริษัทการเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ JWD Group

 

เวิร์คพอยท์เข้ามาถือหุ้น 49% ด้วยมูลค่า 216 ล้านบาทใน ‘โคตรคูล’

 

อีกหนึ่งในข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ของไทยคือการที่บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ให้บริษัทย่อยเข้าถือหุ้น 49% ด้วยวงเงินไม่เกิน 216 ล้านบาท ในบริษัท โคตรคูล จำกัด ที่ประกอบธุรกิจผลิตและออกอากาศรายการผ่านช่องทางออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นหลัก

 

เหตุผลที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นอย่างมากเพราะโคตรคูลคือบริษัทที่ก่อตั้งและถือหุ้น 100% โดย โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ศิลปินที่มีเอกลักษณ์ติดตัวคือความขี้เล่น ประกอบกับมุกตลก และเสียงร้องเพราะๆ ที่หลายคนชื่นชอบ

 

 

จากศิลปินที่ครั้งหนึ่งเกือบจะหันหลังให้กับวงการ จนมาปั้นบริษัทที่วันนี้มีมูลค่าหลักร้อยล้าน ซึ่งแม้แต่เวิร์คพอยท์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการสนใจเข้ามาถือหุ้น ทำไมต้องเป็นเวิร์คพอยท์ และหลังจากนี้ความเป็นโคตรคูลจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นี่คือคำถามหลักที่ THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยกับ โอ๊ต ปราโมทย์

 

โอ๊ต ปราโมทย์ เล่าว่า โคตรคูลก่อตั้งมาได้ 6 ปีแล้ว โดยมีช่องหลักใน YouTube อย่าง ‘โคตรคูล’ ที่มีผู้ติดตาม 3.03 ล้าน ทำ 6-7 รายการ และ ‘โคตรคูล LIVE’ มีผู้ติดตาม 2.69 แสนคน ทำอยู่ 4 รายการด้วยกัน

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้โคตรคูลถูกทาบทามในการลงทุนธุรกิจมาจากการติด 1 ใน 50 สุดยอดองค์กรในฝันของคนรุ่นใหม่จากการสำรวจของ WorkVenture ทำให้มีผู้สนใจอยากเข้ามาร่วมทุนไม่น้อยกว่า 10 ราย

 

“ตอนที่เราเริ่มทำเราไม่มีความฝันเลย โดยเริ่มจากพนักงาน 1-2 คน ทำแบบมวยวัดเลย ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจ มีแต่อยากทำคอนเทนต์ที่เราอยากทำ” โอ๊ตเล่า “จนวันหนึ่งเราเดินเข้าออฟฟิศแล้วพบว่าเราจำชื่อพนักงานบางคนไม่ได้เพราะมีทั้งหมด 50 คนแล้ว เลยมองว่าองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว และเป็น Pain Point ที่ต้องรีบแก้”

 

เหตุที่บอกว่าเป็น Pain Point เพราะโอ๊ตยังต้องรับหน้าที่ส่วนใหญ่ในการบริการ ไล่ตั้งแต่การเป็น HR รวมไปถึงเรื่องต่างๆ ขณะที่บัญชียังต้องใช้บริษัทนอกทำ ดังนั้นจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับองค์กร เพื่อทำให้เดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

 

“ที่เลือกเวิร์คพอยท์เพราะนอกจากได้มีโอกาสทำงานร่วมกันหลายครั้งแล้ว ยังได้ปรึกษากับพี่กร (ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล เวิร์คพอยท์) ในหลายๆ เรื่อง จึงมองว่าเวิร์คพอยท์นี่แหละที่เหมาะจะมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน”

 

ตามเอกสารที่แจ้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ เวิร์คพอยท์ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจรายการต่างๆ ในช่องทางออนไลน์ และเพิ่มความหลากหลายของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย

 

ไม่แปลกที่เวิร์คพอยท์จะมองอย่างนั้น เพราะแม้วันนี้เม็ดเงินโฆษณาหลักๆ จะยังอยู่ที่สื่อทีวีที่คิดเป็นตัวเลขนับหมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตถูกมองว่าเม็ดเงินส่วนนี้กำลังจะลดน้อยลงไปเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และการเข้ามาของสื่อดิจิทัล

 

โอ๊ต ปราโมทย์ ย้ำว่า แม้เวิร์คพอยท์จะเข้ามาถือหุ้น แต่ DNA ของโคตรคูลจะยังไม่เปลี่ยนแปลง “เพราะผมยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และทางเวิร์คพอยท์ก็ไม่ได้ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพูดคุยในเรื่องของการวางแผนธุรกิจในด้านต่างๆ ต่อไป”

 

“พร้อมไหมสำหรับภารกิจแห่งจักรวาล” JKN เข้าซื้อผู้จัดประกวด Miss Universe

 

“พร้อมไหมสำหรับภารกิจแห่งจักรวาล” เป็นวลีที่ผู้คนโดยเฉพาะในแวดวงนางงามมักพูดถึงหลังจากที่ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้ใช้เงินราว 500 กว่าล้านบาทในการเข้าซื้อ Miss Universe Organization (MUO) องค์กรนางงามจักรวาลที่ถือเป็นองค์กรระดับโลกที่มีมายาวนานกว่า 71 ปี

 

“บริษัทฯ มีแผนนำแบรนด์ Miss Universe มาช่วยต่อยอดเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่กลุ่มธุรกิจดังกล่าวในอนาคตอีกด้วย” จักรพงษ์กล่าวในเวลานั้น

 

 

บล.หยวนต้า เผยบทวิเคราะห์ที่ระบุถึงมุมมองเป็นบวกต่อดีลเข้าซื้อกิจการของ MUO ซึ่งหากดีลสำเร็จจะเกิด Synergy ทางธุรกิจกับบริษัทเดิม โดยเฉพาะธุรกิจขายสินค้า ซึ่งมีแผนนำแบรนด์ Miss Universe มาช่วยต่อยอดเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจคอมเมิร์ซ

 

ขณะที่จะมีรายได้จากธุรกิจ MUO อีกหลากหลายช่องทาง เช่น รายได้จากการอนุญาตสิทธิ์ให้แต่ละประเทศจัดประกวดนางงามและให้ประเทศต่างๆ เป็นเจ้าภาพ รายได้จากการรับจ้างผลิตงานประกวด รายได้จากผู้สนับสนุนหลัก รายได้จากการจำหน่ายหรือให้สิทธิ์ผลิตสินค้าแบรนด์ และรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการประกวด

 

หากดีลทันในปี 2566 JKN จะรับรู้รายได้ 160 ล้านบาท และปี 2567 จะมีรายได้ 800-1,200 ล้านบาท หรือเพิ่มรายได้ราว 40-60% จากเดิมและจากการประเมินว่าหากกำไรจากธุรกิจ MUO เป็นไปตามเป้าจะเพิ่มฐานกำไรกว่าเท่าตัวจากปัจจุบันที่ระดับ 200 ล้านบาท เป็นประมาณ 400-500 ล้านบาทด้วยกัน

 

แม้จะวางแผนไว้สวยหรูสำหรับการได้ Miss Universe เข้ามาเสริมพอร์ต ทว่าปัญหาทางการเงินทำให้หนทางเดินของ JKN ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดจนสุดท้าย 9 พฤศจิกายน ได้มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2566 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทในฐานะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 (รวมที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 

จักรพงษ์กล่าวในการแถลงแผนและแนวทางการฟื้นฟูกิจการว่า ยืนยันว่าที่บริษัทยื่นขอฟื้นฟูกิจการนั้นเพื่อเป็นการดูแลทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด และได้รับเงินคืน รวมถึงเพื่อให้บริษัทสามารถทำงานหาเงินมาชำระคืนให้กับเจ้าหนี้ได้

 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในธุรกิจคอนเทนต์ที่มีทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) เป็นการลงทุนที่ปกติไม่ใช่เรื่องแปลก เช่นเดียวกับการลงทุนของบริษัทธุรกิจคอนเทนต์ระดับโลก เช่น วอร์เนอร์บราเธอส์, วอลต์ ดิสนีย์, พาราเมาต์ พิกเจอส์ และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ที่ดำเนินธุรกิจคล้ายกับบริษัท

 

“ขอโอกาสและความร่วมมือให้ทุกท่านให้เวลาและความเชื่อมั่นกับพวกเราในการเดินหน้าทำงานเพื่อคืนเงินให้กับพวกท่านอย่างยุติธรรม”

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมาบริษัทมีการลงทุนในธุรกิจคอนเทนต์มูลค่ารวมทั้งสิ้น 12,950 ล้านบาท ตัดจำหน่ายไปแล้วมูลค่า 6,581.02 ล้านบาท มีมูลค่าคงเหลือ 6,277 ล้านบาท มีกำหนดการใช้งานเป็นระยะเวลา 11 ปี

 

ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตามองคือ JKN จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อไร

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่หยุดนิ่งของวงการธุรกิจ ปี 2566 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสามารถในการปรับตัวและการสร้างนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญที่ธุรกิจทุกขนาดต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมหรือการซื้อกิจการ ซึ่งกลายเป็นเทรนด์หลักที่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในปีนี้ การเข้าใจและการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจในประเทศไทยในอนาคต พวกเรา THE STANDARD WEALTH จะคอยติดตามและนำเสนอความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมทั้งวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ เพื่อที่ว่าท่านผู้อ่านจะได้ไม่พลาดทุกแง่มุมสำคัญของโลกธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง

 


THE STANDARD WEALTH NOW AND NEXT 2024

The post THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญามอง กสทช. ‘ใส่เกียร์ว่าง’ ไม่บังคับมาตรการเยียวยาหลังควบรวมทรู-ดีแทค ทำผู้บริโภคเจอปัญหาสัญญาณแย่ ค่าบริการแพงขึ้น https://thestandard.co/sirikanya-say-nbtc-doing-nothing-about-true-dtac/ Mon, 18 Dec 2023 08:07:26 +0000 https://thestandard.co/?p=877981 ศิริกัญญา ทรู-ดีแทค

วันนี้ (18 ธันวาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ […]

The post ศิริกัญญามอง กสทช. ‘ใส่เกียร์ว่าง’ ไม่บังคับมาตรการเยียวยาหลังควบรวมทรู-ดีแทค ทำผู้บริโภคเจอปัญหาสัญญาณแย่ ค่าบริการแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ทรู-ดีแทค

วันนี้ (18 ธันวาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวระบุว่า บอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 4 คน ส่งบันทึกข้อความขอให้มอบหมายสำนักงาน กสทช. รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบต่อผู้บริโภค อันเนื่องมาจากคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัญหาอัตราค่าบริการสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจการให้บริการโดยอัตโนมัติ เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมวันที่ 20 ธันวาคมนี้ 

 

ศิริกัญญากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวชวนให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าบอร์ด กสทช. ออกมาแสดงละครอะไรหรือไม่ เรื่องแค่นี้ควรเป็นอำนาจของบอร์ดอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่คุยกันเอง ในความเป็นจริงการบรรจุวาระการประชุมบอร์ด กสทช. เป็นอำนาจเต็มของประธาน และแม้จะมีการร้องขอจากกรรมการและอนุกรรมการให้บรรจุวาระเรื่องผลกระทบต่อผู้บริโภคจากการควบรวม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์นี้

 

ประเด็นต่อมาคือ บอร์ดได้มีมติอนุมัติมาตรการเฉพาะที่จะกำกับ ควบคุม และเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการควบรวมไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว หน้าที่ในการบังคับใช้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่มีดราม่าการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. คนใหม่ที่ค้างเติ่งมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีเลขาธิการ

 

สำนักงาน กสทช. ใส่เกียร์ว่างอย่างชัดเจนในการบังคับใช้มาตรการเฉพาะต่างๆ หลายมาตรการที่ต้องทำเสร็จตั้งแต่ก่อนควบรวมก็ยังไม่ได้ทำ เช่น ให้ทรู-ดีแทค จัดให้มีหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการโครงข่ายแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน หรือ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) หรือมาตรการที่ต้องทำหลังควบรวมภายใน 30 วัน เช่น จ้างที่ปรึกษามาศึกษาโครงสร้างต้นทุนสำหรับคำนวณราคาตามต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost Pricing) ก็ยังไม่ได้จ้าง 

 

หรือการคุมค่าบริการให้ถูกลงไม่ต่ำกว่า 12% ถึงแม้สำนักงาน กสทช. จะแจ้งว่าทรู-ดีแทคได้ลดค่าบริการลงแล้ว โดยค่าโทรลด 15% ส่วนค่าอินเทอร์เน็ตลด 80% ที่สร้างความฉงนสงสัยแก่ผู้บริโภคว่าไปลดตอนไหน ค้านสายตากรรมการเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือแพ็กเกจราคาถูกหายไป และมีการปรับราคาจนเท่ากันหมดทุกค่าย

 

หรือการควบคุมคุณภาพสัญญาณก็เป็นปัญหา ตามมาตรการบอกว่าทรู-ดีแทคจะต้อง ‘คง’ คุณภาพการให้บริการ แต่จากการสำรวจผู้บริโภคพบคำตอบว่า หลังควบรวมเกิดปัญหาสัญญาณไม่มีคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าสำนักงาน กสทช. จริงจัง คงต้องดำเนินการสอบหาข้อเท็จจริงไปแล้ว ไม่ใช่รอให้ทรู-ดีแทคออกมาชี้แจง

 

“สรุปง่ายๆ ก็คือ หลังจากที่บอร์ดมีมติรับทราบการควบรวม และเห็นชอบมาตรการคุ้มครองเยียวยาผู้บริโภคมาแล้วเป็นปี แต่เรามีสำนักงาน กสทช. ที่ใส่เกียร์ว่าง ไม่ยอมบังคับใช้มาตรการ มีประธานที่รวบอำนาจไว้กับตัวเอง และบล็อกวาระที่จะทำให้เกิดสุญญากาศ บอร์ดไร้อำนาจในการตรวจสอบ ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องรับกรรม” ศิริกัญญากล่าว

 

ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ ปัจจุบันผ่านขั้นตอนรับฟังความเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 แล้ว เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ กสทช. ปฏิเสธอำนาจของตัวเอง และละเลยการกำกับดูแลหลังควบรวมเช่นในปัจจุบัน 

 

โดยในร่างกฎหมายมีการแก้ไขกระบวนการสรรหาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (บอร์ด กขค.) ให้ที่มายึดโยงกับประชาชนมากขึ้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และที่สำคัญคือติดดาบติดอาวุธให้บอร์ด กขค. มีอำนาจสั่งแยกธุรกิจ เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้คำสั่งของ กขค. ได้ผลจริงและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

The post ศิริกัญญามอง กสทช. ‘ใส่เกียร์ว่าง’ ไม่บังคับมาตรการเยียวยาหลังควบรวมทรู-ดีแทค ทำผู้บริโภคเจอปัญหาสัญญาณแย่ ค่าบริการแพงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด กสทช. ส่งหนังสือขอบรรจุวาระ ปมค่าโทรศัพท์แพงแต่คุณภาพต่ำ หลังควบรวมทรู-ดีแทค ถกด่วน 20 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/nbtc-low-quality-after-true-dtac/ Sun, 17 Dec 2023 07:12:49 +0000 https://thestandard.co/?p=877665

วันนี้ (17 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 […]

The post บอร์ด กสทช. ส่งหนังสือขอบรรจุวาระ ปมค่าโทรศัพท์แพงแต่คุณภาพต่ำ หลังควบรวมทรู-ดีแทค ถกด่วน 20 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 ธันวาคม) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 4 ใน 7 คณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ศุภัช ศุภชลาศัย, พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, พิรงรอง รามสูต และ สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ 

 

มีบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1003/ 353 เรื่อง ขอให้มอบหมายสำนักงาน กสทช. รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบต่อผู้บริโภคอันเนื่องมาจากคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัญหาอัตราค่าบริการสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจการให้บริการโดยอัตโนมัติเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 23/2566 วันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566

 

สืบเนื่องจากมติการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ซึ่งที่ประชุมเสียงข้างมากรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมกำหนดเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะในเรื่องอัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ ตลอดจนคุณภาพการให้บริการและคุณภาพสัญญาณไว้

 

ก่อนหน้านี้มีการบรรจุระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม เข้าสู่การพิจารณาของ กสทช. ครั้งที่ 22/2566 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ในระเบียบวาระ 3.6 

 

โดยสำนักงาน กสทช. รวบรวมรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการแต่ละครั้ง แต่ไม่ได้จัดส่งตารางรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะแต่อย่างใด และในการประชุม กสทช. วันพุธที่ 20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ไม่ได้มีการบรรจุวาระเพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

 

กสทช. ทั้ง 4 คน จึงมีบันทึกด่วนที่สุดขอให้มีการบรรจุวาระดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยเนื้อความในบันทึกด่วนที่สุดฉบับดังกล่าว เสนอเรื่องต่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ดังนี้

 

ตามที่สาธารณชนมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการในกิจการโทรคมนาคมโดยเฉพาะปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตมีคุณภาพต่ำ อัตราค่าบริการสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจการให้บริการโดยอัตโนมัติ อันเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับมติการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ซึ่งที่ประชุมเสียงข้างมากรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมกำหนดเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะในเรื่องอัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ ตลอดจนคุณภาพการให้บริการและคุณภาพสัญญาณไว้นั้น

 

ในการนี้คณะกรรมการ กสทช. อย่าง พล.อ.ท. ธนพันธุ์, พิรงรอง, ศุภัช และสมภพ เห็นว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. ในอันที่จะกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 

จึงขอนำเรียนประธาน กสทช. และ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้โปรดมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบที่ผู้บริโภคได้รับจากการให้บริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตมีคุณภาพต่ำ อัตราค่าบริการสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจการให้บริการโดยอัตโนมัติ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 23/2566 ในวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เพื่อให้กรรมการ กสทช. ได้ร่วมพิจารณาข้อเท็จจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน

 

นอกจากนี้ ตามที่ กสทช. ในคราวประชุมครั้งที่ 22/2566 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ 

 

  1. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการรวมธุรกิจของผู้ขอรวมธุรกิจตามเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะทั้งก่อนและหลังการรวมธุรกิจ ตามที่ กสทช. กำหนด

  2. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการกำหนดมาตรการเฉพาะภายหลังการรวมธุรกิจ

  3. จัดทำรายงานผลการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการรวมธุรกิจตามเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะเป็นระยะๆ

 

จึงเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการมีความต่อเนื่อง สำนักงาน กสทช. ควรเร่งดำเนินการขยายเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวซึ่งครบวาระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2566 

 

และพร้อมกันนี้ขอให้โปรดพิจารณามอบหมายให้สำนักงาน กสทช. จัดตั้งคณะทำงานพหุภาคีเพื่อติดตามปัญหาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตมีคุณภาพต่ำ อัตราค่าบริการสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแพ็กเกจการให้บริการโดยอัตโนมัติ โดยเชิญภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม องค์กรผู้บริโภค และสำนักงาน กสทช. เพื่อติดตาม เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

The post บอร์ด กสทช. ส่งหนังสือขอบรรจุวาระ ปมค่าโทรศัพท์แพงแต่คุณภาพต่ำ หลังควบรวมทรู-ดีแทค ถกด่วน 20 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจผู้บริโภค พบ 5 ปัญหาใหญ่ 81% กระทบควบรวม TRUE-DTAC ด้าน นพ.ประวิทย์เผย ‘ผู้บริโภคร้อง-สัญญาณแย่-ราคาแพง-เน็ตช้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า’ https://thestandard.co/true-dtac-internet-speed-problems/ Fri, 15 Dec 2023 09:51:44 +0000 https://thestandard.co/?p=877190 TRUE-DTAC

วันนี้ (15 ธันวาคม) จากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดช […]

The post ผลสำรวจผู้บริโภค พบ 5 ปัญหาใหญ่ 81% กระทบควบรวม TRUE-DTAC ด้าน นพ.ประวิทย์เผย ‘ผู้บริโภคร้อง-สัญญาณแย่-ราคาแพง-เน็ตช้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

วันนี้ (15 ธันวาคม) จากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเปิดช่องทางระบบออนไลน์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้บริการเครือข่ายมือถือ หลังเกิดกระแสผู้บริโภคจำนวนมากต่างเจอปัญหาความเร็วอินเทอร์เน็ตคุณภาพต่ำสวนทางค่าบริการแพง ซึ่งเหตุนี้เกิดขึ้นหลังการควบรวมTRUE-DTAC อย่างเบ็ดเสร็จนับจาก 1 มีนาคม 2566 

 

อีกทั้งยังเจอปัญหาค่าบริการ TRUE-DTAC-AIS ปรับขึ้นแพงเท่ากัน ผู้ใช้บริการจึงหมดทางเลือก ทำให้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและสภาองค์กรของผู้บริโภคได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอคำชี้แจงปมค่าบริการแพงและแนวทางแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งฝ่าย กสทช. ต้องการได้หลักฐานเชิงประจักษ์

 

พบ 5 ปัญหาใหญ่ 81% 

 

ล่าสุดมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกันทำแบบสำรวจผลกระทบของผู้บริโภคหลังการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนผ่าน Google Forms ตั้งแต่วันที่ 9-23 พฤศจิกายน 2566 มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 2,924 ราย 

 

โดยผลการสำรวจพบ 5 ปัญหาใหญ่ที่สุดถึง 81% คือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า, สัญญาณหลุดบ่อย, โปรโมชันเดิมหมด ต้องใช้โปรโมชันที่แพงขึ้น, ค่าแพ็กเกจราคาเท่ากันหมด ทำให้ไม่มีทางเลือก และ Call Center โทรติดยาก ทั้งหมดนี้เป็นผลสำรวจความเห็นของผู้ใช้บริการมือถือที่ล้วนได้รับผลกระทบหลังการควบTRUE-DTAC

 

เสนอปรับปรุงคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ต

 

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจมีข้อเสนอแนะไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่ายต้องปรับปรุงคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ดีกว่าเดิม หรือดีเท่ากับช่วงก่อนควบรวมกิจการ ในเมื่อ TRUE-DTAC ควบรวมกันแล้ว อุปกรณ์เสาสัญญาณควรนำไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขยายให้ครอบคลุมจุดรับสัญญาณ พร้อมปรับปรุงโครงข่ายให้มีความเสถียร เพียงพอต่อความต้องการ และสัมพันธ์กับความหนาแน่นของผู้ใช้งาน สัญญาณความเร็วต้องใช้ได้จริงตรงตามแพ็กเกจที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อ เพราะปัจจุบันไม่สอดคล้องกับราคาที่จ่าย 

 

ดังนั้นต้องนำข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ เพื่อให้บริการสัญญาณที่เหมาะสมที่สุด ส่วนเพดานอัตราค่าบริการต้องลดลงเฉลี่ยลง 12% ทันทีโดยไม่มีข้ออ้าง ในเมื่อเป็นเงื่อนไขการควบรวม TRUE-DTAC ที่พ่วงมากับมติ กสทช. เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ที่กำหนดต้องดำเนินการภายใน 90 วัน หลังควบรวมสำเร็จ แต่เวลานี้เลยกำหนดมาแล้ว แต่กลับยังเห็นการเพิกเฉย

 

ปรับแพ็กเกจตามอำเภอใจ ไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า 

 

อีกประเด็นปัญหาสำคัญที่ผู้บริโภคสะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็นมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์คือ ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือปรับแพ็กเกจตามอำเภอใจ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ต้องให้บริการตามเงื่อนไขที่ลูกค้าซื้อแพ็กเกจเท่านั้น หากมีเหตุขัดข้องที่เป็นความผิดพลาดของผู้ประกอบการ ต้องชดเชยอย่างเหมาะสมให้กับลูกค้า ที่สำคัญต้องใส่ใจดูแลปัญหาอย่างทันท่วงที ด้วยการมีเจ้าหน้าที่ Call Center ที่เป็นมนุษย์อย่างเพียงพอตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่ใช้ AI อย่างทุกวันนี้

 

เสนอเรื่องต่อ ‘ผู้ให้บริการ-กสทช.’ เร่งตรวจสอบและแก้ปัญหา

 

นอกจากนี้ ยังมีความคิดเห็นที่เป็นข้อเสนอแนะจากผู้บริโภคฝากไปถึงคณะกรรมการ กสทช. เช่น ขอให้พิจารณามติควบรวม TRUE-DTAC เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นได้สะท้อนความเป็นจริงถึงสภาพตลาดที่ก่อให้เกิดการผูกขาด ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสินค้าและบริการ อีกทั้ง กสทช. ต้องมองโลกในความเป็นจริงให้มากกว่านี้ ศึกษาผลกระทบการควบรวมเครือข่ายมือถือให้รอบคอบ ต้องนึกถึงประโยชน์เพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ ต้องจริงใจ-จริงจัง กำหนดบทลงโทษที่เข้มแข็งจัดการผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างทันท่วงที โดยอิงตามมาตรฐานสากล ที่สำคัญต้องเปิดทางให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการเอาผิดผู้ประกอบการ

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้บริการทุกเครือข่ายในระบบออนไลน์ เรื่อง ผลกระทบของผู้บริโภคหลังการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจะนำไปเสนอต่อผู้ให้บริการและ กสทช. เพื่อเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

 

พบสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตช้าลงเพิ่มขึ้น 2 เท่า

นอกจากนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากประสบปัญหาคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตช้าลงเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซ้ำร้ายบริษัทที่เกิดขึ้นหลังการควบรวมยังไม่ดำเนินการตามเงื่อนไข 20 ข้อของ กสทช. ในขณะที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. เตรียมตรวจสอบปัญหาลดเสาสัญญาณลง โดยสภาองค์กรของผู้บริโภคสะท้อนปัญหาหลังควบรวม ผู้บริโภคจ่ายค่าโทรศัพท์แพงขึ้น 100 บาท จากกรณีที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ถึงปัญหาความเร็วของอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มือถือที่ช้าลง และมีความหน่วง รวมถึงสัญญาณติดขัด จนส่งผลกระทบต่อปัญหาการใช้งาน

 

หลังควบรวมพบเรื่องร้องเรียน TRUE-DTAC 659 เรื่อง 

ขณะเดียวกัน วานนี้ (14 ธันวาคม) นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. ให้ข้อมูลว่า จากสถิติตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม ก่อนที่จะควบรวม TRUE-DTAC เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัททั้งสองมีเรื่องร้องเรียนรวมกันประมาณ 570 เรื่อง แต่ในช่วง 4 เดือนหลังการควบรวมคือระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน บริษัทใหม่ที่เกิดหลังควบรวมมีเรื่องร้องเรียน 659 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าประมาณ 2 เท่า

 

ซึ่งปัญหาร้องเรียนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่ดี และค่าบริการ เช่น บางรายร้องเรียนว่าได้ซื้อโปรโมชันประมาณ 200 หรือ 290 บาท ได้สัญญาณอินเทอร์เน็ตประมาณ 10 กิกะไบต์ แต่ต่อมาได้รับแจ้งว่าโปรโมชันหมดแล้ว ต้องจ่ายเพิ่มเป็นราคา 300 หรือ 400 บาท และขยับเรตให้เป็น 20 กิกะไบต์ ทั้งที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียงแค่ 10 กิกะไบต์ แต่บริษัทชี้แจงว่าโปรโมชันเดิมไม่มีแล้ว ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้น

 

นพ.ประวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ได้รับร้องเรียนมาโดยตลอด เช่น กรณีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยผู้บริโภคได้สมัครใช้บริการ 5G ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และส่งพิกัดบ้านไปถามศูนย์บริการของค่ายมือถือว่ามีสัญญาณ 5G หรือไม่ ทางศูนย์บริการตอบว่ามีสัญญาณ ทำให้ผู้ใช้บริการตัดสินใจสมัครและซื้อโทรศัพท์มือถือราคาประมาณ 30,000-40,000 บาท เพื่อใช้สัญญาณ 5G แต่เมื่อทดลองใช้งานจริงกลับไม่สามารถใช้บริการได้ เป็นต้น

 

ลดเสาสัญญาณทำให้สัญญาณเน็ตไม่ดี กสทช. เตรียมเข้าตรวจสอบ

ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่า หลังการควบรวมบริษัทมีการลดจำนวนเสาสัญญาณลงหรือไม่นั้น นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ต้องรอตรวจสอบปริมาณเสาสัญญาณ ปริมาณการลงทุนว่าจะขยายตามแผนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม โดยปัจจุบันมีข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ระบุว่า สองบริษัทลดจำนวนเสาสัญญาณลง เพื่อบริหารต้นทุนไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนและประหยัดต้นทุน

 

ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมพิกัดของเสาของ TRUE-DTAC ไม่ได้อยู่ต้นเดียวกัน เพราะเป็นคนละบริษัท ดังนั้นการลดจำนวนเสาสัญญาณจะส่งผลให้พื้นที่บริการเดิมหายไปบางส่วน และทำให้ผู้บริโภคบางพื้นที่อาจพบปัญหาสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี ซึ่ง กสทช. จะเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้ 

 

สำหรับการตรวจสอบคุณภาพและความครอบคลุมของสัญญาณ ซึ่ง กสทช. กำหนดเงื่อนไขก่อนควบรวมกิจการ 20 ข้อ รวมถึงห้ามลดจำนวนเสาสัญญาณลงภายใน 3 ปีนั้น นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช. ได้กำหนดให้บริษัทค่ายมือถือรายงานการดำเนินการเข้ามาให้ กสทช. พิจารณา แต่พบว่าบริษัทค่ายมือถือรายงานข้อมูลเพียง 5 ข้อ ส่วนอีก 15 ข้อยังไม่มีรายงานการดำเนินการ

 

“เงื่อนไขหนึ่งของการควบรวมธุรกิจคือควบรวมแล้วราคาเฉลี่ยต้องลดลงร้อยละ 12 แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าค่าบริการแพงขึ้น ดังนั้นสิ่งที่บริษัทต้องทำคือรายงานเปรียบเทียบราคาก่อนควบรวมและหลังการควบรวม 6 เดือน ซึ่งปัจจุบันบริษัทส่งรายงานเข้ามาแล้ว แต่ขอแก้ไขข้อมูลเรื่องโปรโมชันเพิ่มเติม รวมถึงการมีโปรโมชันลับ จน กสทช. ไม่สามารถคำนวณได้ ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯ ที่ดูแลเรื่องนี้จึงมีมติว่ารับทราบ แต่ไม่ยืนยันว่ามีการลดลงร้อยละ 12 จริงหรือไม่” นพ.ประวิทย์ ระบุ

 

ยังไม่ได้เสนอคณะกรรมการ กสทช. พิจารณา 

นอกจากนี้ นพ.ประวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า คณะอนุกรรมการที่ดูแลเรื่องการควบรวมธุรกิจได้จัดทำรายงาน 6 เดือน เรื่องปัญหาการควบคุมตั้งแต่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ควบรวมเป็นบริษัทใหม่ร่วมกันเสร็จสมบูรณ์ ในวันที่ 1 มีนาคม 2566 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2566 โดยขณะนี้ทราบว่ารายงานฉบับดังกล่าวทำเสร็จเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้เสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. พิจารณา จึงอยากให้คณะกรรมการเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะ

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสภาองค์กรของผู้บริโภคได้สรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการควบรวมธุรกิจประเภทเดียวกันของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค พบว่า บริษัทใหม่ที่เกิดหลังการควบรวมได้เปลี่ยนแปลงแพ็กเกจให้ผู้บริโภคโดยไม่สมัครใจ ทำให้ราคาแพงขึ้นรายละ 100 บาทต่อเดือน สร้างภาระให้ผู้บริโภคต้องร้องเรียนโดยไม่มีความจำเป็น

 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการลดคุณภาพระบบอินเทอร์เน็ตช้าลง จนเป็นปัญหาการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แอปพลิเคชัน LINE ส่งข้อความและข้อมูล มีปัญหาการใช้งานด้านโทรศัพท์เกิดอาการติดๆ ดับๆ เป็นต้น

 

 

อ้างอิง: 

 

The post ผลสำรวจผู้บริโภค พบ 5 ปัญหาใหญ่ 81% กระทบควบรวม TRUE-DTAC ด้าน นพ.ประวิทย์เผย ‘ผู้บริโภคร้อง-สัญญาณแย่-ราคาแพง-เน็ตช้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC แจงสัญญาณไม่ได้แย่ลง แพ็กเกจยังมีให้เลือกหลากหลาย https://thestandard.co/true-dtac-say-signal-not-compromise/ Fri, 15 Dec 2023 08:51:49 +0000 https://thestandard.co/?p=877149 TRUE-DTAC

หลัง TRUE และ DTAC ควบรวมกิจการกันอย่างสมบูรณ์ตามการอนุ […]

The post TRUE-DTAC แจงสัญญาณไม่ได้แย่ลง แพ็กเกจยังมีให้เลือกหลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

หลัง TRUE และ DTAC ควบรวมกิจการกันอย่างสมบูรณ์ตามการอนุมัติของ กสทช. มีผู้บริโภคหลายรายพบปัญหาคุณภาพการให้บริการ ทั้งเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ตช้าลง เรื่องการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจ จนประเด็น TRUE-DTAC กลับมาอยู่ในกระแสสังคม  

 

วันนี้ (15 ธันวาคม 2566) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกมาชี้แจงว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมามีหลายฝ่าย อาจมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และมีการสื่อสารจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้บริการของบริษัท 

 

บริษัทได้ยึดถือปฏิบัติตามกฎหมายรวมทั้งเงื่อนไขภายหลังการควบรวมของ กสทช. มาโดยตลอด เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และช่วยไม่ให้เกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนออกไป บริษัทจึงขอชี้แจงแต่ละประเด็น ดังนี้

 

1. คุณภาพสัญญาณแย่ลงหลังควบรวม?

ข้อเท็จจริง: คุณภาพสัญญาณไม่ได้แย่ลงหลังควบรวม โดยในทางกลับกันภายหลังการควบรวมนั้น สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5G และ 4G ของลูกค้า TRUE และ DTAC ดีขึ้นทันที จากการโรมมิ่งสัญญาณคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz โดย TRUE มุ่งมั่นการให้บริการโดยมีคุณภาพที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้บริการอยู่ตลอดเวลา และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ TRUE จะดำเนินการใดๆ เพื่อให้คุณภาพสัญญาณแย่ลง

 

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยจัดการโครงข่ายด้วย ‘Single Grid’ ทำให้สัญญาณใช้งานดียิ่งขึ้น ลดการรบกวนของสัญญาณ และเพิ่มพื้นที่ใช้งานครอบคลุมทั่วไทยมากขึ้น คาดแล้วเสร็จภายในปี 2568

 

2. มีการลดเสาสัญญาณทำให้คุณภาพสัญญาณแย่ลง

ข้อเท็จจริง: ไม่มีการลดอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Cell Site) แต่อย่างใด แต่มีผู้เข้าใจผิดว่า เสาโครงเหล็กคืออุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Cell Site) แต่ความเป็นจริงเสาสัญญาณจะต้องประกอบด้วย เสาโครงเหล็ก (Tower) และสถานีฐานระบบสื่อสัญญาณ (Cell Site) ซึ่งที่ผ่านมามีการปรับเสา (Tower) บางแห่งที่อยู่ในจุดซ้ำซ้อน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน นอกจากจะไม่มีการปรับลดระบบสื่อสัญญาณ  (Cell Site) แล้ว ในทางกลับกัน ยังมีการติดตั้ง Cell Site เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีก 5,000 สถานีฐาน เพื่อขยายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และทำให้ 5G ครอบคลุมพื้นที่และจำนวนประชากรได้ทั่วประเทศยิ่งขึ้น

 

3. ปัจจุบันมีการขยายเครือข่าย 5G ครอบคลุมแล้วหรือไม่ ลูกค้าแพ็กเกจไหนถึงมีสิทธิ์ใช้ 5G

ข้อเท็จจริง: ปัจจุบันโครงข่าย 5G ของ TRUE-DTAC ครอบคลุม 90% และตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมประชากรถึง 97% ภายในปี 2568 ขณะที่โครงข่าย 4G ของ TRUE-DTAC ครอบคลุมประชากร 99% ซึ่งปัจจุบันหลังควบรวมทุกแพ็กเกจสามารถใช้งาน 5G ได้ หากเครื่องมือถือที่ใช้งานรองรับโดยไม่ต้องเปลี่ยนแพ็กเกจ ส่งผลให้ผู้ใช้บริการแพ็กเกจราคาประหยัดก็สามารถเข้าถึงบริการ 5G ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนมาใช้แพ็กเกจใหม่

 

4. ไม่สามารถใช้แพ็กเกจเดิมได้ต่อไป มีการบังคับให้ต้องเปลี่ยนเป็นแพ็กเกจราคาสูงขึ้น

ข้อเท็จจริง: ในการให้บริการตามปกติทุกแพ็กเกจมีกำหนดอายุการใช้งานตามสัญญา ดังนั้น เมื่อจะครบกำหนดก่อนที่ปรับเปลี่ยนแพ็กเกจ บริษัทจะมีการส่ง SMS แจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า 30 วัน โดยพิจารณานำเสนอแพ็กเกจที่น่าจะเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า และเพื่อให้การใช้บริการของลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากลูกค้าไม่ต้องการเปลี่ยนแพ็กเกจตามที่เสนอ ลูกค้ารายเดือนสามารถเลือกใช้งานแพ็กเกจเดิม หรือสมัครแพ็กเกจอื่นๆ ได้ตามปกติ และลูกค้าเติมเงินสามารถเลือกแพ็กเกจอื่นๆ ได้เช่นกัน

 

5. แพ็กเกจราคาแพงขึ้น

ข้อเท็จจริง: มีการเสนอแพ็กเกจโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากและหลากหลาย โดยแต่ละแพ็กเกจมีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้ใช้บริการเลือกแพ็กเกจที่ตรงกับความต้องการของตนมากที่สุด โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน

 

ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับมีการเพิ่มคุณค่าที่หลากหลาย นอกเหนือการบริการโทรคมนาคม (Non-telco Benefits) เพื่อเพิ่มการตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ลูกค้าในยุคปัจจุบัน เช่น คูปองเงินสด, TrueID, TrueX, ประกัน, ดูฟรีบอล EPL, หนัง, ซีรีส์, อาหารและเครื่องดื่มจากแบรนด์ดัง และส่วนลดร้านค้าห้างสรรพสินค้า

 

6. แพ็กเกจ Unlimited ไม่ Unlimited จริง?

ข้อเท็จจริง: บริษัทยังคงมีโปรโมชันแบบ Unlimited ให้ลูกค้าเลือกใช้งาน โดยสำหรับลูกค้ารายเดือนจะมีแพ็กเกจเน็ตไม่อั้นที่ความเร็วสูงสุดให้เลือกใช้งานได้ นอกจากนี้ สำหรับแพ็กเกจที่จำกัดปริมาณบนความเร็วสูงสุด (Volume) หลังจากมีการใช้งานครบปริมาณแล้ว บริษัทปรับความเร็วให้ลูกค้าใช้งานได้ต่อเนื่อง จากเดิมความเร็ว 384Kbps เป็น 1-6Mbps ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของลูกค้า สำหรับลูกค้าเติมเงินสามารถเลือกใช้แพ็กอินเทอร์เน็ตไม่อั้นที่มีการใช้งานแบบจำกัดความเร็ว (Fixed Speed) เลือกได้ตามความเร็วที่ต้องการ และระยะเวลาที่ต้องการใช้งาน (เช่น 1 วัน 7 วัน 30 วัน)

 

อ้างอิง: 

The post TRUE-DTAC แจงสัญญาณไม่ได้แย่ลง แพ็กเกจยังมีให้เลือกหลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ควบรวมแผลงฤทธิ์ TRUE-DTAC เน็ตช้าลง ค่าบริการแพงขึ้น? | KEY MESSAGES #109 https://thestandard.co/key-messages-true-dtac/ Fri, 08 Dec 2023 06:29:58 +0000 https://thestandard.co/?p=874767

เป็นเวลา 9 เดือนแล้วที่ TRUE และ DTAC ได้ควบรวมกันเป็นบ […]

The post ชมคลิป: ควบรวมแผลงฤทธิ์ TRUE-DTAC เน็ตช้าลง ค่าบริการแพงขึ้น? | KEY MESSAGES #109 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นเวลา 9 เดือนแล้วที่ TRUE และ DTAC ได้ควบรวมกันเป็นบริษัทใหม่อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย

 

แม้ทาง กสทช. และ TRUE-DTAC จะให้คำมั่นว่า การควบรวมครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ช่วงที่ผ่านมา บน X หรือ Twitter มีผู้บริโภคหลายรายบ่นเรื่องอินเทอร์เน็ตช้า หรืออยู่ๆ แพ็กเกจก็เปลี่ยนเองโดยอัตโนมัติ และงานวิจัยของ 101 PUB ยังพบด้วยว่า ผู้ใช้งานเครือข่าย TRUE-DTAC จ่ายค่าบริการแพงขึ้น 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาชั่วคราวในหมู่ผู้บริโภคไม่กี่คน หรือเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลมาตลอดกำลังเกิดขึ้นแล้ว?

 

ตัดต่อ: ธนวัฒน์ กางกรณ์

The post ชมคลิป: ควบรวมแผลงฤทธิ์ TRUE-DTAC เน็ตช้าลง ค่าบริการแพงขึ้น? | KEY MESSAGES #109 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะกระแสโซเชียลกับประเด็นฮอตในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ‘ดีลควบรวมทรู-ดีแทค’ https://thestandard.co/true-dtac-deal-trending-on-social-media/ Tue, 31 Oct 2023 09:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=861054 ทรู-ดีแทค

จากประเด็นร้อนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้ […]

The post เจาะกระแสโซเชียลกับประเด็นฮอตในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ‘ดีลควบรวมทรู-ดีแทค’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู-ดีแทค

จากประเด็นร้อนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องในคดีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติ กสทช. ที่เกี่ยวเนื่องกับการควบรวมธุรกิจระหว่างทรู (True) และดีแทค (dtac) ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

 

หลังจากที่ปลายปีก่อนทรูและดีแทคตัดสินใจควบรวมธุรกิจกัน ซึ่งกระแสข่าวของการควบรวมอย่างไม่เป็นทางการได้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 เกิดเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงกันอย่างล้นหลามในหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะบนโลกโซเชียลมีเดีย รวมถึงตั้งข้อสงสัยว่า การควบรวมครั้งนี้เป็นการควบรวมเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจหรือจะกลายเป็นการผูกขาดทางการตลาด

 

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นของดีลนี้บนโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE ของบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการควบรวมแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคกลับมามองไม่ใช่เรื่องของการผูกขาด แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ดีที่สุดที่ควรจะได้รับจากการที่ผู้บริโภคจ่ายไป

 

ทั้งในเรื่องของประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งทางทรูและดีแทคค่อนข้างมีความได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่เสาสัญญาณหลังการควบรวมกัน ที่ผู้บริโภคมองว่าสัญญาณสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขึ้นและมีสัญญาณ 5G ที่ดีขึ้น อีกทั้งเรื่องของสิทธิพิเศษที่ได้รับหลากหลายขึ้น เช่น การดูถ่ายทอดสดฟุตบอล สิทธิพิเศษจากร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หรือความบันเทิงต่างๆ ที่ครบครัน รวมถึงการใช้พอยต์คะแนนแลกสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น

 

ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 กรกฎาคม 2566 พบว่า มีการพูดถึงประเด็นของการควบรวมทรูและดีแทคมากกว่า 1.3 แสนข้อความ และมีจำนวนเอ็นเกจเมนต์มากกว่า 7 ล้านเอ็นเกจเมนต์ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้คนบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการควบรวมนี้อย่างเห็นได้ชัด

 

เมื่อดูประเด็นของการพูดถึง โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและหลังการควบรวม พบประเด็นที่น่าสนใจจากผู้คนบนโซเชียลมีเดียที่สรุปออกมาได้ ดังนี้

 

ความสงสัย ความกังวล และความหวัง ช่วง ‘ก่อนการควบรวม’

 

ตามที่ทราบกันว่า ในประเทศไทยเองมีเครือข่ายโทรคมนาคมของภาคเอกชนที่เป็นยักษ์ใหญ่อยู่ 3 บริษัท คือทรู (True), ดีแทค (dtac) และเอไอเอส (AIS) (แม้จะมีค่ายที่ 4 คือ NT บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ แต่ก็ไม่ใหญ่เท่า จึงไม่ค่อยถูกนับรวมไปด้วยนัก)

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสข่าวการควบรวมในครั้งนี้ทำให้ทรูและดีแทคถูกมองเป็นเชิงลบว่าเป็นการผูกขาดของตลาดที่เห็นจากในกราฟ ความเห็นที่เป็นด้านลบค่อนข้างสูงในช่วงแรกที่มีการปล่อยข่าวออกมา ผู้บริโภคมองว่า ถ้าหากเหลือผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมน้อยลง อาจส่งผลให้การสร้างแรงจูงใจในการทำบริการหรือสินค้ามาเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคจะลดลงตามไปด้วย

 

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีเสียงของผู้บริโภคอีกกลุ่มมองในเชิงบวกว่า การควบรวมกันเป็นการทำเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจเพื่อจะไปต่อสู้กับเจ้าตลาด อีกทั้งการควบรวมกันครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ จะได้รับผลประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

 

รวมถึงแสดงความเห็นถึงความคาดหวังจากการที่ควบรวมกันในครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งความคาดหวังในเชิงของประสบการณ์ที่ตัวเองจะได้รับ ความคาดหวังในเรื่องของความครอบคลุมของเสาสัญญาณที่มากขึ้น คุณภาพอินเทอร์เน็ตที่เสถียรขึ้น หรือความคาดหวังผลประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของราคาและสิทธิพิเศษต่างๆ จากประสบการณ์ที่เขาคาดหวังจะได้รับ

 

แต่อีกมุมหนึ่งผู้บริโภคคาดว่าการรวมกันแล้วจะทำให้ราคาสูงขึ้น การพัฒนาสินค้าของตัวเองน้อยลง เพราะไม่มีการแข่งขันกันในตลาด รวมถึงคาดว่าคุณภาพของอินเทอร์เน็ตลดลง

 

หลังจากการประกาศการควบรวมอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความสงสัยและความกังวลในเรื่องของการผูกขาดกลับไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผู้บริโภคพูดถึง การพูดถึงในเชิงลบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการพูดถึงในเชิงบวกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเรื่องของประสบการณ์ที่ได้รับ สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

 

รวมถึงหลังจากการควบรวมกันแล้ว ความคาดหวังของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในแง่มุมที่ต่างออกไป นั่นคือภาพของการผูกขาดหายไป แต่กลับเป็นความคาดหวังที่มุ่งไปในเรื่องของประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับโดยตรงในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงสิทธิพิเศษที่อยากได้เพิ่ม พร้อมกับเงื่อนไขต่างๆ ที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายให้ทรูและดีแทคได้ปรับตัวกันต่อไป เมื่อเรื่องของการผูกขาดไม่ใช่ประเด็นหลักที่คนพูดถึง แต่อาจยังต้องมีการขยับตัวเพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรได้รับ และออกมายืนยันว่ายังคงใส่ใจในการพัฒนาตัวสินค้าและบริการที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

เพราะหลังจากการประกาศควบรวมอย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการและให้ความสำคัญคือประสบการณ์ดีๆ ที่พวกเขาควรได้รับจากทรูและดีแทค ทั้งในแง่การใช้งานที่ดีขึ้น ราคาที่คุ้มค่าและเหมาะสม รวมไปถึงการบริการที่เหนือกว่าและสร้างความพึงพอใจในระยะยาว

The post เจาะกระแสโซเชียลกับประเด็นฮอตในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ‘ดีลควบรวมทรู-ดีแทค’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE เผชิญปัจจัยลบ 2 เด้ง กดราคาหุ้นดิ่ง 12% ทำจุดต่ำสุดใหม่นับแต่ควบรวม DTAC https://thestandard.co/true-2-negative-factors-down-12/ Tue, 31 Oct 2023 05:09:40 +0000 https://thestandard.co/?p=860895

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ล […]

The post TRUE เผชิญปัจจัยลบ 2 เด้ง กดราคาหุ้นดิ่ง 12% ทำจุดต่ำสุดใหม่นับแต่ควบรวม DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ล่าสุด (31 ตุลาคม) ดิ่งลงแตะระดับ 5.75 บาท ถือเป็นจุดต่ำสุดใหม่นับแต่ที่บริษัทควบรวมกิจการกับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC และกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

 

ปัจจัยกดดันสำคัญที่กระทบต่อราคาหุ้น TRUE ในวันนี้มาจาก 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

 

  1. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น โดยรับคำฟ้องในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีขอให้เพิกถอนมติ กสทช. ในการประชุมนัดพิเศษเมื่อ 20 ตุลาคม 2565 ที่รับทราบเรื่องการควบรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC 

 

  1. ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเรียกผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่มจากรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (Interconnection Charge: IC) โดยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT (เดิม บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เรียกร้องให้ TRUE (เดิม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC)) ชำระผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่มสำหรับรายได้ค่า IC สำหรับดำเนินการที่ 21-27 เป็นจำนวนประมาณ 15,879 ล้านบาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับ โดยบริษัทได้ยื่นคำคัดค้านต่ออนุญาโตตุลาการ ดังที่ได้เปิดเผยข้อมูลไว้แล้วในรายงานประจำปี 2565

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดให้บริษัทชำระผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่มจากรายได้ค่า IC พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับเป็นจำนวนเงิน 7,066.96 ล้านบาท และเบี้ยปรับในอัตรา 15% ต่อปี จากเงินจำนวน 4,136.87 ล้านบาท (Net IC ไม่รวมเบี้ยปรับและภาษีมูลค่าเพิ่ม) นับถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทคือ 22 ตุลาคม 2562 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ NT

 

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ซึ่งบริษัทไม่เห็นพ้องกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และบริษัทจะยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครองกลาง 

 

ด้าน ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าปัจจัยหลักที่กดดันให้หุ้น TRUE ดิ่งลงแรงในวันนี้มีน้ำหนักจากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นมารับคำฟ้องต่อ กสทช. กรณีการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC มากกว่า 

 

“ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ตลาด เพราะก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นไม่รับเรื่อง แต่ส่วนตัวมองว่าในทางปฏิบัติที่จะให้แยกกิจการกันอีกครั้งอาจทำได้ยาก เพราะผลกระทบมหาศาล หลังจากการควบรวมผ่านมาแล้วเป็นปี และผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนหุ้นกันไปแล้ว”

 

อย่างไรก็ตาม ศุภชัยมองว่ามูลฟ้องดังกล่าวก็มีเหตุผล หลังจากที่รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (APRU) เพิ่มขึ้นจริง แต่บริษัทน่าจะยังพอให้เหตุผลยืนยันกลับได้เช่นกัน เพราะปริมาณการใช้งานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงไม่ใช่เป็นการปรับขึ้นราคาเพียงด้านเดียว

 

สิ่งที่จะกระทบต่อธุรกิจคือ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีแนวโน้มจะถูกควบคุมที่เข้มข้นมากขึ้นจาก กสทช. และทำให้การปรับขึ้นราคาของผู้ให้บริการอาจทำได้ยากขึ้นในอนาคต

 

“ส่วนตัวมองว่าเรื่องคดีความจะยังค้างต่อไปอีกสักระยะ ทั้งคดีควบรวมกิจการ และข้อพิพาทกับ NT ซึ่งจะกินเวลาอีกหลายปี ส่วนตัวมองว่าราคาหุ้น TRUE ในวันนี้ลดลงลึกเกินไป และมองว่าเป็นโอกาสมากกว่า” 

 

สำหรับข้อพิพาทกับ NT ยังน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะรู้คำตัดสินในท้ายที่สุด เพราะปัจจุบันคดีนี้ยังอยู่ในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น

The post TRUE เผชิญปัจจัยลบ 2 เด้ง กดราคาหุ้นดิ่ง 12% ทำจุดต่ำสุดใหม่นับแต่ควบรวม DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
BREAKING: ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น รับคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติ กสทช. ที่ให้ควบรวม ทรู และ ดีแทค ไว้พิจารณา https://thestandard.co/supreme-administrative-court-true-dtac-case/ Mon, 30 Oct 2023 09:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=860502 Breaking News

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น รับคดีที่มูลนิธิเ […]

The post BREAKING: ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น รับคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติ กสทช. ที่ให้ควบรวม ทรู และ ดีแทค ไว้พิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Breaking News

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น รับคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติ กสทช. ที่ให้ควบรวม ทรู และ ดีแทค ไว้พิจารณา

The post BREAKING: ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้น รับคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติ กสทช. ที่ให้ควบรวม ทรู และ ดีแทค ไว้พิจารณา appeared first on THE STANDARD.

]]>
30 ต.ค. นี้ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำสั่งคดีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้อง กสทช. ให้ควบรวม TRUE-DTAC https://thestandard.co/admincourt-nbtc-true-dtac/ Sun, 29 Oct 2023 07:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=860084 TRUE-DTAC

ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 30 ตุ […]

The post 30 ต.ค. นี้ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำสั่งคดีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้อง กสทช. ให้ควบรวม TRUE-DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 30 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 น. ในคดีหมายเลขดำที่ 443/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 544/2566 ระหว่างมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา)

 

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) มีมติในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 รับทราบการควบรวมธุรกิจระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) โดยมติเสียงข้างมากเห็นว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกิจการโทรคมนาคม จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

 

ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติของคณะกรรมการ กสทช. ในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ผู้ฟ้องคดีก็ควรจะต้องทราบถึงความมีอยู่ของมติพิพาทตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการ กสทช. ได้มีการประชุมและลงมติ และสำนักงาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้เผยแพร่ผลการประชุมเป็นการทั่วไปต่อสาธารณะและลงประกาศในเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยแล้ว

 

และผู้ฟ้องคดีได้ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนมติในการควบรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC ดังนั้นผู้ฟ้องคดีก็ควรจะรู้หรือได้รู้ถึงความมีอยู่ของมติพิพาทอย่างช้าสุดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 หาใช่จะถือเอาวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้เข้าไปดูเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงพบว่ามีการเผยแพร่รายงานการประชุม

 

การที่ผู้ฟ้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อคดีนี้มิได้เป็นคดีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคลที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งคดีนี้ย่อมมีผลอันเกี่ยวด้วยการใช้อำนาจและหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในการกำกับดูแลผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และการควบรวมธุรกิจครั้งที่ 71 /2566 ระหว่าง TRUE และ DTAC เท่านั้น มิได้กระทบต่อสาธารณะโดยตรงหรือเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมโดยแท้แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจยื่นคำฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดีที่กฎหมายกำหนด

 

ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 52 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบกับข้อ 30 วรรคสองแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด

The post 30 ต.ค. นี้ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำสั่งคดีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้อง กสทช. ให้ควบรวม TRUE-DTAC appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ https://thestandard.co/true-dtac-launch-truex/ Wed, 19 Apr 2023 08:59:50 +0000 https://thestandard.co/?p=778559 TrueX

ในวันที่ TRUE และ DTAC ประกาศควบรวมอย่างเป็นทางการ หนึ่ […]

The post TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TrueX

ในวันที่ TRUE และ DTAC ประกาศควบรวมอย่างเป็นทางการ หนึ่งในทิศทางที่บริษัทใหม่ (ภายใต้ชื่อเดิม) ต้องการคือการบุกไลฟ์สไตล์มากขึ้น และกลายเป็นที่มาของการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ TrueX ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น ‘ซูเปอร์แอปด้านการใช้ชีวิต’

 

TrueX จะเป็นแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับ 6 โซลูชันและแพ็กเกจ ประกอบด้วย X Home – การดูแลบ้าน, X Health – การดูแลสุขภาพ, X Learning – การเรียนรู้, Utility & Energy – ประหยัดพลังงาน, Shopping – การช้อปปิ้ง และ X Entertainment – ความบันเทิง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายหลังการรวมธุรกิจ TRUE และ DTAC ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ยิ่งมีความชัดเจนในฐานะ Tech Company ที่จะผสานพลังกันนำประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลของ TRUE 

 

โดยการควบรวมนั้นถูกมองว่าจะเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดำเนินงานและงบลงทุน รวมถึงการปิดจุดอ่อนของ DTAC เดิมที่มีข้อจำกัดบริการ 5G และเน็ตบ้านเชิงพาณิชย์

 

“แบรนด์ใหม่ครั้งนี้ นอกเหนือจากยกระดับภาพ TRUE สู่การเป็น Tech Company เต็มรูปแบบแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำเสนอเทคโนโลยีแห่งการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไปมาก เน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทุกดีไวซ์ ในราคาที่ทุกคนสัมผัสได้ สามารถตอบโจทย์วิถีเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างชัดเจน”

 

อย่างไรก็ตาม ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอไม่ตอบว่า TrueX จะเข้ามาช่วยในเรื่องของรายได้เท่าไร แต่คาดหวังแค่ว่าจะสามารถมียอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้งภายใน 1 ปีหลังการเปิดตัว

 

พร้อมกันนี้ยังได้ดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งนี่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ 2 ต่อจาก TrueID ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้

 

การรวมตัวของผู้เล่นเบอร์ 2 และ 3 ในตลาดถูกระบุว่า เป็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมูลค่าของกิจการ โดยมูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทรวมกัน (Market Capitalization) ประมาณ 2.94 แสนล้านบาท

 

ท่ามกลางความกังวลทั้งการผูกขาดหรือผลประโยชน์ของลูกค้าอันเกิดจากการแข่งขันที่ลดลงเนื่องจากมีผู้เล่นน้อยราย แต่ TRUE ได้ยืนยันว่า ลูกค้าของทั้ง 2 บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการควบรวมทันที

 

แม้จะบอกว่าการแข่งขันจะมีอยู่เหมือนเดิม แต่บทวิเคราะห์จาก บล.เมย์แบงก์ กลับชี้ว่า การแข่งขันลดลงทันทีหลังควบรวมกิจการเสร็จสิ้น โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม DTAC  ได้ปรับขึ้นราคาแพ็กเกจรายเดือน (สำหรับซิมการ์ดใหม่) เพื่อให้เท่ากับระดับราคาของ TrueMove H และ AIS 

 

ซึ่งในบรรดาแพ็กเกจที่จำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดย DTAC จาก 5 แพ็กเกจ มี 3 แพ็กเกจที่ราคาต่อ GB เพิ่มขึ้น 15-38 บาท ในขณะที่อีก 2 แพ็กเกจไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

 

ขณะที่ผลจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่เบาลง บล.เมย์แบงก์ คาดการณ์ว่ารายได้จากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ TRUE (77.4% ของรายได้จากบริการหลักในปี 2566) จะเติบโต 3.4% ในปี 2566 ฟื้นตัวจากที่รายได้ลดลง 2.8% ในปี 2565

The post TRUE คิกออฟธุรกิจไลฟ์สไตล์หลังการควบรวม DTAC เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘TrueX’ พร้อมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท https://thestandard.co/true-trading-under-new-company/ Fri, 03 Mar 2023 05:11:30 +0000 https://thestandard.co/?p=757987

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ภายใต้การควบรวมกันระหว่าง T […]

The post ‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ภายใต้การควบรวมกันระหว่าง TRUE และ DTAC กลับมาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หลังจากกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา 

 

โดยราคาหุ้นที่เปิดการซื้อขายอยู่ที่ 8.35 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.88 แสนล้านบาท นับเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ใหญ่สุดเป็นอันดับ 15 ของไทย อิงจากการจัดอันดับ ณ สิ้นวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทอันดับที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลานี้คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท 

 

ด้าน บล.บัวหลวง ประเมินว่า หากอิงจากราคาปิด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ และอัตราส่วนการแลกหุ้นที่ 1 หุ้น DTAC เท่ากับ 6.13444 หุ้น TRUE จะได้มูลค่าหุ้นใหม่ที่ 2.92 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8.51 บาท

 

ทั้งนี้ ประเมินราคาเป้าหมายของ TRUE หลังการควบรวมในกรณีฐานที่ 10.4 บาท ซึ่งรวมผลจากการ Synergy ที่เกิดจาก

 

  1. งบลงทุน (CAPEX) ที่ซ้ำซ้อนลดลง 15% 
  2. อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A / Sales) ลดลงจาก 18.2% มาเหลือ 17.1% คิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มราว 0.94 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ หากประเมินในกรณีดีที่สุดจะช่วยเพิ่มมูลค่า 3.6 บาทต่อหุ้น 

 

หลังจากรวมเข้าด้วยกัน Market Share จะเป็นเบอร์ 1 ราว 54% และมีอัปไซด์จากการขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกัน (Cross-Sell) และเพิ่มยอดขาย (Up-Sell) ทั้งในแง่ของแพ็กเกจเพื่อเพิ่มบริการ และรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า (ARPU) ขึ้นอีก และการลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั้งด้านไอทีและช็อปบริการที่ซ้ำซ้อน 

 

ทั้งนี้ หากสมมติว่ารวมกำไร DTAC เข้าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม คาดว่าปี 2023 TRUE ยังจะมีผลขาดทุนสุทธิ 1.15 พันล้านบาท ก่อนพลิกเป็นกำไรราว 1.42 พันล้านบาท ในปี 2024 และเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับ 6.19 พันล้านบาท ในปี 2033 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า 

 

ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า จากการจัดทำงบการเงินเสมือนของ TRUE ซึ่งระบุว่าบริษัทมีกำไร 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 แต่ขาดทุน 5.9 พันล้านบาท ในปี 2565 อย่างไรก็ดี ผลประกอบการในปี 2565 เกิดจากการรวมงบการเงินของ TRUEE ซึ่งมีรายการพิเศษจำนวนมากมูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท เช่น การตัดจำหน่ายค่าความนิยม (Goodwill) ของ TrueVisions, การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่ซ้ำซ้อน และการปรับมูลค่าเงินลงทุน DIF และยังมีค่าใช้จ่ายจากการควบรวม 

 

ดังนั้น ผลขาดทุนในปี 2565 จึงไม่ใช่ผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทใหม่ หรือหุ้น TRUE ณ วันที่ 3 มีนาคม 2566 หากตัดรายการดังกล่าวออก TRUE ควรจะมีกำไรในปี 2565 

 

ทั้งนี้ บล.หยวนต้า ประเมินกำไรปกติของ TRUE ระหว่างปี 2566-2568 ที่ 3.5 พันล้านบาท 1.2 หมื่นล้านบาท และ 1.4 หมื่นล้านบาท ภายใต้สมมติฐาน Synergy ในปี 2566-2568 ที่ 2 พันล้านบาท 8.7 พันล้านบาท และ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ พร้อมประเมินราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 10.4 บาท 

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

The post ‘TRUE’ เปิดเทรดภายใต้บริษัทใหม่ด้วยมูลค่า 2.88 แสนล้านบาท ใหญ่สุดอันดับ 15 ของหุ้นไทย โบรกมองพื้นฐาน 10.4 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ https://thestandard.co/true-debt-will-decrease/ Thu, 02 Mar 2023 10:51:14 +0000 https://thestandard.co/?p=757786

เมื่อวานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ได้ประกาศว […]

The post ‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวานนี้ (1 กุมภาพันธ์) ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ได้ประกาศว่าการควบรวมเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ร่วมกันภายใต้ชื่อ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยได้หนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

ล่าสุดผู้บริหารของ TRUE ซึ่งเป็นผู้บริหารเดิมของจากทั้งฝั่งทรูและดีแทค ได้ร่วมกันให้ข้อมูลภายในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นในวันนี้ (2 มีนาคม)

 

มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร TRUE กล่าวว่า “ด้วยคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้ามากขึ้น พร้อมด้วยศักยภาพในการแข่งขันที่มากขึ้น จะช่วยให้บริษัทจ่ายคืนหนี้ได้มากขึ้น”

 

ด้าน ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE เปิดเผยว่า ภายหลังการควบรวมในครั้งนี้จะทำให้ทรูและดีแทคแบ่งปันการใช้เน็ตเวิร์กร่วมกัน พร้อมกับมีฐานลูกค้ามากขึ้น และยังช่วยลดการลงทุนเพิ่มในอนาคต

 

“จากเดิมที่บริษัทให้บริการครอบคลุม 95% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมเสร็จจะกระโดดไปเป็น 98% โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก แต่หากไม่มีการควบรวมครั้งนี้บริษัทจะยังต้องลงทุนเพิ่มอีกมาก นอกจากนี้การควบรวมยังช่วยให้เกิด Economy of Scale อย่างการแชร์เสาสัญญาณร่วมกัน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าไฟฟ้าหรือค่าเช่าสถานที่

 

“ผลการดำเนินงานของเราจะดีขึ้นแบบออร์แกนิก ทำให้หนี้ค่อยๆ ลดลง สมัยก่อนบริษัทมีหนี้เยอะเพราะว่าเทคโนโลยีมาเร็ว ทำให้เครือข่ายต้องขยายเร็ว ต้องลงทุนสูงต่อเนื่อง หลังจากนี้การลงทุนจะค่อยๆ เพลาลง ทำให้หนี้ที่ค้างอยู่ค่อยๆ ลดลง”

 

ยุภากล่าวต่อว่า บริษัทมีเป้าหมายภายในเกี่ยวกับการลดหนี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ อย่างไรก็ดี ภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทมีแนวโน้มจะลดลง หลังจากที่ทริสเรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ประกาศปรับเพิ่มเรตติ้งของ TRUE จาก BBB+ มาเป็น A+ หรือเพิ่มขึ้น 3 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทในอนาคตลดลง

 

ด้าน Telenor Asia ซึ่งเป็นอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค และยังมีสัดส่วนการถือหุ้นใน TRUE จำนวน 19.6% มีแนวโน้มว่าจะลงทุนกับบริษัทต่อไปในระยะยาว

 

“เราไม่สามารถพูดแทนผู้ถือหุ้นได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ขณะนี้ Telenor ยืนยันว่าจะร่วมบริหารงานต่อไป และจะเห็นว่า Telenor ได้ตั้งหน่วยงานที่สิงคโปร์เพื่อดูการลงทุนครั้งนี้โดยเฉพาะ ทำให้เราเชื่อว่า Telenor จะลงทุนกับเราต่อไปในระยะยาว”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

The post ‘ทรู’ เชื่อว่าหนี้จะเริ่มลดลงหลังควบรวม ‘ดีแทค’ ล่าสุด ‘ทริสเรทติ้ง’ ขยับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ เป็น A+ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน https://thestandard.co/true-dtac-service-another-3-years/ Thu, 02 Mar 2023 10:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=757762

1 วันหลังจากที่ทรูและดีแทคได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัทใ […]

The post ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

1 วันหลังจากที่ทรูและดีแทคได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัทใหม่ร่วมกันเสร็จสมบูรณ์ภายใต้ชื่อ ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ ได้มีการจัดแถลงโดยผู้บริหารเพื่อย้ำถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

“ที่เราเลือกใช้ชื่อบริษัทเป็นทรู เป็นเพราะการมีแบรนดิ้งที่สื่อถึงดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนการมีพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุม” มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

มนัสส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวจากมติของคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ในการนี้ได้แต่งตั้ง ชารัด เมห์โรทรา เป็นรองประธานคณะผู้บริหารด้วย

 

ภายใต้บริษัทใหม่จะมีฐานลูกค้ากว่า 50 ล้านราย ประกอบไปด้วยทรูมูฟ เอช 33.8 ล้านเลขหมาย และดีแทค 21.2 ล้านเลขหมาย พร้อมผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตทรูออนไลน์ 5 ล้านราย และผู้ใช้งานโทรทัศน์ทรูวิชั่นส์ 3.2 ล้านราย

 

ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุว่า นี่นับเป็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมูลค่าของกิจการ ทั้งนี้ มูลค่าตลาดของทั้งสองบริษัทรวมกัน (Market Capitalization) ประมาณ 2.94 แสนล้านบาท โดยมีพนักงานทั้งหมด 20,000 คน ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าไม่ได้มีการปลดพนักงานออก 

 

“การควบรวมของเราได้ก่อให้เกิดความกังวลในหลายด้าน ทั้งการผูกขาด หรือผลประโยชน์ของลูกค้า แต่เราขอยืนยันว่าที่เรามารวมกันเพื่อสร้างโอกาสที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งลูกค้าของทั้ง 2 บริษัทจะได้รับประโยชน์จากการควบรวททันที” 

 

บริษัทใหม่วางเป้าหมายเป็นผู้นำด้านโครงข่าย โดยจะขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุม 98% ของประชากรในปี 2569 พร้อมพัฒนาและขยายเครือข่ายทั่วประเทศ 

 

ในแง่ของลูกค้าทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า จะให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ โดยลูกค้าสามารถใช้สัญญาณได้ทันทีจากสัญลักษณ์เครือข่าย dtac-True และ True-dtac บนหน้าจอมือถือ   

 

โดยนี่ถือเป็นโรมมิ่งสัญญาณข้ามโครงข่าย เพื่อใช้งาน 5G และ 4G บนคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz โดยลูกค้าดีแทคสามารถใช้งาน 5G บนคลื่น 2600 MHz และลูกค้าทรูสามารถใช้งาน 4G และ 5G คลื่น 700 MHz ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว ทั้งนี้จะขยายครบทั้ง 77 จังหวัดประมาณกลางเดือนมีนาคมนี้

 

ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด กล่าวว่า แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ จะทำการตลาดต่อไปภายใต้แผนของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของกฎที่กสทช. กำหนดไว้ว่าทั้ง 2 แบรนด์จะยังคงให้บริการแยกจากกันเป็นระยะเวลา 3 ปี

 

“เมื่อแบรนด์แยกกัน การแข่งขันจะยังมีต่อไปอย่างแน่นอน เพราะทั้ง 2 แบรนด์ทำการตลาดที่แยกกัน แต่อาจมีโปรโมชันบางอย่างที่จะใช้สิทธิประโยชย์ร่วมกัน”

 

ที่สุดแล้วเมื่อเวลาผ่านไปครบ 3 ปียังไม่แน่นอนว่าทั้ง 2 แบรนด์จะยังมีให้เห็นในตลาดหรือไม่ โดยฐานพลกล่าวว่า “เรากำลังศึกษาถึงทิศทางที่ต่างประเทศทำ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเก็บไว้ทั้ง 2 แบรนด์ หรือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง”

The post ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ จะให้บริการภายใต้แบรนด์ ‘ทรู’ และ ‘ดีแทค’ ต่อไปอีก 3 ปีตามกฎ กสทช. ย้ำการแข่งขันยังมีต่อไปแน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง https://thestandard.co/true-dtac-antitrust-law/ Thu, 02 Mar 2023 08:45:34 +0000 https://thestandard.co/?p=757686

วันนี้ (2 มีนาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไ […]

The post ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (2 มีนาคม) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการควบรวมระหว่าง TRUE และ DTAC เสร็จสมบูรณ์ และมีการตั้งบริษัทใหม่ใช้ชื่อว่า ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด’ รวมถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษายกฟ้องคดีที่มีการยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติรับทราบการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทค เข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

 

ศิริกัญญากล่าวว่า ทั้ง 2 กรณี ทำให้ประเทศไทยเหลือผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมเพียง 2 เจ้าอย่างเป็นทางการ และบริษัทใหม่กลายเป็นผู้ให้บริการเบอร์หนึ่งทันที มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% เรื่องนี้สะท้อนความล้มเหลวของกฎหมายและกลไกการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม

 

ผลกระทบจากการควบรวมที่จะเกิดขึ้นคงไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ เพราะผลการศึกษาจากทั้งสถาบันวิชาการและผลการศึกษาจากทาง กสทช. ยืนยันว่าจะส่งผลต่อค่าโทรศัพท์ที่จะเพิ่มขึ้น 10-200% สุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วราคา และคุณภาพการให้บริการอาจจะด้อยลงจากการแข่งขันที่ลดลง รวมทั้งตลาดมือถือจะอยู่ในจุดที่สภาวะการแข่งขันตกต่ำ ยากเกินจะฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในจุดเดิม

 

ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ปัญหาจึงอยู่ที่กฎหมายที่ กสทช. ใช้ในการกำกับดูแลตลาดที่อ่อนปวกเปียก นำไปสู่ช่องโหว่รูใหญ่ที่ภาคเอกชนมองเห็นลู่ทางที่จะสามารถควบรวมกันได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น และศาลอาญาคดีทุจริตฯ เองก็ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

 

ทั้งนี้ ช่องโหว่รูใหญ่เริ่มจากการแก้ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปี 2561 โดย กสทช. ตัดอำนาจการอนุญาตควบรวมธุรกิจออกไป เหลือไว้แค่การรับทราบและแค่กำหนดมาตรการเยียวยา แม้จะมีประกาศอีกฉบับเพื่อป้องกันการผูกขาดที่ให้อำนาจอนุญาตไว้ แต่ถ้าเอกชนยืนยันว่านี่คือการควบรวมไม่ใช่การเข้าซื้อธุรกิจโดยผู้ถือใบอนุญาต ก็จะไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ซึ่งก็คือกรณีนี้ที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น (เดิม) เลือกที่จะไม่เทกโอเวอร์บริษัทดีแทค แต่ตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อซื้อหุ้นต่อจากทั้งสองบริษัท เพียงเท่านี้ก็หลุดพ้นจากขั้นตอนการขออนุญาต แล้วค่อยเปลี่ยนชื่อบริษัทที่ตั้งใหม่เป็น ‘บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด’ อย่างที่ทำไปเมื่อวานนี้ (1 มีนาคม)

 

“เพื่อเช็กว่าเรื่องนี้ขัดกับสามัญสำนึกแค่ไหน ลองจินตนาการว่าในอนาคตหาก TRUE และ AIS จะควบรวมธุรกิจกันจนค่ายมือถือเหลือ 1 เจ้า ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น” ศิริกัญญาระบุ

 

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แนวทางที่จะขันนอตปิดรูรั่วช่องโหว่ทางกฎหมาย คือการสังคายนากฎหมายแข่งขันทางการค้าครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกกฎหมายอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เพราะอย่างน้อยในกรณีนี้ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกับ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าฯ ยังจำเป็นต้องขออนุญาตเพื่อควบรวมกิจการก่อน

 

ดังนั้นประกาศการรวมธุรกิจของ กสทช. ต้องมีการแก้ไข เอาระบบขออนุญาตกลับมาปรับปรุงเงื่อนไขการขออนุญาตให้รัดกุมยิ่งขึ้น และต้องยกระดับให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีอำนาจในการกำหนดนโยบายแข่งขันทางการค้าของประเทศ คุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภค รวมไปถึงอำนาจที่ระงับยับยั้งการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

อย่างไรก็ดี จะยกระดับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้มีอำนาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ยกเครื่องคณะกรรมการนี้ใหม่เลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยการควบรวมซีพี-เทสโก้ ยังคงสร้างความกังขาให้ประชาชนจนถึงปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงตั้งแต่กระบวนการสรรหา ไปจนถึงกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ให้มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

 

“สิ่งที่ไม่สามารถตราลงในกฎหมายใดคือความกล้าหาญและซื่อตรงต่อหลักการที่จะสู้กับอำนาจทุนขององค์กรกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หรือ กสทช. ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายการเมืองเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาการผูกขาด และอยากให้ธุรกิจแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ทั้งปกป้องผลประโยชน์ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค และผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ” ศิริกัญญากล่าว

 

ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับกรณีการควบรวม TRUE-DTAC นั้น เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 พรรคก้าวไกลได้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการไต่สวนและตรวจสอบว่า กสทช. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ แม้ตอนนี้ผลการไต่สวนยังไม่ออกมา แต่ก็น่าคิดว่าในเมื่อคำวินิจฉัยของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นแบบนี้ ประชาชนก็อาจเหลือความหวังน้อยเต็มทีว่าจะเอาผิด กสทช. ชุดนี้ได้

The post ศิริกัญญาชี้ ควบรวม TRUE-DTAC สะท้อนกฎหมายป้องกันผูกขาดล้มเหลว ค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% คุณภาพด้อยลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องชั้นตรวจคำฟ้อง 5 กสทช. ไม่ผิด ม.157 มีมติรับทราบให้ควบรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ https://thestandard.co/cccm-dismiss-true-dtac-nbtc-indictment/ Wed, 01 Mar 2023 06:30:23 +0000 https://thestandard.co/?p=757102 TRUE-DTAC

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลา […]

The post ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องชั้นตรวจคำฟ้อง 5 กสทช. ไม่ผิด ม.157 มีมติรับทราบให้ควบรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

วันนี้ (1 มีนาคม) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อท 199/2565 ระหว่าง ธนิกานต์ บำรุงศรี ยื่นฟ้อง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), ต่อพงศ์ เสลานนท์, พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, พิรงรอง รามสูต และ ศุภัช ศุภชลาศัย ทั้งหมดเป็นกรรมการ กสทช. จำเลยที่ 1-5 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

 

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า โจทก์เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จึงเป็นผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิจาก กสทช. วันที่ 20 ตุลาคม 2565 จำเลยทั้งห้าร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคราวประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 วาระการพิจารณารายงานการรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูและบริษัทดีแทค

 

ผลการประชุมปรากฏว่า จำเลยทั้งห้ามีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียง ลงมติรับทราบการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทค โดยจำเลยทั้งห้าจัดให้มีการประชุมและลงมติโดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป ไม่นำรายงานฉบับสมบูรณ์ของที่ปรึกษาต่างประเทศมาพิจารณาประกอบ และรับฟังความคิดเห็นของบริษัทที่ปรึกษาอิสระ (บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด) เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ กฎ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

 

จําเลยที่ 2 ไม่มีความเป็นกลางและมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัททรู จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ลงมติรับทราบเรื่องการรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูและบริษัทดีแทค เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ กฎ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการมิชอบ การที่จำเลยที่ 3 ในฐานะประธาน กสทช. เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ใช้สิทธิลงมติ 2 ครั้ง ในการประชุมวาระการพิจารณา เรื่อง การรวมธุรกิจระหว่างบริษัทรูกับบริษัทดีแทค เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ กฎ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

 

การที่จำเลยที่ 3 ใช้สิทธิลงมติงดออกเสียงในการประชุมในวาระดังกล่าว เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนตามกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ กฎ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ การออกมาตรการเฉพาะของจำเลยทั้งห้าที่กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูกับบริษัทดีแทคขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขอให้ลงโทษจําเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

 

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยดังนี้

 

  1. พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 28 บัญญัติให้ กสทช. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่มีผลเป็นการใช้บังคับทั่วไป แต่สำหรับกรณีการพิจารณารายงานการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทค เป็นการพิจารณาเพื่อมีมติหรือมีคำสั่งเกี่ยวข้องหรือผูกพันเกี่ยวกับผู้รับใบอนุญาตเฉพาะราย คือบริษัททรูและบริษัทดีแทคเท่านั้น ไม่ได้มีผลบังคับเป็นการทั่วไป จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปและผู้มีส่วนได้เสียหลักก่อน ส่วนกรณีไม่นำรายงานฉบับสมบูรณ์ของที่ปรึกษาต่างประเทศมาพิจารณาประกอบและการรับฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาอิสระ จำเลยทั้งห้าปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย ประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการแล้ว

 

  1. จําเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณา จึงไม่มีเหตุต้องห้ามมิให้พิจารณา เรื่องทางปกครองไม่ปรากฏว่ากลุ่มบริษัททรูมีพฤติการณ์แทรกแซงการทำงานของจำเลยที่ 2 จนขาดอิสระในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. จำเลยที่ 2 จึงสามารถเข้าร่วมประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาและมีมติเกี่ยวกับการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทคได้

 

  1. การรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทคไม่ใช่เป็นการเข้าซื้อหุ้นหรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อควบคุมนโยบายหรือการบริหารธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น แต่เป็นการรวมธุรกิจ ที่บริษัทจํากัด (มหาชน) 2 บริษัทขึ้นไป ควบรวมกันแล้วนำไปจดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัด (มหาชน) ขึ้นใหม่ โดยบริษัททรูและบริษัทดีแทคสิ้นสภาพจากการเป็นนิติบุคคลเดิม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 27 (11) และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 21 และมาตรา 22 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจ กสทช. ในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตรวมธุรกิจของผู้รับอนุญาตแต่อย่างใด เพียงแต่ให้อำนาจ กสทช. เฉพาะในเรื่องการกำหนดมาตรการการป้องกันการกระทำอันเป็นการผูกขาดเท่านั้น และที่ผ่านมา กสทช. เคยพิจารณารายงานการรวมธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งหมด 9 กรณี และ 9 กรณีดังกล่าวได้มีการลงมติเพียงรับทราบรายงานการรวมธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตทั้งสิ้น ไม่มีกรณีใดที่ กสทช. มีมติอนุญาตหรือไม่อนุญาตการรวมธุรกิจแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เเละ 2 ลงมติรับทราบรายงานการรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูและบริษัทดีแทค จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

 

  1. การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 วาระการพิจารณารายงานการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทค กรณีจึงต้องบังคับตามข้อ 41 วรรคสาม ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมฯ พ.ศ. 2555 โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานของคณะกรรมการ กสทช. ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด ทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ กสทช. มีเสียงของผู้เห็นด้วยว่าการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทคไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน การลงมติของจําเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทําที่ถูกต้องโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

  1. พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง กําหนดให้การประชุมการลงมติและการปฏิบัติงานของ กสทช. ให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสทช. กำหนด ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมฯ มิได้มีข้อกำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องออกเสียงทุกครั้งทุกคราวที่มีการประชุม และมิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการงดออกเสียงไว้ การที่จำเลยที่ 3 งดออกเสียงในการประชุมพิจารณาการรวมธุรกิจของบริษัททรูและบริษัทดีแทคโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่น จึงไม่มีเหตุแห่งการที่จะพิจารณาว่าจำเลยที่ 3 กระทำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

  1. มาตรการเฉพาะที่จําเลยทั้งห้ากําหนดเกี่ยวกับเรื่องการรวมธุรกิจระหว่างบริษัททรูกับบริษัทดีแทคได้พิจารณาข้อกังวลในหลายประเด็น ได้แก่ อัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ การเข้าสู่ตลาดและประสิทธิภาพการแข่งขันและการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย คุณภาพ การให้บริการ การถือครองคลื่นความถี่ การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และเศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 (มาตรา 77) วรรคสาม ทั้งยังเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 27 (11) และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 21 และ 22

 

ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้ากระทำผิดตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องต่อไป พิพากษายกฟ้อง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 ศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง 3 นัด และให้คู่ความชี้แจง รวมระยะตั้งแต่วันฟ้องถึงวันอ่านคำสั่งหรือคำพิพากษาเวลา 3 เดือน 17 วัน

The post ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้องชั้นตรวจคำฟ้อง 5 กสทช. ไม่ผิด ม.157 มีมติรับทราบให้ควบรวมกิจการ ‘TRUE-DTAC’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง https://thestandard.co/true-dtac-merger/ Thu, 16 Feb 2023 01:16:36 +0000 https://thestandard.co/?p=751164 TRUE-DTAC

TRUE-DTAC เดินหน้าควบรวมกิจการปิดดีลซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ […]

The post TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TRUE-DTAC

TRUE-DTAC เดินหน้าควบรวมกิจการปิดดีลซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านเสร็จ พร้อมประกาศขึ้น SP หุ้นทั้ง 2 บริษัท ลุยจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม ส่วนวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ นัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมถกประเด็นควบรวม ด้านนักวิเคราะห์เสียงแตก ‘กสิกรไทย’ มองช่วยสร้าง Synergy ธุรกิจ ฟาก ‘ยูโอบี’ เห็นต่าง ชี้เสี่ยงรายได้ลด-ต้นทุนเพิ่ม

 

แผนการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ทั้ง 2 บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ซิทริน เวนเจอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ Citrine Investment SG Pte Ltd. ต้องการที่จะเป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการควบรวมของทั้ง 2 บริษัท

 

โดยได้กำหนดระยะเวลารับซื้อหุ้นของทั้ง TRUE และ DTAC ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2566 รวมเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยมี บล.บัวหลวง เป็นตัวแทนในการรับซื้อ โดยกำหนดจะซื้อหุ้น TRUE รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 161 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.15 บาทต่อหุ้น และรับซื้อหุ้น DTAC รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนไม่เกิน 223 ล้านหุ้น ที่ราคา 50.50 บาทต่อหุ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ขณะที่ล่าสุด ยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ผลการรับซื้อหุ้น TRUE ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 จากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ถือหุ้นที่คัดค้านขายหุ้นของบริษัทให้แก่ผู้รับซื้อหุ้นในจํานวนรวม 147.30 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.44% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด

 

นอกจากนี้ได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วม ครั้งที่ 2 ระหว่างผู้ถือหุ้นของบริษัท และผู้ถือหุ้นของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบบริษัทระหว่าง TRUE และ DTAC

 

อีกทั้งวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศขึ้นเครื่องหมายสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (SP) หุ้น DTAC กับ TRUE ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2566 รวมเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ ตามที่ทั้ง 2 บริษัทได้ขอ

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ DTAC และ TRUE และการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำหุ้นสามัญของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของ TRUE และผู้ถือหุ้นของ DTAC ครั้งที่ 2 และกระบวนการนำหุ้นของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสร็จสิ้น หลักทรัพย์ของบริษัทใหม่จะเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งจะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันเดียวกัน ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัทใหม่เป็น ‘TRUEE’ แทนชื่อเดิมที่ใช้ ‘TRUE’

 

ส่วน ณภัทร ธัญญกุลสัจจา เลขานุการบริษัท บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้รับซื้อหุ้นได้ดําเนินการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบรวมเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้ถือหุ้นที่คัดค้านขายหุ้น DTAC ให้แก่ผู้รับซื้อหุ้นในจํานวนรวมทั้งสิ้น 78.65 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.32% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด

 

บล.กสิกรไทย มองมุมบวก TRUE ควบรวม DTAC

ด้าน พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า กรณีที่ TRUE กับ DTAC ประกาศขึ้น SP หุ้นของทั้ง 2 บริษัท เป็นระยะเวลา 9 วัน ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2566 มีมุมมองว่าก่อนช่วงที่จะมีการพักการซื้อขายชั่วคราวดังกล่าว จะส่งผลให้หุ้น 2 บริษัทมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงเกิดส่วนลด (Discount) ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อแปลงเป็นหุ้นบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม โดยสามารถเลือกได้ทั้งหุ้น TRUE หรือ DTAC เพราะมีอัตราส่วนในการแปลงรับเป็นหุ้นของบริษัทใหม่ในอัตราที่เท่ากัน

 

“ช่วงก่อนขึ้น SP ถ้าหุ้น TRUE หรือ DTAC ราคาปรับลดลงมา เราแนะนำให้ซื้อเพื่อมาแปลงเป็นหุ้นบริษัทใหม่ สามารถเลือกซื้อได้ตัวใดตัวหนึ่ง เพราะตอนนี้มีสัดส่วนในการแปลงเป็นหุ้นใหม่เท่ากัน หรือถ้าหุ้นตัวไหนราคาลงมาเยอะกว่าก็ซื้อหุ้นตัวนั้น หรือหากราคาหุ้นไม่ได้ปรับตัวลงมาก็ยังมองเป็นโอกาสซื้อได้อยู่เพราะเห็น Synergy ร่วมของบริษัทใหม่ค่อนข้างมาก ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ในอนาคต”

 

นอกจากนี้ให้ติดตามในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ที่จะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นของ TRUE กับ DTAC ว่าจะมีการประกาศแผนการทำงานร่วมกัน (Synergy) ว่าจะออกมาอย่างไร และจะมีมูลค่าในเชิงของ Synergy โดยจะนำข้อมูลที่ออกมาวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกครั้ง

 

สำหรับดีลการควบรวม TRUE กับ DTAC ในขณะนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกด้วยเหตุผลดังนี้

  1. ส่งผลให้ในมุมผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมไอซีทีจะมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น
  2. เกิดมูลค่าเพิ่มจากการควบรวม เช่น การประหยัดต่อขนาดและการมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
  3. บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมจะมีมาร์เก็ตแคปที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ 50% ของมาร์เก็ตแคป บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ที่มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 6 แสนล้านบาท ขณะที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับ ADVANC โดยหากTRUE กับ DTAC มี Synergy ที่ดีก็มีโอกาสที่จะเห็นรายได้และมาร์เก็ตแคปเติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต
  4. หุ้นบริษัทใหม่ที่มีมาร์เก็ตแคปมีโอกาสได้รับความสนใจหรือมีเงื่อนไขคุณสมบัติที่เอื้อให้กองทุนขนาดใหญ่ในต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นในอนาคต

 

ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายของหุ้นใหม่ที่เกิดจากการควบรวม TRUE กับ DTAC ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 10.32 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาหุ้นใหม่ที่จะเข้าซื้อขายแทน TRUE กับ DTAC เดิมนั้นวิธีคำนวณจะใช้ราคาปิดการซื้อขายวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 นำมาคำนวณเป็นมาร์เก็ตแคปของ 2 บริษัท นำมาบวกแล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของทั้ง 2 บริษัท โดยหากใช้ราคาปิดการซื้อของภาคเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 นำมาใช้อ้างอิงหุ้นของบริษัทใหม่จะมีราคาเข้าซื้อขายในวันแรกที่ 8.20 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้งคาดว่าหุ้นใหม่ของหุ้นบริษัทใหม่จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 3 มีนาคมนี้

 

บล.ยูโอบี ชี้ หุ้นใหม่ TRUE-DTAC มีปัจจัยเสี่ยงกดดันผลงาน

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม TRUE กับ DTAC มีความเสี่ยงที่จะเห็นผลประกอบการออกมาลดลงกว่าเดิมจากหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะมากระทบ ได้แก่

  1. รายได้มีความเสี่ยงลดลงด้วยเงื่อนไขในการควบรวมของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำหนดเงื่อนว่าต้องทำให้ค่าบริการเฉลี่ยลดลง 12% ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนออกมาว่าในทางปฏิบัติจริงจะต้องทำอย่างไร
  2. ปัญหาด้านต้นทุนเสี่ยงสูงขึ้น เพราะ กสทช. กำหนดให้ TRUE กับ DTAC ยังคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกันเป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้มีปัญหาในการใช้โครงสร้างพื้นฐานระหว่างกันได้ จึงอาจยังไม่เห็น Synergy ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว
  3. มีความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร โดยอาจมีการลดตำแหน่งบุคลากรหรือลดจำนวนพนักงานที่มีความทับซ้อนกัน ดังนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการจ่ายชดเชยให้กับพนักงาน

“คิดว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้น TRUE หรือ DTAC หรือบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมต้องมีความอดทนพอสมควร เพราะมีความเป็นไปได้ที่ช่วงแรกๆ ผลประกอบการจะออกมาไม่ดี เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากดดัน รวมถึงมีตัวแปรที่ยังไม่แน่นอนที่จะมากระทบ ดังนั้นจึงมองว่ายังไม่น่าสนใจที่จะเข้าไปเก็งกำไรในทั้ง TRUE หรือ DTAC เพื่อรอถือหุ้นต่อในหุ้นบริษัทใหม่จึงแนะนำให้ Wait and See”

The post TRUE-DTAC เดินหน้าลุยควบรวมกิจการ ดันมาร์เก็ตแคปบริษัทใหม่แตะ 3 แสนล้านบาท จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้ ทำต้นทุนพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท https://thestandard.co/set-add-sp-stocks-true-dtac/ Wed, 15 Feb 2023 05:13:50 +0000 https://thestandard.co/?p=750710

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น TRUE กับ DTAC ร […]

The post ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น TRUE กับ DTAC ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ รวมระยะเวลา 9 วัน เตรียมขั้นตอนการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท พร้อมนำหุ้นใหม่เข้าเทรดแทนหุ้นเดิม

 

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศขึ้นเครื่องหมายสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (SP) หุ้น บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC กับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2566 ตามที่ DTAC และ TRUE ได้ขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ SP ของบริษัททั้ง 2 แห่งเป็นการชั่วคราวในช่วงระยะเวลาดังกล่าว รวมเป็นระยะเวลา 9 วันทำการ 

 

ทั้ง นี้เพื่อเตรียมการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ DTAC และ TRUE และการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำหุ้นสามัญของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (รายละเอียดปรากฏตามข่าวของ DTAC และ TRUE วันที่ 12 มกราคม 2566) 

 

เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการควบรวมกิจการของบริษัททั้งสองอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามข่าวหรือข้อมูลในเรื่องดังกล่าวที่ได้เปิดเผยผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ตลท. ขึ้น SP หุ้น ‘TRUE-DTAC’ ระหว่าง 20 ก.พ. – 2 มี.ค. นี้ รวม 9 วัน เตรียมจัดสรรหุ้นบริษัทใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมของทั้ง 2 บริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>