The North Face Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/the-north-face/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 14 Dec 2025 02:58:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The North Face จับมือ SKIMS เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง https://thestandard.co/tnf-skims-winter-collection-drop2-style/ Sun, 14 Dec 2025 02:58:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1154417 The North Face จับมือ SKIMS เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง

The North Face และแบรนด์ SKIMS ของ Kim Kardashian ร่วมก […]

The post The North Face จับมือ SKIMS เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face จับมือ SKIMS เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง

The North Face และแบรนด์ SKIMS ของ Kim Kardashian ร่วมกันเปิดตัวคอลเล็กชันลิมิเต็ดเอดิชันสำหรับฤดูหนาวกันอีกครั้ง ซึ่งโปรดักต์ที่ออกมาก็สะท้อนถึงความชำนาญเรื่องนวัตกรรมและเทคนิคการทำเสื้อผ้าสำหรับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดของ The North Face และสไตล์กับโทนสีมินิมัลอันเป็นเอกลักษณ์ของ SKIMS ที่ล้วนผสมผสานออกมาอย่างลงตัวได้เป็นอย่างดี

 

คอลเล็กชันนี้เน้นการใช้เนื้อผ้าประสิทธิภาพสูงและเทคโนโลยีนวัตยกรรมชั้นเลิศ ที่ได้รับการนำเสนอผ่านแคมเปญที่ถ่ายทำกันท่ามกลางทิวทัศน์ของภูเขาหิมะ โดยมีทั้งเสื้อแจ็กเก็ตตัวนอก เสื้อผ้าชั้นใน และไอเท็มแยกชิ้นต่างๆ พร้อมกับนำเสนอโทนสีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งฤดูหนาว อย่างสี Bone, Kyanite, Gunmetal, Phoenix และ Onyx ซึ่งอีกหนึ่งความพิเศษของคอลเล็กชันนี้ก็คือการที่แบรนด์ทั้งสองเปิดตัวคอลเล็กชันเสื้อผ้าสำหรับเด็ก โดยมีทั้งซิลูเอตฉบับย่อขนาดจากของผู้ใหญ่ รวมไปถึงดีไซน์ใหม่ๆ สำหรับเด็กน้อยโดยเฉพาะ

 

Kim Kardashian พูดถึงคอลเล็กชันใหม่ของ The North Face และ SKIMS ที่ขณะนี้วางจำหน่ายแล้วที่เว็บไซต์ของ SKIMS และ The North Face รวมไปถึงร้านบางสาขาว่า “ฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวคอลเล็กชัน The North Face x SKIMS เป็นครั้งที่ 2
ด้วยคอลเล็กชันใหม่นี้เราได้สานต่อการข้ามขีดจำกัดในเรื่องที่ว่าเสื้อผ้าฤดูหนาวควรออกมาเป็นอย่างไร และให้ความรู้สึกเช่นไร ทุกรายละเอียดตั้งแต่เนื้อผ้าไปจนถึงซิลูเอตล้วนได้รับการดีไซน์ให้ผสานไปกับความงดงามอย่างแท้จริงของ SKIMS อย่างลงตัว

 

“ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของฉัน ฉันจึงยิ่งตื่นเต้นเป็นพิเศษที่ได้นำเสนอคอลเล็กชัน Kidswear ในซีซันนี้ และขยายโปรดักต์ให้ครอบคลุมสำหรับทุกคนต่อไป”

 

อ้างอิง

The post The North Face จับมือ SKIMS เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูหนาวเป็นครั้งที่สอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ร่วมกับ Aimé Leon Dore เป็นครั้งแรก https://thestandard.co/the-north-face-aime-leon-dore/ Fri, 22 Aug 2025 09:11:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1110135 The North Face

The North Face และแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายอย่าง Aimé Leon D […]

The post The North Face เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ร่วมกับ Aimé Leon Dore เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face

The North Face และแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายอย่าง Aimé Leon Dore ได้จับมือร่วมกันในคอลเล็กชัน 15 ชิ้นที่จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 19 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์และร้านค้าของแบรนด์ รวมถึงร้าน The North Face ที่ร่วมรายการในเอเชีย

 

โดยคอลเล็กชันได้ผสมผสานสไตล์ลักชัวรีจาก Aimé Leon Dore ด้วยแรงบันดาลใจของนิวยอร์กในยุค 90 เข้ากับสินค้าประจำที่มีรูปทรงที่เน้นประสิทธิภาพของ The North Face และจะประกอบด้วยไอเท็มที่โดดเด่น อย่างเสื้อแจ็กเก็ต Denali ที่ทำจากไนลอนล้วนตัวแรกของแบรนด์ ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นชุดกันลมที่มีสีสันแบบคัลเลอร์บล็อก ซิปใต้รักแร้ และยังคงมีกระเป๋าแบบ Welt อันเป็นเอกลักษณ์

 

อีกหนึ่งชิ้นที่เป็นไฮไลต์คือเสื้อแจ็คเก็ตพัฟเฟอร์ Nuptse อันโด่งดัง ซึ่งผู้ก่อตั้ง Aimé Leon Dore อย่าง Teddy Santis ยังจำได้ว่า เคยซื้อมาจากร้าน Dr. Jays ในควีนส์ เมื่อปี 1997 โดยเสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ ด้วยการเปลี่ยนผ้าไนลอนด้านนอก มาเป็นผ้าขนสัตว์ Casentino จากอิตาลี ซึ่งเป็นผ้าที่เห็นได้อยู่บ่อย ๆ ในคอลเล็กชันเสื้อผ้าผู้ชายของเขา

 

และนอกจากสินค้าที่โด่งดังจากยุค 90 ของ The North Face ยังมีสินค้าใหม่ ๆ ที่ถูกนำมาตีความ อย่างรองเท้า Gore-Tex Verto Alpine และกระเป๋า North Dome Rope ที่ออกแบบใหม่ด้วยหนัง ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดราคาอยู่ที่ระหว่าง $180-800 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,800-26,000 บาท 

 

สำหรับแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายจากนิวยอร์กอย่าง Aimé Leon Dore ซึ่งเปิดตัวในปี 2014 ยังเคยร่วมงานกับ New Balance ถึง 3 โปรเจ็กต์ตั้งแต่ Spring/Summer 2019 ถึง 2020 และ Teddy Santis ยังได้รับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์สำหรับไลน์ MADE in USA ตั้งแต่ปี 2021 อีกเช่นกัน 

 

ส่วนทางแบรนด์ The North Face ซึ่งมีรายได้ที่เติบโตขึ้น 1% ในปีงบประมาณที่ผ่านมา ก็เคยร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ ๆ มามากมายตั้งแต่ Gucci, Supreme อีกทั้งยังเคยร่วมงานกับ SKIMS ในคอลเล็กชัน Winter 2024 

 

ภาพ: The North Face

อ้างอิง: 

The post The North Face เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ร่วมกับ Aimé Leon Dore เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว The North Face Summit VECTIV™ Pro 3 รองเท้าวิ่งเทรลรุ่นใหม่ ดีไซน์สวย แรงส่งดี https://thestandard.co/life/the-north-face-summit-vectiv-pro-3/ Mon, 28 Apr 2025 05:04:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1068954 The North Face Summit VECTIV™ Pro 3

ถ้าคุณกำลังมองหารองเท้าวิ่งเทรลระดับพรีเมียมที่เคยพิชิต […]

The post รีวิว The North Face Summit VECTIV™ Pro 3 รองเท้าวิ่งเทรลรุ่นใหม่ ดีไซน์สวย แรงส่งดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face Summit VECTIV™ Pro 3

ถ้าคุณกำลังมองหารองเท้าวิ่งเทรลระดับพรีเมียมที่เคยพิชิตการแข่งขันระดับโลกมาแล้ว เราขอแนะนำ The North Face Summit VECTIV™ Pro 3 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและการอัปเกรดที่เหนือกว่ารุ่นก่อน ตัวนี้เหมาะมากสำหรับนักวิ่งเทรลจริงจังที่ต้องการรองเท้าประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันอัลตรา หรือการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติที่ท้าทาย แต่เราว่าด้วยดีไซน์ที่สวยขนาดนี้ ต่อให้นักวิ่งสายเทรลที่ขายังไม่แรงมาก ก็น่าจะหมายปองคู่นี้อยู่เหมือนกัน

 

 

รวมไฮไลต์ของ Summit VECTIV™ Pro 3

 

มาเริ่มกันที่จุดเด่นกันก่อน ต้องบอกว่านักวิ่งเทรลจำนวนมากต่างรอคอยการมาของ Summit VECTIV™ Pro 3 เริ่มจากการรองรับแรงกระแทกเหนือระดับด้วย Lightweight superfoam ที่ทำให้การวิ่งระยะไกลเป็นเรื่องง่าย มีพื้นชั้นกลาง Dream Foam Midsole ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลในทุกก้าวย่าง แม้จะวิ่งบนพื้นผิวที่ขรุขระก็ตาม

 

 

และด้วยเทคโนโลยีการวางตำแหน่งส้นเท้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการบาดเจ็บจากการพลิกข้อเท้า แม้จะวิ่งบนพื้นผิวที่ท้าทายก็ตาม

 

The North Face Summit VECTIV™ Pro 3

 

ส่วนพื้นรองเท้าก็ยึดเกาะใช้ SURFACE CTRL™ ที่ออกแบบพิเศษมอบความทนทานและมั่นคง ทั้งบนพื้นเปียกและแห้ง ด้วยปุ่มยางลึก 3.5 มม. ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในทุกก้าวย่าง

 

เทียบกับรุ่น Pro 2 เป็นอย่างไรบ้าง?

 

เมื่อเทียบกับรุ่น Summit VECTIV™ Pro 2 ที่เป็นรุ่นก่อนหน้า เราพบว่า Pro 3 มีการอัปเกรดที่น่าสนใจหลายจุด จุดแรกที่สังเกตได้ชัดคือ Pro 3 มีส่วนรองรับแรงกระแทกบริเวณพื้นชั้นกลางรองเท้า (midsole cushioning) มากกว่า Pro 2 ถึง 4 มม. ทำให้รองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และช่วยลดการบาดเจ็บในการวิ่งระยะไกล

 

 

ส่วนระบบแผ่น VECTIV™ ได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 3.0 ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผสานแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์กับแผ่นรอง TPU ได้อย่างลงตัว ให้ทั้งแรงส่ง (Propulsion) และความมั่นคง (Stability) ที่มากกว่ารุ่นเดิม

 

 

นอกจากนี้ เนื้อผ้าส่วนบน (Upper) ของ Pro 3 ยังได้รับการพัฒนาให้ระบายอากาศได้ดีขึ้น กันน้ำได้ดีกว่า และแห้งเร็วกว่ารุ่นก่อน เหมาะกับการวิ่งในทุกสภาพอากาศ

 

พื้นรองเท้า SURFACE CTRL™ ของ Pro 3 ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลง แต่ยังคงความทนทานและการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม และที่น่าสนใจคือในรุ่น Pro 3 นี้ใช้ยาง 20% ที่มาจากต้นไม้ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่ารุ่นก่อน

 

ความรู้สึกหลังได้ทดลองใส่วิ่ง

 

 

เราได้ทดลองใส่ Summit VECTIV™ Pro 3 วิ่งจริงในหลายสถานการณ์ ทั้งเส้นทางเทรลและพื้นถนน ระยะสั้น 10-15 กิโลเมตร

 

สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีหลังวิ่งคือการเด้งกลับของรองเท้าที่ช่วยส่งแรงได้อย่างดี เหมือนมีสปริงช่วยดันส่งเราไปข้างหน้า ทำให้การวิ่งสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงขาขึ้นเขาซึ่งเป็นจุดที่เราต้องการแรงส่งที่ดี

 

 

ความมั่นคงขณะวิ่งบนพื้นผิวที่ขรุขระก็เป็นอีกหนึ่งความประทับใจ รองเท้ารุ่นนี้มอบความรู้สึกปลอดภัย แม้จะวิ่งบนเส้นทางที่มีรากไม้ ก้อนหิน หรือโคลนลื่น พอมีระบบแผ่น VECTIV™ 3.0 เลยรู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะ

 

และต้องบอกว่าแม้ Summit VECTIV™ Pro 3 จะไม่ใช่รองเท้าเทรลที่เบาที่สุดในตลาด แต่ด้วยความมั่นคง ความเด้ง และการป้องกัน ก็ทำให้เรามองข้ามเรื่องน้ำหนักตัวไปได้

 

 

สรุปเหมาะกับใคร…

 

สำหรับนักวิ่งเทรลจริงจัง Summit VECTIV™ Pro 3 ให้ความมั่นคง การรองรับแรงกระแทกที่ดีเยี่ยม และการยึดเกาะที่เหนือชั้น ทำให้การวิ่งบนเส้นทางยากๆ กลายเป็นเรื่องสนุก

 

สำหรับนักวิ่งเทรลมือใหม่ที่อยากลองของแรง อยากสัมผัสรองเท้าเทรลระดับท็อปในวงการ เราว่าคุณต้องมาเจอกับตัวนี้ซักครั้ง แม้ราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่คุณจะได้สัมผัสกับความแตกต่างของรองเท้าเทรลแน่นอน

 

The North Face Summit VECTIV™ Pro 3 ราคา 8,550 บาท วางจำหน่ายที่ The North Face สาขา Icon Siam และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

ภาพ: ณัฐนิชา หมั่นหาดี, ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

The post รีวิว The North Face Summit VECTIV™ Pro 3 รองเท้าวิ่งเทรลรุ่นใหม่ ดีไซน์สวย แรงส่งดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT KAWS FASHION COLLABORATIONS คอลเล็กชันไอคอนิกของศิลปินป๊อปอาร์ตและแบรนด์แฟชั่น https://thestandard.co/7-things-we-love-kaws-fashion-collaborations/ Sat, 07 Dec 2024 12:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1017134 7 THINGS WE LOVE ABOUT KAWS FASHION COLLABORATIONS คอลเล็กชันไอคอนิกของศิลปินป๊อปอาร์ตและแบรนด์แฟชั่น

หนึ่งในศิลปินป๊อปอาร์ตที่ครองใจ Gen Z ได้มากที่สุดในยุค […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KAWS FASHION COLLABORATIONS คอลเล็กชันไอคอนิกของศิลปินป๊อปอาร์ตและแบรนด์แฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT KAWS FASHION COLLABORATIONS คอลเล็กชันไอคอนิกของศิลปินป๊อปอาร์ตและแบรนด์แฟชั่น

หนึ่งในศิลปินป๊อปอาร์ตที่ครองใจ Gen Z ได้มากที่สุดในยุคนี้ต้องมีชื่อของ KAWS คาแรกเตอร์หน้าตาประหลาดที่มีหัวเป็นกะโหลกและนัยน์ตาเป็นรูปกากบาท (XX) ในชื่อ ‘Companion’ ซึ่งคาแรกเตอร์นี้เป็นการผสมผสานระหว่างไฟน์อาร์ตและป๊อปคัลเจอร์อย่างลงตัว คาแรกเตอร์ Companion สร้างอัตลักษณ์อันเป็นสากล สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย จนทำให้ชื่อของ KAWS ขึ้นแท่นกลายเป็นงานอาร์ตที่โด่งดังและเป็นที่ปรารถนาของใครหลายคน

 

จุดเริ่มต้นของ KAWS มาจากชายที่ชื่อว่า Brian Donnelly เขาจบปริญญาด้านไฟน์อาร์ต และเริ่มต้นอาชีพสายงานอาร์ตจากการร่วมงานกับสตูดิโอ Walt Disney ในการวาดแบ็กกราวด์ให้กับแอนิเมชันชื่อดังอย่าง 101 Dalmatians และ Daria and Doug ก่อนจะผันตัวเองมาสู่สายกราฟฟิตี้ และนั่นเองเป็นจุดกำเนิดของคาแรกเตอร์ KAWS สิ่งสำคัญที่ทำให้ชื่อของ KAWS เป็นที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้มาจากการใช้งานศิลปะเชิงพาณิชย์ นั่นก็คือคอลลาบอเรชันนั่นเอง

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปย้อนชมผลงานคอลลาบอเรชันระหว่าง KAWS และแบรนด์ต่างๆ ที่สร้างกระแสระดับป๊อปคัลเจอร์ได้

 

ภาพ: Getty Images, Courtesy of Brands

 

KAWS x DIOR

 

คอลเล็กชันเปิดตัวของ Kim Jones ที่ Dior Men ในปี 2019 เขาเลือกงานจาก KAWS มาเป็นศิลปินคนแรกในการสร้างผลงานคอลลาบอเรชันสำหรับคอลเล็กชันแรกของเขา ซึ่ง Jones นำคาแรกเตอร์ Companion มาสร้างความไฮบริดเข้ากับผึ้ง เพื่อสร้างเป็นคาแรกเตอร์ใหม่สำหรับคอลเล็กชันนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคาแรกเตอร์ดังกล่าวถูกนำไปใช้บนไอเท็มมากมาย เช่น กระเป๋าหลากหลายแบบ, เสื้อผ้า, พวงกุญแจ และตุ๊กตาเวอร์ชันพิเศษ ซึ่งอย่างหลังยังถูกนำมาใช้บนรันเวย์แรกของเขาด้วยเช่นกันในเวอร์ชันที่ทำขึ้นจากดอกไม้

 

KAWS x DIOR

 

KAWS x UNIQLO

 

ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่นอย่างเดียว แต่ KAWS ยังมีผลงานร่วมกับแบรนด์กึ่งไลฟ์สไตล์อย่าง UNIQLO อีกด้วย การคอลแลบกันคราวนี้สร้างชื่อให้ KAWS เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างจากความนิยมของแบรนด์ UNIQLO อยู่แล้ว ซึ่งภายในคอลเล็กชัน KAWS x UNIQLO มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ลวดลายพิเศษต่างๆ จากแอนิเมชันอื่นๆ ที่ทาง KAWS นำมาใช้ร่วมกันในงานดีไซน์ เช่น Andy Warhol, Snoopy และ Sesame Street คอลเล็กชันนี้ประกอบไปด้วยไอเท็มอย่างเสื้อยืด, กระเป๋าผ้าแคนวาส, ตุ๊กตา และรองเท้าสำหรับใส่ในบ้าน

 

KAWS x UNIQLO

 

KAWS x AUDEMARS PIGUET

 

รันทุกวงการไม่ใช่แค่แฟชั่น เมื่อไม่นานมานี้แบรนด์ Audemars Piguet เปิดตัวคอลเล็กชันพิเศษที่ร่วมทำขึ้นกับ KAWS โดยนำเสนอผ่านเรือนเวลาที่มีชื่อว่า Royal Oak Concept Tourbillon “COMPANION” ซึ่งจะผลิตเพียงแค่ 250 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ก่อนหน้านี้ในปี 2012 KAWS จับมือร่วมกับ Ikepod ออกแบบนาฬิการุ่นพิเศษมาแล้ว นี่จึงถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ KAWS ได้กลับมาร่วมงานกับแบรนด์นาฬิกาอีกครั้ง สำหรับนาฬิการุ่นนี้นำเสนอผ่านงานดีไซน์อันหรูหราของ Audemars Piguet ผสมผสานเข้ากับงานป๊อปอาร์ตสุดจี๊ดของ KAWS โดยความพิเศษของเรือนเวลารุ่นก็คือคาแรกเตอร์ Companion จะปรากฏอยู่บนหน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้นั่นเอง

 

KAWS x AUDEMARS PIGUET

 

KAWS x SACAI

 

งานคอลลาบอเรชันที่สร้างไวรัลให้กับสายสตรีทแวร์ระหว่าง sacai, Nike และ KAWS โดยจุดเริ่มต้นมาจาก sacai และ Nike ที่ทั้งสองแบรนด์ร่วมออกแบบคอลเล็กชันสนีกเกอร์รุ่น sacai Blazer Low หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง Chitose Abe ดีไซเนอร์แบรนด์ sacai ได้ชวน KAWS มาร่วมออกแบบรองเท้ารุ่นดังในเวอร์ชันพิเศษ โดยการมาของ KAWS มาพร้อมคู่สีพิเศษที่ตั้งใจสร้างคอนทราสต์กันและกัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากงานก่อนๆ ของ KAWS อย่าง Urge อีกหนึ่งจุดเด่นของงานคอลลาบอเรชันนี้คือด้านข้างของรองเท้าแต่ละข้างจะมีเอกลักษณ์ XX อยู่ด้วย แน่นอนว่าใครเห็นก็รู้ทันทีว่าสนีกเกอร์คู่นี้มาจากคอลเล็กชันไหน

 

KAWS x SACAI

 

KAWS x COMMES DES GARÇONS

 

หนึ่งในคอลเล็กชันนำร่องงานคอลลาบอเรชันเกิดขึ้นในปี 2007 เป็นการร่วมงานกันระหว่าง KAWS และ COMME des GARÇONS แบรนด์แฟชั่นจากประเทศญี่ปุ่น โดย KAWS ผลิตลายกราฟิกพิเศษขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นลายพิมพ์บนไอเท็มอย่างกระเป๋าคลัตช์รวมถึงกระเป๋าสตางค์ คอลเล็กชันนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากความเรียบง่ายแต่สร้างอิมแพ็กต์จากลายกราฟิกสุดพิเศษ ไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2014 ทั้ง KAWS และ COMME des GARÇONS กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มี Pharrell Williams มาร่วมด้วยในการออกแบบคอลเล็กชันน้ำหอมยูนิเซ็กซ์ในชื่อว่า GIRL โดย KAWS เป็นคนออกแบบลายกราฟิกและขวดเองทั้งหมด

 

KAWS x COMMES DES GARÇONS

 

KAWS x SUPREME

 

มีเหรอที่แบรนด์สตรีทแวร์สุดคูลอย่าง Supreme จะพลาดร่วมงานกับ KAWS อีกหนึ่งคอลเล็กชันระดับไวรัลที่ขึ้นแท่นไอเท็มหายากสุดๆ มาจากการคอลแลบของทั้งสองแบรนด์ ความพิเศษของคอลเล็กชันนี้อยู่ที่ลายกราฟิกที่ KAWS นำแรงบันดาลตัวตนและ DNA ของ Supreme อย่างสีแดงมาใช้ในการออกแบบคาแรกเตอร์ Companion ให้มาอยู่ในไอเท็มเรียบง่ายอย่างเสื้อยืด เสื้อฮู้ดดี้ และอื่นๆ ไม่ใช่แค่นั้น ลายดังกล่าวยังถูกนำไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ตุ๊กตาเวอร์ชันพิเศษ, สเกตบอร์ด, กล่องรองเท้า หรือแม้แต่พรม ที่ทุกไอเท็มกลายเป็นของหายากและมีราคารีเซลสูงมาก

 

KAWS x SUPREME

 

KAWS x THE NORTH FACE

 

แบรนด์แฟชั่นของสายลุยที่ขยันสร้างคอลลาบอเรชันอย่าง The North Face ดึง KAWS มาร่วมออกแบบคอลเล็กชันพิเศษกับเขาด้วยเช่นกัน โดยเน้นไปที่กีฬาฤดูหนาวอย่างสกีและสโนว์บอร์ด ซึ่ง KAWS เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตลายต่างๆ ที่นำมาใช้บนไอเท็มอย่างเสื้อยืดแขนยาว, แจ็กเก็ตผ้านวม, เลกกิ้ง, หมวก, ถุงมือ และกระเป๋า และยังมีซิกเนเจอร์ XX สัญลักษณ์นัยน์ตาของ Companion ที่ถูกนำมาใช้บนไอเท็มแทบจะเกือบทุกชิ้นในคอลเล็กชันนี้

 

KAWS x THE NORTH FACE

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KAWS FASHION COLLABORATIONS คอลเล็กชันไอคอนิกของศิลปินป๊อปอาร์ตและแบรนด์แฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนสำหรับธุรกิจ! เมื่อ ‘จุดยืนทางสังคม’ กลายเป็นพายุที่ถาโถมจนต้องระมัดระวังให้ดี หากจะมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง https://thestandard.co/lesson-for-business-social-standpoint/ Sun, 11 Jun 2023 12:14:46 +0000 https://thestandard.co/?p=801848 จุดยืนทางสังคม

ช่วงที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความท้าทาย ซ […]

The post บทเรียนสำหรับธุรกิจ! เมื่อ ‘จุดยืนทางสังคม’ กลายเป็นพายุที่ถาโถมจนต้องระมัดระวังให้ดี หากจะมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดยืนทางสังคม

ช่วงที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความท้าทาย ซึ่งพวกเขาถูกคาดหวังให้ยืนหยัดในประเด็นทางสังคม แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้เกิดกระแสที่นำมาซึ่งความเสียหายต่อธุรกิจ สถานการณ์ที่ล่อแหลมนี้ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องทบทวนกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง

 

ตัวอย่างที่สำคัญคือแบรนด์เสื้อผ้า The North Face ที่ได้เปิดตัวแคมเปญสำหรับ Pride Month ที่มีนักแสดงแดร็ก Pattie Gonia แต่แทนที่จะได้รับคำชมในเรื่องความเสมอภาค บริษัทต้องเผชิญกับการเรียกร้องให้คว่ำบาตรบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สวนทางกับแคมเปญในปีที่ผ่านมาซึ่งแทบจะไม่เกิดกระแสด้านลบเลย

 

อีกกรณีหนึ่งคือ Bud Light และ Target ซึ่งทั้งคู่ต่างประสบปัญหาการต่อต้านและเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรเนื่องจากการโปรโมตที่เน้นกลุ่ม LGBTQIA+ ปฏิกิริยาต่อการส่งเสริมการขายเหล่านี้เผยให้เห็นเส้นทางที่ยุ่งยากที่บริษัทต่างๆ ต้องดำเนินการเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความรู้สึกของคนทั่วไปไม่อาจคาดเดาได้และแตกต่างกันไปอย่างมาก

 

ในการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้นำองค์กรจำนวนมาก เช่น Tim Knavish จาก PPG Industries กำลังพัฒนากลยุทธ์เพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการกับหัวข้อที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้เมื่อใดและอย่างไร Knavish ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อตอบสนองต่อปัญหาการแบ่งขั้ว โดยตระหนักถึงความซับซ้อนในการสร้างสมดุลในการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อของพนักงาน และความคิดเห็นของลูกค้า

 

เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กรดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อการต่อต้านที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มอนุรักษนิยม ที่ต่อต้านธุรกิจที่เผยแพร่จุดยืนของตนในประเด็นที่แตกแยก ความเคลื่อนไหวไม่ได้มาจากผู้บริโภคอนุรักษนิยมเท่านั้น แต่มาจากหลากหลายมุม ทั้งพนักงาน ผู้นำทางการเมือง และบุคคลที่แสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์

 

หนึ่งในนั้นคือสิทธิของคนข้ามเพศอันเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ แม้จะมีการยอมรับสิทธิของ LGBTQIA+ เพิ่มขึ้นทั่วโลก และรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกันในหลายประเทศ แต่บริษัทต่างๆ ยังคงเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งในและต่างประเทศ การต่อต้านนี้มักจะใช้รูปแบบของมาตรการทางกฎหมาย การรณรงค์ทางโซเชียลมีเดีย หรือการคว่ำบาตร

 

เพื่อจัดการกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงนี้ บางบริษัทกำลังเตรียมแผนการจัดการวิกฤตที่มีเป้าหมายเพื่อจัดการกับการโจมตีทางโซเชียลมีเดียที่อาจเกิดขึ้นกับนโยบายหรือความคิดริเริ่มทางการตลาด โดยพวกเขายังต้องพึ่งพาทีมภายในมากขึ้น เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายสื่อสาร รวมถึงกลุ่มทรัพยากรพนักงานที่มีส่วนร่วมเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ

 

อย่างไรก็ตาม การแสดงจุดยืนต่อสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมไม่ได้มาโดยปราศจากความท้าทาย ตัวอย่างเช่น บริษัท The Walt Disney Co. อยู่ในการต่อสู้ทางกฎหมายกับ Ron DeSantis ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา หลังจากวิจารณ์กฎหมายของรัฐฟลอริดาที่จำกัดการสอนเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศในโรงเรียน

 

ท่ามกลางลมพายุยังมีแสงเทียนที่ริบหรี่ The Phluid Project ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศ รายงานยอดขายที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางมรสุมที่ถาโถมเข้ามา ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2023 แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ผู้ที่ต่อต้านจุดยืนของบริษัทในประเด็นที่ถกเถียงกันอาจจะดังและดึงดูดความสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของฐานผู้บริโภคส่วนใหญ่

 

ภาพ: Brandon Bell / Getty Images

อ้างอิง:

The post บทเรียนสำหรับธุรกิจ! เมื่อ ‘จุดยืนทางสังคม’ กลายเป็นพายุที่ถาโถมจนต้องระมัดระวังให้ดี หากจะมีส่วนร่วมในหัวข้อที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทแม่ของ Supreme และ Vans เตรียมปลดพนักงานในสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนโควิด https://thestandard.co/vf-corporation-layoffs-unvaccinated-employee/ Tue, 18 Jan 2022 04:41:01 +0000 https://thestandard.co/?p=583664 Supreme

VF Corporation บริษัทแม่ของแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่ […]

The post บริษัทแม่ของ Supreme และ Vans เตรียมปลดพนักงานในสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Supreme

VF Corporation บริษัทแม่ของแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่นทั้ง Vans, Supreme, The North Face และ Timberland เตรียมออกกฎปลดพนักงานของบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกันโควิดภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้

 

คำสั่งฉีดวัคซีนโควิดของบริษัทเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021 โดยพนักงานของบริษัทได้รับอีเมลภายในแจ้งเตือนว่า พนักงานที่ทำงานอยู่ในสำนักงานจะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิดทุกคน หากผู้ใดไม่ประสงค์จะรับวัคซีนด้วยสาเหตุทางสุขภาพ ความเชื่อทางศาสนา จะต้องมีใบรับรองจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเท่านั้น

 

Colin Wheeler ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกิจการบริษัทของ VF Corporation เปิดเผยกับวารสาร Outside Business Journal ถึงมาตรการขั้นบันไดต่อพนักงานที่ไม่ประสงค์จะรับวัคซีนว่า “ถ้าพนังานไม่มีหลักฐานการยกเว้นภายในวันที่ 1 มกราคม ทางบริษัทจะไม่ให้เข้ามาใช้พื้นที่ของสำนักงาน และจะต้องทำงานจากที่บ้าน พร้อมกับเข้าพบผู้จัดการเพื่อพิจารณาลำดับขั้นต่อไป และหากยังไม่มีหลักฐานการยกเว้นภายในวันที่ 31 มกราคม 2022 พนักงานจำเป็นต้องออกจากบริษัทโดยจะไม่มีการจ่ายเงินชดเชย”

 

เมื่อต้นเดือธันวาคม 2021 มีพนักงานของบริษัทราว 30 คน ออกมาประท้วงที่สำนักงานใหญ่ในเมืองคอสตาเมซา รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่าเป็นการแบ่งแยก และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อพนักงานที่มีความจงรักภักดีต่อบริษัทมาโดยตลอด

 

VF Corporation เป็นอีกหนึ่งบริษัทเสื้อผ้ายักษ์ใหญ่ที่ใช้มาตรการบังคับฉีดวัคซีนโควิดกับพนักงานบริษัท โดยเฉพาะพนักงานที่ประจำอยู่ในสำนักงาน ตามหลัง Nike และ Columbia Sportswear ที่ต่างก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐโอเรกอนที่เริ่มปลดพนักงานที่ไม่แสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือหลักฐานการได้รับการยกเว้นเป็นลายลักษณ์อักษรจากแพทย์และทางการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

 

ภาพ: Alex Tai / SOPA Images / LightRocket via Getty Images 

อ้างอิง:

The post บริษัทแม่ของ Supreme และ Vans เตรียมปลดพนักงานในสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAWS: HOLIDAY ปักหมุดหมายที่ 8 รับลมหนาวบนเขาฉางไป๋ ประเทศจีน https://thestandard.co/kaws-holiday/ Wed, 05 Jan 2022 10:56:54 +0000 https://thestandard.co/?p=579323 KAWS: HOLIDAY

หลังจากแวะเที่ยวยังสิงคโปร์พร้อมเรื่องวุ่นๆ เล็กน้อยเมื […]

The post KAWS: HOLIDAY ปักหมุดหมายที่ 8 รับลมหนาวบนเขาฉางไป๋ ประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAWS: HOLIDAY

หลังจากแวะเที่ยวยังสิงคโปร์พร้อมเรื่องวุ่นๆ เล็กน้อยเมื่อปลายที่แล้ว ในศักราชใหม่ ค.ศ. 2022 KAWS: HOLIDAY พร้อมปักหมุดจุดหมายปลายทางใหม่แล้ว ด้วยการพานักเดินทางไปสัมผัสความหนาวบนเขาฉางไป๋ หรือ ฉางไป๋ซาน ในมณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน 

 

การเดินทางครั้งนี้ KAWS: HOLIDAY ยังคงร่วมมือกับครีเอทีฟสตูดิโอในฮ่องกง AllRightsReserved โดยมีแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กลางแจ้ง The North Face เป็นพาร์ตเนอร์หลัก 

 

KAWS กล่าวถึงอินสตอลเลชันครั้งใหม่นี้ว่า “สภาพแวดล้อมของเขาฉางไป๋นั้นน่าทึ่งมาก และเรารู้สึกเป็นเกียรติมากจริงๆ ที่มีโอกาสได้จัดแสดงผลงานในสถานที่เช่นนี้ 

 

“ด้วยความท้าทายทั้งหมดที่ผู้คนกำลังเผชิญอยู่ทั่วโลก เราคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่จะมีงานศิลปะในที่สาธารณะ” เขากล่าวเสริม

 

เช่นเคย ไม่ใช่แค่นิทรรศการศิลปะ แต่นักสะสมยังคงครอบครองผลิตภัณฑ์อื่นในคอลเล็กชันนี้ได้ มีทั้งเครื่องอุ่นมือแบบใช้ซ้ำได้, ลูกโลกประดับหิมะ, ฟิกเกอร์ Companion ของ KAWS ขนาด 8.5 นิ้ว 3 สี ได้แก่ น้ำตาล, ดำ และขาวหิมะ รวมถึงคอลเล็กชันเสื้อผ้าอื่นอีก 

 

นิทรรศการ KAWS: HOLIDAY ณ ฉางไป๋ซาน (Changbai Mountain) จะเปิดให้เข้าชมในวันที่ 7-16 มกราคม ที่ Changbaishan Luneng Resort ส่วนของสะสม จัดจำหน่ายผ่าน DDT Store เช่นเคย ในวันที่ 7 มกราคม เวลา 22.00 น. (ตามเวลาเขตตะวันออกของสหรัฐฯ) หรือวันที่ 8 มกราคม เวลา 10.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยสินค้าจะจัดส่งให้ในเดือนมีนาคม

 

อ้างอิง:

The post KAWS: HOLIDAY ปักหมุดหมายที่ 8 รับลมหนาวบนเขาฉางไป๋ ประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face x Gucci คอลลาบอเรชันสุดฮอตโคจรกลับมาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 https://thestandard.co/the-north-face-x-gucci/ Tue, 28 Dec 2021 07:28:14 +0000 https://thestandard.co/?p=576864 The North Face x Gucci

The North Face x Gucci คอลลาบอเรชันสุดฮอตระหว่างแบรนด์อ […]

The post The North Face x Gucci คอลลาบอเรชันสุดฮอตโคจรกลับมาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face x Gucci

The North Face x Gucci คอลลาบอเรชันสุดฮอตระหว่างแบรนด์อุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและแบรนด์แฟชั่นได้โคจรกลับมาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว

 

โดยสินค้าในคอลเล็กชันนี้ยังคงประกอบไปด้วยเสื้อผ้ากันหนาว รองเท้า และกระเป๋าสำหรับเดินป่า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อพัฟเฟอร์นวมขนแกะที่ถอดแบบมาจากแจ็กเก็ตรุ่นขายดีที่ชื่อว่า Nuptse ของ The North Face ชุดจัมป์สูทหลากสี กระเป๋าเป้พิมพ์ลายดอกไม้และหุบเขาที่ทำมาจากวัสดุไนลอนรีไซเคิลอย่าง ECONYL ไปจนถึงแอ็กเซสซอรีชิ้นอื่นอย่าง กระเป๋าคาดเอวลายโมโนแกรม GG ถุงเท้า กระเป๋าทรงกระบอกสำหรับใส่ขวดน้ำ รองเท้าแตะ และหมวกแก็ป

 

ซึ่งทั้งหมดยังคงมาพร้อมโลโก้พิเศษที่ผสมอัตลักษณ์ของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน ทั้งเส้นโค้งสามแถบของ The North Face และแถบสีเขียวแดงของ Gucci ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ดังจากอิตาลี

 

และเช่นเคย ทาง Gucci ได้เตรียมจัดร้านป๊อปอัพสำหรับคอลเล็กชันนี้โดยเฉพาะ เหมือนที่ทำครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2021 ที่ผ่านมา โดยจะเริ่มลงหมุดที่หัวเมืองใหญ่ทั้ง นิวยอร์ก บนถนน 5th Avenue, นครชิคาโก และเมืองแอสเพนในรัฐโคโลราโด รวมไปถึงร้านค้าบางสาขาของ The North Face ที่ปักกิ่ง เซียงไฮ้ และโตเกียว

 

The North Face x Gucci ได้กระแสตอบรับที่ดีตามคาดนับตั้งแต่ที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2020 โดยเสื้อบอมเบอร์แจ็กเก็ตลายโมโนแกรม GG ติดอันดับสินค้าที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดประจำไตรมาสแรกปี 2021 ของเว็บไซต์ค้นหาสินค้าแฟชั่นอย่าง Lyst และส่งผลให้ Gucci เป็นแบรนด์ที่ฮอตที่สุดปลายปี 2020 อีกด้วย

 

ภาพ: Gucci

อ้างอิง:

The post The North Face x Gucci คอลลาบอเรชันสุดฮอตโคจรกลับมาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face เปิดคอนเซปต์สโตร์แบบใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ https://thestandard.co/the-north-face-new-concept-store-at-centralworld/ Thu, 18 Nov 2021 02:21:01 +0000 https://thestandard.co/?p=561113 The North Face

เชื่อว่าหลายคนที่ชอบทำกิจกรรมเอาต์ดอร์ต่างๆ ตลอดปีทุกฤด […]

The post The North Face เปิดคอนเซปต์สโตร์แบบใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The North Face

เชื่อว่าหลายคนที่ชอบทำกิจกรรมเอาต์ดอร์ต่างๆ ตลอดปีทุกฤดูกาล ทั้งการปีนเขา เดินป่า แคมปิ้ง หรือแม้แต่เล่นสกี ก็ต้องคุ้นเคยกันดีกับแบรนด์ The North Face ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1966 โดยสามีภรรยาชาวอเมริกัน Douglas Tompkins และ Susie Tompkins ซึ่งล่าสุดได้เลือกประเทศไทยเพื่อมาเปิดคอนเซปต์สโตร์รูปแบบใหม่ที่แรกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

สำหรับคอนเซปต์สโตร์แห่งนี้ถือว่าครบครันด้วยสินค้า The North Face มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งหลายไอเท็มมุ่งเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิลมาประกอบด้วย หรือแม้แต่กระทั่งตัวป้ายราคาก็ใช้กระดาษรีไซเคิล และหมึกที่ทำมาจากซอสถั่วเหลืองที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ

 

ด้านการดีไซน์และตกแต่งร้านก็ถือว่าเน้นความเป็นธรรมชาติที่ดูสบายตา และมีการนำต้นไม้จริงมาใช้ด้วย โดยไฮไลต์พิเศษก็คือตัวไฟเพดานรูป Contour ที่ถูกถอดแบบจากระดับความชันของยอดดอยอินทนนท์ที่สูงสุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่ทาง The North Face ได้นำมาใช้ในหลายๆ ร้านทั่วโลก ที่จะนำจุดสูงสุดของแต่ละประเทศมาตีความเป็นตัวไฟเพดานประดับร้าน

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของคอนเซปต์สโตร์ The North Face แห่งใหม่นี้ก็คือ มีการวางจำหน่ายสินค้าคอลเล็กชันพิเศษในชื่อ The North Face Urban Exploration ที่ร่วมงานกับสามนักออกแบบเชื้อสายเอเชียที่กำลังเป็นที่สนใจระดับโลก ทั้ง คาซูกิ คุราอิชิ จากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าของแบรนด์สตรีทอย่าง The Fourness, แอนเดรีย เจียเพ่ย ลี่ ดีไซเนอร์หญิงที่เคยเข้าชิงรางวัล LVMH Prize มาแล้วในปี 2015 และ หาน ยี่ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมออกแบบแบรนด์สตรีทชื่อดัง Wisdom โดยคอลเล็กชันนี้ถือว่าช่วยตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากได้สินค้า The North Face ในเรื่องฟังก์ชันและความทนทาน แต่มาพร้อมดีไซน์และแฟชั่นที่ไม่เหมือนใคร

 

ใครที่สนใจสามารถไปเยี่ยมชมคอนเซปต์สโตร์ของ The North Face ได้แล้ววันนี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 โซน Atrium

 

 

ภาพ: The North Face

The post The North Face เปิดคอนเซปต์สโตร์แบบใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทแม่ The North Face ย้ายสำนักงานออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ หวังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีนมากขึ้น https://thestandard.co/the-north-face-parent-company-moves-the-office/ Thu, 14 Jan 2021 03:55:18 +0000 https://thestandard.co/?p=442849 บริษัทแม่ The North Face ย้ายสำนักงานออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ หวังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีนมากขึ้น

VF Corp บริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่คุ้นหูอย่า […]

The post บริษัทแม่ The North Face ย้ายสำนักงานออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ หวังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทแม่ The North Face ย้ายสำนักงานออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ หวังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีนมากขึ้น

VF Corp บริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่คุ้นหูอย่าง The North Face, Vans, Timberland และ Dickies กลายเป็นบริษัทระดับโลกรายล่าสุดที่ได้ตัดสินใจย้ายศูนย์กลางการดำเนินงานในเอเชียแปซิฟิกออกไปจากฮ่องกง โดยจะไปตั้งอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และสิงคโปร์แทน

 

การเลือกเซี่ยงไฮ้ของแดนมังกรเป็นเพราะ VF Corp ต้องการ “สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีความเกี่ยวข้องมากขึ้นกับผู้บริโภคชาวจีน” เนื่องจากชนชั้นกลางที่เติบโตของจีนคาดว่าจะผลักดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่สิงคโปร์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนของเอเชีย คาดว่าการโอนย้ายจะเริ่มในเดือนเมษายนโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 12-18 เดือน

 

นอกเหนือจากทั้งสองแห่งแล้ว ยังมีแผนที่จะจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพิ่มเติมในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ขณะที่สถานะของบริษัทในฮ่องกงซึ่งมีพนักงาน 900 คนจะถูกลดบทบาทเหลือเพียงการดำเนินการค้าปลีกเท่านั้น 

 

ในฐานะศูนย์กลางการค้ารายใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่ ‘ฮ่องกง’ จึงดึงดูดแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังให้มาตั้งสำนักงานใหญ่ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ได้ย้ายสำนักงานไปยังแผ่นดินใหญ่เพื่อให้ทันกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดนั้น 

 

ก่อนหน้านี้สื่อของฮ่องกงรายงานว่า แบรนด์เสื้อผ้าระดับไฮเอนด์ของอิตาลีอย่าง Versace และ Fendi ก็เพิ่งย้ายสำนักงานมาที่แผ่นดินใหญ่

 

บริษัทข้ามชาติลดจำนวนลงในฮ่องกงตั้งแต่การประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่เริ่มต้นในปี 2019 ตามด้วยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ประกาศเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกำหนดโดยรัฐบาลของจีน โดยผู้จัดการสินทรัพย์ของสหรัฐฯ Vanguard Group กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่าจะถอนตัวจากฮ่องกงและมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจบนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

อ้างอิง:

The post บริษัทแม่ The North Face ย้ายสำนักงานออกจากฮ่องกงไปแผ่นดินใหญ่ หวังสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับชาวจีนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme https://thestandard.co/vf-corp-spending-6-4-billion-baht-to-buy-supreme/ Tue, 10 Nov 2020 01:52:55 +0000 https://thestandard.co/?p=419096 ‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme

นับเป็นข่าวที่น่าจับตามองในแวดวงแฟชั่นเป็นอย่างมาก เมื่ […]

The post ‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme

นับเป็นข่าวที่น่าจับตามองในแวดวงแฟชั่นเป็นอย่างมาก เมื่อ VF Corp ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าที่คุ้นหูอย่าง The North Face, Vans, Timberland, Eastpak, Napapijri และ Dickies ได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.4 หมื่นล้านบาทในการเข้าซื้อ Supreme แบรนด์แฟชั่นแนวสตรีทระดับท็อปสตาร์

 

การเข้าซื้อในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดของ VF นับตั้งแต่ซื้อ Timberland ในปี 2011 ด้วยมูลค่า 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท และหลังจากที่มีการเปิดเผยดีลยังทำให้หุ้นของ VF เพิ่มขึ้น 17% พุ่งทะยานมากที่สุดในรอบ 33 ปีด้วยกัน

 

“เราอยู่ระหว่างการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอให้สอดคล้องกับโอกาสในตลาดที่เรามองเห็น และที่สำคัญกว่าคือทิศทางที่ผู้บริโภคกำลังจะเดินไป ซึ่ง Supreme เข้ากันได้ดีกับพอร์ตโฟลิโอของเรา” สตีฟ เรนเดิล (Steve Rendle) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ VF กล่าวในการให้สัมภาษณ์

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า การเข้าซื้อในครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย กำลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ขณะเดียวกันโรคระบาดยังทำให้บริษัทต่างๆ กำลังมองหาการเข้าซื้อกิจการในบริษัทที่แข็งเกร่ง และสามารถเข้าซื้อด้วยราคาที่ลดลง แต่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพกลับไม่ได้มองเรื่องดังกล่าวเป็นหลัก “พวกเขาอยากจะซื้อทรัพย์สินที่คิดว่าสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นและบ่มเพาะได้” ไซเมียน ซีเกล (Simeon Siegel) นักวิเคราะห์การค้าปลีกของ BMO Capital Markets กล่าว

 

Supreme ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 โดยเป็นที่รู้จักจากผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายที่มีโลโก้สีแดงและสีขาว แรกเริ่มประเดิมด้วยการขายเสื้อยืด หมวก และแจ็คเก็ตที่มีฮู้ดสำหรับวัยรุ่นที่เล่นสเกตบอร์ด โดยมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากเครือข่ายค้าปลีกแบบดั้งเดิม ซึ่งมุ่งหวังที่จะขายสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกัน Supreme ได้อาศัยการขายสินค้าในจำนวนไม่มาก และใช้การโฆษณาแบบแบบปากต่อปาก จนในที่สุดก็กลายเป็นแบรนด์ขวัญใจวัยรุ่น

 

การเข้ามาของ Supreme จะช่วยขยายช่องทางดิจิทัลของ VF ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการเติบโตของบริษัทในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด แม่ทัพของ VF ตั้งข้อสังเกตถึง ‘ความคล่องตัว’ ของ Supreme ในการเชื่อมต่อกับลูกค้าในหน้าร้านที่มี 12 สาขาทั่วโลก ตั้งแต่นิวยอร์ก ปารีส ไปจนถึงโตเกียว และผ่านช่องทางโซเชียล ซึ่งสร้างยอดขายมากกว่า 60% ด้วยกัน 

 

อีกทั้ง VF ยังวางแผนที่จะเรียนรู้โมเดลธุรกิจของ Supreme ซึ่งอาศัยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกสัปดาห์ ตลอดจนเข้าไปทำงานกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งที่ผ่านมาภายใต้เครือของ VF นั้น Supreme เคยทำงานร่วมกันกับแบรนด์ The North Face, Vans และ Timberland มาหลายปีแล้ว 

 

ดีลนี้เรียกได้ว่า Win-Win เพราะในขณะเดียวกัน Supreme จะสามารถใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน แพลตฟอร์มระหว่างประเทศ ความสามารถด้านดิจิทัลและความเข้าใจของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามแม้จะต้องไปอยู่ภายใต้เงาของคนใหม่ แต่ เจมส์ เจบเบีย (James Jebbia) ผู้ก่อตั้ง Supreme ก็ยังยืนยันว่า แบรนด์นั้นจะยัง “รักษาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และความเป็นอิสระของเรา ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเติบโตบนเส้นทางเดียวกับที่เราดำเนินมาตั้งแต่ปี 1994” โดยตัวเขาและผู้บริหารระดับสูงจะทำหน้าที่บริหารแบรนด์ และดูแลงานด้านครีเอทีฟต่อไป 

 

VF นั้นมียอดขายประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.1 หมื่นล้านบาท โดยมีการประเมินว่า ภายในปี 2022 Supreme จะสามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัทได้ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ VF ประเมินว่า ดีลเข้าซื้อกิจการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ‘บิ๊กดีล’ แห่งวงการสตรีทแฟชั่น VF Corp เจ้าของแบรนด์ Vans และ Timberland ทุ่ม 6.4 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ Supreme appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ต้องฝากใครหิ้ว JD Sports ร้านค้ารองเท้าชื่อดังจากอังกฤษมาไทยแล้ว https://thestandard.co/jd-sports-plan-bangkok-shop/ https://thestandard.co/jd-sports-plan-bangkok-shop/#respond Wed, 15 Aug 2018 07:57:54 +0000 https://thestandard.co/?p=113718

ร้านค้ารองเท้าและเสื้อผ้าแนว Leisurewear ชื่อดังจากประเ […]

The post ไม่ต้องฝากใครหิ้ว JD Sports ร้านค้ารองเท้าชื่อดังจากอังกฤษมาไทยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร้านค้ารองเท้าและเสื้อผ้าแนว Leisurewear ชื่อดังจากประเทศอังกฤษบุกเมืองไทย ตามหลังการขยายสาขาในออสเตรเลียและเกาหลีใต้เพื่อมุ่งกินตลาดในเอเชียแปซิฟิก

 

JD Sports เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าประเภทกีฬาและแฟชั่นที่มีจุดเริ่มต้นในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มายาวนานกว่า 30 ปี ไลน์สินค้าภายในร้านมีตั้งแต่รองเท้าแนวสตรีทหายากเรื่อยไปจนถึงรองเท้ากีฬาจริงจังสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย แบรนด์ที่วางจำหน่ายภายในร้าน ได้แก่ Nike, Adidas, Converse, Lacoste, Fila, Timberland, EA7, The North Face, Asics ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ชาวไทยคุ้นหูเป็นอย่างดี นอกจากรองเท้าแล้วภายในร้านยังมีเสื้อผ้าและเครื่องประดับสไตล์ Leisurewear สำหรับคนทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

 

ความสนใจคือหากมาเปิดสาขาที่บ้านเราแล้ว สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟไอเท็มต่างๆ จะตามมาขายที่นี่ด้วยหรือไม่ เพราะนั่นยิ่งเรียกความสนใจจากเหล่านักช้อปได้อีกหลายเท่าตัว ตอนนี้แม้ยังไม่เผยว่า JD Sports สาขาแรกในเมืองไทยจะมาเปิดที่ไหน แต่อยากให้เฝ้าติดตามกันให้ดี เพราะวันเปิดน่าจะมีของเด็ดมาวางจำหน่ายเอาใจแฟนชาวไทยอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Courtesy of JD Sports

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ไม่ต้องฝากใครหิ้ว JD Sports ร้านค้ารองเท้าชื่อดังจากอังกฤษมาไทยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jd-sports-plan-bangkok-shop/feed/ 0
‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ 5 ลุค พร้อมผจญภัย เป็นคำจำกัดความง่ายๆ ของการพักผ่อนพร้อมสไตล์เก๋ https://thestandard.co/forest-relaxing-fashion/ https://thestandard.co/forest-relaxing-fashion/#respond Fri, 27 Jul 2018 03:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=110413

    ร้อนชื้นฝนตกชุกแบบนี้ เราขอแนะนำการกางเต็ […]

The post ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ 5 ลุค พร้อมผจญภัย เป็นคำจำกัดความง่ายๆ ของการพักผ่อนพร้อมสไตล์เก๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ร้อนชื้นฝนตกชุกแบบนี้ เราขอแนะนำการกางเต็นท์นอนในป่า อีกหนึ่งทางเลือกที่จะได้ภาพสวยๆ เพราะบ้านเราป่าสวยๆ มีอยู่มากมาย เช่น ผาตาด จังหวัดกาญจนบุรี ที่บรรยากาศดีและสะดวกสบาย ไม่ลำบากอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นเซตชุดเก๋ เตรียมเซลฟีได้เต็มที่ ไปเที่ยวทั้งทีก็ควรมีรูปดีๆ มาอวดเพื่อนๆ ให้ได้อิจฉากันหน่อย

 

ครั้งนี้เรานำเสนอ 5 ลุคเดินป่า นั่งชิลริมลำธารได้อย่างทะมัดทะแมงและยังดูดีสุดๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนสะพายเป้ออกเดินทางไปกางเต็นท์นอนในป่ากันดูบ้าง

 

 

READY TO GO!

ลุคนี้ได้ความทะมัดทะแมงด้วยกางเกงยีนส์ขาสั้นขาดๆ คล่องตัว และเสื้อยืดตัวหลวมมัดเอว ใส่สบายพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ จบลุคด้วยรองเท้าเดินป่าเท่ๆ สักคู่ หรือจะเป็นรองเท้าบูทหนังเก่าๆ เติมเครื่องประดับเป็นผ้าเช็ดหน้าผูกคอที่สีแมตช์กับกระเป๋าเป้น่ารักๆ เพื่อสร้างคาแรกเตอร์การเดินป่าอย่างสมบรูณ์แบบ

 

 

CAMOUFLAGE LOVE

ไหนๆ ก็เข้าป่าทั้งที ลองสร้างเรื่องราวสักหน่อย ด้วยการหยิบลายพรางมาเล่าเรื่อง เหมือนทหารหญิงซ่าๆ ที่มาตั้งแคมป์กลางป่ากับเพื่อนสาว แนะนำไอเท็มหลักคือ กางเกงขาสั้นลายทหาร แต่ขอเป็นขาที่ดูหลวมหน่อย อย่าใส่ฟิต เดี๋ยวเชย แมตช์เข้ากับเสื้อกล้ามสีขาวง่ายๆ สักตัว คลุมทับด้วยแจ็กเก็ตตัวโคร่ง จะเป็นลายพรางเข้าชุด หรือเสื้อสีเขียวปกติก็ยังได้ ตบท้ายด้วยหมวกลายพรางพร้อมรองเท้าบูทรัดเชือกจริงจังอีกสักคู่ เท่านี้คุณก็ได้ลุคของทหารพรานแล้ว

 

 

I’m a survivor

ลุคนี้ออกจะเป็นลุคสาวเท่สักหน่อย ด้วยการจับเสื้อแขนกุดทรงหลวม แมตช์เข้ากับกางเกงคาโก้ตัวโคร่ง จะได้อารมณ์มัลคูลีนสุดๆ ตามด้วยแว่นตากันแดดที่ดูเปรี้ยวขัดกับลุค พร้อมรองเท้าผ้าใบสีขาวหุ้มข้อคู่โปรดพร้อมลุย บอกเลยว่า ลุคนี้คือลุคที่เปรี้ยวซ่าและลงตัว

 

 

WHITE AND CLEAN

ลุคนี้ขอเอาใจสาวๆ สายมินิมัลคลีนๆ สักหน่อย โดยเราจะมาในลุคขาวล้วนแบบเบาบาง กินอารมณ์ พร้อมนั่งชิลจิบกาแฟ หยิบหนังสือมาอ่านในลุคสวยสะอาดตาด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวโปร่ง กระโปรงผ้ายาวเลยเข่า ใส่รองเท้าแตะสีขาวสาน พร้อมหมวกปีกใบใหญ่ เติมเต็มความเก๋ด้วยกระเป๋าสานอีกสักหน่อย เท่านี้ก็จะดูหรูหราอยู่กลางป่าแล้ว

 

 

FLORAL IN THE BIG FOREST

ดอกไม้ในป่าใหญ่ ลุคนี้เป็นลุคที่ง่ายสุดๆ เพียงคุณมีชุดเดรสกระโปรงยาวลายปรินต์ทั้งตัว แต่วันนี้เราจะมิกซ์แอนด์แมตช์ลายชนลาย ด้วยเสื้อลายพิมพ์ดอกไม้ แมตช์เข้ากับกางเกงยีนส์ขาม้าหรือขาบานก็ได้ พร้อมโพกหัวด้วยผ้าลายพิมพ์สีโทนเดียวกัน พร้อมรองเท้าแตะแบบมีเชือกสาน เท่านี้คุณก็จะได้ลุคหวานพร้อมสไตล์โบฮีเมียนไปในตัว

 

ได้ลุคกันแล้ว ก็จับแพ็กใส่กระเป๋า เตรียมตัวออกไปท่องป่าใหญ่พร้อมสไตล์เก๋ของเรากันเถอะ แต่ขอแนะนำอย่างสุดท้าย พยายามหาผ้าที่ใส่สบาย ไม่แนะนำผ้าโพลีเอสเตอร์ หรือผ้าที่ไม่ระบาย เพราะอาจทำให้คุณเป็นลมก่อนจะได้ชมความงามจากธรรมชาติ

The post ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ 5 ลุค พร้อมผจญภัย เป็นคำจำกัดความง่ายๆ ของการพักผ่อนพร้อมสไตล์เก๋ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/forest-relaxing-fashion/feed/ 0
วิ่งเทรลกลางธรรมชาติใน The North Face 100 Thailand https://thestandard.co/the-north-face-100-thailand/ https://thestandard.co/the-north-face-100-thailand/#respond Fri, 09 Feb 2018 02:33:33 +0000 https://thestandard.co/?p=68759

ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายไปให้สุด! กับการวิ่งผจญภัยท่ามก […]

The post วิ่งเทรลกลางธรรมชาติใน The North Face 100 Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายไปให้สุด! กับการวิ่งผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติ บุกป่าฝ่าดง ขึ้น-ลงเนินเขาสูงชัน ตลอดระยะทาง 15, 25, 50, 75 และ 100 กม. ในงาน The North Face 100 Thailand 2018

The post วิ่งเทรลกลางธรรมชาติใน The North Face 100 Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-north-face-100-thailand/feed/ 0
อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 https://thestandard.co/daatday2017/ https://thestandard.co/daatday2017/#respond Wed, 30 Aug 2017 13:04:14 +0000 https://thestandard.co/?p=23475

     วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จ […]

The post อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จุดไหน?

     งาน DAAT DAY 2017 ที่จัดโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) น่าจะตอบคำถามนี้ได้

     หลังมีโอกาสเข้าร่วมงานและเข้าฟังสัมมนาหลายหัวข้อจาก 1 เวทีใหญ่ และ 3 เวทีย่อยในงาน

     THE STANDARD ได้เห็น ‘ความคิด’ บางอย่างที่เป็นจุดร่วมกันของวิทยากรหลายๆ ท่าน

     ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดเหมือนกันโดยมิได้นัดหมาย ก็อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในโลกที่ ‘ความคิด’ ถูกส่งต่อ เชื่อมโยง และเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กันด้วยอัตราเร่งระดับเรียลไทม์

     กำแพงของระยะทางที่เคยเป็นอุปสรรคถูกอินเทอร์เน็ตทลายจนไม่เหลือซาก เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตได้เข้ามาทำให้เส้นพรมแดนที่เคยมีอยู่เร่ิมพร่าเลือน

 

Photo: DAAT

 

     ทักษะหลายอย่างกำลังถูกแทนที่โดยเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้นกว่าเดิม และฉลาดขึ้นทุกวัน เพราะพวกมันพัฒนาตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง

     ธุรกิจที่เคยมั่งคั่งและคิดว่าจะยั่งยืน จากการกินส่วนแบ่งในฐานะ ‘คนกลาง’ เริ่มไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง เพราะข้อจำกัดทางการแข่งขันกำลังค่อยๆ ถูกลบออกไป เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถตั้งธุรกิจได้ในต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือจ่ายค่าต๋งให้ ‘ตัวกลาง’ อีกต่อไป

     ขณะที่คนตัวเล็กๆ ที่เข้าถึงเทคโนโลยี มีไอเดีย และเป็น ‘ของจริง’ ก็มีโอกาสสร้างรายได้ไม่ยาก โดยไม่ต้องมีทุนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หลายสิ่งที่เคยแพง ถูกลง

Photo: Pixabay

 

     คำว่า ‘โลกไร้พรมแดน’ เริ่มเป็นจริงในทุกมิติ โดยเฉพาะความรู้และนิยามของอาชีพ

     อาชีพเดิมๆ เริ่มไม่เหมือนเดิม นักการตลาดจะไม่ใช่แค่นักการตลาด ครีเอทีฟจะไม่ใช่แค่ครีเอทีฟ หรือแม้กระทั่งคนทำคอนเทนต์จะไม่ใช่แค่คนทำคอนเทนต์

     หลายๆ อาชีพต้อง ‘รู้ลึก’ ในสิ่งที่ทำ และจำเป็นต้อง ‘รู้กว้าง’ ในหลายๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ

     เพราะ ‘งาน’ ของเราล้วนเชื่อมโยงกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ และสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกันก็คือ โลกดิจิทัล

     กลไกการทำงานของเทคโนโลยีจะไม่ปล่อยให้ใครที่รู้เพียงสิ่งเดียวประสบความสำเร็จอีกต่อไป

     อย่างน้อยถ้าคุณเป็นคนทำคอนเทนต์ที่เขียนคอนเทนต์ได้ดีมาก แต่ไม่รู้เรื่อง SEO หรือการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่งานเลย คุณก็จะเป็นแค่คนเขียนคอนเทนต์ที่ดี แต่คอนเทนต์นั้นอาจไม่ได้รับการเผยแพร่ไปถึงคนในจำนวนที่มากพอ

     ดังนั้น จึงไม่แปลกที่วิทยากรหลายคนในงาน DAAT DAY 2017 จะ ‘คิดคล้าย’ กัน (และมีบางอย่างที่อาจจะคิดคล้ายเรา)

     เพราะพวกเขาและเราล้วนอยู่ในโลกใบเดียวกัน

 

  • จงปรับ Mindset ของตัวเอง
  • Data คือสิ่งที่จะขับเคลื่อนโลกและธุรกิจ
  • Machine Learning
  • Personalize การสื่อสารรายบุคคล
  • คนยุค Millennial

 

     คือประเด็นที่วิทยากรหลายคนพูดถึง โดยเฉพาะเรื่องการปรับ mindset ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง และคิดว่าเป็น ‘หัวใจ’ ของงาน

     เพราะถ้านับหนึ่งผิด จำนวนนับต่อมาก็ยากที่จะถูก

     คำถามคือ…

     เรามี mindset ที่ใช่หรือยัง?

     ถ้าไม่ใช่ เราจะปรับ mindset ได้ไหม?

     และถ้าปรับ ควรจะปรับอย่างไร?

 

Photo: Youtube

 

     THE STANDARD พบคำตอบอย่างเป็นรูปธรรมในสัมมนาหัวข้อ Design Thinking: Innovation Framework ที่บรรยายโดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร

     ASK – THINK – ACT

     นี่คือกระบวนการที่นำมาซึ่ง ‘นวัตกรรม’

     กวีวุฒิบอกว่า นวัตกรรมคือการทำสิ่งที่คนต้องการ ใช้แล้วมันเวิร์ก จะมีหรือไม่มีเทคโนโลยีก็ได้

     นวัตกรรมไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่คือทักษะการเข้าใจคนอื่น

     ส่วนการได้ซึ่งนวัตกรรม ต้องผ่านการคิดแบบ Design Thinking ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน และทำวนซ้ำไปเรื่อยๆ

 

Photo: DAAT

 

     1. รู้สึกอย่างที่ ‘คนอื่น’ รู้สึก (Empathize) คล้ายๆ กับการ ‘เอาใจเขา มาใส่ใจเรา’ วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้รู้สึกถึงใจคนอื่นได้ คือ การตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ ซึ่งเป็นคำถามที่เด็กๆ ชอบถาม และ ‘ทำไม’ เป็นคำถามที่สร้างนวัตกรรม

     ตัวอย่างเช่น เมืองหนึ่งมีแม่น้ำไหลผ่าน แบ่งเมืองเป็นสองฟาก สมมติว่าส่งวิศวกร นวัตกร และ อีลอน มัสก์ ไปถามคนในเมือง

 

     วิศวกร จะถามว่า อยากได้อะไร?

     “อยากได้สะพาน”

     วิศวกรก็จะกลับมาระดมสมองแล้วคิดว่าจะสร้างสะพานอย่างไรได้บ้าง

 

     นวัตกร จะถามว่า ทำไมถึงอยากได้สะพาน?

     “อยากข้ามไปฝั่งโน้น”

     นวัตกรก็จะกลับมาระดมสมองคิดหาวิธีว่า ถ้าจะข้ามไปฝั่งโน้น จะทำอะไรได้บ้าง ซึ่งทางออกจะมีมากกว่าแค่สร้างสะพาน อาจเป็นเรือ คอปเตอร์ไม้ไผ่ ฯลฯ

     การถามว่า ทำไม ทำให้เฟรมของความคิดกว้างขึ้น

 

อีลอน มัสก์

 

     อีลอน มัสก์ บอกว่าจุดเด่นของเขาคือ การเป็นคน chain Why? หมายถึง สามารถถามคำว่า “ทำไม” ไปได้เรื่อยๆ แบบที่ไม่กลัวคนอื่นจะโกรธ จนกว่าเขาจะเข้าใจ ซึ่งการถามว่าทำไมมากขึ้น จะทำให้เราด่วนสรุปน้อยลง

     ใช่ครับ, อีลอน มัสก์ ไม่หยุดถามแค่ทำไมในคำถามแรก

     ทำไมถึงอยากข้ามไปฝั่งโน้น?

     “แฟนอยู่ฝั่งโน้นน่ะ คิดถึงแฟน”

     พอคำตอบเป็นแบบนี้ จะพบว่า สะพาน เรือ ฯลฯ ที่จะพาข้ามไปฝั่งโน้นอาจไม่ใช่คำตอบ แต่อาจเป็นการสร้างโทรศัพท์สักเครื่อง หรือแอปฯ ส่งข้อความสักแอปฯ

     กวีวุฒิ บอกว่า “คำถามว่า ‘ทำไม’ จะพาเราเข้าไปในปริมณฑลที่คนอื่นเข้าไม่ถึง”

     เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากรู้ insight ที่แท้จริง จงกล้าที่จะถามว่า “ทำไม”

 

     2. เข้าใจปัญหา (Define) เมื่อรู้ความต้องการที่แท้จริง จะทำให้เห็นและเข้าใจปัญหา

 

Photo: DAAT

 

     3. ครีเอตไอเดีย (Ideate) จะแก้ปัญหาที่มีอย่างไร? ขั้นตอนนี้คือการระดมสมองประลองไอเดีย ซึ่งการสร้างบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนกล้านำเสนอความคิดสำคัญมาก

     “Context create Content นวัตกรรมหรือไอเดียใหม่พร้อมจะเกิดขึ้นเสมอ ถ้าสภาพแวดล้อมมันถูกต้อง”

     40 นาที คือช่วงเวลาที่ใช้ในการระดมสมองที่ดีที่สุด มากกว่านี้ไม่เวิร์ก

     ช่วงแรกให้แต่ละคนเขียนไอเดียใส่โพสต์อิท ก่อนจะเอามาคัดแยก วิเคราะห์ นำเสนอ เพื่อหาไอเดียที่น่าสนใจจำนวนหนึ่ง

     โดยทั่วไป เวลาระดมสมองจะมีคน 2 ประเภท คือ คนที่ชอบเสนอไอเดีย (Creative) กับคนที่ชอบคอมเมนต์และวิจารณ์ (Critical) ให้จัดสัดส่วนคนสองประเภทนี้ให้เหมาะสม

     แนะนำว่า ควรแยกคนประเภท Critical ออกไปจากห้องก่อน พอได้ไอเดียแล้ว ค่อยให้เข้ามาคอมเมนต์

 

Photo: yingyingz.com

 

     4. สร้างต้นแบบ (Prototype) พอได้ไอเดียแล้ว ลองนำมาทำให้เกิดขึ้นจริง โดยให้เริ่มต้นที่การสร้าง ‘ต้นแบบ’ แบบง่ายๆ

     กวีวุฒิบอกว่า Prototype ที่ดี ต้องใช้เวลาไม่นาน ใช้เงินไม่เยอะ เห็นภาพ และคนอื่นสามารถคอมเมนต์ได้

     เช่น ถ้าบอกให้ทำ Prototype ของแอปฯ สักแอปฯ ถ้าคุณบอกว่า ขอไปเขียน code ก่อน นั่นไม่ใช่ Prototype ที่ดี จากนั้นกวีวุฒิก็เปิดภาพ Prototype ของแอปฯ หนึ่งที่ทำอย่างง่ายๆ โดยการวาดหน้า interface อธิบายการทำงานของแอปฯ ลงบนโพสต์อิท

     และย้ำว่า การสร้าง Prototype ควรใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

Photo: invention.si.edu

 

     5. ทำซ้ำ (Test) ไม่ดีอะไรที่เฟอร์เฟกต์ตั้งแต่ครั้งแรก การทำซ้ำขั้นตอน 1-5 ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ของที่คิดนั้นพัฒนาและดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือ ‘ต้องกล้าทดลอง’

     กวีวุฒิ ยกตัวอย่าง Kodak อดีตยักษ์ใหญ่ด้านกล้องถ่ายภาพยุคฟิล์มที่เจ๊งเมื่อปี 2012 เพราะการมาถึงของกล้องดิจิทัล แต่รู้ไหมว่า โกดักคิดเรื่องกล้องดิจิทัลก่อนทุกบริษัท ทว่าตัดสินใจไม่ทำ เพราะกลัวจะแย่งส่วนแบ่งธุรกิจฟิล์มถ่ายภาพ สุดท้ายคนอื่นเลยเอาไปทำ

     “การทดลองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องกล้าล้มเหลวเพื่อจะสำเร็จ ถ้าไม่ทดลอง ก็จะมีคำตอบแค่ว่า เจ๊งใหญ่ หรือเจ๊งเล็ก เท่านั้น”

 

 

     คุณถาม “ทำไม” บ่อยแค่ไหน

     ถามแล้ว คิดหรือไม่

     คิดแล้ว ลงมือทำไหม

     สำคัญมาก คือ ทำแล้ว ทำมากขึ้นไหม

 

     กวีวุฒิทิ้งท้ายว่า โลกวันนี้หมุนเร็วมาก องค์กรต้องการคนทำมากกว่าคิด

     “ใช้ความเห็นให้น้อยลง จงทำมากขึ้น”

 

Photo: mobilemarketingwatch.com

 

     บางเวทีในงานวันนั้นบอกว่า หนังโฆษณาจะสั้นเหลือ 6 วินาที เพราะความสนใจของคนวันนี้สั้นกว่าปลาทอง

     แต่ครีเอทีฟในอีกเวทีกลับโยนความคิดเชิงตั้งคำถามว่า วิธีคิดหรือทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยการใช้ ‘มีเดีย’ เป็นตัวตั้งเพื่อหาโซลูชัน อาจไม่ถูกทั้งหมด

     โฆษณา 6 วินาที อาจสร้าง awareness เพราะคนดูจบ แต่อาจเป็นการ ‘เห็นที่ไม่เห็น’ เพราะไม่ประทับใจ จำไม่ได้

     ‘ยอดวิว’ อาจไม่ได้บอกอะไร เพราะบางคนอาจดูแค่ไม่กี่วินาทีแล้วปิด ถามว่ายอดคนดู 5 ล้าน 10 ล้าน มีคนดูจนจบกี่คน

     รวมถึงระยะการวางแพลนที่ยาวเกินไป หนังโฆษณาบางเรื่องกว่าจะเคาะไอเดีย เตรียมงาน ถ่ายทำ ปรับแก้ ฯลฯ มีกระบวนการทำงานที่ยาวนานหลายเดือน แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างไปเร็วมาเร็ว หนังโฆษณาที่ทำนานหลายเดือน ก็อาจจะกลายเป็นหนังโฆษณาที่ได้รับการจดจำแค่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นก็ถูกเรื่องราวอื่นๆ กลืนหายไปในทะเลข้อมูล ผู้คนต่างลืม เสมือนว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง

     และไม่มีหรอก สื่อ traditional หรือ digital เพราะสุดท้ายทุกสิ่งกลับมาที่ ‘คน’ คนคือศูนย์กลางเสมอ

 

ภารุจ ดาวราย

 

     “บางทีเราอาจต้องกลับมาที่เหตุแห่งทุกข์”

     ภารุจ ดาวราย Managing Director จาก The Leo Burnett Group Thailand ชวนคิดด้วยการบอกว่า ทฤษฎี ตัวเลขต่างๆ เกิดจากความกลัวของลูกค้า เพราะเขาจ่ายเงินมาแล้ว การจ่ายเงินนั้นต้องมีเหตุผลตอบหัวหน้าได้ว่า จะเกิดผลอย่างไร ซึ่งตัวเลขและทฤษฎีต่างๆ ก็คือเหตุผลที่ยืนยันว่า เงินที่จ่ายไปนั้นมีเหตุมีผล

     “หน้าที่ของครีเอทีฟคือ ทำให้เขาละจากการใช้เหตุผล มาใช้ความรู้สึกนำ แทนที่จะโฟกัสแต่ข้อมูลและตัวเลข”

     ภารุจ บอกว่า ความกลัวทำให้คนพยายามหาสูตรสำเร็จ

     “แต่สูตรสำเร็จไม่เคยพาใครไปสู่ความสำเร็จ”

     เพราะสูตรสำเร็จ คือ อดีต

     สูตรสำเร็จในปัจจุบัน จึงต้องเป็นสูตรที่คุณต้อง ‘คิด’ และ ‘ทำ’ มันขึ้นมาเอง

 

Photo: websigmas.com

 

     ‘ความสำเร็จ’ คือสิ่งที่วิทยากรทุกคนพูดบนเวที แม้แต่วิทยากรจากบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ที่หลายคนตั้งคำถามถึงการปรับตัวและเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล ก็พูดถึงความสำเร็จของตัวเอง

     บ้างก็พูดถึงบริการของบริษัทตัวเอง ว่าจะพาองค์กรอื่นที่ร่วมงานด้วยประสบความสำเร็จอย่างไร

     บ้างก็พูดถึงความสำเร็จของตัวเองเหมือนบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่

     ซึ่งความสำเร็จที่พวกเขาพูดถึงมีจุดร่วมกัน คือ ‘เข้าใจลูกค้า’ และมีกระบวนการทำงานคล้ายวิธีคิดแบบ Design Thinking ของกวีวุฒิ

     นั่นคือ การจะเข้าใจลูกค้าได้ ต้องรู้จักว่า ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งนี้เรียกว่า Data

     แต่ในโลกที่มีดาต้ามหาศาล หรือบางคนเรียก Big Data นั้น ถ้าจะให้คนทำความเข้าใจลูกค้าทุกคนก็คงไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงมีการใช้ Machine Learning เข้ามาทำความรู้จักลูกค้าแต่ละคนผ่านดาต้าของพวกเขา

     คนแต่ละคนมีความชอบ รสนิยม การใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ดังนั้นดาต้า ของพวกเขาจึงไม่เหมือนกัน การทำความเข้าใจลูกค้าวันนี้จึงต้องเข้าใจเป็นรายบุคคลหรือ Personalize ไม่ใช่เหมารวมแบบในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเกินความสามารถของ Machine Learning ที่จะสามารถ ‘รู้ใจ’ ลูกค้าจนสามารถคาดเดาและนำเสนอสิ่งที่คนคน นั้นชอบ โดยไม่ต้องถาม

 

 

     Taboola และ Outbrain คือ แพลตฟอร์มที่จะนำคอนเทนต์ บทความ หรือโฆษณาแบบเนียนๆ (Native Ad) ไปปรากฏในหน้าเว็บไซต์ต่างๆ โดยมีรูปแบบที่กลืนไปกับบทความของเว็บไซต์นั้น

     โดยบทความจะปรากฏตามความสนใจของแต่ละคน ซึ่งเกิดจากการติดตามข้อมูลและคำนวณโดย Machine Learning

     “ผู้บริโภคยุคนี้มีสิทธิ์เลือก และปฏิเสธที่จะไม่ดูโฆษณา” Chris Mockford – Head of Operation APAC ของ Outbrain ชี้ว่า หมดยุคยัดเยียดโฆษณาแล้ว ถ้าจะโฆษณา โฆษณานั้นต้องไม่ใช่โฆษณา

 

How Outbrain Amplify Works

 

     คีย์เวิร์ดของ Chris Mockford ที่ฉายบนสไลด์ Trust of Advertising ระหว่างการบรรยาย คือ

     Content is King,

     Distribute is Queen,

     Relevant is KEY.

     และ

     Curated Content & High Quality

     ซึ่งทั้ง Taboola และ Outbrain ให้บริการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เพื่อหยิบคอนเทนต์ในทะเลข้อมูลที่ท่วมท้นไปส่งถึงผู้อ่านได้อย่างตรงใจ

     ‘drive content to right person’

 

 

Introducing Taboola Feed

 

     ด้าน John Harvey – Managing Director, APAC ของ Taboola ได้แนะนำเครื่องมือใหม่ ชื่อ Taboola Feed ที่มาในรูปแบบ news feed บนโมบายดีไวซ์

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=FgBj949_r_w&feature=youtu.be

Trying the IBM Watson tech behind the North Face beta

 

     นอกจากนี้ ยังมีการใช้ Machine Learning ในการขายของได้อย่างน่าสนใจ เช่นในกรณีของแบรนด์ The North Face ที่ใช้ Machine Learning ในการขายแจ็กเก็ต ผ่านการตั้งคำถามแล้วให้คุณพิมพ์ตอบ เพื่อแนะนำแจ็กเก็ตที่เหมาะกับคุณ

     สนใจเข้าไปลองเล่นได้ที่ www.thenorthface.com

 

     บนเวทีใหญ่ ระหว่างที่ ณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง www.marketingoops.com บรรยายเรื่อง Digital Marketing Trend แม้เธอจะพูดถึงเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า Chatbot, Data ฯลฯ แต่เธอบอกว่า หัวใจสำคัญคือ Customer Experiences หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าของคุณ

     ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่นักการตลาดต้องจับตาในวันนี้ให้ดี คือ คนยุค Millennial นิยามตามอายุคือ คนที่วันนี้มีอายุ 17-37 ปี แต่ถ้านิยามตามพฤติกรรมคือทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ติดโทรศัพท์ จ้องจอมากกว่ามองหน้าคนใกล้ตัว

     และเป็นกลุ่มที่ยินดี ‘จ่าย’ ถ้าสินค้าของคุณตอบโจทย์

 

     สินค้าที่ตอบโจทย์เกิดจากอะไร?

     อันที่จริง โมเดลการคิดเพื่อค้นหาคำตอบมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด

     นักการตลาด ครีเอทีฟ คนวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ เพื่อหาคำตอบที่ต้องการตามลักษณะเฉพาะของงาน

     แต่โดยแนวคิดนั้นมีวิธีคิดคล้ายกัน ทั้งหมดเริ่มต้นจาก ‘คำถาม’ ว่า

     “ทำไม?”

 

Photo: Pinterest

 

     เหมือนกับวิธีคิดแบบ Design Thinking เพื่อสร้างนวัตกรรมของกวีวุฒิ

     ASK – THINK – ACT

     ถาม, เพื่อรู้จัก เห็นปัญหา

     ขบคิด, เพื่อหาทางออก

     ทำ, เพื่อทดลอง และแก้ปัญหา

     ปัญหาที่พร้อมจะผุดกำเนิดใหม่ทุกวัน เพราะคนเปลี่ยนทุกวัน เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน โลกเปลี่ยนทุกวัน

     เพราะฉะนั้น คนทำงานยุคนี้ ต้องกล้า ‘ทดลอง’ และ ‘ทำ’ สิ่งใหม่ พร้อมกับไม่กลัวที่จะ ‘รื้อ’ สิ่งเก่า

     ไม่มีใครสนใจความสำเร็จของเมื่อวาน

     เพราะฉะนั้นจงกล้าตัดสินใจปรับ ​Mindset ในวันนี้ ถ้าคุณคิดว่ายังไม่ใช่

     หมั่นตรวจสอบความคิดอยู่เสมอ เพราะมันอาจเป็นความคิดที่หมดสมัย

     ถ้าคุณคิดว่า ตัวเองมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุปสรรคอะไรก็ตาม ขอให้รู้ไว้ว่า ‘ข้อจำกัด คือ มารดาของความคิดสร้างสรรค์’ (ใครที่ไปฟังเวทีที่ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม พูดจะเข้าใจคำนี้ได้ดี)

 

     กลับมาที่คำถามในบรรทัดแรก “วันนี้โลกดิจิทัลไทยกำลังยืนอยู่ที่จุดไหน?”

     จุดไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่จุดเดิม.

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w

The post อะไรคือทางรอดของคนและธุรกิจดิจิตัล บทสรุปจากงาน DAAT DAY 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/daatday2017/feed/ 0