THE INTERVIEW Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/the-interview/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 30 May 2026 02:12:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS https://thestandard.co/the-interview-gelboys/ Sat, 30 May 2026 02:11:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1212627 ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW

THE INTERVIEW ชวน นิว ไป๊ป พีเจ และ เลออน จาก GELBOYS ม […]

The post THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW

THE INTERVIEW ชวน นิว ไป๊ป พีเจ และ เลออน จาก GELBOYS มาตอบคำถามแบบ ‘ไม่กั๊ก’ ในเกม Pick A Card บอกได้คำเดียวว่า ‘We listen. But we … judge.’ และเราก็ไม่พลาดที่จะรวมช็อตน่ารักๆ ชวนยิ้มของทั้ง 4 คนมาให้ดูกัน!

 

 

 

THE INTERVIEW อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 19.00 น. ห้ามพลาดนะ!

 

ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 1ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 2ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 3ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 4ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 5ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 6ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 7ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 8ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 9ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 10ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 11ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 12ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 13ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 14ภาพสมาชิกวง GELBOYS ทั้งสี่คนยิ้มแย้มในรายการ THE INTERVIEW 15

 

ภาพ: พัทธ์ธีรา ธนาเศรษฐอังกูล

The post THE INTERVIEW รวมโมเมนต์น่ารักๆ แบบ ‘ไม่กั๊ก’ ของแก๊ง GELBOYS appeared first on THE STANDARD.

]]>
PERTH-SANTA: MATCHING WORDS รวมโมเมนต์ ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP https://thestandard.co/perth-santa-matching-words-interview/ Wed, 06 May 2026 11:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1204494 ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน

ใครว่า ‘รูปภาพไม่มีเสียง’ เพราะภาพเหล่านี้จะเต็มไปด้วยค […]

The post PERTH-SANTA: MATCHING WORDS รวมโมเมนต์ ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน

ใครว่า ‘รูปภาพไม่มีเสียง’ เพราะภาพเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความน่ารัก เสียงหัวเราะ และเคมีแบบตะโกน!!

 

รวมโมเมนต์ เพิร์ธ–แซนต้า ใน THE INTERVIEW EP.3 ที่บอกเลยว่าคำตอบเดาไม่ยาก แต่ความรู้ใจไม่เป็นรองใครแน่นอน ในเกม Matching Words ระวัง…ดูจบแล้วอาจเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว!

 

 

THE INTERVIEW อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 19.00 น. ห้ามพลาดนะ!

 

ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 1ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 2ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 3ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 4ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 5ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 6ภาพ เพิร์ธ และ แซนต้า กำลังเล่นเกม Matching Words ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP แสดงสีหน้ายิ้มแย้มและเคมีเข้ากัน 7

The post PERTH-SANTA: MATCHING WORDS รวมโมเมนต์ ใน THE INTERVIEW EP.3 ของ THE STANDARD POP appeared first on THE STANDARD.

]]>
เก็บตกโมเมนต์น่ารัก ญดา กับการ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก https://thestandard.co/yada-reranking-romantic-series/ Fri, 24 Apr 2026 10:53:41 +0000 https://thestandard.co/yada-reranking-romantic-series/ ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก

THE INTERVIEW ชวนญดา มา Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติกเ […]

The post เก็บตกโมเมนต์น่ารัก ญดา กับการ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก

THE INTERVIEW ชวนญดา มา Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติกเรื่องโปรด ครบรสทุกเรื่องจนต้องตามดูต่อ บอกเลยว่างานนี้อาจขึ้นแท่นเป็นนักป้ายยามือทองเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าเราไม่พลาดที่เก็บโมเมนต์น่ารักๆ มาให้ดูกัน!

 

สามารถดูการป้ายยาสุดน่ารักแบบเต็มๆ ได้ที่ THE STANDARD POP

 

 

 

🗓 THE INTERVIEW อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 19.00 น. ห้ามพลาดนะ!

 

 

 

ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 1ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 2ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 3ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 4ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 5ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 6ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 7ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 8ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 9ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 10ญดา นริลญา ในโมเมนต์น่ารักขณะ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก 11

 

ภาพ: สลัก แก้วเชื้อ

 

#yadarilya #ญดานริลญา

#RERANKING

#THEINTERVIEWxYada

#TheStandardPop

The post เก็บตกโมเมนต์น่ารัก ญดา กับการ Re-Ranking 5 ซีรีส์รักโรแมนติก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมภาพเบื้องหลังสุดวุ่น! PICK A CARD กับ 6 สาว Girl Rules https://thestandard.co/pick-a-card-girl-rules-bts/ Sat, 04 Apr 2026 11:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1194719 ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules

รายการ THE INTERVIEW EP.1 ในเกม PICK A CARD บอกเลยว่ารว […]

The post รวมภาพเบื้องหลังสุดวุ่น! PICK A CARD กับ 6 สาว Girl Rules appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules

รายการ THE INTERVIEW EP.1 ในเกม PICK A CARD บอกเลยว่ารวมทุกโมเมนต์ ทั้งวุ่นวาย ทั้งครบรส จาก น้ำตาล-ทิพนารี วีรวัฒโนดม, ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์, มิ้ลค์-พรรษา วอสเบียน, เลิฟ-ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร, วิว-เบญญาภา จีนประสม และ มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง นักแสดงจากซีรีส์ Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ

 

การเปิดการ์ดคำถามที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความเขิน น้ำตาซึมๆ คำถามก็แปลกและคำตอบก็พีค และแน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะเก็บตกโมเมนต์เบื้องหลังน่ารักๆ มาให้ดูกัน!

 

🔮ใครจะดวงดี? ใครจะได้คำถามอะไร? ไปลุ้นกันต่อแบบเต็มๆ ได้ที่ THE STANDARD POP : https://youtu.be/AYjqDT0TaiE?si=w8LOt91ffYgLlP7c

 

🗓 อัปเดตตอนใหม่ทุกวันพุธ สัปดาห์เว้นสัปดาห์ ห้ามพลาดนะ!

 

ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 1ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 2ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 3ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 4ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 5ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 6ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 7ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 8ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 9ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 10ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 11ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 12ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 13ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 14ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 15ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 16ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 17ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำเกม PICK A CARD ของ 6 นักแสดงสาวจากซีรีส์ Girl Rules 18

The post รวมภาพเบื้องหลังสุดวุ่น! PICK A CARD กับ 6 สาว Girl Rules appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง https://thestandard.co/jinny-yossuda-sudarat-and-politics/ Sat, 31 Jan 2026 11:37:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1171891 จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง

‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้า […]

The post คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง

‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์รายการ “END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้” เผยแพร่ทาง THE STANDARD เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 (ถอดแนวคิดการเมือง ‘จินนี่-ยศสุดา’ เรียนรู้จากแม่ สู่สมรภูมิจริง | END GAME #148) ดำเนินรายการโดย เอก-ธนกร วงษ์ปัญญา และ ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 1

 

ผู้ดำเนินรายการ: ชื่อยศสุดา มีที่มาจาก สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงสุดารัตน์ ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เป็นครอบครัวนักการเมือง สมัยหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 ไปทำข่าวแล้วมีคนมากระซิบบอกว่าคนนี้คือลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ จึงได้ถ่ายรูปจินนี่นำมาเผยแพร่เป็นคนแรก แล้วเป็นไวรัล ตอนนั้นคนเรียกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า “แม่ยายแห่งชาติ” เมื่อคนจดจำเพราะหน้าตาดีแล้วจริงๆ รู้สึกชอบไหมที่คนจดจำแบบนี้

 

ยศสุดา: ตอนนั้นไปเจอกันที่แพลตตินัม ไปซับพอร์ตแม่ตอนแม่ลงพื้นที่ ส่วนเรื่องที่มีคนชื่นชอบรู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจและเป็นกำลังใจในการทำงานมากๆ อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยอยากให้มองภาพว่าพรรคเราแค่เอาผู้หญิงคนรุ่นใหม่มาโปรโมทหน้าตาเท่านั้น อยากให้ดูเนื้อหาด้วย เพราะหน้าที่ของเราคือ 1 ใน กระบอกเสียงของพรรคที่จะเอานโยบายดีๆ มานำเสนอ หรือทำให้คนสนใจบุคลากรของพรรคมากขึ้น

 

ผู้ดำเนินรายการ: อยากให้คนจดจำอย่างไร

 

ยศสุดา: อยากให้จำในความตั้งใจจริงๆ ที่จะมาผลักดันองค์กรพรรคไทยสร้างไทย เพราะว่าคนอาจจะถามว่าทำไมถึงมาทำการเมือง คิดว่ามาช่วยแม่ แต่พูดด้วยความสัตย์จริงคือ เราเห็นการเติบโตของพรรคไทยสร้างไทยมาเรื่อยๆ เราเห็นความตั้งใจของทีมงานและบุคลากรในพรรค

 

จริงๆ ในพรรคเราเจอมรสุมเยอะมากๆ ในข่าวน่าจะเห็นกัน แต่ว่าพวกเราก็ยังยืนหยัดต่อสู้ อยากจะทำเพื่อประชาชน ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีกำลังเป็น 1 ในกระบอกเสียงก็อยากมาช่วย

 

ผู้ดำเนินรายการ: มีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองสำหรับตัวเองอย่างไร

 

ยศสุดา: อาจจะเป็นผลพลอยได้ของการเป็นลูกนักการเมือง ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่เด็กเราเห็นแม่ทำหน้าที่นักการเมือง เห็นแม่ลงพื้นที่ ประชุมกับคนในพรรค คุยกับประชาชน จึงเป็นอะไรที่ซึมซับมา แล้วเราเห็นตัวอย่าง

 

พอไปติดตามแม่ลงพื้นที่ ก็มีคนมาขอบคุณมีคนมาพูดอยากให้ช่วยทางนั้นทางนี้ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเรามีโอกาสแล้วเรามีความสามารถมากพอในการช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ดี

 

ผู้ดำเนินรายการ: เสียงชื่นชมมาพร้อมกับคำวิจารณ์ เห็นคุณแม่โดนบูลลี่แล้วรู้สึกว่าอาชีพนี้น่ากลัวไหม

 

ยศสุดา: สิ่งนี้โดนใจมากๆ เพราะในความที่เราเห็นคุณค่าของหน้าที่ทางการเมือง เราก็เห็นข้อเสียเช่นกัน การถูกวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว

 

ตอนเด็กๆ เล่น facebook ก็เข้าไปดูว่าคนคอมเมนต์อะไรเกี่ยวกับแม่บ้าง แต่ด้วยความที่เขาเป็นผู้หญิง มีตำแหน่งทางการเมืองช่วงนั้น ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เราก็จะเห็นคอมเมนต์บูลลี่เรื่องรูปลักษณ์รูปร่างคุณแม่ ตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ

 

แม่เราก็แค่ทำงาน ทำไมต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหน้าตาหรือหุ่นเขาด้วย ก็เป็น 1 ในความกังวลเพราะถ้าเรามาทำงานตรงนี้ เราอาจจะเจออะไรแบบนี้ อาจจะไม่ใช่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านการทำงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องส่วนตัวก็มี

 

เป็นอะไรที่สุดท้ายเราต้องทำใจ ต้องมีสติกับมัน แยกแยะให้ออกว่า ถ้าสมมติเขาวิพากษ์วิจารณ์ด้านงานจริงๆ เราเอากลับไปแก้ไข แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องส่วนตัว เราต้องสามารถปล่อยผ่านให้ได้

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 2

 

ผู้ดำเนินรายการ: เห็นตัวอย่างการจัดการตัวเองของคุณแม่ไหม

 

ยศสุดา: แม่เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมหัศจรรย์ในมุมหนู เพราะเขาจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ดีมาก เขาเล่าให้ฟังว่าเขาสามารถปิดสวิชก่อนนอนได้ ถ้าเจอเรื่องอะไรหนักๆ มา แต่ก่อนนอนเขาขอ relax เขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้

 

จริงๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ตัวหนูเองหนูก็ยังทำไม่ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่เขาทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี คงจะสั่งสมความแข็งแกร่ง เป็นวิทยายุทธ์ของเขาไปแล้ว

 

ผู้ดำเนินรายการ: กรณี “โดม ปกรณ์ ลัม” ดาราโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม พาดพิงโดยตรง เห็นข่าวนี้ได้อย่างไร

 

ยศสุดา: ตอนนั้นมีคนส่งมาให้ดู ตอนแรกก็ไม่เชื่อเพราะสงสัยว่าเป็นการตัดต่อหรือเปล่า แต่พอได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง สิ่งแรกคือรู้สึกเสียใจ แล้วก็รู้สึกอายที่มีคนพูดถึงแบบนี้ แต่พอสักพักเราจัดการความรู้สึกตัวเอง ตั้งสติ ต้องทำอะไรต่อ หนึ่ง สอง สาม สี่

 

คุณแม่ถามความรู้สึกเป็นอย่างแรกว่า โอเคหรือเปล่า แม่ถามว่าจะให้แม่มาหาไหม แต่บอกแม่ว่าหนูจัดการความรู้สึกตัวเองได้

 

จริงๆ ก็ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงขนาดนั้นเหมือนกัน ส่วนพ่อก็โทรเข้ามาเช่นกัน ก็ตกใจกันทั้งบ้าน ไม่มีใครสบายใจกับเรื่องนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: เขาพยายามจะขอโทษ ถือกระเช้าไปที่บ้าน วันนั้นได้เจอกันไหม

 

ยศสุดา: โดยส่วนตัวยังไม่มีโอกาสคุยกับคุณโดมโดยตรง แต่มีที่คุณโดมทักมาผ่านคนรอบข้างว่าอยากจะเข้ามาคุย แต่ตอนนั้นแจ้งไปว่าทางพรรคจะปิดปีใหม่ ไม่มีใครอยู่ ซึ่งตอนที่คุณโดมมาก็ไม่มีใครอยู่จริงๆ ส่วนเรื่องการคุยต้องนัดแนะกันอีกที

 

ผู้ดำเนินรายการ: เหตุผลที่เดินหน้าใช้กระบวนการยุติธรรม โดยใช้กฎหมายใหม่ เรื่องคุกคามทางเพศ มีเหตุผลในการตัดสินใจอย่างไร

 

ยศสุดา: จริงๆ การฟ้องร้องหรือใช้กฎหมาย โดยนิสัยส่วนตัวของตัวเองไม่ได้เป็นคนชอบทะเลาะกับใครหรือมีเรื่องมีราวกับใคร

 

จริงๆ ก็ไม่ได้สบายใจมากๆ ที่จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามองว่า เราเป็นพรรคการเมือง แล้วเราต้องยึดในหลักการ ต้องสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไทย ซึ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกใครทำหน้าที่ไหนเพศไหนก็ไม่ควรได้รับการพูดถึงแบบนี้ เราควรจะ respect กัน ก็คือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเจอคุณโดม มีอะไรจะพูดกับเขาไหม

 

ยศสุดา: ก็คงจะพูดตามที่พูดกับพี่ๆ ยืนยันว่าสิ่งที่ดำเนินการไป ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นหรืออะไรส่วนตัว มองว่ามันคือการที่เราต้องสร้างบรรทัดฐานให้สังคมมากกว่า

 

ผู้ดำเนินรายการ: ขั้นตอนตามกฎหมายยังดำเนินต่อไปรักษากติกาปกป้องสิทธิตัวเองด้วย ส่วนการพูดคุยอื่นๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ยศสุดา: ใช่ค่ะ

 

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนรับสมัครสส.แบบแบ่งเขต คุณแม่หายไป กลายเป็นจินนี่ต้องมานำทัพ เกิดอะไรขึ้น

 

ยศสุดา: คุณแม่มีโรคประจำตัวที่อาการไม่ค่อยโอเคมาสักพัก ร่างกายไม่ค่อยเต็มร้อย เพราะที่ผ่านมาใช้ร่างกายสมบุกสมบันเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ใช้แล้ว

 

วันนั้นสภาพร่างกายคุณแม่ไม่ไหวจริงๆ แล้วก็ไม่ได้วางแผนให้หนูเป็นตัวแทน เพียงแต่พรรคมีอีเวนท์สำคัญ เราอยากไปซับพอร์ตพรรค

 

แต่อาจจะได้รับความสนใจเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าเทียบภาพของพรรคอื่นๆ คนที่มานำการสมัครอาจจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา นี่อาจจะเป็นภาพอะไรใหม่ๆ จึงได้รับความสนใจ

 

ผู้ดำเนินรายการ: การเป็นลูกนักการเมือง ลูกคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นแต้มต่อไหม

 

ยศสุดา: เป็นแต้มต่ออยู่แล้ว เพราะเราได้เห็นประสบการณ์ของคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ เลยเห็นมาตลอด และด้วยความที่แม่อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ก็จะมีความรู้คำแนะนำที่สามารถถ่ายทอดให้เราได้

 

ผู้ดำเนินรายการ: ต้องไปลงพื้นที่เองไปหาเสียงกับชาวบ้านประชาชน รู้สึกอย่างไรบ้าง ได้รับเสียงตอบรับแบบไหนสำหรับไทยสร้างไทยรอบนี้

 

ยศสุดา: รู้สึกว่า หน้าที่ทางการเมือง พรรคการเมือง เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติมากๆ เพราะเราคุยกับพ่อๆ แม่ๆ ชาวบ้านเวลาไปลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด เขามาคุยกับเราแล้วเราเห็นว่าเขามีความหวังกับเราจริงๆ เขาฝากชีวิตไว้กับเราจริงๆ

 

ไม่ได้เหมือนเวลาเห็นคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย เพราะพอเราไปสัมผัส face to face จริงๆ เราสัมผัสได้จริงๆ ว่าเขาหวังว่าพรรคการเมืองจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริงๆ

 

เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่า ถ้าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แล้วจะอิมแพคกับชีวิตคนจริงๆ

 

ผู้ดำเนินรายการ: คุณแม่ตั้งพรรคไทยสร้างไทยเอง ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 ประสบความสำเร็จ ได้สส. มาจำนวนหนึ่ง รอบนี้ปี 2569 คนถามว่ายังไม่หยุดอีกเหรอ ไหวเหรอ จะได้ สส.เท่าไหร่ จะได้ไหม พอฟังคำถามแบบนี้อยากตอบว่าอะไร ก่อนหน้านี้ก็มีงูเห่า ทำไมยังตัดสินใจเดินหน้า

 

ยศสุดา: ทุกคนอาจจะสงสัยว่าไหวหรือเปล่ายิ่งมีข่าวว่าคุณแม่ป่วย หนูมองว่าเราเริ่มที่สารตั้งต้นของพรรคไทยสร้างไทย ทั้งคุณแม่และบุคลากรที่สร้างพรรคมาด้วยกัน เราตั้งใจอยากจะทำเป็นแพลตฟอร์ม เขาชอบใช้คำว่าเป็นนั่งร้านให้คนรุ่นหลังมาทำงานการเมือง ซึ่งแน่นอนด้วยความเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหม่และอาจจะไม่ใช่พรรคที่ใหญ่มาก ต้องเจออุปสรรคอยู่แล้ว และการสร้างพรรคการเมืองที่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำ 1-2 วันจบ หรือทำ 1-2 ปีจบ แต่มีการต่อสู้ที่เยอะมากที่เราต้องฝ่าฟัน เพราะฉะนั้น อยากให้มองความตั้งใจ จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทยที่เราอยากจะสร้างองค์กรที่ดี

 

ถึงแม้จะเจอปัญหาเรื่องงูเห่าบ้าง หรือปัญหาอะไรต่างๆ ได้เสียงมากเสียงน้อย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ยังยืนหยัดในความตั้งใจของเรา

 

ผู้ดำเนินรายการ: เลือกตั้งรอบนี้ทำหน้าที่อะไร พรรควางเป้าหมายอย่างไรจะได้ สส.กี่คน

 

ยศสุดา: หน้าที่หนู เป็นผู้ช่วยหาเสียง มีทั้งลงพื้นที่ สื่อสารนโยบายในทุกช่องทางให้คนเข้าใจนโยบายมากขึ้น และสนใจพรรคไทยสร้างไทยมากขึ้น เป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของพรรค

 

ก่อนหน้านี้มีช่วยงานหลังบ้าน ลงพื้นที่ ฟีดแบคเรื่องนโยบายมาเรื่อยๆ

 

สำหรับสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.

 

คาดหวังเหมือนทุกพรรคคือทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นตัวเลขก็ประมาณ 20-25 สส. เพราะเราอยากให้บุคลากรของเราได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน จริงๆ ก็อยากได้โอกาสตรงนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่อายุ 26 ปี Gen Z คนรุ่นนี้มีความคิดทางการเมืองและมองพรรคการเมืองอย่างไร

 

ยศสุดา: ถ้ามองพรรคตัวเอง ที่มีนักการเมืองรุ่นใหญ่ มองว่าเป็นข้อดี สมมติเราอยากจะฝากชีวิตไว้กับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองพรรคไหน เราก็อยากได้คนมีประสบการณ์ที่เขาทำงานมาแล้ว เราจะรู้สึกอุ่นใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันนอกจากนักการเมืองรุ่นใหญ่ ก็มีนักการเมืองรุ่นใหม่มาทำงานด้วยกัน รู้สึกเป็น combination ที่ลงตัว

 

ผู้ดำเนินรายการ: เคยรู้สึกไหมว่าความคิดผู้ใหญ่ในพรรค รวมถึงความคิดคุณแม่ ไม่ตรงกับสิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อ

 

ยศสุดา: ก็ต้องมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเรื่องแนวทางในการทำงานมากกว่า เพราะเรื่องนโยบายเป็นเรื่องที่เราเห็นด้วยร่วมกันว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติจริงๆ แต่ถามถึงความต่างระหว่างวัย มีอยู่แล้ว เรื่องการทำงานภายในซึ่งเป็นกระบวนการต้องปรับตัวกันไปเรื่อยๆ

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 3

 

ผู้ดำเนินรายการ: พรรคไทยสร้างไทย ให้บทบาท ให้โอกาสรับฟังคนรุ่นใหม่มีปากเสียงในพรรคมากน้อยแค่ไหนในการนำไปทำนโยบาย

 

ยศสุดา: เรื่องนโยบายเราไม่ได้ให้ความสำคัญว่าต้องเป็นรุ่นใหม่เท่านั้น หรือรุ่นใหญ่เท่านั้นที่จะมีสิทธิออกเสียงหรือมีสิทธิคอมเมนต์นโยบายหรือวิธีการของพรรค

 

เราก็ให้โอกาสทุกคนเท่ากันในที่ประชุม ส่วนโอกาสในการผลักดันคนรุ่นใหม่ก็มี อย่างช่วงหาเสียงช่วงนี้อาจจะเห็นสื่อของพรรคดูแปลกตา แปลกใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราอยากผลักดันและให้เสรีภาพกับคนรุ่นใหม่ในการเลือกวิธีการสื่อสารนโยบายของเขาในแบบคนรุ่นใหม่

 

ผู้ดำเนินรายการ: ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ ต้องการเห็นการเมืองแบบไหน

 

ยศสุดา: ถ้าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ไม่เกี่ยวพรรคการเมืองไหนเลย อยากเห็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะว่าตั้งแต่เกิด จนจำความได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพเลย

 

จริงๆ บางครั้งเราถามเพื่อนๆ กันเอง เรางง ตอนนี้นายกฯ คือใครนะ เปลี่ยนบ่อย เราดูรายการ END GAME หรือเราดูข่าวการแย่งชิงอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาล การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง เราฟังผิวเผิน ก็เหมือนดูหนังดูอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายก็เศร้าเพราะหนังที่ดูคือชีวิตเรา และคนที่เล่นเกมเหล่านี้อยู่คือคนกำหนดชะตาชีวิตประเทศของเรา

 

เพราะฉะนั้น อยากเห็นภาพที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพสักที แล้วก็คนที่มาทำงานการเมืองยึดโยงกับประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่มาถอนทุน

 

ผู้ดำเนินรายการ: ทำอย่างไรให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ยศสุดา: ทำได้หลายวิธี คือ ต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าตอนนี้พรรคการเมืองหลายพรรคอาจจะเจอปัญหาเดียวกันกับพรรคไทยสร้างไทยที่กฎกติกาทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง ไม่มีอำนาจควบคุมคนในพรรคได้

 

บทบาทของประชาชนก็มีส่วน เราต้องออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้ง เลือกคนที่เรามั่นใจว่าเขาจะทำเพื่อประเทศชาติได้จริงๆ แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลหลังได้รัฐบาลแล้ว

 

จริงๆ พี่ๆ สื่อก็เป็น 1 ในกระบอกเสียงสำคัญ ในการทำให้การเมืองไทยเดินได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้า iLaw เอากระดาษมาให้กาว่า จะเห็นชอบหรือไม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะกาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

 

ยศสุดา: เห็นชอบ เพราะการเมืองไทยขาดเสถียรภาพมานานแล้ว และ 1 ในต้นตอสำคัญก็คือกฎกติกาที่มันอาจจะไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองแข็งแรง

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเดินหาเสียงแล้วโดนชาวบ้านถามเหมือนที่บางพรรคโดน ถามจะแก้รัฐธรรมนูญทำไม ทำไมไม่แก้ปากท้องก่อน ถ้าเจอคำถามนี้จะตอบอย่างไร

 

ยศสุดา: จริงๆ ทุกเรื่องสำคัญ แต่ว่ารัฐบาล 1 ชุดไม่ได้มีคนเดียว ไม่ได้มีแค่กระทรวงเดียว ไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียวที่ทำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำ parallel กันได้ เรื่องปากท้องสำคัญมากๆ แน่นอน

 

แต่เรื่องกฎกติกาก็สำคัญเหมือนกัน เพราะถ้าเรามีนโยบายที่ดี ต่อให้เรามีนโยบายดีขนาดไหน ถ้ากฎกติกาไม่เอื้อให้คนดีไปทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพประเทศก็อาจจะเดินไปได้ในทิศทางที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

 

ผู้ดำเนินรายการ: สถานการณ์การเมืองมีคำว่า “ชาตินิยม” ในช่วงนี้ที่มาพร้อมการสู้รบพื้นที่ชายแดน จินนี่มองเรื่องนี้อย่างไร

 

ยศสุดา: เรื่องชาตินิยมสำหรับบางคนอาจจะมองเป็นคำในแง่ลบ แต่สำหรับตัวหนู เราอยู่ในประเทศไทยเราก็ต้องรักชาติอยู่แล้ว เรื่องชาตินิยมถ้าเรามีชาตินิยมแบบถูกต้อง ไม่ได้ใช้อารมณ์แต่ใช้ด้วยเหตุผล เรารักชาติด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ดีมากๆ อยู่แล้ว

 

แต่ว่า สิ่งที่อาจจะทำให้ไม่ค่อยสบายใจคือ เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคหรือบางกลุ่มอาจจะใช้ความรักชาติของพี่น้องประชาชนคนไทยมาตีเป็นเรื่องอารมณ์เหนือเหตุผล หรือใช้เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป มากเกินความเหมาะสมหรือควรจะเป็น ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวัง

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่คุยกับคุณแม่อย่างไร เรื่องความซับซ้อนทางการเมือง มีเหลี่ยม มีชั้นเชิงทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ การขึ้นสู่อำนาจมีกลไกที่ซับซ้อนมาก คุณหญิงสุดารัตน์เป็น 1 ในคนที่เข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คุณแม่เคยคุยอย่างจริงจังหรือไม่ การเมืองไม่ได้มีแต่ด้านเป็นความหวังของประชาชนอย่างเดียว แต่มีด้านเทาๆ ต้องดีล ต้องต่อรอง ต้องทำในสิ่งที่เราไม่ได้เชื่อแต่จำเป็นต้องทำ

 

ยศสุดา: คุณแม่ไม่ได้เล่าละเอียดขนาดนั้น ตอนเราตัดสินใจมาช่วยพรรคไทยสร้างไทย เราแค่เดินไปบอกแม่ ไม่ได้ขอ แค่แจ้งให้ทราบว่าเดี๋ยวจะมาช่วยทีมคนรุ่นใหม่

 

แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า ทำการเมืองอย่างแรกนอกจากเราต้องตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติแล้ว ส่วนตัวเราต้องมีความแข็งแกร่ง เราต้องมีสติ แล้วเขาก็เป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างให้เห็นมาตลอด จึงรู้สึกว่าเราเห็นว่า การเมืองมีด้านบวก ด้านลบ ด้านยากค่อนข้างเยอะ แม่ก็ให้ 2 คำนี้ติดตัวไว้ แล้วเวลาจะดำเนินชีวิตไปสายการเมืองก็ยึดโยงกับคำนี้ เราจะได้แข็งแกร่ง

 

ผู้ดำเนินรายการ: ลูกนักการเมือง ถ้าไม่รักการเมืองก็เกลียดการเมืองไปเลย เพราะเห็นความวุ่นวาย เขาก็มีทางเลือกของเขา แล้วจินนี่ในอนาคตจะเป็นสส. หรือไม่

 

ยศสุดา: คำตอบจริงๆ เลยคือ ถ้าวันนั้นเราพร้อม ก็อยากขอโอกาสค่ะ

 

บางคนอาจจะบอกว่าเรียนรู้ได้ แต่สำหรับตัวหนูจะรู้สึกมั่นใจและสบายใจมากกว่าถ้าเรามีความพร้อมทั้งเรื่องการจัดการอารมณ์และการทำงานให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ เพราะตอนนี้ถ้าจะลงสมัครสส. ก็ลงได้เพราะอายุถึงแล้ว แต่มองว่าการทำงานการเมืองไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะสิ่งที่เราทำส่งผลกับชีวิตคนจริงๆ

 

ไม่เหมือนเราลองทำธุรกิจหรือเราลองทำโน่นทำนี่ แต่อันนี้มีผลกับคนหมู่มากจริงๆ ก็เลยอยากให้เราเก่งมากพอก่อน ดูแลตัวเองได้ก่อน จัดการตัวเองได้ก่อน

 

ผู้ดำเนินรายการ: ในมุมคนรุ่นใหม่ มอง 3 พรรคใหญ่ แดง ส้ม น้ำเงิน อย่างไร

 

ยศสุดา: เท่าที่สังเกตการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ เท่าที่สัมผัสได้ จะไม่ได้มีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็น core หลักสำคัญขนาดนั้นแล้ว ตอนนี้ส่วนใหญ่ดูที่นโยบาย ดูที่ตัวผู้นำว่าถูกจริตกับคนไหน

 

เพราะจริงๆ คนรุ่นใหม่ถึงแม้อยู่ในอายุเดียวกัน แต่ไม่ได้แสดงว่าทุกคนมี mindset หรือ direction ประเทศ ที่อยากให้ไปเหมือนกัน ก็คิดว่าคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่น่าจะถัวๆ สำหรับ 3 พรรคนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าพร้อมลงสส. โดยไม่มีพรรคไทยสร้างไทยแล้ว นอกจากพรรคตัวเอง มีพรรคไหนที่รู้สึกว่าเข้ากับแนวคิดเราที่สุด ส้ม แดง น้ำเงิน

 

ยศสุดา: ตอนนี้ยังไม่มี ไม่ได้หมายความว่า 3 พรรคนี้หรือพรรคอื่นๆ ไม่ดี แต่ในมุมของหนู อยากทำงานการเมืองกับพรรคที่เราไว้ใจได้ เรามั่นใจ แล้วพรรคไทยสร้างไทยก็เป็นพรรคที่เราเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น เราใกล้ชิดกับบุคลากร จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราเลือกที่จะมาเริ่มที่พรรคไทยสร้างไทย

 

ผู้ดำเนินรายการ: แต่ละพรรคจะมีโจทย์แต่ละแบบ ส่วนพรรคไทยสร้างไทยมีจุดแข็งอะไรที่จะไปโกยแต้มมาเพื่อส่งคุณแม่เป็นนายกฯ

 

ยศสุดา: จริงๆ นอกจากเรื่องนโยบาย เรื่องบุคลากรแล้ว คิดว่าถ้าเราดูตามโพลหรือความรู้สึกของคน ตอนนี้คนยังไม่ตัดสินใจค่อนข้างเยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม

 

แต่เท่าที่เคยเห็นการเลือกตั้งที่ผ่านมา รู้สึกว่ายิ่งใกล้เลือกตั้ง คนควรจะตัดสินใจได้แล้ว หรือมีพรรคในใจกันแล้ว แต่ว่าตอนนี้จะเห็นได้ชัดว่า คนยังไม่ตัดสินใจกันค่อนข้างเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า เราอาจจะเดินมาถึงจุดที่คนไทยไม่ได้ไว้ใจพรรคการเมืองไหนแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็โดนกันมาทุกพรรค

 

แต่จุดแข็งของเราคือ เราเป็นพรรคที่ไว้ใจได้ เห็นได้จากประวัติการทำงานของทั้งหัวหน้าพรรค คนในพรรคที่มีตำแหน่งทางการเมืองมายาวนานแต่ไม่ได้มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีเรื่องทุจริต

 

ตลอดสามสิบกว่าปีที่คุณแม่ทำงานการเมืองมา ก็ทำอย่างตรงๆ ตลอด ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นี่จึงอาจจะเป็นจุดแข็งของเราว่า ถึงแม้เราเป็นพรรคเล็ก พรรคที่ค่อนข้างใหม่ แต่เราไว้ใจได้ core ของเราคือเราซื่อสัตย์ เราจริงใจกับประชาชน

 

ผู้ดำเนินรายการ: จุดแข็งของไทยสร้างไทยมีแม่หน่อยกับจินนี่ ในแง่ความนิยม ตอนนี้ส่งใครเป็นแคนดิเดตนายกฯบ้าง

 

ยศสุดา: ท่านโภคิน พลกุล, เสธ.แมว ภราดร พัฒนถาบุตร, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

 

ผู้ดำเนินรายการ: มีนโยบายอะไรที่ทำให้คนจำพรรคไทยสร้างไทยได้

 

ยศสุดา: เป็นนโยบายที่คนอาจจะไม่ทราบว่าพรรคเรามี แต่พอไปอธิบายให้คนฟังคนจะสนใจ คือ ต้องเล่าย้อนว่าก่อนหน้านี้ได้ไปทำกิจกรรมให้คนกาว่าชอบนโยบายไหนที่สุด แล้วได้มีการอธิบายนโยบายต่างๆ 4 ข้อ ซึ่งนโยบายที่ได้รับความนิยมมากๆ คือนโยบายพักใช้กฎหมาย ใบอนุญาต ใบประกอบการต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะว่าในประเทศไทยมีกฎหมายใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็นและใช้เวลานานกว่าจะผ่านการตรวจสอบเยอะมากๆ

 

ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก SME ต่างๆ เติบโตยาก และไม่ได้ส่งผลต่อธุรกิจเขาที่เติบโตยากเท่านั้น แต่ด้วยความที่ระบบซับซ้อนต้องใช้เอกสารเยอะ จะทำให้บางครั้งประชาชนอาจจะต้องจ่ายใต้โต๊ะ เรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนใต้โต๊ะมีค่อนข้างเยอะ แล้วเชื่อว่าทุกคนคงเคยประสบกับตัวเองหรือเคยได้ยินผู้ประกอบการพูดบอกว่าต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่

 

ทางเราก็เลยมีนโยบายว่าเราจะพักใช้กฎหมายหรือใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เอาไปแก้ก่อน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปากทำธุรกิจเติบโตได้ก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้กฎหมายนั้นใหม่

 

ผู้ดำเนินรายการ: กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เปิดช่องเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ เปิดร้านอาหารก็เหนื่อย เจอหลายอย่าง ต้องมีใบสัมผัสอาหาร มีนั่นมีนี่เยอะแยะไปหมด

 

ยศสุดา: ขั้นตอนก็จะช้าด้วย หรือบางอันเป็นมาตรฐานที่ดี แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กขนาดนั้น

 

ผู้ดำเนินรายการ: หาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ มองนโยบายที่โดนใจคนรุ่นใหม่มีเยอะไหม

 

ยศสุดา: ทางพรรคมีนโยบายตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ที่ตรงสายมากที่สุดคือนโยบายด้านการศึกษา เราสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี เรียนฟรีจริงๆ เพราะเรามองว่าคือการสร้างคน อาจจะเป็นอะไรที่ระยะยาว แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าบุคลากรในประเทศมีการศึกษา จะไม่ใช่เป็นประโยชน์แค่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่จะเป็นประโยชน์ในระดับประเทศเพราะประเทศจะพัฒนาเศรษฐกิจไปในทางที่ดีขึ้น หรือมองในมุมต่างชาติก็อาจจะ attractive มากขึ้นสำหรับต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศที่มีบุคลากรคุณภาพ

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่สนใจเรื่องอะไร นโยบายแบบไหน

 

ยศสุดา: เรื่องการศึกษา เพราะเชื่อมาตั้งแต่เด็กว่า ด้วยความที่เราโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางครอบครัว ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี ได้รับโอกาสนี้มา ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ ถ้าทุกคนได้รับโอกาสนี้อย่างเท่าๆ กัน ก็เป็นสิ่งที่ดี

 

ผู้ดำเนินรายการ: มองอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งซึ่งมี 3-4 พรรค น้ำเงิน ส้ม แดง ม่วง ต้องมีพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาล มองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร การเมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลง

 

ยศสุดา: พูดแบบมีความหวัง คิดว่าในอนาคตการเมืองต้องสะอาดกว่าเดิม เพราะเวลาเราไปลงพื้นที่ เมื่อก่อนประชาชนจะมีฟีดแบคปัญหาปากท้อง ปัญหาเฉพาะพื้นที่

 

แต่สิ่งที่ประชาชนพูดตรงกันไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน คือ “เอานักการเมืองโกงออกไปได้แล้ว ไปทำ ต้องทำจริงนะ” ก็รู้สึกว่าตอนนี้ทุกคนตระหนักรู้เรื่องการมีการเมืองแบบสุจริตมากขึ้น รู้สึกว่าในอนาคตไม่รู้ใกล้หรือไกล สุดท้ายแล้วแรงกดดันหรือฟีดแบคจากประชาชนจะบังคับให้วงการการเมืองต้องเปลี่ยน

 

ผู้ดำเนินรายการ: END GAME ที่อยากเห็นการเมืองไทย เป็นอย่างไร

 

ยศสุดา: END GAME ที่อยากเห็นคืออยากเห็นทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องแย่งชิงอำนาจ จะเป็นโน่นเป็นนี่อย่างเดียว จะเอาตำแหน่งอย่างเดียว แต่ว่า อยากให้ทุกคนยึดโยงกับผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ไม่อยากนั่งฟังพล็อตหนังอีกแล้วว่าคนนี้อยู่ฝ่ายนี้

 

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวการเมืองเป็นเรื่องเหมือนในละครวนลูปไปมา ไม่ได้เห็นข่าวดีๆ เรื่องการพัฒนาประเทศเท่าไหร่เลย ก็เลยรู้สึกว่าอยากเห็นประเทศไทย มีข่าวเศรษฐกิจดีขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

พูดตรงๆ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยได้ยินไทยเศรษฐกิจดี หรือไทยการเมืองดีเลย ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่สำหรับหนู 26 ปี ยังไม่เคยได้ยิน

 

ผู้ดำเนินรายการ: เทียบประเทศอื่น คนรุ่นใหม่บางคนอยากย้ายประเทศเลย บทสนทนากับเพื่อนแบบนี้มีไหม

 

ยศสุดา: ก็มี เพื่อนๆ ทุกคนอึดอัดกับการเมือง หลายคนที่แต่ก่อนติดตามการเมือง ตอนนี้เพื่อนบางคนพูดว่าเหนื่อยแล้ว เหนื่อยจะฟังแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เล่นเกมอำนาจกันเอง ก็มีฟีดแบคแบบนี้อยู่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ยังมีความหวังกับประเทศ แม้จะดูริบหรี่ก็ตาม แต่ถ้าเรายังอยากอยู่ในประเทศนี้อยู่ เราก็ห้ามหมดหวังค่ะ

 

ผู้ดำเนินรายการ: หลังจากนี้จะหายไปไหนจากสนามหาเสียงเลือกตั้ง

 

ยศสุดา: มีหน้าที่ต้องไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ว่าถึงแม้อยู่ที่นั่นก็จะพยายามผลักดันเรื่องการสื่อสารเรื่องนโยบายต่างๆ จากที่เรียนมา ไปเรียนปริญญาโท บริหารธุรกิจที่อเมริกา 16 เดือน แต่วางแผนจะกลับมาเรื่อยๆ ไปหาประสบการณ์ โลกเดินไปถึงไหนแล้ว

 

ผู้ดำเนินรายการ: ฝากพรรคไทยสร้างไทยถึงคนไทย

 

ยศสุดา: พวกเราเข้าใจ ปีที่ผ่านๆ มา คนไทยอาจจะเจอเรื่องอะไรมาหนักมากๆ ทุกคนคงรู้สึกเหนื่อย ทั้งกับการใช้ชีวิตส่วนตัว เหนื่อยกับการเมือง เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจสังคม ทางพรรคไทยสร้างไทยเข้าใจดี เราขออาสา เรามีความพร้อม ทำให้คนไทยหายเหนื่อย เรามีนโยบายดีๆ ที่จะดูแลคนตั้งแต่เกิดจนแก่ มีนโยบายเรื่องปราบคอรัปชั่น เราเชื่อว่าถ้าเราได้โอกาสในการทำงาน เราจะผลักดันนโยบายดีๆ และวิธีการทำงานที่สุจริต ทำให้คนไทยหายเหนื่อย ฝากพรรคไทยสร้างไทยเบอร์ 48 ค่ะ

The post คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย https://thestandard.co/acne-studios-mattias-magnusson/ Wed, 12 Nov 2025 01:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1142239 สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย

ด้วยบทบาทและอิทธิพลของประเทศไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโ […]

The post สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย

ด้วยบทบาทและอิทธิพลของประเทศไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลกที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในเชิงพาณิชย์ แบรนดิ้ง และการตลาด หลายแบรนด์ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกก็ได้ปักหมุดหมายมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเปิดร้านแรกของตัวเอง ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่คนเฝ้ารอมากที่สุดตั้งแต่มีการประกาศข่าวก็หนีไม่พ้น Acne Studios แบรนด์สัญชาติสวีเดนที่ถูกริเริ่มมาในปี 1996 โดย Jonny Johansson จากการเป็น Creative Collective ในชื่อ Ambition to Create Novel ก่อนที่หนึ่งปีต่อมา เขาก็ได้มีโปรเจกต์รังสรรค์กางเกงยีนส์ขึ้นมา 100 ตัวกับชื่อตัวย่อ Acne และส่งให้เพื่อนทั่วกรุงสตอกโฮล์ม กางเกงยีนส์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนแบรนด์ Acne Studios ก็ได้เกิดขึ้นมาและเติบโตอย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ในรูปแบรนด์อิสระที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เครือยักษ์ใหญ่

 

ล่าสุด หนึ่งวันก่อนที่ Acne Studios จะเปิดสาขาแรกในไทยอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 1 ห้าง Siam Paragon ทาง THE STANDARD POP ก็ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยแบบเป็นกันเองกับ Mattias Magnusson ซีอีโอของแบรนด์ ที่ได้เริ่มทำงานในแบรนด์ในฐานะเด็กฝึกงานจนไต่ระดับขึ้นมา ซึ่ง Mattias Magnusson ไม่เพียงได้เล่าเหตุผลถึงการเข้ามาตลาดไทยของ Acne Studios แต่เขายังได้สะท้อนหลากหลายแง่มุมในด้านการสร้างแบรนด์แฟชั่นในยุคสมัยนี้ที่ต่างมีเหตุและผล พร้อมเป็นแนวคิดให้คนสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของธุรกิจตัวเอง ไม่ว่าจะแฟชั่นหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 1

Mattias Magnusson ซีอีโอ Acne Studios

 

อยากให้คุณเล่าความทรงจำแรกกับแบรนด์ Acne Studios

 

ความทรงจำแรกของผมกับแบรนด์ จำได้ว่าซื้อสินค้าของ Acne Studios มาตั้งแต่วัยรุ่นแล้วครับ แล้วก็ติดตามแบรนด์อยู่เรื่อยๆ แต่ความทรงจำลึกๆ เลยคือวันที่ผมมาสัมภาษณ์งาน ตอนนั้นสมัครตำแหน่งผู้ช่วย CEO ซึ่งก่อนมาสัมภาษณ์ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า ที่นี่ใช่ที่ของผมหรือเปล่านะ แต่พอเดินเข้ามาในออฟฟิศ ก็รู้สึกได้ถึงพลังในตัวเอง พลังที่สดใหม่ไฟแรง เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เดินไปตรงไหนก็เห็นผลงานวางอยู่เต็มไปหมด รอบตัวก็มีแต่คนเก่งๆ เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ แล้วตอนเดินออกมา ผมรู้สึกเลยว่า “นี่แหละคือที่ของเรา” …แต่สุดท้ายก็ไม่ได้งานนั้นครับ (หัวเราะ)

 

ผมเลยโทรกลับไปหา HR อีกครั้ง บอกตรงๆ เลยว่า “ผมว่าผมเหมาะกับงานนี้นะ” เขาก็บอกว่า “นายดูเป็นคนฉลาดดีนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่างานนี้จะใช่สำหรับนายหรือเปล่า” ผมก็พยายามอยู่หลายรอบเลยครับ แต่จุดอ่อนผมคือผมขายของไม่เก่ง (หัวเราะ) จนสุดท้ายผมพูดไปว่า “ถ้างั้นผมทำงานให้ฟรีเลยก็ได้” เขาก็ถามกลับว่า “โอ้ ทำงานฟรีได้เหรอ งั้นเริ่มพรุ่งนี้เลยไหม?” ผมก็บอก “ได้เลยครับ เริ่มพรุ่งนี้!” นี่คือความทรงจำแรกของผมกับ Acne Studios ครับ เป็นเรื่องที่โชคดีมากจริงๆ ตอนนั้นในออฟฟิศมีแค่ประมาณ 15 คนเองครับ เราทำทุกอย่างไปด้วยกัน ช่วยกันเรียนรู้และหาทางออกไปด้วยกัน บรรยากาศตอนนั้นมันเต็มไปด้วยพลัง รู้สึกได้เลยว่าแบรนด์เรากำลังจะไปไกลมาก และผมดีใจที่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มครับ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 2

สำนักงานใหญ่ Acne Studios ที่ สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

 

มาวันนี้คุณเลื่อนขั้นมาเป็น CEO ของ Acne Studios แล้ว ทำไมคุณเลือกที่อยู่ที่แบรนด์นี้มายาวนาน และไม่เปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น?

 

สำหรับผม Acne Studios เหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ไปแล้ว เราอยู่กันอย่างอบอุ่นมากๆ จนไม่เคยรู้สึกอยากมองหาที่อื่นเลย ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ มันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกอยากย้อนวันวานในอดีตอะไรขนาดนั้น ผมเป็น CEO มา 15 ปีแล้ว แต่ละปีก็มีเรื่องท้าทายใหม่ๆ ได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ได้พบปะคนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ใหม่ๆ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เดินทางรอบโลก ได้เจอคนเก่งๆ และได้ทำงานร่วมกับทีมที่มากความสามารถในออฟฟิศของเรา นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า จนผมไม่เคยรู้สึกต้องมองหาที่อื่นในชีวิต

 

ช่วงแรกๆ คุณบอกว่ามีพนักงานประมาณ 15 คน แล้วตอนนี้บริษัทมีพนักงานกี่คนแล้ว?

 

ตอนนี้เรามีพนักงานประมาณพันกว่าคนครับ

 

แล้วหน้าร้านมีกี่สาขาตอนนี้?

 

ตอนนี้มีประมาณ 75 สาขาครับ

 

75 สาขาเป็นของแบรนด์เองทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ แล้วมีช่องทางอื่นอีกไหม

 

ใช่ครับ นอกจากร้านของเราเองก็ยังมีช่องทางขายแบบ Wholesale (ขายส่ง) ด้วยครับ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 3

ร้าน Acne Studios ที่ Siam Paragon

 

ทำไม Acne Studios คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมาเปิดร้านที่กรุงเทพฯ?

 

พวกเราก็คิดกันนานอยู่พอสมควรเลยครับ เป็นความฝันของพวกเราที่อยากจะมาเปิดร้านที่นี่ แค่รอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น พวกเราวางแผนกันเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว คิดกันเยอะมากว่าจะไปเปิดร้านกันที่ห้างไหนดี แต่ Siam Paragon เป็นที่ที่ผมคิดไว้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นห้างที่มีเอกลักษณ์และมีความโดดเด่นของตัวเอง ตัวผมเองก็มาเมืองไทยราวๆ 30 ปีแล้ว ช่วง 20 ปีหลัง เวลามากรุงเทพฯ ทีไร ก็ต้องแวะ Siam Paragon ก่อนเสมอ คอยมาดูว่าวงการแฟชั่นที่นี่ไปถึงไหนกันแล้วบ้าง ผมว่ามันเปิดโอกาสที่ดีที่เราได้มาเปิดสาขาที่ Siam Paragon และที่น่าสนใจคือช่วงนี้เราเห็นว่าคนไทยชื่นชอบแบรนด์ของเราเยอะมากขึ้น พวกเขาคอยสนับสนุนพวกเรา ตั้งตารอคอยกับคอลแลกชั่นใหม่ๆ ของเรา ปกติลูกค้าคนไทยมักจะซื้อสินค้าจากร้านเราที่ประเทศอื่นๆ แล้วก็มักจะถามกันบ่อยมากว่า “เมื่อไหร่จะมาเปิดที่กรุงเทพฯ?” พอได้มาเปิดจริง ๆ ก็รู้สึกทั้งดีใจและมั่นใจมากครับว่าพวกเขาจะต้องชอบ

 

Acne Studios ยังดูทันสมัย พร้อมกับเข้าใจวัฒนธรรมของยุคนี้ได้ดีมาก ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแบรนด์นี้อยู่มานานถึง 30 ปีแล้ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาจคิดว่าเพิ่งจะเปิดเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง อยากทราบว่ามีกลยุทธ์อะไรที่ทำให้แบรนด์ดูสดใหม่ตลอดเวลาครับ

 

เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ ผมก็เห็นด้วยนะว่าเราเองก็อยู่มานานจนกลายเป็น “บริษัท” จริงๆ แต่อีกมุมหนึ่งมันกลับรู้สึกเหมือนเราเพิ่งจะเริ่มตั้งบริษัทกันอยู่เลย

 

ผมว่ามันเป็นเพราะเราโฟกัสกับ “ปัจจุบัน” มากกว่า เราไม่ใช่แบรนด์ที่ยึดติดกับการทำอะไรเดิมๆ แต่เลือกที่จะหมกมุ่นอยู่กับปัจจุบัน และการจะ “อยู่ในปัจจุบัน” ให้รอด มันก็ต้องทำงานหนัก ต้องทั้งทะเยอทะยานและจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอด

 

เรายังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่มากขึ้นด้วยครับ เรามีทีมที่อยู่กับแบรนด์มานานแล้ว และก็มีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเติมพลังใหม่ๆ เสมอ คนรุ่นใหม่คอยนิยามแบรนด์เราเสมอว่า “เราคือใคร” และ “มันควรจะไปทางไหนต่อ” ซึ่งบางทีมันก็ท้าทายมากนะครับ แต่ผมมองว่ามันจำเป็นมากนะ ถ้าอยากให้แบรนด์ยัง “สดใหม่” และ “ไปต่อ” ได้

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 4

ซาร่า เล็กจ์, มิ้งค์ – เสาวคนธ์ พรพัฒนารักษ์ และ พราว-อรณิชา กรินชัย ที่ปารีสในชุด Acne Studios

 

เมื่อกี้คุณบอกว่าทีมงานที่ Acne Studios ไม่ค่อยจะทำอะไรเดิมๆ แต่แบรนด์ก็มีมาจนจะ 30 ปีแล้ว มีแพลนพิเศษอะไรไหมในโอกาสครบรอบ 30 ปี?

 

ก็มีแพลนนิดหน่อยครับ (ยิ้ม) แต่เอาจริงๆ ผมว่าการจัดงานฉลองก็อาจจะดูเยอะไปหน่อย กลัวว่าจะดูอวยตัวเองมากเกินไป เราเลยไม่ได้อยากทำอะไรใหญ่โตขนาดนั้น แต่ก็มีแพลนจะทำอะไรสนุกๆ อยู่บ้างครับ แค่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอะไร ต้องรอติดตามกันนะครับ

 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คติของ Acne Studios ที่ทางแบรนด์ยึดถือกันทุกวันนี้คืออะไร?

 

ตั้งแต่วันที่ผมเข้ามาทำงานจนถึงตอนนี้ คติของ Acne Studios คือ “การสร้างสรรค์โดยไม่ลดทอนตัวตน” ครับ ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศ คอยนำทางและเป็นแรงขับเคลื่อนของแบรนด์เราจนถึงทุกวันนี้

 

เราอยากแสดงออกถึงตัวตนของเรา อยากเล่ามุมมองของเราที่มีต่อทุกคนบนโลก ผ่านสิ่งที่เราสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า งานดีไซน์ หรือภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารตัวตนของเราออกไปโดยไม่ลดทอนสิ่งที่เราเชื่อหรือเป็นครับ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 5

Robyn และ Johnny วง NCT ที่แฟชั่นโชว์ Acne Studios Spring/Summer 2026

 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Acne Studios เพิ่งประกาศเปิดตัวแอมบาสเดอร์ระดับโลกคนแรก Johnny วง NCT ทำไมถึงคุณเลือกที่จะมีแบรน์แอมบาสเดอร์?

 

ผมได้เจอกับ Johnny Suh จากวง NCT ตอนที่เขามาดูแฟชั่นโชว์ของเรา ซึ่งเขาก็ชื่นชอบผลงานของเราด้วย จากนั้นเราก็ได้คุยกันครับ ผมรู้สึกว่าพวกเราคลิกกัน เขาเป็นคนที่มีพลังเยอะมาก ซึ่งคติการจะร่วมงานกับแบรนด์ คือ “เราต้องชอบคนคนนั้น และเขาก็ต้องอินกับเราเหมือนกัน” ในกรณีนี้มันลงตัวไปหมดเลยครับ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามธรรมชาติจริง ๆ

 

ในอนาคต Acne Studios มีแพลนจะร่วมงานกับศิลปินคนไทยไหม เพราะตอนนี้หลายแบรนด์ก็มีคนไทยเป็นเป็นแอมบาสเดอร์เยอะมาก

 

ผมว่ามันมีสองมุมมองนะ มุมหนึ่งคือเรื่องการร่วมงานอย่างเป็นทางการ แต่จริงๆ Acne Studios เราโฟกัสไปที่ได้ร่วมงานกับคนที่มีของมีความสามารถมากกว่า มันน่าเร้าใจกว่า แต่สำหรับศิลปินไทย ผมว่าก็มีหลายคนที่น่าสนใจมาก อย่าง LISA เองก็เป็นคนที่สนับสนุนแบรนด์เรามาโดยตลอด ถึงจะไม่ใช่ในรูปแบบทางการ แต่เธอใส่เสื้อผ้าเราในชีวิตประจำวัน ผมก็ตื้นตันไม่น้อย

 

ผมเคยเจอไบรท์ตอนงานแฟชั่นโชว์ของเราด้วยนะครับ เราทานข้าวร่วมกัน เขาเป็นคนที่น่ารักมากๆ ส่วน ภีมวสุ [วง BUS] ก็เคยมาร่วมงานเปิดแกลเลอรีของเราช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็น่ารักและเป็นกันเองสุดๆ

 

มีศิลปินไทยเก่งๆ อีกเยอะมากครับ ส่วนเรื่องจะร่วมมือกันอย่างเป็นทางการไหม อันนี้ยังไม่แน่ใจ แต่ส่วนตัวผมชอบเวลาที่ทุกอย่างไหลไปเองตามธรรมชาติมากกว่า อย่างเช่น การที่เราคลิกกัน เคารพกัน และได้สร้างสรรค์อะไรด้วยกันโดยไม่ต้องมีกฎกติกาอะไร บางทีมันทรงพลังมากกว่าความเป็นทางการเสียอีกครับ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 6

Charli xcx บนแคมเปญ Acne Studios Spring/Summer 2025

 

จริงครับ เพราะบางแบรนด์ชอบรีบตัดสินใจเลือกคนคนหนึ่งมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เพียงเพราะเขาดังในช่วงนั้น แล้วรีบเซ็นสัญญาทันที โดยผมกลับคิดว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรม ความจริงใจ หรือเบื้องหลังของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งพอเห็นใครมาเป็นแอมบาสเดอร์ เขาก็คงอยากเห็น “เส้นทาง” ของทั้งคู่ก่อน ว่ารู้จักกันได้ยังไง โตมาด้วยกันแบบไหน

 

ใช่ครับ พวกเขาอยากเห็นการเดินทางจริงๆ ของทั้งสองฝ่าย

 

แล้วอีกอย่างที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ทุกวันนี้เกือบทุกแบรนด์ก็มีแอมบาสเดอร์ของตัวเองอยู่แล้ว แต่โจทย์ที่แท้จริงคือ “จะทำงานกับพวกเขายังไงให้มันไปไกลกว่าการขึ้นแคมเปญหรือเดินแฟชั่นโชว์” ผมว่าต้องหาวิธีทำงานร่วมกันแบบใหม่ๆ สร้างสรรค์และแตกต่างมากขึ้น คนสมัยนี้อยากเห็นอะไรที่จริงใจกว่าเดิมและมีความหมายกว่านั้น

 

ใช่เลยครับ ผมเห็นด้วยสุดๆ ตอนนี้เราก็กำลังมีโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นกับ Robyn ศิลปินและนักร้องชาวสวีเดนที่เก่งมาก เธอมีศิลปะที่เดินเคียงคู่กับแบรนด์ของเรา เพราะว่าเธอเริ่มเป็นศิลปินเมื่อราวๆ 30 ปีก่อน ช่วงเวลาเดียวกับที่ Acne Studios ก่อตั้งเลยครับ เราเติบโตมาด้วยกันหมือนเพื่อนกันมากกว่าเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ และในซีซั่นล่าสุด Robyn ก็เป็นคนแต่งเพลงในงานโชว์ของเราด้วย มันสนุกและเท่มากครับ และเร็วๆ นี้เราก็จะมีโปรเจกต์ใหม่กับเธออีกหลายอย่างด้วยเช่นกัน

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 7

Acne Gallery ที่ปารีส

 

ตอนนี้แบรนด์คุณไม่ได้มีแค่เสื้อผ้า แต่มีทั้ง Acne Paper แล้วก็เพิ่งเปิดตัวน้ำหอมด้วย อยากรู้ว่าในฐานะ CEO มีผลิตภัณฑ์หรือโปรเจกต์อื่นๆ ที่คุณอยากต่อยอดไหม? เพราะตอนนี้เทรนด์ใหญ่ของวงการแฟชั่นมันเริ่มขยายไปถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วย เช่น พวกคาเฟ่ หรือ โรงแรมด้วย

 

ซัมเมอร์ที่ผ่านมา เราเพิ่งเปิดตัว Acne Gallery ที่ปารีส มันช่างน่าตื่นเต้นมาก เพราะมันคือการต่อยอดจาก Acne Paper ให้กลายเป็นของจริงมากขึ้น มีชีวิต มีจิตวิญญาณสมจริงมากขึ้น พวกเราใส่ความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่ และยังเปิดโอกาสให้ศิลปินคนอื่นๆ ได้ร่วมละเลงความคิดสร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน

 

โปรเจกต์นี้มันไม่ใช่แค่ “สินค้า” แต่เป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” มากกว่า ส่วนเรื่องน้ำหอมและบิวตี้ พวกเราเพิ่งจะเริ่มกันเองครับ ในอนาคตเราก็อยากทำมากขึ้นนะ แต่เราตั้งใจที่จะค่อยๆ พัฒนา มันเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์เราเช่นกัน ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร

 

ส่วนพวกคาเฟ่ ผมว่ามันมีเยอะเกินไปแล้ว (หัวเราะ) อันนั้นคงไม่ใช่ทางของเรา แต่ถ้าเป็นเรื่อง Hospitality อย่างโรงแรมหรือที่พักอะไรแบบนั้นก็พอจะมีแววอยู่นะ ผมว่ามันน่าจะสนุกมากๆ แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอน

 

แล้วในส่วนของสินค้าที่วางขายในร้านเอง มีแผนจะขยายไลน์เพิ่มเติมไหมครับ อย่างเช่นแว่นกันแดด

 

มีนะครับ เรากำลังจะมีแว่นกันแดดรุ่นใหม่ออกมาอีกหลายรุ่นเลยครับ เป็นไลน์ที่เราตั้งใจพัฒนาเองทั้งหมด หลายแบรนด์อาจเลือกทำร่วมกับบริษัทหรือแบรนด์อื่น แต่เราชอบทำเองมากกว่า ถึงจะใช้เวลานานหน่อย แต่ข้อดีคือเราควบคุมได้ทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์ของสินค้าได้เต็มที่เลยครับ หลังจากนี้จะได้เห็นแว่นกันแดดจาก Acne Studios เพิ่มขึ้นแน่นอน

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 8

กลุ่มสินค้าผ้าพันคอ Acne Studios

 

“ผ้าพันคอ” คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคนรู้จัก Acne Studios ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับว่าผ้าพันคอชิ้นนี้มีบทบาทยังไงกับแบรนด์

 

ตอนนี้เรามีสินค้า 2 ประเภทที่คนละขั้วกันเลย 1. คือแว่นกันแดด 2. ผ้าพันคอ ซึ่งจริงๆ แล้วคนสวีเดนเนี่ย คุณก็คงทราบนะครับว่าเราชินกับอากาศหนาวกันอยู่แล้ว คือมันเป็นเรื่องกล้วยๆ มากครับ หนาวขนาดนี้ก็ต้องมีผ้าพันคอสิครับ!

 

ผ้าพันคอจึงเป็นสินค้าที่เข้ากับดีเอ็นเอของเรา เราสนุกกับการได้เล่นได้ออกแบบ ทั้งเรื่องเนื้อผ้า สีสันที่หลากหลาย เป็นไอเท็มที่ Mix and Match ได้ง่ายมาก สามารถเปลี่ยนลุคได้ทั้งชุดเลยนะครับ อย่างบางคนแต่งตัวเรียบๆ แต่พอมีผ้าพันคอสีสดใสเข้าไป มันก็เพิ่มพลังให้ทั้งลุคทันที พวกเราชอบตรงนี้มากครับ

 

อย่างที่คุณพูดเลย ผ้าพันคอเป็นสินค้าแรกๆ ที่หลายคนรู้จัก Acne Studios แต่จริงๆ เราไม่ได้วางแผนให้มันเป็นแบบนั้นเลยครับ มันเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ซึ่งผมว่ามันก็เหมือนกับแฟชั่นหลายอย่างนั่นแหละครับ คุณจะวางกลยุทธ์ได้แค่บางส่วน แต่บางอย่างก็มักเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ผ้าพันคอคือสิ่งที่เรารักและสนุกในการทำ แล้วอยู่ดีๆ มันก็กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกชื่นชอบครับ

 

ผมว่ามันน่าสนใจนะ สำหรับผมเอง สินค้าชิ้นแรกที่ผมรู้จัก แบรนด์ Acne Studios คือกางเกงยีนส์มากกว่า เพราะถ้าย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน ทุกคนจะพูดถึงยีนส์ของแบรนด์นี้ตลอดเลย

 

ใช่ครับๆ เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผมเหมือนกัน สินค้าแรกของแบรนด์เราคือ “ยีนส์” เลยครับ เป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เป็นไอเท็มที่สื่อสารกับคนได้ทั่วโลก เราเริ่มจากตรงนั้น แต่ผมก็เห็นด้วยกับคุณเลยครับ ทุกวันนี้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ หลายคนอาจรู้จักเราผ่านผ้าพันคอก่อนยีนส์ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ ผมดีใจที่พวกเขาได้มารู้จักเราไม่ว่าจะมาจากสินค้าไหนก็ตาม แต่แน่นอนครับ ผมก็อยากให้พวกเขาได้รู้จัก “ยีนส์” ของเรามากขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างของ Acne Studios เลยครับ

 

สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย 9

สำนักงานใหญ่ Acne Studios ที่ ปารีส

 

คำถามสุดท้าย ถ้าคุณจะให้คำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ที่อยากเติบโตขึ้นมาเป็น CEO ของแบรนด์แฟชั่นสักแบรนด์ คุณอยากบอกอะไรกับพวกเขา?

 

ผมว่าการเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ “ลองทำงานในร้าน” ก่อนครับ เพราะคุณจะได้เรียนรู้ทุกอย่างที่นั่นเลย ทั้งเรื่องสินค้า ผู้บริโภค และกระบวนการทำงานต่างๆ การทำงานหน้าร้านช่วยให้เข้าใจว่า “อะไรคือสิ่งที่เชื่อมคนเข้ากับแบรนด์” จริงๆ ครับ

 

หลังจากนั้นก็พยายามเข้าไปอยู่ในองค์กรแฟชั่น ลองอะไรใหม่ๆ หลายๆ แผนกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ มันจะช่วยให้คุณมีมุมมองกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการออกแบบ การตลาด หรือการขาย ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกันหมดเลย อีกอย่างคือ ต้อง “อยากรู้อยากเห็น ทะเยอทะยาน และไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” ตอนผมเริ่มทำงานที่นี่ผมโชคดีมากที่ทีมยังเล็ก ผมจึงได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งถ้ามีโอกาสได้ลองไปทำแผนกอื่นบ้าง ผมว่ามันจะสร้างความรู้ให้กับคุณได้เยอะขึ้น กว้างขึ้น แต่เหตุผลที่ผมเชียร์ให้เริ่มจากที่ร้านก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว คุณจะเข้าใจแก่นสำคัญที่สุดของการทำงานในสายแฟชั่น คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแฟชั่น” และนั่นแหละครับคือรากฐานของทุกแบรนด์ที่ยั่งยืน

 

ภาพ: Acne Studios & Getty Images

The post สัมภาษณ์ซีอีโอ Acne Studios ถึงการมาเปิดร้านแรกในไทย, Johnny วง NCT และการปรับตัวให้ยังร่วมสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจเรื่องไม่ Shine ที่ซ่อนในความ Shine ของมาย-อาโป https://thestandard.co/hidden-side-of-mile-apo/ Sat, 09 Aug 2025 05:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1105387 มาย-อาโป

“ความ Shine ไม่ได้มาจากแสงสว่างเพียงอย่างเดียว  แต […]

The post สำรวจเรื่องไม่ Shine ที่ซ่อนในความ Shine ของมาย-อาโป appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาย-อาโป

“ความ Shine ไม่ได้มาจากแสงสว่างเพียงอย่างเดียว 

แต่ความ Shine จะเด่นชัดขึ้น…เมื่อถูกห้อมล้อมด้วยเงามืด” 

 

ถ้าพูดถึงซีรีส์ที่สะท้อนสังคม หยิบยกประเด็นการเมือง จุดประกายความหวัง รวมถึงตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ก็คงไม่พ้น Shine The Series ที่เพิ่งเปิดตัวให้รับชมได้ทุกวันเสาร์ ทางช่อง WeTV และช่อง 7HD 

 

THE STANDARD POP ชวน มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ มาร่วมหาคำตอบผ่านบทสัมภาษณ์ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 พาร์ต ทั้งเบื้องหลังซีรีส์และการแสดง (Shine On Stage) และเจาะลึกถึงตัวตนความ Shine และเงามืดของมาย-อาโป (Shine & Shadow) 

 

เมื่ออ่านบทสัมภาษณ์จบ คุณอาจสะท้อนเห็นมุมใหม่ในตัวเอง และพบว่า…มนุษย์ไม่ได้มีแค่ด้านที่เปล่งประกาย แต่ยังมีเงามืดบางอย่างที่กำลังกดทับความ Shine ของเราโดยที่ไม่รู้ตัว 

 

 

🔹Part 1: Shine On Stage (เบื้องหลังซีรีส์และการแสดง)

 

ในมุมของมาย-อาโป ซีรีส์เกย์ กับ ซีรีส์วายทั่วไป แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร

 

อาโป: ส่วนตัวไม่รู้ว่าแตกต่างกันอย่างไร ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นวาย ซีรีส์ Boy Love นี่เข้าใจ แต่วายยังไม่แน่ใจนิยามจริงๆ แต่ Boy Love ก็ตรงตัวเลย Boy ก็คือเด็กๆ นี่แหละครับ

 

มาย: ผมว่ามันก็แค่นิยามของผู้ชมที่มากำกับ มันเหมือนในตอนแรกที่มีคนกลุ่มหนึ่งมาบอกว่า นี่คือซีรีส์วาย มันก็เลยเรียกติดปากกันมาแค่นั้นเอง แต่จริงๆ แล้วมันก็คือผู้ชายกับผู้ชายที่มีความชอบซึ่งกันและกัน มีความรักซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้ (Shine The Series) เราอาจจะไม่ได้นิยามว่า Boy Love เพราะคำว่า Boy มันคือเด็ก แต่ตัววัยวุฒิของนักแสดงก็ไม่ได้เด็กแล้ว อายุ 30 ต้นๆ กันแล้ว (หัวเราะ) แถมเนื้อเรื่องมันมีความเข้มข้น มีความซับซ้อน ผมชอบเปรียบเทียบว่าวายที่มีความซับซ้อน มันมีรสชาติที่ให้เราได้จินตนาการเยอะกว่าก็เหมือนเรื่องนี้แหละครับ งั้น Boy Love, Gay, Man Love หรือว่าวายจริงๆ ก็คืออันเดียวกัน ก็ไม่ผิดอะไรก็ไม่แปลกอะไร จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เขาก็เรียกกัน แต่ซีรีส์เรื่องนี้น่าจะสนุกนะครับ

 

อาโป: โปว่ามันคือการนิยาม เพื่อให้เห็นภาพชัดอย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าคำว่า Shine ที่เขียนแบบไทยมันแปลว่า ‘ผู้ชาย’ อยู่แล้ว และเรื่องนี้มันมีแต่ผู้ชาย แล้วผู้ชายเขารักกัน เราก็เรียกตรงๆ ไปเลยว่า มันคือเกย์

 

 

ความยาก-ง่ายของการแสดงในบริบทยุค 2512 ( Bangkok 1969) มีการทำการบ้านกับบริบทสังคม และแนวคิดของตัวละครอย่างไร และทำการบ้านกันหนักแค่ไหน

 

อาโป: ทุกตัวละครจะมี 3 สิ่งที่ต้องรู้เลยคือ 1.เศรษฐกิจ  2.สิ่งแวดล้อม 3.การเมือง ที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของคนยุคนั้น

 

อย่างแรก ‘เศรษฐกิจ’ เงินสะพัดของยุคนี้กับยุคนั้นค่อนข้างต่างกัน การใช้สอยในยุคนั้นไม่สามารถที่จะเปิดโซเชียลขึ้นมาแล้วช็อปได้เลย ยุคนั้นจำเป็นต้องไปดู ต้องไปสัมผัส นี่คือความแตกต่างที่ทำให้บุคลิกภาพของคนเปลี่ยนไป 

 

‘สภาพสังคม’ ในยุคนั้นมันไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อมในสังคมคนก็จะพูดคุยกันเป็นส่วนใหญ่ สังเกตไหมว่าอินโทรเวิร์ตถูกใช้กันหมู่มากในยุคนี้ เพราะว่าทุกคนเขาอยู่กับตัวเอง อยู่กับโทรศัพท์ อยู่กับคนในโทรศัพท์กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ ณ ยุค 1969 หรือ พ.ศ.2512 มันน้อย มันเลยทำให้ผู้คนเขาไม่ได้นิยามว่าจะเป็น ‘อินโทรเวิร์ต’ หรือ ‘เอกซ์โทรเวิร์ต’ แต่ทุกคนคือ ‘มนุษย์’ มันไม่ได้จำกัดความ ทุกคนเหมือนกัน มันมีการติดต่อสื่อสารคนละแบบ 

 

‘การเมือง’ การเมืองยุคนี้กับยุคนั้นก็ไม่เหมือนกัน การเมืองยุคนี้ค่อนข้างอิสระกว่ายุคนั้นในหลายๆ ทาง เรามีการแสดงความคิดเห็นได้ในหลากหลายรูปแบบ การยอมรับความหลากหลายมันไม่เหมือนกัน ทำให้บุคลิกภาพคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

 

คิดว่า 3 ข้อนี้มันทำให้ง่ายต่อการเข้าใจหลัก เพราะสมมติอย่างวันนี้โปแต่งตัวใส่เสื้อแจ็คเกตหนังกลับ ใส่กางเกงสีบานเย็นชมพูมา ถ้าในยุคก่อนคนอาจจะมองว่า ทำไมถึงแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้าน แต่พอในยุคนี้ความแตกต่างเป็นสิ่งที่ดี เราควรจะยอมรับในสิ่งที่เป็น ที่เราชอบความสดใสอะไรแบบนี้ โปคิดว่า 3 ข้อหลักๆ นี้ สามารถบอกบริบทได้ในทุกๆ ตัวละครที่เราไปเล่น โดยเฉพาะการเล่นพีเรียดแบบนี้ 

 

 

เราเลยนำหลักพวกนี้มาปรับใช้เป็นตัวละครของ ‘ตฤณ’ ใช่ไหม

 

อาโป: ใช่ เป็นตัวละครและบุคลิกภาพของตฤณ ของคนที่เขาเรียนมาเยอะ แล้วก็รู้สึกว่าทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงได้ แค่มันยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย แล้วมันจะต้องทำอย่างไร อย่างถ้าเป็นคนแบบตฤณที่อยากทำให้ประเทศดีขึ้น อยากทำให้สังคมดีขึ้นถ้ามาในยุคนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว แล้วมันเป็นไปได้ เขาก็จะสู้อีกแบบหนึ่ง แต่ในยุคนั้นเขาก็สู้อีกแบบหนึ่ง

 

มาย: ในพาร์ตของผม ผมใช้วิธีการทำงานที่เหมือนการใช้ชีวิตเลยครับ ผมจะมองวิธีการทำงานเริ่มจาก Top Down และ Bottom Up ขึ้นไป 

 

Top Down คือเรามองจากภาพกว้าง หรือมองจากจุดหมายลงมาให้เห็นถึงรากของตัวละคร หรือบางทีมอง Bottom Up ขึ้นไปก็คือมองตัวละครว่าจริงๆ แล้วมันมีความรู้สึกอย่างไรเพื่อไปสู่เป้าหมายของตัวมันเอง มันมีวิธีการมอง 2 อย่าง แล้วมารวมกับบท บทมาอย่างไรเราก็ต้องมาเบลนด์ให้เข้ากับวิธีการมองต่างๆ แต่ว่าเรื่องนี้มันจะมีเทคนิคในการทำตัวละครของผมเพิ่มเติมคือ พอเรารู้ Side story ที่เป็นแบ็กกราวด์ที่อาจจะไม่ได้เล่าในเรื่อง เราทำตรงนั้นละเอียดหน่อย เพื่อให้ละเอียดในการเล่นให้ถึงขีดสุดเท่าที่เราทำได้ เราเตรียมไปโดยที่เราอาจจะไม่ต้องไปปรึกษาผู้กำกับก็ไปเล่นตรงนั้นเลย แต่วงเล็บคือยังอยู่ในกรอบของที่เคยคุยกับผู้กำกับไว้ ก็คือครูหนิงที่เป็นคนพัฒนาบทกับพี่ปอนด์มาบางส่วน 

 

ยกตัวอย่างเช่น กีตาร์ มันใช้กีตาร์ตรงยุคจริงหมด เขาอยากให้ทุกอย่างตรงยุคหมด เราก็ใช้กีตาร์สะสมของเรา แต่ว่าเรารู้สึกว่าความเป็นฮิปปี้ในยุคนั้นจริงๆ เส้นทางมันมาจากความอยากจะเกิดอิสระ อยากมีความแตกต่าง เทรนด์หลักของฮิปปี้ในยุคนั้นที่ไม่ได้ถูกเล่าในเรื่องนี้มันคือ ไซเคเดลิกร็อก (Psychedelic rock) ฮิปปี้มีการตีความหลากหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ลุคที่เราเห็นภาพกันจะเป็นแบบที่ธันวาเป็นนั่นแหละ แต่ภายใต้ลุคนั้นเทรนด์หลักในสมัยก่อนที่จะไปเจอสมัยของ จอห์น เลนนอน ในประมาณปี 1972 – 1973 ประมาณนั้น ถ้าย้อนกลับไปจากยุคนั้นมันคือ ไซเคเดลิกร็อก (Psychedelic rock) ผมก็เลยเอาความไซเคเดลิกร็อก (Psychedelic rock) มาทำใส่กีตาร์ให้มันเห็นภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งพวกประวัติศาสตร์ต่างๆ ก็เอามาใส่ เพราะมันคือวิธีการคิดบางอย่าง ต่อให้ธันวาจะเป็นตัวนั้น 100% หรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ในยุคนั้นเป็นลุคแบบนี้มันมีเทรนด์อยู่ 

 

บางคนอาจจะมีความสับสนแต่ส่วนตัวเราทำละเอียด จริงๆ แล้วยุคที่เห็น จอห์น เลนนอน มาเป็นเหมือนผู้นำของฮิปปี้มันคือในช่วง 70s ต้น – ปลายๆ แล้วนะ ช่วงเวลามันหลังจากเรื่องนี้ ผมก็จะไม่เลือกชอยส์นั้น ผมก็จะเลือกที่เป็นตระกูลวูดสต็อก (Woodstock) ถ้าคนรู้จักคอนเสิร์ตวูดสต็อก (Woodstock) ก็จะรู้จักฮิปปี้มาจากตรงนั้นเป็นหลัก ผมเลยเข้าใจว่าคนยุคนั้นที่เห็นภาพพวกนี้ เหมือนเราอยากจะไปปลายทาง แล้วปลายทางมันคืออะไร อันนี้เป็นตัวอย่างในการทำงานนะครับ แล้วก็แตกออกมาเป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ผมว่าการทำ Pre-Production ต้องลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ภายใต้กรอบของทีมที่ต้องการ และภายใต้กรอบของจินตนาการที่เราจะจินตนาการถึง เพราะถ้าเราเอาที่ทุกคนว่าตรงกันหมดอย่างเดียว แล้วไม่ได้ใส่จินตนาการของเรามันคงแข็ง มันไม่ใช่งานศิลปะ อันนี้เราต้องอย่าลืมว่ามันคืองานศิลปะกึ่งคอมเมอร์เชียล (Commercial) อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นศิลปะ

 

อาโป: โปว่าเสน่ห์ความ Shine ของแต่ละคนคือ ทุกคนจะเล่าชีวิตของตัวเองในแบบของตัวเอง อันนี้ถึงเรียกว่า Shine เพราะพอเราเอาเส้นทางทั้งหมดมาสร้าง เรายังเล่าชีวิตตัวเองได้เลย เราก็ต้องเล่าชีวิตตัวละครได้แบบนั้น สมมติโปกับพี่มายเล่นตัวละครเดียวกันการเล่ามันก็คนละแบบ

 

มาย: ใช่ ประมาณนั้น หรือพฤติกรรมที่เป็นเนเจอร์ก็ไม่เหมือนกัน ต่อให้ปรึกษาตีความเหมือนกันเป๊ะ จังหวะเดินหรืออะไรต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน พวกนี้สามารถสร้างใหม่ขึ้นมาได้หมดตามคาแรกเตอร์ที่เราคุยกันกับทีม เรื่องนี้ผมตั้งใจให้หุ่นไม่ได้ลีนมาก เพราะผมว่าในยุคนั้นคนที่ฮิปปี้มีความสุขในไทย เขาไม่เข้าฟิตเนสหรอก คงติดเผละนิดนึงอะ เราก็ยอม เราตีความตัวละครมันเป็นแบบนั้น เราจะยัดภายใน 3-4 เดือน ไล่ให้มันลีนเหมือนสมัยคินน์ (ตัวละครจาก KinnPorsche The Series) ก็ได้ แต่เราก็ไม่ได้เลือกชอยส์นั้น มันอาจจะสวยในภาพการมองแต่ว่าสำหรับงานศิลปะที่เราสร้าง เราไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น มันอยู่นอกเหนือจากที่เราจินตนาการไว้

 

ย้อนกลับไปถึงเป้าหมายตัวละครที่พูดไว้ อยากรู้ว่าเป้าหมายตัวละครของ ‘ตฤณ’ และ ‘ธันวา’ คืออะไร

 

อาโป: เป้าหมายของตัวละครตฤณคือการทำให้โลกดีขึ้น การทำให้ประเทศดีขึ้น อยากทำให้ที่ที่เขาอยู่ดีขึ้น ดีขึ้นหมายความว่าทุกคนมีสิทธิเป็นของตัวเอง ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะในยุคนั้นมันเกิดขึ้นที่เมืองอื่นๆ ของประเทศอื่นๆ แต่มันยังไม่ได้เกิดขึ้นในไทย

 

มาย: (หัวเราะ) ถ้าตัวธันวามันคือ Seize the day ทำทุกวันให้มีความสุข หรือที่เขาเรียกว่า ‘สุขนิยม’ คำอาจโบราณนิดนึง ทำทุกอย่างให้ Seize the moment ให้ทุกโมเมนต์มีความสุขก็พอ ธันวาดูเหมือนคนไม่มีเป้าหมาย แต่ว่าการใช้ชีวิตคือให้มีความสุขนั่นคือเป้าหมาย เวลาแสดงเราก็จะเลือกอันนั้น วงเล็บภายใต้แบ็กกราวน์หลายๆ อย่างที่ต้องไปดูในเรื่อง เพราะแค่สุขนิยมก็คงไม่พอที่จะทำให้ตัวละครมันน่าสนใจ ตัวธันวามันมีความเข้าใจความเป็นมนุษย์ค่อนข้างสูง มันใช้ชีวิตมาถึงในวัย 20 กว่าๆ มันเข้าใจอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ว่าใน โมเมนต์ที่เราเลือกในเรื่องนี้มันใช้คำว่า Seize the day หรือ Seize the moment เพราะว่ามันอาจจะมีปมบางอย่าง ความต้องการบางอย่าง หรืออาจจะผ่านเรื่องราวที่ไปเกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นๆ พูดได้ไหมล่ะถ้าพูดก็ติดสปอยล์อะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่าเป้าหมายมันคือใช้ชีวิตให้มันมีความสุขในทุกๆ วัน (หัวเราะ) 

 

 

ตัวละคร ‘ธันวา ฉัตรบดี’ และ ‘ตฤณ สุวรรณภาสน์’ มีความเหมือนและแตกต่างกับตัวเองอย่างไร

 

มาย: ให้เหมือนประมาณ 70% คงเหมือนตรงที่ชอบดนตรีเหมือนกัน เหมือนที่ในมุมของการเข้าไปหาความสุข มีวิธีการบางอย่างเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ใช่ประเภทเอกซ์โทรเวิร์ตที่สามารถดึงคนอื่นเข้ามาในโลกของเราเป็นเวลานานได้ เราต้องการการชาร์จแบตบางอย่าง ต้องการ Critical thinking กับตัวเอง เราเป็นเหมือนสไนเปอร์ ปั้ง! แต่ธันวา เจ้านั่นเป็นเหมือนปืนกลมากกว่าในการใช้ชีวิต วิธีการหรือความสุขที่ต้องการ ความชอบ ภายนอกบางอย่างที่มีความคล้ายกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันที่สุดก็คือชอบอิสระเหมือนกัน อุ๊ย! อยากเล่าละเอียดจังเลย (หัวเราะ)

 

อาโป: จริงๆ ก็คล้ายนะ โปอยากทำให้ที่ที่โปอยู่มันดีขึ้น ทั้งตัวเรา คนใกล้ตัว ครอบครัว ที่ทำงาน อุตสาหกรรม สังคม หรือประเทศที่เราอยู่ เราอยากให้มันดีขึ้น มันเป็นสิ่งที่ตัวละครก็คิดเหมือนกันว่ามันดีขึ้นได้ มันเปลี่ยนแปลงได้ เป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการอาจจะไม่เหมือนกัน 

 

อย่างตัวละครพอเขาเรียนมาเยอะ เขาไม่ได้ผ่านโลกความเป็นจริงมาเยอะมาก มันเลยทำให้เขาไม่สามารถที่จะปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ได้ แต่ในส่วนตัวเอง โปคิดว่าเราโชคดีที่ได้ทำงาน ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย อย่างเช่น ได้เจอพี่มาย ได้ไปออกกองต่างๆ ได้ไปต่างประเทศ  หรือการได้เจอ THE STANDARD บุคลิกภาพ สังคม แต่ละที่ที่ไปมันไม่เหมือนกัน มันทำให้เห็นสังคมในหลายๆ รูปแบบ ได้เห็นโลกแห่งความเป็นจริง อย่างล่าสุดที่เพิ่งไปมาที่เห็นชัดเลยคือไปลอสแอนเจลิส,  ไมอามี, นิวยอร์ก, เบลเยียม มันเลยทำให้ในระยะเวลา 1-2 อาทิตย์นี้ มันเห็นคนในสังคมที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว จากสถานที่ที่อยู่ สังคมต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เลยทำให้คนคิดและเป็นแบบนี้ แปลว่าพอเราได้เจอโลกความเป็นจริง มันไม่มีผิดมีถูกหรอก เราต้องออกไปเจอโลกแห่งความเป็นจริง วิธีการเลยต่างกับตัวละคร 

 

จริงๆ โชคดีมากที่วันนี้ได้มีแฟนๆ ในหลากหลายที่ โปก็อยากให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ผ่านผลงาน ผ่านบทสัมภาษณ์ ผ่านสิ่งต่างๆ กิจวัตรของเรา สิ่งที่เราทำ แค่เราทำตัวบ้าๆ บอๆ สนุกสนาน เขาก็รู้สึกว่ามันเติมเต็มความสุขของพวกเขา อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้รู้สึกว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

มาย: ก็คล้ายๆ กับธันวา เรื่องสุขนิยมแหละ ตัวละครไม่ได้โฟกัสแต่ตัวเอง เพราะว่าสุดท้ายจะอินโทรเวิร์ตหรือเอกซ์โทรเวิร์ตอะไรก็ตาม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ตัวเราก็ Sharing is Caring พูดเหมือนใน THE STANDARD ตลอดที่บอกมา ความสุขง่ายๆ คือการเห็นคนอื่นมีความสุข มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่ง่าย แต่ว่าจะทำให้เขามีความสุขด้วยวิธีอย่างไรก็แล้วแต่วิธีการ หรือจังหวะของแต่ละคน ธันวาก็เป็นสไตล์นั้น

 

ตัวละคร ‘ธันวา ฉัตรบดี’ และ ‘ตฤณ สุวรรณภาสน์’  ได้เปลี่ยนแปลงความคิด หรือมุมมองใหม่ๆ ของมาย-อาโป บ้างไหม แล้วได้นำกลับมาใช้กับตัวเองอย่างไรบ้าง 

 

อาโป: มีนะครับ ในหลายๆ ครั้งที่โปได้รับบทต่างๆ เราก็จะเข้าไปค้นหาตัวละครแล้วก็กลับมาดูกับตัวเองว่าการที่เราทำสิ่งต่างๆ มันคล้ายกับสิ่งที่ตัวละครทำไหม ตอนที่เราเล่นเป็นตัวละครมันเห็นตอนจบ เราก็รู้ว่าพฤติกรรมอย่างนี้ ถ้าเขาทำแบบนี้ก็จะส่งผลไปตอนจบแบบนี้ เพราะเขามีนิสัยแบบนี้ เราก็มาถามตัวเองว่าแล้วเราล่ะ มีพฤติกรรมที่คล้ายกับตัวละครไหม ถ้าตอนจบมันเป็นแบบนั้น เราควรจะปรับเปลี่ยนนิสัย มันก็เป็นพัฒนาการ แต่หลากหลายตัวละครที่ได้รับมามันเป็นตัวละครที่มันเติบโตในเชิงวิธีคิด ทางด้านร่างกาย หรือทุกๆ สิ่ง แต่พอมาเรื่อง Shine มันมีหลายๆ อย่างในตัวละครที่ทำให้เรารู้สึกว่าอันนี้เราไม่ได้เป็น ยกตัวอย่างเช่น สู้จนไม่ลืมหูลืมตา มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า อ๋อ เราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราปรับตัว คล้ายขนมเปียกปูนเวลาจิ้มมันยวบเลยเนาะ ซึ่งเราไม่ใช่แบบนั้น เพราะเราพร้อมปรับตัว โปพยายามจะเป็นน้ำ สามารถเข้าได้กับทุกภาชนะ โปว่าในเรื่อง Shine มันก็ทำให้เราเห็นในมุมที่ไม่เวิร์คบ้าง ในบางจังหวะของตัวละคร เราก็กลับมาสะท้อนกับตัวเองบ้าง มันก็น่าสนใจในอีกแบบ

 

มาย: ผมว่าความเจ๋งของการเป็นนักแสดง ซึ่งเราเพิ่งได้มาอยู่จริงๆ จังๆ ประมาณ 4-5 ปีนี้ ทุกครั้งที่เราจะทำอะไรจริงจังในฐานะนักแสดง มันมีการทำ Pre-Production ตรงนี้แหละที่เราต้องเข้าไปในตัวละคร สำรวจตัวละคร มันคือการจินตนาการหรือทำตัวละครขึ้นมา ในระหว่างที่ทำตัวเราเป็นคนทำเอง เราก็จะเห็นว่าถ้าทำอย่างนี้มันก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ หรืออย่างนี้มันดีกว่า ทุกครั้งเราเรียนรู้ตัวเขาก็เหมือนเราได้เรียนรู้ไปในทางเดียวกัน ตอบคำถามนี้ว่าได้มุมมองที่หลากหลายมากๆ ในการเลือกตัดสินใจหรือแม้กระทั่งตอนที่เราแสดงเอง สุดท้ายแล้วจิตใต้สำนึกของเราก็จะมีความรู้สึกตัวที่หลงเหลืออยู่ว่า การแสดงออกแบบนี้ของตัวละคร การฟาดกีตาร์ ลึกๆ แล้วรู้สึกว่าอารมณ์นั้น จังหวะนั้น มันได้เรียนรู้ตัวเองไปในตัว ซึ่งก็เรียนรู้มาตลอดกับตัวธันวา

 

มาย-อาโป

 

สามารถสปอยล์สักเรื่องได้ไหม

 

มาย: คนที่บอกว่าเข้าใจชีวิตหรือว่าปล่อยวาง จริงๆ เขาอาจจะเป็นคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยในตัวเองก็ได้ เขาแค่มีเหตุผลให้กับตัวเอง (ยิ้ม)

 

อาโป: ตฤณคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่ามีคนอีกมากมายที่เชื่ออย่างหนักแน่นว่าโลกต้องเป็นแบบนี้ ทำแบบถูกต้อง แต่มันมีอีกหลายตัวละครที่ทำให้ตฤณรู้สึกว่ามันไม่ใช่ โลกมันเป็นอีกแบบ โลกแห่งความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ ไอ้น้อง ไอ้หนุ่ม ลองดู ลองสิ่งใหม่ๆ ดู เพราะพระจันทร์ไม่ได้มีด้านเดียว อีกด้านที่มืดไม่ได้หมายความว่าไม่มี แต่แค่คุณไม่ได้ลองสำรวจมัน

 

มีฉากหรือช่วงไหนในซีรีส์ที่รู้สึกว่า “อิน” เป็นพิเศษบ้างไหม เพราะอะไร

 

อาโป: ช่วงที่โปอินเป็นพิเศษมันเป็นช่วงที่เขาได้ค้นพบความจริง และตื่นรู้จากสิ่งต่างๆ เป็นภาวะที่เขาลงไปจุดต่ำสุดแล้วเขาก็ตื่นรู้ เป็นพาร์ตที่ชอบที่สุด และอยากให้ทุกคนรอดู เชื่อว่าทุกคนก็คงรู้สึกเหมือนกับเขา

 

มาย: ยังไงดี (หัวเราะ) ในฐานะนักแสดงเราต้องเข้าใจและรู้สึกก่อนที่จะแสดงออกมาก็อินหมดอยู่แล้ว แต่ถ้าแบ่งเป็นฉากๆ พูดยาก เพราะเราแปลกนิดนึง เราดูเป็นแค่คนสุขนิยม ดูแบนๆ ในนิยาม แต่จริงๆ เลเยอร์ในความคิดของธันวาลึกมากๆ ถ้าไปดูในเรื่องจนจบจะเข้าใจว่าลึกอย่างไร ลึกจนถึงสุดโต่งเท่าที่ผมจะใช้เรื่องจิตใต้สำนึกภายในมาช่วยได้ด้วยซ้ำในการทำการบ้าน แต่ในตอนแสดงเราก็เข้าไปในตัวละครตอนนั้น ตัวธันวาเลยลึกมากๆ

 

 

ในอนาคต มาย-อาโป อยาก shine ในบทบาทงานแสดงประเภทไหนมากที่สุดมาย: เลือกเป็นสักบทบาทยาก แต่ผมอยากทำงานคราฟต์ ไม่ได้อยากจะเลือกงานที่บทมาก่อน 2 วัน แล้วรีบเล่นเลย จริงๆ ก็ทำได้มันก็เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำงาน แต่ถ้าเราเลือกได้ก็คงคล้ายๆ Shine, คินน์พอร์ช หรือ แมนสรวง ในยุคที่ผ่านมา มันมีเวลาในการทำ Pre-Production ให้เราได้ตกตระกอน เพราะเราก็อยากสร้างงานศิลปะที่มีคุณภาพ มีคุณค่ากับเราที่ผ่านไป 5 ปี 10 ปี แล้วรู้สึกว่าไม่เขิน รู้สึกว่าไม่ทำร้ายสังคม ซึ่งบริบทพวกนี้มันก็ไม่ได้ง่ายที่อยากได้แล้วก็ได้เลย ก็ใช้ประสบการณ์ในการไปถึงตรงนั้นมากเหมือนกัน สุดท้ายอยากทำงานคราฟต์ในทุกๆ งานถ้าเลือกได้

 

อาโป: โปอยากเล่นละครเพลง อย่าง The Greatest Showman หรือ La La Land โปชอบตรงที่เวลาสื่อสาร เราสื่อสารผ่านการพูด การตีความหรือว่าความสนุกเพลิดเพลิน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนที่ดู แต่พอเป็นละครเพลงมันมีซาวด์มาให้ด้วย งั้นแปลว่าคนดูจะรู้สึกตามสิ่งที่ตัวละครอยากถ่ายทอดจริงๆ สมมติว่าตัวละครหนึ่งร้องเพลง เช่น Far Side Of The Moon 

 

On the Far Side Of The Moon (อาโปร้องเพลง Far Side Of The Moon) ถ้าเป็นออริจินัลก็จะรู้สึกสบาย กว้างไกล แต่ถ้าเราอยากให้เขารู้สึกเหงาจังเลย On the Far Side Of The Moon (อาโปร้องเพลงด้วยอารมณ์เศร้า เหงา) คนดูก็จะรู้สึกตามเพราะว่ามันมีซาวด์มาให้แล้ว มันไม่ได้เป็นเรื่องของการตีความแล้ว มันเป็นเรื่องของการพาเข้าไปอยู่กับตัวละคร แบบที่ผู้กำกับอยากให้เป็นจริงๆ ส่วนตัวโปเป็นคนชอบฟัง Ambient ฟังออร์เคสตรา เพลงบรรเลง แล้วทำไมถึงชอบฟัง

 

มาย: ขี้เกียจจำเนื้อ (ทั้ง 2 คนหัวเราะ)

 

อาโป: อันนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว (หัวเราะ) โปรู้สึกว่าโปอยากจินตนาการ อยากมีพื้นที่จินตนาการ พอมันเป็นเพลงที่มีคนร้องมันเหมือนเขาบังคับให้เราไปตามเขา แต่บางทีเราไม่ได้อยากไปตามเขา เรามีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เรามีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง การฟัง Ambient หรือการฟัง Score เราก็จะไปของเราตามจินตนาการ ตามประสบการณ์ที่เราผ่านมา

 

มาย: ขอเสริมต่อ (ยิ้ม) ถ้าเลือกได้ผมอยากเล่นหนังผีมากเลย กับเล่นอัตชีวประวัติ ผมอยากเล่นหนังที่ไปเข้าใจใครสักคน เข้าไปในหัวสมองของคนนั้น แล้วจะได้เห็นและได้สำรวจ การไปเป็นใครสักคนมันยากอยู่แล้ว แต่การที่เราจะถ่ายทอดตัวเขาในแบบของเรา ตัวเราเองก็ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ และเราก็ได้เอามันออกมาทำให้คนอื่นได้เห็นในมุมมองบางอย่างที่อาจจะแตกต่างออกไป หรือไม่ก็เป็นหนังผี อยากมีคนมาขี่คอ (หัวเราะ) 

 

แล้วอัตชีวประวัติอยากเล่นเป็นใคร

 

มาย: ถ้าเมืองนอกก็อยากเล่นเป็น ปาโบล เอสโกบาร์ ถ้าเมืองไทยที่คิดออกก็คงจะ เสก โลโซ (ทั้ง 2 คนหัวเราะ) จริงๆ ใครก็ได้ครับ

 

Part 2 Shine & Shadow (เจาะลึกถึงตัวตนความ Shine และเงามืด)

 

 

คำว่า Shine ในความหมายของมาย-อาโป คืออะไร

 

อาโป: ในมุมของโปมันคือความเปล่งประกาย ในแบบของตัวเอง แล้วถ้าถามว่าตัวเองคือใคร เราตอบไม่ได้นะ เราต้องสะสมประสบการณ์รวมถึงค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ 

 

มาย: เราเห็นเป็นจุดเล็กๆ ที่มันสว่างขึ้นมาจากสักที่หนึ่ง ถ้าขยายความอาจจะเป็นเหมือนเสียงๆ หนึ่งที่ตะโกนออกมาจากคนมากมาย หรือเศษหินที่บังเอิญสะท้อนกับแสง แล้วเราเห็นและเดินเข้าไปหามัน มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งวูบวาบใหญ่โต มันอาจจะคล้ายๆ เรื่องนี้ด้วยมั้งที่คาแรกเตอร์แต่ละตัวมันมีมุมในแบบของตัวเอง พอมารวมกัน มุมนี้ก็อาจจะเห็นแสงของคนนี้ มุมนี้ก็อาจจะแสงจากอีกคาแรกเตอร์หนึ่ง แต่พอมารวมกันเป็นเรื่อง Shine The Series มันก็คงเห็นบริบทที่หลากหลายมาก

 

 

ถ้า ‘ชาย’ คือแสงที่เปล่งประกาย…ในมุมกลับกัน มุมมืดหรือบาดแผลของ มาย-อาโป คืออะไร

 

มาย: ถ้าไม่มีก็คงจะไม่ใช่คน มีตอนเด็กๆ ล้มแล้วเข่าเป็นแผล ผ่าตัดเข่านี่ไงยังเป็นรอยแผลอยู่เลย (ทั้ง 2 คนหัวเราะ) 

 

มุมมืดมีอยู่แล้วครับ แต่โชคดีที่รู้ว่ามุมมืดของตัวเองรุนแรงและลึกขนาดไหน ในแบบของเราที่เราเข้าใจ แล้วก็จัดการและควบคุมมันได้ ไม่ให้มุมพวกนั้นมันแลบออกมาทำร้ายคนรอบตัวหรือว่าตัวเราเอง ถ้าจะบอกฉันเป็นคนดีหรือฉันเข้าใจทุกอย่างคงไม่ใช่ มันยังมีมุมบางอย่างที่เราก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่โชคที่เรายังพอจะมีสติที่จะจัดการมันได้ 

 

อาโป: มุมมืดของโปคือการไม่ยอมรับตัวเองในมุมต่างๆ พอเห็นมันเราก็รู้สึกว่า อ๋อ สิ่งนี้มันทำร้ายตัวเราและคนรอบข้าง และอาจจะไปทำร้ายคนอื่นด้วย แต่เมื่อโปยอมรับตัวเองในมุมต่างๆ ยอมรับว่าเรามีพฤติกรรมในมุมแบบนี้ เรามีนิสัยแบบนี้ เราทำแบบนี้ พอเรายอมรับว่าเราเป็น และเราแก้ไขมันก็เลยทำให้ Shine ขึ้นมา

 

มาย: แวะขายของ (หัวเราะ)

 

อาโป: ทุกๆ ครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะรู้สึกว่ามันยากจัง มันเหนื่อยจัง ทำไมเราทำไม่ได้ แต่พอเราทำไปนานๆ มันก็เกิดการปรับเปลี่ยน เส้นสมองมันก็สร้างเส้นใหม่ขึ้นมา แต่ทั้งหมดนี้มันเกิดจากการที่เราจะต้องรับฟัง เปิดใจ ถ่อมตัว กับสิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ ต้องยอมรับก่อน คิดว่าอันนี้มันคือมุมมืดที่สุด

 

แล้วตอนนี้เราผ่านมันมาได้หรือยัง 

 

อาโป: จริงๆ มันกลับมาได้ตลอด มันเหมือนกับขี้ไคล ขี้ฟันที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมาตอนไหน แต่พอเรากลับบ้านไปตอนเย็นแล้วเราแปรงฟันถึงรู้ว่ามันมีอยู่ มันต้องทำตลอด มันไม่มีทางที่ทำเสร็จแล้วก็ไป เขาถึงบอกว่ามันต้อง

 

มาย: ถูขี้ไคล

 

อาโป: (หัวเราะ) ถูขี้ไคลทุกวัน เขาเรียกว่าฝึกกับมันไปทุกวัน

 

มาย: ผมมีมุมมองอีกอย่าง พอโปพูดเรื่องนี้มา ในส่วนตัวผมคิดว่ามันสามารถควบคุมและจัดการมุมมืดตรงนั้นให้มันเป็นจุดแข็งได้ มุมมืดคือสิ่งที่ตัวเราชอบ สันดานเราชอบ อาจจะไม่ดีกับใครสักคน แต่ถ้าเราควบคุมมันได้ เคยได้ยินเรื่องปีชงไหม ที่ต้องไปแก้ชง บางปีชงผมไม่แก้นะ เพราะผมเชื่อว่าอะไรที่มันรุนแรง มันจะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นมันรุนแรง ไปไกลกว่าเดิม มันเหมือนเราควบคุมมุมมืดเราได้ก็อาจจะเปลี่ยนจุดนั้นมาเป็นจุดแข็ง 

 

ปีชงเท่าที่ผมเข้าใจมันไม่ได้หมายถึงไม่ดีนะ มันคือการเห็นมุมมองว่าปีนั้นจะเกิดอะไรขึ้นรุนแรง ดีแรง แย่แรง หรืออาจจะแย่แรงสุดๆ อันนี้ก็ต้องจัดการมัน แต่เรามีมุมมองกับอะไรที่มันไม่ดีว่าเรายังมองเห็นโอกาสในนั้นนะ เหมือนเรื่องมุมมืด แต่บางคนถ้าจัดการเลยก็ดี เพราะคงอันตรายถ้าเราเอามุมมืดมาใช้ สมมติเรารู้ว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์รุนแรงมาก ก็เลือกไม่ใช้เลยก็ได้ หรือจะเลือกใช้กับการแสดงก็ได้

 

อาโป: อย่างโป โปเป็นคนไม่แน่ใจในตัวเองว่าเราจะควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ไหม สมมติถ้ามันออกมาบ้างมันอาจจะไม่เวิร์ค โปเลยรู้สึกว่ามันคือมุมมืดแล้วเราจะต้องจัดการมัน

 

 

เคยมีช่วงที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่ Shine’ บ้างไหม ผ่านมาได้อย่างไร

 

อาโป: ตอนที่รู้สึกไม่ Shine คือตอนที่เราไม่ยอมรับ สมมติตอนนั้นเราเลิกกับคนที่เราคุย เรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกัน แต่เราเลิกคุยกัน มันก็เศร้า ผิดหวัง เสียใจ เจ็บปวด ท้อแท้ สิ้นหวัง แต่ว่าในตอนที่เกิดขึ้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นอะไร เคยไหมที่อกหัก อกหักคือนิยามที่กว้างมากที่ครอบคลุมพวกนี้อยู่ เพียงแค่อกหักฟังเพลงเศร้า มันแค่นี้เอง แต่พอเราผ่านจุดนั้นมาแล้วเรามองกลับไปว่าเราผ่านจุดนั้นมาได้ไง ตอนที่เราผ่านจุดนั้นเราเริ่มค่อยๆ ยอมรับ และแยกมันเป็นส่วนๆ ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับเรา เราเป็นอะไรอยู่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันจะต้องไปอย่างไรต่อ บางคนอาจจะไม่สามารถวิเคราะห์มันด้วยสมองได้มันก็ต้องเขียนออกมา แล้วมันจะได้เป็นข้อย่อยๆ แบบสั้นๆ เมื่อเสร็จแล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้น คิดว่าช่วงจังหวะนี้มันคือจังหวะที่เราไม่ Shine เลย เพราะเราไม่ยอมรับว่าเราเป็นอะไรอยู่ พอเราไม่ยอมรับมันไม่สามารถข้ามช่วงเวลาต่างๆ มาได้ โอเคเวลาเราดีใจ เรามีความสุข มันง่าย มันมีพลัง มัน Shine แต่ตอนที่ไม่ Shine ทำอย่างไร เป็นการมองสะท้อนตัวเองอยู่เสมอ แล้วถามว่าชีวิตนี้เรายังเสียใจ เรายังผิดหวังไหม มันมีทุกวันกับทุกๆ เรื่อง อย่างถ้าวันนี้เราตื่นสายแค่นี้เราก็เจ็บปวด เฮิร์ตแล้วนะ คิดว่ามันต้องจัดการไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน

 

มาย: อุ๊ย เยอะแยะ (หัวเราะ) มันมีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องแบ่งให้มันชัดว่าเป็นเรื่องภายนอกหรือภายในของเรา ถ้าภายนอกมันจัดการไม่ยากหรอกก็ดูแลตัวเองให้มันดีขึ้น เวลาใครมาบอกว่าเราดูหมองจังเลย กระขึ้นหรือเปล่าพักผ่อนไม่ดี ก็ไปหาหมอให้เขาเช็คสักหน่อย วิธีการเยอะแยะ ภายนอกเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ภายในของเรานานๆ ทีจะโผล่มา เวลามันโผล่มาก็ต้องจัดการให้มันได้ เห็นด้วยกับโปว่าการที่ยอมรับมันคือสิ่งที่จะทำให้ความไม่ Shine ตรงนั้นมันหายไป ส่วนของผมมันคือการที่เรารู้สึกยึดติดกับอะไรบางอย่าง ไม่ปล่อยวาง ปล่อยไม่เป็น วางไม่เป็น มันทำให้เกิดความทุกข์

 

อาโป: เคยไหมเวลาดีใจแล้วหน้าตาเปล่งปลั่ง ทั้งๆ ที่อยู่ในวันเดียวกันนะ แต่พอเราเริ่มเครียดหน้าเราก็จะหมองลง ถ้าดีใจมันก็จะเปล่งปลั่งอีก มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการพักผ่อนหรือการบำรุงหน้า แต่มันมาจากข้างใน

 

มาย: สุดท้ายอะไรก็ตาม ถ้ามันมีปัญหาสุดโต่งคิดอะไรไม่ออกจริงๆ มันก็ต้องเปลี่ยนบรรยากาศ หรือคุยกับตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

 

 

ถ้าพูดถึง “ความ Shine” ที่ยังซ่อนอยู่ หรือยังไม่เคยได้แสดงออกมาเลยมีไหม และคืออะไร แล้วอะไรคือสิ่งที่รู้สึกว่ายังกดทับความชายนั้นของตัวเอง

 

อาโป: สำหรับโปคิดว่ามีอีกเยอะเลยนะ การที่โปมาถึงวันนี้แบบนี้ โปก็คิดว่ายังมีมุมต่างๆ ที่ยัง Shine ในรูปแบบต่างๆ ได้นะ อย่างเช่น โปไม่ได้เป็นคนชอบร้องเพลงนะ แต่พอได้ไปเล่นคอนเสิร์ต ได้ร้องเพลง โปรู้สึกว่าเราสามารถ Shine ที่หมายถึงการมีความสุขกับการทำสิ่งนั้นได้ เราสามารถ Shine ในแบบนี้ได้ หรือการไปร่วมงานต่างๆ ที่รู้สึกว่าเราทำได้หรอ แต่พอได้ทำก็รู้สึกได้ Shine การที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ มันทำให้ Shine ในมุมต่างๆ ได้ เราแค่ต้องลองทำแล้วก็ยอมรับ ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ต้องยอมรับก่อนว่าเราทำไม่ได้ แล้วเราลองหรือยัง

 

มาย: อีกเยอะเลยครับ มาถึงตรงนี้คนก็คงตีความว่า Shine คือสิ่งที่มีเสน่ห์ อะไรที่รู้สึกว่ามีเสน่ห์ ผมว่าการเติบโตไปด้วยกันกับคนที่รักเราและเรารัก มันเป็นสิ่งที่ควรมีควบคู่อยู่กับการมีเสน่ห์ ผิดพลาดบ้าง ถูกต้องบ้าง เจอเรื่องใหม่ๆ พร้อมกันบ้าง มันคือเสน่ห์ของการใช้ชีวิต ซึ่งตรงนั้นแหละที่เราจะได้ลองสำรวจไปด้วยกัน ทั้งกับคนที่อยู่ใกล้ตัว แฟนคลับ หรือคนอื่นที่จะเจอในอนาคต ซึ่งตัวตนที่ผิดพลาดหรือตัวตนที่เป็นจุดแข็งของคนนั้น ล้วนรวมกันทำให้เป็นคนนั้น รวมถึงตัวผมด้วย การโตไปด้วยกันมันคงรอ Shine ไปเรื่อยๆ ในความคิดผมถ้าเปรียบเป็นเงิน มันไม่สวยเราก็แค่ขัดให้มันสวยขึ้น มันคงไม่ใช่มือหนึ่งอีกต่อไป แต่มันสวยในแบบของมันที่มีริ้วรอยนิดๆ หน่อยๆ

 

 

ถ้ามีใครสักคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่และกำลังรู้สึกว่า ตัวเองยังไม่ Shine เพราะต้องแบกรับความคาดหวังหรือความกดดันจากคนรอบข้างอยู่ตอนนี้ มาย-อาโปอยากบอกอะไรกับเขาบ้าง

 

มาย: Life is life สุดท้ายชีวิตก็เป็นของเรา เราไม่ได้เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกหรอกในความหมายนี้ แต่อย่าลืมว่าอย่างน้อยตัวเองก็เป็นคนตัดสินใจในทุกๆ วัน ชีวิตก็คือชีวิต คิดแค่นี้เลยครับ

 

อาโป: ลองย้อนกลับไปอ่านข้อที่ถามว่า มีช่วงเวลาที่ไม่ Shine ไหม เราต้องยอมรับตัวเอง เข้าใจตัวเอง เราถึงจะรู้สึก Shine หรืออย่างเช่น เรื่องเพื่อนร่วมงานไม่ดีเลย แต่เราถามตัวเองหรือยังว่า เรายอมรับไหมว่าการที่เพื่อนร่วมงานไม่ดี เขาเป็นของเขาแบบนี้แหละ

 

 

ถ้ามาย-อาโปต้องเลือกร้องเพลงหรือทำเพลงสักเพลงที่บอกเล่าเรื่องราว ‘ชาย’ ในตัวเอง เพลงนั้นจะเป็นเพลงอะไร และเพราะอะไร

 

มาย: ขายของเลยแล้วกันนะ (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าเลือกเป็นตัวเราก็คงลองไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าแบบจับต้องได้ที่ให้ทุกคนที่อ่านอยู่ไปได้เลยก็เหมือนเพลงในเซ็ตลิสต์นี้ของ Shine The Series ที่เป็น Original Soundtrack เพลงที่ชื่อ Dawn ซึ่งจริงๆ เราต้องได้ร้องอีกเพลงหนึ่งที่เขาอยากให้ร้อง มันเป็นเพลงสนุกสนาน แต่ว่าตัวตน รสนิยม และความคิดเรามันตรงกับเพลงนี้มากๆ ก็เลยเลือกที่จะเอาเพลงนี้มาร้อง ถ่ายทอดออกไปในแบบของเรา Dawn ที่แปลว่ารุ่งอรุณมันก็เป็นเพลงที่น่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจในเรื่องของทุกอย่างมันจะดีขึ้น อย่างที่บอกอะไรที่มันแย่ๆ สุดท้ายมันก็จะผ่านไป แต่ความ Shine มันมีความหลากหลาย มันจบที่เพลงๆ เดียวไม่ได้

 

อาโป: โปอยากทำเพลงและซาวด์ที่ให้กำลังใจผู้คน อย่างเพลงที่โปชอบเพลงหนึ่งก็คือ Far Side Of The Moon มันขึ้นท่อนแรกว่า 

 

‘Never question it then you’ll never know 

On the far side of the moon 

Where the unknown hums a song that’s just for you’

‘ถ้าไม่ตั้งคำถามก็ไม่มีวันได้รู้

ด้านที่อีกไกลของพระจันทร์ 

มันคือที่ซึ่งใครสักคนกำลังบรรเลงเพลงที่เขียนมาเพื่อเธอคนเดียว’

 

มาย: ประมาณว่าถ้าไม่เคยลองก็ไม่รู้ ไม่เคยผิดพลาดก็ไม่โต ไม่ได้ลงมือทำ ไม่ได้ออกจาก comfort zone เราจะโตได้อย่างไร แค่คิดคงไม่ได้ แค่กลัวเสียใจก็ไม่ได้มีความสุขหรอก ก็จงอยู่ในจินตนาการต่อไป Far Side Of The Moon คือเรื่องพวกนั้น ลองไปในที่ที่ใหม่ที่ไม่เคยไป แล้วเราจะเติบโต

 

อาโป: อย่าเชื่อตัวเองถ้าเกิดยังไม่เคยไป

 

มาย: ไม่ลองไม่รู้อะ ชอบแซวว่า พี่มายกินกบ (อาโปหัวเราะ) ลองกินดูดิมันอร่อยนะ

 

อาโป: (หัวเราะ) เคยกินแล้วมันเหมือนไก่ แต่กินอึ่งนี่ไม่แน่ใจ

 

มาย: อร่อยๆๆ (หัวเราะ)

 

The post สำรวจเรื่องไม่ Shine ที่ซ่อนในความ Shine ของมาย-อาโป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: LISA และทีมนักแสดงจาก The White Lotus Season 3 https://thestandard.co/lisa-cast-white-lotus/ Mon, 24 Feb 2025 09:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1045275 lisa-cast-white-lotus

“Welcome to The White Lotus in Thailand ค่ะ” …เพราะตอนน […]

The post ชมคลิป: LISA และทีมนักแสดงจาก The White Lotus Season 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
lisa-cast-white-lotus

“Welcome to The White Lotus in Thailand ค่ะ” …เพราะตอนนี้โรงแรมระดับลักชัวรีสุดร้อนแรงและเต็มไปด้วยปริศนา เปิดทำการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว! 

 

ครั้งนี้ THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับทีมนักแสดงฝั่งไทยอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล, เทม-เมธี ทับทิมทอง, เล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และ ดอม เหตระกูล ถึงเหตุผลที่ทำให้พวกเขาได้เป็นหนึ่งในทีมนักแสดงเรื่องนี้ รวมถึงการร่วมงานกับนักแสดงฝั่งฮอลลีวูดที่พร้อมมาประชันฝีมือกันอย่างคับคั่ง ซึ่งตอนนี้ทุกคนสามารถรับชมย้อนหลังกันได้แล้วผ่านทางสตรีมมิ่ง Max และช่อง HBO 

 

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” LISA เผยถึงความกังวลตอนที่ออดิชันซีรีส์ The White Lotus ซีซัน 3

 

ตัดต่อ:  ภัคธร สุขสำราญ

The post ชมคลิป: LISA และทีมนักแสดงจาก The White Lotus Season 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอินเอิน-แฟร์รี่ คุยเรื่อง ‘ด่านบอส’ ในเกมชีวิตจริง และการเติบโตที่เดินทางไปพร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา https://thestandard.co/interview-with-earnearn-fairy/ Thu, 06 Feb 2025 12:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1038963

เพราะบางที ‘ชีวิตจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกม’ เพียงแ […]

The post เอินเอิน-แฟร์รี่ คุยเรื่อง ‘ด่านบอส’ ในเกมชีวิตจริง และการเติบโตที่เดินทางไปพร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพราะบางที ‘ชีวิตจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกม’ เพียงแต่มันเป็นเกมชีวิตที่เราต่างก็เป็นผู้เล่นเพื่อตามเก็บเลเวลและเอาชนะบอสแต่ละด่านของชีวิตในแบบของตัวเอง THE STANDARD POP เปิดประตูต้อนรับ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล และ แฟร์รี่-กิรณา พิพิธยากร สองนักแสดงจากภาพยนตร์ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า คู่พาร์ตเนอร์วัย 19 ปีที่เพิ่งจับมือกันเก็บเลเวลในภาพยนตร์ Drama Coming of Age ที่เรื่องราวระหว่างทางไม่ใช่แค่เพียงตัวละครในเรื่องเท่านั้นที่เติบโต แต่ทั้งสองคนเองต่างก็มีแง่มุมส่วนตัวไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เติบโตขึ้นด้วยไม่แพ้กัน

 

 

การคุยกันวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเอินเอิน-แฟร์รี่ ผ่านคำถามในธีม ‘Game Girl’ ที่เปรียบเทียบชีวิตจริงเป็นเหมือนเกม เริ่มต้นจากปกติทั้งสองคนชอบเล่นเกมไหม 

 

เอินเอิน: ของเอินเล่นเกมที่เป็นพวก RoV (Arena of Valor) แบบนั้นไม่ได้เลยค่ะ 

 

แฟร์รี่: อ้าวเหรอ ส่วนหนูนี่ RoV, PUBG ทุกอย่างที่เป็นตี้ๆ จนถึงบอร์ดเกม ชอบหมดเลยค่ะ 

 

เอินเอิน: เกมที่ใช้นิ้วไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นเกมที่ใช้ร่างตัวเองเข้าไปเล่น เป็นตัวเราควบคุมตัวเองได้ แบบนี้หนูเล่นได้ อย่างพวก Monopoly (เกมเศรษฐี) ก็ได้อยู่ค่ะ แต่ถ้าเป็นการเล่นเกมที่ต้องกด มีปล่อยพลัง มันยาก ต้องกดตรงไหน (หัวเราะ) 

 

เวลาเล่นเกมหรือต้องแข่งขันอะไร คิดว่าตัวเองเป็นผู้เล่นคาแรกเตอร์แบบไหน

 

แฟร์รี่: หนูคิดว่าหนูเป็นตัวแคร์รี่ค่ะ เป็นตัวที่ต้องมีทั้งแทงค์คุ้มกันเรา คือหนูก็ต้องไปเก็บฟาร์มก่อน เก็บเวล (เลเวล) เราถึงจะมีของ แล้วค่อยออกไปเล่น แต่หนูรู้สึกว่าหนูชอบที่เรามีการทำงานหลายๆ คน อย่างเช่น ถ้ามาทำงาน มากับเอินเอิน หนูจะไม่อยู่คนเดียว แล้วถ้าเอินเอินบอกให้บุก หนูก็จะบุกค่ะ (หัวเราะ) ถึงจะไม่มีของแต่เราอยู่ด้วยกัน เราช่วยกันได้ค่ะ 

 

เอินเอิน: หนูน่าจะเป็นคนที่ชอบบุกค่ะ เป็นตัวแทงค์ แต่อาจจะไม่ใช่ว่าบุกอย่างเดียว ต้องรอดูก่อน แล้วพอถึงจุดที่เราคิดว่าบุกแล้วเราจะได้ จังหวะนี้แหละถึงจะบุก

 

 

เวลาจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง เป็นคนวางแผนเยอะไหม 

 

เอินเอิน: วางแผนทุกงานเลย (หัวเราะ) ไม่มีงานไหนที่หนูปล่อยผ่านโดยที่ไม่คิดอะไร ไม่ชอบทำงานที่ง่ายๆ แต่ชอบงานที่ทำแล้วเราพัฒนาไปด้วย ต้องทำแล้วมันได้อะไรกับคนดูด้วย 

 

ถ้าอย่างนั้นตอนที่ได้รับการติดต่อให้เล่น แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า ตอนนั้นคิดอะไร วางแผนอะไรอยู่บ้าง 

 

เอินเอิน: ด้วยปกติเอินเป็นคนคิดเยอะและตั้งใจมาก แล้วเราเคยเล่นละคร Across The Sky ลัดฟ้าล่าฝัน ตอนนั้นเราเหมือนตั้งใจเกินไป พอตอนเล่น แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า หนูก็เลยไม่ตั้งใจเลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่ไปแคสต์คิดว่า โอเค เราจะเล่นในแบบที่เราชอบ ในแบบที่เราอยากให้มีภาพเราในอนาคต แล้วก็ลองเล่นแบบนั้นดูค่ะ 

 

แล้วรู้ตอนไหนว่าพาร์ตเนอร์ที่จะเล่นคู่กับเราคือแฟร์รี่

 

เอินเอิน: จริงๆ เรื่องนี้แคสต์นักแสดงเยอะมากค่ะ อย่างหนูโดนเรียกแคสต์ไม่ต่ำกว่า 5 รอบ จน 2-3 วันสุดท้ายถึงมาแมตช์กับพาร์ตเนอร์ อย่างตอนแคสต์ช่วงแรกหนูได้แคสต์ทั้งสองตัวละครเลย เริ่มจากตอนแรกแคสต์เป็นพี่แอนก่อน แล้วก็สลับให้หนูเป็นเจน แต่ปรากฏว่าหนูไม่ได้ชอบ เรารู้สึกว่าอยากเป็นพี่แอน พี่ๆ ทีมแคสต์ก็เลยหาเจนมาแคสต์กับเราเยอะๆ เลยค่ะ เล่นอยู่อย่างนั้นทั้งวัน แล้วพอเป็นแฟร์รี่ คนนี้เขาดูเป็นธรรมชาติมาก 

 

แฟร์รี่: ของหนูไม่เหมือนเอินเอินเลย วันที่หนูเข้าไปแคสต์ พี่ๆ เขาก็ดูแหละว่าหนูควรจะแคสต์เป็นตัวละครไหน แต่พอพูดคุยกัน พี่เขาก็บอกว่าไม่ต้องแคสต์เป็นพี่แอนเลย เธอคือเจน ต้องแคสต์แค่บทเดียว (หัวเราะ) แล้วพอแคสต์เป็นเจนก็แคสต์แค่รอบเดียวแล้วแมตช์มาเจอกับเอินเอินเลยค่ะ จำได้ว่าวันที่มาเจอเอินเขาก็ไม่ได้บอกก่อนด้วยว่าเราจะมาเจอใคร พอมาเจอเอินที่หน้างาน เฮ้ย หนูได้แคสต์กับเอินเอิน 

 

เอินเอิน: ตอนนั้นรู้จักเอินเอินด้วยเหรอ

 

แฟร์นี่: รู้จัก เคยเห็นเอินเอินผ่านมาบ้างตอนประกวด THE STAR IDOL ยังบอกป๊าว่า นี่ไงพี่เอินเอิน ตอนนั้นยังคิดว่าเป็นพี่ค่ะ แต่จริงๆ เอินเอินเขาเด็กกว่าหนู 3 เดือนค่ะ ตอนนั้นคือสวยมาก (หัวเราะ)

 

 

อยากให้พาร์ตเนอร์ทั้งสองคนช่วยเล่าถึง ‘ตัวละคร’ ที่อยู่ข้างๆ กันให้ฟังหน่อย อย่างเอินเอินช่วยเล่าถึง ‘เจน’ และแฟร์รี่เล่าถึง ‘พี่แอน’ 

 

แฟร์รี่: สำหรับหนู หนูรู้สึกว่าพี่แอนโตมาก หนูอาจจะคิดคล้ายๆ น้องเจนว่าพี่แอนเก่ง เป็นคนที่ดูแลทุกอย่างรอบตัวได้ ดูแลน้องๆ ดูแลแม่ เวลาอยู่ที่บ้านเขาเหมือนเป็นผู้นำเลยจริงๆ

 

อีกอย่างคือหนูรู้สึกรีเลตกับพี่สาวหนูด้วย (มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร) ที่เขาจะคอยดูแลพวกหนูกับน้องๆ หนูรู้สึก Appreciate ที่เขาเป็นผู้หญิงที่เก่งขนาดนี้ ทำไมต้องมารับผิดชอบอะไรมากมายขนาดนี้ คือหนูก็ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะตัวเองเกิดมาเป็นน้อง แล้วเอินเอินก็เป็นพี่แอนได้อย่างสมบูรณ์มากๆ 

 

เอินเอิน: แฟร์รี่ Appreciate ในความที่แอนดูมีความรับผิดชอบใช่ไหม แต่เอิน Appreciate ในความเป็นคนไม่คิดอะไรมากของน้องเจน เป็นคนที่รู้สึกอย่างไรเขาก็ทำอย่างนั้น เจนเขาไม่ได้มีอะไรมาตีกรอบ ไม่ต้องกดดันตัวเอง ไม่ต้องเครียด แล้วเขาทำอะไรก็ดูน่ารัก เป็นเด็กที่สดใส ขนาดกินมูมมามยังน่ารัก เป็นคนที่แค่มองก็ทำให้ยิ้มได้แล้ว 

 

 

คนเล่นเกมจะคุ้นเคยกับการต้องไปตามเก็บเลเวลให้ตัวละคร แล้วในชีวิตจริงของเอินเอินกับแฟร์รี่ มีช่วงเวลาไหนบ้างที่เรียกว่าเป็นโมเมนต์ Power-up ให้ตัวเองเก่งขึ้น เติบโตขึ้น

 

เอินเอิน: สำหรับเอินน่าจะเป็นช่วงที่ได้เข้ามาในวงการและช่วงที่ไปเรียนที่อินเดียค่ะ ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่จะไปเรียนที่อินเดีย หนูก็อยู่กับเจ่เจ้ กับพี่ชาย กับพ่อแม่ หนูดูแลตัวเองไม่ได้เลย แต่พอไปอยู่อินเดีย เราก็ต้องอยู่ให้ได้ 

 

แล้วช่วงไปแรกๆ เราก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษ เราสื่อสารกับใครไม่ได้เลย เราสื่อสารไม่รู้เรื่อง สอบได้ที่โหล่ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดจากตอนที่อยู่เมืองไทย ตอนอยู่ที่ไทยเราเป็นเด็กกิจกรรม ครูจะชอบเรียกให้เราไปช่วย แต่อยู่ที่โน่นเรากลายเป็นภาระของเขาหมดเลย 

 

กลายเป็นว่าหนูต้องอัปเลเวลตัวเองขึ้นมา ต้องเรียนภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นภาระใคร แล้วเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เรามีประโยชน์และสามารถช่วยคุณได้ เขาถึงจะยอมรับเราเข้ามาเป็นครอบครัวของเขา 

 

ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร กับการเรียนและใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นโดยที่ยังสื่อสารด้วยไม่ได้ 

 

เอินเอิน: ร้องไห้ทุกวันเลยค่ะ มันโหดมาก ยิ่งเป็นโรงเรียนของหนูที่แค่เราเจอพี่สาวแล้วอยากเดินไปคุยกับเขา ครูก็จะบอก No หรือถ้าเขาได้ยินเราคุยเป็นภาษาไทยคือต้องเข้าห้องปกครอง วันหนึ่งแม่โทรมา แม่ก็บอกว่ากลับไม่ได้ ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้ แล้วด้วยความที่มันไม่มี Google Translate ให้ใช้ หนูก็จะมี Dictionary ของพี่สาว ที่ไม่ว่าจะเดินไปไหน เรียนอะไร พูดคุย หรือทำอะไร หนูจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่ง ที่พอไปคุยกับใคร หนูจะคอยถามว่าคำนี้แปลว่าอะไร ซึ่งบางคนเขาก็จะแกล้งเรา เหมือนสอนคำศัพท์ผิดๆ เรียกว่ามันเป็นด่านที่โหดมากสำหรับเราในตอนนั้นที่อายุแค่ 12 ปีที่ต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ได้รับการยอมรับ 

 

 

แฟร์รี่: โอ้โห อยากเก่งให้ได้เหมือนเอินเลย สำหรับหนูมันเป็นช่วงที่เรียนอยู่ ม.ปลาย ตอนนั้นเริ่มมีผลงานบ้างแล้วนิดหน่อย เช่น งานโฆษณา ทีนี้อาจารย์ก็เล็งว่าหนูอาจจะร้องเพลง อาจจะเต้นได้ เขาก็เลยส่งหนูไปประกวด TO BE NUMBER ONE IDOL รุ่นที่ 11 (ตัวแทนภาคกลางและภาคตะวันออก จากจังหวัดสมุทรปราการ) ทุกโรงเรียนจะต้องส่งตัวแทน ปรากฏว่าหนูได้เป็นตัวแทนจังหวัดเข้าไปแข่งรอบ 40 คนทั่วประเทศ หนูก็งงว่าผ่านเข้ามาได้ยังไง เพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้เตรียมตัวมาขนาดนั้น แล้วพอได้เข้าไปอยู่รวมกับเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นที่มาจากทั่วประเทศ เขาเก่งกันมากๆ แล้วทุกคนจริงใจต่อกันและพยายามกันมากๆ 

 

จากตอนแรกที่หนูเข้ามาคิดว่าชิลๆ กลายเป็นว่าเราจะมาชิลต่อไปไม่ได้ หนูเต้นไม่แข็ง หนูเครียด หนูร้องไห้เพราะยังเต้นไม่ได้ เพื่อนๆ เขาก็จะคอยบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวสอนให้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราต้องแข่งกัน หนู Appreciate มากที่เพื่อนทุกคนช่วยเหลือกันหมด 

 

จริงๆ หนูเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันค่ะ แล้วยิ่งเป็นเพื่อนกัน ต้องมาแข่งขันอีก หนูรู้สึกว่าถ้าหนูเป็นฝ่ายยอมได้หนูก็จะยอม แต่พอเราได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มนั้น เราได้อีกมุมมองหนึ่งว่าจริงๆ แล้วเราไม่ต้องมาแข่งกันก็ได้ เราแค่ทำเต็มที่ในเวย์ของเรา หนูรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรจากตรงนั้นเยอะ 

 

แล้ววันหนึ่งพอได้เข้ามาในวงการ จากเดิมที่เป็นน้องคนเล็กที่หวังแต่จะพึ่งคนอื่น มีพี่สาวช่วยดูเลตลอด หนูก็เริ่มโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น อาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ดูแลตัวเองได้มากขึ้น มีความอดทนมากขึ้น จากเดิมที่หนูจะเป็นคนชิลๆ และไม่ค่อยชอบฝืนอะไร แต่ตอนนี้หนูรู้สึกว่าไม่ได้นะ ชีวิตเรามันจะง่ายๆ ขนาดนั้นไม่ได้

 

เอินเอิน: แฟร์รี่บอกว่าไม่ชอบการแข่งขันใช่ไหมคะ แต่ตัวหนูจะเป็นคนชอบหาทางลัดค่ะ อย่างตอน THE STAR IDOL ความคิดเอินคือไม่ได้อยากเป็นนักร้อง อยากเข้ามาแสดงค่ะ แต่ถ้าไปแคสต์งานคงไม่มีใครเรียกไปแคสต์แน่นอน เพราะเราเป็นใครก็ไม่รู้ มันยากมากที่เขาจะเลือกเด็กใหม่ๆ ทางลัดเดียวคือการที่เราต้องไปปรากฏตัวให้เขาเห็น หนูก็เลยใช้สิ่งที่เราทำเป็นในตอนนั้นคือเล่นกีตาร์ หนูดีดกีตาร์เป็นอย่างเดียว แต่ร้องเพลงไม่เป็น แต่โอเค เราไปลองฝึกในรายการแล้วกัน แต่ว่าบางทีการหาทางลัดมากเกินไปมันก็เป็นผลเสียเหมือนกัน เพราะเราจะเอาแต่หาทางลัดอย่างเดียวเลย ไม่มุ่งไปทางปกติบ้าง (หัวเราะ) 

 

 

ในคำถามเดียวกัน แต่สลับไปถามถึงตัวละครในเรื่อง แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า มีซีนไหนที่เป็นช่วงเวลา Power-up ของตัวละครอย่างพี่แอนและน้องเจน 

 

เอินเอิน: สำหรับตัวพี่แอนน่าจะเป็นตอนที่พ่อเสียค่ะ อย่างที่เราเห็นในตัวอย่างภาพยนตร์ไปว่าพ่อแอนเสียชีวิตในหน้าที่ ซึ่งจริงๆ แล้วแอนเขาไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แย่มาตั้งแต่เด็ก แต่พอพ่อเสียแล้วทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป แม่ติดการพนัน และยังเหลือน้องอีก 3 คนที่ต้องดูแล เหมือนเขาต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวตั้งแต่อายุแค่สิบกว่าปี แล้วก็เป็นมาตลอดจนถึงปัจจุบันที่เราได้เห็นกันในเรื่องคืออายุ 18 ปี

 

มันเป็นช่วงที่แอนรู้สึกว่าเขาเหมือนอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ควรจะไปทำความฝันของตัวได้แล้ว อย่างที่เราเห็นเครื่องบินในตัวทีเซอร์ นั่นคือสัญลักษณ์ที่หมายความว่าแอนเขาอยากจะโบยบินออกไปจากที่นี่ เพื่อจะได้ไปมีชีวิตในแบบที่เขาฝันคือแอร์โฮสเตส เพราะมันคืออาชีพที่ได้ไปในหลายๆ ที่ เพราะที่ผ่านมาเขาอยู่แค่ที่เดียววนไปวนมาคือที่แฟลตตำรวจ ตื่นเช้ามาดูแลน้อง ตกเย็นรีดผ้า ซักผ้า ส่งผ้า ชีวิตมีแค่นี้ แล้วเขาก็อยู่กับแม่ที่ติดการพนัน ชีวิตแบบนั้นมันก็เลยทำให้แอนโตขึ้นมาก แต่หนูเชื่อนะคะว่าคนอย่างพี่แอนจะต้องมีชีวิตที่ดีมากในสักวันแน่นอน 

 

แฟร์รี่: หนูรู้สึกว่าช่วงพาวเวอร์อัพของน้องเจนคือช่วงท้ายของเรื่องที่มันเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น น้องเจนก็เลยต้องโตขึ้นเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะพาวเวอร์อัพด้วยซ้ำ แต่ตรงนี้พูดไม่ได้ ต้องไปดูเองในโรงภาพยนตร์ค่ะว่าคือเหตุการณ์ไหน (หัวเราะ) 

 

 

ถ้าชีวิตจริงของทั้งสองคนเป็นเกม อะไรคือไอเท็ม 3 อย่างที่เอินเอินและแฟร์รี่จะต้องพกติดตัวไปด้วยในกระเป๋า

 

แฟร์รี่: สำหรับหนูคือน้ำเปล่าค่ะ มันอาจจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายมาก แต่หนูเป็นคนที่ต้องมีน้ำเปล่าอยู่รอบๆ ตัวค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้กินก็ตาม แต่การมีน้ำมันทำให้เราอุ่นใจว่า เออ เราจะไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) สองคือพาวเวอร์แบงก์ หนูเป็นคนที่พกพาวเวอร์แบงก์ไปทุกที่ ต้องเตรียมเผื่อเอาไว้ก่อน ถึงแม้หนูจะไม่ได้ใช้ แต่อาจมีคนอื่นที่ต้องการ 

 

ไอเท็มสุดท้าย หนูพกคนไปได้ไหม ขอพกเจ่เจ้ (พี่สาว: มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร) ยัดใส่กระเป๋าไปด้วยค่ะ (หัวเราะ) ถึงเวลาก็จะกางเจ่เจ้ออกมา เพราะเจ่เจ้คือทุกอย่าง ถ้าเกิดหนูต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะอะไร เจ่เจ้เหมือนโดราเอมอนที่จะคอยช่วยเหลือหนู 

 

เราสนิทกันมาก พี่สาวหนูเขารู้ทุกเรื่องของหนูเลยค่ะ ด้วยความที่ครอบครัวหนูหม่ามี้เสียตั้งแต่เด็กๆ หนูก็เลยจะมีเจ่เจ้เป็นทั้งแม่ ทั้งพี่สาว แล้วหนูก็นอนกับเจ่เจ้ โตมากับเจ่เจ้ ตั้งแต่เจ่เจ้ไปทำงาน หนูก็ไปกับเขา หนูรู้สึกโชคดีที่เกิดมามีพี่สาวและดีใจที่เป็นน้อง 

 

แล้วตอนที่พี่สาวไปเรียนเมืองนอก เวลาอยากไปไหน ไปทำอะไร เราไปคนเดียวได้ไหม 

 

แฟร์รี่: แต่หลังๆ พอโตขึ้นหนูก็จะเป็น Introvert มากขึ้น บางทีหนูก็อยากจะขับรถออกจากบ้านไปกินข้าวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ช่วงหลังๆ หนูอยู่กับตัวเองได้มากขึ้น หนูชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้น เอ็นจอยกับการใช้ชีวิตคนเดียวได้มากขึ้นค่ะ 

 

แล้วเจ่เจ้เขาก็ต้องโต ต้องมีเพื่อน ต้องมีแฟนของเขาบ้าง แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งหนูแอบเฮิร์ตไปเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) เหมือนอกหัก ทำไมไม่รู้ แต่ตอนนี้หนูโอเคมากๆ แล้ว อาจจะเพราะว่าหนูชอบใช้ชีวิตตอนเดียวมากขึ้น 

 

 

ยังไม่ลืมไอเท็ม 3 อย่างของเอินเอินนะครับ

 

เอินเอิน: ลิปมันค่ะ ขาดไม่ได้เลย ถ้าปากหนูแห้ง หนูจะกระวนกระวาย หนูจะใช้ชีวิตไม่เป็นสุข หนูจะอยู่โดยที่ไม่สบายใจ (หัวเราะ) ไอเท็มที่สองคือสกินแคร์ค่ะ ตัวอะไรก็ได้ที่ทำให้หน้าหนูชุ่มชื้น ไม่อย่างนั้นหนูอยู่ไม่ได้ ไม่สบายใจค่ะ ทั้งหมดที่พูดมามันไม่ได้ทำให้หนูดูสวยขึ้นนะ แต่หนูรู้สึกว่าหนูขาดความชุ่มชื้นไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) 

 

สุดท้ายจะพูดว่าเจ่เจ้ก็ได้ เพราะว่าหนูก็สนิทกับเจ่เจ้เหมือนกัน เราคุยกันทุกเรื่อง แต่เอินจะต่างจากแฟร์รี่นิดหนึ่ง คือพอเราเรียนรู้ที่จะโตมาด้วยตัวเอง เราอยู่คนเดียวมาเยอะแล้ว บางครั้งเราก็จะชอบอยู่คนเดียว ทำในสิ่งที่ตัวเองคิด

 

หนูกับเจ่เจ้มีความต่างกัน หนูจะซ่ามาก ที่แม่บอกคือหนูเป็นพวกดื้อเงียบ แต่เจ้เขาจะเป็นเด็กดีมาก ตั้งแต่เด็กเขาเป็นเด็กเนิร์ดของห้อง สอบได้ที่หนึ่งตลอด ไม่มีคะแนนตก เต็มทุกวิชา ส่วนเราเอาแค่ผ่านพอแล้ว (หัวเราะ) ทีนี้พอเราอยากดื้อ แต่ถ้ามีเจ้อยู่ด้วยคือดื้อไม่ได้แน่เลย พูดง่ายๆ คืออยู่คนเดียวได้แหละ แต่ถ้ามีเจ่เจ้อยู่ด้วยได้ก็จะอุ่นใจมากขึ้น

 

 

แล้วตัวละครพี่แอนกับเจนในภาพยนตร์ คิดว่าทั้งสองคนควรจะพกไอเท็มอะไรติดตัวไว้ 

 

แฟร์รี่: หนูคิดว่าต้องมีพี่แอน อันนี้คือจริงๆ เพราะว่าน้องเจนในเรื่องจะแอบคล้ายหนูตรงนี้ คือเขามีพี่แอนมาตลอด ตั้งแต่เกิดมา โตที่แฟลต เขาก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความรัก แล้วพี่แอนก็คือคนนั้นของเขา ถ้าเปรียบเทียบกันก็เหมือนหนูเลยที่มีเจ่เจ้

 

เอินเอิน: แอนคงพกน้องเจนเหมือนกันค่ะ เพราะว่าด้วยเรื่องราวต่างๆ พี่แอนเขาน่าจะมีความหมองหม่น ซึ่งเขาควรจะมีความสดใสบ้าง แล้วน้องเจนนี่แหละค่ะคือตัวละครที่ทำให้พี่แอนสดใส มีรอยยิ้มขึ้นมา น้องเจนก็คือความสุขของเขาจริงๆ แต่พี่ก็ขอโทษนะที่พี่อยากออกไปจากแฟลตตำรวจด้วยเหมือนกัน 

 

 

คำถามด่านต่อไป ในชีวิตจริงหรือในการแสดง มีซีนไหนหรือโมเมนต์ไหนที่เปรียบเหมือนเป็น ‘ด่านบอส’ (Boss Level) ที่คุณต้องเอาชนะหรือผ่านไปให้ได้บ้างไหม 

 

แฟร์รี่: เรื่อง แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า นี่แหละค่ะ (หัวเราะ) มันเป็นซีนที่เกี่ยวกับครอบครัว มันเป็นซีนอารมณ์ที่หนักมาก ซึ่งตอนนั้นเราก็ต้องมีสมาธิกับหลายๆ อย่าง ทั้งการแสดงและบล็อกกิ้ง หนูรู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่ยากมาก คือพอมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น โฟกัสของเรามันหลุดไปเยอะเลย หลุดจนพี่แคลร์ (จิรัศยา วงษ์สุทิน ผู้กำกับภาพยนตร์) ต้องเข้ามาคุยมาเตือนสติว่าหนูต้องกลับมานะ ซีนนี้มันเป็นด่านบอสสำหรับหนูเลย

 

เอินเอิน: ด้านบอสเหรอคะ หนูรู้สึกว่ามันคือเป้าหมายที่หนูอยากทำได้เองมากกว่า คือการที่เราใช้ใจรู้สึกกับการแสดงจริงๆ หนูรู้สึกว่าการใช้ใจมันทำให้คนดูรู้สึก ถ้าเรารู้สึกมาก คนดูก็จะรู้สึกตาม สมมติว่าเป็นซีนร้องไห้ เราอาจจะทำทุกวิถีทางให้เราร้องไห้ออกมา แต่ถ้ามันไม่ใช่การร้องไห้อย่างที่ตัวละครเป็น หนูเชื่อว่ายังไงคนดูก็จะไม่รู้สึกตาม เช่นเดียวกัน แล้วถ้าหนูทำไม่ได้ในซีนนั้นๆ หนูก็จะรู้สึกนอยด์ มันไม่ฟินเลยที่เราเป็นตัวละครได้ไม่เต็มที่ อันนี้ก็คือสิ่งที่หนูโฟกัสเป็นพิเศษ

 

 

ถ้าเราต้องเลือกใครสักคนในชีวิตจริงมาเป็นผู้ช่วยต่อสู้กับ ‘ด่านบอส’ ทั้งสองคนจะเลือกใคร

 

เอินเอิน: คงจะเป็นพาร์ตเนอร์ที่เราเล่นด้วย สำคัญมากเลยนะคะสำหรับนักแสดง

 

ถ้าอย่างนั้นพาร์ตเนอร์ของเราในเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

เอินเอิน: หนูดีใจนะคะที่เป็นแฟร์รี่ในเรื่องนี้ เพราะว่าตัวละครในเรื่องต้องมีความสัมพันธ์ มีความผูกพันกันมานานมาก ตั้งแต่เกิดเลย แล้วแฟร์รี่ก็เป็นคนที่ตั้งแต่เจอกัน เขาเป็นคนใสมาก ไม่มีพิษมีภัยอะไรเลย ดูเป็นคนน่ารัก น่าเข้าหา มันก็เลยทำให้เราจูนกันง่ายขึ้น 

 

แล้วเอเนอร์จี้เขาก็เป็นคน Positive คือหนูชื่นชมแฟร์รี่ตลอดเลยว่าเขาเป็นคนไม่คิดลบเลยเนอะ คือพอเราโตมาโดยผ่านการใช้ชีวิตคนเดียวที่เมืองนอกมาบ้าง เราก็เลยต้องคิดเผื่อ ซึ่งบางทีการคิดเผื่อมันทำให้เรากลัวทุกอย่างไปหมด แต่กับแฟร์รี่เขารู้สึกแบบไหนก็ทำแบบนั้น ซึ่งมันช่วยหนูได้มากเลยกับการแสดงเรื่องนี้ มันทำให้มี Magic Moment เกิดขึ้นเยอะมากๆ ในแบบที่เราไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเล่นมาในเวย์นี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่กับเขาแล้วไปต่อได้ 

 

แฟร์รี่: หนูดีใจเหมือนกันที่ได้มาเล่นกับเอินเอิน แล้วเอินเอินเล่นเป็นพี่แอน ตั้งแต่เราเริ่มเจอกันครั้งแรก มันเป็นการเริ่มต้นในแบบที่โตมาด้วยกัน เราเวิร์กช็อปกันมาแบบนั้น มีอะไรเราก็คุยกันเลยจริงๆ เราช่วยเหลือกันจริง แล้วแต่ละซีนถ้าไม่มีเอินก็คือหนูก็คงจะผ่านไปไม่ได้เหมือนกัน ตอนอยู่ในกองแค่มองหน้าเอินหนูก็รู้สึกว่าตัวเอง Emotional ง่ายมาก แค่ไปโดนตัวเขา เออ พี่แอนไฟฟ้าสถิต (หัวเราะ) พี่แคลร์จะบอกว่าให้เราไปอยู่ด้วยกัน พอเล่นไม่ได้ปุ๊บ แค่หันไปหาเอิน มองเขาแค่นี้อารมณ์ก็มาแล้วค่ะ 

 

เอินเอิน: เอินรู้สึกว่าอยู่กับแฟร์รี่จะไม่เหมือนการเจอกับนักแสดงคนอื่น กับนักแสดงคนอื่นเราจะมีความเกรงใจ แต่กับแฟร์รี่เราสนิทมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยสนิทกันมาก่อน 

 

แฟร์รี่: ใช่ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนเราเริ่มกันมาด้วยดีด้วย โชคดีที่เป็นเขา 

 

คำถามสุดท้าย ถ้าต้องตั้งชื่อเกมที่เล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ทั้งสองคนจะตั้งชื่อเกมชีวิตของตัวเองว่าอะไร

 

แฟร์รี่: หนูคิดว่าน่าจะเป็นเกมที่เหมือนเลี้ยงอะไรสักอย่างแล้วให้มันเติบโต เช่น ถ้าเป็นต้นไม้ก็คือเกมปลูกต้นไม้ที่ทำให้มันค่อยๆ โตขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนปลูกผักแล้วก็โตขึ้นๆๆๆ จริงๆ แล้วชีวิตหนูมันก็เป็นแบบนั้น ตั้งชื่อว่า ‘แฟร์รี่ฟาร์ม’ แล้วกันค่ะ เพราะอย่างในฟาร์มมันก็จะมีอุปสรรค มีหนอนมากิน แต่เราก็ต้องใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ขุด ปลูกใหม่ มันก็คือชีวิตจริงค่ะที่ก็ต้องมีอะไรแบบนั้น 

 

เอินเอิน: ถ้าเกมของเอินในชีวิตที่ผ่านมาน่าจะเป็นเกมต่อสู้ค่ะ สู้กับทุกอย่าง เป็นเกมชื่อ ‘Goal Fighters’ ค่ะ ฉันผ่านด่านนี้แล้ว ฉันต้องไปด่านหน้า ผ่านไปให้ได้ตลอด ทุกวันคือการเรียนรู้

 

ภาพยนตร์ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=Af8clp_t2D0

 

The post เอินเอิน-แฟร์รี่ คุยเรื่อง ‘ด่านบอส’ ในเกมชีวิตจริง และการเติบโตที่เดินทางไปพร้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group https://thestandard.co/izurina-cgm48-saitama-to-48-group/ Fri, 29 Nov 2024 09:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1014278 Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน […]

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
Izurina CGM48

“ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาไกล (14 ปี) แค่เราอยากทำหน้าที่ของเราในทุกๆ วันให้ดีที่สุด”

 

รินะ อิซึตะ หรือ อิซึรินะ เมมเบอร์และชิไฮนินคนเก่งแห่งวง CGM48 อธิบายความรู้สึกก่อนที่เธอจะแกรด (จบการศึกษา) ออกจากวงหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

 

THE STANDARD POP มีโอกาสพูดคุยกับอิซึรินะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นไอดอล ก่อนปิดฉากเส้นทางนี้ที่เธอยึดถือเอาไว้เป็นเวลากว่า 14 ปี 

 

พร้อมนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาทบทวนความทรงจำและความรู้สึกในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต ตั้งแต่วันที่เป็นเด็กสาวธรรมดาๆ ที่รักในการเต้นคนหนึ่ง จนนำมาสู่การเป็นตำนานของวงไอดอลแห่ง 48 Group 

 

 

การเดินทางของเด็กสาวจากไซตามะ

 

“ชีวิตในวัยเด็กของรินะเป็นแบบไหนเหรอน่ะเหรอ…”

 

เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าออกมาเสมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“รินะเป็นคนที่ชื่นชอบการเต้นมาก จำได้ว่าเรียนเต้นตั้งแต่ตอนอายุ 11-12 ขวบ โดยมีน้องสาวเข้าไปเรียนก่อน แล้วตัวรินะค่อยตามเข้าไป ตอนนั้นรินะเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม ชมรมเต้นคือสิ่งที่โปรดปรานสำหรับรินะมาก

 

“แต่ในเวลาเดียวกันน้องสาวของรินะเป็นคนที่ทั้งเต้นและเรียนเก่งกว่ารินะมากๆ แต่ติดนิดเดียวตรงที่น้องสาวจะออกแนวเกเร ติดดื้อไปหน่อย (หัวเราะ) ส่วนตัวของรินะคนจะมองเราเป็นคนที่นิสัยดีกว่า เป็นคนเฟรนด์ลีกับทุกคน เป็นเด็กน้อยสดใสสมวัยปกติทั่วไป แต่ยอมรับว่าเคยมีช่วงเวลาที่แอบน้อยใจน้องสาวบ้าง เพราะเรื่องการเต้นเราไม่เคยชนะน้องสาวเลย” 

 

นั่นคือชีวิตในวัยเด็กช่วงมัธยมต้นของรินะ ชีวิตที่ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการเข้าเรียนหนังสือและเรียนเต้นตามประสาเด็กทั่วไป เธอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ่งที่เธอชอบเริ่มพาเธอไปรู้จักกับโลกใบใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

 

เพลงจาก AKB48 ที่เต้นครั้งแรกคือ Aitakatta

 

ช่วงเวลานั้น AKB48 ถือเป็นวงไอดอลที่โด่งดังมากๆ ในญี่ปุ่น และเป็นครั้งแรกๆ ที่เธอได้รู้จักและเริ่มเต้นเพลงของ AKB48

 

รินะเล่าว่าตอนอยู่ ม.2 เธอได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมของโรงเรียน นั่นคืองานอำลารุ่นพี่ ม.3 ที่กำลังจะจบการศึกษาจากโรงเรียน ซึ่งเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ทำเพื่อขอบคุณรุ่นพี่ที่คอยดูแลกันมา

 

ระหว่างนั้นเธอและเพื่อนๆ ก็นั่งคิดกันว่าจะทำอะไรให้กับรุ่นพี่ จนเธอไปรู้ข้อมูลสำคัญมา 1 อย่างว่ารุ่นพี่ของเธอชอบวง AKB48 นั่นจึงทำให้เธอกับเพื่อนๆ เลยตกลงกันว่าจะเต้นเพลงของ AKB48 อย่าง Aitakatta เป็นของขวัญอำลารุ่นพี่

 

“พวกเราก็ไปซ้อมแกะท่าเต้นเพลง Aitakatta จาก YouTube กันมา และงานเต้นครั้งนี้คุณครูก็เลือกรินะให้เป็นเซ็นเตอร์หรือลีดเดอร์ของกิจกรรมนี้ ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะตั้งแต่ตอนเรียนเต้นจากข้างนอกหรืองานโรงเรียน รินะไม่เคยมายืนเซ็นเตอร์อยู่ข้างหน้าเลย เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่าน้องสาวเต้นเก่งกว่า ก็จะได้อยู่ข้างหน้าเรามาตลอด

 

“รินะยังจำความรู้สึกนั้นได้เลย มันเป็นการซ้อมที่สนุกมาก เพลง Aitakatta ก็เป็นเพลงที่เต้นสนุกด้วย และช่วงที่เราซ้อม Aitakatta เพลงอื่นๆ ของวงก็ขึ้นมาให้ฟังอีกหลายเพลง เลยเป็นจุดที่ทำให้เริ่มสนใจ AKB48”

 

หลังงานแสดงอำลา ตามธรรมเนียมจะมีรุ่นพี่ที่เขียนจดหมายมาติดบอร์ดในโรงเรียนเพื่อขอบคุณกิจกรรมที่รุ่นน้องทำให้ และหนึ่งในจดหมายนั้นมีข้อความที่ทำให้รินะถึงกับยิ้มไม่หุบไปตลอดทั้งวัน คือคำชื่นชมจากรุ่นพี่เกี่ยวกับทักษะการเต้นที่เธอโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงคนอื่นๆ ในโรงเรียนก็เริ่มพูดถึงทักษะการเต้นที่เธอเป็นเซ็นเตอร์ในงานเต้นวันนั้นด้วย 

 

Izurina CGM48

 

10 นาทีสุดท้ายที่เปลี่ยนชีวิตอิซึรินะไปตลอดกาล

 

จากงานโรงเรียนวันนั้นทำให้รินะดีใจเป็นอย่างมาก จนต้องหอบความประทับใจไปบอกคุณแม่และเริ่มศึกษาว่าแท้จริงแล้วเจ้าของเพลง Aitakatta อย่าง AKB48 ที่เธอนำมาเต้นคือวงอะไรกันแน่

 

ปรากฏว่าบนหน้าเว็บไซต์ของ AKB48 ที่เธอและแม่กำลังเปิดอยู่นั้นเป็นช่วงที่วงกำลังเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นที่ 10 และอีกเพียง 10 นาทีก่อนที่เวลาการเปิดรับสมัครออดิชันจะปิดลง

 

คุณแม่ที่เห็นแบบนั้นก็หันมามองรินะด้วยสายที่มาพร้อมคำถามกลายๆ ว่า รินะสนใจสมัครหรือเปล่า และแน่นอนว่าเธอตอบตกลงสมัครไปในทันที!

 

“ตอนนั้นรินะสมัครไปแบบที่เราเองก็ไม่เคยออดิชันที่ไหนมาก่อนด้วย และตอนนั้นน่าจะเป็นการสมัครที่ยากมาก เพราะมีคนสมัคร 3-4 หมื่นกว่าคน แต่ด้วยความเป็นเด็กเลยไม่ได้คิดมากขนาดนั้น (หัวเราะ) สุดท้ายก็มีคนติดต่อมาว่าผ่านรอบแรกแล้ว เราก็ต้องไปออดิชันรอบ 2 ต่อหน้ากรรมการ

 

“จำได้ว่ารอบ 2 กรรมการก็ยิงคำถามปกติทั่วไป แต่ที่น่าแปลกใจคือตอนนั้นมันมีแต่การถาม-ตอบ พูดคุยปกติ ไม่มีคิวให้มาร้องเพลงหรือเต้นเลย ก็มีแอบคิดในใจว่าที่เขาให้ทำแค่นี้หมายความว่าเราจะไม่ติดหรือเปล่า? ตอนนั้นรินะเลยไม่ได้คาดหวังแล้ว ถือว่าได้มาลองดูเฉยๆ”

 

ทว่าไม่นานหลังจากตอบคำถามรอบ 2 เธอก็มีชื่อติดอยู่ในลิสต์ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ Final แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งที่ทำให้เธอดีใจได้ไม่เต็มที่ เมื่อทีมงานให้ข้อมูลการเตรียมตัวสำหรับรอบสุดท้าย เพราะนอกจากเธอจะต้องเต้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว) เธอก็ยังต้องร้องเพลงด้วย รินะบอกว่ามันยากสำหรับเธอมากในตอนนั้น 

 

“รินะไม่ค่อยมีความมั่นใจในการร้องเพลงเลย เพราะชีวิตหลังเลิกเรียนของเราคือเรียนเสร็จกลับบ้านเลย ไม่ได้รวมตัวกับเพื่อนไปร้องเพลงคาราโอเกะเหมือนคนอื่นๆ เต็มที่คือเปิดเพลงจากโทรศัพท์แล้วร้องตามเท่านั้นเลย

 

“จากนั้นเราพยายามฝึกร้องเพลงนะ เราหาเพลงของ AKB48 เพื่อจะมาฝึกร้อง ซึ่งเพลงที่เราฟังแล้วชอบมากที่สุดคือ Iiwake Maybe เลยตัดสินใจเลือกเพลงนี้มาออดิชันรอบสุดท้าย ส่วนการเต้นรินะเลือกเป็น Oogoe Diamond

 

“แต่ในความน่าตื่นเต้นนั้น สำหรับรินะถือว่ามีความโชคดีอยู่ไม่น้อย เพราะการเต้นออดิชันรอบนั้นถือเป็นประตูบานแรกของรอบ Final หรือพูดง่ายๆ ถ้าใครไม่ผ่านการเต้นจะมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าสู่รอบโชว์พลังเสียงร้องเพลงต่อไป 

 

“นับเป็นโชคดีของรินะมากที่เขาให้เต้นก่อน (หัวเราะ) เพราะถ้าร้องเพลงก่อนอาจไม่ได้เข้ารอบแน่ๆ แต่รินะก็รวบรวมความกล้าแล้วเข้าไปร้องเพลงแบบเน้นให้สนุกไปกับเพลงให้มากที่สุด แล้ววันนั้นโปรดิวเซอร์อากิโมโตะซังที่อยู่ในห้องออดิชันก็ถามว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้ รินะก็ตอบตรงว่าๆ เพราะเป็นที่เพลงความหมายดีและไพเราะด้วย”

 

ผลสุดท้ายในวันเดียวกันของการออดิชันรอบ Final รินะมีชื่อติดอยู่ในกลุ่มประมาณ 20 คนที่ผ่านออดิชันเพื่อเข้าไปเป็นแคนดิเดตรุ่น 10 (แต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ AKB48 อย่างเป็นทางการ) 

 

“หลังผ่านเข้ามาเป็นแคนดิเดต ทางวงก็มีงานของรุ่นพี่ให้เราได้ลองขึ้นไปเป็นแดนเซอร์ให้รุ่นพี่ในเธียเตอร์ ก่อนจะมีการสอบภายในอีกครั้ง แล้วก็เหลือประมาณ 10 คนที่ได้มาเป็น AKB48 รุ่น 10”

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เด็กคนนี้คือใคร? การปรากฏตัวครั้งแรกของรินะต่อหน้าแฟนคลับ

 

ถึงตอนนี้การออดิชันจะเป็นเพียงสงครามด่านแรกของรินะที่เวลานั้นมีอายุได้เพียง 13 ปี

 

เพราะหลังจากสมาชิก AKB48 รุ่น 10 ตบเท้าเข้าสู่วงแบบไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นั่นทำให้เหล่ารุ่น 10 ยังไม่มีพื้นที่ได้แนะนำตัวกับแฟนๆ หากแต่มีเพียงช่องทางเดียวคือการได้ขึ้นสเตจเธียเตอร์ไปเต้นต่อหน้าแฟนเพลง และถือโอกาสแนะนำชื่อให้แฟนๆ ได้รู้จักกัน

 

“ของรินะ (รุ่น 10) ไม่มีงานเปิดตัวด้วย ไม่มีโอกาสแนะนำตัวกับแฟนๆ พร้อมกันอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนจะมีสถานะเป็น Trainee (เด็กฝึกหรือเคงคิวเซ) ที่ต้องคอยฝึกร้องเพลงและท่าเต้นเพลงของสเตจ เรียกว่าถ้าใครพร้อมก็ขึ้นไปแสดงบนเธียเตอร์เลย”

 

เวลานั้นรินะและเพื่อนๆ ยังคงมุ่งมั่นฝึกซ้อมที่เบื้องหลังเวทีอย่างหนักหน่วง จนโอกาสวิ่งเข้าเธอแบบที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะทักษะการเต้นที่ดี เธอถูกชื่นชมเสมอว่าเป็นเมมเบอร์ที่จดจำท่าเต้นของวงได้เก่งสุดๆ จนเธอถูกยกให้เป็น Ace ประจำรุ่น 10 

 

“รินะได้รับเลือกให้ขึ้นเวทีเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆ ที่เธียเตอร์แทนรุ่นพี่คนหนึ่งที่ติดภารกิจขึ้นทีมไม่ได้ และสุดท้ายเป็นรินะที่กลายเป็นคนแรกของรุ่นที่ได้ขึ้นสเตจวันนั้น แถมยังได้เป็นเซ็นเตอร์อีกด้วย

 

“สเตจนั้นรินะขึ้นไปเต้นและร้องเพลงแบบที่แฟนๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเราคือใคร บางคนอาจจะคุ้นหน้าเราจากตอนเป็นแคนดิเดต แต่ก็ไม่มีใครทราบชื่อเรา จนได้แนะนำตัวกับทุกคนในสเตจวันนั้น แล้วก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้รินะมีแฟนคลับและเริ่มถูกจับตามองในฐานะสมาชิกคนใหม่ของ AKB48”

 

 

ชีวิตใน AKB48 ที่ไม่ง่าย แต่คำว่า ‘ยอมแพ้’ ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของรินะ

 

หลังเข้ามาเป็นสมาชิกวงในช่วงแรกๆ รินะเล่าให้ฟังว่าตัวเธอเองก็เป็นเหมือนกับเด็กสาวคนอื่นๆ ที่ต้องออกเดินทางตามหาตัวตนของตัวเองทันทีที่ชีวิตในวงการไอดอลเริ่มต้นขึ้น 

 

ไม่เท่านั้น ความจริงที่โหดร้ายของระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ จากวงไอดอล 48 Group เริ่มสร้างบทเรียนและรอยน้ำตาให้กับตัวของรินะ เพราะในวันที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่งของรุ่น 10 แต่เธอกลับไม่เคยไปถึงการติดเซ็มเพลงหลักของวงเลยสักครั้ง เมื่อเงื่อนไข ‘ความนิยม’ เข้ามาเป็นตัวแปรด้วย

 

“การเป็นศิลปินไอดอลของ AKB48 ทุกคนจะอยู่ภายใต้ระบบ ‘เซ็มบัตสึ’ และตัวรินะไม่เคยติดสักครั้งเลยค่ะ รินะคือคนที่อยู่ระดับกลางๆ ไม่ได้เป็นคนที่มีความนิยมเยอะสักเท่าไร เคยติดแค่เพลงรอง เป็นเซ็นเตอร์เพลง Reborn ครั้งเดียว ส่วนการติดทีมสเตจรินะก็ใช้เวลานานกว่าเพื่อนคนอื่นด้วย บางคนเป็น Trainee 1 ปีก็ได้ติดทีม แต่รินะก็ใช้เวลา 2 ปีเพื่อขึ้นไปติดทีมหลัก

 

“ตอนนั้นรินะเป็นคนร้องไห้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางมันเคยทำให้เรารู้สึกผิดหวังบ้าง แต่รินะไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งที่ทำเลยนะ เพราะการเข้ามาอยู่ในวงนี้มันคือสิ่งที่เราชอบ อยากลงมือทำไปเรื่อยๆ แถมบางครั้งที่เราได้สเตจแทนรุ่นพี่ เราก็ได้รับคำชื่นชมกลับมาเสมอ

 

เรื่องการยอมแพ้จึงไม่เคยอยู่ในหัวของรินะ และไม่เคยมีวันไหนที่คิดอยากออกจากตรงนี้เลย 

 

“รินะคิดเสมอว่าต่อให้เราไปไม่ถึงเซ็มบัตสี แต่เราก็ยังมีพื้นที่ส่วนอื่นๆ ในวงเป็นของเราเองที่สามารถมอบความสุขและรอยยิ้มให้แฟนๆ ได้ไม่น้อยกว่าตำแหน่งไหนในวง

 

“รินะเลยไม่ยึดติดว่าต้องติดเซ็มและไปให้ถึงเซ็นเตอร์ขนาดนั้น ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันของเรา เราก็แค่ต้องสู้ต่อไปและทำให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป”

 

Izurina CGM48

 

‘ทำหน้าที่ของตัวเอง-โฟกัสกับคนที่รักเรา’ เป้าหมายเดียวในชีวิตไอดอลของรินะ

 

เมื่อคุยกันมาถึงตรงนี้ เราจึงถามย้ำแบบตรงๆ ว่าตอนเข้าวงมาไม่มีเป้าหมายใหญ่ อย่างการก้าวขึ้นไปเป็นเซ็นเตอร์หรือยืนในตำแหน่งแถวหน้าของวงเลยเหรอ

 

“รินะไม่เคยคิดแบบนั้นเลย เต็มที่คืออยากได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เราได้ทำงานกับวงเยอะๆ มากกว่า ถึงแม้ว่าตอนเราไปออกงานแล้วมีแฟนคลับ 1 จาก 100 คนมาหา หรือมีรินะเป็นโอชิ รินะก็อยากจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้แฟนๆ มีความสุข 

 

“แต่ถ้ามีคนมาแอนตี้เรา เขาแสดงออกว่าไม่ชอบเรา แล้วถ้าเรามัวแต่ไปโฟกัสกับคนที่ไม่ชอบเรา ฝั่งคนที่เขารักและซัพพอร์ตเราเขาจะรู้สึกอย่างไร ดังนั้นในช่วงชีวิตการเป็นไอดอลทำให้รินะอยากใช้เวลาไปกับแฟนๆ ที่รักเราดีกว่า”

 

นับแต่นั้นรินะเริ่มมีนิยามชีวิตในวงสั้นๆ ว่า ‘เริ่มอยู่ตัว’ บวกกับชีวิตไอดอลที่ทำให้เธอเข้าใจโลกแห่งความจริง เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขอย่างการออกรายการวาไรตี้ AKBINGO! รายการที่ทำให้เธอปรากฏตัวทางจอทีวีแทบทุกสัปดาห์ จนกำเนิดสมญานาม ‘เจ้าแม่วาไรตี้’ เป็นจุดที่เริ่มมีคนจำหน้าได้และรู้จักมากขึ้น 

 

“การทำหน้าที่ในรายการทำให้รินะรู้สึกสบาย รู้สึกสนุกดี เป็นช่วงที่ชอบการใช้ชีวิตแบบไอดอลและควบคู่กับการเอ็นเตอร์เทนในรายการวาไรตี้ ทำให้ผู้คนหัวเราะและมีความสุข รินะเองก็ชอบมากๆ บางทีรินะก็เคยคิดนะว่าถ้าอยู่กับ AKB48 แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าจะดีเหมือนกันนะ เพราะส่วนตัวชอบที่มาทำงานตรงนี้ด้วย”

 

ภาพ: JAPAN EXPO THAILAND

 

สวัสดีประเทศไทย ฉันชื่อ รินะ อิซึตะ ค่ะ

 

ชีวิตของรินะในการเป็นไอดอลของ AKB48 ไม่มีอะไรมากไปกว่าการติดเซ็มบัตสึเพลงรอง ขึ้นสเตจ ออกรายการวาไรตี้ และฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่นแบบที่เคยทำมา 

 

จนโอกาสใหญ่ครึ่งหนึ่งในชีวิตมาหารินะอีกครั้ง รอบนี้เธอได้มาออกอีเวนต์ในประเทศไทยอย่าง JAPAN EXPO THAILAND 2016 งานที่จะทำให้เธอได้ออกไปโชว์ศักยภาพต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

“ตอนนั้นก็มีแอบคิดนะว่าผู้ใหญ่เขาเลือกเรามาทำไม (หัวเราะ) แทนที่จะเป็นเมมเบอร์ระดับท็อปคนอื่น เพราะคิดว่าถ้ามาเมืองไทยคงไม่มีใครรู้จักรินะแน่ๆ

 

“แต่พอมาถึงวันโชว์เราเห็นแฟนๆ ชูป้ายชื่อเราเชียร์อยู่ข้างล่างเวที ก็รู้สึกสับสนว่าทำไมเขารู้จักเราด้วยนะ? แถมยังร้องเพลง 365nichi no Kamihikouki, Koisuru Fortune Cookie ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ด้วย เลยทำให้งานแรกของเราในเมืองไทยมันสนุก เอ็นจอย และประทับใจแฟนคลับที่ไทยมากๆ”

 

Izurina CGM48

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

เพราะประทับใจเมืองไทย จึงตัดสินใจอำลา AKB48 เพื่อออกเดินทางครั้งใหม่กับ BNK48

 

ความประทับใจครั้งนั้นมันฝังอยู่ในความรู้สึกของรินะอย่างยาวนาน เรียกว่าตัวอยู่ญี่ปุ่น แต่ใจอยู่เมืองไทยแล้ว 

 

และตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอทราบข่าวการตั้งวง BNK48 เป็นวงน้องสาวที่เมืองไทย พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างการนำเมมเบอร์จาก AKB48 ไปอยู่กับวงที่เมืองไทยด้วย

 

“ตอนนั้นผู้ใหญ่ในวงมีการคุยกับเมมเบอร์รุ่นพี่คนอื่นๆ เกี่ยวกับการย้ายมาอยู่กับวง BNK48 ที่เมืองไทย ซึ่งตอนแรกไม่มีชื่อรินะในลิสต์เลย ทั้งที่เราเริ่มเกิดความรู้สึกสนใจงานนี้ (หัวเราะ) 

 

“จนวันที่มีการประกาศทางการว่า BNK48 จะถือกำเนิดในเมืองไทย บวกกับตอนนั้นยังไม่มีรุ่นพี่ตอบรับมาทำงานที่เมืองไทย แต่ตัวรินะเวลานั้นคือตื่นเต้นสุดๆ ในหัวคิดถึงแต่ภาพตอนที่เรามาขึ้นแสดงที่ไทย เราอยากทำให้คนไทยรู้จัก AKB48 มากขึ้น และคิดถึงแฟนคลับคนไทยด้วย อยากพบกับทุกคนอีกครั้ง เลยไปคุยปรึกษากับทีมงานที่ดูแลงานวงต่างประเทศถึงความเป็นไปได้ที่รินะจะมาทำงานในเมืองไทย”

 

เวลานั้นเลยกลายเป็นช่วงที่ทำให้เธอคิดหนักอย่างมาก เสมือนทางแยกของชีวิต ระหว่าง ‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘เมืองไทย’ มาจ่ออยู่เบื้องหน้าของเธอ

 

ใจหนึ่งเธอก็รู้สึกโอเคกับสถานะที่เป็นอยู่ในวง AKB48 ทุกอย่างมันกำลังดีสำหรับเธอแล้วในตอนนั้น แล้วก็ไม่มีความคิดที่จะแกรดด้วย แต่อีกใจหนึ่งเธอก็มองว่ามันคือ ‘Now or Never’ แค่เธอจินตนาการภาพว่าจะได้มาทำงานในเมืองไทย ก็แทบจะทำให้เธอใจเต้นจนนอนไม่หลับเลย 

 

แม้ใช้เวลาอยู่นาน แต่ในที่สุดรินะก็ตอบตกลงเข้าร่วมเป็นสมาชิก BNK48 

 

“ตอนมางาน JAPAN EXPO THAILAND 2017 ซึ่งเป็นรอบ 2 ของรินะในการมาเมืองไทย ตอนนั้นรินะรู้ตัวแล้วว่าเราจะมาอยู่ BNK48 เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศออกมา พี่ๆ ในวง AKB48 ที่มาวันนั้นก็ไม่มีใครรู้ด้วย แล้วเป็นวันที่มีการเปิดตัว BNK48 รุ่น 1 พอดี

 

“ช่วงนั้นรินะก็เรียนภาษาไทยมาเล็กน้อย เอามาพูดกับแฟนคลับด้วย และวันนั้นรินะทิ้งคำใบ้กับทุกคนหลังจบโชว์ว่า ‘แล้วเจอกันใหม่นะ’ ฝั่งเมมเบอร์ BNK48 บางคนก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเราถึงใช้คำว่าแล้วเจอกันใหม่ เหมือนจะได้เจอกันอีก ซึ่งเราจงใจสปอยล์ไว้ก่อน (หัวเราะ)”

 

เมื่อเราถามรินะว่าอะไรคือสิ่งที่เธอประทับใจในเมืองไทย เธอบอกว่าเธอชอบอาหารของเมืองไทยที่มีรสชาติอร่อย ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็สนุกดี บรรยากาศคอนเสิร์ตก็สนุก 

 

และสำคัญคือเธอชอบที่ได้เห็นแฟนๆ เอ็นจอยไปกับโชว์ รวมถึงรอยยิ้มและเสียงเชียร์ที่แฟนคลับชาวไทยมอบให้ มันทำให้รู้สึกอบอุ่นและมีคุณค่ากับตัวเธอเองด้วย ทำให้ทุกครั้งที่บินกลับญี่ปุ่นไป เธอก็อยากกลับมาที่ไทยอีกรอบเสมอ นั่นจึงทำให้รินะตัดสินใจลองก้าวออกมาทำสิ่งที่ใจต้องการ อย่างเช่น การเข้ามาเป็นสมาชิก BNK48

 

วันที่ 13 เมษายน 2017 ในงาน KOJIMA FINAL COUNTDOWN 2nd Kojima Haruna「KOUKANDO BAKUAGE」รินะประกาศอำลา AKB48 ที่อยู่มานานกว่า 7 ปี เพื่อย้ายออกมาอยู่กับวง BNK48 ที่ประเทศไทย ก่อนมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

 

 

การมาของรินะและปรากฏการณ์ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ จุดประกายให้ BNK48 ดังเป็นพลุแตก

 

เดิมทีรินะประกาศเข้ามาอยู่ BNK48 ตอนช่วงซิงเกิลแรก Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แต่ตอนนั้นด้วยภาระงานบางอย่างที่ทำอยู่กับ AKB48 ยังไม่เสร็จ ส่งผลให้รินะจะได้เข้ามาทำงานกับวงใหม่แบบเต็มตัวคือเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) ที่เธอได้ติดเซ็มบัตสึของ BNK48 ด้วย

 

“ตอนที่มาเป็น BNK48 วงก็มีเพลง Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ) แล้วเป็นช่วงที่เราเคลียร์ตัวเองเพื่อมาทำงานเมืองไทย แล้วก็ได้ร่วมติดเซ็มบัตสึ Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เพลงที่ก่อนหน้านั้นดังมากในญี่ปุ่น แต่ส่วนตัวยังไม่รู้ว่าคนไทยนิยมฟังเพลงแนวไหนกัน เลยพยายามเดินหน้าทำงานให้เต็มที่สมกับโอกาสเราได้รับมา”

 

หลังจากเพลง Koisuru Fortune Cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) เปิดตัวสู่คลื่นเพลงของเมืองไทยไม่นาน เพลงนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ศิลปินและประชาชนทั่วประเทศต่างพากันเต้นท่า ‘โอนิกิริ’ ความสนใจของผู้คนที่มีต่อ BNK48 เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ งานจับมือที่คนมาต่อแถวกันแบบยาวเหยียด สมาชิกได้ออกอีเวนต์กันแบบฉ่ำๆ เช่นเดียวกับตัวของรินะ ในฐานะเมมเบอร์จากญี่ปุ่นขนานแท้ ก็ได้รับความสนใจการเป็น BNK48 ด้วยเช่นกัน

 

“ตอนเพลงคุกกี้ดังขึ้นมาเรื่อยๆ รินะตกใจและดีใจมาก (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะดังได้ขนาดนั้น เป็นช่วงแรกของชีวิตที่รินะได้ทำงานต่างประเทศ แล้วก็วุ่นวายมากๆ เวลาไปออกรายการต่างๆ ก็จะมีคนแบบ ‘โหหห มีคนญี่ปุ่นในวงด้วยเหรอ

 

“แต่รินะก็แอบเกรงใจด้วยที่มีคนให้ความสนใจเยอะ แต่เรากลับพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ตอนนั้นมีเพื่อนๆ และน้องๆ ในวงช่วยกันเยอะมาก เราเองก็มีเรียนของเราด้วย พอนึกย้อนไปแบบนี้ก็อดที่จะขอบคุณ BNK48 รุ่น 1 ไม่ได้เลย ทุกคนช่วยรินะเยอะมาก”

 

Izurina CGM48

ภาพ: BNK48 / Facebook

 

จาก BNK48 สู่ CGM48 บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

 

ชีวิตภายใต้นามสกุล BNK48 ของรินะดำเนินไปด้วยสีสันของความสนุก เธอได้เรียนรู้การใช้ชีวิตภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างจากญี่ปุ่น อาหารการกิน รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการเรียนภาษาไทยที่น่าจะยากกว่าสิ่งไหนที่เคยทำมา

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 ปี BNK48 ที่ดังสุดๆ เริ่มมีทายาทรุ่น 2 เข้ามาสู่ทีม ส่วนตัวรินะดูเหมือนมีเรื่องที่ต้องคิดหนักอีกครั้ง เพราะเธอกำลังได้รับภารกิจใหม่ในการเป็นชิไฮนิน (ผู้จัดการ) ให้วงน้องสาวของ BNK48 อย่าง CGM48 

 

“ตอนที่ BNK48 ดังขึ้น รินะก็ได้ยินว่าจะมีการขยายฐานไปทำวงต่างจังหวัดด้วย แล้วเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่รินะไม่ค่อยได้ไป เต็มที่คืองาน Roadshow เล็กน้อย

 

“ตอนนั้นคิดอยู่ว่าฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ CGM48 เลย (หัวเราะ) ไม่มีความคิดจะไปเลยในตอนแรก ฉันจะอยู่แค่ BNK48 นี่แหละ เพราะบางครั้งรินะก็เคยคิดว่า BNK48 จะเป็นวงสุดท้ายในชีวิตไอดอลของรินะด้วยซ้ำ”

 

รินะยืนยันว่าการสร้างวง CGM48 คือความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องชวนกังวล เพราะเธอกลัวว่าหากทำมันออกมาไม่ดี จะกลายเป็นการทำให้ทุกคนผิดหวังหรือเปล่า 

 

“สิ่งที่ทำให้รินะตกใจไปอีกขั้นคือการได้รับบทบาทชิไฮนินของ CGM48 ด้วย มันตื่นเต้นมากๆ แต่ยังกังวลเรื่องภาษาไทยด้วย คือลำพังภาษาไทยปกติก็ยากแล้ว เจอภาษาเหนือเข้าไปอีก ยากกว่าเดิมเลย (หัวเราะ)”

 

อย่างไรก็ตาม การไปอยู่กับ CGM48 ครั้งนี้ วงตั้งเป้าหมายให้เธอไปเป็นชิไฮนินแบบเต็มตัว ไม่ใช่ในฐานะของเมมเบอร์ ประเด็นนี้ท้าทายใจคนอย่างรินะมาก เพราะเธอบอกกับผู้ใหญ่ไปตามตรงว่าเธอยังต้องการเป็นเมมเบอร์ต่อไป เช่นเดียวกับตำแหน่งชิไฮนินที่เธอจะรับมันไว้ทั้งคู่เอง!

 

“ตัวรินะตอนนั้นยังรักการเป็นไอดอลของวงมากกว่า ยังไม่เคยวาดภาพตัวเองที่เคยยืนบนเวทีมาตลอด 7-8 ปีแล้ววันหนึ่งต้องไปเป็นเบื้องหลัง เราจะมีความสุขกับการทำงานไหมก็ยังไม่รู้เลย

 

“รินะเลยยืนยันว่าถ้าจะไป CGM48 รินะอยากลองทำงานชิไฮนินคู่กับการเป็นเมมเบอร์มากกว่า ฝั่งผู้ใหญ่ก็ถามย้ำนะว่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราจะเหนื่อยมากๆ แต่รินะคิดไว้แล้วคือ ต่อให้เหนื่อยก็คุ้มที่จะได้ทำค่ะ สุดท้ายก็ตกลงกันแบบนั้น”

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2019 ในงาน CGM48 We Need You ตัวของ รินะ อิซึตะ ได้รับการประกาศย้ายสมาชิกจากวง BNK48 สู่ CGM48 ในตำแหน่งชิไฮนินและเมมเบอร์ (พร้อมกับ ออม-ปุณยวีร์ จึงเจริญ BNK48 รุ่น 2 ที่ไปพร้อมฐานะกัปตันวงเช่นกัน)

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

CGM48 คือครอบครัว

 

“ในชีวิตนี้รินะไม่เคยดูแลเด็กเยอะขนาดนี้มาก่อน” รินะเล่าแบบติดตลกถึงประสบการณ์ในการทำงานกับวง CGM48 และดูแลสมาชิกวงรุ่นแรกถึง 23 ชีวิตที่เธอมีส่วนคัดเลือกมากับมือ

 

CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด นั่นคือนิยามของวงน้องสาวจากเชียงใหม่ที่รินะยืนยันว่านิยามนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ

 

“ถ้าพูดถึง CGM48 มันมีความน่ารักสดใสแบบธรรมชาติ มันมีความอบอุ่นแบบครอบครัวมากๆ เพราะถ้าเปรียบกับ AKB48 มันจะเป็นภาพของเมมเบอร์ที่เป็นเพื่อน-พี่-น้องที่พยายามไปด้วยกัน BNK48 ก็มีความเป็นครอบครัวที่สนิทกัน

 

“แต่กับ CGM48 มีความเป็นครอบครัวแบบขั้นสุด น้องๆ ที่เข้ามาเราก็เห็นกันตั้งแต่เด็กๆ ทีมงานที่นั่นก็สนิทกันมาก บางครั้งมันก็ได้ฟีลเหมือนเราเป็นแม่ที่มีน้องๆ เป็นลูกๆ เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

 

“และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น CGM48 จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของรินะในฐานะเมมเบอร์”

 

 

ความสุขและบทเรียนจากชีวิตไอดอล 14 ปีของรินะ

 

หลังจากท่องอยู่ในห้วงเวลาของการเป็นไอดอลมาพอสมควร จากเมมเบอร์ธรรมดาคนหนึ่ง วันนี้เธอเดินมาไกลมากๆ มากกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้นับตั้งแต่ตั้งส่งใบสมัครเข้า AKB48 เสียอีก รินะเผยถึงสิ่งที่เป็นความสุขของเธอตลอดช่วงเวลาของการเป็นไอดอลแห่ง 48 Group ภายหลังตัดสินใจจบเส้นทางไอดอลไว้ที่ 14 ปี

 

“ทุกช่วงเวลาที่ได้เป็นไอดอลมันคือความสุขทั้งหมดเลย ด้วยความที่เป็นคนชอบอยู่บนเวที ชอบร้องเพลงและเต้นอยู่แล้ว 

 

“แต่เวลาที่เจอกับผู้คน ได้พูดคุย คือถ้าเป็นเพื่อนสนิทคุยกันมันจะให้ความรู้สึกเป็นพวกพ้อง เขาก็จะรักเราอยู่แล้ว เวลาที่เรามีปัญหาอะไร คนกลุ่มนี้ก็จะช่วยเรา เป็นกำลังใจให้เราได้ทำแต่เรื่องที่ดีๆ

 

“แต่เวลาไปเจอผู้คนที่ไม่เคยรู้จักเราเลย มันจะได้บทสนทนาที่เราไม่คาดคิดกลับมาเสมอ มันทำให้เห็นว่าคนข้างนอกมองเราอย่างไร เวลาไปเจอแฟนคลับ ไปทำงาน หรือแม้แต่ไปช้อปปิ้ง พูดคุยกับพนักงาน ก็รู้สึกว่าเวลาได้พูดคุยกับผู้คนทำให้เรามีความสุขไปอีกแบบ”

 

นอกจากนั้นการทำหน้าที่ไอดอลที่เธออยู่มาแล้ว 3 วง (AKB48, BNK48 และ CGM48) ทำให้รินะได้มองเห็นและเรียนรู้วิถีชีวิตและการทำงานที่แตกต่างกันพอสมควร

 

“ต้องบอกก่อนว่าเมมเบอร์ญี่ปุ่นกับไทยมันจะเป็นคนละสไตล์กันมากๆ ถ้าเป็นญี่ปุ่นทุกคนจะช่วยกันทำงานให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด ทำงานคือทำงาน ส่วนตัวคือส่วนตัว จะไม่มีค่อยมีความเป็นครอบครัวแบบ BNK48 เท่าไร ซึ่งที่นี่จะมีความอบอุ่น มีการหยอกเล่นแบบเพื่อนเย้ากันมากกว่า ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่า

 

“มันเลยทำให้การทำงานในเมืองไทยของรินะไม่ใช่การทำงานระหว่างเมมเบอร์ด้วยกันแบบปกติ แต่มันเป็นการทำงานแบบพี่แบบน้อง ทุกคนคอยช่วยเหลือกัน เลิกงานก็ไปหาอะไรกินด้วยกัน มีช่วงเวลาที่ทำให้ทุกคนได้เข้าใจกัน ได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น” 

 

ภาพ: Izurina CGM48 / Facebook

 

คำขอบคุณจาก ‘รินะ’ ถึง ‘รินะและอาจารย์ทุกคน’ ก่อนที่ชีวิตไอดอลกำลังจะหมดลง

 

คุยกันมาถึงตรงนี้ รินะทำให้เราได้เห็นถึงการเดินทางของช่วงเวลามหัศจรรย์บนเส้นทางแห่งไอดอลตลอด 14 ปีที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชันอันแรงกล้า และคงไม่ต้องถามต่อแล้วว่าเธอรักสิ่งนี้มากแค่ไหน

 

และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราเปิดโอกาสให้รินะที่เล่าเรื่องตัวเองยาวเหยียดมากกว่า 10 หน้ากระดาษ ได้ลองพูดถึงตัวเอง ได้ขอบคุณตัวเอง ก่อนชีวิตไอดอลจะหมดลงในอีกไม่ช้า

 

“ปกติรินะไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง ไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่ ชอบโฟกัสที่คนอื่นก่อนตลอด ซึ่งมันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นแล้ว 

 

“สิ่งที่อยากจะขอบคุณตัวเองก็คือ ขอบคุณที่เป็นคนไม่ค่อยคิดเรื่องเครียด สนุกและเอ็นจอยกับงานตลอด ขอบคุณที่ตื่นเต้นกับความท้าทายหรือสิ่งใหม่ๆ ดีใจที่ตัวเองเป็นคนเฟรนด์ลี เข้ากับคนง่าย รู้ว่าตัวเองอยากหรือไม่อยากทำอะไร ถ้ารินะไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ติดตัว บางทีรินะอาจจะไม่กล้าตัดสินใจย้ายมาอยู่เมืองไทยก็ได้

 

“แล้วยิ่งการมาอยู่คนเดียวด้วยยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่นจะอยู่กับครอบครัว ไม่เคยต้องมาทำอาหาร หรือซักผ้าเองก็แทบไม่เคยทำ เพราะตอนเป็นเมมเบอร์ AKB48 คือใช้ชีวิตให้สนุกเฉยๆ 

 

“การมาอยู่ที่นี่คนเดียวต้องเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองหมดเลย แถมมาอยู่ต่างประเทศที่วัฒนธรรมไม่เหมือนญี่ปุ่นอีก (หัวเราะ) แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบท้าทายตัวเองอยู่แล้ว รินะมองสิ่งเหล่านี้ในแง่บวกนะ เป็นเรื่องที่ขัดเกลาให้เราเติบโตขึ้น เลยทำให้รู้สึกว่าการมาเมืองไทยทำให้เราได้ท้าทายอะไรหลายอย่างเหมือนกัน 

 

“ขอบคุณและดีใจที่ผลักดันให้ตัวเองมาอยู่เมืองไทย สถานที่ที่ทำให้เราเรียนรู้ชีวิตและรู้จักกับผู้คนมากมายค่ะ”

 

ทันทีที่เธอกล่าวความรู้สึกถึงตัวเองจบ รินะไม่รอช้าที่จะยกมือขอใช้เวลาในช่วงท้ายของการสนทนากล่าวคำขอบคุณถึงบุคคลสำคัญที่อยู่ซัพพอร์ตเธอบนเส้นทางไอดอลตลอด 14 ปี นั่นคือ ‘แฟนคลับ’ ของรินะเอง

 

“ก่อนอื่นรินะอยากจะขอบคุณแฟนคลับของญี่ปุ่นมากๆ ตอนย้ายมาอยู่เมืองไทยรินะคิดว่าอาจจะมีแฟนคลับของเราที่ญี่ปุ่นผิดหวังหรือมีความคิดถึงกัน แต่ตอนกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นก็ได้เจอกับแฟนคลับบ้าง รวมถึงในโซเชียลก็มีแฟนๆ จากญี่ปุ่นที่ติดตามเสมอ

 

“เวลากลับไปญี่ปุ่นก็ยังมีคนจำได้ รู้สึกว่าดีใจที่ยังมีคนจำรินะได้ ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้อยู่ประเทศเดียวกัน แต่รินะยังสัมผัสได้ว่าทุกคนยังมีความคิดถึงให้กันตลอดค่ะ 

 

“และอยากขอบคุณแฟนคลับของไทย ขอบคุณที่มาสนับสนุนและมอบความรักทำให้คนญี่ปุ่นคนหนึ่งได้อยู่ที่ไทยมานานขนาดนี้ ทุกคนที่รินะได้พบเจอและร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็นเมมเบอร์ ทีมงาน หรือแม้แต่แฟนคลับ รินะรู้สึกว่าทุกคนเป็นอาจารย์ของรินะทั้งหมดเลย ทุกคนคอยสอนภาษา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และส่วนหนึ่งที่ทำให้รินะอยู่ได้นานขนาดนี้ เพราะรินะรักประเทศไทยจริงๆ 

 

“ถึงจะมีช่วงที่น่าเป็นกังวล รู้สึกอยากท้อแท้บ้าง แต่เพราะมีแฟนคลับช่วยสนับสนุนรินะมาตลอด ทำให้รินะมีแรงใจลุกขึ้นสู้ได้ทุกครั้ง ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้รู้จักกันค่ะ

 

“จนกว่าจะพบกันใหม่

 

“ありがと” (อาริกาโตะ) 😀

The post THE INTERVIEW: Izurina CGM48 บันทึกการเดินทาง 14 ปีของเด็กสาวจากไซตามะ สู่ตำนาน 48 Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจความรู้สึก 5 สาว BNK48 #Sukinanda มิตรภาพ ความรัก และคำขอบคุณ https://thestandard.co/the-interview-bnk48-sukinanda/ Tue, 26 Nov 2024 11:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1013079

เดินทางมาถึงอัลบั้มที่ 5 กันแล้วสำหรับวงไอดอลชื่อดังของ […]

The post สำรวจความรู้สึก 5 สาว BNK48 #Sukinanda มิตรภาพ ความรัก และคำขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดินทางมาถึงอัลบั้มที่ 5 กันแล้วสำหรับวงไอดอลชื่อดังของไทยอย่าง BNK48 กับเพลง #Sukinanda (แฮชแท็กสึกินันดะ) หนึ่งในเพลงที่ได้รับความนิยมจากต้นตำรับญี่ปุ่น (AKB48) ที่ถูกนำมาแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทยให้แฟนๆ ได้รับฟังกันแล้ว

 

เป็นอีกครั้งที่ THE STANDARD POP เปิดบ้านต้อนรับ 5 สาวสมาชิกวง BNK48 จากเพลง #Sukinanda นำทีมโดยเซ็นเตอร์ มารีน-กชพร พรโชคชัย พร้อมด้วยเมมเบอร์ แพนเค้ก-พิทยาภรณ์ เกียรติฐิตินันท์, โมเน่ต์-ภาริตา ริเริ่มกุล, ปาล์มมี่-ปุญญิสา แก้วสว่าง และ ซินดี้-กฤตชญา อุดมบุญดี

 

ที่นอกจากจะแวะเวียนมาฝากผลงานเพลงใหม่แล้ว พวกเธอยังร่วมพูดคุยถึงความประทับใจจากการทำงานในเพลงนี้ พร้อมถือโอกาสช่วงท้ายปีมาสรุปภาพรวมชีวิตตลอดปีและสิ่งที่ได้รับจากการเดินทางบนเส้นทางไอดอลแห่งนี้

 

และพิเศษสำหรับแฟนๆ ของทั้ง 5 สาว พวกเธอฝากจดหมายความรู้สึกและคำขอบคุณ (ที่เปรียบดังการ์ดอวยพรวันปีใหม่) พร้อมภาพถ่ายเซลฟีน่ารักๆ ถึงแฟนๆ ทุกคนผ่านบทสนทนานี้

 

 

ถามมารีนถึงความรู้สึกที่ได้มายืน Center เพลง #Sukinanda

 

Marine: รู้สึกว่าช็อกตั้งแต่วันแรกที่เขาประกาศเลยค่ะ แต่ก็ดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ เพราะว่าส่วนตัวชอบเพลงนี้เหมือนกัน 

 

แต่ในความดีใจก็มีความรู้สึกกดดันในช่วงแรกว่าเราจะทำหน้าที่ (เซ็นเตอร์) ออกมาได้ดีไหม เพราะเชื่อว่าทุกคนน่าจะคาดหวังเยอะ ตอนถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเครียดมาก เพราะหนูต้องคิดท่าเต้นสำหรับตัวเองที่ใช้ถ่ายในมิวสิกวิดีโอนี้ ก็กลับไปคิดท่านั้นมาเกือบสัปดาห์เพื่อจะมาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ 2 วัน เป็นงานที่รู้สึกว่าเราใส่ความตั้งใจลงไปเยอะมากๆ เพราะอยากทำให้ทุกคนชอบทุกอย่างที่อยู่ในเพลงนี้

 

พอหลังจากโชว์เปิดตัวเพลงอย่างเป็นทางการ ก็มีฟีดแบ็กกลับมาว่าเป็นเพลงที่น่ารัก พวกเราทำออกมาได้ค่อนข้างดี เลยรู้สึกว่าขอบคุณมากๆ ที่เห็นความพยายามของหนู ก็ดีใจที่ทุกคนชอบเหมือนกัน

 

เพลง #Sukinanda บอกเล่าเรื่องราวอะไร 

 

Marine: เพลงนี้ให้ความหมายประมาณว่าแอบชอบ แต่เขาไม่รู้ว่าเราแอบชอบเขาอยู่ ทั้งในเพลงและมิวสิกวิดีโอเลยที่เป็นการเล่าเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งที่อยากพิมพ์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียเล็กๆ น้อยๆ เหมือนใบ้ให้เขารู้ว่าเราแอบสนใจเธออยู่นะ เราแอบชอบเธออยู่นะ เธอเห็นบ้างหรือเปล่า รู้ตัวได้แล้ว ประมาณนี้ค่ะ

 

Palmmy: เพลงนี้สามารถตีความไปในมุมอื่นได้อีก อย่างเช่น การเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันกับธีมซัมเมอร์ ความเป็นฤดูร้อน ไปเที่ยวทะเล แต่ความพิเศษจะอยู่ตรงที่เพื่อนคนหนึ่งของเราในกลุ่มแอบชอบเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกัน มันก็จะไปพ้องกับท่อนเพลงที่ว่า “เจ้าพวกนิสัยไม่ดี ที่พอรู้เรื่องของพวกเรา ก็ส่งเสียงเชียร์กันไม่เบา เอาจนลั่นเลย” ก็จะมีการแบบแซวกรุบกริบเบาๆ ถ้าตามในมิวสิกวิดีโอก็จะแซวมารีนกับเอิร์น

 

 

บอกเล่าความประทับใจจากการทำงานเพลง #Sukinanda

 

Pancake: หนูชอบมิวสิกวิดีโอค่ะ ก่อนถ่ายทำเขาก็จะมาถามเราว่าเราชอบให้ตัวมิวสิกวิดีโอออกมาสไตล์แบบไหน เหมือนปกติเขาอาจจะมีการวางสตอรีไว้แล้ว แต่อันนี้เขาถามเมมเบอร์ทุกคนก่อนวางสตอรีบอร์ดว่าเราไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร ถ้าเราไปทะเลแล้วเราอยากทำอะไรไหม คือใส่ใจเราด้วยค่ะ แล้วส่วนตัวหนูชอบทะเล เลยรู้สึกว่าเหมือนได้ไปเที่ยว ได้ผ่อนคลายด้วยค่ะ

 

Marine: หนูชอบ Mood and Tone ของทุกคนค่ะ ทุกคนมีความน่ารักสดใสมาก เข้ากับเพลงนี้ คือทุกคนสดใสอยู่แล้ว พอมาอยู่ด้วยกันก็ยิ่งสดใสน่ารักรวมกันไปอีก

 

Sindy: ของหนูเป็นเรื่องกินค่ะ (ยิ้มเขินๆ) ตอนไปถ่ายทำก็มีคุยกันว่าชอบกินอะไรบ้าง แล้วทุกคนพูดเมนูต่างๆ ออกมาเยอะมาก กุ้งเผา, ปลาเผา เลยรู้สึกว่าเป็นกองที่ทำงานกันสนุก แล้วก็ได้กินอาหารทะเลหลังเสร็จงานด้วย

 

Palmmy: รู้สึกว่าเป็นการทำงานที่ชิลแล้วก็เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เรียกว่าถ่ายได้กี่เทกก็ผ่านเลย และมิวสิกวิดีโอนี้มีโดรนถ่ายทำด้วย ตอนแรกก็มีกลัวกันนิดหน่อย (หัวเราะ) แต่สนุกดีค่ะ

 

Monet: หนูรู้สึกประทับใจในเมมเบอร์ที่อยู่ในเซ็มบัตสึนี้ค่ะ ด้วยความที่หนูอยู่รุ่น 3 เราอยู่มาตั้งแต่สมัยที่เมมเบอร์รุ่น 3 ติดเซ็มน้อยๆ ติดเซ็มแค่ 1-2 คน จนตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นรุ่น 3 แล้วก็มีรุ่น 4-5 เข้ามาเสริมด้วย ก็รู้สึกว่าเราต้องปรับตัวที่สมาชิกในเซ็มหน้าเปลี่ยนไปมากๆ เลย แต่ก็สนุกดี เพราะได้รู้จักคนใหม่ๆ ได้คุยกันมากขึ้น ได้มีโอกาสคุยกับพี่จิว, พี่อาหลี ก็รู้สึกว่าสนุกดี ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะได้สนิทกันเยอะๆ

 

 

เนื่องจากเพลงนี้แฝงความหมายว่าด้วยเรื่องของการ ‘แอบรัก-แอบชอบ’ เราจึงถือโอกาสนี้ให้สาวๆ ได้เผยความในใจว่า ถ้าให้บอกรักคนหรือแสดงความประทับใจต่อสมาชิกวง BNK48 ได้ 1 คน (สมาชิกปัจจุบันหรืออดีตก็ได้) เขาคนนั้นคือใคร

 

Marine: ถ้าตอนนี้ก็เป็นพี่หมูจิ๋ว, พี่เอิร์น BNK48 ค่ะ เมื่อก่อนหนูเคยเป็นบัดดี้กับเขา แต่หนูไม่กล้าคุยกับพี่เขา เพราะกลัวพี่เอิร์น (หัวเราะ) เขาดูเป็นคนดุ ดูเป็นคนนิ่งๆ แล้วเขาเป็นพี่คนโตของวงด้วย

 

แล้วหนูมีโอกาสมาคุยกับพี่เขาช่วงนี้ที่ได้ทำงานด้วยกันมากขึ้น ทำให้รู้และเห็นว่าเขาเป็นพี่ที่ไม่ได้ขรึมขนาดนั้นเลย เป็นพี่ตัวเล็กที่น่ารักที่คอยดูแลน้องๆ เขามีความเป็นผู้นำแต่ยังคงมีความงอแงแบบเด็กน้อยน่ารัก พอได้อยู่ด้วยก็รู้สึกว่าชอบเขา เพราะเต้นเก่ง แล้วก็ร้องเพลงเก่งด้วยค่ะ มีเสน่ห์เวลาอยู่บนเวที พอดูรวมๆ แล้วสวยดี เลยชื่นชอบและชื่นชมค่ะ

 

Palmmy: เอาเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดก็คือ แอล BNK48 รู้จักกันตอนแรกคือที่ห้องออดิชัน ได้จับคู่กันฝึกร้องเพลง ตอนแรกคิดว่าแอลเด็กกว่าเพราะตัวเล็ก แต่สรุปเป็นคนในรุ่น 4 ที่อายุเท่ากัน เลยรู้สึกสนิทกันง่าย

 

แอลเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากๆ ไม่รู้จะพูดยังไง ก็รู้สึกดีใจที่ครั้งนี้เราได้มาทำงานด้วยกัน มาเต้นด้วยกัน เพราะนี่คือการติดเซ็มบัตสึครั้งแรกของหนู ปกติก็จะเห็นเพื่อนที่เป็นเซ็นเตอร์แยกไปซ้อมกัน เลยรู้สึกว่าถ้าสักวันหนึ่งเราได้มาทำงานด้วยกันก็น่าจะสนุกดี แล้วมันก็สนุกดีจริงๆ ค่ะ ก็ดีใจที่ได้มาอยู่กับเพื่อนตรงนี้

 

ตอนแรกที่นึกถึงคือนึกถึงรุ่น 4 ทุกคนเลย เพราะพวกเรามีกันแค่ 11 คน แล้วพวกเราก็สนิทกันจริงๆ เวลาเราทำอะไรก็จะนึกถึงทั้ง 11 คนตลอด

 

Pancake: ชอบพี่วี (อดีตเมมเบอร์ BNK48 รุ่น 2) ชอบที่ไลฟ์สไตล์ คาแรกเตอร์ของเขาดูเท่ ก็เลยชอบ พอเราชอบแล้วเราก็อยากออกไปเที่ยวกับพี่เขา ล่าสุดก็ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกัน รู้สึกว่าตอนนี้เราสนิทกันแล้ว มีอะไรก็คุยกันได้ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น สบายใจที่ได้อยู่กับพี่วีค่ะ

 

Sindy: หนูเคยเล่าไปในไลฟ์แล้ว แต่ก็อยากเล่าอีก คือจริงๆ ตอนออดิชันเข้ามาเป็น BNK48 หนูไม่รู้จักพี่โมเน่ต์เลย แล้ววันออดิชันก็มีพี่ป๊อปเป้อกับพี่โมเน่ต์มาสัมภาษณ์ แล้วหนูบอกว่า เฮ้ย พี่คนนี้ (โมเน่ต์) น่ารักจัง

 

พอกลับบ้านไปก็นั่งหา Instagram ของพี่เขา คือพี่เขาน่ารักมาก ทำให้เราอยากเข้า BNK48 ตั้งแต่นั้นก็ชอบพี่โมเน่ต์มาตลอด พี่เขาเป็นคนที่เต้นเก่งมาก ช่วงแรกที่ได้เข้าหอมาอยู่กับวงหนูชอบซื้อขนมมาให้พี่โมเน่ต์ด้วย

 

Monet: หนูไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าสักวันหนึ่งจะมีคนมาชอบ มามองเราเป็นต้นแบบ เพราะปกติเวลาสัมภาษณ์ (ช่วงออดิชัน) คนในวัยเดียวกันเขาจะไม่ได้ชอบหนูเลย พอรู้ว่าซินดี้มาชอบก็ยังคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตัวเราจะมีคนชื่นชอบแบบคนอื่นด้วย พอมาเป็น BNK48 ด้วยกันหนูจะชอบถามซินดี้ตลอดว่าเลิกชอบพี่หรือยัง? (หัวเราะ) เพราะคิดว่าน้องอาจจะหลงผิดในแวบแรก เลยคอยถามว่าเลิกชอบพี่หรือยัง? เพราะหนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรที่น้องน่าจะมาชอบเลย ก็งงๆ อยู่ ก็อยากขอบคุณซินดี้ที่ชื่นชอบในตัวเราเหมือนกัน

 

Monet: พี่มิโอริค่ะ (อดีตเมมเบอร์ BNK48 รุ่น 1) แต่หนูเพิ่งมาสนิทกับพี่มิหลังจากที่รุ่น 1 แกรดไปแล้ว เพิ่งมาสนิทตอนที่พี่เขาอยู่เป็นปีสุดท้ายของการเป็น BNK48

 

ตอนที่เข้าวงมาแล้วติดทีม BIII หนูจะอยู่เล่นกับพี่มิตลอดเลย ชอบติดสกินชิพกับพี่มิ แล้วพี่มิเขาเต้นเก่ง ก็ชอบดูพี่มิตอนเต้นเพื่อเป็นแบบอย่างด้วย แต่หนูไม่เคยคุยกับพี่เขาแบบจริงๆ จังๆ แค่คุยผ่านๆ จนถึงช่วงที่มีงาน AKB48 Group Circle Jam 2023

 

แล้วหนูต้องขึ้นเต้นโซโล่ในเพลง Rumor พอพี่มิรู้เขาก็เดินมาแสดงความยินดีกับหนูด้วย พี่เขาบอกว่ามันเหมาะสมกับหนู ก็เลยเกิดเป็นความประทับใจที่ไม่คิดเหมือนกันว่าพี่เขามองเห็นอะไรในตัวหนู เลยทำให้รู้สึกดีกับพี่มิมาก หลังจากนั้นเหมือนมันคลิกกันมาก ก็จะเป็นกลุ่มคอยเล่นกันตลอดเลยค่ะ ก็จะมีหนู พี่ฮูฟ แล้วก็พี่มิ ถึงพวกเขาจะมีช่วงวัยต่างกันมาก แต่ก็รู้สึกสนุกมากที่ได้อยู่ด้วยกันค่ะ

 

 

ในฐานะไอดอลผู้ทำหน้าที่ส่งต่อความรัก ความสุข และกำลังใจ เราอยากใช้โอกาสนี้ฟีดแบ็กถึงความรู้สึกที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ไปจนถึงพลังใจที่ได้รับกลับมาจากแฟนๆ นั้นดีต่อใจของพวกเธออย่างไรบ้าง

 

Palmmy: หนูไม่คิดว่าการมีอยู่ของหนูมันทำให้คนคนหนึ่งเขารู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อมากขนาดนี้ มีแฟนคลับคนหนึ่งเขาเป็นโรคซึมเศร้า แล้วเขาก็ต้องไปหาหมอ ต้องกินยาตลอด เวลาเขามางานจับมือเขาก็จะมาอัปเดตให้หนูฟังค่ะ เขาบอกหนูว่าการได้เจอหนูทำให้เขามีแรงใจในการใช้ชีวิตต่อ

 

หนูเลยเกิดความรู้สึกว่า ไม่คิดเหมือนกันว่าการมีอยู่ของเราที่เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งมันมีค่ากับเขามากๆ หนูเลยอยากจะเป็นความสดใสให้แฟนๆ ทุกคน เขาอาจจะเห็นหรือได้พูดคุยกับหนูถึงแม้จะเป็นเวลาแค่ 8 วินาที แต่ถ้าทำให้แฟนคลับของหนูกลับไปพร้อมแรงใจที่ดี หนูก็จะดีใจมากๆ เลยค่ะ

 

Monet: ตอนที่หนูเข้ามาวงแรกๆ หนูเห็นพี่ๆ ในรุ่นได้รับความนิยมสูงๆ หนูก็คิดนะว่าเราก็อยากเป็นคนที่พอเปิดตัวมาก็ดังเลย เป็นที่หนึ่งเลย มันเลยเป็นช่วงที่ในหัวของหนูมัวแต่คิดว่าต้องทำอย่างไรให้คนเขามาชอบเราดีนะ ต้องน่ารัก ต้องสวย ต้องเท่ ต้องเป็นแบบไหนสักอย่าง แบบที่คนอยู่จุดสูงๆ เขาเป็นกัน

 

หนูรู้สึกว่าเราค้นหาตัวเองมานานมากๆ จนมารู้ว่าแฟนคลับของหนูเขาไม่ได้มาติดตามเพราะเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่เขามาติดตามหนูที่เป็นโมเน่ต์จริงๆ

 

มันทำให้หนูรู้สึกภูมิใจในแฟนคลับตัวเองมากๆ เวลาหนูถามทุกคนเกี่ยวกับเรื่องเล็กน้อย อย่างเช่น งานจับมือใส่ชุดอะไรดี ทุกคนก็จะตอบพร้อมกันว่าอะไรก็ได้เลย เอาที่เป็นโมเน่ต์ หรือ 2-Shot จะใส่ชุดอะไรก็ได้ที่โมเน่ต์อยากใส่ แต่ขอให้เป็นในแบบที่เราสบายใจ

 

สิ่งเหล่านี้มันทำให้หนูใจฟูมากๆ ตรงที่เราเข้ามาเป็นไอดอล เราก็อยากให้ทุกคนชื่นชมเราในแบบที่เราเป็นเราจริงๆ เลยรู้สึกภูมิใจกับแฟนคลับตัวเองมากๆ ที่เขาชอบหนูในแบบที่หนูเป็น

 

Sindy: ช่วงแรกๆ หนูเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ เคยแอบคิดว่าจะมีคนมาชื่นชอบบ้างหรือเปล่าที่เป็นหนูแบบนี้ แล้วหนูเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง แต่พอมีแฟนคลับ ทุกคนก็คอยช่วยซัพพอร์ตหนูมาเรื่อยๆ กับคำว่า ‘เก่งมากๆ’ ที่ส่งมาหา มันทำให้หนูดีใจมากจริงๆ ที่มีคนคอยซัพพอร์ต ทำให้หนูมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ได้เป็นตัวเองแบบเต็มที่ ก็อยากจะขอบคุณแฟนคลับทุกคนมากจริงๆ ค่ะ

 

Marine: ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับแฟนคลับมันเป็นช่วงเวลาความสุขของหนูค่ะ เวลาที่ได้เห็นเขาตั้งใจแต่งตัว ตั้งใจเดินทางมาหาเรา เวลาได้เจอเขาทำให้รู้สึกว่าพวกเขาส่งกำลังใจให้เรา มันยิ่งทำให้เราอยากส่งพลังใจกลับคืนไปหาทุกคนมากกว่าเป็นเท่าตัว

 

หนูก็เหมือนซินดี้เลย เป็นคนที่เข้ามาตอนแรกไม่มีอะไรเลย เป็นเด็กเด๋อๆ ตลกๆ (หัวเราะ) หนูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเหมือนกัน มีความกลัวในใจ ไม่ค่อยกล้าลงมือทำสิ่งใหม่ๆ 

 

ส่วนตัวเป็นคนขี้เขินด้วย ช่วงแรกๆ เวลาไลฟ์หนูจำได้เลยว่าไลฟ์ครั้งแรกหนูไม่รู้จะพูดอะไรเลย จะยืนก็กลัว จะนั่งก็เกร็ง ไลฟ์แรกก็คือพูดไม่รู้เรื่องไปเลย แต่ทุกคนที่มาติดตามก็จะบอกว่าไม่เป็นไรนะ สู้ๆ มันเป็นคำที่น่ารักนะ เขาเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาได้ มันรู้สึกมั่นใจมากขึ้น พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หนูเลยตั้งใจว่าจะเป็นมารีนในแบบของตัวเองที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน

 

ตอนที่หนูเศร้าหนูก็แค่พิมพ์บอกตรงๆ ว่าหนูเครียดอะไร แฟนๆ ก็พิมพ์ให้กำลังใจมาเยอะมาก เลยเกิดเป็นความรู้สึกที่อยากขอบคุณทุกคนมากเลยค่ะ

 

Pancake: ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาหนูรู้สึกประทับใจในตัวแฟนคลับมากๆ ทั้งแฟนคลับหน้าใหม่และหน้าเก่า สิ่งที่ทำให้ภูมิใจในตัวแฟนคลับทุกคนเพราะเขาคอยเคียงข้างและสนับสนุนอยู่ตลอด พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางบนเส้นทางไอดอลของหนู ถ้าไม่มีพวกเขาหนูก็ไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้มันออกมาดีได้อย่างไรหากปราศจากพลังใจจากทุกคน

 

ณ วันนี้หนูเลยรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว เวลาที่หนูรู้สึกว่าหมดแพสชัน ท้อ หรือไม่มีกำลังใจ หนูก็สามารถขอกำลังใจจากพวกเขาได้เสมอเลย ส่วนตัวหนูก็จะคอยเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเหมือนกัน ดีใจที่เราได้ซัพพอร์ตกันและกันเสมอมาค่ะ

 

 

เรื่องอะไรหรือสิ่งไหนในตัวเองที่ ‘ชอบที่สุด’ นับตั้งแต่มาอยู่กับ BNK48

 

Marine: ชอบที่ตัวเองยังมีความสุข ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวทีค่ะ ถึงเราจะได้โอกาสขึ้น (เวที) มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ คือทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวทีหนูจะขึ้นไปกับความรู้สึกที่อยากจะแสดงกับทุกคน เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นสิ่งที่เราตั้งใจฝึกซ้อมกันมา แล้วการมองลงมาจากเวทีไปเห็นแฟนๆ เอ็นจอยกัน ยิงมิกซ์ ชูแท่งไฟกัน มันยิ่งทำให้รู้สึกดีและเราเองก็จะสนุกไปกับโชว์นั้นมากขึ้นไปอีก

 

Pancake: การมาอยู่ใน BNK48 ทำให้หนูเป็นคนที่ Productive มากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองต้องคอยบริหารจัดการเวลาให้ได้ภายใน 1 วัน ทำให้ทุกนาทีที่กำลังเสียไปให้เกิดประโยชน์ที่สุด หนูชอบที่ตัวเองสามารถแบ่งเวลาในการใช้ชีวิตเก่งขึ้น รู้สึกว่าทำให้เราได้ทำอะไรหลายอย่างในวันเดียว รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ชอบที่ชีวิตได้เป็นแบบนี้ค่ะ

 

Sindy: หนูชอบการอยู่ในวง BNK48 เพราะมันเหมือนการที่หนูได้อยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ชอบอะไรบางอย่างเหมือนกัน ส่วนตัวหนูเป็นคนชอบเต้นชอบร้องมาตั้งแต่เด็กแล้ว แล้วหนูก็คิดว่าถ้าตัวหนูในวัยเด็กมาเห็นหนูในตอนนี้ก็คงภูมิใจในตัวเองมากๆ อีกอย่างหนูชอบการขึ้นสเตจ เพราะสนุกทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวที และดีใจทุกครั้งที่ได้เจอกับแฟนคลับในทุกโอกาสค่ะ 

 

Monet: หนูชอบที่ชีวิตใน BNK48 ทำให้หนูได้ปลดล็อกอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกที่เหมือนว่าเราจะได้เรียนรู้ความสุข ความทุกข์ และความผิดหวัง ได้เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน 

 

ที่นี่ทำให้หนูได้เข้าใจชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง ได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง สำหรับหนู BNK48 เลยเป็นเหมือนสถานที่แห่งหนึ่งที่จะสอนเราให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้ปลดล็อกอะไรหลายๆ อย่าง 

 

Palmmy: หนูชอบที่เราได้ทำอะไรหลายๆ อย่างแบบเต็มความสามารถที่สุด เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงก็น่าจะไม่มีโอกาสได้ทำเลย อาจจะเป็นแค่แบบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการใส่ชุดเซ็มบัตสึ ซึ่งหนูก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะได้มาใส่เสื้อผ้าสีชมพูหวานขนาดนี้

 

อีกอย่างหนึ่งคือหนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กดีขึ้น ส่วนตัวมีเป้าหมายคืออยากเป็นเด็กดีที่ผู้ใหญ่สามารถเชื่อใจเราได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นคนชอบทำงานหลายๆ อย่าง บวกกับที่เราเป็น Perfectionist ด้วย เลยอยากทำอะไรหลายอย่างให้มันเต็มที่ ซึ่งก็ยอมรับว่ามันก็มีแอบทำให้ตัวเองกดดันในบางครั้ง แต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำในฐานะศิลปินของวง หนูก็จะพยายามทำมันอย่างเต็มที่ที่สุด

 

 

นิยามความสุขในการเป็น BNK48 ของแต่ละคนคืออะไร

 

Pancake: ความสุขของหนูคือการได้อยู่กับเพื่อนๆ ค่ะ อย่างเวลาซ้อมเราก็จะได้อยู่กับเพื่อนๆ เพราะในเวลาปกติเหมือนเราจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน พอเราเข้าห้องซ้อมแล้วมารวมตัวกัน มันจะมีโมเมนต์ความสนุก ความตลก จากการเล่นกันในห้องซ้อม แล้วที่ชอบคือทุกคนจะพร้อมใจกันเล่นซนแบบไม่ห้ามกันเลย (หัวเราะ)

 

Sindy: การได้ทำสิ่งต่างๆ ภายใต้การเป็น BNK48 ก็ถือเป็นความสุขแล้วค่ะ เพราะส่วนตัวชอบการทำงาน ชอบออกงาน ชอบเจอกับผู้คนใหม่ๆ ชอบอยู่กับเพื่อนๆ ในวง แค่ได้ทำทุกอย่างก็มีความสุขแล้วค่ะ

 

Marine: หนูก็เหมือนกับซินดี้ คือการที่เราทำทุกอย่างใน BNK48 ก็เป็นความสุขแล้ว เพราะถ้าเกิดเราไม่ชอบเราก็จะไม่มีความสุข อย่างเช่น การสวมชุดเซ็มบัตสึน่ารักๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

 

การได้ออกไปเจอแฟนคลับข้างนอก ถึงจะเป็นงานเล็กๆ แต่เราก็มีความสุขที่ได้เจอกับผู้คน มีความสุขที่เราได้ออกงาน มีความสุขที่เราได้เต้นเพลงนี้ มีความสุขที่ได้ติดเซ็มบัตสึเพลงนี้ หรืออาจจะไม่ติดเซ็มแต่เราก็ยังมีความสุขที่เราได้ออกงานมาเต้นกับเพื่อนๆ

 

Palmmy: ความสุขของหนูน่าจะเป็นการที่ได้ขึ้นแสดงบนเวที คือหนูก็ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนที่เต้นเก่งหรือร้องเก่งที่สุด ถึงจะเครียดบ้างตอนซ้อมร้องซ้อมเต้นว่าเราจะทำได้ไหม

 

แต่ ณ วินาทีที่เราได้ขึ้นไปเต้นบนเวทีแล้วมีคนมอง มีคนเชียร์ มันเปลี่ยนจากความกังวลให้กลายเป็นโมเมนต์ที่สนุกจริงๆ อย่างเช่น การแสดงเธียเตอร์ล่าสุด เป็นช่วงก่อนขึ้นแสดงรอบที่ 2 หนูจำได้ว่าเครียดมาก เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าของรอบแรกเราทำได้ดีไม่เท่าที่หวัง แต่พอถึงจังหวะที่ก้าวเท้าขึ้นสเตจไปแล้ว ท่ามกลางเสียงเชียร์แฟนๆ มันทำให้ทุกความกังวลหายวับไปหมด เลยหนูคิดว่าเพราะสิ่งที่เรากำลังทำมันคือความสุขของเราจริงๆ ต่อให้มันมีจุดที่ชวนให้เครียดบ้าง แต่สุดท้ายไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การแสดงบนเวทีมันก็คือความสุขของเราจริงๆ

 

Monet: ความสุขของหนูกับการอยู่ใน BNK48 ก็คือแฟนคลับค่ะ และจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้ขึ้นแสดงบนเวที แล้วหนูมองไปเห็นแฟนคลับเบื้องหน้าของเราส่งเสียงเชียร์ ทุกคนมีแววตาเป็นประกายที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและสนุกไปกับโชว์ของเรา เท่านี้ก็ทำให้หนูดีใจมากๆ เป็นความสุขมากจริงๆ ค่ะ

 

 

เนื่องในโอกาสช่วงท้ายปีแบบนี้ เราชวนสมาชิก BNK48 มาร่วมสรุปภาพรวมชีวิตตลอดปีที่ผ่านมาว่าแต่ละคนเผชิญเรื่องอะไรมาบ้าง

 

Marine: เริ่มต้นปีนี้หนูเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย อยู่ปี 1 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิตมากๆ ต่อมาคือได้ร่วมซ้อมทีม BIII และรู้สึกชอบการขึ้นสเตจทีมนี้ รู้สึกสนุกเหมือนกัน ทั้งที่ตอนแรกหนูชอบทีม NV เพราะไม่คิดว่าเราจะเต้นเพลงของทีม BIII ไหว

 

พอตัดมาที่งาน BNK48 & CGM48 Request Hour 2024 มีประกาศว่าหนูได้ควบ 2 ทีมคือ NV กับ BIII ตอนนั้นหนูช็อกมาก หนูเองยังไม่คิดว่าเราจะสามารถทำได้ แล้วต่อเนื่องด้วยการประกาศอัลบั้มที่ 5 ด้วย อันนั้นก็ยิ่งช็อกแบบคูณ 2 ไปอีก คือตอนนั้นหนูเกือบยืนพูดความรู้สึกไม่ไหว ก็รู้สึกดีใจ เพราะอันนี้ก็เป็นพาร์ตความสุขของหนูเหมือนกันที่ได้เอ็นจอยกับการขึ้นสเตจทั้งสองทีม

 

และปีนี้มันมีหลายเรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาเหมือนกัน ซิงเกิลที่ 17 หนูก็ไม่ติดเซ็มบัตสึ แต่ในเมื่อไม่ติดก็ไม่เป็นไร เสียใจได้ แต่หนูก็พยายามลุกขึ้นมาใหม่ ไปเรียนร้องเพลงเองเพิ่มด้วย ไปฝึกเต้นเองที่บ้านเยอะมาก พอผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้ก็รู้สึกคุ้มค่าที่เหนื่อยกันมาเยอะเหมือนกัน ถือเป็นปีที่มีทั้งเรื่องที่ดีและมีเรื่องให้เครียดปะปนกันไปค่ะ

 

Sindy: ปีนี้เป็นปีที่หนูรู้สึกว่าได้ทำอะไรหลายอย่างเยอะกว่าปีที่แล้ว ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่เครียดอยู่พอสมควร เพราะยุ่งกับการสอบเข้าโรงเรียนใหม่ แต่สุดท้ายสอบติดก็รู้สึกดีใจมากๆ แล้วก็ปีนี้หนูติดเซ็มบัตสึครั้งแรก มี Trainee Stage ด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่รุ่น 4 ตั้งใจกันมากๆ ทุกคนเก่งมากเลยค่ะ และปีนี้ติดเซ็มบัตสึ 2 ครั้งก็ดีใจมาก ถือเป็นปีที่สนุกกับการทำงานมากๆ

 

แล้วที่สำคัญคือเป็นปีที่ได้ค้นหาตัวเองมากขึ้น ได้เรียนรู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร เป็นปีที่หนูรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตแบบคุ้มค่ามาก เต็มที่มากๆ แล้วก็เอ็นจอยกับชีวิตช่วงนี้มากๆ ค่ะ

 

Palmmy: รู้สึกว่าเป็นปีที่ชีวิตค่อนข้างที่จะลงตัวแล้ว เพราะตอนเข้า BNK48 ช่วงแรกชีวิตมีเรื่องให้ต้องปรับตัวเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะเราเรียนไกลด้วย คือไปเรียนกลับมาก็ซ้อมเลย ทำแบบนี้วนไปทุกวันในช่วงแรกๆ จนรู้สึกไม่ลงตัว

 

แต่พอเริ่มต้นปีนี้หนูรู้สึกว่าทุกอย่างมันดูมีแบบแผนมากขึ้น สามารถบริหารชีวิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ได้เริ่มลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะขึ้น แล้วเป็นปีที่เราติดเซ็มบัตสึเพลงหลักด้วย ถือเป็นปีที่ค่อนข้างดีค่ะ

 

Pancake: ปีนี้หนูรู้สึกว่าค่อนข้างวุ่นกับการเรียนตั้งแต่เดือนแรกจนถึงท้ายปี แต่ในความวุ่นวายหนูรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ยังแบ่งเวลาได้ แล้วที่พยายามเรื่องเรียนมาตลอดทั้งปีมันส่งผลให้ได้คะแนนสอบออกมาดีด้วย อีกอย่างปีนี้กำลังเตรียมยื่นเข้ามหาวิทยาลัยเลยต้องเตรียมอะไรหลายอย่าง แต่ว่าปีนี้ก็สนุกดีนะคะ ได้เจอคนใหม่ๆ ได้รู้จักกับผู้คนเยอะขึ้น ได้ทำงานเยอะเหมือนกัน

 

Monet: ภาพรวมของปีนี้เป็นปีแรกที่รู้สึกว่าชีวิตมั่นคงขึ้นนับตั้งแต่มาอยู่ในวง เพราะก่อนหน้านี้รู้สึกเหมือนเราต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ต้องหาแฟนคลับใหม่ๆ ต้องทำอย่างโน้น ต้องเป็นอย่างนี้

 

อาจจะด้วยความที่หลังจบงาน BNK48 16th Single Senbatsu General Election หนูติดเซ็มบัตสึ เหมือนทุกอย่างมันเริ่มมั่นคง เข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะหลังจากนั้นก็ติดเซ็ม 2 เพลงในปีนี้ รวมถึงการได้รอบจับมือ หรือ 2-Shot ที่คงที่ ไปจนถึงฐานแฟนคลับที่ทำให้หนูรู้สึกอุ่นใจ แล้วก็ได้เป็นเซ็นเตอร์เพลง Rumor ด้วยค่ะ ก็ดีใจมากๆ

 

 

สรุปภาพรวมชีวิตของปีนี้ไปแล้ว เรามามองอนาคตของปีหน้ากันหน่อย เป้าหมายของแต่ละคนที่อยากทำในปีหน้ามีอะไรบ้าง

 

Monet: เปิดต้นปีมาเตรียมพบกับ Rumor เวอร์ชันภาษาไทยได้เลยค่ะ สัญญาว่าจะพา Rumor ไปให้ไกลมากๆ เพราะหนูก็ตั้งใจมากๆ กับเพลงนี้ คือปกติเขาไม่ได้ให้เมมเบอร์เข้าไปมีส่วนร่วมกับเพลงขนาดนั้น แต่ว่าหนูเอาตัวเองไปมีส่วนร่วมด้วย (หัวเราะ) ก็จะเป็นเพลงที่หนูมีส่วนร่วมแน่นอน ทั้งชุด มิวสิกวิดีโอ คอนเซปต์ต่างๆ นานา เพราะเพลงนี้ถือเป็นโอกาสในชีวิตหนูเลย หนูเลยอยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด

 

แล้วก็จะตั้งใจอ่านหนังสือค่ะ ฟีลเดียวกับแพนเค้ก เพราะหนูจะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยช่วงสิ้นปีหน้า ก็คิดว่าจะเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ

 

Marine: เป้าหมายของหนูคือการจัดสรรเวลา แบ่งเวลาเรียน การทำงาน และการนอน เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเพลง #Sukinanda มีงานหลายงานเข้ามาซ้อนกัน ก็อาจทำให้พักผ่อนน้อยบ้าง เลยอยากแบ่งเวลาให้ดีมากขึ้นค่ะ 

 

Sindy: เป้าหมายปีหน้า หนูอยากพูดให้เก่งขึ้น รู้สึกว่าตอนนี้ยังพูดไม่ค่อยเก่งเลย

 

Pancake: ปีหน้าก็อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขค่ะ แต่ปีนี้ก็มีความสุขแล้วนะ แค่ปีหน้าอยากสุดยิ่งขึ้นไปอีก แล้วก็อยากติดเซ็มบัตสึไปเรื่อยๆ ค่ะ

 

Palmmy: ปีหน้าหนูก็จะเป็นพี่ปี 4 แล้ว หนูก็จะตั้งใจเรียนให้มากกว่าเดิม จะไม่เล่นเกมในห้อง (หัวเราะ) อยากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้คุ้ม ส่วนชีวิตการทำงานก็อยากทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อยากให้หนูติดเซ็มต่อไปได้ไหม ขอบคุณค่ะ

 

เปิดซองจดหมายถึง ‘แฟนคลับ’ ผู้เป็นกำลังใจสำคัญที่คอยซัพพอร์ตมาถึงวันนี้

 

 

Marine: ขอบคุณที่มองเห็นอะไรในตัวหนูตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็น BNK48 แล้วก็ดีใจที่ทุกคนตั้งใจแต่งตัวสวย หล่อ และน่ารัก เพื่อเดินทางมาหากันตลอด เพราะหนูก็ตั้งใจมาหาทุกคนเหมือนกัน ขอบคุณทุกคนมากๆ หนูรักทุกคนมากจริงๆ อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะคะ แล้วก็ขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่คอยอยู่ข้างๆ หนูเวลาที่หนูเศร้าหรือหนูเครียด ขอบคุณค่ะ

 

 

Palmmy: ขอบคุณที่คอยดูแลหนูเหมือนลูกคนหนึ่ง หนูคิดว่าแฟนคลับจะรู้ว่าหนูเป็นคนค่อนข้างจะคิดเยอะ เขาก็จะคอยซัพพอร์ตให้กำลังใจหนูตลอดเลย แม้บางทีหนูไม่ได้บอกเลยว่ากำลังกังวลอะไร แต่ทุกคนจะรู้ตลอด และคอยปลอบหนูว่าไม่เป็นไรนะ ทำดีมาก เก่งแล้ว ครั้งหน้าก็สู้ต่อไป เดี๋ยวเขาจะอยู่คอยดูหนูเติบโตไปเรื่อยๆ หนูเลยรู้สึกอยากขอบคุณที่น่ารักกับหนูมาโดยตลอดค่ะ

 

 

Sindy: อยากขอบคุณทุกคนเหมือนกันค่ะ ขอบคุณที่คอยซัพพอร์ตและน่ารักกับหนูมาตลอด คอยส่งกำลังใจให้หนูมาตั้งแต่วันแรก ถ้าไม่มีทุกคนอยู่ หนูก็คงจะไม่มั่นใจในตัวเองมากขึ้นขนาดนี้ ถึงหนูจะไม่ได้พูดบ่อยว่าหนูรักทุกคน แต่หนูก็รักทุกคนมากๆ เลยค่ะ 

 

 

Monet: สวัสดีค่ะทุกคน ดีใจมากๆ ที่ทุกคนชอบที่หนูเป็นหนู ขอบคุณที่เราเป็นกลุ่มแฟนคลับที่ชิลๆ หนูมีความสุขกับแฟนคลับมาก ทุกครั้งที่ได้เจอทุกคนก็รู้สึกเหมือนได้อยู่ในพื้นที่สบายใจของหนู

 

ดีใจที่ทุกคนคอยสนับสนุนเวลาที่หนูลงมือทำอะไรใหม่ๆ ดีใจที่มีคนมาหา มาคุยกัน ถึงแม้จะมีเวลาเพียง 8 วินาที แต่ทุกคนทำให้ช่วงเวลานั้นมีความหมายกับหนูมากจริงๆ รวมถึงคนที่ดูไลฟ์แล้วก็คอยส่งความรักมาให้กันตลอด ขอบคุณที่รักเราในแบบที่เราเป็นเรา และหนูก็รักทุกคนเหมือนกันค่ะ

 

 

Pancake: ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนน้องแพนเค้กตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ แล้วก็อยากขอโทษถ้าหนูทำตัวไม่น่ารักหรือบางทีอาจจะไม่มีเวลาให้ ต่อจากนี้ก็มาสู้ไปด้วยกันนะคะ ขอบคุณค่ะ รักนะคะ

 

หลังจากที่ทั้ง 5 สาวกล่าวคำขอบคุณถึงแฟนๆ มาประมาณหนึ่งแล้ว เราเกิดความรู้สึกว่าอยากให้พวกเธอได้ลอง ‘ขอบคุณตัวเอง’ บ้าง เพราะเราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครรู้จักเราดีเท่าตัวเราเอง 

 

ดังนั้นมันคงจะดีไม่น้อยถ้าพวกเธอได้กล่าวและได้ฟังคำขอบคุณจากคนที่รู้จักพวกเธอดีที่สุด นั่นก็คือตัวของเธอเอง

 

 

Sindy: อยากขอบคุณตัวเองที่พยายามมาตลอด สู้มาตลอด แล้วก็ไม่ยอมแพ้ คอยพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ อยากบอกตัวเองว่าไม่ต้องกดดันตัวเอง ไม่ต้องเครียดกับทุกเรื่องมากก็ได้ แล้วก็อยากชมตัวเองว่าเก่งมากๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้ถ้าเทียบจากแต่ก่อน รู้สึกภูมิใจในตัวเองค่ะ

 

 

Monet: อยากขอบคุณตัวเองที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองรักค่ะ หนูรักการเต้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอได้เข้ามาอยู่ในวงแล้วมีช่วงที่ไม่ได้ติดเซ็มบัตสึ ไม่ติดทีม คือเข้ามาในวงเพื่อเต้นแต่ไม่ได้เต้น แต่ถึงอย่างนั้นหนูก็ไม่ท้อ ยังคงทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมต่อไป เพราะในใจหนูยังรักสิ่งนี้มากๆ เลยอยากขอบคุณตัวเองไม่มองสิ่งที่รักเป็นเรื่องเครียดหรืออะไรที่กดดัน ขอบคุณที่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองชอบ

 

แล้วพอทุกวันนี้เราได้โอกาสเต้นมากขึ้น ได้ขึ้นเวที ได้เป็นเซ็นเตอร์ ได้ติดเซ็มบัตสึมากขึ้น ก็อยากบอกตัวเองในอนาคตด้วยว่า จงเป็นตัวเองเหมือนที่เราเคยเป็น อยากให้คอยชื่นชมความพยายามของตัวเองอยู่เสมอ นี่คือสิ่งที่เรารัก ก็ช่วยตั้งใจ แล้วก็ช่วยรักษามันเอาไว้นานๆ

 

 

Palmmy: อยากบอกตัวเองว่าเก่งมากแล้ว เหมือนที่ผ่านมาเรายังเป็นคนที่คอยกดดันตัวเองอยู่ตลอด เวลามีคนบอกว่าเก่งมากแล้ว เราก็ยังสงสัยในตัวเองว่าเราเก่งจริงๆ เหรอ เลยรู้สึกว่าเวลาได้รับคำชื่นชมจากแฟนๆ หรือคนรอบข้าง อยากให้เชื่อตรงนั้น อยากให้เชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ เวลาใครบอกว่าเก่งมากแล้วก็คือเราเป็นคนเก่งจริงๆ ไม่ต้องไปเทียบกับใคร เราเก่งและเติบโตในแบบของเราอย่างดีที่สุดแล้ว

 

 

Pancake: อยากขอบคุณที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอโดยที่ไม่กดดันตัวเอง แล้วก็ขอบคุณตัวเองที่มีความแข็งแรงทางด้านอารมณ์มากขึ้น ไม่เก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาคิดให้มันทุกข์ใจ และอยากบอกตัวเองว่า ตอนนี้เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เราเก่งมากแล้ว อยากให้แพนเค้กภูมิใจกับตัวเองอยู่เสมอ แล้วก็อยากให้แพนเค้กสู้ไปเรื่อยๆ รักนะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้กับตัวเองเสมอ เย้

 

 

Marine: ถ้าเกิดหนูเจอตัวเองอีกคน หนูอยากตีตัวเองแรงๆ สักที (หัวเราะ) แล้วพูดเสียงดังๆ กับตัวเองว่า “เฮ้ย จะเก็บมาเครียดทำไม คือเราก็ทำได้นะ เราจะมัวมานั่งคิดว่าเราไม่เหมาะสมหรือเปล่า มันไม่ได้!

 

พอตีตัวเองเสร็จแล้วก็อยากลูบหัวปลอบพร้อมพูดว่า “ไม่เป็นไรนะ สิ่งที่เราลงมือทำไป เราทำดีที่สุดแล้ว ในทุกๆ ครั้งที่เราขึ้นสเตจไม่ต้องคิดเยอะเลย เพราะแฟนคลับพร้อมให้กำลังใจอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งร้องไห้คนเดียว

 

หนูอยากบอกตัวเองว่า เธอเก่งมากๆ กับช่วงเวลาที่ผ่านมา หนูเห็นตัวเองพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าตัวเราอยู่กับตัวเองมาตลอด อยากบอกว่าเราไม่ต้องไปกดดันตัวเองขนาดนั้น อย่าว่าตัวเองเยอะเกินไป ถ้ามีอะไรให้บอกครอบครัวหรือแฟนคลับก็ได้ ไม่ต้องเก็บมาคิดคนเดียวแล้วนะ สุดท้ายอยากขอบคุณที่สร้างความสุขให้ตัวเองได้ทุกๆ วัน รักตัวเองให้เยอะๆ นะมารีน 😀

 

ฟังเพลง #Sukinanda – BNK48

https://www.youtube.com/watch?v=ymTOSdkUWBs

 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

The post สำรวจความรู้สึก 5 สาว BNK48 #Sukinanda มิตรภาพ ความรัก และคำขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮูพ ปาฏลี จากเด็กกิจกรรมแสบซน สู่กัปตัน BNK48 ในวันนี้ https://thestandard.co/interview-hoop-bnk48/ Thu, 09 May 2024 08:26:55 +0000 https://thestandard.co/?p=931533

ย้อนกลับไปประมาณปี 2566 THE STANDARD POP ได้มีโอกาสพูดค […]

The post ฮูพ ปาฏลี จากเด็กกิจกรรมแสบซน สู่กัปตัน BNK48 ในวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปประมาณปี 2566 THE STANDARD POP ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ฮูพ-ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย หนึ่งในสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 3 มาแล้วครั้งหนึ่ง ณ เวลานั้นเธอมาในบทบาทของกัปตัน Team BIII ที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากผลักดันวงและเมมเบอร์ทุกคนให้เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงต่อไป

 

หนึ่งปีผ่านไปเราได้มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับฮูพอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอกลับมาเยี่ยมเยือนเราในบทบาทใหม่กับการก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกัปตันวง BNK48 คนล่าสุด ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้ก็ทำให้เราได้รู้จักและมองเห็นการเติบโตของเธอในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยัง ‘เหมือนเดิม’ เห็นจะเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของเธอที่ไม่ลดน้อยลงไปเลย (และอาจเป็นความมุ่งมั่นที่แรงกล้ามากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ)

 

วันนี้เราจึงถือโอกาสชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับฮูพให้มากยิ่งขึ้น ผ่านหลากหลายช่วงเวลาสำคัญในชีวิตที่ทำให้เธอได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และประกอบร่างจนเป็นตัวเธอในปัจจุบัน ตั้งแต่การเป็นเด็กกิจกรรมสุดโลดโผนที่อยากเอาชนะและกล้าลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ การปลดล็อกสกิลใหม่จากการทำคอนเสิร์ตเดี่ยวของรุ่นที่ 3 เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จในฐานะกัปตันวง ไปจนถึงความรักจากแฟนคลับและครอบครัวที่ทำให้เธอได้ค้นพบ ‘ความสุข’ ของตัวเองอย่างแท้จริง

 

 

เท่าที่จำความได้ฮูพในวัยเด็กเป็นแบบไหน 

 

แสบ ซน อยู่ไม่นิ่งค่ะ ความแสบของหนูจะขึ้นชื่อในโรงเรียนอยู่แล้วค่ะ เป็นโรงเรียนใกล้ๆ บ้านที่หนูเรียนอยู่ที่ชลบุรีช่วงประถมจนถึงมัธยมต้น อาจารย์ที่โรงเรียนทุกคนรู้อยู่แล้วถึงความแสบความซนของหนู หนูจะเป็นคนที่ก๋ากั่น เป็นหัวโจกของเพื่อนๆ เป็นเด็กหลังห้องที่จะซ่อนขนมไว้ใต้โต๊ะ แล้วก็จะยื่นต่อให้เพื่อนตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ

 

ณ ตอนนั้นถ้ามีครูหรือผู้ใหญ่ถามว่าความฝันวัยเด็กของฮูพคืออะไร ฮูพจะตอบว่า

 

ลอกเพื่อนข้างๆ ค่ะ คือตอนเด็กๆ เขาจะให้กระดาษมาแล้วให้เขียนว่าอาชีพในฝันคืออะไร แล้วหนูไม่รู้ เพราะตั้งแต่เด็กๆ จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้มาเป็น BNK48 ก็คงคิดแค่ว่าเรียนให้จบเท่าที่แม่อยากให้เรียน แล้วก็ออกมาช่วยแม่ทำธุรกิจที่บ้าน แค่นี้เลยค่ะ ชีวิตหนูธรรมดามาก แล้วตอนเด็กๆ เพราะไม่รู้อะไรเลยก็เห็นเพื่อนสนิทหนูนั่งอยู่ข้างๆ เห็นเพื่อนเขียนว่าอยากเป็นเชฟ หนูก็เลยเขียนว่าอยากเป็นเชฟตามเพื่อน 

 

เราเป็นเด็กเรียนเก่งหรือเด็กกิจกรรมมากกว่ากัน

 

เรียนเก่งเท่ากับศูนย์ค่ะ เกรดเฉลี่ยหนูน่าจะประมาณ 1.49 มาตลอดทุกปี ตั้งแต่ช่วงประถมถึงมัธยมต้น หนูจะเป็นเด็กกิจกรรมมากกว่า หนูเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์โรงเรียน หนูเคยถือพาน แล้วหนูก็จะชอบวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่นตลอด จะเป็นเจ้าของสนามเด็กเล่นตั้งแต่เช้าเลยค่ะ ถึงโรงเรียนก็จะไปเล่นก่อนแล้วค่อยไปเรียน แล้วกลับมาก็เล่นต่อจนถึงมืด เพราะว่าแม่กับป๊าทำงาน กว่าเขาจะมารับก็ประมาณ 6 โมงทุ่มหนึ่งตลอด หนูก็จะวิ่งเล่นของหนูไปเรื่อยๆ

 

มีครั้งหนึ่งหนูเคยไม่ให้เพื่อนกลับบ้านค่ะ ต้องอยู่เล่นกับหนูจนกว่าแม่หนูจะมารับ แล้วแม่เพื่อนก็โทรมาฟ้องญาติหนูว่าทำไมหลานเธอถึงไม่ปล่อยลูกฉันกลับบ้าน ด้วยความที่หนูจะเป็นหัวโจก เพื่อนเชื่อฟัง หนูก็จะอ้อนว่าอยู่เล่นเป็นเพื่อนก่อนได้ไหม ซึ่งเพื่อนก็โอเค

 

 

เราทราบมาว่าฮูพเคยขับรถดริฟต์ด้วย ที่มาที่ไปของการขับรถดริฟต์เป็นอย่างไรบ้าง

 

มาจากคุณพ่อค่ะ คุณพ่อชอบรถมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าคุณพ่อก็เพิ่งได้มาเรียนดริฟต์รถค่ะ แล้วพอคุณพ่อได้เรียนปุ๊บ หนูก็ไปวิ่งเล่นอยู่ตามสนามที่คุณพ่อไปขับ จนวันหนึ่งคุณพ่อก็บอกให้หนูลองไปนั่งดูบ้าง เขาอยากให้ฝึกเพราะมันถึงช่วงอายุ 18 ปีที่ต้องขับรถแล้ว ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรพ่อก็อยากให้เรารู้วิธีการควบคุมรถ ถ้ารถหมุนเราจะได้รู้วิธีการควบคุม พ่อก็เลยให้ฝึกดริฟต์ค่ะ แล้วหนูเป็นคนชอบอะไรผาดโผนอยู่แล้วเลยยอมที่จะฝึก

 

นอกจากการดริฟต์รถ มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ฮูพได้ทำอีกไหม

 

เล่นเปียโนค่ะ น่าจะตั้งแต่ตอน 7 ขวบค่ะ คุณแม่ส่งไปเรียนเพราะว่าคุณแม่อยากให้เรียนบัลเลต์ แต่หนูต่อรองเพราะว่าหนูไม่อยากเรียนบัลเลต์ เพราะตอนเด็กๆ หนูเกิดมากับการเล่นเตะบอลกับญาติๆ ไม่เล่นตุ๊กตา ต่อกันดั้มกับพี่ชาย ดู Death Note เรียนเทควันโด หนูเติบโตมาแบบนั้น ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าอยากเรียนบัลเลต์ คุณแม่ก็เลยเสนอว่าถ้าไม่เรียนบัลเลต์ก็ไปเรียนเปียโน หนูเลยยอมไปเรียนมาเรื่อยๆ จนน่าจะประมาณช่วงมัธยมต้นถึงเลิกค่ะ เพราะตอนนั้นคุณแม่จะให้หนูย้ายไปอยู่โรงเรียนนานาชาติที่ต้องพูดอังกฤษล้วนแล้วหนูไม่อยากไป เพราะหนูติดเพื่อนมาก ยื้อไม่ไปมาเรื่อยๆ ประมาณปีหนึ่งได้ จนแม่ยื่นข้อเสนอว่าทำยังไงถึงจะไป หนูก็บอกว่าขอเลิกเรียนเปียโนแล้วหนูจะไป แม่ก็โอเคให้เลิกเรียนเปียโน หนูก็ได้ย้ายไปโรงเรียนใหม่ 

 

นอกจากนี้ก็เคยเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลค่ะ ไปฝึกเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลแล้วก็เคยได้ไปแข่งอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นหนูก็ย้ายโรงเรียนเลยไม่ได้เล่นต่อ พอมาอยู่ที่โรงเรียนใหม่ปุ๊บ โรงเรียนใหม่หนูค่อนข้างสนับสนุนเรื่องกิจกรรมมาก หนูได้ไปแข่งวอลเลย์บอลอีกประมาณ 2 ครั้งที่โรงเรียนใหม่ ตอนนั้นหนูชอบเล่นเบสบอลด้วยค่ะ แล้วหนูจำได้ว่าตอนนั้นหนูว่ายน้ำไม่เก่ง แต่กีฬาสีของโรงเรียนมีแข่งว่ายน้ำ หนูก็ไปเรียนว่ายน้ำเพิ่มเพื่อไปแข่งเพราะไม่อยากให้สีตัวเองแพ้ 

 

แล้วตอนที่เรียนไฮสคูลจะมีวิชาศิลปะกับวิชา DT เป็นเหมือนวิชาที่ให้เราได้เชื่อมเหล็ก ให้ต่อเป็นโครงสร้างอะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็มีเรียนแอ็กติ้งด้วย ตอนนั้นอายุประมาณ 15-17 เองค่ะ แล้วที่บ้านอาม่าหนูเป็นโรงทำอิฐใช่ไหมค่ะ ตอนเด็กๆ หนูก็เล่นกับแก๊งพี่ชาย เราเล่นปั้นลูกแก้วจากดินเหนียวแล้วก็เอาไปเผา และเอามาเล่นเป็นลูกแก้วด้วย

 

 

ขอย้อนกลับไปเรื่องความฝันวัยเด็ก จากที่เราได้ลองทำกิจกรรมหลายๆ อย่างมา มีกิจกรรมอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่แหละความฝันของฉันบ้างไหม

 

ไม่มีเลยค่ะ แค่รู้สึกว่าทำแล้วสนุก ได้เอ็นจอยกับทุกๆ โมเมนต์ที่ทำ หนูเป็นคนที่ไหลตามคนอื่นง่ายมาก อย่างตอนมัธยมที่หนูต้องเลือกเรียนมหาวิทยาลัย หนูเลือกเรียนเกี่ยวกับกราฟิกดีไซน์ เพราะที่ไฮสคูลเราจะเลือกวิชาเรียนได้อิสระว่าอยากเรียนวิชาอะไรบ้าง แล้วตอนนั้นหนูเลือกเรียนอาร์ต เพราะว่าก่อนหน้านี้โรงเรียนมีบังคับเรียนอาร์ต แล้วหนูให้เพื่อนทำการบ้านให้ เขาจะให้วาดนาฬิกาทรายเป็นการบ้านแล้วหนูทำไม่ทัน หนูเลยให้เพื่อนทำให้แล้วไปส่งอาจารย์ แล้วดันได้คะแนน A+ หนูเลยแบบแย่แล้วถ้าหนูทำครั้งต่อไปไม่ดีแปลว่าอาจารย์จะจับได้แน่นอนว่าหนูให้เพื่อนทำการบ้านให้

 

หลังจากนั้นหนูก็เลยทำเองจนได้ A มาตลอด อาจารย์เลยแนะนำว่าวิชาเลือกให้เลือกเป็นอาร์ตสิ หนูก็เลือกค่ะ พอเลือกเสร็จปุ๊บก็เรียนมาจนทำพอร์ตโฟลิโอเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นหนูยังไม่รู้เลยนะคะว่ามหาวิทยาลัยอยากเข้าคณะอะไร ไม่รู้เลยจริงๆ ไม่มีแพลนเลย แล้วอาจารย์ก็เดินมาบอกว่าอาจารย์เชียร์ให้เรียนสายอาร์ตนะ หนูก็เลยเรียนเพราะว่าอาจารย์บอกค่ะ ซึ่งจริงๆ ตอนแรกอาจารย์เชียร์ให้ไปเรียนที่อังกฤษด้วย แล้วหนูก็มีสมัครไปเรียนที่อังกฤษเรียบร้อยแล้วด้วย

 

เราได้พัฒนาอะไรในตัวเองจากการเป็นเด็กกิจกรรมบ้างไหม 

 

รู้สึกว่าหนูกลายเป็นคนที่กล้าเสี่ยง กล้าลองทำอะไรใหม่ๆ ค่ะ จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างมัน อย่างน้อยก็ได้ลอง 

 

เราเป็นคนที่อยากเอาชนะไหม 

 

มากค่ะ หนูว่าหนูเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ ตั้งแต่ให้เพื่อนทำการบ้านให้แล้วเพื่อนได้ A หนูก็จะรู้สึกว่าฉันต้องทำยังไงก็ได้ให้ได้ A ตลอด เพื่อพิสูจน์ว่าฉันทำเองนะ รู้สึกว่าทุกวันนี้ก็เป็นค่ะ ถ้าเกิดอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจเรา เราจะพยายามทำจนกว่าเราจะได้ หรือสมมติว่าถ้าใครมาพูดสบประมาทเรา เราก็จะแบบว่าได้ คุณพูดแบบนั้นใช่ไหม เดี๋ยวรอดูเลย

 

 

ฮูพเคยให้สัมภาษณ์ว่าจุดเริ่มต้นในการเข้ามาเป็น BNK48 มาจากคุณพ่อที่ชื่นชอบเฌอปราง (เฌอปราง อารีย์กุล ชิไฮนินหรือผู้จัดการวง BNK48) อยากให้เราเก่งและมีความรับผิดชอบแบบเขา เลยแนะนำให้เราสมัคร BNK48 พอได้เข้ามาเป็นหนึ่งใน BNK48 รุ่นที่ 3 แล้ว ได้มาเจอกับเฌอปรางตัวจริงเป็นอย่างไรบ้าง

 

ตอนนั้นหนูไม่ค่อยได้คุยกับพี่เฌอเท่าไรค่ะ แต่เขาก็เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว เขาทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เขาเหมือนเป็นแม่คนหนึ่ง กับรุ่น 3 เขาเหมือนคอยโอบกอดรุ่น 3 เพราะรุ่น 3 เป็นรุ่นที่กลัวรุ่นพี่มาก จะไม่ค่อยกล้าคุยกับรุ่นพี่ มีแค่แพนเค้ก (แพนเค้ก-พิทยาภรณ์ เกียรติฐิตินันท์ สมาชิกรุ่นที่ 3) ที่ชอบวิ่งไปหารุ่นพี่ ส่วนคนอื่นถ้าชอบก็จะอยู่นิ่งๆ จะไม่พูด ก็จะมีพี่เฌอที่คอยบอกว่าเข้าไปคุยกับพี่ๆ เร็ว อะไรแบบนี้ค่ะ

 

ส่วนได้เจอเพื่อนๆ รุ่น 3 ก็สนุกมากค่ะ ช่วงแรกๆ เป็นช่วงโควิดเลยทำให้เราไม่ได้เจอหน้ากันเท่าไร พวกหนูก็จะตั้งกลุ่มวิดีโอคอลกันเกือบทุกวันค่ะ คือช่วงนั้นหนูสนิทกับเอิร์ธ (เอิร์ธ-นภสรณ์ ศิริปาณี สมาชิกรุ่นที่ 3) ค่ะ แต่เหมือนตอนนั้นจะไม่ค่อยได้คุยกับเอิร์ธเท่าไร จะได้คุยกับน้องปาเอญ่า (ปาเอญ่า-นิพพิชฌาน์ พิพิธเดชา สมาชิกรุ่นที่ 3) มากกว่า ซึ่งอายุหนูก็ต่างกันแต่พวกหนูวิดีโอคอลกันทุกวัน ผลัดกันหาคอนเทนต์ทำ ช่วยกันฝึกแต่งหน้า ทำผม ทำนู่นทำนี่ไปด้วยกันเรื่อยๆ เลยรู้สึกสนุกค่ะ พอได้เข้ามาอยู่หอด้วยกันก็นอนห้องเดียวกัน ชอบ K-Pop เหมือนกัน อยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ โชคดีที่ยุคหนูได้อยู่หอกันเยอะ ได้ทำกิจกรรมที่หอกันเยอะมากๆ เหมือนได้ไปอยู่หอพัก ซึ่งตอนไฮสคูลจะมีหอพักให้แต่แม่ไม่ให้อยู่ แต่หนูอยากอยู่มาก มันเลยเป็นความฝันของหนูที่จะได้อยู่หอพัก พอได้มาอยู่ก็รู้สึกสนุกมากค่ะ 

 

พอเราได้เป็นไอดอล มีแฟนคลับที่มาติดตามครั้งแรกๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง  

 

ตื่นเต้นไปหมดเลยค่ะ ตอนนั้นตื่นเต้นแล้วก็ดีใจที่คนชอบเรา คนรักเรามากๆ ตอนนั้นหนูก็ไม่ได้อะไรเลย แค่รู้สึกว่าอยากทรีตเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ช่วงแรกๆ เราไม่ได้กดดันเท่าไร จนมาถึงช่วงเดบิวต์ที่เหมือนจะเริ่มมีความรู้สึกเข้ามาว่าแฟนๆ เราลดลงหรือเปล่า หรือแฟนคลับเลิกตามเราเยอะหรือเปล่าอะไรแบบนี้ 

 

วันที่ BNK48 รุ่นที่ 3 เดบิวต์อย่างเป็นทางการ ความรู้สึกของเราตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

 

ตอนนั้นรู้สึกไม่เป็นตัวเองค่ะ เพราะเป็นช่วงเดบิวต์ใหม่ๆ ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนเราเป็นแบบไหน มันคือช่วงที่เราพยายามอยากเป็นไอดอลให้ได้มากที่สุดเพื่อให้คนชอบเรา บวกกับคนจะชอบพูดว่าชอบเพอร์ฟอร์แมนซ์ของพี่มิวสิค (มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ อดีตสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 1) จังเลย พอเราไปดูพี่มิวสิคแล้วแบบโห ไอดอลมาก เราก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้เราเป็นไอดอลแบบนั้น เลยรู้สึกว่าเป็นช่วงที่ไม่ได้เป็นตัวเองขนาดนั้น

 

ฮูพมีวิธีการในการค้นหาตัวเอง ณ ช่วงเวลานั้นอย่างไรบ้าง

 

ตอนนั้นหนูได้พี่ปัญ (ปัญ-ปัญสิกรณ์ ติยะกร อดีตสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 1) ที่เป็นคนมาบอกค่ะ เพราะว่าตอนได้มาขึ้นแสดงเธียเตอร์ในสเตจ Team BIII แรกๆ หนูจะไม่กล้าเต้นแรง ไม่กล้าเต้นเป็นตัวของตัวเองขนาดนั้น เพราะกลัวว่าถ้าเราเต้นเป็นตัวของตัวเองแล้วรุ่นพี่จะไม่ชอบเราหรือเปล่า เราก็จะเต้นน้อยๆ เต้นเบาๆ ไม่กล้าแสดงสีหน้า เพราะตัวหนูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น กลัวว่ารุ่นพี่จะไม่ชอบ จนพี่ปัญเดินเข้ามาบอกว่าทำไมตอนซ้อมถึงทำได้ดีจัง เพราะตอนซ้อมกับเพื่อนรุ่น 3 กันเองหนูจะกล้าใส่สุด ปล่อยจอย ซึ่งตอนที่พี่ปัญมาดูสอบเขาบอกเขาชอบมาก ทำไมตอนขึ้นสเตจถึงไม่ทำ หนูก็เลยบอกเขาว่าหนูไม่กล้า หนูกลัวว่าจะเกินพี่ๆ เขาหรือเปล่า พี่ปัญก็บอกว่าทำมาเลย เป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่เลย

 

หลังจากนั้นหนูก็เลยกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สบายใจในการเป็นตัวเองมากขึ้น สบายกาย สบายใจ รู้สึกสนุกกับมันอีกครั้งหลังจากตอนแรกๆ ที่ไม่ได้รู้สึกสนุกขนาดนั้น ก็เริ่มกลับมารู้สึกสนุกอีกครั้ง อยากขึ้นเธียเตอร์บ่อยๆ จะได้โชว์อะไรใหม่ๆ ให้ทุกคนดู 

 

ส่วนเรื่องความกดดันก็ไม่ค่อยมีเท่าไร จริงๆ ทุกครั้งที่มาสัมภาษณ์ซิงเกิลแล้วถามว่ากดดันไหม จริงๆ หนูไม่รู้สึกกดดันอะไรขนาดนั้น อาจจะรู้สึกกดดันช่วงแรกๆ แต่ไม่นานก็หายแล้ว

 

 

เพลงเดบิวต์ของรุ่นที่ 3 มีชื่อว่า First Rabbit ความรู้สึกของฮูพที่ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรก กับการกลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้งในปัจจุบันแตกต่างกันไหม 

 

ตอนฟังเพลง First Rabbit ช่วงนั้นรู้สึกฮึกเหิมค่ะ รู้สึกว่าฉันต้องสู้ พอมาฟังตอนนี้ก็รู้สึกว่า First Rabbit เป็นเพลงที่เศร้ามาก เป็นความเศร้าที่คิดถึงเพื่อนๆ รู้สึกว่าผ่านอะไรกับเพื่อนมาเยอะมากๆ แต่ว่ามันก็มาถึงวันที่เราต้องปล่อยเพื่อนไปทีละคนแล้ว เพื่อนจะออกจากฝูงไปทีละคนแล้ว มันก็เลยรู้สึกเศร้า 

 

วันที่รู้ว่าเพื่อนของเราตัดสินใจประกาศจบการศึกษาครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง 

 

ร้องไห้หนักมากค่ะ ตอนนั้นน่าจะเป็นพิม (พิม-ณิชารีย์ วชิรลาภไพฑูรย์ อดีตสมาชิกรุ่นที่ 3) ที่ออกก่อน ตอนนั้นรู้สึกแย่มากเพราะว่าเราผูกพันกับเขามากๆ น้องคือคนที่เราเอ็นดูมาก แต่กลายเป็นว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ยินเสียงน้องพิมพูดในห้องซ้อมแล้ว หนูก็เศร้าค่ะ พอพิมออกปุ๊บ แพม (แพมแพม-สาริศา วรสุนทร อดีตสมาชิกรุ่นที่ 3) ก็ออกตามเลย ก็ยิ่งเศร้าไปกว่าเดิมที่ต้องปล่อยเพื่อนไปแล้ว 

 

ในคอนเสิร์ตเดี่ยวของรุ่นที่ 3 เราได้พาอดีตเมมเบอร์รุ่น 3 กลับมาแสดงด้วยกันอีกครั้งในโชว์ First Rabbit วันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

หนูเป็นคนคิดมาค่ะ เหมือนพอรู้ว่าเราจะได้ทำคอนเสิร์ตรุ่น 3 หนูก็พูดกับพี่เฌอเลยว่าหนูขอพิมกับแพมกลับมาได้ไหม หลังจากนั้นหนูก็ไปล็อกตารางน้องสองคนเลยว่าเคลียร์ตารางตัวเองมาให้หน่อย แล้วก็เริ่มจัด Position ต่างๆ เขียนบล็อกกิ้งใหม่ เพราะด้วยความที่หนูกับปาเอญ่าเป็นดับเบิลเซ็นเตอร์ด้วยกัน แต่หนูอยากให้ 2 คนนั้นได้เฉิดฉายบ้าง เลยเปลี่ยนมาให้สองคนนี้ได้อยู่ Position ที่ทุกคนเห็นได้ชัด เหมือนกับตอนสเตจจบการศึกษาของน้องแพม หนูก็สละ Position เซ็นเตอร์ตัวเองให้น้องแพมได้มายืนแทน เพราะว่าอยากให้น้องได้เปล่งประกายในเพลงนี้

 

แล้วตอนนั้นเป็นการเต้น First Rabbit ครบ 18 คนครั้งแรกด้วย เพราะวันคอนเสิร์ต BNK48 & CGM48 Request Hour 2022 จะเป็นวันที่ได้เต้น First Rabbit ครบ 18 คน แต่หนูติดโควิดก็เลยไม่ได้เต้น เป็นเรื่องที่เศร้ามากที่ติดอยู่ในใจหนูมาโดยตลอด จนวันนั้นมันได้ปลดล็อกที่เราได้เต้น 18 คนแล้ว

 

 

บรรยากาศของเพื่อนๆ หลังจากคอนเสิร์ตจบเป็นอย่างไรบ้าง

 

ทุกคนแฮปปี้แล้วก็เอ็นจอยกับคอนเสิร์ตมากค่ะ มีหนูที่ร้องไห้ เพราะเป็นครั้งแรกของหนูที่ทำงานใหญ่ขนาดนี้ด้วย เพราะว่าหนูลงมือทำคอนเสิร์ตเองด้วย ทั้งประสานงาน เขียนบล็อกกิ้ง จัดการชุด ดูสเตจ ดูไฟ เป็นคนบรีฟว่าวิชวลข้างหลังอยากได้เป็นธีมไหน เพลงนี้อยากได้สีอะไร เอฟเฟกต์ต่างๆ คือหนูเข้าประชุมตลอด ต้องซ้อมด้วย ซ้อมอยู่ก็ต้องแก้บล็อกกิ้งไปด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นผลงานชิ้นใหญ่ของเราที่เรารู้สึกกดดันมากๆ และต้องทำมันออกมาให้ดี

 

แล้วตอนนั้นบัตรขายไม่หมดด้วย เลยทำให้หนูรู้สึกว่าทำยังไงก็ได้ให้คนที่ไม่ได้ซื้อบัตรเสียดายที่ไม่ได้มาดูคอนเสิร์ตนี้ หนูก็ลงทุนทำทุกอย่าง อะไรเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยน อะไรที่ลงทุนเองได้ก็ลงทุน อะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้ก็ทำ หนูให้ใจแล้วก็ให้แรงกายทุกอย่างกับคอนเสิร์ตรุ่น 3 มากๆ เพราะหนูรู้สึกว่าคอนเสิร์ตรุ่น 3 มีแค่ครั้งเดียว อีกครั้งหนึ่งมันก็คงเป็นคอนเสิร์ตจบการศึกษาแล้ว ซึ่งหนูไม่อยากให้คอนเสิร์ตนี้มันออกมาไม่ดี หนูก็เลยลุยเต็มที่ทุกอย่าง ตอนบูมก่อนขึ้นหนูก็พูดกับเพื่อนว่าวันนี้ทำให้เต็มที่ที่สุดนะ ทำยังไงก็ได้ให้คนที่ไม่มาดูเราเขาเสียดายที่ไม่ได้มาดู แล้วทุกคนก็คือมีแรงฮึดสู้กันหมดเลย

 

เป็นคอนเสิร์ตที่รู้สึกประทับใจมากค่ะ ระหว่างทางหนูร้องไห้บ่อยมาก หนูรู้เลยว่าตอนนั้นหนูเครียดและเคร่งกับเพื่อนๆ มาก เพราะอยากให้โชว์มันออกมาดีที่สุด ตอนที่จบคอนเสิร์ตพอเดินลงบันไดปุ๊บหนูร้องไห้หนักมากค่ะ แต่ว่าโชคดีที่ตอนนั้นมีพี่มิโอริ (มิโอริ โอคุโบะ อดีตสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 1) ยืนรอรับอยู่ข้างล่าง เหมือนเขารู้ว่าหนูไม่ไหวแล้วแน่ๆ เขาเลยมายืนรอรับข้างล่างบันได แล้วพอได้ยินแฟนๆ บอกว่าคอนเสิร์ตรุ่น 3 เป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตของ BNK48 ที่ยอดเยี่ยมมาก หนูก็ภูมิใจและแฮปปี้มากๆ 

 

ตลอดการทำงานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันคอนเสิร์ตจบ มีภาพไหนที่เรายังจดจำได้ดีจนถึงตอนนี้บ้างไหม

 

เป็นตอนที่อยู่ดีๆ ทุกช่วงเวลาของชีวิตหนูคือการเขียนบล็อกกิ้งค่ะ หนูกินข้าวอยู่ที่บ้านก็เขียนบล็อกกิ้ง เดินอยู่ในออฟฟิศก็เขียนบล็อกกิ้ง ยืนซ้อมอยู่ก็เขียนบล็อกกิ้ง เป็นช่วงเวลาที่โคตรจะจดจำว่าชีวิตหนึ่งเราสู้กับสิ่งนี้มากๆ

 

ซึ่งมันทำให้หนูได้ปลดล็อกสกิลหลายๆ อย่างเยอะนะคะ หนูกลายเป็นคนที่จัดสรรเวลาตัวเองได้ดีขึ้นค่ะ แล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาของตัวเองมันสูญเปล่าไป กับอีกอันหนึ่งคือสกิลการควบคุมงานหน้างาน รวมถึงวิธีการรับมือกับตัวเองด้วย

 

 

กระโดดข้ามมาที่ปัจจุบัน ฮูพได้มารับตำแหน่งกัปตันวงคนใหม่ของ BNK48 รู้สึกอย่างไรบ้างกับการรับตำแหน่งนี้ 

 

ค่อนข้างแปลกใจค่ะ เพราะเหมือนหนูเคยรู้มาว่าตอนที่จะเป็นกัปตัน Team BIII พี่ๆ แก๊งกัปตันคือไปไฟต์เพื่อให้หนูได้เป็น ก็เลยรู้สึกแปลกใจว่าผู้ใหญ่เขาเชื่อใจเราขนาดนี้เลยเหรอที่ให้เรามาทำตำแหน่งนี้ เหมือนพี่เฌอก็เคยเกริ่นๆ มาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือไม่จริง หนูก็เลยไม่ได้มีช่วงเวลาที่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไร แต่รู้สึกเหมือนว่าตอนนี้ยังฝันอยู่ 

 

จำได้ว่ารู้ก่อนประกาศจริงประมาณ 4 เดือนได้ค่ะ แล้วก่อนหน้านั้นก็น่าจะมีพี่เฌอที่คอยพูดมาก่อนแล้วว่าตอนแรกอาจจะไม่มีกัปตันวง แล้วพี่เฌอก็เคยมาพูดว่าอยากให้หนูมาเป็นกัปตันวง หนูเลยคิดว่าก็คงไม่มีกัปตันวงหรอก เพราะว่ายังไงก็มีพี่เฌออยู่แล้ว ก็เลยเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เซอร์ไพรส์ แล้วมันก็ไม่ได้คาดหวังไว้ค่ะ

 

ในช่วง 4 เดือนนั้นฮูพได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อมารับตำแหน่งกัปตันวงบ้างไหม

 

รู้สึกว่าพี่เฌอคอยเตือนหนูมาโดยตลอดค่ะ แล้วก็คอยป้อนงานให้หนูทำ ให้หนูได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มาตลอด อย่างคอนเสิร์ตรุ่น 3 เองก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของเขาเหมือนกัน แล้วก่อนที่เขาจะคอยมอบหมายตำแหน่งให้ใครทุกครั้งเขาจะลองโยนปัญหาให้ทุกคนลองแก้ก่อน นิสัยเขาจะเป็นแบบนี้ ก็เลยคิดว่าเราได้เรียนรู้มาจากสิ่งที่เขาปูให้เราทำมาเรื่อยๆ ถ้ามานั่งนึกย้อนคิดว่าตั้งแต่เทรนนี่สเตจของรุ่น 3 ด้วยซ้ำที่เขาคอยให้เราดูแลเพื่อนๆ 

 

หน้าที่หลักๆ ของกัปตันวงต้องทำอะไรบ้าง 

 

ไม่มีขอบเขตค่ะ โอเคอาจจะมีเป็น Job Description มาให้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง แต่มันก็มีดีเทลอื่นๆ ที่ไม่ได้เขียนอยู่ในนั้นที่เราต้องทำ ส่วนมากก็จะดูแลน้องๆ ดูแลสภาพจิตใจว่าน้องๆ เป็นยังไงบ้าง คอยจัดตารางงาน คอยจัดตารางซ้อม ถ้ามีอีเวนต์มาพี่เฌอก็จะส่งมาให้ว่าเดี๋ยวมีอีเวนต์นี้นะ จัดตารางซ้อมให้น้องหน่อย อยากให้น้องซ้อมกี่วัน อยากให้น้องซ้อมเมื่อไร เวลาไหน ตารางอัดเสียง ตารางทำนู่นนี่นั่น พอครูเช็กชื่อขาดลามาสายเราก็ต้องรวบรวมว่าคนนี้เป็นยังไงบ้าง ความประพฤติของแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง สกิลใครพัฒนาขึ้นบ้าง ใครตอนนี้ที่โดดเด่นขึ้นมาบ้าง 

 

อารมณ์เหมือนเป็นหัวหน้าห้องค่ะ แต่ว่าทำงานเบื้องหลังด้วย อย่างเช่นเข้าประชุมว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง อยากเพิ่มเพอร์ฟอร์แมนซ์ตรงไหน หรือว่ามีงานตรงนี้เกิดขึ้น เราต้องคอยไปดูแบ็กสเตจว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง สมมติว่าหนูพาเพื่อนมาออกเดินสาย ก็ต้องคอยนำเพื่อนๆ ออกสื่อ คอยบอกเพื่อนๆ ว่าเรามีอะไรที่ต้องอัปเดต พรุ่งนี้มีอะไรบ้าง ประมาณนี้

 

แล้วตอนนี้หนูก็ทำเทรนนี่สเตจของรุ่น 4 อยู่ค่ะ โดยมีพี่แพนด้า (แพนด้า-จิดาภา แช่มช้อย อดีตสมาชิกรุ่นที่ 2) เป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำพื้นฐานมาให้ก่อน แล้วหนูที่เป็นสเตจไดเรกเตอร์ก็มาปรับเปลี่ยน เลือกคน เลือกตำแหน่ง มาเขียนบล็อกกิ้ง อันไหนลดคนก็เปลี่ยน จัดตารางซ้อม เข้าไปดูซ้อม ประเมินว่าใครควรได้ขึ้นไหม เรื่องชุดด้วยว่าอยากได้ชุดแบบไหน ส่วนรุ่น 5 หนูก็ช่วยดูด้วยแต่จะมีพี่เฌอที่คอยดูแลเป็นหลักค่ะ

 

ด้วยความที่เรามีประสบการณ์จากการทำคอนเสิร์ตรุ่น 3 มาก่อนด้วยไหม เลยทำให้เราสามารถจัดการงานต่างๆ ได้ดีขึ้น

 

หนูว่าครั้งแรกที่หนูได้ทำคือสเตจ Team BIII ค่ะ ตอนที่พี่ปัญกำลังจะจบการศึกษา เขาก็รีบส่งงานต่อให้หนูได้ลองทำตอนที่เขายังอยู่ค่ะ เพื่อที่จะได้ลองสนามจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรที่ต้องรับผิดชอบบ้าง อย่างเช่นตอนแรกหนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากัปตัน Team ต้องเป็นคนกำหนดว่าเลขไมค์คือเลขอะไร ต้องกำหนดด้วยว่าใครขึ้น MC ท่อนนี้ ใครกำลังจะลง ใครจะอยู่บนเวทีต่อกี่นาที หนูไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องทำ รู้แค่ว่าจัดการเพื่อนเสร็จก็โอเคที่เหลือให้เขาดูแล ยิ่งตอนไปแสดงที่เชียงใหม่ หนูต้องเป็นคนไปคอยดูไฟเองว่าขอไฟแบบนี้ ให้เขามิกซ์ไฟให้ดูว่าไฟสองสีนี้ผสมกันเอาประมาณไหนดี คือดูเยอะขนาดนั้นเลย

 

และเราได้คำแนะนำจากพี่ปัญมาด้วย เราได้ทำเองด้วย แล้วตอนนั้นมีพี่มิโอริที่คอยเป็นแบ็กอัปเราที่ดีมากๆ ด้วย เลยกลายเป็นว่าหนูได้สกิลจากประสบการณ์ตรงนั้นมาเยอะค่ะ พอทำคอนเสิร์ตรุ่น 3 เราก็ยิ่งเข้าใจในเชิงวิชวล ต้องมาคุยกับลูกค้า คอยคุยกับซัพพลายเออร์ว่าเราต้องการแบบนี้นะ เพลงนี้เป็นแบบนี้ นาทีที่เท่านี้ขอมีอันนี้ขึ้นมา นาทีที่เท่านี้ขอแบ็กเอาต์อะไรอย่างนี้ค่ะ มันเลยทำให้หนูเข้าใจมากขึ้น แล้วพอได้มาทำสเตจของรุ่น 4 เราจะยิ่งรู้มากขึ้นว่างานของหนูจะต้องทำอะไรบ้างถึงจะออกมาเป็นสเตจที่สมบูรณ์แบบ 

 

 

ในมุมของฮูพเมมเบอร์รุ่นที่ 4 เป็นอย่างไรบ้าง 

 

จริงๆ รุ่น 4 มาทางสายไอดอลค่อนข้างเยอะพอสมควรค่ะ ตอนที่เข้ามาแรกๆ Team BIII กับ Team NV เขาก็จะเกร็งๆ กันอยู่ว่าคาแรกเตอร์ของใครจะเหมาะกับ Team ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น NV หลายคนมากๆ แต่ว่ามาตอนนี้น้องๆ ก็ได้โชว์หลายๆ ด้านมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าน้องเราสามารถไปได้ทั้งเวย์เท่ๆ ขรึมๆ หรือสดใสไอดอลก็ไปได้ รู้สึกว่าน้องมีความสู้และความฮึดในตัวเยอะมากๆ น้องอาจจะไม่ได้หัวไว แต่ว่าน้องเลือกที่จะอยู่ซ้อมต่อจนกว่าตัวเองจะได้ ให้ครูอยู่ช่วยโฟกัสน้องให้ ช่วยติวเข้มให้น้องเพิ่มค่ะ 

 

ซึ่งหนูก็รู้สึกประทับใจในรุ่น 4 มากๆ เหมือนกัน จริงๆ หลังๆ มานี้หนูก็ไม่ค่อยห่วงค่ะ เพราะรู้ว่าถ้าอันไหนน้องทำไม่ได้น้องจะฝึกมา น้องจะไปให้ครูช่วย อย่างหนูเองก็จะคุยกับครูตลอดเหมือนกันว่าซ้อมเป็นยังไงบ้าง ซ้อมไปถึงไหนแล้ว คิดว่าทันไหม ถ้าไม่ทันเราเพิ่มวันซ้อมไหม เราเจาะใครเพิ่มดีไหม ครูก็จะส่งเป็นคลิปมาให้ดูตลอดทุกวันที่มีซ้อมค่ะ หนูก็จะคอยเช็กตลอด

 

สลับมาที่เพื่อนๆ รุ่น 3 กันบ้าง ฮูพมองเห็นการเติบโตของเพื่อนๆ ที่เดบิวต์มาพร้อมกันอย่างไรบ้าง 

 

รู้สึกว่าทุกคนหาตัวเองเจอกันหมดแล้ว ทุกคนอยู่ในจุดที่รู้แล้วว่าอะไรคือเสน่ห์ของเรา เราจะทำอย่างไรถึงจะดึงเสน่ห์ของเราออกมาได้ ทุกคนรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือตัวเองชอบด้านไหน อย่างเฟม (เฟม-นันทภัค กิตติรัตนวิวัฒน์ สมาชิกรุ่นที่ 3) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ว่าพัฒนามาไกลมากๆ ค่ะ จากน้องที่เต้นไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น แล้วก็จัดระเบียบร่างกายไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ตอนนี้น้องก็ทำยูนิต QUADLIPS (โปรเจกต์พิเศษที่รวบรวม 4 สมาชิกจากวงน้องสาวของ AKB48 ได้แก่ SKE48, JKT48, MNL48 และ BNK48 มาฟอร์มวงเป็นยูนิตพิเศษ) ออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งหนูโคตรภูมิใจ 

 

ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นหนูรู้สึกว่ามันถึงยุคของเราแล้ว หนูเองก็เคยไปกระซิบกับพี่เฌอเหมือนกันว่าพี่มันถึงยุคของรุ่น 3 แล้ว หาอะไรให้รุ่น 3 ทำหน่อยไหม เพราะเราก็อยากให้เพื่อนๆ ได้รับโอกาสหลายๆ อย่าง ด้วยความที่เราอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดว่าเราได้รับโอกาสเยอะมาก แต่เพื่อนไม่ค่อยได้รับโอกาสเลย เลยรู้สึกว่าเรามาถึงจุดที่ได้มาเป็นกัปตันวงแล้ว อาจจะไม่ได้ตัดสินใจได้ แต่ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงได้แล้ว เลยเป็นจุดที่หนูอยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่าเพื่อนหนูก็มีสกิลนะ อยากให้ทุกคนได้เห็นเพื่อนหนูทำอะไรอย่างอื่นมากขึ้น อย่างล่าสุดที่พีค (พีค-ภูษิตา วัฒนากรแก้ว สมาชิกรุ่นที่ 3) กับอีฟ (อีฟ-อิสรีย์ ทวีกุลพาณิชย์ สมาชิกรุ่นที่ 3) ได้ไปเดินแบบ หนูก็แบบนี่แหละๆ ซึ่งทุกครั้งที่เพื่อนได้ไปออกงานหรือว่าได้รับโอกาสหนูก็ดีใจทุกครั้ง แล้วก็แฮปปี้มาก อยากให้เพื่อนได้ออกไปทำงาน ได้ไปทำนู่นนี่นั่นบ้างค่ะ

 

ตลอดระยะเวลา 4 ปีเศษๆ ที่ฮูพได้เข้ามาเป็น BNK48 ฮูพคิดว่าวงเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 

 

หลายคนอาจจะมองว่าวงไม่ได้เติบโตขึ้นขนาดนั้น แต่สำหรับหนูรู้สึกว่ารากฐานมันแข็งแรงขึ้น ในเชิงที่ทุกคนมีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง มีห้องซ้อมที่ดี มีทรัพยากรทั้งหมดที่ดี มีทีมงานที่ดี เป็นช่วงที่มันกำลังจะไปได้ดี มีคอนเน็กชันที่ดีด้วย ได้ไปจับมือกับบริษัทอื่นๆ แล้วก็ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ในช่วงที่ TikTok กำลังมาด้วย ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถเติบโตได้ไกลมากกว่านี้ ต้องรอติดตามดูค่ะว่าจะเป็นยังไงต่อไป

 

เป้าหมายของฮูพที่อยากทำให้สำเร็จในฐานะกัปตันวงคืออะไร

 

อยากให้คนรู้จักหนูว่าหนูเป็น BNK48 และกัปตันวง BNK48 ค่ะ อย่างปกติจะเป็นพี่เฌอที่เป็นโลโก้ของวง ก็อยากพยายามผลักดันตัวเองยังไงก็ได้ให้ไปอยู่ตรงจุดนั้น เพราะมีคนเคยพูดว่ากัปตันวงใครๆ ก็เป็นได้ เราเลยรู้สึกว่าได้ เดี๋ยวเราจะทำให้ดูว่ามันไม่ใช่ใครก็เป็นได้

 

 

ฮูพเคยเล่าว่าแพสชันในการเป็น BNK48 ของเราในตอนนี้คือ “เพราะเราอยู่ที่นี่แล้วมีความสุขจริงๆ เราจึงอยู่ต่อ” ในช่วงแรกๆ ของการเป็น BNK48 แพสชันของฮูพคืออะไร 

 

หนูเคยอยากไปต่างประเทศในนาม BNK48 มาก่อนค่ะ เพราะเคยมีบางคนชอบบอกว่าที่บ้านมีฐานะก็ให้ที่บ้านมาจ่ายสิ ซึ่งหนูไม่ชอบเลย เพราะในมุมของหนู หนูอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าหนูสามารถเติบโตด้วยตัวเองได้ ด้วยความที่คุณพ่อหนูก็เป็นคนแบบนั้น คุณพ่อหนูเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจของที่บ้านต่อ เขาก้าวข้ามเซฟโซนของตัวเองออกมาเพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะเขาอยากพิสูจน์ว่าเขาทำได้ ซึ่งหนูเองก็อยากทำแบบนั้นให้ได้เหมือนกัน แล้วทุกครั้งที่มีการโหวตเกิดขึ้นก็จะมีคนบอกว่าถ้าอยากไปก็ให้ที่บ้านมาจ่ายสิ ซึ่งจริงๆ หนูไม่ได้อยากให้เขามาทำอะไรให้หนู แต่หนูอยากจะพิสูจน์ด้วยตัวเอง เราอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเองนะ

 

พอจำได้ไหมว่าแพสชันของเราเปลี่ยนแปลงไปตอนไหน

 

หลังงานจับมือค่ะ เคยมีช่วงหนึ่งที่หนูไม่มีความสุขมาก่อน ไม่มั่นใจในตัวเองมาก่อน คือช่วงซิงเกิล Kibouteki Refrain เป็นช่วงที่หนูได้ทำงานกับคนที่หนูรักมากคือน้องคนิ้ง CGM48 (คนิ้ง-วิทิตา สระศรีสม) ที่เป็นดับเบิลเซ็นเตอร์ด้วยกัน โดยคนิ้งเป็นตัวแทน CGM48 ส่วนหนูเป็นตัวแทน BNK48 แต่หนูกลับไม่มีความสุขเลย เพราะมันเป็นเพลงที่น่ารักมากๆ แต่หนูรู้สึกว่าหนูไม่สามารถทำพาร์ตไอดอลได้ดีขนาดนั้น ก็เลยเป็นซิงเกิลที่เปลี่ยนชีวิตหนูหลายเรื่องเลยค่ะ อย่างแรกคือตอนนั้นหนูไม่ความสุขเลย จนทำให้หนูไม่อยากเป็นเซ็นเตอร์อีกต่อไปแล้ว จริงๆ หนูเคยพูดกับพี่ทีมงานและพี่เฌอแล้วด้วยว่าหนูขอไม่เป็นเซ็นเตอร์อีกแล้ว เพราะยิ่งมาซิงเกิล Kiss Me! ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าหนูไม่ได้เหมาะกับการยืนตำแหน่งเซ็นเตอร์

 

อีกอย่างหนึ่งที่ปลดล็อกก็คือ สุดท้ายแล้วเราก็น่ารักในเวย์ของเรานี่แหละ เพราะหนูได้แฟนคลับมาให้กำลังใจหนูเยอะมากๆ ในงานจับมือ เหมือนตอนซิงเกิล Kibouteki Refrain หนูโดนหลายเรื่องมาก เรื่องเซ็นเตอร์เงาอีก ทำไมเซ็นเตอร์ไม่เป็นคนนี้ ซึ่งหนูรู้สึกแย่มาก กลายเป็นว่าคนไม่ได้ดีใจด้วยซ้ำที่เราได้เป็นเซ็นเตอร์ ยิ่งพอตอนเพลงออกก็กลายเป็นว่าคนไม่ได้พูดถึงเราว่าทำได้ดี เลยเป็นซิงเกิลที่ทำให้เราท้อมากๆ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เขาเสนอตำแหน่งกัปตันวงมาพอดีค่ะ แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าไม่เป็นดีกว่า เพราะรู้สึกว่าคนก็ไม่ได้ดูภูมิใจในความสำเร็จของเรา หรือไม่ได้เห็นในความพยายามของเราสักเท่าไร

 

แต่พอมาถึงงานจับมือแฟนๆ ก็เข้ามาให้กำลังใจเยอะมากๆ ในรอบพิเศษ ก็เลยทำให้หนูเห็นว่ามันยังมีคนที่อยู่ข้างเราจริงๆ นะ ตอนนั้นหนูเคยถามแฟนคลับหลายคนมากที่เข้ามาว่าถ้าหนูอยู่ต่ออีก 10 ปีพี่จะยังอยู่กับหนูไหม หนูไม่รู้ว่าเขาโม้หรือเปล่านะ แต่เขาก็บอกว่าไม่ว่าหนูจะอยู่อีกนานแค่ไหนพี่ก็จะอยู่ ก็เลยทำให้เรารู้ว่าสุดท้ายแล้ววันที่เราไม่เหลือใคร เราก็ยังมีเขานะ เรายังมีพ่อกับแม่เราที่ยังคอยซัพพอร์ตเราตลอด หลังจากนั้นหนูเลยรู้สึกว่าการที่หนูได้เจอแฟนๆ ในงานจับมือมันคือความสุขของหนู แล้วถ้าเกิดว่าวันหนึ่งหนูไม่มีความสุขแล้ว แปลว่าหนูก็ไม่ควรอยู่ตรงนี้แล้ว 

 

ความสุขอีกอย่างหนึ่งของหนูในการเป็น BNK48 คือการทำงานเบื้องหลังค่ะ หนูชอบทำงาน ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ พอมันเป็นช่วงที่ได้ทำงานเยอะๆ ก็เลยรู้สึกสนุกค่ะ รู้สึกว่าชีวิตมันมีอะไรให้ทำ เพราะหนูถือคติกับตัวเองว่าถ้าชีวิตเราไม่มีปัญหา ไม่มีอุปสรรคต้องแก้ ไม่มีอะไรต้องทำ ตื่นมากินข้าว เที่ยวเล่น แล้วก็จบ มันเป็นชีวิตที่น่าเบื่อ แต่ถ้าชีวิตมันมีอุปสรรคให้มาแก้ เจอปัญหา เจออะไรมารุมเร้าเยอะๆ ทำให้เราไม่อยู่นิ่ง รู้สึกว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว

 

หนูว่าทั้งชีวิตตั้งแต่ก่อนเข้าวงหรือเข้าวงมาช่วงแรกๆ หนูยังไม่เจอความสุขของหนูจริงๆ เลย เพราะว่าตอนที่หนูเรียนอาร์ตหนูก็เรียนตามที่ครูบอก พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วกลับกลายเป็นว่าหนูไม่ชอบ หนูไม่ชอบเรียนหรือทำงานจริงจังกับสิ่งที่เราชอบ เราอยากตั้งมันไว้ว่าเป็นงานอดิเรกมากกว่า แต่พอเข้ามาอยู่ในนี้แล้วมันกลายเป็นว่าการทำอะไรแบบนี้มันคือสิ่งที่หนูชอบมากๆ โดยที่หนูไม่สามารถพูดเป็นนามธรรมหรือพูดเป็นคำได้ว่ามันคือทำอะไร

 

 

สมมติว่า ณ ตอนนี้มีฮูพอีกคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างๆ มีเรื่องอะไรบ้างที่ฮูพอยากบอกกับตัวเองที่เดินทางมาจนถึงวันนี้บ้าง

 

อยากขอบคุณฮูพวันนั้นที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เยอะมากๆ ขอบคุณฮูพวันนั้นที่กล้าซน ที่กล้าเล่นทุกอย่าง ที่ไม่กลัวตาย เพราะวันนี้ฮูพกลัวตายมาก ขอบคุณที่ใช้ชีวิตในวัยเด็กมาได้คุ้มค่ามากๆ ค่ะ เพราะทำให้หนูไม่รู้สึกเสียดายชีวิตในช่วงวัยรุ่นเลย อย่างบางคนที่เข้าวงมาก็อาจจะรู้สึกเสียดายช่วงเวลาวัยรุ่นของตัวเองว่าเหมือนยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า แต่สำหรับหนู หนูรู้สึกว่าหนูไม่เสียดายเลยที่ตัวเองเข้ามาอยู่ในนี้แล้วหนูขาดช่วงเวลาวัยรุ่นไป เพราะว่าตอนเด็กๆ หนูใช้เกินกว่าคุ้มค่าแล้ว

The post ฮูพ ปาฏลี จากเด็กกิจกรรมแสบซน สู่กัปตัน BNK48 ในวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Sympathizer ภาพสะท้อนของเกาหลีและเวียดนามในทัศนะของ Park Chan Wook https://thestandard.co/the-sympathizer-park-chan-wook/ Tue, 23 Apr 2024 09:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=925795

  หากพูดถึงชื่อของ Park Chan Wook เชื่อว่าผลงานของ […]

The post The Sympathizer ภาพสะท้อนของเกาหลีและเวียดนามในทัศนะของ Park Chan Wook appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Sympathizer

 

หากพูดถึงชื่อของ Park Chan Wook เชื่อว่าผลงานของเขาน่าจะผ่านตาหลายคนมาบ้าง เช่น ภาพยนตร์ไตรภาคล้างแค้นซึ่งประกอบไปด้วย Sympathy for Mr. Vengeance (2002), Oldboy (2003), Lady Vengeance (2005) หรือจะเป็น Joint Security Area (2000), Thirst (2009), Stoker (2013), The Handmaiden (2016) และ Decision to Leave (2022) ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในระดับอินเตอร์

 

แต่นอกจากฝีไม้ลายมือในการทำหนังแล้วผู้กำกับชาวเกาหลีใต้วัย 60 ปีคนนี้ยังเข้ามามีส่วนสำคัญในการทำซีรีส์ร่วมกับทางฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลงานเรื่องล่าสุดที่เขากับ Don McKellar ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมาก็คือ The Sympathizer ซึ่งเป็นซีรีส์ความยาว 7 ตอนที่หยิบยกเอาโครงเรื่องมาจากนิยายชื่อเดียวกันที่ได้รับรางวัล Pulitzer Prize ในปี 2015 ของ Viet Thanh Nguyen ว่าด้วยการตามติดชีวิตของสายลับคอมมิวนิสต์ลูกครึ่งเวียดนาม-ฝรั่งเศสจากเวียดนามเหนือที่ถูกเรียกว่า ‘The Captain’ ซึ่งหลังจากการล่มสลายของเมืองไซ่ง่อน (เมืองโฮจิมินห์ในปัจจุบัน) ในปี 1975 เขาก็ได้ทำงานเป็นสายลับให้กับทางเวียดกงและ CIA ในเวลาเดียวกัน

 

THE STANDARD POP ได้รับโอกาสสุดพิเศษจากทาง HBO และ HBO GO ในการเข้าร่วมสัมภาษณ์กลุ่มกับผู้กำกับ Park Chan Wook พร้อมกับเยี่ยมชมสถานที่ถ่ายทำขณะที่เขาและทีมงานได้เข้ามาถ่ายทำซีรีส์เรื่อง The Sympathizer ในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา โดยหัวข้อที่สนทนานั้นนอกจากจะว่าด้วยเรื่องของการทำงานแล้ว เขายังเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตของตัวเอง รวมไปถึงประสบการณ์ที่เพิ่งจะได้เรียนรู้อีกด้วย

 

 

อะไรคือสิ่งที่โน้มน้าวคุณให้ทำเนื้อหาที่มีลักษณะเฉพาะแบบนี้? มันเกี่ยวกับสิ่งที่หนังสือบอกเล่าหรือเปล่าที่โน้มน้าวให้คุณตัดสินใจที่จะสร้างมันออกมาเป็นซีรีส์?

 

อันที่จริง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมจะได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับซีรีส์เรื่อง The Sympathizer ก่อนอื่นผมอยากจะบอกว่าผมมีความสุขและดีใจที่ได้นั่งสัมภาษณ์กับพวกคุณทุกคน และเหตุที่ว่าทำไมผมถึงตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ก็เป็นเพราะเกาหลีเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนามในครั้งนั้น 

 

พ่อของผมเคยเป็นทหารในสงครามเวียดนาม เขาไม่ได้อยู่ในการต่อสู้หรอก แต่ผมจำภาพถ่ายที่เขาถ่ายเอาไว้ตอนที่ไปเยี่ยมเยียนค่ายทหารเกาหลีในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่นั่นได้ เกาหลีและเวียดนามมีสิ่งที่ใกล้เคียงกันมากมายในหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หนึ่งในนั้นคือ การที่เราเคยอยู่ภายใต้การควบคุมของกำลังต่างชาติ หลังจากนั้นประเทศของเราก็ถูกแบ่งออกเป็นฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ และนั่นก็นำมาสู่สงครามกลางเมืองเพราะความขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างสุดขั้วระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

สำหรับคนที่เข้าใจในประวัติศาสตร์ที่มีรากลึกนี้มันไม่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องของคนอื่นเลย เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ผมสามารถเข้าใจได้ ผมรู้ว่าผมสามารถจัดการเนื้อหาเหล่านี้ได้ดี และนิยายต้นฉบับเองก็มีองค์ประกอบของ Spy Thriller อยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ดึงดูดผมก็คืออารมณ์ขันที่เต็มไปด้วยความไร้สาระของมัน ดังนั้นในขณะที่ผมกำลังเขียนเรียบเรียงเรื่องราวขึ้นมาใหม่ ผมจึงพยายามยกระดับองค์ประกอบเหล่านั้นไปด้วย และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ก็บอกผมว่า “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเรื่องราวของมันจะสนุกขนาดนี้!”

 

 

แล้วคุณเคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนที่คุณจะได้รับข้อเสนอให้มาดัดแปลงเป็นซีรีส์ไหม?

 

ก็ไม่เชิงครับ นิยายต้นฉบับแปลเป็นภาษาเกาหลี แต่ผมก็ไม่เคยมีโอกาสได้อ่านเลย ผมได้อ่านก็หลังจากที่โปรดิวเซอร์เสนอโปรเจกต์นี้ให้แก่ผมแล้ว

 

ใน The Sympathizer คุณทำงานกับนักแสดงที่มีความหลากหลายมาก อะไรคือความแตกต่างระหว่างนักแสดงตะวันตกกับเอเชีย? แล้วคุณเตรียมตัวอย่างไรบ้างในการทำงานร่วมกับพวกเขา?

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ทำงานกับนักแสดงที่พูดภาษาอังกฤษ ผมเคยร่วมงานกับพวกเขามาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Stoker (นำแสดงโดย Nicole Kidman และ Matthew Goode) และซีรีส์สัญชาติอังกฤษ 6 ตอนเรื่อง The Little Drummer Girl (นำแสดงโดย Florence Pugh และ Alexander Skarsgård) ดังนั้นผมก็เลยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับนักแสดงมากความสามารถที่พูดภาษาอังกฤษมาก่อน

 

ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนอเมริกัน อังกฤษ เกาหลี หรือเวียดนาม ผมคิดว่านักแสดงโดยทั่วไปแล้วมีลักษณะที่เหมือนกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายถึงแค่นักแสดงที่มีความสามารถ แต่หมายถึงคนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์รวมไปถึงในไทยด้วย เราอาจพูดภาษาที่ต่างกัน แต่เรามักจะแบ่งปันความรู้สึกที่เหมือนกัน

 

ในการสื่อสารหรือสนทนากับ Robert Downey Jr. แน่นอนว่าจะต้องมีล่ามที่ผมต้องคอยพูดผ่าน แต่ก็ใช่ว่าผมจะต้องอธิบายทุกอย่างเป็นประโยคยาวๆ เสมอ ผมสามารถสื่อสารกับเขาผ่านทางสายตาหรือสีหน้าได้ และเขาก็จะเข้าใจว่าเจตนาของผมคืออะไร ในทางกลับกันมันก็ไม่ยากเลยที่จะเข้าใจว่าเขาจะพยายามสื่อสารอะไรกับผม

 

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณตัดสินใจเปลี่ยนหนังสือเล่มนี้ให้กลายเป็นซีรีส์ 7 ตอนโดยที่ไม่ทำเป็นภาพยนตร์? การเล่าเรื่องแบบยาว (Long-Form) มีประโยชน์มากกว่าสำหรับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไร?

 

ผมคิดว่าสิ่งนี้ใช้ได้กับผู้กำกับทุกคน ผมไม่คิดว่าผู้กำกับคนไหนจะพูดว่า “ครั้งหน้าผมจะกำกับซีรีส์ ครั้งหน้าผมจะถ่ายทำภาพยนตร์ยาว” ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ทัศนคติที่เรามี 

 

ในกรณีนี้ ผมสนใจนิยายเรื่อง The Sympathizer และชอบไอเดียในการเล่าเรื่องด้วยภาพ ผมเลยคิดว่า “รูปแบบไหนที่จะเหมาะสมกับเรื่องนี้มากที่สุด?” หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผมก็สรุปได้ว่า 2 ชั่วโมงคงจะสั้นเกินไปที่จะยกระดับเรื่องราวและตัวละครต่างๆ ตัวอย่างเช่น Robert เล่นเป็นตัวละครที่แตกต่างกันในเรื่องราวนี้ และถ้าเราทำออกมา 2 ชั่วโมง ผมรู้สึกว่าเราไม่มีเวลามากพอที่จะแนะนำตัวละครทั้ง 4 ตัว ผมไม่อยากเลือกเส้นทางนั้นเลยตัดสินใจทำออกมาเป็นซีรีส์ 

 

 

The Sympathizer เป็นส่วนหนึ่งของ HBO และ A24 คุณเคยทำงานร่วมกับสตูดิโอแบบนี้มาก่อนไหม และคุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่ผมชื่นชอบส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยพวกเขา และในส่วนของ HBO พวกเขาได้สร้างรายการที่มีคุณภาพมากมาย ดังนั้นในการทำงานร่วมกับเครือข่าย (HBO) และสตูดิโอจึงทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถสร้างรายการและภาพยนตร์ที่มีคุณภาพได้ มันเป็นประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้เหมือนกันนะ 

 

สำหรับผมทุกครั้งที่ทำงาน ผมไม่ใช่คนประเภทที่ชอบเวลามีคนมาพูดว่า “คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” สิ่งที่ผมอยากจะได้ยินคือ ความคิดเห็นที่ฉลาด ข้อคิดเห็นที่ฉลาด และนั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ การทำงานร่วมกับสตูดิโอและเครือข่ายเลยเป็นกระบวนการที่เป็นธรรมชาติมาก และสิ่งที่ผมควรจะกล่าวถึงก็ไม่ได้มีแค่ A24 เพียงอย่างเดียว เรายังมีทีมของ Downey และ Rhombus Studio ซึ่งเป็นผู้ร่วมผลิตรายการและได้มอบประสบการณ์ด้านการสนับสนุนและความช่วยเหลือให้แก่ผมด้วย

 

 

สไตล์การกำกับและวิสัยทัศน์ของคุณเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปมากน้อยเพียงใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคุณนำสิ่งนั้นมาปรับใช้กับงานที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้อย่างไร?

 

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะพูดถึงในกำกับรายการทีวีและภาพยนตร์ยาวคือ เราไม่ได้รับอนุญาตให้มีจำนวนวันถ่ายทำมากเท่ากับภาพยนตร์ เพราะเราต้องคอยปรับเปลี่ยนบทอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนการผลิต (รวมไปถึงตอนที่กำลังถ่ายทำอยู่) ไม่เหมือนกับภาพยนตร์ที่เรามีบทที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว และจากนั้นเราก็จะมีเวลาเป็นเดือนในการเตรียมตัว มีเวลาเป็นเดือนที่จะวางแผนและทำให้กระบวนการนั้นเสร็จสิ้น 

 

ผมคิดว่าในการกำกับรายการทีวี สิ่งสำคัญคือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วเพื่อเข้ากับกระบวนการ ถ้าเปรียบเหมือนกับภาพวาด ภาพยนตร์ยาวก็เป็นเหมือนกับภาพวาดสีน้ำมัน ในขณะที่รายการทีวีเป็นเหมือนกับภาพวาดสีน้ำ เพราะมันมีอิสระที่มากกว่า แต่ในเวลาเดียวกันคุณก็ต้องมีความคล่องตัวและปรับตัวได้ด้วย

 

ในแง่ของการถ่ายภาพ ภาพยนตร์ยาวก็เป็นเหมือนกับการที่คุณมีกล้องตัวใหญ่แล้ววางมันเอาไว้บนขาตั้งกล้องจากนั้นคุณก็ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ไป ในขณะที่รายการทีวีให้ความสำคัญกับสัตว์ เด็ก หรือเด็กทารกมากกว่า ซึ่งคุณจะต้องถ่ายมันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและรวดเร็วเพื่อที่จะจับภาพชีวิตของพวกเขาเอาไว้

 

สามารถรับชมซีรีส์เรื่อง The Sympathizer ได้แล้ววันนี้ทาง HBO GO

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

ภาพ: HBO GO / Getty Images

The post The Sympathizer ภาพสะท้อนของเกาหลีและเวียดนามในทัศนะของ Park Chan Wook appeared first on THE STANDARD.

]]>
การผันเปลี่ยนสู่ ‘Last Season’ ของ 5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 https://thestandard.co/the-interview-last-season-bnk48-2nd-gen/ Mon, 01 Apr 2024 12:22:26 +0000 https://thestandard.co/?p=918039 5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 นำโดย วี-วีรยา จาง, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด, นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์ และ สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ

เราต้องฝันสักเท่าไร เก็บซ่อนความเร่าร้อนในใจ มาเถิดเราข […]

The post การผันเปลี่ยนสู่ ‘Last Season’ ของ 5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 นำโดย วี-วีรยา จาง, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด, นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์ และ สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ

เราต้องฝันสักเท่าไร เก็บซ่อนความเร่าร้อนในใจ

มาเถิดเราข้ามมันไป มุ่งก้าวสู่ฤดูเริ่มใหม่

ที่ผ่านและพ้นเรื่องราวเข้าสู่วันที่สดใส

เราพร้อมก้าวไปด้วยกัน

 

นี่คือเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจากเพลง ฤดูใหม่ ซิงเกิลเดบิวต์ของสมาชิก BNK48 รุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวให้แฟนคลับได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561 ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปแล้วร่วม 6 ปี แต่ก็ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะยังเป็นเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของพวกเธอได้อย่างชัดเจนเช่นเดิม เมื่อสมาชิกรุ่นที่ 2 ในปัจจุบันทั้ง 14 คนได้ประกาศจบการศึกษาพร้อมกันภายในงานมัตสึริ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เสมือนเป็นสัญญาณที่บอกว่า ตอนนี้พวกเธอพร้อมแล้วที่จะ ‘ก้าวสู่ฤดูใหม่ไปด้วยกัน’ อีกครั้ง

 

วันนี้ THE STANDARD POP มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับ 5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 นำโดย วี-วีรยา จาง, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด, นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์ และ สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ มาร่วมย้อนมองฤดูกาลต่างๆ ที่ผ่านมาของรุ่นที่ 2 ว่าความรู้สึกและมุมมองของพวกเธอในวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่บรรยากาศของวันเดบิวต์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใส การทำงานในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกที่เสมือนเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของรุ่น มุมมองของพวกเธอที่มีต่อน้องๆ รุ่นใหม่ ไปจนถึงความพิเศษของคอนเสิร์ตส่งท้ายของรุ่นที่ 2 ในชื่อ BNK48 2nd Generation Concert Last Season ที่พวกเธอมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ทุกกระบวนการ โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 28 เมษายนนี้ ณ Centerpoint Studio

 

5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 นำโดย วี-วีรยา จาง, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด, นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์ และ สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ

 

แต่ละคนในวันนี้ มองย้อนกลับไปในวันเดบิวต์ของรุ่นที่ 2 เมื่อปี 2561 ความรู้สึกในวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง 

 

สตางค์: สำหรับหนูตอนนั้นกดดันค่ะ เพราะเรายังเด็กอยู่เลย แล้วตอนนั้นรุ่นพี่เขาทำมาดีด้วย เลยทำให้เรารู้สึกกดดันในการที่จะทำต่อให้ดียิ่งขึ้น 

 

มายยู: เหมือนแฟนๆ ของวง BNK48 เขาก็เฝ้ารอรุ่น 2 ด้วยค่ะ เพราะรุ่นแรกเขาประสบความสำเร็จจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย แล้วหลังจากนั้นก็ประกาศรับรุ่น 2 ต่อ เลย อาจจะมีคนที่ตั้งคำถามแล้วก็รอดูว่าเด็กกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็ม BNK48 จะเป็นอย่างไร เลยทำให้เราแอบกดดันกับการเพอร์ฟอร์มครั้งแรก 

 

ฟ้อนด์: สำหรับหนูรู้สึกว่ามู้ดหรือฟีลตอนนั้นมันค่อนข้างสดใสมากๆ จำได้ว่าวันนั้นมันตื่นเต้น กดดัน แต่ตอนขึ้นไปเพอร์ฟอร์มพวกเรามีพลังเท่าไรใส่ให้สุด ซึ่งอาจจะต่างจากตอนนี้ ตอนนี้เราก็ทำสุดเหมือนกัน แต่คนละฟีล ตอนนั้นมีอะไรก็คือใส่หมด ความสดใหม่ พลังของเด็กวัยรุ่น ซึ่งมันเป็นฟีลลิ่งที่ให้อารมณ์ ณ ช่วงวัยนั้นเท่านั้น ถ้าหาจากตอนนี้ทุกคนก็น่าจะยากแล้ว เพราะเป็นวัยที่โตขึ้นแล้ว แต่ว่าสนุกค่ะ ย้อนกลับไปวันนั้นก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นสาวน้อยผู้เปี่ยมไปด้วยความสดใส 

 

มายยู: เป็น ฤดูใหม่ ที่จะมารับช่วงต่อจากพี่ๆ จริงๆ เพลงนี้เลยมีความหมายกับพวกเรารุ่น 2 มากๆ  

 

วี: สำหรับหนูตอนเข้ามาแรกๆ หนูจะรู้สึกกดดันจากรุ่นพี่มากกว่า ด้วยความที่หนูเป็นคนขี้กลัวอยู่แล้วด้วย หนูเลยไม่ค่อยรู้สึกกดดันจากแฟนคลับเรื่องเพอร์ฟอร์แมนซ์ครั้งแรกเท่าไร เพราะตอนนั้นเราค่อนข้างสดใหม่ เราอยากมาเต้น ทุกคนยิ้มแย้มสดใส วันนั้นเลยเป็นวันที่สนุก แล้วพอได้กลับไปดูคลิปเต้น คลิป Catchphrase ที่มันขึ้นมาช่วงหลังๆ ก็รู้สึกว่าแบบทำไมมันสดใสขนาดนี้ เลยรู้สึกว่าวันนั้นเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีมากๆ ที่เราจะเก็บไว้

 

วี-วีรยา จาง

 

แต่ละคนในช่วงเวลานั้นเป็นแบบไหน และตัวเราในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากวันนั้นอย่างไรบ้าง

 

วี: โห ตอนนั้นหนูคือไฟแรงเลย หนูอยากเข้ามาเพราะหนูอยากพัฒนาตัวเอง อยากมีความรับผิดชอบ อยากเป็นแบบพี่เฌอ (เฌอปราง อารีย์กุล ชิไฮนินวง BNK48) หนูรู้จักคนแรกคือพี่เฌอ เพราะพี่เฌอบอกว่าอยากเปลี่ยนผังเมือง หนูอยากมีความคิดแบบพี่เฌอค่ะ ไปสัมภาษณ์ที่ไหนหนูพูดแบบนี้ตลอด 

 

พอเข้ามาก็ได้รู้ว่าทำไม่ได้ ไม่มีใครเป็นแบบพี่เฌอได้แล้วจริงๆ ตอนแรกที่อยากเป็นแบบพี่เฌอ เพราะหนูอยากเรียนเก่ง แต่ด้วยความที่ว่าหนูไม่ได้เป็นเด็กเรียนด้วย สุดท้ายเราก็รู้ว่าไอดอลไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งก็ได้ แต่เรายังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ใครคนหนึ่งอยากพัฒนาตัวเองได้ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม

 

หลังๆ มาเราเลยเป็นตัวของตัวเองมากกว่าตอนแรก ทำอะไรที่เป็นตัวเองจริงๆ เพราะถ้าเราไม่จริงใจกับความรู้สึกตัวเอง ถ้าเราเฟกขึ้นมา แล้วเราได้แฟนคลับที่เขาชอบเราในแบบที่เราสร้างขึ้นมา สุดท้ายมันจะอึดอัดที่เราเอง เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา เลยรู้สึกว่าทุกวันนี้เป็นตัวของตัวเอง ค่อนข้างที่จะปล่อยจอย ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าเขาชอบก็ชอบ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ 

 

ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา

 

ฟ้อนด์: ถ้า ณ ตอนนั้นเราเข้ามาเพราะแค่รู้สึกว่าชอบร้อง ชอบเต้น ตั้งแต่เด็กๆ แล้วช่วงก่อนเข้า BNK48 ตอนนั้นเราอยู่หัวหิน เราก็เริ่มคิดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าเราอยากจะพาพ่อแม่ไปเที่ยว มีบ้านหลังใหญ่ๆ อยากตอบแทนเขาเร็วๆ แต่กว่าจะเรียนจบ พ่อแม่ก็น่าจะอายุเยอะมากๆ แล้ว เลยรู้สึกว่าเราต้องรีบเรียน รีบทำงานเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้ 

 

ตอนนั้นเลยส่งตัวเองไปแคสต์ตามที่ต่างๆ ประมาณ 1 ปีก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากโมเดลลิ่งเลย แต่เราก็ยังส่งไปเรื่อยๆ จนได้ไปแคสต์งานประมาณ 70 กว่าตัว ส่งไปแคสต์เองโดยที่ไม่บอกพ่อแม่ด้วย เพราะพ่อกับแม่ไม่อนุญาตให้ไปเพราะมันไกลมาก ต้องขาดเรียนด้วย เขาเลยไม่ค่อยโอเคเท่าไร ทุกครั้งที่จะไปแคสต์ก็ต้องเสียน้ำตาทุกครั้ง เพราะร้องไห้บอกพ่อว่าหนูอยากไปจริงๆ หนูอุตส่าห์ส่งไปหลายรอบมากๆ หนูขอไปได้ไหม แล้วก็ต้องลงกรุงเทพฯ-หัวหิน 70 กว่าครั้ง จนมาได้เล่นละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส จากนั้นเราก็มีงานมาเรื่อยๆ ประปรายบ้าง จนมาเห็นว่า BNK48 มีเปิดรับสมัคร ซึ่งเราชอบร้องและชอบเต้นอยู่แล้ว เลยลองสมัครดู แค่นั้นเลยไม่คิดอะไร จนสุดท้ายก็ติดเข้ามา 

 

แต่ตอนนั้นก็ค่อนข้างต่างจากตอนนี้มากๆ ตอนนั้นเป็นฟ้อนด์ที่มีเอเนอร์จี้สุดๆ สดใสมากๆ จริงใจแบบเด็กๆ เป็นความสดใสที่หาไม่ได้จากตอนนี้แล้วจริงๆ แต่ก็มีช่วงที่หนูเสียศูนย์เหมือนกัน เพราะเราพยายามหาคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง เหมือนเราไม่รู้ว่าเราคืออะไร ช่วงแรกๆ ก็เหมือนจะเป็นตัวเอง สักพักก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา เลยพยายามหาว่าเราเป็นคนยังไง คนชอบเราแบบนี้หรือเปล่า จนสุดท้ายเรามองกลับมาแล้วเราไม่ชอบ ถ้าอย่างนั้นเราขอกลับมาเป็นตัวเราที่สบายใจดีกว่า เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราพยายามหาคาแรกเตอร์แล้วมันไม่ใช่ เราจะอึดอัด 

 

จากนั้นพอเราเริ่มโตขึ้น ผ่านอะไรมามากขึ้น เราก็เริ่มปรับตัวได้มากขึ้น แล้วตอนนี้ก็เป็นฟ้อนด์ BNK48 อย่างสบายใจมากๆ แต่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่ามันน่ารักในแบบของหนู ณ ตอนนั้นนะ ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบตัวเองขนาดนั้น เราคิดว่าคนน่าจะชอบเราแบบนี้ เราเลยทำแบบนี้ แต่แม่ก็บอกว่ามันคือความน่ารักของหนูในวัยนั้นไง มองย้อนไปก็ไม่ได้เสียดาย แต่ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ 

 

นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์

 

นาย: สำหรับหนูรู้สึกว่าผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน ผ่านลม มาเยอะเหมือนกันค่ะ ทุกฤดูเลย เมื่อก่อนคุณแม่จะพยายามหาโมเดลลิ่งให้ไปแคสต์งาน ไปเป็นเอ็กซ์ตร้า เคยไปประกวดนางแบบตัวน้อยตัวจิ๋วรายการหนึ่งด้วย แต่ก็ไม่ผ่าน เลยเกิดความเสียใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าเพราะอะไรเราถึงไม่ได้ อาจเพราะเราเป็นเด็กจากต่างจังหวัดเหรอ ทำไมเราถึงไม่ได้โอกาสเหมือนคนอื่นบ้าง เพราะเรารู้สึกว่าความสามารถเราก็ไม่ได้แพ้ใครเหมือนกัน เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเข้ามาในวงการบันเทิง บวกกับแม่เป็นคนชอบขวนขวายหางานมาให้ด้วย  

 

จนมาถึงช่วงเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย บูมมากๆ เราก็สงสัยว่าเพลงนี้คือเพลงอะไร เด็กกลุ่มนี้เป็นใคร แต่แม่ก็หนูส่งไปโดยไม่ได้บอกว่าเป็น BNK48 พอถึงวันออดิชัน เดินเข้าไปในฮอลล์แล้วได้เห็นคนที่มาออดิชันเป็นร้อยเป็นพันคน ทุกคนมีความน่ารักเป็นของตัวเอง ตอนนั้นรู้สึกว่าเราคงไม่ตรงไทป์แล้วละ ด้วยความที่เราเป็นคนห้าวด้วย ผิวหน้าเข้ม แต่เราก็เชื่อว่าความสามารถของเราไม่แพ้ใครเหมือนกัน ซึ่งหลังผ่านเข้ามาเป็นรุ่น 2 หนูก็ได้มีโอกาสคุยกับทางผู้บริหาร เพราะอยากรู้ว่าเขาเลือกเราเพราะอะไร เพราะคาแรกเตอร์หลายๆ อย่างของเราดูไม่ตรงกับที่นี่เลย ซึ่งเขาก็บอกว่า ตอนหนูจับกีตาร์มันมีเสน่ห์มากๆ เลยนะ และยังสามารถต่อยอดต่อไปได้อีก 

 

จนมาถึงช่วง ฤดูใหม่ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เสียใจมากๆ เพราะตอนประกาศเซ็มบัตสึเราไม่ติดทั้งเพลงหลักและเพลงรองเลย ซึ่งหนูไม่ได้ท้ออะไรขนาดนั้นนะ ถามว่าเรารักรุ่น 2 ไหม เรารักมากๆ แต่ถามว่าพอพูดถึงความผูกพันกับเพลง ฤดูใหม่ มันอาจจะไม่เห็นภาพเราในนั้นมากกว่า เวลาเห็นเพื่อนๆ ได้ออกไปเต้นก็ดีใจ แต่อีกมุมก็แอบเสียใจว่าทำไมเราถึงไม่ได้ พยายามหาเหตุผลเยอะมากว่าเพราะอะไร เราสู้คนอื่นไม่ได้เหรอ แต่พอเราเริ่มเข้าใจว่าระบบมันเป็นแบบนี้นะ มันมีพื้นที่จำกัด ก็เลยเริ่มทำใจได้ เริ่มฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา เริ่มพัฒนาตัวเองขึ้นมาตลอด 6 ปี ได้รับโอกาสมากขึ้น รวมถึงได้มาเจอเพื่อนๆ รุ่น 2 ก็ทำให้เราแฮปปี้ขึ้น เราเลยรู้สึกใจหายที่หลังจากนี้จะไม่ได้เจอเพื่อนๆ แล้ว เพราะทุกคนต้องแยกย้ายไปเติบโต มันเลยมีโอกาสรวมตัวกันยากมากๆ แล้ว

 

สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ

 

สตางค์: หนูเป็นคนชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ เป็นสายประกวดร้องเพลงมาก่อน แต่แม้ว่าเราจะได้ถ้วยรางวัลมา สุดท้ายเป้าหมายของเราคือการได้เป็นศิลปิน เราเลยไปสมัครหลายค่ายมากๆ แล้วช่วงนั้น BNK48 กำลังมาพอดีด้วย จนพ่อบอกว่าถ้าไม่ได้ที่ BNK48 ก็กลับไปเรียนเถอะ ไม่ต้องเอาแล้วด้านนี้ เพราะมันอาจจะไม่ได้เหมาะกับเราหรือเปล่า แต่สุดท้ายเราก็ผ่านเข้ามาได้ ตอนนั้นพูดตรงๆ หนูเองก็อาจไม่ใช่ไทป์ของวงเหมือนกัน เพราะเราไม่ใช่สายไอดอลจ๋าด้วย ตัวหนูเองไม่ได้ติดตาม AKB48 มาก่อนด้วย แต่หลายคนก็บอกว่าหนูเข้ามาได้เพราะความสามารถ

 

พอมาถึงช่วง ฤดูใหม่ ความรู้สึกในวันนั้นกับวันนี้มันก็ต่างกันมากๆ เพราะวันแรกมันคือฤดูใหม่จริงๆ เราจำโมเมนต์ที่มีความสุขได้ จำความสดใสในตอนนั้นได้ เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ ที่เราน่าจะไม่มีทางลืมมันได้ เป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่มีความหมายมากๆ แต่สำหรับวันนี้มันเป็นฤดูที่เปลี่ยนผันไปแล้ว เป็นฤดูใหม่เหมือนกัน แต่เป็นอีกฤดูหนึ่งที่เข้ามาแทน

 

มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด

 

มายยู: ส่วนหนูเองก็ชอบร้องและชอบเต้นมากๆ มาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงอนุบาลถึงมัธยมต้นเราจะทำกิจกรรมของโรงเรียนทั้งหมดที่มีการร้องและการเต้น จากนั้นก็มีโอกาสได้ออดิชันค่ายเพลงเกาหลีใต้ค่ายหนึ่งตอนช่วงอายุ 17 ต้องเดินทางไปกลับไทย-เกาหลีอยู่ 2-3 ครั้ง จนเราผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ตอนนั้นคุณแม่บอกว่าลึกๆ แล้วเขาไม่อยากให้เราไปเพราะมันไกล เหมือนเราก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอด้วย จากนั้นเขาก็ส่งใบสมัครของ BNK48 รุ่น 2 มาให้ แล้วเสนอว่า ถ้าเราติดเราจะได้เรียนหนังสือด้วยนะ ได้อยู่กับแม่ด้วยนะ แต่เราก็บอกแม่ว่าหนูไม่เคยศึกษาไอดอลญี่ปุ่นเลยนะ เพราะตอนนั้นหนูชอบการเพอร์ฟอร์มแบบไอดอลเกาหลีมากๆ เขาก็หว่านล้อมเราสุดๆ บอกเราว่าลองไปดูก่อน ไม่ติดไม่เป็นไร ถือว่าเอาประสบการณ์ เราก็เลยตัดสินใจไป 

 

แล้วก็เหมือนพี่นายเลย จำได้ว่าคนสมัครรอบออนไลน์หมื่นกว่าคน แล้วผ่านเข้ารอบมาเหลือพันกว่าๆ พอไปถึงฮอลล์ปุ๊บ โห มีแต่ตัวตึง คนโน้นเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ คนนี้เป็นยูทูเบอร์ คนนั้นเป็นนักแสดงเด็ก จากที่เราเคยมั่นใจมากๆ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งกลับมาจากเกาหลีด้วย ก็เริ่มไม่คาดหวังว่าจะติด เพราะเราก็อาจจะไม่ใช่สไตล์ของวงด้วย แต่สุดท้ายก็ดีใจที่เราติดเข้ามา จำได้ว่าตอนนั้นผลของ BNK48 ประกาศก่อนทางเกาหลี แต่หนูตัดสินใจเซ็นกับ BNK48 ไปแล้ว ถามว่าตอนนั้นเสียใจไหม ไม่เสียใจ แต่เสียดายความฝันแรกของเรามากกว่า แต่แม่บอกกับหนูเสมอว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วดีเสมอ เพราะฉะนั้นทำให้เต็มที่กับเส้นทางอีก 6 ปีจากนี้ เก็บเกี่ยวมันให้เต็มที่

 

หลังจากนั้นหนูก็ติดเพลง ฤดูใหม่ อยู่ตำแหน่งเบอร์ 6 หรือแถวที่ 2 ซึ่งเราก็รู้สึกภูมิใจกับเพลงนี้นะ มองย้อนกลับไปมันเป็นเพลงที่โคตรสดใส มีพลังบวกสุดๆ มีความเป็นทีมเวิร์ก เป็นเพลงที่เป็นตัวแทนของรุ่น 2 จริงๆ แต่พอเวลาผ่านไปกลับมาฟังเพลงนี้อีกทีก็รู้สึกว่า ความหมายมันค่อนข้างลึกซึ้งเนอะ อยากตามรุ่นพี่ให้ทัน แต่มันก็มีเรื่องกำแพงของรุ่น 2 ด้วยที่อาจจะยังไม่ได้ถูกยอมรับขนาดนั้น ต่อให้เราเก่งขนาดไหน แต่เมื่อมาอยู่ในระบบนี้ ถ้ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่อยู่ดี เลยทำให้ความมั่นใจของเราในตอนแรก ความสดใส แพสชัน ความมุ่งมั่นของเรามันค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

 

เหมือนที่เพื่อนๆ บอกว่าช่วงแรกๆ ที่เข้ามาเราหลายคนจะเกิดคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ ว่าเราไม่เหมาะสมเหรอ เราไม่เก่งเท่าเพื่อนเหรอ ข้อผิดพลาดมันคืออะไร แต่สุดท้ายพอเราเรียนรู้กับความผิดหวัง เข้าใจข้อเท็จจริงของระบบนี้ ผ่านไปหลายๆ ปีเราจะค่อยๆ เข้าใจ และเริ่มเข้าสู่ช่วงการหาคาแรกเตอร์ว่าเราต้องทำแบบไหนคนถึงจะชอบเราเยอะขึ้น เกิดการสูญเสียตัวตนที่แท้จริงของเราไป เหมือนที่ฟ้อนด์เล่าว่ามันจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าสรุปแล้วเราเป็นคนยังไงกันแน่ แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะๆ คือการป่วยทางใจ หนูก็เป็นหนึ่งคนที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ค่อนข้างยาก แต่เราก็ผ่านมันมาได้แล้ว 

 

จนสุดท้ายผ่านมา 6 ปี ปัจจุบันนี้หนูรู้สึกว่าหนูโตขึ้นเยอะมากจากระบบนี้ จากโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่ทำให้เราเติบโต เราเจ็บมาเท่าไร แต่มันก็ทำให้เรามีวันนี้ได้จริงๆ เข้มแข็งได้ในทุกวันนี้เพราะเคยเจ็บมาเยอะจริงๆ

 

วี: พูดถึงเพลง ฤดูใหม่ หนูมีหลายช่วงในการฟังเพลงนี้ ช่วงแรกๆ ฟังแล้วรู้สึกสนุกมาก ฟังแล้วมีแรงฮึด พอผ่านไปประมาณ 3 ปี กลับมาฟังอีกครั้งก็รู้สึกว่าทำไมมันเศร้าจัง พอดูแล้วรู้สึกว่าความสดใสของเพื่อนๆ มันหายไป หนูรู้สึกว่ารุ่น 2 เป็นรุ่นที่มีความสามารถเยอะมากๆ แต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ได้เปล่งประกายเท่าไร จนทำให้เอเนอร์จี้หรือแพสชันของทุกคนดรอปลง ทุกคนดูหมองลงหมดเลย ตอนนั้นที่กลับมาดูมิวสิกวิดีโอหนูร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะมันใกล้จะจากลานะ แต่เพราะรอยยิ้มของทุกคนมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เอเนอร์จี้ในการโชว์มันไม่เหมือนเดิมแล้ว รวมถึงตัวหนูเองด้วย 

 

แล้วพอกลับมาดูอีกครั้งในช่วงสุดท้าย มันเป็นการร้องไห้ด้วยความรู้สึกที่ว่า เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมากๆ เลยนะ เราเดินทางกันมาถึงวันนี้ได้คือเก่งกันมากจริงๆ ถึงจะมีเรื่องที่รู้สึกเศร้าอยู่บ้าง แต่ระหว่างทางมันก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากมาย  

 

5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 นำโดย วี-วีรยา จาง, ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา, มายยู-กวิสรา สิงห์ปลอด, นาย-ภัทรนรินทร์ เหมือนฤทธิ์ และ สตางค์-ตริษา ปรีชาตั้งกิจ

 

อีกหนึ่งพาร์ตสำคัญในช่วงแรกของรุ่นที่ 2 คือ การจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวในชื่อ BNK48 2nd Generation Concert ‘Blooming Season’ ในปี 2562 พอจะจำความรู้สึกในช่วงนั้นได้ไหม 

 

วี: โห ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่เลย ภาพมันเลยค่อนข้างเลือนราง จำได้แค่ว่ามีเล่นกีตาร์ 

 

มายยู: ธีมหลักของคอนเสิร์ตเราคือ Blooming Season หรือฤดูที่เบ่งบานค่ะ แฟนๆ จะได้เห็นศักยภาพของเราทั้งด้านการเพอร์ฟอร์มและความสดใสของรุ่น 2 

 

ฟ้อนด์: หนูรู้สึกว่ามันแอบเหมือนงานโรงเรียนที่มีโปรเจกต์งานกลุ่มแล้วเราทำไปด้วยกัน แต่เป็นโปรเจกต์งานกลุ่มที่สเกลใหญ่มากๆ 

 

มายยู: จำได้เลยวันที่เราไปสตูดิโอสีน้ำตาล แล้วนั่งใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวัน หลายวันเลยค่ะ อารมณ์เหมือนเข้าแคมป์เลย 

 

ฟ้อนด์: จำได้ว่ามีช่วงเถียงๆ กันบ้างเหมือนกัน มีหลายอารมณ์มาก 

 

มายยู: เหมือนพอเราตัดสินใจว่าพวกเราจะลงมือทำกันเอง ช่วงที่ระดมความคิดกันเราก็มีเห็นต่างกันบ้าง แต่เราจะมีเพื่อนเราที่เป็นเหมือน Show Director คอยตบๆ ไอเดียให้มันลงตัวขึ้น ใครมีศักยภาพด้านไหน ใครเล่นดนตรีได้ ก็ทำโชว์ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งศักยภาพของรุ่น 2 ที่ทุกคนจะได้เห็นว่าเราเล่นดนตรีได้ ส่วนพาร์ตละครเวทีจริงๆ ตอนแรกจะไม่มี แต่เหมือนผู้ใหญ่เขาอยากให้มีช่วง Storyline เพื่อเชื่อมโชว์ต่างๆ เราเลยเขียนบทขึ้นมา เพื่อให้โชว์มีความแปลกใหม่ขึ้น ไม่ได้มีแค่ MC หรือการแสดงแบบปกติ  

 

สตางค์: ตอนนั้นเป็นครั้งแรกของหนูกับพี่นายด้วยที่ได้เล่นกีตาร์อะคูสติกด้วยกัน  

 

ฟ้อนด์: เอาจริงๆ ตอนนั้นพวกเราก็ไม่รู้ว่าที่เราทำไปมันดีแค่ไหน แต่จำได้ว่าพอจบคอนเสิร์ตแล้วกระแสตอบรับจากแฟนคลับดีกว่าที่คิดมากๆ เลยรู้สึกว่าพวกเราก็ทำได้นะ  

 

มายยู: เป็นความทรงจำที่ดีนะ ถึงแม้ว่าจะจำได้ไม่หมด แต่เห็นภาพแล้วมันก็ทำให้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ 

 

สตางค์: หลังจากจบคอนเสิร์ตหนูรู้สึกว่ามันทำให้เราได้ค้นพบตัวเองด้วยว่า แพสชันของเรา สิ่งที่เราชอบจริงๆ คืออะไร ซึ่งจุดเริ่มต้นมันก็คือการที่เราได้ทดลอง ได้ค้นหาจากการทำคอนเสิร์ตนี้

 

นาย: แล้วหนูว่าคอนเสิร์ตรุ่น 2 มันทำให้เราถูกยอมรับมากขึ้นด้วยว่าเราเข้าวงมาเพราะว่าอะไร 

 

มายยู: ใช่ เป็นการพิสูจน์ก้าวใหญ่ของพวกเรารุ่น 2 เลยค่ะ อย่างโชว์ที่หนูชอบมากๆ เลยคือเพลง Mata Anata no Koto wo Kangaeteta เพราะว่าเป็นโชว์ที่พิสูจน์ว่าพวกเราร้องเพลงได้จริงๆ มันเหมือนเป็นการพิสูจน์ของรุ่น 2 ในหลายๆ อย่าง ทั้งเพอร์ฟอร์แมนซ์ ตัวตน และศักยภาพในด้านต่างๆ ซึ่งทำให้แฟนคลับหลายๆ คนเปิดใจ มองเห็นเสน่ห์และความสามารถของรุ่น 2 มากขึ้นจากคอนเสิร์ตนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้รุ่น 2 เป็นที่รู้จักมากขึ้น 

 

ภาพ: BNK48

 

ปัจจุบัน BNK48 เดินทางมาถึงรุ่น 5 แล้ว แต่ในระหว่างทางก็มีพี่ๆ รุ่น 1 รวมถึงเพื่อนๆ น้องๆ รุ่น 2 และรุ่น 3 หลายคนทยอยจบการศึกษาเช่นกัน การได้เห็นน้องๆ รุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามา และการได้บอกลาเพื่อนๆ ที่แยกย้ายกันไปเติบโต การผันเปลี่ยนของฤดูกาลเหล่านี้ส่งผลต่อความคิด ความรู้สึกของแต่ละคนอย่างไรบ้าง

 

ฟ้อนด์: ตอนที่พี่ๆ รุ่น 1 จบการศึกษา หนูรู้สึกเคว้งมาก ถ้าให้พูดตรงๆ คือตอนนั้นหนูมองภาพอนาคตหลังจากรุ่น 1 จบการศึกษาไม่ออกเลย หรือเราอาจจะจบการศึกษาก่อนหรือเปล่า ถึงแม้เราจะเหลือเวลาอีกหนึ่งปี เพราะหนูกลัวแรงกดดันมากๆ เราไม่มั่นใจเลย มันคิดเยอะมากๆ เลยค่ะตอนนั้น

 

วี: หนูจะคล้ายๆ กับฟ้อนด์ คือได้ทำงานกับรุ่น 1 เยอะมาก เป็นรุ่นพี่ที่สบายใจ ด้วยความที่หนูอยู่หอด้วย กลับมาไม่มีใครอยู่ก็ลงไปเล่นกับพี่ๆ รุ่น 1 ที่เขานั่งอยู่ข้างล่าง มันอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่ช่วงนั้นก็คิดเหมือนฟ้อนด์นะว่าถ้ารุ่น 1 ออกไปแล้วจะอยู่อย่างไรต่อ อย่างหนูเป็นคนขี้กลัวเวลาสัมภาษณ์ พอมีพี่รุ่น 1 อยู่ด้วยก็จะรู้สึกสบายใจ แต่พอเราเป็นรุ่นพี่แล้ว ถ้าน้องตอบไม่ได้เราก็ต้องคอยช่วย คอยดูแลน้องๆ แล้ว 

 

ฟ้อนด์: อยากเป็นแบบพี่เฌอไง (หัวเราะ)

 

วี: (หัวเราะ) พี่เฌอยื่นไมค์ แต่ช่วงหลังๆ ที่ได้ทำงานในอีเวนต์ต่างๆ หรืองานมัตสึริที่ผ่านมา หนูก็เห็นแฟนคลับชมรุ่นน้องเยอะขึ้นนะ เราเลยรู้สึกดีใจที่เห็นว่าวงมันไปต่อได้จริงๆ ซึ่งเราก็อยากให้น้องๆ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ มีความสุขกับสิ่งที่ทำ

 

สำหรับรุ่น 1 หนูก็ยังคิดถึงเสมอ เหมือนเป็นพี่สาวแท้ๆ ที่คอยเป็นกำลังใจให้เวลาเราเศร้า เราก็ไปปรึกษาเขา เขาก็มีคำแนะนำที่ดีให้เรา สำหรับรุ่น 3 รุ่น 4 รุ่น 5 ก็รู้สึกว่าเป็นน้องที่น่ารัก คอยมาเติมเอเนอร์จี้ให้เราในช่วงที่เศร้า มาชวนไปเล่นนู่นนี่นั่น หลังๆ มาก็สนิทกับน้องๆ มากขึ้น เลยอยากเป็นกำลังใจให้น้องๆ ต่อ เห็นน้องซ้อม เห็นน้องตั้งใจ บ่นว่าเหนื่อยแต่น้องๆ ก็ยังนั่งทำ ถึงแม้เราจบการศึกษาออกไปก็อยากเป็นกำลังใจให้น้องๆ ต่อ

 

ในวันที่มีรุ่นน้องมาบอกว่าเราเป็นไอดอลของเขา เราเป็นแรงบันดาลใจของเขา รู้สึกอย่างไรบ้าง 

 

มายยู: อันนี้ต้องถามพี่นายเลย เพราะพี่นายได้สัมภาษณ์แคนดิเดตรุ่น 5 ด้วย

 

นาย: ช่วงที่มีการออดิชันของรุ่น 5 ก็มีน้องเข้ามาบอกว่าหนูชอบพี่นายค่ะ เราก็งงว่าชอบพี่นายเพราะว่าอะไร น้องบอกชอบพี่นายปีนเสาค่ะ (หัวเราะ) ก็เข้าใจว่าชอบปีนเสา แต่ก็อยากให้ชอบอย่างอื่นบ้าง

 

มายยู: การเป็นผู้นำของเรา การจัดการงานอะไรอย่างนี้

 

นาย: ใช่ๆ ถูกๆ (หัวเราะ) ก็ดีใจที่น้องๆ เห็นตัวเองเป็นไอดอล แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกยังอยากทำงานในตำแหน่งกัปตัน Team NV ต่อคือตอนที่เราเห็นแววตาของน้องๆ มันทำให้เรานึกถึงแววตาของเราตอนออดิชัน มันเป็นแววตาที่ฉันอยากจะมาลงมือทำ เราเลยอยากให้น้องๆ รักษาแววตานี้ต่อไปเรื่อยๆ ในช่วงระยะเวลาของน้อง เราไม่อยากให้แววตานี้มันหายไป อยากให้น้องเข้าใจในระบบของวงจริงๆ ว่ามันจะเป็นแบบนี้นะ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องเตรียมใจและยอมรับมาตั้งแต่แรกว่าระบบมันจะเป็นแบบนี้ อย่างที่น้องฟ้อนด์บอกว่าเราเคยเสียศูนย์เพราะเราไม่รู้ว่าเราเป็นคนยังไง เราต้องเป็นคนแบบไหนที่คนชอบ

 

สตางค์: พอพี่นายพูดว่าเห็นแววตาของน้องๆ แล้วนึกถึงคำหนึ่งที่พี่รุ่น 1 เคยพูดค่ะ ตอนที่รุ่น 2 เข้ามาใหม่ๆ จะมีคำหนึ่งที่พี่รุ่น 1 พูดกับเราว่า ขอบคุณที่รุ่น 2 เข้ามานะ พอเห็นรุ่น 2 แล้วพี่รู้สึกมีแพสชันเลย จากวันนั้นที่พี่รู้สึกว่าหมดไฟแล้ว พี่เห็นเราทุกคนมีแพสชันมากๆ ก็ทำให้พี่มีแพสชันขึ้นมา แล้ววันนี้ที่เรามาเห็นน้อง คำนั้นมันย้อนกลับมาเลยว่าในวันที่เราไฟเริ่มไม่ค่อยมีหรือว่าลดลง เราก็ได้น้องๆ ที่คอยส่งพลังมาให้เราจริงๆ

 

ในมุมของรุ่น 3 ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นพี่คนโตของวงต่อจากเรา แต่ละคนมองเห็นการเติบโตของน้องๆ รุ่น 3 อย่างไรบ้าง

 

มายยู: ในมุมของหนูน้องรุ่น 3 พร้อมมากๆ ที่จะขึ้นมาเป็นพี่คนโต เพราะในช่วงแรกที่น้องเข้ามาเขาจะถูกเทรนในเธียเตอร์มา 1 ปี ตอนนั้นพวกเรากับรุ่น 1 กำลังลุยงานข้างนอกอยู่ แล้วน้องๆ ก็เทรนในเธียเตอร์อยู่ 1 ปีเต็ม พอน้องจบจากเธียเตอร์มา ทุกคนพร้อมสุดๆ เป็นกำลังสำคัญของวงเลย

 

วี: หนูเคยมีโอกาสได้ยินจากครูสอนเต้นว่าแต่ละคนก็ซ้อมกันมาเองก่อนจะมาซ้อมรวมกัน พอมาถึงปุ๊บ 5 นาทีเสร็จ เราก็ ห๊ะ! ทำกันได้ไง มาเข้าบล็อกปุ๊บ เต้นๆ เปิดเพลงไม่เกิน 3 รอบเสร็จ ทั้งๆ ที่แยกกันซ้อมมา แล้วหนูเคยเข้าไปดูน้องซ้อมช่วงแรกๆ คือซ้อมถึง 5 ทุ่ม จำได้เลยน้องพีค (พีค-ภูษิตา วัฒนากรแก้ว สมาชิกรุ่นที่ 3) บอกพี่วีสอนหนูเต้นหน่อยหนูเต้นไม่เป็น แล้วน้องก็เต้นไม่เป็นจริงๆ หนูไม่ได้เต้นเก่งขนาดนั้นนะแต่เราก็สอนน้องไป พอทุกวันนี้เห็นน้องลงเต้นในไอจีคือเต้นเก่งมาก

 

มายยู: ทุกคนพร้อมหมดแล้วค่ะ คือเราไม่เห็นช่องโหว่เลย ก่อนหน้านี้หนูเคยคุยกับพี่เฌอเหมือนกันว่าตอนนี้พวกหนูทุกคนไม่ห่วงเลยสำหรับ BNK48 New Era เราเห็นภาพแล้วว่าอนาคตของวงจะเป็นยังไงในวันที่พวกเราไม่อยู่แล้ว เคยคุยกับวีด้วยว่าพอเราเห็นน้องๆ เพอร์ฟอร์ม เรารู้แล้วว่ามันถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพราะในโรงเรียนนี้มีน้องๆ ที่เขาพร้อมมากๆ แล้วที่จะขึ้นมาเป็นเสาหลักต่อไป หนูภูมิใจในตัวน้องๆ มากในทุกด้านเลย เหมือนที่วีบอกว่าบางคนเริ่มจากเต้นไม่เป็นเลย จนวันนี้เต้นเก่งกว่าพวกเราด้วยซ้ำ ทุกคนยังมีไฟ มีแพสชันที่จะทำตรงนี้ต่อ โดยเฉพาะน้องฮูพ (ฮูพ-ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย สมาชิกรุ่นที่ 3, กัปตัน Team BIII และกัปตันวง BNK48 คนปัจจุบัน) หลังๆ มาหนูได้คุยกับฮูพหลายครั้ง เลยทำให้หนูเคารพน้องมากๆ สำหรับหนูรู้สึกว่าไม่มีอะไรค้างคาเลย มั่นใจว่า BNK48 New Era จะเติบโตไปอย่างแข็งแรงแน่นอน

 

นาย: จากที่เราได้ทำงานด้วยกัน ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน หนูรู้สึกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเลยเพราะว่าน้องๆ รุ่น 3 รุ่น 4 รุ่น 5 เขาพร้อมที่จะมารับช่วงต่อจากเราจริงๆ อย่างที่บอกมันเห็นแววตาของน้องๆ หลายๆ คนว่าเขาอยากจะเข้ามาอยู่ตรงนี้จริงๆ น้องๆ มีไฟที่อยากจะทำให้วงไปได้ไกลมากกว่านี้ ไม่ได้อยากหยุดแค่คำว่า คุกกี้เสี่ยงทาย สำหรับตัวหนูเองเด็กรุ่น 3 รุ่น 4 รุ่น 5 พวกเขาทำให้สังคมข้างนอกยอมรับพวกเขามากขึ้น ทั้งโซเชียลมีเดียต่างๆ น้องทำให้คนข้างนอกที่เขาอาจจะไม่ได้ตาม BNK48 มาก่อนหันมาสนใจวงมากขึ้น แล้วที่หนูอยากพูดถึงอีกคนหนึ่งคือน้องฮูพ เพราะว่าน้องฮูพเป็นคนที่มีแผนกับชีวิตชัดเจนมากๆ กับการที่จะรับช่วงต่อในการเป็นรุ่นพี่ รวมถึงน้องๆ รุ่น 3 ด้วย รู้สึกว่าน้องๆ เต็มที่กับการที่จะเป็น New Era จริงๆ น้องๆ เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากๆ เต็มที่มากๆ เพื่อให้ BNK48 ไปได้มากกว่านี้ แล้วน้องๆ เป็นคนที่พูดอะไรแล้วก็อยากทำให้ได้จริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เชื่อว่าน้องๆ รุ่นใหม่ๆ จะพา BNK48 ไปได้ไกลกว่านี้แน่นอนค่ะ

 

ภาพ: BNK48

 

มาถึงวันที่รุ่น 2 ในปัจจุบันทั้ง 14 คนประกาศจบการศึกษาพร้อมกันในงานมัตสึริที่ผ่านมา ทำไมเราถึงตกลงกันว่าจะประกาศพร้อมกัน

 

มายยู: ในช่วง 6 เดือนให้หลังมาพวกเราก็ถามๆ กันมาตลอดว่าจะยังไงต่อ จนมั่นใจแล้วว่าพวกเราทุกคนน่าจะพร้อมที่จะออกไปเติบโตข้างนอกแล้ว ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง (หัวเราะ) ที่เขากำลังตกตะกอน ชั่งน้ำหนักว่ายังมีตำแหน่งกัปตัน Team ที่เขาอยากลองทำให้เต็มที่ที่สุดก่อน ยังมีน้องๆ ที่ยังรอทำเธียเตอร์ด้วยกันกับเขาอยู่ แต่อีกใจหนึ่งก็คงอยากออกไปเติบโตเหมือนกันพร้อมกับเพื่อนๆ

 

นาย: ที่เขาบอกว่าคิดจนวินาทีสุดท้ายของหนูคือของจริง เพราะปัจจัยหนึ่งคือหนูอยากเต็มที่กับ Team NV ก่อน เพราะช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ไม่มีเธียเตอร์ เลยทำให้คนไม่ได้เห็นผลงานทางด้านนั้นเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราได้ตำแหน่งกัปตันมาเพราะอะไร นอกจากคำการันตีจากพี่ๆ รุ่น 1 ว่าเขาเห็นอะไรในตัวเรา เขาถึงให้เรามารับช่วงต่อ แล้วพูดตรงๆ ว่าหนูฟื้นตัวเองขึ้นมาได้เพราะ Team NV จริงๆ แล้ว Team NV ทำให้คนเห็นตัวตนของหนู แล้วมันก็เป็นสถานที่ที่พัฒนาพวกเราเอง เหมือนกับที่รุ่น 3 พัฒนาตัวเองมาจนพร้อมทำงาน หนูรัก NV มากก็เลยคิดจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ

 

ตอนนั้นมันลังเลจริงๆ ค่ะ เพราะอีกมุมเราเองก็ไม่ได้อยากจะย่ำอยู่กับที่ เราเองก็อยากออกไปเจอโลกความจริงบ้าง ได้ออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง แล้วก็อยากประกาศจบการศึกษาพร้อมกับเพื่อนด้วย

 

มายยู: สำหรับหนูตั้งแต่นายได้เป็นกัปตัน Team NV เขาจะมีความผูกพันกับน้องๆ รุ่น 3 มากขึ้น ในวันที่รุ่น 2 เป็นพี่โตแล้วนายได้เข้ามาทำตำแหน่งตรงนี้ หนูเห็นว่าเขาเต็มที่และตั้งใจมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน การตัดสินใจของนายเลยเหมือนเป็นเฮือกสุดท้ายจริงๆ อย่างที่เขาพูดบ่อยๆ ว่าจริงๆ ลึกๆ แล้วเขาเห็นแววตาน้องๆ เขาอยากอยู่ด้วยต่อนะ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราก็ต้องมีเส้นทางต่อไปที่รอให้เราไปเติบโตอยู่ ซึ่งหนูเคารพนายมากๆ

 

 

หลังจากนี้รุ่น 2 จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ส่งท้ายในวันที่ 28 เมษายนนี้ ความพิเศษของคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ไม่อยากให้แฟนคลับพลาดมีอะไรบ้าง

 

มายยู: คอนเสิร์ตเราชื่อ Last Season ค่ะ เป็นการพัฒนามาจาก Blooming Season สู่ Last Season หรือฤดูสุดท้ายของพวกเรา

 

นาย: ถ้าถามว่าทำไมถึงห้ามพลาดเหมือน Blooming Season เพราะมันเป็นครั้งสุดท้ายของรุ่น 2 จริงๆ ที่ไม่มีโอกาสจะได้ทำแบบนี้แล้ว ซึ่งเอาจริงๆ ในคอนเสิร์ตของพวกเราไม่ได้อยากเน้นเกี่ยวกับความเศร้าหรือเสียใจเลย เราอยากเน้นให้มันเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาว่าเราสามารถทำได้ถึงขนาดไหน ให้ทุกคนเห็นในมุมมองที่คิดว่าคนอื่นไม่เคยเห็น

 

มายยู: เอาจริงๆ เรื่องคอนเซปต์ของ Last Season ต้องพูดว่ารุ่น 2 มีส่วนในฝั่ง Creative ทุกด้านเลย โดยคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของพวกเราจะมีพี่แพนด้า (แพนด้า-จิดาภา แช่มช้อย สมาชิกรุ่นที่ 2) เป็นโปรดิวเซอร์ค่ะ เขาจะเป็น Head หลักของงาน แล้วก็จะมีทีมย่อยเป็นพี่นายที่เป็นหัวหน้าห้อง คือพี่นายจะเป็นเหมือนหัวหน้าห้องของรุ่น 2 ในตอนนี้ เขาจะเป็นคนที่รับสารจากพี่เฌอมาแชร์เพื่อนๆ แล้วรับสารจากเพื่อนๆ ไปส่งต่อให้ผู้ใหญ่ แล้วก็จะมีนิกี้ (นิกี้-วรินท์รัตน์ ยลประสงค์ สมาชิกรุ่นที่ 2) เป็นเลขาฯ แล้วพวกเราที่เหลือก็ช่วยกัน ซึ่งคอนเซปต์ของ Last Season จะเล่าถึงฤดูที่ผันเปลี่ยนของรุ่น 2 ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็น BNK48 จนถึงวันสุดท้ายที่เราจะออกไปเติบโตและเบ่งบานข้างนอกค่ะ นี่คือคอนเซปต์คร่าวๆ

 

สตางค์: หนูว่า Last Season มันเป็นพื้นที่ที่เราจะได้ลงมือทำบางอย่างที่เรายังค้างคา สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น ในครั้งนี้เหมือนเป็นครั้งสุดท้ายที่จะทำให้พวกเราได้มีพื้นที่ในการสานฝันของพวกเราในบางจุดที่ยังไม่สำเร็จด้วย

 

มายยู: เพราะรุ่น 2 เราคิดกันเองหมดเลยตั้งแต่ทำมู้ดบอร์ด คอสตูม ทำ Songlist ด้วยกัน จำได้ว่าวันประชุมใหญ่ รุ่น 2 ทุกคนนั่งอยู่ในห้องกินข้าวที่หอ ผู้ใหญ่ให้กระดาษมาแผ่นหนึ่ง ใหญ่เท่าโต๊ะนี้เลย แล้วก็มาเริ่มกัน เริ่มยังไงดี เขียนเพลงลิสต์มา เหมือนที่ฟ้อนด์บอกว่าเรากลับมาทำงานโรงเรียนอีกครั้ง เป็นงานโรงเรียนครั้งสุดท้ายที่ใหญ่มากๆ 

 

นาย: คือเราคิดกันตั้งแต่กระบวนการที่ว่าเราอยากได้สถานที่ไหน กี่พันที่นั่ง Benefit ที่แฟนคลับจะได้เขาต้องได้อะไรกลับไปบ้าง 

 

ฟ้อนด์: เอาจริงๆ คอนเสิร์ตครั้งนี้เราไม่รู้หรอกว่าทุกคนจะประทับใจมากน้อยแค่ไหน มันจะดีเท่า Blooming Season ไหม เราไม่สามารถรับประกันได้เลย แต่มันก็เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

 

 

ลองจินตนาการกันเล่นๆ ดูว่าสมมติเมื่อถึงวันคอนเสิร์ตจริงๆ ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นของแต่ละคนในวันนั้นจะเป็นยังไง 

 

ฟ้อนด์: หนูรู้สึกว่าคงเป็นความรู้สึกใจหาย นี่คือวันสุดท้ายของการที่เราตัดสินใจเข้ามาอยู่ใน BNK48 แล้วจริงๆ เหรอ เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่เราไม่คิดด้วยซ้ำว่าเราจะอยู่จนครบสัญญา 6 ปีด้วยหรือเปล่า จนสุดท้ายนี่คือวันสุดท้ายจริงๆ เหรอ นี่คือภาพสุดท้ายของวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ BNK48 มันมาถึงแล้วเหรอ หนูว่ามันคือภาพนี้ 

 

6 ปีเอาจริงมันนานมากนะ มันเกือบ 10 ปีด้วยซ้ำที่เราอยู่กับบุคคลกลุ่มนี้ แล้วสักวันหนึ่งเราจะต้องออกไปเติบโตแล้วจริงๆ เหรอ ใช่มันคงยังคุยกันได้นู่นนี่ แต่เหมือนที่พี่นายบอกว่าการที่เราจะมารวมตัวกันมันยากมากๆ นอกจากจะมีอีเวนต์ใหญ่ที่ทุกคนต้องมาด้วยกัน แล้วจะเรียกรวมตัวกันหรือนัดเจอกันมันคงยากมากๆ เพราะแต่ละคนอาจจะไปเติบโต บางคนอาจจะไปต่างประเทศ อาจจะไปใช้ชีวิตนู่นนี่นั่น มันเจอกันยากแล้ว วันนั้นมันคงเป็นความรู้สึกใจหาย 

 

มายยู: สำหรับหนู น่าจะเหมือนที่วีพูดว่ามันมองเพื่อนๆ แล้วรู้สึกว่าเราผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะจริงๆ มันมาถึงวันนี้แล้วจริงๆ อยากมองหน้าทุกคนแล้วก็พูดว่าเก่งมาก แล้วเวลามองหน้าแฟนคลับ ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่แฟนคลับเราทั้งหมดหรอก เป็นแฟนคลับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แต่พวกเขาก็เป็นคนที่ซัพพอร์ตเราในฐานะ BNK48 มาตลอด 6 ปี เลยรู้สึกว่าถ้าออกไปแล้วเราจะยังได้เห็นภาพอะไรแบบนี้อีกไหมนะ เราจะได้เจอกลุ่มคนที่เขาซัพพอร์ตเราแบบไร้ซึ่งข้อแม้ขนาดนี้ได้อีกไหมนะ

 

วี: หนูมีความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนก่อนจะประกาศจบการศึกษา ตอนนั้นหนูคิดนะว่าหรือเราจะไม่จบการศึกษาดี ลึกๆ ถึงแม้ว่าเราอยากจะออกไปเติบโตมากแค่ไหน แต่ตอนงานมัตสึริคือแฟนคลับมากันเยอะมาก เลยทำให้รู้สึกว่าออกไปแล้วมันคงไม่มีทางที่เราจะมีแฟนคลับเยอะขนาดนี้ ถึงแม้เขาอาจจะไม่ใช่แฟนคลับเราทั้งหมด แต่เขาก็เป็นแฟนคลับที่ซัพพอร์ตวงเรา มันเลยทำให้รู้สึกใจหาย แล้วมันมีจุดหนึ่งที่ไม่ค่อยกล้าที่จะประกาศจบการศึกษา รู้สึกว่าอย่างน้อยเราอยู่ตรงนี้เราก็ยังมีคนกลุ่มนี้อยู่ เลยรู้สึกใจหาย 

 

มายยู: มันคือคอมฟอร์ตโซนจริงๆ แหละ เราไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากที่เราออกจากรั้วโรงเรียนนี้ไปแล้วมันจะเป็นยังไงบ้าง เราจะยังมีตัวตนในวงการบันเทิงหรือสิ่งที่เคยเป็นมาตลอดอยู่ไหม คนจะยังจดจำเราในแบบไหนอีกบ้าง  

 

วี: แต่สุดท้ายชีวิตมันต้องเดินต่อ 

 

มายยู: ใช่

 

สตางค์: มันเป็นเหมือนเซฟโซนของเราจริงๆ ที่อยู่ตรงนี้ เหมือนถ้าเราทำผิดทำถูกมันเหมือนล้มบนฟูกค่ะ แต่ถ้าออกไปปุ๊บมันล้มลงพื้นจริงๆ เลย 

 

ฟ้อนด์: แต่วันที่ประกาศจบการศึกษาเห็นแฟนคลับร้องไห้ก็แอบช็อกเหมือนกัน เพราะหลายคนก็เป็นผู้ชายด้วย เราเลยไม่คิดว่าจะเห็นภาพนี้ แล้วอีกใจหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเขาทำให้เรารู้สึกมีค่ามากๆ เลย เพราะเราเป็นบุคคลหนึ่งที่โคตรมีค่าบนโลกต่ออีกหลายๆ คน เขาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต วันนั้นเลยทำให้เรารู้สึกมีค่ามากๆ แล้วการเห็นทุกคนร้องไห้เพื่อเรามันก็มีพลังบวกอยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน 

 

 

ก่อนหน้านี้เราพูดคุยถึงน้องๆ รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของ BNK48 ในอนาคตกันไปแล้ว คราวนี้เราอยากลองชวนทุกคนมาพูดคุยถึงอนาคตของแต่ละคนกันบ้างว่าแต่ละคนอยากเห็นตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน 

 

มายยู: จริงๆ มันคือเป้าหมายสุดท้ายในชีวิตหนูเลย คือหนูจะเป็นคนที่รวยจากผลงานที่หนูทำ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ทุกผลงาน ทุกอย่างที่หนูจะสามารถกรีดเลือดทำได้ มันจะต้องส่งผลให้หนูเป็นคนที่รวยและสามารถดูแลครอบครัวหนูได้ ให้เขาอยู่อย่างมีความสุข แล้วหนูอยากพาเขาไปเที่ยวหลายๆ ที่เลย เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาตอนเป็น BNK48 หนูได้ใช้เวลากับครอบครัวน้อยมากๆ จริงๆ เพราะทั้งเรียนและทำงานด้วย หลังจากจบตรงนี้ไปหนูอยากที่จะทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ว่าด้านไหนก็ตาม และหนูจะเป็นคนรวยที่กลับมาดูแลครอบครัวของหนูให้มีความสุข 

 

วี: หนูขอแบ่งพาร์ตเป็นด้านตัวเองกับด้านครอบครัวแล้วกันค่ะ ในด้านตัวเองหนูเป็นคนที่ไม่รู้ว่าถึงขั้น Self-Esteem ต่ำไหม แต่ว่าหนูไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่รู้ภาพที่ออกมามันเป็นยังไง ไม่รู้ว่าตัวเองสวย ตัวเองเท่ ตัวเองน่ารัก ตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ แต่หนูก็ทำไปเรื่อยๆ หนูเลยรู้สึกว่าวัย 30 ต้องเป็นวัยที่หนูรู้แล้วว่าตัวเองเป็นยังไง มั่นใจได้แล้วว่าแบบนี้คือเราโดยที่ไม่ต้องไปสนใจกับคำพูดคนอื่น หนูว่าหนูพัฒนาขึ้นมาเยอะนะในการช่างแม่งกับคำพูดของคนอื่น แต่มันก็ยังไม่ได้คงที่สักที รู้สึกว่าในวัย 30 หนูต้องมั่นใจ ต้องเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องฟังเสียงคนอื่นแล้ว

 

ถ้าเป็นด้านครอบครัวหนูอยากรวย รวยมากๆ ในขั้นที่แบบพ่ออยากทำอะไร หนูให้เงินพ่อไปทำได้เลย แต่หนูก็ยังไม่รู้ว่าหนูจะทำยังไงนะ หนูยังไม่รู้ว่าในอนาคตหนูต้องทำอะไรถึงเป็นแบบนั้นได้ ด้วยความที่พ่อหนูเขาเป็นคนดื้อมาก เขาไม่ชอบอยู่เฉยๆ เขาไม่อยากให้ลูกมาเลี้ยงเขา แล้วเขาก็พลาดมาเยอะมาก มีบางเดือนที่หนูก็ต้องช่วยเขาถึงหนูจะช่วยไม่ได้เยอะ อย่างล่าสุดที่พ่อหนูมีปัญหาตอนนั้นมันทำให้หนูคิดว่าแบบนี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย 

 

ดังนั้นในวัย 30 หนูอยากจะสามารถให้เงินเดือนพ่อแม่ได้แล้ว อยากเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนพี่มายยูเลย หนูอยากพาที่บ้านไปเที่ยวยุโรป อยากพาไปเที่ยวทะเล หนูนับได้เลยว่าวันที่ครอบครัวหนูไปเที่ยวด้วยกันแบบครบๆ คือประถมปลาย หลังจากนั้นครอบครัวหนูก็แยกย้ายกันไปอยู่กันคนละทิศคนละทาง หนูไม่ได้เจอครอบครัวมานานมากๆ แล้ว อยากมีบ้าน อยากมีรถ ไม่ต้องมาคิดเรื่องใช้เงิน ซึ่งหนูเข้าใจว่ามันน่าจะค่อนข้างยากมากๆ แต่ถ้าทำได้มันก็คงจะเป็นภาพที่รู้สึกดีมากๆ

 

อีกอย่างหนึ่งที่อยากทำ หนูขออีก 20 ปีละกันคือหนูอยากมีสวนผัก เพราะหนูเป็นคนชอบกินผัก แล้วพี่ชายหนูเขาอยากทำสวนเหมือนกัน พ่อก็ชอบปลูกผัก แล้วแม่ก็ทำอาหารเก่ง หนูเลยอยากมีสวนของตัวเอง ไม่ต้องใหญ่มาก มีร้านอาหารเล็กๆ หนูรู้สึกว่ามันเป็นธุรกิจที่เราทำด้วยกันในครอบครัว ในช่วงที่หนูสัก 40 แล้ว หรือก่อน 40 ก็ได้ หนูรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นงานที่ทำไปแล้วมีความสุข เพราะเป็นงานที่ทำกับครอบครัวด้วย

 

 

ฟ้อนด์: ในอีก 10 ปีข้างหน้า หนูยังอยากทำงานในวงการบันเทิงอยู่ อยากเป็นฟ้อนด์ที่ประสบความสำเร็จในวงการบันเทิง อยากให้แมสมากๆ จนเป็นที่รู้จักในด้านที่ดี แล้วก็สามารถเป็นไอดอลของใครหลายๆ คนได้ แล้วก็อยากเป็นนักธุรกิจสาวด้วย อยากซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ จนพ่อกับแม่ไม่ต้องทำงานอีกแล้ว พาพ่อแม่ พาอาอี๊มาอยู่บ้านหลังเดียวกัน เวลาเรากลับบ้านมาก็เห็นเขานั่งเมาท์มอยภาษาแบบอี๊ๆ แม่ๆ โดยที่เขาไม่ต้องมานั่งทำงานแบบนี้แล้ว เขาสบายแล้ว ได้พาเขาไปเที่ยวรอบโลกอะไรอย่างนี้  

 

นาย: ในอีก 10 ปีข้างหน้าของหนูถามว่าตอนนี้ภาพมันชัดมากไหม มันก็อาจจะไม่ได้ชัดมากขนาดนั้น แต่รู้สึกว่าหนูอยากทำงานอะไรก็ได้ที่มีรายได้มาซัพพอร์ตครอบครัว ให้พ่อแม่ได้อยู่ด้วยกัน มีความสุขโดยที่เขาไม่ต้องมานั่งทำงาน เรายอมเหนื่อยเพื่อให้เขาไม่ต้องเหนื่อยดีกว่า แล้วด้วยความที่หนูเป็นลูกคนเดียวเราเลยอยากให้เขาภูมิใจในหน้าที่การงานของเรา แล้วก็ในอนาคตหนูอยากร้องเพลงกลางคืนด้วยค่ะ

 

วี: (หัวเราะ) อยากร้องเหมือนกันๆ

 

มายยู: หลังจากนี้ก็จ้างได้นะคะ

 

สตางค์: ของหนูถ้าในพาร์ตของครอบครัวอาจจะไม่ต้องถึง 30 ก็ได้ อยากออกไปทำงานเพื่อตอบแทนพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาเยอะมากๆ แล้วทุกวันนี้สิ่งที่พอทำได้คือการตั้งใจเรียนให้ได้ทุนเพื่อแบ่งเบาภาระไม่ต้องให้ป๊ากับม๊ามาจ่ายเงินค่าเรียนแล้ว เราอยากทำงานมีเงินเยอะๆ ซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่สบาย ได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เพราะอย่างที่ทุกคนพูดว่าตั้งแต่อยู่วงมาเราแทบไม่ได้ไปเที่ยวไหนกับครอบครัวเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราไปด้วยกันบ่อยมาก รู้สึกว่าช่วงชีวิตที่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน ความสุขที่เราได้ใช้กับครอบครัวมันหายไป ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะซื้อเวลาตรงนั้นกลับมา

 

ในพาร์ตของการทำงาน ก็ยังอยากทำงานในวงการบันเทิงอยู่ค่ะ แต่หนูก็ไม่รู้ว่าวงการบันเทิงมันจะอยู่ได้ยาวแค่ไหน เพราะมันก็มีช่วงอายุของมัน เลยคิดว่าเป้าหมายของหนูไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามคือหนูอยากทำงานที่มีความสุข และทำให้คนอื่นมีความสุข มีรอยยิ้มกับสิ่งที่เราทำ คือหนูเรียนสถาปัตย์มาใช่ไหมคะ เกี่ยวกับพวก Service Design หนูก็อยากไปทำบริษัทที่เกี่ยวกับพวกมัลติมีเดียที่ออกแบบสิ่งนู่นสิ่งนี้ให้เด็กๆ หรือว่าให้ผู้คนได้มีความสุขกับผลงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นเชิงไหนก็ตาม 

 

วี: หนูว่าสุดท้ายเป้าหมายของทุกคนคืออยากให้ครอบครัวมีความสุข อยู่สบายโดยที่พวกเขาไม่ต้องมานั่งทำอะไรแล้ว 

 

มายยู: ซึ่งสุดท้ายในชีวิตเรามันก็ต้องใช้เงิน 

 

ฟ้อนด์: ทุกคนอาจจะไม่ได้อยากรวย แต่เป้าหมายสูงสุดของทุกคนคืออยากมีความสุขแบบไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งการที่มีความสุขก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องมีเงิน  

 

วี: หนูว่ามันไม่การันตีด้วยว่ารวยแล้วมันจะมีความสุข แต่การที่เรามีเงินมันสามารถซื้อ Possibility หลายๆ ได้ 

 

ภาพ: BNK48

 

สมมติว่าในอีก 10 ปีข้างหน้ารุ่น 2 ได้โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้ง คิดว่าภาพในวันนั้นจะเป็นแบบไหน 

 

วี: น่าจะแบบเงอะงะปะ (หัวเราะ)

 

มายยู: น่าจะถามเรื่องชีวิตครอบครัวค่ะ เป็นยังไงบ้าง แต่งงานหรือยัง

 

สตางค์: พี่วีเปิดสวนผักเหรอ เป็นไงบ้าง 

 

วี: คงมานั่งคุยกันเรื่อง BNK48 ว่าแบบจำได้เปล่าตอนนั้น 

 

มายยู: หรือว่าสมมติมีพี่หรือเพื่อนเรามีลูกแล้วอาจจะคุยกันว่าแบบ เนี่ยป้าๆ น้าๆ เคยเป็น BNK48 นะ น้าเคยเต้นอย่างนี้เลย คุกกี้เสี่ยงทาย 16 คนบนเวที โคตรดัง (หัวเราะ) 

 

ไม่แน่ตอนนั้นอาจจะมี BNK48 รุ่นที่ 15 แล้ว

 

มายยู: เอาจริงตอนนั้นลูกของเพื่อนเราอาจจะไปเป็น BNK48 อยู่ก็ได้นะตอนนั้น

 

วี: อุ้ย! อยากให้มันเป็นแบบนั้นอะ

 

ฟ้อนด์: แต่หนูกลับรู้สึกว่าถ้าหนูเจอทุกคนในอีก 10 ปี หนูคงยังมองภาพทุกคนเป็นแบบตอนนี้ เพราะหนูเป็นคนที่ถ้าตอนนี้หนูไปเจอเพื่อนมัธยมหรือประถมหนูก็จะมองหน้าเพื่อนคนนั้นแล้วมีภาพสมัยเด็กๆ ซ้อนอยู่ มันคงเป็นภาพเก่าๆ แต่ถ้าอีก 10 ปีได้มาเจอกันตอนนั้นก็คงอยากชวนมา ฤดูใหม่ สักแมตช์ (หัวเราะ) 

 

วี: โห! ปวดหลังละ (หัวเราะ) 

 

ฟ้อนด์: (หัวเราะ) อยากรู้ว่ายังอยู่ในสายเลือดไหม คงต้องขอชวนเต้น BNK48 ด้วยกันสักแมตช์ เพลงอะไรก็ได้ หนูว่าน่าจะเป็นภาพที่ไวรัลอยู่นะ ถ้าสมมติบางคนมีลูกแล้วชวนมาเต้นด้วยกันน่าจะตลกดี 

 

มายยู: (หัวเราะ) น่าจะอบอุ่นดีเนอะ

 

The post การผันเปลี่ยนสู่ ‘Last Season’ ของ 5 สาว BNK48 รุ่นที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Real Journey ของ 7 สาววง HatoBito ที่มีความรักและความผูกพันเป็นเข็มทิศนำทาง https://thestandard.co/hatobito-the-real-journey/ Mon, 04 Mar 2024 09:08:17 +0000 https://thestandard.co/?p=906962 Hatobito

สำหรับแฟนคลับที่ติดตามเหล่า ‘เจ้าก้อนชมพู’ หรือไอดอลกรุ […]

The post The Real Journey ของ 7 สาววง HatoBito ที่มีความรักและความผูกพันเป็นเข็มทิศนำทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hatobito

สำหรับแฟนคลับที่ติดตามเหล่า ‘เจ้าก้อนชมพู’ หรือไอดอลกรุ๊ปวง HatoBito มาตั้งแต่แรกเริ่ม ก็น่าจะคุ้นเคยกับคอนเซปต์ที่น่ารักสดใส ดนตรีฟังสนุก และโชว์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังบวกที่พวกเธอพร้อมจะมอบให้กับทุกคน

 

แต่สำหรับซิงเกิลลำดับที่ 8 Believe / Not ผลงานส่งท้ายของ Chapter The Real Journey ครั้งนี้ พวกเธอมาในลุคที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้งดนตรีสไตล์ J-Rock ที่หนักแน่น ภาพลักษณ์ที่เท่และดุดันมากขึ้น รวมถึงเนื้อหาของเพลงที่เข้มข้นและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม จนเรียกได้ว่า Believe / Not เป็นผลงานที่แฟนๆ จะได้สัมผัสกับแง่มุมใหม่ๆ ของพวกเธอที่อาจจะยังไม่เห็นมาก่อนในทุกด้าน

 

บ่ายวันหนึ่ง THE STANDARD POP มีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับ 7 สาววง HatoBito (จากทั้งหมด 12 คน) นำโดยสมาชิกรุ่นที่ 1 นำโดย ซัมเมอร์ (เซ็นเตอร์), เข็ม, ไอริ, พาย และรุ่นที่ 2 แพร, สมายด์ และ มิวสิค เพื่อชวนพวกเธอพูดคุยถึงซิงเกิลล่าสุด Believe / Not เพลงสุดเท่ที่ทำให้พวกเธอได้ค้นพบแง่มุมใหม่ๆ ของตัวเอง พร้อมย้อนมองเส้นทางของ The Real Journey ที่ประกอบด้วย 3 ซิงเกิล ได้แก่ Fuji-San, Our Season และ Believe / Not ว่าในแต่ละช่วงเวลา พวกเธอได้รับประสบการณ์อะไรจากการเดินทางครั้งนี้บ้าง

 

 

เริ่มต้นกันที่ Fuji-San เพลงแรกของ Chapter The Real Journey ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานในเพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

 

แพร: ช่วงนั้นหนูเพิ่งเข้ามาเป็นเมมเบอร์รุ่น 2 ได้ไม่นานค่ะ พอเข้ามาก็ได้รับตำแหน่งเซ็นเตอร์ในเพลงนี้ทันทีเลย เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมากๆ ค่ะ ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรกๆ ได้ไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ญี่ปุ่นด้วย เป็นการถ่ายมิวสิกวิดีโอที่พวกเราได้เดินทางไปดูภูเขาไฟฟูจิด้วยกัน ในระหว่างทางเราได้เจอกับอะไรบ้างก็ตามเนื้อเพลงเลย เป็นการเดินทางที่เหนื่อยแต่ก็สนุกค่ะ 

 

เข็ม: ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เพราะอย่างรุ่น 1 ก็เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ได้ไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ญี่ปุ่น แต่มันค่อนข้างต่างกันมากๆ ด้วยความที่ครั้งแรกจะเหมือนเราไปกันเองมากกว่า แต่ครั้งนี้เรามีโปรดักชันที่ใหญ่ขึ้น ต้องทำการบ้านมากขึ้น รู้สึกว่าตื่นเต้น แล้วก็สนุก เหมือนเป็นการเริ่มต้น Chapter ใหม่จริงๆ สมชื่อ The Real Journey เลยค่ะ เหมือนเราได้ออกเดินทางจริงๆ ไปพร้อมกับน้องๆ ทุกคน 

 

Fuji-San เป็นเพลงที่พูดถึงการเดินทางสู่เป้าหมายที่เราอยากไปให้ถึง เราจึงอยากชวนทุกคนมารีแคปกันดูว่า ตลอดการเดินทางในฐานะวง HatoBito จากวันแรกจนถึงวันนี้แต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 

 

ไอริ: ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้พวกเราเติบโตขึ้นเยอะมากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้อง เรื่องเต้น การออกงาน หรือการวางตัว แล้วยิ่งมีรุ่น 2 เข้ามา ยิ่งทำให้รุ่น 1 เติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะเราจะต้องคอยดูแลน้องๆ คอยสอนงาน เป็นตัวอย่างให้น้องๆ ดูด้วย พอมีรุ่น 2 เราเหมือนเติบโตแบบก้าวกระโดดเลย เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น ทั้งภาพลักษณ์ นิสัย และทุกอย่างของเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากๆ 

 

ซัมเมอร์: ตอนแรกที่เข้าวงมาใหม่ๆ ช่วงนั้นหนูอายุประมาณ 16 ปีค่ะ ตอนนั้นยังมีความเป็นเด็กมากๆ ยังไม่รู้จักคำว่าการทำงานที่แท้จริงเลย รู้แค่เราอยากมาร้อง มาเต้น แต่พอเราโตมาเรื่อยๆ เราถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วตรงนี้มันคืองาน เราต้องจัดตารางเวลา เราต้องมีความรอบคอบมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น มันเลยทำให้เราเติบโต อาจเพราะมีรุ่น 2 ด้วย เราเลยต้องเป็นแบบอย่างให้น้องๆ ไปพร้อมกันด้วย  

 

เข็ม: สำหรับหนูรู้สึกโตขึ้นในทุกๆ ด้านเลยค่ะ ทั้งเรื่องสกิลการพูด การออกสื่อ รวมถึงความสนิทสนมของพวกเราด้วย เราสนิทกันมากขึ้น สนิทกับน้องๆ รุ่น 2 มากขึ้น รู้สึกดีใจที่ครอบครัวเราขยายขึ้นไปอีกขั้น แล้วอีกอย่างที่ภูมิใจมากๆ คือ HatoBito ได้ก้าวไปในก้าวที่ยิ่งใหญ่ขึ้น นั่นคือการได้เดินทางไปแสดงที่ต่างประเทศมากขึ้น เลยรู้สึกว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ HatoBito เติบโตขึ้นมากกว่าที่เราคาดหวังไว้ในตอนแรก รู้สึกดีใจมาก แล้วก็คิดว่าในอนาคตก็อยากจะขยายไปอีกเรื่อยๆ 

 

พาย: ทุกคนน่าจะพูดในภาพใหญ่กันไปแล้ว หนูขอพูดในมุมเล็กๆ ของหนูแล้วกันค่ะ หนูรู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากๆ เลยคือ หนูสนุกกับการใช้ชีวิตมากขึ้น ตอนแรกที่เข้ามาจะค่อนข้างเป็นคนที่จริงจังมากๆ แต่พอเราเข้ามาอยู่ในสังคมที่เราต้องมอบความสุขให้คนอื่นแล้ว เราเองก็เลยมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น เครียดน้อยลง เป็นคนชิลมากขึ้น และเป็นตัวเองที่มีความสุขได้มากขึ้น 

 

มิวสิค: หนูพัฒนาหลายเรื่องมากๆ ตอนเข้ามาแรกๆ ก็เครียดว่าจะคุยกับคนในวงอย่างไร เราไม่รู้ว่าคนนี้จะชอบหรือไม่ชอบอะไรหรือเปล่า แต่ว่าระหว่างทางเราก็ได้คุยกันเยอะขึ้น คนนี้คุยเรื่องนี้ คนนั้นชอบอะไร ส่วนการร้อง การเต้น ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก จากตอนแรกที่มาแบบศูนย์เลย ตอนนี้ก็น่าจะประมาณ 50 เหมือนเราพัฒนาจากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น อย่างเช่น งานแรกที่เราขึ้นก็เป็นเวทีใหญ่เลย โดยที่เรายังไม่เคยขึ้นเวทีเล็กๆ มาก่อน เราเลยตื่นตูมมาก เละเทะสุดๆ แต่เราก็เอาจุดที่ผิดพลาดมาพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ ดูการแสดงที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ยังดูอยู่ว่าเมื่อวานเป็นอย่างไร แล้ววันนี้ก็พัฒนาเพิ่ม  

 

อีกเรื่องที่หนูรู้สึกกลัวตอนเข้ามาช่วงแรกๆ คือ เหมือนเราเห็นรุ่น 1 ในยูทูบมาก่อน พวกเขาดูมีออร่ามากๆ แล้วทุกครั้งที่หนูเดินเข้าไปหนูจะรู้สึกกลัวว่าเราจะมีออร่าแบบนั้นหรือเปล่า พอมายืนข้างๆ แล้วกลัวว่าเราจะทำให้ออร่าของพวกเขาดรอปหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราก็สามารถขึ้นมายืนข้างๆ พวกเขา ได้มานั่งสัมภาษณ์ข้างๆ กันได้แล้ว 

 

สมายด์: สำหรับหนู ระยะเวลาที่มาเป็นไอดอลคือประมาณหนึ่งปีกว่าๆ ยังไม่ได้เยอะมาก แต่ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลายเรื่องเลย อย่างเช่น เรื่องความมั่นใจ ก่อนที่หนูจะเข้าวงมา หนูไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย ไม่กล้าแม้แต่จะไปหน้าชั้นเรียนด้วยซ้ำ ตอนเข้าวงมาใหม่ๆ เลยไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไร แต่เพราะเพื่อนๆ ในวงและแฟนคลับที่คอยให้กำลังใจ คอยบอกว่ามั่นใจนะ สวยแล้ว ดีแล้ว ก็เลยทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้น ชอบตัวเองมากขึ้น แล้วก็กล้าที่จะยืนอยู่ท่ามกลางคนมากมายมากขึ้น

 

แพร: ตั้งแต่สมัยเรียนหนูเป็นคนเก็บตัวประมาณหนึ่ง เราก็มีเพื่อนแหละ แต่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมขนาดนั้น แล้วเหตุผลแรกๆ ที่ทำให้อยากเป็นไอดอลคือ เราชอบเต้นเฉยๆ แต่พอเข้ามาเป็น HatoBito เลยเหมือนเป็นไฟต์บังคับว่าเราต้องเข้าสังคมด้วย ต้องรู้จักคนมากมาย ซึ่งตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเข้าสังคมได้มากขึ้น คุยกับคนได้มากขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น ถ้าให้พูดจริงๆ HatoBito เป็นกลุ่มเพื่อนที่เยอะที่สุดตั้งแต่มีชีวิตมาเลย พอมีคนที่ยอมรับในตัวเรา ก็ทำให้รู้สึกว่าเราเองก็เก่งเหมือนกันนะ เราก็ทำได้นะ พอได้เป็นเซ็นเตอร์ตอนแรกก็กดดัน แต่พอได้รับตำแหน่งมาก็คิดว่าเขาอาจจะเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา ก็เลยพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนรู้สึกว่าเก่งขึ้นจากแต่ก่อน 

 

 

ในมุมของรุ่น 1 วันที่รู้ว่ามีน้องรุ่น 2 เข้ามา จนทำให้แต่ละคนได้พัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะความรับผิดชอบ ในแง่หนึ่ง ความรับผิดชอบตรงนี้มันทำให้เรากดดันมากขึ้นไหม แล้วแต่ละคนรับมืออย่างไร 

 

ไอริ: เหมือนตอนแรกรุ่น 1 หนูจะเป็นคนดูแลทั้งหมด บางทีเราก็ช่วยกัน แต่น้องบางคนจะเด็กมาก เราเลยต้องช่วยดูแลจริงๆ ในทุกๆ อย่าง เช่น จัดตารางเวลาให้น้อง แต่พอมีรุ่น 2 เข้ามา น้องที่เคยเด็กมากในรุ่น 1 ก็ต้องกลายเป็นพี่โตในรุ่น 2 อีกที แต่ถามว่ากดดันมากไหม จริงๆ ก็ไม่ได้กดดันมากขนาดนั้น เพราะรุ่น 2 ค่อนข้างเรียบร้อย เชื่อฟัง พูดอะไรก็ทำ ให้ความร่วมมือกับเรามาตลอด 

 

ซัมเมอร์: ถ้าพูดถึงเรื่องความกดดันข้างในจะไม่ค่อยมีค่ะ ส่วนมากจะเป็นภายนอกมากกว่า เพราะด้วยความที่เราอยากให้ HatoBito โตขึ้นมากๆ ก็เลยมีความกดดันจากภายนอกมากกว่า  

 

เข็ม: ถามว่ารับมือกับความกดดันอย่างไร เวลาที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นเราจะคุยกันเลย แชร์กัน ช่วยกันแก้ปัญหาตลอด เราจะไม่ค่อยปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งเครียดอยู่คนเดียว ก็เลยรู้สึกว่าเป็นข้อดีมากๆ 

  

พาย: มันจะมีช่วงแรกๆ ที่เราอาจจะกดดันเรื่องเมมเบอร์รุ่น 1 เราจบการศึกษา (ลาออกจากวง) กันเยอะ พอมีรุ่น 2 เข้ามา เรายังไม่ได้ร้องและไม่ได้เต้นด้วยกันมากเท่าไร เลยกลัวว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์จะแย่ลงหรือเปล่า แต่น้องๆ รุ่น 2 เองเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมากันเร็วมากๆ จนช่องโหว่ตรงนั้นมันเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ

 

 

เพลงต่อมาของ Chapter นี้คือ Our Season ประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

  

สมายด์: พอหนูได้มาเป็นเซ็นเตอร์เพลงนี้ บอกตรงๆ ว่ารู้สึกกดดันมากค่ะ เพราะเพลงนี้เป็นตัวแทนคำขอบคุณให้กับแฟนคลับจากพวกเรา ทีมงาน เมมเบอร์ และเบื้องหลังทุกฝ่ายเลย หนูเลยเหมือนจะต้องแบกรับคำขอบคุณเพื่อสื่อไปให้แฟนคลับทุกคนด้วย และเพลงนี้มีความหมายกับพี่ๆ ทีมงานทุกคนมากๆ มันเลยยากมากที่เราจะต้องสื่อสารออกไป เราจะเหมาะจริงๆ หรือเปล่า เขาจะรับรู้ถึงคำขอบคุณของเราจริงๆ หรือเปล่า 

 

แต่เพราะมีเพื่อนๆ ทุกคนที่คอยซัพพอร์ต คอยให้กำลังใจเสมอ คอยบอกว่ามันดีแล้ว มันเหมาะแล้ว ก็ทำให้ผลออกมาดีมากๆ ค่ะ แล้วเป็นครั้งแรกที่เราจะต้องยืนอยู่ข้างหน้าโดยที่เราไม่เห็นเพื่อนเต้นข้างๆ ด้วย การเป็นเซ็นเตอร์มันว้าเหว่มากๆ เลย แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เราต้องเดินสายออกสื่อ ต้องเป็นคนนำในการพูด เราพัฒนาจากตรงนี้เยอะมากในการพูดให้รู้เรื่อง พูดให้ชัดถ้อยชัดคำให้คนเข้าใจ แล้วมันดีมากๆ ตรงที่เรามีเมมเบอร์ มีสตาฟฟ์ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย มันก็เลยเป็นมิวสิกวิดีโอที่มีความหมายมากๆ

 

มิวสิค: พอเราได้ติดเพลงนี้เพลงแรกก็คือร้องไห้เลย เพราะตอนแรกที่เข้ามาช่วงที่ต้องสอบเพลง Fuji-San มันคือช่วงที่เรารู้สึกว่ายังไม่พร้อม แต่พอมาถึง Our Season เรามีเวลาเตรียมตัวเยอะขึ้น เรารู้ว่าเพลงที่แล้วเราพลาดอะไรไป เราก็มาแก้เพลงนี้ แล้วพอมันสำเร็จก็ร้องไห้เพราะดีใจมากๆ เหมือนความพยายามของเรามันสำเร็จแล้ว จากนั้นเราก็ได้ทำทุกอย่างเป็นครั้งแรก อัดเพลงครั้งแรก ถ่ายมิวสิกวิดีโอครั้งแรก ต้องอยู่หน้ากล้องคนเดียวครั้งแรก ต้องออกสื่อครั้งแรก ต้องหัดพูดให้รู้เรื่อง ต้องมีสติ เหมือนต้องคิดตลอดเวลาว่าเราต้องพูดออกไปในทางที่ดีด้วย ต้องใช้คำพูดให้เป็นด้วย ฝึกบุคลิกทุกอย่างที่เคยไม่ชอบตัวเองเมื่อก่อน เหมือนฝึกทุกอย่างใหม่หมดเลย 

 

ต้องขอบคุณแฟนคลับด้วยที่เขาก็รอเราติดเพลงเหมือนกัน เพราะตอนรู้ว่าติดเพลงนี้เราก็ยังให้ทุกคนรู้ไม่ได้ เลยหลอกแฟนคลับไปว่าเราไม่ติด แต่พอมีคนมาพูดกับเราเรื่อยๆ ว่าเขารอเราอยู่ก็รู้สึกดีใจ แล้วเพลงนี้มันพูดถึงการขอบคุณพอดี เราก็ต้องส่งไปให้เขารู้ว่าเราขอบคุณเขามากๆ จริงๆ 

 

 

Our Season เป็นเพลงที่พูดถึงการขอบคุณเพื่อนๆ เมมเบอร์ ทีมงาน และแฟนคลับทุกคนที่เดินทางไปด้วยกันในทุกฤดู ซึ่งก่อนหน้านี้พี่รุ่น 1 พูดถึงน้องรุ่น 2 กันไปแล้ว คราวนี้อยากให้น้องรุ่น 2 พูดถึงพี่ๆ กันบ้าง  

 

มิวสิค: หนูกดดันมากเรื่องเพอร์ฟอร์แมนซ์ เพราะเขาทำไว้ดีอยู่แล้ว ส่วนเราเพิ่งเริ่มจากศูนย์ เลยกลัวว่าเราจะไปทำให้เพอร์ฟอร์แมนซ์เขาดรอปลงหรือเปล่า เราจะทำได้ดีเท่ารุ่น 1 ทำมาหรือเปล่า

  

แต่พี่รุ่น 1 ก็ช่วยเราทุกอย่างเลย ถ้าไม่มีรุ่น 1 หนูคงไม่เก่งเท่านี้ เพราะตอนแรกๆ พอเราต้องฝึกด้วยตัวเอง บางอย่างมันไม่เท่ามีคนมาสอน พอมีรุ่น 1 เข้ามาสอนหรือเข้ามาบอกว่าตรงนี้มันได้อีก ซึ่งทุกคนไม่เคยว่าหนูว่าไม่ดี แต่บอกว่ามันได้อีก ลองดูว่าตรงไหนที่เราควรเพิ่มบ้าง รุ่น 2 ก็ช่วยกันด้วย ช่วยบอกหนูว่าตรงนี้หนูหน้าเครียดไป ช่วยแก้จุดที่ผิดพลาด เหมือนพอเราเต้นรวมกันหลายๆ คนก็จะช่วยกันดูรอบข้าง ในขณะที่บางทีหนูก็โฟกัสกับตัวเองมากเกินไปจนทำได้ไม่ดี ต้องให้คนอื่นช่วยดู รวมถึงสอนการพูดและการวางตัวว่าทำอย่างไร สอนว่าถ้าเราเจอเรื่องไม่ดีมาเราควรจัดการออกไปอย่างไรบ้าง หรือถ้าช่วงไหนเศร้าๆ แล้วเราต้องไปออกงาน ทุกคนก็ให้คำตอบได้ดี คอยแนะนำตลอด เราเลยรู้สึกว่าพัฒนาขึ้นเยอะค่ะ 

 

สมายด์: ถ้าเป็นความรู้สึกของรุ่น 2 ที่เข้ามาก็ค่อนข้างกดดัน แต่ว่ากดดันคนละแบบ เหมือนรุ่น 1 เขาสร้างมาด้วยกันตั้งแต่แรก อยู่ด้วยกันมา 2-3 ปี เขามีฐานแฟนคลับประมาณหนึ่งแล้ว แล้วอยู่ๆ เราเข้าไปตรงกลางพอดี ซึ่งเราก็เหมือนเริ่มใหม่ตั้งแต่แรก สิ่งที่กดดันก็คือ เราจะสู้เท่ารุ่น 1 ได้หรือเปล่า เราจะไชน์เท่าเขาได้หรือเปล่า เราจะเต้นแล้วเข้ากับเขาได้หรือเปล่า แล้วแฟนคลับที่ตามวงมาเขาจะยอมรับในตัวเราหรือเปล่า เราจะถูกยอมรับเหมือนกับที่รุ่น 1 สร้างมาได้หรือเปล่า เหมือนเราตั้งคำถามไปหมด แต่ได้มาเจอกันก็ไม่ได้รู้สึกว่ากดดันขนาดนั้น เพราะทุกคนนิสัยดี แล้วก็น่ารักมากๆ  

 

แพร: รู้สึกว่าถ้าไม่มีรุ่น 1 ก็จะไม่มีหนู เพราะพวกเขาเริ่มต้นวงนี้ขึ้นมาด้วยกัน ดังนั้นถ้าไม่มี HatoBito รุ่น 1 ก็จะไม่มีหนู ก็จะไม่มี Fuji-San ไม่มี Our Season ไม่มี Believe / Not ออกมา ดีใจที่ได้เข้ามาเจอพี่ๆ ทุกคน ทุกคนน่ารักกันมากๆ แล้วก็ต้อนรับอย่างอบอุ่น รวมถึงแฟนคลับด้วย ต้องขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ  

 

สลับมาที่รุ่น 1 พูดถึงมุมของทีมงานและแฟนคลับที่เริ่มต้นมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกบ้าง  

 

เข็ม: ช่วงแรกๆ ทุกฝ่ายช่วยกันแบบสู้ชีวิตสุดๆ เลย เพราะวง HatoBito เกิดขึ้นในช่วงโควิดพอดี การจะออกสู่สาธารณะมันเลยยากมากๆ เราก็ต้องเน้นทางโซเชียลมีเดียแทน ซึ่งมันก็ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะทำให้คนรู้จักตัวตนเราจริงๆ เพราะเขาไม่เคยเจอตัวเรา เราออกงานเป็นอย่างไร เพอร์ฟอร์มเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าสู้กันมาประมาณหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คือแฟนคลับเราน่ารักมาก พอพวกเราเปิดโซเชียลมีเดียแล้ว เขายังไม่ทันรู้จักเราเยอะขนาดนั้นเลย ทำไมเขาถึงให้การต้อนรับเราดีขนาดนี้ สนับสนุนเราดีขนาดนี้ แล้วพอถึงวันเดบิวต์ เรียกได้ว่าเป็นวันที่ประทับใจมากๆ เพราะแฟนคลับมากันเยอะมาก พวกเขาเลยรู้สึกว่านี่แหละเป็นที่ของเราจริงๆ มันคือสิ่งที่พวกเรารอคอยจริงๆ 

 

ไอริ: พวกหนูซ้อมกันก่อนจะเดบิวต์ประมาณ 8-9 เดือน เพราะโควิดด้วย และโชว์นั้นไม่ใช่แค่เพลงเราเพลงเดียว แต่มีโชว์พิเศษหลายอย่าง เราซุ่มซ้อมกันมา 8-9 เดือนเพื่องานเดบิวต์เลยโดยเฉพาะ พอถึงวันเดบิวต์แล้วมีคนมารอเยอะมาก ทุกคนคือร้องไห้กันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีเลย 

 

จริงๆ ก่อนหน้านี้พวกเราก็แอบท้อนะ เพราะพวกเราเจอโควิดกันมาหลายรอบมาก เหมือนจะมีโอกาสได้เจอแล้วแต่ก็ไม่ได้เจอ หลายครั้งมากๆ จนเราใกล้จะเปิดตัวแล้ว เลยกังวลว่าการเปิดตัวมันจะได้ผลตอบรับดีไหม คนจะยังอยากเจอเรากันอยู่หรือเปล่า 

 

เข็ม: ต้องขอบคุณทีมงาน รวมถึงแฟนคลับด้วย เพราะถ้าวันนั้นทุกคนไม่มารู้จักเรา เราทำเพลงออกมาแล้วถ้าไม่มีแฟนคลับมาฟังหรือซัพพอร์ตเรา เราอาจจะไม่ได้อยู่ถึงตอนนี้ก็ได้ มันขาดกันไม่ได้จริงๆ ทุกฝ่ายเลย 

 

 

 

มาถึงซิงเกิลล่าสุด Believe / Not ซึ่งเป็นเพลงที่แตกต่างไปจากผลงานที่ผ่านมาของ HatoBito เลย ทั้งคอนเซปต์ที่ดูโตขึ้นและแนวดนตรี J-Rock ที่หนักแน่น สำหรับซัมเมอร์ที่รับตำแหน่งเซ็นเตอร์ ความรู้สึกแรกที่ได้ฟังเป็นอย่างไรบ้าง 

 

ซัมเมอร์: หนูชอบมากค่ะ พอฟังเพลงนี้ครั้งแรกแล้วรู้สึกฮึกเหิม มันคือสิ่งที่หนูรอมานานมากๆ หนูเคยพูดเกริ่นๆ กับพี่ทีมงานว่าอยากมีเพลงเท่ๆ เพลงที่เวลาเราโชว์แล้วมีความสนุกมากๆ ซึ่งในที่สุดเราก็มีเพลงนี้ขึ้นมา ซึ่งหนูรู้สึกตื่นเต้นแล้วก็ดีใจมากๆ ตั้งแต่ฟังครั้งแรกค่ะ คาดหวังตั้งแต่ฟังครั้งแรกเลย พอหนูฟังปุ๊บหนูซ้อมเต้นเลย เพราะปกติหนูจะเป็นคนแอ็กทีฟช้า สมมติฟังเพลงปุ๊บ อ่อ เดี๋ยวค่อยทำแล้วกัน แต่รอบนี้หนูเต้นเลย หนูชอบมาก 

 

การได้ร้องและเต้นในแนวเพลงที่แตกต่างไปจากเดิม มันทำให้เราได้ค้นพบแง่มุมใหม่ๆ ของตัวเอง หรือปลดล็อกอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยรู้มาก่อนบ้างไหม  

 

ซัมเมอร์: หนูมองว่าทุกคนเปลี่ยนไปมาก เหมือนได้ปลดล็อกในสิ่งที่ทุกคนมีแต่ไม่เคยได้เอามาใช้ ด้วยความที่เพลงนี้เปลี่ยนไปมาก ทั้งโทนเสียงในการร้องและดนตรี ทุกคนได้เอาสกิลที่ยังไม่เคยได้ใช้มาก่อนออกมาใช้ ซึ่งหนูมองว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่ปลดล็อกพวกเราเต็มรูปแบบเลย แฟนคลับจะได้เห็นเราโตขึ้นในทุกๆ ด้าน 

 

ไอริ: Believe / Not เหมือนเป็นอะไรที่สดใหม่ รู้สึกทุกคนมีพลังอะไรสักอย่างขึ้นมา ปกติมันจะเป็นพลังความสดใส ยิ้ม แล้วก็ให้กำลังใจ แต่อันนี้มันเหมือนเราโตขึ้น ดุขึ้น ซึ่งเราก็ต้องมีด้านที่ดุบ้าง เท่บ้าง ได้เปิดด้านนี้ให้ทุกคนเห็น แฟนคลับก็เซอร์ไพรส์ว่าเรามีด้านนี้เหมือนกันเหรอ ไม่คิดมาก่อนว่าเราจะหล่อขึ้น เลยรู้สึกดีที่เราได้มีหลายๆ มุมมอง สามารถทำเพลงได้หลากหลายแนวมากขึ้น 

 

พาย: ของพายเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองตัดผมสั้นแล้วจะเข้า เพราะหนูไว้ผมยาวมาตลอดตั้งแต่เด็กมากๆ น่าจะเพิ่งเคยตัดสั้นครั้งที่ 2 ในชีวิตเลย เลยเพิ่งรู้ว่าตัวเองเท่ได้ขนาดนี้ คือขี้เก๊กที่สุดในชีวิตแล้วตอนนี้ (หัวเราะ) รู้สึกว่าเราได้ใส่สกิลที่เราฝึกมาตั้งแต่ต้นอย่างเต็มที่ เพราะช่วงเพลง HeartBeat เราจะซ้อมกันหนักมากทั้งเต้นและร้อง ออกกำลังกายกันหนักมากๆ แล้วเพลงนี้เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าได้ใช้พลังเหมือนตอน HeartBeat ได้กลับมาพัฒนาตัวเองหลายๆ เรื่องด้วย 

 

 

Believe / Not เป็นเพลงที่พูดถึงการเดินทางที่บางครั้งเราก็เกิดความรู้สึกลังเล สับสน หรือหลงทาง จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเส้นทางที่เราเลือกมันถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า สำหรับแต่ละคน เวลาที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้ มีเรื่องอะไรที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เรายังออกเดินต่อ แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางมันคืออะไร 

 

ซัมเมอร์: แรงผลักดันสำคัญของหนูคือแฟนคลับค่ะ ส่วนตัวแล้วหนูอยากให้วง HatoBito ไปได้ไกลกว่านี้อีกมากๆ อยากให้ทุกคนรู้จัก เพียงแค่เห็นหน้าเราแล้วทุกคนก็รู้ว่าเราคือใคร มันเลยเป็นแรงผลักดันที่ทำให้หนูยังอยากไปต่อกับตรงนี้มากๆ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้เติบโตมากแค่ไหน แต่เราอยากให้มันไปได้สุดเท่าที่เราจะทำได้ รวมถึงตัวเราเองด้วยค่ะ หนูก็อยากเห็นตัวเองในหลายๆ เวอร์ชัน ไม่ใช่แค่หวานๆ อยากเห็นตัวเองเท่ อยากเห็นตัวเองสวย อยากเห็นตัวเองในทุกด้านๆ เราอยากเห็นการเติบโตของตัวเอง ก็เลยเลือกที่จะไปต่อ

 

เข็ม: ต้องยอมรับเลยว่าช่วงก่อนหน้านี้มีหลายครั้งมากที่ตัดสินใจไม่ได้เหมือนกัน ไขว้เขวมากว่าเราจะเอาอย่างไรต่อกับเส้นทางนี้ เราจะลุยต่อไหมหรือเราจะพอแค่นี้ จนสุดท้ายมีอยู่วันหนึ่งที่เรากลับมานั่งถามตัวเองว่า วันแรกที่เราเข้ามาใน HatoBito เรามีเป้าหมายอะไร แล้วเราทำสำเร็จหรือยัง 

 

แล้วเราก็พบว่า เรามาตรงนี้เพราะมันเป็นความฝันของเรานะ เรามาเพื่อมอบความสุขกับทุกคน นี่คือสิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คนที่มาเจอ HatoBito แล้วเขามีความสุข อยากให้คนที่มาเจอเรามีจำนวนมากขึ้น นี่คือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรก เราเลยเลือกเข้ามาทำตรงนี้ เราเลยตัดสินใจได้ง่ายมากว่าเราจะเดินต่อ รวมถึงแฟนคลับด้วย ถ้าไม่มีแฟนคลับจุดหมายก็คงจางกว่านี้ อยากเห็นตัวเองในอีกหลายๆ เวอร์ชันเหมือนกัน อยากเห็นพวกเราโตไปมากกว่านี้ โตไปด้วยกัน อยากเห็นคนที่มาดู HatoBito มีความสุข อยากเห็นรอยยิ้มของทุกคนมากขึ้น 

 

ไอริ: มีช่วงหนึ่งที่หนูลาวงไป 3 เดือนเพื่อไปต่างประเทศ เป็นช่วงที่รุ่น 1 จบการศึกษากันออกไปหลายคนมาก แล้วก็เป็นช่วงที่เรากำลังคิดว่าเราจะพักหรือว่าเราจะไปกับเพื่อน เป็นช่วงที่ลังเลมากว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต แต่ตอนนั้นเราได้โอกาสไปต่างประเทศพอดี เราเลยลองคุยกับพี่ทีมงานดูก่อนว่าหนูขอพักไปต่างประเทศพักหนึ่งได้ไหม ให้ตัวเองได้ไปคิดทบทวนว่าเรายังอยากทำตรงนี้อยู่หรือเปล่า 

 

แล้วทีนี้ช่วงที่ไปต่างประเทศเราก็พยายามที่จะไม่คิดถึงอะไรตรงนี้ เพื่อที่จะพักจริงๆ แต่สุดท้ายก็พักไม่ได้ เราคอยดูแชตว่าเพื่อนทำอะไรกันอยู่ แฟนคลับทำอะไรกันอยู่ เราได้รับการอัปเดตตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น แล้วใจเราก็ยังห่วง ยังพะวงกับ HatoBito อยู่ตลอดเวลา น้องก็คอยถามว่าเมื่อไรจะกลับ แฟนคลับก็ยังรออยู่เหมือนกันว่าเมื่อไรจะกลับ เลยรู้สึกว่าสงสัยเหมือนใจเราไม่ได้อยู่ที่ต่างประเทศเลย ไม่ได้คิดเลยว่าเราจะไปเที่ยวไหน จะทำอะไร เหมือนก็ใช้ชีวิตไปวันๆ คิดแล้วแหละว่ากลับมาก็คงจะกลับมาทำต่อ 

 

พอกลับมาก็มาคุยกับพี่ทีมงานว่า โอเคค่ะ หนูจะทำต่อ ซึ่งตอนแรกที่กลับมาก็กลัวเหมือนกันว่าแฟนคลับยังรอเราอยู่จริงหรือเปล่า เพราะวงการไอดอลมันก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ถ้าเรากลับมาแล้วมันไม่เหลือใครรอเราอยู่แล้ว กำลังใจมันก็คงหายไปเยอะเหมือนกัน 

 

แต่สุดท้ายพอกลับมาก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองตัดสินใจกลับมาทำต่อ เพราะการทำไอดอลเป็นสิ่งที่หนูรักมากที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วก็ทุ่มเทให้มันมากที่สุดในชีวิตแล้วตั้งแต่ทำอะไรมา เลยรู้สึกไม่เคยเสียใจที่ทำตรงนี้ แล้วก็ดีใจที่ตัวเองตัดสินใจกลับมาทำ ดีใจที่ได้กลับมาเจอน้องๆ อีก เพราะช่วงที่หายไป 3 เดือนก็รู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปเยอะเหมือนกัน  

 

เข็ม: ขอเสริมจากพี่ไอรินิดหนึ่งนะคะ จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งน้องๆ นี่แหละเดินมาพูดกับพวกหนูว่าอยู่ต่อได้ไหม ยังอยากขึ้นเวทีกับพี่ๆ อยู่ เดี๋ยวเราจะไปโน่นนี่ด้วยกันนะ ตอนนั้นเรารู้สึกว่า มันจะทิ้งได้ยังไงวะ จะทิ้งวงได้ยังไง ทิ้งแฟนคลับได้อย่างไร ต้องขอบคุณหลายๆ คนด้วยที่ทำให้เราพบว่า เออว่ะ นี่แหละที่ของเรา  

 

ไอริ: สุดท้ายคือไปไหนไม่ได้ เรารักที่นี่ เรารักทั้งเมมเบอร์ รักพี่ทีมงาน รักแฟนคลับ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่เรารักด้วย ต้องขอบคุณน้องในวง พี่ๆ ทีมงาน แล้วก็แฟนคลับที่ยังเลือกที่จะซัพพอร์ตพวกเราอยู่ แล้วพวกเราก็จะตั้งใจพัฒนาตัวเอง แล้วพาวงไปให้ไกลที่สุด หลังจากนี้เราก็จะไปต่างประเทศด้วยกันบ่อยๆ 

 

 

พาย: ตั้งแต่มาเป็นไอดอล หนูไม่ค่อยมีช่วงที่ลังเลขนาดนั้น เพราะหนูยังมีความสุขที่จะได้ทำในทุกๆ วันอยู่ มันอาจจะมีช่วงที่เหนื่อยบ้าง มันมีช่วงหนึ่งที่เราซ้อมกันหนักแล้วก็เหนื่อยมาก แล้วเป็นช่วงที่ต้องทำโปรเจกต์ที่มหาวิทยาลัยด้วย แต่พอรู้ว่าเดี๋ยววันนี้เราจะได้ไปออกงานแล้วนะ เดี๋ยวเราก็ได้ขึ้นเวทีแล้ว ก็รู้สึกแฮปปี้ขึ้นมาอีกรอบ มีแรงผลักดันเป็นเพื่อนๆ ในวง อยากไปเจอเพื่อนๆ พอเรามาถึงห้องซ้อมเหมือนได้มารับเอเนอร์จี้ มันก็ทำให้มีแรงขึ้นมา ได้ทำตรงนี้มันมีความสุข ได้เจอแฟนคลับก็มีความสุข ก็เลยยังไม่ได้ลังเลอะไรมาก

 

มิวสิค: สำหรับหนูช่วงแรกก็มีลังเลค่ะ มันก็มีทางแยกเหมือนกันว่าเราจะไปทำอันนี้ดีหรือว่าเราจะอยู่ตรงนี้ต่อ แต่พอมาคิดดูแล้วว่าถ้าเราต้องไปทำอย่างอื่นแล้วแฟนคลับที่ยังรักเราอยู่ มันเหมือนเราทิ้งคนที่เขารักเราไว้ เหมือนทิ้งความฝันของตัวเองด้วย เพราะตรงนี้มันก็คือเป้าหมายในชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าเราอยู่ตรงนี้ต่อดีกว่า เพราะเราก็ยังทำความฝันของตัวเองได้ไม่สุดด้วย ยังอยากทำตรงนี้ไปต่อเรื่อยๆ พัฒนาตัวเอง เพราะสกิลที่พัฒนาตอนนี้ มันก็เอาไปใช้ในอนาคตได้อีก ทั้งการพูดและการวางตัว มันเอาไปใช้ต่อได้ เลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำตอนนี้ก็มีประโยชน์ในการพัฒนาตัวเองด้วย 

 

สมายด์: แรงผลักดันของหนูที่ทำให้ยังเลือกจะทำตรงนี้ต่อคือความชอบค่ะ เราชอบเต้นอยู่บนเวที ก็สับสนหลายรอบอยู่เหมือนกันว่าเราเลือกถูกหรือเปล่า ก็ปรึกษากับคนที่บ้านเยอะมาก ปรึกษากับเพื่อนข้างนอกเยอะมากว่าเอาอย่างไรต่อดี แต่มีเพื่อนหลายคนที่บอกหนูว่า การเป็นไอดอลมันทำได้แค่ตอนนี้เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำแล้ว ถ้าเกิดว่าหลังจากนี้ออกไปก็คือแทบจะไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วนะ การทำงานประจำหรือว่าการทำสายอาชีพยังมีเวลาอีกตั้ง 50-60 ปี แต่ไอดอลมันได้แค่ 3-4 ปีนี้ ในเมื่อมีโอกาส มีเวลา และมีคนซัพพอร์ต ก็ไปให้สุด เลยเป็นเหตุผลให้หนูอยู่ต่อ 

 

แพร: แรงผลักดันของหนูจะเป็นตัวเองในตอนเด็ก เพราะเมื่อก่อนหนูชอบเต้น ชอบอยู่บนเวที แล้วเคยส่งออดิชันหลายที่มากๆ ก่อนที่หนูเข้าวงมาหนูอายุประมาณ 24 ปี ตอนนั้นรู้สึกว่าน่าจะไม่เหลือที่ที่จะรับเราแล้ว อายุเราก็เท่านี้แล้ว จนมาเจอ HatoBito เหมือนเราได้เติมเต็มความฝันของตัวเองในตอนเด็กแล้วว่าเราได้เป็นไอดอลแล้วนะ เหมือนเมื่อก่อนเราจะมีความคิดว่าเราเริ่มโตจนจะทำไม่ได้แล้ว เราก็เริ่มไม่เห็นภาพตัวเองเป็นไอดอลเลย นึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร ถึงตอนนี้ได้เห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกว่าอยากอยู่รอเห็นตัวเองในภาพที่ยังไม่เคยเห็นอีกในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดเราตอนเด็กได้เห็นเราตอนนี้ว่านี่คือสิ่งที่เราเคยจินตนาการไว้ว่าจะได้ทำแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ดีใจไหมที่ได้ทำแล้ว อนาคตจะได้ทำอะไรอีกก็อยากเห็นสิ่งที่เรายังไม่เคยเห็น สิ่งที่เรายังไม่เคยเป็น 

 

 

 

ในช่วงสุดท้ายของ Chapter The Real Journey เราอยากชวนทุกคนมาลองสรุปภาพรวมคร่าวๆ ของการเดินทางครั้งนี้กันว่า แต่ละคนได้ค้นพบอะไรจาก The Real Journey กันบ้าง 

 

ซัมเมอร์: หนูได้ค้นพบความเป็นตัวเองมากขึ้นค่ะ รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากขึ้น เพราะตอนแรกๆ หนูเองเป็นคนที่ชอบสไตล์เท่ๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยขีดจำกัดของวงที่มีความเป็นสีชมพู เจ้าก้อนชมพูเราต้องน่ารัก ก่อนหน้านี้เพลงเราค่อนข้างเป็นสไตล์น่ารักด้วย ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้ ตัวหนูเองได้ค้นพบตัวเองจริงๆ ว่าเราชอบสิ่งนี้จริงๆ เราชอบความเท่ เราชอบสไตล์นี้จริงๆ มันก็เลยเหมือนเป็นการปลดล็อก แล้วก็ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองค่ะ 

 

เข็ม: หนูได้ค้นพบตัวหนูอีกคนหนึ่งในอีกเวอร์ชันหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างที่เราคุยกันมาว่าได้เจอตัวเองในอีกเวอร์ชันหนึ่ง ในอีกรูปแบบหนึ่งที่เก่งขึ้น แล้วก็มีสกิลรอบด้านมากขึ้นค่ะ

 

มิวสิค: ได้ค้นพบว่าตัวเองก็เก่งได้มากขึ้นอีกเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะเมื่อก่อนคิดว่าตัวเองไม่เก่ง แต่พอมาอยู่ตรงนี้ เราก็พัฒนาตัวเองได้เยอะขึ้นเหมือนกันนะ 

 

พาย: ได้ค้นพบวิธีการรับมือกับอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น เพราะช่วง Journey ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอารมณ์หลากหลายมาก ตั้งแต่เครียด กดดันมากขึ้น แล้วก็เป็นช่วงที่เติบโตขึ้น แล้วเราก็เรียนรู้วิธีการรับมือกับอารมณ์ ให้ความรักกับตัวเองมากขึ้น 

 

ไอริ: สำหรับหนู หนูได้ค้นพบอีกหนึ่งครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเมมเบอร์หรือแฟนคลับ ทุกคนเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตของหนู เป็นอีกหนึ่งครอบครัวเพราะเราเจอกันแทบทุกวัน เราเจอกันบ่อยกว่าครอบครัวที่บ้านอีก เหมือนเราได้ค้นพบอีกหนึ่งครอบครัวที่เรารักมากๆ 

 

สมายด์: ได้ค้นพบความรักมากขึ้นค่ะ ความรักในแง่มุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่แบบคนรักหรือแบบครอบครัว ได้ความรักจากแฟนคลับ ความรักจากเพื่อน แล้วก็รักตัวเองมากขึ้นค่ะ ได้เจอความรักหลายรูปแบบในการเดินทางครั้งนี้ 

 

แพร: ค้นพบสังคมใหม่ๆ ค่ะ สังคมที่เราแบ่งปันความรักกัน แบ่งปันความฝันด้วยกัน แชร์เรื่องราวทั้งเรื่องดีและไม่ดี เป็นสังคมที่ไม่เคยเจอมาก่อนทั้งในวงแล้วก็แฟนคลับด้วย   

 

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง Believe / Not ได้ที่

 

The post The Real Journey ของ 7 สาววง HatoBito ที่มีความรักและความผูกพันเป็นเข็มทิศนำทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: บุกกอง ‘แมนสรวง’ ส่องสถานเริงรมย์แห่งยุคว่าเลอเลิศแค่ไหน? | THE INTERVIEW https://thestandard.co/man-suang-filming-set/ Fri, 01 Mar 2024 10:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=906208

THE STANDARD POP ขอพาบุกกองถ่ายภาพยนตร์ แมนสรวง สวรรค์ข […]

The post ชมคลิป: บุกกอง ‘แมนสรวง’ ส่องสถานเริงรมย์แห่งยุคว่าเลอเลิศแค่ไหน? | THE INTERVIEW appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD POP ขอพาบุกกองถ่ายภาพยนตร์ แมนสรวง สวรรค์ของคน สถานเริงรมย์แห่งยุค! พร้อมร่วมพูดคุยล้วงความลับจากเหล่านักแสดงนำอย่าง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์ และ ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา เกี่ยวกับความน่าสนใจของภาพยนตร์นี้ สถานที่ที่ใช้ถ่ายทำ รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ และสามารถรับชมภาพยนตร์สุดคราฟต์ฝีมือคนไทยได้ทาง Netflix

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ชมคลิป: บุกกอง ‘แมนสรวง’ ส่องสถานเริงรมย์แห่งยุคว่าเลอเลิศแค่ไหน? | THE INTERVIEW appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ มาย อาโป และปอนด์ ถึงการเดินทางครั้งใหม่ของ Be On Cloud ที่ Shine กว่าเดิม https://thestandard.co/talk-with-mile-apo-and-pond/ Wed, 07 Feb 2024 08:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=897114 mile apo pond

เมื่อพูดถึงกระแสการร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในด้านอุต […]

The post คุยกับ มาย อาโป และปอนด์ ถึงการเดินทางครั้งใหม่ของ Be On Cloud ที่ Shine กว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
mile apo pond

เมื่อพูดถึงกระแสการร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนในด้านอุตสาหกรรมบันเทิง คงอดนึกถึงโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ไม่ได้ อย่างการร่วมมือกันของกระทรวงพาณิชย์ และค่าย Be On Cloud โปรเจกต์ที่เตรียมผลักดันสินค้าไทยไปสู่เวทีโลก ซึ่งมีการจัดงานแถลงข่าวโดยเปิดตัวซีรีส์ใหม่ในชื่อ ชาย (Shine) ไปเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา 

 

วันนี้ THE STANDARD POP ได้รับโอกาสร่วมพูดคุยกับ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ และ ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ถึงที่มาที่ไปของโปรเจกต์ใหญ่ครั้งนี้ พร้อมแชร์ความคิดเห็นเรื่องการทำงานที่ร่วมมือกับภาครัฐ รวมถึงอีกหลายผลงานที่แอบสปอยล์ความน่าตื่นเต้นให้หลายคนได้ตั้งตารอดูกันอีกด้วย

 

 

ช่วงนี้แต่ละคนอินกับเรื่องอะไรกันอยู่บ้าง เช่น อาหาร สินค้า สถานที่ กิจกรรมของไทย

 

อาโป: ส่วนตัวโปอินกับทุกอย่างที่เป็นไทย อย่างเวลาเห็นผ้าไทยโปก็จะชอบมาก แล้วก็อยากจะได้มาเก็บไว้ อาหารที่ชอบที่สุดคืออาหารไทย เบสิกที่ชอบที่สุดคือ ผัดกะเพราไข่ดาว กินได้ทุกวันเลย ส่วนกิจกรรมจะชอบท่องเที่ยวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือย่านพระนคร รู้สึกว่าไปกี่ครั้งก็เหมือนครั้งแรกทุกครั้ง เพราะถึงเราจะไปที่เดิม แต่แสง อุณหภูมิ อากาศเปลี่ยนไป ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป โปว่ามันเป็นสถานที่ที่โรแมนติก 

 

ปอนด์: สองคนนี้ (มายและอาโป) เขาชอบแบบเดียวกันตลกมาก เหมือนไปเดินเจอกันที่พระนคร บางครั้งเราไปแบบนัดกันและไม่นัดกันบ่อยมาก ส่วนเรื่องที่อินของผมในช่วงนี้คือ ผมตื่นเต้นกับการที่เราจะนำสิ่งที่เราเชื่อ เราชอบ ถ่ายทอดออกไปอย่างพร้อมมากขึ้น

 

มาย: ช่วงนี้ก็ยังเป็นดนตรีเหมือนเดิมครับ แต่จะเป็นการอินดนตรีในอีกมุมหนึ่ง ทั้งการเป็นผู้ผลิต ผู้ทำงานร่วม และผู้สร้างมันต่างกันนะ 

 

ผู้ผลิตคือ การหาศิลปินใหม่ๆ มุมมองการฟังเพลงของเราก็จะเปลี่ยนไป รวมถึงมุมมองในการมองหาศิลปินที่เราจะร่วมงานด้วย ส่วนมุมมองการทำงานร่วมกันอย่างการที่เราทำงานกับพี่แสตมป์ (แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ในเพลง ขาด เรารู้สึกว่าการที่ได้เห็นศิลปินที่มีความสามารถมาก แล้ววันหนึ่งเขามาร่วมงานกับ Be On Cloud ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ได้มีแค่พี่แสตมป์คนเดียว คงมีคนอื่นๆ อีกด้วย และมุมมองสุดท้ายคือ ผู้สร้าง ถึงเราจะชอบงานเพลงมากขนาดไหน แล้ววันหนึ่งเราได้เป็นคนผลิต คนถ่ายทอดเอง เลยเป็นคนละความรู้สึกกัน การสร้างกับการเสพมันต่างกัน สิ่งนี้เลยเป็นสิ่งที่เราสนใจในช่วงนี้ครับ

 

 

อะไรคือความน่าตื่นเต้นที่สุดของปีนี้

 

อาโป: ปีนี้ลุคของโปจะเปลี่ยนไปตลอดทั้งปีและต่อไป จริงๆ แล้วสไตล์ที่โปชอบจะเป็นสไตล์ย้อนยุค โปชอบอะไรที่ดูดิบๆ เซอร์ๆ ตั้งแต่เด็กโปพยายามไว้หนวดมานานมาก จนกระทั่งวันนี้ครบ 30 ปีแล้ว หนวดขึ้นเต็มพอดี (ทั้ง 3 คนหัวเราะ) ก่อนหน้านี้หนวดจะขึ้นเป็นหย่อมๆ แต่พออายุ 30 ปีมันเป็นจังหวะที่พอดี ประกอบกับผลงานใหม่ที่จะเกิดขึ้น เขาถามว่า “โปมีหนวดไหม” โปพูดอย่างภูมิใจว่า “มันมาแล้วครับ” (หัวเราะ) โปคิดว่าเป็นช่วงวัยที่พร้อมทั้งในเชิงกายภาพ ในเชิงจิตใจ และในเชิงประสบการณ์ คิดว่าผลงานที่ได้ทำต่อๆ ไปก็น่าจะเป็นการบ่งบอกอีกบุคลิกหนึ่งของเราที่โตขึ้น

 

ปอนด์: ผมขอเสริมว่า หลายคนเคยถามว่า Be On Cloud ส่งนักแสดงไปร่วมงานกับคนอื่นหรือเปล่า แบบที่เราไม่ได้ผลิตเอง ไม่ใช่ไม่ได้ส่งนะครับ แต่ถ้าทุกอย่างมันใช่มันก็พร้อม ซึ่งโปรเจกต์ที่โปจะไปร่วมเป็นโปรเจกต์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มากๆ เรื่องหนึ่ง พอเราคุยกันแล้วรู้สึกว่าโคตรใช่ ใช่กว่านี้ไม่ได้แล้ว มันต้องทำ ตัวอาโปเองก็รู้สึกว่าเขาโคตรใช่กับบทนี้ เรานั่งคุยกันกับฝั่งนั้นต่างคนต่างเลือกกันและกัน ซึ่งไม่ได้นับซีรีส์ที่เราประกาศวันนี้นะ (ซีรีส์ ชาย Shine

 

อาโป: แล้วประกอบกับผู้กำกับ วิธีการถ่าย การเล่าเรื่องเป็นเรามาก เขาบอกทุกอย่างคือธรรมชาติมากๆ 

 

 

โปรเจกต์ภาพยนตร์ที่อาโปจะร่วมแสดงนี้จะเกิดขึ้นในช่วงไหน 

 

ปอนด์: คงจะมีประกาศโปรเจกต์ในปีนี้ และเริ่มถ่ายทำเร็วๆ นี้ ผมว่าทุกคนจะว้าว เพราะผู้กำกับท่านนี้เป็นผู้กำกับที่พวกเราทุกคนเป็นแฟนคลับเขา พอเราได้รู้จักเขาลึกๆ รู้สึกเลยว่า เขาสมควรแล้วที่มีผลงานที่ถูกจารึกไว้เยอะขนาดนั้น ความคิดความอ่านวิธีการทำงานของเขาน่าศึกษาและน่าทำด้วย แต่เราอาจยังสปอยล์เรื่องไม่ได้รอกันอีกนิดหนึ่ง 

 

มาย: ส่วนความน่าตื่นเต้นของผมในปีนี้ คิดว่ามันเป็นเรื่องของการที่เราบาลานซ์ระหว่างการไปนอกประเทศกับในประเทศได้ดีขึ้น แฟนๆ ทั้งในและต่างประเทศจะรู้สึกว่าเขาเอ็นจอยทุกอย่างร่วมกัน สำหรับมุมผมไม่ว่าจะเป็นพาร์ตของเพลงหรือพาร์ตของการแสดงที่จะประกาศวันนี้ (31 มกราคม) หรืออื่นๆ ทุกอย่างจะใหญ่ขึ้น กลมขึ้น ในมุมของผู้เสพ ในมุมของแฟนคลับ และในมุมของคนอื่นที่เพิ่งมารู้จัก Be On Cloud และพวกผมครับ 

 

ปอนด์: ส่วนผมอย่างที่พูดไปทั้งหมดคือ เราพร้อมกันมากขึ้น จิตใจเรานิ่งมากขึ้น ยอมรับข้อผิดพลาดทั้งข้อดีข้อเสียที่ผ่านมามากขึ้น เหมือนให้อภัยทุกอย่าง ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมทุกอย่างเช่นกัน เป็นการให้อภัยความผิดพลาดของเราในอดีต กลับมาเริ่มในจุดที่นิ่งและพร้อมจะเติบโต

 

อย่างที่บอกผมเคยผ่านชีวิตที่ยาก เราไม่เคยมีอาการเหลิง แต่ยอมรับว่าช่วงแรกที่ทำ Be On Cloud จนมาถึง KinnPorsche The Series ปรากฏการณ์นี้พาให้ทุกคนเหลิงไปพร้อมๆ กันได้โดยที่เราไม่รู้ตัว พอเหลิงกว่าจะรู้ตัวมันต้องมีเหตุการณ์อะไรมาเตือนเรา แต่โชคดีที่เตือนแล้วเรายังเข้มแข็ง แล้วจิตเรานิ่งพอจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเราต้องการจะทำอะไร เราเลยดึงตัวเองมาสู่จุดที่พร้อมยอมรับแล้วเข้าใจว่า ‘เราจะไม่เป็นคนแบบนั้นแล้ว’ งานเอ็นเตอร์เทนเมนต์สำคัญที่สุดเลยคืออคติต้องไม่มี ถ้าเรามีอีโก้มีตัวตนมากๆ ก็จะทำงานที่ดียาก ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกว่าเราไม่มีอีโก้เลย มีแต่ความอยากทำ ไม่ใช่ความอยากได้ ปีนี้เลยเป็นปีที่รู้สึกว่าน่าตื่นเต้น 

 

และอีกเรื่องที่เรากำลังจะทำคือ เมื่อเรากำลังจะเติบโตและมีพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้น เรียกว่าขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้นในเรื่องของทั้งเงินลงทุน และการเติบโตของโอกาสต่างๆ เราก็เลยต้องย้อนกลับมามองว่าอะไรบ้างที่เราควรจะจัดการ เพื่อไม่สร้างปัญหายิ่งใหญ่กว่านั้นได้ในอนาคต จริงๆ เราเตรียมการมาสักพักแล้ว 

 

เราจะมีการปรับเปลี่ยน นักแสดงของเราอาจไม่ได้ไปต่อด้วยกันทุกคน วิธีการดูแลศิลปินเราปรับเปลี่ยนแล้ว เราเคยคุยกับทีมงานไปแล้วว่า เราไม่มีนโยบายผู้จัดการนักแสดง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่ผู้จัดการนักแสดงอีกต่อไป การที่เราจะมาตามคุณไปทำอันนี้หรือยัง ออกกำลังกายนะ อ่านบทหรือยัง เตรียมตัวพร้อมไหม คงไม่ใช่เรา เราฝึกสกิลคุณได้ แต่เราจะไม่มาเข็นวินัยของคุณ แล้วถ้าแอตติจูดในการทำงานไม่ตรงกับเรา เรายินดีที่จะให้คุณไปเติบโตในแบบของคุณนะ เพราะว่ากำลังคนของเรามันต้องใช้ให้เหมาะสมในทุกๆ พาร์ต 

 

สิ่งสำคัญที่สุดมาทำงานตรงนี้ต้องถามก่อนว่าคุณอยากได้อะไร พอคุณบอกว่าอยากได้อะไร เราจะวงแล้วนะความอยากของคุณมันนำ แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณอยากทำอะไร อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องการ ก็แน่นอนว่าเราจะเหลือนักแสดงน้อยลง

 

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเริ่มทำเมื่อไร

 

ปอนด์: เร็วๆ นี้ครับ เพราะว่าผมก็อยากให้เขาได้ไปมีโอกาสของเขาเหมือนกัน แล้วในปีหนึ่งเราก็ไม่มีโปรเจกต์ที่ผลิตได้เยอะ เราเป็นค่ายที่แต่ละโปรเจกต์ใช้เวลาทำบทเป็นปีๆ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถทำมาเพื่อซัพพอร์ตทุกคนได้ เราต้องซัพพอร์ตคนที่พร้อมในทุกองค์ประกอบ คำว่าพร้อมทุกองค์ประกอบไม่ได้วัดกันว่าคุณดังไม่ดังนะ ไม่เกี่ยวกัน มันเกี่ยวกับว่าเหมาะกันไหมดีกว่า ไม่ได้บอกว่าเราดีกว่าด้วยแต่เป็นเราเหมาะกันไหม เขาไปทำกับคนอื่นอาจเหมาะสมกว่า และคนในสังกัดเราอาจต้องเลือกมากขึ้น เราอาจเปิดรับ เพราะตอนนี้ก็มีนักแสดงที่เป็นอิสระเยอะ หลายคนอยากมาทำงานกับเรา แต่เราไม่ได้จะเอามาเยอะ จะเลือกคนที่เหมาะกับเป้าหมายและวิธีการทำงานแบบเรา 

 

เราควรจะลดกำลังในการไปขุนไปเข็น แล้วไปเพิ่มกำลังในการสร้างมากกว่า การจะสร้างกำลังเรามีแค่นี้ ต่อให้ขยายเราควรจะโฟกัสคนจำนวนไม่เยอะมาก เพื่อให้ไปถึงจุดที่เหมาะสม แต่ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่อยู่กับเราร่วมงานกันไม่ได้ เราอาจร่วมงานกันหลวมๆ ในมุมอื่นได้ เพียงแต่พอมันจะเติบโตทุกอย่างต้องถูกใช้ให้ถูกที่ถูกทาง 

 

อย่างที่หลายคนเห็นว่า Be On Cloud พลาดอะไรมา เราประสบความสำเร็จเร็วก็จริง แต่พอโตมาด้วยคำว่าครอบครัวแล้วรักกันมากๆ ความรักทำให้ตาบอดนิดหนึ่ง ณ วันนี้ต่อให้จะเป็นครอบครัวเราก็ต้องมืออาชีพ ถ้าอยากจะโตต้องปรับ

 

 

เซอร์ไพรส์ Big Project ที่จะเกิดขึ้นในงานนี้คืออะไร (งานแถลงข่าวการร่วมมือกันของกระทรวงพาณิชย์ และบริษัท Be On Cloud วันที่ 31 มกราคม) 

 

ปอนด์: จริงๆ เรื่องนี้วางแผนมาตั้งแต่ตอนทำ แมนสรวง แล้วครับ เราทำมาเป็นปีแล้ว ตอนทำ แมนสรวง ตั้งใจไว้ว่าจะไม่มีเรื่องราวของความสัมพันธ์เลย เพราะสุดท้ายถ้าคุณเจอชีวิตแบบนั้นคุณไม่คิดเรื่องความสัมพันธ์หรอก มีคนฆ่ากันตายทุกวัน ไม่รู้ใครฆ่าแล้วคุณยังมีความสัมพันธ์กันได้มันก็ยากนิดหนึ่ง แต่วันนี้ แมนสรวง มันสงบสุขแล้ว มีการเปลี่ยนผ่านในช่วงของรัชสมัยด้วย เป็นช่วงรัชกาลที่ 4 เลยถึงเวลาแล้วที่เราจะมาพูดกันเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร แต่ความสัมพันธ์จะเป็นจุดไหน จะรู้สึกอย่างไรกันอันนี้ก็ต้องติดตามดู ทั้งฉัตรและเขมจะเป็นการเติบโตในเรื่องของความสัมพันธ์และยอมรับตัวตนในเรื่องของความสัมพันธ์ เรื่องนี้เป็นช่วงเวลาที่ต่อจาก แมนสรวง แต่เราไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเดิมเลย เพราะเรื่องจบไปแล้ว มีตัวละครที่ต่อจาก แมนสรวง แต่ไม่ใช่ทุกตัวละครจะมา

 

เรื่องนี้ชื่อ ชาย (Shine) เพราะผมมีความเชื่ออย่างหนึ่ง พอเราไปหลายประเทศเราจะรู้ว่าถ้าพูดถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ สิทธิเท่าเทียมกัน หรือการระบุเพศตัวเอง ผมว่าในประเทศไทยเราเปิดกว้างแบบกว้างมากแต่ก็ปิดบางส่วนเช่นกัน ซึ่งมันแปลกมาก แต่ที่ผ่านมาทุกคนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องทุกข์ แต่เรารู้สึกว่ายังจะมีกลุ่มคนที่เขามีความรักแบบนี้ที่ไม่ได้ตรงกับที่คนอื่นพูดแต่เขาอยู่กันได้ เขาหาทางเอาตัวรอดได้ และเขาจะมีความเชื่อว่าวันหนึ่งจะดีขึ้น นี่คือคีย์หลักของเรื่องนี้ 

 

ชาย (Shine) คือเรื่องที่จะเล่าในมุมที่ว่า มีความหวัง มีความสดใสอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองอย่างไร สมมติว่าคุณอยู่ในที่มืดมากๆ คุณมีไม้ขีดแค่ก้านเดียวมันก็มีแสงได้ อยู่ที่ว่าคุณเลือกจะมองความมืดหรือมองแสงตรงนั้น คนดูเรื่องนี้คุณจะรู้สึกดี รวมถึงยิ้มกริ่มไปด้วย และเห็นความงดงามของทุกอย่างที่เราตั้งใจทำเพราะทีมกำกับเอง ทีมงานที่เลือกมาเป็นทีมที่ ‘Shine’ ไปด้วยกันแน่นอน 

 

บรรยากาศเรื่องนี้เหมือนออกจาก แมนสรวง ที่ดูมืดๆ หม่นๆ ทุกอย่างกดทับเรา ส่วนเรื่องนี้เราจะออกเดินทางไปด้วยกัน ทีมงานก็เหมือนกัน การถ่ายทำของเราทีมงานทั้งหมดจะอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลาเหมือนไปออกค่าย โดยที่ไม่มีใครได้กลับบ้าน ส่วนโครงการที่ทำกับกระทรวงพาณิชย์จะไม่มีการยัดเยียด เราไม่ใช่ค่ายที่ทำอะไรยัดเยียดหรือมานั่งสอนคน จุดประสงค์หลักของเราคือสร้างความบันเทิง แต่ในความบันเทิงนั้นเราสอดแทรกอะไรได้บ้าง มันจะอยู่อย่างเนียนๆ เราถึงทำโครงการตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะทำบทให้เนียนที่สุด ซึ่งเรากำลังจะเริ่มถ่าย

 

 

นอกจาก ชาย (Shine) ยังมีซีรีส์อื่นๆ อีกไหมที่ Be On Cloud กำลังทำ

 

ปอนด์: สำหรับตัวซีรีส์ที่เราเคยพูดไว้เรายังทำอยู่ 4 MINUTES ยังมีนะครับ แต่เวลาผมทำอะไรก็ตามเราต้องเว้นพื้นที่ให้จังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราจะประกาศเรื่องนี้ก่อน อีกสักพักก็จะเป็นเวลาของ 4 MINUTES ทุกวันนี้ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้เวลานาน บทมันสำคัญมากจริงๆ ผมเพิ่งปรับ 4 MINUTES บทไฟนอลเสร็จไปเมื่อวานซืน อันนี้ปรับประมาณรอบที่ 859,982,521 (หัวเราะ) คือต้องมั่นใจก่อนทีมถึงลงมือทำ เราไม่อยากเร่ง อย่างเรื่องนี้ ชาย (Shine) เราก็ใช้เวลาเป็นปี

 

หมายความว่าตอนนี้ซีรีส์ 4 MINUTES อยู่ในระหว่างการปรับบทใช่ไหม 

 

ปอนด์: ใกล้จะเปิดกล้อง มีนักแสดงแล้วเรียบร้อย ส่วนเรื่องใครจะแสดงเราจะบอกทีเดียว (หัวเราะ) วันนี้เป็นเวลาของพวกเขาก่อน

 

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ที่จะทำร่วมกับกระทรวงพาณิชย์คืออะไร

 

ปอนด์: อย่างที่เล่าไปเลยว่า จริงๆ เราคุยกันตลอดว่าเราจะมีซีรีส์ต่อที่เป็นการพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ แล้วเราก็ชอบความงดงามของยุคนั้นด้วย เราก็ทำเรื่องนี้ขึ้นมาสักพัก พอเสร็จแล้วก็มีจุดที่ผมคิดเรื่องของการที่เรามีสินค้าชุมชนมากมายที่รู้สึกว่าไปต่อได้ และทำให้สินค้าที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วขายได้ ถ้าตอนนี้ย้อนกลับไปมองในเศรษฐกิจระดับจุลภาคคือสินค้าชุมชน เราสามารถทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้ไหม โดยผ่านความสามารถและโปรเจกต์นี้ของเรา

 

พอเกิดความตั้งใจนี้ขึ้นมา ผมก็เป็นคนเข้ามาคุยกับกระทรวงพาณิชย์เอง จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้เกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์อะไรเลยนะ เราเห็นแล้วแหละว่าทุกคนกำลังทำกันอยู่ แล้วตอนนั้นเราก็มีสินค้าที่สนใจ เราสนใจเรื่องการค้าขาย ซึ่งมันตรงกับยุคนั้นด้วย เพราะยุครัชกาลที่ 3 กับ 4 เป็นยุคที่การค้าขายกับต่างประเทศรุ่งเรืองมาก มันเลยแมตช์กับสิ่งที่เราเชื่อพอดี เพราะฉะนั้นถ้าค้าขายก็ต้องคุยกับกระทรวงพาณิชย์หรือเปล่า เราก็เลยเข้ามาคุย อธิบายให้เขาฟัง มันก็น่าตื่นเต้นตรงที่เขาเห็นภาพ ผมอาจเป็นคนทำธุรกิจมาก่อนเราก็ค้าขายอยู่แล้ว พอมาคุยกับฝั่งค้าขายก็ไม่ได้เข้าใจกันยากแล้วก็เป็นการซัพพอร์ตกัน เราบอกเขาว่าต้องทำแบบใหม่นะ นอกกรอบ ซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนพร้อมนอกกรอบหมดเลย

 

วันนี้เลยเกิดการรวมพลังกัน สังเกตว่าไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์จ้าง Be On Cloud นะ เราทำร่วมกัน และต่อให้ไม่มีกระทรวงเราก็ทำ แต่วันนี้พอมีกระทรวง มันมีพลัง มีแรงสนับสนุน เพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีบุคลากรประมาณ 5,000 คนอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เขาดูเรื่องการค้าขาย นำเข้า ส่งออก สินค้าไทย ทำอย่างไรก็ได้ให้ธุรกิจไทยค้าขายได้ดี เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาทำกับเขามันน่าจะถูกต้อง

 

ถ้าพูดถึงว่าคนรู้จักประเทศไทย คนทำเยอะแล้ว ทุกคนรู้จักประเทศไทย แต่วันนี้เราอยากทำเพิ่มมากขึ้นในฝั่งของการทำให้สินค้าและธุรกิจไทยลองขยายต่อ เพราะเราลองกับ แมนสรวง และทรงวาดแล้วทุกอย่างมันทำได้จริงๆ

 

 

ในมุมของทั้ง 3 คน อะไรคือความน่าสนใจของการที่รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิงนี้

 

มาย: ในมุมมองของผม ผมคิดว่าการที่รัฐบาลจะมาทำกิจกรรมร่วมค้า (Joint Venture) กับเอกชนที่ทำคอนเทนต์จริงๆ แพตเทิร์นแบบนี้ยังไม่เคยเห็น ในมุมของบางคนที่มองเข้ามาอาจคิดว่าจะถูกยัดเยียดไหม ซึ่งผมว่าการคุยกันครั้งนี้อาจไม่ใช่ในรูปแบบนั้น เพราะพอผมมาเห็นพี่อ้วน (ภูมิธรรม เวชยชัย) ผมเห็นถึงความวัยรุ่น ความเปิดรับ ความสนุกสนานในตัวของเขา และทีมงานหลายๆ คน ดังนั้นหมายความว่าคอนเทนต์ที่จะทำ ถ้ามาทำร่วมกันกับรัฐบาลที่เปิดรับขนาดนี้น่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจ

 

การที่บอกว่าซอฟต์พาวเวอร์เราต้องมา Tie-in ว่าเราไปนั่งกินของไทยอะไรอย่างนี้ มีคนพูดมาตลอดแต่ไม่ถูกทำสักที หรือถูกทำก็ไม่ถูกทำให้ต่อเนื่องสักที ผมว่าคีย์ของความสำเร็จไม่ว่าจะในวงการไหนมันคือความต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่จะทำให้เห็นตรงนั้นครับ

 

ปอนด์: อย่างที่บอกว่าโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว และร่วมพัฒนากันในหลายภาคส่วนจริงๆ ไม่ใช่แค่มาทำซีรีส์กันเถอะ ต้องยอมรับก่อนว่ารัฐบาลไม่ถนัดทำทุกอย่าง อยู่ดีๆ รัฐบาลบอกจะมาสร้างซีรีส์ก็จะโดนคนขำนะ คุณเคยทำเหรอ คุณไม่เคยทำ เพราะฉะนั้นวันนี้เราคือผู้ผลิตที่เรามีประสบการณ์ มีผลงานที่พูดแล้วไม่เขิน ก็ถือว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง แต่วันนี้ถ้าเราจะทำอย่างนี้ต่อไป เราจะร่วมมือกันในเรื่องของการค้าขายแล้วทำสินค้า แน่นอนเราก็ต้องมาคุยกับคนที่เขาถนัดอย่างนี้ เครือข่ายเขาเต็มไปหมด บุคลากรเขาเต็มไปหมด ถ้าผมจะไปพัฒนาสินค้า ไปหาสินค้ามันก็ยาก สู้ให้รัฐบาลช่วยหาดีกว่า เขาเรียกว่าต่างคนต่างพึ่งพากัน ไม่มีใครมาขออะไรกัน

 

อาโป: โปว่าสมมติถ้าหาของดีของประเทศไทย เราอาจถนัดน้อยกว่ากระทรวงพาณิชย์แน่นอน เพราะเขาดูอยู่ทั้งประเทศ รวมถึงต่างประเทศ แล้วเราถนัดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เราก็แค่มาร่วมมือกัน เอาของพวกนั้นมาใส่ไว้ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เหมือนว่าตัวละครพวกนี้ใช้ในปัจจุบัน แล้วเวลาที่คนทั่วโลกเขาดู มันเหมือนเป็นการบอกเขาไปด้วยนะว่าสิ่งนี้คืออะไร ก็จะกระจายไปเรื่อยๆ เพราะว่าพอเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์มันอยู่กับเราไปตลอด คนสามารถกลับมาดูเมื่อไรก็ได้ แล้วคนก็ยังรู้จักและเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์หามา แล้วเราจอยกันแล้วก็ส่งผ่านกันไป

 

เหมือนตอน แมนสรวง X ทรงวาด ทรงวาดเป็นซอยที่กำลังจะป๊อปปูลาร์ พอ แมนสรวง ไปร่วมทำด้วยก็เหมือนคนดูหนัง แมนสรวง แล้วตามไป พอตามไปแล้วได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ ซึ่งเหมือนเป็นการเริ่มต้นของเอ็นเตอร์เทนเมนต์แล้วส่งต่อของดีของชุมชน จะทำให้การขับเคลื่อนในประเทศกว้างมากขึ้น แทนที่คนจะมาแค่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต คนก็ไปหลายจังหวัดมากขึ้น เพื่อไปดูสิ่งนั้นๆ ไปดูของท้องถิ่นจริงๆ โปว่าประเทศก็จะโตขึ้น

 

เหมือนกับเวลาเราดูซีรีส์ต่างประเทศ เขาใส่มาเรื่อยๆ เขาทำกันมานานมาก มีการซัพพอร์ตจากรัฐบาล พอเขาส่งเสริมกันมาเรื่อยๆ ก็กลายเป็นภาพจำว่าไปประเทศนี้ต้องกินสิ่งนี้ ต้องทำสิ่งนี้ โปว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี

 

ปอนด์: ผมขอเสริมเรื่องตอนทำ แมนสรวง X ทรงวาด จริงๆ แล้วเราลงทุนเอง ไม่ได้ไปขอสปอนเซอร์จากใคร แล้วก็ไม่ได้สปอนเซอร์จากร้านด้วย เราเอาเงินไปตกแต่งให้ร้านเอง แต่สุดท้ายเราจะพิสูจน์ว่าเหมือนงบโฆษณาแหละ แต่เราเอาไปใช้ในแบบนั้น พอทำแล้วร้านเขาประสบความสำเร็จ ทรงวาดเกิดขึ้นจริง เลยเป็นกรณีศึกษาของเราว่า สื่อบันเทิง ซีรีส์ หรือหนังมันทำได้จริงๆ ที่มากกว่าแค่ทำให้คนรู้จักว่าวัฒนธรรมคืออะไร เราก็เลยเอากรณีศึกษานี้มาทำในภาคที่ใหญ่ขึ้นกับโปรเจกต์นี้ เขาเรียกว่าการโปรโมตเศรษฐกิจมิติใหม่ แต่จริงๆ ไม่ได้ใหม่สำหรับประเทศอื่นนะ ใหม่สำหรับประเทศเรา

 

อาโป: ทางทีมคุยกัน เรามีคอนเซปต์ว่าเราจะทำเป็นของที่ตัวละครใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นแปลว่าเราไม่ได้ต้องการ Tie-in เราต้องการให้เขาใช้ในชีวิตประจำวัน คนจะรู้สึกว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ควรใช้ในชีวิตประจำวัน จะไม่ใช่การมาตั้งว่าสิ่งนี้คือของดี

 

ปอนด์: เราไม่ทำแบบนั้นแน่นอน ฝากโควตคำนี้ไว้เลยว่า ‘เราไม่ทำ Tie-in แบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วง เราเป็นแบบนี้มาตลอด อันนี้เราจะทำให้เนียนเลยจ้า’ ช่วยกันสนับสนุนและแนะนำได้ไม่ต้องกังวล เราก็ไม่ชอบอะไรที่ไม่เนียนเหมือนกัน (หัวเราะ)

 

 

ช่วงหลังๆ เราได้ยินและเห็นคนในอุตสาหกรรมบันเทิงสื่อสารในทิศทางเดียวกัน ประมาณว่า “วงการบันเทิงบ้านเรามาไกลมาก แต่สามารถไปไกลกว่านี้ได้อีกถ้าได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ” ทั้งสามคนคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง 

 

ปอนด์: คนพูดคำนี้กันเยอะ แต่เอาแค่รัฐบาลก็ไม่รอดหรอก รัฐบาลมีหน้าที่ในการเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไม่ต้องมาลงทุน ไม่ต้องขนาดนั้น สุดท้ายแล้วคำว่ารัฐบาลมาสนับสนุนก็เงินภาษีเราทั้งนั้นแหละ แต่สุดท้ายสิ่งที่รัฐบาลมีคือ อำนาจในการเจรจาต่อรองอะไรที่ภาคเอกชนทำไม่ได้

 

สิ่งที่เราจะช่วยกันไม่ใช่แค่รัฐบาล ก็คือทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ตัวเราในฐานะผู้ผลิต และแฟนๆ ก็คืออินฟลูเอ็นเซอร์ท่านหนึ่ง ภาคเอกชนท่านหนึ่ง ร้านค้าทุกคนแม้กระทั่งภาคเอกชนอื่นๆ ก็สามารถสนับสนุนกันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เหมือนเราทำให้เห็นแหละว่าวันนี้เรามีรัฐบาลเป็นหนึ่งในตัวเมนก็จริง แต่ลำพังแค่ Be On Cloud กับรัฐบาลไม่พอนะ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ใช่ไหมครับท่าน (ยิ้มแล้วหันไปมองมาย)

 

มาย: ครับ ก็ต้องไปด้วยกัน ในมุมผม ผมใช้คำว่าคือการผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ คือแข่งกันเพื่อให้เติบโตน่าจะดีกว่า ในมุมของรัฐบาลเขาไม่ได้มาเป็นนักลงทุนกับเรา เขาไม่มาเป็นผู้ผลิตกับเรา ในแง่นี้เขาเป็นเครื่องมืออย่างที่พี่ปอนด์บอก เขาเป็นส่วนที่ซัพพอร์ตในเรื่องของโอกาสต่างๆ ที่บางทีเอกชนไม่สามารถคว้าถึงจริงๆ ไม่ว่าจะในแง่ของการหาคอนเทนต์ สินค้าต่างๆ หรือการส่งออกอะไรก็ตามออกไป ดังนั้นก็ต้องเป็น Co-Partner กับรัฐบาลที่ดี และในมุมของเอกชนก็ต้องร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ 

 

อาโป: โปว่าคือการเดินกันเป็นทีม เราดีใจที่พี่ปอนด์และ Be On Cloud เข้ามาคุยกับทีมกระทรวงพาณิชย์ ตอนแรกเราก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่เคยเห็นรัฐบาลทำกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่ใหญ่ขนาดนี้ พอเราได้มาเจอก็รู้สึกว่าเขามีความสนุก ความร่าเริง ทั้งๆ ที่เขาก็โตมากแล้วครับ ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วคือการจอยกันแล้วเดินกันเป็นทีม ไม่ใช่ว่าใครต้องทำมากกว่าใคร แต่แค่เรามีความคิด วิธี มุมมองแบบเดียวกันแล้วเรามาร่วมกัน

 

มาย: เวลาเราพูดว่ารัฐบาลมาทำกับเอกชน คนยุคใหม่บางกลุ่มอาจรู้สึกถึง Generation Gap ทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่มีทางเข้าใจเอกชนหรอก ซึ่งความเป็นจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ ผมว่าอาจลองดูว่ามันจะเกิดขึ้นในทางที่ดีขึ้นมากน้อยขนาดไหน แต่ผมเชื่อว่าดีขึ้นแน่นอน อย่างน้อยจากจุดนี้หรือจุดอื่นๆ ก็ตามครับ

 

นอกจากได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ จริงๆ แล้วเราอยากให้ภาครัฐสนับสนุนในเรื่องไหนเพิ่มเติมอีกบ้างไหม

 

ปอนด์: ผมรู้สึกว่าไม่ได้ระบุอะไร ตอนนี้สิ่งที่อยากให้เกิดคือ ภาพการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวงมากกว่า เพราะถ้าเป้าหมายคือปากท้องของประชาชนกับอนาคตของประเทศ ไม่ต้องแยกหรอกว่าใครเป็นกระทรวงอะไร ใครถนัดอะไรเราก็ยินดีเปิดรับร่วมงานกับทุกคน เหมือนกันกับ Be On Cloud ในปีนี้มิติใหม่หลังจากนี้ที่สามารถทำงานร่วมกับทุกคนได้มากขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นค่ายไหน ช่องไหน แพลตฟอร์มอะไร เพราะฉะนั้นก็ตอบโจทย์เหมือนกันว่าใครก็ได้ครับ ถ้าสมมติว่าปลายทางเรามองเหมือนกันว่ามันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิง ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประเทศ และทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเราก็พร้อมอยู่แล้ว

 

 

นอกจากการที่กระทรวงพาณิชย์อยากส่งเสริมการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ยังมีการพูดถึงการสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมแห่งความเท่าเทียมทางเพศ ในฐานะผู้ผลิตและนักแสดง คิดว่าเราจะสามารถผลักดันในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศได้อย่างไรบ้าง

 

ปอนด์: เราพูดเรื่องนี้กันมาตลอดนะ สังเกตได้ตั้งแต่ KinnPorsche The Series หรือ แมนสรวง อะไรก็ตามที่ทุกคนรู้สึกว่าอันนี้ไม่ตรงกับเพศสภาพเราไม่เคยขยี้เลย อย่าง KinnPorsche The Series พอร์ชไม่มีแม่ แต่พอร์ชมีเจ๊หยกที่เป็นเหมือนแม่ เรารู้สึกว่านี่คือเรื่องปกติ แน่นอนว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ทุกอย่างคือปกติ

 

วันนี้ผมรู้สึกว่าสังคมดีขึ้น คนได้รับการยอมรับง่ายมากขึ้น แต่ถ้าบางครั้งไปยัดเยียดว่าต้องคิดแบบนี้นะ มันจะมีการต่อต้านขึ้นมาทันที ซึ่งวันนี้เราพยายามสร้างความบันเทิงให้คนรู้สึกว่าชินไปกับมัน เราทำให้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าที่ดีใจมากกว่านั้นคือเชื่อว่าปีนี้ การยอมรับตัวเองหรือการที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกรองรับด้วยกฎหมายเพราะมีหลายๆ คนที่เขาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันแล้วเขาไม่สามารถมีกฎหมายรองรับ อันนี้ลำบากนะ เช่น คุณกู้บ้านด้วยกันไม่ได้ คนหนึ่งเสียชีวิตไป คุณไม่สามารถเคลียร์เรื่องมรดกได้ หรือว่าคนหนึ่งเข้าโรงพยาบาลอีกคนเซ็นไม่ได้ กฎหมายนี้มันสำคัญตรงนี้

 

ไม่สำคัญว่าประเทศฉันยอมรับแล้วนะว่ามีเรื่องแบบนี้ ผมว่าประเทศเรายอมรับตั้งนานแล้ว แต่คราวนี้เราต้องการกฎหมายที่การันตีให้ดีกว่าว่านี่คือ ‘กฎหมายรองรับ’ มันเป็นวิธีที่ถูกต้อง กฎหมายใช้ได้จริงๆ นะ ไม่ต้องมานั่งหาช่องทางช่องว่างทางกฎหมาย 

 

อาโป: โปว่าคนเราไม่ต้องมาถามตัวเองก็ได้ว่าวันนี้ฉันเป็นใคร ฉันเป็นอะไร โปว่าคำถามที่เราถามตัวเองกันจริงๆ ทุกวันคือ วันนี้เราความสุขไหม เรามีพลังในการใช้ชีวิตในวันนี้หรือยัง โปว่าเป็นคำถามที่มนุษย์เราทุกคนจะถาม อยู่ที่ว่าเราทำอะไร หรือเรามีมุมมองแบบไหนมากกว่า ถ้าเกิดเราทรีตคนอื่นหรือแม้แต่ทรีตตัวเองอย่างยุติธรรม โปว่าอันนี้ก็คือความเท่าเทียม

 

มาย: ในมุมผม ผมว่าคำว่าคู่รักกับคู่ชีวิตไม่เหมือนกัน หมายถึงต่อจากนี้ไปในเรื่องของความเท่าเทียม ก็ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในเชิงกฎหมาย ในเชิงของการใช้ชีวิตจริงๆ อย่างที่พี่ปอนด์พูดไป พอคนรักกันแล้วมาติดที่แต่งงานกันไม่ได้ ต้องกู้บ้าน ทำธุรกรรมบางอย่างไม่ได้ ทำให้ดำเนินชีวิตจริงที่เขาเป็นอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แฟร์กับความเป็นธรรมชาติเหล่านั้น

 

เพราะฉะนั้นมุมเหล่านี้ถ้ามาส่งเสริมกันและเข้าใจกันได้ดีในวงกว้างขึ้นก็คงดี และมากกว่านั้นคือการทำงานกับรัฐบาลก็ยิ่งทำให้เห็นถึงเสน่ห์ของการเปิดรับของคำว่าคนไทย ผมว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดรับไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก ความชอบ มันคือเรื่องของวัฒนธรรม ของอะไรมากมายที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย

 

ปอนด์: เมืองไทยโคตรหลากหลายเลย 

มาย: ความหลากหลายคือความเจ๋งของเมืองไทย คาแรกเตอร์ตรงนี้แหละที่เป็นจุดแข็งของเมืองไทย

The post คุยกับ มาย อาโป และปอนด์ ถึงการเดินทางครั้งใหม่ของ Be On Cloud ที่ Shine กว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT https://thestandard.co/goy-natty-dream-blue-giant/ Sat, 27 Jan 2024 09:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=892677

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออ […]

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออะไร” เกิดขึ้นเมื่อไร

 

THE STANDARD POP ชวน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล คุยเรื่องราวเส้นทางของความฝันที่ต้องเจอบททดสอบมากมาย ทั้งการค้นหาตัวเอง วันที่อกหักจากความฝัน จนถึงวันที่ลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง 

 

เช่นเดียวกับเรื่องราวของภาพยนตร์แอนิเมชัน BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ที่ได้จุดเชื้อเพลิงของแพสชันให้กับทั้ง 3 คนจนไฟลุกโชน และอาจทำให้ใครหลายคนได้ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า

 

‘ความฝันของเราคืออะไร’

 

 

รู้มาว่าหลังจากดูภาพยนตร์เรื่อง BLUE GIANT ทั้งก้อย นัตตี้ และดรีม ร้องไห้กันแบบพร้อมเพรียง

 

ก้อย: ใช่ ทั้ง 3 คนเลย (ยิ้ม) จริงๆ ก่อนเข้าไปดูที่ GDH เราทำงานเพิ่งเสร็จ ทั้งเหนื่อยและง่วง พลังงานติดลบเลยล่ะ และส่วนตัวก็ไม่รู้จักมังงะเรื่องนี้มาก่อน จึงเข้าไปดูแบบไม่ได้คาดหวัง แต่พอภาพยนตร์จบรู้สึกเหมือนถูกบูสต์เอเนอร์จี้ให้ไฟกลับมาลุกโชนเลย 

 

ดรีม: ถึงแม้ว่าภาพยนตร์จะเล่าประเด็นที่เข้าใจง่ายอย่างความฝันและแพสชัน แต่เป็นช่วงที่เราอินกับเรื่องนี้ พอดูจึงยิ่งมีพลัง และได้ถามตัวเองว่า กำลังใช้ชีวิตโดยทำสิ่งที่มีความสุขไหม หรือทำเต็มที่กับมันแล้วหรือยัง 

 

BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดึง ‘ความฝัน’ เรื่องอะไรของทั้ง 3 คนออกมา  

 

ก้อย: การเป็นนักแสดงค่ะ ถึงแม้ว่าก้อยจะได้ทำงานพาร์ตนี้บ้าง แต่พอมีหลายๆ โปรเจกต์ที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งถ้าพูดตรงๆ บางอันอาจไม่ใช่แพสชันหลัก แต่เราไม่อยากเสียโอกาสนั้น พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จึงไม่ได้นั่งคิดว่าอยากทำสิ่งไหนมากกว่ากัน เหมือนขาดการคุยกับตัวเอง ปีนี้จึงตั้งใจเลือกในสิ่งที่อยากทำจริงๆ มากขึ้น อาจเพราะจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีขึ้นด้วย

 

BLUE GIANT โดนก้อยหลายด้าน ทั้งความเป็น Perfectionist ความทะเยอทะยานของตัวละครที่คิดถึงแต่เป้าหมาย จนติดอยู่ในกรอบ และหลงลืมความสุขระหว่างการเล่นดนตรี ซึ่งจริงๆ แล้วอาจพาให้เขาไปได้ไกลกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราย้อนกลับมาคิดถึงความสุขในการแสดงของตัวเอง  

 

นัตตี้: เรา 3 คนน่าจะคล้ายกัน คือรักการเป็นนักแสดงมากๆ ตี้ชอบเอเนอร์จี้ของตัวเองที่ได้เป็นตัวละคร แต่พอกลับสู่ชีวิตจริงมันมีเรื่องเงิน อาชีพ และโอกาสที่เข้ามา เพราะสำหรับอาชีพนักแสดง ถึงแม้จะอยากทำแค่ไหน แต่ถ้าทีมงานไม่เลือกก็ไม่ได้เล่น 

 

ในวันนี้ตี้จึงทรีตความฝันนี้ให้เป็นงานอดิเรก คือไม่ต้องได้เงินจากมันก็ได้ ต่อให้เป็นงานละครของนิสิตรุ่นน้องที่ขอให้ไปเล่นตี้ก็แฮปปี้ที่จะทำ แต่ขณะเดียวกันเราก็เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับละครและภาพยนตร์อยู่ตลอด เพียงแต่พยายามเข้าใจโลกว่า ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นสำหรับตี้คือทำให้ดีที่สุดจนดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

 

ดรีม: ของดรีมเป็นความฝันเรื่องการแสดงเหมือนกัน (ยิ้ม) ตอนนี้ให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นลำดับต้นๆ เป็นสิ่งที่อยากพัฒนาตัวเองและทำให้ดีที่สุด ซึ่งไม่รู้หรอกว่าจะมีใครเห็นบ้าง แต่อย่างน้อยพอได้ลงมือทำก็จะรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความสุขทุกครั้ง

 

 

การแสดงมีความหมายกับทั้ง 3 คนอย่างไร

 

ก้อย: ถ้ามองในมุมส่วนตัว การแสดงคือการดีท็อกซ์ชีวิตที่ดีที่สุด เป็นศาสตร์ที่ทำให้ก้อยได้พัฒนาตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ถ้าพูดในภาพใหญ่ การแสดงและบทที่ดีช่วยยกระดับมนุษย์ได้เลยนะ เป็นศิลปะที่ไม่ใช่แค่ทำแล้วผ่านไป เพราะกว่าที่ก้อยจะเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ก็ผ่านการเรียนรู้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่หล่อหลอมวิธีคิดและการแสดงออก ทุกตัวละครที่เล่นจะสะท้อนแง่มุมชีวิตบางด้านกลับมาเสมอ ซึ่งก้อยชอบโมเมนต์แบบนี้และอยากจะรู้สึกต่อไปเรื่อยๆ 

 

ดรีม: ถ้าเป็นภาพใหญ่ก็เหมือนที่ก้อยเล่า ภาพยนตร์หรือละครที่ดีมีอิทธิพลต่อสังคมได้จริงๆ สำหรับมุมส่วนตัว การแสดงเป็นพื้นที่สบายใจที่พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ดรีมชอบตัวเองเวลาทำงานแสดง เหมือนเป็นร่างที่มีพลังและมีความสุขมากๆ 

 

นัตตี้: สมมติว่านี่คือยอดของการบำบัด (นัตตี้วาดมือเป็นรูปภูเขา) การแสดงอยู่ด้านบนสุดที่ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ตี้ตั้งใจส่งต่อให้กับนักเรียนหรือคนที่เข้าเวิร์กช็อป การแสดงทำให้เราเป็นมนุษย์ที่กลมขึ้น ทั้งเข้าใจตัวเองและคนอื่นผ่านตัวละคร ซึ่งนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย

 

แต่ละคนเคยอกหักกับความฝันในเรื่องอะไรบ้าง และจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร

 

ดรีม: ต้องบอกว่าดรีมค่อนข้างชินกับการอกหักเรื่องความฝัน เพราะอยู่ในวงการแคสติ้งตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเจอกับความผิดหวังอยู่เรื่อยๆ บางงานเหมือนใกล้ที่จะได้รับเลือกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้

 

ถ้าให้พูดตรงๆ นอกจากความสามารถ มันมีเรื่องของดวง ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ดรีมมองโลกว่า อะไรที่ไม่ใช่ของเรามันก็อาจจะไม่ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดทำนะ อย่างน้อยสิ่งที่เราเชื่อและพยายามมาตลอดก็ทำให้ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้ 

 

นัตตี้: โมเมนต์อกหักที่สุดของตี้คือ ครั้งหนึ่งที่เคยยอมแพ้ให้กับงานในวงการบันเทิงไปแล้ว เพราะรู้สึกเหนื่อยกับความพยายามที่ไม่สำเร็จสักที ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังที่รู้สึกว่าทำไมได้เงินแค่นี้เอง ทำกับที่บ้านได้เยอะกว่านี้มาก จนวันหนึ่งที่ตัดสินใจว่าพอแล้ว ขอกลับไปทำงานกับครอบครัวดีกว่า

 

แต่พอใช้ชีวิตแบบนั้นได้ครึ่งปี จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาเองว่า นี่เราทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มีความสุขเลย จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่ชอบอีกครั้ง และมันก็พามาถึงวันที่ประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง จุดนี้แหละที่ทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงวันที่ยอมแพ้ว่า มันเคยมีวันนั้นนะ วันที่เราเลือกทิ้งการแสดงที่รักเหลือเกิน “มึงทำได้ยังไงวะ” ตี้ถามตัวเองแบบนั้นจริงๆ และดีใจที่กลับมาได้

 

 

เพราะฉะนั้น ‘ความผิดหวัง’ ก็เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญ

 

ก้อย นัตตี้ ดรีม: สำคัญ (ทั้ง 3 คนตอบพร้อมกัน)  

 

ก้อย: ก้อยชอบกดดันตัวเอง ซึ่งความล้มเหลวหลายครั้งก็เกิดจากแอตติจูดนี่แหละ พอตั้งใจมากแล้วไม่ได้ก็ผิดหวัง แต่มันเป็นบทเรียนที่ดีนะ อย่างที่ดรีมบอกคือ แค่ทำให้เต็มที่ อะไรที่ใช่ของเรามันจะใช่ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ยังไงมันก็ไม่ใช่ 

 

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ก้อยรับมือกับความผิดหวังได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยเด็กๆ เวลาแคสต์งานไม่ผ่านจะร้องไห้เป็นอีบ้า แต่แรงผลักดันในวันนั้นก็มอบวิธีการมากมายที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

 

มีคนจำนวนมากที่ยังตามหาความฝันของตัวเอง บางคนพยายามเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก ทั้ง 3 คนมองเรื่องนี้อย่างไร  

 

ก้อย: ก้อยเข้าใจสิ่งนี้นะ ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเลือกได้ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อไร เรา 3 คนก็ไม่สามารถบอกได้ว่าถ้าทำแบบนี้จะได้ผลลัพธ์แบบนั้น เพราะชีวิตไม่มีสูตร แต่ถ้าคุณเชื่อในสิ่งนั้นจริงๆ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อม เพราะถ้าวันหนึ่งโชคชะตาเหวี่ยงโอกาสเข้ามา คุณอาจจะคว้ามันได้ 

 

นัตตี้: ในมุมของตี้ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเราจะได้โอกาสนั้น แต่การที่ไม่มีอะไรคอนเฟิร์มแปลว่าจะไม่ทำเหรอ เพราะถ้าเลือกแบบนั้นก็เท่ากับไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าอย่างน้อยได้เริ่มทำมันอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ หรือบางทีอาจมีคนเห็นความตั้งใจของเรา แล้วหยิบยื่นโอกาสที่ดีกว่ามาให้ก็ได้ 

 

อย่างในวันที่ตัดสินใจทำช่องยูทูบ GoyNattyDream ก็ไม่รู้หรอกว่ารายการจะประสบความสำเร็จไหม ยังคุยกับก้อยและดรีมว่า ถ้าไม่เวิร์กก็ช่างมันนะ ถือว่าได้ลองแล้ว เพราะฉะนั้นขอแค่เริ่มลงมือทำ ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าคนอื่น แต่เส้นทางนั้นจะพาเราไปเจออะไรสักอย่าง

 

 

ความฝันอะไรในปี 2024 ที่แต่ละคนตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

 

ดรีม: ดรีมอยากลองเล่นภาพยนตร์ ซีรีส์ ในทุกๆ แพลตฟอร์มเท่าที่จะทำได้ค่ะ เป็นช่วงที่อยากพัฒนาตัวเองในเรื่องการแสดงมากๆ อยากเรียนรู้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะพาเราไปเจออะไรบ้าง

 

นัตตี้: เหมือนกันค่ะ ช่วงนี้กำลังอินเรื่องการแสดง และอย่างที่เล่าว่าเป็นงานที่เราควบคุมไม่ได้ว่าจะได้รับเลือกไหม ปีนี้จึงอยากชวนเพื่อนๆ ทำละครเวทีกันเถอะ (หันไปบอกก้อยและดรีมว่า ถ้าเขาไม่เลือกเรา ก็จะทำเล่นเอง) ถึงแม้จะไม่ใช่โปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ แต่คิดถึงการแสดงที่เราได้เป็นตัวละครในแบบเข้มข้นจริงๆ  

 

ก้อย: ละครเวทีก็อยากทำเหมือนกัน แต่ก้อยเพิ่งเจอสิ่งใหม่ที่รู้สึกสนุกมากนั่นคือ ก้อยแต่งเพลงเอง! (ก้อยเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น) เหมือนพอโตขึ้นก็มีสิ่งที่อยากเล่ามากขึ้น โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาที่ถือว่าเข้มข้นที่สุดในชีวิตแล้ว เข้มปิ๊ดทุกเรื่อง (หัวเราะ) 

 

ในปีก่อนก้อยใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยการเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งแล้ว พอปีนี้ก็อยากเปลี่ยนรูปแบบ ก็เลยลองแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง ตอนนี้ได้ 2 เพลงแล้ว ซึ่งก้อยเล่นดนตรีไม่เป็นนะ ใช้วิธีฮัมๆ อัดใส่โทรศัพท์ พอทำแล้วก็เพลินมาก เหมือนได้ปลดปล่อยมวลอารมณ์ข้างในออกมา  

 

เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับอะไร 

 

ก้อย: เพลงแรกเกี่ยวกับแม่ ส่วนเพลงที่ 2 เป็นโมเมนต์ของความรักที่คิดวนเวียนไม่สิ้นสุดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

 

Based on True Story ใช่ไหม

 

ก้อย: เรื่องจริงทั้งนั้นแหละค่ะ (ก้อยตอบทันที ก่อนจะหัวเราะกันทั้งวง) บางทีเรื่องขมๆ ในชีวิตก็เป็นงานศิลปะที่ดีนะ เพราะตอนแต่งเพลงเนื้อมันพรั่งพรูออกมา ตอนนี้จึงตั้งใจแต่งให้ได้สัก 5 เพลง เป็นมิชชันที่อยากชวนเพื่อนๆ ทำด้วยกันในปีนี้ และไม่ต้องห่วงเลย ไอ้พวกนี้บิลด์ง่าย (ก้อยหันไปมองเพื่อนๆ ที่พยักหน้าและหัวเราะกันอีกครั้ง) 

 

 

กลับมาที่ BLUE GIANT คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้บอกอะไรคนดูบ้าง

 

ดรีม: มันคือความสุขของการมีชีวิต ตัวละครหลัก 3 คนรู้ว่าความสุขของพวกเขาคืออะไร สิ่งสำคัญกว่าคือการลงมือทำมันด้วย ดรีมรู้สึกว่าเขาอยู่บนโลกนี้โดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ และมันสะท้อนให้เราอยากทำแบบนั้นเหมือนกัน 

 

นัตตี้: สำหรับคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อให้เป็นคนที่มีความฝัน ไม่มีฝัน หรืออาจจะพอใจกับชีวิตอยู่แล้ว แต่ BLUE GIANT มีพลังพิเศษที่ทำให้เราค้นเจอแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และอาจทำให้ชีวิตน่าสนใจมากกว่าเดิม

 

อีกเรื่องที่ตี้ได้คือ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม อย่าลืมความสุข ยกตัวอย่างเช่น เวลาเล่นละคร บางครั้งเวลาตั้งใจมากๆ จะเผลอกดดันตัวเองว่าต้องเล่นให้ได้แบบนั้นแบบนี้ ตี้โชคดีที่มีผู้ใหญ่ที่เคารพคอยเตือนว่า จะตั้งใจก็ได้ แต่เมื่อเป็นตัวละครแล้วอย่าลืมความสุขของการเป็นนักแสดง เพราะนั่นคือหัวใจของอาชีพนี้ เมื่อใดที่เราแสดงด้วยมายด์เซ็ตว่าจะต้องเล่นให้ดีเพื่อให้ทุกคนชม อันนี้คือโฟกัสผิดที่ คนดูจะสัมผัสได้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวละครจริงๆ นี่คือคำสอนที่ตี้คิดอยู่ตลอดและจะไม่มีวันลืม 

 

ก้อย: กำลังจะตอบคำที่ Cliché เหมือนที่ตี้บอก มันคือความสุข เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะบางทีที่เราหมุนตามชีวิตไป จนลืมว่าความสุขของสิ่งที่ทำอยู่ตรงไหน ก้อยรู้สึกว่ามันไม่ได้ปรับใช้แค่ความฝันในการเป็นนักแสดง แต่ใช้ได้กับทุกๆ แอ็กชันที่เราเลือกทำ มันควรจะต้องมี Happiness อยู่ในนั้น

 

ขอเสริมว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าใจร้อน เพราะเราอยู่ในยุคที่เนื้อหาเด็ดต้องมาภายใน 5-10 นาทีแรก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะค่อยๆ เล่าอย่างมีจังหวะ เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ แล้วจะได้สิ่งที่ดีกลับมา 

 

BLUE GIANT จะกระตุ้นแอตติจูดของการทำความฝันให้มีพลังขึ้นอีกครั้ง

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี https://thestandard.co/the-interview-fan-chan/ Tue, 10 Oct 2023 09:30:11 +0000 https://thestandard.co/?p=852964

ย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อน หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกสร้า […]

The post เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อน หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่วงการหนังไทยเคยมีมาอย่าง แฟนฉัน (2546) ได้กลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล และจนถึงทุกวันนี้การจะทำหนังแนวนี้ให้เป็นที่รักของคนดูอีกครั้งก็ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์นั้นไม่ได้มาจากผู้กำกับที่มากไปด้วยประสบการณ์ แต่มาจากเด็กหนุ่ม 6 คนที่กำลังจะแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง ได้แก่ ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร, เอส-คมกฤษ ตรีวิมล, เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว, บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสร้างเรื่องราวที่เปรียบเสมือนความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคน พร้อมกับจารึกเอาไว้ว่า บางครั้งความสำเร็จก็ไม่ได้เกิดจากสูตรเดิมๆ ที่ตายตัว และมันอาจเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้

 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ แฟนฉัน THE STANDARD POP ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมผู้กำกับ นำโดย ปิ๊ง, ต้น, เอส, เดียว และ บอล เพื่อเปิดลิ้นชักความทรงจำในวันที่ผลงานเรื่องแรกของพวกเขากำลังจะกลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้คนที่คิดถึงช่วงเวลาในวัยเด็กอีกครั้ง 

 

 

ย้อนกลับไปในช่วงที่ทำ แฟนฉัน อะไรคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้มอบให้กับพวกคุณ

 

ปิ๊ง: ประสบการณ์ในการทำงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน วันแรกที่เดินขึ้นไปถ่ายบนรถนักเรียนสีส้มนั่นแหละครับ เราเป็นแก๊งเด็กผู้ชายวิ่งลากถนน อันนั้นคือการถ่ายวันแรกเลย ต่อให้เราเคยเป็นเด็กฝึกงานในกองถ่ายมาก่อน แต่ความรู้สึกของการที่มีทีมงานเขากำลังมาทำงานโดยมีเราเป็นผู้กำกับ มันไม่เคยรู้สึกแบบนั้น

 

ต้น: สิ่งที่พิเศษสำหรับผมคือหนังเรื่องนี้มันทำกับเพื่อน จนถึงปัจจุบัน 20 ปีผ่านไป ผมว่าไม่มีประสบการณ์ไหนที่พิเศษเท่าการทำ แฟนฉัน เพราะว่ามันคือการได้อยู่และได้ทำสิ่งที่เราชอบกับเพื่อน สำหรับผมไม่ใช่แค่คน 6 คนนี้นะ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำ แฟนฉัน ด้วยกันมันเป็นเพื่อนเป็นรุ่นน้องกันหมดเลย ฉะนั้นการออกกอง แฟนฉัน ทุกวันจึงรู้สึกเหมือนเราไปด้วยการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนมาคอยช่วยกันทำ มันเลยเป็นความรู้สึกที่พิเศษที่สุด 

 

เอส: ผมรู้สึกคล้ายๆ ปิ๊ง มันให้ประสบการณ์ที่เราไม่เคยได้รับของการเป็นผู้กำกับ พอทำไปเรื่อยๆ บทที่เราเขียนมามันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งการถ่ายทำ แฟนฉัน ใช้เวลานานมากเพราะมีตั้ง 50 คิว มันเลยเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำหนังสั้นก็เคยทำ แต่ว่ามันไม่ได้ยาวนานถึงขนาดนี้ อันนั้นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าการเป็นผู้กำกับมันเป็นแบบนี้นี่เอง 

 

 

เดียว: ในกองถ่ายผมไม่ได้มีบทบาทหน้าเซ็ตมาก เพราะผมต้องไปดูแลเด็ก จริงๆ มันเป็นการหาที่ทางให้ตัวเองด้วย เพราะคิดว่าในกองถ่ายทุกคนไม่ได้เชื่อว่าการทำงาน 6 คนในกองถ่ายมันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนั้นเพื่อนที่เป็น PM (Production Manager) ก็ตั้งคำถามว่า “พวกเอ็งจะทำงานหน้ากองกันอย่างไร?” 

 

ซึ่งมันก็มีคนที่มีตำแหน่งชัดเจนอย่าง ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์ หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน) วางตัวเป็นช่างภาพ ย้งก็ไปอยู่กับกล้อง เอสวางตัวเป็นแอ็กติ้งโค้ช เอสก็มีบทบาทที่ชัดเจนแล้ว เหลือ 4 คน ซึ่งต้นบอกว่าเขาทำตัดต่อ แต่ตัดต่อมันไม่ได้มีหน้าที่ในกองถ่าย เพราะฉะนั้นต้นก็จะมาอยู่หน้ามอนิเตอร์ ส่วนปิ๊งกับบอลบทบาทเขาก็ให้ดูหน้ามอนิเตอร์อยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกว่าผมจะเอาตัวเองไปอยู่หน้ามอนิเตอร์อีกคนรวมเป็น 4 คนจริงเหรอ

 

ผมก็เลยต้องหาที่ทางของตัวเอง ซึ่งเผอิญตอนพรีโปรดักชันผมยกมือทำแคสติ้ง เป็นคนเลือกนักแสดง ผมเลยวางตัวเองในบทบาทว่า ถ้าอยู่หน้ากองงั้นผมดูแลเด็ก กางร่มให้เด็ก แต่งหน้าทำผม พูดง่ายๆ ว่าเตรียมความพร้อมให้เด็ก (หัวเราะ) และด้วยความเป็นผู้กำกับ เราก็พอจะรู้ว่าจริงๆ แล้วหนังมันต้องการอะไร ตรงนี้เราก็ช่วยเขา แต่ถ้าเมื่อไรที่โดนเพื่อนตามว่ามีปัญหาแล้วพวกเอ็งไปตัดสินใจกัน ผมก็ต้องเดินจากจุดแต่งหน้าไปอยู่หน้ามอนิเตอร์เพื่อร่วมตัดสินใจ

 

ถามว่า ณ วันที่ออกกองถ่ายผมได้อะไร ได้อยู่กับเด็กบ่อยมั้ง หมายถึงว่าสิ่งหนึ่งที่กังวลตอนนั้นคือ แน็ก (ชาลี ไตรรัตน์) มันจะงอนอะไรอยู่หรือเปล่า แจ็ค (เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) โอเคไหม เพราะเห็นแจ็คตลกๆ บางทีเขาเป็นเด็กที่ซีเรียสเรื่องการทำงานมากที่สุด 

 

ฉะนั้นผมก็จะเป็นคนที่รับรู้อารมณ์ของเด็กและผู้ปกครองเด็ก ชีวิตของผมก็เลยจะวนอยู่กับผู้จัดการเด็กซึ่งก็คือพ่อแม่ ผมก็เลยรู้สึกว่าบทบาทของตัวเองในฐานะผู้กำกับจริงๆ แบบปิ๊งไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเท่าไรตอนที่อยู่กองถ่าย แล้วก็อาจจะเป็นเหตุผลที่สุดท้ายผมไม่ได้นั่งอยู่ในกองถ่ายในฐานะผู้กำกับหลังจากนั้นอีก 20 ปีเหมือนกัน เพราะตอนนั้นบทบาทของผมคือการทำสิ่งอื่น

 

บอล: สำหรับผมตอนอยู่ในกอง ยิ่งถ่ายหนังไปเรื่อยๆ จะรู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้กลับบ้าน แต่ละวันมันออกไปทำสิ่งที่เป็นวัยเด็กของเรา เช่น กระโดดยาง เตะบอล เป่ากบ ขี่จักรยาน ความรู้สึกเหล่านี้มันเลยเหมือนผมได้กลับบ้านจริงๆ

 

ภาพ: หอภาพยนตร์ 

 

สำหรับเดียวแล้ว การเห็นพวกเขาในวันนั้นเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง

 

เดียว: ผมว่า โฟกัส (โฟกัส จีระกุล) คือเด็กที่โดดเด่นและเป็น น้อยหน่า ของผู้กำกับทุกคน ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เราเห็น อาจจะมีแคนดิเดตมาบ้าง แต่ผมรู้สึกว่าโฟกัส ณ วันนั้นลอยเด่นขึ้นมา

 

ส่วนแน็ก เอาจริงๆ ผมว่าแน็กในวันนั้นกับวันนี้ ผมคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะมาไกลได้ขนาดนี้ (ทุกคนหัวเราะ) คือแน็กเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารัก และเป็นเด็กที่เราคาดไม่ถึงว่าเขาจะมีความซับซ้อนในตัวเองมากขนาดนี้ ซึ่งแน็กเป็นคนที่ผมเซอร์ไพรส์ในทางที่ดีนะว่าเขาเป็นคนที่มีอะไรอยู่ในตัวเยอะมาก 

 

แต่ ณ วันที่รู้จักแน็กและออกกองถ่ายก็จะเห็นว่าเขามีความพิเศษและไม่เหมือนใครมากขึ้นเรื่อยๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าตัวละคร เจี๊ยบ แมนเกินไปสำหรับแน็ก ถ้าพูดตามตรงตัวจริงของแน็กเขาเกินกว่าตัวละครเจี๊ยบไปเยอะ

 

ส่วนแจ็คนี่ลอยมาอยู่แล้ว เพราะเป็นเด็กที่เคยเล่นหนังสั้นของบอลกับปิ๊ง ฉะนั้นทั้งสองคนเลยเชื่อในตัวแจ็คมาก ผมเองก็เชื่อเพื่อน แต่ถามว่าตอนเจอหน้ากันวันแรกกังวลไหม ก็มีอยู่เหมือนกันตอนที่พี่เขาทักว่า “เอาจริงเหรอ” แบบเด็กทุกคนน่ารักหมดเลยนะ แล้วมันโตกว่าคนอื่น 

 

แต่แจ็คก็ชนะใจคนทั้งกองได้ตั้งแต่วันแรก ด้วยรูปลักษณ์แบบนี้ที่ทุกคนยังไม่รู้ฝีมือ พอขึ้นรถบัสวันแรก ผมจำได้เลยว่ามันมีเบื้องหลังที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์ทุกคนมาอยู่หน้ามอนิเตอร์แล้วหัวเราะแจ็คซะจนกลายเป็นแฟนประจำ อันนี้เขาไม่ได้บอกผมนะ แต่ผมเดาเองว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาชอบมากอง เช่น พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ผมว่าเขาอยากมาดูแจ็คว่าวันนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรไหม ซึ่งมันเป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งเลยนะตอนออกกอง ถ้าเด็กหลักๆ 3 คนก็ประมาณนี้ 

 

ส่วนคนอื่นๆ ด้วยความที่ไม่ได้มีเวลาแคสต์มาก เราเลยเลือกด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ตรงกับภาพในหัวของผู้กำกับที่สุด ส่วนนิสัยใจคอก็ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง

 

 

ตอนถ่ายทำ แฟนฉัน ด้วยความที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้กำกับ พวกคุณมีวิธีตกลงงานกันอย่างไร และมีความเห็นในซีนไหนไหมที่จำได้ไม่เคยลืม

 

บอล: อันนี้ผมตอบเป็นคนแรกแล้วกัน คือจริงๆ เป็นสิ่งที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์เขากังวล เพราะตอนมาทำหนังเรื่องนี้เรายื่นเงื่อนไขว่าเราจะกำกับทั้ง 6 คน มันก็เลยเป็นสิ่งที่พี่ๆ เขากังวลว่าอย่างไรก็ไปตกลงกันดีๆ นะว่าจะไม่ทะเลาะจนเลิกเป็นเพื่อนกัน เราก็เลยมาคุยเรื่องแบ่งหน้าที่กันในแง่ลงมือปฏิบัติ แต่ว่าทุกอย่างเราจะทำตามสคริปต์ คือไปเถียงกันบนโต๊ะให้เรียบร้อย 

 

ซึ่งส่วนใหญ่ในการทำบทมันไม่มีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่า 4 จะชนะ 2 คือพอ 6 คน คนก็มักจะคิดว่ามันจะขาดอย่างไร เพราะมันมีสิทธิ์ที่จะเป็น 3-3 ใช่ไหม ฉะนั้นก็เลยต้องถกเถียงกันจนกว่าจะยอมกัน แต่ก็ไม่รู้นะว่าข้างในลึกๆ จะยอมไหม ถ้าไปถามแต่ละคนบางคนก็จะบอกว่า “อันนี้กูยอมมึง เดี๋ยวกูไปเอาคืนซีนหน้า” 

 

เดียว: ส่วนใหญ่เถียงกันตอนเขียนบทมากกว่าตอนถ่ายทำ เพราะตอนเขียนบททุกคนได้เถียงกันอย่างเต็มที่ไปแล้วว่าจะเอาอย่างไร แต่มันมีเงื่อนไขบางอย่างนะว่าทำไมถึงกำกับ 6 คนได้ คือมันอาจดูเหมือนจัดตั้ง แต่เรารู้จักกันตั้งแต่มหาวิทยาลัยปี 1 และด้วยความที่รู้จักกันมา 6-7 ปีก่อน ได้ใช้เวลาในชีวิตร่วมกัน ได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรียนหนังสือหรือทำกิจกรรม มันก็เลยทำให้เรารู้จักกันมากพอที่จะพูดกันตรงๆ และรู้นิสัยใจคอประมาณหนึ่ง 

 

ซึ่งผมว่าเงื่อนไขนี้มันเป็นส่วนสำคัญเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงมาทำงานด้วยกันได้ แล้วพอมาทำจริงๆ เราก็เลยไม่ได้รู้สึกฝืนธรรมชาติกันขนาดนั้น เพราะว่าการนั่งอยู่ในวงเล่าแล้วคุยเรื่องหนังแล้วก็เถียงกันมันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาบ้างแล้ว ส่วนตัวผมคิดย้อนก็เลยรู้สึกว่ามันมีเหตุผลตรงนี้ด้วย

 

แต่ถ้าถามว่ามีซีนไหนที่เถียงกันแล้วจำได้ มีอยู่ซีนหนึ่งคือซีนหมาสะกิด ซึ่งเป็นซีนที่ความเห็นแตกออกไปโดยสิ้นเชิง เป็นซีนที่แก๊งเด็กผู้ชายไปขโมยมะม่วง ถ้าเป็นในหนังก็จะเป็นกระโดดน้ำ แต่ความจริงแล้วในบทมันไม่ได้เป็นกระโดดน้ำ มันเป็นขโมยมะม่วง 

 

ซึ่งตามปกติฝั่งผม ต้น ย้ง จะเป็นฝั่งที่พยายามคิดว่าตอนออกไปถ่ายมันจะทำอย่างไร หรือมันจะโอเคไหม คือจะเป็นประเภทพวกมีสาระและมีความกังวลนิดหนึ่ง ส่วนเอส บอล ปิ๊ง ก็เป็นพวกลากกันไปว่า เออดีๆ ได้ๆ สนับสนุนอะไรก็ลากกันไป แต่เผอิญวันนั้นผมดันเข้าไปเป็นพวกเดียวกับฝั่งหมาสะกิด เพราะฉะนั้นต้นกับย้งเขาก็จะต่อต้านเยอะหน่อย จนสุดท้ายเหมือนผมจะโน้มน้าวย้งมาได้แล้วเหลือต้นคนเดียวมั้งที่รู้สึกคาใจแล้วก็ส่ายหัว แบบมันได้เหรอวะ นี่มึงจะเอากันจริงใช่ไหม (หัวเราะ)

 

 

ปิ๊ง: เวลาเลี้ยงหมาขอมือมันก็ให้ใช่ไหม มันก็ทำได้นะ เคยเห็นคลิปแมวกระโดดชกถุงอาหารไหม แบบเฮ้ย! อย่างนี้ได้ด้วยเหรอวะ มันกระโดดชกอย่างนี้เลย (ทุกคนหัวเราะ)

 

เอส: วันนั้นถ่ายไม่ทัน จำได้ว่าฝนตกก็เลยนั่งคุยกันและไล่ๆ ว่าเราจะไปถ่ายอะไรต่อ แล้วเดี๋ยวจะมีซีนกระโดดน้ำ เราก็ให้มันแก้ผ้ากระโดดน้ำดิ เพราะมันโดดอยู่แล้วใน Montage ก็เลยกลายเป็นซีนนั้นไป

 

ต้น: ผมจะรู้สึกว่าหนังเป็น Realistic มาตลอดในเรื่อง แล้วการที่หมาจะมาสะกิดได้ สำหรับผมเลยรู้สึกว่ามันดูเหมือนการ์ตูนเกินหนังหรือเปล่า แล้วมุกนี้มันเข้ากับหนังไหม ก็เลยกลายเป็นการถกเถียงกัน แต่สุดท้ายซีนนี้ยังอยู่ในหนังนะ เพียงแต่ว่ามันถูกลดความสำคัญลงไป แทนที่จะเป็นหมาสะกิดกลายเป็น Montage ที่ไปขโมยมะม่วงมาแล้วมีหมาตัวหนึ่งเห่าอยู่ อันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นซีนนี้

 

แต่อันนี้ผมขอเสริมสักหน่อยว่าเราตกลงกันอย่างไร ผมว่าเราคิดว่ามันเป็นงานกลุ่ม ไม่ได้คิดว่าเป็นงานเดี่ยว เพราะฉะนั้นคำว่างานกลุ่มคือทำด้วยกัน แชร์กัน คิดทุกอย่างร่วมกัน เราไม่ได้คิดว่าจะต้องชนะตลอด อันนี้คือความคิดที่ตั้งเอาไว้กับตัวเองก่อน แบบเถียงเต็มที่แหละ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมาทำตามเราอย่างเดียว มันเลยทำงานด้วยกันได้ เพราะตั้งแต่แรกเราคิดเอาไว้แล้วว่า นี่เราทำด้วยกันนะ ไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง

 

 

ณ วันนี้ถ้ามองในมุมของแต่ละคน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ แฟนฉัน ประสบความสำเร็จ

 

ปิ๊ง: โห คืออะไรวะ เอาจริงๆ มันก็ช็อกนะ คือคิดว่าน่าจะออกมาดี แต่ไม่คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จระดับเอากลับมาฉายหลังจากนั้นอีก 20 ปี ไม่ได้คิดว่าจะแมสอะไรขนาดนั้นก็เลยตกใจ

 

ต้น: ผมว่ามันพูดได้ 2 มุมนะ มุมหนึ่งคือมุมคนทำ ผมว่ามันสำเร็จได้เพราะว่าเราไม่รู้ พอไม่รู้ก็เลยไม่กลัวในทุกๆ ขั้นตอน คนชอบมาถามว่าหนังเด็กมันไม่ได้เงินนะ เด็ก สลิง สัตว์ เอารวมกันได้ด้วยเหรอ เราไม่รู้ วันที่เขียนก็ไม่รู้ มันเลยเขียนแบบสิ่งที่เราชอบอย่างเดียว แล้วก็โชคดีที่มีคนให้โอกาสและยอมรับในวิธีการแปลกๆ เหล่านี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เป็นเด็ก วิธีการทำงานที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน พอคน 6 คนมันช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ก็เลยได้งานออกมาเป็นอีกรสชาติหนึ่ง

 

จนพอหนังเสร็จออกมาคนภายในได้เริ่มดูกันเขาคงรู้สึกว่า เห็นศักยภาพหรือว่าชอบก็เลยไปจัดการด้วยวิธีการที่ไม่มีใครรู้มาก่อนอีกเช่นกันคือไปชวนคนมาดูเยอะๆ ก่อน อันที่จริงหนังเรื่องนี้มันประหลาดมากเพราะตามปกติหนังทำเสร็จก็ฉายเลย แต่นี่คือ เฮ้ย! มันเวิร์กว่ะ งั้นชวนคนมาดูเยอะๆ ดีกว่า ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือรอบอินฟลูเอ็นเซอร์ ชวนคนมาดูที่ออฟฟิศ เปิดวิดีโอดูกันเอง ถ้าเขาชอบเขาคงไปบอกต่อ ความคิดนี้ไม่มีมาก่อนนะครับ คือเราไม่รู้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเวิร์กหรือเปล่า 

 

ซึ่งจุดเริ่มต้นมันแค่นี้ก่อน แต่พอเขาเริ่มมั่นใจแล้ว เขาก็บอกว่างั้นเอาเรื่องนี้ไปฉายให้กับเด็กในมหาวิทยาลัยดูทั่วประเทศก่อนที่หนังจะฉาย ใครจะไปทำ มันเลยกลายเป็นความคิดด้านการโปรโมตที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถึงวันนี้มันก็ไม่มีใครทำอยู่ดี สุดท้ายด้วยความไม่รู้ก็เลยเกิดวิธีการโปรโมตแบบใหม่บางอย่างที่เรียกความสนใจของคนดูได้

 

แต่ส่วนตัวหนังเองที่เป็นคอนเทนต์ที่พูดถึงความทรงจำในวัยเด็ก และความประทับใจบางอย่างที่จะสามารถสร้างเรื่องราวที่รีเลตกับคนหมู่มากได้ อันนี้มันเลยทำให้คนดูที่เข้ามาดูแล้วยิ่งประทับใจมากขึ้น ผมเลยมี 2 มุม คือ มุมคนทำกับมุมคนดู

 

เอส: ผมรู้สึกว่ามันพูดถึงความทรงจำที่มีความสุข คือคนเรามันมีทุกข์สุขสลับไปสลับมาใช่ไหม แต่ทุกครั้งที่กลับไปนึกถึงความทรงจำที่มีความสุข มันจะมีความสุขเสมอ ความทรงจำที่ทุกข์ก็อาจจะเป็นบทเรียนให้แก้ไขอะไรได้ แต่ความสุขมันคือความสุขล้วนๆ ซึ่งผมว่าอันนี้แหละที่ทำให้คนที่ดูหนัง แฟนฉัน พอออกมาจากโรงแล้วเขาก็จะไปนึกถึงเหตุการณ์ที่มีความสุขในอดีต แบบชีวิตมันดีจังเลยนะช่วงเวลานี้ ผมเลยรู้สึกว่าการมีความสุขกับเหตุการณ์ในอดีตทำให้เขารักหนังเรื่องนี้

 

 

เดียว: จริงๆ เห็นด้วยกับต้นและซัพพอร์ตว่าตัวหนังมันมีความพิเศษอยู่แล้ว ผ่านมา 20 ปี เราก็จะรู้ว่าหนัง แฟนฉัน มันเป็นหนังที่ไม่มีเรื่องไหนเหมือนแล้วก็ทำซ้ำไม่ได้ หมายถึงหนังที่เด็กจะมีบทบาทสำคัญทั้งเรื่อง และทำให้เรารู้สึกอยากดูตั้งแต่ต้นจนจบ หนังไทยมันไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องไหนที่เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นด้วยความที่ไม่มีใครเหมือนของ แฟนฉัน ผมว่าคนดูทุกวันนี้รู้อยู่แล้วแหละว่ามันพิเศษอย่างไร

 

แต่ว่าในมุมผม ผมอยากขอบคุณคนคนหนึ่งที่จริงๆ ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเวลาพูดถึงหนัง แฟนฉัน ก็คือ คุณวิสูตร (วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้บริหาร ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้ง GTH) ที่มาร่วมลงทุนในหนังเรื่องนี้ 

 

อย่างล่าสุดที่สัมภาษณ์ในสารคดี คุณวิสูตรพูดอย่างชัดเจนมากว่า อ่านบทเรื่องนี้แล้วก็หลงรักตั้งแต่ตอนเป็นบทโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะได้กำไรจากมันหรือเปล่า และ ณ วันนี้เวลาที่เขาพูดถึงหนังเรื่องนี้ เขาพูดด้วยตาที่เป็นประกาย แล้วก็บอกว่าเขาภูมิใจที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้

 

แล้ววันที่หนังเรื่องนี้ทำโปรโมต คุณวิสูตรคือคนตั้งชื่อหนัง คือคนตัดหนังตัวอย่างที่ดีมากที่ผมเอากลับมาดูอีกกี่รอบก็ต้องขอบคุณเขา เพราะมันเป็นหนังตัวอย่างที่ดีมากๆ และไม่ได้สปอยล์ความพิเศษของหนังเลยเมื่อเข้าไปดู ซึ่งผมว่าสิ่งที่คุณวิสูตรทำเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ

 

เอาแค่ตั้งชื่อหนังผมว่าก็กินขาด จากชื่อเดิมอย่าง อยากบอกเธอรักครั้งแรก มาเป็น แฟนฉัน จนกลายเป็นคำฮิตติดปากทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมก็เลยอยากขอบคุณคุณวิสูตรที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันมาขนาดนี้

 

บอล: ก็เห็นด้วยเหมือนกับทุกคน คือมันกลายเป็นหนังของทุกคน และทุกคนสามารถรีเลตกับมันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนยุคเรา เด็กกว่าเรา หรือโตกว่าเรา เลยคิดว่านอกจากมันจะประสบความสำเร็จในปีนั้น หนังมันยังอยู่ในใจของคนมาเรื่อยๆ ด้วย 

 

 

ความสำเร็จของ แฟนฉัน ส่งผลอะไรต่อชีวิตบ้าง เพราะมันเปรียบเสมือนก้าวแรกของพวกคุณ รวมทั้ง GTH ในตอนนั้นด้วย

 

ปิ๊ง: มันเป็น Turning Point ใหญ่ของชีวิต เพราะว่าก่อนที่จะทำโปรเจกต์นี้ เส้นทางชีวิตผมคงจะต้องถูกลากตัวกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน แต่กลายเป็นว่าพอหนังมันประสบความสำเร็จที่บ้านก็เลยให้ซื้อบ้านเพราะคิดว่าเราจะมีอาชีพจริงๆ ซึ่งแต่เดิมเราอาศัยอยู่ตามบ้านญาติมาโดยตลอด 

 

ชีวิตมันพลิกผันระดับได้แฟน คือถ้าไม่ได้มาทำหนังก็ไม่รู้จักคนที่เป็นภรรยามาจนถึงทุกวันนี้ 

 

ต้น: ผมว่า แฟนฉัน เป็นประตูบานแรกสำหรับการทำงานนะ เพราะว่าสมัยก่อนการจะเป็นผู้กำกับมันยาก พอได้ทำ แฟนฉัน มันเหมือนทำให้โอกาสการทำงานกว้างขึ้น แล้วเราก็มีโอกาสจะได้ทำหนังเรื่องต่อไปของตัวเองด้วย 

 

เอส: สำหรับผมชีวิตเปลี่ยนแปลงเหมือนเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง มีคนเข้ามาหา ไปที่ไหนก็มีคนรู้จัก เคยไปเดินจตุจักรกัน 6 คน มีแต่คนเหลียวมอง ถ้าสมมติไม่ได้ทำ แฟนฉัน ป่านนี้ก็ไม่รู้ทำอะไรอยู่ ผมอาจจะขายแก๊ส หรือกลับไปบ้านก็ได้ คือชีวิตมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย 

 

ตอนทำเราไม่คิดเลยว่ามันจะออกมาประสบความสำเร็จ คิดว่าทำไปแบบที่เราอยากทำสนุกๆ เพราะว่าได้ทำกับเพื่อน แล้วก็ได้ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตวัยเด็กของเราจริงๆ แต่พอดังปุ๊บโอกาสก็เข้ามาเยอะมาก มันมีคนได้ทำโฆษณา ได้ไปสัมภาษณ์ ได้ไปต่างประเทศ ผมว่ามันเป็นขั้นตอนของชีวิตที่เหมือนเกิดใหม่และไม่เหมือนเดิมอีกเลย

 

 

เดียว: ผมก็มาทำ GTH นี่แหละ หมายถึงว่าโดนพี่ๆ โปรดิวเซอร์ของ แฟนฉัน ชวนมาทำบริษัทก็เลยได้อยู่กับ GTH มาตั้งแต่เปิดบริษัทจนกระทั่งปิด GTH ตั้ง GDH ใหม่ ชีวิตก็เลยวนเวียนอยู่กับ GTH ตั้งแต่เป็นพนักงานตัดต่อ จนเป็นหัวหน้าแผนก ขึ้นมาทำบริหาร ทำช่องทีวี GTH ON AIR ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เลย

 

แต่ว่าชีวิตก็ได้เกี่ยวข้องกับหนังในฐานะคนทำงานตัดต่อนะ ทุกวันนี้จริงๆ ถามว่างานหลักก็ยังดูแลงานโปรโมตภาพยนตร์ให้ GDH อยู่ ตัดหนังตัวอย่าง ตั้งชื่อหนังอะไรแบบนั้น

 

บอล: ตอนได้ทำ แฟนฉัน ก็รู้ว่าได้ทำหนังที่เป็นต้นทางของตัวเองสักเรื่องหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็คงแยกย้ายกันไป คือก่อนทำ แฟนฉัน ก็ทำงานประจำอยู่ในสตูดิโอทำหนังทั่วไปอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าทำเรื่องนี้เสร็จคงกลับไปทำอะไรเหมือนเดิม ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะประสบความสำเร็จถล่มทลายถึงขนาดนี้ 

 

พอมันสำเร็จสิ่งที่ค้างคาบางอย่างตอนถ่าย แฟนฉัน เช่น เวลาถ่ายอยู่แต่ละเทก แต่ละคัตมันต้องเถียงกัน ต้องถูกสะกิด ต้องหันมาแบบ “กูว่าอยู่แล้ว” หรือว่าอยากจะขอเพิ่มอะไรอย่างนี้ตลอดเวลา ก็เลยคิดว่า “อย่าให้กูไปทำหนังคนเดียวนะ” และด้วยอานิสงส์จากความสำเร็จของ แฟนฉัน พี่ๆ เขาก็มาถามว่า ใครมีโปรเจกต์อะไรบ้าง มันก็เลยเริ่มทำให้มีโอกาสได้ทำหนังที่อยากทำแล้วก็ไม่ต้องเถียงกับใคร ไม่ต้องปรึกษาใคร

 

ภาพ: GDH

 

ในฐานะผู้กำกับ 20 ปีผ่านไป คิดถึงอะไรใน แฟนฉัน

 

ปิ๊ง: คิดถึงประสบการณ์แบบร่วมทุกข์ร่วมสุข ตอนนั้นนอนรวมกัน 4 คนอยู่ในห้องโรงแรม ผมต้องเป็นคนที่ตื่นก่อนคนอื่นเพราะอะไรก็ไม่รู้ แล้วพอตื่นคนแรกมันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งถ้าให้กลับไปแบบนั้นผมก็คงไม่เอาแล้ว 

 

แต่ว่าเราอยู่แบบนั้นกันเป็นเดือนก็เลยได้สัมผัสกับภาพแห่งความทรงจำหลายอย่าง เช่น พอปลุกต้นเสร็จแล้วผมไปเห็นว่าเขาถอดกางเกงนอนออกก็จะเห็นว่ากางเกงในเขาขาด (ทุกคนหัวเราะ) หรือที่โรงแรมมันจะมีช่องหนังที่มาก่อนเราตื่น ซึ่งทุกครั้งเราค้นพบว่าพอเปิดแล้วมันช่วยให้เพื่อนตื่น และจะมีหนังที่แบบ ฮึ้ย! วันนี้หนังมันดีว่ะ แต่เราต้องไปออกกองก็เลยดูไม่จบ แล้วพอเช้าอีกวันหนึ่งมาเปิด เราก็หันไปเรียกบอลแบบ “เฮ้ย! บอล มันต่อจากเมื่อวานว่ะ” ภาพที่เห็นคือบอลเอามือควานหาแว่นตัวเองแล้วก็ลุกขึ้นมา (ทุกคนหัวเราะ) นี่เป็นสิ่งที่เราคิดถึง แล้วมันคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว คือให้กลับไปนอนอย่างนั้นใหม่ก็ไม่เอา ไม่เอาแล้ว

 

ต้น: ผมนึกถึงเพื่อนตอนที่ไปถ่ายด้วยกัน มันเป็นการทำงานที่สนุกมาก สำหรับผมมันเป็นประสบการณ์ที่ผมหาไม่ได้จากกองอื่นโดยส่วนตัว คือต่อให้ถ่ายหนังมาอีกกี่เรื่องก็ไม่เคยมีบรรยากาศนี้อีกเลย

 

เอส: ผมคิดถึงความไม่รู้ในตอนนั้น เพราะพอไม่รู้มันก็กล้า อันที่จริงไม่เรียกว่าความกล้า เรียกว่าความโง่ดีกว่า เราโง่กันเยอะมาก ไม่รู้ด้วยนะว่ามันถูกหรือผิด รู้แต่ว่าอันนี้แหละที่เราคิดได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ความไม่รู้อะไรแบบนี้มันไม่มีแล้ว เพราะเราทำงานมาเยอะและพอโตมันก็ยิ่งหายาก

 

เดียว: ผมคิดถึงย้ง (ทุกคนหัวเราะ) เพราะเอาจริงๆ ทุกครั้งที่มารวมตัวผู้กำกับ แฟนฉัน ผมจะนึกในใจว่าย้งจะรู้ไหมนะว่าเรามารวมตัวกัน แล้วย้งจะได้อ่านไหม ได้เห็นไหม คือทุกวันนี้เวลาที่ทำอะไรเกี่ยวกับ แฟนฉัน จะรู้สึกว่าคิดถึงย้ง เพราะว่าด้วยภารกิจเขาก็จะไม่ได้ว่างมาร่วมทำกิจกรรมกับเรา หรือแม้กระทั่งวันที่จะฉายรอบกาล่า ย้งก็อาจจะมาได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ เพราะภารกิจเขาเยอะ เราก็จะคิดอยู่ตลอดว่า มันจะไม่ครบจริงๆ เหรอวะ ส่วนตัวคือคิดอยู่แค่นี้ ก็เลยอยากฝากความคิดถึงนี้ไปถึงย้ง (หัวเราะ)

 

บอล: นึกถึงช่วงเวลาที่ถ่ายทำ อย่างล่าสุดที่ต้องไปทำรีมาสเตอร์ก็ได้กลับไปนั่งดูในจอใหญ่ แต่ละซีน แต่ละช็อต คือพอ 20 ปีผ่านไป การได้นั่งดูก็จะ อ๋อ ใครอยู่ตรงไหน คนนี้คือใคร เราไปดีลชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น 

 

 

การที่มีเครดิตเป็นผู้กำกับ แฟนฉัน ต่อท้ายเหมือนนามสกุล มันเคยมีความกดดันบ้างไหม

 

ปิ๊ง: โดยส่วนตัวในฐานะคนดูหนังไม่ได้ชอบไอเดียการอ้างอิงแบบนี้ เพราะสมมติถ้าเราเป็นคนดูแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ เราจะมีความรู้สึกว่าแล้วไง เราสนใจที่ตัวหนังมากกว่า แต่ด้วยความที่ประสบการณ์น้อยและไม่รู้ก็เลยเชื่อมั่นในคนโปรโมตหรือคนที่เขาทำการตลาด อีกอย่างมันไม่ใช่เงินเราก็เลยไม่ได้อะไร

 

ต้น: ผมว่าคำว่า ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ มันเป็นคำที่เอาไว้ใช้ในการทำการตลาดส่วนหนึ่ง แต่ว่าในส่วนงานเองอย่างที่ผมบอกว่า แฟนฉัน เป็นงานกลุ่ม พอเป็นงานกลุ่มแล้วผมว่าเราไปเอาเครดิตงานกลุ่มมาใช้เพื่อตัวเองมันไม่ได้อยู่แล้ว งานนั้นมันพิเศษ สำหรับผมพอมาเริ่มทำหนังเดี่ยวก็เหมือนนับหนึ่งใหม่อยู่ดี

 

เอส: กดดันไหมเหรอ? ไม่ได้คิดเลยนะ สำหรับผมส่วนตัวตอนทำ เพื่อนสนิท (2548) ผมชอบหนังสือเล่มนี้มานานมากตั้งแต่ตอนเรียน พอมันพ้น แฟนฉัน ไปสักระยะหนึ่ง หลังจากไปทำนู่นทำนี่จนมันซาไป ทุกคนก็เริ่มงานของตัวเอง แล้วพอเริ่มของตัวเองก็ไม่ได้คิดหรอกว่า เอส แฟนฉัน มันจะมีผลอะไร คือแค่เอาอันนี้ให้รอดก็โอเคแล้ว สำหรับผมนะ ผลมันมีแค่หนึ่งปีหลังจากหนังฉาย

 

 

เดียว: ผมไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะหลังจากนั้นไม่ได้ทำหนัง เพียงแต่ผมเข้าใจว่ามันก็เป็นการง่ายกับคนอื่นๆ ที่อยากจะทำความรู้จักเรา ผมอยู่ตั้งแต่ในยุคที่ เดียว แฟนฉัน แล้วทุกคน “อ๋อ” จนทุกวันนี้พอบอก เดียว แฟนฉัน ทุกคน “อืม” เพราะว่าทำหนังอยู่เรื่องเดียว จนหลังๆ เราเริ่มอายไง แบบพี่อย่าเลย หนังมันก็นานมากแล้ว 

 

แต่มารีมาสเตอร์นี่ก็ดีเหมือนกันนะ พอมาเคลมว่าผู้กำกับ แฟนฉัน เขาดูจะสนใจมากขึ้น (หัวเราะ) แต่ก็อย่างที่คนอื่นๆ บอกแหละว่า สุดท้ายแล้วมันคืออดีตที่เราไม่ได้อยากจะไปอ้างอิง หรือยึดมั่นถือมั่นเอาสิ่งนั้นมาเป็นคุณสมบัติของตัวเราเท่าไร เพราะจริงๆ นี่มัน 20 ปีแล้ว ผมว่าทุกคนก็มีงานของตัวเอง มีอะไรที่เป็นตัวตนของตัวเองมากขึ้น มันเลยเป็นเหมือนเครดิตที่ดีอันหนึ่งมากกว่า

 

บอล: ผมว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับการที่ผมตอบคำถามเป็นคนสุดท้ายตลอดเวลาเหมือนกัน (ทุกคนหัวเราะ) ผมคือคนสุดท้ายที่ใช้ชื่อ ผลงานโดย ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ เพราะว่ามีงานเดี่ยวเป็นเรื่องสุดท้าย

 

ตอนเสร็จ แฟนฉัน ก็รู้สึกว่าอยากจะกลับไปอยู่บ้านแล้วค่อยๆ นึกเรื่อง เพราะไม่ได้มีเรื่องที่อยากทำเป็นพิเศษขนาดนั้น ก็เลยใช้ชีวิตอยู่จนเพื่อนเริ่มทยอยออกกองถ่าย เราถึงเริ่มคิดว่า เอ๊ะ! หรือต้องทำแล้ววะ ก็เลยกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในฐานะงานเดี่ยวชิ้นแรกของ 6 ผู้กำกับ แฟนฉัน ถ้าไม่นับเดียว เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของการตลาด ถ้าไม่ใช้คำว่า ‘หนึ่งในผู้กำกับ แฟนฉัน’ เขียนแค่ชื่อจริงคนอาจจะงงว่ามันคือใคร

 

 

หากมอง แฟนฉัน จากประสบการณ์ในวันนี้ หนังทำงานกับพวกคุณเหมือนเดิมไหม

 

ปิ๊ง: มันมองด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อย่างช่วงนี้เริ่มมีหนังตัวอย่างปล่อยออกมาเลยได้เห็น หรือตอนที่ไปนั่งดูซับไตเติลมันเป็นความรู้สึกที่ Nostalgia ใน Nostalgia เพราะตอนเราทำหนังคือ เราเล่าประสบการณ์ 20 ปีที่แล้วตอนที่เราเป็นเด็กออกมา แต่ตอนนี้เรากำลังมอง 20 ปีที่แล้วที่เราทำงาน มันเลยเป็นความคิดถึงอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนเดิมเลย 

 

อย่างตอนที่ไปดูซับไตเติล เราก็คิดว่าสมัยนั้นเพลงมันไม่มีเลย ทำไมมันเงียบอย่างนี้ คือยุคนี้ไม่มีทางผ่านเลยคัตติ้งหรือมู้ดแบบนี้ เพราะมันเงียบไปหมด สมัยนี้เพลงต้องเยอะ แต่สมัยนั้นมันไม่มีเลย ซึ่ง 20 ปีที่แล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกหรือความคิดอะไรแบบนี้ เราก็แค่มีความสุขกับผลลัพธ์ที่มันออกมา

 

ต้น: สมัยแรกๆ ที่ แฟนฉัน ฉาย สำหรับผมในฐานะคนตัด ผมดูฟุตเทจเป็นร้อยๆ รอบ ทุกครั้งเวลาดูความทรงจำมันเลยเป็นภาพในการทำงานซะเป็นส่วนใหญ่ วันแรกๆ ที่ดูแต่ละครั้งมันจะเหมือนว่าวันนั้นเราทำอะไรไปบ้าง ความทรงจำสำหรับผมตอนแรกๆ เลยเห็นเป็นการทำงาน

 

แต่ว่าวันนี้พอกลับมาดูใหม่ ผมรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนเก่า ความรู้สึกมันเลยเหมือนถวิลหาอดีต ได้คิดถึงเพื่อนจริงๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะลืมๆ ไปแล้วด้วยว่าวันนั้นทำอะไรไปบ้าง ภาพในการทำงานมันเลยเป็นเหมือนแค่ความทรงจำ การได้ดูหนัง แฟนฉัน อีกครั้งเลยรู้สึกว่าเป็นความสุขที่ได้ดูเรื่องราวของตัวละครพวกนี้มากกว่าการเป็นคนทำไปแล้ว

 

 

เอส: สำหรับผมมันทำงานคล้ายๆ เดิม เพราะเป็นคนทำ และคล้ายๆ ต้นด้วยว่าตอนดูไปเรื่อยๆ มันจะมีบางจังหวะที่ผุดขึ้นมาว่าเราทำอะไรในตอนนั้น เรื่องพวกนี้มันอดนึกถึงไม่ได้ เพราะว่าทุกคัตในหนังเราอยู่ตรงนั้นตลอด หลังๆ อาจจะเริ่มมีลืมบ้างว่ามันต่อด้วยอะไร 

 

แต่ก็มีจุดจุดหนึ่งที่อยู่ในเบื้องหลังแล้วจำได้แม่นเลยคือตอนที่ มาโนช (หยก ธีรนิตยาธาร) พูดว่า “เจี๊ยบ ไปให้ทันนะ” เพราะแต่เดิมคำพูดนี้ไม่มีในบท แต่ตอนที่ไปถ่ายกันพอมันหยุดปุ๊บแล้วเจี๊ยบวิ่ง เรารู้สึกกันว่าต้องมีอะไรส่ง ผมก็เลยให้มาโนชตะโกนว่า “เจี๊ยบ ไปให้ทันนะ” เพราะมันไม่เคยพูดทั้งเรื่อง เลยรู้สึกว่าต้องฮาแน่ 

 

แต่พอเล่นจริงซึ้งเฉย แล้วตอนไปบอกหยกว่าเดี๋ยวพูดคำนี้นะ น้องมันก็บอกผมว่า พูดด้วยเหรอพี่ (หัวเราะ) เพราะอย่างนั้น แฟนฉัน เลยทำงานกับผมมาตลอด ถ้าดูก็คือไม่หลุดไปถึงเบื้องหลัง ยกเว้นอันนี้หลุดตลอดเลย เพราะว่าจำได้ แล้วมันดีมากสำหรับผม

 

เดียว: ผมยังมีมาร์กที่โดนอยู่คือ มาร์กเจี๊ยบกับเพื่อนอยู่บนซาเล้งไล่รถน้อยหน่า ซึ่งมาร์กนี้จำได้ว่าตอนดูหนังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อันนี้คือจุดเริ่มต้นของน้ำตาเลย ดูกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้เพิ่มเติมคือซีนฟุตบอล ที่พอกลับมาดูอีกครั้งแล้วรู้สึกว่าเมจิกว่ะ เราทำอย่างไรนะให้เด็กมันเตะฟุตบอลแล้วดูน่าเชื่อ ทั้งคอเมดี้ ทั้งจังหวะ ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเท่าไร แต่พอกลับมาดูก็รู้สึกว่า โห ซีนนี้มันดีจัง

 

บอล: ล่าสุดผมดูยาวๆ พอถึงตำแหน่งตอนท้ายๆ มาร์กที่เคยบอกคนทำเพลงว่าผมมีมาร์กประจำตัว อันอื่นไม่ได้ไม่เป็นไร มาร์กอันนี้พอมาดูอีกทีก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม ผมเลยได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การกลับมาฉายอีกรอบก็พบว่าคนดูที่เราควรสื่อสารที่สุดคือคนที่เคยดูมันในโรงแล้วเติบโตขึ้นมา ผมว่าคนเหล่านั้นมากกว่าที่เหมือนได้กลับมาฉลองร่วมกันอีกครั้ง

 

 

มีอะไรอยากฝากไปถึงคนที่ติดตามการกลับมาของ แฟนฉัน ในรอบ 20 ปีบ้าง

 

ปิ๊ง: Have fun ครับ อยากให้มาดูกันสำหรับคนที่ไม่เคยดู ส่วนคนที่ดูแล้ว คิดถึงก็มาดู

 

ต้น: ผมยังนึกถึงวันแรกที่หนังฉายเมื่อ 20 ปีก่อน คือมันเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนจริงๆ และผมก็หวังว่าการกลับมาฉายใหม่จะทำให้เพื่อนได้โทรหาเพื่อนอีกครั้ง

 

เอส: ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหรือพาหลานมาดู คุณพ่อคุณแม่คงเคยดูอยู่แล้วล่ะ แต่อยากให้เขาสังเกตลูกว่ารู้สึกอย่างไรกับการดูหนังเรื่องนี้และมาคุยกัน

 

เดียว: ผมคาดหวังมาก (ทุกคนหัวเราะ) เพราะว่ามันเป็นงานที่มีความหมายกับเรามาก แน่นอนว่าเราอยากให้สิ่งนี้มันคงอยู่เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็น ได้รู้จักมัน ส่วนชอบไม่ชอบก็ค่อยว่ากัน แต่ว่าผ่านมา 20 ปี จริงๆ ระหว่างทางเราไม่ได้ใส่ใจกับมันมากหรอก แต่พอมีคนตั้งคำถามว่าทำอะไรกับมันหน่อยไหม แล้วกลับมาคิดจริงๆ เราถึงได้รู้ว่าถ้าไม่ทำครั้งนี้คนไทยก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นหนังเรื่องนี้อีกเลยในโรงภาพยนตร์

 

บอล: ผมอยากให้คนที่ทันช่วงเวลานั้นได้กลับมาดูอีกที ผมไม่สนใจฟีดแบ็กเลยว่าเขาจะหัวเราะเหมือนเดิม หรือเขาจะน้ำตาไหลหรือเปล่า ผมแค่อยากเห็นคนดูในช่วงเวลานั้นได้กลับมาใช้เวลาร่วมกับหนังเรื่องนี้อีกครั้ง 

 

แฟนฉัน REMASTERED IN 4K เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

สารคดี REMEMBERING FANCHAN แด่ความทรงจำสีจาง เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ เฉพาะโรงภาพยนตร์ House Samyan

 

รับชมตัวอย่าง แฟนฉัน REMASTERED IN 4K ได้ที่: youtu.be/M_46VlMcicA

 

 

 

 

รับชมตัวอย่างสารคดี REMEMBERING FANCHAN แด่ความทรงจำสีจาง ได้ที่: youtu.be/uL-KmUbbtLY

 

The post เปิดลิ้นชักความทรงจำของทีมผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ ในวันที่หนังไทยเรื่องนี้มีอายุครบ 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เก็บตกโมเมนต์หลังกล้อง ใหม่ ดาวิกา จาก #TheInterviewPOPxใหม่ดาวิกา https://thestandard.co/the-interview-pop-x-mai-davika/ Mon, 11 Sep 2023 07:27:32 +0000 https://thestandard.co/?p=840107 ใหม่ ดาวิกา

ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำรายการ THE INTERVIEW ที่ทาง THE S […]

The post เก็บตกโมเมนต์หลังกล้อง ใหม่ ดาวิกา จาก #TheInterviewPOPxใหม่ดาวิกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใหม่ ดาวิกา

ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำรายการ THE INTERVIEW ที่ทาง THE STANDARD POP ได้โอกาสพิเศษในการร่วมพูดคุยกับนักแสดงมากความสามารถ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ที่กลับมาอวดฝีไม้ลายมือของเธอผ่านวงการซีรีส์ไทยอีกครั้งใน เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (6ixtynin9 The Series) พ่วงด้วยบทบาทท้าทายอย่าง ‘ตุ้ม’ พร้อมพูดคุยเรื่องราวของเรื่องตลกร้ายของใหม่ที่ไม่ตลก โชคลาภและความซวยของดาวิกา รวมไปถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของใหม่ยามที่เธอต้องพบกับสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ในชีวิต 

 

THE STANDARD POP ไม่พลาดที่จะรวบรวมภาพความประทับใจสุดพิเศษในการพูดคุยกับใหม่ในครั้งนี้มาฝากแฟนๆ ทุกคนเช่นกัน

 

รับชมรายการ THE INTERVIEW ใหม่ ดาวิกา เรื่องตลก 69 เอดูเขตกับทุกดราม่า และความลับหลังประตูห้องเบอร์ 6 ได้ที่

 

 

The post เก็บตกโมเมนต์หลังกล้อง ใหม่ ดาวิกา จาก #TheInterviewPOPxใหม่ดาวิกา appeared first on THE STANDARD.

]]>