Sustain Financing Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/sustain-financing/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 12 Mar 2026 08:48:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไทยปรับทัพอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ! ชูเทรนด์ ‘Green Feed’ ลุยผลิตอาหารกุ้งยั่งยืน นำร่องมาตรฐานปลาป่น ‘MarinTrust’ รายแรกของโลก ตอบโจทย์รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกา-ยุโรป https://thestandard.co/thailand-marintrust-green-feed/ Thu, 12 Mar 2026 08:47:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1186774 คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP บรรยายในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026

เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นบัตรผ่านประตูใบสำคัญในการค้ […]

The post ไทยปรับทัพอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ! ชูเทรนด์ ‘Green Feed’ ลุยผลิตอาหารกุ้งยั่งยืน นำร่องมาตรฐานปลาป่น ‘MarinTrust’ รายแรกของโลก ตอบโจทย์รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกา-ยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP บรรยายในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026

เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นบัตรผ่านประตูใบสำคัญในการค้าโลก 8 สมาคมประมงและอาหารไทย ซึ่งประกอบด้วยสมาคมกุ้งไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป จึงผนึกกำลังแก้เกมการค้าที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานสัตว์น้ำจากคู่ค้ายักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่มุ่งเป้าไปที่ ‘ต้นทาง’ ของวัตถุดิบ

 

ความกังวลของผู้บริโภค จุดเปลี่ยนที่ทำให้บิ๊กเทรดเดอร์ต้องขยับ

 

พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 27,000 คน ใน 23 ประเทศ พบว่าผู้บริโภคถึง 91% กังวลต่อสภาพแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะประเด็นการปล่อยสารพิษและการทำประมงเกินขนาด (Overfishing)

 

คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP และหนึ่งในคณะทำงาน TSFR เผยในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026 ว่า รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่จากทั้งฝั่งอเมริกา และยุโรป ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำหน่วยผลิตไปจนถึงวัตถุดิบต้นทางจากการประมง เพื่อความแน่ใจว่าสินค้าที่จัดหามาปราศจากประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

ซึ่งตัวเลขที่น่าตกใจคือ 43% ของผู้บริโภคเชื่อว่าอาหารทะเลที่พวกเขาชื่นชอบอาจหายไปในอีก 20 ปีข้างหน้า หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ความกดดันนี้เองที่ถูกส่งต่อมายังผู้ผลิตในไทย

 

คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP บรรยายในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026 1

คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP (FIP Coordinator) และหนึ่งในคณะทำงาน TSFR

 

ยกระดับปลาป่นสู่ MarinTrust มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ

 

หัวใจสำคัญของการแก้เกมครั้งนี้คือโครงการพัฒนาความยั่งยืนของผลิตผลประมงไทย ผ่านกระบวนการ Fishery Improvement Project (FIP) เพื่อมุ่งสู่มาตรฐาน ‘MarinTrust’ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าปลาป่น (วัตถุดิบหลักในอาหารกุ้ง) มาจากแหล่งที่รับผิดชอบ

 

มาตรฐาน MarinTrust ครอบคลุม 3 มิติหลักที่รีเทลเลอร์ต้องการ:

 

  • Traceability: ระบบทวนสอบย้อนกลับที่เช็กได้ลึกถึงเรือประมงและพิกัดที่จับสัตว์น้ำ
  • Factory Standard: โรงงานต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตระดับสากล
  • Raw Material Sustainability: พิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบมาจากแหล่งประมงที่ยั่งยืนผ่านโครงการ FIP

 

คมปราชญ์ บุตรศรี ผู้ประสานงานโครงการ FIP บรรยายในเวทีสัมมนา Victam Asia 2026 2

 

ครั้งแรกของโลก งานวิจัยประมง ‘หลายสายพันธุ์’ ในอ่าวไทย

 

เพื่อให้ได้การรับรองในระดับสากล ไทยต้องสร้างฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ คณะทำงาน TSFR จึงได้ดำเนินงานวิจัยที่สำคัญอย่าง การศึกษาประมงแบบหลายสายพันธุ์ (Multispecies Fisheries) ซึ่งถือเป็นโครงการ FIP รูปแบบนี้รายแรกของโลก เพื่อศึกษาผลกระทบของการประมงต่อระบบนิเวศในอ่าวไทยอย่างละเอียด

 

ความสำเร็จเชิงเศรษฐกิจ: พลิกวิกฤตเป็นขีดความสามารถการแข่งขัน

 

ปัจจุบันโครงการ FIP ของไทยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการและปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ระดับสากลแล้ว โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมดังนี้:

 

  • โรงงานปลาป่นกว่า 45 แห่ง เข้าร่วมสนับสนุนโครงการ
  • 3 โรงงานต้นแบบ ได้รับการรับรองมาตรฐาน MarinTrust อย่างสมบูรณ์แล้ว
  • การเพิ่มศักยภาพ: ลดแรงเสียดทานจากการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)

 

คมปราชญ์ สรุปทิ้งท้ายถึงนัยสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ว่า การได้รับรองมาตรฐาน MarinTrust ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาฐานทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

 

เกมยาวของ ‘Green Feed’

 

การที่ไทยสามารถนำร่องมาตรฐานปลาป่นที่ทวนสอบย้อนกลับได้แบบ 100% คือการสร้างกำแพงป้องกันธุรกิจส่งออกกุ้งและอาหารทะเลไทยจากการถูกแบนในตลาดพรีเมียม การเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิตมาเป็นผู้ผลิตที่ ‘รับผิดชอบต่อโลก’ จะช่วยให้ไทยครองส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว แม้กฎเกณฑ์การค้าโลกจะเข้มงวดขึ้นในอนาคตก็ตาม

 

ภาพ: Bossa Art / Shutterstock

The post ไทยปรับทัพอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ! ชูเทรนด์ ‘Green Feed’ ลุยผลิตอาหารกุ้งยั่งยืน นำร่องมาตรฐานปลาป่น ‘MarinTrust’ รายแรกของโลก ตอบโจทย์รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ฝั่งอเมริกา-ยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาด ESG Bond ไทยขยายตัว 5.7% ในปี 2025 หลังชะลอตัวหลายปีติด https://thestandard.co/thailand-esg-bond-market-growth-2025/ Sat, 03 Jan 2026 06:03:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1161085 ตลาด ESG Bond ไทยขยายตัว 5.7% ในปี 2025 หลังชะลอตัวหลายปีติด

ตลาด ESG Bond ไทย พลิกขยายตัว 5.7% YoY ในปี 2025 หลังชะ […]

The post ตลาด ESG Bond ไทยขยายตัว 5.7% ในปี 2025 หลังชะลอตัวหลายปีติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาด ESG Bond ไทยขยายตัว 5.7% ในปี 2025 หลังชะลอตัวหลายปีติด

ตลาด ESG Bond ไทย พลิกขยายตัว 5.7% YoY ในปี 2025 หลังชะลอตัว 2 ปีติด หลังภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจระดมออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่ม 24.9% YoY แม้การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนลดลง 29.5% YoY

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เผย การออก ESG Bond ใหม่ในประเทศไทย ฟื้นตัวในปี 2025 หลังตลาดชะลอตัวมาหลายปี โดยมียอดตราสารหนี้ออกใหม่อยู่ที่ 186,404 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.7% ซึ่งอยู่ที่ 176,333 ล้านบาท

 

นราพร สังสะนา เจ้าหน้าที่วิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า การฟื้นตัวในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจปรับทิศทางมาออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond เพิ่มขึ้น ทำให้กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาด ESG Bond ในปี 2025 ฟื้นตัว ด้วยยอดออกใหม่รวมกันกว่า 142,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24.9% ซึ่งอยู่ที่ 114,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ตลาด ESG Bond ประกอบด้วย Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond

 

ภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจระดมออก Sustainability-linked Bond และ Sustainability Bond

 

โดยในปี 2025 กระทรวงการคลังขยายการออก (Re-open) Sustainability-linked Bond รุ่น SLB406A ถึง 7 ครั้งในปีนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 111,434 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 271.4% ซึ่งอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และเป็นการออกพันธบัตรรุ่น SLB406A ครั้งแรก เพื่อปรับโครงสร้างหนี้จากการเยียวยาผลกระทบในช่วง COVID-19

 

ด้านรัฐวิสาหกิจ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) ออก Sustainability Bond เพิ่มขึ้นในปี 2025 จาก 11,000 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 20,000 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือขยายตัวกว่า 81.8% เพื่อนำเงินไป Refinance สินเชื่อโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและเพื่อชำระคืนเงินทุนที่ใช้ไปในการปล่อยสินเชื่อในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมของธนาคาร

 

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ออก Sustainability-linked Bond 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า

 

ตลาด ESG Bond ภาคเอกชนชะลอในปี 2025

 

การออก ESG Bond ใหม่จากภาคเอกชนยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ในปี 2025 ภาคเอกชนมียอดออก ESG Bond ใหม่อยู่ที่ 43,970 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) ลดลงจากปีก่อนถึง 29.5% ซึ่งอยู่ที่ 62,333 ล้านบาท จากการหดตัวของยอดออก Sustainability Bond และ Social Bond

 

ยอดออก Green Bond ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เนื่องจากปัจจุบันภาคเอกชนมีโครงการด้าน ESG ให้ลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด ภาคเอกชนกลับมาออก Green Bond เพิ่มขึ้นกว่า 62.5% จาก 6,800 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 11,050 ล้านบาท ในปี 2025 (ณ 22 ธ.ค. 2025) แต่มูลค่าการออกยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2021–2023 ซึ่งอยู่ที่ 25,805 ล้านบาท จากการที่ภาคเอกชนได้ลงทุนในโครงการด้าน ESG ไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้ในช่วงนี้ภาคเอกชนมีโครงการลงทุนด้าน ESG เพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด

 

การออก Sustainability-linked Bond และ Blue Bond จากภาคเอกชนเริ่มขยายตัว ในปี 2025 ภาคเอกชนหันไปออก Sustainability-linked Bond มากขึ้น จาก 15,360 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 28,800 ล้านบาท (ณ 22 ธ.ค. 2025) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 87.5% โดยเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระคืนหนี้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งบางโครงการเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสัตว์น้ำที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

 

ด้าน Blue Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาคเอกชนภาคพลังงานและอาหารในปีนี้ ด้วยยอดออกใหม่กว่า 4,120 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับกิจการ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและน้ำ

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Sustainability-linked Bond ได้รับความสนใจมากขึ้นจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จากความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ โดยผู้ออก Sustainability-linked Bond สามารถกำหนด KPI ด้านความยั่งยืนได้ด้วยตนเอง

 

ด้าน Blue Bond ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาด จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่มีสภาพคล่องต่ำและมีข้อมูลประกอบการลงทุนจำกัดเมื่อเทียบกับ Green Bond เนื่องจากจำนวนผู้ออกและตราสารยังน้อย โดยมีเพียง 4 รายและ 7 ฉบับ นับตั้งแต่เริ่มออกครั้งแรกในปี 2024 จนถึงปี 2025

The post ตลาด ESG Bond ไทยขยายตัว 5.7% ในปี 2025 หลังชะลอตัวหลายปีติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารของไทย ‘จุดแข็ง’ ที่กำลังถูกสั่นคลอน https://thestandard.co/thai-food-security-threat/ Sat, 13 Dec 2025 11:20:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1154361 ความมั่นคงทางอาหารของไทย ‘จุดแข็ง’ ที่กำลังถูกสั่นคลอน

ไทยคือเมืองอู่ข้าวอู่น้ำคำบอกเล่าจากคนรุ่นก่อน จนสามารถ […]

The post ความมั่นคงทางอาหารของไทย ‘จุดแข็ง’ ที่กำลังถูกสั่นคลอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารของไทย ‘จุดแข็ง’ ที่กำลังถูกสั่นคลอน

ไทยคือเมืองอู่ข้าวอู่น้ำคำบอกเล่าจากคนรุ่นก่อน จนสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันบางรายการอาจเสียอันดับให้ประเทศอื่นไป และกระทรวงพาณิชย์พร้อมใช้จุดแข็งนี้เป็นกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองทางการค้าว่า ไทยมี ‘ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน’ (Food Security) สามารถรองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและพร้อมส่งออกให้ประเทศอื่นด้วย ซึ่งจากดัชนีความมั่นคงทางด้านอาหาร (Global Food Security Index: GFSI) ที่มีการรายงานไว้ปีล่าสุดคือ 2021 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 51 ของโลกจากทั้งหมด 113 ประเทศ

 

ความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน

 

ตามหลักขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ประกอบด้วย 4 มิติ

 

  • การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) ซึ่งมาจากการผลิตในประเทศ การนำเข้า หรือการช่วยเหลือ
  • การเข้าถึงอาหาร (Food Access) ทั้งเชิงกายภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการมีทรัพยากรและสิทธิ์ในการหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
  • การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) ร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ จากที่มีอาหารเพียงพอ น้ำสะอาด และสุขอนามัยที่ดี
  • เสถียรภาพของอาหาร (Food Stability) เข้าถึงอาหารอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนในระยะยาว จากปัจจัยต่างๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ตามองค์การสหประชาชาติตกลงกันทั้งหมด 17 ข้อ คือ เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหยบรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการ และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน (Zero Hunger) เพราะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน ช่วยพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาเหมาะสมตามวัย และมีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ การมีโภชนาการจำเป็นในระดับที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มคนยากจนและผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง เช่น คนพิการ คนชรา และทารก

 

นอกจากนั้น ควรสนับสนุนให้มีระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค การเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร ความสมดุลของระบบนิเวศ ความมั่นคงของฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร

 

จุดแข็งของไทย

 

ไทยมีอาหารที่เพียงพอและเกินความต้องการการบริโภคภายในประเทศและเป็นผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญของโลกซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานหลัก ตั้งแต่ ข้าว ผัก-ผลไม้ สัตว์เลี้ยงเพื่ออาหาร

 

  • ภูมิประเทศ เพราะเป็นพื้นที่ราบลุ่มเป็นส่วนใหญ่แม่น้ำ มีปริมาณน้ำฝนที่ดี นอกจากนั้น ยังมีความหลากหลายของผลผลิตจากสภาพภูมิประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพของพืชผลและสัตว์ (Bio-diversity) สูง จึงสามารถปรับตัวและผลิตสินค้าทดแทนได้ดีกว่าประเทศที่ผลิตพืชผลหลักเพียงไม่กี่ชนิด

 

  • โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เช่น ระบบชลประทาน และมีศักยภาพความมั่นคงในการเป็นผู้ผลิตอุปทาน (Supply Stability) ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ไทยเป็นครัวของโลกจากการสำรองสินค้าเกษตรได้ในระดับที่มั่นคง ยามเกิดความเสี่ยงภาวะขาดแคลนอาหารอย่างเฉียบพลัน

 

  • คลังอาหารให้เพื่อนบ้าน ด้วยพื้นที่ตรงกลางเชื่อมต่อกับหลายประเทศ ทำให้ไทยเป็นแหล่งสำรองอาหารที่สำคัญของระดับภูมิภาคหรือเพื่อนบ้านได้อย่างดี อีกทั้งมีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยตั้งแต่ทางบก ทางอากาศ หรือทางเรือ แม้มีข้อจำกัดทางรถไฟที่อาจน้อยกว่าเพื่อนบ้าน

 

จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2566 พื้นที่เกษตร 44.2 % ของพื้นที่ประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่เกษตรมากที่สุด แต่ภาคกลางมีพื้นที่เฉลี่ยต่อรายสูงสุด จากการปลูกข้าว พืชไร่ ยางพารา พืชยืนต้น/ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ /พืชผัก /สวนป่า แม้สัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตร ณ ไตรมาส 3/2568 ลดลง 4.1 % เป็นการลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 1.5 % ตั้งแต่ ข้าวลดลง 27 % หรือยางพาราลด 21.4 %

 

อุปสรรคการเป็น Food Security

 

  • ความไม่เท่าเทียมการเข้าถึงอาหาร แม้ไทยมีบริบทและศักยภาพเอื้อต่อการผลิตอาหารมาก แต่ต้องยอมรับว่าการเข้าถึงอาหารจากการกระจายรายได้และความสามารถในการซื้ออาหารที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ในบางชุมชนเมือง อย่างครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่อาจได้รับคุณภาพโภชนาการและเจอปัญหาความปลอดภัยของอาหาร

 

  • ความอ่อนแอของรัฐและท้องถิ่นอ่อนแอ ซึ่งเห็นตัวอย่างชัดเจนมากในครั้งล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ของไทยเพราะการทำงานที่ไม่เป็นระบบ ตั้งแต่ระบบการเตือนภัย การสื่อสาร การบริหารงานแบบรวมศูนย์ในยามวิกฤต ทำให้เห็นชัดว่า ถ้าไม่รีบปรับปรุงหรือแก้ไขอย่างเร่งด่วน ภัยพิบัติที่มากขึ้นในอนาคต ประชาชนก็มีความเสี่ยงในการเข้าถึงอาหารอีก

 

  • ความสูญเสียระหว่างห่วงโซ่อุปทาน ทั้งจากแปลงเกษตรไปสู่การผลิตอาหารที่ทำให้เกิดขยะ(Food Loss) โดยรวมยังอยู่ในอัตราที่สูง รวมถึงโอกาสในการรักษาคุณภาพผลผลิตในพื้นที่ห่างไกล และการเพิ่มคุณค่าด้านการแปรรูปที่ยังไม่เพียงพอ

 

  • สภาพภูมิอากาศที่ผันผวน (Climate Change) ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทั้งจากภาวะการเกิดลานีญา เอลนีโญ มีรอบสั้นและรุนแรงกว่าในอดีต ซึ่งย่อมส่งผลกระทบกับความยืดหยุ่นในการสร้างระบบอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การสร้างผลผลิตไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต

 

  • เกษตรกรรมที่ขาดการเชื่อมต่อและสนับสนุน เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นวัยสูงอายุและคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจน้อยลงต่อเนื่องทุกปี ประกอบกับระบบรายได้ของเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นระบบเก่าที่รายจ่ายสวนทางกับรายได้ส่งผลให้มีหนี้ครัวเรือนอัตราสูงอยู่ ที่สำคัญยังจากการส่งเสริมและสนับสนุนระบบเทคโนโลยีการผลิตให้กับเกษตรกรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

  • การสูญเสียพื้นที่เกษตรในการพัฒนาสังคมเมือง จากที่เห็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เริ่มขยายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะที่ครัวเรือนย่อยพร้อมหาพื้นที่สำรองเป็นเหมือนที่หลบภัย หากไม่มีการจัดระบบที่ดี อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ตั้งแต่ เกิดการพังทลายหน้าดินหรือขวางทางน้ำไหลหากเกิดฝนตกชุก และเป็นวงจรของภัยพิบัติจนเป็นอุปสรรคการใช้ประโยชน์และการเข้าถึงอาหารอีก

 

‘นวัตกรรม’ ตัวช่วย Food Security

 

ประเทศอินเดียพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ตู้กดข้าวสารอัตโนมัติ Annapurti Grain ATM ซึ่งเป็นเครื่องจ่ายสินค้าหลายชนิดแบบอัตโนมัติที่ใช้การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก เพื่อให้สามารถเข้าถึงปันส่วนอาหารได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนที่เข้าถึงระบบการกระจายอาหารสาธารณะแบบเจาะจงเป้าหมายของอินเดีย สามารถรับธัญพืชได้สูงสุด 25 กิโลกรัม ภายใน 40 วินาที ด้วยความแม่นยำเกือบ 100 % เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโครงการนี้กำลังขยายผลด้วยการสนับสนุนจาก Ericsson India

 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากจะช่วยลด Food Loss แล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร และลดความกังวลด้านมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) ที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้า รวมถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม Nationally Determined Contribution (NDC)

 

ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก แต่เผชิญปัญหาการสูญเสียอาหารตั้งแต่หลังกระบวนการเก็บเกี่ยวจนก่อนถึงมือผู้บริโภคราว 17% ของปริมาณอาหารที่ผลิต คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่อย่างเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยให้มีความยั่งยืนมากขึ้น และขาดการสนับสนุนในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ในระยะยาว เสี่ยงที่อุปทานเกิดการชะงักงัน

 

เอเชียแปซิฟิกยังเป็นพื้นที่ความขัดแย้ง-ภัยธรรมชาติ-ความเหลื่อมล้ำ

 

จาก WFP 2026 Global Outlook ที่เพิ่งออกมาเดือน ตุลาคม 2025 ระบุว่า โครงการอาหารโลก (WFP) ยังมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพราะยังเป็นพื้นที่มีความขัดแย้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ มีประชาชน 69 ล้านคนกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง ขณะที่ 1,666 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพได้ โดยภูมิภาคเอเชียเป็นที่อยู่ของเด็กที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือ 52 % มีเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการรุนแรง 70 % และผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน 41 %

 

3 ปัจจัยท้าทายความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกปี 2569

 

จากรายงาน Food Security Update ฉบับที่ 119 ของธนาคารโลก ณ ตุลาคม 2568 ได้ระบุว่าสิ่งที่ท้าทายในสถานการณ์ต่อเรื่องความมั่นคงทางอาหารมี อยู่ 3 ปัจจัย คือ ภัยพิบัติ ภาวะเงินเฟ้อของราคาอาหารที่อยู่ในระดับสูงปานกลาง และโภชนาการของเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินแซงหน้าภาวะผอมบางซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งทำให้เกิดภาระโภชนาการซ้ำซ้อน

 

สำหรับการผลิตแนวโน้มตลาดโลกและการผลิต ราคาข้าวต่างๆ มีโอกาสลดลงจากอุปทานเพื่อการส่งออกที่มาก โดยเฉพาะราคาข้าวสาลีลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่เอเชียตะวันออกและแปซิฟิกแนวโน้มการผลิตทางการเกษตรยังคงเป็นบวก จากรัฐบาลอินโดนีเซียได้จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับความมั่นคงทางอาหารในปี 2569 ส่วนฟิลิปปินส์พืชผลได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะการสูญเสียข้าวไป 216,600 เมตริกตัน จากพายุหมุนเขตร้อน 5 ลูกและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เมียนมาความขัดแย้งและการพลัดถิ่นที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดความท้าทายด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง โดยมีผู้พลัดถิ่นเกือบ 3.6 ล้านคน

 

ไทยคือประเทศที่มีทรัพยากรสมบูรณ์มากมายภูมิประเทศที่ตั้งก็เหมาะสม แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้ประเทศสูญเสียการเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนและประชาชนเข้าถึงสิ่งนี้ได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องช่วยหาคำตอบ

 

ภาพ: Andrew Merry/Getty Images

อ้างอิง:

The post ความมั่นคงทางอาหารของไทย ‘จุดแข็ง’ ที่กำลังถูกสั่นคลอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ OR ประเดิมใช้ ‘น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน’ (SAF) ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฟูโกว๊ก แล้ว เล็งขยายสู่คัมรานห์และดานังต่อไป https://thestandard.co/vietjet-thailand-saf-first-flight/ Fri, 14 Nov 2025 10:07:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1143426 เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ OR ประเดิมใช้ ‘น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน’ (SAF) ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฟูโกว๊ก แล้ว เล็งขยายสู่ คัมรานห์และดานังต่อไป

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) และ บริษัท ปตท. น้ำมันแ […]

The post เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ OR ประเดิมใช้ ‘น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน’ (SAF) ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฟูโกว๊ก แล้ว เล็งขยายสู่คัมรานห์และดานังต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ OR ประเดิมใช้ ‘น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน’ (SAF) ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฟูโกว๊ก แล้ว เล็งขยายสู่ คัมรานห์และดานังต่อไป

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

 

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความร่วมมือจากปี 2567 ที่ทั้งสององค์กรได้ดำเนินการทดลองเที่ยวบินเชิงพาณิชย์โดยใช้ SAF ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ดานัง เป็นครั้งแรก ซึ่งในครั้งนั้น OR ทำหน้าที่เป็นผู้จัดส่งน้ำมัน

 

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า บริษัทกำลังเดินหน้าแผนการขยายเส้นทาง Green Route ภายใต้โครงการ Fly Green โดยล่าสุดได้เริ่มใช้น้ำมัน SAF ในสัดส่วน 1% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 ในเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก แล้ว

 

นอกจากนี้ สายการบินฯ มีแผนขยายเส้นทางที่ใช้ SAF เพิ่มเติมภายในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยจะเริ่มในเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-คัมรานห์ ซึ่งจะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม และมีแผนต่อยอดการใช้น้ำมัน SAF สำหรับทุกเที่ยวบินในเส้นทาง กรุงเทพฯ–ดานัง ต่อไป

 

วรเนติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้คือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของโครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (CORSIA)

 

ด้าน ไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR ยืนยันว่า OR จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการจัดหาน้ำมัน SAF ให้แก่เวียตเจ็ทไทยแลนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์ การลงนาม MOU ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับจากการทดลองในอดีต สู่การใช้งานจริงในเที่ยวบินประจำอย่างเส้นทางฟูโกว๊ก โดย OR จะยังคงพัฒนานวัตกรรมพลังงานเพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ OR ประเดิมใช้ ‘น้ำมันเครื่องบินยั่งยืน’ (SAF) ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฟูโกว๊ก แล้ว เล็งขยายสู่คัมรานห์และดานังต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติอาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ https://thestandard.co/asean-green-recovery-crisis-strategy/ Wed, 05 Nov 2025 00:35:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1139782 ‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติ อาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน บนทางแพร่งของวิกฤตและโอกาส   […]

The post ‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติอาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติ อาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน บนทางแพร่งของวิกฤตและโอกาส

 

ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” (polycrisis) ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจที่ผันผวน และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญ แม้ภูมิภาคนี้จะมีศักยภาพการเติบโตที่น่าทึ่งด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุดในโลก ทั้งพายุไต้ฝุ่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น และความไม่มั่นคงทางพลังงาน

 

ความเปราะบางของอาเซียนยังถูกซ้ำเติมด้วยเงื่อนไขเฉพาะของภูมิภาค นั่นคือการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูง โครงสร้างเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยบุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระจำนวนมาก ส่งผลให้มีรายได้ต่ำและเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่อ่อนแอ ยิ่งไปกว่านั้น ประชากรมากกว่าสามในสี่อาศัยอยู่ในเขตชายฝั่ง และภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในอาเซียนจึงต้องแตกต่างจากที่อื่น ต้องเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เพียงแต่รวดเร็ว แต่ต้อง “ยุติธรรมและครอบคลุม” เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนจึงมารวมตัวกัน ณ เวที ESG Symposium 2025 เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และจุดประกายความร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เท่าเทียมและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

 

มุมมองจากผู้นำ ทำไมต้องเร่งด้วยกรีนในอาเซียน?

 

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวในงาน ESG Symposium 2025 ว่า ความร่วมมือภาคเอกชนคือพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ ในการผลักดันให้เศรษฐกิจอาเซียนนั้นเจอทางรอด ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ธรรมศักดิ์เน้นว่า จากวิกฤตต่างๆ ที่เราพบเจอในปัจจุบัน ซึ่งที่เห็นและสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดก็คือ วิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ และสภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรง คำถามสำคัญที่เราต้องตระหนักไม่ใช่ “เราควรดำเนินการหรือไม่” แต่เราต้องตระหนักและถามกันเองว่า “เราจะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร”

 

‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติ อาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 1

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

 

สำหรับ SCG ในฐานะภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำด้านการปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว จะมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านโครงการความร่วมมือข้ามภาคส่วนหลายโครงการ

 

โดยโครงการที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ โครงการ Saraburi Sandbox ซึ่งทำให้จังหวัดสระบุรีกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย และเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งที่ 3 ในอาเซียนที่เข้าร่วมโครงการ Transitioning Industrial Cluster ของ World Economic Forum ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ‘Go Together’ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ SME กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ SCG ได้ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของ SME เหล่านี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการเร่งการเข้าถึงและนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมาใช้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน และหลักสูตร Net Zero Accelerator Program ซึ่งเป็นการจับมือกับพันธมิตร 12 ราย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME และหน่วยงานภาครัฐในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero

 

การเปลี่ยนผ่านที่ ‘ยุติธรรม’ ต้องสร้างความไว้วางใจ

 

David McLachlan-Karr, Regional Director, UN Development Coordination Office (DCO), Asia-Pacific กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรมต้องสร้างความไว้วางใจ โดยเขาย้ำว่า ความท้าทายของอาเซียนคือการต้องเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านนั้นต้อง “ยุติธรรมและครอบคลุม” ซึ่ง UN เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนรัฐบาลในภูมิภาค โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition Partnership) ในอินโดนีเซีย ซึ่งช่วยให้จังหวัดที่ผลิตถ่านหินสามารถออกแบบแผนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวที่คำนึงถึงชุมชนและแรงงาน

 

เขาย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมและที่สำคัญที่สุดคือ “ความไว้วางใจระหว่างรัฐบาลและประชาชน”

 

‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติ อาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 2

David McLachlan-Karr, Regional Director, UN Development Coordination Office (DCO), Asia- Pacific

 

สอดคล้องกับ Koji Sato President & CEO, Toyota Motor Corporation ที่เชื่อว่า การมี “แนวทางหลากหลาย” หรือ Multi-Pathway Approaches จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน

 

Koji Sato ได้นำเสนอปรัชญา “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และ ‘แนวทางหลากหลาย’ (Multi-Pathway Approaches) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เนื่องจากบริบทของอาเซียนและประเทศไทยมีความหลากหลายในการใช้งานรถยนต์และแหล่งพลังงาน การพึ่งพาทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่เหมาะสม

 

‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติ อาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ 3

Koji Sato President & CEO, Toyota Motor Corporation

 

มุมมองของ Koji Sato นั้น มาจาก DNA ของ Toyota ที่มุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด, รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV), หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลางที่สามารถใช้กับรถยนต์ 20 ล้านคันที่มีอยู่บนท้องถนนในไทย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงการเดินทางที่ยั่งยืนได้

 

บทบาทของ AI จะชัดขึ้นในฐานะผู้ส่งสัญญาณ

 

ดร. Sai Ravela และ Prof. Miho Mazereeuw, MIT ชี้ให้เห็นความท้าทายอันเร่งด่วน หรือเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตของอาเซียน ซึ่งก็คือ ภัยพิบัติธรรมชาติ

 

โดย Sai ชี้ให้เห็นว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างมหาศาล ซึ่งการปรับตัว (Adaptation) และการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน และบนเวทีนี้ Sai ได้นำเสนอการใช้เครื่องมือ AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อสร้างแผนที่ความเปราะบางของเมือง ซึ่งช่วยระบุจุดอันตรายและวางแผนรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ

 

ขณะที่ Miho ย้ำถึงเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปรับตัว โดยยกตัวอย่างจากญี่ปุ่นที่ชุมชนตัดสินใจที่จะไม่ย้ายถิ่นฐาน แต่ร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้สองแบบ (dual-use) เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหวและสึนามิ

 

ซึ่งเธอชื่นชมว่า​ “นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับตัวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

 

บทบาทสำคัญของภาคการเงินในการ ‘ลดความเป็นสีน้ำตาล’

 

ดร.เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านในอาเซียนนั้น ต้อง ‘นำโดยภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ’ โดยภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ ด้วยแนวคิด “อย่าให้ความสมบูรณ์แบบเป็นศัตรูของความดี” (Don’t let perfect be the enemy of good)

 

ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงริเริ่มโครงการ ‘การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน’ (transition finance) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงให้สามารถ “ลดความเป็นสีน้ำตาล” (de-brown) ของเศรษฐกิจลงได้ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าแม้การวัดผลจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

 

บทสรุป: ความร่วมมือคือหนทางรอดเดียว

 

เสียงของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนล้วนส่งสารเดียวกันคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในอาเซียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานเพียงลำพัง ภูมิภาคนี้มีทั้งความเปราะบางและศักยภาพอันยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องการการผนึกกำลังจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน หรือภาควิชาการ อาเซียนมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตที่ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังยุติธรรมและครอบคลุมสำหรับทุกคน และการเปลี่ยนผ่านที่เท่าเทียมเพื่อความยั่งยืนของอาเซียนนี้คือการเดินทางร่วมกันที่ต้องการความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้ง

The post ‘เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ สูตรแห่งความสำเร็จของชาติอาเซียน ในการก้าวข้ามผ่าน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มิตซุย’ ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุนปตท. นำร่องดักจับคาร์บอน CCS แห่งแรกของไทย ที่แหล่งอาทิตย์ https://thestandard.co/mitsui-ptt-first-ccs-thailand/ Thu, 23 Oct 2025 11:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1134598 ‘มิตซุย’ ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุน ปตท. นำร่องดักจับคาร์บอน CCS แห่งแรกของไทย ที่ แหล่งอาทิตย์

‘มิตซุย’ บริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศเป็นพันธมิตรในโคร […]

The post ‘มิตซุย’ ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุนปตท. นำร่องดักจับคาร์บอน CCS แห่งแรกของไทย ที่แหล่งอาทิตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มิตซุย’ ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุน ปตท. นำร่องดักจับคาร์บอน CCS แห่งแรกของไทย ที่ แหล่งอาทิตย์

‘มิตซุย’ บริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศเป็นพันธมิตรในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน carbon capture and storage (CCS) แห่งแรกของไทย ร่วมกับ ปตท. แหล่งกักเก็บ CCS แห่งนี้จะตั้งอยู่ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย มีกำหนดเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2571 ด้วยกำลังการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านเมตริกตันต่อปี

 

MOECO Thailand ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของมิตซุย ( Mitsui Energy Development Co.) จะถือหุ้น 4.7% ในโครงการนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุน และปตท. โดยปตท.สผ. ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานของรัฐวิสาหกิจของไทย จะร่วมลงทุนในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่

 

Mitsui อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ซึ่งแหล่งอาทิตย์จะเป็นหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่แห่งแรกๆ ของมิตซุย ควบคู่ไปกับโครงการในอินโดนีเซีย บริษัทจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในประเทศไทยไปพัฒนาโรงงาน CCS ในภูมิภาคอื่นๆ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้ แหล่งอาทิตย์ ตั้งอยู่ในอ่าวไทย อยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดสงขลาไปทางเหนือประมาณ 225 กิโลเมตร เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบที่มีแท่นขุดเจาะขนาดใหญ่และทันสมัยแห่งหนึ่งของไทย

 

ล่าสุด อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล คือ การผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านการตั้งเป้าให้ไทยบรรลุ Net zero ภายในปี 2050 จากเดิมที่จะบรรลุในปี 2065 หรือเร็วขึ้น 15 ปี

 

กระทรวงพลังงานจะเร่งดำเนินการโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งได้มีการนำเสนอไปในสภาแล้ว และจะอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP 2025) ฉบับใหม่ด้วย

 

ภาพ: Ed Lallo / Getty image

 

อ้างอิง:

The post ‘มิตซุย’ ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น ประกาศร่วมทุนปตท. นำร่องดักจับคาร์บอน CCS แห่งแรกของไทย ที่แหล่งอาทิตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ https://thestandard.co/scope-3-emissions-cannot-be-ignored/ Sat, 18 Oct 2025 09:39:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1132299 COVER - Scope 3 Emissions cannot be ignored

โลกกำลังชี้เป้าใหม่ของความยั่งยืน   การเดินหน้าสู่ […]

The post เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Scope 3 Emissions cannot be ignored

โลกกำลังชี้เป้าใหม่ของความยั่งยืน

 

การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ทำให้การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) กลายเป็นภารกิจระดับชาติ และ ‘Scope 3’ กำลังกลายเป็นจุดชี้วัดความจริงจังของภาคธุรกิจ

 

หาก Scope 1 คือการปล่อยจากการดำเนินงานโดยตรงขององค์กร และ Scope 2 คือการใช้พลังงานที่ซื้อมา Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต ไปจนถึงการใช้สินค้าของผู้บริโภค

 

แม้จะเป็นส่วนที่จัดการได้ยากที่สุด แต่ในความเป็นจริง การปล่อยคาร์บอนขององค์กรกว่า 70% กลับเกิดจากกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคการผลิต ค้าปลีก และการเงิน ที่สัดส่วน Scope 3 อาจสูงถึง 90% ของการปล่อยทั้งหมด

 

นั่นทำให้ ‘Scope 3’ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือโครงสร้างของความสามารถในการแข่งขัน

 

กติกาโลกใหม่ ไม่ทำไม่ได้

 

ปี 2568 เป็นต้นมา องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เริ่มกำหนดให้การรายงาน Scope 3 เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อยกระดับการจัดการให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ขณะเดียวกันระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศก็เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในยุโรป กฎ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่รายงานข้อมูลความยั่งยืนที่รวมถึง Scope 3 อย่างละเอียด และต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ ขณะที่ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ปี 2569 กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าในสหภาพยุโรปต้องซื้อใบรับรองคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยในกระบวนการผลิต

 

ผลกระทบนี้ไม่เพียงจำกัดอยู่ในระดับนโยบาย แต่ลามไปถึงการเงินและการลงทุน นักลงทุนทั่วโลกใช้ข้อมูล ESG และ Scope 3 เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง บริษัทที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ความเสี่ยงสูง’ ทั้งต่อการลงทุนและการเข้าถึงแหล่งทุน ธนาคารพาณิชย์ในไทยหลายแห่งจึงเริ่มบรรจุเกณฑ์นี้ไว้ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ

 

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกยังเริ่ม ‘ผลักความรับผิดชอบ’ ด้านคาร์บอนมายังคู่ค้าทุกราย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน หากทำไม่ได้ ก็เสี่ยงหลุดจากซัพพลายเชนโลก

 

สัญญาณจากองค์กรไทย ‘เริ่มลงมือจริง’

 

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2563 – 2567) จำนวนองค์กรไทยที่ขอรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก อบก. เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 40% ต่อปี ปัจจุบันมีองค์กร 711 แห่งที่ผ่านการรับรองระดับองค์กร (CFO) และ 437 บริษัทผ่านการรับรองระดับผลิตภัณฑ์ (CFP) รวมสินค้ากว่า 6,000 รายการ

 

Content_1

 

กลุ่มที่ขับเคลื่อนมากที่สุดคือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ตามด้วยบริการ พลาสติก วัสดุก่อสร้าง และพลังงาน สะท้อนว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารและการบริโภคเริ่มปรับตัวก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศมากที่สุด

 

ข้อมูลจริงจาก SET50 ‘Scope 3’ คือของจริง

 

ข้อมูลจาก SETSMART ระบุว่า บริษัทในดัชนี SET50 ปี 2567 (48 แห่ง) ปล่อยคาร์บอนรวมกว่า 628 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดย Scope 3 มีสัดส่วนสูงสุดถึง 81% ของการปล่อยทั้งหมด

 

Content_2

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการลดคาร์บอนไม่สามารถทำได้ด้วยการจัดการภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องอาศัย ‘การร่วมมือของทั้ง Value Chain’ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

 

น่าสังเกตว่ามีเพียง 4 บริษัทในกลุ่มนี้ที่ยังไม่มีการทวนสอบข้อมูลคาร์บอนโดยบุคคลภายนอก และกว่า 10 บริษัทที่ยังไม่ได้รายงาน Scope 3 อย่างครบถ้วน สะท้อนว่าช่องว่างด้านการรายงานยังมีอยู่มาก แต่ทิศทางโดยรวมเริ่มชัดว่า ‘การเปิดเผยข้อมูลคือบรรทัดฐานใหม่ของตลาดทุน’

 

วิธีจัดการ Scope 3: ตัวอย่างจากอุตสาหกรรม

 

การเงินและธนาคาร – สัดส่วนคาร์บอนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสาขาหรืออาคาร แต่เกิดจาก ‘พอร์ตสินเชื่อ’ ที่ปล่อยให้ลูกค้าไปดำเนินธุรกิจ SCBX จึงใช้มาตรฐาน PCAF ประเมินการปล่อยคาร์บอนของลูกหนี้ (Financed Emissions) พร้อมตั้งเป้าลด Scope 1- 2 ลง 90% ภายในปี 2573 และวางเป้าหมายลด Scope 3 ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าองค์กรกว่า 200 ราย

 

อาหารและเครื่องดื่ม – การปล่อยส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุดิบเกษตร การใช้ปุ๋ย และการขนส่ง อุตสาหกรรมนี้จึงหันมาส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ซึ่งไม่เพียงลดคาร์บอนแต่ยังช่วยลดต้นทุนระยะยาว

 

ยานยนต์ – ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปปล่อยคาร์บอนกว่า 80% จากการใช้งานของลูกค้า การเปลี่ยนผ่านสู่ EV จึงเป็นทางออกหลัก แต่ก็เปิดโจทย์ใหม่เรื่องการผลิตและกำจัดแบตเตอรี่หลังหมดอายุ

 

เทคโนโลยี – ต้องจัดการคาร์บอนจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ผ่านแนวคิด Circular Design และการใช้พลังงานหมุนเวียน

 

Content_3

 

บทสรุป: โลกเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจต้องเร็วกว่านั้น

 

เมื่อกติกาโลกเข้มข้นขึ้นและภัยภูมิอากาศใกล้ตัวขึ้นทุกวัน การบริหาร Scope 3 ไม่ใช่เพียง ‘ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน’ แต่คือ ‘ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอด’

 

องค์กรที่เริ่มต้นประเมินและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของตนเองตั้งแต่วันนี้ จะไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและต้นทุนในอนาคต แต่ยังได้เปรียบในโลกการค้าและการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

 

อ้างอิง:

The post เหตุผลที่ธุรกิจเพิกเฉย Scope 3 Emissions ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักษ์โลกสไตล์คนเมือง เที่ยวไทยยังไงให้โลกยิ้ม? https://thestandard.co/life/eco-friendly-travel-thailand/ Fri, 05 Sep 2025 03:00:20 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1115102 นักท่องเที่ยวคนเมืองเดินทางอย่างรักษ์โลก ใช้จักรยานและขนส่งสาธารณะ ขณะเที่ยวในไทย

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากเที่ยวให้สนุก แต่จะฟินกว่าเยอะเลย ถ […]

The post รักษ์โลกสไตล์คนเมือง เที่ยวไทยยังไงให้โลกยิ้ม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวคนเมืองเดินทางอย่างรักษ์โลก ใช้จักรยานและขนส่งสาธารณะ ขณะเที่ยวในไทย

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากเที่ยวให้สนุก แต่จะฟินกว่าเยอะเลย ถ้าทุกทริปของเราไม่ไปสร้างภาระให้โลกใบนี้เพิ่ม สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชีวิตติดกรีน การเที่ยวไทยให้โลกยิ้มจึงอาจเป็นไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับยุคโลกร้อนแบบนี้ แน่นอนว่าเคล็ดลับเหล่านี้ที่ LIFE คัดสรรมาฝากนั้นสามารถทำตามได้จริงในทุกจังหวะของการเดินทาง มาดูกันว่าทริปหน้าของคุณจะเก๋ไก๋รักษ์โลกได้ยังไงบ้าง ตั้งแต่ก้าวแรกออกจากบ้าน! 

 

1. วางแผนล่วงหน้า เตรียมตัวแบบโปรฯ

ก่อนจะสตาร์ตทริป สิ่งเล็กๆ ที่บ้านก็ส่งผลใหญ่ได้นะ การแพ็กกระเป๋าแบบฉลาดๆ เลือกแค่ของที่จำเป็นจริงๆ จะช่วยให้น้ำหนักสัมภาระเบาลง เครื่องบินก็ใช้น้ำมันน้อยลง ทุกอย่างมันส่งผลถึงกันได้ทั้งนั้นแหละ อย่าลืมพกขวดน้ำส่วนตัว ถุงผ้าเก๋ๆ และกล่องข้าวเล็กๆ ไปด้วยนะ ลดพลาสติกใช้แล้วทิ้งได้เยอะเลย ก่อนล็อกประตูออกไปชิลล์ ก็เช็กให้ดีว่าถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดไฟ ปิดแอร์แล้วรึยัง ประหยัดพลังงานโลกก็แฮปปี้ 

 

2. เดินทางแบบลดคาร์บอน 

เรื่องการเดินทางนี่แหละตัวตัดสินเลยว่าเราจะรักษ์โลกได้แค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ ลองเลือกเดินทางขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟ หรือรถทัวร์ นั่งสบายกว่าแถมยังช่วยลดรถติด ลดมลพิษในเมืองได้อีกเยอะ ถ้าจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัว ลองชวนเพื่อนๆ ไปคาร์พูลด้วยกันสิ ได้เมาท์มอยเพลินๆ แก้ง่วง แถมยังประหยัดพลังงานอีกต่างหาก และถ้าที่เที่ยวไม่ไกลมาก เดินหรือปั่นจักรยานก็เป็นไอเดียที่เข้าท่าสุดๆ ได้ออกกำลังกาย แถมยังได้เห็นมุมเมืองที่ไม่เคยเห็นด้วยนะ 

 

3. เลือกที่พักสาย Green

เดี๋ยวนี้โรงแรมเก๋ๆ หลายที่เค้าก็หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นแล้วนะ ลองมองหาที่พักที่ติดป้าย Green Hotel หรือ Eco-lodge ดูสิ โรงแรมเหล่านี้มักจะมีนโยบายชัดเจนเรื่องประหยัดพลังงาน ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า จัดการขยะอย่างดีเยี่ยม แถมยังช่วยสนับสนุนคนในพื้นที่ด้วยนะ ลองสังเกตป้ายรับรองอย่าง Green Globe หรือ LEED ดูก็ได้ จะได้มั่นใจว่าเลือกที่พักแบบรักษ์โลกของจริง

 

4. ใช้ชีวิตในที่พักแบบมินิมอล

เมื่อเข้าพักแล้ว ก็ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ากันหน่อยเนอะ ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าขนหนูทุกวัน ถ้าไม่ได้สกปรกอะไรมาก ผ้าปูที่นอนก็เหมือนกัน ปิดไฟ ปิดแอร์ทุกครั้งที่ออกจากห้อง หรือจะลองอาบน้ำแบบรวบรัดหน่อยก็ดีนะ การทำแบบนี้ช่วยลดภาระให้โลก ลดการใช้น้ำและพลังงานที่ใช้ในการทำความสะอาดได้เยอะเลย 

 

5. ฟินกับ Farm-to-Table มื้ออาหารแนวสุขภาพ

ถ้าคุณเป็นสายกินที่ใส่ใจโลก ลองมองหาร้านอาหารที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่จากแหล่งที่มาที่ยั่งยืน อย่างร้านอาหารที่มีคอนเซปต์ Farm-to-Table หรือร้านที่ปลูกผักเองนี่แหละตัวเลือกเด็ดเลยนะ เพราะนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารอร่อยที่สด สะอาด ปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดขั้นตอนการขนส่งที่สิ้นเปลืองพลังงาน และสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นโดยตรงด้วย นอกจากนี้ เวลาสั่งอาหารที่ร้าน ให้สั่งแค่พอดี ไม่ต้องกลัวไม่อิ่มจนต้องเหลือทิ้ง เพราะ Food Waste นี่แหละตัวสร้างก๊าซเรือนกระจกเลยนะ

 

6. กินเที่ยวแบบไม่เหลือทิ้ง 

การลด Food Waste อย่างมีรับผิดชอบยังรวมถึงการสนับสนุนร้านค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นด้วยนะ ด้วยการเลือกซื้อสินค้าและวัตถุดิบจากเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและลดการขนส่งสินค้าจากระยะไกล และที่สำคัญสุดๆ อย่าลืมพกถุงผ้าเก๋ๆ กับกล่องข้าว/แก้วน้ำส่วนตัวไปทุกที่ ปฏิเสธถุงพลาสติกกับแก้วใช้แล้วทิ้งได้เลย แค่นี้ก็เป็นคนรักษ์โลกแบบคูลๆ แล้ว

 

7. ทิ้งร่องรอยแค่ความทรงจำดีๆ

ทุกครั้งที่เที่ยวสนุกแล้ว อย่าลืมดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยนะ ทิ้งขยะให้ถูกที่ และถ้าแยกได้ก็ช่วยแยกขยะด้วยนะ เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่ายขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการเคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมในทุกที่ที่เราไปเที่ยว ไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่ทำลายต้นไม้ดอกไม้ ไม่เก็บของป่ากลับบ้าน และแต่งกายให้เหมาะสมเมื่อเข้าวัดหรือสถานที่สำคัญ แค่เราใส่ใจในทุกรายละเอียด โลกของเราก็จะยิ้มชื่นใจไปกับทริปของเราแน่นอน

 

นักท่องเที่ยวคนเมืองเดินทางอย่างรักษ์โลก ใช้จักรยานและขนส่งสาธารณะ ขณะเที่ยวในไทย นักท่องเที่ยวคนเมืองเดินทางอย่างรักษ์โลก ใช้จักรยานและขนส่งสาธารณะ ขณะเที่ยวในไทย

The post รักษ์โลกสไตล์คนเมือง เที่ยวไทยยังไงให้โลกยิ้ม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด? ราช กรุ๊ป-สหพัฒน์ ชิงปั้นโมเดล แนะไทยไม่ทำ อาจเสียโอกาส https://thestandard.co/smr-nuclear-thailand-opportunity/ Thu, 28 Aug 2025 02:48:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1112344 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR

หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาเซียน เริ่มเดินหน […]

The post โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด? ราช กรุ๊ป-สหพัฒน์ ชิงปั้นโมเดล แนะไทยไม่ทำ อาจเสียโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR

หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอาเซียน เริ่มเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกขั้นสูงอย่าง SMR (Small Modular Reactor) หรือ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” ซึ่งไทยยังอยู่ในช่วงถกเถียงและลังเลว่าจะเดินไปในทิศทางไหน

 

ราช กรุ๊ป และ กลุ่มสหพัฒน์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย ไม่รอช้า ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า ต่างกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ ศึกษาโมเดลนี้ แม้ว่ายังต้องรอแผนพัฒนาไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับปรับปรุงที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ

 

อย่างไรก็ตาม อนาคตของพลังงาน ไทยไม่ควรพึ่งพาแหล่งพลังงานรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะด้วยการเข้ามาของ Data center , AI พลังงานสะอาดจึงเป็นเรื่องจำเป็น

 

ล่าสุด ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงาน ที่หลายประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะเพื่อนบ้าน อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปัจจุบันไทยได้บรรจุไว้ใน ‘ร่างแผน’ พัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ระยะยาว 20 ปี โดยช่วงปลายแผนระบุว่า จะบรรจุ SMR ไว้ที่ปริมาณ 600 เมกะวัตต์

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคประชาชน ภาคเอกชน ให้ความสนใจกับแนวทางของ SMR เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงสะท้อนหลายมุมที่ต้องศึกษาอย่างรอบด้าน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาดำเนินการนานถึง 10-12 ปี

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นหน่วยงานนำร่อง SMR แต่หากเอกชนรายใดพร้อมก็สามารถเสนอแผนมาได้ โดยจะมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

 

เมื่อเร็วๆนี้ จากการที่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จัดเสวนา ‘Thailand’s SMR Energy Forum – A Global Dialogue on SMR Deployment’ เพื่อแสดงความพร้อมลงทุน และหาพาร์ตเนอร์จากประเทศต่างๆ พบว่า มีนักลงทุนทั้งจีน ญี่ปุ่น แคนาดา ยูเครน ให้ความสนใจร่วมงาน

 

“หาก SMR มีความต้องการสูง และประชาชนให้การตอบรับ อาจเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 600 เมกะวัตต์ เพราะปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมเพียง 1 แห่ง ก็หลักพันเมกะวัตต์แล้ว” ประเสริฐกล่าว

 

ลุ้นรัฐเคาะแผน PDP2025 บรรจุ SMR  600 เมกะวัตต์ 

 

ประเสริฐ กล่าวอีกว่า กระทรวงพลังงาน โดยพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างตั้งกรรมการขึ้นมาจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ หลังประชาพิจารณ์ร่าง PDP 2024 แล้วคิดเห็นไม่ตรงกัน

 

โดย PDP ฉบับใหม่นี้ จะพิจารณา SMR เข้ามา รวมถึงบรรจุแผนพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน และเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์  (CCS) ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ คาดว่า PDP ฉบับใหม่นี้จะแล้วเสร็จและประกาศใช้ปีนี้ และจะปรับเป็นแผนที่ชื่อว่า PDP2025

 

ด้านนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราชกรุ๊ปพร้อมลงทุนร่วมกับสหพัฒน์ และพันธมิตรที่สนใจ โดยวงเงินทุนจะพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งงบปกติของราชกรุ๊ปตั้งงบลงทุน ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท

 

สำหรับพื้นที่ ‘ยังไม่สามารถระบุ’ ได้แต่ทราบว่าทางสหพัฒน์มีพื้นที่อยู่แล้ว บริษัทจะร่วมกันศึกษาพัฒนาโมเดล

 

เหตุผลที่เล็งลงทุน SMR นั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ ความมั่นคงและเป็นพลังงานสะอาดให้กับระบบไฟฟ้ารองรับไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากไฟตก หรือไฟดับในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้เป็นอย่างดี

 

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นมานานกว่า 70 ปีที่แล้ว มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาโดยตลอด ปัจจุบัน มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่องอยู่ 417 โรง จาก 31 ประเทศทั่วโลก”

 

แม้แต่ญี่ปุ่นยังกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว 10 กว่าโรงและเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีก ส่วนสหรัฐฯ มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกือบ 100 โรง จีนอีกราว 50 โรง

 

นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี SMR รุดหน้าเป็นอย่างมาก ไทยก็มีแผนที่จะนำ SMR มาใช้ โดยมีการศึกษาและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและเป็นทางเลือกพลังงานสะอาดที่ควรต้องคว้าโอกาส 

 

แนะไทยไม่ควรพึ่งพาแหล่งพลังงานรูปแบบเดิมอีกต่อไป

 

วิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI กล่าวว่า การขับเคลื่อนเทคโนโลยี SMR อาจฟังดูเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่ในระดับโลกถือเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก 

 

“จุดเริ่มต้นที่สนใจก็มาจากท่านประธาน ได้แนวคิดและศึกษามาจากประเทศญี่ปุ่น

นอกจาก SMR จะเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานสะอาด ที่จะมาแทนที่โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคตในไทย”

 

ทั้งนี้ แม้ยังอยู่ในช่วงของการศึกษาและวางแผน ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการในหลายด้าน ทั้งด้านกฎหมาย การกำกับดูแล การคัดเลือกเทคโนโลยี การเลือกพื้นที่ติดตั้ง แต่ในแง่การก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPI ในฐานะภาคเอกชน จะร่วมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ และเล็งเห็นว่า อนาคตของพลังงานไม่ควรพึ่งพาแหล่งพลังงานรูปแบบเดิม เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

 

“การหาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน ควรเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutrality และพลังงานสีเขียว  นี่จะเป็นก้าวแรกของความร่วมมือ ที่มีศักยภาพสร้างความเปลี่ยนแปลง ในอนาคตพลังงานของไทย”

 

ไทยควรมีแผนพลังงานสะอาดรองรับ Big tech ระดับโลก

 

ขณะที่ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกำลังไฟฟ้าของ Data Center ในไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 72.4 เมกะวัตต์ในปี 2566 เป็น 269.9 เมกะวัตต์ในปี 2572 หรืออยู่ที่ราว 2.36 พันล้านหน่วยไฟฟ้าต่อปี 

 

เนื่องจากผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำโลกที่มีแผนที่จะสร้าง Data Center ในไทย เช่น Google, Amazon Web services และ CtrlS มีเป้าหมายที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ภายในปี 2573

 

ประกอบกับ ภาครัฐมีแผนที่จะอนุญาตให้โรงไฟฟ้าของ ภาคเอกชนสามารถขายและส่งไฟฟ้า ให้บริษัทชั้นนำของโลกที่ลงทุนในไทย ผ่านระบบโครงข่ายของภาครัฐ โดยเบื้องต้นจะนำร่อง ส่งไฟฟ้าจำนวนไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ ทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ผู้ให้บริการ Data Center มีแนวโน้มซื้อไฟฟ้าจากธุรกิจผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น

 

เพื่อนบ้านอาเซียนเล็งฟื้นแผน SMR

 

รายงานข่าว ระบุว่า ในกลุ่มประเทศอาเซียน เริ่มมีความพยายามเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทางเลือก  โดยมองว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลร์ขนาดเล็ก (SMR)  มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่า เป็นทางออกด้านพลังงานยุคใหม่

 

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยมีการยืนยันพื้นที่ที่มีศักยภาพแล้วกว่า 29 แห่ง อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

 

แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและแรงกระตุ้นจากการใช้เทคโนโลยี คาดว่าอาเซียนจะมีสัดส่วนการเติบโตสูง และมีความต้องการใช้พลังงานถึง 1 ใน 4 ของโลก 

 

แม้ว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่ทางเลือกด้านพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ นั่นจึงเป็นหนึ่งในทางออกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

 

นอกจากอินโดนีเซีย ยังมีฟิลิปปินส์ได้เลือกซัพพลายเออร์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลร์ขนาดเล็กจากสหรัฐอเมริกาแล้ว 

 

รวมถึงรัฐสภาเวียดนามได้ผ่านกฎหมายเพื่อเริ่มการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อีกครั้งในปี 2567แต่ความก้าวหน้ามากที่สุดคืออินโดนีเซีย ที่ได้เริ่มวางแผนเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2575

 

เฮนรี เพรสตัน ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรของสมาคมนิวเคลียร์โลก ระบุว่า สถาบันการเงิน 14 แห่งทั่วโลกสนับสนุนเป้าหมายในการเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์เป็น 3 เท่าภายในปี 2593 

 

เขายังคาดการณ์ว่านโยบายและกฎระเบียบ ด้านนิวเคลียร์ที่ดี จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลด้านความปลอดภัย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดย IEA เน้นย้ำว่า การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ของสาธารณชน จึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดการกากนิวเคลียร์และวัสดุที่ปนเปื้อนรังสี ที่สำคัญ จากกรณีศึกษา นิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิลในปี 2529 และ ฟุกุชิมะในปี 2554  

 

นอกจากนี้ IEA ยังชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยบางประเทศ ซึ่งรัสเซียครองสัดส่วน 40% ของปริมาณเชื้อเพลิงยูเรเนียมทั่วโลก  

 

บวกกับการขาดแคลนวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการฝึกอบรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเฉพาะ ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

 

บริษัทอุตสาหกรรมพลังงานไทย พร้อมลงทุน SMR

 

THE STANDARD WEALTH สำรวจบริษัทเอกชนพลังงานที่สนใจและมีแผนศึกษาการลงทุนในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในประเทศไทย มีทั้ง GPSC (เครือ ปตท.), BGRIM, Gulf Energy, EGCO, ราชกรุ๊ป-สหพัฒน์ , WHA และ บ้านปู 

 

โดยบริษัทเหล่านี้มองว่า SMR เป็นทางเลือกพลังงานสะอาดที่สามารถผลิตไฟฟ้ามั่นคง และตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นของภาคอุตสาหกรรม ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

ภาพ: jotily / Getty Images 

อ้างอิง:

 

The post โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ‘SMR’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด? ราช กรุ๊ป-สหพัฒน์ ชิงปั้นโมเดล แนะไทยไม่ทำ อาจเสียโอกาส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโมเดล ‘Zero Waste’ ฉบับกลุ่มเซ็นทรัล จากการ ‘ลด-แยก-จัดการ’ สู่การสร้าง Ecosystem ที่ลดขยะได้จริงกว่า 4 หมื่นตัน https://thestandard.co/central-group-zero-waste-success/ Tue, 05 Aug 2025 01:39:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1103632 central-group-zero-waste-success

ท่ามกลางวิกฤติสิ่งแวดล้อมและปัญหาขยะล้นเมือง กลุ่มเซ็นท […]

The post เปิดโมเดล ‘Zero Waste’ ฉบับกลุ่มเซ็นทรัล จากการ ‘ลด-แยก-จัดการ’ สู่การสร้าง Ecosystem ที่ลดขยะได้จริงกว่า 4 หมื่นตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
central-group-zero-waste-success

ท่ามกลางวิกฤติสิ่งแวดล้อมและปัญหาขยะล้นเมือง กลุ่มเซ็นทรัล ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการ ได้ประกาศความสำเร็จของโครงการจัดการขยะอย่างยั่งยืนภายใต้แคมเปญ Love the Earth: Zero Waste โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณขยะที่ส่งตรงสู่หลุมฝังกลบได้มากถึง 43,600 ตัน

 

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้วางเป้าหมายในการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบให้เหลือเพียง 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการพัฒนาโมเดล Zero Waste แบบครบวงจรที่เน้นการลด-แยก-จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

 

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่คู่ค้า พันธมิตร ไปจนถึงลูกค้า เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง 

 

“เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับร้านค้าทุกร้านในศูนย์การค้า อาทิ กลุ่ม CRG, Zen Group, MK, Minor Food และ Starbucks ที่ไม่เพียงยกระดับการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักให้ลูกค้า ซึ่งการที่ทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกันจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ” โดยโมเดลนี้ได้นำร่องที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 200 ร้าน

 

สำหรับแนวทางการ ‘ลด’ ขยะตั้งแต่ต้นทาง มีโครงการที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เช่น โครงการ Say No To Plastic Bags ที่ในปี 2567 มีการปฏิเสธรับถุงพลาสติกถึง 12 ล้านครั้ง พร้อมมอบคะแนน The 1 รวมกว่า 130 ล้านคะแนนให้แก่สมาชิกกว่า 3 ล้านรายที่เข้าร่วม ขณะที่กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร CRG สามารถลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ถึง 16.5 ล้านชิ้น

 

นอกจากนี้ โครงการจัดการอาหารส่วนเกิน (Surplus Food) ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ได้ส่งมอบอาหารคุณภาพดีจากกว่า 200 สาขา ไปยัง 807 ชุมชนทั่วประเทศ ช่วยลดขยะอาหารได้กว่า 568 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,438 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

 

ส่วนศูนย์กระจายสินค้าของไทวัสดุได้ปรับปรุงกระบวนการขนส่ง ลดการใช้ฟิล์มพลาสติกได้ 10.54 ตัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 20.4 ล้านบาทต่อปี

 

ในมิติของการ‘แยก’ ขยะเพื่อสร้างมูลค่า โครงการ ขวดเปล่าไม่สูญเปล่า ผ่านตู้ Better Bottle ได้ส่งเสริมการบริจาคขวดพลาสติก PET เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นชุด PPE และผ้าห่ม ขณะที่โรงแรมในเครือเซ็นทารา 28 แห่ง ได้ตั้งรูปปั้นปลา P.O.P. เพื่อรณรงค์การแยกขยะพลาสติก ซึ่งในปี 2567 รวบรวมได้กว่า 743 กิโลกรัม

 

กลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมมือกับ Recycle Day จัดตั้งจุดรับขยะรีไซเคิลแบบไดรฟ์ทรู 10 สาขา ซึ่งในปี 2567 สามารถรวบรวมขยะรีไซเคิลได้ถึง 801.31 ตัน คิดเป็นการลดคาร์บอนเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 365,368 ต้น และจัดกิจกรรม ทิ้งดี โร้ดโชว์ กับพนักงานออฟฟิศที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้า

 

ด้านการ ‘จัดการ’ ขยะที่ปลายทางอย่างถูกวิธี ได้มีการร่วมมือกับ N15 Technology จัดจุดรับ ขยะกำพร้า เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) โดยที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์แห่งเดียวสามารถรวบรวมขยะประเภทนี้ได้ถึง 11,850 กิโลกรัมในปีที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา 3 แห่งยังได้นำร่องติดตั้งเครื่องผลิตก๊าซชีวภาพจากเศษอาหาร ซึ่งผลิตพลังงานสะอาดได้แล้วกว่า 7,820 กิโลวัตต์ชั่วโมง

The post เปิดโมเดล ‘Zero Waste’ ฉบับกลุ่มเซ็นทรัล จากการ ‘ลด-แยก-จัดการ’ สู่การสร้าง Ecosystem ที่ลดขยะได้จริงกว่า 4 หมื่นตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง https://thestandard.co/ata-group-esg-phuket/ Sun, 20 Jul 2025 01:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1097795 kata-group-esg-phuket

ภูเก็ต ดินแดนไข่มุกอันดามันที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามทา […]

The post ‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
kata-group-esg-phuket

ภูเก็ต ดินแดนไข่มุกอันดามันที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ภาคธุรกิจเอกชนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน หนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำด้านนี้คือ กะตะกรุ๊ป รีสอร์ต (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ตชั้นนำ ที่ยืนหยัดในตลาดภูเก็ตมากว่า 4 ทศวรรษ ด้วยปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่หยั่งรากฝังลึกในแนวคิดความยั่งยืน

 

ประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการบริหาร กะตะกรุ๊ป รีสอร์ต (ประเทศไทย) และบียอนด์ โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต เปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จ 40 ปีในตลาดท่องเที่ยวภูเก็ตที่มีการแข่งขันสูง ด้วยหลักการบริหารที่หยั่งรากฝังลึกในแนวคิดความยั่งยืน ผนวกกับกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย และการสนับสนุนจากพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

 

จากจุดเริ่มต้น…สู่ความเชื่อมั่นในความยั่งยืน

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน ในปี 2527 กะตะกรุ๊ปเริ่มจากการเป็นบังกะโลไม้ไผ่ขนาดเล็ก 13 ห้องพัก ณ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต ประมุขพิสิฐเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และการปรับตัวในยุคแรกเริ่มว่า “ช่วง 8 ปีแรก ธุรกิจเติบโตจากการพึ่งพาชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการก่อสร้างและออกแบบ พนักงานกว่า 95% เป็นคนภูเก็ต” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูเก็ตตั้งแต่ต้น โดยเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกันกับชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของมิติทางสังคม (Social) ในหลักการ ESG

 

ตลอดเส้นทาง 4 ทศวรรษ กะตะกรุ๊ปต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์และความท้าทายมากมาย ทั้งวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ Y2K สึนามิ ไปจนถึงโควิด-19 ประมุขพิสิฐกล่าวว่า “สึนามิผมไม่เป็นห่วงเลยเพราะว่ามันเป็นภัยธรรมชาติ สำหรับเครือกะตะ เราใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้นเองลูกค้าก็เริ่มกลับมาเที่ยวแล้ว” แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

 

ความยั่งยืนคือหัวใจหลักและแผนการดำเนินงาน (ESG in Action)

 

ปัจจุบัน กะตะกรุ๊ปได้ขยายพอร์ตโฟลิโอเป็น 9 โรงแรมภายใต้แบรนด์ Beyond และ Kata Group Resort ครอบคลุมพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ เขาหลัก และเกาะสมุย โดยทุกแห่งล้วนถูกบริหารจัดการภายใต้แนวคิดความยั่งยืนที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่กะตะกรุ๊ปให้ความสำคัญ:

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental):
  • การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: โรงแรมในเครือติดตั้งโซลาร์เซลล์เกือบ 100% ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด: โรงแรมกะตะบีชรีสอร์ต เป็นโรงแรมแห่งแรกๆ ในภูเก็ตที่ลงทุนติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร น้ำที่บำบัดแล้วถูกนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้ภายในโรงแรม ช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล
  • การลดขยะและจัดการของเสีย: มีการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก และส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างเหมาะสม

  • ด้านสังคม (Social):
  • การสร้างงานและการสนับสนุนชุมชน: กะตะกรุ๊ปยังคงรักษาการจ้างงานคนท้องถิ่นเป็นหลัก และมีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ แต่ยังช่วยรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้
  • ความรับผิดชอบต่อพนักงานและลูกค้า: มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมแก่ลูกค้า

  • ด้านธรรมาภิบาล (Governance):
  • การบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ: โครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่งและโปร่งใส เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กะตะกรุ๊ปสามารถเติบโตและปรับตัวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน
  • ความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตร: การมีพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจธุรกิจและวิสัยทัศน์ในระยะยาว ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กะตะกรุ๊ปผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้

 

กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต

 

กลยุทธ์การเติบโตและการกระจายกลุ่มลูกค้า

 

กะตะกรุ๊ปยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างรอบคอบ โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การลงทุนในที่ดินเชิงเขาเพื่อให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น แม้ในช่วงที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง กะตะกรุ๊ปก็สามารถรักษาสมดุลของกลุ่มลูกค้าได้ดี โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ตลาดต่างประเทศหายไป ทางโรงแรมได้ปรับกลยุทธ์โดยหันมาเจาะตลาดคนไทยมากขึ้นผ่านการทำโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ

 

พันธมิตรทางการเงิน…กุญแจสู่ความมั่นคงยั่งยืน

 

ประมุขพิสิฐ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ ที่ให้การสนับสนุนและเข้าใจธุรกิจโรงแรมอย่างลึกซึ้ง ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้กะตะกรุ๊ปสามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงในช่วงเวลาที่ท้าทาย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของธรรมาภิบาลที่เชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน

 

ผลประโยชน์ต่อโรงแรม สังคม และเศรษฐกิจ

 

การที่ กะตะกรุ๊ป มุ่งพัฒนาโรงแรมสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น ได้สร้างผลประโยชน์อย่างรอบด้าน:

 

  • ต่อโรงแรม: ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว (เช่น ค่าไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์, ค่าน้ำจากการบำบัดน้ำเสีย) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและแตกต่างในตลาด ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจในภาวะวิกฤต
  • ต่อสังคม: สร้างงานและรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่ นอกจากนี้ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีของโรงแรมยังช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภูเก็ตให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง
  • ต่อระบบเศรษฐกิจ: การดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจขนาดใหญ่ดังเช่นกะตะกรุ๊ป เป็นต้นแบบและแรงผลักดันให้ธุรกิจอื่นๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหันมาใส่ใจเรื่อง ESG มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและคุณค่าเพิ่มขึ้นในระดับโลก

 

สู่ภูเก็ต…เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

ประมุขพิสิฐ กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งสะท้อนความคาดหวังถึงบทบาทที่แข็งขันของภาครัฐในการขับเคลื่อนภูเก็ตสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการวางแผนระยะยาวด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการขยะ และการควบคุมการพัฒนา เพื่อให้ภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่รักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างแท้จริง 

 

บทเรียนจากกะตะกรุ๊ปพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การลงทุนในความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ภาระค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน

The post ‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อท่องเที่ยวไทยเสี่ยงวิกฤต ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือขุมทรัพย์ใหม่พลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูเก็ตและประเทศไทย https://thestandard.co/thai-tourism-and-sustainability-crisis/ Fri, 18 Jul 2025 09:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1097814 ท่องเที่ยวไทย

ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้า […]

The post เมื่อท่องเที่ยวไทยเสี่ยงวิกฤต ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือขุมทรัพย์ใหม่พลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูเก็ตและประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท่องเที่ยวไทย

ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาด การดำเนินธุรกิจโรงแรมด้วยแนวคิด ‘ความยั่งยืน’ กำลังถูกผลักดันให้เป็นมากกว่าแค่เทรนด์ แต่เป็น ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ที่จะช่วยฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทของ ‘ภูเก็ต’ ซึ่งตั้งเป้าสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก 

 

สหรัฐ จิวะวิศิษฎ์นนท์ กรรมการบริหาร หยี่เต้ง ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมโฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท และในฐานะประธานฝ่ายความยั่งยืนของสมาคมโรงแรมภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของความยั่งยืนในการขับเคลื่อนธุรกิจ 

 

“การดำเนินงานด้านความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการสร้างคุณค่าและประหยัดต้นทุนได้อย่างชัดเจน” สหรัฐกล่าว พร้อมยกตัวอย่างจากโรงแรมโฟร์พอยท์ส ภูเก็ตฯ ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้เกือบ 7% และประหยัดพลังงานได้อีก 7% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.1 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่เริ่มต้น 

 

สำหรับสหรัฐ ‘ความยั่งยืนคือเมกะเทรนด์ที่ทุกภาคส่วนกำลังมุ่งหน้าสู่จุดนั้น’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูเก็ตจะเป็นเจ้าภาพการประชุม GSTC (Global Sustainable Tourism Council) ในปีหน้า ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกมายังภูเก็ตในฐานะเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าการผลักดันให้โรงแรมมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนเดียวกันทั่วทั้งเกาะจะช่วยเสริมสร้างภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางที่แข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและคนรุ่นใหม่ ต่างมองหาโรงแรมที่มีการรับรองด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

กลยุทธ์ยั่งยืน: สร้างคุณค่าและเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น 

 

นอกเหนือจากผลประโยชน์ด้านการลดต้นทุนแล้ว การดำเนินงานที่เน้นความยั่งยืนยังส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ โฟร์พอยท์ส ภูเก็ตฯ ได้นำกลยุทธ์ ‘Localization Strategy’ มาใช้ ด้วยการเลือกซื้อวัตถุดิบและสินค้าจากชุมชนท้องถิ่น แทนที่จะพึ่งพาสินค้านำเข้าหรือจากห้างค้าส่งขนาดใหญ่ การสนับสนุนเช่นนี้ก่อให้เกิดการกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าพักของโรงแรมที่สูงถึง 90% ในปีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อสินค้าจากชุมชนจึงสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาล 

 

“ผมเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ได้ช่วยแค่ทางโรงแรม แต่ยังช่วยทำให้สังคมดีขึ้น และเศรษฐกิจดีขึ้น” สหรัฐ กล่าว 

 

 

Screenshot

Screenshot

 

แผนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในอนาคต 

 

โฟร์พอยท์ส ภูเก็ตฯ มีแผนที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโรงแรม ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ โรงแรมยังตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือ 1.6 ล้านกิโลกรัมภายในปี 2030 จาก 4.8 ล้านกิโลกรัมในปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเครือแมริออทที่มุ่งสู่ Net Carbon Zero ภายในปี 2050 

 

นอกจากนี้ โครงการโรงแรมใหม่ ‘เชอราตัน ในหาน’ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการปลายปี 2028 จะถูกออกแบบให้เป็น ‘Sustainable Hotel’ ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง และจะขอรับรอง EDGE Certification แม้ต้นทุนการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนจะสูงขึ้นประมาณ 20-30% แต่มูลค่าที่ได้รับกลับมาก็สูงขึ้นเช่นกัน รวมถึงการได้รับสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan) จากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเงินที่สำคัญ โดยเชื่อว่าการได้รับ EDGE Certification จะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มองหาโรงแรมที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนมากขึ้น 

 

“การลงทุนของเราในความยั่งยืน แสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ผู้ตาม แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำ” สหรัฐทิ้งท้าย และเชื่อมั่นว่าความพยายามเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้ภูเก็ตเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลกได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภูเก็ต และการหายไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักบางกลุ่ม ซึ่งทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวและเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว

The post เมื่อท่องเที่ยวไทยเสี่ยงวิกฤต ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือขุมทรัพย์ใหม่พลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภูเก็ตและประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนทาง! ผลสำรวจชี้ คนไทยกังวล ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่สุด แต่ลงมือน้อยนิด เปิดโอกาสทองให้แบรนด์ Eco ใช้ ‘ความยั่งยืน’ เป็นหมัดเด็ดชิงใจลูกค้า https://thestandard.co/thai-worry-environment-but-act-little/ Mon, 16 Jun 2025 13:19:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1085672

แม้ค่าครองชีพและปัญหาเศรษฐกิจจะรุมเร้า แต่ผลสำรวจล่าสุด […]

The post สวนทาง! ผลสำรวจชี้ คนไทยกังวล ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่สุด แต่ลงมือน้อยนิด เปิดโอกาสทองให้แบรนด์ Eco ใช้ ‘ความยั่งยืน’ เป็นหมัดเด็ดชิงใจลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ค่าครองชีพและปัญหาเศรษฐกิจจะรุมเร้า แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ว่า ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ ยังคงเป็นสิ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ทว่าความกังวลดังกล่าวกลับสวนทางกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง เปิดช่องว่างทางการตลาดครั้งสำคัญให้แบรนด์ที่ชูจุดยืนด้านความยั่งยืนสามารถสร้างความได้เปรียบและมัดใจผู้บริโภคได้

 

ผลสำรวจประจำปี 2568 โดย Marketbuzzz ร่วมกับวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 เผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ความกังวลด้าน ‘สิ่งแวดล้อมและมลพิษ’ ของคนไทยสูงถึง 44% ครองอันดับ 1 แซงหน้าความกังวลด้าน ‘ค่าครองชีพ’ (42%) และ ‘ภาพรวมเศรษฐกิจ’ (30%) สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเผชิญแรงกดดันทางการเงิน แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นเรื่องใหญ่ในใจคนไทย

 

 

ช่องว่างระหว่าง ‘ความกังวล’ และ ‘การลงมือทำ’ โอกาสสำคัญของแบรนด์

 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจได้เผยให้เห็น ‘ช่องว่าง’ ที่มีนัยสำคัญระหว่างความตระหนักรู้ที่สูงกับการลงมือทำจริง โดย 65% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมกระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่เมื่อถามถึงการกระทำในสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับพบว่าคนส่วนใหญ่เลือกทำในสิ่งที่ง่ายและควบคุมได้ด้วยตนเอง เช่น การปิดไฟ (50%) และปิดแอร์ (44%)

 

ในทางกลับกัน พฤติกรรมที่ต้องใช้ความพยายามหรือแสดงออกสู่สังคมกลับมีสัดส่วนน้อยอย่างน่าใจหาย มีเพียง 23% เท่านั้นที่ปฏิเสธการรับถุงพลาสติกจากร้านค้า

 

แกรนท์ บาร์โทลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Marketbuzzz วิเคราะห์ว่า “ช่องว่างนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นคำเชิญชวน ความท้าทายคือการเปลี่ยนความกังวลแบบเฉยชาไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น และแบรนด์ต่างๆ สามารถมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ได้”

 

 

‘ความยั่งยืน’ คือปัจจัยพลิกเกม เมื่อทุกอย่างเท่ากัน

 

ข้อมูลชี้ชัดว่า 66% ของคนไทยพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือโอกาสสำคัญของธุรกิจ

 

“การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่เหตุผลแรกที่คนตัดสินใจซื้อ แต่เมื่อคุณสมบัติอื่นๆ ทั้งราคาและคุณภาพใกล้เคียงกัน ความยั่งยืนสามารถเป็นปัจจัยตัดสินใจได้เลย หากแบรนด์ของคุณมีบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ในขณะที่คู่แข่งไม่มี สิ่งนี้สามารถพลิกผลลัพธ์การซื้อได้ทันที” แกรนท์ กล่าวเสริม

 

ถึงเวลาองค์กรต้องเป็นผู้นำขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

 

ด้าน ผศ. ดร.ประภาภรณ์ ติวยานนท์ มงคลวนิช คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ภาคธุรกิจมีทรัพยากรและอิทธิพลในการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้น ทั้งในด้านราคาที่สมเหตุสมผลและความสะดวกสบาย

 

“ความจริงที่คนไทยยังคงกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมแม้เศรษฐกิจจะไม่แน่นอน สะท้อนถึงความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง แต่ช่องว่างที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึงความต้องการการสนับสนุนเชิงระบบ ทั้งโครงสร้างและนโยบาย นี่คือจุดที่ความเป็นผู้นำขององค์กรจะมีบทบาทสำคัญ เมื่อบริษัทนำด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาวิกฤต แต่ยังส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น”

 

สำหรับ 3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือ ภาวะโลกร้อน (46%), มลพิษทางอากาศ (45%) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (29%) ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต้องร่วมมือกันเปลี่ยนความตระหนักรู้ให้เป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

 

บทสรุปจากผลสำรวจครั้งนี้ชัดเจนว่า แบรนด์ที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนและทำให้การ ‘เลือกเพื่อโลก’ เป็นเรื่องง่าย จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและมูลค่าให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาลในระยะยาว

 

ภาพ: sarote pruksachat/Getty Images

The post สวนทาง! ผลสำรวจชี้ คนไทยกังวล ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่สุด แต่ลงมือน้อยนิด เปิดโอกาสทองให้แบรนด์ Eco ใช้ ‘ความยั่งยืน’ เป็นหมัดเด็ดชิงใจลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU จัดไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำด้านการตัดไม้ทำลายป่า หนุนโอกาสส่งออก ‘ยางพารา-ปาล์มน้ำมัน’ สู่ตลาดยุโรป https://thestandard.co/market-focus-eu-thailand-deforestation/ Sun, 01 Jun 2025 07:23:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1081044

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2025 สหภาพยุโรป (EU) จัดให้ไทยอย […]

The post EU จัดไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำด้านการตัดไม้ทำลายป่า หนุนโอกาสส่งออก ‘ยางพารา-ปาล์มน้ำมัน’ สู่ตลาดยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2025 สหภาพยุโรป (EU) จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม ‘เสี่ยงต่ำ’ จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation – EUDR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปลายปีนี้กับธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ใน EU 

 

โดยกฎหมายนี้กำหนดให้การนำเข้าสินค้า ได้แก่ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์แปรรูป, โกโก้, ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์แปรรูป, ไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูป, กาแฟ, ยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูป และวัวและผลิตภัณฑ์แปรรูป เข้ามาในตลาด EU ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ต้องผลิตอย่างถูกกฎหมาย และผ่านกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Due Diligence) ใน 3 ขั้นตอน ทั้งการ 1) เก็บข้อมูล 2) ประเมินความเสี่ยง และ 3) ลดความเสี่ยง 

 

 

โดยหากไม่ปฏิบัติตาม ผู้นำเข้ามีสิทธิถูกปรับสูงสุด 4% ของมูลค่ายอดขายของบริษัทใน EU ยิ่งไปกว่านั้น ยังจะถูกกีดกันไม่ให้รับงานประมูลและเงินสนับสนุนจากภาครัฐด้วย

 

ซึ่งการที่ไทยได้รับสถานะเสี่ยงต่ำนับเป็นข่าวดี ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่แวดล้อมด้วยสถานการณ์เลวร้าย เนื่องจากผู้นำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยไปยัง EU จะได้รับ ‘สิทธิพิเศษ’ ในการไม่ต้องดำเนินการในขั้นตอนที่ 2 ประเมินความเสี่ยง และขั้นตอนที่ 3 ลดความเสี่ยงในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูง 

 

ดังนั้นการที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าจากไทยต่ำกว่าการนำเข้าจากกลุ่มประเทศที่มีระดับความเสี่ยงปกติและสูง ที่ต้องดำเนินการกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับครบทั้ง 3 ขั้นตอน 

 

 

สถานะ ‘ประเทศเสี่ยงต่ำ’ ช่วยให้ไทยได้เปรียบด้านต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้าในตลาด EU เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงปกติและเสี่ยงสูง โดยในปี 2024 ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้า EUDR อันดับ 15 ของ EU (ไม่นับรวมประเทศในกลุ่ม EU) ที่มีมูลค่านำเข้า 2,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5% ของการนำเข้าสินค้า EUDR ทั้งหมดจากนอกกลุ่ม EU ซึ่งยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราเป็นสินค้า EUDR หลักที่ไทยส่งไป EU โดยเมื่อพิจารณา 15 ประเทศคู่ค้าสินค้า EUDR หลักของ EU จะพบว่า 10 ประเทศ เช่น ไทย, จีน และเวียดนาม อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ ขณะที่อีก 5 ประเทศ เช่น บราซิล, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปกติ สะท้อนถึงโอกาสที่ไทยสามารถขยายตลาดได้จากการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าของ EU เพื่อลดต้นทุนการนำเข้า 

 

 

SCB EIC ประเมินว่า ประเทศที่อยู่ในกลุ่ม ‘เสี่ยงต่ำ’ มีโอกาสขยายการส่งออกสินค้า EUDR ทดแทนประเทศเสี่ยงปกติและเสี่ยงสูง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าส่งออกไปยัง EU ราว 39,586 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้นำเข้าใน EU ที่ต้องการลดต้นทุนจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EUDR มีแนวโน้มเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสู่ประเทศเสี่ยงต่ำ ซึ่งไม่ต้องดำเนินการประเมินและลดความเสี่ยงเพิ่มเติม 

 

โดยเมื่อพิจารณาจากประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าสินค้า EUDR มากที่สุด 15 อันดับแรก และถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปกติหรือสูง จะพบว่า EU มีมูลค่านำเข้ารวมจากกลุ่มประเทศดังกล่าว แยกเป็นรายกลุ่มสินค้าภายใต้ EUDR และเรียงลำดับจากมูลค่ามากไปหาน้อย ดังนี้

 

  1. ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์แปรรูป 10,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  2. โกโก้ 7,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  3. ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์แปรรูป 5,995 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  4. ไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูป 5,912 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  5. กาแฟ 5,802 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  6. ยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูป 2,657 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  7. วัวและผลิตภัณฑ์แปรรูป 1,465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

 

นอกจากนี้ ประเทศเสี่ยงต่ำยังมีโอกาสเพิ่มการส่งออกทางอ้อมจากการเป็นแหล่งวัตถุดิบให้ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งสินค้าไปยัง EU

 

ยางพาราและน้ำมันปาล์มเป็นสองสินค้าเกษตรหลักของไทยที่มีศักยภาพสูงในการขยายตลาดสู่ EU ภายใต้กฎหมาย EUDR โดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก ซึ่งในปี 2024 EU นำเข้ายางพาราจากโกตดิวัวร์, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมกันกว่า 680,000 ตัน หรือมากกว่าที่นำเข้าจากไทยถึง 2.3 เท่า ผู้นำเข้า EU จึงมีแนวโน้มหันมานำเข้าจากไทยมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระด้านกฎระเบียบ 

 

นอกจากนี้ ไทยยังจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการที่จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่และส่งออกไปยัง EU จำนวนมาก ก็มีแนวโน้มหันมานำเข้ายางพาราจากไทยเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ EUDR 

 

สำหรับน้ำมันปาล์ม แม้ปัจจุบันไทยจะยังมีการส่งออกไป EU ไม่มาก แต่ก็เป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบอันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปกติ และต้องเผชิญข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่าไทย โดยในปี 2024 EU นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบและบริสุทธิ์จากสองประเทศนี้รวมกันกว่า 2.4 ล้านตัน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ไทยมีโอกาสเจาะเพิ่มได้ 

 

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสของสินค้าเกษตรไทยในกลุ่มอื่น เช่น ถั่วเหลือง โกโก้ กาแฟ และวัว ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนประเทศคู่แข่งในกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูงได้ในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้จะเป็น ‘ความได้เปรียบชั่วคราว’ หากไทยไม่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่การผลิต และมาตรฐานด้านความโปร่งใสได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้นำเข้าจากไทยจะได้รับการยกเว้นจากขั้นตอนการประเมินและลดความเสี่ยง แต่ยังต้องรวบรวมข้อมูลจำนวนมากในขั้นตอนที่ 1 ของ Due Diligence เช่น พิกัดแหล่งผลิตและหลักฐานความถูกต้องของการใช้ที่ดิน 

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบเก็บข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับให้พร้อมส่งต่อให้ผู้นำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีบางรายเริ่มปรับตัวแล้ว เช่น โครงการ ‘ยางมีพิกัด’ ของกลุ่มศรีตรัง ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มายางพาราได้ 100% ภาครัฐเองก็มีความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมรองรับ EUDR หลายด้าน เช่น การจัดทำแผนที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่าไม้ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ EU การเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์ของเกษตรกรกับระบบของเอกชน ซึ่งต้องเร่งให้แล้วเสร็จก่อนการบังคับใช้กฎหมายในปลายปีนี้ ในระยะยาว ภาครัฐควรเร่งยกระดับศักยภาพสินค้า EUDR ที่ไทยยังผลิตได้น้อย เช่น กาแฟ และโกโก้ ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดโลกต้องการและมีมูลค่าสูง ผ่านการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโลก พร้อมทั้งต้องติดตามสถานะความเสี่ยงของไทยในระบบของ EU อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการอนุรักษ์ป่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะ ‘ประเทศเสี่ยงต่ำ’ ไว้ให้ได้ในระยะยาว โดย EU มีกำหนดทบทวนระดับความเสี่ยงของประเทศต่างๆ ครั้งแรกในปี 2026

 

EUDR จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อมของยุโรป แต่เป็นจุดเปลี่ยนของระบบการค้าสินค้าเกษตรโลก และเป็น ‘บททดสอบ’ สำคัญว่า ประเทศใดจะสามารถยืนหยัดในห่วงโซ่การค้ายั่งยืนที่มีมาตรฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้ในอนาคต และไทยต้องไม่พลาดโอกาสครั้งนี้

The post EU จัดไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำด้านการตัดไม้ทำลายป่า หนุนโอกาสส่งออก ‘ยางพารา-ปาล์มน้ำมัน’ สู่ตลาดยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% https://thestandard.co/coral-life-thai-building-revolution/ Sun, 18 May 2025 08:12:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1075465

คอรัล ไลฟ์ พลิกโฉมวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันครบวงจรด้านพ […]

The post ‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>

คอรัล ไลฟ์ พลิกโฉมวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันครบวงจรด้านพลังงานและคุณภาพอากาศ เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน เน้นผลลัพธ์จริงทั้งด้านประสิทธิภาพและสุขภาพ ช่วยลดพลังงานได้มากกว่า 70% พร้อมยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารสู่มาตรฐาน Wellness ที่ WHO กำหนด

 

คอรัล ไลฟ์ ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการเชิง Sustainability และให้บริการ Energy Service Company ในแบบ Total Solution ชูแนวคิด ‘สร้างอาคารอย่างชาญฉลาด เพื่ออนาคตที่ดีกว่า’ ช่วยลูกค้าสร้างอาคารประหยัดพลังงาน สามารถประหยัดค่าพลังงานในอาคารได้มากกว่า 70% ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและปรับตัวเพื่อรับความผันผวนทางธุรกิจ จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว สามารถการันตีความคุ้มค่าของ ROI (Return on Investment) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

เจมส์ ดูอัน ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการเชิง Sustainability และให้บริการ Energy Service Company ในรูปแบบ Total Solution กล่าวว่า โซลูชันของคอรัล ไลฟ์ เกิดจากประสบการณ์ตรงของคุณเจมส์ที่อยู่ในแวดวงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 21 ปี และการศึกษาทดลองในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาว่า “จะสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานในภูมิอากาศร้อนชื้นให้เต็มประสิทธิภาพได้อย่างไร” จากการลงมือทำจริงในหลากหลายโครงการ ควบคู่กับการศึกษาวิจัยและทดสอบร่วมกับองค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ ทำให้ทีมงานพบเจอกับข้อจำกัดและความท้าทาย ทั้งในเรื่องค่าพลังงาน การออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพอากาศที่กระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของพลังงาน สุขภาวะ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

 

 

บริษัทได้นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ ชีววิทยา วิศวกรรมอาคาร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวใน Coral Total Solution ซึ่งสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและคุณภาพอากาศของอาคารที่อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง บริษัทได้ศึกษาแนวทางในการสร้างอาคารประหยัดพลังงานจนประสบผลสำเร็จ

 

คอรัล ไลฟ์ ได้ใช้แนวคิด ‘สร้างอาคารอย่างชาญฉลาด เพื่ออนาคตที่ดีกว่า’ ในการช่วยลูกค้าสร้างหรือปรับปรุงอาคารใหม่ซึ่งบริษัทจะให้บริการในรูปแบบ Coral Total Solution ด้วยการสร้างอาคารประหยัดพลังงานที่สามารถลดค่าไฟได้มากกว่า 70% พร้อมคุณภาพอากาศระดับ Wellness ที่องค์การ WHO กำหนด โดยควบคุมได้ทั้ง 5 ด้านหลัก ได้แก่ ปลอด PM2.5, VOCs ต่ำ, ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ให้อยู่ในระดับที่สบาย และรักษาระดับ CO₂ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมซึ่งต่ำกว่า 1000 PPM ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสุขภาพที่พัฒนาให้เหมาะสมสำหรับสภาวะอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย สามารถช่วยลูกค้าประหยัดเงิน ตามแนวทาง Sustainability

 

 

ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจังต่อการสร้างผลลัพธ์ ทำให้ คอรัล ไลฟ์ ได้รับ PHI Certification อาคารประหยัดพลังงานมาตรฐานระดับโลกเป็นที่แรกและที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรองรับศักยภาพในการเป็น Hub ของการขยายตัวทางธุรกิจในทั้งภูมิภาคเอเชียที่มีตลาดประชากรกว่า 4,000 ล้านคนในปัจจุบัน

 

โดยตัวอย่างที่ผ่านมา คอรัล ไลฟ์ ได้สร้างอาคารประหยัดพลังงานให้ลูกค้ารายสำคัญ อาทิ อาคารศูนย์การค้า สถานศึกษาโรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และ สำนักงานบริษัทมหาชนชั้นนำของประเทศไทย และในปีนี้ คอรัล ไลฟ์ มีโครงการเริ่มสร้างอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าให้องค์กรระดับโลกที่ไต้หวัน อีกด้วย

 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายองค์ความรู้สู่สังคม คอรัล ไลฟ์ พร้อมพันธมิตรเตรียมเปิดหลักสูตร ESG REAL ซึ่งถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็น ‘พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน’ ที่ไม่ใช่แค่การเรียนรู้จากตำรา แต่เต็มไปด้วยการแบ่งปันประสบการณ์จริงจากผู้คนที่เคยลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ของตนเอง

 

หลักสูตรนี้มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้วิสัยทัศน์ของผู้เข้าร่วมกลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมอบแผนภาพทางความคิดที่เหมาะสมในการส่งมอบ ESG ที่วัดผลได้

 

ESG REAL เปิดกว้างสำหรับเจ้าของกิจการ ผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐและเอกชน นักออกแบบ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์อาคาร ที่มุ่งหวังจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงในด้านพลังงานและสุขภาวะที่ดี เพราะบริษัทเชื่อว่า ‘ความยั่งยืน’ ต้องเริ่มจากองค์กรของเราเองก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อมีผู้นำที่ลงมือทำจริงในแต่ละภาคส่วน การสร้างชุมชนของผู้ขับเคลื่อน ESG ที่มีพลังและยืนหยัดต่อเนื่องจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

The post ‘คอรัล ไลฟ์’ ปฏิวัติวงการอาคารไทย ด้วยโซลูชันประหยัดพลังงานสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจขยะเชื้อเพลิงมีแต่จะเติบโตขึ้นจริงหรือ? https://thestandard.co/waste-to-energy-business-rdf-growth/ Sun, 11 May 2025 03:52:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1073190 ขยะเชื้อเพลิง

เมื่อทุกประเทศเดินหน้าสู่การเป็น Net Zero ชัดเจน โดยประ […]

The post ธุรกิจขยะเชื้อเพลิงมีแต่จะเติบโตขึ้นจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยะเชื้อเพลิง

เมื่อทุกประเทศเดินหน้าสู่การเป็น Net Zero ชัดเจน โดยประเทศไทยประกาศไว้ภายในปี 2065 ดังนั้น ทุกภาคส่วนต่างช่วยกันสนับสนุนให้ไปสู่เป้าหมายนั้นได้ ตั้งแต่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดมากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ การผลักดันให้เกิดธุรกิจขยะเชื้อเพลิงโดยเป็นการนำเชื้อเพลิงขยะจากทุกภาคส่วนมาเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือกลับมาใช้เป็นพลังงานความร้อนในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการประมาณการว่า ‘ธุรกิจขยะเชื้อเพลิง’ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

 

รู้จักเชื้อเพลิงขยะ 

 

เชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel หรือ RDF) เป็นเชื้อเพลิงแข็งที่เกิดจากการแปรรูปขยะมูลฝอยที่ผ่านกระบวนการอัดแท่งและปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ เช่น ค่าความร้อน ความชื้น ความหนาแน่น หรือขนาด ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป 

 

ปัจจุบันผู้ใช้เชื้อเพลิง RDF มี 2 กลุ่ม คือ 

  1. ภาคการไฟฟ้านำไปผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 64 % 
  2. ภาคอุตสาหกรรมที่นำไปผลิตพลังความร้อนเผาร่วมกับถ่านหินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และลดการใช้งานถ่านหินทั้งหมดที่ 36 %

 

อะไรคือปัจจัยหนุนให้ RDF เติบโต

 

  1. พฤติกรรมการบริโภค ทั้งจากการสั่งอาหารออนไลน์และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาครัฐต้องผลักดันนโยบายเพื่อจัดการกับปัญหาขยะล้นเมือง และ RDF คือหนทางหนึ่งที่จะนำขยะไปแปรรูปเพื่อผลิตพลังงานได้ต่อไป วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะคงค้างแล้ว ยังถือเป็นการช่วยนำขยะกลับมาใช้เป็นทรัพยากรในการผลิตพลังงานได้อีกด้วย

 

  1. นโยบายภาครัฐสนับสนุน จากความต้องการ RDF เพิ่ม ภาครัฐจึงส่งเสริมโดยช่วงปี 2568-2569 ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน 282.98 เมกะวัตต์ ที่อัตรารับซื้อ 3.66-5.78 บาท/หน่วย ซึ่งสูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลม ที่มีอัตรารับซื้อที่ 2.22 บาท/หน่วย และ 3.10 บาท/หน่วย ตามลำดับ โดยอัตราการรับซื้อไฟที่สูง น่าจะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการหันมาลงทุนในโรงไฟฟ้าขยะชุมชนมากขึ้น และคาดว่าจะทำให้ความต้องการ RDF ขึ้นไปแตะที่ระดับ 6 ล้านตันในปี 2569 ได้ 

 

ธุรกิจขยะเชื้อเพลิงยังเติบโต

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2569 ปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้น 2.2 % หรืออยู่ที่ระดับ 28 ล้านตัน และสามารถนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้ 9.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมการบริโภคที่ส่งผลให้จำนวนขยะต่อคนเพิ่มขึ้นเป็น 1.16 กก./คน/วัน เทียบจากปี 2567 อยู่ที่ 1.15 กก./คน/วัน หรือมีปริมาณขยะมูลฝอยโดยรวมแตะ 27.20 ล้านตัน อีกทั้งประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าของตลาดขยะเชื้อเพลิงจะเติบโตมากถึง 15.1 % หรือที่ 1.45 หมื่นล้านบาท จากการสนับสนุนของภาครัฐที่ต้องการบริหารจัดการกับปัญหาขยะและการเปลี่ยนถ่ายไปสู่พลังงานทดแทน

  • ภาคการผลิตไฟฟ้า คาดว่า ปี 2569 การใช้ RDF ในภาคไฟฟ้าจะเติบโตได้ถึง 16.8 % เนื่องจากจะมีโรงไฟฟ้าขยะมีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบมีกำลังการผลิตรวม 70 เมกะวัตต์ รวมทั้งคาดว่า ปี 2580 ความต้องการ RDF จะมีมากถึง 15 ล้านตัน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก 2567-2580 (ร่างแผน AEDP 2024) ที่มีเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน 1,142 เมกะวัตต์ ทว่า ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังไม่มีแผนเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มเติม แต่ได้เตรียมการที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 30 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ขยะอุตสาหกรรมที่ผลิตในโรงงานจึงไม่กระทบความต้องการ RDF จากขยะชุมชน


  • ภาคอุตสาหกรรม คาดว่า ปี 2569 จะมีการใช้ RDF สำหรับการผลิตพลังงานความร้อนภาคอุตสาหกรรมเติบโต 10.8 % โดยประเมินว่าจะมีปริมาณความต้องการ RDF เพื่อผลิตพลังงานความร้อนแตะ 3.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3 แสนตัน และส่งผลให้การใช้พลังงานถ่านหินลดลงได้ถึง 6.6 % จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน อีกทั้งจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่จะเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าจากอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ปูนซีเมนต์ 

 

 

 

รายได้ธุรกิจ RDF ดี แต่ต้องลุ้นกับซัพพลายในประเทศ

 

แน่นอนว่าเมื่อความต้องการ RDF เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนภาคการผลิตไฟฟ้าและการใช้พลังงานความร้อน ซึ่งศูนย์วิจัยฯ ประเมินไว้ว่า ปี 2569 รายได้ตลาดขยะเชื้อเพลิงจะอยู่ที่ 1.45 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท แต่ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการเนื่องจากซัพพลายในประเทศจะมีไม่พอความต้องการ เพราะจากข้อมูล พบว่า ปี 2567 ขยะมูลฝอยภายในประเทศที่สามารถนำไปแปรรูปเป็น RDF ได้ มีเพียง 35 % หรือประมาณ 9.5 ล้านตัน โดยขยะที่เหลือเป็นส่วนที่ไม่เหมาะสำหรับนำไปรีไซเคิลแปรรูปได้ และจากสัดส่วนดังกล่าวนำมาแปรรูปสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าและความร้อน RDF ได้จริง 82 % 

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญจากนี้คือ ต้องสร้างการรับรู้และทำให้เกิดการคัดแยกขยะ รวมถึงรวบรวมขยะอย่างถูกต้องเพื่อที่จะช่วยกันผลักดันให้ปริมาณขยะมูลฝอยที่มีสามารถนำไปสู่กระบวนการแปรรูปเป็น RDF ได้มากขึ้น

 

ความเสี่ยงธุรกิจเชื้อเพลิงขยะ

 

  1. ความต้องการ RDF ภาคการผลิตไฟฟ้ามีความไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐเป็นหลัก อีกทั้งพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะยังต้องแข่งขันกับพลังงานสะอาดประเภทอื่นที่ภาครัฐอาจสนับสนุนมากกว่า เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำกว่าเท่าตัว

 

  1. นโยบายจากห่วงโซ่การผลิตเชื้อเพลิงขยะของภาครัฐยังไม่เป็นหนึ่งเดียว ปัจจุบันยังต้องอาศัยการประสานงานหลายหน่วยงาน เช่น การจัดเก็บขยะกระทรวงมหาดไทยดูแล แต่การกำหนดนโยบายการรับซื้อพลังงานเป็นของกระทรวงพลังงาน 

 

  1. ปริมาณขยะมูลฝอยถูกนำไปรีไซเคิลมากกว่าถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน โดยปี 2556-2566 อัตราการเติบโตของขยะที่ถูกรีไซเคิลสูงกว่าการรวบรวมขยะเพื่อผลิตพลังงานถึง 3.0% 

 

  1. ธุรกิจ RDF อาจเติบโตไม่ยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากกระบวนการผลิตพลังงานจากขยะมักมาจากการเผาไหม้ ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้พลังงานขยะอาจถูกลดบทบาทได้ในอนาคตจากข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่สหราชอาณาจักรจะนำพลังงานขยะเข้าสู่ระบบสิทธิการซื้อขายใบรับรองการปล่อยคาร์บอน (Emission Trading Scheme) ในปี 2571 ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลด้านมลพิษจากพลังงานขยะ

 

22 บจ. ทำธุรกิจขยะเชื้อเพลิงพร้อมจับมือร่วมลงทุน

 

จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจขยะเชื้อเพลิง ทั้งหมด 22 บริษัท โดยแบ่งเป็น 3 ลักษณะการประกอบธุรกิจ คือ 1.ผู้ผลิตเชื้อเพลิงขยะ RDF ทั้งหมด 9 บริษัท 2.โรงไฟฟ้าขยะ 11 บริษัท และ 3.โรงงานปูนที่มีการใช้เชื้อเพลิงขยะ 2 บริษัท 

 

 

ทั้งนี้ จากตารางผลการดำเนินงานแต่ละ บจ. ทั้ง 3 ประเภทในปี 2566 และ 2567 ต่างมีผลประกอบการออกมาเป็นบวกและลบสลับกันไป ทั้งยอดขาย รายได้ และกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ถือว่ายังให้ผลตอบแทนที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สามารถสะท้อนแนวโน้มธุรกิจเชื้อเพลิงขยะในไทยโดยรวมได้ เนื่องจากผู้ประกอบการบางบริษัทมีผลประกอบการจากการดำเนินหลายธุรกิจ ได้แก่

 

บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) ทำธุรกิจนำเข้า ขาย สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี แต่ก็มีการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และระบบสาธารณูปโภคด้วย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการผลิตเชื้อเพลิง RDF ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น โครงการผลิตเชื้อเพลิงจากบ่อขยะอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จะส่งให้กับโรงงานปูนซีเมนต์ใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป หรือ โครงการการผลิตเชื้อเพลิงที่เมืองซูกาบูมี อินโดนีเซีย 

 

โดยมีแผนงานในอนาคตพร้อมขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) และโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio Circular Economy) พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความสนใจในการทำธุรกิจร่วมกันในธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว รวมถึง

ให้บริการติดตั้งและให้เช่าเครื่องจักรบดขยะและเครื่องคัดแยกขยะ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิง RDF3 แต่ขาดเงินทุนในการลงทุนเครื่องจักร

 

นอกจากนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขยะเชื้อเพลิงทั้ง 3 ประเภท ต่างก็ประกาศพร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกัน เช่น เมื่อปี 2567 มี 3 บริษัท คือ บมจ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) บมจ.เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ (ETC) และ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ให้บริษัทลูก บริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (GWTE) ลงนามร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 12 โครงการ และโครงการลงทุนโรงงานผลิตเชื้อเพลิงแข็งจากขยะอุตสาหกรรม  (SRF) อีก 3 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 20,800 ล้านบาท 

 

ภาพ: Sutipond Somnam / Shutterstock 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจขยะเชื้อเพลิงมีแต่จะเติบโตขึ้นจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข่าวดีชาวออสซี! รัฐบาลทุ่ม 1.4 พันล้านดอลลาร์ ให้ส่วนลดติดโซลาร์เซลล์ ช่วยประชากรลดภาระค่าไฟ https://thestandard.co/australia-solar-subsidy/ Sun, 06 Apr 2025 08:55:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1061289 australia-solar-subsidy

ออสเตรเลีย ทุ่มงบ 1.4 พันล้านดอลลาร์ ราว 3 หมื่นล้านบาท […]

The post ข่าวดีชาวออสซี! รัฐบาลทุ่ม 1.4 พันล้านดอลลาร์ ให้ส่วนลดติดโซลาร์เซลล์ ช่วยประชากรลดภาระค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
australia-solar-subsidy

ออสเตรเลีย ทุ่มงบ 1.4 พันล้านดอลลาร์ ราว 3 หมื่นล้านบาท ประกาศแผนลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชากรในประเทศพร้อมให้ส่วนลดติดตั้งโซลาร์เซลล์ ฝ่ามรสุมราคาพลังงานทั่วโลกที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง

 

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า สำหรับงบประมาณดังกล่าว จะสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในการใช้งานพลังงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังจะมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถจ่ายค่าไฟฟ้าได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

 

อีกทั้งแผนดังกล่าวจะให้ส่วนลด 30% ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ธุรกิจขนาดเล็กและชุมชน ได้ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ปัจจุบันประชากรในออสเตรเลียมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านแล้ว

 

แต่มีเพียงหนึ่งใน 40 ครัวเรือนยังไม่ได้ติดตั้ง ทำให้ในปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ได้มากถึง 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ย้ำว่าการติดตั้งแบตเตอรี่จะช่วยให้ประชากรในแต่ละครัวเรือน สามารถเก็บพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในช่วงเวลาที่จำเป็นและลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้ความสำคัญกับการช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งจะช่วยให้ชาวออสเตรเลียสามารถเข้าถึงพลังงานที่สะอาดและ ราคาถูกได้มากขึ้นกว่าเดิม

 

ภาพ: NewJadsada / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ข่าวดีชาวออสซี! รัฐบาลทุ่ม 1.4 พันล้านดอลลาร์ ให้ส่วนลดติดโซลาร์เซลล์ ช่วยประชากรลดภาระค่าไฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนครองแชมป์ตลาดตราสารหนี้ ESG
ด้วยยอดออกใหม่ที่สูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่า https://thestandard.co/china-leads-esg-bond-market/ Fri, 31 Jan 2025 08:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1036686

จีนครองตำแหน่งผู้นำในตลาดตราสารหนี้ ESG และมีแนวโน้มจะน […]

The post จีนครองแชมป์ตลาดตราสารหนี้ ESG
ด้วยยอดออกใหม่ที่สูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

จีนครองตำแหน่งผู้นำในตลาดตราสารหนี้ ESG และมีแนวโน้มจะนำสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดตราสารหนี้ออกใหม่ในเดือนธันวาคม 2024 ที่มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่า จีนมียอดคงค้างตราสารหนี้ ESG สูงถึง 2.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมียอดตราสารหนี้ออกใหม่ในเดือนก่อน 1.242 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างมาตรฐานการเผยแพร่ข้อมูล ESG ของรัฐบาลจีน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจแก่นักลงทุน

 

ด้านสหรัฐฯ เป็นรองจีนในตลาดสารหนี้ ESG และชะลอการออกตราสารหนี้ใหม่ หลังตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปีนี้ ประกอบกับความไม่แน่นอนในการสนับสนุน ESG ของทรัมป์ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ชะลอลง โดยเฉพาะตราสารหนี้ ESG ที่มียอดออกใหม่ในเดือนก่อนหน้าเพียง 1.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงมาจากเดือนธันวาคม 2023 ที่ 3.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ตลาดตราสารหนี้ ESG ไทยขยายตัวต่อเนื่องจากแรงกระตุ้นของภาครัฐและการออกตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ผ่านการให้แรงจูงใจทางภาษีแก่การลงทุนใน Green Bond และการออกตราสารหนี้ใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่งผลให้มียอดตราสารหนี้ออกใหม่ในเดือนธันวาคม 2024 จำนวน 1.2 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดคงค้างอยู่ที่ 2.391 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

นอกจากนี้ในปี 2025 กระทรวงการคลังมีแผนออก Sustainability-Linked Bond รุ่นแรกที่ออกโดยรัฐบาลไทยและเอเชีย

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตลาดตราสารหนี้ ESG จีนและไทยจะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ชะลอลงในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากภาครัฐจีนและไทยยังคงเดินหน้าป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ชะลอลงตามคาดการณ์ลดดอกเบี้ยของ Fed และการรอความชัดเจนในนโยบาย ESG

 

ตลาดตราสารหนี้ ESG ไทยขยายตัวต่อเนื่องจากแรงกระตุ้นของภาครัฐและการออกตราสารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ผ่านการให้แรงจูงใจทางภาษีแก่การลงทุนใน Green Bond และการออกตราสารหนี้ใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่งผลให้มียอดตราสารหนี้ออกใหม่ในเดือนธันวาคม 2024 จำนวน 1.2 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดคงค้างอยู่ที่ 2.391 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ในปี 2025 กระทรวงการคลังมีแผนออก Sustainability-Linked Bond รุ่นแรกที่ออกโดยรัฐบาลไทยและเอเชีย

 

ภาพ: jayk7 / Getty Images, Wong Yu Liang / Getty Images 

The post จีนครองแชมป์ตลาดตราสารหนี้ ESG
ด้วยยอดออกใหม่ที่สูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อทรัมป์มาโลกป่วน แต่ความยั่งยืนต้องเดินหน้าต่อ https://thestandard.co/trump-impact-sustainability/ Wed, 29 Jan 2025 08:07:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1035710 ทรัมป์ ความยั่งยืน

ตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ […]

The post เมื่อทรัมป์มาโลกป่วน แต่ความยั่งยืนต้องเดินหน้าต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ความยั่งยืน

ตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยที่ 2 วันแรก เสียงแจ้งเตือนความผันผวนและความไม่แน่นอนต่อนโยบายก็กระหึ่มไปทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบมากด้านการค้าระหว่างประเทศ จนกลายเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายที่สวนทางคนอื่นเรื่องสนับสนุนการลดโลกร้อน หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ทรัมป์สวนทางทั่วโลก ลดหนุนนโยบายโลกร้อน

 

ทรัมป์เริ่มต้นช็อกโลกด้วยการถอนตัวจากความตกลงปารีส ที่เป็นกรอบความร่วมมือของสหประชาชาติที่ต้องการลดอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นให้น้อยกว่า 2 องศาเซลเซียส ภายใต้นโยบาย Putting America First in International Environmental Agreement ซึ่งทรัมป์เคยยกเลิกครั้งหนึ่งตอนเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อปี 2017 ก่อนที่ไบเดนจะกลับเข้าร่วมความตกลงปารีสใหม่

 

รวมถึงยกเลิก Electric Vehicle Mandate ของไบเดนที่เป็นข้อกำหนดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) โดยยกเลิกกฎให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเริ่มลดการปล่อยมลพิษรถยนต์ขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2027 ซึ่งอาจรวมถึงยกเลิกเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าด้วย จากนโยบาย Unleashing American Energy

 

ตามมาด้วยการกลับมาพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก ด้วยการขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติ LNG และน้ำมันเบนซินเพิ่ม โดยให้ยกเว้นกฎด้านสิ่งแวดล้อมหลายข้อที่เป็นอุปสรรคหรือจำกัดการขุดเจาะ พร้อมสั่งให้หน่วยงานของรัฐสนับสนุนการขุดเจาะอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันเบนซินรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามนโยบาย Declaring a National Energy Emergency และ Unleashing Alaska’s Extraordinary Resource Potential

 

แบงก์สหรัฐฯ-แคนาดา ถอย The Net-Zero Banking Alliance

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี 1 เดือน ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากกลุ่ม The Net-Zero Banking Alliance (NZBA) ตามการหาเสียงของทรัมป์ที่พูดไว้ว่าจะถอนตัวจากความตกลงปารีส และยกเลิกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งมีธนาคารทั้งหมด 6 แห่งคือ Goldman Sachs, Wells Fargo , Morgan Stanley, Citigroup, Bank of America และ JPMorgan Chase อีกทั้งยังมีธนาคารในหลายประเทศที่กำลังพิจารณาถอนตัวออกมาเช่นกัน เช่น ธนาคารในแคนาดา 5 แห่ง ก็ประกาศถอนตัวจาก NZBA ในวันที่ทรัมป์รับตำแหน่ง ได้แก่ Bank of Montreal, Toronto-Dominion Bank, National Bank of Canada, Canadian Imperial Bank of Commerce และ Bank of Nova Scotia

 

ทั้งนี้ เงื่อนไขแบงก์ที่เข้ากลุ่ม NZBA ต้องมีการดำเนินการดังนี้

  1. ตั้งเป้าหมายลด GHG ภายในปี 2030 และบรรลุ Net Zero ในปี 2050
  2. ลดการปล่อย GHG จากการดำเนินการของธนาคารและลูกค้าที่รับสินเชื่อและเงินลงทุนในพอร์ตธนาคาร
  3. ลดให้เงินสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินและขุดเจาะปิโตรเลียม

และ 4.ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิบัติทุกปี

 

ออกจาก NZBA แต่ยังสนับสนุนเรื่องลด GHG

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี มีการฟ้องศาลและเสนอกฎหมายต่อต้าน ESG ว่า นโยบายลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ของสถาบันการเงินหลายแห่งมีการเลือกปฏิบัติ และขัดขวางการดำเนินธุรกิจอย่างเสรีของอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งการเสนอกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา ประกอบกับยังมีรัฐในสหรัฐฯ ที่มีการฟ้องร้องหรือออกกฎหมายต่อต้าน ESG จำนวน 22 รัฐ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สถาบันการเงินชั้นนำมองว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการฟ้องร้องมากขึ้น ตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปี (2025-2029) ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จึงเป็นเหตุผลให้สถาบันการเงินเลือกลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจไปก่อน

 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีธนาคารที่ออกจากกลุ่ม NZBA แต่ธนาคารจะยังคงสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนเดิม โดยอาจมีการปรับปรุงกลยุทธ์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของลูกค้าซึ่งล้วนมีบริบทที่แตกต่างกัน โดยนับตั้งแต่ปี 2021-2023 ธนาคาร 6 แห่งในสหรัฐฯ มีการสนับสนุนทางด้านการเงินสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และน่าจะยังคงให้การสนับสนุนต่อ

 

สหรัฐฯ ยังลงทุนพลังงานสะอาดต่อเนื่อง

 

การถอนตัวจากกลุ่ม NZBA ของกลุ่มธุรกิจบริการด้านการเงินหลายแห่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการเพื่อลด GHG แต่ก็ถือว่าแสดงให้เห็นถึงบริบทที่เปลี่ยนไปตามนโยบายของผู้นำประเทศ ที่อาจทำให้ธุรกิจบริการด้านการเงิน ทั้งธนาคาร กองทุน ประกัน หรือธุรกิจด้านการเงินอื่นๆ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ต้องทบทวนแนวนโยบายด้านการลด GHG เพื่อพร้อมรับนโยบายที่เปลี่ยนไปของ โดนัลด์ ทรัมป์

 

และท้ายที่สุดก็ยังเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าการลงทุนพลังงานสะอาดที่ให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อไป หลังจากที่เน้นการลงทุนเรื่องนี้มาต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่ บารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไตรมาสละ 7% แล้วยิ่งเมื่อประธานาธิบดีไบเดนออกมาตรการ Inflation Reduction Act (IRA) มา ก็มีผลให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของการลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดเร่งตัวสูงขึ้นเป็นไตรมาสละ 9% และคิดว่าจะยังต่อเนื่องไปอีก เนื่องจากหลายรัฐในสหรัฐฯ จะได้ผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรงผ่านมาตรการ IRA

 

ทั้งนี้ IRA เป็นกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลของ โจ ไบเดน ออกมามุ่งเน้นไปที่การลดเงินเฟ้อในสหรัฐฯ โดยมีเป้าสำหรับการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลงทุนด้านพลังงานสะอาดจำนวนมาก สนับสนุนเครดิตภาษี (Tax Credit) ให้กับบริษัทและครัวเรือนที่ใช้พลังงานสะอาด อย่างแผงโซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การลดต้นทุนการรักษาพยาบาล และการเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีที่สูงขึ้นจากบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนงบประมาณของประเทศ

 

ไทยไม่อยู่ NZBA และยังเดินหน้าสู่ Net Zero

 

สำหรับประเทศไทย แม้ธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ได้เข้าร่วมในกลุ่ม NZBA เหมือนสถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ในไทยยังคงดำเนินนโยบายตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 ตามที่ประเทศไทยมีแผนลดก๊าซเรือนกระจกที่ให้คำมั่นสัญญาไว้กับสหประชาชาติว่าจะลด GHG 40% ภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่งในไทยมีการตั้งเป้าหมายการลด GHG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว และมีการดำเนินการในแนวทางที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของตนเอง เช่น การปรับเปลี่ยนแนวทางการให้สินเชื่อ รวมไปถึงการสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับลูกค้าตามลักษณะของการปล่อย GHG ในแต่ละอุตสาหกรรม

 

เรื่องความยั่งยืนเป็นเทรนด์ระยะยาวที่สำคัญกว่า

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่มีแบงก์ขนาดใหญ่หลายแห่งประกาศออกจาก NZBA เพราะเลิกตามนโยบายของผู้นำที่เชื่อว่า คนที่มาเป็นประธานาธิบดีจะมาจากฝั่งเดโมแครตหรือรีพับลิกัน เมื่อโลกว่าอย่างไรก็ว่ากันไปตามนั้น โดยเชื่อว่าในอนาคตธนาคารที่เคยยกเลิกไปก็ต้องกลับมาดำเนินการอย่างจริงจังอีกหลังทรัมป์อยู่ครบ 4 ปี เนื่องจากเรื่องความยั่งยืนหรือการดำเนินการสู่ Net Zero เป็นสิ่งสำคัญในระยะยาวที่ทุกประเทศต้องทำ เพราะปัจจุบันก็เห็นชัดแล้วว่าสถานการณ์ความเป็นจริงนับวันยิ่งแย่มากขึ้น

 

ขณะเดียวกันทรัมป์ยังต้องการชนะเรื่อง AI กับจีน จึงประกาศสนับสนุนเอกชนเต็มที่ด้วยการจับมือกับยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยโครงการสตาร์เกต โดยพร้อมออกกฎหมายฉุกเฉินเพื่อลงทุน Data Center ซึ่งปกติต้องมีพลังงานที่รองรับการใช้ไฟของ Data Center ประกอบกับยังมีมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่เริ่มประกาศใช้แล้ว แต่จะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูงตั้งแต่ปี 2569 ซึ่งการดำเนินธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะตั้งในยุโรปหรือไม่ แต่หากสหรัฐฯ ต้องส่งสินค้านำเข้ายุโรปหรือทำธุรกิจกับยุโรป สหรัฐฯ เองก็ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์นี้ด้วย

 

ล่าสุด ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคและภาคการเงินระดับโลก ให้มุมมองถึง DeepSeek ซึ่งเป็น AI ของจีนที่เทียบเท่า ChatGPT ว่า การที่จีนพัฒนา AI ด้านนี้มา สามารถมองในมุมบวกได้ตรงที่ต้นทุนพัฒนา AI ถูกลง ซึ่งทำให้ค่าบริการถูกลงและคนเข้าถึงได้มากขึ้น ที่สำคัญคือ AI อาจใช้ทรัพยากรและพลังงานน้อยลง อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น

 

ถ้าทุกคนไม่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?

 

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวไว้ในงานสัมมนาหัวข้อ ‘การปรับประเทศไทยให้ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ’ ว่า ตามการคาดการณ์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ในปี 2100 อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 2.7-3.1 องศาเซลเซียส เมื่อดูแผนของประเทศต่างๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน แต่หากเรายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับตามแนวโน้มที่เป็นอยู่ต่อไป อุณหภูมิโลกอาจสูงถึง 4.1-4.8 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายมาก

 

ดังนั้นแน่นอนว่าผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น เช่น หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส การทำปศุสัตว์ในโลกจะเสียหายประมาณร้อยละ 10 และความหลากหลายทางชีวภาพจะลดลง แต่หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส คน 400 ล้านคนจะเสี่ยงขาดแคลนอาหาร และจะเกิดการละลายของเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนที่กักเก็บไว้ออกมา ซึ่งจะทำให้โลกร้อนขึ้นไปอีก นอกจากนี้ หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ร้อยละ 54 ของประชากรโลกจะเสี่ยงเสียชีวิตจากความร้อนที่ยาวนานเกิน 20 วัน แต่หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็นร้อยละ 74

 

ทั้งนี้ การศึกษาต่างๆ พบว่า ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบระดับโลกขึ้นแล้วหลายประการ ทั้งการที่มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนเกือบ 500,000 คนในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เกิดผู้ลี้ภัยทางภูมิอากาศ (Climate Refugee) มากถึง 32 ล้านคน และอาจเพิ่มเป็น 150 ล้านคนในอีก 30 ปี ตลอดจนเกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงทางอาหารลดลง เนื่องจากการผลิตพืชอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

 

ในกรณีของประเทศไทย จำนวนวันที่มีอุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร คนงานก่อสร้าง และไรเดอร์ส่งอาหารหรือผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการนอนหลับ อารมณ์ และการเล่นกีฬาต่างๆ

 

แก้ไขโลกร้อนต้องลดการปล่อย GHG และรู้จักปรับตัว

 

สำหรับการแก้ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น มนุษยชาติจะต้องดำเนินการทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวให้อยู่กับโลกที่ร้อนขึ้น (Adaptation) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และนานาชาติ ทั้งนี้ การปรับตัวให้อยู่กับโลกที่ร้อนขึ้นเป็นประเด็นสำคัญที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่าการลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ หนึ่ง ในอดีตการพูดถึงการปรับตัวมากเกินไปอาจถูกมองว่าเป็นการยอมแพ้ ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสอง การปรับตัวมักเป็นปัญหาเฉพาะท้องถิ่นหรือประเทศ ไม่ได้รับความสนใจในระดับโลกเท่ากับการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การที่น้ำท่วมในภาคเหนือของไทยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ซึ่งแตกต่างจากการที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

 

ดังนั้นความท้าทายในการปรับตัวของประเทศไทยจึงเป็น ‘ปัญหาระดับท้องถิ่น’ ที่คนไทยจะต้องคิดและแก้ไขเอง โดยไม่มีแรงกดดันจากภายนอกให้ต้องดำเนินการ และจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความตระหนักและการลงมือทำจากภายในประเทศไทยเอง

 

…ไม่ว่าจะเป็นผู้นำคนใดมาหรือไป ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ต้องอยู่ด้วยกันในระยะยาว เพราะหากดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ย่อมได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนรุนแรง และเชื่อว่าการปฏิบัติที่แท้จริงของแต่ละประเทศ ย่อมต้องหาวิถีทางให้ประเทศตัวเองสามารถปรับตัวและดำรงอยู่ให้ได้มากที่สุด…

 

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

อ้างอิง: 

 

The post เมื่อทรัมป์มาโลกป่วน แต่ความยั่งยืนต้องเดินหน้าต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 แบงก์ใหญ่ของสหรัฐฯ รีบถอนตัวจากกลุ่มธนาคาร Net Zero ก่อนทรัมป์ ผู้หนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล กลับมานั่งตำแหน่งประธานาธิบดี https://thestandard.co/us-banks-withdraw-net-zero-trump/ Sun, 12 Jan 2025 11:46:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1029686 ธนาคาร สหรัฐฯ

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 6 แห่งของสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากกลุ่มธน […]

The post 6 แบงก์ใหญ่ของสหรัฐฯ รีบถอนตัวจากกลุ่มธนาคาร Net Zero ก่อนทรัมป์ ผู้หนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล กลับมานั่งตำแหน่งประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคาร สหรัฐฯ

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 6 แห่งของสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากกลุ่มธนาคารทั่วโลกที่มีเป้าหมาย Net Zero ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวนโยบายหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล จะกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2

 

โดย JPMorgan เป็นธนาคารล่าสุดที่ถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตรธนาคารที่มีเป้าหมายปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Banking Alliance: NZBA) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ (UN) เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา 

 

นับเป็นธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ แห่งที่ 6 ที่ออกจากกลุ่มดังกล่าวต่อจาก Citigroup, Bank of America, Morgan Stanley, Wells Fargo และ Goldman Sachs

 

ทั้งนี้ กลุ่ม NZBA เป็นกลุ่มที่ได้ให้คำมั่นว่าจะปรับกิจกรรมการให้สินเชื่อ การลงทุน และตลาดทุน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 หรือเร็วกว่านั้น

 

โดยปัจจุบัน NZBA ยังคงมีธนาคาร 141 แห่งเป็นสมาชิก ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปทั้งหมด

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การถอนตัวดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะป้องกันตัวเองจากการโจมตีของนักการเมืองฝ่ายขวาสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นหลังทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของประเทศในวันที่ 20 มกราคมนี้

 

“การที่ธนาคารใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ เหล่านี้ออกจาก NZBA อย่างกะทันหัน เป็นความพยายามเพื่อหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์จากทรัมป์และพวกพ้องที่ปฏิเสธปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” Paddy McCully นักวิเคราะห์อาวุโสจากกลุ่มหาเสียง Reclaim Finance กล่าว

 

พร้อมทั้งระบุอีกว่า “ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นหัวข้อสำคัญในวาระทางการเมือง ธนาคารต่างๆ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะอวดอ้างถึงคำมั่นสัญญาของตนในการดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ แต่ตอนนี้ที่ลูกตุ้มทางการเมืองแกว่งไปในทิศทางตรงกันข้าม การดำเนินการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไปสำหรับแบงก์วอลล์สตรีท”

 

ทั้งนี้ ระหว่างหาเสียง ทรัมป์สัญญาว่าจะผ่อนคลายการกำกับอุตสาหกรรมพลังงาน ยกเลิกกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม และขุดเจาะน้ำมันมากขึ้น 

 

Citigroup เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของ NZBA โดยโฆษกของธนาคารกล่าวว่า การตัดสินใจที่จะถอนตัวของ Citigroup จะทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขอุปสรรคในการระดมทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำได้”

 

พร้อมระบุว่า “เรายังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และยังคงโปร่งใสเกี่ยวกับความคืบหน้าของเราต่อไป” โฆษกของ Citigroup กล่าว

 

ด้าน JPMorgan กล่าวในแถลงการณ์ว่า จะทำงานอย่างอิสระเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของบริษัท ลูกค้า และผู้ถือหุ้น ขณะที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่โซลูชันที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำไปพร้อมๆ กับความมั่นคงด้านพลังงาน”

 

โฆษกของ Goldman Sachs กล่าวว่า ธนาคารมุ่งเน้นต่อมาตรฐานที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และยืนกรานว่าธนาคารก้าวหน้าอย่างมากในเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์

 

Wells Fargo แสดงความคิดเห็นเพียงเพื่อยืนยันการถอนตัวจากพันธมิตร ขณะที่ Bank of America และ Morgan Stanley ยังไม่ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น

 

Toby Kwan ผู้จัดการอาวุโสของ Carbon Trust กล่าวว่า การถอนตัวของธนาคารออกจาก NZBA อาจทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะรวมภาคส่วนใดไว้ในเป้าหมาย รวมถึงกรอบเวลาที่เข้มงวดน้อยลงในการดำเนินการ

 

การเป็นสมาชิก NZBA ถูกโจมตีจากนักการเมืองฝ่ายขวาของสหรัฐฯ โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 กลุ่มรัฐในสหรัฐฯ ที่นำโดยเท็กซัสฟ้อง BlackRock, Vanguard และ State Street ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ทั้งหมด เนื่องจากใช้นโยบายสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการพึ่งพาถ่านหิน ซึ่งโจทก์กล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น

 

ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตุลาการที่นำโดยพรรครีพับลิกันของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่า บริษัทการเงินและนักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศสมคบร่วมกันคิดเพื่อ ‘กำหนดเป้าหมาย ESG ที่รุนแรง’ ต่อบริษัทของสหรัฐฯ

 

Toby Kwan กล่าวอีกว่าการสูญเสียธนาคารสหรัฐฯ 6 แห่งไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนความตายของ NZBA แต่อย่างใด “ในขณะที่สถาบันการเงินหลักเหล่านี้ออกจากกลุ่ม ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอนาคตของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในภาคการเงิน

 

ปัจจุบันสมาชิก NZBA ที่เหลือถือว่ายังเป็นส่วนสำคัญของภาคการธนาคารทั่วโลก โดยควบคุมสินทรัพย์ธนาคารทั่วโลกประมาณ 40% หรือ 64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นอิทธิพลอันสำคัญนี้ไม่สามารถมองข้ามได้ และสมาชิก NZBA ก็สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ Net Zero ได้

 

“ด้วยการเสริมความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย NZBA จะทำให้ธนาคารที่เหลือสามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้ใช้การขัดขวางของสหรัฐฯ เป็นข้ออ้างเพื่อรักษาจุดยืนที่อ่อนแอ” Paddy McCully กล่าว

 

ภาพ: Dan Kitwood / Staff / Getty Images

อ้างอิง:

The post 6 แบงก์ใหญ่ของสหรัฐฯ รีบถอนตัวจากกลุ่มธนาคาร Net Zero ก่อนทรัมป์ ผู้หนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล กลับมานั่งตำแหน่งประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>