THE STANDARD ECONOMIC FORUM Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/the-standard-economic-forum/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 17 Dec 2025 13:29:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-41/ Fri, 21 Nov 2025 03:48:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1145726 ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ […]

The post ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เพิ่งเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ว่าขยายตัวแค่ 1.2% เท่านั้น

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการดึงนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center ให้มาตั้งฐานการผลิตในไทย แต่การมาของพวกเขานั้นกลับไม่ได้เชื่อมซัปพลายเชนเข้ากับผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการไทยเท่าที่ควร ชิ้นส่วนสำคัญยังเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก แรงงานบางส่วนของไทยก็ยังไม่มีความพร้อมด้านทักษะ มูลค่าเพิ่มที่ประเทศไทยได้รับจากการเข้ามาตั้งโรงงานจึงน้อยกว่าที่คิด ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้โตอย่างที่หวัง

 

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวทีเสวนา Future Supply Chain: Thailand’s Gateway to Next-Gen Industries ที่ได้ Cedric Cui President, OMODA & JAECOO (Thailand) Co., Ltd ,ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จากพรรคประชาชน และ ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมฯ และเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและถกเถียงกันในประเด็นนี้ว่า ไทยจะต้องตั้งโจทย์การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติหรือ FDI ใหม่ โดยต้องคำนึงว่า ทำอย่างไรให้การลงทุนต้องไม่ใช่แค่ตั้งโรงงาน แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การจ้างงาน และการยกระดับผู้ประกอบไทยไปพร้อมกัน

 

เศรษฐกิจไทยไม่ขยับ เพราะพึ่งส่งออกสูง

 

ดร.วีรยุทธ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า เรามักชื่นชมญี่ปุ่นหรือจีนด้านการส่งออก แต่สัดส่วน การส่งออกต่อ GDP ของทั้งสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น ส่วนเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 40% เมื่อเทียบกับไทยพบว่า สัดส่วนการส่งออกของไทยสูงถึงประมาณ 60-70% ของ GDP ตัวเลขนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าไทยส่งออกเก่งกว่า จีน ญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงเกินไป จนเศรษฐกิจภายในประเทศไม่แข็งแรงพอ เศรษฐกิจไทยเหมือนร่างกายที่พึ่งวิตามินหรือกินยาจากภายนอก แต่ยังไม่ได้วิ่งด้วยขาของตัวเอง

 

ดังนั้น เขาจึงชวนตั้งหลักใหม่ ยุทธศาสตร์ไทยต้องกลับมาเพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งทำได้ 3 ทาง ได้แก่ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้สูงขึ้น, รัฐต้องลงทุนสิ่งที่โน้มนำให้เอกชนอยากลงทุนตามในอุตสาหกรรมใหม่ และทำให้การบริโภคในประเทศยกระดับการผลิต

 

ด้าน ดร.วิบูลย์ ให้ความเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ตัว การส่งออก, การลงทุนจากต่างชาติ, การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ ยังไม่ทำงานอย่างสมดุล และเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ให้ได้

 

ส่วนเรื่องการส่งออก เขาคิดว่า ส่งออกมากหรือส่งออกน้อยไม่สำคัญเท่ากับขายของถูกหรือขายของแพง

 

“ผมอยากเห็นประเทศไทยเริ่มที่จะขายของแพง จำนวนส่งออกมากอาจจะเป็นปลาทูน่าแช่แข็ง ในขณะที่อเมริกาส่งออกการ์ดจอ GPU คือผมอยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่ High Tech Ecosystem”

 

“กระแสของ Semiconductor โซนที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม คือกระบวนการที่ต่างชาติหรือบริษัทใหญ่ผลิตวงจรรวม (IC) เสร็จแล้วส่งมาให้เราทดสอบ ด้วยค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เพราะถ้าพวกเขาจะทดสอบเองจะไม่คุ้ม ผมไม่อยากได้ยินคำว่าไม่คุ้ม ผมอยากเห็นว่าพวกเขาส่งมาให้เราทำเพราะเราเก่ง” เขากล่าว

 

ดังนั้น หากไทยอยากขยับเข้าไปสู่ High Dollar Ecosystem ในมุมมองของ ดร.วิบูลย์ ทำได้ 2 วิธี วิธีแรก คืออยู่ที่เดิมแต่ทำของแพงขึ้น วิธีที่สองคือขยับจากงาน Testing หรือทดสอบเข้าไปสู่งาน Design หรือ การออกแบบ

 

“แทนที่จะผลิตแผงวงจรพิมพ์เปล่า (PCB) ราคาถูก ที่มักใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปอย่างไมโครเวฟ ซึ่งมีราคาต่อแผ่นเพียงไม่กี่สิบสตางค์ อุตสาหกรรมไทยควรมุ่งสู่การผลิตแผงวงจรประกอบสำเร็จ (PCBA) ที่ติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พร้อมใช้งาน โดยเฉพาะสำหรับชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทระดับโลก เช่น บริษัทของ Jensen Huang ผู้ก่อตั้ง NVIDIA งานลักษณะนี้มีมูลค่าสูงและต้องใช้ทักษะเฉพาะทางขั้นสูง”

 

ผู้ผลิตรถจีนต้องการอะไรจากผู้ประกอบการไทย

 

ประเด็นไทยจะเข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนอุตสาหกรรมรถ EV ได้หรือไม่นั้น Cedric Cui ให้ความเห็นว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยวางรากฐานสำคัญเอาไว้แล้ว หากต้องสร้างซัปพลายเชนในไทย ก็มีอุปสงค์ภายในประเทศรองรับอยู่ ทำให้ผู้ผลิตมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

 

แต่ในด้านการเสริมความแข็งแรงของซัปพลายเชนในไทย Cedric มองเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความพร้อม ยกตัวอย่าง ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (EDU) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูง ต้องมีการฝึกอบรมเฉพาะทาง รวมถึงต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ขั้นสูงด้วย ดังนั้นการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทว่า คุ้มค่าหรือไม่และ มีความต้องการระยะยาวที่เพียงพอหรือเปล่า

 

ส่วนเรื่องการเพิ่มมูลค่าซัปพลายเชนไทย จากสินค้ามูลค่าต่ำไปสู่สินค้ามูลค่าสูง เขาคิดว่าโอกาสอยู่ตรงหน้าเราแล้ว อุตสาหกรรมรถ EV จะพัฒนาขึ้นไปอีก ทั้งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และนวัตกรรมอื่น ๆ หากไทยรักษาอุปสงค์ในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง ซัปพลายเชนจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น และเมื่อไทยมีความสามารถแข่งขันได้จริง การส่งออกจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

 

“อุปสงค์ภายในประเทศสำคัญมาก สำหรับเรา และนโยบายภาครัฐก็สำคัญไม่แพ้กัน ปัจจุบันของรัฐบาลไทยกำหนดให้ต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างน้อย 40% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับนโยบายของประเทศอื่นในเอเชีย และเราเองก็ต้องการจะทำให้ได้สูงกว่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภาวะเงินเฟ้อหรือราคาผันผวน โดยเป้าหมายสูงสุดของ OMODA & JAECOO คือ ขยับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยไปให้ได้ถึง 50–60%” เขากล่าว

 

อุตสาหกรรมไหนไทยเข้าไปเชื่อมได้?

 

เพื่อยกระดับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ดร. วีรยุทธเสนอแนะว่า ไทยต้องสร้าง Ecosystem ด้าน High-tech ของไทยให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่นำเข้าสินค้าประกอบ ส่งออก เหมือนที่ผ่านมา

 

โดยอาจเริ่มจากฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เปิดช่องให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถไปเชื่อมกับอุตสาหกรรมอื่นที่มีโอกาส เช่น เครื่องมือทางการแพทย์ ได้

 

ที่ผ่านมามีข้อเสนอว่าไทยควรสร้าง Wellness Economy ดร.วีรยุทธเห็นด้วย แต่เตือนว่า ไทยจะต้องไม่เป็นเพียงผู้ให้บริการ เพราะถ้าคิดแค่นั้น จะไม่ต่างจากตอนทำฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่เรามีเพียงแรงงานประกอบสินค้า ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศมีอยู่น้อยมาก ดังนั้น ถ้าไทยจะทำ Wellness Economy จริงๆ ต้องคิดให้ลึกกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการ และนำเข้าอุปกรณ์จากที่อื่นทั้งหมด แต่ควรคิดต่อว่าประเทศไทยจะทำ Medical Devices และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบริการสาธารณสุขอย่างไร โดยอาจเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ก่อน เช่น อุปกรณ์ที่ใช้แล้วทิ้ง หรือแม้แต่เก้าอี้หมอฟัน

 

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์เองก็ยืนยันว่าสามารถทำได้ เพียงแต่ยังไม่เคยทำ เพราะไม่มีดีมานด์ที่ชัดเจน ดังนั้นภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นดีมานด์ให้เกิดขึ้นจริง และเปิดโอกาสให้เอกชนได้แข่งขันกันอย่างเสรี

 

ในอีกมุมหนึ่งสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความสำคัญ แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถผลิตชิประดับสูงแบบที่ TSMC ผลิตได้ในตอนนี้ แต่ยังมีชิปประเภทอื่นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่มีศักยภาพไปอยู่ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีมากนักได้

 

อีกทางหนึ่งเขาเสนอให้เปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีอุปกรณ์สำหรับดูแลผู้สูงอายุหลายส่วนที่ไทยสามารถลงไปเป็นผู้เล่นได้ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สิ่งเหล่านี้มีผู้ประกอบการ SMEs ไทยทำอยู่แล้ว

 

ไทยต้องลงแข่งในสนามที่ตัวเองมีโอกาส

 

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะขยับเป็น High-Dollar Economy ดร.วิบูลย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาไทยให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงให้ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แล้วขายสินค้าให้คนไทยในราคาถูก เช่น รถ EV ราคาประหยัด แต่ด้านที่หายไปคือ ยุทธศาสตร์ Domestic Procurement หรือการทำให้การลงทุนเหล่านี้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย

 

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำควบคู่กันคือ เมื่อมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ต้องดูว่าในซัปพลายเชน มีชิ้นส่วนไหนควรผลิตในไทย จากนั้นรัฐต้องทำงานเชิงวิศวกรรม เช่น การทำแผนที่ซัปพลายเชน ระบุช่องว่างเพื่อบอกว่าไทยจะเข้าไปจุดไหน แล้วออกนโยบายให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชนของค่ายต่างชาติ

 

เมื่อถามว่าผู้ประกอบไทยมีความพร้อมหรือไม่ที่จะเข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนได้ ดร.วิบูลย์อธิบายว่า ขึ้นอยู่กับจะไปเป็นซัปพลายเออร์ให้ใคร กรณี เป็นซัปพลายเออร์ให้ตลาด EV ไทยพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่แพ้ตั้งแต่ต้นเกมเพราะราคา

 

“ที่ราคาของเราสู้เขาไม่ได้ จริงๆ มันไม่ใช่เพราะว่า Productivity ของเราต่ำกว่า หรือเราไม่มี Economy of Scale แต่ จีนมีการอุดหนุนจากรัฐบาล และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ต่อให้เราทำเก่งแค่ไหน ก็สู้ราคาเขาไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้ผมไปตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถ EV ในจีน ผมอาจจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยทั้งตัวอาคาร ทั้งที่ดิน ทุกอย่างฟรีหมด แล้วพอผมไปซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศจีนมาใช้ต่อ ผมก็ได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มอีก

 

ถ้าไปดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับรถ EV จะเห็นว่ามีสัดส่วนของเงินอุดหนุนสูงถึง 30-40% เพราะฉะนั้น อย่าไปพูดถึงเรื่อง Economy of scale เลยครับ ไม่ว่าจะผลิตทีละชิ้น หรือทีละร้อยชิ้น มันก็ไม่มีทางสู้ได้อยู่ดี”

 

ในบริบทเช่นนี้ ดร. วิบูลย์ จึงแนะนำให้หันไปทำตลาดที่แข่งขันกันด้วยสมองไม่ใช่ด้วยเงินอุดหนุนอย่าง Data Center GPU ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง นี่เป็นตลาดที่ถ้าคุณมีนวัตกรรม มีศักยภาพจริง เขาก็พร้อมจะซื้อจากคุณทันที โดยไม่สนว่าคุณจะมาจากประเทศไหน

 

“และผมเองก็ชื่นชอบการแข่งขันในลักษณะนั้นมากกว่า เพราะมันแฟร์กว่า และเปิดโอกาสให้กับคนที่มีความสามารถจริงๆ”

 

High Tech Ecosystem ไทยต้องสร้างอย่างไร

 

สำหรับการสร้าง High Tech Ecosystem ให้เกิดขึ้นได้จริงในไทยนั้น Cedric Cui กล่าวว่า ต้องเริ่มจากการมองว่า เทคโนโลยีขั้นสูงที่สุดในโลกตอนนี้คืออะไร การเรียนรู้จากผู้ที่เก่งกว่าเสมอดีกว่าการเริ่มต้นจากศูนย์ หนึ่งในประเด็นเทคโนโลยีที่สำคัญคือ Autonomous Driving หรือ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในจีนซึ่งเป็นศูนย์กลาง

 

“ผมเพิ่งร่วมเวทีเสวนากับผู้ก่อตั้งบริษัท Horizon ซึ่งเป็นซัปพลายเออร์ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติรายใหญ่ที่สุดของโลก รถขับอัตโนมัติไม่ได้แค่เพิ่มความสะดวก แต่ความปลอดภัยคือหัวใจหลัก สำหรับกรุงเทพฯ ที่มีมอเตอร์ไซค์จำนวนมาก ระบบนี้ช่วยลดอุบัติเหตุ และยังสามารถเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ ให้รถเป็นสินค้าส่วนบุคคลมากขึ้น พร้อมระบบสาระบันเทิงและข้อมูลที่รองรับชีวิตระหว่างเดินทาง เทคโนโลยีเหล่านี้จะพลิกอนาคตยานยนต์ใน 5–10 ปีข้างหน้า”

 

ด้าน ดร.วิบูลย์ มองว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือการวางยุทธศาสตร์ให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่เกิดจากการบูรณาการเครื่องยนต์เดิมทั้ง 4 ตัว คือ FDI การส่งออก การบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายภาครัฐ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเครื่องยนต์ที่ 5 คือ High-tech Economy

 

นอกจากนี้เราต้องวิเคราะห์ FDI อย่างเป็นระบบ โดยนำรายชื่อธุรกิจที่ขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาศึกษา เพื่อหาว่าอุตสาหกรรมไหนที่ไทยสามารถเข้าไปแข่งขันและผลิตชิ้นส่วนได้ง่ายที่สุด โดยทำได้ด้วยต้นทุนที่ประหยัดที่สุด

 

แนวทางนี้จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์แบบ Low input-High output ใช้งบน้อยแต่ได้ผลมาก และยังเป็นการเชื่อมเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการลงทุนจากต่างประเทศ เข้ากับการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ เพื่อให้ทั้งสองส่วนทำงานสอดประสานกัน

 

สำหรับแนวทางปฏิบัติ เขาเชื่อว่าการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้าง High-tech Ecosystem เพราะเราไม่สามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านไฮเทคได้เลย หากปราศจากบทบาทของรัฐ

 

“ในช่วงแรกของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าในด้านเทคโนโลยี ดังนั้น การเริ่มต้นผลักดันสินค้าและบริการไฮเทคจำเป็นต้องมี ผู้รับความเสี่ยงแทน หรือผู้ที่ยอมเป็นผู้ใช้งานรายแรก ซึ่งก็คือภาครัฐ การอัดฉีดจากภาครัฐจึงเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มสร้างระบบเศรษฐกิจไฮเทคของไทย”ขณะที่ ดร.วีรยุทธ์ ปิดท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่เป็นโอกาสและช่วงเวลาที่ดี ที่ไทยจะปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยเสนอแผนนโยบาย 3 ข้อ

 

ข้อแรก เวลาเห็นข่าวตัวเลขส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์เราไม่ควรดีใจจนเกินไป “ผมคิดว่าตัวเลขเหล่านี้มันเป็นจุดที่เราต้องทบทวนว่าเรามีจุดแข็งจุดอ่อนยังไงและเศรษฐกิจภายในของเราแข็งแรงหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่แข็งแรง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของเราต้องกลับมาเป็นเสือ ที่สามารถวิ่งด้วยขาของตัวเองได้จริง ๆ ถึงจะสามารถไปต่อได้”

 

ข้อสอง ไทยต้องซ่อมบ้านตัวเองให้แข็งแรง ทำให้คนในประเทศอยากลงทุนก่อน การดึง FDI เข้ามาจะไม่ยั่งยืน หากคนไทยยังไม่กล้าลงทุนในประเทศ สิ่งที่ต้องทำคือสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนที่พร้อมลงทุนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือต่างชาติ กล้าเข้ามาลงทุน และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

สุดท้ายเขาให้ความเห็นว่าไทยยังติดกรอบ Made in Thailand มากเกินไป เราพยายามดึงทั้ง FDI และซัปพลายเชนเข้ามาให้ครบทั้งหมด ซึ่งเขาคิดว่าความคิดแบบนี้ไม่เหมาะกับโลกยุคใหม่

 

“ผมอยากเสนอให้ปรับวิธีคิดจาก Made in Thailand ให้เปลี่ยนเป็น Made with Thailand คือคิดว่าเราจะไปเป็นส่วนประกอบส่วนไหนในซัปพลายเชนนั้นๆ โดยเราต้องประเมินแต่ละจุดว่าไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทได้ตรงไหน การที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิต จริงๆ ต้องเป็นสิ่งที่โลกขาดเราไม่ได้ในจุดนั้น ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด หากเราเชี่ยวชาญส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เซ็นเซอร์ในรถยนต์ เมื่อเรามีความเก่งในจุดนั้น โลกก็ต้องพึ่งพาเรา”

The post ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกแค่ดึงมาลงทุนแล้วจบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง จาก 3 กูรูการเงิน https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-40/ Tue, 18 Nov 2025 07:23:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1144532 financial-literacy-art-of-spending-new-wealth-definition

อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ  […]

The post วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง จาก 3 กูรูการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
financial-literacy-art-of-spending-new-wealth-definition

อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ ‘ศิลปะ’ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

 

ปิดท้ายเวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่นที่สำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งในหัวข้อ ‘Financial Literacy: ปลูกฝังวินัยการเงิน สร้างความมั่งคั่งฉบับคนรุ่นใหม่’ ที่ชวนให้ผู้ฟังได้ศึกษาคำว่าอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

 

นี่คือการรวมตัวของผู้หญิงเก่ง 3 ท่านในวงการการเงิน ได้แก่ ดิว ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด, เอม มทินา วัชรวราทร ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย, และ เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth

 

‘ความมั่งคั่ง’ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ ‘อิสรภาพ’

 

‘ความมั่งคั่ง’ (Wealth) ในนิยามของ 3 กูรูไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเงิน เฟิร์นนิยามว่าคือ ‘อิสรภาพ’ (Freedom) ที่จะเลือกใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวล ดิว มองว่าเป็น ‘ความมั่งมีและความสุข’ (Well-being) ที่ทำให้เราทำตามฝันได้ ส่วนเอม นิยามว่าคือ ‘ความยืดหยุ่น’ (Resilience) และการใช้เงินอย่างมีความหมาย (Purposeful) โดยมี ‘เวลา’ เป็นทุนที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่พวกเขามักมองไม่เห็น

 

หาเงินเก่ง แต่ขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’

 

ปัญหาใหญ่ที่พบคือ คนรุ่นใหม่หาเงินเก่ง แต่ขาดศิลปะในการใช้เงิน หลายคนอยู่ในภาวะ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ และขาดความเข้าใจในบทเรียนที่สำคัญที่สุดสู่ความร่ำรวย

 

ทางออกเริ่มต้นที่การสร้าง Awareness ให้เห็นสถานะการเงินที่แท้จริงของตนเอง แนะนำให้คนรุ่นใหม่ ‘ฝึกฝัน’ เพื่อให้มีเป้าหมายระยะยาว และ ‘ฝึกฝืน’ เพื่อให้มีวินัยควบคุมตัวเอง ทั้งยังควรสะสม ‘สินทรัพย์’ (Assets) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กองทุน หรือบ้าน ไม่ใช่สะสมสิ่งของ หรือไลฟ์สไตล์ที่ใช้แล้วหายไป

 

ข้อเสนอ แก้ปัญหาการเงินที่โครงสร้าง

 

ทั้งสามเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาวินัยการเงิน ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่ต้องการการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างจากทุกภาคส่วน

 

ภาคเอกชน สามารถมีส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมการเงินในที่ทำงาน โดยเฉพาะ ‘นายจ้าง’ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมการเงินที่ดีในที่ทำงาน การสร้างบทสนทนาเรื่องการออมและแก้หนี้ให้เป็นเรื่องปกติ ถูกประเมินว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มแรงงานได้เกือบ 30% ขณะที่สถาบันการเงินก็ต้องปรับบทบาท จากการมุ่ง ‘ขาย’ มาสู่การ ‘ให้ความรู้’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกค้า

 

ทางฝั่งภาครัฐก็สามารถขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้ออม โดยระบบการศึกษาคือจุดคานงัดแรกที่ต้องปฏิรูป แนะนำให้บรรจุความรู้การเงินภาคบังคับเข้าไปตั้งแต่ระดับประถม นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้างผ่านแคมเปญระดับชาติ และพิจารณาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น การมอบเงินก้นถุงตั้งต้นให้เด็กแรกเกิด เพื่อให้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ได้เริ่มทำงานทันที

 

แม้เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ และการทำในเรื่องท้าทายที่ไม่เคยพบเจอ แต่อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ‘ศิลปะการใช้เงิน’ เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงเริ่มต้นจากวินัยก้าวเล็กๆ ไม่ว่าวันนี้สถานะการเงินของคุณจะอยู่ที่จุดไหน ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสร้างอนาคตการเงินที่ดีขึ้นด้วยมือของคุณเอง

The post วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง จาก 3 กูรูการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-39/ Tue, 18 Nov 2025 07:16:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1144528 Justice City เมืองยุติธรรม KMITL

เวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Fo […]

The post ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Justice City เมืองยุติธรรม KMITL

เวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่น ‘Justice City: design for a better world’ เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบจาก KMITL ได้แก่ ดร.พร้อม อุดมเดช, ดร.เอกเทพ ไมเกิ้ล และ ดร.พิมภัคคนิจ ปริสัญญุตานนท์

 

พวกเขาได้ร่วมกันถอดรหัสว่าทำไมเมืองที่เราอยู่จึงยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีและเท่าเทียมได้ โดยชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การขาดโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ระบบและนโยบาย” ที่ต้องเริ่มต้นใหม่จากการมอบอำนาจ และข้อมูลที่โปร่งใสให้กับประชาชน

 

เมืองที่ยุติธรรม ไม่ใช่การแจกของให้คนเท่ากัน

 

ภาพจำเดิมๆ ของความเท่าเทียมนั้นถูกต้องจริงหรือ?

 

ดร.พิมภัคคนิจ เปิดประเด็นว่า ความยุติธรรมไม่ใช่การแจกของเท่ากันให้ทุกคน นั่นคือความเท่าเทียมแบบตายตัว แต่แก่นแท้ของ Justice City คือการออกแบบที่คำนึงถึง ‘คน’ และ ‘บริบท’ ที่แตกต่างกันเป็นหลัก

 

ในขณะที่ดร.พร้อม เสนอเลนส์การมองที่น่าสนใจ โดยชวนให้เราลองมองเมืองเสมือนคนหนึ่งคน แล้วตั้งคำถามว่ากรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ กำลังถูกปฏิบัติอย่างยุติธรรมหรือไม่ เช่น การเผชิญกับ PM 2.5 หรือปัญหาความเท่าเทียมทางเพศ

 

ด้านดร.เอกเทพ ขมวดปมว่า ปัญหาคือหลายครั้งคนเมืองเองก็คุ้นชินกับสิ่งที่เจอมาตลอดชีวิต จนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิทธิที่เราควรได้รับจริงๆ นั้นคืออะไร

 

เมื่อเมืองขวางกั้นชีวิต แทนที่จะโอบอุ้ม

 

เมื่อชวนวาดภาพเมืองในอุดมคติ ทั้งสามท่านได้เสนอภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สะท้อนสิ่งที่ขาดหายไปในปัจจุบัน

 

ดร.เอกเทพ ชี้ว่าทุกวันนี้การพักผ่อน ในเมืองกลายเป็นกิจกรรมที่ต้องเสียเงิน เช่น การเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ เมืองที่ดีจึงควรมีพื้นที่ให้คนได้พักผ่อนโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้เกิดการพบปะกันในชีวิตจริงโดยไม่ต้องควักกระเป๋า

 

ดร.พิมภัคคนิจ เสริมว่า เมืองที่ดีต้องทำให้เราเติบโตไปพร้อมกับเมืองได้ ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ และต้องรู้สึกปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยนี้อาจไม่ได้มาจากเสาไฟฟ้าที่สว่างจ้า แต่มาจากการมีเพื่อนบ้านที่ดีคอยสอดส่องดูแลกัน

 

แต่ภาพฝันนี้กลับสวนทางกับความจริง ดร.พร้อม ชี้ว่าเมืองที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องเอื้อประโยชน์มากมาย แต่หัวใจสำคัญคือต้องไม่ขัดขวางการใช้ชีวิต เช่น การต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ลาดกระบัง-นนทบุรี วันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่แค่การจราจรติดขัด แต่มันคือการที่เมืองกำลังกัดกินชีวิต และเวลาที่ผู้คนควรจะได้ไปทำอย่างอื่น

 

เมื่อเมืองขาดข้อมูล และละเลยประสบการณ์

 

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เมืองไทยไม่ยุติธรรม ไม่ใช่การขาดแคลนสิ่งก่อสร้าง แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่มองไม่เห็น

 

ดร.เอกเทพ ชี้ว่าเรามักมุ่งเน้นไปที่ “Infrastructure” (โครงสร้างที่มองเห็น) แต่กลับละเลยการออกแบบ “System” (ระบบ) และ “Experience” (ประสบการณ์) ที่ดี เช่น ประสบการณ์การข้ามถนนที่ปลอดภัย หรือการออกแบบเมืองที่คำนึงถึงสุขภาพจิตของคน

 

ดร.พิมภัคคนิจ ระบุว่า การละเลยสิ่งเหล่านี้เกิดจากการขาดข้อมูลผู้ใช้ที่หลากหลาย เช่น ปัจจุบันเมืองมีกลุ่มคนที่เป็น Pet Parents มากขึ้น แต่เมืองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ สุดท้ายจึงทำให้เกิดโครงการที่ ‘คนที่คิดไม่ได้ใช้ คนที่ใช้ไม่ได้คิด’ ขึ้นมากมาย

 

ดร.พร้อม ตอกย้ำประเด็นเรื่องข้อมูลว่า ปัญหาไม่ใช่แค่ขาดข้อมูล แต่คือข้อมูลที่มี ‘จับต้องไม่ได้’ เขายกตัวอย่างงานวิจัย UNICEF ที่พบว่าข้อมูลการซ่อมบำรุงโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ ยังคงมีเอกสารเป็นปึกกองอยู่ที่โรงเรียน ทำให้การพัฒนาระดับประเทศเป็นไปได้ยากมาก

 

ข้อเสนอถึงผู้มีอำนาจ

 

ข้อเรียกร้องที่ชัดเจนจากเวทีนี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ผู้มีอำนาจต้องเปิดใจรับฟังคนรุ่นใหม่ ไม่มองว่าการแสดงความเห็นคือการเถียง และต้องสื่อสารผลกระทบในอนาคตอย่างจริงใจ ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องตระหนักว่าตนเองมีสิทธิ์มีเสียงเช่นกัน

 

การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Justice City หรือเมืองที่ยุติธรรม อาจไม่ได้เริ่มจากภาครัฐ แต่ต้องมาจากการผลักดันจากภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่ภาครัฐยอมรับฟัง และส่งมอบข้อมูลที่โปร่งใส และอำนาจในการมีส่วนร่วมกลับคืนสู่มือของคนในเมือง เพื่อให้พวกเขาได้ร่วมออกแบบชีวิตและอนาคตของตนเองอย่างแท้จริง

The post ถอดรหัส ‘Justice City’ อยากมีเมืองที่ดี ต้องเริ่มที่ตรงไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือมาตรวัดสุขภาพของชาติ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-38/ Mon, 17 Nov 2025 09:03:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1144166 thai-mental-health-three-barriers-stigma-accessibility

เราพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกันในหลายเวทีมากขึ้น แต่ทำไมตัว […]

The post สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือมาตรวัดสุขภาพของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-mental-health-three-barriers-stigma-accessibility

เราพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกันในหลายเวทีมากขึ้น แต่ทำไมตัวเลขผู้ป่วยถึงไม่ลดลง? 

 

สถิติล่าสุดจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า คนไทยป่วยเป็นโรคจิตเวทสูงถึง 2.9 ล้านคน และมีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลสูงถึง 10 ล้านคน 

 

Session ‘The State of Mind: Reimagining Mental Health in Thailand ดูแลสุขภาพใจคนไทยอย่างไร ให้เข้าใจโลกและเข้าใจตัวเอง’ จากเวที Young Leader Dialog จึงชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า สุขภาพจิตไม่ใช่แค่ปัญหาของใครคนหนึ่ง แต่คือ ‘ปลายทางของทุกอย่าง’ ที่สะท้อนสุขภาพของเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ นำโดย วิคเตอร์-นพ.วิชยุตม์ เพศยนาวิน จิตแพทย์ และผู้ก่อตั้ง Understand : ห้องนั่งเล่นของหัวใจ, เบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย Founder and Creative Director of Eyedropper Fill และ อิ๊ก-ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชั่น อูก้า (Ooca)

 

สามกำแพงยักษ์ ขวางกั้นการรับมือที่โตไม่ทันปัญหา

 

สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเหมือนขนาดของปัญหาที่โตแบบ Exponential แต่การรับมือของเราโตแบบ Linear เพราะเรากำลังงัดข้อกับกำแพงหลัก 3 ด้าน

 

1. กำแพงอคติ (Stigma) ที่คนจำนวนมากไม่กล้ายอมรับความรู้สึกตัวเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เผชิญความคาดหวังสูง รู้สึกว่า “ทำไมฉันเหนื่อยกว่าเดิมแล้วได้เท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม”

 

2. กำแพงการเข้าถึง (Accessibility) ต่อให้ตระหนักรู้แล้ว การนัดจิตแพทย์ก็ยากเย็น อาจต้องรอเป็นเดือน เพราะประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 1 คน ต่อประชากร 100,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์โลกถึง 9-10 เท่า และการสร้างบุคลากรก็ทำได้ช้าเพราะต้องรักษามาตรฐานคุณภาพ

 

3. กำแพงไบแอสเชิงระบบ (Systemic Bias) ปัญหาตอนนี้เหมือน ‘น้ำท่วม’ แต่เรามัว ‘สร้างเขื่อน’ แต่ลืม ‘สร้างฝาย’ เพราะงานป้องกัน นั้นวัดผล KPI ไม่ได้ทันที ทำให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรอนุมัติทุนสนับสนุนได้ยาก 

 

สุขภาพจิตคือความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ

 

สุขภาพจิตที่ดีมาจากปัจจัยเชิงสังคม เศรษฐกิจ และการงานที่ดี มันคือวงจรอุบาทว์ที่วนไปมา ปัญหาเศรษฐกิจทำให้เกิดปัญหาทางใจ และในทางกลับกัน หากสุขภาพจิตไม่ดี เราก็จะไม่มีแรงไปทำเศรษฐกิจให้ดีขึ้น นี่จึงเป็นปัญหาที่วนลูปและต้องแก้ไปพร้อมกัน

 

ทลายกำแพงด้วยนวัตกรรม กฎหมาย และการศึกษา

 

เพื่อให้หลุดจากวงจรนี้ เวทีนี้จึงมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเร่งด่วน 

 

1. รัฐควรมี ‘Health Innovation Sandbox’ เพื่อให้นวัตกรรมอย่าง Telemedicine หรือ AI Tools ถูกทดสอบและนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ถูกขัดขวางจากกระบวนการอนุมัติทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน 5-10 ปี หรือรอใบอนุญาตนาน 6 เดือน ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดนวัตกรรม

 

2. รัฐต้องออกกฎหมายเพื่อปกป้องและกำหนดความชัดเจนของวิชาชีพ ทางจิตวิทยา หากขาดการปกป้อง จะเกิดการแอบอ้างโดย ‘กูรูอินเทอร์เน็ต’ ที่รับค่าตอบแทนสูงกว่านักจิตวิทยาที่มีคุณวุฒิ ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือของวงการ

 

3. ต้องจัดสรรงบประมาณให้กับงานเชิงรุกเพื่อป้องกัน ผ่านสื่อ นิทรรศการ และกิจกรรมสาธารณะ และข้อสี่ที่สำคัญที่สุด คือการบรรจุองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพจิตในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือการเมตตาต่อตัวเอง (Self-Compassion) การดูแลตัวเองให้ดีก่อน ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเป็นพื้นฐานในการดูแลผู้อื่น เมื่อเราเข้าใจและเมตตาตัวเองแล้ว จะเกิดความเข้าใจว่าคนรอบข้างก็คงรู้สึกเหมือนกับเราซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันได้ง่ายขึ้น

The post สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือมาตรวัดสุขภาพของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ ใจรักอย่างเดียวอยู่ไม่ไหว เมื่อโครงสร้างไทยไม่แข็งแกร่งพอ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-37/ Mon, 17 Nov 2025 08:57:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1144161 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เศรษฐกิจใหม่ Creative Industry

เวที Young Leader Dialog ใน Session ‘Creative Industry: […]

The post ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ ใจรักอย่างเดียวอยู่ไม่ไหว เมื่อโครงสร้างไทยไม่แข็งแกร่งพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เศรษฐกิจใหม่ Creative Industry

เวที Young Leader Dialog ใน Session ‘Creative Industry: Igniting Thailand’s New Economy: จุดไฟอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจใหม่ของไทย’ ได้เชิญ 3 คนรุ่นใหม่ใน Creative Industry ที่กำลังพิสูจน์ศักยภาพระดับโลกท่ามกลางโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวย มาร่วมกันเปิดแผล และเสนอทางออกให้กับอุตสาหกรรม

 

นำโดย เอย-ภัทศา อัตตนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จงรักดี จำกัด) เอเจนซี่สัญชาติไทยผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญ ‘โกโกวา-Squid Game’ ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก, แอนดี้-วรกันต์ จงธนพิพัฒน์ ศิลปิน Art Toy ที่พาคาแรคเตอร์ไทยไป Collab กับแบรนด์ดังทั่วโลก และ พุฒิ-พุฒิพงษ์ นาคทอง ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 4kings, วัยหนุ่ม 2544 และมือปืน

 

‘อาชีพรับจ้าง’ โลกความจริงของคนทำงานสร้างสรรค์

 

“เราไม่มีเงินเดือนชัดเจน เราไม่มีประกันสังคม และเวลาไปกรอกแบบฟอร์มราชการ ผมต้องใช้คำว่า ‘รับจ้าง’ อยู่”

 

พุฒิ เปิดประเด็นว่าวงการหนังไทยคือ ‘วงการปราบเซียน’ และสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า คนทำงานโปรดักชันภาพยนตร์จำนวนมาก แม้ทำด้วยใจรัก แต่กลับไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้อย่างมั่นคง เพราะไม่มีเงินเดือนชัดเจน และไม่มีประกันสังคม 

 

ในขณะที่วงการโฆษณา เอย ชี้ว่ามันคือ Talent Business ที่ขับเคลื่อนด้วยคน แต่ก็ต้องเจอกับดัก ‘สงครามราคา’ ที่บีบให้แข่งขันกันจนไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนที่สมศักดิ์ศรีให้คนเก่งได้ 

 

ด้าน แอนดี้ สะท้อนความเจ็บปวดของศิลปินว่า เจ็บใจที่คนต่างชาติมักมาจ้างคนไทยเพราะมองว่า ‘คุ้มดี’ ซึ่งหมายถึงค่าแรงถูก ไม่ใช่เพราะคุณค่าของงานสร้างสรรค์

 

ศักยภาพที่พิสูจน์แล้วของคนทำงานสร้างสรรค์

 

แม้โครงสร้างจะบีบคั้น แต่ศักยภาพของคนไทยนั้นไประดับโลกแล้ว เอยเล่าว่าแคมเปญ Squid Game ที่เธอทำ ประเทศไทยใช้งบประมาณน้อยที่สุดในภาคพื้นเอเชีย แต่กลับสร้างผลลัพธ์และประสิทธิภาพ (‘Effective’) ได้มหาศาล

 

เช่นเดียวกับ แอนดี้ ที่เริ่มต้นในยุคที่ตลาด Art Toy ไทยเล็กมาก แต่ก็สามารถพาคาแรคเตอร์ของตัวเองไปร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Samsung หรือ Birkenstock ได้สำเร็จ 

 

เช่นเดียวกับวงการภาพยนตร์ หนังไทยอย่าง หลานม่า หรือ ธี่หยด ก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้คนต่างชาติร้องไห้หรือกลัวได้ เรามีฝีมือ แต่เราขาดอย่างอื่น

 

แต่คือความสนับสนุนที่มาจากความเข้าใจ

 

ความเข้าใจที่จะไม่ล้มตามรัฐบาล

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการจากภาครัฐ พุฒิ ตอบชัดเจนว่า “ผมกล้าพูดว่าตัวผมไม่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน เราแข็งแรงมากพอ แต่ขอความเข้าใจ” 

 

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘ความไม่ต่อเนื่อง’ ของนโยบาย ที่พอเปลี่ยนรัฐบาล สิ่งที่เคยทำไว้ก็ชะงัก สิ่งที่เรียกว่า Soft Power หรือการสนับสนุนจึง ‘ล้มหายตายจากไปพร้อมรัฐบาล’ ทุกครั้ง

 

เอยเสริมว่า ภาครัฐมักจะเข้ามาตอนที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ร่วมในกระบวนการ หรือขั้นตอนการทำงานที่ยากลำบาก 

 

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เดินหน้าพร้อมเศรษฐกิจ

 

สำหรับวิสัยทัศน์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทั้งสามเห็นตรงกันว่า ‘กระดุมเม็ดแรก’ คือ เราต้องมีความเชื่อก่อนว่างานสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงๆ เรียกได้ว่าสองโลกนี้ต้อง ‘แต่งงานกัน’ 

 

นี่คือการปลูกต้นไม้ที่ต้องใช้เวลา 10 ปี กว่าจะเห็นผล ไม่ใช่ 5 ปี และถ้าเรายังไม่ทำอะไรจริงจัง เวียดนามอินโดนิเซียที่มาแรงมาก อาจแซงหน้าเราไปในไม่ช้า

 

สิ่งที่ทุกคนต้องการตรงกัน คือหากภาครัฐปรับมุมมองและสร้างโครงสร้างที่ ‘เข้าใจ’ และ ‘ต่อเนื่อง’ ศักยภาพของคนไทยก็พร้อมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างแน่นอน

The post ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ ใจรักอย่างเดียวอยู่ไม่ไหว เมื่อโครงสร้างไทยไม่แข็งแกร่งพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพร้อมขนาดไหน? กับภารกิจศูนย์กลางการแพทย์โลก https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-36/ Mon, 17 Nov 2025 08:50:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1144157 ศ.นพ.อภิชาติ (ศิริราช) ชี้ไทยมีศักยภาพสู่ Medical Hub

วันที่ 5 พ.ย. 2568 ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพท […]

The post ไทยพร้อมขนาดไหน? กับภารกิจศูนย์กลางการแพทย์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.นพ.อภิชาติ (ศิริราช) ชี้ไทยมีศักยภาพสู่ Medical Hub

วันที่ 5 พ.ย. 2568 ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวบนเวที Strengthening Thailand’s Healthcare for a Global Medical Hub เสริมฐานรากระบบสุขภาพไทยปูทางสู่ศูนย์กลางการแพทย์โลก ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025  ถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า คนทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน ทั้งภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจ รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแม้เราจะมีเทคโนโลยีการรักษา ยา หรือวัคซีนที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ไทยมีการใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลขึ้นมาถึง 5.4% ของจีดีพี โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือสังคมผู้สูงอายุ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aging Society) หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรไทย 1 ใน 3 จะมีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการการดูแลสุขภาพอย่างดี 

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ ประเทศไทยกลับมีจุดแข็งที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ

 

  1. โครงสร้างพื้นฐานดี 
  2. หมอและพยาบาลมีความแข็งแกร่ง 
  3. ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างดี
  4. มีรัฐบาลพร้อมสนับสนุน จึงทำให้ไทยเป็นจุดหมายของคนทั่วโลกในการมารักษา

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการรักษาพยาบาลของคนทั่วโลก แต่ ศ.นพ.อภิชาติ เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชี่ยวชาญและ หัวใจการให้บริการ หรือ Service Mind  ของหมอและพยาบาลไทย ผู้ป่วยต่างชาติที่มารักษาในไทยสัมผัสได้ถึงการดูแลด้วยจิตใจและความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอาจไม่เคยพบเจอในประเทศของตนเอง

 

จุดแข็งนี้ส่งผลให้ไทยมี Wellness Economy ที่แข็งแกร่ง โดยอยู่อันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุด นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ก็มีมูลค่ามหาศาล ดึงดูดผู้คนกว่า 13.5 ล้านคน (1 ใน 3 เป็นชาวต่างชาติ) ให้เดินทางเข้ามา ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งธรรมชาติที่สวยงาม อาหารการกิน และอัธยาศัยของผู้คน

 

แต่การจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก ศ.นพ.อภิชาติ ชี้ว่า เราจะทิ้งเรื่องนวัตกรรม (Innovation) ไม่ได้ ต้องมีระบบวิจัยที่แข็งแกร่ง สร้างหลักฐานทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ได้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายสุขภาพและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง โดยโรงพยาบาลศิริราชได้นำเทคโนโลยี Genome Sequencing หรือ การถอดรหัสพันธุกรรม มาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งแบบจำเพาะรายบุคคล ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึง 270 กว่าล้านบาท

 

ศ.นพ.อภิชาติ อ้างอิงถึงงานวิจัยของ Microsoft ที่พบว่า AI สามารถวินิจฉัยโรคได้เก่งกว่าหมออย่างชัดเจน แต่ AI ก็ยังไม่มีหัวจิตหัวใจเท่าคุณหมอ และยังต้องใช้เวลาสร้างความไว้วางใจกับคนไข้ ซึ่งนี่คือจุดที่บุคลากรการแพทย์ของไทยมีความโดดเด่น

 

อย่างไรก็ตาม การจะนำ AI มาใช้ในระบบสุขภาพ จำเป็นต้องวางรากฐานเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) และ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ให้ชัดเจน และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ

 

ตัวอย่างเช่น ศิริราชได้ร่วมมือกับบริษัท Perceptra พัฒนาระบบ AI ช่วยรังสีแพทย์วินิจฉัยโรค ที่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ถึง 9 รูปแบบ ด้วยความแม่นยำกว่า 90% ซึ่งปัจจุบัน สปสช. ได้มอบหมายให้ศิริราชและ Perceptra นำระบบนี้ไปขยายผลในโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว

 

ศ.นพ.อภิชาติ ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีความพร้อม แต่การจะไปถึงเป้าหมาย ศูนย์กลางการแพทย์โลก หรือ Medical Hub ได้นั้น ต้องอาศัยภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง แนวนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากภาครัฐ

The post ไทยพร้อมขนาดไหน? กับภารกิจศูนย์กลางการแพทย์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภารกิจพลังงานไทย ความมั่นคงต้องมาพร้อม สมดุลสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-35/ Fri, 14 Nov 2025 10:17:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1143437 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO ปตท.

วันที่ 5 พ.ย.2568 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าท […]

The post ภารกิจพลังงานไทย ความมั่นคงต้องมาพร้อม สมดุลสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO ปตท.

วันที่ 5 พ.ย.2568 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวที Energy Security: The Imperative for Sustainable Thailand ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่า

 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนหนัก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น ความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาได้อย่างสมดุล เศรษฐกิจจะเติบโตต่อได้ ต้องมีพลังงานที่มั่นคง ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการลดภาวะโลกร้อน เพราะความเสี่ยงของโลกทั้งในระยะสั้นและระยะยาวส่วนใหญ่มาจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

 

โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เราจึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

 

ดร.คงกระพัน อธิบายว่า ทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนจะเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด 

 

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติใช้เองได้ถึง 2 ใน 3 ของปริมาณทั้งหมด ซึ่งช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในภาวะสงครามและความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

ถึงอย่างนั้น ประเทศในอาเซียนเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายการผลิตและการใช้ก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอในระดับภูมิภาค โดยขณะนี้มีเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่เชื่อมโยงกันยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้แต่ละประเทศสามารถผันก๊าซช่วยเหลือกันได้ และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคให้สูงขึ้น

 

ดร.คงกระพัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ ปตท. บริษัทตั้งเป้าเติบโตอย่างแข็งแรงไปพร้อมกับสังคมไทย และขยายสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน นอกจากธุรกิจสำรวจ ผลิต และต่อยอดพลังงานแล้ว ปตท. ยังมีภารกิจโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) และจะทยอยนำก๊าซไฮโดรเจนมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ ปตท.ยังลงทุนในโครงการที่อาจให้ผลตอบแทนไม่สูง แต่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เช่น การสร้างท่อส่งก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นฝั่ง เพื่อกระจายไปยังโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายท่อน้ำมันที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

 

สำหรับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปตท.ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2035 และบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

1.ปรับตัวสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง

2.เพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน

3.เก็บกักคาร์บอนด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การปลูกต้นไม้ทดแทนและเทคโนโลยี CCS

 

ดร.คงกระพัน ย้ำทิ้งท้ายว่า ปตท.จะเป็นองค์กรหลักของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง และหวังว่าประเทศไทยจะก้าวสู่เส้นทางพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

The post ภารกิจพลังงานไทย ความมั่นคงต้องมาพร้อม สมดุลสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนแก้เกมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา? https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-34/ Wed, 12 Nov 2025 12:03:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1142609 thai-tourism-experiential-destination-chadathip

กว่า 30 ปีที่ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘แชมป์การท่องเที่ยวขอ […]

The post แผนแก้เกมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-tourism-experiential-destination-chadathip

กว่า 30 ปีที่ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘แชมป์การท่องเที่ยวของภูมิภาค’ สร้างรายได้และการจ้างงานรวมกว่า 20% ของ GDP ผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยสูงเกือบ 40 ล้านคนต่อปี แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เทคโนโลยีใหม่ และวิถีชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนไป ไทยจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อยู่?

 

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที The Game Changer in Global Experiential Destination พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ได้ฉายภาพว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องรักษาความเป็นแชมป์การท่องเที่ยวเอาไว้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่การจะรักษาแชมป์ไว้ได้ต้องอาศัยเรื่องเล่าใหม่ ไม่ใช่ขายแค่ Sea Sand Sun แบบเดิม เพราะสิ่งเหล่านั้นประเทศอื่นก็ทำได้ไม่แพ้กัน

 

การท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ต้องเล่าเรื่องให้เป็น

 

ขณะนี้เดโมกราฟิกของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเปลี่ยนไป จากจีนกลายมาเป็นมาเลเซีย และอินเดียที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนจากยุคโพสต์รูป-เช็กอิน มาเป็นยุคของ Meaningful Experience คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z มองการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่พักผ่อน แต่เป็นการค้นหาความหมายในชีวิต

 

ดังนั้น ประเทศไทยต้องก้าวข้ามจาก Tourist Destination หรือประเทศปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วไป ไปสู่ Experiential Destination หรือ จุดหมายแห่งประสบการณ์ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องราว วัฒนธรรม และผู้คน เช่น ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาไทย ได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น หรือได้ทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อชุมชน

 

อีกปัจจัยที่น่ากังวลและไทยต้องแก้ไขให้ได้คือ ‘ความปลอดภัย’ ภาพจำของประเทศไทยจากเคยถูกมองว่าเป็นประเทศอบอุ่น ปลอดภัย มีรอยยิ้มและน้ำใจเป็นจุดขาย วันนี้มีเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

 

แม้การแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันที คือ ปรับการรับรู้ของผู้คนทั่วโลกให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง ในโลกยุคดิจิทัล การรับรู้ของผู้คนไม่ได้เกิดจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลแต่เกิดจากสิ่งที่พวกเขาเห็นบนหน้าจอมือถือทุกวัน

 

หากคอนเทนต์เกี่ยวกับประเทศไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะของจีน เต็มไปด้วยข่าวลบหรือเหตุการณ์ที่ดูน่ากลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันละหลายครั้ง ภาพลักษณ์ประเทศจะค่อยๆ เสื่อมถอยโดยอัตโนมัติ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องใช้กลไกการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรง ผ่านภาษาที่เข้าใจง่ายและสื่อที่พวกเขาใช้จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ปลอดภัย อบอุ่น และเป็นมิตร

 

End Game การท่องเที่ยวไทย

 

ชฎาทิพ ย้ำว่า การท่องเที่ยวไทยยังไม่สิ้นหวัง เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยไม่ใช่ ภูเขา ทะเล หรืออาหารอร่อยที่สุดในโลก แต่อยู่ที่ ‘คนไทย’ คนที่มีน้ำใจ และอัธยาศัยดี นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกตกหลุมรักประเทศไทย คนไทยทุกคนจึงควรปรบมือให้ตัวเอง เพราะเราคือทุนที่มีค่าที่สุดของชาติ แต่เมื่อเรารู้แล้วว่า เรามีของดี เราจะทำอย่างไรให้สิ่งนี้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศได้จริง

 

ชฎาทิพเสนอแนวคิด Bottom-Up Collaboration หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจหรือโครงการจากฐานรากขึ้นสู่ระบบใหญ่ โดยเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ไม่ใช่รอรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว โมเดลนี้ถูกพิสูจน์ผลลัพธ์แล้วในเมือง ‘สุขสยาม’ ซึ่งกลุ่มสยามพิวรรธน์จับมือกับภาครัฐ จังหวัด สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และชาวบ้านทั่วประเทศ เพื่อดึง Local Heroesให้กลายเป็น Global Heroes 

 

เมืองสุขสยามทำหน้าที่เป็น Development Platform ที่ให้ชาวบ้านจาก 77 จังหวัดนำของดีอาหาร ผ้าทอ กาแฟ งานหัตถกรรมมาขายจริง เรียนรู้จริง และพัฒนาธุรกิจจริง โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 70,000 คนเข้าเยี่ยมชมต่อวัน สินค้าท้องถิ่นถูกนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์กว่า 10 ล้านคอนเทนต์ทั่วโลก และในเวลาเพียง 7 ปี ช่วยปลดหนี้ได้กว่า 32,500 ครอบครัว 

 

แนวคิดเดียวกันยังถูกต่อยอดสู่เทศกาลอวดเมือง ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากแต่ละจังหวัดนำเสนอเมืองของตัวเอง โดยผสานการท่องเที่ยว การค้า และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน

 

ในระดับประเทศ ชฎาทิพยกตัวอย่างโครงการใหม่ของสยามพิวรรธน์ชื่อ ‘Nextopia’ ซึ่งจะเปิดในสยามพารากอนเร็วๆ นี้ เป็นเมืองแห่งอนาคต ที่รวบรวมธุรกิจด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Sustainability หรือความยั่งยืน เช่น Upcycling, Refill, Farm-to-Table มานำเสนอในรูปแบบที่จับต้องได้จริง เพื่อให้การรักษ์โลก ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นกิจกรรมที่ผู้คนร่วมสร้างได้

 

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ End Game ของการท่องเที่ยวไทย ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือยอดการใช้จ่าย แต่คือการทำให้คนเหล่านั้น รักประเทศไทย จนอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ อยากลงทุน อยากย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัท มาตั้งในประเทศไทย หรือแม้แต่ย้ายถิ่นฐานมาพำนักถาวร

 

แต่รัฐบาลต้องวางแผนจริงจัง โดยเริ่มจากคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยต้องการคนแบบไหนให้เข้ามาลงทุน? ต้องการธุรกิจประเภทใดที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และยกระดับประเทศ? และเราจะออกแบบระบบอย่างไรให้คนเหล่านี้อยากมาอยู่กับเรา?

 

ชฎาทิพเตือนว่า หากไม่วางระบบอย่างรอบคอบ ไทยอาจดึงดูดคนที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาและสร้างปัญหาในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลต้องเป็นผู้ออกแบบระบบที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับกฎหมาย ภาษี และเงื่อนไขการลงทุนที่ยังเป็นอุปสรรค 

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า การจะรักษาแชมป์การท่องเที่ยวให้ได้ ต้องไม่ใช่การแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว แต่แข่งขันกันด้วยความเร็วในการปรับตัว ประเทศที่เร็วกว่าจะได้ใจคนทั่วโลกก่อน ไทยจึงต้องเร่งปรับให้ทัน

The post แผนแก้เกมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดแข็งอุตสาหกรรมเหล็กไทยในศึกภูมิรัฐศาสตร์ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-33/ Wed, 12 Nov 2025 10:03:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1142526 ฮิเดกิ โอกาวะ (NS-SUS)

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เวที Steel in Ne […]

The post จุดแข็งอุตสาหกรรมเหล็กไทยในศึกภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮิเดกิ โอกาวะ (NS-SUS)

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เวที Steel in Next Frontier: Resilient Supply Chains ปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กสู่อุตสาหกรรมแนวหน้า 

 

ฮิเดกิ โอกาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด หนึ่งในเครือของนิปปอนสตีลจากญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 60 ปี กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็ก คือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากความผันผวนของตลาดและความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ข้อมูลจาก World Steel Association ระบุว่า ในปี 2024 โลกมีการบริโภคเหล็กรวมกว่า 1.7 พันล้านตัน โดยกว่า 52% มาจากภาคการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน รองลงมาคือเครื่องจักรกล 16% ยานยนต์ 12% และผลิตภัณฑ์โลหะ 10% ส่วนที่เหลือเป็นการใช้งานในกลุ่มขนส่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ในบ้าน 

 

ปัจจุบันประเทศจีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยกำลังผลิตกว่า 1 พันล้านตันต่อปี แต่บริโภคในประเทศเพียง 0.86 พันล้านตัน ทำให้เกิด เหล็กส่วนเกิน กว่า 150 ล้านตัน ซึ่งกำลังถูกระบายออกสู่ตลาดโลกในราคาต่ำและสร้างแรงกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย

 

ข้อได้เปรียบของไทย 

 

ฮิเดกิกล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง 2 ประการ ที่จะทำให้เราเป็น พรมแดนใหม่ของการลงทุน ในอุตสาหกรรมโลหะและการผลิต

  1. ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรงและต่อยอดได้ง่าย (Robust Supply Chain Base)
    ไทยมีรากฐานการผลิตที่มั่นคง มีโรงงานและเครือข่ายซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วประเทศ ทำให้สามารถพัฒนา Local Content หรือส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศได้ง่าย ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง จากข้อมูลปี 2024 การนำเข้าของไทยกว่า 42% เป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง หากไทยสามารถผลิตส่วนนี้ได้เอง จะเป็นแรงขับสำคัญให้ GDP เติบโตได้อย่างยั่งยืน
  2. จุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นกลาง (Geopolitical Neutral Position)
    ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความไม่แน่นอน ไทยยังคงสามารถรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายได้อย่างสมดุล ทำให้เรามีความได้เปรียบเหนือหลายประเทศในภูมิภาค แม้โลกจะวุ่นวาย แต่ไทยยังสามารถเชื่อมโยงกับโลกได้รอบด้าน เขากล่าว พร้อมชี้ว่า ความเป็นกลางนี้ช่วยให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลอดภัยของนักลงทุน ไม่ว่าจะมาจากตะวันตกหรือเอเชียตะวันออก

 

ซัพพลายเชนที่เหนียวแน่นคือเกราะป้องกันวิกฤตในอนาคต

 

ฮิเดกิอธิบายว่า เมื่อโลกเผชิญภาวะ อุปทานล้นตลาด สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศจะเข้ามาทำลายซัพพลายเชนภายใน แต่เมื่อถึงเวลาที่ อุปทานขาดแคลน ประเทศที่ไม่มีห่วงโซ่อุปทานของตัวเองจะเผชิญปัญหาขาดสินค้าและต้องซื้อในราคาที่แพงกว่า ดังนั้น การรักษาอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศให้แข็งแรงคือ เครื่องกันกระแทกเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ไทยยืนอยู่ได้ในทุกวัฏจักรของตลาด

 

ในมิติของเทคโนโลยี เขายกตัวอย่างการใช้ AI และระบบอัตโนมัติในโรงงานเหล็กและอาหารกระป๋องของไทย ซึ่งช่วยลดเวลาการตรวจสอบเครื่องจักรจาก เป็นเดือนเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และเพิ่มความแม่นยำในการผลิตเหล็กที่บาง เบา แต่แข็งแรงกว่าเดิม สะท้อนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในซัพพลายเชนไทยไม่เพียงช่วยประหยัดเวลา แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

สุดท้าย ฮิเดกิ โอกาวะ ทิ้งท้ายว่า การสร้างอุตสาหกรรมเหล็กให้ยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ระบบซัพพลายเชนในประเทศแข็งแรงพอที่จะรองรับความผันผวนจากภายนอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ไทยยังคงเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการผลิต เชื่อมโยง และเป็นมิตรต่อการลงทุน เราขอยืนยันว่า Nippon Steel จะอยู่เคียงข้างซัพพลายเชนของไทยเสมอ

The post จุดแข็งอุตสาหกรรมเหล็กไทยในศึกภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-31/ Sun, 09 Nov 2025 08:39:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1141255 tcp-ceo-sustainable-growth-nintendo-case-study

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ T […]

The post ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
tcp-ceo-sustainable-growth-nintendo-case-study

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ขึ้นกล่าว Keynote ในหัวข้อ Reimagining Sustainable Growth for Thailand’s Next Frontier: พลิกแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 โดยเริ่มต้นด้วยคำถามที่กระตุ้นให้คิดว่า ธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนไปได้อีก 10 ปี, 50 ปี หรือ 100 ปี หรือไม่ 

 

สราวุฒิยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจในปีปัจจุบันนั้น ‘ค่อนข้างรุนแรง และเหนื่อยแสนสาหัสมาก’ สำหรับภาคธุรกิจ ขณะที่บริบทของคำว่า ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Growth) ในปัจจุบันก็มักถูกใช้ในแง่ของการทำธุรกิจ โดยพยายามจะหาคำตอบว่า ‘จะทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถยืนยาวต่อไปได้อีกนานๆ’

 

กรณีศึกษา: บริษัท Nintendo

 

Nintendo ถูกยกเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน สราวุฒิเล่าว่า Nintendo ก่อตั้งเมื่อปี 1889 และปัจจุบันมีอายุมากถึง 136 ปี เริ่มต้นทำธุรกิจผลิตไพ่กระดาษญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘ฮานาฟูดะ’ (Hanafuda) ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครมิกกี้เมาส์ มาแปะบนไพ่ ซึ่งทำให้ Nintendo ตระหนักว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

 

ในปี 1984 Nintendo ประกาศตัวสินค้าที่ชื่อว่า Super Famicom ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเกมคอนโซล โดย Nintendo ฝ่าฟันคู่แข่งรายใหญ่มาโดยตลอด เช่น Microsoft, SEGA, SONY และปัจจุบันก็ยังคงประสบความสำเร็จด้วยเครื่องเล่น Nintendo Switch

 

สะท้อนพัฒนาการของการทำธุรกิจของ Nintendo  จากธุรกิจไพ่กระดาษ สู่ธุรกิจเกม ปัจจุบัน Nintendo เข้าไป สู่ธุรกิจ Entertainment อย่างเต็มตัว โดยมีทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันและ Theme Park ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งยังมีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลจากตัวละครดังต่างๆ เช่น Mario, Zelda และ Pokémon

 

กลุ่มธุรกิจ TCP กับแนวคิด Sustainable Growth 

 

TCP ใช้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจ โดยมีกรอบความคิดที่สำคัญ 2 เรื่อง

 

  1. การหาความสมดุล (Rebalance)

 

ธุรกิจต้องคอยคิดเสมอว่าความสมดุลคืออะไร และต้องไม่เอนไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป โดยสราวุฒิยกตัวอย่างการทำประมงที่จับปลามากเกินไปจนทรัพยากรหมด หรือการเร่งผลิตสินค้าโดยข้ามขั้นตอนจนเกิดปัญหาคุณภาพหรือผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการแลกกำไรระยะสั้นกับความมั่นคงยั่งยืนของธุรกิจ

 

สราวุฒิระบุว่า การที่ผู้บริหาร Nintendo ตัดสินใจ ไม่ทำซอฟต์แวร์ของตนเองให้รันบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง แม้จะถูกกดดันจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มของ Nintendo เท่านั้น

 

  1. การคิดค้น/การปรับตัวใหญ่ (Reinvent)

 

ธุรกิจต้องพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สราวุฒิยังคงยกตัวอย่างของ Nintendo โดยระบุว่า ในปี 1984 บริษัทแห่งนี้ที่มีอายุ 95 ปี ยังสามารถ Reinvent ตัวเอง จากธุรกิจของเล่นมาเป็นเกมคอนโซลได้ จึงเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่น่าสนใจ

 

3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

  1. โตอย่างหลากหลาย

 

หมายถึงการไม่พึ่งพาเสาต้นเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าเดิมๆ, การมีซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว หรือการมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ถูกผูกขาด โดยธุรกิจในไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับประชากรศาสตร์ เนื่องจากสังคมไทยมีการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) โดยกลุ่ม Gen X และ Gen Y เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศไทย 

 

สราวุฒิยกตัวอย่างการสร้างความหลากหลายของสินค้าในกลุ่มธุรกิจ TCP โดยสินค้าประเภทเครื่องดื่มมีการปรับลดปริมาณน้ำตาลและเพิ่มประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้บริโภคที่ต้องการสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสร้างแบรนด์ Ready เพื่อเป็น Energy Drink สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (ปัจจุบันเป็นอันดับ 1 ในไทย) หลังพบ Pain Point ว่า ผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงรู้สึกว่า กระทิงแดง (Red Bull) ไม่ใช่สินค้าสำหรับตนเอง ทำให้ต้องเปลี่ยนโฉม บรรจุภัณฑ์ และรสชาติใหม่ทั้งหมด เป็นต้น

 

  1. เก่งแต่ไม่หยุดก้าว

 

สราวุฒิมองว่า ไม่มีคำว่า ‘เก่งที่สุด’ โดยที่ผ่านมา TCP ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ซึ่งมีการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูงของ NARIT มาถ่ายทอดเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนในโรงงานของ TCP ให้มีความทนทานสูง ลดต้นทุน และลดการนำเข้า 

 

อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยี Imaging (กล้องความละเอียดสูงของ NARIT) มาใช้ในกระบวนการผลิตของ TCP เพื่อตรวจจับคุณภาพของทุกขวดที่วิ่งในสายพานโรงงานให้ได้คุณภาพดีที่สุด

 

  1. สร้างรากฐานเพื่ออนาคต

 

สราวุฒิระบุว่า กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกองค์กร แต่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในที่สุด เช่น การทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทำ เพื่อ CSR หรือภาพลักษณ์องค์กร แต่เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับธุรกิจ เพราะซัพพลายเชนของวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็อาจประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอได้ในอนาคต

 

TCP ร่วมมือกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ทำโครงการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ที่ตำบลยี่สาร จ.สมุทรสงคราม โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และมีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีเป้าหมายให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ อนุรักษ์ และเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงสำหรับเส้นทางการอพยพของนก

 

นอกจากนี้ สราวุฒิยังเชื่อว่า การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ในยุคที่มี AI พร้อมยกตัวอย่าง Red Bull Desert Adventure กิจกรรมวิ่งในทะเลทราย 3 วัน 2 คืน (ระยะทาง 33-99 กม.) ที่ประเทศจีน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย 4,000 คน โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง Mindset ของความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม การเอาชนะตัวเอง รวมถึงสร้างมิตรภาพและเครือข่าย บุคลากรที่มี Mindset เช่นนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานโลก

 

การปรับใช้กลยุทธ์เพื่อพัฒนาประเทศไทย (Thailand’s Next Frontier)

 

สราวุฒิได้นำทั้ง 3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP มาปรับใช้กับแผนพัฒนาประเทศ ดังนี้

 

กลยุทธ์โตอย่างหลากหลาย: สราวุฒิเสนอให้มีการเปิดตลาดใหม่ (New Market) ไทยต้องสำรวจตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อเมริกาใต้ และอาเซียน อีกทั้ง รัฐบาลต้องเข้าช่วยสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและเล็กให้สามารถไปสำรวจตลาดใหม่ได้ เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กขาดงบประมาณ เวลา และความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง โดยรัฐต้องช่วยจัดการเรื่อง กฎระเบียบ (อย. ต่างประเทศ), ช่องทางจัดจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันการถูกคัดลอก 

 

นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องสำคัญในการขยายธุรกิจและลดอุปสรรคทางการค้า การเจรจา FTA ต้องมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แม้จะมีผู้ชนะและผู้เสียประโยชน์ก็ตาม

 

กลยุทธ์เก่งแต่ไม่หยุดก้าว: สราวุฒิระบุว่า ประเทศไทยเก่งเรื่องอาหาร เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่ไทยต้องพัฒนาตนเองไปสู่เทรนด์ ‘อาหารแห่งอนาคต’ (Future Food) เช่น Plant-based, โปรตีนทางเลือก (จากแมลง), สมุนไพร หรือ อาหารเป็นยา ด้วยการใส่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไป ไทยจึงจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ครัวของโลก’ ไปสู่ ‘ผู้นำของ Future Food’ ได้

 

ทั้งยังสนับสนุนให้มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ประเทศไทยเก่งเรื่องการผลิต (OEM) แต่หลายครั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนของคนอื่น ควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็น ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ ของตนเอง เพื่อเปลี่ยนจาก Low Value OEM ไปสู่ High Value ธุรกิจสร้างสรรค์

 

กลยุทธ์สร้างรากฐานเพื่ออนาคต: สราวุฒิมองว่า กฎหมายไทยมีความยุ่งยากซับซ้อนและมีกฎหมายเก่าจำนวนมาก ปัญหาคือการติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อขออนุญาตเรื่องเดียวกัน ต้องใช้เอกสารจำนวนมากซ้ำซ้อน สิ่งเหล่านี้คือ ‘ต้นทุนแอบแฝง’ ของผู้ประกอบการทุกขนาด ข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐต้องแก้ปัญหาโดยทำให้กฎระเบียบเข้าใจง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องยกเลิกกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขียนไม่ชัดเจนและไม่สามารถอธิบายได้เมื่อมีการทำผิด

 

ขณะที่เรื่องการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ครอบคลุมตั้งแต่เด็กก่อนปฐมวัยไปจนถึงการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ ทำงานจริง เรียนจริง เพื่อสร้างประสบการณ์และ Mindset ที่ถูกต้อง โดยสราวุฒิระบุว่า เขาต้องการเห็นเยาวชนไทยที่มี จิตวิญญาณที่พร้อมจะเอาชนะอุปสรรคยากๆ 

 

สราวุฒิทิ้งท้ายว่า แม้โลกจะยากลำบากเพียงใดจากกระแสความท้าทายและแรงกดดันต่างๆ แต่เราต้อง ไม่ยอมแพ้ การเติบโตอย่างยั่งยืนสามารถเป็นไปได้ถ้าเราเดินต่อ อีกทั้งความสำเร็จของประเทศต้องอาศัย ความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดย TCP เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Next Frontier ในอนาคต

The post ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-30/ Sun, 09 Nov 2025 08:32:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1141249 thestandard-economicforum-2025-30

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next […]

The post โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandard-economicforum-2025-30

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย วันที่ 6 พ.ย. 2568 บนเวที Powering Thailand’s New Economic Frontier: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบทใหม่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า 3D Challenges ได้แก่

 

  1. Digitalization การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมี AI เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของ Cloud Technology ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทั้งในสหรัฐฯ จีน และไทย เช่น ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 
  2. Deglobalization การลดการพึ่งพาโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยี และสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค 
  3. Decarbonization การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกประเทศ

 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งโลกหมุนเร็ว ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมก็เพิ่มขึ้นตาม แม้ AI จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้รวดเร็ว แต่หากใช้ผิดทางก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ “AI อัจฉริยะที่สุด แต่สามารถถูกใช้ได้ทั้งด้านบวกและลบ” เขากล่าว

ศุภชัยยังบอกว่า โลกยุคใหม่ได้สร้าง 4 ความจำเป็นใหม่ ที่ทุกประเทศต้องมี ได้แก่ 1. กรอบคุณธรรมและจริยธรรมแบบใหม่ 2. การเข้าถึงเงินทุน และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3. การเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร 4. การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต

 

สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่อย่างมีศักยภาพ ต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหรือ 7 ฮับหลัก ได้แก่

1. การท่องเที่ยว

2. อาหาร

3. การบริการด้านสุขภาพ

4. การค้าและขนส่งสินค้า

5. อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

6. การส่งผ่านพลังงาน

7. ทรัพยากรมนุษย์

 

การสร้างฮับเหล่านี้ต้องมีทิศทางที่ชัด ไม่ใช่ปล่อยให้เติบโตแบบตามมีตามเกิด โดยยกตัวอย่างว่า ไทยควรนำ AI มาพัฒนา Smart City เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีต่อยอดสินค้าเกษตร และสนับสนุนนวัตกรรมด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

ศุภชัยบอกอีกว่า ระบบการศึกษาของไทยยังไม่เปิดกว้างสู่ระดับโลกมากพอ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังมองเฉพาะปัญหาภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้าง Global Mindset และดึงศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ออกมา ส่งเสริมให้เกิด Startup รุ่นใหม่ในอนาคต

 

ศุภชัยทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์จากการเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการจัดงานโอลิมปิก โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า “การจัดโอลิมปิกไม่ได้ทำเพื่อให้ชาวโลกยอมรับจีน แต่เพื่อให้คนจีนภูมิใจในประเทศของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนว่า การสร้างวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก ‘ผู้นำ’ ไม่ใช่การบังคับตามกฎหมาย แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ชีวิตตามค่านิยมที่นำไปสู่ความสำเร็จและความกลมเกลียว

The post โลกเผชิญความท้าทายใหม่ เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB เสนอรัฐ-เอกชน วางระบบพัฒนานวัตกรรม เชื่อดันจีดีพีไทยโต 3-4% https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-29/ Sun, 09 Nov 2025 08:28:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1141246 scb-kris-chanthano-innovation-thai-economy-next-frontier

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ […]

The post SCB เสนอรัฐ-เอกชน วางระบบพัฒนานวัตกรรม เชื่อดันจีดีพีไทยโต 3-4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
scb-kris-chanthano-innovation-thai-economy-next-frontier

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวบนเวที Shaping Thailand’s Next Economic Frontier through Innovation- พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยระบบนวัตกรรมใหม่ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

 

โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในอดีตขับเคลื่อนตามกระแสโลกาภิวัตน์มาหลายทศวรรษ ตั้งแต่การสนับสนุนของสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น ไปจนถึงยุคหลังวิกฤติต้มยำกุ้งที่ไทยยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

แต่วันนี้ เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การกีดกันทางการค้าและกติกาโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาเตือนว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิม ไม่สามารถพาประเทศเติบโตได้อีกแล้ว

 

ไทยไม่อาจโตแบบเดิมได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจภายในเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนสูง และปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ เศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าไม่ได้เลย

 

กฤษณ์ชี้ว่า นวัตกรรมคือโอกาสสำคัญที่สุดของไทย พร้อมยกตัวอย่างผลงานการแพทย์ที่คิดค้นโดยคนไทย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสร้างผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังตามหลังในการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพราะยังขาดระบบที่สนับสนุนให้เกิดการเติบโตครบวงจร

 

กฤษณ์อธิบายว่า การสร้างนวัตกรรมต้องมีทั้งระบบบริหารจัดการ และทุนที่เพียงพอ แต่ปัจจุบันการกำหนดนโยบายของรัฐยังขาดเป้าหมายที่ชัดเจน หน่วยงานเกี่ยวข้องทำงานทับซ้อนจนเกิดเกียร์ว่าง ขณะที่เอกชนก็เข้าถึงงบประมาณได้ยาก กระบวนการจัดสรรทุนยังไม่สะท้อนปัญหาที่แท้จริง และไม่มีการวัดผลสำเร็จด้วยผลลัพธ์เชิงพาณิชย์

 

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ ระบบการเงินไทยยังคิดแบบยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คือกล้ารับความเสี่ยงเฉพาะสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์ แต่นวัตกรรมตีมูลค่าไม่ได้ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะมีความเสี่ยงสูงกว่า

 

กฤษณ์ได้เสนอ 4 แนวทางแก้ปัญหา ได้แก่ 1. ทำให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อด้านนวัตกรรม 2. รัฐต้องเข้ามาช่วยแบกรับความเสี่ยง 3. มีระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อประเมินศักยภาพ 4. ภาคเอกชนต้องร่วมมือขับเคลื่อน

 

เขายังเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้งบประมาณ เป็นนักลงทุนต้นน้ำ แบบประเทศจีนและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งลดการรั่วไหลของงบประมาณ และสนับสนุนนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของประเทศ

 

สุดท้ายกฤษณ์กล่าวว่า หากไทยสามารถขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมและการเงินใหม่ได้ครบวงจร จีดีพีจะมีศักยภาพเติบโตถึง 3–4% ได้อย่างแน่นอน

The post SCB เสนอรัฐ-เอกชน วางระบบพัฒนานวัตกรรม เชื่อดันจีดีพีไทยโต 3-4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hospitality ไทย ต้องยกเครื่องใหม่ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-28/ Sat, 08 Nov 2025 08:22:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1141040 yutthachai-onyx-hospitality-war-repeat-customer-strategy

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บ […]

The post Hospitality ไทย ต้องยกเครื่องใหม่ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
yutthachai-onyx-hospitality-war-repeat-customer-strategy

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวบนเวที Reframing Thai Hospitality’s Strategy: ทบทวนมุมมองกลยุทธ์เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยเปรียบเทียบธุรกิจบริการหรือ Hospitality ว่า กำลังเผชิญปัญหาใกล้เคียงกันกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งภาวะกำลังซื้อที่ลดลง การตัดราคาขายเพื่อความอยู่รอด และการแข่งขันที่นำไปสู่สงครามราคา แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มักเน้นการซื้อที่ดิน พัฒนา และขายภายใน 2–3 ปี ขณะที่ธุรกิจ Hospitality มุ่งสร้างรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งยั่งยืนกว่า

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยดำเนินเศรษฐกิจในลักษณะ All You Can Eat Buffet Economy ที่ใครอยากค้าขายอะไรก็สามารถทำได้ จนทำให้เงินทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามามากกว่าคนในประเทศ เกิดการทุบราคาและแย่งส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากขึ้น

 

ในภาคการท่องเที่ยวก็เกิดภาพคล้ายกัน การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แม้ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาเพียงระยะสั้น ดังนั้น ควรเปลี่ยน Life Cycle ของนักท่องเที่ยว ให้กลายเป็น Repeat Customer ที่เข้ามาอยู่ยาวมากขึ้น หรือเข้ามาลงทุนอย่างมีคุณภาพในประเทศ ดังนั้น เราควรปกป้องทรัพยากรและธุรกิจในประเทศ เพื่อสร้างศักยภาพแข่งขันกับต่างชาติ โดยใช้ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นแนวป้องกันด่านแรก

 

ยุทธชัยเสนอว่า ไทยต้องสร้างสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวระยะสั้นกับระยะยาว โดยเฉพาะการออกกฎหมายควบคุมการปล่อยเช่าระยะสั้นให้ชัดเจน พร้อมส่งเสริมแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การคัดกรองโครงการก่อนอนุญาตก่อสร้าง ไม่ใช้เงินลงทุนเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว รวมถึงเรียกร้องให้ภาครัฐบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เช่น การพิจารณาเงื่อนไขวีซ่า หรือจำกัดจำนวนเรือท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกันนั้น รัฐบาลควรส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นให้เติบโต อย่างมีศักยภาพ และมี Power ที่สามารถแข่งขันควบคู่ไปกับนักลงทุนต่างชาติได้ เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาว

 

เขายังตั้งคำถามถึงมาตรฐานการลงทุนในธุรกิจโรงแรมและ Serviced Apartment ว่ายังมีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่ เช่น การกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ การต่อใบอนุญาตประกอบกิจการทุก 5 ปี และการตรวจสอบมาตรฐานอาคาร

 

ทุกวันนี้ใครก็สร้างโรงแรมได้ แต่ธุรกิจนี้ซับซ้อนมาก หากขาดความเข้าใจ ย่อมเสี่ยงขาดทุนและนำไปสู่การเทขายในที่สุด อีกทั้งแม้ไทยจะ หนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม Hospitality จากทั่วโลก แต่หากยังประมาทและไม่ปรับตัว ภายใน 5 ปี คนไทยอาจมีบทบาทลดลง ถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติ และเสียเปรียบในการแข่งขัน เราต้องขยันพัฒนาตัวเอง กล้าคิด กล้าทำ และกล้าสร้างสิ่งใหม่ เพื่อรักษาความเป็นเจ้าบ้านในอุตสาหกรรมนี้

The post Hospitality ไทย ต้องยกเครื่องใหม่ เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/ Fri, 07 Nov 2025 11:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1140806 ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม […]

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย”

‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

 

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

 

โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

 

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

 

ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

 

ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

 

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

 

“ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

 

ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

 

โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

 

“สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

 

ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

 

‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

 

ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

 

เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
ความท้าทายของภาครัฐ

 

โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

The post ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้างระบบที่ ‘โกงยาก’ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: ทางออกแก้คอร์รัปชันประเทศไทย https://thestandard.co/anti-corruption-data-systems/ Fri, 07 Nov 2025 11:38:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1140797 สร้างระบบที่ ‘โกงยาก’ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: ทางออกแก้คอร์รัปชัน ประเทศไทย

เวที The Trust Blueprint: Designing Integrity for Thail […]

The post สร้างระบบที่ ‘โกงยาก’ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: ทางออกแก้คอร์รัปชันประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้างระบบที่ ‘โกงยาก’ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: ทางออกแก้คอร์รัปชัน ประเทศไทย

เวที The Trust Blueprint: Designing Integrity for Thailand’s Future พิมพ์เขียวแห่งความเชื่อมั่น ออกแบบอนาคตไทยไร้คอร์รัปชัน ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ‘นครินทร์ วนกิจไพบูลย์’ ชวนวงสนทนาตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่ยังไม่ไปไหน เพราะติดอยู่กับรูปแบบของการ ‘ล่าคนผิด’

 

วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ร่วมกันชวนคิดและหาคำตอบว่า เหตุใดการเปลี่ยนระบบคิดจากการ ‘จับโกง’ มาเป็นการออกแบบระบบที่ ‘ไม่เปิดช่องให้โกง’ จะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยได้จริงหรือไม่

 

Integrity By Design ควบคู่หลักนิติธรรม

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ตั้งคำถามกับระบบว่า เรากำลังอยู่ในระบบแบบไหนที่คนโกงอยู่รอดได้เป็น 10 ปีไม่ถูกลงโทษ องค์กรตรวจสอบไม่เคยตรวจสอบได้จริงจัง พร้อมชี้ว่า พื้นฐานสำคัญคือต้องออกแบบระบบให้โกงได้ยาก หรือ Integrity By Design

 

ดร.กิตติพงษ์ยกตัวอย่างของแนวคิด Open Government ในปี 2008 ของ บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยออกกฎหมายเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก และเป็นข้อมูลที่ระบบสามารถอ่านได้ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากขึ้น หากเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่เชื่อมโยง เข้าถึงได้ง่าย ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เป็นสิ่งสำคัญ

 

เขายังทิ้งท้ายว่า แม้เรื่องนี้ยังไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน แต่ก็มีหลายฝ่ายพยายามทำ และน่าจะต่อยอดได้หากมีการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ แต่เรื่องใหญ่จริงคือ หลักนิติธรรม ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทุกเรื่อง หากหลักนิติธรรมไม่สมบูรณ์ ประชาธิปไตยก็อยู่ได้ยาก หากประชาธิปไตยมีธรรมาภิบาล ก็จะมีเขี้ยวเล็บไว้ป้องกันการทุจริต เรื่องเหล่านี้ต้องมองไปด้วยกันโดยไม่แยกส่วน

 

เปิดเผย-เชื่อมโยงข้อมูล หัวใจสำคัญปราบทุจริต

 

ขณะที่ รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) ให้ความเห็นว่า ความสำคัญของการออกแบบระบบซื่อสัตย์ แทนการไล่จับคนโกง เหตุผลสำคัญคือการขาดข้อมูลที่ชัดเจน ปัจจุบันฐานข้อมูลในไทยที่มีอยู่ประมาณ 25 หน่วยงาน ยังคงกระจัดกระจาย เช่น ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างในกรมบัญชีกลาง ที่ยังไม่โยงไปถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือปัญหาเกี่ยวกับมูลนิธิที่มีความเสี่ยงเป็นแหล่งฟอกเงิน แต่หากขาดการเชื่อมโยงก็ไม่เห็นภาพ ทุกวันนี้ข้อมูลเข้าถึงยาก ไม่อัปเดต ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้

 

เขามอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยเน้นถึงการเปิดเผยข้อมูลว่า ใครคือเจ้าของกิจการหรือผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือบริษัทต่างๆ ในเมื่อข้อมูลส่วนนี้ไม่เชื่อมโยงกัน จึงเกิดปรากฏการณ์ ‘สีเทา’ เช่นทุกวันนี้ หากเชื่อมโยงข้อมูลส่วนนี้ได้ จะเห็นว่าใครเป็นเจ้าของแท้จริงที่เป็นผู้ถือเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศใน Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ให้ความสำคัญ

 

ระบบควรเอื้อให้การทำดีง่ายกว่าการโกง

 

ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ เปิดเผยว่า กทม. ได้แบ่งขั้นตอนออกเป็น การตรวจสอบ ที่ได้ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อรับร้องเรียน เพิ่มระบบติดตาม และทำงานร่วมกับ 3 ป. (ป.ป.ช., ปปท. และ ปปป.)

 

นอกจากนี้ ยังได้แก้ปัญหาเรื่องการบริการประชาชน โดยปรับเป็นบริการและการจ่ายเงินออนไลน์มากขึ้น เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจหรือใช้เงินสด ส่วนปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง กทม. ได้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น มีผู้ช่วยตรวจสอบและเชื่อมโยง เปรียบเทียบราคากับกรมบัญชีกลาง อีกทั้ง กทม. ยังเป็นหน่วยงานรัฐเดียวในไทยที่ทำงานร่วมกับ Open Contracting Data Standard (OCDS) ท้ายสุดคือปัญหาการเรียกรับ โดยการนำหาบเร่เข้าระบบที่ทำร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อลดการเรียกเก็บโดยเทศกิจ

 

ศานนท์ยกตัวอย่างกรณีของ กทม. ที่ใช้งบประมาณยาก ความแข็งตัวของระบบเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการทุจริต เพื่ออำนวยความสะดวกบางอย่าง ตลอดจนกรณีการทำราคากลางของลู่วิ่งตามนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่า หัวใจสำคัญคือ ต้องทำระบบให้การทำสิ่งที่ถูกต้องง่ายกว่าการทำสิ่งที่ผิด

The post สร้างระบบที่ ‘โกงยาก’ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล: ทางออกแก้คอร์รัปชันประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยควรวางบทบาท Geopolitical Safe Zone! ‘ดร.ศุภวุฒิ’ มองต่างเบรกไทยเข้ากลุ่ม BRICS แนะเดินหน้า CPTPP-OECD https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-21/ Fri, 07 Nov 2025 08:47:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1140730 ไทยควรวางบทบาท Geopolitical Safe Zone!

“ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยต้องเร่งยืนบนเวทีโลก สร้าง Rule-based […]

The post ไทยควรวางบทบาท Geopolitical Safe Zone! ‘ดร.ศุภวุฒิ’ มองต่างเบรกไทยเข้ากลุ่ม BRICS แนะเดินหน้า CPTPP-OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยควรวางบทบาท Geopolitical Safe Zone!

“ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยต้องเร่งยืนบนเวทีโลก สร้าง Rule-based Trade ลดพึ่งพาสหรัฐฯ แนะควรเข้าร่วม CPTPP และ OECD
เร่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 14 ให้เร็วขึ้น ปรับโครงสร้างประชากรสู้สังคมสูงวัย วางยุทธศาสตร์เชื่อมจีน สร้างรางรถไฟ เดินหน้าพลังงานสีเขียว และวางตัวเป็น ‘Geopolitical Safe Zone’ ของโลก

 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ที่จัดขึ้นวันนี้ (7 พฤศจิกายน) เป็นวันสุดท้าย ในหัวข้อ ‘Rewiring the Global Supply Chain’ ยุทธศาสตร์ใหม่เปลี่ยนเกมโลกว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) – Geo-Economics การแบ่งขั้ว 2 มหาอำนาจที่รุนแรง รวดเร็ว และกำลังสร้างระเบียบโลกใหม่ ประเทศไทยควรมุ่งสร้างความเข้มแข็งบนเวทีโลกผ่าน 4 แนวทางสำคัญ

 

1.สร้างระบบการค้าระหว่างประเทศแบบ Rule-based Trade
ไทยควรยกระดับบทบาทในเวทีการค้าโลก โดยไม่ยึดโยงกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่สร้างระบบการค้าที่มี “กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม” มากกว่าการเปิดเสรีแบบ FTA เดิม ๆ ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมความตกลง CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) และการเร่งรัดการเข้าเป็นสมาชิก OECD


พร้อมกันนี้ ไทยควรใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF ในปีหน้า เพื่อแสดงศักยภาพและผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมภาพลักษณ์ประเทศ

 

2. ปรับโครงสร้างข้อมูลด้านประชากรและสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยจะมีประชากรสูงอายุถึงกว่า 20 ล้านคนในอนาคตอันใกล้ จึงจำเป็นต้องบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับสุขภาพคนไทย และขยายบริการด้านสุขภาพไปสู่ชาวต่างชาติ

 

3. ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการรับมือ Climate Change
ไทยควรสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Green Energy) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะเปิดให้เอกชนสามารถใช้สายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อส่งต่อพลังงานสะอาดไปยังผู้ผลิตรายอื่นได้ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักของการผลิต และลูกค้าทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสีเขียวมากขึ้น

 

4.เดินหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เชื่อมโยงไทย-จีน
จีนต้องการให้ไทยเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟจีน-ไทย ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ โดยการเชื่อมต่อดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของจีน ที่จะเชื่อมเส้นทางขนส่งสินค้าการเกษตร เช่น ทุเรียน จากไทยและลาวไปสู่ตลาดจีนโดยตรง

 

ดร.ศุภวุฒิ สรุปทิ้งท้ายว่า “ในท้ายที่สุด ไทยและอาเซียนต้องกำหนดบทบาท ของตนเองให้ชัดเจน ในฐานะ ‘Geopolitical Safe Zone’ ของโลก เพื่อสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างมหาอำนาจ โดยการรวมกลุ่มของประเทศตลาดเกิดใหม่อย่าง BRICS อาจไม่ตอบโจทย์บทบาทดังกล่าวของไทยได้ทั้งหมด แต่ไทยควรเดินหน้าเข้าร่วม CPTPP-OECD”

The post ไทยควรวางบทบาท Geopolitical Safe Zone! ‘ดร.ศุภวุฒิ’ มองต่างเบรกไทยเข้ากลุ่ม BRICS แนะเดินหน้า CPTPP-OECD appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-20/ Fri, 07 Nov 2025 08:25:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1140716 aws-5billion-investment-thailand-cloud-ai-hub

ในวันที่เศรษฐกิจโลกหมุนเร็วด้วยพลังของเทคโนโลยี ประเทศใ […]

The post AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
aws-5billion-investment-thailand-cloud-ai-hub

ในวันที่เศรษฐกิจโลกหมุนเร็วด้วยพลังของเทคโนโลยี ประเทศใดที่สามารถเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำในยุคใหม่มากขึ้นเท่านั้น และนั่นคือเหตุผลที่การลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ของ AWS ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องของธุรกิจ แต่คือจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

 

ในเวที THE STANDARD Economic Forum 2025 เซสชัน ‘Cloud + AI: Thailand’s Next Growth Engine’ Uwa Mukbong รองประธานฝ่ายบริการระดับโลกของ Amazon Web Services ได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงเจตจำนงของ AWS ที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของนวัตกรรม Cloud และ AI บนเวทีโลก

 

โครงสร้างพื้นฐานที่มาพร้อมความคาดหวัง

 

หลายคนอาจคิดว่า AWS เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย แต่ความจริงแล้ว พวกเขาเริ่มปูทางมาตั้งแต่ปี 2015 โดยร่วมมือกับลูกค้าและสถาบันต่างๆ เพื่อช่วยให้เกิดการใช้คลาวด์อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อทุกอย่างเริ่มสุกงอม จึงเป็นจังหวะเหมาะในการวางศูนย์ข้อมูลถาวร

 

การเปิดตัว AWS Thailand Infrastructure Region ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศนี้จะเชื่อมต่อกับศูนย์ของ AWS ทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในสหรัฐฯ และยุโรป

 

แต่นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี เพราะเมื่อมีดาต้าเซ็นเตอร์ ก็เท่ากับว่าองค์กรไทยจะมีโอกาสเข้าถึงศักยภาพของคลาวด์และ AI แบบไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ความเร็ว ความปลอดภัย และการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ล้วนเอื้อให้ทุกภาคส่วนเร่งเครื่องดิจิทัลได้เต็มกำลัง

 

ถ้าเทคโนโลยีพร้อมแล้ว อะไรคือสิ่งที่ยังขาด?

 

แม้โครงสร้างพื้นฐานจะมาถึง แต่ตัวเลขจากการสำรวจของ AWS กลับชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการใช้ AI อย่างจริงจัง แม้จะมีบริษัทกว่า 32% ที่เริ่มนำ AI มาใช้งาน แต่กว่า 72% ยังอยู่แค่ขั้นทดลอง และมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถนำ AI มาเปลี่ยนแปลงองค์กรได้

 

AWS จึงต่อยอดด้วยการตั้ง AWS Generative AI Innovation Center พร้อมลงทุนรวม 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้โปรเจกต์ AI ต่างๆ เดินหน้าไปถึงขั้น Production ได้ภายใน 45 วัน เพราะในมุมของ AWS ถ้าไอเดียไม่ถูกนำไปใช้จริง ก็ไม่มีความหมาย

 

ในประเทศไทยเอง มีตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น แสนสิริ ที่พัฒนาแชตบอตและระบบอ่านใบแจ้งหนี้ด้วย OCR ซึ่งช่วยประหยัดเวลามหาศาล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เริ่มใช้งาน GenAI เพื่อช่วยนักศึกษากว่า 52,000 คนเข้าถึงข้อมูล การวิเคราะห์ และคำแนะนำการเรียนได้ง่ายขึ้น

 

ทักษะของคนคือสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้

 

ในทุกเวทีที่ AWS ไปพูดถึงอนาคตของ Cloud และ AI สิ่งที่พวกเขาย้ำอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องของเซิร์ฟเวอร์ หรือซอฟต์แวร์ แต่คือ ‘คน’

 

Uwa Mukbong รองประธาน AWS บอกไว้ว่า สิ่งที่จะเป็นตัวขัดขวางประเทศไทยไม่ใช่ความพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่คือการขาดแคลนทักษะ ทั้งยังยอมรับว่า แม้ AWS จะฝึกอบรมคนไทยไปแล้วกว่า 100,000 คนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่พอ

 

เป้าหมายใหม่ของ AWS จึงตั้งไว้ที่ 1 ล้านคน โดยต้องการฝึกอบรมให้ได้ปีละ 250,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างบุคลากรด้าน GenAI 2 ล้านคน

 

สร้างระบบนิเวศให้เติบโตได้เอง

 

อีกมุมหนึ่งที่ AWS มองเห็น และพยายามสร้าง คือ ระบบนิเวศของเทคโนโลยีในประเทศไทย เพราะการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่สามารถเกิดจากองค์กรใหญ่เพียงรายเดียว

 

AWS จึงเน้นการทำงานกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ หรือผู้ให้บริการโซลูชัน เพื่อสร้างการจ้างงานใหม่ และทำให้บริการต่างๆ กระจายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง

 

ในขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาก็ต้องปรับตัว เพราะความรู้ล้วนเปลี่ยนเร็ว และทักษะใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา AWS จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ผ่านโครงการ Skills to Job Technical Alliance โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้แน่ใจว่าเรียนจบแล้วทำงานได้ทันที

 

เมื่อ AWS ปักหมุดประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี แปลว่าเรามีเวทีให้แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ‘นักแสดง’ ที่พร้อมก้าวขึ้นไป และสร้างเรื่องราวใหม่ให้โลกได้เห็น

 

ไม่ว่าเราจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ หรือคนทำงานธรรมดาๆ โอกาสนี้คือจุดเริ่มต้นของการต่อยอด ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การสร้างงาน หรือแม้แต่การออกแบบสังคมใหม่ให้ดีขึ้นผ่านเทคโนโลยี

The post AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทย สู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-19/ Fri, 07 Nov 2025 08:02:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1140688 บรรณ เกษมทรัพย์ SCGJWD Logistics

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยเคยเป็นพลังเงียบที่อยู่เบื้อง […]

The post เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทย สู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรณ เกษมทรัพย์ SCGJWD Logistics

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยเคยเป็นพลังเงียบที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจมานาน แต่วันนี้กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ และแรงกดดันทางด้านสิ่งแวดล้อม 

 

บรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD Logistics PCL กล่าวบนเวที Navigating The New Reality ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ว่า ประเทศไทยไม่เพียงแค่ต้องก้าวข้ามแรงกดดันเหล่านี้ แต่ยังสามารถดึงศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่ตัวเองมีอยู่ มาใช้เป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ 

 

ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย สูงถึง 13.5% ของ GDP ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่เพียง 7-9% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 80-90% ของการขนส่งสินค้าในไทยยังพึ่งพารถบรรทุกบนถนน แม้จะสะดวกที่สุด แต่ก็มีต้นทุนแพงที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งทางรางและน้ำ หรือทางอากาศเองไทยก็ไม่ควรมองข้าม 

 

หากไทยสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้เพียง 1% จะมีเงินกว่า 200,000 ล้านบาทไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที  และเพื่อให้ตัวเลขนี้เกิดขึ้นได้จริง บรรณ เสนอ 4 กลยุทธ์เพื่อพลิกเกมโลจิสติกส์ไทย

 

1. Seamless Connectivity เชื่อมทุกโหมดขนส่งให้ลื่นไหลเป็นระบบเดียว

 

หัวใจของ Seamless Connectivity คือการเลิกคิดว่า จะขนส่งด้วยรถ หรือเรือ หรือราง แต่ต้องคิดแบบ Multimodal Logistics คือการใช้หลายโหมดเชื่อมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น ใช้เรือ ต่อราง  ส่งต่อด้วยรถบรรทุกระยะสั้น แทนที่จะใช้รถบรรทุกยาวทั้งเส้น 

 

ในมิติของ การขนส่งทางราง ปัจจุบันไทยมีการใช้งานน้อยกว่า 2% ในการขนส่งสินค้า เราจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Lift-on/Lift-off Terminal ซึ่งเป็นสถานีสำหรับการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงระหว่างรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อให้เกิดการขนส่งหลายรูปแบบอย่างแท้จริง

 

การใช้สถานีบ้านม้า จ.อยุธยา เป็นท่าบก (Inland Terminal) และเชื่อมต่อไปยังท่าเรือที่อำเภอนครหลวง

 

ในมิติของ การขนส่งทางทะเล ไทยมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้อย่างการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าถูกนำมาพักหรือเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือเพื่อไปยังปลายทางอื่น 

 

ไทยยังเน้นเพียงการขนส่งเพียงส่งออกเป็นหลัก ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีตู้สินค้าส่งออกกว่า 10 ล้านตู้ แต่สิงคโปร์มีถึง 40 ล้านตู้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการถ่ายลำ ขณะที่การถ่ายลำของไทยมีเพียง 1% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ หากปลดล็อกจะสามารถเพิ่มสัดส่วนนี้จาก 1% เป็น 10% จะสร้างรายได้กลับมาถึง 2,000 ล้านบาท

 

2. Smart Logistics ระบบโลจิสติกส์ที่ คิดเป็น เห็นข้อมูล และตอบสนองได้ทันที

 

เทคโนโลยีอย่าง AI, IoT, Robotics ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศสิงคโปร์และจีนเริ่มใช้คลังสินค้าอัตโนมัติ รถบรรทุกไร้คนขับ โดรนและกล่อง CCTV ตรวจสอบสต๊อกสินค้า ทั้งหมดนี้คือ Smart Logistics

 

แม้ปัจจุบันกรมศุลกากรมีระบบ National Single Window ที่ใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อลดเอกสาร ลดเวลาพิธีการนำเข้า-ส่งออก แต่เพื่อสร้าง National Logistics Platform ที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเชื่อมต่อให้ครบทุกภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์  

 

นอกจากนี้ Smart Logistics ไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึง Smart Workforce ด้วย บุคลากรด้าน Data, Automation, Digital Supply Chain ไทยยังขาดความเชี่ยวชาญ ภาคการศึกษาและเอกชนจึงต้องเร่งผลิตคนให้ทัน

 

3. Specialized Logistics  โลจิสติกส์แบบเจาะลึกตามอุตสาหกรรมเฉพาะ

 

รัฐบาลพูดถึง New S-Curve หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สุขภาพ ดิจิทัล อาหารแห่งอนาคต ยานยนต์ไฟฟ้า แต่คำถามใหญ่คือ โลจิสติกส์ไทยพร้อมจะรองรับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้แล้วหรือยัง? 

 

การขนส่งเวชภัณฑ์หรืออาหารสด ต้องใช้ Cold Chain มาตรฐานสูง อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซต้องการ Fulfillment แบบ Real-time 

 

แต่วันนี้ไทยยังใช้มาตรฐานการขนส่งแบบเดียวสำหรับทุกสินค้า  ทั้งที่โลกขยับไปสู่ยุคของ High-Value Logistics ที่ไม่ใช่แค่ขนของ แต่คือ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

 

4. Sustainable Logistics โลจิสติกส์สีเขียวไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือใบเบิกทางใหม่ของโลก

 

เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นจุดกดดันใหญ่ที่สุด เพราะเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแบบ Scope 3 หรือ การปล่อยจากกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่โรงงานเอง 

 

บริษัทที่จะอยู่รอดในโลกการค้าใหม่ คือบริษัทที่พิสูจน์การปล่อยแบบ Scope 3 ได้ และ ให้บริการโลจิสติกส์แบบ Green ได้

 

วันนี้ไทยมีรถบรรทุก 2-3 ล้านคัน ถ้ารัฐสั่งให้เปลี่ยนเป็น EV ทั้งหมดในทันที ไม่ใช่แค่ต้นทุนมหาศาล แต่คือการล้มทั้งระบบ ดังนั้นทางออกจึงไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแต่ต้องสร้าง Multi Pathway เช่น ใช้ไบโอดีเซลเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน,ใช้ EV ในขนส่งระยะสั้น เพราะกรีนไม่ใช่ CSR อีกต่อไป แต่คือ เงื่อนไขการค้า ถ้าไม่กรีนเท่ากับไม่มีสิทธิ์ส่งออกในอนาคต

 

สุดท้าย คุณบรรณ ฝากเอาไว้ว่า โลกกำลังเปลี่ยน ทุกคนกำลังวิ่งไปข้างหน้า และไม่มีใครรอเรา วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด และเราต้องเริ่มลงมือทำเลย เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

The post เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทย สู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกขั้วมหาอำนาจ โอกาสทองของไทยในอาเซียนกับ Jeffrey D. Sachs ที่ปรึกษาพิเศษ UN https://thestandard.co/thailand-geopolitical-strategy-volatile-world/ Fri, 07 Nov 2025 03:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1139582 พลิกขั้วมหาอำนาจ โอกาสทองของไทยในอาเซียนกับ Jeffrey D. Sachs ที่ปรึกษาพิเศษ UN

โลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่ว่า […]

The post พลิกขั้วมหาอำนาจ โอกาสทองของไทยในอาเซียนกับ Jeffrey D. Sachs ที่ปรึกษาพิเศษ UN appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกขั้วมหาอำนาจ โอกาสทองของไทยในอาเซียนกับ Jeffrey D. Sachs ที่ปรึกษาพิเศษ UN

โลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, สงคราม, การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คำถามสำคัญที่ตามมา คือ ไทยควรวางตัวอย่างไร ท่ามกลางโลกอันแสนผันผวนและแบ่งขั้วเช่นนี้

 

หนึ่งในผู้ที่จะให้คำตอบนี้ได้ดีที่สุด คือ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ศาสตราจารย์นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และอดีตที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการ UN 3 สมัย ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการ ในฐานะนักวิชาการผู้เคยประกาศอย่างชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาได้สิ้นสุดแล้ว แต่นานาประเทศกำลังก้าวเข้าสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World) อย่างเต็มตัว

 

 

และนี่คือสรุปเซสชันพิเศษจาก THE STANDARD Economic Forum 2025 โดย เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ได้โอกาสสัมภาษณ์ศาสตราจารย์แซคส์ทางออนไลน์ เพื่อหาคำตอบถึงสถานการณ์ภาพรวมโลกในปัจจุบัน ระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป และทิศทางในอีก 3 ปีข้างหน้าหลังจากนี้

 

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไป และการผงาดขึ้นมาของจีน

 

‘โลกหลายขั้ว’ และ ‘การผงาดขึ้นมาของจีน’ (The Rise of China)

 

คือคำสำคัญที่ศาสตราจารย์แซคส์ให้กับ THE STANDARD โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า ขณะนี้ ระเบียบโลกขั้วเดียวที่นำโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ ซึ่งหมายถึงการมีมหาอำนาจหลักหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, จีน, อินเดีย, รวมถึงชาติยุโรป หากสามารถจัดการระเบียบภายในได้ดีกว่านี้

 

การผงาดขึ้นมาของจีนได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งในแง่อำนาจ การเป็นผู้นำด้านการค้า และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ปัญหาสำคัญ คือ โลกยังไม่มีกติกาและกฎระเบียบที่ชัดเจนภายใต้ระเบียบใหม่ โดยเฉพาะระบบพหุภาคีนิยม (Multilateralism)

 

ศาสตราจารย์แซคส์มองว่า ต้นเหตุของภาวะสุญญากาศทางระเบียบโลก มาจากการที่สหรัฐฯ ยังยึดติดกับการเป็นเจ้าแห่งอำนาจนำในโลก ทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำประเทศคนปัจจุบัน พยายาม ‘ยัดเยียด’ เจตจำนงเหล่านี้ให้ชาติอื่นยอมรับ เช่น นโยบายกำแพงภาษี มาตรการคว่ำบาตร หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสงครามโดยตรง

 

‘ยักษ์ใหญ่’ ล้อมไทยและอาเซียน เดินเกมอย่างไรต่อ

 

ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก อดีตที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการ UN มองว่า ไทยและอาเซียนกำลังยืนอยู่ท่ามกลาง ‘สองยักษ์ใหญ่’ และสิ่งที่ภูมิภาคควรทำร่วมกัน คือ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีน

 

“ผมอยากจะบอกว่า ในทางภูมิศาสตร์แล้ว อาเซียนต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน อาเซียนและจีนต้องเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านการค้า การเงิน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การท่องเที่ยว และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะความเป็นเพื่อนบ้านกัน

 

“สหรัฐฯ ต้องการคงบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจไว้ในอาเซียนและเอเชีย แต่สหรัฐฯ อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ และไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยการบีบบังคับ”

 

แม้สหรัฐฯ ยังมีฐานทัพทั่วมหาสมุทรอินเดีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น แต่นั่นหมายถึงภัยคุกคามหรือความเสี่ยงในการเกิดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอันน่าพึงประสงค์ โดยศาสตราจารย์แซคส์มองว่า อาเซียนต้องบอกกับสหรัฐฯ ว่า ไม่ว่าอย่างไร ภูมิภาคต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และไม่สามารถเลือกข้างเพื่อต่อต้านจีนได้ แม้จะเป็นความจริงที่วอชิงตันไม่อยากได้ยินก็ตาม

 

เมื่อถามว่า ไทยควรทำอย่างไร ศาสตราจารย์แซคส์อธิบายว่า เขาเชื่อในความเป็นกลาง แต่โชคไม่ดีที่สหรัฐฯ ไม่ชอบความเป็นกลาง และเขาไม่ได้บอกว่า ประเทศในอาเซียนควรเป็นพันธมิตรทางทหารกับจีน แต่จีนก็ไม่ใช่ภัยคุกคามโดยตรงต่อไทย

 

“ผมก็ไม่คิดว่า ไทยต้องเป็นพันธมิตรทางทหารกับจีนแต่อย่างใด แต่ถ้าสหรัฐฯ บอกกับไทยว่า ‘คุณต้องเลือก คุณต้องอยู่ข้างเรา’ นั่นคงเป็นไปไม่ได้

 

“ในทางกลับกัน อาเซียนควรจะบอกว่า ‘อย่าบังคับให้เราต้องเลือก’ เราชอบคุณ แต่เราก็อยู่ใกล้ชิดกับจีน เราจึงไม่ยอมรับแนวคิดที่ว่าเราต้องเลือกข้าง” ศาสตราจารย์แซคส์ระบุ

 

สำหรับประเด็นคำวิจารณ์ว่าด้วยเรื่องจีนทุ่มตลาด จนกระทบผู้ประกอบการทั้งไทยและอาเซียน ศาสตราจารย์แซคส์ไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาข้างต้น เพราะจริงๆ แล้ว จีนกำลังพัฒนาศักยภาพทางอุตสาหกรรมมหาศาล และอาเซียนต้องการศักยภาพดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่มีให้

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจีน ต้องมาเผชิญกับนโยบายกีดกันทางการค้าในสหรัฐฯ ดังนั้น แทนที่จะส่งออกไปยังสหรัฐฯ ตอนนี้จีนจึงเล็งไปที่ตลาดในที่อื่นๆ แทน อาเซียนจะเป็นตลาดที่สำคัญมาก”

 

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์แซคส์มองว่า อาเซียนจะได้ประโยชน์จากการร่วมมือทางด้านพลังงานกับจีน ซึ่งภูมิภาคต้องการพลังงานหมุนเวียนที่รองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่มีศักยภาพเทียบเท่าจีนโดยสิ้นเชิง

 

“สหรัฐฯ อิจฉาศักยภาพของจีนในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลม ไปจนถึงการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กในระบบพลังงานนิวเคลียร์รุ่นที่สี่

 

“สหรัฐฯ อิจฉาในเรื่องนี้ก็เพราะตัวเองทำไม่ได้ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ โจมตีจีนด้วยเหตุผลที่ในมุมมองของผมแล้วฟังไม่ขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่ความมั่นคงของไทย อดีตที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการ UN มองว่า กัมพูชาไม่ควรกลายเป็นฐานทัพของจีน ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดสำหรับ 2 ประเทศ เพราะอาเซียนควรมีหลักการไม่มีฐานทัพต่างชาติในภูมิภาค ก่อนจะทิ้งท้ายว่า เขาอยากเห็นฐานทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ค่อยๆ ยุติบทบาท และจีนไม่ควรมีฐานทัพใดๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน

 

ผ่าทางออกของประเทศไทย รุกอย่างไรให้กลับไปอยู่ในจอเรดาร์โลก

 

‘ไทยต้องกลับมาอยู่จอเรดาร์โลก’ คือโจทย์สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ​ ไปจนถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางเศรษฐกิจในวันที่ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งศาสตราจารย์แซคส์ มองทางออกของประเทศไทยได้ 3 ประเด็นดังต่อไปนี้

 

  • การบูรณาการตนเองเข้ากับภูมิภาค (Regional Integration) โดยศาสตราจารย์แซคส์วิเคราะห์ว่า ไทยควรมองอนาคตทางเศรษฐกิจภายในอาเซียน และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) รวมถึงประเทศอื่นๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์​สูง เช่น เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมมากมาย ประเทศสวยงาม อยู่ใจกลางอาเซียน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก ท่ามกลางบริบทโดยรอบที่เอื้ออำนวย เช่น ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวในอินเดีย ซึ่งไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมาก

 

  • การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มองว่า เอเชียตะวันออกเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะที่อาเซียนต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านระบบไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีความจำเป็นต่อถึงการลงทุนจำนวนมหาศาล และโอกาสจากเทรนด์แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ หรือพลังงานสะอาด

 

  • การยกระดับทักษะและนวัตกรรม (Upgrading Skills & Innovation) ศาสตราแซคส์ระบุว่า เป้าหมายทุกอย่างจะเป็นจริงได้ ไทยและอาเซียนต้องยกระดับการศึกษา และปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำเสาหลักอย่างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนา AI และเกษตรกรรมขั้นสูง

 

กล่าวโดยสรุป ไทยต้องยืนหยัดใน ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Proactive Neutrality) โดยยึดผลประโยชน์ของภูมิภาคเป็นที่ตั้ง และปฏิเสธการถูกบีบให้เลือกข้าง ขณะที่ต้องเน้นย้ำการพัฒนา 3 เสาหลักข้างต้นอย่างชัดเจน
เพราะความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่มหาอำนาจภายนอก แต่อยู่ที่ความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวของเรา

The post พลิกขั้วมหาอำนาจ โอกาสทองของไทยในอาเซียนกับ Jeffrey D. Sachs ที่ปรึกษาพิเศษ UN appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทยจากแค่อยู่รอด สู่ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10% https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-15/ Thu, 06 Nov 2025 09:40:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1140404 ถึงเวลาพลิกโฉม เกษตรไทย จากแค่อยู่รอด สู่ ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10%

ภาคเกษตรของไทยถือเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีแรงงานกว่ […]

The post ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทยจากแค่อยู่รอด สู่ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาพลิกโฉม เกษตรไทย จากแค่อยู่รอด สู่ ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10%

ภาคเกษตรของไทยถือเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีแรงงานกว่าหนึ่งในสามของประเทศ แต่กลับสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ไม่ถึง 10% ของทั้งประเทศ ตัวเลขดังกล่าวจุดคำถามสำคัญในวงการเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยยังขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรได้จริงหรือไม่

 

ยิ่งก้าวสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวแปรให้เกษตรไทยต้องเร่งปรับตัวตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนจากสร้างการอยู่รอด สู่การสร้างความมั่งคั่งในอนาคต

 

คำถามนี้เป็นหัวใจสำคัญของเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ภายใต้หัวข้อ ‘From Survival to Prosperity: Thailand’s Agricultural Transformation’ ซึ่งรวมผู้นำภาคเกษตรและผู้ประกอบการจากหลายสาขามาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เพื่อหาคำตอบให้กับอนาคตของเกษตรไทย

 

เทคโนโลยีคือทางรอด เมื่อดาวเทียม AI และบล็อกเชนเข้ามาช่วยเกษตรกร

 

อุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธารา กรีน อินโนเวชั่น กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามายกระดับภาคเกษตร โดยบริษัทได้นำ AI และบล็อกเชน มาช่วยจัดการซัปพลายเชน เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดยังขยายไปถึงการใช้ดาวเทียมติดตามพื้นที่ป่าในประเทศลาวกว่า 1 ล้านไร่ เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต

 

อุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธารา กรีน อินโนเวชั่น

อุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธารา กรีน อินโนเวชั่น

 

นอกจากนี้ ยังรับดูแลพื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ในไทย หลังจากภาครัฐเริ่มจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราสูง ทำให้เจ้าของที่ดินหลายรายมอบหมายให้บริษัทช่วยบริหารพื้นที่เพาะปลูก ทั้งทุเรียน อ้อย และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ รวมแล้วหลายหมื่นไร่ ซึ่งการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเปิดโอกาสให้บริษัทได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมแนวทางเกษตรยั่งยืนและช่วยเกษตรกรลดการปล่อยคาร์บอน

 

พร้อมกล่าวต่อไปว่า จากประสบการณ์ในภาคสนาม ทำให้ได้พบ 5 ความท้าทายหลักของอุตสาหกรรมเกษตรไทย ที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่

 

1.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยมีพื้นที่ชลประทานเพียง 20% นอกจากนั้นต้องพึ่งน้ำฝน ส่งผลให้ผลผลิตไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงภัยแล้งหรือน้ำท่วม ผลผลิตอาจลดลง 50–80% นำไปสู่หนี้สินและปัญหาสังคมต่อเนื่อง

 

2.ผลกระทบจากสงครามและนโยบายโลก เช่น นโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบราคาสินค้าเกษตรโดยตรง ตัวอย่างเช่น ข้อตกลงลดภาษีข้าวโพดกับไทยในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้ราคาข้าวโพดไทยร่วงทันที

 

3.ปัญหาคุณภาพดินเสื่อมโทรม การปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการเผาอ้อยทำให้ดินเสื่อมสภาพ ส่งผลต่อผลผลิตระยะยาว

 

4.โครงสร้างประชากรเกษตรกรสูงวัย อายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยเกือบ 60 ปี หากคนรุ่นใหม่ไม่เข้าสู่อาชีพนี้ โรงงานและอุตสาหกรรมอาจขาดวัตถุดิบในอนาคต

 

5.มาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะยุโรปที่เริ่มตรวจสอบที่มาของสินค้าว่าทำลายป่าหรือไม่ ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส หากไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่โปร่งใสและยั่งยืนได้

 

มุมมองจากภาคเอกชน เกษตรไทยคือฐานเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกนับมูลค่าเต็ม

 

สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ซึ่งดำเนินธุรกิจยางพาราและพลังงาน ฉายภาพต่อว่า ตัวเลข GDP ภาคเกษตรไทยอยู่ที่ 7–8% นั้น ยังสะท้อนไม่ครบ เพราะนับเฉพาะภาคเกษตรขั้นต้น ยังไม่รวมมูลค่าจากภาคแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งหากนำมารวมกัน จะดันสัดส่วน GDP ภาคเกษตรสูงถึง 20–30% ของประเทศ เทียบเท่ากับภาคอสังหาริมทรัพย์

 

สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH

สินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH

 

อีกทั้ง ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งหากบริหารจัดการดีจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล ถ้าเทียบกับประเทศที่มีเหมืองเพชรหรือทองไม่ได้หมายความว่าคนอยู่ดีมีสุขกว่าไทย แต่อยู่ที่ว่าไทยสร้างอีโคซิสเต็มที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันได้มากแค่ไหน

 

พร้อมเน้นว่า หากสินค้าเกษตรเติบโต จะส่งผลต่อ GDP ทั้งระบบ เพราะแรงงานภาคเกษตรยังคิดเป็นกว่า 30% ของประเทศ และยังเกี่ยวโยงกับภาคอื่น เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และ แฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

 

เสียงจากภาคอุตสาหกรรม เข้าใจโครงสร้าง Producer–Processor

 

ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายไร่และวิศวกรบริหารกลุ่ม บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS อธิบายว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรประกอบด้วยสองกลุ่มหลักคือ

1. Producer (ผู้ผลิต) ได้แก่ เกษตรกรที่ปลูกพืชและส่งต่อผลผลิต
2. Processor (ผู้ประกอบการ) ที่รับผลผลิตไปแปรรูป

 

ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายไร่และวิศวกรบริหารกลุ่ม บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายไร่และวิศวกรบริหารกลุ่ม บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

โดยในระบบนี้ เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการกระจุกตัวของพื้นที่เพาะปลูก, คุณภาพพันธุ์พืช, และ โรคระบาดทางการเกษตร รวมถึงต้นทุนทางการเงินสูงและเข้าถึงทุนยาก ขณะที่ภาค Processor มีข้อได้เปรียบเรื่องแหล่งทุนและอำนาจต่อรองที่สูงกว่า

 

จะผลักดันเกษตรไทยให้เป็น ‘ฮีโร่เซกเตอร์’ ต้องทำอย่างไร

 

ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ภาคเกษตรจะกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน

 

ถึงเวลาพลิกโฉม เกษตรไทย จากแค่อยู่รอด สู่ ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10% 4

 

สินีนุชจาก TEGH เสนอว่า ไทยต้องเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น จีน ที่ลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และไทยต้องมุ่งสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างซัพพลายเชนที่ครบวงจร โดยต้องดำเนินกลยุทธ์ 3 ด้านพร้อมกันคือ Smart, Strategy และ Sustain

 

ขณะที่อุกฤษ มองว่า AI ด้านเกษตร จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่น การใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศแม่นยำเพื่อวางแผนการผลิต จะช่วยลดความสูญเสียและต้นทุน ขณะเดียวกัน การมี Data-driven Supply Chain จะทำให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก

 

ตามด้วย ภูมิรัฐ จาก KTIS ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเกษตรไทยให้ก้าวสู่ความมั่งคั่ง ต้องเกิดจากความร่วมมือของ 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้ผลิต (เกษตรกร) ที่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ตามด้วย ผู้ประกอบการ (Processor) ที่แปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม และผู้บริโภค ที่เลือกบริโภคสินค้ายั่งยืนและมีคุณภาพ

 

“วันนี้ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มสนใจต้นทางของสินค้ามากขึ้น และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าพรีเมียมและยั่งยืน ภูมิรัฐกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างกติกากลาง และสนับสนุนการลงทุนใหม่ๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรของไทยในระยะยาว”

 

ท้ายที่สุดเกษตรไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่าง ความท้าทายมหาศาล กับ โอกาสในการยกระดับประเทศ หากสามารถบูรณาการเทคโนโลยี ความร่วมมือ และนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภาคเกษตรจะไม่ใช่เพียงหลังบ้านของเศรษฐกิจไทยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นฮีโร่เซกเตอร์ ที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของชาติในอนาคต

The post ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทยจากแค่อยู่รอด สู่ฮีโร่เซกเตอร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังภาคแรงงานใหญ่สุดของประเทศสร้าง GDP ไม่ถึง 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>