ใครมาบ้านปาร์คนายเลิศครั้งแรก เรามั่นใจว่าต้องชอบบรรยาก […]
The post TASTE: École Ducasse Café คาเฟ่ฝรั่งเศสในสวนสีเขียว ที่มาพร้อมเมนูขนมไม่ธรรมดาทั้งหน้าตาและรสชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครมาบ้านปาร์คนายเลิศครั้งแรก เรามั่นใจว่าต้องชอบบรรยากาศสวนสีเขียวใจกลางเมืองกันทั้งนั้น แถมตอนนี้ด้านในยังมีคาเฟ่แห่งใหม่ที่ไม่ธรรมดามาเปิด รอทุกคนแวะไปนั่งเล่นจิบกาแฟ แวะดื่มชาด้วยกันได้
พร้อมลิ้มรสขนมสไตล์ฝรั่งเศสอบใหม่ทุกเช้า ส่งตรงจากห้องอบขนมชั้นบนที่เปิดเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารหลักสูตรเชฟระดับโลก

คาเฟ่และโรงเรียนสอนทำอาหาร École Ducasse (เอกอล ดูคาส) เปิดอยู่ในตึกเดียวกัน โดยมีเชฟชื่อดังอย่าง Alain Ducasse เป็นเจ้าของหลักสูตร และด้วยความที่สาขาแรกในประเทศไทยดูแลโดยทีมปาร์คนายเลิศ ที่นี่จึงตั้งอยู่บนพื้นที่บ้านปาร์คนายเลิศที่มาพร้อมบรรยากาศร่มรื่น ดูผ่อนคลายกว่าโรงเรียนสอนทำอาหารทั่วไป
ชั้นล่างของสถาบันจึงเปิดเป็นคาเฟ่โปร่งสบายกึ่งกลาสเฮาส์ ออกแบบสไตล์ร่วมสมัย เช่นเดียวกับเมนูขนมสไตล์ฝรั่งเศสหน้าตาสวยงามที่โชว์เรียงรายอยู่ในตู้ ทุกเมนูดูแลโดยหัวหน้าเชฟขนมประจำโรงเรียนที่ลงมือสอนเองในทุกคลาสด้วย
อีกทั้งเรามั่นใจว่าหลายเมนูจะมีให้ชิมเฉพาะที่คาเฟ่นี้แน่นอน

มาถึงเราก็ถูกดึงดูดด้วยขนมอบสีเหลืองสวยในตู้ก่อนใคร อยากให้ทุกคนลองสั่ง Croissant (100 บาท) ของที่นี่มากินดู เพราะนอกจากเป็นสไตล์ฝรั่งเศสแท้ มีเนื้อนุ่มๆ ให้กัด ไม่กรอบร่วนปลิวไปทั้งชิ้น ร้านจะเสิร์ฟมาพร้อมเนยชั้นดี และ ‘แยมคาราเมล’ หวานกลมกล่อมที่ทำเอง

Quiche (180 บาท) เป็นอีกเมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาช่วงเย็นต้องอด เพราะเป็นเมนูขายดีและเปลี่ยนไส้ไปตามวัน อย่างในวันที่เราไปได้ชิมเป็นไส้เบคอนชีส ก่อนเสิร์ฟจะอบร้อนๆ ให้กินกรอบๆ
นอกจากคีชยังมี Croque Monsieur (180 บาท) ชีสแซนด์วิชสไตล์ฝรั่งเศสให้ลองอีก ซึ่งทุกเมนูของคาวจะมาพร้อมสลัด

กาแฟของร้านจะเน้นเมนูคลาสสิก มีเมล็ดคั่วกลางให้เลือก 2 แบบ คือ โทนช็อกโกแลตและโทนฟรุตตี้ เมนูที่ต้องลองคือ Dirty (160 บาท) มีความพิเศษตรงใช้นมผสมครีม ดื่มแล้วมีความครีมมี่ หวานเบาๆ เข้ากับขนมอบพอดี
สำหรับคนชอบดื่มชา ชาสมุนไพรออร์แกนิก (180-200 บาท) ของที่นี่จะใส่ดอกไม้กินได้และน้ำแข็งรสเดียวกับชามาให้ด้วย เพราะฉะนั้นดื่มจนหมดรสชาติก็ยังไม่จาง
แต่ถ้าใครอยากได้ความสดชื่นมากกว่านั้น ให้จิ้มเมนู Rose Yuzu (220 บาท) เป็นเครื่องดื่มปั่นท็อปไอศกรีมยูซุ เหมาะกับวันร้อนๆ ที่สุด

มาถึงขนมที่เป็นไฮไลต์ เนื่องจากเป็นสถาบันสอนทำอาหารและขนม แต่ละเมนูจะดูธรรมดาได้อย่างไร เริ่มจาก Forêt Noire (220 บาท) เค้กแบล็กฟอเรสต์ที่ทำใหม่ให้ดูทันสมัย ด้วยการทำให้อยู่ในรูปแบบทาร์ตที่ด้านล่างเคลือบช็อกโกแลต

เมนูโปรดที่เราจะกลับไปกินซ้ำคือ Intense (240 บาท) เค้กช็อกโกแลตเข้มข้นสำหรับ Chocolate Lover เพราะทุกองค์ประกอบทำจากช็อกโกแลต และมาในรูปร่างของทาร์ตเช่นกัน
แต่ถ้าใครชอบความเปรี้ยวหวานมากกว่าก็มี Tarte aux Fraises (220 บาท) ทาร์ตสตรอว์เบอร์รี่ที่ใส่เนื้อสตรอว์เบอร์รีสด แนะนำจับคู่กับชาหอมๆ เป็นของว่างมื้อบ่ายได้เลย
แต่ละชิ้นเหมาะสำหรับหนึ่งคน ใครจะสั่งหลายอย่างมากินด้วยกันก็เป็นไอเดียที่ดี

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.00-18.00 น.
Address: บ้านปาร์คนายเลิศ ซอยสมคิด (ด้านหลังเซ็นทรัลชิดลม)
Facebook: École Ducasse – Bangkok Studio
Budget: 500-1,000 บาท
Map: https://goo.gl/maps/vadVg9bQCPE8ncA3A
The post TASTE: École Ducasse Café คาเฟ่ฝรั่งเศสในสวนสีเขียว ที่มาพร้อมเมนูขนมไม่ธรรมดาทั้งหน้าตาและรสชาติ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าเรียกว่าเป็นซีซันสองของ ASOK Pi SHOP ก็คงจะไม่ผิด เพ […]
The post TASTE: Chenin ก้าวที่สองของ ASOK Pi SHOP ต่อยอดเมนูอาหารตะวันตกและรังสรรค์ใหม่เพื่อให้แกล้มไวน์ได้อร่อยกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าเรียกว่าเป็นซีซันสองของ ASOK Pi SHOP ก็คงจะไม่ผิด เพราะหลังจากที่ร้านประกาศปิดชั่วคราวเพื่อย้ายทำเล (ซึ่งไม่ไกลจากเดิมเท่าไรนัก) เราก็เห็นอัปเดตเป็นระยะๆ ผ่านอินสตาแกรม จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่ไถไอจีอยู่ก็เจอโพสต์ๆ หนึ่ง ซึ่งตอนแรกนึกว่าเผลอกดฟอลโลว์แอ็กเคานต์แปลกๆ ไปตอนไหน จนเมื่อกดเข้าไปส่องโปรไฟล์ก็พบว่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ ASOK Pi SHOP เจ้าเก่านั่นเอง แต่มาด้วย Alter Ego ใหม่ในชื่อ Chenin หากเดาจากชื่อก็คิดว่าคงต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวพันกับไวน์แน่นอน ใช่แล้ว Chenin นิยามตัวเองว่าเป็นไวน์บาร์ที่ทำกับแกล้มและอาหารสุดจริงจัง และทำเลใหม่อยู่ไม่ไกลจากทางแยกในซอยสุขุมวิท 31 นี่เอง

ตัวร้านอยู่ภายในตึกแถวระหว่าง Alonetogether กับโรงแรม The Quarter Phromphong เมื่อเดินเข้ามาชั้นล่างจะพบกับ Pach Bar ค็อกเทลและสาเกบาร์ที่โดดเด่นด้วยไฟนีออนสีเขียวแกมฟ้า ให้ตรงไปที่บันไดด้านในเกือบสุดแล้วขึ้นมาที่ชั้นสองแล้วจะพบกับ Chenin


ไวน์บาร์แห่งนี้มาในมู้ดสลัวชวนจิบ มีโต๊ะและโซฟาแบบหลวมๆ ไม่แออัด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าโดดเดี่ยวเกินไป มีไวน์ลิสต์จริงจังที่เน้นเนเชอรัลไวน์เป็นหลัก ส่วนอาหารมีทั้งของกินเล่นไปจนถึงเมนคอร์สจริงจัง จากที่พลิกเมนูคร่าวๆ รู้สึกว่าหลายจานต่อยอดมาจากคลาสสิกเมนูจากฟากตะวันตก ที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อังกฤษ และอีกหลายๆ ชาติ โดยเมนูจะเปลี่ยนทุกสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและความคิดสร้างสรรค์ของเชฟและทีม

Hasselback Potato (280 บาท) เมนูกินเล่นแบบเรียบร้อย มันฝรั่งฝานชิ้นบางๆ โปะด้วยครีมสดและไข่ปลาเทราต์ เต็มปากเต็มคำด้วยรสเปรี้ยว เค็ม และมัน แล้วต่อด้วย Umeboshi Boquerones (350 บาท) เมนูนี้ได้ไอเดียจากอาหารสไตล์ทาปาสแบบสเปน เป็นขนมปังย่างท็อปด้วยปลาซาร์ดีนและแอนโชวีกับบ๊วยดอง

Puffed Pork Skin (380 บาท) อีกหนึ่งอาหารกินเล่นที่เหมือนได้ไอเดียมาจาก Chicharrón หนังหมูทอดกรอบคล้ายข้าวเกรียบ จิ้มกับพาร์เฟต์ฟัวกราส์เนื้อนุ่มเบาแต่รสเข้มข้นตับบด

เมนูฝรั่งเศสคลาสสิกที่ถูกมัดรวมสองวัตถุดิบไฮไลต์อย่างขากบและหอยทากฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน Frog Legs & Escargot Ragu (420 บาท) ขากบชุบแป้งทอดกับรากูหอยทาก ตัวรากูสีเขียวทำจากหอยทากฝรั่งเศส พาร์สลีย์ปั่นกับเนย เคเปอร์ และกระเทียม ราดซอสพริกเผา

Burrata & Sourdough (450 บาท) จานนี้มัดรวมบูราตาชีสที่ชอบ เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศ Salsa Verde ซอสเขียวแบบเม็กซิกัน และขนมปังซาวโดวจ์ ท็อปด้วยดอกซูกินี กินทั้งหมดพร้อมกัน โอเค อร่อย

Blood Pudding (470 บาท) เมนูอังกฤษดั้งเดิมก็ถูกหยิบยกมานำเสนอใหม่ หลายคนอาจไม่กล้ากินเพราะชื่อ แต่เราอยากให้ลองเปิดใจ เพราะที่ Chenin ทำออกมาได้ละมุนและสัมผัสนุ่มกว่าต้นตำรับ กินแล้วเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างเทอร์รีนกับปาเต๊ะ แถมยังมีไข่แดงดองท็อปมาด้วย ขยี้ไข่แดงกินพร้อม Blood Pudding ยิ่งกินยิ่งเพลิน

ขยับมาที่จานรสหนักขึ้นบ้าง Bone Marrow & Hazelnut Curry (580 บาท) ปกติไขกระดูกมักจะเสิร์ฟพร้อมขนมปัง แต่ที่นี่มาพร้อมแกงกะหรี่ถั่วเฮเซลนัทเพื่อตัดความมันจากไขกระดูก ใครจะไปคิดว่าสองสิ่งนี้มันช่างเข้ากันอย่างเหลือเชื่อ

ถึงเมนคอร์ส เราเลือก Crab Paella (950 บาท / 2 คน หรือ 1,350 บาท / 3-4 คน) เพื่อมาแบ่งกันกิน ข้าวขอบกระทะให้ความหนึบและกรอบไหม้กำลังดี เนื้อปูเน้นๆ แค่สององค์ประกอบนี้ก็ทำเอาฟินได้แล้ว

ปิดท้ายด้วยของหวาน Maple Syrup Tart (320 บาท) ไม่มีอะไรมากไปกว่าแป้งทาร์ตอบกรอบที่ชุ่มไปด้วยเมเปิ้ลไซรัปโปะด้วยวิปครีม ถึงจะดูไม่มีอะไร แต่ได้ชิมแล้วระวังติดใจ หรือจะเป็น Mandarin Popcorn (380 บาท) ของหวานที่มีรส Savory แทรกเข้ามาด้วย เพราะมีส่วนผสมของไวท์ช็อกโกแลต กรานิตาส้มแมนดาริน และเกล็ดป๊อปคอร์น ปิดท้ายมื้อแบบแฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน
Chenin
Open: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 18.00-23.00 น.
Address: 29/4 ซอยสุขุมวิท 31
Budget: 1,000-2,000 บาท
Tel: 06 1140 0444
Website: https://instagram.com/chenin.bkk
Map:
The post TASTE: Chenin ก้าวที่สองของ ASOK Pi SHOP ต่อยอดเมนูอาหารตะวันตกและรังสรรค์ใหม่เพื่อให้แกล้มไวน์ได้อร่อยกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
นึกถึงร้านอาหารเช้าถึงสายใจกลางสยามก็มีไม่เยอะจริงๆ นั่ […]
The post TASTE: Dosan Dalmatian ร้านมื้อสายลายจุดจากกรุงโซล บินมาเสิร์ฟไวบ์เก๋ๆ กับเมนูจัดเต็มให้แล้วที่สยาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
นึกถึงร้านอาหารเช้าถึงสายใจกลางสยามก็มีไม่เยอะจริงๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะร้านที่มาพร้อมบรรยากาศดี อาหารจานใหญ่ และมุมสวยๆ ให้ชวนกันไปนั่งเล่นถ่ายรูปได้ พร้อมกินมื้อแรกของวันไปด้วย
‘Dosan Dalmatian’ เป็นร้านมื้อสายที่กำลังโด่งดังมากแห่งหนึ่งจากย่านอัพกูจอง เขตกรุงโซล ที่นั่นออกแบบตกแต่งคล้ายบ้านในแถบยุโรปชนบท มาพร้อมโทนสีอุ่น มีเก้าอี้และโต๊ะไม้ให้นั่งทั้งกลางแจ้งและในร่ม แถมมีน้ำพุลอยดอกไม้สีสดใสเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ด้วย ถ้าใครเห็นรูปมุมนี้บนอินสตาแกรม จะรู้ทันทีเลยว่าที่นี่คือร้านมื้อสาย Dalmatian ที่มีน้องหมาลายจุดเป็นสัญลักษณ์

ร้านมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยอยู่ที่สยามสแควร์ ความพิเศษกว่าสาขาออริจินัลอยู่ตรงมีหลายเมนูใหม่ที่เสิร์ฟเฉพาะที่นี่เท่านั้น และมีของหวานจากแบรนด์เบเกอรีเกาหลี Mama Mia รวมอยู่ในเล่มเมนูด้วย
ส่วนบรรยากาศที่นี่จะแตกต่าง ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าดัลเมเชียนในเมืองมากกว่า เพราะร้านอยู่ในตึก 4 ชั้นที่ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ มีดาดฟ้าชั้นบนให้ขึ้นไปถ่ายรูปน้ำพุ หรือแวะมานั่งจิบไวน์ชมวิวใจกลางเมืองตอนเย็นได้

อาหารที่นี่จานค่อนข้างใหญ่และเป็นบรันช์กลิ่นอายเกาหลี เราเชื่อว่าหลายๆ เมนูแบ่งกินด้วยกันได้ 2-3 คนเลย เริ่มตั้งแต่ซิกเนเจอร์ประจำร้าน Dalmatian Breakfast (490 บาท) จานมื้อเช้าที่รวมขนมปัง ไข่ ไส้กรอก เบคอน อะโวคาโด และเห็ดผัดมาให้
แต่ถ้าใครอยากได้มื้อแรกของวันที่ดูเบาขึ้นมาหน่อย แนะนำเป็น Truffle Aioli Pancake (290 บาท) แพนเค้กซอสการ์ลิกทรัฟเฟิลกับไข่ดาว 2 ฟอง และมีไซรัปมาให้ราดเพิ่มความหวานด้วย แล้วอย่าลืมสั่ง Dalmatian Choco (150 บาท) ที่ห้ามพลาดมาดื่มคู่กัน เพราะทั้งสองอย่างเข้ากันได้ดีเลยล่ะ

ส่วนเมนูพิเศษที่เสิร์ฟเฉพาะสาขาสยามเท่านั้นก็คือ สเต๊กเนื้อเกาหลี (1,490 บาท) และ สเต๊กหมูน้ำผึ้งโคชูจัง (420 บาท) ทั้งสองเมนูมาพร้อมผักสลัดและเฟรนช์ฟรายส์ แต่สำหรับเมนู แพนเค้กกิมจิ (360 บาท) และ ข้าวผัดกิมจิ (360 บาท) ที่ร้านครีเอตขึ้นมาใหม่เพื่อสาขานี้เช่นกัน เราแนะนำว่าเป็นเมนูต้องลอง เพราะกินสนุกและแปลกใหม่ดี

นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสต้า โทสต์ และสลัดอีก เช่น พาสต้ากุ้งย่างซอสโรเซ่ (680 บาท) เมนูนี้ปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทยนิดหน่อย เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจถ้าชิมแล้วมีความเผ็ดร้อนมากกว่า หรือเมนูอื่นๆ อีกก็มี พาสต้าซูกินีหอยลายและหอยตลับ (420 บาท), สลัดอะโวคาโดอกไก่ (440 บาท), Cheese Sandwich (350 บาท)

ของหวานที่ต้องสั่ง เริ่มจากซิกเนเจอร์จากสาขาต้นตำรับ Crunchy French Toast with Fresh Berries (470 บาท) เป็นโทสต์มะพร้าวกรอบและเบอร์รีที่มาพร้อมซอสเบอร์รีเปรี้ยวนิดๆ มีซอสนมมาให้ราดเพิ่มความหวานด้วย หลายคนกินแล้วติดใจน่าดู
เช่นเดียวกับอีกเมนูที่คนชอบช็อกโกแลตอย่างเรารักมาก Chocolate Mousse (260 บาท) เป็นมูสช็อกโกแลตเนื้อร่วนฟัดจ์ รสชาติหวานน้อย มาพร้อมวิปครีมหวานๆ หอมๆ ด้านบน เชื่อว่าทุกคนต้องชอบเหมือนกันแน่ๆ

แล้วยังมีเมนูอื่นๆ อย่าง Chocolate Banana (260 บาท) หรือ Fruit Yogurt (370 บาท) และ Strawberry Pancake (420 บาท) ให้ลองอีกนะ แต่ละเมนูเสิร์ฟมาชิ้นใหญ่ เราว่าต้องแบ่งกินด้วยกันถึงจะหมด หรือใครแวะมากินอาหารครั้งหนึ่ง มากินขนมครั้งหนึ่งก็เป็นความคิดที่ดีเลย

ตอนนี้ร้านเปิดแบบ Soft Opening สามารถเดินไปนั่งได้เลย ไม่ต้องจองโต๊ะ แล้วหากเปิดเต็มรูปแบบเมื่อไร (ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่ 08.00-01.00 น.) แถมในอนาคตจะเปิดเป็นไวน์บาร์มื้อเย็นอย่างเต็มรูปแบบด้วย ต้องรอติดตาม
ภาพ: ฐิติวัตน์ สุกใส
Open: เปิดทุกวัน เวลา 11:00-00:00 น. (หลังช่วง Soft Opening เปิดเวลา 08.00-01.00 น.)
Address: สยามสแควร์ซอย 7
Facebook: dalmatianth
Budget: 1,000-2,000 บาท
Map: https://goo.gl/maps/Mbvf4YKgyDwMtZnH9
The post TASTE: Dosan Dalmatian ร้านมื้อสายลายจุดจากกรุงโซล บินมาเสิร์ฟไวบ์เก๋ๆ กับเมนูจัดเต็มให้แล้วที่สยาม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่ใครสักคนจะออกเดินทางเพื่อตามหา […]
The post TASTE: Sip & Travel ชวนบินไปจิบค็อกเทลท้องถิ่นที่ Teens of Thailand อุดรธานี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่ใครสักคนจะออกเดินทางเพื่อตามหาร้านอาหารอร่อย แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมออกเดินทางเพื่อไปจิบ (แน่นอนว่าเมาไม่ขับ) เพราะเดี๋ยวนี้วัฒนธรรมการดื่มของคนไทยแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เรายอมเสียเวลาเดินทางในเมืองหลวงเพื่อไปบาร์จิบค็อกเทลแก้วโปรดหรือเนเชอรัลไวน์ ไหนๆ แล้วลองหาเวลาสักวันสองวันหาข้ออ้างจัดทริปไป Sip & Travel ที่จังหวัดอุดรธานีบ้าง เพราะตอนนี้ Teens of Thailand จับมือกับเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เปิดสาขาที่สองนอกกรุงเทพฯ ที่หน้าโรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ อุดรธานี

Teens of Thailand สาขานี้มาในรูปแบบโอเพนแอร์ ตั้งอยู่หน้าโรงแรม โดดเด่นด้วยกำแพงอิฐแดงเพนต์ลวดลายโดยศิลปินเจ้าเดียวกับที่ฝากฝีมือไว้ที่ Teens of Thailand สาขากรุงเทพฯ Asia Today หรือแม้กระทั่ง Untitled บาร์ใหม่ล่าสุดใจกลางทองหล่อ เราแนะนำให้นั่งหน้าบาร์เพื่อประสบการณ์จิบที่ดีที่สุด

เมนูค็อกเทลที่นี่ยังคงยึดโยงกับ Teens of Thailand สาขากรุงเทพฯ ทั้งตัว Signature G&T ไปจนถึงตัวเลือกจินกว่า 50 ฉลากสำหรับคอจินและสายค็อกเทล นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษที่หาจิบได้เฉพาะสาขานี้ ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกัน 4 แก้ว และทางร้านจะเปลี่ยนเมนูพิเศษไปเรื่อยอยู่แล้ว ก็สามารถดริงก์ได้ที่นี่เช่นเดียวกัน เพราะร้านไม่ได้มีเฉพาะจินอีกต่อไป ที่นี่มีตัวเลือกแอลกอฮอล์ที่หลากหลายขึ้น และยังมีบริการ Bottle Service สำหรับขาประจำที่หากจิบไม่หมดก็ฝากร้านไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาจิบวันหลังก็ได้

มาทั้งทีอยากให้จิบหมวด Seasonal Drinks กันก่อน โดยค็อกเทลหมวดนี้เบสด้วยจินทั้ง 4 แก้ว ตามแบบฉบับ Teens of Thailand เริ่มต้นด้วย Popcorn Star (320 บาท) ใช้จินที่อินฟิวส์กับป๊อปคอร์น เติมรสชาติด้วยไวน์ เกรปฟรุต มะม่วง มะนาว และโซดา เหมาะสำหรับจิบคู่อาหารหรือกับแกล้มกินเล่น

แล้วค่อยต่อด้วย Fizz Me Up (320 บาท) ที่ใช้จินเก๊กฮวยผสมน้ำผึ้งป่าและโทนิกรสส้มซ่า ให้ความสดชื่นและจิบยาวได้ทั้งคืน

Strawberry Bikini (320 บาท) แก้วนี้ให้รสเปรี้ยวเค็ม เพราะมีทั้งสตรอว์เบอร์รีจินและ Salted Honey จิบแรกอาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่เมื่อจิบต่อไปเรื่อยๆ รับรองติดใจแน่นอน

Teens of Thai Tea (320 บาท) จินรสชาไทยผสมเหล้าเชอร์รีและผลไม้ตระกูลซิตรัส แม้ชื่อจะเป็นชาไทยแต่รสชาติก็ไม่ได้หวานเจี๊ยบ ในทางกลับกันให้ความสดชื่นและจะจิบเดี่ยวๆ หรือจับคู่อาหารก็ได้ทั้งนั้น

นอกจากเมนูซิกเนเจอร์และเมนูพิเศษแล้ว ยังมีลิสต์ค็อกเทลรัมเบสที่ Teens of Thailand ภูมิใจเสนอ เพราะเป็นรัมสัญชาติไทยจากจังหวัดหนองคาย ทำขึ้นจากน้ำอ้อยคั้นสด คุณภาพดีคับแก้ว สายรัมรับรองถูกใจแน่นอน แนะนำให้เริ่มจากตัวดื่มง่ายๆ ก่อน อย่าง Issan Coco (320 บาท) ที่มีเพียงรัมกับน้ำมะพร้าวสด แค่นี้ก็ได้รสชาติดีเยี่ยมแล้ว

อีกหนึ่งสิ่งที่ Teens of Thailand สาขาอุดรธานีแตกต่างจากกรุงเทพฯ คือกับแกล้มและอาหาร เพราะฉะนั้นสามารถนั่งที่นี่ได้เรื่อยๆ มื้อเย็นแล้วรวบยาว นั่งชิลยาวไปจนถึงเที่ยงคืนก็ยังได้ ของกินเล่นที่รสชาติไม่เล่นๆ ต้องสั่ง ปีกไก่ยัดไส้ข้าวจี่ (165 บาท) ปกติเรามักจะกินไก่ทอดกับข้าวเหนียวกันอยู่แล้ว แน่นอนว่าหากกินแบบกับแกล้ม การจะหยิบข้าวเหนียวคำไก่ทอดคำก็ดูไม่สะดวก ด้วยเหตุนี้เชฟเลยปรับข้าวเหนียวเป็นข้าวจี่แล้วยัดเข้าในปีกไก่ไปเลย กินก็ง่าย แถมยังอร่อยแบบต้องสั่งเบิ้ลด้วย

เนื้อทอดกับคอหมู เมนูยอดนิยมที่ใครไปร้านเหล้าก็มักจะต้องสั่ง ที่นี่ก็มีเหมือนกัน เนื้อทอดขี้เหล้า (135 บาท) เนื้อวัวติดมันเล็กน้อยทอดจนแห้ง คั่วพร้อมใบมะกรูดและกระเทียม โรยพริกสดกับมะนาว เผื่อใครอยากได้รสจัดจ้านขึ้นก็ปรุงเพิ่มได้ตามชอบ ส่วน คอหมูย่างทาเระอีสาน (230 บาท) เพิ่มความอร่อยให้คอหมูย่างด้วยการนำไปทาซอสทาเระเคลือบทั่วชิ้นก่อนจะเสียบไม้ย่าง เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ดและผักสด

อีกกับแกล้มจานเด็ดที่ไม่อยากให้พลาดคือ โลบะ (140 บาท) เป็นเครื่องในหมูทอดกรอบและแห้งจนเกือบเกรียม ครบเครื่องทั้งตับ ไส้ตัน กึ๋น และหูหมู กินคู่น้ำจิ้มโลบะสูตรเฉพาะ หรือจะครอสโอเวอร์ไปจิ้มแจ่วก็อร่อยไปอีกแบบ

ถ้าจะฝากท้องที่นี่ ลองสั่ง คาร์โบนาร้า (340 บาท) สปาเกตตีคาร์โบนาราแบบทั่วไปที่เพิ่มความนัวด้วยการผสมปลาร้าเข้าไปด้วย หรือจะเป็น พาสต้าไส้กรอกอีสาน (180 บาท) ที่ต่อยอดมาจากโบโลเนส แต่เปลี่ยนจากหมูบดเป็นไส้กรอกอีสานแทน
Open: ทุกวัน เวลา 17.00-00.00 น.
Address: หน้าโรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ อุดรธานี
277/1-3 ถนนประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
Budget: 1,000-2,000 บาท
Tel: 0 4234 3555
Website: https://instagram.com/teens_of_thailand
Map:
The post TASTE: Sip & Travel ชวนบินไปจิบค็อกเทลท้องถิ่นที่ Teens of Thailand อุดรธานี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่ตามติดโซเชียลมีเดีย คงต้องเห็นผ่านตากันบ้างกับรูป […]
The post TASTE: WOLF984 ไฟน์ไดนิ่งที่ไม่เสิร์ฟเทสติ้งเมนู แต่ชวนให้ทุกคนเลือกจานที่อยากกินแล้วรังสรรค์เป็นดินเนอร์ตามแบบฉบับตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่ตามติดโซเชียลมีเดีย คงต้องเห็นผ่านตากันบ้างกับรูปคนถ่ายคู่พระจันทร์ดวงใหญ่ มุมมหาชนที่ตั้งอยู่กลางร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านนราธิวาสราชนครินทร์ ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง WOLF984 ร้านไฟน์ไดนิ่งที่ไม่เสิร์ฟเป็นเทสติ้งเมนู แต่ชวนให้ทุกคนเลือกเมนูโปรดแล้วรังสรรค์เป็นดินเนอร์ตามแบบฉบับของตัวเอง

WOLF984 ชื่อนี้มาจากหมาป่าที่มีพฤติกรรมรวมกลุ่มและมักออกล่าเป็นฝูง ซึ่งเป็นแนวคิดการทำงานของเชฟและทีมครัวที่ร้าน โดยเสาะแสวงหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละฤดูกาล และทำอาหารแต่ละจานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารที่น่าประทับใจ


ด้วยความที่มาในคอนเซปต์หมาป่า บรรยากาศในร้านจึงมาในโทนสีดำเสมือนป่าในยามค่ำคืน ซึ่งเมื่อกระทบกับพระจันทร์ดวงใหญ่กลางร้านแล้วยิ่งดูอบอุ่นและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ตัวร้านเป็นบ้านเล่นระดับสองชั้นครึ่ง โดยมีโซนรับประทานอาหารอยู่ชั้นล่างและชั้นบน ส่วนชั้นลอยเป็นครัวเปิด ทั้งนี้ นอกจาก Moon Room ซึ่งเป็นโซนยอดฮิตเพราะเห็นครัวและดวงจันทร์แล้ว ทางร้านเพิ่งจะเปิดโซนใหม่อยู่ด้านล่างในชื่อ Luna Room ห้องสีดำสนิท บุผนังด้วยไม้เผาจากญี่ปุ่น และมีดวงจันทร์อยู่เหนือโต๊ะอาหารด้านในสุด

อาหารของ WOLF984 เป็นไฟน์ไดนิ่งที่เน้นอาหารยุโรปสมัยใหม่ พร้อมแฝงกลิ่นอายญี่ปุ่นและเอเชียนในแต่ละจาน ใช้วัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาลจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศส เมนูโดยรวมของร้านหากเรียกว่าเป็น Carte Blanche ก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากอาหารจะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบแต่ละวันและอิงตามฤดูกาลเป็นหลัก

เราแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Oyster “Boudeuse” (2 ตัว 395 บาท / 4 ตัว 775 บาท / 6 ตัว 1,155 บาท) หอยนางรมสดตัวเล็กแต่รสชาติดีที่สุด เพราะมีทั้งรสหวาน นุ่ม ลื่น และสดชื่น เมื่อเรียบร้อยแล้วค่อยตามด้วย Foie Gras & Blueberry (2 ชิ้น 590 บาท) เมนูกินเล่นขนาดพอดีคำ ชั้นล่างสุดเป็นขนมปังบริยอชทาบราวน์บัตเตอร์แล้วจี่ไฟอ่อนๆ ท็อปด้วยฟัวกราส์เทอร์รีนกับชัตนีย์หอมแดงผสมไวน์แดง ด้านบนมีบลูเบอร์รีกับอิตาเลียนเมอแรงก์ เรียกได้ว่าเต็มและครบรสในคำเดียว

อีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่คือ Uni Toast (1,990 บาท) ขนมปังซาวโดวจ์เคลือบซอสไข่ดองเพื่อเชื่อมรสชาติกับอูนิ และสำหรับอูนิ เชฟเลือกใช้อูนิ Kaneyo Daigokujo เกรดดีที่สุดจากฮอกไกโด ให้รสหวานละมุนแถมนุ่มลิ้นเหมือนคัสตาร์ด แม้ราคาสูง แต่หากเป็นโอกาสพิเศษเราก็อยากให้คุณได้ลิ้มลองด้วยตัวเองสักครั้ง (เพิ่มคาเวียร์ 5 กรัม 695 บาท)

หากเป็นสายเนื้อ Wagyu Beef Tartare (790 บาท) ก็เป็นอีกหนึ่งจานที่ไม่ควรข้าม เนื้อออสเตรเลียนวากิวสับละเอียดคลุกเคล้าเครื่องสูตรเฉพาะ โรยหน้าด้วยหอมเจียวกรอบๆ และไข่ดอง รับประทานพร้อมข้าวเกรียบก็ยิ่งฟิน

วัตถุดิบประจำฤดูกาลช่วงนี้ เชฟนำเสนอปลาคิงกิ (Kinki) และปูหิมะ (Seko Kani) สำหรับ Kinki (Half 2,190 บาท / Whole 4,290 บาท) เป็นปลาทะเลน้ำลึกจากฮอกไกโด ขึ้นชื่อเรื่องรสสัมผัสและไขมันแทรกค่อนข้างสูง เชฟนำซีอิ๊วผสมน้ำส้มสายชูที่เอจไว้กว่า 50 ปี ทาเคลือบปลาทั้งตัว จากนั้นย่างถ่านสไตล์ญี่ปุ่นจนสุกกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกัวคาโมเลกับมะเขือเทศสดและสลัดผัก สัมผัสแรกที่รับประทานจะพบกับความนุ่มและเนื้อหวานปนมันของปลาคิงกิ ขณะเดียวกันหนังปลาก็มีความกรอบและฉ่ำรสซีอิ๊วจนต้องกินเกลี้ยงทั้งตัว

สำหรับปูหิมะ สามารถเลือกรับประทานได้ 3 เมนู แนะนำ Seko Gani Pasta Spicy Bisque Sauce (2,190 บาท) พาสต้าเส้นสด คลุกเคล้าในซอสสไปซีบิสค์ซึ่งทำจากเปลือกล็อบสเตอร์ เสิร์ฟพร้อมปูหิมะซึ่งเป็นปูไข่ ส่งตรงจากฮอกไกโด และหารับประทานได้เฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-ต้นมกราคมเท่านั้น เชฟนำปูหิมะต้มในน้ำคอมบุเพื่อรักษารสธรรมชาติของปูและเพิ่มรสอูมามิ จากนั้นปรุงรสด้วยโทซาสึ ซอสที่เบสด้วยน้ำส้มสายชูที่เจือกับคัตสึโอะดาชิ ชิโระโชยุ และมิริน โดยเสิร์ฟบนกระดองปูแยกกับพาสต้า แล้วค่อยมาเทคลุกกับพาสต้าบนโต๊ะอาหาร

นอกจากพาสต้าปูหิมะแล้ว ถ้าติดใจรสหวานของเนื้อปู แนะนำ Crab & Caviar Parfait (1,290 บาท) สลัดมะเขือเทศกับองุ่นไชน์มัสคัตและอะโวคาโด ท็อปด้วยคาเวียร์และเนื้อปูเน้นๆ ตักกินแกล้มพาสต้าก็เพลินดีเหมือนกัน

ส่งท้ายมื้อก่อนกลับบ้านด้วย Woof Woof! Honey Toast (490 บาท) ของหวานซิกเนเจอร์ประจำ WOLF984 เป็นเฟรนช์โทสต์ผสมคัสตาร์ด โรยบราวน์บัตเตอร์ครัมเบิล โปะไอศกรีมรสเกลือกับนมข้น ราดด้วยน้ำผึ้งและทรัฟเฟิลขูด ตักทุกอย่างรับประทานพร้อมกันเพื่อความอร่อย
WOLF984
Open: ทุกวัน เวลา 17.00-22.00 น.
Address: 984 ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 แยก 7
Budget: 3,000-5,000 บาท
Tel: 08 0939 4973
Website: www.instagram.com/984wolf
Map:
The post TASTE: WOLF984 ไฟน์ไดนิ่งที่ไม่เสิร์ฟเทสติ้งเมนู แต่ชวนให้ทุกคนเลือกจานที่อยากกินแล้วรังสรรค์เป็นดินเนอร์ตามแบบฉบับตัวเอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชฟใหญ่ชาวฝรั่งเศส อาร์โน ดูนัง เคยบอกกับเราตั้งแต่เจอก […]
The post TASTE: ร้านอาหารฝรั่งเศสมื้อสายจรดค่ำ ‘Alpea’ เสิร์ฟรสชาติจากแคว้นซาวอยให้ชิมในบรรยากาศอบอุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เชฟใหญ่ชาวฝรั่งเศส อาร์โน ดูนัง เคยบอกกับเราตั้งแต่เจอกันครั้งก่อนว่า อยากให้ทุกคนตั้งตารอร้านชำควบร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ ของเขาที่ชื่อว่า ‘Alpea’ เพราะจะเปิดในพื้นที่เดียวกับ Maison Dunand ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งสไตล์ฝรั่งเศสที่เชฟเพิ่งคว้าดาวมาประดับได้สำเร็จ
ทว่าร้านชำมื้อสายจะมีบรรยากาศชิลกว่า มาพร้อมเมนูอาหารจานอะลาคาร์ต ไวน์ และวัตถุดิบที่คุณแวะมาซื้อได้ตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นโคลด์คัต ชีส ขนมอบ ขนมปัง ไปจนถึงเครื่องปรุงที่เชฟเลือกใช้

ร้านแบ่งพื้นที่เป็น 2 ชั้น เริ่มจากด้านล่างเป็น Grocery ร้านชำขายวัตถุดิบที่เปิดให้ทุกคนมานั่งจิบกาแฟกับเบเกอรีเป็นมื้อเช้า หรือชวนกันแวะมานั่งเล่นกินขนมด้วยกันตอนบ่าย

ส่วนชั้นบนเมื่อเดินขึ้นไปจะพบกับอีกบรรยากาศที่หากใครเคยไปนั่งชิมอาหารที่ Maison Dunand อาจสัมผัสได้ว่าคล้ายกันนิดหน่อย ทั้งกำแพงหิน คานไม้ หรือการใช้หนังวัวตกแต่ง
ทว่า Alpea ให้ความรู้สึกผ่อนคลายกว่าและเน้นรสชาติกับเมนูอาหารที่มาจากแคว้นซาวอย สถานที่ที่เชฟอาร์โนเติบโตมา

มาถึงเรื่องอาหาร ทุกเมนูจะเน้นปรุงตามฉบับดั้งเดิม ผสมเทคนิคทำอาหารสมัยใหม่ตามสไตล์เชฟนิดหน่อย และมีให้เลือกตั้งแต่สตาร์ทเตอร์ เครื่องเคียง อาหารจานใหญ่ อาหารทะเล ไปจนถึงขนมหวาน

เชฟอาร์โนบอกว่า เมนูที่เขาอยากให้ทุกคนได้ลิ้มลองก็เริ่มจาก Signature Beef Tartar (980 บาท) เป็นทาร์ทาร์เนื้อวัวผสมสแกลลอปจากรัฐยูทาร์ ด้านล่างเป็นสแกลลอปครีม ท็อปด้วยเมล็ดมัสตาร์ดและขนมปังกรอบ เมนูนี้มาคู่กับชิปส์กรอบๆ กินแล้วเข้ากันดี

Homemade Foie Gras Terrine (880 บาท) เป็นอีกเมนูห้ามพลาดเช่นกัน เพราะเสิร์ฟฟัวกราส์เนื้อเนียนผสมคอนญัก เนื้อสัมผัสครีมมี่ มาให้กินคู่กับขนมปังบริยอชกรอบๆ จานนี้เรากินเพลินไม่รู้ตัวเลยล่ะ และหากใครกลัวความคาว เราว่าเชฟกลบกลิ่นได้เกือบหมด จนให้ความรู้สึกเหมือนกินสเปรดของคาวกับขนมปังเลย

แต่หากใครอยากเริ่มด้วยสตาร์ทเตอร์ร้อนๆ เชฟก็มีอีกเมนูแนะนำ Cheese Fondue Ravioli (780 บาท) ราวิโอลีชีส 4 ชนิดที่เสิร์ฟมาพร้อมซุปใสกับสมุนไพร จานนี้เข้ากันดีกับเครื่องดื่มสีใสจากฝรั่งเศสด้วยนะ
หลังจากนั้นเป็นเมนูกินหนักขึ้นและเหมาะจะสั่งมาแบ่งกินด้วยกัน เชฟให้ลองจานตัวแทนจากทะเลฝรั่งเศสเป็น Mussels Marinières (980 บาท) หอยแมลงภู่จากเขตบริตานีนึ่งไวน์และครีม คนชอบอาหารทะเลอย่างเราไม่มีอะไรจะบ่น
ตามมาด้วย Fish Quenelles (980 บาท) เมนูฝรั่งเศสดั้งเดิมที่คล้ายมูสปลา เพราะนำเนื้อปลาไปบดผสมครีม ก่อนนำมาขึ้นรูปทรงไข่ เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์ขาว ไข่ปลาเทราต์ที่เพิ่มความเค็มและมัน แม้จะแอบเลี่ยนหากไม่มีเครื่องดื่มช่วย แต่เราก็ยังกินจนหมดอยู่ดี

ไฮไลต์ของมื้อนี้คงต้องยกให้ Cantal Farmed Pig (1,350 บาท) หมูสามชั้นเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมความหวานจากแอปเปิ้ล แม้เป็นเมนูที่ดูเรียบง่าย แต่ความหอมและรสชาติไม่ธรรมดาเลยล่ะ

ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Traditional Crêpes Suzette (480 บาท) ที่พนักงานจะเข็นมาทำให้ถึงข้างโต๊ะอย่างร้อนแรง แนะนำให้จับคู่กับไอศกรีมสักลูก (110 บาท) จะสมบูรณ์แบบ หรือใครจะสั่ง Grand Marnier Soufflé (450 บาท) ซูเฟลที่มาพร้อมไอศกรีมวานิลลา มากินปิดท้าย ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับสายหวาน

แต่สำหรับคนตามหาคานาเล่ที่ดีมาหลายร้านอย่างเรา หากกลับมานั่งเล่นที่ร้านนี้อีกจะไม่พลาดสั่ง คานาเล่ (80 บาท) เป็นอันขาด เพราะมองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องกรอบและหอมกลิ่นคาราเมลไรซ์ตามแบบฉบับฝรั่งเศสแน่นอน

Open: เปิดทุกวัน โดยร้านอาหารเริ่มเวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-22.00 น. ร้านของชำเปิดเวลา 10.00-20.00 น.
Address: สาทร ซอย 10
Facebook: https://www.facebook.com/maisondunandbkk
Budget: 1,500-2,000 บาท
Map:
The post TASTE: ร้านอาหารฝรั่งเศสมื้อสายจรดค่ำ ‘Alpea’ เสิร์ฟรสชาติจากแคว้นซาวอยให้ชิมในบรรยากาศอบอุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากร้านศรีตราดผู้เป็นแม่เป็นที่รู้จักเพราะการนำเสนอรสชา […]
The post TASTE: Burapa ชวนเดินทางชิมอาหารไทยภาคตะวันออก ผ่านรสมือลูกชายของศรีตราด appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากร้านศรีตราดผู้เป็นแม่เป็นที่รู้จักเพราะการนำเสนอรสชาติดั้งเดิมของอาหารไทยจากภาคตะวันออก สำหรับรถไฟสาย ‘บูรพา’ ที่ทุกคนจะได้เดินทางไปพร้อมๆ กันนี้ ก็คงน่าสนใจตรงการนำเสนอรสชาติอาหารภาคตะวันออกในรูปแบบใหม่ ที่ใส่ความทันสมัยตำรับลูกชายแม่ศรีตราดเข้าไป เพื่อให้การเดินทางครั้งนี้สนุก แตกต่าง และน่าค้นหามากกว่าเดิม
Burapa Eastern Thai Cuisine เป็นร้านอาหารไทยสมัยใหม่ในซอยสุขุมวิท 11 ด้านในตกแต่งด้วยคอนเซปต์รถไฟแนววินเทจ ชวนทุกคนเดินทางไปภาคตะวันออกผ่านอาหารที่ปรุงอย่างเข้าใจง่าย
นำโดย ‘แอ็ค-วงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ’ ลูกชายของร้านศรีตราดที่จะนำเสนออาหารไทยในสไตล์เขาเอง

ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ เสิร์ฟเฉพาะจานอะลาคาร์ตให้ชิมเท่านั้น โดยเมนูมีครบทั้งของกินเล่น กินจริง ขนมหวาน และค็อกเทล
ถ้าหากใครอยากเดินทางอย่างเต็มรูปแบบ แนะนำให้เริ่มจากเมนู ‘หอยเจาะน้ำจิ้มกระบก’ (480 บาท/4 ตัว) ใช้หอยไทยจากธรรมชาติ มีความครีมมี่แต่ไม่คาว ราดซอสกระบกผสมเครื่องเทศ ครัมเบิลหัวหอม และกุ้งแห้ง

‘ตับไก่หูเสือมันปู’ (380 บาท) เป็นเมนูที่เราชอบมาก เพราะเป็นปาเต้ตับไก่สไตล์ไทยๆ ที่ใช้กระบกแทนเนย ด้านบนเป็นใบหูเสือกับเจลส้มจี๊ด และซอสมันปูทะเล เสิร์ฟให้กินคู่กับผักทอด
‘หมึกแดดเกาะช้าง’ (320 บาท) เป็นเมนูที่ร้านศรีตราดมีเช่นกัน แต่สำหรับเวอร์ชันบูรพาจะใช้การย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสข้าวหมาก

ตามด้วยอีกเมนูที่เราก็แนะนำ ‘หมี่เก้อปู’ (440 บาท) เป็นแกงกะทิสไตล์ภาพตะวันออก จึงใช้ของจากทะเลเยอะ ทั้งกุ้งและปู เสิร์ฟให้คลุกเคล้ากินกับเส้นคล้ายหมี่ซั่ว ชิมแล้วมีทั้งความหอมมันเค็มตามสไตล์แกงกะทิ

ที่นี่เสิร์ฟ ‘พล่าปลาตะมะ’ (380 บาท) ให้กินคู่กับข้าวเกรียบสาหร่ายไค ซึ่งแปลกใหม่และกินสนุกมาก สั่งมาพร้อม ‘ข้าวมันแกงพริกเนื้อซี่โครงไทยวากิว’ (680 บาท) ยิ่งเข้ากันดี เพราะจะเสิร์ฟคางกุ้งทอด ยำผักดอง และข้าวมันมาให้กินพร้อมกันทั้งหมด
โดยแกงเนื้อจะเนื้อไทยตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม และเบสเป็นเครื่องแกง 2 ชนิดผสมกัน ทำให้เมนูนี้มีเครื่องเทศกว่า 30 ชนิดเลย

ปิดด้วยเมนูของหวาน ‘ขนมบันดุ๊ก’ (220 บาท) เป็นของหวานคล้ายเปียกปูนที่มีทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา ร้านเสิร์ฟของไทยสไตล์บูรพา จึงใช้บราวน์ชูการ์คาราเมลผสมกับใบเตยในการทำซอส ด้านบนเป็นมะพร้าวกระฉีกและถั่วตัด

อาหารไทยที่นี่กินสนุก แปลกใหม่ และเข้าใจง่ายไปพร้อมๆ กัน แอ็คบอกว่าอาหารไทยภาคตะวันออกจะมีการใช้เครื่องเทศและอาหารทะเลเยอะ เขาจึงตั้งใจใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นมาปรุงให้ทุกคนได้ชิมผ่านเมนูทั้งดัดแปลงและดั้งเดิมที่ทำในสไตล์ของเขาเอง
ภาพ: เกณิกา รวยธนพานิช, Burapa
Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 12.00-00.00 น.
Address: ซอยสุขุมวิท 11
Budget: 1,500-3,000 บาท
Facebook: Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar By Sri Trat
Map: https://goo.gl/maps/517Xm8LRKds5TBd66
The post TASTE: Burapa ชวนเดินทางชิมอาหารไทยภาคตะวันออก ผ่านรสมือลูกชายของศรีตราด appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังยกร้านจากเชียงใหม่มาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่สะ […]
The post MHAN ร้านอาหารเอเชียนสตรีทฟู้ดอัปเกรดใหม่ และแวะไปชิมง่ายขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังยกร้านจากเชียงใหม่มาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่สะพานควาย ‘MHAN – หมาน’ ร้านอาหารเอเชียนสตรีทฟู้ดก็ขยับเข้าเมืองมาเปิดอยู่ใจกลางสยามแล้ว เพื่อให้ทุกคนเดินทางสะดวกและแวะมากินได้บ่อยขึ้น แถมมาพร้อมคอนเซปต์ใหม่ หลายเมนูใหม่ แต่กินสนุกสไตล์หมานเหมือนเดิม
ร้านย้ายมาเปิดอยู่ในสยามเซ็นเตอร์ ชั้น 2 ตรงโซนรวมร้านอาหารที่ให้บรรยากาศสตรีทหน่อยๆ เข้ากับร้าน โดยเอกลักษณ์ที่ใช้กระเบื้องสีขาวตัดตัวหนังสือสีแดงและไฟนีออนยังคงเห็นอยู่เช่นเดิม

ที่บอกว่าสาขานี้มาพร้อมคอนเซปต์ใหม่ก็เพราะร้านบอกว่าจะเน้นเมนูเส้นมากขึ้น และจะปรุงด้วยการใช้กระทะ Wok สไตล์จีนที่เหมาะกับการผัดเช่นเดิม หมานสาขานี้จึงมาพร้อมทั้งเมนูใหม่และเมนูเก่าที่เป็นซิกเนเจอร์
เริ่มจาก หมี่หมาน (ราคาเริ่มต้น 149 บาท) ผัดหมี่ต้นตำรับที่ร้านใช้เส้นราเมนสไตล์ญี่ปุ่นแทนบะหมี่ไข่ จึงมีความนุ่มหนึบมากกว่า ผัดคลุกเคล้ากับซอสที่มีส่วนผสมจากเครื่องเทศจีนอย่างฮวาเจียว ทำให้มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมถูกใจคนชิม

ทุกคนเลือกเนื้อสัตว์สำหรับเมนูนี้เองได้ มีทั้งซีฟู้ด หมูสามชั้น เนื้อเสือร้องไห้ ไก่ทอด และไข่หมึก หรือจะลอง หมี่หมานเกี๊ยวกุ้ง (189 บาท) เมนูใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเฉพาะสาขานี้ก็น่าสนใจดีเช่นกัน
ร้านแนะนำให้สั่ง หมานฟรายส์ (119 บาท) มากินเล่นคู่กันด้วย พิเศษตรงที่เป็นเฟรนช์ฟรายส์มะเขือยาว ด้านนอกเคลือบซอสรสเค็มๆ หวานๆ ช่วยตัดรสกับหมี่รสจัดจ้านได้ดี



ถ้าวันไหนอยากกินข้าว ร้านก็มีเมนูข้าวหน้าที่ใช้ซอสหมานผัดกับเนื้อ เสิร์ฟพร้อมไข่ออนเซนให้สั่งเหมือนเดิม แต่หากเป็นเมนูใหม่ล่าสุดก็คือ ข้าวหน้าหมูซอสเกาหลี (159 บาท) ที่ใช้หมูสามชั้นสไลซ์ผัดซอสสไตล์เกาหลี และกินคู่กับกิมจิ

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว (79 บาท) ร้านท็อปไอศกรีมกะทิด้วยมะพร้าวและถั่วลิสงคั่วกรอบ พร้อมราดซอสช็อกโกแลต หรือใครอยากลองดื่มชานมปิดท้ายก็น่าสนใจ เป็นเมนูชาชักสไตล์มาเลเซีย หมานเต (55 บาท) หรือ เต๊ะ ตาลิก ชิมแล้วมีความเข้มและหอมแตกต่างจากชานมที่เราคุ้นเคย

หมาน สาขาสยามเซ็นเตอร์ จะยังคงนำเสนอเมนูสตรีทฟู้ดหลายสัญชาติในแถบเอเชียอย่างมีเอกลักษณ์ ตั้งแต่ไทย ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ถ้าใครอยากลองรสชาติสตรีทฟู้ดใหม่ๆ สไตล์หมาน ลองแวะไปชิมกันได้ใจกลางสยาม
MHAN – หมาน
Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.
Address: ชั้น 2 Siam Center
Budget: 200-500 บาท
Facebook: MHAN – หมาน
Instagram: mhan.thailand
Map:
The post MHAN ร้านอาหารเอเชียนสตรีทฟู้ดอัปเกรดใหม่ และแวะไปชิมง่ายขึ้นกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรากลับมาเยือนห้องอาหาร ‘TAAN (ทาน)’ เป็นครั้งที่สอง ซึ […]
The post TASTE: พาชิมเมนูใหม่ที่ดู ‘แปลกหน้า’ ทว่าคุ้นเคย จากห้องอาหารไทย TAAN appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรากลับมาเยือนห้องอาหาร ‘TAAN (ทาน)’ เป็นครั้งที่สอง ซึ่งเมนูรอบนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนไปมากพอสมควรเลย แต่นอกจากบรรยากาศมื้อค่ำที่สวยตะลึงเหมือนเดิม เราก็รู้สึกว่า เชฟเทพ-มนต์เทพ กมลศิลป์ ยังคงทำอาหารไทยอย่างตรงไปตรงมา ปรุงรสชาติเต็มปากเต็มคำ ทำให้แม้แต่คนไทยเองกินแล้วก็รู้สึกสนุก แปลกใหม่ และที่สำคัญคือน่าเอร็ดอร่อยด้วย
โดยรสชาติและวัตถุดิบเชฟยังคงใช้ความเป็นไทยนำเสมอ ใส่ความครีเอทีฟและทำให้วัตถุดิบน่าสนใจตาม นี่คือเอกลักษณ์หนึ่งของอาหารฝีมือเชฟเทพที่ทุกคนจะได้ชิม

โดยเมนูใหม่รอบนี้ เชฟบอกตั้งชื่อว่า ‘แปลกหน้า’ เพราะทุกจานเป็นอาหารที่พวกเราคุ้นเคย ทั้งชื่อและรสชาติ แต่นำมาเปลี่ยนหน้าตาใหม่ให้พร้อมต้อนรับแขก (หมายถึงนักท่องเที่ยวที่เริ่มเยอะขึ้นนั่นละ)
หลังจากเสิร์ฟของกินเล่น 3 คำ เชฟจะเริ่มพาเข้าสู่คอร์สแรกด้วย กุ้งมังกรแช่น้ําปลา ที่นำล็อบสเตอร์จากจังหวัดระยองไปหมักน้ำปลาจากสุโขทัย และท็อปด้วยคาเวียร์จากเชียงใหม่

เรายังจำปลาบู่ฝีมือเชฟที่ติดใจจากครั้งที่แล้วได้ รอบนี้เชฟเสิร์ฟปลาบู่เกล็ดสวยชิ้นโตกว่าเดิม มาพร้อม ยำถั่วพลู เพื่อโชว์ความกรอบในอาหารไทย
แล้วต่อด้วย ลาบไก่ย่างส้มตํา ที่ดูแปลกตา เพราะจัดมาบนถาดให้เรากินอย่างละนิดอย่างละหน่อยสลับกันเหมือนตอนไปร้านส้มตำ โดยถาดนี้มีส้มตำไหลบัว ไก่ย่างผิวเคลือบด้วยเครื่องลาบ มันอบ และข้าวเหนียวดำ

แปลกตาขึ้นกว่าเดิม เพราะที่เห็นคือเมนู ต้มข่าเย็น ที่มาในรูปแบบไอศกรีม กินพร้อมหอยกาบงวงช้าง มะพร้าวอ่อน หัวหอม มะเขือเทศ ก่อนต่อด้วยเมนู แกงเหลือง ที่เสิร์ฟในเวอร์ชันใหม่เช่นกัน เชฟจะใช้ปลาที่ได้มาประจำวัน เสิร์ฟพร้อมยอดมะพร้าว เพียวเรผัก เต้าหู้ฟู และซอสแกงเหลือง
โดยวันที่เราไปชิมได้เป็นปลาแมคเคอเรลเนื้อแน่นจากอ่าวไทย

ส่วนเมนู ต้มมะระ สไตล์โดยเชฟเทพจะแยกองค์ประกอบ เสิร์ฟต้มซี่โครงหมูปลาแห้งเห็ดหอมมาให้ซดคู่กับหมูยัดไส้มะระ

เราชอบเมนูต่อไปมาก ขนมลา ปลาเผา เพราะเชฟจะนำปลาช่อนเผาเกลือร้อนๆ มาเสิร์ฟให้ดูตรงหน้า และให้เรากินคู่กับขนมลา แหนมเห็ด ไม้กินดอก น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแป๊ะซะ และเกลือจากสมุทรสาคร
คนชอบกินปลาเผาอย่างเราจะเอ็นจอยกับเมนูนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเนื้อปลาชุ่มฉ่ำกินคู่กับเกลือและน้ำจิ้มแล้วช่วยเสริมรสชาติให้กินอร่อยขึ้นน่าดู

หลังจากล้างปากด้วย ผัดไทย ที่มาในรูปของซอร์เบต์มะขามเปียก ซึ่งอันนี้กินแล้วแปลกใหม่และนึกถึงผัดไทยสตรีทฟู้ดไปพร้อมๆ กัน เชฟก็เสิร์ฟเมนคอร์สจานสุดท้าย เนื้อนครสวรรค์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบีฟเวลลิงตัน ทว่าเวอร์ชันไทยใช้ข้าวจี่แทนแป้งเพรสทรี
เชฟใช้เนื้อจากหนองคาย แต่เสิร์ฟคู่กับ แจ่วบอง ที่ใช้ปลาแห้งจากนครสวรรค์ นี่คือที่มาของชื่อ หลังจากนั้นกินพร้อมผักปวยเล้ง ซอสขมิ้น ผัดเห็ด และใบบัวบก

ปิดท้ายด้วยของหวานเมนู 5 มะม่วง ใช้มะม่วงนอกฤดูกาลมาทำ 5 แบบ คือ มะม่วงสด มะม่วงพาร์เฟต์ แยมมะม่วง เยลลี่มะม่วง หม้อแกงมะม่วง และกินคู่กับข้าวเหนียวดำตุอีล เป็นอีกเวอร์ชันของข้าวเหนียวมะม่วงที่หลายคนน่าจะชอบ

You may also like: Kavee, Saawaan, Baan Phraya
Open: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 18.00-23.00 น.
Address: ชั้น 25 โรงแรม Siam@Siam
Contact: 09 4550 1305
Budget: 10 คอร์ส ราคา 3,190++ บาท
Map: https://goo.gl/maps/XLoCjV1WoKXh1hk1A
The post TASTE: พาชิมเมนูใหม่ที่ดู ‘แปลกหน้า’ ทว่าคุ้นเคย จากห้องอาหารไทย TAAN appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดพิเศษเมื่อเชฟดังชาวฝรั่งเศสดีกรีมิชลินสตาร์ 2 ดาว ซึ […]
The post TASTE: Chef Vincent Thierry รังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษให้เข้ากับรสชาติของวิสกี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดพิเศษเมื่อเชฟดังชาวฝรั่งเศสดีกรีมิชลินสตาร์ 2 ดาว ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟของห้องอาหาร Chef’s Table ‘วินเซนต์ เทียร์รี’ ได้รังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษ ที่จะรับประทานให้เข้ากับรสชาติของวิสกี้ The Macallan (เดอะ แมคคัลเลน) M Collection คอลเล็กชันใหม่ที่ The State Room โรงแรมเลอบัว
เดอะ แมคคัลเลน เป็นที่รู้จักระดับโลก ในฐานะผู้ผลิตซิงเกิลมอลต์วิสกี้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 200 ปี
โดยในครั้งนี้ได้จัดงานซิตดาวน์ดินเนอร์ พร้อมนำเสนอเมนูสุดพิเศษจากเชฟผู้มีฝีมือในการทำอาหารชั้นเยี่ยมทั้งหมด 5 คอร์ส

Artichoke ‘La Barigoule’, Comte Cheese, White Truffle
เริ่มกันด้วย Artichoke ‘La Barigoule’, Comte Cheese, White Truffle อาร์ติโชคเนื้อนุ่มละมุนละไม โรยด้วยกอมเตชีส ผสานกันอย่างลงตัวด้วยกลิ่นหอมของซอสไวต์ทรัฟเฟิล

Seared Foie Gras, Smoked Celeriac, Hazelnut, Cigar Duck Consomme
ตามด้วย Seared Foie Gras, Smoked Celeriac, Hazelnut, Cigar Duck Consomme ฟัวกราส์ที่นำไปย่างในกระทะสุกกำลังดี เสริมรสชาติด้วยหัวเซเลอรีรมควัน พร้อมคอนซูเมซุปที่รมควันด้วยซิการ์ โรยด้วยเฮเซลนัท ผสมผสานกันอย่างลงตัว

Roasted Scallop, Dark Beer, Jerusalem Artichoke, Cocoa Emulsion
Roasted Scallop, Dark Beer, Jerusalem Artichoke, Cocoa Emulsion หอยเชลล์อบราดด้วยซอสเบียร์ดำกับโกโก้ ทานพร้อมเยรูซาเล็มอาร์ติโชค

Milk Fed Veal Shoulder, Ratte Mashed Potato, Wild Mushroom, Arabica Sauce
Milk Fed Veal Shoulder, Ratte Mashed Potato, Wild Mushroom, Arabica Sauce สเต๊กเนื้อลูกวัว ให้สัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น ราดซอสอาราบิก้า ที่มาพร้อมกับมันบด และเห็ดป่าที่นำไปรวนจนหอมกรุ่น ถือเป็นจานที่ให้รสชาติที่หลากหลายแต่ลงตัว

Malt Texture, Dark Chocolate, 12 Years Old The Macallan Ice Cream
ปิดท้ายด้วย Malt Texture, Dark Chocolate, 12 Years Old The Macallan Ice Cream
มูสที่ทำจากมอลต์ ผสานกับดาร์กช็อกโกแลต และไอศกรีมที่ทำจาก The Macallan Double Cask 12 ปี นับเป็นการปิดคอร์สอย่างสวยงาม
The post TASTE: Chef Vincent Thierry รังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษให้เข้ากับรสชาติของวิสกี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราคิดถึงบรรยากาศฉลองเทศกาลคริสต์มาสในต่างประเทศมาก ทั้ […]
The post เดินป่าลุยหิมะผ่านคอร์สเมนูใหม่ของ ‘Elg’ ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งกลิ่นอายนอร์เวย์สุดอบอุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราคิดถึงบรรยากาศฉลองเทศกาลคริสต์มาสในต่างประเทศมาก ทั้งหิมะหนาๆ ซุปร้อนๆ หรือกลิ่นอบเชยฟุ้งทั่วบ้าน ที่เป็นสัญญาณบอกว่าฤดูหนาวมาถึงแล้ว และถึงแม้ตอนนี้ตัวเราจะอยู่ใจกลางทองหล่อ แต่ทั้งอาหารและบรรยากาศที่ร้าน Elg กลับทำให้เราหายคิดถึงต่างประเทศไปได้สักพักเลย
เพราะแวะมาครั้งนี้เรามาชิมคอร์สเมนูใหม่ต้อนรับฤดูหนาว ‘Winter is Coming’ ที่ร้านจะเสิร์ฟจนถึงต้นปีหน้า แต่ละคอร์สได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศนอร์เวย์และแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ เชฟเบนซ์-คะณานน คนดี เคยใช้เวลาช่วงวัยรุ่นอยู่ที่นั่น


ด้วยความที่ปกติร้านตกแต่งสไตล์ยุโรป ทว่าตอนนี้เพิ่มการประดับประดาด้วยของตกแต่งคริสต์มาสเข้าไป เราเชื่อว่าบรรยากาศจะทำให้หลายคนนึกถึงการนั่งฉลองคริสต์มาสในบ้านหลังเล็กแต่อบอุ่นขึ้นมาได้แน่ๆ
และถ้าหากใครพร้อมฉลองฤดูหนาวสไตล์ชาวนอร์เวย์ในบ้านหลังนี้แล้ว มาดูกันว่าเชฟเบนซ์จะพาเราเดินป่า ล่าสัตว์ เก็บวัตถุดิบอะไรมาใช้ในคอร์สเมนูใหม่นี้กันบ้าง

เริ่มจากเตรียมตัวก่อนเดินทางด้วย ‘Pinnebrød’ หรือขนมปังแคมปิ้งของชาวนอร์เวย์ เป็นซิกเนเจอร์ประจำร้านที่จะพันมากับกิ่งไม้ กินคู่กับเนยจากเมืองโรรอส ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีแร่ธาตุสูงและรสเข้มข้น
ตามด้วย ‘Flatbrød’ ขนมปังแผ่นกรอบๆ ที่ชาวประมงนิยมพกขึ้นเรือไปกินระหว่างหาปลา เพราะเสียยากและพกง่าย ร้านทำในเวอร์ชันตัวเองด้วยการใช้แป้งสีนิล กินคู่กับปาเต้ทำจากตับเป็ดจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านบนเป็นน้ำมันมะกอกที่เสิร์ฟอุณหภูมิเย็น ทำให้กินแล้วสดชื่น ตัดรสด้วยความเปรี้ยวหวานจากฟิกแจมผสมเบอร์เบิน

กลับมาหนาวๆ ต้องเติมความอุ่นให้ร่างกายหน่อย ‘Barley Porridge’ เป็นโจ๊กสไตล์นอร์เวย์ที่ใช้บาร์เลย์และผสมคอตเทจชีส เชฟเติมเมล็ดบักวีตกรอบๆ เพิ่มความกรุบ โรยผงซินนามอน และใส่เชอร์รีหมักมาให้ตัดเลี่ยน เสิร์ฟมาคู่กับเนยละลายที่กรองจนใส ใครอยากเติมความหอมมันแค่ไหนก็ตามใจเลย

มาถึงนอร์เวย์จะพลาดจับแซลมอนไม่ได้ แถมฤดูกาลนี้ยังเป็นช่วงที่อร่อยที่สุดด้วย แต่แซลมอนที่เชฟนำมาใช้ทำเมนู ‘Cured salmon’ จะพิเศษขึ้นอีกหน่อย เพราะร้านบอกว่าเป็นแซลมอนที่เกิดใต้แสงออโรราในประเทศนอร์เวย์ ทำให้เนื้อมีไขมันมากกว่าปกติและมีสารอาหารสูง
เชฟจึงนำปลามาหมักเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟในรูปแบบทาร์ต ใส่แรดิชดอง ท็อปด้วยโฟมฮอร์สแรดิชและไข่แดงที่นำไปฝังในเกลือและน้ำตาล 3 วัน

หลังจากเสิร์ฟซุปมันฝรั่ง ‘Last Summer Potato’ ที่มีไข่ปลาเทราต์และเบคอนให้กินอุ่นๆ ก็ตามจะด้วย ‘Monkfish’ ปลาน้ำลึกที่มีเยอะในแถบสแกนดิเนเวีย เสิร์ฟมาพร้อมเคลออยล์ ฟองดองมันฝรั่งท็อปด้วยเนื้อเรนเดียร์แห้งและซอสจูนิเปอร์

‘Pork Belly’ เป็นคอร์สที่เราประทับใจสุดๆ เพราะนี่คือหมูสามชั้นที่นุ่มที่สุดเท่าที่เคยกินมา แถมยังมีรสชาติดี กินสนุกด้วย โดยเชฟใช้หมูดำส่วนซี่โครงที่ชาวนอร์เวย์นิยมกินเป็นดั้งเดิม นำมาแยกหนังและทำเป็นหนังหมูกรอบๆ เสิร์ฟแยก เผื่อว่าใครอยากคุมไขมันในจานนี้
หลังจากนั้นนำเนื้อไปซูวี 10 ชั่วโมง อบให้นุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมเพียวเร่ลูกพรุน เมล็ดมัสตาร์ด ใบไควาเระ และซอสคริสต์มาสตที่ทำจากพริกเสฉวน กานพลู โป๊ยกั๊ก เปลือกส้ม และซินนามอน คอร์สนี้ให้กลิ่นอายอาหารจีนหน่อยๆ

เมนคอร์สต่อมาเป็น ‘Reindeer’ ที่มีความแน่นกว่าเนื้อวัว นำมาเซียร์ให้สุกหน่อยๆ ก่อนนำไปอบและโรยด้วยมอลต์ครัมเบิล กะหล่ำโคห์ลราบีเพียวเร่ ใบไควาเระ และซอสมอลต์
จานนี้กินคู่กับ ‘Stone Baked Potato’ มันฝรั่งอบในเปลือกชาโคล เพื่อให้รู้สึกย้อนยุคหน่อยๆ

หลังจากล้างปากด้วยโยเกิร์ตกรานิตตาก็มาถึงของหวานที่เริ่มด้วย ‘Brown Cheese Caramel’ อีกหนึ่งวัตถุดิบซิกเนเจอร์ของร้าน รอบนี้เสิร์ฟเป็นวาฟเฟิลสูตรพิเศษแทนแพนเค้กสไตล์นอร์เวย์อย่างครั้งก่อนๆ ให้เราจิ้มคู่กับบราวน์ชีส อาหารประจำประเทศนอร์เวย์ ที่หวงแหนจนไม่ให้ส่งออก แต่เชฟเบนซ์นำมาจากครอบครัวตัวเองให้ทุกคนได้ชิม

หลังจากนั้นตามด้วย ‘Lavender Macaron’ และเค้กแอปเปิ้ล ‘Musti’s Soft Applecake’ ที่เชฟใช้สูตรของคุณป้าชาวนอร์เวย์ที่สนิทเหมือนแม่คนที่สอง นำมาทำในรูปแบบคานาเล่ให้กินพร้อมเมอแรงและไอศกรีมรสเค็ม ก่อนปิดจบด้วย ‘Forest Berry Sorbet’ กับมอลต์ชิปส์ที่มีรสขมช็อกโกแลต เปรี้ยวเบอร์รี เป็นคำสุดท้ายที่ดีเลย

หากเทียบกับครั้งแรก เราว่าตอนนี้ร้านค่อนข้างเติบโตขึ้นมาก และมีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่าครั้งแรกที่เจอกันเมื่อคอร์สฤดูใบไม้ผลิพอสมควรเลย ทั้งรสชาติที่ดูเข้าใจลิ้นคนไทยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายนอร์เวย์ หรือการนำเสนอรสชาติอย่างมีความสมดุล ทำให้เรากินสนุกไปด้วย
Elg
Open: เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 17.00-22.30 น.
Address: ซอยสุขุมวิท 71
Budget: 3,450++ บาทต่อ 12 คอร์ส
Facebook: Elg bangkok
Map:
The post เดินป่าลุยหิมะผ่านคอร์สเมนูใหม่ของ ‘Elg’ ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งกลิ่นอายนอร์เวย์สุดอบอุ่น appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ R-HAAN ร้านอาหารไทยไฟน์ไดน […]
The post TASTE: Waan Thai (หวานไทย) บทที่สองของ R-HAAN จากอาหารสู่ของหวาน และสารพัดของกินไทยๆ ชวนน้ำลายสอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ R-HAAN ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่ยกชูภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จัก ตอนนี้ถึงเวลาสำหรับโปรเจกต์ใหม่ที่เบนไปโฟกัสเรื่องขนมหวาน โดยเฉพาะขนมไทยโบราณที่นำไปทวิสต์ให้มีลูกเล่นและเข้ากับการจิบแกล้มชายามบ่าย

แน่นอนว่าหวานไทยแห่งนี้ยังคงอยู่ภายใต้ความดูแลของเชฟชุมพล แจ้งไพร แห่งร้านอาหาร (R-HAAN) ซึ่งเชฟตั้งใจนำเสนอรสชาติและความโดดเด่นของขนมไทยโบราณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ใช่ว่าหวานไทยจะมีแค่ขนมเท่านั้น ของกินเล่น อาหารจานเดียว และอาหารคาวก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ซึ่งหากติดใจรสชาติก็ยกหูเพื่อจองโต๊ะร้านอาหาร (R-HAAN) ที่อยู่ข้างกันได้

ร้านหวานไทย ตั้งอยู่ในทำเลเดียวกับร้านอาหาร (R-HAAN) ในซอยสุขุมวิท 53 ท่ามกลางบรรยากาศโอ่โถงและกว้างขวาง แฝงด้วยลูกเล่นไทยๆ ทั้งบนเพดานและผนัง จุดเด่นของร้านคือมุมโซฟาโค้งที่เหมาะสำหรับการนั่งสังสรรค์ยามบ่ายกับครอบครัวหรือก๊วนเพื่อนสนิท

ก่อนจะไปที่ของหวาน อยากให้มีโอกาสได้ลองอาหารคาวก่อน เพราะรสชาติและความอร่อยไม่เป็นสองรองใคร และได้เชฟชุมพลเป็นผู้ร่วมออกแบบเมนูและรสชาติ รองท้องเบาๆ ด้วย ไส้กรอกปลาแนมชาววัง (350 บาท) อาหารโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 หลายคนอาจคิดว่าเป็นไส้กรอกปลา แต่จริงๆ แล้วจานนี้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ไส้กรอก (หมู) และปลาแนม ซึ่งทำจากปลาคลุกข้าวคั่วและกะทิ เสิร์ฟถึงโต๊ะพร้อมการรมควันมะพร้าวกลิ่นหอมนวล รับประทานแบบเมี่ยงโดยนำไส้กรอกและปลาแนมวางบนใบชะพลู โรยพริกสดและผักชีตามใจชอบ

แกงเขียวหวานเนื้อ (590 บาท) แกงเขียวหวานอย่างดีใส่เนื้อวากิวไทยจากโคราช ให้สัมผัสนุ่มและฉ่ำลิ้น ใส่พริกขี้หนูสวนเพื่อให้มีรสเผ็ดตัดความมัน เสิร์ฟพร้อมโรตี หรือใครอยากสั่งข้าวสวยมาเพิ่มไว้กินพร้อมแกงก็ไม่ติดขัด แนะนำให้ลองข้าวกล้อง 9 สายพันธุ์ ที่มีความกรุบและหนึบ เข้ากันได้ดีกับแกงทุกชนิด

มาที่อาหารจานเดียวกันบ้าง ขนมจีนน้ำพริกชาววัง (450 บาท) ที่อัปเกรดน้ำพริกให้พรีเมียมยิ่งขึ้นด้วยการใส่กุ้งแม่น้ำแทนกุ้งปกติ มาพร้อมผักทอดและไข่ยางมะตูม

ร้านอาหารไทยกับผัดกะเพราเป็นของคู่กัน พลิกเมนูจิ้ม ข้าวกะเพราเนื้อวากิวและไข่เป็ดซูวีด์ (350 บาท) แค่เห็นชื่อก็น้ำลายสอเสียแล้ว กะเพราเนื้อวากิว A5 ที่ถูกผัดจนรสกะเพราแทรกซึมเข้าเนื้อ มาพร้อมข้าวหอมมะลิอย่างดีและไข่เป็ดแดงซูวีด์ เหยาะน้ำปลาพริกบนไข่แดงแล้วเจาะพร้อมคลุกผัดกะเพราและข้าว นี่สินะสวรรค์เล็กๆ บนโต๊ะอาหาร

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยเสร็จสรรพ มาต่อกันที่ของหวาน แนะนำ ชีสเค้กหมอนทองของไทย (180 บาท) ที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะนี่คือชีสเค้กและทุเรียนหมอนทองเนื้อเนียน ถ้าทุเรียนไม่ใช่แนว ลองสั่ง ทับทิมสยามหวานไทย (180 บาท) ทับทิมกรอบพร้อมเชอร์เบตกะทิอบควันเทียน จะตักแยกกันกินหรือคลุกกะทิให้เข้ากับทับทิมกรอบก็อร่อยทั้งสองแบบ

หากแวะมาจิบชายามบ่าย แนะนำ Waan Thai High Tea (1 ท่าน 612 บาท / 2 ท่าน 1,212 บาท) ที่มาพร้อมชาหรือกาแฟ ของคาว 4 อย่าง และของหวานอีก 4 อย่าง สำหรับของคาว ไล่เรียงตั้งแต่ ไก่บ้านย่างยอดใบชา, ช่อชมพูไส้เห็ดหอม, เครปผัดไทย, และขนมครกคาเวียร์โครงการหลวงดอยอินทนนท์

ส่วนของหวานมีทั้งเค้กกะทิสดมะพร้าวน้ำหอม, ขนมเบื้องเสวยไส้มะพร้าวคั่ว ทองหยอดเล็ก และลูกพลับ, ช็อกโกแลตเชียงใหม่ไส้ชาไทย, และดาราทอง หรือขนมทองเอก
Open: ทุกวัน 11.00-17.00 น.
Address: 131 ซอยสุขุมวิท 53 / ซอยทองหล่อ 9
Budget: 1,500-2,000 บาท
Tel: 09 4215 3495, 09 4215 4156
Website: waanthai.com/th/waanthai-home
Map:
The post TASTE: Waan Thai (หวานไทย) บทที่สองของ R-HAAN จากอาหารสู่ของหวาน และสารพัดของกินไทยๆ ชวนน้ำลายสอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าหากวันไหนเรานึกอยากกินมื้อพิเศษที่ไม่ซับซ้อน เข้าถึง […]
The post TASTE: Valse ร้านแคชวลไดนิ่งบรรยากาศอบอุ่น ที่มาพร้อมรสชาติอาหารเฟรนด์ลี เข้าใจง่าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าหากวันไหนเรานึกอยากกินมื้อพิเศษที่ไม่ซับซ้อน เข้าถึงง่าย และมาพร้อมบรรยากาศเป็นกันเอง ไม่ต้องมีพนักงานมารายล้อมดูแลมากเกินไป แต่ยังคงมีไวน์ดีๆ ให้จิบสักแก้ว เราอาจเลือก ‘Valse’ เป็นร้านที่ตอบโจทย์ และเป็นร้านแนะนำสำหรับมือใหม่อยากลองชิมอาหารคอร์สเป็นครั้งแรกด้วย

ครั้งแรกที่เห็นบรรยากาศร้านเราก็รู้สึกถูกชะตา เพราะเป็นร้านในพื้นที่เล็กๆ ดูเป็นกันเอง มีเก้าอี้นั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ประมาณ 8 ที่นั่ง เพราะฉะนั้นจะให้มาเป็นกลุ่มหรือมาคนเดียวก็ไม่รู้สึกแปลกแยกเท่าไร เนื่องจากหลายๆ จานจะนำมาปรุงให้ดูตรงหน้า
พร้อมมีเสียงพูดคุยจาก ‘นน-จักรนนท์ สอนวิสัย’ สถาปนิกผู้ผันตัวมาเดินทางสายเชฟ คอยแนะนำอาหารแต่ละจาน และไวน์ที่เขาเลือกมาเองให้เรารู้จัก

“พอเรารู้ตัวว่าชอบทำอาหารก็เลยไปเรียนจริงจัง แล้วไปหาประสบการณ์ในครัวร้านมิชลินอยู่เกือบปี ก่อนออกมาทำร้านของตัวเอง ซึ่งก็คือที่นี่” นนเล่าให้ฟัง
ทว่าก่อนหน้านี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้เขาทำอาหารเสียเท่าไร นนจึงเริ่มจากการทำร้านขนมเดลิเวอรี ก่อนจะค่อยๆ ออกแบบและเปิดร้านนี้ขึ้นมาเมื่อทุกอย่างพร้อม

“เราจะเสิร์ฟอาหาร 5 คอร์ส ใช้เทคนิคฝรั่งเศสเป็นหลัก แต่นำเสนอให้มีกลิ่นอายญี่ปุ่นตามที่ผมชอบ เราจะเน้นใช้วัตถุดิบในประเทศ กับของนำเข้าตามฤดูกาล” พูดจบ นนก็เริ่มลงมือเตรียมคอร์สเมนูต้อนรับฤดูหนาวให้ทุกคนชิม

คำแรกคือ ‘Hotate’ ทาร์ตแอปเปิ้ลกับหอยเชลส์ฮอกไกโดย่าง มีความสดชื่นจากพอนสึคาเวียร์ แตงกวา และยูซุ
หลังจากนั้นต่อด้วย ‘Tiger Prawn’ โทสต์กุ้งลายเสือที่เพิ่มความหอมด้วยมิโซะบัตเตอร์ ท็อปด้วยเจลไข่และผิวเลมอน ส่วนด้านล่างเป็นขนมปังบริยอช

คำสุดท้ายของคอร์สแรก ‘Cream Puff’ ชูครีมไส้คาว ด้านในเป็นครีมชิตาเกะ ทรัฟเฟิล และเติมความครีมมี่ด้วยชีสกรุยแยร์ด้านบนอีกที
นนบอกว่าเพราะเขาเริ่มจากร้านขนม เลยอยากนำตัวตนเริ่มแรกมาใส่ในเมนูคอร์สแรกด้วย

คอร์สที่สอง ‘Shimaaji’ เราว่าจานนี้น่าสนใจ เพราะเชฟนำปลาชิมาอาจิไปดอง ก่อนนำมาเซียและเผาเพิ่มอโรมา เสิร์ฟพร้อมซอสฮอร์สราดิช ออยล์ผักชีลาว สลัดถั่วแระญี่ปุ่น และแตงกวาดองคลุกงาขี้ม่อนสูตรประจำร้าน
หลังจากนั้นเป็นเมนู ‘Kabocha’ หรือฟักทองญี่ปุ่น เสิร์ฟในรูปของรีซอตโตที่ใช้น้ำฟักทองญี่ปุ่นในการปรุงสุกแทนบิสก์ (ซุปทำจากเปลือกสัตว์ทะเล) และใส่บัตเตอร์นัทสควอช หญ้าฝรั่น ชีสพาร์มิจาโน ตามฉบับดั้งเดิม

เมนคอร์สมีให้เลือก 2 อย่าง ระหว่างปลาเก๋ากุดสลาด (Akajin) ที่ผ่านการดรายเอจ 1 วัน และเสิร์ฟพร้อมซอสดาชิ หรือ ‘Beef Fillet’ เนื้อวัวไทยวากิวส่วนสันใน เสิร์ฟพร้อมบีฟจุยซ์ผสมมะแขว่น เคียงมากับผักที่มีรสหวานจากน้ำผึ้ง
เมนูนี้เชฟนนบอกว่าเสิร์ฟต้อนรับฤดูเทศกาล เหมือนชาวตะวันตกที่ชอบกินเมนูเนื้อสัตว์และผักอบน้ำผึ้งช่วงฤดูหนาว

ปิดท้ายด้วยของหวานที่มีให้เลือก 2 เมนูเช่นกัน คือ ‘Matcha’ เน้นกลิ่นหอมมัทฉะเข้มข้น มาพร้อมมูสงาดำ หรือ ‘Kaffir Lime’ ทาร์ตมะนาวที่ทำสมัยเปิดร้านขนม เลมอนเคิร์ดทำจากไข่แดงเต็มๆ ทำให้รสชาติเข้มข้น ก่อนท็อปด้วยมาสคาร์โปเนเพิ่มความละมุน

แน่นอนว่าขนมหวานทำได้ดีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจกับ Petit Four ของร้านที่เสิร์ฟมาให้แบบจัดเต็มเกินอย่างละคำ วันที่เราไปได้เป็นคานาเล บิสกิต ดาควอส และมาร์ชเมลโลที่ร้านตีเอง

ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นาน และเพิ่งเปลี่ยนคอร์สเมนูใหม่ครั้งที่สอง บางเมนูที่หลายคนชอบจากคอร์สที่แล้วก็นำมาเสิร์ฟในเมนูนี้ด้วย
นนบอกว่าหากจะเปลี่ยนเมนู จะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบหรือสิ่งที่เจอมาแล้วอยากเสิร์ฟมากกว่า เช่นคอร์สเนื้อในครั้งนี้ หากเวอร์ชันที่เแล้วจะใช้ส่วนลิ้น แต่พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลก็เปลี่ยนมาเป็นเนื้อสันในตามเมนูบีฟเวลลิงตันที่เขาได้แรงบันดาลใจมา
Address: ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.30-19.00 น. และ 19.30-21.00 น.
Budget: เริ่มต้น 1,890++ บาทต่อคน
Instagram: @valse.studio
Map: https://goo.gl/maps/KhWwMSBXrqYTxtvL8
The post TASTE: Valse ร้านแคชวลไดนิ่งบรรยากาศอบอุ่น ที่มาพร้อมรสชาติอาหารเฟรนด์ลี เข้าใจง่าย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อคือโปรตีนจานโปรดของใครหลายๆ คน อาจเ […]
The post TASTE: ชวนชิมเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอดตำรับโอซาก้า ที่กิวคัตสึ เพิ่มพลัง (สุขุมวิท 39) appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อคือโปรตีนจานโปรดของใครหลายๆ คน อาจเป็นเพราะรสชาติ กลิ่น สัมผัส หรือวิธีการปรุงที่ทำให้แฟนคลับสายเนื้อยังคงดั้นด้นตามหาร้านเนื้ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ดูเหมือนเนื้อย่างจะครองใจคนไทยแบบขาดลอย สังเกตได้จากร้านปิ้งย่างที่มีแทบทุกหัวถนน รอบนี้เราขอพักเรื่องปิ้งย่างไว้ก่อน แล้วไปร้านเนื้อ (ชุบแป้ง) ทอดดีกว่า

เรากำลังพูดถึง กิวคัตสึ เพิ่มพลัง สาขาใหม่ในซอยสุขุมวิท 39 ซึ่งก่อนหน้านี้ร้านตั้งอยู่แถวศรีนครินทร์ และเพิ่งจะขยับขยายสาขาที่ 2 เมื่อไม่นานนี้เอง สาขานี้จากปากซอยสังเกตไม่ยาก อยู่ฝั่งซ้ายมือก่อนถึงแยกปั๊มน้ำมันบางจาก

ตัวร้านมาพร้อมบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่น โต๊ะเก้าอี้ไม้พร้อมโซฟาสีเขียวพาสเทล และด้วยความที่เป็นร้านเนื้อจึงมีเครื่องดูดควันและเตาทอดเล็กๆ ประจำทุกโต๊ะ ส่วนครัวเป็นแบบกึ่งเปิด เจาะช่องเล็กให้พอได้ยินเสียงฉ่าและได้กลิ่นความอร่อยก่อนเสิร์ฟ

จุดเริ่มต้นของร้านเกิดจากความชอบกินเนื้อของเจ้าของร้าน ประกอบกับการไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นทำให้รู้จักกับเมนูกิวคัตสึหรือเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอด ซึ่งไม่ค่อยมีร้านไหนในไทยที่นำเสนอเมนูนี้ เจ้าของร้านจึงเกิดไอเดียที่จะถ่ายทอดความอร่อยของกิวคัตสึให้คนไทยได้ลิ้มลอง จึงจัดแจงศึกษาความรู้เพิ่มเติมกับเชฟชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านกิวคัตสึ และกลับมาไทยพร้อมแผนเปิดร้านที่ศรีนครินทร์ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนคนไม่รับประทานเนื้อค่อนข้างสูง ลำพังจะขายเฉพาะเนื้อชุบแป้งก็ลำบาก จึงต้องมีเมนูหมูเพิ่มมาด้วย

ระหว่างที่รอกิวคัตสึ ลองสั่งของกินเล่นมารองท้องก่อน เกี๊ยวกุ้งทอด (140 บาท) ที่มาแบบแป้งบางกรอบ เนื้อกุ้งเน้นๆ คีบกินเพลินพุงก่อนที่จานหลักจะมา

Gyukatsu Set (529 บาท) เมนูไฮไลต์ประจำร้าน กิวคัตสึตำรับโอซาก้า ในเซ็ตประกอบด้วยข้าวธัญพืชญี่ปุ่น สลัดกะหล่ำปลี มิโซะซุป กิมจิ และเนื้อสันนอกออสเตรเลียหั่นแท่ง ชุบเกล็ดขนมปังแล้วทอดพร้อมเสิร์ฟระดับความสุก Blue Rare โดยสามารถรับประทานที่ความสุกระดับนี้ได้เลย หรือจะจี่ต่ออีกสัก 5-10 วินาที บนเตาฮิดะก็ได้เหมือนกัน การรับประทานแนะนำให้ลองทั้ง 3 รูปแบบคือ จิ้มเกลือกระเทียม ป้ายวาซาบิแล้วจิ้มโชยุ หรือคีบเนื้อไปจิ้มกินกับไข่ออนเซนที่มาในเซ็ตอยู่แล้วก็ได้

ถ้ากิวคัตสึยังไม่หนำใจพอ ที่นี่มีลิสต์เนื้อให้สั่งมาย่างเพิ่มได้ เราแนะนำเป็น Super Paleron (289 บาท) เนื้อใบพาย Sirloin (180 บาท) เนื้อสันนอก หรือจะเป็น Knuckle (180 บาท) เนื้อลูกมะพร้าวลายหินอ่อน โรยเกลือเล็กน้อยก่อนย่างยิ่งเพิ่มความอร่อย

สำหรับคนไม่กินเนื้อ Pork Loin Cutlet Set (320 บาท) ดูจะเป็นคำตอบ ทงคัตสึสันนอกที่มาพร้อมข้าวธัญพืช กะหล่ำปลี มิโซะซุป และกิมจิ
Open: ทุกวัน 11.30-22.00 น.
Address: 47/5 ซอยสุขุมวิท 35
Budget: 500-1,000 บาท
Tel.: 09 2593 5999
Website: https://www.instagram.com/gyukatsu_permpalung
Map:
The post TASTE: ชวนชิมเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอดตำรับโอซาก้า ที่กิวคัตสึ เพิ่มพลัง (สุขุมวิท 39) appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าดาวมิชลินเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามอง แต่จริงๆ […]
The post ชิมรสอาหารใต้ท่ามกลางท้องฟ้าและหาดทรายที่ Takola (ตะโกลา) appeared first on THE STANDARD.
]]>
แน่นอนว่าดาวมิชลินเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามอง แต่จริงๆ แล้วมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์นอกจากดาวที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) ซึ่งร้านที่ได้สัญลักษณ์นี้ย่อมหมายความว่า เป็นร้านคุณภาพดี คุ้มค่า ราคาย่อมเยาไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับอาหาร 3 คอร์ส (อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และของหวาน ไม่รวมเครื่องดื่ม) ซึ่ง Takola (ตะโกลา) ร้านอาหารไทยของโรงแรม Devasom Khao Lak Beach Resort & Villas ก็ติด 1 ใน 9 ร้านในจังหวัดพังงาที่ได้บิบ กูร์มองด์ เช่นกัน


ตัวร้านตั้งอยู่อาคารเดียวกับล็อบบี้ อยู่บริเวณชั้นล่างเชื่อมกับทางเดินหลักของโรงแรมที่พาไปสู่ห้องพักและชายหาด บรรยากาศสบายตาด้วยสีเอิร์ธโทนและเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีหน้าต่างบานใหญ่ที่จะเปิดออกในช่วงเย็น เผยให้เห็นวิวท้องฟ้า สวน และลำธารเล็กๆ ที่เชื่อมออกสู่ทะเลอันดามัน


ก่อนหน้านี้ตะโกลาให้บริการอาหารไทยตามสั่ง ทั้งเมนูท้องถิ่นภาคใต้ไปจนถึงอาหารไทยจานเด่นที่เราคุ้นเคยกันดี ล่าสุดทางร้านเพิ่งออก Takola Journey เทสติ้งเมนูอาหารใต้ 8 คอร์ส นำเสนอทั้งเมนูไฮไลต์ของร้านตะโกลาและอาหารขึ้นชื่อของภาคใต้ ซึ่งโฟกัสไปที่การใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะพืชผักผลไม้และซีฟู้ดจากชาวประมงท้องถิ่น


Takola Journey พาเราเริ่มต้นด้วยแก้มหมูย่างเหมืองแร่ที่เสิร์ฟมาบนล่าเตียงและทรัฟเฟิล ชวนเปิดต่อมรับรสและเตรียมพร้อมสู่ความเป็นตะโกลา
ต่อกันที่กุ้งลนไฟราดซอสไตปลาแห้ง โรยด้วยไข่ปลาเทราต์และไหลบัว ส่วนอีกจานเป็นปลาทรายแดงย่างขมิ้น จับคู่กับสาหร่ายพวงองุ่นพร้อมราดน้ำจิ้มซีฟู้ดผสมถั่วตัด

มาถึงสำรับกับข้าวบ้าง มีทั้งแกงปูใบชะพลู แค่เห็นว่าเป็นแกงใต้ใส่กะทิก็ชวนน้ำลายสอแล้ว พริกแกงตำมือรสเข้มข้นและเผ็ดร้อน ใส่เนื้อปูที่รับมาจากประมงท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง กินแกงปูกับเส้นขนมจีนแล้วอย่าลืมเผื่อแกงไว้อีกส่วนเพื่อกินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รับรองความอร่อยจนต้องขอเติมข้าว

หมูฮ้องตะกั่วป่า สามชั้นหมักสามเกลอ ปรุงรสและเคี่ยวจนได้รสเค็มนำหวานตามกำลังดี ไว้กินตัดรสเผ็ด หากติดใจสามารถสั่งแยกในเมนูตามสั่งได้ อีกหนึ่งเมนูเป็นน้ำชุบขยำลูกกำ ซึ่งน้ำชุบก็หมายถึงน้ำพริกนั่นเอง ของที่นี่ทำเป็นน้ำพริกกะปิใส่สละ เพราะฉะนั้นจะได้ทั้งความเค็ม เผ็ด หวาน เปรี้ยว ครบรส ทั้งหมดนี้เสิร์ฟพร้อมข้าวสวย 3 ชนิด มีข้าวไร่ดอกข่า ข้าวไร่ขิง และข้าวสังข์หยด

จานสุดท้ายก่อนตบท้ายด้วยของหวาน เชฟนำเสนอของดีภาคใต้ นั่นคือกุ้งมังกรภูเก็ตนึ่งเคยเค็ม ซึ่งมาพร้อมซุปกุ้งและแครกเกอร์

ส่งท้ายด้วยขนมโค แป้งข้าวเหนียวปั้นก้อนกลม สอดไส้กระฉีก (มะพร้าวขูดกวนกับน้ำตาล) งา และเผือก และสาคูพัทลุงมะพร้าวอ่อนเนื้อเนียนนุ่ม ราดน้ำกะทิเพื่อเพิ่มรสเข้มข้น

เทสติ้งเมนู 8 คอร์ส Takola Journey ให้บริการเฉพาะมื้อเย็น ราคาท่านละ 2,800++ บาท และยังสามารถเพิ่มไวน์แพริ่ง 5 แก้ว ราคา 1,800++ บาท โดยทางร้านเลือกใช้ไวน์สัญชาติไทยจากไร่องุ่นในหัวหิน
Takola (ตะโกลา)
Open: ทุกวัน 11.00-23.00 น.
Address: Devasom Khao Lak Beach Resort & Villas จังหวัดพังงา
Budget: 3,000-4,000 บาท
Tel: 0 7659 2277
Website: https://www.devasom.com/khaolak
Map:
The post ชิมรสอาหารใต้ท่ามกลางท้องฟ้าและหาดทรายที่ Takola (ตะโกลา) appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงอาหารไทยโบราณขนานแท้ หนึ่งในชื่อเชฟคนแรกๆ ที […]
The post TASTE: ‘แก้วกานดา’ ครั้งแรกของเชฟตุ๊กตา x เชฟจารึก ที่จะเสิร์ฟอาหารไทยหากินยากแบบ Chef’s Table appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงอาหารไทยโบราณขนานแท้ หนึ่งในชื่อเชฟคนแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเลยจะเป็นใครไปไม่ได้นั่นคือ เชฟตุ๊กตา-สุพัตรา สารสิทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของร้านอาหาร ‘บ้านยี่สาร’ ที่ในวันนี้ได้ก้าวมาเสิร์ฟอาหารในรูปแบบ Chef’s Table เป็นครั้งแรก
เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ผนึกไอเดียและความคิดสร้างสรรค์กับเชฟผู้มากฝีมือในวงการอย่าง เชฟจึ๊ก-จารึก ศรีอรุณ ภายใต้ชื่อ ‘แก้วกานดา’ จำนวน 9 คอร์ส ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารไทยหากินยาก และเชื่อว่าอาหารบางชื่อก็ไม่คุ้นหูเหล่าคนรุ่นใหม่เช่นกัน
โดยการร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย Potioneer แพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งต่อผู้ชอบกินอาหารและเชฟในเรื่องการจับจองมื้ออาหารที่มีความเป็นส่วนตัว (Private Dining) และยังเปิดโอกาสให้เชฟเข้ามารังสรรค์คอร์สเมนู เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟแต่ละท่านอย่างอิสระ โดยที่เชฟสามารถเลือกเวลาและสถานที่เองได้
แก้วกานดาถูกเสิร์ฟภายในร้านอาหารส่วนตัวของเชฟตุ๊กตาที่เรียกว่า ‘บ้านเรือโบราณแห่งบ้านยี่สาร’ (The Boathouse) ภายในตกแต่งให้มีความวินเทจ มีกลิ่นของอายของ Neo-Traditional Thai Interior พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ผู้กินย้อนเวลากลับไปในอดีต โดยมีอาหารเป็นตัวร้อยเรียงเรื่องราว
ทั้ง 9 คอร์สประกอบด้วย ม้าฮ่อ, แพไหลบัว เมนูเรียกน้ำย่อย พร้อมไส้ที่ผัดแบบโบราณด้วยน้ำสับปะรด, เมี่ยงกลีบบัวชาววัง กลมกล่อมลงตัวด้วยโฟมมะนาว ใบชะพลู พร้อมเครื่องเมี่ยงแบบโบราณ
ต้มจิ๋ว (เนื้อวากิว / ไก่บ้าน) อาหารโบราณที่มาพร้อมน้ำซุป ปรุงด้วยสมุนไพรที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น, ซาเตี๊ยะปลากุดสลาด, ทะเลทอดซอสมะขาม (ก้ามปู / หอยเชลล์ญี่ปุ่น / กุ้งลายเสือ), หลนปูอลาสกาและผัดหมี่โบราณ, หนวดปลาหมึกญี่ปุ่นผัดกะปิ, แกงตูมี้ ปิดท้ายด้วยบัวลอยวิลาศมาพร้อมหน้าตาที่คาดไม่ถึง











Address: บ้านยี่สาร 16/19 หมู่ 6 ซอยศาลาธรรมสพน์ 25 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา
Open: วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จำนวน 2 รอบ เวลา 12.00 น. และ 17.00 น.
(ส่วนเดือนธันวาคมสามารถติดตามได้ที่: https://potioneer.com/course-menu/57)
Contact: Potioneer
Budget: 4,500 บาท
Map:
The post TASTE: ‘แก้วกานดา’ ครั้งแรกของเชฟตุ๊กตา x เชฟจารึก ที่จะเสิร์ฟอาหารไทยหากินยากแบบ Chef’s Table appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ต้องอดใจรอให้นาน เพราะร้านหมูสามชั้นปิ้งย่างชื่อดังจ […]
The post นั่งกินปิ้งย่างเกาหลีสไตล์ Maple Tree House ร้านหมูสามชั้นสุดเด็ดจากเกาหลีใต้ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ต้องอดใจรอให้นาน เพราะร้านหมูสามชั้นปิ้งย่างชื่อดังจากเกาหลีใต้ที่ทุกคนเฝ้ารอ ‘Maple Tree House’ ได้เปิดให้บริการสาขาแรกในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมให้ทุกคนไปนั่งลิ้มรสเนื้อนุ่มๆ กับกลิ่นปิ้งย่างหอมๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เลย
Maple Tree House เป็นร้านปิ้งย่างเกาหลีเกรดพรีเมียม มีชื่อเสียงจากหมูสามชั้นที่เป็นตัวชูโรง ร้านจึงกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนดังติดอันดับต้นๆ ในกรุงโซล โดยสาขาในบ้านเกิดจะมีอยู่ 3 แห่ง คือ ซัมชองดง อิแทวอน และในสถานีรถไฟใต้ดินกังนัม

ส่วนสาขาแฟรนไชส์นอกประเทศก็ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และล่าสุด ประเทศไทย ที่เจ้าของแบรนด์ชาวเกาหลีบินมาเทรนพนักงานและดูแลเรื่องอาหารด้วยตัวเองเช่นเดียวกับสาขาอื่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างมีมาตรฐานเดียวกับสาขาหลักแน่นอน
เช่นเดียวกับการตกแต่งที่เป็นซิกเนเจอร์ สาขาประเทศไทยก็มีขวดโซจูสีเขียววางเรียงรายเต็มชั้นสูงจรดเพดาน มาพร้อมบรรยากาศอุ่นๆ ด้วยโทนสีไม้สลับสีเขียว อีกทั้งด้านในร้านค่อนข้างโปร่งสบายเลย แต่ละโต๊ะจะมีพื้นที่ของตัวเองให้เอ็นจอยกับหมูสามชั้นได้อย่างเต็มที่



ถึงเวลาเปิดเตา! อย่างที่ทุกคนเห็นว่าร้านจะไม่มีท่อดูดควันอย่างร้านปิ้งย่างทั่วๆ ไป เนื่องจากกระทะที่ร้านใช้จะมีระบบดูดควันในตัว ทำให้ทั้งในร้านและเสื้อผ้าของเราจะไม่ติดกลิ่น แต่หากใครอยากนั่งบนชั้นลอย ตรงนั้นจะเป็นเตาอีกชนิดที่ต้องติดระบบท่อดูดควัน
ที่นี่มีบริการปิ้งย่างให้เช่นกัน ทุกโต๊ะจะมีพนักงานคอยดูแลเป็นของตัวเอง ซึ่งหลังจากทุกคนสั่งเนื้อส่วนที่อยากลิ้มลอง พนักงานจะเริ่มนำเครื่องเคียง 8 อย่างประจำร้านมาให้ ได้แก่ ผักสด กิมจิผักกาดขาว ผักโขม มันบด เต้าหู้ เห็ดดอง สลัด หอมและถั่วงอก โดยทั้งหมดสามารถเติมได้เรื่อยๆ


เนื้อส่วนที่เราแนะนำให้สั่งมาลอง เริ่มจาก ‘Woo Samgyeop (480 บาทต่อ 180 กรัม)’ เนื้อวัวส่วนท้องสไลซ์บาง ร้านใช้เนื้อเกรดดีเยี่ยมจากอเมริกา ราดด้วยซอสหมักเพิ่มรสชาติก่อนเสิร์ฟถึงโต๊ะ
เนื้อส่วนนี้ค่อนข้างบาง ทำให้สุกเร็ว และมีไขมันเยอะคล้ายเบคอน ทันทีที่นำออกจากเตาแนะนำให้รีบกินทันที เพราะจะได้สัมผัสถึงความนุ่มชุ่มฉ่ำ


Samgyeopsal (360 บาทต่อ 180 กรัม) หรือหมูสามชั้นที่เป็นทีเด็ดของร้าน มีความพิเศษตรงใช้หมูไอเบริโกจากสเปนที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติและความนุ่ม
เนื้อส่วนนี้ร้านไม่ปรุงแต่งรสชาติให้มากความ เราแนะนำให้ปิ้งแล้วลิ้มรสชาติเนื้อหมูเต็มๆ ก่อน หลังจากนั้นใครจะจิ้มคู่กับดอกเกลือและซอสซัมจังก็ได้เลย

ถ้าใครอยากลองเนื้อเกรดพรีเมียม Premium Sasaki Wagyu Ribeye (1,350 บาทต่อ 150 กรัม) เป็นเนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่นที่มีลายไขมันแทรกกำลังดี สามารถเลือกได้ว่าอยากให้เสิร์ฟระดับไหน โดยร้านจะแนะนำระดับมีเดียมแรร์ที่ด้านนอกเกรียมสีสวย แต่ตรงกลางสีชมพูกำลังดี

แน่นอนว่าเนื้อเกรดพรีเมียมที่ย่างอย่างถูกต้องย่อมนุ่ม หอม และมีรสชาติเนื้อ ใครอยากจิ้มคู่กับซอสซัมจังหรือดอกเกลือก็ได้เช่นกัน


เมนูอาหารเกาหลีที่ร้านนี้ก็ควรลอง เช่น ‘Maple Tree Classic Bibimbap (280 บาท)’ ข้าวยำเกาหลีสไตล์ดั้งเดิม ร้านจะเสิร์ฟมาในชามสเตนเลส และใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี โรยหน้าด้วยเนื้อพรีเมียมบด ผัก และไข่ดาว ก่อนกินอย่าลืมเทซอสโคชูจังสูตรเฉพาะของ Maple Tree House ลงไปคลุกเคล้าก่อนด้วย

Bulgogi Jeongol (860 บาท) บุลโกกิเนื้อ เสิร์ฟเนื้อจากอเมริกาหมักเพิ่มรสชาติมาพร้อมผัก วุ้นเส้น และซุป เวลากินพนักงานจะผัดเนื้อให้สุกบนเตาก่อน แล้วนำลงมาผสมในซุปรอบๆ อีกที ทำให้รสชาติเนื้อหวานๆ ผสมรวมอยู่ในน้ำซุปให้ชิม

เมนูสุดท้าย ซุปร้อนๆ เหมาะกับสั่งมาซดให้คล่องคอ Jumbo Galbi Tang (560 บาท) ซุปเนื้อติดซี่โครงชิ้นโตที่ร้านใช้เวลาตุ๋นนาน 18 ชั่วโมง เนื้อจึงเปื่อยนุ่มและซุปมีรสเข้มข้นจากไขมันที่ละลาย เสิร์ฟมาพร้อมซอสสูตรพิเศษของร้านที่หากใครอยากเติมรสชาติอีกก็ค่อยๆ เทลงไปได้ทีละนิด

ถ้าใครเป็นสายปิ้งย่างเกาหลีและอยากได้ร้านประจำเพิ่มอีกหนึ่ง แวะมาลองที่นี่ดูได้นะ เราค่อนข้างชอบบรรยากาศที่โปร่งสบาย มีพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะคนไหนที่ชอบกินปิ้งย่างแบบพรีเมียม เราว่าต้องถูกใจที่นี่แน่ๆ
Address: สยามพารากอน ชั้น G ฝั่งเหนือ (ทางเดินไปโรงแรม Siam Kempinski)
Open: เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.
Contact: 06 5120 1293
Budget: 1,500-3,000 บาท
Facebook: Maple tree house BKK
Map:
The post นั่งกินปิ้งย่างเกาหลีสไตล์ Maple Tree House ร้านหมูสามชั้นสุดเด็ดจากเกาหลีใต้ พร้อมเปิดให้บริการแล้ว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบการใส่คาเวียร์ประดับอาหาร หมายถึ […]
The post TASTE: ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิพร้อม ‘เชฟทาคากิ คะซุโอะ’ กับคอร์สเมนูใหม่ที่ Kinu by Takagi มีคาเวียร์เป็นไฮไลต์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบการใส่คาเวียร์ประดับอาหาร หมายถึงการใส่คาเวียร์เม็ดสวยมาแล้วสัมผัสไม่ได้ถึงรสชาติ หรือไม่ได้ทำให้อาหารจานนั้นมีรสชาติพิเศษขึ้น การกลับมาชิมคอร์สเมนูใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิของ ‘Kinu by Takagi’ ครั้งนี้ เราจึงตั้งความหวังไว้สูงพอตัว
เพราะเป็นคอร์สเมนูที่มาพร้อมไฮไลต์ไม่ธรรมดา เนื่องจากเชฟจะใส่ ‘คาเวียร์’ ลงไปในทุกคอร์สให้ทุกคนได้ลิ้มรสกัน

ในวันที่เราไปยังมีความพิเศษเพิ่มอีก เนื่องจาก ‘เชฟทาคากิ คะซุโอะ’ เจ้าของห้องอาหาร Kinu บินตรงจากญี่ปุ่นมาเยี่ยมเยียนทีมครัว พร้อมกับอยู่เสิร์ฟเมนูใหม่ให้พวกเราชิม แถมก่อนเริ่มมื้ออาหารยังมีการชิมคาเวียร์ 4 ชนิดที่เชฟจะใช้ในเมนูใหม่ด้วย เพื่อให้เรารู้จักรสชาติที่แท้จริงของคาเวียร์ชั้นดี โดยทั้งหมดเป็นคาเวียร์จากแบรนด์ Sturia ประเทศฝรั่งเศส
“อันดับแรกเลยคุณต้องดูความกลม สี และขนาด หลังจากนั้นค่อยชิมเนื้อสัมผัส อาจนิ่มหรือกรุบกรอบ สุดท้ายคือรสชาติ คาเวียร์ที่ดีต้องไม่มีกลิ่น” ผู้เชี่ยวชาญจากฟาร์มคาเวียร์ Sturia พูดให้ฟัง

ส่วนคาเวียร์ 4 ชนิดที่เชฟทาคากิเลือกมาจะอยู่ในเมนูทั้งมื้อกลางวัน 5 คอร์ส และมื้อเย็น 10 คอร์ส ถ้าหากเลือกเป็นมื้อเย็นจะได้ชิมครบทุกชนิด เพราะฉะนั้นอย่ารีรอกันดีกว่า มาดูเมนูมื้อกลางวันที่เราได้ชิมเลย
เปิดด้วยจานเริ่มต้น Sakizuke เชฟเสิร์ฟความสดชื่นให้ชิมรับฤดูใบไม้ผลิ เป็นสแกลลอปฮอกไกโดกับเนื้อปูทาทาร์ มาพร้อมบีตรูต สายบัว ฟักทองพิวเร ก่อนเติมความอูมามิด้วยคาเวียร์ Oscietra ที่มีความเข้มข้นและรสสัมผัสคล้ายอะโวคาโด กลายเป็นตัวเชื่อมรสชาติทั้งหมดให้เข้ากันมากๆ

หลังจากนั้นตามด้วย Tsukuri หรือซาชิมิเนื้อปลาประจำวัน เราได้ชิมทูน่า ชูโทโร่ และซาวาระ หรือปลาอินทรีญี่ปุ่นที่เชฟนำไปหมักคอมบุข้ามคืนให้รสชาติเข้มข้น มีความอูมามิ กินพร้อมวาซาบิจากฟุกุโอกะ
จานนี้ไม่มีคาเวียร์เป็นส่วนประกอบ ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะเป็นเมนูซาชิมิ

เข้าสู่คอร์ส Hassun เชฟจะพาเราเดินเล่นท่องญี่ปุ่น ชมใบไม้ผลิผ่านอาหารแต่ละคำ เริ่มจากซูชิแซลมอนที่ทำเหมือนลูกพลับ ซึ่งเป็นผลไม้ประจำฤดูกาลนี้ ก่อนตามด้วยลูกเกาลัดตกจากต้น ที่ทำจากเกาลัดเชื่อมและเส้นโซเมนทอด
เชฟเล่าให้ฟังว่าฤดูกาลนี้คนญี่ปุ่นนิยมไปปีนเขา และมักเจอลูกเกาลัดตกอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด เขาจึงนำไอเดียนี้มาเปลี่ยนเป็นเมนูเกาลัดให้พวกเราชิม

อีกคำหนึ่งคือปลาคามาสึย่าง เชฟนำปลาพันกับเห็ดไมตาเกะก่อนย่างเตาถ่าน และท็อปด้วยคาเวียร์ Origin ที่หมักนาน 9 เดือน คาเวียร์ชนิดนี้จึงมีรสเข้มข้นที่สุดจากทั้งหมด ส่วนในถ้วยเป็นเมนูคล้ายสลัด ผสมไปด้วยเห็ด ถั่ว ซอสไข่มัสตาร์ด และวาซาบิ
เชฟทาคากินำจานรูปน้ำเต้านี้มาจากญี่ปุ่นเองด้วยนะ เพราะเชฟบอกว่าสมัยก่อนคนญี่ปุ่นนิยมใช้น้ำเต้ามาทำขวดใส่สาเกดื่ม

หลังจากน้ันเป็นเมนูของทอดหรือ Agemono เชฟเสิร์ฟฟองเต้าหู้ทอดกับซอสดาชิคอมบุที่เพิ่มความหนืดด้วยแป้งคล้ายวาราบิ ส่วนด้านบนเป็นคาเวียร์ Oscietra แม้ดูเป็นเมนูเรียบง่ายแต่กินอร่อยจนทุกคนเอ่ยปากชม

Rice มักเป็นคอร์สที่ดูน้อยแต่มาก เรียบง่ายทว่าทำให้เรารักรสชาติในทุกๆ คำได้เหมือนทุกที ครั้งนี้เชฟเสิร์ฟข้าวฮอกไกโดหุงกับสาเกหวาน มาพร้อมอูนิจากจังหวัดเดียวกัน และคาเวียร์ Origin ที่รสเข้มข้นอูมามิสู้กับอูนิได้
เราแนะนำให้กินทุกอย่างครบในทุกคำ สลับกับซดซุปมิโซะแดง และผักดองที่เป็นเครื่องเคียงดาวเด่นเช่นกัน

ปิดท้ายด้วย Dessert เป็นไอศกรีมเกาลัด โฮจิฉะเยลลี่ กับลูกพลับและลูกแพร์สด ราดซอสบราวชูการ์คัสตาร์ด
“หลายคนบอกว่าแชมเปญเข้ากับคาเวียร์ได้ดี แต่ผมว่าสาเกช่วยดึงรสชาติคาเวียร์ได้มากกว่า เพราะพวกเราก็มีอิกุระในอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน” เชฟทาคากิบอก เผื่อว่าคนไหนอยากลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ด้วยการจิบสาเกที่คัดเลือกโดยซอมเมอลิเยร์จากโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โตเกียว คู่กับเมนูพิเศษที่จะมีเพียง 2 เดือนนี้เท่านั้น

Address: โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ 48 ซอยเจริญกรุง 40 บางรัก กรุงเทพฯ
Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ มื้อกลางวันเริ่มเวลา 12.00 น. และมื้อเย็นเริ่มเวลา 18.00 น.
Contact: โทร. 02 659 9000 หรืออีเมล [email protected]
Budget: 4,000-8,000 บาท++
Website: Kinu by Takagi
Map: https://g.page/MandarinOrientalBangkok
The post TASTE: ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิพร้อม ‘เชฟทาคากิ คะซุโอะ’ กับคอร์สเมนูใหม่ที่ Kinu by Takagi มีคาเวียร์เป็นไฮไลต์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าขนมโตเกียวในความทรงจำของทุกคนมีส่วนที่เหมือน […]
The post TASTE: พาไปชิมโตเกียวไส้คาวจาก Tokyyo Roaster เมนูใหม่สุดครีเอทีฟที่เต็มไปด้วยความแตกต่างที่ลงตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราเชื่อว่าขนมโตเกียวในความทรงจำของทุกคนมีส่วนที่เหมือนกันอยู่เกือบเต็มร้อย ต้องทำจากแป้งกรอบๆ ส่งกลิ่นหอม และใส่ไส้ครีมหรือโรยหมูสับกับซีอิ๊ว ทว่ามีขนมโตเกียวอยู่ร้านหนึ่งที่นำเมนูขนมรถเข็นมายกระดับใหม่ให้น่าสนุก ไม่ธรรมดา และเต็มไปด้วยรสชาติที่ล้ำกว่าขนมโตเกียวทั่วๆ ไป
ที่นั่นก็คือ ‘Tokyyo Roaster’ ร้านโตเกียวสเปเชียลตี้ที่หลายคนต้องรู้จัก เพราะที่นี่จริงจังกับเมนูขนมโตเกียวแบบเต็มร้อย จนทำให้เมนูขนมรถเข็นธรรมดาๆ ฮิตขึ้นมาอีกครั้ง แถมยังนำเสนอด้วยหน้าตาอันสวยงามจนทำเอาลืมโตเกียวในถุงกระดาษไปเลย

ส่วนการแวะมาหาอีกในครั้งนี้เราก็มาเพื่อชิม 6 เมนูใหม่ที่ร้านใส่ความครีเอทีฟลงไปให้ ‘โตเกียวไส้คาว’ ดูไม่ธรรมดา เพราะแรงบันดาลใจของไส้ต่างๆ นำมาจากเมนูจานโปรดในวัยเด็กของทุกคน รับรองกินแล้วรู้สึกได้ย้อนวัยกลับไปหน้าโรงเรียน หรืออาจไปโรงอาหาร…

ทุกเมนูจะเลือกขนาดได้คือเล็กหรือใหญ่ โดยเริ่มจากเมนูแรก ยำทูน่า (ราคา 55 / 105 บาท) แป้งโตเกียวซิกเนเจอร์หวานกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อทูน่ายำรสจัดจ้าน มีทั้งความเปรี้ยว เผ็ด และหวาน จากแป้งโตเกียว แถมเนื้อทูน่านุ่มๆ ก็เข้ากับแป้งที่กรอบนุ่มดีด้วย
ร้านจะปิดท้ายด้วยการโรยผงยำสูตรพิเศษ และเพิ่มความหอมด้วยผิวมะนาวอีกนิดหน่อย

ยำสาหร่ายและไข่หวาน (ราคา 45 / 85 บาท) ชวนนึกถึงซูชิที่ชอบกินตอนเด็ก ร้านจะใส่สาหร่ายคลุกนำ้มันงา ไข่หวาน และปูอัด ที่ด้านใน ก่อนม้วนแล้วท็อปด้วยปูอัด สาหร่าย และไข่กุ้งอีกที ข้างๆ กันเป็นซอสวาซาบิตัดเลี่ยน

เมนูต่อมาได้ยินชื่อแล้วก็ประหลาดใจนิดหน่อย เพราะมันคือ คั่วกลิ้ง (ราคา 45 / 85 บาท) เป็นหมูสับกับเครื่องแกงสุดเผ็ดร้อนที่ร้านนำมาเปลี่ยนเป็นไส้ขนม แต่กินแล้วกลับเข้ากันดีไปอีกแบบ ความหอมของแป้งช่วยให้รสชาติมีคาแรกเตอร์ทั้งคาวและหวานที่ไม่เหมือนใครดี ถ้าวันไหนเรานึกอยากกินขนมแทนข้าวคงนึกถึงเมนูนี้

เช่นเดียวกับ เบคอนพริกเกลือ (ราคา 45 / 85 บาท) อีกเมนูสุดจัดจ้านเอาใจสาวกเบคอน เพราะร้านจะนำเบคอนผัดพริกเกลือมาใส่ไส้ข้างใน ก่อนม้วนและท็อปด้วยเบค่อนอีกนิดหน่อยก่อนเสิร์ฟ กัดไปแล้วเจอทั้งความหอมนุ่มจากแป้งและเบคอน เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด

แกงเขียวหวาน (ราคา 45 / 85 บาท) น่าจะเป็นอาหารจานโปรดในวัยเด็กของทุกคน ร้านจึงนำมาทำในเวอร์ชันใหม่ด้วยการราดแกงเขียวหวานไก่ทำเองลงบนแป้งโตเกียวหอมๆ เรากินแล้วชวนนึกถึงตอนกินแป้งโรตีจิ้มแกงเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าเวอร์ชันนี้มีความเป็นขนมที่กินสนุกมากกว่า

วัยเด็กจะมีคนไหนไม่ชอบ คาโบนารา (ราคา 45 / 85 บาท) ที่มีทั้งความหอม เค็ม และครีมมี่ เมื่อนำมาทำเป็นซอสกินคู่กับแป้งโตเกียวกรอบๆ บอกเลยว่าทุกคนจะต้องหลงรักแน่นอน เพราะมีทั้งความหวานละมุนจากแป้งและตัดกับความเค็มของชีสและเบคอน แถมมีไข่แดงมาให้จิ้มเพิ่มความเข้มข้นอีก หากใครรักเมนูคาโบนารา นี่คือเมนูที่ไม่ควรพลาดสั่งมาลอง

มาถึงร้าน Tokyyo Roaster แล้วต้องไม่ลืมสั่งกาแฟมาดื่มคู่กับขนมด้วยนะ เพราะเห็นแบบนี้กาแฟเขาก็ดีพอตัว โดยมีให้เลือก 2 เบลนด์ คือ House Blend และเมล็ดพิเศษที่มีความฟรุตตี้ ดื่มแล้วสดชื่นเข้ากับขนมหอมๆ กรอบๆ อย่างโตเกียวดีเลยล่ะ

You may also like: Rocket Rolls, Tokyo Hot
Address: ซอยเย็นจิตร 8 สาทร กรุงเทพฯ
Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.30 น.
Contact: 06 3615 5283
Budget: 100-200 บาท
Facebook: Tokyyo_roaster ขนมโตเกียวแห่งความสุข
Map: https://goo.gl/maps/BgKBfV2FLehMgL4D7
The post TASTE: พาไปชิมโตเกียวไส้คาวจาก Tokyyo Roaster เมนูใหม่สุดครีเอทีฟที่เต็มไปด้วยความแตกต่างที่ลงตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
บ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองละแวกซอยสุขุมวิท 34 เชื่อ […]
The post TASTE: Shabu Kasada ชาบูชาบู และสุกี้ยากี้สไตล์คันไซ กับวัตถุดิบพรีเมียมคัดสรร ที่เล่นงานจนเราฟิน appeared first on THE STANDARD.
]]>

บ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองละแวกซอยสุขุมวิท 34 เชื่อมต่อกับ 26 เพิ่งได้รับการรีโนเวต และเปิดเป็นร้านชาบูชาบู เรามาถึงที่นี่แบบงงๆ จนมารู้เอาทีหลังว่า ‘Shabu Kasada’ คือแบรนด์ใหม่ล่าสุดของ The Raw Bar Group เจ้าของซีฟู้ดบาร์ที่หลายคนติดอกติดใจในคุณภาพอย่าง ‘The Raw Bar’ และเมื่อไม่กี่ปีก่อนก็ยังสร้างชื่อเสียงด้วยการเปิดตัวแบรนด์ ‘Gyu Sando’ ซึ่งนำเสนอเมนูแซนด์วิชเนื้อวากิวสุดพรีเมียมสูตรต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่นในรูปแบบเดลิเวอรี ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมมาจนถึงทุกวันนี้
Shabu Kasada เป็นร้านชาบูชาบู และสุกี้ยากี้สไตล์คันไซ ในบ้านสวนร่มรื่น ตกแต่งในสไตล์ Modern Japanese สว่างไสวในโทนสีขาว บรรยากาศโดยรวมดูเรียบง่ายเป็นกันเอง โครงสร้างของบ้านเก่าที่นำมารีโนเวตยังได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี โดยมีองค์ประกอบอย่างโคมไฟและของตกแต่งที่เพิ่มกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น

ร้านตกแต่งในสไตล์ Modern Japanese
ชั้นล่างมีทั้งโต๊ะสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม และเคาน์เตอร์บาร์สำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว
เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันด้วยจานเบาๆ อย่าง Ice Plant Salad (450 บาท) ผักที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์และหายาก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากแอฟริกาอย่าง ‘ไอซ์แพลนต์’ หรือ ‘ผักเกล็ดน้ำแข็ง’ ถูกนำมาเสิร์ฟเป็นสลัด เราชอบรสสัมผัสที่กรอบนุ่มอย่างประหลาดของผักชนิดนี้ โดยไม่ว่าจะรับประทานคู่กับน้ำสลัดยูซุหรือน้ำสลัดงาที่มีให้เลือกก็เข้าที ส่วนสลัดอีกจานคือ Bijin Tomatoes Salad (320 บาท) นำมะเขือเทศบิจินมาเสิร์ฟสองแบบ อย่างแรกรับประทานสดๆ กับอีกแบบคือบรรจงลอกเปลือกแล้วเอาไปดองกับยูซุ เมื่อเสิร์ฟมาแบบเย็นเจี๊ยบจึงสดชื่นได้ใจมาก

Ice Plant Salad และ Bijin Tomatoes Salad กับ Yukke
ส่วนจานเนื้ออย่างแรกที่เราได้ชิมคือ Yukke (680 บาท) หรือเมนูเนื้อดิบแบบญี่ปุ่นที่เลือกใช้เนื้อวากิว A5 จากจังหวัดอาคิตะมาปรุง เนื้อดีๆ ที่ทั้งสดนุ่มและหวานแบบนี้เคล้ากับซอสนิดและไข่แดงสดๆ เล่นเอาเราฟิน ตามมาด้วย Braised Abalone With Abalone Liver Sauce (1,450 บาท) หอยเป๋าฮื้อสดจากฮอกไกโดเสิร์ฟมาพร้อมข้าวญี่ปุ่นแบบพอดีคำ ต้องบอกว่าตัวของหอยเป๋าฮื้อตุ๋นที่ใช้เวลาตุ๋นนานถึง 8 ชั่วโมงนั้นทั้งเด้ง นุ่ม หวาน ยิ่งได้ซอสตับหอยเป๋าฮื้อที่เสิร์ฟมาด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มรสเข้มข้นและกลมกล่อม
ส่วนอีกจานที่คนรักเนื้อจะต้องปลื้มคือ Wagyu Sando-Chateabriand A5 (2,795 บาท) แซนด์วิชเนื้อวากิวสุดพรีเมียมของ Gyu Sando ที่ทุกคนติดใจก็มีเสิร์ฟที่ Shabu Kasada ด้วย เมนูนี้ใช้เนื้อชาโตบริยองด์ (เนื้อส่วนกลางของสันในมันแทรกละเอียดที่สุด) นำไปทอดคัตสึชุบเกล็ดขนมปัง เสิร์ฟมาในโชกุปังย่างถ่าน ปรุงด้วยซอสเปรี้ยวหวานจากผลไม้ 3 ชนิด โดยเนื้อระดับเทพลายสวยมันแทรกและเต็มรสเนื้อแบบนี้ เราขอยกตำแหน่งให้เป็นแซนด์วิชเนื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยรับประทานมาในชีวิตให้เลย ซึ่งทางร้านก็ยังมีตัวเลือกของเนื้อในราคาที่ย่อมเยากว่าด้วยคือ Tenderloin A5 (1,950 บาท) ตามติดมาด้วยอีกหนึ่งเมนูที่คนรักเนื้อยังต้องฟินคือ Yakisuki (1,250 บาท) เนื้อ A5 วากิวสันนอกจากจังหวัดอาคิตะ ซึ่งเป็นเนื้อซิกเนเจอร์ของทางร้าน แล่แผ่นใหญ่ปรุงในมันเนื้อหอมๆ กับซอสสุกี้ยากี้ เสิร์ฟพร้อมไข่แดง และซอสทรัฟเฟิลเล็กน้อย เซ็ตนี้จะเสิร์ฟเนื้อมาให้ 2 จาน พร้อมกับข้าวญี่ปุ่นอีก 1 ที่ ซึ่งเราว่าเหมาะดีเพราะรสชาติเข้มข้น เป็นอีกเมนูที่มีตเลิฟเวอร์อย่างเราหลงรักและเทใจให้ และก็เช่นเดียวกับเมนูก่อนหน้านี้ ที่ร้านก็มีตัวเลือกของเนื้อพรีเมียมอย่างเนื้อโกเบ A5 ให้เลือกมาทำเมนูนี้ก็ได้ด้วย (2,100 บาท)

Wagyu Sando, Yakisuki และ Braised Abalone With Abalone Liver Sauce
3 เมนูสุดพิเศษจาก Gyu Sando Omakase
อร่อยฟินจนมึนเหมือนโดนหมัดเด็ด
นอกจากเมนูจานเดี่ยวต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้ามาถึงร้านชาบูแล้วไม่ได้ชิมชาบูสไตล์คันไซของทางร้านก็ออกจะมาเสียเที่ยว เริ่มต้นกันที่เรื่องน้ำซุปก่อน ร้าน Shabu Kasada มีน้ำซุปชาบูให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ ซุปใสสาหร่ายคอมบุแบบคลาสสิก แต่ที่เราว่าเด็ดจริงๆ คือ ซุปไก่ที่ใช้เนื้อติดกระดูกและผัก ซึ่งอุทิศเวลาต้มด้วยไฟอ่อนอย่างช้าๆ นานถึง 3 วัน จนได้ซุปที่ทั้งหอม เข้มข้น และกลมกล่อม แต่สำหรับคนรักเนื้ออย่างเรายังขอเทคะแนนให้กับน้ำซุปเนื้อวากิวสีทองที่ต้มใส่กระดูกเนื้อชิ้นใหญ่ลงไป แล้วปรุงผสมด้วยมิโซะแดง จนได้ออกมาเป็นน้ำซุปที่เข้มข้นเต็มรสไปด้วยพลังเนื้อ

ชาบูชาบู ตัวเลือกของเนื้อดีๆ เยอะมาก
สั่งมาเป็นเซ็ตแล้วสั่งอะลาคาร์ตกินเพิ่มได้จุใจ

อีกหนึ่งไอเท็มเด็ดคือเต้าหู้โฮมเมดเนื้อเนียนที่แถมมาคู่กับเซ็ต
สำหรับซีเล็กชันของเนื้อนั้นก็มีเนื้อพรีเมียมดีๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย (เริ่มต้นตั้งแต่ 600 บาท) ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ A5 Zabuton, A5 Chuck Roll, Australian Chunk Roll ฯลฯ หรือใครไม่รับประทานเนื้อ ก็สามารถเลือกเป็นเนื้อหมูอารมณ์ดีที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระและออร์แกนิกของ Sloanes ที่รับประกันได้ในคุณภาพ โดยนอกจากเนื้อแดงแล้ว ด้วยความที่ The Raw Bar Group นั้นเชี่ยวชาญในเรื่องของอาหารทะเลสดๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเปิดร้านชาบูก็เลยมีอาหารทะเลสดๆ มาเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าด้วย ทั้งล็อบสเตอร์เป็นๆ จากรัฐเมน สหรัฐอเมริกา ก็มีบ่อเลี้ยงรอเสิร์ฟอยู่หลังร้าน และยังมีปลา Madai Hamachi กับปูหิมะญี่ปุ่นอีกด้วย โดยชาบูทั้งหมดนั้นเรายังสามารถเลือกรับประทานร่วมกับน้ำจิ้มต้นตำรับซอสงาญี่ปุ่นที่หอมมันเข้มข้น หรือจะจิ้มซอสพอนสึรสเปรี้ยวหวานสดชื่นก็ได้ แต่นอกจากชาบูแล้วนั้น เราว่าอีกหนึ่งไฮไลต์เด็ดของร้าน Shabu Kasada เลยก็คือเมนูสุกี้ยากี้สูตรลับสไตล์คันไซ ที่ใช้ซอสโชยุพิเศษหมักนาน 5 ปี และหาได้ยากมาก พอนำมาปรุงกับเนื้อหรือหมูคุณภาพเยี่ยมแบบนี้ แล้วชุบไข่ดิบกินเคียงกับข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ หน่อยคือยิ่งฟิน

สุกี้ยากี้ตำรับคันไซ
เนื้อดี๊ดี น้ำซอสเลิศ แค่ย่างแล้วเอาชุบไข่
ก็อร่อยฟินเหมือนโดนหมัดเด็ดน็อกเข้าอีกแล้ว
ทั้งนี้ เนื้อทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะรับประทานแบบชาบู หรือสุกี้ยากี้ ก็สามารถเลือกสั่งมาเป็นจานเดี่ยวหรือเป็นเซ็ตก็ได้ โดยแบบเป็นเซ็ตนั้นจะได้เต้าหู้โฮมเมดเนื้อเนียนนุ่มที่อร่อยมากมาเป็นจานเคียง แล้วยังมีของหวานอย่าง Compressed Tomato Yuzu Granita เปรี้ยวหวานชื่นใจมาให้กินล้างปากด้วย แต่ถ้าใครที่ยังไม่อิ่มแนะนำให้สั่งของหวานอย่าง Sakada Burnt Butter Toast (220 บาท) ขนมปังบริยอชเหนียวนุ่มปิ้งเนยจนหอม แล้วเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลามาดากัสการ์ กับซีซอลต์คาราเมลแสนอร่อยมากินตบท้าย

Compressed Tomato Yuzu Granita และ Sakada Burnt Butter Toast
Facebook: Shabu Kasada
Instagram: Shabu Kasada
Budget: เริ่มต้น 300-4,000 บาท
Map: https://goo.gl/maps/UwSQZyDU1oBZseM89
The post TASTE: Shabu Kasada ชาบูชาบู และสุกี้ยากี้สไตล์คันไซ กับวัตถุดิบพรีเมียมคัดสรร ที่เล่นงานจนเราฟิน appeared first on THE STANDARD.
]]>