Thematic Investor Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/thematic-investor/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 25 Nov 2023 09:22:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 https://thestandard.co/5-thematic-investing-2024/ Sun, 26 Nov 2023 06:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=869722

ปี 2023 กำลังผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต้อ […]

The post Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 กำลังผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต้องเรียนรู้จากอดีต ค้นหาบทเรียนจากการลงทุน เพื่อมองไปถึงปีหน้า

 

สำหรับปีนี้ จากดัชนีธีมลงทุนที่ผมติดตามอยู่กว่า 200 แบบ ธีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ Magnificent 7, FANG+, Semiconductors, Blockchain, และ Next Generation Internet ส่วนธีมที่ทำผลงานย่ำแย่คือ Cannabis, Hydrogen, Thai Industrials, Solar และ China Real Estate

 

บทเรียนสำคัญจากปี 2023 ชัดเจนในสามเรื่อง 1. ถ้าใครไม่มีหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ในปีที่แนวโน้มไม่ชัดเจนมีโอกาสทำผลงานแพ้ตลาดอย่างมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างธีมอนาคตกับตัวแปรตลาด อาจไม่เป็นไปตามแนวคิดของอุตสาหกรรมเก่า และ 3. ฟองสบู่ทางการเงิน อยู่รอดได้นานขึ้นในยุคข้อมูลข่าวสาร

 

สำหรับปี 2024 ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้อจะลดลง และหลายประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตลาดมีแนวโน้มซื้อขายในกรอบกว้าง ผมจึงเลือก 5 ธีมลงทุน ประกอบด้วย Magnificent 7, AI, Technology, Clean Tech, และ Health Care รวมเป็น M-A-T-C-H ผสมผสานธีมผลงานดี และธีมที่มีโอกาสกลับตัว มาให้ทุกคนได้คิด และเลือกลงทุนในปี 2024

 

Magnificent 7 เป็นธีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุด มีโอกาสไปต่อ อย่างน้อยช่วงครึ่งปีแรก

 

ผลตอบแทนของ Bloomberg Magnificent 7 ตั้งแต่ต้นปีบวกไปถึง 102% จุดสำคัญของการลงทุนในกลุ่มนี้ไม่ใช่กำไรที่เติบโตสูงจากเทคโนโลยี เช่น NVIDIA เพียงอย่างเดียว แต่มีแรงหนุนหลักจากหุ้น Quality Growth อย่าง Meta, Microsoft รวมถึง Alphabet

 

หุ้นใหญ่พื้นฐานมั่นคง ควรทำผลงานได้ดีช่วงปลายของเศรษฐกิจ (Late Cycle) ธีมนี้จึงเป็นธีมที่ไม่มีไม่ได้ในปีหน้า หรือใครที่กังวลความเสี่ยงเรื่องมูลค่า อาจเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นบางบริษัทที่ไม่แพงได้เช่นกัน

 

AI เป็นธีมแห่งทศวรรษที่ต้องมีติดพอร์ตไว้แน่นอน โอกาสของการลงทุนอยู่ที่มูลค่าตลาดที่ AI จะสร้างได้

 

Index Artificial Intelligence ทำผลงานได้ดีถึง 47% ในขณะที่ P/E เฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ระดับ 34x ถือว่าไม่ได้แพงมาก

 

เปรียบเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต ผู้ชนะที่แท้จริงในธีม AI กำลังจะถือกำเนิดขึ้น จึงเป็นธีมที่มีโอกาสไปต่อได้ในระยะยาว

 

ในปี 2024 ผมมองว่าการลงทุนในธีม AI จะขยับไปสู่การนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงมากขึ้น อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือซอฟต์แวร์ ค้าปลีก บริการ และการขนส่ง ผู้ชนะตัวจริง คือผู้ที่สามารถนำ AI ไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจตัวเองได้มากที่สุด

 

Technology เป็นธีมที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง การลงดอกเบี้ยจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติม 

 

MSCI ACWI Information Technology ทำผลงานบวก 42% 

 

ในปีที่ผ่านมา ความแตกต่างจากสองธีมแรก คือการกระจายการลงทุนออกนอกสหรัฐฯ มากกว่า 20% ทำให้มีโอกาสรับแรงหนุนจาก Valuation เพิ่มเติม 

 

ผมเชื่อว่าปี 2024 จะเป็นปีที่ Tech เอเชียปรับตัวขึ้นได้มากกว่าฝั่งตะวันตก จากแรงหนุนด้านการฟื้นตัวของภาคการผลิต ละบริโภค นอกจากนี้การปรับตัวลงของเงินเฟ้อ จะเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย และเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดถ้านโยบายการเงินผ่อนคลาย

 

Clean Energy ธีมเปลี่ยนพลังงานโลก มีโอกาสกลับตัวในปีหน้า สลับกับเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่คาดว่าจะลดลง 

 

สำหรับปีนี้ Index Global CleanTech ปรับตัวลงถึง 33% ค้านกับความเชื่อว่าธีมที่เป็นตัวแทนพลังงานใหม่ควรได้แรงหนุนถ้าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น

 

บทเรียนในปี 2023 สอนเราว่า ราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นสร้างแรงหนุนให้การลงทุนในกลุ่มพลังงานเก่า (Old Energy) ในช่วงที่สภาพคล่องไม่เพิ่มขึ้น พลังงานทางเลือกจึงเป็นกลุ่มที่ถูกลดความสำคัญลง และถูกขายมากที่สุด 

 

หลังจากราคาปรับตัวลงมาก Long-Term P/E เหลือเพียง 17x ถ้าราคาน้ำมันลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ Clean Energy ก็มีโอกาสฟื้นในปี 2024 ได้เช่นกัน 

 

Healthcare มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ รายได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

 

MSCI ACWI Information Technology ทำผลงานไม่ดี -2.5% ในปี 2023 ผิดจากที่ตลาดมองไว้มาก

 

ประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา บวกกับรายได้ที่ปรับตัวลดลงจากช่วงวิกฤตโควิด ทำให้ดีลนี้หมดความน่าสนใจ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าเหตุผลการลงทุนจะกลับทิศในปี 2024 ถ้าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงถดถอย กลุ่มบริการสุขภาพที่มี Beta ต่ำจะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ Healthcare เป็นธีมที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีตและธีมอื่นๆ ล่าสุดมี LTPE เพียง 27x บนการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะกลับมาสูงกว่า 10%

 

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า Thematic Investor คงมองเห็นโอกาสสำหรับการลงทุนในปี 2024 บ้างไม่มากก็น้อย 

 

ไม่ว่าพอร์ตปัจจุบันของเราจะเป็นแบบไหน ส่วนประกอบของ M-A-T-C-H สามารถนำไปปรับผสมเข้ากับพอร์ตของทุกท่านได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การผสมผสานให้มีทั้งธีมไปต่อและธีมกลับตัว กระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวครับ

The post Match 5 ธีมลงทุนรับปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จังหวะปรับฐาน Feat. The Fed และเงินเฟ้อ https://thestandard.co/base-adjustment-feat-the-fed-and-inflation/ Tue, 15 Feb 2022 07:23:13 +0000 https://thestandard.co/?p=594665 ปรับฐานหุ้น

ในที่สุดการปรับฐานที่ Thematic Investor รอคอยก็มาถึง &n […]

The post จังหวะปรับฐาน Feat. The Fed และเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับฐานหุ้น

ในที่สุดการปรับฐานที่ Thematic Investor รอคอยก็มาถึง

 

หลายท่านกำลังมองหาโอกาสกลับเข้าตลาด

 

ปัญหาคือเงินเฟ้อยัง ‘สูง’ เรายังต้องระวังธนาคารกลางส่งสัญญาณ ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ยเร็ว ส่งผลให้อนาคตของสินทรัพย์เสี่ยงยัง ‘ไม่ปลอดภัย’

 

การหา ‘จังหวะ’ และ ‘ธีม’ ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการศึกษาตลาดในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างแรก

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

‘ความกลัว’ เผยให้เห็นอย่างชัดเจนจากราคาสินทรัพย์หลักที่ปรับฐานลงพร้อมกันในช่วงต้นปี

 

เหตุการณ์สำคัญคือเงินเฟ้อสูงขึ้นไม่หยุด ราคาน้ำมันดิบทำจุดสูงสุดใหม่เพราะความเสี่ยงสงคราม

 

แรงกดดันเหล่านี้ทำให้ Fed ต้องส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น จากแค่คุมความคาดหวังของเงินเฟ้อ เป็นการจัดการเงินเฟ้อให้ได้เร็วที่สุด ตลาดจึงกลัวว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยขาขึ้นที่เร็วและแรงกว่าปกติ

 

ทั้งหมดหนุนให้ยีลด์สหรัฐฯ สองปี ขยับขึ้นมาถึงระดับ 1.6% สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโคโรนาไวรัส ส่วนยีลด์สิบปีก็แตะระดับ 2.0% สูงขึ้นจากปลายปีที่แล้วกว่า 50bps บอนด์ และ Long-Duration Asset อย่างหุ้นเทคโนโลยีจึงปรับฐานพร้อมกัน

 

เมื่อทั้งสองสินทรัพย์หลักกลับทิศ นักลงทุนก็ลดพอร์ตไปด้วย ความผันผวนจึงกระจายไปสู่ทุกสินทรัพย์ในที่สุด

 

ในฝั่ง Thematic Investing ธีมที่อนาคต ‘ไกล(เกินไป)’ และธีมที่อนาคต ‘เปลี่ยน’ เป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งมากที่สุด

 

ประเมินจาก 100 Thematic ETF ในตลาดสหรัฐฯ ธีมแห่งอนาคตเฉลี่ยปรับฐานลงลึกกว่าตลาดราว -4.5%

 

ธีมที่ลงลึกที่สุดราว -9.9% คือ Sustainable Energy เนื่องจากนักลงทุนถอยกลับเข้าธีม Big Oil ตามมาด้วยธีม Healthcare Innovation ที่ปรับฐาน -8.1% เพราะตลาดเชื่อว่าประตูแห่งโอกาสกำลังปิดลงพร้อมกับวิกฤตโควิด ขณะที่ธุรกิจหลักก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีกำไร

 

ในทางกลับกัน ธีมที่ยังขายได้คือธีมระยะสั้นป้องกันเงินเฟ้อ หรือออกนอกโลกแห่งความจริง

 

Thematic ETF ที่ใช้จังหวะได้ดีที่สุดคือ PPI หรือ AXS Astoria Inflation Sensitive ETF ระดมทุนไปได้ในช่วงเดือนเปิดตัวกว่า 30 ล้านดอลลาร์ ด้วยกลยุทธ์ลงทุนใน Inflation-Sensitive Assets เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ TIPS และ Sector ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ เช่น วัสดุก่อสร้าง ธนาคาร หรือพลังงาน

 

ฝั่งธีมอนาคตก็มี Subversive Metaverse ETF ตัวย่อ PUNK เป็น ETF ที่เข้ามาสร้างความแตกต่าง ด้วยกลยุทธ์ลงทุนในธุรกิจที่เป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีและสังคมบน Metaverse พร้อมกับจับจังหวะ Short หุ้น Meta Platform ที่ทีมลงทุนมองว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ

 

สำหรับนักลงทุนไทย ต้องบันทึกเดือนกุมภาพันธ์ 2022 นี้ไว้บนประวัติศาสตร์เช่นกัน เมื่อ UHERO หรือ United HERO ETF กลายเป็น Thematic ETF แรกของตลาดหุ้นไทย ที่ลงทุนใน ETF ฝั่งตะวันตกอย่าง Video Game and Esports ETF ของ Global X เป็นธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่ Metaverse ได้ง่าย สร้างความตื่นตัวให้กับนักลงทุนไทยได้อย่างดี

 

จังหวะถัดไป ผมเชื่อว่าเราจะพบกับความกังวลว่า ‘เงินเฟ้ออาจไม่ลดลง’ จนกว่าธนาคารกลางจะเข้มงวดถึงที่สุด

 

เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีทิศทางเป็นขาขึ้น ขณะที่การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ (PCE) และ 10 มีนาคม (CPI) ก่อนหน้าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ FOMC 15-16 มีนาคม จึงไม่ควรประมาท เพราะถ้าเงินเฟ้อสูง Fed ก็อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 25bps หรือหยุด QE ทันที

 

ส่วนใน 3-9 เดือนข้างหน้า สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มไปจากนโยบายการเงินยังมีอีก

 

ไม่ว่าจะเป็น ‘การเมืองสหรัฐฯ’ ที่คะแนนความนิยมของ โจ ไบเดน ตกต่ำ โอกาสที่จะผ่านนโยบายกระตุ้นการลงทุนตามที่สัญญาไว้ลดลง

 

‘เศรษฐกิจ’ มีแนวโน้มชะลอตัว พร้อมกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตกต่ำ สังเกตได้จากความชันของยีลด์ที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยในปี 2024

 

และ ‘Valuation’ ของตลาดที่ยังแพงที่สุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงช่วง Dot Com Crisis ถ้ารายได้เร่งตัวขึ้นได้ไม่ถึง 10% ในปีนี้ ตลาดอาจต้องปรับฐานลงอีก 15-20% ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

 

รู้อย่างนี้ควรวางกลยุทธ์และเลือกธีมลงทุนอย่างไร?

 

แนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดคือดอกเบี้ย จังหวะนี้เราสามารถ ‘ลด’ สัดส่วนการถือบอนด์ลงได้อีก

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1972 วัฏจักรดอกเบี้ยในสหรัฐฯ เคยเป็นขาขึ้น 5 รอบ สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือยีลด์สิบปีปรับตัวขึ้น มากที่สุดคือ 520bps ช่วงปี 1977-1980 ต่อให้น้อยที่สุดอย่างช่วงปี 2016-2018 ยีลด์ก็ยังปรับตัวขึ้น 30bps ดังนั้นผมจึงมองว่าคุ้มกว่าที่จะถือเงินสดแทนที่บอนด์ในระยะสั้น

 

ถัดมาคือเดา ‘จังหวะ’ การปรับฐานของหุ้น

 

จังหวะแรกคือ นโยบายการเงิน

 

 แม้จะเข้มงวดจริงแต่ปัจจุบันเข้าสู่ช่วงที่ความคาดหวังบนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ‘สูงเกิน’ กว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงในช่วงกว่าสองทศวรรษล่าสุดไปแล้ว

 

ธีมที่ปรับฐานไปก่อน เช่น Consumer Evolution หรือธีมที่มีความสัมพันธ์กับตลาดต่ำอย่าง Healthcare Innovation จึงเริ่มน่าสนใจ และอาจกลับตัวได้หลังมีความชัดเจนเชิงนโยบาย

 

จังหวะที่สองคือ การเปลี่ยนมุมมองต่อเงินเฟ้อ

 

แม้ปัจจุบันตลาดจะเชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อสูงจะเกิดขึ้นตลอดไป แต่เมื่อในอนาคตการเมืองสหรัฐฯ จะวุ่นวาย เศรษฐกิจจะชะลอตัว และนโนบายการเงินจะเข้มงวด ในที่สุดเงินเฟ้อก็ต้องปรับตัวลงบ้างอย่างไม่ต้องสงสัย

 

จังหวะที่เงินเฟ้อสูงที่สุด จึงอาจเป็นหนึ่งในเวลาที่ดีที่สุดที่จะเข้าลงทุนระยะยาวใน Deflation Winners อย่าง FinTech และ Disruptive Technology

 

ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนจังหวะทั้งสองเรื่องนี้จะนำเราไปสู่จุดต่ำสุดของการปรับฐานในไม่ช้า

 

แต่จะลงทุนธีมไหน นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจุดประสงค์ของการลงทุนคืออะไร และระยะเวลาของการลงทุนสั้นยาวแค่ไหน เพื่อให้เราได้ธีมที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของเราจริงๆ ครับ

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post จังหวะปรับฐาน Feat. The Fed และเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อเลือกธีมลงทุนปี 2022 https://thestandard.co/3-checklists-for-investment-theme-2022/ Wed, 05 Jan 2022 11:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=579342 เช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อเลือกธีมลงทุนปี 2022

สวัสดีปีใหม่ Thematic Investor ทุกท่าน ยินดีกับพวกเราที […]

The post เช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อเลือกธีมลงทุนปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อเลือกธีมลงทุนปี 2022

สวัสดีปีใหม่ Thematic Investor ทุกท่าน ยินดีกับพวกเราที่สามารถผ่านช่วงที่ยากลำบากของการลงทุนในปี 2021 มาได้อย่างปลอดภัยครับ

 

อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันในโลกลงทุนว่า การก้าวข้ามปีปฏิทินอย่างเดียวไม่ได้มีความหมายกับตลาดมากนัก เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เรายังต้องตามติดประเด็นเหล่านี้ให้ทันไม่ว่าจะเป็นปีไหน

เพื่อให้เราพร้อมกับการลงทุนปี 2022 ผมจึงสรุปภาพ Thematic Investing ในปี 2021 แปลความหมายให้นักลงทุนเข้าใจแนวโน้มตลาด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและมองหาธีมลงทุนสำหรับปีนี้

 

มองย้อนกลับไปปี 2021 สรุปกลยุทธ์สั้นๆ คือ ‘ต้องกระจายธีมลงทุน สะสมธีมที่ยาวขึ้น และรู้จักขายทำกำไรธีมที่สั้นลง’  

ผมใช้ข้อมูล ETF ที่จดทะเบียนใน NYSE, Nasdaq และ London คัดเฉพาะ Thematic ETF ที่เป็น Passive หรือระบุการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ชัดเจน พบประเด็นที่น่าสนใจในปี 2021 อยู่ 3 อย่าง คือ

 

1. แม้ Thematic Investing เหล่านี้จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี S&P 500 แต่ก็ไม่ติดลบไปทั้งหมด

โดยเฉลี่ย Thematic ETF เติบโตขึ้น 6.6% และถ้าถ่วงน้ำหนักด้วยขนาดกองทุน (Asset Under Managed) ผลตอบแทนก็จะสวยขึ้นเป็น 11.5%

 

หมายความว่าถ้าเรากระจายธีมลงทุนให้ดี แม้จะเป็นปีที่หุ้นใหญ่นำตลาด การลงทุนในพอร์ต Thematic ETF ก็สามารถสร้างผลงานเป็นบวกให้นักลงทุนได้อยู่

 

2. ธีมเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ Sustainable Energy เป็นธีมที่ทำผลงานเด่นที่สุด เพราะมีเป้าหมายที่ยาวขึ้น

การลงทุนในธีมนำโดย ETF หลักอย่าง Global X Autonomous & Electric Vehicles ETF (DRIV) หรือ VanEck Environmental Services ETF ตัวย่อ EVX และ iShares Self-Driving EV and Tech ETF ตัวย่อ IDRV ทั้งหมดมีกลยุทธ์ลงทุนธีมพลังงานสะอาด พาหนะไร้คนขับ และรถไฟฟ้าในสัดส่วนที่ต่างกัน แต่ก็ปรับตัวขึ้นได้เกิน 25% ทุกกองทุน  

 

ผมเชื่อว่าเหตุผลหลักมาจากการผสมผสานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และพลังงาน เข้าด้วยกัน อีกทั้งยังได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐทั่วโลก จนทำให้ตลาดมองว่าธีมจะมีอนาคตที่ยาวขึ้น

 

3. หนักที่สุดคือธีม Consumer Evolution ที่ทำผลงานย่ำแย่แทบทุกกิจกรรม

เมื่อมีธีมที่ได้รับการสนับสนุน ก็มี Thematic ETF ที่พบกับแรงต้านจากนโยบายภาครัฐ

 

ไม่ว่าจะเป็นธีมการศึกษาออนไลน์อย่าง Global X Education ETF ตัวย่อ EDUT, ธีมกัญชาถูกกฎหมายอย่าง Global X Cannabis ETF (POTX) แม้กระทั่งธีมที่สร้างกำไรได้โดดเด่น และเคยเป็นขวัญใจนักลงทุนอย่าง E-Commerce เช่น Amplify Online Retail ETF ตัวย่อ IBUY ทั้งหมดต่างปรับฐานลงเกินกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา

 

หมายความว่าการไม่มีนโยบายสนับสนุนหรือการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเศรษฐกิจระยะสั้น ก็เป็นความเสี่ยงสำหรับธีมระยะยาวด้วยเช่นกัน  

 

ผมเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้สอนเราหลายอย่าง และในปี 2022 Thematic Investor จำเป็นต้องนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับให้ธีมในพอร์ตเหมาะสม ไม่พุ่งเป้าไปที่โอกาสการเติบโตในอนาคตอย่างเดียว แต่ต้องจับจังหวะการลงทุนและตรวจสอบแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ผมจึงสรุปเป็นเช็กลิสต์ไว้ให้เราได้เลือกธีมลงทุนปี 2022 ดังนี้

 

1. ธีมลงทุนนี้เข้ากับจังหวะเศรษฐกิจหรือไม่

ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ 

 

มองจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2022 เรากำลังเข้าสู่ช่วง Mid-Cycle Expansion การเติบโตมีสมดุลขึ้น เงินเฟ้อสูง

 

ธีมที่จะเข้ากับจังหวะเศรษฐกิจแบบนี้ควรมีส่วนประกอบที่เป็น High Beta เช่น อุตสาหกรรมหรือการเงิน มากกว่ากลุ่ม High Alpha เช่น เทคโนโลยีหรือสาธารณสุข สิ่งที่ต้องระวังคือเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ช่วง Late-Cycle เร็ว จะทำให้หุ้นขนาดใหญ่ได้รับความนิยมมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก

 

2. ธีมลงทุนนี้เข้ากับสภาวะตลาดปัจจุบันหรือไม่

ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือต้นทุนของตลาดและ Valuation

 

ภาพตลาดที่เราคาดว่าจะเจอในปี 2022 คือ Yield ระยะสั้นสูงขึ้น และการเติบโตของรายได้บริษัทจดทะเบียนชะลอตัวลง

 

ประเด็นนี้เป็นปัญหากับธีมลงทุนที่ผันผวนสูงและไม่สามารถสร้างรายได้ได้ในระยะสั้น (High Volatility and Long Duration) เช่น Disruptive Technology หรือ Healthcare Innovation แต่ Long-Term ธีมอื่นก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดไปพร้อมกัน ถ้าจะหลบก็ต้องอยู่ในธีม Defensive เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน

 

3. ธีมลงทุนนี้มีโอกาสที่จะได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบายต่อเนื่องหรือไม่

ประเด็นที่ต้องติดตามคือการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ

 

ประเมินจากนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศใหญ่ ธีมที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องอันดับหนึ่งตอนนี้คือ Sustainable Energy แต่ที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคือธีม Digitalization และ Fintech ในสหรัฐฯ ต้องจับตาความเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ขณะเดียวกันธีม Industry Revolution ที่เน้นผลิต Semiconductor เอง และใช้ AI ก็น่าจับตาว่าจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ในฝั่งเอเชีย

 

จากเช็กลิสต์นี้จะเห็นว่า กลยุทธ์ที่เหมาะสมในปี 2022 ต้องเป็น ‘การลงทุนทั้งธีมระยะสั้นและระยะยาว ไม่ผันผวนสูงเกินไป และมีองค์ประกอบกระจายมากกว่ากระจุก’

 

ผมเชื่อว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ Thematic Investing เติบโตมากที่สุด ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และประสบการณ์ แม้ปี 2021 จะเป็นปีที่ยากลำบาก แต่เราก็เห็นแล้วว่ามีธีมสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเข้าใจและเปลี่ยนแปลงตามตลาดอยู่เสมอ

 

ดังนั้น แค่เราไม่หยุดลงทุน ไม่หยุดเรียนรู้ ในอนาคตบทเรียนและโอกาสการลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนของการลงทุนที่ดีให้เราแน่นอน

 

ขอให้ Thematic Investor ทุกท่านโชคดีในปี 2022 ครับ

The post เช็กลิสต์ 3 ข้อ เพื่อเลือกธีมลงทุนปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งท้ายธีมเก่า ต้อนรับธีมใหม่ ผ่านเลนส์ Thematic Investor https://thestandard.co/thematic-investor-2/ Sun, 05 Dec 2021 03:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=567934 Thematic Investor

ในที่สุดตลาดการเงินก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของปี &nbsp […]

The post ส่งท้ายธีมเก่า ต้อนรับธีมใหม่ ผ่านเลนส์ Thematic Investor appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor

ในที่สุดตลาดการเงินก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของปี

 

และคงไม่ต้องย้ำว่าปี 2021 ที่กำลังจะผ่านไป เป็นหนึ่งในปีที่ธีมการลงทุนเปลี่ยนไปมาเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ ชาว Thematic Investor อย่างเราจึงต้องเกาะติดธีมล่าสุดของตลาด และพยายามมองหาธีมใหม่สำหรับปี 2022 ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 

สำหรับเดือนพฤศจิกายน นโยบายการเงิน และโควิดสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน คือสองเรื่องที่ทำให้ตลาดผันผวนหนัก

 

ที่จริงตั้งแต่ เจอโรม พาวเวลล์ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน Fed สมัยที่ 2 ตลาดทุนก็สั่นคลอนมาโดยตลอด เหตุผลหลักมาจากความกังวลว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อจากนี้จะเป็นการ ‘คุมเงินเฟ้อ’ มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

 

พาวเวลล์ตอกย้ำความเชื่อนี้ด้วยการเลิกใช้คำว่า ‘ชั่วคราว’ สำหรับเงินเฟ้อ และชี้ว่าอาจลด QE เร็วกว่าที่ประกาศไว้ ตลาดแปลความหมายว่า ปีหน้า Fed สามารถขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ถึง ‘3 ครั้ง’ หรือ 0.75% ทำให้นักลงทุนขายกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดเล็กอย่างไม่ต้องคิด

 

ไม่จบแค่นั้น โลกลงทุนซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อมีไวรัสกลายพันธุ์เข้ามาผสม

 

แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเรื่องไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนมากนัก แต่ตลาดก็เลือกที่จะขายทำกำไรธีม Reopening ธีม Value และธีม Cyclical ที่ปรับตัวขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมาทันที

 

ด้าน Thematic Investing ก็ปรับฐานลงไม่น้อยหน้าการลงทุนอื่น

 

Sustainable Energy เป็นธีมที่ย่อตัวลงด้วยเหตุผลเดียวกับตลาดถึง 8% ขณะที่ธีมที่แข็งแกร่งที่สุดของปีนี้อย่าง Industry Revolution ก็ปรับตัวลงไปด้วยราว 3%

 

ที่น่ากังวลคือธีม Healthcare Innovation ปกติไม่ผันผวนไปพร้อมกับตลาด แต่กลับร่วงลงถึง 9% พร้อมกันในรอบนี้ เหตุผลหลักมาจากความกังวลเรื่องการแข่งขันที่สูง ดิสรัปชันที่เกิดบ่อยครั้งขึ้นในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในปีหน้า จึงไม่เลือกลงทุนธีม Healthcare เพราะมีความ Defensive

 

ด้วยภาพตลาดที่ผันผวน ตำแหน่ง Thematic ETF หน้าใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของเดือนจึงควรเป็นของ SARK หรือ Tuttle Capital Short Innovation ETF

 

SARK บริหารโดย Tuttle Capital Management ตั้งเป้าหมายทำผลงาน ‘สวนทางกับ ARKK’ หรือ ARK Innovation ETF เพื่อเป็นทางเลือกให้นักลงทุนในจังหวะที่อนาคตของธีม Innovation ไม่สดใสเหมือนก่อน

 

อย่างไรก็ดี บลจ.ชื่อดังอย่าง Goldman Sachs Asset Management ยังเชื่อมั่นในธีมการลงทุนแห่งอนาคต ตอกย้ำด้วยการออก 3 Active ETF ในเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ 

 

GS Future Consumer Equity หรือ GBUY ลงทุนธีม Consumer Evolution ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่, GS Future Real Estate and Infrastructure Equity หรือ GREI ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ให้ปันผลสูง, GS Future Health Care Equity หรือ GDOC ลงทุนธีม Healthcare Innovation

 

ในเดือนที่ผ่านมาจึงถือว่ามีทั้งประเด็นทั้งลบและบวกของ Thematic Investing สลับกันไป

 

ที่ขาดไม่ได้ในเดือนสุดท้ายของปีนี้ คือการมองความเสี่ยงและธีมการลงทุนในปีหน้า 

 

สำหรับผม ความเสี่ยงของปี 2022 คือ ‘Rate Shock’ และธีมที่น่าสนใจผมขอเรียกว่า ‘Hybrid Economy’ 

 

ถ้า 2020 คือปีแห่ง Growth Shock กับ Stimulus 

 

และ 2021 คือปีแห่ง Inflation Shock กับ Vaccination

 

ความเสี่ยงคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2022 ก็ควรเป็น Rate Shock จบ QE เข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น 

 

ขณะที่ชาวโลกเข้าใจแล้วว่าทั้ง Work from Home และ Reopening ต้องเกิดไปพร้อมกัน ผมจึงนิยามให้เป็น Hybrid Economy Theme 

 

ในมุมมองของผม Rate Shock มีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี

 

เพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังจะเร่งตัวขึ้น โอกาสน้อยที่ Fed จะถอนคันเร่งเรื่องดอกเบี้ย 

 

เมื่อยีลด์สูงขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง หุ้นโดยรวมก็มีโอกาสปรับฐาน ยิ่งถ้าดอลลาร์แข็งค่า การลงทุนทั่วโลกก็จะติดแนวต้านไปพร้อมกัน

 

สภาพตลาดน่าจะคล้ายกับปี 2015 การลงทุนบวกสลับลบ สินค้าโภคภัณฑ์มีโอกาสย่อตัวลง ธีมที่คาดว่าจะได้ไปต่อคือต้องเป็น Hybrid แบบผสมคนกับหุ่นยนต์ได้ เช่น Autonomous, EV และกลุ่ม Smart Mobility

 

ส่วนในช่วงครึ่งหลัง ผมมองว่าตลาดจะเห็นความจริงว่าเงินเฟ้อสูงไม่ได้อยู่ตลอดไป และตลาดการเงินจะผันผวนหนัก ถ้ามีการปรับดอกเบี้ยขึ้นหลังการลด QE ทันที 

 

สภาพตลาดน่าจะคล้ายกับปี 2010 ยีลด์ระยะยาวหยุดขึ้น ตลาดเข้าสู่โหมด Defensive รอดูการเลือกตั้งมิดเทอมในสหรัฐฯ ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าดีต่อทองคำ หุ้นตลาดเกิดใหม่ และธีม Hybrid ผสมผสานโลกจริงกับโลกออนไลน์ อย่าง Metaverse, Social Platforms, หรือ E-Commerce มีโอกาสฟื้นตัวกลับมา

 

นอกจากนั้นก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า ช่วงที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วและถี่กว่าปกติเช่นนี้ แม้เป็นธีมระยะยาวก็อาจปันป่วนในระยะสั้น 

 

กลยุทธ์การลงทุนที่ดีคือ ต้องเปิดใจ กล้าเปลี่ยน และเตรียมพร้อมรับธีมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปพร้อมกันครับ

The post ส่งท้ายธีมเก่า ต้อนรับธีมใหม่ ผ่านเลนส์ Thematic Investor appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor กับความหวังท้ายปี 2021 https://thestandard.co/thematic-investor-2021-ending-expectation/ Mon, 01 Nov 2021 11:27:28 +0000 https://thestandard.co/?p=554863 Thematic Investor

การลงทุนแนว Thematic Investing ทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ใน […]

The post Thematic Investor กับความหวังท้ายปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor

การลงทุนแนว Thematic Investing ทำได้ดีกว่าที่ผมคาดไว้ในเดือนที่ผ่านมา 

 

เหตุผลหลักดูจะเกิดจาก ‘ความกังวล’ ในตลาดเปลี่ยนไปเป็น ‘ความหวัง’ ครั้งใหม่ของนักลงทุน

 

ไล่ไปทีละประเด็นมีตั้งแต่ 

 

  • หวังว่าวัคซีนที่มีจะเอาอยู่ โควิดระลอก 5 จะไม่ทำให้ตลาดตกใจ
  • หวังว่าราคาน้ำมันที่แพงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เนื่องจากความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจไม่สูงเหมือนในอดีต 
  • หวังว่าเงินเฟ้อจะไม่ใช่ความเสี่ยงระยะยาว เพราะมีธนาคารกลางคอยดูแล
  • หวังว่าทางการจีนจะผ่อนคันเร่งการควบคุมลง หลังสะดุดกับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • หวังว่าการเมืองจะไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนใช้จ่ายอีก 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนเพดานหนี้จะตกลงได้ในที่สุด

 

ความหวังเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเป็นการย่อตัวของดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) จากระดับ 22 จุดปลายเดือนก่อน เหลือเพียง 16 จุดในปัจจุบัน Bond Yield สหรัฐฯ ระยะสั้น (2 ปี) ดีดตัวขึ้นเกือบ 25bps มาที่ระดับ 0.47% สวนทางกับ Yield ระยะยาว (10 ปี) ที่ย่อตัวลงจากระดับสูงสุดของเดือนที่ 1.69% มาที่ 1.56% ในปัจจุบัน

 

สรุปสั้นๆ เหมือนที่คุณ ไมเคิล ฮาร์ตเน็ตต์ Chief Investment Strategist ของ Bank of America Securities เคยกล่าวไว้ว่า 

 

“Markets stop panicking when central banks start panicking”

 

ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่นักลงทุนหวังอยู่ถูกหรือผิด แต่เมื่อตลาด ‘มีหวัง’ ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวขึ้นทั้งกระดาน

 

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Thematic ETF ที่ผมจับตา ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักพร้อมเพรียงแทบทุกธีม

 

โดดเด่นที่สุดคือ ธีม Sustainable Energy ที่ฟื้นตัวขึ้นเฉลี่ยถึง 12.3% ภายในเดือนเดียว ไม่ใช่แค่ธีมเฉพาะอย่าง TAN หรือ Invesco Solar ETF ที่บวกถึง 23.9% แต่ธีมพลังงานสะอาดกว้างๆ อย่าง INRG หรือ iShare Global Clean Energy UCIT ETF ก็สามารถปรับตัวบวกขึ้นได้ 14.8% เช่นกัน

 

ผมมองว่าธีม Sustainable Energy นอกจากจะได้แรงหนุนจากสไตล์ High Beta กับตลาดโดยรวมแล้ว การที่ราคาสินค้าพลังงานปรับตัวขึ้นมาสร้างฐานใหม่ ก็ทำให้การลงทุนในธีม Alternative มีแรงส่งตามไปด้วย

 

ส่วนที่ปรับฐานคือ สไตล์ Low Market Correlation ที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัว

 

เช่น ธีม Consumer Evolution กลุ่มการท่องเที่ยวที่พักฐาน หลังปรับตัวบวกแรงท้ายไตรมาสก่อน 

 

หรือธีม Healthcare Innovation ที่มีแรงขายสลับหุ้นเด่น เนื่องจากข่าวความสำเร็จในการผลิตยาต้านไวรัสโควิดที่ทยอยออกมา ตลาดจึงมองว่าการแข่งขันจะสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต

 

ไม่พูดถึงไม่ได้ในเดือนที่ผ่านมาคือ การเปิดตัวของ ETF Bitcoin Future ครั้งแรกในตลาดสหรัฐอเมริกา

 

วันที่ 18 ตุลาคม 2021 เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องจารึกไว้ เมื่อ BITO หรือ ProShares Bitcoin Strategy ETF เข้าเทรดวันแรกช่วงที่ราคา Bitcoin กำลังทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้ BITO สามารถสร้าง Asset Under Managed (AUM) ได้ถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ทำลายสถิติ ETF ที่มี AUM ถึง 1 พันล้านดอลลาร์เร็วที่สุดที่ GLD หรือ SPDR Gold Shares เคยทำได้ (3 วัน) เมื่อปี 2004

 

และความตื่นเต้นนี้ก็ส่งผลบวกมาให้ธีม Fintech และ Blockchain ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย นำโดย BCHN (Elwood Global Blockchain UCITS) และ DAPP (VanEck Vectors Digital Transformation ETF) ที่ปรับตัวขึ้นในเดือนที่ผ่านมา 15.2% และ 29.6% ตามลำดับ

 

แม้จะถูกแย่งซีนด้วย Bitcoin Future ETF ไปแล้ว แต่เดือนที่ผ่านมาก็ยังมี Thematic ETF ใหม่น่าสนใจทยอยออกมาเพิ่มเติม

 

สำหรับผม น่าจับตาที่สุดคือ การขยับตัวของพี่ใหญ่ในอุตสาหกรรมกองทุนอย่าง Fidelity Investments ที่เสนอขาย Thematic ETF พร้อมกันถึง ‘4 ธีม’ ได้แก่ 

 

  • FCLD (Fidelity Cloud Computing ETF)
  • FDRV (Fidelity Electric Vehicles and Future Transportation ETF)
  • FRNW (Fidelity Clean Energy ETF) 
  • FHDT (Fidelity Digital Health ETF)

 

แม้การเปิดตัวจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือน BITO แต่ ETF เหล่านี้ก็ทำ AUM ราว 8-16 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าตลาดยังสนใจลงทุน และผู้บริหารสินทรัพย์รายใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับธีมแห่งอนาคตเหล่านี้มากขึ้น

 

สำหรับเดือนพฤศจิกายนนี้ Thematic Investor อย่างเรา ต้องจับตาพัฒนาการของความหวังในตลาดให้ดี

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนมากมักระวังตัวสูงในช่วงที่ตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่อยู่แล้ว แต่จะปรับพอร์ตแบบไหน เราแค่ต้องย้อนกลับไปสำรวจความหวังของตลาด และทำความเข้าใจว่า เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความจริง (หรือไม่เป็นความจริง) จะส่งผลอย่างไรกับตลาดบ้าง

 

เช่น ถ้าสุดท้ายทุกอย่างเป็นแค่ ‘ความหวังลมๆ แล้งๆ’ และเราต้องติดอยู่กับวังวนการกลายพันธ์ของโควิด เศรษฐกิจชะลอตัว รัฐกระตุ้นไม่สำเร็จ หลังตลาดปรับฐานก็ควรกลับเข้าธีม Technology, Internet และ Healthcare Innovation ทั้งเพื่อเป็นการ Hedge ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและลดความสัมพันธ์กับตลาด

 

แต่ถ้าทั้งหมด ‘เป็นไปตามที่หวัง’ เราผ่านการระบาดรอบใหม่นี้ได้แบบไม่ต้องกลับไปล็อกดาวน์ มีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ ความเสี่ยงของตลาดก็จะย้ายฝั่งมาเป็นนโยบายการเงินเข้มงวด ที่ต้องระวังคือ มีการเปลี่ยนผู้นำของ Fed นำไปสู่การส่งสัญญาณปราบเงินเฟ้อตั้งแต่ปี 2022 

 

กรณีนี้อาจเป็นลบกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งสำหรับการลงทุนเน้นอนาคต ต้องระวังการปรับตัวขึ้นของ Yield ระยะยาวจากการกู้ยืมที่สูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มเติม ถ้าทั้งดอกเบี้ยนโยบายและ Yield ระยะยาวสูงขึ้นพร้อมกัน Thematic Investor ก็ควรปรับพอร์ตด้วยการลดธีมที่ผันผวนสูงอย่าง FinTech หรือ Geonomics ลงสักพัก

 

อย่างไรก็ดีผมมองว่า ช่วงท้ายปีมักเป็นเวลาที่มีโอกาสมากกว่าความเสี่ยง เพราะสภาพคล่องจะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น 

 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1950 เดือน ‘พฤศจิกายน’ เป็นเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดของปี โดยเฉลี่ยดัชนี S&P 500 สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ราว 1.5-2.5% 

 

กลยุทธ์ลงทุนจึงควรเป็นการ ‘ทิ้ง’ ธีมที่อาจถูกกระทบจากความจริงในอนาคต และ ‘เก็บ’ ธีมที่มีอนาคตสดใส พื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาไม่แพงเกินไป และมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ในปี 2022 เช่น Energy, Automation หรือ Robotics มาแทนที่

 

เดือนหน้าผมจะมาสรุป Thematic Investing ทั้งปี 2021 และมองธีมเด่นรับปี 2022 กันครับ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post Thematic Investor กับความหวังท้ายปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor กับเดือนที่พังพินาศที่สุดของปี 2021 https://thestandard.co/thematic-investor-with-worst-month-of-2021/ Mon, 04 Oct 2021 03:46:55 +0000 https://thestandard.co/?p=543703 Thematic Investor

และแล้วตลาดการเงินที่เร่งตัวมาตลอด 7 เดือนก็ปรับฐานในช่ […]

The post Thematic Investor กับเดือนที่พังพินาศที่สุดของปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor

และแล้วตลาดการเงินที่เร่งตัวมาตลอด 7 เดือนก็ปรับฐานในช่วงท้ายไตรมาสที่ 3 จนได้

 

เรื่องราวในตลาดที่โดดเด่นที่สุดคือการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าพลังงานทั่วโลกถึง 15% ในเดือนเดียว (วัดจาก Bloomberg Energy Subindex) นำโดยราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่เพิ่มขึ้นถึง 94% ราคาน้ำมันดิบ WTI แพงขึ้นอีก 9.2% บังคับให้ตลาดต้องกลับมาสนใจเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ที่อาจไม่ใช่ภาวะชั่วคราวอย่างที่เคยเชื่อ

 

ความกังวลดังกล่าวกดดันให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นตามทันที 10-20 bps แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เงินลงทุนเข้าหลบในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ซึ่งแข็งค่าต่อในเดือนกันยายน 1.5% เทียบกับเงินบาท ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์แข็งค่าแล้วกว่า 12% ตั้งแต่ต้นปี 

 

ส่วนฝั่งหุ้น ดัชนีเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq กลายเป็นจุดอ่อน โดยปรับฐานลงถึง 5.6% เมื่อตลาดมองว่าเป็นกลุ่มที่จะถูกกดดันรุนแรงที่สุดจากยีลด์ที่สูงขึ้นและ ‘การเปิดเมือง’ โดยดัชนีที่ปิดบวกได้ในเดือนที่ผ่านมามีเพียง Nikkei ของญี่ปุ่น ที่มีแรงบวกอยู่ก่อนหน้าจากการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP คนใหม่

 

ทุกอย่างสะท้อนมาที่การลงทุนแนว Thematic อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

66 Thematic ETFs ที่ผมจับตาอยู่ ปิดตัวในแดนบวกได้เพียง 2 กองทุนซึ่งคือ AWAY (ETFMG Travel Tech ETF) และ JETS (US Global Jets ETF) จากแรงหนุนจากความหวังเรื่องการเปิดการเดินทาง แต่นอกนั้นถือว่าเป็นเดือนที่พังพินาศที่สุดของปี โดย ETF มหาชน ARKK (ARK Innovation ETF) ร่วงลงถึง 10.6% ขณะที่ธีมแห่งอนาคตส่วนใหญ่ปรับตัวลง 7-15% นำโดย FinTech และ Healthcare Innovation

 

อย่างไรก็ดี ตลาดดูจะไม่หมดหวัง จากข้อมูลของ Bloomberg ในเดือนกันยายนที่ผ่านมามีกองทุน ETF หุ้นทั่วโลกออกใหม่เปิดซื้อขายแล้วถึง 35 กองทุน และมี 3 Thematic ETFs ที่น่าสนใจ

 

กองทุนแรกคือ Goldman Sachs Future Tech Leaders Equity ETF ตัวย่อ GTEK Active ETF ที่ตั้งเป้าหมายลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ถือเป็น Thematic ETF ที่ 3 ของ Goldman Sachs ต่อจาก GSFP (GS Future Planet Equity ETF) และ GINN (GS Innovate Equity ETF) 

 

ต่อมาคือ WisdomTree Carbon ตัวย่อ CARB เปิดตัวในฝั่งยุโรป โดยเป็น ETP Managed Future ตั้งเป้าหมายทำผลตอบแทนตามราคาของ European Union Carbon Emission Allowances (ICE EUA) เทียบได้กับราคาของคาร์บอนที่ซื้อขายบนเป้าหมายของการลดภาวะโลกร้อน

 

และกองทุนที่สามคือ ETFMG Breakwave Sea Decarbonization Tech ETF ตัวย่อ BSEA ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเดินสมุทร 

 

สำหรับ Thematic Investor ในเดือนตุลาคมนี้ ต้องจับตาทิศทางของบอนด์ยีลด์ ตลาดแรงงาน และนโยบายเศรษฐกิจ และต้องระวังว่าหลายธีมอาจยังไม่หยุดปรับฐาน

 

ผมมองการที่เงินเฟ้อกลับขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญของโลกตะวันตก เป็นเหตุผลที่จะหนุนให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกไม่ปรับตัวลงไปในระดับต่ำได้เหมือนช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางก็มีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ธีมลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตมีความเสี่ยงปรับฐานได้อีก

 

ในมุมสังคม ต้องจับตาไปที่ธีมเปิดเมืองหรือ Reopening ว่าจะเคลื่อนไหวไปทางไหน โดยถ้าความกังวลเรื่องไวรัสยังคงลดลงต่อเนื่องและประชาชนกล้ากลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็ต้องระวังการสลับกลุ่มผู้นำในทีม Consumer Revolution และ Industrial Revolution ไว้ด้วย

 

ด้านนโยบายเศรษฐกิจ เชื่อว่าการต่อรองทางการเมืองเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากจะส่งผลโดยรวมให้ตลาดการเงินผันผวนแล้ว อาจส่งแรงกดดันมาที่ธุรกิจการเงินและธีม FinTech and Digitalisation เนื่องจากมีตำแหน่งประธานและคณะกรรมการ FOMC และเป็นหนึ่งในข้อต่อรองเพิ่มขึ้นล่าสุด หมายความว่าในเดือนนี้ Thematic Investor มีตัวเลือกไม่มาก อาจรอจังหวะช่วงที่ตลาดปรับฐานจากข่าวร้ายต่างๆ และกลับเข้าลงทุนในกลุ่มที่มีภาครัฐและสังคมสนับสนุนชัดเจนอย่างธีม Sustainability 

 

สุดท้าย ต้องระลึกไว้เสมอว่าดอลลาร์และบอนด์ยีลด์เปรียบเสมือน ‘ฟ้าแลบ’ และ ‘ฟ้าร้อง’ สำหรับ Thematic Investing ถ้าสองตัวแปรตลาดนี้ยังไม่สงบ ก็ไม่ควรรีบด่วนสรุปว่ามรสุมของการลงทุนได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ

The post Thematic Investor กับเดือนที่พังพินาศที่สุดของปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor: หมดมุก? https://thestandard.co/thematic-investor/ Fri, 06 Aug 2021 08:48:23 +0000 https://thestandard.co/?p=522282 Thematic Investor

ย้อนกลับไปปี 2020 การลงทุนที่ทั่วทั้งตลาดต้องมี หนีไม่พ […]

The post Thematic Investor: หมดมุก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thematic Investor

ย้อนกลับไปปี 2020 การลงทุนที่ทั่วทั้งตลาดต้องมี หนีไม่พ้น Innovative Disruption หรือไม่ก็เป็นกองทุน Thematics ใหม่ๆ จากหลากหลาย บลจ.

 

ทุกอย่างดูดีไปหมด จนการลงทุนมาสะดุดในช่วงต้นปี 2021 เมื่อตลาดเชื่อเรื่องการ Reopening และ Bond Yield พลิกเป็นขาขึ้น ตัวเลือกใหม่สาย Value ที่ตรงไปตรงมา และต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะสูงขึ้น ทำให้การลงทุนแนว Hyper Growth ต่างปรับฐานกันถ้วนหน้า

 

แต่ปัจจุบัน แม้ไวรัสจะกลับมาระบาดใหม่ทั่วโลก หลายประเทศมีความเสี่ยงที่จะต้องเลื่อนการ Reopening ออกไปไม่มีกำหนด Bond Yield สหรัฐฯ ย่อตัวกลับมาแทบเท่ากับปลายปี 2020 แต่น่าแปลกที่กองทุน Disruptive Innovation ยอดฮิต กลับไม่เขียวสดใสเหมือนปีก่อน จนนักลงทุนหลายท่านตั้งคำถามว่า Thematic Investing ทั้งหลายพบกับทางตันแล้วหรือไม่ 

 

ผมเริ่มหาคำตอบจากกลุ่มการลงทุนขวัญใจรายย่อยอย่าง ARK Invest ก่อน

 

โดยในปีนี้ธีมที่ดีสุดของ ARK คือ Autonomous Tech & Robotics (ARKQ) ปรับตัวบวกราว 6% แย่ที่สุดคือ ARKG หรือ ARK Genomic Revolution ติดลบ 9% ส่วนกองทุนหลัก ARKK ติดลบอยู่ประมาณ 3% ทั้งหมดแพ้ดัชนี MSCI All World Index ที่ครึ่งปีแรกปรับตัวบวกถึง 12% อย่างไม่ต้องสืบ 

 

แต่ที่น่าสนใจคือ ETF ของ ARK กลับ Underperform แม้กระทั่งดัชนีที่ ARK ทำขึ้นเองอย่าง MSCI ACWI IMI Innovation Index ที่บวกในครึ่งปีแรก 11% 

 

เหตุผลส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าเกิดจากการที่มีเงินเข้าออกมากผิดปกติ มีจังหวะที่ต้องปรับพอร์ตโดยไม่จำเป็นบ่อยครั้ง แต่ส่วนมากดูจะมาจากการที่ ARK ปรับสัดส่วนการลงทุนไปมาเพื่อจับจังหวะตลาดเอง และลงทุน IPO ที่ Passive ETF ทำไม่ได้

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้เราจะเห็นหน้า เคธี วูดส์ CEO และ CIO ARK บ่อยแค่ไหน แต่ความโด่งดังก็ไม่ได้การันตีผลตอบแทน ส่วนการเป็น Active Investor ใช่ว่าจะดีกว่า Passive Investor เสมอไป

 

ต่อมาคำถามว่า Thematic Investing นั้นหมดความนิยมแล้วหรือ? ตลาดธีมทั้งหมดตอบว่า “ไม่ใช่” แต่ที่เกิดขึ้นคือตลาด “เปลี่ยนธีม”

 

ผมใช้ข้อมูลจาก Citi Research เปรียบเทียบจักรวาลธีมเกือบ 100 ธีม ที่ Citi เชื่อว่าตลาดกำลังให้ความสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 ไม่มีธีมไหนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ

 

ธีมที่เด่นและลงทุนได้ไม่ยาก 3 ธีม ประกอบด้วย 

 

  • ‘Belt and Road’ ลงทุนเกี่ยวกับนโยบายโครงสร้างพื้นฐานตามแนวคิดของรัฐบาลจีน 
  • ‘Manufacturing Onshoring’ หรือบริษัทสหรัฐฯ ที่กลับมาเพิ่มการลงทุนในประเทศ
  • ‘Service Offshoring’ ลงทุนในบริษัทภาคบริการที่ลดต้นทุนด้วยการจ้างแรงงานต่างประเทศ 

 

ทั้งหมดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงระดับ 18-26% 

 

ฝั่งธีมที่แย่กว่าตลาดมีผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 4-7% ได้แก่ ‘Space Exploration’ การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ไปถึงอวกาศ, ‘Solar and Wind Energy’ พลังงานทางเลือกที่มีต้นกำเนิดมาจากลมและแสงแดด, ‘Biotech’ ที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่การเกษตรไปจนถึงการผลิตยารักษาโรค

 

ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้มีหลายเรื่อง คือ

 

หนึ่งคือธีมที่ผลงานดี เป็นธีมที่แนวโน้มรายได้ (Earning Momentum) ถูกปรับตัวขึ้นมากที่สุด

 

แรงสนับสนุนหลักช่วงนี้มาจากนโยบายภาครัฐและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผลิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังโควิด นักวิเคราะห์มองไปในทางเดียวกันว่าสายพานการผลิตแบบ Globalization มีปัญหา จึงเป็นโอกาสของบริษัทที่สามารถผลิตจบครบลูปได้เอง

 

สองคือธีมที่พื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง (High Quality) ได้รับความสนใจมากขึ้น

 

ผมเชื่อว่าเหตุผลหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ไม่พร้อมกัน ทำให้สหรัฐฯ เข้าสู่ช่วง Late-Cycle ของภาคธุรกิจเร็วกว่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนกังวลต่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะลดการช่วยเหลือลง จึงเข้าสู่โหมดปลอดภัยไว้ก่อน

 

สามคือธีมระยะสั้น (Cyclical Theme) ทำผลงานได้ดีกว่าธีมระยะยาว (Secular Theme) 

 

เพราะตลาดเชื่อมั่นว่า ท้ายที่สุดทุกประเทศต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ บริษัทต้องยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับกำลังซื้อรอบใหม่หลังวิกฤต การเติบโตแบบวัฏจักรจึงควรเกิดขึ้น อย่างที่เราเห็นมาแล้วกับราคาน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่กันได้ไม่ยาก 

 

และสุดท้าย เมื่อเป็นการลงทุนสไตล์ Thematics แนวโน้มราคา หรือ Price Momentum มักมีความสัมพันธ์กับทิศทางของการลงทุนในระยะสั้นสูง เพราะรายย่อยและผู้แนะนำการลงทุนคือส่วนใหญ่ของ Thematic Investor นักลงทุนกลุ่มนี้แม้จะเชื่อในธีมระยะยาว แต่ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจเมื่อมีการลงทุนที่น่าสนใจกว่าเข้ามาในตลาด และด้วยเงินทุนต่อรายที่ไม่สูง เมื่อเปลี่ยนมุมมองจึงมักโยกเงินทั้งหมดไปพร้อมกัน ทำให้เกิด Price Reversal และ Momentum ที่เด่นชัด

 

เมื่อเข้าใจเหตุผลทั้งหมด ใครที่สนใจหรือลงทุนในธีมไหนอยู่ก็ต้องเรียนรู้และปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตลาดไม่ต่างกับการลงทุนปกติ 

 

เพราะไม่ใช่ว่าเราอยู่กับธีมระยะยาว แล้วผลตอบแทนระยะสั้นจะต้องดีเสมอ

 

ไม่ใช่ว่าเลือก บลจ. ชื่อดัง แล้วจะชนะตลาดตลอด

 

และไม่ใช่ว่า Thematic Investing จะหมดมุก 

 

แต่บางครั้งก็ต้องกลับมาดูพอร์ตเราเองด้วยว่า ธีมลงทุนของเรากระจุกตัวเกินไปไหม มีเหตุการณ์ที่ทำให้ธีมของตลาดเปลี่ยนไปหรือเปล่า และควรตั้งความหวังให้ตรงกับระยะเวลาของธีมที่เราลงทุนไปด้วย

The post Thematic Investor: หมดมุก? appeared first on THE STANDARD.

]]>