THCOM Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/thcom/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 11 May 2026 11:44:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป https://thestandard.co/chin-group-stocks-thai-market-influence/ Mon, 11 May 2026 11:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1206029 ภาพปก: ทักษิณ ชินวัตร กับกราฟตลาดหุ้น

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน หลายคนน่าจะยังคุ้นเคยกับค […]

The post ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปก: ทักษิณ ชินวัตร กับกราฟตลาดหุ้น

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน หลายคนน่าจะยังคุ้นเคยกับคำว่า ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ซึ่งมีที่มาที่ไปจาก ‘หุ้นชินคอร์ป’ หรือ ‘ชิน คอร์ปอเรชั่น’ ที่เป็นชื่อเดิมของอดีตหุ้น ‘อินทัช โฮลดิ้งส์’ (INTUCH) ก่อนที่จะถูกควบรวมเข้ากับ ‘กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์’ (GULF) อย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้

 

เมื่อพูดถึงหุ้นกลุ่มชิน แน่นอนว่าผู้คนก็มักจะนึกถึงตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ หนึ่งในบุคคลที่เรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเมืองไทยสูงมากคนหนึ่งตลอด 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสารระดับประเทศ

 

ในยุคที่พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคอันดับหนึ่งของเมืองไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายๆ ครั้งที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ช่วงที่เป็นกระแสเกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตร หุ้นกลุ่มชินก็มักจะได้รับ Sentiment เชิงบวกไปด้วยเสมอ ความนิยมและอิทธิพลทางการเมืองของเขาเปรียบเสมือนลมใต้ปีกที่คอยหนุนนำความเชื่อมั่นในธุรกิจของตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน

 

ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ปัจจุบันหุ้นกลุ่มชินดูเหมือนจะค่อยๆ จางหายไปจากตลาดหุ้นไทย ชื่อของชินคอร์ปกลายเป็นอดีตไปนานนับ 20 ปี หลังจากตระกูลชินวัตรตัดสินใจทำดีลประวัติศาสตร์ด้วยการขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับกลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็กของสิงคโปร์เมื่อปี 2549 ด้วยมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างความเป็นเจ้าของเริ่มเปลี่ยนไป

 

การเปลี่ยนแปลงยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน อดีตหุ้นกลุ่มชินอย่าง INTUCH (ชื่อเดิมคือชินคอร์ป) ก็ได้ควบรวมกิจการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ GULF ไปแล้ว ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ ADVANC หรือ AIS ก็กลายเป็น GULF เช่นเดียวกัน แม้กระทั่ง THCOM (ชื่อเดิมคือ ชินแซทเทลไลท์) ก็เปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่มาเป็น ‘กัลฟ์ เอดจ์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือของกัลฟ์

 

หากพิจารณาจากข้อมูลในปัจจุบัน หุ้นที่ยังคงมีความเชื่อมโยงโดยตรงและสะท้อนความเป็นตระกูลชินวัตรในตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน คงเหลือเพียงสองบริษัทหลักๆ เท่านั้น คือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และบริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9

 

การค่อยๆ เฟดตัวออกไปของหุ้นกลุ่มชิน เกิดขึ้นท่ามกลางบริบททางการเมืองที่เพิ่งผ่านพ้นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือการได้รับการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังสิ้นสุด 243 วัน ภายใต้กระบวนการของกรมราชทัณฑ์ โดยมีครอบครัวชินวัตร บุคคลสำคัญทางการเมือง และมวลชนคนเสื้อแดงไปรอต้อนรับ

 

แต่ไม่ว่าจะเป็น SC, PR9 หรืออดีตหุ้นในมือตระกูลชินวัตรอย่าง ADVANC หรือ THCOM ต่างก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นหรือแสดง Sentiment เชิงบวกใดๆ ก่อนจะค่อยๆ ย่อลงตามภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ร่วงกว่า 10 จุดในวันนี้

 

เหตุการณ์นี้นำมาสู่คำถามที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มชินดูเหมือนจะค่อยๆ จางหายไปจากตลาดหุ้นไทย นี่คือหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าอิทธิพลของตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้แต่ตลาดหุ้นไทย กำลังค่อยๆ ลดลงไปจริงหรือไม่?

 

หรือว่านี่เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาของการผลัดใบ เป็นการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์ของธุรกิจครอบครัว ก่อนที่ตระกูลชินวัตรจะกลับมามีบทบาทสำคัญในรูปแบบอื่นอีกครั้ง หลังจากทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัว ได้กลับมาสู่อิสรภาพและอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอีกครั้ง?

 

เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับทิศทางในอนาคตของอดีตผู้ก่อตั้งอาณาจักร ‘กลุ่มชิน’ แห่งนี้

 

ภาพ: Things / Shutterstock

The post ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘GULF’ เผยกำไรปี 65 นิวไฮที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เดินหน้าศึกษาธุรกิจ Virtual Banking https://thestandard.co/gulf-reveals-2022-profit/ Fri, 17 Feb 2023 02:04:37 +0000 https://thestandard.co/?p=751680

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ […]

The post ‘GULF’ เผยกำไรปี 65 นิวไฮที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เดินหน้าศึกษาธุรกิจ Virtual Banking appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานปี 2565 มีรายได้รวม (Total Revenue) 101,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จาก 52,870 ล้านบาทในปี 2564 และมี Core Profit 12,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จาก 8,812 ล้านบาทในปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 3 และ 4 (รวม 1,325 เมกะวัตต์) ที่เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคมและตุลาคม 2565 และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ DIPWP ที่ประเทศโอมาน ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 155 เมกะวัตต์ รวมเป็น 195 เมกะวัตต์ อีกทั้งยังรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี ที่เพิ่มขึ้นจากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 184 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง เป็น 352 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงในไตรมาส 3/65 และจากความเร็วลมเฉลี่ยที่ดีขึ้นจาก 8.5 เมตรต่อวินาทีในปี 2564 เป็น 9.1 เมตรต่อวินาทีในปี 2565 

 

นอกจากนี้ ในปี 2565 GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation ที่เข้าลงทุนในเดือนกรกฎาคม 2565 จำนวน 324 ล้านบาท รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก INTUCH และกำไรจากการซื้อ THCOM รวมทั้งสิ้น 4,656 ล้านบาท 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อัตรากำไรขั้นต้นลด ผลกระทบต้นทุนก๊าซพุ่ง

 

ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปีนี้ เท่ากับ 20.6% ลดลงจาก 27.6% ในปี 2564 โดยปัจจัยหลักมาจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 266.02 บาทต่อล้านบีทียูในปี 2564 เป็น 494.78 บาทต่อล้านบีทียูในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 86% ในขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 0.5518 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จาก -0.1532 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2564 เป็นเฉลี่ยที่ 0.3986 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 2565 อย่างไรก็ดี เนื่องจาก GULF มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึง 86% ซึ่งต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่าน (Pass Through) ในรูปของรายได้ค่าไฟฟ้าไปยัง กฟผ. ในขณะที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพียงแค่ 14% จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 

 

กำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในปี 2565 (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 11,418 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจาก 33.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2564 เป็น 34.73 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของ GULF แต่อย่างใด

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 GULF มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.56 เท่า ลดลงจาก 1.77 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งได้สะท้อนอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม 2565 GULF ยังได้รับเงินจากการขายเงินลงทุนใน BKR2 Holding จำนวน 305 ล้านยูโร

                

กำไรไตรมาส 4/65 พุ่ง 78%

 

สำหรับงวดไตรมาส 4/65 GULF มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 3,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 865 ล้านบาท หรือ 32% จากไตรมาส 4/64 

 

โดยสาเหตุหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 3 และ 4 รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,325 เมกะวัตต์ ที่เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคมและตุลาคม 2565 ส่งผลให้หน่วยผลิตไฟฟ้าทั้ง 4 หน่วยได้เปิดดำเนินการครบตามกำหนดเป็นที่เรียบร้อย และยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก INTUCH จำนวน 1,085 ล้านบาท ในไตรมาส 4/65 

 

นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2565 GULF ได้จำหน่ายหุ้น 50.01% ใน BKR2 Holding ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี ให้แก่ Keppel Group ส่งผลให้มีกำไรจากการขาย จำนวน 381 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ (Net Profit) ในไตรมาส 4/65 เท่ากับ 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78% จาก 3,043 ล้านบาทในไตรมาส 4/64

 

ตั้งเป้ารายได้ปี 2566 เติบโต 50% 

 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า สำหรับปี 2566 คาดว่ารายได้รวมจะเติบโตประมาณ 50% จากโครงการที่จะทยอยเปิดดำเนินการในปี 2566 โดยหลักจะมาจากโครงการโรงไฟฟ้า IPP โครงการที่ 2 ภายใต้ IPD ได้แก่ โครงการ GPD หน่วยที่ 1 และ 2 (รวม 1,325 เมกะวัตต์) รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้า Jackson Generation ที่สหรัฐอเมริกา (1,200 เมกะวัตต์) โดยหลังจากนี้ GULF จะเน้นลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจากปัจจุบัน 9% เป็น 40% ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมาจากการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อน, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ, โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ยุโรป อเมริกา สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนปากแบง (Pak Beng) และเขื่อนปากลาย (Pak Lay) นั้น คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ภายในไตรมาส 1/66 

                

ร่วมทุน Binance อยู่ระหว่างขอไลเซนส์

 

สำหรับธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนกับ Binance นั้น ได้ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ และนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ กับทาง ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตภายในไตรมาส 1/66 

 

สำหรับธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ GULF ร่วมลงทุนกับ Singtel และ AIS นั้น คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในกลางปีนี้ และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2568 

 

จ่อลงสนาม Virtual Banking

 

นอกจากนี้ GULF อยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจ Virtual Banking เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วย ในเดือนธันวาคม 2565 GULF ได้เข้าซื้อหุ้น 41.13% ใน THCOM จาก INTUCH โดยเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจดาวเทียม (Satellite) ไปในธุรกิจ New Space Economy เช่น การนำข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หรือการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าชุมชน รวมถึงดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit Satellite) เป็นต้น 

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2566 บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ GULF มาอยู่ที่ระดับ ‘A+’ จากระดับ ‘A’ และปรับเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ของ GULF มาอยู่ที่ระดับ ‘A’ จากระดับ ‘A-’ โดยในไตรมาส 1/66 GULF มีแผนจะออกหุ้นกู้เพิ่มอีกประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินกู้เดิม และเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ เท่ากับ 151% โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 2 มีนาคม 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 เมษายน 2566 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 มีนาคม 2566 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ในวันที่ 5 เมษายน 2566

The post ‘GULF’ เผยกำไรปี 65 นิวไฮที่ระดับ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เดินหน้าศึกษาธุรกิจ Virtual Banking appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคา THCOM ดิ่งกว่า 3% แม้ชนะประมูลคว้า 2 ใบอนุญาต พบบิ๊กล็อต 1.80 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 15.90 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่ากระดาน https://thestandard.co/thcom-price-down/ Mon, 16 Jan 2023 08:04:11 +0000 https://thestandard.co/?p=737893

THCOM ร่วงแรงกว่า 3% ขณะเดียวกันมีรายการบิ๊กล็อต 1.80 ล […]

The post ราคา THCOM ดิ่งกว่า 3% แม้ชนะประมูลคว้า 2 ใบอนุญาต พบบิ๊กล็อต 1.80 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 15.90 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่ากระดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>

THCOM ร่วงแรงกว่า 3% ขณะเดียวกันมีรายการบิ๊กล็อต 1.80 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 15.90 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่ากระดาน แม้ช่วงเช้า THCOM แจ้งชนะประมูล คว้า 2 ใบอนุญาตใช้สิทธิ์ใช้วงโคจรดาวเทียม ด้านนักวิเคราะห์คาด ช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้อีก 3-5 บาทต่อหุ้น แต่ระวังแรงขายทำกำไร

 

ราคาหุ้น บมจ.ไทยคม หรือ THCOM ปิดการซื้อ-ขายภาคเช้าวันที่ 16 มกราคม 2566 ที่ 15.80 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 3.07% จากราคาวันก่อนปิดที่ 16.30 บาท หลังช่วงต้นของการซื้อ-ขายภาคเช้าพบรายการซื้อ-ขายขนาดใหญ่ (Big Lot) จำนวน 1 รายการ จำนวน 1.80 ล้านหุ้น มูลค่า 28.62 ล้านหุ้น ที่ราคา 15.90 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคากระดาน หลังจากที่เช้านี้ THCOM แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ชนะประมูลได้ใช้สิทธิ์ในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) จำนวน 2 ชุด มูลค่า 797.43 ล้านบาท

 

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลการประมูลวงโคจรดาวเทียมไม่สร้างความประหลาดใจ ผลประมูลวงโคจรดาวเทียมวันที่ 15 มกราคม 2566 มีผู้เสนอราคาประมูล 3 จาก 5 ชุด (2, 3 และ 4) มูลค่ารวม 806 ล้านบาท โดยบริษัทย่อยของ THCOM คือบริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลในชุดที่ 2 และ 3 

 

ทั้งนี้ ส่งผลให้ THCOM สามารถรักษาวงโคจรที่ 119.5E (ไทยคม 4) และ 78.5E (ไทยคม 6 และ 8) ไว้ได้ ประเมินว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้น 3-5 บาท 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออิงกับราคาเหมาะสมของ Bloomberg Concensus ที่ 12.59 บาท ทำให้ราคาเหมาะสมของ THCOM คาดจะปรับขึ้นมาที่ 15.59-17.59 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดที่ 16.30 บาท ถือว่ามีอัปไซด์ไม่ได้น่าสนใจแล้ว ดังนั้นควรระวังความผันผวนหรือแรงขายทำกำไรที่อาจตามมา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ราคา THCOM ดิ่งกว่า 3% แม้ชนะประมูลคว้า 2 ใบอนุญาต พบบิ๊กล็อต 1.80 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 15.90 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่ากระดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยคม’ คว้าใบอนุญาตได้สิทธิใช้วงโคจรดาวเทียม 2 ชุด ด้วยราคารวม 797.43 ล้านบาท https://thestandard.co/thaicom-satellite-orbit/ Mon, 16 Jan 2023 02:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=737733 ไทยคม

กสทช. เผยผลประมูลผู้ชนะได้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเที […]

The post ‘ไทยคม’ คว้าใบอนุญาตได้สิทธิใช้วงโคจรดาวเทียม 2 ชุด ด้วยราคารวม 797.43 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยคม

กสทช. เผยผลประมูลผู้ชนะได้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมจำนวน 5 ชุด บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น บริษัทลูก บมจ.ไทยคม ชนะคว้าใบอนุญาตได้สิทธิใช้วงโคจรดาวเทียมไป 2 ชุด มูลค่า 797.43 ล้านบาท และ NT ชนะได้ใบอนุญาตไป 1 ชุด ส่วนที่เหลือไม่มีผู้ยื่นประมูล

 

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยผลการประมูลสำหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมลักษณะชุด (Package) โดยเปิดให้ผู้สนใจประมูลจำนวนรวมทั้งสิ้นจำนวน 5 ชุด ทำการเปิดประมูลในวันที่ 15 มกราคม 2566 ซึ่งเริ่มทำการประมูลเมื่อเวลา 10.00 น. และสิ้นสุดลง ณ เวลา 11.36 น. ใช้เวลาทำการประมูลทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 36 นาที 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ทั้งนี้มีราคาประมูลรวมของชุดข่ายงานดาวเทียมจำนวน 3 ชุดข่ายงานดาวเทียม (Package) มูลค่ารวม 806.50 ล้านบาท โดยมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย คือ บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชัน จำกัด ซึ่งบริษัทย่อยของ บมจ.ไทยคม (THCOM), บจม.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) และ บริษัท พร้อม เทคนิคคอล เซอร์วิสเซส จำกัด มีรายชื่อผู้ชนะการประมูลในแต่ละชุดเครือข่ายดังนี้

 

  • ชุดที่ 1 ไม่มีผู้ยื่นความต้องการ
  • ชุดที่ 2 บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ชนะการประมูลที่ราคา 380.02 ล้านบาท
  • ชุดที่ 3 บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ชนะการประมูลที่ราคา 417.41 ล้านบาท
  • ชุดที่ 4 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ชนะการประมูลที่ราคา 9.08 ล้านบาท
  • ชุดที่ 5 ไม่มีผู้ยื่นความต้องการ

 

โดยบริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด เป็นบริษัทลูกในเครือของ บมจ.ไทยคม (THCOM) ชนะการประมูลได้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมลักษณะชุด (Package) จำนวน 2 ชุด คือ ชุดที่ 2 และ 3 มูลค่ารวม 797.43 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ กสทช. เปิดการประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด โดยถือเป็นการจัดสรรวงโคจรดาวเทียมด้วยวิธีประมูลเป็นครั้งแรก และเปลี่ยนจากระบบการให้สิทธิจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต ทั้งนี้ การประมูลมีเงื่อนไขของผู้ประมูลได้ คือวงโคจรทุกชุดจะต้องแบ่งให้รัฐใช้ 1 ทรานสปอนเดอร์ หากใช้เพื่อให้บริการบรอดแบนด์รัฐที่ 400 เมกะบิต สำหรับแพ็กเกจที่ไม่มีผู้ประมูล กสทช. จะพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร

 

ด้าน สลิล จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารด้านกฎหมายและเลขานุการบริษัท บมจ.ไทยคม แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ได้เข้าร่วมประมูลสำหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2566 โดย กสทช. ได้ประกาศผลการประมูลว่า STI เป็นผู้ชนะการประมูลส าหรับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้

วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ดังต่อไปนี้

 

  • ชุดที่ 2 ตำแหน่งวงโคจร (องศาตะวันออก) 78.5 ข่ายงานดาวเทียม THAICOM-A2B และ THAISAT-78.5E ราคาสุดท้าย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 380.02 ล้านบาท
  • ชุดที่ 3 ตำแหน่งวงโคจร (องศาตะวันออก) 119.5  ข่ายงานดาวเทียม THAICOM-IP1, THAICOM-P3 และ THAISAT-120E ราคาสุดท้าย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 417.41 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างรอการแจ้งผลประมูลอย่างเป็นทางการจาก กสทช. ซึ่งบริษัทจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป

 

The post ‘ไทยคม’ คว้าใบอนุญาตได้สิทธิใช้วงโคจรดาวเทียม 2 ชุด ด้วยราคารวม 797.43 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
INTUCH ย้ำ ลดสัดส่วนถือหุ้น THCOM เหลือ 41% ทำตามข้อกฎหมาย วงในเผย ไม่เห็นความจำเป็นต้องซื้อหุ้นเพิ่ม หลังสัมปทานดาวเทียมหมดอายุ https://thestandard.co/intuch-reduce-the-shareholding-in-thcom/ Thu, 09 Sep 2021 11:09:43 +0000 https://thestandard.co/?p=534995 INTUCH

บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ยังคงอยู่ระหว่างรอหนังสือ […]

The post INTUCH ย้ำ ลดสัดส่วนถือหุ้น THCOM เหลือ 41% ทำตามข้อกฎหมาย วงในเผย ไม่เห็นความจำเป็นต้องซื้อหุ้นเพิ่ม หลังสัมปทานดาวเทียมหมดอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
INTUCH

บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ยังคงอยู่ระหว่างรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 มีมติให้ INTUCH ถือหุ้นใน บมจ.ไทยคม (THCOM) ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 51% จากปัจจุบันที่ถือหุ้นในสัดส่วน 41.13% 

 

ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโสส่วนงานการลงทุนและการลงทุนสัมพันธ์ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คงต้องรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากภาครัฐก่อน หลังจากนั้นจึงมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป 

 

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นใน THCOM ลงมา ซึ่งปัจจุบันถือในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 40% ขอยืนยันว่า ได้ดำเนินการปรับแก้เงื่อนไขสัมปทานที่ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และได้รับอนุญาตจากคู่สัญญาที่เป็นเจ้าของสัญญาสัมปทานอย่างถูกต้อง

 

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสัง (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระบวนการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นของ INTUCH ใน THCOM อาจต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อให้ INTUCH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน THCOM ไม่ต่ำกว่า 51% เพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งมติ ครม. ที่ออกมาก็เพื่อต้องการดำเนินการขั้นตอนทำให้ถูกต้อง ก่อนที่สัมปทานดาวเทียมของ THCOM จะหมดอายุในวันที่ 10 กันยายนปีนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการดำเนินการอาจต้องใช้ระยะเวลานาน เพราะทั้ง INTUCH กับ THCOM ต่างเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีระเบียบหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตาม

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าในอดีตที่เคยมีปัญหา ซึ่งมีการแก้สัญญาสัมปทานดาวเทียมให้กับ THCOM ในช่วง ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีแก้เงื่อนไขสัญญาสัมปานดาวเทียม โดย THCOM มีการเพิ่มทุนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ INTUCH ซึ่งตอนนั้นคือ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้น THCOM ลดลงจาก 51% เป็น 40% ซึ่งผิดสัญญาเดิมเพราะได้กำหนดว่าบริษัทลูกคือ THCOM ที่รับสัมปทานดาวเทียมต้องมีบริษัทคือ INTUCH ต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัดส่วน 51% ถือเป็นการทำผิดระเบียบขั้นตอน ดังนั้นจึงต้องการทำให้กลับมาถูกต้องตามเงื่อนสัญญาสัมปทานตั้งแต่แรก โดยเรื่องนี้ค้างคามานานแล้วจึงเสนอให้ ครม. มีมติให้แก้สัญญาสัมปทานของ THCOM ให้กลับไปเหมือนเดิมก่อนอายุสัมปทานกำลังจะหมด”

 

ชัยวุฒิกล่าวย้ำว่า การดำเนินการเรื่องนี้เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตให้เกิดความถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับการที่จะมีการต่ออายุสัญญาสัมปทานดาวเทียมให้กับ THCOM ซึ่งยืนยันว่า สัมปทานจะสิ้นสุดในวันที่ 10 กันยายนปีนี้แน่นอน โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลจะรับมอบทรัพย์สินและเข้าไปบริหารจัดการดาวเทียมของที่ครบอายุสัมปทานของ THCOM เพื่อธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

 

สำหรับแนวทางในการทำงาน NT จะเป็นผู้พิจารณาความร่วมมือทางธุรกิจกับ THCOM ต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังหมดสัมปทาน NT ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจดาวเทียมยังจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันกับ THCOM ทำงานบริหารดาวเทียม เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ต่อเนื่อง

 

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการโทรคมนาคมกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า INTUCH ไม่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มสัดส่วนการหุ้นใน THCOM ขึ้นเป็น 51% ตามมติของ ครม. ที่ออกมาล่าสุด เพราะเงื่อนไขที่กำหนดให้ INTUCH ต้องถือหุ้นใน THCOM ไม่น้อยกว่าสัดส่วน 51% เป็นเงื่อนไขเดิมที่ผูกพันกับการได้รับสัมปทานดาวเทียมของ THCOM ซึ่งกำลังจะจบอายุสิ้นสัญญาสัมปทานในวันที่ 10 กันยายนปีนี้ 

 

อีกทั้งในกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องจะทำให้จากนี้ไปธุรกิจดาวเทียมจะไม่มีระบบที่รัฐจะให้สัมปทานกับธุรกิจดาวเทียมกับเอกชนได้ รวมถึงทำให้ THCOM  ไม่สามารถต่ออายุสัมปทานดาวเทียมได้อีกด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะทำระบบการให้สัมปทานดาวเทียมสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากวงโคจรดาวเทียมจะถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนจากระบบให้สัมปทานมาเป็นการเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) แทน

 

บล.กสิกรไทย ระบุว่า ครม. มีคำสั่งให้ INTUCH ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น THCOM จาก 41% เป็น 51% มองว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นสาระสำคัญกับทั้ง THCOM และ INTUCH

 

ประการแรกซึ่งสำคัญที่สุด สัญญาสัมปทานของ THCOM จะสิ้นสุดในวันที่ 10 กันยายน 2564 และวาระของรัฐบาลจะสิ้นสุดในวันที่ 23 มีนาคม 2566

 

ประการที่ 2 เราเชื่อว่า INTUCH และ THCOM มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อการกระทำผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นในการปรับแก้ไขข้อตกลงในอดีต

 

นอกจากนั้นการบังคับใช้คำสั่ง ครม. จำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐ-เอกชน รวมถึงอาจเกิดคดีพิพาทยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ปกติจะใช้เวลาหลายปีในการดำเนินคดีให้แล้วเสร็จ

 

บล.กสิกรไทย ยังคงคำแนะนำ ‘ขาย’ หุ้น THCOM ตามราคาเป้าหมายที่ 8.84 บาท การชนะการประมูลวงโคจร และการตกลงกับ NT จะเป็นผลบวก แต่ปัจจัยนี้ได้สะท้อนผ่านราคาหุ้นไปแล้ว

 

ส่วนการเคลื่อนไหวของหุ้น INTUCH วันนี้ (9 กันยายน) ปิดการซื้อขายที่ 84.75 บาท ลดลง 5.57% มูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 3,288 ล้านบาท ส่วนหุ้น THCOM ปิดการซื้อขายที่ 11.10 บาท ลดลง 6.72% มูลค่าการซื้อขายรวม 282.43 ล้านบาท 

 


 

เตรียมพบกับฟอรัมที่ผู้บริหาร ‘ต้องดู’ ก่อนวางแผนกลยุทธ์ปีหน้า! The Secret Sauce Strategy Forum คัมภีร์กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตปี 2022


📌
เฟรมเวิร์กกลยุทธ์ใช้ได้จริง
📌
ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย–โลก
📌
เทรนด์ผู้บริโภค–การตลาด
📌
เคสจริงจากผู้บริหาร

 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ www.zipeventapp.com/e/the-secret-sauce

 

#TheSecretSauceStrategyForum2022

The post INTUCH ย้ำ ลดสัดส่วนถือหุ้น THCOM เหลือ 41% ทำตามข้อกฎหมาย วงในเผย ไม่เห็นความจำเป็นต้องซื้อหุ้นเพิ่ม หลังสัมปทานดาวเทียมหมดอายุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาหุ้น INTUCH, ADVANC, THCOM ปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลัง GULF เผยรายละเอียดจากการทำ Tender หุ้น INTUCH https://thestandard.co/market-focus-intuch-advanc-thcom/ Wed, 11 Aug 2021 12:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=524317 INTUCH ADVANC THCOM

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอ […]

The post ราคาหุ้น INTUCH, ADVANC, THCOM ปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลัง GULF เผยรายละเอียดจากการทำ Tender หุ้น INTUCH appeared first on THE STANDARD.

]]>
INTUCH ADVANC THCOM

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ได้เปิดเผยรายละเอียดการทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) หุ้นของ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) โดยภาพรวมผู้บริการ GULF พอใจกับผลสรุปการทำ Tender Offer ในครั้งนี้ ซึ่งทำให้ GULF มีสัดส่วนการถือหุ้นใน INTUCH เพิ่มขึ้นจาก 18.93% สู่ 42.25% เทียบกับกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ 37-45% 

 

ทั้งนี้ GULF อาจจะตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น INTUCH ในตลาดเพิ่ม แต่ยังไม่สามารถทำได้อีกครั้งภายใน 12 เดือนข้างหน้า เนื่องด้วยหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยการซื้อหุ้น INTUCH เพิ่มเติมนั้น GULF จะพิจารณาจากผลตอบแทนเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ที่รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาหรือเจรจา

 

ทั้งนี้ GULF อยู่ระหว่างหารือกับผู้ตรวจสอบบัญชีเกี่ยวกับวิธีการลงบัญชีเงินลงทุนนี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่า GULF จะควบรวมกิจการของ INTUCH เข้ามาอยู่ในงบแสดงฐานะทางการเงินในปี 2564 ในกรณีที่มีการควบรวมกิจการ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของ GULF จะลดลงสู่เพียง 1.7-1.8 เท่า จากระดับ 3 เท่า และทำให้ GULF มีโอกาสกู้เงินเพิ่มขึ้นได้จาก 6.0-7.0 หมื่นล้านบาท สู่ระดับ 1.2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ GULF จะเสนอชื่อกรรมการ 4 คนเข้ามาอยู่ใน INTUCH ซึ่งกรรมการเหล่านี้คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเข้ามาอยู่ในบริษัทย่อยของ INTUCH คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ บมจ.ไทยคม (THCOM) ด้วย

 

GULF คาดว่าประโยชน์จากการผนึกพลังทางธุรกิจกับ INTUCH จะช่วยสนับสนุนแผนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ GULF ซึ่งจะช่วยสนับสนุนธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต ที่รวมถึงระบบมิเตอร์อัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปิดเสรีอุตสาหกรรมไฟฟ้าเกิดขึ้น ตามด้วยการเปิดเสรีอุตสาหกรรมก๊าซเฟส 3 ภายในสิ้นปี 2564 โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดธุรกิจจะช่วยสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-peer ซึ่งจะนำมาใช้ในพื้นที่ EECi รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์สำหรับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของ GULF ซึ่งวางแผนปรับเปลี่ยนเป็นท่าเรือที่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย

 

แต่อย่างไรก็ดี GULF จะยังคงโฟกัสที่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ของรัฐบาล (อยู่ระหว่างการทบทวนโดยกระทรวงพลังงาน) ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเป็น 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2623

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (11 สิงหาคม) ราคาหุ้น GULF ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า ปิดที่ระดับ 37.75 บาท ขณะที่ราคาหุ้น INTUCH ปรับตัวขึ้น 10.61%DOD สู่ระดับ 73.00 บาท ราคาหุ้น THCOM ปรับตัวขึ้น 3.51%DoD สู่ระดับ 11.80 บาท และราคาหุ้น ADVANC ปรับตัวขึ้น 1.92%DoD สู่ระดับ 185.50 บาท 

 

มุมมองต่อธุรกรรมดังกล่าว:

SCBS มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกรรมนี้ เนื่องจาก GULF ได้ปรับเปลี่ยนจากบริษัทพลังงานไปสู่บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน 3 เสาหลัก ประกอบด้วยพลังงาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมถึงยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ ADVANC ที่มีแนวโน้มเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ของ GULF 

 

นอกจากนี้ GULF ยังมีแนวโน้มที่จะผนึกพลังทางธุรกิจเกี่ยวกับ Smart Grid, Smart Material และอื่นๆในระยะกลางถึงยาว ซึ่งเป็น Upside Risk ต่อแนวโน้มผลประกอบการที่ต้องติดตามต่อไป รวมถึงต้องติดตามแผนกลยุทธ์ใหม่ของ INTUCH และ ADVANC ตลอดจนแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ ADVANC ซึ่งทาง GULF ให้ผู้บริหารของ ADVANC เป็นผู้ตัดสินใจ

The post ราคาหุ้น INTUCH, ADVANC, THCOM ปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลัง GULF เผยรายละเอียดจากการทำ Tender หุ้น INTUCH appeared first on THE STANDARD.

]]>