Syria Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/syria/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 07 May 2026 03:41:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด https://thestandard.co/isis-australia-women-children-return/ Thu, 07 May 2026 03:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1204611 ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ […]

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในซีเรียและต้องสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISIS หรือกลุ่มรัฐอิสลาม กำลังจะเดินทางกลับออสเตรเลียในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ท่ามกลางการจับตามองเนื่องจากตำรวจออสเตรเลียประกาศว่า สมาชิกบางส่วนที่เดินทางกลับจะถูกจับกุมทันทีในข้อหาต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

 

 
 

กลุ่มชาวออสเตรเลียดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 4 คน และเด็ก 9 คน ส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปยังนครเมลเบิร์น โดยมีผู้หญิง 1 คนและลูกของเธอที่เดินทางกลับซิดนีย์

 

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียสัมภาษณ์ความเห็นของสมาชิกบางส่วนขณะรอต่อเครื่องที่กรุงโดฮา เพื่อกลับไปเมลเบิร์น ซึ่งหลายคนเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับไปออสเตรเลีย และระบุเหตุผลที่ต้องการเดินทางกลับ เนื่องจากต้องการให้ลูกๆ ของพวกเธอปลอดภัย

 

“เราแค่ต้องการให้ลูกๆ ของเราปลอดภัย มันเหมือนนรก (ในซีเรีย) สำหรับพวกเขา” หญิงคนหนึ่งกล่าว และเสริมว่า “ลูกๆ ส่วนใหญ่ของพวกเขา ซึ่งเกิดในซีเรีย ไม่เคยกลับออสเตรเลียมาก่อน และออสเตรเลียเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับพวกเขา”

 

โดยหญิงบางคนบอกว่า เธอคิดถึงออสเตรเลีย และสิ่งที่ตั้งตารอมากที่สุดหลังจากกลับไปคือการได้ไปร้านกาแฟโปรดของพวกเธอที่ถนนคอลลินส์ ในเมลเบิร์น

 

เจ้าสาว ISIS

 

ทั้งนี้ ABC รายงานว่าผู้หญิงหลายคนซึ่งถูกเรียกว่า ‘เจ้าสาวของ ISIS’ ได้ติดตามคู่รักของพวกเธอที่เป็นนักรบของ ISIS ไปยังซีเรีย

 

โดยเมื่อกลุ่ม ISIS ล่มสลาย พวกเธอและลูกจะถูกส่งตัวไปยังค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คนนี้ อาศัยอยู่ที่ค่ายอัลรอจ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และถูกกักขังอยู่เป็นเวลาหลายปี

 

ในจำนวนผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คน รวมถึงหญิงวัย 54 ปี พร้อมลูกสาว 2 คน วัย 33 ปี และ 31 ปี และอดีตนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพวัย 32 ปี โดยทั้งหมดเป็นพลเมืองออสเตรเลียและถือหนังสือเดินทางออสเตรเลีย

 

การตัดสินใจเดินทางกลับออสเตรเลียของพวกเขา กลายเป็นประเด็นถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่ประชาชนออสเตรเลีย ขณะที่ทั้ง 13 คน ต้องติดอยู่ในกรุงดามัสกัส ของซีเรีย เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเพื่อรอเดินทางกลับออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลซีเรีย ระบุว่าต้นเหตุความล่าช้านั้นเกิดจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ยืนยันว่า ต้องวางขั้นตอนต่างๆ ให้รัดกุมเพื่อรับตัวกลุ่มผู้หญิงและเด็กเหล่านี้

 

ออสเตรเลียประณาม-เตรียมจับหลายคนข้อหาก่อการร้าย

 

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police : AFP) เตือนว่า สมาชิกบางคนที่กลับมาถึงจะถูกจับกุมและเผชิญข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การค้าทาส

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามชาวออสเตรเลียกลุ่มนี้ที่เลือกเข้าร่วมกับ ISIS โดยระบุว่า “คนเหล่านี้ได้เลือกสิ่งที่น่าสยดสยองในการเข้าร่วมองค์กรก่อการร้ายที่อันตราย และทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ”

 

โดยเขายืนยันว่า “สมาชิกคนใดก็ตามในกลุ่มนี้ที่ก่ออาชญากรรมจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่”

 

ทางด้านโทนี่ เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในออสเตรเลีย ประณามกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ที่เดินทางไปซีเรีย และเน้นย้ำว่า ใครก็ตามที่พบว่ากระทำความผิดจะถูกดำเนินคดี

 

“พวกเธอตัดสินใจอย่างเลวร้ายและน่าอับอาย หากบุคคลเหล่านี้เดินทางกลับมายังออสเตรเลีย หากพวกเขาได้กระทำความผิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อยกเว้น” เบิร์ก กล่าว และยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในการกลับประเทศของกลุ่มดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายในการกีดกันไม่ให้พลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ

 

ที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียได้ทำการสอบสวนพลเมืองหลายคนที่เดินทางไปยังซีเรียเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม ISIS ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มนี้มีอำนาจสูงสุดและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศซีเรียและอิรักที่อยู่ใกล้เคียง

 

เชื่อกันว่ามีผู้หญิงชาวตะวันตกหลายร้อยคนเดินทางไปยังอิรักและซีเรียในช่วงที่กลุ่ม ISIS มีอำนาจสูงสุด โดยหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นที่สุดคือกรณีของชามิมา เบกุม พลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งถูกเพิกถอนสัญชาติอังกฤษในปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

ขณะที่เบน ซอล ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองสตรีและเด็กที่เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ที่กระทำต่อบุคคลนั้น “มีความเหมาะสมและชอบธรรม”

 

ภาพ : REUTERS/Orhan Qereman

 

อ้างอิง:

 

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงห์–วรรณสิงห์ ส่งท้ายสารคดี ‘เถื่อนTravel: Bad Bad World’ https://thestandard.co/bad-bad-world-world-special-screening/ Thu, 12 Mar 2026 05:40:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1186703 ภาพโปสเตอร์สารคดีเถื่อนTravel: Bad Bad World พร้อมรูปของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และรายละเอียดการฉายรอบพิเศษ

หลังได้รับกระแสตอบรับและความสนใจจากคนดูอย่างล้นหลาม จนส […]

The post สิงห์–วรรณสิงห์ ส่งท้ายสารคดี ‘เถื่อนTravel: Bad Bad World’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์สารคดีเถื่อนTravel: Bad Bad World พร้อมรูปของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และรายละเอียดการฉายรอบพิเศษ

หลังได้รับกระแสตอบรับและความสนใจจากคนดูอย่างล้นหลาม จนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของภาพยนตร์สารคดีที่มียอดผู้ชมรวม 4 ตอนบน Youtube เกินกว่า 3 ล้านครั้ง และมียอดผู้บริจาคจากผู้ชมถล่มทลาย

 

สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เตรียมจัดฉายรอบพิเศษ “เถื่อนTravel: BAD BAD WORLD Cinematic Experience” 2 ตอนใหม่ล่าสุด ในโรงภาพยนตร์ ได้แก่ “EP.5 CONGO นรกดงดิบ” และ “EP.6 SYRIA มนุษย์ผู้สร้าง มนุษย์ผู้ทำลาย” ให้รับชมบนจอใหญ่ทั้งหมด 4 รอบ ที่โรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex ในวันที่ 13-15 มีนาคม 2569 โดยจะเปิดขายบัตรตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ช่องทางจำหน่าย Zip Event โดยราคาบัตรภาพยนตร์ที่นั่งละ 999 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการขายบัตรจะมอบให้องค์กร UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยต่อไป

 

สำหรับ ‘เถื่อน Travel : Bad Bad World’ เป็นซีรีส์สารคดีสงครามที่ได้ชื่อว่า “เถื่อน” และ “เทา” ที่สุด โดยจะพาผู้ชมไปเปิดโลกต่างแดนในแง่มุมมืดมิดอันโหดร้าย บอกเล่าสงครามและผลกระทบผ่านมุมมองของ สิงห์-วรรณสิงห์ ที่สะพายกล้องและอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัมบุกลุยเดี่ยวถ่ายทำสารคดีทั้งหมดของเซ็ตนี้ด้วยตัวคนเดียวนานกว่า 3 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงอันตราย

 

โดยผู้ชมจะได้พบกับเรื่องราวหนึ่งในสถานที่ที่มนุษย์ต้องแบกความทุกข์จากสงครามอย่างสาหัสที่สุดอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเรื่องราวความหวังในการสร้างประเทศขึ้นมาใหม่จากกองเศษซากปรักหักพังจากสงครามอันยาวนานของซีเรีย ก่อนจะปิดท้ายซีรีส์ชุดนี้ด้วยการพาไปสำรวจสงครามการแย่งชิงเป็นเจ้าของผืนน้ำที่ ทะเลจีนใต้ และความสงบของธรรมชาติท่ามกลางความขัดแย้งบนเกาะ Socotra ที่เยเมน โดยเรื่องราวของทะเลจีนใต้และเยเมนจะรวบอยู่ในตอนเดียวใน EP.7 ซึ่งจะออนแอร์ในช่อง TUENChannel บน YouTube เดือนเมษายน

 

สำหรับสารคดี เถื่อนTravel: Bad Bad World 4 ตอนที่ผ่านมา การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจากงานประกาศรางวัล Adman Awards & Symposium 2025 โดยสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยถึง 2 สาขา ได้แก่ รางวัลพิเศษจากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Best Safety & Creativity Content Award และรางวัล Creativity for Sharing Awards (CS Awards) โดยรางวัลดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในแวดวงโฆษณา

 

นอกจากนี้สารคดีชุดนี้ยังคว้าอีก 2 รางวัลในปีนี้คือ 100 Finalists of The 5th People Awards 2026 : Shine your Path และรางวัล Finalist ของกลุ่มรางวัล Best Creator Performance on social media สาขา Sustainability (1 ใน 5 ผู้ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย ในสาขาความยั่งยืน) ของ Thailand Social Awards

 

มาร่วมติดตามโค้งสุดท้ายไปด้วยกันกับ เถื่อนTravel: BAD BAD WORLD Cinematic Experience รอบพิเศษ 4 รอบ วันที่ 13-15 มีนาคม 2569 ที่โรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex จองบัตรได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ทาง Zip Event https://www.zipeventapp.com/e/TuenTravel-BadBad-WorldCinematic-Experience

 

และติดตามชม “เถื่อนTravel: BAD BAD WORLD” ได้ทาง YouTube ช่อง TUENChannel เริ่มวันที่ 21 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

 

#เถื่อนTravel #BadBadWorld #TUENChannel

 

[PR NEWS]

The post สิงห์–วรรณสิงห์ ส่งท้ายสารคดี ‘เถื่อนTravel: Bad Bad World’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคิร์ดซีเรียเตือนเคิร์ดอิหร่าน อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ชี้อาจถูก ‘ทอดทิ้ง’ หรือ ‘กำจัด’ https://thestandard.co/syrian-kurds-warn-iranian-kurds/ Mon, 09 Mar 2026 03:23:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1185633 ภาพชาวเคิร์ดในพื้นที่พิพาทของซีเรียและอิหร่าน

เคิร์ดในซีเรียเตือนเคิร์ดในอิหร่าน ไม่ให้ร่วมมือกับสหรั […]

The post เคิร์ดซีเรียเตือนเคิร์ดอิหร่าน อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ชี้อาจถูก ‘ทอดทิ้ง’ หรือ ‘กำจัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชาวเคิร์ดในพื้นที่พิพาทของซีเรียและอิหร่าน

เคิร์ดในซีเรียเตือนเคิร์ดในอิหร่าน ไม่ให้ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเตหะราน โดยระบุว่า สุดท้ายอาจถูก ‘กำจัด’ และ ‘ทอดทิ้ง’ เหมือนในอดีต ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทียุติการสนับสนุนกลุ่มเคิร์ด

 

ก่อนหน้านี้ CNN รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์หารือกับกลุ่มฝ่ายค้านอิหร่าน ผู้นำชาวเคิร์ดในอิรัก และเคิร์ดในอิหร่าน เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลเตหะราน โดยพูดคุยทางโทรศัพท์กับ มุสตาฟา ฮิจรี ประธานพรรค Democratic Party of Iranian Kurdistan (KDPI) ซึ่งเป็นเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC)

 

เจ้าหน้าที่เคิร์ดรายหนึ่งระบุว่า กองกำลังเคิร์ดในอิหร่านจะเข้าร่วมปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของอิหร่าน โดยย้ำว่า มีโอกาสสูงและคาดหวังการได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

อย่างไรก็ดีล่าสุด Reuters รายงานว่า ชาวเคิร์ดในซีเรียเตือนกลุ่มเคิร์ดในอิหร่านไม่ให้เข้าร่วมปฏิบัติการกับสหรัฐฯ โดยชี้ว่า สุดท้าย อาจถูกทอดทิ้งและกำจัดแบบชาวเคิร์ดในซีเรีย

 

ทั้งนี้ อาห์เหม็ด บารากัต หัวหน้าพรรค Kurdish Progressive Democratic Party ในซีเรีย แสดงความเห็นว่า กองกำลังเคิร์ดในอิหร่านควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเข้าร่วมปฏิบัติการของสหรัฐฯ

 

บารากัตเชื่อว่า การตัดสินใจเป็นของกลุ่มเคิร์ดในอิหร่าน แต่การตอบรับสหรัฐฯ เพื่อเป็นแนวหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครองของอิหร่าน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับชาวเคิร์ด

 

นอกจากนี้ ซาอัด อาลี ชาวเมืองกามิชลีในซีเรียระบุกับ Reuters ว่า หากวันหนึ่ง สหรัฐฯ ทำข้อตกลงกับอิหร่านสำเร็จ ก็จะมุ่งกำจัดชาวเคิร์ดในอิหร่านเช่นเดียวกับชาวเคิร์ดในซีเรีย

 

เช่นเดียวกับ อัมญัด คาร์โด ชาวเคิร์ดในซีเรียอีกรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า ชาวเคิร์ดในอิหร่านควรยืนหยัดจุดยืนชัดเจน คือ การไม่เข้าร่วมสงครามใดๆ ในอิหร่าน หากไม่ได้หลักประกันลายลักษณ์อักษรจากสหรัฐฯ ว่า จะมีอนาคตทางการเมืองหรือได้พื้นที่ปกครองในอิหร่านจริงจัง

 

“ชาวเคิร์ดในซีเรีย โดยเฉพาะพวกเรา มีประสบการณ์ด้านลบกับอเมริกา ทั้งการสนับสนุนและการทอดทิ้งขบวนการต่อต้านของชาวเคิร์ด” อัมญัดระบุ

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งยังเปิดเผยว่า ผู้นำเคิร์ดในอิหร่านเองก็แสดงความกังวลว่า อาจถูก ‘หักหลัง’ เหมือนชาวเคิร์ดในซีเรีย โดยได้ขอหลักประกันจากสหรัฐฯ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าคืออะไร

 

อย่างไรก็ดีล่าสุด ทรัมป์ออกมาเปลี่ยนท่าทีต่อชาวเคิร์ดในอิหร่าน โดยระบุว่า ไม่ต้องการกลุ่มเคิร์ดเข้าไปในอิหร่าน และปฏิเสธตอบคำถามว่า สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนทางอากาศหรือไม่ หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แม้จะเคยระบุว่า หากกองกำลังเคิร์ดจากอิรักบุกอิหร่าน คงจะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมก็ตาม

 

ทั้งนี้ ชาวเคิร์ดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้รัฐ หลังจักรวรรดิออตโตมันล่มสลาย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ใช้ภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาเปอร์เซีย และอาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่พาดผ่านพรมแดนของอาร์เมเนีย อิรัก อิหร่าน ซีเรีย และตุรกี

 

ในอดีต กองกำลังเคิร์ดในซีเรียเคยร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย (Islamic State of Iraq and Syria: ISIS) โดยได้จัดตั้งเขตกึ่งปกครองตนเองขึ้นในพื้นที่ที่ยึดคืนมาจากกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว

 

อย่างไรก็ดี กองทัพซีเรียภายใต้ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ชะรา (Ahmed al-Sharaa) สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคิร์ดครอบครองได้ ชาวเคิร์ดในซีเรียจึงเรียกร้องให้สหรัฐฯ แทรกแซง แต่อเมริกาปฏิเสธและผลักดันให้เข้าร่วมกองทัพซีเรียแทน

 

ภาพ: Thaier Al-Sudani / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เคิร์ดซีเรียเตือนเคิร์ดอิหร่าน อย่าร่วมมือกับสหรัฐฯ ชี้อาจถูก ‘ทอดทิ้ง’ หรือ ‘กำจัด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น https://thestandard.co/unhcr-aid-middle-east-crisis/ Thu, 05 Mar 2026 09:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1184661 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ UNHCR พร้อมข้อความว่าระดมทรัพยากรช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยแพร่แถลงก […]

The post UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ UNHCR พร้อมข้อความว่าระดมทรัพยากรช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลาง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยแพร่แถลงการณ์ วานนี้ (4 มีนาคม) โดยประกาศว่า เจ้าหน้าที่ UNHCR ได้เร่งระดมทรัพยากรจากอิหร่านและอัฟกานิสถานไปยังเลบานอน และซีเรีย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องพลัดถิ่น ท่ามกลางวิกฤติระดับภูมิภาคที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

 

UNHCR ชี้ว่า หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ เป็นประเทศที่มอบที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศนับล้านคน และด้วยบทบาทของ UNHCR ที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาค จึงพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

 

ขณะที่ UNHCR กำลังติดตามสถานการณ์ภายในอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมา ทางองค์กรได้มีการตั้งสำนักงานในอิหร่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 และเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ มีสำนักงานในกรุงเตหะราน และสำนักงานภาคสนามทั้งหมด 5 แห่ง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ UNHCR ไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้คนที่กำลังโยกย้ายถิ่นภายในประเทศอิหร่านได้ ขณะที่สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย UNHCR พร้อมให้ความช่วยเหลือตามคำขอจากรัฐบาลของประเทศที่ได้รับผลกระทบทันที

 

ทั้งนี้ อิหร่านเป็นประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยรวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศกว่า 1.65 ล้านคน ซึ่ง UNHCR ยังคงให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ศูนย์แรกรับผู้ลี้ภัยและสายด่วนยังคงเปิดให้บริการ โดยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ และยังคงสนับสนุนบริการที่สำคัญ อาทิ ด้านสาธารณสุข การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม ขณะที่ UNHCR ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนในอิหร่านปลอดภัย

 

ที่ผ่านมา ในช่วงก่อนเกิดการสู้รบครั้งนี้ ผู้ลี้ภัยในอิหร่านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองของประเทศ อัตราเงินเฟ้อที่สูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้กัดกร่อนรายได้ให้เปราะบางยิ่งขึ้น

 

การเข้าถึงของแรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้หลายคนต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้รับความต้องการขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ โดยมาตรการควบคุมการอยู่อาศัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และการส่งกลับประเทศต้นทางสร้างความวิตกกังวล ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานบางส่วนต้องตัดสินใจเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทางภายใต้เงื่อนไขที่ยากลำบาก

 

นอกจากนี้ UNHCR ยังเปิดเผยว่า กำลังทบทวนและเพิ่มความพร้อมที่จุดผ่านแดนสำคัญของอิหร่าน โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศเปิดพรมแดนรับผู้ที่ต้องหนีจากการโจมตี เนื่องจากการปฏิเสธไม่รับผู้ที่จำเป็นต้องหนีจากอันตรายถึงชีวิตถือเป็นการผลักดันกลับซึ่งขัดต่อหลักการมอบความคุ้มครองระหว่างประเทศ

The post UNHCR ระดมทรัพยากรทั่วภูมิภาคช่วยเหลือวิกฤติในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ https://thestandard.co/khamenei-iran-supreme-leader-axis-resistance/ Sun, 01 Mar 2026 06:08:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1183045 ภาพกราฟิก อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน ผู้ที่ได้รับฉายาว่า 'คำพูดคือกฎหมาย'

สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาล […]

The post รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน ผู้ที่ได้รับฉายาว่า 'คำพูดคือกฎหมาย'

สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในเช้าวันนี้ (1 มีนาคม) หลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีร่วมเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการอิหร่าน โดยมีเขาเป็นเป้าหมายหลัก

 

คาเมเนอี เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในตะวันออกกลาง และปกครองอิหร่านมายาวนานถึง 36 ปี โดยเป็นแกนหลักในการยืนหยัดต่อต้านแรงกดดันจากชาติตะวันตกและอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ

 

ภายใต้การนำของเขา อิหร่านที่แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ยังสามารถขยายอิทธิพลอย่างกว้างขวาง โดยมีเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในหลายประเทศเป็นพันธมิตร และถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของภูมิภาคที่น่าเกรงขาม

 

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของคาเมเนอี เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจในปี 1989 เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างหนักจากการคว่ำบาตร ขณะที่เกิดการประท้วงต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการปราบปรามอย่างรุนแรง และคร่าชีวิตผู้ประท้วงไปหลายพันคน

 

สิ่งที่หลายคนอยากรู้ คือบทบาทและความสำคัญของคาเมเนอี ต่ออิหร่านนั้นมากมายแค่ไหน ตัวตนของเขาเป็นอย่างไร และใครจะก้าวขึ้นมาแทนเขาหลังจากนี้?

 

เส้นทางสู่อำนาจ

 

คาเมเนอี เกิดที่เมืองมาชาด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ในเดือนเมษายน ปี 1939 โดยความศรัทธาทางศาสนาของเขาชัดเจนตั้งแต่เข้าเป็นนักบวชเมื่ออายุ 11 ปี เขาศึกษาเล่าเรียนในอิรักและในเมืองกอม เมืองหลวงทางศาสนาของอิหร่าน

 

บิดาของคาเมเนอี เป็นนักวิชาการศาสนาเชื้อสายอาเซอร์ไบจาน โดยเป็นนักบวชหัวอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านการผสมผสานระหว่างศาสนากับการเมือง ขณะที่คาเมเนอี ดูจะเป็นนักบวชหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลาม

 

ในปี 1963 คาเมเนอี วัย 24 ปี ถูกจำคุกเป็นครั้งแรก หลังถูกจับกุมในข้อหาทำกิจกรรมทางการเมือง โดยข้อมูลจากชีวประวัติอย่างเป็นทางการ ระบุว่าเขาถูกจำคุกเป็นเวลา 10 วันในเมืองมัชฮัด และถูกทรมานอย่างรุนแรง

 

หลังจากการล่มสลายของพระเจ้าชาห์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่าน คาเมเนอีได้ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในสาธารณรัฐอิสลาม โดยในการดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เขาได้ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเป็นบุคคลสำคัญในสงครามระหว่างอิหร่านกับอิรัก ปี 1980-1988 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1 ล้านคน

 

ด้วยทักษะความสามารถในการพูดที่ดึงดูดใจผู้คน เขาได้รับการแต่งตั้งจากอยาตอลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำคนแรกของอิหร่านหลังปฏิวัติอิสลาม ให้เป็นผู้นำพิธีละหมาดวันศุกร์ในกรุงเตหะราน

 

เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว โดยได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีด้วยการสนับสนุนจากโคมัยนี และกลายเป็นนักบวชคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกในการสืบทอดตำแหน่งต่อจากโคมัยนี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากเขาขาดทั้งความนิยมและคุณสมบัติทางศาสนาที่เหนือกว่าโคมัยนี

 

สถาปนิกเบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’

 

คาเมเนอี ยังเป็นประธานของอาณาจักรทางการเงินขนาดใหญ่ผ่านทางเซทาด (Setad) องค์กรกึ่งรัฐภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ก่อตั้งโดยโคมัยนี ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากทรัพย์สินหลายพันรายการที่ยึดได้หลังการปฏิวัติอิสลาม โดยมีสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

ภายใต้การนำของคาเมเนอี เขาขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค โดยเสริมกำลังให้แก่กองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิมชีอะห์ ทั้งในอิรักและเลบานอน และสนับสนุนการครองอำนาจของบาชาร์ อัล อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ด้วยการส่งทหารหลายพันนายไปยังซีเรีย

 

เขาใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ตลอด 4 ทศวรรษไปกับพันธมิตรเหล่านี้ ซึ่งรู้จักในชื่อ ‘แกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance)’ ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮามาส, กลุ่มอิสลามปาเลสไตน์, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มกบฎฮูตีในเยเมน ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อต่อต้านอำนาจของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

 

อย่างไรก็ตาม การโค่นล้มอัสซาด และการโจมตีและสังหารผู้นำกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้อย่างหนักในปี 2024 ก็ส่งผลให้อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค เริ่มหดหายไปด้วยเช่นกัน

 

แนวคิดต่อต้านอิสราเอลอย่างแข็งกร้าวของคาเมเนอี ทำให้อิหร่านและอิสราเอลทำสงครามทั้งลับและเปิดเผยกันมายาวนานหลายทศวรรษ โดยที่ผ่นามา อิสราเอลลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านไปแล้วหลายคน

 

อาลี คาเมเนอี กับปัญหาโครงการนิวเคลียร์

 

ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายมาเป็นข้ออ้างหลักในการโจมตีล่าสุดของอิสราเอลและสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมา คาเมเนอีปฏิเสธว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ตะวันตกกล่าวอ้าง

 

คาเมเนอี ปฏิเสธเจตนาที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และถึงขั้นออกคำวินิจฉัยทางศาสนาอิสลาม หรือฟัตวา ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เกี่ยวกับ ‘การผลิตและการใช้อาวุธนิวเคลียร์’ โดยกล่าวว่า “มันขัดกับหลักคำสอนอิสลามของอิหร่าน”

 

ในปี 2015 เขาให้การสนับสนุนอย่างระมัดระวังต่อข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจกับรัฐบาลอิหร่านในสมัยประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ซึ่งตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร จนทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่านลดลง

 

แต่ความเป็นปรปักษ์ของคาเมเนอีต่อสหรัฐฯ กลับทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2018 เมื่อรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อบีบอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งของอิหร่าน

 

หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ คาเมเนอีได้เข้าข้างกลุ่มผู้สนับสนุนสายแข็งที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายประนีประนอมของรูฮานีต่อชาติตะวันตก

 

ขณะที่ทรัมป์กดดันอิหร่านให้ตกลงทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ในปี 2025 คาเมเนอีได้ประณามทรัมป์ ว่าเป็น “ผู้นำที่หยาบคายและหยิ่งยโสของอเมริกา” และตั้งคำถามว่า “พวกคุณเป็นใครถึงมาตัดสินว่าอิหร่านควรเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมหรือไม่”

 

คำพูดของเขาคือ ‘กฎหมาย’

 

ในฐานะผู้นำสูงสุด คำพูดของคาเมเนอีคือกฎหมาย เขาได้รับสืบทอดอำนาจมหาศาล รวมถึงอำนาจบัญชาการกองทัพ และอำนาจแต่งตั้งบุคคลสำคัญหลายคน เช่น หัวหน้าฝ่ายตุลาการ หน่วยงานความมั่นคง และสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐ

 

เขายังแต่งตั้งพันธมิตรของเขาให้เป็นผู้บัญชาการ IRGC ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในระบบการปกครองโดยผู้นำศาสนาและประชาธิปไตยแบบจำกัดที่ซับซ้อนของอิหร่าน

 

คาเมเนอีพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้กลุ่มใด แม้แต่ในหมู่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขา มีอำนาจมากพอที่จะท้าทายเขาและจุดยืนต่อต้านสหรัฐฯ ของเขา

 

นักวิชาการนอกอิหร่านวาดภาพคาเมเนอี ในฐานะนักอุดมการณ์ผู้เก็บตัวและหวาดกลัวการถูกทรยศ ซึ่งความวิตกกังวลนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการพยายามลอบสังหารเขาในปี 1981 ที่ทำให้แขนขวาของคาเมเนอี กลายเป็นอัมพาต

 

การปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง

 

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน ยังทำให้คาเมเนอีและผู้นำรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักเคลื่อนไหวและองค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยืนยันว่า อิหร่านมีบันทึกด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีที่สุดในบรรดาประเทศโลกมุสลิม

 

โดยการจัดการผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลในยุคของคาเมเนอี เป็นไปอย่างรุนแรง ซึ่งในปี 2009 IRGC ภายใต้คำสั่งของคาเมเนอี ทำการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง หลังมาห์มูด อะห์มาดิเนจาด ประธานาธิบดีอิหร่านขณะนั้น ชนะการเลือกตั้งอีกสมัยท่ามกลางข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านเรื่องการโกงการเลือกตั้ง

 

ในปี 2022 คาเมเนอีปราบปรามผู้ประท้วงที่โกรแค้นจากการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงชาวอิหร่านเชื้อสายเคิร์ดวัย 22 ปี ที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจศีลธรรม ในข้อหาละเมิดกฎหมายบังคับให้ผู้หญิงสวมฮิญาบคลุมผมขณะอยู่ในที่สาธารณะ

 

และเมื่อเผชิญกับความวุ่นวายที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติ คาเมเนอีกล่าวโทษศัตรูจากตะวันตกว่าปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้าน ก่อนจะใช้วิธีการแขวนคอผู้ประท้วงและนำศพมาแสดงโดยแขวนไว้บนเครน เพื่อ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ หลังจากความไม่สงบดำเนินมาหลายเดือน

 

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 การประท้วงใหญ่ต่อปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นซึ่งปะทุขึ้นในเตหะรานและหลายเมือง และบานปลายเป็นการก่อความไม่สงบทั่วประเทศ ทำให้เกิดการปราบปรามที่รุนแรง

 

ขณะที่คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง อนุญาตให้กองกำลังความมั่นคงใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ประท้วง จนกลายเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่ โดยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในอิหร่านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน

 

ใครจะสืบทอดตำแหน่งต่อจาก อาลี คาเมเนอี

 

ตามรัฐธรรมนูญอิหร่าน ผู้สืบทอดตำแหน่งของคาเมเนอีจะต้องได้รับการคัดเลือกโดยองค์กรเดียวกันกับที่เลือกเขา นั่นคือ ‘สภาผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้นำ’

 

นี่คือองค์กรที่ประกอบด้วยนักบวช 88 คน ซึ่งตามเอกสารแล้วจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนทุกๆ 8 ปี แต่ในความเป็นจริง มีเพียงนักบวชที่จงรักภักดีต่อสาธารณรัฐอิสลามมากที่สุดเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาในปัจจุบัน เป็นนักบวชที่มีแนวคิดสุดโต่งเช่นเดียวกับคาเมเนอี

 

รัฐธรรมนูญระบุว่า นักบวชเหล่านี้จะต้องเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่โดยเร็วที่สุด แต่การรวบรวมทุกคนอย่างรวดเร็วในขณะที่อิหร่านกำลังถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจเป็นเรื่องยากด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

 

โดยในระหว่างนี้ ประธานาธิบดี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ และสมาชิกนักบวชของสภาผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจ จะรับหน้าที่แทนผู้นำอิหร่าน

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Fars News (IRAN)/File Photo

 

อ้างอิง :

The post รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพซีเรียปะทะกองกำลังเคิร์ด ก่อนเส้นตายข้อตกลงผนวกกองกำลัง https://thestandard.co/syrian-army-clashes-with-kurdish/ Tue, 23 Dec 2025 03:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1157131 กองทัพซีเรียปะทะกองกำลังเคิร์ด ก่อนเส้นตายข้อตกลงผนวกกองกำลัง

เกิดเหตุปะทะระหว่างกองทัพซีเรียกับกองกำลังประชาธิปไตยซี […]

The post กองทัพซีเรียปะทะกองกำลังเคิร์ด ก่อนเส้นตายข้อตกลงผนวกกองกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพซีเรียปะทะกองกำลังเคิร์ด ก่อนเส้นตายข้อตกลงผนวกกองกำลัง

เกิดเหตุปะทะระหว่างกองทัพซีเรียกับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (Syrian Democratic Forces: SDF) ที่นำโดยกลุ่มเคิร์ดในเมืองอเลปโป ถือเป็นการสู้รบที่เกิดขึ้นก่อนเส้นตายข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งกำหนดให้ SDF ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพซีเรีย

 

ทั้งนี้ Al Jazeera รายงานว่า เกิดเหตุการณ์สู้รบในเมืองอเลปโป หลังกองกำลัง SDF เปิดฉากยิงใส่จุดประจำการของกองทัพซีเรียบริเวณวงเวียนเซย์ฮาน (Sheihan) และไลร์มูน (Lairmoun) โดยมีการใช้อาวุธหนักอย่างปืนกลหนักและปืนครก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และอีก 11 รายมีอาการบาดเจ็บสาหัส ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเด็ก 2 คนที่ถูกยิงด้วยกระสุนปืน

 

เบื้องต้นกระทรวงมหาดไทยซีเรียออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว เป็นการ ‘ทรยศ’ ต่อความมั่นคงของประเทศ โดยชี้ว่า SDF มุ่งเป้าไปที่บ้านเรือนและพลเรือน รวมถึงจุดประจำการกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง

 

ขณะที่ฝ่าย SDF ปฏิเสธว่ากองกำลังไม่ได้เล็งเป้าพื้นที่พลเรือน และการโจมตีครั้งนี้เกิดจากกองกำลังที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพซีเรีย หากแต่รัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ดี SANA สื่อทางการของซีเรียออกมาระบุว่า กองทัพซีเรียและ SDF ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ออกคำสั่งให้หยุดยิงตอบโต้เป็นที่เรียบร้อย

 

เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ ฮาคาน ฟิดาน (Hakan Fidan) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยือนกรุงดามัสกัส เพื่อหารือการผนวก SDF เข้าสู่กองทัพซีเรีย โดยเป็นข้อตกลงระหว่าง อาเหม็ด อัล-ชารา (Ahmed al-Shara) ประธานาธิบดีซีเรีย กับกองกำลัง SDF ในเดือนมีนาคม หลังจากการโค่นล้ม บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำซีเรียในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน และการเจรจาหยุดชะงัก โดยก่อนหน้านี้ซีเรียเสนอให้รวม SDF เข้ากับกองทัพของประเทศ และแบ่งเป็น 3 กองพล หากแต่ตุรกีคัดค้านการแบ่งแยกในรูปแบบดังกล่าว ต้องการให้รวมกองกำลังเป็นหน่วยเดียว และรื้อโครงสร้างบังคับบัญชาใหม่ทั้งหมด เพราะมองว่า SDF เป็นองค์กรก่อการร้าย เชื่อมโยงกับพรรคแรงงานเคอร์ดิสสถาน (PKK)

 

ไอมาน โอกันนา (Ayman Oghanna) ผู้สื่อข่าว Al Jazeera วิเคราะห์ว่า การเยือนของตุรกีครั้งนี้เป็นชนวนเร่งให้ความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะการรวม SDF เข้ากับกองกำลังซีเรีย ถือเป็นภัยต่อเอกภาพของชาติ และเรื่องเปราะบางที่อันตรายที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้

 

ขณะที่ ซามี อาคิล (Samy Akil) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Tahrir Institute for Middle East Policy ระบุว่า การที่ข้อตกลงยังไม่ถูกนำไปปฏิบัติมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการขาดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างสองฝ่าย

 

อาคิลระบุว่า SDF กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้เริ่มดำเนินการตามข้อตกลง เช่น ยอมสละพื้นที่ที่ควบคุมอยู่ และผนวกรวมเข้ากับกองทัพซีเรีย ขณะที่รัฐบาลซีเรียก็ถูกตุรกีกดดันทางการทูตให้หาทางออก

 

อนึ่ง เส้นตายของข้อตกลงหยุดยิงคือสิ้นปี 2025 หากแต่ อาซาด อัล-ชิบานี (Asaad al-Shibani) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศซีเรียระบุว่า รัฐบาลยังไม่เห็นเจตจำนงที่จริงจังและมีการถ่วงเวลาอย่างเป็นระบบ

 

ภาพ: Anadolu via Reuters Connect

อ้างอิง:

The post กองทัพซีเรียปะทะกองกำลังเคิร์ด ก่อนเส้นตายข้อตกลงผนวกกองกำลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมปี 2026 มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ https://thestandard.co/us-senate-passed-2026-defense/ Thu, 18 Dec 2025 05:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1155953 วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมปี 2026 มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

วุฒิสภาสหรัฐอเมริกามีมติ 77 ต่อ 20 เสียง ผ่านร่างกฎหมาย […]

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมปี 2026 มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมปี 2026 มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

วุฒิสภาสหรัฐอเมริกามีมติ 77 ต่อ 20 เสียง ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหม (NDAA) ประจำปี 2026 มูลค่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยขั้นตอนต่อไปจะส่งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนาม โดยนักวิเคราะห์มองว่า ร่างงบประมาณนี้ เป็นการรวมลำดับความสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ เข้ากับบทบัญญัติที่ออกแบบมา เพื่อรักษาอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภาเหนืออำนาจทางทหาร

 

ร่างกฎหมายดังกล่าวควบคุมการถอนกำลังพลของกองทัพอเมริกัน โดยกำหนดให้เพนตากอนต้องคงทหารในยุโรปไว้อย่างน้อย 76,000 นาย (จากปกติ 80,000-100,000 นาย) และคงทหารในเกาหลีใต้ไม่ต่ำกว่า 28,500 นาย เพื่อสกัดกั้นการลดขนาดพันธมิตรทางทหารอย่างรวดเร็วเกินไป

 

อีกทั้งยังอนุมัติงบช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครน 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (แบ่งจ่าย 2 ปี) พร้อมงบผลิตอาวุธอีกปีละ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอนุมัติงบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไต้หวัน เพื่อคานอำนาจทางทหารของจีน

 

นอกจากยูเครนและไต้หวันแล้ว ร่างงบประมาณดังกล่าว ยังอนุมัติงบ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนระบบป้องกันขีปนาวุธร่วม รวมถึงระบบ Iron Dome รวมถึงระบุให้เพนตากอนรายงานข้อมูลและส่งวิดีโอหลักฐานการโจมตีขบวนการลักลอบขนส่งในทะเลแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออก หลังจากเกิดเหตุโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

วุฒิสภายังยกเลิกอำนาจในการใช้กำลังทางทหารในอิรัก (ปี 2003) และสงครามอ่าว (ปี 1991) เพื่อลดความเสี่ยงการทำสงครามโดยไม่ผ่านสภา พร้อมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียเป็นการถาวร เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูประเทศ

 

นโยบาย America First ของรัฐบาลทรัมป์ ได้ยกเลิกสำนักงานและหลักสูตรฝึกอบรมด้านความหลากหลาย (DEI) ในกระทรวงกลาโหม คาดว่าจะสามารถช่วยประหยัดงบได้ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ออกอีก 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำงบไปจัดลำดับความสำคัญที่ขีดความสามารถทางทหารโดยตรง

 

ภาพ: Getmilitaryphotos / Shutterstock

อ้างอิง:

The post วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหมปี 2026 มูลค่ากว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish เรียก Elon Musk ว่า ‘ขี้ขลาด น่าสมเพช’ เมื่อเขาใกล้มีสถานะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก https://thestandard.co/billie-eilish-calls-musk-coward/ Fri, 14 Nov 2025 06:36:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1143308 Billie Eilish เรียก Elon Musk ว่า ‘ขี้ขลาด น่าสมเพช’ เมื่อเขาใกล้มีสถานะเป็น เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก

เมื่อ Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัทที่บุกเบิกเทคโนโลยีล้ำส […]

The post Billie Eilish เรียก Elon Musk ว่า ‘ขี้ขลาด น่าสมเพช’ เมื่อเขาใกล้มีสถานะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish เรียก Elon Musk ว่า ‘ขี้ขลาด น่าสมเพช’ เมื่อเขาใกล้มีสถานะเป็น เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก

เมื่อ Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัทที่บุกเบิกเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Tesla, SpaceX และอีกมากมายกำลังจะมีสถานะเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ คนแรกของโลกเร็วๆ นี้ ศิลปินสาว Billie Eilish จึงแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกที่ Elon Musk สามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเงินจำนวนมหาศาลนั้น พร้อมกับเรียกเขาว่าเป็น ‘ไอ้ขี้ขลาดน่าสมเพช’

 

Billie Eilish แชร์โพสต์จาก My Voice, My Choice ลงบน Instagram Story โดยเริ่มจากภาพ Elon Musk ที่มาพร้อมกับข้อความว่า
“Elon Musk ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก และนี่คือสิ่งที่เขาอาจทำได้”

 

โพสต์ถัดๆ มาเป็นการเสนอหลากหลายปัญหาและชุมชนเปราะบางที่ Elon Musk อาจใช้เงินช่วยเหลือเกื้อกูล หรือแม้แต่ ‘จบปัญหา’ เหล่านั้นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการยุติความหิวโหยบนโลกใบนี้ด้วยการมอบเงินจำนวน 40 ล้านดอลลาร์ให้แก่องค์กรผู้เกี่ยวข้องทุกปีจนถึงปี 2030 และการสร้างหรือจัดหาแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธิ์ให้คนทั่วโลก ด้วยการลงทุนด้วยเงินจำนวน 140 ล้านดอลลาร์เป็นเวลา 7 ปี

 

มีการเสนอด้วยว่า Elon Musk สามารถช่วยแก้ปัญหาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ได้ด้วยการทุ่มเงินจำนวน 1-2 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในการอนุรักษ์ให้ ‘สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง’ จำนวน 10,433 สปีชี่กลับมามีสถานะเป็น ‘สัตว์ใกล้สูญพันธุ์’ อีกทั้งเขาอาจช่วยสร้างฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์จากซากปรักหักพังขึ้นมาใหม่ด้วยเงินจำนวน 53.2 พันล้านดอลลาร์ รวมไปถึงยูเครนและซีเรียในเงินจำนวน 793.2 พันล้านดอลลาร์ โดย Billie Eilish ปิดท้ายด้วยการเขียนข้อความว่า “และอื่นๆ อีกมากมาย ไอ้ขี้ขลาดน่าสมเพช”

 

Elon Musk กำลังจะมีสถานะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก เมื่อผู้ถือหุ้น Tesla ทั้งหมด 75% โหวตอนุมัติแพ็กเกจแผนค่าตอบแทนจำนวนถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับเขาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม Elon Musk จะต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ให้ได้ก่อน นั่นคือการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ Tesla ให้ถึงยอด 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035, การขายยานพาหนะให้ได้ 12 ล้านเครื่องต่อปี และพร้อมใช้งาน Robotaxi กับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างละ 1 ล้านตัว นอกจากนั้นเขายังต้องดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอแห่ง Tesla ทั้งหมด 7 ปีครึ่งก่อนที่จะได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากแพ็กเก็จใหม่นี้

 

ภาพ: TheStewartofNY/WireImage + Chip Somodevilla/Getty Images

อ้างอิง:

The post Billie Eilish เรียก Elon Musk ว่า ‘ขี้ขลาด น่าสมเพช’ เมื่อเขาใกล้มีสถานะเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอล-ซีเรีย บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว พร้อมเปิดทางให้ทหารซีเรียเข้าซุเวย์ดาในวงจำกัด https://thestandard.co/israel-syria-agree-to-ceasefire/ Sun, 20 Jul 2025 10:09:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1098086 อิสราเอล ซีเรีย หยุดยิง

ทูตสหรัฐประจำตุรกีเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (18 กรกฎาคม) ว่า […]

The post อิสราเอล-ซีเรีย บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว พร้อมเปิดทางให้ทหารซีเรียเข้าซุเวย์ดาในวงจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอล ซีเรีย หยุดยิง

ทูตสหรัฐประจำตุรกีเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (18 กรกฎาคม) ว่า อิสราเอลและซีเรียได้ตกลงหยุดยิง โดยได้รับการสนับสนุนจากตุรกี จอร์แดน และประเทศเพื่อนบ้าน หลังเกิดเหตุสู้รบในจังหวัดซุเวย์ดา ทางตอนใต้ของซีเรีย ซึ่งมีประชากรชาวดรูซเป็นส่วนใหญ่

 

โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (16 กรกฎาคม) อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกรุงดามัสกัส และโจมตีกองกำลังรัฐบาลทางตอนใต้ของซีเรีย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลซีเรียถอนกำลังออกจากพื้นที่ อิสราเอลระบุว่า การโจมตีนั้นมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชาวดรูซในซีเรีย ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพล และมีเครือญาติอยู่ในเลบานอนและอิสราเอลด้วย

 

ทอม บาร์แร็ก เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำตุรกี กล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า

“เราขอเรียกร้องให้ชาวดรูซ เบดูอิน และสุหนี่ วางอาวุธ และร่วมกับชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่รวมเป็นหนึ่งของซีเรีย” 

 

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า อิสราเอลตกลงให้กองกำลังซีเรียสามารถเข้าพื้นที่ซุเวย์ดาในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมกันนั้น รัฐบาลซีเรียก็ประกาศเตรียมส่งกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าไปในพื้นที่ทางตอนใต้ ร่วมกับมาตรการทางการเมืองและความมั่นคงเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพ และป้องกันไม่ให้ความรุนแรงกลับมาอีก

 

ทั้งนี้ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพซีเรียได้เข้าปราบความไม่สงบในพื้นที่ แต่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อชาวดรูซ และถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศจนต้องถอนกำลังออกไปภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันพุธ (16 กรกฎาคม)

 

แม้ที่ผ่านมาอิสราเอลจะเคยประกาศไม่อนุญาตให้กองกำลังซีเรียเข้าประจำการทางตอนใต้ แต่เมื่อวันศุกร์  (18 กรกฎาคม) เจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เนื่องจากความไม่มั่นคงที่ยังคงอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย อิสราเอลจึงตกลงให้กองกำลังรักษาความปลอดภัยภายในของซีเรียเข้าพื้นที่ซุเวย์ดาได้ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงข้างหน้า”

 

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สพบขบวนรถของหน่วยจากกระทรวงมหาดไทยซีเรียหยุดอยู่บนถนนในจังหวัดดารา ซึ่งอยู่ติดกับซุเวย์ดา โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า กำลังรอคำสั่งสุดท้ายเพื่อเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่

 

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังคงมองว่ารัฐบาลชุดใหม่ของซีเรียที่มีประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา เป็นผู้นำนั้นมีแนวคิดหัวรุนแรงแฝงอยู่ และได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องชุมชนชาวดรูซในซีเรียจากการถูกคุกคาม โดยเฉพาะหลังได้รับแรงกดดันจากชาวดรูซในอิสราเอลเอง โดยตลอดจนช่วงเช้าวันศุกร์ อิสราเอลยังได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศในพื้นที่ซุเวย์ดาเพิ่มเติม

 

ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐได้เข้ามามีบทบาทไกล่เกลี่ยจนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้ และทำเนียบขาวกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ว่า ข้อตกลงดังกล่าวดูเหมือนจะยังคงมีผลบังคับใช้ได้

 

อาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรีย ซึ่งพยายามสานสัมพันธ์อันดีขึ้นกับสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวหาว่าอิสราเอลพยายามแบ่งแยกซีเรีย และให้คำมั่นว่าจะปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ

 

ภาพ: Ammar Awad / REUTERS  

อ้างอิง:

 

The post อิสราเอล-ซีเรีย บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว พร้อมเปิดทางให้ทหารซีเรียเข้าซุเวย์ดาในวงจำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? https://thestandard.co/israel-airstrike-syria-druze-suwayda/ Thu, 17 Jul 2025 07:53:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1097338 israel-airstrike-syria-druze-suwayda

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา กองทัพรั […]

The post ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
israel-airstrike-syria-druze-suwayda

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลซีเรียเข้าควบคุมเมืองซูเวย์ดา (Suwayda) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของชาวดรูซ (Druze) หลังเกิดการปะทะรุนแรงระหว่างกองกำลังติดอาวุธของดรูซกับกลุ่มเบดูอิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

 

สถานการณ์ทวีความรุนแรงเมื่อมีกลุ่มนักรบอิสลามิสต์ที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลเข้าร่วมการสู้รบ สร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชนดรูซ และนำไปสู่คำเรียกร้องจากผู้นำทางศาสนาดรูซต่อประชาคมโลกให้เข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือน

 

อิสราเอลจึงตอบโต้ด้วยการเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของรัฐบาลซีเรียในพื้นที่ โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชาวดรูซที่มีความเกี่ยวพันเชื้อสายและวัฒนธรรมกับพลเมืองชาวดรูซในอิสราเอล

 

ต่อมา อิสราเอล แคตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ประกาศชัดว่า หากกองกำลังรัฐบาลซีเรียไม่ถอนตัวจากพื้นที่ “อิสราเอลจะยกระดับการโจมตี”

ก่อนที่เมื่อวานนี้ (16 กรกฎาคม) อิสราเอลได้โจมตีหนักขึ้นโดยพุ่งเป้าไปที่กระทรวงกลาโหมและพื้นที่ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงดามัสกัส

 

สุดท้าย ภายหลังการหารือกับสหรัฐ รัฐบาลซีเรียภายใต้ผู้นำคนใหม่ อาห์เหม็ด อัล-ชารา ตกลงถอนกำลังออกจากซูเวย์ดาและประกาศหยุดยิงกับกองกำลังดรูซ แต่ข้อตกลงนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้นำทางศาสนาดรูซบางฝ่ายยังปฏิเสธข้อตกลง

 

ดรูซคือใคร?

 

“ดรูซ” (Druze) เป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาหรับที่มีศาสนาเป็นของตนเอง แตกแขนงจากศาสนาอิสลามในศตวรรษที่ 11 โดยไม่มีการรับคนเข้าใหม่หรือเปลี่ยนศาสนา และห้ามแต่งงานข้ามศาสนา

 

ปัจจุบัน ดรูซมีประชากรราว 1 ล้านคน กระจายอยู่ในซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล โดยเฉพาะในซีเรีย ดรูซอาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดซูเวย์ดา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) ที่อิสราเอลยึดครองจากซีเรียในปี 1967

 

ในฝั่งอิสราเอล ชาวดรูซราว 130,000 คนมีสถานะเป็นพลเมืองและถูกเกณฑ์ทหารเทียบเท่าชาวยิว โดยมีบทบาทอย่างมากในกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง

 

ในทางตรงกันข้าม ดรูซที่อาศัยอยู่ในเขตโกลันยังคงยึดมั่นในอัตลักษณ์ซีเรีย โดยปฏิเสธการถือสัญชาติอิสราเอล และถือเพียงสถานะ “ผู้พำนักถาวร”

 

เหตุใดกองทัพซีเรียจึงปะทะกับดรูซ?

 

แม้ประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย อาห์เหม็ด อัล-ชารา จะประกาศนโยบายรวมชาติและเคารพความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ในความเป็นจริง กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ที่จงรักภักดีต่อเขากลับสร้างความหวาดกลัวให้กับชนกลุ่มน้อย รวมถึงดรูซ

 

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลในการบังคับปลดอาวุธกองกำลังดรูซ และรวมเข้ากับกองทัพแห่งชาติ ซึ่งถูกต่อต้านจากฝ่ายดรูซที่ต้องการรักษาอำนาจควบคุมตนเอง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขารู้สึกว่าถูกกีดกันจากเวทีการเจรจาระดับประเทศ และมีตัวแทนเพียงคนเดียวในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

 

เหตุใดอิสราเอลจึงแทรกแซง?

 

รัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของ เบนจามิน เนทันยาฮู ออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีเป็นไปเพื่อ “ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อชาวดรูซในซีเรีย” โดยอ้างถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพลเมืองดรูซในอิสราเอล ทั้งทางสายเลือด ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

 

อิสราเอลยังได้กำหนด “เขตปลอดอาวุธ” ฝั่งซีเรียใกล้พรมแดนโกลัน พร้อมเตือนว่า จะไม่ยอมให้กองกำลังใดเข้ามาในพื้นที่นี้

 

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำดรูซในซีเรียมีจุดยืนไม่เป็นเอกภาพ บางส่วนเรียกร้องให้รัฐซีเรียเข้ามาจัดการความมั่นคงในซูเวย์ดาและยุติการใช้อาวุธของกองกำลังท้องถิ่น แต่บางกลุ่มยังยืนยันที่จะสู้ต่อไป และปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด

 

สถานการณ์จะไปทางไหนต่อ?

 

แม้รัฐบาลซีเรียจะประกาศถอนทหารและเริ่มเจรจา แต่ความร้าวลึกในหมู่ชาวดรูซ และการยกระดับโจมตีของอิสราเอล ชี้ว่าความขัดแย้งนี้อาจยังไม่จบลงในเร็ววัน โดยเฉพาะเมื่อประชาคมโลกยังคงแบ่งขั้ว และไม่มีท่าทีจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยอย่างชัดเจน

 

ภาพ: REUTERS / Ayal Margolin TPX IMAGES OF THE DAY

 

อ้างอิง:

The post ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงซีเรีย ถล่มตึกกระทรวงกลาโหม อ้างปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ https://thestandard.co/israel-airstrike-damascus-druze/ Thu, 17 Jul 2025 04:07:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1097271 เครื่องบินรบ อิสราเอล โจมตีกรุงดามัสกัส ประเทศ ซีเรีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงดามัสกัส ของซีเ […]

The post อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงซีเรีย ถล่มตึกกระทรวงกลาโหม อ้างปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินรบ อิสราเอล โจมตีกรุงดามัสกัส ประเทศ ซีเรีย ท่ามกลางความตึงเครียดกับชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงดามัสกัส ของซีเรีย วานนี้ (16 กรกฎาคม) โดยโจมตีหลายเป้าหมายด้านความมั่นคง รวมทั้งอาคารกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทหาร และบริเวณรอบทำเนียบประธานาธิบดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และบาดเจ็บ 34 คน

 

อิสราเอลอ้างว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นปฏิบัติการเพื่อปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ ในจังหวัดซูไวดา (Suweida) ทางตอนใต้ของซีเรีย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวดรูซในอิสราเอล ภายหลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาวดรูซ กับกองกำลังชนเผ่าเบดูอิน ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 300 คน ซึ่งอิสราเอลได้ส่งกำลังทหารไปยังเมืองซูไวดา ตั้งแต่วันจันทร์ (14 กรกฎาคม)

 

โดยรัฐบาลอิสราเอลยังเรียกร้องให้รัฐบาลซีเรียถอนกำลังทหารออกจากเมืองซูไวดา ในขณะที่อิสราเอล แคทซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล โพสต์ข้อความผ่าน X ยืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะ “ยังคงปฏิบัติการในเมืองซูไวดา เพื่อทำลายกองกำลังที่โจมตีชาวดรูซต่อไป จนกว่าพวกเขาจะถอนกำลังออกไปทั้งหมด”

 

ขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล กล่าวว่า กองทัพอิสราเอลกำลัง “ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือชาวดรูซ และเพื่อกำจัดกองกำลังของรัฐบาลซีเรีย” 

 

กระทรวงการต่างประเทศซีเรีย ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังเกิดเหตุโจมตี โดยประณามอิสราเอลว่า “กระทำการรุกราน” และชี้ว่า การโจมตีดามัสกัสและซูไวดาของอิสราเอล “เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอันเป็นระบบของอิสราเอล ที่ต้องการจุดชนวนความตึงเครียด ความวุ่นวาย และบ่อนทำลายความมั่นคงในซีเรีย” 

 

ขณะที่ซีเรีย เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ “ดำเนินการอย่างเร่งด่วน” ต่อการรุกรานของอิสราเอล แต่ยืนยันว่าซีเรียนั้นยังคงยินดีเปิดรับความพยายามของสหรัฐฯ และชาติอาหรับ ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสันติ

 

ทางด้านอาห์เหม็ด อัล ชารา ประธานาธิบดีซีเรีย ได้แถลงผ่านโทรทัศน์ โดยประกาศจะเอาชนะความพยายามของอิสราเอลที่จะทำลายประเทศ และยืนยันว่าซีเรียปฏิเสธการแบ่งแยกทุกรูปแบบ พร้อมทั้งย้ำว่าชาวดรูซเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างประเทศซีเรีย และการปกป้องพวกเขาก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

ทั้งนี้ ล่าสุด สำนักข่าว SANA ของทางการซีเรีย รายงานว่ารัฐบาลซีเรีย ได้เริ่มถอนกำลังทหารออกจากเมืองซูไวดาแล้ว โดยระบุว่า เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลซีเรียและผู้นำศาสนาของชาวดรูซภายในเมืองซูไวดา หลังจากที่กองทัพซีเรียเสร็จสิ้นภารกิจในการไล่ล่ากลุ่มนอกกฎหมาย

 

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีซีเรียดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลุ่มกบฏที่นำโดยกองกำลังแนวร่วม HTS ของชาวมุสลิมนิกายซุนนี ได้โค่นล้มประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งอัล ชารา ผู้นำกลุ่ม HTS ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางการยอมรับจากสหรัฐฯ​ และชาติตะวันตก

 

โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่ารัฐบาลทรัมป์ได้ร่วมมือกับทุกฝ่ายในความขัดแย้งนี้ เพื่อยุติการปะทะในซีเรีย

 

“เราได้ตกลงกันในขั้นตอนเฉพาะเจาะจงที่จะนำสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวลและน่าสะพรึงกลัวนี้ มาสู่จุดจบในคืนนี้ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ และนี่คือสิ่งที่เราคาดหวังอย่างเต็มที่จากพวกเขา” รูบิโอกล่าว และอธิบายความตึงเครียดล่าสุดระหว่างอิสราเอลและซีเรียว่าเป็น “ความเข้าใจผิด” 

 

ชนวนขัดแย้งชาวดรูซกับรัฐบาลใหม่ซีเรีย

 

ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลอัล อัสซาด ชาวดรูซ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ได้ต่อต้านความพยายามของรัฐบาลซีเรียชุดใหม่ ในการเข้าควบคุมพื้นที่ซีเรียตอนใต้ โดยชาวดรูซจำนวนมากคัดค้านการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลไปประจำการในซูไวดา และต่อต้านการผนวกรวมกองกำลังชาวดรูซเข้ากับกองทัพซีเรีย 

 

ที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลซีเรียชุดใหม่จะให้คำมั่นในการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในซีเรียตอนใต้ แต่กองทัพรัฐบาลซีเรียก็ถูกกล่าวหาว่าโจมตีชนกลุ่มน้อยเช่นกัน

 

สถานการณ์ตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น จากความรุนแรงทางศาสนาที่ปะทุขึ้นหลายครั้งในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีรายงานเหตุปะทะระหว่างกองกำลังชาวดรูซ กับกองกำลังความมั่นคงของรัฐบาล และกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมที่สนับสนุนรัฐบาล จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบคน

 

ขณะที่อิสราเอลเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งในซีเรีย จากการวางตำแหน่งตนเองในฐานะพันธมิตรและผู้ปกป้องชนกลุ่มน้อยในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงชาวเคิร์ด ชาวดรูซ และชาวอลาวีในซีเรีย 

 

ภาพ: REUTERS/Khalil Ashawi

อ้างอิง:

The post อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงซีเรีย ถล่มตึกกระทรวงกลาโหม อ้างปกป้องชนกลุ่มน้อยชาวดรูซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูบิโอเตือนซีเรีย ประเทศอาจล่มสลายและเผชิญสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า https://thestandard.co/rubio-warns-syria-collapse-civil-war-risk/ Wed, 21 May 2025 03:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1076583 รูบิโอให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เตือน ซีเรีย อาจ ล่มสลาย และเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ […]

The post รูบิโอเตือนซีเรีย ประเทศอาจล่มสลายและเผชิญสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูบิโอให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เตือน ซีเรีย อาจ ล่มสลาย และเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา โดยชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมานานกว่า 14 ปีอย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความกังวลต่อผลการประเมินที่ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐบาลของซีเรีย กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศซีเรียเผชิญกับการ ‘ล่มสลาย’ และ ‘สงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบครั้งใหญ่’ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

“เราประเมินว่าอย่างตรงไปตรงมาแล้ว หน่วยงานที่มีอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น อาจเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง และอาจล่มสลายและเกิดสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งก็คือประเทศจะแตกแยก”

 

โดยรูบิโอยังชี้ว่า มีหลายประเทศที่ต้องการส่งความช่วยเหลือแก่รัฐบาลใหม่ของซีเรีย แต่กลัวจะเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ 

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ประกาศการตัดสินใจยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย ระหว่างการเยือนตะวันออกกลางเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเขายังได้พบกับ อาเหม็ด อัลชารา ประธานาธิบดีซีเรียคนใหม่ และอดีตผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่นำกองกำลังกบฏบุกยึดอำนาจจากรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

 

ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนกรานว่า ซีเรียต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรได้ ซึ่งรวมถึงการปกป้องชนกลุ่มน้อยทางศาสนาและชาติพันธุ์ 

 

แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยังคงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางศาสนา ระหว่างกองกำลังฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลขึ้นถึง 2 ครั้ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

ขณะที่รูบิโอชี้ว่าชนกลุ่มน้อยในซีเรียหลายกลุ่มกำลังเผชิญกับความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เพราะอดีตประธานาธิบดีอัสซาด จงใจทำให้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ขัดแย้งกันเอง”

 

ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters

อ้างอิง: 

The post รูบิโอเตือนซีเรีย ประเทศอาจล่มสลายและเผชิญสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย https://thestandard.co/trump-saudi-arms-deal-sanctions-on-syria/ Wed, 14 May 2025 04:14:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1074048 ดีลซื้อขายอาวุธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวใหญ่ระหว่างการเยื […]

The post ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลซื้อขายอาวุธ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวใหญ่ระหว่างการเยือนกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย วานนี้ (13 พฤษภาคม) ว่า สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมายาวนาน ในขณะที่ได้ลงนามข้อตกลงซื้อขายอาวุธกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย มูลค่าเกือบ 1.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าเป็นข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่สหรัฐฯ เคยทำมา

 

ทรัมป์ประกาศข่าวดังกล่าวระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในฟอรัมการลงทุนของซาอุ โดยเขายังเผยภายหลังการหารือกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ว่า ซาอุให้คำมั่นที่จะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นอกจากนี้เขาและมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน ยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือที่ครอบคลุมในหลายด้าน เช่น ด้านพลังงาน กลาโหม และเหมืองแร่ 

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เลือกซาอุเป็นประเทศแรกในทริปเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง และเป็นประเทศแรกในทริปการเยือน 3 ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย โดยทรัมป์มุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนเป็นหลัก 

 

เลิกคว่ำบาตร ให้โอกาสฟื้นฟูซีเรีย

 

ทรัมป์กล่าวถึงแผนยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรียที่มีมานานกว่าทศวรรษ โดยชี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวจะให้โอกาสแก่รัฐบาลซีเรียในการกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ล่มสลายไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มต่อต้าน นำโดย อาเหม็ด อัลชารา ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง

 

“ซีเรียต้องเผชิญกับความชั่วร้าย สงคราม และการสังหารกันมาหลายปีแล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลของผมจึงได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และซีเรียให้กลับมาเป็นปกติเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ” เขากล่าวและเผยว่า การตัดสินใจยกเลิกคว่ำบาตร มีขึ้นตามคำขอของมกุฎราชกุมารบิน ซัลมาน ​และได้หารือเรื่องนี้กับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกีแล้ว

 

ขณะที่คาดว่า ทรัมป์จะพบหารือกับประธานาธิบดี อาเหม็ด อัลชารา แห่งซีเรีย ที่ซาอุในวันนี้ 

 

โดยทรัมป์ยังเผยว่า ช่วงปลายสัปดาห์นี้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางไปพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซีเรียที่ตุรกี เพื่อหารือในประเด็นยกเลิกคว่ำบาตรด้วย

 

ภาพ: Brian Snyder / Reuters

อ้างอิง: 

The post ทรัมป์-ซาอุ เซ็นดีลซื้อขายอาวุธ-ลงทุนมหาศาล สหรัฐฯ ประกาศเตรียมยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เผด็จการซีเรียถูกโค่นล้ม สมดุลอำนาจในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร | DECODING THE WORLD #13 https://thestandard.co/decoding-the-world-13/ Sat, 14 Dec 2024 05:06:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1019496 สงครามกลางเมืองซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียเดินทางมาถึงจุดจบ หลังกลุ่มต่อต้าน […]

The post ชมคลิป: เผด็จการซีเรียถูกโค่นล้ม สมดุลอำนาจในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร | DECODING THE WORLD #13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามกลางเมืองซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียเดินทางมาถึงจุดจบ หลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลนำโดย Hay’at Tahrir al-Sham (HTS) เข้าโจมตีและบุกยึดเมืองสำคัญต่างๆ รวมถึงกรุงดามัสกัสซึ่งเป็นเมืองหลวงของซีเรียได้สำเร็จ ทำให้ บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย ต้องลี้ภัยไปยังรัสเซีย และทำให้ระบอบการปกครองของ ‘ตระกูลอัสซาด’ ที่ครอบงำซีเรียมามากกว่า 50 ปีต้องล่มสลายลง

 

อนาคตของซีเรียและดุลอำนาจในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ผู้นำ HTS ในนาม ‘รัฐบาลกอบกู้ซีเรีย’ จะนำพาประเทศไปในทิศทางไหน จะติดหล่มเหมือนกรณีรัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานหลังกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกไปหรือไม่

 

ขณะที่การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทั้งในประเด็นของไต้หวัน รวมถึงสงครามภาษีและการค้าก็เข้มข้นขึ้นตามลำดับ ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะหวนคืนทำเนียบขาวอีกครั้งในช่วงต้นปี 2025

 

ด้านสถานการณ์การเมืองในเกาหลีใต้ก็ยังคงน่าติดตาม หลัง ยุนซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งรอดจากการยื่นถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งในครั้งแรกเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกาศเดินหน้าต่อสู้ให้ถึงที่สุด โดยยุนอาจเผชิญการลงมติถอดถอนครั้งใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังปฏิเสธข้อเรียกร้องของพรรคต้นสังกัดให้เขาลาออกจากตำแหน่ง มาร่วมถอดรหัสประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไปพร้อมกันใน DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก

 

The post ชมคลิป: เผด็จการซีเรียถูกโค่นล้ม สมดุลอำนาจในตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร | DECODING THE WORLD #13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมความเสียหายจากสงครามซีเรีย กว่า 13 ปี สูญเสียไปเท่าไร https://thestandard.co/syria-war-13-years-damage-overview/ Fri, 13 Dec 2024 14:09:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1019424

  ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร     ภาพรวมควา […]

The post ภาพรวมความเสียหายจากสงครามซีเรีย กว่า 13 ปี สูญเสียไปเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพรวมความเสียหายจากสงครามซีเรีย กว่า 13 ปี สูญเสียไปเท่าไร

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

 


 

ภาพรวมความเสียหาย ‘สงครามซีเรีย’ ที่ดำเนินมานานกว่า 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด จะถูกโค่นล้มอำนาจโดยกลุ่มต่อต้านซึ่งนำโดยกลุ่ม HTS เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) คาดการณ์ไว้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองในซีเรียอย่างน้อย 5.8 แสนคน

 

ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และสำนักงานประสานงานกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินว่า ประชาชนชาวซีเรียกว่า 16.7 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยราว 13 ล้านคนกลายเป็นคนพลัดถิ่น ซึ่งในจำนวนนี้ราว 7.2 ล้านคนกลายเป็นคนพลัดถิ่นในประเทศ (Internally Displaced Person) และอีกกว่า 6 ล้านคนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศในช่วงสงคราม โดยส่วนใหญ่ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างตุรกี เลบานอน และจอร์แดน รวมถึงหลายประเทศในแถบยุโรปอย่างเยอรมนี ออสเตรีย และสวีเดน

 

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) บ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของซีเรียอาจลดลงกว่า 86% จาก 6.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2011 ที่สงครามกลางเมืองเปิดฉาก เหลือเพียงราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 โดยหลายฝ่ายเฝ้าจับตามองอนาคตของซีเรียภายใต้ ‘รัฐบาลกอบกู้ซีเรีย’ ที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินไปในทิศทางไหน จะมีสงครามกลางเมืองระลอกใหม่เกิดขึ้นในซีเรียอีกหรือไม่ ต้องติดตาม

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 13 ธันวาคม 2024

 

อ้างอิง:

The post ภาพรวมความเสียหายจากสงครามซีเรีย กว่า 13 ปี สูญเสียไปเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ราบสูงโกลัน ชนวนความขัดแย้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและโลกอาหรับ https://thestandard.co/israel-syria-security-implications-golan/ Thu, 12 Dec 2024 12:34:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1019016 ที่ราบสูงโกลัน

ที่ราบสูงโกลันตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย เป็นพ […]

The post ที่ราบสูงโกลัน ชนวนความขัดแย้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและโลกอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ราบสูงโกลัน

ที่ราบสูงโกลันตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทั้งในแง่ภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ โดยอิสราเอลยึดครองพื้นที่นี้จากซีเรียในช่วงสงคราม 6 วัน ปี 1967 ซึ่งเป็นผลจากการโจมตีเชิงป้องกันของอิสราเอลหลังความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น ในสงครามครั้งนั้นอิสราเอลสามารถเอาชนะกลุ่มประเทศอาหรับและยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงที่ราบสูงโกลันจากซีเรีย

 

หลังจากนั้น ในปี 1973 ซีเรียและอียิปต์ร่วมมือกันโจมตีอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ แม้จะสร้างความประหลาดใจในช่วงแรก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา อิสราเอลสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ และผลักดันกองทัพซีเรียออกจากพื้นที่โกลัน

 

ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงในปี 1974 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การดูแลขององค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้บางส่วนของที่ราบสูงโกลันเป็น ‘เขตปลอดทหาร’ และให้กองกำลังสหประชาชาติ (UNDOF) ทำหน้าที่สังเกตการณ์ ทว่าในปี 1981 อิสราเอลประกาศผนวกพื้นที่นี้อย่างเป็นทางการ แม้จะถูกปฏิเสธจากประชาคมโลก แต่ในทางปฏิบัติอิสราเอลปกครองพื้นที่นี้มานานกว่า 50 ปี

 

ทำไมที่ราบสูงโกลันถึงมีความสำคัญต่ออิสราเอล?

 

ที่ราบสูงโกลันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและทรัพยากรของอิสราเอล ดังนี้

 

  1. ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์: ด้วยภูมิประเทศที่สูง อิสราเอลสามารถมองเห็นทัศนวิสัยทั่วพื้นที่ซีเรียตอนใต้และอิสราเอลตอนเหนือ ทำให้โกลันกลายเป็น ‘แนวป้องกันธรรมชาติ’ จากภัยคุกคามทางทหาร

 

  1. ทรัพยากรน้ำ: ที่ราบสูงโกลันเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ โดยเฉพาะทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรอิสราเอล

 

  1. ความมั่นคงต่อภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธ: อิสราเอลมองว่าการครอบครองพื้นที่นี้ช่วยสกัดการแทรกซึมจากกลุ่มกองกำลังที่ไม่เป็นมิตร เช่น อิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

เหตุผลเบื้องหลังการโจมตีครั้งใหญ่ของอิสราเอลในซีเรีย

 

ภายหลังการล่มสลายของระบอบอัสซาด อิสราเอลฉวยโอกาสเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยโจมตีทางอากาศเกือบ 500 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน เป้าหมายหลักคือฐานทัพซีเรีย เส้นทางขนส่งอาวุธ และโรงเก็บอาวุธ ที่อาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มติดอาวุธ เช่น ฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

อิสราเอลยังเคลื่อนกองกำลังเข้าไปในเขตปลอดทหารในที่ราบสูงโกลัน ซึ่งสะท้อนถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งขยายพื้นที่กันชน และป้องกันไม่ให้สุญญากาศทางอำนาจในซีเรียนำไปสู่การผงาดขึ้นมาของกลุ่มกองกำลังใหม่ที่ไม่เป็นมิตร

 

 

การประกาศโกลันเป็นของอิสราเอล: ชนวนขัดแย้งใหม่กับโลกอาหรับ?

 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศชัดเจนว่า “ที่ราบสูงโกลันจะเป็นของอิสราเอลตลอดกาล” ซึ่งในมุมมองของ ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า สิ่งนี้ไม่ต่างจากการประกาศเป็นศัตรูกับโลกอาหรับโดยตรง เนื่องจากที่ราบสูงโกลันยังถือเป็นดินแดนของซีเรียตามกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ในทางพฤตินัยอิสราเอลจะประกาศครอบครองมานานกว่า 50 ปีก็ตาม

 

คำประกาศดังกล่าวทำให้หลายประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ออกมาประณามอย่างหนัก โดยมองว่าสิ่งที่อิสราเอลทำเป็นการละเมิดกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างความกังวลว่าจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ในภูมิภาค ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยังยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ ที่อิสราเอลใช้ยุทธวิธีโจมตีเข้าไปยังเลบานอนช่วงสงครามกลางเมืองในทศวรรษที่ 1970 ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม คำประกาศของอิสราเอลเกี่ยวกับที่ราบสูงโกลัน และปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในซีเรีย อาจบอกได้ว่าเป็นทั้งการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล และการท้าทายต่อภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจหลังการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ทิ้งท้ายว่า การเคลื่อนไหวนี้ของอิสราเอลไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองในภูมิภาคนี้ แต่ยังอาจเป็นการสร้าง ‘เมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้ง’ ครั้งใหม่ที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับโลกอาหรับ รวมถึงผู้เล่นสำคัญอื่นๆ อย่างตุรกีและอิหร่าน ทวีความตึงเครียดมากขึ้น

 

ในอนาคตสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การปะทะทางการทหาร การขยายเขตกันชน หรือการเปลี่ยนแปลงทางการทูตในภูมิภาคหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ภาพ: Ammar Awad TPX IMAGES OF THE DAY / Reuters

อ้างอิง:

The post ที่ราบสูงโกลัน ชนวนความขัดแย้งใหม่ระหว่างอิสราเอลและโลกอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอลโจมตีซีเรีย 480 ครั้งใน 2 วัน เนทันยาฮูลั่น จะพลิกโฉมหน้าตะวันออกกลาง https://thestandard.co/israel-attacks-syria-480-times-netanyahu-middle-east/ Wed, 11 Dec 2024 08:31:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1018371 "israel-attacks-syria-480-times-netanyahu-middle-east"

การโค่นอำนาจ บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย กระตุ […]

The post อิสราเอลโจมตีซีเรีย 480 ครั้งใน 2 วัน เนทันยาฮูลั่น จะพลิกโฉมหน้าตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
"israel-attacks-syria-480-times-netanyahu-middle-east"

การโค่นอำนาจ บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย กระตุ้นให้อิสราเอลรุกคืบปฏิบัติการทางทหารในซีเรีย โดยเปิดฉากการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายทางทหารในซีเรีย อีกทั้งยังส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปทั้งในและนอกเขตกันชนปลอดทหารเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยวานนี้ (10 ธันวาคม) ว่า กองทัพโจมตีเข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ของซีเรียกว่า 480 ครั้งตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยโจมตีคลังอาวุธยุทธศาสตร์ของซีเรียเกือบทั้งหมด ขณะที่ คาตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า กองทัพเรืออิสราเอลสามารถทำลายกองเรือซีเรียได้สำเร็จเมื่อคืนก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังกล่าวยกย่องด้วยว่า ปฏิบัติการนี้ ‘ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง’

 

กองทัพอากาศอิสราเอลระบุว่า จากการโจมตี 480 ครั้ง มีประมาณ 350 ครั้งที่เป็นการโจมตีด้วยเครื่องบินที่มีคนขับ โดยมุ่งเป้าไปยังสนามบิน, ฐานทัพต่อต้านอากาศยาน, ขีปนาวุธ, โดรน, เครื่องบินขับไล่, รถถัง และสถานที่ผลิตอาวุธในกรุงดามัสกัส, เมืองฮอมส์, เมืองทาร์ทัส, เมืองลาตาเกีย และเมืองปาลไมรา ส่วนที่เหลือเป็นการโจมตีเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งจะเน้นโจมตีคลังอาวุธ โครงสร้างทางทหาร และแท่นยิงต่างๆ

 

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวชื่นชมการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรียว่าเป็น ‘บทใหม่ที่น่าตื่นเต้น’ โดยระบุว่า “การล่มสลายของระบอบการปกครองซีเรียเป็นผลโดยตรงจากการที่เรากระหน่ำโจมตีฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และอิหร่านอย่างรุนแรง…แกนยังไม่หายไป แต่อย่างที่ผมสัญญาไว้ เรากำลังจะพลิกโฉมหน้าของตะวันออกกลาง”

 

สำนักข่าว CNN รายงานว่า อิสราเอลรู้สึกชื่นชมยินดีต่อการล่มสลายของระบบอัสซาด เนื่องจากเขาคือพันธมิตรรายสำคัญของอิหร่าน โดยเขาเป็นคนที่ปล่อยให้ซีเรียถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงและกองกำลังของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่ในขณะเดียวกันอิสราเอลก็กังวลกับข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะนี้กลุ่มติดอาวุธอิสลามกำลังเข้าปกครองซีเรียแทน

 

กิเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า อิสราเอลกำลังทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพทหารซีเรีย ซึ่งมีคลังอาวุธเคมีและขีปนาวุธพิสัยไกล โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธเหล่านี้ ‘ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มหัวรุนแรง’ พร้อมย้ำว่า เวลานี้สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการสิ่งจำเป็นทั้งหมด เพื่อรักษาความมั่นคงของอิสราเอล

 

ผู้สื่อข่าวของ CNN ที่ประจำการอยู่ในกรุงดามัสกัสเผยว่า พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นตลอดช่วงเช้าวานนี้ โดยเป็นการโจมตีลากยาวมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะ Voice of the Capital ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวซีเรียกล่าวว่า การโจมตีด้วยระเบิดเมื่อคืนที่ผ่านมา “เป็นการโจมตีกรุงดามัสกัสที่รุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปี”

 

อย่างไรก็ตาม การกระทำของอิสราเอลเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มประเทศอาหรับ ซึ่งกล่าวหาอิสราเอลว่าใช้ประโยชน์จากความไม่มั่นคงในซีเรียเพื่อยึดครองดินแดน โดยสันนิบาตอาหรับออกแถลงการณ์ว่า อิสราเอล “กำลังใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ภายในของซีเรีย” ส่วนอียิปต์กล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าว “ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์จากสถานะที่คลุมเครือและเป็นสุญญากาศ เพื่อยึดครองดินแดนซีเรียเพิ่มเติม”

 

ภาพ: Miro Maman / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อิสราเอลโจมตีซีเรีย 480 ครั้งใน 2 วัน เนทันยาฮูลั่น จะพลิกโฉมหน้าตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย? จากกลุ่มต่อต้านรุกคืบยึดเมืองสำคัญ สู่การโค่นล้มประธานาธิบดีเผด็จการ https://thestandard.co/syria-rebellion-topples-dictator/ Mon, 09 Dec 2024 13:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1017847 เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย?

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำโดยกลุ่มติดอาวุธอิสล […]

The post เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย? จากกลุ่มต่อต้านรุกคืบยึดเมืองสำคัญ สู่การโค่นล้มประธานาธิบดีเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย?

กลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำโดยกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ นิกายซุนนี ที่เรียกตัวเองว่า ‘ฮายัต ตาห์รีร์ อัล-ชาม’ (Hayat Tahrir al-Sham) หรือกลุ่ม HTS ที่มี อาบู โมฮัมเหม็ด อัล-จาวลานี เป็นผู้นำ เดินหน้ารุกคืบและบุกยึดเมืองสำคัญๆ ตั้งแต่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียอย่างอเลปโป (Aleppo) ไล่ลงมาทางตอนใต้โดยเฉพาะที่เมืองฮามา (Hama) และฮอมส์ (Homs) ประกอบกับกลุ่มต่อต้านที่อยู่ทางตอนใต้ของซีเรียก็บุกยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดาร์อา (Daraa) ได้สำเร็จเช่นเดียวกัน เป็นเหตุให้กองทัพซีเรียต้องถอยร่นในหลายสมรภูมิรบ

 

โดยกลุ่มต่อต้านได้ประกาศชัยชนะและปลดปล่อยกรุงดามัสกัสหลังบุกยึดเมืองหลวงของซีเรียได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม เป็นเหตุให้ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ต้องลี้ภัยไปยังรัสเซีย และทำให้ระบอบการปกครอง ‘ตระกูลอัสซาด’ ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีอัสซาดผู้พ่อจนมาถึงประธานาธิบดีอัสซาดผู้ลูกที่ยาวนานกว่า 50 ปีต้องล่มสลายลง นำไปสู่การเปลี่ยนสมดุลทางอำนาจครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองในซีเรีย เกิดการแย่งชิงอำนาจ และนำไปสู่ความโกลาหลที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

อ้างอิง: 

 

เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย?

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เกิดอะไรขึ้นที่ซีเรีย? จากกลุ่มต่อต้านรุกคืบยึดเมืองสำคัญ สู่การโค่นล้มประธานาธิบดีเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนดูชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการซีเรีย หลังถูกฝ่ายต่อต้านโค่นอำนาจ https://thestandard.co/bashar-al-assad-life-after-overthrow/ Mon, 09 Dec 2024 12:36:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1017798 ย้อนดูชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการซีเรีย หลังถูกฝ่ายต่อต้านโค่นอำนาจ

สงครามกลางเมืองที่กินเวลามากว่า 13 ปีของซีเรียได้เดินทา […]

The post ย้อนดูชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการซีเรีย หลังถูกฝ่ายต่อต้านโค่นอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนดูชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการซีเรีย หลังถูกฝ่ายต่อต้านโค่นอำนาจ

สงครามกลางเมืองที่กินเวลามากว่า 13 ปีของซีเรียได้เดินทางมาสู่จุดพลิกผันสำคัญ หลังวานนี้ (8 ธันวาคม) ฝ่ายต่อต้านบุกเข้าไปในกรุงดามัสกัสพร้อมประกาศว่า เมืองหลวงของประเทศได้รับการ ‘ปลดปล่อย’ จากการปกครองของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมานาน 24 ปี

 

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากนายทหารอาวุโสว่า อัสซาดเดินทางหนีออกจากกรุงดามัสกัส และในขณะที่ฝ่ายต่อต้านเร่งค้นหาตัวอัสซาดอย่างไม่ลดละ ก็มีข่าวออกมาว่าเขาและครอบครัวหนีไปพำนักอยู่ที่ประเทศมหามิตรอย่างรัสเซียแล้ว ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองของตระกูลอัสซาดที่มีมากว่าครึ่งศตวรรษ 

 

THE STANDARD ชวนย้อนดูเส้นทางชีวิตของ บาชาร์ อัล-อัสซาด ชายผู้เกิดในตระกูลที่ครองอำนาจในซีเรีย กับเส้นทางชีวิตที่บีบบังคับให้เขาต้องได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเผด็จการ

 

อ้างอิง:

 

ลูกชาย ฮาเฟซ อัล-อัสซาด

จบมหาวิทยาลัยดามัสกัส และเรียนต่อจักษุวิทยา ที่ Western Eye Hospital ในอังกฤษ

บาชาร์ อัล-อัสซาด จึงต้องรับหน้าที่แทน

ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี

กลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

ใช้อาวุธเคมีปราบปรามพลเรือน

แต่รัสเซียใช้กำลังทหารแทรกแซง

อัสซาดหนีไปรัสเซีย

The post ย้อนดูชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการซีเรีย หลังถูกฝ่ายต่อต้านโค่นอำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวซีเรียทยอยกลับบ้านหลังระบอบอัสซาดล่มสลาย จำใจต้องยอมลี้ภัยเพราะสงครามกลางเมือง https://thestandard.co/syria-refugees-return-civil-war-aftermath/ Mon, 09 Dec 2024 06:02:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1017541 ซีเรีย

ชาว ซีเรีย เริ่มทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังกลุ่มต่อต้านรัฐ […]

The post ชาวซีเรียทยอยกลับบ้านหลังระบอบอัสซาดล่มสลาย จำใจต้องยอมลี้ภัยเพราะสงครามกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเรีย

ชาว ซีเรีย เริ่มทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซีเรียบุกยึดกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย ได้สำเร็จเมื่อวานนี้ (8 ธันวาคม) เป็นเหตุให้ บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ และสิ้นสุดระบอบการปกครองของอัสซาดที่ปกครองซีเรียมานานถึง 24 ปี 

 

โดยชาวซีเรียที่อพยพลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเลบานอนและจอร์แดนเพราะสงครามกลางเมืองในช่วงระบอบการปกครองของอัสซาด ทยอยเดินทางกลับประเทศอีกครั้ง ภายหลังจากที่กลุ่มต่อต้านประกาศชัยชนะเหนืออัสซาดและปลดปล่อยกรุงดามัสกัสได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับเข้าซีเรียจากฝั่งจอร์แดนผ่านจุดข้ามแดนเจเบอร์ (Jaber Border Crossing) ระบุว่า เขาอาศัยอยู่ในจอร์แดนมา 12 ปี เมื่อเขาและครอบครัวทราบข่าวว่าระบอบอัสซาดล่มสลายแล้ว พวกเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิดอีกครั้งอย่างปลอดภัย

 

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์อาหรับสปริงเมื่อปี 2011 มีชาวซีเรียมากกว่า 14 ล้านคนถูกบังคับให้ต้องอพยพลี้ภัยเพราะสงครามกลางเมือง โดยกว่า 7.2 ล้านคนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศซีเรีย ซึ่งประชากรราว 70% ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และ 90% มีคุณภาพชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจน 

 

ภาพ: Amr Abdallah Dalsh / Reuters

 

ภาพ: Omar Ibrahim / Reuters

 

ซีเรีย

ภาพ: Amr Abdallah Dalsh / Reuters

 

ซีเรีย

ภาพ: Amr Abdallah Dalsh / Reuters

 

ภาพ: Abdulaziz Ketaz / AFP

 

ภาพ: Yasin Akgul / AFP

 

อ้างอิง:

The post ชาวซีเรียทยอยกลับบ้านหลังระบอบอัสซาดล่มสลาย จำใจต้องยอมลี้ภัยเพราะสงครามกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>