Tottenham Hotspur Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/tottenham-hotspur/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Jan 2026 06:44:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปีศาจแดงคืนชีพ? ทำไม ‘แมนยู’ ยุคไมเคิล คาร์ริคมันแจ่มจัง! https://thestandard.co/manchester-united-carrick-form/ Mon, 26 Jan 2026 06:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1169540 ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์

ท่ามกลางกองเชียร์ผีแดงเลือดข้น 3,000 คนที่เดินทางจากเหน […]

The post ปีศาจแดงคืนชีพ? ทำไม ‘แมนยู’ ยุคไมเคิล คาร์ริคมันแจ่มจัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์

ท่ามกลางกองเชียร์ผีแดงเลือดข้น 3,000 คนที่เดินทางจากเหนือลงใต้ตามมาเชียร์ถึงบนอัฒจันทร์ในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียมมีลูกๆของไมเคิล คาร์ริค 2 คนอยู่ในนั้นด้วย

 

สำหรับอดีตกองกลางตัวคุมจังหวะและวางบอล นี่คือช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจของเขา

 

‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ย่ำแย่และมองไม่เห็นอนาคตมาตลอด 14 เดือนภายใต้การนำของอดีต ‘ผู้จัดการ’ (aka หัวหน้าโค้ช) คนก่อน เก็บชัยชนะนัดที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นชัยชนะแบบ Big win ด้วย เพราะต่อจากการอัดแมนเชสเตอร์ ซิตี ราบคาบในเกมดาร์บี้เมืองแมน พวกเขาก็จัดการยัดเยียดความปราชัยให้จ่าฝูงและเต็งแชมป์ในฤดูกาลนี้อย่างอาร์เซนอลคาบ้าน

 

ไม่รู้เพราะผีตนไหนเข้าสิง หรือคาร์ริคไปทำพิธีปลุกเสกอะไรมาหรือเปล่า? ทำไมยูไนเต็ดเล่นเป็นคนละทีมเดียวกันกับยุคก่อนหน้านี้

 

ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ 1

 

ก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียด ต้องขออนุญาตแจ้งให้ทราบถึงตัวเลขและข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่างหลังชัยชนะที่เอมิเรตส์ สเตเดียม

 

อย่างแรกนี่เป็นชัยชนะเหนืออาร์เซนอลหนแรกในรอบ 8 ปีที่เอมิเรตส์ หรือตั้งแต่ในยุคของโชเซ มูรินโญ

 

คาร์ริค ใช้เวลาแค่ 2 นัดในการเก็บชัยนะต่อเนื่อง 2 นัด ซึ่งเท่ากับที่รูเบน อโมริม ทำได้เพียงครั้งเดียวตลอดการคุมทีม 14 เดือนของกุนซือชาวโปรตุเกส (ซึ่งจริงๆคือชนะรวด 3 นัด ครั้งเดียวในเดือนตุลาคม จนทำให้ได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนไปครอง)

 

การชนะ 2 นัดนี้ทำให้เขาเก็บได้ 6 คะแนนเต็ม ซึ่งอโมริมใช้เวลาถึง 5 นัดกว่าจะเก็บได้ 7 คะแนน

 

หลังจบเกมที่เอมิเรตส์ แฟนบอลปีศาจแดงร้องรำทำเพลงให้กับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาโดยเฉพาะต่อคาร์ริค ที่เข้ามา ‘ปลุกผี’ ให้กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าเกรงขามอีกครั้ง ขณะที่เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของร่วมสโมสรผู้มีอำนาจเต็มในการบริหารได้แต่นั่งยิ้มด้วยความพอใจกับผลงานของทีม

 

มันอาจจะเป็นแค่ 2 นัดก็จริง แต่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของแมนฯ​ ยูไนเต็ดในรอบ เอ่อ…หลายปีเลยทีเดียว

 

ทีนี้วนกลับไปคำถามที่น่าสนใจ คาร์ริคทำอะไรลงไป? เพราะแม้แต่ชาว Red Army เองยังไม่อยากเชื่อสายตาในสิ่งที่พวกเขาได้เห็นจากทีมเลย

 

แข็งแกร่ง ดุดัน ช่วยกันเป็นทีม ที่สำคัญต่อบอลกันโบ๊ะบ๊ะๆแม่นยำจนงง ว่าที่ผ่านมาทำไมไม่เล่นกันแบบนี้?

 

ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ 2

 

ความจริงแล้วสิ่งที่คาร์ริคทำไม่มีอะไรซับซ้อนเป็นพิเศษ

 

ตามการวิเคราะห์ของแดนนี เมอร์ฟีย์แห่ง BBC มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เขาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับกุนซือคนก่อน นั่นคือการเลือกระบบการเล่นให้เหมาะสมกับผู้เล่นที่มีในทีมและธรรมชาติของพวกเขา

 

จากระบบการเล่น 3-4-2-1 ที่พยายามมาเป็นปีแต่ไม่เวิร์ค คาร์ริคกลับมาใช้ระบบการเล่นแบบพื้นฐาน 4-2-3-1 (หรือ 4-1-4-1 แล้วแต่) ซึ่งเข้ากับธรรมชาติของนักเตะในทีมมากกว่า และที่สำคัญคือใช้นักเตะให้ตรงกับความถนัด ไม่มีการ Overthinking คิดซับคิดซ้อนซ่อนเงื่อน

 

บรูโน เฟอร์นันเดส เพลย์เมคเกอร์ที่ดีที่สุดของทีมอยู่ในตำแหน่งที่เขาจะทำประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับ ค็อบบี เมนู กองกลางที่เกือบจะหมดอนาคตไปแล้วกลับมาเป็นคีย์แมนในแดนกลางร่วมกับคาเซมิโรอีกครั้ง

 

อาหมัด ดิยาลโล อันตรายที่สุดในเวลาเล่นเป็นปีกตัวรุกก็ให้ปักหลักอยู่ตรงนั้นโดยมีดีโอโก ดาโลต์ ที่ถึงเกมรุกจะเหมือนคนไม่รู้หนังสือแต่อย่างน้อยความขยันในเกมรับก็ทำให้เกมฝั่งขวาของยูไนเต็ดมีของครบเครื่องพอสมควร

 

ฝั่งซ้ายลุค ชอว์กลับมาอยู่ในตำแหน่งถนัดของเขาคือแบ็กซ้าย มีหน้าที่สนับสนุน แพทริก ดอร์กู ที่เหมือนจะค้นพบความถนัดใหม่ในการขึ้นมาเป็นตัวรุกแบบเต็มตัว ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นประตูระดับมหัศจรรย์ของเขา

 

ขณะที่แดนหน้า ไบรอัน เอ็มโบโม แม้จะไม่ใช่ศูนย์หน้าอาชีพแต่ในระบบนี้เขาตอบโจทย์ได้ดีพอสมควร

 

ระบบได้แล้วสิ่งต่อมาคือเรื่องของการเลือกวิธีการเล่น

 

ด้วยความที่พวกเขาต้องเจอกับงานโหดอย่างแมนฯ​ ซิตีและอาร์เซนอล ทำให้คาร์ริค เลือกวิธีการเล่นในแบบที่เหมาะสมกับคู่ต่อสู้และศักยภาพของทีม

 

ไม่ต้องครองบอลสู้ ไม่ต้องเปิดหน้าแลก แต่อดทนและรอคอยจังหวะของตัวเอง ถ้ามีโอกาสและจังหวะแล้วต้องคว้าให้ได้

 

แค่นี้?

 

ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ 3

 

มากกว่านั้นคือรายละเอียดของการเล่น เช่น การขอให้ทีมพยายามต่อบอลสั้นให้เร็ว ให้ไว อย่าจนมุมให้กับเกมเพรสซิงของคู่แข่ง ดังนั้นเวลาที่ชิงบอลกลับมาได้ แมนฯ ยูไนเต็ดจะหาทางแกะบอลออกมาให้ได้ โดยที่เน้นในเรื่องของสปีดบอลห้ามช้า

 

คำสั่งที่ ‘ชัดเจน’ นี้ทำให้เราได้เห็นภาพของนักเตะยูไนเต็ดต่อบอลกันสวยงาม ไหลลื่นในหลายจังหวะ ซึ่งรวมถึงประตูแซงนำ 2-1 ของดอร์กู ที่ต่อบอลโบ๊ะบ๊ะกับบรูโน และประตูชัย 3-2 ของมาเตอุส คุนญา ที่มาจากการเล่นโอเพนเพลย์จนได้โอกาสส่องหน้ากรอบเขตโทษ

 

โดยที่คาร์ริค ดูเหมือนจะให้ ‘อิสระ’ ในการเล่น ไม่ลงในดีเทลมากจนเกินไป ให้อิสระนักเตะได้คิดเองทำเองบ้าง ทำให้แต่ละคนดูเพลิดเพลิน กลับมาสนุกกับการเล่นอีกครั้งแบบสังเกตได้

 

เหมือนได้ปลดปล่อยตัวตนออกมา หลังจากที่ถูกสะกดเอาไว้นานด้วยแท็กติกการเล่นที่พวกเขาอาจจะไม่ชอบ ไม่เชื่อ และเต็มไปด้วยข้อสงสัย

 

แค่ 2 นัดมันทำให้รู้สึกว่าคาร์ริคมี ‘แนวทาง’ ให้ทีมได้ชัดเจนกว่าในยุคที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ยุคของอโมริม แต่รวมถึงยุคของเอริค เทน ฮากด้วย

 

อย่างไรก็ดี มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ

 

1. ความเชื่อ: ที่คาร์ริคเรียกกลับคืนมาสู่ทีม ทำให้นักเตะในทีมรู้สึกว่าบอสเชื่อมั่นในตัวพวกเขาว่าจะทำผลงานได้ดี และในทางกลับกันนักเตะเองก็เชื่อมั่นในแนวทางที่คาร์ริคนำเสนอด้วยเช่นกัน

 

2. บารมี: การเป็นอดีตกองกลางที่ประสบความสำเร็จกับสโมสร แมนฯ​ ยูไนเต็ด มีผลทางใจกับทีมไม่น้อย

 

3. สายเลือด: คาร์ริครู้และเข้าใจเป็นอย่างดีถึง DNA ของสโมสร รหัสพันธุกรรมปีศาจที่ทำให้แมนฯ​ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จ ว่าอะไรที่ทำให้ทีมนี้แตกต่างจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมเก่าของเขา

 

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดเก็บชัยชนะได้ 2 นัดติดต่อกัน ด้วยฟอร์มการเล่นที่ ‘แจ่ม’ ไฉไลกว่าหลายเดือน – ไม่สิ หลายปี – ที่ผ่านมา

 

เครดิตส่วนหนึ่งยกให้อโมริม ที่แม้จะค้นหาแนวทางของตัวเองและทีมไม่เจอในช่วง 14 เดือนในการทำงานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่อย่างน้อยใน ‘พื้นฐาน’ แล้วเขามีส่วนในการช่วยวางปะรำพิธี อัญเชิญเครื่องหมู่บูชาต่างๆ มา

 

เผอิญกับที่คาร์ริครู้ ‘คาถา’ ที่จะใช้ปลุกผีพอดี และสวดถูกบทด้วย

 

อย่างไรก็ดีมันเป็นแค่ท่อนแรกของมหาคาถาปีศาจเท่านั้น ผีตนที่มาสิงอาจจะยังไม่ใช้พญาอสูรสีแดงที่เคยเขย่าขวัญวงการฟุตบอลอังกฤษและหายไปนานนับสิบปี ซึ่งต้องดูกันอีกยาวๆ ว่าคาร์ริคจะสวดมหาคาถานี้จบบทหรือเปล่า

 

ไม่ต้องดูไกล เอาแค่ 3 นัดข้างหน้ากับ ฟูแลม, สเปอร์ส และเวสต์แฮม เราก็น่าจะพอได้เห็นเค้าลางแล้ว

 

แต่ยอมรับตรงๆ ว่าเขียนถึงตรงนี้แอบรู้สึกว่าแฟนบอลยูไนเต็ดคนนั้นที่รอตัดผมมานาน

 

บางทีจองช่างล่วงหน้าได้เลยก็ได้นะ

 

ไมเคิล คาร์ริค โค้ช แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังคุมทีมข้างสนามท่ามกลางเสียงเชียร์ 4

 

กระบอกปืนที่เริ่มร้าว?

 

ทิ้งท้ายนิดๆ สำหรับอาร์เซนอล ในฐานะจ่าฝูงและเต็งหามแชมป์พรีเมียร์ลีกแรกในรอบ 22 ปี

 

การแพ้คาบ้านในวันนี้ แม้จะทำให้สถานการณ์ไม่สบายตัวและไม่สบายใจนักเพราะโดนซิตีกับแอสตัน วิลลาไล่ตามมาเหลือ 4 แต้ม แต่ความจริงแล้วทุกอย่างยังอยู่ในมือของพวกเขา และในเรื่องของ ‘ความสม่ำเสมอ’ ทีมของอาร์เตตายังดีกว่าอีก 2 ทีม

 

เพียงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเริ่มมีอะไรให้แฟนกูนเนอร์ส ‘เอ๊ะ’ กันบ้าง

 

อาการช็อตหลังการพลาดของมาร์ติน ซูบิเมนดี ที่นำไปสู่การเสียประตูตีเสมอและเป็นจุดพลิกผันของเกม พวกเขาดูขาดความมั่นใจ ยิ่งเล่นยิ่งตีบตัน และมีอาการ ‘ขาสั่น’ ต่อแรงกดดันอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัด (ในขณะที่ยูไนเต็ดเหมือนผีที่ถูกปล่อย)

 

เสียงวิจารณ์นักเตะอย่างมาร์ติน โอเดอการ์ด และลามไปถึงบูกาโย ซากาเริ่มดัง พอๆ กับวิธีการเล่นของทีมที่เริ่มมีตีบมีตันในหลายนัด ซึ่งก่อนหน้าก็เสมอกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์

 

การแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวรวดเดียว 4 คนของอาร์เตตา ดูเหมือนคนที่เริ่มเป็น Panic

 

ย้ำว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของพวกเขาเอง และคู่แข่งเองก็ไม่ได้แกร่งหรือสม่ำเสมอเท่ากันด้วยซ้ำ การแพ้วันนี้จะไม่ส่งผลเสียร้ายแรงหากพวกเขากลับมาเก็บชัยนะต่อเนื่องได้เหมือนเดิม

 

แต่ถ้าใจอ่อนแอเมื่อไร และหวังพึ่งได้แค่ลูกเซตพีซอย่างเดียว

 

มันก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันนะ

The post ปีศาจแดงคืนชีพ? ทำไม ‘แมนยู’ ยุคไมเคิล คาร์ริคมันแจ่มจัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของสเปอร์ส https://thestandard.co/jurgen-klinsmann-spurs-transfer-shock-1994/ Sun, 23 Nov 2025 04:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1146251 The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 5

ในฤดูร้อนของปี 1994 ท่ามกลางเรือยอช์ตลำงามจำนวนมากมายที […]

The post The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของสเปอร์ส appeared first on THE STANDARD.

]]>
The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 5

ในฤดูร้อนของปี 1994 ท่ามกลางเรือยอช์ตลำงามจำนวนมากมายที่จอดอยู่ในท่าเรือมอนติคาร์โล

 

หนึ่งในนั้นถูกจัดให้เป็นสถานที่นัดพบกันระหว่าง อลัน ชูการ์ ประธานสโมสรท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กับ เจอร์เกน คลินส์มันน์ หนึ่งในกองหน้าระดับซูเปอร์สตาร์ผู้โด่งดังที่สุดของโลก

 

โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าการพบกันครั้งนั้นจะนำไปสู่หนึ่งในการย้ายทีมที่สร้างความตกตะลึงให้แก่วงการฟุตบอลอังกฤษมากที่สุด เมื่อศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมนี ดีกรีตัวจริงชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 ตอบตกลงที่จะย้ายมาร่วมทีม ‘ไก่เดือยทอง’

 

การย้ายทีมที่จนถึงวันนี้คือการย้ายทีมที่น่าตื่นเต้นและดีที่สุดในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน

 

ที่แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็น 2 ฤดูกาลที่มีความหมายในความทรงจำของแฟนสเปอร์สทั่วโลก

 

ในโลกยุคปัจจุบันที่แทบไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความลับ’ ในการเจรจาซื้อขายย้ายทีม จากการที่มีนักข่าวจำนวนมากเดินตามกระแสการรายงานตลอดทุกย่างก้าว การย้ายทีมสุดช็อกของเจอร์เกน คลินส์มันน์ ในฤดูร้อนของปี 1994 อาจเป็นเรื่องที่อยู่เหนือจินตนาการได้เลย

 

เวลานั้นโลกยังเป็นแบบ ‘แอนะล็อก’ การติดต่อที่เร็วที่สุดคือการโทรศัพท์ โทรศัพท์มีแค่ไม่กี่ช่อง และผู้คนยังนิยมส่งจดหมายถึงกันด้วยลายมือ เรามีแม้กระทั่งเพื่อนทางจดหมาย (Penpal) ที่จะเขียนส่งหาใครสักคนที่อยู่แสนไกลและรอคอยจดหมายตอบกลับจากเพื่อนที่ทำให้หัวใจเต้นแรง

 

แล้วข่าวการย้ายทีม? เราไม่ค่อยรู้อะไรหรอกนอกจากเดินไปดูที่แผงหนังสือพิมพ์ในยามเช้า นั่นถือว่าไวและน่าเชื่อถือมากที่สุดแล้วในวันเวลานั้น

 

The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 1

 

ความไวตามธรรมชาติของการรายงานข่าวแบบแอนะล็อกนี่เองที่ทำให้แฟนทีมสเปอร์สแทบไม่อยากเชื่อสายตา

 

เมื่อมีภาพของเจอร์เกน คลินส์มันน์ ใส่เสื้อสีขาวของดอกลิลลี (Lillywhite) อันเป็นสีเสื้อประจำสโมสรของพวกเขา พร้อมกับผ้าพันคอสีกรมท่า

 

ข้างกายของเขาคือ อลัน ชูการ์ นักธุรกิจที่เป็นประธานสโมสรในเวลานั้น

 

“เจอร์เกน คลินส์มันน์​ เปิดตัวในฐานะนักเตะคนใหม่ของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยจำนวนเงินค่าตัวการย้ายทีม 2 ล้านปอนด์จากสโมสรโมนาโก”

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบความโด่งดังของคลินส์มันน์ในเวลานั้น ต้องบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆ ของโลก ที่ถ้าจะเทียบกับนักเตะในเวลานี้อาจจะเป็นแนว โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี หรือ แฮร์รี เคน แต่เหนือขึ้นไปกว่านั้นอีก

 

เพราะคลินส์มันน์ มีดีกรีแชมป์โลกที่ได้กับทีมชาติเยอรมันตะวันตกในฟุตบอลโลก 1990 ด้วย และในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา แม้ว่าเยอรมนี (รวมชาติแล้ว) จะป้องกันแชมป์ไม่ได้หลังพ่ายสุดช็อกต่อบัลแกเรียในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่เขาก็ทำได้ถึง 5 ประตูในฟุตบอลโลก

 

เรียกได้ว่าเป็น ‘ศูนย์หน้าในฝัน’ ของแฟนฟุตบอลทั่วโลกเลย

 

The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 2

 

การที่นักฟุตบอลดีกรีระดับนี้ย้ายทีมจึงเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และมันยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นอีกเพราะทีมที่เขาเลือกย้ายทีมมาไม่ได้เป็นทีมเบอร์ท็อปของวงการฟุตบอลอังกฤษในเวลานั้นอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หรือลิเวอร์พูล

 

แต่เป็นสเปอร์ส ทีมที่กำลังย่ำแย่กระเสือกกระสนอย่างหนักในฤดูกาลก่อนหน้า (1993/94) และตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้เข้าขั้น ‘คลาสสิก’ กับการที่สโมสรที่กำลังย่ำแย่อย่างสเปอร์ส สามารถดึงตัวศูนย์หน้าเบอร์ต้นของโลกมาได้แบบสุดเหลือเชื่อ

 

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากสายโทรศัพท์สายหนึ่ง เรือยอชต์ของชูการ์ กับกาแฟอีกหนึ่งแก้ว

 

ในฤดูร้อนของปี 1994 ที่ท่าเรือในเมืองมอนติคาร์โล เรือยอชต์ของ อลัน ชูการ์ จอดเทียบท่าอยู่อย่างเงียบๆ

 

การเดินทางไปครั้งนั้นของเขาเป็นเพราะจับ ‘สัญญาณ’ บางอย่างได้ว่ามีโอกาสที่เขาจะได้ตัวศูนย์หน้าซูเปอร์สตาร์อย่างคลินส์มันน์มาร่วมทีม เพราะกองหน้าเยอรมันเริ่มไม่มีความสุขกับการเล่นในทีมโมนาโก ภายใต้การนำของอาร์แซน เวนเกอร์ โดยที่ตัวเขาเองก็ต้องการนักเตะดังๆ สักคนมาเพื่อกระตุ้นทีมที่ประสบปัญหาผลงานเลวร้ายของสเปอร์ส

 

ชูการ์ ซึ่งได้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวสตาร์อินทรีเหล็กมาจากใครสักคน กดโทรออกหาคลินส์มันน์ด้วยตัวเอง

 

“เรือของผมจอดอยู่ที่ท่าพอดี คุณพอจะมีเวลามาเจอกันสักหน่อยไหม?”

 

ด้วยความประหลาดใจ แต่ก็อยู่ไม่ไกลกัน เพราะอะพาร์ตเมนต์ของคลินส์มันน์ อยู่ในระยะเดินไปถึงท่าเรือแบบไม่ทันเหนื่อย ก่อนที่ชูการ์จะสั่งให้คนเรือชง ‘คาปูชิโน’ ให้กับสตาร์นักเตะ แล้วทั้งสองก็เปิดบทสนทนาประสาคนทุกข์

 

อย่างที่บอกคนหนึ่งไม่มีความสุขกับทีม อีกคนก็มองหาใครสักคนที่ดังพอ และอังกฤษก็เป็นประเทศที่คิลนส์มันน์ไม่เคยไป มันเลยทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด

 

บทสนทนาจบลงด้วยการตกลงกันระหว่างชูการ์และคลินส์มันน์ ส่วนเรื่องการเจรจากับโมนาโกในเรื่องค่าตัวไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สิ่งที่สเปอร์สต้องจ่ายคือเงิน 2 ล้านปอนด์ที่ไม่ได้น้อยแต่ก็ไม่ถึงกับมากมายในยุคสมัยนั้น (สถิติค่าตัวของอังกฤษในตอนนั้นเป็นของคริส ซัตตัน 5 ล้านปอนด์จากนอริชไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส)

 

ก่อนที่คลินส์มันน์จะเดินทางมาเปิดตัวกับสเปอร์สที่ไวท์ ฮาร์ท เลน และกลายเป็นข่าวช็อกวงการ โดยเฉพาะแฟนทีมไก่เดือยทองที่แทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าทีมของเขาจะได้ซูเปอร์สตาร์ระดับนี้เข้ามาจริงๆ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา? บางทีเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘ปรากฏการณ์’

 

The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 3

 

ด้วยความเป็นผู้เล่นระดับ ‘เวิลด์คลาส’ ของจริง เคยอยู่กับสโมสรใหญ่อย่างอินเตอร์ มิลาน ในช่วงที่เซเรีย อา เป็นลีกที่หินที่สุดของโลกมาแล้ว ทำให้แม้จะอยู่กับทีมที่เคยลำบากอย่างสเปอร์ส แต่คลินส์มันน์ก็สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้อย่างรวดเร็วในฤดูกาลแรก

 

จากจุดเริ่มต้นด้วยการโหม่งทำประตูแรก และฉลองประตูด้วยท่า ‘พุ่ง’ (Dive) ซึ่งมีที่มาจากคำล้อเลียนว่าเขาเป็นนักเตะจอมพุ่งในกรอบเขตโทษ (แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่ชอบเอาเสียเลย!) ทำให้แฟนๆ สเปอร์สให้การต้อนรับเขาเข้าสู่ประตูหัวใจอย่างรวดเร็ว แต่มากกว่านั้นคือแฟนทีมอื่น (อาจจะยกเว้นอาร์เซนอล) เองก็พลอยตื่นเต้นไปกับเขาด้วย

 

เพราะอย่างที่บอกคลินส์มันน์เป็นนักเตะในระดับโลก และในยุคสมัยนั้นฟุตบอลอังกฤษไม่ได้มีผู้เล่นใน ‘คลาส’ ระดับนี้มากมายนัก

 

การได้ดู คลินส์มันน์ เล่น จึงเป็นหนึ่งในความสุขของแฟนบอลยุคสมัยดังกล่าว เป็นนักฟุตบอลที่คู่ควรต่อการตีตั๋วเข้าไปชมเกมในสนามหรือนั่งถ่างตารอชมฟอร์มการเล่นจากการถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีโอกาส

 

จุดเด่นของคลินส์มันน์คือเซนส์ในการทำประตูที่อยู่ในระดับสุดยอดของโลก เขาทำประตูได้ทุกรูปแบบอย่างแท้จริง มีจมูกที่ไวต่อการล่าตาข่าย จนได้รับการตั้งสมญาจากผู้อาวุโสวงการข่าวลูกหนังไทยว่า ‘ฉลามขาว’ ที่หากได้กลิ่นคาวเลือดก็พร้อมตะครุบเหยื่อทันที

 

ในฤดูกาลนั้น (1994/95) เขาทำประตูได้มากถึง 30 ลูกจากการลงสนามทั้งหมด 50 นัด ก่อนจะคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ PFA ซึ่งสำหรับเจ้าตัวบอกว่านี่คือฤดูกาลที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของเขา

 

ฟุตบอลอังกฤษเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง นักเตะซูเปอร์สตาร์ โดยเฉพาะจากเซเรีย อา เริ่มสนใจอยากย้ายมามากขึ้น (หลังมีกฎบอสแมนที่ทำให้การย้ายทีมเป็นไปอย่างอิสระสำหรับนักเตะที่มีสัญชาติยุโรป) เรียกได้ว่าคลินส์มันน์เป็นผู้จุดกระแสก็ว่าได้

 

แต่ถึงทุกอย่างมันจะดีแค่ไหน เมื่อจบฤดูกาล คลินส์มันน์ ก็ตัดสินใจอำลาสเปอร์ส เพื่อกลับไปบ้านเกิดกับบาเยิร์น มิวนิคด้วยเหตุผลเดียว

 

เขาเริ่มอายุมากและอยากจะประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์เป็นเกียรติยศติดตัวให้ได้อีกครั้งก่อนจะไม่มีโอกาสอีก

 

The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของ สเปอร์ส 4

 

การจากไปของคลินส์มันน์ในวันนั้นสร้างความเสียใจให้กับแฟนสเปอร์สอย่างมาก แต่ไม่มีใครโกรธหรือเกลียดขนาดนั้น

 

ในทางตรงกันข้ามความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างกันยังคงอยู่ มันถูกเก็บซ่อนไว้อยู่ลึกๆ ระหว่างใจเสมอ

 

คลินส์มันน์ทำได้อย่างที่เขาต้องการจริง เขาได้แชมป์บุนเดสลีกากับบาเยิร์น มิวนิค ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติเยอรมนีในฟุตบอลยูโร 1996 แต่ชีวิตของเขาดูเหมือนจะไม่พบความสุขในแบบเดิมอีกเลย

 

ในปี 1997 เขาตอบรับข้อเสนอจากซามพ์โดเรียที่ทำให้ได้กลับไปเล่นในเซเรีย อา อีกครั้ง แต่ไม่มีความสุขที่นั่น และสถานการณ์นั้นนำไปสู่การย้ายทีมที่ไม่มีใครคาดคิดอีกครั้ง

 

ฤดูหนาวของปี 1997 ในช่วงเวลาที่สเปอร์สกำลังวิกฤติต้องดิ้นรนในโซนท้ายตาราง คลินส์มันน์กลับมาที่ไวท์ ฮาร์ท เลน อีกครั้งเพื่อ ‘ปิดจ็อบ’ ของเขาในแบบที่ไม่มีใครอยากเชื่อ

 

อย่างแรกคือไม่อยากเชื่อว่าคลินส์มันน์จะกลับมา

 

อย่างต่อมาคือไม่อยากเชื่อว่าในวัยโรยราเขาจะยังคงทำได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิมอีก

 

จริงอยู่ที่ผลงานของตัวเขาเองกับสเปอร์ส อาจจะไม่ได้ร้อนแรงเหมือนฤดูกาลแรกในความฝัน แต่การกลับมาของเขาที่ผนึกกำลังร่วมกับ เลส เฟอร์ดินานด์ และดาวิด ชิโนลา ช่วยทำให้สเปอร์สกลับมาเป็นทีมที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง และสุดท้ายก็สามารถพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ

 

หนึ่งในเกมที่อยู่ในความทรงจำของแฟนสเปอร์ส คือวันที่เขาระเบิดฟอร์มกดคนเดียว 4 ประตูในเกมที่พบกับวิมเบิลดัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนัดสำคัญต่อการลุ้นหนีตกชั้นของทีมในฤดูกาลนั้น (1997/98) ด้วย

 

จบฤดูกาลนั้น คลินส์มันน์ทำเหมือนเดิมคือเขาตัดสินใจไปจากสเปอร์ส

 

แต่สิ่งแตกต่างออกไปจากครั้งที่แล้วคือเขาไม่ได้ไปที่ไหนอีก คลินส์มันน์ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาลนั้น

 

การกลับมาช่วยสเปอร์สได้สำเร็จเป็นการบอกรักและบอกลากันครั้งสุดท้ายที่งดงามที่สุด

 

และนั่นทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน สเปอร์สและคลินส์มันน์ ยังมีที่ว่างพิเศษระหว่างกันและกันในหัวใจเสมอ

 

ไม่มีวันลืม

The post The White Shark เจอร์เกน คลินส์มันน์ 2 ฤดูกาลในฝันของสเปอร์ส appeared first on THE STANDARD.

]]>
จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ตอบรับเล่นให้ทีมชาติไทย มาดามแป้งประสานเอกสารทันที https://thestandard.co/soonsupbell-to-play-for-thailand/ Mon, 27 Oct 2025 12:57:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1136258 จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ตอบรับเล่นให้ ทีมชาติไทย มาดามแป้งประสานเอกสารทันที

ความเคลื่อนไหวสำคัญของทีมชาติไทยชุดใหญ่ก่อนโปรแกรม ฟีฟ่ […]

The post จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ตอบรับเล่นให้ทีมชาติไทย มาดามแป้งประสานเอกสารทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ตอบรับเล่นให้ ทีมชาติไทย มาดามแป้งประสานเอกสารทันที

ความเคลื่อนไหวสำคัญของทีมชาติไทยชุดใหญ่ก่อนโปรแกรม ฟีฟ่าเดย์ เดือนพฤศจิกายน 2568 และหลังจากที่เก้าอี้กุนซือทีมชาติไทยมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อ จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ กองหน้าลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 21 ปี จากสโมสร กริมสบี้ ทาวน์ (Grimsby Town) ในศึกลีกทู อังกฤษ ตัดสินใจตอบรับเลือกเล่นให้ทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการ

 

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประสานงานอย่างต่อเนื่องของ มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่พูดคุยกับนักเตะและต้นสังกัดมาตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา โดยทันทีที่ได้รับการยืนยันจากนักเตะ สมาคมฯ ได้ดำเนินการเรื่องเอกสารและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสัญชาติสำหรับการลงเล่นทีมชาติไทยทันที

 

ด้าน แอนโธนี ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เห็นชอบและเป็นผู้เสนอชื่อจู๊ดเข้าสู่ลิสต์ตัวเลือกด้วยตนเอง เพื่อเตรียมพิจารณาเรียกติดทีมในการแข่งขันช่วงฟีฟ่าเดย์เดือนพฤศจิกายน

 

โดยทัพ ช้างศึก มีโปรแกรมอุ่นเครื่องเปิดบ้านพบกับ สิงคโปร์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะบุกเยือน ศรีลังกา ในศึก เอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก นัดที่ 5 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

 

สำหรับ จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ เกิดที่อังกฤษ มีคุณพ่อเป็นชาวอังกฤษและคุณแม่เป็นชาวไทย เริ่มต้นอาชีพกับ เชลซี เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกในวัยเพียง 17 ปี และได้ประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ในศึกคาราบาวคัพกับ เบรนท์ฟอร์ด

 

ต่อมาในปี 2023 ย้ายไปร่วมทีม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ โดยลงเล่นให้ทีม U21 เป็นหลัก ก่อนย้ายไปค้าแข้งในสเปนกับ คอร์โดบา และล่าสุดกับ กริมสบี้ ทาวน์ โดยลงสนามไปแล้ว 8 นัดรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้

 

นอกจากนี้ จู๊ดยังเคยติดทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชน ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จนถึง 19 ปี ก่อนเลือกเส้นทางใหม่กับช้างศึก เพื่อสานฝันในเวทีทีมชาติในสีเสื้อไทยอย่างเต็มตัว

The post จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ตอบรับเล่นให้ทีมชาติไทย มาดามแป้งประสานเอกสารทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? https://thestandard.co/german-players-struggle-premier-league/ Fri, 17 Oct 2025 06:33:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1131855 ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากใน พรีเมียร์ลีก?

แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in Ger […]

The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากใน พรีเมียร์ลีก?

แต่ไหนแต่ไรมาหากขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ตีตรา ‘Made in German’ แล้วของนั้นจะถูกมองว่าเป็นของดี มีความทนทานและประสิทธิภาพในการใช้งานสูง เรียกว่าซื้อมาใช้งานการันตีไม่มีคำว่าผิดหวัง

 

เหมือนในอดีตที่แฟนลูกหนังอังกฤษได้ตื่นเต้นกับ ‘ฉลามขาว’ เจอร์เกน คลินส์มันน์​ ตำนานหัวหอกระดับพระกาฬที่ย้ายมาอยู่กับท็อตแนม ฮอตสเปอร์แบบสั้นๆ ในช่วงกลางยุค 90 ที่แม้ ‘คลินซี่’ จะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ก็ยังแสดงถึงฝีเท้าระดับสุดยอดให้เป็นที่ประจักษ์ จนเป็นที่รักและคิดถึงของแฟนสเปอร์สจนถึงวันนี้

 

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็แอบน่าสงสัยอยู่ไม่ใช่น้อยว่าทำไม๊…ทำไม ระยะหลังนักเตะชื่อชั้นดีๆที่อิมพอร์ตมาเยอรมัน ถึงดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากสักเท่าไรนักในพรีเมียร์ลีก

 

มาลองไขปริศนาไปด้วยกัน!

 

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกมีการใช้จ่ายเงินมากมายมหาศาลเกินกว่า 3,000 ล้านปอนด์ โดยที่เงินก้อนใหญ่ในนั้นเป็นการจ่ายให้กับสโมสรหลายแห่งในบุนเดสลีกา

 

ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ลิเวอร์พูลใช้เงินเกือบ 200 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัว โฟลเรียน เวียร์ตซ์ และ อูโก เอคิติเก มาเพื่อเติมเกมรุกจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน กับไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต

 

ขณะที่นิวคาสเซิลควักเงินอีก 69 ล้านปอนด์เพื่อตัดหน้าบาเยิร์น มิวนิค คว้า นิค โวลเทอมาเดอ มาจากสตุ๊ตการ์ต และสเปอร์สยอมจ่าย 51 8 ล้านปอนด์เพื่อแลกตัว ชาบี ซิมอนส์ เพลย์เมกเกอร์ดาวเด่นจากแอร์เบ ไลป์ซิก

 

เรียกได้ว่าพรีเมียร์ลีกเป็น ‘ปลายทาง’ สำหรับนักเตะฝีเท้าดีที่แจ้งเกิดเป็นดาวเด่นของลีกฟุตบอลเยอรมัน ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมามีนักเตะของดีทั้ง Import from German และ Made in German จำนวนมากที่ย้ายมาโชว์เพลงแข้งมากมาย

 

 

เปิดตำนานของดีเยอรมัน

 

หากจะย้อนไกลหน่อยนักเตะ Made in German ระดับตำนานคนแรกๆที่ได้ย้ายมาพรีเมียร์ลีกคือ เจอร์เกน คลินส์มันน์ ในฤดูกาล 1994/95 เพียงแต่ในตอนนั้นไม่ถึงกับเป็นการย้ายตรงจากเมืองเบียร์มาอยู่ในประเทศฟิชแอนด์ชิปส์โดยตรง เพราะสตาร์ทีม ‘อินทรีเหล็ก’ ย้ายมาจากโมนาโก (หลังย้ายออกจากอินเตอร์ มิลาน ลีกอันดับหนึ่งของโลกอีกที)

 

คลินส์มันน์ แม้จะอยู่กับสเปอร์สแค่ฤดูกาลเดียวในตอนแรกแต่ก็สร้างผลงานที่น่าประทับใจโดยทำไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 41 นัด

 

และแม้ว่าจะย้ายออกไปแล้วแต่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตการเล่นได้มีโอกาสกลับมาที่ไวต์ ฮาร์ต เลน อีกครั้งในสัญญายืมตัวจากซามพ์โดเรีย ในช่วงกลางฤดูกาล 1997/98 และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยทำให้สเปอร์ส ที่กำลังย่ำแย่ในเวลานั้นรอดพ้นจากการตกชั้นได้

 

ศูนย์หน้าเจ้าของสมญาฉลามขาวจึงกลายเป็น Cult hero ในใจของแฟนตราไก่มานับตั้งแต่นั้น และมีส่วนในการทำให้เกิดภาพจำ

 

ถ้าเป็นนักเตะจากเยอรมัน รับประกันว่าเป็นของดีจริง

 

 

งานคัดเกรด AAA+

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมามีนักเตะของดีเยอรมันย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกหลายต่อหลายคน

 

แฟนเชลซี คงจำกันได้กับ ‘ไกเซอร์น้อย’ มิชาเอล บัลลัค ที่ย้ายมาจากบาเยิร์น มิวนิกแบบฟรีๆ ที่แม้จะไม่ถึงกับเปรี้ยงปร้างจัดแต่ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่พอจะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในพรีเมียร์ลีก

 

แฟนแมนเชสเตอร์ ซิตีเองใครจะลืม 2 เสาหลักของทีมอย่างแวงซองต์ กอมปานีย์ และเควิน เดอ บรอยน์ โดยคนแรกเป็นนักเตะระดับสตาร์ดาวรุ่งอนาคตไกลที่ตัดสินใจเชื่อในแนวทางของแมนฯ ซิตี ย้ายจากฮัมบูร์กมาร่วมทีมในปี 2008 ทั้งๆ ที่เวลานั้นซิตี ถูกมองว่าเป็นแค่ทีมตกอับที่เผอิญได้เจ้าของใหม่เป็นเศรษฐี

 

ขณะที่ ‘KDB’ กำลังระเบิดฟอร์มเทพกับโวล์ฟสบวร์ก ก็ถูกซิตีคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2015 และเป็นคนสำคัญที่ช่วยพาทีมประสบความสำเร็จกวาดแชมป์ทุกรายการมากมาย

 

นอกจากนี้ยังมี ลีรอย ซาเน ปีกจรวดในยุคแรกของเป๊ป กวาร์ดิโอลา, ยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังระดับท็อป ไปจนถึงในปัจจุบันกับเอร์ลิง ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าระดับจอมมารก็ย้ายมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

สำหรับแฟนสเปอร์ส พวกเขาค้นพบเพชรเม็ดงามจากบุนเดสลีกาเช่นกันโดยเฉพาะจากทีมเลเวอร์คูเซน ไม่ว่าจะเป็น ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ หรือซน ฮึง-มิน ที่เป็นดาวเด่นระดับสูงสุดของสโมสร และในแนวรับก็ได้ มิกกี ฟาน เดอ เฟน ที่เป็นเสาหลักในปัจจุบันจากโวล์ฟสบวร์กเช่นกัน

 

 

ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักเตะจากเยอรมันจะประสบความสำเร็จในอังกฤษเสมอไป

 

ไม่เชื่อถามแฟนลิเวอร์พูลรุ่นลายครามได้ หากใครทันในช่วงยุคกลาง 90s คงจะพอคุ้นๆ กับชื่อของ คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเลอ, ฌอน ดันดี และเอริค ไมเยอร์ได้

 

รีดเลอ นั้นความจริงแล้วเป็นกองหน้าระดับอ๋องคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเยอรมัน เป็นส่วนสำคัญในทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยุคเรืองรองที่เคยพิชิตแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกมาได้ และในเมืองไทยเองก็จะคุ้นกันในสมญา ‘ฉลามล้อคลื่น’ ผู้โลดแล่นกลางนาวา (ความจริงคือเก่งกาจนักเรื่องลูกกลางอากาศ)

 

แต่เมื่อย้ายมาอยู่ในแอนฟิลด์ในปี 1997 รีดเลอกลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ไม่สมกับสิ่งที่เดอะ ค็อปมองหาเลย แม้ว่าจะพอได้เครดิตอยู่บ้างกับการเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับไมเคิล โอเวน น้องใหม่ที่กำลังพุ่งมาแรงเกินห้ามใจในตอนนั้น (ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่รีดเลอในวัยโรยราต้องยอมคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่า)

 

อย่างไรก็ดีความเจ็บช้ำไม่เท่ากับในรายของ ชอน ดันดี ศูนย์หน้าที่ว่ากันว่าน่าจับตามองของทีมคาร์ลสรูเออร์ เอสซี ซึ่งลิเวอร์พูลคว้าตัวมาร่วมทีมท่ามกลางความตื่นเต้น แต่กลับกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวจัดๆ

 

2 ฤดูกาลที่อยู่ในแอนฟิลด์ ดันดีได้โอกาสลงสนามเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น จืดจางจนแทบจะไม่เหลือที่ว่างในความทรงจำของใคร

 

โดยที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในปี 1996 ลิเวอร์พูลพยายามลองของจากบุนเดสลีกา โดยนำเข้าเอริค ไมเยอร์ กองหน้าเจ้าเวหาจากทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซึ่งแม้จะไม่ถึงกับล้มเหลวเท่าดันดี แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากนัก

 

ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏคล้ายๆ อังเดร โวโรนิน กองหน้าทีมชาติยูเครนที่นำเข้าจากเลเวอร์คูเซนอีกเหมือนกันที่ย้ายมาในปี 2007 แต่ก็ได้โอกาสลงเล่นน้อยนิด

 

ลิเวอร์พูลยัง ‘จั่ว’ นักเตะจากบุนเดสลีกามาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต เฟอร์มิโน, อิบราฮิมา โกนาเต, นาบี เกอิตา, ติอาโก อัลกันตารา, โดมินิก โซโบสซ์ไล, วาตารุ เอ็นโด, ไรอัน คราเฟนแบร์ก และล่าสุดคือเวิร์ตซ์ กับเอกิติเก

 

ผลประกอบการนั้นออกมาดีบ้างไม่ดีบ้างคละเคล้ากันไป

 

 

ทำไมพรีเมียร์ลีกชอบนำเข้านักเตะจากบุนเดสลีกา

 

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะที่ผ่านมานักเตะนำเข้าจากบุนเดสลีกานั้นมีราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคุณภาพ น้อยมากที่จะย้ายด้วยค่าตัวแพง และด้วยพื้นฐานของบุนเดสลีกา ถือเป็นหนึ่งในลีกระดับท็อปของยุโรปติด 1 ใน 5 อยู่แล้ว

 

ดังนั้นหมายถึงการันตีได้พอสมควรในเรื่องของคุณภาพ

 

บวกกับ ‘ประวัติ’ ที่ผ่านมาหลายสโมสรได้ของดีคุ้มราคามาจากเยอรมัน ทำให้ค่อนข้างติดใจ ไหนจะเรื่องของการเจรจาที่ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่เหลี่ยมเยอะ พูดคุยกันตรงไปตรงมา พอใจก็ขาย ไม่พอใจก็เอาไว้ก่อนไม่มีตุกติกจัด

 

เปรียบเป็นร้านค้าในตลาดก็เหมือนร้านประจำที่เชื่อมือกัน รู้ว่าไม่โดนเอาเปรียบหรือย้อมแมวขายแน่นอน

 

 

แต่ระยะหลังทำไมถึง….

 

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธได้ยากว่าในระยะหลังนักเตะที่ย้ายมาจากบุนเดสลีกา ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป

 

ภาพหลอนมันอาจจะเริ่มตั้งแต่รายของ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกตัวท็อปในเยอรมนีที่เชลซีตัดหน้าลิเวอร์พูล คว้าตัวมาได้จากไลป์ซิก ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวที่สุดตลอดกาลของทีมสิงห์น้ำเงิน

 

ภาพนั้นยิ่งถูกตอกย้ำขึ้นไปอีกในรายของ ไค ฮาเวิร์ตซ์ นักเตะระดับเพชรยอดมงกุฎของบุนเดสลีกา ที่เชลซีตัดสินใจทุ่มเงินอีกครั้งเพื่อคว้าตัวมาจากเลเวอร์คูเซน ที่ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้สมกับที่คาดหวังไว้ ยังดีที่ปล่อยไปให้อาร์เซนอลได้ในราคาโอเค (และก็ยังไม่สามารถแจ้งเกิดเต็มตัวกับกันเนอร์สได้เหมือนกัน)

 

ก่อนที่จะมาถึงรายที่โดนเพ่งเล็งอย่างหนักกับโฟลเรียน เวียร์ตซ์ ที่นับจากเกมเปิดสนามกับบอร์นมัธในเดือนสิงหาคม ซูเปอร์สตาร์เจ้าของสมญา ‘ร้อยปีจะมีสักคน’ ยังไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับลิเวอร์พูลได้เลย

 

เรื่องนี้มันเลยทำให้ดูน่าสงสัยว่าทำไม ‘ตัวท็อป’ ของบุนเดสลีกาถึงล้มเหลว

 

ความจริงย้อนกลับไปอีกนิดยังมี เจดอน ซานโช ที่น่าผิดหวังด้วยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งๆ ที่ก่อนย้ายกลับมาเล่นในบ้านเกิดคือหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดของวงการฟุตบอล ด้วยลีลาการเล่นสุดอัศจรรย์

 

คำถามทั้งหมดนี้ในเยอรมนีเองก็สงสัยเหมือนกัน

 

 

บุนเดสลีกามาตรฐานเท่าเดิม

 

ในวงการฟุตบอลเยอรมันมีการวิเคราะห์ถึงเหตุและผลว่าทำไมนักเตะจากบุนเดสลีกาหลายรายที่ควรจะไปได้ดีในพรีเมียร์ลีกถึงล้มเหลว

 

เหตุผลแรกที่มีการพูดถึงใน DW สื่อดังเมืองเบียร์คือเรื่องอิทธิพลของบาเยิร์น มิวนิค ที่สูงเกินไปและสูงมานาน เรียกว่าอยากจะซื้อใครก็ได้ทั้งนั้นในเยอรมนี ทำให้ลีกเกิดการผูกขาดยาวนาน ไม่มีการแข่งขันที่ดีพอ และทำให้บุนเดสลีกาค่อยๆอ่อนแอลงอย่างช้าๆ

 

แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือในฤดูกาลนี้บาเยิร์น โดนหักหน้าถึง 2 รายติดอย่างเวียร์ตซ์ และโวลเทอมาเดอ ที่หากเป็นปกติแล้วควรจะเลือกย้ายไปอยู่กับพวกเขาในแคว้นบาวาเรียมากกว่า แต่กลับเลือกจะย้ายไปพรีเมียร์ลีกที่ดึงดูดกว่าแทน

 

แปลว่าบาเยิร์นกำลังเสื่อม และมันคือความเสื่อมของวงการฟุตบอลเยอรมันด้วย

 

โดยนับจากปี 2022 เป็นต้นมาไม่มีสโมสรในบุนเดสลีกาคว้าแชมป์ระดับทวีปได้เลย ขณะที่ทีมชาตินั้นตกต่ำต่อเนื่องหลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ได้ที่ประเทศบราซิล คุณภาพนักเตะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในระดับที่แพ้ญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง

 

ในทางตรงกันข้ามพรีเมียร์ลีกเองก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเม็ดเงินมหาศาลในเรื่องค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด โดยบุนเดสลีกาทำเงินรายได้รวมทั้งโลกได้ 4.8 พันล้านยูโรในฤดูกาล 2023/24 น้อยกว่าพรีเมียร์ลีกที่ทำเงินได้ 7.4 พันล้านยูโรถึงเกือบ 3 พันล้านยูโร

 

เงินที่ต่างกันมากขนาดนี้มีผลอย่างมาก โดยจะสังเกตจากสโมสรในระดับรองของพรีเมียร์ลีกมีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาก สามารถดึงผู้เล่นชั้นดีเข้ามาเสริมทัพได้รวมถึงบุคลากรฟุตบอลระดับท็อป ยกระดับสู้กับทีมหัวแถวได้อย่างสนุก

 

การแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้คุณภาพของพรีเมียร์ลีกสูงขึ้นไปด้วย และน่าดึงดูดสำหรับนักเตะจากทั่วโลกที่อยากจะมาท้าทายตัวเอง และแน่นอนเงินทองรายได้ก็มากมายมหาศาลด้วยเช่นกัน

 

ฟอร์มหนืดของเวียร์ตซ์ ที่ปรับตัวกับความหนักหน่วงรวดเร็วของฟุตบอลอังกฤษไม่ได้ เป็นหนึ่งในหลักฐานคาตาที่ชัดเจน สวนทางกับฟอร์มของหลุยส์ ดิอาซ หรือแฮร์รี เคน ที่ย้ายจากลีกอังกฤษไปเป็นนักเตะเทวดาในลีกเยอรมัน (หรือแม้แต่ซานโช ในช่วงตกต่ำก็ยังฉายแววกับดอร์ทมุนด์ได้)

 

 

คำตอบสุดท้าย

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ต้องวนกลับไปที่ตัวนักเตะเอง

 

เพราะไม่ได้ใครล่วงรู้หรือการันตีได้ว่าซื้อใครแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบอีกมากมายหลายอย่าง

 

เช่นรายของโวลเทอมาเดอ สามารถแจ้งเกิดได้อย่างสวยงามกลายเป็นขวัญใจของแฟนสาลิกาดงแทนที่อเล็กซานเดอร์ อิซัคได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ก่อนมาไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะปรับตัวได้รวดเร็วและเล่นได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ก็ตาม

 

แต่แน่นอนว่าบุนเดสลีกาเองก็มีงานของพวกเขาที่ต้องรีบยกระดับคุณภาพขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะค่อนข้างชัดเจนว่ากำลังเป็นรองลาลีกา หรือเซเรีย อาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ว่าแต่มีนักเตะจากเยอรมันคนไหนที่คิดถึงและโผล่มาในความทรงจำกันบ้างไหม?

 

อ้างอิง:

The post ทำไมนักเตะ ‘Made in German’ ช่วงหลังถึงแจ้งเกิดยากในพรีเมียร์ลีก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาเนียล เลวี ก้าวลงจากตำแหน่งในทีมสเปอร์ส หลังอยู่มาเกือบ 25 ปี https://thestandard.co/daniel-levy-spurs-departure/ Fri, 05 Sep 2025 01:18:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1115641 daniel-levy-spurs-departure

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ดาเนียล เลวี ตั […]

The post ดาเนียล เลวี ก้าวลงจากตำแหน่งในทีมสเปอร์ส หลังอยู่มาเกือบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
daniel-levy-spurs-departure

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ดาเนียล เลวี ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริหารของสโมสรอย่างเป็นทางการ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา 

 

ตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปีที่ เลวี บริหารสโมสร สเปอร์ส มีพัฒนาการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลงเล่นฟุตบอลยุโรปถึง 18 จาก 20 ฤดูกาลหลังสุด การลงทุนในศูนย์ฝึกเยาวชนและสนามซ้อมระดับโลก ไปจนถึงการสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ และล่าสุดกับความสำเร็จในศึกยูโรปา ลีก

 

สโมสรยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยได้มีการแต่งตั้งทีมบริหารชุดใหม่ในช่วงที่ผ่านมา อาทิ วินัย เวนกาเตชาม เป็น CEO, โธมัส แฟรงค์ เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาย, มาร์ติน โฮ คุมทีมหญิง และ ปีเตอร์ แชร์ริงตัน ขึ้นแท่นประธานกรรมการอิสระคนใหม่

 

เลวี่ กล่าวอำลาผ่านแถลงการณ์ว่า “ผมภูมิใจอย่างมากกับสิ่งที่เราสร้างร่วมกันตลอด 25 ปี ทั้งทีมงาน, นักเตะ และแฟนบอล เราได้ทำให้สโมสรแห่งนี้ก้าวขึ้นสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกฟุตบอล รวมถึงสร้างชุมชนแห่งสเปอร์สขึ้นมา”

 

อ้างอิง

The post ดาเนียล เลวี ก้าวลงจากตำแหน่งในทีมสเปอร์ส หลังอยู่มาเกือบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 https://thestandard.co/premier-league-2025-transfer-grades/ Tue, 02 Sep 2025 10:43:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1114649 เกรดตลาดนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2025

หัวข้อในเนื้อหานี้   อาร์เซนอล เชลซี  แมนฯ ซิ […]

The post ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกรดตลาดนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2025

 

3,087 ล้านปอนด์ (1.34 แสนล้านบาท) คือยอดจำนวนเงินสุทธิคร่าวๆ ที่ 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกใช้จ่ายกันในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูร้อนของปี 2025

        

โดยในวันที่ 31 สิงหาคม หรือหนึ่งวันก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง ยอดการใช้จ่ายอยู่ที่ 2,730 ล้านปอนด์ ซึ่งก็นับว่ามากมายมหาศาลอยู่แล้ว

 

แต่ในวันสุดท้ายของเส้นตายการย้ายทีม (Deadline day) มีการย้ายทีมกันในแบบ “ฝุ่นตลบ” พอสมควร นำโดย อเล็กซานเดอร์ อิซัค ที่ย้ายจากนิวคาสเซิล มาอยู่กับลิเวอร์พูล (สักที!) ด้วยราคา 125 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของอังกฤษ

 

ตัวเลขการย้ายทีมทะลุหลัก “3 พันล้าน” เป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย และมากกว่าตัวเลขการซื้อขายปีก่อนที่ค่อนข้างซบเซา ที่ 1.96 พันล้านปอนด์มากทีเดียว

 

เหตุผลหลักนั้นเป็นเพราะแต่ละทีมถอดบทเรียนจากฤดูกาลที่แล้วและพยายามที่จะเสริมกำลังในจุดที่ยังอ่อนหรือมีปัญหาอยู่ เพราะเห็นได้ชัดว่าการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาทวีความเข้มข้นอย่างมาก และคาดว่าจะยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกในฤดูกาลนี้ (แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็แพ้ให้ดู 2 นัดติดแล้ว…)

 

ว่าแต่วันนี้อยากชวนกันมาโฟกัสกันที่กลุ่ม “Big Six” หรือ 6 ทีมท็อปของอังกฤษที่เสริมทัพกันแบบน่าสนใจ

 

ถ้าเราจะให้คะแนนการเสริมทัพของแต่ละทีมกันดู คิดว่าทีมใหญ่เหล่านี้ควรจะได้คะแนนกันสักกี่คะแนน? 

 

 

อาร์เซนอล (เกรด A)

 

ความผิดหวังจากการเป็นรองแชมป์ติดต่อกัน 3 ฤดูกาลทำให้อาร์เซนอล ต้องการที่จะก้าวข้ามกำแพงสูงไปสู่การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้ และนั่นทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขามีการเสริมทัพผู้เล่นตัวหลักถึง 8 รายด้วยกัน

 

ยกเครดิตให้กับ อันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่จากแอตเลติโก มาดริด ที่มารับช่วงต่อจากเอดู ตำนานสโมสรที่ประกาศอำลาตำแหน่งไปในฤดูกาลที่แล้ว ที่สามารถดึงนักเตะฝีเท้าดีมาอุดจุดอ่อนได้ครบถ้วนทั้งหมด

 

เริ่มจากจุดใหญ่อย่างศูนย์หน้าที่ตามหามานาน ก็ใช้ความพยายามจนสามารถคว้าตัววิคเตอร์ ยอเคอเรส มาจากสปอร์ติง ลิสบอนได้สำเร็จ เช่นกันกับการเสริมแนวรุก 2 ฝั่งเพิ่มด้วยผู้เล่นอย่าง โนนี มาดูเอเก ตัวริมเส้นที่เอาไว้ทดแทนกับบูกาโย ซากา และเอเบเรชี เอเซ เพลย์เมคเกอร์ที่คาดว่าจะประจำการฝั่งซ้ายแทนที่ของกาเบรียล มาร์ติเนลลี หรือปั้นเกมแทนมาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีมในยามจำเป็น

 

อาร์เซนอลยังได้ “ตัวแรร์” อย่างมาร์ติน ซูบิเมนดี กองกลางห้องเครื่องดีกรีทีมชาติสเปน มาจากเรอัล โซเซียดัด ที่ไม่เคยยอมย้ายไปทีมไหนมาก่อน (ปีกลายก็เทลิเวอร์พูลแบบหน้าชา) มาคุมแดนกลาง

 

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีทั้งตัวประสบการณ์สูงอย่างคริสเตียน นอร์การ์ด กองกลางสายบู๊, เคปา ประตูที่เคยแพงที่สุดในโลก และดาวรุ่งอย่างคริสเตียน มอสเกรา และคนสุดท้ายคือปิเอโร ฮินคาปิเอเข้ามาเสริมทัพอีกคน

 

ในภาพรวมต้องบอกว่าเป็นการเสริมทัพที่ตอบโจทย์ครบทุกจุด แม้จะมีข้อสังเกตบ้างว่าในรายของยอเคอเรส, ซูบิเมนดี หรือเอเซ ที่เป็นการเซ็นสัญญา “บิ๊กดีล” นั้นเป็นนักเตะที่อายุ 26-27 ปี อายุการใช้งานอาจจะไม่มากเท่าดาวรุ่ง แต่ก็สะท้อนว่าอาร์เซนอลขอเน้นตัวที่ใช้งานได้เลยไม่ต้องรอปั้นเยอะ เพราะความสำเร็จต้องมาแล้วในฤดูกาลนี้

 

ขณะที่ฝั่งขาออกนั้นนอกจากโธมัส ปาร์ตีย์, จอร์จินโญ ที่หมดสัญญาแล้ว จะเป็นกลุ่มตัวสำรองอย่าง ยาคุบ คิวิออร์, นูโน ตาวาเรส, มาร์ควินญอส และโอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก ที่ได้เงินกลับเข้าสโมสรไม่เท่าไร

 

🗣 ความเห็นประกอบ: แก้ปัญหาทุกจุดแบบเน้นๆ ไม่มีเหนียม เน้นคุณภาพควบคู่ปริมาณ

 

 

เชลซี (เกรด B)

 

นับตั้งแต่ทอดด์ โบลีย์ และกองทุน Clearlake Capital เทคโอเวอร์กิจการเชลซีต่อจากโรมัน อบราโมวิช ดูเหมือนสโมสรดังจากลอนดอนแห่งนี้จะกลายเป็นตำราวิชา Modern Football Business ไปแล้ว

 

เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการหาช่องโหว่ด้วยการ Amortisation ผ่านสัญญาระยะเวลาหลายปี หรือการแปรรูปสินทรัพย์ของสโมสร เช่น โรงแรม หรือทีมฟุตบอลหญิงขายออกมาให้บริษัทในเครือของตัวเองเพื่อตกแต่งบัญชีให้ไม่ผิดกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) แล้ว

 

ในเรื่องโมเดลการซื้อขายผู้เล่นของเชลซี เวลานี้เริ่มชัดเจนว่าไม่ธรรมดา เพราะการซื้อผู้เล่นเข้ามาเป็นจำนวนมากในทุกปีนั้น กลับพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นการซื้อมั่วซั่วขนาดนั้น เมื่อพวกเขาทำรายได้กลับมาจากการขายนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานกลับมาได้เงินเป็นจำนวนมากในระดับเป็นแชมป์ของการซื้อขายเลยทีเดียว

 

หัวใจสำคัญคือเชลซีจะเลือกซื้อผู้เล่นที่แววดี พอมีชื่อเสียง อายุน้อย โดยจะเสนอสัญญาระยะยาวเพื่อมัดใจในเรื่องของความมั่นคง (ซึ่งนักฟุตบอลชอบ) โดยที่หากลองแล้วไม่เวิร์คก็จะไม่มีการเก็บไว้ให้รกบ้าน แต่จะเปิดท้ายขายกันแบบชัดเจน ทำให้มีอัตราการ Turnover ในทีมค่อนข้างสูงและเร็วมาก

 

ฤดูร้อนนี้เชลซีเสริมนักเตะเข้ามาหลายราย แต่ที่สังเกตได้คือไม่มีใครที่อายุเกิน 23 ปีเลยแม้แต่คนเดียว. คนที่อายุมากที่สุดคือ ชูเอา เปโดร กองหน้าจากไบรตันที่อายุ 23 ปี รองลงมาคือ เลียม ดีแลป, อเลฮานโดร การ์นาโช, เจมี กิตเทนส์, ดาริโอ เอสซูโก ไปจนถึง โจเรลล์ ฮาโต และเอสเตเวา

 

ถามว่านักเตะเหล่านี้เสริมทัพให้เชลซีแกร่งขึ้นขนาดนั้นจริงไหม? คนเดยวที่พอจะบอกแบบนั้นได้คือชูเอา เปโดร ที่กลายเป็นสตาร์ของทีมอย่างรวดเร็ว แต่นอกเหนือจากนั้นเป็นเหมือนการช้อนซื้อเอาไว้ลงทุนมากกว่า 

 

🗣 ความเห็นประกอบ: ในเชิงธุรกิจอาจจะตอบโจทย์ แต่ทีมที่จะประสบความสำเร็จในสนามต้องการนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่านี้

 

 

 

แมนฯ ซิตี (เกรด C)

 

ความล้มเหลวในระดับ “พังพาบ” ของแมนฯ ซิตี ในฤดูกาลที่แล้วทำให้มีการคาดกันว่าพวกเขาจะกลับมาเสริมทัพในระดับ “ถ่ายเลือด” 

 

แต่ความเป็นจริงแล้วแมนฯ ซิตี เปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนักโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวพวกเขาได้ผู้เล่นมาแล้วบางส่วน อย่าง โอมาร์ มามูช, นิโค กอนซาเลซ, อับดูโคดีร์ คูชานอฟ 

 

เมื่อถึงฤดูร้อนแมนฯ ซิตี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญอย่างผู้อำนวยการสโมสรจาก ซิกิ เบกิริสไตน์ มันสมองที่ช่วยสร้างทีมมาตั้งแต่ช่วงแรกของการเทกโอเวอร์สโมสร มาเป็นฮูโก วิอานา อดีตผู้อำนวยการสโมสรสปอร์ติง ลิสบอน มีการเสริมทัพเฉพาะบางจุดที่จำเป็นเท่านั้น

 

นักเตะที่ถูกดึงเข้ามาอย่าง ทิยานี ไรน์เดอร์ส, รายาน เอต-นูรี และรายาน เชร์กี รวมถึง เจมส์ แทรฟฟอร์ด ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟนๆ พอสมควร เพียงแต่ทีมยังคงมีปัญหาซึ่งสะท้อนจากการพ่ายแพ้ 2 นัดติดต่อกันต่อสเปอร์ส และไบรตัน

 

สตาร์คนสุดท้ายที่ถูกดึงตัวมาคือ จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา ที่มาแทนที่เอแดร์สัน อดีตประตูมือ 1 นอกจากนี้ทีมยังเสีย เควิน เดอ บรอย ที่หมดสัญญาและยอมปล่อยตัว แจ็ก กรีลิช ที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมแต่กลับไปทำผลงานได้โดดเด่นกับเอฟเวอร์ตันแทน

 

ในภาพรวมแล้วฤดูร้อนนี้ของแมนฯ ซิตี น่าผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงศักยภาพของทีมและปัญหาภายในทีมที่ดูเหมือนมันสมองของเป๊ป กวาร์ดิโอลา อย่างเดียวก็เริ่มจะตันแล้วเหมือนกัน

 

🗣 ความเห็นประกอบ: อย่างน้อยควรดึงสตาร์ในระดับท็อปมาเชิดหน้าชูตาชุบชูใจกันบ้าง 

 

 

แมนฯ ยูไนเต็ด (เกรด D)

 

หลังปีแห่งหายนะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด สิ่งที่แฟนปีศาจแดงทั่วโลกอยากเห็นคือความตั้งใจจริงที่จะหาทางกลับมาตั้งหลักเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเสริมทัพที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาให้กับทีมได้จริงหรือไม่?

 

เพราะในขณะที่ปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของรูเบน อโมริม นั้นสามารถชี้ไปได้ทุกจุดตั้งแต่แดนหน้ายันผู้รักษาประตู แต่นักเตะหลักที่ถูกเสริมเข้ามากลับโฟกัสไปที่ 3 ตำแหน่งในแดนหน้า

 

ถามว่า มาเธอุส คุนญา, ไบรอัน เอ็มเบอโม หรือเบนจามิน เซสโก้ เป็นการเสริมทัพที่น่าตื่นเต้นไหม? ก็ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นพอสมควร 2 คนแรกเป็นผู้เล่นระดับสตาร์ของพรีเมียร์ลีกที่พิสูจน์ผลงานมาแล้วว่ายอดเยี่ยมขนาดเล่นให้กับสโมสรระดับรองอย่าง วูล์ฟส์ และเบรนท์ฟอร์ด

 

ขณะที่เซสโก คือหนึ่งในศูนย์หน้าที่ร้อนแรงและมีอนาคตน่าจับตามองมากที่สุดของยุคที่ทีมคู่แข่งอย่าง อาร์เซนอล หรือลิเวอร์พูลเองก็เคยหมายปองเช่นกัน 

 

แต่การทุ่มเงิน 200 ล้านปอนด์เพื่อแก้ปัญหาแค่จุดเดียว ไม่สามารถกลบปัญหาในจุดอื่นได้อีก โดยเฉพาะพื้นที่ตรงกลางสนามที่อโมริมไม่มีกองกลางที่ลงตัวในบทบาทห้องเครื่อง ทั้งบรูโน เฟอร์นันเดส, คาเซมิโร หรือมานูเอล อูการ์เต พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่เวิร์ก

 

ขณะที่วิงแบ็กสองข้าง พาทริก ดอร์กู, ดีโอโก ดาโลต์ ก็ไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่อาหมัด ดิยาลโล ที่เป็นดาวเด่นของทีมในฤดูกาลที่แล้วก็เริ่มฟอร์มดรอปสูญเสียความเฉียบคมและความมั่นใจเพราะไม่รู้ว่าควรจะเล่นตรงไหนกันแน่

 

สุดท้ายก่อนตลาดซื้อขายจะปิดตัวลง แมนฯ ยูไนเต็ดเลือกแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างผู้รักษาประตูโดยเลือก แซนน์ ลัมเมนส์ ประตูดาวรุ่งจากเบลเยียม มากกว่าเอมิเลียโน มาร์ติเนซ ประตูระดับดีกรีแชมป์โลกของแอสตัน วิลลา ด้วยเหตุผลค่าเหนื่อยที่สูงกว่า

 

ในส่วนของการ “กำจัด” ผู้เล่นส่วนเกิน โดยเฉพาะในกลุ่ม “Bomb squad” ที่อโมริมต้องการเขี่ยให้พ้นทีม ถ้ามองว่าจัดการตะเพิดไปได้เกือบหมด (ยกเว้นไทเรลล์ มาลาเซีย ที่ไม่มีใครเอา) ก็ถือว่าสำเร็จ เขี่ยออกจากทีมได้

 

แต่ถ้ามองผลประกอบการที่ได้รับกลับมา ไม่ว่าจะรายของมาร์คัส แรชฟอร์ด, อเลฮานโดร การ์นาโช, ราสมุส ฮอยลุนด์, แอนโธนี และจาดอน ซานโชแล้ว ก็ต้องบอกว่า “เจ๊งยับ” ทุกตัว ซึ่งก็เป็นผลจากการจัดการของอโมริมเองที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

 

แมนฯ ยูไนเต็ด เสียโอกาสสำคัญที่จะวางรากฐานทีมใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย และอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายรอบตลาดกว่าที่จะจัดการสะสางปัญหาได้หมด

 

🗣 ความเห็นประกอบ: เสริมทัพเหมือนจะดีแต่ควรจะทำได้ดีกว่านี้มาก ต้องศึกษาจากคู่แข่งอีกเยอะ

 

 

ลิเวอร์พูล (เกียรตินิยมเหรียญทอง)

 

นี่ไม่ใช่แค่ตำนานของตลาดการซื้อขาย แต่เป็นตำราระดับ Harvard Business School ได้เลยสำหรับลิเวอร์พูลในตลาดการซื้อขายรอบฤดูร้อน 2025

 

เพราะหลังจากที่เก็บตัวเงียบแทบไม่เสริมทัพเลยในรอบหลายตลาดที่ผ่านมา (ฤดูร้อนที่แล้วเสริมแค่ เฟเดริโก คิเอซา ก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง) ในฤดูร้อนนี้ลิเวอร์พูลเดินหน้าเสริมทัพแหลก ที่สำคัญเป็นการเสริมทัพที่โดดเด่นคว้าผู้เล่นในระดับ “The Best” แทบทุกตำแหน่งเลยทีเดียว

 

การจุดประกายครั้งใหญ่คือการได้ตัว ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เพชรเม็ดงามวงการฟุตบอลเยอรมันมาจากเลเวอร์คูเซน ที่เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่าลิเวอร์พูล “เปลี๊ยนไป๋”​ พร้อมจ่ายเงินเพื่อคว้าสตาร์ระดับหัวแถวมาเสริมทีม 

 

ก่อนที่จะเปิดเกม “Power Play” กับนิวคาสเซิล ด้วยการหยั่งเชิงสอบถามความเป็นไปได้ในการซื้ออเล็กซานเดอร์ อิซัค เป้าหมายหลักของทีม ซึ่งเมื่อถูกปฏิเสธในครั้งแรกทำให้ไปคว้าตัวฮูโก เอคิติเกที่นิวคาสเซิลกำลังเจรจาอยู่มาทันที (แต่ในเบื้องหลังลิเวอร์พูล ยืมมือนิวคาสเซิลเปิดเจรจากับแฟรงค์เฟิร์ตก่อน) 

 

สุดท้ายหลังใช้ความอดทนอยู่นานก็ได้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค มาจากนิวคาสเซิลก่อนตลาดปิดด้วยสถิติใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษอีกคน ทำให้จิ๊กซอว์ในแนวรุกถือว่าครบถ้วน ทดแทนการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่จากการจากไปของดีโอโก โชตาในเชิงของผู้เล่นได้ (แต่ในเชิงความสูญเสียทางจิตใจไม่อาจประเมินได้)

 

ลิเวอร์พูลยังได้ฟูลแบ็กระดับท็อปอย่างมิลอส เคอร์เคซ รวมถึงเจเรมี ฟริมปง มาเป็นมิติใหม่ของทีม รวมถึงจิโอวานนี เลโอนี ปราการหลังอนาคตไกลของวงการฟุตบอลอิตาลีที่ดึงมาจากปาร์มา เพื่อทดแทนจาเรลล์ ควานซาห์ ที่ย้ายออกไป และได้ประตูมาใหม่อีก 3 คน คือ จอร์จี มามาร์ดาชวิลี, เฟร็ดดี วูดแมน และอาร์มิน เพคซี

 

อย่างไรก็ดีในฝั่งขาออก ก็ต้องบอกว่าลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนแปลงมาก สูญเสียผู้เล่นสำคัญของทีมอย่าง หลุยส์ ดิอาซ, ดาร์วิน นูนเยซ, ควีนวิน เคลเลเฮอร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และจาเรลล์ ควานซาห์ รวมถึงกลุ่มตัวสำรองที่ไว้ใจได้อย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, คอสตัส ซิมิกาส, เบน โด๊ก และไทเลอร์ มอร์ตัน

 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมคือ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ในฐานะผู้อำนวยการสโมสรที่รับผิดชอบการเจรจาซื้อขายหาเงินกลับมาได้จากกลุ่มนักเตะเหล่านี้ได้มากกว่า 200 ล้านยูโร ทำให้แม้จะใช้จ่ายเกิน 400 ล้านยอด Net spend ก็แค่หลัก 200 ล้านเท่านั้น โดยที่อย่าลืมว่าลิเวอร์พูลมีรายรับเพิ่มขึ้นมหาศาล จากเงินรางวัล (แชมป์พรีเมียร์ลีก, เข้ารอบน็อกเอาต์แชมเปียนส์ลีก), รายได้สปอนเซอร์ใหญ่รายใหม่ Adidas และที่ผ่านมาก็แทบไม่ได้ใช้เงินเลย

 

แอบเสียดายที่มันควรจะเป็นตลาดที่สมบูรณ์แบบตลอดกาลหากพวกเขาได้ มาร์ค เกอี กองหลังระดับเสาหลักทีมชาติอังกฤษมาจากคริสตัล พาเลซอีกราย ซึ่งน่าเสียดายที่ดีลล้มในช่วงสุดท้ายก่อนตลาดจะปิดตัวลงก่อน

 

แต่แค่นี้ก็ต้องบอกว่านี่คือซัมเมอร์ที่น่าจดจำที่สุดของแฟนลิเวอร์พูล ที่อาจจะไม่ชินนักกับความเป็นเจ้าบุญทุ่มของทีม แต่ถ้ามองให้ดีเป็นการซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล รวมถึงข้อมูล ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกอย่างเดียว ซึ่งมาจากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างทุกฝ่ายของสโมสร

 

มันอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับแต่งทีมบ้างสำหรับอาร์เนอ สล็อต แต่สำหรับแฟนลิเวอร์พูลพวกเขากำลังตื่นเต้นเหมือนรอดูการ์ตูนช่อง 9 ที่หน้าจอประมาณนั้นเลย

 

🗣 ความเห็นประกอบ: ริชาร์ด ฮิวจ์ส แก้ตัวจากปีกลายและกลายเป็นตำนานอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ปีเดียวด้วยผลงานระดับ Masterpiece ของวงการ

 

 

 

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ (เกรด B)

 

ถึงผลงานในฤดูกาลที่แล้วจะไม่ดีนักแต่สเปอร์สยังคงเป็นทีมในกลุ่ม Big Six ที่มีแฟนจำนวนมาก และความเคลื่อนไหวในรอบตลาดฤดูร้อนของพวกเขาก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

 

อย่างแรกคือการคว้าตัวกุนซือมือดีภาพลักษณ์หล่ออย่าง โธมัส แฟรงค์ มาร่วมทีมจากเบรนต์ฟอร์ดได้สำเร็จ (แม้จะมีราคาที่ต้องจ่ายก็เถอะ) โดยกุนซือเลือดเดนส์มาแทนที่ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ที่ถึงจะทำตามคำพูด “คว้าแชมป์ในปีที่ 2” ได้สำเร็จ แต่ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาเลวร้ายเกินไปในภาพรวม

 

สิ่งที่ทำให้แฟนสเปอร์สประหลาดใจคือหลังการได้แฟรงค์มาคุมทัพ ดาเนียล เลวี ที่ปกติควักกระเป๋ายากกลับเอาใจด้วยการซื้อผู้เล่นเข้ามาหลายราย

 

ไม่ว่าจะเป็น โมฮัมเหม็ด คูดุส, มาธิส เทล, เควิน ดานโซ และชูเอา ปาลินญา (ยืมตัว) ก่อนที่จะได้ซาวี ซิมอนส์ กับแรนดอลล์ โคโล มัวนี (ยืมตัว) มาก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง โดยที่ยังไม่นับโคตะ ทาคาอิ กองหลังอนาคตไกลทีมชาติญี่ปุ่นอีกคนด้วย

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความล้มเหลวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว แต่ทีมดันคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้ทำให้ได้สิทธิ์ลงแข่งแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นโอกาสในการโกยรายได้สำคัญ ทำให้มีการอนุมัติงบประมาณในการเสริมทัพมากจนแอบคิดว่าปอสเตโคกลู จะน้อยใจหรือไม่

 

อีกส่วนคือการเสียซนฮึงมินกัปตันทีมที่ตัดสินใจอำลาทีมเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแอลเอเอฟซี ทำให้ทีมต้องหาคนที่จะมาเป็นดาวเด่นคนต่อไป ซึ่งก็นำมาสู่ดีลของคูดุส และซิมอนส์นั่นเอง

 

🗣 ความเห็นประกอบ: จริงๆก็ถือว่าซื้อตัวดีพอสมควรเลย แค่อาจจะไม่หวือหวาเท่านั้นเองเมื่อเทียบกับอาร์เซนอลหรือลิเวอร์พูล แต่การได้ปาลินญามาเสริมแดนกลางนี่อารมณ์เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว

The post ทีมไหนปัง ทีมไหนพัง? เปิดผลสอบตลาดนักเตะ ‘Big Team’ พรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Spurs Reborn หรือโธมัส แฟรงค์ ทำให้แฟนไก่กล้าฝันอีกครั้ง? https://thestandard.co/spurs-reborn-thomas-frank/ Sun, 24 Aug 2025 05:34:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1110567

ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ที่เอติฮัด สเตเดียม ไม […]

The post Spurs Reborn หรือโธมัส แฟรงค์ ทำให้แฟนไก่กล้าฝันอีกครั้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ที่เอติฮัด สเตเดียม ไม่เพียงทำให้ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์เก็บคลีนชีตติดต่อกันสองนัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ แต่ยังทำให้กุนซือคนใหม่อย่าง โธมัส แฟรงค์ ได้ใจแฟนบอลไปเต็มๆ หลังเจ้าตัวเอ่ยปากว่า “กำลังตกหลุมรักสเปอร์ส” และเชื่อว่าบรรดาสาวกไก่เดือยทองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

 

แม้ซีซันก่อน สเปอร์สเพิ่งคว้าแชมป์ยูโรปาลีกในยุคของ อังเก้ ปอสเตโคกลู แต่บรรยากาศภายในสโมสรก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกเขาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 ของตาราง แถมยังเผชิญกระแสต่อต้านประธานสโมสร แดเนียล เลวี อย่างหนัก

 

ทว่า การตัดสินใจดึงแฟรงค์จากเบรนท์ฟอร์ดเข้ามากลับกลายเป็น การเสริมทัพที่ดีที่สุดของทีมเสียด้วยซ้ำ

 

เพราะแม้สเปอร์สจะถูกมองว่าล้มเหลวในตลาดนักเตะ คว้ามาได้เพียง โมฮัมเหม็ด คูดุส (50 ล้านปอนด์) และ เจา ปาลินญา (ยืมจากบาเยิร์น มิวนิก) ขณะที่ดีลใหญ่ๆ อย่าง มอร์แกน กิ๊บส์-ไวต์ และ เอเบเรชี เอเซ่ ล่มไม่เป็นท่า แถมยังต้องปล่อยกัปตันทีม ซน ฮึง-มิน ออกไปหาความท้าทายใหม่ และต้องเจอข่าวร้ายจากอาการบาดเจ็บยาวของ เจมส์ แมดดิสัน

 

แต่แฟรงค์กลับพาทีมออกสตาร์ทได้อย่างมั่นใจ ด้วยการผสมผสานรายละเอียดเชิงแท็กติกที่เข้มข้น เข้ากับอิสระในเกมรุกของผู้เล่น ซึ่งต่างกันอย่างชัดเจนจากยุคปอสเตโคกลู ที่มักยึดติดกับปรัชญา ‘เราเล่นแบบนี้เสมอ’ จนถูกวิจารณ์ว่าขาดความยืดหยุ่นเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่หลากหลาย

 

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในยุคของโธมัส แฟรงค์ คือความยืดหยุ่นทางแท็กติกที่ทีมแสดงออกมาในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลนี้

 

สองเกมแรกในพรีเมียร์ลีก แฟรงค์เลือกใช้ 4-3-3 ยามเจอกับเบิร์นลีย์เพื่อครองเกมรุก แต่หันไปเน้นเกมรับด้วยการส่ง เจา ปาลินญา และ โรดริโก เบนทานกูร์ ลงยืนคู่กลางในเกมบุกเยือนแมนฯ ซิตี้ เพื่ออุดช่องโหว่ตรงกลางสนาม ผลลัพธ์คือเก็บคลีนชีตพร้อมชัยชนะที่เอติฮัด สิ่งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมใดก็ตาม…แต่พวกเขาทำได้

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง แฟรงค์ยังโชว์วิสัยทัศน์ด้วยการปรับเป็น 3-5-2 เพื่อปิดพื้นที่แนวรุกของคู่แข่งโดยเฉพาะ การตัดสินใจที่เด็ดขาดและกล้าหาญเหล่านี้ ทำให้เห็นชัดว่าเขาแตกต่างจากอังเก้ ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องความดื้อแพ่งทางแท็กติก

 

และหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จคือ ปาลินญา มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกส ที่เข้ามายกระดับแดนกลางทันที เกมชนะแมนฯ ซิตี้ เขาคว้ารางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ จากการชนะดวลถึง 8 ครั้ง และแท็กเกิลสำเร็จมากที่สุดในสนาม (4 ครั้ง) ไม่เพียงเพิ่มพลังเกมรับ แต่ยังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่แฟรงค์ต้องการเพื่อปลดล็อกให้สเปอร์สกลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะ

 

อย่างไรก็ตาม นี่เพิ่งเป็นเพียง 2 เกมแรกของพรีเมียร์ลีก ยังเร็วเกินไปที่จะฟันธงว่า โธมัส แฟรงค์ จะพาสเปอร์สกลับมาลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ได้หรือไม่ในบั้นปลายฤดูกาล

 

แต่สิ่งที่พิสูจน์แล้วชัดเจนคือ การแก้เกมเฉียบคม, ความเข้มข้นทางแท็กติก และการสื่อสารที่ทำให้นักเตะเชื่อมั่น ล้วนเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าไก่เดือยทองกำลังมาถูกทาง

 

คำถามสำคัญคือ เมื่อฤดูกาลยาวออกไป 38 เกมเต็ม พร้อมความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บและความกดดันของโปรแกรมอันถี่ยิบ แฟรงค์จะยังคงรักษาพลังบวกและความยืดหยุ่นนี้ไว้ได้หรือไม่?

 

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้คือ แฟนสเปอร์สกลับมามีความหวังใหม่ และอาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขากล้าที่จะฝันไกลเกินกว่าแค่การจบท็อปโฟร์…

The post Spurs Reborn หรือโธมัส แฟรงค์ ทำให้แฟนไก่กล้าฝันอีกครั้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกนอร์ทลอนดอน..นอกสนาม! 3 เหตุผลที่ อาร์เซนอล เร่งปาดหน้าสเปอร์ส เซ็น เอเซ่ https://thestandard.co/opinion-arsenal-spurs-and-eze/ Thu, 21 Aug 2025 04:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1109597

เดิมที…สิ่งที่เรียกว่า ‘ศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี’ คือหนึ่งใ […]

The post ศึกนอร์ทลอนดอน..นอกสนาม! 3 เหตุผลที่ อาร์เซนอล เร่งปาดหน้าสเปอร์ส เซ็น เอเซ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดิมที…สิ่งที่เรียกว่า ‘ศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี’ คือหนึ่งในเกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น และศักดิ์ศรีระหว่างสองสโมสรอริตลอดกาลอย่าง อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

 

แต่ล่าสุด ความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ได้ลุกลามออกไปไกลเกินกว่าสนามแข่งขัน เมื่อตลาดนักเตะกลายเป็นเวทีใหม่ของการห้ำหั่น หลังจาก อาร์เซนอล ลงมือชิงตัดหน้า “ไฮแจ็ก” ดีลของ เอเบเรชี เอเซ่ แนวรุกฟอร์มร้อนแรงจาก คริสตัล พาเลซ ที่กำลังอยู่ในอ้อมแขนของสเปอร์ส

 

ดีลนี้ไม่เพียงทำให้แฟนไก่เดือยทองต้องเจ็บแสบ แต่ยังทำให้ความบาดหมางของสองทีมยิ่งเดือดระอุขึ้นไปอีกขั้น …

 

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ ‘เดอะ กันเนอร์ส’ เร่งเครื่องปิดดีล เอเซ่ ในเวลานี้?

 

และการแย่งชิงครั้งนี้กำลังสะท้อนอะไรในศึกนอร์ทลอนดอนนอกสนามบ้าง?

 

🔥 ทำไมต้องเป็นเอเซ่?

 

สำหรับ เอเบเรชี เอเซ่ นี่คือจังหวะที่พีคที่สุดของอาชีพค้าแข้ง ในวัย 27 ปี คือช่วงที่นักฟุตบอลกำลังสุกงอม ทั้งเรื่องพละกำลัง ประสบการณ์ และความเข้าใจเกมในสนาม

 

แม้เขาอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแข้ง ‘พรสวรรค์เหนือใคร’ แบบที่โลกต้องยกย่อง แต่ผลงานที่เพิ่งฝากไว้ในฤดูกาล 2024/25 คือเครื่องพิสูจน์ชัดเจน 14 ประตูในพรีเมียร์ลีก บวกกับบทบาทสำคัญในการพา คริสตัล พาเลซ โค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และคว้าแชมป์เอฟเอคัพ รายการแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

 

สิ่งที่ทำให้ เอเซ่ น่าสนใจยิ่งกว่าสถิติคือ ‘ความยืดหยุ่น’ เขาสามารถปรับเล่นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก ปีก หรือกองหน้าตัวต่ำ ซึ่งคุณสมบัตินี้ตรงใจ มิเกล อาร์เตตา อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ อาร์เซนอล เพิ่งเสีย ไค ฮาแวร์ตซ์ จากอาการบาดเจ็บหัวเข่า ที่ส่งผลให้แผนการโจมตีขาดความลื่นไหลไปมาก

 

แทนที่ อาร์เตตา จะหาทางออกด้วยการโรเตชั่นนักเตะแก้ขัดระยะสั้น แต่รอบนี้เขากลับเลือก ทุ่มทุนมหาศาล เพื่อคว้าคนที่เข้ามายกระดับทีมได้ทันที การเดินเกมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเสริมทัพธรรมดา แต่คือการส่งสัญญาณออกไปแบบชัดเจนว่า ฤดูกาลนี้ อาร์เซนอล จะไม่ยอมพลาดอีกแล้ว

 

🔥การเจรจาแบบไวเหนือแสง

 

แม้ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักรายงานตรงกันว่า ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส คือทีมที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดกับการได้ลายเซ็น เอเบเรชี เอเซ่ หลังเดินหน้าเจรจากับ คริสตัล พาเลซ อย่างต่อเนื่อง โดยหวังจะปิดดีลสำคัญเพื่อเสริมทีมให้ทันก่อนตลาดซัมเมอร์ปิดตัวลง

 

ขณะที่นักเตะวัย 27 ปีเอง ก็มีทีท่าชัดเจนว่าอยากก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน ไปเผชิญความท้าทายใหม่ในสโมสรที่มีขนาดทีมใหญ่กว่า และมีบรรยากาศการลุ้นแชมป์เข้มข้นกว่าเดิม แม้ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือของทีมอยากจะฉุดรั้งไว้ให้อยู่กับทีมต่อก็ตาม

 

แต่สิ่งที่สเปอร์สไม่คาดคิดก็คือ ความล่าช้าในการปิดดีล กลายเป็น ‘ช่องว่าง’ ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้… เพราะในจังหวะชี้เป็นชี้ตายนี้ อาร์เซนอลโฉบเข้ามาด้วยการเจรจาแบบ ‘สายฟ้าแลบ’ ใช้ความเด็ดขาดที่มากกว่าเพื่อปิดเกมให้ได้ก่อน

 

ตามรายงานของ The Guardian ระบุว่า ทีมงาน เดอะ กันเนอร์สตัดสินใจยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลถึง 67.5 ล้านปอนด์ เพื่อการันตีการได้ตัวทันที แบบไม่ปล่อยให้ดีลยืดเยื้ออีกต่อไป และนั่นทำให้ เอเซ่ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในภารกิจลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้

 

🔥มิติทางจิตวิทยา

 

สำหรับ ‘ฟุตบอล’ ไม่เคยเป็นเพียงเกมที่วัดกันด้วยแท็กติกในสนามเท่านั้น แต่ยังเป็น สงครามทางความรู้สึกและจิตวิทยานอกสนาม ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไม่แพ้ผลการแข่งขันจริง

 

การที่อาร์เซนอลสามารถปาดหน้าคู่ปรับสำคัญอย่างท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส เพื่อคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ่ มาครองได้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงอำนาจว่า ‘ไอ้ปืนใหญ่’ พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อปิดช่องว่างกับตำแหน่งแชมป์ที่เคยเป็นมาตลอด 3 ฤดูกาล และเหนือกว่านั้นคือการตอกย้ำความเป็นเจ้าลอนดอนเหนือในสายตาแฟนบอล

 

แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ดราม่าระหว่างสองสโมสร หากยังซ่อน พล็อตที่แฝงด้วยความโรแมนติก ของเส้นทางลูกหนังเอเซ่เอาไว้ด้วย เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งเขาอายุเพียง 13 ปี เจ้าตัวเคยอยู่ในอะคาเดมี่ของอาร์เซนอลมาก่อนจะถูกปล่อยตัวออกไปในเวลาต่อมา จนถึงขั้นที่เจ้าตัวยอมรับภายหลังว่า “ร้องไห้เป็นสัปดาห์” หลังถูกตัดออกจากทีม

 

และวันนี้ เรื่องราวกลับหมุนวนให้เขาได้โอกาสกลับคืนสู่ถิ่นเก่า แต่ไม่ใช่ในฐานะเด็กดาวรุ่งที่เคยถูกเมินอีกต่อไป หากเป็นการกลับมาในฐานะ นักเตะทีมชุดใหญ่ที่มีคุณค่าพอจะช่วยไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การย้ายทีมธรรมดา แต่เป็นการเดินหมากที่อาจกำหนดทิศทางการลุ้นแชมป์ระยะยาวของอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ก็ว่าได้

 

อ้างอิง:

The post ศึกนอร์ทลอนดอน..นอกสนาม! 3 เหตุผลที่ อาร์เซนอล เร่งปาดหน้าสเปอร์ส เซ็น เอเซ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Boss จับมือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ รับหน้าที่พาร์ตเนอร์ด้านแฟชั่น https://thestandard.co/tottenham-boss-fashion-partner/ Tue, 19 Aug 2025 07:17:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1108856

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เคยร่วมมือกับ Boss มาแล้วก่อนหน้านี้ […]

The post Boss จับมือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ รับหน้าที่พาร์ตเนอร์ด้านแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เคยร่วมมือกับ Boss มาแล้วก่อนหน้านี้ ในฐานะแบรนด์ผู้สนับสนุนชุดทางการของทีม แต่ในคราวนี้ บทบาทของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติเยอรมันมีมากขึ้นกว่าเดิม

 

Boss เดินหน้ายกระดับวัฒนธรรมฟุตบอลให้ผสานกับแฟชั่นอย่างลงตัว ด้วยการเข้ามาเป็น พาร์ตเนอร์ด้านแฟชั่นอย่างเป็นทางการของสโมสรไก่เดือยทอง 

 

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Boss จะออกแบบชุดเดินทาง และชุดลำลองของทีมชุดใหญ่ รวมไปถึงทีมงานโค้ชให้มีสไตล์และสามารถใช้งานได้ในการแข่งขันรายการต่างๆ และยังรวมไปถึงชุดที่ใช้ในโอกาสสำคัญอื่นๆ ด้วย

 

สเปอร์ส Boss พาร์ตเนอร์แฟชั่น สเปอร์ส Boss พาร์ตเนอร์แฟชั่น สเปอร์ส Boss พาร์ตเนอร์แฟชั่น สเปอร์ส Boss พาร์ตเนอร์แฟชั่น สเปอร์ส Boss พาร์ตเนอร์แฟชั่น

 

ภาพ: Boss

อ้างอิง

 

The post Boss จับมือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ รับหน้าที่พาร์ตเนอร์ด้านแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nice one, Sonny! คำตอบในน้ำตา วันอำลาซนฮึงมิน https://thestandard.co/opinion-nice-one-sonny/ Mon, 04 Aug 2025 11:05:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1103501

“เอ้า นี่นายร้องไห้อยู่นี่!”    ซนฮึงมิน ตะโก […]

The post Nice one, Sonny! คำตอบในน้ำตา วันอำลาซนฮึงมิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

“เอ้า นี่นายร้องไห้อยู่นี่!” 

 

ซนฮึงมิน ตะโกนแซวตากล้องประจำสโมสรทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่พยายามทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุดในการบันทึกความทรงจำช่วงสุดท้ายของกัปตันที่ประกาศอำลาสโมสรเพียง 1 วันก่อนนัดสุดท้าย (แม้ทุกคนจะรู้อยู่ก่อนแล้วก็ตาม) เพื่อเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่และครั้งสุดท้ายของเขาเองกับแอลเอเอฟซี ในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์

 

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหญิงสาวผู้เป็นทีมงานโซเชียลมีเดียของสเปอร์สก็พยายามวิ่งตามอัดวิดีโอโมเมนต์ส่งท้ายของ ‘Sonny’ โดยที่ตัวเองก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

 

“หยุดเลยนะ หยุดร้องเลย” ตะโกนแซวตากล้องต่อ แม้ว่าตัวเองก็น้ำตาไหลอาบแก้มอยู่เหมือนกัน

 

เพราะมันยากเหลือเกินในช่วงเวลาแบบนี้ที่จะสะกดไม่ให้น้ำใสๆไหลออกมา เมื่อการเดินผจญภัยที่กินระยะเวลา 10 ปีและผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมายกำลังจะสิ้นสุดลง

 

แต่มันไม่ได้หมายความว่าเมื่อช่วงเวลานี้ผ่านไปแล้ว ทุกคนจะลืม

 

ใครจะกล้าลืมนักฟุตบอลที่แสนดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอลจริงไหม?

 

 

บางครั้งเวลาก็ผ่านไปไวแบบน่าเหลือเชื่อเหมือนกันนะครับ ไม่กี่วันก่อนระบบเตือนความทรงจำบน Facebook บอกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วผมเคยแชร์โพสต์เรื่องราวของการทำงานบางอย่างเอาไว้ซึ่งเอาเข้าจริงก็จำไม่ได้ว่าโพสต์อะไรไปแบบนั้น

 

แต่การได้ย้อนกลับไปอ่านความคิดและชีวิตของตัวเองในตอนนั้นก็เป็นกระจกสะท้อนที่ดีของชีวิตอยู่พอสมควร ว่าเราเดินทางผ่านมานานแค่ไหนและไกลแค่ไหนจากวันนั้น

 

เรื่องราวของซนฮึงมินกับสเปอร์สเองก็เข้าตำราเดียวกัน เพราะเขาย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน มาอยู่ในอังกฤษได้ครบ 10 ปีพอดี หรือถ้าจะนับจริงๆ คือเกือบครบ 10 ปี เพราะวันที่เซ็นสัญญาเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2015

 

ความจริงการย้ายทีมในครั้งนั้นเกือบจะไม่เกิดขึ้นแล้วหากดาเนียล เลวี ในฐานะประธานสโมสรสามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาซื้อไซโด เบราฮิโน ศูนย์หน้าดาวเด่นของวงการฟุตบอลอังกฤษจากเวสต์ บรอมวิช อัลเบียนได้ในตอนนั้น

 

การดึงเช็ง ต่อรองราคาที่นำไปสู่การเจรจาที่ตกลงกันไม่ได้ (ซึ่งกลายเป็นฝันร้ายของเบราฮิโน) นำไปสู่ประตูบานใหม่ของสเปอร์สที่ต้องพยายามเร่งรีบในการหากองหน้าเข้ามาเสริมทัพตามที่เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้จัดการทีมในเวลานั้นต้องการ

 

สเปอร์สจึงยอมจ่ายเงิน 22 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับกองหน้าที่กำลังเริ่มเป็นดาวเด่นในบุนเดสลีกา มาร่วมทีม

 

เวลานั้นซนฮึงมินยังเป็นแค่หนุ่มตี๋วัย 23 ปีเท่านั้น และด้วยค่าตัวของเขาก็เป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ไม่น้อยในฐานะของนักฟุตบอลชาวเกาหลีใต้ที่พิสูจน์ตัวเองในเวทีพรีเมียร์ลีกได้น้อยมาก ด้วยข้อจำกัดของเรื่องสรีระและความสามารถ 

 

มีเพียงแค่ พัคจีซอง และอียองเปียว ที่พอจะถือว่าสอบผ่านในพรีเมียร์ลีก โดยที่ทั้งสองย้ายมาแจ้งเกิดในลีกสูงสุดของอังกฤษพร้อมกันในฤดูร้อนของปี 2005 หลังสร้างชื่อในทีมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2004/05

 

ปพัคจีซองกลายเป็น Cult hero ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 4 สมัย

 

ส่วนอียองเปียวแม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากันแต่ช่วงระยะเวลา 3-4 ปีในไวท์ฮาร์ทเลน ก็ดีพอที่จะทำให้แฟนสเปอร์สพร้อมจะเปิดใจต้อนรับรุ่นน้องของเขาอย่างซนฮึงมิน

 

โดยที่ไม่มีใครคาดหวังอะไรมากเท่าไรนัก

 

 

อาจเป็นเหมือนที่ใครหลายคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่คาดหวังก็ย่อมไม่ผิดหวัง

 

ที่สำคัญคือซนฮึงมินดันทำได้เกินกว่าที่หลายคนหวังเสียอีก

 

จากบทบาทของกองหน้าดาวรุ่งที่มาเพื่อเป็นกำลังเสริมในแนวรุกเฉยๆ เด็กหนุ่มผู้เกิดและเติบโตที่เมืองชุนชอน เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากโซลราว 20 นาที แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความพิเศษมากมายในตัว

 

โดยที่ก่อนหน้าจะย้ายมาสเปอร์ส ซนฮึงมิน – ซึ่งถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักตั้งแต่วัยเด็กจากพ่อของเขาที่หวังสร้างยอดนักเตะขึ้นมา เป็นนักเตะดาวรุ่งที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าร่วมโครงการพิเศษในการเป็นนักฟุตบอลแลกเปลี่ยนของสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ที่จะเฟ้นหาเด็กดาวรุ่งฝีเท้าดีที่ได้ไปเก็บเกี่ยววิชาและประสบการณ์กับสโมสรในบุนเดสลีกา อย่างฮัมบูร์ก

 

แววอันโดดเด่นของเขาทำให้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาในโครงการแล้วฮัมบูร์กรีบยื่นข้อเสนอให้พิจารณาทันที เพราะเล็งเห็นว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษในตัว

 

ที่สุดแล้วซนฮึงมินก็ได้ขึ้นชั้นจากระดับทีมเยาวชนของ ‘สิงห์เหนือ’ หนึ่งในสโมสรฟุตบอลระดับตำนานของเยอรมันที่เคยเกรียงไกรในช่วงยุค 70 – มาสู่ทีมชุดใหญ่ โดยที่มีเรื่องเล่าน่าประทับใจเกิดขึ้นในช่วงนั้น

 

เพราะในช่วงที่ขึ้นจากทีมอคาเดมีมา คนที่อาสามาเป็นพี่เลี้ยงให้คือ รุด ฟาน นิสเตลรอย หัวหอกพญายมที่เป็นหนึ่งใน ‘หมายเลข 9’ ที่เก่งที่สุดของโลกในยุคนั้น โดยในช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงโรยราแล้ว แต่แววตาของอดีตกองหน้าพีเอสวี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด มองออกอย่างชัดเจนว่าเด็กคนนี้มีของ

 

ฟาน นิสเตลรอย รู้ว่าการใช้ชีวิตในลีกฟุตบอลยุโรปไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักฟุตบอลจากเอเชีย โดยเฉพาะเด็กที่จำเป็นต้องเดินทางมาใช้ชีวิตตามลำพังแบบนี้ จึงคอยปกป้องและให้คำแนะนำต่างๆไม่เพียงแค่เรื่องในสนาม แต่รวมถึงการใช้ชีวิตนอกสนามด้วย

 

“เขาเคยบอกผมว่าขาดเหลืออะไรก็ขอให้บอกนะ” ซนฮึงมินเคยเล่าถึงความหลังในวันนั้น และเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจที่สุดของเขา

 

หรือในช่วงที่เขาได้รับบาดเจ็บหนักก่อนหน้าที่ทีมจะทำการถ่ายภาพหมู่ประจำฤดูกาล ฟาน นิสเตลรอย สังเกตเห็นรุ่นน้องไม่โอเคเพราะยังเสียใจกับการบาดเจ็บหนักจนไม่อยากจะถ่ายภาพร่วมกับทีม หัวหอกรุ่นพี่มาปลอบว่า ‘พวกเรารอนายได้เสมอ’

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ซนฮึงมินอบอุ่นในหัวใจ และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาอยากส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปในฐานะรุ่นพี่ที่ดีด้วย

 

และเขารักษาสิ่งเหล่านี้ตลอดมา

 

 

ที่ไวท์ฮาร์ทเลนนั้นมีตำนานตลอดกาลที่แฟนๆ จดจำหลายคน โดยเฉพาะ 2 ตำนานดาวยิงตลอดกาลอย่าง จิมมี กรีฟส์ และแฮร์รี เคน อีกทั้งยังมีเกล็นน์ ฮอดเดิล, ออสซี อาร์ดิเลส, พอล แกสคอยน์, เท็ดดี เชอริงแฮม และอีกมากมาย

 

แต่ซนฮึงมินพิเศษกว่าตำนานเหล่านี้

 

ลำพังตัวเลขสถิติในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาของซนฮึงมิน 173 ประตูกับอีก 101 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 454 นัดก็ถือว่ายอดเยี่ยมในระดับตำนานของสโมสรได้อยู่แล้ว

 

ไม่นับประตูมหัศจรรย์ในเกมกับเบิร์นลีย์ ที่โซโลเดี่ยวจากแดนตัวเองเข้าไปยิงในฤดูกาล 2021/22 จนได้รางวัล ‘ปุสกัช อวอร์ด’ หรือประตูยอดเยี่ยมแห่งปีที่ได้จากการโหวตของแฟนฟุตบอลทั่วโลก

 

มองกันในเรื่องพรสวรรค์การเล่น เราสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือนักเตะจากเอเชียคนแรกที่อยู่ในระดับ ‘ซูเปอร์สตาร์’ ผู้เก่งกาจไม่ได้แพ้ใครในโลกเลย (ซึ่งสำคัญมากสำหรับนักเตะจากเอเชียในพรีเมียร์ลีกยุคต่อมา เช่น คาโอรุ มิโตมะ หรือล่าสุดโคตะ ทาคาอิ) แต่มันมีสิ่งที่ทำให้เขาเป็นมากกว่านั้น

 

อย่างแรกคือซนฮึงมินเป็นนักฟุตบอลผู้ทุ่มเทที่สุดเสมอ

 

จากฮัมบูร์ก สู่เลเวอร์คูเซน ก่อนถึง 10 ปีกับสเปอร์ส ซนฮึงมินแสดงให้เห็นว่าเขาคือ ‘บูรพาไม่แพ้’

 

ไม่แพ้คือไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคหรือความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่เราจะได้เห็นจากทุกเกมที่ลงสนามคือภาพของนักเตะที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างที่จะนำชัยชนะมาสู่ทีมให้ได้ 

 

หรือหากอะไรมันจะไม่เป็นใจแล้ว อย่างน้อยก็ขอให้ได้วิ่งจนหมดแรง วิ่งเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทีมทุกคน และวิ่งเพื่อตอบแทนกำลังใจจากแฟนๆ

 

มันกลายเป็น ‘ภาพจำ’ ที่ทำให้เขาชนะใจผู้คนได้ และไม่ใช่แค่เฉพาะกับเพื่อนร่วมทีมหรือแฟนๆของสเปอร์ส แต่พิชิตใจของแฟนฟุตบอลทุกทีมที่ได้เห็น

 

อย่างต่อมาคืออุปนิสัยความเป็นคนจิตใจดี มีน้ำใจ มีรอยยิ้มให้ทุกคนเสมอ เล่นตามกฎกติกาตลอดไม่เคยทำเรื่องสกปรกหรือใช้ศิลปะการเล่นด้านมืดเข้ามา

 

เช่นกันกับแฟนๆที่หากมีโอกาสซนฮึงมินไม่เคยปฏิเสธแฟนๆเหล่านี้เลย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป แจกลายเซ็น หรือแม้แต่การโบกมือทักทายให้ทุกคนที่เรียกชื่อเขาในสนาม เพราะเขารู้ว่าแม้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่มันมีค่าแค่ไหนสำหรับแฟนๆเหล่านี้

 

และอย่างสุดท้ายคือ ‘ความภักดี’ (Loyalty) ที่มีให้แก่สโมสร ซึ่งเป็นค่านิยมที่หาได้ยากยิ่งในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน

 

ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา เราพอจะพูดได้ว่าซนฮึงมินสามารถเลือกจะย้ายไปเล่นให้ทีมไหนก็ได้ในโลก ทุกทีมพร้อมจะต้อนรับเขาหมดไม่ใช่แค่เพราะเรื่องของฝีเท้า อย่าลืมว่านี่คือซูเปอร์สตาร์เอเชีย คนที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้ นั่นหมายถึงโอกาสในการทำการตลาดที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล

 

แต่เขาไม่เคยทิ้งสเปอร์สไปไหน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

 

สิ่งเหล่านี้มีค่ามากมายมหาศาลสำหรับแฟนสเปอร์ส และทำให้เขาได้รับการยอมรับและกลายเป็น ‘ที่รัก’ ของทุกคน

 

เป็น Role Model หรือบุคคลต้นแบบที่ควรค่าแก่การยกย่องจากส่วนลึกของหัวใจ

 

 

ย้อนกลับไปในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาลีกเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ซนฮึงมินดีใจจนเก็บทรงไม่ค่อยอยู่หลังจากที่สเปอร์สเฉือนเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้

 

พิธีกรภาคสนามสัมภาษณ์เขาด้วยการยิงคำถามเรื่องเกี่ยวกับ ‘สถานะของการเป็นตำนาน’ ที่เขาพยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอด 

 

“ตอนนี้ผมเป็นตำนานจริงๆ แล้ว” ซอนนีตอบด้วยรอยยิ้มกว้างเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนที่ได้ยิน

 

จริงอยู่ที่แชมป์นี้มีความหมายเหลือเกินเพราะเป็นแชมป์แรกของสเปอร์สในรอบระยะเวลาเกือบ 20 ปี และยังเป็นการทำลายคำสาป ‘Spursy’ ที่ถูกตีตราว่าเป็นทีมจอมล้มเหลวสม่ำเสมอได้ด้วย

 

แต่ต่อให้วันนั้นเขาจะไม่ได้ชูถ้วยแชมป์ ก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของแฟนสเปอร์สทุกคนที่มีต่อซนฮึงมินได้

 

เพราะเขาเป็นตำนาน หรืออาจจะเป็นมากกว่านั้นมานานแล้ว

 

และนั่นอาจเป็นคำตอบของน้ำตาว่าทำไมทุกคนถึงร้องไห้ในวันสุดท้ายของซนฮึงมินกับสเปอร์ส

 

กับเพลงเชียร์ที่จะทุ้มอยู่ในใจตลอดไป

 

Nice one Sonny,

Nice one Son,

Nice one Sonny,

Let’s have another one…

The post Nice one, Sonny! คำตอบในน้ำตา วันอำลาซนฮึงมิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง https://thestandard.co/thomas-frank-spurs-coach/ Fri, 13 Jun 2025 04:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1084646 thomas-frank-spurs-coach

คุณเคยสงสัยไหมว่า…ทำไมชื่อของ ‘โธมัส แฟรงก์’ จึงมักถูกห […]

The post โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thomas-frank-spurs-coach

คุณเคยสงสัยไหมว่า…ทำไมชื่อของ ‘โธมัส แฟรงก์’ จึงมักถูกหยิบขึ้นมาทุกครั้งที่ทีมใหญ่กำลังมองหาโค้ชคนใหม่?

 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มพิจารณาตัวแทนของ เอริก เทน ฮาก หรือเมื่อ เชลซี ต้องหาคนมาสานงานต่อจาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน 

 

ชื่อของโธมัส แฟรงก์ มักโผล่ขึ้นมาในลิสต์แคนดิเดตเสมอ แม้เขาจะไม่ใช่กุนซือที่อยู่ในสปอตไลต์ หรือตกเป็นข่าวรายวันในหน้าสื่อ

 

แต่ถ้าพูดถึงโค้ชที่ไม่หวือหวา แต่ทำผลงานเกินคุณภาพทีมที่มี ได้อย่างต่อเนื่อง โธมัส แฟรงก์ คือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนที่สุด

ผู้จัดการทีมชาวเดนมาร์กวัย 51 ปีรายนี้สร้างชื่อจากการพา เบรนท์ฟอร์ด สโมสรเล็กในลอนดอน วางรากฐานจนสามารถยืนหยัดในพรีเมียร์ลีกได้ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสไตล์การทำทีมที่ไม่ฉูดฉาด แต่ ‘ฉลาด’ และ ‘ยืดหยุ่น’ อย่างน่าทึ่ง

 

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมแชมป์ยูโรปาลีกล่าสุด ซึ่งแยกทางกับ อังเก้ โปสเตโคกลู หลังผลงานตกต่ำ (โดยเฉพาะในลีก) ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา จะตัดสินใจดึงแฟรงก์เข้ามารับช่วงต่อ เพื่อฟื้นโครงสร้างทีม และดึงความสมดุลกลับคืนสู่ลอนดอนเหนืออีกครั้ง

 

ปรัชญาฟุตบอล…ที่ต้องหวังผลได้

 

โธมัส แฟรงก์ มองฟุตบอลเหมือนการแก้สมการ เขาเป็นโค้ชที่หลงใหลในข้อมูล สถิติ และการวิเคราะห์เกมอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ลืมว่า “ฟุตบอลคือเกมของอารมณ์”

 

สไตล์ของเขาคือการผสมผสานระหว่าง การตั้งรับอย่างมีวินัย กับ การโจมตีแบบคาดไม่ถึง

 

เบรนท์ฟอร์ดในยุคของแฟรงก์อาจไม่ใช่ทีมที่ครองบอลนาน แต่ทุกการบุกของพวกเขาถูกออกแบบมาอย่างมีนัย เช่น การขึ้นเกมจากปีก, การใช้ลูกโยนยาวเพื่อเอาชนะการเพรส และการสร้างโอกาสจากจังหวะเซตพีซ

 

แฟรงก์ไม่ได้ยึดติดกับระบบอะไรเลย ตามข้อมูลจะเห็นได้ว่า เขาเคยใช้ทั้ง 4-3-3, 3-5-2, ไปจนถึง 4-3-2-1 ซึ่งมันแล้วแต่เกมนั้นๆ ว่าต้องการอะไร แต่จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการวางตัวผู้เล่นให้รับมือกับจุดแข็งของคู่แข่งให้ได้ดีที่สุด โดยไม่สูญเสียจุดเด่นของตัวเอง

 

เบรนท์ฟอร์ดของแฟรงก์เล่นบอลแบบไดเรกต์ แต่มีชั้นเชิง เน้นใช้พื้นที่ efficiently มากกว่าครองบอลไปเรื่อยๆ แม้มันทำให้ฟุตบอลของพวกเขาอาจไม่สวยงาม แต่มีประสิทธิภาพและสำคัญคืออยู่ใกล้กับผลลัพธ์ที่พอจะคาดหวังได้

 

ความโดดเด่นของโธมัส แฟรงก์ กับเบรนท์ฟอร์ด

 

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้เบรนท์ฟอร์ดอยู่รอดและแข่งขันได้ในพรีเมียร์ลีกคือสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร จนหลายทีมที่เจอต้องปวดหัวเวลาเจอพวกเขา

 

แฟรงก์เป็นโค้ชที่รู้ดีว่าทีมตัวเองไม่ได้มีทรัพยากรนักเตะเทียบเท่าทีมระดับท็อปของลีก แต่เขาเล่นกับแท็กติกและข้อมูลเป็นหลัก เบรนท์ฟอร์ดของแฟรงก์ใช้ low block แบบแน่นหนา รอสวนกลับแบบแม่นยำ ซึ่งอาศัยการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่งเป็นหลัก

 

และที่มันกว่านั้นคือ เบรนท์ฟอร์ดในมือของแฟรงก์มีเอกลักษณ์ชัดเจนเรื่องการ ใช้เซตพีซให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นลูกเตะมุม, ฟรีคิก หรือแม้แต่การทุ่มไกล พวกเขาซ้อมทุกรายละเอียดราวกับเล่นอเมริกันฟุตบอล 

 

ที่คือหนึ่งในทีมที่ใช้วิธีโยนยาวอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่เตะบอลทิ้งให้กองหน้าไปลุ้นมั่วซั่ว แต่ทุกช็อตคือการวางหมากเพื่อเก็บจังหวะสอง ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่ง และเปลี่ยนจากบอลธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสอันตรายเสมอ

 

เป๊บ-คล็อปป์ ถึง แฟรงก์

 

โธมัส แฟรงก์ คือหนึ่งในกุนซือที่ได้รับความเคารพจากเพื่อนร่วมอาชีพมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก แม้เขาจะไม่ใช่ชื่อที่ฉูดฉาดหรือมีโปรไฟล์หรูหราก็ตาม

 

เป๊ป กวาร์ดิโอลา เคยกล่าวถึงเบรนท์ฟอร์ดของโธมัส แฟรงก์หลังพ่ายคาบ้านในปี 2022 ว่า “พวกเขาเป็นทีมที่มีระบบจัดการดีที่สุดทีมหนึ่งในลีก ทั้งเรื่องแท็กติก การโต้กลับ และการใช้ลูกตั้งเตะ พวกเขาอันตรายทุกมิติ”

 

ขณะที่ เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ชื่นชมแฟรงก์ว่าเป็นโค้ชที่ “สร้างทีมจากพื้นฐาน และทำให้เบรนท์ฟอร์ดกลายเป็นคู่แข่งที่เล่นด้วยยากที่สุดทีมหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยเล่นตามแบบที่คู่แข่งคาดไว้เลย”

 

นี่คือสิ่งที่พอจะพิสูจน์ได้ว่า แม้จะอยู่กับสโมสรเล็กและงบประมาณจำกัด แต่โธมัส แฟรงก์แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ชื่อเสียงหรือมูลค่าทีมเสมอไป มันวัดกันที่ระบบความเข้าใจในเกม และความสามารถในการดึงศักยภาพของนักเตะทุกคนออกมาได้สูงสุด

 

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่กับสเปอร์ส

 

หลังจากถูกดึงตัวมาแทน อังเก้ โปสเตโคกลู ที่ทำผลงานไม่ดีในช่วงฤดูกาลที่แล้วกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สิ่งที่โธมัส แฟรงก์จะต้องเผชิญ สามารถแบ่งเป็น 2 ข้อหลักๆ คือ

  • ความสมดุลในเกมรับและรุก: เพราะที่ผ่านมา แม้อังเก้พาทีมเล่นเกมรุกเร้าใจ แต่แนวรับรั่วหนัก การจัดระเบียบเกมรับคือจุดที่แฟรงก์ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
  • การจัดการในยามเจอทีมใหญ่: สเปอร์สของอังเก้มักแผ่วเวลาเจอทีมท็อป แต่แฟรงก์เคยมีผลงานชนะหรือต่อกรทีมใหญ่ได้บ่อย โดยเฉพาะการเจอกับแมนฯ ซิตี้, เชลซี และลิเวอร์พูล
  • การดึงศักยภาพผู้เล่น: นี่คือจุดแข็งของแฟรงก์ ที่เคยปั้นนักเตะอย่างอิวาน โทนีย์, ดาบิด รายา (ที่ย้ายออกไปแล้ว) หรือแม้แต่ไบรอัน เอ็มบูโม่ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของทีม และสามารถสู้กับทีมระดับพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่เป็นรอง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ โธมัส แฟรงก์ จะมีสไตล์การทำทีมที่ชัดเจน มีระบบที่พิสูจน์แล้วว่า เวิร์กกับทีมเล็กอย่างเบรนท์ฟอร์ด

 

แต่การเข้ามากอบกู้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความคาดหวัง และปัญหาหลายชั้น นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

นี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่มันคือการท้าทายครั้งสำคัญที่สุดในเส้นทางกุนซือของเขา

 

และคำถามคือ ผู้ชายที่สร้างระบบให้ทีมเล็กอยู่รอดในลีกใหญ่ จะเปลี่ยนทีมใหญ่ที่หลงทาง ให้กลับมาบินสูงได้อีกครั้งหรือไม่?

 

แน่นอนว่าคำตอบ…รออยู่ในฤดูกาลหน้าแล้ว

The post โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? https://thestandard.co/ruben-amorim-man-united-future/ Thu, 22 May 2025 10:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1077187

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิ […]

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิดหัวการแถลงข่าวหลังจบเกมที่น่าผิดหวังที่ซานมาเมส เมื่อแมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกนัดชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก 

 

ก่อนเกม แมนฯ ยูไนเต็ด หวังว่าอย่างน้อยการได้แชมป์รายการนี้ไม่เพียงจะเยียวยาฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีของสโมสร แต่ยังอาจจะช่วยประคับประคองความหวังของการก่อร่างสร้างทีมใหม่ในฤดูกาลหน้า

 

แต่ตลอด 90 นาทีเศษที่สนามของทีมแอธเลติกบิลเบา – หนึ่งในทีมที่พลพรรคอสูรแดงจัดการบุกมาถล่มอย่างเกรียงไกร – กลับไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขาคู่ควรกับการเป็นผู้ชนะเลย 

 

ถึงแม้ว่าสเปอร์สเองก็ไม่ได้เล่นดีเด่อะไรเลยก็ตาม และมันเป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศที่คุณภาพเลวร้ายที่สุดสำหรับผู้ชมทั่วโลก แต่ขั้นต่ำที่สุด แอนจ์ ปอสเตโคกลู ก็ทำตามคำพูดที่ทุกคนเคยขบขันกับเขาเอาไว้ว่า “ผมจะพาทีมได้แชมป์เสมอในปีที่ 2”

 

แล้วอโมริม ผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะพาแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่หนทางที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เขาทำอะไรลงไป?

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่เสียงจากบอร์ดบริหารของโอลด์แทรฟฟอร์ดพร้อมจะวางใจให้กุนซือคนหนุ่มชาวโปรตุเกสทำทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า

 

แต่คำถามเริ่มมาแล้วว่า หรือควรจะแยกทางกันแค่ตรงนี้ดีไหม?

 

 

บนความพ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกยูโรปาลีกรอบชิงชนะเลิศนั้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกของแฟนฟุตบอล Red Army ทั่วโลกหลายสิบล้านคนเพียงเท่านั้น

 

แน่นอนว่านี่เป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษตามประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสร ที่ไม่เพียงแค่จบฤดูกาลด้วยมือเปล่า แต่อันดับในตารางคะแนนยังหล่นลงไปไกลถึงที่ 16 ในปัจจุบันด้วยจำนวนแต้มที่หากเป็นในอีกหลายฤดูกาลอยู่ในกลุ่มลุ้นหนีตกชั้นด้วย

 

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแมนฯ ยูไนเต็ด คือผลกระทบจากผลงานในสนามฤดูกาลนี้กำลังจะส่งผลต่อเนื่องถึงอนาคตของสโมสรในระยะยาว ที่อาจจะทำให้งานของ รูเบน อโมริม ยากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าในฤดูกาลหน้า 

 

ใช่ อโมริมยังได้ ‘ไปต่อ’ 

 

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ที่ว่าไปต่อนี้จะไปอีกนานสักแค่ไหน?

 

สัญญาณเรื่องอนาคตของอโมริม นั้นมีเค้าความชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่เกมนัดชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา ประเทศสเปน จะเริ่มขึ้น

 

ข้อความนั้นชัดเจน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรูเบน อโมริมจะได้ทำงานของเขาต่อไป”

 

กล่าวคือบอร์ดบริหารของสโมสรซึ่งนำโดยเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ แห่ง INEOS เจ้าของร่วมสโมสรและ โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอของสโมสรที่ทำหน้าที่ในการบริหารกิจการของสโมสรในภาพรวมทั้งเรื่องในและนอกสนามยังคงพร้อมสนับสนุนอโมริมอย่างเต็มที่

 

การสนับสนุนนั้นอยู่บนหลักการและเหตุผลว่า กุนซือชาวโปรตุกีสสมควรจะได้โอกาสและเวลาในการทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้วยการปรับกำลังทัพเพื่อสู้ศึกใหม่ในฤดูกาลหน้าซึ่งมีการวางแผนการเสริมทัพผู้เล่นมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ในช่วงตลาดฤดูหนาวเสริมทัพด้วยผู้เล่นวิงแบ็กอย่าง แพทริก ดอร์กู เพียงแค่คนเดียว

 

เพราะการเข้ามารับงานกลางทางบนเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเห็นใจในความจำเป็นและจำใจ

 

หลายครั้งที่อโมริมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและจริงใจที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ที่ตกอยู่ในสภาพตกต่ำอย่างเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เมื่อ 12 ปีที่แล้วพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก – แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 มากที่สุดของเกาะอังกฤษ – ในฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

แต่เวลานี้อันดับหล่นไปไกลใกล้กับโซนตกชั้น

 

สถิติที่ทำให้หลายคนตกใจคือนับตั้งแต่เข้าปี 2025 เป็นต้นมา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาแมนฯ ยูไนเต็ด ของอโมริม เก็บได้เพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น

 

9 คะแนนในรอบ 5 เดือน ไม่น่าใช่ผลงานของโคตรทีมอย่างแมนฯ​ ยูไนเต็ด

 

และในชัยชนะ 6 นัดในพรีเมียร์ลีกในยุคของเขา 3 ในนั้นเป็นการชนะ 3 ทีมที่ตกชั้นอย่าง เลสเตอร์, อิปสวิช และเซาแธมป์ตัน

 

“น่าอับอาย” น่าจะเป็นคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกและความจริงได้ชัดเจน

 

 

ปัญหาของทีมปีศาจแดงใต้การนำของอโมริมนั้นเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เมื่อระบบและปรัชญาการเล่นของเขาไม่เข้ากันเลยกับผู้เล่นที่สโมสรมีอยู่ในเวลานี้

 

ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการค้นหาคำตอบ ซึ่งมีผู้เล่นบางรายที่ทำได้ดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้พอสมควร เช่น มัตไธส์ เดอ ลิกต์, แฮร์รี แม็กไกวร์, คาเซมิโร แต่ปัญหาใหญ่คือผู้เล่นอีกส่วนใหญ่ยังทำผลงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

เรื่องนี้ให้ความยุติธรรมกับอโมริมแล้วก็เข้าใจได้ เพราะการเข้ามากลางทางและหวังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

 

เพียงแต่หากมองถึงระยะเวลาเกินครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา ผลงานของกุนซือไฟแรงก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่าผ่านมาตั้งหลายเดือน ไม่สามารถทำให้ทีมเล่นในแบบที่ต้องการได้แม้แต่น้อยเลยหรือ

 

ในเกมนัดชิงชนะเลิศกับสเปอร์ส ซึ่งเป็นเกมสำคัญที่มีเดิมพันมากกว่าแค่เรื่องของความสำเร็จ เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตการวางแผนงานของสโมสรที่หวังพึ่งรายได้มหาศาลจากโอกาสในการกลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเล่นได้อย่างน่าผิดหวัง

 

พูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ คือ ‘No Bay’ 

 

‘ไม่เอาอ่าว’

 

อโมริม ยังไม่สามารถทำให้ทีมเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในเกมรุก ไม่มีทรงบอลที่ชัดเจน เกมรับยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง และไม่สามารถปลุกใจอังเดร โอนานา ผู้รักษาประตูของทีมให้กลับมามั่นใจอีกครั้งได้

 

ด้วยระยะเวลาที่มีอย่างน้อยขี้เหร่ที่สุดทีมก็ควรจะมีสัญญาณที่ดีให้เห็นบ้าง แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คือไม่มีอะไรที่ดีขึ้นทั้งนั้น

 

และข้ออ้างเรื่องเวลานั้นยิ่งทำให้อโมริมดูแย่ เพราะกุนซือคนอื่นที่เข้ามากลางทางอย่าง วิตอร์ เปไรรา สามารถเปลี่ยนแปลงวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ให้กลายเป็นทีมที่เล่นได้ดีอีกครั้งภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

เช่นเดียวกันกับ เดวิด มอยส์ ที่กลับมากอบกู้และเปลี่ยนแปลงเอฟเวอร์ตันให้กลับมาเป็นทีมที่มั่นใจได้อีกครั้ง

 

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความคลางแคลงใจว่าหากให้โอกาสอโมริมทำงานต่อ ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งจริงๆ ใช่ไหม?

 

 

อย่าลืมว่าฤดูกาลแห่งความน่าผิดหวังนี้กำลังจะปิดฉากลง และนั่นคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทีมจำเป็นต้องวางแผนว่าจะปรับทัพและเสริมทีมในจุดใดบ้าง 

 

ลำพังเพียงจุดที่ต้องการปรับทัพก็แทบทุกจุดของทีมแล้ว ซึ่งแม้จะมีสัญญาณที่ดีอยู่บ้างกับนักเตะบางรายที่ดูมีท่าทีต้องการย้ายมาเล่นในโอลด์แทรฟฟอร์ด อย่าง มาเตอุส คุนญา กองหน้าอเนกประสงค์ตัวเก่งของวูล์ฟส และ มีเลียม ดีแลป หัวหอกดาวรุ่งจากอิปสวิช

 

แต่การที่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ไปแชมเปียนส์ลีกและไม่ได้ไปรายการยุโรปใดๆ อีกทำให้ส่งผลกระทบมหาศาลต่อรายรับของสโมสรที่ขาดรายได้หลัก ‘ร้อยล้านปอนด์’ โดยที่การจบอันดับ 16 (หรือดีที่สุดที่เป็นไปได้ในฤดูกาลนี้คือ 14) จะทำให้เงินรางวัลของพรีเมียร์ลีกตามระบบ Merit System น้อยกว่าทีมที่จบในกลุ่มหัวตารางมาก

 

ไม่นับรายได้เงินจากสปอนเซอร์ที่จะลดลงตามเงื่อนไข โดยเฉพาะ Adidas สปอนเซอร์ชุดแข่งที่มีรายงานว่าหากไม่ได้เล่นแชมเปียนส์ลีก รายรับจะลดลงจากที่ตกลงไว้ปีละ 90 ล้านปอนด์ลงอีกราวปีละ 10 ล้านปอนด์

 

ไม่ได้หมายความว่าแมนฯ​ ยูไนเต็ด ไม่มีเงิน เพราะพวกเขายังคงเป็นหนึ่งในสโมสรระดับท็อปของโลกที่ทำรายได้มากที่สุด พวกเขายังมีเงินอยู่แต่มันน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และรายรับนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะ ‘โปะ’ งบบัญชีของสโมสรที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) 

 

นั่นหมายถึงการจะขยับซื้อผู้เล่นเป็นไปได้ยากขึ้น ต้องเลือกอย่างรอบคอบมากขึ้น  ไม่นับแรงดึงดูดผู้เล่นชั้นดีที่จะยากขึ้นไปอีกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่

 

การ ‘ขายทำทุน’ มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่นที่ยังพอมีราคาอย่าง ค็อบบี เมนู และ อเลฮานโดร การ์นาโช สองสตาร์ดาวรุ่งจากอะคาเดมีที่นอกจากจะทำเงินได้สูงยังโปะกลับมาในส่วนของ PSR ได้ครบทุกปอนด์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเดินบัญชีมาก

 

คำถามคือเมื่อเป็นแบบนี้แล้วพวกเขายังมั่นใจที่จะซื้อผู้เล่นเพื่อสนองต่อระบบการเล่นแบบ ‘หลังสาม’ ของอโมริมจริงๆ ใช่ไหม?

 

เพราะระบบการเล่นของเขาแตกต่าง ผู้เล่นที่เหมาะสมกับระบบนี้อาจไม่เหมาะสมกับระบบอื่นก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในโอลด์แทรฟฟอร์ดอีกครั้งในอนาคตซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง

 

หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือเงินก้นกระปุกอีกไม่มากนัก พวกเขาไม่สามารถลงทุนเรื่อยเปื่อยและผิดพลาดโดยไม่แคร์ได้เหมือนเดิมอีก การลงทุนทุกอย่างมีเป้าหมายเพื่อการทำให้ทีมกลับมาดีขึ้นอีกครั้งโดยเร็วที่สุด

 

 

ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า บอร์ดจะให้อโมริมไปต่อในแผนงานของเขา แต่คำถามคืออโมริมจะพาทีมไปต่อได้ไกลแค่ไหน

 

และยังมั่นใจใช่ไหมว่าเขาคือคนที่ ‘ใช่’ จริงๆ

 

ทีมในแบบของอโมริมหน้าตาเป็นแบบไหนมองเห็นชัดแล้วใช่ไหม? และรู้ใช่ไหมว่ากว่าจะมีทีมที่เขาฝันจริงๆ มันต้องใช้เวลาและการลงทุนอีกมากมายมหาศาลแค่ไหน ไม่ใช่ทุกอย่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายด้วยการโละผู้เล่น 20 คนและเติมผู้เล่นใหม่เข้ามาอีก 20 คน

 

ต่อให้ในเกม Football Manager ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

 

หากมีสักช่วงเวลาของความไม่แน่ใจ บางทีการหันหน้ามาคุยกันสักนิดเพื่อทบทวนความรู้สึกระหว่างกันก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

เช็กความรู้สึกกันและกันอีกครั้งว่า พร้อมจะไปต่อด้วยกันจริงๆ ใช่ไหม

 

หรือบางทีเราควรจะพอกันเพียงเท่านี้ แยกทางและต่างเริ่มต้นกันใหม่ เพราะตัวของอโมริมเองก็เปิดช่องว่า “หากคิดว่าเขาไม่ใช่ ก็พร้อมจะไปทันทีโดยไม่สนเรื่องเงินชดเชยด้วย”

 

มีหลายสิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด ควรคิดและทบทวนให้ดี

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซนฮึงมิน สานฝัน! คว้าแชมป์แรกกับสเปอร์ส ที่รอคอยมา 10 ปี https://thestandard.co/son-trophy-spurs-2025/ Thu, 22 May 2025 02:16:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1076959 ซนฮึงมิน ชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมน้ำตาแห่งความดีใจในสนามซานมาเมส

สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน สำหรับ ซนฮึงมิน กัปตันทีมท็อตแ […]

The post ซนฮึงมิน สานฝัน! คว้าแชมป์แรกกับสเปอร์ส ที่รอคอยมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซนฮึงมิน ชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมน้ำตาแห่งความดีใจในสนามซานมาเมส

สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน สำหรับ ซนฮึงมิน กัปตันทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ วัย 32 ปี ที่คว้าแชมป์ใบแรกในสีเสื้อไก่เดือยทองได้สำเร็จ หลังเฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2024/25

 

ดาวเตะทีมชาติเกาหลีใต้ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หลังจบเกม ขณะทีมกำลังฉลองชัยชนะ ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องจากแฟนบอลที่รอคอยช่วงเวลาแบบนี้มาแสนนาน

 

จากวันที่อกหักในนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2019 สู่วันนี้ที่เขาได้ชูถ้วยในฐานะผู้นำทีม และหัวใจของท็อตแนม ฮอตสเปอร์

 

ซนฮึงมิน ชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมน้ำตาแห่งความดีใจในสนามซานมาเมส

The post ซนฮึงมิน สานฝัน! คว้าแชมป์แรกกับสเปอร์ส ที่รอคอยมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปอร์สปลดล็อก! ฉลองแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมตั๋ว UCL ฤดูกาลหน้า https://thestandard.co/tottenham-europa-league-champion-ucl-qualify-2025/ Thu, 22 May 2025 01:55:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1076944 นักเตะสเปอร์สชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก 2025 ฉลองชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานด้วยการคว้าแช […]

The post สเปอร์สปลดล็อก! ฉลองแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมตั๋ว UCL ฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะสเปอร์สชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก 2025 ฉลองชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก 2024/25 หลังเฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

 

เบรนแนน จอห์นสัน ผู้รับบทฮีโร่ด้วยประตูชัยในครึ่งแรกบอกว่า “ผมดีใจสุดๆ ตอนนี้เลย ฤดูกาลนี้มันไม่ได้ดีเลย แต่ตอนนี้ไม่มีใครในทีมสนแล้ว ทีมนี้ไม่ได้แชมป์มา 17 ปี มันมีความหมายมาก แฟนบอลโดนล้อ เราก็โดนวิจารณ์มาตลอดว่าทำไม่ได้เสียที แต่ตอนนี้เราทำได้แล้ว”

 

ขณะที่ อังเก้ ปอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมฤดูกาลแรก และสามารถพาไก่เดือยทองปลดล็อกความสำเร็จได้ทันที เปิดเผยว่า “ผมยังรู้สึกไม่อยากเชื่อเลย…ผมรู้ดีว่านี่มีความหมายแค่ไหนสำหรับสโมสรแห่งนี้ ยิ่งเวลาผ่านไปโดยไม่มีแชมป์ มันก็ยิ่งยากที่จะหลุดพ้นจากวงจรนั้น

 

“ผมสัมผัสได้ถึงความกดดันและความประหม่าในสโมสร เรามีกลุ่มนักเตะที่อายุน้อยมาก และผมหวังว่าการได้ลิ้มรสความสำเร็จครั้งนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันในตัวพวกเขา ทำให้พวกเขารู้สึกเปลี่ยนไปเกี่ยวกับตัวเอง และที่สำคัญที่สุด มันคือชัยชนะเพื่อแฟนบอล”

 

แม้ปัจจุบันสเปอร์สยังอยู่ในโซนท้ายตารางอันดับ 17 ของพรีเมียร์ลีก แต่การคว้าแชมป์ยูโรปาลีกในครั้งนี้ ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ไปลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้าโดยอัตโนมัติ

 

นักเตะสเปอร์สชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก 2025 ฉลองชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด นักเตะสเปอร์สชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก 2025 ฉลองชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด นักเตะสเปอร์สชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีก 2025 ฉลองชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ด

The post สเปอร์สปลดล็อก! ฉลองแชมป์ยูโรปาลีก พร้อมตั๋ว UCL ฤดูกาลหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลของคนไม่ยอมแพ้! ซนฮึงมิน กับแชมป์ที่รอคอยมา 10 ปี https://thestandard.co/son-heung-min-first-trophy-tottenham-2025/ Thu, 22 May 2025 01:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1076941 ซนฮึงมินน้ำตาคลอ ขณะชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีกกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หลังรอคอยกว่า 10 ปี

“ผมคือคนที่มีความสุขที่สุดในโลก”   คำพูดสั้นๆ จาก […]

The post รางวัลของคนไม่ยอมแพ้! ซนฮึงมิน กับแชมป์ที่รอคอยมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซนฮึงมินน้ำตาคลอ ขณะชูถ้วยแชมป์ยูโรปาลีกกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หลังรอคอยกว่า 10 ปี

“ผมคือคนที่มีความสุขที่สุดในโลก”

 

คำพูดสั้นๆ จาก ซนฮึงมิน ในค่ำคืนที่สนาม ซานมาเมส อาจฟังดูธรรมดา แต่สำหรับเขา มันคือปลายทางของการรอคอยอันยาวนานถึง 10 ปี

 

ค่ำคืนนี้อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งนัดชิงยูโรปาลีกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป

 

แต่สำหรับชายหนุ่มจากเมืองชุนชอน..นี่คือค่ำคืนแห่งความฝัน วันที่เขาได้ชูถ้วยแชมป์ใบแรกในสีเสื้อ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เสียที…

 

ย้อนกลับไปในปี 2015 ซนย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซน มาสู่รั้วของสเปอร์ส ด้วยภาพของดาวรุ่งเอเชียผู้เต็มไปด้วยความเร็วและพลัง

 

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า การเซ็นสัญญานี้จะกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับสโมสรที่ยาวนานและลึกซึ้งนานนับทศวรรษ

 

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ซนผ่านทุกช่วงเวลาไปพร้อมกับทีม ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ความสำเร็จ’ หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ฤดูกาลที่เฉียดแชมป์พรีเมียร์ลีก 2016, นัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2019 ที่จบลงอย่างเจ็บปวด, การอำลาของกุนซือคนสำคัญอย่าง เมาริซิโอ โปเชตติโน

 

จนถึงวันที่เพื่อนรักอย่าง แฮร์รี เคน ตัดสินใจย้ายออกไปหาความท้าทายกับ บาเยิร์น มิวนิก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

 

แต่ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะหมุนต่อไปนานแค่ไหน โลกจะหมุนไปกี่รอบ… ซนฮึงมิน ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้

 

เขาไม่ได้ย้ายทีม ไม่ได้ตามหาความสำเร็จที่อื่น เขาเลือกจะสร้างมันที่นี่ ที่บ้านของเขาเอง

 

ก่อนเกมนัดชิงฯ แม้จะมีทั้งข่าวดราม่านอกสนาม และอาการบาดเจ็บเล็กน้อยติดตัว แต่เขายังได้โอกาสจาก ‘อังเก้’ เพื่อเริ่มเกมจากม้านั่งสำรอง เพราะทุกคนมองซนยังเป็นคีย์สำคัญ และเขาไม่ควรพลาดเกมที่อาจกลายเป็น ‘วันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต’

 

ซนถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 67 ท่ามกลางจังหวะเกมที่สเปอร์สต้องรับมือกับเกมรุกของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างหนักในครึ่งหลัง

 

และเมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น…

 

ซนฮึงมิน กับน้ำตาแห่งความสุข กลายเป็นภาพที่กินใจแฟนบอลที่สุดในค่ำคืนนี้

 

“ขอพูดเล่นหน่อยละกัน, สมมุติว่าผมเป็นตำนานแล้วกัน!” ซนพูดติดตลก

 

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ! ก็ไม่มีใครทำแบบนี้ได้มา 17 ปีแล้ว ผมก็ถือว่า กับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะมหัศจรรย์แบบนี้ ผมอาจจะเป็นตำนานของสโมสรก็ได้”

 

“นี่แหละคือสิ่งที่ผมฝันมาตลอด และวันนี้มันเกิดขึ้นจริง ผมคือคนที่มีความสุขที่สุดในโลก”

 

“ผมรู้สึกกดดันมาก ผมอยากได้ (แชมป์) เหลือเกิน ผมนึกถึงเกมนี้ทุกวันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และในที่สุด มันก็เกิดขึ้นจริง” ซนฮึงมิน ให้สัมภาษณ์กับ TNT Sports

 

จากนักเตะธรรมดาๆ …สู่กัปตันทีม ที่สร้างตำนานกลายเป็นกัปตันทีมชาวเกาหลีใต้คนแรกที่พาทีมคว้าแชมป์สโมสรยุโรป อีกทั้งยังเป็นผู้เล่นต่างชาติที่ยิงประตูมากที่สุดตลอดกาลของสเปอร์ส และตอนนี้ เขาได้อยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์สโมสรอย่างสมบูรณ์

 

“ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นคนเกาหลี ผมรู้ว่าที่เกาหลีเป็นเวลาตี 4 แต่แฟนๆ ก็ยังตื่นขึ้นมาเชียร์ผมอย่างบ้าคลั่ง” ซน กล่าวขอบคุณแฟนบอลในบ้านเกิด

 

ขณะที่ อังเก้ ปอสเตโคกลู กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ในปีแรกกับสโมสร เผยว่า “ผมอยากให้วันนี้เกิดขึ้นเพื่อซนนี่ เขาทำทุกอย่างให้ทีมมาตลอด 10 ปี ผมเคยบอกเขาไว้ว่า เราต้องเอารูปคุณขึ้นไปติดบนผนังร่วมกับทีมแชมป์ชุดก่อนๆ และวันนี้เขาได้อยู่ตรงนั้นแล้ว”

 

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่โทรฟียุโรปใบแรกในรอบ 40 ปีของสเปอร์ส, ไม่ใช่แค่การรอคอย 17 ปีที่สิ้นสุดลง

 

แต่ยังมอบโควตาลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า ทั้งที่ปัจจุบันพวกเขารั้งอันดับ 17 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งตัวของซนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นชัยชนะที่เปลี่ยนภาพจำ เปลี่ยนวิธีคิด และทัศนคติของทั้งทีมให้ดีขึ้นนับจากนี้

 

จากความผิดหวังสู่น้ำตาแห่งความภูมิใจ

 

จากเด็กเกาหลีใต้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า ‘ไม่น่าไปรอดในเวทียุโรป’

 

วันนี้ เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า เขาคือฮีโร่ของชาวเกาหลีใต้ และกำลังจะกลายเป็นตำนานคนต่อไปของ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

 

โทรฟีใบนี้… เปรียบเสมือนรางวัลของความอดทน รางวัลของการไม่ยอมแพ้ ของคนที่ไม่เคยหยุดเชื่อในความฝัน แม้จะไม่มีทางรู้เลยว่าฝันนั้นจะเป็นจริงได้ไหมในช่วงชีวิตนี้

 

และวันนี้ ซนนี่… ก็ทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริงแล้ว 🏆🇰🇷

 

อ้างอิง:

The post รางวัลของคนไม่ยอมแพ้! ซนฮึงมิน กับแชมป์ที่รอคอยมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
All-English Finals: ศึกสายเลือดอังกฤษบนเวทียุโรป https://thestandard.co/europa-league-2025-final-spurs-vs-man-utd/ Wed, 21 May 2025 01:56:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1076546 นักเตะสเปอร์สและแมนยูลงสนามที่เมืองบิลเบา

คืนนี้ที่เมืองบิลเบาจะกลายเป็นสมรภูมิระหว่างท็อตแนม ฮอต […]

The post All-English Finals: ศึกสายเลือดอังกฤษบนเวทียุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะสเปอร์สและแมนยูลงสนามที่เมืองบิลเบา

คืนนี้ที่เมืองบิลเบาจะกลายเป็นสมรภูมิระหว่างท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2024/25

 

แต่การดวลกันเองของทีมอังกฤษในรอบชิงถ้วยยุโรปไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และทั้งสองทีมก็เคยมีประสบการณ์ตรงกับแมตช์แบบนี้มาแล้วเช่นกัน

 

ส่วนคืนนี้ใครจะได้ครองบัลลังก์ยูโรปา พร้อมตั๋วลุยแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า มารอลุ้นไปพร้อมกัน

 

นักเตะสเปอร์สและแมนยูลงสนามที่เมืองบิลเบา นักเตะสเปอร์สและแมนยูลงสนามที่เมืองบิลเบา

The post All-English Finals: ศึกสายเลือดอังกฤษบนเวทียุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเดินทาง 10 ปีของ ‘ซอนนี่อปป้า’ กับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของชีวิต https://thestandard.co/sonny-oppa-ten-year-journey/ Thu, 15 May 2025 05:12:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1074506

“ฤดูร้อนนี้ก็จะครบ 10 ปีแล้วที่คุณมาอยู่กับท็อตแนม คุณม […]

The post การเดินทาง 10 ปีของ ‘ซอนนี่อปป้า’ กับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ฤดูร้อนนี้ก็จะครบ 10 ปีแล้วที่คุณมาอยู่กับท็อตแนม คุณมองชีวิตช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของคุณอย่างไรบ้าง”

 

ซนฮึงมินยิ้มบางๆ ให้กับคำถาม ใบหน้าของเขาอาจจะยังดูอ่อนเยาว์อยู่มากเมื่อเทียบกับนักฟุตบอลชาวตะวันตกหรืออเมริกาใต้เพื่อนร่วมทีม แต่สำหรับคนที่รักและเฝ้าให้กำลังใจเขามาอย่างยาวนานจะรู้ดีว่า ซนฮึงมินในวัย 32 ปีนั้นต่างจากหนุ่มเกาหลีบอยแบนด์เมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก

 

แววตาของเขาไม่ได้เปล่งประกายสดใสเหมือนวันนั้นอีกแล้ว แต่เป็นแววตาที่สงบนิ่งของคนที่ผ่านเรื่องราวและช่วงเวลาต่างๆ มากมาย ทั้งช่วงเวลาที่มีความสุขและเวลาที่แสนเศร้า

 

แต่ในเวลาเดียวกัน หากมองลึกลงไปที่นัยน์ตา ‘ซอนนี่อปป้า’ มันมีประกายของความหวังเล็กๆ ส่องสว่างอยู่ข้างใน

 

มีบางสิ่งที่เขาอยากทำให้ได้ก่อนที่เวลาจะหมดลง

 

 

ฤดูร้อนของปี 2015 มีข่าวการย้ายทีมที่น่าสนใจเกิดขึ้น เมื่อ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สโมสรฟุตบอลดังของพรีเมียร์ลีก ตัดสินใจจ่ายเงินมากถึง 22 ล้านปอนด์ให้แก่ทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซน เพื่อขอซื้อกองหน้าคนหนึ่งมาร่วมทีม

 

กองหน้าคนนั้นคือ ซนฮึงมิน ดาวเด่นทีมชาติเกาหลีใต้ ที่กลายเป็นนักฟุตบอลชาวเอเชียที่มีค่าตัวแพงที่สุดในช่วงเวลานั้น

 

ความจริงกองหน้าที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน นายใหญ่ไฟแรงของสเปอร์สในเวลานั้น ต้องการในทีแรกคือ ไซโด เบราฮิโน กองหน้าที่กำลังแจ้งเกิดและโดดเด่นอย่างมากในพรีเมียร์ลีกช่วงเวลานั้น เพียงแต่ความพยายามในการขอซื้อตัวศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อเวสต์บรอมวิช อัลเบียน ต้นสังกัดของผู้เล่น ยืนกรานไม่ปล่อยตัวออกไปอย่างเด็ดขาด

 

นั่นทำให้ แดเนียล เลวี ประธานสโมสร จำเป็นต้องมองหาตัวเลือกใหม่เพื่อเสริมทีมสเปอร์สให้มีเขี้ยวเล็บมากขึ้น และนั่นนำไปสู่การได้รู้จักกับซนฮึงมิน ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นให้กับเลเวอร์คูเซนเช่นเดียวกัน

 

‘ซอนนี่’ เป็นผลผลิตลูกหนังที่ชาวเกาหลีใต้ภาคภูมิใจ เพราะได้โอกาสในการมาค้าแข้งในบุนเดสลีกาตั้งแต่อายุน้อยเพียงแค่ 16 ปี จากโครงการความร่วมมือกันระหว่างสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้กับสโมสรฮัมบวร์ก เอสเฟา แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่ซนฮึงมินต้องตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่บ้านเกิดก็ตาม

 

ที่ฮัมบวร์ก แม้จะเปิดประตูต้อนรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางจะโรยด้วยดอกมูกุงฮวา เขาอยู่ในสถานะของเด็กเยาวชนในอะคาเดมีที่ต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่ในทีมชุดใหญ่ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นระดับโลกที่นอกจากชั้นเชิงจะสูงส่งกว่าประสบการณ์ก็เหนือกว่าด้วย

 

การก้าวเดินทีละขั้นจากทีมเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่นั้นแสนยากเย็น และทำเอาแม้แต่เด็กที่ผ่านการฝึกอย่างเข้มงวดเข้าขั้นโหดแบบซนฮึงมินก็เกือบถอดใจแล้วเหมือนกัน

 

แต่แววโดดเด่นของเขานั้นเป็นที่รู้กันว่าเด็กเกาหลีคนนี้มีของ

 

หนึ่งในคนที่มองเห็นพรสวรรค์ที่มาพร้อมกับพรแสวงคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย หัวหอกพญายมที่ในเวลานั้นเป็นตำนานรุ่นลายครามที่ใกล้ปลดระวางเต็มที แต่เพชฌฆาตชาวดัตช์ไม่เคยถือตัว ในทางตรงกันข้าม กลับรับรุ่นน้องคนนี้เข้ามาอยู่ใต้ปีก ด้วยคำทักทายที่ง่ายๆ แต่อบอุ่นในวันแรกที่ซนเข้ามาในห้องแต่งตัวทีมชุดใหญ่

 

“สบายดีไหม”​ คำทักทายจากฟาน นิสเตลรอย ต่อรุ่นน้อง ทั้งๆ ที่เป็นเบอร์ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนี้ก็ได้

 

 

ในช่วงพรีซีซันครั้งหนึ่ง ซนฮึงมินที่กำลังทำผลงานได้ดีเกิดโชคร้ายได้รับบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกฝ่าเท้าหักและต้องใส่เฝือก ซึ่งในวันถัดมามีการถ่ายภาพทีมประจำปีของสโมสรฮัมบวร์กพอดี ฟาน นิสเตลรอย เห็นรุ่นน้องเจ็บอยู่ก็เดินมาให้กำลังใจว่า “พวกเราจะรอนายเสมอ”

 

น้ำใจจากรุ่นพี่ทำให้ซอนนี่น้ำตาไหลเป็นทาง และทำให้เขามุ่งมั่นที่จะกลับมาลงสนามให้ได้อีกครั้ง โดยที่มีศูนย์หน้าระดับตำนานเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสารทุกข์สุขดิบทุกอย่าง ก่อนที่เส้นทางจะนำพาเขาไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่าอย่างเลเวอร์คูเซน

 

และผลงาน 29 ประตูจากการลงสนาม 87 นัด นำทางเขามาสู่ลอนดอน

 

จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านมารวดเร็วจนน่าใจหาย

 

ซนฮึงมินก้าวจากผู้เล่นวัย 23 ปี สู่การเป็นนักฟุตบอลที่ได้รับการประทับตราว่าเป็น ‘ตำนาน’ แห่งไวต์ฮาร์ตเลนไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับเกียรติประวัติส่วนตัวอีกที่ควรค่าแก่การยกย่อง

 

ดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 5 ของสเปอร์ส ด้วยผลงาน 199 ประตูจากการลงสนามทั้งหมด 399 นัด

 

นักเตะสเปอร์สที่ทำแอสซิสต์สูงที่สุดตลอดกาล 71 ครั้ง

 

นักเตะชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลรองเท้าทองคำ (ดาวซัลโวประจำฤดูกาลพรีเมียร์ลีก) ในฤดูกาล 2021/22 ด้วยจำนวน 23 ประตู

 

นักเตะชาวเอเชียคนแรกที่ทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้ครบ 100 ประตู

 

เจ้าของรางวัล Puskás Award จากประตูโซโล่ในเกมที่พบกับเบิร์นลีย์เมื่อฤดูกาล 2019/20

 

นักเตะสเปอร์สคนที่ 3 ที่ลงสนามให้ทีมครบ 300 นัด ต่อจาก อูโก ญอริส และ แฮร์รี เคน

 

แต่ทั้งหมดนี้ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตสำหรับซนฮึงมิน คือการเป็นนักฟุตบอลที่เป็นที่รักและได้รับความเคารพจากทั้งเพื่อนร่วมทีมและแฟนฟุตบอลมากที่สุดคนหนึ่ง โดยที่ไม่ได้พยายามทำตัวให้สำคัญเลยแม้แต่น้อย

 

ทุกคนรักและเคารพซนในฐานะ ‘รุ่นพี่’ จากการวางตัวที่ยอดเยี่ยมในฐานะมืออาชีพ ไม่เคยก่อเรื่องอื้อฉาว ไม่เคยงอแงขอย้ายไปทีมที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าทั้งที่สามารถทำได้สบายมาก ทุ่มเทเสมอทั้งในการซ้อมและในการลงแข่งขัน และแม้จะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนซนฮึงมินไม่เคยถือตัว

 

เขายังถ่อมตนอยู่เสมอ ซึ่งไม่ต่างจากที่คนเฒ่าเขาบอกไว้ว่า ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือคนที่ถ่อมตนที่สุด

 

ดังนั้นไม่ว่าซนฮึงมินจะได้อยู่กับสเปอร์สตลอดไปหรือไม่ วันที่เขาต้องอำลาทีมตามวิถีของนักฟุตบอล เขาจะได้รับการยกย่อง ไม่เพียงแค่ในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร

 

เขายังเป็นนักฟุตบอลผู้ได้รับความรักจากทุกคนมากที่สุดด้วย สิ่งนี้คือสุดยอดรางวัลของชีวิตที่แลกมาด้วยชีวิตและความฝัน

 

และวันนั้นจะเป็นวันที่เศร้าที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสเปอร์สอย่างแน่นอน

 

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ซนฮึงมินยังมีสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำให้ได้

 

 

“ผมไม่กล้าจะให้คนเรียกว่าตำนานได้หรอกถ้าผมยังคว้าแชมป์ไม่ได้” เขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TNT ก่อนที่จะถึงเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่ายูโรปาลีก ที่จะพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในคืนวันพุธที่ 21 พฤษภาคมนี้

 

“ผมยังอยู่ที่นี่เพราะผมอยากจะชนะ” ซอนนี่อปป้ากล่าว “นั่นเพราะตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยมีใครพาทีมนี้คว้าแชมป์ได้เลย”

 

อย่าว่าแต่ตัวเขาเองเลย แม้แต่ แฮร์รี เคน อดีตศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่เป็น ‘คู่ขวัญ’ เองก็ไม่สามารถทำได้ ดีที่สุดของพวกเขาคือการเป็นรองแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาล 2019/20 นัดที่ว่ากันว่าหากวันนั้นสเปอร์สเป็นฝ่ายชนะลิเวอร์พูล โชคชะตาของสองสโมสรอาจจะสวนทางกันก็เป็นได้

 

ครั้งสุดท้ายที่สเปอร์สได้แชมป์คือถ้วยลีกคัพในฤดูกาล 2007/08 ยุคที่ยังมี ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ นำทัพ และ แฮร์รี เรดแนปป์ เป็นผู้จัดการทีม ด้วยการเฉือนเอาชนะเชลซีอย่างหวุดหวิด 2-1 ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยของ โจนาธาน วูดเกต

 

ถ้วยก่อนหน้านั้นของสเปอร์สต้องย้อนกลับไปถึงในฤดูกาล 1998/99 ที่เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ในนัดชิงลีกคัพ (ในชื่อเวิร์ทธิงตันคัพ) ด้วยประตูชัยของ อัลลัน นีลเซน โดยมี คริสเตียน โกรสส์ ผู้จัดการทีมชาวสวิสแลนด์คุมทัพ

 

ซนฮึงมินต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่าของสเปอร์สให้ได้

 

เพียงแต่เขาไม่ได้ต้องการแชมป์นี้เพื่อตัวเองหรอก

 

“ผมไม่ได้อยากคว้าแชมป์นี้เพื่อตัวเองหรอก ผมอยากทำให้ทีม อยากทำให้น้องๆ ทุกคนในทีม

 

“พวกเขาอาจจะคิดไปอีกทางว่าอยากจะคว้าแชมป์เพื่อผมอยู่ ผมมองเห็นและผมสัมผัสได้ รวมถึงแฟนๆ ด้วย ผมรู้สึกตื้นตันมากๆ”

 

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์ผลงานในการลงสนามของเขาจากแฟนๆ บ้างในช่วงหลัง ซึ่งอปป้าบอกว่าเขาก็แอบผิดหวัง เพียงแต่เรื่องนี้จะไม่กระทบต่อใจของเขาอย่างแน่นอน

 

10 ปีของการเดินทางกับสเปอร์ส ซนฮึงมินผ่านอะไรมากมายที่หากเปรียบเป็นเหมือนการต่อภาพจิ๊กซอว์ภาพนี้ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

 

ขาดเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นภาพก็จะงดงาม

 

แน่นอน เขารู้ว่าชิ้นสุดท้ายที่ตามหานั้นอยู่ที่ไหน และจะไม่ยอมปล่อยให้หายไปอีกอย่างแน่นอน

 

อ้างอิง:

The post การเดินทาง 10 ปีของ ‘ซอนนี่อปป้า’ กับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโรปาลีก: ตั๋วชุบชีวิตแมนยู-สเปอร์ส ในฤดูกาลแห่งความบอบช้ำ https://thestandard.co/europa-league-lifeline-manchester-united-tottenham/ Fri, 09 May 2025 03:35:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1072691 ยูโรปาลีก

ฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นบททดสอบสุดโหดสำหรับทั้งแมนเชสเตอ […]

The post ยูโรปาลีก: ตั๋วชุบชีวิตแมนยู-สเปอร์ส ในฤดูกาลแห่งความบอบช้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโรปาลีก

ฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นบททดสอบสุดโหดสำหรับทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 

 

สองยักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีกที่ต่างต้องดิ้นรนอยู่ครึ่งล่างของตาราง โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ที่อันดับ 15 ส่วนสเปอร์สตามมาติดๆ ในอันดับ 16 ผลงานที่น่าผิดหวังกลายเป็นเสียงวิจารณ์ที่ดังขึ้นในทุกสัปดาห์ สะท้อนถึงความบอบช้ำที่ทั้ง 2 ทีมกำลังเผชิญ จนหลายคนมองว่าฤดูกาลนี้แทบหมดหวัง

 

แต่ในขณะที่ผลงานในลีกสร้างบาดแผล เวทียูโรปาลีกกลับกลายเป็นเวทีที่ทั้ง 2 ทีมได้แสดงพลังที่ซ่อนอยู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดระเบิดฟอร์มถล่มแอธเลติก บิลเบา สกอร์รวม 7-1 ขณะที่สเปอร์สก็จัดการโบโดกลิมต์อย่างเด็ดขาดด้วยสกอร์รวม 5-1 ในเกมรอบรองฯ

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมองว่าแชมป์ยูโรปาลีกคือ ‘โทรฟีทองคำ’ ถ้วยเดียวที่เหลือให้ลุ้นในปีนี้ และมันไม่ได้เป็นแค่ถ้วยรางวัลในตู้โชว์ แต่ยังหมายถึง ‘ตั๋วพิเศษ’ ที่จะพาทีมกลับสู่เวทียูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า แม้พวกเขาต้องจบฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกด้วยอันดับเลขสองหลักก็ตาม

 

รูเบน อโมริม กุนซือยูไนเต็ด กล่าวหลังผ่านเข้ารอบชิงฯ ว่า “มันยากมากสำหรับสโมสรที่จะพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งเดิมถึง 4 ครั้งในฤดูกาลเดียว เราอาจคิดในมุมนั้นได้”

 

นี่คือคำพูดที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของทัพปีศาจแดง ก่อนดวลกับสเปอร์สในรอบชิงฯ ทีมที่เคยเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้วถึง 3 ครั้งในฤดูกาลนี้

 

ฝั่งสเปอร์สเองก็มีเป้าหมายที่ไม่ต่างกัน อันเก ปอสเตโคกลู นายใหญ่ไก่เดือยทองกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “มันจะทำให้หลายคนหงุดหงิดแน่ๆ ใช่ไหม? ใครสนล่ะว่าเรากำลังลำบากในลีก? การเข้าถึงรอบชิงและคว้าแชมป์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราทั้งคู่สมควรอยู่ที่นี่แล้ว และผมตั้งตารอเกมนี้มาก”

 

แม้จะถูกมองว่าเป็นทีมที่เต็มไปด้วยปัญหา แต่ปอสเตโคกลูย้ำว่านี่คือความสำเร็จที่จะเปลี่ยนอนาคตของสเปอร์สได้ 

 

“ทำไมเราต้องใส่ใจว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคิดอย่างไร? เรารู้ดีว่าสถานการณ์ของเราเป็นอย่างไร และนี่คือโอกาสสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของสโมสรได้”

 

ในเชิงสถิติ H2H ก่อนหน้า…สเปอร์สดูมีภาษีดีกว่าเล็กน้อย โดยชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้ว 3 นัดในฤดูกาลนี้ 

 

แต่ Opta ที่คำนวณโดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์กลับวิเคราะห์ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายได้เปรียบเล็กน้อยในนัดชิงฯ รอบนี้ ด้วยโอกาสคว้าแชมป์ 50.7% ขณะที่สเปอร์สอยู่ที่ 49.3% ซึ่งห่างกันไม่มากจริงๆ

 

อย่างไรก็ตาม นี่จะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยเดิมพันมหาศาล ท่ามกลางวิกฤตของผลงานที่ถาโถมใส่ทั้ง 2 สโมสร 

 

แชมป์ยูโรปาลีกจะเป็นสิ่งที่เยียวยาทั้ง 2 ทีมได้อย่างแน่นอน มันคือโอกาสที่จะเปลี่ยนฤดูกาลที่เลวร้าย…ให้กลายเป็นความสำเร็จชิ้นใหญ่ 

 

แต่เมื่อเสียงนกหวีดยาวดังขึ้นที่ซานมาเมส จะมีเพียงหนึ่งทีมที่ได้ชูถ้วย…ส่วนอีกทีมจะต้องเผชิญกับความผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

The post ยูโรปาลีก: ตั๋วชุบชีวิตแมนยู-สเปอร์ส ในฤดูกาลแห่งความบอบช้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี https://thestandard.co/harry-kane-finally-a-champion/ Mon, 05 May 2025 05:58:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1071198

“We are the champions, my friends.”   เสียงเพลงคลา […]

The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

“We are the champions, my friends.”

 

เสียงเพลงคลาสสิกจากวง Queen ดังขึ้นท่ามกลางรอยยิ้มของ แฮร์รี เคน ชายผู้เคยถูกล้อว่าเป็น ‘ราชากองหน้าไร้แชมป์’ 

 

วันนี้ เขายืนอยู่ในจุดที่รอคอยมายาวนานกว่า 15 ปี พร้อมเซลฟี่ตัวเองไว้เป็นหลักฐานของแชมป์ลีกใบแรกในชีวิต หลังลงเล่นฟุตบอลอาชีพมาแล้วกว่า 700 นัด

 

แม้จะถูกยกเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลกมายาวนาน แต่หลายปีที่ผ่านมา ‘เคน’ กลับไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกกับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ต้นสังกัดเก่าของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ตัวเขาจะสร้างสถิติยิงประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร และกลายเป็นดาวยิงตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ

 

เขาคือเจ้าของสถิติ 213 ประตูในพรีเมียร์ลีก และ 71 ประตูในนามทีมชาติอังกฤษ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 พ.ค.2025) แต่กลับต้องเห็นนักเตะร่วมยุครุ่นเดียวกันคว้าแชมป์ไปทีละราย ไม่ว่าจะเป็น เควิน เดอ บรอยน์ หรือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 

 

แต่อีกด้านหนึ่งของความสำเร็จนั้น กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าในตู้รางวัลของเขา

 

การย้ายมาบาเยิร์นในปี 2023 คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของทั้งตัวเขาและสโมสร บาเยิร์นลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ด้วยเม็ดเงินกว่า 100 ล้านยูโร ดึงเคนมาร่วมทีมด้วยความหวังว่าเขาจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการไล่ล่าแชมป์ยุโรป ส่วนเคนเองก็หวังว่าที่นี่จะเป็นคำตอบของความกระหายถ้วยรางวัล

 

แต่ฤดูกาลแรกกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง บาเยิร์นจบฤดูกาล 2023/24 โดยไม่มีถ้วยติดมือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี 

 

เคนจบฤดูกาลด้วย 44 ประตูจากทุกรายการ แถมต้องรับบทพระรองอีกครั้ง โดยเฉพาะในศึกเดเอฟเบ โพคาล ที่ทีมพ่ายให้กับทีมจากลีกล่าง และในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ตกรอบก่อนรองชนะเลิศแบบน่าเจ็บใจ

 

จากจุดนั้น…เสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง บางคนบอกว่าเขาคือ “นักเตะผู้ถูกสาป” ที่ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีวันเป็นแชมป์ และบางคนถึงขั้นเรียกเขาว่า เป็นโชคร้ายของทีม เรียกว่า..ที่ไหนมีเคน ที่นั่นจะไม่มีถ้วย

 

แต่เคนไม่เคยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนใจ.. แม้ต้องชวดหลายแชมป์กับเสือใต้ หรือแม้แต่การพลาดแชมป์ยูโรในรอบชิงฯ หนที่ 2 กับอังกฤษ

 

ในฤดูกาลที่สอง เขากลับมาด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เดินหน้าล่าความฝันด้วยแรงศรัทธาที่ไม่เคยสั่นคลอน

 

เขายังคงยิงประตูต่อเนื่อง เป็นผู้นำทั้งในสนามและห้องแต่งตัว และที่สำคัญคือ เขาเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับเสียงภายนอกที่กระทบต่อจิตใจอีกต่อไป 

 

“ผมรู้ว่าทุกคนพูดอะไรกัน แต่ผมโฟกัสแค่สิ่งที่ผมควบคุมได้” เคนเคยให้สัมภาษณ์ไว้

 

และสิ่งที่เขาควบคุมได้ก็คือการทุ่มเทเต็มร้อยในทุกนัด ทุกการซ้อม ทุกนาทีในสนาม ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติของผู้ชนะอย่างแท้จริง

 

แล้ววันแห่งการปลดล็อกก็มาถึงในฤดูกาล 2024/25 บาเยิร์น มิวนิก คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสำเร็จ พร้อมกับที่เคนเป็นตัวเต็งคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำฤดูกาล

 

นี่ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลแรกในลีกของเขา แต่มันคือบทพิสูจน์ว่าความพยายาม ความอดทน และศรัทธาในตัวเองสามารถเอาชนะคำสบประมาทได้ในที่สุด

 

แฮร์รี เคน อาจไม่ใช่ดาวรุ่งที่เฉิดฉายคว้าถ้วยตั้งแต่เริ่มต้น แต่เขาคือแบบอย่างของนักสู้ที่ไม่เคยหยุดเดิน แม้จะล้มกี่ครั้ง โลกจะสบประมาทอีกกี่หน เขาก็ยังเชื่อในเส้นทางของตัวเอง

 

วันนี้ แฮร์รี เคน ได้แชมป์ลีกครั้งแรกในวัย 31 ปี อาจมาช้าไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องราวที่สวยงามไม่แพ้ใคร

 

เพราะบางครั้ง..คนที่ถูกมองว่า ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ไปถึงก่อนใคร

 

แต่คือคนที่ “ไม่เคยหยุดเดิน” แม้เผชิญอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ตาม..

 

อ้างอิง:

The post แฮร์รี เคน ปิดตำนาน ‘ราชากองหน้าไร้ถ้วย’ สู่แชมป์ลีกแรกที่รอมา 15 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนยู-สเปอร์ส-เชลซี ฟอร์มแรงรอบรองฯ โอกาสเข้าชิงยูโรปา-คอนเฟอเรนซ์ลีกสูง https://thestandard.co/english-clubs-european-semifinals-strong-performance/ Fri, 02 May 2025 03:15:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1070408 นักเตะแมนยู สเปอร์ส และเชลซี ฉลองชัยชนะในรอบรองชนะเลิศนัดแรกรายการ ยุโรปา และคอนเฟอเรนซ์ลีก

3 สโมสรอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แ […]

The post แมนยู-สเปอร์ส-เชลซี ฟอร์มแรงรอบรองฯ โอกาสเข้าชิงยูโรปา-คอนเฟอเรนซ์ลีกสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะแมนยู สเปอร์ส และเชลซี ฉลองชัยชนะในรอบรองชนะเลิศนัดแรกรายการ ยุโรปา และคอนเฟอเรนซ์ลีก

3 สโมสรอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเชลซี ต่างโชว์ผลงานรอบรองชนะเลิศนัดแรกในเวทียุโรปได้อย่างยอดเยี่ยม มีลุ้นเข้ารอบชิงทั้ง 2 ถ้วยรองรายการยุโรป

 

โดย แมนฯ ยูไนเต็ด บุกถล่มแอธเลติก บิลเบา 3-0 ในยูโรปาลีก ทำให้ Opta ประเมินโอกาสเข้าชิงไว้สูงถึง 97% ส่วนสเปอร์สเปิดบ้านชนะโบโดกลิมต์ 3-1 มีโอกาสเข้าชิง 91% ซึ่งถ้าทั้งคู่เจอกันในรอบชิง จะเป็นครั้งที่ 6 ที่ทีมอังกฤษจะดวลกันเองในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป

 

ฝั่งเชลซี ในคอนเฟอเรนซ์ลีก บุกอัดเยอร์การ์เดนส์ 4-1 โดย นิโคลัส แจ็คสัน ซัดสองประตูในครึ่งหลัง ทำให้พวกเขาจ่อเข้าสู่รอบชิง และมีโอกาสเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปครบทั้ง 3 รายการ (UCL, UEL, UECL)

 

อย่างไรก็ตาม แฟนบอลยังมีลุ้นเห็นทีมอังกฤษเข้าชิงครบทั้ง 3 รายการ แต่ต้องลุ้นอาร์เซนอลที่ตกเป็นรอง หลังพ่ายปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0-1 ในเกมแชมเปียนส์ลีกนัดแรก โดยพวกเขาจำเป็นต้องบุกไปเก็บชัยชนะในเกมที่ 2 ถึงปาร์ค เดส์ แพรงซ์ ให้ได้เท่านั้น

 

นักเตะแมนยู สเปอร์ส และเชลซี ฉลองชัยชนะในรอบรองชนะเลิศนัดแรกรายการยุโรปา และคอนเฟอเรนซ์ลีก

The post แมนยู-สเปอร์ส-เชลซี ฟอร์มแรงรอบรองฯ โอกาสเข้าชิงยูโรปา-คอนเฟอเรนซ์ลีกสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>