Sydney Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sydney/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 18 Aug 2026 09:17:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลียลงทุนไทย เชื่อมตลาดอาเซียนเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรม https://thestandard.co/thailand-australia-investment-asean/ Tue, 18 Aug 2026 09:13:33 +0000 https://thestandard.co/thailand-australia-investment-asean/ นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception ที่นครซิดนีย์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลียลงทุนไทย เชื่อมตลาดอาเซียนเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception ที่นครซิดนีย์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน ‘Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception’ หัวข้อ ‘Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth’ โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

 

ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและการผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“การลงทุนและการผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

 

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

 

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูง ซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่

 

ส่วนภาคเอกชนของไทย ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ และกลุ่มมิตรผล

 

ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

The post นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลียลงทุนไทย เชื่อมตลาดอาเซียนเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สานต่อมิตรภาพไทย-ออสเตรเลีย เยี่ยมผู้สำเร็จราชการรัฐนิวเซาท์เวลส์ หารือความร่วมมือรอบด้าน https://thestandard.co/pm-australia-nsw-cooperation/ Tue, 18 Aug 2026 05:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1243166 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการรัฐนิวเซาท์เวลส์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post นายกฯ สานต่อมิตรภาพไทย-ออสเตรเลีย เยี่ยมผู้สำเร็จราชการรัฐนิวเซาท์เวลส์ หารือความร่วมมือรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการรัฐนิวเซาท์เวลส์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ห้อง Drawing Room ทำเนียบรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ มาร์กาเร็ต บีซลีย์ (The Honourable Margaret Beazley AC KC) ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และชื่นชมออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค โดยไทยและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเร็วๆ นี้ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังชื่นชมผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้ความสำคัญและมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับการขยายวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 2571

 

นายกรัฐมนตรีชื่นชมรัฐนิวเซาท์เวลส์ในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนจากทั่วโลก รวมถึงชุมชนไทย สามารถรักษาอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในสังคม ปัจจุบันมีชาวไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ประมาณ 30,000 คน และนักศึกษาไทยประมาณ 10,000 คนศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับออสเตรเลีย โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้

The post นายกฯ สานต่อมิตรภาพไทย-ออสเตรเลีย เยี่ยมผู้สำเร็จราชการรัฐนิวเซาท์เวลส์ หารือความร่วมมือรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชวน Canva ตั้งนิติบุคคลในไทย ดึง Talent ต่างชาติ เชื่อม Creator-SMEs ดัน Creative Economy สู่ตลาดโลก https://thestandard.co/pm-canva-thailand-creative-economy/ Tue, 18 Aug 2026 05:40:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1243162 ภาพกราฟิกนายกรัฐมนตรีและโลโก้ Canva พร้อมข้อความเชิญชวนตั้งนิติบุคคลในไทย

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post นายกฯ ชวน Canva ตั้งนิติบุคคลในไทย ดึง Talent ต่างชาติ เชื่อม Creator-SMEs ดัน Creative Economy สู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกนายกรัฐมนตรีและโลโก้ Canva พร้อมข้อความเชิญชวนตั้งนิติบุคคลในไทย

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการสื่อสารด้วยภาพ พร้อมหารือกับคลิฟ โอเบรคต์ (Cliff Obrecht) ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO, Willix Halim CEO Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภคพล ตั้งตงฉิน ผู้บริหารประจำภูมิภาคประเทศไทย ถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Drive Thailand’s Creative Economy) เพื่อนำผลงานของคนไทยเข้าสู่ตลาดโลก

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า Creative Economy เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลัง สามารถต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าในตลาดโลกได้ โดยมองว่าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Canva สามารถช่วยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบและวัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก และเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการทำงานร่วมกับ Local Creators และ SMEs ไทย โดยส่งเสริมให้มีการนำงานออกแบบ องค์ประกอบทางวัฒนธรรม และผลงานของครีเอเตอร์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถนำไปใช้ และเปิดโอกาสให้ Thai Creators ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของตนเอง ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่ง Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Canva Creators ชาวไทยจากประมาณ 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571

 

ขณะที่ Canva ได้กล่าวถึงการทำงานกับฝ่ายไทยว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ ดิจิทัล และ AI ให้แก่ SMEs เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการตลาดให้แข่งขันในต่างประเทศได้ รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชวน Canva พิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคลและขยายฐานธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งนำบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทยให้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อสร้างการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในประเทศ โดยเชิญชวนให้ Canva ทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งด้านการลงทุนและโครงการพัฒนาทักษะและเชื่อมช่องว่างด้านบุคลากร (Skill Bridge) เพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานและบุคลากรในภาค SMEs

 

เพื่อให้เกิดผลตามที่หารือในครั้งนี้ ทาง BOI จะทำงานกับ Canva อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศ Creative Economy ในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

The post นายกฯ ชวน Canva ตั้งนิติบุคคลในไทย ดึง Talent ต่างชาติ เชื่อม Creator-SMEs ดัน Creative Economy สู่ตลาดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เยือน Thai Town ซิดนีย์ พบชุมชนไทย หนุนยกระดับศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย https://thestandard.co/anutin-sydney-thai-town-visit/ Tue, 18 Aug 2026 04:57:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243111 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เยี่ยมชม Thai Town ในนครซิดนีย์ พร้อมพบปะและทักทายชุมชนไทย

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 11.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post อนุทิน เยือน Thai Town ซิดนีย์ พบชุมชนไทย หนุนยกระดับศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เยี่ยมชม Thai Town ในนครซิดนีย์ พร้อมพบปะและทักทายชุมชนไทย

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 11.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชมย่าน Thai Town ในนครซิดนีย์ และพบปะชุมชนไทย โดยมีโคลเวอร์ มอร์ (The Right Honourable Clover Moore AO) นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ (Lord Mayor of Sydney) ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมร้านค้าของคนไทยในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรีที่ร้าน Doodee King

ดูภาพข่าว 

นายกรัฐมนตรีชื่นชมนครซิดนีย์ที่ร่วมในการพัฒนา Thai Town และสนับสนุนแนวทางยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย อาทิ การจัดสร้างงานศิลปะสาธารณะ และแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จของเทศกาล Sydney Lunar Festival โดยเฉพาะกิจกรรม Lunar Streets ในย่าน Haymarket ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ชุมชนชาวเอเชียที่มีความหลากหลายได้ร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมขอบคุณนายกเทศมนตรีที่เปิดโอกาสให้ชุมชนไทยมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือที่ดีระหว่างชุมชนไทยกับนครซิดนีย์

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา Thai Town ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยและทำให้ Thai Town เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งยังช่วยดึงดูดผู้มาเยือนและสร้างโอกาสให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่”

 

ตลอดเส้นทาง คนไทยในชุมชนได้มาร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวทักทาย ร่วมถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง เดินชมร้านค้า ร้านอาหาร แวะชิมอาหารไทย พร้อมพูดคุยกับผู้ประกอบการคนไทยตลอดเส้นทางด้วย

 

 

ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เยี่ยมชม Thai Town ในนครซิดนีย์ พร้อมพบปะและทักทายชุมชนไทย 1ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เยี่ยมชม Thai Town ในนครซิดนีย์ พร้อมพบปะและทักทายชุมชนไทย 2ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เยี่ยมชม Thai Town ในนครซิดนีย์ พร้อมพบปะและทักทายชุมชนไทย 3

The post อนุทิน เยือน Thai Town ซิดนีย์ พบชุมชนไทย หนุนยกระดับศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย https://thestandard.co/anutin-sydney-australia-business-community/ Mon, 17 Aug 2026 13:18:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1242989 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และได้รับการต้อนรับ

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิด […]

The post อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และได้รับการต้อนรับ

วันนี้ (17 สิงหาคม) เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ

 

เมื่อเดินทางถึง ไมเคิล จอห์น เดลี (The Honourable Michael John Daley MP) อัยการสูงสุดรัฐนิวเซาท์เวลส์ ในฐานะผู้แทนผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมด้วยลอร่า ทอมป์สัน (Mrs. Laura Thomson) รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีฝ่ายพิธีการทูต สำนักนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และคารินา คาเมรอน (Mrs. Karina Cameron) รองอธิบดีกรมพิธีการทูตของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ให้การต้อนรับ

 

ทั้งนี้ พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาลออสเตรเลีย

 

สำหรับวันพรุ่งนี้ (18 สิงหาคม 2569) นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญในนครซิดนีย์ ดังนี้

 

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ณ Government House จากนั้นจะกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute สถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญของออสเตรเลีย โดยจะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่อความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะชุมชนไทยและเยี่ยมชมย่าน Thai Town เพื่อรับฟังความคิดเห็นและพบปะพี่น้องชาวไทยในออสเตรเลีย ก่อนพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty Ltd. บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย พร้อมเยี่ยมชมสำนักงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และโอกาสส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

 

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมกิจกรรมหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ณ โรงแรม Crown Sydney เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยและออสเตรเลีย ก่อนรับประทานอาหารค่ำร่วมกับภาคเอกชนไทย และเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์รา โดยมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยาน Fairbairn กรุงแคนเบอร์รา เวลา 21.30 น.

The post อนุทินถึงซิดนีย์ เตรียมพบภาคธุรกิจ-ชุมชนไทย เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Airbus ทำสถิติบินมาราธอน 24 ชั่วโมง ทดสอบ A350-1000ULR ปูทาง Qantas เปิดบินตรง ‘ซิดนีย์-ลอนดอน’ ปี 2027 https://thestandard.co/airbus-qantas-nonstop-flight-record/ Wed, 29 Jul 2026 11:59:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1236202 เครื่องบิน Airbus A350-1000ULR กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

Airbus ประสบความสำเร็จในการทดสอบเที่ยวบินมาราธอนแบบไม่แ […]

The post Airbus ทำสถิติบินมาราธอน 24 ชั่วโมง ทดสอบ A350-1000ULR ปูทาง Qantas เปิดบินตรง ‘ซิดนีย์-ลอนดอน’ ปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบิน Airbus A350-1000ULR กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า

Airbus ประสบความสำเร็จในการทดสอบเที่ยวบินมาราธอนแบบไม่แวะพัก นาน 24 ชั่วโมง 24 นาที โดยบินตรงจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สู่โรงงานประกอบในเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส รวมระยะทางกว่า 23,075 กิโลเมตร

 

เที่ยวบินประวัติศาสตร์ครั้งนี้ใช้เครื่องบินโมเดล A350-1000ULR ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นพิเศษ ติดตั้งถังเชื้อเพลิงเสริมที่บรรจุได้เพิ่มขึ้นอีก 20,000 ลิตร และรองรับผู้โดยสารได้ 238 ที่นั่ง ถือเป็นก้าวสำคัญของ ‘Project Sunrise’ โดยสายการบิน Qantas ที่ตั้งเป้าเปลี่ยนการเดินทางไกลข้ามโลกให้กลายเป็นเที่ยวบินตรงแบบไม่จอดแวะพัก (Nonstop)

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก โดย Flightradar24 แพลตฟอร์มติดตามเที่ยวบินชื่อดัง เผยว่า มีผู้เข้าติดตามชมเส้นทางบินผ่านระบบออนไลน์มากกว่า 3.6 ล้านคน ส่งผลให้กลายเป็นเที่ยวบินที่มีผู้ติดตามมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม เป็นรองเพียงเที่ยวบินขนส่งพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เท่านั้น

 

ด้าน Qantas ได้สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นพิเศษนี้จำนวน 12 ลำ เพื่อเตรียมเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงเชื่อมชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย เข้ากับกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยต้องการจะพลิกโฉม ‘เส้นทางจิงโจ้’ (Kangaroo Route) ในตำนาน จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาเดินทางและแวะพักรวมนานถึง 5 วัน ให้เหลือเพียงเที่ยวบินรวดเดียวจบในเวลา 19-21 ชั่วโมงเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับเส้นทางการบินและสภาพอากาศ)

 

ตามแผนการล่าสุด Airbus มีกำหนดส่งมอบเครื่องบินลำแรกให้ Qantas ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2027 ก่อนที่จะเริ่มเปิดให้บริการเที่ยวบินบินตรงประจำวัน (Daily Flight) เส้นทางซิดนีย์-ลอนดอน อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี 2027 เป็นต้นไป

 

ภาพ: REUTERS / Tim Hepher / File Photo

 

อ้างอิง:

 

The post Airbus ทำสถิติบินมาราธอน 24 ชั่วโมง ทดสอบ A350-1000ULR ปูทาง Qantas เปิดบินตรง ‘ซิดนีย์-ลอนดอน’ ปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHANEL เตรียมนำแฟชั่นโชว์คอลเล็กชัน Cruise 2027 มาจัดอีกรอบที่ซิดนีย์ https://thestandard.co/chanel-cruise-2027-show-sydney/ Wed, 03 Jun 2026 02:22:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1214082 ภาพนางแบบสวมชุดจากคอลเล็กชัน CHANEL Cruise 2027

CHANEL เตรียมสร้างปรากฏการณ์ในวงการแฟชั่นอีกครั้งและขยา […]

The post CHANEL เตรียมนำแฟชั่นโชว์คอลเล็กชัน Cruise 2027 มาจัดอีกรอบที่ซิดนีย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนางแบบสวมชุดจากคอลเล็กชัน CHANEL Cruise 2027

CHANEL เตรียมสร้างปรากฏการณ์ในวงการแฟชั่นอีกครั้งและขยาย “Blazymania” ไปทั่วทุกมุมโลกกับการประกาศจัดแฟชั่นโชว์ Cruise 2027 ในรูปแบบ Replica ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ หลังเผยโฉมครั้งแรกมาแล้วที่เมืองบียาริตส์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

โชว์ Cruise 2027 ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ CHANEL จะได้จัดแฟชั่นโชว์แบบเต็มรูปแบบที่ประเทศออสเตรเลีย โดยเมื่อปี 2025 ทางแบรนด์ก็เพิ่งเปิดสาขาที่ใหญ่ที่สุดกว่า 1,000 ตารางเมตรที่ถนน Market Street ของซิดนีย์

 

ซึ่งหากดูในเชิงฤดูกาลก็ถือว่าเพอร์เฟกต์มากๆ เพราะในช่วงปลายปีที่เสื้อผ้าคอลเล็กชัน Cruise 2027 เตรียมเข้าร้านก็จะเป็นหน้าร้อนพอดีในแถบออสเตรเลีย บวกกับ CHANEL ก็มีหลายแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มาจากประเทศออสเตรเลีย ไม่ว่าจะ Margot Robbie, Nicole Kidman หรือจะ Jacob Elordi ในส่วนของน้ำหอม Bleu De Chanel ส่วนในแคมเปญกระเป๋า CHANEL 25 ปีล่าสุดก็มี Kylie Minogue นักร้องระดับตำนานจากออสเตรเลียมาร่วมด้วยที่นำเพลงและมิวสิกวิดีโอ Come Into My World ของเธอมาทำเวอร์ชันใหม่

 

แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการประกาศว่าแฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2027 จะจัดที่ไหนของซิดนีย์ แต่ก็มีหลายสถานที่สุดไอคอนิกให้เลือกที่เชื่อว่าจะตระการตาและไม่แพ้โชว์แรกที่บียาริตส์ ไม่ว่าจะเป็น อ่าวซิดนีย์ที่เห็นสะพานฮาร์เบอร์, ศูนย์ศิลปะ

 

Sydney Opera House หรือจะเป็น Bondi Beach ส่วนอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อมา CHANEL ก็จะจัดโชว์ Métiers d’art 2027 คอลเล็กชันใหม่ของ Matthieu Blazy ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีในวันที่ 2 ธันวาคม

 

ภาพ: CHANEL

The post CHANEL เตรียมนำแฟชั่นโชว์คอลเล็กชัน Cruise 2027 มาจัดอีกรอบที่ซิดนีย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด https://thestandard.co/isis-australia-women-children-return/ Thu, 07 May 2026 03:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1204611 ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ […]

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในซีเรียและต้องสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISIS หรือกลุ่มรัฐอิสลาม กำลังจะเดินทางกลับออสเตรเลียในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ท่ามกลางการจับตามองเนื่องจากตำรวจออสเตรเลียประกาศว่า สมาชิกบางส่วนที่เดินทางกลับจะถูกจับกุมทันทีในข้อหาต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

 

 
 

กลุ่มชาวออสเตรเลียดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 4 คน และเด็ก 9 คน ส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปยังนครเมลเบิร์น โดยมีผู้หญิง 1 คนและลูกของเธอที่เดินทางกลับซิดนีย์

 

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียสัมภาษณ์ความเห็นของสมาชิกบางส่วนขณะรอต่อเครื่องที่กรุงโดฮา เพื่อกลับไปเมลเบิร์น ซึ่งหลายคนเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับไปออสเตรเลีย และระบุเหตุผลที่ต้องการเดินทางกลับ เนื่องจากต้องการให้ลูกๆ ของพวกเธอปลอดภัย

 

“เราแค่ต้องการให้ลูกๆ ของเราปลอดภัย มันเหมือนนรก (ในซีเรีย) สำหรับพวกเขา” หญิงคนหนึ่งกล่าว และเสริมว่า “ลูกๆ ส่วนใหญ่ของพวกเขา ซึ่งเกิดในซีเรีย ไม่เคยกลับออสเตรเลียมาก่อน และออสเตรเลียเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับพวกเขา”

 

โดยหญิงบางคนบอกว่า เธอคิดถึงออสเตรเลีย และสิ่งที่ตั้งตารอมากที่สุดหลังจากกลับไปคือการได้ไปร้านกาแฟโปรดของพวกเธอที่ถนนคอลลินส์ ในเมลเบิร์น

 

เจ้าสาว ISIS

 

ทั้งนี้ ABC รายงานว่าผู้หญิงหลายคนซึ่งถูกเรียกว่า ‘เจ้าสาวของ ISIS’ ได้ติดตามคู่รักของพวกเธอที่เป็นนักรบของ ISIS ไปยังซีเรีย

 

โดยเมื่อกลุ่ม ISIS ล่มสลาย พวกเธอและลูกจะถูกส่งตัวไปยังค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คนนี้ อาศัยอยู่ที่ค่ายอัลรอจ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และถูกกักขังอยู่เป็นเวลาหลายปี

 

ในจำนวนผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คน รวมถึงหญิงวัย 54 ปี พร้อมลูกสาว 2 คน วัย 33 ปี และ 31 ปี และอดีตนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพวัย 32 ปี โดยทั้งหมดเป็นพลเมืองออสเตรเลียและถือหนังสือเดินทางออสเตรเลีย

 

การตัดสินใจเดินทางกลับออสเตรเลียของพวกเขา กลายเป็นประเด็นถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่ประชาชนออสเตรเลีย ขณะที่ทั้ง 13 คน ต้องติดอยู่ในกรุงดามัสกัส ของซีเรีย เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเพื่อรอเดินทางกลับออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลซีเรีย ระบุว่าต้นเหตุความล่าช้านั้นเกิดจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ยืนยันว่า ต้องวางขั้นตอนต่างๆ ให้รัดกุมเพื่อรับตัวกลุ่มผู้หญิงและเด็กเหล่านี้

 

ออสเตรเลียประณาม-เตรียมจับหลายคนข้อหาก่อการร้าย

 

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police : AFP) เตือนว่า สมาชิกบางคนที่กลับมาถึงจะถูกจับกุมและเผชิญข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การค้าทาส

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามชาวออสเตรเลียกลุ่มนี้ที่เลือกเข้าร่วมกับ ISIS โดยระบุว่า “คนเหล่านี้ได้เลือกสิ่งที่น่าสยดสยองในการเข้าร่วมองค์กรก่อการร้ายที่อันตราย และทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ”

 

โดยเขายืนยันว่า “สมาชิกคนใดก็ตามในกลุ่มนี้ที่ก่ออาชญากรรมจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่”

 

ทางด้านโทนี่ เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในออสเตรเลีย ประณามกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ที่เดินทางไปซีเรีย และเน้นย้ำว่า ใครก็ตามที่พบว่ากระทำความผิดจะถูกดำเนินคดี

 

“พวกเธอตัดสินใจอย่างเลวร้ายและน่าอับอาย หากบุคคลเหล่านี้เดินทางกลับมายังออสเตรเลีย หากพวกเขาได้กระทำความผิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อยกเว้น” เบิร์ก กล่าว และยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในการกลับประเทศของกลุ่มดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายในการกีดกันไม่ให้พลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ

 

ที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียได้ทำการสอบสวนพลเมืองหลายคนที่เดินทางไปยังซีเรียเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม ISIS ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มนี้มีอำนาจสูงสุดและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศซีเรียและอิรักที่อยู่ใกล้เคียง

 

เชื่อกันว่ามีผู้หญิงชาวตะวันตกหลายร้อยคนเดินทางไปยังอิรักและซีเรียในช่วงที่กลุ่ม ISIS มีอำนาจสูงสุด โดยหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นที่สุดคือกรณีของชามิมา เบกุม พลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งถูกเพิกถอนสัญชาติอังกฤษในปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

ขณะที่เบน ซอล ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองสตรีและเด็กที่เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ที่กระทำต่อบุคคลนั้น “มีความเหมาะสมและชอบธรรม”

 

ภาพ : REUTERS/Orhan Qereman

 

อ้างอิง:

 

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ITZY เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 4 ก.ค. นี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า https://thestandard.co/itzy-concert-thailand-impact-arena/ Wed, 11 Mar 2026 10:43:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1186569 ภาพเกิร์ลกรุ๊ป ITZY สำหรับคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ในประเทศไทย

เกิร์ลกรุ๊ปสายเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดปังอย่าง ITZY เตรียมคัมแ […]

The post ITZY เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 4 ก.ค. นี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเกิร์ลกรุ๊ป ITZY สำหรับคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ในประเทศไทย

เกิร์ลกรุ๊ปสายเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดปังอย่าง ITZY เตรียมคัมแบ็กสู่ประเทศไทยด้วยทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหม่ ITZY 3RD WORLD TOUR in BANGKOK ในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม นี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า

 

งานนี้จะเปิดจำหน่ายบัตรรอบพรีเซลส์ตั้งแต่ 3 เมษายน 2026 เป็นต้นไป โดยมีราคาบัตร 2,800 / 3,800 / 4,300 / 4,800 / 5,300 / 5,800 และวีไอพีแพ็กเกจ 6,800 บาท ซึ่งแฟนๆ สามารถดูรายละเอียดรอบจำหน่ายบัตรต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ livenationtero.co.th

 

ทั้งนี้ นอกจากทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศไทยแล้ว พวกเธอก็จะเดินทางไปพบปะแฟนๆ ในอีกหลายเมืองทั่วโลก อาทิ เมลเบิร์น ซิดนีย์ โอ๊กแลนด์​ โตเกียว ฮ่องกง เกาสง และฟิลิปปินส์ ใครที่คิดถึงการแสดงสุดปังของพวกเธอ วอร์มมือเตรียมกดบัตรกันได้เลย

 

ภาพ: ITZY

The post ITZY เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 4 ก.ค. นี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rhode บุกออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ เสิร์ฟผิวฉ่ำสไตล์ Glazed skin https://thestandard.co/rhode-australia-glazed-skin/ Mon, 16 Feb 2026 07:59:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1178970 ภาพผลิตภัณฑ์ Rhode สกินแคร์สำหรับผิวฉ่ำสไตล์ Glazed skin

แบรนด์สกินแคร์มินิมัลสายผิวโกลวของ Hailey Bieber เดินเก […]

The post Rhode บุกออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ เสิร์ฟผิวฉ่ำสไตล์ Glazed skin appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ Rhode สกินแคร์สำหรับผิวฉ่ำสไตล์ Glazed skin

แบรนด์สกินแคร์มินิมัลสายผิวโกลวของ Hailey Bieber เดินเกมขยายตลาดด้วยการพาแบรนด์ Rhode เปิดตัวในออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ หลังมีกระแสข่าวลือหนาหูมาตลอดปีที่ผ่านมา และครั้งนี้ไม่ได้มาแบบเงียบๆ แต่เปิดขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านแฟล็กชิปของ Mecca และที่สาขาหลักบน George Street ในนครซิดนีย์ และ Bourke Street ในนครเมลเบิร์น เป็นการตอกย้ำสถานะของ Rhode ในฐานะแบรนด์ความงามของเซเลบฯ ที่เติบโตเร็วที่สุดแบรนด์หนึ่ง

 

จุดแข็งของ Rhode คือการสื่อสารภาพลักษณ์ effortless glow ผิวที่ดูดีแบบไม่ต้องพยายามมาก สอดรับกับเทรนด์ผิวสุขภาพดีที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีหลัง และยังขยายไลน์สู่เมกอัพอย่าง Pocket Blush และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย เพื่อต่อยอดไลฟ์สไตล์ความงามแบบครบวงจร เรามองว่า Rhode ทำได้ดีในหมวดความชุ่มชื้นและงานผิวโกลว โดยเฉพาะ Peptide Glazing Fluid ที่ให้ลุคผิวฉ่ำแบบไม่เหนอะหนะ เหมาะกับการเลเยอร์ก่อนเมกอัป ส่วน Barrier Restore Cream เหมาะกับผิวแห้งหรือผิวที่อ่อนแอจากการใช้แอ็กทีฟแรงๆ ขณะที่ลิปทรีตเมนต์คือไอเท็มที่ควรมีติดกระเป๋า เพราะช่วยให้ริมฝีปากดูอิ่มฟูและเงาสุขภาพดี

 

ภาพ: Courtesy of Rhode

The post Rhode บุกออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ เสิร์ฟผิวฉ่ำสไตล์ Glazed skin appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : บัตรมาช้า-ขั้นตอนสับสน-คนกลัวบัตรเขย่ง เสียงคนไทยในต่างแดนถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2569 https://thestandard.co/thai-overseas-election-problems-2569/ Fri, 30 Jan 2026 02:58:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1171337 บัตรเลือกตั้งและซองจดหมาย สื่อถึงปัญหาการลงคะแนนเสียงของคนไทยในต่างแดน

“สาเหตุที่ต้องเดินทางไปเลือกตั้งเอง เพราะกลัวข้อผิดพลาด […]

The post เลือกตั้ง 2569 : บัตรมาช้า-ขั้นตอนสับสน-คนกลัวบัตรเขย่ง เสียงคนไทยในต่างแดนถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรเลือกตั้งและซองจดหมาย สื่อถึงปัญหาการลงคะแนนเสียงของคนไทยในต่างแดน

“สาเหตุที่ต้องเดินทางไปเลือกตั้งเอง เพราะกลัวข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นบัตรผิด บัตรไม่ครบ บัตรเขย่ง หรือส่งไปรษณีย์แล้วไม่ถึงสถานกงสุลใหญ่”

 

เหล่านี้คือเสียงสะท้อนจากคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งในออสเตรเลียที่เปิดใจกับ THE STANDARD ถึงประสบการณ์การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2569 ถือเป็นภาพสะท้อนประสบการณ์ของคนไทยในต่างแดนอีกหลายพื้นที่ ผู้ซึ่งต้องเผชิญข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งบัตรเลือกตั้งที่ล่าช้า ความชัดเจนของข้อมูล ไปจนถึงช่องทางการสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ความมั่นใจในกระบวนการเลือกตั้งยังคงเป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย

 

จากซิดนีย์ถึงนอตติงแฮม THE STANDARD สำรวจประสบการณ์การใช้สิทธิของคนไทยในออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร เพื่อถ่ายทอดมุมมองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจริง ไปจนถึงข้อเรียกร้องปรับปรุงกระบวนการเลือกตั้ง

 

‘กลัวบัตรเขย่ง’ เสียงคนไทยในออสเตรเลีย กับการตัดสินใจเดินทางไปใช้สิทธิถึงคูหา

 

เอส (นามสมมติ) ชาวไทยที่อาศัยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เลือกใช้วิธีลงคะแนนเสียงด้วยการเลือกตั้งที่คูหาสัญจรในสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ เนื่องจากที่พักอาศัยอยู่ใกล้จุดเลือกตั้งประมาณ 100 กิโลเมตร และกลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดหากเลือกตั้งทางไปรษณีย์ เช่น บัตรไม่ครบ บัตรเขย่ง หรือส่งไปรษณีย์แล้วไม่ถึงสถานกงสุลใหญ่

 

“สาเหตุที่ต้องเดินทางไปเลือกตั้งเอง เพราะกลัวข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นบัตรผิด บัตรไม่ครบ บัตรเขย่ง หรือส่งไปรษณีย์แล้วไม่ถึงสถานกงสุลใหญ่” เอสอธิบาย

 

เอสมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญต่อคนไทยในต่างประเทศด้วยเหตุผล 2 อย่าง ได้แก่

 

  • การเลือกตั้งเป็นตัวกำหนดว่า รัฐบาลจะมีศักยภาพดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างไร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Working and Holiday วีซ่านักเรียน ข้อตกลงใหม่ระหว่างประเทศคู่เจรจา หรือแม้แต่โอกาสในพำนักระยะยาว หากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ

 

  • การเลือกตั้งเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาปากท้อง เอสมองว่า ต่อให้เขาอาศัยอยู่ในต่างประเทศ แต่บ้าน ครอบครัว และสังคมยังอยู่ที่ประเทศไทย สุดท้ายแล้ว หากเศรษฐกิจดี รัฐบาลมีศักยภาพ สามารถสร้างงาน พัฒนาคน เขาก็อยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย

 

สำหรับบรรยากาศภาพรวมของการเลือกตั้งในออสเตรเลีย เอสเล่าว่า เขาโชคดีกว่าหลายๆ เมือง เพราะกงสุลซิดนีย์เปิดคูหาให้เลือก สามารถเดินทางได้ง่าย มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกที่ดี และสถานที่ลงคะแนนเสียงตั้งอยู่กลางย่านคนไทย ขณะที่ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ก็มีเจ้าหน้าที่เดินสายในร้านอาหาร เพื่อช่วยลงทะเบียนในแพลตฟอร์มออนไลน์

 

อย่างไรก็ตาม เอสไม่ปฏิเสธว่า การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในออสเตรเลียก็เผชิญปัญหาเหมือนกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ปัญหามีตั้งแต่ได้รับบัตรเลือกตั้งช้า ไปจนถึงความเสี่ยงในการส่งกลับต้นทางไม่ทัน

 

“เพื่อนของเราบางคนที่อยู่ในพื้นที่ไกลๆ เช่น เพิร์ทหรือโซนเหนือของออสเตรเลียอย่างแครนส์, ทาวน์วิลส์, ดาร์วิน, อลิซสปริงส์ ได้รับบัตรเลือกตั้งช้า และเสี่ยงจะส่งกลับไม่ทัน บางคนลงทะเบียนครบ แต่บัตรเลือกตั้งไม่ครบ บัตรซ้ำ บัตรสลับ ต้องเสียเวลาติดต่อสถานกงสุลหรือสถานทูต เสี่ยงส่งกลับไม่ทัน เพราะออสเตรเลียมันกว้างมาก

 

“นอกจากนี้ ยังต้องส่งสำเนาบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตไปด้วย ซึ่งไม่สะดวกมากๆ อย่างคนที่บ้านเราเลือกผ่านไปรษณีย์ ต้องขับรถไปหาถ่ายเอกสารตามห้องสมุดในห้างแทน”

 

ส่วนอีกปัญหาหนึ่งคือขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้ง ที่แยกออกจากการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ เอสมองว่า ไม่ควรแยกออกจากกัน เพราะมีเวลาลงทะเบียนประชามติน้อยมาก ทำให้บางคนเสียสิทธิเพราะความยุ่งยากของระบบไปโดยปริยาย

 

“ถ้าเสนอให้ปรับปรุงได้อย่างแรก คือ เรื่องการลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิ ลงรอบเดียวให้ทำได้ทั้งเลือกตั้งและประชามติพร้อมกัน และขยายเวลาการลงทะเบียนให้นานกว่านี้ หรือถ้าเป็นไปได้ทำเลือกตั้งออนไลน์ไปเลย กกต.ได้งบไปเยอะ และประเทศเราก็มีคนเก่งๆ ที่พร้อมจะพัฒนาระบบ”

 

เอสในฐานะคนรุ่นใหม่ยังฝากข้อความในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ขอให้เห็นประชาชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการวาทกรรมเรื่องคนดี เพราะไม่มีมาตรวัดที่ชัดเจน

 

“สิ่งที่ประเทศต้องการคือผู้นำมีวิสัยทัศน์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเข้าใจโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน เราอยากเห็นประเทศไทยจะกลับไปยืนบนเวทีโลกได้จริง แข่งขันกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ หรือ เวียดนามได้ ไม่ใช่เป็นคนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รอวันตาย” เขาย้ำ

 

‘บัตรมาช้า-ข้อมูลไม่ชัด’ คนไทยในอังกฤษสะท้อนปัญหาบัตรเลือกตั้งและการสื่อสาร

 

กิ๊ฟ นักศึกษาปริญญาโทจากเมืองนอตติงแฮม ประเทศสหราชอาณาจักร เล่าปัญหาการลงคะแนนเสียงครั้งนี้กับ THE STANDARD ว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้บัตรเลือกตั้งช้า โดยสถานทูตไทยในลอนดอนแจ้งว่า จะมีการส่งบัตรลงคะแนนเสียงให้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม แต่ปรากฏว่า เขายังไม่ได้รับสักที ขณะที่เพื่อนนักเรียนคนอื่นได้รับจดหมายตั้งแต่วันที่ 15-19 มกราคมแล้ว ทำให้เกิดความกังวลว่า ตนอาจจะส่งกลับปลายทางไม่ทันกำหนดในวันที่ 31 มกราคม

 

“ของเรารอจนถึงวันที่ 20 มกราคมก็ยังมาไม่ถึง เลยจะหาช่องทางติดต่อสถานทูต ณ วันนั้นเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์ ก็ไม่เจอช่องทางติดต่อนอกจากเบอร์โทรปกติ

 

“ซึ่งเราโทรไปวันละ 2 สาย ติดต่อกัน 2 วันก็ไม่มีคนรับสาย จนไปเจอว่า หากต้องการติดต่อสอบถามเรื่องการเลือกตั้ง จะต้องติดต่อผ่านไลน์ของสถานทูต แทนที่จะหาเจอได้จากเว็บไซต์”

 

กิ๊ฟเล่าถึงปัญหาการสื่อสารกับทางสถานทูตไทยในกรุงลอนดอน ซึ่งในท้ายที่สุดก็พบว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตตอบไลน์เร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง โดยขณะนี้ เขาได้รับบัตรเลือกตั้งในวันที่ 23 มกราคมแล้ว

 

“เรื่องช่องทางการติดต่อ ควรจะมีการเผยแพร่ทุกช่องทางของสถานทูต เช่นในกรณีนี้คือเราไปหาเจอในแฟนเพจเฟซบุ๊ก แต่หาในเว็บของสถานทูตไม่เจอ”

 

กิ๊ฟยังย้ำว่า การเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญ และมีกรอบระยะเวลาจำกัด เขาอยากให้สถานทูตมอบหมายให้หน่วยงานแผนกใดแผนกหนึ่ง รับผิดชอบหรือประสานงานทางโทรศัพท์ด้วย ซึ่งเป็นช่องทางรวดเร็วและสามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงคะแนนเสียงได้อย่างทันท่วงที

 

เช่นเดียวกับ เพิร์ล (นามสมมติ) นักศึกษาปริญญาโท เมืองนอตติงแฮม ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกใช้วิธีลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ตอนแรกเธอให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ไม่ได้เจอปัญหาใดๆ แต่ในขั้นตอนส่งกลับ เพิร์ลตั้งข้อสังเกตว่า อินโฟกราฟิกอธิบายรายละเอียดในการเลือกตั้งมีเนื้อหาไม่ชัดเจนและเข้าใจยาก ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่า การลงคะแนนเสียงของเธอจะกลายเป็นบัตรเสียหรือไม่

 

“ใบคำแนะนำใช้คำที่เข้าใจยาก ในอินโฟกราฟิกไม่ได้ระบุว่า ต้องมีการเซ็นชื่อทับรอยต่อแถบกาวด้านหลังทำให้เกิดความสับสน และทำไม่ครบขั้นตอน ซึ่งเป็นกังวลว่า จะเป็นบัตรเสียหรือไม่”

 

เพิร์ลไม่เข้าใจขั้นตอนการเซ็นปิดผนึกว่า เธอต้องเซ็นชื่อตรงไหน เพราะคำอธิบายระบุว่า กรรมการต้องเซ็นซองจดหมายเล็ก แต่ซองใหญ่ก็ไม่มีช่องให้เซ็น ซึ่งไม่แน่ใจว่า เธอสามารถอ้างอิงคำแนะนำจากประเทศอื่นๆ เหมือนกันได้ไหม

 

“อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กกต. ทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สื่อหรืออินโฟกราฟิกทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน รวมถึงควรทำวิดีโอสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ทำสื่อออกมาได้เห็นภาพชัด เข้าใจง่าย”

 

เพิร์ลยังทิ้งท้ายความหวังถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า อยากให้ทุกคะแนนเสียงของคนไทยมีความหมาย หรือไม่มีการพลิกแพลงกฎกติกาเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : บัตรมาช้า-ขั้นตอนสับสน-คนกลัวบัตรเขย่ง เสียงคนไทยในต่างแดนถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together https://thestandard.co/harry-styles-we-belong-together/ Wed, 14 Jan 2026 06:49:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1165105 Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together

ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งที่เผยว […]

The post Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together appeared first on THE STANDARD.

]]>
Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together

ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งที่เผยว่า Harry Styles จะกลับมาออกทัวร์คอนเสิร์ตอีกครั้ง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องการเซ็นสัญญาจัดคอนเสิร์ตซีรีส์ที่ Madison Square Garden ในสหรัฐอเมริกา และในสัปดาห์นี้ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเตรียมปล่อยโปรเจกต์ใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together อีกด้วย

 

ข่าวการปล่อยเพลงใหม่นี้เกิดขึ้นจากการที่มีผู้คนพบโปสเตอร์ปริศนาตามเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส และซิดนีย์ โดยในโปสเตอร์นั้นมีภาพฝูงชนในคอนเสิร์ต พร้อมด้วยข้อความที่เขียนว่า We Belong Together ซึ่งภาพนี้ก็อยู่ในเว็บไซต์ทางการของ Harry Styles เช่นเดียวกัน

 

ในขณะเดียวกัน ในช่วงปลายปี 2025 เขาก็ปล่อยวิดีโอเพลงบรรเลง Forever, Forever ที่ท้ายวิดีโอมีคำว่า We Belong Together ปรากฏขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้แฟนๆ คาดการณ์ว่านี่อาจจะเป็นชื่อเพลงใหม่หรืออัลบั้มใหม่ก็เป็นได้

 

ถ้าหากโปรเจกต์ We Belong Together เป็นเพลงใหม่ นี่จะถือเป็นผลงานเพลงของเขาในรอบหลายปี นับตั้งแต่อัลบั้ม Harry’s House เมื่อปี 2022 ซึ่งต้องมารอชมกันว่าการกลับมาในครั้งนี้ของเขาจะเป็นอย่างไร และจะมีการทัวร์คอนเสิร์ตตามข่าวลือหรือไม่

 

ภาพ: Kevin Mazur/Getty Images for HS

 

อ้างอิง:

The post Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา https://thestandard.co/sydney-grand-fireworks-2026/ Thu, 01 Jan 2026 01:05:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1160585 ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา

นครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ฉลองต้อนรับปี 2026 ด้วยการแสดง […]

The post ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา

นครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ฉลองต้อนรับปี 2026 ด้วยการแสดงดอกไม้ไฟชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีการยิงดอกไม้ไฟจากสะพานซิดนีย์ ฮาร์เบอร์ โรงอุปรากรซิดนีย์โอเปราเฮาส์ และดาดฟ้าอาคารใจกลางเมืองอีก 6แห่ง ทำให้ท้องฟ้าสว่างไสวไปทั่วอ่าวซิดนีย์

 

การแสดงดอกไม้ไฟสุดตระการตากินระยะเวลานานถึง 12 นาที ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวอ่าวซิดนีย์ระยะทางยาวกว่า 7 กิโลเมตร โดยมีการยิงดอกไม้ไฟรวม 25,000 นัด รวมถึงดอกไม้ไฟรูปนกกระตั้ว โคอาลา ตลอดจนพืชและสัตว์พื้นเมืองอื่นๆ ของประเทศออสเตรเลีย

 

ผู้จัดงานเปิดเผยว่าการแสดงครั้งนี้ใช้ดอกไม้ไฟกว่า 9,000 กิโลกรัม และได้เพิ่มจุดยิงดอกไม้ไฟ จากฝั่งตะวันตกของสะพาน ขณะที่มีการใช้แท่นยิงดอกไม้ไฟลอยฟ้า 6 จุด และแท่นยิงดอกไม้ไฟเหนือผืนน้ำ 8 จุด

 

ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 1ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 2ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 3ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 4ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 5ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 6ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 7ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา 8

The post ซิดนีย์โชว์ดอกไม้ไฟต้อนรับปีใหม่ 2026 ยิ่งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเทศกาลยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี https://thestandard.co/bondi-beach-shooting-tributes/ Wed, 17 Dec 2025 04:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1155619 ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี

ผู้คนจำนวนมากร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเทศก […]

The post ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเทศกาลยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี

ผู้คนจำนวนมากร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) ซึ่งเป็นเทศกาลของชาวยิวที่ หาดบอนได นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หลังเหตุกราดยิงดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 15 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 10-87 ปี นับเป็นเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของออสเตรเลีย

 

ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี 1ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี 2ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี 3ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี 4ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง เทศกาลยิว ที่ หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี 5

 

อ้างอิง:

The post ผู้คนร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเทศกาลยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี เรารู้อะไรแล้วบ้าง https://thestandard.co/bondi-shooting-australia-worst-30years/ Mon, 15 Dec 2025 05:13:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1154718 เหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี เรารู้อะไรแล้วบ้าง

เกิดเหตุกราดยิง ณ สวน Archer Park บริเวณหาดบอนได นครซิด […]

The post เหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี เรารู้อะไรแล้วบ้าง

เกิดเหตุกราดยิง ณ สวน Archer Park บริเวณหาดบอนได นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวานนี้ (14 ธันวาคม) เวลาประมาณ 18:47 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยกลุ่มเป้าหมายคือ ชุมชนชาวยิวประมาณ 1,000 คนที่มารวมตัวกัน เพื่อเฉลิมฉลองคืนแรกของเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งแสงไฟ (Festival of Lights) ที่สำคัญของศาสนายูดาห์ (Judaism) กินเวลา 8 วัน 8 คืน

 

ทางการออสเตรเลียได้ประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นการโจมตีของผู้ก่อการร้าย อีกทั้งยังถือเป็นเหตุกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่เหตุสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ รัฐแทสเมเนีย เมื่อปี 1996 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 35 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า ผู้ลงมือก่อเหตุทั้ง 2 คนเป็น ‘พ่อลูกกัน’ ผู้เป็นพ่ออายุ 50 ปี และลูกชายอายุ 24 ปี โดยผู้เป็นพ่อถูกตำรวจวิสามัญเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่อาการยังทรงตัวอยู่ในโรงพยาบาล เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อของพ่อลูกคู่นี้แต่อย่างใด

 

ผู้เป็นพ่อเป็นสมาชิกชมรมปืนและถือใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนมานานกว่า 10 ปี โดยไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ความมั่นคง (ASIO) ระบุว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่ทางการรู้จักอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกประเมินว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนในขณะนั้น

 

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และยังมีผู้รักษาตัวในโรงพยาบาลอีกประมาณ 40 คน โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี รายชื่อผู้เสียชีวิตบางส่วนที่ได้รับการยืนยัน เช่น แดน เอลคายัม วัยรุ่นชาวฝรั่งเศส รวมถึง อเล็กซ์ ไคลท์มัน ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เสียชีวิตขณะเอาตัวบังกระสุนให้ภรรยา

 

ท่าทีของฝ่ายต่างๆ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

ผู้นำชุมชนชาวยิวและรัฐบาลอิสราเอลวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลออสเตรเลียอย่างรุนแรง โดยระบุว่ามีการเตือนเรื่อง ‘กระแสต่อต้านยิว’ (Antisemitism) ที่พุ่งสูงขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่รัฐบาลกลับ ‘ล้มเหลว’ ในการออกมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอลกล่าวโทษว่า เป็นผลพวงจากการปล่อยให้มีการอาละวาดของลัทธิต่อต้านยิวตลอดสองปีที่ผ่านมา

 

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ต่อต้านยิวในออสเตรเลียพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และสงครามในกาซา

 

ระดับภัยคุกคามการก่อการร้ายของออสเตรเลียยังคงอยู่ที่ระดับ ‘น่าจะเป็นไปได้’ (Probable) หรือมีโอกาสเกิดเหตุ 50% โดยเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น นิวยอร์ก เบอร์ลิน และลอนดอน ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยสำหรับงานเทศกาลฮานุกกะห์ทันทีหลังเกิดเหตุ

 

ทางด้าน แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น ‘การกระทำของปีศาจ’ และเป็นการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิว โดยอัลบาเนซีเสนอให้ปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนให้เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก เช่น การจำกัดจำนวนอาวุธปืนที่บุคคลสามารถใช้หรือได้รับอนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง รวมถึงการทบทวนใบอนุญาตเป็นระยะๆ และการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

 

ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่โหดเหี้ยม โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย เพื่อหารือกันเกี่ยวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า ไม่มีชุมชนใดที่ควรต้องหวาดกลัวการเฉลิมฉลองศรัทธาและประเพณีของตนในที่สาธารณะ เนื่องจากภัยคุกคามจากความรุนแรงสุดโต่งและการก่อการร้าย ไม่สามารถประนีประนอมกับการต่อต้านชาวยิวได้ ภัยคุกคามนี้จะต้องถูกเผชิญหน้าและเอาชนะให้ได้

 

นักวิเคราะห์มองว่า เหตุกราดยิงในครั้งนี้เป็นเหมือนการเจาะทะลุ ‘เกราะป้องกัน’ ของกฎหมายปืนที่เข้มงวดของออสเตรเลียที่ใช้มานาน 30 ปี นับตั้งแต่เหตุสังหารหมู่ที่พอร์ตอาร์เทอร์ ปี 1996 ซึ่งมีผลทำให้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนของออสเตรเลียเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการห้ามอาวุธกึ่งอัตโนมัติและอาวุธปืนอัตโนมัติเกือบทั้งหมด และยังเป็นการตอกย้ำถึงความเปราะบางของชุมชนชาวยิวทั่วโลก ท่ามกลางกระแสความเกลียดชังที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ในประเทศที่ดูเหมือนจะปลอดภัยอย่างออสเตรเลีย

 

ภาพ: NINE NETWORK / SEVEN NETWORK / AUSTRALIAN BROADCASTING CORPORATION Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post เหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี เรารู้อะไรแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารชั้นนำทั่วซิดนีย์ทยอยปิดกิจการ พิษเศรษฐกิจซบเซา ทำผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย https://thestandard.co/restaurants-across-sydney-are-closing/ Sun, 09 Jun 2024 07:09:08 +0000 https://thestandard.co/?p=943145

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ร้านอาหารชั้นนำหลายแห่งใน […]

The post ร้านอาหารชั้นนำทั่วซิดนีย์ทยอยปิดกิจการ พิษเศรษฐกิจซบเซา ทำผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ร้านอาหารชั้นนำหลายแห่งในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่รวมสุดยอดร้านอาหารชั้นนำทั่วโลกไว้ กำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากร้านอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดบางแห่งประกาศปิดตัวลง ขณะที่อีกหลายแห่งตกเป็นเหยื่อของวิกฤตค่าครองชีพที่กำลังดำเนินอยู่ และผลกระทบที่ยืดเยื้อจากการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด 

 

รายงานระบุว่า หนึ่งในร้านอาหารที่ปิดตัวไปก็มีร้านอาหารจีนอย่าง Redbird และร้านในเครืออย่าง Tequila Daisy ขณะที่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็มีร้าน Lucky Kwong ของเชฟชื่อดัง Kylie Kwong ที่เปิดมา 35 ปี ประกาศเตรียมปิดกิจการในเดือนกรกฎาคม โดยยังมีร้านอาหารชื่อดังในละแวกใกล้เคียงเตรียมปิดกิจการตามไปด้วยเช่นกัน โดยเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ยอมรับว่าสู้ไม่ไหว และภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็รุนแรงกว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008-2009

 

ทั้งนี้ บรรดาเจ้าของร้านอาหารต่างให้เหตุผลของการตัดสินใจอำลาวงการว่า เป็นผลสืบเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ประเดประดังกันเข้ามา ไล่ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ค่าจ้างที่สูงขึ้น ไปจนถึงราคาข้าวของวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงบาดแผลที่ยังไม่หายดีจากช่วงวิกฤตโควิดระบาดที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกประหยัดการใช้จ่ายด้วยการงดกินอาหารนอกบ้าน โดยยังไม่รวมถึงการปรับกฎระเบียบการทำงานใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับคนงานชั่วคราว รวมถึงค่าจ้าง ก็เป็นสิ่งที่บรรดาเจ้าของร้านอาหารในซิดนีย์พากันโอดครวญว่าเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ CreditorWatch Pty Ltd. ผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงิน ระบุว่า อัตราการล้มละลายของธุรกิจการบริการในออสเตรเลีย ซึ่งขณะนี้แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีแล้ว กำลังยกระดับความรวดเร็วมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเป็นสาเหตุสำคัญ

 

Suresh Manickam ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มอุตสาหกรรม Restaurant and Catering ในออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นถึงต้นทุนรายวันที่เพิ่มขึ้นในการบริหารร้านอาหาร ซึ่งรวมถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและอัตราดอกเบี้ยด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายเงินมากขึ้นอีกด้วย ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเผชิญกับความท้าทายหลายประการ และปัจจัยเกือบทั้งหมดในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

 

ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ภาคที่พักและบริการด้านอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการก่อสร้างในออสเตรเลีย โดยมีการล้มละลาย 1,751 ครั้งในช่วง 11 เดือน (ข้อมูลถึงเดือนพฤษภาคม) เทียบกับ 1,127 รายการในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และ 713 รายการในช่วงก่อนหน้า โดยกิจการส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการขนาดย่อยถึงขนาดกลางที่มีเงินสดสำรองต่ำ 

 

กระนั้นก็มีร้านอาหารบางแห่งในซิดนีย์พยายามปรับตัวให้รอดด้วยการขยายเวลาให้บริการยาวนานขึ้น และปรับต้นทุนเพื่อลดราคาขาย หวังดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งวิธีการดังกล่าว เจ้าของร้านส่วนหนึ่งระบุว่า สามารถยื้อเวลาไปได้อย่างน้อย 12-15 เดือน และหวังว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น 

 

ทั้งนี้ ความกดดันในธุรกิจร้านอาหารไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศออสเตรเลียหรือเฉพาะร้านอาหารระดับไฮเอนด์เท่านั้น โดย Red Lobster เครือร้านอาหารฟาสต์แคชชวลของสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องล้มละลายตามมาตรา 11 ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาข้อตกลงวัตถุดิบกุ้ง พร้อมด้วยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าแรงที่สูงขึ้น ท่ามกลางเหตุผลต่างๆ ซึ่งตามรายงาน มีร้าน Red Lobster ประมาณ 100 แห่งจากเกือบ 600 แห่งที่มีกำหนดปิด

 

ขณะเดียวกัน ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งชั้นนำก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดย noma ในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นร้านอาหารชั้นนำของโลก ประกาศว่าจะปิดตัวลงในปี 2025 ขณะที่ร้านเก่าแก่อย่าง Le Gavroche อายุ 57 ปีในกรุงลอนดอน ก็ได้ปิดตัวลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน 

 

อ้างอิง:

The post ร้านอาหารชั้นนำทั่วซิดนีย์ทยอยปิดกิจการ พิษเศรษฐกิจซบเซา ทำผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือมีดบุกแทงคนในห้างที่ซิดนีย์ เสียชีวิตหลายราย https://thestandard.co/sydney-stabbing-13042024/ Sat, 13 Apr 2024 08:32:35 +0000 https://thestandard.co/?p=922599 มือมีด แทงคน ซิดนีย์

เกิดเหตุคนร้ายบุกไล่แทงผู้คนที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในนค […]

The post มือมีดบุกแทงคนในห้างที่ซิดนีย์ เสียชีวิตหลายราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือมีด แทงคน ซิดนีย์

เกิดเหตุคนร้ายบุกไล่แทงผู้คนที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย โดยเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงก่อนเวลาประมาณ 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเล็กน้อย ณ ห้างสรรพสินค้า Bondi Junction Westfield ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ โดยมีรายงานว่าเกิดเหตุชายคนหนึ่งถือมีดขนาดใหญ่วิ่งไล่แทงคนในห้างสรรพสินค้า ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรุดเข้ามายังพื้นที่และยิงชายคนดังกล่าว ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุเสียชีวิตแล้วหรือไม่ รวมถึงยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ

 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายคน ในเวลานี้ได้มีการปิดห้างสรรพสินค้า และเร่งอพยพประชาชนที่หลบอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ออกมายังพื้นที่ปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ประกาศเหตุการณ์ร้ายแรง พร้อมเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นดังกล่าว เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่สงบ

 

ภาพ: AAP Image / Steven Saphore via Reuters

อ้างอิง:

The post มือมีดบุกแทงคนในห้างที่ซิดนีย์ เสียชีวิตหลายราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Spotify House in Sydney อีเวนต์แชร์ประสบการณ์เรื่องดนตรี วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของแพลตฟอร์มชื่อดัง https://thestandard.co/spotify-house-in-sydney/ Sat, 28 Oct 2023 05:02:50 +0000 https://thestandard.co/?p=859733

สิ้นสุดเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Spotify House SXSW in […]

The post Spotify House in Sydney อีเวนต์แชร์ประสบการณ์เรื่องดนตรี วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของแพลตฟอร์มชื่อดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ้นสุดเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Spotify House SXSW in Sydney 2023 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยอีเวนต์นี้นำเสนอผลงานของ Spotify เป็นเวลา 4 วัน พร้อมเนืองแน่นไปด้วยบรรดาครีเอทีฟ โปรดิวเซอร์ และผู้สร้างนวัตกรรม พร้อมกับแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม ดนตรี และวัฒนธรรมร่วมกัน ณ The Lansdowne Hotel ซึ่งเป็นสถานที่แสดงดนตรีอันโดดเด่นในซิดนีย์

 

THE STANDARD POP มีโอกาสไปร่วมอีเวนต์ในงาน Open House ครั้งนี้ จึงเก็บภาพบรรยากาศมาฝากทุกคน ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Talk Session กับเหล่าผู้บริหาร เช่น Sulinna Ong, Eva Trifonas, Bel Aztiria และอื่นๆ อีกมากมาย

 

รวมถึงอีกไฮไลต์ของงานอย่าง Night Showcase จากกองทัพศิลปินหลากแนวเพลง ตลอด 4 ค่ำคืน ได้แก่ K-Night, RADAR, Equal Night และ Hip Hop Night โดยส่วนใหญ่มาจากเกาหลีใต้และออสเตรเลีย พร้อมกับ MILLI ที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทยร่วมขึ้นแสดงด้วย

 

 

ภาพ: Spotify

The post Spotify House in Sydney อีเวนต์แชร์ประสบการณ์เรื่องดนตรี วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของแพลตฟอร์มชื่อดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดอันดับ 10 เมืองที่รวยที่สุดในโลกปี 2023 นิวยอร์กครองแชมป์ ซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย รวยขึ้นมากสุด 68% ในรอบทศวรรษ https://thestandard.co/top-10-world-richest-cities-2023/ Fri, 21 Apr 2023 11:11:44 +0000 https://thestandard.co/?p=779572

มหานครนิวยอร์กครองตำแหน่งเมืองที่รวยที่สุดในโลกปี 2023 […]

The post จัดอันดับ 10 เมืองที่รวยที่สุดในโลกปี 2023 นิวยอร์กครองแชมป์ ซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย รวยขึ้นมากสุด 68% ในรอบทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มหานครนิวยอร์กครองตำแหน่งเมืองที่รวยที่สุดในโลกปี 2023 และซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย เป็นเมืองที่รวยขึ้นมากสุด โดยความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 68% ในรอบทศวรรษ ส่วนลอนดอนเป็นเมืองเดียวในยุโรปที่ติด 10 อันดับแรก

 

การจัดอันดับนี้รวบรวมข้อมูลโดยบริษัทผู้ให้คำปรึกษาชื่อดังในลอนดอนอย่าง Henley & Partners ซึ่งจัดอันดับเมืองโดยพิจารณาจากจำนวนเศรษฐีที่มีถิ่นที่อยู่ในเมืองแห่งนั้น และเป็นข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2023 

 

Henley & Partners ระบุบนเว็บไซต์ว่า รายงานเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในโลกปี 2023 ครอบคลุม 97 เมืองทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลจากบริษัทข่าวกรองความมั่งคั่ง New World Wealth ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมการใช้จ่ายของบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงในตำแหน่ง เช่น ผู้ก่อตั้ง ประธาน ซีอีโอ และผู้อำนวยการ นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงจำนวนบ้านที่มีราคาสูงในพื้นที่อีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

The post จัดอันดับ 10 เมืองที่รวยที่สุดในโลกปี 2023 นิวยอร์กครองแชมป์ ซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย รวยขึ้นมากสุด 68% ในรอบทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมลเบิร์นคว้าตำแหน่ง ‘เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในออสเตรเลีย’ แซงหน้าซิดนีย์ https://thestandard.co/melbourne-australia-biggest-city-population/ Wed, 19 Apr 2023 06:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=778502

แม้ว่าจะไม่ใช่เมืองหลวง แต่หลายคนอาจมีภาพจำซิดนีย์ในฐาน […]

The post เมลเบิร์นคว้าตำแหน่ง ‘เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในออสเตรเลีย’ แซงหน้าซิดนีย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ว่าจะไม่ใช่เมืองหลวง แต่หลายคนอาจมีภาพจำซิดนีย์ในฐานะ ‘เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในออสเตรเลีย’

 

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนี้ถูกเมลเบิร์นโค่นลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยจำนวนประชากรราว 5.8 ล้านคน ซึ่งมากกว่าผู้อยู่อาศัยในซิดนีย์ประมาณ 19,000 คน 

 

สาเหตุหลักเป็นเรื่องทางเทคนิค กล่าวคือ การเพิ่มจำนวนประชากรอันรวดเร็วทำให้การกำหนดอาณาเขตเมืองสำคัญ (Significant Urban Area) ขยายครอบคลุมเมืองเมลตันเข้ามาในเขตของเมลเบิร์นด้วย

 

ดังนั้นเมื่อคำนวณอาณาเขตที่กว้างขึ้น จำนวนประชากรในพื้นที่จึงเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ยังอธิบายด้วยว่า การย้ายถิ่นฐานในประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แชมป์เก่าถูกโค่น 

 

โดยช่วงหลังมีผู้คนย้ายออกจากซิดนีย์มากกว่าที่จะย้ายเข้า ในทางกลับกันมีคนย้ายมาปักหลักที่เมลเบิร์นมากกว่าจำนวนคนที่ย้ายออก 

 

นักประชากรศาสตร์อีกคนเสริมด้วยว่า เมลเบิร์นเป็นจุดหมายยอดฮิตของผู้อพยพ โดยเฉพาะชาวอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนแย้งว่า หากใช้การวัดทางภูมิศาสตร์แบบอื่นก็จะเห็นว่าซิดนีย์ยังคงครองแชมป์เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศอยู่ 

 

และจากจำนวนประชากรล่าสุดก็คาดการณ์ได้ว่า กว่าเมลเบิร์นจะโค่นซิดนีย์ได้จริงๆ ก็คงจะเป็นช่วงทศวรรษหน้าเลยทีเดียว

 

ภาพ: Martin Berry / Loop Images / Universal Images Group via Getty Images

อ้างอิง: 

The post เมลเบิร์นคว้าตำแหน่ง ‘เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในออสเตรเลีย’ แซงหน้าซิดนีย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>