Thailand Security Dialogue 2026 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/thailand-security-dialogue-2026/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 20 Aug 2026 07:47:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดปาฐกถา สุรเกียรติ์ มองโลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ สู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’ https://thestandard.co/surakiart-efficiency-security-first/ Thu, 20 Aug 2026 07:47:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1244088 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย กำลังกล่าวปาฐกถา

ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน […]

The post ถอดปาฐกถา สุรเกียรติ์ มองโลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ สู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย กำลังกล่าวปาฐกถา

ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้รัฐบาลและภาคธุรกิจของนานาประเทศ เริ่มหันมาปรับเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่ ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ มาสู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แนวคิดนี้ ถูกสะท้อนในปาฐกถาพิเศษของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกล่าวถึงประเด็น “ความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก (Security Amidst Global Uncertainty)” ภายในงาน Dinner Talk : Thailand Security Dialogue 2026 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

 

เขาชี้ว่า ปัจจุบัน โลกกำลังอยู่ในช่วงที่ ‘ความไม่แน่นอน’ กลายเป็น ‘ลักษณะถาวร’ ของกิจการระหว่างประเทศ ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลาง การหยุดชะงักของเส้นทางการค้า ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและอาหาร การแข่งขันทางเทคโนโลยี ภัยไซเบอร์ ตลอดจนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและแร่ธาตุสำคัญ

 

ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดซึ่งกำลังเกิดขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงใน ‘วิธีคิด’ ที่รัฐบาล ภาคธุรกิจ และสังคม มีต่อความเสี่ยง

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจโลกให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ประสิทธิภาพ’ ทั้ง การลดต้นทุน การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just in Time) และแสวงหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับการปรับให้เหมาะสม ตลอดจนรวมศูนย์การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และโยกย้ายเงินทุน เทคโนโลยี สินค้า และพลังงานข้ามพรมแดนตามสัญญาณของตลาด ซึ่งถือเป็นโมเดลนี้สร้างประโยชน์มหาศาล ที่ช่วยให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน และทำให้สินค้ามีราคาถูกลง ขยายการค้าระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ เข้าด้วยกัน

 

แต่ ณ วันนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โลกกำลังตั้งคำถามที่ต่างออกไป ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “วิธีที่ถูกที่สุดในการได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการคืออะไร?” แต่กลายเป็นว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากเราไม่สามารถได้สิ่งนั้นมาเลย?”

 

ดร.สุรเกียรติ์ เชื่อว่าคำถามนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโลกที่ ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ ไปสู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’

 

เปลี่ยนจาก Just in Time สู่ Just in Case

 

ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่ดำเนินไปตามตรรกะของ ‘Just in Time’ ซึ่งหมายถึงการลดสินค้าคงคลังให้น้อยที่สุด

 

แต่ ณ วันนี้ รัฐบาลต่าง ๆ กำลังคิดมากขึ้นตามตรรกะของ ‘Just in Case’ ซึ่งหมายถึงการสำรองเอาไว้

 

ภายใต้โมเดลแบบ Just in Time นั้น มองว่า “ทำไมเราต้องเก็บสินค้าคงคลังจำนวนมาก หากเราสามารถได้รับสินค้าในวันพรุ่งนี้?” หรือ “ทำไมเราต้องมีกำลังการผลิตพลังงานส่วนเกิน หากเราสามารถซื้อพลังงานจากตลาดโลกได้?” ซึ่งเป็นคำถามที่มีเหตุผลในสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ

 

แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้ โดยในโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการไม่มีบางสิ่งบางอย่าง อาจสูงกว่าต้นทุนของการมีสิ่งนั้นในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษใน 3 ด้าน ได้แก่ อาหาร พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน

 

สมมติว่าประเทศหนึ่งสามารถนำเข้าอาหารในราคา 10 ดอลลาร์ แทนที่จะผลิตภายในประเทศในราคา 15 ดอลลาร์ โดยภายใต้สถานการณ์ปกติ การนำเข้าในราคา 10 ดอลลาร์ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างชัดเจน แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากสงครามทำให้การขนส่งระหว่างประเทศหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน และจะเกิดอะไรขึ้น หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เส้นทางการจัดส่งสินค้าไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งการจ่าย 15 ดอลลาร์เพื่อรับประกันว่าจะมีสินค้าให้ใช้ อาจดูเหมือนถูกมากขึ้นในทันที

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ

 

โดยที่ผ่านมา ตะวันออกกลางมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานสำคัญของโลก ซึ่งการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ได้แสดงให้เห็นสิ่งพื้นฐานประการหนึ่งว่า “ความขัดแย้งในภูมิภาคหนึ่ง สามารถสร้างต้นทุนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้”

 

ความมั่นคงและเศรษฐกิจไม่สามารถแยกจากกันได้

 

สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบ แต่สามารถส่งต่อไปยังระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผ่านเส้นทางเดินเรือ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินค้า

 

ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางทหารสามารถกลายเป็นวิกฤตพลังงาน นำไปสู่วิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตการเมือง และท้ายที่สุดคือวิกฤตความมั่นคงทางสังคม

 

ความแตกต่างระหว่าง “ความมั่นคงแบบดั้งเดิม (Hard Security) และ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จึงกำลังเลือนรางมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่หลังสงครามเย็น นานาประเทศเชื่อว่าการพึ่งพาซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจจะทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ยากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การพึ่งพาซึ่งกันและกัน ก็สามารถสร้าง ‘ความเปราะบาง’ ได้

 

ดังนั้น ทั่วโลกจึงเริ่มแยกแยะระหว่างการพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Interdependence) กับประเด็นเรื่องความเปราะบาง (Vulnerability) โดยไม่ต้องยุติการพึ่งพาซึ่งกันและกันที่จำเป็น แต่ต้องบริหารจัดการให้มากขึ้น และรู้ว่าการพึ่งพาที่สำคัญสำหรับประเทศของตนอยู่ที่ไหน การพึ่งพาใดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และการพึ่งพาใดที่เป็นอันตราย รวมถึงรู้ว่าจุดใดที่จำเป็นต้องมีทางเลือกอื่น

 

นี่คือเหตุผลที่หลายถ้อยคำ อาทิ ความยืดหยุ่นในการรับมือ การกระจายความเสี่ยง ความซ้ำซ้อน ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นคำที่ปรากฏอย่างโดดเด่นมากขึ้นในยุทธศาสตร์ระดับชาติ และเป็นจุดสิ้นสุดของสมมติฐานเรื่องโลกาภิวัตน์ที่ไร้ขีดจำกัด

 

ความมั่นคงไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน

 

ดร.สุรเกียรติ์ มองว่า “ความมั่นคงไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน”

 

เขายกตัวอย่างที่เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความซ้ำซ้อนล้วนมีต้นทุน คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ก็มีต้นทุน การผลิตภายในประเทศอาจมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้า การรักษากำลังการผลิตพลังงานส่วนเกินก็มีต้นทุน เช่นเดียวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบายสีเขียวก็มีต้นทุน
ขณะที่การปกป้องเทคโนโลยีก็มีต้นทุน และการรักษาห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงอาจหมายถึงการยอมเสียสละประสิทธิภาพบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ โลกกำลังให้ข้อสรุปมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ราคาของความยืดหยุ่นในการรับมือนั้น ต่ำกว่าต้นทุนของความเปราะบาง”

 

ข้อสรุปนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแนวคิดทางเศรษฐกิจ โดยเป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจมักถามว่า “เราจะลดต้นทุนเพื่อสร้างประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้อย่างไร?” แต่วันนี้ รัฐบาลกำลังถามมากขึ้นว่า “เราจะลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่เป็นหายนะได้อย่างไร และจะสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือได้อย่างไร?”

 

นี่คือเหตุผลที่ควรทบทวนความหมายของคำว่า ‘ประสิทธิภาพ’ เพราะประสิทธิภาพจะถูกวัดภายใต้สภาวะปกติ แต่ความยืดหยุ่นในการรับมือ จะถูกวัดภายใต้ภาวะกดดัน และรัฐบาลต่าง ๆ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับความยืดหยุ่นในการรับมือมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“คำถามคือ เราจะสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการรับมือเมื่อพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างไร เพราะเราทุกคนตระหนักแล้วว่า ความมั่นคงด้านพลังงานต้องการมากกว่าการเข้าถึงพลังงาน มันต้องการ การเข้าถึงที่เชื่อถือได้ภายใต้สภาวะที่เลวร้าย” ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว

 

โลกาภิวัตน์ที่กระจายความเสี่ยง

 

ดร.สุรเกียรติ์ มองว่า โลกไม่ได้กำลังมุ่งหน้าไปสู่การยุติโลกาภิวัตน์โดยสมบูรณ์เสมอไป โดยคำอธิบายที่เขาเห็นว่าแม่นยำกว่าคือ โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่ ‘โลกาภิวัตน์ที่มีการกระจายความเสี่ยง (Diversified Globalization)’

 

ภายใต้โลกาภิวัตน์ที่มีการกระจายความเสี่ยง แม้จะเกิดวิกฤตและความขัดแย้ง แต่การค้าโลกจะยังคงดำเนินต่อไป ประเทศต่างๆ จะยังคงค้าขายกัน บริษัทต่างๆ จะยังคงดำเนินงานในระดับระหว่างประเทศ แต่สมมติฐานที่ว่า ผู้จัดหาสินค้ารายเดียว ประเทศเดียว หรือเส้นทางขนส่งเส้นเดียวเพียงพอ กำลังเป็นสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

การมีแหล่งพลังงานหลายแหล่ง เส้นทางการค้าหลายเส้นทาง ผู้ให้บริการเทคโนโลยีหลายราย และผู้ผลิตและจัดหาอาหารหลายราย อาจดูเป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาปกติ แต่ในช่วงวิกฤต สิ่งเหล่านี้คือ ความยืดหยุ่นที่จำเป็น

 

ความหมายของ ‘ความมั่นคง’ ที่กำลังขยายตัว

 

ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ถึงอีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ นิยามของ ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ ที่กำลังขยายตัว จากเดิมที่เน้นขีดความสามารถทางทหาร อธิปไตย การปกป้องดินแดน และพรมแดน ไปสู่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาพ ไซเบอร์ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล การเงิน น้ำ สภาพภูมิอากาศ และห่วงโซ่อุปทาน

 

เหตุผลไม่ได้เป็นเพราะทุกเรื่องกลายเป็นปัญหาทางทหาร แต่เพราะองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงกันและกลายเป็นรากฐานของ “ความยืดหยุ่นของประเทศ”

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราควรแทนที่ “ประสิทธิภาพต้องมาก่อน” ด้วย “ความมั่นคงต้องมาก่อน” โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน ซึ่งเป้าหมายควรเป็น การรักษาความมั่นคงในจุดที่มีความสำคัญ และรักษาประสิทธิภาพในจุดที่สามารถรักษาไว้ได้

 

ขณะที่ ดร.สุรเกียรติ์ มองว่า บางทีโลกอาจต้องการสมการทางเศรษฐกิจใหม่ จากสมการเดิมคือ ประสิทธิภาพ = ต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่สมการใหม่คือ ประสิทธิภาพ + ความยืดหยุ่นในการรับมือ = ความมั่นคงที่ยั่งยืน

 

“เราจำเป็นต้องระบุว่าภาคส่วนใดมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การพึ่งพาทุกอย่างจะเป็นอันตราย แต่การพึ่งพาบางอย่างมีความสำคัญอย่างยิ่งจนไม่สามารถปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวได้” เขากล่าว

 

อาเซียนต้องรักษา “พื้นที่ทางยุทธศาสตร์” ท่ามกลางการแข่งขันมหาอำนาจ

 

ทวีปเอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางด้วย จากการที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งทางทะเล การนำเข้าพลังงาน และพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกอย่างมาก ขณะที่เอเชียยังตั้งอยู่ใจกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ดร.สุรเกียรติ์ มองว่าความท้าทายนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะประเทศอาเซียนรวมถึงไทยนั้น เจริญรุ่งเรืองด้วยการหลีกเลี่ยงการเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์ และรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย โดยต้องการความร่วมมือ และค้าขายกับทุกฝ่าย ขณะที่รักษาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์สำหรับทางเลือกของตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า อาเซียนต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติด้วย โดยความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ และห่วงโซ่อุปทาน สามารถลดความเปราะบางได้

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียนสามารถได้รับการเสริมสร้างด้วยดุลยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียนและความยืดหยุ่นร่วมกัน

 

“เพื่อให้มีความยืดหยุ่นร่วมกัน บางทีอาเซียนและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคควรร่วมกันเปิดตัว สถาปัตยกรรมระดับภูมิภาคใหม่ด้านความร่วมมือทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน” เขากล่าว

 

โอกาสของไทย เปลี่ยนจาก ‘ฐานผลิตต้นทุนต่ำ’ สู่ ‘Trusted Connector’

 

สำหรับโอกาสของประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายและผันผวนนั้น ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยืดหยุ่นก็สามารถสร้างโอกาสให้แก่ประเทศไทยได้เช่นกัน”

 

ที่ผ่านมา ไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านการค้าและการเป็นศูนย์กลางการผลิตมาโดยตลอด แต่สภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเปิดโอกาสให้ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองไม่ใช่เพียงฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ แต่เป็น ‘ศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่น’

 

โดยดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า สิ่งนี้ต้องอาศัยการคิดที่ก้าวข้ามเรื่องต้นทุนต่ำ โดยประเทศไทยยังสามารถพัฒนาจุดแข็งในด้าน:

 

  • ความมั่นคงทางอาหาร
  • การเกษตรและการแปรรูปอาหาร
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน
  • เศรษฐกิจผู้สูงวัย อาทิ การดูแลสุขภาพ บริการทางการแพทย์ และ Wellness
  • โลจิสติกส์
  • AI
  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • ยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า
  • การผลิตขั้นสูง
  • การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค

 

โดยเขามองว่า คำถามที่เหมาะสมไม่ควรมีเพียงคำถามว่า “ไทยจะผลิตสินค้าให้ถูกลงได้อย่างไร?” แต่ควรเป็น “ไทยจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ได้อย่างไร?”

 

อีกคำถามที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วยต้นทุนที่ยอมรับได้ได้อย่างไร? ซึ่ง ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า

 

นอกจากนี้ อีกคำถามที่สำคัญ คือ ไทยจะเชื่อมโยงช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้อย่างไร เพราะประเทศไทยเป็นมิตรกับทุกภูมิภาคและมหาอำนาจทุกฝ่าย และประเทศไทยจะวางตำแหน่งตนเองเป็น ‘Trusted Connector’ หรือประเทศที่ทุกฝ่ายในความขัดแย้งสามารถไว้วางใจและทำธุรกิจด้วยได้ ได้อย่างไร?

 

“นั่นคือความได้เปรียบทางการแข่งขันรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือสามารถกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้” ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว

The post ถอดปาฐกถา สุรเกียรติ์ มองโลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘ประสิทธิภาพต้องมาก่อน’ สู่ ‘ความมั่นคงต้องมาก่อน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ https://thestandard.co/thailand-asean-polycrisis-strategic-assets/ Wed, 19 Aug 2026 09:00:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1243005 ภาพการเสวนา Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อความมั่นคงไทย-อาเซียน

“ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเส […]

The post ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนา Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อความมั่นคงไทย-อาเซียน

“ถ้าคุณไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเสียเอง”

 

 
 

คำกล่าวของ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ที่กำลังเผชิญ เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจขยายตัวออกไปไกลกว่าสนามรบ ซึ่งรวมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน อวกาศ ไซเบอร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมยุทธศาสตร์ต่อรองกันและกัน

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่คืออีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ภูมิภาคต้องรับมือ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่วิกฤตหลายด้านกำลังร้อยรัดเชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันมากขึ้น หรือภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis)

 

ภายใต้บริบทเช่นนี้ คำถามที่ตามมา คือ โจทย์สำคัญของไทยคืออะไร ประเทศจะต้องสร้างขีดความสามารถใดขึ้นมาเพื่อเป็นอำนาจต่อรอง แล้วอาเซียนจะร่วมกันรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคอย่างไร เพื่อไม่ให้ภูมิภาคกลายเป็นเพียงพื้นที่รองรับการแข่งขันและความขัดแย้งของผู้อื่น

 

THE STANDARD สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาหัวข้อ Strategic Security Review: From Global Dynamics to Regional Security ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 โดยมี พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพไทย, รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ ศ.ดร.ควิก เชง-ชวี ศาสตราจารย์ประจำสถาบันมาเลเซียและนานาชาติศึกษา (IKMAS) มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (UKM) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ขณะที่ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ กลายเป็นความแน่นอนของโลก

 

บนเวทีการเสวนา ณัฏฐาได้เปิดประเด็นอย่างแหลมคมว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขั้วอำนาจต่างๆ แตกกระจาย การแข่งขันระหวางมหาอำนาจทวีความดุเดือดและรับมือได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้ในห้วงเวลานี้ การตั้งคำถามสั้นๆ ว่า ‘เกิดอะไรขึ้นในโลก’ คงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกลงไปว่า ปรากฏการณ์เหล่านั้นมีความหมายและส่งผลกระทบอย่างไรต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เพื่อสะท้อนภาพความกังวลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิกฤต เธอได้โยนคำถามสำคัญไปยังวิทยากรทั้งสามคนว่า ท่ามกลางภาพรวมความมั่นคงระดับโลกที่กำลังผันผวน อะไรคือสิ่งที่สร้างความกังวลใจจนทำให้พวกเขาถึงกับ ‘ข่มตาไม่หลับ’ ในตอนกลางคืน

 

ด้าน พล.อ.ทรงวิทย์ สะท้อนมุมมองในฐานะอดีตผู้นำทางทหารว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันในโลกพหุขั้ว โดยเฉพาะเมื่อแรงกระเพื่อมของการแข่งขันนั้นไหลทะลักเข้ามาถึงพื้นที่ผลประโยชน์ของประเทศไทย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ภัยคุกคามที่มองเห็นล่วงหน้ายังพอมีเวลาให้เตรียมยุทธศาสตร์รับมือและป้องปรามได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ‘ความประหลาดใจเชิงยุทธวิธี’ (Tactical Surprise) หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งสามารถพลิกผันสถานการณ์ทั้งหมดให้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันในเวลาอันสั้น

 

ในขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธาน มองสถานการณ์นี้ผ่านแว่นตาของประวัติศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้โลกวันนี้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในอิหร่าน ยูเครน หรือแม้แต่กรณีของไทย-กัมพูชา

 

อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็น ‘เกมเก่า’ ของการช่วงชิงอำนาจ ทว่าถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือและระดับความเร็วรูปแบบใหม่เท่านั้น โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคองสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้ คือ การเร่งสร้าง ‘ดุลยภาพ’ (Equilibrium) ระหว่างผู้เล่นทุกฝ่าย เพื่อหยุดยั้งไม่ให้การแข่งขันลุกลามไปสู่การปะทะกันแบบเต็มรูปแบบ

 

ทางด้าน ศ.ดร.ควิก ได้เลือกใช้คำว่า ‘ความไม่แน่นอน’ (Uncertainty) เป็นตัวแทนของภาพรวมสถานการณ์โลก พร้อมเน้นย้ำว่า ในยุคสมัยนี้ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอนเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น

 

เขาย้ำว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะไม่ใช่การขับเคี่ยวของมหาอำนาจครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่จุดที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไป คือการที่ความเสี่ยงหลายมิติกำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกันและร้อยรัดเชื่อมโยงถึงกันอย่างซับซ้อน

 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจึงไม่อาจตั้งรับด้วยแนวคิดการเตรียมพร้อมแบบรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเตรียมความพร้อมแบบ ‘Just in case’ (เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน) เพื่อรับมือกับวิกฤตที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อโดยไม่ทันตั้งตัว

 

เมื่อทุกมิติกลายเป็นพื้นที่แข่งขัน

 

พล.อ. ทรงวิทย์ชี้ว่า ทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง อาจจะดำเนินยุทธศาสตร์ ‘การลู่ตามลม’ (Hedging) ได้ยากขึ้น โดยภาพที่เกิดขึ้นในระเบียบโลก คือ กำลังทหารและการป้องปรามกลับมามีบทบาทสำคัญ ขณะที่การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ (Economic Interdependence) ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์มากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาด เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากร และจุดเชื่อมต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน ถูกนำใช้เพื่อสร้างแรงกดดันหรือเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะที่องค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติและอาเซียนเองก็เผชิญข้อจำกัดในการสร้างฉันทามติ จนความร่วมมือแบบกลุ่มขนาดเล็ก (Minilateralism) มีบทบาทมากขึ้น

 

พล.อ. ทรงวิทย์ เรียกสถานการร์นี้ว่า ‘แรงบีบทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Compression) ซึ่งเกิดจากการแข่งขันของมหาอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในแทบทุกมิติ จนประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางมีพื้นที่ในการขยับตัวน้อยลง

 

เขายังชี้ว่า จุดเสี่ยงสงครามในอนาคตไม่ได้อยู่เพียงในทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวัน หรือคาบสมุทรเกาหลี แต่ยังรวมถึงอวกาศ สายเคเบิลใต้ทะเล เทคโนโลยีขั้นสูง และแร่ธาตุสำคัญ โดยยกตัวอย่างว่า สายเคเบิลใต้ทะเลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่แร่หายากและแร่สำคัญเชื่อมโยงกับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตอาวุธ ทุกจุดในห่วงโซ่ตั้งแต่การขุด ขนส่ง แปรรูป ไปจนถึงการผลิต ซึ่งสามารถกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์ได้

 

ทรงวิทย์ยังย้ำว่า สงครามยุคใหม่ก็มีความซับซ้อนขึ้น เพราะมีการผสมผสานการรบแบบดั้งเดิมเข้ากับสงครามข้อมูลข่าวสาร สงครามการรับรู้ ไซเบอร์ และ AI ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นที่มีทรัพยากรน้อยกว่าสามารถลดช่องว่างกับคู่แข่งรายใหญ่ได้เร็วขึ้น

 

ส่วน รศ.ดร.ปณิธานเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ความไม่สมมาตร’ (Asymmetry) โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในเมียนมา เป็นตัวอย่างของผู้เล่นที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมิน

 

จาก ‘ความร่วมมือที่กระจัดกระจาย’ สู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

 

รศ.ดร.ปณิธานยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายของโลกปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่เพียงจำนวนวิกฤตที่เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่วิกฤตเหล่านี้ยังเชื่อมโยงและสร้างผลกระทบถึงกันได้อย่างรวดเร็ว โดยเรียกสภาวะนี้ว่า ‘Fragmented Collaboration’ พร้อมยกตัวอย่างถึงองค์การระหว่างประเทศอย่าง WTO, NATO, UN และ ASEAN ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดในการประสานงานและขับเคลื่อนมติร่วมกัน

 

ช่องว่างดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญ เพราะภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่หลังพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย รศ.ดร.ปณิธาน ได้ยกกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงฐานปฏิบัติการตั้งแต่เมียนมา ไทย ไปจนถึงกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติสามารถลุกลามจนกลายเป็นชนวนกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

 

เมื่อวิกฤตในมิติหนึ่งสามารถซ้อนทับและส่งต่อแรงกระแทกไปสู่อีกมิติหนึ่งได้อย่างง่ายดาย สถานการณ์จึงพัฒนาเข้าสู่ภาวะ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis) ที่บีบบังคับให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทย มีความจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือข้ามพรมแดนมากยิ่งขึ้น

 

3S: แรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อาเซียนหลีกไม่พ้น

 

ส่วน ศ.ดร.ควิก เสนอกรอบ 3S เพื่ออธิบายสภาพแวดล้อมที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ ได้แก่ แรงกดดันเชิงโครงสร้าง (Structural) การอยู่รอด (Survival) และความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)

 

  • Structural หมายถึง การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้นำคนใดคนหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในระยะยาว อีกทั้งยังขยายขอบเขตจากมิติทางการทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมโยง AI และเทคโนโลยี

 

  • Survival คือความอยู่รอดของรัฐที่ไม่ได้จำกัดแค่การป้องกันการรุกรานทางทหาร แต่ครอบคลุมลึกไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อัตราภาษี มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี

 

  • Strategic Autonomy คือความสามารถของประเทศในการรักษาพื้นที่สำหรับการตัดสินใจของตัวเอง ท่ามกลางแรงกดดันที่บังคับให้เลือกข้างซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

 

สำหรับบทบาทของอาเซียนในการรับมือภาวะดังกล่าว ศ.ดร.ควิก ให้คำจำกัดความว่า ‘ยังไม่เพียงพอ แต่ก็ขาดไม่ได้’ (Insufficient, but indispensable) โดยแม้อาเซียนอาจไม่สามารถรับมือกับทุกปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกมีพื้นที่คุ้มกันทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

 

เมื่อถูกถามว่า ยุทธศาสตร์ ‘ไม่เลือกข้าง’ ยังคงใช้ได้หรือไม่ ศ.ดร.ควิก มองว่ายุทธศาสตร์ลู่ตามลม (Hedging) ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเองก็ถูกนักวิชาการประเมินว่าเป็นถึง ‘ปรมาจารย์ด้านการลู่ตามลม’ (Master Hedger) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เขายกตัวอย่างว่า ไทยสามารถรักษาสถานะความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ผ่านการฝึกความร่วมมือทางทหารอย่าง Cobra Gold ในขณะที่ก็ยังพัฒนาความร่วมมือทางทหารกับจีนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมอธิบายว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘พฤติกรรมแสวงหาหลักประกันความเสี่ยง’ (Insurance-seeking behavior) เพราะประเทศขนาดกลางไม่สามารถสั่งให้สหรัฐฯ และจีนยุติการแข่งขันกันได้

 

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ การกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการถูกพันธมิตรทอดทิ้ง (Risk of Abandonment) และความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของผู้อื่น (Risk of Entrapment)

 

นอกจากนี้ ศ.ดร.ควิก ยังเสนอหลักการอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถสร้างความร่วมมือกับหลายฝ่ายไปพร้อมกันโดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดตนเองเข้ากับขั้วอำนาจใด หรือ ‘Alignment without Alliance’ ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่เดินหน้าขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับหลายประเทศ โดยที่ยังคงสามารถรักษา Autonomy ของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

 

ไทยต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะ และรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร

 

นอกจากนี้ ณัฏฐายังตั้งคำถามในช่วงท้ายของเวทีการเสวนาว่า ไทยสามารถใช้การฝึกร่วม Cobra Gold เป็นเครื่องมือต่อรองเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ได้หรือไม่ โดย พล.อ. ทรงวิทย์ มองว่า การคิดเช่นนั้นแคบเกินไป เพราะคุณค่าของ Cobra Gold อยู่ที่การยกระดับขีดความสามารถของไทย ทั้งด้านไซเบอร์ อวกาศ และเทคโนโลยีสงครามรูปแบบใหม่ ซึ่งควรถูกมองเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ มากกว่าจะเป็นเพียงไพ่ต่อรองทางเศรษฐกิจ

 

เขาย้ำว่า ไม่ว่าไทยจะเลือกยุทธศาสตร์ใด อำนาจต่อรองจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อประเทศมีขีดความสามาารถ และมีสิ่งที่มีมูลค่าพอจะนำไปวางบนโต๊ะเจรจา เช่น หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางด้าน AI ก็ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ชิป เทคโนโลยี และกำลังคนรองรับ ขณะที่ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อไทยสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นศักยภาพที่ประเทศอื่นเห็นคุณค่าของการร่วมมือด้วย

 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ปณิธานเตือนว่า ก่อนจะคิดถึงดุลยภาพในระดับมหาอำนาจ ไทยต้องจัดการความตึงเครียดไทย-กัมพูชาและวิกฤตเมียนมาให้ได้เสียก่อน เพราะหากพื้นที่รอบบ้านยังไร้เสถียรภาพ ไทยย่อมมีพื้นที่น้อยลงในการกำหนดสมการระดับภูมิภาค และยังเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality)

 

ส่วน ศ.ดร.ควิกมองว่า ประเทศขนาดกลางไม่ควรฝากอนาคตไว้กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรสร้างความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายไปพร้อมกัน เพื่อรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตัวเอง และลดความเสี่ยงหากมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนนโยบายหรือเกิดความขัดแย้งขึ้น

 

ภาพ: กฤตพล วิทย์ว่องไว / THE STANDARD

The post ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมี ‘ของ’ บนโต๊ะเจรจา? มองโจทย์ใหม่ไทยและอาเซียน เอาตัวรอดอย่างไรในโลก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/benedikt-franke-no-regret-strategies/ Wed, 19 Aug 2026 07:03:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1243659 ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวที

ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ (Benedikt Franke) รองประธานและประธ […]

The post ‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวที

ดร.เบเนดิกต์ แฟรงเคอ (Benedikt Franke) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) การประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) กล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ “จากความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์สู่ความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: การคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2026 วานนี้ (18 สิงหาคม) โดยชี้ให้เห็นถึง ‘ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง (No-Regret Strategies)’ ที่จะเป็นแนวทางรับมือกับภาวะความปั่นป่วนของโลก ท่ามกลางระเบียบโลกเดิมที่ตายไปแล้ว

 

 
 

“ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ ผู้คนไม่ได้เห็นพ้องต้องกันในหลายๆ เรื่อง แต่พวกเขาเห็นพ้องต้องกันในเรื่องเดียว นั่นคือพวกเขาเห็นตรงกันว่า ระเบียบโลกที่เราเคยชอบนั้นจะไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีการกลับไปสู่สถานะดั้งเดิมก่อนหน้านี้ (Status Quo Ante) อีกต่อไป และสิ่งใหม่ๆ กำลังจะเข้ามา”

 

“คำกล่าวของชาวอิตาลีชื่อ กรัมชี (Gramsci) กล่าวไว้ในปี 1927 ว่า: ระเบียบเก่ายังไม่ตาย ระเบียบใหม่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น บัดนี้คือเวลาของเหล่าอสูรกาย อสูรกายเหล่านั้นมีอยู่ในยุคนี้ค่อนข้างเยอะทีเดียว และเพื่อที่จะรับมือกับพวกมัน คุณจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง” ดร.เบเนดิกต์กล่าว และยืนยันว่า นี่คือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเสมอ ไม่ว่าผู้นำโลกหรือผู้นำทางการเมืองจะทำอะไรก็ตาม

 

เขากล่าวว่า ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ มีกลุ่มความคิดอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มที่เชื่อว่าโลกได้แตกสลาย และถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
  • กลุ่มที่เชื่อว่าระเบียบโลกยังไม่พังทลายมากพอ ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและสองมาตรฐาน และจำเป็นต้องกำจัดความอยุติธรรมเหล่านี้ทิ้งไป
  • กลุ่มตัวแทนแนวคิด MAGA (Make America Great Again) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่อว่า จริงๆ แล้ว ระเบียบโลกกำลังได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งสามกลุ่มเห็นตรงกัน คือข้อเท็จจริงที่ว่า ‘ระเบียบโลกเดิมได้ตายไปแล้ว’

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ายุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง มีทั้งหมด 5 ข้อที่สำคัญ ได้แก่

 

1. จัดการบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย

 

เขายกตัวอย่าง แนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน-ออสเตรีย ชื่อ ชุมเพเทอร์ (Schumpeter) ผู้กล่าวไว้ว่า “คุณจำเป็นต้องปล่อยให้สิ่งที่ลิขิตมาให้ตายได้ตายไป” ซึ่งหมายถึง อุตสาหกรรมที่ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป โครงสร้างทางการเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป กลไกการกำกับดูแลระดับโลกที่ไม่ทำงานเพื่อประชาชนอีกต่อไป

 

สำหรับเยอรมนี ดร.เบเนดิกต์ มองว่ามีการทำผิดพลาดมากมายในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อผิดพลาดใหญ่เป็นพิเศษประการหนึ่ง คือการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียวมากเกินไป

 

“ผมมั่นใจว่าพวกคุณทุกคนชื่นชอบรถยนต์เยอรมัน แต่พวกมันไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีเลิศในยุคนี้ การแข่งขันจากจีนและสหรัฐฯ เติบโตขึ้น ค่าแรงและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในเยอรมนีสูงเกินไป ค่าพลังงานสูงเกินไป”

 

“และแม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เห็นว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น แต่เยอรมนีกลับไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้หันไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ และพึ่งพาแต่ขี่ม้าตัวเก่ามานานเกินไป” เขากล่าว และชี้ว่า ความผิดพลาดนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนักในประเทศไทย ที่ก็มีอุตสาหกรรมดั้งเดิมมากมายที่ประคับประคองให้อยู่รอดมาหลายปี

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าปัจจุบัน ประเทศเยอรมนีกำลังเริ่มคิดแตกต่างออกไป โดยกำลังเริ่มมองไปในทิศทางใหม่ๆ และกำลังเริ่มปล่อยให้สิ่งที่ชะตากำหนดให้ตาย ได้ตายลงไป ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและยากลำบาก แต่เป็นยุทธศาสตร์แบบไม่ต้องเสียใจภายหลังที่ชัดเจน และจะนำไปสู่ความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต

 

ข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งที่เยอรมนีทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ การไม่ใส่ใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงและการพึ่งพาอาศัย รวมถึงความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนต่างๆ ตราบใดที่ทุกอย่างยังคงราบรื่นดี

 

เขายกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เยอรมนีพึ่งพาตลาดจีนอย่างสิ้นเชิง พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างสิ้นเชิง และพึ่งพาเทคโนโลยีและการป้องกันทางทหารจากอเมริกาอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย และไม่เคยที่จะคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ ไม่เคยมีกลยุทธ์ระดับชาติในการระบุและลดความเสี่ยงจากกลุ่มอุตสาหกรรมและความพึ่งพาเหล่านั้นเลย

 

“เราไม่เคยย้อนคิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนเลย ไม่เคยคิดค้นยุทธศาสตร์ชาติในการระบุและลดความเสี่ยงเชิงกลุ่มก้อนและความเชื่อมโยงของการพึ่งพานี้เลย”

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่สายลมกำลังเปลี่ยนทิศในเยอรมนี โดยมีการจัดตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี และจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

โดยสองสิ่งนี้ อาจไม่ได้เกี่ยวกับการรับมือกับเรื่องอย่าง รัสเซีย หรือจีน เป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับเรื่องอย่าง ทองแดง อะลูมิเนียม ราคาพลังงาน และการพึ่งพาต่างๆ

 

2. ตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่า ยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง ที่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องในการประชุมความมั่นคงมิวนิก คือแนวคิดเรื่องการตระหนักถึงการพึ่งพาต่างๆ และวางแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่พลังงาน แร่หายาก แต่ต้องลงลึกไปกว่านั้น

 

เขายกตัวอย่างของสหรัฐฯ มีการประชุมด้านความมั่นคงขนาดเล็กในหน่วยงานต่างๆ ที่มีชื่อย่อสามตัว และจุดประสงค์หนึ่งของการประชุมนี้คือ ปีละครั้ง หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล จะต้องอธิบายภายในสามนาทีว่า พวกเขาได้ทำอะไรบ้างเพื่อทำให้สหรัฐอเมริกามีความปลอดภัยมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ดร.เบเนดิกต์ เป็นหนึ่งในชาวต่างชาติเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมเหล่านี้ และเขารู้สึกทึ่งกับสิ่งที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เหล่านี้กำลังทำอยู่เพื่อระบุจุดอ่อนและลดจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างมีกลยุทธ์

 

ตัวอย่างที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ คือเครนยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ฝั่ง ซึ่งเป็นเครนขนาดใหญ่ที่ท่าเรือทุกแห่งใช้เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์จากเรือสู่ท่าเรือ โดยชาวอเมริกันนับจำนวนเครนเหล่านี้ได้ประมาณ 3,800 ตัว จากนั้นจึงทำการตรวจสอบว่า เครนเหล่านี้ผลิตที่ไหน และปรากฏว่า เครนทั้ง 3,800 ตัวผลิตในประเทศจีน โดยชาวจีน และใช้ซอฟต์แวร์ของจีน ซึ่งชาวอเมริกันคิดว่านี่อาจเป็นคอขวดในกรณีเกิดสงคราม ความขัดแย้ง หรือแม้แต่ข้อพิพาท

 

อย่างไรก็ตาม การหยุดใช้งานเครนเหล่านี้อย่างกะทันหันนั้นทำไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานของสหรัฐฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเครนยกสินค้าจากเรือขึ้นฝั่งทั้งหมด 3,800 ตัว โดยสร้างโรงงานในญี่ปุ่น ในรัฐวอชิงตัน

 

“คุณคิดว่าพวกเราในเยอรมนีรู้จำนวนเครนที่เรามีหรือไม่? ไม่รู้ เราทราบหรือไม่ว่าเครนเหล่านี้ผลิตในจีนกี่ตัว หรืออาจมีซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายหรือไม่? ไม่รู้ และการทำให้ถูกต้อง การทำให้แน่ใจว่าเรารู้ว่าจุดคอขวดอยู่ที่ไหน และเราต้องพึ่งพาใคร เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะไม่เสียใจในภายหลัง” เขาย้ำ

 

3. จงดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่ากลยุทธ์ที่สามของยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

 

“คุณต้องแน่ใจว่า ไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์การรับมือแบบใด ไม่ว่าคุณจะฝึกซ้อมการเตรียมความพร้อมทางทหารแบบใด ไม่ว่าคุณจะวางแผนฉุกเฉินและต่อเนื่องแบบใด หากคุณไม่ดึงประชาชนของคุณเข้ามามีส่วนร่วม คุณจะเปิดกล่องแพนโดรา คุณจะเปิดประตูแห่งนรก และคุณจะทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด พรรคประชานิยม สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ข้อมูลนี้ เพื่อดึงประชาชนไปจากคุณได้ง่ายขึ้น”

 

เขาชี้ว่า ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีเป็นพิเศษคือประเทศสวีเดน โดยงานประชุมต่างๆ ในสวีเดน วนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า รัฐบาลสวีเดนชุดปัจจุบันสามารถให้ข้อมูลแก่ประชาชนได้ดี ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งขนาดไหน ส่งผลให้การสำรวจนโยบายต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนสูงถึง 98% ในการตัดสินใจส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนยูเครน (98%) การจัดตั้งหน่วยงานป้องกันทางจิตวิทยา (98%) การนำระบบเกณฑ์ทหารกลับมาใช้ใหม่ (85%) การเข้าร่วมนาโต้กับฟินแลนด์ (มากกว่า 80%)

 

“ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากภัยคุกคามจากรัสเซีย หรือระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป หรือความไม่แน่นอนทางยุทธศาสตร์ แต่เป็นผลมาจากการทำงานหนักของรัฐบาลที่ไม่ละเลยประชาชนของตนเองและดึงพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม”

 

4. การลงทุนในความร่วมมือ

 

ดร.เบเนดิกต์ ชี้ว่าสิ่งสำคัญในการมีส่วนร่วมกับประชาชน คือการลงทุนในความร่วมมือ และมองว่า ความคิดที่ว่าความยืดหยุ่นหมายถึงการกีดกันทางการค้า หรือหมายถึงการอยู่แต่ในประเทศและตัดความสัมพันธ์กับต่างชาตินั้นเป็นความคิดที่ผิด และไม่ตรงกับความเป็นจริง

 

เขายกคำกล่าวของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำคืนก่อนหน้านี้ ซึ่ง ดร.สุรเกียรติ์ ได้พูดถึงหัวข้อนี้โดยตรง คือ “ความยืดหยุ่นที่แท้จริงหมายถึงการกระจายการลงทุนให้กว้างขึ้น” โดยการวางไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆ ใบ และไม่ใช่การปกป้องอุตสาหกรรมของตนเอง ไม่ใช่การลดความร่วมมือ แต่ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม

 

“ปัจจุบันมี 204 ประเทศในโลกนี้ จำนวนประเทศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เราทราบกันดี ท่านมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับกี่ประเทศ มีความร่วมมือกับกี่ประเทศ และมีมิตรภาพกับกี่ประเทศ ผมไม่ทราบคำตอบ แต่ผมรู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ” ดร.เบเนดิกต์ กล่าว และชี้ว่า เยอรมนีเองก็ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับประเทศอื่นๆ มากพอ โดยพึ่งพาพันธมิตร ความร่วมมือ และมิตรภาพเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

 

“ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นทุกวันนี้ คุณจำเป็นต้องมีทุกอย่างมากขึ้นความร่วมมือมากขึ้น มิตรภาพมากขึ้น พันธมิตรมากขึ้น และนั่นอาจหมายถึงการประนีประนอมที่ยากลำบากมาก เพราะไม่ใช่ทุกประเทศที่จะมีค่านิยม มีลำดับความสำคัญทางการเมือง และมีมุมมองต่อโลกเหมือนกับคุณ แต่เราจำเป็นต้องลดบทบาททางการเมืองในความร่วมมือเหล่านี้เพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปได้ และนี่คือสิ่งที่เยอรมนีกำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

 

5. ช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีและการกำกับดูแลระดับโลก

 

ดร.เบเนดิกต์ กล่าวถึงกลยุทธ์ที่เขาชื่นชอบที่สุดในยุทธศาสตร์แบบไม่เสียใจภายหลัง คือกลยุทธ์ที่ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่าย นั่นคือการช่วยฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกและฟื้นฟูการกำกับดูแลระดับโลก

 

โดยเขาเชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ นั้นพูดถูก ในการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนขององค์การสหประชาชาติ ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 เพื่อแก้ปัญหาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์อีกต่อไปแล้ว และไม่มีการปฏิรูป

 

“สถาบันที่ยอดเยี่ยมนี้ แนวคิดที่ยอดเยี่ยมของระบบพหุภาคีระดับโลกนี้ ไม่ได้ให้ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นมันจึงต้องเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม มันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงอย่างแน่นอน หากประเทศเหล่านั้นที่แบ่งปันค่านิยมพื้นฐาน การสนับสนุนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แนวคิดเรื่องความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน และความปรารถนาที่จะเห็นประชากรของตนเองเจริญรุ่งเรือง ไม่ให้ความร่วมมือ”

 

เขาเชื่อว่าประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี และไทย เป็นหุ้นส่วนโดยธรรมชาติในการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูระบบพหุภาคีระดับโลกนี้

 

โดยการลงทุนในอนาคตของ UN การลงทุนในองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่จัดการกับปัญหาในปัจจุบันและอนาคตอย่างแท้จริงนั้นเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเผชิญร่วมกันในปัจจุบัน คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีองค์กรระหว่างประเทศใดที่ถูกตั้งมาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ และต้องการองค์กรระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่มีความร่วมมือที่ดีขึ้นและเข้มข้นขึ้น

The post ‘5 ยุทธศาสตร์ที่จะไม่เสียใจภายหลัง’ ทางรอดในวันที่ระเบียบโลกไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง https://thestandard.co/thailand-security-dialogue-defense/ Mon, 17 Aug 2026 12:23:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1242975 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงาน Thailand Security Dialogue 2026

วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่ […]

The post รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงาน Thailand Security Dialogue 2026

วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงานสัมมนาทางวิชาการด้านความมั่นคง Thailand Security Dialogue 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก “Defence and Security in an Era of Uncertainty” (การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน) โดย พล.ท. อดุลย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของกองทัพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน ไร้ระเบียบ ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และภัยคุกคามอุบัติใหม่

 

พล.ท. อดุลย์ ระบุว่า ธีมการจัดงานในปีนี้สะท้อนถึงสภาวะความจริงของโลกในปัจจุบันอย่างเด่นชัด ที่ซึ่งความเสี่ยงและความท้าทายด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและไร้ระเบียบมากกว่ายุคใดๆ โดยฉายภาพจากประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ระดับผู้บังคับหน่วยในสนาม ชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 จนถึงระดับผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันว่า “สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของกองทัพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะปรับตัวได้เร็วกว่า มีระบบคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่แม่นยำกว่า รวมถึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในชาติได้มากกว่า” พร้อมย้ำว่าการป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่อาจเป็นภารกิจของกองทัพเพียงลำพัง แต่คือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

 

ในส่วนของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐมนตรีกลาโหมย้ำว่า ความน่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภัยคุกคามที่เรามองเห็น แต่คือภัยที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เช่น สงครามไซเบอร์, สงครามข้อมูลข่าวสาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, อาวุธไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านกำแพงภาษี

 

ดังนั้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่จึงต้องมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามเป็นวิกฤต พร้อมฉายแนวคิดการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “การซื้อความมั่นคง” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถขึ้นเอง” โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรน ระบบไซเบอร์ และดาวเทียม

 

รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่า แม้ซื้ออาวุธที่ดีที่สุด แต่หากใช้ไม่เป็นหรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องก็ไร้ความหมาย ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตจึงต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศชาติได้อะไรกลับมา ไม่ใช่ได้แค่ยุทโธปกรณ์ แต่ต้องได้องค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ พล.ท. อดุลย์ ยังกล่าวถึงการวางตัวและรักษาสมดุลด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน

 

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการกล่าวเปิดงาน พล.ท. อดุลย์ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับโครงการสร้างพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างคอคอดกระและแลนด์บริดจ์ในอดีต โดยระบุเป็นมุมมองส่วนตัวว่า หากไทยจะผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่อาจกลายเป็นเวทีแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ สิทธิในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องเป็นของประเทศไทยเองอย่างมีเอกราช โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำหรือข้อจำกัดจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ช่วงท้าย รัฐมนตรีกลาโหมได้ฝากข้อคิดไว้ถึงความพร้อมของประเทศในการรับมือภัยคุกคามว่า “ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อพบกับภัยคุกคามแล้ว ยังสามารถหยัดยืน ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปข้างหน้าได้”

 

พร้อมกล่าวสรุปว่าความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การสร้างกำลังรบเพื่อเอาชนะในสงคราม แต่คือการสร้างขีดความสามารถของประเทศในทุกมิติ ทั้งกองทัพ รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พร้อมรับมือและอยู่รอดได้ในโลกที่ไร้ระเบียบ

 

สำหรับงาน Thailand Security Dialogue 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 สิงหาคม 2026 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ ถือเป็นเวทีหารือยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาคที่สำคัญ จัดโดยสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) มีผู้เข้าร่วมทั้งผู้นำเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ ผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศต่างๆ และนักวิชาการด้านความมั่นคง

The post รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>