THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/the-standard-economic-forum-2021/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Dec 2021 06:59:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอร์จากคลองเตย ระดมทุนเปิดโปรเจกต์เพลงสะท้อนสังคมผ่าน คนไร้บ้าน, คนติดยา, คนขายบริการ และนักการเมือง ฯลฯ https://thestandard.co/book-elevenfinger-a-rapper-from-klong-toei/ Mon, 06 Dec 2021 06:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=568252 Elevenfinger

“ผมชื่อ บุ๊ค ธนายุทธ มาจาก สลัม ที่ทุกคนมองว่าแออัด ทั้ […]

The post บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอร์จากคลองเตย ระดมทุนเปิดโปรเจกต์เพลงสะท้อนสังคมผ่าน คนไร้บ้าน, คนติดยา, คนขายบริการ และนักการเมือง ฯลฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Elevenfinger

“ผมชื่อ บุ๊ค ธนายุทธ มาจาก สลัม ที่ทุกคนมองว่าแออัด

ทั้งที่เราอยู่ไม่ห่างจากพวกคุณแต่ถูกตัดสินไม่ต่างจากสัตว์”

 

ความในใจช่วงหนึ่งของ บุ๊ค Elevenfinger ที่ขึ้นไปสะท้อนภาพของชุมชนคลองเตยในมุมที่หลายคนไม่เคยนึกถึงบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 และคราวนี้เขายังเดินหน้าเป็นกระบอกเสียง เตรียมเปิดโปรเจกต์งานศิลปะเพลงแรป สะท้อนสังคมผ่านบุคคลหลากอาชีพ เช่น คนไร้บ้าน, คนติดยา, สาวขายบริการ, นักเรียนในชุมชนเเออัด, นักการเมือง ฯลฯ

 

 

บุ๊ค คือแรปเปอร์วัย 20 ปี ที่เริ่มเปิดตัวด้วยการหยิบมุมมองในชุมชนคลองเตยมานำเสนอผ่านเพลง Klong Toey My City เป็นแรปเปอร์ที่มีสไตล์โดดเด่นจนมีสื่อต่างประเทศให้ความสนใจ, เป็นตัวแทนพูดเรื่องความฝันและปัญหาของระบบการศึกษาในภาพยนตร์สารคดี School Town King (ได้รางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 29) ตอนนี้รับชมได้ใน Netflix

 

เป็นหนึ่งในศิลปินที่ใช้งานศิลปะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อเกิดปัญหาการระบาดของโควิด บุ๊คก็เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญช่วยเหลือคนในชุมชนคลองเตยที่เดือดร้อนแต่ไม่ได้รับการเยียวยาด้วยตัวเอง

 

สำหรับคนที่อยากให้ ‘เสียง’ จากชุมชนในโปรเจกต์ต่อไปของบุ๊คดังยิ่งขึ้น สามารถช่วยสนับสนุนได้ผ่านการอุดหนุนงานศิลปะที่บุ๊คสร้างขึ้นมา เช่น

 

  1. Disposable Me: Khlong Teoy ชุดภาพถ่ายในชุมชนคลองเตย ที่หนึ่งในนั้นจะมีลายเซ็นและความรู้สึกของบุ๊คเขียนลงไปด้วย (ราคา 300 บาท)

 

  1. Nogod Noking Only Humans อัลบั้มเพลงที่บุ๊คตั้งใจทำขึ้นมา เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนการช่วยเหลือคนในชุมชนคลองเตยในช่วงโควิดระบาดหนัก (แผ่นละ 350 บาท)

 

  1. Fuck the Police เสื้อยืดสกรีนลายงานศิลปะที่พูดแทนความรู้สึกของใครหลายคน (เป็นแบบ Free Size ตัวละ 450 บาท)

 

  1. Box Set ที่รวมภาพถ่าย แผ่นเพลง เสื้อยืด 1 ชุด (ชุดละ 1,000 บาท)

 

สำหรับคนที่ไม่สะดวกอุดหนุนเป็นสิ่งของ สามารถสนับสนุนผ่านการโอนเงินได้ที่เลขบัญชี 0573746597 ธนาคารกสิกรไทย นาย ธนายุทธ ณ อยุธยา

 

ช่องทางติดต่อ https://www.facebook.com/ThanayutNaayutthayar 

 

The post บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอร์จากคลองเตย ระดมทุนเปิดโปรเจกต์เพลงสะท้อนสังคมผ่าน คนไร้บ้าน, คนติดยา, คนขายบริการ และนักการเมือง ฯลฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พื้นที่แห่งเสียงของประชาชนคนรุ่นใหม่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM (AFTERMATH) https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-63/ Sat, 04 Dec 2021 04:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=567010 THE STANDARD ECONOMIC FORUM

มาร่วมฟังเสียงแห่งการ ‘ปฏิรูป’ จากตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่อย […]

The post ชมคลิป: พื้นที่แห่งเสียงของประชาชนคนรุ่นใหม่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM (AFTERMATH) appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM

มาร่วมฟังเสียงแห่งการ ‘ปฏิรูป’ จากตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่อยากเรียกร้องให้ทุกคนแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ภายใต้ธีม The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future เวทีที่ไม่ใช่แค่การ ‘เล่าให้ฟัง’ แต่ยัง ‘เปิดพื้นที่’ ให้การแลกเปลี่ยนของคนหลายรุ่นเกิดขึ้นจริงได้อย่างสร้างสรรค์

 

ติดตามชมเต็มๆ ได้ในเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 

 

📌 สำหรับผู้ที่สนใจรับชมย้อนหลัง บัตร 3 วัน ราคา 3,900 บาท ซื้อบัตรได้แล้วที่ https://www.thaiticketmajor.com/previ…

 

รับชมย้อนหลังได้ 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 00.00 น.

The post ชมคลิป: พื้นที่แห่งเสียงของประชาชนคนรุ่นใหม่ THE STANDARD ECONOMIC FORUM (AFTERMATH) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Aftermath ความรู้สึกและเบื้องหลังของเวทีระดับประเทศ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-64/ Thu, 02 Dec 2021 12:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=567032

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 สิ้นสุดลงแล้วกับฟอรัมข […]

The post ชมคลิป: Aftermath ความรู้สึกและเบื้องหลังของเวทีระดับประเทศ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 สิ้นสุดลงแล้วกับฟอรัมขนาดใหญ่จัดเต็ม 3 วัน ที่ชวนผู้นำความคิด บุคคลระดับประเทศ และคนรุ่นใหม่มารวมตัวกันเพื่อถกเถียง ค้นหาทางออก และหนทางการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้เราเดินหน้ากันต่อไปได้ นอกจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว เราลองมาฟังเสียงของผู้ร่วมงาน ผู้ดำเนินรายการ และสปีกเกอร์แต่ละท่านว่ารู้สึกอย่างไรกับงานนี้บ้าง?

 

📌 สำหรับผู้ที่สนใจรับชมย้อนหลัง บัตร 3 วัน ราคา 3,900 บาท ซื้อบัตรได้แล้วที่ https://www.thaiticketmajor.com/previ…

 

รับชมย้อนหลังได้ 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 00.00 น.

 

#TheStandardEconomicForum2021 #ปฏิรูปประเทศไทย

The post ชมคลิป: Aftermath ความรู้สึกและเบื้องหลังของเวทีระดับประเทศ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รุ่นใหญ่ vs. รุ่นใหม่ กลัวหรือไม่ ถ้าประเทศจะเปลี่ยนอย่าง ‘เร็ว’ และ ‘แรง’ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-62/ Mon, 29 Nov 2021 10:30:30 +0000 https://thestandard.co/?p=565669

“ต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพราะหลายปัญหาที […]

The post ชมคลิป: รุ่นใหญ่ vs. รุ่นใหม่ กลัวหรือไม่ ถ้าประเทศจะเปลี่ยนอย่าง ‘เร็ว’ และ ‘แรง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพราะหลายปัญหาที่เกิดตรงหน้าแล้วเราจะทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่เช่นนั้นปัญหามันก็จะวนและค้างไว้แบบนี้เรื่อยๆ…”

 

ส่วนหนึ่งของการพูดคุยบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร ร่วมเสวนาโดย มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล สมาชิกกลุ่มราษฎร บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

The post ชมคลิป: รุ่นใหญ่ vs. รุ่นใหม่ กลัวหรือไม่ ถ้าประเทศจะเปลี่ยนอย่าง ‘เร็ว’ และ ‘แรง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เวอร์ชันเต็ม เวที ‘เสียงจากสลัม A Voice from Klong-toei’ จากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-61/ Mon, 29 Nov 2021 10:21:05 +0000 https://thestandard.co/?p=565632

เสียงจาก ธนายุทธ ณ อยุธยา หรือ บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอ […]

The post ชมคลิป: เวอร์ชันเต็ม เวที ‘เสียงจากสลัม A Voice from Klong-toei’ จากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสียงจาก ธนายุทธ ณ อยุธยา หรือ บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอร์หนุ่มวัย 20 ปี ตัวแทนจากชุมชมคลองเตย บนเวที A Voice from Klong-toei จากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021: The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future

The post ชมคลิป: เวอร์ชันเต็ม เวที ‘เสียงจากสลัม A Voice from Klong-toei’ จากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reforming Thai Bureaucracy: ปฏิรูปรัฐราชการ: สร้างหรือถ่วงความเจริญ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-60/ Mon, 29 Nov 2021 01:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=565334 ปฏิรูปรัฐราชการ

    “การที่ตัวกฎหมายที่เราออกทับซ้อนกันเรื่อย […]

The post Reforming Thai Bureaucracy: ปฏิรูปรัฐราชการ: สร้างหรือถ่วงความเจริญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิรูปรัฐราชการ

 

 

“การที่ตัวกฎหมายที่เราออกทับซ้อนกันเรื่อยๆ โดยไม่มีเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดช่องว่าง เช่น ทำให้ระบบช้า ทำให้คนไม่ดีที่รอฉวยประโยชน์จากช่องว่างมาคอร์รัปชัน มันเลยทำให้กฎกติกาหลายอย่างดำเนินได้ช้า ซึ่งตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมคิดว่ามันไม่ทันโลกยุคใหม่ที่ต้องเร็ว ยืดหยุ่น ปรับตัวไว และกล้าลองผิดลองถูก

 

“ท้ายที่สุด การที่โครงสร้างใหญ่ ปรับตัวช้า กฎหมายทับซ้อน ระบบไม่สามารถดึงคนเก่งให้มาทำงานได้ และไม่เอื้อให้คนตัดสินใจกล้าทำกล้าเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นปัญหาในอนาคตที่คนรุ่นใหม่ต้องมารับช่วงต่อ”

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร 


 

 

“มันกลายเป็นว่าระบบราชการ ถ้ายังใช้กระบวนการแบบเดิมหรือแนวคิดเดิมๆ คิดว่าราชการต้องเป็นเจ้าคนนายคน เป็นผู้ปกครองเหนือประชาชนขึ้นไป มันคือสิ่งที่ขัดกับหลักแนวทางราชการบนพื้นฐานที่ต้องทำงานเพื่อประชาชน

 

“ส่วนตัวขออย่างเดียวคือ ‘ททท หรือ ทำทันที’ อย่าไปเสียเวลาในระบบราชการอย่างเปล่าประโยชน์ ผมไม่ได้จะบอกว่าต้องโยนให้ใครคนใดคนหนึ่งทำ แต่ทุกฝ่ายในระบบต้องร่วมมือกัน และที่สำคัญคือต้องไม่กลัวพลาด ถ้าทำ 100 อย่าง จะให้ถูกทุกอย่างเป็นไปไม่ได้”

 

วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง

 


“การแก้ปัญหาที่ถูกจุดคือ โครงสร้างที่ใหญ่ต้องแก้ให้เล็กลง ให้การทำงานดำเนินไปอย่างคล่องตัวขึ้น ถ้ากฎระเบียบเยอะก็ควรตัดออกไปบ้าง ถ้างบประมาณที่ติดอยู่ ก็ต้องดูว่าสามารถร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันภาครัฐไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่างคนเดียว อะไรที่เป็นสิ่งที่จำเป็นก็ควรทำ และควรเปิดรับการร่วมมือจากภาคประชาสังคม ภาคศึกษา เครือข่ายอื่นๆ และภาคประชาชนมากขึ้น 

 

“แนวทางการแก้ปัญหาหรือปฎิรูประบบราชการไม่ใช่การทำคู่มือสำหรับปี 2021 แต่ควรเป็นกระบวนการที่ต่อยอดต่อไปได้ในอนาคต โดยสิ่งเดียวที่จะทำให้ได้ยั่งยืนและทำให้กระบวนการทางระบบปรับเปลี่ยนได้คือการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ให้คน มันเป็นโจทย์ให้คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้คนราชการรุ่นใหม่มีแนวคิดที่พร้อมจะเรียนรู้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปรอบตัว เพื่อนำมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ในการปรับระบบ และมีภาวะผู้นำภายใต้บริบทต่างๆ ดังนั้นทั้งหมดจะย้อนมาสู่จุดเริ่มต้นว่าสำคัญอย่างไรให้คนกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะลองผิดลองถูกกับการปรับปรุงระบบ”

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

 

“สิ่งที่ต้องเร่งแก้จากความใหญ่โตในเรื่องของอำนาจคือแนวคิด แนวคิดในการกำกับและควบคุม มองประชาชนเป็นผู้ร้าย ต้องปรับเป็นราชการเพื่อประชาชน เพื่อให้บริการ ให้โอกาสประชาชนได้ทำมาหากิน ยิ่งในโลกยุคโควิด เราต้องทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้เร็วที่สุด แข็งแรงที่สุด แต่จะทำอย่างไรในเมื่อรัฐ-ราชการ-กฎหมาย ยังเป็นอุปสรรค

 

“ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ แต่จะแก้แบบอำนาจรวมศูนย์อย่างปัจจุบันไม่ได้ จะมาคิดแทนประชาชนและแก้ปัญหาหน้าเดียวไม่ได้ เพราะปัญหาในแต่ละบริบทมีไม่เหมือนกัน การแก้ปัญหาแบบเดิมมันไม่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบันแล้ว”

 

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย

The post Reforming Thai Bureaucracy: ปฏิรูปรัฐราชการ: สร้างหรือถ่วงความเจริญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวที ‘K-Shaped Recovery: Resolving Thai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-59/ Mon, 29 Nov 2021 01:03:24 +0000 https://thestandard.co/?p=565326 ความเหลื่อมล้ำ

  “การแก้ไขปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขปัญหาที่รากฐานของปัญ […]

The post เวที ‘K-Shaped Recovery: Resolving Thai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเหลื่อมล้ำ

 

“การแก้ไขปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขปัญหาที่รากฐานของปัญหาจริงๆ เรื่องของความเหลื่อมล้ำเนี่ย ไม่มีช่วงเวลาไหนที่เราได้เห็นความแตกต่างกันมากเท่าช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาในเรื่องโควิด…

 

อย่าว่าแต่รากฐานที่จะไปข้างหน้าในอนาคตของเขาเลย เรื่องที่จะได้รับความทั่วถึงของวัคซีนก็ไม่ได้รับความทั่วถึง อันนี้เป็นอะไรที่ผมว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ”

 

“ไม่ช้าไม่นาน ถ้าปัญหาเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไข ไม่มีการปฏิรูปความคิดของผู้มีอำนาจ ผมว่าประเทศเราไปต่อลำบาก…

 

หมื่นหนึ่งของบางคนต่อชีวิตเขาได้ ของคนบางคนเป็นแค่เครื่องดื่มแก้วเดียว ความเหลื่อมล้ำมันสูงเหลือเกิน”

 

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)


 

 

“ผมมองว่าความเหลื่อมล้ำตอนนี้มันคือ ‘สองนคราเศรษฐกิจไทย’ เพราะความแตกต่างมันเกิดตั้งแต่ก่อนโควิด ความเหลื่อมล้ำมันฝังลึกมานาน กลุ่มคนที่มีรายได้สูง มีสินทรัพย์สูง ก็ยิ่งมีต่อไป ส่วนคนที่ไม่มี ก็ไม่มีต่อไป และมันก็แบ่งค่อนข้างชัด

 

ยิ่งมีโควิด ตัวเลขสถิติมันก็เห็นชัด ไม่ว่าจะดูมิติไหน ตัวเลขรายได้ของทั้งประเทศ คนครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ ก็มีส่วนแบ่งรายได้แค่ 20% ในขณะที่คนอีก 10% มีส่วนแบ่งรายได้ 40% อันนี้มันก็ยิ่งชัด” 

 

ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ University of California San Diego


 

 

“กำไรที่มากขึ้นหรือเงินที่มากขึ้นในองค์กรธุรกิจใดๆ ถ้าในบอร์ดรูมไหนกำลังจะต้องมีการประชุมตัดสินใจอะไรกันบางอย่าง ตัวเลขที่มีเงินมากขึ้นอย่างเดียว สักวันมันก็ต้องค่อยๆ ถดถอยลง…

 

“ถ้าไม่มีคนไทยที่ก้าวออกจากกับดักความยากจนมาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ มาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ มาเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมในองค์กรของคุณ มาเป็นลูกค้าของบริษัทคุณในอนาคต เราไปได้ไม่ถึงตรงนั้นหรอกครับ ถ้าเรามองแต่ตัวเลขที่เป็นตัวเงินอย่างเดียว”

 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)


 

 

“ปัญหาเรื่องความยากจน ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำนี่มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผมเองอาจจะเห็นอีกปัญหาหนึ่งด้วยคือ เรื่องของธรรมาภิบาล…

 

“สองตัวนี้ถ้าแก้ไม่ได้ เราก็ไม่ไปไหนแล้วครับ อยู่แถวๆ นี้แหละครับ ก็จะมีปัญหา ประเทศก็จะพัฒนาต่อไปยาก ช่วยคนยาก ทำอะไรให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในประเทศยาก”

 

วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

 

The post เวที ‘K-Shaped Recovery: Resolving Thai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปความเห็นจากเวที ‘The Future of Work’ องค์กรและพนักงานจะออกแบบอนาคตการทำงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพร่วมกันได้อย่างไร? https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-58/ Mon, 29 Nov 2021 00:41:10 +0000 https://thestandard.co/?p=565297 The Future of Work

    “สิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการจากองค์กรหร […]

The post สรุปความเห็นจากเวที ‘The Future of Work’ องค์กรและพนักงานจะออกแบบอนาคตการทำงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพร่วมกันได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Future of Work

 

 

“สิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการจากองค์กรหรือนายจ้างคือ ‘การรับรู้ว่าเขามีตัวตน’ เห็นคุณค่าเขา มองเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะบ่อยครั้งคนทำงานมักจะไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยเฉพาะเวลาที่องค์กรวิ่งไปข้างหน้า แต่ลืมคว้าเขาไปด้วย เขาจึงไม่ได้อยากจะโตไปพร้อมกับองค์กร”

 

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว ผู้เชี่ยวชาญด้าน Empathic Communication กล่าวบนเวทีงานเสวนา THE STANDARD: ECONOMIC FORUM 2021

 


 

 

“สิ่งที่คนทำงานทุกวันนี้ต้องการคือ การปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเท่าเทียมกัน เคารพเวลาส่วนตัว ไม่สั่งงานนอกเวลา สื่อสารต่อกันอย่างให้เกียรติ ฟีดแบ็กต่อกันอย่างที่เห็นคุณค่ากันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่ิงที่พวกเขาต้องการก่อนกิจกรรมเสริมที่องค์กรจัดให้ด้วยซ้ำ”

 

ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว ผู้เชี่ยวชาญด้าน Empathic Communication กล่าวบนเวทีงานเสวนา THE STANDARD: ECONOMIC FORUM 2021

 


 

 

“เวลา Google จะตัดสินใจทำอะไร จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในเชิงองค์รวมเป็นหลัก รวบรวมข้อมูลจากหลายภาคส่วน ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง และเรามีคัลเจอร์ที่มอง ‘ฟีดแบ็ก’ จากพนักงานเป็นเหมือน ‘ของขวัญ’ 

 

“ดังนั้นในช่วงที่เกิดวิกฤตโรคระบาด เราเลยมองว่าการให้ฟีดแบ็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อที่จะได้ฟังว่าพนักงานต้องการอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและวางนโยบายการดูแลพนักงานใหม่” 

 

แจ็คกี้ หวาง ผู้อำนวยการ Google ประจำประเทศไทย กล่าวบนเวทีงานเสวนา THE STANDARD: ECONOMIC FORUM 2021

 


 

 

“เวลาที่ทำการรีเสิร์ชหรือรับฟังพนักงาน องค์ประกอบที่จะตัดสินใจว่าองค์กรจะลงมือดำเนินการนโยบายนั้นๆ หรือไม่ คือการทำเวิร์กช็อปต่อและมองว่า อะไรบ้างที่เราทำแล้วจะได้ผลดีและไว ด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า ส่วนอะไรบ้างที่ได้ผลมากๆ แต่ใช้ทรัพยากรเยอะอาจจะต้องเลื่อนมันออกไปก่อน อะไรที่ได้ผลน้อยที่สุดก็เก็บไว้ก่อน ยังไม่ทำ”

 

ปิยะนุช ลิมาภรณ์วณิชย์ Chief People Officer บริษัท POMELO Fashion  กล่าวบนเวทีงานเสวนา THE STANDARD: ECONOMIC FORUM 2021 

 

The post สรุปความเห็นจากเวที ‘The Future of Work’ องค์กรและพนักงานจะออกแบบอนาคตการทำงานที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพร่วมกันได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-57/ Mon, 29 Nov 2021 00:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=565286

    “ต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพ […]

The post Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

“ต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพราะหลายปัญหาที่เกิดตรงหน้าแล้วเราจะทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่เช่นนั้นปัญหามันก็จะวนและค้างไว้แบบนี้เรื่อยๆ…

 

“คนในรุ่นเราถูกกดทับด้วยความกลัวมานาน แต่เมื่อถึงวันนี้มีคนเห็นแล้วว่าความกลัวเป็นมายาที่ถูกสร้าง และเราทำลายมันได้ การวิพากษ์ด้วยเหตุผลเป็นทางออกของการช่วยให้ออกจากปัญหา”

 

มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล สมาชิกกลุ่มราษฎร

 


 

 

“ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผมเห็นด้วย แต่ว่าเราต้องมีความอดทน ต้องออร์แกไนซ์ให้มันเกิดจริง แต่ถ้ามันแตกหักไปถึงขั้นสงครามกลางเมืองนั้นคือเลวร้ายที่สุด ใช่ครับ สงครามกลางเมืองมันไม่เกิดจากฝั่งน้องหรอก แต่เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอย่าให้มันเกิดขึ้น”

 

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

 


 

 

“คนรุ่นเก่ามีความสุขกับอดีต ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีความสุขกับปัจจุบันเพราะชีวิตสุขสบายแล้ว ส่วนคนที่ไม่มีฐานะก็เหนื่อยกว่าที่จะพูดแล้ว ถ้าคนในวัยนี้อยากเห็นอนาคตที่เปลี่ยนแปลงก็เหนื่อย หมดแรงจนเสียงแผ่วเบาแล้ว”

 

ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 

 

“สิ่งที่แย่ที่สุดหากเราไม่ปฏิรูปอะไรเลย คือจะไม่มีการชุมนุมอีกแล้ว ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าไม่ต้องเปลี่ยนแปลง พลังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงจะไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะกลายเป็น Lost Generation และเราจะไปสู่ยุคที่ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย”

 

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

The post Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงานวันที่ 3 ของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ‘The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future ปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-56/ Sun, 28 Nov 2021 13:09:03 +0000 https://thestandard.co/?p=565267 ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ

ปิดฉากลงแล้วในวันสุดท้ายของงาน THE STANDARD ECONOMIC FO […]

The post ภาพบรรยากาศงานวันที่ 3 ของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ‘The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future ปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ

ปิดฉากลงแล้วในวันสุดท้ายของงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ในธีมงาน ‘The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future ปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ 

 

ตลอด 3 วันกับการสร้างพื้นที่เปิดกว้างอย่างสร้างสรรค์ให้ผู้นำรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่กว่า 50 ชีวิต 20 วงเสวนา จากหลากหลายวงการ หลากหลายที่มา ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน ที่ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยน และรับฟังปัญหาของประเทศที่ผูกโยงกับทุกมิติทางสังคมร่วมกัน 

 

THE STANDARD ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้งานนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เฉพาะเพียงสปีกเกอร์จากหลากหลายวงการ ไล่เรียงตั้งแต่ผู้บริหาร นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ที่ปีนี้มาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อ Remarking Thailand’s Soft Power

 

ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่สำคัญที่เราภาคภูมิใจในปีนี้คือการ ‘สร้างโอกาส’ ให้กับเสียงเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่ ให้ได้เป็นตัวแทนสำหรับการเล่าบอกความคิด ความเชื่อ ความฝัน ทั้งต่อตนเองและคนในวัยเดียวกันที่กำลังเผชิญปัญหาคุณภาพชีวิต ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโดยรวม ที่ตัวเลขเหลื่อมล้ำนับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

 

สำคัญที่สุดคือ ขอบคุณผู้ชมและผู้ฟังทุกท่านที่สนใจ และแสดงความคิดผ่านคอมเมนต์จากทุกช่องทาง ขอบคุณสำหรับ ‘หัวใจ’ ที่ได้ช่วยกันเปิดพื้นที่สร้างสรรค์บนจุดร่วมเดียวกัน คือ ความฝันและความหวังที่อยากเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

The post ภาพบรรยากาศงานวันที่ 3 ของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ‘The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future ปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองปัญหาความเหลื่อมล้ำไทยในมุมนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญ ชี้ความร่วมมือทุกภาคส่วน การแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มุ่งแต่กำไร คือทางออกที่ยั่งยืน https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-55/ Sun, 28 Nov 2021 12:55:39 +0000 https://thestandard.co/?p=565260 ความเหลื่อมล้ำไทย

‘ความเหลื่อมล้ำ’ ถือเป็นปัญหาสำคัญของประชาชนไทย โดยเฉพา […]

The post มองปัญหาความเหลื่อมล้ำไทยในมุมนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญ ชี้ความร่วมมือทุกภาคส่วน การแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มุ่งแต่กำไร คือทางออกที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเหลื่อมล้ำไทย

‘ความเหลื่อมล้ำ’ ถือเป็นปัญหาสำคัญของประชาชนไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตแพร่ระบาดของโรคโควิดที่เกิดขึ้น ซึ่งมีคนไทยจำนวนมากยังคงยากจน โดย Credit Suisse ประเมินว่า คนรวยที่สุด 10% ของไทยนั้นถือครองสินทรัพย์มากถึงกว่า 77% ของคนทั้งประเทศ 

 

ต้นตอของความเหลื่อมล้ำนั้นเกิดจากอะไร และไทยเราจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เป็นคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ในหัวข้อ K-Shaped Recovery: Resolving Thai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

โดย เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ไม่ถูกแก้ไขที่รากฐานจริงๆ ของปัญหา และชี้ว่าไม่มีช่วงเวลาไหนที่ความแตกต่างของความเหลื่อมล้ำ จะมากเท่ากับช่วงวิกฤตโควิด 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมยกตัวอย่าง เช่น เรื่องวัคซีนที่ประชาชนไม่ได้รับการฉีดอย่างทั่วถึง ซึ่งเขามองว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ 

 

เศรษฐากล่าวว่า วันนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักดีถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเขามีความเชื่อและความหวังว่า ทุกคนล้วนต้องการให้ช่องว่างในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงนั้นแคบลงไปอีกเยอะๆ ซึ่งไทยเราคงจะใช้เวลานาน แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้า ก็ยังต้องทำต่อไป พร้อมเน้นว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องทำอย่างมาก คือการให้ความหวังและกำลังใจที่จับต้องได้ เพื่อให้ประชาชนในกลุ่มที่อ่อนแอ มีกำลังใจลุกขึ้นสู้ต่อไป โดยหวังว่าจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือในระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหย่อนดอกเบี้ยหรือมาตรการช่วยเหลือด้านภาษีต่างๆ

 

สำหรับคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ คือตลอด 2 ปีมานี้ กลุ่มคนรวยที่อยู่อันดับต้นๆ ของประเทศมีการควบรวมกิจการเกิดขึ้นค่อนข้างมาก และหลายกิจการที่เกิดการควบรวม ทำให้ธุรกิจในบางอุตสาหกรรมมีคู่แข่งลดลง 

 

ซึ่งเศรษฐามองว่า ไม่ควรมีการควบรวมเช่นนี้ พร้อมชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแนวคิด Winner’s Take All หรือผู้ชนะได้ไปทั้งหมด เพื่อขยายธุรกิจให้ใหญ่ที่สุดและทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่เมื่อมีผู้แข่งขันในธุรกิจน้อย ก็อาจเกิดการผูกขาดหรือการแข่งขันกึ่งผูกขาด ที่ทำให้ราคาและผลกำไรสูงขึ้น แต่เรื่องผู้บริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง

 

ในส่วนกลไกการตรวจสอบนั้น เขาอยากให้หน่วยงานควบคุมและกำกับดูแลการแข่งขันทางธุรกิจต่างๆ มีการดูแลผลประโยชน์ของธุรกิจรายย่อย และเสริมเขี้ยวเล็บที่ทรงพลังมากขึ้นในการตรวจสอบ ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่แค่อนุมัติ ซึ่งแม้จะมีข้อโต้แย้งที่รับฟังได้ ว่าการควบรวมนั้น ก่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้น และมีการจ้างงานได้สูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงก็คือเรื่องผลประโยชน์ของผู้บริโภคราคาที่เป็นธรรม

 

ด้าน ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาสตราจาร์ยด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะจาก University of California San Diego ชี้ว่าการควบรวม ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เนื่องจากหลายๆ อุตสาหกรรมมีธรรมชาติในเรื่องต้นทุน ซึ่งขนาดที่ใหญ่ขึ้นจะยิ่งมีประสิทธิภาพในการทำกำไรมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าหากการแข่งขันไม่เป็นธรรม มีการกินรวบ ก็อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ยั่งยืน เกิดความเหลื่อมล้ำและแตกแยก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ โดยถูกบอยคอตจากผู้บริโภคได้เช่นกัน

 

ในเรื่องผลกระทบจากโควิดที่ซ้ำเติมและทำให้ความเหลื่อมล้ำของไทยแบ่งออกเป็น 2 ทาง และถ่างออกชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ดร.กฤษฎ์เลิศกล่าวว่าตัวเลขในมิติต่างๆ แสดงให้เห็นชัดถึงความเหลื่อมล้ำ เช่น รายได้ประชากรครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ มีส่วนแบ่งรายได้เพียง 20% ขณะที่คนอีกราว 10% มีส่วนแบ่งรายได้คิดเป็น 40% 

 

ขณะที่ วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเห็นด้วยว่าโควิดรอบนี้ ส่งผลซ้ำเติมปัญหาที่มากขึ้นชัดเจน โดยการสูญเสียนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคนนั้น ส่งผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนฐานราก หรือคนรายได้น้อยซึ่งพบว่ากว่า 62% มีรายได้ลดลงเฉลี่ยประมาณ 30% อีกทั้งข้อมูลจากรัฐยังชี้ว่าหนี้นอกระบบนั้นเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า

 

ส่วนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วิทัยยอมรับว่าเรื่อง ‘คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง’ นั้นเป็นจริง เนื่องจากคนจนมีความเสี่ยงสูงขึ้น ทำให้การปล่อยกู้ของธนาคารนั้นยากขึ้น แต่ในความเสี่ยงที่สูงขึ้นของคนจน ก็ถูกบริษัทสินเชื่อหลายแห่งนำไปใช้บิดเบือนโดยการตั้งดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นเกินจริง เช่น 24-36% ซึ่งเขามองว่าดอกเบี้ยนั้นสูงเกินไป แม้บริษัทเหล่านี้จะช่วยไม่ให้คนจนต้องไปกู้หนี้นอกระบบ

 

อีกต้นตอของความเหลื่อมล้ำนั้น มาจากโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษา ซึ่งในช่วงโควิดก็ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนขึ้น โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยว่ามีเด็กไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจน หรือรายได้ต่ำกว่า 2,700 บาทต่อเดือน มากเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งในมุมของ กสศ. มองว่าความเสี่ยงของคนกลุ่มนี้ คืออาจหลุดจากระบบการศึกษา โดย กสศ. ได้มีการนำเงินจากภาครัฐและจากการระดมทุน เพื่อพยายามช่วยไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

 

ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตโควิดตลอด 2 ปี พบว่ามีเด็กนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นถึงเทอมละเกือบ 200,000 คน และจนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ขณะที่พบว่ามีเกือบ 15% ของเด็กนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ ยังไม่กลับเข้าในระบบการศึกษา

 

ในด้านหนทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น เศรษฐาเผยว่าช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมานั้น บริษัทเอกชนใหญ่ๆ มีหน้าที่ต้องช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องรอภาครัฐ ซึ่งเขามองว่าเอกชนไทยนั้นแข็งแกร่ง ขณะที่เขามองว่า กลไกหรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น การเก็บภาษี Capital Gain หรือภาษีการลงทุน ตลอดจนภาษีมรดกหรือภาษีความมั่งคั่ง นั้นควรมีการผลักดันให้มีการพิจารณา เพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียมทางสังคม

 

ด้านวิทัยเผยว่าตลอดช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ธนาคารออมสินมีการปรับบทบาทด้วยการนำกำไรส่วนหนึ่งแบ่งมาอุดหนุนภารกิจเชิงสังคม เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ซึ่งการที่ธนาคารออมสินมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องส่งกำไรเข้ารัฐบาลใช้เป็นงบประมาณ ทำให้ธนาคารออมสินต้องลดต้นทุนบางส่วนลง

 

นอกจากนี้ ดร.กฤษฎ์เลิศ ชี้ว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยกลไกตลาด มากกว่าพึ่งพาภาครัฐ ส่วนในประเด็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น ดร.ไกรยศชี้ให้เห็นตัวอย่าง เช่น การคัดกรองนักเรียนยากจนของ กสศ. ที่จะมีครูกว่า 400,000 คน ใช้แอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนเพื่อถ่ายรูปและดึงพิกัด GPS ยืนยันหลักฐานว่าจนจริง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในแนวทางลดต้นทุนและช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ และอีกอย่างคือการนำเทคโนโลยีทางการเงินหรือ FinTech มาช่วยในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย

 

ทั้งนี้ คำถามสำคัญเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น เศรษฐามองว่า สิ่งที่ต้องปฏิรูปอย่างแรกคือความคิดของคน การแบ่งปันความมั่งคั่งและควบคู่ไปกับเรื่องการเมืองและสังคม โดยเฉพาะการปฏิรูปความคิดของผู้มีอำนาจ ที่มุ่งแสวงกำไรเพื่อตนเองอย่างสูงสุด 

 

ขณะที่วิทัยมองว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและธรรมาภิบาลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ซึ่งหากไม่แก้ไขจะทำให้การพัฒนาเดินต่อได้ยาก ซึ่งเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้ต้องมีความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งต้องดำเนินการในบริบทของตัวเองโดยสร้างสมดุลระหว่างการสร้างผลกำไรและช่วยเหลือสังคม

The post มองปัญหาความเหลื่อมล้ำไทยในมุมนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญ ชี้ความร่วมมือทุกภาคส่วน การแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่มุ่งแต่กำไร คือทางออกที่ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-54/ Sun, 28 Nov 2021 12:20:28 +0000 https://thestandard.co/?p=565257 ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) จากเวทีสัมมนา THE STANDARD ECONOM […]

The post ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) จากเวทีสัมมนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ ‘Reforming Thai Bureaucracy: ปฏิรูปรัฐราชการ: สร้างหรือถ่วงความเจริญ’ เป็นการพูดคุย ถกเถียง และนำเสนอแนวทางปฏิรูปโดย ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร, วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย

 

ดร.เอกนิติ ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากร เริ่มต้นด้วยการชวนมองให้เห็นถึงปัญหาที่คาราคาซังในระบบรัฐบาลหรือระบบราชการไทยในปัจุบันว่า ระบบราชการไทยถูกสร้างมานาน และไม่เคยได้รับการปรับเปลี่ยนระบบตั้งแต่สมัยอดีต จึงขัดกับโลกในยุคปัจจุบันที่ต้องอยู่รอดได้ด้วยการยอมปรับและเปลี่ยนแปลง เพราะโลกยุคใหม่ต้องเร็วและไว 

 

อีกทั้งโครงสร้างที่ใหญ่เกินไป ฉุดรั้งให้การทำงานทำได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการติดข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตพนักงานราชการ-เอกชน มีสัดส่วนเงินเดือนที่ใกล้เคียงกัน แต่ปัจจุบันมีความต่างหลายเท่า ฉะนั้นโอกาสในการพาคนมีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการก็น้อยลง

 

“การที่ตัวกฎหมายที่เราออกทับซ้อนกันเรื่อยๆ โดยไม่มีเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดช่องว่าง เช่น ทำให้ระบบช้า ทำให้คนไม่ดีที่รอฉวยประโยชน์จากช่องว่างมาคอร์รัปชัน มันเลยทำให้กฎกติกาหลายอย่างดำเนินได้ช้า ซึ่งตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมคิดว่ามันไม่ทันโลกยุคใหม่ที่ต้องเร็ว ยืดหยุ่น ปรับตัวไว กล้าลองผิดลองถูก

 

“ระบบราชการที่ทุกท่านคุ้นเคยกันคือการกลัวทำผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะมันเป็นจุดที่ทุกคนใช้จุดนี้ในการฟ้องราชการ เลยไม่มีใครกล้าทำผิดพลาด แต่ในโลกสมัยใหม่ที่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพื่อเรียนรู้ความผิดพลาด แต่ระบบราชการไม่สามารถทำให้เห็นภาพตรงนี้ได้ เพราะถ้าผิดพลาดมาจะเสี่ยงติดคุก มันเลยทำให้คนในระบบไม่กล้าทำอะไร ท้ายที่สุดการที่โครงสร้างใหญ่ปรับตัวช้า กฎหมายทับซ้อน ระบบไม่สามารถดึงคนเก่งให้มาทำงานได้ และไม่เอื้อให้คนตัดสินใจกล้าทำ กล้าเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้้นเป็นปัญหาในอนาคตที่คนรุ่นใหม่ต้องมารับช่วงต่อ”

 

ด้าน ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี เห็นด้วยกับปัญหาของระบบราชการที่ ดร.เอกนิติ กล่าวข้างต้น โดยกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันโครงสร้างราชการใหญ่โต เทอะทะเกินไป มีกฎระเบียบซับซ้อนและยุ่งยาก ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานแบบซื้อเวลา คือ ไม่กล้าปรับอะไรเยอะ เพราะกลัวผลกระทบจากมาตรา 157 

 

“มันกลายเป็นว่าระบบราชการ ถ้ายังใช้กระบวนการแบบเดิมหรือแนวคิดเดิมๆ คิดว่าราชการต้องเป็นเจ้าคนนายคน เป็นผู้ปกครองเหนือประชาชนขึ้นไป มันคือสิ่งที่ขัดกับหลักแนวทางราชการบนพื้นฐานที่ต้องทำงานเพื่อประชาชน”

 

ขณะที่ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร ระบุว่า หากมองถึงปัญหาต้องมองกันในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องของขนาดองค์กร กระบวนการทำงาน เรื่องงบประมาณ และสำคัญสุดคือการแก้ปัญหา โดยการให้หัวหน้าแต่ละภาคส่วนขึ้นมาแก้โครงสร้างและกระบวนการต่างๆ แบบนี้คือการแก้ไขที่ไม่ยั่งยืน เพราะต้องอาศัยความกล้าหลายๆ อย่าง ที่ไม่ใช่ทุกคนจะกล้าลงมือแก้ไขปัญหาที่สะสมมายาวนานในหลากเรื่องหลากประเด็น

 

“การแก้ปัญหาที่ถูกจุด คือ โครงสร้างที่ใหญ่ ต้องแก้ให้เล็กลง ให้การทำงานดำเนินอย่างคล่องตัวขึ้น ถ้ากฎระเบียบเยอะก็ควรคัดออกไปบ้าง ถ้างบประมาณที่ติดอยู่ ก็ต้องดูว่าสามารถร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันภาครัฐไม่จำเป็นต้องทำหลายอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งที่จำเป็นก็ควรทำ และควรเปิดรับการร่วมมือจากภาคประชาสังคม ภาคศึกษา เครือข่ายอื่นๆ และภาคประชาชนมากขึ้น” 

 

ส่วน สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ระบบราชการปัจจุบันยังจมกับคำว่า ‘ไม่ทำไม่ผิด’ ยิ่งมีกฎหมายที่ล้าสมัย มีระบบราชการที่ใหญ่โตและแข็งกระด้าง ยิ่งทำให้ข้าราชการส่วนใหญ่เน้นเอาตัวรอด ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แนวคิดอำนาจนิยมและราชการรวมศูนย์ในอดีต วันนี้มันไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน ทั้งในแง่ของประชาธิปไตย เทคโนโลยี และควรยอมรับว่าระบบราชการใหญ่โต เทอะทะ และไร้ประสิทธิภาพ

 

“และสิ่งที่ต้องเร่งแก้จากความใหญ่โตในเรื่องของอำนาจ คือ แนวคิด แนวคิดในการกำกับและควบคุม มองประชาชนเป็นผู้ร้าย ต้องปรับเป็นราชการเพื่อประชาชน เพื่อให้บริการให้โอกาสประชาชนได้ทำมาหากิน ยิ่งในโลกยุคโควิด เราต้องทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้เร็วที่สุด แข็งแรงที่สุด แต่จะทำอย่างไรในเมื่อรัฐ-ราชการ-กฎหมายยังเป็นอุปสรรค ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ แต่จะแก้แบบอำนาจรวมศูนย์อย่างปัจจุบันไม่ได้ จะมาคิดแทนและแก้ปัญหาหน้าเดียวไม่ได้ เพราะปัญหาในแต่ละบริบทมีไม่เหมือนกัน การแก้ปัญหาแบบเดิมมันไม่ตอบโจทย์ในยุคปัจจุบันแล้ว”

 

สุดารัตน์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นนี้จะแก้ไขได้ หากฝ่ายการเมืองหรือหัวเรือใหญ่ที่มีอำนาจต้องกล้านำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง นำความเปลี่ยนแปลงไปอยู่ให้ถูกที่ถูกทาง โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดขนาดราชการ ลดอำนาจ หรือเปลี่ยนวิธีการคิดจากผู้ควบคุมและกำกับเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนสามารถทำมาหากิน รวมถึงเข้าใช้บริการจากภาครัฐอย่างสะดวก และกระจายอำนาจหรือความรับผิดชอบในการทำงานเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ราชการต้องกำหนดเป้าหมายในส่วนนี้ก่อนถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

 

“เราต้องเริ่มกันตั้งแต่ทำให้เกิดความเข้าใจ เพราะส่วนตัวเชื่อว่าคนที่รับราชการก็มีหัวจิตหัวใจในการอยากทำเพื่อส่วนรวม เราจะทำอย่างไรถึงจะสร้างภารกิจ สร้างเป้าหมายร่วมกันให้เห็นว่า ถ้าเราไม่แก้ไข้ตั้งแต่วันนี้ ประเทศนี้เดินต่อไปไม่ได้ ท้ายที่สุดข้าราชการเองจะได้รับผลกระทบ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ ดังนั้นวันนี้เราต้องสร้างแนวคิดที่ดี สร้างสปิริตร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศไทยใหม่ให้ดีที่สุด” สุดารัตน์ กล่าว

 

ส่วน ดร.เอกนิติ ระบุว่า การปฎิรูประบบราชการต้องอาศัยเวลาที่นานพอสมควรกว่าจะแก้ไขทั้งระบบ แต่สำคัญที่สุดคือ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะหากรอการแก้ตัวกฎหมายเพื่อแก้ระบบราชการ ต้องรอไปอีกอย่างน้อย 3 ปี 

 

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือ การเสริมจุดแข็งให้ระบบราชการ เริ่มจากจุดแข็งแรก คือ ระบบราชการเป็นระบบที่ต้องฟังนาย ถ้าคนในองค์กรสามารถทำให้เจ้านายกล้าตัดสินใจลงมือทำสิ่งดีๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นการนำดิจิทัลมาใช้ จะเป็นการปรับรูปแบบกระบวนการทำงานให้องค์กรราชการนั้นๆ ได้ทันที

 

เมื่อเสริมจุดแข็งได้ก็ต้องกำจัดจุดอ่อนที่กัดกินระบบ เช่น เสริมกฎหมายป้องกันคนดีที่กล้าจะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระบบให้มีทิศทางที่ดี ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกมาตรา 157 ฟ้องร้องเมื่อทำราชการเสียหาย รวมถึงการปรับปรุงงบประมาณจากคนเกษียณราชการ ปรับโครงสร้างราชการให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน รวมถึงการใช้ข้อมูล (Data) บนฐานให้เกิดประโยชน์ และสำคัญสุดคือ โครงสร้างการกระจายภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดี

 

“โดยสรุปคือ ถ้าต้องการปรับปรุงต้องเริ่มจากเสริมจุดแข็ง ช่วยให้ระบบราชการดึงคนเก่ง คนดี เข้ามาทำงานในระบบ ให้กล้าตัดสินใจ กำจัดจุดอ่อนเรื่องงบประมาณ แรงงาน กระบวนการทำงาน และที่สำคัญคือ กฎหมายสนับสนุนให้ปกป้องคนดีให้กล้าคิดกล้าตัดสินใจ” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

ซึ่งข้อเสนอของ ดร.เอกนิติ สอดคล้องกับข้อเสนอที่ ดร.ศรพล เห็นด้วยว่า “แนวทางการแก้ปัญหาหรือปฏิรูประบบราชการไม่ใช่การทำคู่มือสำหรับปี 2021 แต่ควรเป็นกระบวนการที่ต่อยอดต่อไปได้ในอนาคต โดยสิ่งเดียวที่จะทำให้ได้ยั่งยืนและทำให้กระบวนการทางระบบปรับเปลี่ยนได้คือการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ให้คน มันเป็นโจทย์ให้คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้คนราชการรุ่นใหม่มีแนวคิดที่พร้อมจะเรียนรู้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปรอบตัว เพื่อนำมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ในการปรับระบบ และมีภาวะผู้นำภายใต้บริบทต่างๆ ดังนั้นทั้งหมดจะย้อนมาสู่จุดเริ่มต้นว่าสำคัญอย่างไรให้คนกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะลองผิดลองถูกกับการปรับปรุงระบบ”

 

ทางด้าน ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ เห็นด้วยกับ ดร.ศรพล ที่ภาวะผู้นำในระบบราชการต้องกล้าเปลี่ยนแปลงและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ส่วนตัวขออย่างเดียวคือ ‘ททท หรือ ทำทันที’ อย่าไปรอเวลา อย่ากลัวความล้มเหลวที่จะกล้าทำในสิ่งที่ดีแล้วถูกต้อง

 

“ส่วนตัวขออย่างเดียวคือ ‘ททท หรือ ทำทันที’ อย่าไปเสียเวลาในระบบราชการอย่างเปล่าประโยชน์ ผมไม่ได้จะบอกว่าต้องโยนให้ใครคนใดคนหนึ่งทำ แต่ทุกฝ่ายในระบบต้องร่วมมือกัน และที่สำคัญคือต้องไม่กลัวพลาด ถ้าทำ 100 อย่าง จะให้ถูกทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ และถ้ามัวแต่กลัวมาตรา 157 เราก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เราจงอย่างกลัวถ้างานที่ทำยึดอยู่กับผลประโยชน์ที่จะตกถึงประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าคุณคิดจะทำอะไรก็ทำเลย อย่ามัวแต่พูดอย่างเดียว ถ้าสิ่งนั้นให้ผลตอบแทนกับสังคมโดยรอบ” วีระศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด

The post ปรับโครงสร้าง-รื้อแนวคิดผู้นำ-สนับสนุนคนกล้าเปลี่ยนแปลง หนทางสู่การปฏิรูประบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-53/ Sun, 28 Nov 2021 12:13:37 +0000 https://thestandard.co/?p=565239 THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021,

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) เวทีสุดท้ายของ THE STANDARD ECONO […]

The post จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021,

วันนี้ (28 พฤศจิกายน) เวทีสุดท้ายของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ในหัวข้อ Bridging the Generation Gap เราจะสร้างอนาคตประเทศไทยในความคิดต่างได้อย่างไร ผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP), กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล สมาชิกกลุ่มราษฎร

 

มุมมองเกี่ยวกับ Generation Gap เป็นปัญหาหรือไม่

 

มายด์ ภัสราวลี มองว่าเป็นไปได้ที่คนซึ่งเกิดคนละยุคสมัยเติบโตมาคนละช่วงวัยจะมีความคิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่อยากมองว่า Generation Gap เป็นปัญหา แต่เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นในทุกยุคสมัย ที่ต้องหาทางแก้ไข

 

ขณะที่ธงทองยกตัวอย่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งในเวลานั้นมีอายุห่างกันมาก มีช่วงหนึ่งรัชกาลที่ 5 อยากสร้างวังเป็นอาคารรูปแบบฝรั่ง แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต้องการให้สร้างแบบไทยดั้งเดิม สุดท้ายเกิดเป็นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ตึกเป็นฝรั่ง แต่มียอดหลังคาแบบไทย นี่คือตัวอย่างของการไปด้วยกันได้ระหว่างความคิดแบบเก่ากับแบบใหม่

 

ด้านบรรยงอยากยกเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดต่างกัน ว่าคนยุคเก่าเกิดมาในช่วงที่ประเทศไทยยากจน แต่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมากในช่วงชีวิตตามการพัฒนาของประเทศ 

 

แต่ยุคน้องมายด์เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตแล้ว แต่เศรษฐกิจในประเทศเติบโตน้อยมาก ไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดติดอันดับโลก ทำให้โอกาสในชีวิตมันน้อย โอกาสมันหายไป มันทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกว่าขาดโอกาส

 

ขณะที่กนกรัตน์มองว่า ปัญหาไปไกลกว่า Generation Gap แต่มันเป็นการเผชิญหน้ากันของสองพลัง ระหว่างพลังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง กับพลังของคนที่ไม่ต้องการหรือต้องการให้เปลี่ยนแบบช้าๆ ซึ่งทั้งสองพลังนี้มีการต่อสู้กันมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และหลังจากนั้นเราก็เห็นอีกหลายระลอกตั้งแต่พฤษภาทมิฬ หรือยุคเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แต่จุดสำคัญของครั้งนี้ที่ต่างกับครั้งก่อนๆ คือในอดีตพลังกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอาจเป็นคนกลุ่มน้อย แต่ด้วยปัจจัยการต่อสู้บางอย่างทำให้เขาอาจจะชนะในบางครั้ง แต่ในปัจจุบันกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโจทย์ครั้งนี้ต่างจากเดิมตรงที่การหาทางออกต้องหาฉันทามติใหม่เพราะพลังทั้งสองกลุ่มมีปริมาณพอๆ กัน

 

จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? ชวนคนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ ตอบคำถามข้อเรียกร้องสุดร้อนแรง

 

มายด์ ภัสราวลี เห็นว่าต้องแยกระหว่าง ‘รีบไป’ กับ ‘อย่ารีรอ’ เพราะหลายปัญหาที่เกิดตรงหน้าแล้วเราจะทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่เช่นนั้นปัญหามันก็จะวนและค้างไว้แบบนี้เรื่อยๆ อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่คนในรุ่นเราถูกกดทับด้วยความกลัวมานาน แต่เมื่อถึงวันนี้ตนมองว่ามีคนเห็นแล้วว่าความกลัวเป็นมายาที่ถูกสร้าง และเราทำลายมันได้ การวิพากษ์ด้วยเหตุผลเป็นทางออกของการช่วยให้ออกจากปัญหา แต่การรีรอปัญหาคือการปิดหูปิดตาและซ้อนปัญหาไว้ใต้พรมเรื่อยๆ ถ้าเรารีรอประเทศเราก็จะเดินหน้าช้าไปเรื่อยๆ

 

ขณะที่ธงทองอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมคนรุ่นเก่าถึงบอกว่าอย่าเปลี่ยนเลยหรืออย่าเปลี่ยนเร็ว โดยเก็บรวบรวมจากพรรคพวกเพื่อนฝูง พวกเขามักจะเห็นว่า คนรุ่นเก่ามีความสุขกับอดีต ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีความสุขกับปัจจุบันเพราะชีวิตสุขสบบายแล้ว ส่วนคนที่ไม่มีฐานะก็เหนื่อยกว่าที่จะพูดแล้ว คนอายุมากอยากให้อนาคตเป็นปัจจุบัน แต่ถ้าคนในวัยนี้อยากเห็นอนาคตที่เปลี่ยนแปลงก็เหนื่อย หมดแรงจนเสียงแผ่วเบาแล้ว

 

นอกจากความต่างเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยความรู้ทางประวัติศาตร์ซึ่งคนรุ่นใหญ่ก็เรียนรู้แล้วรับทราบประวัติศาสตร์ด้วยข้อมูลชุดเดิม และยังคงเชื่ออยู่แบบนั้นจนมีคำกล่าวของคนรุ่นเก่าว่า สมัยนี้เด็กไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์เลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ในทางกลับกันเด็กสมัยนี้เรียนประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งด้วยชุดข้อมูลที่หลากหลายและไปไกลกว่าในแบบเรียนมาก ตนไม่สามารถบอกได้ว่าข้อมูลชุดใหม่นั้นถูกหรือผิด แต่มันก็มีมุมให้วิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ได้น่าสนใจ

 

ด้านบรรยงกล่าวว่า เราอยากเปลี่ยนแต่เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร เป้าหมายเรายังไม่ชัดเลย เพียงแต่เราอึดอัดสิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้ วันนี้จึงอยากชวนให้เรามาคิดตกผลึกกันว่าการปฏิรูปนั้นอะไรคือเป้าหมาย เราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากมีสถาบันแบบไหน มีหน้าที่และบทบาทแบบใด ซึ่งตนยังเชียร์เรื่องการปฏิรูปเพราะเราต้องทำอย่างมีกระบวนการกันต่อไป ไม่มีใครกระโดดไปถึงเป้าหมายได้เลยทันที

 

ถ้าการปฏิรูปไม่สำเร็จ จะนำไปสู่ปฏิวัติแบบฝรั่งเศส ซึ่งไม่ใช่สิ่งดี เพราะการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นในฝรั่งเศสก็วุ่นวาย คนปฏิวัติเองก็ถูกกิโยติน ดังนั้น ตนดูข้อเรียกร้องแล้ว 3 ข้อ จะเอาอะไรก่อน จะเอารัฐบาลออกก่อน หรือแก้รัฐธรรมนูญ หรือจะปฏิรูปสถาบัน

 

บรรยงอยากชวนคนรุ่นใหม่ให้คิดไล่ประเด็นใหม่ เช่น แก้รัฐธรรมนูญก่อน แต่เราต้องยอมรับว่าเขาผ่านประชามติท่วมท้น ถึงแม้จะบอกว่าคนไปโหวตเขาไม่ได้อ่านคำถามพ่วง แต่เราก็ต้องเคารพเขา เพราะการทำประชามติเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

 

ชวนคุยประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

 

หัวข้อที่สนทนากันต่อไปคือประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นสิ่งที่เห็นด้วยกันมาก่อนแล้ว หรือเลยตามเลย มีคนเปิดประเด็นแล้วจึงตามกันมา

 

มายด์ ภัสราวลี ตอบว่า ทุกคนรู้สึกว่าการวิพากษ์สถาบันอยู่กับเรามาตลอดในทางลับ แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือถ้าจะเอาสิ่งเหล่านี้มาพูดในพื้นที่โล่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวเมื่อมีการเปิดประเด็นมา เราได้เห็นว่าเสียงตอบรับเยอะ มันชัดเจนว่าทุกคนสนใจเยอะแต่ไม่มีที่พูด ดังนั้นถ้าเราไม่พูดอย่างเสรี เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร อีกทั้งข้อเสนอต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นก็ถูกปัดตก ทำให้ข้อเสนออื่นๆ ต้องดันเพดานไปเรื่อยๆ

 

ขณะที่กนกรัตน์มองว่า แม้ว่าข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่จะดูรุนแรง แต่อยากชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้กันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดที่สังคมรู้สึกว่าเป็นจุดสูงสุดของอำนาจ แต่จากการเก็บข้อมูลเยาวชนมากกว่า 350 คน จะพบว่ามีความแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งประเด็นสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในประเด็นของคนรุ่นใหม่เท่านั้น เพราะจากการทำวิจัยจะพบว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่ที่มาชุมนุมเรียกร้องหลากหลายมาก

 

แต่เมื่อถามถึงทางออกว่าจะเอาอย่างไร พบว่า เยาวชนส่วนใหญ่ไม่มีข้อเสนอว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

 

ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า เยาวชนมีความรู้สึกโกรธจริงๆ แต่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เยาวชนเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ใหญ่ได้ยินเขา พวกเขาจึงอยากพูดให้ผู้ใหญ่ช่วยกันคิดหน่อยว่าจะทำอย่างไร

 

กนกรัตน์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอ 10 ข้อเกี่ยวกับสถาบันที่เราคิดว่าแกนนำเป็นคนนำ แต่จากการเก็บข้อมูลก่อนข้อเสนอพวกนี้ออกมา พบว่าประเด็นเหล่านี้อยู่ในพื้นที่การเมืองอยู่ก่อนแล้วโดยเฉพาะกลุ่มเด็กมัธยมศึกษา

 

ขณะที่ มายด์ ภัสราวลี บอกว่า อยากชวนมองไปที่แก่นของการสื่อสารนั้น สุดท้ายสิ่งเหล่านี้เกิดจากเรา (คนรุ่นใหม่) ไม่มีพื้นที่ให้แสดงออกอย่างมีเหตุผล 

 

ด้านบรรยงยกตัวอย่างสิ่งที่ตนค้าน แต่ยังไม่เป็นฉันทามติของม็อบ คือการแทรกมาร์กซิสต์เข้ามา เพราะม็อบไม่มีแกนนำต้องระวัง แต่ Agenda มันจะถูกเพิ่มหรือเปลี่ยนได้ง่าย

 

“ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผมเห็นด้วย แต่ว่าเราต้องมีความอดทน ต้องออร์กาไนซ์ให้มันเกิดจริง แต่ถ้ามันแตกหักไปถึงขั้นสงครามกลางเมืองนั้นคือเลวร้ายที่สุด ใช่ครับสงครามกลางเมืองมันไม่เกิดจากฝั่งน้องหรอก แต่เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอย่าให้มันเกิดขึ้น” บรรยงกล่าว

 

ช่วงท้ายข้อสรุปที่วิทยากรทุกคนเห็นตรงกันคือ ข้อสรุปจากอาจารย์กนกรัตน์ สิ่งที่แย่ที่สุดหากเราไม่ปฏิรูปอะไรเลยคือ จะไม่มีการชุมนุมอีกแล้ว ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าไม่ต้องเปลี่ยนแปลง พลังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงจะไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะกลายเป็น Lost Generation และเราจะไปสู่ยุคที่ไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย

The post จะรีบไปไหน ทำไมต้องทะลุฟ้า? คนรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ แลกเปลี่ยนความเห็นข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจต้องแก้ รธน. และ ปฏิรูปวัฒนธรรม https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-52/ Sun, 28 Nov 2021 11:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=565230

หากจะปฏิรูปการเมืองไทย สิ่งสำคัญคือต้องปฏิรูปโครงสร้างอ […]

The post ชมคลิป: นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจต้องแก้ รธน. และ ปฏิรูปวัฒนธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากจะปฏิรูปการเมืองไทย สิ่งสำคัญคือต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

 

‘การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ’ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ การเปลี่ยนสิ่งที่เป็นทางการ เช่น แก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปวัฒนธรรมการเมืองไทยให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ทั้งนี้ การปฏิรูปวัฒนธรรมต้องใช้วิธีการที่เหมาะสม อย่าใช้อำนาจเพื่อบังคับให้เปลี่ยนวัฒนธรรม ในทางกลับกัน การใช้อำนาจเพื่อฝืนให้วัฒนธรรมบางอย่างยังคงอยู่ก็อันตรายเช่นกัน เพราะอำนาจไม่สามารถคงอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ตลอดเวลา

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์และปัญญาชนคนสำคัญของไทย กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ ‘Reforming Thai Politics ปฏิรูปอำนาจ ปฏิรูปการเมือง’

The post ชมคลิป: นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจต้องแก้ รธน. และ ปฏิรูปวัฒนธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เสียงจากสลัมที่บอกว่าทุกชีวิต ‘เท่ากัน’ และมีความฝันไม่ต่างจากเรา https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-51/ Sun, 28 Nov 2021 11:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=565227 เสียงจากสลัมที่บอกว่าทุกชีวิต ‘เท่ากัน’ และมีความฝันไม่ต่างจากเรา

“ผมชื่อ บุ๊ค ธนายุทธ มาจาก สลัม ที่ทุกคนมองว่าแออัด ทั้ […]

The post ชมคลิป: เสียงจากสลัมที่บอกว่าทุกชีวิต ‘เท่ากัน’ และมีความฝันไม่ต่างจากเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงจากสลัมที่บอกว่าทุกชีวิต ‘เท่ากัน’ และมีความฝันไม่ต่างจากเรา

“ผมชื่อ บุ๊ค ธนายุทธ มาจาก สลัม ที่ทุกคนมองว่าแออัด
ทั้งที่เราอยู่ไม่ห่างจากพวกคุณ แต่ถูกตัดสินไม่ต่างจากสัตว์”

 

เสียงจาก ธนายุทธ ณ อยุธยา หรือ บุ๊ค Elevenfinger แรปเปอร์หนุ่มวัย 20 ปี ตัวแทนจากชุมชมคลองเตย บนเวที A Voice from Klong-toei จากงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021: The Great Reform: Thailand’s Tipping Point for a Sustainable Future

The post ชมคลิป: เสียงจากสลัมที่บอกว่าทุกชีวิต ‘เท่ากัน’ และมีความฝันไม่ต่างจากเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มอง ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ เดินต่ออย่างไร https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-50/ Sun, 28 Nov 2021 11:34:08 +0000 https://thestandard.co/?p=565223

การปฏิรูปการศึกษาเป็นที่พูดถึงมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตา […]

The post ชมคลิป: มอง ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ เดินต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปฏิรูปการศึกษาเป็นที่พูดถึงมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอาจยังไม่ชัดเจนมากนัก โดยบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 ในช่วงยุทธศาสตร์ใหม่ยกเครื่องการศึกษาไทย โดย อรรถพล อนันตวรสกุล, สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สาคร สุขศรีวงศ์ และ ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ มีการพูดถึงประเด็นรากเหง้าปัญหาของการปฏิรูปการศึกษา และแนวทางที่จะเดินต่อไปในเส้นทางการปฏิรูป

The post ชมคลิป: มอง ‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’ เดินต่ออย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-49/ Sun, 28 Nov 2021 11:31:35 +0000 https://thestandard.co/?p=565220 ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง

จากคน 1% สู่คนชั้นล่าง เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &nb […]

The post ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง

จากคน 1% สู่คนชั้นล่าง เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

“ความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ธุรกิจใหญ่ๆ กู้กันดอกเบี้ย 2% แบงก์แย่งกันอุตลุด แต่คนจนความเสี่ยงสูงขึ้น ก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการดึงดอกเบี้ยสูงขึ้น”

 

“บาทของเขา มันเล็กกว่าบาทของเรา อินเทอร์เน็ตของเขา มันเล็กกว่าอินเทอร์เน็ตของเรา นี่คือสองนคราของระบบการศึกษาไทยในยามโควิด-19”

 

“อย่างที่เรารู้กันอยู่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของคนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วผมว่าเราต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะผมเชื่อว่าภาษีเป็นมาตรการทางด้านการเงิน ช่วยนำมาซึ่งความเท่าเทียมทางด้านสังคม”

 

ส่วนหนึ่งของสปีชที่กล่าวโดย เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ University of California San Diego บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ ‘K-Shaped Recovery: Resolvingthai Inequality ความเหลื่อมล้ำไทย ทำอย่างไรไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’

The post ชมคลิป: ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ คนรวยกู้ถูก คนจนกู้แพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: การสื่อสารในโลกใหม่ Creative ไม่ใช่หัวใจของการตลาด https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-48/ Sun, 28 Nov 2021 11:28:28 +0000 https://thestandard.co/?p=565217

สื่อสารในโลกใหม่อย่างไร ในวันที่ Creative ไม่ใช่หัวใจขอ […]

The post ชมคลิป: การสื่อสารในโลกใหม่ Creative ไม่ใช่หัวใจของการตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

สื่อสารในโลกใหม่อย่างไร ในวันที่ Creative ไม่ใช่หัวใจของการตลาด โค้ดดี้, สุธีรพันธุ์ ไทยพาณิชย์, อรรถวุฒิ Adapter Digital

“ก่อนหน้านี้ Creativity มันเป็นเรื่องของ Talent พอเกิดอินเทอร์เน็ต Performance เริ่มทวีความสำคัญ Performance Marketing มันเป็น Skill ใครก็เรียนได้ แม่ค้าออนไลน์ก็เรียนได้ ฝึกฝนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ Talent เยอะ คนก็เลยมาให้ความสำคัญกับ Performance Marketing เพราะเขาสามารถฝึกเองได้ มันเห็นผล ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณมอง Marketing จากมุมไหน”

 

“การทำ Creative มันจำเป็น แต่ไม่ใช่การทำ Creative แบบต้องใช้เงินลงไปกับชิ้นงาน ทำให้ทั้งประเทศหันมามองคุณ แต่มันอาจจะเป็นแค่โพสต์ โพสต์เดียวที่ต้องการ Creative มันอาจจะเป็นแค่การโฆษณาสินค้าตัวใหม่ด้วยการ Creative ดังนั้น Creative มันไม่ได้เป็นชิ้นใหญ่ๆ และชิ้นเดียวอีกแล้ว มันคือชิ้นเล็กๆ ที่กระตุ้นคน และทำให้มันสั่นไหวกับคนตลอดเวลา นี่คือภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน”

 

ส่วนหนึ่งของสปีชที่กล่าวโดย สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท อะแด็ปเตอร์ ดิจิตอล จำกัด และอรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอล เอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ ‘Marketing and Communication at the Crossroads กลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารในโลกใหม่’

The post ชมคลิป: การสื่อสารในโลกใหม่ Creative ไม่ใช่หัวใจของการตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์กรต้อง ‘รับฟังพนักงาน’ อย่างเปิดใจ เพื่อออกแบบนโยบายดูแลพนักงานที่ตรงโจทย์ความต้องการ เกิดประสิทธิภาพ https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-47/ Sun, 28 Nov 2021 10:57:26 +0000 https://thestandard.co/?p=565188 รับฟังพนักงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานตลอดช่วงระยะเวลาหลายทศวรรษ […]

The post องค์กรต้อง ‘รับฟังพนักงาน’ อย่างเปิดใจ เพื่อออกแบบนโยบายดูแลพนักงานที่ตรงโจทย์ความต้องการ เกิดประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รับฟังพนักงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานตลอดช่วงระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมามีอยู่อย่างมากมาย หลากหลายตามปัจเจก แต่การเกิดขึ้นของโควิดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ภาพปัญหาเหล่านั้นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว นั่นจึงทำให้เราเห็นปรากฏการณ์ Great Resignation ที่คนทำงานจำนวนมาในสหรัฐฯ ตบเท้าลาออกจากงานเพื่อความสบายใจ ภาวะ Burnout Syndrome ที่คนจำนวนไม่น้อย เหนื่อยล้าจากการทำงาน และหมดแรงจะหาวิธีเยียวยาตัวเอง ตลอดจนวิกฤตด้านสุขภาวะจิตที่คนจำนวนไม่น้อยกำลังผจญกับความเครียดสะสมนี้

 

ท้ังหมดจึงเป็นที่มาที่ทำให้เกิดเวที ‘The Future of Work – อนาคตการทำงานวิถีใหม่ ปรับสมดุลชีวิตและงานอย่างไร’ ในงานเสวนาใหญ่ประจำปี THE STANDARD: ECONOMIC FORUM 2021 เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับบุคลากร คนทำงาน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสุขภาวะจิตที่ดี ช่วยให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

 

แจ็คกี้ หวาง ผู้อำนวยการ Google ประจำประเทศไทย เริ่มต้นเวทีด้วยการชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการทำงานในวันนี้เป็นเรื่องที่หลายคนตระหนักรู้ และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นผ่านเทรนด์การเสิร์ชข้อมูลที่เกี่ยวข้องบน Google (Google Search Trends) ซึ่งพบว่าตลอดทั้งปี 2021 นี้ ผู้ใช้งาน Google ในประเทศไทยได้เข้ามาค้นหาข้อมูลและวิธีการรับมือกับโรคซึมเศร้าเพิ่มถึงกว่า 44% และค้นหาข้อมูลเรื่องการลาออกจากงานเพิ่มขึ้นราว 30% จากปีก่อน 

 

โดยวิธีการที่ Google ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในการดูแลพนักงานในองค์กรก็คือ ‘การรับฟัง’ และการรวบรวมฟีดแบ็กที่มีอยู่อย่างหลากหลายมาออกแบบวิธีการดูแลพนักงาน และปรับเปลี่ยนนโยบายขององค์กรใหม่ เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับประเด็น DEI (Diversity, Equality และ Inclusion) หรือ ความหลากหลาย เพราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การให้ความสำคัญกับ DEI ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

“เวลาที่ Google จะตัดสินใจทำอะไร จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก โดยจะมองในเชิงองค์รวม รวบรวมข้อมูลจากหลายภาคส่วน ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง และเรายังมีคัลเจอร์ที่มอง ‘ฟีดแบ็ก’ เป็นเหมือน ‘ของขวัญ’ ดังนั้นในช่วงที่เกิดวิกฤตโรคระบาด เราเลยมองว่าการให้ฟีดแบ็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อที่จะได้ฟังว่าพนักงานต้องการอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและวางนโยบายการดูแลพนักงานใหม่

 

“ขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องให้ความสำคัญในประเด็น ‘ความหลากหลาย’ (DEI: Diversity, Equality และ Inclusion) เพราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทีมที่มีความหลากหลายสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มากขึ้นถึง 19% และยังหารายได้และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้นราว 15% อีกด้วย”

 

ปิยะนุช ลิมาภรณ์วณิชย์ Chief People Officer บริษัท POMELO Fashion แสดงทรรศนะในประเด็นการทำงานในโลกอนาคตว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือการที่องค์กรจะต้อง ‘รับฟังพนักงาน’ ซึ่งจริงๆ แล้วคนทำงานไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อน สิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นง่ายและใกล้กับชีวิตประจำวันมาก เช่น ถ้าเหนื่อยก็แค่ต้องการหยุด โดยในขั้นตอนถัดไปของการรับฟังคือ ‘การจัดลำดับความสำคัญ’ ว่าเรื่องใด แนวทางไหน ที่ทำแล้วจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็ให้ลงมือทำในประเด็นนั้นๆ ก่อน

 

“เรารับฟังทั้งฟีดแบ็กพนักงาน ทำเซอร์เวย์ต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลพนักงานและจัดการได้ตรงตามความต้องการของพวกเขา เข้าใจพวกเขาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ก็ต้องมองไปข้างหน้าด้วย รวมถึงต้องสามารถเปลี่ยนแปลงมาตรการต่างๆ ที่บางทีประกาศออกไปแล้วพบว่ามันไม่เวิร์กได้อย่างรวดเร็ว

 

“เราอยู่ในช่วงทดลองที่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าสเตป 1, 2 และ 3 สเตปใดจะเวิร์ก แต่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้เรารู้ได้เร็วว่าแต่ละสเตป แต่ละวิธีการที่เราทดลอง สเตปไหนจะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก โดยที่เวลาทำการรีเสิร์ชหรือรับฟังพนักงาน องค์ประกอบที่จะตัดสินใจว่าจะองค์กรจะลงมือดำเนินการนโยบายนั้นๆ หรือไม่ คือการทำเวิร์กช็อปต่อและมองว่า อะไรบ้างที่เราทำแล้วจะได้ผลดี ได้ผลไว ด้วยทรัพยากรที่ใช้น้อยกว่า ส่วนอะไรบ้างที่ได้ผลมากๆ แต่ใช้ทรัพยากรเยอะอาจจะต้องเลื่อนมันออกไปก่อน อะไรที่ได้ผลน้อยที่สุด ก็เก็บไว้ก่อน ยังไม่ทำ”

 

ฝั่ง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce และนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว ผู้เชี่ยวชาญด้าน Empathic Communication ที่มีโอกาสได้เข้าไปทำเซสชันเวิร์กช็อปดูแลพนักงานในองค์กรจำนวนมากก็แสดงความเห็นได้อย่างน่าสนใจ โดยบอกว่า ตลอดปีที่ผ่านมา องค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นการดูแลจิตใจพนักงานมากขึ้นจากช่วงปกติถึงเท่าตัว ซึ่งประเด็นที่ยัง Mismatch หรือยังเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดคือ การที่องค์กรไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานได้ถูกต้องในทุกมิติ ซึ่งเธอชี้ว่า วิธีแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้ง่ายนิดเดียว เริ่มต้นจากการที่องค์กรจะต้องปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเท่าเทียมและเคารพกับพวกเขา

 

“เราพบโจทย์ที่หลากหลายจากแต่ละองค์กร ที่เขาอยากให้เข้าไปช่วยจัดเซสชันเวิร์กช็อปให้กับพนักงานในการจัดการกับภาวะ Burnout ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ปัญหาเรื่องความเครียด โดยที่เราได้เซอร์เวย์ว่าแต่ละองค์กรมีกิจกรรมใดจัดให้เพื่อพนักงานบ้าง ซึ่งพบว่ามีอยู่หลากหลาย และดูสนุกมากๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมโยคะ กิจกรรม Movie Night หรือการแจกขนมต่างๆ แต่สิ่งที่พนักงานต้องการในความเป็นจริงกับแตกต่างออกไป 

 

“ทั้งๆ ที่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ การปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเท่าเทียมกัน เคารพเวลาส่วนตัว ไม่สั่งงานนอกเวลา สื่อสารต่อกันอย่างให้เกียรติ ฟีดแบ็กต่อกันอย่างที่เห็นคุณค่ากันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่ิงที่พวกเขาต้องการก่อนกิจกรรมเสริมที่องค์กรจัดให้ด้วยซ้ำ โควิดที่เกิดขึ้นสองปีที่ผ่านมาได้นำพาความตระหนักรู้ด้านความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดี (Well-being & Wellness) มาสู่พนักงานทุกคน เขาจึงไวต่อเรื่องเหล่านี้มากขึ้น และตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงถูกทรีตแบบนี้หรือแบบน้ัน

 

“หลายครั้งการที่เราพยายามจะเข้าใจ รับฟังพนักงานจริงๆ ว่าพวกเขาต้องการอะไร นั่นคือหัวใจสำคัญ เพราะแต่ละองค์กรก็มีส่วนประกอบ ส่วนผสมที่แตกต่างกัน การฟังจะช่วยให้เราสามารถวางแผนการลงทุนหรือจัดสรรอะไรบางอย่างให้กับเขาได้อย่างตรงประเด็น

 

“สิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการจากองค์กรหรือนายจ้างคือ ‘การรับรู้ว่าเขามีตัวตน’ เห็นคุณค่าเขา และมองเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพราะบ่อยครั้งคนทำงานมักจะไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยเฉพาะเวลาที่องค์กรวิ่งไปข้างหน้า แต่ลืมคว้าเขาไปด้วย เขาจึงไม่ได้อยากจะโตไปพร้อมกับองค์กร

 

“พนักงานก็เป็นมนุษย์หนึ่งคน สิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดคือความปลอดภัย ที่ไม่ใช่แค่ในเชิงกายภาพเท่านั้น ฉะนั้นถ้ามองในเชิงองค์กร หากคุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับคนทำงานได้ เขาก็พร้อมที่จะโปรดักทีฟ มุ่งไปข้างหน้า และทุ่มเททำงานให้ด้วยไอเดีย ความสนุก ตรงกันข้าม พื้นที่ที่ปลอดภัย คนทำงานหลายคนก็จะไม่สามารถสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้” 

The post องค์กรต้อง ‘รับฟังพนักงาน’ อย่างเปิดใจ เพื่อออกแบบนโยบายดูแลพนักงานที่ตรงโจทย์ความต้องการ เกิดประสิทธิภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักการศึกษา-แกนนำนักเรียนเลว ชี้บทบาทครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง กับความหวังยกเครื่องการศึกษาไทย https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2021-46/ Sun, 28 Nov 2021 10:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=565158 นักการศึกษา-แกนนำนักเรียนเลว

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ Reforming […]

The post นักการศึกษา-แกนนำนักเรียนเลว ชี้บทบาทครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง กับความหวังยกเครื่องการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักการศึกษา-แกนนำนักเรียนเลว

ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 หัวข้อ Reforming Thailand’s Education: ยุทธศาสตร์ใหม่ยกเครื่องการศึกษาไทย ที่จัดขึ้นวันนี้ (28 พฤศจิกายน) มีการหยิบยกหลายประเด็นเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูประบบการศึกษาของไทยขึ้นมาพูดคุยกันอย่างน่าสนใจ ทั้งในด้านบทบาทของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และระบบนิเวศทางการศึกษา ไปจนถึงหนทางแก้ไขปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียน


บทบาทของนักเรียนต่อการปฏิรูปการศึกษา


โดยประเด็นแรกเรื่องบทบาทของนักเรียนต่อการปฏิรูปการศึกษานั้น ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ หรือ มิน แกนนำกลุ่มนักเรียนเลว ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เป็นปัญหาของนักเรียน คือเรื่องสิทธิมนุษยชนภายในรั้วโรงเรียน ที่ยังมีการละเมิดและเป็นปัญหาที่ยังไม่หมดไป ซึ่งในการปฏิรูปการศึกษานั้น เขามองว่า ในส่วนของนักเรียนนั้นควรมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของนักเรียนที่จะต้องสละเวลาชีวิตในวัยเด็กเพื่อมาออกแบบระบบการศึกษา และควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือผู้ใหญ่ โดยมองว่าผู้ใหญ่นั้นควรรับฟังเสียงเด็ก และเอาความคิดเห็นหรือสิ่งที่เด็กต้องการมาปรับใช้กับการออกแบบระบบการศึกษา

 

ขณะที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานบริหาร King’s College International School Bangkok มองว่า เขาเห็นด้วยกับมิน ในมุมการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ แต่นักเรียนควรมีส่วนร่วม พร้อมชี้ว่าระบบการศึกษาของไทยนั้น เน้นไปที่ความเก่งแต่ละเลยในส่วนความดีและความสุข ซึ่งโรงเรียนควรเป็นแหล่งที่เด็กเข้ามาเรียนและใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน มีกิจกรรม ดนตรี กีฬา ศิลปะ และชมรมต่างๆ โดยครูมีหน้าที่โอบอุ้มดูแลอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามีการจัดโครงสร้างอย่างผสมกลมกลืน จะเป็นโครงสร้างทางการศึกษาที่ตอบโจทย์

 

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองในประเด็นสิทธิเสรีภาพของนักเรียน เช่น การแต่งกายที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งทุกวันนี้มีการเปิดโอกาสบ้างในระดับมหาวิทยาลัย แต่เขาเห็นว่า ควรเปิดให้ลองได้ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษา ขณะที่เรื่องเสรีภาพในการเลือกวิชาเรียน เขาคิดว่านักเรียนไม่ควรต้องถูกบังคับให้เรียนเพียงสายวิทย์หรือสายศิลป์ ส่วนเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้น มองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ไม่ใช่ 100% และควรเป็นเรื่องของภาคสังคม ผู้ปกครอง และเอกชน ที่มีส่วนร่วมมากกว่าเดิม ซึ่งเชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน

 

ส่วน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าสิ่งที่เป็นมะเร็งร้ายในระบบการศึกษามี 2 อย่าง คือ 1. เรื่องอำนาจนิยมในโรงเรียนและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของนักเรียน ซึ่งการที่โรงเรียนปฏิบัติต่อนักเรียนโดยไม่เริ่มต้นจากชุดความคิดในการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของนักเรียน ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้นักเรียนไปโรงเรียนแล้วไม่มีความสุข และ 2. คือปัญหาจากการเป็นรัฐราชการรวมศูนย์ที่ทำให้โรงเรียนไม่ได้ตัดสินใจและออกแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน แต่ตอบโจทย์ส่วนกลาง 

 

ซึ่งเขาเห็นว่า ระบบการศึกษานั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสจากประสบการณ์เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสเลือกจนค้นพบตัวเอง แต่หากนิยามระบบการศึกษาว่าเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐนั้น จะทำให้ความเป็นเจ้าของตกอยู่ในมือรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งเขามองว่ารัฐนั้นมีหน้าที่ในการบริหารจัดการการศึกษา แต่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมในการตัดสินใจร่วมกัน


การศึกษาที่ตอบโจทย์ของนักเรียน

สำหรับประเด็นการศึกษาที่ตอบโจทย์ของนักเรียนนั้น ลภนพัฒน์กล่าวว่าไม่มีโจทย์ที่ตายตัวในเรื่องนี้ โดยนักเรียนแต่ละคนมีการศึกษาและบริบทความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งการศึกษาที่นักเรียนอยากเห็นนั้น เขาคิดว่าควรเป็นการศึกษาที่โอบรับนักเรียนทุกคนได้โดยไม่มีใครถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา เพียงเพราะไม่เรียนในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ อีกเรื่องที่เขาย้ำคือเรื่องอำนาจนิยมในระบบการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ง่ายและไม่กระทบต่อโครงสร้างด้วยการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดหรือ Mindset

 

ทั้งนี้ ผศ.อรรถพลมองว่าหลักสูตรสำหรับนักเรียนในยุคปัจจุบันนั้น ควรต้องมีเป้าหมายร่วม เช่น โรงเรียนมีบทบาทสำคัญเพื่อให้นักเรียนค้นพบตัวเอง ส่วนที่เหลือควรเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เลือก 

 

ขณะที่ ดร.สาครเห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่มองว่ามีความยากในวิธีปฏิบัติที่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ซึ่งเขามองว่าหลักสูตรนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนในห้อง และการเรียนนอกห้องเรียนไม่ใช่ส่วมเสริมของการศึกษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เนื่องจากหากเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเลือกได้ ก็จะเป็นการฝึกความกล้า และทำให้นักเรียนรู้ว่าชอบอะไรและทำอะไรได้ดี

 

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์เห็นว่าในเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษานั้นไม่ควรจะไปทางขวาสุดหรือซ้ายสุดและควรมีจุดสมดุล แต่ไม่ควรโยนภาระแก่ทางโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว โดยทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมในการช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยน ขณะที่การปรับตัวนั้นคงไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด และขอให้นักเรียนให้โอกาสผู้ใหญ่ได้มีเวลาในการปรับตัวบ้าง

 

ผศ.อรรถพล ยังชี้ถึงความสำคัญในการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชน ซึ่งปัจจุบันการตัดสินใจหลักๆ ยังรวมศูนย์ที่ส่วนกลางคือกระทรวงศึกษาธิการ โดยมองว่าควรเพิ่มอำนาจการตัดสินใจแก่หน่วยงานท้องถิ่นเช่นระดับจังหวัด 

 

นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียน ในขณะที่แต่ละโรงเรียนมีความพร้อมไม่เท่ากัน ซึ่งเขาเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณไม่สามารถใช้สูตรเดียวกันระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้ และทุกวันนี้ โรงเรียนขนาดเล็กต้องดิ้นรน ส่งผลให้ครูเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงและต้องการย้ายไปโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาที่โรงเรียนกลายเป็นสินค้าของการแข่งขัน ซึ่งการจ่ายแพงกว่าจะได้โรงเรียนดีกว่า และโรงเรียนต่างๆ ต้องแย่งกันหาเด็กเข้าเรียน

 

ส่วนในมุมมองเรื่องการออกแบบหลักสูตรการศึกษานั้น ดร.สาครแสดงความเห็นโดยยกหลักพระพุทธศาสนา คือนอกจากการพัฒนาในด้านศีล หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง และปัญญาหรือการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเราขาดไป

 

อย่างไรก็ตาม ลภนพัฒน์กล่าวว่า หากทัศนคติของครูหรือบุคลากรทางการศึกษายังเป็นเช่นเดิม แต่เปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา สิ่งที่เขากลัวคือจะมีการตัดสินที่ตัวเด็กว่า เด็กคนนี้ค้นหาตัวเองเจอคือผ่าน เด็กที่ค้นหาตัวเองไม่เจอคือไม่ผ่าน โดยเขามองว่าการค้นหาตัวเองของเด็กนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส และสิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่ของโรงเรียนเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นหาตัวเอง และปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการประเมินผลของครู


ผลกระทบจากอำนาจนิยมในโรงเรียน


ในเรื่องผลกระทบจากอำนาจนิยมในโรงเรียนนั้น ศ.ดร.สุชัชวีร์ มองว่าเรื่องอำนาจนิยม เช่น การไว้ผมยาวไปเรียนเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น ไม่ควรโทษว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากเฉพาะโรงเรียน แต่ยังรวมถึงผู้ปกครองและความเชื่อในสังคม ซึ่งควรมีการปรับตัวไปพร้อมๆ กัน

 

ขณะที่ ลภนพัฒน์ตั้งคำถามง่ายๆว่า “ระบบการศึกษาที่ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรโอบรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์นั้น จะเกิดได้อย่างไรหากเรายังไม่สามารถยอมรับความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ได้” พร้อมชี้ว่าอำนาจนิยมนั้นแฝงอยู่ในทุกที่ แต่ต้องมองย้อนไปว่าคนรุ่นก่อน ถูกสอนค่านิยมนี้มาจากโรงเรียนตั้งแต่ต้น และเห็นว่าโรงเรียนและครูควรเป็นกลุ่มแรกที่ปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้ค่านิยมนี้หายไป

 

ทั้งนี้ ดร.สาครมองว่าปัญหาเรื่องอำนาจนิยมอย่างเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียนนั้นยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เช่น เพื่อความเป็นระเบียบและนักเรียนไม่ต้องแข่งกันแต่งตัว แต่มองว่าควรเปิดพื้นที่และกำหนดกติกา ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแข่งขันและการฟุ้งเฟ้อ และทำให้เด็กใช้เวลามุ่งไปที่การกระตุ้นพัฒนาการได้ดีที่สุด พร้อมยกตัวอย่างในบางประเทศ เช่น อังกฤษ ว่ายังมีโรงเรียนจำนวนมากที่บังคับแต่งเครื่องแบบและทรงผมอยู่ ซึ่งแม้จะมีระบบระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ขาดจิตวิญญาณที่เป็นอิสระในการค้นหาตัวเอง และทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ

 

อิทธิพลยุคโซเชียลต่อระบบการศึกษา

 

ส่วนเรื่องระบบการศึกษาในยุคอินเทอร์เน็ต ลภนพัฒน์ตั้งข้อสังเกตถึงระบบการสอนของโรงเรียนไทย ที่ต้องใช้เวลาเรียนหลายปี ในขณะที่เด็กยุคนี้สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วและใช้เวลาน้อยกว่า

 

ขณะที่ ดร.สาครเห็นด้วยที่ความรู้ไม่ควรอยู่แค่ในห้องเรียน แต่มองว่าโรงเรียนยังมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เป็นสถานที่ฝึกฝนทักษะ การเข้าใจคน การอยู่ร่วมกันในสังคม และการมีกัลยาณมิตรหรือเพื่อนที่ดี ซึ่งคำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีอยู่ในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม

 

บทบาทของผู้ปกครองต่อการปฏิรูปการศึกษา

 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ให้ความเห็นว่า บทบาทของผู้ปกครองต่อการปฏิรูปการศึกษาในตอนนี้เป็นเรื่องไม่ง่าย เนื่องจากในอดีตพ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลามากกว่า และมีความเครียดน้อยกว่า เมื่อเทียบกับปัจจุบัน อีกทั้งยังเผชิญทั้งมลพิษจากสิ่งแวดล้อมและโซเชียลมีเดีย ขณะที่เขาขอต่อสังคมว่า ไม่ควรแสดงท่าทีต่อเรื่องปฏิรูปการศึกษา ขวาสุดหรือซ้ายสุดจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างครูและลูกศิษย์ และคนที่เดือดร้อนคือเด็กนักเรียน

 

ข้อเสนอเพื่อเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย

 

สำหรับข้อเสนอเพื่อเดินหน้าปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุดนั้น ศ.ดร.สุชัชวีร์เสนอว่า ให้ระบบการศึกษาไม่รวมศูนย์ที่กระทรวงศึกษาธิการ และเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อมีส่วนร่วมในการศึกษาเต็มรูปแบบเหมือนต่างประเทศ ซึ่งทำได้ทันที

 

ส่วน ดร.สาครชี้ว่าควรเปลี่ยนเครื่องมือ ทั้งมาตรฐานชี้วัดด้านการศึกษาต่างๆ ที่มีอยู่ และควรมีการเปิดพื้นที่สะท้อนความเห็น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน



ขณะที่ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ให้ข้อเสนอว่า ควรเอาความเป็นวิชาการกลับมาในการทำงานการศึกษา โดยให้การกำหนดนโยบายต่างๆ ตั้งอยู่บนฐานของงานวิจัย และรัฐบาลควรเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่สนับสนุนความเห็นในการเพิ่มอำนาจการตัดสินใจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ซึ่งเขายังแสดงความเป็นห่วงต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่อำนาจการตัดสินใจทางการศึกษาไปอยู่ที่ซูเปอร์บอร์ด 

 

นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้องคาพยพทางการศึกษานั้นเชื่อมโยงกัน ไม่ทอดทิ้งทั้งผู้ปกครองและนักเรียน

 

ทางด้านลภนพัฒน์ทิ้งท้ายข้อเสนอในประเด็นอำนาจนิยม ว่าเป็นสิ่งที่ทั้งโรงเรียน สังคม และครอบครัว ต้องช่วยกันและทำความเข้าใจว่ามันไม่ควรมีอยู่ต่อไป และยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของบุคคลให้มากขึ้น

The post นักการศึกษา-แกนนำนักเรียนเลว ชี้บทบาทครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง กับความหวังยกเครื่องการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>