The Post Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/the-post/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 27 Jan 2020 07:34:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หนังซ้อนหนัง: สปีลเบิร์กทำ Ready Player One ไปพร้อมๆ กับหนังออสการ์ The Post ได้อย่างไร https://thestandard.co/ready-player-one-the-post-steven-spielberg-directed-at-same-time/ https://thestandard.co/ready-player-one-the-post-steven-spielberg-directed-at-same-time/#respond Wed, 18 Apr 2018 06:36:36 +0000 https://thestandard.co/?p=84673

เนื่องจากหนังเรื่อง Ready Player One มีซีจีที่จะต้องทำท […]

The post หนังซ้อนหนัง: สปีลเบิร์กทำ Ready Player One ไปพร้อมๆ กับหนังออสการ์ The Post ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เนื่องจากหนังเรื่อง Ready Player One มีซีจีที่จะต้องทำทั้งหมด 1,500 ช็อต และทั้งหมดจะใช้เวลา 2 ปีในการทำให้เสร็จ ดังนั้นระหว่างที่นั่งรออยู่บ้าน สตีเวน สปีลเบิร์ก จึงเอาเวลาว่างๆ ไปทำหนังเรื่อง The Post แก้เบื่อ ซึ่ง The Post ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ก่อนที่อีกไม่กี่วีกถัดมาหลังจากงานออสการ์ Ready Player One จะเข้าฉายต่อเลย  

 

ปีนี้สปีลเบิร์กอายุ 71 ปี และเขาทำหนังเป็นอาชีพ เป็นอุตสาหกรรม

 

ที่ใช้คำว่าอุตสาหกรรมเพราะว่า หากมันไม่เป็นอุตสาหกรรม หรือเป็นเหมือนโรงงานที่มีกำลังผลิตและบุคลากรพร้อม (และเงินก็พร้อม) มันก็คงไม่สามารถทำให้คุณลุงวัย 71 ปีคนนี้ทำหนังหลายเรื่องพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน อันที่จริงแล้ว 2 ปีเป็นเวลาที่ไม่ยาวนานมากในการผลิตหนังเรื่องหนึ่ง แต่สปีลเบิร์กทำอะไรได้เร็วกว่านั้น เพราะเขาถ่ายหนังเรื่อง The Post เสร็จภายใน 9 เดือน โดยทิ้งท้ายไว้ว่า “ต่อให้ผมมีเวลา 12 เดือนในการถ่าย หนังก็จะออกมาแบบเดิมนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นไม่เกี่ยวว่าเวลาน้อยแล้วงานจะเผา” (โห เก๋าสาด)

 

จริงๆ แล้วด้วยความที่บรรยากาศทางการเมืองของอเมริกาในเวลานั้นกำลังถูกกำกับโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ คุณสปีลเบิร์กจึงคิดว่าการทำหนังเรื่อง The Post ต้องออกมาในเวลานั้นตอนนั้นด้วยเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้ขณะรอซีจีของ Ready Player One เสียเลย ทางด้านคุณทอม แฮงส์ ที่ทำหนังกับสปีลเบิร์กมาด้วยกันหลายเรื่องก็ยังบอกว่า “The Post นี่ทำไวสุดแล้ว สปีลเบิร์กบอกว่ามาทำหนังที่ทำกันได้เร็วๆ ไวๆ มีแค่กล้อง ไฟ ฉากกันดีกว่า และหลายครั้งผมก็เห็นว่าการทำหนังสองเรื่องควบแบบนี้ มันก็ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันด้วยสำหรับตัวสปีลเบิร์ก”

 

The Post, 2017

Ready Player One, 2018

 

การที่ต้องทิ้งหนังเรื่องหนึ่งไป 2 ปีเพื่อไปทำหนังอีกเรื่อง ก่อนที่จะกลับมาทำเรื่องแรกต่อให้จบนั้นกลายเป็นข้อดีสำหรับตัวสปีลเบิร์ก เขาบอกว่า การที่ตัวเองได้ออกห่างจากหนังเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จนั้น มันทำให้เขาได้มีเวลาที่จะลืมๆ หนังเรื่องนั้นที่เพิ่งทำมาไปจนหมดสิ้น และพอต้องกลับมาเช็กตัวหนังอีกรอบ มันทำให้เขาได้มีดวงตาที่คล้ายผู้ชมที่ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน คือว่าง่ายๆ หนีเพื่อไปลืม จะได้กลับมาดูได้อีกทีว่าอะไรคือจุดบกพร่องของงานตัวเองจริงๆ

 

เหมือนที่ผมชอบพูดบ่อยๆ ว่า ปัญหาสำคัญของผู้กำกับหนังคือ เขาไม่สามารถลืมหนังที่ตัวเองทำได้ คือตัวเองจำได้ทุกอย่างที่เขียนหรือถ่ายมา จนเกิดภาวะจมในงานตัวเอง ทำให้เขามองไม่เห็นจุดบกพร่องของหนังจริงๆ และไม่สามารถตัดสินหนังตัวเองได้ว่าดีพอหรือยัง จะรู้อีกทีก็หนังฉายสู่สายตาคนดูไปแล้ว ดังนั้นสายตาแบบคนดูบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่คนทำหนังหลายคนต้องการ แต่มันทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถทำหนังแล้วขอทิ้งไว้ก่อน 2 ปี แล้วค่อยกลับมาดูอีกที ก่อนจะ finish หนัง ดังนั้นโอกาสที่ต้องรอ 2 ปีเพื่อทำซีจีนี้คือสิ่งที่สปีลเบิร์กได้ประโยชน์จากมันอย่างมาก

 

ที่จริงแล้วเคสนี้ไม่ได้เป็นครั้งแรกของสปีลเบิร์ก การทำหนังครอสควบแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แถมเป็นกรณีที่ใหญ่กว่านี้ นั่นคือในช่วงปี 1993 สปีลเบิร์กมีหนังอีพิกยิ่งใหญ่สองเรื่อง นั่นคือ Jurassic Park และ Schindler’s List ออกฉายในปีเดียวกัน และนั่นแปลว่าหนังอีพิกทั้งสองเรื่องนี้ถูกสร้างในเวลาเดียวกัน แรกเริ่มสปีลเบิร์กวางแผนจะสร้าง Schindler’s List ก่อน แต่ทางเจ้าของสตูดิโอเห็นว่า ถ้าเขาทำหนังเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเรื่องนี้เสร็จ เขาต้องไม่มีกะจิตกะใจจะไปทำหนังไดโนเสาร์สนุกๆ อย่าง Jurassic Park ต่ออย่างแน่นอน ดังนั้นสตูดิโอขอให้เขาทำหนังไดโนเสาร์ก่อน แล้วค่อยไปทำหนังประวัติศาสตร์สงครามโลกเรื่องนั้น

 

Jurassic Park, 1993

Schindler’s List, 1993

 

วิธีการทำจึงออกมาคล้ายลักษณะ Ready Player One กับ The Post คือ หลังจากถ่ายไดโนเสาร์เสร็จและเริ่มเข้าสู่กระบวนการทำซีจีของ Jurassic Park สปีลเบิร์กก็ไปเริ่มโปรเจกต์ Schindler’s List ที่จะเปิดกล้องในอีก 5 เดือนถัดไป และในขณะที่เขากำลังออกกองถ่าย Schindler’s List ที่โปแลนด์ บางครั้งเขาก็กลับมาคอยตรวจเช็กฟุตเทจซีจีไดโนเสาร์ที่ทำเสร็จแล้วไปด้วย แต่ว่านั่นคือประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของเขา เพราะมันไม่ใช่เรื่องสนุกนักในการที่ทำหนังว่าด้วยการสังหารชาวยิว (รวมถึงตัวเขาเองก็เป็นชาวยิวด้วย) และต้องเช็กซีจีในหนังไดโนเสาร์ที่แสนสนุกสนานและเตรียมทำเงินทั่วโลกในเวลาถัดมา

 

“ผมต้องมานั่งคอมเมนต์ซีจีฉากทีเร็กซ์วิ่งไล่รถจี๊ป หลังจากเพิ่งไปถ่ายฉากสังหารที่ค่ายเอาชวิตซ์มา ผมโกรธตัวเองมากตอนนั้น ผมเซ็ง Jurassic Park ทุกวันที่มารบกวนความคิดและความเศร้าที่ผมรู้สึกจากการทำ Schindler’s List

 

มันคงปรับอารมณ์ไม่ทันจริงๆ ซึ่งก็ดูจะเป็นไปตามที่คนที่สตูดิโอคาดการณ์ไว้แล้วว่ามันจะต้องออกมาเป็นแบบนี้ และหลังจากเขาทำหนังสองเรื่องนั้นเสร็จ สปีลเบิร์กหยุดทำหนังไป 3 ปีก่อนจะทำหนังเรื่องถัดไป

 

การทำหนังเรื่องหนึ่งจริงๆ แล้วเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก เพราะถ้าคุณไม่อิน คุณจะไม่สามารถกำกับหนังเรื่องนั้นได้ แต่การที่คุณจะอินหนังเรื่องที่ทำ คุณต้องมอบเวลาทั้งหมดให้กับมัน หนังที่ดีมันไม่ใช่แค่การสร้างซีนขึ้นมาจากความรู้ทางภาพยนตร์ แต่มันคือการสร้างโมเมนต์ต่างๆ ของตัวละครผ่านความเข้าใจในมนุษย์

 

และการทำความเข้าใจมันต้องใช้เวลามากมายเสมอ

The post หนังซ้อนหนัง: สปีลเบิร์กทำ Ready Player One ไปพร้อมๆ กับหนังออสการ์ The Post ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ready-player-one-the-post-steven-spielberg-directed-at-same-time/feed/ 0
Oscars2018: Predictions https://thestandard.co/oscars2018-predictions/ https://thestandard.co/oscars2018-predictions/#respond Sat, 03 Mar 2018 04:40:46 +0000 https://thestandard.co/?p=74643

งานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอ […]

The post Oscars2018: Predictions appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกไม่นานนี้แล้ว และก่อนที่จะถึงวันประกาศผลอย่างเป็นทางการในเช้าวันที่ 5 มีนาคม 2561 ตามเวลาประเทศไทย THE STANDARD ได้ทำการรวบรวมคะแนนพร้อมเหตุผลจากผู้เกี่ยวข้องในแวดวงภาพยนตร์ของไทยเพื่อประกาศผลรางวัล 4 สาขาสำคัญ อันประกอบด้วย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

 

 

1. Best Picture

  • Call Me by Your Name 26.31%
  • Darkest Hour 0%
  • Dunkirk 5.26%
  • Get Out 10.52%
  • Lady Bird 5.26%
  • Phantom Thread 26.31%
  • The Post 5.26%
  • The Shape of Water 15.78%
  • Three Billboards Outside Ebbing, Missouri 5.26%

 

Phantom Thread ลุ่มลึก ถ่ายทอดภาวะของคนที่ต้องการจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทำในสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ผมคิดว่าหนังเล่าเรื่องสิ่งที่เป็นมนุษย์ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ได้ดีมากๆ” ประวิทย์ แต่งอักษร (นักวิจารณ์ภาพยนตร์)

 

“ขณะที่หนังดำเนินเรื่องในปี 1983 ซึ่งยังมีคนไม่เข้าใจเรื่องเพศทางเลือกอยู่เยอะมาก แต่หนังก็เลือกให้ ‘ครอบครัว’ ของตัวละครเข้าใจ นั่นทำให้รู้สึกว่าสังคมยังมีความเข้าใจเพศทางเลือกหลงเหลืออยู่” – คมน์ นพรัตน์ (หัวหน้าข่าวบันเทิงศิลปวัฒนธรรม เนชั่นทีวี ช่อง 22)

 

 

2. Best Director

  • Christopher Nolan – Dunkirk 10.52%
  • Jordan Peele – Get Out 0%
  • Greta Gerwig – Lady Bird 21.05%
  • Paul Thomas Anderson – Phantom Thread 26.31%
  • Guillermo del Toro – The Shape of Water 42.10%

 

“ผมคิดว่าเรื่องราวมันผสมผสานไปกับงานวิชวลได้ดีมากๆ เขาตีความสัตว์ประหลาดหน้าตาอย่างที่เห็นในเรื่องให้เป็นหนังรักได้ ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นสิ่งที่คนทำหนังจะฟินมาก ทั้งความซีเนมาติก อาร์ตไดเรกชัน” – บรรจง ปิสัญธนะกูล (ผู้กำกับภาพยนตร์)

 

 

3. Best Actor

  • Timothée Chalamet – Call Me by Your Name 47.36%
  • Daniel Day-Lewis – Phantom Thread 31.57%
  • Daniel Kaluuya – Get Out 0%
  • Gary Oldman – Darkest Hour 21.05%
  • Denzel Washington – Roman J. Israel, Esq. 0%

 

“ทิโมธี ชาลาเมต์ เล่นได้เป็นธรรมชาติมากๆ ในจอภาพยนตร์ ไม่รู้ว่าใครจะสังเกตในหนังหรือเปล่านะว่าน้องเขาจะมีอาการที่เวลาทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะนั่งหรือขี่จักรยาน แต่เวลาลุกขึ้นแล้วจะต้องเอามือไปดึงกางเกงในของตัวเอง ผมเชื่อว่าน้องเขาใส่ดีเทลตรงนี้ลงไปในหนัง มันเป็นอาการที่คนโตแล้วมันจะไม่ทำ”  ปวีณ ภูริจิตปัญญา (ผู้กำกับภาพยนตร์)

 

 

4. Best Actress

  • Sally Hawkins – The Shape of Water 26.31%
  • Frances McDormand – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri 10.52%
  • Margot Robbie – I, Tonya 36.84%
  • Saoirse Ronan – Lady Bird 21.05%
  • Meryl Streep – The Post 5.26%

 

“ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนตัวเอง นี่แหละคือการเปลี่ยนตัวเองของแท้ เขาเป็นคาแรกเตอร์นี้จนเราลืมไปเลยว่า มาร์โกต์ ร็อบบี้ ผู้ทรงเสน่ห์หายไปไหน เขาคือศูนย์กลางที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง และผมว่านี่เป็นงานที่ถูกมองข้ามไปอย่างมาก เพราะอย่างน้อยที่สุด หนังเรื่องนี้ควรได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” – พงศ์นรินทร์ อุลิศ (ผู้ก่อตั้ง Cat Radio)  

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post Oscars2018: Predictions appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-predictions/feed/ 0
5 ภาพยนตร์ออสการ์ที่สะท้อนบทบาทและจุดยืนของวงการสื่อสารมวลชน https://thestandard.co/5-movies-reflect-the-role-and-position-of-journalism/ https://thestandard.co/5-movies-reflect-the-role-and-position-of-journalism/#respond Fri, 02 Mar 2018 05:26:38 +0000 https://thestandard.co/?p=74270 oscasrs2019

หนึ่งในหมวดภาพยนตร์ที่มักได้รับความนิยมช่วงเทศกาลแจกราง […]

The post 5 ภาพยนตร์ออสการ์ที่สะท้อนบทบาทและจุดยืนของวงการสื่อสารมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
oscasrs2019

หนึ่งในหมวดภาพยนตร์ที่มักได้รับความนิยมช่วงเทศกาลแจกรางวัลของฮอลลีวูดคือหนังเรื่องราววงการสื่อสารมวลชนที่สร้างมาจากเรื่องจริง ซึ่งถูกจารึกเป็นโมเมนต์ประวัติศาสตร์โลกและปฏิวัติสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ สำหรับปีนี้ หนังเรื่อง The Post ของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ก็ได้ช่วยปลุกกระแสหนังแนวนี้อีกครั้ง แต่มากไปกว่านั้นคือสถานภาพของสังคมตอนนี้ โดยเฉพาะวงการฮอลลีวูดที่ถูกสั่นคลอนเรื่องการทำงานของสื่อที่เปิดโปงเรื่องประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศ เช่นทีม The New York Times และ The New Yorker เกี่ยวกับฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ส่วนล่าสุดทีม Spotlight ของ The Boston Globe ก็ออกมาเปิดเผยเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของบุคคลในวงการแฟชั่น

 

THE STANDARD ได้รวบรวม 5 สุดยอดภาพยนตร์จากเวทีออสการ์ที่กลับไปดูทีไรก็ยังเปี่ยมไปด้วยความคลั่ง และทำให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องพึ่งการทำงานของสื่อเป็นอย่างมาก แม้จะอยู่ในยุคที่ Disruptive สุดๆก็ตาม

 

 

All the President’s Men (1976)

กำกับโดย อลัน เจ. ปาคูลา

หนังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ 8 สาขา ชนะไป 4 รางวัล ในสาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม  

 

หนังอิงมาจากหนังสือชื่อเดียวกันในปี 1974 เรื่อง All the President’s Men ซึ่งเล่าเรื่องของ บ็อบ วูดเวิร์ด และคาร์ล เบิร์นสตีน สองนักข่าวจาก The Washington Post ที่ร่วมกันสืบสวนคดีวอเตอร์เกต เหตุการณ์อื้อฉาวทางการเมือง จากจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเห็นความไม่ชอบมาพากลในคดีโจรกรรมสำนักงานใหญ่พรรคเดโมแครต จนนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งเป็นการลาออกของประธานาธิบดีครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์อเมริกา

 

คดีวอเตอร์เกตเกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 70s ถือว่าเป็นการเปิดโปงการทำงานของคณะทำงานและประธานาธิบดีนิกสันจนนำไปสู่การฟ้องร้อง การไต่สวนของคณะรัฐบาล เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อมีการจับกุมผู้ลักลอบโจรกรรมข้อมูลที่ทำการใหญ่พรรคเดโมแครต ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารวอเตอร์เกตคอมเพล็กซ์ โดยทาง FBI ได้สืบสาวเรื่องราวจนพบว่าคนร้ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทุนของคณะทำงานให้กับประธานาธิบดี คณะสอบสวนยังพบการบันทึกเสียงในห้องทำงานของประธานาธิบดีนิกสัน ซึ่งเป็นหลักฐานให้เห็นว่าเขาพยายามปกปิดข้อมูลเรื่องการโจรกรรมดังกล่าว ทั้งยังมีความพยายามกดดันให้ The Washington Post ล้มเลิกการทำข่าวนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายประธานาธิบดีนิกสันที่ได้รับแรงกดดันมากมายจากสังคมได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1974

 

 

Network (1976)

กำกับโดย ซิดนีย์ ลูเม็ต

หนังเข้าชิงรางวัลออสการ์ 10 สาขา ชนะไป 4 รางวัล ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงหญิงนำหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

 

Network เล่าเรื่องราวของสถานีโทรทัศน์ UBS สถานีท้ายแถวที่เรตติ้งร่วง ทางสถานีได้พยายามดิ้นรนเพื่อปรับปรุงกิจการ และได้ตัดสินใจปลดนักข่าว ฮาเวิร์ด บีล ออกจากงาน เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะตกงาน เขาได้ประกาศออกรายการว่าในวันสุดท้ายของการทำงาน เขาจะระเบิดสมองตัวเองให้ดูกันสดๆ แน่นอนว่าวิธีนี้ทำให้รายการเรตติ้งดีขึ้น และทำให้ฮาเวิร์ดต้องคิดมุกใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้คนติดตามดู แต่เมื่อหมดมุก คนดูก็เริ่มเบื่อ ตัวเขาก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไปเรื่อยๆ

 

ส่วนหนึ่งที่ซิดนีย์ ลูเม็ต สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจิกกัดธุรกิจสื่อยักษ์ใหญ่เชิงพาณิชย์ที่สนใจแต่เรื่องรายได้และเรตติ้ง โดยมองข้ามเรื่องศีลธรรมไปแทบทั้งหมด ซึ่งถึงแม้ว่าหนังจะสร้างมา 40 กว่าปีแล้ว แต่ก็ยังคงสะท้อนปัญหานี้ได้ในหลายภาคส่วน

 

 

Good Night, and Good Luck (2005)

กำกับโดย จอร์จ คลูนีย์

หนังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขาคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

 

หนังเรื่องนี้ถ่ายเป็นโทนสีขาว-ดำทั้งหมด เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงต้นยุค 50s ที่อเมริกาหวาดระแวงเกี่ยวกับการขยายอำนาจและการครอบงำของคอมมิวนิสต์ โดยวุฒิสมาชิกรัฐวิสคอนซินอย่าง โจเซฟ แม็กคาร์ธี ได้ให้กลุ่ม Senate Permanent Subcommittee on Investigations สอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และนำมาแฉให้คนในอเมริการู้ถึงสิ่งที่ผิดศีลธรรมนี้ ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ เอ็ดเวิร์ด อาร์ เมอร์โรว์ ผู้สื่อข่าวของสถานี CBS และเฟรด เฟรนด์ลี โปรดิวเซอร์ของรายการ กลับตัดสินใจท้าทายและเปิดโปงแม็กคาร์ธีผ่านรายการทีวี See It Now ทางช่อง CBS

 

สำหรับจอร์จ คลูนีย์ แล้ว ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขากำกับก็มักจับประเด็นเรื่องราวหรือบุคคลในแวดวงสื่อและวงการบันเทิง เช่น Confessions of a Dangerous Mind (2002) และ The Ides of March (2011) ส่วนในชีวิตจริง นิค คลูนีย์ พ่อของจอร์จ ก็เป็นผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวชื่อดังอีกด้วย

 

 

Citizenfour (2014)

กำกับโดย ลอรา พอยทราส

หนังชนะรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ในปี 2015

 

ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีต CIA และลูกจ้างสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NSA ที่ออกมาเปิดโปงโครงการลับที่ทางสหรัฐฯ ร่วมมือกับบริษัทคอมพิวเตอร์เพื่อสอดส่องและล้วงข้อมูลประชาชน ทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องหาที่ทางสหรัฐฯ ต้องการตัวจนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ

 

หลังจากที่ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถูกปล่อยออกมา หนังได้รับคำวิจารณ์ด้านบวกมากมาย และได้คะแนนในเว็บไซต์ Rotten Tomatoes สูงถึง 96% ส่วนผู้กำกับสาว ลอรา พอยทราส เธอมักจะทำภาพยนตร์สารคดีที่สะท้อนประเด็นทางการเมือง ทั้งเรื่อง My Country, My Country (2006) ที่เกี่ยวกับฐานกองกำลังทหารอเมริกันในอิรัก และเรื่อง The Oath (2010) ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากการก่อการร้าย 9/11

 

 

Spotlight (2015)

กำกับโดย ทอม แม็กคาร์ธี

หนังเข้าชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขา และชนะไป 2 รางวัลคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ปี 2016

 

หนังสร้างจากเรื่องจริงของทีมข่าวสืบสวน Spotlight จากหนังสือพิมพ์ The Boston Globe ที่ทำการสืบสวนและเขียนข่าวเปิดโปงเรื่องของบาทหลวงในศาสนจักรคาทอลิกที่ล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ หลังการตีพิมพ์ข่าวชิ้นนี้ เรื่องราวได้แพร่กระจายไปกว่า 100 เมืองทั่วอเมริกาและทั่วโลก แค่ในเมืองบอสตัน มีบาทหลวงมากกว่า 250 รูปที่ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์

 

ในปี 2003 ทางหนังสือพิมพ์ The Boston Globe ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ด้านบริการสาธารณะ จากข่าวเปิดโปงชิ้นนี้ และทีมข่าว Spotlight ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ The Boston Globe จนถึงทุกวันนี้

 

COVER PHOTO: All the President’s Men (1976)

The post 5 ภาพยนตร์ออสการ์ที่สะท้อนบทบาทและจุดยืนของวงการสื่อสารมวลชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/5-movies-reflect-the-role-and-position-of-journalism/feed/ 0
เบื้องหลังภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงบนเวทีออสการ์ https://thestandard.co/true-stories-dominate-oscar-nominees/ https://thestandard.co/true-stories-dominate-oscar-nominees/#respond Tue, 20 Feb 2018 10:42:16 +0000 https://thestandard.co/?p=71616

ออสการ์ในแต่ละปีย่อมโผล่ชื่อภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ […]

The post เบื้องหลังภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงบนเวทีออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออสการ์ในแต่ละปีย่อมโผล่ชื่อภาพยนตร์เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆ ที่ ‘Based on a True Story’ หรือสร้างจากเรื่องจริงมาอยู่เสมอ กระทั่ง Forbes เองยังเคยมีบทความ True Stories Dominate Oscar Nominees ที่พูดถึงภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงและได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งในปี 2014 ที่บทความปล่อยออกมานั้นมีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงถึง 7 เรื่อง จากรายชื่อหนังที่เข้าชิงทั้งหมด 9 เรื่อง ได้แก่ American Hustle, Captain Phillips, Dallas Buyers Club, Nebraska, Philomena, The Wolf of Wall Street รวมถึง 12 Years a Slave ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้นไปครอง

 

เช่นเดียวกับงานประกาศรางวัลออสการ์ในปี 2015 และ 2016 ที่มีภาพยนตร์จากเรื่องจริงถึง 4 เรื่องเท่ากันที่ได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จนมาถึงงานออสการ์ ครั้งที่ 90 ในปี 2018 ภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและสร้างจากเรื่องจริงมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ Darkest Hour, Dunkirk และ The Post นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์จากเรื่องจริงที่ได้เข้าชิงรางวัลสาขาอื่นๆ ด้วย

 

แคธารีน แกรห์ม และเบน แบรดลี รับบทโดย เมอรีล สตรีป และทอม แฮงส์ ใน The Post (2017)

 

จากชีวิตจริงสู่เวทีออสการ์

มีการรวบรวมข้อมูลผลรางวัลออสการ์จาก hubspot.net ที่ระบุว่า ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงและได้อยู่บนเวทีออสการ์ตั้งแต่ปี 1935-2015 มีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง 24% ที่ชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในขณะที่นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงมี 30% นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม 19% และผู้กำกับยอดเยี่ยม 22% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่ได้สูงเกินคาด

 

ในแง่ของการตลาด เปอร์เซ็นต์ของภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงก็ทำเงินได้น้อยกว่าภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องแต่งอยู่มาก วิเคราะห์ได้จากสถิติรายได้โดยรวมของ U.S. Box Office ช่วงปี 1990-2016 ภาพยนตร์ทั่วไปที่สร้างจากเรื่องจริงจะทำเงินได้ประมาณ 29 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ภาพยนตร์จากเรื่องแต่งทำเงินได้ถึง 74 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

 

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ รับบทโดย เดวิด โอเยโลโว ใน Selma (2015)

 

จริงแค่ไหนเรียกว่าจริง

แต่การจะเรียกภาพยนตร์เรื่องหนึ่งว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงนั้นก็อาจจะกำกวมอยู่พอสมควร เพราะในจำนวนภาพยนตร์ที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริงทั้งหมดก็มีเรื่องจริงปนอยู่ในหนังไม่เท่ากัน informationisbeautiful.net ได้ทำการศึกษาภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงจำนวน 17 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ เพื่อคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ของเรื่องจริง-เรื่องแต่งในแต่ละเรื่อง ได้แก่ Lion (2016), Hidden Figures (2016), Hacksaw Ridge (2016), The Big Short (2016), Spotlight (2015), Bridge of Spies (2015), Selma (2015), American Sniper (2015), The Imitation Game (2015), Dallas Buyers Club (2014), The Wolf of Wall Street (2014), 12 Years a Slave (2014), Philomena (2013), Captain Phillips (2013), Rush (2013), The Social Network (2010) และ The King’s Speech (2010) ผลสำรวจพบว่าภาพยนตร์ที่มีเรื่องจริงมากที่สุดคือ Selma (100%) ตามมาด้วย The Big Short (91.4%) และ Bridges of Spies (89.9%) โดยภาพยนตร์ที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แต่มีการแต่งเติมเรื่องราวเข้าไปมากที่สุดคือ The Imitation Game ซึ่งมีเรื่องจริงอยู่เพียง 41.4%

 

คริสตอส ไมเคิลส์ ตัวแทนจาก Lee & Thompson LLP บริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายในอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์กับ The Independent อธิบายถึงคำศัพท์ที่ใช้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเอาไว้ว่า

 

การใช้คำว่า ‘Inspired by a true story’ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง หมายถึงภาพยนตร์นั้นๆ อาจจะแค่เอาไอเดียคร่าวๆ มาจากเรื่องจริง โดยเนื้อหาในภาพยนตร์ไม่ต้องตรงกับข้อเท็จจริงเลยก็ได้ และตัวละครก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่จริง ในขณะที่คำว่า ‘Based on a true story’ จะต้องเล่าถึงเนื้อหาที่มีตัวบุคคลจากเรื่องจริง และจำเป็นต้องอาศัยความถูกต้องชัดเจนของเนื้อหาในภาพยนตร์มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวก็ยังแตกต่างไปในแต่ละประเทศด้วย

 

 

วินสตัน เชอร์ชิลล์ รับบทโดย แกรี โอลด์แมน ใน Darkest Hour (2017)

 

หนังที่สร้างจากเรื่องจริงบนเวทีออสการ์ ปี 2018

ในปีนี้เราก็ยังได้เห็นเทรนด์ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงบนเวทีออสการ์อยู่บ้าง ทั้งในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและสาขาอื่นๆ ทั้งนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่น่าจับตามองและได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ปี 2018 มีดังนี้

 

Loving Vincent

เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม Loving Vincent สร้างจากชีวประวัติของศิลปินชื่อดังระดับโลก วินเซนต์ แวน โก๊ะ กำกับโดย โดโรตา โคเบียลา และฮิวจ์ เวลช์แมน จากการรวบรวมทุนทำภาพยนตร์ผ่านเว็บไซต์ Kickstarter ที่ทำให้เราได้ชมภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ใช้ลายเส้นวาดทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อโลกค้นพบทฤษฎีการฆ่าตัวตายที่น่าเศร้าของแวน โก๊ะ Loving Vincent จึงเล่าเรื่องราวชีวิตการเป็นศิลปินและความเดียวดายของเขาเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้สุดท้าย ‘ความจริง’ ของการจากไปของศิลปินระดับตำนานคนนี้ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัด แต่ Loving Vincent ก็เตือนให้คนดูสนใจเรื่องราวขณะเขามีชีวิต ไม่ใช่สาเหตุการตายเท่านั้น

 

Photo: www.historyvshollywood.com

 

Dunkirk

ภาพยนตร์ฝีมือการกำกับของคริสโตเฟอร์ โนแลน เข้าชิงถึง 8 รางวัลออสการ์ รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Dunkirk เล่าเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1940 และยุทธการดันเคิร์ก’ หรือการอพยพทหารอังกฤษและฝรั่งเศสออกจากชายหาดในเมืองดันเคิร์ก ซึ่งในภาพยนตร์นำเสนอบทบาทของชาวบ้านที่ส่งเรือเล็กไปช่วยเหลือทหารที่ติดอยู่บนชายหาดกว่า 400,000 นาย โดยสามารถช่วยได้สำเร็จถึง 338,000 ราย การหยิบยกเรื่องดันเคิร์กมาเล่าเป็นเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ แต่โนแลนเลือกที่จะสร้างคาแรกเตอร์ในหนังขึ้นมาใหม่ประกอบกับเรื่องราวจริง แต่ก็มีตัวละครหลักอย่างนักบิน Royal Air Force ‘Farrier’ ที่นำแสดงโดย ทอม ฮาร์ดี ที่แม้จะเป็นตัวละครที่แต่งขึ้น แต่ก็มีความใกล้เคียงกับบุคคลในประวัติศาสตร์จริงอย่าง อลัน คริสโตเฟอร์ เดียร์ นักบินชาวนิวซีแลนด์ ที่เครื่องบินตกบนชายหาดเช่นเดียวกับตัวละครของทอม ฮาร์ดี  

 

Darkest Hour

เข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัล รวมทั้งรางวัลที่น่าจับตามองอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แกรี โอลด์แมน) กำกับภาพยนตร์โดย โจ ไรต์ Darkest Hour เล่าเรื่องราวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวของดันเคิร์กเช่นเดียวกัน มีการระบุว่าเนื้อหาใน Darkest Hour ไม่นำเสนอความจริงทางประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องเท่าที่ควร และบ้างก็อ้างว่า Darkest Hour ถูกเสริมรายละเอียดบางอย่างให้สนุกเกินจริง อย่างซีนที่วินสตันขึ้นรถไฟใต้ดินและได้รับกำลังใจจากประชาชนให้สู้ต่อไปก็เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ก็เป็นซีนที่ทำให้ Darkest Hour เวอร์ชันภาพยนตร์ทรงพลังยิ่งขึ้น

 

 

I, Tonya

จากนักสเกตน้ำแข็งรางวัลโอลิมปิก ทอนยา ฮาร์ดิง ต้องเจอกับคดีลอบทำร้ายคู่แข่งจนทำให้กลายเป็นข่าวดังและทำลายชีวิตการทำงานของเธอ หนังพาเราย้อนเรื่องราวของคดีดังกล่าวและความเป็นมาของทอนยาผ่านฝีมือการกำกับของเครก กิลเลสปีย์ โดยในปีนี้ I, Tonya เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิง นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

ในชีวิตจริง คดีของทอนยา ฮาร์ดิง และเพื่อนคู่แข่งแนนซี เคอร์ริแกน ก็ยังไม่สามารถยืนยันเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ แม้จะมีหลายกระแสที่กล่าวว่าทอนยาสมรู้ร่วมคิดในการลอบทำร้ายแนนซีจริง และภาพยนตร์ I, Tonya ถือเป็นการบอกเล่าประวัติชีวิตของทอนยาในแบบที่เธอต้องการ

 

The Post

เรื่องราวของ Pentagon Papers และการเปิดโปงความลับรัฐบาล ที่นำแสดงโดย ทอม แฮงส์ และเมอรีล สตรีป กำกับภาพยนตร์โดย สตีเวน สปีลเบิร์ก

 

The Post เข้าชิงออสการ์ 2 รางวัลคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในช่วงปี 1971 แคธารีน แกรห์ม (รับบทโดย เมอรีล สตรีป) ทำงานในสำนักพิมพ์ The Washington Post และตัดสินใจร่วมมือกับบรรณาธิการ เบน แบรดลี (รับบทโดย ทอม แฮงส์) ในการประสานงานกับ The New York Times เพื่อเปิดโปงความลับของรัฐบาลที่อยู่มานานกว่า 3 ทศวรรษ ภายใต้การปิดบังของประธานาธิบดีถึง 4 คน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงทั้งชีวิตและหน้าที่การงานของตัวเองในฐานะสื่อกับการเปิดเผยความจริงให้กับประชาชนชาวอเมริกันได้รับรู้

 

All The Money in the World

คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ชีวประวัติดราม่า All the Money in the World กำกับภาพยนตร์โดย ริดลีย์ สก็อตต์ ที่เล่าเรื่องราวของ ‘Getty Kidnapping’ ในปี 1973 คดีการลักพาตัวหลานชาย วัย 16 ปี จอห์น พอล เก็ตตี ที่ 3 และปู่ของเขา จอห์น พอล เก็ตตี ผู้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่ไม่ยอมจ่ายค่าประกันตัว นำแสดงโดยนักแสดงมือรางวัลทั้ง มิเชล วิลเลียมส์, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ และมาร์ก วอห์ลเบิร์ก เขียนบทโดย เดวิด สการ์ปา ที่ใช้เรื่องราวจากหนังสือ Painfully Rich: The Outrageous Fortune and Misfortunes of the Heirs of J. Paul Getty เขียนโดย จอห์น เพรสตัน ที่แม้แต่บทภาพยนตร์และฉากในภาพยนตร์ที่ออกมาก็มีการอ้างว่าดราม่าน้อยกว่าเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงและได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาอื่นๆ ในปีนี้อีกทั้ง The Big Sick, The Greatest Showman และ Victoria and Abdul

 

สำหรับงานอคาเดมี อวอร์ดส์ หรืองานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 ประจำปี 2018 ได้พิธีกรอารมณ์ดี จิมมี คิมเมล มาเป็นโฮสต์ของงาน โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ตามเวลาท้องถิ่น

The post เบื้องหลังภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงบนเวทีออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/true-stories-dominate-oscar-nominees/feed/ 0
The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน https://thestandard.co/the-post/ https://thestandard.co/the-post/#respond Fri, 26 Jan 2018 08:34:17 +0000 https://thestandard.co/?p=65277

    หนังเรื่อง The Post (2017) ของสตีเวน สปีล […]

The post The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

หนังเรื่อง The Post (2017) ของสตีเวน สปีลเบิร์ก อาจจะบอกเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับไป 40-50 ปี หรือในช่วงราวๆ ต้นทศวรรษ 1970 แต่ ‘ตำบลกระสุนตก’ จริงๆ ของหนังกลับอยู่แถวๆ ทำเนียบขาวในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าอยู่ในการครอบครองของประธานาธิบดี ผู้ซึ่งหากจะจำกัดความอย่างมองโลกในแง่ดีสักหน่อย ก็อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่น่าเบื่อน้อยที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของอเมริกาเคยอำนวยการผลิตมา แต่ในทางกลับกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำประเทศที่ปากเสียที่สุด มีพฤติกรรมและวิสัยทัศน์ที่ทั้งน่าตลกขบขันที่สุด บ้าบอคอแตกที่สุด น่าสมเพชเวทนาที่สุด เหยียดผิวและเหยียดเพศที่สุด และเหนืออื่นใด คุกคามการทำงานของสื่อมวลชนที่สุด (และอย่างเปิดเผย) ไม่มากไม่น้อย นั่นอาจทำให้บัลลังก์ของ ริชาร์ด นิกสัน ในฐานะประธานาธิบดีที่โพลของหลายสำนักเคยโหวตให้เป็นแชมป์ ‘ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่น่ารังเกียจที่สุด’ ต้องสั่นคลอน

 

ส่วนที่ทั้งเย้ยหยันและขันขื่นก็ตรงที่ในขณะที่ผู้ร้ายนอกจอตามที่หนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ชักชวนให้ผู้ชมลากเส้นประเชื่อมโยงได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ร้ายในจอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ริชาร์ด นิกสัน ผู้ซึ่งได้สร้างผลงานชิ้นโบดำไว้ให้กับสาธารณชนชาวอเมริกันมากมาย สองในจำนวนนั้นได้แก่ คดีวอเตอร์เกตอันสุดแสนอื้อฉาวที่นำพาให้เขาต้องชิงลาออกก่อนโดนไล่ออก อีกหนึ่ง-ได้แก่การใช้อำนาจบาตรใหญ่คุกคามการทำงานของสื่อมวลชนแบบเดียวกับทรัมป์ แต่ด้วยแท็กติกที่แตกต่างกัน นั่นคือการพยายามยับยั้งทุกวิถีทาง ไม่ให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์และวอชิงตันโพสต์เผยแพร่เอกสารลับสุดยอดของเพนตากอน ซึ่งเปิดโปงให้คนในสังคมรับรู้ว่า ประธานาธิบดีของพวกเขานับย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย แฮร์รี ทรูแมน นอกจากไม่พูดความจริงกับประชาชนเรื่องการไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในเวียดนาม แต่ละคนยังโกหกพกลมต่างๆ นานา

 

อย่างที่หลายคนรับรู้รับทราบ คดีวอเตอร์เกตเคยถูกนำไปดัดแปลงเป็นหนังโด่งดังเรื่อง All the President’s Men (1976) ของ อลัน เจ.พาคูลา เนื้อหาว่าด้วยเรื่องของนักข่าววอชิงตันโพสต์สองคนสืบเสาะเหตุไม่ชอบมาพากล จนกระทั่งทุกอย่างบานปลาย ส่วนเหตุการณ์หลัง-ซึ่งในแง่ของลำดับเวลา เกิดขึ้นก่อนคดีวอเตอร์เกต และกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่นำพาให้เกิดคดีวอเตอร์เกต ก็คือเนื้อหาสำคัญที่ได้รับการบอกเล่าไว้ในหนังเรื่อง The Post หรือมองในแง่หนึ่ง หนังของสปีลเบิร์กก็มีสถานะเป็นเสมือน prequel หรือตอนที่มาก่อน All the President’s Men และว่ากันตามจริง (สปอยล์เล็กน้อย) หนังเรื่อง The Post ก็ถึงกับแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ประเด็นหนึ่งที่น่ากล่าวถึงจริงๆ ก็คือ การวางปมเรื่อง ใครลองเช็กวิกิพีเดียกรณีเอกสารลับของเพนตากอนรั่วไหล-ก็คงรับรู้ได้ว่า เรื่องอื้อฉาวทั้งหมดแดงขึ้นเพราะ ดาเนียล เอลสเบิร์ก อดีตนักวิเคราะห์ข้อมูลของกองทัพ นำรายงานซึ่งมีความยาวเจ็ดพันหน้าไปมอบให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ และภายหลังพวกเขาเผยแพร่เนื้อหาไปได้จำนวนหนึ่ง ศาลสูงสหรัฐฯ จากการร้องขอของรัฐบาลนิกสันก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระหว่างนี้เองที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ก็นำเอกสารส่วนที่เอลสเบิร์กมอบให้ออกตีพิมพ์บ้าง ก่อนที่พวกเขาจะเจอคำสั่งระงับการเผยแพร่แบบเดียวกัน

 

หนังเรื่อง The Post ของสปีลเบิร์กพูดถึงบทบาทของนิวยอร์กไทมส์อย่างผิวเผิน จุดใหญ่ใจความของหนังมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจตีพิมพ์เอกสารลับเพนตากอนของแคธารีน แกรห์ม (เมอรีล สตรีป) บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของวอชิงตันโพสต์เป็นสำคัญ ซึ่งว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า ทำไมหนังเรื่อง The Post ถึงเลือกเล่าจากมุมนี้

 

 

พูดง่ายๆ หากนี่เป็นเรื่องการขับเคี่ยวระหว่างหนังสือพิมพ์ซึ่งมีสถานะอันแข็งแกร่งอยู่แล้วอย่างนิวยอร์กไทมส์กับรัฐบาลนิกสัน หรืออีกนัยหนึ่ง มืออาชีพเจอกับมืออาชีพ เป็นไปได้ว่าดีกรีของการเอาใจช่วย หรือสถานะของการตกเป็นเบี้ยล่างก็คงไม่เท่ากับของวอชิงตันโพสต์ ซึ่งในตอนที่หนังพาผู้ชมไปรับรู้สถานการณ์เบื้องต้น พวกเขาเป็นแค่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ทำเนียบขาวเพิ่งจะโทรศัพท์มาปฏิเสธไม่ให้นักข่าวเข้าร่วมทำข่าวงานแต่งของลูกสาวประธานาธิบดี มิหนำซ้ำ หนังสือพิมพ์ยังอยู่ในช่วงที่ต้องทำตัวเป็น ‘เด็กดี’ เนื่องจากบริษัทกำลังระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องหยุมหยิมปลีกย่อยเมื่อเทียบกับการที่ แคธารีน แกรห์ม ผู้ซึ่งเป็นแม่บ้านมาตลอดทั้งชีวิต ทว่าเพราะการจากไปของสามี-นำพาให้เธอจับพลัดจับผลูต้องกลายมาเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นั่นคือตอนที่ความท้าทายถาโถมเข้าใส่ตัวละครจากแทบทุกทิศทาง ซึ่งอาจแจกแจงเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

 

หนึ่ง เธอแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับกิจการหนังสือพิมพ์ และต้องขอความเห็นจากที่ปรึกษาส่วนตัวตลอดเวลา สอง เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในโลกที่แวดล้อมไปด้วยผู้ชาย และเห็นได้จะแจ้งว่าแทบไม่มีใครถือสาความคิดเห็นของเธอจริงๆ จังๆ สาม ในการตีพิมพ์เอกสารลับ คนหนึ่งที่จะได้รับบาดเจ็บที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน โรเบิร์ต แม็คนามารา (บรูซ กรีนฟอร์ด) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวแกรห์ม

 

และแล้ว ปมขัดแย้งคลาสสิกก็ผุดพราย นั่นคือการที่ตัวละครต้องเลือกระหว่างหน้าที่การงานกับความสัมพันธ์ส่วนตัว สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ การตีพิมพ์เอกสารดังกล่าวมีความเสี่ยงในระดับที่นอกจากสามารถทำให้กิจการหนังสือพิมพ์ของครอบครัวต้องพังพินาศ เธอและเบน แบรดลีย์ (ทอม แฮงส์) บรรณาธิการบริหารก็ยังอาจติดคุกได้ด้วย ทั้งหมดทั้งมวล นั่นทำให้เธอกลายเป็นตัวละครที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องสูญเสีย เพื่อแลกกับอะไรที่จับต้องไม่ได้ และดูเป็นนามธรรมมากๆ นั่นคือ เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชน

 

 

ตัวละครอีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ เบน แบรดลีย์ บุคลิกที่โดดเด่นตามที่หนังนำเสนอไม่ใช่ความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอย่างที่หนังนักหนังสือพิมพ์มักจะนำเสนออย่างซ้ำซากจำเจ แต่ได้แก่ความเป็นคนชอบแข่งขัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกาะกุมความนึกคิดของเขาเป็นลำดับต้นๆ ไม่ใช่การตีแผ่ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ เท่ากับความสงสัยใคร่รู้ว่าคู่แข่งอย่างนิวยอร์กไทมส์กำลังซุ่มทำอะไร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มีส่วนช่วยให้วอชิงตันโพสต์เลื่อนขั้นจากสื่อท้องถิ่นกลายเป็นผู้เล่นแถวหน้าของวงการหนังสือพิมพ์ และโดยอ้อม นี่ก็ถือเป็นพล็อตย่อยของ The Post ด้วย

 

พินิจพิเคราะห์ในแง่ของแนวทาง หนังเรื่อง The Post อาจจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับหนังที่เล่าเรื่องของนักหนังสือพิมพ์อย่าง Spotlight, Zodiac, All the President’s Men ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นหนังที่นอกจากเดินเรื่องเนิบนาบ มู้ดและโทนก็ยังมักจะเคร่งเครียดและหนักอึ้ง ส่วนหนึ่งของ The Post อาจหลีกเลี่ยงสภาวะเช่นนั้นไม่ได้ แต่สปีลเบิร์กก็ยังคงเป็นสปีลเบิร์กวันยังค่ำ วิธีการที่หนังดึงคนดูไปร่วมลุ้นระทึกกับสถานการณ์ที่ตัวละครต้องทำอะไรบางอย่างแข่งกับเวลาที่บีบคั้นและกดดัน หรือการกำหนดให้ผู้ชมเฝ้าคอยอะไรบางอย่างด้วยอาการกระวนกระวาย-ก็ช่วยทำให้นี่ไม่ใช่หนังในแบบที่ผู้ชมต้องดูไปกุมขมับไป และจริงๆ แล้ว เป็นหนังเขย่าขวัญการเมืองที่ดูสนุกโดยที่เราไม่ต้องรู้ภูมิหลังของเรื่องมากมาย

 

 

อย่างที่กล่าวข้างต้น การออกฉายของหนังเรื่อง The Post อย่างทันท่วงที ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนดูได้ตระหนักว่า นอกจากเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเรื่องจำเป็น สื่อมวลชนก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสอดส่องไม่ให้ผู้นำประเทศลุแก่อำนาจและทำอะไรตามอำเภอใจ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่บ้านเมืองมีผู้นำเยี่ยงนี้

 

เดาว่าคนอเมริกันที่ได้ดู The Post น่าจะรู้สึกฮึกเหิมและพองโต เพราะหนังสำแดงให้รับรู้ว่า ไม่ว่าใครจะใหญ่มาจากไหน พวกเขาก็ไม่สามารถปิดปากผู้คนได้ นี่เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นี่เป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งแน่นหนา มิหนำซ้ำ ทั้งหมดที่หนังบอกเล่าก็สร้างจากเรื่องจริง พูดสำหรับคนดูในบ้านเรา เชื่อว่าเวทมนตร์คาถาของสปีลเบิร์กน่าจะทำให้ใครต่อใครเคลิบเคลิ้มไปกับความงดงามของระบอบการปกครองที่สิทธิและเสรีภาพของทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครอง

 

น่าเสียดายที่สภาวะเช่นนั้นดำรงอยู่จนถึงห้วงเวลาที่แสงไฟในโรงหนังสว่างขึ้น และกระชากพวกเรากลับคืนสู่โลกความเป็นจริงของดินแดนที่ยังคงฝืดเคืองขัดสนความเป็นประชาธิปไตย ทีละน้อย นั่นคือตอนที่เราสำเหนียกได้ว่า สิ่งที่เพิ่งจะถูกบอกเล่าในหนังเรื่อง The Post เกิดขึ้นในดินแดนแสนห่างไกล และเรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องแฟนตาซี

 

 

THE POST (2017)

กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก

ผู้แสดงเมอรีล สตรีป, ทอม แฮงส์, ซาราห์ พอลสัน

 

 

The post The Post (2017) เสียงเห่าของหมาเฝ้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-post/feed/ 0
The Shape of Water เข้าชิงออสการ์มากที่สุด 13 รางวัล พร้อม Meryl Streep สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! https://thestandard.co/oscars-2018-shape-of-water-leads-with-13-nominations/ https://thestandard.co/oscars-2018-shape-of-water-leads-with-13-nominations/#respond Tue, 23 Jan 2018 15:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=64491

ประกาศแล้ว! สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งท […]

The post The Shape of Water เข้าชิงออสการ์มากที่สุด 13 รางวัล พร้อม Meryl Streep สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประกาศแล้ว! สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 โดยปีนี้หนังเรื่อง The Shape of Water ของผู้กำกับชาวเม็กซิกัน กิลเลอร์โม เดล โตโร ได้เข้าชิงมากที่สุด 13 สาขา ซึ่งรวมไปถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่แข่งกับ Call Me By Your Name, Darkest Hour, Dunkirk, Get Out, Lady Bird, Phantom Thread, The Post และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

 

ในปีนี้นักแสดงระดับตำนานอย่าง เมอรีล สตรีป ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในการเป็นนักแสดงที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงสูงสุดทั้งหมด 21 ครั้ง (ตั้งแต่ปี 1979-2018) ซึ่งปีนี้เธอได้เข้าชิงสาขา ‘นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม’ จากหนังเรื่อง The Post ของผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือการที่เราได้เห็นนักแสดงรุ่นใหม่หลายคนได้รับเสนอเข้าชิงทั้ง เซียร์ชา โรแนน ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Lady Bird, ทิโมธี ชาลาเมต์ จาก Call Me By Your Name ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และยังมี แดเนียล คาลูยา อีกด้วย แต่ที่น่าฮือฮากลับเป็นการไม่มีชื่อของ เจมส์ แฟรนโก จากหนังเรื่อง The Disaster Artist ในสาขานักแสดงนำชาย แม้เขาจะได้เข้าชิงที่งาน SAG Awards และ Golden Globe Awards ที่เขาชนะรางวัล ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกระแสข่าวการล่วงละเมิดทางเพศของเขาในตอนนี้

 

รางวัลออสการ์ หรือชื่อเต็ม Academy Awards จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1929 ที่ Hollywood Roosevelt Hotel ลอสแอนเจลิส โดยจัดเป็นรูปแบบดินเนอร์กับแขก 270 คน ต่อมาก็ขยายสเกลงานและบทบาทจนเป็นเวทีแจกรางวัลสาขาภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก พร้อมคนดูทั่วโลกนับพันล้าน โดยนักแสดงที่เคยชนะรางวัลออสการ์มากสุดก็คือ แคทารีน เฮปเบิร์น ส่วนหนังที่เคยชนะมามากสุดก็คือ Ben-Hur (1959), Titanic (1997) และ The Lord of the Rings: The Return of the King (2013) ที่ทั้ง 3 เรื่องชนะมาแล้ว 11 ครั้ง

 

งานออสการ์ปีนี้จะจัดตรงกับวันที่ 5 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย โดยได้ จิมมี คิมเมล มาเป็นพิธีกรอีกครั้ง หลังจากที่เคยดำเนินรายการเมื่อปีก่อน

 

สำหรับข่าวสารและความเคลื่อนไหวของงานออสการ์ สามารถติดตามได้ที่ THE STANDARD พร้อมกับความพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

 

*รายชื่อผู้เข้าชิงทั้งหมด สามารถดูได้ที่ www.oscars.org/oscars/ceremonies/2018

 

https://www.youtube.com/watch?v=vPVA2-mDJ4w&feature=youtu.be

 

The post The Shape of Water เข้าชิงออสการ์มากที่สุด 13 รางวัล พร้อม Meryl Streep สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-2018-shape-of-water-leads-with-13-nominations/feed/ 0
ล้างตาเตรียมพร้อม! The Post, Downsizing, Phantom Thread, Lady Bird หนังเต็งออสการ์เตรียมฉายในไทย https://thestandard.co/the-post-downsizing-phantom-thread-lady-bird/ https://thestandard.co/the-post-downsizing-phantom-thread-lady-bird/#respond Thu, 11 Jan 2018 11:27:12 +0000 https://thestandard.co/?p=61714

งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards 201 […]

The post ล้างตาเตรียมพร้อม! The Post, Downsizing, Phantom Thread, Lady Bird หนังเต็งออสการ์เตรียมฉายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards 2018 ผ่านไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ช่วงนี้หนังเต็งรางวัลออสการ์เตรียมปูพรมเข้าฉายในไทยต่อเนื่อง เหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้ออสการ์เข้ามาทุกที ล่าสุด ยูไอพี ประเทศไทย ร่วมกับเอเพ็กซ์ จัดอีเวนต์พิเศษ ‘ทำเนียบหนังดี UIP ร่วมก้าวสู่สกาลากึ่งศตวรรษ’ เปิดรอบฉายหนังดีมีลุ้นออสการ์แบบดูก่อนใครถึง 4 เรื่อง 4 รอบ คือ The Post, Downsizing, Phantom Thread และ Lady Bird เฉพาะที่โรงภาพยนตร์สกาลา อุ่นเครื่องก่อนหนังจะเข้าโปรแกรมฉายจริง

 

 

The Post ฉายวันที่ 23 มกราคม (รอบ 20.00 น.)    

นักแสดงระดับตัวพ่อและตัวแม่อย่างทอม แฮงส์, เมอรีล สตรีป และผู้กำกับระดับตำนานอย่างสตีเวน สปีลเบิร์ก โคจรมาพบกันเป็นครั้งแรกใน The Post หนังได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของนักหนังสือพิมพ์หญิงคนแรกของประเทศที่กำลังต่อสู้เพื่อเปิดเผยเอกสารลับช่วงสงครามเวียดนามที่ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปกปิดมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมช่วงเวลาครองตำแหน่งของประธานาธิบดีของประเทศถึง 4 คน โดยหนังถูกวางโปรแกรมฉายจริงในวันที่ 25 มกราคม

 

 

Downsizing ฉายวันที่ 24 มกราคม (รอบ 20.00 น.)

หนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น จาก Sideways (2005), The Descendants (2012) ในเรื่อง แมตต์ เดมอน รับบทเป็น พอล ชายหนุ่มที่ตัดสินใจร่วมกับภรรยาในการที่จะพาตัวเองย่อส่วนเพื่อหวังจะพบกับชีวิตที่ดีกว่าในสังคม ‘ย่อส่วน’ ที่ทุกคนจะใช้ชีวิตเสมือนโลกจริงทุกอย่าง เพียงแต่ภาพด้านดีที่คิดฝันไว้นั้น บางทีอาจจะมีหายนะรอเขาอยู่ที่ระหว่างทางก็เป็นได้… หนังจะเข้าฉายจริงในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

 

 

Phantom Thread ฉายวันที่ 25 มกราคม (รอบ 20.00 น.)

แฟนงานแสดงของแดเนียล เดย์-ลูอิส พลาดไม่ได้จริงๆ ในเรื่องเขาจะรับบทเจ้าของร้าน The House of Woodcock ร้านตัดเสื้อผ้าชื่อดังในสังคมชั้นสูงของกรุงลอนดอนในช่วงยุค 50s หนังเขียนบทและกำกับโดย พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่เคยร่วมงานกับแดเนียลมาแล้วใน There Will Be Blood (2007) หนังจะเข้าฉายจริงในไทยวันที่ 22 กุมภาพันธ์

 

 

Lady Bird ฉายวันที่ 26 มกราคม (รอบ 20.00 น.)     

Lady Bird เพิ่งคว้าลูกโลกทองคำจากสาขาสำคัญอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาหนังตลกและเพลง และดารานำหญิงยอดเยี่ยมในสาขาเดียวกัน จากฝีมือการแสดงของเซียร์ชา โรแนน ในบทบาทเด็กมัธยมสาวสุดเซี้ยว หัวรั้น และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่กำลังระส่ำระสายสุดขีด หนังได้รับเสียงชื่นชมว่าฉลาดเล่าและเต็มไปด้วยเรื่องราว coming of age ที่ยอดเยี่ยม Lady Bird จะเข้าฉายในไทยวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้

 

เป็นโปรแกรม 4 เรื่อง 4 รสชาติ 4 รอบฉายที่บอกเลยว่าคอหนังดีเต็งออสการ์พลาดไม่ได้ สามารถซื้อตั๋วภาพยนตร์ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมเป็นต้นไป ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโรงภาพยนตร์สกาลา

The post ล้างตาเตรียมพร้อม! The Post, Downsizing, Phantom Thread, Lady Bird หนังเต็งออสการ์เตรียมฉายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-post-downsizing-phantom-thread-lady-bird/feed/ 0
อุ่นเครื่องเตรียมลุ้น ใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Golden Globe 2018 https://thestandard.co/golden-globes-2018/ https://thestandard.co/golden-globes-2018/#respond Sat, 06 Jan 2018 23:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=60343

เช้าวันที่ 8 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย เราก็จะได้รู้กันแล […]

The post อุ่นเครื่องเตรียมลุ้น ใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Golden Globe 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้าวันที่ 8 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย เราก็จะได้รู้กันแล้วว่าใครกันที่จะเป็นผู้ได้รับรางวัล Golden Globes ครั้งที่ 75

 

โดยในสาขาภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม มีตัวเก็งเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Dunkirk แต่ก็เป็นไปได้ว่าหนังของผู้กำกับ กิลเลอร์โม เดล โตโร เรื่อง The Shape of Water อาจมาแรงแซงทางโค้งก็เป็นได้ ส่วนสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (ดราม่า) เมอรีล สตรีป ก็มีสิทธิ์ลุ้น หลังจากได้รางวัล Golden Globes ไปวางโชว์ไว้แล้ว 9 ตัว และที่ได้รับการจับตามองในปีนี้คือสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ดราม่า) ที่เป็นการเชือดเฉือนกันระหว่างรุ่นใหญ่อย่าง แดเนียล เดย์-ลูอิส, แกรี โอลด์แมน, เดนเซล วอชิงตัน, ทอม แฮงส์ แต่ก็อย่าดูเบาม้ามืดรุ่นเล็กอย่าง ทิโมธี ชาลาเมต์ จากเรื่อง Call Me By Your Name ที่ใครต่อใครต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าบท ‘เอลิโอ’ ที่เขาถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์กินใจคนดูอย่างไม่น่าเชื่อ

ในปีนี้ เซธ เมเยอร์ส รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยจะมีการถ่ายทอดสดจาก The International Ballroom of the Beverly Hilton ในเวลา 8.00-11.00 น. วันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2561 (ตามเวลาประเทศไทย) โดยในช่วงเดินพรมแดงก่อนเริ่มงาน 2 ชั่วโมงจะมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กเพจ The Golden Globes และอินสตาแกรม @goldenglobes

 

รายชื่อผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe ครั้งที่ 75

 

ภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม

  • Call Me By Your Name
  • Dunkirk
  • The Post
  • The Shape of Water
  • Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

 

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (ดราม่า)

  • Jessica Chastain – Molly’s Game
  • Sally Hawkins – The Shape of Water
  • Frances McDormand – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri
  • Meryl Streep – The Post
  • Michelle Williams – All the Money in the World

 

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ดราม่า)

  • Timothée Chalamet – Call Me By Your Name
  • Daniel Day-Lewis – Phantom Thread
  • Tom Hanks – The Post
  • Gary Oldman – Darkest Hour
  • Denzel Washington – Roman J. Israel, Esq.

 

ภาพยนตร์มิวสิคัล/คอเมดี้ยอดเยี่ยม

  • The Disaster Artist
  • Get Out
  • The Greatest Showman
  • I, Tonya
  • Lady Bird 

 

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (มิวสิคัล/คอเมดี้)

  • Judi Dench – Victoria & Abdul
  • Helen Mirren – The Leisure Seeker
  • Margot Robbie – I, Tonya
  • Saoirse Ronan – Lady Bird
  • Emma Stone – Battle of the Sexes

 

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (มิวสิคัล/คอเมดี้)

  • Steve Carell – Battle of the Sexes
  • Ansel Elgort – Baby Driver
  • James Franco – The Disaster Artist
  • Hugh Jackman – The Greatest Showman
  • Daniel Kaluuya – Get Out

 

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงอีกหลายคน และรางวัลในอีกหลากหลายสาขาที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง สามารถติดตามลิสต์ทั้งหมดได้ที่นี่

The post อุ่นเครื่องเตรียมลุ้น ใครจะเป็นผู้ชนะรางวัล Golden Globe 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/golden-globes-2018/feed/ 0
ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards 2018 https://thestandard.co/golden-globe-awards-2018-nominations/ https://thestandard.co/golden-globe-awards-2018-nominations/#respond Mon, 11 Dec 2017 15:15:32 +0000 https://thestandard.co/?p=54405

Dunkirk, Call Me by Your Name, The Post, The Shape of W […]

The post ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Dunkirk, Call Me by Your Name, The Post, The Shape of Water และ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ลุ้นชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่วนซีรีส์โทรทัศน์ยอดเยี่ยมต้องไปลุ้นกัน ระหว่าง The Crown, Game of Thrones, The Handmaid’s Tale, Stranger Things และ This is Us

 

เมื่อเวลาประมาณ 20.15 น. (11 ธ.ค.) ทาง Hollywood Foreign Press Association (HFPA) ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards ครั้งที่ 75 เป็นที่เรียบร้อย โดยมี อัลฟรี วูดาร์ด, การ์เรตต์ เฮดลันด์, คริสเตียน เบล และชารอน สโตน เป็นผู้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลทั้งภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ยอดเยี่ยม

 

โดยงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards ครั้งที่ 75 จะจัดขึ้นในวันที่ 7 มกราคม 2018 ถ่ายทอดสดจาก Beverly Hilton Hotel ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา #GOLDENGLOBES

 

รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards 2018

 

Best Motion Picture (Drama)

Call Me by Your Name

Dunkirk

The Post

The Shape of Water

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

 

Best Motion Picture (Musical / Comedy)

The Disaster Artist

Get Out

The Greatest Showman

I, Tonya

Lady Bird

 

Best Motion Picture (Animated)

The Boss Baby

The Breadwinner

Ferdinand

Coco

Loving Vincent

 

Best Actor in a Motion Picture (Drama)

Timothée Chalamet, Call Me by Your Name

Daniel Day-Lewis, Phantom Thread

Tom Hanks, The Post

Gary Oldman, Darkest Hour

Denzel Washington, Roman J. Israel, Esq.

 

Best Actress in a Motion Picture (Drama)

Jessica Chastain, Molly’s Game

Sally Hawkins, The Shape of Water

Frances McDormand, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

Meryl Streep, The Post

Michelle Williams, All the Money in the World

 

Best Actor in a Motion Picture (Musical/Comedy)

Steve Carell, Battle of the Sexes

Ansel Elgort, Baby Driver

James Franco, The Disaster Artist

Hugh Jackman, The Greatest Showman

Daniel Kaluuya, Get Out

 

Best Actress in a Motion Picture (Musical/Comedy)

Judi Dench, Victoria & Abdul

Margot Robbie, I, Tonya

Saoirse Ronan, Lady Bird

Emma Stone, Battle of the Sexes

Helen Mirren, The Leisure Seeker

 

Best Supporting Actor in a Motion Picture

Willem Dafoe, The Florida Project

Armie Hammer, Call Me by Your Name

Richard Jenkins, The Shape of Water

Christopher Plummer, All the Money in the World

Sam Rockwell, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

 

Best Supporting Actress in a Motion Picture

Mary J. Blige, Mudbound

Hong Chau, Downsizing

Allison Janney, I, Tonya

Laurie Metcalf, Lady Bird

Octavia Spencer, The Shape of Water

 

Best Director (Motion Picture)

Guillermo del Toro, The Shape of Water

Martin McDonagh, Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

Christopher Nolan, Dunkirk

Ridley Scott, All The Money in the World

Steven Spielberg, The Post

 

Best Screenplay (Motion Picture)

The Shape of Water

Lady Bird

The Post

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

Molly’s Game

 

Best Original Score (Motion Picture)

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

The Shape of Water

Phantom Thread

The Post

Dunkirk

 

Best Foreign Film

A Fantastic Woman

First They Killed My Father

In the Fade

Loveless

The Square

 

Best Television Series (Drama)

The Crown

Game of Thrones

The Handmaid’s Tale

Stranger Things

This is Us

 

Best Television Series (Comedy)

Black-ish

The Marvelous Mrs. Maisel

Master of None

SMILF

Will & Grace

 

Best Television Performance by an Actor (Musical/Comedy)

Anthony Anderson, Black-ish

Aziz Ansari, Master of None

Kevin Bacon, I Love Dick

William H. Macy, Shameless

Eric McCormack, Will & Grace

 

Best Television Performance by an Actress (Musical/Comedy)

Pamela Adlon, Better Things

Alison Brie, Glow

Issa Rae, Insecure

Rachel Brosnahan, The Marvelous Mrs. Maisel

Frankie Shaw, SMILF

 

Best Television Performance by an Actor (Drama)

Sterling K. Brown, This is Us

Freddie Highmore, The Good Doctor

Bob Odenkirk, Better Call Saul

Liev Schreiber, Ray Donovan

Jason Bateman, Ozark

 

Best Actress Television Performance by an Actress (Drama)

Caitriona Balfe, Outlander

Claire Foy, The Crown

Maggie Gyllenhaal, The Deuce

Katherine Langford, 13 Reasons Why

Elisabeth Moss, The Handmaid’s Tale

 

Best Television Performance by an Actor (Limited Series)

Robert De Niro, The Wizard of Lies

Jude Law, The Young Pope

Kyle MacLachlan, Twin Peaks

Ewan McGregor, Fargo

Geoffrey Rush, Genius

 

Best Television Performance by an Actress (Limited Series)

Jessica Biel, The Sinner

Nicole Kidman, Big Little Lies

Jessica Lange, Feud: Bette and Joan

Susan Sarandon, Feud: Bette and Joan

Reese Witherspoon, Big Little Lies

 

Best Supporting Actor (Television)

Alfred Molina, Feud: Bette and Joan

Alexander Skarsgard, Big Little Lies

David Thewlis, Fargo

David Harbour, Stranger Things

Christian Slater, Mr. Robot

 

Best Supporting Actress (Television)

Laura Dern, Big Little Lies

Ann Dowd, The Handmaid’s Tale

Chrissy Metz, This is Us

Michelle Pfeiffer, The Wizard of Lies

Shailene Woodley, Big Little Lies

 

Best Television Limited Series or Motion Picture Made for Television

Big Little Lies

Fargo

Feud: Bette and Joan

The Sinner

Top of the Lake: China Girl

 

อ้างอิง: www.goldenglobes.com

The post ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/golden-globe-awards-2018-nominations/feed/ 0