Tim Cook Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/tim-cook/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Mar 2026 12:39:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ https://thestandard.co/tim-cook-apple-new-mac-ipad/ Mon, 02 Mar 2026 12:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1183621 Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแ […]

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ระบุว่า “A big week ahead. It all starts Monday morning!” (สัปดาห์ยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ทุกอย่างจะเริ่มต้นในเช้าวันจันทร์!) พร้อมแนบวิดีโอแอนิเมชันสั้นๆ เป็นรูปโลโก้ Apple

 

การออกมากล่าวเปรยของซีอีโอ เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่สื่อมวลชนจะเข้าร่วมงาน Special Apple Experience’ ตามคำเชิญที่ Apple ได้ส่งไปก่อนหน้านี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2026 เวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

Apple ใช้คำว่า ‘สัปดาห์แห่งการเปิดตัว’ มักหมายถึงการทยอยปล่อยข่าว ประชาสัมพันธ์หรือวิดีโอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบ ‘วันละรุ่น’ ต่อเนื่องกันหลายวัน โดยนักวิเคราะห์และสื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าเราจะได้เห็นฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ดังนี้:

 

  • MacBook รุ่นประหยัด: มีข่าวลือว่า Apple เตรียมเปิดตัว MacBook ขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้ว ที่จะใช้ชิปเซ็ตระดับเดียวกับ iPhone เพื่อให้สามารถตั้งราคาเริ่มต้นที่ประมาณ $699 – $749 (ราว 25,000 – 27,000 บาท) ซึ่งจะเน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา โดยคาดว่าจะมีสีสันสดใสให้เลือก เช่น สีเหลือง สีฟ้า และสีชมพู
  • Mac ชิป M5 : คาดว่าจะมีการเปิดตัว MacBook Air ที่ใช้ชิป M5 และ MacBook Pro รุ่น 14 และ 16 นิ้ว ที่อัปเกรดเป็นชิป M5 Pro และ M5 Max
  • iPad ใหม่ : อาจได้เห็น iPad รุ่นเริ่มต้น (Gen 12) และ iPad Air ที่ขยับมาใช้ชิป M4 เพื่อรองรับ Apple Intelligence
  • iPhone: คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone สีใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ถึงการเปิดตัว iPhone 17e และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ด้วย

 

การเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ทยอยปล่อยข่าวตลอดทั้งสัปดาห์ แทนการจัดงานใหญ่เปิดตัวสินค้า (Keynote) เพียงวันเดียว ถือเป็นวิธีการในการ ‘ครองพื้นที่สื่อ’ โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ชื่อของ Apple ถูกกล่าวถึงในแวดวงข่าวเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ สร้างกระแสความสนใจ ไปจนถึงวันกำหนดการที่สื่อมวลชนได้สัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริง ในวันที่ 4 มีนาคม

 

อ้างอิง:

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย https://thestandard.co/apple-mac-mini-production-texas/ Fri, 27 Feb 2026 12:14:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1182531 ภาพประกอบ Mac Mini พร้อมป้าย Made in USA สื่อถึงการย้ายฐานผลิตของ Apple กลับสหรัฐฯ

Apple ประกาศเตรียมย้ายฐานการผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป Ma […]

The post Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Mac Mini พร้อมป้าย Made in USA สื่อถึงการย้ายฐานผลิตของ Apple กลับสหรัฐฯ

Apple ประกาศเตรียมย้ายฐานการผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป Mac Mini บางส่วนจากเอเชียกลับมายังสหรัฐอเมริกา โดยถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการดึง ‘ห่วงโซ่อุปทาน‘ ขนาดใหญ่ของบริษัทกลับคืนสู่ประเทศบ้านเกิด

 

ซาบิห์ ข่าน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple เปิดเผยกับ The Wall Street Journal ว่า สายการผลิตใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปีนี้ที่โรงงานของ Foxconn ซึ่งตั้งอยู่ในตอนเหนือของเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

 

โครงการนี้ประกอบด้วยอาคารหลักสองหลัง โดยอาคารแรกใช้ประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI ขั้นสูง ส่วนอีกอาคารที่เป็นโกดังขนาดใหญ่จะถูกปรับปรุงพื้นที่กว่า 220,000 ตารางฟุตเพื่อรองรับกระบวนการผลิต Mac Mini โดยเฉพาะ

 

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ว่าบริษัทจะทุ่มเม็ดเงินลงทุนในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.64 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 4 ปี คำมั่นสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์กดดันให้บริษัทต่างๆ เพิ่มการลงทุนในประเทศ โดยบริษัทที่ตอบรับได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรเป็นการตอบแทน

 

สำหรับ Mac Mini ถือเป็นคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปขนาดกะทัดรัดที่มีราคาเข้าถึงง่าย โดยเริ่มต้นที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.86 หมื่นบาท) แต่ยังคงเป็น ‘สินค้าเฉพาะกลุ่ม’ ที่ทำยอดขายได้น้อยกว่า 5% ของยอดขาย Mac ทั่วโลก และคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของยอดขายรวมทั้งหมด

 

สินค้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันและผู้ที่ต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ AI บนเดสก์ท็อป โดยสายการผลิตในสหรัฐฯ จะเน้นตอบสนองความต้องการในประเทศ ขณะที่การผลิตส่วนใหญ่ในเอเชียจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยพยายามผลิตคอมพิวเตอร์ Mac Pro ที่โรงงานในเมืองออสตินเมื่อปี 2013 แต่กำลังการผลิตกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ข่านระบุว่า Apple มั่นใจมากขึ้นในการคาดการณ์ดีมานด์ระยะยาวของ Mac Mini เนื่องจากเป็นที่นิยมมากกว่า Mac Pro ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดของแบรนด์

 

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ Mac mini จะถูกผลิตในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปีนี้”

 

คุกยังระบุเพิ่มเติมว่า “เรากำลังเร่งความก้าวหน้าให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ให้มากขึ้น และเปิดศูนย์การผลิตขั้นสูงแห่งใหม่ของ Apple เพื่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ”

 

ศูนย์ฝึกอบรมการผลิตขั้นสูงดังกล่าวจะมีพื้นที่ 20,000 ตารางฟุตในฮิวสตัน ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ เพื่อสอนเทคนิคและนวัตกรรมการผลิตแบบเดียวกับที่ใช้สร้างผลิตภัณฑ์ของ Apple ให้กับนักศึกษา พนักงานของซัพพลายเออร์ และธุรกิจอเมริกัน

 

ที่ผ่านมา Apple ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกำแพงภาษีในสมัยที่สองของทรัมป์ โดยต้องจ่ายเงินไปแล้วกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.02 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ประธานาธิบดีเริ่มบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว

 

แม้ศาลฎีกาจะตีตกนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ไปเป็นส่วนใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่เมื่อทรัมป์ออกมาตำหนิคำตัดสินดังกล่าว พร้อมประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนจะประกาศเพิ่มเป็น 15% ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) ที่ผ่านมา

 

ในเดือนสิงหาคม คุก ได้ไปปรากฏตัวที่ทำเนียบขาวร่วมกับทรัมป์เพื่อประกาศเม็ดเงินลงทุนงวดแรก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.10 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ คุกเคยบริจาคเงินส่วนตัว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.08 ล้านบาท) ให้กับคณะกรรมการจัดงานสาบานตนของทรัมป์

 

แม้ทำเนียบขาวจะรีบชี้ให้เห็นว่านโยบายของทรัมป์สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสหรัฐฯ ได้จริง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของ Apple อย่างเป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา

 

ปัจจุบัน Apple มีรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งจากการขาย iPhone ที่ผลิตในจีน, เวียดนาม และอินเดีย โดยบริษัทต้องนำเข้า iPhone กว่าครึ่งหนึ่งสำหรับตลาดสหรัฐฯ จากอินเดีย ขณะที่สินค้าอื่นๆ อย่าง Mac หูฟัง AirPods และนาฬิกาอัจฉริยะส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาฐานการผลิตจากเวียดนาม

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : Hadrian / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย https://thestandard.co/zuckerberg-social-media-addiction-lawsuit-kids/ Thu, 19 Feb 2026 12:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1180145 ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ให้การในศาลคดีถูกฟ้องออกแบบแอปให้เด็กเสพติด

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ขึ้นให้การต่อหน้าคณ […]

The post เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta ให้การในศาลคดีถูกฟ้องออกแบบแอปให้เด็กเสพติด

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta ขึ้นให้การต่อหน้าคณะลูกขุนเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถื่นของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมถึง Instagram สร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของเด็ก

 

รายงานจาก CNN ระบุว่า คดีนี้เป็นของ คาลีย์ หญิงสาววัย 20 ปี ที่กล่าวหาว่า Instagram และ YouTube ของ Google ถูกจงใจออกแบบมาให้เสพติด โดยเธอบอกว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ดึงดูดเธอตั้งแต่สมัยประถม จนทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล, ซึมเศร้า และภาวะหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของตนเอง (Body Dysmorphia)

 

ผลของคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อคดีอื่นๆ อีกหลายร้อยคดีจากครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบหรือเสียชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย ในขณะที่ Meta ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าได้ใช้มาตรการมากมายเพื่อปกป้องผู้ใช้งานวัยเยาว์

 

ใจความสำคัญของการให้การคือคำถามที่ว่า Meta รู้เรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนมากน้อยเพียงใด ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าเขามุ่งหวังที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเสพติดในระยะสั้นและทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง

 

ทนายความของคาลีย์ได้เปิดเผยเอกสารภายในที่ อดัม มอสเซรี หัวหน้าของ Instagram ระบุว่าฟีเจอร์วิดีโอสั้น Reels ทำให้เวลาใช้งานพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีเป้าหมายส่วนตัวเพื่อเอาชนะ TikTok ในแง่ของเวลาที่ผู้คนใช้งานบนแพลตฟอร์ม

 

“จากที่ผมอ่าน เราพยายามเพิ่มมูลค่าให้กับบริการของเรา แต่ก็พยายามวัดความก้าวหน้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง TikTok ด้วย” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว พร้อมเสริมว่าเวลาที่ใช้บนแอปคือตัวแทนในการวัดความสำเร็จของ Instagram เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

 

นอกจากนี้ ทนายความยังได้แสดงเอกสารภายในปี 2022 เกี่ยวกับหมุดหมายความสำเร็จ (milestones) ของ Instagram ซึ่งระบุการคาดการณ์ว่าเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มจะเพิ่มขึ้นจาก 40 นาทีในปี 2023 เป็น 46 นาทีในปี 2026 โดยซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่า Milestones ไม่ใช่เป้าหมาย (Goals) แต่เป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

 

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงเรื่องฟิลเตอร์ความงามของ Instagram ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปภาพได้ ทนายความแย้งว่าฟิลเตอร์เหล่านี้อาจทำร้ายการรับรู้ภาพลักษณ์ของวัยรุ่น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ Meta ปรึกษาก็ได้ข้อสรุปในทำนองเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทตัดสินใจอนุญาตให้มีฟิลเตอร์ดังกล่าวแต่ไม่แนะนำให้ใช้ โดยอ้างเรื่อง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวเสริมว่า หากบริษัทไปห้ามไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ ก็จะเป็นการตัดสินใจแทนผู้ใช้มากเกินไป

 

ทนายความยังนำอีเมลจากพนักงาน Meta คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของลูกสาววัยรุ่นสองคนมาแสดง โดยพนักงานคนดังกล่าวเตือนเรื่องฟิลเตอร์ความงามและระบุว่าแรงกดดันต่อวัยรุ่นหญิงนั้นรุนแรงมาก พร้อมเขียนว่า “ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณและสนับสนุนมัน แต่อยากบอกไว้เป็นหลักฐานว่า ฉันไม่คิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

 

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือกลุ่มผู้ใช้งานเด็ก แม้ Instagram จะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องมีอายุอย่างน้อย 13 ปี แต่เอกสารภายในปี 2015 ประเมินว่ามีผู้ใช้กว่า 4 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งคิดเป็น 30% ของเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปีทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม Instagram ไม่ได้เริ่มขอให้ผู้ใช้ใหม่กรอกวันเกิดจนกระทั่งเดือนธันวาคม 2019 ก่อนหน้านั้นเพียงแค่ให้ยืนยันว่าอายุเกิน 13 ปี และเริ่มขอวันเกิดจากผู้ใช้เดิมในเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งหมายความว่าคาลีย์ไม่เคยถูกถามเรื่องอายุเลยตอนที่สมัครใช้งาน

 

ทนายความยังเปิดเผยเอกสารภายในที่มีข้อความว่า “ถ้าเราต้องการชนะใจวัยรุ่น เราต้องดึงพวกเขาเข้ามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กก่อนวัยรุ่น” ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กโต้แย้งว่าปัจจุบัน Meta ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประเมินอายุของผู้ใช้และบังคับใช้มาตรการความปลอดภัย

 

เขาประเมินด้วยว่ากลุ่มวัยรุ่นสร้างรายได้ให้กับ Instagram ไม่ถึง 1% “วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้อิสระ พวกเขาจึงไม่มีมูลค่าสำหรับผู้ลงโฆษณา” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNN ระบุว่า บรรดาผู้ปกครองและกลุ่มผู้สนับสนุนได้กล่าวอ้างมานานหลายปีแล้วว่า Meta พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานอายุน้อย ไม่ใช่เพราะอำนาจการซื้อในระยะสั้น แต่หวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้ใช้งานในระยะยาว

 

ทนายของ Meta ได้แสดงอีเมลปี 2018 ที่ซักเคอร์เบิร์กเขียนถึงทิม คุก ซีอีโอของ Apple แสดงความต้องการให้ “เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” รวมถึง Facebook และ Instagram

 

ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความได้นำโปสเตอร์ขนาดยาวที่ต้องใช้คนถือถึงเจ็ดคน ซึ่งเต็มไปด้วยภาพถ่ายหลายร้อยภาพจากบัญชี Instagram ของคาลีย์ เพื่อตอกย้ำถึงช่วงเวลานับไม่ถ้วนที่เธอใช้ไปบนแพลตฟอร์ม

 

ด้านนอกศาลมีพ่อแม่หลายคนที่บอกว่าลูกของตนได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิตมารวมตัวกัน ในจำนวนนั้นมีผู้ปกครองที่เคยอยู่ในห้องฟังซักเคอร์เบิร์กให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อปี 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้หันไปขอโทษครอบครัวที่ระบุว่าลูกๆ ของพวกเขาได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในนั้นคือ แทมมี โรดริเกซ ผู้ปกครองที่สูญเสียลูกสาววัย 11 ปีจากการฆ่าตัวตายในปี 2021 หลังจากที่ลูกของเธอต้องดิ้นรนกับสิ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นอาการเสพติด Instagram และ Snapchat

 

เธอเป็นคนแรกในบรรดาบุคคลกว่า 1,500 คนที่ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งผลลัพธ์ของคดีอาจขึ้นอยู่กับการตัดสินของคณะลูกขุนในคดีของคาลีย์ด้วย “ฉันเชื่อว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง” เธอกล่าว

 

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าการพิจารณาคดีในลอสแอนเจลิสถือเป็นคดีแรกในลักษณะนี้ ซึ่งคดีของคาลีย์ดึงดูดการเปรียบเทียบกับการที่อุตสาหกรรมยาสูบขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบเรื่อง ‘การเสพติดของผู้บริโภค’ เมื่อสามทศวรรษที่แล้ว

 

ปัจจุบันมีคดีในลักษณะเดียวกันมากกว่า 3,000 คดีที่ยื่นฟ้องจากเด็ก, วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงคดีจากเขตการศึกษาอีกกว่า 1,200 คดีทั่วสหรัฐอเมริกา

 

โจทก์ระบุว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ได้ยืมเทคนิคทางพฤติกรรมมาจากอุตสาหกรรมการพนันและบุหรี่ โดยออกแบบฟีดที่สร้างจากอัลกอริทึมให้เลื่อนดูได้ไม่รู้จบ เพื่อชักจูงให้ผู้ใช้ที่อายุน้อยเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Flow State ซึ่งผู้ใช้จะจดจ่อจนหยุดเลื่อนไม่ได้

 

ในสภาวะนั้น ผู้ใช้จะตอบสนองต่อการแจ้งเตือนที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นการจัดการกับระดับโดปามีน กระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบบัญชีซ้ำๆ และให้รางวัลตอบแทนเมื่อมีการใช้งานตลอดเวลา

 

บันทึกภายในที่ถูกเปิดเผยออกมาชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่รับรู้ว่าแพลตฟอร์มมีผลกระทบต่อเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่มีแนวโน้มถูกชักจูงให้ลองทำชาเลนจ์ที่อันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้ง่ายกว่า เนื่องจากความสามารถในการประเมินความเสี่ยงของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่

 

ในอดีตด่านป้องกันแรกสำหรับบริษัทโซเชียลมีเดียคือมาตรา 230 ของกฎหมายความเหมาะสมด้านการสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายสหรัฐฯ ปี 1996 ที่ปกป้องบริษัทจากความรับผิดชอบในเนื้อหา แต่ผู้พิพากษาในคดีปัจจุบันต่างตัดสินว่ามาตราดังกล่าวไม่สามารถปกป้องบริษัทจากข้อหาความประมาทเลินเล่อได้

 

หากบริษัทเหล่านี้แพ้คดีอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันอาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ต้องยอมจ่ายเงินชดเชยที่อาจสูงแตะระดับหลักหมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของ Bloomberg Intelligence รวมทั้งอาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ภาพ: Wally Skalij/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เมื่อโซเชียลคือ ‘บุหรี่ยุคใหม่’! ซักเคอร์เบิร์กขึ้นให้การคดีประวัติศาสตร์ หลังถูกฟ้องว่าจงใจออกแบบแอปให้เด็กเสพติดจนสุขภาพจิตเสียหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า https://thestandard.co/apple-ceo-tim-cook-john-ternus/ Mon, 17 Nov 2025 10:08:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1144207 Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ […]

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดย ทิม คุก (Tim Cook) อาจจะก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า Financial Times (FT) รายงานโดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่ทราบการหารือภายในของ Apple ว่าคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูงได้ ‘เร่งกระบวนการเตรียมการ’ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

 

ทิม คุก ปัจจุบันอายุ 65 ปี เข้ารับตำแหน่ง CEO ต่อจาก สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในปี 2011 สามารถนำพา Apple เติบโตอย่างมหาศาล จากมูลค่าตลาดประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน

 

มีรายงานระบุว่า ‘จอห์น เทอร์นัส’ (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ถูกจับตามองว่าเป็น ‘ตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากทิม คุก’ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้

 

ปัจจุบัน จอห์น เทอร์นัส ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัททั้งหมด เช่น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods โดยเขาได้เข้าร่วมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ตั้งแต่ปี 2001

 

แหล่งข่าวใกล้ชิด Apple ยืนยันว่า แผนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บริหารที่เตรียมไว้ล่วงหน้านี้ ‘ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการในปัจจุบัน’ ของบริษัทแต่อย่างใด

 

การประกาศแต่งตั้ง CEO คนใหม่ของ Apple คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากรายงานผลประกอบการในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบคลุมวันหยุดสำคัญ โดยแหล่งข่าวเชื่อว่า การประกาศในช่วงต้นปีจะทำให้ทีมผู้บริหารชุดใหม่มีเวลาปรับตัวก่อนงานใหญ่ประจำปีอย่าง WWDC ในเดือนมิถุนายน และการเปิดตัว iPhone ในเดือนกันยายน

 

การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่งในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า Apple กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งอาจเป็นการจัดทัพเพื่อเน้นการกลับไปที่ ‘นวัตกรรมฮาร์ดแวร์’ อีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

อ้างอิง:

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด https://thestandard.co/apple-tim-cook-q4-2025/ Mon, 03 Nov 2025 05:25:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1139029 apple-tim-cook-q4-2025

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 Apple ได้ประกาศผลประกอบการไตรม […]

The post Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
apple-tim-cook-q4-2025

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 Apple ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2025 (สิ้นสุด 27 ก.ย. 2025) สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง โดยมีรายได้รวมสูงถึง 102,466 ล้านดอลลาร์ กำไร 27,466 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 94,930 ล้านดอลลาร์

 

รายได้ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์:

  • iPhone: ยังคงเป็นพระเอกหลัก รายได้สูงสุดที่ 49,025 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 46,222 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Services: สร้างสถิติใหม่ที่ 28,750 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 24,972 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Mac: มีรายได้ 8,726 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 7,774 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Wearables, Home and Accessories: มีรายได้ 9,013 พันล้านดอลลาร์ (ลดลงเล็กน้อยจาก 9,042 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • iPad: ทำรายได้ 6,952 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งใกล้เคียงกับ 6,950 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)

 

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple เผยว่า Apple ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสเดือนกันยายนที่ 1,025 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนกันยายน ทั้ง iPhone 17 Series (iPhone 17, iPhone 17 Pro, Pro Max และ iPhone Air), AirPods Pro 3 และ Apple Watch รุ่นใหม่

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความตื่นเต้นสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดที่จะถึงนี้ ด้วยการเปิดตัว MacBook Pro และ iPad Pro ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M5 ใหม่ล่าสุด

 

คีวาน พาเร็กห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) คนใหม่ของ Apple เปิดเผยว่า “ผลประกอบการในไตรมาสเดือนกันยายนถือเป็นการสิ้นสุดปีงบประมาณที่ยอดเยี่ยม โดยมีรายได้รวมทั้งปีสูงถึง 416,000 ล้านดอลลาร์” นอกจากนี้ ฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์ (Installed base) ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์และทุกภูมิภาคทั่วโลก

 

อ้างอิง:

The post Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก https://thestandard.co/john-ternus-emerges-as-top-candidate-for-apple-next-ceo/ Sat, 11 Oct 2025 03:39:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1129298 Apple CEO

Bloomberg และ MacRumors สื่อเทคโนโลยีชั้นนำ รายงานตรงกั […]

The post Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple CEO

Bloomberg และ MacRumors สื่อเทคโนโลยีชั้นนำ รายงานตรงกันว่า จอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะขึ้นเป็น CEO คนต่อไป แทน ทิม คุก ทำให้เกิดกระแสการจับตาการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งสำคัญของ Apple อย่างใกล้ชิด

 

ข่าววงในเผย Apple กำลังเร่งเฟ้นหา CEO คนใหม่ โดยมีชื่อของ เทอร์นัส โดดเด่นขึ้นมาเป็นตัวเต็ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากคนในบริษัท ขณะเดียวกัน MacRumors ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงในเร็วๆ นี้ ตอกย้ำข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Apple

 

John Ternus
Senior Vice President
Hardware Engineering

John Ternus – Senior Vice President Hardware Engineering, Apple

 

จากประวัติและผลงาน เทอร์นัส ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำคนต่อไปของ Apple เขาเข้าร่วมงานตั้งแต่ปี 2001 และเติบโตมาในฐานะวิศวกรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท อาทิ iPad ทุกรุ่น, iPhone รุ่นล่าสุด และ AirPods

 

ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์คือการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านเครื่อง Mac สู่ชิป Apple Silicon ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามและได้รับการยอมรับทั่วโลก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการโครงการที่ซับซ้อนได้อย่างดีเยี่ยม

 

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในตำแหน่งผู้นำฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรายได้และนวัตกรรมของ Apple ทำให้ เทอร์นัส ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและ DNA ของผลิตภัณฑ์ Apple ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

 

แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การที่สื่อใหญ่หลายสำนักชี้เป้ามาที่ John Ternus ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองที่สุดในการแข่งขันสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

 

อ้างอิง :

The post Apple กำลังจะผลัดใบ? จอห์น เทอร์นัส ขึ้นแท่นตัวเต็งซีอีโอคนใหม่คนต่อจากทิม คุก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปงาน Apple Event เปิดตัว iPhone Air บางสุดเท่าที่เคยมีมา และอื่นๆ ทั้ง iPhone Series 17, Apple Watch Series 11 และ AirPods Pro 3 https://thestandard.co/apple-event-2025-iphone-17-air/ Wed, 10 Sep 2025 00:57:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1117295 Apple เปิดตัว iPhone 17 Series และ iPhone Air รุ่นบางที่สุด พร้อม Apple Watch Series 11 และ AirPods Pro 3

หัวข้อในเนื้อหานี้   ไฮไลต์สำคัญที่สุด: iPhone 17 […]

The post สรุปงาน Apple Event เปิดตัว iPhone Air บางสุดเท่าที่เคยมีมา และอื่นๆ ทั้ง iPhone Series 17, Apple Watch Series 11 และ AirPods Pro 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เปิดตัว iPhone 17 Series และ iPhone Air รุ่นบางที่สุด พร้อม Apple Watch Series 11 และ AirPods Pro 3

 

Apple สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด นำทัพโดย iPhone 17 Series ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งสำคัญ มีรุ่น Air ที่บางเบา รวมถึง Apple Watch และ AirPods Pro 3 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ในงาน Apple Event ที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2025 (ตรงกับวันที่ 10 กันยายน 2025 เวลา 00.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) 

 

รายงานจากทั้ง Bloomberg และ The Wall Street Journal ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้กำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าติดใจสมาร์ทโฟนของตัวเอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทำเงินรายใหญ่ที่สุด หลังจากมีสัญญาณว่าความต้องการลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

 

Apple กำลังเผชิญกับตลาดสมาร์ทโฟนที่อิ่มตัว รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในประเทศต่างๆ เช่น จีน ดังนั้นจึงหวังว่าจะสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าด้วย iPhone รุ่นใหม่ในรอบหลายปี รวมถึงเข้ามาทดแทนตัวฟีเจอร์ AI ที่ยังไม่ค่อยได้ผลในการจูงใจลูกค้าเท่าไหร่นัก แม้จะมีการพยายามเปิดตัวฟีเจอร์มากมาย

 

“iPhone Air คือสิ่งที่พลิกโฉมวงการ” ทิม คุก ซีอีโอ Apple กล่าวระหว่างงาน Apple Event 

 

ไฮไลต์สำคัญที่สุด: iPhone 17 Series

 

Apple ได้ทำการปรับทัพไลน์อัป iPhone ครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ดังนี้

 

  • iPhone 17 และ iPhone 17 Air: การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์คือการนำจอภาพ ProMotion 120Hz มาสู่รุ่นมาตรฐานเป็นครั้งแรก และได้เปิดตัว iPhone Air รุ่นใหม่ที่บางเฉียบ 5.6 มม. เป็นพิเศษมาแทนที่รุ่น Plus ขับเคลื่อนด้วยชิป A19 และระบบกล้องคู่ 48MP Dual Fusion

 

iPhone Air

iPhone Air

 

iPhone 17

iPhone 17

 

  • iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max: มาพร้อมพลังชิป A19 Pro พร้อมระบบระบายความร้อน Vapor Chamber รองรับ Apple Intelligence เต็มรูปแบบ, RAM 12GB และระบบกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 48MP ทั้งหมดเป็นครั้งแรก พร้อม Zoom Optical ถึง 8 เท่า รองรับการถ่ายวิดีโอ 8K

 

iPhone 17 Pro

ชิป A19 Pro

iPhone 17 Pro

iPhone 17 Pro

 

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables)

 

  • Apple Watch Series 11: ชูโรงด้วยฟีเจอร์ด้านสุขภาพกับ การตรวจจับความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure Detection) เป็นครั้งแรก พร้อมฟีเจอร์ Sleep Score, รองรับ 5G และจอภาพที่ทนรอยขีดข่วนดีขึ้น 2 เท่า

 

 

  • Apple Watch Ultra 3: ที่สุดของสมาร์ทวอทช์สายลุย มาพร้อมจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา, แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 42 ชั่วโมง และรองรับ การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม (Satellite Connectivity)

 

 

  • AirPods Pro 3: ดีไซน์ใหม่หมดจดพร้อมชิป H3 ที่ช่วยให้ระบบตัดเสียงรบกวนดีขึ้น 2 เท่า และเพิ่ม เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เข้ามาเป็นครั้งแรก รวมถึงมีฟีเจอร์การแปลภาษาสดบน AirPods ซึ่งมีให้ใช้งานในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส และสเปน และจะมีเพิ่มอีก 4 ภาษาภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งได้แก่ อิตาลี, ญี่ปุ่น, เกาหลี และจีน (ตัวย่อ)

 

AirPods Pro 3

 

 

นอกจากนี้ Apple ยังได้ประกาศเตรียมปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชันเต็ม ทั้ง iOS 26 และ watchOS 26 ให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้อัปเดตในสัปดาห์หน้า

 

ราคา iPhone 17 Series

 

  • iPhone 17 เริ่มต้นที่ 29,900 บาท
  • iPhone Air เริ่มต้นที่ 39,900 บาท
  • iPhone 17 Pro เริ่มต้นที่ 43,900 บาท
  • iPhone 17 Pro Max เริ่มต้นที่ 48,900 บาท

 

**iPhone 17 ทุกรุ่นความจุเริ่มต้น 256 GB**



สามารถสั่งซื้อล่วงหน้า 12 ก.ย. เริ่มตั้งแต่เวลา 19:00 น. ประเทศไทย และเริ่มวางจำหน่าย 19 ก.ย.

 

ราคา Apple Watch (ยังไม่ระบุวันวางจำหน่ายในไทย)

 

  • Apple Watch Series 11 เริ่มต้นที่ 14,900 บาท
  • Apple Watch SE 3 เริ่มต้นที่ 8,500 บาท
  • Apple Watch Ultra 3 เริ่มต้นที่ 29,900 บาท 

 

ราคา AirPods Pro 3 (ยังไม่ระบุวันวางจำหน่ายในไทย)

 

  •  8,490 บาท

 

อ้างอิง:

The post สรุปงาน Apple Event เปิดตัว iPhone Air บางสุดเท่าที่เคยมีมา และอื่นๆ ทั้ง iPhone Series 17, Apple Watch Series 11 และ AirPods Pro 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทุ่มลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ขยายกำลังการผลิตในประเทศ หวังลดความเสี่ยงมาตรการภาษี https://thestandard.co/apple-us-manufacturing-investment/ Thu, 07 Aug 2025 02:26:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1104613 apple-us-manufacturing-investment

Apple Inc. ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพ […]

The post Apple ทุ่มลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ขยายกำลังการผลิตในประเทศ หวังลดความเสี่ยงมาตรการภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
apple-us-manufacturing-investment

Apple Inc. ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังผลิตในประเทศ เพิ่มเติมจากการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่มุ่งมั่นจะลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ในอีก 4 ปีข้างหน้า และสร้างงานใหม่ 20,000 ตำแหน่ง

 

โดยทิม คุก ประกาศการลงทุนครั้งใหม่ก่อนเข้าร่วมงานพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Apple ที่จะเร่งผลิตสินค้าในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการเก็บภาษีที่เข้มงวด โดยเฉพาะต่อผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone 

 

ภายใต้โครงการ American Manufacturing Program (AMP) Apple ให้คำมั่นว่าจะนำห่วงโซ่อุปทานและการผลิตขั้นสูงบางส่วนกลับมาสู่สหรัฐฯ โดยมีพันธมิตรหลักในโครงการนี้ เช่น Corning Inc. ผู้ผลิตกระจก, Applied Materials Inc., Texas Instruments Inc. และอื่นๆ   

 

Apple ระบุว่า Corning จะทุ่มเทโรงงานแห่งหนึ่งในรัฐเคนตักกี้ สำหรับการผลิตกระจกให้ Apple โดยจะเพิ่มจำนวนพนักงานในรัฐดังกล่าวมากถึง 50% ทั้งนี้ Corning เคยผลิตกระจกให้ iPhone ตั้งแต่รุ่นแรกที่โรงงานแห่งนี้แล้ว

 

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เปิดเผยว่า การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ Apple ผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง Tim Cook ซีอีโอของ Apple มีกำหนดจะเข้าร่วมงานที่ทำเนียบขาวเพื่อประกาศข่าวนี้อย่างเป็นทางการ

 

โฆษกทำเนียบขาว เทย์เลอร์ โรเจอร์ส ระบุว่า “นโยบายเศรษฐกิจ America First ของประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ดึงดูดการลงทุนมหาศาลเข้ามาในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างงานและส่งเสริมธุรกิจสหรัฐฯ การประกาศของ Apple วันนี้คือชัยชนะอีกก้าวของอุตสาหกรรมการผลิตของเรา ที่จะช่วยดึงการผลิตชิ้นส่วนสำคัญกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติของเรา”

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยประกาศแผนลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ภายใน 4 ปี โดยรวมถึงการตั้งโรงงานผลิตเซิร์ฟเวอร์ใน เมืองฮิวสตัน สร้างศูนย์ฝึกอบรมซัพพลายเออร์ในรัฐมิชิแกน และการขยายความร่วมมือกับซัพพลายเออร์เดิมในประเทศ 

 

การประกาศล่าสุดนี้ทำให้ยอดรวมการลงทุนในประเทศของ Apple แตะระดับ 6 แสนล้านดอลลาร์ แล้ว และข่าวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น Apple พุ่งขึ้นถึง 5.1% ในวันพุธ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน

 

นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence ระบุว่า คำมั่นการลงทุนครั้งนี้อาจช่วยลดความไม่พอใจของทำเนียบขาวที่มีต่อการที่ Apple พึ่งพาการประกอบ iPhone ในอินเดียมากขึ้น พร้อมคาดว่า Apple จะหันมามุ่งเน้นการผลิตสินค้าระดับไฮเอนด์, ห้องแล็บ AI และวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ แทนที่จะเป็นการผลิตสินค้าระดับล่างทั่วไปหรืออุปกรณ์เสริม

 

แม้การลงทุนของ Apple จะถือว่ามีมูลค่าสูง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับการย้ายฐานการผลิตทั้งหมดกลับสหรัฐฯ อย่างที่ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนต้องการ โดยเมื่อต้นปีนี้ ทรัมป์เคยขู่จะเก็บภาษี iPhone อย่างน้อย 25% หาก Apple ไม่ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ แม้เพิ่งพบกับ ทิม คุก ที่ทำเนียบขาววันก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังแนะนำว่า Apple สามารถใช้ระบบหุ่นยนต์ในการประกอบโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนแรงงานได้

 

Apple เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากภาษีในไตรมาสเดือนมิถุนายนไปแล้วราว 800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย และคาดว่าภาษีจะเพิ่มต้นทุนในไตรมาสเดือนกันยายนอีก 1.1 พันล้านดอลลาร์ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือภาษีใหม่เพิ่มเติม

 

 

 

ภาพ​: Win McNamee/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ทุ่มลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ขยายกำลังการผลิตในประเทศ หวังลดความเสี่ยงมาตรการภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ยุคผลัดใบ! ‘เจฟฟ์ วิลเลียมส์’ COO ผู้เป็นเบอร์สองของบริษัทเกษียณ ส่ง ‘ซาบิห์ ข่าน’ ลูกหม้อผู้ถอดแบบ ทิม คุก รับไม้ต่อ https://thestandard.co/apple-coo-jeff-williams-retires/ Wed, 09 Jul 2025 11:57:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1094959

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหารสูงสุดของ Ap […]

The post Apple ยุคผลัดใบ! ‘เจฟฟ์ วิลเลียมส์’ COO ผู้เป็นเบอร์สองของบริษัทเกษียณ ส่ง ‘ซาบิห์ ข่าน’ ลูกหม้อผู้ถอดแบบ ทิม คุก รับไม้ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหารสูงสุดของ Apple Inc. เมื่อ เจฟฟ์ วิลเลียมส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และผู้ที่ถูกยกให้เป็น ‘มือขวา’ คนสำคัญของ ทิม คุก ได้ประกาศเกษียณอายุอย่างเป็นทางการ นับเป็นการส่งไม้ต่อครั้งสำคัญในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน

 

เจฟฟ์ วิลเลียมส์ คือผู้บริหารระดับตำนานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Apple มาเกือบ 3 ทศวรรษ เขาคือสถาปนิกผู้สร้างระบบซัพพลายเชนอันแข็งแกร่งระดับโลกที่สามารถผลิตอุปกรณ์หลายร้อยล้านชิ้นต่อปี และยังเป็นหัวเรือใหญ่ในการบุกเบิกและผลักดันโครงการ Apple Watch ตั้งแต่เริ่มต้นจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

 

“ความสำคัญและการอุทิศตนของเจฟฟ์ที่มีต่อ Apple นั้นยิ่งใหญ่มาก แม้บางครั้งอาจไม่เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนก็ตาม” โทนี เบลวินส์ อดีตรองประธานของ Apple กล่าว

 

นอกเหนือจากความสามารถในการบริหารแล้ว ‘มรดก’ ที่สำคัญของวิลเลียมส์คือความหลงใหลในเทคโนโลยีสุขภาพเป็นการส่วนตัว ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ Apple Watch มีฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่ล้ำหน้ามากมาย

 

ตัวเขาเองได้กล่าวในแถลงการณ์อำลาว่า “การทำงานกับผู้คนที่สุดยอดที่นี่คือสิทธิพิเศษของชีวิต” และตั้งใจจะใช้เวลาหลังเกษียณอยู่กับครอบครัวและหลานๆ ทั้งห้าคนมากขึ้น

 

ผู้ที่จะมารับตำแหน่ง COO คนใหม่คือ ซาบิห์ ข่าน ลูกหม้อของ Apple ที่ทำงานกับบริษัทมานานถึง 30 ปี เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการและซัพพลายเชนตัวยง และได้รับการขนานนามว่ามีสไตล์การทำงานที่เป็นระบบราวกับถอดแบบมาจาก ทิม คุกซึ่งต่างจากวิลเลียมส์ที่ถูกมองว่ามีความคิดเอนเอียงไปทางด้านผลิตภัณฑ์มากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ซาบิห์ ข่าน กำลังจะก้าวเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่บริษัทต้อง ‘เผชิญหน้า’ กับมรสุมลูกใหญ่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงครามภาษีที่บีบให้ต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีน, การแข่งขันที่ดุเดือดในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ล่าสุด Apple เพิ่งเสียผู้บริหารระดับสูงด้าน AI ให้กับ Meta Platforms Inc. ไปหมาดๆ

 

รวมถึงการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อข้อตกลงมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.54 แสนล้านบาท) กับ Google

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังส่งผลต่อโครงสร้างภายในวงกว้าง นอกจากการย้ายทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ไปขึ้นตรงกับ ทิม คุก แล้ว ก่อนหน้านี้หน่วยงานสำคัญอื่นๆ เช่น ทีมพัฒนา Vision Pro และทีมหุ่นยนต์ ก็ได้ถูกย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของ จอห์น เทอร์นัส เช่นกัน

 

ในอดีต เจฟฟ์ วิลเลียมส์ เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะรับไม้ต่อจาก ทิม คุก แต่ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันทำให้แนวคิดนั้นต้องตกไป ปัจจุบันสปอตไลต์จึงฉายไปยัง จอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ในฐานะ ‘ทายาท’ ที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไปของ Apple เมื่อถึงเวลาที่ ทิม คุก วางมือ

 

การเกษียณของวิลเลียมส์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ผลัดใบ’ ครั้งใหญ่ของ Apple ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้บริหารยุคบุกเบิกคนสำคัญหลายคนได้ทยอยอำลาหรือลดบทบาทลงไป ไม่ว่าจะเป็น โจนาธาน ไอฟ์ ปรมาจารย์ด้านการออกแบบ หรือ ฟิล ชิลเลอร์ ผู้คร่ำหวอดด้านการตลาด นับเป็นการปิดฉากยุคสมัยของทีมผู้บริหารที่เคยทำงานร่วมกับ สตีฟ จ็อบส์

 

อ้างอิง: Justin Sullivan / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Apple ยุคผลัดใบ! ‘เจฟฟ์ วิลเลียมส์’ COO ผู้เป็นเบอร์สองของบริษัทเกษียณ ส่ง ‘ซาบิห์ ข่าน’ ลูกหม้อผู้ถอดแบบ ทิม คุก รับไม้ต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% https://thestandard.co/trump-eu-trade-war/ Sat, 24 May 2025 06:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1077964 trump-eu-trade-war

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที […]

The post ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-eu-trade-war

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 พฤษภาคม) ว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) ในอัตรา 50% โดยให้เหตุผลว่า การเจรจาการค้าระหว่างสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้า

 

โดยทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “กำแพงภาษี การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม การลงโทษบริษัทอเมริกันอย่างไร้เหตุผล อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การบิดเบือนค่าเงิน และคดีฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรม ล้วนทำให้เรามีตัวเลขขาดดุลการค้ากับ EU มากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอมรับไม่ได้ การเจรจากับพวกเขาไม่มีความคืบหน้า!” เขาเขียน พร้อมประกาศว่า “ผมขอเสนอให้เรียกเก็บภาษี 50% กับสินค้าทุกชนิดจากสหภาพยุโรป เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2025”

 

ต่อมาในวันเดียวกัน ระหว่างการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่ได้มองหาข้อตกลงอะไร เรากำหนดข้อตกลงแล้ว  ก็คือภาษี 50%” อย่างไรก็ตาม เขาเปิดช่องเจรจาโดยกล่าวว่า “ถ้าใครต้องการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เราอาจพูดคุยเรื่องการเลื่อนเวลาเล็กน้อยได้”

 

โอลอฟ กิลล์ โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป ปฏิเสธให้ความเห็นทันที โดยกล่าวว่ารอผลการโทรศัพท์ระหว่าง มารอช เซฟโควิช กรรมาธิการการค้าของยุโรป กับ เจมสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่ง Reuters รายงานว่า กำหนดสายโทรศัพท์จะเกิดขึ้นเวลา 11.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ในวันศุกร์

 

สหรัฐฯ กดดัน EU – ตลาดหุ้นยุโรปตอบสนองทันที

 

สกอต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวผ่าน Fox News ว่า “ข้อเสนอจาก EU ยังไม่มีคุณภาพเทียบเท่าประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ ที่เราคุยด้วย” พร้อมเสริมว่า “ผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นแรงกดดันให้พวกเขาเอาจริงกับการเจรจาเสียที”

 

ขณะที่ภาษี 50% ที่ทรัมป์เสนอครั้งนี้ มากกว่าภาษีตอบโต้ 20% ที่เคยใช้อย่างสั้น ๆ เมื่อเดือนเมษายน ก่อนที่เขาจะระงับไว้ชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจา ซึ่งการพักเบรกนี้จะสิ้นสุดวันที่ 9 กรกฎาคม โดยจนถึงขณะนี้มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

 

เบสเซนต์ยืนยันว่า “มี 18 ประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ และยกเว้น EU ประเทศอื่น ๆ ล้วนเจรจาด้วยความตั้งใจดี”

 

ข้อพิพาทระหว่างทรัมป์กับ EU

 

ทรัมป์กล่าวหา EU ว่า ใช้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีบริการดิจิทัล (DST) ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน เช่น Meta, Apple, Google, Amazon และ Microsoft โดยภาษี DST มีลักษณะเก็บจากรายได้รวม แม้กิจการจะยังไม่มีกำไรก็ตาม ส่วนปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับ EU อยู่ที่ 236,000 ล้านดอลลาร์

 

EU เตรียมตอบโต้ ชี้ทุกทางเลือกยังเปิดอยู่

 

คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมแผนภาษีตอบโต้มูลค่าเกือบ 108,000 ล้านดอลลาร์ หากการเจรจากับสหรัฐฯ ล้มเหลว โดย เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า EU ได้เสนอข้อตกลงแบบ ‘ยกเลิกภาษีทั้งสองฝ่าย’ ไปแล้ว แต่หากไม่มีความคืบหน้า “เราจะใช้ทุกทางเลือกที่มี”

 

มีฮอล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์  แสดงความผิดหวังต่อคำขู่ของทรัมป์ โดยชี้ว่าภาษีในระดับนี้จะทำลายความสัมพันธ์การค้าที่สำคัญ และกระทบการค้าทั่วโลก

 

โลรองต์ แซงต์-มาร์แตง รัฐมนตรีการค้าฝรั่งเศส  กล่าวผ่าน X ว่า “คำขู่ของทรัมป์ไม่เป็นประโยชน์ต่อช่วงเวลาแห่งการเจรจานี้” พร้อมย้ำว่า “เรายังยืนกรานจุดยืนเดิม: หลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ก็พร้อมจะตอบโต้”

 

ขู่เก็บภาษี Apple 

 

ทรัมป์ยังโพสต์ข่มขู่ว่าจะเก็บภาษี 25% กับ Apple หากยังผลิต iPhone นอกสหรัฐฯ แม้ว่าเขาเพิ่งพบกับ Tim Cook ซีอีโอ Apple ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

Apple เคยประกาศย้ายสายการผลิต iPhone ไปอินเดียเพื่อลดต้นทุนภาษี แต่ดูเหมือนทรัมป์จะไม่พอใจ เพราะยังไม่มีแผนการผลิตในสหรัฐฯ

 

ภาพ: Photo by Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศ ‘ไม่มองหาข้อตกลง’ กับ EU แล้ว พร้อมขู่ขึ้นภาษี 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทิม คุก’ ชี้ กำแพงภาษีสหรัฐฯ สร้างบทเรียนครั้งใหญ่ พร้อมย้ายการผลิต iPhone ที่ขายในสหรัฐฯ ไปอินเดีย https://thestandard.co/tim-cook-us-tariff-iphone/ Fri, 02 May 2025 10:59:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1070692 tim-cook-us-tariff-iphone

ทิม คุก ซีอีโอ Apple ประกาศว่าในไตรมาสเดือนมิถุนายนนี้เ […]

The post ‘ทิม คุก’ ชี้ กำแพงภาษีสหรัฐฯ สร้างบทเรียนครั้งใหญ่ พร้อมย้ายการผลิต iPhone ที่ขายในสหรัฐฯ ไปอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
tim-cook-us-tariff-iphone

ทิม คุก ซีอีโอ Apple ประกาศว่าในไตรมาสเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป iPhone ส่วนใหญ่ที่ขายในสหรัฐฯ จะมีแหล่งผลิตหลักจากอินเดีย ขณะที่ผลิตภัณฑ์ iPad, Mac, Apple Watch, และ AirPods ทั้งหมดจะผลิตในเวียดนามมากขึ้น ส่วนฐานผลิตในจีนยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตหลัก เพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก

 

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นถือเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือกับกำแพงภาษีสหรัฐฯที่ได้เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนสูงถึง 145% และแม้ว่า Apple จะมีการผลิตจากอินเดียมากขึ้น แต่จีนยังคงเป็นผู้จัดหาผลิตภัณฑ์และวัสดุส่วนใหญ่สำหรับการขายในตลาดนอกสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ Apple ต้องรับมือกับต้นทุนจากภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นถึง 900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ซีอีโอ Apple กล่าวในงานประชุมกับนักวิเคราะห์ว่า บริษัทได้รับผลกระทบของภาษีนำเข้าแบบจำกัด เนื่องจากสามารถปรับห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับธุรกิจได้

 

ด้านผลประกอบการ Apple ในไตรมาสเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดขาย iPhone ยังเป็นรายได้หลักของ Apple เพิ่มขึ้น 1.9% หรืออยู่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ตลาดหลักๆที่ทำรายได้คือตลาดอเมริกาและญี่ปุ่น โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่มีการเติบโตถึง 16.5% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในทุกภูมิภาค ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอื่นๆ มีการเติบโตอยู่ที่ 8.4% แต่ตลาดจีนยังน่าเป็นห่วงเพราะยอดขายกลับลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากไม่สามารถสู้การแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นได้

 

ทั้งนี้ Apple คาดการณ์ว่า ในไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายนนี้ แม้ว่าจะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงกำแพงภาษีสหรัฐฯ แต่บริษัทยังคาดว่าจะสามารถเติบโตได้ในระดับตัวเลขหลักเดียวได้แน่นอน

 

นอกจากนี้ Apple ยังได้ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า บริษัทจะลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนในสหรัฐฯในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะรวมถึงการลงทุนเพิ่มในส่วนของโรงงาน Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ที่รัฐแอริโซนา

 

“สุดท้ายแล้วการย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังอินเดียและเวียดนาม ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงของ Apple เพราะเรามีบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า การมีทุกอย่างอยู่ในที่เดียวกันมันมีความเสี่ยงเกินไป” ทิม คุก ซีอีโอ Apple ย้ำ

 

ภาพ: Hadrian / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘ทิม คุก’ ชี้ กำแพงภาษีสหรัฐฯ สร้างบทเรียนครั้งใหญ่ พร้อมย้ายการผลิต iPhone ที่ขายในสหรัฐฯ ไปอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอเมริกันเตรียมรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์ นักวิเคราะห์คาด iPhone ในสหรัฐฯ จะแพงขึ้น 30-40% https://thestandard.co/trump-tax-hike-and-iphone-prices/ Sun, 06 Apr 2025 05:12:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1061165

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขูดรีด ภาษีนำเ […]

The post ชาวอเมริกันเตรียมรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์ นักวิเคราะห์คาด iPhone ในสหรัฐฯ จะแพงขึ้น 30-40% appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขูดรีด ภาษีนำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก นักวิเคราะห์คาดการณ์ iPhone 17 ที่ Apple เตรียมจะเปิดตัวในกลางปี 2025 นี้จะปรับราคาขึ้นถึง 30- 40%

 

เนื่องจาก iPhone มีฐานผลิตในจีน ซึ่งหากผู้ผลิตต้องแบกรับภาษีส่งออกที่รวมๆ แล้ว สูงถึง 54% อาจทำให้ Apple แบกรับต้นทุนไม่ไหวและตัดสินใจขึ้นราคาในที่สุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ที่ผ่านมา Tim Cook ซีอีโอของ Apple จะพยายามเจรจากับทรัมป์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและหวังได้รับการยกเว้นจากภาษีของทรัมป์ แต่ Apple ก็ไม่รอดที่จะได้รับผลกระทบจากผลพวงของภาษีดังกล่าว

 

จนในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หุ้นของ Apple ลดลง 9% จนทำให้มูลค่าของบริษัทลดลงจาก 3.36 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 3.05 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมูลค่าตลาดหายไป 3 แสนล้านดอลลาร์ นับเป็นการสูญเสียมูลค่าตลาดในวันเดียว ที่มากที่สุดของ Apple

 

นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า การขึ้นภาษีของสหรัฐฯส่งผลกระทบต่อสินค้าหลายประเภท ไม่เว้นแม้แต่ Apple ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone, iPad, Mac และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ผลิตในจีน ไต้หวัน อินเดีย และเวียดนาม โดยการที่ Apple มีการผลิตสินค้าในจีนมากกว่า 90% ทำให้ต้องแบกรับภาษีที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาษีที่เก็บจากสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งอาจทำให้กำไรของ Apple ลดลงถึง 9%

 

เมื่อมาดูภาพรวมของ Apple ในแต่ละปีสามารถสร้างยอดขาย iPhone ได้มากกว่า 220 ล้านเครื่อง โดยตลาดใหญ่ที่ทำรายได้ใหญ่สุดประกอบด้วย สหรัฐฯ จีน และยุโรป ตอนนี้สมาร์ทโฟนรุ่นที่ถูกที่สุด คือ iPhone 16 ที่เปิดตัวในสหรัฐฯ ด้วยราคา 799 ดอลลาร์ ราว 27,500 บาท

 

แต่ถ้าคำนวณจากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์สถาบัน Rosenblatt Securities ที่ประเมินว่าราคาอาจสูงขึ้น 43% อาจทำให้จากนี้ราคา iPhone รุ่นที่ถูกที่สุด พุ่งแตะระดับ 1,142 ดอลลาร์ หรือราว 39,000 บาท รวมถึง iPhone pro max ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 1,599 ดอลลาร์ ราว 55,000 บาท ราคาอาจพุ่งขึ้นไปเกือบๆ 2,300 ดอลลาร์ หรือราว 79,000บาท

 

อย่างไรก็ตาม แองเจโล ซิโน นักวิเคราะห์ด้านหลักทรัพย์สถาบัน CFRA Research ย้ำว่า Apple จะเผชิญความท้าทายจากภาษีครั้งใหญ่ และการผลักภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงคาดว่าช่วงนี้ Apple จะชะลอการปรับขึ้นราคาไปก่อน จนกว่าจะมีการเปิดตัว iPhone 17 ในช่วงกลางปีนี้

 

ภาพ: Wongsakorn 2468 / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ชาวอเมริกันเตรียมรับแรงกระแทกภาษีทรัมป์ นักวิเคราะห์คาด iPhone ในสหรัฐฯ จะแพงขึ้น 30-40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน https://thestandard.co/tim-cook-visits-hangzhou-china-ai-deepseek/ Thu, 27 Mar 2025 02:37:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1057071 Tim Cook ซีอีโอ Apple เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่หางโจว ศูนย์กลาง AI ของจีน

Tim Cook ซีอีโอของ Apple เยือนศูนย์กลาง AI เมืองหางโจว […]

The post ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ซีอีโอ Apple เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่หางโจว ศูนย์กลาง AI ของจีน

Tim Cook ซีอีโอของ Apple เยือนศูนย์กลาง AI เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI ที่สร้างความฮือฮาให้กับโลกด้วยโมเดลที่พัฒนาในต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งสหรัฐฯ หลายเท่า

 

Tim Cook ได้พบกับนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 มีนาคม) Apple ยังบริจาคเงิน 30 ล้านหยวน (ประมาณ 4.1 ล้านดอลลาร์) ให้กับมหาวิทยาลัยดังกล่าว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศิษย์เก่าที่เป็นผู้บริหารเทคโนโลยีชื่อดังหลายคน เช่น Liang Wenfeng ผู้ก่อตั้ง DeepSeek และ Colin Huang ผู้ก่อตั้ง PDD Holdings

 

หางโจวยังเป็นบ้านเกิดของ Alibaba Group และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน หรือที่เรียกกันว่า ‘หกมังกรน้อย’ ซึ่งรวมถึง Manycore Tech Inc. บริษัทด้าน AI และ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลุ่มบริษัทเหล่านี้ช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นตัวของภาคเทคโนโลยีจีนท่ามกลางข้อจำกัดด้านการส่งออกจากสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า Tim Cook จะเยี่ยมชมบริษัทใดในระหว่างการเดินทางไปหางโจวหรือไม่ การเดินทางครั้งนี้ของ Tim Cook เริ่มต้นที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเขาได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีจีน Li Qiang และเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังคุกคามประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมและคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติม

 

ทางด้านจีนนั้น Alibaba Group Holding Ltd. ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ในซีรีส์ Qwen ที่สามารถประมวลผลข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำงานได้โดยตรงบนโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปได้

 

บริษัทระบุว่า โมเดลใหม่นี้ซึ่งเปิดให้ใช้งานบน Hugging Face และ GitHub สามารถนำไปพัฒนา AI Agent ที่ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้สามารถนำทางในสภาพแวดล้อมของตนเองผ่านคำบรรยายเสียงแบบเรียลไทม์

 

Alibaba เดินหน้าพัฒนา AI อย่างรวดเร็วหลังจากทุ่มเทเต็มที่กับเทคโนโลยีนี้ในปีนี้ โดยเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ของ Qwen เพียงไม่กี่วันหลังจาก DeepSeek สร้างกระแสในเดือนมกราคม และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาบริษัทก็เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ของแอปผู้ช่วยอัจฉริยะ Quark

 

แน่นอนว่า Alibaba ไม่ใช่นักพัฒนา AI เพียงรายเดียวที่สร้างโมเดลมัลติโหมด ทางด้าน OpenAI และ Google ของ Alphabet Inc. ต่างก็มีเครื่องมือ AI เชิงกำเนิดที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ รวมถึงข้อความและเสียงเช่นกัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา OpenAI ได้ขยายขีดความสามารถของ ChatGPT ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์สร้างภาพขั้นสูงขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาด AI ยิ่งทวีความเข้มข้น

 

Alibaba ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบ Qwen2.5-Omni-7B รุ่นใหม่ของบริษัทมีประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษในการทำความเข้าใจและสร้างสรรค์คำพูด 

 

บริษัทที่ก่อตั้งโดย Jack Ma วางแผนลงทุนด้าน AI และเครือข่ายคลาวด์คอมพิวติ้งมากกว่าที่เคยใช้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Alibaba มองว่าตนเองจะเป็นพันธมิตรสำคัญของบริษัทที่พัฒนาและนำ AI ไปใช้ในโลกจริง ขณะที่โมเดลมีการพัฒนาและต้องการพลังประมวลผลมากขึ้น

 

นับตั้งแต่ DeepSeek เอาชนะ OpenAI ด้วยโมเดลอันทรงพลังที่อ้างว่ามีต้นทุนการสร้างเพียงไม่กี่ล้านดอลลาร์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีของจีนก็ได้ทุ่มตลาดด้วยบริการ AI ต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัดราคาข้อเสนอระดับพรีเมียมจากบริษัทอย่าง OpenAI และ Google

 

แม้ว่าจะยังไม่มีการสรุปว่าการเปิดตัว AI เหล่านี้จะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าระบบที่ล้ำสมัยที่สุดจากนักพัฒนา AI ของตะวันตกหรือไม่ แต่ตัวเลือกใหม่เหล่านี้กำลังสร้างแรงกดดันให้กับโมเดลธุรกิจของบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ มากขึ้น

 

ภาพ: Jiang Zitong / Zhejiang Daily Press Group / VCG via Getty Images 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน https://thestandard.co/apple-plans-texas-factory-for-ai-servers-20000-research-jobs/ Wed, 26 Feb 2025 11:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1046052 Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ […]

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16.9 ล้านล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกาตลอด 4 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มการจ้างงานอีก 20,000 ตำแหน่ง ในโครงการสนับสนุน ‘นวัตกรรมอเมริกัน’ (American innovation)

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก Tim Cook ซีอีโอของบริษัทเข้าพบประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท

 

“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่ออนาคตของนวัตกรรมอเมริกัน” Cook กล่าว ขณะที่ Trump ได้โพสต์ขอบคุณ Cook บนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าการลงทุนครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำ หากปราศจากสิ่งนี้ พวกเขาคงไม่ลงทุนแม้แต่สิบเซน”

 

อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การซื้อจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ ไปจนถึงการถ่ายทำรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์สำหรับบริการ Apple TV+ ของบริษัท 

 

การประกาศในครั้งนี้คล้ายคลึงกับการประกาศในปี 2018 ที่สัญญาว่าจะมีการสนับสนุนโดยตรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังจาก Trump ได้รับเลือกตั้งครั้งก่อน

 

แม้จะพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังอินเดียและส่วนอื่นๆ ของเอเชีย แต่ Apple ยังคงพึ่งพาซัพพลายเออร์และผู้ผลิตในจีนอย่างมากในการผลิต iPhone และอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเป็นพิเศษท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ กับภาษีนำเข้า 10% จากจีนที่ทำเนียบขาวประกาศใช้เดือนนี้ รวมถึงแผนจัดเก็บภาษี 25% สำหรับการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์

 

Apple ระบุว่าจะเพิ่มเงินทุนใน US Advanced Manufacturing Fund เป็น 2 เท่า จาก 5 พันล้านเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนซัพพลายเออร์ระยะยาวอย่าง Corning ผู้ผลิตกระจกในรัฐเคนทักกี และเพื่อรับชิปจากโรงงานใหม่ของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ในรัฐแอริโซนา ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด

 

บริษัทกล่าวว่า การผลิตจำนวนมากของชิปได้เริ่มต้นที่นั่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งขยายห่วงโซ่อุปทานชิปในสหรัฐฯ ที่ดำเนินการอยู่แล้วใน 24 โรงงานใน 12 รัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชิปประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่ที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อน iPhone รุ่นล่าสุดยังคงผลิตโดย TSMC ในไต้หวัน รวมถึงซัพพลายเออร์อื่นๆ ในเอเชีย

 

นอกจากนี้ Apple ยังประกาศเปิดโรงงานขนาดใหญ่พื้นที่ 250,000 ตารางฟุตในฮิวสตัน เพื่อผลิตเซิร์ฟเวอร์รองรับแผนงานด้าน AI โดยระบุว่าเดิมเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้เคยผลิตนอกสหรัฐฯ การเปิดโรงงานซึ่งมีกำหนดเปิดในปีหน้าจะสร้างงานใหม่อีกหลายพันตำแหน่ง เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลนี้จะช่วยขับเคลื่อน Apple Intelligence ระบบ AI ใหม่สำหรับ iPhone และ Mac

 

Apple จะร่วมมือกับ Foxconn (อย่างเป็นทางการคือ Hon Hai Precision Industry) เพื่อสร้างโรงงานในฮิวสตัน ซึ่งจะประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่จะนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อน Apple Intelligence ชุดฟีเจอร์ AI ที่ช่วยร่างอีเมลและทำงานอื่นๆ อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าการตัดสินใจเปิดโรงงานในฮิวสตันเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการชนะเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของ Trump

 

Apple ยังประกาศเปิดสถาบันการผลิตในรัฐมิชิแกนเพื่อฝึกอบรมผู้ผลิตในสหรัฐฯ รุ่นต่อไปโดยวิศวกรของบริษัทร่วมกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะให้คอร์สฟรีแก่บริษัทผลิตขนาดเล็กและขนาดกลางในด้านต่างๆ เช่น การจัดการโครงการและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

 

การนำ TSMC มาที่แอริโซนาและการช่วยแนะนำกฎหมายที่ต่อมากลายเป็นพระราชบัญญัติ CHIPS เพื่อเสริมสร้างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของ Trump ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ซึ่งการประกาศของ Apple ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple รายได้ดีเกินคาด! หลังเปิดตัว AI ช่วยให้ iPhone 16 ขายดีในยุโรปและญี่ปุ่น แย้มเดือน เม.ย. จะรองรับภาษาอื่นได้ด้วย https://thestandard.co/apple-revenue-soars-ai-boosts/ Fri, 31 Jan 2025 09:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1036699 iPhone 16

ผลประกอบการ Apple ดีเกินคาด! รายได้เพิ่มขึ้น 4% หลังเปิ […]

The post Apple รายได้ดีเกินคาด! หลังเปิดตัว AI ช่วยให้ iPhone 16 ขายดีในยุโรปและญี่ปุ่น แย้มเดือน เม.ย. จะรองรับภาษาอื่นได้ด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone 16

ผลประกอบการ Apple ดีเกินคาด! รายได้เพิ่มขึ้น 4% หลังเปิดตัว Apple AI ช่วยกระตุ้นการซื้อ iPhone 16 ขายดีมากในยุโรปและญี่ปุ่น ส่วนจีนยังหดตัว ‘ทิม คุก’ ซีอีโอ แย้มในเดือนเมษายนนี้ AI จะรองรับภาษาอื่นได้ด้วย

 

Apple รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคม บริษัทมีรายได้ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยรายได้ของฮีโร่โปรดักต์ iPhone ลดลง 0.8% อยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนผลิตภัณฑ์ iPad และ MacBook ยังมีการเติบโตมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าตัวเลขการเติบโตนั้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ผลประกอบการของ Apple มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งอาจช่วยชดเชยความผันผวนของราคาหุ้นได้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับการเติบโตส่วนใหญ่มาจากทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ยกเว้นจีนรายได้หดตัวลง 11% โดยมียอดขายอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดย Apple ยอมรับว่าบริษัทเผชิญการแข่งขันจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในจีน อย่าง HUAWEI และ Xiaomi รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

เรียกว่าความท้าทายของ Apple ไม่ใช่แค่ในจีนเท่านั้น แต่รัฐบาลในอินโดนีเซียยังไม่อนุญาตให้ขาย iPhone 16 ในประเทศ แม้จะมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตในท้องถิ่นก็ตาม สาเหตุก็เป็นเพราะบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของอินโดนีเซียได้

 

ถึงกระนั้นยังพอมีสัญญาณบวกในประเทศอื่นๆ หลังเปิดตัว iPhone 16 ในเดือนกันยายน 2024 พร้อมจุดขายของการเป็นสมาร์ทโฟนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ครั้งแรก ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“เราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีหลังจากเปิดตัว Apple Intelligence หรือ ระบบ AI อัจฉริยะส่วนบุคคลของ Apple ที่นำโมเดลเจเนอเรทีฟมาใช้กับ iPhone, iPad และ Mac เพื่ออัปเดตปรับแต่งฟีเจอร์ใหม่ๆ ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ในช่วงแรกฟีเจอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดรองรับได้แค่ภาษาอังกฤษ แต่จากนี้จะเพิ่มการรองรับภาษาอื่นๆ ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ในเดือนเมษายนปีนี้” ทิม คุก ซีอีโอ Apple กล่าว

 

ขณะเดียวกัน เควาน พาเร็กห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Apple กล่าวต่อไป ว่า ประสิทธิภาพของ iPhone 16 ที่มาพร้อมกับระบบ AI และฟีเจอร์ Apple Intelligence แข็งแกร่งมาก และสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ทรัมป์ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของ Apple

 

เนื่องจาก Apple พึ่งพาผู้ส่งออกจากเอเชียอย่างมาก โดยเฉพาะบริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปในไต้หวัน และเป็นผู้ส่งออกหลักๆ ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Apple ทั้ง iPhone, iPad และ Mac ซึ่งการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้นทุนของ Apple สูงขึ้นไปด้วย อาจทำให้แบรนด์ต้องหาทางเลือกใหม่เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

 

ฝั่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Apple กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามสถานการณ์ของการขึ้นภาษีอย่างใกล้ชิด และผู้สื่อข่าวยังถามถึงผลกระทบของการเปิดตัว DeepSeek AI ที่พัฒนาจากบริษัทสัญชาติจีนที่อ้างว่าเป็น AI ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่างมาก โดย ทิม คุก แสดงความเห็นว่า การมีนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพถือเป็นสิ่งที่ดีในอุตสาหกรรม

 

ภาพ: Wongsakorn 2468 / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Apple รายได้ดีเกินคาด! หลังเปิดตัว AI ช่วยให้ iPhone 16 ขายดีในยุโรปและญี่ปุ่น แย้มเดือน เม.ย. จะรองรับภาษาอื่นได้ด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ซีอีโอ Apple ตัวอย่างความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นที่ต้องตื่นตี 3 https://thestandard.co/apple-ceo-tim-cook-got-first-job-at-young-age-to-save-for-college/ Sun, 27 Oct 2024 08:29:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1000664 ทิม คุก

ใครจะเชื่อว่าเส้นทางสู่การเป็นซีอีโอบริษัทที่มีมูลค่าสู […]

The post ทิม คุก จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ซีอีโอ Apple ตัวอย่างความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นที่ต้องตื่นตี 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก

ใครจะเชื่อว่าเส้นทางสู่การเป็นซีอีโอบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอย่าง Apple ของ ทิม คุก วัย 63 ปี จะเริ่มต้นจากการเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่ต้องตื่นตี 3 ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี เพื่อหาเงินเรียนมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา

 

คุกเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางที่เมืองโรเบิร์ตสเดล รัฐแอละแบมา โดยพ่อทำงานที่อู่ต่อเรือ ส่วนแม่ทำงานที่ร้านขายยาในท้องถิ่น ครอบครัวของเขาแทบไม่มีเงินซื้อแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

แต่ด้วยความที่ครอบครัวปลูกฝังให้ทุกคนต้องทำงาน คุกจึงเริ่มทำงานส่งหนังสือพิมพ์ Mobile Press-Register ตั้งแต่วัยเด็ก “ผมจะตื่นประมาณตี 3 ไปรับหนังสือพิมพ์มาส่ง แล้วกลับมางีบก่อนไปโรงเรียน” คุกเล่าให้ The Wall Street Journal ฟัง

 

แม้ไม่ได้เปิดเผยรายได้ที่แน่ชัดจากการส่งหนังสือพิมพ์ แต่เงินจำนวนนี้รวมกับรายได้จากการทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านขายยา ช่วยให้คุกได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออเบิร์น

 

ซึ่งในสมัยนั้นค่าเล่าเรียนอยู่ที่ปีละ 660 ดอลลาร์ (ประมาณ 22,000 บาท) เทียบกับปัจจุบันที่ 12,890 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 4.3 แสนบาท) 

 

หลังจบการศึกษาในปี 1982 คุกเริ่มงานกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง IBM นาน 12 ปี จนได้เป็นผู้อำนวยการฝ่าย North American Fulfillment ก่อนจะย้ายไปเป็นรองประธานที่ Compaq 

 

และถูก สตีฟ จ็อบส์ ชักชวนให้มาร่วมงานกับ Apple ในปี 1998 จนก้าวขึ้นเป็นซีอีโอบริหารบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 123.2 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน

 

“การได้เรียนมหาวิทยาลัยเป็น ‘สิทธิพิเศษ’ ที่ผมต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ไม่เพียงแต่ในยุคนั้น แต่ผมหวังว่าคนรุ่นหลังจะมองเห็นคุณค่าของการศึกษาว่าเป็นประตูที่จะเปิดโอกาสในชีวิตได้อีกมากมาย” คุกกล่าว

 

ที่น่าสนใจคือนักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เริ่มต้นจากการเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ The Washington Post เช่นกัน โดยสามารถหาเงินได้ถึง 2,000 ดอลลาร์ตั้งแต่อายุ 15 ปี 

 

บัฟเฟตต์เผยว่า นี่คือบทเรียนแรกเรื่องคุณค่าของการทำงานหนัก “ผมได้เรียนรู้ว่าถ้าคุณทำงานดี โอกาสก้าวหน้าจะตามมาเอง เหมือนตอนที่ผมส่งหนังสือพิมพ์ที่สปริงแวลลีย์อย่างตั้งใจ จนได้รับมอบหมายให้ดูแลเส้นทางการส่งที่เวสต์เชสเตอร์ ซึ่งดีกว่าเดิม”

 

โดยบัฟเฟตต์นำเงินที่ได้ไปลงทุนซื้อหุ้นฟาร์มขนาด 40 เอเคอร์ในรัฐเนแบรสกา รวมถึงทำธุรกิจขายหมากฝรั่งและตู้พินบอล

 

ท้ายที่สุด ‘ความสำเร็จ’ ไม่ได้วัดกันที่จุดเริ่มต้น แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยที่จะลุกขึ้นมาทำงานแต่เช้าตรู่ แม้งานนั้นจะดูต่ำต้อยเพียงใด เพราะทุกการเดินทางล้วนต้องมีก้าวแรกเสมอ และบางทีการตื่นแต่เช้าเพื่อส่งหนังสือพิมพ์ก็อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การเป็นผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้ในวันข้างหน้า

 

อ้างอิง:

The post ทิม คุก จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ซีอีโอ Apple ตัวอย่างความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นที่ต้องตื่นตี 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
WWDC 2024 กว่าจะพูดคำว่า AI ยากเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง แถมเลี่ยงบาลีด้วยการพูดว่าเป็นการเปิดตัว Apple Intelligence แทน https://thestandard.co/wwdc-2024-ai-apple-intelligence/ Tue, 11 Jun 2024 01:50:24 +0000 https://thestandard.co/?p=943693

จบลงไปแล้วสำหรับ Keynote ในงาน WWDC 2024 ซึ่งหลายคนตั้ง […]

The post WWDC 2024 กว่าจะพูดคำว่า AI ยากเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง แถมเลี่ยงบาลีด้วยการพูดว่าเป็นการเปิดตัว Apple Intelligence แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

จบลงไปแล้วสำหรับ Keynote ในงาน WWDC 2024 ซึ่งหลายคนตั้งตารอว่า Apple จะหยิบยกเรื่อง AI ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในแวดวงยักษ์ไอทีขึ้นมาพูดหรือไม่ หลังจากที่รายอื่นๆ พูดเรื่องนี้ไปหมดแล้ว

 

แน่นอน Apple ย่อมไม่พลาดที่จะพูดเรื่องนี้ แต่กว่าที่ ทิม คุก ผู้เป็นซีอีโอจะยอมพูดคำว่า AI อย่างจริงจังก็ผ่านไปร่วม 1 ชั่วโมง ซึ่งยากเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง ในขณะที่การนำเสนอซอฟต์แวร์อื่นๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น iOS 18, iPadOS 18 หรือ macOS Sequoia แทบจะไม่พูดคำนี้ แต่เลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า ‘แมชชีนเลิร์นนิง’ แทน

 

แต่ในที่สุด Apple ก็เทเวลาให้กว่า 40 นาทีสำหรับนำเสนอ AI ของตัวเองที่ตั้งชื่ออย่างเก๋ๆ ว่า ‘Apple Intelligence’ ซึ่ง THE STANDARD WEALTH จะมาสรุปให้ฟังว่ามีอะไรที่ ‘ว้าว’ และสมกับการรอคอยจากยักษ์ใหญ่แบบ Apple หรือไม่

 

ประเด็นไฮไลต์ของงาน Apple ครั้งนี้คือการประกาศชัดว่า Apple Intelligence จะถูกนำมาใช้เป็นระบบอัจฉริยะส่วนบุคคลสำหรับ iPhone, iPad และ Mac ที่จะทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ iOS, iPadOS และ macOS ในทุกส่วน เพื่อทำความเข้าใจภาษา สร้างรูปภาพ และทำสิ่งต่างๆ ข้ามไปมาระหว่างแอป รวมทั้งพิจารณาถึงบริบทเฉพาะตัวบุคคลเพื่อให้สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ทิมเน้นย้ำว่า การนำ AI มาใช้ในมุมมองของบริษัทนั้นจะต้องตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวและความเฉพาะเจาะจงในระดับบุคคล ทำให้บริษัทไม่อยากใช้คำว่า Artificial Intelligence (AI) เพราะพวกเขาให้เหตุผลว่า “นี่มันคืออีกขั้นของ AI และมันคือ Personalized Intelligence” ที่เข้าใจชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานมากกว่าเมื่อเทียบกับ AI ตัวอื่นที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนี้ เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะมีความฉลาดล้ำหน้า แต่มันยังขาดเสน่ห์ในเรื่องความเข้าใจพฤติกรรมที่คนแต่ละคนมีแตกต่างกันออกไป

 

โดยฟีเจอร์หลักๆ มีดังนี้

 

Priority Notification: การแจ้งเตือนที่ดึงข้อมูลสำคัญที่สุดขึ้นมาแสดง ในขณะที่ Apple Intelligence จะช่วยสแกนและสรุปการแจ้งเตือนยาวๆ เพื่อแสดงใจความหลักของข้อความไว้บนหน้าจอล็อก

 

Writing Tools: Rewrite ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจกับงานเขียนของตน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เลือกสิ่งที่ตนเขียนหลากหลายเวอร์ชันเพื่อปรับโทนให้เหมาะกับผู้อ่านและงานที่ทำอยู่ หรือ Proofread ที่ช่วยตรวจสอบไวยากรณ์ คำที่เลือกใช้ และโครงสร้างประโยค พร้อมเสนอแนะสิ่งที่ควรแก้ โดยฟีเจอร์นี้จะถูกรวมอยู่ในแอปพลิเคชันของ Apple และผู้ให้บริการแอปต่างๆ

 

การสั่งงานแบบ Cross Application: Apple Intelligence ทำให้ Siri สามารถทำสิ่งใหม่ๆ ได้หลายอย่าง ทั้งในแอปของ Apple และแอปของบริษัทอื่น หรือกระทั่งทำข้ามไปมาระหว่างแอปได้ เช่น ผู้ใช้สามารถพูดว่า “แสดงบทความเกี่ยวกับจิ้งหรีดจาก Reading List ขึ้นมาหน่อย” หรือ “ส่งภาพบาร์บีคิวเมื่อวันเสาร์ไปให้ Malia” Siri ก็จัดการให้ได้

 

Imagen Playground: ให้ผู้ใช้สามารถสร้างภาพครีเอทีฟจากอัลบั้มรูปภาพ (Photo Library) ได้ในไม่กี่วินาที โดยเลือกจาก 3 สไตล์ที่มีให้ ได้แก่ Animation, Illustration หรือ Sketch

 

และแน่นอนว่า Apple จะละเลยการพูดถึงการรักษาความเป็นส่วนตัวไปไม่ได้ โดยทิมเอ่ยถึงประเด็นนี้หลายครั้ง ซึ่ง Apple แถลงว่าฟีเจอร์ AI ส่วนใหญ่สามารถประมวลผลได้บนอุปกรณ์ (On-Device AI) แต่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีชิป A17 Pro ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีแค่ใน iPhone 15 Pro กับ 15 Pro Max หรือชิป M Series (M1, M2, M3 และ M4) ที่อยู่ในหลายผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีชิปรุ่นเก่าหรืองานประเภทซับซ้อนก็ยังสามารถเข้าถึง AI ได้ด้วย Private Cloud เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน

 

“เราอยากทำให้การเข้าถึงคลาวด์ด้วย iPhone ของคุณปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้น” เครก เฟเดอริงกิ รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ Apple กล่าว

 

นอกจากนี้ Apple ยังประกาศความร่วมมือกับ OpenAI ที่จะนำโมเดล GPT-4o เข้ามาใช้กับ Siri อีกด้วย ซึ่งการใช้งานจะมาในรูปแบบทางอ้อมที่ผู้ใช้จะไม่ได้คุยกับ ChatGPT โดยตรง แต่คุยผ่าน Siri และจะถูกถามความสมัครใจการใช้งานเมื่อ Siri เห็นควรว่าต้องปรึกษา ChatGPT

 

สุดท้ายนี้ ทุกอย่างที่ Apple ประกาศออกมายังไม่เปิดให้ใช้บริการ ณ ปัจจุบัน แต่จะมาอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ Apple เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น iPhone หรือ Apple Watch เป็นประจำมาหลายปีติดต่อกัน

 

ภาพ: Apple

อ้างอิง:

The post WWDC 2024 กว่าจะพูดคำว่า AI ยากเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง แถมเลี่ยงบาลีด้วยการพูดว่าเป็นการเปิดตัว Apple Intelligence แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 https://thestandard.co/apple-may-launch-ai-features-in-ios-18/ Sun, 09 Jun 2024 03:37:28 +0000 https://thestandard.co/?p=943012

งาน WWDC24 ใกล้เข้ามาแล้ว ในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 11 มิถุ […]

The post สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 appeared first on THE STANDARD.

]]>

งาน WWDC24 ใกล้เข้ามาแล้ว ในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 11 มิถุนายน ตามเวลาประเทศไทย จับตาทิศทางของ Tim Cook ซีอีโอของ Apple และสิ่งที่คาดว่าจะเปิดตัวในงาน โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ๆ จาก AI 

 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า งาน WWDC24 หรือ Worldwide Developers Conference ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2024 ภายในงานคาดว่าจะได้เห็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดในรอบหลายปี เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา Apple ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รอบด้าน

 

โดยเฉพาะการสูญเสียมูลค่าการตลาดอันดับสองให้กับ NVIDIA ไป ทั้งหมดมาจากแรงกดดันของตลาดจีน และการเจอค่าปรับจากสหภาพยุโรปในประเด็นละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังภายในงานคือทิศทางการลงทุน AI ที่ Tim Cook เคยประกาศเอาไว้เมื่อต้นปีว่าจะทุ่มเงินพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเป้าหมายพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ Apple หลายรายการให้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI 

 

พร้อมย้ำว่า เรามอง AI เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างการเติบโตให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา และเชื่อว่า Apple มีข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากในตลาด

 

นอกจากนี้ ภายในงานอาจเปิดตัว iOS 18, iPadOS 18, watchOS 11, macOS 15, tvOS 18 และ visionOS ที่อาจมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ AI เช่น การเพิ่มคุณสมบัติของ Siri ที่จะผสานกับ OpenAI ทำให้สามารถสั่งให้ Siri ทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเรียกคืนรูปภาพที่ถ่ายเมื่อหลายปีก่อน หรือตอบคำถามเกี่ยวกับสภาพอากาศ ไปจนถึงการรายงานข่าวต่างๆ

 

นักวิเคราะห์บางคนคาดว่า Apple จะเปิดตัวเครื่องมือ AI ในหลายๆ ฟังก์ชัน เช่น Apple Maps, iMovie และ iPhoto จากนี้ AI จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Apple มากขึ้น และนี่คือสิ่งที่พวกเราคาดหวัง 

 

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า Apple อยู่ระหว่างหาโอกาสเข้าไปเป็นพันธมิตรกับ OpenAI และ Google เพื่อขับเคลื่อนเครื่องมือ AI เพื่อกระตุ้นยอดขายของ iPhone ให้เติบโตขึ้นในอีกหลายปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าความเร็วที่โลกกำลังนำ AI มาใช้นั้นเป็นตัวเร่งให้ Apple ต้องเร่งพัฒนาสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยให้เร็วที่สุด

 

อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ หากจับมือกับ OpenAI เพราะตอนนี้ OpenAI ยังเจอปัญหากับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวทางการทำงาน เห็นได้จากกลุ่มพนักงาน OpenAI ที่ออกมาเรียกร้องให้บริษัทมีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงร้ายแรงของ AI

 

แน่นอนว่าหาก Apple นำ AI มาใช้จะต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ 

 

อ้างอิง:

The post สาวก iPhone มีลุ้น! นักวิเคราะห์ชี้ Apple อาจเปิดตัวฟีเจอร์ AI ใน iOS 18 แถมสั่งให้ Siri เล่าข่าวให้ฟังได้ ในงาน WWDC24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิดน้อยไปนิด? Apple ยอมรับผิด หลังโฆษณา iPad Pro ตัวใหม่เรียกทัวร์ลงหนัก https://thestandard.co/new-ipad-pro-advertisement-issue/ Fri, 10 May 2024 09:25:22 +0000 https://thestandard.co/?p=932050

สืบเนื่องจากการเปิดตัวไลน์อัพ iPad ตัวใหม่ของ Apple ที่ […]

The post คิดน้อยไปนิด? Apple ยอมรับผิด หลังโฆษณา iPad Pro ตัวใหม่เรียกทัวร์ลงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

สืบเนื่องจากการเปิดตัวไลน์อัพ iPad ตัวใหม่ของ Apple ที่มาพร้อมกับโฆษณาความยาวประมาณ 1 นาที ‘Crush!’ ซึ่งมีคอนเซปต์ที่แบรนด์ต้องการจะสื่อถึงประสิทธิภาพและความบางของ iPad Pro ผ่านการใช้เครื่องบีบอัดสิ่งของและชิ้นงานศิลปะต่างๆ ทั้งเปียโน ถังสี เครื่องเล่นเสียง และหนังสือ ที่ผลสุดท้ายแล้วทุกอย่างถูกทำลายจนหมดสิ้นและมารวมเข้ากันเป็น iPad Pro เครื่องเดียว

 

เครดิต: Apple

 

ต้องบอกว่าโฆษณาตัวนี้ประสบความสำเร็จในการเรียกความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ใช่ความสนใจที่ Apple คาดหวังสักเท่าไร เนื่องจากหลังการโพสต์โฆษณาดังกล่าวบน X โดย Tim Cook ซีอีโอของบริษัท ผู้คนก็แห่กันเข้ามาแสดงความเห็นเชิงลบเป็นจำนวนมาก โดยพวกเขาให้มุมมองว่า Crush! คงจะเป็นโฆษณาชิ้นโบแดงหากทำมาเพื่อสื่อว่าบิ๊กเทคกำลังสร้างผลกระทบกับสังคมอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

Katie Notopoulos ผู้สื่อข่าวสำนัก Business Insider ระบุในบทความของเธอว่า “แน่นอน ใจความสำคัญของโฆษณาตัวนี้คือการสื่อให้คนดูเห็นว่า iPad เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับงานครีเอทีฟ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันเรากำลังอยู่ในโลกที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ เพราะศิลปิน ช่างภาพ นักดนตรี และนักเขียน ก็เริ่มสัมผัสได้ว่า AI กำลังเข้ามาคุกคามความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา”

 

ทางฝั่งของ Paul Graham ผู้ร่วมก่อตั้ง Y Combinator ศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพระดับโลก ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโฆษณาชิ้นนี้ว่าเป็นการเหยียดหยามต่อ Steve Jobs ผู้ก่อตั้งคนแรกของ Apple “Jobs คงไม่มีวันที่จะปล่อยโฆษณาชิ้นนี้ออกมาอย่างแน่นอน เพราะมันคงทำให้เขาเจ็บปวดจนทนดูต่อไปไม่ไหว” เขาตอบกลับในโพสต์ของ Cook บน X

 

นอกจากนี้หลายคนยังวิพากษ์วิจารณ์โดยตั้งคำถามว่า คลิปวิดีโอโฆษณา Crush! กำลังบอกอ้อมๆ ว่าบิ๊กเทคและเทคโนโลยี AI ให้ความสำคัญกับการทำกำไรมากกว่าวัฒนธรรมที่มนุษย์ให้คุณค่ามาตลอดช่วงเวลาของเราหรือไม่?

 

ล่าสุด Apple ได้ออกมาขอโทษผ่านจดหมายจาก Tor Myhren รองประธานฝ่ายการตลาดของ Apple ที่ Ad Age สื่อสิ่งพิมพ์ด้านโฆษณาได้รับมา โดยมีเนื้อหาที่เขียนว่า “เป้าหมายของเราที่มีมาเสมอคือการสนับสนุนช่องทางที่ให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ในชีวิตได้ผ่าน iPad แต่ครั้งนี้โฆษณาของเราพลาดเองในการสื่อสารข้อความนั้น และเราต้องขอโทษด้วย”

 

เหตุการณ์นี้ทำให้แผนการที่จะฉายโฆษณาบนจอโทรทัศน์ตามที่ Apple วางไว้ต้องยุติลง แต่วิดีโอยังคงอยู่บนแพลตฟอร์ม YouTube ต่อไป แม้ว่าจะมีการปิดช่องแสดงความคิดเห็นแล้วก็ตาม

 

อย่างไรก็ดี Business Insider พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โฆษณาที่มีคอนเซปต์แนวนี้ถูกสร้างขึ้น เพราะเมื่อ 15 ปีที่แล้ว LG บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลีใต้ ก็ได้เปิดตัวโฆษณาที่มีการใช้เครื่องบีบอัดสิ่งของต่างๆ ที่สุดท้ายออกมาเป็นสมาร์ทโฟนพร้อมกล้อง ซึ่งให้อารมณ์คล้ายกันกับวิดีโอของ Apple แต่ผลตอบรับของสังคมช่างแตกต่างกันมาก เพราะในตอนนั้นหลายคนกลับชอบโฆษณาจาก LG “ฉันรู้สึกชอบโฆษณานี้อย่างบอกไม่ถูก” ผู้ใช้งานรายหนึ่งเขียนแสดงความเห็นกับวิดีโอเมื่อปี 2008

 

กระนั้นต้องบอกว่าในช่วงเวลาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เทคโนโลยียังอยู่ในยุคที่มันถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสมากกว่าภัยคุกคามอย่างที่บางคนคิดในปัจจุบัน หากสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเช่นนั้น ไม่แน่ว่าโฆษณา Crush! ของ Apple คงไม่ถูกวิจารณ์เหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่ก็ได้

 

ภาพ: Apple

อ้างอิง:

The post คิดน้อยไปนิด? Apple ยอมรับผิด หลังโฆษณา iPad Pro ตัวใหม่เรียกทัวร์ลงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทุ่มกว่าแสนล้านดอลลาร์ ประกาศซื้อหุ้นคืน หลังยอดขาย iPhone ร่วง 10% https://thestandard.co/apple-110b-shares-buyback/ Fri, 03 May 2024 02:26:34 +0000 https://thestandard.co/?p=929417 Apple ซื้อหุ้นคืน

เว็บไซต์ข่าวสถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า หุ้นของ Apple […]

The post Apple ทุ่มกว่าแสนล้านดอลลาร์ ประกาศซื้อหุ้นคืน หลังยอดขาย iPhone ร่วง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ซื้อหุ้นคืน

เว็บไซต์ข่าวสถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า หุ้นของ Apple ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำ ขยับเพิ่มขึ้น 7% ในช่วงการซื้อ-ขายเพิ่มเติมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 พฤษภาคม) หลังจากที่ผู้ผลิต iPhone รายนี้เปิดเผยรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่แสดงให้เห็นว่า รายได้ไตรมาสล่าสุดของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการกันไว้ก่อนหน้านี้ อีกทั้งทาง Apple ยังได้ประกาศขยายระยะเวลาโครงการซื้อคืนหุ้นออกไป

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ Apple ระบุว่า ทางคณะกรรมการของบริษัทได้อนุมัติการเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นอีก 1.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้น 22% จากการอนุมัติแรกสุดที่ 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 ซึ่งบอร์ดของ Apple ยังอนุมัติแผนการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น โดยปรับเพิ่มเงินปันผลต่อไตรมาสเป็น 0.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น มีผลตั้งแต่การจ่ายเงินของเดือนพฤษภาคมนี้ 

 

ข้อมูลจาก Birinyi Associates ชี้ว่า การซื้อหุ้นคืนล่าสุดนี้ถือเป็นการซื้อหุ้นคืนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นำหน้าการซื้อคืนครั้งก่อนของ Apple 

 

อย่างไรก็ตาม Apple ยังคงเผชิญกับความท้าทาย ด้วยยอดขายโดยรวมลดลง 4% ขณะที่ยอดขาย iPhone ลดลง 10% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วงไตรมาสดังกล่าว โดย ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ชี้ว่า ยอดขายของบริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหาความล่าช้าในการผลิต iPhone 14 จนทำให้การส่งมอบล่าช้าจากปัญหาอุปทานที่เกิดจากโควิด

 

ทั้งนี้ รายได้สุทธิของ Apple ในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 9.075 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ว่าจะอยู่ที่ 9.001 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยอดขายของผลิตภัณฑ์ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ในกลุ่ม Wearables, Home และ Accessories ต่างปรับตัวลดลงจากที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยลดลง 10%, 17% และ 10% ตามลำดับ มีเพียง Mac เท่านั้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ทำให้รายได้รวมของบริษัทลดลง 4% ขณะที่รายได้อีกส่วนหนึ่งมาจากภาคบริการของบริษัทที่ 2.3867 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% ทำสถิติสูงสุดอีกไตรมาส ด้านกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 2.3636 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2%

 

รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ที่ให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC ซึ่งระบุว่า ยอดขายและการเติบโตโดยรวมของ Apple ในช่วงไตรมาสเดือนมิถุนายนจะเติบโตในระดับต่ำเพียงเลขหลักเดียว 

 

ปีที่แล้วในช่วงเดือนมิถุนายน Apple ประกาศรายได้ที่ 8.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

ขณะเดียวกันคุกยังชี้แจงด้วยว่า ยอดขาย iPhone ที่ลดลงมาจากฐานที่สูงในปีก่อน เพราะการขาดซัพพลายทำให้ผลิตสินค้าไม่ทัน ซึ่งหากตัดส่วนดังกล่าวที่มีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐออกไป ยอดขาย iPhone ก็เพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วยอดขาย iPhone อยู่ที่ 4.5963 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 10% ในขณะที่ตลาดใหญ่อย่างจีน แม้จะมียอดขายชะลอตัว แต่ iPhone 15 และ iPhone 15 Pro Max ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ขายดีที่สุดเทียบกับทุกแบรนด์ กระนั้นยอดขายรวมในจีนก็ปรับตัวลง 8% อยู่ที่ 1.6372 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดจีนที่เป็นไปอย่างดุเดือด

 

นอกจากนี้แม้ช่วงต้นปีทางบริษัทจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Vision Pro ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ของบริษัทในรอบหลายปี แต่ด้วยสนนราคาที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.288 แสนบาท) และฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้หลายฝ่ายมองว่ายังไม่สามารถคาดหวังในเรื่องรายได้จากสินค้าตัวใหม่ของบริษัทได้มากสักเท่าไรนัก ซึ่งซีอีโอของ Apple ก็ยอมรับว่า Vision Pro เป็นเหมือนการเริ่มต้นในการมองหาโอกาสใหม่ๆ ของบริษัท 

 

ในส่วนของสินค้าหลัก เช่น iPad ที่ทางบริษัทไม่มีการเปิดตัว iPad ใหม่มาตั้งแต่ปี 2022 จนทำให้รายได้ไตรมาสล่าสุดจาก iPad ลดลง กระนั้นมีการคาดการณ์ว่า Apple จะประกาศ iPad ใหม่ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นความต้องการสินค้าเรือธงของ Apple ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ 

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า Apple มี ‘แผนการใหญ่ที่จะประกาศ’ จาก ‘มุมมองของ AI’ ในงาน iPad สัปดาห์หน้า รวมถึงในการประชุมนักพัฒนาประจำปีของบริษัทในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ 

 

อ้างอิง: 

The post Apple ทุ่มกว่าแสนล้านดอลลาร์ ประกาศซื้อหุ้นคืน หลังยอดขาย iPhone ร่วง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>